สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

สารพัดต้นไม้จัดสวน

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

ต้นนี้อยู่บทไหน ดูที่นี่

ค้นหาต้นไม้ได้ตรงนี้

สวนสไตล์ต่างๆ

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

สัตว์ในสวน- ศัตรูพืช และโรคพืช- สารฉีดพ่นปลอดภัย

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ต้นไม้ชื่อนี้มีระดับ

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

เลือกปลูกต้นไหนดีหนา ?

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 19/11/2017
สถิติผู้เข้าชม 7,843,056
Page Views 12,385,864
 
« November 2017»
SMTWTFS
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930  

ต้นไม้ใหญ่ยืนต้น 2

ต้นไม้ใหญ่ยืนต้น 2



ต้นไม้ใหญ่2

กุ่มน้ำ, กุ่มบก,กระทุ่ม,กระทิง,กระบก,กระเบา,กระเบากลัก,กระโดน

แคนา,แคหัวหมู,งิ้ว,สัก, แสลงพัน,สารภี,คงคาเดือด,อุโลก



กุ่มน้ำ


ชื่อวิทยาศาสตร์  Crateva magna (Lour.) DC.
ชื่อสามัญ  Crateva
ชื่ออื่น 

กุ่ม (เลย) อำเภอ (สุพรรณบุรี) ผักกุ่ม ก่าม(ตะวันออกเฉียงเหนือ)

Three leaved Caper (Eng)

ชื่อวงศ์ CAPPRACEAE
ถิ่นกำเนิด ประเทศในเขตร้อน
เขตกระจายพันธุ์ พม่า ลาว เวียตนาม จีนใต้(ไหหลำ)


ไม้ ยืนต้นสูงประมาณ 5-12 เมตร เปลือกต้นสีเทาอ่อน มีรูอากาศสีขาวขนาดใหญ่ กระจายและมีรอยย่นตามแนวขวาง เรือนยอดแผ่กระจายหรือรูปทรงกลม ใบประกอบแบบนิ้วมือ ประกอบด้วยใบย่อย3ใบ ใบจะร่วงหมดต้นขณะมีดอก

ดอกสีเหลืองนวล เกสรสีม่วงแดง ชอบแดดเต็มวัน ต้องการน้ำปานกลาง

           อีกอย่างตามภูมิปัญญาชาวบ้าน ผลของกุ่มน้ำที่แก่ บดผสมกับซีเมนต์ทำให้โครงสร้างของสิ่งก่อสร้างแข็งแรงขึ้น
ส่วนความเชื่อที่เป็นมงคล หากบ้านเรือนใดปลูกกุ่มน้ำนี้ไซร้ จะทำให้ครอบครัวและคนในบ้านมีฐานะ มีเงินมีทองเป็นกอบเป็นกำเป็นกลุ่มเป็นก้อน แนบแน่นมั่นคงเป็นหลักเป็นฐาน
ระยะออกดอก :
เดือนกุมภาพันธ์-เดือนมิถุนายน

ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด ปักชำ ตอนกิ่ง

 

กุ่มบก


ชื่อวิทยาศาสตร์  Crateva adansonii subsp. trifoliata (Roxb.) Jacobs
ชื่อสามัญ 

Sacred garlic pear, Temple plant,Caper tree

ชื่ออื่น  กุ่ม ผักกุ่ม ก่าม ผักก่าม สะเบาถะงัน(อีสาน)
ชื่อวงศ์ CAPPARACEAE
ถิ่นกำเนิด ประเทศญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตามเกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกใต้
เขตกระจายพันธุ์ อินเดีย พม่า จีน กัมพูชา ลาว เวียตนาม คาบสมุทรมาเลย์ อินโดนีเซีย โพลินีเซีย หมู่เกาะโซไอเอตี จีนใต้
        

ไม้ต้นสูง 5-12เมตร แตกกิ่งก้านต่ำ เปลือกต้นเรียบสีเทาเรือนยอดเป็นพุ่มกลมทึบ ใบเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ ประกอบด้วยใบย่อย3ใบ ก้านใบยาวใบย่อยรูปรี โคนใบมน ปลายใบย้อยป้าน ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนาสีเขียวเข้มเป็นมัน

ขณะมีดอกใบจะร่วงหมดต้น  ดอกเป็นช่อแบบช่อกระจะออกดอกตามง่ามใบใกล้ปลายยอด ดอกสีขาวอมเขียวแล้วค่อยเปลี่ยนเป็น สีเหลือง เกสรสีม่วงแดงยาวกว่ากลีบดอก ผลรูปกลมรี เปลือกมีจุดสีน้ำตาลอมแดง ผลแก่เปลือกเรียบ เมล็ดแข็งรูปคล้ายเกือกม้า

ชอบแสงแดดจัดขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด ใบอ่อน ยอดอ่อน ดอกอ่อน ของกุ่มน้ำและกุ่มบก นำมาดองกับน้ำเกลือรับประทานเป็นผักจิ้มน้ำพริกกระปิ น้ำพริกปลาร้า น้ำพิกตาแดง  

เนื้อไม้ค่อนข้างแข็งแต่ใช้งานไม่ทน  ทำของเล่นชิ้นเล็กๆ อุปกรณ์เครื่องดนตรี งานแกะสลัก

ในประเทศอินเดีย และโพลินีเซีย จะปลูกต้นไม้ชนิดนี้ไว้รอบๆวัด และมีความเชื่อว่ามีพลังลึกลับแอบแฝง ต้นที่อยู่ในรูป2รูปข้างบนก็ถ่ายมาจากวัดเหมือนกัน คนไทยก็น่าจะเชื่อตามด้วย

แต่น่าจะไม่เชื่อหมดเพราะรูปบนสุดนี่ถ่ายที่ปั๊มป.ต.ท.หน้า outlet

ออกดอกเดือนมกราคม-เดือนกุมภาพันธ์

ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด

กระทุ่ม


ชื่อวิทยาศาสตร์  Anthocephalus chinensis.,Rich.ex Walp.
ชื่อสามัญ  Wild cinchona
ชื่ออื่น  ตะกู (สุโขทัย จันทบุรี นครศรีธรรมราช) ตุ้มหลวง ตุ้มพราย ตุ้มขี้หมู
ชื่อวงศ์ RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด เอเซียใต้และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์ เนปาล บังกลาเทศ ศรีลังกา อินเดีย พม่า จีน ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ปาปัวนิวกินี

เป็น ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูงประมาณ 15-30 เมตร ผลัดใบ พบได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ต้นอ่อนมีลำต้นตรงยาวกิ่งด้านข้างกางออกเป็นกลุ่มที่ปลายยอดและขนานกับพื้นดิน ต้นแก่โตเต็มที่ บางครั้งมีพูพอน เรือนยอดเป็นรูปไข่ ทรงพุ่มกลมแน่นเปลือกต้นสีน้ำตาลเทาอ่อน ผิวเรียบ ต้นแก่ผิวหยาบและหลุดลอกเป็นแผ่น เปลือกชั้นในสีเหลืองอ่อน

ใบ กว้าง5-14ซม. ยาว10-30ซม.รูปขอบขนานหรือรูปไข่ฐานใบไม่สมมาตร ใบอ่อนสีเขียวอ่อนมีขนนุ่มปกคลุม ใบแก่สีเขียวเข้มเป็นมัน ดอกสีขาวปนเหลืองหรือสีส้ม มีกลิ่นหอมกรุ่นอ่อนๆออกเป็นช่อกระจุกแน่นลักษณะกลมเดี่ยวไม่เกิน2ช่อเมื่อ แก่จะกลายเป็นสีเหลืองเข้ม หอม

ผล กลุ่มรูปกลมขนาด3.5-5ซม.ผลอ่อนสีเขียวแล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล มีเนื้อ แตกออกได้เป็นสี่เสี้ยว มีเมล็ดจำนวนมาก

ไม้ใช้ในงานทั่วไปงานก่อสร้างเล็กๆ เป็นสัญลักษณ์ของพระวิษณุ 

กระทุ่ม หรือ "ตะกู"เป็นไม้โตเร็วจัดอยู่ในประเภท "ไม้โตเร็วมาก" ต้นสูง เปลาตรงง่ายต่อการแปรรูป ได้ปริมาณเนื้อไม้ต่อต้นสูง ได้ขนาดและความยาวตามต้องการ ทนน้ำท่วมขัง และสามารถเจริญเติบโตต่อไปได้หลังน้ำลด และเมื่อตัดโค่นแล้วสามารถงอกขึ้นใหม่ได้อีก ทำให้ไม่ต้องปลูกต้นกล้าหลายรอบ อีกอย่างหากมีอายุ 2 ปีขึ้นไปจะทนต่อสภาวะน้ำท่วมและโดนไฟป่าไม่ตาย

  นิยมปลูกเป็นสวนป่าเพื่อการใช้สอยและปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจและไม้เศรษฐกิจ

ระยะเวลาออกดอก : ระหว่างเดือน มิถุนายน-กันยายน

ขยายพันธุ์ : ด้วยการเพาะเมล็ด

กระทิง


ชื่อวิทยาศาสตร์  Calophyllum inophyllum.,Linn.
ชื่อสามัญ  Alexandria Laurel,Bornero mahogany, Indian laurel,Beautiful-leaf
ชื่ออื่น  สารภีทะเล,สารภีแนน
ชื่อวงศ์ GUTTIFERAE
ถิ่นกำเนิด ประเทศอินเดีย
เขตกระจายพันธุ์ เป็นต้นไม้ท้องถิ่นของภาคกลางและภาคใต้ของประเทศไทย

กระทิง เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ไม่ผลัดใบอาจสูงถึง 20 เมตรขึ้นไป เรือนยอดแผ่เป็นพุ่มหนาทึบไม่เป็นระเบียบ  ลำต้นค่อนข้างสั้นและกิ่งก้านมักคดงอ เปลือกของลำต้นค่อนข้างเรียบเกลี้ยงไม่ตกสะเก็ดเหมือนสารภี นี่เป็นข้อแตกต่างข้อหนึ่ง เนื่องจากเป็นไม้วงศ์เดียวกัน ดูผิวเผินจะคล้ายกันมาก เปลือกต้นสีน้ำตาลเข้มปนเทาหรือค่อนข้างดำ มีน้ำยางสีเหลืองอมเขียว

                        ใบ หนาค่อนข้างแข็งเป็นสีเขียวเข้มเป็นมันเรียบเกลี้ยง ขนาดของใบกว้าง5-8ซม.ยาว10-17ซม. ใบรูปไข่มนกว้าง เส้นใบเป็นเส้นตรงขนานกันถี่มาและเกือบทำแนวขวางกับใบ

ดอก ออกเป็นช่อ แบบช่อกระจะออกตามปลายกิ่ง โคนก้านใบ มีดอกย่อย5-7 ดอก ดอกสีขาวมีกลิ่นหอม กลีบดอก5กลีบ กลีบเลี้ยง 5 กลีบ เมื่อดอกโรยแล้วจะติดผล  ขนาดของผล2-2.5ซม.ทรงกลม เปลือกเหนียวและหนา ข้างในมีเนื้อ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
มักจะนิยมปลูกในวัด และปลูกประดับทั่วไป  ชอบแสงแดดเต็มวัน ดินระบายน้ำดี  เนื้อไม้มีคุณภาพดี น้ำมันจากเมล็ดเป็นส่วนผสมของน้ำมันนวดกล้ามเนื้อ และ ใช้ผสมทำเครื่องสำอาง

ข้อควรระวังคือเวลาตัดแต่งกิ่งอย่าไปโดนน้ำยาง มีพิษ แล้วก็อย่าปลูกใกล้ตัวบ้าน ระบบรากพอๆกับไทรเลย

ระยะออกดอก : ตลอดปี

ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด ตอนกิ่ง

กระบก


ชื่อวิทยาศาสตร์  Irvingia malayana Oliv. ex A.W.Benn
ชื่อสามัญ  Barking deer’s mango, Wild almond
ชื่ออื่น  จะบก ตะบก
ชื่อวงศ์ IRVINGIACEAE
ถิ่นกำเนิด เอเซียใต้และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์ อินเดีย พม่า ลาว กัมพูชา เวียตนาม คาบสมุทรมาเลย์ สุมาตรา บอร์เนียว

เป็นไม้ต้นไม่ผลัดใบหรือกึ่งผลัดใบ ขนาดใหญ่ พบในป่าผลัดใบ ป่าดิบแล้ง ในระดับความสูง150-300เมตร ในภาคต่างๆทั่วประเทศ  กระบกสูงได้ถึง 35เมตร เรือนยอดทึบแผ่กว้าง ลำต้นหนา เปลาตรงโคนต้นเป็นพูพอนขนาดใหญ่ เปลือกต้นสีน้ำตาลอมเทา ค่อนข้างเรียบหรือแตกเป็นสะเก็ด เปลือกชั้นในสีส้มอ่อน

ใบเดี่ยวขนาดกว้าง2.5-5ซม.ยาว7-12ซม.เรียงสลับแบบวนรอบ รูปมนรีปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างมักมีนวลสีเขียวเทา หูใบเรียวม้วนหุ้มยอด ดอกขนาด0.6ซม.สีขาวอมเขียว ออกเป็นกลุ่มช่อแบบช่อกระจะสั้นๆในซอกใบ ดอกมักออกก่อนจะเกิดใบชุดใหม่ ดอกร่วงอย่างรวดเร็ว กลีบเลี้ยง5กลีบเชื่อมกัน กลีบดอก5กลีบยาวเป็น3เท่าของกลีบเลี้ยง เกสรผู้10อัน ติดกับขอบนอกของหมอนรองดอก

ผลเมล็ดเดียว ขนาด4-6ซม.สีเขียวเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเมื่อสุกภายในมีเนื้อสีส้ม ผลห้อยมีก้านยาวคล้ายๆกับมะม่วงขนาดเล็ก

            เนื้อไม้แข็งแต่ใช้งานยากไม่ทนทาน ส่วนมากใช้ทำฟืน ใช้ทำเครื่องเรือนและอุปกรณ์การเกษตร ผลกินได้และมีน้ำมันใช้ทำสบู่ เทียน ติดไฟ ผลเป็นที่ชื่นชอบของสัตว์ป่า เนื้อในเมล็ดนำมาคั่วรับประทานได้

ระยะออกดอก : เดือนมกราคม-มีนาคม

ขยายพันธุ์ : ด้วยการเพาะเมล็ด

กระเบา

ชื่อวิทยาศาสตร์  Hydnocarpus anthelminitica  Pierre .ex. Lanessan
ชื่อสามัญ  Chaulmoogra
ชื่ออื่น  กระเบาตึก กระเบาน้ำ กระเบาใหญ่
ชื่อวงศ์ FLACOURTIACEAE
ถิ่นกำเนิด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์ ภูมิภาคอินโดจีน

           ไม้ ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 15-20 เมตรไม่ผลัดใบ ขึ้นตามป่าดงดิบใกล้ๆน้ำ และพบเป็นไม้ปลูกบ้าง เมล็ดแก่สามารถนำไปหีบทำน้ำมันทาแก้โรคผิวหนัง และวัณโรค สมัยก่อนมักนิยมนำมาใช้สำหรับรักษาโรคเรื้อน ซึ่งในปัจจุบันไม่ได้ใช้แล้ว ยังช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็ง รักษาโรคผิวหนังเรียกได้ว่าแทบทุกชนิด คุดทะราด และโรคผิวหนังผื่นคัน

ลักษณะของกระบก เรือนยอดเป็นพุ่มทึบ ใบรูปไข่แกมรูปหอก ใบหนาเกลี้ยง ดอกสีชมพูออกดอกเป็นดอกเดี่ยวหรือช่อสั้นๆตามง่ามใบ กลีบรองดอกและกลีบดอกมีอย่างละ 5 กลีบ ผลกลมใหญ่ ขนาด5-10ซม ผิวเรียบมีขนสีน้ำตาลแดง มีกระเบา ต้นตัวผู้ ดอกมีกลิ่นหอม เรียกว่า "แก้วกาหลง"

ระยะเวลาออกดอก : เดือน พฤษภาคม - สิงหาคม

 ขยายพันธุ์ : ด้วยการเพาะเมล็ด

กระเบากลัก

ชื่อวิทยาศาสตร์  Hydnocarpus illsifolia King
ชื่อสามัญ  --
ชื่ออื่น  กระเบาลิง กระเบียน ขี้มอด คมขวาน หัวค่าง ดูกช้าง
ชื่อวงศ์ FLACOURTIACEAE
ถิ่นกำเนิด --
เขตกระจายพันธุ์ ภูมิภาคอินโดจีน และแหลมมลายูประเทศไทยพบได้ทั่วทุกภาค

ไม้ต้นไม่ผลัดใบสูง 5-20เมตรเ ป็นพรรณไม้หลักของป่าดิบแล้งและป่าเบณจพรรณชื้น ป่าใกล้ชายทะเลและบริเวณใกล้เขาหินปูน ที่สูงจากระดับน้ำทะเล20-400เมตรเนื้อไม้ใช้ทำสิ่งปลูกสรางในร่ม เนื้อในเมล็ดใช้รับประทานได้ ทำสบู่ เทียนไข

ลักษณะของกระเบากลัก ลำต้นส่วนใหญ่เปลาตรง เปลือกเรียบสีเทา กลิ่นเหม็นเขียว

ใบ เดี่ยวเรียงสลับ รูปขอบขนานหรือรูปไข่แกมใบหอก เนื้อใบหนาเกลี้ยงเป็นมัน โคนใบมนหรือเบี้ยวเล็กน้อย ขอบใบจักฟันเลื่อยห่าง เห็นไดชัดในใบอ่อน ดอกสีเขียวอ่อน แยกเพศอยู่ร่วมต้น ผลกลมแข็งขนาด4-8ซม.ผิวมีขนนุ่มเป็นกำมะหยี่สีดำ ผลหนึ่งๆมีเมล็ด10-15เมล็ด


กระโดน

ชื่อวิทยาศาสตร์  Careya arborea Roxb.
ชื่อสามัญ  Tummy-wood,Patana oak
ชื่ออื่น   กระโดนโคก กระโดนบก จิก ปุย ปุยชาว

Slow Match Tree (in English.)

ชื่อวงศ์ LECYTHIDACEAE
ถิ่นกำเนิด

อนุทวีปอินเดีย อัฟกานิสถาน และ อินโดจีน

เขตกระจายพันธุ์

อินเดีย ศรีลังกา พม่า คาบสมุทรอินโดจีน หมู่เกาะอันดามัน คาบสมุทรมาเลย์ ปากีสถาน อาฟกานิสถาน

       กระโดนเป็นไม้ต้นขนาดกลาง ผลัดใบ สูง 8-20เมตร ชอบขึ้นตามป่าโล่ง รวมทั้งป่าเบญจพรรณและป่าแดงทั่วทุกภาค ในระดับความสูง50-500เมตร ลำต้นเปลาตรงมีกิ่งก้านสาขามาก  เรือนยอดเป็นพุ่มกลมแน่นทึบ เปลือกต้นหนาสีน้ำตาลปนเทาหรือปนดำ แตกล่อนเป็นสะเก็ดทั่วไป

ใบเดี่ยว รูปไข่กลับเรียงเวียนสลับตามปลายกิ่งขนาดใบกว้างประมาณ 8-14ซม.ยาว15-30ซม. ขอบใบหยักมน ปลายใบมน ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน ใบอ่อนสีน้ำตาลแดง

  ดอกเดี่ยวขนาดใหญ่ประมาณ 5-6ซม.สีขาวหรือสีเขียวอ่อนออกเป็นช่อตามกิ่งหลังผลิใบใหม่ มีเกสรเพศผู้ยาวเป็นฝอยจำนวนมากสีแดงหรือม่วงยาวเป็น2เท่าของกลีบดอก ดอกบานตอนกลางคืนและร่วงตอนเช้าตรู่ของวันถัดไป

ผล อวบน้ำมีเนื้อมาก เปลือกหนาขนาดประมาณ 5-6.5ซม. สีเขียวสดเมื่อสุกสีน้ำตาล มีก้านเกสรเมียและกลีบเลี้ยงติดอยู่ เมล็ดแบนสีน้ำตาลอ่อน ผิวเรียบจำนวนเมล็ดมากมีเยื่อหุ้มเมล็ด
ชอบแสงแดดจัดและทนความแห้งแล้งได้ดี
ใช้ ประโยชน์จากเนื้อไม้ใช้ในงานก่อสร้าง ทำเฟอร์นิเจอร์ ในอดีตใช้ทำลำกล้องปืน หมอนรถไฟ  ยอดอ่อน ดอกอ่อน เมล็ดอ่อน กินเป็นผักสดจิ้มน้ำพริก รส ฝาดมัน เปลือกลำต้นและดอกเป็นสมุนไพรทำยาหลายตำรับ ใช้เป็นยาทำความสะอาดบาดแผล รักษาโรคผิวหนังได้ดี โรคบิด หน้าบวม

เนื้อไม้ใช้สร้างบ้าน ทำเครื่องเรือน ทำเรือ ทำครกสาก ทำเกวียน เป็นไม้เนื้อแข็งใช้ทำหมอนรองรถไฟได้ดี


ระยะเวลาออกดอก : ช่วงเดือน มกราคม-เดือนเมษายน

ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด ตอนกิ่ง

แคนา


ชื่อวิทยาศาสตร์  Dolichandrone serrulata (Wall. ex DC.) Seem.
ชื่อสามัญ  --
ชื่ออื่น  แคขาว แคเก็ตวา แคเก็ดถวา แคภูฮ่อ แคแน แคอาว
ชื่อวงศ์ BIGNONIACEAE
ถิ่นกำเนิด เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์ พม่า ไทย ลาว เวียตนาม

ไม้ผลัดใบสูงถึง25เมตร เรือนยอดแคบทรงกระบอก กิ่งก้านเรียวเล็ก เปลือกต้นสีน้ำตาลอ่อน เรียบหรือล่อนหลุดเล็กน้อย ใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียวใบย่อย3-5คู่ ขอบใบหยักเป็นซี่ประปรายฐานใบไม่สมมาตรใบอ่อนจับแล้วรู้สึกเหนียว ดอกสีขาวสะอาดบานตอนกลางคืน ตอนเช้าร่วง ดอกกินได้ ช่อดอกสั้นไม่แตกแขนงช่อละ3-7ดอกออกที่ปลายกิ่ง ผลยาวปลายแหลมบิดเป็นเกลียว

ขึ้นประปรายในป่าเปิดจากจ.เชียงใหม่ลงไป ส่วนมาจะเห็นตามหัวไร่ปลายนา ที่ยังคงเหลืออยู่เพราะดอกรับประทานได้

ระยะออกดอก : เดือนมีนาคม-มิถุนายน

ขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ดและปักชำราก

แคหัวหมู


ชื่อวิทยาศาสตร์ 


Markhamia stipulata  Seem.var.stipulata

ชื่อสามัญ  --
ชื่ออื่น  แคเขา,แคหางค่าง,แคพุงหมู,แคอาว,
ชื่อวงศ์ BIGNONIACEAE
ถิ่นกำเนิด จีนตอนใต้และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์ ประเทศจีนตอนใต้ พม่า ภูมิภาคอินโดจีน และในประเทศไทย

ไม้ ต้นผลัดใบสูง8-15เมตร ขึ้นอยู่ในที่โล่งแจ้ง ป่าเบญจพรรณหรือป่าดิบ ที่ระดับ 600-1,600 เมตร ทางภาคเหนือและภาคกลาง ลักษณะทรงต้นเป็นพุ่มกลมทึบ เปลือกต้นสีครีมออกน้ำตาล มีรอยแตกตามแนวยาวเล็กน้อย เปลือกชั้นในมีชั้นสีส้มอ่อนกับส้มแก่สลับกัน กิ่งอ่อนมีขนแน่น มีรอยแผลใบให้เห็นอยู่

ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ใบย่อยรูปขอบขนาน 5-9 ใบ ยาว8-20ซม. ติดตรงข้ามกันเป็นคู่ๆ ปลายใบสอบหยักคดเป็นติ่งยาว เนื้อใบค่อนข้างหนาสีเขียวเข้ม ด้านล่างของใบมีขนสีน้ำตาลอ่อนซึ่งหลุดลอกง่าย

  ดอกช่อแบบช่อกระจะออกตามปลายกิ่ง ยาว10-20 ซม.ดอกรูปแตรบาน สีเหลืองหม่น และมีสีน้ำตาลแดงบริเวณโคนหลอดกลีบดอกด้านใน ปลายดอกแยกเป็น 5แฉก ขอบกลีบหยัก เมื่อบานมีขนาด 8-10 ซม.

ฝักแห้งแล้วแตกลักษณะกลมค่อนข้างแบน กว้าง2.5ซม.ยาว40-60ซม. ผิวฝักมีขนยาวสีเทาหนาแน่น เมล็ดบางมีปีก ดอกลวกเป็นผักจิ้ม เนื้อไม้ใช้ทำเสาและอุปกรณ์การเกษตร

ขยายพันธุ์ : ด้วยวิธีการใช้เมล็ด

งิ้ว


ชื่อวิทยาศาสตร์  Bobax ceiba Linn.
ชื่อสามัญ  Red cotton tree,Silk cotton,Kapok tree
ชื่ออื่น  งิ้วบ้าน งิ้วแดง งิ้วปง งิ้วป่า งิ้วหนาม นุ่นนาง
ชื่อวงศ์ BOMBACACEAE
ถิ่นกำเนิด ประเทศในเขตร้อน
เขตกระจายพันธุ์ อินเดีย เนปาล บังกลาเทศ พม่า กัมพูชา ลาวเวียตนาม จีนตอนใต้ ไต้หวัน คาบสมุทรมาเลย์ บอร์เนียว(ซาบาห์) ฟิลิปปินส์ ชวา สุลาวาสี หมู่เกาะซุนดาน้อย โมลุกกะ นิวกินี ตอนเหนือของออสเตรเลีย อเมริกาเขตร้อน


ในอินเดียถือว่าต้นงิ้วเป็นไม้ของพระศิวะ แต่ตามเรื่องคนไทยรู้จักกันดีว่า ต้นงิ้วเป็นที่อยู่ของครุฑ ในเรื่องกากี เรียกว่า วิมานฉิมพลี ชื่อเสียงของต้นงิ้วในภาคภาษาไทยเลยไม่ค่อยเป็นมงคล ในแง่ผิดศีลข้อ3  ตายไปจะตกนรกและรับโทษให้ปีนต้นงิ้ว ในวรรณคดีอินเดียเรียกไม้ชนิดนี้ว่า" ยมะทรุมะ "แปลว่า "ไม้นรก"
     แต่ ดูลีลาทรงต้นสวยไม่เบานะ ดอกก็สวยมากมีกลิ่นหอมอ่อนๆด้วยเหมือนกัน ลำต้นของงิ้วมีหนามทำให้กลายเป็นตำนาน เตือนสติคนที่คิดจะผิดศีล แต่นักนิยมธรรมชาติคงไม่ปฏิเสธว่าต้นไม้ต้นนี้ให้ความประทับใจเรื่องความงาม พอสมควร

งิ้ว เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบมีอายุยืนนาน  จะทิ้งใบหมดก่อนออกดอก ลำต้นและกิ่งจะมีหนามแหลมคม ใบเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือแต่ละช่อมีใบย่อย 5-7ใบ ดอกสีแดง สีเหลืองก็มีแต่ไม่ค่อยพบ ผลงิ้วรูปกลมยาวเหมือนลูกนุ่น เมื่อแก่สีน้ำตาลและแตก ภายในมีเมล็ดสีน้ำตาลดำ มีปุยสีขาวหุ้ม

            ปุยที่ได้จากผลภายในผลใช้ยัดที่นอน ใยของเปลือกใช้ทำกระดาษ น้ำมันจากเมล็ดใช้ประกอบอาหาร(ใช้แทนน้ำมันปาล์มก็ได้นะสิ) ดอกสวยสีแดงสวยงามจึงนำมาปลูกเป็นไม้ประดับมีความเชื่อว่ามีวิญญานอาศัยอยู่จึงไม่นิยมตัด

มักขึ้นตามริมทางที่โล่งแจ้งแต่ไม่ค่อยพบในป่า มีความทนทานต่อน้ำท่วมชั่วครั้งคราว มักพบบริเวณริมน้ำ

                 ปัจจุบันจะพบได้ไม่กี่ที่ในภาาคเหนือ หายาก รูปที่ได้มาก็ฝ่าฟัน ไปตอนกลางปี ไม่เห็นดอกอีกแระ สิ้นปีจะมาอีกครั้งหวังว่าจะได้รูปดอกมาใส่เว็ป  รูปพวกนี้ถ่ายที่สวนพฤกษศาสตร์พุแค จ.สระบุรี ต้นอายุไม่มากตามลำต้นมีปุ่มหนามเยอะ แก่หน่อยหนามจะน้อยลง(รูปซ้ายบน)

ออกดอกประมาณระหว่างเดือนธันวาคม- กุมภาพันธ์

ขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด

สัก


ชื่อวิทยาศาสตร์  Tectona grandis Linn.f.
ชื่อสามัญ  Teak
ชื่ออื่น  ปีฮี ปีฮือ เป้อยี (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), ปายี้ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี), เส่บายี้ (กะเหรี่ยง-กำแพงเพชร)
ชื่อวงศ์ VERBENACEAE
ถิ่นกำเนิด ตอนใต้ของประเทศอินเดีย พม่า ลาว ไทย
เขตกระจายพันธุ์ อินเดีย ศรีลังกา พม่า กัมพูชา ลาว เวียตนาม อินโดนีเซีย

สักเป็นไม้ต้นผลัดใบขนาดใหญ่สูงถึง30เมตร และเส้นผ่าศุนย์กลางถึง180ซม.ลำต้นเปลาตรง เรือนยอดเป็นพุ่มกลม เมื่ออายุมากโคนต้นเป็นพูพอนเล็กน้อย เปลือกต้นเป็นสีน้ำตาลอ่อน บางหลุดล่อนเป็นชิ้นแถบตามยาว เปลือกชั้นในสีขาว 

ใบเดี่ยวใหญ่มากขนาดของใบกว้าง12-35ซม.ยาว15-60ซม รูปไข่กลับ ขอบใบเรียบ ยอดอ่อนมีขนสีเหลืองรูปดาวใบแก่ด้านบนสากคาย ด้านล่างมีขนอ่อนนุ่ม กิ่งก้านเป็นสี่เหลี่ยม

           ดอกออกเป็นช่อใหญ่รูปปิรามิดที่ปลายกิ่ง ยาวถึง50ซม.ดอกเล็กสีขาว ผลแห้งกลมเปลือกแข็ง ภายในมี4ช่องแต่ละช่องมีเมล็ด1เมล็ด

  ครั้งหนึ่งไม้สักเคยเป็นองค์ประกอบสำคัญของป่าชื้นผลัดใบทั่วภาคเหนือ แต่ได้ถูกโค่นลงแทบหมด และมักมีป่าไผ่เกิดแทนที่ อย่างไรไม้สักมีการฟื้นตัวเร็ว ถึงแม้จะเป็นบริเวณที่ค่อนข้างเสื่อมโทรม ถ้าไม่ถูกโค่นซ้ำอาจจะมีโอกาสกลับมาเป็นป่าสักใหม่

ความเข้าใจที่คิดว่าไม้สักเป็นไม้เนื้อแข็งนั้นเป็นเพราะสักเป็นไม้เนื้ออ่อนที่มีความแข็งแรงทนทานกว่าไม้เนื้อแข็งบางชนิด ทนมอด ปลวกได้อย่างดี

ดู ต้นสักที่อายุพันห้าร้อยปีและใหญ่ที่สุดในโลก ไปที่นี่ วนอุทยานต้นสักใหญ่ บ้านปางเกลือ ตำบลน้ำไคร้ อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ สักต้นนี้ได้รับพระราชทานนามว่า มเหสักข์

ระยะออกดอกออกผล : เดือนเมษายน-ตุลาคม 

ขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด ติดตา ปักชำราก เพาะเนื้อเยื่อ


แสลงพัน


ชื่อวิทยาศาสตร์  Bauhinia involucellata Kurz.
ชื่อสามัญ  แสลงพัน ,แสนพัน (ยโสธร)
ชื่ออื่น 
ชื่อวงศ์ LEGUMINOSAE [FABACEAE]-CAESALPINIOIDEAE
ถิ่นกำเนิด
เขตกระจายพันธุ์

ไม้ต้นกึ่งเลื้อยเนื้อแข็ง มีมือจับ ลักษณะใบดอกเหมือนไม้ตระกูลเสี้ยวทั่วไปใบเดี่ยวเรียงสลับ กว้าง5-12ซม.ยาว6-15ซม.ปลายใบแยกเป็นสองแฉก ปลายมน โคนใบรูปหัวใจ

ดอกช่อแบบช่อแยกแขนง ออกที่ปลายยอด ดอกย่อยจำนวนมาก  ขนาด2-3ซม. กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันปลายแยกเป็น4-5แฉก กลีบดอก5กลีบ สีเขียวแกมเหลือง รูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดถึงรูปไข่แกมรูปหัวใจ เกสรเพศผู้ที่สมบูรณ์มี3อัน เกสรเพศผู้ที่ลดรูปมี7อัน ผลเป็นฝักแบนแห้งแตก รูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ แบน เมล็ดมีได้ถึง5เมล็ด



สารภี

ชื่อวิทยาศาสตร์  Mammea siamensis (Miq.) Anderson
ชื่อสามัญ  Mammee
ชื่ออื่น  สารภีแนน ทรพี สารพี สร้อยพี
ชื่อวงศ์ GUTTIFERRACEAE
ถิ่นกำเนิด ประเทศไทย
เขตกระจายพันธุ์ อินเดีย กัมพูชา ลาว เวียตนาม คาบสมุทรมาเลย์

ต้นนี้เป็นต้นไม้ของเราชาวไทย (วงเล็บ..ดูที่คำต่อท้าย ชื่อวิทยาศาสตร์ "ไซเมนสิส "จากที่ตู่ต้นไม้พื้นเพบ้านอื่นเป็นไม้ไทยไปหลายชนิด ฐานที่มาอยู่นาน นี่เป็นต้นหนึ่งที่แพง และเป็นต้นไม้ในดวงใจของใครหลายๆคน ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ลองสังเกตุดูต้นไม้ที่ถ่ายรูปมาสองต้นข้างบนเป็นต้นสารภีทั้งคู่ ถ่ายมาในช่วงเวลาเดียวกัน สถานที่เดียวกัน ทำไมถึงแตกต่างเหมือนเป็นต้นไม้คนละชนิด ก็เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมมีอิทธิพลส่งผลให้เป็นแบบนี้ไง ต้นซ้ายมืออยู่ในร่ม น่าจะไม่ได้ปุ๋ยนานแล้ว ต้นขวามืออยู่กลางแจ้งได้รับการดูแลตัดแต่งทรงพุ่มได้น้ำได้ปุ๋ย แล้วอีกอย่างก็เด็กกว่าเยอะ  บางทีก็ให้นึกเห็นใจผู้คนที่อยากได้ต้นไม้ใหญ่เก่าแก่ลีลามาปลูกไว้เป็นสมบัติส่วนตัว หารู้ไม่ว่าถ้าไม่ได้สนใจเรื่องอายุขัย ก็อาจเชยชมได้ไม่นาน เหมือนพาคนแก่ย้ายบ้านไงงั้น ทั้งเหนื่อยทั้งผิดที่ ทั้งเหงาทั้งหงอยแล้วก็ไม่โตแล้ว......... กลับเข้าเรื่องดีกว่าพาไปไกลเกิน

สารภีเป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ สูงประมาณ 12-15เมตร เป็นพันธุ์ไม้ที่ปลูกได้ทั้งกลางแจ้งและร่มรำไร ขึ้นได้ในดินทุกชนิดไม่เรื่องมาก ไม่เลือกปุ๋ย ไม่ค่อยพบในป่า มักเป็นไม้ปลูก และพบปลูกมากตามวัดเนื่องจากมีกลิ่นหอมลักษณะของใบ แน่นพุ่มทึบแตกกิ่งก้านสาขามาก ใบเรียบเกลี้ยง ปลายใบกว้างกว่าโคนใบ เปลือกต้นสีคล้ำมีรอยแตกเป็นสะเก็ดอยู่ทั่วไป สารภีมีดอกสีขาว ที่มีกลิ่นหอมแรงและหอมได้ไกลมาก ออกดอกเรียงแน่นเป็นกระจุกตามซอกกิ่งหรือตามกิ่งแก่ ผลของสารภีเป็นกระปุกเล็กๆเมื่อสุกสีเหลืองแก่มีรสหวานรับทานได้

   เนื้อไม้คุณภาพดีใช้งานง่าย ทำเครื่องเฟอร์นิเจอร์ งานแกะสลัก เรือ และงานก่อสร้างต่างๆ แถมรูปอีกหน่อย รูปเยอะบอกแล้วว่าเป็นต้นไม้ในดวงใจของใครหลายคน

ระยะเวลาดอกออก : ราวเดือนมกราคม-เดือนกุมภาพันธุ์

ขยายพันธุ์ : ด้วยวิธีเพาะเมล็ด หรือตอนได้ 


สาธร


ชื่อวิทยาศาสตร์  Millettia leucantha Kurz var. buteoides (Gagnep.) P.K.Loe
ชื่อสามัญ  Sathon
ชื่ออื่น  กะเจ๊าะ,ขะเจ๊าะ,ไม้กระทงน้ำผัก,สะท้อน
ชื่อวงศ์ LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE
ถิ่นกำเนิด เอเซียเขตร้อน
เขตกระจายพันธุ์ ภูมิภาคอินโดจีน และไทย (เป็นพันธุ์ไม้พระราชทานประจำจังหวัดนครราชสีมา)


ไม้ ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูง5-18เมตร ผลัดใบ พบในป่าผสมผลัดใบและป่าดิบแล้งทั่วประเทศที่ระดับความสูง100-450เมตรเนื้อไม้และแก่นมีลักษณะสวยงามใช้ในการก่อสร้าง ใช้ทำเครื่องเรือน ลักษณะทั่วไปของต้นสาธร ลำต้นแตกกิ่งค่อนข้างต่ำ เรือนยอดโปร่งแผ่กว้าง เปลือกนอกสีเทาเรียบหรือแตกเป็นสะเก็ดเล็กๆ

ใบ ประกอบขนนกปลายคี่ ยาว20-30ซม. ใบย่อย7ใบเรียงตรงข้ามรูปหอกกลับยาว5-12ซม. ขอบใบเรียบ แผ่นใบด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขนนุ่มเล็กน้อย ใบอ่อนสีน้ำตาลแดง 

ช่อดอกแยกแขนง ออกตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ช่อยาว5-8ซม. ดอกย่อยรูปถั่ว กลีบดอกสีขาวหรือสีม่วงอ่อน 

ผลเป็นฝักแบบฝักถั่ว กว้าง3.5-4ซม.ยาว7-14ซม.รูปใบหอกกลับ เมล็ดรูปขอบขนานแกมรูปรีมี3-5เมล็ด

ฝักอ่อนมีขน ฝักแก่แห้งและแตก

ระยะเวลาออกดอก : เดือนกุมภาพันธุ์-เมษายน

ขยายพันธุ์ : ด้วยการเพาะเมล็ด


คงคาเดือด


ชื่อวิทยาศาสตร์  Arfeuillea Arborescens
ชื่อสามัญ  Hop Tree
ชื่ออื่น  หมากเล็กหมากน้อย ช้างเผือก ตะไล ตะไลคงคา สมุยกุย
ชื่อวงศ์ SAPINDACEAE
ถิ่นกำเนิด ไทย ลาว
เขตกระจายพันธุ์

พม่า,ภูมิภาคอินโดจีน ในไทยพบได้ทุกภาค ยกเว้นภาคใต้

ไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 8-15 เมตร ผลัดใบ เรือนยอดรูปไข่ ทึบ เปลือกนอกสีเทาอมดำเรียบหรือแตกล่อนเป็นแผ่น เปลือกในสีขาว กิ่งก้านมาก
          ใบประกอบแบบขนนก ปลายคู่ เรียงสลับ ใบย่อยเรียงตรงข้ามหรือเยื้องกัน 4-5 คู่ ใบรูปไข่หรือรูปใบหอก กว้าง 2.5-4 ซม. ยาว 4.5-7 ซม. ปลายใบเป็นติ่งแหลมหรือเรียงแหลม โคนใบสอบหรือเบี้ยว ขอบใบเป็นคลื่น แผ่นใบบางสีเขียวเข้ม ผิวใบด้านล่างสากมือ

  ดอกออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงที่ปลายกิ่ง ช่อดอกยาว 30-40 ซม. กลีบเลี้ยง 5 กลีบ กลีบดอก 2-4 กลีบ ดอกบานเต็มที่กว้าง 1-1.5 ซม. ดอกสีน้ำตาลมีกลิ่นหอม
      ผลอ่อนเขียวมีปีก 3 ปีก ขนาด 3.5-5 ซม. ผลแก่สีน้ำตาล มี 3 เมล็ดต่อผล เมล็ดค่อนข้างกลมสีดำ

ระยะออกดอก : พฤศจิกายน-ธันวาคม

ขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด


อุโลก


ชื่อวิทยาศาสตร์  Hymenodictyon orixense (Roxb.) Mabb.
ชื่อสามัญ  --
ชื่ออื่น  ส้มกบ ส้มลุ ส้มเห็ด ลุ สังเหาะ ลาตา
ชื่อวงศ์ RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด --
เขตกระจายพันธุ์ บังคลาเทศ อินเดีย ศรีลังกา พม่า ไทย ลาว เวียตนาม

ไม้ ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง10-30เมตรผลัดใบ พบในป่าเต็งรัง และป่าผสมผลัดใบในทุกภาคของประเทศ ที่ระดับความสูง 30-500เมตร ลักษณะลำต้นเปลาตรงเปลือกหนาสีน้ำตาลปนเทา แตกล่อนเป็นสะเก็ด เนื้อไม้สดสีเหลืองทิ้งไว้นานเป็นสีเทาปนเหลือง เรือนยอดเป็นพุ่มกลมโปร่ง เรียงเป็นกระจุกอยู่ตามปลายกิ่ง

ใบรูปรีหรือรูปไข่กลับ กว้าง8-12ซม.ยาว12-25ซม.

โคนใบสอบ ปลายใบมนและมีติ่งทู่ ใบอ่อนสีชมพูอ่อนและมีขน ใบแก่เกลี้ยง หูใบอยู่ระหว่างก้านใบ

ดอก ออกเป็นช่อยาว 5-8 ซม.ตามปลายกิ่ง ดอกย่อยสีขาวขนาดเล็ก กลีบดอก 5 กลีบ มีกลิ่นหอม

ผลแห้งรูปรี ยาว 2-3ซม.แก่แห้งแล้วแตก

เนื้อไม้ค่อนข้างหยาบและอ่อนใช้ในงานก่อสร้างตกแต่งภายใน ทำลังใส่ของหรือกล่อง เปลือกใช้เป็นยาสมุนไพร แก้ไข้ กระหายน้ำ
ขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด

  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view