สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

สารพัดต้นไม้จัดสวน

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

ต้นนี้อยู่บทไหน ดูที่นี่

ค้นหาต้นไม้ได้ตรงนี้

สวนสไตล์ต่างๆ

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

สัตว์ในสวน- ศัตรูพืช และโรคพืช- สารฉีดพ่นปลอดภัย

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ต้นไม้ชื่อนี้มีระดับ

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

เลือกปลูกต้นไหนดีหนา ?

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 20/11/2017
สถิติผู้เข้าชม 7,846,309
Page Views 12,389,777
 
« November 2017»
SMTWTFS
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930  

ต้นไม้ใหญ่ยืนต้น 4

ต้นไม้ใหญ่ยืนต้น 4

ต้นไม้ใหญ่ยืนต้น 4


ขี้เหล็กบ้าน,ขี้เหล็กอเมริกัน,ไข่เน่า

จันทน์กะพ้อ, จันทน์ชะมด, จันทน์เทศ,จันทน์หอม

โพทะเล,ปอทะเล,โพฝรั่ง,พยอม,มะเกลือ,ขี้หนอน,ขานาง,พิกุล,โมกมัน

มะฮอกกานี,จันทน์ผา,จันทน์แดง,เลือดมังกร,สะเดาบ้าน,หูกวาง

หลิว,มหาพรหม,ขันทองพยาบาท,คงคาเดือด

กำแพงเจ็ดชั้น,กระถินเทพา,ยูคาลิปตัส,ลำพู,ลำแพน,ตะโกสวน,ติ้วขน,หมัน,พลับพลา

แสมขาว,แสมทะเล,มังคะ,หงอนไก่ทะเล,โกงกางใบเล็ก




ขี้เหล็กบ้าน

ชื่อวิทยาศาสตร์ Senna siamea (Lam) Irwin&Barneby
ชื่อสามัญ Thai Copper Pod
ชื่ออื่น ขี้เหล็ก,ผักจี้ลี้
ชื่อวงศ์ CAESALPINIODEAE
ถิ่นกำเนิด อินดิสตะวันออก มาเลเซีย อินเดีย ศรีลังกา
เขตการกระจายพันธุ์ เอเซียใต้และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

ไม้ ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงประมาณ 10-18เมตรไม่ผลัดใบ พบขึ้นทั่วทุกภาคของประเทศไทย ตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ เปลือกต้นสีเทาอมน้ำตาล ตามยาวแตกเป็นร่องตื้นๆ แตกกิ่งก้านสาขาเป็นพุ่มแคบ

ใบ เป็นใบผสมชั้นเดียว6-12(15)คู่ ปลายใบมนหน้าใบเกลี้ยง หลังใบมีขนสั้นสีเหลืองซีดปกคลุม ดอกเป็นดอกช่อสีเหลืองสดยาว20-30ซม.กลีบ1.2-2ซม.

เนื้อไม้ใช้ในงานก่อสร้างบ้านเรือน เสา รอด ตง เครื่องเรือน นิยมปลูกประดับให้ร่มป้องกันแดดลมตามถนนหนทาง สวนสาธารณะ ยอดอ่อนและดอกอ่อนนำมาต้มทิ้งน้ำให้ขมน้อยหน่อยก่อนเอามาแกงใส่กระทิกับหมู ย่างอร่อยมากและมีประโยชน์ทางด้านเป็นสมุนไพร

ระยะเวลาออกดอก : ดอกจะบานในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมเริ่มติดฝักในช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม

ขยายพันธุ์ : ด้วยการเพาะเมล็ด


ขี้เหล็กอเมริกัน

ชื่อวิทยาศาสตร์  Cassia spectabilis
ชื่อสามัญ  American Cassia
ชื่ออื่น  ---
ชื่อวงศ์ CAESALPINIODEAE
ถิ่นกำเนิด อาร์เจนติน่า,ปรากวัย,บราซิล,โบลิเวีย,เปรู,โคลัมเบีย,เวเนซูเอล่า
เขตกระจายพันธุ์ อเมริกากลาง อเมริกาใต้ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้

                         
ไม้ ยืนต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ7เมตร ใบย่อย6-15คู่ดอกเป็นช่อใหญ่แตกแขนงที่ปลายกิ่ง สีเหลืองกลีบดอกล่างที่ใหญ่สุดจะโค้งงอ เกสรตัวผู้7อันยาวกว่า3อันที่เหลือ

ใบและดอกของขี้เหล็กอเมริกันใช้เป็นอาหารได้เช่นเดียวกับขี้เหล็กบ้าน

ระยะเวลาออกดอก : เป็นระยะตลอดปี

ขยายพันธุ์ : ด้วยการเพาะเมล็ด


ไข่เน่า

ชื่อวิทยาศาสตร์ Vitex glabrata R.Br.
ชื่อสามัญ ---
ชื่ออื่น คมขวาน ฝรั่งโคก ขี้เห็น
ชื่อวงศ์ LABIATAE
ถิ่นกำเนิด เอเซียตะวันออก
เขตการกระจายพันธุ์

อินเดีย,บังคลาเทศ,ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้,ปาปัวนิวกินี,ออสเตรเลีย,หมู่เกาะมารีน่า


ไม้ ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง พบขึ้นในป่าแล้ง ป่าเบญจพรรณ ชายป่าดิบชื้นในทุกภาคของประเทศ ในระดับความสูงตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนถึง 400เมตร ความสูงโดยประมาณของต้นไข่เน่าสูงประมาณ 8-20 เมตร ทรงพุ่มกลมโปร่ง กิ่งอ่อนมีขนสั้นๆหนาแน่น ใบประกอบแบบนิ้วมือ มีใบย่อย3-5ใบ ขนาดไม่เท่ากัน ใบกลางมีขนาดใหญ่สุด ขอบใบเรียบหรือหยักเล็กน้อย

ดอกช่อออกที่ปลายกิ่งหรือซอกใบใกล้ปลายกิ่งช่อยาว8-20ซม.มีดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก สีขาวมี5กลีบ ดอกจะเป็นดอกแบบสมบูรณ์เพศผสมตัวเองหรือต่างต้นต่างดอกก็ได้

               ผลรูปไข่หรือไข่กลับ เมื่อสุกสีม่วงดำ มีเมล็ด 1เมล็ด

เป็นไม้ต้นที่ทรงพุ่มให้ร่มเงา เนื้อไม้ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ ผลสุกรับประทานได้ เปลือกและรากเป็นสมุนไพร

ระยะเวลาออกดอก:เดือนมกราคม-เดือนกุมภาพันธ์

ขยายพันธุ์ : เมล็ด

จันทน์กะพ้อ

ชื่อวิทยาศาสตร์ Vatica diospyroides Symington
ชื่อสามัญ ---
ชื่ออื่น เขี้ยวงูเขา จันทน์พอ,จันทน์พ้อ
ชื่อวงศ์ DIPTEROCARPACEAE
ถิ่นกำเนิด เอเซียเขตร้อน
เขตการกระจายพันธุ์

มาเลเซีย ไทย และ เวียดนาม

เลื่องลือในด้านความเป็นไม้ดอกหอมมากต้น หนึ่ง ที่นักสะสมไม้ไทยมักต้องมีเก็บไว้ เป็นไม้โตช้ามากถ้าปลูกอยู่ในที่แจ้งแดดจัดมักไม่งามใบมักจะไหม้ เพราะที่พบตามธรรมชาติจะขึ้นปนกับไม้ยางที่เกิดในที่ราบหรือป่าดงดิบทางภาค ใต้

จันทน์กะพ้อเป็นไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลางสูงประมาณ 6-15เมตร ต้นแตกกิ่งมากที่ยอดเป็นทรงกลม เปลือกแตกและมีน้ำยางใสซึมออกมาใบรูปรีแกมขอบขนานหรือใบหอก สีเขียวเข้มเป็นมัน ใบอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดง ดอกออกเป็นช่อสั้นๆตามซอกใบและปลายกิ่ง มี5กลีบสีขาวหรือเหลืองอ่อน กลีบรองดอกเป็นรูปสามเหลี่ยม  มีขนสีน้ำตาลด้านนอก

ดอกทยอยบานนาน1-2สัปดาห์ ดอกบานเพียงวันเดียว 

เมล็ดมีความงอกต่ำ ควรเพาะทันทีเมื่อเก็บมาจากต้น ชอบความชื้นสูง ทนน้ำท่วมขัง เหมาะปลูกในที่โล่งแจ้งริมน้ำ หรือในที่มีน้ำหลากน้ำท่วม ชอบน้ำมาก

ระยะเวลาออกดอก : ช่วงเดือนพฤศจิกายน-เดือนมีนาคม

ขยายพันธุ์ : ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด

จันทน์หอม

ชื่อวิทยาศาสตร์ Mansonia gagei J.R.Drumm.ex Prain
ชื่อสามัญ Kalamet
ชื่ออื่น จันทน์ขาว, จันทน์พม่า, จันทน์
ชื่อวงศ์ STERCULIACEAE
ถิ่นกำเนิด ---
เขตการกระจายพันธุ์ ---

               ไม้ ต้นไม่ผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ พบขึ้นทางภาคตะวันออกเฉียงใต้และภาคตะวันตกเฉียงใต้ ตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณและป่าดิบชื้นทั่วไป ลักษณะของต้นจันทน์หอม สูงประมาณ 10-20 เมตร เปลือกต้นสีเทาอมขาว หรือสีเทาอมน้ำตาล แตกเป็นร่องตื้นตามแนวยาวของลำต้น เรือนยอดรูปกรวยต่ำค่อนข้างโปร่ง

ใบ เดี่ยวออกเรียงสลับรูปรีแกมรูปขอบขนานหรือรูปรีแกมรูปไข่กลับ ปลายใบแหลม โคนใบเว้าเบี้ยวเล็กน้อยหรือเว้าเป็นรูปหัวใจ ขอบใบหยักเป็นคลลื่นห่างๆ แผ่นใบบางสีเขียวเข้ม

ดอกออกเป็นช่อเล็กๆตามปลายกิ่งและซอกใบ ดอกขนาดเล็กสีขาวอมเหลืองอ่อนๆ ภายนอกมีขนสีเทานุ่มปกคลุมทั่วไป

ผลรูปกระสวยส่วนปลายมีครีบหรือปีกเป็นรูปทรงสามเหลี่ยม

เนื้อ ไม้ กระพี้สีขาว แก่นสีน้ำตาลเข้ม ไสกบตกแต่งง่าย ไม้ที่ตายเองจะมีกลิ่นหอม ใช้ทำหีบใส่ผ้า เครื่องแกะสลัก ดอกไม้จันทน์ ธูป น้ำหอมที่ได้จากการกลั่นชิ้นไม้ใช้ปรุงเครื่องหอม และเครื่องสำอาง ปรุงน้ำอบไทย

ระยะเวลาออกดอก : เดือนสิงหาคม - ตุลาคม

ขยายพันธุ์ : ด้วยการเพาะเมล็ด


จันทน์เทศ

ชื่อวิทยาศาสตร์ Myristica fragrans Houtt.
ชื่อสามัญ Nutmeg Tree
ชื่ออื่น จันทน์บ้าน
ชื่อวงศ์ MYRISTICACEAE
ถิ่นกำเนิด หมู่เกาะโมลุกกะ ประเทศอินโดนีเซีย
เขตการกระจายพันธุ์

ปลูกทั่วไปในเขตเมืองร้อน ในประเทศไทยจะพบได้มากทางภาคใต้

      

  ไม้ต้นสูง 5-18 เมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปวงรีแกมขอบขนาน กว้าง4-5ซม.ยาว10-15ซม.ผิวใบมัน ดอกเดี่ยวหรือช่อ2-3ดอกออกที่ซอกใบ ดอกเป็นดอกแยกเพศอยู่คนละต้น ดอกย่อย รูปคนโทขนาดเล็ก สีเหลืองอ่อน

ผล เป็นผลสดฉ่ำน้ำ รกหุ้มเมล็ดสีแดงเรียกว่า ดอกจันทน์ มีเมล็ดเดียวสีน้ำตาลเปลือกแข็งเรียกว่าลูกจันทน์ ทั้งสองอย่างใช้เป็นเครื่องเทศแต่งกลิ่นอาหาร

จันทน์เทศขึ้นได้ในดินเกือบทุกชนิดแต่ดินที่เหมาะกับการเจริญเติบโตคือดินร่วนปนทรายที่มีอินทรีย์วัตถุสูง

ขยายพันธุ์ : ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด


โพทะเล

ชื่อวิทยาศาสตร์ Thespesia populneoides (Roxb.) Kostel
ชื่อสามัญ

Pacific rosewood, Seaside mahoe, Rosewood of seychelles, Yellow mallow tree, Umbrella tree, Portia tree, Cork tree, Coast cotton tree, Indian tulip tree, Tulip tree

ชื่ออื่น โพทะเล
ชื่อวงศ์ MALVACEAE
ถิ่นกำเนิด เฉพาะชายฝั่งมหาสมุทรอินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และเกาะไหหลำ
เขตการกระจายพันธุ์ แอฟริกา อินเดีย ศรีลังกา จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น เวียดนาม กัมพูชา ฟิลิปปินส์ รวมไปถึงภูมิภาคมาเลเซียและในหมู่เกาะแปซิฟิก

                          ไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลางสูง 8-15 เมตร เรือนยอดค่อนข้างแน่นทึบแผ่กว้าง ลำต้นคดงอแตกกิ่งต่ำเปลือกเรียบสีเทาแล้วเปลี่ยนเป็นผิวขรุขระ มีรอยแตกตามยาวเมื่ออายุมากขึ้น มีช่องอากาศกระจายอยู่ทั่วไป เปลือกในเป็นเส้นใยเหนียวลอกออกได้ง่าย

ใบเดี่ยวเรียงสลับแผ่นใบรูปหัวใจขนาดกว้าง8-12ซม.ยาว9-13ซม.ขอบใบเรียบ ใบอ่อนที่ปลายยอดปกคลุมด้วยเกล็ดสีบรอนซ์หรือสีทองแดงหนาแน่น ดอกจะโน้มเอียงหรือห้อยลง ไม่มีริ้วประดับ

ผลแห้งแล้วแตกตามรอยประสานรูปทรงกลมแป้นปลายมนหรือแบนเล็กน้อยเมื่อแก่เต็มที่แตกออกเป็น5แฉกจากปลายผลลงมา1/2-2/3ของความยาว

พบขึ้นตามชายฝั่งทะเล ที่ดอน และริมฝั่งแม่น้ำลำคลองที่ได้รับอิทธิพลจากน้ำกร่อย

ระยะเวลาออกดอกติดผล : เดือนกันยายน-เดือนตุลาคม

ขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด


ปอทะเล

ชื่อวิทยาศาสตร์ Hibicus tiliaceus L.
ชื่อสามัญ Sea hibiscus, Beach hibiscus, Cottonwood, Green cottonwood, Sea rosemallow,Coast cotton tree, Yellow mallow tree
ชื่ออื่น ขมิ้นนางมัทรี, ปอฝ้าย,ปอนา,บา,ผีหยิก,ปอโฮ่งบารู
ชื่อวงศ์ MALVACEAE
ถิ่นกำเนิด ---
เขตการกระจายพันธุ์ อินเดีย จีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงทางตอนเหนือของประเทศออสเตรเลีย


ไม้ ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลางสูง3-10เมตร ลำต้นสั้น คดงอ แตกกิ่งมากเปลือกเรียบเกลี้ยง สีเทาถึง น้ำตาลอ่อน เปลือกชั้นในสีชมพูประขาว มีกิ่งก้านสาขาทรงพุ่มใบหนาแน่น  แผ่นใบรูปหัวใจขนาดกว้าง5-10ซม.ยาว7-15ซม.เนื้อใบบางคล้ายกระดาษ

ดอก เดี่ยวออกตามง่ามใบหรือออกเป็นกระจุกด้านเดียวใกล้ปลายกิ่ง ดอกขนาดใหญ่ดอกบานขนาด5-10ซม. ออกดอกดกและออกตลอดปี ดอกสีเหลืองอ่อน แล้วค่อยๆเปลี่ยนเป็นแดงอมส้ม เมื่อดอกใกล้โรยจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมม่วง ผลเป็นแบบแห้งแล้วแตกกลางพู รูปไข่ถึงเกือบกลม ผลแก่แตกเป็น5ซีกเมล็ดเล็กรูปไตสีน้ำตาลจำนวนมาก
สามารถ ปลูกได้ในดินทุกชนิด ขึ้นเจริญงอกงามในที่ลุ่มมากกว่าในที่ดอน ทั้งในที่ใกล้น้ำกร่อย น้ำเค็ม หรือ น้ำเปรี้ยว

ระยะเวลาออกดอก : เกือบตลอดทั้งปี หรือออกในช่วงประมาณเดือนมิถุนายน-เดือนสิงหาคม

ขยายพันธุ์ : ด้วยการเพาะเมล็ด และตอนกิ่ง ปักชำก็ขึ้นง่าย

ปอทะเลสามสี

มี รูปมาฝากรูปนี้ถ่ายที่ร้านอาร์ทร็อค สระบุรีใบด่างลายสามสีสวยอย่างนี้ มีต้นใหญ่ที่เป็นต้นแม่อยู่ใกล้ๆใต้ต้นดอกร่วงพราวสวยจริง แวะชมได้


โพฝรั่ง

ชื่อวิทยาศาสตร์ Hura crepitans L.
ชื่อสามัญ Sand box tree, Monkey pistol, Portia tree, Umbrella tree, Monkey’s dinner bell
ชื่ออื่น โพศรี ,โพอินเดีย,โพหนาม
ชื่อวงศ์ EUPHORBIACEAE
ถิ่นกำเนิด อเมริกากลางและอเมริกาใต้
เขตการกระจายพันธุ์

เปรู,โบลิเวีย,บราซิล,ตอนเหนือของแคริเบียน,นิคารากัว

โพฝรั่ง หรือ โพศรีเป็น ไม้ยืนต้นขนาดกลางสูงประมาณ15เมตรและอาจสูงได้ถึง45เมตรในถิ่นกำเนิด  ลำต้นแก่มีหนามสั้นๆขึ้นกระจายทั่วไป มีน้ำยางใส ใบเดี่ยวลักษณะคล้ายใบโพธิ์ ดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่บนต้นเดียวกัน ดอกตัวผู้มีสีแดงเข้มเป็นช่อดอกยาว ดอกตัวเมียเป็นรูปเห็ดเล็ก ๆ

         ผลกลมแป้นเป็นกลีบเท่า ๆ กัน รูปทรงคล้ายผลฝักทอง เนื้อแข็ง ภายในมีเมล็ดคล้ายเมล็ดถั่วปากอ้า ในสมัยก่อนมีการนำผลที่ยังไม่สุกมาต้ม เจาะรู ตากให้แห้ง บรรจุทรายไว้ในผล ใช้สำหรับซับหมึกจากปากกา เป็นที่มาของชื่อ sand box tree
   เด็ก ๆ หรือผู้ใหญ่ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ มีการนำผลโพธิ์ศรีไปรับประทานและเกิดอาการพิษ ทั้งนี้เนื่องจากผลซึ่งมีลักษณะสวยงามและดึงดูดสายตา ประกอบกับมีเมล็ดซึ่งมีรูปร่างลักษณะคล้ายกับเมล็ดถั่วปากอ้าที่ใช้บริโภค

ฃยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด


พยอม

ชื่อวิทยาศาสตร์ Shorea roxburghii G.Don
ชื่อสามัญ Shorea, White meranti
ชื่ออื่น ยางหยวก, กะยอม, พะยอมทอง, ขะยอมดง, พะยอมดง, สุกรม, คะยอม,ขะยอม,พะยอมแดง แคนพยอม
ชื่อวงศ์ DIPTEROCARPACEAE
ถิ่นกำเนิด ไทย พม่า ลาว ศรีลังกา ฟิลิปปินส์
เขตการกระจายพันธุ์ อินเดีย พม่า ไทยกัมพูชา ลาว เวียตนาม คาบสมุทรมาเลย์ฟิลิปปินส์

ไม้ ต้นขนาดใหญ่อาจผลัดใบหรือไม่ผลัดใบก็ได้แล้วแต่สภาพแวดล้อมถ้าผลัดใบจะผลัด ใบในเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน ความสูงประมาณ 15-30 เมตร เปลือกแตกเป็นร่องสีเทาอมน้ำตาลเข้มเรือนยอดรูปไข่ทึบ

ใบรูปขอบขนานรี ขนาดกว้างประมาณ3.5-7ซม.ยาว8-15ซม.โคนใบมนและเว้าเป็นติ่งสั้นๆ ปลายใบป้าน หลังใบมีขนสีน้ำตาลนิ่มปกคลุม

ช่อ ดอกออกที่ปลายกิ่งหรือกิ่งข้าง ดอกออกเพียงข้างเดียวสีขาว มีกลิ่นหอมลือลั่น  ผลมี3ปีกใหญ่ ขนาด0.6-1x6-8 ซม.ปีกแคบปลายแหลม เมื่อแห้งจะเป็นสีน้ำตาลแก่

นิยม ปลูกเป็นไม้ประดับและไม้ให้ร่มเงา ชอบดินร่วนระบายน้ำดี ถ้าปลูกในดินเหนียวหรือดินที่แฉะจะออกดอกน้อยมาก เวลาล้อม พะยอมต้นใหญ่จะล้อมยากมากเพราะมักพบตามป่าเบญจพรรณและป่าดงดิบที่เป็นดิน ทรายตุ้มดินมักแตก ทำให้พะยอมต้นใหญ่ที่ล้อมมาปลูกเพื่อจัดสวนจะมีราคาแพง 

เนื้อไม้แข็งและทน แต่ทำให้ไม้แห้งยาก ใช้ตกแต่งภายในและเครื่องเฟอร์นิเจอร์ เปลือกกินกับหมากให้แทนนินมาก
พบ ขึ้นตามป่าเบญจพรรณแล้งและชื้น ป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้งทั่วๆไปและ มักจะพบในป่าที่ถูกรบกวนน้อย พบทุกภาค ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 60-1,200 เมตร สังเกตุง่าย เมื่อดอกบานต้นจะปกคลุมด้วยดอกสีขาวทั้งต้น

ระยะเวลาออกดอก : เดือนกุมภาพันธ์-เดือนเมษายน

ขยายพันธุ์ : ด้วยการเพาะเมล็ด   


มะเกลือ

ชื่อวิทยาศาสตร์  Diospyros mollis Griff.
ชื่อสามัญ  Ebony Tree
ชื่ออื่น  ผีเผา มักเกลือ หมักเกลือ มะเกือ
ชื่อวงศ์ EBENACEAE
ถิ่นกำเนิด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น พม่าและไทย
เขตกระจายพันธุ์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ไม้ ยืนต้นผลัดใบหรือไม่ผลัดใบขนาดใหญ่ สูงได้ถึง 30เมตร เปลือกต้นสีดำเป็นรอยแตกสะเก็ดเล็กๆหรือเป็นร่องทั่วลำต้น เปลือกในสีเหลืองกระพี้สีขาว กิ่งอ่อนจะมีขนนุ่มขึ้นประปราย

            ใบ เดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่ หรือรูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง2-3ซม.ยาว4-7ซม. ปลายใบสอบแคบเข้าหากันโคนใบกลมหรือมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบบางเกลี้ยง สีเขียวเข้ม ใบอ่อนมีขนนุ่มทั้ง2ด้าน ใบอ่อนสีเงินใบแก่หนาสีเขียวเมื่อแห้งสีดำดอก ออกที่ซอกใบ แยกเพศอยู่คนละต้น ดอกเพศผู้ออกเป็นช่อสั้นประมาณ3ดอก ดอกเพศเมียเป็นดอกเดี่ยวกลีบดอกสีเหลือง 

ผล เป็นผลสด กลมเกลี้ยงขนาด2ซม. ผลดิบสีเขียว ผลสุกสีดำ มีกลีบเลี้ยง4กลีบ ติดอยู่ที่ขั้วผล เมล็ดสีน้ำตาลอมดำเนื้อหุ้มเมล็ดเป็นวุ้นใสขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและ แยกลำต้นที่เกิดใหม่เนื้อไม้มีแก่นดำปลอด เนื้อละเอียดแข็งทนทาน ใช้ทำเครื่องเรือนเครื่องใช้อย่างดีเป็นพันธุ์ไม้พื้นเมืองของไทยที่ ไม้ มีน้ำหนักมากที่สุด(1,300กก/ม3)ใช้ ในงานแกะสลัก อุปกรณ์ดนตรี เครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องเฟอร์นิเจอร์ เปลือกใช้ดองเหล้าและยาเบื่อปลา ผลเป็นสีย้อมผ้าให้สีดำ เป็นยาถ่ายพยาธิ แต่มีพิษข้างเคียง

การ กระจายพันธุ์ ในประเทศไทยพบทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ พบมากทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณและป่าดิบชื้นทั่วไป นิยมปลูกตามบ้านเรือน วัดวาอาราม ริมถนนหรือตามสวนสาธาณะให้ร่มเงา ใช้สอยในด้านอื่นๆ และประโยชน์ทางด้านสมุนไพร

ระยะเวลาออกดอก : เดือน มกราคม-กันยายน

ขยายพันธุ์ : ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด


ขานาง

ชื่อวิทยาศาสตร์ Homalium tomentosum   (Vent.)  Benth.
ชื่อสามัญ Moulmein lancewood
ชื่ออื่น ช้างเผือกหลวง, เปื๋อยคะนาง, ขางนาง, คะนาง, เป์๋อยคะนาง,ค่านาง,ลิงง้อ
ชื่อวงศ์ FLACOURTIACEAE
ถิ่นกำเนิด เอเซียตะวันออก
เขตการกระจายพันธุ์ ตอนเหนือของอินเดีย พม่า ไทย อินโดนีเซีย

ไม้ ต้นผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงได้ถึง 40เมตร ลำต้นกลมตรง เปลือกต้นบางสีขาวนวลหรือเทาอ่อน โคนต้นมีพูพอน เรือนยอดเป็นพุ่มทึบกิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลนุ่ม

ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่กลับถึงรูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ กว้าง5-13ซม.ยาว10-20ซม.ปลายใบมนหรือกลม โคนใบรูปลิ่ม ขอบใบจักมนคล้ายฟันเลื่อย แผ่นใบสีเขียวเข้ม ท้องใบสีเขียวหม่นและมีขนสาก

ดอก ช่อแบบช่อเชิงลดห้อยลง ออกที่ซอกใบและที่ปลายยอด เป็นดอกสมบูรณ์เพศ ดอกย่อยขนาดเล็ก กระจุกละ2-3ดอก กลีบดอกเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็นแฉก สีเหลืองแกมเขียว ผลแห้งไม่แตก ขนาดเล็ก ภายในมี1เมล็ด

เนื้อไม้สีน้ำตาลอมเหลือง แข็ง เหนียว ใช้ทำเครื่องมือการเกษตร ทำคานเกวียน คราด กระดาน เสากระโดงเรือ

พบขึ้นทางภาคเหนือและภาคกลางของประเทศไทย มีมากในจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี บริเวณที่เป็นเขาหินปูนที่สูง ป่าเบญจพรรณและป่าดิบทั่วไป

ระยะเวลาออกดอก : ช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม

ผลแก่ : เดือนมีนาคม - พฤษภาคม

ขยายพันธุ์ : ด้วยการเพาะเมล็ดและแยกลำต้นที่เกิดใหม่


พิกุล

ชื่อวิทยาศาสตร์ Mimosops elengi Linn.
ชื่อสามัญ Bullet Wood, Tanjong Tree
ชื่ออื่น กุน, พิกุลเขา, พิกุลเถื่อน, แก้ว, ซางดง, พิกุลป่า
ชื่อวงศ์ SAPOTACEAE
ถิ่นกำเนิด อินเดีย ศรีลังกา ไทย พม่า อินโดจีน และในหมู่เกาะอันดามัน
เขตการกระจายพันธุ์ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้


ไม้ ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง พบขึ้นตามป่าดงดิบในภาคตะวันออกเฉียงใต้ ต้นสูงประมาณ 5-15 เมตร เรือนยอดแน่นทึบเป็นพุ่มกลม เปลือกสีเทาอมน้ำตาลมีรอยแตกตามยาวลำต้น

ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงตัวเวียนรอบกิ่ง รูปหอกแคบๆหรือรูปหอกแกมรูปไข่กลับ โคนใบแหลม ปลายใบมนหรือแหลม ใบเกลี้ยงขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่น

ดอกสีขาวเส้นผ่านศูนย์กลางดอกประมาณ 1ซม.มีกลิ่นหอมออกเป็นกระจุกตามปลายกิ่งและง่ามใบกลีบรองดอกมี2วง วงละ4กลีบ กลีบดอกมี24กลีบเรียงซ้อนกันเป็น2วง โคนกลีบเชื่อมติดกัน

ผล รูปไข่ ขนาด1.5-2ซม.ภายในมีเมล็ด1-2เมล็ด ผลสุกสีแดงเนื้อเหลืองรสหวานรับประทานได้ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด พิกุลนิยมปลูกเป็นไม้ระดับและไม้ให้ร่มเงา เพราะมีเรือนยอดที่สวยงามและพุ่มทึบ


         ดอก พิกุล จัดเป็นหนึ่งใน พิกัด "จตุทิพยคันธา"   กลิ่นทิพย์ ๔ ประการ คือ   ดอกพิกุล ชะเอมเทศ มะกล่ำเครือ ขิงแครง.

ระยะออกดอก : ระหว่างเดือน ตุลาคม-เดือนพฤศจิกายน

ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด


มะฮอกกานีใบเล็ก

ชื่อวิทยาศาสตร์  Swietenia mahogani(Linn.) Jacq
ชื่อสามัญ  Cuban Mahogany, True Mahogany,Dominican Mahogany
ชื่ออื่น  ---
ชื่อวงศ์ MELIACEAE
ถิ่นกำเนิด รัฐฟลอริดาตอนใต้  ประเทศสหรัฐอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์ อเมริกาตอนใต้ เม็กซิโก ประเทศในเขตร้อน

ไม้ ต้นผลัดใบขนาดกลางสูง 15-18 เมตร ลำต้นเปลาตรงใบเป็นใบประกอบ ใบค่อนข้างหนา และเหนียวหน้าใบสีสีเขียวเข้มเป็นมัน หลังใบสีอ่อนกว่าและมีเส้นกลางใบสีน้ำตาลแดง ดอก เป็นช่อเกิดตามง่ามใบตอนปลายกิ่งยาวประมาณ5-15ซม.ดอกสีเหลืองอ่อนอมเขียว

ผล ขนาดกว้าง3-6ซม.ยาว9-12ซม.ผลแก่สีน้ำตาลเมื่อแก่จะแตกออกเป็น5พู เปลือกหนาภายในมีเมล็ดสีน้ำตาล ขนาดของเมล็ดรวมปีกประมาณ 0.4-0.8ซม.

                            นิยมปลูกให้ร่มเงาตามริมถนน ตามสถานที่ราชการ บ้านเรือนหรือสวนสาธารณะ
ระยะเวลาออกดอก : ประมาณเดือน มีนาคม-เดือนกรกฏาคม

ขยายพันธุ์ : ด้วยการเพาะเมล็ด


มะฮอกกานีใบใหญ่

ชื่อวิทยาศาสตร์ Swietenia macrophylla King
ชื่อสามัญ Broad leaf Mahogany
ชื่ออื่น ----
ชื่อวงศ์ MELIACEAE
ถิ่นกำเนิด ตอนใต้ของเม็กซิโก
เขตการกระจายพันธุ์ ประเทศในเขตร้อน

เป็น ไม้ผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่สูงประมาณ 15-18เมตรใบเป็นใบผสม ใบย่อยเรียงตัวแบบตรงข้าม3-8คู่ ใบย่อยรูปมนรีหรือขอบขนานฐานใบเยื้องกัน ปลายใบแหลม เนื้อใบหนาและเหนียวหน้าใบสีเขียวเข้มเป็นมัน หลังใบสีเขียวซีดดอกเป็นช่อยาวประมาณ10-15ซม.

ดอกสีเหลืองอ่อนหรือเหลืองอม เขียวขนาดผลใหญ่กว่ามะฮอกกานีใบเล็กกว้าง6-9ซมและยาว14-18ซ.ม.นิยมปลูกเป็นไม้ประดับและให้ร่มเงาเช่นเดียวกัน

ระยะเวลาออกดอก : เดือน พฤษภาคม-มิถุนายน

ขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด


จันทน์ผา จันทน์แดง

ชื่อวิทยาศาสตร์  Dracaena cochinchinensis (Lour.) S.C.Chen.
ชื่อสามัญ  ---
ชื่ออื่น  จันทน์ผา,จันทน์แดง, ลักจั่น,ลักกะจั่น
ชื่อวงศ์ ASPARAGACEAE
ถิ่นกำเนิด ไทย
เขตกระจายพันธุ์ จีน ญี่ปุ่น เวียตนาม ไทย ลาว

                          จันทน์ ผาหรือจันทน์แดงคือต้นไม้ต้นเดียวกัน เพราะในไทยจะเห็นจันทน์ผาอยู่ 2 ต้นคือชนิดต้นที่มีใบกว้างและต้นที่มีใบแคบคม เคยคิดนะว่าจันทน์ผาคือต้นใบ กว้างและจันทน์แดงคือต้นใบแคบ ปลายเรียวแหลม นั่นล่ะคิดผิดเลย เพราะชื่อในวงพฤกษศาสตร์ใช้เรียกกันอยู่ชื่อเดียว และความกว้างหรือแคบของใบยึดถือเป็นความต่างชนิดของพันธุ์ไม่ได้
                         จันทน์ผาหรือจันทน์แดงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า "ลักจั่น" ซึ่งหมายถึงต้นไม้ที่ไม่ใช่ต้นหมากหรือมะพร้าว แต่ก็สามารถออกดอกเป็นจั่นได้อย่างจั่นหมากหรือมะพร้าว คือไปลักจั่นหมาก มะพร้าวมาออกได้ที่ต้นของมันเอง
                                 จันทน์ผานิยมปลูกเป็นไม้ประดับสำหรับจัดสวนมาก การขนย้ายจันทน์ผาแบบไม่มีดินติดรากละก็เตรียมสตางค์ไว้เสียค่าปรับได้ เพราะเหตุที่ว่าถูกขนจากป่าเอามาขายจนจะหมดป่าอยู่แล้วบางทีขุด ถอน ตัดทอนกันมาทำเป็นบ้างไม่เป็นบ้างตายไปอย่างน่าเสียดาย เลยถูกหมายหัวซะเลย 
    ประโยชน์ของจันทน์ผาในทางเป็นพืชสมุนไพรอย่างดีเลิศคือนำมาทำเป็น "น้ำยาอุทัย" ที่ผสมน้ำดื่มแต่โบราณนั่นแหละ โดยใช้เปลือกจันทน์ผาที่ยืนต้นแห้งตายแล้ว แก่นจะเป็นสีแดง นำมาบดให้ละเอียดเป็นผงผสมน้ำ  มีกลิ่นหอม ดังนั้น กลิ่นและสีของน้ำยาอุทัยจึงไม่ใช่สารสังเคราะห์ แต่มาจากต้นไม้ชนิดนี้นั่นเอง คุณสมบัติ ช่วยดับกระหายคลายร้อน
                                   การขยายพันธุ์ กิ่งแก่ปักชำ ในดินที่ชุ่มชื้นและแสงแดดรำไร ควรผสมดินลูกรังหรือหินให้มากในหลุมดินที่จะปลูก เพราะหากปลูกลงในดินล้วนๆยอดของจันทน์ผาที่จะเกิดใหม่จะลีบตีบเล็กลง ไม้ต้นนี้ชอบฝังรากลงในหินใต้ดิน และสามารถทนแล้งได้อย่างดีเยี่ยม

ลักษณะ เป็นไม้ต้นที่มีกิ่งก้านมากเปลือกต้นสีครีมอ่อน มีรอยแผลของใบติดๆกัน ใบขนาดกว้าง3-7ซม.ยาว50-80ซม.เรียงแบบสลับฐานใบจะโอบคลุมลำต้น ไม่มีก้านใบ ดอกขนาด0.7-1ซม.สีครีมหรือเขียวอมเหลือง ช่อดอกใหญ่ออกที่ปลายยอดยาวถึง100ซม.ผลกลมสีน้ำตาลอมเขียวมักจะมี1เมล็ด

               พบในท้องถิ่นทั่วไปโดยเฉพาะบนเขาหินปูน ต้นโตเต็มที่สูงได้ถึง17เมตรมีเรือนยอดได้ถึง100ยอด    

       ที่คล้ายกัน Draceana angustifolia พร้าวพันลำ   ไม่มีรูปให้ดู

ระยะเวลาออกดอก : เดือนกรกฎาคม-เดือนสิงหาคม

ขยายพันธุ์ :เพาะกล้าจากเมล็ดหรือการแยกกอ



เลือดมังกร

ชื่อวิทยาศาสตร์  Dracaena lourieri Gagnep.
ชื่อสามัญ  Dracaena draco
ชื่ออื่น  เลือดมังกร
ชื่อวงศ์ ASPARAGACEAE
ถิ่นกำเนิด ---
เขตกระจายพันธุ์ ---

รูปภาพจากหนังสือ Botanica' Pocket Trees & Shrubs

by Random House Australia Pty Ltd

   ชื่อ สกุลDracaenaมาจากภาษากรีกว่า drakianaหมายถึง มังกรเพศเมีย ซึ่งสื่อถึงลักษณะพิเศษของ Dracaena dracoที่มีน้ำยางสีแดงภายในลำต้น บางตำราว่า ชื่อสกุลนี้มาจากความศรัทธาของชาวเกาะเนรีที่มีต่อต้นไม้ชนิดหนึ่ง นั่นคือ Dragon Tree หรือ D. draco นั่นเอง ซึ่งนอกจากจะมีน้ำยางสีแดงแล้ว ยังมีลำต้นใหญ่มีใบสีเขียวแผ่กิ่งก้านสาขาคล้ายหัวมังกรอีกด้วย
                      เป็นต้นไม้ที่มีลำต้นกลมเมื่อโตเต็มที่จะมีเนื้อไม้อยู่ภายใน ดอกบานตอนกลางคืนมีกลิ่นหอม เลี้ยงง่ายขยายพันธุ์ง่ายโดยการตอนกิ่งปักชำ ชอบดินร่วนระบายน้ำดี เมื่อเล็กต้องการแสงแดดรำไรถึงครึ่งวันพอโตเต็มที่สามารถปลูกในที่ที่มีแสง แดดตลอดวัน


สะเดาบ้าน

ชื่อวิทยาศาสตร์ Azadirachta indicaA.Juss. var. siamensis Valeton
ชื่อสามัญ Neem Tree, Neem, Indian Lilac, Pride of china, Siamese neem tree
ชื่ออื่น สะเลียม กะเดา กาเดา เดา
ชื่อวงศ์ MELIACEAE
ถิ่นกำเนิด อนุทวีปอินเดีย ได้แก่ อินเดีย บังคลาเทศ ศรีลังกา
เขตการกระจายพันธุ์ อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย พม่า ปากีสถาน ศรีลังกา ไทย หมู่เกาะมัลดิฟ

 

         ไม้ ยืนต้นผลัดใบขนาดกลาง สูง 5-10เมตร ทุกส่วนมีรสขม ยอดอ่อนแตกใหม่สีน้ำตาลแดง เปลือกสีเทาปนดำแตกเป็นร่อง เล็กๆ หรือเป็นสะเก็ด เปลือกที่กิ่งอ่อนเรียบใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ มีใบย่อย7-9คู่ ใบย่อยรูปหอกเบี้ยวเล็กน้อยขอบใบหยักฟันเลื่อย ดอกช่อออกที่ปลายกิ่งขณะแตกใบอ่อน กลีบดอกสีขาวมีกลิ่นหอมอ่อนๆ

ผล รูปกลมรี ฉ่ำน้ำ ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีเหลืองอมเขียวผิวเรียบขนาด1.5-2ซม.มีเมล็ดเดียว สะเดาจะให้เมล็ดเมื่ออายุ5ปีขึ้นไป

ปลูก สะเดานอกจากจะทำให้คิดถึงสะเดาน้ำปลาหวานแล้ว สรรพคุณทางด้านเป็นสมุนไพรก็ใช่ย่อยตำรายาไทยใช้ก้านใบเป็นยาแก้ไข้ทุกชนิด เปลือก ต้น ผล ดอกใช้ได้หมด แถมเมล็ดและใบมีสารอาซาดิเรซติน(Azadirachtin) ใช้สกัดเป็นยาฆ่าแมลงชนิดต่างๆได้หลายชนิด ฉะนั้นเมื่อนำมาปลูก จึงไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคแมลง นิยมปลูกเป็นแนวบังลม หรือให้ร่มเงาเพราะมีระบบรากลึกแข็งแรงทำให้ลำต้นแข็งแรง และทนแล้งได้ดีมาก

ระยะออกดอก : ในช่วงเดือนธันวาคม-เดือนมีนาคม

ขยายพันธุ์ : เมล็ด ตอนกิ่งและปักชำ

 

หูกวาง

ชื่อวิทยาศาสตร์ Terminalia catappa Linn.
ชื่อสามัญ Singapore Almond , Indian Almond, Tropical almond,Sea Almond
ชื่ออื่น ตาปัง, โคน, หลุมปัง, คัดมือ,ตัดมือ
ชื่อวงศ์ COMBRETACEAE
ถิ่นกำเนิด อินเดียจนถึงตอนเหนือของทวีปออสเตรเลีย
เขตการกระจายพันธุ์ มาดากัสการ์ เอเซียเขตร้อน ตอนเหนือออสเตรเลีย


ไม้ต้นผลัดใบขนาดใหญ่เป็นไม้ท้องถิ่นของภาคใต้ มักขึ้นตามชายฝั่งทะเล ต้นสูง 10-25 เมตร  เปลือกเรียบสีน้ำตาล เรือนยอดแผ่กว้างกิ่งก้านเรียงในแนวราบ เป็นชั้นๆคล้ายฉัตร ต้นโตเต็มที่เรือนยอดมักจะเปลี่ยนเป็นรูปไข่

ใบ เดี่ยวเรีงเวียนสลับเป็นกลุ่มตามปลายกิ่ง แผ่นใบรูปไข่กลับกว้าง8-15ซม.ยาว10-25ซม. ฐานใบกลมหรือค่อนเป็นรูปหัวใจ เนื้อใบหนาผิวใบเรียบเป็นมัน

        ดอกเล็กสีขาวออกเป็นช่อตามง่ามใบไม่แตกแขนง ช่วงปลายเป็นดอกเพศผู้ช่วงล่างเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ผลสีเขียวสด เรียบเป็นมัน มีสันแคบสองสันชัดเจน

เนื้อไม้ใช้ในการก่อสร้าง เปลือกต้นใช้ย้อมหนังสัตว์ ทำหมึก เมล็ดในผลรับประทานได้ ให้น้ำมันคล้ายน้ำมันอัลมอนด์

ออกดอก2ครั้งใน1ปี : คือในเดือน พฤศจิกายน-มกราคมและ มิถุนายน-สิงหาคม

ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด


หลิว

ชื่อวิทยาศาสตร์  Salix babylonica Linn.
ชื่อสามัญ  Weeping Willow
ชื่ออื่น  ---
ชื่อวงศ์ SALICACEAE
ถิ่นกำเนิด ประเทศจีน
เขตกระจายพันธุ์ ประเทศในเขตร้อน-เขตกึ่งร้อน


ไม้ ต้นขนาดกลาง ผลัดใบ สูง 10-15 เมตรเปลือกสีน้ำตาลเรือนยอดโปร่ง กิ่งก้านสีเขียวหรือน้ำตาลอ่อน ห้อยลู่ลง ใบเดี่ยวรูปใบหอกแคบๆ ปลายใบและโคนใบแหลม ขอบใบเป็นจักละเอียด เกลี้ยงใต้ใบสีเขียวอ่อน

ดอกไม่มีกลีบดอกดอกตัวผู้ตัวเมียอยู่แยกต้น เป็นไม้ปลูกเลี้ยงเจริญเติบโตได้ดีในดินเกือบทุกประเภท มักขึ้นอยู่ตามริมแม่น้ำ

  ขยายพันธุ์ : ด้วยวิธีการตอนกิ่งและวิธีการปักชำกิ่ง


มหาพรหม


ชื่อวิทยาศาสตร์ Mitrephora winitii Craib
ชื่อสามัญ ---
ชื่ออื่น ---
ชื่อวงศ์ ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด พืชถินเดียว
เขตการกระจายพันธุ์ พบเฉพาะทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ ในเขตจังหวัดเพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์

          

  ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก พบในป่าดิบแล้งติดต่อกับป่าดิบชื้นทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ตั้งแต่จ.กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ ที่ระดับความสูง 100-600เมตร ต้นสูง 5-15 เมตรเปลือกต้นหนาและฉ่ำน้ำสีน้ำตาลเข้ม มีกลิ่นฉุน มีช่องอากาศเป็นจุดๆ กิ่งอ่อนมีขนนุ่ม เนื้อไม้เหนียว แตกกิ่งจำนวนมาก ทรงพุ่มกลม ลำต้นมักเอียงและแตกกเ่งยอดใหญ่เป็น2-3ยอด

ใบ เดี่ยวรูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ กว้าง5-7ซม.ยาว12-16ซม.ผิวใบโคนใบมนเบี้ยว ปลายใบแหลม ใบหนา ผิวใบสากเส้นกลางใบและเส้นแขนงใบด้านบนเป็นร่อง ด้านล่างเป็นสันนูนเด่น

ดอกเดี่ยวมีกลีบดอกชั้นนอก 3กลีบ สีขาว กลีบดอกชั้นในประกบเป็นรูปกระเช้า  และมีลายสีม่วงแดงอ่อนๆเป็นแถบบนปลายกลีบ ดอกบานมีเส้นผ่านศูนย์กลาง7-8ซม. กลิ่นหอมและแรงในช่วงค่ำ

ผลเป็นผลกลุ่ม มีผลย่อย10-16ผล ก้านผลย่อยสั้นมาก ผลย่อยกลมรีกว้าง1.5ซม.ยาว2-2.5ซม.เปลือกผลมีขนนุ่มสีเหลือง มีเมล็ดหลายเมล็ด

การขยายพันธุ์ขยายด้วยการเพาะเมล็ด และทาบกิ่งโดยใช้มะป่วนเป็นต้นตอจะได้ดอกเร็ว แต่ทรงพุ่มจะสวยไม่เท่าที่ได้จากการเพาะเมล็ด ชอบแล้งควรปลูกในที่ดอน ถ้าน้ำเยอะใบจะดกและออกดอกน้อย

เป็น พรรณไม้ถิ่นเดียวของไทยที่มีการสำรวจพบครั้งแรกโดยพระยาวนิจวนันดร ใน จ.ประจวบคีรีขันธ์เมื่อพ.ศ.2464 ตั้งชื่อให้เป็นเกียรติแก่ผู้สำรวจพบ

ระยะออกดอก : เดือน กุมภาพันธ์-เดือนเมษายน

ขยายพันธุ์ : ด้วยการเพาะเมล็ด และทาบกิ่ง


ขันทองพยาบาท

ชื่อวิทยาศาสตร์ Suregada multiflora(A. Juss.) Baill.
ชื่อสามัญ ---
ชื่ออื่น กระดูก ยายปลูก ขนุนดง ขอบนางนั่ง ขัณฑสกร ช้องรำพัน สลอดน้ำ ขันทอง มะดูก หมากดูก ข้าวตาก ขุนทอง คุณทอง ดูกไทร ดูกไม้ เหมือดโรด ดูกหิน ดูกไหล ทุเรียนป่า ป่าช้างหมอง ยางปลอก  มะดูกดง มะดูกเลี่ยม
ชื่อวงศ์ EUPHORBIACEAE
ถิ่นกำเนิด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เขตการกระจายพันธุ์ อินเดีย พม่า ไทย อินโดจีน และในคาบสมุทรมลายู

ไม้ไม่ผลัดใบขนาดเล็กสูง7-15เมตร มักขึ้นตามป่าเบญจพรรณทั่วไป ตามป่าดงดิบ ป่าผลัดใบ ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 600 เมตร ลักษณะทรงพุ่มแน่นทึบ ลำต้นตรง เปลือกต้นสีน้ำตาลแก่ ผิวบางเรียบ  ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปขอบขนานขนาดของใบกว้าง3-6ซม.ยาว9-14ซม.ใบ แก่เหนียวสีเขียวสดด้านบนเป็นมัน

         ดอกสีเหลืองกลิ่นหอมออกช่อละ5-10ดอกดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น ผลกลมโตมีสามพูแตกออกได้ ผลแก่สีส้มแดง แต่ละเสี้ยวมี1เมล็ดมีเนื้อบางๆสีขาวหุ้ม

ระยะเวลาออกดอก : เดือนมีนาคม-เดือนพฤษภาคม

ขยายพันธุ์ : เมล็ด


กระถินเทพา

ชื่อวิทยาศาสตร์  Acacia mangium Willd.
ชื่อสามัญ  Sabah salwood, Tongke hutan, Mangge hutan,Brown salwood(ชื่อทางการค้าของออสเตรเลีย)Kra Thin Saba
ชื่ออื่น  ----
ชื่อวงศ์ LEGUMINOSAE-MIMOSOIDEAE
ถิ่นกำเนิด ทางเหนือของออสเตรเลีย ปาปัวนิวกินี
เขตกระจายพันธุ์

ปลูกเลี้ยงอยู่ทั่วไปในที่ความสูงไม่เกิน 100 ม. จากระดับน้ำทะเล

ไม้ ยืนต้นสูงได้ถึง30เมตร ลำต้นเปลาตรงไม่ค่อยแตกกิ่งแขนง มีช่วงลำต้นที่ปราศจากกิ่งก้านเกือบครึ่งหนึ่งของควมสูงทั้งหมด สามารถริดกิ่งเองตามธรรมชาติ  ลำต้นเมื่ออายุมากเปลือกจะแข็งหนา ขรุขระแตกเป็นร่องตามยาวสีน้ำตาลอ่อนถึงเข้ม ใบที่เห็นเป็นใบเทียม คือเป็นส่วนของก้านใบและแกนกลางของใบเปลี่ยนรูปขยายตัวแผ่กว้างออกไป ทำหน้าที่แทนใบคล้ายใบกระถินณรงค์ ซึ่งใบอาจโตได้ถึง25x10ซม.

                 ดอก เป็นดอกช่อประกอบด้วยดอกย่อยขนาดเล็กสีขาวครีม มีกลิ่นหอมอ่อนๆ รูปทรงกระบอกแบบหางกระรอก ยาวประมาณ10ซม.

          ฝักอ่อนสีเขียวในตอนแรกและเหยียดตรงและจะมีสีเขียวเข้มขึ้นจนเป็นสีน้ำตาล เข้มถึงดำ เมื่อฝักแก่จัดจะบิดไปมาและม้วนขดเป็นกระจุก เมื่อฝักแก่จะแตกออกตามตะเข็บ มีเมล็ดเล็กรูปไข่สีดำห้อยติดอยู่กับใยสีส้ม

กระถินเทพาเป็นไม้ที่มีประโยชน์มากชนิดหนึ่ง กระพี้มีสีเหลืองอ่อน แก่นมีสีน้ำตาล นำไปใช้ก่อสร้างที่ไม่ต้องรับน้ำหนักมากจะ มีความแข็งแรงดี ทนทานปานกลาง เหมาะสำหรับใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ ไส และขัดเรียบได้ง่่่่่่่่่่่่่่่่ายและเป็นมันเงาลื่นไม่มีรอยเสี้ยน  ปอกเป็นแผ่นไม้บาง ทำเยื่อกระดาษ ไม้อัด ปาร์ติเคิลบอร์ด ไฟเบอร์บอร์ด กระดาษเขียนหนังสือที่มีคุณภาพใกล้เคียงกับเยื่อที่ได้จากไม้ยูคาลิปตัส

ใบ ของกระิถินเทพา สามารถใช้เป็นอาหารสัตว์ และใช้เป็นแหล่งให้น้ำหวานสำหรับเลี้ยงผึ้ง เนื่องจากบริเวณโคนใบมีต่อมน้ำหวาน ซึ่งมักพบแมลงต่างๆรุมตอมหาอาหารอยู่เป็นประจำดอกและเกสรก็เป็นแหล่งอาหาร ของผึ้งและแมลงเหมือนกัน

ไม้ ชนิดนี้มีการเจริญเติบโตดีมากในการทดลองปลูกเป็นสวนป่า ในระยะเวลา14ปีไม้กระถินเทพาสูงถึง30เมตร และเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น40ซม.สามารถขึ้นได้ดีในดินที่เป็นกรดมาก(pH4.2)  ดินลูกรัง ดินที่ผ่านการทำไร่เลื่อนลอย และที่ลาดชันที่มีหญ้าคาและสาบเสือขึ้นอยู่หนาแน่น กระถินเทพาก็สามารถเติบโตได้ดีอย่างน่าพอใจ เนื่องจากเป็นพืชตระกูลถั่ว มีปมรากที่ตรึงไนโตรเจนมาใช้ประโยชน์ได้ จึงสามารถปรับปรุงดินบำรุงดินให้ดีขึ้นได้ ทั้งนี้การใช้ประโยชน์ในด้านอื่น ยังสามารถปลูกเพื่อใช้เป็นร่มเงา เป็นไม้ประดับ เป็นพืชลุมดินและแนวกันลมได้อีกด้วย

ระยะออกดอกและติดผล : ตลอดปี แต่ออกดอกมากเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน

ขยายพันธุ์ : โดย การเพาะเมล็ด


ตะกู

ชื่อวิทยาศาสตร์  Anthocephalus chinensis (Lamk.) A.Rich.ex Walp.
ชื่อสามัญ  ---
ชื่ออื่น  กระทุ่ม กระทุ่มบก (กลาง)ตุ้มหลวง ตุ้มก้านยาว (เหนือ)ตุ้มขี้หมู กลองประหยัน(ใต้)กระทุ่ม กระทุ่มบก (กลาง)ตุ้มหลวง ตุ้มก้านยาว (เหนือ)ตุ้มขี้หมู กลองประหยัน(ใต้)
ชื่อวงศ์ RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ เนปาล,บ้งคลาเทศ,อินเดีย,ศรัลังกา,พม่า,ไทย,มาเลเซีย ,อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ลงไปจนถึงหมู่เกาะปาปัวนิวกินี  

          ไม้ต้นขนาดใหญ่ สูง15-30เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มกลม กิ่งก้านแผ่กว้างตั้งฉากกับลำต้น
ใบเป็นใบเดี่ยวเรีงตรงข้ามเป็นคู่รูปไข่กว้าง7.5-17.5ซม.ยาว

20ซม.หู ใบเป็นรูปสามเหลี่ยม แผ่นใบด้านบนมีขนสากและมีสีเข้ม ส่วนท้องใบจะมีขนสั้นๆแทบมองไม่เห็นแต่สัมผัสนุ่มมืออยู่ด้านล่าง เนื้อใบค่อนข้างหนาปลายใบมนหรือเป็นติ่งแหลม โคนใบป้าน

ดอก มีขนาดเล็กเกาะติดกันแน่นเป็นช่อสีขาวปนเหลืองหรือสีส้ม มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ลักษณะกลมเดี่ยวไม่เกิน 2 ช่อ กลุ่มดอกกลมโตประมาณ3.5-7ซม.ออกที่ปลายกิ่ง ตะกูจะออกดอกเมื่ออายุยังน้อยพบว่าเริ่มออกดอกเมื่ออายุประมาณ4ปี

ผลเรียงกันแน่นเป็นก้อนกลมๆภายในมีเมล็ดอยู่เป็นจำนวนมาก

ตะกู เป็นไม้โตเร็วต้นสูงเปลาตรง เนื่องจากตะกูจะทำการสลัดกิ่งตลอดเวลาที่มีการเจริญเติบโต ทำให้ง่ายต่อการแปรรูป ได้ปริมาณเนื้อไม้สูง ได้ขนาดและความยาวตามต้องการ หากมีอายุ2ปีขึ้นไปจะทนต่อสภาวะน้ำท่วมขังและโดนไฟป่าไม่ตาย สามารถเจริญเติบโตได้หลังน้ำลด ทนแล้งปลูกง่าย รดน้ำอย่างสม่ำเสมอเพียงช่วง1-3เดือน ตะกูที่มีการตัดโค่นสามารถงอกขึ้นใหม่ได้อีก ทำให้ผู้ปลูกไม่ต้องลงทุนซื้อต้นกล้าหลายรอบ สามารถปลูกได้ทุกภาคของประเทศไทย

ใน ทางวิชาการป่าไม้ ตะกูถือเป็นไม้เบิกนำที่โตเร็วมาก เพราะมีความเพิ่มพูนรายปี(MAI: Mean Annual Increment)ของเส้นผ่าศูนย์กลางเพียงอก(DBH: Diameter at Breast High) เกินกว่า3.0ซม.ต่อปี และมีเส้นรอบวงที่ระดับอก(GBH: Girth at Breast High)เกินกว่า100ซม.เมื่ออายุ10ปี ตะกูเป็นไม้ที่มีอายุรอบหมุนเวียนในการตัดฟันที่เหมาะสมเกินกว่า7ปีแต่ไม่ เกิน25ปี นั้นคืออยู่ระหว่าง10-20ปี

การปลูกต้นตะกูอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมของการปลูกป่าใหม่ เพื่อเพิ่มศักยภาพทางสิ่งแวดล้อมได้เร็วที่สุด

ระยะออกดอก : ในช่วงระหว่างเดือนมิถุนายน-กันยายน

ขยายพันธุ์ : เมล็ด


ยูคาลิปตัส

ชื่อวิทยาศาสตร์  Eucalyptus camaldulensis Dehn
ชื่อสามัญ  Eucalyptus,  Red Gum
ชื่ออื่น  โกฐจุฬารส น้ำมันเขียว มันเขียว ยูคาลิป
ชื่อวงศ์ MYRTACEAE
ถิ่นกำเนิด ออสเตรเลีย
เขตกระจายพันธุ์ ประเทศในเขตร้อนหรือกึ่งเขตร้อน

พืช ในสกุลยูคาลิปตัสส่วนใหญ่เป็นพืชถิ่นเดียวของประเทศออสเตรเลีย ยูคาลิปตัสชนิดนี้เป็นไม้ต้นสำคัญสำหรับการปลูกป่าในบางพื้นที่ เป็นชนิดที่เหมาะนำเนื้อไม้มาทำกระดาษ ไม้อัด ผนังสำเร็จรูป พื้นไม้ ประตู เสา เรือ ใช้แกะสลัก รวมทั้งใช้ทำฟืน และเผาถ่านได้

ลักษณะลำต้นเป็นไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่  มีความสูง 24-28  เมตร บางชนิดสูงถึง 50 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางอาจถึง 1-2 เมตรได้ รูปทรงเปลาตรงกิ่งก้านน้อย เปลือกมีลักษณะเรียบเป็นมัน  สีเทาสลับขาวและสีน้ำตาลแดงเป็นบางแห่ง เปลือกนอกจะแตกล่อนเป็นแผ่น เปลือกนอกหนา

ใบเดี่ยวออกเป็นคู่ตรงข้ามเรียงสลับ  ใบบาง ห้อยลง  รูปหอกแคบ ขนาดกว้าง 0.7-2 ซม ยาว 7.5 – 30ซม. ปลายใบเรียวแหลม ก้านใบยาว ใบสีเขียวแกมเทา ทั้งสองด้าน เส้นใบมองเห็นชัด

ช่อ ดอกออกที่ซอกใบ แบบซี่ร่ม หรือแบบกระจุกมี 7- 11 ดอก ก้านช่อดอก ยาว 0.6-1.5 เซนติเมตร ก้านดอกย่อยเรียว ยาว ดอกสมบูรณ์เพศ ดอกตูม รูปกลม หรือกรวยกลม ด้านบนเป็นฝาปิดรูปทรงกลม ปลายมีจะงอย ฝาปิดร่วงเมื่อดอกบาน ด้านล่างเป็นฐานดอกรูปถ้วย เกสรผู้ จำนวนมาก

ออกดอกเกือบตลอดปีขึ้นกับความสมบูรณ์ของต้นบางครั้งมีทั้งดอกตูมดอกบาน  ผลอ่อนและผลแก่ในกิ่งเดียวกัน

ผล รูปครึ่งวงกลมหรือรูปถ้วย  ผิวนอกแข็ง เมื่อยังอ่อนจะมีสีเขียว และเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเมื่อแก่    โดยปลายผลจะแตกแยกออก  ทำให้เมล็ดร่วงลงมา

เนื้อไม้มีแก่นสีน้ำตาล เนื้อไม้ละเอียด

ยูคาลิปตัส ชนิดที่ให้น้ำมันจากใบและยอดเมื่อสกัดด้วยไอน้ำ

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Eucalyptus globulus  Labill. (Eucalyptus citriodora Hook.)

ชื่อสามัญ : Eucalyptus, Blue Gum

องค์ ประกอบหลักของน้ำมัน คือ ยูคาลิปตอล (eucalyptol) ซึ่งมีกลิ่นหอมเย็น คล้ายกลิ่นการบูร ใช้เป็นส่วนผสมในยาดม ยาหม่อง สารซักฟอก สบู่ เปรย์หอมดับกลิ่น ยาไล่ยุงฆ่าแมลง

ระยะออกดอก : ตลอดปี

ขยายพันธุ์ : เมล็ด ปักชำ


ลำพู

ชื่อวิทยาศาสตร์  Sonneratia caseolaris(Linn.) Engler
ชื่อสามัญ  Cork tree, Mangrove apple, Crabapple mangrove,
ชื่ออื่น  --
ชื่อวงศ์ SONNERATIACEAE
ถิ่นกำเนิด --
เขตกระจายพันธุ์

แอฟริกา ศรีลังกา มาลเซีย อินโดนีเซีย ตะวันออกเฉียงเหนือของออสเตรเลีย , นิวแคลิโดเนีย ,เกาะไหหลำ ใน ประเทศจีน และ ฟิลิปปินส์

ป็น ไม้ยืนต้น สูง 8-20 เมตร เมื่ออายุน้อยเปลือกเรียบ และแตกเป็นร่องลึก เป็นสะเก็ดเมื่ออายุมากขึ้น บริเวณโคนต้นจะพบรากอากาศโผล่อยู่เต็มไปหมด ใบลำพูเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม แผ่นใบรูปรี   ปลายใบแหลมทู่ ถึงเป็นติ่งสั้นๆ ฐานใบรูปลิ่ม เส้นใบไม่เด่นชัด ก้านใบค่อนข้างแบน   สีแดงเรื่อๆ

ดอก ออกเดี่ยวๆที่ปลายกิ่ง วงกลีบเลี้ยงเป็นหลอดตื้นๆ รูปถ้วย ปลายแยกเป็นแฉกลึก 8 แฉก โคนกลีบเลี้ยงด้านในสีออกแดง เกสรเพศผู้จำนวนมาก โคนก้านสีแดง ปลายสีขาว ร่วงง่ายภายในวันเดี่ยว  ส่วนผลมีเนื้อและมีเมล็ด  ฝังอยู่ในเนื้อผล ผลรูปกลม  สีเขียวอ่อน กลีบเลี้ยงแผ่บานออก ผลสุกมีกลิ่นหอมและนิ่ม
การ เจริญเติบโต ขึ้นในเขตป่าชายเลนค่อนข้างจืด หรือมีช่วงระยะเวลา ที่ระดับความเค็มของน้ำน้อยเป็นเวลานาน มักขึ้นเป็นกลุ่ม ตามริมชายฝั่งแม่น้ำที่เป็นดินเลนเหนียว และลึก

ระยะออกดอก : เดือน สิงหาคม-ธันวาคม

ระยะออกผล : เดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์

ขยายพันธุ์ : ด้วยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง


ลำแพน

ชื่อวิทยาศาสตร์  Sonneratia ovata backer
ชื่อสามัญ  ---
ชื่ออื่น  อีกาย ลำแพนเขา
ชื่อวงศ์ SONNERATIACEAE
ถิ่นกำเนิด ---
เขตกระจายพันธุ์ ภาคใต้ของจีน ( ไหหลำ ) เวียตนาม ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย นิวกินี และออสเตรเลีย

ไม้ ยืนต้นขนาดกลาง สูงระหว่าง10-15เมตร เปลือกต้นสีเทาดำแตกสะเก็ด ทรงพุ่มโปร่ง กิ่งก้านลู่ลง ก้านใบแข็งหนาเป็นสัน ใบหนาสีเขียวเข้มยอดอ่อนสีแดง  ดอกสีขาวผลรูปกลมมีฐานกลีบเลี้ยงดอกรองรับขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและตอน กิ่ง

ลำแพนมีลักษณะทั่วไปคล้ายลำพูมากแตกต่างที่ลำแพนไม่มีรากอากาศบริเวณโคนต้นเหมือนลำพู

ขยายพันธุ์ : ด้วยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง


ตะโกสวน

ชื่อวิทยาศาสตร์  Diospyros malabarica (Dehr.) Kostel. var. malabarica
ชื่อสามัญ 

Malabar ebony, Black-and-white ebony, Pale moon ebony

ชื่ออื่น  ตะโกไทย
ชื่อวงศ์ EBENACEAE
ถิ่นกำเนิด ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์

อินเดีย ศรีลังกา เนปาล บังคลาเทศ พม่า ไทย กัมพูชา ลาว มาเลเซีย อินโดนีเซีย

ไม้ ยืนต้นไม่ผลัดใบสูงถึง 15 เมตร โตช้า ต้นเล็กมักคดงอ ส่วนต้นโตจะเปลาตรง เปลือกสีเทาดำแตกเป็นร่องตามยาว ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปขอบขนานแกมรูปหอกกลับ โคนใบรูปลิ่มทู่ ขอบใบเรียบ  เนื้อใบเกลี้ยงหนา สีเขียวเข้ม

ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น ดอก สีขาวขนาดเล็ก ออกดอกเดี่ยวใกล้ซอกใบปลายยอด กลีบเลี้ยงและกลีบดอกอย่างละ4-5กลีบ กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกัน

            ผลกลมมนด้านนอกมีขนนุ่ม จุกผลมีขนสีน้ำตาล ผลมีเนื้อมีหลายเมล็ด เมื่อสุกสีเหลืองอมเขียว ผลรับประทานได้มีรสหวาน เป็นไม้เนื้อแข็งเหนียว  พบในป่าดิบแล้ง ชอบแสงแดดจัด ขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด

ระยะออกดอก : เดือนกุมภาพันธ์-เดือนพฤษภาคม

ขยายพันธุ์ : ด้วยการเพาะเมล็ด

พลับพลา

ชื่อวิทยาศาสตร์  Microcos tomentosa Sm.
ชื่อสามัญ  ---
ชื่ออื่น  คอมส้ม กะปกกะปู ค่อม พลา ลาย สากกะเบือดง สากกะเบือละว้า จับมือแก พลาขาว พลาลาย น้ำลายควาย
ชื่อวงศ์ TILIACEAE
ถิ่นกำเนิด ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ พม่า กัมพูชา ลาว เวียตนาม จีน อินโดนีเซีย อินเดีย ศรีลังกา

ไม้ ต้นขนาดกลางสูง10-20เมตร ผลัดใบ เรือนยอดเป็นพุ่มกลมทึบ แตกกิ่งต่ำ โคนต้นเป็นพูพอนต่ำ เปลือกนอกสีน้ำตาลปนเทา แตกล่อนเป็นแผ่นสะเก็ดบางๆ เปลือกในสีขาว

ใบ เดี่ยวเรียงสลับรูปไข่กลับ แกมรูปขอบขนาน กว้าง3-8ซม.ยาว 8-17ซม.ปลายใบมีติ่งแหลม โคนใบมน ขอบใบหยักฟันเลื่อยจนถึงเรียบ ผิวใบมีขนปกคลุมทั้งสองด้าน ดอกออกเป็นช่อยาว3-15ซม.ตามปลายกิ่ง และซอกใบ ดอกตูมรูปกลม กลีบเลี้ยง5กลีบ กลีบดอก5กลีบสีเหลืองอ่อนดอกในช่อมีจำนวนมาก ดอกบานเต็มที่ขนาด1-1.5ซม.     

ผล สดแบบมีเนื้อเมล็ดเดียว ขนาดผลกว้าง0.5-1ซม.ยาว1-1.5ซม. ผลสุกสีม่วงดำรับทานได้ เมล็ดแข็งรูปไข่ ชอบแดดจัดขึ้นได้ดีในดินเกือบทุกชนิด

ประเทศไทยพบขึ้นกระจายทั่วประเทศ ตามป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบแล้งและป่าดงดิบชื้น

ระยะออกดอก : เดือนเมษายน-เดือนพฤษภาคมผลแก่เดือน มิถุนายน-เดือนธันวาคม

ขยายพันธุ์ : ด้วยการเพาะเมล็ด


แสมขาว

ชื่อวิทยาศาสตร์  Avicennia albaBlume
ชื่อสามัญ  Api-Api
ชื่ออื่น  แสม(กลาง), แหม, แหมเล (ใต้), พีพีเล (ตรัง)
ชื่อวงศ์ ACANTHACEAE
ถิ่นกำเนิด ---
เขตกระจายพันธุ์ พบกระจายทั่วโลก โดยเฉพาะ อินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ตอนเหนือของออสเตรเลีย

ไม้ ต้นสูง10-20เมตร เป็นพันธุ์ไม้เบิกนำ มักขึ้นเป็นกลุ่มตามเลนงอกใหม่ ริมฝั่งทะเลหรือบริเวณปากแม่น้ำ ลักษณะลำต้นไม่มีพูพอน ต้นเปลาตรงรูปทรงกรวยสั้นๆ แตกกิ่งระดับต่ำ กิ่งแขนงห้อยลง เปลือกสีเทาถึงคล้ำ ไม่มีช่องอากาศ มักมีสีสนิมหรือสีคล้ำซึ่งเกิดจากเชื้อราติดตามกิ่งและส่วนบนของต้น รากหายใจรูปดินสอ สูง 15-30 ซม.แผ่กระจายหนาแน่นรอบโคนต้น

ใบ เดี่ยวเรียงตรงข้ามตั้งสลับฉาก แผ่นใบรูปรีแกมรูปหอก ขนาดกว้าง3-5ซม.ยาว5-15ซม.เนื้อใบอวบน้ำแกมเหนียวคล้ายแผ่นหนัง ด้านบนสีเขียวคล้ำเป็นมัน ด้านล่างมีขนหนานุ่มสีเทา่อ่อนถึงขาวนวลปกคลุม ใบแห้งม้วนเป็นสีดำ

ดอก แบบช่อกระจุกออกตามปลายกิ่งและง่ามใบใบใกล้ปลายยอด ยาว3-8ซม.มีขนสั้นหนานุ่มสีน้ำตาลอมเหลืองหม่นปกคลุม  ดอกย่อย10-30ดอก สีเหลืองส้มไม่มีก้านดอก ขนาดดอก0.5ซม.

ผล แบบผลแห้งแตกตามรอยประสานเป็น2ซีกรูปคล้ายพริกเบี้ยวค่อนข้างแบนขนาด กว้าง1.5-2ซม.ยาว2.5-5ซม. เปลือกผลย่น อ่อนนุ่มสีเหลืองอมเขียว มีขนสั้นสีเทาอ่อนปกคลุมหนาแน่น ปลายผลเป็นจงอย ผลแก่เปลือกแตกแล้วม้วนเป็นหลอดกลม เมล็ดงอกตั้งแต่อยู่บนต้นมี1เมล็ด

ระยะออกดอก : เดือนมกราคม-เมษายน



แสมทะเล

ชื่อวิทยาศาสตร์  Avicennia marina Forsk.
ชื่อสามัญ  Olive Mangrove
ชื่ออื่น  ปีปีดำ(ภูเก็ต)
ชื่อวงศ์ ACANTHACEAE
ถิ่นกำเนิด ----
เขตกระจายพันธุ์ แอฟริกาตะวันออก ชายฝั่งทะเลเขตร้อนหรือกึ่งร้อนของมหาสมุทรอินเดียตลอดจนถึงทะเลจีนใต้ หมู่เกาะโพลีนีเซีย และเกาะเหนือของนิวซีแลนด์

ไม้ ต้นขนาดเล็กสูง3-8เมตร มักแตกกิ่งเป็นพุ่มต่ำ เรือนยอดโปร่ง ไม่มีพูพอน รากหายใจรูปคล้ายดินสอสูง10-20ซม. เปลือกเรียบเป็นมันสีขาวอมเทาหรือขาวอมชมพู เมื่ออายุมากมักล่อนเป็นเกล็ดบางๆคล้ายแผ่นกระดาษ และผิวของเปลือกใหม่เป็นสีเขียวอ่อน

ใบ เดี่ยวเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก แผ่นใบรูปไข่กว้าง ขนาด3-5ซม.ยาว5-8ซม. ขอบใบเรียบและม้วนลงคล้ายหลอด ปลายใบทู่เป็นติ่งแหลมสั้น เนื้อใบอวบน้ำแกมเหนียวคล้ายแผ่นหนัง ผิวใบด้านบนเกลี้ยง สีเขียวเข้มเป็นมันวาว ด้านล่างมีนวลสีขาวหรือขาวอมเทา

ดอก แบบช่อกระจุก ก้านช่อดอกยาว1-5ซม.ดอกย่อย4-12ดอก เรียงเป็นกระจุกแน่นที่ปลายก้านช่อ ดอกย่อยขนาดเล็กสีเหลืองหรือเหลืองอมส้มมีกลิ่นหอม ขนาดดอก0.5ซม.

ผล แห้งแล้วแตกตามแนวประสานเป็น2ซีก รูปทรงไข่กว้าง เบี้ยว ถึงเกือบกลม แบนด้านข้าง ขนาดกว้าง1.5-2ซม.ยาว1.5-2.5ซม. เปลือกผลบางอ่อนนุ่ม มีนวลสีเขียวอมเหลือง ผิวเปลือกเป็นรอยย่น มีขนสั้นนุ่มปกคลุม ปลายผลไม่เป็นจงอย เมื่อแก่เต็มที่เปลือกแตกม้วนเป็นหลอดกลม เมล็ดงอกตั้งแต่อยู่บนต้นมี1เมล็ด

เป็นพันธุ์ไม้เบิกนำ มักขึ้นเป็นกลุ่มตามแนวตะเข็บฝั่งทะเล ในที่ดินทราย เลนทราย และชายฝั่งที่เป็นหาดหินหรือหาดทราย

ระยะออกดอก : เดือนกุมภาพันธ์-มิถุนายน


มังคะ

ชื่อวิทยาศาสตร์  Cynometra ramifloraL.
ชื่อสามัญ  ----
ชื่ออื่น  มะคะ, พังคะ,พังค่า, มะคาก, แมงคะ
ชื่อวงศ์ LEGUMINOSAE-FABACEAE
ถิ่นกำเนิด ----
เขตกระจายพันธุ์ ศรีลังกา อินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก


ไม้ ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง8-30เมตร เรือนยอดแผ่กว้าง ลำต้นเปลาตรง บางครั้งมีพูพอน เปลือกขรุขระสีน้ำตาลเทา เปลือกในสีน้ำตาลถึงสีน้ำตาลแกมชมพู

ใบ ประกอบแบบขนนกปลายคู่ เรียงเวียนสลับห่างๆ ขนาดใบกว้าง1-3(2-7)ซม.2-6(3-15)ซม. รูปรี รูปขอบขนานหรือรูปใบหอก โคนใบแหลมเยื้อง ขอบใบเรียบ  เนื้อใบบางคล้ายแผ่นหนัง ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน ด้านบนสีเขียวคล้ำ ด้านล่างสีซีดกว่า ใบอ่อนสีชมพู

ดอกแบบช่อเชิงลด ออกตามง่ามใบ ช่อดอกตั้งตรง ยาว1.5-2.5ซม. ดอกย่อยสีขาว กลีบเลี้ยง4กลีบ

กลีบดอก5กลีบ ผลแบบฝักถั่ว สีน้ำตาลอมเขียว ขนาดกว้าง1.5-4ซม.ยาว2-5ซม.ผิวแข็งขรุขระ ขอบเป็นคลื่น หรือมีรอยย่นเล็กน้อย ปลายฝักเป็นจงอยแหลม ฝักแห้งไม่แตก เมล็ดกลมสีน้ำตาลแดง

พบ ตามพื้นที่ไม่ห่างจากชายฝั่งทะเล เช่น ที่ลุ่มน้ำขังป่าพรุ ตามริมฝั่งแม่น้ำ หรือรอยต่อระหว่างแนวหลังป่าชายเลนกับป่าบกที่เป็นเลนแข็ง

ระยะออกดอก : ช่วงเดือนธันวาคม-เมษายน

ขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด


หงอนไก่ทะเล

ชื่อวิทยาศาสตร์  Heritiera littoralis Dryand
ชื่อสามัญ  ---
ชื่ออื่น  หงอนไก่,ไข่ควาย, ดุหุน
ชื่อวงศ์ MALVACEAE
ถิ่นกำเนิด ---
เขตกระจายพันธุ์ ---


ไม้ ต้นไม่ผลัดใบสูง5-15เมตร เป็นไม้ป่าชายเลน ลำต้นมักบิดงอ พูพอนต่ำแผ่เป็นครีบบิดไปมา ไม่มีรากหายใจเปลือกหยาบเป็นเกล็ด มีร่องลึกแตกตามยาว สีน้ำตาลอมชมพูถึงเทาเข้ม

ใบ เดี่ยวเรียงเวียนเป็นกระจุกตามปลายกิ่ง แผ่นใบรูปรี รูปขอบขนาน รูปขอบขนานแกมรูปหอก หรือรูปรีแกมรูปไข่ พบบ่อยที่มีรูปร่างบิดเบี้ยวไม่แน่นอน ขนาดของใบกว้าง5-10ซม.ยาว 10-22ซม.ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ผิวใบด้านบนสีเขียวคล้ำ ด้านล่างสีเงินเทาขาว แวววาว เนื้อใบหนาคล้ายแผ่นหนัง 

      ดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้น ออกเป็นช่อเชิงลดแยกแขนงตามง่ามใบใกล้ปลายกิ่ง ช่อดอกโปร่งยาว10-20ซม.มีดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก

ผล แห้งมีปีกเดียวรูปทรงรีขนาดกว้าง4-6ซม.ยาว5-10ซม.ด้านล่างแบน ด้านบนโค้งขึ้นและมีสันตามยาว แผ่กว้างออกไปทางปลายผลคล้ายหงอนไก่ เปลือกผลแข็งสีเขียวเข้มเป็นมันวาวแล้วค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เนื้อผลเป็นเส้นใยอัดแน่น ผลแก่ไม่แตกห้อยลงเป็นกลุ่มตามกิ่ง มี1เมล็ด

 ระยะเวลาออกดอก : เป็นช่วงระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคมและเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน

ขยายพันธุ์ : ตอนกิ่ง


องุ่นทะเล

ชื่อวิทยาศาสตร์  Coccoloba uvifera
ชื่อสามัญ  Seagrape, Seaside grape,ฺ Bay grape
ชื่ออื่น  ครุฑทะเล
ชื่อวงศ์ POLYGONACEAE
ถิ่นกำเนิด อเมริกากลาง
เขตกระจายพันธุ์ เขตร้อนในอเมริกา และ แคริบเบียน รวมถึงภาคใต้ของ ฟลอริดา บาฮามาส มอลตา และ เบอร์มิวดา


ไม้ ต้นสูง 8-10เมตร แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มโปร่ง เปลือกต้นสีค่อนข้างนวล กิ่งอ่อนสีเขียว มีจุดประสีขาวทั่วไป ใบเดี่ยวและมีหูใบรอบข้อ รอบๆลำต้น ดอกสีขาวออกเป็นช่อตามปลายกิ่ง ผลค่อนข้างกลม ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีม่วงอมเขียว รูปทรงคล้ายแอปเปิ้ลขนาดเล็ก เปลือกและเนื้อผลบาง เมล็ดมีเมล็ดเดียว ในหนึ่งผล

เป็นพันธุ์ไม้ที่มีการเจริญเติบโตเร็วทรงพุ่มกลมกว้าง เหมาะสมกับพื้นที่แห้งแล้ง หรือดินเค็ม  

ผลสุกสีส้มแดงกินสดได้ มีรสชาดหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย และนำเนื้อของผลมาทำแยมได้

ขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง


โกงกางใบเล็ก

ชื่อวิทยาศาสตร์  Rhizophora apiculata Blume
ชื่อสามัญ  ---
ชื่ออื่น  โกงกาง, พังกาเล็ก, พังกาทราย
ชื่อวงศ์ RHIZOPHORACEAE
ถิ่นกำเนิด
เขตกระจายพันธุ์ อินเดีย ศรีลังกา เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ตลอดถึงหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกและตอนเหนือของออสเตรเลีย

ไม้ ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่สูง25-30เมตร เรือนยอดรูปกรวยควำ่และแผ่กว้าง รากค้ำยันสูง3-8เมตรรากค้ำยันแตกแขนงระเกะระกะไม่เป็นระเบียบ โคนรากทำมุมเกือบตั้งฉากกับลำต้นแล้วหักศอกลงดินเกือบเป็นมุมฉาก มีรากอากาศแตกตามกิ่ง เปลือกต้นสีเทาคล้ำหรือสีเทาอม ชมพู เรียบแล้วแตกเป็นร่องตามยาวตื้นๆ บางครั้งแตกตามแนวขวางคั่นไม่เป็นระเบียบคล้ายตารางสี่เหลี่ยม เมื่อทุบเปลือกทิ้งไว้สักครู่เปลือกในจะเป็นสีแดงสดถึงแดงเลือดหมู

      ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามสลับฉากออกเป็นกระจุกที่ปลายกิ่ง แผ่นใบรูปรีถึงขอบขนานแกมรูปรี ขนาดกว้าง4-8ซม.ยาว8-18ซม.โคนใบสอบรูปลิ่มถึงมน ชอบใบเรียบปลายใบเป็นติ่งแหลมอ่อนสีดำ ผิวใบเกลี้ยง ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างสีซีดกว่า และมีจุดสีน้ำตาลเล็กๆกระจายทั่วผิวใบ เนื้อใบอวบน้ำแกมเหนียวคล้ายแผ่นหนัง หูใบแคบปลายเรียวแหลมสีชมพูถึงแดงเรื่อ ประกบคู่ที่ปลายยอดยาว4-8ซม.หลุดร่วงง่าย

ดอก แบบช่อกระจุกด้านเดียวแต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อย1คู่ไม่มีก้านดอก  สีเหลืองหรือเหลืองอมเขียว แข็งหนา ผลแบบผลมีเนื้อเมล็ดเดียว รูปทรงไข่กลับปลายคอด ยาว2-3ซม.ผิวหยาบค่อนข้างขรุขระสีน้ำตาลคล้ำ เมล็ดงอกตั้งแต่อยู่บนต้น ลำต้นใต้ใบเลี้ยงหรือฝัก คล้ายรูปทรงกระบอกขนาด1-1.5ซม.ยาว20-40ซม.มักโค้งงอทางด้านยอดฝัก แล้วเหยียดตรงและขยายขึ้นที่ส่วนโคนส่วนของปลายโคนฝักทู่ ผิวเป็นมันสีเขียวหรือเขียวอมม่วง ค่อนข้างเรียบหรือมีตุ่มขรุขระกระจายทั่วไป ใบเลี้ยงที่ยื่นออกมาสีส้มหรือสีน้ำตาลแดงยาว1-2ซม.

พบ ขึ้นเป็นหมู่ไม้ที่มีพันธุ์ไม้ชนิดเดียวตามปากแม่น้ำลำคลอง และพื้นที่ริมชายฝั่งทะเลที่มีดินอ่อนค่อนข้างลึกและน้ำทะเลท่วมถึงสม่ำเสมอ บางครั้งมีโกงกางใบใหญ่ขึ้นปะปน

ระยะออกดอก : ในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคม

ขยายพันธุ์ : ด้วยวิธีการใช้ฝักโดยตรง



 




















 


  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view