สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

สารพัดต้นไม้จัดสวน

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

สวนสไตล์ต่างๆ

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ชื่อนั้นสำคัญไฉน

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 25/11/2020
สถิติผู้เข้าชม 9,732,885
Page Views 14,870,746
 
« November 2020»
SMTWTFS
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930     

ไม้ดอกเพื่อประดับ

ไม้ดอกเพื่อประดับ


ไม้ดอกเพื่อประดับ

For Information only-The plant is not for sale

ไม้ ดอกที่นิยมใช้ประดับในเทศกาลหน้าหนาว ตามสถานที่ต่างๆหรือตกแต่งที่อยู่อาศัยให้ดูสดใสเบิกบาน ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาและโอกาศทองที่ดอกไม้เหล่านี้จะได้อวดรูปโฉมกันเต็มที่ เพื่อนๆทั้งหลายที่ต้องการความงามเฉพาะกิจอาจกำลังอยากเดินเลือกซื้อไม้ดอก สวยๆไปปลูกต้อนรับปีใหม่กันใช่ไม๊
ก็ลองเลือกกัน ดูแหล่งที่ซื้อขายกันเป็นที่ขึ้นหน้าขึ้นตาก็คลอง 15 ตรงปากทางเข้าซ้ายมือก่อนเข้าไปในคลอง จะมีขายอยู่หลายร้าน ขนาดถุงดำ4"ราคาอยู่ที่ถุงละ10บาท ถ้าซื้อจำนวนมากก็อาจได้ลดถูกกว่านี้หรือไปเดินจตุจักรวันพุธตอนเช้าๆก็สนุกดีนะ ที่นั่นก็มีให้เลือกเยอะ ขายราคาส่งไม่แพง

แถวรัตนาธิเบศร์ บางใหญ่ก็เป็นแหล่งใหญ่เหมือนกัน
ไม้ดอกพวกนี้อาจเป็นไม้ดอกที่มีอายุสั้น แต่มีสีสันสดุดตาการใช้งานก็เฉพาะช่วงที่มีดอกเท่านั้น เมื่อหมดอายุแล้วก็ต้องรื้อแปลงปลูกใหม่ จุดประสงค์คือเพื่อประดับสถานที่ในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น ต้องทำใจไว้  ว่าล้มแล้วไม่ลุก แต่ก็ถือว่าคุ้มค่านะ อาหารตาอาหารใจ มีหลายเรื่องที่เราใช้เงินส่งเดชซื้อความสุขให้ตัวเองคนเดียว แต่นี่รับรองว่าใครเห็นก็ชอบ ได้รับความสุขถ้วนหน้า


ดาวกระจาย/Cosmos Bipinnatus

ชื่อวิทยาศาสตร์--Cosmos Bipinnatus Cav. 1791
ชื่อพ้อง---Has 16 Synonyms
-Bidens bipinnata Baill. - non L.-- nom.illegit. (ill.)
-Bidens formosa (Bonato) Sch.Bip.
-Cosmos formosa Bonato-More
ชื่อสามัญ---Cosmos, Mexican Aster, Garden cosmos.
ชื่ออื่น---คอสมอส ; [THAI: Cosmos]; [AFRIKAANS: Kosmos, Mieliepes.]; [BRAZIL: Amor de moça, Beijo de moça, Cosmea.]; [CZECH: Krásenka zpeřená.]; [CHINESE: qiu ying.]; [FRENCH: Cosmos bipenné.]; [GERNAN: Kosmee, Schmuckkörbchen.]; [MEXICO: Girasol morado, Mirasol.]; [PORTUGUESE: Cosmos-de-jardim, Estrela-do-monte, Picão-rosa.].
ชื่อวงศ์---ASTERACEAE (COMPOSITAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา    
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกาเหนือ(เม็กซิโก) อเมริกาใต้ เวสต์อินดีส อิตาลี ออสเตรเลีย เอเชีย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลมาจากภาษากรีกคำว่าkosmosแปลว่าสวยงาม : ฉายาเฉพาะ Bipinnatus หมายถึงพืชใบแบบbipinnate(ใบประกอบ2ชั้น)
Cosmos Bipinnatus เป็นพืชดอกในครอบครัวดอกทานตะวันได้รับการอธิบายครั้งแรกโดยAntonio José Cavanilles ในปีพ.ศ.2334

มีถิ่นกำเนิดในรัฐแอริโซนาในสหรัฐอเมริกา เม็กซิโกและกัวเตมาลาจนถึงคอสตาริกา กระจายอยู่ทั่วทวีปอเมริกาเหนือ, อเมริกาใต้, เวสต์อินดีส, อิตาลี, ออสเตรเลียและเอเชีย เติบโตในป่าละเมาะและทุ่งหญ้า ที่ระดับความสูง 0-1000 เมตร ในบางประเทศถือเป็นสายพันธุ์ที่รุกราน (นิวซีแลนด์)
ต้นไม้ล้มลุกอายุฤดูเดียว สูง 0.30-2 เมตร ลำต้นทรงสี่เหลี่ยม เกลี้ยงหรือมีขน มีกลิ่นฉุน ใบประกอบ 2 ชั้น เรียงตรงข้าม รูปใบหอก ยาว 5-25ซม.ใบย่อย 3-5 คู่ ยาว 1-5ซม. ปลายแหลม โคนสอบเรียว ขอบใบหยักเว้าลึกแบบขนนกเป็นเส้นเรียวยาว แผ่นใบสีเขียว ก้านใบยาว 1-7ซม.ดอกเดี่ยวหรือออกเป็นช่อแบบช่อกระจุก ออกตามซอกใบ ยาว 10-20ซม. ดอกสีขาว สีชมพู หรือสีแดง หรือสองสีในดอกเดียว  เส้นผ่านศูนย์กลาง 4-8ซม.
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งแสงแดดจัดแต่ทนต่อร่มเงาบางส่วนได้ ดินร่วนปนทราย ดินที่มีการระบายน้ำได้ดี ค่า pHของดินระหว่าง 6.0 ถึง 8.5 หลีกเลี่ยงดินที่อุดมสมบูรณ์เกินไปซึ่งอาจทำให้ต้นไม้โตเร็วและสูงเกินไปทำให้ต้นล้มคว่ำได้
ใฃ้ประโยชน์--- ใช้ปลูกประดับเป็นแปลงไม้ดอกแบบผสมผสาน หรือปลูกริมรั้ว หรือปลูกเป็นไม้กระถาง ในกรณีนี้อาจต้อใช้ไม้ปักหลักช่วยพยุงลำต้น
โรคหรือศัตรู---ศัตรูพืชบางชนิดเช่นเพลี้ยด้วงหมัดและเพลี้ยไฟชอบคอสมอส แต่ก็ควบคุมได้ง่ายด้วยน้ำสบู่ฉีดพ่นฆ่าแมลง
ระยะออกดอก---การออกดอกจะเริ่มขึ้นระหว่าง 60 ถึง 90 วันหลังจากงอก
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ดาวกระจาย/Cosmos sulphureus

ชื่อวิทยาศาสตร์-- Cosmos sulphureus Cav.1791
ชื่อพ้อง---Has 10 Synonyms

-Bidens artemisiifolia Kuntze -Cosmos aurantiacus Klatt
-Bidens sulphurea (Cav.) Sch.Bip. -Cosmos gracilis Sherff
-Coreopsis artemisiifolia Jacq. -Cosmos sulphureus var. exaristatus Sherff
-Cosmea sulphurea (Cav.) Willd. -Cosmos sulphureus var. hirsuticaulis Sherff
-Cosmos artemisiifolius (Jacq.) M.R.Almeida -Cosmos sulphureus var. typicus Sherff

ชื่อสามัญ--- Sulfur Cosmos, Yellow Cosmos, Orange cosmos
ชื่ออื่น--- ดาวเรืองพม่า, คำเมืองไหว, คำอังวะ, คำแพ ; [THAI: Dao krachai (Central); Kham mueang wai (Northern); Kham phae (Northern);  Kham ang wa (Mae Hong Son).]; AFRIKAANS: Ododo-imiesu.]; [CHINESE: Liu huang ju.]; [FINNISH: Keltakosmos.]; [FRENCH: Cosmos soufré.]; [GERMAN: Gelbe Kosmeee, Gelbes Schmuckkörbchen.]; [JAPAN: Kibana-kosumosu.]; [MEXICO: axal-xóchitl; ecaxtli; ehcaxtli; mirasol yellow; shinul; xinula; xochipal; xochipali.]; [MYANMAR:  Paw-me-tar; Sein-chai-kadipa.]; [PORTUGUESE: Cosmo-amarelo, Picão, Picão-grande, Áster-do-méxico.]; [RUSSIAN: Kosmos želtyj.]; [SWEDISH: Gullskära.].
ชื่อวงศ์---ASTERACEAE (COMPOSITAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา    
เขตกระจายพันธุ์--- แอฟริกาตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียใน อนุทวีปอินเดียและศรีลังกา อเมริกาเหนือทางตะวันออกและทางใต้ของสหรัฐอเมริกา อเมริกากลางและใต้แคริบเบียน หมู่เกาะแปซิฟิก
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสปีชีส์sulphureusอ้างอิงถึงสีเหลืองส้มของดอกไม้ของพืช
Cosmos sulphureus เป็นพืชดอกในครอบครัวดอกทานตะวันได้รับการอธิบายครั้งแรกโดยAntonio José Cavanillesในปีพ.ศ.2334
มีถิ่นกำเนิดในเม็กซิโกและอาจอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาใต้ แต่ปัจจุบันได้รับการเพาะปลูกและบางครั้งได้รับการแปลงสัญชาติในพื้นที่เขตอบอุ่นและเขตร้อนทั่วโลกและบางครั้งได้รับการบันทึกว่าเป็นสายพันธุ์ที่รุกราน เกิดขึ้นที่ระดับความสูงประมาณ 80 ถึง 3,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล
ดาวกระจายเป็นไม้ดอกล้มลุกอายุฤดูเดียว ทรงพุ่มเตี้ย และโปร่ง ลำต้นตั้งตรงสูงประมาณ 30-50 ซม.ใบเป็นใบเดี่ยวยาว 5–15 ซม. และกว้าง 4–8 ซม. ใบเรียงตรงข้ามกันเป็นคู่ๆ แผ่นใบและขอบใบเรียบ มีสีเขียวเข้ม แผ่นใบเว้าแว่งคล้ายนิ้วมือ 5-7 แฉกรูปใบหอก ดอกสมบูรณ์เพศ ออกบริเวณปลายกิ่ง ก้านดอกยาว ขนาดดอกประมาณ 5-15 ซม. กลีบดอกมีหลายสีตามสายพันธุ์ เช่น สีเหลือง สีแดงอมม่วง สีชมพู และขาว เป็นต้น กลีบดอกอาจมีชั้นเดียวหรือเรียงซ้อนเป็นชั้น แผ่นกลีบดอกบาง และเรียบ ปลายกลีบหยักเป็นฟันเลื่อย เมล็ดรูปรียาว หัวท้ายเรียวแหลม เปลือกหุ้มเมล็ดแข็ง สีน้ำตาลอมดำ
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบดินร่วนปนทรายแสงแดดเต็มวัน ความชื้นพอเพียง ชอบค่า pHของดินระหว่าง 6.0 ถึง 8.5
การใช้ประโยชน์---ใฃ้ปลูกประดับ เป็นต้นไม้ที่สวยแบบไม่ต้องคิดมากทยอยบานนาน 4-6 สัปดาห์ จากนั้นดอกจะโรยและติดเมล็ด
-ใช้กิน หน่ออ่อนกินดิบหรือปรุงสุกในอินโดนีเซียเรียกว่า lalab หรือ gudang ในประเทศไทยมีการบริโภคในสลัดหรือชาสมุนไพรที่มีผลของการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไลเปสตับอ่อน
-ใช้เป็นยา ในประเทศจีนมีการใช้สายพันธุ์นี้ในยาแผนโบราณมานานหลายศตวรรษเนื่องจากมีคุณสมบัติในการต้านการอักเสบ ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรารวมทั้งรักษาแผลในกระเพาะอาหาร การอักเสบของตับและโรคข้ออักเสบ
-อื่น ๆ ดอกไม้ให้สีย้อมสีส้ม สีเหลือง
ระยะออกดอก---การออกดอกจะเริ่มขึ้นระหว่าง 50 ถึง 60 วันหลังจากงอก
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ผีเสื้อ/Dianthus chinensis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Dianthus chinensis L.
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
-Dianthus chinensis subsp. paracampestris Vorosch.
-Dianthus heddewigii
-Dianthus sequieri Chaix
ชื่อสามัญ---Indian Pink, China Pink, Chinese pink, Rainbow pink
ชื่ออื่น---ผีเสื้อ, เก็งชุ้งล้อ, แก้วลืมวาง ; [THAI: Keng-chung-lo (Chinese-Bangkok); Kaeo luem wang (Chiang Mai).]; [CZECH: Hvozdík.]; [CHINESE: Shí Zhu.]; [GERMAN: Chinenser-Nelke, Kaiser-Nelke.].
ชื่อวงศ์---CARYOPHYLLACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน คาซัคสถาน เกาหลี มองโกเลีย รัสเซีย ยุโรป เอเซีย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลDianthus มาจากคำรวมกันของภาษากรีก dios หมายถึงพระเจ้าและanthos หมายถึงดอกไม้ ; ชื่อสายพันธุ์ chinensis = ของจีน
มีถิ่นกำเนิดทางตอนเหนือของประเทศจีน[กานซู เหอเป่ย เฮยหลงเจียง เหอหนาน จี๋หลิน เหลียวหนิง เน่ยมองโกล หนิงเซี่ย ชิงไห่ ส่านซี ซานตง ซานซีและซินเจียง] แปลงสัญชาติใน จีนตอนใต้ ไปยังคาซัคสถาน เกาหลี มองโกเลีย ทิศตะวันออกเฉียงใต้ของรัสเซีย (ไซบีเรียตะวันออกไกล); ยุโรป เอเซีย
ไม้พุ่มขนาดเล็กอายุประมาณ 2ปี สูง 25-40 ซม.ลำต้นแตกแขนงหลายใบมีลักษณะหลวม ๆใบมีสีเขียวหรือสีเขียวอมเทาเรียวยาว 3-5 ซม.กว้าง 2-4 มม. ดอกไม้มีสีขาว, ชมพู, หรือสีแดงขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3-4 ซม.ออกเดี่ยว ๆหรือออกเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ผลเป็นแคปซูลล้อมรอบด้วยกลีบเลี้ยง เมล็ดสีดำลักษณะแบนกลม เป็นไม้ดอกที่มีช่วงอายุในการให้ดอกนานหลายเดือน ดอกค่อยทยอยบานในแต่ละช่อ แล้วเกิดช่อใหม่ขึ้นเรื่อย ๆ
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบแสงแดดรำไรเต็มวัน อากาศเย็นสบายแสงแดดเพียงพอและรดน้ำอย่างสม่ำเสมอและถูกต้อง ในฤดูร้อนสามารถทนต่อแสงแดดได้ตลอดทั้งวัน
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ มีการปลูกกันอย่างแพร่หลายในฐานะเป็นไม้ประดับทั้งในประเทศจีนและที่อื่น ๆ ในเขตอบอุ่นของโลก ได้รับการคัดเลือกพันธุ์จำนวนมากเพื่อใช้ในสวน มักปลูกลงแปลง หรือเป็นกลุ่ม ใกล้ประตูหรือทางเดิน ปลูกเป็นไม้กระถางได้
ข้อควรดูแล---ดอกที่บานและเหี่ยวมักอยู่ในช่อเดียวกัน หมั่นเก็บดอกเหี่ยวทิ้งจะได้ดอกใหม่และออกดอกดกขึ้น อย่าปล่อยให้ดอกแห้งรวมคาต้น รดน้ำโดนดอกตรง ๆดอกจะเละพาให้ดอกใหม่อื่นๆไม่สวยไปด้วย และไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยมากนัก อย่าให้น้ำมากเกินไปหรือใส่ปุ๋ยมากเกินไป
โรคและศัตรูพืช-โรคยอดเน่าและราสนิมหากดินมีการระบายน้ำไม่ดีและอาจมีปัญหากับทากและหอยทากหากปลูกในที่ร่มมากเกินไป
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด

เวอร์บีน่า/Verbena x hybrida

ชื่อวิทยาศาสตร์---Verbena x hybrida Groenl. & Ruempler.
ชื่อพ้อง---This name is a synonym of Glandularia × hybrida (Groenl. & Rümpler) G.L.Nesom & Pruski.(Accepted name)
ชื่อสามัญ---Common Garden Verbena, Florist's Verbena, Rose vervain.
ชื่ออื่น---เวอร์บีน่า ; [THAI: Verbena.]; [CZECH: Železník hybridný.]; [FRENCH: Verveine (hybrides des jardins).]; [GERMAN: Verbena-Hybriden.]; [JAPANESE: Bijo zakura.]; [POLISH: Werbena ogrodowa, Witułka.].
ชื่อวงศ์---VERBENACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อลาบามา; โคลอมเบีย; คิวบา; เชโกสโลวาเกีย; ฮอนดูรัส; ปาหนาม; ตรินิแดด - โตเบโก; เวเนซุเอลา
มึถิ่นกำเนิดในเขตร้อน และกึ่งเขตร้อนของอเมริกาใต้และประเทศต่างๆในเขตร้อนพบที่ระดับความสูง 900-1000 เมตร
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลVerbena มาจากชื่อภาษาละตินที่ใช้สำหรับพืชบางชนิดในพิธีกรรมทางศาสนาและในทางการแพทย์ ; ชื่อสายพันธุ์ hybrida หมายถึงลูกผสม
เวอร์บีน่า เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กอายุสั้น ดอกมีสีสันอ่อนหวานสวยสะดุดตา สูงประมาณ 20-30 ซม.ลำต้นมีทั้งตั้งตรงหรือค่อนข้างเลื้อย ทอดตามผิวดิน มีรากพิเศษที่ข้อ ลำต้นมีขนสั้นๆปกคลุม ใบเป็นใบเดี่ยวออกตรงข้าม รูปหอก ปลายแหลม โคนใบรูปลิ่ม ขอบใบหยักเว้กลึกแบบขนนก แผ่นใบบาง ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้ม มีขนนุ่ม เส้นใบเป็นร่องลึก ขนาดใบกว้าง 3ซม.ยาว  6 ซม.ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง มีหลายสี เช่น สีแดง ขาว ม่วงเข้ม กลีบเลี้ยงโคนเชื่อมกันเป็นหลอด ปลายจักเป็น 5 ซี่ กลีบดอกมีขนาดเล็ก ปลายแยกเป็น 5 กลีบเว้า คล้ายรูปหัวใจ ดอกบานเต็มที่กว้าง 1-1.5 ซม.
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม--- ชอบอากาศเย็นและแสงแดดเต็มวัน ดินร่วน ระบายน้ำได้ดี ตวามฃื้นปานกลาง
การใฃ้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับสวนหย่อม ตัดแต่งพุ่มได้ ปลูกริมน้ำตก ริมลำธาร เหมาะกับสวนหิน
ระยะออกดอก---10 สัปดาห์นับจากการงอก
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด

คลีโอเม่/Cleome speciosa

ชื่อวิทยาศาสตร์---Cleome speciosa Raf.
ฃื่อพ้อง---Has 11 Synonyms

-Cleome cardinalis DC. -Cleome speciosa Kunth
-Cleome gigantea Blanco -Cleome speciosissima Deppe อดีต Lindl
-Cleome longifolia Willd. อดีต Schult & Schult.f. -Cleoserrata speciosa (Raf.) Iltis
-Cleome pachystigma Briq. -Gynandropsis grandiflora Turcz
-Cleome purpurea DC. -Gynandropsis speciosa DC.
-Gynandropsis tracyi Briq

ชื่อสามัญ---Cleome, Spider flowers, Spider plants, Spider weeds, Bee plants
ชื่ออื่น ---ผักเสี้ยนฝรั่ง ; [THAI: Phak Sian Farang.]; [KANNADA: Kannada Kanchuwaala.]
ชื่อวงศ์---CLEOMACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกาใต้ หมู่เกาะเวสต์อินดีส

ถิ่นกำเนิดหมู่เกาะเวสต์อินดิส และจากตะวันออกเฉียงใต้ของบราซิลจนถึงอาร์เจนตินาขี้นตามพุ่มไม้ชื้นทุ่งโล่งหรือพื้นดินเสียบางครั้งก็อยู่บนลูกรังริมลำธารที่ระดับความสูงต่ำกว่า 1,800 เมตร
เป็นไม้ดอกอายุสั้นมีพุ่มสูงได้ถึง1-2 เมตร  ใบด้านล่างเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ มีใบย่อย 5-7 ใบ ใบกลางที่ใหญ่ที่สุด รูปใบหอกแคบหรือรูปช้อน ปลายแหลม ขอบจักฟันเลื่อย ใบสีเขียว ใบแก่ด้านล่างมีหนามใต้ใบ ตามแกนช่อด้านบนมีใบประดับรูปไข่ขนาดเล็กอัดตัวกันแน่นรอบแกน ดอกออกเป็นช่อกลมที่ปลายยอด ขนาดช่อดอก 10-15 ซม. ดอกมีสีชมพูหรือสีม่วงเม็ดมะปรางเมื่อแรกบาน และจะค่อยกลายเป็นสีขาวเมื่อแก่จัด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ปลูกกลางแจ้งดวงอาทิตย์เต็มบางส่วน ในดินที่มีการระบายน้ำได้เร็ว จะได้ดอกสวยและงามกว่าในร่มที่มีความชื้นของดินแฉะอยู่ตลอดเวลา pH ของดิน    เป็นกรดถึงเป็นกลาง
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ใบ - ปรุงกินเป็นผักโขม
-ใช้ปลูกประดับเป็นไม้ดอกประดับสวนที่ปลูกัทั่วไป
ระยะออกดอก / ติดผล--- เมษายน - พฤษภาคม / กันยายน - ตุลาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด

ดาวเรือง/Tagetes erecta

ชื่อวิทยาศาสตร์---Tagetes erecta L
ชื่อสามัญ---African Marigold, Aztec marigold, Big Marigold, American Marigold
ชื่ออื่น---คำปูจู้น้อย,คำปูจู้หลวง,ดาวเรืองใหญ่,ดาวเรืองน้อย,พอทู,ยี่สุ่น,โพชีโทงซะ; [THAI: Kham pu chu noi, Kham pu chu luang (Northern); Dao rueang yai (Central); Dao rueang noi (Central); Pho-thu (Karen-Mae Hong Son); Yisun (Bangkok); Pho-chi-thong-sa (Karen-Kanchanaburi).]; [AYURVEDA: Jhandu, Gendaa.]; [CHINESE: Wàn shòu jú.]; [PHILIPPINES: Amarillo (Tagalog).]; [SIDDHA: Thuruksaamanthi.]; [UNANI: Sadbarg, Gul-hazaaraa, Gul-jaafari.].
ชื่อวงศ์---ASTERACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---เม็กซิโก อเมริกากลางและแคริบเบียน

มีถิ่นกำเนิดในเม็กซิโก ในป่าในรัฐของเม็กซิโก (Pueblaและ Veracruz) พบได้ในลุ่มน้ำ Balsas และเม็กซิโกตะวันตก ยังพบได้ในอเมริกากลางและแคริบเบียน : เบลีซ โบลิเวีย โคลอมเบีย คอสตาริกา คิวบา เอกวาดอร์ เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา กายอานา ฮอนดูรัส จาเมกา นิการากัว ปานามา เปอร์โตริโก และเวเนซุเอลา อาศัยอยู่ในระบบนิเวศหลายประเภทเช่นป่าผลัดใบ ป่าเมฆ ป่าสน - โอ๊ค ในสถานที่ที่มีการรบกวนอย่างมากที่ระดับความสูง 800–2300 เมตร ในฐานะที่เป็นสายพันธุ์ที่แนะนำ (เพาะปลูก) สามารถพบได้ในจีน อินเดีย แซมเบีย แอฟริกาใต้และออสเตรเลีย
ดอกดาวเรืองที่คนไทยรู้จักกันมากได้แก่ดอกดาวเรืองในตระกูลดอกสีเหลือง แต่ความจริงก็ยังมีดาวเรืองสีอื่น เช่น สีขาว สีส้ม สีแสด รวมทั้งมีสองสีในดอกเดียวกันสลับเป็นจุดเป็นลายแปลกๆ ดาวเรืองพวกนี้เรียกกันว่า African Marigold หรือ Aztec Marigold หรือ Big Marigold ส่วนTagetes patula (ดาวเรืองฝรั่งเศส)เป็นไวพจน์ของดาวเรือง
เป็นพืชล้มลุก มีอายุได้ราว 1 ปี พุ่มสูงประมาณ 20-90 ซม. แตกกิ่งก้านมากที่โคนต้น ลำต้นเป็นสีเขียวและเป็นร่อง ทั้งต้นเมื่อนำมาขยี้จะมีกลิ่นเหม็น จึงทำให้แมลงไม่ค่อยมารบกวน ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ปลายใบคี่ ออกเรียงตรงข้ามกัน มีใบย่อยประมาณ 11-17 ใบ ใบย่อยเป็นรูปรี ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ส่วนขอบใบจักเป็นซี่ฟัน ขนาดใบ  0.5-1.5x 2.5-5 ซม. ดอกเป็นดอกเดี่ยวตามปลายยอด สีเหลืองสดหรือสีเหลืองปนส้ม กลีบดอกมีขนาดใหญ่เรียงซ้อนกันหลายชั้นเป็นวงกลม มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางดอกประมาณ 5-10x1.5-2 ซม.ก้านชูดอกยาว กลีบเลี้ยงสีเขียวเชื่อมติดกันหุ้มโคนช่อดอก ผลเป็นผลแห้งสีดำไม่แตก
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม--- ชอบดินร่วน ระบายน้ำได้ดี มีความชื้นปานกลาง และชอบแสงแดดแบบเต็มวัน เป็นต้นไม้ที่ปลูกง่าย ออกดอกดกและออกดอกทั้งปี ปลูกง่ายในดินเกือบทุกชนิด  เป็นพืชที่มีความอดทนต่อสภาพความแห้งแล้งได้ดีชนิดหนึ่ง
ใช้ประโยชน์---ใฃ้ปลูกประดับ เป็นที่ปลูกกันอย่างแพร่หลายในเชิงพาณิชย์ที่มีหลายสายพันธุ์ที่ใช้เป็นไม้ประดับและเป็นไม้ตัดดอก
-ใฃ้กิน ดอกถูกนำมาใช้ในสลัดรวมกับผักกาดหอมและอาหารอื่น ๆ เพื่อเพิ่มสีสันและรสชาติ
-ใช้เป็นยา ใช้เป็นยาบำรุงกำลังลดการอักเสบ,โลหิตจาง,ประจำเดือนมาไม่ปกติ,ปวดท้องระหว่างมีประจำเดือน,ปวดกล้ามเนื้อ
-อื่น ๆ น้ำมันหอมระเหยจากดอกมีสารต้านอนุมูลอิสระอาจจะถูกเพิ่มเข้าไปในน้ำหอม นอกจากนี้ยังใช้เป็นสีย้อมธรรมชาติบนสิ่งทอ กลีบดอกไม้แห้งบดเป็นผงใช้ในอาหารสัตว์ปีกเพื่อเพิ่มสีไข่แดงและผิวไก่เนื้อ
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด

คริสต์มาส/Euphorbia pulcherrima

ชื่อวิทยาศาสตร์---Euphorbia pulcherrima Willd. ex Klotzsch
ชื่อสามัญ---Poinsettia, Mexican flame flower, Painted leaf, Christmas flower, Christmas star, Lobster plant.
ชื่ออื่น---โพผัน, คริสต์มาส, บานใบ, สองระดู ; [THAI: Pho phan (Bangkok); Khrit mat (General); Ban bai (Northern); Song radu (Bangkok).].
ชื่อวงศ์---EUPHORBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---เม็กซิโก
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศต่างๆทั่วโลก
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลเป็นเกียรติแก่ Euphorbus แพทย์ของ King of Mauretania
ชื่อสามัญ Poinsettia ตั้งเป็นเกียรติแก่ Joel Roberts Poinsett  (1775-1851) นักพฤกษศาสตร์และนักการทูตจากเซาท์แคโรไลนาซึ่งเป็นเอกอัครราชทูตประจำเม็กซิโกในปี พ.ศ. 2367 เขาได้นำพืชนั้นกลับไปที่เซาท์แคโรไลนา
Poinsettia ที่ถูกอธิบายว่าเป็นสายพันธุ์ใหม่ในปี พ.ศ. 2477 โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน Johann Friedrich Klotzschและให้เครดิตกับCarl Ludwig Willdenow ด้วยชื่อสายพันธุ์ " pulcherrima " หมายถึง สวย
มีถิ่นกำเนิดในในอเมริกากลางจากเม็กซิโกไปจนถึงกัวเตมาลาตอนใต้
คริสต์มาส เป็นไม้พุ่มไม่ผลัดใบขนาดกลาง อาจสูงได้3-4 เมตร เมื่อปลูกนาน จะมีลำต้นสูงชลูดดูเก้งก้าง ดอกออกเป็นช่อตามยอดตามปลายกิ่ง ส่วนที่เห็นเป็นใบสีแดงๆตามบริเวณยอดและปลายกิ่งนั้นนั่นคือใบประดับ (Bract)ซึ่งมันจะค่อยๆเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีแดงในราวปลายเดือนพฤศจิกายน และจะมีสีแดงเจิดจ้าในระหว่างเทศกาลคริสต์มาสพอดี และแดงอยู่จนถึงช่วงเดือนกุมภาพันธุ์ คริสต์มาสยังมีอีกหลายชนิด (Variety) เช่นคริสต์มาสขาว "White Poinsettia",คริสต์มาสซ้อน."Double Poinsettia",ชนิดใบประดับสีแดงที่คล้ายใบต้นโอ๊ค "Oakleaf Poinsettia"
ใบประดับสีแดงมักจะอยู่ได้ประมาณ 2-6 เดือนหลังจากซื้อมา เมื่อซื้อต้นไม้ตรวจดูดอกไม้สีเหลืองขนาดเล็กที่อยู่ตรงกลางถ้ายังไม่เปิดคุณจะมีระยะเวลานานขึ้น หากเปิดไว้แล้วคุณจะมีเวลากับต้นไม้ไม้น้อยลง หลังดอกบานและใบไม้ร่วงนั่นคือจุดจบของชีวิตต้นไม้ที่ดูสวยงามนี้เว้นแต่คุณจะมีเวลาและความอดทนในการรอให้ออกดอกอีกครั้งในคริสต์มาสถัดไป
เป็นพืชที่มีความสำคัญทางเชิงพาณิชย์ ปลูกเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ปลูกเป็นไม้กระถางที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจมากที่สุดในโลก โดยคิดเป็นประมาณ 85% ของยอดขายในเทศกาลคริสต์มาส สหรัฐอเมริกาส่งออกพืชประมาณ 90% ของโลก ผลิตในเชิงพาณิชย์ในโรงเรือนใน 50 รัฐและในแต่ละปีมีการผลิตเพื่อขายมากกว่า 70 ล้านต้นในช่วงหกสัปดาห์โดยมีมูลค่า 250 ล้านดอลลาร์
ความเป็นพิษ---ยางสีขาวอาจมีคุณสมบัติในการแพ้ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีอาการแพ้น้ำยาง
การขยายพันธุ์---โดยการปักชำ

สร้อยไก่/Celosia argentea

ชื่อวิทยาศาสตร์---Celosia argentea L.
ชื่อสามัญ ---Plumed cockscomb, Silver cock's comb, Cocks comb, Foxtail amaranth
ชื่ออื่น---กระลารอน, ชองพุ, ดอกด้าย, ด้ายสร้อย, พอคอที, สร้อยไก่, หงอนไก่, หงอนไก่ดง, หงอนไก่ไทย, หงอนไก่ดอกกลม, หงอนไก่ฝรั่ง, หงอนไก่ฟ้า  ; [THAI: kra-la-ron (Khmer-Prachin Buri); chong-phu (Khmer-Prachin Buri); dok dai, dai soi, soi kai, ngon kai,(Northern);  pho-kho-thi (Karen-Mae Hong Son); ngon kai thai, ngon kai dok klom,  ngon kai farang, ngon kai fa  (Central); [CHINESE: Bai ri hong, Ye ji guan huo, Gou wei cao, Ji guan huo, Quing xiang.]; [FRENCH: Amarante crête de coq, Célosie argentée, Célosie crête de coq.]; [GERMAN: Hahnenkamm, Silber-Brandschopf.]; [INDIA: sufaid murgha; vitunna.]; [INDONESIA: Bayam ekor belanda (Sumatra).]; [ITALIAN: Cresta di Gallo.]; [JAPANESE: No-geitou.]; [KOREAN: Gaemaendeurami.]; [MALAYSIA: Bayam merah; Baym ekur kuching.]; [NIGERIA: Soko Yokota.]; [PALAUAN: Chesechil a malk, Esechila malk.]; [PHILIPPINES: Kindayohan (Tag.); Kudyapa (Bis.).]; [PORTUGUESE: Crista de galo, Rabo de Gato.]; [SAMOAN: Māmoe.]; [SPANISH: Orlón, Cresta de gallo, Rabo de conejo.]; [SWAHILI: Mfungu.]; [SWEDISH: Celosia, Tuppkam]; [TAHITIAN: Repe moa.]; [TONGAN: Lisi.]; [VIETNAM: Mao ga trang.].
ชื่อวงศ์---AMARANTHACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---ได้รับการแนะนำ(เพาะปลูก)ทั่วประเทศในเขตร้อน
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลมาจากภาษากรีกคำว่า "kelos"ซึ่งแปลว่า"เผา"หรือ"ไหม้"อ้างอิงถึงดอกไม้ที่มีลักษณะคล้ายเปลวไฟ
Celosia argentea ใช้ชื่อย่อ CEOAR ในการค้าพืชสวน

มีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาเขตร้อนตั้งแต่เซเนกัลไปทางตะวันออกจนถึงโซมาเลียและทางใต้ไปทางตอนเหนือของแอฟริกาใต้และหมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดีย เติบโตได้ดีในเขตป่าชื้นที่ราบต่ำที่ระดับความสูงไม่เกิน 1,700 เมตร
ไม้ล้มลุก อายุสั้น ลำต้นอ่อนไม่มีเนื้อไม้พุ่มสูง 15-80 ซม.แตกกิ่งก้านสาขามาก ใบเดี่ยวออกเป็นกลุ่มตามข้อต้น แต่ละกลุ่มมีใบใหญ่1ใบรูปมนรีปลายแหลม ขนาดใบยาว 3-4 ซม. ชนิดดอกสีเหลืองลำต้นและใบจะเป็นสีเขียวอ่อนอมเหลือง ส่วนชนิดดอกสีแดง ลำต้นและใบจะเป็นสีเขียวคล้ำ ดอกออกเป็นช่อตามยอดดอกมีขนาดเล็กแบบช่อกระจุกเป็นมวลละออง ออกตามซอกใบและปลายกิ่งตั้งตรง ช่อหนึ่งๆยาวประมาณ  10-20 ซม.หรือถ้าปลูกได้งามอาจใหญ่กว่านี้ได้อีก ใบประดับเป็นขน ซ้อนกันแน่นหลายชั้น มีหลายสี เช่น สีแดง ส้ม ชมพู เหลือง หรือมีหลายสีในช่อเดียวกัน ดอกมีขนาดเล็ก กลีบรวม 5 กลีบ บางคล้ายกระดาษ หากมีการดูแลที่ดี ดอกไม้จะอยู่ได้นานถึง 8-10 สัปดาห์
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม--- เป็นไม้กลางแจ้งแสงแดดมากถึงรำไร ปลูกง่ายขึ้นง่าย เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกชนิด ต้องการน้ำปริมาณปานกลาง ทนแล้งได้ดี ชอบ pH ในช่วง 6 - 6.5 ทนได้ 5.5 - 7.5 ชอบปุ๋ยขี้เป็ดมากกว่าปุ๋ยชนิดอื่น
การใช้ประโยชน์---ปลูกกันอย่างแพร่หลายในฐานะไม้ประดับจากเขตร้อนไปจนถึงเขตอบอุ่น
-ใช้กิน ลำต้นใบและยอดอ่อน - สุก ใช้กินเป็นผักใช้ในซุปและสตูในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแอฟริกาเรียกว่า Lagos Spinach น้ำมันที่บริโภคได้จากเมล็ด
-ใช้ป็นยา เมล็ดมีฤทธิ์ลดความดันโลหิตและโรคตา เมล็ดมีการใช้กันอย่างแพร่หลายในอินเดียเพื่อรักษาโรคเบาหวาน ใบใช้ในการรักษาแผลติดเชื้อบาดแผลและผิวหนังพุพอง ทั้งต้นใช้เป็นยาแก้พิษงู รากใช้ในการรักษาอาการจุกเสียด หนองในและกลาก ดอกและเมล็ด ใช้เป็นยาฆ่าพยาธิและยาพอก ใช้ในการรักษาอุจจาระเป็นเลือด เลือดออกริดสีดวงทวาร เลือดออกในมดลูก ตกขาว บิดและท้องร่วง
ขยายพันธุ์---เมล็ดพันธุ์ - หว่านในแหล่งกำเนิด การงอกควรเกิดขึ้นภายใน 5-7 วัน การออกดอก 6 - 7 สัปดาห์หลังหยอดเมล็ด

บานไม่รู้โรย/Gomphrena globosa

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Gomphrena globosa L.
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
-Gomphrena eriopoda Gillies ex Moq.
-Gomphrena rubra Moq.
-Gomphrena tumida Seidl ex Opiz
-Xeraea globosa (L.) Kuntze
ชื่อสามัญ---Bachelor's Buttons, Everlasting, Globe Amaranthus, Common globe-amaranth.
ชื่ออื่น---กะล่อม, ดอกสามเดือน, ตะล่อม, บานไม่รู้โรย ; [THAI: Kalom (Northern); Dok sam duean (Peninsular); Ta lom (Northern); Ban mai ru roi (Central).]; [BENGALI: Botam phul, Gulmakhamal, Golkamal.]; [ITALIAN: Amarantino perpetuino.]; [FRENCH: Amarantine, Immortelle pourpre.]; [GERMAN: Kugelamarant.]; [GUYANA:Tocoroho.]; [HINDI: Gul-e-makhmal.]; [MALAYALAM: Vadamalli.]; [MANIPURI: Chengkruk.]; [PHILIPPINES: Botoncillo (Sp.); Botones-botonesan, Bukingan (Tag.).]; [SPANISH: Amarantina, Amor seco, Eterna.]; [SURINAME: Staan vaste.].
ชื่อวงศ์---AMARANTHACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---บราซิล ปานามา กัวเตมาลา เขตร้อนทั่วโลก
มีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลางรวมถึงภูมิภาคปานามาและกัวเตมาลาแต่ตอนนี้ขึ้นกระจายไปทั่วโลกเติบโตที่ระดับความสูง27-2600เมตร
ไม้ล้มลุกสูงประมาณ 15-60 ซม.ลำต้นตั้งตรงหรือโคนต้นอาจจะเอนราบกับดิน ที่ข้อของต้นพองออกเล็กน้อยเกิดรากตามข้อ ลำต้นมักจะมีข้อสีแดงหรือบางต้นมีสีเขียว กิ่งอ่อนมีขน ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ๆ รูปใบหอก หรือรูปขอบขนาน 2.5–12 (–15) × 2–4 (–6) ซม.ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย แผ่นใบมีขนปกคลุมทั้งสองด้าน ดอก ออกเป็นกระจุกกลมประกอบด้วยดอกเล็ก ๆจำนวนมากอยู่บนก้านช่อดอก ออกเดี่ยว ๆ หรือ บางครั้งก็ออกเป็นกลุ่ม 2-4 กระจุก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.75-2.25 ซม. มี 3 สี คือ ขาว ชมพู และม่วงแดงเข้ม ออกดอกตามซอกใบใกล้ยอด แต่ละดอกมีใบประดับ 2 ใบ กลีบรวมมี 5 กลีบ ผลแคปซูลรูปไข่แกมขอบขนานเปลือกบาง ± 2.5 มม เมล็ดแบนขนาด ± 2 มม. สีน้ำตาลเป็นมัน
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งที่มีแสงแดดเต็ม สามารถเติบโตได้ในดินทุกสภาพที่มีการระบายน้ำได้ดี ความชื้นปกติ
ใช้ประโยชน์---นิยมปลูกกันแพร่หลายเป็นไม้ประดับ ตามบ้านเรือนหรือตามสวนสาธารณะ
-ใช้กินได้ - ดอกไม้ผสมกับชาหลายชนิด กลีบดอกใช้รับประทานเป็นผักได้
-ใช้เป็นยาพื้นบ้าน ยาต้มจากวัสดุแห้งหรือช่อดอก 10 ดอกใช้สำหรับโรคหอบหืด หลอดลมอักเสบเฉียบพลันและเรื้อรัง ไอกรน - ยาต้มจากพืชสดใช้ล้างแผล - ยาต้มดอกไม้ใช้แก้ตาอักเสบปัสสาวะลำบาก ปวดหัวและบิด - ในตรินิแดดและโตเบโก ใช้สำหรับโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงโรคดีซ่านและปัญหาเกี่ยวกับไตอื่น ๆ และเป็นยาบำรุงหัวใจ- ในพม่าใช้ยาต้มจากพืชแก้ไอ-แพทย์แผนไทยใช้ชนิดดอกสีขาวเป็นยา
-อื่น ๆ ดอกสามารถใช้ทำดอกไม้ประดิษฐ์
ระยะออกดอก---ออกดอกตลอดปี
ขยายพันธุ์---ด้วยการปักชำและเพาะเมล็ดแก่ที่แห้งติดกับดอกช่อ หว่านลงในดินที่มีความชื้น

ยิปโซฟิลลา/Gypsophila paniculata

ชื่อวิทยาศาสตร์---Gypsophila paniculata L.
ชื่อพ้อง---Has 8 Synonyms
-Arrostia paniculata Raf.
-Gypsophila effusa Tausch
-Gypsophila hungarica Borbás
-Gypsophila parviflora Moench
-Gypsophila tatarica Gueldenst.
-Lychnis procera Ledeb.
-Saponaria paniculata (L.) H.Neumayer
-Silene paniculata (L.) E.H.L.Krause
ชื่อสามัญ---Baby’s Breath, Common gypsophila, Panicled baby's-breath.
ชื่ออื่น---ยิปโซ ; [THAI: Gypso.]; [FRENCH: Gypsophile paniculé, Saponaire blanche.]; [GERMAN: Rispiges gipskraut, Scheierkraut, Schleierkraut.]; [JAPANESE: Kogome-nadeshiko.]; [LITHUANIAN: Muilinė guboja.]; [NETHERLAND: Bruidssluier.]; [SWEDEN: Brudslöja.]
ชื่อวงศ์---CARYOPHYLLACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปยุโรป
เขตกระจายพันธุ์---เอเซีย อเมริกาเหนือ-สหรัฐอเมริกา แคนาดา
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลมาจากภาษากรีก gypsos =  gypsum, calc และ philos =  เพื่อน
Gypsophila paniculata เป็นพืชออกดอกของครอบครัวคาร์เนชั่น สายพันธุ์นี้ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl von Linnéในปี พ.ศ.2296
มีถิ่นกำเนิดในยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกติดกับเอเชีย(มองโกเลียตะวันตก)ในพื้นที่ที่ถูกรบกวนที่ระดับความสูง1200-2100 เมตร
ไม้ดอก อายุหลายปี สูง 30-90 ซม. แตกกิ่งก้านมากลำต้นมีขนเล็กน้อย ดอกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนง ออกตามปลายยอด ดอกสีขาว สีชมพู หรือสีม่วง มีทั้งดอกชั้นเดียวและดอกซ้อน กลีบดอกมีทั้งสีขาวและสีชมพู โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดปลายแยกเป็น 5 แฉก
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดเต็มวัน น้ำปานกลาง ดินร่วนระบายน้ำดี จะออกดอกดี ถ้าดินเป็นด่างเล็กน้อย
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ นิยมปลูกเป็นไม้กระถางแขวน ใช้มากในการจัดดอกไม้สด(เรียกว่า Gyp)สำหรับการค้า มีการปลูกในเชิงพาณิชย์ในเปรูสำหรับเพื่อการส่งออก
-ใช้เป็นยา ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ - ยาต้มรากใช้เป็นยาขับเสมหะ
-อื่น ๆ สกุลนี้เป็นแหล่งของซาโปนินที่มีการใช้งานเชิงพาณิชย์หลายประเภทเช่นการผลิตฟิล์มถ่ายภาพและน้ำยาสำหรับห้องปฏิบัติการ มีคุณสมบัติของผงซักฟอกทำให้มีประโยชน์ในการทำสบู่และแชมพู
ระยะออกดอก---เดือนกรกฎาคม-เดือนสิงหาคม
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ปักชำ

ฟ้าประดิษฐ์/Convolvulus sabatius

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Convolvulus sabatius Viv.1824
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
-Convolvulus sabatius Viv. Subsp mauritianus Murb.
-Convolvulus mauritianus Boiss. 1841
ชื่อสามัญ ---Ground Morning Glory, Ground blue-convolvulus, Blue rock bindweed.
ชื่ออื่น---ฟ้าประดิษฐ์ ; [THAI Fa Pradit.]; [CHINESE: Lan shi xuan hua.]; [FRENCH: Liseron bleu, Liseron de Mauritanie.]; [GERMAN: Blaue Mauritius.]; [JAPANESE: Ao Seiyou Hirugao.]; [ITALIAN: Vilucchio savonese, Convolvolo blu, Vilucchio di Capo Noli.]; [SPANISH: Campannilla aZul, Enredadera de Mauritania.]; [SWEDISH: Ampelvinda.].
ชื่อวงศ์---CONVOLVULACEAE
ถิ่นกำเนิด--ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---อิตาลี ตอนเหนือของแอฟริกา ยุโรป เอเซีย อเมริกา ออสเตรเลีย
นีรุกติศาสตร์---ชื่อของสกุลมาจากคำกิริยาภาษาละติน ' Convolvere ' = ห่อ โดยอ้างอิงถึงลำต้นที่ระเหยได้ของพืชหลายชนิด ; ชื่อของสายพันธุ์หมายถึงภูมิภาคVada Sabatia (ปัจจุบันคือ Vado Ligure) ของประเทศอิตาลี
Convolvulus sabatiusเป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัว Convolvulaceae ได้รับการอธิบายครั้งแรกโดย (Viv.)ในปีพ.ศ. 2367
มีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาตอนเหนือ(แอลจีเรียและโมร็อคโค)และอิตาลี ส่วนใหญ่เติบโตตามแนวชายฝั่งบนหินปูนที่มีแสงแดดส่องที่ระดับความสูง 300 เมตร
ไม้พุ่มอายุหลายปี ต้นสูงประมาณ 25-40 เซนติเมตร อาจทอดเลื้อยไปตามพื้น มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นสีน้ำตาลตามอายุมีความยาวประมาณ1เมตร ก้านใบยาว 0.5-1 ซม. ใบเรียงสลับมีขนเรียบรูปไข่สีเขียวเทาใบยาว 2-2,5 ซม. และกว้าง 1-1,5 ซม. ปลายใบแหลมถึงมนมีติ่งแหลมปลายใบ โคนใบมน ขอบใบเรียบ ผิวใบด้านบนสีเขียวอมเทา มีขนนุ่มปกคลุมทั่ว ดอกสีฟ้าอมม่วง ตรงกลางสีขาว ออกดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อแบบช่อกระจุก ช่อละ 1-3 ดอก โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วยตื้น แผ่นกลีบทั้ง 5 เชื่อมติดกัน ส่วนปลายเว้าเล็กน้อย กลุ่มเกสรเป็นสีขาวชูขึ้นจากกลางดอก
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งที่มีแสงแดดจัด-รำไร ขึ้นได้ดีในดินทั่วไปที่มีการระบายน้ำดี น้ำปานกลาง-มาก ทนไอเกลือ ดอกมักดกในช่วงฤดูร้อน โตเร็ว
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ เหมาะปลูกเป็นไม้คลุมดิน สวนหย่อม สวนหิน สวนใกล้ทะเล
ขยายพันธุ์---ด้วยการแยกกอ หรือปักชำกิ่ง

กล้วยไม้ดิน/Spathoglottis

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Spathoglottis Blume.1825
ชื่อสามัญ---Ground orchid, Purple orchids
ชื่ออื่น---เอื้องดิน,ว่านจุก ; [THAI: Ueang Din. Wan Chook.]; [CHINESE: Bao she lan shu.]
ชื่อวงศ์---ORCHIDACEAE
ถิ่นกำเนิด---ภูมิภาคเขตร้อน
เขตกระจายพันธุ์---ทั่วทั้งเอเชีย นิวกินี ตอนเหนือของออสเตรเลียและหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลSpathoglottis มาจากภาษากรีก spathe = กาบและglotta = ลิ้น อ้างอิงถึง midlobe labellum กว้าง
Spathoglottis เป็นสกุลหนึ่งของพืชในวงศ์กล้วยไม้ อธิบายครั้งแรกโดย Carl Ludwig Blume ในปีพ.ศ.2368                            ในประเทศไทยมีอยู่ในป่าธรรมชาติไม่ต่ำกว่า 1,000ชนิด ทั้งประเภทอิงอาศัยที่พบอยู่บนต้นไม้อื่นหรือพบตามภูเขาสูงและพื้นดินมีความ หลากหลายทั้งถิ่นที่อยู่และสภาพภูมิอากาศ  ศาสตราจารย์ ดร.เต็ม สมิตินันท์ และ ศาสตราจารย์ Gunnar Seidenfaden นักการทูต และนักพฤษศาสตร์ชาวเดนมาร์ก ค้นพบกล้วยไม้ในประเทศไทย จำนวน 177 สกุล (Genus) และจำนวน 1,125 ชนิด (Species) ตั้งแต่ พ.ศ. 2502 จนถึง พ.ศ. 2543 ในช่วงเวลา 41 ปีนี้ ถือเป็นยุคที่สำรวจกล้วยไม้พันธุ์แท้ในประเทศไทย

พบได้จากเอเชียตะวันออกและเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ไปจนถึงออสเตรเลียและบางชนิดในหมู่เกาะแปซิฟิก มักเติบโตในที่ชื้นในป่าทุ่งหญ้าและหนองน้ำซึ่งมักจะมีแสงแดดจ้า
กล้วยไม้ดินในสกุลSpathoglottis มีpseudoblulbหนาแน่นอยู่ใต้ผิวดินและมีใบจีบขนาดใหญ่สองสามใบ ก้านดอกโผล่ออกมาจาก pseudoblulb และมีดอกไม้สีสันสดใสขนาดกลาง ดอกเปิดกว้างโดยมีกลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีขนาดใกล้เคียงกัน แม้ว่าโดยปกติกลีบดอกจะกว้างกว่า แต่กลีบเลี้ยงจะมีขนอยู่ด้านนอก labellumมีสามแฉกแฉกข้างมากหรือน้อยตรงและกลีบกลาง มีกรงเล็บใกล้ฐาน ดอกมีมีสีขาว, สีเหลือง, สีชมพูหรือสีม่วง แล้วแต่ชนิดพันธุ์
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---แสง:ดวงอาทิตย์เต็มถึงที่ร่ม บางชนิดเติบโตได้ดีในสภาพร่มเงา ควรได้รับแสงแดดโดยตรงอย่างน้อยส่วนหนึ่งของวัน ชอบดินที่มีอินทรีย์วัตถุ ระบายน้ำดี ควรมีความชื้นสม่ำเสมอ อย่าให้น้ำมากเกินไปเพื่อหลีกเลี่ยงโรครากเน่า
ใช้ประโยชน์--ปลูกประดับลงแปลงตามบ้านเพื่อความสวยงามตามอัธยาศัย มีหลายสายพันธุ์สามารถปลูกในกระถางได้อย่างง่ายดาย พันธุ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดชนิดหนึ่งคือS. plicataหรือ “ Philippine Ground Orchid” พบมากทางภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งมักขึ้นตามริมถนนในพื้นที่เขตร้อน มีดอกสีม่วง,สีขาว, สีม่วงอ่อนหรือสีชมพู -S. pubescens ดอกสีเหลือง มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ -Spathoglottis lobii ( เหลืองพิสมร )พบมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยและอื่น ๆการเลี้ยงกล้วยไม้จริงๆไม่ยากถ้าเราศึกษาธรรมชาติและเข้าใจสภาพความเป็นอยู่ ของชนิดที่เรานำมาปลูก สำคัญมากๆที่ต้องรู้ ถ้าอยากให้กล้วยไม้เจริญเติบโตออกดอกสวยงามตามที่ใจอยากให้เป็น เนื่องจากดอกกล้วยไม้ส่วนใหญ่จะมีอายุยืนยาวอยู่บนต้นไม้ได้นานถึง 3 หรือ 4 สัปดาห์ผู้ปลูกมักจะทิ้งไว้บนต้นไม้จนกว่าจะมีความจำเป็น หากต้องตัดและจัดเก็บ ควรเก็บไว้ที่ 5 °ถึง7 ° C ที่อุณหภูมินี้กล้วยไม้ส่วนใหญ่สามารถเก็บไว้ได้เป็นระยะเวลา 10 ถึง 14 วัน หากไม่ถึง เวลาในการเก็บรักษาจะน้อยลง
ระยะออกดอก---ตลอดทั้งปี
ขยายพันธุ์---แยกกอ

กุหลาบ/Rosa L

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Rosa L
ชื่อสามัญ---Rose
ชื่ออื่น ---กุหลาบ
ชื่อวงศ์---ROSACEAE

มีการกระจายพันธุ์ทั่วโลกพบได้เกือบทุกทวีปยกเว้นแอนตาร์กติกา ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์พื้นเมืองเอเชียกับพื้นเมืองยุโรป ,อเมริกาเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา ชนิดพันธุ์และลูกผสมทั้งหมดปลูกกันอย่างแพร่หลายเพื่อความงามและมักจะมีกลิ่นหอม กุหลาบได้รับความสำคัญทางวัฒนธรรมในหลายสังคม ต้นกุหลาบมีขนาดตั้งแต่ดอกกุหลาบจิ๋วไปจนถึงไม้เลื้อยที่มีความสูงได้ถึงเจ็ดเมตร สายพันธุ์ที่แตกต่างกันผสมพันธุ์ได้อย่างง่ายดายและนี้ได้ถูกนำมาใช้ในการพัฒนาหลากหลายของสวนกุหลาบ
ไม้ พุ่มขนาดเล็กหรือเป็นไม้เลื้อย กุหลาบเป็นที่รู้จักกันทั่วไปเพราะรูปทรงของดอกที่สวยงามสีสันสะดุดตา ดอกมีกลิ่นหอม เป็นราฃินีของดอกไม้ทั้งปวง การดูแลปลูกเลี้ยงจะว่ายากก็พูดไม่เต็มปากนักสำหรับคนที่รักและเลี้ยงดูอย่างดี รักซะอย่างอะไรๆก็คงสามารถ ถ้าจะพูดถึงกุหลาบแบบละเอียดก็ต้องตั้งหัวเรื่องใหม่ แนะนำหนังสือให้แล้วกัน มีขายตามร้านหนังสือในห้าง ชื่อ ร้อยพรรณพฤกษา ตอน กุหลาบราชินีแห่งดอกไม้ มี1,2และคงมีอีกหลายเล่มตามมา โดย อาจารย์ เศรษฐมันตร์ กาญจนกุล  แฟนกุหลาบตามเอานะ เยอะมากๆสวยๆทั้งนั้น
ใช้ประโยชน์---เป็นไม้ประดับที่ปลูกในสวนและพืชตัดดอกในเชิงพาณิชย์ กุหลาบบางชนิดใช้เป็นพืชภูมิทัศน์เพื่อป้องกันความเสี่ยงและเพื่อประโยชน์ในการใช้งานอื่น ๆ เช่นการป้องกันความลาดชัน
-ใช้กิน ดอกกุหลาบใช้เป็นอาหารและมักใช้เป็นเครื่องปรุงหรือเพิ่มกลิ่นให้กับอาหาร น้ำกุหลาบมีรสชาติที่โดดเด่นมากและมีการใช้อย่างมากในตะวันออกกลาง , เปอร์เซียและอาหารเอเชียใต้ ในฝรั่งเศสมีการใช้น้ำเชื่อมกุหลาบจำนวนมากโดยส่วนใหญ่ทำจากสารสกัดจากกลีบกุหลาบ
-ใช้เป็นยา มีการใช้ดอกกุหลาบหลายชนิดในสมุนไพรและยาพื้นบ้าน Rosa chinensisถูกนำมาใช้ในการแพทย์แผนจีนมานานแล้ว สายพันธุ์นี้และสายพันธุ์อื่น ๆ ถูกใช้สำหรับปัญหากระเพาะอาหารและกำลังได้รับการตรวจสอบเพื่อควบคุมการเติบโตของมะเร็ง
-อื่น ๆ นอกจากนี้ยังใช้เป็นแหล่งผลิตน้ำหอมในเชิงพาณิชย์ น้ำหอมกุหลาบทำจากน้ำมันดอกกุหลาบ (เรียกอีกอย่างว่าattar of roses) ซึ่งเป็นส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยที่ได้จากการกลั่นกลีบกุหลาบด้วยไอน้ำ
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ปักชำ ตอนกิ่ง ติดตา เสียบยอด


กะหล่ำประดับ/Brassica Oleracea

ชื่อวิทยาศาสตร์--Brassica Oleracea var Acephala
ชื่อสามัญ---Acephala Group Kale, Flowering Cabbage, Ornamental Cabbage, Brussels sprouts, Collard greens,Kale.
ชื่ออื่น---กะหล่ำประดับ, คะน้าประดับ, ปูเล่, คะน้าตกแต่ง, กะหล่ำปลีดอก, กะหล่ำปลีประดับ
ชื่อวงศ์---BRASSICACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปยุโรป
เขตกระจายพันธุ์---ชายฝั่งทะเลทางใต้และตะวันตกของ ยุโรป
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Brassica มาจากชื่อภาษาละตินคลาสสิกสำหรับกะหล่ำปลี ; ฉายาเฉพาะOleraceaหมายถึงสวนผัก ;         ชื่อ Acephalaในภาษากรีกแปลว่าไม่มีหัว
ชื่ออนุกรมวิธานBrassica oleracea var. acephalaอาจหมายถึง:
-Brassica oleracea var. acephala DC. = Brassica oleracea var. viridis L.
-Brassica oleracea var. acephala auct. = Brassica oleracea var. sabellica L.
พืฃวงศ์ Brassicaceae -พืชอาหารใบเขียวเช่นกระหล่ำปลีและผักคะน้าและรูปแบบการตกแต่งของผักคะน้า
มีถิ่นกำเนิดในยุโรปเอเซียกลางและแอฟริกาเหนือ
กะหล่ำปลีประดับหรือคะน้าประดับและคะน้าอยู่ในสายพันธุ์เดียวกันคือ  Brassica oleracea var. acephala เป็นผักคะน้าและกะหล่ำปลีที่กินได้ เป็นผลมาจากการผสมพันธ์และแม้ว่าจะกินได้ แต่ก็ไม่ได้อร่อยและนุ่มเหมือนลูกพี่ลูกน้อง แม้ว่าบางครั้งจะเรียกว่ากะหล่ำดอก แต่เป็นใบไม้ที่ให้สีและความน่าสนใจแก่พืชเป็นไม้ประดับ
ลักษณะคล้ายกะหล่ำปลีที่เรารู้จักกันดีนั่นแหละ แต่ว่าใบห่อกันไม่แน่น ดูคล้ายดอกไม้ มีหลายสีแตกต่างกัน เช่น ชมพู อมม่วง เขียวอมเทา หรือเขียวขาว จะสวยงามมากถ้าปลูกอยู่ในที่ค่อนข้างเย็นทางภาคเหนือ เอาใบล่างๆมาผัดกินได้ แต่น่าจะสวยเกินกว่าจะกิน
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด

สร้อยทอง/Solidage caradensis

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Solidage caradensis L
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
-Aster canadensis (L. ) Kuntze
-Doria canadensis (L. ) Lunell
-Solidago altissima L.
-Solidago anthropogena
ชื่อสามัญ---Golden Rod , Canada goldenrod, Canadian goldenrod
ชื่ออื่น---สร้อยทอง ; [THAI: Soi Thong.]; [BRAZIL: Tango.]; [CZECH: Zlatobýl kanadský.]; [DENMARK: Kanadisk gyldenris, Sibirisk Vinterportulak.]; [DUTCH: Canadese guldenroede.]; [FINNISH: Alaskankleitonia, Perhoskleitonia, Vihannesportulakka, Kanadanpiisku.]; [FRENCH: Verge d'or du Canada.]; [GERMAN: Kanadische Goldrute.]; [HUNGARY: Kanadai aranyvesszo.]; [ITALIAN: Verga d'oro canadese; Verga d'oro del Canada.]; [POLISH: Nawloc kanadyjska.]; [SPANISH: lechuguilla; vara de oro del Canadá; vara de San Jose.]
ชื่อวงศ์---ASTERACEAE (COMPOSITAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---แคนาดา ;  สหรัฐอเมริกา-รัฐ เมน คอนเนกติกัต โรดไอส์แลนด์ นิวแฮมเชีย เวิร์มอนต์ ; ยุโรป
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลมาจากคำภาษาละติน solidus หมายถึงความหมายทั้งหมดและที่ผ่านมาเพื่ออ้างอิงถึงคุณสมบัติในการรักษายาของพืชบางชนิด ; ชื่อสายพันธุ์ caradensis อ้างอิงถึง ถิ่นที่อยู่พื้นเมืองของแคนาดา ของพืชชนิดนี้
มีถิ่นกำเนิดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางของทวีปอเมริกาเหนือ เป็นวัชพืชรุกรานในหลายส่วนของยุโรป , ญี่ปุ่นและประเทศจีน (เจ้อเจียง , เจียงซู ,เจียงซี เซี่ยงไฮ้)ยังคงแพร่กระจายไปทั่วประเทศจีนและมีรายงานการพบเห็นในยูนนาน ส่วนใหญ่พบเติบโตในสภาพที่ชื้นในพื้นที่เพาะปลูกที่ถูกทิ้งร้างทุ่งหญ้าป่าละเมาะพื้นที่เสียและริมถนน
เป็นไม้ล้มลุกต้นเตี้ยอายุหลายปี สูง 30-150 ซม. ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปใบหอก ปลายแหลม โคนสอบ ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย แผ่นใบสีเขียว ใต้ใบมีขน ก้านใบสั้น ดอกออกเป็นช่อแบบช่อกระจุกแน่น ออกตามโคนใบและส่วนยอด ดอกมีสีเหลือง กลีบดอก 2 ชั้น ชั้นนอก 13-15 กลีบ รูปแถบ ปลายเว้า ชั้นในโคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นหลอดอัดแน่นอยู่ตรงกลาง ดอกดกแน่นช่อ มองเป็นละอองสีเหลืองสด ดอกมีกลิ่นหอมอ่อนๆ  
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งที่มีแสงแดดจัดหรือร่มเงาบางส่วน ในดินที่เป็นกรดเล็กน้อย อุดมสมบูรณ์ปานกลางและมีการระบายน้ำได้ดี ปลูกขึ้นง่ายในสภาพชุ่มชื้น
โรคและศัตรูพืช---ไม่มีปัญหาแมลงหรือโรคร้ายแรง อ่อนแอต่อการเกิดสนิม โรคราแป้งและใบจุด โรครากเน่าอาจเกิดขึ้นในดินที่มีการระบายน้ำไม่ดี แมลงศัตรูพืชที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ แมลงปีกแข็ง เพลี้ยและแมลงที่สร้างน้ำดีหลายชนิด
การใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ ปลูกเป็นไม้กระถาง
-ใช้เป็นยา ลำต้นและใบนำมาใช้ในการแพทย์พื้นบ้าน รักษาแผลบนผิวหนังและเป็นยาขับปัสสาวะ ใช้เพื่อกำจัดนิ่วในไตและโรคไตอื่น ๆ ใช้ล้างปากและเป็นน้ำยาบ้วนปาก รักษาการอักเสบ, วัณโรค , ภูมิแพ้, โรคเกาต์ , โรคริดสีดวงทวาร , โรคข้ออักเสบ , หอบหืด , เลือดออกภายใน ดอกไม้และรากถูกใช้กันอย่างแพร่หลายโดยชนพื้นเมืองอเมริกันเพื่อวัตถุประสงค์ในการรักษาโรค
-อื่น ๆ นิยมนำมาจัดเป็นช่อดอกไม้
ระยะออกดอก---เดือนสิงหาคม-เดือนตุลาคม
ขยายพันธุ์---โดยการเพาะเมล็ด, แยกหน่อ, เหง้า

ลิลลี่/Lilium sp


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Lilium sp.
ชื่อสามัญ---Asiatic Lily, Lily, Asiatic Hybrids.
ชื่ออื่น---ลิลลี่ ; [THAI: Lily.]
ชื่อวงศ์---LILACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน ญี่ปุ่น
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลLilium มาจากคำภาษาละตินคลาสสิก, ความหมาย  ดอกลิลลี่
Lilium spp. (สมาชิกซึ่งเป็นดอกลิลลี่แท้) เป็นสกุลไม้ดอกล้มลุก มาจากสกุล Lilium ที่ประกอบด้วยไม้ดอกที่รู้จักกันประมาณ 600-700 ชนิด

มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศจีน และบริเวณตอนเหนือของญี่ปุ่น หลายชนิดปลูกกันอย่างแพร่หลายในสวนในเขตอบอุ่นและเขตกึ่งร้อน
ลิลี่เป็นไม้ดอกที่มีหัวสะสมอาหารอยู่ใต้ดิน หัวของลิลี่ คือ ส่วนลำต้นที่อัดตัวกันแน่น ประกอบด้วยฐานของหัว ลักษณะเป็นแผ่นแบน ๆ ด้านบนเป็นกลีบเรียงซ้อนกันเป็นชั้นคล้ายกลีบหอมหัวใหญ่ ทำหน้าที่เก็บสะสมอาหาร ด้านล่างของฐานจะมีรากงอกออกมา หัวของลิลี่จะเจริญเติบโตและเพิ่มขนาดขึ้นเรื่อย ๆ ในแต่ละปีจะสร้างจุดเจริญใหม่ภายในหัว เมื่อหัวพัฒนาเต็มที่และ ได้ผ่านช่วงฤดูหนาวเกิดการทำลายการฟักตัวของหัว ยอดใหญ่จะเจริญเติบโตเป็นลำต้นเหนือดินสูงประมาณ 60-180 ซม. และส่วนยอดจะสร้างช่อดอก ซึ่งดอกจะมีกลีบดอก 6 กลีบ แยกออกจากกัน มีเกสรเพศผู้ชูขึ้นอยู่ใจกลางดอก ลิลี่นั้นมีหลายสี มีทั้งสีขาว ชมพู ส้ม แดง ม่วง และมีสองสีในดอกเดียวกัน ดอกจะบานได้ 2-4 วัน
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม--เป็นไม้เมืองหนาวเติบโตในที่อากาศหนาวเย็น สามารถปลูกได้ง่ายโดยดูแลรักษาน้อยที่สุด ต้องการดวงอาทิตย์เต็มถึงกึ่งร่มเงา ต้องการดินที่อุดมด้วยฮิวมัส ดินร่วนและระบายน้ำได้ดี การให้น้ำปานกลาง อย่าปล่อยให้ดินแห้ง แต่อย่าให้มีน้ำขัง
ใช้ประโยชน์--ใช้ปลูกประดับลงแปลงหรือปลูกเป็นไม้ตัดดอก บางครั้งอาจปลูกเป็นไม้กระถางได้ด้วย มีการพัฒนาลูกผสมประดับจำนวนมาก ลิลลี่เอเชียและลิลลี่ตะวันออกเป็นลิลลี่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสองชนิดสำหรับสวนทางตอนเหนือ สายพันธุ์ลิลลี่เอเชียที่รู้จักกันดี ได้แก่ 'Connecticut King' (สีเหลือง), 'Enchantment' (สีส้ม), 'Grand Prix' (สีแดง), 'Moulin Rouge' (สีแดง), 'Roma' (สีขาว), 'Sterling Star' ( ขาว) ในการซื้อดอกลิลี่ให้ดูว่า แต่ละก้านควรมีดอกอย่างน้อย 2 ดอก สีสวยงามและเพิ่งเริ่มแย้ม อย่าซื้อดอกที่บานเต็มที่แล้ว ใบควรมีสีเขียวเข้มไม่มีอาการปลายใบสีน้ำตาล
ขยายพันธุ์---เมล็ด, แยกห้ว(Bulb)


ม่วงมณี, อาจูก้า/Plectranthus "Mona Lavender"

ชื่อวิทยาศาสตร์ฃ---Plectranthus "Mona Lavender
ชื่อสามัญ---Mona Lavender, Spur flower
ชื่ออื่นฃ---ม่วงมณี, ม่วงกำมะหยี่, อาจูก้า ; [THAI: Mouang Mani, Mouang Kam- mayi, Ajuga.]
ชื่อวงศ์ฃ---LAMIACEAE
ถิ่นกำเนิดฃ---แอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---ทวีปยุโรป เอเซีย และอาฟริกาใต้
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลมาจากภาษากรีกคำplectronความหมาย "แรงกระตุ้น" และanthosความหมาย "ดอกไม้" ในการอ้างอิงถึงดอกไม้รูปเดือย
Plectranthusเป็นพืชสกุลที่ใหญ่ที่สุดในแอฟริกาใต้ซึ่งอยู่ในวงศ์สะระแหน่(Lamiaceae) มี Plectranthus หลายชนิด (ประมาณ 44) ที่ปัจจุบันใช้เป็นไม้ล้มลุกประดับทั่วสวนของโลก จากแอฟริกา มาดากัสการ์ เอเชีย ออสตรา เลเซียและหมู่เกาะแปซิฟิก โดยทั่วไปเรียกว่า coleus สายพันธุ์ลูกผสมที่ปลูกกันอย่างแพร่หลายในฐานะไม้ประดับ
P."Mona Lavender"ลูกผสมนี้เป็นผลมาจากโครงการปรับปรุงพันธุ์ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ที่สวนพฤกษศาสตร์ Kirstenbosch ในเมืองเคปทาวน์ประเทศแอฟริกาใต้ พ่อแม่ของลูกผสมนี้คือP. saccatus (seed parent) และ P. hilliardiae (pollen parent)

เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี สูงประมาณ 20 - 60 ซม.ใบเป็นรูปรีขอบใบหยัก ใบมีขนคลุม ด้านบนสีเขียวเข้ม ด้านล่างสีออกม่วงแดงอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ดอกรูปแตร กลีบดอก 5 กลีบ สีม่วง ชมพู และขาว เชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายกลีบแยกเป็นสองส่วน
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดครึ่งวันเช้าหรือร่มเงาบางส่วน ดินร่วนปนทราย ระบายน้ำดี ความชื้นในดินพอสมควร ใส่ปุ๋ยเป็นระยะ ๆสม่ำเสมอ ใส่ปุ๋ยทุก 6 ถึง 10 สัปดาห์ด้วยปุ๋ยที่ละลายน้ำได้จะให้ดอกดกสีสันสวยงาม
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ นิยมปลูกเป็นไม้กระถางหรือปลูกลงแปลง ปลูกเป็นกลุ่มใหญ่ หรือปลูกลงในภาชนะหรือตะกร้าแขวนสำหรับดาดฟ้าหรือลาน
โรคและศัตรูพืช---ไม่มีปัญหาแมลงหรือโรคร้ายแรง ระวังเพลี้ยแป้งและไร.
ระยะออกดอก---เดือน พฤศจิกายน -เดือน มีนาคม ดอกดกในช่วงฤดูหนาว
ขยายพันธุ์---โดยการปักชำกิ่ง


แวววิเชียร/Angelonia goyazensis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Angelonia goyazensis Benth.
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---Little Turtle Flower
ชื่ออื่น---แวววิเชียร ; [THAI: Waew Wichian.]; [VIETNAM: Hoa bâng khuâng, Cây violet Nhật, Cây Ngọc Hân]
ชื่อวงศ์---PLANTAGINACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกาใต้ เม็กซิโก และบราซิล

แวววิเชียรเป็นไม้ดอกล้มลุกอายุ2ปี ลำต้นเล็กตั้งตรงสูงไม่เกิน 1เมตร มีการแตกกิ่งใกล้ผิวดินจำนวนมากทุกส่วนมียางเหนียว ใบรูปใบหอกแกมรูปขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบจักฟันเลื่อยตื้น  ดอกเดี่ยวหรือออกเป็นช่อตามซอกใบ เส้นผ่านศูนย์กลางดอก 1 – 1.5 ซม.ดอกรูปถ้วยตื้น ปลายแยกเป็น 5 กลีบ กลีบล่างแต้มสีขาว เชื่อมติดกันเป็นกระเปาะยื่นออกมา ดอกมีสีม่วงอมฟ้า ขาว ชมพู หรือมีสองสีในต้นเดียวกัน มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ผลแคปซูลกลม แก่แล้วแตกออก ภายในมีเมล็ดเล็กๆ จำนวนมาก
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดตลอดวันถึงร่มรำไร ชอบดินร่วนระบายน้ำได้ดีความชื้นปานกลาง โตเร็ว
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ มักนิยมปลูกเป็นไม้ริมน้ำ
-ใช้เป็นยา ในเวียตนามใช้ทั้งต้น รักษาไข้
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ปักชำกิ่ง


เพลตี้โคดอน ดอกบอลลูน/Platycodon grandiflorus

ชื่อวิทยาศาสตร์---Platycodon grandiflorus (Jacq.) A. DC., 1830
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
-Campanula glauca Thunb.
-Platycodon glaucus (Thunb.) Nakai
ชื่อสามัญ--- Balloon-Flower, Chinese bellflower, Platycodon
ชื่ออื่น---ดอกบอลลูน แพลตตี้โคดอน ; [THAI: Dok Bon loon, Plat-ty-co-don.]; [CHINESE: Jie geng.]; [DUTCH: Ballonklokje.]; [FRENCH: Platycodon à grandes fleures.]; [GERMAN: Großblütige Ballonblume.]; [SWEDISH: Praktklocka.]
ชื่อวงศ์---CAMPANULACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออก: จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ไซบีเรียตะวันออก สหรัฐอเมริกา
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลมาจากภาษากรีกคำว่า' platys'หมายถึงกว้างและ' kodon' หมายถึงระฆังอ้างอิงถึงรูปทรงของกลีบดอกไม้ ; ชื่อสายพันธุ์ grandiflorus = ดอกไม้ขนาดใหญ่

มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน เกาหลี ญี่ปุ่นและไซบีเรียตะวันออก มีการแปลงสัญชาติในไม่กี่รัฐในสหรัฐอเมริกา พบในทุ่งหญ้าแห้งสถานที่ที่เต็มไปด้วยหินท่ามกลางพุ่มไม้หรือในป่า
ไม้เถาเลื้อย เนื้อแข็ง อายุหลายปี มีหัวใต้ดิน ลำต้นสูง 20-120 ซม ใบรูปไข่หรือรูปใบหอก 2-7 × 0.5-3.5 ซม. ดอก สีขาว ชมพูหรือม่วงอมน้ำเงิน อาจมีเส้นสีม่วงเข้มกลางกลีบ   ออกเป็นดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อ  มีทั้งดอกชั้นเดียวและดอกซ้อน ดอกขนาดใหญ่คล้ายรูประฆังขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5-7 (8) ซม ผลเป็นแคปซูลกลมขนาด 0.7-2.5 × 0.7-1.5 ซม.
ช้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ปลูกในบริเวณที่มีแดดจัดและยังขึ้นได้ดีในที่ร่มบางส่วน ดินมีการระบายน้ำดี น้ำปานกลาง
โรคและศัตรูพืฃ---ไม่มีปัญหาแมลงหรือโรคร้ายแรง โรครากเน่าอาจเกิดขึ้นในดินที่ชื้นมากเกินไป ดูทากและหอยทาก.
-ใช้ปลูกประดับ ปลูกเป็นกลุ่มลงแปลง หรือปลูกในภาชนะแขวนหรือตะกร้า
-ใช้กิน รากขนาดใหญ่ซึ่งเป็นพิษเมื่อดิบ  ในเอเชียใช้อาหารเมื่อปรุงสุก รากถูกปอกเปลือกลวกในน้ำเกลือแล้วทอด ดองหรือเติมในซุป มีสารต้านอนุมูลอิสระและสารกระตุ้นภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ยังสามารถกินใบยอดเป็นสลัด  ในเกาหลีพืชชนิดนี้เรียกว่าโดราจิ(doraji)และรากของมันไม่ว่าจะแห้งหรือสดเป็นส่วนประกอบยอดนิยมในสลัดและอาหารแบบดั้งเดิม
-ใช้เป็นยา ในประเทศจีนรากของสายพันธุ์นี้ Jie Geng (radix platycodi) ถูกใช้อย่างกว้างขวางเพื่อต้านการอักเสบในการรักษาอาการไอและหวัด
ระยะออกดอก/ติดผล---เดือนกรกฎาคม-เดือนกันยายน/เดือนสิงหาคม-เดือนตุลาคม
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ปักชำ

ตุ้มหูนางฟ้า/Fuchsia Hybrids

Fuchisaia'Bicentennial' Fuchsia'Royal Velvet' 
    Fuchsia'Beacon Rosa'
รูปภาพประกอบจากหนังสือ Botanica's Pocket  Trees & Shrubs By Random House Australia

ชื่อวิทยาศาสตร์---Fuchsia Hybrids
ชื่อสามัญ---Fuchsia, Lady's Eardrops, Fuchsia hybrida flower
ชื่ออื่น---ตุ้มหูนางฟ้า
ชื่อวงศ์---ONAGRACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปออสเตรเลีย
เขตกระจายพันธุ์---ทวีปอเมริกาใต้ เอซียและอเมริกากลาง

Fuchsia'White Spider' Fuchsia'Display'
รูปภาพประกอบจากหนังสือ Botanica's Pocket  Trees & Shrubs By Random House Australia

สกุลFuchsiaส่วนใหญ่ที่ปลูกในสวนเป็นลูกผสมที่มาจากF. magellanica , F. coccineaและสายพันธุ์ต่างๆของอเมริกากลาง มีทั้งชนิดเป็นพุ่มและเลื้อย Fuchsia มีอยู่ 4 ประเภทจากศูนย์สวนส่วนใหญ่ทั่วสหรัฐอเมริกา
Standard Fuchsia – เหมาะสำหรับภาชนะหรือกระถางบนระเบียง
Trailing Fuchsia – เหมาะสำหรับแขวนในกระเช้าดอกไม้หรือตะกร้าแขวน
Bush and Upright Fuchsia – ไม้พุ่มขนาดเล็กเหล่านี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการสร้างขอบเขตในสวนหรือปลูกในภาชนะที่ลานหรือระเบียง
Climbing Fuchsia-เติบโตเร็วมีลำต้นยาวและหย่อน ปลูกให้ไต่บนผนังหรือรั้วเพื่อการแสดงผลแนวตั้งที่สวยงาม
ลักษณะทั่วไปต้นสูง 1-3 เมตร ใบและลำต้นอวบน้ำ ใบรูปไข่หรือใบหอก ขอบจักฟันเลื่อย ดอกเดี่ยวหรือออกดอกเป็นช่อตามซอกใบ ดอกรูปถ้วยคว่ำ กลีบดอกรูปถ้วยคว่ำ กลีบเลี้ยงรูปรีแกมรูปไข่ มี 4 กลีบ ปลายโค้งขึ้น กลีบดอก 4 กลีบหรือมากกว่า ซ้อนเกยกันอยู่กลางดอกดอกออกเป็นช่อห้อยลงมีหลายสี คือขาวชมพู แดง ม่วง ส้ม มี ทั้งดอกชั้นเดียวและดอกซ้อนออก
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบอากาศเย็น ดวงอาทิตย์เต็มหรือแสงแดดรำไร ดินที่อุดมสมบูรณ์ลึกและมีความชื้นมาก ระบายน้ำได้ดี pH 4.5 ถึง 6.5  ใช้ปุ๋ยน้ำอย่างสม่ำเสมอในแต่ละเดือน
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ สามารถปลูกได้ทั้งแบบลงดินเป็นแปลงและปลูกในกระถาง
ระยะออกดอก---ดอกช่วงฤดูหนาว
ขยายพันธุ์---โดยการเพาะเมล็ด และ ปักชำ

Fuchsia'Garden News' Fuchsia'Hidecote Beauty' Fuchsia'Dark eyes'

ต่อไปนี้จากรูปภาพที่นำมาแสดง เป็นFuchsia ลูกผสม สีของดอกไม้อาจเป็นสีแดงสีม่วงสีขาวสีชมพูสีบานเย็นส่วนใหญ่มีมากกว่าหนึ่งสีดอกรูปกรวยตรงกลางและกลีบดอก 4 กลีบอยู่ด้านนอก
-Fuchsia 'Bicentennial'-trailing fuchsia ระยะออกดอกมิถุนายนถึงตุลาคม
-Fuchsia 'Royal Velvet' -annuals and biennials, shrubs, 'Royal Velvet' เป็นไม้พุ่มผลัดใบขนาดกลางที่เติบโตอย่างแข็งแรง ดอกคู่มีหลอดสีแดงเข้มและกลีบเลี้ยงและกลีบดอกสีม่วงเข้มมีสีแดงไม่ทนต่อความแห้งแล้งความชื้นสูงและความร้อนสูงในฤดูร้อน
- Fuchsia 'Beacon'-เป็นไม้พุ่มที่แข็งแรงและมีความสูงประมาณ 60 ซม. มันเป็นไม้พุ่มตั้งตรงที่มีใบสีเขียวเข้มและมีดอกเดี่ยวที่สวยงามมีกลีบดอกสีชมพูสีแดงและกลีบเลี้ยงสีชมพูแดง
-Fuchsia'White Spider'-Single upright/trailerเหมาะสำหรับตะกร้าแขวน
แสงแดดหรือในตำแหน่งที่มีร่มเงาบางส่วน เหมาะสำหรับขอบและกระถางได้รับรางวัล RHS ของผู้ถือรางวัล Garden Merit
-Fuchsia 'Garden News'-  เป็นไม้พุ่มผลัดใบขนาดกลางที่แข็งแรง มีใบสีเขียวเข้ม มีดอกคู่ในฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วง ดอกมีหลอดสั้นสีชมพูปลาแซลมอน กลีบเลี้ยงและกลีบดอกสีม่วงแดง
-Fuchsia 'Hidcote Beauty'-กลีบดอกสีขาวอมชมพู กลีบเลี้ยงสีขาว
-Fuchsia'Dark Eyes'-ปลูกในภาชนะหรือตะกร้าแขวนและวางไว้ในพื้นที่ที่มีการป้องกันบนลานหรือระเบีย


  ซัลเวีย/Salvia splendens

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Salvia splendens Sell ex Roem. & Schult.1822
ชื่อสามัญ---Scarlet sage, Bonfire salvia, Salvia escarlata.
ชื่ออื่น---ซัลเวีย, บลูซัลเวีย ; [THAI: Sal-via.]; [CZECH: šalvěj zářivá.]; [FINNISH: Tulisalvia.]; [FRENCH: Sauge écarlate, Sauge éclatante.]; [GERMAN: Pracht-Salbei.]; [SWEDISH: Praktsalvia.]
ชื่อวงศ์---LAMINACEAE
ถิ่นกำเนิด---อเมริกากลาง
เขตกระจายพันธุ์---เม็กซิโก บางส่วนของสหรัฐอเมริกา
นิรกติศาสตร์---ชื่อสกุล Salvia มาจากภาษาละติน salvusซึ่งแปลว่า "salú" หรือ salveo = "ฉันสบายดี" ; ชื่อสายพันธุ์ splendens มาจากภาษาละติน หมายถึง "สดใสหยิ่งยโส"
Salvia splendens อธิบายเป็นครั้งแรกโดย Charles Linnaeusและเผยแพร่ในSpecies Plantarumในปี พ.ศ. 2296 ต่อมาได้รับชื่อปัจจุบันจาก Friedrich Sellow , Johann Jakob Roemer และ Josef August Schultes ในปี พ.ศ. 2365
อีกชนิดที่นิยมเรียกว่าบลูซัลเวีย--Salvia farinacea Benth (Blue Salvia ,Mealy Cup Sage, Mealy Sage.)ทั้งสองชนิดเป็นพืชในสกุลซัลเวียที่นิยมปลูกในบ้านเราจากที่นักพฤกษศาสตร์ คำนวณว่ามีอยู่ในโลกถึง700พันธุ์ เป็นพันธุ์ที่มีดอกสีแดงสดใสS. splendensและพันธุ์ที่เป็นดอกไม้สีม่วงอมฟ้าS. farinaceaที่ปลูกแล้ว สวยตลอดปีโดยเฉพาะหน้าหนาวดอกจะแน่นสวย

ลักษณะทั่วไปเป็นไม้ดอกล้มลุกขนาดเล็ก ลำต้นตั้งตรงมีความสูง 60- 90 ซม. ลำต้นและใบ มีขนละเอียด ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่หรือหัวใจ กว้าง 4-6 ซม. ยาว 5-10ซม. ปลายใบ เรียวแหลม โคนใบมนหรือเว้า ขอบใบจักฟันเลื่อย ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้ม บริเวณเส้นใบเป็นร่อง ผิวใบด้าน ล่างสีเขียวอ่อน ก้านใบสั้น ดอกสีชมพู แดง ส้ม และม่วง ออกเป็นข่อแบบช่อกระจะที่ปลายกิ่ง ช่อดอกยาว 15-20ซม.ใบประดับรูปไข่ถึงรูปใบหอกกลับ โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว 3-3.ซม.ปลายแยก 4 แฉก ผลแห้งแก่ไม่แตก รูปรี เปลือกแข็งสีน้ำตาลปนดำ ยาวประมาณ 3ซม.เมล็ดมีขนาดเล็ก
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ปลูกได้ทั้งแดดจัดและร่มรำไร ชอบน้ำพอดีและดินปนทรายหรือดินร่วนซุยที่มีปุ๋ยหมักผสมอยู่มากๆ
โรคและศัตรูพืช---ศัตรูพืชหลักคือทากซึ่งอาจเป็นปัญหาได้ในสภาพแวดล้อมที่ชื้น
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นไม้ประดับในสวนสาธารณะและสวนหย่อม นอกจากนี้ยังสามารถนำมาใช้เป็นไม้ตัดดอก มีการเพาะปลูกหลายสายพันธุ์เช่น-Salvia farinacea 'Blue Bedder'ดอกสีม่วงอมน้ำเงินเข้ม-Salvia farinacea 'Strata'ดอกสีขาวและสีน้ำเงิน-Salvia farinacea 'Victoria'ดอกสีม่วงอมน้ำเงินเข้ม-Salvia Indigo Spires (S. longispicata × S. farinacea)-Salvia Mystic Spires Blue (S. longispicata × S. farinacea)-มีขายทั่วไปเป็นไม้ประดับเช่น ' Indigo Spiers ' และ 'Mystic Spiers Blue'
ระยะออกดอก---ตลอดปี ดกมากเป็นพิเศษช่วงหน้าหนาว
ขยายพันธุ์---ด้วยการปักชำและเพาะเมล็ด


ทานตะวัน/Helianthus annuus

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Helianthus annuus L.
ชื่อสามัญ---Common sunflower, Sunflower, Sunchoke, Annual sunflower, Wild sunflower, Garden sunflower
ชื่ออื่น---บัวผัด, ชอนตะวัน, ทานตะวัน, บัวทอง ; [THAI: Chon tawan (Central); Than tawan (Northern); Bua thong (Northern).]; [FRENCH: Tournesol.]; [GERMAN: Einjaehrige Sonnenblume, Gewöhnliche Sonnenblume, Sonnenblume.]; [ITALIAN: Girasole comune.]; [NETHERLANDS: Zonnebloem.]; [PORTUGUESE: Girassol; Mirasol.]; [SPANISH: Girasol.]; [SWEDISH: Vanlig solros.]; [TURKISH: Aycicegi.]
ชื่อวงศ์---ASTERACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกากลาง เม็กซิโก
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Helianthus มาจากคำว่า helios ที่แปลว่าดวงอาทิตย์ กับคำว่า anthos ที่แปลว่า ดอกไม้ ที่งดงามมาก ; ชื่อสายพันธุ์ annuus หมายถึงรายปี
มีถิ่นกำเนิดในที่ราบแห้งทุ่งหญ้าและเชิงเขาทางตะวันตกของสหรัฐอเมริกา แคนาดาและเม็กซิโกตอนเหนือเป็นพืชท้องถิ่นของอเมริกากลาง มีหลักฐานแสดงให้เห็นว่ามีการปลูกดอกทานตะวันในประเทศเม็กซิโกตั้งแต่ประมาณ 2600 ปีก่อนคริสตกาล

 เป็นพืชปีเดียวมีฐานรองกลุ่มดอก (inflorescence) ขนาดใหญ่ ลำต้นโตสูงถึง 50–300 (–450) ซม.] ลำต้นกลมตั้งตรงมีขนหยาบและมีรากแก้วค่อนข้างลึก เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 3-6 ซม. ใบมักออกเรียงสลับกัน (ใบล่างออกตรงข้าม) รูปไข่วงรีมีเส้นใบหลัก 3 เส้นยาว 10-30 ซม.กว้าง 5-20 ซม.ขอบใบหยักและมีก้านใบยาว ฐานรองกลีบดอกอาจกว้างได้ถึง 30ซม.ผลแห้งมีสีซีดจางมีสีแปรผัน (ขาวน้ำตาลดำหรือเข้มมักมีแถบสีขาว)เมล็ดแบนรูปขอบขนานด้านบนตัดปลายและโคนแหลมยาว10-25 มม.กว้าง7-15 มม.
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งที่มีแดด ดินที่เป็นกลางหรือเป็นด่างประสบความสำเร็จในดินที่มี pH อยู่ในช่วง 4.5 - 8.7 พืชไม่ทนต่อสภาพกรดหรือน้ำขัง
ใช้ประโยชน์---ทุกส่วนของพืชป่าถูกใช้โดยชาวอเมริกันพื้นเมืองเพื่อวัตถุประสงค์ในการทำอาหารยาและพิธีกรรม ยังมีการใช้ประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมายโดยเฉพาะในท้องถิ่นรวมถึงแหล่งของยา เส้นใย สีย้อม ปุ๋ยพืชสด
-ใช้กิน เมล็ด - ดิบหรือสุกกินได้ เมล็ดคั่วเป็นกาแฟและดื่มแทนช็อกโกแลต ตาดอกอ่อนและต้นอ่อนกินสุก น้ำมันทานตะวันได้จากการสกัดจากเมล็ด สามารถนำมาใช้ปรุงอาหารได้ เช่น การนำมาผัด หรือนำมาปรุงน้ำสลัด มีบางส่วนที่นำมาใช้บริโภคเป็นน้ำมันและเครื่องสำอาง เป็นน้ำมันที่มีคุณภาพสูง โดยมีน้ำมันไม่อิ่มตัวสูงกว่าร้อยละ 90 ซึ่งร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้
-ใช้เป็นยา ชาที่ทำจากใบมีรสฝาดขับปัสสาวะและขับเสมหะใช้ในการรักษาไข้สูง ชาที่ทำจากดอกไม้ใช้ในการรักษาโรคมาลาเรียและโรคปอด ใช้ยาต้มของราก ใช้ภายนอกเมื่อปวดเมื่อยไขข้อ
-ใช้ปลูกประดับเป็นไม้ประดับที่ปลูกกันอย่างแพร่หลายในสวนในเขตอบอุ่นถึงเขตร้อนของโลก ทานตะวันที่นิยมปลูกกันมีหลายพันธุ์เช่นทานตะวันพันธุ์เตี้ยใช้พื้นที่ไม่ มากได้แก่พันธุ์ 'ซันโกลด์'(Sun Gold)ซึ่งสูงประมาณ 1เมตรพร้อมกับดอกสีเหลืองคู่หนาดก พันธุ์ 'บรอนซ์เฉด'(Bronze shades)สูงประมาณ1.5เมตรออกดอกเดี่ยวไล่โทนสีตั้งแต่เหลืองอร่ามไปจนถึงสีน้ำตาลอมเหลือง และพันธุ์แคระอย่าง'เท็ดดี้ แบร์' (Teddy Bear)ซึ่งสูงประมาณ 0.65เมตรมีดอกคู่สีเหลืองรูปทรงคล้ายเข็มหมุด ส่วนทานตะวันพันธุ์ยักษ์ Helianthus salicifoliusเป็นพันธุ์ยืนต้นมีรูปทรงเพรียวดอกสีเหลืองดอกเล็กและพันธุ์ที่ ปลูกทั่วไปจะเตี้ยกว่านี้คือ'โกลเด้น พีรามิด' (Golden pyramid)
-วนเกษตร ทานตะวันเป็นพืชที่มีบทบาทมากในการฟื้นฟูดิน ทานตะวันชอบอากาศค่อนข้างเย็นและเจริญงอกงามเมื่อดอกเผชิญแสงอาทิตย์ แต่รากก็ต้องการความชื้นแฉะเราจึงสามารถใช้คุณสมบัติของการดูดซับความชื้น ของทานตะวันมาเป็นประโยชน์โดยปลูกกลุ่มทานตะวันในบริเวณที่ที่เปียกแฉะเช่น ริมรั้วฐานกำแพงเพื่อซับความชื้นและช่วยปรับปรุงพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังได้
-อื่น ๆ  น้ำมันดอกทานตะวันนำไปใช้ในการฟอกหนัง นอกจากนี้ยังใช้น้ำมันซึ่งมักจะผสมกับน้ำมันสำหรับอบแห้งเช่นลินซีด (Linum usitatissimum) เพื่อทำสบู่เทียนเคลือบเงาสี ฯลฯ -เส้นใยจากลำต้นใช้ทำกระดาษและผ้าคุณภาพดี-ลำต้นแห้งเป็นเชื้อเพลิงที่ดีขี้เถ้าอุดมไปด้วยโพแทสเซียม
ระยะออกดอก---เดือนกรกฎาคม-เดือนกันยายน
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด

กระเจียวขาว/Curcuma parviflora

ชื่อวิทยาศาสตร์---Curcuma parviflora Wall. (1830).
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
-Hitcheniopsis parviflora (Wall.) Loes.
ชื่อสามัญ---Dok Krajeaw
ชื่ออื่น---เทพอัปสร, กระเจียวขาว (นครราชสีมา); กระเจียวโคก, กระชายดง (เลย); อาวขาว (เชียงใหม่); [THAI: Dok Krajeaw Khao, Krajeaw Khok, Krachai Daeng, Thep ap-sorn.]; VIETNAM: Nghe hoa nho.]
ชื่อวงศ์---ZINGIBERACEAE
ถิ่นกำเนิด ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์ ---พม่า ไทย เวียตนาม มาเลเซีย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลมาจากภาษาอาหรับ '' kurkum '' =หญ้าฝรั่น โดยอ้างอิงจากสีของหญ้าฝรั่นของเหง้า ; ชื่อของสายพันธุ์คือคำภาษาละติน '' parvur, a, um '' = smallc]t ''flos, oris = ดอกไม้
Curcuma parvifloraได้รับการอธิบายครั้งแรกโดย Nathaniel Wallich.ในปี พ.ศ. 2373
พบที่อินเดีย พม่า ภูมิภาคอินโดจีน และคาบสมุทรมลายู ในไทยพบทุกภาคขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง และป่าดิบชื้น ที่ระดับความสูง 700เมตร
ไม้ล้มลุก สูง 30–50 ซม. ลำต้นเป็นเหง้าอยู่ใต้ดิน เหง้าสั้นโคนใบแผ่เป็นกาบซ้อนกันเป็นลำต้นเทียม มี 3–5 ใบ รูปขอบขนานหรือรูปใบหอก ยาวได้ถึง 40 ซม. เกลี้ยง ก้านใบยาวได้ถึง 10 ซม. ช่อดอกออกที่ยอด ก้านช่อยาวได้ถึง 30 ซม. ช่อดอกยาว 4–8 ซม. ใบประดับสีเขียวช่วงปลายสีขาว รูปขอบขนาน ยาวได้ถึง 3 ซม. ดอกสีขาว หลอดกลีบดอกยาวประมาณ 1.5 ซม. กลีบดอกรูปไข่ ยาวประมาณ 7 มม. แผ่นเกสรเพศผู้ที่เป็นหมันรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนาน สั้นกว่ากลีบปาก กลีบปากรูปขอบขนาน ปลายมีปื้นสีม่วงอมน้ำเงิน ขอบจักชายครุย ปลายแฉกลึก 2 แฉก อับเรณูไม่มีเดือย รังไข่เกลี้ยง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบดินที่อุดมด้วยฮิวมัสชื้น แต่ระบายน้ำได้ดีในที่ร่มบางส่วน
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ดอกอ่อนกินเป็นผักสดหรือปรุงสุก
ขยายพันธุ์---เมล็ด เหง้า

คามีเลีย/Camellia spp.

รูปภาพประกอบจากหนังสือ Botanica's Pocket  Trees & Shrubs By Random House Australia

ชื่อวิทยาศาสตร์--- Camellia spp.
ชื่อสามัญ---Camellia, Common Camellia, Japanese Camellia, Peony Camellia, Thea Japonica
ชื่ออื่น--คามีเลีย ; [THAI: Ca-me-lia.]; [CHINESE: Chá huā.]; [JAPANESE: Tsubaki.] ; [KOREA: Dongbaek-kkot.]; [VIETNAM: Hoa Trà, Che hoa.].
ชื่อวงศ์--THEACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ --- ญี่ปุ่น จีน เกาหลี  
นิรุกติศาสตร์---สกุลนี้ได้รับการตั้งชื่อตาม George Joseph Kamel นักพฤกษศาสตร์นิกายเยซูอิต
สกุล Camellia เป็นพืชเฉพาะถิ่นในเอเชียตะวันออกเป็นสกุลที่ใหญ่ที่สุดในวงศ์ Theaceaeมีการตั้งชื่อและเผยแพร่มากกว่า 400 ชนิด แต่จำนวนดังกล่าวได้ลดลงโดยการรวมกันระหว่างการแก้ไขอนุกรมวิธาน  หน่วยงานอนุกรมวิธานที่แตกต่างกันสามแห่งกำหนดจำนวนสายพันธุ์ที่ถูกต้องตั้งแต่ 80 ถึง 280 ชนิดอย่างไรก็ตามสายพันธุ์ส่วนใหญ่มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน คามิเลียที่ปลูกกันมากที่สุดได้แก่ C. japonicaและC. sasanquaนอกจากยังอาจพบลูกผสมระหว่างสายพันธุ์ที่พัฒนาโดยพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่ต้องการเพิ่มสีสันใหม่ ๆ และความแข็งแกร่งให้กับตลาด สายพันธุ์หลัก;-
---Camellia sasanquaพร้อมด้วยC. hiemalisและC. vernalisเป็นไม้พุ่มที่เขียวชอุ่มตลอดปีซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันไปในรูปแบบจากตรงและหนาแน่นไปจนถึงต่ำและทรงพุ่มกว้างมีตั้งแต่1½ถึง 12 ฟุต ใบมีสีเขียวเข้มเป็นมันเงายาวประมาณ 2 นิ้ว ใบมักจะมีสีเข้มสีเขียวและมีขนาดเล็กกว่าใบของซี japonicaหรือC. reticulata ดอกไม้ส่วนใหญ่เป็นดอกเดี่ยวหรือกึ่งคู่เส้นผ่านศูนย์กลาง 2 ถึง 3 นิ้วและมีกลิ่นหอมมาก
---ชาคาเมเลีย ( Camellia sinensis)เติบโตสูงประมาณ 10 ฟุตและได้รับการปลูกฝังมานานสามพันปี ใบใหม่ถูกเก็บเกี่ยวเพื่อผลิตชาจากพืชที่ตัดแต่งกิ่งให้สูงถึงเอว ชาเขียวดำขาวและอูหลงล้วนผลิตจากใบชาคาเมเลีย การเพาะเลี้ยงชาคาเมเลียนั้นเหมือนกับคามีเลียสายพันธุ์อื่น ๆ
---ชาคาเมเลียในฤดูใบไม้ร่วงและพันธุ์ตรงมีดอกสีขาวความหลากหลายของ'Rosea'มีดอกสีชมพูอ่อนและใบใหม่จะมีโทนสีแดง
---ชาน้ำมันคาเมลเลีย ( Camellia oleifera ) เป็นไม้พุ่มขนาดใหญ่สูงถึง 20 ฟุตมีใบมันสีเขียวเข้มและมีกลิ่นหอมดอกขนาดกว้าง 2 นิ้วในฤดูใบไม้ร่วง
---Camellia reticulataมีดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดและงดงามที่สุด แต่เป็นไม้พุ่มที่ค่อนข้างผอมแห้งและสูงประมาณ 10 ฟุตและกว้าง 8 ฟุต สายพันธุ์นี้อ่อนแอต่อความหนาวเย็นมาก น้ำค้างแข็งเล็กน้อยจะฆ่าพืช Camellia reticulataผสมกับC. japonicaหรือC. saluenensisทำให้ได้ลูกผสมที่ดีเยี่ยม

รูปภาพประกอบจากหนังสือ Botanica's Pocket  Trees & Shrubs By Random House Australia

Camellias (Camellia spp.) ไม้พุ่มไม่ผลัดใบสูงได้ถึง 25 ฟุต แต่มักจะสูงถึง 6 ถึง 12 ฟุต มีทรงพุ่มกว้าง 6 ถึง 10 ฟุต ใบสีเขียวเข้มยาว 4 นิ้ว สีของดอกมีตั้งแต่สีขาวไปจนถึงสีชมพูและสีแดงทั้งหมด ขนาดของดอกค่อนข้างแตกต่างกันไปตั้งแต่เส้นผ่านศูนย์กลาง2"-5" ขึ้นอยู่กับพันธุ์ การออกดอกอาจเริ่มในช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วงถึงปลายฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้ในแต่ละต้นมักจะอยู่ได้3-4สัปดาห์ ผลเป็นแคปซูลมีเมล็ด1-8เมล็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---คามีเลียส่วนใหญ่ชอบร่มเงาเป็นบางส่วน ซึ่งก็มีบางพันธุ์ที่ชอบแสงแดดจัดและในที่ร่มเต็มที่ คามีเลียทุกชนิดเติบโตได้ดีที่สุดในดินที่มีการระบายน้ำได้ดีซึ่งมีอินทรียวัตถุสูงและเป็นกรดเล็กน้อย (pH 5.5 - 6.5) เติบโตช้าแต่เป็นพืชที่มีชีวิตยืนยาว มีบางชนิดในญี่ปุ่นที่มีอายุมากกว่า 500 ปี
ใฃ้ปลูกประดับ---ได้รับการปลูกในสวนของจีนและญี่ปุ่นเป็นเวลาหลายศตวรรษก่อนที่จะพบเห็นในยุโรป มีบางพันธุ์ปลูกให้ออกดอกได้ทางภาคเหนือของประเทศไทย พันธุ์ที่มีกลิ่นหอมมากเป็นที่ต้องการอย่างยิ่งได้แก่Camellia sasanquaพร้อมด้วยC. hiemalisและC. vernalis
ระยะออกดอก---เดือนตุลาคม-เดือนมีนาคม
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ปักชำ


รักเร่/Dahlia Cav.

ชื่อวิทยาศาสตร์---Dahlia Cav.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
-Georgina Willd.
ชื่อสามัญ---Dahlia
ชื่ออื่น---รักแรก รักเร่ ; [THAI: Rak- Raek, Rak-Rae.]
ชื่อวงศ์---ASTERACEAE (COMPOSITAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---เม็กซิโก
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล "Dahl"  เป็นคำพ้องเสียงของคำภาษาสวีเดน "dal" หรือ "หุบเขา"; แม้ว่าจะไม่ใช่คำแปลที่แท้จริง แต่บางครั้งก็เรียกพืชชนิดนี้ว่า "ดอกไม้ในหุบเขา"
Dahlias มีต้นกำเนิดในที่ราบสูงของเม็กซิโกและได้รับการเลี้ยงดูในสวนอันงดงามของ Montezuma กษัตริย์ Aztec ซึ่งอารยธรรมถึงจุดสูงสุดในปี 1200 AD Cortez ได้พิชิต Aztecs ในปี 1552 และนำพืชหลายชนิดจากเม็กซิโกรวมทั้งต้นไม้ dahlias กลับไปยังสเปนเพื่อขยายพันธุ์ ชาวแอซเท็ก(Aztecs)เรียกต้นไม้ดาห์เลียว่า "cocoxochitl" หรือ "ดอกไม้ท่อน้ำ""ดอกไม้ก้านกลวง" และ "ดอกอ้อย" ทั้งหมดนี้หมายถึงความกลวงของลำต้นของพืช เนื่องจากลำต้นหนา 4 นิ้วของพวกมันเป็นโพรงและใช้ในการขนส่งน้ำจากภูเขาไปยังที่ราบลุ่ม
Dahlia (สกุลDahlia ) สกุลของไม้ดอก 42 ชนิดที่ได้รับการยอมรับในตระกูลแอสเตอร์ ( Asteraceae ) ประมาณ 6 ชนิดในสกุลDahliaเพาะปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับและเป็นที่นิยมในอุตสาหกรรมดอกไม้และในสวน สายพันธุ์ดอกรักเร่หลายพันสายพันธุ์แบ่งออกเป็นหลายประเภท ได้แก่ single(ดอกเดี่ยว), double(ดอกคู่), pompon(ดอกไม้รูปลูกกลม), cactus(กระบองเพขร), waterlily(ดอกบัว), peony-flowered(ดอกโบตั๋น), and dinnerplate dahlias(ดอกดาเลียจานอาหารเย็น) ดอกรักเร่ถูกนำเข้าสู่บริเตนใหญ่จากสเปนในปี 1798 ดอกดาเลียสหลายพันธุ์นับไม่ถ้วนรวมทั้งรูปแบบดอกซ้อนได้รับการพัฒนาในสหราชอาณาจักรและที่อื่น ๆ จากสายพันธุ์ D. variabilisและ D. coccinea. พันธุ์ส่วนใหญ่ไม่ผลิตดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม
มีถิ่นกำเนิดในเม็กซิโกและอเมริกากลางพบในระดับความสูงระหว่าง 1,500 และ 3,700 เมตร
Dahlia Spp เป็นไม้พุ่มยืนต้นที่มีรากเป็นหัวพักตัวในฤดูหนาว แต่บางชนิดมีความเปราะบางเป็นไม้ล้มลุกมีอายุ3-4เดือน มีความสูงตั้งแต่ต่ำสุด 30 ซม.ถึงมากกว่า 1.8–2.4 เมตร  แตกกิ่งก้านสาขามาก รากมีลักษณะคล้ายหัว ดอกเป็นแบบเดียวกับเบญจมาศ ก้านดอกอวบยาวแข็งแรง  กลีบดอกชั้นนอกแผ่กว้าง หรืออาจจะห่อเป็นหลอดก็ได้แล้วแต่ชนิดของดอก เป็นดอกสมบูรณ์เพศ เมล็ดรูปไข่ ดอกมีหลายสี เช่น สีขาว เหลืองอ่อน เหลืองเข้ม แดง แสด ส้ม ม่วง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบแสงแดดเต็มที่ ดินร่วนปนทรายที่อุดมสมบูรณ์โดยมีค่า pH ระหว่าง 6.5 ถึง 7.0 ในช่วงฤดูร้อนอุณหภูมิจะร้อนจัดให้แสงแดดยามเช้าและร่มเงายามบ่าย ดีที่สุดเมื่อปลูกร่วมกับพุ่มไม้และต้นไม้อื่น ๆ เพื่อป้องกันลม ดอกดาเลียขนาดใหญ่และที่ปลูกเพื่อตัดดอกไม้เพียงอย่างเดียวจะปลูกได้ดีที่สุดในแปลงเฉพาะเป็นแถวด้วยตัวเองโดยไม่มีการแข่งขันจากพืชชนิดอื่น เมื่อต้นโทรม ตัดต้นเหนือระดับดิน3” ขุดขึ้นพร้อมราก เพราะส่วนของตาที่จะเจริญเป็นต้นใหม่จะอยู่บริเวณโคนต้น นำไปปลูกเป็นต้นใหม่ ใช้ปุ๋ยน้ำไนโตรเจนต่ำ (คล้ายกับที่ใช้กับผัก) เช่นปุ๋ย 5-10-10 หรือ 10-20-20 ใส่ปุ๋ยหลังจากแตกหน่อแล้วทุกๆ 3 ถึง 4 สัปดาห์
การใช้ประโยชน์---นอกจากการใช้เป็นไม้ดอกเพื่อประดับตกแต่งสวนแล้ว ดาเลียอาจถูกใช้เป็นพืชอาหารในป่าและกึ่งบ้านมานานหลายพันปี หัวดอกดาเลียถูกกินโดยชนพื้นเมืองของเม็กซิโกตั้งแต่นานก่อนการมาถึงของชาวยุโรป มีการนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน บางชนิดใช้เป็นอาหาร บางชนิดใช้เป็นยา บางชนิดใช้เป็นแหล่งน้ำ
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ และราก


เบญจมาศ/Chrysanthemum morifolium

ชื่อวิทยาศาสตร์---Chrysanthemum x morifolium (Ramat.) Hemsl.
ชื่อพ้อง---Has 20 Synonyms

-Anthemis × artemisifolia Willd. -Chrysanthemum × morifolium var. sinense (Sabine) Makino
-Anthemis × grandiflora Ramat. -Chrysanthemum × sinense Sabine
-Anthemis × stipulacea Moench -Chrysanthemum × stipulaceum (Moench) W.Wight
-Chrysanthemum × hortorum W.Mill. -Dendranthema × grandiflorum (Ramat.) Kitam.
-Chrysanthemum × indicum Thunb. -Dendranthema × morifolium (Ramat.) Tzvelev
-Chrysanthemum indicum var. purpureum Pers. -Dendranthema × sinense (Sabine) Des Moul.
-Chrysanthemum × maximoviczianum Ling -Matricaria × morifolia Ramat.
-Chrysanthemum × morifolium Ramat. -Pyrethrum × sinense (Sabine) DC.
-Chrysanthemum × morifolium var. gracile Hemsl. -Tanacetum × morifolium Kitam.
-Chrysanthemum × morifolium f. japonense Makino -Tanacetum × sinense (Sabine) Sch.Bip.
ชื่อสามัญ---Chrysanthemum, Florist's Chrysanthemum, Florist's daisy, Hardy garden mum, Pot Mum
ชื่ออื่น---เก็กฮวย, เบญจมาศ, เบญจมาศหนู, ดอกขี้ไก่ ; [THAI: Kek-huai (Chinese); Ben chamat (Central); Ben chamat nu (Central); Dok khi kai (Mae Hong Son).] ; [CHINESE:  Juhua.]
ชื่อวงศ์---ASTERACEAE (COMPOSITAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ยุโรป เอเชีย ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลจากภาษากรีก"chryos" (สีทอง)"anthemon" (ดอกไม้)  “ X” ในชื่อทางพฤกษศาสตร์หมายความว่าเป็นลูกผสมระหว่างสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างกันอย่างน้อยสองชนิด
เป็นสายพันธุ์ของไม้ยืนต้นจากครอบครัวแอสเทอร์หรือทานตะวัน มีถิ่นกำเนิดในเอเชียและยุโรปตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นพันธุ์ไม้ประดับที่มีอยู่มากมายในปัจจุบัน สายพันธุ์หลักของพ่อแม่คือ Chrysanthemum indicum แต่พ่อแม่พันธุ์อื่น ๆ ตอนนี้คลุมเครือ

ไม้ดอกล้มลุก อายุหลายปี พืชมีความสูงและกว้าง 0.30–0.91 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ ดอกออกเป็นช่อกระจุกแน่น มีดอกย่อย 2 ชนิดคือ ดอกชั้นนอกเรียกว่า ray floret เป็นดอกเพศไม่มีเกสรเพศผู้ และดอกชั้นใน (disc floret) เรียงกัน รอบใจกลางดอก ดอกชั้นในเป็นดอกสมบูรณ์เพศมีทั้งเกสรเพศผู้และเกสรเพศเมีย
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ส่วนใหญ่ต้องการตำแหน่งที่มีแสงแดดมาก อย่าให้แสงตอนกลางคืนเพราะจะรบกวนวงจรการออกดอก ดินที่อุดมสมบูรณ์มีการระบายน้ำดี pH ดิน 6 - 7ความชื้นสม่ำเสมอ จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยก่อนช่วงดอกบาน ใช้ปุ๋ยที่มีโพแทสเซียมและไนโตรเจนสูงเพราะจะช่วยเพิ่มจำนวนดอกและเพิ่มขนาดของดอก รดน้ำทั้งก่อนและหลังใส่ปุ๋ยเพื่อป้องกันการไหม้ของราก ปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิตสำหรับปริมาณปุ๋ยที่ถูกต้อง โดยทั่วไปพืชจะได้รับการใส่ปุ๋ยที่ดีที่สุดเดือนละครั้งและรดน้ำ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ
โรคและศัตรูพืฃ---ถูกโจมตีโดย เพลี้ยอ่อน earwigs ไส้เดือนฝอย แมลงหวี่เพลี้ยไฟ หนอนผีเสื้อกินดอกและไรเดอร์ โรคที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ Botrytis โรคใบจุดสนิม โรคราแป้ง โรคโคนต้นและรากเน่า
การใช้ประโยชน์---โดยทั่วไปแล้วจะรู้จักกันในชื่อไม้ประดับ แต่พืชนี้ยังนิยมใช้ในการแพทย์แผนจีนและบางครั้งมีการเพาะปลูกเป็นพืชอาหารและมีการพัฒนาสายพันธุ์จำนวนมาก
-ใช้กิน หัวดอกไม้หรือกลีบดอกเป็นข้าวนึ่งเสิร์ฟเป็นสลัดเต้าหู้ ปรุงรสด้วยน้ำส้มสายชูหรือซีอิ๊ว เตรียมเป็นเทมปุระดองแห้งหรือใส่ซุป ใบ - ปรุงสุก ใช้ชุบแป้งทอดจะมีกลิ่นหอม-ชาหอมทำจากใบ ชาที่มีกลิ่นหอมรสเปรี้ยวทำจากดอกไม้หรือกลีบดอกไม้ สำหรับชาที่มีรสหวานจะใช้กลีบดอกเท่านั้น
-ใช้เป็นยา รู้จักกันในประเทศจีนในชื่อ Ju Hua เป็นสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมขมที่ใช้ในการแพทย์แผนจีนมานานหลายพันปี ใช้ ดอกเพื่อต่อต้านการอักเสบของดวงตาและผิวหนัง บรรเทาอาการปวดหัวต่อต้านการติดเชื้อ ฯลฯ
-ใช้ปลูกประดับ ปลูกลงแปลงเป็นไม้ตัดดอก ได้รับความนิยมในฐานะที่เป็นไม้ร่มกระถาง สามารถปลูกได้ในกระถางขนาดใหญ่ในร่มหรือกลางแจ้ง อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะคุณภาพของการกรองสารประกอบที่ก่อมลพิษในอากาศได้ดีต่อการศึกษาที่ทำโดยองค์การนาซ่าที่เอา trichlorethylene , เบนซิน , ฟอร์มาลดีไฮด์และแอมโมเนีย และสารเคมีอื่น ๆ จากอากาศ
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---ด้วยการปักชำลำต้นและแยกหน่อ การใช้เมล็ด ใช้เฉพาะในโครงการผสมพันธุ์ เพื่อให้ได้พันธุ์ใหม่เท่านั้น


ฮอลลี่ฮอก/Althaea Rosea

ชื่อวิทยาศาสตร์--- Althaea Rosea (LINN.)
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
-Althaea mexicana Kunze
-Althaea rosea (L. ) Cav.
-Althaea sinensis Cav.
ชื่อสามัญ ---Hollyhock, Common hollyhock, Garden Hollyhock
ชื่ออื่น---ฮอลลี่ฮอก, ฉัตรทอง ; [THAI: Hol-ly-hock, Chat thong (Chiang Mai).]; [CHINESE: Shǔ kuí.]
ชื่อวงศ์---MALVACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศจีน ยุโรป เอเซีย
เป็นไม้ประดับในครอบครัว Malvaceae วงศ์เดียวกับ ชบา ฝ้าย และปอต่างๆที่เรารู้จัก ถูกนำเข้ามาในยุโรปจากทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนในช่วงหรือก่อนศตวรรษที่ 15
ฮอลลี่ฮอกเป็นไม้ดอกล้มลุกอายุ2ปี สูง 1-2 เมตร มีเปลือกเหนียว และมีขนระคายปกคลุมอยู่ทั่วทั้งต้นและใบ เป็นไม้ใบเดี่ยวออกสลับทางกันไปตามข้อต้น ใบหยักเป็นสามแฉก ก้านใบยาวออกดอกเดี่ยวตามข้อต้นโคนใบ มีดอกดกมากเพราะออกดอกทุกๆข้อ ดอกมีหลายสีตั้งแต่สีขาวไปจนถึงสีแดงเข้มรวมทั้งสีชมพูสีเหลืองและสีส้ม สีที่ต่างกันชอบดินที่แตกต่างกัน
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เป็นพันธุ์ไม้กลางแจ้งขึ้นดีในดินร่วนซุย ดินปนทรายชอบอากาศหนาวเย็น
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับตกแต่งสวน
-ใช้เป็นยา ในการแพทย์แผนจีน (CTM) Hollyhock ใช้ในการรักษาโรคต่างๆรวมถึงการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะอาการท้องผูก ตุ่มเลือดและตกขาวที่มากเกินไปในสตรี ดอกไม้นำมาใช้เป็นยาสำหรับคุณสมบัติในการทำให้ผิวนวลและเป็นยาระบาย ใช้เพื่อควบคุมการอักเสบ หยุดปัสสาวะรดที่นอนและใช้เป็นน้ำยาบ้วนปากในกรณีที่มีเลือดออกที่เหงือก
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด

เอื้องพร้าว/Phaius tankervilleae

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Phaius tankervilleae (Banks) Blume
ชือพ้อง---Has 4 Synonyms
-Limodorum tankervilleae Banks
-Limodorum incarvillei Pers.
-Bletia tankervilleae (Banks) R.Br.
-Phaius incarvillei (Pers.) Kuntze
ชื่อสามัญ---Greater swamp-orchid, Swamp lily, Swamp orchid, Nun's-hood orchid, Nun's orchid, Veiled orchid,  Kunai [high grass] Orchid
ชื่ออื่น ---เอื้องพร้าว, ฉัตรพระอินทร์ ; [THAI: Ueang Phrao, Chat Phra- in.]; [CHINESE: He ding lan.]; [JAPANESE: Kaku-ran, Chiru-ran, Sarunkwa-bana.]
ชื่อวงศ์---ORCHIDACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อนุทวีปอินเดีย นิวกินี จีน ญี่ปุ่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย ฮาวาย ปานามา เวสต์อินดีส รัฐ ฟลอริดา ของ สหรัฐ และหมู่เกาะบางแห่งใน มหาสมุทรแปซิฟิก
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสายพันธุ์ ได้รับการตั้งชื่อตามLady Tankervilleซึ่งเป็นเจ้าของเรือนกระจกที่Walton-on-Thamesใกล้ลอนดอน ซึ่งเป็นที่ที่กล้วยไม้ต้นแรกออกดอก
Phaius tankervilleaeเป็นสายพันธุ์ของกล้วยไม้ ในปี พ.ศ. 2402 Joseph Banksอธิบายชนิดพืฃอย่างเป็นทางการและให้ชื่อว่าLimodorum tankervilleae ต่อมาได้รับชื่อปัจจุบันโดย Carl Ludwig Blumeในปีเดียวกัน
สายพันธุ์ของกล้วยไม้พื้นเมืองจากเอเชียไปยังหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ตอนนี้แพร่กระจายในเขตร้อนทั่วโลก พบตามป่าพรุ ที่ระดับความสูงถึง 1300 เมตร สายพันธุ์นี้กลายเป็นสายพันธุ์ที่รุกรานในบางประเทศเช่นจาเมกาและฮาวาย
เป็นกล้วยไม้ดิน ที่ดอกใหญ่สวยงาม ลำลูกกล้วยเจริญเติบโตทางด้านข้าง แผ่นใบสีเขียวค่อนข้างบาง ใบพับเป็นจีบตามแนวยาว ดอกออกเป็นช่อแบบช่อกระจะ กลีบดอกด้านในสีน้ำตาลม่วงอมแดง ด้านหลังเป็นสีขาว ส่วนกลีบปากสีม่วงแดง โคนกลีบห่อปลายบานออกด้านในสุดมีสีม่วงแต้ม2แต้ม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบแดดรำไรและแดดในช่วงเช้า
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ
-ใช้เป็นยา ในปาปัวนิยมรับประทานดอกไม้รมควันเป็นยาคุมกำเนิด
ระยะออกดอก---เดือนพฤศจิกายน-เดือนธันวาค
ขยายพันธุ์---เมล็ด แยกกอ


เยอบีร่า/Gerbera jamesonii

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Gerbera jamesonii Bolus ex Hook.f.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
-Gerbera jamesonii Bolus ex Adlam
ชื่อสามัญ--Gerbera, Barberton Daisy, Transvaal Daisy
ชื่ออื่น---เยอบีร่า ; [THAI: Ger-be-ra.]; [AFRIKAANS: Rooigousblom.]
ชื่อวงศ์---COMPOSITAE (ASTERACEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---แอฟริกา อเมริกาใต้ มาดากัสการ์ เอเชียเขตร้อนและอเมริกาใต้
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลGerbera ตั้งเป็นเกียรติแก่ Traugott Gerber นักธรรมชาติวิทยาชาวเยอรมัน ; ชื่อสายพันธุ์ 'jamesonii ' ได้รับการตั้งชื่อตาม Robert Jameson ผู้รวบรวมตัวอย่างที่มีชีวิตในขณะเดินทางสำรวจเขต Barberton ในปี พ.ศ.2427
มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปอเมริกาใต้ , แอฟริกาและเอเชีย พบได้ตามธรรมชาติในทุ่งหญ้าในดินทรายที่มีการระบายน้ำได้ดีใน Mpumalanga ทางตอนใต้ของแอฟริกา
ไม้ ดอกอายุหลายปี มีลำต้นอยู่ใต้ดิน สูง 30-50ซม ใบเดี่ยวรูปขอบขนานออกจากโคนกอ ขอบใบเว้า สีเขียวเข้ม ใต้ใบมีขน ดอกออกเดี่ยวจากโคนกอ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 6-9 ซม.กลีบดอกสี ขาว แดง ม่วง ชมพู เหลือง ส้ม มีหลายสายพันธุ์ เช่น สายพันธุ์ไทย สายพันธุ์ ยุโรป สายพันธุ์อเมริกา และสายพันธุ์ออสเตรเลีย
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดเต็มที่ครึ่งวันเช้า จะเติบโตได้ดีในดินผสมที่ประกอบด้วยพีทมอส 2 ส่วนทราย 2 ส่วนต่อดินร่วน 1 ส่วนและรดน้ำปานกลาง
การใช้ประโยชน์---พันธุ์นี้ปลูกในสวนทั่วโลก เป็นไม้ดอกไม้ประดับที่ได้รับความนิยมมากที่สุดชนิดหนึ่งของโลกทั้งเป็นไม้ตัดดอกและไม้กระถางจึงมีความสำคัญทางเศรษฐกิจอย่างมาก
-ใช้ปลูกเป็นไม้ตัดดอกเป็นหลัก พันธุ์ที่ปลูกในเชิงพาณิชย์ส่วนใหญ่เป็นเยอบีร่าสมัยใหม่น่าจะเป็นลูกผสมของ Gerbera jamesonii Bol ex Adlam และ G. viridifolia (DC.) Schultz-Bip. แต่มักเรียกว่า G. jamesonii  เป็นไม้ตัดดอกที่มีอายุการปักแจกันประมาณ 14 วัน -ในฐานะที่เป็นไม้กระถาง ตกแต่งภายใน ในบริเวณที่มีแสงสว่างเพียงพอ ถือเป็นหนึ่งในพืชที่มีประโยชน์มากที่สุดในการปรับปรุงคุณภาพอากาศภายในอาคารให้กับพื้นที่ใช้สอยและพื้นที่ทำงาน ยอดเยี่ยมในการกำจัดเบนซินซึ่งเป็นสารเคมีที่ก่อให้เกิดมะเร็ง นอกจากนี้ยังดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และให้ออกซิเจนในชั่วข้ามคืนซึ่งกล่าวกันว่าจะช่วยเพิ่มการนอนหลับ
ระยะออกดอก---เดือนเมษายน-เดือนตุลาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการแยกกอ และเพาะเมล็ด  เมล็ดจะงอกใน 7-10 วัน ใช้เวลาออกดอก 120 วันหลังจากงอก


กุหลาบหิน/Kalanchoe blossfeldiana

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Kalanchoe blossfeldiana Poelln.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
-Kalanchoe globulifera var. coccinea H. Perrier
ชื่อสามัญ ---Flaming Katy, Christmas kalanchoe, Florist kalanchoe, Madagascar widow's-thrill.
ชื่ออื่น ---กุหลาบหิน ; [THAI: kulap hin (Central, Loei);
ชื่อวงศ์---CRASSULACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---เขตร้อนมาดากัสการ์ แอฟริกา เอเซีย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสามัญมาจากชื่อภาษาจีนท้องถิ่นของสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่ง; ชื่อเฉพาะสายพันธุ์ blossfeldiana เป็นเกียรติแก่  Robert Blossfeld นักพฤกษศาสตร์และhybridiserชาวเยอรมัน ; ชื่อสามัญ Christmas Kalanchoe อ้างอิงจากพืชที่มีสีสันของดอกไม้ในช่วงฤดูหนาว .

มีถิ่นกำเนิดในมาดากัสการ์พบได้ในที่ราบค่อนข้างเย็นของเทือกเขา Tsarantanana
ไม้ดอกอวบน้ำมีอายุอยู่ได้นานหลายปี สูง30-50 ซม. ลำต้นกลมอวบน้ำสีเขียว มีใบมีใบคล้ายขี้ผึ้งหนาและมีลักษณะอวบน้ำค่อนข้างกลมเป็นหยักมนซ้อนๆกันคลายดอกกุหลาบ ขอบใบมักเป็นสีแดง ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอด มีหลายสี ดอกบานทน
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งในที่เย็นกลางแจ้งในที่มีร่มเงาบางส่วน ปลูกได้ในดิน เกือบทุกชนิด แต่ปลูกได้ดีในดินร่วนปนทราย ดินโปร่งระบายน้ำดี ส่วนผสมของดินใช้ดินร่วน 2 ส่วน ทรายหยาบ 1 ส่วน ให้น้ำสัปดาห์ 1-2 ครั้ง ก็เพียงพอ ใช้ปุ๋ยหมัก หรือ ปุ๋ยคอก ละลายน้ำรดในช่วงที่กำลังออกดอก ควรตัดดอกออกหลังจากที่ดอกเริ่มร่วงโรย พืชที่ถูกตัดแต่งกิ่งอาจได้รับการให้ปุ๋ยเพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้พืช
โรคและศัตรูพืช---อ่อนแอต่อโรคโคนเน่าหากรดน้ำมากเกินไป
การใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ นิยมปลูกประดับตามสวนหิน ปลูกเป็นไม้กระถาง พันธุ์ที่ใฃ้ปลูก-พันธุ์ดอกสีแดงคือ Ramona และ Tetra Vulcan ดูเหมือนจะอยู่ในความนิยมมากที่สุดเพราะสีดอกสวยสดใสสะดุดตา ช่อดอกดก ดอกมีขนาดใหญ่ พุ่มต้นกะทัดรัด -นอกจากนี้มีพันธุ์ สีชมพู ได้แก่ Adagio และ Largo -พันธุ์สีเหลือง ได้แก่ Yellow Tom Thumb, Morning Sun -พันธุ์สีส้ม ได้แก่ Exotica Nugget, Pixie และ Rhumba ในปัจจุบันนี้ยังมีการผสมพันธุ์ใหม่ๆออกมาหลายพันธุ์
ระยะออกดอก---เดือนพฤศจิกายน - เดือนมีนาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด ชำใบและชำยอด

พิทูเนีย/Petunia hybrida

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Kalanchoe blossfeldiana Poelln.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
-Kalanchoe globulifera var. coccinea H. Perrier
ชื่อสามัญ ---Flaming Katy, Christmas kalanchoe, Florist kalanchoe, Madagascar widow's-thrill.
ชื่ออื่น ---กุหลาบหิน ; [THAI: kulap hin (Central, Loei);
ชื่อวงศ์---CRASSULACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---เขตร้อนมาดากัสการ์ แอฟริกา เอเซีย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสามัญมาจากชื่อภาษาจีนท้องถิ่นของสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่ง; ชื่อเฉพาะสายพันธุ์ blossfeldiana เป็นเกียรติแก่  Robert Blossfeld นักพฤกษศาสตร์และhybridiserชาวเยอรมัน ; ชื่อสามัญ Christmas Kalanchoe อ้างอิงจากพืชที่มีสีสันของดอกไม้ในช่วงฤดูหนาว .

  

มีถิ่นกำเนิดในมาดากัสการ์พบได้ในที่ราบค่อนข้างเย็นของเทือกเขา Tsarantanana
ไม้ดอกอวบน้ำมีอายุอยู่ได้นานหลายปี สูง30-50 ซม. ลำต้นกลมอวบน้ำสีเขียว มีใบมีใบคล้ายขี้ผึ้งหนาและมีลักษณะอวบน้ำค่อนข้างกลมเป็นหยักมนซ้อนๆกันคลายดอกกุหลาบ ขอบใบมักเป็นสีแดง ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอด มีหลายสี ดอกบานทน
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งในที่เย็นกลางแจ้งในที่มีร่มเงาบางส่วน ปลูกได้ในดิน เกือบทุกชนิด แต่ปลูกได้ดีในดินร่วนปนทราย ดินโปร่งระบายน้ำดี ส่วนผสมของดินใช้ดินร่วน 2 ส่วน ทรายหยาบ 1 ส่วน ให้น้ำสัปดาห์ 1-2 ครั้ง ก็เพียงพอ ใช้ปุ๋ยหมัก หรือ ปุ๋ยคอก ละลายน้ำรดในช่วงที่กำลังออกดอก ควรตัดดอกออกหลังจากที่ดอกเริ่มร่วงโรย พืชที่ถูกตัดแต่งกิ่งอาจได้รับการให้ปุ๋ยเพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้พืช
โรคและศัตรูพืช---อ่อนแอต่อโรคโคนเน่าหากรดน้ำมากเกินไป
การใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ นิยมปลูกประดับตามสวนหิน ปลูกเป็นไม้กระถาง พันธุ์ที่ใฃ้ปลูก-พันธุ์ดอกสีแดงคือ Ramona และ Tetra Vulcan ดูเหมือนจะอยู่ในความนิยมมากที่สุดเพราะสีดอกสวยสดใสสะดุดตา ช่อดอกดก ดอกมีขนาดใหญ่ พุ่มต้นกะทัดรัด -นอกจากนี้มีพันธุ์ สีชมพู ได้แก่ Adagio และ Largo -พันธุ์สีเหลือง ได้แก่ Yellow Tom Thumb, Morning Sun -พันธุ์สีส้ม ได้แก่ Exotica Nugget, Pixie และ Rhumba ในปัจจุบันนี้ยังมีการผสมพันธุ์ใหม่ๆออกมาหลายพันธุ์
ระยะออกดอก---เดือนพฤศจิกายน - เดือนมีนาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด ชำใบและชำยอด


เดซี่/Thymophylla tenuiloba

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Thymophylla tenuiloba
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
-Dyssodia tenuiloba (DC.) B.L.Rob.
-Hymenatherum tenuilobum DC.
ชื่อสามัญ---Dahlburg-daisy, Golden fleece, Shooting star, Gold Carpet, Dyssodia, Pricklyleaf, Tiny bristle-leaf.
ชื่ออื่น---ละอองทอง ดัลเบิร์กเดซี่ ; [THAI: La-ong Thong.]; [CANADA: Golden fleece.]; [SWEDISH: Texaskrage.]; [USA: Bristleleaf dogweed; Bristleleaf pricklyleaf; Texas bristleleaf; Trecul’s pricklyleaf; Wright’s pricklyleaf.].
ชื่อวงศ์---COMPOSITAE (ASTERACEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---เท็กซัส เม็กซิโก ยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีน
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล "Thymophylla" มาจากคำภาษากรีกที่แปลว่า "ใบโหระพา" เนื่องจากใบที่บอบบางทำให้มีความคล้ายคลึงกับพืชในสายพันธุ์นั้น ๆ ; ชื่อสายพันธุ์ '' tenuiloba'' หมายถึง การแบ่งอย่างประณีต อ้างอิงถึงใบไม้ที่มีลักษณะเฉพาะ
Thymophylla tenuilobaเรียกโดยทั่วไปว่า Dahlberg daisy หรือขนแกะสีทอง
มีถิ่นกำเนิดตามเนินหินและที่ราบทางตะวันตกเฉียงใต้ของทะเลทรายและเม็กซิโก ได้รับการแนะนำ(เพาะปลูก)ในเท็กซัสและตามชายฝั่งอ่าวไปจนถึงฟลอริดารวมถึงแคริบเบียนยุโรปโอเชียเนียเอเชียและแอฟริก เติบโตในพื้นที่เปิด ทุ่งหญ้าป่าละเมาะและเนินเขา

ไม้ดอกล้มลุกที่มีอายุได้ถึง 2 ปี พุ่มสูง 15 ซม. ใบฝอย สีเขียวอ่อน ออกสลับตรงข้ามกัน ใบไม้ที่มีกลิ่นหอมดอกสีเหลือง คล้ายเดซี่และแบ่งออกเป็นส่วนแคบ ๆ ขนาดเล็ก เส้นผ่านศูนย์กลาง 1.2ซม.) มีรังสีสีเหลืองถึงเหลืองส้มและดิสก์ตรงกลางสีเหลือง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบแดดจัด น้ำปานกลาง เติบโตได้ดีที่สุดในดินทราย แต่ยังสามารถเจริญเติบโตได้ในดินหินตื้นที่มีค่า pH 6.6 ถึง 7.8 ทนต่อมลภาวะและความแห้งแล้งในเมือง ( Flora of Qatar, 2017 )
โรคและศัตรูพืช---ไม่มีปัญหาแมลงหรือโรคร้ายแรง โรครากเน่าอาจเกิดขึ้นในดินเปียกที่มีการระบายน้ำไม่ดี
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ เป็นไม้ประดับในสวนสาธารณะในเมืองและสวนส่วนตัว เป็นไม้คลุมดิน ปลูกในตะกร้าแขวน และเป็นพืชทนแล้งได้ดีสำหรับสวนหินหรือสวนทะเลทราย
ขยายพันธุ์---เมล็ด

4/4/2008

www.suansavarose.com

9/27/2020

แหล่งที่มา, อ้างอิง
---ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ BGO Plant Databases, The Botanical Garden OrganizationOrganization http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_page.asp
---The International Plant Names Index and World Checklist of Selected Plant Families 2017. Published on the Internet at http://www.ipni.org and http://apps.kew.org/wcsp/
---เต็ม สมิตินันทน์. 2557. ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย. สำนักงานหอพรรณไม้ กรมอุทธยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพรรณพืช. โรงพิมพ์พุทธศาสนาแห่งชาติ. กรุงเทพ.
---สารานุกรมพืชในประเทศไทย (ฉบับย่อ) URL:www.dnp.go.th/botany/detail.aspx?wordsnamesci=Neptunia0javanica0Miq
---เอื้อมพร วีสมหมาย และคณะ. 2551. พรรณไม้ในงานภูมิสถาปัตยกรรม. กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์ เอช เอ็น กรุ๊ป จำกัด.

Check for more information on the species:    
    
Plants Database   --- Names, synonymy and distribution    The Garden.org Plants Database    https://garden.org/plants/
Global Plant Initiative    Digitized type specimens, descriptions and use    หอพรรณไม้ - กรมอุทยานแห่งชาติ    www.dnp.go.th/botany/Herbarium/GPI.html
Tropicos    ---Nomenclature, literature, distribution and collections    Tropicos - Home    www.tropicos.org/
GBIF   --- Global Biodiversity Information Facility    Free and open access to biodiversity data    https://www.gbif.org/
IPNI    ---International Plant Names Index    The International Plant Names Index - home page    http://www.ipni.org/
EOL    ---Descriptions, photos, distribution and literature    Global access to knowledge about life on Earth    Encyclopedia of Life eol.org/
PROTA       ---Uses    The Plant Resources of Tropical Africa    https://books.google.co.th/books?isbn=9057822040
Prelude    ---Medicinal uses    Prelude Medicinal Plants Database    http://www.africamuseum.be/collections/external/prelude
Google Images   --- Images        
            
รวบรวมและเรียบเรียงโดย Tipvipa..V รูปภาพ--ทิพพ์วิภา วิรัชติ (2008)
บริษัท สวนสวรส การ์เด้น ดีไซน์ จำกัด
สวนเทวา  เชียงใหม่
www.suansavarose.com
www.suan-theva.com
Up date 27/9/2020

                                                                             
 




ความคิดเห็น

  1. 1
    03/08/2013 13:17
  2. 2
    22/07/2013 14:39
  3. 3
    sukrachai
    sukrachai wp707@yahoo.com 06/10/2012 15:01

    ดอกไม้สวยมากครับ เคยเห็นตอนไปเที่ยวเหนือ แต่ไม่รู้ชื่อ ขอบคุณที่ได้ทำ WEB ดี ดี

  4. 4
    เหมียว
    เหมียว 20/08/2012 20:05

    อยากให้มีข้อมูลที่ให้ความรู้อย่างนี้ตลอดไป


     

  5. 5
    18/06/2012 23:26
    เอื้องพร้าว เกษตรแพร่ มีครับ ^^
  6. 6
    18/06/2012 23:24
    ผม ปฐพี ระลึก ตึ๋ง
    VVVV
    VVV
    VV
    V
  7. 7
    18/06/2012 23:22
    คิดถึง อาจารย์ ดิษฐ์ ชั่งหิน เลย
  8. 8
    03/06/2012 07:03

    เอื้องพร้าวหาไม่ยาก มีขายอยู่ค่ะ แต่จะเห็นเด่นชัดตอนออกดอก

  9. 9
    คนรักต้นไม้

    ไม่ทราบว่าต้นเอื้องพร้าว มีขายที่จตุจักรหรือไม่  และเลี้ยงยากหรือปล่าว


    อยากเอามาปลูก ขอเรียนถามผู้รู้ช่วยแนะนำหน่อยนะคะ

  10. 10
    ใบปอ
    ใบปอ rattikarnck99@yahoo.co.th 23/02/2012 09:32
  11. 11
    ครีม
    ครีม pa_pitchaya@hotmail.co.th 06/12/2011 18:48
    รูปภาพสวยมากเลย
  12. 12
    26/11/2011 09:24
    ขอบคุณคับผม
  13. 13
    wanarom
    wanarom namkum@hotmail.com 18/11/2011 23:55
    ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆ ครับ
  14. 14
    wanarom
    wanarom namkum@hotmail.com 18/11/2011 23:52
  15. 15
    14/11/2011 16:39
    ขอบคุณข้อมูลดีๆ
     
  16. 16
    30/10/2011 14:24
  17. 17
    nook
    nook 11/09/2011 21:21
    ขอบคุณมากๆเลยค่ะ สวยมากๆเลย
    ชอบกุหลาบหินกับฟอร์เก็ตมีน็อตมากๆเลยค่ะ
    ยังไงก็ขอบคุณมากจริงๆค่ะ
  18. 18
    puypooh
    puypooh t6027_@hotmail.com 29/08/2011 09:59

    ชอบดอกฟอเก็ตมีน็อตค๊
    กำลังหาความหมายของดอกฟอเก็ตมีน็อตสีชมพูนะค๊
    และก็หาการดูแลต้นไม้อยู่นะค๊ มีไรแนะนำด้วยนะค๊
    ขอบคุณค๊

  19. 19
    ถิงๆ
    ถิงๆ tuptim2008@hotmail.com 26/06/2011 08:42
    ชอบสุดๆเลยคะ สวยมากๆ อยากได้ ขอบคุณภาพสวยๆคะ
  20. 20
    โมเม
    โมเม mome@hotmail.com 14/06/2011 14:11

    รักเธอทุกนาที

  21. 21
    นิรมล
    นิรมล moozaa2011@windowslive.com 09/06/2011 22:23
    ขอบคุณมากค่ะ น่ารักจัง ได้ดอกไม้หลายดอกที่อยากปลูก รักดอกไม้ รักเจ้าของข้อมูล
  22. 22
    X-GUN
    X-GUN 22/04/2011 06:49
    ได้ความรู้เยอะเลยครับ
  23. 23
    พนม นารักษ์
    พนม นารักษ์ pnarux@hotmail.com 20/02/2011 00:19

    รูปสวยดื มีความรู้ ขอบคุณมากๆ

  24. 24
    กาย
    กาย 30/01/2011 08:44
    อยากหัยมีข้อมูลเยอะๆๆๆๆๆ ค้า... -
    -_-  ***  vbvbvbvv
  25. 25
    maklor
    maklor phuphan.14@hotmail.com 30/09/2010 00:33
    ขอบพระคุณอย่างสูงสำหรับข้อมูลที่นำมาแบ่งปันมีประโยชน์มากครับ
  26. 26
    SOJU
    SOJU nungpimja@hotmail.com 20/06/2010 17:41

    ชอบดอกฟอเก็ตมีน็อตสวยดี

  27. 27
    ณิชา
    ณิชา 05/03/2010 21:13
    สวยดี แต่ อยากได้ที่แปลกกว่านี้
  28. 28
    กานต์สินี
    กานต์สินี meetu2@sanook.com 08/02/2010 10:41
  29. 29
    คนดี
    คนดี asdfsf@hotmail.com 01/02/2010 18:43

    เวรก๊อปปี้ก็ไม่ได้

    จะทำงานก็ไม่เสร็จ

    ห่า

  30. 30
    หนิงน้อย
    หนิงน้อย wanjai150729@live.com 07/12/2009 09:42
    ดูแล้วสดชื่นมากเลยค่ะ {icon3} {icon3}
 1  2 [Next]

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view