สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

สารพัดต้นไม้จัดสวน

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

สวนสไตล์ต่างๆ

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ชื่อนั้นสำคัญไฉน

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 19/02/2018
สถิติผู้เข้าชม 7,967,511
Page Views 12,535,144
 
« February 2018»
SMTWTFS
    123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728   

นานาไม้เลื้อย2

นานาไม้เลื้อย2

 

นานาพรรณไม้เลื้อย 2


ไม้ เลื้อยเป็นที่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับเหมือนกัน มีมากมายหลายพันธุ์ บางต้นออกดอกดก แต่ออกปี

ละครั้ง บางต้นก็มีกลิ่นหอม หรือบางต้นมีสีสันสดใส   นิยมทำซุ้มให้เลื้อย   หรือให้เลื้อยขึ้นไม้ระแนง

ให้ร่มเงา  (pergola) เป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของสวนที่ทำให้ร่มรื่น และน่าดู ปลูกเป็นพืชคลุมดิน

    คลุมหลังคาโรงเรือน หรือเลื้อยขึ้นไม้ใหญ่แล้วแต่จุดประสงค์ ทำความรู้จักกับไม้เลื้อยบางต้นบางพันธุ์

กันหน่อยก็ดี  นำไปปลูกเลี้ยงดูจะได้สวยงามสมใจ

พรรณ ไม้เลื้อยในนี้จะมีพันธุ์ไม้ที่นำมาปลูกประดับและเรื่อยไปจนถึงไม่ได้ ปลูกประดับแต่นำมาใช้เป็นอาหารบ้างใช้เป็นสมุนไพรบ้าง แล้วแต่

กันภัยมหิดล

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Afgekia mahidolae Burtt et Chermsir
ชื่อสามัญ  ----
ชื่ออื่น  ---กันภัย
ชื่อวงศ์ ---LEGUMINOSAE
ถิ่นกำเนิด ---ประเทศไทย
เขตกระจายพันธุ์ ----

                

พบทางจังหวัดกาญจนบุรี ใบเป็นใบประกอบ ช่อหนึ่งมีใบย่อยหลายใบ ด้านล่างของใบมีขนสีน้ำตาล ดอกเป็นช่อตั้ง สีขาวปนม่วง ฝักสั้นป้อมแบน ๆ ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์เพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

"ไม้เถาชนิดนี้ นาย เกษม จันทรประสงค์ ซึ่งขณะนั้นเป็นข้าราชการกองพืชพรรณ กรมวิชาการเกษตร ( ปัจจุบันเป็นนายกสมาคมไม้ประดับแห่งประเทศไทย) ค้นพบครั้งแรกที่ประเทศไทยและสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระราชทานนามว่า กันภัยมหิดล ให้เป็นต้นไม้สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2542ด้วยเหตุว่า เป็นต้นไม้ที่พบในประเทศไทย ปลูกง่าย นามเป็นมงคลและพ้องกับชื่อมหาวิทยาลัย ถึงแม้จะเป็นไม้เถาแต่ก็มีลักษณะสวยงาม สามารถจัดแต่งเป็นทรงพุ่มได้หลายแบบ อายุยืน โดยเมื่อเถาแห้งไปก็สามารถงอกขึ้นใหม่ได้ ซึ่งความเป็นไม้เถาแสดงถึงความเจริญก้าวหน้าและความสามารถปรับตัวให้พัฒนาไป ตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างดี

ลักษณะ เป็น ไม้เถา แตกพุ่มหนาแน่น ยาวประมาณ 15 ม. มีขนคล้ายไหมหนาแน่นเกือบทุกส่วน หูใบออกเป็นคู่ รูปเคียว เบี้ยวเล็กน้อย ยาวประมาณ 1.5 ซม. ใบประกอบแกนกลางยาว 8-18 ซม. ก้านใบยาว 2.5 ซม. หูใบย่อยรูปเส้นด้าย ยาว 5 มม. ใบย่อยมี 4-6 คู่ เรียงเกือบตรงข้าม รูปไข่หรือขอบขนาน ยาว 1.5-7.5 ซม. ปลายใบกลม มีติ่งเล็กๆ โคนใบกลมหรือรูปหัวใจตื้นๆ เส้นแขนงใบข้างละ 5-8 เส้น ก้านใบย่อยยาว 2-4 มม. ช่อดอกแบบช่อกระจะ ออกตามซอกใบ ยาว 10-15 ซม. ใบประดับรูปใบหอก ยาว 1.5-3 ซม. ก้านดอกยาว 0.7-1 ซม. กลีบเลี้ยงรูประฆัง สีขาวอมม่วง หลอดกลีบยาว 5-7 มม. รูปปากเปิด กลีบบน 2 กลีบ รูปสามเหลี่ยม ยาว 3-6 มม. กลีบล่าง 3 กลีบ ยาวไม่เท่ากัน รูปแถบหรือรูปลิ่มแคบ ยาว 0.5-1 ซม. กลีบดอกสีม่วงอ่อน กลีบกลางรูปรี ด้านในมีสีเข้ม พับงอกลับ ยาวประมาณ 2 ซม. ปลายเป็นติ่งแหลม โคนกลีบรูปหัวใจ เป็นสันนูนทั้งสองด้าน เส้นกลางกลีบเป็นร่อง มีสีเหลืองแต้มใกล้โคน ที่โคนมีเดือยรูปสามเหลี่ยม 1 คู่ ยาว 3 มม. กลีบปีกรูปขอบขนาน มีสีเข้ม ยาว 1.5 ซม. กลีบคู่ล่างยาวเท่าๆ กลีบปีก เชื่อมติดกันรูปคุ่ม ฝักรูปรีหรือขอบขนาน ยาว 7-9 ซม. หนาประมาณ 3 ซม. เมล็ดมี 1-2 เมล็ด สีน้ำตาล เกือบกลม"

 


สิรินธรวัลลี

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Bauhinia sirindhorniae
ชื่อสามัญ  -----
ชื่ออื่น  ---สามสิบสองประดง
ชื่อวงศ์ ---LEGUMINOSAE
ถิ่นกำเนิด ---ประเทศไทย
เขตกระจายพันธุ์ ------

 เป็นไม้เลื้อยเนื้อแข็ง กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดง เมื่อแก่ เปลือกเถาจะเรียบ บิดตามยาวเล็กน้อย เนื้อไม้เมื่อตัดตามขวาง สีน้ำตาลเข้มออกแดง มีลวดลายสีน้ำตาลอ่อนเป็นกลุ่มเหมือนกลีบดอกไม้ ดอกออกเป็นช่อสีน้ำตาล ออกดอกตลอดปี แต่ดอกจะบานมากในช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม เป็นไม้ถิ่นเดียวในประเทศไทย พบครั้งแรกโดย ดร. ชวลิต นิยมธรรมเมื่อ 20 กันยายน พ.ศ. 2538 ที่ภูทอกน้อย จังหวัดหนองคาย (ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดบึงกาฬ) ชื่อสปีชีส์ของพืชชนิดนี้ตั้งตามพระนามาภิไธยของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

เนื้อไม้ของสิรินธรวัลลีใช้รักษาโรคที่ในตำรายาโบราณเรียกว่า ประดงทั้งสามสิบสองประการ อาการโดยรวมคือเป็นเม็ด ผื่นคัน ปวดแสบปวดร้อน แก้น้ำเหลืองเสีย แก้ลมพิษ หรือภูมิแพ้ต่าง ๆ


สร้อยอินทนิล

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Thunbergia grandiflora (Roxb.ex Rottl.) Roxb.
ชื่อพ้อง

---Flemingia grandiflora Roxb. ex Rottler.

---Pleuremidis grandiflora (Roxb.) Raf.

---Thunbergia cordifolia(Nees)
ชื่อสามัญ  ---Blue Trumpet Vine, Clock Vine, Bengal Clock Vine, Bengal Trumpet, Sky Vine, Skyflower, Blue Skyflower
ชื่ออื่น  ---ช่ออินทนิล, ช่องหูปากกา, น้ำผึ้งปากกา, ย่ำแย้
ชื่อวงศ์ ---ACANTHACEAE
ถิ่นกำเนิด ---อนุทวีปอินเดีย, พม่า, ไทย
เขตกระจายพันธุ์ ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้, ออสเตรเลีย. แอฟริกา

ไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็งขนาดใหญ่อายุหลายปี ใช้ยอดเลื้อยพันได้ไกล 15-20 เมตร ใบเดี่ยว ออกตรงข้าม รูปหัวใจหรือเว้าตื้น 7 แฉก ขนาดกว้าง10ซม.ยาว10-12 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบเว้า ขอบหยักฟันเลื่อย ผิวใบสากมือ

ดอก ออกเป็นช่อห้อยเป็นสาย ยาวได้ถึง 1เมตร สีฟ้าเข้ม หรือฟ้าอ่อน ขนาดของดอก 8 ซม.กลีบดอก 5 กลีบไม่เท่ากันโคนกลีบติดกันออกดอกตลอดปี ขยายพันธุ์ด้วยการ ทับเถา ปักชำ ตอนกิ่ง 

ชอบกลางแจ้งแสงแดดจัด นิยมปลูกประดับเป็นไม้ขึ้นซุ้ม ใช้นั่งเล่นและพักผ่อน เนื่องจากมีใบแน่นทึบให้ร่มเงาได้ดี


แดงทอดยอด

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Ipomea horsfalliae Hook.
ชื่อพ้อง

---Coiladena hyemalis Rafin.

---Convolvulus horsfalliae D. Dietr

ชื่อสามัญ  ---Princess Vine ,Lady Doorly's morning glory, Cardinal creeper
ชื่ออื่น  ---แดงทอดยอด
ชื่อวงศ์ ---CONVOLVULACEAE
ถิ่นกำเนิด ---หมู่เกาะเวสต์อินดีสต์ บราซิล
เขตกระจายพันธุ์ ---ประเทศในเขตร้อน


ไม้เลื้อยขนาดเล็กต้นนี้อยู่ในที่ร่มรำไรถึงแสงแดดเต็มวันได้  ลำต้นมีเนื้อไม้ ทอดเลื้อยได้ไกลถึง 6 เมตร ทุกส่วนมีน้ำยางสีขาว

ใบออกสลับเป็นรูปนิ้วมือ ขนาดกว้าง 5-8 ซม.ยาว 5-10 ซม.ปลายใบเรียวแหลมขอบใบบิดเป็นคลื่น หยักเว้าลึก 3-5 พู ก้านใบสีอดงยาว 2.5-3 ซม. ดอกออกเป็นช่อกระจะ 2-4 ดอก ดอกรูปกรวย กลีบเลี้ยงสีเขียว กลีบดอกสีแดง โคนดอกเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น 5 กลีบ ขนาดดอก 3-4 ซม.

ผลรูปไข่ขนาด 1-1.5 ซม.เมื่อแก่สีน้ำตาลแตกตามรอยตะเข็บเมล็ดกลมสีน้ำตาลหรือดำ

ระยะออกดอก----เดือนกุมภาพันธ์-เมษายน

ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด


คอนสวรรค์

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Ipomoea quamoclit Linn.
ชื่อพ้อง

---Quamoclit pennata

---Quamoclit vulgaris

---Convolvulus pennatus

---Quamoclit pinnata
ชื่อสามัญ 

---Cypress vine, Cypress vine morning glory, Cardinal vine, Star glory, Hummingbird vine

ชื่ออื่น  ---แข้งสิงห์, พันสวรรค์, สนก้างปลา, ดาวนายร้อย
ชื่อวงศ์ ---CONVOLVULACEAE
ถิ่นกำเนิด ---อเมริกา เม็กซิโก
เขตกระจายพันธุ์ ---ประเทศในเขตร้อน

ไม้ ล้มลุกอายุฤดูเดียว ลำต้นเลื้อยพัน ในธรรมชาติชอบขึ้นปกคลุมทรงพุ่มไม้ใหญ่ ในที่มีแสงแดดจัด ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีอินทรีย์วัตถุสมบูรณ์ มักนิยมปลูกประดับซุ้มหรือรั้วแบบไม่ถาวร การดูแลต่ำ  ลักษณะใบเดี่ยวเรียงสลับรูปไข่แกมขอบขนาน ขอบใบเว้าลึกถึงเส้นกลางใบ ดูคล้ายใบประกอบแบบขนนก ขนาดใบกว้าง 1-2 ซม.ยาว 3-5 ซม. ดอกช่อออกที่ซอกใบมีดอกย่อย 2-6 ดอก กลีบดอกสีแดงเข้มและสีขาว ขนาด1-1.5 ซม.ผลแห้งรูปไข่ เมื่อแก่เป็นสีน้ำตาล ภายในมีเมล็ด 1-4 เมล็ด แห้งแตกได้

ระยะออกดอกหลังจากเพาะกล้าประมาณ 30 วันขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด


ดาวประดับ

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Cryptostegia grandiflora R.Br.
ชื่อสามัญ  ---Rubber Vine, Purple Allamanda,Indian Rubber Vine,

Palay Rubber-vine, Rubber-plant

ชื่ออื่น  ---ดาวประดับ
ชื่อวงศ์ ---ASCLEPIADACEAE
ถิ่นกำเนิด ---มาดากัสการ์
เขตกระจายพันธุ์ ---เขตร้อนและกึ่งเขตร้อนได้แก่ แคริบเบียน,แอฟริกา,มอริเชียส, อินเดีย, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, อินโดนีเซีย, ออสเตรเลีย, ละตินอเมริกา, ตอนใต้ของ สหรัฐอเมริกา, ฟิจิ, นิวแคลิโดเนีย 

ดาวประดับชอบดินร่วนระบายน้ำดีแสงแดดจัด นิยมปลูกประดับซุ้มไม้ เป็นไม้เลื้อยเนื้อแข็งทุกส่วนมียางสีขาว เลื้อยได้ไกลประมาณ 15 เมตร ใบเดี่ยวรูปไข่แกมขอบขนานขนาดของใบกว้าง 3-5 ซม.ยาว 6-10 ซม.ใบสีเขียวเข้มหนาเป็นมัน ดอกออกเป็นช่อมีดอกย่อย2-3ดอกสีชมพูอมม่วง รูปกรวยปลายแยกเป็น 5 กลีบ ขนาดของดอก 5-8 ซม.

               ผลเป็นฝักคู่ มีเมล็ดแบนด้านใน

ต้นดาวประดับนี้ (หมายถึงต้นที่อยู่ในรูปข้างบนสุด) ปลูกอยู่ห่างซุ้มประมาณ 2 เมตร ตัดแต่งพุ่มด้านล่างแล้วปล่อยให้ปลายยอดเลื้อยขึ้นซุ้ม ไม้จำพวกรอเลื้อยเถาเนื้อแข็งสามารถปลูกได้ในลักษณะเดียวกัน ถ้าชอบ

 ระยะออกดอก----ตลอดปีแต่จะออกดอกดกข่วงเดือนมิถุนายน-เดือนสิงหาคม

ขยายพันธุ์---ตอนกิ่ง ปักชำ


ม่วงมณีรัตน์

ชื่อวิทยาศาสตร์ 

---Bignonia magnifica W.Bull

ชื่อพ้อง(Synonyms)

---Saritaea magnifica (Bull.) Dugand

---Arrabidaea magnifica (W.Bull) Sprague ex Steenis

ชื่อสามัญ
---Glow Vine, Purple Funnel Vine,Purple Bignonia
ชื่ออื่น  ---ม่วงมณีรัตน์
ชื่อวงศ์ ---BIGNONIACEAE
ถิ่นกำเนิด ---โคลัมเบีย อิควาดอร์ ปานามา
เขตกระจายพันธุ์ ---ประเทศเขตร้อน

เป็นไม้ที่นำเข้าจากต่างประเทศ

ไม้รอเลื้อยเถากลมเนื้อแข็ง มีมือปลายม้วนเป็นตะขอระหว่างใบย่อยเกาะยึดพันต้นไม้อื่นเลื้อยได้ไกล 5-7 เมตร  ใบ ประกอบมีใบย่อย2ใบ รูปไข่กลับหรือรูปรี ผิวใบเรียบสีเขียวเข้ม ขนาดของใบกว้าง5-7ซม.ยาว10-12ซม.ดอกออกเป็นช่อกระจุกสีม่วงสดใสตามซอกใบและ ปลาย กิ่ง  ดอกรูปแตร โคนกลีบเชื่อมกันเป็นหลอดปลายแยกเป็น5กลีบ ด้านในหลอดดอกสีเหลืองนวล ขนาดของดอก4.5-7ซม.ผลเป็นฝักแบนยาว แก่แล้วแตกมีเมล็ดมีปีก2เมล็ด

ชอบดินร่วนระบายน้ำดีแสงแดดจัด นิยมปลูกเป็นไม้ประดับซุ้ม

ระยะออกดอก---เดือนธันวาคม-เดือนกุมภาพันธ์

ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ดตอนและ ปักกิ่งชำ


ดอกพระจันทร์

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Ipomea alba Linn.
ชื่อพ้อง

---Calonyction bona-nox (L.) Bojer

---Calonyction speciosum Choisy

---Ipomoea bona-nox Linn

ชื่อสามัญ 

---Tropical white morning-glory,  Moonflower, Moon Vine.

ชื่ออื่น  ---บานดึก,ดอกชมจันทร์
ชื่อวงศ์ ---CONVOLVULACEAE
ถิ่นกำเนิด ---อเมริกาใต้
เขตกระจายพันธุ์ ---เขตร้อนและกึ่งเขตร้อน

ไม้ เถาไม่มีขน ลำต้นมียางใส ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปหัวใจ กว้าง 5-13 ซม.ยาว 8-17 ซม. ขอบใบเรียบปลายใบแหลม โคนใบเว้าลึกก้านใบเรียวยาว 5- 18 ซม. 

                ดอกสีขาวกลิ่นหอม บานตอนเช้าและพลบค่ำ ดอก เป็นดอกเดี่ยว หรือช่อ 2-5 ดอกออกตามง่ามใบดอกเมื่อบานเต็มที่ ขนาด10-13ซม.ก้านช่อดอกยาว 1-20ซม. กลีบรองดอก5กลีบ กลีบดอกส่วนโคนเป็นหลอดแคบเรียวยาว ส่วนบนบานกว้าง เป็นกลีบแผ่ติดกัน 5 กลีบ เกสรผู้5อัน เกสรเมียยื่นโผล่เล็กน้อยผลรูปไข่ปลายยาวแหลม ขนาดกว้าง2.5ซม.ยาว3ซม. กลีบรองดอกติดอยู่ที่ฐาน มีเมล็ด 4 เมล็ด

พบขึ้นตามชายห้วยหรือในป่าดิบชุ่มชื้นที่ความสูงใกล้ระดับน้ำทะเล จนถึง700เมตร นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ


เถาวัลย์หลง

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Argyreia  splendens (Hornem.) Sweet
ชื่อพ้อง

---Convolvulus splendens Hornem.

--- Ipomoea splendens (Hornem.) Sims    

---Lettsomia splendens Roxb.
ชื่อสามัญ  ---Silver morning glory
ชื่ออื่น 

---เถาหลง, เครือเขาหลง, เถาหมาหลง,  มันฤาษี, ฮ้านผีป้าย

ชื่อวงศ์ ---CONVOLVULACEAE 
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ ---บังคลาเทศ อินเดีย ศรีลังกา จีน พม่า มอริเชียส

ไม้เถาเลื้อยเนื้ออ่อน อายุอยู่ได้หลายปี คนสมัยก่อนเชื่อว่า หากปลูกไว้หน้าบ้านหรือนำเถาแห้งพกติดตัวจะเป็นเสน่ห์เมตตามหานิยม ทำให้ค้าขายดี หากเดินป่าแล้วข้ามต้นเถาวัลย์หลงจะทำให้หลงป่า ต้องใช้คาถาเบิกไพรหรือรอจนกว่าจะมีคนทักจึงกลับออกมาได้ ส่วนสรรพคุณเป็นสมุนไพร ช่วยรักษาแผล โดยนำต้นมาตำให้ละเอียด ใช้พอกแผล ช่วยให้หายเร็ว

ลักษณะของเถาวัลย์หลง ลำต้นจะมีขนยาวสีเงินหรือสีน้ำตาลปนเหลืองอ่อน ทุกส่วนมีน้ำยางสีขาว

ใบเดี่ยว ออกสลับ รูปรี ปลายใบแหลม โคนใบสอบ แผ่นใบด้านบนมีขนกระจาย ใต้ใบมีขนนุ่มสีเงินปกคลุมหนาแน่น

ดอกออกเป็นช่อกระจะ มี 1-5 ดอก รูปกรวย กลีบดอกสีขาวหรือม่วงอ่อนอมชมพู โคนเชื่อมติดกัน เส้นผ่านศูนย์กลางดอก 4-6ซ.ม. ผลค่อนข้างกลม ขนาด 0.8 x 1 ซ.ม. สีแดงหรือแดงอมส้ม เมื่อแก่สีดำ

ระยะออกดอก---เดือนตุลาคมถึงธันวาคม

ขยายพันธุ์--- เพาะเมล็ด และปักชำกิ่ง

---Synonyms---เครือเขาหลง ---Argyreia splendens (Hornem.) Sweet — The Plant List

http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/tro-8502983


เสี้ยวเครือดอกแดง



ชื่อวิทยาศาสตร์

---Bauhinia galpinii E. Brown

ชื่อพ้อง

---Perlebia galpinii (N.E.Br.) A.Schmitz.

---Bauhinia punctata sensu Bolle.

ชื่อสามัญ
---Red Orchid Tree, Pride of de Kaap, Red Bauhinia,

African orchid tree, African Plume, Galpin's Bauhinia

ชื่ออื่น  ---ชงโคดอกแดง
ชื่อวงศ์ ---LEGUMINOSAE-CAESALPINIACEAE
ถิ่นกำเนิด ---แอฟริกาใต้-ซิมบับเว,โมซัมบิก
เขตกระจายพันธุ์ ---ประเทศในเขตร้อน

ไม้พุ่มกึ่งเลื้อย มีขนตามลำต้น ใบรูปกลมโคนและปลายใบเว้า คล้ายใบแฝดติดกัน มีเส้นใบ7เส้น ใต้ใบมีขนนุ่มสีขาว

ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบ2-10ดอก กลีบเลี้ยงสีเหลืองรูปท้องเรือ2อัน กลีบดอกสีส้มอมแดงรูปช้อน5กลีบ เกสรผู้3อันขนาดดอก5-7ซม. ผลเป็นฝักยาว เมล็ดสีน้ำตาลดำ ออกดอกเดือนกันยายน-เดือนตุลาคม ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่งและปักชำแต่ได้ผลไม่ค่อยดีนัก



โนรี

ชื่อวิทยาศาสตร์  Hiptage lucida Pierre.
ชื่อสามัญ  -----
ชื่ออื่น กำลังช้างเผือก พญาช้างเผือก สะเลา แหนปีก
ชื่อวงศ์ MALPHIGHIACEAE
ถิ่นกำเนิด ไทย เวียตนาม
เขตกระจายพันธุ์ ไทยเวียตนาม

ไม้ เถาเลื้อยเนื้อแข็ง ใบเดี่ยวรูปรีแกมขอบขนาน ออกเรียงตรงข้าม แผ่นใบสีเขียว โคนใบมนหรือแหลม ปลายใบเรียวแหลม ขนาดใบกว้าง3-5ซม.ยาว6-10ซม.

ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ดอกย่อยสีขาวอมขมพูโคนกลีบแต้มเหลือง กลีบดอก5กลีบ ตรงกลางมีเกสรเพศผู้10อัน ดอกมีกลิ่นหอม ผลแห้งแตก ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่งชอบแสงแดดจัด น้ำปานกลา


คัดเค้า, คัดเค้าเครือ

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Oxyceros horridus Lour.
ชื่อพ้อง

 ---Gardenia horrida (Lour.) Spreng.

 ---Griffithia siamensis Miq.

 ---Randia horrida (Lour.) Schult.

 ---Randia siamensis (Miq.) Craib

 ---Randia uncata Ridl.

 ---Solena horrida (Lour.) D.Dietr.

 ---Webera siamensis (Miq.) Kurz

ชื่อสามัญ 

---Randia Simensis,Fragrant Randia

ชื่ออื่น 

---เขี้ยวกระจับ คัดเค้า คัดเค้าหนาม เค็ดเค้า จีค๊า ---พญาเท้าเอว หนามลิดเค้า

ชื่อวงศ์ ---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ประเทศไทย
เขตกระจายพันธุ์ ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้

ไม้ รอเลื้อย อายุหลายปี เปลือกต้นสีน้ำตาลเข้ม กิ่งอ่อนเป็นรูปเหลี่ยม เนื้อไม้เหนียวมาก ตามลำต้นและกิ่งมีหนามงอโค้ง ใบออกตรงข้ามเป็นคู่ เนื้อใบหนาสีเขียวเข้ม โคนใบสอบปลายใบแหลม ขนาดของใบกว้าง2.5-5ซม.ยาว5-9ซม.

ดอก ช่อสีขาวออกเป็นกระจุกตามซอกใบและปลายกิ่ง ดอกสีขาวเมื่อใกล้โรยสีจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง โคนของกลีบเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้นๆดอกบานขนาด1.5-2ซม.ดอกบานทน ประมาณ1สัปดาห์ ดอกมีกลิ่นหอมมาก ผลเป็นผลกลุ่ม ผลย่อยกลมสีเขียวเป็นมัน เมื่อแก่สีจะเปลี่ยนเป็นสีดำ
ออกดอกช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เดือนมีนาคม ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง และปักชำ ชอบดินร่วนปนทราย แสงแดดจัดนิยม ปลูกเป็นไม้ประดับขึ้นซุ้มมีสรรพคุณเป็นสมุนไพรหลายขนาน คนสมัยก่อนก็มักนิยมปลูกคัดเค้าสะเป็นรั้วหนามรอบบ้าน นัยยะว่ากันกระสือ

รูปต้นคัดเค้าอายุมากกว่า20ปีเห็นจะได้ ถ่ายมาจากบ้านเพื่อนที่สุพรรณ ต้นนี้กะว่าจะเลื้อยแล้วไม่ได้เลื้อย เพื่อนตัดเป็นพุ่มไว้สูงซักประมาณ3-4เมตร ไปเห็นช้าดอกจะโรยหมดแล้วแต่กลิ่นหอมยังระรวยอยู่


เถาวัลย์เขียว

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Tiliacora triandra(Colebr.) Diels.
ชื่อสามัญ  ----
ชื่ออื่น  ---จ้อยนาง ยาดนาง เถาย่านาง

---เถาร้อยปลา ปู่เจ้าเขาเขียว ย่านางขาว ย่านนาง หญ้าภคินี

ชื่อวงศ์ ---MENISPERMACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ไทย ลาว
เขตกระจายพันธุ์ ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้

ไม้ เถาเลื้อยลำต้น เป็นเถากลมสีเขียว ขนาดเล็ก เลื้อยเกาะไปตามต้นไม้หรือกิ่งไม้ เมื่อเถาแก่สีจะคล้ำขึ้น เถาเหนียวมาก ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับ รูปรีหรือรูปไข่ กว้าง4-6ซม.ยาว7.5-12 ซม.ผิวใบเป็นคลื่นเล็กน้อย เนื้อใบบางแต่เหนียวและแข็ง ดอกออกเป็นพวงตามง่ามใบหรือลำต้น กลีบดอกสีเหลือง ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น ผลกลุ่มรูปรีเมื่อแก่สีแดง 

ต้นนี้สำคัญ ต้องคิดถึงต้มหน่อไม้กับใบหญ้านาง จิ้มน้ำพริกกระปิ ซุปหน่อไม้ด้วย

ออกดอกช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน

ปลูกประดับขึ้นซุ้มแบบอินดี้ ใบก็สวยดีแถมมีประโยชน์


เถาวัลย์แดง

ชื่อวิทยาศาสตร์
---Secamone villosa Blume
ชื่อสามัญ  ---Toxocarpus villosus Decne.
ชื่ออื่น  ---เครือซูด เครือมะแตก
ชื่อวงศ์ ---ASCLEPIADACEAE
ถิ่นกำเนิด ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์ ---จีนตอนใต้ ภูมิภาคอินโดจีน และชวา

ไม้ เลื้อยขนาดเล็ก เลื้อยได้ไกล 2-4 เมตร มียางขาวทุกส่วนของลำต้น เถาแตกเป็นร่องเหนียวมาก ใช้แทนเชือกได้เถาอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดงหนาแน่น ใบเดี่ยวรูปไข่ออกเรียงสลับกันปลายใบแหลม มีติ่งหนามเล็กๆ แผ่นใบขนาดกว้าง3-4.5ซม. ยาว5-8ซม.ดอกออกเป็นช่อกระจุกซ้อนขนาดใหญ่ ดอกย่อย1-1.5ซม. กลีบดอกมี5กลีบ สีเหลืองสด ออกที่ซอกใบและปลายยอด มีกลิ่นหอมอ่อนๆผลเป็นฝักเมื่อแก่จะแห้งแล้วแตก เมล็ดมีขนปุยปลิวไปตามลม

ชอบ แสงแดดจัด ดินร่วนระบายน้ำได้ดี ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด แลการปักชำกิ่ง นิยมปลูกเป็นไม้ประดับให้ร่มเงา และยังสามารถนำมาทำเป็นเครื่องจักสานได้


ถั่วแปบช้าง

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Afgekia sericea Craib
ชื่อสามัญ 

---Silky Afgekia, Kan Phai, Thua Paep Chaang

ชื่ออื่น  ---กันภัย, ปากีเดิด
ชื่อวงศ์ ---LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE
ถิ่นกำเนิด ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์ ---ไทย เวียตนาม


ไม้ เถาเลื้อยเนื้อแข็ง ขนาดกลาง อายุหลายปี เถามีขนาดใหญ่ได้ถึง 10ซม.ทุกส่วนมีขนสีขาว เลื้อยได้ไกล4-6เมตร ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงสลับ มีใบย่อย15หรือ17ใบ รูปขอบขนานแกมรูปไข่ ขนาดของใบกว้าง1.7-2.3ซม.ยาว3.5-4.5ซม. ปลายใบแหลม โคนใบมนขอบใบเรียบ ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้ม ใต้ใบสีขาวมีขนสีเงิน

                   ก้านช่อดอกยาวมีขนสีขาว ดอกออกเป็นช่อกระจะแน่นที่ปลายยอด ช่อดอกยาว0.5-1เมตร  ทยอยบานจากโคนช่อถึงปลายช่อ ดอกเก่าจะโรยเห็นเป็นก้านช่อดอกยาว ช่อดอกที่เหลือ ยาว10-12ซม. กลีบประดับรูปท้องเรือสีชมพูอมเขียว มีขนนุ่มเรียงซ้อนกันแน่น กลีบดอกสีชมพูแกมม่วง ดอกรูปดอกถั่วมี5กลีบขนาดไม่เท่ากัน กลีบร่วงง่าย ดอกขนาด1-1.5ซม. ออกดอกเดือน พฤษภาคม-มีนาคม

ผลเป็นฝัก เปลือกแข็งมีขนอ่อนสีขาวปกคลุมตลอดฝัก มี1-2เมล็ด เมื่อแก่จัดแตกตามรอยประสานเป็น2ซีก เมล็ดสีน้ำตาล มีลายสีเทา ผิวเป็นมัน

            ขึ้นอยู่ตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ในระดับความสูง100-400เมตรเหนือระดับน้ำทะเล

เป็น พืชที่ทนทานไม่ตายง่าย ไม่พักตัว ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด สามารถปลูกได้ดีในสภาพดินร่วนซุยและปนทราย เหมาะปลูกขึ้นเลื้อยให้ไต่ซุ้ม แตกยอดจำนวนมากปกคลุมซุ้มแน่น และดอกดกสวยงาม


ถั่วคล้า

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Canavalia rosea (Sw.) DC
ชื่อสามัญ 

---Hyacinth bean, Lablab-bean, Egyptian kidney bean, Indian bean, Bataw and Australian pea.

ชื่ออื่น  ---ถั่วกระเป๋า
ชื่อวงศ์ ---LEGUMINOSAE
ถิ่นกำเนิด ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์ ---อินเดีย ศรีลังกา เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก


เป็นไม้เถาเลื้อยล้มลุก โตเร็ว ไม่มีเนื้อไม้ อายุหลายปีทอดเลื้อยตามพื้นดินหรือพาดพันต้นไม้อื่น ยาวถึง40เมตร ลำต้นแก่เกลี้ยงและเป็นร่องตื้นตามยาว ส่วนต่างๆที่ยังอ่อนมีขนสั้นปกคลุม

ใบเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือมี3ใบ ย่อยสีเขียวเข้ม ก้านช่อใบยาว5-12ซม.แผ่นใบย่อยรูปไข่กว้าง ขนาดกว้าง5-10ซม.ยาว7-15ซม. ขอบใบเรียบ เนื้อใบบางด้านบนสีเขียวเข้มด้านล่างสีซีดกว่า ใบอ่อนมีขนคล้ายไหมปกคลุมหนาแน่น

ดอกแบบช่อเชิงลดออกตามง่ามใบ ช่อดอกห้อยลงยาว20-40ซม.ดอกย่อยรูปดอกถั่วมีสีขาวและชมพูอมม่วง สวยงาม มีกลิ่นหอมดีงดูดผีเสื้อ 

ออกดอกเดือน มิถุนายน-พฤศจิกายน

ผล แบบฝักถั่ว รูปขอบขนานโค้งเล็กน้อย ขนาดกว้าง2.5-3ซม.ยาว6-15ซม.ผิวฝักมีขนอ่อนปกคลุมหนาแน่น ฝักแ่ก่เกลี้ยง เมล็ดแบนสีน้ำตาลมี2-10เมล็ด

       พบขึ้นทั่วไปในที่โล่งชายฝั่งทะเล ริมแม่น้ำลำคลอง  เป็นพืชชอบ  ที่โล่งแสงแดดจัด ดินร่วนระบายน้ำดี ทนต่อการขาดน้ำและทน ไอเค็มดีเยี่ยม


ส่าเหล้าปัตตานี

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Desmos cochinchinensis Lour
ชื่อสามัญ  -----
ชื่ออื่น  ---นางดำ โยม ส่าเหล้าช้าง ส่าเหล้า
ชื่อวงศ์ ---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด ---จีนตอนใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์ ---พบขึ้นกระจายตามป่าดิบชื้น และป่าเบญจพรรณ ที่ระดับความสูง 100-600 เมตร


ส่าเหล้าปัตตานีเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง เลื้อยพาดต้นไม้อื่นไปได้ไกล 5-10 เมตรแตกกิ่งน้อย เปลือกเรียบ สีน้ำตาล มีช่องอากาศเป็นจุดสีขาว เนื้อไม้เหนียว

ใบหนา ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ใบด้านล่างสีเขียวอมเทา  ดอกเดี่ยว ดอกอ่อนสีเขียว เมื่อบานแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ก้าน ดอกเรียวยาวสีม่วง กลีบเลี้ยงรูปสามเหลี่ยมแผ่กางออก
กลีบดอกเรียงเป็น 2 ชั้น ปลายกลีบโค้งงอเข้า โคนกลีบดอกใกล้ฐาน ดอกคอดเล็กน้อย กลีบชั้นในมีขนาดเล็กและสั้นกว่า

ระยะเวลาออกดอก-----ตลอดปี

ขยายพันธุ์-----เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง

กล้วยหมูสัง

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Uvaria grandiflora Roxb. ex Hornem. var. grandiflora
ชื่อสามัญ  -----
ชื่ออื่น  ---ย่านนมควาย
ชื่อวงศ์ ---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ ---อินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ถึงอินโดนีเซีย

ไม้ เถาเลื้อยเนื้อแข็ง ขนาดใหญ่ ในประเทศไทยพบทุกภาคตามป่าดิบชื้น ป่าโปร่งและบริเวณริมห้วย ลักษณะของกล้วยหมูสังกิ่งอ่อนมีสีน้ำตาลเหลืองคลุมอยู่หนาแน่น ใบเดี่ยว รูปขอบขนานแกมไข่กลับ กว้าง 8ซม.ยาว21ซม.ปลายใบแหลม โคนใบสอบมน  ดอกออกเป็นดอกเดี่ยว ตามกิ่งใกล้ปลายยอด กลีบรองดอกรูปสามเหลี่ยมสีเขียวอ่อน ขนาด2-3.2 ซม.กลีบดอก 6กลีบ รูปขอบขนานถึงรูปไข่แคบค่อนข้างหนาสีแดงเข้ม โคนกลีบดอกสีเหลือง อ่อน กลางดอกมีเกสรผู้อยู่เป็นจำนวนมากสีเหลือง ดอกบาน1-2วันกลิ่นหอมอ่อนๆตอนค่ำ  ผลเป็นผลกลุ่มมีผลย่อยรูปทรงกระบอกจำนวนมาก 

การกระจายพันธุ์ในประเทศไทยพบทุกภาคตามป่าดิบชื้น ป่าโปร่งและบริเวณริมห้วย
ออกดอก ติดผลช่วง---- เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม

ขยายพันธุ์-----เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง


นมควาย

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Uvaria rufa Blume
ชื่อพ้อง

---No synonyms are recorded for this name.

ชื่ออื่น  ---ย่านนมควาย
ชื่อวงศ์ ---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด ---อินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถึงอินโดนีเซีย
เขตกระจายพันธุ์ ---กัมพูชา ไทย นิวกินี ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ออสเตรเลีย


ไม้ เถาเนื้อแข็งเลื้อยพาดพันไม้อื่น พบขึ้นกระจายในป่าดิบชื้น และป่าดิบแล้งทั่วประเทศ ที่ระดับความสูง 50-600 เมตร ได้ไกล 5-9 เมตร นมควายเลื้อยได้ไกล5-9เมตร ตามกิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนละเอียดหนาแน่น สีน้ำตาลแดง แตกกิ่งน้อย ตามกิ่งมีใบน้อย ใบเดี่ยว รูปรีกว้าง 3-6 ซม.ยาว 7-15 ซม.โคนใบเว้าเล็กน้อย ปลายใบแหลมถึงเรียวแหลม ใบด้านบนเกลี้ยง ยกเว้นเส้นกลางใบและเส้นแขนงใบมีขนสีน้ำตาลแดงหนาแน่น ดอกสีแดงเข้มออกเป็นกระจุก 2-3 ดอกเมื่อดอกบาน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของดอกประมาณ 2-2.5 ซม. มีกลิ่นหอม

ผล เป็นผลกลุ่ม มีจำนวน 6-9 ผล ผลย่อยรูปกลมรีถึงรูปทรงกระบอก กว้าง 1.5-2 ซม. ยาว 3-4 ซม. ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีแดงส้ม มีเมล็ดมาก เป็นไม้ป่าที่ยังไม่มีการปลูกเลี้ยงแต่ปลูกเป็นพืชสมุนไพร

ระยะเวลาออกดอก---------เดือนพฤษภาคม-เดือนกรกฎาคม

ขยายพันธุ์---------ด้วยการเพาะเมล็ด

เถาขยัน

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Bauhinia strychnifolia Craib
ชื่อสามัญ  ------
ชื่ออื่น  ---ย่านางแดง,ขยัน, สยาน, ขยาน,เครือขยัน
ชื่อวงศ์ ---CAESALPINIACEAE
ถิ่นกำเนิด ---พืชเฉพาะถิ่นของประเทศไทย
เขตกระจายพันธุ์ ---พบทางภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง กำแพงเพชร นครสวรรค์ และสุโขทัย

                

    ไม้ เลื้อยเนื้อแข็ง เลื้อยพันได้สูงถึงยอดไม้ พบตามที่ราบลุ่ม ป่าเต็งรัง ผลัดใบ และป่าหญ้า ลักษณะของเถาขยันใบดกหนาทึบ เป็นใบเดี่ยว รูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง 3-7 ซม.ยาว 6-12 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมน ผิวใบเรียบ หูใบโค้งเป็นเส้นงอคล้ายมือเกาะสำหรับยึดเกาะ

ดอก ออกเป็นช่อยาวเรียงกันที่ปลายกิ่ง ช่อดอกยาวได้ถึง1เมตร มีดอกย่อยจำนวนมากขนาด 3-4.5 ซม. กลีบเลี้ยงเป็นรูปถ้วย มีขนสั้นปกคลุม ปลายแยก 5 แฉก กลีบดอกสีแดงรูปไข่กลับ เกสรผู้ 3 อัน ก้านชูอับเรณูสีแดงยาวพ้นกลีบดอกเล็กน้อย เกสรผู้ที่เป็นหมัน7อันมีขนาดไม่เท่ากัน

ผลเป็นฝักแบนรูปขอบขนานกว้าง 3.5 ซม.ยาว 10 ซม.เปลือกแข็ง เมล็ดรูปขอบขนานมี 8-9 เมล็ด

                 นิยมปลูกเป็นไม้ประดับรั้ว ซุ้มต้นไม้ในสวนสาธารณะ


เถาเอ็นอ่อน

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Cryptolepis buchanani Roemer. & Schult.
ชื่อพ้อง (Synonym) ---Cryptolepis buchanani Roem.; Schult.
ชื่อสามัญ 

---Wax Leaved Climber

ชื่ออื่น  ---เครือเขาเอ็น ตีนเป็ดเครือ หม่อนตีนเป็ด
ชื่อวงศ์ ---ASCLEPIADACEAE
ถิ่นกำเนิด ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์

---ประเทศไทย มักพบขึ้นตามป่าราบหรือตามที่รกร้างทั่วทุกภาค พบมากที่จังหวัดสระบุรี

ชอบขึ้นอยู่ตามป่าราบหรือในพื้นที่รกร้าง โดยเฉพาะที่สระบุรี สำหรับปัจจุบันนอกจากการนำต้นเถาเอ็นอ่อนมาใช้เป็นยาสมุนไพรแล้ว ยังมีการนำมาปลูกเป็นไม้ประดับตามบ้านด้วย

เถาเอ็นอ่อนเป็นไม้เลื้อยจำพวกไม้เถาเนื้อแข็งที่ชอบขึ้นพาดพันต้นไม้อื่น เปลือกเถาเรียบสีน้ำตาลแกมดำ เปลือกแก่จะหลุดออกมาเป็นแผ่น ทุกส่วนของต้นมีน้ำยางสีขาว ใบเดี่ยวออกตรงข้าม แผ่นใบหนารูปรี ปลายใบมน โคนสอบ   

ดอกเป็นดอกช่ออยู่ตามซอกใบ ดอกย่อยสีเหลืองอ่อน โคนกลีบเชื่อมติดกัน ผลเป็นฝักรูปทรงกระบอก เนื้อแข็ง ติดกันเป็นคู่ๆ ปลายแหลม ผิวลื่น เมื่อแก่ผลจะแตกออกเพียงด้านเดียว มีเมล็ดเป็นรูปทรงรีสีน้ำตาล พร้อมขนปุยสีขาวติดอยู่

ดูลักษณะการเลื้อยพาดพันแล้วมีลีลาสวยอยู่

ขยายพันธุ์------เพาะเมล็ดและชำเถา

ก่ายกอมเครือ

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Aspidopterys tomentosa (Blume) Juss.
ชื่อสามัญ  -------
ชื่ออื่น  ---ก่ายกอมเครือ
ชื่อวงศ์ ---MALPIGHIACEAE
ถิ่นกำเนิด ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์ ---ภาคตะวันออกของพม่า ไทย กัมพูชา ภูมิภาคมาเลเซีย

พวกไม้ป่าพากันยกโขยงเข้าบ้านเป็นแถว บ้างเนื่องจากสรรพคุณที่โดดเด่นด้านสมุนไพร ถ้ามีดอกมีดวงเข้าตามีลีลาถูกใจ ก็ไม่ยากที่จะพัฒนาเป็นไม้ประดับได้ แต่ถ้าบางต้นไม่ถูกใจก็ผ่านไปละกัน ดูเพลินๆไป

ก่ายกอมเครือเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง ตามกิ่งก้านและใบอ่อนมีขนสีน้ำตาลอ่อนหรือน้ำตาลแดง ซึ่งจะค่อยๆ หลุดไป  ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม มีรูปร่างหลายแบบ ค่อนข้างกลม รูปไข่ รูปไข่กลับ รูปใบหอก หรือรูปรี ปลายใบอ่อนเรียวแหลม ปลายใบแก่รูปหัวใจกลับหรือมนมีติ่งแหลม โคนมนสอบ ขอบเรียบ แผ่นใบด้านบนเกลี้ยง เมื่อแห้งสีขาวนวล ด้านล่างมีขนสีเหลืองหรือน้ำตาลหนาแน่น หรือบางครั้งเกลี้ยง เส้นใบนูนเห็นเด่นชัดทางด้านล่าง  หูใบเล็กมาก ร่วงง่าย

ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกตามง่ามใบและปลายกิ่ง มีขนสีเหลืองหรือน้ำตาลตลอดถึงแกนช่อ มีใบประดับย่อยคู่หนึ่ง เล็กมาก ปลายแหลม ติดตรงก้านดอกในตำแหน่งต่ำกว่าข้อต่อของก้านดอกเล็กน้อย กลีบเลี้ยง 5 กลีบ เล็กมาก รูปขอบขนานแกมรูปไข่ ปลายมน กลีบดอก 5 กลีบ ใหญ่กว่ากลีบเลี้ยงเล็กน้อย สีขาวหรือเหลืองอ่อน รูปขอบขนาน ปลายมน

ต้นนี้ไม่มีดอกมีผลให้ชม แต่ต่อไปต้องมีแน่ให้ถึงฤดูกาลก่อน


ถอบแถบเครือ

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Connarus semidecandrus Jack
ชื่อสามัญ  -------
ชื่ออื่น  ---กระเพาะปลา, กะลำเพาะ, เครือหมาว้อ, เครือไหลน้อย
ชื่อวงศ์ ---CONNARACEAE
ถิ่นกำเนิด ---เอเซียตะวันออกเฉยงใต้
เขตกระจายพันธุ์ ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้

   ไม้ เถาเลื้อยเนื้อแข็ง เจริญขึ้นพาดพันต้นไม้อื่นได้ 2-6 เมตร ในประเทศไทยพบได้ทุกภาค โดยมักขึ้นตามป่าดิบ ป่าผลัดใบ   ตามริมฝั่งแม่น้ำ และตามที่รกร้างว่างเปล่าที่มีระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลจนถึง 1,000 เมตร

 ลักษณะเถาสีน้ำตาลแดงเปลือกเป็นตุ่มเล็กๆทั่วเถา ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปใบหอกใบย่อย3-7ใบ กว้าง2-7ซม.ยาว4-20ซม.สีเขียวเข้ม ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ยาวได้ถึง30ซม.กลีบดอกสีขาวเมื่อเริ่มบานแล้วเปลี่ยนเป็นสีขาวแกมน้ำตาลอ่อน

             ผลปริแตกเมื่อยังไม่แห้ง เมื่อสุกสีส้ม เมล็ดสีดำมีเยื่อหุ้มสีเหลืองส้ม

ระยะเวลาออกดอก ผล------เดือนกุมภาพันธ์-เดือนมิถุนายน

ขยายพันธุ์-------ด้วยการเพาะเมล็ดและปักชำ


อวดเชือก

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Combretum latifolium Blume
ชื่อพ้อง ---Combretum extensum Roxb. ex G.Don.
ชื่อสามัญ  ---
ชื่ออื่น  ---แกดำ, ถั่วแป๋เถา, มันแดง, แหนเหลือง
ชื่อวงศ์ ---COMBRETACEAE
ถิ่นกำเนิด ---แอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์ ---เอเซียใต้ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้

ไม้ เถาเนื้อแข็ง เลื้อยไกลได้ถึง 5-25เมตร ขึ้นคลุมตามยอดไม้ใหญ่ พบในป่าดิบแล้งและป่าผสมผลัดใบในที่โล่ง และใกล้แหล่งน้ำในทุกภาคของประเทศ ที่ระดับความสูง20-450เมตร เปลือกต้นมีช่องอากาศเป็นลายขีดตามยาว กิ่งอ่อนมีขนเล็กน้อย  สีน้ำตาลเข้ม ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปรีกว้าง โคนใบมน ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบเป็นมันทั้งสองด้าน เนื้อใบหนาและเหนียว ดอกเป็นดอกช่อ ออกที่ปลายยอดหรือซอกใบใกล้ปลายยอด ช่อยาวประมาณ 5-10ซ.ม ดอกย่อยสีขาวปนเขียวหรือเหลืองอ่อนกลีบดอก5กลีบและมีเกสรผู้จำนวนมาก  มีกลิ่นหอม ผลรูปรีมี4ปีก สีน้ำตาลอ่อนยาว 2.5-4 ซม.ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด

ปลูกเป็นไม้เลื้อยประดับดอกสวยงามและมีกลิ่นหอม มีสรรพคุณทางสมุนไพรบำรุงโลหิตเจริญอาหาร

ยางน่องเถา

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Strophanthus caudatus (L.) Kurz
ชื่อพ้อง

---Nerium caudatum (L.) Lam.   

---Echites caudata L.

---Strophanthus caudatus Kurz

ชื่อสามัญ  ---
ชื่ออื่น  ---เครือน่อง, ยางน่องเครือ, น่อง, บานบุรีป่า
ชื่อวงศ์ ---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด

---ทวีปเอเชีย

เขตกระจายพันธุ์

---จีนตอนใต้ หมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ ภูมิภาคอินโดจีน มาเลเซียอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และนิวกินี


ไม้พุ่มแกมไม้เถา สูง 1-3 เมตร หรือ  อาจมีความยาวของเถาได้ 8เมตร ถึง 12 เมตร ลำต้นกลมมีน้ำยางขาว

ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปวงรี รูปไข่กลับหรือรูปไข่ ดอกช่อ ออกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาว เมื่อแรกบานแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและแดง ปลายกลีบสีเหลืองแล้วเปลี่ยนเป็นสีแดงและม่วง ระยางค์รูปมงกุฎสีแดง แล้วเปลี่ยนเป็นสีม่วง

ผลเป็นฝักคู่ รูปทรงกระบอก ขนาดใหญ่ เมล็ดสีน้ำตาลมีขนสีขาว

พันธุ์ไม้ชนิดนี้สามารถเก็บได้จากป่า ชาวบ้านใช้ ยางจากต้น ผสมกับยาพิษชนิดอื่น ทาลูกหน้าไม้ล่าสัตว์ หรือใช้เป็นยาเบื่อปลา และสมารถพบเห็นนำมาปลูกเป็นไม้ประดับเพราะดอกที่สวยงาม

โล่ติ๊น

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Derris elliptica (Roxb.) Benth.
ชื่อพ้อง
ชื่อสามัญ  ---Tuba Root, Derris
ชื่ออื่น  ---กะลำเพาะ หางไหลแดง ไหลน้ำ อวดน้ำ เครือไหลน้ำ
ชื่อวงศ์

---FABACEAE (LEGUMINOSAE –PAPILIONOIDEAE)

ถิ่นกำเนิด
เขตกระจายพันธุ์

ม้ เถาเนื้อแข็ง ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อยรูปไข่กลับ หรือรูปไข่กลับแกมขอบขนานกว้าง5-7ซม.ยาว10-20ซม. ดอกช่อออกที่ซอกใบ ดอกย่อยรูปถั่วกลีบดอกสีชทพูแกมม่วง ผลเป็นฝัก

ตำรายาไทย ใช้รากฆ่าเหา เรือด แมลง เบื่อปลา โดยนำรากมาทุบแช่น้ำ ใช้เฉพาะส่วนน้ำ พิษสลายตัวง่าย ถ้าใช้ฆ่าแมลงจะไม่มีพิษตกค้าง

โล่ติ๊นหรือหางไหลนี่เดี๋ยวนี้ก็นำมาใช้เป็นไม้ประดับขึ้นซุ้มกันแล้ว เรื่องอันตรายก็ที่รู้ๆ ไม่เหมือนเมื่อก่อนได้ยินชื่อก็ว่ายาพิษเลยนะนั่น ค่าที่ว่าดอกสวย ใบสวยเลยช่วยได้เยอะ จากสมุนไพร หรือพืชพิษ ก็เลยขึ้นซุ้มไม้ประดับได้ง่ายๆ

สวาด

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Caesalpinia bonduc (L.) Roxb.
ชื่อพ้อง

---Caesalpinia bonducella (L.) Fleming

---Caesalpinia crista auct. Amer.

---Guilandina bonduc L.

---Guilandina bonducella

ชื่อสามัญ  ---Nickernut, Grey Nickers
ชื่ออื่น  ---หวาด ตามั้ด มะกาเลิง(ภาคใต้)
ชื่อวงศ์ ---LEGUMINOSAE (FABACEAE)-CAESALPINIODEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ กระจายกว้างขวางทั่วเขตร้อน ทวีปเอเซียพบทั่วเนปาล สิกขิม อินเดีย ศรีลังกา เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ตอนใต้ของจีน ปาปัว นิวกินี

สวาดเป็นไม้เถาเลื้อยมีหนาม พาดเลื้อย ยาว5-15 เมตร พบขึ้นตามชายหาดหรือแนวหลังป่าชายเลน ลำต้นกิ่งและแกนช่อใบ มีขนสั้นนุ่มและหนามงองุ้มรูปตะขอสั้น คล้ายหนามกุหลาบปกคลุม

ใบ ประกอบแบบขนนก2ชั้นปลายคู่ขนาดใหญ่ มี6-11คู่ เรียงเวียนสลับยาวประมาณ 30-50 ซ.ม. แผ่นใบย่อยรูปรีขนาดกว้าง1-2ซ.ม.ยาว 2-4 ซ.ม. ขอบใบเรียบเป็นขนครุย ปลายใบเป็นติ่งหนามสั้น

ดอก แบบช่อเชิงลดออกเหนือง่ามใบ แกนช่อดอกยาวถึง50ซม.มีหนาม ดอกไม่สมบูรณ์เพศ กลีบเลี้ยงและกลีบดอกอย่างละ5กลีบเรียงซ้อนเหลื่อมสลับกันกลีบเลี้ยงมีขน สนิมปกคลุม กลีบดอกสีเหลืองมีสีแดงเรื่อแต้มเป็นจุดหรือแถบ

ออกดอกเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม รูปนี้ถ่ายมานอกระยะจึงไม่มีดอกดวงให้เห็น

ผล แบบฝักถั่ว รูปขอบขนานขนาด3-5ซม.ยาว5-7ซม. โคนฝักสอบเข้าหากัน ปลายฝักมนกลม และมีก้านเกสรเมียติดอยู่ ผิวฝักมีหนามแหลมและขนแข็งปกคลุม ฝักแก่จัดแตกตามรอยตะเข็บ มีเมล็ดเกลี้ยง1-2เมล็ดสีเทาปนเขียวมัน (เรียกว่าสีสวาด)


มะกล่ำเผือก-มะกล่่่่่่่่่ำดำ

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Abrus pulchellus Wall. ex Thwaites
ชื่อพ้อง ---
ชื่อสามัญ  ---Liquorice Root
ชื่ออื่น  ---มะกล่ำเผือก แปบฝาง, คอกิ่ว, มะขามป่า, มะขามย่าน
ชื่อวงศ์ ---FABACEAE
ถิ่นกำเนิด

---แอฟริกา เอเซีย

เขตกระจายพันธุ์ __ เซเนกัล เอธิโอเปีย แองโกลา โมซัมบิก อนุทวีปอินเดีย จีน มาเลเซีย อินโดจีน ฟิลิปปินส์

ไม้เถาเลื้อยพาดพันกับต้นไม้อื่นหรือเลื้อยบนพื้นดินลำต้นแตกกิ่งก้านมาก สีน้ำตาลเข้มอมสีม่วงแดง  ใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ ออกเรียงสลับ มีใบย่อยประมาณ 4-7 คู่ ออกเรียงตรงข้าม รูปขอบขนานหรือรูปไข่กลับ ปลายใบเป็นติ่งหนามหรือมน โคนใบเบี้ยว ส่วนขอบใบเรียบ  ดอกออก เป็นช่อกระจะตามซอกใบ ดอกเป็นรูปดอกถั่ว กลีบเลี้ยงดอกเป็นสีเขียวปนสีชมพูอ่อน โคนเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย กลีบดอกมี 5 กลีบ กลีบกลางสีขาว ส่วนกลีบคู่ด้านข้างสีชมพูอ่อน ผล เป็นฝักรูปขอบขนาน มีขนสีเหลืองอ่อน ฝักแห้งแตกออกได้ ในฝักมีเมล็ดประมาณ 4-5 เมล็ด เมล็ดอ่อนเป็นสีขาว เมื่อสุกเป็นสีดำเข้มหรือสีเหลืองอ่อน

มะกล่ำดำ

มีมะกล่ำอีกชนิดที่เรียกว่ามะกล่ำดำ เป็นมะกล่ำที่มีเมล็ดสีดำแต่กำเนิด ไม่ใช่ชนิดเดียวกับ มะกล่ำดำที่เป็นของมงคลทนสิทธิ์หายาก ซึ่งเกิดจากมะกล่ำตาหนู ที่ปกติจะมีเมล็ดสีแดงดำ แต่แล้วเกิดมีเมล็ดเป็นสีดำทั้งเมล็ดซึ่งจะเกิดซักเมล็ดนี่ยากมาก จึงถือเป็นของมงคลทนสิทธิ์หายาก

แต่มะกล่ำดำต้นนี้มีเมล็ดในฝักเป็นสีดำทุกเมล็ดและทุกฝัก พบที่อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติตรงลานไม้เลื้อย ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์กำกับไว้ อย่างที่นำมาแสดง ไมรู้ว่าเพาะเมล็ดแล้วจะเกิดเหมือนต้นเดิมหรือเปล่า เพราะหาข้อมูลเฉพาะไม่เจอเลย สงสัยว่ากลายมา1ต้นหรือเป็นอีก1ชนิดพันธุ์ สำหรับท่านผู้รู้ที่ผ่านมา ขอความอนุเคราะห์จำหน่ายเรื่องนี้เป็นวิทยาทานด้วย จะขอขอบคุณอย่างสูงสุด


แหล่งที่มา-อ้างอิง

---The International Plant Names Index and World Checklist of Selected Plant Families 2017. Published on the Internet at http://www.ipni.org and http://apps.kew.org/wcsp/

---ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ BGO Plant Databases, The Botanical Garden OrganizationOrganization http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_page.asp

---เต็ม สมิตินันทน์. 2557. ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย. สำนักงานหอพรรณไม้ กรมอุทธยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพรรณพืช. โรงพิมพ์พุทธศาสนาแห่งชาติ. กรุงเทพ.http://www.dnp.go.th/botany/

---เว็บไซต์เมดไทย (MedThai) URL: https://www.medthai.com

---เถาเอ็นอ่อน- Cryptolepis buchanani Roem. & Schult.-India Biodiversity Portal Species Data. http://eol.org/pages/8744344/names/common_names

---มะกล่ำเผือก, สารานุกรมพืชในประเทศไทย (ฉบับย่อ)

http://www.dnp.go.th/botany/detail.aspx?wordsnamesci=Abrus0pulchellus0Wall.0ex0Thwaites


รวบรวมและเรียบเรียงโดย Tipvipa..V

รูปภาพ--ทิพพ์วิภา วิรัชติ

บริษัท สวนสวรส การ์เด้น ดีไซน์ จำกัด

สวนเทวา  เชียงใหม่

www.suansavarose.com

www.suan theva.com

8/8/2008

Update9/11/2016

 

 

 

 

 

  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view