สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

สารพัดต้นไม้จัดสวน

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

สวนสไตล์ต่างๆ

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ชื่อนั้นสำคัญไฉน

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 19/08/2018
สถิติผู้เข้าชม 8,251,924
Page Views 12,888,831
 
« August 2018»
SMTWTFS
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 

นานาไม้เลื้อย2

นานาไม้เลื้อย2

 


นานาพรรณ ไม้เลื้อย, รอเลื้อย 2

ไม้ เลื้อยเป็นที่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับเหมือนกัน มีมากมายหลายพันธุ์ บางต้นออกดอกดก แต่ออกปี

ละครั้ง บางต้นก็มีกลิ่นหอม หรือบางต้นมีสีสันสดใส   นิยมทำซุ้มให้เลื้อย   หรือให้เลื้อยขึ้นไม้ระแนง

ให้ร่มเงา  (pergola) เป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของสวนที่ทำให้ร่มรื่น และน่าดู ปลูกเป็นพืชคลุมดิน

    คลุมหลังคาโรงเรือน หรือเลื้อยขึ้นไม้ใหญ่แล้วแต่จุดประสงค์ ทำความรู้จักกับไม้เลื้อยบางต้นบางพันธุ์

กันหน่อยก็ดี  นำไปปลูกเลี้ยงดูจะได้สวยงามสมใจ

พรรณ ไม้เลื้อยในนี้จะมีพันธุ์ไม้ที่นำมาปลูกประดับและเรื่อยไปจนถึงไม่ได้ ปลูกประดับ

แต่นำมาใช้เป็นอาหารบ้างใช้เป็นสมุนไพรบ้าง แล้วแต่

1 กันภัยมหิดล/Afgekia mahidolae 21 นมแมวซ้อน/Uvaria dulcis
2 สิรินธรวัลลี/Phanera sirindhorniae 22 ช้องแมว/Gmelina philippinsis
3 สร้อยอินทนิล/Thunbergia grandiflora 23 เถาขยัน/Lysiphyllum strychnifolium
4 แดงทอดยอด/Ipomea horsfalliae 24 เถาเอ็นอ่อน/Cryptolepis buchanani 
5 คอนสวรรค์/Ipomoea quamoclit 25 ถั่วดาวอินคา/Plukenetia volubilis
6 ดาวประดับ/Cryptostegia grandiflora 26 ก่ายกอมเครือ/Aspidopterys tomentosa
7 ม่วงมณีรัตน์/Bignonia magnifica 27 ถอบแถบเครือ/Connarus semidecandrus 
8 เถาวัลย์หลง/Argyreia  splendens 28 น้ำใจใคร่/Olax scandens
9 เสี้ยวเครือดอกแดง/Bauhinia galpini 29 อวดเชือก/Combretum latifolium
10 ส้มเสี้ยวเถา/Bauhinia lakhonensis 30 ยางน่องเถา/Strophanthus caudatu
11 โนรี/Hiptage lucida 31 โล่ติ๊น/Derris elliptica
12 นาวน้ำ/Artabotrys spinosus 32 โคคลาน/Mallotus repandus
13 คัดเค้า/Oxyceros horridus 33 สวาด/Caesalpinia bonduc
14 เถาวัลย์เขียว/Tiliacora triandra 34 ตานหม่อน/Tarlmounia elliptica
15 เถาวัลย์แดง/Toxocarpus villosus  35 มะกล่ำเผือก/Abrus pulchellus ssp. pulchellus
16 ถั่วแปบช้าง/Afgekia sericea 36 มะกล่ำดำ/Abrus pulchellus 
17 ถั่วคล้า/Canavalia rosea 37 มะลิซาไก/Jasminum rambayense
18 ส่าเหล้าปัตตานี/Desmos cochinchinensis 38 มะลิวัลย์/Jasminum adenophyllum
19 กล้วยหมูสัง/Uvaria grandiflora 39 มะลุลี, มะลุลีสีชมพู/Jasminum multiflorum
20 นมควาย/Uvaria rufa 40 พุทธชาดก้านแดง/Jasminum officinale L. var. grandiflorum
41 โกลด์ฟิงเกอร์/Juanulloa mexicana


1 กันภัยมหิดล/Afgekia mahidolae


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Afgekia mahidolae Burtt et Chermsir
ชื่อสามัญ     ----
ชื่ออื่น     ---กันภัย
ชื่อวงศ์    ---LEGUMINOSAE
ถิ่นกำเนิด    ---ประเทศไทย
เขตกระจายพันธุ์    ----


พบทางจังหวัดกาญจนบุรี ใบเป็นใบประกอบ ช่อหนึ่งมีใบย่อยหลายใบ ด้านล่างของใบมีขนสีน้ำตาล ดอกเป็นช่อตั้ง สีขาวปนม่วง ฝักสั้นป้อมแบน ๆ ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์เพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
"ไม้เถาชนิดนี้ นาย เกษม จันทรประสงค์ ซึ่งขณะนั้นเป็นข้าราชการกองพืชพรรณ กรมวิชาการเกษตร ( ปัจจุบันเป็นนายกสมาคมไม้ประดับแห่งประเทศไทย) ค้นพบครั้งแรกที่ประเทศไทยและสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระราชทานนามว่า กันภัยมหิดล ให้เป็นต้นไม้สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2542ด้วยเหตุว่า เป็นต้นไม้ที่พบในประเทศไทย ปลูกง่าย นามเป็นมงคลและพ้องกับชื่อมหาวิทยาลัย ถึงแม้จะเป็นไม้เถาแต่ก็มีลักษณะสวยงาม สามารถจัดแต่งเป็นทรงพุ่มได้หลายแบบ อายุยืน โดยเมื่อเถาแห้งไปก็สามารถงอกขึ้นใหม่ได้ ซึ่งความเป็นไม้เถาแสดงถึงความเจริญก้าวหน้าและความสามารถปรับตัวให้พัฒนาไป ตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างดี


ลักษณะ เป็น ไม้เถา แตกพุ่มหนาแน่น ยาวประมาณ 15 ม. มีขนคล้ายไหมหนาแน่นเกือบทุกส่วน หูใบออกเป็นคู่ รูปเคียว เบี้ยวเล็กน้อย ยาวประมาณ 1.5 ซม. ใบประกอบแกนกลางยาว 8-18 ซม. ก้านใบยาว 2.5 ซม. หูใบย่อยรูปเส้นด้าย ยาว 5 มม. ใบย่อยมี 4-6 คู่ เรียงเกือบตรงข้าม รูปไข่หรือขอบขนาน ยาว 1.5-7.5 ซม. ปลายใบกลม มีติ่งเล็กๆ โคนใบกลมหรือรูปหัวใจตื้นๆ เส้นแขนงใบข้างละ 5-8 เส้น ก้านใบย่อยยาว 2-4 มม. ช่อดอกแบบช่อกระจะ ออกตามซอกใบ ยาว 10-15 ซม. ใบประดับรูปใบหอก ยาว 1.5-3 ซม. ก้านดอกยาว 0.7-1 ซม. กลีบเลี้ยงรูประฆัง สีขาวอมม่วง หลอดกลีบยาว 5-7 มม. รูปปากเปิด กลีบบน 2 กลีบ รูปสามเหลี่ยม ยาว 3-6 มม. กลีบล่าง 3 กลีบ ยาวไม่เท่ากัน รูปแถบหรือรูปลิ่มแคบ ยาว 0.5-1 ซม. กลีบดอกสีม่วงอ่อน กลีบกลางรูปรี ด้านในมีสีเข้ม พับงอกลับ ยาวประมาณ 2 ซม. ปลายเป็นติ่งแหลม โคนกลีบรูปหัวใจ เป็นสันนูนทั้งสองด้าน เส้นกลางกลีบเป็นร่อง มีสีเหลืองแต้มใกล้โคน ที่โคนมีเดือยรูปสามเหลี่ยม 1 คู่ ยาว 3 มม. กลีบปีกรูปขอบขนาน มีสีเข้ม ยาว 1.5 ซม. กลีบคู่ล่างยาวเท่าๆ กลีบปีก เชื่อมติดกันรูปคุ่ม ฝักรูปรีหรือขอบขนาน ยาว 7-9 ซม. หนาประมาณ 3 ซม. เมล็ดมี 1-2 เมล็ด สีน้ำตาล เกือบกลม"


2 สิรินธรวัลลี/Phanera sirindhorniae


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Phanera sirindhorniae (K. Larsen & S. S. Larsen) Mackinder & R. Clark
ชื่อพ้อง    
---Bauhinia sirindhorniae K. Larsen & S. S. Larsen
ชื่อสามัญ     ---Bauhinia Vine
ชื่ออื่น     ---สามสิบสองประดง
ชื่อวงศ์    ---LEGUMINOSAE-CAESALPINIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ประเทศไทย
เขตกระจายพันธุ์    ----เป็นพืชถิ่นเดียวของประเทศไทยพบที่จังหวัด หนองคาย

 

เป็นไม้เลื้อยเนื้อแข็ง กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดง เมื่อแก่ เปลือกเถาจะเรียบ บิดตามยาวเล็กน้อย เนื้อไม้เมื่อตัดตามขวาง สีน้ำตาลเข้มออกแดง มีลวดลายสีน้ำตาลอ่อนเป็นกลุ่มเหมือนกลีบดอกไม้ ดอกออกเป็นช่อสีน้ำตาล ออกดอกตลอดปี แต่ดอกจะบานมากในช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม เป็นไม้ถิ่นเดียวในประเทศไทย พบครั้งแรกโดย ดร. ชวลิต นิยมธรรมเมื่อ 20 กันยายน พ.ศ. 2538 ที่ภูทอกน้อย จังหวัดหนองคาย (ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดบึงกาฬ) ชื่อสปีชีส์ของพืชชนิดนี้ตั้งตามพระนามาภิไธยของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี



เนื้อไม้ของสิรินธรวัลลีใช้รักษาโรคที่ในตำรายาโบราณเรียกว่า ประดงทั้งสามสิบสองประการ อาการโดยรวมคือเป็นเม็ด ผื่นคัน ปวดแสบปวดร้อน แก้น้ำเหลืองเสีย แก้ลมพิษ หรือภูมิแพ้ต่าง ๆ


3 สร้อยอินทนิล/Thunbergia grandiflora


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Thunbergia grandiflora (Roxb.ex Rottl.) Roxb.
ชื่อพ้อง    
---Flemingia grandiflora Roxb. ex Rottler.
---Pleuremidis grandiflora (Roxb.) Raf.
---Thunbergia cordifolia(Nees)
ชื่อสามัญ     ---Blue Trumpet Vine, Clock Vine, Bengal Clock Vine, Bengal Trumpet, Sky Vine, Skyflower, Blue Skyflower
ชื่ออื่น     ---ช่ออินทนิล, ช่องหูปากกา, น้ำผึ้งปากกา, ย่ำแย้
ชื่อวงศ์    ---ACANTHACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---อนุทวีปอินเดีย, พม่า, ไทย
เขตกระจายพันธุ์    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้, ออสเตรเลีย. แอฟริกา


ไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็งขนาดใหญ่อายุหลายปี ใช้ยอดเลื้อยพันได้ไกล 15-20 เมตร ใบเดี่ยว ออกตรงข้าม รูปหัวใจหรือเว้าตื้น 7 แฉก ขนาดกว้าง10ซม.ยาว10-12 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบเว้า ขอบหยักฟันเลื่อย ผิวใบสากมือ
ดอก ออกเป็นช่อห้อยเป็นสาย ยาวได้ถึง 1เมตร สีฟ้าเข้ม หรือฟ้าอ่อน ขนาดของดอก 8 ซม.กลีบดอก 5 กลีบไม่เท่ากันโคนกลีบติดกันออกดอกตลอดปี ขยายพันธุ์ด้วยการ ทับเถา ปักชำ ตอนกิ่ง
ชอบกลางแจ้งแสงแดดจัด นิยมปลูกประดับเป็นไม้ขึ้นซุ้ม ใช้นั่งเล่นและพักผ่อน เนื่องจากมีใบแน่นทึบให้ร่มเงาได้ดี


4 แดงทอดยอด/Ipomea horsfalliae


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Ipomea horsfalliae Hook.
ชื่อพ้อง    
---Coiladena hyemalis Rafin.
---Convolvulus horsfalliae D. Dietr
ชื่อสามัญ     ---Princess Vine ,Lady Doorly's morning glory, Cardinal creeper
ชื่ออื่น     ---แดงทอดยอด
ชื่อวงศ์    ---CONVOLVULACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---หมู่เกาะเวสต์อินดีสต์ บราซิล
เขตกระจายพันธุ์    ---ประเทศในเขตร้อน

ไม้เลื้อยขนาดเล็กต้นนี้อยู่ในที่ร่มรำไรถึงแสงแดดเต็มวันได้  ลำต้นมีเนื้อไม้ ทอดเลื้อยได้ไกลถึง 6 เมตร ทุกส่วนมีน้ำยางสีขาว
ใบออกสลับเป็นรูปนิ้วมือ ขนาดกว้าง 5-8 ซม.ยาว 5-10 ซม.ปลายใบเรียวแหลมขอบใบบิดเป็นคลื่น หยักเว้าลึก 3-5 พู ก้านใบสีอดงยาว 2.5-3 ซม. ดอกออกเป็นช่อกระจะ 2-4 ดอก ดอกรูปกรวย กลีบเลี้ยงสีเขียว กลีบดอกสีแดง โคนดอกเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น 5 กลีบ ขนาดดอก 3-4 ซม.
ผลรูปไข่ขนาด 1-1.5 ซม.เมื่อแก่สีน้ำตาลแตกตามรอยตะเข็บเมล็ดกลมสีน้ำตาลหรือดำ

ระยะออกดอก----เดือนกุมภาพันธ์-เมษายน
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด


5 คอนสวรรค์/Ipomoea quamoclit

 

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Ipomoea quamoclit Linn.
ชื่อพ้อง    
---Quamoclit pennata
---Quamoclit vulgaris
---Convolvulus pennatus
---Quamoclit pinnata
ชื่อสามัญ     ---Cypress vine, Cypress vine morning glory, Cardinal vine, Star glory, Hummingbird vine
ชื่ออื่น     ---แข้งสิงห์, พันสวรรค์, สนก้างปลา, ดาวนายร้อย
ชื่อวงศ์    ---CONVOLVULACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---อเมริกา เม็กซิโก
เขตกระจายพันธุ์    ---ประเทศในเขตร้อน

 

ไม้ ล้มลุกอายุฤดูเดียว ลำต้นเลื้อยพัน ในธรรมชาติชอบขึ้นปกคลุมทรงพุ่มไม้ใหญ่ ในที่มีแสงแดดจัด ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีอินทรีย์วัตถุสมบูรณ์ มักนิยมปลูกประดับซุ้มหรือรั้วแบบไม่ถาวร การดูแลต่ำ  ลักษณะใบเดี่ยวเรียงสลับรูปไข่แกมขอบขนาน ขอบใบเว้าลึกถึงเส้นกลางใบ ดูคล้ายใบประกอบแบบขนนก ขนาดใบกว้าง 1-2 ซม.ยาว 3-5 ซม. ดอกช่อออกที่ซอกใบมีดอกย่อย 2-6 ดอก กลีบดอกสีแดงเข้มและสีขาว ขนาด1-1.5 ซม.ผลแห้งรูปไข่ เมื่อแก่เป็นสีน้ำตาล ภายในมีเมล็ด 1-4 เมล็ด แห้งแตกได้
ระยะออกดอกหลังจากเพาะกล้าประมาณ 30 วันขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด


6 ดาวประดับ/Cryptostegia grandiflora

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Cryptostegia grandiflora R.Br.
ชื่อพ้อง    ---Nerium grandiflorum Roxb. (1832)
--- Cryptostegia grandiflora R. Br. var. grandiflora
ชื่อสามัญ     ---Rubber Vine, Purple Allamanda,Indian Rubber Vine, Palay Rubber-vine, Rubber-plant
ชื่ออื่น     ---ดาวประดับ
ชื่อวงศ์    ---ASCLEPIADACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---มาดากัสการ์
เขตกระจายพันธุ์    ---เขตร้อนและกึ่งเขตร้อนได้แก่ แคริบเบียน,แอฟริกา,มอริเชียส, อินเดีย, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, อินโดนีเซีย, ออสเตรเลีย, ละตินอเมริกา, ตอนใต้ของ สหรัฐอเมริกา, ฟิจิ, นิวแคลิโดเนีย

 

ดาวประดับชอบดินร่วนระบายน้ำดีแสงแดดจัด นิยมปลูกประดับซุ้มไม้ เป็นไม้เลื้อยเนื้อแข็งทุกส่วนมียางสีขาว เลื้อยได้ไกลประมาณ 15 เมตร ใบเดี่ยวรูปไข่แกมขอบขนานขนาดของใบกว้าง 3-5 ซม.ยาว 6-10 ซม.ใบสีเขียวเข้มหนาเป็นมัน ดอกออกเป็นช่อมีดอกย่อย2-3ดอกสีชมพูอมม่วง รูปกรวยปลายแยกเป็น 5 กลีบ ขนาดของดอก 5-8 ซ.ม
ผลเป็นฝักคู่ มีเมล็ดแบนด้านใน
ต้นดาวประดับนี้ (หมายถึงต้นที่อยู่ในรูปข้างบนสุด) ปลูกอยู่ห่างซุ้มประมาณ 2 เมตร ตัดแต่งพุ่มด้านล่างแล้วปล่อยให้ปลายยอดเลื้อยขึ้นซุ้ม ไม้จำพวกรอเลื้อยเถาเนื้อแข็งสามารถปลูกได้ในลักษณะเดียวกัน ถ้าชอบ

ระยะออกดอก----ตลอดปีแต่จะออกดอกดกข่วงเดือนมิถุนายน-เดือนสิงหาคม
ขยายพันธุ์---ตอนกิ่ง ปักชำ


7 ม่วงมณีรัตน์/Bignonia magnifica

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Bignonia magnifica W.Bull
ชื่อพ้อง(Synonyms)    
---Saritaea magnifica (Bull.) Dugand
---Arrabidaea magnifica (W.Bull) Sprague ex Steenis
ชื่อสามัญ     ---Glow Vine, Purple Funnel Vine,Purple Bignonia
ชื่ออื่น     ---ม่วงมณีรัตน์
ชื่อวงศ์    ---BIGNONIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---โคลัมเบีย อิควาดอร์ ปานามา
เขตกระจายพันธุ์    ---ประเทศเขตร้อน

 

เป็นไม้ที่นำเข้าจากต่างประเทศ
ไม้รอเลื้อยเถากลมเนื้อแข็ง มีมือปลายม้วนเป็นตะขอระหว่างใบย่อยเกาะยึดพันต้นไม้อื่นเลื้อยได้ไกล 5-7 เมตร  ใบ ประกอบมีใบย่อย2ใบ รูปไข่กลับหรือรูปรี ผิวใบเรียบสีเขียวเข้ม ขนาดของใบกว้าง5-7ซม.ยาว10-12ซม.ดอกออกเป็นช่อกระจุกสีม่วงสดใสตามซอกใบและ ปลาย กิ่ง  ดอกรูปแตร โคนกลีบเชื่อมกันเป็นหลอดปลายแยกเป็น5กลีบ ด้านในหลอดดอกสีเหลืองนวล ขนาดของดอก4.5-7ซม.ผลเป็นฝักแบนยาว แก่แล้วแตกมีเมล็ดมีปีก2เมล็ด
ชอบดินร่วนระบายน้ำดีแสงแดดจัด นิยมปลูกเป็นไม้ประดับซุ้ม

ระยะออกดอก---เดือนธันวาคม-เดือนกุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ดตอนและ ปักกิ่งชำ

8 เถาวัลย์หลง/Argyreia  splendens


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Argyreia  splendens (Hornem.) Sweet
ชื่อพ้อง    
---Convolvulus splendens Hornem.
--- Ipomoea splendens (Hornem.) Sims    
---Lettsomia splendens Roxb.
ชื่อสามัญ     ---Silver morning glory
ชื่ออื่น     ---เถาหลง, เครือเขาหลง, เถาหมาหลง,  มันฤาษี, ฮ้านผีป้าย
ชื่อวงศ์    ---CONVOLVULACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---บังคลาเทศ อินเดีย ศรีลังกา จีน พม่า มอริเชียส

 

ไม้เถาเลื้อยเนื้ออ่อน อายุอยู่ได้หลายปี คนสมัยก่อนเชื่อว่า หากปลูกไว้หน้าบ้านหรือนำเถาแห้งพกติดตัวจะเป็นเสน่ห์เมตตามหานิยม ทำให้ค้าขายดี หากเดินป่าแล้วข้ามต้นเถาวัลย์หลงจะทำให้หลงป่า ต้องใช้คาถาเบิกไพรหรือรอจนกว่าจะมีคนทักจึงกลับออกมาได้ ส่วนสรรพคุณเป็นสมุนไพร ช่วยรักษาแผล โดยนำต้นมาตำให้ละเอียด ใช้พอกแผล ช่วยให้หายเร็ว
ลักษณะของเถาวัลย์หลง ลำต้นจะมีขนยาวสีเงินหรือสีน้ำตาลปนเหลืองอ่อน ทุกส่วนมีน้ำยางสีขาว
ใบเดี่ยว ออกสลับ รูปรี ปลายใบแหลม โคนใบสอบ แผ่นใบด้านบนมีขนกระจาย ใต้ใบมีขนนุ่มสีเงินปกคลุมหนาแน่น
ดอกออกเป็นช่อกระจะ มี 1-5 ดอก รูปกรวย กลีบดอกสีขาวหรือม่วงอ่อนอมชมพู โคนเชื่อมติดกัน เส้นผ่านศูนย์กลางดอก 4-6ซ.ม. ผลค่อนข้างกลม ขนาด 0.8 x 1 ซ.ม. สีแดงหรือแดงอมส้ม เมื่อแก่สีดำ
ระยะออกดอก---เดือนตุลาคมถึงธันวาคม
ขยายพันธุ์--- เพาะเมล็ด และปักชำกิ่ง

---Synonyms---เครือเขาหลง ---Argyreia splendens (Hornem.) Sweet — The Plant List
http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/tro-8502983

9 เสี้ยวเครือดอกแดง/Bauhinia galpini

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Bauhinia galpinii E. Brown
ชื่อพ้อง
---Perlebia galpinii (N.E.Br.) A.Schmitz.
---Bauhinia punctata sensu Bolle.
ชื่อสามัญ     ---Red Orchid Tree, Pride of de Kaap, Red Bauhinia, African orchid tree, African Plume, Galpin's Bauhinia
ชื่ออื่น     ---ชงโคดอกแดง
ชื่อวงศ์    ---LEGUMINOSAE-CAESALPINIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---แอฟริกาใต้-ซิมบับเว,โมซัมบิก
เขตกระจายพันธุ์    ---ประเทศในเขตร้อน

 

ไม้พุ่มกึ่งเลื้อย มีขนตามลำต้น ใบรูปกลมโคนและปลายใบเว้า คล้ายใบแฝดติดกัน มีเส้นใบ7เส้น ใต้ใบมีขนนุ่มสีขาว
ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบ2-10ดอก กลีบเลี้ยงสีเหลืองรูปท้องเรือ2อัน กลีบดอกสีส้มอมแดงรูปช้อน5กลีบ เกสรผู้3อันขนาดดอก5-7ซม. ผลเป็นฝักยาว เมล็ดสีน้ำตาลดำ

ระยะออกดอก---เดือนกันยายน-เดือนตุลาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่งและปักชำแต่ได้ผลไม่ค่อยดีนัก

10 ส้มเสี้ยวเถา/Bauhinia lakhonensis

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Bauhinia lakhonensis Gagnep
ชื่อพ้อง    
---Bauhinia sepis Craib
ชื่อสามัญ     ---
ชื่ออื่น     ---ส้มเสี้ยวเถา
ชื่อวงศ์    ---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---ลาว เวียตนามตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนของไทย



ไม้เถา พบขึ้นตามที่โล่งแจ้ง ข้างทางตาม ชายป่าดิบแล้ง ที่ระดับความสูงประมาณ 200 เมตรจากระดับน้ำทะเล ในประเทศไทยพบที่จังหวัดนครพนม สกลนคร บึงกาฬ  ลักษณะตามเถามีขนสีน้ำตาลแดงตามกิ่งอ่อน ใบเป็นใบเดี่ยว รูปเกือบกลม ยาว 4-5 ซม. ปลายใบกลมแฉกลึกเกือบครึ่งหนึ่งของใบ โคนแฉกเว้าลึก มีขนสีน้ำตาลแดงตามเส้นแขนงใบด้านล่าง ดอกออกเป็นช่อเชิงหลั่นตามซอกใบหรือปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงแยกเป็น 5 ส่วน พับงอ กลีบดอกสีขาว 5 กลีบ รูปไข่แกมขอบขนาน ยาวประมาณ 1 ซม.เกสรเพศผู้ 3 อัน ก้านชูอับเรณูสีแดง ฝักรูปใบหอก แบน ยาว 10-12 ซม. เมล็ดแบน มี 8-16 เมล็ด รูปรี ยาวประมาณ0.7- 0.9 ซม.

ระยะเวลาออกดอก---เดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

11 โนรี/Hiptage lucida


ชื่อวิทยาศาสตร์    ---Hiptage lucida Pierre.
ช่อพ้อง    ---
ชื่อสามัญ     -----
ชื่ออื่น    ---โนรี
ชื่อวงศ์    ---MALPHIGHIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---ไทย เวียตนาม

ไม้ เถาเลื้อยเนื้อแข็ง ใบเดี่ยวรูปรีแกมขอบขนาน ออกเรียงตรงข้าม แผ่นใบสีเขียว โคนใบมนหรือแหลม ปลายใบเรียวแหลม ขนาดใบกว้าง3-5ซม.ยาว6-10ซม.
ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ดอกย่อยสีขาวอมขมพูโคนกลีบแต้มเหลือง กลีบดอก5กลีบ ตรงกลางมีเกสรเพศผู้10อัน ดอกมีกลิ่นหอม ผลแห้งแตก
 ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่งชอบแสงแดดจัด น้ำปานกลาง

12 นาวน้ำ/Artabotrys spinosus


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Artabotrys spinosus Craib.
ชื่อพ้อง    ---
ชื่อสามัญ     ---
ชื่ออื่น     ---หัวชุม
ชื่อวงศ์    ---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ประเทศไทย
เขตกระจายพันธุ์    ---ภูมิภาคอินโดจีน แนวริมฝั่งแม่น้ำโขง

 

ไม้พุ่มรอเลื้อยเนื้อแข็งขนาดใหญ่  ในธรรมชาติพบขึ้นตามริมน้ำ ลำคลอง หนองบึง รวมทั้งตามริมถนน หากขึ้นในที่กลางแจ้ง สามารถแตกกิ่งกระโดงได้เป็นจำนวนมากจนเป็นพุ่มใหญ่
 เป็นไม้ป่าที่ยังไม่มีการปลูกเลี้ยง ประเทศไทยพบทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกที่ระดับความ สูง200-300เมตร
นาวน้ำสามารถเลื้อยพาดต้นไม้อื่นได้ไกล 3-10 เมตรเปลือกต้นสีน้ำตาลอมเทา กิ่งเรียวเล็ก แตกกิ่งมาก เนื้อไม้เหนียวมาก ตามกิ่งมีหนามเรียวเล็กเป็นคู่ๆ ยาว1.5-2 ซม
ลักษณะใบ รูปไข่กลับ ขอบใบเรียบ ใบหนาแข็งด้านบนใบสีเขียวเข้มเป็นมันด้านล่างสีอ่อนกว่า
ดอกเดี่ยวออกตรงข้ามใบ ตะขอมีขนาดเล็กมาก ดอกสีเขียวหรือม่วงแดง ดอกมีกลิ่นหอมแรงช่วงพลบค่ำ
ผล เป็นผลกลุ่มมีผลย่อย5-9ผล ก้านผลย่อยสั้นมาก แต่ละผลรูปหอกกลับ กว้าง 1-1.3 ซม. ยาว2.5-3 ซม. เปลือกผลสีเขียวเข้มเป็นมัน มีช่องอากาศประจุดขาวทั่วไป

ระยะออกดอก---เดือนมกราคม-เดือนสิงหาคม
 ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด


13 คัดเค้า/Oxyceros horridus


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Oxyceros horridus Lour.
ชื่อพ้อง    
 ---Gardenia horrida (Lour.) Spreng.
 ---Griffithia siamensis Miq.
 ---Randia horrida (Lour.) Schult.
 ---Randia siamensis (Miq.) Craib
 ---Randia uncata Ridl.
 ---Solena horrida (Lour.) D.Dietr.
 ---Webera siamensis (Miq.) Kurz
ชื่อสามัญ     ---Randia Simensis,Fragrant Randia
ชื่ออื่น     ---เขี้ยวกระจับ คัดเค้า คัดเค้าหนาม เค็ดเค้า จีค๊า ---พญาเท้าเอว หนามลิดเค้า
ชื่อวงศ์    ---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ประเทศไทย
เขตกระจายพันธุ์    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้


ไม้ รอเลื้อย อายุหลายปี เปลือกต้นสีน้ำตาลเข้ม กิ่งอ่อนเป็นรูปเหลี่ยม เนื้อไม้เหนียวมาก ตามลำต้นและกิ่งมีหนามงอโค้ง ใบออกตรงข้ามเป็นคู่ เนื้อใบหนาสีเขียวเข้ม โคนใบสอบปลายใบแหลม ขนาดของใบกว้าง2.5-5ซม.ยาว5-9ซม.
ดอก ช่อสีขาวออกเป็นกระจุกตามซอกใบและปลายกิ่ง ดอกสีขาวเมื่อใกล้โรยสีจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง โคนของกลีบเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้นๆดอกบานขนาด1.5-2ซม.ดอกบานทน ประมาณ1สัปดาห์ ดอกมีกลิ่นหอมมาก

 

ผลเป็นผลกลุ่ม ผลย่อยกลมสีเขียวเป็นมัน เมื่อแก่สีจะเปลี่ยนเป็นสีดำ
     ออกดอกช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เดือนมีนาคม ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง และปักชำ ชอบดินร่วนปนทราย แสงแดดจัด นิยมปลูกเป็นไม้ประดับขึ้นซุ้มมี สรรพคุณเป็นสมุนไพรหลายขนาน

คนสมัยก่อนก็มักนิยมปลูกคัดเค้าสะเป็นรั้วหนามรอบบ้าน นัยยะว่ากันกระสือ

 

รูปต้นคัดเค้าอายุมากกว่า20ปีเห็นจะได้ ถ่ายมาจากบ้านเพื่อนที่สุพรรณ ต้นนี้กะว่าจะเลื้อยแล้วไม่ได้เลื้อย เพื่อนตัดเป็นพุ่มไว้สูงซักประมาณ3-4เมตร  
นำรูปมาให้ดูเยอะ อยากให้เห็นว่าเวลาออกดอกแล้วน่าปลูกแค่ไหน ขนาดดอกใกล้โรยก็ยังมีกลิ่นหอมระรวยอยู่แล้วก็ยังออกดอกได้หลายรอบจนกว่าจะหมดระยะออกดอกในแต่ละปี

14 เถาวัลย์เขียว/Tiliacora triandra

 

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Tiliacora triandra (Colebr.) Diels.
ชื่อพ้อง    
---Cocculus triandrus Colebr.
---Limacia amherstiana Miers
---Limacia triandra Miers
---Limacia wallichiana Miers
---Menispermum triandrum Roxb.
---Sebicea stipularis Pierre ex Diels
---Tiliacora stipularis Pierre ex Diel
ชื่อสามัญ     ----
ชื่ออื่น     ---จ้อยนาง ยาดนาง เถาย่านาง เถาร้อยปลา ปู่เจ้าเขาเขียว ย่านางขาว ย่านนาง หญ้าภคินี
ชื่อวงศ์    ---MENISPERMACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ไทย ลาว
เขตกระจายพันธุ์    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้

 

ไม้ เถาเลื้อยลำต้น เป็นเถากลมสีเขียว ขนาดเล็ก เลื้อยเกาะไปตามต้นไม้หรือกิ่งไม้ เมื่อเถาแก่สีจะคล้ำขึ้น เถาเหนียวมาก ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับ รูปรีหรือรูปไข่ กว้าง4-6ซม.ยาว7.5-12 ซม.ผิวใบเป็นคลื่นเล็กน้อย เนื้อใบบางแต่เหนียวและแข็ง ดอกออกเป็นพวงตามง่ามใบหรือลำต้น กลีบดอกสีเหลือง ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น ผลกลุ่มรูปรีเมื่อแก่สีแดง
ต้นนี้สำคัญ ต้องคิดถึงต้มหน่อไม้กับใบหญ้านาง จิ้มน้ำพริกกระปิ ซุปหน่อไม้ด้วย

ออกดอกช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน
ปลูกประดับขึ้นซุ้มแบบอินดี้ ใบก็สวยดีแถมมีประโยชน์

15 เถาวัลย์แดง/Toxocarpus villosus


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Toxocarpus villosus (Blume) Decne.
ชื่อพ้อง    
---Secamone villosa Blume          
---Toxocarpus villosus var. villosus
ชื่อสามัญ     ---
ชื่ออื่น     ---เครือซูด เครือมะแตก
ชื่อวงศ์    ---ASCLEPIADACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์    ---จีนตอนใต้ ภูมิภาคอินโดจีน และชวา


ไม้ เลื้อยขนาดเล็ก เลื้อยได้ไกล 2-4 เมตร มียางขาวทุกส่วนของลำต้น เถาแตกเป็นร่องเหนียวมาก ใช้แทนเชือกได้เถาอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดงหนาแน่น ใบเดี่ยวรูปไข่ออกเรียงสลับกันปลายใบแหลม มีติ่งหนามเล็กๆ แผ่นใบขนาดกว้าง3-4.5ซม. ยาว5-8ซม.ดอกออกเป็นช่อกระจุกซ้อนขนาดใหญ่ ดอกย่อย1-1.5ซม. กลีบดอกมี5กลีบ สีเหลืองสด ออกที่ซอกใบและปลายยอด มีกลิ่นหอมอ่อนๆผลเป็นฝักเมื่อแก่จะแห้งแล้วแตก เมล็ดมีขนปุยปลิวไปตามลม
ชอบ แสงแดดจัด ดินร่วนระบายน้ำได้ดี ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด แลการปักชำกิ่ง นิยมปลูกเป็นไม้ประดับให้ร่มเงา และยังสามารถนำมาทำเป็นเครื่องจักสานได้


16ถั่วแปบช้าง/Afgekia sericea

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Afgekia sericea Craib
ชื่อพ้อง    
---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ     ---Silky Afgekia, Kan Phai, Thua Paep Chaang
ชื่ออื่น     ---กันภัย, ปากีเดิด
ชื่อวงศ์    ---LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE
ถิ่นกำเนิด    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์    ---ไทย เวียตนาม

 

ไม้ เถาเลื้อยเนื้อแข็ง ขนาดกลาง อายุหลายปี เถามีขนาดใหญ่ได้ถึง 10ซม.ทุกส่วนมีขนสีขาว เลื้อยได้ไกล4-6เมตร ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงสลับ มีใบย่อย15หรือ17ใบ รูปขอบขนานแกมรูปไข่ ขนาดของใบกว้าง1.7-2.3ซม.ยาว3.5-4.5ซม. ปลายใบแหลม โคนใบมนขอบใบเรียบ ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้ม ใต้ใบสีขาวมีขนสีเงิน
ก้านช่อดอกยาวมีขนสีขาว ดอกออกเป็นช่อกระจะแน่นที่ปลายยอด ช่อดอกยาว0.5-1เมตร  ทยอยบานจากโคนช่อถึงปลายช่อ ดอกเก่าจะโรยเห็นเป็นก้านช่อดอกยาว ช่อดอกที่เหลือ ยาว10-12ซม. กลีบประดับรูปท้องเรือสีชมพูอมเขียว มีขนนุ่มเรียงซ้อนกันแน่น กลีบดอกสีชมพูแกมม่วง ดอกรูปดอกถั่วมี5กลีบขนาดไม่เท่ากัน กลีบร่วงง่าย ดอกขนาด1-1.5ซม. ออกดอกเดือน พฤษภาคม-มีนาคม
ผลเป็นฝัก เปลือกแข็งมีขนอ่อนสีขาวปกคลุมตลอดฝัก มี1-2เมล็ด เมื่อแก่จัดแตกตามรอยประสานเป็น2ซีก เมล็ดสีน้ำตาล มีลายสีเทา ผิวเป็นมัน
ขึ้นอยู่ตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ในระดับความสูง100-400เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เป็นพืชที่ทนทานไม่ตายง่าย ไม่พักตัว ขยายพันธุ์ด้วยเม ล็ด สามารถปลูกได้ดีในสภาพดินร่วนซุยและปนทราย เหมาะปลูกขึ้นเลื้อยให้ไต่ซุ้ม แตกยอดจำนวนมากปกคลุมซุ้มแน่น และดอกดกสวยงาม


17 ถั่วคล้า/Canavalia rosea

 

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Canavalia rosea (Sw.) DC
ชื่อพ้อง    
---Canavalia maritima Thouars.
---Canavalia obtusifolia DC.
---Dolichos maritimus Aubl.
---Dolichos obtusifolius Lam.
---Dolichos roseus Sw.
ชื่อสามัญ     ---Hyacinth bean, Lablab-bean, Egyptian kidney bean, Indian bean, Bataw and Australian pea.
ชื่ออื่น     ---ถั่วกระเป๋า
ชื่อวงศ์    ---FABACEAE(LEGUMINOSAE)
ถิ่นกำเนิด    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์    ---อินเดีย ศรีลังกา เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก

 

เป็นไม้เถาเลื้อยล้มลุก โตเร็ว ไม่มีเนื้อไม้ อายุหลายปี  พบขึ้นทั่วไปในที่โล่งชายฝั่งทะเล ริมแม่น้ำลำคลอง  เป็นพืชชอบ  ที่โล่งแสงแดดจัด ดินร่วนระบายน้ำดี ทนต่อการขาดน้ำและทน ไอเค็มดีเยี่ยม
ลักษณะลำต้นทอดเลื้อยตามพื้นดินหรือพาดพันต้นไม้อื่น ยาวได้ถึง 40 เมตร ลำต้นแก่เกลี้ยงและเป็นร่องตื้นตามยาว ส่วนต่างๆที่ยังอ่อนมีขนสั้นปกคลุม
ใบเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือมี3ใบ ย่อยสีเขียวเข้ม ก้านช่อใบยาว5-12ซม.แผ่นใบย่อยรูปไข่กว้าง ขนาดกว้าง5-10ซม.ยาว7-15ซม. ขอบใบเรียบ เนื้อใบบางด้านบนสีเขียวเข้มด้านล่างสีซีดกว่า ใบอ่อนมีขนคล้ายไหมปกคลุมหนาแน่น
ดอกแบบช่อเชิงลดออกตามง่ามใบ ช่อดอกห้อยลงยาว20-40ซม.ดอกย่อยรูปดอกถั่วมีสีขาวและชมพูอมม่วง สวยงาม มีกลิ่นหอมดีงดูดผีเสื้อ
ผล แบบฝักถั่ว รูปขอบขนานโค้งเล็กน้อย ขนาดกว้าง2.5-3ซม.ยาว6-15ซม.ผิวฝักมีขนอ่อนปกคลุมหนาแน่น ฝักแ่ก่เกลี้ยง เมล็ดแบนสีน้ำตาลมี2-10เมล็ด

ระยะออกดอก---เดือน มิถุนายน-พฤศจิกายน
ชยายพันธฺุ---เมล็ด


18 ส่าเหล้าปัตตานี/Desmos cochinchinensis


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Desmos cochinchinensis Lour
ชื่อพ้อง    
---Desmos hancei Merr.
---Desmos velutinus (Hance) Ast
---Unona cabog Blanco
---Unona cochinchinensis (Lour.) DC.
---Unona desmos Dunal
---Unona peduncularis A. DC. ex Wall.
---Unona velutina Hance
ชื่อสามัญ     ---Dwarf ylang-ylang
ชื่ออื่น     ---นางดำ โยม ส่าเหล้าช้าง ส่าเหล้า
ชื่อวงศ์    ---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---จีนตอนใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์    ---พบขึ้นกระจายตามป่าดิบชื้น และป่าเบญจพรรณ ที่ระดับความสูง 100-600 เมตร

 

ส่าเหล้าปัตตานีเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง เลื้อยพาดต้นไม้อื่นไปได้ไกล 5-10 เมตรแตกกิ่งน้อย เปลือกเรียบ สีน้ำตาล มีช่องอากาศเป็นจุดสีขาว เนื้อไม้เหนียว
ใบหนา ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ใบด้านล่างสีเขียวอมเทา  ดอกเดี่ยว ดอกอ่อนสีเขียว เมื่อบานแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ก้าน ดอกเรียวยาวสีม่วง กลีบเลี้ยงรูปสามเหลี่ยมแผ่กางออก
กลีบดอกเรียงเป็น 2 ชั้น ปลายกลีบโค้งงอเข้า โคนกลีบดอกใกล้ฐาน ดอกคอดเล็กน้อย กลีบชั้นในมีขนาดเล็กและสั้นกว่า

ระยะเวลาออกดอก-----ตลอดปี
ขยายพันธุ์-----เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง


19 กล้วยหมูสัง/Uvaria grandiflora


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Uvaria grandiflora Roxb. ex Hornem
ชื่อพ้อง    
---Uvaria platypetala Champ. ex Benth.
--- Uvaria purpurea Blume            
---Uvaria rhodantha Hance          
---Uvaria grandiflora Roxb.          
---Uvaria grandiflora Wall.           
---Uvaria setigera (Blanco) Blanco            
---Unona grandiflora DC.              
---Unona setigera Blanco
ชื่อสามัญ     -----
ชื่ออื่น     ---ย่านนมควาย กล้วยมดสัง กล้วยมุดสัง
ชื่อวงศ์    ---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---อินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ถึงอินโดนีเซีย

   ไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็ง ขนาดใหญ่ ในประเทศไทยพบทุกภาคตามป่าดิบชื้น ป่าโปร่งและบริเวณริมห้วย   ลักษณะของกล้วยหมูสัง   กิ่งอ่อนมีสีน้ำตาลเหลืองคลุมอยู่หนาแน่น ใบเดี่ยว รูปขอบขนานแกมไข่กลับ กว้าง 8ซม.ยาว21ซม.ปลายใบแหลม โคนใบสอบมน  ดอกออกเป็นดอกเดี่ยว ตามกิ่งใกล้ปลายยอด กลีบรองดอกรูปสามเหลี่ยมสีเขียวอ่อน ขนาด2-3.2 ซม.กลีบดอก 6กลีบ รูปขอบขนานถึงรูปไข่แคบค่อนข้างหนาสีแดงเข้ม โคนกลีบดอกสีเหลือง อ่อน กลางดอกมีเกสรผู้อยู่เป็นจำนวนมากสีเหลือง ดอกบาน1-2วันกลิ่นหอมอ่อนๆตอนค่ำ  ผลเป็นผลกลุ่มมีผลย่อยรูปทรงกระบอกจำนวนมาก

 มีอีกชนิดที่กลีบดอกมีสีขาวนวล กลีบกว้างและสั้นกว่า เรียกว่า กล้วยหมูสังสีนวล ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Uvaria grandiflora Roxb. ex Hornem var. flava (Teijsm. & Binn. ex Miq.) Scheff.
การกระจายพันธุ์ในประเทศไทยพบทุกภาคตามป่าดิบชื้น ป่าโปร่งและบริเวณริมห้วย

ออกดอก ติดผลช่วง---- เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม
ขยายพันธุ์-----เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง


20 นมควาย/Uvaria rufa


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Uvaria rufa Blume
ชื่อพ้อง    
---No synonyms are recorded for this name.
ชื่ออื่น     ---ย่านนมควาย
ชื่อวงศ์    ---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---อินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถึงอินโดนีเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---กัมพูชา ไทย นิวกินี ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ออสเตรเลีย

 

ไม้ เถาเนื้อแข็งเลื้อยพาดพันไม้อื่น พบขึ้นกระจายในป่าดิบชื้น และป่าดิบแล้งทั่วประเทศ ที่ระดับความสูง 50-600 เมตร ได้ไกล 5-9 เมตร นมควายเลื้อยได้ไกล5-9เมตร ตามกิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนละเอียดหนาแน่น สีน้ำตาลแดง แตกกิ่งน้อย ตามกิ่งมีใบน้อย ใบเดี่ยว รูปรีกว้าง 3-6 ซม.ยาว 7-15 ซม.โคนใบเว้าเล็กน้อย ปลายใบแหลมถึงเรียวแหลม ใบด้านบนเกลี้ยง ยกเว้นเส้นกลางใบและเส้นแขนงใบมีขนสีน้ำตาลแดงหนาแน่น ดอกสีแดงเข้มออกเป็นกระจุก 2-3 ดอกเมื่อดอกบาน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของดอกประมาณ 2-2.5 ซม. มีกลิ่นหอม
ผล เป็นผลกลุ่ม มีจำนวน 6-9 ผล ผลย่อยรูปกลมรีถึงรูปทรงกระบอก กว้าง 1.5-2 ซม. ยาว 3-4 ซม. ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีแดงส้ม มีเมล็ดมาก เป็นไม้ป่าที่ยังไม่มีการปลูกเลี้ยงแต่ปลูกเป็นพืชสมุนไพร

ระยะเวลาออกดอก---เดือนพฤษภาคม-เดือนกรกฎาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด


21 นมแมวซ้อน/Uvaria dulcis


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Uvaria dulcis Dunal
ชื่อพ้อง    
---Anomianthus dulcis (Dunal.) J.Sinclair.
ชื่อสามัญ     --
ชื่ออื่น     ---นมวัว เครือนมวัว ตีนตังน้อย ตีนตั่ง
ชื่อวงศ์    ---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์    ---ไทย กัมพูชา ลาว เวียตนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย
      
ไม้ รอเลื้อยเนื้อแข็ง เถาค่อนข้างใหญ่แข็งแรงเปลือกต้นเรียบสีเทา เถาเลื้อยได้ไกล4-8เมตร มีกิ่งที่ปลายเป็นหนามแข็งอยู่ทั่วไปตามลำต้น เนื้อไม้เหนียว พบขึ้นกระจายอยู่ตามป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง ป่าละเมาะและทุ่งโล่งทั่วไปมักนำมาปลูกเป็นไม้ประดับและพืชสมุนไพร นมแมวซ้อนนี่ค่อนข้างหายาก รูปพวกนี้บังเอิญเจอ(3/4/2018)สดๆ เจอติดมากับต้นจิกน้ำที่พวกขุดล้อม จะล้อมเอาต้นจิกแต่ติดอีกต้นที่ขึ้นอยู่ชิดติดกันพาดเลื้อยต้นจิกอยู่นัวเนียเลยพาตัวมาด้วยซะเลย ออกดอกถึงรู้ว่าเป็นต้นอะไร
ลักษณะใบของนมแมวซ้อนใบเป็น สีเขียวเข้มรูปไข่กลับ กว้างประมาณ 5-7ซม.ยาว 10-15ซม.โคนใบสอบมนหรือหยักเว้าเล็กน้อย ปลายใบแหลม ใบอ่อนมีขนทั้งสองด้าน ใบแก่มีขนด้านล่างหนาแน่นกว่า
ดอกออกเป็นดอกเดี่ยวหรือช่อกระจุกตามซอกใบหรือปลายกิ่ง 2-4ดอก กลีบซ้อนกัน2ชั้นสีเหลือง หรือ ชมพู กลีบดอกมี6กลีบ เรียงเป็น2ชั้น กลีบดอกเป็นแผ่นบาง ขอบกลีบบิดเป็นคลื่น เมื่อบานมีขนาด3-4ซม. มีกลิ่นหอมอ่อนๆส่งกลิ่นช่วงบ่ายถึงกลางคืน บานอยู่ได้1-2วันแล้วโรย
ผลเป็นผลกลุ่มมีผลย่อย7-15ผล ผลรูปกลมรีจนถึงทรงกระบอก ยาว1-1.5ซม.มีเมล็ด1-2เมล็ด ผลเมื่อสุกแก่สีแดง รสหวานรับประทานได้

ระยะออกดอก---เดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด


22 ช้องแมว/Gmelina philippinsis

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Gmelina philippinsis Cham.
ชื่อพ้อง---
---Gmelina asiatica philippensis (Cham.) Bakh.
---Gmelina bracteata Burck
---Gmelina finlaysoniana Wall. ex Kuntze
---Gmelina hystrix Schult. ex Kurz
---Gmelina inermis Blanco
---Gmelina szechwanensis K.Yao
---Gmelina thothathriana A.Rajendran & P.Daniel
ชื่อสามัญ--- Wild Sage
ชื่ออื่น---ช้องแมว ซ้องแมว ซ้อแมว ข้าวจี่ จิงจาย ยองขนุน
ชื่อวงศ์ --- VERBENACEAE
ถิ่นกำเนิด --- Philippins  
เขตกระจายพันธุ์---
ไม้ พุ่มรอเลื้อยมีเนื้อไม้แข็ง พาดพันต้นไม้อื่นสูงได้ถึง 8 เมตร ทุกส่วนมีขนขาวนุ่มปกคลุม แตกกิ่งก้านใบเป็นพุ่มแน่น ใบเดี่ยวรูปรีแกมรูปไข่เรียงตรงข้ามเป็นคู่ ปลายใบแหลมโคนใบโค้งมนเล็กน้อย มักมีหนามแหลมยาวเป็นคู่แต่ละคู่ตั้งฉากกันบริเวณโคนกิ่งและง่ามใบ
ดอกสีเหลืองออกเป็นช่อกระจุกที่ปลายกิ่ง หรือง่ามใบ ขนาดดอกย่อย2-5ซม.โคนกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้น ปลายเป็นติ่งเล็กๆ5อัน ด้านนอกมีขนสีขาวคลุม ด้านในเกลี้ยง โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้นๆปลายแยกเป็น2ปาก ผลสดรูปค่อนข้างกลม ขนาด2-3.5ซม.เมื่อสุกสีเหลืองมีเมล็ดเดียว   
ชอบขึ้นในที่ร่มจนถึงแดดจัด  นิยมปลูกเป็นไม้ประดับกลางแจ้งหรือเลื้อยขึ้นซุ้ม
ระยะออกดอก---เดือนมีนาคม-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---รปักชำและการตอนกิ่ง

23 เถาขยัน/Lysiphyllum strychnifolium


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Lysiphyllum strychnifolium (Craib) A. Schmitz
ชื่อพ้อง    
---Bauhinia strychnifolia Craib
ชื่อสามัญ   ---
ชื่ออื่น     ---เถาขยัน, ย่านางแดง, หญ้านางแดง, ขยัน, สยาน, ขยาน,เครือขยัน
ชื่อวงศ์    ---CAESALPINIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---พืชเฉพาะถิ่นของประเทศไทย
เขตกระจายพันธุ์    ---พบทางภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง กำแพงเพชร นครสวรรค์ และสุโขทัย

 

มาปรากฎโฉมอีกครั้งในหมู่ไม้ประดับเลื้อยเนื้อแข็ง หลังจากอวดสรรพคุณอยู่ในหมู่พืชสมุนไพรไปแล้ว ทำไงได้ในเมื่อปัจจุบันนิยมนำต้นไม้ที่มีคุณสมบัติอื่นๆนำมาปลูกเป็นไม้ประดับ นอกจากสรรหาความแปลกแล้ว มันดูดีมากนะ ที่จะอวดคุณสมบัติเฉพาะตัวเช่นสรรพคุณทางเป็นยารักษาโรคโน่นนี่นั่น โดยเฉพาะต้นนี้เป็นไม้ถิ่นเดียวที่มีอยู่เฉพาะถิ่นประเทศไทยเท่านั้นด้วย ลักษณะของเถาขยัน เลื้อยพันได้สูงถึงยอดไม้ ในธรรมชาติพบตามที่ราบลุ่ม ป่าเต็งรัง ผลัดใบ และป่าหญ้า เถาขยันมีใบดกหนาทึบ เป็นใบเดี่ยว รูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง 3-7 ซม.ยาว 6-12 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมน ผิวใบเรียบ หูใบโค้งเป็นเส้นงอคล้ายมือเกาะสำหรับยึดเกาะ
ดอก ออกเป็นช่อยาวเรียงกันที่ปลายกิ่ง ช่อดอกยาวได้ถึง1เมตร มีดอกย่อยจำนวนมากขนาด 3-4.5 ซม. กลีบเลี้ยงเป็นรูปถ้วย มีขนสั้นปกคลุม ปลายแยก 5 แฉก กลีบดอกสีแดงรูปไข่กลับ เกสรผู้ 3 อัน ก้านชูอับเรณูสีแดงยาวพ้นกลีบดอกเล็กน้อย เกสรผู้ที่เป็นหมัน7อันมีขนาดไม่เท่ากัน
ผลเป็นฝักแบนรูปขอบขนานกว้าง 3.5 ซม.ยาว 10 ซม.เปลือกแข็ง เมล็ดรูปขอบขนานมี 8-9 เมล็ด
เดี๋ยวนี้นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับรั้ว และ ซุ้มต้นไม้ในสวนสาธารณะ

24 เถาเอ็นอ่อน/Cryptolepis buchanani


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Cryptolepis buchanani Roemer. & Schult.
ชื่อพ้อง (Synonym)    ---Cryptolepis buchanani Roem.; Schult.
ชื่อสามัญ     ---Wax Leaved Climber
ชื่ออื่น     ---เครือเขาเอ็น ตีนเป็ดเครือ หม่อนตีนเป็ด
ชื่อวงศ์    ---ASCLEPIADACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์    ---ประเทศไทย มักพบขึ้นตามป่าราบหรือตามที่รกร้างทั่วทุกภาค พบมากที่จังหวัดสระบุรี


ชอบขึ้นอยู่ตามป่าราบหรือในพื้นที่รกร้าง โดยเฉพาะที่สระบุรี สำหรับปัจจุบันนอกจากการนำต้นเถาเอ็นอ่อนมาใช้เป็นยาสมุนไพรแล้ว ยังมีการนำมาปลูกเป็นไม้ประดับตามบ้านด้วย
เถาเอ็นอ่อนเป็นไม้เลื้อยจำพวกไม้เถาเนื้อแข็งที่ชอบขึ้นพาดพันต้นไม้อื่น เปลือกเถาเรียบสีน้ำตาลแกมดำ เปลือกแก่จะหลุดออกมาเป็นแผ่น ทุกส่วนของต้นมีน้ำยางสีขาว ใบเดี่ยวออกตรงข้าม แผ่นใบหนารูปรี ปลายใบมน โคนสอบ   
ดอกเป็นดอกช่ออยู่ตามซอกใบ ดอกย่อยสีเหลืองอ่อน โคนกลีบเชื่อมติดกัน ผลเป็นฝักรูปทรงกระบอก เนื้อแข็ง ติดกันเป็นคู่ๆ ปลายแหลม ผิวลื่น เมื่อแก่ผลจะแตกออกเพียงด้านเดียว มีเมล็ดเป็นรูปทรงรีสีน้ำตาล พร้อมขนปุยสีขาวติดอยู่
ดูลักษณะการเลื้อยพาดพันแล้วมีลีลาสวยอยู่

ขยายพันธุ์------เพาะเมล็ดและชำเถา


25 ถั่วดาวอินคา/Plukenetia volubilis

 

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Plukenetia volubilis L.
ชื่อพ้อง    
---Fragariopsis paxii Pittier
---Plukenetia macrostyla Ule
---Plukenetia peruviana Müll.Arg.
---Sajorium volubile (L.) Baill.
ชื่อสามัญ     –-Sacha inchi, Inca peanut, Sacha peanut, Mountain peanut, Supua peanut
ชื่ออื่น     ---ถั่วดาวอินคา ดาวอินคา
ชื่อวงศ์    ---EUPHORBIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---เปรู
เขตกระจายพันธุ์    ---อเมริกาใต้ เอเซีย


ไม้เลื้อยอายุยืน10-50ปี เถาแก่สีน้ำตาลมีแก่น ส่วนเถาอ่อนสีเขียว เลื้อยได้ยาวประมาณ2เมตรหรือมากกว่า เป็นพืชใบเลี้ยงคู่แต่แตกใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ แผ่นใบสีเขียวสด และมีร่องตื้นๆตามเส้นแขนงใบ ส่วนขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย ลักษณะใบเป็นรูปหัวใจ โคนใบกว้าง เว้าตรงกลางส่วนปลายใบแหลม กว้างประมาณ 8-10 ซ.ม. ยาวประมาณ 12-18 ซ.ม. ดอกออกเป็นดอกช่อ แยกเพศอยู่ร่วมต้นและร่วมช่อเดียวกัน ในแต่ละช่อมีดอกขนาดเล็กรูปกลมสีเขียวอมเหลืองจำนวนมาก ผลเป็นฝักรูปแคปซูลแบ่งออกเป็นพูหรือแฉก 4-7 พู ขนาดฝักกว้าง 3-5 ซ.ม
ผลอ่อนสีเขียวสด มีประสีขาวกระจายทั่ว จะเปลี่ยนเป็นสีดำเมื่อสุก เมื่อแก่แห้งเป็นสีน้ำตาล เปลือกจะปริแตกมองเห็นเมล็ด เนื้อเมล็ดถั่วดาวอินคา รับประทานได้อร่อยเหมือนถั่วมีน้ำมันมาก
ส่วนใบอ่อน และยอดอ่อนนำมาประกอบอาหารได้มีรสมัน ไม่มีกลิ่นเหม็นเขียวใบแก่ตากแดดแห้งใช้ชงเป็นชาดื่ม ปลูกไว้เป็นไม้ประดับโชว์ผลรูปทรงแปลก แล้วยังมีประโยชน์หลายอย่าง

26 ก่ายกอมเครือ/Aspidopterys tomentosa

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Aspidopterys tomentosa (Blume) A.Juss
ชื่อพ้อง    
---Aspidopterys andamanica Hutch.
---Aspidopterys concava var. helferiana (Kurz) Nied.
---Aspidopterys costulata Pierre
---Aspidopterys helferiana Kurz
---Aspidopterys tomentosa Pierre [Illegitimate]
---Hiraea tomentosa Blume
---Ryssopterys tomentosa Blume ex A.Juss.
ชื่อสามัญ     -------
ชื่ออื่น     ---ก่ายกอมเครือ
ชื่อวงศ์    ---MALPIGHIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์    ---ภาคตะวันออกของพม่า ไทย กัมพูชา เวียตนาม ลาว ภูมิภาคมาเลเซีย


พวกไม้ป่าพากันยกโขยงเข้าบ้านเป็นแถว บ้างเนื่องจากสรรพคุณที่โดดเด่นด้านสมุนไพร ถ้ามีดอกมีดวงเข้าตามีลีลาถูกใจ ก็ไม่ยากที่จะพัฒนาเป็นไม้ประดับได้ แต่ถ้าบางต้นไม่ถูกใจก็ผ่านไปละกัน ดูเพลินๆไป
ก่ายกอมเครือเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง ตามกิ่งก้านและใบอ่อนมีขนสีน้ำตาลอ่อนหรือน้ำตาลแดง ซึ่งจะค่อยๆ หลุดไป  ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม มีรูปร่างหลายแบบ ค่อนข้างกลม รูปไข่ รูปไข่กลับ รูปใบหอก หรือรูปรี ปลายใบอ่อนเรียวแหลม ปลายใบแก่รูปหัวใจกลับหรือมนมีติ่งแหลม โคนมนสอบ ขอบเรียบ แผ่นใบด้านบนเกลี้ยง เมื่อแห้งสีขาวนวล ด้านล่างมีขนสีเหลืองหรือน้ำตาลหนาแน่น หรือบางครั้งเกลี้ยง เส้นใบนูนเห็นเด่นชัดทางด้านล่าง  หูใบเล็กมาก ร่วงง่าย
ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกตามง่ามใบและปลายกิ่ง มีขนสีเหลืองหรือน้ำตาลตลอดถึงแกนช่อ มีใบประดับย่อยคู่หนึ่ง เล็กมาก ปลายแหลม ติดตรงก้านดอกในตำแหน่งต่ำกว่าข้อต่อของก้านดอกเล็กน้อย กลีบเลี้ยง 5 กลีบ เล็กมาก รูปขอบขนานแกมรูปไข่ ปลายมน กลีบดอก 5 กลีบ ใหญ่กว่ากลีบเลี้ยงเล็กน้อย สีขาวหรือเหลืองอ่อน รูปขอบขนาน ปลายมน

ต้นนี้ไม่มีดอกมีผลให้ชม แต่ต่อไปต้องมีแน่ให้ถึงฤดูกาลก่อน


27 ถอบแถบเครือ/Connarus semidecandrus


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Connarus semidecandrus Jack
ชื่อพ้อง    ---
ชื่อสามัญ     ---
ชื่ออื่น     ---กระเพาะปลา, กะลำเพาะ, เครือหมาว้อ, เครือไหลน้อย
ชื่อวงศ์    ---CONNARACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้


ไม้ เถาเลื้อยเนื้อแข็ง เจริญขึ้นพาดพันต้นไม้อื่นได้ 2-6 เมตร ในประเทศไทยพบได้ทุกภาค โดยมักขึ้นตามป่าดิบ ป่าผลัดใบ   ตามริมฝั่งแม่น้ำ และตามที่รกร้างว่างเปล่าที่มีระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลจนถึง 1,000 เมตร
ลักษณะเถาสีน้ำตาลแดงเปลือกเป็นตุ่มเล็กๆทั่วเถา ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปใบหอกใบย่อย3-7ใบ กว้าง2-7ซม.ยาว4-20ซม.สีเขียวเข้ม ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ยาวได้ถึง30ซม.กลีบดอกสีขาวเมื่อเริ่มบานแล้วเปลี่ยนเป็นสีขาวแกมน้ำตาลอ่อน
 ผลปริแตกเมื่อยังไม่แห้ง เมื่อสุกสีส้ม เมล็ดสีดำมีเยื่อหุ้มสีเหลืองส้ม

ระยะเวลาออกดอก ผล---เดือนกุมภาพันธ์-เดือนมิถุนายน
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ดและปักชำ


28 น้ำใจใคร่/Olax scandens


ชื่อวิทยาศาสตร์     --- Olax scandens Roxb.
ชื่อพ้อง    
---Drebbelia subarborescens Zoll
---Fissilia disparilis Comm. ex Valeton.
---Olax bador Buch.-Ham.
---Olax breonii Baill
---Olax psittacorum (Willd.) Vahl
---Roxburghia baccata Koen
ชื่อสามัญ     ---
ชื่ออื่น     ---กระดอกอก(สุพรรณบุรี) กระเดาะ (สงขลา)กระทอก(ประจวบคีรีขันธ์) น้ำใจใคร่ (ราชบุรี ,กาญจนบุรี)
ชื่อวงศ์    ---OLACACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    --- อินเดีย ศรีลังกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

น้ำใจ ใคร่ เป็นไม้เถาเลื้อยพันต้นอื่นมีรากเบียนดูดอาหารจากรากไม้อื่น พบ ขึ้นในป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าสนเขา ที่ลุ่มตามขอบพรุ เขตรอยต่อระหว่างป่าชายเลนกับป่าชายหาด บางครั้งพบตามชายคลองที่น้ำทะเลท่วมถึงเป็นครั้งคราว ลำต้นทอดยาวได้ไกล 2-20 เมตร เปลือกเรียบสีเขียวเข้มถึงเทา กิ่งแขนงมักออกสลับตามแนวระนาบและเป็นหนามแข็งโค้งงอขนาดใหญ่ ตามลำต้นหรือกิ่งแก่ ส่วนต่างๆที่ยังอ่อนมีขนสั้นนุ่มปกคลุม
ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับระนาบเดียว แผ่นใบรีรูปหอกถึงรูปขอบขนาน ขนาดกว้าง3-6ซม.ยาว5-12ซม.โคนใบและปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบอ่อนมีขนนุ่มทั้งสองด้าน ใบแก่ผิวเรียบสีเขียวเข้มเป็นมัน เนื้อใบหนาคล้ายแผ่นหนังนุ่ม ก้านใบยาว0.5-1 ซม.
ดอก ออกเป็นช่อแบบช่อเชิงลดมีก้านแยกแขนงสั้นๆ เป็นช่อเดี่ยวหรือ2-3ช่อ ออกตั้งเฉียงขึ้นตามซอกใบยาว0.5-3.5ซม.ดอกสมบูรณ์เพศ แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก สีขาว กลิ่นหอม


ผลแบบผลเมล็ดเดียวแข็ง รูปทรงไข่ถึงกลมมน สีเขียวผลสุกสีเหลือง ขนาดกว้าง0.8-1ซม.ยาว1-1.5ซม.ปลาย ผลเป็นติ่งแหลมอ่อนตัวผลถูกหุ้มแน่นด้วยถ้วยกลีบเลี้ยงสีขาวคล้ายเยื่อ ประมาณ2/3ของตัวผลส่วนปลายเปิด ผลสุกสีเหลืองถึงแสด เป็นมันวาว ชอบแดดจัด
ถ่ายรูปมาจากป่า (18/9/2009)

ระยะออกดอก---เดือนมีนาคม-เมษายน
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด


29 อวดเชือก/Combretum latifolium


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Combretum latifolium Blume
ชื่อพ้อง    ---Combretum extensum Roxb. ex G.Don.
ชื่อสามัญ     ---
ชื่ออื่น     ---แกดำ, ถั่วแป๋เถา, มันแดง, แหนเหลือง
ชื่อวงศ์    ---COMBRETACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---แอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์    ---เอเซียใต้ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้


ไม้ เถาเนื้อแข็ง เลื้อยไกลได้ถึง 5-25เมตร ขึ้นคลุมตามยอดไม้ใหญ่ พบในป่าดิบแล้งและป่าผสมผลัดใบในที่โล่ง และใกล้แหล่งน้ำในทุกภาคของประเทศ ที่ระดับความสูง20-450เมตร เปลือกต้นมีช่องอากาศเป็นลายขีดตามยาว กิ่งอ่อนมีขนเล็กน้อย  สีน้ำตาลเข้ม ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปรีกว้าง โคนใบมน ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบเป็นมันทั้งสองด้าน เนื้อใบหนาและเหนียว


ดอกเป็นดอกช่อ ออกที่ปลายยอดหรือซอกใบใกล้ปลายยอด ช่อยาวประมาณ 5-10ซ.ม ดอกย่อยสีขาวปนเขียวหรือเหลืองอ่อนกลีบดอก5กลีบและมีเกสรผู้จำนวนมาก  มีกลิ่นหอม ผลรูปรีมี4ปีก สีน้ำตาลอ่อนยาว 2.5-4 ซม.ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด
ปลูกเป็นไม้เลื้อยประดับดอกสวยงามและมีกลิ่นหอม มีสรรพคุณทางสมุนไพรบำรุงโลหิตเจริญอาหาร


30 ยางน่องเถา/Strophanthus caudatu


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Strophanthus caudatus (L.) Kurz
ชื่อพ้อง    
---Nerium caudatum (L.) Lam.   
---Echites caudata L.
---Strophanthus caudatus Kurz
ชื่อสามัญ     ---
ชื่ออื่น     ---เครือน่อง, ยางน่องเครือ, น่อง, บานบุรีป่า
ชื่อวงศ์    ---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเชีย
เขตกระจายพันธุ์    ---จีนตอนใต้ หมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ ภูมิภาคอินโดจีน มาเลเซียอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และนิวกินี

ไม้พุ่มแกมไม้เถา สูง 1-3 เมตร หรือ  อาจมีความยาวของเถาได้ 8เมตร ถึง 12 เมตร ลำต้นกลมมีน้ำยางขาว
ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปวงรี รูปไข่กลับหรือรูปไข่ ดอกช่อ ออกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาว เมื่อแรกบานแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและแดง ปลายกลีบสีเหลืองแล้วเปลี่ยนเป็นสีแดงและม่วง ระยางค์รูปมงกุฎสีแดง แล้วเปลี่ยนเป็นสีม่วง
ผลเป็นฝักคู่ รูปทรงกระบอก ขนาดใหญ่ เมล็ดสีน้ำตาลมีขนสีขาว
พันธุ์ไม้ชนิดนี้สามารถเก็บได้จากป่า ชาวบ้านใช้ ยางจากต้น ผสมกับยาพิษชนิดอื่น ทาลูกหน้าไม้ล่าสัตว์ หรือใช้เป็นยาเบื่อปลา และสมารถพบเห็นนำมาปลูกเป็นไม้ประดับเพราะดอกที่สวยงาม


31 โล่ติ๊น/Derris elliptica


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Derris elliptica (Roxb.) Benth.
ชื่อพ้อง    
---Basionym: Galedupa elliptica Roxb.
---Deguelia elliptica (Roxb.) Taub.
---Paraderris elliptica (Wall.) Adema
---Pongamia elliptica Wall
ชื่อสามัญ     ---Tuba Root, Derris
ชื่ออื่น     ---กะลำเพาะ หางไหลแดง ไหลน้ำ อวดน้ำ เครือไหลน้ำ
ชื่อวงศ์    ---FABACEAE (LEGUMINOSAE –PAPILIONOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก

 

ไม้ เถาเนื้อแข็ง ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อยรูปไข่กลับ หรือรูปไข่กลับแกมขอบขนานกว้าง5-7ซม.ยาว10-20ซม. ดอกช่อออกที่ซอกใบ ดอกย่อยรูปถั่วกลีบดอกสีชมพูแกมม่วง มีที่เป็นสีขาวเหมือนกันแต่ก็หายาก ผลเป็นฝักรูปขอบขนานถึงรูปใบหอก กว้าง 2 ซม. ยาว 3.5-8.5 ซม. ตะเข็บบนแผ่เป็นปีก มีเมล็ด 1-4 เมล็ด
ในธรรมชาติม้กพบ ตามที่ราบต่ำที่มีฝนตกชุก ในภาคเหนือและภาคกลาง ขึ้นได้ดีในดินร่วนถึงดินเหนียว ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและปักชำกิ่ง
ตำรายาไทย ใช้รากฆ่าเหา เรือด แมลง เบื่อปลา โดยนำรากมาทุบแช่น้ำ ใช้เฉพาะส่วนน้ำ พิษสลายตัวง่าย ถ้าใช้ฆ่าแมลงจะไม่มีพิษตกค้าง
โล่ติ๊นหรือหางไหลนี่เดี๋ยวนี้ก็นำมาใช้เป็นไม้ประดับขึ้นซุ้มกันแล้ว เรื่องอันตรายก็ที่รู้ๆ ไม่เหมือนเมื่อก่อนได้ยินชื่อก็ว่ายาพิษเลยนะนั่น ค่าที่ว่าดอกสวย ใบสวยเลยช่วยได้เยอะ จากสมุนไพร หรือพืชพิษ ก็เลยขึ้นซุ้มไม้ประดับได้ง่ายๆ


32 โคคลาน/Mallotus repandus


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Mallotus repandus (Willd.) Mull. Arg.
ชื่อพ้องHas 27 synonyms
---Trewia nudiflora Linn.
---Mallotus cardiophyllus Merr.
--- Rottlera indica Willd.
---Trewia macrophylla Roth
---more    
ชื่อสามัญ     ---Thavatti,  Fishberry indian berry
ชื่ออื่น     ---โคคลาน โพคาน มะกายเครือ มะปอบเครือ เยี่ยวแมว เยี่ยวแมวเถา
ชื่อวงศ์    ---EUPHORBIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---อนุทวีปอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีนตอนใต้ ปาปัวเซีย นิวคาลิโดเนีย

 

เป็นไม้พุ่มรอเลื้อยเนื้อแข็ง จากรูปขวามือตัดแต่งเลี้ยงเป็นไม้พุ่ม สูงได้ประมาณ 3-6 เมตร ส่วนรูปขวามือปลูกขึ้นซุ้มเป็นไม้เลื้อย ในธรรมชาติมักพบได้ตามป่าพรุ ป่าโปร่งที่โล่งแจ้ง ชายป่าดิบชื้นของทุกภาค ที่มีความสูงจากน้ำทะเลตั้งแต่ 100-1,000 เมตร
ลักษณะ ต้นแก่ของโคคลาน เปลือกต้นสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ ตามลำต้นจะมีหนามยาวประมาณ 7-12 ซ.ม.ส่วนกิ่งอ่อนและช่อดอกมีขนนุ่มรูปดาว
ใบเดี่ยว เรียงสลับ แผ่นใบรูปไข่แกมรูปสามเหลี่ยม หรือ รูปไข่แกมขอบขนาน ขอบใบเรียบ หรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ปลายใบแหลม แผ่นใบบาง หลังใบเรียบ ท้องใบมีขนสั้นนุ่มสีเหลือง รูปดาวหนาแน่น ชนาดของใบ กว้าง 5-8 ซ.ม.ยาว 6-10 ซ.ม.
ดอกออกเป็นช่อกระจุกบริเวณซอกใบและปลายกิ่ง มีดอกย่อยหลายดอก แยกเพศอยู่ต่างต้นสีขาวอมเหลือง โดยช่อดอกผู้จะออกที่ปลายยอด ออกรวมกันเป็นกระจุกประมาณ 2-5 ดอก ยาวประมาณ 5-15 ซ.ม.ส่วนช่อดอกเมียจะสั้นกว่า ยาวประมาณ 5-8 ซ.ม.
ผลรูปทรงกลม แห้งแล้วแตกแบบแคปซูลมี 2 ห้อง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางผล ประมาณ 10 ม.ม สีน้ำตาลเหลืองและมีขนนุ่ม เมล็ดรูปกึ่งทรงกลมสีดำ


               มีสรรพคุณทางเป็นสมุนไพร แก่นหรือเนื้อไม้โคคลานใช้ต้มน้ำดื่ม ช่วยชูกำลังอย่างดี นำไปเข้ายาให้ผู้ป่วยโรคเอดส์ดื่มให้มีเรี่ยวแรงได้
ระยะออกดอก---มีนาคม-พฤษภาคม
ระยะติดผล---มิถุนายน-กันยายน
ฃยายพันธุ์---ตอนกิ่งและเมล็ด


33 สวาด/Caesalpinia bonduc

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Caesalpinia bonduc (L.) Roxb.
ชื่อพ้อง    
---Caesalpinia bonducella (L.) Fleming
---Caesalpinia crista auct. Amer.
---Guilandina bonduc L.
---Guilandina bonducella
ชื่อสามัญ     ---Nickernut, Grey Nickers
ชื่ออื่น     ---หวาด ตามั้ด มะกาเลิง(ภาคใต้)
ชื่อวงศ์    ---LEGUMINOSAE (FABACEAE)-CAESALPINIODEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---กระจายกว้างขวางทั่วเขตร้อน ทวีปเอเซียพบทั่วเนปาล สิกขิม อินเดีย ศรีลังกา เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ตอนใต้ของจีน ปาปัว นิวกินี


สวาดเป็นไม้เถาเลื้อยมีหนาม พาดเลื้อย ยาว5-15 เมตร พบขึ้นตามชายหาดหรือแนวหลังป่าชายเลน ลำต้นกิ่งและแกนช่อใบ มีขนสั้นนุ่มและหนามงองุ้มรูปตะขอสั้น คล้ายหนามกุหลาบปกคลุม
ใบ ประกอบแบบขนนก2ชั้นปลายคู่ขนาดใหญ่ มี6-11คู่ เรียงเวียนสลับยาวประมาณ 30-50 ซ.ม. แผ่นใบย่อยรูปรีขนาดกว้าง1-2ซ.ม.ยาว 2-4 ซ.ม. ขอบใบเรียบเป็นขนครุย ปลายใบเป็นติ่งหนามสั้น
ดอก แบบช่อเชิงลดออกเหนือง่ามใบ แกนช่อดอกยาวถึง50ซม.มีหนาม ดอกไม่สมบูรณ์เพศ กลีบเลี้ยงและกลีบดอกอย่างละ5กลีบเรียงซ้อนเหลื่อมสลับกันกลีบเลี้ยงมีขน สนิมปกคลุม กลีบดอกสีเหลืองมีสีแดงเรื่อแต้มเป็นจุดหรือแถบ
ผล แบบฝักถั่ว รูปขอบขนานขนาด3-5ซม.ยาว5-7ซม. โคนฝักสอบเข้าหากัน ปลายฝักมนกลม และมีก้านเกสรเมียติดอยู่ ผิวฝักมีหนามแหลมและขนแข็งปกคลุม ฝักแก่จัดแตกตามรอยตะเข็บ มีเมล็ดเกลี้ยง1-2เมล็ดสีเทาปนเขียวมัน (เรียกว่าสีสวาด)
ออกดอกเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม รูปนี้ถ่ายมานอกระยะจึงไม่มีดอกดวงให้เห็น


34 ตานหม่อน/Tarlmounia elliptica


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Tarlmounia elliptica (DC.) H. Rob., S.C. Keeley, Skvarla & R. Chan
ชื่อพ้อง    
---Basionym: Vernonia elliptica DC.
---Vernonia elaeagnifolia DC
ชื่อสามัญ     ---Curtain creeper, Vernonia creeper , Parda bel
ชื่ออื่น     ---ช้าหมักหลอด ตานค้อน ตานหม่น ลีกวนยูแฮร์
ชื่อวงศ์    ---COMPOSITAE (ASTERACEAE)
ถิ่นกำเนิด    ---อินเดีย พม่า และ ไทย
เขตกระจายพันธุ์    ---เอเซีย ออสเตรเลีย


ไม้พุ่มรอเลื้อย แต่ส่วนใหญ่ที่พบเห็นมักนำไปปลูกในที่สูงแล้วให้กิ่งก้านห้อยย้อยลงมา เช่นปลูกตามแนวขอบของสวนบนดาดฟ้า กระบะหน้ามุข ด้วยคุณลักษณะของลำต้นที่แตกกิ่งแขนงระเกะระกะ ห้อยระย้าลงมา ทำให้ลดความกระด้างของผนังลง ใบของตานหม่อนเป็นเดี่ยว เรียงสลับรูปใบหอกกลับ ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนา อวบน้ำ ด้านบนสีเขียว ด้านล่างสีขาว ดอกเล็ก ออกเป็นช่อสีขาวออกที่ยอดหรือซอกใบ กลีบดอกสีนวล ผลเป็นผลแห้งไม่แตก

ในสิงคโปร์นิยมปลูกกันมาก ดูจากชื่อสามัญ ชื่อหนึ่งที่แปลได้ว่า ผมของลีกวนยู


35 มะกล่ำเผือก/Abrus pulchellus ssp. pulchellus


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Abrus pulchellus ssp. pulchellus Wall. ex Thwaites
ชื่อพ้อง    ---
ชื่อสามัญ     ---Liquorice Root
ชื่ออื่น     ---มะกล่ำเผือก แปบฝาง, คอกิ่ว, มะขามป่า, มะขามย่าน
ชื่อวงศ์    ---FABACEAE(LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด    ---แอฟริกา เอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    __ เซเนกัล เอธิโอเปีย แองโกลา โมซัมบิก อนุทวีปอินเดีย จีน มาเลเซีย อินโดจีน ฟิลิปปินส์


ไม้เถาเลื้อยพาดพันกับต้นไม้อื่นหรือเลื้อยบนพื้นดินลำต้นแตกกิ่งก้านมาก สีน้ำตาลเข้มอมสีม่วงแดง  ใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ ออกเรียงสลับ มีใบย่อยประมาณ 4-7 คู่ ออกเรียงตรงข้าม รูปขอบขนานหรือรูปไข่กลับ ปลายใบเป็นติ่งหนามหรือมน โคนใบเบี้ยว ส่วนขอบใบเรียบ  ดอกออก เป็นช่อกระจะตามซอกใบ ดอกเป็นรูปดอกถั่ว กลีบเลี้ยงดอกเป็นสีขาว โคนเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย กลีบดอกมี 5 กลีบ
  ผล เป็นฝักรูปขอบขนาน มีขนสีเหลืองอ่อน ฝักแห้งแตกออกได้ ในฝักมีเมล็ดประมาณ 4-5 เมล็ด เมล็ดอ่อนเป็นสีขาว เมื่อสุกเป็นสีดำเข้มหรือสีเหลืองอ่อน

36 มะกล่ำดำ/Abrus pulchellus


มีมะกล่ำอีกชนิดที่เรียกว่ามะกล่ำดำ เป็นมะกล่ำที่มีเมล็ดสีดำแต่กำเนิด ไม่ใช่ชนิดเดียวกับ มะกล่ำดำที่เป็นของมงคลทนสิทธิ์หายาก ซึ่งเกิดจากมะกล่ำตาหนู ที่ปกติจะมีเมล็ดสีแดงดำ แต่แล้วเกิดมีเมล็ดเป็นสีดำทั้งเมล็ดซึ่งจะเกิดซักเมล็ดนี่ยากมาก จึงถือเป็นของมงคลทนสิทธิ์หายาก

 

      แต่มะกล่ำดำต้นนี้มีเมล็ดในฝักเป็นสีดำทุกเมล็ดและทุกฝัก พบที่อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติตรงลานไม้เลื้อย ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์กำกับไว้ อย่างที่นำมาแสดง ไมรู้ว่าเพาะเมล็ดแล้วจะเกิดเหมือนต้นเดิมหรือเปล่า เพราะหาข้อมูลเฉพาะไม่เจอเลย สงสัยว่ากลายมา1ต้นหรือเป็นอีก1ชนิดพันธุ์ สำหรับท่านผู้รู้ที่ผ่านมา ขอความอนุเคราะห์เรื่องนี้เป็นวิทยาทานด้วย จะขอขอบคุณอย่างสูงสุด (tipvipavi@gmail.com)


37 มะลิซาไก/Jasminum rambayense

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Jasminum rambayense Kuntze
ชื่อพ้อง    ---Jasminum curtilobum S.Moore
ชื่อสามัญ     ---
ชื่ออื่น     ---มะลิซาไก มะลิรำ
ชื่อวงศ์    ---OLEACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---สุมาตรา ชวา ไทย


มะลิชนิดนี้ฟังผ่านๆชื่อจะคล้ายกันเรียก มะลิไส้ไก่  คนละต้นกับมะลิซาไกนะ ถ้าต่อไปได้รูปมะลิไส้ไก่แล้วจะนำมาลงเทียบ ตอนนี้ ว่ากันต้นนี้ก่อน มะลิซาไกเป็นไม้พุ่มกึ่งเลื้อย สูงได้ถึง 2เมตร ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม ท้องใบมีต่อมขนสีน้ำตาลบริเวณซอกเส้นใบ ดอกช่อออกที่ปลายกิ่ง มีดอกย่อย 7-13 ดอก กลีบดอกสีขาวเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ออกดอกเป็นระยะตลอดปี ที่พบในประเทศไทยมักไม่ติดผล ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำ ชอบแสงแดดจัด น้ำปานกลาง และดินร่วนระบายน้ำดี

ยาพื้นบ้านใช้ รากสดหรือรากแห้ง 2ราก กินวันละ2ครั้ง เป็นยาคุมกำเนิดในสตรี


38 มะลิวัลย์/Jasminum adenophyllum


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Jasminum adenophyllum Wall. ex C.B.Clarke.
ชื่อพ้อง    ---Jasminum trangense Kerr
ชื่อสามัญ     --Scent star jasmine, Climbing jasmine, Princess Jasmine, Bluegrape Jasmine
ชื่ออื่น     ---มะลิวัลย์ มะลิวัน มะลิป่า มะลิเลื้อย
ชื่อวงศ์    ---OLEACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---หมู่เกาะอันดามัน อัสสัม บังคลาเทศ พม่า ไทย จีน ไต้หวัน ไทย เวียตนาม


              มะลิวัลย์เป็นดอกไม้ที่สำคัญที่สุดในวรรณคดีไทยอีกชนิดหนึ่งที่ในวรรณคดีหลายๆเรื่องกล่าวถึงมะลิวัลย์เอาไว้ จะยกโคลงกลอนมา ก็จะว่าโอ้เอ้นอกเรื่องในขณะที่ต้นอื่นในบทนี้ไม่มี เป็นว่าเว้นเรื่องนี้ไว้แล้วกัน มาดูความความสำคัญอีกประการ    "มะลืวัลย์"เป็นไม้ป่าไทยพันธุ์แท้แต่โบราณ ออกดอกหอมแรงตอนกลางคืนมากกว่าตอนกลางวัน  เป็นพันธุ์ไม้ที่ขึ้นง่ายและเจริญได้ดีในดินทุกประเภท หากเจ้าของดูแลดี รดน้ำพรวนดินใส่ปุ๋ยตัวN เอาไว้ อาทิตย์ละครั้ง ก็จะออกดอกดกมิขาดต้นเลย ลักษณะเป็นไม้เลื้อย เถาแก่มีเนื้อไม้ ลำต้นกลมเกลี้ยงสีน้ำตาลอ่อน เลื้อยพันต้นไม้อื่นได้ไกล 2-3 เมตร ใบแตกเป็นคู่ไปตามข้อต้น  อาจลดรูปเหลือใบย่อยเพียงใบเดียว รูปไข่แกมรูปรีถึงรูปใบหอก โคนใบแหลมปลายใบเรียวแหลม ขนาดใบยาวประมาณ 5 ซ.ม. ดอกช่อแบบช่อแยกแขนง ในช่อหนึ่งๆจะมีดอกตั้งแต่3-6ดอก ออกที่ปลายยอดและที่ซอกใบใกล้ปลายยอด กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น5แฉก กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ปลายแยกเป็น5แฉก ดอกบานเต็มที่กว้างประมาณ 2.5 ซ.ม. สีขาว มีกลิ่นหอม ผลสดทรงกลมสีดำหรือดำแกมม่วง
คนเก่าๆใช้รากของของมะลิวัลย์ที่มีรสจืดและเย็นใช้เป็นสมุนไพรและยาถอนพิษได้หลายอย่าง

ระยะออกดอก---เป็นระยะตลอดปี

39 มะลุลี, มะลุลีสีชมพู/Jasminum multiflorum

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Jasminum multiflorum (Burm.f.) Andrews.
ชื่อพ้อง    
--- Jasminum multiflorum f. pubescens (Retz.) Bakh.f.
---Jasminum pubescens (Retz.) Willd.    
---Jasminum gracillimum Hook. f.
---Mogorium multiflorum (Burm.f.) Lam.
---Mogorium pubescens (Retz.) Lam.
ชื่อสามัญ     ---Winter jasmine, Indian jasmine, Downy jasmine, Star jasmine, Furry jasmine, Slender jasmine
ชื่ออื่น     ---มะลิพวง, มะลิซ่อม, มะลิเลื้อย
ชื่อวงศ์    ---OLEACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเชีย
เขตกระจายพันธุ์    ---อินเดีย เนปาล ภูฏาน ลาว พม่า ไทย เวียตนาม


มะลุลีเป็นไม้ พุ่มกึ่งเลื้อยสูง1-2เมตร พุ่มกลมแน่นทึบ ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามเป็นคู่ รูปไข่ สีเขียวอมเหลือง ออกดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อสีขาว ที่ปลายกิ่ง1-4ดอก ดอกสีขาวมีกลิ่นหอมเย็น ดอกบานได้1-2วัน ออกดอกตลอดปี  
ส่วนมะลุลีสีชมพู ดอกย่อยจะมีประมาณ9-15ดอก ดอกตูมจะมีสีชมพูเข้ม บานแล้วเป็นสีขาว ออกดอกตลอดปีเหมือนกัน ตอนนี้มีแต่รูปมะลุลีสีชมพูลงไว้
ทั้งคู่ใช้ชื่อวิทยาศาสตร์เหมือนกัน คือเป็นชนิดเดียวกัน ขยายพันธุ์ด้วยการทับกิ่ง ปักชำและตอนกิ่ง


40 พุทธชาดก้านแดง/Jasminum officinale L. var. grandiflorum


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Jasminum officinale L. var. grandiflorum hort.
ชื่อพ้อง---This name is a synonym of Jasminum grandiflorum L.
ชื่อสามัญ ---French Jasmine, Spanish jasmine, Catalonian Jasmine, Poet's Jasmine
ชื่ออื่น ---จัสมิน, มะลิก้านแดง, มะลิฝรั่งเศส
ชื่อวงศ์ --- OLEACEAE
ถิ่นกำเนิด---แอฟริกา อาระเบีย ปากีสถาน จีน
เขตกระจายพันธุ์---เขตร้อนและกึ่งเขตร้อน
ไม้พุ่มกึ่งเลื้อย ลำต้นเป็นเหลี่ยม เลื้อยได้ไกลถึง6เมตร ใบประกอบแบบขนนก ปลายคี่ ใบย่อยมี5-9ใบ รูปรี ขนาดกว้าง2-3ซม.ยาว4-5ซม.ปลายใบและโคนใบมน ก้านใบย่อยไม่มีหรือสั้นมาก  
ดอก ใหญ่สีขาว ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่งแต่ละช่อมักออกเป็นช่อย่อย3ช่อ ช่อย่อยกลางจะมีก้านสั้น ส่วนช่อย่อยสองข้างมีก้านยาว ดอกกลางจะบานก่อน กลีบดอกมี5กลีบ ดอกบานกว้างถึง5ซม. กลิ่นหอมมาก ดอกตูมสีแดงเข้ม ดอกบานสีขาวส่สนสีแดงกลับไปอยู่ด้านหลังกลีบ
ในประเทศฝรั่งเศสตอนใต้และอเมริกาใต้ นิยมปลูกกันมาก เพื่อทำหัวน้ำหอม ขยายพันธุ์โดยการตอนกิ่งและปักชำชอบแสงแดดรำไรถึงแสงแดดจัด ดินชุ่มชื้นระบายน้ำดี


41 โกลด์ฟิงเกอร์/Juanulloa mexicana


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Juanulloa mexicana (Schltdl.) Miers
ชื่อพ้อง    
---Laureria mexicana Schltdl.
---Juanulloa sargii J. D. Smith
---Juanulloa panamensis Miers
---Juanulloa elliptica Ruiz & Pav. ex Dun.
---Juanulloa bicolor Gleason
ชื่อสามัญ     ---Don Juan Plant, Gaucamaya Vine, Golden Star, Goldfinger , Goldfinger plant
ชื่ออื่น     ---โกลด์ฟิงเกอร์
ชื่อวงศ์    ---SOLANACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---อเมริกาใต้
เขตกระจายพันธุ์    ---เม็กซิโก, โคลอมเบีย, เปรู

ไม้เถาเลื้อยขนาดใหญ่นิยมปลูกขึ้นเป็นซุ้มไม้เลื้อย ในที่มีแสงแดดจัด ต้องปลูกในดินร่วนที่มีการระบายน้ำดี ห้ามน้ำขังแฉะ ค่อนข้างโตช้า  เลื้อยไปได้ไกลประมาณ 2-5เมตร มีรากพิเศษออกตามลำต้น ใบรูปรีแกมใบหอก ขนาดกว้าง7-9ซม.ยาว12-15ซมง ปลายใบเรียวแหลม มนหรือเว้าเล็กน้อย ขอบใบบิดเป็นคลื่น แผ่นใบหนาเกลี้ยงสีเขียวเข้ม ใต้ใบมีขนรูปดาว
ดอกออกเป็นช่อกระจุกตามปลายยอด ดอกย่อย1-3ดอก กลีบเลี้ยงหนาสีส้ม กลีบดอกสีส้ม เส้นผ่านศูนย์กลางดอก0.7-1ซม. ไม่ติดผล

ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---ด้วยการปักชำและตอนกื่ง



แหล่งที่มา-อ้างอิง

---The International Plant Names Index and World Checklist of Selected Plant Families 2017. Published on the Internet at http://www.ipni.org and http://apps.kew.org/wcsp/
---ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ BGO Plant Databases, The Botanical Garden OrganizationOrganization http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_page.asp
---เต็ม สมิตินันทน์. 2557. ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย. สำนักงานหอพรรณไม้ กรมอุทธยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพรรณพืช. โรงพิมพ์พุทธศาสนาแห่งชาติ. กรุงเทพ.http://www.dnp.go.th/botany/
---เว็บไซต์เมดไทย (MedThai) URL: https://www.medthai.com
---เถาเอ็นอ่อน- Cryptolepis buchanani Roem. & Schult.-India Biodiversity Portal Species Data. http://eol.org/pages/8744344/names/common_names
---มะกล่ำเผือก, สารานุกรมพืชในประเทศไทย (ฉบับย่อ)
http://www.dnp.go.th/botany/detail.aspx?wordsnamesci=Abrus0pulchellus0Wall.0ex0Thwaites
---โคคลาน สรรพคุณและประโยชน์ของต้นโคคลาน 20 ข้อ !By MedThai https://medthai.com/%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%99/

Check for more information on the species:
    
Plants Database    ---Names, synonymy and distribution    The Garden.org Plants Database    https://garden.org/plants/
Global Plant Initiative    ---Digitized type specimens, descriptions and use    หอพรรณไม้ - กรมอุทยานแห่งชาติ    www.dnp.go.th/botany/Herbarium/GPI.html
Tropicos    ---Nomenclature, literature, distribution and collections    Tropicos - Home    www.tropicos.org/
GBIF    ---Global Biodiversity Information Facility    Free and open access to biodiversity data    https://www.gbif.org/
IPNI    ---International Plant Names Index    The International Plant Names Index - home page    http://www.ipni.org/
EOL    ---Descriptions, photos, distribution and literature    Global access to knowledge about life on Earth    Encyclopedia of Life eol.org/
PROTA       ---Uses    The Plant Resources of Tropical Africa    https://books.google.co.th/books?isbn=9057822040
Prelude    ---Medicinal uses    Prelude Medicinal Plants Database    http://www.africamuseum.be/collections/external/prelude
Google Images    ---Images        
            

รวบรวมและเรียบเรียงโดย Tipvipa..V
รูปภาพ--ทิพพ์วิภา วิรัชติ
บริษัท สวนสวรส การ์เด้น ดีไซน์ จำกัด
สวนเทวา  เชียงใหม่
www.suansavarose.com
www.suan theva.com
8/8/2008
Update9/11/2016
---28/4/2561

 

 

 

 

 

  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view