สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

สารพัดต้นไม้จัดสวน

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

ต้นนี้อยู่บทไหน ดูที่นี่

ค้นหาต้นไม้ได้ตรงนี้

สวนสไตล์ต่างๆ

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

สัตว์ในสวน- ศัตรูพืช และโรคพืช- สารฉีดพ่นปลอดภัย

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ต้นไม้ชื่อนี้มีระดับ

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

เลือกปลูกต้นไหนดีหนา ?

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 22/09/2017
สถิติผู้เข้าชม 7,766,563
Page Views 12,296,678
 
« September 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930

ต้นไม้ใหญ่ 3

ต้นไม้ใหญ่ 3

คูนขาว,คูนชมพู,คูนสายรุ้ง,แจง,ชมภูภูคา,ชุมแสง,ตะเคียน,รัตนพฤกษ์,เสลา,อินทนิลน้ำ,อินทนิลบก

ตะแบกนา,ตะแบกเกรียบ,หางนกยูงไทย,หางนกยูงฝรั่ง,อโศกน้ำ

อโศกอินเดีย,โสกเขา,โสกขาว

ศรียะลา,ชงโคนา,เสี้ยวป่า,แสมสาร,เสม๋ดชุน,เสม็ดขาว,เสม็ดแดง

ศุภโชค,หูกระจง,หูหนู,พี้จั่น,พยอม,พะยูง

ชิงชัน,บุหงาส่าหรี,เกษมณี, จัน-อิน,ตะลุมพุก

จิกสวน,จิกนา,จิกทะเล,จิกนมยาน,เฉียงพร้านางแอ,กาญจนิกา

มะค่าโมง,มะค่าแต้

ต้นไม้ใหญ่ 3

แจง

ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Maerua siamensis (Kurz) Pax.

ชื่อ อื่น : แกง , แก้ง

วงศ์ : CAPPARIDACEAE

             เป็น ไม้ยืนต้น เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่สูงไม่เกิน 10 เมตร มีใบประกอบแบบ 3 ใบย่อย เรียงตัวแบบแผ่ๆ หรือแบๆ ออกมา ลักษณะคล้ายตีนนก ใบค่อนข้างแข็ง กว้าง 1-3 ซม. ยาว 5-7 ซม.ดอก สีเขียวอมขาวออกเป็นช่อตามซอกใบหรือปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงมี 4 กลีบ โคนเชื่อมกัน ปลายแยกเป็น แฉกรูปไข่ กว้าง 0.2-0.3 ซม. ยาว 0.7-1 ซม. ปลายแหลม ขอบมีขนคล้ายเส้นไหม ไม่มีกลีบดอก เมื่อบานเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 ซม. ผลรูปรีหรือ รูปกลม กว้าง 1.3-1.5 ซม. ยาว 2-2.5 ซม. เมล็ดมีลักษณะเป็นรูปไต

ตอนนี้นิยมขุดล้อมนำมาเป็นไม้ประดับขนาดใหญ่ ราคาแพง เนื่องจากล้อมยากมาก ความเสี่ยงในการหลุดสูง ในรูปที่นำมาประกอบต้นล่างจะ เป็นต้นที่ขึ้นตามธรรมชาติ ตามป่าชายเขา แถวนั้น(ไม่บอกที่ไหน เดี๋ยวหมด)เมื่อก่อนมีต้นใหญ่หลายต้น เดี๋ยวนี้เหลือแต่ต้นขนาดนี้ ไม่กี่ต้น ที่เหลือนี่ 1 เพราะต้นมันเล็กเกินไม่ได้ราคาทำให้ราคาเสีย  2 ติดหินล้อมขึ้นได้แต่ก็อาจไม่รอด

              ตาม ความคิดนะเสียดายมากที่ต้นไม้พวกนี้ต้องถูกพรากมาจากป่า (อย่าว่าสำนวนน้ำเน่าล่ะ)เพราะเมื่อมีการล้อมต้นไม้ใหญ่เอามาไว้ในเมืองหมด  คุณประโยชน์ที่ได้รับก็เป็นแค่ความสุขทางใจ แต่หากยังอยู่ในที่นั้นๆ ดูสรรพคุณซะก่อนว่าชาวบ้านเขาใช้ทำอะไร

ดอกอ่อน ยอดอ่อน นำมาดองคล้ายดอกกุ่มหรือผักเสี้ยน กินกับน้ำพริก

แจงเป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่มีการใช้ ราก เป็นยาบำรุงกำลัง แก้ปัสสาวะพิการ แก้ปวดเมื่อย ขับปัสสาวะ แก้ดีซ่าน แก้หน้ามืดตาฟาง รักษาฝีในคอ แก้ไข้จับสั่น แก้กระษัย

 ต้น มีคุณสมบัติเหมือนราก แต่มีคุณสมบัติมากกว่ารากตรงที่แก้แมงกินฟัน ทำให้ฟันทน เปลือก แก้หน้ามืดตาฟาง บำรุงกำลัง แก้ปัสสาวะพิการ แก้กระษัยปวดเมื่อยตามร่างกาย

แก่น แก้ไข้ตัวร้อน

รากและใบ ต้มน้ำดื่ม แก้ดีซ่าน หน้ามืด ตาฟาง

ใบและยอด ตำโขลกใช้สีฟันทำให้ฟันทน

ใช้ทั้งห้า แก้ไข้จับสั่น แก้ดีพิการ แก้ร้อนในกระหายน้ำ

 ถึง ปัจจุบันจะบอกว่าเทคโนโลยี่ทางการแพทย์ก้าวหน้าเกินกว่าจะให้ชาวบ้านมาต้มยา กิน ฝนรากพอกอะไรทำนองนี้ แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าเพราะเราขาดการส่งเสริมให้รู้จักและเข้าใจในคุณค่าถึง สิ่งที่เรามี ละเลยที่จะให้ความสำคัญกับสิ่งมีชีวิตที่อยู่ใกล้ตัว มองไปข้างหน้าอย่างเดียว ไม่ได้เหลียวหลังระวังหน้าอย่างที่ปู่ย่าตายายท่านสอนไว้ ขอบ่นอีกครั้งเพียงเท่านี้ล่ะ

ชมพูภูคา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bretschneidera sinensis Hemsl.

วงศ์ : BRETSCHNEIDERACEAE

ไม้ ยืนต้นขนาดใหญ่สูงได้ถึง25เมตร เปลือกต้นเรียบสีเทาอ่อน ใบประกอบแบบขนนก ใบย่อย4-8คู่ ขนาดกว้าง2.5-6ซม.ยาว8-25ซม.ฐานใบเบี้ยว ใบแก่เกลี้ยงมีขนเล็กน้อยบนก้านใบ ด้านล่างใบสีเทาอ่อน

ดอก สีชมพูสดใสขนาด3.5-4ซม. ช่อไม่แตกแขนง ออกที่ปลายกิ่ง ยาว40ซม กลีบดอกกลม5กลีบ ฐานกลีบแคบ เกสรเพสผู้ 8 อันอยู่กันเป็นกลุ่มโค้งลง ก้านเกสรเพศเมีย1อัน ผลขนาด4ซม.มนรีปลายสองข้างแคบแตกเป็น3เสี้ยง แต่ละเสี้ยวมี1-2เมล็ด

เป็นพืชเฉพาะถิ่น พบที่ดอยภูคาจังหวัดน่าน ออกดอกเดือนมกราคม-มีนาคม

การกระจายพันธุ์ จีนตอนใต้ ตอนเหนือของเวียตนาม

ชุมแสง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Xanthophyllum lanceatum (Miq.) J.J.Sm.

ชื่ออื่น : กระเบียน, สองแสง, แสงกึน

ชื่อวงศ์ : XANTHOPHYLLACEAE

ต้นชุมแสง  มีลักษณะคล้ายกับต้นแจง   สมัยก่อนมีขึ้นอยู่ทั่วไป สูง 5-8 เมตรไม่ผลัดใบ  เปลือกเรียบสีนำตาลอมเทา ลำต้นบิดงอ ใบคล้ายกับใบมะปรางเขียวชอุ่มตลอดทั้งปี   โบราณใช้ทำยารักษาโรคพรายเลือดลมสตรี  ผลของต้นชุมแสงใช้เป็นลูกกระสุนสำหรับธนู ดอก สีขาวอมชมพู ออกเป็นช่อแบบช่อเชิงลดที่ปลายกิ่ง หรือ ซอกใบใกล้กิ่ง ช่อดอกยาว ออกดอกราวเดือน มี.ค - เม.ย

  (แต่รูปดอกนี่ถ่ายเดือนมกราคม2553นี้นะ ถ่ายจากต้นที่ล้อมมายังไม่ลงดิน)

ชุมแสงเป็นไม้ยืนต้นที่ยากจะทิ้งใบ  
  ปัจจุบันต้นชุมแสงจัดเป็นต้นไม้
ที่ควรอนุรักษ์


ตะเคียนทอง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hopea odorata Roxb.
วงศ์ : DIPTEROCARPACEAE

                  ไม้ต้นขนาดใหญ่สูง 20-40เมตร ไม่ผลัดใบ เรือนยอดแน่น สีเขียวเข้ม กิ่งแผ่กว้าง ลำต้นเปลาตรงเปลือกนอกสีน้ำตาลคล้ำเกือบดำ มักมีร่องลึกตามยาว เมื่ออายุมากขึ้นเปลือกจะเป็นเกล็ดๆ  เปลือกชั้นในสีเหลืองหม่นมักจะมีน้ำยางสีเหลืองซึมออกมา  กิ่งแขนงเรียวเล็กลู่ลง

ใบ รูปไข่แคบหรือเกือบขอบขนาน ขนาดของใบกว้าง3-7.5ซม.ยาว8-16ซม.ฐานใบป้านหรือกลมไม่สมมาตร ใบเกลี้ยงเป็นมันด้านล่างของใบจะมีตุ่มหูดสีเหลืองอ่อนใบอ่อนมีขนรูปดาวสี เทา ใบแก่ผิวเรียบยกเว้นมีกลุ่มขนเล็กๆสีดำในซอกเส้นใบ หูใบเป็นรูปสามเหลี่ยม

ดอกขนาด0.8-1ซม.สีขาวหรือเหลืองอ่อนมีกลิ่นหอมทุกส่วนของช่อดอกมีขนนุ่มสีเทาดอกเป็นช่อถึง50ดอก ออกที่ปลายช่อและซอกใบบนๆ

  ผลมีปีกยาว2ปีก ปีสั้น3ปีก ปีกซ้อนกันแต่หุ้มส่วนกลางผลไม่มิด

กระจายอยู่กว้างขวางพบทั่วไปเป็นไม้ที่ทนต่อแมลงและปลวก เนื้อไม้แข็งและทน แต่ทำให้แห้งยาก เป็นที่รู้จักกันในแง่เนื้อไม้ที่มีคุณภาพสูง เปลือกมีสารแทนนินสูง ใช้ในอุตสาหกรรมฟอกหนัง ต้นที่มีขนาดใหญ่ในป่าหายากมาก นอกจากป่าที่ได้รับการดูแลอย่างดีหรือป่าที่เข้าถึงยาก

การกระจายพันธุ์ พม่า หมู่เกาะอันดามัน กัมพูชา ลาว เวรียตนามตอนใต้ คาบสมุทรมาเลย์ตอนเหนือ

รัตนพฤกษ์

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia fistula x Cassia bakeriana หรือ Cassia fistula x Cassia javanica

ชื่อสามัญ : Rainbow Shower Tree

ชื่ออื่น : คูนชมพู,คูนสายรุ้ง

วงศ์ : Fabaceae

คูณสายรุ้ง

เป็น ไม้ทรงพุ่มโปร่ง นิยมปลูกประดับเพื่อความสวยงามและให้ร่มเงา เป็นไม้ทนแล้งได้ดี ทนต่อสภาพแวดล้อมดูแลรักษาง่ายขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่งแต่จำเป็นต้องใช้ ฮอร์โมนเร่งราก เวลาออกดอกพร้อมกันทั้งต้นสวยจริงๆ ต้นนี้ถ่ายเมื่อ10ก.ค53 นี่เองดอกใกล้วายหมดแล้วไปเจอช้าไป เจ้าของท่านไม่ได้ถ่ายรูปไว้ท่านบอกเห็นอยู่ทุกปีใครเห็นใครชม ตอนออกดอกทั้งต้นตอบคำถามได้ทุกวันดอกดูแล้วคล้ายดอกคูน จึงเรียกอีกชื่อว่าคูนชมพู

คูนขาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia xnealiae

ชื่อสามัญ :  Showering Tree

วงศ์ : Fabaceae

3/2/2017

ขยายพันธุ์โดยการ ตอนกิ่ง ทาบกิ่ง เสียบยอด
การขยายพันธุ์ค่อนข้างยากราคาค่อนข้างสูงกว่าคูนขนิดอื่นๆ ต้นขนาดนี้ประมาณเส้นผ่านศูนย์กลางต้น6"ราคา12,000

เสลา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lagerstroemia loudonii Teijsm. et Binn.

วงศ์ : Lythraceae
ชื่ออื่น : อินทรชิต เกรียบ ตะเกรียบ ตะแบกขน เสลาใบใหญ่ เสลา

ถิ่นกำเนิด เขตร้อนทั่วไปในเอเซีย


ไม้ ต้นผลัดใบสูง5-15 เมตรเรือนยอดกลมใบดกและกิ่งโน้มลงรอบทรงพุ่ม เปลือกสีดำแตกเป็นร่องเล็กตามความยาวลำต้น ช่อดอกใหญ่ ออกที่ปลายกิ่ง และกิ่ง ข้าง ดอกสีม่วงอมชมพู หรือม่วงและขาว บางต้นมีสีขาวล้วนออกดอกเดือน พฤศจิกายน-เดือนมกราคม ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

พูด ถึงต้นไม้ในสกุล เรเกอร์สตรอเมียหรือสกุลของ ตะแบก เสลา อินทนิลนี้ ทางอิสานจะเรียกรวมกันว่า"เปื่อย"และมีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก จนบางทียากที่จะบอกว่าต้นไหนเป็นต้นไหนเพราะตะแบกบางพันธุ์มีใบเล็กใบใหญ่ เหมือน เสลากับอินทนิล ดอกก็เหมือนกันบางพันธุ์จะมีดอกขนาดใหญ่สีม่วงขาว ชมพู มองคละกันไปดูเหมือนกันไปหมดบางพันธุ์ก็มีขนาดเล็กสีสันต่างๆก็คล้ายกันทั้ง นั้น
      ในหนังสือของท่านอาจารย์ วิชัย อภัยสุวรรณแนะให้ลองสังเกตุดังนี้
ตะแบก - เปลือกเรียบเกลี้ยงเป็นสีเทาขาวขุ่น ตามเปลือกรอบต้นมีรอยคล้ายแผลเป็น ลักษณะเป็นดวงด่าง วงๆประอยู่ห่างๆทั่วไปตามลำต้น
เสลา - เปลือกลำต้นสีน้ำตาลคล้ำ หรือค่อนข้างดำ แต่ไม่ดำสนิท และจะมีรอยแตกตามยาวเป็นร่องตื้นตลอดต้น

จำไม่ได้ให้ท่องไว้.... เสลาเปลือกแตก-ตะแบกเปลือกเรียบ

             อินทนิล - เปลือกลำต้นจะมีผิวเรียบเกลี้ยง แต่มีแผ่นสะเก็ดบางๆลอกออกได้เองคล้ายเปลือกต้นฝรั่ง แต่ถ้าเปลือกของลำต้นมองดูกระด้างตาไม่มีการลอกเป็นสะเก็ดพวกนั้นคือตะแบก เปลือกบาง    

การกระจายพันธุ์ ลาว พม่า ไทย กัมพูชา

อินทนิลน้ำ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lagerstroemia speciosa (Linn.) Pers.
ชื่อสามัญ : Queen's Flower,Pride of India
วงศ์ : LYTHRACEAE

ไม้ ต้นสูง 10-15 เมตร กึ่งผลัดใบ หมายถึงถ้าขึ้นอยู่ในที่แห้งแล้งจะผลัดใบ เรือนยอดแผ่เป็นพุ่มกว้างกลม เปลือกหนาสีเทาอมน้ำตาล ใบเดี่ยวเรียบเป็นมัน เรียงตรงข้าม ใบยาวรูปไข่กึ่งขอบขนาน ถ้าผลัดใบจะผลัดใบประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม  ดอกออกเป็นช่อยาวประมาณ10-50ซม.ออกที่ปลายกิ่งและกิ่งข้าง  ดอกสีม่วงสด ,ม่วงอมชมพู ,สีชมพูหรือสีขาว ดอกขนาดใหญ่ขนาดดอกประมาณ 5-7.5ซมมีกลีบดอก6กลีบ.เกสรผู้จำนวนมาก ออกดอกเดือนพฤษภาคม-เดือนกรกฏาคม ผลเป็นแบบแคปซูลรูปไข่ เมื่อแก่มีสีน้ำตาล ผลแก่แตกออกเป็น6พู ผลและเมล็ดเล็กกว่าอินทนิลบก 

สำหรับอินทนิลพันธุ์สีชมพูสดเรียกว่า ตะแบกอินเดีย

อินทนิล น้ำนิยมใช้เป็นไม้ประดับและไม้ให้ร่มเงาตามอาคารบ้านเรือน สถานที่ราชการ ริมถนน สวนสาธารณะโดยทั่วไปขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด จะออกดอกเมื่ออายุประมาณ4-6ปี
การกระจายพันธุ์ อินเดีย พม่า จีนตอนใต้ คาบสมุทรอินโดจีน คาบสมุทรมาเลย์ สุมาตรา บอร์เนียว ฟิลิปปินส์ ชวา สุลาวาสี(ตอนเหนือของออสเตรเลีย)

อินทนิลบก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lagerstroemia macrocarpa Wall.

วงศ์ : LYTHRACEAE

ชื่ออื่น : จ้อล้อ กากะเลา กาเสลา

 ไม้ต้นสูง 8-15 เมตรใบเดี่ยวออกเรียงตรงข้ามเป็นคู่โคนใบมน ปลายใบมนหรือแหลม ใบใหญ่กว่าอินทนิลน้ำผลัดใบในฤดูหนาวราวเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคมจะแตก ใบใหม่พร้อมทั้งออกช่อดอก

ดอกจะออกเป็นช่อกระจะ สีชมพู ม่วงแดง ถึงซีดขาว กลีบดอก 6กลีบเกสรตัวผู้จำนวนมากเรียงเป็นกระจุกอยู่กลางดอกอับเรณูสีเหลือง

เป็น ไม้ที่พบเห็นอยู่ทั่วไปในประเทศโซนร้อน สำหรับประเทศไทยพบทั่วไปในป่าผลัดใบและป่าโปร่งผสม ปลูกง่ายขึ้นในดินแทบทุกชนิด จึงนิยมปลูกเป็นไม้ประดับและไม้ให้ร่มเงาเริ่มออกดอกช่วงเดือนธันวาคมถึง เดือนมีนาคมอินทนิลบกและอินทนิลน้ำขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด จะออกดอกเมื่ออายุ4-6ปี

การกระจายพันธุ์ ตอนเหนือของพม่า ไทย ลาว

ตะแบกนา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lagerstroemia floribunda Jack. var. floribunda
วงศ์ : LYTHRACEAE

ไม้ ต้นผลัดใบสูง15-30 เมตร โคนต้นมักเป็นพูพอน เรือนยอดเป็นพุ่มกลม เปลือกต้นเกลี้ยงสีเทาเป็นมันผิวเรียบลอกหลุดเป็นแผ่นบางๆ ใบเดี่ยว เส้นใบย่อยเลือนลางห่างๆกัน ใบอ่อนสีชมพูมีขนรูปดาว กิ่งก้านมีสันคม ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ยาว10-20เซนติเมตร กลีบดอกสีม่วงอมชมพู สีจะจางลงจนขาว ก้านช่อและดอกตูมมีขนละเอียดสีน้ำตาลทองปกคลุม ผลสีน้ำตาลเข้ม

ออกดอกเดือนเมษายน-กรกฏาคม ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
การกระจายพันธุ์คาบสมุทรมาเลย์ พม่า ไทย จีนตอนใต้ และคาบสมุทรอินโดจีน

ตะแบกเกรียบ

 ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lagerstroemia Cochinchinensis var. ovalifolia Kurz

วงศ์ : LYTHRACEAE

 

ไม้ ต้นขนาดใหญ่สูงถึง43เมตร ลำต้นยาวปลายสอบกิ่งก้านเรียวเล็ก โคนต้นเป็นร่องลึก เปลือกต้นสีน้ำตาลอ่อน เรียบหลุดล่อนเป็นแผ่นกลมบาง ใบอ่อนมีขนรูปดาวสีน้ำตาลส้มปกคลุมหนาแน่น และขนยังคงมีในใบแก่อย่างน้อยด้านล่าง ดอกสีชมพูม่วงเป็นช่อยาว9-16ซม. ก้านช่อมีขนสีน้ำตาลหนาแน่นส่วนล่างมีใบเล็กรูปไข่

ผลรูปไข่มีขน มีชั้นกลีบเลี้ยงคลุมอยู่1/3ของผล

หางนกยูงไทย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Caesalpinia pulcherrima (Linn.) Swartz
ชื่อสามัญ : Barbados Pride, Dwarf Poinciana

ชื่ออื่น : จำพอ, ส้มพอ, นกยูงไทย
วงศ์ : CAESALPINIACEAE
ถิ่นกำเนิด : อเมริกาใต้

ไม้ พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูง 1-3 เมตร ทรงพุ่มกลมแผ่ออกด้านข้าง บางพันธุ์มีหนามบางพันธุ์ไม่มีหนาม ลำต้นสีเทา กิ่งอ่อนสีเขียว ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้นมีใบย่อย 7-12คู่ ใบย่อยมีขนาดเล็กรูปไข่กลับ หรือขอบขนาน ขอบใบเรียบ ปลายใบมนโคนใบเบี้ยว ขนาดใบกว้าง 0.5-1ซม.ยาว1-2ซม.

ดอกออกเป็นช่อเชิงหลั่น  ช่อดอกออกที่ปลายกิ่งหรือกิ่งข้าง ดอกย่อยมี10-20 ดอก กลีบดอกมีขนาดไม่เท่ากัน มีหลายสีเช่นสีเหลือง ส้ม แดง และชมพู ดอกจะทยอยบานจากโคนช่อ กลีบดอกมี5กลีบ ก้านดอกยาว3-7ซม. ดอกบานเต็มที่จะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง3-4ซม.

ผล เป็นฝักแบน ตรงปลายมีติ่ง กลางฝักคอดเว้าเล็กน้อย โคนสอบสีเขียว เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีดำ กว้าง1-2ซม.ยาว8-12ซม. ออกดอกตลอดปี ปลูกได้ทั่วไปในเขตร้อน พบได้ในทุกภาคของไทย


หางนกยูงฝรั่ง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Delonix regia (Bojer) Raf
ชื่อสามัญ : Flame Tree, Royal poinciana, Flamboyant
ถิ่นกำเนิด : เกาะมาดากัสการ์ในทวีปอาฟริกา

 ไม้ต้นผลัดใบสูงประมาณ 15 เมตรเปลือกสีเทาเกลี้ยง เรือนยอดเป็นรูปร่มกว้าง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกและมีใบย่อยเล็กจำนวนมาก ดอกใหญ่ออกที่ปลายยอดและกิ่งข้าง กลีบรองดอกมี5กลีบขนาดไม่เท่ากัน มีสีแดงอมส้ม สีส้มและสีเหลืองบ้าง เกสรตัวผู้มี10อัน อยู่เป็นอิสระ ถ้าขึ้นในที่แล้งจะออกดอกจนมองไม่เห็นใบ ออกดอกในระหว่างที่ผลัดใบหรือแตกใบอ่อน ผลเป็นฝักแบนแข็งขนาดกว้าง3-5ซม.ยาว40-60ซม. ฝักแก่มีสีน้ำตาลดำ เมื่อแก่จะแตกออกทั้งสองด้านเมล็ดภายในฝักมีลักษณะกลมยาวสีน้ำตาลดำขอบขาว เปลือกเมล็ดแข็งมาก

              ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดก่อนเพาะควรขลิบเปลือกออกเล็กน้อยระวังอย่าให้โดนต้นอ่อน จะช่วยให้เมล็ดงอกเร็วขึ้น

ออกดอกเดือนเมษายน-เดือนมิถุนายน

                  หางนกยูงเป็นสัญญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีธงประจำมหาวิทยาลัยสีเหลืองแดงเหมือนสีของดอกหางนกยูงฝรั่ง

เป็นไม้ที่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับให้ร่มเงา บริเวณอาคาร สถานที่ราชการ ริมถนน สวนสาธารณะเพราะมีพุ่มใบและช่อดอกที่สวยงาม ให้ระวังว่าไม่ควรปลูกใกล้ตัวบ้าน
ชอบขึ้นในที่ที่มีการระบายน้ำดี ค่อนข้างแห้งแล้ง ดินร่วนปนทรายและดินไม่เหนียวเกินไป


โสกน้ำ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Saraca indica Linn.
ชื่อสามัญ : Saraca

ไม้ ต้นสูง9-12เมตรไม่ผลัดใบ เรือนยอดทึบกลม พุ่มใบทึบ ใบอ่อนสีเขียวนวลๆ เปลือกต้นสีขี้เถ้าหรือน้ำตาลจางเรือนยอดแผ่กว้างแตกกิ่งแขนงมากมาย ปลายกิ่งลู่ลงดิน ใบเป็นใบประกอบมี1-7คู่ ใบรูปไข่หรือรูปหอก ขนาดกว้าง2.5-7ซม.ยาว7-11ซม.ปลายใบแหลมโคนใบมน ใบอ่อนสีขาวห้อยลงและจะเปลี่ยนเป็นสีเขียว  ดอกมีกลิ่นหอมออกเป็นช่อตามบริเวณปลายกิ่งกลีบรองดอกมี 4 กลีบ รูปไข่กลับแกมขอบขนาน สีเหลืองแสดถึงสีแดง กลีบดอกไม่มี เกสรเพศผู้ 6-8 อัน

ฝักรูปขอบขนานถึงรูปหอกยาว6-25ซม.กว้าง2-6ซม.มีช่อละ1-2ฝัก

ดอกออกในเดือน มกราคม-เดือนกุมภาพันธ์

มัก ขึ้นริมน้ำตามป่า ถ้ากำลังกระหายน้ำหรือขาดน้ำในขณะที่กำลังเดินอยู่ในป่าถ้าพบต้นอโศกขึ้น อยู่ให้รีบเดินลงเขาทันทีไม่เกิน 15 นาที ก็จะพบแหล่งน้ำนิยมปลูกเป็นไม้ประดับขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด



โสกขาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Maniltoa grandiflora Scheff.
วงศ์ :LEGUMINOSAE

ชื่อสามัญ : White Handkerchief

ถิ่นกำเนิด :นิวกินี


ไม้ ต้นสูง 4-5 เมตร ใบประกอบมี 1-3คู่ รูปขอบขนานสองข้างใบย่อยไม่เท่ากัน ตอนเป็นใบอ่อนจะมีสีชมพูขาว แล้วเปลี่ยนเป็นสีเขียวอ่อนและเขียวมากขึ้นตามลำดับแก่อ่อน  เกิดจากการผลิของตาใบพร้อมกัน ใบย่อยยาว9-17ซม.

ดอก มีขนาดเล็กมากสีขาว ออกที่ปลายกิ่งหรือกิ่งข้าง มีใบประดับหุ้มหลายชั้นเกสรกลีบรองดอก 4 กลีบ กลีบดอก 5 กลีบ มีขนาดไม่เท่ากัน  เล็กมาก สีขาว เกสรเพศผู้ 20-60 อันอัดติดกันแน่นที่ฐาน ฝักตรงและหนา ยาวประมาณ3 ซม.มีเมล็ด1-2เมล็ด มีดอกสองสี คืออย่างชนิดดอกสีขาว และดอกสีชมพู ขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง





โสกเขา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Saraca declinata ( Jack) Miq.

วงศ์ : FABACEAE

ถิ่นกำเนิด ไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย

ไม้ต้น ใบประกอบแบบขนนก ดอกออกเป็นช่อ ผลเป็นฝัก สูงได้ถึง 10 เมตร ใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 3-7 คู่ กว้าง 2-8 ซม. ยาว 8-30 ซม. ดอกออกเป็นช่อที่ซอกใบหรือปลายกิ่ง ไม่มีกลีบดอก กลีบเลี้ยง 4 กลีบ สีส้มหรืออมแดง มีลักษณะคล้ายกลีบดอก เกสรเพศผู้จำนวน 4 อัน ผลเป็นฝัก รูปขอบขนานหรือรูปหอก บิดเบี้ยว ปลายเป็นติ่ง ใช้ปลูกประดับจัดสวน  พุ่มสวยดอกสวย

ศรียะลา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Saraca thaipingensis Cantly ex Prain
ชื่อสามัญ : Yellow Saraca
ชื่ออื่น : โสกเหลือง ,อโศกใหญ่ ,อโศกเหลือง
วงศ์ : LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE
ถิ่น กำเนิด : มาเลเซีย

รูปภาพ : สวนสวรส

รูปนี้ถ่ายได้ดอกที่ปราจีน ดอกเหลือน้อยแล้ว (17/2/53)

 เป็น ไม้ต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 10-12 เมตร ใบอ่อนออกเป็นพวงที่ปลายยอดสีม่วงต่อมาเปลี่ยนเป็นสีเขียวอ่อน ออกเป็นช่อใหญ่มองเผินๆเหมือนใบชมพู่ ช่อหนึ่งมีใบย่อย4-8คู่ ใบรูปขอบขนานหรือรูปหอก ขอบใบเรียบปลายใบแหลม เส้นกลางใบเด่นชัด ใบย่อยขนาดกว้าง3-9ซม.ยาว7-32ซม. เมื่อใบแก่จัดจะมีสีเหลืองอมน้ำตาลอ่อนแล้วร่วงหล่นไปตามฤดูกาล

ช่อดอกสีเหลืองอมส้ม ออกเป็นช่อกลมตามปลายกิ่งและลำต้น ขนาดช่อ15-35ซม.ช่อหนึ่งๆมีหลายดอก ก้านดอกยาวชูเด่นเห็นได้ชัด ในแต่ละช่อดอกย่อยจะบานไม่พร้อมกัน ดอกที่แก่จัดมีสีเข้มกว่าดอกที่อ่อน กลีบรองดอกมี4กลีบขนาดเท่ากัน เชื่อมติดกันเป็นหลอดยาวที่โคนกลีบ ไม่มีกลีบดอก เกสรเพศผู้และเกสรเพศเมีย ยื่นยาวออกมาเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของดอก เกสรเพศผู้มี3-6อันแต่ส่วนมากพบมี4อัน กลีบรองกลีบดอกและเกสรเพศผู้จะร่วงหลุดไปเมื่อดอกโรย เหลือแต่ก้านเกสรเพศเมียติดอยู่ที่โคนดอก จะมีช่วงดอกบานได้นานเนื่องจากมีช่อดอกจำนวนมากและทยอยบาน ส่งกลิ่นหอมอ่อนตลอดวัน เนื่องจากดอกมีกลิ่นหอมและมีสีสันสวยงาม จึงมักมีแมลงบินมาตอมกินน้ำหวานจากเกสรเสมอ บางดอกจะมีน้ำหวานไหลเยิ้มออกมา

ผล เป็นฝักแบนยาวคล้ายกับฝักของต้นหางนกยูง สีน้ำตาลอ่อนถึงเข้ม ผิวเรียบเป็นมันขนาดฝักกว้างประมาณ3.5-8ซม.ยาว15-40ซม.เมื่อแก่แล้วแตกด้าน ข้าง

ขยาย พันธุ์ด้วยการตอนกิ่งและเพาะเมล็ด การปลูกควรปลูกให้ห่างต้นไม้อื่นอย่างน้อย 6 เมตร ทรงพุ่มจะได้ไม่เบียดกัน ต้นที่ได้จากการตอนกิ่งจะออกดอกเร็วแต่ทรงพุ่มไม่ค่อยสวย ถ้าได้รับความชื้นสูงช่อดอกจะใหญ่ขึ้น

ดอกออกระหว่างเดือน ธันวาคม-เดือนมีนาคม
เขตกระจายพันธุ์ พม่าจนถึงอินโดจีน

ประเทศไทยพบตามป่าดงดิบใกล้ริมน้ำทางภาคใต้ ปัจจุบันพบปลูกประดับทั่วไป

อโศกอินเดีย


ชื่อวิทยาศาสตร์ : Polyalthia longifloria pendulata
วงศ์ :ANNONACEAE

ไม้ ต้นสูง7-12เมตร แตกกิ่งจำนวนมากปลายกิ่ง อ่อนห้อยลู่ลงขนานกับลำต้น เปลือกสีน้ำตาลเข้มอมดำ มีลายสีขาวบิดเวียนตามความยาวของลำต้นหรือกิ่ง เนื้อไม้เหนียวใบรูปหอกกว้าง3.5-5ซม.ยาว18-26ซม. ขอบใบเป็นคลื่น ใบบาง เหนียว เป็นมัน

ดอกออกตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ออกเป็นกระจุก3-6 ดอกสีเขียวอ่อนก้านดอกยาว2-3ซม. ดอกเมื่อบานมีขนาด3-3.5ซม. ผลเป็นผลกลุ่ม มี6-13ผล รูปไข่กลับขนาดกว้าง1.5-2ซม.ยาว2-2.5ซม. ผลแก่สีเหลืองอมเขียวมี1เมล็ด

ออกดอกเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

เป็น พันธุ์ไม้จากอินเดียและศรีลังกา เป็นพืชในวงศ์ กระดังงาสกุลยางโดนชนิดที่มีใบลู่ ไม่เกี่ยวข้องกับอโศกพันธุ์ ซาราอินดิกาหรือที่มีชื่อสามัญว่า Asoka และไม่เกี่ยวข้องกับตำนานทางพุทธศาสนา แต่อย่างใด
ไม้ต้นนี้ มักนิยมปลูกตามแนวรั้ว เป็นแนวกันลม กันเสียง กันฝุ่น เพราะความทึบและความสูงจะช่วยป้องกันได้

 เสี้ยวป่า

ชื่อวิทยาศาสตร์ ; Bauhinia saccocalyx Pierre
วงศ์ : LEGUMINOSAE(FABACEAE) -CAESALPINJODEAE

ไม้ ต้นขนาดความสูง 10 เมตร ไม่ผลัดใบ แตกกิ่งจำนวนมาก กิ่งก้านเกลี้ยง ปลายกิ่งห้อยลง เรือนยอดกลมแน่นทึบ เปลือกนอกสีน้ำตาลเข้ม เปลือกแตกเป็นร่องลึกตามความยาวลำต้น ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่กว้าง ยาว6-10ซม. ปลายใบเว้าลึกแยกเป็น2แฉก โคนใบตัดถึงรูปหัวใจ เนื้อใบคล้ายกระดาษ ด้านบนสีเขียวด้านล่างสีอ่อนกว่า หูใบขนาดเล็ก

ดอกช่อแบบช่อแยกแขนงสั้นๆ ออกที่ปลายยอด ช่อย่อยแบบช่อกระจะสั้น ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้นดอกรูปไข่กลับแคบ ขนาด1ซม. สีขาว ถึงสีชมพูอ่อน ดอกเพศผู้ที่ไม่เป็นหมัน มีเกสรตัวผู้ 10อัน ดอกเพศเมียจะมีเกสรตัวผู้ที่เป็นหมัน คล้ายเส้นด้าย10 อัน
ผลเป็นฝักแห้งแตกรูปดาบ เมล็ดกลมแบนมี 3-5เมล็ด ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด
พบในป่าเต็งรัง และป่าดิบแล้ง ในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ระดับความสูง100-800เมตร


ชงโคนา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bauhinia racemosa

วงศ์ : LEGUMINOSAE (FABACEAE)-CAESALPINOIDEAE



ไม้ผลัดใบสูงถึง 15 เมตร เรือนยอดกว้างและทึบ เรือนยอดสีเทาเข้ม บิดงอ

ใบ4-10ซม.ปลายเป็นพูกลมตื้น ใบแก่เหนียว เรียบเกลี้ยงหรือมีขนอ่อนๆบนเส้นใบด้านล่าง เส้นใบที่ฐาน7-9เส้น

ดอกสีขาวออกเขียวหรือเหลืองอ่อนเป็นช่อเล็กๆยาว12-20ซม. ดอกตูมโค้งงอส่วนบนกว้างที่สุด กลีบดอกแคบ5กลีบ เกสรเพศผู้10อัน แยกเป็น2วง วงนอกยาวเป็น2เท่า เกสรเพศเมียสั้น

ผลโค้งงอไม่แตก กว้าง1.5-2.5ซม.ยาว8-25ซม.

ขึ้น ประปรายในป่ากึ่งโล่งแจ้ง มีการนำมาปลูกบ้าง เปลือกเส้นใยใช้ทำเชือกได้ดี ใบอ่อนกินได้ การกระจายพันธุ์ ตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย พม่า ไทย ยูนนาน

แสมสาร

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia garrettiana (Craib) Irwin&Basneby
ชื่ออื่น: ขี้เหล็กป่า ขี้เหล็กโคก ขี้เหล็กสาร ขี้เหล็กแพะ ไงซาน กราบัด
วงศ์ : LEGUMINOSAE-CAESALPINOIDEAE

ไม้ยืนต้นผลัดใบสูง 15เมตรเรือนยอดรูปกรวยคว่ำเปลือกนอกสีน้ำตาลเทาแตกเป็นร่อง

ใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ ใบย่อย6-9คู่ ขนาด5-9ซม.รูปไข่ ปลายใบยาวไม่มีต่อมใบแก่เกลี้ยงหรือเกือบเกลี้ยง หูใบหลุดร่วงไว

ดอก ออกเป็นช่อแบบแยกแขนงออกตามปลายกิ่ง ยาว9-20ซม.ดอกย่อยมีกลีบเลี้ยงและกลีบดอกสีเหลืองสดใส ออกดอกช่วงเดือนพฤษภาคม-เดือนกรกฎาคม ผลเป็นฝักแบนและมักบิดเป็นเกลียว

ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

เป็น ไม้ท้องถิ่นทางภาคเหนือ ขึ้นกระจัดกระจายในป่าผลัดใบ นำมาปลูกเป็นไม้ประดับได้สวยงามเพราะทรงพุ่มค่อนข้างเล็กเหมาะกับพื้นที่ที่ มี ขนาดจำกัด ปลูกตามท้องถนนหนทาง ทนต่อมลพิษทางอากาศดี
ไม้เหนียวแข็งและทนทานมาก ใช้ทำสิ่งก่อสร้าง อุปกรณ์การเกษตร เปลือกมีแทนนินมาก ใบอ่อนใช้กินสด เมล็ดมีฤทธิ์เป็นยาถ่าย

การกระจายพันธุ์ ศรีลังกา อินเดีย พม่า และอินโดจีน

สเม็ดชุน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Syzygium gratum (Wight) S.N.Mitra var. gratum
ชื่ออื่น : เสม็ดชุน,ไคร้เม็ด เม็ก { เสม็ดขาว เสม็ดแดง เสม็ดเขา (ตราด)} เม็ดชุน (นครศรีธรรมราช)
วงศ์: MYRACEAE


ไม้ ต้น สูงได้ถึง 20 เมตร กิ่งเป็นสันสี่เหลี่ยม ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่ ใบรีถึงรูปหอก ปลายใบแหลมโคนใบแหลมหรือมน ดอกช่อแบบแยกแขนง ดอกย่อย สีขาวไม่มีก้านดอก  ฐานดอกรูปถ้วย กลีบเลี้ยง 5กลีบ รูปสามเหลี่ยมกลีบดอก 5กลีบ รูปทรงค่อนข้างกลมสีเหลืองอ่อน เกสรตัวผู้จำนวนมาก

ผลสด ทรงกลมสีขาว  อิสานนิยมนำยอดอ่อนมารับประทานสด เรียกผักเม็ก จิ้มน้ำพริก
ปัจจุบันกำลังนิยมโยกย้ายเปลี่ยนที่นำเข้ามาใช้ในงานจัดสวนขนาดใหญ่
การกระจายพันธุ์ อินเดีย พม่าฟิลิปปินส

เสม็ดขาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Melaleuca cajuputi Powell

ชื่อสามัญ : Cajuput Tree, Mild Wood, Paper

วงศ์ : MYRTACEAE

ชื่ออื่น :เม็ด ,เหม็ด, เสม็ด

ไม้ ต้นไม่ผลัดใบสูง5-25เมตร ลำต้นบิดงอ เปลือกสีขาวถึงน้ำตาลเทาเป็นแผ่นบางซ้อนกันเป็นปีก หนานุ่ม ยอดอ่อนและใบอ่อนมีขนสีขาวมันวาวคล้ายไหมปกคลุม ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับรูปรีแกมรูปใบหอก ปลายใบแหลมขอบใบเรียบ เนื้อใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ดอกออกเป็นช่อแบบช่อเชิงลดออกตามปลายกิ่งช่อดอกคล้ายแปรงล้างขวด ดอกย่อยขนาดเล็กสีขาวไม่มีก้นดอกออกเป็นกระจุก1-3ดอก

ผล แบบแห้งแล้วแตก รูปถ้วยปลายปิด ขนาด0.4ซม.ผนังผลหนาแข็ง ผลแก่เต็มที่จะแตกที่ปลายผลเป็น3แฉก เมล็ดจำนวนมากขนาดเล็ก รูปโค้งหรือเกือบตรง

ออกดอกเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม

  พบขึ้นตามพื้นที่พรุตามชายหาดใกล้ทะเล

เขตกระจายพันธุ์ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ถึงตอนเหนีอของออสเตรเลีย


เสม็ดแดง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Syzygium cinerea Kurz.

วงศ์ : MYRTACEAE

เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ เปลือกต้นสีน้ำตาลแดง แตกสะเก็ดแผ่นบางๆ โคนต้นมักเป็นพูพอน ใบเดี่ยวออกตรงข้าม ใบรูปหอก ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม ใบอ่อน ยอดอ่อนรับประทานเป็นผักสดกับน้ำพริก ลาบ ยำ รส เปรี้ยวใช้ทานกับขนมจีนหรือเป็นผักจิ้ม น้ำพริก นอกจากนี้ยังนำมาปรุงกับเครื่อง ปรุงต่างๆ ดอกออกเป็นช่อซี่ร่มเล็กๆ สีเหลืองอ่อน  ออกที่ปลายยอด ออกดอกเดือน มีนาคม-เมษายน ผลกลมสีขาวขนาดเล็ก

ศุภโชค

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pachira aquatica L.
ชื่อสามัญ : Malabar chestnut
ชื่ออื่น : นุ่นน้ำ
วงศ์ : BOMBACACEAE

ไม้ ต้นเปลือกเขียว ใบเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ ใบย่อย 6-7ใบ ขนาดไม่เท่ากันเรียงเวียนแน่นบริเวณปลายกิ่ง ดอกเดี่ยวสีขาวนวลอมเขียว กลีบดอก5กลีบม้วนงอ หลุดร่วงง่าย เกสรตัวผู้จำนวนมาก สีขาวหรือเหลืองอ่อนออกดอกช่วงเดือนเมษายน-เดือนมิถุนายน เมล็ดคักินได้

นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ คงจำได้ว่า ต้นไม้ที่นำลำต้นมาถักเปียแล้วใส่กระถางที่ทำเป็นรูปเงินตำลึงจีนสีเงินและ สีทองให้เป็นของขวัญกันต้นนั้นนั่นล่ะ ได้จากต้นที่เพาะเมล็ด

หูกระจง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Terminalia ivorensis Chev.
ชื่อสามัญ :Ivory Coast almond
ชื่ออื่น : หูกวางแคระ
ถิ่นกำเนิด : อาฟริกาตะวันตก

เป็น ต้นไม้ที่มีทรงพุ่มสวยงามแตกกิ่งเป็นชั้น ๆหูกระจงเป็นไม้ผลัดใบแต่เมื่อนำไปปลูกลงดินแล้วรดน้ำให้ชุ่ม และสม่ำเสมอใบแทบจะไม่ร่วงเลย ดอกสีขาวคล้ายดอกกระถินณรงค์

เมล็ดหูกระจงจะคล้ายกับเมล็ดพุทรา

การขยายพันธุ์นิยมใช้วิธีเพาะเมล็ดเพราะ หูกระจงโตเร็วและปลูกจากเมล็ดทรงพุ่มจะสวยกว่า นิยมมาใช้จัดสวนหรือปลูกริมถนนให้ร่มเงา มีพันธุ์ใบด่างที่แพงกว่าโข

หูหนู

ชื่ออื่น : สั่งทำ
ชื่อวิทยาศาสตร์  : Diospyros buxifolia (Blume) Hiern
วงศ์ :  EBENACEAE


ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูงถึง 25เมตร ลำต้นเปลาตรง มักแตกกิ่งตั้งฉากกับลำต้น เปลือกนอกเรียบหรือแตกเป็นร่องเล็กๆตามยาว สีดำปนเทา เปลือกในสีน้ำตาลอมแดง กิ่งอ่อนมีขนนุ่ม ยอดอ่อนเรียวเล็กและปกคลุมด้วยขนค่อนข้างยาว

ใบ เดี่ยวเรียงสลับระนาบเดียว แผ่นใบรูปไข่ถึงรูปสี่เหลี่ยมขนมเปีกปูนขนาดกว้าง0.5-2ซม.ยาว1-4ซม.โคนใบ แหลมถึงสอบรูปลิ่ม ขอบใบเรียบถึงมีขน ปลายใบแหลมถึงมีติ่งแหลม เนื้อใบบางผิวเกลี้ยงถึงมีขนประปราย ด้านบนสีเขียวคล้ำ ด้านล่างสีซีดกว่า

ดอก แยกเพศอยู่ต่างต้น ดอกผู้ออกเป็นกระจุกสั้นๆตามซอกใบช่อละ2-3ดอก กลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีอย่างละ4กลีบ ดอกเมียออกเป็นดอกเดี่ยวตามซอกใบกลีบเลี้ยงและกลีบดอกคล้ายดอกผู้แต่ใหญ่ กว่าเล็กน้อย

ผลแบบผลแห้งมีเนื้อหลายเมล็ด เมื่อสุกสีม่วงคล้ำ เมล็ดมีได้ถึง4เมล็ด

พบขึ้นตามป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง ออกดอกเดือนมกราคม-พฤษภาคม

เขตกระจายพันธุ์ อินเดีย พม่า ไทย กัมพูชา เวียตนาม มาเลเซีย อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์

พี้จั่น

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Millettia brandisiana Kurz

ชื่ออื่น : กระพี้จั่น, ปี๊จั่น, จั่น
วงศ์ : LEGUMINOSA

ไม้ต้นผลัดใบขนาดกลางสูง 10-15เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มกลมทึบ โคนเป็นพูพอนเล็กน้อย  เปลือกต้นหยาบสีเทาเข้ม หรือสีน้ำตาลเทาปนดำ เปลือกชั้นในสีแดง แตกเป็นสะเก็ดเล็กๆตามส่วนต่างๆเกลี้ยงไม่มีขน

ใบ ประกอบแบบขนนก ใบย่อยเรียงตัวเป็นคู่ๆปลายช่อ 7-10คู่ รูปรีแกมขอบขนาน โคนใบมน ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ ขนาดใบกว้าง1-3ซม.ยาว5-7ซม.ท้องใบสีเขียวเข้ม แผ่นใบสีจางกว่า ใบอ่อนสีส้มอมน้ำตาล

ดอกเป็นช่อออกตามกิ่งข้างหรืออาจออกพร้อมใบที่แตกใหม่ ลักษณะคล้ายดอกถั่ว กลีบรองดอกสีม่วงเข้ม ไม่มีขน

        ผลขนาด ยาว5-7.5ซม.ผลแบนปลายโค้งและทู่ ฐานสอบเข้าหากัน ผิวเกลี้ยงและแข็ง เมล็ดแบน1-3เมล็ด สีน้ำตาลดำ

ออกดอกเดือนธันวาคม-มกราคม

การกระจายพันธุ์ ไทย พม่า

ประเทศ ไทยพบทางภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงใต้ ตามป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณที่แห้งแล้ง นิยมปลูกประดับตามบ้านเรือนและสวนสาธารณะเพื่อให้ร่มเงา ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด การปักชำราก หรือแยกลำต้นที่เกิดใหม่

เนื้อ ไม้ใช้ทำเยื่อกระดาษ ด้ามเครื่องมือ ของเล่นเด็ก และทำดอกไม้ประเิษฐ์ และยังสามารถนำมาใช้ในงานก่อสร้างทั่วไป เช่น วงกบประตู หน้าต่าง ฝา บันได ทำฟืน

ชิงชัน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dalbergia oliveri Gamble

ชื่อสามัญ : Black Wood, Rose Wood

ชื่อวงศ์ : LEGUMINOSAE -PAPILIONOIDEAE

ชื่ออื่น  : เค็ดแดง

ไม้ ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่สูง 15-25 เมตรผลัดใบเรือนยอดเป็นพุ่มกลมกว้างและโปร่ง เปลือกต้นสีน้ำตาลอมเทาค่อนข้างหนาแตกเป็นสะเก็ด และหลุดออกเป็นชิ้นเล็กๆ เปลือกชั้นในสีเหลือง แก่นไม้สีแดงแก่ เมื่อถากทิ้งไว้เนื้อไม้จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล

ใบ ประกอบแบบขนนกปลายคี่ ขนาด15-30ซม.มีใบย่อยเรียงสลับ5-7(10)คู่ ขนาดของใบย่อย3-8x1.3ซม. ใบย่อยรูปใบหอกผิวใบเกลี้ยง ใบอ่อนสีชมพูปนแดงหรือสีแดงมีขนคล้ายไหม 

 ช่อดอกแบบช่อเชิงประกอบ ยาว10-15ซม.ดอกย่อยแบบดอกถั่ว ดอกตูมสีม่วงแดงเมื่อบานม่วงปนชมพูหรือขาว ออกดอกเดือนมีนาคม-พฤษภาคม

ผล เป็นฝักแคบและแหลมทั้งสองด้าน ขนาด 9-14 x 2.5-4 ซม.ส่วนที่หุ้มเมล็ดหนา แข็งมีลักษณะคล้ายกระเปาะ ผิวเรียบตรงกระเปาะนูนเด่นเห็นได้ชัด เมล็ดรูปไต สีน้ำตาลออกแดง แข็ง มี1-3เมล็ด

เป็นไม้เนื้อแข็งที่ใช้ในการก่อสร้าง เนื้อไม้สีตั้งแต่ม่วงอ่อนถึงม่วงแก่ มีเส้นแรกสีดำ เนื้อละเอียดปานกลาง แข็งเหนียว มีความทนทานมาก ตกแต่งง่ายชักเงาได้ดี ใช้ทำเครื่องเรือนพานท้ายปืน เครื่องดนตรีเช่น ขลุ่ย ซอ จะเข้ ลูกระนาด กลองโทน รำมะนา และประโยชน์อื่นใช้เป็นพืชสมุนไพร

ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด หรือแยกลำต้นที่เกิดใหม่ เป็นไม้กลางแจ้งทนต่อสภาพแห้งแล้ง ต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง แสงแดดตลอดวัน

การกระจายพันธุ์ อินเดีย พม่า เวียตนาม มาเลเซีย และไทย

พบขึ้นเกือบทั่วทุกภาคของไทยยกเว้นภาคใต้ ตามป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้งทั่วไป

พะยูง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dalbergia cochinchinensis Pierre

ชื่อสามัย : Siamese Rosewood

วงศ์ :LEGUMINOSAE (FABACEAE)-PAPILIONOIDEAE

ชื่ออื่น : ขะยุง แดงจีน พะยูงไหม ประดู่ลาย ประดู่เสน

ไม้ ต้น ผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ลำต้นเปลาตรง สูง15-30เมตร เปลือกต้นสีเทาเรียบ ลอกเป็นแผ่นบางๆ เนื้อไม้สีน้ำตาลอ่อน แก่นสีแดงอมม่วงถึงสีเเลือดหมูเข้ม มีริ้วสีดำ เรือนยอดเป็นพุ่มกลมยาวค่อนข้างโปร่ง

 ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ใบย่อย7-9ใบรูปไข่หรือใบหอก ปลายใบแหลม โคนใบสอบขอบใบเรียบ แผ่นใบสีเขียวเข้ม ท้องใบสีจางกว่า

ดอกช่อแบบช่อแยกแขนง ออกที่ปลายยอดหรือซอกใบใกล้ปลายยอด ยาว10-20ซม.ดอกรูปดอกถั่วสีขาวนวลมีกลิ่นหอม ออกดอกเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 

ผลเป็นฝักรูปขอบขนาน แบนและบอบบาง เกลี้ยง ตรง แห้งแล้วแตก เมล็ดรูปไตสีน้ำตาลเข้ม มี1-4เมล็ด

ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด หรือแยกลำต้นที่เกิดใหม่ เป็นไม้กลางแจ้งทนต่อสภาพแห้งแล้ง

พบขึ้นทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออกของไทยเป็นส่วนมาก ตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณและป่าดงดิบทั่วไป

เนื้อไม้ใช้ทำเกวียน ทำหน้าไม้ คันธนู บุผนังสวยงาม เครื่องดนตรี ซอด้วง ซออู้ ขลุ่ย กลองโทน รำมะนา ลูกระนาด

พะยอม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Shorea roxbueghii G.Don

วงศ์ : DIPTEROCARPACEAE

ชื่ออื่น : กะยอม ขะยอมดง แคน พะยอมทอง พะยอมดง ยางหยวก

             

  ไม้ ต้นขนาดใหญ่อาจผลัดใบหรือไม่ผลัดใบก็ได้แล้วแต่สภาพแวดล้อมถ้าผลัดใบจะผลัดใบในเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน ความสูงประมาณ 15-30 เมตร เปลือกแตกเป็นร่องสีเทาอมน้ำตาลเข้มเรือนยอดรูปไข่ทึบใบรูปขอบขนานรีปลายใบ ป้าน หลังใบมีขนสีน้ำตาลนิ่มปกคลุมช่อดอกออกที่ปลายกิ่งหรือกิ่งข้างดอกออกเพียงข้างเดียวสีขาว มีกลิ่นหอมลือลั่น

            ประโยชน์อื่น ๆ เนื้อไม้พยอมมีเนื้อแข็งมากนิยมใช้ทำไม้หมอนรางรถไฟ และงานโครงสร้าง เปลือกหรือชิ้นไม้เล็ก ๆ ใช้ใส่เครื่องหมักดองหรือกระบอกรองรับน้ำตาลตะโหนดและมะพร้าวเพื่อกันเสีย  เปลือก ใช้ฟอกหนัง และอาจใช้รับประทานกับใบพลูแทนหมาก  ชัน ใช้ผสมน้ำมันทาไม้ ยาเรือ

มีเคล็ดมงคล คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดที่ปลูกต้นพะยอมไว้ประจำบ้าน จะช่วยทำให้คนในบ้านมีนิสัยที่อ่อนน้อม เพราะคำว่าพะยอมมีความหมายว่า การยินยอม ตกลง  หรือประนีประนอมนั่นเอง และยังเชื่อว่าจะช่วยทำให้ไม่ขัดสนในเรื่องต่าง ๆ รวมไปถึงเรื่องเงินทองด้วย เพราะจะทำให้ผู้คนต่างให้ความเห็นใจ (ไปยืมตังใครคงสะดวกน่าปลูกไว้ทุกทิศ)แต่ทิศที่เหมาะสมตามตำราคือ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือและควรปลูกในวันเสาร์ 


 บุหงาส่าหรี

ชื่อวิทยาศาสตร์Cithrarexylum spinosum.L.

ชื่อวงศ์ : LABIATAE (LAMIACEAE)

ชื่อสามัญ : Spiny Fiddlewood
ชื่ออื่น : บุหงาบาาหลี
ถิ่นกำเนิด : หมู่เกาะบาร์บาโดส

บุหงาบาหลี หรือ บุหงาส่าหรีเป็นไม้ยืนต้นเนื้ออ่อนขนาดกลาง สูงประมาณ 4-7 เมตร และอาจถึง 15 เมตรถ้าปลูกไว้นานๆ มีลำต้นเปลาตรงพุ่มใบหนา แตกกิ่งก้านสาขามาก เปลือกลำต้นและใบมีกลิ่นเหม็นเขียว เป็นไม้ใบเดี่ยว ออกใบเป็นคู่ขนานกันไปตามข้อต้น ใบค่อนข้างแข็งกระด้าง ใบมนรีรูปหอก เรียบเกลี้ยง เส้นกลางใบหนาแข็ง ขอบใบทั้งสองด้านมักพับเข้าหากัน ก้านใบสีส้ม ขนาดของใบกว้าง5-8ซม.ยาว10-15ซม.

ดอกมีขนาดเล็กสีขาวออกเป็นพวงห้อยลงมา ดอกพวงหนึ่งๆประกอบด้วย ก้านดอกยาวประมาณ15ซม. ในก้านดอกก้านหนึ่งๆจะออกดอกเรียงสลับกันไปจากโคนก้านดอกจนถึงปลายเป็นจำนวน มากมาย ดอกเหล่านี้จะบานไล่กันตั้งแต่โคนไปจนถึงปลายสุด ใช้เวลา 8-10วัน ดอกในก้านหนึ่งๆจึงจะบานได้หมด ดอกมี5กลีบ ขนาดดอกประมาณ1ซม. และในพวงหนึ่งๆจะมีพวงดอกเป็นกระจุกตั้งแต่8-15พวง 

พวงดอกบุหงามีกลิ่นหอมแรงมาก ออกดอกเป็นระยะตลอดปี

                     เป็นต้นไม้ที่ปลูกง่าย ขึ้นง่าย เจริญเติบโตได้ดีในดินเกือบทุกชนิดพันธุ์ไม้ชนิดนี้ไม่เลือกปุ๋ย 

ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำและตอนกิ่ง งอกรากเร็ว

เกษมณี

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Melia azedarach., Linn.

วงศ์ : MELIACEAE         ชื่อสามัญ : Persian Lilac
ชื่ออื่น : เกรียน, เลี่ยน ,เฮี่ยน, เลี่ยนบ้าน
ถิ่นกำเนิด : กระจายพันธุ์อยู่ทั่วประเทศไทย เปอร์เซีย มาเลเซีย และศรีลังกา

                      

เลี่ยนหรือ เกษมณี  เป็นต้นไม้ที่เนื้อไม้ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง และเป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่งด้วย เป็นไม้ยืนต้นที่มีขนาดกลาง อยู่วงศ์ เดียวกับมะฮอกกานี ที่เรารู้จัก  เลี่ยนเป็นไม้ป่าชั้นกลางมักต้องอาศัยขึ้นอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ขนาดใหญ่ ลักษณะลำต้นเปลาตรง เรือนยอดโปร่ง สูง 10-20 เมตรต้นอายุน้อยเปลือกเรียบสีน้ำตาลคล้ำ ต้นอายุมากเปลือกต้นจะแตกตามยาว

ใบรวมเป็นแผง รวมช่อเป็นแบบสองชั้น ยาว30ซม. ใบยอดเหนือช่อจะมีขนาดใบใหญ่กว่าใบอื่นๆในแผงเดียวกัน ขอบใบหยักฟันเลื่อย ใบอ่อนจะเห็นชัดเจน
                     ดอกเป็นช่อสีม่วงอ่อนออกตามง่ามใบและปลายกิ่ง เป็นช่อยาว5-10ซม.บานจากปลายมาหาโคนช่อ ดอกบานมีขนาด 2 ซม. เกสรตัวผู้เป็นสีม่วงเข้ม มีดอกดกมากและสวยงามสะพรั่งไปทั้งต้น ออกดอกระหว่างเดือน กุมภาพันธ์-มีนาคม 

ผลกลมมี4-5พู เมื่อแก่สีเหลืองอ่อน ก่อนออกดอกจะทิ้งใบหมด แล้วเริ่มผลิใบพร้อมๆกับออกช่อดอกขยายพันธุ์ด้วยวิธีเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง 

 จัน-อิน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Diospyros decandra Lour.

ชื่ออื่น : จัน จันโอ จันขาว จันลูกหอม

วงศ์ : EBENACEAE

ไม้ ต้นสูง 10-20เมตรไม่ผลัดใบ ลำต้นเปลาตรง เปลือกต้นสีน้ำตาลอมดำเรือนยอดเป็นพุ่มกลม หรือรูปกระสวยต่ำ หนาทึบ ยอดอ่อนมีขน ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปขอบขนานหรือรูปวงรีกว้าง2.5-3ซม.ยาว7-10ซม. โคนใบมนหรือสอบแคบ ปลายใบสอบทู่ ขอบใบเรียบ เนื้อใบบาง ใบอ่อนจะมีขนสีแดงคลุม

ดอกเล็กขาวหรือเหลือง เป็นดอกแยกเพศ ดอกเพศผู้เป็นช่อ ช่อหนึ่งประมาณ3ดอก กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปคนโทสีขาวนวล ดอกเพศเมียเป็นดอกเดี่ยวลักษณะคล้ายกันกับดอกเพศผู้แต่มีขนาดใหญ่กว่า ออกดอกเดือนมีนาคม-พฤษภาคม

ผล สดมี2รูปร่างคือทรงกลมเรียกว่า ลูกอิน และทรงกลมแป้นเรียกว่า ลูกจัน ผลมีกลิ่นหอม และกลีบเลี้ยงยังคงติดอยู่ ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีเหลือง เนื้อนุ่ม ผิวเกลี้ยง ผลสุกเนื้อเละ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

พบขึ้นทั่วทุกภาคของประเทศไทย ตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ

นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ ผลมีกลิ่นหอม เนื้อไม้ใช้กลั่นเป็นน้ำมันหอม ใช้ผสมทำเครื่องหอม เครื่องสำอางต่างๆ ทำน้ำอบไทย

จิกสวน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Barringtonia racemosa Roxb.

ชื่ออื่น : จิกน้ำ

วงศ์ : BARINGTONIACEAE

ไม้ ต้นขนาดกลางสูง 4-10 เมตร ทรงต้นแผ่กว้าง ลำต้นมักเป็นปุ่มปม เปลือกเรียบถึงแตกเป็นแผ่นสีเทาถึงสีน้ำตาลอมเทา เปลือกชั้นในสีน้ำตาลเรื่อถึงชมพู มีเส้นใยเหนียว

ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับเป็นกระจุกตามปลายกิ่ง รูปรีแกมรูปหอกกลับ ขนาดกว้าง5-15ซม.ยาว 20-40 ซม. โคนใบเว้ารูปหัวใจ ขอบใบจักฟันเลื่อยถี่ ปลายใบเรียวแหลมหรือยาวคล้ายหาง

ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมันวาว ด้านล่างสีซีดกว่า เนื้อใบบางและเหนียวคล้ายแผ่นหนัง 

ดอก แบบช่อเชิงลดมีก้าน ออกตามปลายกิ่งบางครั้งออกตามกิ่ง ช่อดอกห้อยลงยาว 30-60 ซม.ดอกย่อยขนาดใหญ่สีชมพูหรือขาวอมชมพูมีกลิ่นหอมขนาดดอกบานประมาณ 5 ซม.  กลีบดอก4กลีบสีชมพู เกสรผู้สีขาวจำนวนมากเรียงซ้อนักนเป็นพู่5-6ชั้น ก้านเกสรเเมียสีชมพูเข้ม

ผล แบบเมล็ดเดียวแข็งรูปรีถึงรูปไข่ ขนาดกว้าง 2-4 ซม.ยาว 5-8ซม. โคนสอบปลายผลสอบแล้วตัด มีกลีบเลี้ยงติดอยู่ ผลแก่สีเขียวอมม่วงแดง ผลแห้งไม่แตกมี1เมล็ด

พบขึ้นในบริเวณน้ำท่วมขัง ริมฝั่งแม่น้ำที่ไม่ห่างจากชายฝั่งทะเล และตามขอบป่าพรุ ออกดอกและผลระหว่างเดือนเมษายน-กรกฎาคม

เขตกระจายพันธุ์ ตอนใต้ของแอฟริกาถึงเคนยา ศรีลังกา อินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ตอนเหนือของออสเตรเลีย หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก

จิกนา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Barringtonia acutangula Gaerth

วงศ์ : LECYTHIDACEAE

ชื่ออื่น : จิกน้ำ(ภาคกลาง) กระโดนสร้อย, กระโดนทุ่ง,กระโดนน้ำ 

ชื่อสามัญ : Indian oak, Chee


ไม้ ต้นสูงได้ถึง 20เมตร ตามธรรมชาติชอบขึ้นใกล้น้ำ ใบเดี่ยว เรียงสลับ ดอกช่อแบบช่อกระจะ หรือช่อเชิงลด ห้อยลง ออกที่ปลายยอดหรือซอกใบ ยาวได้ถึง60เซนติเมตร-1เมตร กลีบเลี้ยงสีเชียว 4 กลีบ โคนเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย กลีบดอก 4 กลีบ ปลายกลีบม้วนออก กลีบดอกบิด ดอกร่วงง่าย ดอกสีชมพูหรือแดง บานกลางคืน มีกลิ่นหอมอ่อนๆ

ผลสดมีสันตามยาว4-8สันส่วนใหญ่มีเมล็ดเดียว

                นิยมใช้ในงานสวนสำหรับ ปลูกริมน้ำหรือใกล้ศาลาในสวน ช่อดอกสวยงาม ทนน้ำท่วมขัง

จิกทะเล

ชื่อวิทยาศาสตร์ ; Baringtonia asiatica (L.) Kurz

ชื่ออื่น : จิกเล,โดนเล, อามุง

วงศ์ : LECYTHIDACEAE

ไม้ ต้นไม่ผลัดใบขนาดกลางสูง8-15 เมตร เรือนยอดแผ่เป็นพุ่มกว้าง แตกกิ่งขนาดใหญ่ระดับต่ำ ตามกิ่งมีรอยแผลใบกระจายทั่วไป เปลือกสีเทาคล้ำ ขรุขระถึงแตกเป็นร่องตามยาวในต้นแก่

ใบ เดี่ยวเรียงเวียนสลับเป็นกระจุกตามปลายกิ่ง แผ่นใบขนาดใหญ่รูปไข่กลับ กว้าง 10-25ซม.ยาว 30-50ซม.โคนใบแหลมหรือเป็นรูปติ่งหูตื้นๆ ขอบใบเรียบปลายใบกลม เนื้อใบอวบน้ำคล้ายแผ่นหนังนุ่ม ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมันวาว ด้านล่างสีซีดกว่า ก้านใบอวบสั้น

ดอก แบบช่อเชิงลดมีก้านออกตามปลายกิ่งช่อดอกสั้นตั้งตรง แต่ละช่อมีประมาณ 7ดอกดอกย่อยขนาดใหญ่สีขาว ดอกบานขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง7-10ซม.กลีบเลี้ยงสีเขียวอ่อนติดแน่นเป็นเนื้อ เดียวกันในดอกตูม และเปิดออกเป็น2กลีบเมื่อบาน กลีบดอก4กลีบเรียงซ้อนเหลื่อมกันรูปรีโค้งออก เกสรผู้จำนวนมาก

           ผล แบบผลเมล็ดเดียวแข็งขนาดใหญ่ รูปทรงสี่เหลี่ยมฐานเว้า เส้นผ่าศูนย์กลาง 10-15ซม.ผิวสีเขียวเป็นมัน ปลายผลมีกลีบเลี้ยง2กลีบติดอยู่

เปลือกผลเป็นเส้นใยหนาคล้ายเปลือกมะพร้าว ผลแก่ไม่แตก ผิวสีน้ำตาลเป็นมัน เบาลอยน้ำได้

พบขึ้นทั่วไปตามชายฝั่งทะเลที่เป็นหาดหินหรือหาดทราย ออกดอกและผลระหว่างเดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน

เขตกระจายพันธุ์ หมู่เกาะโคโมโร เกาะมาดากัสการ์ อินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก

จิกนมยาน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Barringtonia macrocarpa Hassk

ชื่ออื่น : จิกเศรษฐี

วงศ์ : LECYTHIDACEAE

ไม้ ต้นสูง3-8เมตร ตามลำต้นมีปุ่มปม แตกกิ่งจำนวนมาก เป็นพุ่มโปร่ง มีใบเฉพาะที่ปลายยอด ใบรูปใบหอก ขนาดของใบ กว้าง15-20ซม.ยาว40-90ซม. แผ่นใบหนา เส้นใบย่อยด้านบนเป็นร่องลึก ดอกออกเป็นช่อ ยาว120-170 ซม. มีดอกย่อยจำนวนมากถึง 150-250 ดอก เกสรเพศผู้ยาวสีชมพู ดอกบานเรียงจากโคนไปหาปลายช่อ

ออกดอกเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ดอกย่อยทยอยบาน แต่ละช่อจึงบานอยู่หลายวัน กลิ่นหอมแรงในช่วงกลางคืนจนถึงช่วงสาย เมื่อแสงแดดแรงจัดและอากาศร้อน กลิ่นจะหายไป

ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ชอบอากาศเย็น ดินที่มีความชื้นสูง ระบายน้ำดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณริมตลิ่งหรือริมน้ำ ใกล้ลำธารหรือใกล้บ่อน้ำ


มะคังขาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tamiladia uliginosa (Retz.) Triveng & Sastre
วงศ์ : RUBIACEAE
ชื่ออื่น : ตะลุมพุก มอกน้ำข้าว มะข้าว มะคัง กระลำพุก ระฆังเงิน

    ไม้ ยืนต้นขนาดเล็ก สูง 5-10 เมตร ผลัดใบ ตามต้นมีหนามแหลมยาว กิ่งยาวเป็นระยางค์ มักจะมีหนามออกตรงข้ามเป็นคู่ ๆ เปลือกสีน้ำตาลแดง หรือดำคล้ำ เป็นปมขรุขระ ใบเดี่ยว รูปไข่กลับออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ตามบริเวณปลายกิ่ง เนื้อใบบาง เกลี้ยง มีหูใบ 

ดอก ออกเป็นดอกเดี่ยวตามซอกใบ  ดอกสีขาว มีกลิ่นหอม เมื่อบานมีขนาด 3-4.5 ซม.ก้านดอกยาว1.5-3ซม.ออกดอกช่วงเดือนกรกฎาคม-เดือนสิงหาคม

ผล ทรงกลมรี กว้าง2.5ซม.ยาว6ซม. ผิวเรียบ เมื่อสุกเป็นสีเหลือง เมล็ดสีเขียว  ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด  การนำมาใช้ประโยชน์ นิยมนำมาใช้ประโยชน์ และใช้ชื่อเรียกทางการค้าว่า "ระฆังเงิน"

ด้าน เป็นสมุนไพร แก่นไม้ ต้มรวมกับมะคังแดง บำรุงกำลัง รากและผลใช้แก้โรคบิด อื่นๆ ไม้ใช้ทำด้ามเครื่องมือต่างๆ ทำกระสวยใช้สำหรับกลึง และแกะสลักได้ดี

พบขึ้นกระจายตามป่าเบญจพรรณบริเวณใกล้น้ำ ที่ความสูง 100-800เมตรจากระดับน้ำทะเล

เฉียงพร้านางแอ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Carallia brachiata (Lour.)Merr.

วงศ์ : RHIZOPHORACEAE

ชื่ออื่น : ขิงพร้า เขียงพร้า เฉียงพร้า

ไม้ ต้นขนาดใหญ่ไม่ผลัดใบสูงถึง30เมตร ลำต้นเปลาตรง ทรงพุ่มแน่นทึบ เปลือกต้นสีน้ำตาลครีม หรือน้ำตาลออกแดง ผิวเปลือกค่อนข้างเรียบ มีรูอากาศมากเนื้อไม้มีลายสวยงามแต่แต่งยาก ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์และงานตกแต่งภายใน

ใบ เดี่ยวเรียงตรงข้ามในแนวระนาบ รูปรีหรือรูปไข่กลับกว้าง3-10ซม.ยาว6-15ซม. ขอบใบเรียบมีซี่ประปราย ใบแก่เหนียว ด้านบนสีเขียวสดเป็นมัน ด้านล่างสีเขียวอมเหลืองมีจุดสีเข้มกระจาย

ดอก สีขาวหรือเขียวอมเหลืองอ่อนออกเป็นช่อกระจุกซ้อนตามกิ่ง ช่อยาว2-4ซม.ดอกมีขนาดเล็ก มี5-8กลีบ ไม่มีก้านดอก ผลกลมขนาด0.7ซม.สีส้มอมแดงอ่อนถึงม่วงอมแดงเข้ม ผลมีเนื้อบางสีส้มห่อหุ้มมีเมล็ดเดียวแข็งสีดำ

พบขึ้นในป่าดิบแล้งป่าดิบชื้น ป่าพรุ ในทุกภาคของประเทศตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนถึงความสูง1,000เมตร

การ กระจายพันธุ์ มาดากัสการ์ ศรีลังกา อินเดีย พม่า เวียตนาม ไทย จีนตอนใต้ คาบสมุทรมาเลย์ พบตั้งแต่มาเลเซียถึงตอนเหนือของออสเตรเลีย และหมู่เกาะโซโลมอน

กาญจนิกา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Santisukia pagettii (Craib.) Brummitt

วงศ์ : BIGNONIACEAE 

ชื่ออื่น : แคขาว ลั่นทมเขา

ไม้ยืนต้นสูง5-12เมตรไม่ผลัดใบ ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ยาว17-35ซม.มีใบย่อย6-10คู่ รูปไข่แกมรูปหอกโคนใบมนกลมหรือเบี้ยว ขอบใบเกือบเรียบ ปลายใบแหลม ช่อดอกเป็นช่อกระจุกแยกแขนงออกตามปลายกิ่ง ยาว15-30 ซม. มีดอกย่อยสีขาวจำนวนมาก โคนกลีบหลอดเรียวยาว4-5ซม.ขอบกลีบหยักเว้าและย่น เมื่อบานมีเส้นผ่านศูนย์กลางดอก 5-6ซม.ผลเป็นฝักรูปทรงกระบอกยาว10-16ซม.เมื่อแห้งแล้วแตก เมล็ดขนาดเล็กมีปีก ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด  

กาญจนิกาเป็นไม้ถิ่นเดียวที่ขึ้นอยู่บนเขาหินปูน มีขึ้นกระจายตั้งแต่จังหวัดนครสวรรค์มาจนถึงประจวบคีรีขันธ์ หากมีช่วงแล้งยาวนานจะทิ้งใบและออกดอกพร้อมกันทั้งต้น ติดฝักจำนวนมาก

ชอบดินร่วนการระบายน้ำดี เจริญเติบโตค่อนข้างช้า เหมาะปลูกประดับลงแปลงกลางแจ้ง ควรเลือกปลูกบนเนินสูงให้อยู่รวมกันเป็นแปลง หรือปลูกเดี่ยว แต่ไม่ควรปลูกร่วมกับพรรณไม้อื่นที่ต้องการดินแฉะหรือต้องรดน้ำมาก เพราะจะไม่ออกดอก

มะค่าโมง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Afzelia xylocarpa (Kurz) Craib

ชื่ออื่น : มะค่าใหญ่ มะค่าหลวง มะค่าหัวคำ
วงศ์ :
LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE

ไม้ ต้นขนาดใหญ่เนื้อไม้คุณภาพดีมาก กึ่งผลัดใบสูงประมาณ 10-30เมตร เรือนยอดกว้าง ลำต้นอ้วนสั้นเส้นผ่าศูนย์กลางลำต้นถึงหรือมากกว่า100ซม.กิ่งมักแตกสาขาออก ใกล้ๆโคนต้น เปลือกสีน้ำตาลอ่อนหรือชมพูปนน้ำตาล ผิวค่อนข้างขรุขระและมักมีปุ่มปม แตกเป็นสะเก็ด มีรูระบายอากาศกระจัดกระจาย กิ่งอ่อนมีขนคลุมบางๆ

ใบ ประกอบแบบขนนกแบบปลายใบคู่ มีใบย่อย3-5คู่ ออกตรงข้าม รูปมนรีปลายป้านหรือมีติ่งเล็กๆ ฐานใบกลม ยอดอ่อนมีขนเล็กน้อย ใบแก่เรียบเกลี้ยง บางครั้งด้านล่างใบจะมีนวลเล็กน้อย

ดอก ขนาด2.5-3.5ซม.เป็นดอกช่อแบบช่อแยกแขนงออกเป็นกลุ่มตามปลายกิ่ง กลีบเลี้ยง 4 กลีบสีเขียวสด กลีบดอก1กลีบ สีเขียวออกแดงหรือแดงปนชมพูออกดอกเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม   

ผล เป็นฝักแบบ เวลาแก่จะแตกออกเป็นสองซีก ขนาดกว้าง7-9ซม.ยาว12-20ซม.ผิวหนาและแข็งสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ แตกเป็น2ซีกมีเมล็ด2-4เมล็ด สีดำมีเนื้อสีส้มหุ้มที่ปลายด้านหนึ่ง มีเยื่อบางกั้นตามขวาง เมล็ดอ่อนกินได้

ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและแยกลำต้นที่เกิดใหม่ เป็นไม้กลางแจ้งทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี

ใช้ประโยชน์ในงานก่อสร้าง ทำเครื่องเรือน เนื้อไม้สีน้ำตาลอมเหลืองอ่อนถึงเหลืองแก่ เหนียว แข็งแรง ทนทาน สวยงามเป็นที่นิยม โดยเฉาะเนื้อไม้บริเวณโคน และปุ่มมะค่า มีราคาสูง เปลือกต้นให้น้ำฝาดในการย้อมได้ เนื้อในเมล็ดอ่อนใช้รับประทานเป็นอาหารได้

หมาย เหตุ เป็นองค์ประกอบ1ใน5ของไม้เบญจพรรณพบขึ้นทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาค ตะวันออกของไทยเป็นส่วนมาก ตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณและป่าดงดิบทั่วไป นิยมปลูกตามบ้านเรือน ริมถนน สวนสาธารณะเพื่อความร่มรื่น การใช้สอยด้านอื่นๆและประโยชน์ทางด้านสมุนไพร

การกระจายพันธุ์ พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียตนาม

มะค่าแต้

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Sindora siamensis Teijsm. & Miq

ชื่อสามัญ : Sepetir
ชื่ออื่น : มะค่าหนาม มะค่าหยุม

วงศ์ : LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE

มะค่าแต้ จะมีขนาดลำต้นไม่ใหญ่เท่ามะค่าโมง เป็นไม้ผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงประมาณ 10-25เมตร ลำต้นอ้วนสั้น กิ่งก้านใหญ่แผ่กว้าง เรือนยอดกลม เปลือกต้นสีเทาคล้ำหรือน้ำตาลปนดำ มีรอยแตกเล็กน้อยและหลุดหลุดลอกเมื่อต้นแก่ เปลือกชั้นในสีชมพูเป็นเยื่อใย เรือนยอดแผ่เป็นรูปเจดีย์ต่ำหรือเป็นพุ่มแบกว้างคล้ายรูปร่ม ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก ยาว15-25ซม.ใบย่อย3-4คู่ รูปรีหรือรูปไข่กลับ ปลายใบมนและหยักเว้าตื้น โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ แผ่นใบเหนียวสีเขียวหม่น ผิวด้านบนมีขนหยาบเล็กๆ ด้านล่างมีขนละเอียดสั้นๆ       

           ดอกขนาด0.5-0.7ซม.สีแดงอมเหลือง ออกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่งและซอกใบยาว10-20ซม.กลีบเลี้ยงหนา 4กลีบมีขนสีน้ำตาลทองหนาแน่น และมีหนามอ่อนสั้นๆประปรายด้านนอกออกดอกเดือนมีนาคม-พฤษภาคม

ผล ขนาด4.5-8ซม.สีเขียวแก่ เป็นฝักกลมแบนคล้ายตลับผิวของฝักไม่มีหนามแหลมแข็ง ฝักแก่แตกอ้าออกมีเมล็ดแข็งอยู่ข้างใน1-3เมล็ดส่วนผิวฝักที่มีหนามและแข็ง เป็นสายพันธุ์มะค่าหนาม

ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและแยกลำต้นที่เกิดใหม่

นิยมปลูกตามบ้านเรือน ริมถนน สวนสาธารณะเพื่อให้ความร่มเย็นร่มรื่นการใช้สอยด้านอื่นๆและประโยชน์ทางด้านสมุนไพร

เนื้อไม้สีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลแก่ ค่อนข้างหยาบแข็งแรง ทนทานทนมอดปลวกได้ดี แต่ไสกบตกแต่งยาก ใช้ในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนได้ดี ทำพื้นแผ่นกระดาน เครื่องเฟอร์นิเจอร์พบขึ้นทุกภาคของประเทศไทย ตามป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้งทั่วไป

การกระจายพันธุ์ ลาว กัมพูชา ไทย เวียตนาม คาบสมุทรมาเลย์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view