สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

สารพัดต้นไม้จัดสวน

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

ต้นนี้อยู่บทไหน ดูที่นี่

ค้นหาต้นไม้ได้ตรงนี้

สวนสไตล์ต่างๆ

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

สัตว์ในสวน- ศัตรูพืช และโรคพืช- สารฉีดพ่นปลอดภัย

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ต้นไม้ชื่อนี้มีระดับ

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

เลือกปลูกต้นไหนดีหนา ?

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 22/09/2017
สถิติผู้เข้าชม 7,766,566
Page Views 12,296,681
 
« September 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930

ต้นไม้ใหญ่ 5

ต้นไม้ใหญ่ 5

ต้นไม้ใหญ่ 5



ขี้เหล็กบ้าน,ขี้เหล็กอเมริกัน,ไข่เน่า

จันทน์กะพ้อ, จันทน์ชะมด, จันทน์เทศ,จันทน์หอม

โพทะเล,ปอทะเล,โพฝรั่ง,พยอม,มะเกลือ,ขี้หนอน,ขานาง,พิกุล,โมกมัน

มะฮอกกานี,จันทน์ผา,จันทน์แดง,เลือดมังกร,สะเดาบ้าน,หูกวาง

หลิว,มหาพรหม,ขันทองพยาบาท,คงคาเดือด

กำแพงเจ็ดชั้น,กระถินเทพา,ยูคาลิปตัส,ลำพู,ลำแพน,ตะโกสวน,ติ้วขน,หมัน,พลับพลา

แสมขาว,แสมทะเล,มังคะ,หงอนไก่ทะเล,โกงกางใบเล็ก


ขี้เหล็กบ้าน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Senna siamea (Lam) Irwin&Barneby
ชื่อสามัญ : Thai Copper Pod
ชื่ออื่น : ขี้เหล็ก,ผักจี้ลี้
วงศ์ : CAESALPINIODEAE
ถิ่นกำเนิด : อินดิสตะวันออก มาเลเซีย อินเดีย ศรีลังกา

ไม้ ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงประมาณ 10-18เมตรไม่ผลัดใบ เปลือกต้นสีเทาอมน้ำตาล ตามยาวแตกเป็นร่องตื้นๆ แตกกิ่งก้านสาขาเป็นพุ่มแคบ

ใบ เป็นใบผสมชั้นเดียว6-12(15)คู่ ปลายใบมนหน้าใบเกลี้ยง หลังใบมีขนสั้นสีเหลืองซีดปกคลุม ดอกเป็นดอกช่อสีเหลืองสดยาว20-30ซม.กลีบ1.2-2ซม. ออกดอกตลอดปี ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

เนื้อไม้ใช้ในงานก่อสร้างบ้านเรือน เสา รอด ตง เครื่องเรือน นิยมปลูกประดับให้ร่มป้องกันแดดลมตามถนนหนทาง สวนสาธารณะ ยอดอ่อนและดอกอ่อนนำมาต้มทิ้งน้ำให้ขมน้อยหน่อยก่อนเอามาแกงใส่กระทิกับหมู ย่างอร่อยมากและมีประโยชน์ทางด้านเป็นสมุนไพร

พบขึ้นทั่วทุกภาคของประเทศไทย ตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ

ขี้เหล็กอเมริกัน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia spectabilis
วงศ์ :CAESALPINIODEAE

   ถิ่นกำเนิด: อเมริกากลาง


ไม้ ยืนต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ7เมตร ใบย่อย6-15คู่ดอกเป็นช่อใหญ่แตกแขนงที่ปลายกิ่ง สีเหลืองกลีบดอกล่างที่ใหญ่สุดจะโค้งงอ เกสรตัวผู้7อันยาวกว่า3อันที่เหลือ

ออกดอกเป็นระยะตลอดปีขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ใบและดอกของขี้เหล็กอเมริกันใช้เป็นอาหารได้เช่นเดียวกับขี้เหล็กบ้าน

ไข่เน่า

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Vitex glabrata R.Br.

ชื่ออื่น : คมขวาน ฝรั่งโคก ขี้เห็น
วงศ์ : LABIATAE

ไม้ ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูง8-20เมตร ทรงพุ่มกลมโปร่ง กิ่งอ่อนมีขนสั้นๆหนาแน่น ใบประกอบแบบนิ้วมือ มีใบย่อย3-5ใบ ขนาดไม่เท่ากัน ใบกลางมีขนาดใหญ่สุด ขอบใบเรียบหรือหยักเล็กน้อย

ดอกช่อออกที่ปลายกิ่งหรือซอกใบใกล้ปลายกิ่งช่อยาว8-20ซม.มีดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก สีขาวมี5กลีบ

               ผลรูปไข่หรือไข่กลับ เมื่อสุกสีดำ เนื้อในผลรับประทานได้ มีเมล็ด 1เมล็ด

พบขึ้นในป่าแล้ง ป่าเบญจพรรณ ชายป่าดิบชื้นในทุกภาคของประเทศ ในระดับความสูงตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนถึง 400เมตร

เป็นไม้ต้นที่ทรงพุ่มให้ร่มเงา เนื้อไม้ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ ผลสุกรับประทานได้ เปลือกและรากเป็นสมุนไพร

 จันทน์กะพ้อ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Vatica diospyroides Symington

 วงศ์ : DIPTEROCARPACEAE

เลื่องลือในด้านความเป็นไม้ดอกหอมมากต้น หนึ่ง ที่นักสะสมไม้ไทยมักต้องมีเก็บไว้ เป็นไม้โตช้ามากถ้าปลูกอยู่ในที่แจ้งแดดจัดมักไม่งามใบมักจะไหม้ เพราะที่พบตามธรรมชาติจะขึ้นปนกับไม้ยางที่เกิดในที่ราบหรือป่าดงดิบทางภาค ใต้ 

ไม้ ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลางสูง6-15เมตร ต้นแตกกิ่งมากที่ยอดเป็นทรงกลม เปลือกแตกและมีน้ำยางใสซึมออกมาใบรูปรีแกมขอบขนานหรือใบหอก สีเขียวเข้มเป็นมัน ใบอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดง ดอกออกเป็นช่อสั้นๆตามซอกใบและปลายกิ่ง มี5กลีบสีขาวหรือเหลืองอ่อน กลีบรองดอกเป็นรูปสามเหลี่ยม  มีขนสีน้ำตาลด้านนอก ดอกทยอยบานนาน1-2สัปดาห์ ดอกบานเพียงวันเดียว ออกดอกช่วงเดือนพฤศจิกายน-เดือนมีนาคม

ขยาย พันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด เมล็ดมีความงอกต่ำ ควรเพาะทันทีเมื่อเก็บมาจากต้น ชอบความชื้นสูง ทนน้ำท่วมขัง เหมาะปลูกในที่โล่งแจ้งริมน้ำ หรือในที่มีน้ำหลากน้ำท่วม ชอบน้ำมาก

จันทน์หอม

ขื่อวิทยาศาสตร์ : Mansonia gagei J.R.Drumm.ex Prain

ชื่อสามัญ : Kalamet

ชื่ออื่น : จันทน์ขาว, จันทน์พม่า, จันทน์

วงศ์ : STERCULIACEAE

             ไม้ ต้นไม่ผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง10-20เมตร เปลือกต้นสีเทาอมขาว หรือสีเทาอมน้ำตาล แตกเป็นร่องตื้นตามแนวยาวของลำต้น เรือนยอดรูปกรวยต่ำค่อนข้างโปร่ง

ใบ เดี่ยวออกเรียงสลับรูปรีแกมรูปขอบขนานหรือรูปรีแกมรูปไข่กลับ ปลายใบแหลม โคนใบเว้าเบี้ยวเล็กน้อยหรือเว้าเป็นรูปหัวใจ ขอบใบหยักเป็นคลลื่นห่างๆ แผ่นใบบางสีเขียวเข้ม

ดอกออกเป็นช่อเล็กๆตามปลายกิ่งและซอกใบ ดอกขนาดเล็กสีขาวอมเหลืองอ่อนๆ ภายนอกมีขนสีเทานุ่มปกคลุมทั่วไป

ผลรูปกระสวยส่วนปลายมีครีบหรือปีกเป็นรูปทรงสามเหลี่ยม

พบขึ้นทางภาคตะวันออกเฉียงใต้และภาคตะวันตกเฉียงใต้ ตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณและป่าดิบชื้นทั่วไป  ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

เนื้อ ไม้ กระพี้สีขาว แก่นสีน้ำตาลเข้ม ไสกบตกแต่งง่าย ไม้ที่ตายเองจะมีกลิ่นหอม ใช้ทำหีบใส่ผ้า เครื่องแกะสลัก ดอกไม้จันทน์ ธูป น้ำหอมที่ได้จากการกลั่นชิ้นไม้ใช้ปรุงเครื่องหอม และเครื่องสำอาง ปรุงน้ำอบไทย

จันทน์เทศ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Myristica fragrans Houtt.

ชื่อสามัญ : Nutmeg Tree

วงศ์ : MYRISTICACEAE

ชื่ออื่น : จันทน์บ้าน

ไม้ต้นสูง 5-18 เมตรใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปวงรีแกมขอบขนาน กว้าง4-5ซม.ยาว10-15ซม.ผิวใบมัน ดอกเดี่ยวหรือช่อ2-3ดอกออกที่ซอกใบ ดอกเป็นดอกแยกเพศอยู่คนละต้น ดอกย่อย รูปคนโทขนาดเล็ก สีเหลืองอ่อน

ผล เป็นผลสดฉ่ำน้ำ รกหุ้มเมล็ดสีแดงเรียกว่า ดอกจันทน์ มีเมล็ดเดียวสีน้ำตาลเปลือกแข็งเรียกว่าลูกจันทน์ ทั้งสองอย่างใช้เป็นเครื่องเทศแต่งกลิ่นอาหาร

โพทะเล

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Thespesia populneoides (Roxb.) Kostel

ชื่ออื่น : โพทะเล

วงศ์ MALVACEAE

                          ไม้ ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลางสูง 8-15 เมตร เรือนยอดค่อนข้างแน่นทึบแผ่กว้าง ลำต้นคดงอแตกกิ่งต่ำเปลือกเรียบสีเทาแล้วเปลี่ยนเป็นผิวขรุขระ มีรอยแตกตามยาวเมื่ออายุมากขึ้น มีช่องอากาศกระจายอยู่ทั่วไป เปลือกในเป็นเส้นใยเหนียวลอกออกได้ง่าย

ใบเดี่ยวเรียงสลับแผ่นใบรูปหัวใจขนาดกว้าง8-12ซม.ยาว9-13ซม.ขอบใบเรียบ ใบอ่อนที่ปลายยอดปกคลุมด้วยเกล็ดสีบรอนซ์หรือสีทองแดงหนาแน่น ดอกจะโน้มเอียงหรือห้อยลง ไม่มีริ้วประดับ

ผลแห้งแล้วแตกตามรอยประสานรูปทรงกลมแป้นปลายมนหรือแบนเล็กน้อยเมื่อแก่เต็มที่แตกออกเป็น5แฉกจากปลายผลลงมา1/2-2/3ของความยาว

พบขึ้นตามชายฝั่งทะเล ที่ดอน และริมฝั่งแม่น้ำลำคลองที่ได้รับอิทธิพลจากน้ำกร่อย ออกดอกติดผลเป็นระยะเกือบตลอดปีเขตกระจายพันธุ์ เฉพาะชายฝั่งมหาสมุทรอินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และเกาะไหหลำ

ปอทะเล

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hibicus tiliaceus L.
วงศ์ : MALVACEAE
ชื่ออื่น: ขมิ้นนางมัทรี, ปอฝ้าย,ปอนา,บา,ผีหยิก,ปอโฮ่งบารู

ไม้ ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลางสูง3-10เมตร ลำต้นสั้น คดงอ แตกกิ่งมากเปลือกเรียบเกลี้ยง สีเทาถึง น้ำตาลอ่อน เปลือกชั้นในสีชมพูประขาว มีกิ่งก้านสาขาทรงพุ่มใบหนาแน่น  แผ่นใบรูปหัวใจขนาดกว้าง5-10ซม.ยาว7-15ซม.เนื้อใบบางคล้ายกระดาษ

ดอก เดี่ยวออกตามง่ามใบหรือออกเป็นกระจุกด้านเดียวใกล้ปลายกิ่ง ดอกขนาดใหญ่ดอกบานขนาด5-10ซม. ออกดอกดกและออกตลอดปี ดอกสีเหลืองอ่อน แล้วค่อยๆเปลี่ยนเป็นแดงอมส้ม เมื่อดอกใกล้โรยจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมม่วง ผลเป็นแบบแห้งแล้วแตกกลางพู รูปไข่ถึงเกือบกลม ผลแก่แตกเป็น5ซีกเมล็ดเล็กรูปไตสีน้ำตาลจำนวนมาก
สามารถ ปลูกได้ในดินทุกชนิด ขึ้นเจริญงอกงามในที่ลุ่มมากกว่าในที่ดอน ทั้งในที่ใกล้น้ำกร่อย น้ำเค็ม หรือ น้ำเปรี้ยว ขยาย พันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและตอน ปักชำก็ขึ้นง่าย

ปอทะเลสามสี

มี รูปมาฝากรูปนี้ถ่ายที่ร้านอาร์ทร็อค สระบุรีใบด่างลายสามสีสวยอย่างนี้ มีต้นใหญ่ที่เป็นต้นแม่อยู่ใกล้ๆใต้ต้นดอกร่วงพราวสวยจริง แวะชมได้

โพฝรั่ง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hura crepitans L.

ชื่อสามัญ : Sand box tree, Monkey pistol, Portia tree, Umbrella tree, Monkey’s dinner bell

ชื่ออื่น : โพศรี ,โพอินเดีย,โพหนาม

วงศ์ : EUPHORBIACEAE

โพฝรั่ง หรือ โพศรีเป็น ไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลำต้นแก่มีหนาม มียางใส ใบเดี่ยวลักษณะคล้ายใบโพธิ์

ดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่บนต้นเดียวกัน ดอกตัวผู้มีสีแดงเข้มเป็นช่อดอกยาว ดอกตัวเมียเป็นรูปเห็ดเล็ก ๆ

ผลกลมแป้นเป็นกลีบเท่า ๆ กัน รูปทรงคล้ายผลฝักทอง เนื้อแข็ง ภายในมีเมล็ดคล้ายเมล็ดถั่วปากอ้า ในสมัยก่อนมีการนำผลที่ยังไม่สุกมาต้ม เจาะรู ตากให้แห้ง บรรจุทรายไว้ในผล ใช้สำหรับซับหมึกจากปากกา เป็นที่มาของชื่อ sand box tree
   เด็ก ๆ หรือผู้ใหญ่ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ มีการนำผลโพธิ์ศรีไปรับประทานและเกิดอาการพิษ ทั้งนี้เนื่องจากผลซึ่งมีลักษณะสวยงามและดึงดูดสายตา ประกอบกับมีเมล็ดซึ่งมีรูปร่างลักษณะคล้ายกับเมล็ดถั่วปากอ้าที่ใช้บริโภค



พยอม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Shorea roxburghii G. Don.ชื่อสามัญ : White meranti
ชื่ออื่น : กะยอม ขะยอม สุกรม
วงศ์ : DIPTEROCARPACEAE

ไม้ ต้นขนาดใหญ่อาจผลัดใบหรือไม่ผลัดใบก็ได้แล้วแต่สภาพแวดล้อมถ้าผลัดใบจะผลัด ใบในเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน ความสูงประมาณ 15-30 เมตร เปลือกแตกเป็นร่องสีเทาอมน้ำตาลเข้มเรือนยอดรูปไข่ทึบ

ใบรูปขอบขนานรี ขนาดกว้างประมาณ3.5-7ซม.ยาว8-15ซม.โคนใบมนและเว้าเป็นติ่งสั้นๆ ปลายใบป้าน หลังใบมีขนสีน้ำตาลนิ่มปกคลุม

ช่อ ดอกออกที่ปลายกิ่งหรือกิ่งข้าง ดอกออกเพียงข้างเดียวสีขาว มีกลิ่นหอมลือลั่น ออกดอกเดือนกุมภาพันธ์-เดือนเมษายน  ผลมี3ปีกใหญ่ ขนาด0.6-1x6-8 ซม.ปีกแคบปลายแหลม เมื่อแห้งจะเป็นสีน้ำตาลแก่

ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

นิยม ปลูกเป็นไม้ประดับและไม้ให้ร่มเงา ชอบดินร่วนระบายน้ำดี ถ้าปลูกในดินเหนียวหรือดินที่แฉะจะออกดอกน้อยมาก เวลาล้อม พะยอมต้นใหญ่จะล้อมยากมากเพราะมักพบตามป่าเบญจพรรณและป่าดงดิบที่เป็นดิน ทรายตุ้มดินมักแตก ทำให้พะยอมต้นใหญ่ที่ล้อมมาปลูกเพื่อจัดสวนจะมีราคาแพง  

เนื้อไม้แข็งและทน แต่ทำให้ไม้แห้งยาก ใช้ตกแต่งภายในและเครื่องเฟอร์นิเจอร์ เปลือกกินกับหมากให้แทนนินมาก
พบ ขึ้นตามป่าเบญจพรรณแล้งและชื้น ป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้งทั่วๆไปและ มักจะพบในป่าที่ถูกรบกวนน้อย พบทุกภาค ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 60-1,200 เมตร สังเกตุง่าย เมื่อดอกบานต้นจะปกคลุมด้วยดอกสีขาวทั้งต้น

                    การกระจายพันธุ์ อินเดีย พม่า กัมพูชา ลาว เวียตนาม คาบสมุทรมาเลย์

มะเกลือ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Diospyros mollis Griff.

ชื่อสามัญ: Ebony Tree

ชื่ออื่น : ผีเผา มักเกลือ

วงศ์ : EBENACEAE

ไม้ ยืนต้นผลัดใบหรือไม่ผลัดใบขนาดใหญ่ สูงได้ถึง 30เมตร เปลือกต้นสีดำเป็นรอยแตกสะเก็ดเล็กๆหรือเป็นร่องทั่วลำต้น เปลือกในสีเหลืองกระพี้สีขาว กิ่งอ่อนจะมีขนนุ่มขึ้นประปราย

            ใบ เดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่ หรือรูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง2-3ซม.ยาว4-7ซม. ปลายใบสอบแคบเข้าหากันโคนใบกลมหรือมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบบางเกลี้ยง สีเขียวเข้ม ใบอ่อนมีขนนุ่มทั้ง2ด้าน ใบอ่อนสีเงินใบแก่หนาสีเขียวเมื่อแห้งสีดำดอก ออกที่ซอกใบ แยกเพศอยู่คนละต้น ดอกเพศผู้ออกเป็นช่อสั้นประมาณ3ดอก ดอกเพศเมียเป็นดอกเดี่ยวกลีบดอกสีเหลือง  ออกดอกเดือน มกราคม-กันยายน

ผล เป็นผลสด กลมเกลี้ยงขนาด2ซม. ผลดิบสีเขียว ผลสุกสีดำ มีกลีบเลี้ยง4กลีบ ติดอยู่ที่ขั้วผล เมล็ดสีน้ำตาลอมดำเนื้อหุ้มเมล็ดเป็นวุ้นใสขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและ แยกลำต้นที่เกิดใหม่เนื้อไม้มีแก่นดำปลอด เนื้อละเอียดแข็งทนทาน ใช้ทำเครื่องเรือนเครื่องใช้อย่างดีเป็นพันธุ์ไม้พื้นเมืองของไทยที่ ไม้ มีน้ำหนักมากที่สุด(1,300กก/ม3)ใช้ ในงานแกะสลัก อุปกรณ์ดนตรี เครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องเฟอร์นิเจอร์ เปลือกใช้ดองเหล้าและยาเบื่อปลา ผลเป็นสีย้อมผ้าให้สีดำ เป็นยาถ่ายพยาธิ แต่มีพิษข้างเคียง

การ กระจายพันธุ์ พบทุกภาคของประเทศไทย พบมากทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณและป่าดิบชื้นทั่วไป นิยมปลูกตามบ้านเรือน วัดวาอาราม ริมถนนหรือตามสวนสาธาณะให้ร่มเงา ใช้สอยในด้านอื่นๆ และประโยชน์ทางด้านสมุนไพร

 ขี้หนอน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Zollingeria dongnaiensis Pierre

ชื่ออื่น : ขี้มอด

วงศ์ : SAPINDACEAE

ไม้ ต้นสูง20 เมตร  ผลัดใบ เรือนยอดรูปไข่หรือเป็นพุ่มกลม เปลือกนอกสีเทาดำ เรียบ แตกเป็นสะเก็ดเล็กๆมีรูระบายอากาศสีน้ำตาลทั่วไป เปลือกในสีขาว

ใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียวปลายคู่ เรียงสลับ มี5-8คู่ ใบย่อยรูปรีปลายใบแหลมโคนใบกลมมน ขนาดใบ กว้าง2-6.5ซม.ยาว5-16ซม.โคนใบเบี้ยว ปลายใบมนหรือสอบ หลังใบสีเขียวเป็นมัน ท้องใบมีขนสั้นนุ่ม แผ่นใบห่อเข้าเล็กน้อย ขอบใบเรียบ

ดอก ออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนง ยาวได้ถึง 30ซม. ดอกย่อยแยกเพศกลีบเลี้ยง สีเขียว5กลีบกลีบดอก5กลีบสีขาวหรือเหลืองขนาดบานเต็มที่3-4มม. ผลแห้งมีปีกยาว3ปีกเรียงตามยาว เมล็ดรูปไข่สีน้ำตาลอ่อน 

ออกดอกเดือน ธันวาคม-มกราคม ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

ขี้หนอนปลูกเป็นไม้ประดับได้ดี พุ่มหนา ให้ร่มเงาได้ดี ปลูกง่ายโตเร็ว ผลัดใบแล้วออกดอกขาวสะพรั่ง

พบทั่วไปในป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้ง

เขตการกระจายพันธุ์  พม่า กัมพูชา เวียตนาม ลาว

ขานาง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Homalium tomentosum (Vent.) Benth.

ชื่อสามัญ : Moulmein lancewood

ชื่ออื่น : ช้างเผือกหลวง, เปื๋อยคะนาง, ขางนาง, คะนาง, เป์๋อยคะนาง

วงศ์ : FLACOURTIACEAE

ไม้ ต้นผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงได้ถึง 40เมตร ลำต้นกลมตรง เปลือกต้นบางสีขาวนวลหรือเทาอ่อน โคนต้นมีพูพอน เรือนยอดเป็นพุ่มทึบกิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลนุ่ม

ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่กลับถึงรูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ กว้าง5-13ซม.ยาว10-20ซม.ปลายใบมนหรือกลม โคนใบรูปลิ่ม ขอบใบจักมนคล้ายฟันเลื่อย แผ่นใบสีเขียวเข้ม ท้องใบสีเขียวหม่นและมีขนสาก

ดอก ช่อแบบช่อเชิงลดห้อยลง ออกที่ซอกใบและที่ปลายยอด เป็นดอกสมบูรณ์เพศ ดอกย่อยขนาดเล็ก กระจุกละ2-3ดอก กลีบดอกเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็นแฉก สีเหลืองแกมเขียว ผลแห้งไม่แตก ขนาดเล็ก ภายในมี1เมล็ด  ออกดอกเดือนธันวาคม-มกราคม

เนื้อไม้สีน้ำตาลอมเหลือง แข็ง เหนียว ใช้ทำเครื่องมือการเกษตร ทำคานเกวียน คราด กระดาน เสากระโดงเรือ

พบขึ้นทางภาคเหนือและภาคกลางของประเทศไทย มีมากในจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี บริเวณที่เป็นเขาหินปูนที่สูง ป่าเบญจพรรณและป่าดิบทั่วไป

ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและแยกลำต้นที่เกิดใหม่

พิกุล

ชื่อสามัญ : Bullet Wood, Tanjong Tree
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mimosops elengi Linn.
วงศ์ : SAPOTACEAE

ไม้ ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงประมาณ 5-15 เมตร เรือนยอดแน่นทึบเป็นพุ่มกลม เปลือกสีเทาอมน้ำตาลมีรอยแตกตามยาวลำต้น

ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงตัวเวียนรอบกิ่ง รูปหอกแคบๆหรือรูปหอกแกมรูปไข่กลับ โคนใบแหลม ปลายใบมนหรือแหลม ใบเกลี้ยงขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่น

ดอกสีขาวเส้นผ่านศูนย์กลางดอกประมาณ 1ซม.มีกลิ่นหอมออกเป็นกระจุกตามปลายกิ่งและง่ามใบกลีบรองดอกมี2วง วงละ4กลีบ กลีบดอกมี24กลีบเรียงซ้อนกันเป็น2วง โคนกลีบเชื่อมติดกัน

ออกดอกระหว่างเดือน ตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน 

ผล รูปไข่ ขนาด1.5-2ซม.ภายในมีเมล็ด1-2เมล็ด ผลสุกสีแดงเนื้อเหลืองรสหวานรับประทานได้ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด พิกุลนิยมปลูกเป็นไม้ระดับและไม้ให้ร่มเงา เพราะมีเรือนยอดที่สวยงามและพุ่มทึบ


         ดอก พิกุล จัดเป็นหนึ่งใน พิกัด "จตุทิพยคันธา"   กลิ่นทิพย์ ๔ ประการ คือ   ดอกพิกุล ชะเอมเทศ มะกล่ำเครือ ขิงแครง.


พบขึ้นตามป่าดงดิบในภาคตะวันออกเฉียงใต้

มะฮอกกานีใบเล็ก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Swietenia mahogani (Linn.) Jacq
ชื่อสามัญ: Cuban Mahogany, True Mahogany
วงศ์ : MELIACEAE
ถิ่นกำเนิด : รัฐฟลอริดาตอนใต้  ประเทศสหรัฐอเมริกา

ไม้ ต้นผลัดใบขนาดกลางสูง 15-18 เมตร ลำต้นเปลาตรงใบเป็นใบประกอบ ใบค่อนข้างหนา และเหนียวหน้าใบสีสีเขียวเข้มเป็นมัน หลังใบสีอ่อนกว่าและมีเส้นกลางใบสีน้ำตาลแดง ดอก เป็นช่อเกิดตามง่ามใบตอนปลายกิ่งยาวประมาณ5-15ซม.ดอกสีเหลืองอ่อนอมเขียวออก ดอกประมาณเดือน มีนาคม-เดือนกรกฏาคม

ผล ขนาดกว้าง3-6ซม.ยาว9-12ซม.ผลแก่สีน้ำตาลเมื่อแก่จะแตกออกเป็น5พู เปลือกหนาภายในมีเมล็ดสีน้ำตาล ขนาดของเมล็ดรวมปีกประมาณ 0.4-0.8ซม.ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

นิยมปลูกให้ร่มเงาตามริมถนน ตามสถานที่ราชการ บ้านเรือนหรือสวนสาธารณะ
การกระจายพันธุ์ อเมริกาตอนใต้ เม็กซิโก ประเทศในเขตร้อน

มะฮอกกานีใบใหญ่

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Swietenia macrophylla King
ชื่อสามัญ : Broad leaf Mahogany
วงศ์ : MELIACEAE

เป็น ไม้ผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่สูงประมาณ 15-18เมตรใบเป็นใบผสม ใบย่อยเรียงตัวแบบตรงข้าม3-8คู่ ใบย่อยรูปมนรีหรือขอบขนานฐานใบเยื้องกัน ปลายใบแหลม เนื้อใบหนาและเหนียวหน้าใบสีเขียวเข้มเป็นมัน หลังใบสีเขียวซีดดอกเป็นช่อยาวประมาณ10-15ซม.

ดอกสีเหลืองอ่อนหรือเหลืองอม เขียวขนาดผลใหญ่กว่ามะฮอกกานีใบเล็กกว้าง6-9ซมและยาว14-18ซม

ขยายพันธุ์ด้วย การเพาะเมล็ดนิยมปลูกเป็นไม้ประดับและให้ร่มเงาเช่นเดียวกัน

จันทน์ผา จันทน์แดง

ชื่ออื่น : จันทน์ผา,จันทน์แดง, ลักจั่น
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dracaena lourieri Gagnep.
วงศ์ : DRACAENACEAE

 จันทน์ ผาหรือจันทน์แดงคือต้นไม้ต้นเดียวกัน เพราะในไทยจะเห็นจันทน์ผาอยู่ 2 ต้นคือชนิดต้นที่มีใบกว้างและต้นที่มีใบแคบคม เคยคิดนะว่าจันทน์ผาคือต้นใบ กว้างและจันทน์แดงคือต้นใบแคบ ปลายเรียวแหลม นั่นล่ะคิดผิดเลย เพราะชื่อในวงพฤกษศาสตร์ใช้เรียกกันอยู่ชื่อเดียว และความกว้างหรือแคบของใบยึดถือเป็นความต่างชนิดของพันธุ์ไม่ได้
                         จันทน์ผาหรือจันทน์แดงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า "ลักจั่น" ซึ่งหมายถึงต้นไม้ที่ไม่ใช่ต้นหมากหรือมะพร้าว แต่ก็สามารถออกดอกเป็นจั่นได้อย่างจั่นหมากหรือมะพร้าว คือไปลักจั่นหมาก มะพร้าวมาออกได้ที่ต้นของมันเอง
                                 จันทน์ผานิยมปลูกเป็นไม้ประดับสำหรับจัดสวนมาก การขนย้ายจันทน์ผาแบบไม่มีดินติดรากละก็เตรียมสตางค์ไว้เสียค่าปรับได้ เพราะเหตุที่ว่าถูกขนจากป่าเอามาขายจนจะหมดป่าอยู่แล้วบางทีขุด ถอน ตัดทอนกันมาทำเป็นบ้างไม่เป็นบ้างตายไปอย่างน่าเสียดาย เลยถูกหมายหัวซะเลย 
    ประโยชน์ของจันทน์ผาในทางเป็นพืชสมุนไพรอย่างดีเลิศคือนำมาทำเป็น "น้ำยาอุทัย" ที่ผสมน้ำดื่มแต่โบราณนั่นแหละ โดยใช้เปลือกจันทน์ผาที่ยืนต้นแห้งตายแล้ว นำมาบดให้ละเอียดเป็นผงผสมน้ำ  มีกลิ่นหอมสีแดง ดังนั้น กลิ่นและสีของน้ำยาอุทัยจึงไม่ใช่สารสังเคราะห์ แต่มาจากต้นไม้ชนิดนี้นั่นเอง คุณสมบัติ ช่วยดับกระหายคลายร้อน
                                   การขยายพันธุ์ กิ่งแก่ปักชำ ในดินที่ชุ่มชื้นและแสงแดดรำไร ควรผสมดินลูกรังหรือหินให้มากในหลุมดินที่จะปลูก เพราะหากปลูกลงในดินล้วนๆยอดของจันทน์ผาที่จะเกิดใหม่จะลีบตีบเล็กลง ไม้ต้นนี้ชอบฝังรากลงในหินใต้ดิน และสามารถทนแล้งได้อย่างดีเยี่ยม

ลักษณะ เป็นไม้ต้นที่มีกิ่งก้านมากเปลือกต้นสีครีมอ่อน มีรอยแผลของใบติดๆกัน ใบขนาดกว้าง3-7ซม.ยาว50-80ซม.เรียงแบบสลับฐานใบจะโอบคลุมลำต้น ไม่มีก้านใบ ดอกขนาด0.7-1ซม.สีครีมหรือเขียวอมเหลือง ช่อดอกใหญ่ออกที่ปลายยอดยาวถึง100ซม.ผลกลมสีน้ำตาลอมเขียวมักจะมี1เมล็ด

               พบในท้องถิ่นทั่วไปโดยเฉพาะบนเขาหินปูน ต้นโตเต็มที่สูงได้ถึง17เมตรมีเรือนยอดได้ถึง100ยอด    

       ที่คล้ายกัน Draceana angustifolia พร้าวพันลำ   ไม่มีรูปให้ดู

การกระจายพันธุ์เวียตนาม ไทย ลาว

  เลือดมังกร

ชื่อสามัญ : Dracaena draco
ชื่ออื่น : เลือดมังกร
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dracaena lourieri Gagnep.
วงศ์ : DRACAENACEAE

รูปภาพจากหนังสือ Botanica' Pocket Trees & Shrubs

by Random House Australia Pty Ltd

   ชื่อ สกุลDracaenaมาจากภาษากรีกว่า drakianaหมายถึง มังกรเพศเมีย ซึ่งสื่อถึงลักษณะพิเศษของ Dracaena dracoที่มีน้ำยางสีแดงภายในลำต้น บางตำราว่า ชื่อสกุลนี้มาจากความศรัทธาของชาวเกาะเนรีที่มีต่อต้นไม้ชนิดหนึ่ง นั่นคือ Dragon Tree หรือ D. draco นั่นเอง ซึ่งนอกจากจะมีน้ำยางสีแดงแล้ว ยังมีลำต้นใหญ่มีใบสีเขียวแผ่กิ่งก้านสาขาคล้ายหัวมังกรอีกด้วย
                      เป็นต้นไม้ที่มีลำต้นกลมเมื่อโตเต็มที่จะมีเนื้อไม้อยู่ภายใน ดอกบานตอนกลางคืนมีกลิ่นหอม เลี้ยงง่ายขยายพันธุ์ง่ายโดยการตอนกิ่งปักชำ ชอบดินร่วนระบายน้ำดี เมื่อเล็กต้องการแสงแดดรำไรถึงครึ่งวันพอโตเต็มที่สามารถปลูกในที่ที่มีแสง แดดตลอดวัน

สะเดาบ้าน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Azadirachta indica A.Juss. var. siamensis Valeton

ชื่อสามัญ : Neem Tree

ชื่ออื่น : สะเลียม กะเดา กาเดา เดา

วงศ์ : MELIACEAE

ไม้ ยืนต้นผลัดใบขนาดกลาง สูง 5-10เมตร ทุกส่วนมีรสขม ยอดอ่อนแตกใหม่สีน้ำตาลแดง เปลือกสีเทาปนดำแตกเป็นร่อง เล็กๆ หรือเป็นสะเก็ด เปลือกที่กิ่งอ่อนเรียบใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ มีใบย่อย7-9คู่ ใบย่อยรูปหอกเบี้ยวเล็กน้อยขอบใบหยักฟันเลื่อย ดอกช่อออกที่ปลายกิ่งขณะแตกใบอ่อน กลีบดอกสีขาวมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกดอกช่วงประมาณเดือนธันวาคม-เดือนมกราคม

ผล รูปกลมรี ฉ่ำน้ำ ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีเหลืองอมเขียวผิวเรียบขนาด1.5-2ซม.มีเมล็ดเดียว สะเดาจะให้เมล็ดเมื่ออายุ5ปีขึ้นไป ขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่งและปักชำ

ปลูก สะเดานอกจากจะทำให้คิดถึงสะเดาน้ำปลาหวานแล้ว สรรพคุณทางด้านเป็นสมุนไพรก็ใช่ย่อยตำรายาไทยใช้ก้านใบเป็นยาแก้ไข้ทุกชนิด เปลือก ต้น ผล ดอกใช้ได้หมด แถมเมล็ดและใบมีสารอาซาดิเรซติน(Azadirachtin) ใช้สกัดเป็นยาฆ่าแมลงชนิดต่างๆได้หลายชนิด ฉะนั้นเมื่อนำมาปลูก จึงไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคแมลง นิยมปลูกเป็นแนวบังลม หรือให้ร่มเงาเพราะมีระบบรากลึกแข็งแรงทำให้ลำต้นแข็งแรง และทนแล้งได้ดีมาก

  หูกวาง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Terminalia catappa Linn.

ชื่อสามัญ : Singapore Almond , Indian Almond, Tropical almond,Sea Almond
วงศ์ :  COMBRETACEAE

 

ไม้ต้นผลัดใบขนาดใหญ่สูง 10-25 เมตร  เปลือกเรียบสีน้ำตาล เรือนยอดแผ่กว้างกิ่งก้านเรียงในแนวราบ เป็นชั้นๆคล้ายฉัตร ต้นโตเต็มที่เรือนยอดมักจะเปลี่ยนเป็นรูปไข่

ใบ เดี่ยวเรีงเวียนสลับเป็นกลุ่มตามปลายกิ่ง แผ่นใบรูปไข่กลับกว้าง8-15ซม.ยาว10-25ซม. ฐานใบกลมหรือค่อนเป็นรูปหัวใจ เนื้อใบหนาผิวใบเรียบเป็นมัน

        ดอกเล็กสีขาวออกเป็นช่อตามง่ามใบไม่แตกแขนง ช่วงปลายเป็นดอกเพศผู้ช่วงล่างเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ผลสีเขียวสด เรียบเป็นมัน มีสันแคบสองสันชัดเจน

เป็นไม้ท้องถิ่นของภาคใต้ มักขึ้นตามชายฝั่งทะเล ออกดอก2ครั้งใน1ปีคือในเดือน พฤศจิกายน-มกราคมและ มิถุนายน-สิงหาคม ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

เนื้อไม้ใช้ในการก่อสร้าง เปลือกต้นใช้ย้อมหนังสัตว์ ทำหมึก เมล็ดในผลรับประทานได้ ให้น้ำมันคล้ายน้ำมันอัลมอนด์
เขตการกระจายพันธุ์ มาดากัสการ์ เอเซียเขตร้อน ตอนเหนือออสเตรเลีย

หลิว

ชื่อสามัญ : Weeping Willow
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Salix babylonica Linn.
วงศ์ : SALICACEAE
ถิ่นกำเนิด : ประเทศจีน


ไม้ ต้นขนาดกลางสูง 10-15 เมตรเปลือกสีน้ำตาลเรือนยอดโปร่ง กิ่งก้านสีเขียวหรือน้ำตาลอ่อน ห้อยลู่ลง ใบเดี่ยวรูปใบหอกแคบๆ ปลายใบและโคนใบแหลม ขอบใบเป็นจักละเอียด เกลี้ยงใต้ใบสีเขียวอ่อน

ดอกไม่มีกลีบดอกดอกตัวผู้ตัวเมียอยู่แยกต้น เป็นไม้ปลูกเลี้ยงขยายพันธุ์ด้วยการตอน

 

มหาพรหม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mitrephora winitii Craib

วงศ์ : ANNONACEAE

ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูง5-15 เมตรเปลือกต้นหนาและฉ่ำน้ำสีน้ำตาลเข้ม มีกลิ่นฉุน มีช่องอากาศเป็นจุดๆ กิ่งอ่อนมีขนนุ่ม เนื้อไม้เหนียว แตกกิ่งจำนวนมาก ทรงพุ่มกลม ลำต้นมักเอียงและแตกกเ่งยอดใหญ่เป็น2-3ยอด

ใบ เดี่ยวรูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ กว้าง5-7ซม.ยาว12-16ซม.ผิวใบโคนใบมนเบี้ยว ปลายใบแหลม ใบหนา ผิวใบสากเส้นกลางใบและเส้นแขนงใบด้านบนเป็นร่อง ด้านล่างเป็นสันนูนเด่น

ดอกเดี่ยวมีกลีบดอกชั้นนอก 3กลีบ สีขาว กลีบดอกชั้นในประกบเป็นรูปกระเช้า  และมีลายสีม่วงแดงอ่อนๆเป็นแถบบนปลายกลีบ ดอกบานมีเส้นผ่านศูนย์กลาง7-8ซม.ออกดอกเดือน กุมภาพันธ์-เดือนเมษายน กลิ่นหอมและแรงในช่วงค่ำ

ผลเป็นผลกลุ่ม มีผลย่อย10-16ผล ก้านผลย่อยสั้นมาก ผลย่อยกลมรีกว้าง1.5ซม.ยาว2-2.5ซม.เปลือกผลมีขนนุ่มสีเหลือง มีเมล็ดหลายเมล็ด

การ ขยายพันธุ์ขยายด้วยการเพาะเมล็ด และทาบกิ่งโดยใช้มะป่วนเป็นต้นตอจะได้ดอกเร็วแต่ทรงพุ่มจะสวยไม่เท่าที่ได้ จากการเพาะเมล็ด ชอบแล้งควรปลูกในที่ดอนถ้าน้ำเยอะใบจะดกและออกดอกน้อย

พบ ในป่าดิบแล้งติดต่อกับป่าดิบชื้นทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ตั้งแต่จ.กาญจนบุรี ราชบุรี เพชาบุรีและประจวบคีรีขันธ์ ที่ระดับความสูง 100-600เมตร

เป็น พรรณไม้ถิ่นเดียวของไทยที่มีการสำรวจพบครั้งแรกโดยพระยาวนิจวนันดร ใน จ.ประจวบคีรีขันธ์เมื่อพ.ศ.2464 ตั้งชื่อให้เป็นเีกียรติแก่ผู้สำรวจพบ


ขันทองพยาบาท

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Suregada multiflora (A. Juss.) Baill.

วงศ์ : EUPHORBIACEAE

ชื่อ อื่น : กระดูก ยายปลูก ขนุนดง ขอบนางนั่ง ขัณฑสกร ช้องรำพัน สลอดน้ำ ขันทอง มะดูก หมากดูก ข้าวตาก ขุนทอง คุณทอง ดูกไทร ดูกไม้ เหมือดโรด ดูกหิน ดูกไหล ทุเรียนป่า ป่าช้างหมอง ยางปลอก  มะดูกดง มะดูกเลี่ยม

ไม้ ไม่ผลัดใบขนาดเล็กสูง4-15เมตร ทรงพุ่มแน่นทึบ ลำต้นตรง เปลือกต้นสีน้ำตาลแก่ ผิวบางเรียบ  ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปขอบขนานขนาดของใบกว้าง3-6ซม.ยาว9-14ซม.ใบ แก่เหนียวสีเขียวสดด้านบนเป็นมัน

         ดอกสีเหลืองกลิ่นหอมออกช่อละ5-10ดอกดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น ผลกลมโตมีสามพูแตกออกได้ ผลแก่สีส้มแดง แต่ละเสี้ยวมี1เมล็ดมีเนื้อบางๆสีขาวหุ้ม

กระถินเทพา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Acacia mangium Willd.

ชื่อสามัญ : Sabah salwood, Tongke hutan, Mangge hutan

ชื่อทางการค้า: ฺBrown salwood(ชื่อทางการค้าของออสเตรเลีย)

วงศ์ : LEGUMINOSAE-MIMOSOIDEAE

ไม้ ยืนต้นสูงได้ถึง30เมตร ลำต้นเปลาตรงไม่ค่อยแตกกิ่งแขนง มีช่วงลำต้นที่ปราศจากกิ่งก้านเกือบครึ่งหนึ่งของควมสูงทั้งหมด สามารถริดกิ่งเองตามธรรมชาติ  ลำต้นเมื่ออายุมากเปลือกจะแข็งหนา ขรุขระแตกเป็นร่องตามยาวสีน้ำตาลอ่อนถึงเข้ม ใบที่เห็นเป็นใบเทียม คือเป็นส่วนของก้านใบและแกนกลางของใบเปลี่ยนรูปขยายตัวแผ่กว้างออกไป ทำหน้าที่แทนใบคล้ายใบกระถินณรงค์ ซึ่งใบอาจโตได้ถึง25x10ซม.

ดอก เป็นดอกช่อประกอบด้วยดอกย่อยขนาดเล็กสีขาวครีม มีกลิ่นหอมอ่อนๆ รูปทรงกระบอกแบบหางกระรอก ยาวประมาณ10ซม.ออกดอกเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน

          ฝักอ่อนสีเขียวในตอนแรกและเหยียดตรงและจะมีสีเขียวเข้มขึ้นจนเป็นสีน้ำตาล เข้มถึงดำ เมื่อฝักแก่จัดจะบิดไปมาและม้วนขดเป็นกระจุก เมื่อฝักแก่จะแตกออกตามตะเข็บ มีเมล็ดเล็กรูปไข่สีดำห้อยติดอยู่กับใยสีส้ม

กระถินเทพาเป็นไม้ที่มีประโยชน์มากชนิดหนึ่ง กระพี้มีสีเหลืองอ่อน แก่นมีสีน้ำตาล นำไปใช้ก่อสร้างที่ไม่ต้องรับน้ำหนักมากจะ มีความแข็งแรงดี ทนทานปานกลาง เหมาะสำหรับใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ ไส และขัดเรียบได้ง่่่่่่่่่่่่่่่่ายและเป็นมันเงาลื่นไม่มีรอยเสี้ยน  ปอกเป็นแผ่นไม้บาง ทำเยื่อกระดาษ ไม้อัด ปาร์ติเคิลบอร์ด ไฟเบอร์บอร์ด กระดาษเขียนหนังสือที่มีคุณภาพใกล้เคียงกับเยื่อที่ได้จากไม้ยูคาลิปตัส

ใบ ของกระิถินเทพา สามารถใช้เป็นอาหารสัตว์ และใช้เป็นแหล่งให้น้ำหวานสำหรับเลี้ยงผึ้ง เนื่องจากบริเวณโคนใบมีต่อมน้ำหวาน ซึ่งมักพบแมลงต่างๆรุมตอมหาอาหารอยู่เป็นประจำดอกและเกสรก็เป็นแหล่งอาหาร ของผึ้งและแมลงเหมือนกัน

ไม้ ชนิดนี้มีการเจริญเติบโตดีมากในการทดลองปลูกเป็นสวนป่า ในระยะเวลา14ปีไม้กระถินเทพาสูงถึง30เมตร และเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น40ซม.สามารถขึ้นได้ดีในดินที่เป็นกรดมาก(pH4.2)  ดินลูกรัง ดินที่ผ่านการทำไร่เลื่อนลอย และที่ลาดชันที่มีหญ้าคาและสาบเสือขึ้นอยู่หนาแน่น กระถินเทพาก็สามารถเติบโตได้ดีอย่างน่าพอใจ เนื่องจากเป็นพืชตระกูลถั่ว มีปมรากที่ตรึงไนโตรเจนมาใช้ประโยชน์ได้ จึงสามารถปรับปรุงดินบำรุงดินให้ดีขึ้นได้ ทั้งนี้การใช้ประโยชน์ในด้านอื่น ยังสามารถปลูกเพื่อใช้เป็นร่มเงา เป็นไม้ประดับ เป็นพืชลุมดินและแนวกันลมได้อีกด้วย


ตะกู

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Anthocephalus chinensis (Lamk.) A.Rich.ex Walp.

วงศ์ : RUBIACEAE

ขื่ออื่น : กระทุ่ม กระทุ่มบก (กลาง)ตุ้มหลวง ตุ้มก้านยาว (เหนือ)ตุ้มขี้หมู กลองประหยัน(ใต้)

ตะกู(สุโขทัย จันทบุรี นครศรีธรรมราช)

          ไม้ต้นขนาดใหญ่ สูง15-30เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มกลม กิ่งก้านแผ่กว้างตั้งฉากกับลำต้น
ใบเป็นใบเดี่ยวเรีงตรงข้ามเป็นคู่รูปไข่กว้าง7.5-17.5ซม.ยาว

20ซม.หู ใบเป็นรูปสามเหลี่ยม แผ่นใบด้านบนมีขนสากและมีสีเข้ม ส่วนท้องใบจะมีขนสั้นๆแทบมองไม่เห็นแต่สัมผัสนุ่มมืออยู่ด้านล่าง เนื้อใบค่อนข้างหนาปลายใบมนหรือเป็นติ่งแหลม โคนใบป้าน

ดอก มีขนาดเล็กเกาะติดกันแน่นเป็นช่อสีขาวปนเหลืองหรือสีส้ม มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ลักษณะกลมเดี่ยวไม่เกิน 2 ช่อ กลุ่มดอกกลมโตประมาณ3.5-7ซม.ออกที่ปลายกิ่ง ตะกูจะออกดอกเมื่ออายุยังน้อยพบว่าเริ่มออกดอกเมื่ออายุประมาณ4ปี ออกดอกในช่วงระหว่างเดือนมิถุนายน-กันยายน

ผลเรียงกันแน่นเป็นก้อนกลมๆภายในมีเมล็ดอยู่เป็นจำนวนมาก

ตะกู เป็นไม้โตเร็วต้นสูงเปลาตรง เนื่องจากตะกูจะทำการสลัดกิ่งตลอดเวลาที่มีการเจริญเติบโต ทำให้ง่ายต่อการแปรรูป ได้ปริมาณเนื้อไม้สูง ได้ขนาดและความยาวตามต้องการ หากมีอายุ2ปีขึ้นไปจะทนต่อสภาวะน้ำท่วมขังและโดนไฟป่าไม่ตาย สามารถเจริญเติบโตได้หลังน้ำลด ทนแล้งปลูกง่าย รดน้ำอย่างสม่ำเสมอเพียงช่วง1-3เดือน ตะกูที่มีการตัดโค่นสามารถงอกขึ้นใหม่ได้อีก ทำให้ผู้ปลูกไม่ต้องลงทุนซื้อต้นกล้าหลายรอบ สามารถปลูกได้ทุกภาคของประเทศไทย

ไม้ ตะกูเป็นไม้ที่มีสีเหลืองนวลเนื้อไม้ละเอียด น้ำหนักเบามีความแข็งแรงทนทาน เนื้อไม้มีความเหนียว ไม่แตกหักง่าย มีคุณสมบัติป้องกันมอดแมลง ปลวก ในตัว จึงเป็นที่นิยมนำมาสร้างบ้าน ทำไม้พื้น ไม้กระดาน ทำเฟอร์นิเจอร์ได้ทุกชนิด ไม้ตะกูมีน้ำหนักเบากว่าไม้ประดู่หรือไม้มะค่า น้ำหนักเบาเท่ากับไม้สัก

ใน ทางวิชาการป่าไม้ ตะกูถือเป็นไม้เบิกนำที่โตเร็วมาก เพราะมีความเพิ่มพูนรายปี(MAI: Mean Annual Increment)ของเส้นผ่าศูนย์กลางเพียงอก(DBH: Diameter at Breast High) เกินกว่า3.0ซม.ต่อปี และมีเส้นรอบวงที่ระดับอก(GBH: Girth at Breast High)เกินกว่า100ซม.เมื่ออายุ10ปี ตะกูเป็นไม้ที่มีอายุรอบหมุนเวียนในการตัดฟันที่เหมาะสมเกินกว่า7ปีแต่ไม่ เกิน25ปี นั้นคืออยู่ระหว่าง10-20ปี

การปลูกต้นตะกูอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมของการปลูกป่าใหม่ เพื่อเพิ่มศักยภาพทั้งทางสิ่งแวดล้อมและทางเศรษฐกิจได้เร็วที่สุด

ยูคาลิปตัส

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Eucalyptus camaldulensis Dehn

ชื่อสามัญ : : Eucalyptus,  Red Gum

 วงศ์, MYRTACEAE

พืช ในสกุลยูคาลิปตัสส่วนใหญ่เป็นพืชถิ่นเดียวของประเทศออสเตรเลีย ยูคาลิปตัสชนิดนี้เป็นไม้ต้นสำคัญสำหรับการปลูกป่าในบางพื้นที่ เป็นชนิดที่เหมาะนำเนื้อไม้มาทำกระดาษ ไม้อัด ผนังสำเร็จรูป พื้นไม้ ประตู เสา เรือ ใช้แกะสลัก รวมทั้งใช้ทำฟืน และเผาถ่านได้

ลักษณะลำต้นเป็นไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่  มีความสูง 24-28  เมตร บางชนิดสูงถึง 50 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางอาจถึง 1-2 เมตรได้ รูปทรงเปลาตรงกิ่งก้านน้อย เปลือกมีลักษณะเรียบเป็นมัน  สีเทาสลับขาวและสีน้ำตาลแดงเป็นบางแห่ง เปลือกนอกจะแตกล่อนเป็นแผ่น เปลือกนอกหนา

ใบเดี่ยวออกเป็นคู่ตรงข้ามเรียงสลับ  ใบบาง ห้อยลง  รูปหอกแคบ ขนาดกว้าง 0.7-2 ซม ยาว 7.5 – 30ซม. ปลายใบเรียวแหลม ก้านใบยาว ใบสีเขียวแกมเทา ทั้งสองด้าน เส้นใบมองเห็นชัด

ช่อ ดอกออกที่ซอกใบ แบบซี่ร่ม หรือแบบกระจุกมี 7- 11 ดอก ก้านช่อดอก ยาว 0.6-1.5 เซนติเมตร ก้านดอกย่อยเรียว ยาว ดอกสมบูรณ์เพศ ดอกตูม รูปกลม หรือกรวยกลม ด้านบนเป็นฝาปิดรูปทรงกลม ปลายมีจะงอย ฝาปิดร่วงเมื่อดอกบาน ด้านล่างเป็นฐานดอกรูปถ้วย เกสรผู้ จำนวนมาก

ออกดอกเกือบตลอดปีขึ้นกับความสมบูรณ์ของต้นบางครั้งมีทั้งดอกตูมดอกบาน  ผลอ่อนและผลแก่ในกิ่งเดียวกัน

ผล รูปครึ่งวงกลมหรือรูปถ้วย  ผิวนอกแข็ง เมื่อยังอ่อนจะมีสีเขียว และเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเมื่อแก่    โดยปลายผลจะแตกแยกออก  ทำให้เมล็ดร่วงลงมา

เนื้อไม้มีแก่นสีน้ำตาล เนื้อไม้ละเอียด

ยูคาลิปตัส ชนิดที่ให้น้ำมันจากใบและยอดเมื่อสกัดด้วยไอน้ำ

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Eucalyptus globulus  Labill. (Eucalyptus citriodora Hook.)

ชื่อสามัญ : Eucalyptus, Blue Gum

องค์ ประกอบหลักของน้ำมัน คือ ยูคาลิปตอล (eucalyptol) ซึ่งมีกลิ่นหอมเย็น คล้ายกลิ่นการบูร ใช้เป็นส่วนผสมในยาดม ยาหม่อง สารซักฟอก สบู่ เปรย์หอมดับกลิ่น ยาไล่ยุงฆ่าแมลง


ลำพู

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Sonneratia caseolaris (Linn.) Engler

 ชื่อวงศ์ :SONNERATIACEAE

เป็น ไม้ยืนต้น สูง 8-20 เมตร เมื่ออายุน้อยเปลือกเรียบ และแตกเป็นร่องลึก เป็นสะเก็ดเมื่ออายุมากขึ้น บริเวณโคนต้นจะพบรากอากาศโผล่อยู่เต็มไปหมด ใบลำพูเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม แผ่นใบรูปรี   ปลายใบแหลมทู่ ถึงเป็นติ่งสั้นๆ ฐานใบรูปลิ่ม เส้นใบไม่เด่นชัด ก้านใบค่อนข้างแบน   สีแดงเรื่อๆ

ดอก ออกเดี่ยวๆที่ปลายกิ่ง วงกลีบเลี้ยงเป็นหลอดตื้นๆ รูปถ้วย ปลายแยกเป็นแฉกลึก 8 แฉก โคนกลีบเลี้ยงด้านในสีออกแดง เกสรเพศผู้จำนวนมาก โคนก้านสีแดง ปลายสีขาว ร่วงง่ายภายในวันเดี่ยว ออกดอกเดือน สิงหาคม-ธันวาคม ส่วนผลมีเนื้อและมีเมล็ด  ฝังอยู่ในเนื้อผล ผลรูปกลม  สีเขียวอ่อน กลีบเลี้ยงแผ่บานออก ผลสุกมีกลิ่นหอมและนิ่ม ออกผลเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์


การ เจริญเติบโต ขึ้นในเขตป่าชายเลนค่อนข้างจืด หรือมีช่วงระยะเวลา ที่ระดับความเค็มของน้ำน้อยเป็นเวลานาน มักขึ้นเป็นกลุ่ม ตามริมชายฝั่งแม่น้ำที่เป็นดินเลนเหนียว และลึก


ลำแพน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Sonneratia ovata backer

ชื่อวงศ์ : SONNERATIACEAE

ชื่ออื่น : อีกาย ลำแพนเขา

ไม้ ยืนต้นขนาดกลาง สูงระหว่าง10-15เมตร เปลือกต้นสีเทาดำแตกสะเก็ด ทรงพุ่มโปร่ง กิ่งก้านลู่ลง ก้านใบแข็งหนาเป็นสัน ใบหนาสีเขียวเข้มยอดอ่อนสีแดง  ดอกสีขาวผลรูปกลมมีฐานกลีบเลี้ยงดอกรองรับขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและตอน กิ่ง

ลำแพนมีลักษณะทั่วไปคล้ายลำพูมากแตกต่างที่ลำแพนไม่มีรากอากาศบริเวณโคนต้นเหมือนลำพู

ตะโกสวน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Diospyros malabarica (Dehr.) Kostel. var. malabarica

วงศ์ :EBENACEAE

ชื่ออื่น : ตะโกไทย

ไม้ ยืนต้นไม่ผลัดใบสูงถึง 15 เมตร โตช้า ต้นเล็กมักคดงอ ส่วนต้นโตจะเปลาตรง เปลือกสีเทาดำแตกเป็นร่องตามยาว ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปขอบขนานแกมรูปหอกกลับ โคนใบรูปลิ่มทู่ ขอบใบเรียบ  เนื้อใบเกลี้ยงหนา สีเขียวเข้ม

ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น ดอก สีขาวขนาดเล็ก ออกดอกเดี่ยวใกล้ซอกใบปลายยอด กลีบเลี้ยงและกลีบดอกอย่างละ4-5กลีบ กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกัน ออกดอกเดือนกุมภาพันธ์-เดือนพฤษภาคม

            ผลกลมมนด้านนอกมีขนนุ่ม จุกผลมีขนสีน้ำตาล ผลมีเนื้อมีหลายเมล็ด เมื่อสุกสีเหลืองอมเขียว ผลรับประทานได้มีรสหวาน เป็นไม้เนื้อแข็งเหนียว  พบในป่าดิบแล้ง ชอบแสงแดดจัด ขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

พลับพลา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Microcos tomentosa Sm.

วงศ์ : TILIACEAE

ชื่ออื่น : คอมส้ม กะปกกะปู ค่อม พลา ลาย สากกะเบือดง สากกะเบือละว้า จับมือแก พลาขาว พลาลาย น้ำลายควาย

ไม้ ต้นขนาดกลางสูง10-20เมตร ผลัดใบ เรือนยอดเป็นพุ่มกลมทึบ แตกกิ่งต่ำ โคนต้นเป็นพูพอนต่ำ เปลือกนอกสีน้ำตาลปนเทา แตกล่อนเป็นแผ่นสะเก็ดบางๆ เปลือกในสีขาว

ใบ เดี่ยวเรียงสลับรูปไข่กลับ แกมรูปขอบขนาน กว้าง3-8ซม.ยาว 8-17ซม.ปลายใบมีติ่งแหลม โคนใบมน ขอบใบหยักฟันเลื่อยจนถึงเรียบ ผิวใบมีขนปกคลุมทั้งสองด้าน ดอกออกเป็นช่อยาว3-15ซม.ตามปลายกิ่ง และซอกใบ ดอกตูมรูปกลม กลีบเลี้ยง5กลีบ กลีบดอก5กลีบสีเหลืองอ่อนดอกในช่อมีจำนวนมาก ดอกบานเต็มที่ขนาด1-1.5ซม.        ออกดอกเดือนเมษายน-เดือนพฤษภาคมผลแก่เดือน มิถุนายน-เดือนธันวาคม

ผล สดแบบมีเนื้อเมล็ดเดียว ขนาดผลกว้าง0.5-1ซม.ยาว1-1.5ซม. ผลสุกสีม่วงดำรับทานได้ เมล็ดแข็งรูปไข่ ชอบแดดจัดขึ้นได้ดีในดินเกือบทุกชนิดขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

การกระจายพันธุ์ พม่า กัมพูชา ลาว เวียตนาม จีน อินโดนีเซีย อินเดีย ศรีลังกา

ประเทศไทยพบขึ้นกระจายทั่วประเทศ ป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบแล้งและป่าดงดิบชื้น

แสมขาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Avicennia alba Blume

ชื่ออื่น : แสม(กลาง), แหม, แหมเล (ใต้), พีพีเล (ตรัง)

วงศ์ : ACANTHACEAE

ไม้ ต้นสูง10-20เมตร ไม่มีพูพอน ลำต้นเปลาตรงรูปทรงกรวยสั้นๆ แตกกิ่งระดับต่ำ กิ่งแขนงห้อยลง เปลือกสีเทาถึงคล้ำ ไม่มีช่องอากาศ มักมีสีสนิมหรือสีคล้ำซึ่งเกิดจากเชื้อราติดตามกิ่งและส่วนบนของต้น รากหายใจรูปดินสอ สูง 15-30 ซม.แผ่กระจายหนาแน่นรอบโคนต้น

ใบ เดี่ยวเรียงตรงข้ามตั้งสลับฉาก แผ่นใบรูปรีแกมรูปหอก ขนาดกว้าง3-5ซม.ยาว5-15ซม.เนื้อใบอวบน้ำแกมเหนียวคล้ายแผ่นหนัง ด้านบนสีเขียวคล้ำเป็นมัน ด้านล่างมีขนหนานุ่มสีเทา่อ่อนถึงขาวนวลปกคลุม ใบแห้งม้วนเป็นสีดำ

ดอก แบบช่อกระจุกออกตามปลายกิ่งและง่ามใบใบใกล้ปลายยอด ยาว3-8ซม.มีขนสั้นหนานุ่มสีน้ำตาลอมเหลืองหม่นปกคลุม  ดอกย่อย10-30ดอก สีเหลืองส้มไม่มีก้านดอก ขนาดดอก0.5ซม.

ผล แบบผลแห้งแตกตามรอยประสานเป็น2ซีกรูปคล้ายพริกเบี้ยวค่อนข้างแบนขนาด กว้าง1.5-2ซม.ยาว2.5-5ซม. เปลือกผลย่น อ่อนนุ่มสีเหลืองอมเขียว มีขนสั้นสีเทาอ่อนปกคลุมหนาแน่น ปลายผลเป็นจงอย ผลแก่เปลือกแตกแล้วม้วนเป็นหลอดกลม เมล็ดงอกตั้งแต่อยู่บนต้นมี1เมล็ด

ออกดอกเดือนมกราคม-เมษายน

เป็นพันธุ์ไม้เบิกนำ มักขึ้นเป็นกลุ่มตามเลนงอกใหม่ ริมฝั่งทะเลหรือบริเวณปากแม่น้ำ

เขตกระจายพันธุ์ อินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ตอนเหนือของออสเตรเลีย

แสมทะเล

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Avicennia marina Forsk.

ชื่อสามัญ : Olive Mangrove

ชื่ออื่น : ปีปีดำ(ภูเก็ต)

วงศ์ : ACANTHACEAE

ไม้ ต้นขนาดเล็กสูง3-8เมตร มักแตกกิ่งเป็นพุ่มต่ำ เรือนยอดโปร่ง ไม่มีพูพอน รากหายใจรูปคล้ายดินสอสูง10-20ซม. เปลือกเรียบเป็นมันสีขาวอมเทาหรือขาวอมชมพู เมื่ออายุมากมักล่อนเป็นเกล็ดบางๆคล้ายแผ่นกระดาษ และผิวของเปลือกใหม่เป็นสีเขียวอ่อน

ใบ เดี่ยวเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก แผ่นใบรูปไข่กว้าง ขนาด3-5ซม.ยาว5-8ซม. ขอบใบเรียบและม้วนลงคล้ายหลอด ปลายใบทู่เป็นติ่งแหลมสั้น เนื้อใบอวบน้ำแกมเหนียวคล้ายแผ่นหนัง ผิวใบด้านบนเกลี้ยง สีเขียวเข้มเป็นมันวาว ด้านล่างมีนวลสีขาวหรือขาวอมเทา

ดอก แบบช่อกระจุก ก้านช่อดอกยาว1-5ซม.ดอกย่อย4-12ดอก เรียงเป็นกระจุกแน่นที่ปลายก้านช่อ ดอกย่อยขนาดเล็กสีเหลืองหรือเหลืองอมส้มมีกลิ่นหอม ขนาดดอก0.5ซม.

ผล แห้งแล้วแตกตามแนวประสานเป็น2ซีก รูปทรงไข่กว้าง เบี้ยว ถึงเกือบกลม แบนด้านข้าง ขนาดกว้าง1.5-2ซม.ยาว1.5-2.5ซม. เปลือกผลบางอ่อนนุ่ม มีนวลสีเขียวอมเหลือง ผิวเปลือกเป็นรอยย่น มีขนสั้นนุ่มปกคลุม ปลายผลไม่เป็นจงอย เมื่อแก่เต็มที่เปลือกแตกม้วนเป็นหลอดกลม เมล็ดงอกตั้งแต่อยู่บนต้นมี1เมล็ด

ออกดอกเดือนกุมภาพันธ์-มิถุนายน

เป็นพันธุ์ไม้เบิกนำ มักขึ้นเป็นกลุ่มตามแนวตะเข็บฝั่งทะเล ในที่ดินทราย เลนทราย และชายฝั่งที่เป็นหาดหินหรือหาดทราย

เขต การกระจายพันธุ์ แอฟริกาตะวันออก ชายฝั่งทะเลเขตร้อนหรือกึ่งร้อนของมหาสมุทรอินเดียตลอดจนถึงทะเลจีนใต้ หมู่เกาะโพลีนีเซีย และเกาะเหนือของนิวซีแลนด์

มังคะ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cynometra ramiflora L.

วงศ์ : LEGUMINOSAE-FABACEAE

ชื่ออื่น : มะคะ, พังคะ,พังค่า, มะคาก, แมงคะ

ไม้ ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง8-30เมตร เรือนยอดแผ่กว้าง ลำต้นเปลาตรง บางครั้งมีพูพอน เปลือกขรุขระสีน้ำตาลเทา เปลือกในสีน้ำตาลถึงสีน้ำตาลแกมชมพู

ใบ ประกอบแบบขนนกปลายคู่ เรียงเวียนสลับห่างๆ ขนาดใบกว้าง1-3(2-7)ซม.2-6(3-15)ซม. รูปรี รูปขอบขนานหรือรูปใบหอก โคนใบแหลมเยื้อง ขอบใบเรียบ  เนื้อใบบางคล้ายแผ่นหนัง ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน ด้านบนสีเขียวคล้ำ ด้านล่างสีซีดกว่า ใบอ่อนสีชมพู

ดอกแบบช่อเชิงลด ออกตามง่ามใบ ช่อดอกตั้งตรง ยาว1.5-2.5ซม. ดอกย่อยสีขาว กลีบเลี้ยง4กลีบ

กลีบดอก5กลีบ ออกดอกช่วงเดือนธันวาคม-เมษายน ผลแบบฝักถั่ว สีน้ำตาลอมเขียว ขนาดกว้าง1.5-4ซม.ยาว2-5ซม.ผิวแข็งขรุขระ ขอบเป็นคลื่น หรือมีรอยย่นเล็กน้อย ปลายฝักเป็นจงอยแหลม ฝักแห้งไม่แตก เมล็ดกลมสีน้ำตาลแดง

พบ ตามพื้นที่ไม่ห่างจากชายฝั่งทะเล เช่น ที่ลุ่มน้ำขังป่าพรุ ตามริมฝั่งแม่น้ำ หรือรอยต่อระหว่างแนวหลังป่าชายเลนกับป่าบกที่เป็นเลนแข็ง

การกระจายพันธุ์ ศรีลังกา อินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก

หงอนไก่ทะเล

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Heritiera littoralis Dryand

วงศ์ : MALVACEAE

ชื่ออื่น : หงอนไก่,ไข่ควาย, ดุหุน

ไม้ ต้นไม่ผลัดใบสูง5-15เมตร เป็นไม้ป่าชายเลน ลำต้นมักบิดงอ พูพอนต่ำแผ่เป็นครีบบิดไปมา ไม่มีรากหายใจเปลือกหยาบเป็นเกล็ด มีร่องลึกแตกตามยาว สีน้ำตาลอมชมพูถึงเทาเข้ม

ใบ เดี่ยวเรียงเวียนเป็นกระจุกตามปลายกิ่ง แผ่นใบรูปรี รูปขอบขนาน รูปขอบขนานแกมรูปหอก หรือรูปรีแกมรูปไข่ พบบ่อยที่มีรูปร่างบิดเบี้ยวไม่แน่นอน ขนาดของใบกว้าง5-10ซม.ยาว 10-22ซม.ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ผิวใบด้านบนสีเขียวคล้ำ ด้านล่างสีเงินเทาขาว แวววาว เนื้อใบหนาคล้ายแผ่นหนัง 

ดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้น ออกเป็นช่อเชิงลดแยกแขนงตามง่ามใบใกล้ปลายกิ่ง ช่อดอกโปร่งยาว10-20ซม.มีดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก

ผล แห้งมีปีกเดียวรูปทรงรีขนาดกว้าง4-6ซม.ยาว5-10ซม.ด้านล่างแบน ด้านบนโค้งขึ้นและมีสันตามยาว แผ่กว้างออกไปทางปลายผลคล้ายหงอนไก่ เปลือกผลแข็งสีเขียวเข้มเป็นมันวาวแล้วค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เนื้อผลเป็นเส้นใยอัดแน่น ผลแก่ไม่แตกห้อยลงเป็นกลุ่มตามกิ่ง มี1เมล็ด

                            ออกดอกเป็นช่วงระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคมและเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน

องุ่นทะเล

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Coccoloba uvifera

วงศ์ : POLYGONACEAE

ชื่อสามัญ : Seagrape, Seaside grape

ชื่ออื่น : ครุฑทะเล

ถิ่นกำเนิด : อเมริกากลาง

ไม้ ต้นสูง 8-10เมตร แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มโปร่ง เปลือกต้นสีค่อนข้างนวล กิ่งอ่อนสีเขียว มีจุดประสีขาวทั่วไป ใบเดี่ยวและมีหูใบรอบข้อ รอบๆลำต้น ดอกสีขาวออกเป็นช่อตามปลายกิ่ง ผลค่อนข้างกลม ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีม่วงอมเขียว รูปทรงคล้ายแอปเปิ้ลขนาดเล็ก เปลือกและเนื้อผลบาง เมล็ดมีเมล็ดเดียว ในหนึ่งผล

เป็นพันธุ์ไม้ที่มีการเจริญเติบโตเร็วทรงพุ่มกลมกว้าง เหมาะสมกับพื้นที่แห้งแล้ง หรือดินเค็ม  

ผลสุกสีส้มแดงกินสดได้ มีรสชาดหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย และนำเนื้อของผลมาทำแยมได้

โกงกางใบเล็ก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Rhizophora apiculata Blume

วงศ์ : RHIZOPHORACEAE

ชื่ออื่น : โกงกาง, พังกาเล็ก, พังกาทราย

ไม้ ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่สูง25-30เมตร เรือนยอดรูปกรวยควำ่และแผ่กว้าง รากค้ำยันสูง3-8เมตรรากค้ำยันแตกแขนงระเกะระกะไม่เป็นระเบียบ โคนรากทำมุมเกือบตั้งฉากกับลำต้นแล้วหักศอกลงดินเกือบเป็นมุมฉาก มีรากอากาศแตกตามกิ่ง เปลือกต้นสีเทาคล้ำหรือสีเทาอม ชมพู เรียบแล้วแตกเป็นร่องตามยาวตื้นๆ บางครั้งแตกตามแนวขวางคั่นไม่เป็นระเบียบคล้ายตารางสี่เหลี่ยม เมื่อทุบเปลือกทิ้งไว้สักครู่เปลือกในจะเป็นสีแดงสดถึงแดงเลือดหมู

      ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามสลับฉากออกเป็นกระจุกที่ปลายกิ่ง แผ่นใบรูปรีถึงขอบขนานแกมรูปรี ขนาดกว้าง4-8ซม.ยาว8-18ซม.โคนใบสอบรูปลิ่มถึงมน ชอบใบเรียบปลายใบเป็นติ่งแหลมอ่อนสีดำ ผิวใบเกลี้ยง ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างสีซีดกว่า และมีจุดสีน้ำตาลเล็กๆกระจายทั่วผิวใบ เนื้อใบอวบน้ำแกมเหนียวคล้ายแผ่นหนัง หูใบแคบปลายเรียวแหลมสีชมพูถึงแดงเรื่อ ประกบคู่ที่ปลายยอดยาว4-8ซม.หลุดร่วงง่าย

ดอก แบบช่อกระจุกด้านเดียวแต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อย1คู่ไม่มีก้านดอก  สีเหลืองหรือเหลืองอมเขียว แข็งหนา ผลแบบผลมีเนื้อเมล็ดเดียว รูปทรงไข่กลับปลายคอด ยาว2-3ซม.ผิวหยาบค่อนข้างขรุขระสีน้ำตาลคล้ำ เมล็ดงอกตั้งแต่อยู่บนต้น ลำต้นใต้ใบเลี้ยงหรือฝัก คล้ายรูปทรงกระบอกขนาด1-1.5ซม.ยาว20-40ซม.มักโค้งงอทางด้านยอดฝัก แล้วเหยียดตรงและขยายขึ้นที่ส่วนโคนส่วนของปลายโคนฝักทู่ ผิวเป็นมันสีเขียวหรือเขียวอมม่วง ค่อนข้างเรียบหรือมีตุ่มขรุขระกระจายทั่วไป ใบเลี้ยงที่ยื่นออกมาสีส้มหรือสีน้ำตาลแดงยาว1-2ซม.

พบ ขึ้นเป็นหมู่ไม้ที่มีพันธุ์ไม้ชนิดเดียวตามปากแม่น้ำลำคลอง และพื้นที่ริมชายฝั่งทะเลที่มีดินอ่อนค่อนข้างลึกและน้ำทะเลท่วมถึงสม่ำเสมอ บางครั้งมีโกงกางใบใหญ่ขึ้นปะปน ออกดอกออกผลเกือบตลอดทั้งปี

เขตการกระจายพันธุ์ อินเดีย ศรีลังกา เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ตลอดถึงหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกและตอนเหนือของออสเตรเลีย


 




















 


  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view