สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

ต้นนี้อยู่บทไหน ดูที่นี่

ค้นหาต้นไม้ได้ตรงนี้

สวนสไตล์ต่างๆ

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

สัตว์ในสวน- ศัตรูพืช และโรคพืช- สารฉีดพ่นปลอดภัย

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ต้นไม้ชื่อนี้มีระดับ

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

เลือกปลูกต้นไหนดีหนา ?

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 22/06/2017
สถิติผู้เข้าชม 7,627,582
Page Views 12,133,714
 
« June 2017»
SMTWTFS
    123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 

ต้นไม้ใหญ่ 1

ต้นไม้ใหญ่ 1

 

ไม้ใหญ่ยืนต้น 1

 


" หว่านพืชไว้แต่อดีตกาล

เป็นต้นไม้สูงตระหง่านโตใหญ่

หว่านพืชลง ณ บัดนี้ไซร้

มิทันไรเป็นต้นไม้ที่เติบโต "


หม่อมเจ้าหญิงพิจิตรจิราภา เทวกุล แปลจากไดกุ บทหนึ่งของท่าน เมธี มิโนมิยา พ.ศ.๒๔๘๑



               ความ รู้ที่ได้จากหนังสือต่างๆที่ท่านคณาจารย์ได้เรียบเรียงขึ้นมา และนำมาที่นี้ มิได้มีเจตนาอื่นใดนอกจากต้องการสื่อความรักความใส่ใจ ในต้นไม้ ให้กับท่านผู้ใคร่รู้อาจตัดทอนหรือเรียบเรียงใหม่จากประสบการณ์ของตนเองบ้าง เพื่อให้สื่อได้แต่ก็แค่พื้นๆ  จึงได้พยายามรวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับต้นไม้เอาไว้ ไม่ได้นำมาเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือใดๆทั้งสิ้น เจตนาเพียง หากท่านเห็นต้นไม้ต้นหนึ่ง อาจเหยียบย่ำหรือเดินผ่านเลยไปโดยไม่สนใจ แต่ถ้ารู้จัก และรู้ถึงคุณค่าของต้นไม้ต้นนั้น ท่านอาจจะหยุดคิด และพิจารณา หรือเพื่อเก็บรักษาต่อไป หวังว่าประโยชน์นั้นพึงจะเกิดขึ้นกับ ผู้ที่สนใจใคร่รู้ทั่วไป

และต้องขอกราบขอบพระคุณอาจารย์ทุกท่าน ผู้เขียนหนังสือทุกเล่ม ไว้ ณ.ที่นี้ด้วยความเคารพอย่างสูงสุด

4/4/2008

Tipyipa..V

Suansavarose Garden Design Co.,Ltd

 

                   

   

เรื่อง ราวของไม้ใหญ่ยืนต้นที่นิยมนำมาใช้ในการจัดสวน

ปลูกประดับและให้ร่มเงา รวมถึงเกร็ดความรู้ต่างๆ ในบทนี้ ที่บางต้นมี บางต้นก็ไม่มี รวบรวมมานาๆเรื่อง ดังนี้


กัลปพฤกษ์, กาฬพฤกษ์,ราชพฤกษ์, ชัยพฤกษ์,ราชายตนพฤกษ์,รัคนพฤกษ์,พฤกษ์

แคแสด

ตีนเป็ดน้ำ, ตีนเป็ดทราย,ตีนเป็ดแดง

ทองกวาว,ทองกวาวดอกเหลือง(กวาวคำ)ทองหลางด่าง,ทองหลางฮ่องกง

นนทรี, อะราง

บุหงาตันหยง

ปีบ,ปีบทอง,ประดู่ป่า,ประดู่กิ่งอ่อน

พญาสัตบรรณ

สุพรรณิการ์ดอกซ้อน,สุพรรณิการ์ดอกลา

สาละอินเดีย,สาละลังกา

ศรีตรัง

กัลปพฤกษ์

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia  bakeriana., Craib.

วงศ์ : CAESALPINIACEAE

ชื่อ สามัญ : Pink Shower,Wishing Tree
ชื่ออื่น : กัลปพฤกษ์  ถิ่นกำเนิด : ประเทศไทย

รูปภาพ : สวนสวรส รูปภาพ : สวนสวรส

ไม้มงคลนาม สัญลักษณ์แห่งชัยชนะ

ต้น กัลปพฤกษ์ตามคติอินเดีย ถือเป็นไม้1ใน5ของไม้สวรรค์ ฉนั้นจะปลูกเพื่อความเป็นสิริมงคลก็น่าจะได้ ในสมัยสุโขทัยจะใช้ดอกกัลปพฤกษ์บูชาพระ

                  เป็นไม้ต้นผลัดใบขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงถึง12เมตร เปลือกสีเทาเรือนยอดแผ่กว้างทุกส่วนมีขนคลุมหนาแน่น ใบเป็นใบประกอบเป็นช่อยาวประมาณ35ซม.มีใบย่อย5-7คู่ ขนาดกว้าง1.5-3ซม.ยาว6-8ซม.ใบย่อยมีขนนุ่มทั้งหน้าใบและหลังใบก้านใบย่อย สั้นมากยาวเพียง 2 มม.

             ดอกเป็นช่อไม่แตกแขนงมักจะออกหลังใบ ออกตามกิ่งก้านตลอดกิ่ง ช่อยาว10-20ซม.ก้านดอกยาวประมาณ 6ซม.กลีบดอกสีชมพูแล้วเปลี่ยนเป็นจางจนเกือบขาว ระยะนี้บริเวณโคนต้นจะเต็มไปด้วยกลีบดอกสีขาวที่ทยอยร่วงหล่นจากต้น กลีบรองกลีบดอกยาว9-12มม.กลีบดอกแยกจากกันเป็นอิสระแต่ละกลีบมีขนาดเกือบ เท่ากัน เป็นรูปไข่ ขนาดกว้าง1.2-2.5ซม.ยาว3.5-4.5ซม. ปกคลุมด้วยขนละเอียดบางๆทั้งสองด้าน เกสรเพศผู้3อันยาวกว่าอันอื่นๆ ก้านเกสรตรงกลางพองออก จะออกดอกหลังผลัดใบพร้อมกับผลิใบใหม่

ผล เป็นฝัก ฝักแก่สีน้ำตาลเข้มและมีขนนุ่มปกคลุม ฝักยาว30-40ซมและมีผนังหยุ่นกั้น ลักษณะกลมแบนสีน้ำตาล ออกดอกเดือนกุมภาพันธ์-เดือนเมษายน
ชอบขึ้นตามป่าเบญจพรรณเกือบทุกภาคเว้นภาคใต้ 

            ดอก ออกเดือน กุมภาพันธุ์ - เดือนเมษายน ขณะออกดอก ดอกบานใหม่จะเป็นสีชมพูและค่อยจางเป็นสีขาว ใกล้โรย  ดอกจะติดกันหนาแน่นตลอดทั่วทุกกิ่งก้านมองสะพรั่งสวยงามมาก 

ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด 

ชื่อฝรั่งว่า wishing Tree น่าจะเป็นต้นไม้ที่ฝรั่งขออะไรได้สมปรารถนา ไม่รู้ว่าคนไทยขอจะได้หรือเปล่า



กาฬพฤกษ์

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia grandis Linn.f.

ชื่อวงศ์ : CAESALPINIACEAE        ชื่อ สามัญ : Horse Cassia,Pink Shower

ชื่ออื่น : กาฬพฤกษ์                         ถิ่นกำเนิด : อเมริกาเขตร้อน

รูปภาพ : สวนสวรส รูปภาพ : สวนสวรส

รูปภาพ : สวนสวรส

รูปภาพ : สวนสวรส

        ไม้ต้นสูงประมาณ20เมตร โคนต้นมีพูพอน เรือนยอดเป็นพุ่มกลมเปลือกสี  ดำแตกเป็นร่องลึกกิ่งอ่อนสีน้ำตาล

ใบ ประกอบแบบขนนกปลายคู่ ออกตรงข้ามเป็นคู่ๆมีใบย่อย10-20คู่ ใบอ่อนสีแดงอมน้ำตาล ใบเกลี้ยงมันหลังใบมีขนนุ่มโคนใบและปลายใบมนกลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบเป็นมันสีเขียวเข้ม ท้องใบมีขน

ช่อ ดอกออกตามกิ่งข้าง ช่อหนึ่งมีประมาณ20ดอก ดอกขนาดเล็ก กลีบรองดอกกลมมีขน ขณะบานกลีบจะกระดกกลับ

กลีบดอกรูปไข่ ขนาด1.2-1.6ซมดอกบานใหม่จะออกป็นสีออกแดง แล้วเปลี่ยนเป็นชมพูและส้ม ดอกมีกลิ่นหอม

ผล เป็นฝักกลมแข็งสีดำ รูปทรงกระบอก เนื้อในฝักสีขาว เมื่อผลแห้งเนื้อในฝักจะซ้อนกันเป็นชั้นๆ ยาว 20-40 ซม.กว้าง 2-4 ซม.

เมล็ดกลมรี แบน มี20-40เมล็ด

ออกดอกราวเดือน กุมภาพันธ์-เดือนมีนาคม เป็นไม้ปลูกมาจากอเมริกาเขตร้อน ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

ราชพฤกษ์

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Cassia fistula Linn.

ชื่อวงศ์ : CAESALPINIACEAE

ชื่อ สามัญ : Golden Shower

ชื่ออื่น : คูน ลมแล้ง      ถิ่นกำเนิด : ประเทศอินเดีย

         

   ไม้ ต้นขนาดกลางสูง 10-15เมตร เปลือกเรียบเกลี้ยงสีเทาอ่อน ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 7-12 คู่ ขนาดของใบย่อย3.5-5.5ซม.ช่อดอกออกตามกิ่งข้างและห้อยลง ช่อดอกโปร่งยาว 20-45ซม.กลีบดอกสีเหลืองสด หรือเหลืองแกมเขียว

ผล เป็นฝัก รูปทรงเป็นแท่งกลม ยาว 20-60ซม.ผิวเกลี้ยง ฝักอ่อนสีเขียว ฝักแก่สีน้ำตาลเข้มเกือบดำ ภายในฝักจะมีผนังเยื่อบางๆกั้นเป็นช่องๆตามแนวขวางของฝักและตามช่องเหล่านี้ จะมี เมล็ดมนแบนสีน้ำตาลเป็นมัน ออกดอกระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ - เดือนพฤษภาคม ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

                     ขึ้นได้ทุกภาคตามป่าเบญจพรรณหรือป่าแดงทั่วไป แต่พบมากทางภาคเหนือ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ

ชัยพฤกษ์

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Cassia javanica Linn. subsp. javanica

ชื่อวงศ์ : CAESALPINIACEAE

ชื่อสามัญ : Javanese Cassia

ถิ่นกำเนิด :ประเทศอินโดนีเซีย



ไม้ ต้นผลัดใบสูง 15เมตร เรือนยอดเป็นรูปร่ม เปลือกสีน้ำตาล เมื่อยังอ่อนตามลำต้นจะมีหนาม ใบเป็นใบประกอบใบย่อย5-15คู่ ช่อดอกออกตามกิ่งเป็นช่อสั้นๆกลีบรองดอกรูปไข่ปลายแหลมสีแดง กลีบดอกรูปไข่กลับสีชมพูแล้วเปลี่ยนเป็นสีชมพูเข้มแล้วซีดจางลงเรื่อยๆ เกสรเพศผู้มี10อันขนาดไม่เท่ากัน ฝักกลมยาวสีดำ เกลี้ยง ขนาด20-60ซม. มีเมล็ด50-75เมล็ด เมล็ดกลมแบนสีน้ำตาลเป็นมัน ออกดอกเดือนกุมภาพันธ์ -เดือนเมษายน ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

ยัง มีอีกพันธุ์ที่ลำต้นไม่มีหนาม มีคู่ใบ5-12คู่และปลายใบย่อยแหลม ช่อดอกผอมบาง กลีบรองดอกสีเขียวและกลีบดอกเล็กกว่าเป็น subsp.nodosa


ราชายตนพฤกษ์ หรือ ต้นเกด

ชื่อวิทยาศาสตร์ ; Manikara hexandra(Roxb.) Dubard

ชื่อสามัญ: Milkey Tree

ชื่ออื่น : เกด
วงศ์ SAPOTACEAE

ไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ไม่ผลัดใบ มีน้ำยางขาว สูง 15-25 ม. เรือนยอดแน่นทึบเป็นพุ่มกลม ลำต้น และกิ่งมักคดงอ เปลือกนอกสีน้ำตาลอมเทาหรือสีคล้ำ แตกเป็นสะเก็ดสี่เหลี่ยมหรือแตกเป็นร่องลึกตามยาว เปลือกในสีแดงอมน้ำตาลหรือชมพู

ใบ เดี่ยวออกเรียงเวียนสลับหนาแน่นที่ปลายกิ่ง ใบรูปไข่กลับ ปลายใบหยักเว้าเล็กน้อย โคนใบสอบมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบสีเขียวเข้มเป็นมัน หนาและเกลี้ยง

ดอก เดี่ยวหรือเป็นช่อกระจุกสั้น ออกตามง่ามใบและเหนือรอยแผลใบปลายดอกชี้ลง ดอกสีเหลืองอ่อน กลิ่นหอมเล็กน้อย ออกดอกเดือนมกราคม-กรกฎาคม

ผล เป็นผลเนื้อฐานผลมีกลีบเลี้ยงที่เจริญขึ้นมารองรับ ผลรูปกลมรีผิวเรียบ ผลสุกสีเหลืองหรือเหลืองอมส้ม เนื้อนุ่ม รสหวาน รับประทานได้ มี 1-2 เมล็ด เมล็ดแข็ง สีน้ำตาลแดงเป็นมัน รูปไข่ ยาว 1-1.5 ซม.

เนื้อไม้ใช้ทำสลักแทนตะปู สำหรับติดกระดานกับโครงเรือ ใช้ทำเครื่องมือแกะสลัก เครื่องมือเกษตรกรรม

ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่งหรือแยกลำต้นที่เกิดใหม่

การกระจายพันธุ์ : ศรีลังกา อินเดีย เกาะไหหลำของจีน เวียดนาม และกัมพูชา

การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย ภาคตะวันออกเฉียงใต้ ภาคตะวันตกเฉียงใต้ และภาคใต้

สภาพนิเวศน์ : ขึ้นกระจัดกระจายในป่าดิบ บนพื้นที่ดินร่วนปนทรายใกล้ฝั่งทะเล และตามเขาหินปูนบนเกาะที่ไม่สูงจากระดับน้ำทะเลมากนัก

รัตนพฤกษ์

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia fistula x Cassia bakeriana หรือ Cassia fistula x Cassia javanica

ชื่อสามัญ : Rainbow Shower Tree

ชื่ออื่น : คูนชมพู,คูนสายรุ้ง

วงศ์ : CAESALPINIACEAE

พฤกษ์

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Albizia lebbeck (L.) Benth.

ชื่อสามัญ : Indian Walnut, Lebbeck Tree

ชื่ออื่น : จามจุรีสีทอง

วงศ์ : LEGUMINOSAE [FABACEAE]-MIMOSOIDEAE

ถิ่นกำเนิด : อียิปต์



ไม้ ต้นผลัดใบ สูงถึง25เมตร เรือนยอดแผ่กว้าง กิ่งก้านใหญ่และบิดงอ เปลือกต้นสีน้ำตาลเข้ม มีรอยแตกตื้นแต่หนาแน่น ใบประกอบแบบขนนกปลายคู่

ดอก เป็นช่อกลมกว้าง4-7ซม.สีขาวอมเขียวแล้วเปลี่ยนเป็นเหลืองอ่อน ช่อหนึ่งมี2-4ดอกผลเป็นฝักสีเหลืองอ่อนผิวบางและแบน แตกได้มี4-12เมล็ด

ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง

ออกดอกเดือนมีนาคม-เมษายน

ไม้ ใช้ในงานก่อสร้างในร่ม เปลือกไม้มีแทนนินมากใช้ในการเตรียมหนัง ยาเบื่อปลา เปลือกให้สีย้อมสีแดง ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการแพ้ที่ผิวหนัง

ปลูกได้ในดินทั่วไป แสงแดดจัด ทนน้ำท่วมขัง และมลพิษ

เขตกระจายพันธุ์ เอเซียเขตร้อน แอฟริกา

แคแสด

ชื่อวิทยาศาสตร์ : spathodea campanulata.,Beauv.

ชื่อวงศ์ : BIGNONIACEAE

ชื่อ สามัญ : African Tulip Tree

ถิ่นกำเนิด : แอฟริกา

                     เป็นไม้พื้นเมืองของแอฟริกาเขตร้อน แคแสดเป็นไม้ยืนต้นกึ่งผลัดใบขนาดกลางความสูงประมาณ 15-20เมตรถ้า

รูปภาพ : สวนสวรส

ปลูกในที่แห้งแล้งมากจะผลัดใบ 

ใบ เป็นใบผสมแบบขนนกพุ่มของใบหนาทึบ มีใบย่อย4-7คู่ รูปรีปลายแหลมผิวใบสากระคายมือ ดอกเป็นช่อเกิดที่ปลายกิ่ง ช่อดอกตั้งตรง กลีบดอกเป็นรูประฆัง คล้ายดอกทิวลิป สีส้มแสด ดอกขนาดใหญ่ กลีบร่วงง่าย เป็นต้นไม้ที่นิยมใช้ในงานจัดสวนมากอีกต้นหนึ่ง แคแสดจะให้ดอกตลอดปีแต่จะออกดอกมากที่สุดในฤดูหนาวในระหว่างเดือน ธันวาคม-เดือนกุมภาพันธ์

         ผลแบนลักษณะคล้ายฝัก ปลายผลแหลม ผลแก่สีน้ำตาลดำผลแก่จะแตกเพียงด้านเดียว เมล็ดเล็กแบนมีปีก
           ดอกแคแสดสีสันแดงแสดสดใสออกเป็นช่อตามปลายกิ่งดอกมักบานพร้อมกันทั้งต้น ดอกตูมของแคแสดจะมีน้ำขังอยู่ภายในดอก เมื่อบีบแรงๆน้ำจะพุ่งออกมาตอนปลายดอกจึงมีชื่อสามัญอีกชื่อหนึ่งว่า Fountain Tree
แค แสดเป็นต้นไม้กลางแจ้งที่ปลูกง่าย และโตเร็ว ขึ้นได้ในดินเกือบทุกชนิด ขยายพันธุ์ด้วยวิธีเพาะเมล็ดหรือสกัดไหลที่รากโคนต้นมาชำ จะออกดอกเมื่อมีอายุประมาณ4-8ปี
 

นนทรี

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Peltophorum pterocarpum (DC.) Back.EX.K.Heyne   

ชื่อวงศ์ : CAESALPINIACEAE

ชื่อ สามัญ: Copper Pod, Yellow Flame
ชื่ออื่น : นนทรี, อินทรี

ถิ่นกำเนิด :  Indonesia

  เขตการกระจายพันธุ์ตั้งแต่อินเดีย ตอนใต้ของประเทศไทย มาเลเซีย ตอนเหนือของออสเตรเลีย
          นนทรีเป็นไม้ต้นขนาดกลางสูงประมาณ 10-15 เมตร เป็นไม้ผลัดใบลำต้นค่อนข้างเปลาตรง ชอบขึ้นตามป่าชายหาด เปลือกลำต้นเป็นสีเทา หรือสีน้ำตาลอ่อนค่อนข้างเรียบหรือแตก สะเก็ดเล็กๆตลอดไปทั่วลำต้น เรือนยอดเป็นรูปร่มหรือทรงกลมกลายๆ ตามกิ่งและก้านอ่อนจะมีขนสีน้ำตาลแดงทั่วไป ส่วนกิ่งแก่เกลี้ยง ใบรวมเป็นช่อสลับซ้ายขวา เป็นแผง ใบย่อยแตกเป็นคู่ตามก้านใบ 9-13 คู่ ช่อใบยาว 20-27 ซม.

ดอก สีเหลือง เป็นช่อขนาดใหญ่มีกิ่งก้านแขนงมาก ออกตามง่ามใบตอนปลายกิ่งหรือบริเวณส่วนยอดของลำต้น  ออกดอกเป็นช่อตั้งตรงสูง ยาวประมาณ 20-30 ซม.กลีบดอกป้อมบางและยับย่น กลีบรองดอกด้านนอกมีขนสีน้ำตาลแดง ประปราย เกสรเพศผู้มี10อัน

ออกดอกเดือน กุมภาพันธ์-มีนาคม

         หลังจากดอกสีเหลืองโรยไปหมดแล้ว จะเกิดฝักมาแทนที่  ผลเป็นฝักแบนรูปรีปลายและโคนสอบแหลม ขนาดกว้างประมาณ 2 ซม.ยาว 5-12 ซม.สีน้ำตาลอมม่วง เมื่อแก่จัดจนแห้งเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำ แต่ละฝักมี 1-4 เมล็ด 
               ปลูกนนทรีเชื่อว่าคงเดชเดชามีอานุภาพดังพญานกอินทรีเพราะนนทรีจะมีชื่อเรียก อีกชื่อว่าอินทรี  นิยมปลูกทั่วประเทศ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

นอก จากเป็นพันธุ์ไม้ประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แล้ว นนทรียังมีประโยชน์ในหลายๆด้านเช่นใช้เนื้อไม้ในการก่อสร้างและทำ เฟอร์นิเจอร์ ด้วยเนื้อไม้สีน้ำตาลอมชมพูเป็นมันเลื่อม เสี้ยนตรง สามารถเลื่อย ไส ได้ง่ายดาย ในหลายท้องถิ่นนิยมใช้สีที่สกัดมาจากเปลือกของต้นนนทรีซึ่งให้สีน้ำตาลแดง ที่สวยงาม ย้อมผ้าบาติกอีกทั้งยังเป็นสมุนไพร


 อะราง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Peltophorum dasyrachis (Miq) Kurz

ชื่อสามัญ : Copper Pod

วงศ์ : LEGUMINOSAE-CAESALPINIODEAE

ชื่ออื่น : นนทรีป่า

รูปภาพ : สวนสวรส รูปภาพ : สวนสวรส

ไม้ ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ผลัดใบ สูง15-30เมตร เปลือกต้นสีเทาหรือสีเทาอมน้ำตาลค่อนข้างเรียบ หรือแตกเป็นสะเก็ดเล็กๆทั่วไป  เปลือกในสีน้ำตาลอมแดง ตามกิ่งก้านและยอดอ่อนจะมีขนสีน้ำตาลแดงปกคลุม กิ่งและใบแก่เกลี้ยง  เรือนยอดเป็นรูปทรงกลมทึบ

ใบ ประกอบแบบขนนกสองชั้น ใบประกอบออกตรงข้ามเป็นคู่9-13คู่ ใบย่อยรูปขอบขนานแคบ8-15คู่ โคนใบสอบและเบี้ยว ปลายทางใบทู่และหยักเว้าเล็กน้อย หลังใบสีเขียวเข้ม ท้องใบสีจางขอบใบเรียบ แผ่นใบบางคล้ายใบกระถิน

ออก ดอกเป็นช่อตามซอกใบและปลายกิ่ง ดอกสีเหลืองสด ช่อดอกห้อยลง กลีบฐานดอกมี5กลีบ ขอบกลีบจะเกยทับกัน กลีบดอกมี5กลีบ รูปกลีบดอกป้อมๆ กลีบดอกย่นโคนกลีบมีขนสีน้ำตาลประปราย เกสรผู้มี10อัน ผลเป็นฝักแบนโคนและปลายฝักเรียวแหลม ภายในมีเมล็ดแบนๆเรียงตัวตามขวางของฝัก จำนวน1-4เมล็ด

ออกดอกเดือนมกราคม-เดือนมีนาคม 

พบ ตามป่าเบญจพรรณทั่วไปที่สูงจากระดับน้ำทะเล100-500เมตร นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ เนื้อไม่สีชมพูอ่อนถึงน้ำตาลแกมชมพู เป็นมันเลื่อม เนื้อหยาบปานกลาง ไส ตกแต่งง่าย เนื้อไม้ใช้ทำกระดานปูพื้น  เครื่องเรือน และเป็นสมุนไพร

ทองบ้าน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Erythrina variegata Linn. cv. ALBA

ชื่อวงศ์ : LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE

ชื่อสามัญ : Variegated Coral

ชื่ออื่น : ทองหลางลาย,ทองหลางด่าง

ลักษณะ ทรงต้นเหมือนทองหลางใบมนทั่วไปแต่ต้นจะไม่สูงใหญ่เท่าต้นสูงประมาณ 10-20เมตร เปลือกบางสีเทาหรือเหลืองอ่อน มีหนามแหลมตามลำต้นและกิ่ง ใบรวมออกเป็นช่อประมาณ 3ใบแต่ละใบรูปคล้ายใบโพธิ์ เป็นรูปสามเหลี่ยม  ใบด่างจากทองหลางใบมนคือใบสีเขียวและมีลายสีเหลืองตามแนวเส้นใบมักทิ้งใบหมด ต้นก่อนออกดอกถ้าอยู่ในที่แห้งแล้ง ดอกมีทั้งสีขาวและสีแดง ออกเป็นช่อบริเวณข้อต้นหรือโคนที่ก้านใบ ลักษณะดอกคล้ายดอกถั่ว ผลรูปทรงกระบอก ผลแห้งจะแตก ภายในมีเมล็ดรูปไตสีแดงหม่น

ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำกิ่งและตอนกิ่ง

ทองหลางฮ่องกง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Erythina corallodendrum L.

วงศ์ : LEGUMINOSAE (FABACEAE)-PAPILIONOIDEAE

รูปภาพ : สวนสวรส

ไม้ ต้นสูงได้ถึง10เมตร ไม่ผลัดใบ แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มกว้าง เรือนยอดเป็นพุ่มกลม เปลือกเป็นร่อง ตามลำต้นมีหนามแหลมโค้ง ประปรายอยู่ทั่วไปใบประกอบ มีใบย่อย 3 ใบ ใบย่อยกลางเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ปลายใบแหลม โคนใบรูปลิ่ม ใบย่อย2ข้างคล้ายใบกลางแต่เล็กกว่า ขนาดไม่เท่ากัน สีเขียวเข้มเป็นมัน ก้านใบไม่มีหนาม

ดอก สีแดงเข้ม ออกเป็นช่อกระจะที่ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงสีแดงคล้ำติดกันเป็นหลอด ปลายตัดเบี้ยว กลีบดอก5กลีบรูปดอกถั่ว ผลเป็นฝักเกลี้ยงสีดำ มีเมล็ดจำนวนมากสีแดงเข้ม

ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ปลูกเป็นไม้ประดับ

ทองกวาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Butea monosperma (Lam.) Taub.

ชื่อวงศ์ : PAPILIONACEAE

ชื่อสามัญ : Bastard Teak, Flame of the Forest.

ชื่ออื่น : กวาว, จาน

ทองกวาวเป็นพันธุ์ไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยและอินเดีย

ต้น ทองกวาวมีความเชื่อทั้งพุทธและฮินดู ชาวพุทธในอินเดียถือว่าเป็นไม้พระพุทธเจ้า ในตำนานอดีตพุทธเจ้ากล่าวว่า พระเมธังกรพุทธเจ้าตรัสรู้ ณ โคนต้นทองกวาว ส่วนชาวฮินดูในอินเดียถือว่าเป็นไม้พระจันทร์ มีตำนานว่าเกิดจากขนเหยี่ยวกำซาบด้วยน้ำโสม

ทองกวาว เป็นไม้ต้นผลัดใบขนาดกลางสูง 12-15เมตรเรือนยอดแผ่กว้างเป็นรูปทรงกลม ต้นและใบคล้ายพวกทองหลางใบมนและทองหลางดอกแดง ผิดกันที่ทองกวาวไม่มีหนามแต่เปลือกลำต้นเป็นปุ่มปมไม่เรียบผิวมีสีน้ำตาล หม่นๆ

                    ใบ เป็นใบผสมมีใบย่อยเพียง 3 ใบ พื้นผิวใบเกลี้ยงเป็นมันสีเขียว ใบย่อยที่อยู่ตรงกลางมีลักษณะมนกว้างเกือบกลมส่วนใบย่อยด้านข้างกว้างที่ ส่วนโคนและกลางใบ ขนาดใบกว้าง12.5-22.5ซม.ยาว17ซม. -25-30 ซม. ลักษณะใบคล้ายทองหลางใบมน 

 ดอก ออกเป็นช่อ ดอกมีรูปร่างคล้ายดอกถั่ว หรือดอกแค สีแดงอมส้มสดใสสวยงามมาก ดอกจะออกเป็นช่อเรียงติดกันแน่นตามกิ่งส่วนยอด ดอกช่อนึงยาวประมาณ 2-3ฟุต เมื่อออกดอกมักทิ้งใบเกือบหมด บางต้นอาจไม่มีใบเหลืออยู่เลยมีแต่ดอกเต็มต้น ออกดอกประมาณเดือนมกราคม-เมษายน

                      ผลมีลักษณะเป็นฝักแข็งเปลือกนอกมีสีน้ำตาลอ่อน ภายในฝักมีเมล็ด ขนาดเล็กสีน้ำตาลแก่

ทองกวาว ที่พบเห็นกันตามธรรมชาติมักขึ้นอยู่ตามที่ราบน้ำท่วมถึง พบมาทางภาคเหนือและภาคอีสาน พันธุ์ไม้ชนิดนี้ชาวบ้านนิยมปลูกไว้สำหรับเลี้ยงครั่ง ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดปลูกขึ้นได้ดีในดินทุกสภาพ

ทองกวาวดอกเหลือง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Butea monosperma (Lam.) Taub.

ชื่อวงศ์ : PAPILIONACEAE(FABACEAE)

ชื่ออื่น : ทองกวาวเหลือง,กวาวคำ

 ไม้ ต้น สูง 8-15เมตร ลำต้นมักคดงอ ใบประกอบแบบใบย่อย3ใบรูปคล้ายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน หรือเกือบกลม กว้าง8-15ซม.ยาว9-15ซม.ปลายใบทู่ โคนใบไม่สมมาตร  

 ดอก สีเหลืองออกเป็นช่อแน่นตามกิ่งก้านและปลายกิ่ง ยาวได้ถึง20ซม.ดอกย่อยรูปดอกถั่วยาวประมาณ7ซม. กลีบรองดอกเป็นรูปถ้วยสีเข้มปลายแยกเป็น4-5แฉก กลีบดอก5กลีบ เกสรผู้10อัน ผลเป็นฝักแบนรูปขอบขนานกว้าง305ซม.ยาว14ซม. โค้งเล็กน้อยมีขนนุ่มสีขาวคลุม มีเมล็ดเพียงเมล็ดเดียวที่ปลายฝัก ออกดอกเดือนมกราคม-เดือนมีนาคม

การกระจายพันธุ์ อินเดีย พม่า ภูมิภาคอินโดจีน

ในประเทศไทยพบตามป่าผลัดใบหรือปลูกตามริมข้างทาง ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ปีป

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Millingtonia hortensis.,Linn.ff.

ชื่อวงศ์ : BIGNONIACEAE

ชื่อ สามัญ : Indian Cork Tree
ชื่ออื่น : ปีป , กาสะ ลอง

ถิ่นกำเนิด : เอเซียเขตร้อน

 

เป็นต้นไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงทะมึนได้ถึง 25 เมตร เปลือกขรุขระสีเทาเนื้อหยุ่นๆ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก 2-3 ชั้น มีใบย่อยหลายใบ ใบย่อยรูปไข่ ขนาดความกว้าง2--3.5ซม.ยาว3-5.5ซม. ขอบใบเรียบหรือหยักห่างๆ โคนใบมนปลายใบแหลมเป็นติ่งยาว
ดอก เป็นช่อ เกิดที่ปลายกิ่งห้อยลงสีขาวมีกลิ่นหอม กลีบดอกติดกันเป็นหลอดยาวประมาณ6ซม.ปลายเป็นรูปถ้วยแยกเป็น5กลีบ ดอกบานตอนกลาง คืน ในตอนเช้าดอกที่บานก็จะร่วงหล่นเกลื่อนอยู่ใต้ต้น

ออกดอกระหว่างเดือนมกราคม-เดือนมีนาคม

ผล เป็นฝักแบนขนาดกว้าง2ซม.ยาว30ซม.เมื่อฝักแก่จะแตกออกทำให้เมล็ดปลิวกระจายไป ได้ไกล เมล็ดแบนมีปีกบางๆปลิวไปตามลมได้ ขนาดเมล็ดรวมปีกกว้างประมาณ1.3ซม.ยาว2.5ซม.

                             ไม้ต้นนี้จัดเป็นไม้ประดับแบบไทยๆที่สวยงาม ดอกหอมมาก ชอบอากาศชุ่มชื้นแต่มีความทนอากาศแห้งแล้งได้ดีปลูกง่ายโตเร็ว แต่รากปีบไม่หยั่งลึกลงไปในดินเหมือนต้นไม้ใหญ่อื่นๆ  รากไปตามผิวดิน และจะแตกต้นใหม่ขึ้นสามารถสกัดรากไปปลูกใหม่ได้  ฉะนั้นใครปลูกปีปไว้ใกล้บ้านอย่าปล่อยให้สูงตระหง่านนักเพราะจะทานแรงลมพายุไม่ไหว ต้องหมั่นตัดแต่งกิ่งบ่อยๆจะทำให้ทรงต้นสวยด้วย
                               ถ้าจะกล่าวถึงปีปในแง่ที่เป็นสมุนไพร ตำรับยาบางขนานของเราคงจะได้รับอิทธิพลมาจากหมอยาทางฝั่งประเทศลาวในสมัยโบราณด้วยทางโน้นมีคติเชื่อว่า สมุนยาที่มีชื่อเรียกปู่เจ้านำหน้านั้น เป็นต้นพืชอันศักดิ์สิทธื์ สามารถนำมาปรุงยารักษาโรคร้ายให้หายได้
หมอยาเรียกต้นปีปว่า "ปู่เจ้าครองดง "

ปีบทอง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Radermachera ignea (Kurz) Steenis.
ชื่อสามัญ : Tree Jasmine
ชื่ออื่น : กาซะลองคำ, ปีบทอง,สำเภาหลามต้น

วงศ์ : BIGNONIACEAE

ปีบ ทองเป็นไม้ผลัดใบขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ความสูงประมาณ 6 - 14 เมตร เรือนยอดหนาทึบใบเป็นใบประกอบแบบขนนก2-3ชั้น ใบย่อยรูปไข่หรือใบมน ขนาดกว้าง2.8-4.4ซม.ยาว6-12ซม.ปลายใบแหลมยาว ขอบใบเรียบ ดอกสีเหลืองเข้มสวยซะไม่มีล่ะออกเป็นช่อสั้นๆเป็นกลุ่ม ตามลำต้นและกิ่งก้าน ช่อหนึ่งมี5-10ดอกบานไม่พร้อมกัน กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้นๆ ที่ฐานและค่อยๆโป่งพองออกที่ตอนกลางและปลายกลีบดอก ปลายกลีบแยกเป็น5แฉก ผลเป็นฝักกลมยาวเรียวคล้ายฝักถั่วฝักยาว ความยาวประมาณ40ซม.ผิวเกลี้ยง ฝักแก่จะแตกเป็น2ซีกบิดงอ เมล็ดมีปีกบางๆทางด้านข้างของเมล็ด

ปีบ ทองชอบขึ้นอยู่ตามเขาหินปูนค่อนข้างชุ่มชื้น โดยเฉพาะทางภาคเหนือของประเทศ มักไม่พบขึ้นเองทางภาคอื่น นอกจากจะนำไปปลูกประดับจัดสวน

มีเขตการกระจายพันธุ์จากพม่าตอนใต้จนถึงเกาะไหหลำ
                  บาง ทีการรู้จักแหล่งกำเนิดทางธรรมชาติก็จะเป็นการพิจารณาได้อีกทางสำหรับการ กำหนดต้นไม้ที่จะนำไปปลูกเพราะบางทีผิดที่ผิดทางดูแลไม่ดีก็อาจทำให้เกิดการ สูญเสียขึ้นได้ เพราะไม่ค่อยน่าจะสบายใจเท่าไหร่นักกับการเคลื่อนต้นไม้ขนาดใหญ่จากที่หนึ่ง ไปที่หนึ่งโดยไม่ได้ศึกษาธรรมชาติของต้นไม้ต้นนั้นอย่างถ้วนทั่ว  ทำให้รักษาเอาไว้ไม่ได้ ตายไปอย่างน่าเสียดายนักต่อนัก
                 ช่วงระยะเวลาที่ออกดอกระหว่างเดือนมกราคม ถึง เดือน เมษายน แต่บางที่จะออกดอกล่า ระหว่าง มิถุนายน-กรกฏาคม ดอก ของ ปีบทองสวยงามมากเวลาออกดอกจะทิ้งใบหมดต้นเหลือเฉพาะดอก ทรงต้นก็สวย เรือนพุ่ม ทึบหนามีน้ำหนักดี  จึงนิยมนำมาใช้จัดสวน ราคาพอรับได้ คุ้มค่า 

การขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด

ประดู่ป่า

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pterocarpus macrocarpus Kurz 

ชื่อวงศ์ : PAPILIONACEAE(FABACEAE)

ชื่อ สามัญ : Burma Padauk, ฺำBurmese Ebony, Nara
ชื่ออื่น : ประดู่,ดู่, ดู่ป่า, จิต๊อก, ประดู่เสน

ถิ่นกำเนิด : เอเซียเขตร้อน 


รูปภาพ : สวนสวรส

รูปภาพ : สวนสวรส

ต้นประดู่ในเมืองไทยมี 2 พันธุ์ คือประดู่ป่าPterocarpus macrocarpus และประดู่บ้าน หรือประดู่อังสนา หรือประดู่กิ่งอ่อน (Ptercarpus indicus ) ประดู่บ้านคือต้นที่เรามักได้เห็นและได้กลิ่นหอมไปทั่วบ้านทั่วเมืองดอกดกๆนั่นแหละ  นิยมปลูกเป็นไม้ประดับตามบ้านเรือนและสถานที่ราชการ ประดู่บ้านต้นนี้ช่างไม้หรือช่างทำเฟอร์นิเจอร์จะเรียกเนื้อไม้ของประดู่ บ้านนี้ว่า"ประดู่ลาย"เพราะเนื้อไม้ที่มีลวดลายงดงามมากที่เดียว

          ส่วนประดู่ป่าก็ปลูกเป็นไม้ประดับได้เหมือนกันแต่ไม่นิยมเท่า เพราะเป็นไม้ขนาดใหญ่กว่า แต่ดอกเล็กกว่าและดอกไม่ดกเท่า  ชาวราชบุรีและชาวสระบุรีเรียก"ประดู่เสน" ทั้งนี้คงเป็นเพราะว่าประดู่ป่าเป็นต้นไม้ที่ลิงเสนชอบอาศัยรวมฝูงกันอยู่บนต้นก็ได้

  ต้นประดู่ที่มีอายุมากๆ ใกล้ร้อยหรือเลยร้อยปี พูพอนที่โคนต้น บางพูจะเจริญเติบโตตามอายุ กลายเป็นปุ่มขนาดใหญ่ ซึ่งเรียกกันว่า " ปุ่มประดู่ "

ต้น ประดู่ป่ากับต้นประดู่บ้านซึ่งมีอายุเท่ากัน ต้นประดู่ป่าจะมีปุ่มประดู่มากกว่า ต้นประดู่บ้านอยู่หลายปุ่ม แต่ปุ่มประดู่บ้านจะมีลวดลายสะสวยกว่าลวดลายของปุ่มประดู่ป่า สำหรับความงามของปุ่มประดู่ท่านว่า ปุ่มมะค่านี่ชิดซ้ายไปเลย และส่วนตรงนี้จะกลายเป็นเนื้อไม้ที่มีค่ายิ่งในวงการหัตถศิลปและศิลปกรรม  ประจำชาติไทย 

ดังเช่นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที๕ และในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๖ ตลอดจนมาถึงในสมัยต้นๆของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๗ ในรัชสมัยของพระองค์ท่านซึ่งได้กล่าวถึงพระนามนี้ พระองค์ได้ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ส่งเสริมการก่อสร้างสิ่งประดิษฐ์ทั้งในศิลปกรรมและหัตถศิลป์ที่มีคุณค่าอัน เกิดจากการผลิตและใช้ไม้ประดู่เป็นวัตถุดิบแต่ในครั้งนั้นไว้ทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นในพระราชสำนัก ในพระบรมมหาราชวัง ตามสภานที่ราชการ ตามศาลาการเปรียญ  ซึ่งได้ใช้ไม้ประดู่และปุ่มประดู่เป็นวัตถุดิบในการผลิตงานศิลป์ เป็นที่เชิดหน้าชูตาอยู่ในยุคนั้นเกือบทั้งสิ้นนับ ตั้งแต่โต๊ะ ตู้ ตั่ง เตียง ขันน้ำ พานรอง เชี่ยนหมาก ฯลฯ ซึ่งล้วนถูกประดิษฐ์ไว้อย่างสวยงาม เป็นศิลป์ที่งดงามเลิศเลอ งามทั้งลวดลายจากไม้ประดู่ และยอดเยี่ยมด้วยฝีมือการประดิษฐ์ ของช่างศิลป์ไทยในสมัยก่อน  ซึ่งเราน่าจะได้รับทราบไว้และนับเป็นเกียรติประวัติของพันธุ์พืชที่คนไทยให้ ชื่อว่า"ประดู่"ที่ขอนำมาเสนอและกล่าวถึงด้วยความภาคภูมิใจยื่ง
  นอกจากนี้ ประดู่ ยังได้รับเกียรติอันสูงส่งที่ได้เกี่ยวข้องกับผลงานส่วนหนึ่งของราชนาวีไทย เมื่อ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ได้ทรงร้อยกรองทำนองเพลงพระนิพนธ์ไว้เป็นเพลงอมตะ คือเพลง " ดอกประดู่ "โดย พระองค์ท่านได้ทรงนำเอาความจริงจากธรรมชาติให้เห็นความพร้อมเพรียงกันในวัน ที่ดอกประดู่บาน ทรงใช้วงจรชีวิตจาก พันธุ์พฤกษา  เข้าเปรียบเทียบไว้กับคำว่า " ชีวิต " และ " หน้าที่  "

ของทหารเรือไทย ดังเนื้อเพลงพระนิพนธ์ตอนหนึ่งทีว่า
                                     
    "พวกเราทุกลำจำเช่นดอกประดู่
       วันไหนวันดีบานคลี่พร้อมอยู่
         วันไหนวันโรยดอกโปรยตกพรู
         ทหารเรือเราจงดู ตายเป็นหมู่ให้ชาติไทย......" 

 
ขอเชิดชูเกียรติลูกดอกประดู่ทุกท่าน ณ ที่นี้

ประดู่บ้าน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pterocarpus indicus Willd.

ชื่อวงศ์ : PAPILIONACEAE (FABACEAE)

ชื่อสามัญ : Angsana

ชื่ออื่น : ประดู่อังสนา

ถิ่นกำเนิด : ประเทศอินเดีย

ประดู่ ป่ากับประดู่บ้านมักสับสนกัน สังเกตุที่ดอกของประดู่ป่าดอกจะออกเป็นช่อ ที่ก้่านช่อไม่แตกแขนงช่อยาว5-9ซมออกในซอกใบ. แต่ดอกประดู่บ้านดอกมีก้านช่อที่แตกแขนงออกที่ปลายกิ่งยาว15-30ซม อันนี้ดูความแตกต่างตอนออกดอก

ดอก และเรือนยอดที่สวยงามของประดู่บ้านทำให้เป็นที่นิยม และกระจายพันธุ์ไปกว้างขวางเป็นไม้ผลัดใบขนาดกลาง สูงประมาณ 8-15 เมตรเรือนยอดแผ่กว้างกิ่งอ่อนห้อยย้อยลง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย5-11ใบใบย่อยรูปขอบขนานแกมรูปไข่ ผิวใบเกลี้ยง

โคนใบมนปลายใบแหลม

ดอก เป็นดอกช่อออกตามปลายกิ่งหลังจากแตกใบใหม่ กลีบรองดอกสีเขียวกลีบดอกสีเหลืองอมส้ม ดอกคล้ายดอกถั่วขนาด1-1.5 ซม.ดอกมีกลิ่นหอม ดอกบานพร้อมกันประมาณช่วงเดือน มีนาคม-เดือนเมษายน

ผลกลมและแบนมีปีกบางๆโดยรอบผลแก่มีสีน้ำตาลไม่แตก มีเมล็ดตรงกลาง1เมล็ด ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด



พญาสัตบรรณ

ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Alstonia scholaris ., R.BR.
ชื่อวงศ์ : APOCYNACEAE
ชื่อสามัญ : White Cheesewood,Devil Tree,Blackboard Tree, Devil's Bark
ชื่ออื่น : พญาสัตบรรณ, ตีนเป็ด,สัตบรรณ,หัสบรรณ

รูปภาพ : สวนสวรส

  พญาสัตบรรณเป็นไม้ป่ายืนต้นขนาดใหญ่สูงประมาณ 15-25 เมตร  เนื้อไม้ของพญาสัตบรรณมีค่ามากเกือบทัดเทียมกับราคาไม้สัก ทีเดียว เนื้อไม้สีขาวอมเหลืองค่อนข้างเหนียวและทนทานมาก ใช้ประโยชน์ในทางก่อสร้างและทำเครื่องเรือน จึงทำให้ พญาสัตบรรณถูกตัดนำไปใช้จำนวนมากเหลือน้อยลง
                        เป็นไม้ต้นลักษณะลำต้นเปลาตรงสูงใหญ่ทรงพุ่มแผ่ แตกกิ่งก้านสาขามากตามเรือนยอด ใบสีเขียวเข้มรูปมนรี ปลายใบมนโคนใบแหลม ก้านใบสั้น ขนาดของใบยาวประมาณ8-15ซมออกใบเป็นกลุ่มรอบกิ่ง กลุ่มละ7ใบกลุ่มใบต่อเนื่องกันตามกิ่งคล้ายฉัตร  

ดอก เป็นช่อออกตามปลายกิ่ง รวมกันเป็นกลุ่มหนาแน่น ดอกมีขนาดเล็กสีขาวอมสีเหลืองอ่อน ลักษณะดอกคล้ายดอกเข็ม ดอกช่อหนึ่งๆจะติดกลุ่มเป็นพุ่มย่อยๆช่อละ7พุ่มเหมือนกันทุกช่อ และมักบานสพรั่งพร้อมกันสวยงามน่าดู มีกลิ่นหอมแรง 

ออกดอกเดือนกุมภาพันธ์ ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด 

ผล ออกเป็นคู่รูปกลมยาวเหมือนฝักถั่วขนาด0.2-0.3ซม.ยาว21-56ซม. เกลี้ยงแตกได้เป็น2สวน เมล็ดมีขนที่ปลายทั้ง2ด้าน สีขาวนวลเป็นกระจุกปลิวตามลม

เขตกระจายพันธุ์ อินเดีย ศรีลังกา จนตอนใต้ พบตั้งแต่เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และมาเลเซียถึงรัฐควีนส์แลนด์ และหมู่เกาะโซโลมอน



 ตีนเป็ดน้ำ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cerbera odollam Gaertn
วงศ์ : APOCYNACEAE

ชื่อสามัญ : Pong Pong
ชื่ออื่น : ตีนเป็ดทะเล,ตีนเป็ดตาเหลือง

รูปภาพสวนสวรส

 

รูปภาพ : สวนสวรส รูปภาพ : สวนสวรส

ไม้ต้นสูงประมาณ 5-10 เมตร ทรงร่ม เปลือกนอกเรียบสีเทา มีช่องอากาศกระจายทั่วไป เปลือกชั้นในสีเหลืองอ่อนมีน้ำยางขาวข้นตามส่วนต่างๆ

ใบ เดี่ยวเรียงเวียนสลับ ออกเป็นกระจุกแน่นที่ปลายกิ่งใบรูปใบหอกกลับแกมรูปไข่ถึงรูปขอบขนานแกมรูป ไข่ โคนใบสอบรูปลิ่มแคบ ขนาดของใบ 4-7x15-30ซม. เนื้อใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน ด้านบนสีเขียวคล้ำเป็นมัน ด้านล่างสีซีดกว่า

ดอก แบบช่อกระจุกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่งแต่ละช่อมีหลายดอก ขนาดของดอกประมาณ 4ซม.  สีขาวตรงกลางสีเหลือง โคนดอกติดกันเป็นหลอด กลีบดอก5กลีบแยกกันผลสีเขียวสุกสีแดงเป็นมัน ชอบขึ้นตามริมน้ำริมคลองและที่ลุ่มมีน้ำท่วมถึงออกดอกตลอดปี ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและกิ่งตอน

เขตการกระจายพันธุ์ ศรีลังกา อินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ตอนเหนือของออสเตรเลีย

ตีนเป็ดทราย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cerbera manghas L.

ชื่ออื่น : ตีนเป็ดตาแดง

วงศ์ : APOCYNACEAE

รูปภาพ : สวนสวรส

รูปภาพ : สวนสวรส

ไม้ ยืนต้นขนาดเล็กสูง5-10เมตร ทุกส่วนมีน้ำยางสีขาว มักแตกกิ่งต่ำคล้ายไม้พุ่ม เปลือกนอกเรียบสีเทา มีช่องอากาศกระจายทั่วไป เปลือกชั้นในสีเหลืองอ่อน

ใบ เดี่ยวเรียงสลับออกแน่นใกล้ปลายยอด รูปไข่กลับแกมขอบขนาน ขนาดของใบ 3-6x10-25ซม. ปลายใบและโคนใบแหลม เนื้อใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน หลังใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ท้องใบสีอ่อนกว่า

ดอก แบบช่อกระจุก ออกตามปลายยอด ช่อดอกโปร่งแข็ง แต่ละช่อมีหลายดอก ดอกย่อยสีขาวปากหลอดสีชมพูปนแดงเข้ม  กลีบเลี้ยงแยกเป็น5กลีบขนาดไม่เท่ากัน กลีบดอกเมื่อตูมจะซ้อนกันเวียนเป็นเกลียว

ผล แบบผลเมล็ดเดียวแข็งรูปไข่หรือรูปรีขนาด3-5x5-8ซม.  เมื่อสุกสีแดงปนดำ เนื้อนิ่ม เมล็ดแข็งน้ำหนักเบา นิยมปลูกเป็นไม้ประดับเนื่องจากดอกและผลมีความสวยงาม แต่ผลมีcardiac glycosideมีความเป็นพิษสูงและก่อให้เกิดอาการระคายเคือง

ออกดอกและผลเกือบตลอดปี

เขตการกระจายพันธุ์ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ตลอดถึงตอนเหนือของออสเตรเลีย

ตีนเป็ดแดง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : DYERA COSTULATA (MIQ) HOOK.F

ชื่อสามัญ  Gutta percha tree

วงศ์ : APOCYNACEAE


ไม้ต้น สูงได้ถึง 60 ม. กิ่งเป็นเหลี่ยม ใบเรียงเป็นวงรอบ รูปรีหรือรูปไข่กลับ ยาว 8-20 ซม. ปลายแหลมสั้น ๆ หรือกลม เส้นแขนงใบตรง จำนวนมาก ช่อดอกแบบช่อกระจุกแยกแขนง ช่อย่อยแบบช่อซี่ร่ม ออกตามปลายกิ่ง  กลีบเลี้ยง 5 กลีบ รูปไข่ โคนไม่มีต่อม ดอกรูปกงล้อ สีขาว มี 5 กลีบ เรียงซ้อนทับ ผลออกเป็นฝักคู่ โค้งกางออก ยาว 14-35 ซม. กว้าง 2-3 ซม. เมล็ดรูปรี ยาวประมาณ 5 ซม. รวมปีกบาง ๆ

พบที่คาบสมุทรมลายู ชวา สุมาตรา และภาคใต้ตอนล่างของไทยที่สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ขึ้นตามป่าดิบชื้นความสูงระดับต่ำ ๆ น้ำยางทำให้ระคายเคือง เรียกว่า ยางเยลูตง เคยเป็นวัตถุดิบที่สำคัญในการผลิตหมากฝรั่ง


บุหงาตันหยง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Caesalpinia coriaria .,Willd.

วงศ์ : CAESALPINIACEAE
ชื่อสามัญ : Davi-Davi
ชื่ออื่น : ตันหยง . บุหงาตันหยง

ถิ่นกำเนิด : อเมริกากลาง

รูปภาพ :สวนสวรส
 

ตันหยง เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่  มีเนื้อไม้เป็นประโยชน์ในการก่อสร้างหลายอย่างเป็นไม้พุ่มใหญ่แตกกิ่งก้าน สาขามาก ลำต้นและกิ่งเลี้ยวลดอ่อนช้อยดูคล้ายต้นไม้ดัด ใบเล็กคล้ายใบมะขาม

ดอกของตันหยงหอมมากและหอมไกล  ออกดอกปีละครั้งระหว่างเดือนกรกฏาคม-ถึงเดือนสิงหาคม
ดอก จะออกตามยอดกิ่งหรือปลายกิ่งเป็นช่อตั้งสีเขียวอ่อน ที่เห็นเป็นกระจุกนั่นไงดอกมีขนาด4-5มิลลิเมตรเมื่อดอกโรยแล้วจะติดฝัก ฝักของตันหยงบิดๆงอๆคล้ายฝักมะขามเทศ

บุหงาตันหยงต้น ที่นำมาลงนี้อายุประมาณ12ปี ปลูกตั้งแต่ต้นเล็กๆซื้อกิ่งตอนมาปลูก ตอนนั้นกำลังนิยมหาไม้ไทยโบราณมาปลูกกัน ตอนนี้น่าจะหาซื้อได้ไม่ยาก เป็นไม้กลางแจ้งโตเร็ว ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและการตอน

ต้นนี้ก็ปลูกด้วยกิ่งตอนนะ ทรงต้นของตันหยงยอดเยี่ยมมากในประเภทเดียวกันถือว่าเด่นที่สุดในพวกของไม้ Dramatic Form   

สุพรรณิการ์ ,ฝ้ายคำ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cochlospermum religiosum., Alston

ชื่อวงศ์ : COCHLOSPERMACEAE
ชื่อสามัญ : Buttercup Tree , Yellow Silk
ชื่ออื่น : สุพรรณิการ์ , ฝ้ายคำ

ถิ่นกำเนิด : ประเทศอินเดีย 

รูปภาพ : สวนสวรส รูปภาพ : สวนสวรส

  เป็นต้นไม้ อีกต้น ที่มีดอกและยอมรับในความเหลืองมากๆเหลืองจริงๆ เวลาออกดอกต้นไม่มีสีเขียวปนเลย เพราะเวลาก่อนออกดอกจะทิ้งใบหมดทั้งต้น แล้วออกดอกพรึ่บดอกในช่อจะบานทีละดอกนั่นแหละแต่เพราะดอกดกมากจึงทำให้เห็น เป็นอย่างนั้น
                    สุพรรณนิการ์หรือฝ้ายคำต้นนี้จะเป็นดอกลา คือกลีบดอกบางชั้นเดียว ขอบดอกหยักและไม่ซ้อน  พบตามป่าแห้งแล้งของไทย เช่นที่วัดเขาพระ อำเภอ อู่ทอง จังหวัสุพรรณบุรี ช่วงเดือน มกราคม ถึง กุมภาพันธ์ ไปเจอสุพรรณิการ์ออกดอก เหลืองไปทั้งเขา ตามโคนต้นก็เต็มไปด้วยกลีบดอกบางสีเหลืองที่ร่วงหล่นอยู่ เห็นแล้วสุดประทับใจ ใครอยากเห็นก็ไปตามช่วงเวลาที่บอก แล้วจะรู้ว่าสามัญนามที่ได้มาไม่ได้ส่งเดช มีรูปป่าสุพรรณิการ์ให้ดูด้วย

สุพรรณิการ์ เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบสูง7-15เมตร ใบเดี่ยวก้านใบยาว ออกตามข้อต้นหรือกิ่ง ใบรูปใบมนปลายเว้าเป็น5แฉกมองคล้ายใบไม้แฝด5ใบรวมอยู่ในใบเดียวกัน ขนาดของใบกว้างประมาณ15ซม.ยาว20ซม.

ดอก ออกเป็นช่อขนาดใหญ่กระจายที่ปลายกิ่งส่วนยอด ดอกสีเหลืองสดขนาดใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลางดอกประมาณ6ซม.มี5กลีบมีเกสรเพศผู้ เป็นละอองสีเหลืองอยู่กลางดอก เมื่อบานกลีบดอกจะงองุ้มเข้าหากัน มีลักษณะคล้ายถ้วย ช่อดอกหนึ่งๆยาวประมาณ30-45ซม.ผลกลมเป็นพู เมื่อแก่จะแตกออก3-5พู ภายในผลจะมีเส้นใยคล้ายฝ้ายสีขาว เมล็ดสีดำ
                     การขยายพันธุ์โยการเพาะเมล็ด ปักชำและตอนกิ่ง แต่จะนิยมเพาะเมล็ดมากกว่าวิธีอื่น เมล็ดใหม่มีเปอร์เซนต์การงอกสูง80-90%  ปกติจะออกดอกเมื่ออายุ3-5ปี แต่บางทีจะออกดอกเมื่อมีอายุตั้งแต่1ปีขึ้นไป ชอบดินร่วนซุย ความชื้นปานกลาง แสงแดดจัดต้องการน้ำปริมาณปานกลาง รดน้ำ2-3วันต่อครั้ง

สุพรรณิการ์ดอกซ้อน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cochlospermum regium (Mart. & Schrank) Pilg.

ชื่อวงศ์ : COCHLOSPERMACEAE
ชื่อสามัญ : Yellow Cotton
ชื่ออื่น : สุพรรณนิการ์ , ฝ้ายคำดอกซ้อน

    ถิ่นกำเนิด : อเมริกากลางและอเมริกาใต้

รูปภาพ : สวนสวรส

รูปภาพ : สวนสวรส

รูปภาพ : สวนสวรส
รูปภาพ : สวนสวรส รูปภาพ : สวนสวรส

คุยเรื่องดอกลาไปแล้วต้องพูดถึงดอกซ้อนด้วยเดี๋ยวว่าไม่เต็มใจ   เป็นไม้ผลัดใบเหมือนกัน แต่ขนาดเล็กกว่า สูงประมาณ 3-12 เมตร ในขณะที่ฝ้ายคำดอกลาสูงใหญ่ขนาด 7-15 เมตร และดอกไม่มีกลิ่น ดอกลามีกลิ่นนะ แต่ไม่โดดเด่นขนาด

พูดได้ว่าหอมหรือเหม็น
เพราะความหอมของดอกไม้นี่พูดยาก ชอบก็ว่าหอม ไม่ชอบก็ว่าเหม็น แล้วแต่รสนิยม ขยายพันธุ์ด้วยวิธีเดียวกัน อีกอย่างที่ลืมพูดถึงคือ ผลของทั้งสองชนิด กลมเป็นพู เมื่อแก่จะแตกออก3-5พู ภายในผลจะมีเส้นใยคล้ายฝ้ายสีขาว เมล็ดสีดำรูปไต เหมือนกัน  

มี อีกหน่อย................ ในสมัยพุทธกาลว่าไว้ คนสมัยโบราณจะปลูก สุพรรณิการ์ไว้ตามวิหาร ถือว่าเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์และไม้คู่ฟ้า เพราะชูยอดดอกสีเหลืองเหมือนทองคำขึ้นฟ้า มีค่าสูงเหมือนทองคำ ใครปลูกไว้ในบริเวณบ้านจะเกิดความศักดิ์สิทธิ์และเป็นมงคลนาม ควรปลูกไว้ทางทิศใต้

  สาละลังกา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Couroupita guianensis Aubl.
ชื่อวงศ์ : LECYTHIDACEAE
ชื่อสามัญ : Cannon-ball Tree
ชื่ออื่น : สาละลังกา,ลูกปืนใหญ่
ถิ่นกำเนิด : อเมริกาใต้

รูปภาพ : สวนสวรส

รูปภาพ : สวนสวรส

ต้น นี้หลายคนคงมีความสับสนระหว่าง สาละอินเดีย กับ สาละลังกา  ว่าต้นไหนที่มีความเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติ ใบของต้นไหนที่ร่วงเองในวันพระ นำไปบูชาแล้วเกิดศิริมงคล  ต้นไหนคือสาละลังกา และต้นไหนคือสาละอินเดีย

                           สาละลังกาหรือเรียกอีกชื่อว่าต้นลูกปืนใหญ่ มีถิ่นกำเนิดคืออเมริกาใต้ เป็นพืชพื้นเมืองของ บราซิล และตรินิแดด ไม่ใช่ต้นไม้ที่มาจากศรีลังกา ตามที่เรียกกัน ส่วน สาละอินเดีย ชื่อสามัญคือ Sal Tree
ชื่อพฤกษศาสตร์คือ Shorea robusta Roxb.เป็นไม้วงศ์เดียวกับพยอม เต็ง รัง มีถิ่นกำเนิดที่ประเทศอินเดีย

ต้น สาละลังกาเป็นต้นไม้ขนาด สูง15-25 เมตร ไม่ผลัดใบ ลำต้นจะเป็นร่องและเป็นสะเก็ดสีน้ำตาลใบยาวรีมีขนาดกว้าง10ซม.ยาว 25ซม.ลักษณะพิเศษคือจะมีกิ่งเป็นงวงยาวตามโคนต้น ดอกตูมสีเหลืองบานแล้วจะออกสีเฉดแดงส้ม กลีบดอกแข็ง6กลีบ ฐานเกสรงอนงุ้มขึ้นมาจากกึ่งกลางดอก ดอกมีกลิ่นหอมฉุนแรง ขนาดดอกบานเต็มที่ 5-10ซม. ออกดอกเกือบตลอดปี

ดอกสวยมาก กลิ่นที่ว่าหอม บางคนก็ว่าเหม็น

รูปภาพผลสาละ ที่มีลักษณะ ผลกลมขนาดใหญ่ คล้ายลูกปืนใหญ่โบราณ เปลือกแข็งผิวสากสีน้ำตาลแดง ขนาดประมาณ10-20ซม.

           ชอบแดดจัด น้ำปานกลาง ดอกมักดกมากในช่วงหน้าฝน ดอกบานและร่วงในวันเดียว ตอนเย็น

ผล กลมขนาดใหญ่มีเปลือกแข็งผิวสากสีน้ำตาล ผลสุกมีกลิ่นเหม็น มีเมล็ดรูปไข่จำนวนมากขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด และสามารถขุดล้อมต้นใหญ่ พักเลี้ยงและนำมาปลูก ใช้ในงานจัดสวนได้ดี

สาละอินเดีย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Shorea robusta Roxb.

ชื่อวงศ์ : DIPTEROCARPACEAE

ชื่อสามัญ : Sal Tree

ถิ่นกำเนิด : เนปาล,อินเดีย

 พบ ในประเทศเนปาล และพื้นที่ทางเหนือของประเทศอินเดีย มักขึ้นเป็นกลุ่ม ในบริเวณที่ค่อนข้างจะชุ่มชื้น พบมากในลุ่มน้ำยมุนา แถบแคว้นเบงกอลตะวันตก และแคว้นอัสสัม

ชาว อินเดียเรียกกันว่าต้นซาล ในภาษาบาลีเรียกว่า"มหาสาละ" เป็นไม้ต้นสูง 5-25เมตร ผลัดใบ ลำต้นเปลาตรงเปลือกสีเทาแตกเป็นร่องลึก เป็นสะเก็ดทั่วไป ทรงต้นเป็นพุ่มทึบ ปลายกิ่งมักลู่ลง 

ใบ เดี่ยว ดกหนาทึบ รูปไข่กว้าง โคนใบเว้า ปลายใบเป็นติ่งแหลมสั้นๆ ผิวใบเป็นมันขอบใบเป็นคลื่นดอก สีขาวอมเหลือง ออกเป็นช่อสั้นๆตามปลายกิ่งและง่ามใบ มีกลิ่นหอม กลีบดอกและกลีบรองดอกมีอย่างละ 5กลีบ ออกดอกระหว่างเดือนกุมภาพันธุ์ถึงเดือนเมษายน

 ผล เป็นผลชนิดแห้ง แข็ง มีปีก 5 ปีก ปีกยาว 3 ปีก ปีกสั้น 2 ปีก บนแต่ละปีกมีเส้นตามความยาวของปีก 10-15 เส้น ชอบขึ้นในดินลูกรัง ที่ชุ่มชื้นตามธรรมชาติมักชอบขึ้นอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม  ( เอาละ่สิทีนี้จะปลูกต้นเดียวคงไม่ได้แล้ว เดี๋ยวไม่มีเพื่อน เฉาตาย)

 คงหายสับสนและพอจะเห็นหน้าตากันแล้ว ค่อนข้างหายากอยู่เหมือนกันตอนนี้ ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่งไม่O.K.

มีต่อไม้ใหญ่ยืนต้น 2 Tipvipa..V..Suansavarose..31/7/2016


ศรีตรัง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Jacaranda filicifolia (Anders)D.Don

ชื่อวงศ์ : BIGNONIACEAE

ชื่อ สามัญ : Green Ebony
ชื่ออื่น : ศรีตรัง

ถิ่นกำเนิด : ประเทศบราซิล

รูปภาพ : สวนสวรส

 

ศรีตรัง เป็นไม้ต้นผลัดใบขนาดเล็ก สูงประมาณ 4-10 เมตร พระยารัษฎานุประดิษฐ์ มหิศรภักดี สมุหเทศาภิบาล มณฑลภูเก็ต ได้นำพันธุ์มาปลูกไว้เป็นต้นแรกที่จังหวัดตรัง และให้ชื่อต้นไม้นี้ในภาษาไทยว่า "ศรีตรัง"

ศรีตรัง เป็นไม้เนื้อ แข็ง เปลือกลำต้นเป็นสีน้ำตาลอ่อนเกือบขาว ลำต้นเปลาตรง โปร่ง แตกกิ่งก้านสาขามาก ใบเป็นใบผสม ใบคล้ายใบเฟิน ใบย่อยเล็กมาก เป็นต้นไม้ที่มีคนชอบมาก เพราะเป็นไม้ยืนต้นที่มีดอกสีสวย ดอกออกเป็นช่อใหญ่ตามยอดและตามโคนก้านใบตอนปลายกิ่ง สีน้ำเงินอมสีม่วงสดใสที่สุด เวลาออกดอกทิ้งใบเกือบหมดต้นจะเหลือดอกพร่างพราวตามปลายกิ่งทุกกิ่ง  ลักษณะของดอก กลีบดอกติดกันเป็นหลอดยาวคล้ายแตรหรือดอกผักบุ้ง แต่ละดอกเป็นรูปกรวยปลายแยกเป็น5แฉกยาวประมาณ2.5-3.5ซม.กลีบดอกร่วงง่าย

จะออกดอกปีละครั้งในเดือน มกราคม-มีนาคม

ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

    ศรีตรังเป็นต้นไม้กลางแจ้งที่ปลูกประมาณ 4-6 ปีจึงจะมีดอก ขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิดที่ไม่มีน้ำท่วมขัง ประกอบกับมีช่อดอกสีม่วงที่สวยงาม จึงนิยมปลูกเป็นไม้ประดับกันอย่างแพร่หลาย
และเป็นพันธุ์ไม้ ประจำมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์



  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view