สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

สารพัดต้นไม้จัดสวน

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

ต้นนี้อยู่บทไหน ดูที่นี่

ค้นหาต้นไม้ได้ตรงนี้

สวนสไตล์ต่างๆ

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

สัตว์ในสวน- ศัตรูพืช และโรคพืช- สารฉีดพ่นปลอดภัย

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ต้นไม้ชื่อนี้มีระดับ

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

เลือกปลูกต้นไหนดีหนา ?

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 18/08/2017
สถิติผู้เข้าชม 7,723,111
Page Views 12,242,379
 
« August 2017»
SMTWTFS
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

ชื่อนั้นสำคัญฉะนี้

ชื่อนั้นสำคัญฉะนี้



ชื่อนั้นสำคัญฉะนี้


วินิจติอี้- ได้รับเกียรติใช้เป็นนามพันธุ์พืชแห่งโลกสากล 15พันธุ์

พระยาวินิจวนันดร (โต โกเมศ)

  เราได้พบเห็นชื่อพืชในภาษาละตินซึ่งเป็นพืชพันธุ์ที่นักธรรมชาติศึกษาต้องเรียกให้เหมือนกันทั่วโลก ที่ลงท้ายเป็นชื่อพันธุ์ (Species) ซึ่งนอกจาก"ไซเมนซิส" หรือ "ไซเมนเซ" อันหมายถึงประเทศไทยแล้ว เรายังพบคำว่า " วินิจติอี้ " (Winitii) ลงท้ายเป็นชื่อพันธุ์พืชสากลอยู่อีกถึง 15พันธุ์

                       " วินิจติอี้ " (Winitii) คือชื่อที่นักพฤกษศาสตร์สากลได้ไปจากนามของ พระยาวินิจวนันดร ( โต โกเมศ ) ซึ่งถือได้ว่าเป็นบิดาทางพฤกษศาสตร์ของเมืองไทย  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระยาวินิจวนันดร เป็นผู้ศึกษาพืชในสกุล เสี้ยว หรือ ชงโค (Bauhinia Spp.) ในระดับผู้เชี่ยวชาญเอกของโลกในอดีตเลยทีเดียว  นักพฤกษศาสตร์ ชาวต่างประเทศหลายคนในสมัยนั้น ได้เดินทางเข้ามาศึกษาหาความรู้ของพืชในสกุลเสี้ยวหลายคน พืชในสกุลนี้ที่รู้จักกันแพร่หลายทั่วโลกได้แก่ "อรพิม" หรือ " คิ้วนาง" ซึ่งได้ใช้นามท่านไปใช้เป็นนามพันธุ์พืชต้นนี้ในชื่อสากลทางพฤกษศาสตร์ ว่า บอฮิเนีย วินิจติอี้ (Bauhinia winitii)

พระยาวินิจวนันดร (เกิด พ.ศ. 2433- พ.ศ. 2498) สำเร็จวิชาการป่าไม้จากโรงเรียน อิมพิเรียล ฟอเรสต์ คอลเลจ เด ระดูน  ยูไนเต็ดฟรอวินเชส  จากประเทศอินเดีย เมื่อพ.ศ. 2453  รับราชการกรมป่าไม้ตั้งแต่ พ.ศ.2454 ถึง พ.ศ. 2486 ตลอดเวลา 32ปี ที่ท่านรับราชการท่านได้ทุ่มเทเวลาให้กับวิชาพฤกษศาสตร์ รวมทั้งได้ใช้เวลาว่างศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพันธุ์พืชต่างๆที่มีขึ้นอยู่ ในป่าเมืองไทย จนได้รับเกียรติอย่างสูงจากวงการพฤกษศาสตร์สากลในงานด้านนี้ ท่านเป็นผู้ริเริ่มรวบรวมหนังสือรายชื่อ "พรรณไม้แห่งประเทศไทยฉบับชื่อพื้นเมือง - พฤกษศาสตร์"
                จนพิมพ์สำเร็จเป็นเล่ม ได้ครั้งแรกของประเทศ เมื่อพ.ศ. 2500  แต่ก่อนหน้านั้นในพ.ศ. 2483 ท่านได้ค้นคว้ารวบรวมและจัดพิมพ์หนังสือ "ไม้ ประดับบางชนิดของไทย" สำเร็จมาแล้ว โดยสามารถรวบรวมพันธุ์ไม้ต่างๆในประเทศไทยไว้ถึง 41วงศ์ (Family) 270 สกุล (Genus) เป็นผู้บัญญัติคำว่า "ไม้ประดับ" มาจากภาษาอังกฤษ
" House Plants" ซึ่งพวกเราได้ใช้คำนี้ต่อมาถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้พระยา วินิจวนันดร ยังเป็นผู้ริเริ่มวางรากฐานให้ประเทศไทยมี "หอ พรรณไม้" สำหรับเป็นสถาบันเก็บตัวอย่างพันธุ์พืช ไว้เพื่อการสอบสวนศึกษาให้กับกรมป่าไม้ ในสมัยริเริ่ม หอพรรณไม้  พระยาวินิจวนันดร ได้เก็บตัวอย่างพันธุ์พืชไทยไว้ได้มากกว่า 1600พันธุ์ซึ่งกรมป่าไม้ยังใช้ประโยชน์จาก "หอพรรณไม้" จนถึงทุกวันนี้



จากหนังสือ ธรรมชาติศึกษาดอกไม้และประวัติไม้ดอกเมืองไทย ของท่านอาจารย์ วิชัย อภัยสุวรรณ
เพื่อระลึกถึงด้วยความเคารพสูงสุดแด่บิดาแห่งพฤกษศาสตร์ของไทย 
พระยาวินิจวนันดร (โต โกเมศ)

ชื่อนั้นสำคัญฉะนี้

ท่านได้เขียนเรื่องต้นไม้ต้นนี้ไว้ในหนังสือท่านว่า

ต้นไม้ในสกุลตะเบบูย่านี้ยังมีอีกมากมายหลายพันธุ์และส่วนมากจะมีดอกอยู่เพียงสองสีเท่านั้นคือพวกดอกสีชมพู และ พวกดอกสีเหลือง อยากให้พืชสกุลนี้พวกที่มีดอกสีชมพูได้ใช้นามของหม่อมราชวงศ์หญิง ส่วนพวกดอกเหลืองก็ให้ได้ใช้นามของหม่อมราชวงศ์ชาย  เหมือนกับที่ ชาวสเปนมีการยกย่องบุคคลในระดับ “Donna” ของเขา ไปใช้เป็นนามสามัญ ของพืชในสกุล   Musaenda Sp.ทั้งสกุล   จึงอยากนำเรื่องราวของต้นไม้ที่ ท่านกล่าวถึงมานำเสนอ ดังนี้   
เหลืองเชียงราย

   ชื่อพฤกษศาสตร์:   Tabebuia chrysantha.,Nichols

วงศ์ : BIGNONIACEAE

ชื่อ สามัญ: Spring Bell

ถิ่นกำเนิด :    อเมริกากลางและอเมริกาใต้

    เป็นไม้ยืนต้น สูง 4-5 เมตร ใบรวมออกเป็นช่อ ช่อละ 5 ใบ ดอก สีเหลืองออกเป็นช่อ ช่อละ 3-10 ดอก กลีบเลี้ยงรูปถ้วยสีน้ำตาลมีขน  กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดรูปแตรยาว 5-8 เซนติเมตรลาย ปลายแยกเป็น 5 กลีบนุ่ม   เกสรเพศผู้ 4 อัน สั้น 2 ยาว 2  โคนก้านมีขน  

ออกดอกในฤดูร้อนเดือนมีนาคม-เมษายน ขณะออกดอกทิ้งใบเกือบหมดต้น ดอกส่วนมากมักบานทั้งต้นพร้อมกันในวันเดียว ดอกที่เหลือส่วนน้อยบานในวันต่อไปราว 4 วันก็บานหมดต้น

ขยายพันธุ์ทั้งวิธีปักชำ,ตอน แต่นิยมปลูกด้วยวิธีเพาะเมล็ด เพราะจะได้ต้นไม้ที่สมบูรณ์ และมีอายุยืนกว่า


รูปภาพ : สวนสวรส
เหลืองถนัดศรี
ชื่อพฤกษศาสตร์ : Tabebuia donnell-smithii

วงศ์ : BIGNONIACEAE

ชื่อสามัญ : Silver Trumpet Tree

ชื่ออื่น : เหลืองถนัดศรี

ถิ่นกำเนิด : อินเดีย , ปารากวัย

ต้นสูงประมาณ 8 เมตร ดอกรูปกรวยยาว 3-8 เซนติเมตร ใบรวมเป็นช่อ ช่อละ 5-7 ใบ แต่มีใบแคบกว่าก้านใบและก้านช่อใบจึงดูออกยาวเก้งก้าง

ดอกสีเหลืองตุ่นคล้ายขี้เถ้าปน ออกดอกในฤดูร้อนเช่นเดียวกั 

เหลืองถวัลภากร 
ชื่อพฤกษศาสตร์  : Tabebuia serratifolia.,Nichols

วงศ์ : BIGNONIACEAE

ชื่อสามัญ : Yellow Pui

ชื่ออื่น : เหลือง ถวัลภากร

ถิ่นกำเนิด             ตรินิแดด, โตเบโก และหมู่เกาะ อินดีส

ไม้ยืนต้น ขนาด ต้นสูง 6-9 เมตรนับว่าเป็นต้นไม้ที่ให้ดอกน่าทึ่งต้นหนึ่ง

ดอกรูปกรวยสีเหลืองเข้มยาว 6 เซนติเมตร ดอกบานติดต้นได้นานกว่าใครอื่นต้นนี้สูงได้ถึง 10 เมตร  ใบรวมเป็นช่อ ช่อละ 4-5 ใบ ออกดอกในฤดูร้อน เช่นกัน

เหลืองปรีดิยาธร

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tabebuia arentea Britt

ชื่อสามัญ : Golen Trumpet Tree

วงศ์ : BIGNONIACEAE

ไม้ ต้นขนาดเล็กผลัดใบ ต้นนี้สูงได้ไม่เกิน8 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาล แตกเป็นร่อง กิ่งก้านแตกเป็นชั้น ใบประกอบรูปนิ้วมือ ใบย่อย 5-7 ใบ รูปรีแกมรูปขอบขนาน ปลายใบมนหรือแหลม โคนใบมนหรือสอบ ใบเหลือบสีเงินทั้งสองด้าน   ดอกสีเหลืองก้านใบและก้านช่อยาวเหมือนเหลืองถนัดศรี ดอกมีขนาดเล็กกว่าเท่าหนึ่ง แต่เป็นต้นไม้ที่ร่ำรวยดอกเป็นพิเศษ เป็นต้นที่ออกดอกดกที่สุดในตระกูลตะเบ ช่อดอกหนึ่งออกดอกได้ตั้งแต่ 15-25 ดอกออกเป็นช่อกะจุกแน่นที่ปลายกิ่ง โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยก 5 กลีบ ผล เป็นฝัก สีเทา มีเส้นสีดำ ออกดอกเดือนกุมภาพันธ์ - มีนาคม ขยายพันธุ์ ด้วยเมล็ด

และดอกจะบานพร้อมกันเหมือนเหลืองคึกฤทธิ์ เป็นสีเหลืองที่สดใสและสว่างไสวมาก อีกทั้งกลีบดอกที่ยังเป็นริ้วลอนสวยสดุดตากว่าตะเบบูย่าต้นใดๆ

เวลาออกดอกจึงงามหลาย  เหลืองอ๋อยไปทั้งต้นเชียว 

ชมพูพันธุ์ทิพย์

ชื่อพฤกษศาสตร์  : Tabebuia rosea.,DC.

วงศ์ : BIGNONIACEAE

ชื่อสามัญ : Pink Trumpet shrub

ชื่ออื่น : ชมพูอินเดีย , ธรรมบูชา

ถิ่นกำเนิด : อเมริกากลาง. อเมริกาใต้ 

       ชมพู พันธุ์ทิพย์คือ ตะเบบูย่า ชนิดหนึ่งที่ หม่อมราชวงศ์พันธุ์ทิพย์ บริพัตร ชายาของพลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมพฏพงษ์ บริพัตร นำพันธุ์   เข้ามาจาก อาร์เจนตินาปลูกรายแรกในประเทศไทย ในปีพ.ศ.2500

ชมพูพันธุ์ทิพย์เป็นเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลาง ถึงขนาดใหญ่ สูงราว 15-25 เมตร   แตกกิ่งก้านใบมาก พุ่มใบหนาแน่น    

ใบประกอบรูปนิ้วมือ ใบย่อย 5 ใบ ใบรูปขอบขนานหรือรูปไข่แกมรูปรี กว้าง 3-7 เซนติเมตร ยาว 7.5-16 เซนติเมตร   ปลายใบแหลม
หรือเรียวแหลม โคนใบมนหรือสอบ ขอบใบเรียบ แผ่นใบสีเขียวเข้ม

ดอกสีชมพูอ่อน  ออกเป็นช่อแบบช่อกระจุกที่ปลายกิ่ง   มีดอกย่อย จำนวนมาก โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดปลายแยกเป็น 5 แฉก คล้ายรูปแตร   ยาว 5-7 เซนติเมตร มักบาน พร้อมกัน ร่วงง่าย ดอกบานเต็มที่กว้าง 5-8 เซนติเมตร
ผลแห้งแตก เป็นฝักกลม ยาว 15-30 เซนติเมตร เมื่อแก่แตกเป็น 2 ซีก เมล็ดแบน สีน้ำตาล  มีปีก  
   

ออกดอกเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน

เป็น ไม้เลี้ยงง่ายโตเร็ว ไม่ค่อยมีโรคและแมลงรบกวน ต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง แสงแดดตลอดวัน นิยมปลูกตามสถานที่ราชการและสวนสาธารณะ 

รูปภาพ : สวนสวรส

  ชมพูระย้าทิพย์  

ชื่อพฤกษศาสตร์ : Tabebuia impetiginosa.,DC.

วงศ์ : BIGNONIACEAE

ชื่อสามัญ : Pink Trumpet shrub

ชื่ออื่น : ชมพู ระย้าทิพย์ 

ไม้ต้นขนาดกลางสูง12-15เมตรกึ่งผลัดใบ ดอกจะบานสะพรั่งในช่วงปลายฤดูหนาวดอกสีชมพูลาเวนเดอร์สดใสออกดอกดก
มีถิ่นกำเนิดอยู่ในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ชาวพื้นเมืองนำมาใช้เป็นยาตั้งแต่ก่อนอนาจักรอินคา แม้กระทั้่งวันนี้ชาวบราซิลยังเรียกไม้ต้นนี้ว่า

pau d'Arco, หรือ "ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์"

  ชมพูมาลินี

ชื่อพฤกษศาสตร์ : Tabebuia pallida.,DC.

วงศ์ :  BIGNONIACEAE

ชื่อสามัญ :  Pink Trumpet shrub

มีถิ่นกำเนิดในหมู่เกาะแคริบเบียน

ไม้ต้นขนาดกลางกึ่งผลัดใบสูงประมาณ 10-15 เมตรเปลือกสีเทาน้ำตาลเปลือกแตกเป็นร่อง ใบรูปไข่ขนาดประมาณ 16x6 ซม. สีเขียวเข้มเป็นมันวาว
ดอกรูปกรวยยาวประมาณ 8 ซม.กรวยดอกสีเหลืองกลีบดอกสีชมพูขาวซีด
ผลเป็นแคปซูลยาว12-18ซม.เมล็ดจำนวนมาก มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 ซม. เมล็ดมีปีกขยายพันธุ์ด้วย การเพาะเมล็ด
กระจายพันธุ์อยู่ในประเทศเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน

   ดอนญ่าขาว

ชื่อพฤกษศาสตร์ : Musaenda philippica.,A.Rich.

วงศ์ : RUBIACEAE

ชื่อสามัญ ; Budha's Lamp , Virgin Tree

ชื่ออื่น : ดอนญ่า , พุทธประทีป

ถิ่นกำเนิด : ประเทศฟิลิปปินส์

                     ดอน ญ่าขาว เป็นดอนญ่าพันธุ์สำคัญที่รู้จักกันกว้างขวางมากกว่าชนิดอื่นๆ ชาวฮ่องกงเรียก ชื่อดอนญ่าชนิดนี้กันมานานแล้วว่า " พุทธประทีป " ( Budha's Lamp ) ภายหลังมีการเปลี่ยนชื่อ    พฤกษศาสตร์ เพื่อให้เป็นเกียรติแก่ท่านผู้หญิง ออโรร่า (aurora ) ภริยาของประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์

                             เป้นต้นไม้ที่มีใบประดับ ( Bract ) ดกมากสีขาว  เป็นไม้พุ่มขนาดกลาง สูงประมาณ 4-8 เมตร แต่ส่วนใหญจะไม่ค่อยเจอเลี้ยงไว้ต้นสูงขนาดนั้นเพราะไม่ค่อยสวย นิยมตัดแต่งเป็นทรงพุ่มเตี้ยมากกว่า มีขนาดใบใหญ่และหนากว่าดอนญ่าชนิดอื่น บางโอกาสจะเห็นใบประดับขาวเต็มต้น ดอกแท้เป็นสีเหลืองขนาดเล็ก ไม่ดกมากแต่ออกตลอดปี
 ดอนญ่าขาว เป็นต้นไม้กลางแจ้ง ขยายพันธุ์ด้วยวิธีตอน หรือตัดกิ่งปักชำ ปลูกง่ายขึ้นง่าย เจริญเติบโตเร็ว เพราะไม่เลือกดินและปุ๋ยเหมือนดอนญ่าชนิดอื่

รูปภาพ : สวนสวรส
ดอนญ่าลูซ

 ชื่อสามัญ : Dona Luz

ชื่อพฤกษศาสตร์ : Mussaenda philippica.,(A.Rich)Schum&Thoun.

วงศ์ : Rubiaceae

ถิ่นกำเนิด : ฟิลิปปินส์

ดอนญ่าลูซแมกไซไซ (Dona Luz Magsaysay) เป็นลูกผสมของดอนญ่าขาวและดอนญ่าแดง

 ดอน ญ่าลูซ เป็นดอนญ่าลูกผสมของฟิลิปปินส์ ผู้ผสมพันธุ์ไม้ชนิดนี้ได้ตั้งชื่อให้เป็นเกียรติแก่ท่านผู้หญิงลูซภริยา ประธานาธิบดี แมกซ์ ซาย ซาย

ต้นไม้ ประเภทนี้ต้องขยันตัดกิ่ง จะแตกกิ่งได้มากและเร็วดอนญ่าลูซจะมีใบประดับดกมากกว่าชนิดอื่นและสวยมากต้น หนึ่ง ใบประดับจะเป็นสีชมพู ออกเป็นกลุ่มหนาแน่นตามยอดและตามปลายกิ่งดอกแท้มีขนาดเล็กสีเหลืองแต่เพราะ ใบประดับซ้อนทับกันหนาแน่นจึงมองไม่ค่อยเห็นดอกแท้เหมือนดอนญ่าชนิดอื่น

ดอนญ่าลูซเป็นต้นไม้กลางแจ้งขยายพันธุ์ด้วยวิธีปักชำหรือตอนปลูกง่ายและเติบ โตได้ดีในดินทุกประเภท

รูปภาพ : สวนสวรส

ดอนญ่าควีนสิริกิตติ์ 

 ชื่อสามัญ : ดอนญ่าควีนสิริกิตติ์               

 ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Mussaenda philippica A.Rich cv. Queen Sirikit           

 วงศ์ : RUBIACEAE           

รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้ขอพระราชทานพระนามเป็นชื่อดอนญ่าพันธุ์ใหม่ เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯเยือนประเทศฟิลิปปินส์ในปี พ.ศ. 2506

เป็นไม้พุ่มสูงประมาณ 1-3 เมตร ใบ เดี่ยว ออกตรงข้าม รูปรี ปลายแหลม ขนาดกว้าง 4-6 เซนติเมตร

ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอด แต่ละช่อมีใบประดับขนาดใหญ่รองรับ สีชมพูอ่อน ขลิบขอบด้วยสีชมพูเข้มเกือบแดง ดอกย่อยสีเหลืองขนาดเล็ก มี 5 กลีบ

รูปภาพ : สวนสวรส
อรพิม
ชื่อพฤกษศาสตร์ : Bauhinia winitii Craib.

ชื่ออื่น คิ้วนาง 

ถิ่นกำเนิด : ป่าโปร่งบนเขาหินปูนทางภาคกลางและตะวันตกเฉียงใต้ของ ประเทศไทย

   ไม้เถามีมือเกาะกิ่งอ่อน ออกดอกประมาณเดือน สิงหาคม มกราคม ชอบขึ้นตามป่าผลัดใบ เป็นไม้ตระกูล  เสี้ยว หรือ ชงโค ขยายพันธุ์ด้วยการเพาเมล็ด หรือ ตอนกิ่ง

           ที่ นำอรพิมมาเอ่ยถึง เพราะคงไม่ค่อยมีใครรู้จักไม้ต้นนี้กันนัก หาดูได้ยาก และหามาปลูกยากเหมือนกันใครที่ชอบสะสมพันธุ์ไม้ก็อย่าลืมนึกถึงต้นนี้ด้วย ที่เห็นในรูปต้นของ อรพิม นำมาขึ้นโครงเลื้อยให้ไปแผ่ทรงพุ่มด้านบน จัดแต่งให้ได้ระดับความสูงตามต้องการ ด้านล่างทำลานไม้นั่งเล่นได้ หรูอย่าบอกใคร เวลาอรพิมออกดอก ดอกดกมากทยอยบานวันละ๑-๓ดอก ดอกใหญ่สีขาวดอกบานกว้างถึง ๑๓-๑๙ เซนติเมตร กลีบดอก ๕ กลีบ ร่วงง่าย เกสรตัวผู้ ๑๐ อันยาวประมาณ ๗ เซนติเมตร ชูอับเรณูขึ้นเหนือกลีบดอกอย่างเห็นได้ชัด ผลแบบฝักถั่วยาว15-25ซม.ออกดอกเดือนพฤษภาคม-เดือนตุลาคม

           ความสำคัญที่อยากพูดถึงมากกว่านั้นคืออยู่ที่คำระบุชนิด winitii ซึ่งลงชื่อท้ายพันธุ์พืชสากลอีก๑๕พันธุ์ที่นอกเหนือจากคำว่า simensis หรือ simensae อันหมายถึงประเทศไทย

           Winitii คือชื่อที่นักพฤกษศาสตร์สากลได้ไปจากนามของ อำมาตย์เอกพระยาวนิจวนันดร ( โต โกเมศ )  ซึ่งถือว่าเป็นบิดาทางพฤกษศาสตร์ของเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านได้ศึกษาพืชในสกุลเสี้ยว หรือชงโค อยู่ในระดับผู้เชี่ยวชาญเอกของโลกในอดีตทีเดียว

พืชในสกุลนี้ต้นหนึ่งที่รู้จักกันแพร่หลายทั่วโลก ได้แก่  อรพิม หรือ คิ้วนาง ซึ่งได้ใช้นามท่านไปใช้เป็นนามของพันธุ์พืชต้นนี้ในชื่อสากลทางพฤกษศาสตร์  ว่า บอฮิเนีย วินิจติอี้ ( Bauhinia winitii ) 

พบครั้งแรกจากป่าดิบแล้งในจังหวัดกาญจนบุรีเมื่อปีพ.ศ.2467

                    ขอฝากอรพิมอีกหนึ่งต้น  ต้นไม้ที่ทรงคุณค่าทั้งลักษณะเฉพาะตัว และอดีตความเป็นมาของนาม ที่ควรจดจำด้วยความภูมิใจ

รูปภาพ : สวนสวรส

บุนนาค

ชื่อพฤกษศาสตร์ : Mesua ferrea, Linn.

วงศ์: GUTTIFERAE

ชื่อสามัญ : Iron Wood


เฝ้ารอ....ดูดอกบาน...เผลอแพ้บ...ร่วงตุ้บ...เลยได้มาแค่นี้ ..รอปีหน้า


  ไม้บุนนาค โตสุด ๑๐กำ ยาวที่สุดตัดใช้การได้ ๕ วา ไม่มีแก่น เนื้อแข็ง เหนียว เนื้อไม้สีแดงจัด ดอกขาวหอมผลรับประทานไม่ได้ ไม้อย่างนี้ ชาวสยามใช้ทำรอด แล ตง แลพื้นเรือน อยู่ในร่ม ทนหลายชั่วคน

                    ข้อความที่คัดลอกมาข้างต้นนี้ ได้มาจากหนังสือ คำ อธิบายพรรณไม้ต่างๆที่มีอยู่ในป่า โดย เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ซึ่งท่านได้เรียบเรียงครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๗ ขนาดของไม้บุนนาคที่ท่านกล่าวถึง หมายความว่าไม้มีขนาดโตวัดรอบต้นได้ ๒ เมตรและยาว ๑๐ เมตร


ข้อ ความทั้งหมดที่ไล้สีอยู่ด้านบน ลอกมาจากหนังสือธรรมชาติศึกษา ประวัติไม้ดอกไม้ประดับเมืองไทย ของอาจารย์วิชัย อภัยสุวรรณ อีกทีหนึ่ง พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๒ ใครที่ไม่เคยรู้ก็จะได้นำมาถ่ายทอดให้ฟัง กัน หลายๆเรื่องที่อยู่ในนี้ก็มีที่มาจากหนังสือของท่าน 

                      ต้นนี้คนใต้เขาเรียกกันว่านาคบุตร ส่วนคนเหนือเรียก สารภีดอย ส่วนชื่อ บุนนาค เป็นเรื่องที่ผู้รู้ท่านบอกว่า ล้นเกล้าฯรัชกาลที่๖ ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานนามสกุลให้แก่ เจ้าพระยาภาสกรวงษ์ (พร บุนนาค ) ต้นสกุลของบุนนาค ก็เพราะทรงเห็นว่าในบ้านของเจ้าพระยาภาสกรวงษ์มีต้นบุนนาคขนาดใหญ่ๆอยู่ใน บริเวณบ้านมากมายหลายต้น จึงโปรดเกล้าพระราชทานนามสกุลให้ว่า บุนนาค ท่านพระยา ภาสกรวงษ์เองก็เป็นผู้ที่รักต้นไม้และชอบปลูกต้นไม้มากท่านเป็นผู้สั่ง พันธุ์ไม้หลายอย่างจากต่างประเทศ เข้ามาปลูกเลี้ยงเป็นรายแรกของเมืองไทย

     บุนนาคเป็นต้นไม้ที่โตช้ามาก สูงใหญ่ได้มากกว่า ๒๕ เมตร ไม่ผลัดใบเขียวได้ทั้งปี  เรือนยอดเป็นพุ่มแจ้รูปกรวย ลำต้นเรียบเปลาตรง เปลือกค่อนข้างเกลี้ยงสีน้ำตาล ใบเป็นใบเดี่ยวออกเป็นคู่ตรงข้าม รูปใบหอกปลายไใบแหลม ด้านบนใบสีเขียวด้านล่างเขียวอ่อนเกือบขาว ขนาดของใบกว้างประมาณ3ซม.ยาว12ซม.

            บุนนาคปกติเป็นไม้ดอกช่อ ผลิช่อดอกตามโคนก้านใบบริเวณตอนปลายกิ่งช่อละ3-4ดอก มักออกช่อดอกตามโคนก้านใบติดๆกันเกือบทุกๆใบของกิ่งก้านที่ผลิใหม่ แต่ตามก้านกิ่งเก่ามักออดอกคล้ายดอกไม้ดอกเดี่ยวเพียงง่ามใบละ1-2ดอก ในก้านเก่าหรือกิ่งแก่เหล่านี้จะติดช่อดอกหรือติดดอกกิ่งละ1-2แห่งเท่านั้น ไม่ผลิช่อดอกถี่ๆตามง่ามใบอย่างในกิ่งที่เพิ่งแตกใหม่ๆ ขนาดดอกบานเต็มที่6.5-9ซม.กลีบดอกสีขาวหรือเหลืองอ่อนเรียง2ชั้นสลับกัน เกสรผู้มีมากเป็นกระจุกฝอยสีเหลืองสดใส เกสรเมียอยู่กึ่งกลางบนฐานรังไข่กลางดอก ดอกบุนนาคมีกลิ่นหอมรัญจวนใจมาก จะได้กลิ่นชมดอกก็ประมาณเดือนมีนาคม-เดือนกรกฎาคมบุนนาคขยายพันธุ์ด้วยวิธีคุณภาพ คือเพาะเมล็ดอย่างเดียว  อย่างอื่นกระทำได้แต่จะเติบโตได้อย่างสมบูรณ์น่ะ   ยาก..

ชวนชม
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Adenium obesum., Balf.
ชื่อสามัญ : Desert rose
วงศ์ : APOCYNACEAE


   พระนางเธอ พระองค์เจ้าลักษมีลาวัณ (ซึ่งเป็นพระมเหสีองค์ที่ ๒ ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ )

ได้ทรงนำพันธุ์ชวนชมเข้าไปปลูกในพระตำหนักลักษมีวิลาส เป็นครั้งแรก และพระองค์ท่านเป็นผู้ให้ชื่อดอกไม้นี่ว่า "ชวนชม"
                  ชวนชมเป็นพันธุ์ไม้พื้นเมืองของทวีปอาฟริกาเป็นพืชลำดับที่อยู่ในวงศ์เดียว กับลั่นทม คือวงศ์ Apocynaceae เป็นพืชเนื้อเยื่ออ่อน เปลือกของลำต้นบาง ต้นและลำต้นกลมหนามีน้ำยางใสๆอยู่ในต้นและใบ ยางของชวนชมจะมีรสขมจัดกว่าพืชในวงศ์เดียวกัน
ชวนชมเป็นพันธุ์ไม้กลางแจ้งต้องการแสงแดดมากๆแต่ไม่ต้องการน้ำมาก เพราะเป็นพืชที่อดน้ำและทนต่อความแห้งแล้งได้อย่างเป็นเยี่ยม

จึงได้รับการขนานนามว่า กุหลาบทะเลทราย หรือ Desert Rose

รูปภาพ : สวนสวรส
รำเพย

ชื่อสามัญ : Yellow Oleander

ชื่อพฤกษศาสตร์ : Thevetia peruviana.,K.Schum

ชื่ออื่น : รำเพย, นารีรำพึง

วงศ์ : APOCYNACEAE

ต้นไม้นี้ชาวโรงเรียนเทพศิรินทร์เรียกว่า รำเพย เป็นต้นไม้สัญลักษณ์ของโรงเรียนทั้งนี้เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองพระเกียรติแด่พระนามของหม่อมเจ้าหญิง รำเพย ในกรมหมื่นมาตยาพิทักษ์

(กรมหมื่นมาตยาพิทักษ์เป็นโอรสในรัชกาลที่ 3)

         พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ 4 ทรงมีพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระองค์เจ้ารำเพยรามราภิรมย์เป็นสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งในปัจจุบันเฉลิมพระนามพระองค์คือ สมเด็จพระนางเจ้ารำเพยรามราภิรมย์ พระบรมราชินีนาถ

          สมเด็จพระนางเจ้ารำเพยฯ คือสมเด็จพระราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่5) ซึ่งภายหลังได้ทรงโปรดเกล้าฯสถาปนาพระนามอัฐิเป็น กรมสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ ซึ่งเป็นพระนามที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯพระ ราชทานให้เป็นนามของโรงเรียนเทพศิรินทร์ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองพระเกียรติแก่พระราชชนนีของพระองค์ด้วย

                      รำเพย เป็นต้นไม้ยืนต้นขนาดย่อม พุ่มต้นโปร่ง มีขนาดต้นสูงเต็มที่ไม่เกิน 6 เมตร ออกดอกเป็นช่อตามปลายกิ่งมีความสามารถพิเศษคือติดผลได้แน่นอนทุกดอก 100% (ดูบทความเรื่องพืชมีพิษประกอบด้วย)

รูปภาพ : สวนสวรส

แก้วเจ้าจอม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Guaiacum officinale Linn.

ชื่อสามัญ : Lignum Vitae
วงศ์ : Zygophyllaceae
ถิ่นกำเนิด : อเมริกาใต้
ใบของแก้วเจ้าจอมสี่ใบ(2คู่)
ใบของแก้วเจ้าจอมหกใบ(3คู่)

ต้นแก้วเจ้าจอมเป็นไม้ ประจำสถาบันราชภัฏสวนสุนันทา

อาจารย์คุณหญิงกรองแก้ว ปทุมมานนท์ เป็นผู้นำดอกแก้วเจ้าจอมมาเป็นสัญลักษณ์ประจำสถาบัน “เพราะเป็นต้นไม้มีค่า มีแต่ที่สวนสุนันทาแห่งเดียว"

ได้รับการจัดลำดับเป็นพันธุ์พืชอนุรักษ์ในบัญชีที่ ๒ ของพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. ๒๕๒๕

เหตุที่ชื่อ “แก้วเจ้าจอม” เพราะเป็นไม้ของเจ้าจอมในสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงรัชกาล ที่ 5 ในครั้งรัชสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริสร้างสวนสุนันทาขึ้นเป็นที่ ระลึกถึงพระมเหสี คือ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ โดยในสวนดัง กล่าวแวดล้อมไปด้วยไม้นานาพรรณ และมีต้นแก้วเจ้าจอมซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงนำมาปลูกไว้ในวังแห่งนี้

ปัจจุบันแก้วเจ้าจอมต้นนี้ปลูกไว้บริเวณ เนินดินหน้าอาคาร 1 ขนาดต้นสูงประมาณ 15 เมตร

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ลำต้นเป็นไม้ขนาดเล็กถึงกลางสูง 10- 15 เมตร ไม่ผลัดใบ ลำต้นคดงอ กิ่งก้านเป็นปุ่มปม ไม้เนื้อแข็งและหนัก เป็นไม้จมน้ำที่ทนแรงอัดและน้ำเค็ม ต้นแตกใบพุ่มแผ่กว้าง เหมาะเป็นไม้ปลูกในสนาม เปลือกสีเทาเข้ม กิ่งมีข้อพองเห็นเป็นปุ่มทั่วไป ใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ มีใบย่อย 2-3 คู่ เรียงตรงข้ามดู แกนกลาง ใบประกอบยาว 1-1.5 ซ.ม. ก้านใบประกอบยาว 0.5-1.0 ซ.ม. ใบย่อยไม่มีก้านรูปไข่กลับ รูปไข่กว้างหรือรูปรีเบี้ยวเล็กน้อยมี 2 ชนิด คือ ใบย่อย 2 คู่(4ใบ) ออกดอกง่าย และชนิดใบย่อย 3 คู่ (6ใบ)ซึ่งออกดอกน้อยกว่า

          ดอก เป็นดอกเดี่ยวสีฟ้าม่วงหรือสีฟ้าคราม และจะจางลงเมื่อ ใกล้โรย มีกลิ่นหอม

ผล มีขนาดเล็กรูปหัวใจกลับ กดแบนลงสีเหลืองสดในหรือส้ม เมล็ดแข็งรูปไข่  การขยายพันธุ์แก้วเจ้าจอมที่นิยมกันทั่วไปคือ การเพาะเมล็ดดีที่สุด ลำต้นจะได้มีรากแก้วยึดเกาะและดูดซับอาหารได้ดีกว่าการ ตอนกิ่ง และการปักชำ
ออกดอกในช่วงเดือนธันวาคม-เมษายน และเดือนสิงหาคม- ตุลาคม สาเหตุที่ทำให้แก้วเจ้าจอมไม่ออกดอกและต้นไม่โต  อาจเป็นเพราะดินไม่ชุ่มฉ่ำ ขาดความเย็น ที่สำคัญ การออกดอกต้องขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและความชื้น

และการที่แก้วเจ้าจอม มีชื่อสามัญเป็นภาษาลาตินว่า ‘ลิกนัมไวเท’ ซึ่งแปลว่า'ไม้แห่งชีวิต' นั้น ก็เพราะมีสรรพคุณทางสมุนไพร
จากบันทึกของหลวงบุเรศบำรุงการ สรุปว่าช่วยรักษาได้หลายโรค
ยางไม้ใช้เป็นยาขับเสมหะ แก้ข้ออักเสบ ใช้ร่วมในยาฟอกเลือด ทำเป็นยาอมแก้ต่อมทอนซิลและหลอดลมอักเสบ ละลายในเหล้ารัมและน้ำ ใช้อมกลั้วแก้เจ็บคอ กินแก้ปวดท้อง ใช้ใส่แผลได้
น้ำคั้นจากใบกินแก้อาการท้องเฟ้อ
เปลือกและดอกเป็นยาระบาย ผงชาจากดอกเป็นยาบำรุงกำลัง และยังใช้เป็นยาตรวจคราบโลหิตในนิติเวชวิทยาได้อีกด้วย

กุหลาบจุฬาลงกรณ์
ชื่อสามัญ :Rose
ชื่อพฤกษศาสตร์ : Rosa spp
วงศ์ : ROSACEAE


    กุหลาบ Chulalongkorn(จุฬาลงกรณ์ )  เป็นกุหลาบไร้หนามที่ พระราชชายา เจ้าดารารัศมีปลูก เพื่อถวายเป็นพระบรมราชานุสรณ์แด่ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่5 พระราชสวามีในพระองค์
พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ทรงโปรดกุหลาบมาก ทรงพบกุหลาบขนาดใหญ่พันธุ์หนึ่งจากกุหลาบที่ทรงได้รับการถวายมาเป็นกุหลาบพุ่มกึ่งเลื้อย ออกดอกเป็นช่อ ดอกบานรูปถ้วย กลีบดอกซ้อนกันเป็นจำนวนมาก เป็นกุหลาบซึ่งมีสีชมพูระเรื่อ ไม่มีหนาม ส่งกลิ่นหอมตลอดเวลา จึงได้พระราชทานนามกุหลาบพันธ์นั้นว่า "จุฬาลงกรณ์"

   
ในช่วงปลายพระชนม์ชีพ ก็ทรงโปรดให้ปลูกกุหลาบ "จุฬาลงกรณ์" โดยรอบพระตำหนักและทรงตัดดอกถวายสักการะ พระราชสวามีเป็นประจำ

มะลิ ร.๕
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Jasminum rex.,Dunn.

ชื่ออื่น : ปันหยี

วงศ์ :OLEACEAE
"มะลิ ร.๕"หรือ Jasminum rex เป็นชื่อที่ท่านอาจารย์ เฮนรี่ เจมส์ เมอร์ตัน ตั้งชื่อมะลิพันธุ์ใหม่ที่พบที่จังหวัดจันทบุรีเมื่อคราวตระเวณหาพรรณไม้ ต่างๆในประเทศไทยเพื่อนำมามาใช้จัดสวนเพื่อเป็นการถวายความจงรัก ภักดี ที่พระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อท่าน และในฐานะที่เป็นศกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ของไทยทรงมีพระชนมายุครบ ๒๙ชันษาในขณะที่ฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบรอบ ๑๐๐ ปีพอดี

               ท่านอาจารย์เฮนรี่ได้ เข้ามาจัดสวนในพระราชอุทยานในพระบรมมหาราชวัง และในบริเวณรอบๆวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ที่เป็นแบบสวนผสมระหว่างสวนไทยกับสวนยุโรป ตามพระราชประสงค์ที่จะใช้ต้นไม้ในเมืองไทยปลูกคละปนกับต้นไม้ต่างประเทศ พระองค์ทรงเป็นต้นคิดในการจัดสวนผสมแบบนี้ขึ้นมาเป็นครั้งแรก

       ส่วนชื่อ "ปันหยี"นั้นเป็นชื่อตัวละครในวรรณคดีเรื่อง อิเหนา และก็ไม่ใช่ชื่อจริง เป็นชื่อที่อิเหนาปลอมแปลงชื่อเป็นปันหยีเพื่อลวงตำมะหงงและคนอื่นๆให้เกิด ความเข้าใจผิดเท่านั้นเอง ไม่ได้มีความสำคัญอันใด

"มะลิ ร.๕" เป็นพืช เถาเลื้อยขนาดเล็ก อาจเลื้อยไต่สิ่งเกาะยึดไปได้ไกล 3-5เมตร อยู่ในวงศ์เดียวกับมะลิ ใบสีเขียวเป็นมันออกเป็นคู่ๆตรงข้าม ทิ้งระยะคู่ใบค่อนข้างห่างกัน รูปใบมนรีปลายใบแหลม ก้านใบสั้นชิดติดกับเถา ดอกสีขาวมีกลิ่นหอม ออกดอกตามข้อต้นโคนใบ ตามปลายกิ่ง เป็นดอกไม้ดอกลา มี 8กลีบ ออกดอกช่อละ4-8ดอกแต่เดิมทีพบขึ้นอยู่ตามป่าเบญจพรรณหลายแห่งทั่วไปขยาย พันธุ์ได้หลายวิธีเช่น ตอน ปักชำกิ่ง หรือทับกิ่งก็ได้
บัวหลวง 

ชื่อพฤกษศาสตร์ : Nelumbo nucifera., Gaerth

ชื่อสามัญ : Lotus

ชื่ออื่น : บัว ,บัวอุบล, สัตตบุษย์ สัตตบงกช

วงศ์ : NELUMBONACEAE

  

บัวหลวง หรือ ปทุมชาติ พืชในวงศ์นี้มีอยู่สกุลเดียวคือสกุลบัวหลวง หรือสกุล NELUMBO

ซึ่ง ในโลกมีอยู่สองพันธุ์เท่านั้น พันธุ์หนึ่งเป็นบัวหลวงของอเมริกาเหนือ ลักษณะคล้ายบัวบ้านเราต่างกันแต่ว่ามีสีเหลือง ซึ่งไม่มีขึ้นในบ้านเราเพราะคงทนร้อนไม่ไหว

บัวหลวงหรือปทุมชาติที่เรารู้จักกันดีคือพันธุ์ที่มีชื่อนิลัมโบนิวซิเฟอรา (Nelumbo nucifera)เพราะมีขึ้นอยู่ในบ้านเมืองเราหลายชนิด ท่าน สุนทรภู่ได้กล่าวไว้ในนิราศภูเขาทองว่า

ประทานนามสามโคกเป็นเมืองตรี

ชื่อปทุมธานีเพราะมีบัว

พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามเมือง ว่าปทุมธานี ซึ่งหมายถึงตำบลสามโคกแต่เดิมนั้นเพราะมีบัวหลวงขึ้นอยู่มากมายนั่นเอง

การจำแนกแยกชนิดของบัวหลวง

1  ชื่อ ปทุม  (บัวหลวงชนิดนี้ยังมีชื่อเรียกอีกหลายชื่อ เช่น ประทุม, ปทุมมาลย์, ปัทม์, ปัทม, ปัทมา, โกกระณต, โกกนุท) เป็นบัวหลวงชนิดดอกขนาดใหญ่ ทรงดอกสลวยและมีสีชมพู

2  ชื่อ บุณฑริก (หรือปุณฑริก) เป็นบัวหลวงสีขาวขนาดใหญ่ มีดอกสีขาวทรงสลวยมีความงามตามเนื้อเพลงบัวขาวนั่นเลย

3  ชื่อ สัตตบงกชเป็นบัวหลวงชนิดดอกขนาดใหญ่ทรงดอกป้อมมีดอกเป็นสีชมพู

4  ชื่อ สัตตบุษย์ เป็นบัวหลวงชนิดดอกขนาดใหญ่ทรงดอกป้อมสีขาว

5  ชื่อ บัวเข็มชมพู เป็นบัวหลวงขนาดกลางทรงดอกสลวยมีดอกสีชมพู

6  ชื่อ บัวเข็มขาว เหมือนชนิดที่ 5แต่เดอกเป็นสีขาว

7  ชื่อ บัวหลวงจีน หรือบางทีเรียกว่า บัวปักกิ่ง เป็นบัวหลวงดอกขนาดเล็ก ดอกทรงสลวย มีกลีบน้อยเวลาบาน  จะบานแบะเต็มที่และกลีบดอกจะร่วงโรยเร็ว ดอกเป็นสีชมพู

8  ชื่อ บัวไต้หวัน หรือบัวปักกิ่งขาวเหมือนชนิดที่ 7 แต่ดอกจะเป็นสีขาว

 ดอก บัวหลวงคือดอกไม้คู่บ้านคู่เมืองของไทยเรามาแต่กาลนาน เป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนา บรรดาพุทธศาสนิกชนทั้งหลายนิยมใช้ดอกบัวหลวงเป็นดอกไม้สำหรับบูชาพระมากกว่า ที่จะนิยมใช้ดอกไม้อื่น

ใน พระอุโบสถ ในธรรมศาลา ซึ่งอบอวลอยู่ด้วยกลิ่นธูปควันเทียน และในเมื่อพุทธศาสนิกชนยังคงต้องประนมมือต่างดอกบัวหลวง และใช้ดอกบัวหลวงเป็นเครื่องสักการบูชาองค์พระศาสดาอยู่ตราบใด ตราบนั้นดอกบัวหลวงก็ยังต้องคงความสำคัญสูงส่งอยู่คู่ชาติคู่ศาสนาพุทธตลอด ไป

บัววิคตอเรีย

ชื่อสามัญ :Victoria Waterlily,Royal Waterlily

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Victoria amazonica (Poepp.) Sowerby.

ชื่ออื่น : บัววิคตอเรีย, บัวกระด้ง

ถิ่นกำเนิด : ลุ่มแม่น้ำอเมซอน อเมริกาใต้


ถูก ค้นพบในปี ค.ศ. 1801นำเข้ายุโรปเมื่อปี 1837 และได้ชื่อวิคตอเรียตามนามพระราชินีอังกฤษ บัวชนิดนี้ พระยาวินิจวนันดร (โต โกเมศ) นำเมล็ดเข้ามาปลูกในเมืองไทยกว่าร้อยปีมาแล้ว แต่ปรากฏว่าไม่งอก ต่อมาในปีค.ศ 1897(พ.ศ. 2440) พระยา ประดิพัทธ์-ภูบาล สั่งเมล็ดจากอังกฤษเข้ามาอีก 100 เมล็ด แต่ปรากฏว่างอกเพียง เมล็ดเดียว

             ดอกของบัววิคตอเรียเริ่มบานช่วงเย็นส่งกลิ่นหอมแรงในเวลากลางคืน และหุบในตอนเช้า ใบและดอกมีขนาดใหญ่ จึงเหมาะที่จะปลูกในบ่อขนาดใหญ่ ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและแยกไหลจากเหง้าใต้ดิน

                             ลักษณะ ที่แตกต่างจากวงศ์อื่นก็คือมีหนามทั่วลำต้น ก้านใบ ดอก และหลังใบ มีชนิดแท้ 2 ชนิด คือ Victoria amazonica ขึ้นในบรรยากาศค่อนข้างร้อน และ Victoria cruziana  ที่ชอบขึ้นในอากาศค่อนข้างเย็น 

ไฮเดรนเยีย (Hydrangea)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hydrangea macrophylla (Thumb.)Ser.
วงศ์ : HํYDRANGEACEAE





ดอก ไฮเดรนเยียมีหลายสีเช่น ชมพู ฟ้า ม่วง ขาว และเราสามารถกำหนดเองได้ เพราะสีของดอกไฮเดรนเยียขึ้นอยู่กับปริมาณอะลูมิเนียมและค่าความเป็นกรดด่าง ในดิน ถ้าดินเปรี้ยว(เป็นกรด)ดอกจะสีฟ้า ยิ่งเปรี้ยวสีดอกยิ่งเข้มขึ้น

ดังนั้นการใช้ผงอะลูมิเนียมซัลเฟตโรยบริเวณรากต้น จะทำให้ได้สีที่ต้องการแต่อย่าใช้มากเกิน ระวังรากเน่า และถ้าเป็นดินด่างให้โรยด้วยโดโลไมท์หรือรดด้วยน้ำผสมน้ำส้มสายชู ดอกจะเป็นสีชมพู ส่วนดอกสีขาวจะเปลี่ยนเฉพาะสีตาของดอกเกสรตัวผู้เท่านั้น

ต้องระวังเรื่องการเติมกรดด่างด้วยถ้าดินเป็นด่างมากต้นจะเหลืองเพราะขาด ธาตุเหล็ก หลังการออกดอกแล้วควรตัดแต่งกิ่งที่มีแต่ใบไม่มีดอกหรือดอกเหี่ยวแล้วออกให้ เหลือตาประมาณกิ่งละ2ตา
การถูกแสงแดดมากไป หรือดินมีธาตุไนโตรเจนสูงจะทำให้ไฮเดรนเยียไม่ค่อยออกดอก ควรเลือกทำเลปลูกให้ดี ถูกแดดอ่อนวันละ4-6ชั่วโมงกำลังดี

คำ ว่า "ไฮเดรนเยีย" มาจากรากศัพท์ภาษากรีกว่า"hydro"หมายถึง'น้ำ' และ 'angeion'หมายถึง 'เรือที่บรรทุกของเหลวเช่นเรือบรรทุกน้ำมัน' ซึ่งมาจากลักษณะเมล็ดของมัน
เนื่องจากดอกไฮเดรนเยียรูปสวยแต่ไร้กลิ่น จึงใช้เป็นสัญลักษณ์ของ"ความงามที่เย็นชา"
 สาวๆถ้าหนุ่มให้ดอกไฮเดรนเยียมาอย่าเพิ่งดีใจ เพราะนั่นหมายความว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องบริหารเสน่ห์กันยกใหญ่

รูปภาพ : สวนสวรส
ไฮยาซินท์
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hyacinthus L.

วงศ์ : HYACINTHACEAE
   ไฮยาซินท์เป็นพืชหัวตระกูลเดียวกับลิลลี่ มีถิ่นกำเนิดจากเมดิเตอร์เรเนียน ดอกเป็นช่อแน่น สีดอกมีหลายสีเช่น ขาว แดง เหลือง ชมพูและ ฟ้า ใบเป็นแถบยาวสีสวยและหอมจรุงใจ

 เรื่องราวต่างๆที่เล่าขาน เกี่ยวกับกำเนิดของไฮยาซินท์บางท่านคงผ่านตามาบ้างแล้ว ประเด็นสำคัญคือที่มาเป็นเรื่องเลือดของคนรัก บ้างก็ว่าเป็นดอกไม้แห่งสายเลือด ออกจะเศร้าอยู่ ดังนี้

ตามตำนานกรีก เทพอพอลโล(เทพแห่งแสงอาทิตย์) เกิดความพิศวาสไฮยาซินตุส(Hyacinthus) นักกีฬาหนุ่มรูปงาม

 แต่เซเฟียร์(Zephyr)เทพแห่งลมตะวันตกก็เกิดมารักหนุ่มคนเดียวกันแต่หนุ่มไม่รักตอบวัน หนึ่งคู่รักเค้ากำลังเล่นขว้างจักรกันอยู่ ด้วยความขี้อิจฉาและหึงหวง เซเฟียร์บันดาลให้ลมพัดจักรให้พุ่งตรงเข้าใส่ไฮยาซินตุส จนเลือดสาดขาดใจตาย เทพอพอลโลให้ร้าวระทมตรมใจยิ่งนัก จึงบันดาลให้เลือดของหนุ่มคนรักกลายเป็นดอกไม้กลิ่นหอมประดับป่าและสวนนับ แต่นั้นเป็นต้นมา
 แกลดิโอลัส

ชื่อสามัญ: Gladiolus

ชื่ออื่น : ซ่อนกลิ่นฝรั่ง

ชื่อพฤกษศาสตร์ : Gladiolus primulinus., Baker.

วงศ์ : Iridaceae

ถิ่นกำเนิด : ประเทศในแถบเมดิเตอร์เรเนียน และอาฟริกาใต้

ดอกไม้ที่ขนานนามตามชื่อดาบโรมันที่ได้ชื่อมาตามลักษณะใบที่คล้ายดาบGladius อันเป็นดาบของชาวโรมัน และเป็นอาวุธของเหล่านักสู้ Gladiator  ถึง ตอนนี้คงรู้แล้วว่าทำไมถึงเอามาเขียน  ชอบหนังเรื่องนี้ดอกไม้ดอกนี้เลยไม่ค่อยเป็นไปตามหัวเรื่องเท่าไหร่ แต่ขอเอาปนๆหน่อยแล้วกัน รู้ไว้ใช่ว่า นะ

แกล ดิโอลัส เป็นพืชล้มลุกดอกสวยงาม เป็นพืชที่มีหัวทำหน้าที่เป็นลำต้นอยู่ใต้ดิน  ออกดอกปีละ2ครั้ง ปลูกเป็นแถวหรือเป็นกอก็สวย เป็นไม้ตัดดอกขายได้

แกล ดิโอลัสขยายพันธุ์โดยการแยกหัวไปปลูกใหม่ชอบดินร่วนซุยหรือดินปนทรายที่มี ปุ๋ยอินทรีย์อุดมสมบูรณ์ การดูแลก็ประคบประหงมหน่อยถึงจะได้ดอกเจริญและงาม

                               รู้สึกว่าจะออกนอกประเทศไกลไปแล้วนะเนี่ย
วกกลับมาใกล้ บ้านพี่เมืองน้อง
นาม ของพืชหลายชนิดที่เป็นสมุนไพรได้นั้น หมอแผนโบราณของลาวมักจะขึ้นต้นด้วยคำว่า "ปู่เจ้า"เสมอ เพราะมีคติเชื่อว่าเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ชื่อหลายชื่อก็ยังมีปรากฎอยู่ในพระตำรับเภสัชพืชวัตถุ ของแพทย์โบราณฝ่ายไทยเราด้วย  ดังนี้ จึงนำมาเพื่อความรู้เและความเคารพเผยแพร่เพื่อรู้ชื่อรู้คุณประโยชน์เพื่อ การดำรงรักษาเพื่อการภายหน้าต่อไป

ปู่เจ้าเขาเขียว (เถาย่านาง)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tiliacora (Colebr.) Diels.
ชื่ออื่น: เถาย่านาง,จ้อยนาง,เถาวัลย์เขียว,ยาดนาง
วงศ์ : MENISPERMACEAE

เถา ย่านางเป็นพรรณไม้เถาเลื้อยลักษณะเถากลมขนาดเล็กสีเขียวขึ้นเลื้อยเกาะไปตาม ต้นไม้และ กิ่งไม้ใบไม้ แผ่นใบมีสีเขียวเข้ม ออกดอกตามซอกใบแยกเพศคนละต้น ไม่มีกลีบดอก ต้นเพศผู้จะมีดอกสีน้ำตาล อับเรณูสีเหลืองอ่อน ดอกย่อยของต้นเพศผู้จะมีขนาดเล็ก ก้านช่อดอกมีขนสั้น ๆ ละเอียดปกคลุมหนาแน่น

ผลเป็นผลกลุ่ม เมื่อแก่จะมีสีแดงอมส้ม ออกดอกช่วงเดือนเมษายน

ใช้ประกอบอาหารต้มกับหน่อไม้ หรือใส่ในแกงได้หลายอย่าง

ใช้เป็นยา สมุนไพรตำรายาไทยใช้รากต้มกับน้ำ ดื่มเป็นยาแก้ไข้ทุกชนิด สารสกัดรากมีฤทธิ์ต้านเชื้อมาลาเรีย ชนิดฟัลซิพารัม  รากแก้เบื่อเมา ใบเป็นยาถอนพิษ

ปู่เจ้าลอยท่า (มะเดื่ออุทุมพร)
ชื่อสามัญ : Cluster Fig
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ficus racemosa Linn.,F.glomerata Roxb.
ชื่ออื่น : มะเดื่อ เดื่อน้ำ เดื่อเกลี้ยง
วงศ์ : MORACEAE

ไม้ ยืนต้นขนาดใหญ่ สูงประมาณ 15-25 เมตร เปลือกต้นสีขาวอมเขียว มียางสีขาว ดอกออกเป็นช่อตามลำต้นและกิ่งก้านใบ

ผลกลมสีเขียวเมื่อสุกเป็นสีแดง นิยมปลูกเป็นไม้ประดับขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดหรือชำกิ่ง
      ประโยชน์ด้านสมุนไพร รากแก้ไข้พิษ แก้ร้อนในแก้ท้องร่วง ใช้แก้อาการท้องเสีย ห้ามเลือด ล้างแผล แก้ประดงผื่นคัน ผลรับประทานเป็นยาแก้ท้องร่วง

ปู่เจ้าสมิงกุย (ชิงชี่)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Capparis micracantha DC.

ชื่ออื่น : ชิงชี่, พญาจอมปลวก แสมซอ

ไม้พุ่มหรือ กึ่งเลื้อย สูง 2-6 เมตร ลำต้นสีเทา กิ่งคดไปมา มีหนามยาว ตรง หรือโค้งเล็กน้อย ใบ เป็นใบเดี่ยวรูปไข่ ขอบขนาน  ปลายใบมนหรือแหลม โคนใบสอบมน เนื้อใบค่อนข้างหนา มัน เกลี้ยง

ดอก มี 6 ดอกออกเรียงอยู่เหนือง่ามใบ  กลีบรองกลีบดอก ลักษณะเว้าเป็นรูปเรือแกมรูปไข่  ขอบมักมีขน กลีบดอกรูปขอบขนาน หรือรูปหอก  สีขาวหลุดร่วงง่าย มีต่อมน้ำหวานสีเหลือง แดงเข้ม น้ำตาล หรือม่วงเข้ม ที่โคนก้านดอก ผล สด กลม หรือรี มี 4 ร่องตามยาว  สีเหลืองหรือแดง หรือดำเป็นมัน

ออกดอกเดือนภุมภาพันธ์ -เดือนมีนาคม ทุกส่วนของลำต้นมีคุณสมบัติของการเป็นสมุนไพร


สรรพคุณที่เป็นสมุนไพร ราก ขับลมภายใน แก้ไข้ โรคกระเพาะ ช่วยให้มดลูกเข้าอู่และเป็นยาบำรุงหลังคลอดบุตร แก้ไอเนื่องจากหลอดลมอักเสบ ทั้งต้น แก้ฟกช้ำ ขับน้ำเหลืองเสีย ใบ เข้ายาอาบ แก้โรคผิวหนัง

ปู่เจ้าคาคลอง (ต้นก้างปลาแดง)

ชื่อวิทยาศาสตร์: Phyllanthus reticulatus

วงศ์: EUPHORBIACEAE

ก้างปลามี 2 ชนิดคือก้างปลาขาวก้างปลาแดง

ก้างปลาขาว ลำต้นจะเป็นสีขาวนวล ใบบาง ผลสีขาว ส่วนก้างปลาแดง ลำต้นและกิ่งก้านออกสีน้ำตาลแดง ใบหนาผลสุกสีดำ 

นิยมใช้ก้างปลาแดงทำยา

เป็น ไม้พุ่มขนาดเล็ก ใบออกเรียงสลับกันผิวใบเรียบ ขอบใบเรียบใบมี tannin ผลสุกสีดำ หรือที่เรียงว่าลูกหมึก เพราะน้ำที่ได้จากผลออกสีเหมือนหมึกเปื้อนมือล้างออกยากเหมือนกัน

มีสรรพคุณทางยา ทุกส่วน ใบต้มดื่มขับปัสสาวะ ต้น เปลือก รสฝาดเฝื่อนแก้บิดแก้ท้องเสีย ลูกสมานในระบบทางเดินอาหาร รากแก้ไข้รากสาด และขยุ้มตีนหมา 

ปู่เจ้าครองดง (ปีบ)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Millingtonia hortensis.,Linn.ff.

วงศ์ : BIGNONIACEAE
ชื่อสามัญ : Indian Cork Tree
ชื่ออื่น : ปีบ ขาว, กาสะลอง

ถิ่นกำเนิด : เอเซียเขตร้อน


คง คุ้นเคยและร้องอ๋อเมื่อเห็นชื่อ ส่วนใหญ่จะรู้จักกันดีไม้ต้นนี้ดอกหอมมาก  เป็นต้นไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงทะมึนได้ถึง 25 เมตร ชอบอากาศชุ่มชื้นแต่มีความทนอากาศแห้งแล้งได้ดีปลูกง่ายโตเร็ว แต่รากปีบไม่หยั่งลึกลงไปในดินเหมือนต้นไม้ใหญ่อื่นๆ  รากไปตามผิวดิน และจะแตกต้นใหม่ขึ้นสามารถสกัดรากไปปลูกใหม่ได้

                               ถ้าจะกล่าวถึงปีบในแง่ที่เป็นสมุนไพร ตำรับยาบางขนานของเราคงจะได้รับอิทธิพลมาจากหมอยาทางฝั่งประเทศลาวในสมัย โบราณ สรรพคุณทางยาที่เด่นชัดรากปีบเข้าเครื่องยารักษาปอดปราบวัณโรคดอกปีบที่ตาก แห้งแล้วชาวชนบททางภาคเหนือนิยมนำไปผสมกับบุหรี่ขี้โย ว่าสูบแล้วปากหอม รักษาโรคทางเดินหายใจ

ต้น"เท้ายายม่อม" และต้น"ไม้เท้ายายม่อม"

มีการสับสนและเข้าใจผิดกับเท้ายายม่อมอีกชนิดหนึ่งซึ่งชื่อไทยเรียกคล้ายกันหรือเหมือนกันแต่เป็นพืชคนละชนิด มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Tacca leonto petaloides (L.) Kuntze ชื่อสามัญ " William3s Arrow Root" อยู่ในวงศ์ Taccaceae ซึ่งเท้ายายม่อมชนิดนี้หัวนำมาทำแป้งคุณภาพดี เรียกว่า"แป้งเท้ายายม่อม" ผสมในขนมสลิ่ม ขนมชั้น ทำให้แป้งนิ่ม


ก่อนอื่นเพื่อความไม่เป็นที่สับสน ระหว่าง"ต้นเท้ายายม่อม"และ"ต้นไม้เท้ายายม่อม" ขอคัดลอกเนื้อความมาขยายเพื่อความกระจ่างก่อน ตรงนี้

จาก พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ระบุว่า "เท้ายายม่อม" กับ "ไม้เท้ายายม่อม" เป็นคนละชนิดกัน ดังข้อความที่ว่า "เท้ายายม่อม น.ชื่อไม้ล้มลุกชนิด Tacca Ieontopetaloides (L.) Kuntze ในวงศ์ Taccaceae หัวหรือเหง้ามีสัณฐานกลมแบน ใช้ทำแป้งเป็นอาหารได้ เรียกว่า แป้งเท้ายายม่อม"

อีกคำหนึ่งว่า "ไม้เท้ายายม่อม น.ชื่อไม้พุ่มชนิด Clerodendrum petasites S.Moore ในวงศ์ Labitae ดอกสีขาว ใบใช้สูบแทนกัญชา ราก ใช้ทำยาได้, พญารากเดียว ก็เรียก."

ปู่เจ้าหายใจไม่รู้ขาด(ไม้เท้ายายม่อมดอกขาว)

ชื่อวิทยาศาสตร์: Clerodendrum petasites (Lour.) S.Moore.

ชื่ออื่น : ปิ้ง ขม ปิ้งหลวง พญารากเดียว ไม้เท้าฤาษี  เท้ายายม่อมตัวเมีย

เป็นไม้พุ่มสูง1-2เมตรลำต้นตั้งตรงบริเวณปลายกิ่งเป็นสันเหลี่ยม ลำต้นแก่สีน้ำตาลอมเทา ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือเป็นวงข้อละ3-5ใบ รูปใบหอกแคบ โคนและใบแหลม

ดอกออกเป็นดอกช่อตามซอกใบและปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาว โคนเชื่อมติดกันปลายแยกเป็น 5กลีบออกดอกเดือนมิถุนายน-เดือนกรกฎาคม ชอบแดดจัดขึ้นได้ดีในดินทุกชนิดขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

ใช้  ราก รสจืดขื่น เป็นตัวยาในพิกัดยาเบญจโลกวิเชียรแก้ ไข้ แก้พิษสัตว์กัดต่อย ปรุงเป็นยาแก้พิษไข้ พิษกาฬ ลดความร้อนในร่างกาย กระทุ้งพิษไข้หวัด ไข้เหนือ ขับเสมหะลงสู่เบื้องต่ำ ถอนพิษไข้ทุกชนิด แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้หืดไอ แก้อาเจียน ดับพิษฝี แก้ไข้เหนือไข้พิษ ไข้กาฬ ตัดไข้จับ แก้ไข้เพื่อดีพิการ แก้พิษงู ราก ใบ แก้หืด ต้น รสจืดเฝื่อน ขับเสมหะให้ลงเบื้องต่ำ ขับพิษไข้ทุกชนิด แก้ร้อนใน

ปู่เจ้าปทุมราชา (ไม้เท้ายายม่อมป่า,ไม้เท้ายายม่อมดอกแดง)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Clerodendrum indicum (L.) Kuntze

ชื่ออื่น : จรดพระธรณี เท้ายายม่อมป่า พญารากเดียว

วงศ์ : LABIATAE

เป็น ไม้พุ่มขนาดย่อมสูงประมาณ 1-3เมตร ลำต้นสีเทาอ่อน ขึ้นเป็นลำตรง ออกใบเป็นคู่ๆถี่ๆสลับเวียนไปตามลำต้น ใบแคบเล็กเรียวยาวไม่แตกกิ่งก้านแขนงตามยอด และใบยาวกว่าท้าวยายม่อมดอกขาว ดอกมีขนาดเล็กสีแดงเข้ม เป็นช่อตั้งสูง ออกดอกระหว่างเดือน ตุลาคม-เดือนพฤศจิกายน

ท้าว ยายม่อมป่าเป็นต้นไม้ที่มีรากแก้วเพียงรากเดียวไม่มีรากฝอยหรือรากอื่นใด งอกออกมาอีกเลย รากนี้จะฝังเป็นแนวดิ่งลึกลงไปในดิน รากใช้ดับพิษงู และถอนพิษไข้

ราก รสจืดขื่น แก้ไข้เหนือ ไข้พิษ ไข้กาฬ ถอนพิษไข้ ตำหรือฝนกับสุรารับประทานและเอากากพอกแก้พิษงู

เฟื่องฟ้า- ตรุษจีน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bougainvillea glabra.,Choisy

ฃื่อสามัญ : Trut Cheen.

วงศ์ : NYCTAGINACEAE

"ตรุษจีน" พันธุ์ไม้พื้นเมืองของประเทศบราซิล มีผู้นำพันธุ์มาปลูกครั้งแรกเมืองไทยเมื่อพ.ศ. 2423

สำหรับเฟื่องฟ้า(Bougainvillea spectabilis) เป็นอีกต้นหนึ่ง ที่นำเข้ามาปลูกในเมืองไทยครั้งแรก

เมื่อพ.ศ. 2453ห่างกัน 30ปี

ตรุษ จีนและเฟื่องฟ้าเป็นพืชพันธุ์ไม้เลื้อยยืนต้นขนาดใหญ่ต้นหรือเถาแข็งแรง เนื้อไม้มีความแกร่งมาก เปลือกของลำต้นบาง เป็นสีเทาหรือน้ำตาลอ่อน ตามลำต้นและกิ่งก้านมีหนามแหลมคม ต้นหรือเถาอาจเลื้อยเกาะยึดสูงได้ถึง 25ฟุตหรือกว่านั้นหากปลูกไว้หลายๆสิบปี

ดอกที่แท้จริงของเฟื่องฟ้าและตรุษจีนจะอยู่ข้างในของใบประดับซึ่งเป็นดอกที่มีขนาดเล็กมากใบประดับของตรุษจีนและเฟื่องฟ้าก็คือส่วนทำหน้าที่แทนกลีบรองดอก มีสีต่างๆกันเช่น ม่วง ชมพู ขาว แดงแสด แดงส้ม เหลือง และอื่นๆ

  ดอกตรุษจีน ในช่อดอกหนึ่งๆจะมีใบประดับเพียง 3ใบและมีดอกเพียง3ดอกเท่านั้น หนามของตรุษจีน จะมีหนามยาวตรง 1-2"ตรงแบบหนามระกำ แต่เฟื่องฟ้าจะมีใบประดับซ้อนทับกันหลายชั้น (คือมีใบประดับมากเกิน 3ใบ) เกาะกันเป็นก้อนกลมๆเห็นเป็นกลุ่มติดอยู่ตามปลายกิ่ง กิ่งละหลายกลุ่ม  หนามของเฟื่องฟ้า จะสั้นคือยาวไม่ถึงนิ้ว และปลายจะโค้งงอน้อยๆไม่ตรงเด่แบบหนามตรุษจีน
 ก็คงแยกอย่างกว้างๆได้ว่าที่เห็นๆทั่วไปและที่เรียกว่าเฟื่องฟ้าทั้งหมดนั้น อาจเป็นตรุษจีนซะส่วนใหญ่ก็ได้
การเรียกชื่อที่สับสนกันนานๆไปก็อาจคิดว่าถูกต้อง ทำให้เกิดความสับสน ฉะนั้น "ชื่อนั้นจึงสำคัญ"ฉะนี้แล

รูปภาพ : สวนสวรส

ชื่อวงศ์ ของพืชที่เปลี่ยนใหม่ตามระบบพฤกษศาสตร์


ชื่อใหม่     ASTERACEAE                  ชื่อเดิม   COMPOSITAE

"             APIACEAE                          "       UMBRELLIFERAE

"             LAMIACEAE                        "       LABIATAE

"             POACEAE                           "       GRAMINEAE

"             CAESALPINIACEAE           "       LEGUMINIOSAE;CAESALPINIOIDEAE

"             MIMOSACEAE                    "       LEGUMINOSAE; MIMOSOIDEAE

"             PAPILIONACEAE(FABACEAE)  ชื่อเดิม  LEGUMINOSAE; PAPILIONOIDEAE

 

www.suansavarose.com

4/05/2008

ความคิดเห็น

  1. 1
    สุรภา เดชะ
    สุรภา เดชะ doksarapee@gmail.com 20/06/2017 11:05

    ดอกปีป ในที่นี้ น่าจะเขีน ปีบ ตามพจนานุกรมนะคะ 


    http://dictionary.sanook.com/search/dict-th-th-royal-institute/%E0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B8%9A

  2. 2
    run
    run alankrub@hotmail.com 27/01/2014 20:02

    ขอบคุณครับ ได้งานเยอะเลย

  3. 3
    webster
    webster chachaspring@yahoo.com .au 24/09/2013 08:46

    So Knowlage of all Thank you :-)

  4. 4
    10/06/2013 10:25

    ได้ความรู้มากมายเลย

  5. 5
    08/04/2013 15:06

    ต้นไม้ที่คุณลงน่าสนใจมากเลย


  6. 6
    28/07/2012 06:39

    ขอบคุณ คุณchawewanมากที่ให้กำลังใจมา จะพยายามต่อไป


  7. 7
    chawewan
    chawewan 23/07/2012 10:41

    ขอบคุณที่ให้ความรู้ ชื่อต้นไม้และแหล่งที่มา น่าสนใจมากเพราะเห็นปลูกตามข้างถนนหรือสวนสาธารณะ   พยายามถามคนรู้ตลอดเวลา แต่ไม่ได้รายละเอียดอะไรเลย     เมือมาอ่านพบในเวปนี้ ดีใจและขอบคุณจริงๆค่ะ ขอให้หาต้นไม้อื่นๆมาเพิ่มเติมอีกนะคะ คิดว่าเป็นวิทยาทานแก่ผู้อยากรู้ค่ะ


     


     

  8. 8
    warawut
    warawut 04/03/2011 13:36

    ไม่มีตนก้างปลาเลย

  9. 9
    Fiyero
    Fiyero 12/09/2009 21:55
    ละไม่ได้หรอกคร้าบ ไม่มีที่ก็พยายามเบียดๆเข้าไป

    อยากเห็นเหลือง... ที่ชื่อแปลกๆทั้งหลายเหมือนกันนะครับ {icon4}
  10. 10
    tipvipa..v
    tipvipa..v 12/09/2009 19:55
    ตะเบพวกนี้ หารูปมาลงไม่ได้เลยค่ะ เคยปลูกไว้ให้ลูกค้านานแล้ว ปลูกมาเกือบ12-13ปีแล้ว วนไปดูปรากฏว่าบ้านเปลี่ยนเจ้าของไปแล้วต้นไม้ก็ไม่เห็น

    บ้านของคุณถ้าเต็มไปด้วยต้นไม้ที่คุณนำมาลงคงน่าอจฉามาก คนต้นไม้คงละกิเลสในเรื่องต้นไม้ไม่ได้ ขอโทษที่แสดงความเป็นคนขี้อิจฉาออกมา {icon5}
  11. 11
    Fiyero
    Fiyero fiyero@akitia.com 12/09/2009 19:32
    สวัสดีครับ

    ขอบคุณที่เข้าไปเยี่ยมกันมานะครับ ที่ลงๆส่วนใหญ่ก็มาจากที่บ้านที่ปลูกๆไว้ทั้งนั้นครับ

    จริงๆพวกตาเบฯหลายๆตัวที่ลงไว้นี่ ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลยนะครับ ถ้า Fiyero เห็นคงต้องรีบคว้ามาปลูกชัวร์ {icon4} {icon14}
  12. 12
    tipvipa..v
    tipvipa..v 12/09/2009 17:12
    คุณ Fiyero.......ได้เข้าไปแวะเวียนเยี่ยมชมเว็ปคุณมาแล้ว ต้นไม้ที่คุณนำมาลงทำให้เราดูโบราณๆยังไงไม่รู้ เป็นไม้ใหม่ที่สวยงามน่าสนใจมากทีเดียว
  13. 13
    Fiyero
    Fiyero 04/09/2009 22:47
    ต้นไม้น่าสนใจจังเลยครับ

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view