สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

สารพัดต้นไม้จัดสวน

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

สวนสไตล์ต่างๆ

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ชื่อนั้นสำคัญไฉน

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 19/08/2018
สถิติผู้เข้าชม 8,252,074
Page Views 12,888,984
 
« August 2018»
SMTWTFS
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 

ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก2

ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก2

ไม้ยืนต้นขนาดกลาง-เล็ก 2

ชงโคฮอลแลนด์,คำมอกหลวง,ชะมวง, ช้างน้าว,

ปรู, มะเม่า, มะมื่อ(มะพอก),ตะคร้อ,ตะคร้อหนาม, ตะคร้ำ,ตะโกนา,มะพลับ

ไคร้ย้อย,มะกอกน้ำ,มะขวิด,มะตาด, มะหาด, มะหวด, แดง

น้ำเต้าต้น,ตีนเป็ดฝรั่ง,เจ้าสาวสีชมพู,ตานดำ,ตานเสี้ยน,ลำดวน

กระดังงาไทย,กระดังงาสงขลา,จำปูน,จำปี,จำปีสีนวล,จำปีสิรินธร, จำปา,จำปาทอง,จำปาแดง,จำปาเทศ(กะหนาย)

มะกล่ำต้น,มะกล่ำตาไก่,มะกล่ำตาช้าง, ปาโลแซนโตส, เพกา, แหนนา,


ชงโคฮอลแลนด์/Bauhinia × blakeana


ชื่อวิทยาศาสตร์    ---Bauhinia × blakeana S. T. Dunn
ชื่อสามัญ    ---Hong Kong Orchid Tree
ชื่ออื่น    -----ชงโคฮอลแลนด์
ชื่อวงศ์    ---LEGUMINOSAE (FABACEAE)
ถิ่นกำเนิด    ---ฮ่องกง จีนตอนใต้
เขตการกระจายพันธุ์    ---เขตร้อน

 

ไม้ลูกผสมระหว่าง Bauhinia variegata และ Bauhinia purpurea เป็นหมันคือไม่ติดฝัก ลักษณะ วิสัยเหมือนชงโค ชอบแสงแดดจ้า ขึ้นได้ดีในดินร่วน ดินร่วนปนทราย ความชื้นปานกลาง ดอกสีชมพูม่วงสดใสและมีกลิ่นหอมอ่อนๆ  นิยมปลูกเป็นไม้ยืนต้นปลูกประดับกันทั่วไป ไม่รู้ว่าทำไมชื่อสามัญกับชื่อไทยถึงเรียกไม่เหมือนกัน ชื่อสามัญเป็นดอกไม้ฮ่องกง แต่ชื่อการค้าพานิชย์ไทยกลายเป็นต้นไม้ยุโรป
ลักษณะ วิสัยเหมือนชงโค เป็นไม้ยืนต้นลำต้นตั้ง ตรง สูง 5 – 15 เมตร เปลือกชั้นนอกสีเทา ผิวขรุขระ
ใบ ประกอบ เวียนสลับ ระนาบเดียวกัน  แผ่นใบรูปโค้งมน ปลายใบมนเข้าลึกแยกเป็นสองแฉก ผิวใบเรียบ มีไขนวลปกคลุม ใบสีเขียวอ่อน ขอบใบเป็นคลื่น
ดอกเดี่ยว สมบูรณ์เพศ มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ กลีบดอก 5 กลีบ มีเกสรตัวผู้ 8 – 9 อัน กลีบดอกมีตั้งแต่สีชมพู  ถึง ม่วงเข้ม
ผล เป็นฝักแห้ง แก่แตกเป็น2ซีก ฝักแบนกว้าง2 – 3 ซม. ยาว 20 - 30 ซม. เนื้อแข็ง แก่สีน้ำตาล เมล็ด แบนสีดำ เปลือกหุ้มเมล็ดค่อนข้างหนา รสชาติ ฝาด
ชอบแสงแดดจ้า ขึ้นได้ดีในดินร่วน ดินร่วนปนทราย ความชื้นปานกลาง
ขยายพันธุ์: ด้วยการตอนกิ่ง ปักชำ

คำมอกหลวง/Gardenia sootepensis

 

ชื่อวิทยาศาสตร์    ---Gardenia sootepensis Hutch.
ชื่อพ้อง    ---Gardenia massieana Pierre ex Pit. [Invalid]
ชื่อสามัญ    -------
ชื่ออื่น    ---คำมอกช้าง
ชื่อวงศ์    ---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---พม่า ไทย และลาว
เขตการกระจายพันธุ์ในประเทศไทย    ---ภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ตามป่าเต็งรัง ที่ความสูง 200-400 เมตร จากระดับน้ำทะเล

ไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูง 7-15 เมตรลำต้นบิดงอ เปลือกต้นสีครีมอ่อนหรือเทา ค่อนข้างเรียบหลุดลอกเป็นแผ่นบางๆ  ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามสลับกับตั้งฉาก รูปรีถึงรูปไข่กลับกว้าง3-10ซม.ยาว4-15ซม. ใบอ่อนสีชมพูอ่อนมีขนสีเงินใบแก่ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมันด้านล่างมีขนละเอียด เนื้อใบหนา แข็งกรอบ ร่วงหล่นง่าย
ดอกเดี่ยวขนาดใหญ่ออกที่ปลายกิ่งหรือใกล้ปลายกิ่ง ดอกสีเขียวอ่อนหรือขาวแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองขนาดดอก 8-10ซม. กลีบเลี้ยงโคนเป็น หลอดยาว4-6 มม.กลีบดอกโคนเป็นหลอดยาว4.5-8มม.ปลายกลีบแยกเป็น5กลีบกว้าง2-2.5ซม.ยาว3-4 ซม.ยอดเกสรเพศเมียรูปกระบอง ผลรูปรีหรือรูปขอบขนานขนาด3-5ซม.
ดอกคำมอกหลวงจะทยอยบานเต็มต้นเวลาใกล้เคียงกัน  ดอกเริ่มแย้มช่วงเย็น พอใกล้โรยจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้ม  มีกลิ่นหอมแรงมากขึ้น และร่วงตอนบ่ายวันต่อไป ส่งกลิ่นหอมอ่อนตลอดวัน และหอมแรงขึ้นใกล้พลบค่ำ
คำมอกหลวงเป็นพรรณไม้ทนแล้ง ควรปลูกกลางแจ้งห่างต้นไม้อื่นสัก 4 - 5 เมตรหรือปลูกบนเนินในสนามหญ้า จะมีทรงพุ่มสวยงามออกดอกมากและมองดูเด่น หากปลูกในที่ราบ ชื้นแฉะหรือใต้ร่มเงาต้นไม้อื่นจะติดดอกน้อยและจะมีใบมากทรงพุ่มจะแน่นทึบ สำหรับต้นที่ทาบกิ่งสามารถปลูกให้ออกดอกในกระถางได้

ระยะเวลาออกดอก : เดือน มีนาคม - เดือนเมษายน
ขยายพันธุ์ : โดยการเพาะเมล็ดและทาบกิ่ง


ชะมวง/Garcinia cowa

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Garcinia cowa Roxb. ex Choisy
ชื่อพ้อง    
---Garcinia cowa Roxb. ex DC
ชื่อสามัญ     ---Cowa
ชื่ออื่น     ---กะมวง,มวงส้ม
ชื่อวงศ์    ---CLUSIACEAE (GUTTIFERAE)
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---จีน อินเดีย บังคลาเทศ พม่า มาเลเซีย ไทย ลาว กัมพูชา เวียตนาม


คนส่วนใหญ่จะรู้จักชะมวงจาก แกงหมูชะมวงที่ถือว่าเป็นอาหารลือชื่อที่สุดของคนภาคตะวันออก ทั้งที่จริงชะมวงเป็นไม้ที่พบได้ในป่าร้อนชื้นทั่วไป ทุกภาค ทางภาคใต้ ชาวใต้ใช้ผลและใบของชะมวงมาหมักทำเป็นน้ำกรดสำหรับฟอกหนังก่อนแกะสลักทำตัว หนังตะลุง ส่วนเปลือกและยางไม่ละลายในน้ำแต่ใช้เคลือบ สามารถใช้ย้อมผ้าเป็นสีเหลืองได้
ใบและผลชะมวงมีรสเปรี้ยว สรรพคุณแก้ไข้ กัดฟอกเสมหะ แก้ธาตุพิการ ช่วยระบายท้อง ผลมีฤทธิ์เป็นยารักษาอาการปวด โรคกระเพาะและโรคบิด
ลักษณะของชะมวง เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลางสูงประมาณ 5-25 เมตรไม่ผลัดใบ เรือนยอดเป็นพุ่มกลมรูปกรวยคว่ำแตกกิ่งก้านสาขามาก เปลือกต้นสีน้ำตาลเข้มไม้เนื้อแข็งมีลายหยาบมีปุ่มปมมาก
       ใบเดี่ยวรูปรีแกมขอบนานออกเรียงสลับกัน โคนใบมนปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ขนาดใบกว้าง 2-4 ซม. ยาว 8-15 ซม.ใบอ่อนสีม่วงแดงหรือแดงอมเหลือง ดอกออกเป็นช่อขนาดเล็ก แตกออกจากโคนใบและปลายกิ่ง
 ดอกสีขาวนวล 3กลีบ กลีบแข็ง มีกลิ่นหอม  ผลกลมเมื่อสุกแตกออกเป็นเสี้ยว ผลมีเนื้อหนาสีเหลืองใบอ่อนและผล มีรสเปรี้ยวใช้ปรุงอาหาร ให้วิตามินเอและวิตามินบีค่อนข้างสูงส่วนรากเป็นสมุนไพร
ปลูกกลางแจ้งจะมีทรงพุ่มสวยปลูกเป็นไม้ประดับได้

ช้างน้าว/Ochna  integerima


 ชื่อวิทยาศาสตร์         ---Ochna  integerima (Lour.) Merr.
ชื่อพ้อง                     ---Ochna harmandii Lecomte
ชื่อสามัญ                   ---
ชื่ออื่น                       ---กำลังช้างสาร,ตานเหลือง,ขมิ้นพระต้น,ช้างโน้ม,ช้างโหม,ตานนกกรด
ชื่อวงศ์                      ---OCHNACEAE
ถิ่นกำเนิด                   ---ทวีปเอเชีย
เขตการกระจายพันธุ์     ---เอเชียตะวันออกเฉียงใต้


ช้างน้าวเป็นไม้ยืนต้น ขนาดเล็ก สูง 5-8 เมตร แตกกิ่งก้านออกด้านข้าง เปลือกลำต้นสีน้ำตาลเข้มและแตกเป็นร่องลึกตามยาว ผลัดใบก่อนออกดอก กิ่งเหนียวมาก ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปหอกกลับ กว้าง 4-7 ซม.ยาว 8-16 ซม. ขอบใบหยักเป็นซี่แหลมเล็กๆ ผิวใบเกลี้ยงเป็นมันทั้งสองด้าน
ช้างน้าวเป็นต้นไม้ในดวงใจอีกต้นหนึ่ง(ของใครหลายคน)ฟอร์มต้นสวยมาก หามาจัดสวนยาก นานๆจะเจอแบบฟลุ๊ค หรือต้องสั่งให้หา  เปลือกผิวของลำต้นที่แตกเป็นร่องลึกตามยาวสีน้ำตาลเข้มดูแล้ว Antique มาก เหมือนไม้โบราณอายุมากๆน่ะ  ผลัดใบก่อนออกดอก ดอกช่อออกเป็นกระจุกตามปลายกิ่ง กลีบดอกสีเหลือง มี 5-9 กลีบดอกขนาด 3-4 ซม.ผลรูปไข่กลับยาว1ซม.เมื่อสุกสีดำมีเมล็ดแข็ง   เป็นพืชวงศ์เดียวกันกับ Mickey Mouse เนื้อไม้แข็งมาก ชาวบ้านเอาไปทำฟืนเผาถ่านซะเยอะ เพราะไม่รู้ว่าต้นอะไร อยู่ตามหัวไร่ปลายนาเกะกะบังร่มเงาพืชไร่ ก็สุมโคนเผาไฟซะ  เสียดาย................มาก

รูปล่าสุดที่ได้มา(1/4/2018)ตอนนี้ดอกเริ่มน้อยลง ใบผลิใหม่มากขึ้นได้มาช่วงปลายระยะออกดอกติดผลแล้ว ตอกออกใหม่จะเต็มต้น


ระยะเวลาออกดอก----เดือนมกราคม-พฤษภาคม

ขยายพันธุ์---เมล็ด

ปรู/Alangium salviifolium

ชื่อวิทยาศาสตร์         ---Alangium salviifolium (L. f.) Wangerin subsp. hexapetalum (Lam.) Wangerin
ชื่อพัอง    
---Alangium callosum Wangerin [Invalid]
---Alangium frutescens Zoll. & Moritzi     
---Alangium glandulosum Thwaites          
---Alangium hexapetalum Lam.  
---Alangium lamarckii var. glandulosum (Thwaites) C.B.Clarke       
---Alangium salviifolium var. hexapetalum (Lam.) Gamble
---Alangium salviifolium subsp. sundanum (Miq.) Bloemb.
---Alangium sundanum Miq.        
---Alangium sundanum var. insularum Kurz
ชื่อสามัญ                ---Sage-leaved Alangium
ชื่ออื่น                    ---ปรู๋, มะตาปู๋
ชื่อวงศ์                   ---ALANGIACEAE
ถิ่นกำเนิด                ---ทวีปเอเซีย-เอเซียใต้และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตการกระจายพันธุ์  ---ศรีลังกา อินเดีย พม่า จีนตอนใต้ ตอนเหนือของเวียตนาม มาเลเซีย


ไม้ ยืนต้นผลัดใบ สูงถึง15เมตร ใบเดี่ยวมักออกในระนาบ รูปไข่หรือไข่กลับ ปลายเป็นติ่งแหลมหรือป้าน ใบแก่เรียบเกลี้ยง ด้านล่างมีขนประปรายบนเส้นใบ ดอกขนาด1.2-3.3ซม.สีเหลืองอ่อนหรือครีม ช่อดอกยาว1.4-2.3ซม.มีดอก3-17ดอกต่อช่อ กลีบดอก5(7)กลีบอยู่ชิดกันแต่ไม่ซ้อนกัน กลีบเป็นเส้นยาวโค้งไปด้านหลังเมื่อดอกบาน มีกลิ่นหอม
ผลขนาด0.9-1.8ซม.สีแดงแล้วเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท รูปกลมหรือรูปไข่ มีชั้นกลีบเลี้ยงติดที่ปลายผล
ผลเกลี้ยงหรือมีขนห่างๆบางทีมีเส้นเล็กๆ12สัน ชั้นหุ้มเมล็ดแข็งภายในมีเมล็ด 1เมล็ด
ไม้เนื้อแข็ง ลายไม้ชิดกัน ใช้ในการแกะสลัก และเป็นสมุนไพร

มะเม่า/Antidesma puncticulatum

ชื่อวิทยาศาสตร์    ---Antidesma puncticulatum Miq.
ชื่อพ้อง    
---Antidesma bunius var. thwaitesianum (Müll.Arg.) Trimen             
---Antidesma thwaitesianum Müll.Arg.
ชื่อสามัญ             ------
ชื่ออื่น                 ---มะเม่า มังเม่า มักเม่า เม่าทุ่ง เม่าหลวง
ชื่อวงศ์                ---EUPHORBIACEAE
ถิ่นกำเนิด            ---ศรีลังกา พม่า จีนตอนใต้ คาบสมุทรมาเลย์ อินโดนีเซีย(ยกเว้นบอร์เนียว) ออสเตรเลีย หมู่เกาะบิสมาร์ค
เขตการกระจายพันธุ์  ---เขตร้อนของเอเชีย แอฟริกา ออสเตรเลีย หมู่เกาะอินโดนีเซีย และเกาะต่าง ๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก

 


เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบ  สูง5-12 เมตร เรือนยอดแผ่กว้าง แตกกิ่งก้านมาก กิ่งแขนงแตกเป็นพุ่มทรงกลม กิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขน เปลือกนอกสีน้ำตาลแตกเป็นร่องตื้นๆตามยาวของลำต้น  หรือแตกเป็นสะเก็ด เปลือกในสีแดงอมชมพู
ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับรูปรีถึงวงรี กว้าง3.5-4.5ซม.ยาว5-7ซม.โคนใบหยักเว้าเล็กน้อยปลายใบทู่หรือมนกลม หูใบ1คู่   ใบสีเขียวเป็นมันเรียบเกลี้ยง
ดอก ออกเป็นช่อที่ซอกใบและปลายกิ่ง ดอกย่อยจำนวนมาก สีเขียวขนาดเล็ก เป็นแบบดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้น ดอกเพศผู้1.5มม.สีเขียวออกเหลือง มีกลิ่นเล็กน้อย เรียงห่างๆบนก้านชูที่ตั้งตรงมี2-8ช่อยาว3-10ซม. ดอกเพศเมีย2.3มม. ปลายเกสรเพศเมียแยกเป็น3-4แฉก หมอนรองดอกรูปถ้วยมีขนยาว ออกดอกช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม
ผล สด ทรงกลมเบี้ยว ขนาด0.3-0.5ซม. ผลดิบสีเขียวเมื่อเข้าสู่ระยะสุกผลเปลี่ยนเป็นสีแดงและสีดำเมื่อสุกจัด ผลฉ่ำน้ำ รับประทานได้มีรสเปรี้ยว ขยายพันธุ์ โดยเพาะเมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในทุกพื้นที่ ชอบแดดจัด ทนแล้งได้ดี นำมาจัดสวนแล้วใช้ประโยชน์เป็นอาหารสมุนไพรได้ ใช้พื้นที่ไม่มากระยะ2x2เมตรก็พอ ผลหมักทำไวน์ คอไวน์น่าจะเคยชิมไวน์มักเม่ากันบ้างแล้ว
ขึ้นทั่วไปในป่าเต็งรัง ตามทุ่งหญ้าเนินเขาในที่โล่ง ที่โล่งลุ่มต่ำและป่าพรุ กระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ที่ระดับความสูง200-400เมตรจากระดับน้ำทะเล

มะพอก/Parinari anamense


ชื่อวิทยาศาสตร์    ---Parinari anamense Hance
ชื่อสามัญ    ------
ชื่ออื่น    ---มะมื่อ หมักมื่อ กระท้อนลอก หมากรอก ประดงเลือดประดงไฟ
ชื่อวงศ์    ---CHRYSOBALANCEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์    ---ในประเทศไทยพบขึ้นในป่าดงดิบ ป่าดิบแล้ง และป่าเบญจพรรณทั่วไปทุกภาค ตั้งแต่ระดับน้ำทะเล จนสูงถึง 1500 เมตร

 

 ไม้ ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 10-30เมตร ไม่ผลัดใบ เปลือกสีน้ำตาลปนเทา แตกแบบร่องยาวและลึก หรือแตกแบบเป็นเกล็ดรูปสี่เหลี่ยม
ใบ เดี่ยวเรียงสลับรูปไข่กว้าง4-7ซม.ยาว6-15ซม.โคนใบมนสอบ ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม ขอบใบเรียบแผ่นใบหนาคล้ายแผ่นหนัง  ผิวใบด้านบนเกลี้ยงด้านล่างมีขนสีขาวปกคลุมหนาแน่น
ดอกช่อออกแบบช่อแยกแขนง สีขาวออกตามปลายกิ่ง ยาว5-10ซม.ดอกย่อยที่บานขนาด4-5มิลลิเมตร
ผลกลมขนาด3-4ซม.มีเปลือกแข็งหนาไม่เรียบสีน้ำตาล เมล็ดแข็ง น้ำมันจากเมล็ดใช้เป็นน้ำมันขัดเงากันซึม ใช้ในงานพิมพ์

ตะคร้อ/Schleichera oleosa


ชื่อวิทยาศาสตร์    ---Schleichera oleosa (Lour.) Merr
ชื่อพ้อง    
---Pistacia oleosa Lour.  
---Schleichera oleosa (Lour.) Oken
ชื่อสามัญ    ---Ceylon oak
ชื่ออื่น    ---กาซ้อง คอส้ม ค้อ เคาะจ้ก มะเคาะ มะจ้ก มะโจ้ก (ภาคเหนือ), ตะคร้อไข่ (ภาคกลาง)
ชื่อวงศ์    ---SAPINDACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---อินเดีย ถึงเอเชียตะวันออก เฉียงใต้
เขตการกระจายพันธุ์---ประเทศไทยพบเกือบทุกภาค ตามป่าผลัดใบหรือป่า ผลัดใบผสม

 

ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ผลัดใบ มีความสูงของต้นประมาณ 15-25 เมตร แตกกิ่งก้านต่ำ เรือนยอดมีลักษณะเป็นทรงพุ่มแผ่กว้าง กิ่งก้านมักคดงอ ลำต้นเป็นปุ่มปมและพูพอน เปลือกลำต้นเป็นสีน้ำตาลแดงหรือเป็นสีน้ำตาลเทา เปลือกแตกเป็นสะเก็ดหนา ดอก สีเขียวอ่อน หรือแกมเหลือง ออกเป็นช่อห้อยลงจากปลายกิ่งหรือซอกใบ ผล รูปทรงกลมหรือรูปไข่ สีเขียวสดแล้วเปลี่ยน เป็นสีน้ำตาล ปลายผลเป็นติ่งแหลม
พบได้ตามป่าผลัดใบ ป่าดิบเขา และตามป่าเบญจพรรณทั่วไป ที่ระดับความสูงถึง 1,200 เมตร

ระยะเวลาออกดอก-----ช่วงเดือน มกราคม-เมษายน
ติดผล-------ช่วงเดือนมีนาคม-กรกฎาคม
ขยายพันธุ์------ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด

ตะคร้อหนาม/Sisyrolepis muricata


ชื่อวิทยาศาสตร์    ---Sisyrolepis muricata (Pierre) Leenh.
ชื่อพ้อง    
---Delpya muricata (Pierre) Pierre ex Radlk.
---Nephelium pubescens Ridl.
---Paranephelium muricatum Pierre
---Sisyrolepis siamensis Radlk.
ชื่อสามัญ    ----
ชื่ออื่น    ---เคาะหนาม ค้อหนาม มะจ๊กหนาม มะจ๊กหยุม
ชื่อวงศ์    ---SAPINDACEAE
ถิ่นกำเนิด    ----
เขตการกระจายพันธุ์    ---ในประเทศไทยพบทางทางภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 

   

ตะคร้อหนามมีสถานภาพเป็นพืชหายาก ได้รูปต้นนี้มาจากวัดเขาดีสลัก อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ถ่ายไว้เมื่อปี46 เป็นไม้ต้นสูงได้ถึง 15เมตร ใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ รูปรีถึงรูปขอบขนาน กว้าง7ซม.ยาว18ซม.ปลายใบกลมหรือเป็นติ่งแหลม โคนใบเว้าตื้นถึงเฉียง ดอกช่อแยกแขนงออกตามซอกใบใกล้ปลายยอด ยาวได้ถึง32ซม.กลีบดอก5กลีบสีขาว อับเรณูสีแดงผลแห้งแตกค่อนข้างกลมมีหนามยาว 3ซม.เมล็ดมี1-3เมล็ด

ตะคร้ำ/Garuga pinnata


ชื่อวิทยาศาสตร์    ---Garuga pinnata Roxb.
ชื่อสามัญ    ---Garuga
ชื่ออื่น    ---กอกฟาน กะตีบ แขกเต้า ค้ำ อ้อยน้ำ
ชื่อวงศ์    ---BURSERACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตการกระจายพันธุ์    ---อินเดีย พม่า ลาว กัมพูชา เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ 

             

ไม้ ยืนต้นขนาดกลางผลัดใบ พบ ขึ้นตามที่ราบป่าโปร่งและป่าผลัดใบ ป่าดิบแล้งและป่าเบญจพรรณชื้น ที่ระดับความสูง550-1,200เมตรเรือนยอดเป็นพุ่มกลมหรือทรงกระบอก พบขึ้นตามที่ราบป่าโปร่งและป่าผลัดใบ ป่าดิบแล้งและป่าเบญจพรรณชื้น ที่ระดับความสูง550-1,200เมตร ต้นตะคร้ำมีความสูงประมาณ 10-20 เมตร ลักษณะลำต้นเปลาตรง  โคนมักเป็นพูพอน เปลือกต้นสีเทาออกชมพูหรือเทาออกน้ำตาลมีรอยแตกตื้นๆ เปลือกด้านในสีครีม มีเส้นริ้วสีชมพูและมีน้ำยางสีชมพู กิ่งอ่อนและก้านช่อดอกมีขนสีเทา
ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ยาว 25-30ซม.ตอนยังเป็นใบอ่อนมีขน ใบแก่จะเกลี้ยง ขนจะติดหนาแน่นตามปลายกิ่ง ใบย่อย7-13คู่ รูปขอบขนาน รูปรี หรือรูปหอก ปลายใบแหลมเป็นติ่ง ขอบใบหยักกลม โคนใบแหลม หรือมนเบี้ยว ก้านใบสั้นมาก
 ดอก เป็นดอกสมบูรณ์เพศ ออกรวมเป็นช่อที่ยอดยาวประมาณ 15 ซม. ดอกสีเหลืองกลิ่นหอมอ่อนๆ
ผล เป็นผลสดสีเขียวเหลืองกลมมนมีเมล็ดเดียวขนาด1.5-2ซม.ปลายผลมีติ่งเมล็ดกลมมี เนื้อนุ่มภายในมีผิวแข็งหุ้มเมล็ดสีเขียวอมเหลือง แก่จัดสีน้ำตาลดำ ผลกินได้ ใบใช้เลี้ยงสัตว์ เปลือกไม้ทาทำให้ผิวดำ  ใช้ย้อมตอกสีดำ ใช้ฟอกหนังไม้ค่อนข้างแข็ง แต่ไม่ทนไม่ค่อยมีการใช้งานมากนักอาจใช้ทำเครื่องเฟอร์นิเจอร์คุณภาพต่ำ

ออกดอก :เดือนมีนาคม-พฤษภาคม, ติดผล : เดือนพฤษภาคม-ตุลาคม
 ขยายพันธุ์ : ด้วยการเพาะเมล็ด

ตะโกนา

 

ชื่อวิทยาศาสตร์          ---Diospyros rhodocalyx Kurz
ชื่อพ้อง    
---Diospyros finetii Lecomte
ชื่อสามัญ                  ---EBONY
ชื่ออื่น                      ---มะถ่านไฟผี , นมงัว, ตะโก, มะโก, พญาช้างดำ
ชื่อวงศ์                     ---EBENACEAE
ถิ่นกำเนิด                  ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตการกระจายพันธุ์    ---จากพม่าจนถึงภูมิภาคอินโดจีน

             ไม้ ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลางสูงได้ถึง 15เมตร ไม่ผลัดใบ เปลือกสีเทาดำแตกเป็นร่องยาว  ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับกัน รูปไข่กลับ โคนใบสอบเป็นรูปลิ่ม ป้อมหรือป้าน ปลายใบโค้งมน เนื้อใบค่อนข้างหนาและเกลี้ยง ขอบใบเรียบ  ดอกเดี่ยวสีขาวแยกเพศอยู่คนละต้น
ผลกลมมน ผลอ่อนสีเขียว มีขนสีน้ำตาลแดงปกคลุม ผลแก่สีเหลืองรับประทานได้เนื้อหุ้มเมล็ดมีรสหวาน ชอบแสงแดดจัดขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด

ออกดอก : ช่วงเดือนมีนาคม-เดือนมิถุนายน
ออกผล : เดือนพฤษภาคม-เดือนกรกฎาคม
ขยายพันธุ์ : ด้วยการเพาะเมล็ด

รกฟ้า/Terminalia alata

ชื่อวิทยาศาสตร์    ---Terminalia alata Heyne ex Roth
ชื่อพ้อง    
---Pentaptera cuneata DC.
---Pentaptera macrocarpa Wall.
---Pentaptera maradu G. Don
---Terminalia elliptica Willd.
---Terminalia macrocarpa Steud.
---Terminalia maradu Buch.-Ham. ex G. Don
---Terminalia ovata Rottl. ex C. B. Clarke
ชื่อสามัญ    ---Laurel, Indian laurel
ชื่ออื่น    ---เซือก, เซียก , ฮกฟ้า , เชือก , กอง
ชื่อวงศ์    ---COMBRETACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตการกระจายพันธุ์    ---เนปาล อินเดีย พม่า ลาว เวียตนาม  


ไม้ต้นไม่ผลัดใบสูง 35 เมตรพบมากในป่ากึ่งโล่งแจ้งทั่วภาคเหนือ ลักษณะ ลำต้นตรงยาว กิ่งก้านชูตั้งขึ้น เปลือกต้นสีน้ำตาลเทามีร่องยาวลึกและเป็นเกล็ด เปลือกชั้นในสีแดง
 กิ่ง ใบอ่อนและช่อดอกมีขนนุ่มสีสนิมเหล็ก เมื่อแก่เกลี้ยง ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามเยื้องกันเล็กน้อยรูปขอบขนานแกมรูปไข่ กว้าง 5-10ซ.ม.ยาว10-15ซม. ปลายใบแหลมหรือเกือบแหลม โคนใบมนหรือเบี้ยว เนื้อใบหนาคล้ายแผ่นหนัง
ดอก สีขาวหรือสีเหลืองแกมเขียว ออกเป็นช่อแคบยาว 6-17ซม. กลีบเลี้ยงรูปถ้วยปลายแยกเป็นห้าแฉก รูปสามเหลี่ยม ปลายแหลมโค้ง มีขนประปราย ด้านในมีขนยาวแน่น
ผลเป็นผลแห้งไม่แตก เปลือกแข็งเมล็ดเดียวมี5ปีก ผิวเกลี้ยง ออกดอกเดือนมิถุนายน
ไม้แข็งแรงทนทาน ดีสำหรับสร้างบ้าน สะพาน ส่วนมากใช้งานในบ้าน ทำวงกบประตู หน้าต่าง และทำเครื่องเรือน  ใบเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ได้ดี

ออกดอก-----เดือนกันยายน-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์-----ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด

มะพลับ/Diospyros malabarica

 

ชื่อวิทยาศาสตร์    ---Diospyros malabarica (Desr.) Kostel
ชื่อพ้อง                 ---Diospyros malabarica (Desr.) Kostel. var. siamensis (Hochr.) Phengklai
ชื่อสามัญ            ---Malabar ebony, Black-and-white ebony ,Pale moon ebony
ชื่ออื่น                ---มะพลับใหญ่, พลับ, มะกั๊บตอง, มะสูลัวะ, มะเขือเขื่อน
ชื่อวงศ์               ---EBENACEAE
ถิ่นกำเนิด            ---อนุทวีปอินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์   ---อินเดีย พม่า ไทย มาเลเซียและอินโดนีเซีย


ไม้ ยืนต้นขนาดกลางไม่ผลัดใบ สูง10-15 เมตร เปลือกนอกสีเทาปนดำ เรียบหรือแตกเป็นร่องเล็กตามยาว ถึงแตกล่อนเป็นสะเก็ดแล้วลอกหลุดเป็นแอ่งตื้นๆ เปลือกในสีน้ำตาลอมแดง กระพี้สีขาว กิ่งอ่อนเกลี้ยงยอดอ่อนสีน้ำตาลคล้ำ
ใบ เดี่ยวเรียงสลับแผ่นใบรูปขอบขนานหรือรูปขอบขนานแกมใบหอก ขนาด3-8x10-25 ซม.โคนใบสอบถึงรูปลิ่มมน ขอบใบเรียบ ปลายใบทู่หรือมน เนื้อใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ผิวใบเกลี้ยงเรียบทั้งสองด้าน ด้านบนสีเขียวคล้ำเป็นมัน ด้านล่างสีซีดกว่า ใบอ่อนออกสีชมพูสวยงามมาก
ดอก มะพลับจะมีดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน ดอกเพศผู้เป็นกระจุก กลีบเลี้ยง4กลีบ เชื่อมติดกันเป็นรูประฆังกว้างปลายแยกเป็นแฉก ดอกเพศเมียเป็นดอกเดี่ยว กลีบเลี้ยงและกลีบดอกคล้ายกับในดอกเพศผู้แต่ขนาดใหญ่กว่า การผสมเกสรต้องอาศัยแมลงและลมเป็นหลัก จะออกดอกช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เดือนพฤษภาคมและติดผลระหว่างเดือน พฤษภาคม-เดือนธันวาคม
ผล แบบผลมีเนื้อหลายเมล็ด รูปทรงกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง2.5-5ซม. ผลแก่นุ่มฉ่ำน้ำ ผลอ่อนมีขนกำมะหยี่ปกคลุม ผลสุกสีเหลืองอ่อนถึงส้ม โคนและปลายผลมักหยักบุ๋ม จุกผลรูปกงล้อหรือรูปจานปลายแยกเป็นห้าแฉกแผ่กว้างออกแนบโคนผล
มีขนสีน้ำตาลปกคลุมทั้งสองด้าน มีประมาณ12เมล็ด
เจริญเติบโตได้ดีในดินแทบทุกชนิด มีทรงพุ่มและสีสันของผลที่สวยงามแปลกตา
พบขึ้นตามรอยต่อระหว่างป่าบกกับป่าชายเลนโดยเฉพาะชายคลองน้ำกร่อย ห้วย หนองและชายป่าดิบชื้น

ออกดอก : ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์ : ด้วยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง

ไคร้ย้อย/Elaeocarpus grandiflora


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Elaeocarpus grandiflora J.E. Sm.
ชื่อพ้อง
---Perinka grandiflora (J. E. Sm.) Rafin.
---Monocera grandiflora (J. E. Sm.) Hook.
---Elaeocarpus grandiflorus var. angustifolius Gagnep.
ชื่อสามัญ             -----
ชื่ออื่น                 ---สารภีน้ำ (เชียงใหม่) จิก ดอกปีใหม่ (กาญจนบุรี) แต้วน้ำ (บุรีรัมย์) ปูมปา (เลย) คล้ายสองหู ผีหน่าย (สุราษฎร์ธานี) มุ่นน้ำ (เพชรบุรี)  อะโน (ปัตตานี)
ชื่อวงศ์               ---ELAEOCARPACEAE
ถิ่นกำเนิด            ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์   ---อินเดีย พม่า คาบสมุทรมาเลย์ สิงคโปร์

 


ต้น สูงประมาณ 5-30 เมตร ชอบขึ้นตามที่ลุ่มใกล้น้ำ  ตามลำห้วย ลำธาร ตามป่าดิบและขึ้นทั่วไปตามป่าโปร่งและป่าเบญจพรรณ ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 50-800เมตร
เรือนยอดแผ่กว้างเป็นพุ่มทึบ ผิวเปลือกต้นสีน้ำตาลอมเทา ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ รูป ไข่ โคนใบและปลายใบแหลม หนา ด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขนประปราย โคนใบสอบปลายใบเว้าเล็กน้อย ขนาดใบกว้าง2-5ซม.ยาว7-19ซม.
ดอก เป็นดอกช่อแบบช่อกระจะตามซอกใบและปลายกิ่ง ห้อยลง ดอกย่อยมีกลีบเลี้ยง5กลีบ กลีบดอก5กลีบ ที่โคนกลีบดอกด้านในจะมีกลุ่มขนเรียงตัวกันอยู่ ดอกตูมสีน้ำตาลปนส้ม เมื่อบานเป็นช่อ สีขาว
ผล สดสีเขียวมีเนื้อหุ้มบางๆ  ทรงกลมรีหรือรูปกระสวย กว้าง 1.5-2 ซม. ยาว 3-4 ซม. ผิวผลบางเรียบ เกลี้ยง แข็งมาก  มีเพียงเมล็ดเดียว

ระยะเวลาออกดอก : เดือน มกราคม-เมษายน ติดผล เดือนมีนาคม-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์ : ด้วยการ เพาะเมล็ดและตอนกิ่ง


มะกอกน้ำ/Elaeocarpus hygrophilus

ชื่อวิทยาศาสตร์    ---Elaeocarpus hygrophilus Kurz.
ชื่อพ้อง---
---Elaeocarpus glandulosus Wall. ex Merr.    
---Elaeocarpus madopetalus Pierre
ชื่อสามัญ    ---
ชื่ออื่น    ---สมอพิพ่าย สารภีน้ำ สีชัง
ชื่อวงศ์    ---ANACARDIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---อินโดจีน
เขตการกระจายพันธุ์    ---พม่า ไทย ลาว กัมพูชา


ไม้ยืนต้นขนาดกลาง แตกกิ่งก้านสาขามาก ต้นสูง 3-12 เมตร เปลือกลำต้นค่อนข้างเรียบ สีน้ำตาล ตามกิ่งมีรอยแผลใบชัดเจน ใบเดี่ยว รูปไข่กลับ ออกแบบเรียงเวียนสลับ หนาแน่นที่ปลายกิ่ง ใบรูปขอบขนาน กว้าง 2.5-5 เซนติเมตร ยาว 6-12 เซนติเมตร ปลายใบมน โคนสอบแคบเรียวแหลมติดก้านใบ ท้องใบและหลังใบเรียบ ขอบใบจักเป็นฟันเลื่อย
ดอกออก เป็นช่อตามซอกใบ ดอกย่อยสีขาว กลีบดอกมี 5 กลีบ ปลายกลีบดอกจักเป็นฝอยเล็กๆ กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ สีเขียว ปลายกลีบแหลม เกสรตัวผู้มีจำนวน 15-25 อัน
ผลกลมรีสีเขียวอ่อนมีเมล็ดขนาดใหญ่1เมล็ด รูปกระสวย ผิวขรุขระและแข็ง
เป็นไม้ที่เจริญเติบโตได้ดีในที่ลุ่ม ทนน้ำท่วม ปลูกเพื่อรับประทานผล หรือรับประทานโดยดองน้ำเกลือ

ขยายพันธุ์-----ด้วยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง

มะขวิด/Feronia limonia


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Limonia acidissima L. (Feronia limonia Swing.)
ชื่อพ้อง---
ชื่อสามัญ     ---Curd Fruit, Gelingga, Kavath, Monkey Fruit, Wood Apple
ชื่ออื่น     ---มะฟิด,มะฝิด (ภาคเหนือ)
ชื่อวงศ์    ---RUTACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ประเทศอินเดีย พม่า ศรีลังกา และอินโดจีน
เขตกระจายพันธุ์    ---มาเลเซียและเกาะชวากับเกาะบาลี อินโดนีเซีย

 
ไม้ ยืนต้นสูง 6-10เมตร ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงสลับ ใบย่อย5-7ใบ บางครั้งมี3-6หรือ9ใบรูปขอบขนานแกมไข่กลับ ขอบใบมักหยักกลม เนื้อใบมีต่อมน้ำมันกระจายอยู่ที่บริเวณขอบใบ ดอกช่อออกที่ปลายกิ่งประกอบด้วยดอกเพศผู้และดอกสมบูรณ์เพศอยู่ในต้นเดียวกัน กลีบดอกสีเหลืองแกมเขียวปนแดง ผลสดรูปทรงกลม ขนาด5-8ซม.สีเทาแกมน้ำตาลมีเปลือกแข็ง เนื้อผลเป็นเมือกเหนียว
เป็นไม้ท้องถิ่นของอินเดียตอนใต้ นำมาปลูกในภาคเหนือเพื่อใช้ผล ไม้หนักแข็ง ชักเงาได้ง่าย เปลือกไม้ให้ยาง ใบมีกลิ่นหอม ต้นไม้ใช้สำหรับเลี้ยงครั่ง

มะตาด/Dillenia indica

ชื่อวิทยาศาสตร์    ---Dillenia indica Linn.
ชื่อพ้อง---
---Dillenia elliptica Thunb.
---Dillenia elongata Miq.
---Dillenia speciosa Thunb.
ชื่อสามัญ    ---Indian Catmon, Elephant Apple, Chulta, Chalta, Ouu.
ชื่ออื่น    ---ส้มปรุ, ส้านกวาง, ส้านท่า, ส้านป้าว, ส้านปรุ, ส้านใหญ่, แส้น,  สั้น, บักสั้นใหญ่,  แอปเปิ้ลมอญ, ส้านมะตาด, ไม้ส้านหลวง
ชื่อวงศ์    ---DILLENIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เขตการกระจายพันธุ์    ---ตั้งแต่อินเดีย บังกลาเทศ และทางตะวันออกของศรีลังกาจรดทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน (มณฑลยูนนาน)
เวียดนาม และทางตอนใต้ของไทยถึงมาเลเซีย และอินโดนีเซีย
      

 

ไม้ ต้นขนาดกลางไม่ผลัดใบสูง 10-25 เมตร ลำต้นเปลาเปลือกหนาสีเทาหรือน้ำตาลแดง เปลือกชั้นในสีชมพู เรือนยอดเป็นพุ่มกลมมีขนตามกิ่ง  ใบรูปขอบขนาน ขนาดของใบกว้าง6-14ซม.ยาว15-35ซม.เนื้อใบบางด้านบนสีเขียวสดเป็นมันด้านล่าง มีขนประปรายบนเส้นใบ ดอกใหญ่ขนาด15-20ซม.สีขาวออกเดี่ยวๆตามง่ามใบกลีบดอกสีขาวบางร่วงง่าย กลีบรองดอกโค้งแข็งและอวบน้ำ  ผลขนาด8-10ซม. กลมใหญ่มีกลีบรองดอกสีเขียวหุ้มและโตพร้อมผล ชอบขึ้นตามป่าดิบและใกล้น้ำ ทนแล้ง ทนน้ำท่วม
ไม้ เนื้อแข็งปานกลาง แต่ไม่คงทน และมักโค้งงอ ใช้ทำสิ่งก่อสร้างในร่มและฟืน เป็นผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว มักทำเป็นวุ้น และแกง เนื้อผลใช้ทำแชมพู รากใช้แก้ไข้ เนื่องจากมีกลิ่นหอมจึงมีการเพาะปลูกในเรือนกระจกในเขตอบอุ่น

ออกดอก-----เดือน กรกฏาคม-กันยายน
ขยายพันธุ์-----ด้วยเมล็ด

มะหาด/Artocarpus lakoocha


ชื่อวิทยาศาสตร์    ---Artocarpus lakoocha Roxb.ex Buch.-Ham
ชื่อพ้อง    
---Artocarpus lakoocha Wall. ex Roxb.
ชื่อสามัญ    ---Lok hat,Monkey Jack, Monkey Fruit
ชื่ออื่น    ---หาด,ขนุนป่า,มะหาดใบใหญ่
ชื่อวงศ์    ---MORACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---อนุทวีปอินเดีย และเอเซียใต้
เขตการกระจายพันธุ์    ---ศรีลังกา อินเดีย พม่า คาบสมุทรมาเลย์ สุมาตรา บอร์เนียว

 

ไม้ ยืนต้นขนาดใหญ่ สูงถึง 25 เมตรไม่ผลัดใบลำต้นเปลาตรงเรือนยอดเป็นพุ่มกลมทึบ เปลือกต้นสีน้ำตาลออกแดงหรือน้ำตาลเข้ม ต้นแก่ผิวจะหยาบและเป็นเกล็ด และบริเวณเปลือกของลำต้นมักจะมีรอยแตกและมียางไหลซึมออกมามีสีขาวหรือขาวแกม เหลืองตามยอดอ่อน กิ่งอ่อนมีขน นุ่มสีเทาถึงสีน้ำตาลออกแดง ปกคลุมหนาแน่น
ใบเดี่ยวรูปไข่ขนาดของใบ กว้าง5-15ซม.ยาว10-30ซม. ขอบใบเรียบเนื้อใบค่อนข้างหนาเหนียวคล้ายแผ่นหนัง แผ่นใบสากคายมีขนนุ่มทั้งสองด้าน
ออก ดอกเป็นช่อกระจุกแน่นสีเหลืองหม่นถึงชมพูอ่อน ออกตามบริเวณซอกใบและปลายกิ่ง ช่อดอกเพศผู้และเพศเมียอยู่บนต้นเดียวกัน ช่อดอกเพศผู้รูปขอบขนานกลีบดอกมี2-4หยัก ช่อดอกเพศเมียรูปเกือบกลม กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด
ผล ขนาด2.5-8ซม. สีเหลืองอ่อนหรือส้ม รูปร่างบิดเบี้ยวเป็นปุ่มปม ผิวนอกมีขนคล้ายกำมะหยี่ เนื้อในผลสีชมพูมีเมล็ดมาก ปลูกได้ทุกสภาพดินและ นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับกันมาก การใช้ประโยชน์อื่น เนื้อไม้ค่อนข้างแข็ง ชักเงาได้ดีใช้ในงานก่อสร้าง ใช้ทำเครื่องเรือน ทำเครื่องดนตรี โปงลาง รากให้สีเหลืองใช้ย้อมผ้า เนื้อไม้ใช้เป็นยาสมุนไพร เปลือกใช้รักษาแผลติดเชื้อ ยางแทนหมาก ใบเป็นอาหารสัตว์ เมล็ดเป็นยาถ่าย
พบ ขึ้นทั่วไปทั้งภาคตะวันออกเฉียงใต้ ภาคตะวันตกเฉียงใต้ และภาคใต้ ตามป่าเต็งรัง และป่าเบญจพรรณทั่วไป นิยมปลูกตามบ้านเรือน หรือตามสวนสาธารณะเพื่อให้ความร่มรื่น การใช้สอยด้านอื่นๆและประโยชน์ทางด้านสมุนไพร
เป็นไม้กลางแจ้ง ทนต่อสภาพแห้งแล้ง ต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง แสงแดดตลอดวัน

ระยะเวลาออกดอก : เดือนกุมภาพันธ์-เมษายน
ขยายพันธุ์ : ด้วยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่งหรือแยกลำต้นที่เกิดใหม่

มะหวด/Lepisanthes rubiginosa


ชื่อวิทยาศาสตร์    ---Lepisanthes rubiginosa (Roxb.) Leenh.
ชื่อพ้อง---
---Erioglossum edule (Blume) Blume
---Erioglossum rubiginosum (Roxb.) Blume
---Lepisanthes hirta Ridl.
---Sapindus edulis Blume
---Sapindus fraxinifolia DC.
---Sapindus rubiginosa Roxb.
ชื่อสามัญ    -----
ชื่ออื่น    ---หวดลาว หวดคา ชันรู มะหวดบาท  กำจำ มะจำ กำซำ มะหวดลิง หวดลาว
ชื่อวงศ์    ---SAPINDACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---อินเดีย จีนตอนใต้ ออสเตรเลีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เขตการกระจายพันธุ์    ---อินเดีย เวียตนาม จีน ฟิลิปปินส์ คาบสมุทรมาเลย์ อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย

ไม้ ต้นขนาดเล็ก สูง 5-10เมตร ไม่ผลัดใบพุ่มกลมค่อนข้างโปร่ง เปลือกเรียบหรือแตกเป็นสะเก็ดสีน้ำตาล ใบประกอบแบบขนนกเรียงสลับ ใบย่อย(2)3-6(9)คู่ ขนาดของใบย่อย กว้าง1.5-11ซม.ยาว3-31ซม. รูปร่างไม่แน่นอน  แผ่นใบหนา ผิวใบมีขนทั้งสองด้าน ด้านบนเห็นเส้นแขนงเป็นร่อง ด้านล่างเส้นใบนูนเด่น
ดอก ช่อ ออกที่ซอกใบสีขาว หรือเหลืองอ่อนเป็นช่อตั้งขึ้น มีกลิ่นหอมอ่อนๆผลอ่อนสีเขียวอ่อนเมื่อเริ่มแก่สีจะเปลี่ยนเป็นเหลืองและแดง พอแก่จัดจะเป็นสีม่วงดำ ขนาดผลยาวประมาณ 1.2 เซนติเมตร ผลรสหวานรับทานได้ สามารถเจริญเติบโตในดินทุกชนิดที่มีการระบายน้ำดี
ไม้ มีคุณภาพดี แต่ใช้ทำภาชนะและอุปกรณ์เล็กๆ ใบอ่อนกินได้ รากและใบรักษาไข้

ออกดอก----ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม
ขยายพันธุ์----ด้วยเมล็ด

แดง/Xylia xylocarpa


ชื่อวิทยาศาสตร์          ---Xylia xylocarpa (Roxb.) Taub. var. Kerrii (Craib ex Hutch.) I.C. Nielsen
ชื่อพ้อง---
---Xylia dolabriformis Benth.    
---Xylia kerrii Craib & Hutch.
---Mimosa xylocarpa Roxb.
ชื่อสามัญ                  ---Iron wood, Irul, Jamba, Pyinkado
ชื่ออื่น                      ---กร้อม ตะกร้อม ไปรน์ ปราน
ชื่อวงศ์                     ---LEGUMINOSAE-MIMOSOIDEAE
ถิ่นกำเนิด                  ---เอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เขตการกระจายพันธุ์    ---พม่า กัมพูชา ลาว ไทย เวียตนาม


ไม้ ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ไม่ผลัดใบสูง15-30 เมตร ลำต้นเรียวตรง กิ่งก้านลู่ลง เปลือกต้นบางสีครีมอมน้ำตาล หรือน้ำตาลอมแดง แตกล่อนเป็นแผ่นบาง เปลือกชั้นในสีชมพู เนื้อไม้สีส้มออกแดงกิ่งก้านและยอดอ่อนมีขนละเอียดสีเหลือง
ใบ ประกอบแบบขนนก2ชั้น มีก้านใบชั้นที่1เพียง1คู่ ออกตรงข้ามยาว10-30ซม. แต่ละเส้นมีใบย่อย3-7คู่เรียงตรงข้าม ใบย่อยรูปไข่แกมขอบขนาน โคนใบสอบ ปลายใบแหลมมน ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ใบบนจะใหญ่สุด  ใบแก่ด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขนสีน้ำตาลเล็กน้อย ผลิใบอ่อนระหว่างเดือนมีนาคม-เดือนเมษายน ภายหลังจากออกดอก ใบอ่อนกินได
ดอกเป็นช่อกระจุก สีเหลืองอ่อนถึงขาว เป็นช่อกลม มีดอกย่อยจำนวมากขนาดเล็ก ขนาด1.5-2ซม.ออกเป็นช่อใกล้ปลายยอด ดอกย่อยคล้ายดอกกระถินมีกลิ่นหอมอ่อนๆ
ผล เป็นฝักรูปไต แบนรูปขอบขนาน เรียว เปลือกหนาแข็งและปลายโค้งงอสีน้ำตาลอมเทา ผิวเรียบขนาดกว้าง3.5-6ซม.ยาว9.5-10.5ซม. เมื่อแก่จะแตกออกตามแนวตะเข็บ เมล็ดแบนแข็งสีน้ำตาลเข้ม มีหลายเมล็ด
เนื้อไม้สีแดงเรื่อๆหรือสีน้ำตาลออกแดง เป็นไม้คุณภาพชั้นดี แข็งแรง เหนียวและทนทานมากใช้สร้างบ้าน นิยมใช้ทำเสา รอด ตงขื่อ พื้นกระดาน ทำเฟอร์นิเจอร์คุณภาพสูง ดอกใช้ในอุคสาหกรรมผลิตน้ำหอมและเครื่องสำอาง เมล็ดนำมาคั่วสุกรับประทานได้
เดิม เป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่ของป่าเบญจพรรณ ปัจจุบันจำนวนลดลงเพราะถูกโค่น เนื่องจากเนื้อไม้มีคุณภาพดี เป็นพรรณไม้ที่ฟื้นตัวเร็วถึงแม้จะมีไฟป่าบ้าง นิยมปลูกตามบ้านเรือน ริมถนน หรือตามสวนสาธารณะเพื่อให้ร่มเงา

ระยะออกดอก : เดือนกุมภาพันธ์-เมษายน
ขยายพันธุ์ : เมล็ด ตอนกิ่ง

น้ำเต้าต้น/Crescentia cujete

 

ชื่อวิทยาศาสตร์    ---Crescentia cujete Linn
ชื่อพ้อง---
Crescentia acuminata Kunth
Crescentia angustifolia Willd. ex Seem.
Crescentia arborea Raf.
Crescentia cujete var. puberula Bureau & K. Schum.
Crescentia cuneifolia Gardner
Crescentia fasciculata Miers
Crescentia plectantha Miers
Crescentia spathulata Miers
ชื่อสามัญ    ---Calabash, Calabash Gourds, Calabash-tree
ชื่ออื่น    ---น้ำเต้าอินเดีย,น้ำเต้าญี่ปุ่น, น้ำเต้าต้น
ชื่อวงศ์    ---BIGNONIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---อเมริกากลาง  แคริเบียน
เขตการกระจายพันธุ์    ---ประเทศในเขตร้อน

 

ไม้ พุ่มขนาดกลางรูปทรงกิ่งมีลีลาอ่อนช้อยสวยงาม รูปทรงไม่ค่อยแน่นอน การตัดแต่งมีอิทธิพลต่อรูปทรงพันธุ์ไม้ประดับชนิดนี้เป็นต้นไม้ที่ไม่ต้อง การ การดูแลรักษามากนักไม่ค่อยมีเรื่องโรคและแมลงรบกวนเท่าไหร่ โตเร็ว  ทน แล้ง ปลูกแล้วหลังจาก 1ปีไม่ต้องรดน้ำเพิ่มเติมเป็นประจำ
ต้น สูงประมาณ 3-8 เมตร  ลำต้น เปลือกต้นหยาบแตกกิ่งก้านแผ่กว้าง เรือนยอดกลม ใบ ใบเดี่ยว ออกเป็นกระจุกตามกิ่ง ขนาดไม่เท่ากัน รูปไข่กลับแกมรูปช้อน ปลายใบมนหรือแหลม โคนใบสอบเป็นครีบ ดอก สีเขียวอมเหลือง มีลายสีม่วงแดง ออกเดี่ยวหรือคู่ห้อยตามลำต้นและกิ่ง กลีบเลี้ยงติดกันเป็นหลอดสั้นๆ ปลายแยกเป็น 2 แฉก เกสรเพศผู้ 4 อัน สั้น 2 ยาว 2 ดอกมีกลิ่นเหม็นหืน
ผลสีเขียวสวยงาม ห้อยกระจายทั่วไปภายในทรงพุ่ม รูปกลม ผิวเกลี้ยง  เมล็ด แบนสีน้ำตาลเข้ม ฝังอยู่ในเนื้อ แต่ ผลสุกปล่อยให้ร่วงเน่าแล้วเหม็นมากนะต้องคอยเก็บทิ้ง อย่าปล่อยให้เน่าคาสนามเหมาะกับพื้นที่บริเวณกว้างมากกว่าปลูกไว้ในบ้านที่มีพื้นที่ไม่มากนัก
ประโยชน์อื่นที่เกี่ยวกับเป็นยาสมุนไพรคือ ใบตำพอกแก้ปวดหัว ผลช่วยระบาย ขับเสมหะ แก้บิด ขับปัสสาวะ

ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด และตอนกิ่ง


ตีนเป็ดฝรั่ง/Crescentia alata

ชื่อวิทยาศาสตร์           ---Crescentia alata H.B.K.
ชื่อพ้อง---
Crescentia alata Kunth    
Crescentia ternata Sessé & Moc.    
Crescentia trifolia Blanco    
Otophora paradoxa Blume    
Parmentiera alata (Kunth) Miers    
Pteromischus alatus (Kunth) Pichon
ชื่อสามัญ                   ---Gourd Tree, Mexican Calabash, Winged calabash, Jicaro
ชื่ออื่น                       ---ตีนเป็ดฝรั่ง
ชื่อวงศ์                      ---BIGNONIACEAE
ถิ่นกำเนิด                   ---อเมริกากลาง เม็กซิโก คอสตาริกา
เขตการกระจายพันธุ์     ---ประเทศในเขตร้อน

 

       ไม้ ต้นไม่ผลัดใบขนาดเล็ก สูง4-10เมตร แตกกิ่งต่ำ โปร่ง แผ่กว้างคลุมลงมาเกือบถึงโคนต้น ปลายกิ่งมักลู่ลงพื้น เปลือกสีน้ำตาลเข้ม
ใบ ประกอบมีใบย่อยสามใบ ออกเป็นกระจุก ก้านใบยาว ดอกสีเขียวแกมม่วงออกเป็นกระจุก1-3ดอก ออกตามลำต้นหรือกิ่งใหญ่ กลีบดอกย่นไม่เป็นระเบียบผลสดกลมแข็งสีเขียวคล้ายส้มโอขนาดเล็ก
ไม้ต้นสูง 4-10 เมตร  ลำต้น  เรือนยอดโปร่ง แผ่กว้างเปลือกต้นสีน้ำตาลเข้ม ใบเป็นใบประกอบแบบใบย่อย3ใบ รูปใบหอก รูปไข่กลับค่อนข้างแคบ รูปช้อน หรือเป็นแถบยาวไม่มีก้านใบย่อย ออกเป็นกระจุกตามลำต้นและตามกิ่ง
ดอก ส่วนปลายสีเขียวอมเหลือง โคนสีม่วงเข้มถึงน้ำตาล มีลายสีม่วงแดง กลิ่นเหม็นหืน ออกเดี่ยวหรือคู่เป็นกลุ่ม 1-3 ดอก ตามลำต้นและกิ่ง กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยก 5 แฉกกลีบเลี้ยง 2 กลีบ โคนติดกันเล็กน้อย เกสรเพศผู้ 4 อัน สั้น 2อัน ยาว 2อัน
ผล ค่อนข้างกลมรี เปลือกเข็งหนา ผิวเกลี้ยง มีเมล็ดฝังอยู่ในเนื้อ

ระยะออกดอก : เกือบตลอดปี ดอกดกในช่วงฤดูหนาว
ขยายพันธุ์ :  ด้วยเมล็ดหรือตอนกิ่ง

สะแกนา

ชื่อวิทยาศาสตร์    ---Combretum Quadrangulare Kurze
ชื่อพ้อง---Combretum attenuatum Wall.
ชื่อสามัญ    ---Bushwillows, Combretums,  Sakae na (Thai)
ชื่ออื่น    ---แก,ขอนแข้,ซังแก,แพ่ง,สะแก
ชื่อวงศ์    ---COMBRETACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---เวียตนาม กัมพูชา พม่า ลาว ไทย
เขตการกระจายพันธุ์    ---อินเดียจนถึงคาบสมุทรอินโดจีน 

 

ไม้ ต้นสูง 4-10เมตร ไม่ผลัดใบหรือผลัดใบช่วงสั้นๆ เปลือกต้นสีขาวเรียบหรือมีร่องเล็กน้อย ขณะที่ต้นยังเล็ก กิ่งอ่อนล่างๆมักจะมีหนาม  กิ่งอ่อนเป็นสี่เหลี่ยม
ใบ เดี่ยวออกตรงข้าม รูปไข่กลับหรือมนรี กว้าง3-8ซม.ยาว5-19ซม.โคนใบสอบปลายใบมน ขอบใบเรียบ เนื้อใบสีเขียวซีด ด้านหลังใบมีเกล็ดละเอียดแน่น
ดอกสีขาวแกมเหลืองขนาด0.3-0.4ซม. ออกเป็นช่อ หลุดร่วงง่าย ผลขนาด2-4ซม.สีเขียวอ่อน รูปกลมมน เปลี่ยนเป็นเหลืองออกครีม ผลแห้งมีปีก4ปีก
ต้นไม้ปลูกเพื่ออนุรักษ์ดินและป้องกันลม

ออกดอก----ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม
ขยายพันธุ์----ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด


เพกา/Oroxylum indicum

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Oroxylum indicum (L.) Benth. ex Kurz
ชื่อพ้อง---Basionym: Bignonia indica L.
---Arthrophyllum ceylanicum Miq.
---Arthrophyllum reticulatum Blume ex Miq.
---Bignonia lugubris Salisb.
---Bignonia pentandra Lour.
---Bignonia quadripinnata Blanco
---Bignonia tripinnata Noronha
---Bignonia tuberculata Roxb. ex DC.
---Calosanthes indica (L.) Blume
---Hippoxylon indica (L.) Raf.
---Oroxylum flavum Rehder
---Oroxylum indicum Vent. nom. inval.[1]
---Spathodea indica (L.) Pers
ชื่อสามัญ---Broken Bone tree, Damocles tree, Indian Trumpet Flower,Indian caper, Midnight horror.
ชื่ออื่น --- ลิ้นฟ้า ลิดไม้ มะลิดไม้
ชื่อวงศ์ --- BIGNONIACEAE
ถิ่นกำเนิด---อนุทวีปอินเดีย
เขตกระจายพันธุ์---เทือกเขาหิมาลัย ภูฏาน จีนตอนใต้ อินโดจีน

 

ไม้ต้นกึ่งผลัดใบสูง5-13เมตร พบขึ้นในที่โล่งแจ้งในป่าชั้นที่สอง มักจะปลูกเพื่อรับประทานผลอ่อน เปลือกต้นสีน้ำตาลครีมอ่อน หรือเทาอ่อน มีรอยแตกละเอียดและแผลของใบ
ใบ ประกอบแบบขนนก 2-3 ชั้นขนาดใหญ่ ออกที่ปลายยอด ยาวถึง150ซม. ก้านใบบนสุดแยกออก1ครั้ง ก้านใบกลางแยก2ครั้งและก้านใบล่างแยก3ครั้ง ทำให้เห็นใบทั้งหมดเป็นรูปสามเหลี่ยม ใบย่อยขนาด5-10ซม.รูปไข่กลับปลายยาว ขอบใบเรียบ ก้านใบข้างและก้านใบร่วมโค้งพองออกที่ฐานและที่ข้อ
ดอก สีเหลืองครีมแกมเขียว โคนกลีบสีม่วง ขนาดใหญ่ กว้าง5-10ซมออกเป็นช่อตามปลายกิ่ง ช่อดอกตั้งขึ้นยาว60-180ซม.มักจะมีดอกและผลในกิ่งเดียวกัน ดอกบานตอนกลางคืน มีกลิ่นค่อนข้างสาบฉุน มักพบดอกร่วงบนพื้นดินตอนเช้า กลีบมักมีรอยขีดข่วนเกิดจากค้างคาวที่มากินน้ำหวานจากดอกในตอนกลางคืน
ผลแห้งแล้วแตกเมล็ดมีปีก เมล็ดแก่มีเยื่อบางๆเป็นปีกสีขาวคล้ายกระดาษซ้อนกันอยู่ในฝักมากมาย"คน จีนเรียกเพกาว่า "กระดาษพันใบ" เพราะ ลักษณะของเมล็ดที่ มีปีกสีขาวซ้อนกันอยู่
ก้านฝักเพกาชูสูงขึ้นไปในอากาศ บนส่วนยอดสุดของลำต้น ฝักแบนใหญ่ห้อยลงมา แลดูคล้ายลิ้นขนาดใหญ่ห้อยอยู่ คงเป็นเพราะอย่างนี้ ชาวอีสานถึงเรียกเพกาว่า ลิ้นฟ้า
ฝักเพกาที่นำมาใช้ เป็นผักนั้น ต้องเป็นฝักอ่อน ฝักเพกา ใช้ต้มหรือเผา "ต้องกินสุก"ซึ่งมีรสขมเล็กน้อย  ถือว่าเป็นยาเย็นในทางสมุนไพร เปลือกต้นเพกาย้อมผ้าให้สีเขียว
ตามตำรายาไทย มักจะใช้ "เพกาทั้ง 5" ได้แก่เปลือกต้น ราก ฝัก ใบ และเมล็ด ใช้รากเป็นยาบำรุงธาตุ แก้บิด ท้องร่วง เมล็ดเป็นยาระบาย เปลือกต้น รสฝาด เย็น ขมเล็กน้อย ใช้เป็นยาฝาดสมาน ขับลมในลำไส้
มากกว่านี้จะถูกไล่ให้ไปอยู่หมู่สมุนไพร แค่นี้ละกัน


เจ้าหญิงสีชมพู

ชื่อวิทยาศาสตร์          ---Melicope elleryana (F. Muell.) T.G. Hartley
ชื่อพ้อง    
---Euodia elleryana F. Muell
ชื่อสามัญ                  ---Pink Flower Doughwood
ชื่ออื่น                      ---เจ้าหญิงสีชมพู เจ้าสาวสีชมพู
ชื่อวงศ์                     ---ZANTHOXYLEAE
ถิ่นกำเนิด                  ---ออสเตรเลีย
เขตการกระจายพันธุ์    ---ประเทศในเขตร้อน


ชื่อไทยจะเรียกกันว่า เจ้าสาวสีชมพูหรือเจ้าหญิง สีชมพูก็ตามแต่เรียกกัน
ไม้ ต้นเดียวที่ได้ยินเรียกกันทั้งสองชื่อ เป็นไม้ต้นขนาดกลาง จากออสเตรเลีย สูงถึง 25 เมตร ลำต้น ทรง กระบอก เปลือกต้นสีเทาหรือน้ำตาลอ่อน  ใบคู่ สีเขียวเข้มดอกสี ชมพูออกเป็นช่อกระจุกกระจายตามลำต้นและกิ่ง  ออกดอกนานถึง3เดือนคือตั้งแต่เดือนมกราคม-เดือนมีนาคม
(ถ่ายรูปนี้เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์2554 )


ตานดำ/Diosperos montana


ชื่อวิทยาศาสตร์          ---Diosperos montana Roxb.
ชื่อพ้อง    
---Diospyros cordifolia Roxb.
ชื่อสามัญ                  ---Bombay ebony
ชื่ออื่น                      ---ตานส้าน ถ่านไฟผี มะเกลือป่า มะตูมดำ
ชื่อวงศ์                     ---EBENACEAE
ถิ่นกำเนิด                  ---เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อนุทวีปอินเดีย ออสเตรเลีย
เขตการกระจายพันธุ์    ---ศรีลังกา อินเดีย พม่า ไหหลำ ตอนเหนือของคาบสมุทรมาเลย์ ชวา หมู่เกาะซุนดาน้อย สุลาวาสี ฟิลิปปินส์และตอนเหนือของออสเตรเลีย

ไม้ ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลางสูง8-16เมตร ไม่ผลัดใบ ประเทศไทยพบในป่าดิบแล้งทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ในระดับความสูง500เมตรจากระดับน้ำทะเลกิ่งก้านมักมีหนาม เปลือกสีดำเป็นสะเก็ด      ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับอยู่ตามปลายกิ่ง รูปไข่กลับหรือรูปขอบขนานกว้าง2-4ซม.ยาว5-12ซม.โคนใบมนหยักเว้า ปลายใบแหลม ใบอ่อนมีขนนุ่มทั้งสองด้าน ช่อดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น ออกตามซอกใบสีเหลืองอ่อนยาว1ซม.
ผลกลมป้อม มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 2-3 ซม.ขั้วผลมีกลีบเลี้ยงติดอยู่ 4กลีบ สุกแล้วสีเหลือง
เนื้อไม้แข็งแต่ไม่ทนใช้ในงานแกะสลัก หรือทำเชื้อเพลิงคุณภาพดี เปลือกใช้รักษาเท้าแตก โรคดีซ่าน เพ้อระหว่างไข้ ใบอ่อนกินได้เหมือนผัก ผลใช้เบื่อปลา


ตานเสี้ยน/Xantolis siamensis

ชื่อวิทยาศาสตร์--- Xantolis siamensis (Fletcher) P.Royen
ชื่อพ้อง---
---Planchonella siamensis Fletcher    
---Pouteria siamensis (Fletcher) Baehni
ชื่อสามัญ---No common names have been associated with this taxon yet.
ชื่ออื่น---ตานเสี้ยน
ชื่อวงศ์---SAPOTACEAE
ถิ่นกำเนิด---ประเทศไทย
เขตกระจายพันธุ์---ภาคกลางและภาคตะวันตกของไทย

 

พบครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อ 2 มกราคม พ.ศ. 2469 โดยหมอคาร์ ชาวไอริช ที่จังหวัดกาญจนบุรี ชื่อสปีชีส์ตั้งเป็นเกียรติแก่ประเทศไทย
ตานเสี้ยนเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กผลัดใบ แตกกิ่งจำนวนมาก กิ่งขนาดเล็กและเหนียว
ใบเดี่ยว ดอกช่อ สีขาวนวล กลิ่นหอม โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นสองชั้น ชั้นละ 5 กลีบ
ออกดอกเดือนธันวาคม – มกราคม
ผลแก่เดือนมีนาคม – มิถุนายน


ลำดวน/Melodorum fruiticosum

ชื่อวิทยาศาสตร์    ---Melodorum fruiticosum Lour.
ชื่อพ้อง    
---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ    ---White cheesewood, Devil tree, Lamduan
ชื่ออื่น    ---หอมนวล
ชื่อวงศ์    ---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตการกระจายพันธุ์    ---อินเดีย พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียตนาม


ไม้ ยืนต้นขนาดเล็กสูงได้ถึง10-1 8เมตรไม่ผลัดใบ เรือนยอดเป็นพุ่มกลม เปลือกนอกสีน้ำตาลเข้ม เรียบหรือแตกเป็นร่องตื้นตามยาวลำต้น เปลือกในสีชมพู
ใบ เดี่ยวเรียงสลับรูปหอกแกมขอบขนานกว้าง2-3ซม.ยาว5-12ซม.ปลายใบแหลมโคนใบแหลม ปรือเบี้ยว ขอบใบเรียบ ใบเกลี้ยง หลังใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ท้องใบสีเขียวนวล    
          ดอกเดี่ยวออกที่ซอกใบที่ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงขนาดเล็ก3กลีบรูปเกือบกลม กลีบดอก6กลีบแข็งหนามีขนนุ่ม ชั้นนอก3กลีบชั้นใน3กลีบ ดอกบานเต็มที่ขนาด2-2.5ซม. กลีบดอกสีเหลืองนวลแข็งหนา มีกลิ่นหอม โดยดอกจะเริ่มแย้มและส่งกลิ่นหอมแรงตั้งแต่ช่วงเย็น วันรุ่งขึ้นจะส่งกลิ่นหอมอ่อนๆในช่วงกลางวัน ดอกบานวันเดียวและร่วงในวันต่อมา กลีบดอกที่ร่วงอยู่โคนต้นก็ยังส่งกลิ่นหอมไปได้ไกล
          ผลเป็นผลกลุ่ม สดแบบมีเนื้อ มีมากถึง27ผล ผลย่อยทรงกลมหรือรูปไข่ขนาด1-1.2ซม.ผลสุกสีดำปนม่วง มีคราบขาวก้านผลยาว1ซม. มีเมล็ด1-2เมล็ด ผลมีรสหวานรับประทานได้แต่ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารนก กับกระรอก  เสียก่อน        
นิยม นำมาใช้จัดสวนด้วยคุณสมบัติครบถ้วน ทรงพุ่มสวย ใบสวยดอกหอม ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด และตอนกิ่ง หากนำต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ดมาปลูก ควรเลือกต้นที่อวบอ้วนแข็งแรง แตกกิ่งรอบต้น ปลูกเดี่ยวๆหรือปลูกลงแปลง ให้ห่างจากต้นไม้อื่นประมาณ5เมตร จะได้ลำดวนที่ทรงพุ่มแผ่กว้างและโปร่ง จะปลูกชิดกันก็ได้แต่ดอกจะน้อย ถ้าต้องการให้ออกดอกในกระถางควรปลูกด้วยกิ่งตอน
ระยะเวลาออกดอก----เดือนธันวาคม-เดือนกุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์----ด้วยการเพาะเมล็ด และตอนกิ่ง

กระดังงาไทย/Cananga odorata




ชื่อวิทยาศาสตร์    
---Cananga odorata (Lam.) Hook.f. & Thomson
ชื่อพ้อง    
--- Basionym: Canaga latifolia (Hook. f. & Thomson) Finet & Gagnep.
---Uvaria odorata Lam.
---Canangium odoratum (Lam.) Baill. ex King
ชื่อสามัญ    ---Cananga, Ylang-Ylang
ชื่ออื่น    ---กระดังงาไทย,สะบันงา
ชื่อวงศ์    ---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ภาคใต้ของไทย,อินโดนีเซีย,ฟิลิปปินส์
เขตการกระจายพันธุ์    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้

 

  กระดังงาไทยเป็นไม้ ยืนต้นสูงประมาณ8-15 เมตร ลำต้นตรง เปลือกต้น เกลี้ยงสีเทา กิ่งลู่ลง ใบเดี่ยวเรียงสลับ เนื้อใบเรียบเกลี้ยงขอบใบเป็นคลื่น รูปมนรีสีเขียวเข้ม โคนใบมนปลายใบแหลมขนาดใบยาวประมาณ 15-18 ซม.
ดอกเป็นดอกช่อออกเป็นกระจุก ตามปลายกิ่งที่ซอกใบ กลีบดอกสีเหลือง หรือเหลืองอมเขียวมีลักษณะกลีบเรียวยาวมี6กลีบ ซ้อนกัน2ชั้น ชั้นละ3กลีบแต่ละกลีบม้วนบิดไปมา ขนาดดอกยาวประมาณ10ซม. กลิ่นหอม
ผลเป็นผลกลุ่ม
พบในป่าดิบชื้นในภาคใต้ตอนล่าง และมีปลูกทั่วประเทศ เป็นพันธุ์ไม้ที่คนไทยนิยมปลูกประดับบ้านประดับ สวนมาแต่สมัยโบราณแล้ว ดอกกระดังงาไทยใช้สกัดน้ำมันมาปรุงน้ำอบ และใช้ดอกปรุงเป็นยาบำรุงธาตุ หรือปรุงยาหอมบำรุงหัวใจ จัดอยู่ในเกสรทั้งเจ็ด คนโบราณจะใช้ดอกทอดกับน้ำมันมะพร้าวทำน้ำมันใส่ผม พันธุ์ไม้ชนิดนี้ชอบแดดปลูกกลางแจ้ง
ระยะออกดอก---เป็นระยะตลอดปี
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง

กระดังงาสงขลา/Cananga odorata


ชื่อวิทยาศาสตร์    ---Cananga odorata (Lam.) Hook. F. & Thomson var. fruticosa (Craib) J. Sinclair
ชื่อพ้อง    
---Canangium fruticosum Craib
ชื่อสามัญ    ---Ilang.-Ilang, Drawf ylang ylang
ชื่ออื่น    ---กระดังงาสงขลา,กระดังงาเบา
ชื่อวงศ์    ---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทางภาคใต้ของประเทศไทยที่จังหวัดสงขลา
เขตการกระจายพันธุ์    ---ประเทศในเขตร้อน


        "Ilang-Ilang" ในภาษา ตากาล็อคแปลว่าความเป็นป่า (วิกิพีเดีย)
กระดังงาสงขลาเป็นไม้พุ่มสูง1-2.5เมตร ทรงพุ่มแน่นทึบ แตกกิ่งมาก เปลือกสีเทาอมน้ำตาล และมีกลิ่นฉุน เนื้อไม้เปราะ
ใบเดี่ยวเรียงสลับ ขนาดของใบกว้าง5-8ซม.ยาว12-14ซม.โคนใบมนปลายใบแหลม ใบบางสีเขียวอ่อน ดอกช่อออกเป็นกระจุกออกตามกิ่งตรงข้ามใบ กลีบรองดอกมี3กลีบสีเขียวสั้นๆ กลีบในเรียงสองชั้น ชั้นนอก5กลีบชั้นใน15กลีบปลายกลีบเรียวแหลม โคนกลีบด้านในแต้มสีน้ำตาล เกสรเพศผู้และเกสรเพศเมียติดอยู่ที่ฐานกลางดอก
   ดอกอ่อนสีเขียวเมื่อบานเปลี่ยนเป็นสีเหลือง มีกลิ่นหอมแรง แต่หอมน้อยกว่ากระดังงาไทยแต่ดอกจะดกกว่า


  โดยปกติจะไม่ค่อยติดผล ถ้าติดผล ผลจะเป็นผลกลุ่ม มีผลย่อย 8-10 ผลรูปกลมรี กว้าง 1.2 ซม.ยาวประมาณ 1.5-1.8 ซม.เปลือกเรียบสีเขียว เมื่อแก่จัดสีเขียวอมเหลืองจนถึงม่วงดำ
   ถ้าปลูกได้สมบูรณ์ดีจะไม่มีวันที่ดอกจะขาดต้นเลย เป็นต้นไม้ที่ต้องการแสงแดดจัด ชอบดินที่มีอินทรียวัตถุมากๆ  

ระยะออกดอก-----ตลอดปี
ขยายพันธุ์-----ด้วยการตอนกิ่งหรือเพาะเมล็ด

จำปูน/Anaxagorea Javanica

ชื่อวิทยาศาสตร์    ---Anaxagorea Javanica Blume
ชื่อพ้อง    
---Fissistigma fuscum (Craib) R.E.Fr.          
---Melodorum fuscum Craib.
---Mitrephora crassipetala Ridl.
ชื่อสามัญ    ---Twin-seed
ชื่ออื่น    ---จำปูน
ชื่อวงศ์    ---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---มาเลเซีย อินโดนีเซีย
เขตการกระจายพันธุ์    ---ประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ประเทศไทยพบขึ้นทางภาคใต้ ในป่าดิบชื้น สถานภาพเป็นพืชหายาก



จำปูน เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางสูงประมาณ 10-15 เมตรมักพบอยู่ในเทือกเขาบรรทัด ภาคใต้ของไทยเป็นไม้ไม่ผลัดใบกิ่งก้านเกลี้ยงลำต้นเปลาตรง เปลือกเรียบสีเทาดำมีกลิ่นฉุน ลำต้นและกิ่งเหนียวมาก
ดอกออกเป็นดอก เดี่ยวมักออกตามยอดหรือโคนก้านใบ  ดอกสีขาวเป็นมันคล้ายกระเบื้องเคลือบ มี3กลีบลักษณะแข็งๆ เมื่อบานเต็มที่ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางดอกประมาณ 2 เซนติเมตร มีกลิ่นหอมแรงและส่งกลิ่นหอมไกล เมื่ออกดอกจะหอมกรุ่นกลิ่นตลบในเวลากลางวันออกดอกตลอดปี มีดอกดกในช่วงฤดูฝน ดอกบานวันเดียวแล้วร่วง ต้นที่อยู่ในที่ร่มและชื้นพอเหมาะจะออกดอกดก

ขยายพันธุ์ด้วยวิธีเพาะเมล็ด และตอนกิ่งไม้ชนิดนี้ปักชำไม่ขึ้น เพาะเมล็ดดีที่สุด
เตือนไว้หน่อย เพราะความที่หอมมากใครก็อยากปลูก แต่จะปลูกให้งามค่อนข้างยากยิ่งให้ออกดอกดกอย่างใจแล้ว บางคนสิ้นหวังไปเลย
เมื่อ ก่อนประมาณเกือบยี่สิบปีมาแล้วมีจำปูนขุดล้อมจากใต้ กอใหญ่ๆนำมาขายในตลาดต้นไม้จตุจักรมากอยู่  ขายกอละเป็นเรือนหมื่นหลายหมื่นก็ มี ดอกติดมาเต็ม แต่ก็จะอยู่ได้ระยะหนึ่ง เพราะไม่สามารถปรับสภาพอากาศให้ปริมาณแสงแดดและความชื้น และการระบายน้ำให้เหมาะสมได้ เสียดายๆๆๆๆ ถ้าท่านจะซื้อขอแนะนำให้ซื้อต้นเพาะเมล็ด ถึงจะเล็กหน่อยก็ไม่เป็นไร ให้ปลูกอิงร่มไม้ใหญ่ไว้

จำปี/Michelia alba

ชื่อวิทยาศาสตร์    ---Michelia alba DC.
ชื่อพ้อง    
---ฺBasionym: Michelia × alba DC.
---Michelia longifolia Blume
---Sampacca × longifolia (Blume) Kuntze
ชื่อสามัญ    ---White Champaka,White sandalwood, White jade orchid tree
ชื่ออื่น    ---จุมปี จุ๋มปีี๋
ชื่อวงศ์    ---MAGNOLIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---อินโดนีเซีย
เขตการกระจายพันธุ์    ---ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งอินเดีย และประเทศจีนตอนใต้

 

จำปี เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่อาจสูงได้ถึง20 เมตร หรือกว่านั้นหากปลูกมานานปี กระจายพันธุ์อยู่ในไทย ชวาและมาเลเซีย ทรงพุ่มแผ่กว้างแตกสาขาได้เป็นพุ่มใหญ่ ใบหนาทึบ ลำต้นเป็นสีน้ำตาลหรือน้ำตาลอ่อน บริเวณที่เปลือกของลำต้นและกิ่งแก่ จะแตกเป็นร่องถี่ๆเล็ๆคล้ายวงร่างแหเป็นแนวยาวไปตามลำต้น กิ่งก้านเปราะหักง่าย ใบเป็นใบเดี่ยวออกเวียนไปตามกิ่ง รูปใบมนรีปลายใบแหลมขอบใบเรียบเกลี้ยงขนาดของใบกว้างประมาณ7-8ซม.ยาว18-22 ซม.
ดอกออกเป็นดอกเดี่ยวตามโคนก้านใบในส่วนบริเวณยอดของลำต้น ดอกซ้อนกัน 2 ชั้นมี 8-10 กลีบ ขนาดของกลีบดอกยาวประมาณ 5 ซม. ดอกสีขาวหรือเหลืองนวล เนื้อกลีบดอกค่อนข้างแข็ง หอมแรง และมีกลิ่นหอมจัดมากในเวลาเย็นจวนค่ำ เมื่อดอกโรยแล้วจะติดผลใช้เมล็ดแก่ภายในผลขยายพันธุ์ หรือจะขยายพันธุ์ด้วยวิธีตอนก็ได้
การปลูกจำปีอย่าปลูกในที่ลุ่มหรือน้ำท่วมถึง  ถ้าปลูกหน้าฝนให้ปลูกเหนือดินและพูนโคนค้ำยันให้แน่นหนา อย่าให้น้ำขังในหลุม รากจะเน่า


จำปีสิรินธร/Magnolia sirindhorniae


ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Magnolia sirindhorniae Noot.&Chalermglin
ชื่อพ้อง---
ชื่อสามัญ---
ชื่ออื่น ---จำปีสัก จำปา
ชื่อวงศ์--- MAGNOLIACEAE
ถิ่นกำเนิด---พืชเฉพาะถิ่น ประเทศไทย
เขตกระจายพันธุ์---ซับจำปา อ.ท่าหลวง จ.ลพบุรี


ไม้ ยืนต้นสูง20-25เมตร ลำต้นใหญ่เปลาตรง ต้นแก่เปลือกแตกเป็นร่องตามยาว มีกลิ่นฉุนเฉพาะตัว เนื้อไม้และกิ่งเหนียว พบว่ามีเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้นที่ระดับอก 50-200 เซนติเมตร  กิ่งอ่อนสีเขียวอมน้ำตาล กิ่งที่อยู่ในระดับสูงมีเปลือกสีขาว มีช่องอากาศเป็นจุด หรือขีดนูนกระจายชัดเจน
ใบรูปรีปลายมนโคนใบสอบ ขอบใบเรียบ ดอกสีขาวนวลออกเดี่ยวตั้งขึ้นตามซอกใบ กลีบดอกมี12-15กลีบ เรียงเป็นชั้นๆละ3กลีบ ผลเป็นผลกลุ่มรูปกลม มีผลย่อย15-25ผลเมล็ดสีแดงเข้ม

          เป็นพันธุ์ไม้ใหม่เฉพาะถิ่นพบในปีพ.ศ2542 ขึ้นแช่น้ำอยู่ในป่าพรุน้ำจืดในภาคกลางที่ซับจำปา อำเภอท่าหลวงจังหวัดลพบุรี
ลักษณะ เด่นที่แตกต่างจากชนิดอื่น คือขึ้นแช่น้ำและสามารถเจริญเติบโตอยู่ได้ในป่าพรุน้ำจืดปกติจำปี จำปาทุกชนิดทั่วโลกจะขึ้นบนพื้นที่ดอน หรือบนภูเขาหรือตามพื้นดินที่มีการระบายน้ำดี
ออกดอก---เดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฏาคม


จำปา/Magnolia champaca


ชื่อวิทยาศาสตร์    ---Magnolia champaca (L.) Baill. ex Pierre
ชื่อพ้อง    
---Basionym: Michelia champaca L.
---Magnolia champaca (L.) Baill.
---Magnolia champaca (L.) Figlar
---Magnolia membranacea P.Parm.
---Michelia champaca var. champaca
---Michelia tsiampacca Blume
---Michelia tsiampacca var. blumei Moritzi
---Michelia tsiampacca var. champaca (L.) P.Parm.
ชื่อสามัญ    ---Champaca, Champak, Orange chempaka, Golden champa, Sonchampa
ชื่ออื่น    ---จำปาเขา, จำปาทอง, จำปาป่า, จุมปา จุ๋มป๋า, จำปากอ, มณฑาดอย
ชื่อวงศ์    ---MAGNOLIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ประเทศอินเดีย
เขตการกระจายพันธุ์    ---อินเดีย เนปาล พม่า ลาว เวียตนาม ทิเบต ยูนนาน


จำปาทอง
 Michelia champaca Linn. Baill. ex Pierre var. champaca

ไม้ ยืนต้นไม่ผลัดใบ สูง 10-30 เมตร หรือกว่านั้น เรือนยอดรูปทรงเจดีย์ แคบและสมมาตร เปลือกลำต้นเป็นสีน้ำตาลอ่อน ผิวเรียบ เปลือกชั้นในสีครีมจะเปลี่ยนเป็นสีเข้มเมื่อมีแผลตัด เนื้อไม้มียาง ตามลำต้นมีเส้นเป็นรอยควั่นอยู่เป็นข้อๆมองเห็นชัด ตลอดลำต้นและกิ่งมีตุ่มละเอียดเล็กๆเป็นรอยประทั่วไป
ใบรูปไข่แคบค่อยๆสอบเข้าที่ปลาย ขนาดของใบยาว10-20ซม.กว้าง4-9ซม. ใบอ่อนมีขนนุ่มปกคลุม
ดอกจำปาเป็นดอกเดี่ยวออกตรงซอกใบสีส้มเหลือง ขนาดดอก4-5ซม. มีกลีบแคบๆ8-12กลีบ ผลเป็นเครือรวมประกอบด้วยผลย่อยรูปร่างกลม เปลือกเขียวมีประจุดขาวเมื่อแก่จะแตกด้านเดียว เมล็ดสีแสดและเป็นสีน้ำตาลแก่ ดอกบานวันเดียวโรย เริ่มส่งกลิ่นหอมตั้งแต่พลบค่ำ จนถึงกลางวัน
จำปา เป็นไม้กลางแจ้งออกดอกเดือนกุมภาพันธ์-เดือนสิงหาคม ปัจจุบันมีการคัดเลือกพันธุ์ที่ออกดอกได้เกือบตลอดปี ดอกดก ขนาดใหญ่มีสีเข้ม ที่เรียกกันว่า จำปาทอง
จำปา ชอบดินร่วนซุย ไม่ชอบดินเหนียวจัดหรือดินท้องนา ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดนำไปปลูก หรือด้วยวิธีตอน และสกัดไหลจากรากนำไปปลูกได้ ปัจจุบันนิยมใช้เป็นต้นตอสำหรับทาบกิ่งพืชชนิดอื่นในวงศ์เดียวกัน นืยมปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไปอย่างแพร่หลาย เพราะดอกสวยมีกลิ่นหอม ในธรรมชาติมีจำนวนลดลงเนื่องจากมีการตัดเพื่อเอาไม้คุณภาพสูงไปใช้
การใช้งานเนื้อไม้ค่อนข้างทน ง่ายในการขัดมันให้เงา ใช้ในงานไม้ละเอียดทำเฟอร์นิเจอร์ งานแกะสลักงานกลึง นิยมใช้ทำโลงไม้จำปา  
ในอินเดียอุปมาให้ต้นไม้ชนิดนี้เป็นพระลักษมี เทพธิดาแห่งความมั่งคั่ง เพิ่มความมั่งคั่งให้กับครอบครัว ดอกจำปานำมาใช้มากในพิธีทางศาสนา

จำปาเทศ/Pterospermum littorale Craib var.littorale

ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Pterospermum littorale Craib var.littorale
ชื่อพ้อง---
ชื่อสามัญ---
ชื่ออื่น ---จำปีแขก กะหนาย ขนาย ยวนปลา หำอาว
ชื่อวงศ์ --- STERCULIACEAE
ถิ่นกำเนิด---เป็นพรรณไม้ถิ่นเดียวของไทย
เขตกระจายพันธุ์---อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี



ต้น จำปาเทศหรือกะหนาย เป็นพรรณไม้ที่มีการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันของป่าดิบชื้น และป่าดิบแล้ง เป็นไม้ต้น สูงประมาณ 10-15 เมตร เปลือกต้นแตกเป็นร่อง แตกกิ่งยาวและห้อยลู่ กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลปกคลุมทั่วไป ใบเดี่ยวเรียงสลับ ระนาบเดียวกันรูปขอบขนานปลายใบแหลม โคนใบรูปหัวใจขอบใบเว้าไม่สม่ำเสมอ แผ่นใบด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างสีขาวออกเหลืองมีขนละเอียดสีเทาหนาแน่น ดอกสีขาวออกเป็นดอกเดี่ยวที่ซอกใบใกล้ปลายยอดขนาดดอก5-8ซม. มีกลิ่นหอม บาน1-2วันแล้วโรย กลีบเลี้ยงมี5กลีบ เป็นแผ่นหนาแข็งสีเขียวอมเหลือง ด้านในมีขนคล้ายกำมะหยี่สีขาว ด้านนอกมีขนสีน้ำตาล กลีบดอกมี5กลีบ บาง เรียงเวียนซ้าย  ผลแห้งแตกคล้ายสาแหรกเปลือกผลแข็งมีพู5พูเมล็ดมีปีกเป็นแผ่นสีขาวมีเมล็ด จำนวนมาก
ลักษณะ เฉพาะที่เด่น เป็นพรรณไม้ถิ่นเดียวของไทย พบครั้งแรกที่ ที่อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี โดยหมอคาร์ (A.F.G.Kerr)แต่มีการกระจายขึ้นอยู่ในแต่ละภาคทั่วประเทศ สถานภาพยังพอหาได้ในถิ่นกำเนิด
ต้นที่อยู่ในถิ่นกำเนิดในธรรมชาติใบมีรูปทรงเปลี่ยนแปลงได้ตามอายุของต้น หรือกิ่ง เมื่อต้นมีอายุมากขึ้นใบจะมีขนาดเล็กลงและขอบใบจักเว้าตื้น มีดอกสวยงามกลิ่นหอม ทนแล้งได้ดี
ออกดอก---เดือนเมษายน-ตุลาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด และตอนกิ่ง ต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ดจะมีพุ่มสวยงามกว่า ต้นที่ได้จากกิ่งตอน

จำปาแดง/Magnolia x soulangiana


ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Magnolia x soulangiana Soul.-Bod
ชื่อพ้อง---
ชื่อสามัญ---Magnolia
ชื่ออื่น ---จำปาแดง แมกโนเลีย
ชื่อวงศ์ --- MAGNOLIACEAE
ถิ่นกำเนิด---Hybrid ฝรั่งเศส
เขตกระจายพันธุ์---Cultivar

ไม้ ต้นขนาดเล็กสูง2-6เมตร แตกกิ่งมาก เปลือกต้นนิ่มและมีกลิ่นฉุน ผิวใบด้านล่างสากคาย ดอกตูมมีใบเกล็ดหุ้มดอก2กลีบ มีขนสีทองปกคลุมแตะละกลีบหนาแน่น ดอกบานกลีบดอกด้านนอกสีแดงอมม่วงด้านในสีขาว
ทยอยออกดอกตลอดปีเป็นช่วงๆโดยเฉพาะช่วงเดือนมกราคม-เดือนกุมภาพันธ์ จะมีดอกบานเต็มต้น ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆตลอดวัน สามารถปลูกเป็นไม้กระถางให้ออกดอกและตัดแต่งทรงพุ่มทำไม้แคระหรือบอนไซได้ ขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง ทาบกิ่ง

ดีหมี/ Cleidion spiciflorum


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Cleidion spiciflorum (Burm.f.) Merr.
ชื่อพ้อง---This name is a synonym of Acalypha spiciflora Burm.f.
ชื่อสามัญ---Dee mee (Thai)
ชื่ออื่น---ดีหมี
ชื่อวงศ์ --- EUPHORBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย ศรีลังกา


ไม้ไม่ผลัดใบขนาดเล็กสูง 12-15 เมตร พบในป่าดิบชื้นและ พบทั่วไปในป่าชั้นล่างที่ไม่มีไฟเข้ามักจะใกล้บริเวณธารน้ำ ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเล 900เมตร ลักษณะเรือนยอดทึบเปลือกต้นสีน้ำตาลเทา ใบเดี่ยวขนาดกว้าง3.5-8ซม.ยาว10-25ซม.ใบแก่บาง ขอบใบมีซี่ตื้นคมห่างๆ
ดอก แยกเพศแยกต้น ไม่มีกลีบดอกผลสีเขียวมีพู 2พูชัดเจน น้อยที่จะมี3พู ผิวนอกเหนียว เนื้อชั้นในบางสีน้ำตาล ผล1.5-2.8ซม.แยกได้2ซีกเมล็ดกลมเกลี้ยง ทุกส่วนมีพิษ นำมาใช้เป็นยาต้องระวังมาก

ขางปอยน้ำ/ Alchornea rugosa

ชื่อวิทยาศาสตร์--- Alchornea rugosa (Lour.) Müll. Arg.
ชื่อพ้อง---
---Alchornea javanensis (Blume) Backer & Bakh.f.
---Adelia glandulosa Blanco
---Alchornea hainanensis Pax & K.Hoffm.
---Alchornea javanensis (Blume) Müll.Arg.
---Alchornea petalostyla Airy Shaw
---Alchornea pubescens Merr.
---Alchornea rugosa var. macrocarpa Airy Shaw
---Alchornea rugosa var. pubescens (Pax & K.Hoffm.) H.S.Kiu
---Cladodes rugosa Lour.
---Conceveiba javanensis Blume
ชื่อสามัญ---Alchorn Tree
ชื่ออื่น---ขางปอย  ซ่าหมากไฟ  ดับยาง  เปล้าน้ำ
ชื่อวงศ์--- EUPHORBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พม่า จีนตอนใต้ ไทย อินโดจีน เมลเซีย ออสเตรเลีย(ควีนส์แลนด์)


ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูงได้ประมาณ 1-6 เมตร เมื่อขยี้มีกลิ่นเหม็นเขียว ยอดอ่อนมีขน ใบเดี่ยว เรียงสลับ ดอกเป็นดอกช่อ แยกเพศ กลีบดอกสีม่วง ผลมี ๓ พู เมล็ดรูปรีแบน สีน้ำตาลเป็นมัน
น้ำต้มรากและใบดื่มเป็นยาลดไข้และแก้ไข้มาลาเรีย เมล็ด เป็นยาถ่าย

มะเดื่อปล้อง/ Ficus hispida


ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Ficus hispida L.f.
ชื่อพ้อง---Ficus oppositifolia Roxb.
ชื่อสามัญ----Hairy Fig
ชื่ออื่น ---- เดื่อป่อง, เดื่อปล้อง
ชื่อวงศ์ --- MORACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย ออสเตรเลีย
เขตกระจายพันธุ์---ศรีลังกา อินเดีย กัมพูชา ไทย ลาว เวียตนาม จีนตอนใต้ คาบสมุทรมาเลย์ สุมาตรา ชวา สุลาวาสี หมู่เกาะซุนดาน้อย ปาปัวนิวกินี ออสเตรเลีย- รัฐควีนส์แลนด์

  

ไม้ ต้นขนาดเล็กสูง 3-5 เมตร เปลือกต้นสีเทา ต้นและกิ่งมีลักษณะเป็นข้อปล้องชัดเจน ทุกส่วนมีน้ำยางขาว ใบเดี่ยวเรียงสลับ ปลายใบแหลมโคนใบมน ผิวใบสาก กว้าง5-13ซม.ยาว11-28ซม. ขอบใบมีซี่หยักละเอียด โดยเฉพาะครึ่งปลายบน ดอกออกเป็นช่อตามกิ่งและลำต้น บางทีพบออกตามโคนต้น ผลกลมแป้นรูปลูกข่าง สีเขียวออกเหลือง มีจุดสีซีดกว่า ขนาด2.5-4ซม.
ชอบแสงแดดจัดขึ้นได้ดีในที่ค่อนข้างชื้น ช่อดอก ผลอ่อน รับประทานเป็นผักสด ผลแก่สีเหลือง
ออกดอกเดือนมกราคม-เดือนมีนาคม
ออกผลเดือนเมษายน-เดือนพฤษภาคม


กล้วยฤาษี/ Diospyros glandulosa


ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Diospyros glandulosa Lace
ชื่อพ้อง---
ชื่อสามัญ---
ชื่ออื่น --- จันป่า, เขือเถื่อน, เหล่โก่มอ
ชื่อวงศ์ --- EBENACEAE
ถิ่นกำเนิด----ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์----อินเดีย พม่า ไทย ลาว
ไม้ ต้นสูง 10-15เมตรไม่ผลัดใบหรือผลัดใบระยะสั้น พบตามป่าดิบเขากระจายทั่วไปที่ระดับความสูง 750-1,500เมตรลักษณะเปลือกต้นสีน้ำตาลอมเทาหรือ อมแดงมีรอยแตกใบเดี่ยวเรียงสลับรูปไข่ ขอบขนาน กว้าง3-6.5ซม.ยาว8-18ซม.ใบอ่อนมีขนสีน้ำตาลทองปกคลุมใบแก่เรียบเกลี้ยงหรือ มีขนสีน้ำตาลเข้มบนเส้นใบด้านบน
ดอก แยกเพศต่างต้น ดอกเพศผู้ออกเป็นช่อเล็กตามซอกใบ รูประฆัง กลีบเลี้ยงและกลีบดอก4-5กลีบ เกสรเพศผู้ 13-40อัน ดอกเพศเมียออกเป็นดอกเดี่ยวดอกใหญ่กว่าดอกเพศผู้ ผลขนาด2.5-4ซม.สีส้มอมเหลือง ฉ่ำน้ำ กลมหรือรูปไข่ ปลายบนและล่างบุ๋มเล็กน้อย มีขนคล้ายไหมปกคลุมหนาแน่นซึ่งถูหลุดออกง่าย ชั้นกลีบเลี้ยงที่เจริญตามผลแผ่กว้างและเป็นคลื่น เมล็ดสีน้ำตาลเข้ม3-7เมล็ด เรียงเป็นรูปดาว ผลรับประทานได้
กล้วยฤาษี ใช้เป็นต้นตอของต้นพลับในการติดตาและทาบกิ่ง

มะกล่ำตาไก่/Adenanthera pavonina  var. microsperma

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Adenanthera pavonina var. microsperma (Teijsm. & Binn.) I.C. Nielsen
ชื่อพ้อง---This name is a synonym of Adenanthera microsperma Teijsm. & Binn.
ชื่อสามัญ---
ชื่ออื่น ---- บนซี, ไพ
ชื่อวงศ์ ---- LEGUMINOSAE (FABACEAE)-MIMOSOIDEAE
ไม้ ต้นสูง 15เมตร พบตามป่าดงดิบ ป่าเบญจพรรณ หรือตามชายป่าเปิด ที่ระดับความสูงไม่เกิน 700เมตรยอดอ่อนลวกรับประทานได้ เมล็ดมีพิษ ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น ใบย่อยเรียงสลับรูปรี กว้าง1.1-1.5 ซม. ยาว2-3 ซม. ดอกสีเหลืองออกเป็นช่อ กลีบเลี้ยงรูปถ้วยยาว0.5-0.8 มม. ปลายแยกเป็นแฉกสั้น 5แฉก กลีบดอกรูปขอบขนานแกมรูปใบหอก ยาว2-3มม.ฝักแห้งแตก รูปแถบบิด กว้าง8-12 มม.เมล็ดรูปกลมถึงรูปรี สีแดงสด ขนาดกว้าง4.5-7 มม.ยาว5-8มม.
ออกดอก----เดือนเมษายนถึงตุลาคม

มะกล่ำตาช้าง/ Adenanthera pavonina

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Adenanthera pavonina L.
ชื่อพ้อง---
---Adenanthera gersenii Scheff.
---Adenanthera polita Miq.
---Corallaria parvifolia Rumph.
ชื่อสามัญ---Red Lucky Seed, Acacia Coral, Bead Tree, Circassian Seed, Coral Wood, Coralitos, Curly Bean
ชื่ออื่น : มะกล่ำต้น มะแค้ก หมากแค้ก มะแดง มะหัวแดง มะโหกแดง
ชื่อวงศ์ : LEGUMINOSAE (FABACEAE)-MIMOSOIDEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเชีย
เขตกระจายพันธุ์--- เอเซียใต้ และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ จากศรีลังกาจนถึงหมู่เกาะโซโลมอน


 ไม้ ผลัดใบระยะสั้นสูงถึง20เมตร กิ่งก้านใหญ่แผ่กว้าง พบ ขึ้นทั่วทุกภาคของประเทศไทย ตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณและป่าดิบชื้นทั่วไป นิยมปลูกตามบ้านเรือน วัดวาอาราม สวนสาธารณะเพื่อให้ร่มเงา เป็นไม้ประดับให้ร่มเงาได้ดีนิยมปลูกกันกว้างขวาง ลักษณะเปลือกต้นชั้นนอก ของมะกล่ำตาช้าง มีสีน้ำตาลแก่หรือออกเทา เปลือกชั้นในนุ่มสีครีมอ่อนใบประกอบแบบขนนก2ชั้น ใบย่อยขนาดกว้าง1-2ซม.ยาว1.5-3.5ซม. ฐานไม่สมมาตร ด้านบนใบสีเขียวอมเทา ด้านล่างสีอ่อนกว่ามีนวลเล็กน้อย ดอกขนาด0.3ซม. สีเหลืองครีม ดอกแก่เปลี่ยนเป็นสีส้ม ช่อดอกแคบยาว ออกในซอกใบบนๆหรือแตกแขนงที่ปลายกิ่ง ช่อยาว7.5-20ซม. ดอกมีกลิ่นหอมในตอนเย็นคล้ายกลิ่นดอกส้ม
ผล เป็นฝักยาว บิดเป็นเกลียวแน่น แตกได้เป็น2เส้น เมล็ดแบนเกลี้ยงและเป็นมันสีแดงสด ติดอยู่ในฝักเป็นเวลานานเมล็ดมีน้ำมันมาก เมล็ดใช้ตำพอกดับพิษรักษาแผลหนองฝี เนื้อไม้แข็งใช้ทำเสา ก่อสร้าง ทำเครื่องเรือน เกวียน ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์คุณภาพสูง ใช้ทำงานที่ละเอียด รากให้สีย้อมสีแดง


ปาโลแซนโตส/ Triparis cumingiana


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Triplaris cumingiana Fisch. & C.A.Mey. ex C.A.Mey.
ชื่อพ้อง---
---Triplaris arnottiana Meisn.
---Triplaris guayaquilensis Wedd.
---Triplaris lindeniana Wedd.
ชื่อสามัญ --- Ant Tree, Long John, Palozantos
ชื่ออื่น----ปาโลแซนโตส
ชื่อวงศ์ --- POLYGONACEAE
ถิ่นกำเนิด----อเมริกาใต้

เขตกระจายพันธุ์---บราซิล เปรู อิควาดอร์ โคลัมเบีย เวเนซูเอเล่า อเมริกากลาง ปานามา


                                ดอกผู้                                                           ดอกเมีย

  ไม้ ต้นขนาดเล็กสูง6-10เมตร เปลือกต้นหนาเรียบสีน้ำตาลอ่อนหรือเทา แตกกิ่งจำนวนมากแผ่เป็นพุ่มกว้าง ใบเดี่ยวรูปรี โคนใบมนเบี้ยวปลายแหลมแผ่นใบหนาเหนียว ช่อ ดอกแยกเพศออกพร้อมกันทั้งต้นที่ปลายกิ่ง ช่อดอกผู้มีหลายแขนงยาว30ซม.มีดอกย่อยเล็กๆจำนวนมากเกสรเพศผู้สีเหลืองอม เขียว ช่อดอกเพศเมียสีแดงสด เมื่อติดผลจะปลิวไปตามลม ดอกทยอยบานบานทนอยู่ได้1สัปดาห์ ส่งกลิ่นหอมแรงตลอดวัน หากเป็นต้นใหญ่ที่ออกดอกจำนวนมากจะหอมแรงจนฉุน ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด
เป็นไม้ต่างประเทศที่ทนแล้งได้ดี ทรงพุ่มแผ่กว้างสวยงาม
ออกดอก----เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์


แหนนา/Terminalia glaucifolia

ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Terminalia glaucifolia Craib.
ชื่อพ้อง---
ชื่อสามัญ---
ชื่ออื่น ---ตีนนก หางแหน แหนนก แหนขี้นก
ชื่อวงศ์ --- COMBRETACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย- ประเทศไทย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย พม่า ลาว

ไม้ต้นสูง 8-20เมตร พบตามป่าผลัดใบที่ระดับความสูง250-850เมตร
ลักษณะทรงต้นเรือนยอดกลม เปลือกสีเทาเข้ม ใบเดี่ยวรูปรี หรือรูปรี แกมรูปไข่กว้าง 4.5-6.5ซม.ยาว10-15ซม. ผิวใบเกลี้ยงด้านล่างมีนวล มักมีต่อมอยู่บริเวณกลางก้านใบ
ดอกสีเหลืองอมน้าำตาลออกเป็นช่อตามซอกใบกลีบเลี้ยงรูปถ้วยปลายแยกเป็น 5แฉกรูปสามเหลี่ยม เกสรตัวผู้10อัน รังไข่รูปรีมีขนแน่น ผลเมล็ดเดียวแข็ง กว้าง2.5-5ซม.ยาว2.5-4ซม.มีปีก2ปีก ปีกกว้างเท่ากับความยาว ส่วนกลางผลหน้าตัดกลม เมื่อแห้งมีสัน
ผลแห้งใช้เป็นไม้ประดับแห้ง เนื้อไม้ไม่ทน ใช้งานไม่แพร่หลาย

รูปเรื่องของพรรณไม้ตระกูลไทรที่มีหลายขนิด และนิยมใช้ในการปลูกเป็นไม้ประดับจัดสวน


Reference(s)อ้างอิง แหล่งที่มา

อ้างอิง, แหล่งที่มา
1 ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ http://qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=1182
หนังสือพรรณไม้สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 5 (Book 'Queen Sirikit Botanic Garden', Vol. 5)
2 สารานุกรมพืชในประเทศไทย (ฉบับย่อ) (Concise Encyclopedia of Plants in Thailand) http://www.dnp.go.th/botany/detail.aspx?wordsnamesci=Sambucus0simpsonii0Rehder
3 หนังสือสมุนไพรพื้นบ้านล้านนา.  (ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล)
4 ฝ่ายปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.  (นพพล เกตุประสาท).
5โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง, สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์กรมหาชน)
6 เวปไซต์เมดไทย https://medthai.com
7 ThaiHerbal.org http://thaiherbal.org/
8 หนังสือพรรณไม้สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 7 (Book 'Queen Sirikit Botanic Garden', Vol. 7)
9 ระย่อมตีนเป็ด---สารานุกรมพืชในประเทศไทย (ฉบับย่อ) (Concise Encyclopedia of Plants in Thailand) http://www.dnp.go.th/botany/detail.aspx?words=%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%94
10 สารานุกรมสมุนไพร เล่ม 4 กกยาอีสาน

Check for more information on the species:     
       
Plants Database    ---Names, synonymy and distribution    The Garden.org Plants Database    https://garden.org/plants/
Global Plant Initiative   --- Digitized type specimens, descriptions and use    หอพรรณไม้ - กรมอุทยานแห่งชาติ    www.dnp.go.th/botany/Herbarium/GPI.html
Tropicos    ---Nomenclature, literature, distribution and collections    Tropicos - Home    www.tropicos.org/
GBIF    ----Global Biodiversity Information Facility    Free and open access to biodiversity data    https://www.gbif.org/
IPNI  ---  International Plant Names Index    The International Plant Names Index - home page    http://www.ipni.org/
EOL    ---Descriptions, photos, distribution and literature    Global access to knowledge about life on Earth    Encyclopedia of Life eol.org/
PROTA     ---  Uses    The Plant Resources of Tropical Africa    https://books.google.co.th/books?isbn=9057822040
Prelude    ---Medicinal uses    Prelude Medicinal Plants Database    http://www.africamuseum.be/collections/external/prelude
Google Images   --- Images          

รวบรวมเรียบเรียง: Tipvipa..V
รูปภาพ : ทิพพ์วิภา วิรัชติ
บ. สวนสวรส การ์เด้น ดีไซน์ จำกัด
สวนเทวา-เชียงใหม่
www.suansavarose.com
www.suan-theva.com















 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view