สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

ต้นนี้อยู่บทไหน ดูที่นี่

ค้นหาต้นไม้ได้ตรงนี้

สวนสไตล์ต่างๆ

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

สัตว์ในสวน- ศัตรูพืช และโรคพืช- สารฉีดพ่นปลอดภัย

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ต้นไม้ชื่อนี้มีระดับ

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

เลือกปลูกต้นไหนดีหนา ?

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 27/07/2017
สถิติผู้เข้าชม 7,682,056
Page Views 12,196,105
 
« July 2017»
SMTWTFS
      1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031     

ต้นไม้ใหญ่ 2

ต้นไม้ใหญ่ 2



ต้นไม้ใหญ่2

กุ่มน้ำ, กุ่มบก,กระทุ่ม,กระทิง,กระบก,กระเบา,กระเบากลัก,กระโดน

แคขาว,แคหัวหมู,งิ้ว,สัก, แสลงพัน,สารภี,คงคาเดือด,อุโลก



กุ่มน้ำ

ชื่อวิทยาศาสตร์ ; Crateva magna (Lour.) DC.
วงศ์ : CAPPRACEAE
ถิ่นกำเนิด : ประเทศในเขตร้อน

v

                  ไม้ ยืนต้นสูงประมาณ 5-12 เมตร เปลือกต้นสีเทาอ่อน มีรูอากาศสีขาวขนาดใหญ่ กระจายและมีรอยย่นตามแนวขวาง เรือนยอดแผ่กระจายหรือรูปทรงกลม ใบประกอบแบบนิ้วมือ ประกอบด้วยใบย่อย3ใบ ใบจะร่วงหมดต้นขณะมีดอก

ดอกสีเหลืองนวล เกสรสีม่วงแดง ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
ปักชำตอนกิ่ง ชอบแดดเต็มวัน ต้องการน้ำปานกลาง

อีกอย่างตามภูมิปัญญาชาวบ้าน ผลของกุ่มน้ำที่แก่ บดผสมกับซีเมนต์ทำให้โครงสร้างของสิ่งก่อสร้างแข็งแรงขึ้น
ส่วนความเชื่อที่เป็นมงคล หากบ้านเรือนใดปลูกกุ่มน้ำนี้ไซร้ จะทำให้ครอบครัวและคนในบ้านมีฐานะ มีเงินมีทองเป็นกอบเป็นกำเป็นกลุ่มเป็นก้อน แนบแน่นมั่นคงเป็นหลักเป็นฐาน
การกระจายพันธุ์ พม่า ลาว เวียตนาม จีนใต้(ไหหลำ)


 กุ่มบก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Crataeva religiosa Ham.
วงศ์ : CAPPARACEAE

            ไม้ ต้นสูง 5-12เมตร แตกกิ่งก้านต่ำ เปลือกต้นเรียบสีเทาเรือนยอดเป็นพุ่มกลมทึบ

ใบเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ ประกอบด้วยใบย่อย3ใบ ก้านใบยาวใบย่อยรูปรี โคนใบมน ปลายใบย้อยป้าน ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนาสีเขียวเข้มเป็นมัน

ขณะมีดอกใบจะร่วงหมดต้น  ดอกเป็นช่อแบบช่อกระจะออกดอกตามง่ามใบใกล้ปลายยอด ดอกสีขาวอมเขียวแล้วค่อยเปลี่ยนเป็น สีเหลือง เกสรสีม่วงแดง ออกดอกเดือนมกราคม-เดือนกุมภาพันธ์ ผลรูปกลมรี เปลือกมีจุดสีน้ำตาลอมแดง ผลแก่เปลือกเรียบ เมล็ดแข็งรูปคล้ายเกือกม้า

ขยาย พันธุ์ด้วยเมล็ด ชอบแสงแดดจัดขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด ใบอ่อน ยอดอ่อน ดอกอ่อน ของกุ่มน้ำและกุ่มบก นำมาดองกับน้ำเกลือรับประทานเป็นผักจิ้มน้ำพริกกระปิ น้ำพริกปลาร้า น้ำพิกตาแดง  

เนื้อไม้ค่อนข้างแข็งแต่ใช้งานไม่ทน  ทำของเล่นชิ้นเล็กๆ อุปกรณ์เครื่องดนตรี งานแกะสลัก

ในประเทศอินเดีย และโพลินีเซีย จะปลูกต้นไม้ชนิดนี้ไว้รอบๆวัด และมีความเชื่อว่ามีพลังลึกลับแอบแฝง ต้นที่อยู่ในรูป2รูปข้างบนก็ถ่ายมาจากวัดเหมือนกัน คนไทยก็น่าจะเชื่อตามด้วย

แต่น่าจะไม่เชื่อหมดเพราะรูปล่างนี่ถ่ายในปั๊มหน้าoutlet
การกระจายพันธุ์ อินเดีย พม่า จีน กัมพูชา ลาว เวียตนาม คาบสมุทรมาเลย์อินโดนีเซีย โพลินีเซีย หมู่เกาะโซไอเอตี จีนใต้

กระทุ่ม

ชื่อ : กระทุ่ม
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Anthocephalus chinensis.,Rich.ex Walp.
วงศ์ : RUBIACEAE

ชื่ออื่น : ตะกู (สุโขทัย จันทบุรี นครศรีธรรมราช) ตุ้มหลวง ตุ้มพราย ตุ้มขี้หมู


เป็น ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูงประมาณ 15-30 เมตร ผลัดใบ ต้นอ่อนมีลำต้นตรงยาวกิ่งด้านข้างออกเป็นกลุ่มที่ปลายยอดและขนานกับพื้นดิน ต้นแก่โตเต็มที่ เรือนยอดเป็นรูปไข่ ทรงพุ่มกลมแน่นเปลือกต้นสีน้ำตาลเทาอ่อน ผิวเรียบ ต้นแก่ผิวหยาบและหลุดลอกเป็นแผ่น เปลือกชั้นในสีเหลืองอ่อน

ใบ กว้าง5-14ซม. ยาว10-30ซม.รูปขอบขนานหรือรูปไข่ฐานใบไม่สมมาตร ใบอ่อนสีเขียวอ่อนมีขนนุ่มปกคลุม ใบแก่สีเขียวเข้มเป็นมัน ดอกสีขาวปนเหลืองหรือสีส้ม มีกลิ่นหอมกรุ่นอ่อนๆออกเป็นช่อกระจุกแน่นลักษณะกลมเดี่ยวไม่เกิน2ช่อเมื่อ แก่จะกลายเป็นสีเหลืองเข้มหอม ออกดอกระหว่างเดือน มิถุนายน-กันยายน

ผล กลุ่มรูปกลมขนาด3.5-5ซม.ผลอ่อนสีเขียวแล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล มีเนื้อ แตกออกได้เป็นสี่เสี้ยว มีเมล็ดจำนวนมาก ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

ไม้ใช้ในงานทั่วไปงานก่อสร้างเล็กๆ เป็นสัญลักษณ์ของพระวิษณุ 

กระทุ่ม หรือ "ตะกู"เป็นไม้โตเร็วจัดอยู่ในประเภท "ไม้โตเร็วมาก" ต้นสูง เปลาตรงง่ายต่อการแปรรูป ได้ปริมาณเนื้อไม้ต่อต้นสูง ได้ขนาดและความยาวตามต้องการ ทนน้ำท่วมขัง และสามารถเจริญเติบโตต่อไปได้หลังน้ำลด และเมื่อตัดโค่นแล้วสามารถงอกขึ้นใหม่ได้อีก ทำให้ไม่ต้องปลูกต้นกล้าหลายรอบ อีกอย่างหากมีอายุ 2 ปีขึ้นไปจะทนต่อสภาวะน้ำท่วมและโดนไฟป่าไม่ตาย

  นิยมปลูกเป็นสวนป่าเพื่อการใช้สอยและปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจและไม้เศรษฐกิจ

การกระจายพันธุ์ อินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และมาเลเซีย


  กระทิง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Calophyllum inophyllum.,Linn.

ชื่อสามัญ : Alexandria Laurel
ชื่ออื่น : สารภีทะเล,สารภีแนน
วงศ์ : GUTTIFERAE
ถินกำเนิด :ประเทศอินเดีย

กระทิง เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ไม่ผลัดใบอาจสูงถึง 20 เมตรขึ้นไป เรือนยอดแผ่เป็นพุ่มหนาทึบไม่เป็นระเบียบ  ลำต้นค่อนข้างสั้นและกิ่งก้านมักคดงอ เปลือกของลำต้นค่อนข้างเรียบเกลี้ยงไม่ตกสะเก็ดเหมือนสารภี นี่เป็นข้อแตกต่างข้อหนึ่ง เนื่องจากเป็นไม้วงศ์เดียวกัน ดูผิวเผินจะคล้ายกันมาก เปลือกต้นสีน้ำตาลเข้มปนเทาหรือค่อนข้างดำ มีน้ำยางสีเหลืองอมเขียว

                        ใบ หนาค่อนข้างแข็งเป็นสีเขียวเข้มเป็นมันเรียบเกลี้ยง ขนาดของใบกว้าง5-8ซม.ยาว10-17ซม. ใบรูปไข่มนกว้าง เส้นใบเป็นเส้นตรงขนานกันถี่มาและเกือบทำแนวขวางกับใบ

ดอก ออกเป็นช่อ แบบช่อกระจะออกตามปลายกิ่ง โคนก้านใบ มีดอกย่อย5-7 ดอก ดอกสีขาวมีกลิ่นหอม กลีบดอก5กลีบ กลีบเลี้ยง 5 กลีบ เมื่อดอกโรยแล้วจะติดผล  ขนาดของผล2-2.5ซม.ทรงกลม เปลือกเหนียวและหนา ข้างในมีเนื้อ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
เป็น ไม้ท้องถิ่นของภาคกลางและภาคใต้ของประเทศไทย    และมักจะนิยมปลูกในวัด และปลูกประดับทั่วไป  ชอบแสงแดดเต็มวัน ดินระบายน้ำดี  เนื้อไม้มีคุณภาพดี น้ำมันจากเมล็ดเป็นส่วนผสมของน้ำมันนวดกล้ามเนื้อ และ ใช้ผสมทำเครื่องสำอาง

 

กระบก

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Irvingia malayana Oliv. ex A.W.Benn

ชื่ออื่น : จะบก ตะบก

วงศ์ : IRVINGIACEAE

ไม้ ต้นไม่ผลัดใบหรือกึ่งผลัดใบขนาดใหญ่ สูงถึง35เมตร เรือนยอดทึบแผ่กว้าง ลำต้นหนา เปลาตรงโคนต้นเป็นพูพอนขนาดใหญ่ เปลือกต้นสีน้ำตาลอมเทา ค่อนข้างเรียบหรือแตกเป็นสะเก็ด เปลือกชั้นในสีส้มอ่อน

ใบเดี่ยวขนาดกว้าง2.5-5ซม.ยาว7-12ซม.เรียงสลับแบบวนรอบ รูปมนรีปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างมักมีนวลสีเขียวเทา หูใบเรียวม้วนหุ้มยอด ดอกขนาด0.6ซม.สีขาวอมเขียว ออกเป็นกลุ่มช่อแบบช่อกระจะสั้นๆในซอกใบ ดอกมักออกก่อนจะเกิดใบชุดใหม่ ดอกร่วงอย่างรวดเร็ว กลีบเลี้ยง5กลีบเชื่อมกัน กลีบดอก5กลีบยาวเป็น3เท่าของกลีบเลี้ยง เกสรผู้10อัน ติดกับขอบนอกของหมอนรองดอก

ผลเมล็ดเดียว ขนาด4-6ซม.สีเขียวเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเมื่อสุกภายในมีเนื้อสีส้ม ผลห้อยมีก้านยาวคล้ายๆกับมะม่วงขนาดเล็ก

            เนื้อไม้แข็งแต่ใช้งานยากไม่ทนทาน ส่วนมากใช้ทำฟืน ใช้ทำเครื่องเรือนและอุปกรณ์การเกษตร ผลกินได้และมีน้ำมันใช้ทำสบู่ เทียน ติดไฟ ผลเป็นที่ชื่นชอบของสัตว์ป่า เนื้อในเมล็ดนำมาคั่วรับประทานได้

พบในป่าผลัดใบ ป่าดิบแล้ง ในระดับความสูง150-300เมตร ในภาคต่างๆทั่วประเทศ

เขตการกระจายพันธุ์ อินเดีย พม่า ลาว กัมพูชา เวียตนาม คาบสมุทรมาเลย์ สุมาตรา บอร์เนียว

กระเบา

ชื่อสามัญ : Chaumoogra
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hydnocarpus anthelminitica  Pierre .ex. Lanessan

วงศ์ : FLACOURTIACEAE

ชื่ออื่น : กระเบาตึก กระเบาน้ำ กระเบาใหญ่

เมล็ดแก่สามารถนำไปหีบทำน้ำมันทาแก้โรคผิวหนัง และวัณโรค สมัยก่อนมักนิยมนำมาใช้สำหรับรักษาโรคเรื้อน ซึ่งในปัจจุบันไม่ได้ใช้แล้ว

ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็ง รักษาโรคผิวหนังเรียกได้ว่าแทบทุกชนิด คุดทะราด และโรคผิวหนังผื่นคัน

ไม้ ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 15-20 เมตรไม่ผลัดใบ เรือนยอดเป็นพุ่มทึบ ใบรูปไข่แกมรูปหอก ใบหนาเกลี้ยง ดอกสีชมพูออกดอกเป็นดอกเดี่ยวหรือช่อสั้นๆตามง่ามใบ กลีบรองดอกและกลีบดอกมีอย่างละ 5 กลีบ ผลกลมใหญ่ ขนาด5-10ซม ผิวเรียบมีขนสีน้ำตาลแดง ออกดอกเดือน พฤษภาคม - สิงหาคม มีกระเบา ต้นตัวผู้ ดอกมีกลิ่นหอม เรียกว่า "แก้วกาหลง"

ขึ้นตามป่าดงดิบใกล้ๆน้ำ และพบเป็นไม้ปลูกบ้าง ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด


กระเบากลัก

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Hydnocarpus illsifolia King

วงศ์ : FLACOURTIACEAE

ชื่ออื่น : กระเบาลิง


ไม้ต้นไม่ผลัดใบสูง 5-20เมตร ลำต้นส่วนใหญ่เปลาตรง เปลือกเรียบสีเทา กลิ่นเหม็นเขียว

ใบ เดี่ยวเรียงสลับ รูปขอบขนานหรือรูปไข่แกมใบหอก เนื้อใบหนาเกลี้ยงเป็นมัน โคนใบมนหรือเบี้ยวเล็กน้อย ขอบใบจักฟันเลื่อยห่าง เห็นไดชัดในใบอ่อน ดอกสีเขียวอ่อน แยกเพศอยู่ร่วมต้น ผลกลมแข็งขนาด4-8ซม.ผิวมีขนนุ่มเป็นกำมะหยี่สีดำ ผลหนึ่งๆมีเมล็ด10-15เมล็ด

เป็นพรรณไม้หลักของป่าดิบแล้งและป่าเบณจพรรณชื้น ป่าใกล้ชายทะเลและบริเวณใกล้เขาหินปูน ที่สูงจากระดับน้ำทะเล20-400เมตร

เนื้อไม้ใช้ทำสิ่งปลูกสรางในร่ม เนื้อในเมล็ดใช้รับประทานได้ ทำสบู่ เทียนไข

กระโดน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Careya arborea Roxb.
ชื่ออื่น : จิก ,ปุย, ปุยขาว
วงศ์ : LECYTHIDACEAE

   ไม้ต้นขนาดกลาง ผลัดใบ สูง 8-20เมตร ลำต้นเปลาตรงมีกิ่งก้านสาขามาก  เรือนยอดเป็นพุ่มกลมแน่นทึบ เปลือกต้นหนาสีน้ำตาลปนเทาหรือปนดำ แตกล่อนเป็นสะเก็ดทั่วไป

ใบเดี่ยว รูปไข่กลับเรียงเวียนสลับตามปลายกิ่งขนาดใบกว้างประมาณ 8-14ซม.ยาว15-30ซม. ขอบใบหยักมน ปลายใบมน ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน ใบอ่อนสีน้ำตาลแดง

  ดอกเดี่ยวขนาดใหญ่ประมาณ 5-6ซม.สีขาวหรือสีเขียวอ่อนออกเป็นช่อตามกิ่งหลังผลิใบใหม่ มีเกสรเพศผู้ยาวเป็นฝอยจำนวนมากสีแดงหรือม่วงยาวเป็น2เท่าของกลีบดอก ดอกบานตอนกลางคืนและร่วงตอนเช้าตรู่ของวันถัดไป ออกดอกช่วงเดือน มกราคม-เดือนมีนาคม

ผล อวบน้ำมีเนื้อมาก เปลือกหนาขนาดประมาณ 5-6.5ซม. สีเขียวสดเมื่อสุกสีน้ำตาล มีก้านเกสรเมียและกลีบเลี้ยงติดอยู่ เมล็ดแบนสีน้ำตาลอ่อน ผิวเรียบจำนวนเมล็ดมากมีเยื่อหุ้มเมล็ด
ชอบแสงแดดจัดและทนความแห้งแล้งได้ดี
ใช้ ประโยชน์จากเนื้อไม้ใช้ในงานก่อสร้าง ทำเฟอร์นิเจอร์ ในอดีตใช้ทำลำกล้องปืน หมอนรถไฟ  ยอดอ่อน ดอกอ่อน เมล็ดอ่อน กินเป็นผักสดจิ้มน้ำพริก รส ฝาดมัน เปลือกลำต้นและดอกเป็นสมุนไพรทำยาหลายตำรับ ใช้เป็นยาทำความสะอาดบาดแผล รักษาโรคผิวหนังได้ดี โรคบิด หน้าบวมขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

ชอบขึ้นตามป่าโล่ง รวมทั้งป่าเบญจพรรณและป่าแดงทั่วทุกภาค ในระดับความสูง50-500เมตร

เนื้อไม้ใช้สร้างบ้าน ทำเครื่องเรือน ทำเรือ ทำครกสาก ทำเกวียน เป็นไม้เนื้อแข็งใช้ทำหมอนรองรถไฟได้ดี

เขตกระจายพันธุ์ อินเดีย ศรีลังกา พม่า คาบสมุทรอินโดจีน หมู่เกาะอันดามัน คาบสมุทรมาเลย์ ปากีสถาน อาฟกานิสถาน

แคขาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dolichandrone serrulata (DC.) Seem Stereospermum serrulata DC.

วงศ์ : BIGNONIACEAE

ไม้ ผลัดใบสูงถึง25เมตร เรือนยอดแคบทรงกระบอก กิ่งก้านเรียวเล็ก เปลือกต้นสีน้ำตาลอ่อน เรียบหรือล่อนหลุดเล็กน้อย ใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียวใบย่อย3-5คู่ ขอบใบหยักเป็นซี่ประปรายฐานใบไม่สมมาตรใบอ่อนจับแล้วรู้สึกเหนียว ดอกสีขาวสะอาดบานตอนกลางคืน ตอนเช้าร่วง ดอกกินได้ ช่อดอกสั้นไม่แตกแขนงช่อละ3-7ดอกออกที่ปลายกิ่ง ผลยาวปลายแหลมบิดเป็นเกลียว

ขึ้นประปรายในป่าเปิดจากจ.เชียงใหม่ลงไป ส่วนมาจะเห็นตามหัวไร่ปลายนา ที่ยังคงเหลืออยู่เพราะดอกรับประทานได้

การกระจายพันธุ์ พม่า ไทย ลาว เวียตนาม


แคหัวหมู

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Markhamia stipulata  Seem.var.stipulata

ชื่ออื่น : แคเขา,แคหางค่าง

วงศ์ : BIGNONIACEAE

ไม้ ต้นผลัดใบสูง8-15เมตร ทรงพุ่มกลมทึบ เปลือกต้นสีครีมออกน้ำตาล มีรอยแตกตามแนวยาวเล็กน้อย เปลือกชั้นในมีชั้นสีส้มอ่อนกับส้มแก่สลับกัน กิ่งอ่อนมีขนแน่น มีรอยแผลใบให้เห็นอยู่

ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ใบย่อยรูปขอบขนาน 5-9 ใบ ยาว8-20ซม. ติดตรงข้ามกันเป็นคู่ๆ ปลายใบสอบหยักคดเป็นติ่งยาว เนื้อใบค่อนข้างหนาสีเขียวเข้ม ด้านล่างของใบมีขนสีน้ำตาลอ่อนซึ่งหลุดลอกง่าย

  ดอกช่อแบบช่อกระจะออกตามปลายกิ่ง ยาว10-20 ซม.ดอกรูปแตรบาน สีเหลืองหม่น และมีสีน้ำตาลแดงบริเวณโคนหลอดกลีบดอกด้านใน ปลายดอกแยกเป็น 5แฉก ขอบกลีบหยัก เมื่อบานมีขนาด 8-10 ซม.

ฝักแห้งแล้วแตกลักษณะกลมค่อนข้างแบน กว้าง2.5ซม.ยาว40-60ซม. ผิวฝักมีขนยาวสีเทาหนาแน่น เมล็ดบางมีปีก ดอกลวกเป็นผักจิ้ม เนื้อไม้ใช้ทำเสาและอุปกรณ์การเกษตร

ขึ้นอยู่ในที่โล่งแจ้ง ป่าเบญจพรรณหรือป่าดิบ ที่ระดับ 600-1,600 เมตร ทางภาคเหนือและภาคกลาง

งิ้ว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bobax ceiba Linn.
ชื่อสามัญ : Red Cotton
วงศ์ :BOMBACACEAE

ต้นนี้อายุน้อย 2-10-2559 สวนพฤกษศาสตร์พุแค สระบุรี

                           ในอินเดียถือว่าต้นงิ้วเป็นไม้ของพระศิวะ แต่ตามเรื่องคนไทยรู้จักกันดีว่า ต้นงิ้วเป็นที่อยู่ของครุฑ ในเรื่องกากี เรียกว่า วิมานฉิมพลี ชื่อเสียงของต้นงิ้วในภาคภาษาไทยเลยไม่ค่อยเป็นมงคล ในแง่ผิดศีลข้อ3  ตายไปจะตกนรกและรับโทษให้ปีนต้นงิ้ว ในวรรณคดีอินเดียเรียกไม้ชนิดนี้ว่า" ยมะทรุมะ "แปลว่า "ไม้นรก"
แต่ ดูลีลาทรงต้นสวยไม่เบานะ ดอกก็สวยมากมีกลิ่นหอมอ่อนๆด้วยเหมือนกัน ลำต้นของงิ้วมีหนามทำให้กลายเป็นตำนาน เตือนสติคนที่คิดจะผิดศีล แต่นักนิยมธรรมชาติคงไม่ปฏิเสธว่าต้นไม้ต้นนี้ให้ความประทับใจเรื่องความงาม พอสมควร

งิ้ว เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบมีอายุยืนนาน  จะทิ้งใบหมดก่อนออกดอก ลำต้นและกิ่งจะมีหนามแหลมคม ใบเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือแต่ละช่อมีใบย่อย 5-7ใบ ดอกสีแดง สีเหลืองก็มีแต่ไม่ค่อยพบ ออกดอกประมาณระหว่างเดือนธันวาคม- กุมภาพันธ์ ผลงิ้วรูปกลมยาวเหมือนลูกนุ่น เมื่อแก่สีน้ำตาลและแตก ภายในมีเมล็ดสีน้ำตาลดำ มีปุยสีขาวหุ้ม

ปุย ภายในผลใช้ยัดที่นอน ใยของเปลือกใช้ทำกระดาษ น้ำมันจากเมล็ดใช้ประกอบอาหาร(ใช้แทนน้ำมันปาล์มก็ได้นะสิ)ดอกสวยสีแดงสวย งามจึงนำมาปลูกเป็นไม้ประดับมีความเชื่อว่ามีวิญญานอาศัยอยู่จึงไม่นิยมตัด

มักขึ้นตามริมทางที่โล่งแจ้งแต่ไม่ค่อยพบในป่า มีความทนทานต่อน้ำท่วมชั่วครั้งคราว มักพบบริเวณริมน้ำ

              การกระจายพันธุ์  อินเดีย เนปาล บังกลาเทศ พม่า กัมพูชา ลาว เวียตนาม จีนตอนใต้ ไต้หวัน คาบสมุทรมาเลย์ บอร์เนียว(ซาบาห์) ฟิลิปปินส์ ชวา สุลาวาสี หมู่เกาะซุนดาน้อย โมลุกกะ นิวกินี ตอนเหนือของออสเตรเลีย อเมริกาเขตร้อน

สัก

ชื่อสามัญ : Teak
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tectona grandis Linn.f.
วงศ์ : VERBENACEAE


ไม้ต้นผลัดใบขนาดใหญ่สูงถึง30เมตร และเส้นผ่าศุนย์กลางถึง180ซม.ลำต้นเปลาตรง เรือนยอดเป็นพุ่มกลม เมื่ออายุมากโคนต้นเป็นพูพอนเล็กน้อย เปลือกต้นเป็นสีน้ำตาลอ่อน บางหลุดล่อนเป็นชิ้นแถบตามยาว เปลือกชั้นในสีขาว 

ใบเดี่ยวใหญ่มากขนาดของใบกว้าง12-35ซม.ยาว15-60ซม รูปไข่กลับ ขอบใบเรียบ ยอดอ่อนมีขนสีเหลืองรูปดาวใบแก่ด้านบนสากคาย ด้านล่างมีขนอ่อนนุ่ม กิ่งก้านเป็นสี่เหลี่ยม

ดอกออกเป็นช่อใหญ่รูปปิรามิดที่ปลายกิ่ง ยาวถึง50ซม.ดอกเล็กสีขาว ผลแห้งกลมเปลือกแข็ง ภายในมี4ช่องแต่ละช่องมีเมล็ด1เมล็ด

ออกดอกเดือน กันยายน-มกาคม
  ครั้งหนึ่งไม้สักเคยเป็นองค์ประกอบสำคัญของป่าชื้นผลัดใบทั่วภาคเหนือ แต่ได้ถูกโค่นลงแทบหมด และมักมีป่าไผ่เกิดแทนที่ อย่างไรไม้สักมีการฟื้นตัวเร็ว ถึงแม้จะเป็นบริเวณที่ค่อนข้างเสื่อมโทรม ถ้าไม่ถูกโค่นซ้ำอาจจะมีโอกาสกลับมาเป็นป่าสักใหม่

การกระจายพันธุ์ อินเดีย ศรีลังกา พม่า กัมพูชา ลาว เวียตนาม อินโดนีเซีย

แสลงพัน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bauhinia involucellata Kurz.
ชื่ออื่น : แสลงพัน ,แสนพัน (ยโสธร)
วงศ์ : LEGUMINOSAE [FABACEAE]-CAESALPINIOIDEAE

ไม้ ต้นกึ่งเลื้อยเนื้อแข็ง มีมือจับ ลักษณะใบดอกเหมือนไม้ตระกูลเสี้ยวทั่วไปใบเดี่ยวเรียงสลับ กว้าง5-12ซม.ยาว6-15ซม.ปลายใบแยกเป็นสองแฉก ปลายมน โคนใบรูปหัวใจ

ดอกช่อแบบช่อแยกแขนง ออกที่ปลายยอด ดอกย่อยจำนวนมาก  ขนาด2-3ซม. กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันปลายแยกเป็น4-5แฉก กลีบดอก5กลีบ สีเขียวแกมเหลือง รูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดถึงรูปไข่แกมรูปหัวใจ เกสรเพศผู้ที่สมบูรณ์มี3อัน เกสรเพศผู้ที่ลดรูปมี7อัน

ผลเป็นฝักแบนแห้งแตก รูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ แบน เมล็ดมีได้ถึง5เมล็ด

สารภี

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mammea siamensis (Miq.) Anderson

ชื่อสามัญ : Mammee

วงศ์ : GUTTIFERRACEAE

                 ต้น นี้เป็นต้นไม้ของเราชาวไทย (วงเล็บ..ดูที่คำต่อท้าย ชื่อวิทยาศาสตร์ "ไซเมนสิส "จากที่ตู่ต้นไม้พื้นเพบ้านอื่นเป็นไม้ไทยไปหลายชนิด ฐานที่มาอยู่นาน นี่เป็นต้นหนึ่งที่แพง และเป็นต้นไม้ในดวงใจของใครหลายๆคน)

เป็น ไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ สูงประมาณ 12-15เมตร ใบแน่นพุ่มทึบแตกกิ่งก้านสาขามาก ใบเรียบเกลี้ยง ปลายใบกว้างกว่าโคนใบ เปลือกต้นสีคล้ำมีรอยแตกเป็นสะเก็ดอยู่ทั่วไป สารภีมีดอกสีขาว ที่มีกลิ่นหอมแรงและหอมได้ไกลมาก ออกดอกเรียงแน่นเป็นกระจุกตามซอกกิ่งหรือตามกิ่งแก่ ผลของสารภีเป็นกระปุกเล็กๆเมื่อสุกสีเหลืองแก่มีรสหวานรับทานได้

ดอกออกราวเดือนมกราคม-เดือนกุมภาพันธุ์

เป็น พันธุ์ไม้ที่ปลูกได้ทั้งกลางแจ้งและร่มรำไร ขึ้นได้ในดินทุกชนิดไม่เรื่องมาก ไม่เลือกปุ๋ย ขยายพันธุ์ด้วยวิธีเพาะเมล็ด หรือตอนได้ 

ไม่ ค่อยพบในป่า มักเป็นไม้ปลูก และพบปลูกมากตามวัดเนื่องจากมีกลิ่นหอม เนื้อไม้คุณภาพดีใช้งานง่าย ทำเครื่องเฟอร์นิเจอร์ งานแกะสลัก เรือ และงานก่อสร้างต่างๆ 

การกระจายพันธุ์ อินเดีย กัมพูชา ลาว เวียตนาม คาบสมุทรมาเลย์

สาธร

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Millettia leucantha Kurz var. buteoides (Gagnep.) P.K.Loe

วงศ์ : LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE

ชื่ออื่น : กะเจ๊าะ,ขะเจ๊าะ,ไม้กระทงน้ำผัก,สะท้อน



                ไม้ ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูง5-18เมตร ผลัดใบ ลำต้นแตกกิ่งค่อนข้างต่ำ เรือนยอดโปร่งแผ่กว้าง เปลือกนอกสีเทาเรียบหรือแตกเป็นสะเก็ดเล็กๆ

ใบ ประกอบขนนกปลายคี่ ยาว20-30ซม. ใบย่อย7ใบเรียงตรงข้ามรูปหอกกลับยาว5-12ซม. ขอบใบเรียบ แผ่นใบด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขนนุ่มเล็กน้อย ใบอ่อนสีน้ำตาลแดง 

ช่อดอกแยกแขนง ออกตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ช่อยาว5-8ซม. ดอกย่อยรูปถั่ว กลีบดอกสีขาวหรือสีม่วงอ่อน 

ผลเป็นฝักแบบฝักถั่ว กว้าง3.5-4ซม.ยาว7-14ซม.รูปใบหอกกลับ เมล็ดรูปขอบขนานแกมรูปรีมี3-5เมล็ด ฝักอ่อนมีขน ฝักแก่แห้งและแตก

ออกดอกเดือนกุมภาพันธุ์-เมษายน ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

เนื้อไม้และแก่นมีลักษณะสวยงามใช้ในการก่อสร้าง ใช้ทำเครื่องเรือน

การกระจายพันธุ์ ภูืมิภาคอินโดจีน และไทย (เป็นพันธุ์ไม้พระราชทานประจำจังหวัดนครราชสีมา)

พบในป่าผสมผลัดใบและป่าดิบแล้งทั่วประเทศที่ระดับความสูง100-450เมตร

คงคาเดือด

ขื่อวิทยาศาสตร์ : Arfeuillea Arborescens

วงศ์ : SAPINDACEAE

ชื่ออื่น : หมากเล็กหมากน้อย ช้างเผือก ตะไล ตะไลคงคา สมุยกุย

 

ไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 8-15 เมตร ผลัดใบ เรือนยอดรูปไข่ ทึบ เปลือกนอกสีเทาอมดำเรียบหรือแตกล่อนเป็นแผ่น เปลือกในสีขาว กิ่งก้านมาก
     ใบประกอบแบบขนนก ปลายคู่ เรียงสลับ ใบย่อยเรียงตรงข้ามหรือเยื้องกัน 4-5 คู่ ใบรูปไข่หรือรูปใบหอก กว้าง 2.5-4 ซม. ยาว 4.5-7 ซม. ปลายใบเป็นติ่งแหลมหรือเรียงแหลม โคนใบสอบหรือเบี้ยว ขอบใบเป็นคลื่น แผ่นใบบางสีเขียวเข้ม ผิวใบด้านล่างสากมือ

  ดอกออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงที่ปลายกิ่ง ช่อดอกยาว 30-40 ซม. กลีบเลี้ยง 5 กลีบ กลีบดอก 2-4 กลีบ ดอกบานเต็มที่กว้าง 1-1.5 ซม. ดอกสีน้ำตาลมีกลิ่นหอม
      ผลอ่อนเขียวมีปีก 3 ปีก ขนาด 3.5-5 ซม. ผลแก่สีน้ำตาล มี 3 เมล็ดต่อผล เมล็ดค่อนข้างกลมสีดำ


 อุโลก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : hymenodictyon orixense (Roxb.) Mabb.
ชื่ออื่น : ส้มกบ,ส้มลุ,ส้มเห็ด,ลุ
วงศ์ : RUBIACEAE

ไม้ ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง10-30เมตรผลัดใบ ลำต้นเปลาตรงเปลือกหนาสีน้ำตาลปนเทา แตกล่อนเป็นสะเก็ด เรือนยอดเป็นพุ่มกลมโปร่ง เรียงเป็นกระจุกอยู่ตามปลายกิ่ง

ใบรูปรีหรือรูปไข่กลับ กว้าง8-12ซม.ยาว12-25ซม.

โคนใบสอบ ปลายใบมนและมีติ่งทู่ ใบอ่อนสีชมพูอ่อนและมีขน ใบแก่เกลี้ยง หูใบอยู่ระหว่างก้านใบ

ดอก ออกเป็นช่อยาว 5-8 ซม.ตามปลายกิ่ง ดอกย่อยสีขาวขนาดเล็ก กลีบดอก 5 กลีบ มีกลิ่นหอม

ผลแห้งรูปรี ยาว 2-3ซม.แก่แห้งแล้วแตก

เนื้อไม้ค่อนข้างหยาบและอ่อนใช้ในงานก่อสร้างตกแต่งภายใน ทำลังใส่ของหรือกล่อง เปลือกใช้เป็นยาสมุนไพร แก้ไข้ กระหายน้ำ
พบในป่าเต็งรัง และป่าผสมผลัดใบในทุกภาคของประเทศ ที่ระดับความสูง 30-500เมตร

รูปภาพ : สวนสวรส

Tipvipa..V..Suansavarose 1/8/2016 มีต่อต้นไม้ใหญ่ 3

  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view