สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

สารพัดต้นไม้จัดสวน

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

สวนสไตล์ต่างๆ

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ชื่อนั้นสำคัญไฉน

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 01/12/2022
สถิติผู้เข้าชม 11,939,333
Page Views 17,823,235
 
« December 2022»
SMTWTFS
    123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก2

ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก2

ไม้ยืนต้นขนาดกลาง-เล็ก 2


For information only-the plant is not for sale.

1 ชงโคฮอลแลนด์/Bauhinia × blakeana 23 สะแกนา/Combretum Quadrangulare
2 คำมอกหลวง/Gardenia sootepensis  24 เพกา/Oroxylum indicum
3 ชะมวง/Garcinia cowa 25 เจ้าหญิงสีชมพู/Melicope elleryana
4 ช้างน้าว/Ochna  integerima 26 ตานดำ/Diosperos montana
5 ปรู/Alangium salviifolium 27 ตานเสี้ยน/Xantolis siamensis
6 มะเม่า/Antidesma puncticulatum  28 ลำดวน/Melodorum fruiticosum
7 มะพอก/Parinari anamense  29 กระดังงาไทย/Cananga odorata
8 ตะคร้อ/Schleichera oleosa 30 กระดังงาสงขลา/Cananga odorata
9 ตะคร้อหนาม/Sisyrolepis muricata 31 จำปูน/Anaxagorea Javanica
10 ตะคร้ำ/Garuga pinnata 32 จำปี/Michelia alba 
11 ตะโกนา/Diospyros rhodocalyx 33 จำปีสิรินธร/Magnolia sirindhorniae
12 รกฟ้า/Terminalia alata 34 จำปา/Magnolia champaca
13 มะพลับ/Diospyros malabarica 35 จำปาเทศ/Pterospermum littorale Craib
14 ไคร้ย้อย/Elaeocarpus grandiflora 36 จำปาแดง/Magnolia x soulangiana
15 มะกอกน้ำ/Elaeocarpus hygrophilus 37 ดีหมี/ Cleidion spiciflorum
16 มะขวิด/Feronia limonia 38 ขางปอยน้ำ/ Alchornea rugosa
17 มะตาด/Dillenia indica 39 มะเดื่อปล้อง/ Ficus hispida
18 มะหาด/Artocarpus lakoocha  40 มะกล่ำตาไก่/Adenanthera microsperma
19 มะหวด/Lepisanthes rubiginosa 41 มะกล่ำตาช้าง/ Adenanthera pavonina
20 แดง/Xylia xylocarpa 42 ปาโลแซนโตส/ Triparis cumingiana
21 น้ำเต้าต้น/Crescentia cujete 43 แหนนา/Terminalia glaucifolia
22 ตีนเป็ดฝรั่ง/Crescentia alata

---EPPO code---รหัส EPPO คือรหัสคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาขึ้นสำหรับพืช แมลงศัตรูพืช (รวมถึงเชื้อโรค) ซึ่งมีความสำคัญในการเกษตรและการปกป้องพืช รหัสEPPOเป็นระบบการเข้ารหัสที่กลมกลืนกันซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดการชื่อพืชและศัตรูพืชในฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ตลอดจนการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างระบบไอที
EPPO (2021) EPPO Global Database (พร้อมใช้งานออนไลน์) https://gd.eppo.int


ชงโคฮอลแลนด์/Bauhinia × blakeana

ชื่อวิทยาศาสตร์---Bauhinia × blakeana Dunn.(1908)
ชื่อพ้อง--Has 1 Synonyms.See all https://powo.science.kew.org/taxon/urn:lsid:ipni.org:names:481142-1#synonyms
---Perlebia × blakeana (Dunn) A.Schmitz.(1973)
ชื่อสามัญ ---Hong Kong Orchid Tree, Eye Candy, Clever Leaf, Kanchan Flower, Bauhinia Hybrid.
ชื่ออื่น---ชงโคฮอลแลนด์, ชงโคออสเตรเลีย ;[BENGALI: Kanchan];[CHINESE: Hóng huā yáng tí jiǎ, Yáng zǐ jīng];[DUTCH: Rode orchideënboom.];[FRENCH: Arbre aux orchidées.];[GERMAN: Orchideenbaum.];[HONGKONG: Cōngmíng yè, Xiānggǎng lán];[PORTUGUESE: Bauínia-blaqueana, Bauhínia-de-hong-kong, Bauínia-de-flor-vermelha.];[VIETNAM: Dương tử kinh.].
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE)
EPPO Code---BAUBL (Preferred name: Bauhinia x blakeana.)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์---ฮ่องกง จีนตอนใต้
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสายพันธุ์ 'blakeana' Dunn ตั้งเป็นเกัยรติแก่ Sir Henry Blake อดีตผู้ว่าการฮ่องกง
Bauhinia × blakeana (Parentage: Bauhina purpurea L. × Bauhinia variegata L.) เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ถั่ว (Fabaceae หรือ Leguminosae) วงศ์ย่อยราขพฤกษ์ (Caesalpinoideae หรือ Caesalpiniaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Stephen Troyte Dunn ผู้กำกับการแผนกพฤกษศาสตร์และป่าไม้ ในปีพ.ศ.2451

 

ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในฮ่องกง สายพันธุ์นี้ไม่ได้แปลงสัญชาติและสืบพันธุ์ในระบบนิเวศตามธรรมชาติ เป็นต้นไม้ที่แพร่กระจายจากลูกผสมที่ค้นพบในป่า เป็นลูกผสมระหว่าง Bauhinia purpurea และ Bauhinia variegata ถูกค้นพบบนชายฝั่งของเกาะฮ่องกงใน Pok Fu Lam ใกล้กับซากปรักหักพังของบ้านในปี 2423 (1880) โดย Sir Henry Blake ผู้ว่าการอังกฤษของฮ่องกงที่ชอบศึกษาวิชาพฤกษศาสตร์                                                                                                ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นลำต้นตั้ง ตรง สูง 5 – 15 เมตร เปลือกชั้นนอกสีเทา ผิวขรุขระ ใบ ประกอบ เวียนสลับ ระนาบเดียวกัน  แผ่นใบรูปโค้งมน ปลายใบมนเข้าลึกแยกเป็นสองแฉก ผิวใบเรียบ มีไขนวลปกคลุม ใบสีเขียวอ่อน ขอบใบเป็นคลื่น ดอกเดี่ยว สมบูรณ์เพศ ขนาดดอก12.5-15ซม. มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ กลีบดอก 5 กลีบ มีเกสรตัวผู้ 8 – 9 อัน กลีบดอกมีตั้งแต่สีชมพูถึงม่วงเข้ม มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ เป็นหมันไม่ติดฝัก
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบแสงแดดจัด แต่เติบโตได้ในร่มเงาบางส่วน ขึ้นได้ดีในดินร่วน ดินร่วนปนทราย ต้องการดินที่ อุดมสมบูรณ์และมีการระบายน้ำดี สามารถเติบโตได้ดัในดินที่เป็นกรด ความชื้นปานกลาง ทนความแห้งแล้ง ระบบรากอ่อนไหวการย้ายหรือขุดล้อมปลูกต้องระมัดระวัง
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ ดอกไม้ประจำถิ่นที่ไม่เหมือนใครนี้เป็นพิเศษของระบบนิเวศของฮ่องกง ต้นไม้ได้รับการปลูกและเผยแพร่ในพื้นที่ต่าง ๆ ในฮ่องกงตั้งแต่ริมถนนไปจนถึงสวนสาธารณะในท้องถิ่นและในประเทศ และนิยมปลูกเป็นไม้ยืนต้นปลูกประดับกันทั่วไป เนื่องจากต้นไม้ เป็นลูกผสมไม่ติดฝัก จึงไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเศษซากของฝักที่ร่วง
สำคัญ---ดอกไม้ของ Bauhinia blakeana ถูกนำมาใช้โดยสภาเมืองเป็นสัญลักษณ์ดอกไม้ของฮ่องกงในปี 1965 และตั้งแต่ปี 1997 ได้เป็นส่วนหนึ่งของธงของฮ่องกงและได้กลายเป็นสัญลักษณ์ดอกไม้สำหรับเขตปกครองพิเศษฮ่องกง (SAR) ของ สาธารณรัฐประชาชนจีนและปรากฏบนเหรียญ
ระยะออกดอก---ออกดอกตลอดปี ดอกดกในช่วงฤดูหนาว
ขยายพันธุ์---ตอนกิ่ง ปักชำ

คำมอกหลวง/Gardenia sootepensis

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Gardenia sootepensis Hutch.(1911)
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-88455
---Gardenia massieana Pierre ex Pit.(1923) [Invalid]
ชื่อสามัญ----Golden Gardenia
ชื่ออื่น--- ไข่เน่า (นครพนม); คำมอกช้าง, คำมอกหลวง (ภาคเหนือ); ผ่าด้าม, ยางมอกใหญ่ (นครราชสีมา); สะแล่งหอมไก๋, หอมไก๋ (ลำปาง) ;[CHINESE: Da huang zhi zi.];[KHMER: Bak dang (Central Khmer).];[THAI: Khammok luang, Khammok chang (Northern); Khai nao (Nakhon Phanom); Pha dam, Yang mok yai (Nakhon Ratchasima); Salaeng homkai, homkaii (Lampang).];[VIETNAM: Nam hương, Dành dành thái.].
ชื่อวงศ์---RUBIACEAE
EPPO Code---GADSS (Preferred name: Gardenia sp.)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์---ยูนนาน พม่า ไทย ลาว
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล 'Gardenia' ตั้งตามนักธรรมชาติวิทยาชาวอเมริกันที่เกิดในสกอตแลนด์ Alexander Garden (1730-1791)
Gardenia sootepensis เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์เข็ม (Rubiaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย John Hutchinson, OBE, FRS (1884–1972) นักพฤกษศาสตร์ นักอนุกรมวิธานและนักเขียนชาวอังกฤษ ในปีพ.ศ.2454
ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย พบที่ดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ แพร่กระจายในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ตามป่าเต็งรัง ที่ความสูง จากระดับน้ำทะเลถึง 200-400 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูง 7-15 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น30ซม.ลำต้นบิดงอ เปลือกต้นสีครีมอ่อนหรือเทา ค่อนข้างเรียบหลุดลอกเป็นแผ่นบางๆ  ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามสลับกับตั้งฉาก รูปรีถึงรูปไข่กลับกว้าง3-10ซม.ยาว4-15ซม. ใบอ่อนสีชมพูอ่อนมีขนสีเงินใบแก่ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมันด้านล่างมีขนละเอียด เนื้อใบหนา แข็งกรอบ ร่วงหล่นง่าย ดอกเดี่ยวขนาดใหญ่ออกที่ปลายกิ่งหรือใกล้ปลายกิ่ง ดอกสีเขียวอ่อนหรือขาวแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองขนาดดอก 8-10 ซม. กลีบเลี้ยงโคนเป็น หลอดยาว4-6 มม.กลีบดอกโคนเป็นหลอดยาว 4.5-8 มม.ปลายกลีบแยกเป็น 5 กลีบ กว้าง 2-2.5 ซม.ยาว 3-4 ซม.ยอดเกสรเพศเมียรูปกระบอง ผลรูปรีหรือรูปขอบขนานขนาด 2.5-5.5 × 1.5-3.5ซม. เมล็ดแบนจำนวนมาก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3-4 มม.ดอกจะทยอยบานเต็มต้นเวลาใกล้เคียงกัน ดอกเริ่มแย้มช่วงเย็น พอใกล้โรยจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้ม มีกลิ่นหอมแรงมากขึ้นและร่วงตอนบ่ายวันต่อไป ส่งกลิ่นหอมอ่อนตลอดวันและหอมแรงขึ้นใกล้พลบค่ำ
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---คำมอกหลวงเป็นพรรณไม้ทนแล้ง ควรปลูกกลางแจ้งแสงแดดเต็มวัน ห่างต้นไม้อื่นสัก 4 - 5 เมตรหรือปลูกบนเนินในสนามหญ้า จะมีทรงพุ่มสวยงามออกดอกมากและมองดูเด่น หากปลูกในที่ราบ ชื้นแฉะหรือใต้ร่มเงาต้นไม้อื่นจะติดดอกน้อยและจะมีใบมากทรงพุ่มจะแน่นทึบ
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ชาวม้งจะกินเนื้อ ในเมล็ดแก่
-ใช้เป็นยา ตำรายาพื้นบ้าน ใช้เมล็ดต้มเคี่ยวกับน้ำผสมเป็นยาสระผมฆ่าเหา แก่นนำไปใช้ปรุงเป็นยารักษาโรคเบาหวาน แก่นคำมอกหลวงใช้ผสมกับแก่นมะพอก นำมาต้มรวมกันให้หญิงอยู่ไฟใช้อาบและสระผม
-ใช้ปลูกประดับ ปลูกเป็นไม้ประดับให้ดอกสวยงาม ดอกมีกลิ่นหอม สำหรับต้นที่ทาบกิ่งสามารถปลูกให้ออกดอกเป็นไม้ประดับในกระถางได้
-ใช้อื่น ๆ เนื้อไม้สามารถนำมาใช้ในงานก่อสร้างและงานแกะสลัก
ระยะเวลาออกดอก--- มีนาคม - เมษายน
ขยายพันธุ์ ---เมล็ด ทาบกิ่ง


ชะมวง/Garcinia cowa

ชื่อวิทยาศาสตร์---Garcinia cowa Roxb. ex Choisy.(1824)
ชื่อพ้อง ---Has 10 Synonyms.
---Cambogia crassifolia Blanco.(1845)
---Garcinia cornea Roxb. ex Sm.(1810)
---Garcinia dioica Sm.(1810)
---More.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2816786
ชื่อสามัญ---Cowa moagosteen, Cowa fruit, Brindal berry, Malabar tamarind.
ชื่ออื่น---กะมวง (ภาคใต้); กานิ (มาเลย์-นราธิวาส); ชะมวง (ภาคกลาง); มวงส้ม (นครศรีธรรมราช); หมากโมก (อุดรธานี) ;[ASSAMESE: Kau thekera, Kujithekera, Kou-thekera.];[AYURVEDA: Paaraavata, Kowaa.];[BENGALI: Kowa.];[HINDI: Kattaphal,Tekra,Rengram.];[MALAYALAM: Kowa.];[NEPALI: Kaphal.];[SANSKRIT: Dvipaja,Dvipa-kharjuri.];[THAI: Ka muang (Peninsular); Ka-ni (Malay-Narathiwat); Cha muang (Central); Muang som (Nakhon Si Thammarat); Mak mok (Udon Thani).];[VIETNAM: Tai chua.].
ชื่อวงศ์---CLUSIACEAE (GUTTIFERAE)
EPPO Code---GANCO (Preferred name: Garcinia cowa.)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน อินเดีย บังคลาเทศ พม่า มาเลเซีย ไทย ลาว กัมพูชา เวียตนาม
Garcinia cowa เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์มังคุด (Clusiaceae หรือ Guttiferae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย William Roxburgh (1751-1815) ศัลยแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อต จากอดีต Jacques Denys (Denis) Choisy (1799–1859) นักพฤกษศาสตร์ชาวสวิส ในปี พ.ศ.2367


ที่อยู่อาศัย เติบโตในป่าผสมบนเนินเขาหรือในหุบเขาโดยทั่วไปอยู่ที่ระดับความสูง 400-900 เมตร บางครั้งลงไปถึง 100 เมตรหรือสูงถึง 1,300 เมตร ในประเทศไทยพบได้ในป่าดิบชื้นตามที่ลุ่มต่ำทั่วไป และจะพบได้มากทางภาคใต้ ภาคตะวันออก และทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ที่ระดับความสูงเหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 600 เมตรขึ้นไป
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลางสูงประมาณ 8-12 เมตร ไม่ผลัดใบ เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น15 - 20 ซม เรือนยอดเป็นพุ่มกลมรูปกรวยคว่ำแตกกิ่งก้านสาขามาก เปลือกต้นสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ มีน้ำยางสีเหลืองขุ่นไม้เนื้อแข็งมีลายหยาบมีปุ่มปมมาก ใบเดี่ยวรูปรีแกมขอบนานขนาดใบกว้าง 2-4 ซม. ยาว 8-15 ซม.ออกเรียงสลับกัน โคนใบมนปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ก้านใบยาว 0.8-1.5 (-2) ซม.ใบอ่อนสีม่วงแดงหรือแดงอมเหลือง ดอกแยกเพศอยู่แยกต้น (dioecious) ออกเป็นช่อขนาดเล็ก แตกออกจากโคนใบและปลายกิ่ง ดอกเพศผู้จะออกตามกิ่งเป็นกระจุก มีดอกย่อยประมาณ 3-8 ดอก ดอกมีเกสรเพศผู้จำนวนมากเรียงกันเป็นรูปสีเหลี่ยม ส่วนกลีบดอกเป็นสีเหลืองนวลและมีกลิ่นหอม มีกลีบดอกแข็งหนา 4 กลีบ และกลีบเลี้ยง 4 กลีบ ลักษณะเป็นรูปรีแกมรูปขอบขนาน ปลายกลีบกลม ดอกมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-2.5 ซม.ส่วนดอกเพศเมียจะออกเป็นดอกเดี่ยวตามปลายกิ่ง ดอกมีเกสรเพศผู้เทียมเรียงอยู่รอบรังไข่ มีก้านเกสรติดกันเป็นกลุ่ม ที่ปลายก้านมีต่อม 1 ต่อม ผลรูปกลมแป้น ผิวผลเรียบเป็นมัน สีน้ำตาลเหลืองมีความยาว 5-6 ซม.เส้นผ่านศูนย์กลาง 4-5 ซม.เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองถึงส้มหม่น และตามผลมีร่องตื้น ๆ ประมาณ 5-8 ร่อง ด้านบนปลายบุ๋ม และมีชั้นกลีบเลี้ยงประมาณ 4-8 แฉกติดอยู่ เนื้อหนา สีเหลือง ภายในผลมีเมล็ดขนาดใหญ่ประมาณ 4-6 เมล็ด ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปรีหนา เรียงตัวกันเป็นวงรอบผล
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ตำแหน่งแสงแดดจัด ขึ้นได้ในดินทุกชนิด ชอบขึ้นในดินกร่อยหรือดินชายทะเล ต้องการน้ำปานกลาง ทนแล้ง
การใช้ประโยชน์---ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้กินผลไม้และใบไม้ซึ่งใช้ในท้องถิ่น
-ใช้กิน คนไทยส่วนใหญ่จะรู้จักชะมวงจาก แกงหมูชะมวงที่ถือว่าเป็นอาหารลือชื่อที่สุดของคนภาคตะวันออก ใบอ่อนและผล มีรสเปรี้ยวใช้ปรุงอาหาร ให้วิตามินเอและวิตามินบีค่อนข้างสูง
-ใช้เป็นยา รากเป็นสมุนไพรลดไข้ แก้กระหายน้ำ ขับเสมหะ เป็นยาระบาย แก้ปวดท้อง ใบและผลชะมวงมีรสเปรี้ยว สรรพคุณแก้ไข้ กัดฟอกเสมหะ แก้ธาตุพิการ ช่วยระบายท้อง ผลมีฤทธิ์เป็นยารักษาอาการปวด โรคกระเพาะและโรคบิด ใบใช้เป็นยาขับเลือดเสีย ช่วยขับระดูของสตรี แก่นใช้ฝนหรือแช่กับน้ำดื่ม ช่วยแก้อาการเหน็บชา -ในอินเดียตะวันออกใช้ผลไม้ ตากแดดเพื่อรักษาโรคบิด -ในเวียตนามใช้เปลือกผลไม้ล้างพิษไข้
*เมื่อไม่นานมานี้ (ก.พ. 56) ได้มีการค้นพบสารชนิดใหม่จากใบชะมวง และได้มีการตั้งชื่อว่า “ชะมวงโอน” (Chamuangone) ซึ่งสารดังกล่าวมีฤทธิ์ในการต้านมะเร็งได้ดี (ทดสอบกับเซลล์มะเร็งปอดและเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว) ช่วยต้านเชื้อแบคทีเรียที่ก่อโรคทางเดินอาหาร (เชื้อ Helicobacter pylori) ช่วยยับยั้งเชื้อโพรโทซัว Leishmania major (เป็นโรคระบาดที่เคยพบในภาคใต้) ได้เป็นอย่างดี*เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (Medthai) https://medthai.com
-ใช้ปลูกประดับ ปลูกกลางแจ้งจะมีทรงพุ่มสวยปลูกเป็นไม้ประดับให้ร่มเงาได้
-ใช้อื่น ๆ ทางภาคใต้ ชาวใต้ใช้ผลและใบของชะมวงมาหมักทำเป็นน้ำกรดสำหรับฟอกหนังก่อนแกะสลักทำตัว หนังตะลุง ส่วนเปลือกและยางไม่ละลายในน้ำแต่ใช้เคลือบ สามารถใช้ย้อมผ้าเป็นสีเหลืองได้ แต่ไม่ใช่ในรูปแบบของเม็ดสี ในประเทศฟิลิปปินส์ใช้เป็นต้นตอสำหรับมังคุด-เมล็ดให้ผลผลิตน้ำมันประมาณ 9%
-ไม้สีขาวอมเทามีความแข็งปานกลางมีแถบเนื้อเยื่ออ่อนที่เป็นคลื่น ละเอียด ไม่ได้ใช้
รู้จักอันตราย---สำหรับสตรีตั้งครรภ์ ไม่ควรกินชะมวง อาจทำให้แท้งได้
ระยะออกดอก/ติดผล---กุมภาพันธ์-เมษายน/พฤษภาคม-มิถุนายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง


ช้างน้าว/Ochna  integerima


ชื่อวิทยาศาสตร์---Ochna integerima (Lour.) Merr.(1935)
ชื่อพ้อง ---Has 2 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/tro-22800744
---Basionym: Elaeocarpus integerrimus Lour. (1790) Unresolved.
---Ochna harmandii Lecomte.(1911)
ชื่อสามัญ---Vietnamese Mickey Mouse Plant, Yellow Mai Flower
ชื่ออื่น ---กระแจะ (ระนอง); กระโดงแดง, กำลังช้างสาร (ภาคกลาง); ขมิ้นพระต้น (จันทบุรี); ควุ (กะเหรี่ยง-นครสวรรค์); แง่ง (บุรีรัมย์); ช้างน้าว (นครราชสีมา); ช้างโน้ม (ตราด); ช้างโหม (ระยอง); ตาชีบ้าง (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่); ตานนกกรด (นครราชสีมา); ตาลเหลือง (ภาคเหนือ); ฝิ่น (ราชบุรี); โว้โร (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี) ;[ASSAMESE: Khimdabeng.];[CAMBODIA: Angkea, Angkeasel, Angkea Loeung, Kongkea; Kong (Central Khmer).];[CHINESE: Jin lian mu.];[THAI: Krachae (Ranong); Kradong daeng, Kamlang chang san (Central); Khamin phra ton (Chanthaburi); Khwu (Karen-Nakhon Sawan); Ngaeng (Buri Ram); Chang nao (Nakhon Ratchasima); Chang nom (Trat); Chang hom (Rayong); Ta-chi-bang (Karen-Chiang Mai); Tan nok krot (Nakhon Ratchasima); Tan lueang (Northern); Fin (Ratchaburi); Wo-ro (Karen-Kanchanaburi).];[VIETNAM: Hoa mai, Mai vàng, Hoàng mai.].  
ชื่อวงศ์ ---OCHNACEAE
EPPO Code---OCNIT (Preferred name: Ochna integerima.)  
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเชีย
เขตการกระจายพันธุ์ ---เอเชียตะวันออกเฉียงใต้-อินเดีย ปากีสถาน พม่า ภูมิภาคอินโดจีน และคาบสมุทรมลายู
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล 'Ochna' มาจากภาษากรีก “ochne” = แพร์ป่า ที่ใช้เรียกพืชสกุลนี้
Ochna integerima เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ช้างน้าว (Ochnaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Joao de Loureiro (1717–1791) นักพฤกษศาสตร์ชาวโปรตุเกส และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Elmer Drew Merrill  (1876–1956) นักพฤกษศาสตร์ชาวอเมริกัน ในปีพ.ศ.2478


ที่อยู่อาศัย พบที่อินเดีย (ตะวันออกเฉียงเหนือ อันดามัน นิโคบาร์) บังคลาเทศ พม่า ไทย คาบสมุทรมลายู จีน (ไหหลำ) อินโดจีน ลาว ขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง และชายฝั่งทะเล ที่ระดับความสูงถึงประมาณ 300-1,400 เมตร ในประเทศไทยพบทุกภาค ตามป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง ป่าสน และป่าชายหาด ที่ระดับความสูงใกล้ระดับน้ำทะเลจนถึงประมาณ 1,200 เมตร
ลักษณะ ช้างน้าวเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กผลัดใบ สูง 5-12 เมตร ลำต้นมักคดงอ เปลือกต้นเป็นสีน้ำตาลเข้ม แตกเป็นสะเก็ดเป็นร่องลึกตามยาว กิ่งเหนียวมาก ตามปลายกิ่งมีกาบหุ้มตาลักษณะแข็งและแหลม ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปหอกกลับ กว้าง 4-7 ซม.ยาว 8-16 ซม. ขอบใบหยักเป็นซี่แหลมเล็กๆ ผิวใบเกลี้ยงเป็นมันทั้งสองด้าน ก้านใบยาวประมาณ 2-5 มม.ดอกออกเป็นช่อแบบช่อกระจุกแยกแขนงสั้น ๆ ออกตามปลายกิ่ง กลีบดอกสีเหลือง มี 5-7 (9) กลีบ ดอกขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3 ซม.ก้านดอกยาว 1.5-3 ซม.เกสรเพศผู้จำนวนมาก 30-60 อัน ติดทน ผลย่อยติดบนฐานดอกที่ขยาย ผลสดรูปไข่กลับสีแดงขนาด 10-12 × 6-7 มม.เมื่อสุกสีดำมีเมล็ดแข็ง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เติบโตได้ในสภาพดินทุกชนิดแม้พื้นที่แห้งแล้ง แต่ชอบดินร่วน ระบายน้ำได้ดี ไม่ชอบน้ำท่วมขัง ต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง ชอบแสงแดดจัด ทนแล้งและทนไฟป่าได้ดี
ศัตรูพืช/โรคพืช---ไม่ค่อยมีโรคและแมลงรบกวน ไม่มีรายงานความเสียหายร้ายแรงจากศัตรูแมลงหรือเชื้อราตามธรรมชาติ


การใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นยา อาหาร และแหล่งไม้ เป็นไม้ประดับที่ได้รับความนิยมอย่างมากในเอเชียตะวันออก ซึ่งไม้ตัดดอกถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดีในช่วงเทศกาลปีใหม่ในเวียดนาม
-ใช้กิน ผลไม้-ดิบ สุก กินได้
-ใช้เป็นยา เปลือกรสขมเป็นยาบำรุงทางเดินอาหาร แก้โรคบิดถ่ายมีมูกเลือดนอกจากนี้ยังใช้รักษาอาการเจ็บคอ รากใช้เป็นยาระบายสำหรับรักษาพยาธิและเป็นยาสำหรับรักษาความผิดปกติของน้ำเหลือง
-ใช้ปลูกประดับ ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับในสวนทั่วไป หรือปลูกเป็นไม้กระถาง -ต้นไม้จะถูกเก็บรวบรวมอย่างกว้างขวางโดยผู้ปลูกบอนไซเนื่องจากมันปรับให้เข้ากับกระถางตื้นขนาดเล็กที่ก่อตัวเป็นลำต้นและกิ่งที่งดงาม ดอกสีเหลืองและผลไม้ที่น่าดึงดูดและมีความสวยงามเทียบเท่ากับต้นไม้ต้นใหญ่
-อื่น ๆไม้ที่ใช้ในการก่อสร้างกระท่อมแบบดั้งเดิม
ตำนาน/ความเชื่อ--- คนเวียดนามมีเทพนิยายเกี่ยวกับ Ochna integerrima เรื่องราวเกี่ยวกับเด็กผู้หญิงที่ใจดีและกล้าหาญ เธอต่อสู้กับสัตว์ประหลาดเพื่อปกป้องชาวบ้าน น่าเสียดายที่เธอเสียชีวิตหลังจากการต่อสู้ ความกล้าหาญของเธอแตะต้องพระเจ้า ดังนั้นแม้ว่าเธอจะตาย แต่ทุก ๆ ปีใหม่ เธอจะได้รับพรให้กลับไปเยี่ยมครอบครัวและหมู่บ้านของเธอเป็นเวลา 9 วัน เมื่อพ่อแม่ของเธอเสียชีวิตเธอเปลี่ยนเป็นต้นไม้ดอก ทุกครั้งที่ปีใหม่มาดอกไม้จะเบ่งบานเหมือนเสื้อเหลืองที่เธอมักจะสวมใส่ คนเวียดนามเชื่อว่าในวัน Tet Holiday, Ochna integerrima สามารถขับไล่ผีได้ตลอดทั้งปี มันเป็นพืชที่เป็นสัญลักษณ์ของสิ่งต่าง ๆ มากมายรวมถึงความรักความมั่งคั่งและรากเหง้าของคนเวียดนาม
สำคัญ---เป็นดอกไม้ประจำจังหวัดมุกดาหาร
ภัยคุกคาม--เนื่องจากสายพันธุ์นี้ถูกคุกคามจากความเสื่อมโทรมของแหล่งที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการแพร่กระจายและการเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ภัยคุกคามจึงไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประชากรทั้งหมด ถูกจัดวางไว้ใน IUCN Red List ประเภท 'ความกังวลน้อยที่สุด'
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species.(2019)
ระยะออกดอก/ติดผล----มีนาคม-เมษายน/พฤษภรคม-มิถุนายน ผลัดใบก่อนออกดอก
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำกิ่ง
 **ส่วนตัว-ช้างน้าวเป็นต้นไม้ในดวงใจอีกต้นหนึ่ง (ของใครหลายคน) ฟอร์มต้นสวยมาก หามาจัดสวนยาก นานๆจะเจอแบบฟลุ๊ค หรือต้องสั่งให้หา เปลือกผิวของลำต้นที่แตกเป็นร่องลึกตามยาวสีน้ำตาลเข้มดูแล้ว Antique มาก เหมือนไม้โบราณอายุมากๆ แต่ชาวบ้านเอาไปทำฟืนเผาถ่านซะเยอะ เพราะไม่รู้ว่าต้นอะไร ขึ้นอยู่ตามหัวไร่ปลายนาเกะกะบังร่มเงาพืชไร่ ก็สุมโคนเผาไฟ เสียดาย..มาก
รูปภาพล่าสุดที่ได้มา (1/4/2018) ตอนนี้ดอกเริ่มน้อยลง ใบผลิใหม่มากขึ้นได้มาช่วงปลายระยะออกดอกติดผลแล้ว ช่วงตอกออกใหม่ ๆจะเต็มต้น**

ปรู/Alangium salviifolium

ชื่อวิทยาศาสตร์---Alangium salviifolium (L.f.) Wangerin.(1910)
ชื่อพัอง  ---Has 12 Synonyms.
---Basionym: Grewia salviifolia L.f.(1782)
---Alangium lamarckii Thwaites.(1859)
---Karangolum salviifolium (L.f.) Kuntze.(1891)
---More.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-5625
ชื่อสามัญ---Hill sack tree, Sage-leaved alangium, Stone mango.
ชื่ออื่น---ปรู (ภาคกลาง); ปรู๋ (ภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ); ผลู (ภาคกลาง); มะเกลือกา (ปราจีนบุรี); มะตาปู๋ (เชียงใหม่) ;[BENGALI: Akarakanta];[CHINESE: Tu tan shu];[FRENCH: Alangier à feuilles de saule.];[HINDI: Akol, Ankul, Dhera, Nikochak, Thel.];[KANNADA: Ankole, Ankole mara, Kallu mavu, Guddada goni.];[MALAYALAM: Alinnil, Ankolam, Cem-maram];[MARATHI: Ankol.];[NEPALI: Amphee];[SANSKRIT: Kangarola, Dhela, Dirghakila, Gandhapuspa, Gudhamallika.];[TAMIL: Alangi, Alincil, Ankolam, Ankotam.];[TEJUGU: Ankolamu, Udugu.];[THAI: Pru (Central); Pru (Northeastern, Northern); Phlu (Central); Ma kluea ka (Prachin Buri); Ma tapu (Chiang Mai).];[TIBETAN: A go ta, A ke].
ชื่อวงศ์---CORNACEAE (ALANGIACEAE)
EPPO Code---ALNSA (Preferred name: Alangium salviifolium.)  
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์---เอเซียใต้และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้-ศรีลังกา อินเดีย พม่า จีนตอนใต้ ตอนเหนือของเวียตนาม มาเลเซีย-แอฟริกาตะวันออก - เคนยา, แทนซาเนีย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลมาจากภาษามาลายาลัม ในอินเดีย “Alangi” ที่ใช้เรียกพืชชนิดนี้
Alangium salviifolium เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ฝาละมี (Cornaceae หรือ Alangiaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carolus Linnaeus the Younger (1741–1783) นักธรรมชาติวิทยาชาวสวีเดนลูกชายของ Carl Linnaeus และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Walther Wangerin (1884–1938) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน ในปีพ.ศ.2453
มีสายพันธุ์ย่อยที่ยอมรับได้ 2 สายพันธุ์คือ
-Alangium salviifolium (L. f.) Wangerin เป็นไม้ยืนต้น
-Alangium salviifolium subsp. hexapetalum (Lam.) Wangerin เป็นไม้เถาเลื้อยมีมือจับ


ที่อยู่อาศัย พบที่แอฟริกา อินเดีย เนปาล ศรีลังกา พม่า จีนตอนใต้ ภูมิภาคอินโดจีนและมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เติบโตในป่าไม้ที่ระดับความสูงต่ำกว่า 1,200 เมตร ในภาคใต้ของจีน ป่าฝนที่ลุ่มและป่าริมแม่น้ำที่ระดับความสูงไม่เกิน 750 เมตร ในประเทศไทยพบได้ตามป่าเบญจพรรณทั่วไปทางภาคกลางและภาคเหนือ ที่ระดับความสูงตั้งแต่ 200-500 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบ สูง 8-10 เมตร ลำต้นมักบิดและคดงอ ส่วนโคนต้นมักเป็นพูต่ำ ๆ เปลือกต้นด้านนอกเป็นสีน้ำตาลแดง แตกล่อนเป็นสะเก็ด ส่วนเปลือกด้านในและกระพี้เป็นสีเหลืองอ่อน และแก่นกลางเป็นสีน้ำตาลเขียว กิ่งก้านเกลี้ยง หรืออาจมีขนเล็กน้อยตามกิ่งอ่อน จะผลัดใบหมดก่อนผลิดอก ใบเดี่ยวกว้างประมาณ 5-7 ซม.ยาวประมาณ 8-15 ซม. มักออกในระนาบ รูปไข่หรือไข่กลับ ปลายเป็นติ่งแหลมหรือป้าน ใบแก่เรียบเกลี้ยง ด้านล่างมีขนประปรายบนเส้นใบ ก้านใบยาว 0.5-1.5 ซม. ดอกขนาด1.2-3.3 ซม.สีเหลืองอ่อนหรือครีม ช่อดอกยาว 1.4-2.3 ซม.มีดอก 3-17 ดอกต่อช่อ กลีบดอก 5(7) กลีบอยู่ชิดกันแต่ไม่ซ้อนกัน กลีบเป็นเส้นยาวโค้งไปด้านหลังเมื่อดอกบาน มีกลิ่นหอม ผลขนาด0.9-1.8ซม.สีแดงแล้วเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท รูปกลมหรือรูปไข่ มีชั้นกลีบเลี้ยงติดที่ปลายผลผลเกลี้ยงหรือมีขนห่างๆบางทีมีเส้นเล็กๆ12 สัน ชั้นหุ้มเมล็ดแข็งภายในมีเมล็ด 1เมล็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งในแสงแดดเต็มวัน ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลางและมีการระบายน้ำที่ดี
ใช้ประโยชน์--- พืชที่เก็บเกี่ยวจากป่าโดยเฉพาะในอินเดียเพื่อใช้ในยาแผนโบราณ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งที่มีคุณค่าของไม้ในท้องถิ่นและมักจะเติบโตเป็นไม้ประดับ
-ใช้กินได้ ผลมีรสหวานอมเปรี้ยว มีกลิ่นหอม
-ใช้เป็นยา เปลือกไม้ขมมากเป็นยาที่ใช้กันทั่วไปในอินเดีย ใบนำมาใช้ในการรักษาโรคหอบหืด ผลไม้ใช้เป็นยาถ่ายเสมหะขับลมและเป็นยาแก้พิษ น้ำผลไม้ถูกนำไปใช้กับดวงตาในการรักษาโรคตา และใช้ในการขับไล่เวิร์มและเพื่อรักษา ท้องมาน, ความดันโลหิตสูง, ท้องร่วง, ไข้, อาการปวดหลัง, ความผิดปกติของเลือด, งูและหนูกัด, โรคเรื้อนและโรคผิวหนังอื่น ๆ ยาต้มของพืชทั้งหมดรวมกับมะพร้าวนำมาใช้ภายนอกสำหรับการรักษาไฟลวก น้ำร้อนลวก -ตำรายาไทยใช้แก่นหรือเนื้อไม้เป็นยาบำรุงกำลัง เปลือกต้นมีรสฝาด ใช้ต้มกับน้ำรับประทานเป็นยาบำรุงธาตุไฟ ปิดธาตุ ส่วนผลมีรสร้อนเบื่อ สรรพคุณเป็นยาบำรุงธาตุ เปลือกรากนำมาต้มรับประทานเป็นยาแก้พิษ เป็นยาทำให้อาเจียน
--ใช้อื่น ๆไม้เนื้อแข็งเนื้อไม้สีน้ำตาลมีความละเอียดและหนัก ลายไม้ชิดกัน มีความเหนียวและมีความสวยงาม นิยมใช้ในงานแกะสลัก ทำพานท้ายปืน ด้ามเครื่องมือทางการเกษตร เครื่องกลึง เครื่องประกอบเกวียน และเฟอร์นิเจอร์ -กิ่งไม้ใช้แปรงฟัน-ส่วนผสมของผลไม้สุกรวมกับน้ำผึ้งและรากของ Acorus calamus (ว่านน้ำ) ใช้เป็นยาฆ่าแมลงในการจัดการศัตรูพืชในพืชผลทางการเกษตร-ในเคนยาลำต้นนั้นใช้เพื่อทำหอก-น้ำมันที่กินไม่ได้จากเมล็ดพืชใช้เป็นเครื่องให้แสงสว่าง
ความเชื่อ/พิธีกรรม--- ในอินเดียถือว่าเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์และมีการสร้างวัดใกล้ ๆ
ภัยคุกคาม--เนื่องจากสายพันธุ์นี้ถูกคุกคามจากความเสื่อมโทรมของแหล่งที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการแพร่กระจายและการเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ภัยคุกคามจึงไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประชากรทั้งหมด ถูกจัดวางไว้ใน IUCN Red List ประเภท 'ความกังวลน้อยที่สุด'
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species.(2020)
ระยะออกดอก/ติดผล---กุมภาพันธ์-เมษายน/มีนาคม-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ

มะเม่า/Antidesma puncticulatum

ชื่อวิทยาศาสตร์---Antidesma puncticulatum Miq.(1861)
ชื่อพ้อง ---Has 2 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-12276  
---Antidesma bunius var. thwaitesianum (Müll.Arg.) Trimen.(1885)             
---Antidesma thwaitesianum Müll.Arg.(1866)
ชื่อสามัญ------Mao Luang Fruit Tree
ชื่ออื่น---หมากเม้า, บ่าเหม้า (ภาคเหนือ), หมากเม่า (ภาคอีสาน), มะเม่า, ต้นเม่า (ภาคกลาง), เม่า, เม่าเสี้ยน, หมากเม่าหลวง, มะเม่าหลวง, มัดเซ ;[THAI: Makmao, Bamao (Northern); Makmao (North Easthern); Mamao, ton mao (Central); Mao, Mao siean, Makmao luang, Mamao luang, Mut sae.].
ชื่อวงศ์---PHYLLANTHACEAE
EPPO Code---ATDPU (Preferred name: Antidesma puncticulatum.)  
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์---ศรีลังกา พม่า จีนตอนใต้ คาบสมุทรมาเลย์ อินโดนีเซีย(ยกเว้นบอร์เนียว) ออสเตรเลีย หมู่เกาะบิสมาร์ค เกาะต่าง ๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิกและ แอฟริกา
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล 'Antidesma' มาจากภาษากรีก “anti”= ต่อต้าน และ “desma”= แถบหรือเชื่อมติดกัน อาจอ้างอิงถึงลักษณะของช่อผลที่ผลเป็นสายไม่เชื่อมติดกัน
Antidesma puncticulatum เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์มะขามป้อม (Phyllanthaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Friedrich Anton Wilhelm Miquel (1811–1871) นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์ ในปีพ.ศ.2404

 

ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในอินโดจีนและมาเลเซีย ขึ้นทั่วไปในป่าเต็งรัง ตามทุ่งหญ้าเนินเขาในที่โล่ง ที่โล่งลุ่มต่ำและป่าพรุ ที่ระดับความสูง200-400เมตรจากระดับน้ำทะเล ในประเทศไทยพบขึ้นกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบ  สูง5-12 เมตร เรือนยอดแผ่กว้าง แตกกิ่งก้านมาก กิ่งแขนงแตกเป็นพุ่มทรงกลม กิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขน เปลือกนอกสีน้ำตาลแตกเป็นร่องตื้นๆตามยาวของลำต้น  หรือแตกเป็นสะเก็ด เปลือกในสีแดงอมชมพู ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับรูปรีถึงวงรี กว้าง3.5-4.5ซม.ยาว5-7ซม.โคนใบหยักเว้าเล็กน้อยปลายใบทู่หรือมนกลม หูใบ1คู่   ใบสีเขียวเป็นมันเรียบเกลี้ยงดอก ออกเป็นช่อที่ซอกใบและปลายกิ่ง ดอกย่อยจำนวนมาก สีเขียวขนาดเล็ก เป็นแบบดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้น ดอกเพศผู้1.5มม.สีเขียวออกเหลือง มีกลิ่นเล็กน้อย เรียงห่างๆบนก้านชูที่ตั้งตรงมี2-8ช่อยาว3-10ซม. ดอกเพศเมีย2.3มม. ปลายเกสรเพศเมียแยกเป็น3-4แฉก หมอนรองดอกรูปถ้วยมีขนยาว
ผล สด ทรงกลมเบี้ยว ขนาด0.3-0.5ซม. ผลดิบสีเขียวเมื่อเข้าสู่ระยะสุกผลเปลี่ยนเป็นสีแดงและสีดำเมื่อสุกจัด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เจริญเติบโตได้ดีในทุกพื้นที่ ชอบแดดจัด ทนแล้งได้ดี  


ใช้ประโยชน์--- ใช้กินได้-ยอดอ่อนกินเป็นผักสด ผลสุกใช้กินได้ ผลฉ่ำน้ำมีรสเปรี้ยว นำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายอย่าง เช่น แยม น้ำผลไม้ หรือนำไปทำเป็นไวน์เกรดคุณภาพสูง น้ำหมากเม่าหรือน้ำคั้นที่มาจากผลมะเม่าสุกสามารถนำไปทำสีผสมอาหารได้โดยจะให้สีม่วงเข้ม
-ใช้เป็นยา คนสมัยโบราณมักนิยมกินสด หรือนำมาคั้นน้ำ ดื่มเพื่อใช้เป็นยาแก้ร้อนใน หรือถอนพิษไข้ จากการวิจัยพบว่าน้ำหมากเม่ามีสรรพคุณมากมาย อุดมไปด้วยสารอาหารทั้ง วิตามินบี 1 วิตามินบี 12 วิตามินซี วิตามินอี แคลเซียม เหล็ก และยังมีกรดอะมิโนอีก 28ชนิด สารแอนโทไซยานินที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของเส้นเลือด และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์-มะเม่ามีศักยภาพในการช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันและยังมีฤทธิ์ต้านเชื้อ HIV อีกด้วย (กัมมาลและคณะ, 2546)
-ใช้ปลูกประดับ นำมาจัดสวน ให้ร่มเงาแล้วใช้ประโยชน์เป็นอาหารสมุนไพรได้
-อื่น ๆ เนื้อไม้ใช้ทำเป็นที่อยู่อาศัยหรือทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ได้
ระยะออกดอก/ผลสุก---มีนาคม-พฤษภาคม/สิงหาคม-กันยายน
ขยายพันธุ์ ---เมล็ด

มะพอก/Parinari anamense


ชื่อวิทยาศาสตร์---Parinari anamense Hance.(1877)
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms.See all https://www.gbif.org/species/2984952
---Parinari albida Craib.(1912)
---Parinari anamensis (Hance) JEVidal.(1964)
ชื่อสามัญ--- Annamese burada
ชื่ออื่น---กระท้อนลอก (ตราด); จัด, จั๊ด (ลำปาง); ตะเลาะ (ส่วย-สุรินทร์); ตะโลก (เขมร-สุรินทร์); ท่าลอก (นครราชสีมา, พิษณุโลก, ปราจีนบุรี); ประดงไฟ, ประดงเลือด (ราชบุรี); พอก (อุบลราชธานี); มะคลอก (สุโขทัย, อุตรดิตถ์); มะพอก (ราชบุรี, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ); มะมื่อ, หมักมอก, หมักมื่อ (ภาคเหนือ); หมากรอก (ประจวบคีรีขันธ์); เหลอะ (ส่วย-สุรินทร์) ;[CAMBODIA: Nakorkuk Thlok (=The land of the thlok tree); Thlok (Central Khmer).];[THAI: Kra thon lok (Trat); Chat (Lampang); Ta-lo, Loe (Suai-Surin); Ta-lok (Khmer-Surin); Tha lok (Nakhon Ratchasima, Phitsanulok, Prachin Buri); Pradong fai, Pradong lueat (Ratchaburi); Phok (Ubon Ratchathani); Ma khlok (Sukhothai, Uttaradit); Ma phok (Northeastern, Ratchaburi); Ma mue, Mak mok, Mak mue (Northern); Mak rok (Prachuap Khiri Khan)];[VIETNAM: Cây Cám, Cám].
ชื่อวงศ์---CHRYSOBALANACEAE
EPPO Code---PNAAN (Preferred name: Parinari anamense.)  
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์---เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ - ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม-แอฟริกา-มาดากัสการ์ แปซิฟิก อเมริกากลาง อเมริกาใต้
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล 'Parinari' เป็นชื่อที่ใช้เรียกพืชในสกุลนี้ในแถบอเมริกาใต้
Parinari anamense เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์มะพอก (Chrysobalanaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Henry Fletcher Hance (1827–1886) เป็นนักการทูตชาวอังกฤษที่อุทิศเวลาว่างให้กับการศึกษาพืชจีน ในปีพ.ศ.2420

 

ที่อยู่อาศัย พบขึ้นกระจายอย่างกว้างขวางทั่วไปในเขตร้อน ; ในแอฟริกาใต้-จากเซเนกัลถึงซูดานและเคนยาและทางใต้สู่นามิเบียและนาตาล -ในมาดากัสการ์ตะวันออก; จากอินโดจีนผ่านอินโดนีเซียนิวกีนีทางเหนือของรัฐควีนส์แลนด์และแปซิฟิกตะวันตกเฉียงใต้ -ในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ตั้งแต่คอสตาริกาจนถึงตรินิแดดและบราซิลตอนใต้ ฟอสซิลที่เก่าแก่ที่สุดของผลไม้ Parinari มาจากยุคต้นของเอธิโอเปีย ปานามาและโคลัมเบีย ในประเทศไทยพบขึ้นในป่าดงดิบ ป่าดิบแล้ง และป่าเบญจพรรณทั่วไปทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ ตั้งแต่ระดับน้ำทะเล ถึง 1500 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ไม่ผลัดใบ สูง 10-30 เมตร เปลือกต้นหนาสีน้ำตาลปนเทา แตกแบบร่องยาวและลึก หรือแตกแบบเป็นเกล็ดรูปสี่เหลี่ยมลอกหลุดได้ ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปไข่กว้าง 4-7 ซม.ยาว 6-15 ซม.โคนใบมนสอบ ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม ขอบใบเรียบแผ่นใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ผิวใบด้านบนเกลี้ยงด้านล่างมีขนสีขาวปกคลุมหนาแน่น ดอกช่อออกแบบช่อแยกแขนง สีขาวออกตามปลายกิ่ง ยาว 5-10 ซม.ดอกย่อยที่บานขนาด 4-5 มม.ผลออกเป็นช่อประมาณ 3-15 ผล ผลกลมขนาด 3-4 ซม.มีเปลือกแข็งหนาผิวผลหยาบไม่เรียบสีน้ำตาล มีเมล็ดแข็ง1 เมล็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบแดดจัด เจริญเติบโตได้ดีในทุกพื้นที่ ทนแล้งได้ดี
ใช้ประโยชน์---ใช้กินได้เนื้อผลสุก รอบ ๆ เมล็ด มีรสหวานหอม ใช้เนื้อของผลสุกนำมาบดผสมกับแป้งและน้ำตาล ทำเป็นขนมหวาน ซึ่งจะมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวของมะพอก เนื้อข้างในเมล็ดมีรสมันคล้ายถั่ว
-ใช้เป็นยา ตำรายาไทยใช้ แก่น ต้มน้ำดื่มและอาบแก้ประดง (อาการโรคผิวหนัง เป็นเม็ดขึ้นคล้ายผด คันมาก มักมีไข้ร่วมด้วย) แก้ผื่นคันแดงทั่วตัว ปวดแสบร้อน มีน้ำเหลืองไหลซึม ยาพื้นบ้านใช้ แก่น ผสมกับสมุนไพรอื่น ต้มน้ำดื่มแก้หืด เปลือกต้น ประคบแก้ช้ำใน แก้ปวดบวม
-อื่น ๆเนื้อไม้ กระพี้สีเหลืองอ่อน แก่นสีชมพูเรื่อ ๆ เนื้อค่อนข้างละเอียด สามารถนำมาใช้ในงานก่อสร้าง ทำฝา ฝ้า ทำกระดาน -น้ำมันจากเมล็ดใช้เป็นน้ำมันขัดเงากันซึม ใช้ในงานพิมพ์-แช่ดอกไม้ ใช้เป็นเครื่องสำอางนำไปใช้หลังจากอาบน้ำ
ภัยคุกคาม---เนื่องจากสายพันธุ์นี้ถูกคุกคามจากความเสื่อมโทรมของแหล่งที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการแพร่กระจายและการเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ภัยคุกคามจึงไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประชากรทั้งหมด ถูกจัดวางไว้ใน IUCN Red List ประเภท 'ความกังวลน้อยที่สุด'
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species.(2018)
ระยะออกดอก/ผลแก่---มกราคม-เมษายน/มกราคม-กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ตะคร้อ/Schleichera oleosa


ชื่อวิทยาศาสตร์---Schleichera oleosa (Lour.) Merr.(1917)
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/tro-50190963
---Pistacia oleosa Lour.
---Schleichera oleosa (Lour.) Oken.(1841)
ชื่อสามัญ---Ceylon Oak, Macassar oil tree, Kusum tree, Honey Tree, Lac Tree, Gum lac tree, Malay lactree.
ชื่ออื่น---กาซ้อง, คอส้ม, ค้อ, เคาะจ้ก, มะเคาะ, มะจ้ก, มะโจ้ก (ภาคเหนือ), ตะคร้อไข่ (ภาคกลาง) ;[CAMBODIA: Kph p rong.];[FRENCH: Pongro, Quenettier rose.];[GERMAN: Macassaölbaum.];[HINDI: Koshamba, Kusum, Kusuma, Kosam.];[MALAYALAM: Puvam, Doodalam, Poovam.];[SANSKRIT: Kusumbha.];[SWEDISH: Kussum.];[TAMIL: Poovam, Puvatthi, Karanachi, Pumaratha.];[VIETNAMESE: Dấu dầu.].
ชื่อวงศ์---SAPINDACEAE
EPPO Code---SHHOL (Preferred name: Schleichera oleosa.)  
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์---อินเดีย ศรีลังกา พม่า ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย
Schleichera oleosa เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์เงาะหรือวงศ์ soapberry (Sapindaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Joao de Loureiro (1717–1791) นักพฤกษศาสตร์ชาวโปรตุเกสและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Elmer Drew Merrill  (1876–1956) นักพฤกษศาสตร์ชาวอเมริกัน ในปีพ.ศ.2460

 

ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในอนุทวีปอินเดีย-เอเซียใต้และในบางส่วนของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ พบได้ตามป่าผลัดใบ ป่าดิบเขา และตามป่าเบญจพรรณทั่วไป พบที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลถึงประมาณ 980 เมตร ในประเทศไทยพบเกือบทุกภาค ตามป่าผลัดใบหรือป่าผลัดใบผสม
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ผลัดใบ มีความสูงของต้นประมาณ 15-25 (40) เมตร สามารถมีเส้นผ่านศูนย์กลางได้ถึง 2 เมตร แต่โดยทั่วไปจะน้อยกว่า แตกกิ่งก้านต่ำ เรือนยอดมีลักษณะเป็นทรงพุ่มแผ่กว้าง กิ่งก้านมักคดงอ ลำต้นเป็นปุ่มปมและพูพอน เปลือกลำต้นเป็นสีน้ำตาลแดงหรือเป็นสีน้ำตาลเทา เปลือกแตกเป็นสะเก็ดหนา  ใบประกอบยาว 20 - 40 ซม. ใบย่อยรูปไข่หรือรูปขอบขนาน ขนาด 5-25 ซม. x 3-10 ซม มี2-4คู่ ดอก สีเขียวอ่อน หรือแกมเหลือง ออกเป็นช่อห้อยลงจากปลายกิ่งหรือซอกใบ ผล รูปทรงกลมหรือรูปไข่ขนาด 15 - 25 มม. x 10 - 20 มม.สีเขียวสดแล้วเปลี่ยน เป็นสีน้ำตาล ปลายผลเป็นติ่งแหลม มีเมล็ด1-2 เมล็ด สีน้ำตาล
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เติบโตได้ดีในตำแหน่งที่มีแดดจัดหรือร่มเงาบางส่วน สามารถทนต่อชนิดของดินได้หลายชนิดแต่ต้องมีการระบายน้ำที่ดี เติบโตได้ดีที่สุดในดินที่ลึกและอุดมไปด้วยอินทรียวัตถุ ค่า pH ในช่วง 5.5 - 6.5 ทนได้ 5 - 7.8
ใช้ประโยชน์--- ต้นไม้เอนกประสงค์เป็นแหล่งอาหารและยา และสินค้าหลากหลายเพื่อใช้ในท้องถิ่น มันได้รับการปลูกเป็นครั้งคราวตลอดทั้งเขตร้อนโดยเฉพาะในอินเดีย
-ใช้กิน ใบอ่อนและหน่ออ่อน - ดิบปรุงในซุปหรือนึ่งและเสิร์ฟพร้อมข้าว ผลสุกกินสดหรือดองรสเปรี้ยวอร่อย  เนื้อของผลไม้มีฤทธิ์ฝาดและกระตุ้นความอยากอาหาร น้ำมันที่ได้จากเมล็ดเป็นสีน้ำตาลอมเหลืองที่เรียกว่าน้ำมัน macassar บางครั้งใช้สำหรับการทำอาหาร มันมีสารประกอบไซยาโนเจนซึ่งอาจทำให้เกิดความเวียนศีรษะและควรกำจัดออกหากใช้น้ำมันเพื่อการบริโภคของมนุษย์
-ใช้เป็นยา น้ำมันเมล็ดหรือที่เรียกว่า Kusum Oil ใช้ในอายุรเวทสำหรับโรคผิวหนังต่างๆ เปลือกมีสารแทนนินประมาณ 10% และ lupeol ผสมเป็นยาแก้ปวด เปลือกใช้เป็นยาสมานแผลและใช้ในการรักษาโรคเรื้อน, ผิวหนังและแผลพุพอง ในยาแผนโบราณน้ำมันที่ได้จากเมล็ดนั้นจะถูกใช้ภายนอกเพื่อรักษาอาการคัน, สิวและโรคผิวหนังอื่น ๆ นวดน้ำมันลงบนหนังศีรษะวันละครั้งช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของเส้นผมที่สูญเสียไปโดยศีรษะล้าน
-ใช้อื่น ๆ แก่นไม้สีน้ำตาลอมชมพูนั้นแข็งทนทานและยอดเยี่ยมในการทำสาก ล้อเกวียน เพลาคันไถ ด้ามจับเครื่องมือและลูกกลิ้งของโรงงานน้ำตาลและแท่นอัดน้ำมัน ในอินเดียมันถูกใช้เป็นพืชสำหรับเลี้ยงครั่ง ผลิตภัณฑ์นี้เรียกว่า kusum lac และดีที่สุดในด้านผลผลิตและคุณภาพ -เมล็ดบดเป็นผงใช้กับบาดแผลและแผลของวัวเพื่อกำจัดหนอน
ระยะเวลาออกดอก/ติดผล---มกราคม-เมษายน/มีนาคม-กรกฎาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ตะคร้อหนาม/Sisyrolepis muricata

ชื่อวิทยาศาสตร์---Sisyrolepis muricata (Pierre) Leenh.(1977)
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2582237
---Basionym: Paranephelium muricatum Pierre.(1895)
---Delpya muricata (Pierre) Pierre ex Radlk.(1914)
ชื่อสามัญ----None (Not recorded)
ชื่ออื่น---เคาะหนาม, เคาะหยุม, ตะคร้อ, มะจ๊กหนาม, มะจ๊กหยุม (ภาคเหนือ); ค้อหนาม (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ); ตะคร้อหนาม (ภาคกลาง); ตะค้อ (ตะวันตกเฉียงใต้); ปันรัว (เขมร-สุรินทร์) ;[THAI: Kho nam, Kho yum, Ta khro, Ma chok nam, Ma chok yum (Northern); Kho nam (Northeastern); Ta khro nam (Central); Ta kho (Southwestern); Pan-rua (Khmer-Surin).];[VIETNAM: Đàn bi].
ชื่อวงศ์---SAPINDACEAE
EPPO Code---1SAPF (Preferred name: Sapindaceae.)  
ถิ่นกำเนิด----ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์---ไทย กัมพูชา เวียตนาม
Sisyrolepis muricata เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์เงาะหรือวงศ์ soapberry (Sapindaceae) มีเพียงสปีชีส์เดียวในสกุล Sisyrolepis ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Jean Baptiste Louis Pierre (1833-1905) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศสและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Pieter Willem Leenhouts (1926–2004) นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์ ในปีพ.ศ.2520

   

ที่อยู่อาศัย ถิ่นกำเนิดคืออินโดจีนถึงคาบสมุทรมาเลเซีย ขึ้นกระจายในป่าฝนเขตร้อนที่ระดับความสูงความสูงไม่เกิน 300 เมตร ในประเทศไทยพบทางทางภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ลักษณะ ตะคร้อหนามมีสถานภาพเป็นพืชหายาก เป็นไม้ต้นสูงได้ถึง 15 เมตร ใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ (paripinnate) รูปรีถึงรูปขอบขนาน กว้าง 7 ซม.ยาว18 ซม.ปลายใบกลมหรือเป็นติ่งแหลม โคนใบเว้าตื้นถึงเฉียง ดอกช่อแยกแขนงออกตามซอกใบใกล้ปลายยอด ยาวได้ถึง 32 ซม.กลีบดอก 5 กลีบสีขาว อับเรณูสีแดง ผลแห้งค่อนข้างกลมมีหนาม ยาว 3 ซม.เมล็ดมี1-3เมล็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ตำแหน่งแสงแดดจัด แสงแดดรำไรหรือร่มเงาบางส่วน ดินร่วนอุดมสมบูรณ์โปร่งเก็บความชื้นระบายน้ำและอากาศได้ดี
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา สรรพคุณ ลำต้น แก้อัมพฤกษ์ อัมพาต แขนงหรือกิ่ง ต้มดื่มแก้โรคกระเพาะอาหาร ลำต้นผสมกับรากสามสิบ รากเจตพังคี เปลือกต้นเสี้ยวใหญ่ ต้มน้ำดื่ม แก้อัมพฤกษ์ อัมพาต
ระยะออกดอก/ติดผล---มิถุนายน-สิงหาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด
สถานที่ถ่ายภาพ--ได้รูปต้นนี้มาจากวัดเขาดีสลัก อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ถ่ายไว้เมื่อปี 2546 **

ตะคร้ำ/Garuga pinnata


ชื่อวิทยาศาสตร์---Garuga pinnata Roxb.(1819)
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms.
---Garuga pharhad Buch.-Ham.(1835)
---Guaiacum abilo Blanco.(1837)
---More.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2817312
ชื่อสามัญ---Grey Downy Balsam, Garuga, Garuga Tree.
ชื่ออื่น---กะตีบ, แขกเต้า, ค้ำ (ภาคเหนือ); ตะคร้ำ (ภาคเหนือ, ภาคกลาง); ปีชะออง (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี); มะกอกกาน (ภาคกลาง); หวีด (ภาคเหนือ); อ้อยน้ำ (จันทบุรี) ;[ASSAMESE: Thutmala, Pama, Kesh-kechi, Pani-amora, Rahimola.];[AYURVEDA: Paaranki, Kharpata.];[BENGALI: Jum, Kapila.];[BENGALI: Jum.];[CHINESE: Jiā lǎn shǔ, Yǔ yè bái tóu shù ; Wài xiàng mù (yúnnán dǎizú yǔ).];[HINDI: Ghogar, Kharpat.];[KANNADA: Kaashthanelli, Aranelli, Biligadde.];[MALAYALAM: Annakkara, Eechakkara, Karuvembu, Kareyam, Kattukalasam, Kattunelli, Kosramba.];[MARATHI: Kakad.];[MYANMAR: Chinyok, Mai-kham, Sinyok, Taesap.];[NEPALI: Dabadabe, Ramasin.];[SANSKRIT: Kinikirath, Karnikarha];[SIDDHA/TAMIL: Karre Vembu, Arunelli.];[TAMIL: Arunelli, Karuvempu];[TELUGU: Konda Vepa, Garuga];[THAI: Katip (Northern); Khaek tao, Kham, wit (Northern); Ta khram (Central, Northern); Pi-cha-ong (Karen-Kanchanaburi); Ma kok kan (Central); Oi nam (Chanthaburi).].
ชื่อวงศ์---BURSERACEAE
EPPO Code---GUGPI (Preferred name: Garuga pinnata.)  
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน,อนุทวีปอินเดีย,เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-พม่า,ไทย,มาเลเซีย อินโดนีเซีย,เวียดนาม,ฟิลิปปินส์
Garuga pinnata เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์มะแฟน (Burseraceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย William Roxburgh (1751-1815) ศัลยแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อต ในปีพ.ศ.2362
ที่อยู่อาศัย พืชเขตร้อนชื้นซึ่งพบได้ทั่วไปในป่าเบญจพรรณ ป่าเขา ป่าโปร่ง หุบเขาที่ระดับความสูง 400 -1,400เมตร ในประเทศไทย พบขึ้นตามที่ราบป่าโปร่งและป่าผลัดใบ ป่าดิบแล้งที่ระดับความสูง 550-1,200 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางผลัดใบ เรือนยอดเป็นพุ่มกลมหรือทรงกระบอกมีความสูงประมาณ 10-20 เมตร ลักษณะลำต้นเปลาตรง  โคนมักเป็นพูพอน เปลือกต้นสีเทาออกชมพูหรือเทาออกน้ำตาลมีรอยแตกตื้นๆ เปลือกด้านในสีครีม มีเส้นริ้วสีชมพูและมีน้ำยางสีชมพู กิ่งอ่อนและก้านช่อดอกมีขนสีเทา ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ยาว 25-30 ซม.ตอนยังเป็นใบอ่อนมีขน ใบแก่จะเกลี้ยง ขนจะติดหนาแน่นตามปลายกิ่ง ใบย่อย 7-13 คู่ รูปขอบขนาน รูปรี หรือรูปหอก ปลายใบแหลมเป็นติ่ง ขอบใบหยักกลม โคนใบแหลม หรือมนเบี้ยว ก้านใบสั้นมาก ดอก เป็นดอกสมบูรณ์เพศ ออกรวมเป็นช่อที่ยอดยาวประมาณ 15 ซม. ดอกสีเหลืองกลิ่นหอมอ่อนๆ ผล เป็นผลสดสีเขียวเหลืองกลมมนมีเมล็ดเดียวขนาด1.5-2ซม.ปลายผลมีติ่งเมล็ดกลม มีเนื้อนุ่มภายในมีผิวแข็งหุ้มเมล็ดสีเขียวอมเหลือง แก่จัดสีน้ำตาลดำ
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งที่มีแดด ขึ้นได้ดีในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง ชอบ pH ในช่วง 6-7 ทนได้ 5.5 - 8 อุณหภูมิต่ำสุด 2°C
ใช้ประโยชน์ ---ใช้กินได้ ผลกินดิบหรือดอง
-ใช้เป็นยา เปลือกมีสรรพคุณลดน้ำตาลในเลือด มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในการรักษาโรคมะเร็ง, ปัญหากระเพาะอาหาร, โรคเบาหวาน, โรคหอบหืด, โรคอ้วน, ม้ามโต, การติดเชื้อในปอด, รักษา opacities ของเยื่อบุตาและรักษาบาดแผล -สารสกัดด้วยน้ำและเอธานอลของใบมีฤทธิ์ต้านการอักเสบและต่อต้านการแพ้
-ใช้อื่น ๆ กระพี้เป็นสีขาวแก่นไม้สีน้ำตาลแดง ไม้ค่อนข้างแข็ง แต่ไม่ทนไม่ค่อยมีการใช้งานมากนักอาจใช้ทำเครื่องเฟอร์นิเจอร์คุณภาพต่ำ ใบใช้เลี้ยงสัตว์ เปลือกไม้ทาทำให้ผิวดำ ใช้ย้อมตอกสีดำ ใช้ฟอกหนัง เป็นเชื้อเพลิงที่ไม่ดี - ผลใช้เบื่อปลา-เปลือกเป็นแหล่งที่มาของแทนนิน
-ต้นไม้ให้ยางใสมากมาย แต่มีค่าน้อย สารหลั่งสีเหลืองแกมเขียวของต้นไม้นี้ เรียกว่า 'curvambu' ประกอบด้วยเรซินและน้ำมันบางส่วน มีกลิ่นและรส terebinthiaceous
ระยะออกดอก/ติดผล ---มีนาคม-พฤษภาคม/พฤษภาคม-ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ชำราก


ตะโกนา/Diospyros rhodocalyx

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Diospyros rhodocalyx Kurz.(1871)
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2770430
---Diospyros chevalieri Lecomte.(1928) [Illegitimate]    
---Diospyros finetii Lecomte.(1928)
ชื่อสามัญ---Ebony, Persimmon Tree, Tako, Ebony Bark Tree.
ชื่ออื่น---โก (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ); ตะโกนา (ทั่วไป); นมงัว (นครราชสีมา); มะโก (ภาคเหนือ); มะถ่านไฟผี (เชียงใหม่) ;[CAMBODIA: Dangko.];[THAI: Ko (Northeastern); Tako na (General); Nom ngua (Nakhon Ratchasima); Ma ko (Northern); Ma than fai phi (Chiang Mai).];[TURKISH: Veya abanoz, Veya hurma ağacı.].
ชื่อวงศ์---EBENACEAE
EPPO Code---DOSSS (Preferred name: Diospyros sp.)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธฺุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-จากพม่าจนถึงภูมิภาคอินโดจีน
Diospyros rhodocalyx เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์มะพลับ (Ebenaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Wilhelm Sulpiz Kurz (1834-1878) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน ในปีพ.ศ.2414
ที่อยู่อาศัย พบที่พม่า และภูมิภาคอินโดจีน ขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ที่ระดับความสูงไม่เกิน 300 เมตร ในประเทศไทยพบแทบทุกภาค ตามป่าเบญจพรรณแล้ง ป่าละเมาะ และตามทุ่งนา ที่ระดับความสูงตั้งแต่ 40-300 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลางสูงได้ถึง 15เมตร ไม่ผลัดใบ เปลือกสีเทาดำแตกเป็นร่องยาว  ใบ เป็นใบเดี่ยวกว้าง 2.5-7 ซม. ยาว 3-12 ซม.  รูปไข่กลับ โคนใบสอบเป็นรูปลิ่ม ป้อมหรือป้าน ปลายใบโค้งมน เนื้อใบค่อนข้างหนาและเกลี้ยง ขอบใบเรียบแผ่นใบด้านล่างมีขนสั้นนุ่ม เส้นแขนงใบข้างละ 5-8 เส้น ก้านใบยาว 2-7 มม.   ดอกเดี่ยวสีขาวแยกเพศอยู่คนละต้น ดอกเพศผู้ออกเป็นช่อกระจุกสั้น ๆ ตามซอกใบ ก้านดอกยาว 1-2 มม. กลีบเลี้ยงรูประฆัง ยาว 3-4 มม. ดอกรูปคนโท ยาว 0.8-1.2 ซม. มี 4 กลีบ แฉกตื้น ๆ เกสรเพศผู้ 14-16 อัน รังไข่ที่ไม่เจริญมีขน  ดอกเพศเมียออกเดี่ยว ๆ ก้านดอกยาว 2-3 มม. รังไข่มี 4 ช่อง มีขนคล้ายขนแกะ ก้านเกสรเพศเมียมีขนหยาบ เกสรเพศผู้ที่เป็นหมันมี 8-10 อัน ผลกลมแป้นเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.5-2.5 ซม.มีขนสีน้ำตาลแดงปกคลุม ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีเหลืองเกลี้ยง แห้งเปราะ ก้านผลยาว 2-5 มม.กลีบเลี้ยงแฉกลึกเกินครึ่ง มี 4 เมล็ด สีน้ำตาลดำแข็งทรงรี ขนาดประมาณ 1.5 ซม.
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดแบบเต็มวัน ขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด ทนแล้ง
ศัตรูพืช/โรคพืช---ไม่ค่อยมีโรคและแมลงรบกวน ดูแลรักษาง่าย
ใช้ประโยชน์ -ใช้กิน ผลสุกกินได้คล้ายมะพลับ เนื้อหุ้มเมล็ดมีรสฝาดหวาน
-ใช้เป็นยา รากแก้บวม ถ่ายพยาธิ แก้ฝีแก้แผลเปื่อยพุพอง-เปลือกราก แก้บวม ท้องร่วง แก้อาเจียน แก้บิด สมานแผล-เปลือกต้นลดน้ำตาลในเลือด บำรุงธาตุ ทำให้เกิดกำลัง แก้ปวดฟัน แก้อาเจียน-เปลือกผล ขับปัสสาวะ-เนื้อไม้ บำรุงธาตุ ช่วยย่อยอาหาร-ดอก,ผล แก้บวม พยาธิ-ยางต้น สมานแผล แก้ท้องเดิน แก้บิด น้ำกัดเท้า-ยางผลแก้ท้องร่วง แผลน้ำกัดเท้า
-ใช้ปลูกประดับ นิยมปลูกเพื่อใช้ทำไม้ดัดและบอนไซมากที่สุด นำมาใช้ตกแต่งสวน สนามหญ้า อาคาร
-ใช้อื่น ๆ เนื้อไม้สีขาวหรือสีน้ำตาลอ่อน แข็งแรง เหนียว เนื้อค่อนข้างละเอียด ใช้ทำเครื่องเรือน เครื่องใช้ เครื่องมือทางการเกษตร เช่น ทำเสา รอด ตง คาน-ผลอ่อนหรือผลดิบใช้สำหรับย้อมสีผ้าให้สีน้ำตาล
ความเชื่อ/พิธีกรรม--- เชื่อว่าเป็นไม้มงคล หากนำมาปลูกไว้ในบริเวณบ้านทางทิศใต้ จะทำให้ผู้อยู่อาศัยในบ้านมีความอดทนและอายุยืนเหมือนต้นตะโก
ระยะออกดอก/ติดผล---มีนาคม-มิถุนายน/พฤษภาคม-กรกฎาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง

รกฟ้า/Terminalia alata

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Terminalia alata B.Heyne ex Roth.(1821)
ชื่อพ้อง---Has 16 Synonyms.
---Pentaptera tomentosa Roxb. ex DC.(1828)
---Terminalia elliptica Willd.(1806)
---More.See all https://www.gbif.org/species/3699798
ชื่อสามัญ---Laurel, Indian laurel, Laurel tree.
ชื่ออื่น---กอง (สงขลา, ภาคเหนือ); คลี้ (ส่วย-สุรินทร์); จะลีก (เขมร-บุรีรัมย์); เชือก (สุโขทัย); เซียก, เซือก (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ); รกฟ้า (ภาคกลาง); สะพิแคล่ (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่); ฮกฟ้า (ภาคเหนือ) ;[BURMESE: Taukyan.];[CHINESE: He zi shu.];[HINDI: Asan, Sain, Saj.];[JAPANESE: Kuchinashi mirobaran.];[KANNADA: Banappu, Kirimatti, Sadada.];[LAOS: Suak 'mon, Suak.];[MALAYALAM: Tehmbara.];[MARATHI: Ain, Ajn, Sadura, Yen.];[NEPALI: Saaj, Asanaa.];[ORIYA: Sahaju.];[SANSKRIT: Raktarjun, Dharaphala, Saradru.];[SINO-TIBETIAN: Kieng, Suak dam.];[TAMIL: Karra maruda.];[TELUGU: Tani, Thani.];[THAI: Kong (Northern, Songkhla); Khli (Suai-Surin); Cha-lik (Khmer-Buri Ram); Chueak (Sukhothai); Siak (Northeastern); Sueak (Northeastern); Rok fa (Central); Sa-phi-khlae (Karen-Chiang Mai); Hok fa (Northern).];[TRADE NAME: Indian laurel, Laurel.].
ชื่อวงศ์---COMBRETACEAE
EPPO Code---TEMSS (Preferred name: Terminalia sp.)
ถิ่นกำเนิด---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตการกระจายพันธุ์--- อินเดีย เนปาล พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียตนาม   
Terminalia alata เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์สมอ (Combretaceae) เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Benjamin Heyne FLS (1770–1819) นักพฤกษศาสตร์ นักธรรมชาติวิทยาและศัลยแพทย์ ชาวเยอรมัน จากอดีต Albrecht Wilhelm Roth (1757–1834) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน ในปีพ.ศ.2364  


ที่อยู่อาศัย พบที่อินเดีย เนปาล พม่า และภูมิภาคอินโดจีน ในประเทศไทยพบมากในป่ากึ่งโล่งแจ้งแทบทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ พบได้ทั่วไปตามป่าผลัดใบและป่าเต็งรัง ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 100-1,000 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ต้นไม่ผลัดใบสูง 25- 35 เมตร ลำต้นตรงยาว กิ่งก้านชูตั้งขึ้น เปลือกต้นสีน้ำตาลเทาแตกเป็นร่องยาวลึกและเป็นเกล็ด เปลือกชั้นในสีแดง กิ่ง ใบอ่อนและช่อดอกมีขนนุ่มสีสนิมเหล็ก เมื่อแก่เกลี้ยง ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามเยื้องกันเล็กน้อยรูปขอบขนานแกมรูปไข่ กว้าง 5-10ซ.ม.ยาว10-15ซม. ปลายใบแหลมหรือเกือบแหลม โคนใบมนหรือเบี้ยว เนื้อใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ดอก สีขาวหรือสีเหลืองแกมเขียว ออกเป็นช่อแคบยาว 6-17ซม. กลีบเลี้ยงรูปถ้วยปลายแยกเป็นห้าแฉก รูปสามเหลี่ยม ปลายแหลมโค้ง มีขนประปราย ด้านในมีขนยาวแน่น ผลเป็นผลแห้งไม่แตกขนาด 4-6 cm x 2.5-5 ซม.มี 5 ปีกกว้าง 1-2ซม. ผิวเกลี้ยงมีเส้นตามแนวนอน  มีเมล็ดเดียว
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดแบบเต็มวัน ขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด ทนแล้ง
ใช้ประโยชน์ -ใช้เป็นยา เปลือกขับปัสสาวะ,ห้ามเลือด,ใช้ในการตกเลือด,แผล,กระดูกหัก,หลอดลมอักเสบ,ท้องร่วง,ไข้,ฝี
-อื่น ๆ ไม้แข็งแรงทนทาน ดีสำหรับสร้างบ้าน สะพาน ส่วนมากใช้งานในบ้าน ทำวงกบประตู หน้าต่าง และทำเครื่องเรือน, เปลือกต้นใช้ฟอกหนังสัตว์ ใช้ย้อมผ้าให้สีน้ำตาลเข้มเกือบดำ,ใบไม้ถูกตัดเป็นอาหารสัตว์ ใน Chota Nagpur ใบไม้นั้นถูกนำมาใช้มากในการให้อาหาร  tasar ดักแด้ (ไหม)
ระยะออกดอก/ติดผล--พฤษภาคม-มิถุนายน/กรกฎาคม-มีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด


มะพลับ/Diospyros malabarica

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Diospyros malabarica (Desr.) Kostel.(1834)
ชื่อพ้อง  --- Has 13 Synonyms
---Basionym: Garcinia malabarica Desr.(1792)
---Diospyros biflora Blanco.(1837)
---Diospyros siamensis Hochr.(1904)
---More.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2770098
ชื่อสามัญ---Malabar ebony, Black-and-white ebony , Pale moon ebony, Indian Persimmon, Gaub, Timbiri.
ชื่ออื่น---มะพลับใหญ่, มะกั๊บตอง, มะสูลัวะ, มะเขือเขื่อน; ตะโกไทย(ทั่วไป); ตะโกสวน (ภาคเหนือ); พลับ (ภาคใต้);[BURMESE: Plab, Tako suam.];[CAMBODIA: Dângkaô khmaôch; Dangko (Central Khmer).];[FRENCH: Ebène de Malabar.];[HINDI: Gaab];[INDONESIA: Culiket (Sundanese), Kledung (Javanese).];[KANNADA: Holitupare.];[LAOS: Küa namz, Hnang hèèwx, Lang dam.];[MALAYALAM: Panancca];[MALAYSIA: Komoi, Kumun.];[MARATHI: Temburi];[RUSSIAN: Hurma malabarskaya.];[SWEDISH: Siamebenholts.];[TAMIL: Tumbika];[TELUGU: Bandadamara];[THAI: Tako thai (General), Tako suan (Northern), Phlap (Peninsular).];[VIETNAMESE: Thi dâù heo, Cu'ò'm thi.].
ชื่อวงศ์---EBENACEAE
EPPO Code---DOSMA (Preferred name: Diospyros malabarica.)  
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย พม่า ไทย มาเลเซียและอินโดนีเซีย
Diospyros malabarica เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์มะพลับ (Ebenaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Louis Auguste Joseph Desrousseaux (1753–1838) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศสและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Vincenz Franz Kosteletzky (1801–1887) นักพฤกษศาสตร์ชาวโบฮีเมีย ในปีพ.ศ.2377


ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดใน อนุทวีปอินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ พื้นที่กระจายค่อนข้างกว้างซึ่งขยายจากอินเดียตะวันออกและศรีลังกา, พม่า, กัมพูชา, ลาวและเวียดนามมายังประเทศไทย (เป็นการเพาะปลูกเป็นส่วนใหญ่)และอินโดนีเซีย (ชวา สุลาเวสี) พบขึ้นตามรอยต่อระหว่างป่าบกกับป่าชายเลนโดยเฉพาะชายคลองน้ำกร่อย ห้วย หนองและชายป่าดิบชื้นถึงระดับความสูง 500เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางไม่ผลัดใบ สูง10-15 เมตร เปลือกนอกสีเทาปนดำ เรียบหรือแตกเป็นร่องเล็กตามยาว ถึงแตกล่อนเป็นสะเก็ดแล้วลอกหลุดเป็นแอ่งตื้นๆ เปลือกในสีน้ำตาลอมแดง กระพี้สีขาว กิ่งอ่อนเกลี้ยงยอดอ่อนสีน้ำตาลคล้ำ ใบเดี่ยวเรียงสลับแผ่นใบรูปขอบขนานหรือรูปขอบขนานแกมใบหอก ขนาด3-8x10-25 ซม.โคนใบสอบถึงรูปลิ่มมน ขอบใบเรียบ ปลายใบทู่หรือมน เนื้อใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ผิวใบเกลี้ยงเรียบทั้งสองด้าน ด้านบนสีเขียวคล้ำเป็นมัน ด้านล่างสีซีดกว่า ใบอ่อนออกสีชมพูสวยงามมาก ดอก มะพลับจะมีดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน ดอกเพศผู้เป็นกระจุก กลีบเลี้ยง4กลีบ เชื่อมติดกันเป็นรูประฆังกว้างปลายแยกเป็นแฉก ดอกเพศเมียเป็นดอกเดี่ยว กลีบเลี้ยงและกลีบดอกคล้ายกับในดอกเพศผู้แต่ขนาดใหญ่กว่า การผสมเกสรต้องอาศัยแมลงและลมเป็นหลัก ผล แบบผลมีเนื้อหลายเมล็ด รูปทรงกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง2.5-5ซม. ผลแก่นุ่มฉ่ำน้ำ ผลอ่อนมีขนกำมะหยี่ปกคลุม ผลสุกสีเหลืองอ่อนถึงส้ม โคนและปลายผลมักหยักบุ๋ม จุกผลรูปจานปลายแยกเป็นห้าแฉกแผ่กว้างออกแนบโคนผล มีขน สีน้ำตาลปกคลุมทั้งสองด้าน มีประมาณ6เมล็ด
ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม---เจริญเติบโตได้ดีในดินส่วนใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์มีค่า pH เป็นด่างถึงเป็นกลางชอบ pH ในช่วง 6 - 7 ทนได้ 5 - 7.5
ใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในหลากหลายรูปแบบรวมไปถึงวัสดุย้อมสี หมากฝรั่ง ยารักษาโรคและผลไม้ที่กินได้ พืชได้รับการปลูก เป็นครั้งคราวสำหรับการใช้งานที่หลากหลายโดยเฉพาะในอินเดียและประเทศไทย
-ใช้กินได้ ผลไม้สุกเต็มที่ รสหวาน  แต่โดยทั่วไปไม่ค่อยอร่อย
-ใช้เป็นยา เปลือกใบดอกไม้และผลไม้มีการใช้มากในยาอายุรเวท ผลดิบรสฝาดมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียและยารักษาพยาธิ ใช้ภายนอกเพื่อรักษาแผล ผลสุกมีประโยชน์ในการรักษาโรคท้องร่วงและโรคบิด; โรคเลือด โรคหนองใน โรคเรื้อน และเป็นยาแก้พิษงู น้ำคั้นจากเปลือกสดมีประโยชน์ในการรักษาอาการไข้สูง เปลือกใช้ภายนอกสำหรับรักษาฝีและเนื้องอก เมล็ดใช้รักษาโรคท้องร่วงและโรคบิดเรื้อรัง น้ำมันที่สกัดจากเมล็ดใช้เป็นยา
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ มีทรงพุ่มและสีสันของผลที่สวยงามแปลกตา
-ใช้อื่น ๆไม้เนื้อแข็งที่มีค่ามีความแข็งแกร่งแข็งหนาแน่นและทนทานมาก ใช้สำหรับทำเฟอร์นิเจอร์หรูหราและงานแกะสลักไม้ เป็นวัตถุดิบสำหรับเรือและสิ่งก่อสร้าง (อาคารสะพาน ฯลฯ )-ผลไม้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่สุกมีเยื่อเหนียวที่อุดมไปด้วยแทนนินและเป็นแหล่งที่มาของหมากฝรั่ง มันสามารถใช้ในการอุดรูรั่วเรือ เพื่อทาสีใต้ท้องเรือ เป็นสารกันบูด เป็นหมากฝรั่งและกาวในการทำปกหนังสือ
ระยะออกดอก/ติดผล ---กุมภาพันธ์-พฤษภาคม/พฤษภาคม-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง


ไคร้ย้อย/Elaeocarpus grandiflora


ชื่อวิทยาศาสตร์---Elaeocarpus grandiflorus J.E. Sm.(1809)
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms
---Cerea radicans Thouars.(1805)
---Elaeocarpus lanceolatus Blume.(1825)
---Elaeocarpus radicans (Thouars) Hiern.(1900)
---More.See all https://powo.science.kew.org/taxon/urn:lsid:ipni.org:names:833832-1#synonyms
ชื่อสามัญ---Ceylon olive, Blue olive berry, Fairy Petticoats, Fringe bells, Lily of the valley tree, Rudraksha, Shiva's Tears.
ชื่ออื่น---สารภีน้ำ (เชียงใหม่), จิก, ดอกปีใหม่ (กาญจนบุรี), แต้วน้ำ (บุรีรัมย์), ปูมปา (เลย), คล้ายสองหู, ผีหน่าย (สุราษฎร์ธานี), มุ่นน้ำ (เพชรบุรี), อะโน (ปัตตานี);[INDONESIA: Anyang-anyang, Ki ambito, Kemaitan, Maitan.];[LAOS: Pherng’, Kok mark, Som pheung’.];[MALAYSIA: Ando, Andor.];[MYANMAR: Ye saga.];[PHILIPPINES: Mala (Tag.)];[THAILAND: Khrai yoi, Mun nam, Phi nai];[VIETNAMESE: Côm lá thon.].
ชื่อวงศ์---ELAEOCARPACEAE
EPPO Code---EAEGR (Preferred name: Elaeocarpus grandiflorus.)  
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-พม่า คาบสมุทรมาเลย์ สิงคโปร์
นิรุกติศาสตร์---ชื่อของสกุล 'Elaeocarpus' คือการรวมกันของคำสำคัญของกรีก "ἐλαία" (élaia) = มะกอกและ "καρπός" (carpos) = ผลไม้; ชื่อของสายพันธุ์คือการรวมกันของคำคุณศัพท์ภาษาละติน "grandis" = ใหญ่และ "flos, oris" = ดอกไม้ที่มีนัยสำคัญ
Elaeocarpus grandiflorus เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์มุ่นดอย (Elaeocarpaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย James Edward Smith (1759 - 1828) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ ในปี พ.ศ.2352

 

ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในประเทศกัมพูชา, อินโดนีเซีย, ลาว,  พม่า, คาบสมุทรมาเลเซีย, สิงคโปร์, ไทยและเวียดนาม ชอบขึ้นตามที่ลุ่มใกล้น้ำ ตามลำห้วย ลำธาร ตามป่าดิบและขึ้นทั่วไปตามป่าโปร่งและป่าเบญจพรรณ ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 50-800 เมตร
ลักษณะ ต้นสูงประมาณ 5-30 เมตร เรือนยอดแผ่กว้างเป็นพุ่มทึบ ผิวเปลือกต้นสีน้ำตาลอมเทา ใบเดี่ยวรูปไข่ ขนาดใบกว้าง 2-5 ซม.ยาว7-19 ซม.ออกเรียงเวียนสลับ โคนใบและปลายใบแหลม หนา ด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขนประปราย โคนใบสอบปลายใบเว้าเล็กน้อย ก้านใบยาว 0.5-4 ซม. ดอก เป็นดอกช่อแบบช่อกระจะตามซอกใบและปลายกิ่ง ห้อยลงยาวประมาณ10 ซม ดอกย่อยมีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ กลีบดอก 5 กลีบ ที่โคนกลีบดอกด้านในจะมีกลุ่มขนเรียงตัวกันอยู่ ดอกตูมสีน้ำตาลปนส้ม เมื่อบานเป็นช่อสีขาว ผลสดสีเขียวมีเนื้อหุ้มบางๆ  ทรงกลมรีหรือรูปกระสวย กว้าง 1.5-2 ซม.ยาว 3-4 ซม. ผิวผลบางเรียบเกลี้ยงแข็งมาก มี1เมล็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เติบโตได้ดีในที่ที่มีแสงแดดแดดจัดหรือร่มเงาบางส่วนในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน ต้องการดินร่วนที่อุดมสมบูรณ์ด้วยอินทรีย์วัตถุ ชุ่มชื้นและมีสภาพดี ทนอุณหภูมิต่ำสุดได้ประมาณ 0 °C ในช่วงเวลาสั้น ๆไม่เฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับดิน หากมีการระบายน้ำดี
ใช้ประโยชน์--- พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นยา และปลูกเป็นไม้ประดับ
-ใช้เป็นยา ใบ ผลไม้ เปลือกไม้และเมล็ด ถูกนำมาใช้ในการแพทย์แผนโบราณสำหรับโรคต่างๆ เปลือกไม้บดใช้พอกแผล ใบใช้สำหรับรักษาโรคซิฟิลิส เปลือกไม้เป็นส่วนผสมของยาแผนโบราณสำหรับโรคของผู้หญิง
- ในประเทศอินโดนีเซียผลไม้ใช้สำหรับแก้ปวดบิดและกระเพาะปัสสาวะ เปลือกต้นสำหรับไตอักเสบและสำหรับแผลเฉพาะที่
-ในมาเลเซียใช้หลังคลอดเหมือนโทนิคทั่วไป เปลือก ใช้ในการผสมน้ำร้อนกับวัสดุจากพืชอื่น ๆ เพื่อปรับปรุงการไหลเวียนของโลหิตส่งเสริมการหดตัวของมดลูก, ขับลมและเป็นยาระบาย สารสกัดน้ำจากใบผลไม้และกิ่งไม้ถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคเบาหวาน
-อื่น ๆ ไม้ใช้ในงานก่อสร้างสำหรับเรือ เฟอร์นิเจอร์และงานฝีมือ
ระยะเวลาออกดอก/ติดผล---เดือน มกราคม-เมษายน/เดือนมีนาคม-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ ตอนกิ่ง ;เมล็ดใช้เวลาการงอกช้ามากและเอาแน่เอานอนไม่ได้บางครั้งใช้เวลา 2 ปีหรือมากกว่านั้น


มะกอกน้ำ/Elaeocarpus hygrophilus

ชื่อวิทยาศาสตร์---Elaeocarpus hygrophilus Kurz.(1874)
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2785745
---Elaeocarpus glandulosus Wall. ex Merr.(1952)
---Elaeocarpus madopetalus Pierre.(1888)
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---มะกอกน้ำ, สมอพิพ่าย (ระยอง), สารภีน้ำ (ภาคกลาง), สีชัง ;
ชื่อวงศ์---ELAEOCARPACEAE
EPPO Code---EAEHY (Preferred name: Elaeocarpus hygrophilus.)  
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นิรุกติศาสตร์---ชื่อของสกุล 'Elaeocarpus' คือการรวมกันของคำสำคัญของกรีก "ἐλαία" (élaia) = มะกอกและ "καρπός" (carpos) = ผลไม้
Elaeocarpus hygrophilus เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์มุ่นดอย (Elaeocarpaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Wilhelm Sulpiz Kurz (1834-1878) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน ในปี พ.ศ.2417


ที่อยู่อาศัย มีเขตการกระจายพันธุ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบที่อินเดีย พม่า ภูมิภาคอินโดจีน คาบสมุทรมลายู และสุมาตรา ในไทยพบทุกภาค ขึ้นตามริมน้ำในป่าดิบแล้ง และป่าดิบชื้น ตามชายฝั่งทะเล ตามป่าโกงกาง ป่าพรุ ที่ระดับความสูงถึงประมาณ 800 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางุึงขนาดใหญ่ แตกกิ่งก้านสาขามาก ต้นสูง 10-25 เมตร เปลือกลำต้นค่อนข้างเรียบ สีน้ำตาล ตามกิ่งมีรอยแผลใบชัดเจน ใบเดี่ยว รูปไข่กลับ ออกแบบเรียงเวียนสลับ หนาแน่นที่ปลายกิ่ง ใบรูปขอบขนาน กว้าง 2.5-5 เซนติเมตร ยาว 6-12 เซนติเมตร ปลายใบมน โคนสอบแคบเรียวแหลมติดก้านใบ ท้องใบและหลังใบเรียบ ขอบใบจักเป็นฟันเลื่อย ดอกออก เป็นช่อตามซอกใบ ดอกย่อยสีขาว กลีบดอกมี 5 กลีบ ปลายกลีบดอกจักเป็นฝอยเล็กๆ กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ สีเขียว ปลายกลีบแหลม เกสรตัวผู้มีจำนวน 15-25 อัน ผลกลมรีสีเขียวอ่อนผลมีความยาว 3-4 ซม มีเมล็ดขนาดใหญ่ 1 เมล็ด รูปกระสวย ผิวขรุขระและแข็ง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เป็นไม้ที่เจริญเติบโตได้ดีในที่ลุ่ม ทนน้ำท่วม เติบโตได้ดีในที่ที่มีแสงแดดปานกลางถึงร่มเงา ต้องการดินที่อุดมสมบูรณ์ชุ่มชื้นและมีสภาพดี
ใช้ประโยชน์--- ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหาร ปลูกเพื่อกินผล หรือเป็นไม้ประดับ
-ใช้กิน ผลดิบ กินสดหรือดองในน้ำเกลือ
-ใช้เป็นยา เปลือกมีรสขมมาก ใบไม้เป็นส่วนผสมของยาแผนโบราณสำหรับโรคซิฟิลิส
-ใช้สำหรับโรคของผู้หญิง เมล็ดเป็นส่วนผสมที่พบได้ทั่วไปใน 'Jamus' แบบดั้งเดิม มีคุณสมบัติขับปัสสาวะ มักจะรวมอยู่ในใบสั่งยาเพื่อบรรเทานิ่วในกระเพาะปัสสาวะและปัสสาวะขัด  
-ใน อินโดนีเซีย ผลไม้ใช้สำหรับแก้ปวดบิดและกระเพาะปัสสาวะ เปลือกต้นสำหรับไตอักเสบและสำหรับแผลเฉพาะที่
-ใน มาเลเซียใช้หลังคลอดเหมือนโทนิคทั่วไป เปลือกใช้ผสมน้ำร้อนกับวัสดุจากพืชอื่น ๆ เพื่อปรับปรุงการไหลเวียนโลหิตส่งเสริมการหดตัวของมดลูก, ขับลมและเป็นยาระบาย
-สารสกัดน้ำจากใบผลไม้และกิ่งไม้ถูกนำมาใช้รักษาโรคเบาหวาน
-อื่น ๆ ไม้ใช้ในงานก่อสร้าง งานเฟอร์นิเจอร์ งานฝีมือ
ระยะออกดอก/ติดผล---เมษายน-พฤษภาคม/มิถุนายน-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง


มะขวิด/Feronia limonia


ชื่อวิทยาศาสตร์---Limonia acidissima L.(1762)
ชื่อพ้อง---Has 19 Synonyms.
---Schinus limonia L.(1753)
---Crateva balangas K.D.Koenig.(1800)
---Limonia ambigua DC.(1824)
---More.See all https://powo.science.kew.org/taxon/urn:lsid:ipni.org:names:774113-1#synonyms
ชื่อสามัญ--Curd Fruit, Gelingga, Kavath, Monkey Fruit, Wood Apple, Elephant apple, Indian Wood Apple, Burmese thanaka.
ชื่ออื่น---ทานาคา (พม่า); มะขวิด (ภาคกลาง); มะฟิด (ภาคเหนือ) ;[ARABIC: Tuffâhh El Fîl.];[ASSAMESE: Kath-bel.];[BENGALI: Kapittha, Kath-bel, Kayetabela.];[CAMBODIA: Kramsang.];[FRENCH: Pomme d'éléphant, Pomme de bois.];[GERMAN: Elefantenapfelbaum.];[HINDIi: Dadhiphal, Pushpaphal, Katabel, Dantasath, Pushpaphal, Kavit.];[INDIA: Beli, Bhenta, Kaitha, Kawith, Nayi bel.]; [INDONESIA: Kawista (Java); Kusta (Bali).];[KANNADA: Baelada Mara, Manmatha Mara, Nayibel, Damtasata, Kapithha, Dadhiphala, Bela, Baelada Hannina Mara.];[LAOS: Mafit.];[MALAYALAM: Vilankaay, Vilankai, Naay Veelam, Vilarmaram, Vilavu.];[MALAYSIA: Belinggai, Gelinggai.];[MARATHI: Kavat, Kavant, Kavanti, Kapith.];[MYANMAR: Kwet , Mak-pyen-sum , Thi , San-phak (Kachin); Sanut-khar (Mon); Sansph-ka , Thanakha , Thi-ha-yaza , Thibin.];[SANSKRIT: Dadhiphala, Dadhittha, Danthashatha, Kapithama, Kapityama];[SWEDISH: Elefantäpple.];[TAMIL: Vila, Kavittam, Tantacatam, Kapittam, Vilamaram.];[TELUGU:  Velagapandu, Kapitthhamu, Velaga.];[THAI: Tha-na-kha (Burmese); Ma khwit (Central); Ma fit (Northern).];[VIETNAM: Câǹ thǎng.].
ชื่อวงศ์---RUTACEAE
EPPO Code---FEOLI (Preferred name: Limonia acidissima.)  
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- อินเดีย พม่า ศรีลังกา อินโดจีน มาเลเซีย  อินโดนีเซีย-ชวา บาลี
Limonia acidissima เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ส้ม (Rutaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Linnaeus (1707–1778) นักชีววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดนในปี พ.ศ.2405

 
ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในอนุทวีป ได้แก่ ปากีสถาน อินเดีย (รวมถึงหมู่เกาะอันดามัน) บังคลาเทศ และศรีลังกา กระจายไปทั่วทุกทวีป พบได้ในพื้นที่กึ่งทะเลทรายแห้งและป่าละเมาะ ที่ระดับความสูงถึง 450 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นมักจะผลัดใบ สูง 6-10 เมตร เปลือกสีเทาเข้มหรือสีดำแตกเป็นแนวยาว หนามตรงออกที่ซอกใบยาวถึง 2.5-4 ซม ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงสลับ มี5-7ใบ บางครั้งมี 3-6 หรือ 9 ใบย่อยรูปขอบขนานแกมไข่กลับขนาด 1.3-3.8 × 1.3 ซม. ขอบใบมักหยักกลม เนื้อใบมีต่อมน้ำมันกระจายอยู่ที่บริเวณขอบใบ ก้านใบและก้านใบย่อยมีปีกแคบ ๆ ยาวถึง 12 ซม.ดอกช่อออกที่ปลายกิ่งประกอบด้วยดอกเพศผู้และดอกสมบูรณ์เพศอยู่ในต้นเดียวกัน กลีบดอกสีเหลืองแกมเขียวปนแดง ผลสดรูปทรงกลมมีเปลือกแข็ง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 10 ซม.สีเทาแกมน้ำตาลมีเปลือกแข็ง เนื้อผลเป็นเมือกเหนียว มีมล็ดสีขาวขนาดเล็กหลายเมล็ด ขนาดยาว 0.5-0.6 ซม.เปลือกหนา มีขน
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---พืชในเขตร้อนชื้นและกึ่งเขตร้อนกึ่งแห้งแล้ง ชอบดินร่วนปนทรายลึกที่ระบายน้ำได้ดี แต่ให้ความชุ่มชื้นเมื่อถูกแดดจัด ทนต่อดินหลากหลายชนิด ชอบ pH ในช่วง 5-6 อัตราการเติบโตช้า ต้นกล้าใช้เวลา 15 ปี ก่อนเริ่มผลิตผล
ใช้ประโยชน์---ต้นไม้เอนกประสงค์ที่แท้จริง ถูกรวบรวมมาจากป่าและปลูกเพื่อผลที่กินได้ รวมทั้งมีสรรพคุณทางยาและประโยชน์อื่นๆ มากมาย เป็นไม้ท้องถิ่นของอินเดียตอนใต้ มีการปลูกเพื่อใช้ผล
-ใช้กินได้ ใบอ่อนดิบ กินเป็นผัก ผลไม้-ดิบ และสุก มีกลิ่นหอมรสเปรี้ยวอมหวานมีเนื้อบางส่วนที่กินดิบ ทำเป็นเยลลี่ แยมชัทนีย์ เชอร์เบ็ต ผสมกับกะทิและน้ำเชื่อมน้ำตาลปี๊บ เป็นเครื่องดื่มเมาหรือแช่แข็งเป็นไอศครีม น้ำผลไม้มีสีม่วงและคล้ายกับน้ำผลไม้ที่ทำจากแบล็คเคอแรนท์
-ใช้เป็นยา เป็นยาบำรุงกำลัง แก้อาการท้องเสีย และรักษาโรคทางเดินอาหาร โรคลักปิดลักเปิด แก้ฝีเปื่อยบวม ตกโลหิต และแก้พยาธิ ใบและดอก แก้ท้องร่วง แก้บวมและฟกช้ำ ตกโลหิต ขับลม เป็นยาฝาดสมาน และแก้พยาธิ ยาง แก้ทองเสีย สมานแผล และเจริญไฟธาตุ เปลือก แก้ฝีเปื่อย แก้บวม แก้อาการลงท้อง ตกโลหิด และแก้พยาธิ
-ใช้อื่น ๆ ไม้เป็นสีเหลืองเทาหรือสีขาวแข็งหนักทนทาน ชักเงาได้ง่าย ใช้สำหรับการก่อสร้างการทำรูปแบบอุปกรณ์การเกษตรและงานแกะสลักและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ
-ไม้ใช้เป็นเชื้อเพลิง
-ในพม่าจะใช้ไม้ทำครีมทาหน้า 'ทานาคา' ที่โดดเด่น
-เปลือกไม้ให้ยางโปร่งใสสีขาวถูกใช้เพื่อทดแทนหรือเจือปนหมากฝรั่งอารบิกและในการทำสีน้ำหมึก สีย้อมและสารเคลือบเงาของศิลปิน
-ใบมีกลิ่นหอม ต้นไม้ใช้สำหรับเลี้ยงครั่ง
-เมล็ดมีน้ำมันที่ไม่มีรสขมซึ่งมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง รายงานไม่ได้ระบุว่าน้ำมันกินได้
-พืชถูกใช้เป็นต้นตอของพันธุ์ส้มเนื่องจากความทนทานต่อน้ำ
พิธีกรรม/ความเขื่อ---ผลไม้ชนิดนี้่ป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่ถือเป็นผลไม้มงคลที่จะถวายในพิธีบูชา พระอิศวรและพระพิฆเนศ วัดฮินดูส่วนใหญ่จะมีต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์อยู่ภายในวัดและเรียกว่า 'Sthala Vriksha.'
ระยะออกดอกและติดผล--- ธันวาคม - มิถุนายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ ตอนกิ่ง

มะตาด/Dillenia indica

ชื่อวิทยาศาสตร์---Dillenia indica L.(1753)
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2768269
---Dillenia elliptica Thunb.(1858)
---Dillenia indica f. elongata (Miq.) Miq.(1868)
---Dillenia speciosa Thunb.(1791)
ชื่อสามัญ---Indian Catmon, Elephant Apple, Indian simpoh, Chulta, Chalta, Ouu, Hondapara tree,
ชื่ออื่น---แส้น (นครศรีธรรมราช,ตรัง); มะตาด (ภาคกลาง); ส้มปรุ, ส้านใหญ่, ส้านกว้าง, ส้านท่า (สุราษฎร์ธานี); ส้านป้าว (เชียงใหม่);[ASSAMESE: Outenga, Panchkol, Pascol-solta, Ou-tenga.];[AYURVEDA: Bhavya.];[CAMBODIA: Dk chan ryy phlou lvieng (Central Khmer).];[CHINESE: Wu ya guo.];[FRENCH: Dillénie à grandes fleurs.];[GERMAN: Elefantenapfelbaum, Indischer Rosenapfel, Ostindischer Rosenapfelbaum.];[HINDI: Karambel, Chalta.];[INDIA: Uvaa, Uvaa thekku, Ugaa kai, Mota-Karmal, Punna, Syalita, Chalita, Akku.];[KANNADA: Kaadu kanigala, Bettada kanigala.];[MALAYALAM: Vazchpunna, Pinnay, Punna, Syalita.];[MALAYSIA: Simpoh air (Malay).];[MARATHI: Karambel, Mota karmal.];[MYANMAR: Thabyu, Maisen (Kachin), Khwati (Kayin), Haprut (Mon).];[NEPALI: Thulo Tatri, Paanca Phal.];[PORTUGUESE: Dilénia, Fruta-estrela.];[RUSSIAN: Dilleniya indiyskaya.];[SANSKRIT: Avartaki, Bhavyam.];[SINGHALESE: Honda-para, Wampara.];[TAMIL: Ugakkay, Kattaral.];[THAI: Saen (Nakhon Si Thammarat, Trang); Ma tat (Central); Som pru, San yai, San kwang, San ha (Surat Thani); San pao (Chiang Mai).].
ชื่อวงศ์---DILLENIACEAE
EPPO Code---DLNIN (Preferred name: Dillenia indica.)  
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเชีย
เขตการกระจายพันธุ์---จีน, อินเดีย, ศรีลังกา, เนปาล, ภูฏาน, พม่า, ไทย, ลาว, เวียดนาม, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล 'Dillenia' ตั้งตามนักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน Johann Jacob Dillen (1684-1747)
Dillenia indica เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ส้าน (Dilleniaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Linnaeus (1707–1778) นักชีววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดนในปี พ.ศ.2296

 

ที่อยู่อาศัย พบตั้งแต่อินเดีย บังกลาเทศ และทางตะวันออกของศรีลังกาจรดทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน (มณฑลยูนนาน) เวียดนาม และทางตอนใต้ของไทยถึงมาเลเซีย และอินโดนีเซีย ชอบขึ้นตามป่าดิบและใกล้น้ำ ป่าฝนเขตร้อน ตามริมแม่น้ำ ในป่าไม้สัก ที่ระดับความสูงถึง 1,100 เมตร
ลักษณะ เป็นต้นไม้ขนาดกลางไม่ผลัดใบ สูง 10-30 เมตร ลำต้นเปลาเปลือกหนาสีเทาหรือน้ำตาลแดง เปลือกชั้นในสีชมพู เรือนยอดเป็นพุ่มกลมมีขนตามกิ่ง  ใบรูปขอบขนาน ขนาดของใบกว้าง 6-14 ซม.ยาว15-35 ซม.เนื้อใบบางด้านบนสีเขียวสดเป็นมันด้านล่าง มีขนประปรายบนเส้นใบ ดอกใหญ่ขนาด15-20 ซม.สีขาวออกเดี่ยวๆตามง่ามใบกลีบดอกสีขาวบางร่วงง่าย กลีบรองดอกโค้งแข็งและอวบน้ำ  ผลขนาด8-10ซม. กลมใหญ่มีกลีบรองดอกสีเขียวหุ้มและโตพร้อมผล
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบตำแหน่งที่มีแสงแดดมาก แต่สามารถยืนอยู่ในที่ร่มได้เป็นอย่างดี  ชอบดินร่วนปนทรายที่ระบายน้ำได้ดี ทนน้ำท่วม ทนแล้ง เติบโตได้ดีที่สุดในดินที่มีความเป็นกรดสูงเล็กน้อย ค่า pH ในช่วง 5.5-7 ทนได้ - 8
ใช้ประโยชน์---ใช้กินได้ผลไม้มีรสชาดและกลิ่นคล้ายกับแอปเปิ้ลที่ไม่สุก เนื้อผลไม้มีรสเปรี้ยวและใช้ในอาหารอินเดียในแกงกะหรี่  แยม (ouu khatta) ทำเป็นเครื่องดื่มเยลลี่และเชอร์เบท หรือหมักในน้ำส้มสายชู
-ใช้เป็นยา ส่วนที่ใช้ ผลไม้เปลือกไม้ใบไม้ เปลือกและใบเป็นยาสมานแผล - ผลไม้เป็นยาระบายเล็กน้อย มากเกินไปอาจทำให้ท้องเสีย ใช้สำหรับบรรเทาอาการปวดท้อง - น้ำผลไม้ผสมของใบและเปลือกนำมารับประทานสำหรับการรักษาโรคมะเร็งและท้องเสีย - น้ำผลไม้ผสมกับน้ำตาลและน้ำใช้เป็นเครื่องดื่มเย็นแก้ไข้ และเป็นส่วนผสมของยาแก้ไอ - ในซาบาห์ใบอ่อนหรือเปลือกลำต้นทุบและนำไปใช้วางบนส่วนที่บวม หรือบนแผล- รากใช้แก้ไข้
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไป เนื่องจากดอกมีกลิ่นหอมจึงมีการเพาะปลูกในเรือนกระจกในเขตอบอุ่น
-ใช้อื่น ๆ ไม้ เนื้อแข็งปานกลาง แต่ไม่คงทน และมักโค้งงอ ใช้ทำสิ่งก่อสร้างในร่มและฟืน ในประเทศไทย เนื้อผลใช้ทำแชมพูใช้สระผม-  สีย้อมสีแดงได้มาจากเปลือกไม้
ภัยคุกคาม--เนื่องจากสายพันธุ์นี้ถูกคุกคามจากความเสื่อมโทรมของแหล่งที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการแพร่กระจายและการเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ภัยคุกคามจึงไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประชากรทั้งหมด ถูกจัดวางไว้ใน IUCN Red List ประเภท 'ความกังวลน้อยที่สุด'
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species.(2020)
ระยะออกดอก/ติดผล--- มิถุนายน - สิงหาคม/ธันวาคม - เมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ

มะหาด/Artocarpus lakoocha


ชื่อวิทยาศาสตร์---Artocarpus lakoocha Roxb.ex Buch.-Ham.(1826)
ชื่อพ้อง---Has 8 Synonyms.
---Artocarpus ficifolius W.T.Wang.(1957)
---Artocarpus lakoocha Roxb.(1832)
---Artocarpus mollis Wall.(1831) [Invalid]
---More.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2654005
ชื่อสามัญ---Lok hat, Monkey-jack, Monkey-jack-tree, Monkey Fruit, Lakoocha Tree.
ชื่ออื่น---กาแย, ตาแป, ตาแปง (มาเลย์-นราธิวาส); ทังคัน, ม่วงกวาง (ยะลา),มะหาด (ภาคใต้), มะหาดใบใหญ่ (ตรัง), หาด (ทั่วไป), หาดขน (นราธิวาส), หาดรุม, หาดลูกใหญ่ (ตรัง) ;[ASSAMESE: Bohot.];[AYURVEDA: Lakuch, Kshudra Panas, Granthiphala, Pitanaasha.];[BENGALI: Dahu, Dephal.];[CHINESE: Yě bō luó mì.];[HINDI: Barhar, Lakoocha, Lakooch, Lakoochi, Badahara, Dahu, Dahua.];[INDIA: lakoocha, lakuch.];[INDONESIA: Tampang ambong; Anjarubi, Asam, Beruni, Beto, Burinik, Dadah, Dadak, Darak, Dudak, Tampan, Tampang, Tampang wangi (Borneo).];[KANNADA: Chimpa, Lakucham, Pulinjakka.];[MALAYALAM: Chimpa, Lakucham, Pulinjakka.];[MALAYSIA: Tampang.];[MYANMAR: Myankdok.];[NEPALI: Badhar, Barhar.];[SANSKRIT: Airawata, Amlaka, Dahu, Dridha valkala, Granthimatphala.];[SIDHA/TAMIL: Ilangu, Irapala, Ottipilu.];[TAMIL: Tinippalavu, Irapala, Ilagusam.];[THAI: Ka-yae, Ta-pae, Ta-paeng (Malay-Narathiwat); Thang khan, Muang kwang (Yala); Ma hat (Peninsular); Hat (General); Hat khon (Narathiwat); Ma hat bai yai, Hat rum, Hat luk yai (Trang).];[TRADE NAME: Lakuch.].
ชื่อวงศ์---MORACEAE
EPPO Code---ABFLA (Preferred name: Artocarpus lakoocha.)  
ถิ่นกำเนิด---อนุทวีปอินเดีย และเอเซียใต้
เขตการกระจายพันธุ์---ศรีลังกา อินเดีย พม่า คาบสมุทรมาเลย์ สุมาตรา บอร์เนียว
นิรุกติศาสตร์---Artocarpus : ชื่อ Xenéricu ที่มาจาก les pallabres griegues : artu = "pan" y carpus = "fruit".
Artocarpus lakoocha เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์มะเดื่อ (Moraceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย William Roxburgh (1751-1815) ศัลยแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อต จากอดีต Francis Buchanan-Hamilton(1762-1829) แพทย์ชาวสก็อตที่มีส่วนร่วมสำคัญในฐานะนักภูมิศาสตร์ นักสัตววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ในขณะที่อาศัยอยู่ในอินเดียในปีพ.ศ.2369

 

ที่อยู่อาศัย พืชเขตร้อนชื้นซึ่งพบได้ใน ศรีลังกา อินเดีย พม่า คาบสมุทรมาเลย์ สุมาตรา บอร์เนียว ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล100-1,300 เมตร ในป่าดิบชื้นและป่าผลัดใบพบที่ระดับความสูง 1,800 เมตร ในประเทศไทยพบ ขึ้นทั่วไปทั้งภาคตะวันออกเฉียงใต้ ภาคตะวันตกเฉียงใต้ และภาคใต้ ตามป่าเต็งรัง และป่าเบญจพรรณทั่วไป
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูงถึง 25 เมตรไม่ผลัดใบลำต้นเปลาตรงเรือนยอดเป็นพุ่มกลมทึบ เปลือกต้นสีน้ำตาลออกแดงหรือน้ำตาลเข้ม ต้นแก่ผิวจะหยาบและเป็นเกล็ด และบริเวณเปลือกของลำต้นมักจะมีรอยแตกและมียางไหลซึมออกมามีสีขาวหรือขาวแกม เหลืองตามยอดอ่อน กิ่งอ่อนมีขน นุ่มสีเทาถึงสีน้ำตาลออกแดง ปกคลุมหนาแน่น
ใบเดี่ยวรูปไข่ขนาดของใบ กว้าง5-15 ซม.ยาว10-30 ซม. ขอบใบเรียบเนื้อใบค่อนข้างหนาเหนียวคล้ายแผ่นหนัง แผ่นใบสากคายมีขนนุ่มทั้งสองด้าน ดอกออกเป็นช่อกระจุกแน่นสีเหลืองหม่นถึงชมพูอ่อน ออกตามบริเวณซอกใบและปลายกิ่ง ช่อดอกเพศผู้และเพศเมียอยู่บนต้นเดียวกัน ช่อดอกเพศผู้รูปขอบขนานกลีบดอกมี2-4หยัก ช่อดอกเพศเมียรูปเกือบกลม กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ผลรูปร่างบิดเบี้ยวเป็นปุ่มปม ขนาด2.5-8 ซม. สีเหลืองอ่อนหรือส้ม  ผิวนอกมีขนคล้ายกำมะหยี่ เนื้อในผลสีชมพูมีเมล็ดมาก เมล็ดขนาด10 × 6 มม.
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เป็นไม้กลางแจ้งต้องการแสงแดดตลอดวันต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง ปลูกได้ทุกสภาพดินที่การระบายน้ำดี ค่า pH 5-6.5 ทนได้ 4 - 7.5 ทนต่อสภาพแห้งแล้ง
ศัตรูพืช/โรคพืช---Bactrocera carambolae (แมลงวันผลมะเฟือง)
ใช้ประโยชน์--- พืชมีคุณค่าส่วนใหญ่เป็นผลไม้ที่กินได้ซึ่งมักจะมาจากป่า ในอินเดียตอนเหนือผลไม้มักถูกขายในตลาดท้องถิ่น นอกจากนั้น ยังใช้เป็นยาและแหล่งวัสดุต่าง ๆ สำหรับใช้ในท้องถิ่นอีกด้วย
-ใช้กินได้ ผลไม้สุก มีรสเปรี้ยวใช้สำหรับ Chutneys หั่นให้แห้งและนำมาใช้แทนมะขามสำหรับผู้ที่ไม่ควรรับประทานมะขามหรือเป็นสิ่งต้องห้ามในระหว่างการรักษา ชิ้นแห้งใช้ในแกงเนื้อและปลาโดยเฉพาะในอินเดียตะวันตก ให้รสชาติที่พิเศษมากกับแกงกะหรี่ เปลือกมีแทนนิน 8 - 9% และถูกเคี้ยวแทนหมากพลู
-ใช้เป็นยา และประโยชน์ทางด้านสมุนไพร เนื้อไม้ใช้เป็นยาสมุนไพร เปลือกใช้รักษาแผลติดเชื้อ เปลือกใช้แก้ปวดศีรษะ รากนั้นมีฤทธิ์ฝาดและใช้เป็นยาถ่าย
-ใช้เป็นไม้ประดับ นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับกันมากปลูกตามบ้านเรือน หรือตามสวนสาธารณะเพื่อให้ความร่มรื่น
-วนเกษตรใช้: ต้นไม้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของระบบวนเกษตรแบบดั้งเดิมซึ่งถูกรวมเข้ากับระบบการปลูกพืชแบบผสมกับพืชชนิดอื่น
-อื่น ๆ ไม้สีเหลืองมีความทนทาน ทนต่อปลวก เนื้อไม้ค่อนข้างแข็ง ชักเงาได้ดีใช้ในงานก่อสร้าง ใช้ทำเครื่องเรือน ทำเครื่องดนตรี  -ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยใช้ไม้ในการทำโปงลางซึ่งเป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้าน  
-รากให้สีเหลืองใช้ย้อมผ้า ใบเป็นอาหารสัตว์ ไม้เป็นแหล่งเชื้อเพลิงที่สำคัญในท้องถิ่น
สำคัญ---เป็นพันธุ์ไม้มงคลพระราชทานประจำจังหวัดกาฬสินธุ์
ระยะเวลาออกดอก ---กุมภาพันธ์-เมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่งหรือแยกต้นที่เกิดใหม่ ; เมล็ด - มีอายุสั้นมากดีที่สุดควรหว่านทันทีที่สุก เมล็ดงอกเร็วมากใช้เวลา 2 - 3 สัปดาห์


มะหวด/Lepisanthes rubiginosa


ชื่อวิทยาศาสตร์---Lepisanthes rubiginosa (Roxb.) Leenh.(1969)
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/tro-50009183
---Basionym: Sapindus rubiginosus Roxb.(1795)
ชื่อสามัญ-----Rusty sapindus.
ชื่ออื่น---กะซำ, กำจำ, กำซำ, ชันรุ, ซำ, นำซำ, มะจำ (ภาคใต้); มะหวด (ภาคกลาง); มะหวดบาท (ภาคตะวันออกเฉียงใต้); มะหวดป่า (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ); มะหวดลิง (ภาคตะวันออกเฉียงใต้); สีฮอกน้อย (ภาคเหนือ); หวดคา, หวดฆ่า (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงใต้); หวดลาว (ภาคเหนือ) ;[BANGLADESH: Bara harina, Chagalnadi.];[BENGALI: Kaakjaam.];[CAMBODIA: Chon, Daun kay ryy chon (Central Khmer).];[CHINESE: Chi cai];[INDONESIA: Kelat jantan, Mertajam.];[MALAYSIA: Borobogan (Sabah); Damai (Bajau); Lipupudsu (Dusun); Kelat Layu, Mertajam, Terajah, Terajam, Kelat Jantan (Malay).];[PHILIPPINES: Kalayo (Tag.).];[THAI: Kasam, Kam, Cham, Kam sam, Chan ru, Sam, Nam sam, Ma cham (Peninsular); Ma huat (Central); Ma huat bat (Southeastern); Ma huat pa (Northeastern); Ma huat ling (Southeastern); Si hok noi, Huat lao (Northern); Huat kha (Northeastern, Southeastern).];[VIETNAMESE: Cây kén kén, Nhãn dê, Nhãn rừng.].
ชื่อวงศ์---SAPINDACEAE
EPPO Code---LQZRU (Preferred name: Lepisanthes rubiginosa.)  
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์---อินเดีย เวียตนาม จีน ฟิลิปปินส์ คาบสมุทรมาเลย์ อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย.
Lepisanthes rubiginosa เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์เงาะหรือวงศ์ soapberry (Sapindaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย William Roxburgh (1751-1815) ศัลยแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อตและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Pieter Willem Leenhouts (1926 – 2004) นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์ ในปีพ.ศ.2512

ที่อยู่อาศัย จากอินเดียตอนเหนือไปยังอินโดจีนและไทยผ่านแหลมมลายูไปจนถึงเขตร้อนของออสเตรเลีย พบได้ในพื้นที่เปิดโล่ง ในป่าผลัดใบ; ป่าไม้ลูกอ่อน ชรับแลนด์; ตามขอบป่า เทวดา; ตลิ่ง ด้านในของป่าชายเลน ที่ระดับความสูงสูงสุด 300 เมตรบางครั้งถึง 1,200 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กไม่ผลัดใบ สูง 5-10เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 25-30 ซม.พุ่มกลมค่อนข้างโปร่ง เปลือกเรียบหรือแตกเป็นสะเก็ดสีน้ำตาล ใบประกอบแบบขนนกยาว 15- 50 ซม.เรียงสลับ ใบย่อย (2)3-6(9) คู่ ขนาดของใบย่อย กว้าง1.5-11 ซม.ยาว3-31 ซม. รูปร่างไม่แน่นอน  แผ่นใบหนา ผิวใบมีขนทั้งสองด้าน ด้านบนเห็นเส้นแขนงเป็นร่อง ด้านล่างเส้นใบนูนเด่น ดอกช่อออกที่ซอกใบ.ออกเป็นช่อตั้งขึ้นยาว12 - 30 ซม. ดอกสีขาวหรือเหลืองอ่อนกว้างประมาณ 5 มม มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ผลอ่อนสีเขียวอ่อนเมื่อเริ่มแก่สีจะเปลี่ยนเป็นเหลืองและแดง พอแก่จัดจะเป็นสีม่วงดำ ขนาดผลยาวประมาณ 1.2-1.5 ซม.
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งที่แสงแดดจัดถึงร่มเงาบางส่วน เติบโตได้ ในดินทุกชนิดที่มีการระบายน้ำดี

ใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเป็นแหล่งอาหารยาและไม้ในท้องถิ่น มันได้รับการเพาะปลูกเป็นบางครั้งสำหรับผลไม้ที่กินได้
-ใช้กิน ผลรสหวาน ใบอ่อนกินได้ ในชวาใช้หน่อเป็นผัก
-ใช้เป็นยา รากและใบรักษาไข้ รากต้มใช้สำหรับรักษาอาการไอ ในประเทศอินเดียพืชใช้สำหรับรักษาโรคเรื้อน
-อื่น ๆ ไม้ มีคุณภาพดี แต่ใช้ทำภาชนะและอุปกรณ์เล็กๆ  กล่าวกันว่าเป็นไม้ที่มีค่าในประเทศอินเดีย แต่ใช้เป็นเชื้อเพลิงเท่านั้น ในมาเลเซีย บางครั้งเพื่อทำครกตำข้าวและที่จับเครื่องมือ
ภัยคุกคาม--เนื่องจากสายพันธุ์นี้ถูกคุกคามจากความเสื่อมโทรมของแหล่งที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการแพร่กระจายและการเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ภัยคุกคามจึงไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประชากรทั้งหมด ถูกจัดวางไว้ใน IUCN Red List ประเภท 'ความกังวลน้อยที่สุด'
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species.(2019)
ระยะออกดอก----กุมภาพันธ์-เดือนมีนาคม
ขยายพันธุ์----เมล็ด


แดง/Xylia xylocarpa


ชื่อวิทยาศาสตร์---Xylia xylocarpa var. kerrii (Craib & Hutch.) I.C.Nielsen.(1980)
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms.See https://powo.science.kew.org/taxon/urn:lsid:ipni.org:names:886077-1#synonyms
---Xylia kerrii Craib & Hutch.(1909)
ชื่อสามัญ ---Iron wood, Ironwood of Burma, Irul, Jamba, Pyinkado
ชื่ออื่น---เพ้ย (กะเหรี่ยง-ตาก); เพร่, ไคว (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน); แดง (ทั่วไป); ไปรน์ (ศรีสะเกษ); กร้อม (นครราชสีมา); คว้าย (กาญจนบุรี,กะเหรี่ยง-เชียงใหม่); จะลาน (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน); ตะกร้อม (จันทบุรี); ปราน (ส่วย-สุรินทร์); ผ้าน (ละว้า-เชียงใหม่); สะกรอม (เขมร-จันทบุรี);[CAMBODIA: Sokram, So-krach.];[HINDI: Jambu, Suria,Tangan.];[INDIA: Jamba (Karnataka).];[MYANMAR: Pyinkado.];[THAI: Phoei (Karen-Tak); Phre, Khwai (Karen-Mae Hong Son); Daeng (General); Prai (Si Sa Ket); Krom (Chaobon-Nakhon Ratchasima); Khwai (Kanchanaburi, Karen-Chiang Mai); Cha-lan, (Shan-Mae Hong Son); Ta-krom (Chong-Chanthaburi); Pran (Suai-Surin); Phan (Lawa-Chiang Mai); Sa-krom (Khmer-Chanthaburi).];[VIETNAM: Căm xe.];[TRADE NAME: Iron wood, Jamba, Pyinkdo, Irul.].
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-MIMOSOIDEAE)
EPPO Code---XYLSS (Preferred name: Xylia sp.) ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์---เอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้-อินเดีย-พม่า กัมพูชา ลาว ไทย เวียตนาม
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล 'Xylia' มาจากภาษากรีก “xylon” = เนื้อไม้ อ้างอิงตามลักษณะเนื้อไม้ที่แข็ง
Xylia xylocarpa var. kerrii เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ถั่ว (Fabaceae หรือ Leguminosae) วงศ์ย่อยสีเสียด (Mimosoideae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย (William Grant Craib (1882–1933) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ และ John Hutchinson, OBE, FRS (1884–1972) นักพฤกษศาสตร์ นักอนุกรมวิธานและนักเขียนชาวอังกฤษ.) และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Ivan Christian Nielsen (1946–2007) นักพฤกษศาสตร์และนักบรรพชีวินวิทยาชาวเดนมาร์ก ในปี พ.ศ.2523


ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในอินโดจีน ในป่าดิบแล้งและป่าเบญจพรรณถึงระดับความสูง 850 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ไม่ผลัดใบสูง 20-25 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 40-60ซม. ลำต้นเรียวตรง กิ่งก้านลู่ลง เปลือกต้นบางสีครีมอมน้ำตาล หรือน้ำตาลอมแดง แตกล่อนเป็นแผ่นบาง เปลือกชั้นในสีชมพู เนื้อไม้สีส้มออกแดงกิ่งก้านและยอดอ่อนมีขนละเอียดสีเหลือง ใบประกอบแบบขนนก 2 ชั้นปลายคู่ (Biparipinnate) มีก้านใบชั้นที่ 1 เพียง 1 คู่ ออกตรงข้ามยาว 10-30 ซม.แต่ละเส้นมีใบย่อย 3-7 คู่เรียงตรงข้าม ใบย่อยรูปไข่แกมขอบขนาน โคนใบสอบ ปลายใบแหลมมน ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ใบบนจะใหญ่สุด ใบแก่ด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขนสีน้ำตาลเล็กน้อย ผลิใบอ่อนระหว่างเดือนมีนาคม-เดือนเมษายน ภายหลังจากออกดอก ช่อดอกแบบช่อกระจุกแน่น ออกเดี่ยว ๆ หรือเป็นกระจุกคล้ายช่อกระจะสั้น ๆ สีเหลืองอ่อนถึงขาว เป็นช่อกลม มีดอกย่อยจำนวนมากขนาดเล็ก ขนาด1.5-2ซม.ออกเป็นช่อใกล้ปลายยอด ดอกย่อยคล้ายดอกกระถินมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ผลเป็นฝักรูปไต แบนรูปขอบขนาน เรียว เปลือกหนาแข็งและปลายโค้งงอสีน้ำตาลอมเทา ผิวเรียบขนาดกว้าง 3.5-6 ซม.ยาว 9.5-10.5 ซม. เมื่อแก่จะแตกออกตามแนวตะเข็บ เมล็ดแบนแข็งสีน้ำตาลเข้ม มี 9-10 เมล็ด ขนาดเมล็ดกว้าง 7.5-9 มม. ยาว 12-14 มม.หนา1.5-2มม,
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบตำแหน่งที่มีแดด แต่ยังประสบความสำเร็จในที่ร่ม ชอบดินทรายที่ลึกและระบายน้ำได้ดี ค่า pH ในช่วง 5 - 6 ทนได้ 4.5 - 6.5 สปีชีส์นี้มีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดินบางชนิดแบคทีเรียเหล่านี้ก่อตัวเป็นก้อนบนรากและตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ ไนโตรเจนบางส่วนนี้ถูกใช้โดยพืชที่กำลังเติบโต บางชนิดก็สามารถใช้โดยพืชอื่น ๆ เดิม เป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่ของป่าเบญจพรรณ ปัจจุบันจำนวนลดลงเพราะถูกโค่น เนื่องจากเนื้อไม้มีคุณภาพดี เป็นพรรณไม้ที่ฟื้นตัวเร็วหลังจากเกิดไฟป่า จะงอกใหม่ได้ดี
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ใบอ่อนกินได้ เมล็ดดิบสดใหม่กินเป็นผัก นำมาคั่วสุกกินได้
-ใช้เป็นยา เปลือกไม้มีแทนนินและฝาด ยาต้มใช้เพื่อกำจัดหนอนในร่างกาย ใช้รักษาโรคเรื้อน, อาเจียน, ท้องร่วง, โรคหนองในและแผล น้ำมันจากเมล็ดใช้ในการรักษาโรคไขข้อ โรคริดสีดวงทวารและโรคเรื้อน -ตำรายาไทยใช้ เปลือกต้น ซึ่งมีรสฝาด สมานธาตุ แก่น เข้ายาแก้โรคกษัยโลหิต (อาการมะเร็งที่มดลูกและรังไข่ในสตรี หรือมะเร็งปอดของบุรุษ) ดอก เข้ายาแก้ไข้ บำรุงหัวใจ -ยาพื้นบ้านใช้ เปลือกต้น ผสมกับสมุนไพรอื่น ต้มน้ำดื่ม แก้ประดง (อาการโรคผิวหนังมีผื่นคัน เป็นเม็ดขึ้นคล้ายผื่น คันมาก มักมีไข้ร่วมด้วย)
-วนเกษตร สายพันธุ์นี้เหมาะกับสภาพธรรมชาติในประเทศไทย ถูกใช้ในการปลูกป่าในบางพื้นที่ ที่เสื่อมโทรม
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ  นิยมปลูกตามบ้านเรือน ริมถนน หรือตามสวนสาธารณะเพื่อให้ร่มเงา
-อื่น ๆ เนื้อไม้สีแดงเรื่อๆหรือสีน้ำตาลออกแดง เป็นไม้คุณภาพชั้นดี แข็งแรง เหนียวและทนทานมากใช้สร้างบ้าน นิยมใช้ทำเสา รอด ตงขื่อ พื้นกระดาน ทำเฟอร์นิเจอร์คุณภาพสูง ไม้นั้นมีค่าสำหรับเป็นเชื้อเพลิงและทำถ่าน ฝักไม้ใช้เป็นเชื้อเพลิงในการปรุงอาหาร -เปลือกและไม้เป็นแหล่งแทนนิน ดอกไม้ใช้ในอุคสาหกรรมผลิตน้ำหอมและเครื่องสำอาง เรซิ่นสีแดงได้มาจากลำต้น น้ำมันได้จากเมล็ด ใบใช้เป็นปุ๋ยพืชสด ในประเทศไทยใบไม้จะใช้ในการรักษาบาดแผลของช้าง
สำคัญ---เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดตาก
ระยะออกดอก/ติดผล---กุมภาพันธ์-เมษายน/มีนาคม-เมษายน
ขยายพันธุ์ --- เมล็ด ตอนกิ่ง


น้ำเต้าต้น/Crescentia cujete

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Crescentia cujete L.(1753)
ชื่อพ้อง---Has 10 Synonyms.
---Crescentia acuminata Kunth.(1819)
---Crescentia arborea Raf.(1838)
---More.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl/record/kew-320517
ชื่อสามัญ---Calabash, Calabash Gourds, Calabash-tree, Common calabash tree, Miracle fruit.
ชื่ออื่น---น้ำเต้าอินเดีย, น้ำเต้าญี่ปุ่น, น้ำเต้าต้น (กรุงเทพฯ) ;[BAHAMAS: Calabash-tree, Tree calabash, Wild calabash.];[BERMUDA: Calabash.];[BOLIVIA: Porobamba, Totumo, Tutuma.];[BRAZIL: Arvore-de-cuia, Cabaceira, Coité, Cuia, Cuieira, Cuité, Cuiteseiva, Cujeté.];[CHINESE: Hu lu shu.];[COLUMBIA: Cuyabra, Tatuma, Totumo cimarrón.];[CUBA: Calabasa, Güira, Güira cimarrona, Güira común, Güira de vaca, Güira del monte, Güira jía, Güira larga, Güira redonda, Totuma.];[DUTCH: Kalebasboom.];[ECUADOR: Botote, Botote pilche, Cuya, Mate, Mate ancho, Pilche, Pilchimate.];[FRENCH: Arbre à calebasses, Coui, Crescentie, Calebassier.];[GERMAN: Kalebassenbaum.];[HONDURUS: Kabami.];[INDONRSIA: Berenuk, Majapahit.];[ITALIAN: Albero di zucca, Calebassa Guiana, Icara.];[MALAYSIA: Tabu kayu.];[MEXICO: Ayale, Bule, Cerial, Ccirian mazo, Jicaro.];[NICARAGUA: Saabang.];[NIGERIA: Igisogba.];[PANAMA: Calabazo, Totumo.];[PERU: Buhango, Huinga, Pate, Pati, Sacha huingo, Tapara, Tsapa, Wingo.];[PHILIPPINES: Kalabas, Cujete (Tag.); Miracle fruit (Eng).];[POLISH: Dzbaniwo kalebasowe.];[PORTUGUESE: Arvore-de-cuia, Coité, Cuieira, Cuité, Cujeté.];[RUSSIAN: Gorlyankovoye derevo, Kalebasovoye derevo.];[SAMOA: Fagu.];[SPANISH: Arbol de las calabazas, Calabacito de chicha, Crescencia, Güira de las Antillas, Güiro.];[SRI LANKA: Rum tree.];[SWEDISH: Kalebassträd.];[THAI: Namtao yipun, Namtao ton (Bangkok).];[USA: Calabash gourd, La’amia.];[VIETNAM: ĐàoTiên.];[VENEZUELA: Taparo.].
ชื่อวงศ์---BIGNONIACEAE
EPPO Code---KTQCU (Preferred name: Crescentia cujete.)  
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตการกระจายพันธุ์---อเมริกากลาง อเมริกาใต้ แคริเบียน
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล 'Crescentia' ได้รับเกียรติจากนักปฐพีวิทยาชาวอิตาลี Pietro de' Crescenzi  (1230-1321) ; ชื่อสายพันธุ์ 'cujete' มาจากชื่อท้องถิ่นของบราซิล
Crescentia cujete เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์แคหางค่าง หรือ วงศ์ปีบ (Bignoniaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Linnaeus (1707–1778) นักชีววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดน ในปี พ.ศ.2296

 

ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในภาคกลาง, อเมริกาใต้,หมู่เกาะอินเดียตะวันตกและภาคใต้ของฟลอริด้า เติบโตในทุ่งหญ้าสะวันนาพุ่มไม้หนาทึบและที่ชายขอบของป่าบนดินเหนียวจากระดับน้ำทะเลสูงถึงประมาณ 800 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กกึ่งผลัดใบต้นสูงประมาณ 4-10 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางสูงสุดเกือบ 50 ซม.เปลือกต้นหยาบแตกกิ่งก้านแผ่กว้าง เรือนยอดกลม ใบเป็น ใบเดี่ยวยาว 4-20 ซม. และกว้าง 3-7 ซม. ออกเป็นกระจุกตามกิ่ง ขนาดไม่เท่ากัน รูปไข่กลับแกมรูปช้อน ปลายใบมนหรือแหลม โคนใบสอบเป็นครีบ ดอกสีเขียวอมเหลืองมีลายสีม่วงแดง ออกเดี่ยวหรือคู่ออกตรงตามลำต้นและตามกิ่งก้าน (cauliflory) ก้านช่อดอกสั้น กลีบเลี้ยงติดกันเป็นหลอดสั้นๆ ปลายแยกเป็น 2 แฉก เกสรเพศผู้ 4 อัน สั้น 2 ยาว 2 ดอกมีกลิ่นเหม็นหืน ผลสีเขียวสวยงามห้อยกระจายทั่วไปภายในทรงพุ่ม รูปกลมเส้นผ่านศูนย์กลาง 15-30 ซม.แรกเริ่มมีสีเขียว เปลี่ยนเป็นสีเหลือง และสุดท้ายเป็นสีน้ำตาล เมื่อสุกมีเปลือกเรียบมีลักษณะเป็นไม้และแข็งเป็นพิเศษ เปลือกผลหนาประมาณ 0.5 ซม.เมล็ดรูปไข่แกมแบนสีน้ำตาลเข้มยาวประมาณ 0.7 ซม.และกว้าง 0.5ซม.มีจำนวนมาก ฝังอยู่ในเนื้อ
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---พืชเฉพาะในภูมิอากาศแบบเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนเท่านั้น ต้องการตำแหน่งแสงแดดจัด ชอบดินร่วนระบายน้ำดี แต่ไม่เจาะจงเกี่ยวกับดินแม้แต่ดินเหนียวและการระบายน้ำเพียงเล็กน้อยก็สามารถอยู่ได้
ศัตรูพืช/โรคพืช---ไม่มีปัญหาแมลงหรือโรคร้ายแรง ทนต่อศัตรูพืชและโรค บางครั้งก็ถูกรบกวนจากแมลงเต่าทอง และหนอนผีเสื้อ
ใช้ประโยชน์---ใช้กินได้ ผลไม้อ่อนบางครั้งดอง ถือว่าเท่ากับวอลนัทดอง เมล็ดสามารถกินได้เมื่อปรุง ยังใช้ทำเครื่องดื่ม น้ำเชื่อมและขนมยอดนิยมที่เรียกว่า 'คาราบาโบะ' ทำมาจากเมล็ด ในการทำน้ำเชื่อมเมล็ดจะบดละเอียดผสมกับน้ำตาลและน้ำเล็กน้อยแล้วต้ม เมล็ดคั่วรวมกับข้าวสาลีคั่วถูกนำมาใช้แทนกาแฟหอมและรสชาติดี บางครั้งใบไม้ก็ปรุงสุกในซุป
-ใช้เป็นยา พืชถูกนำมาใช้ในการแพทย์แผนโบราณโดยประชากรท้องถิ่นในประเทศต้นทาง ส่วนที่ใช้ ผล เปลือก ใบ- ใบตำพอกแก้ปวดหัว ผลช่วยระบาย ขับเสมหะ แก้บิด ขับปัสสาวะ สมานแผลทำให้ผิวนวล ลำต้น - ใช้ยาต้มจากเปลือกเพื่อทำความสะอาดแผล ลำต้น เปลือกและใบแสดงฤทธิ์ต้านจุลชีพ
-ใช้ปลูกประดับ พืชมีรูปทรงกิ่งมีลีลาอ่อนช้อยสวยงาม รูปทรงไม่ค่อยแน่นอน การตัดแต่งมีอิทธิพลต่อรูปทรงพันธุ์ไม้ประดับชนิดนี้ เป็นต้นไม้ที่ไม่ต้องการ การดูแลรักษามากนักไม่ค่อยมีเรื่องโรคและแมลงรบกวนเท่าไหร่ โตเร็ว  ทนแล้งมาก ปลูกแล้วหลังจาก 1ปีไม่ต้องรดน้ำเพิ่มเติมเป็นประจำ ผลสุกปล่อยให้ร่วงเน่าแล้วเหม็นมาก ต้องคอยเก็บทิ้ง อย่าปล่อยให้เน่าคาสนาม เหมาะกับพื้นที่บริเวณกว้างมากกว่าปลูกไว้ในบ้านที่มีพื้นที่ไม่มากนัก
-ใช้อื่น ๆ ไม้เป็นสีน้ำตาลอ่อนหรือสีน้ำตาลอมเหลือง หนัก,ยืดหยุ่น,ใช้งานง่ายและทนทานต่อแมลงใช้ในการก่อสร้างสำหรับเรือและเครื่องมือประเภทต่าง ๆไม้แกะสลักได้ง่ายเมื่อยังเป็นสีเขียวแต่เมื่อตกแต่งและแห้งสนิทแล้วก็เหมือน 'เหล็ก'และอาจใช้เป็น 'หลายร้อยปี'
-มีการใช้กันมาตั้งแต่สมัยโบราณในลักษณะเดียวกับน้ำเต้าในหลายประเทศในละตินอเมริกา (โดยเฉพาะโคลัมเบียและคิวบา) ผลแห้งใส่เมล็ดพืชหลายชนิดใช้ในการทำ maracas (หรือเครื่องดนตรีสั่น) และงานฝีมืออื่น ๆ มักจะตกแต่งอย่างหรูหรา
-กระดาษบุหรี่: ในบราซิลมีการใช้เยื่อบุที่เป็นเส้นบาง ๆ แทนกระดาษบุหรี่
-ผลไม้ที่เรียกว่าJícara, Bule, Tecomate, Guaje, Morro หรือ Huacal ในเม็กซิโกถูกนำมาใช้ทำภาชนะขนาดเล็กสำหรับเสิร์ฟหรือดื่ม
ระยะออกดอกติดผล---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด และตอนกิ่ง


ตีนเป็ดฝรั่ง/Crescentia alata

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Crescentia alata Kunth.(1819)
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms.See all https://species.wikimedia.org/wiki/Crescentia_alata   
---Crescentia ternata Sessé & Moc.(1889)    
---Crescentia trifolia Blanco.(1837)    
---Otophora paradoxa Blume.(1847 publ. 1849)    
---Parmentiera alata (Kunth) Miers.(1868)    
---Pteromischus alatus (Kunth) Pichon.(1945 publ. 1946)
ชื่อสามัญ---Gourd Tree, Mexican Calabash, Winged calabash, Jicaro, Morrito.
ชื่ออื่น---ตีนเป็ดฝรั่ง (กรุงเทพฯ) ;[HINDI: Kamandal.];[KANNDA: Sokeburude.];[MEXICO: Tecomate, Huaje.];[PHILIPPINES: Krus-krusan (Tag.)];[SPANISH: Hoja cruz, Jicara, Tecomate.];[TAMIL: Tiruvottukay.];[THAI: Tin pet farang (Bangkok).].
ชื่อวงศ์---BIGNONIACEAE
EPPO Code---KTQAL (Preferred name: Crescentia alata.)  
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตการกระจายพันธุ์---อเมริกากลาง เม็กซิโก คอสตาริกา
นืรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล 'Crescentia' ได้รับเกียรติจากนักปฐพีวิทยาชาวอิตาลี Pietro de' Crescenzi (1230-1321)
Crescentia alata เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์แคหางค่าง หรือ วงศ์ปีบ (Bignoniaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Sigismund Kunth (1788–1850) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน ในปี พ.ศ.2362

 

ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปอเมริกาจากเม็กซิโกและอเมริกากลางไปยังคอสตาริกา ที่สามารถพบได้ในระดับความสูงไม่เกิน 1,200 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ต้นสูง 4-10 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 7-10 ซม.เรือนยอดโปร่ง แผ่กว้างเปลือกต้นสีน้ำตาลเข้ม ใบเป็นใบประกอบแบบใบย่อย3ใบ รูปใบหอก รูปไข่กลับค่อนข้างแคบ รูปช้อน หรือเป็นแถบยาวไม่มีก้านใบย่อย ออกเป็นกระจุกตามลำต้นและตามกิ่ง ดอก ส่วนปลายสีเขียวอมเหลือง โคนสีม่วงเข้มถึงน้ำตาล มีลายสีม่วงแดง กลิ่นเหม็นหืน ออกเดี่ยวหรือคู่เป็นกลุ่ม 1-3 ดอก ตามลำต้นและกิ่ง กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว 6 ซม.กว้าง 4 ซม. ปลายแยก 5 แฉก กลีบเลี้ยงแยกเป็นสองแฉกยาว1.5ซม. โคนติดกันเล็กน้อย เกสรเพศผู้ 4 อัน สั้น 2อัน ยาว 2อัน ผล ค่อนข้างกลมรี เปลือกเข็งหนา ผิวเกลี้ยง มีเมล็ดฝังอยู่ในเนื้อ
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เติบโตได้ดีที่สุดในดินที่ลึกและมีความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง ตำแหน่งแสงแดดเต็ม ทนความแห้งแล้งได้ดี
ศัตรูพืช/โรคพืช---ไม่มีปัญหาแมลงหรือโรคร้ายแรง ทนต่อศัตรูพืชและโรค บางครั้งก็ถูกรบกวนจากแมลงเต่าทอง และหนอนผีเสื้อ
ใช้ประโยชน์--- ผลไม้มักจะถูกรวบรวมจากป่าและใช้ทำภาชนะบรรจุ ถ้วย ฯลฯ ด้วยรูปลักษณ์ที่โดดเด่น มักจะถูกวางขายทั้งในตลาดกัวเตมาลา และในพื้นที่อื่นที่ไกลจากสถานที่ที่ต้นไม้เติบโตตามธรรมชาติเพื่อใช้เป็นยาในครัวเรือน  ต้นไม้ได้รับการปลูกเป็นไม้ประดับและ ปลูกเพื่อใช้ไม้
-ใช้กินได้ เมล็ดบดผสมกับส่วนผสมอื่น ๆใช้ทำเครื่องดื่ม ผสมกับข้าวดิบเมล็ดฟักทองคั่วเปลือกมะนาวน้ำตาลน้ำและน้ำแข็งและกลายเป็นเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ที่เรียกว่า 'horchata'ผลไม้บางครั้งจะกินหรือทำเป็นเครื่องดื่ม
-ใช้เป็นยา ในกัวเตมาลาใช้สำหรับการอักเสบ โรคทางเดินหายใจ มีไข้และลดน้ำหนัก ใบไม้ใช้เป็นยาสมานแผลและป้องกันโรคเลือดออก - ใช้สำหรับไอเป็นเลือดและโรคบิด
-ใช้ในวนเกษตร ระบบรากที่กว้างขวางทำให้พืชมีค่าในโครงการรักษาเสถียรภาพของดิน
-ใช้อื่น ๆ แก่นไม้มีสีน้ำตาลอ่อน กระพี้นั้นเป็นสีชมพูอมน้ำตาลแดง ไม้นั้นแข็ง ถูกใช้ในท้องถิ่นสำหรับการทำเกวียนและก่อสร้าง ผลที่มีลักษณะคล้ายน้ำเต้าถูกทำให้เป็นโพรงและทำให้แห้ง ใช้เป็นภาชนะบรรจุอาหารและเครื่องดื่ม และนำมาทาสีในงานทำหัตถกรรม งานศิลปะ เช่นกระปุกออมสินและเครื่องประดับ
ภัยคุกคาม--เนื่องจากสายพันธุ์นี้ถูกคุกคามจากความเสื่อมโทรมของแหล่งที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการแพร่กระจายและการเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ภัยคุกคามจึงไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประชากรทั้งหมด ถูกจัดวางไว้ใน IUCN Red List ประเภท 'ความกังวลน้อยที่สุด'
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species.(2019)
ระยะออกดอก --- เกือบตลอดปี ดอกดกในช่วงฤดูหนาว
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง


สะแกนา/Combretum Quadrangulare

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Combretum Quadrangulare Kurze.(1874)
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2732966
---Combretum attenuatum Wall. (1831) [Invalid]
ชื่อสามัญ---Bushwillows, Combretums,
ชื่ออื่น--- แก (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ); ขอนแข้, จองแข้ (แพร่); ซังแก (เขมร-ปราจีนบุรี); แพ่ง (ภาคเหนือ); สะแก, สะแกนา (ภาคกลาง) ;[CAMBODIA: Sangke.];[JAPANESE:Takeo bushwillow];[THAI: Kae (Northeastern); Phaeng (Northern); Khon khae, Chong khae (Phrae); Sang-kae (Khmer-Prachin Buri); Sakae, Sakae na (Central).];[VIETNAM: Trâm bầu, Chưng bầu, Tim bầu, Săng kê, Song re.]
ชื่อวงศ์---COMBRETACEAE
EPPO Code---COGSS (Preferred name: Combretum sp.)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์---อินเดีย คาบสมุทรอินโดจีน-เวียตนาม กัมพูชา พม่า ลาว ไทย
Combretum Quadrangulare เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์สมอ (Combretaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Wilhelm Sulpiz Kurz (1834-1878) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน ในปีพ.ศ.2417

 

ที่อยู่อาศัย เติบโตตามธรรมชาติในพื้นที่ชุ่มน้ำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย, ลาว, กัมพูชา, เวียดนาม, พม่า ในประเทศไทยพบได้ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในที่โล่งและเปียก หรือเขาหินปูนเตี้ย ๆ ที่ระดับความสูงถึงประมาณ 250 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ต้นสูง 4-10 เมตร ไม่ผลัดใบหรือผลัดใบช่วงสั้นๆ เปลือกต้นสีขาวเรียบหรือมีร่องเล็กน้อย ขณะที่ต้นยังเล็ก กิ่งอ่อนล่างๆมักจะมีหนาม  กิ่งอ่อนเป็นสี่เหลี่ยม ใบเดี่ยวออกตรงข้าม รูปไข่กลับหรือมนรี กว้าง 3-8 ซม.ยาว 5-19 ซม.โคนใบสอบปลายใบมน ขอบใบเรียบ เนื้อใบสีเขียวซีด ด้านหลังใบมีเกล็ดละเอียดแน่น ดอกสีขาวแกมเหลืองขนาด 0.3-0.4 ซม. ออกเป็นช่อ หลุดร่วงง่าย ผลขนาด 2-4 ซม.สีเขียวอ่อน รูปกลมมน เปลี่ยนเป็นเหลืองออกครีม ผลแห้งมีปีก4 ปีกสีน้ำตาลแดง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เป็นไม้กลางแจ้งที่ขึ้นได้ในดินทุกชนิด แต่เจริญเติบโตได้ดีในดินเหนียว ชุ่มชื้น
ใช้ประโยชน์-ใช้เป็นยา ส่วนที่ใช้เป็นเมล็ดรากและใบ รากและไม้ ใช้รักษากามโรค ใบไม้บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ สารสกัดจากเมล็ดแสดงคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรีย เมล็ดเป็นยาถ่าย โดยจะคั่วผสมกับกล้วยสุก ใช้กับพยาธิตัวกล,พยาธิตัวตืดและโรคระบบทางเดินอาหารที่เกี่ยวข้องกับพยาธิในลำไส้ในเด็ก -ในกัมพูขาใช้ราก เปลือกไม้และไม้ ต้มรวมกัน ใช้บรรเทาอาการปวดเมื่อทุกข์ทรมานจากอาการปวดกระดูก ส่วนผสมเดียวกันนี้ยังใช้ในการรักษามาลาเรีย
-วนเกษตร ต้นไม้ปลูกเพื่ออนุรักษ์ดินและป้องกันลม
-อื่น ๆ คนพื้นเมืองจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เคี้ยวหรือสูบบุหรี่ใบสดแล เพลิดเพลินไปกับคุณสมบัติกระตุ้นเพิ่มความรู้สึกตื่นตัว ประชากรพื้นเมืองใช้พืชชนิดนี้เป็นทางเลือกของ kratom (ในประเทศไทย kratom ถูกแบนตั้งแต่ปี พ. ศ. 2486) -สารสกัดแอลกอฮอล์และสารสกัดอื่น ๆ จากรากและเมล็ดสามารถฆ่าไส้เดือนดิน
ระยะออกดอก----กุมภาพันธ์-มีนาคม
ขยายพันธุ์---- เพาะเมล็ด


เพกา/Oroxylum indicum

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Oroxylum indicum (L.) Benth. ex Kurz.(2013)
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms.See all https://www.gbif.org/species/114547191
---Basionym: Bignonia indica L.(2013)
---Bignonia pentandra Lour.(2013)
---Calosanthes indica (L.) Blume..(2013)
ชื่อสามัญ---Broken Bone tree, Broken Bones Plant, Damocles tree, Indian Trumpet Flower,Indian caper, Midnight horror.
ชื่ออื่น --- มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ดังนี้: ดอก๊ะ ด๊อกก๊ะ ดุแก (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) เบโด (มาเลเซีย-นราธิวาส) มะลิดไม้ มะลิ้นไม้ (เหนือ) ลิ้นฟ้า หมากลิ้นฟ้า บ่าลิ้นไม้ (เลย) ;
[ASSAMESE: Toguna, Dingdinga, Bhatghila];[AYURVEDIC: Shyonak];[BENGALI: Sona];[CHINESE: Mu hu die, Mù hú dié shǔ.];[HINDI: Sonapatha, Putivriksha, Shallaka];[INDONESIA: Pong-porang (Sundanese); Bungli, Kajeng jaler, Kayu lanang, Mungli, Wungli (Javanese); Kapung-kapung (Sumantran.);[KANNADA: Sonepatta, Patagani.];[MALAYALAM: Palakapayyani, Valpathiri, Aralu, Vellapathiri.];[MALAYSIA: Kulai, Merkulai, Merulia, Merlai, Bonglai kayu, Bolai kayu, Boli, Boloi, Bongloi, Berak, Beka, Beka kampung, Bikir, Bikir hangkap, Kankatang, Misai kucing, Kulai.];[MARATHI: Tayitu, Tetu.]; [Nepalese: Tatelo];[SANSKRIT: Shyonaka, Aralu]; [SRI LANKA: Thotil, Totila];[TAMIL: Cori-konnai, Paiyaralandai, Peiarlankei, Puta-puspam.];[TELUGU: Pampena, Suka-nasamu, Tundilamu, Manduka-parnamu.];[THAI: Ka-do-dong (Karen-Kanchanaburi); Dok-ka, Do-ka, Du-kae (Karen-Mae Hong Son); Be-ko (Malay-Narathiwat); Pheka (Central); Ma lit mai, Ma lin mai, Lit mai (Northern); Lin fa (Loei); Mak-lin-kang, Mak-lin-sang (Shan-Northern).];[UNANI: Sonapatha];[VIETNAMESE: Nuc nac, Nam hoang ba.].
ชื่อวงศ์ --- BIGNONIACEAE
EPPO Code---OOXIN (Preferred name: Oroxylum indicum.)  
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อนุทวีปอินเดีย-เทือกเขาหิมาลัย ภูฏาน จีนตอนใต้ อินโดจีน
นืรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลมาจากภาษากรีก “Oros” ภูเขา และ “xylon” ไม้ หมายถึงต้นไม้ที่ใบหนาแน่นที่ยอดคล้ายภูเขา
Oroxylum indicum เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์แคหางค่าง หรือ วงศ์ปีบ (Bignoniaceae) เป็นสกุล Monotypic มีเพียง 1 สายพันธุ์ คือ Oroxylum indicum.ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Linnaeus (1707–1778) นักชีววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดน และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย George Bentham (1800-1884) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ จากอดีต Wilhelm Sulpiz Kurz (1834-1878) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน ในปีพ.ศ.2556

 

ที่อยู่อาศัย พบที่อินเดีย เนปาล ศรีลังกา จีนตอนใต้ พม่า ภูมิภาคอินโดจีนและมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ พบขึ้นในที่โล่งแจ้งในป่าชั้นที่สอง มักจะปลูกเพื่อรับประทานผลอ่อน เติบโตที่ระดับความสูง 500 - 1,200 เมตร ในประเทศไทยไทยพบทุกภาค
ลักษณะ เป็นไม้ต้นกึ่งผลัดใบสูง 5-13 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลครีมอ่อน หรือเทาอ่อน มีรอยแตกละเอียดและแผลเป็นของใบ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก 3 ชั้นปลายคี่ (Tripinnate- imparipinnate) ออกที่ปลายยอด ยาวถึง 150 ซม. ก้านใบบนสุดแยกออก1ครั้ง ก้านใบกลางแยก 2 ครั้งและก้านใบล่างแยก 3 ครั้ง ทำให้เห็นใบทั้งหมดเป็นรูปสามเหลี่ยม ใบย่อยขนาด 5-10 ซม.รูปไข่กลับปลายยาว ขอบใบเรียบ ก้านใบข้างและก้านใบร่วมโค้งพองออกที่ฐานและที่ข้อ ดอกสีเหลืองครีมแกมเขียว โคนกลีบสีม่วง ขนาดใหญ่ กว้าง 5-10 ซมออกเป็นช่อตามปลายกิ่ง ช่อดอกตั้งขึ้นยาว 60-180 ซม.มักจะมีดอกและผลในกิ่งเดียวกัน ดอกบานตอนกลางคืน มีกลิ่นค่อนข้างสาบฉุน มักพบดอกร่วงบนพื้นดินตอนเช้า กลีบมักมีรอยขีดข่วนเกิดจากค้างคาวที่มากินน้ำหวานจากดอกในตอนกลางคืน ผลแห้งแล้วแตกเมล็ดมีปีก เมล็ดแก่มีเยื่อบางๆเป็นปีกสีขาวคล้ายกระดาษซ้อนกันอยู่ในฝักมากมาย
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เป็นไม้กลางแจ้งที่ขึ้นได้ในดินทุกชนิด
ใช้ประโยชน์----ใช้กิน ฝักเพกาที่นำมาใช้ เป็นผักนั้น ต้องเป็นฝักอ่อน ฝักเพกา ใช้ต้มหรือเผา "ต้องกินสุก"ซึ่งมีรสขมเล็กน้อย  ถือว่าเป็นยาเย็นในทางสมุนไพร เปลือกต้นเพกาย้อมผ้าให้สีเขียว
-ใช้เป็นยา ตามตำรายาไทย มักจะใช้ "เพกาทั้ง 5" ได้แก่เปลือกต้น ราก ฝัก ใบ และเมล็ด ใช้รากเป็นยาบำรุงธาตุ แก้บิด ท้องร่วง เมล็ดเป็นยาระบาย เปลือกต้น รสฝาด เย็น ขมเล็กน้อย ใช้เป็นยาฝาดสมาน ขับลมในลำไส้
-ใช้อื่น ๆ เนื้อไม้นิ่ม มีเส้นใยยาวเหมาะสำหรับการผลิตเยื่อกระดาษ ไม้ที่ใช้เป็นเชื้อเพลิง มีคุณภาพไม่ดี
-คนจีน เรียกเพกาว่า "กระดาษพันใบ" เพราะ ลักษณะของเมล็ดที่ มีปีกสีขาวซ้อนกันอยู่ ก้านฝักเพกาชูสูงขึ้นไปในอากาศ บนส่วนยอดสุดของลำต้น ฝักแบนใหญ่ห้อยลงมา แลดูคล้ายลิ้นขนาดใหญ่ห้อยอยู่ คงเป็นเพราะอย่างนี้ ชาวอีสานถึงเรียกเพกาว่า ลิ้นฟ้า
ระยะออกดอก/ติดผล--- มิถุนายน - สิงหาคม/ กรกฎาคม - ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด


เจ้าหญิงสีชมพู/Melicope elleryana


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Melicope elleryana (F. Muell.) T.G.Hartley.(1990).
ชื่อพ้อง ---Has 1 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/tro-50261856
---Basionym: Euodia elleryana F.Muell.(1865)
ชื่อสามัญ ---Pink Flower Doughwood, Pink Doughwood Tree, Pink-flowered- Evodia, Evodia, Pink -Euodia, Spermwood, Cork wood, Pink Flowered Corkwood.
ชื่ออื่น---เจ้าหญิงสีชมพู, เจ้าสาวสีชมพู (ทั่วไป) ;[CHINESE: Fěnhóngmì∙zhū yú, Xiǎoyóudì∙mù, Fěnhóngruǎnmù∙hú.];[THAI: Chao ying si chomphoo, Chao sao si chomphoo (General).].
ชื่อวงศ์---RUTACEAE
EPPO Code---MLQSS (Preferred name: Melicope sp.)  
ถิ่นกำเนิด---ออสตราเลเซีย
เขตการกระจายพันธุ์---ออสเตรเลีย นิวกินี หมู่เกาะโซโลมอน
Melicope elleryana เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ส้ม (Rutaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Sir Ferdinand Jacob Heinrich von Mueller (1825-1896) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันออสเตรเลีย และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย  Thomas Gordon Hartley (1931 –2016) นักพฤกษศาสตร์ชาวอเมริกัน ในปีพ.ศ.2533


ที่อยู่อาศัย เติบโตตามธรรมชาติในคลาเรนซ์ริเวอร์ ในนิวเซาธ์เวลส์เขตร้อนทางตอนเหนือของออสเตรเลีย นอกจากนี้ยังพบในนิวกินีและหมู่เกาะโซโลมอน มันมักจะพบในพื้นที่บนป่าฝนแม่น้ำ  ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลใกล้ถึง 800 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ต้นขนาดกลาง จากออสเตรเลีย สูงถึง 25 เมตร ลำต้นทรงกระบอกเส้นผ่านศูนย์กลาง 60 ซม. เปลือกต้นสีเทาหรือน้ำตาลอ่อน ใบประกอบแบบ3ใบย่อย ออกตรงข้าม แผ่นใบสีเขียวเข้มทั้งสองด้านเป็นมันเกลี้ยง ใบรูปไข่แกมขอบขนาน ขนาด 8-19 x 3.5-7.5 ซม. ก้านใบยาว 3-6 ซม. ดอกสีชมพูออกเป็นช่อกระจุกกระจายตามลำต้นและกิ่ง  ออกดอกนานถึง3เดือน ผลยาวประมาณ 5-8 มม. เมล็ดสีดำเป็นเงาขนาด4-5 มม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดจัด ต้องใช้ดินที่ชื้น แต่มีการระบายน้ำที่ดี อยู่ในตำแหน่งที่กำบังจากลมแรง เจริญเติบโตเร็ว สามารถออกดอกเมื่ออายุเพียง 3 ปี
ใช้ประโยชน์--- ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นยาและสำหรับไม้ซึ่งบางครั้งมีการแลกเปลี่ยน
-ใช้เป็นยา ใบไม้ถูกบดในน้ำแล้วนำมาใช้เช็ดตัวรักษาไข้ ยาต้มเปลือกแห้งใช้ในการรักษาโรคมาลาเรีย น้ำผลไม้ที่บีบจากเปลือกสดผสมกับน้ำแล้วดื่มสักสองสามวัน นี่คือการคุมกำเนิดที่แข็งแกร่งที่ยังคงมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 2 - 3 ปี
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับมีค่า นิยมปลูกประดับในสวนทั่วไป เติบโตอย่างรวดเร็วและผลิตดอกไม้สีชมพูจำนวนมากซึ่งเป็นที่ดึงดูดของนก
-อื่น ๆ ไม้สีขาวนุ่มมีกลิ่นเหม็นอับ เป็นไม้อเนกประสงค์ที่ใช้ประโยชน์ทั่วไป
ระยะออกดอก/ติดผล---มกราคม-มีนาคม/กรกฎาคม-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด
**ส่วนตัว--รูปนี้ถ่ายเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2554 **


ตานดำ/Diosperos montana


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Diosperos montana Roxb.(1795)
ชื่อพ้อง---Has 19 Synonyms.
---Diospyros cordifolia Roxb.(1795)
---More.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl/record/kew-2770172
ชื่อสามัญ---Bombay ebony, Mountain persimmon, Mottled ebony
ชื่ออื่น---ดำดง (ประจวบคีรีขันธ์); ตานดำ, ตานส้าน (ภาคกลาง); ถ่านไฟผี (ภาคเหนือ); มะเกลือป่า (นครสวรรค์, ปราจีนบุรี); มะตูมดำ (สระบุรี); อิน (กาญจนบุรี) ;[AYURVEDIC: Visha-tinduka, Kaaka-tinduka.];[CHINESE: Shān shì.];[HINDI: Bistendu.];[INDIA: Bistendu, Jagalkanti, Manjakara, Bankini, Vakkanai, Malayakathitholi.];[INDONESIA: Bidara gunung (Java), Morotoalah (Sumba), Morotombo (Sulawesi).;[MALAYALAM: Vakkana, Manjakara, Nanchimaram, Malayakathitholi.];[MALAYSIA: Mentua pungsu (Peninsular).];[MYANMAR: Gyok tawbut.];[PHILIPPINES: Antinagam (Ilocos Norte), Kamagong-bundok, Kamagong-liitan (Filipino).];[SANSKRIT: Tumala.];[SIDHA/TAMIL: Vakkanai, Vakkanatan.];[TAMIL: Karunthuvalisu, Vakanai, Vakkanatthi.];[THAI: Dam dong (Prachuap Khiri Khan); Tan dam, Tan san (Central); Tan fai phi (Northern); Ma kluea pa (Nakhon Sawan, Prachin Buri); Ma tum dam (Saraburi); In (Kanchanaburi).];[VIETNAM: Thị da đen.].
ชื่อวงศ์---EBENACEAE
EPPO Code---DOSMN (Preferred name: Diosperos montana.)  
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์--- อนุทวีปอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย
Diosperos montana เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์มะพลับ (Ebenaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย William Roxburgh (1751-1815) ศัลยแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อต ในปีพ.ศ.2338
ที่อยู่อาศัย ขึ้นกระจายใน  อนุทวีปอินเดีย, พม่า, ไทย, กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม ; ตอนเหนือของคาบสมุทรมาเลย์ ชวา หมู่เกาะซุนดาน้อย สุลาวาสี ฟิลิปปินส์และตอนเหนือของออสเตรเลีย เติบโตในป่าดิบแล้ง ป่าผลัดใบที่ระดับความสูงถึง 800เมตร ประเทศไทยพบในป่าดิบแล้งทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ที่ระดับความสูง 500 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลางไม่ผลัดใบกิ่งก้านมักมีหนาม ต้นสูงประมาณ 8-16 เมตร เปลือกหยาบสีดำเป็นสะเก็ด  ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับอยู่ตามปลายกิ่ง รูปไข่กลับหรือรูปขอบขนานกว้าง 2-4 ซม.ยาว 5-12 ซม.โคนใบมนหยักเว้า ปลายใบแหลม ใบอ่อนมีขนนุ่มทั้งสองด้าน มีดอกเพศผู้และดอกเพศเมียแยกกันคนละต้น (Dioecious) ออกตามซอกใบสีเหลืองอ่อนยาว1ซม ผลกลมป้อม มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 2-3 ซม.ขั้วผลมีกลีบเลี้ยงติดอยู่ 4 กลีบ สุกแล้วสีเหลือง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ตำแหน่งแสงแดดจัดขึ้นได้ดีในที่ค่อนข้างชื้น ดินร่วนโปร่งเก็บความชื้นระบายน้ำและอากาศได้ดี
ใช้ประโยชน์---ใช้กินได้ ใบอ่อนกินได้เหมือนผัก
-ใช้เป็นยา เปลือกใช้รักษา โรคดีซ่าน เพ้อระหว่างไข้ สารสกัดจากเปลือกต้นมีฤทธิ์ต้านการอักเสบลดไข้และระงับปวด
-ใช้อื่น ๆ ไม้เป็นสีเทามักแต่งแต้มด้วยสีเหลืองหรือสีน้ำตาลมีแถบสีเข้มคล้ำเป็นหย่อม ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตรงกลาง แต่ไม่มีแก่นไม้ เนื้อไม้อ่อนถึงปานกลางแข็งและทนทานใช้ในงานแกะสลัก เฟอร์นิเจอร์ไม้ที่สวยงาม หรือใช้เป็นเชื้อเพลิงคุณภาพดี ผลใช้เบื่อปลา
ระยะออกดอก/ติดผล---กุมภาพันธ์-กรกฎาคม/สิงหาคม-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด มีอายุสั้นมาก จึงควรหว่านโดยเร็วที่สุด ควรเอาเนื้อออกเนื่องจากมีสารยับยั้งการงอก เมล็ดสดที่หว่านหลังการเก็บหนึ่งวัน มีอัตราการงอก 85% ภายใน 17 - 65 วัน


ตานเสี้ยน/Xantolis siamensis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Xantolis siamensis (H.R.Fletcher) P.Royen.(1957)
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-215290
---Basionym: Planchonella siamensis H.R.Fletcher.(1937)    
---Pouteria siamensis (Fletcher) Baehni.(1942)
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---ตานเสี้ยน (กาญจนบุรี, ราชบุรี), นมพระสี มะนมนาง ;[THAI: Tan sian (Kanchanaburi, Ratchaburi); Nom phra si, Ma nom nang.];
ชื่อวงศ์---SAPOTACEAE
EPPO Code---XAOSS (Preferred name: Xantolis sp.)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อัสสัม, บังกลาเทศ, กัมพูชา, จีนตอนกลาง-ตอนใต้, หิมาลัยตะวันออก, ไหหลำ, อินเดีย, ลาว, เมียนมาร์, ฟิลิปปินส์, ศรีลังกา, ไทย, เวียดนาม
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสปีชีส์ 'siamensis' ตั้งเป็นเกียรติแก่ประเทศไทย
Xantolis siamensis เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์พิกุล (Sapotaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Harold Roy Fletcher (1907-1978) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Pieter van Royen (1923-2002) นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์ ในปีพ.ศ.2500

 

ที่อยู่อาศัย หิมาลายาตะวันออกไปจนถึงฟิลิปปินส์ เป็นพืชถิ่นเดียวของประเทศไทย พบทางภาคกลางและภาคตะวันตกของประเทศ พบครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อ 2 มกราคม พ.ศ. 2469 โดยหมอคาร์ ชาวไอริช ที่จังหวัดกาญจนบุรี
ลักษณะ ตานเสี้ยนเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กผลัดใบ สูงประมาณ 15-20 เมตร แตกกิ่งจำนวนมาก กิ่งขนาดเล็กและเหนียว เปลือกต้นสีน้ำตาลแดง มีรอยแตกลึกๆ บางครั้งมีหนามในต้นที่อายุน้อย เปลือกชั้นในสีแดงหรือส้มอมชมพู มีน้ำยางสีขาว เหมือนน้ำนม ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับ รูปมนรีกว้างถึงขอบขนาน กว้างประมาณ 5-8 ซม.ยาวประมาณ 9-15 ซม.ปลายใบแหลม โคนใบเป็นรูปหัวใจ ยอดอ่อนและตายอดมีขนสีเหลืองหรือออกน้ำตาล ใบแก่เหนียว เกลี้ยง เส้นใบ 9-14 คู่ โค้งและจรดกัน ที่ขอบใบเส้นใบย่อยสานกัน บางครั้งเกือบขนานกับเส้นใบข้าง ก้านใบเมื่ออ่อนมีขนสีเหลืองหรือน้ำตาล เมื่อแก่จะเรียบ เกลี้ยง กิ่งก้านมีรูอากาศ ดอกช่อสีขาวนวลกลิ่นหอม ออกเป็นกระจุกตามกิ่ง โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นสองชั้น ชั้นละ 5 กลีบ ผลสดกลมรี สีเหลืองหรือออกแดง ปลายมีติ่งแหลม เปลือกนอกแข็ง มี 1-5 เมล็ด สีน้ำตาลเข้ม เป็นมัน
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ตำแหน่งแสงแดดจัด
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ผลดิบ กินสดหรือดองในน้ำเกลือ รสหอมหวานอมเปรี้ยว
-ใช้เป็นยา รากและเนื้อไม้-ใช้เป็นยาแก้พิษร้อนถอนพิษไข้ แก้ไข้หัด สุกใส ดำแดง แก้อาการคลื่นเหียนอาเจียน แก้อาการปวดหลังปวดเอว
ระยะออกดอก/ผลแก่---ธันวาคม –มกราคม/มีนาคม – มิถุนายน
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด


ลำดวน/Melodorum fruiticosum

ชื่อวิทยาศาสตร์---Melodorum fruiticosum Lour.(1790)
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2364658
ชื่อสามัญ---White cheesewood, Devil tree,
ชื่ออื่น---ลำดวน (ภาคกลาง), หอมนวล (ภาคเหนือ);[CAMBODIA: Don.];[THAI: Lamduan (Central), Hom nuan (Northern).];[VIETNAM: Cây Du Dê, Du dê, Du goi.]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
EPPO Code---MZWSS (Preferred name: Melodorum sp.)  
ถิ่นกำเนิด---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตการกระจายพันธุ์ ---อินเดีย พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียตนาม
Melodorum fruiticosum เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์กระดังงาหรือวงศ์น้อยหน่า (Annonaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Joao de Loureiro (1717–1791) นักพฤกษศาสตร์ชาวโปรตุเกส ในปีพ.ศ.2333


ที่อยู่อาศัย พบใน อินเดีย พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียตนาม ในประเทศไทย พบได้ตามป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้งทางภาคตะวันออก และภาคกลาง
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง10-1 8 เมตรไม่ผลัดใบ เรือนยอดเป็นพุ่มกลม เปลือกนอกสีน้ำตาลเข้ม เรียบหรือแตกเป็นร่องตื้นตามยาวลำต้น เปลือกในสีชมพู ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปหอกแกมขอบขนานกว้าง 2-3 ซม.ยาว 5-12 ซม.ปลายใบแหลมโคนใบแหลม ปรือเบี้ยว ขอบใบเรียบ ใบเกลี้ยง หลังใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ท้องใบสีเขียวนวล ดอกเดี่ยวออกที่ซอกใบที่ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงขนาดเล็ก3กลีบรูปเกือบกลม กลีบดอก6กลีบแข็งหนามีขนนุ่ม ชั้นนอก3กลีบชั้นใน3กลีบ ดอกบานเต็มที่ขนาด 2-2.5 ซม. กลีบดอกสีเหลืองนวลแข็งหนา มีกลิ่นหอม โดยดอกจะเริ่มแย้มและส่งกลิ่นหอมแรงตั้งแต่ช่วงเย็น วันรุ่งขึ้นจะส่งกลิ่นหอมอ่อนๆในช่วงกลางวัน ดอกบานวันเดียวและร่วงในวันต่อมา กลีบดอกที่ร่วงอยู่โคนต้นก็ยังส่งกลิ่นหอมไปได้ไกล ผลเป็นผลกลุ่ม สดแบบมีเนื้อ มีมากถึง 27 ผล ผลย่อยทรงกลมหรือรูปไข่ขนาด1-1.2 ซม.ผลสุกสีดำปนม่วง มีคราบขาวก้านผลยาว1ซม. มีเมล็ด1-2เมล็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุย ชอบความชื้นสูง และแสงแดดแบบเต็มวันถึงร่มเงาบางส่วน
ใช้ประโยชน์---ใช้กินได้ ผลมีรสหวานรับประทานได้แต่ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารนก กับกระรอก  เสียก่อน
-ใช้เป็นยา ดอกแห้งมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงกำลัง กระตุ้นการเต้นของหัวใจและบำรุงเลือด สารสกัดจากใบแสดงกิจกรรมต่อต้านการอักเสบ ดอกลำดวนแห้งจัดอยู่ใน "พิกัดเกสรทั้งเก้า" (ประกอบไปด้วย เกสรดอกบัวหลวง ดอกกระดังงา ดอกจำปา ดอกพิกุล ดอกบุนนาค ดอกมะลิ ดอกสารภี ดอกลำเจียก และดอกลําดวน) ซึ่งเป็นตำรับยาแก้ไข้ แก้ร้อนในกระหายน้ำ ช่วยชูกำลัง แก้อาการอ่อนเหลีบ ช่วยบำรุงหัว แก้พิษโลหิต แก้ลม ตำรับยาสมุนไพรพื้นบ้านของจังหวัดอุบลราชธานีจะใช้เนื้อไม้และดอกแห้ง นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงหัวใจ บำรุงโลหิต บำรุงกำลัง แก้ลมวิงเวียน และเป็นยาแก้ไข้
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ นิยมนำมาใช้จัดสวนด้วยคุณสมบัติครบถ้วน ทรงพุ่มสวย ใบสวยดอกหอม หากนำต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ดมาปลูก ควรเลือกต้นที่อวบอ้วนแข็งแรง แตกกิ่งรอบต้น ปลูกเดี่ยวๆหรือปลูกลงแปลง ให้ห่างจากต้นไม้อื่นประมาณ5เมตร จะได้ลำดวนที่ทรงพุ่มแผ่กว้างและโปร่ง จะปลูกชิดกันก็ได้แต่ดอกจะน้อย ถ้าต้องการให้ออกดอกในกระถางควรปลูกด้วยกิ่งตอน
-ใช้อื่น ๆ ดอกสามารถนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย โดยการต้มกลั่น
ความเชื่อ/พิธีกรรม--- คนไทยเชื่อว่าบ้านใดปลูกต้นลำดวนหรือเป็นเจ้าของต้นลำดวน จะช่วยดึงดูดความรัก ช่วยเสริมดวงทางเสน่ห์เมตตา ทำให้มีแต่คนคิดถึงในแง่ดี ทำให้เป็นคนที่น่าจดจำ ใคร ๆ ก็มิอาจลืม และยังเชื่อด้วยว่ากลิ่นหอมของลําดวน สามารถช่วยผ่อนคลายอารมณ์ทางจิตให้สงบและมีความใจเย็นมากขึ้น ผู้ปลูกควรเป็นผู้หญิงและควรปลูกในวันพุธ เพราะลำดวนเป็นไม้ของผู้หญิง โดยให้ปลูกไว้ทางทิศตะวันออกของตัวบ้าน
สำคัญ---เป็นหนึ่งในสองชนิดที่ถือว่าเป็นดอกไม้ประจำชาติของประเทศกัมพูชา นอกจากนี้ยังเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดศรีสะเกษ ,ประเทศไทย เป็นดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของผู้สูงอายุ
ระยะเวลาออกดอก----ธันวาคม-เดือนกุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์----เมล็ด ตอนกิ่ง
 

กระดังงาไทย/Cananga odorata


ชื่อวิทยาศาสตร์---Cananga odorata (Lam.) Hook.f. & Thomson.(1855)
ชื่อพ้อง --- Has 25 Synonyms
---Basionym: Uvaria odorata Lam.(1785)
---Unona odorata (Lam.) Dunal.(1817)
---Canangium odoratum (Lam.) Baill. ex King.(1892)
---(More).See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2695745
ชื่อสามัญ---Cananga, Ylang-Ylang, Ilang-Ilang, Macassar oiltree, Macassar-oil plant, Woolly-pine, Perfumetree,
ชื่ออื่น---กระดังงา (ทั่วไป); กระดังงาไทย, กระดังงาใบใหญ่, กระดังงาใหญ่ (ภาคกลาง); สะบันงา, สะบันงาต้น (ภาคเหนือ) ;[CAMBODIA: Chhke sreng, Sreng chhke.];[CHINESE: Xiao yi lan, Yi lan, Yuan bian zhong.]:[FIJI: Mokosoi, Mokasoi, Mokohoi.];[FRENCH: Canang odorant, Ilang-ilang, Ilang-ilang de Bornéo, Ilang-ilang des Philippines, Ilang-ilang en arbre.]; [GERMAN: Ylang-Ylang-baum.];[HAWAII: Moto‘oi.];[HINDI: Ban champak.];[INDIA: Apurvachampaka.];[INDONESIA: Kenanga, Kernanga, Sepalen.];[JAPANESE: Iraniran noki, Ban reishi.];[LAOS: Ka dan nga thay.];[MALAYSIA: Bungan sandat (Bali), Kananga, Kenanga utan.];[MADAGASCAR: Ylang-ylang.];[MYANMAR: Sagasein, Kadatngan, Kadatnyan.];[PHILIPPINES: ylang-ylang (Tag)];[PORTUGUESE: Cananga.];[SAMOA: Moso‘oi.];[SANSKRIT: Vanachampaka, Lanji.];[SPANISH: Cadmia, Cananga, Ilang-ilang];[THAI: Kradang nga (Trang, Yala); Kradang nga thai, Kradang nga bai yai, Kradang nga yai (Central); Saban nga, Saban nga ton (Northern);[TONGA: Mohokoi.];[USA/Hawaii: Lanalana];[VIETNAM: Hoàng lan.];[TRADE NAME: Ilang-Ilang, Kenanga wood, Perfume tree, Sananga oil, Ylang-Ylang.]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
EPPO Code---CANOD (Preferred name: Cananga odorata.)  
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้  -ไทย,อินโดนีเซีย,ฟิลิปปินส์
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล 'Cananga' มาจากภาษามาเลย์ “kenanga” ที่ใช้เรียกกระดังงา
Cananga odorata เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์กระดังงา (Annonaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Jean-Baptiste Lamarck (1744–1829) นักพฤกษศาสตร์และนักสัตววิทยาชาวฝรั่งเศส และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Sir Joseph Dalton Hooker (1817-1911) นักพฤกษศาสตร์นักชีววิทยาและศัลยแพทย์ชาวอังกฤษและThomas Thomson (1817 –1878) ศัลยแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ ในปีพ.ศ.2398
มีสอง2 สายพันธุ์ย่อยที่ยอมรับ
---Cananga odorata var. Fruticosa (Craib) J. Sinclair.(1955)
---Cananga odorata var. odorata

 

ที่อยู่อาศัย พืชพื้นเมืองของพม่า มาเลเซีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านไปทางเหนือของออสเตรเลีย (ไกลออกไปทางตะวันออกเช่นเดียวกับหมู่เกาะโซโลมอนและหมู่เกาะแคโรไลน์) รวมถึงศรีลังกา, อินเดีย, จีนตอนใต้, ไต้หวัน, หมู่เกาะแปซิฟิก ฟลอริดา (สหรัฐอเมริกา), แคริบเบียน, โคลัมเบีย, แอฟริกาตะวันตก, มาดากัสการ์และเรอูนียง มันถูกพบตามธรรมชาติเติบโตในป่าที่รกร้าง, ป่าเปิดและตามแนวชายป่า หรือปลูกในพื้นที่เขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของโลก ที่ระดับความสูงต่ำกว่า 1200เมตร ในประเทศไทยพบในป่าดิบชื้นในภาคใต้ตอนล่าง และมีปลูกทั่วประเทศ
ลักษณะ กระดังงาไทยเป็นไม้ยืนต้นสูงประมาณ 8-15 เมตร ลำต้นตรงเส้นผ่านศูนย์กลาง 30 ซม เปลือกต้น เกลี้ยงสีเทา กิ่งลู่ลง ใบเดี่ยวขนาด 8-22 x 5-9 ซม.เรียงสลับ เนื้อใบเรียบเกลี้ยงขอบใบเป็นคลื่น รูปมนรีสีเขียวเข้ม โคนใบมนปลายใบแหลม ดอกเป็นดอกช่อออกเป็นกระจุก ตามปลายกิ่งที่ซอกใบ กลีบดอกสีเหลือง หรือเหลืองอมเขียวมีลักษณะกลีบเรียวยาวมี 6 กลีบ ซ้อนกัน2ชั้น ชั้นละ3กลีบแต่ละกลีบม้วนบิดไปมา ขนาดดอกยาวประมาณ10ซม. กลิ่นหอมมาก ผลเป็นผลกลุ่ม ขนาด 20-25 x 10-15 มม. บนก้านยาวประมาณ 10-15 มม. เมล็ดขนาด 8 x 5 มม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---พันธุ์ไม้ชนิดนี้ต้องการแสงแดดจัดและปลูกกลางแจ้ง ชอบดินที่อุดมสมบูรณ์ชื้น แต่เนื้อดีในที่ที่มีการระบายน้ำดี ค่าpH ในช่วง 5 - 6.5 ซึ่งทนได้ 4.5 - 8
ใช้ประโยชน์--กระดังงาให้น้ำมันหอมระเหยที่ได้รับความนิยมอย่างมากพร้อมกับการใช้งานที่หลากหลายพืชยังมีการใช้เป็นยาและเป็นแหล่งของไม้และไฟเบอร์
-ใช้กินได้ น้ำมันหอมระเหยจากดอกไม้ถูกใช้โดยอุตสาหกรรมอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรสพีชและแอปริคอท มันถูกใช้ในลูกอม, ไอซิ่ง, ขนมอบ, เครื่องดื่มและหมากฝรั่ง
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ เป็นพันธุ์ไม้ที่คนไทยนิยมปลูกประดับบ้าน ประดับสวนมาแต่สมัยโบราณแล้ว -เนื่องจากการเติบโตอย่างรวดเร็วและความสามารถในการดึงดูดนกและค้างคาวกับผลไม้มันถูกใช้เพื่อการฟื้นฟูป่าฝนในออสเตรเลีย
-ใช้เป็นยาใช้ดอกปรุงเป็นยาบำรุงธาตุ หรือปรุงยาหอมบำรุงหัวใจ จัดอยู่ในเกสรทั้งเจ็ด
-ใช้อื่น ๆ แก่นไม้มีสีชมพูอมชมพูเหลืองถึงเทาอ่อน ไม้มีน้ำหนักเบา ไม่คงทนเสี่ยงต่อการถูกโจมตีจากปลวก ใช้สำหรับการก่อสร้างทั่วไปและใช้เป็นเชื้อเพลิง
-คนโบราณจะใช้ดอกทอดกับน้ำมันมะพร้าวทำน้ำมันใส่ผม ดอกกระดังงาไทยใช้สกัดน้ำมันมาปรุงน้ำอบ-ดอกไม้ที่สุกแล้วและสดจะถูกกลั่นและแยกส่วนเพื่อรับน้ำมันหอมระเหย
-รายได้ที่สร้างขึ้นมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของผู้ผลิตหลักสามราย ได้แก่ Union of Comoros, Madagascar และ Mayotte
ระยะออกดอก---เป็นระยะตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด, ตอนกิ่ง, ปักชำ

กระดังงาสงขลา/Cananga odorata


ชื่อวิทยาศาสตร์---Cananga odorata var. fruticosa (Craib) J. Sinclair.(1955)
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms
---Basionym: Canangium fruticosum Craib.(1922)
---More.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2695746
ชื่อสามัญ---Ilang.-Ilang, Drawf ylang ylang,  Shrubby cananga.
ชื่ออื่น---กระดังงาสงขลา, กระดังงาเบา (ทั่วไป) ;[CHINESE: Xiao yi lan.];[RUSSIAN: Karlikovyi Ilang-Ilang.];[THAI: Kradang nga sonkhla, Kradang nga bao (General).].
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
EPPO Code---CANSS (Preferred name: Cananga sp.)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์---อินโดจีน- ประเทศไทย, มาเลเซีย อินโดนีเซีย,
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลมาจากภาษามาเลย์ “kenanga” ที่ใช้เรียกกระดังงา ; ชื่อสามัญ "Ilang-Ilang" ในภาษา ตากาล็อคแปลว่าความเป็นป่า (วิกิพีเดีย)
Cananga odorata var. fruticosa เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์กระดังงา (Annonaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย William Grant Craib (1882–1933) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย James Sinclair (1913–1968)นักพฤกษศาสตร์ชาวสกอตแลนด์ ในปีพ.ศ.2498


ที่อยู่อาศัย พบใน อินโดจีน- ประเทศไทย, มาเลเซีย อินโดนีเซีย
ลักษณะ กระดังงาสงขลาเป็นไม้พุ่มสูง1-2.5เมตร ทรงพุ่มแน่นทึบ แตกกิ่งมาก เปลือกสีเทาอมน้ำตาล และมีกลิ่นฉุน เนื้อไม้เปราะ ใบเดี่ยวเรียงสลับ ขนาดของใบกว้าง5-8ซม.ยาว12-14ซม.โคนใบมนปลายใบแหลม ใบบางสีเขียวอ่อน ดอกช่อออกเป็นกระจุกออกตามกิ่งตรงข้ามใบ กลีบรองดอกมี3กลีบสีเขียวสั้นๆ กลีบในเรียงสองชั้น ชั้นนอก5กลีบชั้นใน15กลีบปลายกลีบเรียวแหลม โคนกลีบด้านในแต้มสีน้ำตาล เกสรเพศผู้และเกสรเพศเมียติดอยู่ที่ฐานกลางดอก  ดอกอ่อนสีเขียวเมื่อบานเปลี่ยนเป็นสีเหลือง มีกลิ่นหอมแรง แต่หอมน้อยกว่ากระดังงาไทยแต่ดอกจะดกกว่าโดยปกติจะไม่ค่อยติดผล ถ้าติดผล ผลจะเป็นผลกลุ่ม มีผลย่อย 8-10 ผลรูปกลมรี กว้าง 1.2 ซม.ยาวประมาณ 1.5-1.8 ซม.เปลือกเรียบสีเขียว เมื่อแก่จัดสีเขียวอมเหลืองจนถึงม่วงดำ
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม--- เป็นต้นไม้ที่ต้องการแสงแดดจัดหรือร่มเงาบางส่วน ชอบดินที่มีอินทรียวัตถุมากๆ  ค่า pH ของดิน 5.6 - 6.0 (ที่เป็นกรด) 6.1 - 6.5 (มีกรดเล็กน้อย) ถ้าปลูกได้สมบูรณ์ดีจะไม่มีวันที่ดอกจะขาดต้นเลย


ใช้ประโยชน์---กระดังงาสงขลา [Cananga odorata Hook F & Thomson var. fruticosa (Craib) J. Sinclair]แสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงจากธรรมชาติสำหรับผลิตภัณฑ์สปาและเครื่องสำอางที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันหรือรักษาสัญญาณของริ้วรอยผิว
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---ตอนกิ่ง, เพาะเมล็ด


จำปูน/Anaxagorea Javanica

ชื่อวิทยาศาสตร์---Anaxagorea Javanica Blume.(1830)
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2636371
---Fissistigma fuscum (Craib) R.E.Fr.(1955)          
---Melodorum fuscum Craib.(1923)
---Mitrephora crassipetala Ridl.(1912)
ชื่อสามัญ---Twin-seed
ชื่ออื่น---จำปูน (กรุงเทพฯ, ภาคใต้) ;[INDIA: Girmo];[MALAYSIA: Kekapur, Sekobang kechil, Pali monyet (Peninsular); Bunga pompun, Mempisang, Bungasi, Pengasi, Pelir musang (Malay).];[THAI: Champuun (Bangkok, Peninsular).].
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
EPPO Code---AXGSS (Preferred name: Anaxagorea sp.)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-ไทย  มาเลเซีย สิงคโปร์ สุมาตรา ชวา บอร์เนียว อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์
นิรุกติศาสตร์ ---ชื่อสกุล 'Anaxagoras' = ปราชญ์ชาวกรีก; ชื่อสายพันธุ์ 'Javanica' จากละติน javanica = จากชวา
Anaxagorea Javanica เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์กระดังงา (Annonaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Ludwig von Blume (1789–1862) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน - เนเธอร์แลนด์ ในปี พ.ศ.2373


ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดตอนใต้ของฟิลิปปินส์ พบขึ้นกระจายในประเทศไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ สุมาตรา ชวาตะวันตกและบอร์เนียว เกิดขึ้นในป่าที่ลุ่ม, ระดับปฐมภูมิและทุติยภูมิ, สูงถึง 300 (—1100) เมตร ในประเทศไทยพบขึ้นในป่าดิบชื้นมักพบอยู่ในเทือกเขาบรรทัด ภาคใต้ของไทย สถานภาพเป็นพืชหายาก
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางไม่ผลัดใบ สูงประมาณ 10-15 เมตร เป็นไม้กิ่งก้านเกลี้ยงลำต้นเปลาตรง เปลือกเรียบสีเทาดำมีกลิ่นฉุน ลำต้นและกิ่งเหนียวมาก ใบเป็นรูปขอบขนานหรือรูปไข่กลับขนาด 10-22 (-29) ซม. x 3-12 ซม ดอกออกเป็นดอก เดี่ยวมักออกตามยอดหรือโคนก้านใบ ดอกสีขาวเป็นมันคล้ายกระเบื้องเคลือบ มี 3 กลีบลักษณะแข็ง ๆเมื่อบานเต็มที่ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางดอกประมาณ 2 ซม.มีกลิ่นหอมแรงและส่งกลิ่นหอมไกล เมื่ออกดอกจะหอมกรุ่นกลิ่นตลบในเวลากลางวันออกดอกตลอดปี มีดอกดกในช่วงฤดูฝน ดอกบานวันเดียวแล้วร่วง ต้นที่อยู่ในที่ร่มและชื้นพอเหมาะจะออกดอกดก ผลเป็นผลกลุ่ม มีผลย่อย 4-10 ผล เมื่อผลแก่แล้วเมล็ดจะแตกตัวกระเด็นไปได้ไกล
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการดินร่วนระบายน้ำดี น้ำปานกลาง แสงแดดปานกลางถึงแดดจัด
ใช้ประโยชน์--- พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้เป็นยาในท้องถิ่น
-ใช้เป็นยา ดอก ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ พืชทั้งหมดผสมกับ Desmos chinensis (สายหยุด) ใช้ในห้องอาบน้ำเพื่อฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด ยาต้มจากรากใช้เป็น ubat meroyan (ยาที่มอบให้กับผู้หญิงในสามวันหลังคลอด)
สำคัญ---จำปูนเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดพังงา
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด, ตอนกิ่ง
**ส่วนตัว เพราะความที่หอมมากใครก็อยากปลูก แต่จะปลูกให้งามค่อนข้างยาก ยิ่งให้ออกดอกดกอย่างใจแล้ว บางคนสิ้นหวังไปเลย เมื่อก่อนประมาณยี่สิบกว่าปีมาแล้ว (ประมาณปี2538) มีจำปูนขุดล้อมมาจากทางใต้ กอใหญ่ ๆนำมาขายในตลาดต้นไม้จตุจักร ขายกอละเป็นเรือนหมื่นหลายหมื่นก็มี ดอกติดมาเต็มต้น แต่ก็จะอยู่ได้ระยะหนึ่งเพราะไม่สามารถปรับสภาพให้ปริมาณแสงแดดและความชื้นและการระบายน้ำให้เหมาะสมได้ เสียดาย ถ้าท่านจะซื้อขอแนะนำให้ซื้อต้นเพาะเมล็ด ถึงจะเล็กหน่อยก็ไม่เป็นไรให้ปลูกอิงร่มไม้ใหญ่ไว้ **


จำปี/Michelia alba

ชื่อวิทยาศาสตร์---Magnolia x alba (DC.) Figlar.(2000)  
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms.See all https://powo.science.kew.org/taxon/urn:lsid:ipni.org:names:20011680-1#synonyms
---ฺBasionym: Michelia × alba DC.(1817)
---Michelia longifolia Blume.(1823)
---Sampacca × longifolia (Blume) Kuntze.(1891)
ชื่อสามัญ---White Champaka, White sandalwood, White jade orchid tree, Champak Tree, Hybrid champaca.
ชื่ออื่น---จำปี (ภาคกลาง); จุมปี, จุ๋มปี๋ (ภาคเหนือ) ;[CHINESE: Bai yu lan.];[INDONESIA: Kantil (Jawa), Cempaka Putih.];[MALAYSIA: Cempaka Gading, (Malay); Pecari Putih (Bahasa Indonesia).];[PHILIPPINES: Tsampakang-puti (Tag.).];[SANSKRIT: Champaka.];[TAIWAN: Yü lan hua];[THAI: Champi (Central), Chumpi (Northern).];[USA/HAWAII: Pak lan.];[VIETNAM: Ngọc lan trắng];[TRADE NAME/USA: Michelia alba, White fragrant himalayan champaca.].
ชื่อวงศ์---MAGNOLIACEAE
EPPO Code---MAGAL (Preferred name: Magnolia x alba.)  
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์---เอเชียตะวันออกเฉียงใต้- รวมทั้งอินเดีย และจีนตอนใต้
Magnolia x alba เป็นลูกผสมของ Magnolia champaca และ Magnolia montana เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์จำปา (Magnoliaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Augustin Pyrame de Candolle (1778-1841) นักพฤกษศาสตร์ชาวสวิสและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Richard B. Figlar (fl. 2000) นักพฤกษศาสตร์ชาวอเมริกัน ในปีพ.ศ.2543

 

ที่อยู่อาศัย เป็นไม้ดอกที่มี ต้นกำเนิด ลูกผสมที่ปลูกกันทั่วไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเขตร้อนของเอเชียตะวันออก อาจ มีถิ่นกำเนิดในจีนตอนใต้ หรือมาเลเซียและอินโดนีเซีย
ลักษณะ จำปีเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่อาจสูงได้ถึง10-20 เมตร หรือกว่านั้นหากปลูกมานานปี ทรงพุ่มแผ่กว้างแตกสาขาได้เป็นพุ่มใหญ่ ใบหนาทึบ ลำต้นเป็นสีน้ำตาลหรือน้ำตาลอ่อน บริเวณที่เปลือกของลำต้นและกิ่งแก่ จะแตกเป็นร่องถี่ ๆเล็ก ๆคล้ายวงร่างแหเป็นแนวยาวไปตามลำต้น กิ่งก้านเปราะหักง่าย ใบเป็นใบเดี่ยวออกเวียนไปตามกิ่ง รูปใบมนรีปลายใบแหลมขอบใบเรียบเกลี้ยงขนาดของใบกว้างประมาณ 7-8 ซม.ยาว 18-22 ซม.ดอกออกเป็นดอกเดี่ยวตามโคนก้านใบในส่วนบริเวณยอดของลำต้น ดอกซ้อนกัน 2 ชั้นมี 8-10 กลีบ ขนาดของกลีบดอกยาวประมาณ 5 ซม. ดอกสีขาวหรือเหลืองนวล เนื้อกลีบดอกค่อนข้างแข็ง หอมแรง และมีกลิ่นหอมจัดมากในเวลาเย็นจวนค่ำ เมื่อดอกโรยแล้วจะติดผล ผลเป็นกลุ่ม เมื่อแก่จะแห้งแตก ลักษณะคล้ายทรงไข่หรือทรงกลม บิดเบี้ยวเล็กน้อย ผลแก่มีสีแดง ด้านในมีเมล็ดเล็ก ๆ สีดำประมาณ 1-4 เมล็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ตำแหน่งแสงแดดจัด ไม่ชอบพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง ชอบที่จะได้รับน้ำบ่อยๆ แต่ในปริมาณที่ไม่มากในแต่ละครั้ง
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ดอก ผล บำรุงธาตุในร่างกาย ช่วยแก้คลื่นเหียน อาเจียน ดอกมีสรรพคุณเป็นยาช่วยบำรุงหัวใจ ช่วยบำรุงประสาท ช่วยบำรุงโลหิต บำรุงน้ำดี กลีบดอกมีน้ำมันหอมระเหย สามารถใช้ทาแก้อาการปวดศีรษะได้ ดอกตูมใช้สำหรับการรักษาอาการหลังการแท้งบุตร ใบใช้ต้มแก้หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ใช้ต้มแก้ต่อมลูกหมากอักเสบ ขับระดูขาวของสตรี น้ำที่สกัดจากใบมีฤทธิ์ช่วยระงับอาการไอ หอบได้ แต่ได้แค่เพียงชั่วคราวเท่านั้น
-ใช้เป็นไม้ประดับ ได้รับการปลูกเลี้ยงอย่างกว้างขวางว่าเป็นไม้ประดับในเอเชียโดยเฉพาะอย่างยิ่งเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สำหรับเป็นดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม
-ใช้อื่น ๆ เนื้อไม้นำมาใช้ทำเป็นเครื่องเรือนได้ ดอกใช้ทำอุบะร้อยมาลัย อบเสื้อผ้าให้มีกลอ่นหอม ใช้แต่งกลิ่นเครื่องสำอาง ใช้บูชาพระ
ระยะออกดอก---ตลอดปี แต่ออกมากช่วงเดือน สิงหาคม - พฤศจิกายน.     
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ทาบกิ่ง


จำปีสิรินธร/Magnolia sirindhorniae


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Magnolia sirindhorniae Noot. & Chalermglin.(2000)
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms.See all https://www.gbif.org/species/3153500
---Michelia sirindhorniae (Noot.&Chalermglin) N.H.Xia & X.H.Zhang.(2005)
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น ---จำปีสัก, จำปีสิรินธร (ทั่วไป) ; [THAI: Champi sak, Champi sirinthon (General).].
ชื่อวงศ์--- MAGNOLIACEAE
EPPO Code---MAGSS (Preferred name: Magnolia sp.)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พืชเฉพาะถิ่น ประเทศไทย
Magnolia sirindhorniae เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์จำปา (Magnoliaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Hans Peter Nooteboom (born 1934) นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์ และ Dr.Piya Chalermglin (also spelt Piya Chalermklin; fl. 2000) นักพฤกษศาสตร์ชาวไทย ในปีพ.ศ.2543


ที่อยู่อาศัย เป็นพันธุ์ไม้ใหม่เฉพาะถิ่นที่มีอยู่แห่งเดียวในโลกค้นพบโดย ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น นักวิชาการ 10 สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย พบขึ้นแช่น้ำอยู่ในป่าพรุน้ำจืดในภาคกลางที่ซับจำปา อำเภอท่าหลวงจังหวัดลพบุรี ในปีพ.ศ.2542
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นสูง 20-25 เมตร ลำต้นใหญ่เปลาตรง ต้นแก่เปลือกแตกเป็นร่องตามยาว มีกลิ่นฉุนเฉพาะตัว เนื้อไม้และกิ่งเหนียว พบว่ามีเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้นที่ระดับอก 50-200 ซม.กิ่งอ่อนสีเขียวอมน้ำตาล กิ่งที่อยู่ในระดับสูงมีเปลือกสีขาว มีช่องอากาศเป็นจุด หรือขีดนูนกระจายชัดเจนใบรูปรีปลายมนโคนใบสอบ ขอบใบเรียบ ดอกสีขาวนวลออกเดี่ยวตั้งขึ้นตามซอกใบ กลีบดอกมี 12-15 กลีบ เรียงเป็นชั้นๆละ3กลีบ ผลเป็นผลกลุ่มรูปกลม มีผลย่อย 15-25 ผล เมล็ดสีแดงเข้ม  
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ลักษณะ เด่นที่แตกต่างจากชนิดอื่นคือขึ้นแช่น้ำและสามารถเจริญเติบโตอยู่ได้ในป่าพรุน้ำจืดปกติจำปี จำปาทุกชนิดทั่วโลกจะขึ้นบนพื้นที่ดอน หรือบนภูเขาหรือตามพื้นดินที่มีการระบายน้ำดี
ใช้ประโยชน์----ใช้ปลูกประดับ
ระยะออกดอก----มิถุนายน-กรกฏาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด


จำปา/Magnolia champaca


ชื่อวิทยาศาสตร์---Magnolia champaca (L.) Baill. ex Pierre.(1880)
ชื่อพ้อง---Has 14 Synonyms
---Basionym: Michelia champaca L.(1753)
---Champaca michelia Noronha.(1790)
---More.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-117504
ชื่อสามัญ--Champaca, Champak, Orange chempaka, Golden champa, Sonchampa, Joy perfume tree, Yellow jade orchid tree, Fragrant Himalayan champaca.
ชื่ออื่น---จำปา (ทั่วไป); จำปากอ (มาเลย์-ภาคใต้); จำปาเขา (ตรัง); จำปาทอง (นครศรีธรรมราช); จำปาป่า (สุราษฎร์ธานี) ;[ASSAMESE: Tita-sopa.];[BENGALI: Champa.];[CHINESE: Huáng lán.];[FRENCH: Champac.];[HINDI: Champa.];[INDIA: Champakam, Shenbagam.];[INDONESIA: Cempaka.];[KANNADA: Sampige.];[MARATHI: Son Champa.];[PHILIPPINES: Tsampaka, Sampaka or sampaga.];[PORTUGUESE: Magnolia-amarela.];[SWEDISH: Parfymmichelia.];[TAMIL: Sambagan.];[TELUGU: Champangi.];[THAI: Champa (General); Cham-pa-ko (Malay-Peninsular); Champa khao (Trang); Champa thong (Nakhon Si Thammarat); Champa pa (Surat Thani).].
ชื่อวงศ์---MAGNOLIACEAE
EPPO Code---MIACH (Preferred name: Magnolia champaca.)
ถิ่นกำเนิด---ประเทศอินเดีย
เขตการกระจายพันธุ์---ทิเบต ยูนนาน อินเดีย, บังคลาเทศ,  เนปาล พม่า, ไทย, เวียดนาม, อินโดนีเซีย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสปีชีส์ 'champaca' มาจากคำสันสกฤต campaka
Magnolia champaca เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์จำปา (Magnoliaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Linnaeus (1707–1778) นักชีววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดนและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Henri Ernest Baillon (1827-1895)นักพฤกษศาสตร์และแพทย์ชาวฝรั่งเศส จากอดีต Jean Baptiste Louis Pierre (1833-1905) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ในปี พ.ศ.2423
2 Accepted Infraspecifics
-Magnolia (Michelia) champaca var. champaca---Huang lan (yuan bian zhong) สูงถึง 30 เมตร บันทึกไว้ในจีน
-Magnolia (Michelia) champaca var. pubinervia (Blume) Figlar---Mao ye mai huang lan สูงถึง 50 เมตรหรือสูงกว่านั้น บันทึกไว้ในจีน


ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดใน เอเชียใต้, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ - อินโดจีนและทางตอนใต้ของประเทศจีน กระจัดกระจายในที่ลุ่มปฐมภูมิถึงป่าดิบเขา เป็นพืชในเขตร้อนชื้นและเขตร้อน สามารถปลูกได้ในเขตอบอุ่น พบที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล 200–1,600 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ สูง 10-30 เมตร หรือกว่านั้น เส้นผ่านศูนย์กลาง 80 - 120 ซม เรือนยอดรูปทรงเจดีย์ แคบและสมมาตร เปลือกลำต้นเป็นสีน้ำตาลอ่อน ผิวเรียบ เปลือกชั้นในสีครีมจะเปลี่ยนเป็นสีเข้มเมื่อมีแผลตัด เนื้อไม้มียาง ตามลำต้นมีเส้นเป็นรอยควั่นอยู่เป็นข้อๆมองเห็นชัด ตลอดลำต้นและกิ่งมีตุ่มละเอียดเล็กๆเป็นรอยประทั่วไป ใบรูปไข่แคบค่อยๆสอบเข้าที่ปลาย ขนาดของใบยาว10-20ซม.กว้าง4-9ซม. ใบอ่อนมีขนนุ่มปกคลุม ดอกจำปาเป็นดอกเดี่ยวออกตรงซอกใบสีส้มเหลือง ขนาดดอก4-5ซม. มีกลีบแคบๆ8-12กลีบ ผลเป็นเครือรวมประกอบด้วยผลย่อยรูปร่างกลม เปลือกเขียวมีประจุดขาวเมื่อแก่จะแตกด้านเดียว เมล็ดสีแสดและเป็นสีน้ำตาลแก่ ดอกบานวันเดียวโรย เริ่มส่งกลิ่นหอมตั้งแต่พลบค่ำ จนถึงกลางวัน
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องมีตำแหน่งที่มีแดดจัดในดินที่ชื้น แต่มีการระบายน้ำได้ดี ดินลึกอุดมสมบูรณ์ดินร่วนปนทราย ต้องการ pH ในช่วง 4.5 - 5.5 ทนได้ 4 - 6 ไม่ชอบดินเหนียวจัดหรือดินท้องนา
ใช้ประโยชน์--- ต้นไม้มีประโยชน์หลากหลายถูกเก็บเกี่ยวในท้องถิ่นเพื่อเป็นแหล่งอาหารยารักษาโรคและสินค้าโภคภัณฑ์หลากหลายชนิด มันมีค่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับน้ำมันหอมระเหยและเนื้อไม้
-ใช้กินได้ ผลกินได้ ใช้เปลือกที่มีกลิ่นหอมและขมขื่นในการเจือปนกับอบเชยใช้ปรุงแต่งกลิ่นรส
-ใช้เป็นยา เปลือกไม้ ใช้เป็นยาแก้ไข้ ยาต้มเปลือกและใบใช้หลังคลอด ดอกใช้ในการรักษาโรคเรื้อน ใช้ใบไม้เป็นยารักษาอาการจุกเสียด เมล็ดใช้รักษาผิวหนังที่มีรอยแตก น้ำมันไขมันที่สกัดจากเมล็ดแสดงฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย
-ใช้เป็นไม้ประดับ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไปอย่างแพร่หลายทั่วไปในเขตร้อน เพราะดอกสวยมีกลิ่นหอม ต้นไม้ยังใช้ในโครงการปลูกป่าด้วย
-ใช้อื่น ๆ แก่นไม้เป็นสีน้ำตาลมะกอกเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม แก่นไม้มีความแข็งแรงทนทาน การใช้งานง่ายในการขัดมันให้เงา ใช้ในงานไม้ละเอียดทำเฟอร์นิเจอร์ งานแกะสลักงานกลึง นิยมใช้ทำโลงไม้จำปา ในธรรมชาติมีจำนวนลดลงเนื่องจากมีการตัดเพื่อเอาไม้คุณภาพสูงไปใช้  ดอกไม้ให้น้ำมันหอมระเหยที่รู้จักกันในชื่อน้ำมันจำปา น้ำมันหอมระเหยอีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่าน้ำมันใบมิเชเลียสกัดจากใบ
ความเชื่อ/พิธีกรรม---ในอินเดียอุปมาให้ต้นไม้ชนิดนี้เป็นพระลักษมี เทพธิดาแห่งความมั่งคั่ง เพิ่มความมั่งคั่งให้กับครอบครัว ดอกจำปานำมาใช้มากในพิธีทางศาสนา
ภัยคุกคาม--เนื่องจากสายพันธุ์นี้ถูกคุกคามจากความเสื่อมโทรมของแหล่งที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการแพร่กระจายและการเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ภัยคุกคามจึงไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประชากรทั้งหมด ถูกจัดวางไว้ใน IUCN Red List ประเภท 'ความกังวลน้อยที่สุด'
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species.(2014)
ระยะออกดอก/ติดผล--กุมภาพันธ์ - สิงหาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ดนำไปปลูก หรือด้วยวิธีตอน หรือสกัดไหลจากรากนำไปปลูกได้ ปัจจุบันนิยมใช้เป็นต้นตอสำหรับทาบกิ่งพืชชนิดอื่นในวงศ์เดียวกัน ต้นไม้ขยายพันธุ์จากเมล็ดใช้เวลา 8 - 10 ปีในการออกดอก ในขณะที่ต้นไม้ขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศจะออกดอกใน 2 - 3 ปี
**ปัจจุบันมีการคัดเลือกพันธุ์ที่ออกดอกได้ตลอดปี ดอกดก ขนาดใหญ่มีสีเข้ม ที่เรียกกันว่า จำปาทอง (ภาพขวา)**


จำปาเทศ/Pterospermum littorale Craib var.littorale

ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Pterospermum littorale Craib.(1912)
ชื่อพ้อง---Nosynonyms are record for this name
---See all The Plant List http://www.theplantlist.com/tpl1.1/record/kew-2551735
ชื่อสามัญ---None (Not recorded).
ชื่ออื่น ---กะหนาย, ยวนปลา (ภาคใต้); ขนาน (ชลบุรี); จำปาเทศ, จำปีแขก (ภาคกลาง); หำอาว (หนองคาย) ; [THAI: Kanai, Yuan pla (Peninsular); Khanan (Chon Buri); Champa thet, Champi khaek (Central); Ham ao (Nong Khai)
ชื่อวงศ์ --- STERCULIACEAE
EPPO Code---PUFSS (Preferred name: Pterospermum sp.)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล 'Pterospermum' มาจากภาษากรีก “pteron” = ปีก และ “sperma” = เมล็ด หมายถึงเมล็ดมีปีก
Pterospermum littorale เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์สำโรง (Sterculiaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย William Grant Craib (1882–1933) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ ในปีพ.ศ.2455


ที่อยู่อาศัย พบทั่วไปทุกภาคของไทย ขึ้นตามชายป่าดงดิบ ป่ารุ่นสองและป่าเบญจพรรณ ที่ระดับความสูง 100-1,000 เมตร เป็นพรรณไม้ถิ่นเดียวของไทย พบครั้งแรกที่ ที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี โดยหมอคาร์ (A.F.G.Kerr) แต่มีการกระจายขึ้นอยู่ในแต่ละภาคทั่วประเทศ สถานภาพยังพอหาได้ในถิ่นกำเนิด ต้นที่อยู่ในถิ่นกำเนิดในธรรมชาติใบมีรูปทรงเปลี่ยนแปลงได้ตามอายุของต้น หรือกิ่ง เมื่อต้นมีอายุมากขึ้นใบจะมีขนาดเล็กลงและขอบใบจักเว้าตื้น
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้น สูงประมาณ 5-15 เมตร เปลือกต้นแตกเป็นร่อง แตกกิ่งยาวและห้อยลู่ กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลปกคลุมทั่วไป ใบเดี่ยวเรียงสลับ ระนาบเดียวกันรูปขอบขนานปลายใบแหลม โคนใบรูปหัวใจขอบใบเว้าไม่สม่ำเสมอ แผ่นใบด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างสีขาวออกเหลืองมีขนละเอียดสีเทาหนาแน่น ดอกสีขาวออกเป็นดอกเดี่ยวที่ซอกใบใกล้ปลายยอดขนาดดอก 5-8 ซม.มีกลิ่นหอม บาน 1-2 วันแล้วโรย กลีบเลี้ยงมี5กลีบ เป็นแผ่นหนาแข็งสีเขียวอมเหลือง ด้านในมีขนคล้ายกำมะหยี่สีขาว ด้านนอกมีขนสีน้ำตาล กลีบดอกมี 5 กลีบ บาง เรียงเวียนซ้าย ผลแห้งแตกคล้ายสาแหรก เปลือกผลแข็งมีพู 5 พู มีเมล็ดจำนวนมาก รูปไข่หรือรูปรีแบน ด้านบนมีปีกยาวบางใสสีน้ำตาล
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เป็นพรรณไม้ที่มีการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันของป่าดิบชื้น และป่าดิบแล้ง ต้องการแสงแดดเต็มวัน ดินร่วนชื้นสม่ำเสมอทนแล้งได้ดี


ใช้ประโยชน์----ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ ตามสวนสาธารณะ และตามสวนทั่วไปเพราะให้ร่มเงาได้ดี มีดอกสวยงามกลิ่นหอม
ระยะออกดอก/ติดผล---กันยายน-ธันวาคม/พฤศจิกายน-มีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ดตอนกิ่ง ต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ดจะมีพุ่มสวยงามกว่า ต้นที่ได้จากกิ่งตอน

จำปาแดง/Magnolia x soulangiana


ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Magnolia x soulangiana Soul.-Bod.(1826)
ชื่อพ้อง---Has 14 Synonyms
---Magnolia × brozzonii Millais.(1927)
---Magnolia × lenneana (Lem) Koehne.(1893)
---Magnolia × lennei Van Houtte.(1867)
---More.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-117840
ชื่อสามัญ---Saucer Magnolia, Chinese magnolia, Tulip Magnolia.
ชื่ออื่น ---จำปาแดง, จำปีแดง, แมกโนเลีย, [Thai: Champar daeng, Champi daeng, Mag-no-lia]
ชื่อวงศ์ --- MAGNOLIACEAE
ถิ่นกำเนิด--ทวีแยุโรป
เขตกระจายพันธุ์---ยุโรป อเมริกา
นิรุกติศาสตร์---ชื่อ 'soulangiana' เสนอโดยสมาชิกของSociété Linnéenne de Parisและจัดพิมพ์โดย Arsène Thiébaud de Berneaud
-ชื่อสามัญ "Saucer Magnolia" เป็นชื่อสามัญที่มักจะใช้ค่อนข้างหลวม ในขณะที่ในทางเทคนิคหมายถึง M. x soulangiana แต่ก็มักจะใช้เช่นกันเพื่ออ้างถึงต้นไม้ที่คล้ายกันในสกุล Magnolia ที่มีดอกไม้ขนาดใหญ่
Magnolia x soulangiana เป็นไม้ดอกไฮบริด ในครอบครัววงศ์จำปา (Magnoliaceae) สกุล Magnolia เกิดจากการผสมข้ามระหว่าง Magnolia denunata และ Magnoliia liliiflora การแต่งตั้งไฮบริดได้รับเกียรติจาก Chevalier Etienne Soulange-Bodin (1774-1846) ผู้อำนวยการสถาบันราชบัณฑิตยสถานแห่งฝรั่งเศส ในปี พ.ศ.2369 ที่เมืองฟรอนท์ใกล้กรุงปารีส
ลักษณะ เป็นไม้ ต้นขนาดเล็กผลัดใบ สูง 2-6 เมตร (บางครั้งสามารถผลิตหลายลำต้น) แตกกิ่งมาก เปลือกต้นนิ่มและมีกลิ่นฉุน ผิวใบด้านล่างสากคาย ดอกตูมมีใบเกล็ดหุ้มดอก 2 กลีบ มีขนสีทองปกคลุมแตะละกลีบหนาแน่น ดอกบานกลีบดอกด้านนอกสีแดงอมม่วงด้านในสีขาว เรียงซ้อนกันอยู่ 3 ชั้นๆ ละ 3 กลีบ ดอกมีขนาดใหญ่ เมื่อบานเต็มที่จะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5-7 ซม ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ในตอนเช้า
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งในที่ที่มีแสงแดดจัดอากาศแบบหนาวเย็น ชอบดินที่ชื้นและลึก ดินที่อุดมสมบูรณ์และมีการระบายน้ำที่ดีชุ่มชื้นสม่ำเสมอ ค่า pH ของดิน 4.5-6.0 มีชื่อเสียงในด้านความง่ายในการเพาะปลูกทนต่อดินหลากหลายชนิด และมีความทนทานต่อลมและดินอัลคาไลน์
-ใช้ประโยชน์ ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ ดอกไม้ที่สวยงามทำให้เป็นที่ชื่นชอบใช้ปลูกในสวน สามารถปลูกเดี่ยวหรือเป็นแถวทั้งในสวนสาธารณะและภูมิทัศน์ และสามารถนำมาปลูกเป็นไม้กระถางให้ออกดอกและตัดแต่งทรงพุ่มทำไม้แคระหรือบอนไซได้
-เป็นหนึ่งในแมกโนเลียที่ใช้กันมากที่สุดในพืชสวนที่ปลูกกันอย่างแพร่หลายในเกาะอังกฤษโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคใต้ของอังกฤษ ; และในสหรัฐอเมริกาโดยเฉพาะชายฝั่งตะวันออกและตะวันตก
-เป็นแมกโนเลียที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในวันนี้ด้วยพันธุ์ลูกผสมจำนวนมาก ที่มีอยู่ในการค้าในขณะนี้ มีดอกไม้ในเฉดสีขาว ชมพูกุหลาบ ม่วง และม่วงเบอร์กันดี ตัวอย่าง สายพันธุ์ที่นิยม ของพืชชนิดนี้คือ
---'Alexandrina'หรือที่เรียกว่า "Alexander's Magnolia"(ต้นสูง 3-5 เมตร ดอกสีชมพู)
---'Bronzzonii' (ต้นสูง 7-10 เมตร ดอกสีขาว)-ได้รับรางวัลGarden MeritจากRoyal Horticultural Society
ระยะออกดอก---ทยอยออกดอกตลอดปีเป็นช่วงๆโดยเฉพาะช่วงเดือนมกราคม-เดือนกุมภาพันธ์ จะมีดอกบานเต็มต้น
ขยายพันธุ์---ตอนกิ่ง ทาบกิ่ง

ดีหมี/ Cleidion spiciflorum

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Acalypha spiciflora Burm.f.(1768)  
ชื่อพ้อง---Has 4 synonyms
---Cleidion spiciflorum (Burm.f.) Merr.(1917)
---More.See all https://powo.science.kew.org/taxon/urn:lsid:ipni.org:names:337831-1#synonyms
ชื่อสามัญ--- None (Not recorded)
ชื่ออื่น---เซยกะชู้ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน); กาไล,กำไล (สุราษฎร์ธานี); กาดาวกระจาย (ประจวบคีรีขันธ์); คัดไล (ระนอง); จ๊ามะไฟ, มะดีหมี (ภาคเหนือ); ดินหมี, ดีหมี (ลำปาง) ;[CHINESE: Bang bing hua, San tai hua.];[MALAYALAM: Yellari.];[NEPALI: Hara-bepari, Bepari];[PHILIPPINES: Saligao, Tayokan, Agipos, Kayugkog, Malagasaba (Tag.); Hantatampsi (C. Bis.); Malatuba (Bik.); Lapo-lapo (Ilk.).];[SINHALESE: Okuru.];[THAI: Soei-ka-chu (Karen-Mae Hong Son); Kalai, kamlai (Surat Thani); Ka dao krachai (Prachuap Khiri Khan).]; Khat lai (Ranong); Cha ma fai, Ma di mi (Northern); Din mi, Di mi (Lampang).];[VIETNAMESE: Phân loại khoa học, Mo chim, Com gao.].
ชื่อวงศ์ --- EUPHORBIACEAE
EPPO Code---ACCSS (Preferred name: Acalypha sp.)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย ศรีลังกา มาลายา นิวกินี
Acalypha spiciflora เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ยางพารา (Euphorbiaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Nicolaas Laurens Burman (1733–1793) นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์ ในปีพ.ศ.2311
1 Accepted Infraspecifics;-
Acalypha spiciflora var. menavody Leandri, 1942


ที่อยู่อาศัย เกิดขึ้นในอินเดียและศรีลังกาผ่านมลายาถึงนิวกินี เติบโตในหุบเขาในป่าดิบชื้นหรือป่ามรสุมและพบทั่วไปในป่าชั้นล่างมักจะใกล้บริเวณธารน้ำ ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเล 400-800 (-1400) เมตร ในประเทศไทยพบได้มากทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กไม่ผลัดใบสูง 4-10 เมตร เรือนยอดทึบเปลือกต้นสีน้ำตาลเทา ใบเดี่ยวขนาดกว้าง 3.5-8 ซม.ยาว10-25 ซม.รูปใบหอก ปลายใบเรียวแหลม โคนใบแหลม ขอบใบมีซี่ตื้นคมห่างๆ แผ่นใบหนาเรียบเป็นมันและเป็นสีเขียวเข้ม หลังใบเป็นสีอ่อน ที่ซอกของเส้นใบด้านท้องใบจะมีต่อมกระจัดกระจาย ก้านใบยาวประมาณ 3-7 ดอก ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียแยกกันคนละต้น (Dioecious) หรือดอกแยกเพศอยู่ในต้นเดียวกัน (Monoecious) ออกดอกตามซอกใบ ดอกเพศผู้ออกดอกเป็นช่อกระจะเชิงลด ช่อดอกยาวประมาณ 8-21 ซม. มีกลีบเลี้ยง 3 กลีบ ดอกมีเกสรเพศผู้ ผลสีเขียวค่อนข้างกลม มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2-3.5 ซม.มีพู 2 พู ชัดเจนน้อยที่จะมี 3 พู ผิวนอกเหนียว เนื้อชั้นในบางสีน้ำตาล แยกได้ 2 ซีก เมล็ดกลมเกลี้ยง เส้นผ่านศูนย์กลาง 1.2 มม.สีน้ำตาลเข้ม มีจุดสีน้ำตาลอ่อน
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบอากาศค่อนข้างชื้นและมีแสงแดดส่องรำไร
ใช้ประโยชน์ --ใช้กินได้ ใบสดลวกกินกับเมี่ยงได้
-ใช้เป็นยา ส่วนที่ใช้ เปลือกไม้ เมล็ด ใบ -ตำรายาไทยใช้แก่นต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้  หรือจะใช้ทั้ง 5 ส่วน (ราก, ต้น, ใบ, ดอก, ผล) นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้ตัวร้อน ช่วยดับพิษไข้ก็ได้ รากใช้ต้มกับน้ำดื่มแก้ลมพิษในกระดูก ชาวเขาเผ่ากระเหรี่ยงจะใช้ราก ต้น หรือใบ นำมาต้มกับน้ำดื่มและอาบเป็นยาแก้ไข้ รักษาไข้มาลาเรีย -ในหมู่เกาะโซโลมอน ยาต้มเปลือกใช้สำหรับอาบน้ำเด็กที่เป็นโรคหิด
รู้จักอันตราย---ใบต้มมีพิษ นำมาใช้เป็นยาต้องระวังมาก สตรีมีครรภ์แท้งบุตรได้
ระยะออกดอก/ติดผล--- พฤศจิกายน - เมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ขางปอยน้ำ/ Alchornea rugosa

ชื่อวิทยาศาสตร์--- Alchornea rugosa (Lour.) Müll. Arg.(1865)
ชื่อพ้อง---Has 8 Synonyms.
---Basionym: Cladodes rugosa Lour.(1790)
---Adelia glandulosa Blanco.(1837)
---Alchornea hainanensis Pax & K.Hoffm.(1914)
---More.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-5835
ชื่อสามัญ---Alchorn Tree
ชื่ออื่น---เนียมกาง, ขางต้นเดียว (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ); เปล้าน้ำ, กระบือต้น, ขางปอย (ภาคเหนือ); ก้ามปู, ดับยาง, ลับยาง (ภาคตะวันออก); ขางปอยน้ำ (ภาคกลาง); ซ่าหมากไฟ (เลย); สะไบบาง (ภาคตะวันออกเฉียงใต้);[CHINESE: Yǔ mài shān má gān];[MALAYSIA: Julong jantan, Akar serimbong, Rabu kumbang (Peninsular).];[INDONESIA: Kedung leutik, Ki bewok (Sundanese); Drejeg (Javanese); Mentulan, Meranak, Ki sengat.];[PHILIPPINES: Aguioi (Tagalog).];[THAI: Niam kang, Khang ton diao (Northeastern); Plao nam, Krabue ton, Khang poi (Northern); Kam pu, Dap yang, Lap yang (Eastern); Khang poi nam (Central); Sa mak fai (Loei); Sabai bang (Southeastern).];[VIETNAM: Bọ nẹt, Sóc dại, Đom đóm.].
ชื่อวงศ์--- EUPHORBIACEAE
EPPO Code---AHQSS (Preferred name: Alchornea sp.)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-พม่า จีนตอนใต้ ไทย อินโดจีน เมลเซีย ออสเตรเลีย
Alchornea rugosa เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ยางพารา (Euphorbiaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Joao de Loureiro (1717–1791) นักพฤกษศาสตร์ชาวโปรตุเกสและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Johannes Muller Argoviensis (1828-1896) นักพฤกษศาสตร์ชาวสวิส ในปีพ.ศ.2408


ที่อยู่อาศัย ขึ้นกระจายอยู่ใน จีน อัสสัม พม่า ไทย เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ นิวกีนี ทางตอนเหนือของออสเตรเลียและหมู่เกาะบิสมาร์ก ที่อยู่อาศัยในป่าทุติยภูมิและป่าเสื่อมโทรม ทุ่งหญ้าบ่อยครั้งในสถานที่เปียกชื้นเช่นหนองน้ำหรือตามทางน้ำ เป็นพืชเขตร้อนชื้นซึ่งมักพบได้ในระดับความสูง 1,200 เมตรบางครั้งสูงถึง 2,800 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูงได้ประมาณ 1-6 เมตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางสูงสุด 15 ซม.ยอดอ่อนมีขนเมื่อขยี้มีกลิ่นเหม็นเขียว ใบเดี่ยว 6.5-14 x 3-6.5 ซม.เรียงสลับ เส้นใบยกขึ้นบนผิวใบด้านบน ดอกเป็นดอกช่อแยกเพศ (Monoecious) ดอกเพศผู้มีหนามแหลมและแตกกิ่งยาวประมาณ 10-20 ซม.หรือมากกว่า ดอกเพศเมีย ดอกแหลมหรือช่อดอกยาวประมาณ 10-15 ซม. ผลแคปซูลมี ๓ พู ขนาด 7-8 x 9-10 มม เมล็ดรูปรีแบน สีน้ำตาลเป็นมันขนาด 6 x 4-5 มม.
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---พบได้ในดินหลากหลายชนิดในป่ามักจะอยู่บนหรือใกล้กับหินปูนส่วนหนึ่ง ดินเหนียว ดินลึก
ใช้ประโยชน์--- บางครั้งต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเป็นแหล่งอาหารและยาในท้องถิ่น
-ใช้กินได้ ใบปรุงและกินเป็นผัก
-ใช้เป็นยา น้ำต้มรากและใบดื่มเป็นยาลดไข้และแก้ไข้มาลาเรีย เมล็ด เป็นยาถ่าย
-ใช้อื่น ๆ ใบใช้มวนบุหรี่ มวนยาเส้น ไม้ใช้เป็นเชื้อเพลิง
ภัยคุกคาม---เนื่องจากสายพันธุ์นี้ถูกคุกคามจากความเสื่อมโทรมของแหล่งที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการแพร่กระจายและการเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ภัยคุกคามจึงไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประชากรทั้งหมด ถูกจัดวางไว้ใน IUCN Red List ประเภท 'ความกังวลน้อยที่สุด'
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species.(2020)
ขยายพันธุ์---เมล็ด

มะเดื่อปล้อง/ Ficus hispida

ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Ficus hispida L.f.(1782)
ชื่อพ้อง---Has 35 Synonyms.
---Covellia assamica Miq.(1848)
---Gonosuke hispida (L.f.) Raf.(1838)
---More.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2810756
ชื่อสามัญ---Hairy Fig, Devil Fig, Rough-leaved Fig, Rough-leaf stem fig, Opposite-leaved Fig-tree.
ชื่ออื่น --- เดื่อปล้อง (นครศรีธรรมราช, สระบุรี, ภาคเหนือ); เดื่อป่อง (กรุงเทพฯ); เดื่อสาย (เชียงใหม่); ตะเออน่า (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน); มะเดื่อปล้อง (ภาคกลาง); เอาแหน่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน); ฮะกอสะนียา (มาเลย์-นราธิวาส) ;[ARABIC: Tinebarri.];[ASSAMESE: Jongiya-dimoru];[AYURVEDA: Kakodumbara, Kakodumbur, Malayu, Malpu Phalgu.];[BENGALI: Kakdumul, Kathdurnul, Kakadumbar, Dumar, Kako-dumar.];[CHINESE: Dui ye rong];[GERMAN: Fluss-Feige.];[HINDI: Phalgu, Kagsha, Gobla, Katguleriya];[INDONESIA: Luwing, Leluwing (Java); Bisoro (Sunda)];[KANNADA: Kada Atthi,Kad-atthi,Paare Mara.];[MALAYALAM: Erumanakku, Parakan, Perimteragam, Peyatti];[MALAYSIA: Ara Bumbong, Ara Sungai, Ara Senigai, Ara Lempong, Seniah, Seniyah, Senil];[MARATHI: Kala Umbar, Bokeda, Dhed Umbar, Karavati, Bokheda, Bokhada.];[NEPALI: Kothaya-dumari];[PAKISTAN: Dagurin, Katgularia, Daduri.];[PORTUGUESE: Figueira-de-folhas-opostas.];[SANSKRIT: Phalgu, Phanika, Kakodumbarika, Malayuhu];[SIDTHA/TAMIL: Peyathi.];[TAMIL: Chona-atthi, Pei-atthi, Peyatti,Paeiathi];[TELUGU: Vetti-athi, Bedama-midi.];[THAI: Duea plong (Northern, Nakhon Si Thammarat, Saraburi); Duea pong (Bangkok); Duea sai (Chiang Mai); Ao-nae, Ta-oe-na (Karen-Mae Hong Son); Ma duea plong (Central); Ha-ko-sa-ni-ya (Malay-Narathiwat).];[UNANI: Anjir Dashti, Kathgular.].
ชื่อวงศ์---MORACEAE
EPPO Code---FIUHS (Preferred name: Ficus hispida.)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ศรีลังกา อินเดีย กัมพูชา ไทย ลาว เวียตนาม จีนตอนใต้ คาบสมุทรมาเลย์ สุมาตรา ชวา สุลาวาสี หมู่เกาะซุนดาน้อย ปาปัวนิวกินี ออสเตรเลีย- รัฐควีนส์แลนด์
Ficus hispida เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์มะเดื่อ (Moraceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carolus Linnaeus the Younger (1741–1783) นักธรรมชาติวิทยาชาวสวีเดนลูกชายของ Carl Linnaeus ในปีพ.ศ.2325

  

ที่อยู่อาศัย พบตลอดช่วงเทือกเขาหิมาลัยด้านนอกจาก Chenab ทางตะวันออกไปจนถึงเบงกอลภาคกลางและภาคใต้ของอินเดีย หมู่เกาะอันดามัน ศรีลังกา ยังพบในภูฏาน เนปาล จีน อินโดจีน รัฐควีนส์แลนด์ในออสเตรเลีย ตามลำธารที่ราบที่ระดับความสูง 700-1500 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ต้นขนาดเล็กสูง 3-5 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางสูงถึง 25 ซม.เปลือกต้นสีเทา ต้นและกิ่งมีลักษณะเป็นข้อปล้องชัดเจน ทุกส่วนมีน้ำยางขาว ใบเดี่ยวเรียงสลับ ปลายใบแหลมโคนใบมน ผิวใบสาก กว้าง5-13 ซม.ยาว11-28 ซม. ขอบใบมีซี่หยักละเอียด โดยเฉพาะครึ่งปลายบน ดอกออกเป็นช่อตามกิ่งและลำต้น บางทีพบออกตามโคนต้น ผลกลมแป้นรูปลูกข่างสีเขียวออกเหลืองมีจุดสีซีดกว่า ขนาด 2.5-4 ซม.ผลแก่สีเหลือง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบแสงแดดจัดขึ้นได้ดีในที่ค่อนข้างชื้น
ใช้ประโยชน์--- บางครั้งต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้เป็นอาหารและยา
-ใช้กินได้  ช่อดอกกินเป็นผักสด  ผล - ดิบหรือสุก ผลอ่อน สีเขียวสุกปรุงเป็นผัก ในขณะที่ผล สุกจกินสด
-ใช้เป็นยา ส่วนที่ใช้: เปลือกผลไม้ใบไม้ราก F. hispida ใช้กันอย่างแพร่หลายในยาแผนโบราณและมีผลทางเภสัชวิทยาหลายอย่างที่สามารถรองรับการใช้งานแบบดั้งเดิม เป็นยาแผนโบราณที่ใช้ในในอินเดีย จีน ศรีลังกา ออสเตรเลียและพม่าในการรักษาโรคท้องร่วง, แผลในกระเพาะอาหาร, โรคโลหิตจาง, โรคเบาหวาน, การอักเสบและมะเร็ง-น้ำผลไม้ รากใช้ในการรักษาไข้ เปลือกนั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระแก้อารมณ์แปรปรวนและใช้เป็นยาชูกำลัง น้ำผลไม้ ใช้ในการรักษาปัญหาตับ
-ใช้อื่น ๆ เส้นใยที่ได้จากเปลือกชั้นในนั้นใช้สำหรับทำเชือก สายระระโยงระยาง
รู้จักอันตราย--- ผลไม้ มีจำนวนมากและทำให้เกิดการระคายเคืองในลำไส้ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้
ภัยคุกคาม--เนื่องจากสายพันธุ์นี้ถูกคุกคามจากความเสื่อมโทรมของแหล่งที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการแพร่กระจายและการเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ภัยคุกคามจึงไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประชากรทั้งหมด ถูกจัดวางไว้ใน IUCN Red List ประเภท 'ความกังวลน้อยที่สุด'
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species.(2019)
ระยะออกดอก/ติดผล---มกราคม-มีนาคม/เเมษายน-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ

มะกล่ำตาไก่/Adenanthera microsperma

ชื่อวิทยาศาสตร์--- Adenanthera microsperma Teijsm. & Binn.(1864)
ชื่อพ้อง--- Has 2 Synonyms.See all https://powo.science.kew.org/taxon/urn:lsid:ipni.org:names:472162-1#synonyms
---Adenanthera pavonina var. microsperma (Teijsm. & Binn.) I.C.Nielsen.(1980)
---Adenanthera tamarindifolia Pierre.(1899)
ชื่อสามัญ--- Acacia coral, Red beads, Red bead tree, Bead tree.
ชื่ออื่น ---- บนซี (สตูล); มะกล่ำตาไก่ (ภาคเหนือ); ไพ, ไพเงินกล่ำ (ภาคใต้);[CAMBODIA: Chraèh phnôm, Muntrèi, Phlëu ni:ëng.];[CHINESE: Hǎi hóngdòu (Hong Kong); Xiǎo shí kǒngquè dòu (Taiwan).];[LAOTIAN: Lam ta khouay.];[MALAY: Kenderi (Indonesia), Segawe (Java), Sigawe (Indonesia, Java).];[SINHALESE: Madatiya, Vang aepala.];[THAI: Bon see (Stun); Ma glam dtaa gai, Maklam takai (Northern), Ma glam dton, Ma khlam ton, Phai, Phai ngoen klam (Peninsular).];[VIETNAMESE: Chi chi, Muồng nước, Muồng ràng ràng, Rang ràng.].
ชื่อวงศ์ ---- FABACEAE (LEGUMINOSAE-MIMOSOIDEAE)
EPPO Code---ADEMI (Preferred name: Adenanthera microsperma.)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้ พม่า ไทย กัมพูช าลาว เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย หมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์
Adenanthera microsperma เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ถั่ว (Fabaceae หรือ Leguminosae) วงศ์ย่อยสีเสียด (Mimosoideae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Johannes Elias Teijsmann (1808–1882) นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์ และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Simon Binnendijk (1821–1883) นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์.ในปีพ.ศ.2407
ที่อยู่อาศัย พบใน จีนตอนใต้ พม่า ไทย กัมพูช าลาว เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย หมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ ตามธรรมชาติ: หุบเขาตามลำธารป่าไม้จากระดับน้ำทะเลถึง 1,000 เมตร ตามป่าดงดิบ ป่าเบญจพรรณ หรือตามชายป่าเปิด ที่ระดับความสูงไม่เกิน 700 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้น สูง 15 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางสูงสุด 90 ซม.ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น (Bipinnate) ใบย่อยเรียงสลับรูปรี กว้าง1.1-1.5 ซม. ยาว2-3 ซม. ดอกสีเหลืองออกเป็นช่อ กลีบเลี้ยงรูปถ้วยยาว0.5-0.8 มม. ปลายแยกเป็นแฉกสั้น 5แฉก กลีบดอกรูปขอบขนานแกมรูปใบหอก ยาว 2-3 มม.ผลเป็นฝักรูปแถบบิดเวียน กว้าง 8-12 มม.มีรอยคอดตามรูปเมล็ดชัดเจน เมื่อแก่แตกตามยาวและบิดเพื่อกระจายเมล็ด เมล็ด รูปค่อนข้างกลม แข็ง สีแดงเลือดนกหรือแดงส้ม ผิวมัน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5-7 มม.
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---สปีชีส์นี้มีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดินบางชนิดแบคทีเรียเหล่านี้ก่อตัวเป็นก้อนบนรากและตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ ไนโตรเจนบางส่วนนี้ถูกใช้โดยพืชที่กำลังเติบโต แต่บางชนิดก็สามารถใช้โดยพืชอื่น ๆ
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ยอดอ่อนลวกรับประทานได้
-ใช้เป็นยา ตำรายาไทย ใช้ต้มกินแก้โรคปวดข้อ บำรุงธาตุ แก้ท้อง ร่วงและบิด รากใช้ขับเสมหะ เมล็ดบดพอกดับพิษ รักษาแผลหนองและฝี ในกัมพูชาผู้คนใช้ฝักสดหรือแห้งต้มดื่มแก้โรคบิด
-อื่น ๆไม้สีเหลืองสีน้ำตาลถึงสีน้ำตาลแดงมีความแข็งแรง แข็งหนักทนทาน ทนทานต่อแมลงและผุ ได้รับความนิยมอย่างมากใช้สำหรับสร้างบ้านเฟอร์นิเจอร์ สะพานม้วน ฯลฯ
รู้จักอันตราย--- เมล็ดมีพิษ
ภัยคุกคาม--เนื่องจากสายพันธุ์นี้ถูกคุกคามจากความเสื่อมโทรมของแหล่งที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการแพร่กระจายและการเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ภัยคุกคามจึงไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประชากรทั้งหมด ถูกจัดวางไว้ใน IUCN Red List ประเภท 'ความกังวลน้อยที่สุด'
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species.(2019)
ระยะออกดอก/ติดผล---เมษายน - ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

มะกล่ำตาช้าง/ Adenanthera pavonina

ชื่อวิทยาศาสตร์---Adenanthera pavonina L.(1753)
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms.
---Adenanthera gersenii Scheff.
---Adenanthera polita Miq.
---Corallaria parvifolia Rumph.
---More.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/ild-2
ชื่อสามัญ---Red bead tree, Circassian seed, Circassian-bean, Coral bean tree, Coral wood, Crab's eyes, False sandalwood, False red sandalwood, False wiliwili, Jumbie bead, Peacock flower-fence, Peacock tree, Polynesian peanut, Red sandalwood, Red sandalwood tree, Red wood, Saga bean tree
ชื่ออื่น ---มะแค้ก, หมากแค้ก (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน); มะแดง, มะโหกแดง, มะหัวแดง(ภาคเหนือ); มะกล่ำต้น, มะกล่ำตาช้าง(ทั่วไป); อีหลำ (อุบลราชธานี) ;[ASSAMESE: Chandan, Ku-sandan, Raktchandan, Ronga-chandan.];[CAMBODIA: Chan’ trèi.];[BENGALI: Ranjana.];[BRAZIL: Adenantero, Árvore-coral, Carolina, Falso-sândalo.];[BURMESE: Mai-chek.];[CHINESE: Hai hong dou, Xiang si dou.];[CUBA: Mato colorado.];[DUTCH: Koraalboom.];[FRENCH: Adénanthère, Bois de condori, Bois de corail, Crête de paon.];[GERMAN: Condoribaum, Indischer Korallenbaum, Rotes Sandelholz, Roter Sandelholzbaum.];[HINDI: Ratan gunj.];[INDIA: Rajana, Condori.];[INDONESIA: Kitoke laut (Sundanese); Saga telik, Segawe sabrang (Java).];[ITALIAN: Pavoncina minore, Semi di corallo.];[LAOS: Lam.];[MADAGASCAR: Bonaramena, Conori, Kafe bonara.];[MALAYSIA: Saga telik, Segawé sabrang (Java); Saga tumpul (Peninsular).];[MEXICAN: Madera rosada.];[MYANMAR: Mai-chek, Ywe, Ywe-gyi, Ywe-ni.];[PHILIPPINES: Malatinglin.];[PORTUGUESE: Acácia-coral, Acácia-espiral, Olho-de-dragão, Olhos-de-pavão, Sándalo-vermelho, Tento-vermelho.];[SPANISH: Arbol de coral, Caralillo, Caralín.];[SRI LANKA: Mas-moca.];[SWEDISH : Korallträd, Rött sandelträd.];[TAIWAN: Kǒngquè dòu.];[TAMIL: Anaikuntumani, Anikundumani.];[THAI: Ma-khaek, Mak-khaek (Shan-Mae Hong Son); Ma daeng, Ma hok daeng, Ma hua daeng (Northern); Ma klam ton, Ma klam ta chang (General); I lam (Ubon Ratchathani).];[TONGA: Legliz.];[USA/HAWAII: False wili wili.];[VIETNAMESE: Cây gió, Kiền kiện, Muồng nước, Trạch quạch, Thuốc rắn.].
ชื่อวงศ์--- LEGUMINOSAE (FABACEAE)-MIMOSOIDEAE
EPPO Code---ADEPA (Preferred name: Adenanthera pavonina.)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเชีย
เขตกระจายพันธุ์--- เอเซียใต้ และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ จากศรีลังกาจนถึงหมู่เกาะโซโลมอน
Adenanthera pavonina เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ถั่ว (Fabaceae หรือ Leguminosae) วงศ์ย่อยสีเสียด (Mimosoideae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Linnaeus (1707–1778) นักชีววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดนในปี พ.ศ.2296
2 Accepted Infraspecifics;-
-Adenanthera pavonina var. luteosemiralis (G.A.Fu & Y.K.Yang) X.Y.Zhu.(2007)
-Adenanthera pavonina var. pavonina


ที่อยู่อาศัย เป็นพืชเฉพาะถิ่นทางตอนใต้ของจีนและอินเดียมีการกระจายอย่างกว้างขวางไปยัง มาเลเซียตะวันตกและแอฟริกาตะวันออกรวมถึงเกาะส่วนใหญ่ในภูมิภาคแปซิฟิกและแคริบเบียน พบได้ในป่าชั้นต้นและป่าชั้นรอง รวมถึงป่าดิบชื้น ป่าแห้งตามฤดูกาล ทุ่งหญ้าสะวันนาเปิด ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ขอบป่า ป่าไม้และพื้นที่ชายฝั่งทะเล และสามารถพบได้ทั่วไปในเขตร้อนชื้น ที่ระดับความสูงถึง 300-400 เมตร ในประเทศไทยพบขึ้น ตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณและป่าดิบชื้นทั่วไป ทั่วทุกภาคของประเทศ
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบระยะสั้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงถึง15-20 เมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 45 ซม กิ่งก้านใหญ่แผ่กว้าง  ลักษณะเปลือกต้นชั้นนอกของมะกล่ำตาช้าง มีสีน้ำตาลแก่หรือออกเทา เปลือกชั้นในนุ่มสีครีมอ่อน ใบประกอบแบบขนนก2ชั้น ใบย่อยขนาดกว้าง 1-2 ซม.ยาว 1.5-3.5 ซม.ฐานไม่สมมาตร ด้านบนใบสีเขียวอมเทา ด้านล่างสีอ่อนกว่ามีนวลเล็กน้อย ช่อดอกแคบยาว ออกในซอกใบบนๆหรือแตกแขนงที่ปลายกิ่ง ช่อยาว 7.5-20 ซม.ดอกขนาด 0.3 ซม.สีเหลืองครีม ดอกแก่เปลี่ยนเป็นสีส้ม ดอกมีกลิ่นหอมในตอนเย็นคล้ายกลิ่นดอกส้ม ผล เป็นฝักแบนยาว 15-22 x 1.3-1.5 (-2) ซม.บิดเป็นเกลียวแน่น แตกได้เป็น 2 เส้น เมล็ดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 7.5-9 มม.แบนเกลี้ยงและเป็นมันสีแดงสด มี 8-12 เมล็ด ติดอยู่ในฝักเป็นเวลานาน เมล็ดมีน้ำมันมาก
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งที่มีแดด ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลางและมีความชื้นพอเหมาะ ค่า pH ในช่วง 5 - 7 ซึ่งทนได้ 4.5 - 7.5 ทนทานต่อความแห้งแล้ง


ใช้ประโยชน์--- ต้นไม้ได้รับการปลูกอย่างแพร่หลายในเขตร้อนสำหรับการใช้งานที่หลากหลาย
-ใช้กินได้ ในหลาย ๆ เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก (เช่นเมลานีเซียและโพลินีเซีย) สายพันธุ์นี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ 'ต้นไม้อาหาร'  เมล็ดสีแดงสดใสมีรสชาติเหมือนถั่วเหลืองและมีน้ำมัน 25% และโปรตีน 39%  เมล็ดจะถูกคั่วและกินโดยมนุษย์ และใบอ่อนจะถูกกินเป็นผัก
-ใช้เป็นยา ในอินเดีย มาเลเซียและอินโดนีเซีย สปีชีส์นี้ใช้ในการแพทย์แผนโบราณกับโรคไขข้ออักเสบ, ไมเกรน, ปวดหัว; และโรคบิด เมล็ดใช้ตำพอกดับพิษรักษาแผลหนองฝี
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ นิยมปลูกตามบ้านเรือน วัดวาอาราม สวนสาธารณะ ปลูกริมถนนและในพื้นที่ส่วนกลางเพื่อให้ร่มเงา  ปลูกตามแนวเขตของสนามซึ่งเป็นการบังลม เป็นไม้ประดับให้ร่มเงาได้ดีที่นิยมปลูกกันอย่างกว้างขวาง
-ในระบบวนเกษตร ปลูกเพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชอาหารสัตว์และปุ๋ยพืชสดเพื่อการปรับปรุงดิน ในอินโดนีเซียและมาเลเซียมีการปลูกต้นไม้เพื่อบังแดดในสวนกาแฟ กานพลูและสวนยาง
-ใช้อื่น ๆแก่นไม้เป็นสีเหลืองสดใส เนื้อไม้มีความแข็งแข็งแกร่งทนทาน และถูกใช้สำหรับการสร้างผลิตภัณฑ์ไม้ตกแต่งเช่นเดียวกับการก่อสร้างสะพานและของใช้ในครัวเรือน (คานเสาไม้ค้ำและคาน) เกวียน ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์คุณภาพสูง ใช้ทำงานที่ละเอียด
-เปลือกอุดมไปด้วยซาโปนินและสามารถใช้เป็นสบู่สำหรับซักเสื้อผ้า ฯลฯ นอกจากนี้ยังใช้เป็นแชมพูสระผม
-เป็นไม้ฟืนที่ได้รับความนิยมในหมู่เกาะแปซิฟิกเนื่องจากไม้ถูกเผาไหม้อย่างรวดเร็วและให้ความร้อนจำนวนมาก-เมล็ดสีแดงมันวาวใช้สำหรับทำสร้อยคอและของประดับตกแต่ง ใช้สำหรับทำสายประคำ
-ในอดีตเมล็ดถูกนำมาใช้แบบดั้งเดิมโดยเภสัชกรและช่างทองใช้เป็นน้ำหนักเนื่องจากเมล็ดมีความสม่ำเสมอและมีการเปลี่ยนแปลงน้อย (แต่ละเมล็ดหนัก 0.25 กรัม)
-พืชเป็นแหล่งของสารย้อมสี สีย้อมสีแดงนั้นได้มาจากเปลือกไม้ฝอย สีย้อมนี้ใช้สำหรับการย้อมผ้าและใช้โดยฮินดูสของอินเดียสำหรับเครื่องหมายศักดิ์สิทธิ์วางบนหน้าผาก
รู้จักอันตราย---เมล็ดดิบมีพิษ
ภัยคุกคาม--เนื่องจากสายพันธุ์นี้ถูกคุกคามจากความเสื่อมโทรมของแหล่งที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการแพร่กระจายและการเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ภัยคุกคามจึงไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประชากรทั้งหมด ถูกจัดวางไว้ใน IUCN Red List ประเภท 'ความกังวลน้อยที่สุด'
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species.(2019)
ระยะออกดอกติดผล---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด


ปาโลแซนโตส/ Triparis cumingiana


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Triplaris cumingiana Fisch. & C.A.Mey.(1845)
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2513062
---Triplaris arnottiana Meisn.(1856)
---Triplaris auriculata Meisn.(1856)
---Triplaris guayaquilensis Wedd.(1849)
---Triplaris lindeniana Wedd.(1849)
ชื่อสามัญ --- Ant Tree, Long John, Palo santo, guayabo hormiguero, vara santa
ชื่ออื่น----ปาโลแซนโตส; [BRAZIL: Pau-formiga.]; [SPANISH: Dilla, Fernán Sánchez, Guayabo hormiguero, Muchín, Muchina, Palo mulato, Palo santo, Roblón, San Fernando, Tangarana, Vara santa].
ชื่อวงศ์ --- POLYGONACEAE
EPPO Code---TPJSS (Preferred name: Triplaris sp.)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกาใต้-บราซิล เปรู อิควาดอร์ โคลัมเบีย เวเนซูเอเล่า, อเมริกากลาง- ปานามา
Triplaris cumingiana เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ผักไผ่ (Polygonaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Alfred Fischer (1858 – 1913) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน และ Carl Anton von Meyer (1795 –1855) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน ในปีพ.ศ. 2378


                                ดอกเพศผู้                                                           ดอกเพศเมีย

ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลางและอเมริกาใต้เขตร้อน ถูกเรียกว่า Ant Tree เพราะในลำต้นและกิ่งก้านที่ เป็นโพรง อาศัยอยู่โดยมดที่ดุดันเป็นพิเศษ ( Pseudomyrmex triplaridis Forel) ซึ่งปกป้องต้นไม้จากสัตว์กินพืช
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูง 6-10 เมตรเส้นผ่านศูนย์กลาง 10- 30 ซม เปลือกต้นหนาเรียบสีน้ำตาลอ่อนหรือเทา แตกกิ่งจำนวนมากแผ่เป็นพุ่มกว้าง ใบเดี่ยวรูปรีหรือรูปไข่ยาว 10- 30 ซม.และกว้าง 4 -12 ซม.โคนใบมนเบี้ยวปลายแหลมแผ่นใบหนาเหนียว ก้านใบยาว 1 - 2 ซม.ดอกเพศผู้และเพศเมียอยู่คนละต้น (Dioecious) ช่อดอกเพศผู้มีหลายแขนงยาว 30 ซม.มีดอกย่อยเล็กๆจำนวนมากเกสรเพศผู้สีเหลืองอม เขียว ต้นเพศเมียออกดอกเป็นช่อยาวตามกิ่งหรือที่ปลายกิ่ง ช่อดอกเพศเมียสีแดงสด ผลมี 3 ปีก ยาว 3 - 4.5 ซม.ผลอ่อนสีเขียวหรือแดง เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเมื่อแก่ เมื่อผลแแตกเมล็ดจะปลิวไปตามลม ดอกทยอยบานและบานทนอยู่ได้1สัปดาห์ ส่งกลิ่นหอมแรงตลอดวัน หากเป็นต้นใหญ่ที่ออกดอกจำนวนมากจะหอมแรงจนฉุน
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดเต็มหรือร่มเงาบางส่วน ดินที่อุดมไปด้วยอินทรีย์วัตถุ เป็นกรดเล็กน้อยหรือเป็นกลาง ความชื้นในดินสม่ำเสมอและมีการระบายน้ำดี
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ เป็นไม้ต่างประเทศที่ทนแล้งได้ดี ทรงพุ่มแผ่กว้างสวยงาม
-ใช้เป็นยา ยาต้มเปลือกใช้ในการรักษาโรคบิด โรคท้องร่วง
-ใช้อื่น ๆ แก่นไม้เป็นสีเทาเทาน้ำตาลถึงชมพูอมน้ำตาล เนื้อไม้ไม่คงทนมากมีความอ่อนไหวต่อการถูกโจมตีจากการสลายตัวของเชื้อราและความเสี่ยงต่อปลวก ถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์เช่นชิ้นส่วนเฟอร์นิเจอร์กล่องและลัง ก่อสร้างภายใน แผ่นใยไม้อัดและไม้อัด
ภัยคุกคาม--เนื่องจากสายพันธุ์นี้ถูกคุกคามจากความเสื่อมโทรมของแหล่งที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการแพร่กระจายและการเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ภัยคุกคามจึงไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประชากรทั้งหมด ถูกจัดวางไว้ใน IUCN Red List ประเภท 'ความกังวลน้อยที่สุด'
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species.(2019)
ระยะออกดอก/ติดผล---มกราคม-กุมภาพันธ์/กุมภาพันธ์-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

แหนนา/Terminalia glaucifolia

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Terminalia glaucifolia Craib.(1928)
ชื่อพ้อง---This name is unresolved. No synonyms are record for this name.
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น ---แหน (ทั่วไป); แหนขี้นก (ภาคเหนือ); แหนนก,แหนนา (ภาคกลาง,ภาคเหนือ); แหนปีกใหญ่ (ชลบุรี,นครสวรรค์,อุทัยธานี); ตีนนก (นครราชสีมา,ปราจีนบุรี); หางแหน (บุรีรัมย์) ; [THAI: Hnae (General); Hnae khi nok (Northern); Hnae nok,  Hnae na (Central, Northern); Hnae pik yai (Chon Buri, Nakhon Sawan, Uthai Thani); Tin nok (Nakhon Ratchasima, Prachin Buri); Hang hnae (Buri Ram).];
ชื่อวงศ์ --- COMBRETACEAE
EPPO Code---TEMSS (Preferred name: Terminalia sp.)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย- ประเทศไทย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย พม่า ลาว
Terminalia glaucifolia เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์สมอ (Combretaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย William Grant Craib (1882–1933) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ ในปีพ.ศ.2471
ที่อยู่อาศัย พบใน อินเดีย พม่า ลาว ตามป่าผลัดใบ ที่ระดับความสูง 250-850 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นสูง 8-20เมตร ลักษณะทรงต้นเรือนยอดกลม เปลือกสีเทาเข้ม ใบเดี่ยวรูปรี หรือรูปรี แกมรูปไข่กว้าง 4.5-6.5 ซม.ยาว 10-15ซม. ผิวใบเกลี้ยงด้านล่างมีนวล มักมีต่อมอยู่บริเวณกลางก้านใบ ดอกสีเหลืองอมน้าตาลออกเป็นช่อตามซอกใบกลีบเลี้ยงรูปถ้วยปลายแยกเป็น 5แฉกรูปสามเหลี่ยม เกสรตัวผู้10อัน รังไข่รูปรีมีขนแน่น ผลเมล็ดเดียวแข็ง กว้าง2.5-5ซม.ยาว2.5-4ซม.มีปีก2ปีก ปีกกว้างเท่ากับความยาว ส่วนกลางผลหน้าตัดกลม เมื่อแห้งมีสัน
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดจัด ทนต่อร่มเงา ดินที่อุดมสมบูรณ์ชื้นมีการระบายน้ำได้ดี ทนต่อดินส่วนใหญ่ pH 5.6 ถึง 7.8
ใช้ประโยชน์--- ผลแห้งใช้เป็นไม้ประดับแห้ง เนื้อไม้ไม่ทน ใช้งานไม่แพร่หลาย
ระยะออกดอกติดผล---ตุลาคม-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด


อ้างอิง, แหล่งที่มา
---หนังสือพรรณไม้ในสวนหลวง ร.๙  (2539) ด่านสุทธาการพิมพ์
---หนังสือ ดอกไม้ และประวัติไม้ดอกเมืองไทย จาก ชุดธรรมชาติศึกษา โดย วิชัย อภัยสุวรรณ 2532
---ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์  BGO Plant Databases, The Botanical Garden Organization  http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_page.asp
---สารานุกรมพืชในประเทศไทย (ฉบับย่อ) (Concise Encyclopedia of Plants in Thailand) http://www.dnp.go.th/botany/
--- เวปไซต์เมดไทย https://medthai.com
---ThaiHerbal.org http://thaiherbal.org/
---The International Plant Names Index and World Checklist of Selected Plant Families 2017. Published on the Internet at http://www.ipni.org and http://apps.kew.org/wcsp/
---The Plant List (TPL) was a working list of all known plant species  http://www.theplantlist.org/
---Useful Tropical Plants. http://tropical.theferns.info/viewtropical.                                                         ---India Biodiversity Portal. http://indiabiodiversity.org/species/show/                                                     ---Plants of the World On line Kew Science www.plantsoftheworldonline.org/taxon/urn:lsid:ipni.org
---GBIF.the Global Biodiversity Information Facility.https://www.gbif.org/species/

Check for more information on the species:     
       
Plants Database    ---Names, synonymy and distribution    The Garden.org Plants Database    https://garden.org/plants/
Global Plant Initiative   --- Digitized type specimens, descriptions and use    หอพรรณไม้ - กรมอุทยานแห่งชาติ    www.dnp.go.th/botany/Herbarium/GPI.html
Tropicos    ---Nomenclature, literature, distribution and collections    Tropicos - Home    www.tropicos.org/
GBIF    ----Global Biodiversity Information Facility    Free and open access to biodiversity data    https://www.gbif.org/
IPNI  ---  International Plant Names Index    The International Plant Names Index - home page    http://www.ipni.org/
EOL    ---Descriptions, photos, distribution and literature    Global access to knowledge about life on Earth    Encyclopedia of Life eol.org/
PROTA     ---  Uses    The Plant Resources of Tropical Africa    https://books.google.co.th/books?isbn=9057822040
Prelude    ---Medicinal uses    Prelude Medicinal Plants Database    http://www.africamuseum.be/collections/external/prelude
Google Images   --- Images          

รวบรวมเรียบเรียง: Tipvipa..V
รูปภาพ : ทิพพ์วิภา วิรัชติ
บ. สวนสวรส การ์เด้น ดีไซน์ จำกัด
สวนเทวา-เชียงใหม่
www.suansavarose.com
www.suan-theva.com















 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view