สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

สารพัดต้นไม้จัดสวน

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

สวนสไตล์ต่างๆ

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ชื่อนั้นสำคัญไฉน

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 18/11/2019
สถิติผู้เข้าชม 9,015,150
Page Views 13,838,942
 
« November 2019»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930

ต้นไม้ใหญ่ยืนต้น 2

ต้นไม้ใหญ่ยืนต้น 2



ต้นไม้ใหญ่2

For information only-the plant is not for sale

32 กันเกรา/Fagraea fragrans 41 แคนา/Dolichandrone serrulata
33 กุ่มน้ำ/Crateva religiosa 42 แคหัวหมู/Markhamia stipulata 
34 กุ่มบก/Crateva adansonii subsp. trifoliata 43 งิ้ว/Bombax ceiba
35 กระทุ่ม/Breonia chinensis 44 สัก/Tectona grandis
36 กระทิง/Calophyllum inophyllum. 45 แสลงพัน/Bauhinia bracteata
37 กระบก/Irvingia malayana  46 สารภี/Mammea siamensis
38 กระเบา/Hydnocarpus anthelminticus 47 สาธร/Millettia leucantha
39 กระเบากลัก/Hydnocarpus ilicifolia 48 คงคาเดือด/Arfeuillea Arborescens
40 กระโดน/Careya arborea 49 อุโลก/Hymenodictyon orixense


32 กันเกรา/Fagraea fragrans

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Fagraea fragrans Roxb.
ชื่อพ้อง    ---Has 4 Synonyms
---Fagraea cochinchinensis A.Chev.
---Fagraea gigantea Ridl.
---Fagraea sororia J.J.Smith
---Fagraea wallichiana Benth.
ชื่อสามัญ     --- Ironwood, Tembusu
ชื่ออื่น     ---ตำเสา, ทำเสา, มันปลา,; [Thailand: Kankrao (Central), man pIa (Northern), thamsao (Peninsular)]; [Malaysia: Tembusu hu­tan (General), tembusu padang, tembusu tembaga (Peninsular)]; [Philippines: Urung (General), dolo (Tagbanua), susulin (Tagalog).]; [Myanmar: Anan, ahnyim.]; [Cambodia: Tatrao.]; [Laos: Man pa.]; [Vietnam: Trai, trai lý, trai Nam Bộ ]; [(Fiji Islands: Buabua]; [HAWAII: Pua Keni Keni].
ชื่อวงศ์    ---GENTIANACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---อินเดีย ไทย พม่า เวียตนาม มาเลเซีย


มีถิ่นกำเนิดในหมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์, กัมพูชา, อินเดีย, อินโดนีเซีย, ลาว, มาเลเซีย, พม่า, ปาปัวนิวกินี, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ไทยและเวียดนาม เติบโตในพื้นที่เปิดโล่งตามแนวชายฝั่งของ แม่น้ำและที่ขอบของหนองน้ำท่วมเป็นระยะ เป็นพืชในเขตร้อนชื้นและที่ราบลุ่มซึ่งพบได้ในระดับความสูงไม่เกิน 400 เมตร
ไม้ยืนต้นสูงประมาณ 10-15 เมตร ลำต้นอาจมีเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 130 ซมเปลือกต้นเรียบสีน้ำตาลแตกเป็นร่องลึกตามยาว ก้านใบยาว 1-2 ซม.ใบเป็นใบเดี่ยวรูปขอบขนาน ขนาดใบ กว้างประมาณ 4-6 ซ.ม.ยาวประมาณ 8-12 ซ.ม ออกเรียงตรงข้าม แผ่นใบเรียบ เนื้อใบค่อนข้างเหนียว  สีเขียวเข้มเป็นมัน ปลายใบ โคนใบ แหลม ขอบใบเรียบ.ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบ กลีบโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้น ปลายแยกออกเป็น 5 แฉก เริ่มบานเป็นสีขาว บานเต็มที่เป็นสีเหลืองอมแสด ดอกมีกลิ่นหอม ผลเป็นผลเดี่ยวรูปกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0,8 ซม.มีติ่งแหลมสั้นอยู่ปลายสุด ผลอ่อนสีเขียว สุกสีแดง มีเมล็ดจำนวนมากสีน้ำตาล
เติบโตได้ดีที่สุดในตำแหน่งที่มีแดดจัด ขึ้นได้ในดินทุกชนิดที่ระบายน้ำดีและ มีค่า pH ในช่วง 5 - 6 ทนได้ 4.5 - 6.5ทนทานต่อความแห้งแล้งในระดับปานกลาง
การใช้ประโยชน์ -ใช้เป็นยา ยาต้มจากเปลือกใช้เป็นยาแก้ไข้เพื่อรักษาสภาพเช่นมาลาเรีย ยาต้มกิ่งและใบใช้ในการควบคุมโรคบิดและท้องร่วงอย่างรุนแรง
-วนเกษตร ต้นไม้ถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการปลูกป่าอย่างน้อยส่วนหนึ่งเนื่องจากความสามารถในการปราบปรามการปกคลุมของวัชพืช บางภูมิภาคปลูกเพื่อควบคุมการพังทลายของดิน และมักจะปลูกเป็นไม้ประดับและร่มเงาในสวนสาธารณะ
-ใช้อื่น ๆ เนื้อไม้มีสีเหลืองอ่อนมีเสี้ยนตรง มีความละเอียด ตกแต่งได้ง่าย ลวดลายของเปลือกและเนื้อไม้มีความสวยงามเป็นพิเศษ และเหนียวทนทานแข็งแรง แถมทนปลวกได้ดี เหมาะแก่การนำมาใช้ก่อสร้าง เช่น การทำเสาเรือน เสาสะพาน กระดานปูพื้น และเฟอร์นิเจอร์
-ความเชื่อ/พิธีกรรม กันเกราเป็น 1 ในไม้มงคล 9 ชนิด ที่นำมาใช้ประกอบพิธีในการปลูกสร้างบ้านเพื่อความเป็นมงคล
ระยะออกดอก---เมษายน-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์ เมล็ด ชำราก เมล็ดใช้ระยะเวลาในการงอก 2-8สัปดาห์


33 กุ่มน้ำ/Crateva religiosa

 

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Crateva religiosa G.Forst.
ชื่่อพ้อง    ---Has 6 Synonyms
---Capparis trifoliata Roxb.
---Crateva brownii Korth. ex Miq.
---Crateva hansemannii K.Schum.
---Crateva macrocarpa Kurz
---Crateva membranifolia Miq.
---Crateva speciosa Volkens
ชื่อสามัญ     ---Crateva,Three leaved Caper, Sacred barma, Sacred Garlic-pear, Three-leaved caper, Temple plant, Spider plant, March dalur.
ชื่ออื่น     ---กุ่ม (เลย), อำเภอ (สุพรรณบุรี), ผักกุ่ม ก่าม(ตะวันออกเฉียงเหนือ), [THAILAND: Kum-nam]; [CAMBODIA: Tonliem]; [CHINESE: Yu mu, Yiu tu chih.]; [INDONESIA: Jaranan, Barunday, Sibaluak.]; [LAOS: Kumz.]; [PHILIPPINES: Salingbobog, Mokalbot, Kalaluñgau]; [SANSKRIT: Varuna, Ashmarighna, Ashmaghna]; [HINDI: barna, bila, bilasi, cinnavulimidi, maredu]; [MYANMAR: lè-seik-shin]; [JAPAN: gyo-boku]; [VIETNAM: bún thiêu, bún lợ].
ชื่อวงศ์    ---CAPPRACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---อนุทวีปอินเดีย, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และหมู่เกาะแปซิฟิก
มีถิ่นกำเนิดในเอเชีย (กัมพูชา, อินเดีย, อินโดจีน, ญี่ปุ่น, ลาว, มาเลเซีย, พม่า, ปาปัวนิวกินี, ฟิลิปปินส์, ไทยและเวียดนาม) และแปซิฟิก (เฟรนช์โปลิเซีย, ไมโครนีเซีย, หมู่เกาะโซโลมอน) เติบโตในป่า ตามแนวชายฝั่งของลำธารน้ำจากระดับน้ำทะเลจนถึงระดับความสูงประมาณ 700 เมตร
ไม้ ยืนต้นขนาดกลางสูงประมาณ 5-12 เมตร เปลือกต้นสีเทาอ่อน มีรูอากาศสีขาวขนาดใหญ่ กระจายและมีรอยย่นตามแนวขวาง เรือนยอดแผ่กระจายหรือรูปทรงกลม ใบประกอบแบบนิ้วมือเป็นกระจุกที่ปลายสุดของกิ่งมีก้านใบยาว 5- 10 ซม. ประกอบด้วยใบย่อย 3 ใบ รูปไข่หรือรูปหอก ยาว 7.5 - 12 ซม. กว้าง 4-6 ซม.  ใบจะร่วงหมดต้นขณะมีดอกดอกขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5 ซม.ดอกเริ่มบานแรกสีขาวแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองนวล เกสรเพศผู้มีความยาวประมาณ 6-8 ซม. มีสีแดงหรือสีม่วง  ผลค่อนข้างกลม3 - 5 ซม.ก้านผลยาวประมาณ 12ซม.เปลือกแข็ง สุกสีเทา มีเเมล็ดค่อนข้างใหญ่รูปไต  6-17 มม..ฝังอยู่ในเนื้อสีเหลือง กุ่มน้ำเป็นไม้กลางแจ้งชอบแดดเต็มวัน ขึ้นได้ดีในดินทุกชนิด ต้องการน้ำปานกลาง
ใช้ประโยชน์ -ใช้เป็นอาหาร ใบและยอดอ่อน - ปรุงและกินเป็นผัก ผลไม้กินเป็นครั้งคราวมักคั่ว ใช้เป็นเครื่องเทศเนื่องจากมีรสชาติและกลิ่นของกระเทียม
-ใช้เป็นยา พืชถูกนำมาใช้อย่างหลากหลายในการแพทย์แผนโบราณโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอินเดียสำหรับโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรคของทางเดินปัสสาวะและในรูมาติก ในอินเดียใช้สำหรับเงื่อนไขการอักเสบและนิ่วในไต
ในบังคลาเทศใช้เป็นยาแก้พิษ; ใช้สำหรับความผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ (หลอดลมอักเสบ, หอบหืด, ปอดบวม, ต่อมทอนซิลอักเสบและเจ็บคอ), โรคผิวหนัง (กลาก, ฝี, สิว, หิด, แผลเป็น, หูด), โรคระบบทางเดินอาหาร (บิด, ท้องผูก, ปวดท้อง, ขาดความอยากอาหาร) ปวดฟัน ในเซเนกัลรากที่ใช้รักษาโรคซิฟิลิสดีซ่านและไข้เหลือง
-ใช้เป็นไม้ประดับสมุนไพรและอยู่ใกล้กับวัดและสุสาน
-ใช้อื่น ๆ ผลของกุ่มน้ำที่แก่บดผสมกับซีเมนต์ทำให้โครงสร้างของสิ่งก่อสร้างแข็งแรงขึ้น เนื้อผลใช้เป็นสารกันบูดในการย้อมสี
-ความเชื่อ/พิธีกรรม ความเชื่อที่เป็นมงคล หากบ้านเรือนใดปลูกกุ่มน้ำนี้ไซร้ จะทำให้ครอบครัวและคนในบ้านมีฐานะ มีเงินมีทองเป็นกอบเป็นกำเป็นกลุ่มเป็นก้อน แนบแน่นมั่นคงเป็นหลักเป็นฐาน
ระยะออกดอกติดผล ---กุมภาพันธ์-มิถุนายน
ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด ปักชำ ตอนกิ่ง


34 กุ่มบก/Crateva adansonii subsp. trifoliata

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Crateva adansonii subsp. trifoliata (Roxb.) Jacobs
ชื่อวิทยาศาสตร์    ---Has 5 Synonyms
---Capparis trifoliata Roxb.
---Crateva erythrocarpa Gagnep.
---Crateva falcata (Lam.) DC.
---Crateva roxburghii var. erythrocarpa (Gagnep.) Gagnep.
---Crateva trifoliata (Roxb.) B.S.Sun
ชื่อสามัญ     ---Sacred garlic pear, Temple plant,Caper tree
ชื่ออื่น     ---กุ่ม ผักกุ่ม ก่าม ผักก่าม สะเบาถะงัน(อีสาน); [THAI: Kum-bok]; [CHINA: dun ye yu mu]
ชื่อวงศ์    ---CAPPARACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ ---ประเทศญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตามเกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ แฟริกา
- เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ -อินเดีย พม่า จีน กัมพูชา ลาว เวียตนาม คาบสมุทรมาเลย์ อินโดนีเซีย โพลินีเซีย หมู่เกาะโซไอเอตี จีนใต้
เขตร้อนแอฟริกา - มอริเตเนีย ไปยังเอธิโอเปียทางใต้ สู่แทนซาเนีย ซิมบับเวและมาดากัสการ์
พบที่ระดับความสูงใกล้ระดับน้ำทะเลถึง 300 เมตร


ไม้ต้นสูง 5-12 เมตร แตกกิ่งก้านต่ำ เปลือกต้นเรียบสีเทาเรือนยอดเป็นพุ่มกลมทึบ ใบเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ ประกอบด้วยใบย่อย3ใบ ก้านใบยาวใบย่อยรูปรี โคนใบมน ปลายใบย้อยป้าน ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนาสีเขียวเข้มเป็นมัน
ขณะมีดอกใบจะร่วงหมดต้น  ดอกเป็นช่อแบบช่อกระจะออกดอกตามง่ามใบใกล้ปลายยอด ดอกสีขาวอมเขียวแล้วค่อยเปลี่ยนเป็น สีเหลือง เกสรสีม่วงแดงยาวกว่ากลีบดอก ผลรูปกลมรี เปลือกมีจุดสีน้ำตาลอมแดง ผลแก่เปลือกเรียบ เมล็ดแข็งรูปคล้ายเกือกม้าต้องการแสงแดดจัดหรือร่มเงาบางส่วน ชอบดินทรายลึกและดินร่วนปน แต่ขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด ดินชื้นสม่ำเสมอ ทนน้ำท่วมตามฤดูกาล
การใช้ประโยชน์ ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารและยารักษาโรค ใช้เป็นอาหาร-ใบอ่อน ยอดอ่อน ดอกอ่อน ของกุ่มน้ำและกุ่มบก นำมาดองกับน้ำเกลือรับประทานเป็นผักจิ้มน้ำพริกกระปิ น้ำพริกปลาร้า น้ำพิกตาแดง  
-ใช้เป็นยาเปลือกต้นใช้เป็นยาระงับประสาทและยาบำรุง ใบและเปลือกรากใช้ทาถูนวดให้เลือดมาเลี้ยงบริเวณนั้นมากๆ ผล ใช้เป็นยาแก้อาการท้องผูก
ใบ บำรุงหัวใจ ขับลม ใบสด รักษาโรคผิวหนัง กลาก เกลื้อน ราก บำรุงธาตุ เปลือกต้น เป็นยาขับลม แก่น รักษาริดสีดวงทวาร และอาการผอมเหลือง เจริญอาหาร เป็นยาอายุวัฒนะ
-ใช้อื่นๆไม้เนื้ออ่อนและสีเหลืองและมีกลิ่นแรงเมื่อตัด ใช้งานไม่ทน  ใช้ทำของเล่นชิ้นเล็กๆ อุปกรณ์เครื่องดนตรี งานแกะสลัก ใช้เป็นเชื้อเพลิงและทำถ่าน
ความเชื่อ/พิธีกรรม ในประเทศอินเดีย และโพลินีเซีย จะปลูกต้นไม้ชนิดนี้ไว้รอบๆวัด และมีความเชื่อว่ามีพลังลึกลับแอบแฝง ต้นที่อยู่ในรูป2รูปข้างบนก็ถ่ายมาจากวัดเหมือนกัน คนไทยก็น่าจะเชื่อตามด้วย แต่น่าจะไม่เชื่อหมดเพราะรูปบนสุด ถ่ายที่ปั๊มป.ต.ท.หน้า outlet
ระยะออกดอกเ---มกราคม-กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์ --- เมล็ด       

35 กระทุ่ม/Neonauclea purpurea



ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Neonauclea purpurea (Roxb.) Merr.
ชื่อพ้อง  ---  Anthocephalus chinensis (Lamk) A. Rich. ex Walp
ชื่อสามัญ     ---Purple neo-cheesewood.
ชื่ออื่น     ---กระทุ่ม, ตะกู (สุโขทัย จันทบุรี นครศรีธรรมราช), ตุ้มหลวง, ตุ้มพราย, ตุ้มขี้หมู, [THAI: Krathùm.]; [VIETNAMESE :  Cây Gáo đỏ , Vàng kiền.]; [INDIA: Manjanirkadambu (Malayalam), Ahnan (Kannada)]; [TRADE NAME: Labula]
ชื่อวงศ์    ---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---เอเซียใต้และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้-เนปาล บังกลาเทศ ศรีลังกา อินเดีย พม่า จีน ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ปาปัวนิวกิน


เป็นพืชเฉพาะถิ่นในมาดากัสการ์  มีถิ่นกำเนิดในเอเซีย พบตามป่าเบญจพรรณ ป่าดิบชื้น และป่าดิบแล้ง ตามหุบเขาหรือริมลำธารที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 500-1,500 เมตร
เป็น ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูงประมาณ 15-30 เมตร ผลัดใบ พบได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ต้นอ่อนมีลำต้นตรงยาวกิ่งด้านข้างกางออกเป็นกลุ่มที่ปลายยอดและขนานกับพื้นดิน ต้นแก่โตเต็มที่ บางครั้งมีพูพอน เรือนยอดเป็นรูปไข่ ทรงพุ่มกลมแน่นเปลือกต้นสีน้ำตาลเทาอ่อน ผิวเรียบ ต้นแก่ผิวหยาบและหลุดลอกเป็นแผ่น เปลือกชั้นในสีเหลืองอ่อน ใบ รูปขอบขนานหรือรูปไข่ ฐานใบไม่สมมาตร กว้าง 5-14 ซม. ยาว10-30 ซม.ใบอ่อนสีเขียวอ่อนมีขนนุ่มปกคลุม ใบแก่สีเขียวเข้มเป็นมัน ดอกสีขาวปนเหลืองหรือสีส้ม มีกลิ่นหอมกรุ่นอ่อนๆออกเป็นช่อกระจุกแน่นลักษณะกลมเดี่ยวไม่เกิน2ช่อเมื่อ แก่จะกลายเป็นสีเหลืองเข้ม หอมผล กลุ่มรูปกลมขนาด3.5-5ซม.ผลอ่อนสีเขียวแล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล มีเนื้อ แตกออกได้เป็นสี่เสี้ยว มีเมล็ดแบนมีปีกจำนวนมาก
ใช้ประโยชน์-ใช้เป็นยา ใบและเปลือกลดความดัน ผลใช้เป็นยาฝาดสมานแก้โรคท้องร่วง  ใบและเปลือกต้นใช้ต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้ไข้ รักษาโรคในลำไส้ แก้อาการปวดมดลูก น้ำต้มจากใบและเปลือกต้น ใช้อมกลั้วคอแก้อาการอักเสบในปาก
-ใช้อื่นๆ เนื้อไม้ที่ละเอียด สีเหลืองหรือสีขาว ใช้ในงานทั่วไปงานก่อสร้างเล็กๆสามารถนำมาใช้ทำพื้นและฝาที่ใช้งานร่ม หรือนำมาใช้ทำกล่อง ทำอุปกรณ์หรือสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ที่มีน้ำหนักเบา และยัง นำมาใช้ทำเป็นเยื่อกระดาษได้
กระทุ่ม หรือ "ตะกู"เป็นไม้โตเร็วจัดอยู่ในประเภท "ไม้โตเร็วมาก" ต้นสูง เปลาตรงง่ายต่อการแปรรูป ได้ปริมาณเนื้อไม้ต่อต้นสูง ได้ขนาดและความยาวตามต้องการ ทนน้ำท่วมขัง และสามารถเจริญเติบโตต่อไปได้หลังน้ำลด และเมื่อตัดโค่นแล้วสามารถงอกขึ้นใหม่ได้อีก ทำให้ไม่ต้องปลูกต้นกล้าหลายรอบ อีกอย่างหากมีอายุ 2 ปีขึ้นไปจะทนต่อสภาวะน้ำท่วมและโดนไฟป่าไม่ตาย นิยมปลูกเป็นสวนป่าเพื่อการใช้สอยและปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจและไม้เศรษฐกิจ
-ความเชื่อ/พิธีกรรม  เป็นสัญลักษณ์ของพระวิษณุ
ระยะเวลาออกดอก ---มิถุนายน-กันยายน
ขยายพันธุ์ ---เมล็ด

36 กระทิง/Calophyllum inophyllum.

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Calophyllum inophyllum. Linn.
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Balsamaria inophyllum (L.) Lour.
---Calophyllum bintagor Roxb.
---Calophyllum blumei Wight
---Calophyllum wakamatsui Kanehira
ชื่อสามัญ     ---Alexandrian Laurel, Bornero mahogany, Indian laurel, Beautiful-leaf, Indian doomba oiltree, Satin touriga, Tacamahac-tree.
ชื่ออื่น     ---กระทิง, สารภีทะเล, สารภีแนน, [Thailand: krathing; naowakan; saraphee naea]; [Bangladesh: ponyal]; [India: pinnai; polanga]; [Indonesia/Sulawesi: dingkaran]; [Malaysia: bintangor laut, penaga laut]; [Myanmar: ph'ông; ponnyet]; [Papua New Guinea: beach calophyllum]; [Philippines: bitaog; palo maria]; [Seychelles: takamaka].
ชื่อวงศ์    ---GUTTIFERAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปแอฟริกา เอเซียตะวันออก เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ โอเชียเนีย
เขตกระจายพันธุ์    ---ทุกภูมิภาคเขตร้อนของโลก
ถิ่นกำเนิด-แอฟริกาใน  คอโมโรส ; เคนยา ; มาดากัสการ์ ; มอริเชียส ; โมซัมบิก ; เซเชลส์ ; แทนซาเนีย
-เอเซียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออกใน: บังคลาเทศ ; กัมพูชา ; จีน (บนไหหลำ ); อินเดียตอนใต้ หมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์อินโดนีเซีย ; ญี่ปุ่น ( หมู่เกาะริวกิว ); มาเลเซีย ; พม่า; ปาปัวนิวกินี ; ฟิลิปปินส์ ; ศรีลังกา ; ไต้หวัน ; ประเทศไทย ; เวียดนาม ;
-โอเชียเนีย  หมู่เกาะคุก ; ฟิจิ ; เฟรนช์โปลินีเซีย; กวม ; หมู่เกาะมาร์แชลล์ ; ไมโครนีเซีย ; หมู่เกาะมาเรียนาเหนือ ; ปาเลา ; และซามัว ; และออสเตรเลียใน: นอร์เทิร์นเทร์ริทอรีและควีนส์แลนด์. ตอนนี้ได้รับการปลูกอย่างกว้างขวางในทุกภูมิภาคเขตร้อนของโลก


มักพบตามชายฝั่งทะเลที่เป็นโขดหินและทรายที่ระดับความสูงถึง 200 เมตร
กระทิง เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ไม่ผลัดใบอาจสูงถึง 20-35 เมตร เรือนยอดแผ่เป็นพุ่มหนาทึบไม่เป็นระเบียบ  ลำต้นค่อนข้างสั้นและกิ่งก้านมักคดงอ เปลือกของลำต้นค่อนข้างเรียบเกลี้ยงไม่ตกสะเก็ดเหมือนสารภี นี่เป็นข้อแตกต่างข้อหนึ่ง เนื่องจากเป็นไม้วงศ์เดียวกัน ดูผิวเผินจะคล้ายกันมาก เปลือกต้นสีน้ำตาลเข้มปนเทาหรือค่อนข้างดำ ทุกส่วนของพืชมีน้ำยางข้นสีเหลืองเหนียว ใบ หนาค่อนข้างแข็งเหนียวเป็นสีเขียวเข้มเป็นมันวาวเรียบเกลี้ยง ขนาดของใบกว้าง5-8ซม.ยาว10-17ซม. ใบรูปไข่มนกว้าง เส้นใบเป็นเส้นตรงขนานกันถี่มากและเกือบทำแนวขวางกับใบ  ดอก ออกเป็นช่อ แบบช่อกระจะออกตามปลายกิ่ง โคนก้านใบ มีดอกย่อย5-7 ดอก ดอกสีขาวมีกลิ่นหอม กลีบดอก5กลีบ กลีบเลี้ยง 5 กลีบ เมื่อดอกโรยแล้วจะติดผล  ขนาดของผล2-2.5ซม.ทรงกลม เปลือกเหนียวและหนา ข้างในมีเนื้อ   ต้องการตำแหน่งแสงแดดเต็มวัน ดินระบายน้ำดี ค่า pH ในช่วง 5.5 - 7 ทนได้ 5 - 8 

 

การใช้ประโยชน์ พืชเอนกประสงค์ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารยาและแหล่งวัสดุ น้ำมันจากเมล็ดมีการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศในฐานะน้ำมัน tamanu oil หรือ foraha oil
-ใช้เป็นยา ทุกส่วนของพืชทั้งหมดมีคุณสมบัติเป็นยา ใช้ในการแพทย์แผนโบราณในพื้นที่ต่าง ๆ ที่มันเกิดขึ้น การใช้งานจำนวนมากเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนโดยการวิจัยสมัยใหม่  น้ำมันเมล็ดใช้ภายนอกเป็นยาแก้ปวดกับโรคไขข้อและปวดตะโพกและเป็นยาแก้บวม, แผล, หิด, หิด, ขี้กลาก, กลาก, ฝีและคัน
ใช้ผสมทำเครื่องสำอางในพื้นถิ่นเรียกว่าTamanu Oilน้ำมันนี้ถูกใช้โดยชาวตาฮิติและประชากรอื่น ๆ ในแปซิฟิกใต้ในฐานะที่เป็นครีมกันแดดและรักษาผิวตามธรรมชาติจากสภาพผิวที่เสียหายเช่น ผิวแห้งขาดน้ำ โรคผิวหนัง กลาก ผื่น สิว ป้องกันรังสี UVA และ UVB ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อใหม่จะช่วยฟื้นฟูไขมันในผิวหนังซึ่งช่วยในการสังเคราะห์คอลลาเจนตามธรรมชาติและช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของผิวช่วยลดริ้วรอยและร่องลึก ส่วนประกอบทางเคมีและคุณสมบัติทางชีวภาพของน้ำมันทามานูนั้นได้ถูกนำเสนอโดยมุ่งเน้นการใช้งานแบบดั้งเดิมซึ่งเป็นแรงบันดาลใจในการประเมินมูลค่าสมัยใหม่ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องสำอาง Coumarins ที่แยกได้จากใบและเมล็ดแสดงให้เห็นว่าเป็นสารยับยั้งการติดเชื้อเอชไอวีชนิดที่ 1 พวกเขาอาจมีค่าในฐานะสารป้องกันมะเร็งเคมีบำบัด
-วนเกษตร ปลูกเป็นต้นไม้ให้ร่มเงา ป้องกันลมและปลูกประดับใช้จัดสวนทั่วไปและ ยังใช้ในการเลี้ยงผึ้ง
-ใช้อื่น ๆ แก่นไม้มีสีชมพูถึงน้ำตาลแดง ทนต่อเชื้อราและปลวกได้พอสมควร เนื้อไม้แห้งช้าเสี่ยงกับการบิด เมื่อแห้งแล้วจะเสถียวในการใช้งาน ไม่แนะนำให้ใช้ไม้ซุงนี้ยาวเกิน 3 เมตรเพราะมักจะงอ ใช้สำหรับการก่อสร้างเรือแคนูและเรือเล็กเสากระโดงกระดูกงู ใช้สำหรับการก่อสร้างงานช่างไม้พื้นบันไดงานเฟอร์นิเจอร์และเครื่องดนตรี น้ำมันจากเมล็ดใช้ทำผ้ากันน้ำและใช้เป็นสารเคลือบเงา ในสมัยก่อนสารสกัดจากผลไม้ถูกนำมาใช้ในการทำสีย้อมสีน้ำตาลกับผ้าสี น้ำมันยังสามารถใช้ทำสบู่ ผลสุกถูกเผาเป็นยาขับไล่ยุง
-รู้จักอันตราย สารประกอบที่เป็นพิษอาจมีอยู่ในผลไม้สุก
ระยะออกดอกติดผล ---ตลอดปี
ขยายพันธุ์ --- เมล็ด ตอนกิ่ง


37 กระบก/Irvingia malayana


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Irvingia malayana Oliv. ex A.W.Benn
ชื่อพ้อง    ---Has 6 Synonyms
---Irvingella harmandiana Tiegh.
---Irvingella malayana (Oliv. ex A.W.Benn.) Tiegh.
---Irvingella oliveri (Pierre) Tiegh.
---Irvingia harmandiana Pierre ex Laness.
---Irvingia longipedicellata Gagnep.
---Irvingia oliveri Pierre
ชื่อสามัญ     ---Barking deer’s mango, Wild almond, African Mango Irvingia
ชื่ออื่น     ---กระบก, จะบก, ตะบก, หลักกาย ; [THAI:[Bok, Cha bok, Krabok, Kabok, Lak kai, Ma luen, Ma muen, Mak bok (North-Eastern Thailand), Mak luen, Muen (Northern Thailand),Sa ang, Tra bok(Central Thailand).]; [KHMER : Cham mo.]; [JAPANESE: Pau kijangu.]; [Malaysia: bunga paukijang, kebayang].
ชื่อวงศ์    ---IRVINGIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---เอเซียใต้และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้-อินเดีย พม่า ลาว กัมพูชา เวียตนาม คาบสมุทรมาเลย์ สุมาตรา บอร์เนียว

เติบโตตามธรรมชาติในอินโดจีนและมาเลเซีย พบในป่าผลัดใบ ป่าดิบแล้ง ตามป่าเต็งรังผสมจากระดับน้ำทะเลถึงระดับความสูง  150-300 เมตร
เป็นไม้ต้นไม่ผลัดใบหรือกึ่งผลัดใบ ขนาดใหญ่ พบในภาคต่างๆทั่วประเทศไทย  กระบกสูงได้ถึง 35เมตร มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางได้สูงสุด 2 เมตร เรือนยอดทึบแผ่กว้าง ลำต้นหนา เปลาตรงโคนต้นเป็นพูพอนขนาดใหญ่ เปลือกต้นสีน้ำตาลอมเทา ค่อนข้างเรียบหรือแตกเป็นสะเก็ด เปลือกชั้นในสีส้มอ่อน
ใบเดี่ยวขนาดกว้าง 2.5-5 ซม.ยาว 7-12 ซม.เรียงสลับแบบวนรอบ รูปมนรีปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างมักมีนวลสีเขียวเทา หูใบเรียวม้วนหุ้มยอด ดอกขนาด0.6ซม.สีขาวอมเขียว ออกเป็นกลุ่มช่อแบบช่อกระจะสั้นๆในซอกใบ ดอกมักออกก่อนจะเกิดใบชุดใหม่ ดอกร่วงอย่างรวดเร็ว กลีบเลี้ยง5กลีบเชื่อมกัน กลีบดอก5กลีบยาวเป็น3เท่าของกลีบเลี้ยง เกสรผู้10อัน ติดกับขอบนอกของหมอนรองดอก
ผลเมล็ดเดียว ขนาด 4-6 ซม.สีเขียวเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเมื่อสุกภายในมีเนื้อสีส้ม ผลห้อยมีก้านยาวคล้ายๆกับมะม่วงขนาดเล็ก
การใช้ประโยชน์ ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารและเป็นแหล่งของน้ำมันและไม้ ในอินโดนีเซียสารสกัดเปลือกลำต้น ใช้ในการแพทย์พื้นบ้านเพื่อรักษาโรคมะเร็งและ มาลาเรีย
อื่น ๆ เนื้อไม้แข็งแต่ใช้งานยาก คุณภาพต่ำไม่ทนทาน ส่วนมากใช้ทำฟืน ใช้ทำเครื่องเรือนและอุปกรณ์การเกษตร ผลกินได้แเป็นที่ชื่นชอบของสัตว์ป่า เนื้อในเมล็ดนำมาคั่วรับประทานได้ น้ำมันเมล็ดมีศักยภาพที่จะใช้ในอาหาร ใช้ทำสบู่ เทียน และมีการศึกษาอย่างกว้างขวางเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงดีเซล
ระยะออกดอก : เดือนมกราคม-มีนาคม
ขยายพันธุ์ : เมล็ด

38 กระเบา/Hydnocarpus anthelminticus

   

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Hydnocarpus anthelminticus Pierre ex Laness.
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ     ---Chaulmoogra Tree, Siamese chaulmoogra.
ชื่ออื่น     ---กระเบาตึก, กระเบาน้ำ, กระเบาใหญ่, กระเบเบ้าแข็ง,; [THAI: Krabao yai, Mai krabao.]; [VIETNAM: Chùm bao lớn, Đại phong tử, Lọ nồi]; [CHINESE: tai guo da feng zi, Da feng zi (Taiwan)]; [FRENCH: Hydnocarpus du Cochin.]; [ITALIAN: Hydnocarpus, Lukrabo.]; [JAPANESE: Daifuushi no ki.].
ชื่อวงศ์    ---ACHARIACEAE (FLACOURTIACEAE)
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---เอเชียตะวันออกเฉียงใต้-ภูมิภาคอินโดจีน

   

ขึ้นกระจายในจีนตอนใต้กัมพูชาไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซียและฟิลิปปินส์ พบได้ทั่วไปในพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำ ป่าฝนหรือ ป่าดิบแล้งที่ระดับความสูง 300 - 1,300 เมตร
ไม้ ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 15-20 เมตรไม่ผลัดใบ เปลือกสีเทาน้ำตาล เรือนยอดเป็นพุ่มทึบ ใบรูปไข่แกมรูปหอก 10-20 × 3-8 ซม., ใบหนาเกลี้ยง  ก้านใบยาว0. 5-1.5 ซม.ดอกสีชมพูออกดอกเป็นดอกเดี่ยวหรือช่อสั้นๆตามง่ามใบ กลีบรองดอกและกลีบดอกมีอย่างละ 5 กลีบ ผลกลมใหญ่ ขนาด5-10ซม ผิวเรียบมีขนสีน้ำตาลแดง มีกระเบา ต้นตัวผู้ ดอกมีกลิ่นหอม เรียกว่า "แก้วกาหลง"
การใช้ประโยชน์ ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นและเพื่อการค้า ใช้ เป็นอาหารและแหล่งที่มาของเส้นใย มันถูกปลูกฝังในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และในแอฟริกาตะวันตกสำหรับน้ำมันเมล็ด และยังใช้เป็นไม้ประดับ
-ใช้เป็นอาหาร เนื้อผลกินได้ - เป็นหนึ่งในสมุนไพรพื้นฐาน 50 ที่ใช้ในการแพทย์แผนจีนซึ่ง มีชื่อว่า Dà Fēng zǐ ใช้เป็นยา
น้ำมันจากเมล็ดที่รู้จักกันในชื่อ Lukrabao หรือน้ำมัน chaulmoogra ใช้เป็นยาที่มีประสิทธิภาพมากในการรักษาสภาพผิวที่หลากหลายรวมถึงโรคเรื้อน ใช้เฉพาะที่ในการรักษาเท้าช้าง, โรคไขข้อ, เคล็ดขัดยอก, ฟกช้ำ ปวดตะโพกและหน้าอก เปลือกไม้ที่ใช้ในการรักษาไข้
ในไทยใช้เมล็ดแก่นำไปหีบทำน้ำมันทาแก้โรคผิวหนัง และวัณโรค สมัยก่อนมักนิยมนำมาใช้สำหรับรักษาโรคเรื้อน ซึ่งในปัจจุบันไม่ได้ใช้แล้ว ยังช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็ง รักษาโรคผิวหนังเรียกได้ว่าแทบทุกชนิด คุดทะราด และโรคผิวหนังผื่นคัน
-ใช้อื่น ๆ เมล็ดนั้นเป็นแหล่งของน้ำมันที่ไม่ทำให้แห้ง มันใช้สำหรับให้แสงสว่างเพื่อทำสบู่และยา เปลือกที่ทำจากเส้นใยใช้เป็นสายระนาบ
ระยะเวลาออกดอก---พฤษภาคม - สิงหาคม
ขยายพันธุ์ ---  เมล็ด        

39 กระเบากลัก/Hydnocarpus ilicifolia

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Hydnocarpus ilicifolia King
ชื่อพ้อง---This name is unresolved.
---Hydnocarpus microcarpa Gilg
---Hydnocarpus serrata (Pierre) Warb.
---Hydnocarpus subintegra Gilg
---Taraktogenos ilicifolia Kerr
---Taraktogenos microcarpa Pierre ex Gagnep.
---Taraktogenos serrata Pierre ex Gagnep.
---Taraktogenos subintegra Pierre ex Gagnep
ชื่อสามัญ     ---None
ชื่ออื่น     ---กระเบากลัก, กระเบาลิง, กระเบียน, ขี้มอด, คมขวาน, หัวค่าง, ดูกช้าง, ;[VIETNAM: Lọ nồi ô rô]
ชื่อวงศ์    ---ACHARIACEAE (FLACOURTIACEAE)
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-ไทย กัมพูชา ลาว เวียตนาม มาเลเซีย
 


พรรณไม้หลักของป่าดิบแล้งและป่าเบณจพรรณชื้น ป่าใกล้ชายทะเลบริเวณใกล้เขาหินปูนที่สูงจากระดับน้ำทะเล 20-400เมตร
ลักษณะของกระเบากลัก เป็นไม้ต้นไม่ผลัดใบสูง 15-20เมตร ลำต้นส่วนใหญ่เปลาตรง เปลือกเรียบสีเทา กลิ่นเหม็นเขียว
ใบ เดี่ยวเรียงสลับ รูปขอบขนานหรือรูปไข่แกมใบหอก เนื้อใบหนาเกลี้ยงเป็นมัน โคนใบมนหรือเบี้ยวเล็กน้อย ขอบใบจักฟันเลื่อยห่าง เห็นได้ชัดในใบอ่อน ดอกสีเขียวอ่อน แยกเพศอยู่ร่วมต้น มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ
ผลกลมแข็งขนาด4-8ซม.ผิวมีขนนุ่มเป็นกำมะหยี่สีดำ ผลหนึ่งๆมีเมล็ด10-15เมล็ด
ใช้ประโยชน์ -ใช้กิน  เนื้อในผลกินได้ ลิงชอบเป็นพิเศษ
-ใช้เป็นยามล็ดให้น้ำมันที่เหมาะแก่การบำบัด โรคผิวหนัง ทำยาถ่ายพยาธิแก้โรคเรื้อน แก้วัณโรค
-ใช้จัดสวน กระเบากลักมีเรือนยอดกลมใบหนาให้ร่มเงาได้ดี ใช้ปลูกตกแต่งบริเวณบ้าน ที่ทำการ สวนหย่อมสาธารณะได้เป็นอย่างดี-ใช้อื่นๆ เนื้อไม้แปรรูป ใช้ทำกระดาน ด้ามเครื่องมือ เครื่องแกะสลัก ทำฟืนและถ่าน  เมล็ดใช้ทำสบู่
ระยะออกดอก---เมษายน – พฤษภาคม---  ผลแก่--- กรกฎาคม- สิงหาคม
การขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด

40 กระโดน/Careya arborea

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Careya arborea Roxb.
ชื่อพ้อง   ---Has 5 Synonyms
---Barringtonia arborea (Roxb.) F.Muell.
---Careya sphaerica Roxb.
---Cumbia coneanae Buch.-Ham.
---Careya venenata Oken
---Careya orbiculata Miers
ชื่อสามัญ     ---Tummy-wood, Patana oak, Slow Match Tree, Wild Guava, Ceylon Oak.
ชื่ออื่น      --กระโดนโคก, กระโดนบก, จิก, ปุย, ปุยชาว, [INDIA: Kumbhi, Pilu (Hindi); Kamber (Bengali); Alasoo, Aalam (Malayalam); Kumbhi (Marathi); Pelaimaram, Kumpi, Avima, Kampi (Tamil)]
ชื่อวงศ์    ---LECYTHIDACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---อัฟกานิสถาน ปากีสถาน อินเดีย ศรีลังกา เนปาล พม่า ไทย ลาว มาเลเซีย

      ในประเทศไทยพบขึ้นตามป่าโล่ง รวมทั้งป่าเบญจพรรณและป่าแดงทั่วทุกภาค ในระดับความสูง 50-500 เมตร
กระโดนเป็นไม้ต้นขนาดกลาง ผลัดใบ สูง 8-20 เมตร  ลำต้นเปลาตรงมีกิ่งก้านสาขามาก  เรือนยอดเป็นพุ่มกลมแน่นทึบ เปลือกต้นหนาสีน้ำตาลปนเทาหรือปนดำ แตกล่อนเป็นสะเก็ดทั่วไป ใบเดี่ยว รูปไข่กลับเรียงเวียนสลับตามปลายกิ่งขนาดใบกว้างประมาณ 8-14 ซม.ยาว15-30 ซม. ขอบใบหยักมน ปลายใบมน ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน ใบอ่อนสีน้ำตาลแดง ดอกเดี่ยวขนาดใหญ่ประมาณ 5-6 ซม.สีขาวหรือสีเขียวอ่อนออกเป็นช่อตามกิ่งหลังผลิใบใหม่ มีเกสรเพศผู้ยาวเป็นฝอยจำนวนมากสีแดงหรือม่วงยาวเป็น2เท่าของกลีบดอก ดอกบานตอนกลางคืนและร่วงตอนเช้าตรู่ของวันถัดไป ผล อวบน้ำมีเนื้อมาก เปลือกหนาขนาดประมาณ 5-6.5 ซม. สีเขียวสดเมื่อสุกสีน้ำตาล มีก้านเกสรเมียและกลีบเลี้ยงติดอยู่ เมล็ดแบนสีน้ำตาลอ่อน ผิวเรียบจำนวนเมล็ดมากมีเยื่อหุ้มเมล็ด ชอบแสงแดดจัด ชอบดินที่เต็มไปด้วยทรายหรือแม้กระทั่งหินและทนความแห้งแล้งได้ดี
ใช้ ประโยชน์ --ใช้เป็นอาหาร ยอดอ่อน ดอกอ่อน เมล็ดอ่อน กินเป็นผักสดจิ้มน้ำพริก รส ฝาดมัน
-ใช้เป็นยา  พืชชนิดนี้เป็นยาสมุนไพรยอดนิยมในอินเดียซึ่งมักจะเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นและการค้า เปลือกลำต้นและดอกเป็นสมุนไพรทำยาหลายตำรับ ใช้เป็นยาทำความสะอาดบาดแผล รักษาโรคผิวหนังได้ดี โรคบิด หน้าบวม
-อื่นๆ แก่นไม้สีแดงอ่อนถึงน้ำตาลแดงเข้มในต้นไม้ที่มีอายุมาก ไม้ที่ใช้ส่วนใหญ่ในอินเดียและพม่า เนื้อไม้ใช้ในงานก่อสร้าง เสาบ้าน กระดานปูพื้น ทำเฟอร์นิเจอร์ ในอดีตใช้ทำลำกล้องปืน หมอนรถไฟ  ทำเครื่องเรือน ทำเรือ ทำครกสาก ทำเกวียน เป็นไม้เนื้อแข็งใช้ทำหมอนรองรถไฟได้ดี  เนื้อไม้มีความทนทานโดยเฉพาะใต้น้ำ
ระยะเวลาออกดอก ---  มกราคม-เมษายน
ขยายพันธุ์ ---เมล็ด ตอนกิ่ง

41 แคนา/Dolichandrone serrulata


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Dolichandrone serrulata (Wall. ex DC.) Seem.
ชื่อพ้อง    ---Has 4 Synonyms
---Bignonia serratula Wall. ex DC.
---Bignonia serrulata Wall. ex DC.
---Spathodea serrulata (Wall. ex DC.) DC.
---Stereospermum serrulatum DC
ชื่อสามัญ     ---None
ชื่ออื่น     ---แคขาว, แคเก็ตวา, แคเก็ดถวา, แคภูฮ่อ, แคแน, แคอาว,แคหันแห้ ; [ Thai: Khae ket thawa (Chiang Mai), Khae haen hae, Kaepa.]; [Hindi: Hawar]; [Tamil: Kadalatti ,Kattuvarucham,Kaliyacha]; [Tamil: Kadalatti, Kattuvarucham,Kaliyacha]
ชื่อวงศ์    ---BIGNONIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์    ---พม่า ไทย ลาว เวียตนาม


พบที่พม่า และภูมิภาคอินโดจีน ในไทยพบแทบทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ ขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ชายทุ่งหรือทุ่งนา ความสูงถึงประมาณ 300 เมตร
ไม้ผลัดใบสูงถึง20-25เมตร เรือนยอดแคบทรงกระบอก กิ่งก้านเรียวเล็ก เปลือกต้นสีน้ำตาลอ่อน เรียบหรือล่อนหลุดเล็กน้อย ใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียวยาว 12-35 ซม. ใบย่อย3-5คู่ รูปรีหรือรูปไข่กลับ ยาว 5-14 ซม.ขอบใบหยักเป็นซี่ประปรายฐานใบไม่สมมาตรใบอ่อนจับแล้วรู้สึกเหนียว ช่อดอกสั้นไม่แตกแขนงช่อละ3-7ดอกออกที่ปลายกิ่ง ช่อดอกยาว 2-3 ซม. ก้านดอกยาว 1.8-4 ซม. กลีบเลี้ยงเป็นกาบ ยาว 4-5 ซม. หลอดกลีบดอกยาว 6-10 ซม. ปลายบานออกรูประฆัง  ดอกสีขาวสะอาดบานตอนกลางคืน ตอนเช้าร่วง ดอกกินได้  ผลยาวปลายแหลมบิดเป็นเกลียว ยาวได้ถึง 85 ซม. เมล็ดรูปสี่เหลี่ยม ยาว 2.2-2.8 ซม. รวมปีกบางใส
ใช้ประโยชน์ ดอกไม้ใช้กินดิบ-สุก ใช้กันอย่างแพร่หลายเป็นผักในภาคเหนือและภาคตะวันออกของประเทศไทย
ระยะออกดอก : เดือนมีนาคม-มิถุนายน
ขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ดและปักชำราก


42 แคหัวหมู/Markhamia stipulata

ชื่อวิทยาศาสตร์---Markhamia stipulata  Seem.var.stipulata
ชื่อพ้อง---Has 12 Synonyms
---Bignonia stipulata (Wall.) Roxb.
---Dolichandrone cauda-felina (Hance) Benth. & Hook.f. ex F.B.Forbes & Hemsl.
---Dolichandrone stipulata (Wall.) Seem. ex Gamble
---Dolichandrone stipulata var. kerrii (Sprague) C.Y.Wu & W.C.Yin
---Markhamia cauda-felina (Hance) Craib
---Markhamia pierrei Dop
---Markhamia stipulata var. canaense V.S.Dang
---Markhamia stipulata var. cauda-felina (Hance) Santisuk
---Markhamia stipulata var. pierrei (Dop) Santisuk
---Spathodea cauda-felina Hance
---Spathodea stipulata Wall.
---Spathodea velutina Kurz
ชื่อสามัญ     ---None
ชื่ออื่น     ---แคเขา,แคหางค่าง,แคพุงหมู,แคอาว, [Thai: khae hua mu, khae pa]; [Chinese: xi nan mao wei mu]; [Laos: dok kae]
ชื่อวงศ์    ---BIGNONIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    --ประเทศจีนตอนใต้ พม่า ภูมิภาคอินโดจีน-บังคลาเทศ กัมพูชา จีนตอนใต้ตอนกลางจีนตะวันออกเฉียงใต้ ลาว พม่า ไทย เวียดนาม
 

เติบโตในป่าดิบเขาบนภูเขาหินปูน ป่าโปร่งและสถานที่ชื้นที่ระดับความสูง 300 - 1,700 เมตรในภาคใต้ของจีน
ประเทศไทย พบทางภาคเหนือและภาคกลาง  ตามที่โล่งแจ้ง ในป่าเบญจพรรณหรือป่าดิบ ที่ระดับความสูง 600-1,600 เมตร
ไม้ ต้นผลัดใบสูง 8-15 เมตร ลักษณะทรงต้นเป็นพุ่มกลมทึบ เปลือกต้นสีครีมออกน้ำตาล มีรอยแตกตามแนวยาวเล็กน้อย เปลือกชั้นในมีชั้นสีส้มอ่อนกับส้มแก่สลับกัน กิ่งอ่อนมีขนแน่น มีรอยแผลใบให้เห็นอยู่ ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ใบย่อยรูปขอบขนาน 5-9 ใบ ยาว 8-20 ซม. ติดตรงข้ามกันเป็นคู่ๆ ปลายใบสอบหยักคดเป็นติ่งยาว เนื้อใบค่อนข้างหนาสีเขียวเข้ม ด้านล่างของใบมีขนสีน้ำตาลอ่อนซึ่งหลุดลอกง่าย ดอกช่อแบบช่อกระจะออกตามปลายกิ่ง ยาว 10-20 ซม.ดอกรูปแตรบาน สีเหลืองหม่น และมีสีน้ำตาลแดงบริเวณโคนหลอดกลีบดอกด้านใน ปลายดอกแยกเป็น 5 แฉก ขอบกลีบหยัก เมื่อบานมีขนาด 8-10 ซม.ฝักแห้งแล้วแตก กลมค่อนข้างแบน กว้าง 2.5 ซม.ยาว 40-60 ซม. ผิวฝักมีขนยาวสีเทาหนาแน่น เมล็ดบางมีปีก
ชอบแสงแดดจัดขึ้นได้ดีในดินร่วนปนทราย น้ำปานกลาง
-ใช้ประโยชน์ ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารและไม้ซุง -ใช้เป็นอาหารยอดอ่อนขายเป็นผักในตลาดท้องถิ่นของลาว ดอกสดหรือลวกสุกกินเป็นผักจิ้ม นิยมใน ภาคตะวันออก ภาคเหนือของไทยและลาว  
-วนเกษตร เป็นสายพันธุ์บุกเบิกในภาคเหนือของประเทศไทยในโครงการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูป่าไม้พื้นเมือง ปลูกในป่าเสื่อมโทรมและพื้นที่เปิดโล่งผสมกับชนิดพันธุ์อื่น ๆ ที่มีความสามารถในการเติบโตอย่างรวดเร็ว เรือนยอดที่หนาแน่นและปราบวัชพืช ดึงดูดสัตว์ป่าที่กระจัดกระจายโดยเฉพาะนกและค้างคาว
-อื่น ๆ ไม้เนื้อแข็งหนักและทนทานต่อแมลงโดยเฉพาะปลวก ใช้สำหรับการก่อสร้างและการผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่มีค่า  ใช้ทำเสาและอุปกรณ์การเกษตร
ระยะออกดอก---มีนาคม-พฤษภาคม ---ติดผล--- พฤษภาคม-มิถุนายน
ขยายพันธุ์ ---เพาะเมล็ด

43 งิ้ว/Bombax ceiba


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Bombax ceiba L.
ชื่อพ้อง ---Has 9 Synonyms

-Bombax aculeatum L. -Gossampinus malabarica (DC.) Merr.
-Bombax heptaphyllum Cav. -Gossampinus rubra Buch.-Ham.
-Bombax malabaricum DC. -Gossampinus thorelii (Gagnep.) Bakh.
-Bombax thorelii Gagnep. -Salmalia malabarica (DC.) Schott & Endl.
-Bombax tussacii Urb.

ชื่อสามัญ     ---Red cotton tree, Silk cotton, Kapok tree, Simool Tree, Malabar Silk-cotton Tree.
ชื่ออื่น     ---งิ้วบ้าน, งิ้วแดง, งิ้วปง, งิ้วป่า, งิ้วหนาม, นุ่นนาง, [THAI: Ngio, Ngio ban, Ngio daeng, Ngio pong, Ngio pong daeng.]; [CHINESE: Hong mian, Ban zhi mian, Ying xiong shu.]; [BENGALI: Katseori, Roktosimul.]; [KHMER: Roka.]; [NEPALESE: Simal]; [PORTUGUESE: Algodoeiro do mato, Bómbax, Bonga]; [SPANISH: Arbol capoc, Arbol kapok.]; [SANSKRIT: Shaalmali, Shalmali.]; [PHILIPPINES: Buboi-gubat]; [TRADE NAME: Semal]
ชื่อวงศ์    ---BOMBACACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---อินเดีย เนปาล บังกลาเทศ พม่า กัมพูชา ลาวเวียตนาม จีนตอนใต้ ไต้หวัน คาบสมุทรมาเลย์ บอร์เนียว(ซาบาห์) ฟิลิปปินส์ ชวา สุลาวาสี หมู่เกาะซุนดาน้อย โมลุกกะ นิวกินี ตอนเหนือของออสเตรเลีย อเมริกาเขตร้อน


มีถิ่นกำเนิดในพื้นที่ป่ามรสุมรวมถึงหุบเขาแม่น้ำสะวันนาและเนินเขาที่ระดับความสูงต่ำกว่า 1,400 เมตร
งิ้ว เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบมีอายุยืนนาน สูง 25-30 เมตรเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 0.80 -1.5 เมตร ต้นไม้เก่าแก่ที่พบสูงถึง 60 เมตร ลำต้นและกิ่งจะมีหนามรูปกรวย แหลมคม ใบเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือแต่ละช่อมีใบย่อย 5-7ใบ  กว้าง 7 - 10 ซม.ยาว 13 - 15 ซม. ก้านใบ ยาว  20 ซม.  จะทิ้งใบหมดก่อนออกดอก (ธันวาคม-มีนาคม) ดอกสีแดงขนาดใหญ่ กว้าง 8-10 ซม. กว้าง14 ซม. สีเหลือง มีแต่ไม่ค่อยพบ ผลงิ้วรูปกลมยาว15ซม.เหมือนลูกนุ่น ผลอ่อนสีเขียว เมื่อแก่สีน้ำตาลและแตก ภายในมีเมล็ดสีน้ำตาลดำ มีปุยสีขาวหุ้ม
เติบโตได้ดีที่สุดในตำแหน่งที่มีแดดจัด ชอบดินที่ลึกและอุดมสมบูรณ์มีการระบายน้ำดี แต่ทนกับสภาพดิน ที่หลากหลาย ดินควรมีค่า pH ในช่วง 5.5 - 6.5 ซึ่งทนได้ 4.9 - 7.2 มีความทนทานต่อความแห้งแล้งและทนต่อน้ำท่วม เติบโตอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะเมื่ออายุยังน้อย สามารถออกดอกเมื่ออายุประมาณ 8 - 10 ปีจากเมล็ด
มักขึ้นตามริมทางที่โล่งแจ้งแต่ไม่ค่อยพบในป่า มีความทนทานต่อน้ำท่วมชั่วครั้งคราว มักพบบริเวณริมน้ำ ปัจจุบันในประเทศไทย จะพบได้ไม่กี่ที่ในภาาคเหนือ หายาก รูปที่ได้มาก็ฝ่าฟัน ไปตอนกลางปี ไม่เห็นดอก สิ้นปีจะมาอีกครั้งหวังว่าจะได้รูปดอกมาใส่เว็ป  รูปพวกนี้ถ่ายที่สวนพฤกษศาสตร์พุแค จ.สระบุรี ต้นอายุไม่มากตามลำต้นมีปุ่มหนามเยอะ แก่หน่อยหนามจะน้อยลง (รูปซ้ายบน)
การใช้ประโยชน์-ต้นไม้เอนกประสงค์ส่วนใหญ่จะรวบรวมมาจากป่าเพื่อใช้เป็นเส้นใยที่มีประโยชน์ดอกไม้กินได้ยาและอื่น ๆ
-ใช้เป็นยา ส่วนที่ใช้ ราก, ใบ, ยาง, เปลือกไม้, ดอกไม้ รากใช้สำหรับโรคท้องร่วง, บิด, เดือด, เบาหวาน, งูกัด, ระดูขาว รากใช้ภายนอกสำหรับบวมและปวดไขข้อ
-วนเกษคร เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมในฐานะผู้บุกเบิกสายพันธุ์สำหรับการฟื้นฟูป่าไม้พื้นเมืองหรือเพื่อจัดตั้งสวนป่า  เป็นไม้ประดับซึ่งมันมีค่าเมื่อตอนออกดอกเต็มต้น ดอกไม้อายุสั้น แต่หอม ดึงดูดนก กระรอกและผึ้งเพื่อผสมเกสรเหมือนแม่เหล็ก
-ใช้อื่น ๆ ปุยที่ได้จากผลภายในผลใช้ยัดที่นอน ใยของเปลือกใช้ทำกระดาษ น้ำมันจากเมล็ดใช้ประกอบอาหาร(ใช้แทนน้ำมันปาล์มได้ ) การสกัดเมทานอลของผงใบได้รับการพิสูจน์แล้วว่า มีศักยภาพในโปรแกรมควบคุมยุง สามารถใช้ในแหล่งน้ำนิ่งซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของยุง
-พิธีกรรม/ความเชื่อ ในอินเดียถือว่าต้นงิ้วเป็นไม้ของพระศิวะ แต่ตามเรื่องคนไทยรู้จักกันดีว่า ต้นงิ้วเป็นที่อยู่ของครุฑ ในเรื่องกากี เรียกว่า วิมานฉิมพลี ชื่อเสียงของต้นงิ้วในภาคภาษาไทยเลยไม่ค่อยเป็นมงคล ในแง่ผิดศีลข้อ3  ตายไปจะตกนรกและรับโทษให้ปีนต้นงิ้ว ในวรรณคดีอินเดียเรียกไม้ชนิดนี้ว่า" ยมะทรุมะ "แปลว่า "ไม้นรก" แต่ ดูลีลาทรงต้นสวยไม่เบา ดอกก็สวยมากมีกลิ่นหอมอ่อนๆ  ลำต้นของงิ้วมีหนามทำให้กลายเป็นตำนาน เตือนสติคนที่คิดจะผิดศีล แต่นักนิยมธรรมชาติคงไม่ปฏิเสธว่าต้นไม้ต้นนี้ให้ความประทับใจในเรื่องความงาม นำมาปลูกเป็นไม้ประดับ แต่มีความเชื่อว่ามีวิญญานอาศัยอยู่ปลูกแล้วไม่นิยมตัด-ในตรินิแดดและโตเบโกชาวบ้านถือต้นไม้คือ "ปราสาทแห่งปีศาจ" "Castle of the Devil," ที่ Brazil ปีศาจแห่งความตายถูกล่อลวงและถูกคุมขังโดยช่างไม้ ในปีพ. ศ. 2545 ต้นไม้ถูกตัดโดยผู้ที่ไม่เชื่อ และรัฐบาลปล่อยปีศาจที่อาศัยอยู่จึงก่อให้เกิดอาชญากรรมที่พุ่งสูงขึ้น
ระยะออกดอก---มกราคม-กุมภาพันธ์---ติดผล---มีนาคม-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ปักชำ ตอนกิ่ง


44 สัก/Tectona grandis

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Tectona grandis Linn.f.
ชื่อพ้อง    ---Has 8 Synonyms
---Jatus grandis (L.f.) Kuntze
---Tectona grandis f. abludens Koord. & Valeton
---Tectona grandis f. canescens Moldenke
---Tectona grandis f. pilosula Moldenke
---Tectona grandis f. punctata Moldenke
---Tectona grandis f. tomentella Moldenke
---Tectona theca Lour.
---Theka grandis (L.f.) Lam.
ชื่อสามัญ     ---Teak, Teakwood tree
ชื่ออื่น     ---ปีฮี ปีฮือ เป้อยี (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), ปายี้ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี), เส่บายี้ (กะเหรี่ยง-กำแพงเพชร); [THAI : Dton máai sàk, Máai sàk, Sàk.]; [PHILIPPINES: Tekla (Tag.)]; [CHINESE: You mu.]; [HINDI: Sagun, Sagwan, Saigun, Sāgauna.]; [INDONESIA: Jati]; [JAPANESE: Chīku, Chīku no ki.]; [LAOS: May sak, Sak.]; [MALAY : Deleg, Jati, Kembal, Kulidawa, Pokok jati, Semarang.]; [NEPALESE: Saguan, Teak]; [PORTUGUESE: Djati, Teak, Teca.]; [SPANISH: Teca.]; [VIETNAMESE: Gỗ tếch , Tếch.]; [SANSKRIT : Gandhasara, Śāka, Shak]; [TRADE NAME: Teak].
ชื่อวงศ์    ---VERBENACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---อินเดีย ศรีลังกา พม่า ไทย กัมพูชา ลาว เวียตนาม อินโดนีเซีย


เกิดขึ้นตามธรรมชาติในป่าผลัดใบเขตร้อน ที่ระดับความสูงต่ำกว่า  1,200เมตร
สักเป็นไม้ต้นผลัดใบขนาดใหญ่สูงถึง20-30เมตร และเส้นผ่านศูนย์กลางถึง1-1.80เมตรลำต้นเปลาตรง เรือนยอดเป็นพุ่มกลม เมื่ออายุมากโคนต้นเป็นพูพอนเล็กน้อย เปลือกต้นเป็นสีน้ำตาลอ่อน บางหลุดล่อนเป็นชิ้นแถบตามยาว เปลือกชั้นในสีขาว ใบเดี่ยวใหญ่มากขนาดของใบกว้าง12-35ซม.ยาว15-60ซม รูปไข่กลับ ขอบใบเรียบ ยอดอ่อนมีขนสีเหลืองรูปดาวใบแก่ด้านบนสากคาย ด้านล่างมีขนอ่อนนุ่ม กิ่งก้านเป็นสี่เหลี่ยม ดอกออกเป็นช่อใหญ่รูปปิรามิดที่ปลายกิ่ง ยาวถึง50ซม. ช่อดอกสาขามาก ยาว 30- 80 ซม.ย ดอกเล็กสีขาว ผลแห้งกลมเปลือกแข็ง เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.3 ซม.ภายในมี4ช่องแต่ละช่องมีเมล็ด1เมล็ด การปลูกต้องใช้ตำแหน่งที่มีแดดจัด ดินที่เหมาะสมที่สุดคือดินที่ลึก แห้งแล้งและอุดมสมบูรณ์ มีค่า pH 6 - 7.5 ซึ่งทนได้ 4.5 - 8.5 และมีปริมาณแคลเซียมและฟอสฟอรัสค่อนข้างสูง
ครั้งหนึ่งไม้สักเคยเป็นองค์ประกอบสำคัญของป่าชื้นผลัดใบทั่วภาคเหนือ แต่ได้ถูกโค่นลงแทบหมด และมักมีป่าไผ่เกิดแทนที่ อย่างไรไม้สักมีการฟื้นตัวเร็ว ถึงแม้จะเป็นบริเวณที่ค่อนข้างเสื่อมโทรม ถ้าไม่ถูกโค่นซ้ำอาจจะมีโอกาสกลับมาเป็นป่าสักใหม่ ความเข้าใจที่คิดว่าไม้สักเป็นไม้เนื้อแข็งนั้นเป็นเพราะสักเป็นไม้เนื้ออ่อนที่มีความแข็งแรงทนทานกว่าไม้เนื้อแข็งบางชนิด ทนมอด ปลวกได้อย่างดี
***ต้องการดูต้นสักที่อายุพันห้าร้อยปีและใหญ่ที่สุดในโลก ให้ไปที่นี่ วนอุทยานต้นสักใหญ่ บ้านปางเกลือ ตำบลน้ำไคร้ อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ สักต้นนี้ได้รับพระราชทานนามว่า มเหสักข์***
การใช้ประโยชน์ ไม้สักเป็นหนึ่งในไม้ที่สำคัญที่สุดในโลก คุณสมบัติทางกายภาพและทางกลที่เหนือกว่าทำให้มันกลายเป็นไม้ซุงที่โดดเด่นกว่าไม้อื่นๆ
-ใช้กินได้ ใบจะถูกเพิ่มลงไปในน้ำที่ต้มขนุนสุกก่อนที่จะทำจานชวา 'Gudeg ซึ่งเป็นการทำให้ขนุนมีสีสดใหม่ สีย้อมสีแดงที่ใช้ระบายสีในไข่อีสเตอร์ ได้จากการต้มเศษไม้ของต้นไม้
-ส่วนที่ใช้เป็นยาใบ เปลือก ผล ราก- ในอายุรเวทใช้เป็นยากล่อมประสาทเพื่อมดลูก ตัวแทน tocolytic ที่ใช้ในการป้องกันการคลอดก่อนกำหนด ในฟิลิปปินส์, ต้มใบสดหรือแห้งที่ใช้สำหรับความผิดปกติของประจำเดือนและอาการตกเลือดโดยทั่วไป - ยาต้มใบสดหรือแห้งใช้สำหรับไอเป็นเลือด - ยาต้มใบสดหรือแห้งใช้เป็นน้ำยาบ้วนปากสำหรับอาการเจ็บคอ - ยาต้มใบเหลืองร่วงใช้สำหรับโรคโลหิตจาง -ใช้พลาสเตอร์จากไม้ผงสำหรับอาการปวดหัวที่เจ็บปวดและการแพร่กระจายของอาการบวม- ในแคเมอรูนใช้เป็นยาระบายและรักษาโรคผิวหนังและท้องร่วง
-วนเกษตร ไม้สักได้รับการจัดให้เป็นสายพันธุ์บุกเบิก มีช่วงชีวิตที่ยาวนาน ตรงกันข้ามกับผู้บุกเบิกสายพันธุ์อื่น ๆ  สามารถยืนหยัดและครองและปฏิรูปไปสู่ช่วงสูงสุด แห่งการสืบทอดในส่วนต่าง ๆ ของธรรมชาติตามธรรมชาติ
-ใช้อื่น ๆ ให้สีย้อม : ทั้งเปลือกรากและใบอ่อนให้สีสีเหลืองน้ำตาลหรือแดงซึ่งใช้สำหรับย้อมกระดาษเสื้อผ้าและเครื่องปูลาด ในหมู่เกาะอินเดียตะวันตกมีการใช้ใบอ่อนเพื่อย้อมสี ใช้เป็นพืชอาหารโดยตัวอ่อนของแมลงเม่าชนิดต่าง ๆ  ขี้เลื่อยจากไม้สักใช้เป็นธูปในชวาอย่างไรก็ตามผงฝุ่นอาจทำให้ผิวระคายเคืองได้
-รู้จักอันตราย ฝุ่นละเอียดหรือขี้เลื่อยที่เกิดขึ้นในขั้นการตัดเฉือนอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง โรคหอบ หืด โรคจมูกอักเสบหลังจากสูดดม แนะนำให้ใช้พัดลมดูดฝุ่นที่ใช้งานได้ดี
ระยะออกดอกออกผล : เดือนเมษายน-ตุลาคม
ขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด ติดตา ปักชำราก เพาะเนื้อเยื่อ

45 แสลงพัน/Bauhinia bracteata


ชื่อวิทยาศาสตร์   ---Bauhinia bracteata (Benth.) Graham ex Baker
ชื่อพ้อง    ---This is a synonym of Phanera bracteata Benth.
ชื่อสามัญ     ---None
ชื่ออื่น     ---แสลงพัน, แสลงพันเถา, เสี้ยวส้ม, เสี้ยวเครือ ,แสนพัน (ยโสธร); [VIETNAMESE: Dây mấu]
ชื่อวงศ์    ---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE).
ถิ่นกำเนิด    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์    ---พม่า ไทย ลาว เวียตนาม กัมพูชา


สกุลPhaneraประเภทนี้แตกต่างจาก Bauhiniaในการเป็นเถาหรือเถาวัลย์ทั่วไปกับไม้เลื้อย
มีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคอินโดจีน ในประเทศไทยไทยพบทุกภาค ภาคใต้พบถึงชุมพร ขึ้นตามชายป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง หรือเขาหินปูน ที่ระดับความสูงถึงประมาณ 500 เมตร
ไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็ง มีมือจับ ลักษณะใบดอกเหมือนไม้ตระกูลเสี้ยวทั่วไป ใบเดี่ยวเรียงสลับ กว้าง 5-12 ซม.ยาว 6-15 ซม.ปลายใบแยกเป็นสองแฉก ปลายมน โคนใบรูปหัวใจ  เส้นโคนใบข้างละ 4-5 เส้น ก้านใบยาวได้ถึง 7 ซม. ดอกช่อแบบช่อแยกแขนง ออกที่ปลายยอด ดอกย่อยจำนวนมาก  ขนาด2-3ซม. กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันปลายแยกเป็น4-5แฉก กลีบดอก5กลีบ สีเขียวแกมเหลือง รูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดถึงรูปไข่แกมรูปหัวใจ เกสรเพศผู้ที่สมบูรณ์มี3อัน เกสรเพศผู้ที่ลดรูปมี7อัน  จานฐานดอกเป็นท่อยื่นออก รังไข่มีขนสั้นนุ่มคล้ายกำมะหยี่ ผลเป็นฝักแบนแห้งแตก รูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ แบน ยาวได้ถึง 17 ซม. มีเมล็ด 2-8 เมล็ด  รูปร่างกลมมน ขนาด 2-2.5 ซม.
ใช้ประโยชน์ ในเวียตนามใช้ในการรักษาอาการท้องเสียและใช้เป็นยาแก้พิษ
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด
  

46 สารภี/Mammea siamensis

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Mammea siamensis (Miq.) Anderson
ชื่อพ้อง    ---This name is unresolved.
---Calysaccion siamense Miq.
---Mammea birmannica T.Anders.
---Ochrocarpos siamensis (Miq.) T.Anders.
ชื่อสามัญ     ---Mammee, Negkassar
ชื่ออื่น ---สารภี,ทรพี, สารพี, สร้อยพี, [THAI: saraphi, soiphi (Southern)]; [LAOS: salapee]; [VIETNAM: Trau tráu]
ชื่อวงศ์    ---GUTTIFERRACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---ไทย กัมพูชา ลาว เวียตนาม


**ส่วนตัว- สารภีเป็นต้นไม้ในดวงใจของใครหลายๆคน ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ลองกลับไปสังเกตุดูต้นไม้ที่ถ่ายรูปมาสองต้นข้างบนเป็นต้นสารภีทั้งคู่ ถ่ายมาในช่วงเวลาเดียวกัน สถานที่เดียวกัน (สวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จ.ระยอง) ทำไมถึงแตกต่างเหมือนเป็นต้นไม้คนละชนิด ก็เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมมีอิทธิพลส่งผลให้เป็นแบบนี้ ต้นซ้ายมืออยู่ในร่ม น่าจะไม่ได้ปุ๋ยนานแล้ว ต้นขวามืออยู่กลางแจ้งได้รับการดูแลตัดแต่งทรงพุ่มได้น้ำได้ปุ๋ย แล้วอีกอย่างก็เด็กกว่าเยอะ  บางทีก็ให้นึกเห็นใจผู้คนที่อยากได้ต้นไม้ใหญ่เก่าแก่ลีลามาปลูกไว้เป็นสมบัติส่วนตัว หารู้ไม่ว่าถ้าไม่ได้สนใจเรื่องอายุขัยของต้นไม้ ก็อาจเชยชมได้ไม่นาน เหมือนพาคนแก่ย้ายบ้านไงงั้น ทั้งเหนื่อยทั้งผิดที่ ทั้งเหงาทั้งหงอยแล้วก็ไม่โตแล้ว**

 

พบขึ้นตามป่าเบญจพรรณและตามป่าดงดิบทางภาคเหนือ ภาคตะวันออก และทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 20-400 เมตร
สารภีเป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ สูงประมาณ 12-15เมตร เปลือกต้นสีคล้ำมีรอยแตกเป็นสะเก็ดอยู่ทั่วไป ใบแน่นเป็นพุ่มทึบแตกกิ่งก้านสาขามาก ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก ใบรูปไข่กลับหรือเป็นรูปรีแกมขอบขนาน ปลายใบมนกว้าง  บางทีอาจมีติ่งสั้น ๆ หรือหยักเว้าแบบตื้น ๆ โคนใบสอบเรียว ส่วนขอบใบเรียบ ใบกว้างประมาณ 2.5-7ซม.ยาว 7.5-25 ซม. แผ่นใบหนาเกลี้ยงสีเขียวเข้มเป็นมัน ท้องใบจะสีอ่อนกว่า เนื้อใบหนาและค่อนข้างเรียบ เส้นแขนงของใบไม่มี ออกดอกเรียงแน่นเป็นกระจุกตามซอกกิ่งหรือตามกิ่งแก่ สารภีมีดอกย่อยสีขาว ที่มีกลิ่นหอมแรงและหอมได้ไกลมาก ดอกมีกลีบดอก 4 กลีบ ส่วนกลีบเลี้ยงมี 2 กลีบ มีเกสรตัวผู้สีเหลืองจำนวนมาก ผลของสารภีเป็นกระปุกเล็กๆรูปกมรีขนาดประมาณ 2.5-5 เมื่อสุกสีเหลืองแก่มีรสหวานรับทานได้


การใช้ประโยชน์ ใช้เป็นยา ดอกสารภีจัดอยู่ในตำรับยา "พิกัดเกสรทั้งห้า" (ดอกสารภี ดอกพิกุล ดอกมะลิ ดอกบุนนาค เกสรบัวหลวง), ตำรับยา "พิกัดเกสรทั้งเจ็ด" (เพิ่มดอกกระดังงา ดอกจำปา), และในตำรับยา "พิกัดเกสรทั้งเก้า" (เพิ่มดอกลำดวน ดอกลำเจียก) ซึ่งเป็นตำรับยาที่มีสรรพคุณช่วยบำรุงโลหิต บำรุงหัวใจ บำรุงดวงจิตให้ชุ่มชื่น ทำให้ชื่นใจ แก้ลมกองละเอียด แก้อาการหน้ามืดตาลาย วิงเวียนศีรษะ แก้โรคตา แก้ไข้ แก้ร้อนในกระหายน้ำ และช่วยบำรุงครรภ์ของสตรี
-เป็นพันธุ์ไม้ที่ปลูกได้ทั้งกลางแจ้งและร่มรำไร ขึ้นได้ในดินทุกชนิดไม่เรื่องมาก ไม่เลือกปุ๋ย ไม่ค่อยพบในป่า มักเป็นไม้ปลูก และพบปลูกมากตามวัดเนื่องจากมีกลิ่นหอม เป็นไม้ที่นำมาใช้จัดสวนอยู่เสมอ
-ใช้อื่น ๆ เนื้อไม้เป็นสีน้ำตาลปนแดง เนื้อละเอียด เสี้ยนตรง ถี่และสม่ำเสมอ แข็ง และค่อนข้างทนทาน เนื้อไม้คุณภาพดีใช้งานง่าย ทำเครื่องเฟอร์นิเจอร์ งานแกะสลัก เรือ และงานก่อสร้างต่างๆ ดอกตูมของสารภีใช้สกัดทำสีย้อมผ้าโดยจะให้สีแดง ดอกแห้งใช้ทำเป็นน้ำหอม โดยเพิ่มดอกคำฝอย ส้มป่อยเผา นำมาแช่ในน้ำจะได้น้ำหอมสำหรับไว้ใช้เป็นน้ำสรงพระในเทศกาลสงกรานต์
ความเชื่อ/พิธีกรรม คนไทยโบราณเชื่อว่า หากบ้านใดปลูกต้นสารภีไว้ประจำบ้านจะส่งผลให้มีอายุยืนยาวเหมือนเช่นต้นสารภี เพื่อความเป็นสิริมงคลผู้ปลูกควรปลูกในวันเสาร์ (โบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เอาคุณให้ปลูกในวันเสาร์) และควรปลูกไว้ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อจะช่วยป้องกันเสนียดจัญไร ถ้าจะให้เป็นสิริมงคลแก่ตนเอง ผู้ปลูกควรเป็นสุภาพสตรี เนื่องจากสารภีเป็นชื่อที่เหมาะสำหรับสตรี
ระยะเวลาดอก---มกราคม-เดือนกุมภาพันธุ์
ขยายพันธุ์ --- เมล็ด ตอนกิ่ง

47 สาธร/Millettia leucantha


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Millettia leucantha Kurz var. buteoides (Gagnep.) P.K.Loc
ชื่อพ้อง    ---Millettia pendula Baker
ชื่อสามัญ     ---Yellow Millettia wood, Sathon(Thai)
ชื่ออื่น     ---กะเจ๊าะ, ขะเจ๊าะ, ไม้กระทงน้ำผัก, สะท้อน ; [THAI: kracho (Northern), khacho (Northern), kra thon (Phetchabun, Phitsanulok), kra thon (Phetchabun, Phitsanulok), sathon (Saraburi), sa thon (Ubon Ratchathani)]; [BURMESE: Thinwin.]; [PORTUGUESE: Khacho.]; [CHINESE: chui xu ya dou]
ชื่อวงศ์    ---LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE (FABACEAE)
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---ลาว, พม่า, ไทย


มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตร้อนชื้น ในพม่า ลาว ไทย ขึ้นตามป่าเบญจพรรณใกล้แหล่งน้ำทั่ว ๆ ไป ในพื้นที่ที่สูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 600 เมตร
ในประเทศไทยพบในป่าผสมผลัดใบและป่าดิบแล้งทั่วประเทศที่ระดับความสูง100-450เมตร
ไม้ ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูง5-18เมตร ผลัดใบ ลักษณะทั่วไปของต้นสาธร ลำต้นแตกกิ่งค่อนข้างต่ำ เรือนยอดโปร่งแผ่กว้าง เปลือกนอกสีเทาเรียบหรือแตกเป็นสะเก็ดเล็กๆ ใบ ประกอบขนนกปลายคี่ ยาว20-30ซม. ใบย่อย7ใบเรียงตรงข้ามรูปหอกกลับยาว5-12ซม. ขอบใบเรียบ แผ่นใบด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขนนุ่มเล็กน้อย ใบอ่อนสีน้ำตาลแดงช่อดอกแยกแขนง ออกตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ช่อยาว5-8ซม. ดอกย่อยรูปถั่ว กลีบดอกสีขาวหรือสีม่วงอ่อน ผลเป็นฝักแบบฝักถั่ว กว้าง3.5-4ซม.ยาว7-14ซม.รูปใบหอกกลับ เมล็ดรูปขอบขนานแกมรูปรีมี3-5เมล็ด ฝักอ่อนมีขน ฝักแก่แห้งและแตก
ใช้ประโยชน์---เนื้อไม้และแก่นมีลักษณะสวยงามใช้ในการก่อสร้าง ใช้ทำเครื่องเรือน และด้ามเครื่องมือเครื่องใช้
ความสำคัญ---พันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลจังหวัดนครราชสีมา
ระยะเวลาออกดอก---มีนาคม - พฤษภาคม--- ฝักแก่--- พฤษภาคม - สิงหาคม
ขยายพันธุ์--- เมล็ด

48 คงคาเดือด/Arfeuillea Arborescens

 

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Arfeuillea arborescens Pierre ex Radlk.
ชื่อพ้อง    ---Has 1 Synonyms
---Koelreuteria arborescens Pierre
ชื่อสามัญ     ---Hop Tree
ชื่ออื่น     ---หมากเล็กหมากน้อย, ช้างเผือก, ตะไล, ตะไลคงคา, สมุยกุย, [THAI: Khongkha dueat, Mak lek mak noi (Central); chang phueak (Lampang); Talai khongkha (Chai Nat); Samui kui (Nakhon Ratchasima); Talai (Ratchaburi)]
ชื่อวงศ์    ---SAPINDACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ไทย ลาว
เขตกระจายพันธุ์    ---พม่า,ภูมิภาคอินโดจีน ในไทยพบได้ทุกภาค ยกเว้นภาคใต้

 

พบที่พม่า และภูมิภาคอินโดจีน ในไทยพบแทบทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ ขึ้นตามป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้งที่เป็นเขาหินปูน ความสูงถึงประมาณ 600 เมตร
ไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 8-15 เมตร ผลัดใบ เรือนยอดรูปไข่ ทึบ เปลือกนอกสีเทาอมดำเรียบหรือแตกล่อนเป็นแผ่น เปลือกในสีขาว กิ่งก้านมาก
ใบประกอบแบบขนนก ปลายคู่ เรียงสลับ ใบย่อยเรียงตรงข้ามหรือเยื้องกัน 4-5 คู่ ใบรูปไข่หรือรูปใบหอก กว้าง 2.5-4 ซม. ยาว 4.5-7 ซม. ปลายใบเป็นติ่งแหลมหรือเรียงแหลม โคนใบสอบหรือเบี้ยว ขอบใบเป็นคลื่น แผ่นใบบางสีเขียวเข้ม ผิวใบด้านล่างสากมือ ดอกออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงที่ปลายกิ่ง ช่อดอกยาว 30-40 ซม. กลีบเลี้ยง 5 กลีบ กลีบดอก 2-4 กลีบ ดอกบานเต็มที่กว้าง 1-1.5 ซม. ดอกสีน้ำตาลมีกลิ่นหอม ผลอ่อนสีเขียวมีปีก 3 ปีก ขนาด 3.5-5 ซม.ปีกกว้างประมาณ 2 ซม. ผลแก่สีน้ำตาล แห้งแตกได้ มี เมล็ด 3 เมล็ดต่อผล เมล็ดยาวรีค่อนข้างกลมสีดำ ยาวประมาณ 5 มม. มีขน ขั้วเมล็ดขนาดเล็ก ไม่มีเยื่อหุ้ม
การใช้ประโยชน์ -ใช้เป็นยา แก่น ฝนกับน้ำกินเป็นยาฆ่าพยาธิ เปลือกต้น ต้มน้ำดื่ม แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้ไข้ และช่วยให้เจริญอาหาร ต้มน้ำอาบ ช่วยรักษาอาการคัน แสบร้อนตามผิวหนัง และโรคซาง (โรคของเด็กเล็ก มีอาการสำคัญคือ เบื่ออาหาร ซึม มีเม็ดขึ้นในปากและคอ ลิ้นเป็นฝ้า)
-ใช้เป็นไม้ประดับจัดสวน ปลูกเป็นต้นไม้ริมถนน นอกจากนี้ยังเหมาะสำหรับที่พักอาศัย สวนสาธารณะและพื้นที่เปิดโล่ง
ระยะออกดอก : พฤศจิกายน-ธันวาคม
ขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด     

49 อุโลก/Hymenodictyon orixense


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Hymenodictyon orixense (Roxb.) Mabb.
ชื่อพ้อง ---Has 8 Synonyms   
---Cinchona excelsa Roxb.
---Cinchona orixensis Roxb.
---Cinchona thyrsiflora Roxb.
---Exostema philippicum Schult.
---Hymenodictyon excelsum (Roxb.) Wall.
---Hymenodictyon rheedei (Roem. & Schult.) M.R.Almeida & S.M.Almeida
---Hymenodictyon thyrsiflorum Wall.
---Hymenodictyon utile Wight
ชื่อสามัญ     ---Kuthan, Bridal Couch Plant, Bridal Couch Tree, Mountain sage
ชื่ออื่น ---ส้มกบ, ส้มลุ, ส้มเห็ด, ลุ, สังเหาะ, ลาตา ; [Hindi: Bhurkur, Kala Bachnag.];[Sanskrit: Bhringah-vriksha, Bhramarchall]; [PHILIPPINES: Hibau, Balangkori (Tag.)]; [CHINESE: Zhu du shu, mao tu lian qiao].
ชื่อวงศ์    ---RUBIACEA
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---บังคลาเทศ อินเดีย ศรีลังกา พม่า ไทย ลาว เวียตนาม

 

ประเทศไทยพบในป่าเต็งรัง และป่าผสมผลัดใบในทุกภาคของประเทศ ที่ระดับความสูง 30-500เมตร
ไม้ ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ผลัดใบ สูง 10-30 เมตร ลักษณะลำต้นเปลาตรงเปลือกหนา2 ซม สีน้ำตาลปนเทา แตกล่อนเป็นสะเก็ด เนื้อไม้สดสีเหลืองทิ้งไว้นานเป็นสีเทาปนเหลือง เรือนยอดเป็นพุ่มกลมโปร่ง เรียงเป็นกระจุกอยู่ตามปลายกิ่ง
ก้านใบยาว 3-20 ซม. อ้วนแบนมีขนสั้นมีร่องด้านบนเล็กน้อย ใบรูปรีหรือรูปไข่กลับ กว้าง 8-12 ซม.ยาว 12-2 5ซม.โคนใบสอบ ปลายใบมนและมีติ่งทู่ ใบอ่อนสีชมพูอ่อนและมีขน ใบแก่เกลี้ยง หูใบอยู่ระหว่างก้านใบ ดอก ออกเป็นช่อยาว 5-8 ซม.ตามปลายกิ่ง ดอกย่อยสีขาวขนาดเล็ก กลีบดอก 5 กลีบ มีกลิ่นหอม
ผลแห้งรูปรี ยาว 2-3ซม.แก่แห้งแล้วแตก  เมล็ดจำนวนมากมีปีกกว้าง
ต้องใช้ตำแหน่งที่มีแดด ชอบดินที่อุดมสมบูรณ์และระบายน้ำได้ดี ดินมีค่า pH ในช่วง 5.5 - 6.5 ทนได้ 5 - 7
ใช้ประโยชน์ ใช้เป็นยา ส่วนที่ใช้ เปลือกไม้ ใบไม้ ประกอบไปด้วย scopoletin และ glycoside ที่ขมมาก ใช้ในการแพทย์พื้นบ้าน ใช้เป็นยาสมุนไพร ในอินเดียเปลือกไม้ขมใช้เป็นยาสมานแผลและยาแก้ไข้ รากไม้และเปลือกลำต้นใช้สำหรับแก้ไข้และบรรเทาอาการกระหายน้ำ  ในรัฐอานธรประเทศ ประเทศอินเดียเปลือกลำต้นใช้สำหรับระดูขาวและประจำเดือน ใบใช้ในการรักษาแผล เจ็บคอ, ต่อมทอนซิลอักเสบ ในบังคลาเทศเปลือกใช้เพื่อเพิ่มความอยากอาหารและรักษาเนื้องอก ไม้ผงใช้สำหรับเริม ใบต้มในน้ำใช้ในอ่างอาบน้ำในการรักษาโรคดีซ่าน
อื่น ๆ แก่นไม้เป็นสีขาวเมื่อสด จากนั้นกลายเป็นสีเหลืองอมเทาหรือสีน้ำตาลปนเทาอ่อน เนื้อไม้ค่อนข้างหยาบ ใช้ในงานก่อสร้างตกแต่งภายใน ทำลังใส่ของหรือกล่องบรรจุภัณฑ์อุปกรณ์ของเล่นและไม้ขีดไฟ  ในประเทศอินเดียได้รับการแนะนำสำหรับใช้ทำ เกรดเฟอร์นิเจอร์ที่ราคาถูกลง
ระยะออกดอกและติดผล--- กรกฎาคม - มกราคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ไม่แนะนำให้เพาะเมล็ดโดยตรงเนื่องจากเมล็ดมีขนาดเล็กมาก (ประมาณ 170,000 เมล็ด / กิโลกรัม) และล้างออกง่าย ควรเพาะต้นกล้าก่อนในกระบะเพาะชำหลังจากหนึ่งปีไปแล้วค่อยนำไปปลูกในตำแหน่งถาวร ต้นอ่อนมีความต้องการแสงและสามารถฆ่าได้ง่ายโดยวัชพืช



อ้างอิง, แหล่งที่มา

---หนังสือพรรณไม้ในสวนหลวง ร.๙  (2539) ด่านสุทธาการพิมพ์
---หนังสือ ดอกไม้ และประวัติไม้ดอกเมืองไทย จาก ชุดธรรมชาติศึกษา โดย วิชัย อภัยสุวรรณ 2532
---ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ BGO Plant Databases, The Botanical Garden OrganizationOrganization http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_page.asp
---The International Plant Names Index and World Checklist of Selected Plant Families 2017. Published on the Internet at http://www.ipni.org and http://apps.kew.org/wcsp/
---The Plant List (TPL) was a working list of all known plant species  http://www.theplantlist.org/
---Useful Tropical Plants. http://tropical.theferns.info/viewtropical.                                                               ---India Biodiversity Portal. http://indiabiodiversity.org/species/show/                                                        ---Plants of the World Online | Kew Science . www.plantsoftheworldonline.org/taxon/urn:lsid:ipni.org                ---GBIF.the Global Biodiversity Information Facility.https://www.gbif.org/species/


Check for more information on the species:    
        
---Plants Database -Names, synonymy and distribution-The Garden.org Plants Database.  https://garden.org/plants/
---Global Plant Initiative-Digitized type specimens, descriptions and use    
----หอพรรณไม้ - กรมอุทยานแห่งชาติ  www.dnp.go.th/botany/Herbarium/GPI.html
---Tropicos- Nomenclature, literature, distribution and collections-Tropicos - Home.  www.tropicos.org/
---GBIF-Global Biodiversity Information Facility-Free and open access to biodiversity data    https://www.gbif.org/
---IPNI- International Plant Names Index- The International Plant Names Index - home page    http://www.ipni.org/
---EOL-Descriptions, photos, distribution and literature-Global access to knowledge about life on Earth. Encyclopedia of Life eol.org/
---PROTA- Uses-The Plant Resources of Tropical Africa.https://books.google.co.th/
---Prelude-Medicinal uses-Prelude Medicinal Plants Database.    http://www.africamuseum.be/collections/external/prelude
Google- Images-Images       


รวบรวมเรียบเรียง: Tipvipa..V
รูปภาพ : ทิพพ์วิภา วิรัชติ
บริษัท สวนสวรส การ์เด้น ดีไซน์  จำกัด
สวนเทวา-เชียงใหม่
www.suansavarose.com
www.suan-theva.com


















  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view