สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

สารพัดต้นไม้จัดสวน

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

สวนสไตล์ต่างๆ

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ชื่อนั้นสำคัญไฉน

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 23/09/2020
สถิติผู้เข้าชม 9,618,666
Page Views 14,685,249
 
« September 2020»
SMTWTFS
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930   

นานาไม้เลื้อย2

นานาไม้เลื้อย2

 


นานาพรรณ ไม้เลื้อย 2
For information only the plant is not for sale

ไม้ เลื้อยเป็นที่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับเหมือนกัน มีมากมายหลายพันธุ์ บางต้นออกดอกดก แต่ออกปี ละครั้ง บางต้นก็มีกลิ่นหอม หรือบางต้นมีสีสันสดใส นิยมทำซุ้มให้เลื้อยหรือให้เลื้อยขึ้นไม้ระแนงให้ร่มเงา (pergola)เป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของสวนที่ทำให้ร่มรื่น และน่าดู ปลูกเป็นพืชคลุมดิน คลุมหลังคาโรงเรือน หรือเลื้อยขึ้นไม้ใหญ่แล้วแต่จุดประสงค์ ทำความรู้จักกับไม้เลื้อยบางต้นบางพันธุ์กันหน่อยก็ดี  นำไปปลูกเลี้ยงดูจะได้สวยงามสมใจพรรณ ไม้เลื้อยในนี้จะมีพันธุ์ไม้ที่นำมาปลูกประดับและเรื่อยไปจนถึงไม่ได้ปลูกประดับ แต่นำมาใช้เป็นอาหารบ้างใช้เป็นสมุนไพรบ้าง แล้วแต่จุดประสงค์

1 กันภัยมหิดล/Afgekia mahidolae 21 นมแมวซ้อน/Uvaria dulcis
2 สิรินธรวัลลี/Phanera sirindhorniae 22 ช้องแมว/Gmelina philippinsis
3 สร้อยอินทนิล/Thunbergia grandiflora 23 เถาขยัน/Lysiphyllum strychnifolium
4 แดงทอดยอด/Ipomea horsfalliae 24 เถาเอ็นอ่อน/Cryptolepis buchanani 
5 คอนสวรรค์/Ipomoea quamoclit 25 ถั่วดาวอินคา/Plukenetia volubilis
6 ดาวประดับ/Cryptostegia grandiflora 26 ก่ายกอมเครือ/Aspidopterys tomentosa
7 ม่วงมณีรัตน์/Bignonia magnifica 27 ถอบแถบเครือ/Connarus semidecandrus 
8 เถาวัลย์หลง/Argyreia  splendens 28 น้ำใจใคร่/Olax scandens
9 เสี้ยวเครือดอกแดง/Bauhinia galpini 29 อวดเชือก/Combretum latifolium
10 ส้มเสี้ยวเถา/Bauhinia lakhonensis 30 ยางน่องเถา/Strophanthus caudatu
11 โนรี/Hiptage lucida 31 โล่ติ๊น/Derris elliptica
12 นาวน้ำ/Artabotrys spinosus 32 โคคลาน/Mallotus repandus
13 คัดเค้า/Oxyceros horridus 33 สวาด/Caesalpinia bonduc
14 เถาวัลย์เขียว/Tiliacora triandra 34 ตานหม่อน/Tarlmounia elliptica
15 เถาวัลย์แดง/Toxocarpus villosus  35 มะกล่ำเผือก/Abrus pulchellus ssp. pulchellus
16 ถั่วแปบช้าง/Afgekia sericea 36 มะกล่ำดำ/Abrus pulchellus 
17 ถั่วคล้า/Canavalia rosea 37 มะลิซาไก/Jasminum rambayense
18 ส่าเหล้าปัตตานี/Desmos cochinchinensis 38 มะลิวัลย์/Jasminum adenophyllum
19 กล้วยหมูสัง/Uvaria grandiflora 39 มะลุลี, มะลุลีสีชมพู/Jasminum multiflorum
20 นมควาย/Uvaria rufa 40 พุทธชาดก้านแดง/Jasminum officinale L. var. grandiflorum
41 โกลด์ฟิงเกอร์/Juanulloa mexicana


1 กันภัยมหิดล/Afgekia mahidolae


ชื่อวิทยาศาสตร์---Afgekia mahidolae Burtt et Chermsir
ชื่อสามัญ----None (Not recorded)
ชื่ออื่น---กันภัย(กาญจนบุรี), กันภัยมหิดล(ภาคกลาง) ; [THAI: kan phai (Kanchanaburi); kan phai mahidon (Central).].
ชื่อวงศ์---FABACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์----ลาว เวียตนาม ไทย
นิรุกติศาสตร์--- คำระบุชนิด mahidolae ตั้งตามพระนามของสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ (พระยศในขณะนั้น)


พบทางจังหวัดกาญจนบุรี ใบเป็นใบประกอบ ช่อหนึ่งมีใบย่อยหลายใบ ด้านล่างของใบมีขนสีน้ำตาล ดอกเป็นช่อตั้ง สีขาวปนม่วง ฝักสั้นป้อมแบน ๆ ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์เพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
"ไม้เถาชนิดนี้ นาย เกษม จันทรประสงค์ ซึ่งขณะนั้นเป็นข้าราชการกองพืชพรรณ กรมวิชาการเกษตร ( ปัจจุบันเป็นนายกสมาคมไม้ประดับแห่งประเทศไทย) ค้นพบครั้งแรกที่ประเทศไทยและสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระราชทานนามว่า กันภัยมหิดล ให้เป็นต้นไม้สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2542ด้วยเหตุว่า เป็นต้นไม้ที่พบในประเทศไทย ปลูกง่าย นามเป็นมงคลและพ้องกับชื่อมหาวิทยาลัย ถึงแม้จะเป็นไม้เถาแต่ก็มีลักษณะสวยงาม สามารถจัดแต่งเป็นทรงพุ่มได้หลายแบบ อายุยืน โดยเมื่อเถาแห้งไปก็สามารถงอกขึ้นใหม่ได้ ซึ่งความเป็นไม้เถาแสดงถึงความเจริญก้าวหน้าและความสามารถปรับตัวให้พัฒนาไป ตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างดี


ลักษณะ เป็น ไม้เถา แตกพุ่มหนาแน่น ยาวประมาณ 15 ม. มีขนคล้ายไหมหนาแน่นเกือบทุกส่วน หูใบออกเป็นคู่ รูปเคียว เบี้ยวเล็กน้อย ยาวประมาณ 1.5 ซม. ใบประกอบแกนกลางยาว 8-18 ซม. ก้านใบยาว 2.5 ซม. หูใบย่อยรูปเส้นด้าย ยาว 5 มม. ใบย่อยมี 4-6 คู่ เรียงเกือบตรงข้าม รูปไข่หรือขอบขนาน ยาว 1.5-7.5 ซม. ปลายใบกลม มีติ่งเล็กๆ โคนใบกลมหรือรูปหัวใจตื้นๆ เส้นแขนงใบข้างละ 5-8 เส้น ก้านใบย่อยยาว 2-4 มม. ช่อดอกแบบช่อกระจะ ออกตามซอกใบ ยาว 10-15 ซม. ใบประดับรูปใบหอก ยาว 1.5-3 ซม. ก้านดอกยาว 0.7-1 ซม. กลีบเลี้ยงรูประฆัง สีขาวอมม่วง หลอดกลีบยาว 5-7 มม. รูปปากเปิด กลีบบน 2 กลีบ รูปสามเหลี่ยม ยาว 3-6 มม. กลีบล่าง 3 กลีบ ยาวไม่เท่ากัน รูปแถบหรือรูปลิ่มแคบ ยาว 0.5-1 ซม. กลีบดอกสีม่วงอ่อน กลีบกลางรูปรี ด้านในมีสีเข้ม พับงอกลับ ยาวประมาณ 2 ซม. ปลายเป็นติ่งแหลม โคนกลีบรูปหัวใจ เป็นสันนูนทั้งสองด้าน เส้นกลางกลีบเป็นร่อง มีสีเหลืองแต้มใกล้โคน ที่โคนมีเดือยรูปสามเหลี่ยม 1 คู่ ยาว 3 มม. กลีบปีกรูปขอบขนาน มีสีเข้ม ยาว 1.5 ซม. กลีบคู่ล่างยาวเท่าๆ กลีบปีก เชื่อมติดกันรูปคุ่ม ฝักรูปรีหรือขอบขนาน ยาว 7-9 ซม. หนาประมาณ 3 ซม. เมล็ดมี 1-2 เมล็ด สีน้ำตาล เกือบกลม"


2 สิรินธรวัลลี/Phanera sirindhorniae


ชื่อวิทยาศาสตร์---Phanera sirindhorniae (K. Larsen & S. S. Larsen) Mackinder & R. Clark
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms    
---Bauhinia sirindhorniae K. Larsen & S. S. Larsen
ชื่อสามัญ---Bauhinia Vine
ชื่ออื่น ---สามสิบสองประดง (หนองคาย); สิรินธรวัลลี (กรุงเทพฯ); [THAI: sam sip song pradong (Nong Khai); sirinthon wanli (Bangkok).].
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIACEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์----เป็นพืชถิ่นเดียวของประเทศไทยพบที่จังหวัด หนองคาย
นิรุกติศาสตร์---คำระบุชนิด sirindhorniae ตั้งเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

 

เป็นไม้เลื้อยเนื้อแข็ง กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดง เมื่อแก่ เปลือกเถาจะเรียบ บิดตามยาวเล็กน้อย เนื้อไม้เมื่อตัดตามขวาง สีน้ำตาลเข้มออกแดง มีลวดลายสีน้ำตาลอ่อนเป็นกลุ่มเหมือนกลีบดอกไม้ ดอกออกเป็นช่อสีน้ำตาล ออกดอกตลอดปี แต่ดอกจะบานมากในช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม เป็นไม้ถิ่นเดียวในประเทศไทย พบครั้งแรกโดย ดร. ชวลิต นิยมธรรมเมื่อ 20 กันยายน พ.ศ. 2538 ที่ภูทอกน้อย จังหวัดหนองคาย (ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดบึงกาฬ) ชื่อสปีชีส์ของพืชชนิดนี้ตั้งตามพระนามาภิไธยของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี



เนื้อไม้ของสิรินธรวัลลีใช้รักษาโรคที่ในตำรายาโบราณเรียกว่า ประดงทั้งสามสิบสองประการ อาการโดยรวมคือเป็นเม็ด ผื่นคัน ปวดแสบปวดร้อน แก้น้ำเหลืองเสีย แก้ลมพิษ หรือภูมิแพ้ต่าง ๆ


3 สร้อยอินทนิล/Thunbergia grandiflora


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Thunbergia grandiflora (Roxb.ex Rottl.) Roxb.
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms    
---Flemingia grandiflora Roxb. ex Rottler.
---Pleuremidis grandiflora (Roxb.) Raf.
---Thunbergia cordifolia(Nees)
ชื่อสามัญ---Blue Trumpet Vine, Clock Vine, Bengal Clock Vine, Bengal Trumpet, Sky Vine, Skyflower, Blue Skyflower
ชื่ออื่น---ย่ำแย้ (พิษณุโลก, อุตรดิตถ์), ช่ออินทนิล (กรุงเทพฯ), น้ำผึ้ง (ชลบุรี), คาย (ปัตตานี), ปากกา (ยะลา), ช่องหูปากกา (ภาคใต้); [THAI: yam yae, nam pueng,chong hoo pak ka.];[ASSAMESE: Kokua lota,Kukua Loti,Kauri lota.];[BENGALI: Neel Lota.];[CHINESE: Dà dèng bó huā.];[CZECH: Smatavka.];[FRENCH: Liane mauve.];[GERMAN: Bengalische Thunbergie.];[HINDI: Neel Lata.];[PORTUGUESE: Tumbérgia-Azul.];[VIETNAM: Dây bông xanh, Bông báo, Cát đằng.];
ชื่อวงศ์---ACANTHACEAE
ถิ่นกำเนิด---อนุทวีปอินเดีย, พม่า, ไทย
เขตกระจายพันธุ์  ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้, ออสเตรเลีย. แอฟริกา
นิรุกติศาสตร์---ชื่อของสายพันธุ์คือการรวมกันของคำภาษาละติน "grandis" = ดีและ "flos, -oris" = ดอกไม้


มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ - สิกขิม อินเดีย ไทยและจีนตอนใต้ พบได้ในหมู่เกาะแปซิฟิก (ฟิจิ เฟรนช์โปลินีเซีย กวม ฮาวาย นิวแคลิโดเนีย ปาเลา ซามัว ฯลฯ ) ออสเตรเลีย คอสตาริกา มหาสมุทรอินเดีย (เรอูนียงและเซเชลส์) ในประเทศออสเตรเลียมันกลายเป็นพืชที่มีปัญหามากมันสามารถครอบคลุมพืชพันธุ์ของป่าเขตร้อนหลายเฮกตาร์ ในประเทศไทยพบได้ทั่วไปตามที่โล่งหรือชายป่า หรือตามป่าดิบแล้ง และป่าเบญจพรรณ ที่ระดับความสูงใกล้กับระดับน้ำทะเลไปจนถึง 1,200 เมตร
ไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็งขนาดใหญ่อายุหลายปี ใช้ยอดเลื้อยพันได้ไกล 15-20 เมตร ใบเดี่ยว ออกตรงข้าม รูปหัวใจหรือเว้าตื้น 7 แฉก ขนาดกว้าง 10 ซม.ยาว 10-12 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบเว้า ขอบหยักฟันเลื่อย ผิวใบสากมือ ดอก ออกเป็นช่อห้อยเป็นสาย ยาวได้ถึง 1เมตร สีฟ้าเข้ม หรือฟ้าอ่อน ขนาดของดอก 8 ซม.กลีบดอก 5 กลีบไม่เท่ากันโคนกลีบติดกัน ผลรูปกลม ปลายสอบแหลมเป็นจะงอยขนาดเส้นผ่านศูนย์ 1 ซม. ผลอ่อนสีเขียวอ่อนผลแก่สีน้ำตาลเกือบดำ แก่แตกออกเป็น 2 ซีก โดยทั่วไปต้นสร้อยอินทนิลจะไม่ติดผลและเมล็ด
ชอบกลางแจ้งแสงแดดจัด
ใช้ประโยชน์---บางครั้งพืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารและยารักษาโรค เป็นที่นิยมปลูกกันทั่วไปเป็นไม้ประดับ
-ใช้กิน ใบ - ปรุงและกินเป็นผัก
-ใช้เป็นยา ราก ใบ ทั้งต้น ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงร่างกาย ใบใช้ชงกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ปวดท้อง ใช้เป็นยารักษาแผลสด แผลถลอก และช่วยห้ามเลือด รากและเถาใช้เป็นยาพอกแก้ฟกช้ำบวม ตำพอกแผลแก้อักเสบ
-ใช้ปลูกประดับนิยมปลูกประดับเป็นไม้ขึ้นซุ้ม ใช้นั่งเล่นและพักผ่อน เนื่องจากมีใบแน่นทึบให้ร่มเงาได้ดี
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์--- เมล็ด ทับเถา ปักชำ ตอนกิ่ง


4 แดงทอดยอด/Ipomea horsfalliae


ชื่อวิทยาศาสตร์---Ipomea horsfalliae Hook.
ชื่อพ้อง  ---Has 1 Synonyms  
---Convolvulus horsfalliae (Hook.) D.Dietr.
ชื่อสามัญ---Princess Vine, Lady Doorly's morning glory, Cardinal creeper, Prince Kuhio vine, Kuhio-vine, Prince's-vine.
ชื่ออื่น---แดงทอดยอด ; [THAI: Daeng tod yod.]; [FRENCH: Ipomee de Horsfall.]; [GERMAN: Kardinalswinde.]; [PORTUGUESE-BRAZIL: Campainha vernilha, Ipomeia-de-cera, Ipomeia-rybra, Gloria-das-manhas, Princesa-dos-cipos,, Trepadeira-cardeal.]; [SPANISH: Campanitas de coral.].
ชื่อวงศ์---CONVOLVULACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกาใต้ หมู่เกาะเวสต์อินดีสต์ บราซิล ประเทศในเขตร้อน
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลคือการรวมกันของคำภาษากรีก '' ips '' = หนอน หรือ "bindweed," และ '' homoios '' = ที่คล้ายกันโดยมีการอ้างอิงที่เป็นไปได้กับลำต้นที่ละลายน้ำได้ ; ชื่อสายพันธุ์เป็นเกียรติแก่ Charls Horsfall (1776-1846)
มึถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้ (บราซิล กายอานา สุรินามและเวเนซูเอล่า)และมีการแปลงสภาพมานานในพื้นที่แถบแคริบเบียนโดยเฉพาะจาไมก้าในป่าชื้น
ไม้เลื้อยขนาดเล็ก ลำต้นมีหัวใต้ดิน มีเนื้อไม้ ทอดเลื้อยได้ไกลถึง 2-8 เมตร ทุกส่วนมีน้ำยางสีขาว ใบเดี่ยวออกเรียงสลับเป็นรูปนิ้วมือ3-7แฉก ขนาดกว้าง 5-8 ซม.ยาว 5-10 ซม.ปลายใบเรียวแหลมขอบใบบิดเป็นคลื่น หยักเว้าลึก 3-5 พู ก้านใบสีแดงยาว 2.5-3 ซม. ดอกออกเป็นช่อกระจะ 2-4 ดอก ดอกรูปกรวย กลีบเลี้ยงสีเขียว กลีบดอกสีแดงทับทิมถึงสีม่วง โคนดอกเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น 5 กลีบ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางดอก4-7 ซม.ผลแคปซูลรูปไข่ขนาดยาว 1.3-1.6 ซม.เมื่อแก่สีน้ำตาลแตกตามรอยตะเข็บเมล็ดกลมสีน้ำตาลหรือดำ ยาว 6-7 มม.มีขนนุ่มสีน้ำตาลอ่อนที่ปลายยาวประมาณ 1 ซม.
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการดินที่อุดมสมบูรณ์ด้วยอินทรีย์วัตถุ มีความชื้นสม่ำเสมอการระบายน้ำดีได้รับแสงแดดอย่างเต็มที่หรือร่มเงาได้บางส่วน
-ใช้ปลูกประดับ ปลูกเป็นไม้ประดับสวน ไม้กระถาง
ระยะออกดอก----กุมภาพันธ์-เมษายน
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด แยกหน่อ ปักชำเหง้า


5 คอนสวรรค์/Ipomoea quamoclit

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Ipomoea quamoclit Linn.
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms    
---Convolvulus pennatifolius Salisb.
---Convolvulus pennatus Desr.
---Convolvulus quamoclit (L.) Spreng.
---Quamoclit pennata (Desr.) Bojer
---Quamoclit vulgaris Choisy
ชื่อสามัญ---Cypress vine, Cypress vine morning glory, Cardinal vine, Star glory, Hummingbird vine
ชื่ออื่น---เข็มแดง แข้งสิงห์ ดาวนายร้อย พันสวรรค์ สนก้างปลา (กรุงเทพฯ), คอนสวรรค์ (เชียงใหม่) ; [THAI: Khem Daeng, Dao nai roi, Phan sawan, Khon sawan.]; [ASSAMESE: Kunjalata.]; [AYURAVEDA: Kaamalataa.]; [BANGLADESH: Tarulata, Kamalata, Kunjalata, Getphul.]; [MALAYALAM: Akāśamulla.]; [MARATHI: Ganesh Vel.]; [SIDDHA/TAMIL: Kembumalligai, Mayirmanikkam.]; [TAMIL: Mayil manikkam.]; [TELUGU: Kasiratnam.].
ชื่อวงศ์---CONVOLVULACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกา เม็กซิโก ประเทศในเขตร้อน

 

ถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาเขตร้อน จากภาคเหนือของทวีปอเมริกาใต้, ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเม็กซิโก ในธรรมชาติชอบขึ้นปกคลุมทรงพุ่มไม้ใหญ่กระจายพันธุ์ไปตามป่าละเมาะหรือที่รกร้างว่างเปล่า ที่ระดับความสูง 1,200 เมตร
ไม้ ล้มลุกอายุฤดูเดียว ลำต้นเลื้อยพันขนาดเล็กเรียวกลมเกลี้ยง ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปไข่แกมขอบขนาน ขอบใบเว้าลึกถึงเส้นกลางใบ ดูคล้ายใบประกอบแบบขนนก ขนาดใบกว้าง 1-2 ซม.ยาว 3-9 ซม.ก้านใบยาว 8-40 มม  ดอกช่อออกที่ซอกใบมีดอกย่อย 2-6 ดอก กลีบดอกสีแดงเข้มและสีขาว ขนาด1-1.5 ซม.ผลแห้งรูปไข่ เมื่อแก่เป็นสีน้ำตาล ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดรูปไข่สีดำหรือสีน้ำตาลดำยาว 5-6 มม. ผลแห้งแก่แล้วแตกได้
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ในที่มีแสงแดดจัด ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีอินทรีย์วัตถุสมบูรณ์
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ มักนิยมปลูกประดับซุ้มหรือรั้วแบบไม่ถาวร การดูแลต่ำ สามารถปลูกได้ในภาชนะขนาดเล็กหรือในภาชนะขนาดใหญ่มัน สามารถเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ขนาดเล็กและพื้นที่ขนาดใหญ่
-ใช้เป็นยา ทั้งต้นเป็นยาเย็น ใช้เป็นยานัตถุ์ ยารุ ใช้เป็นยารักษาพิษงูกัด -ต้นและใบใช้เป็นยาแก้ไอเป็นเลือดที่เกิดจากการไอแบบเรื้อรังนาน ๆ- เมล็ดใช้เป็นยาระบาย บรรเทาอาการปวดท้อง ใบนำมาตำทำเป็นยาพอกริดสีดวงทวารที่มีเลือดออก-ใบนำมาตำพอกเป็นยารักษาฝีฝักบัว รักษาสิวหัวช้าง
-อื่น ๆ ใบและลำต้นมีรายงานว่ามีอัลคาลอยด์ในปริมาณเล็กน้อย มีกรดไฮโดรไซยานิคอยู่ในรากลำต้นและดอกไม้
ระยะออกดอก---หลังจากเพาะกล้าประมาณ 30 วัน
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด


6 ดาวประดับ/Cryptostegia grandiflora

ชื่อวิทยาศาสตร์---Cryptostegia grandiflora R.Br.
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Nerium grandiflorum Roxb. (1832)
--- Cryptostegia grandiflora R. Br. var. grandiflora
ชื่อสามัญ---Rubber Vine, Purple Allamanda,Indian Rubber Vine, Palay Rubber-vine, Rubber-plant
ชื่ออื่น---ดาวประดับ ; [THAI: Dao pra-dab.]; [FRENCH: Caoutchouc de Maurice; Cauthouc; Liane de gatope.]; [SPANISH: Canario morado; Caucho de la India; Flor de estrella.]; [CUBA: Estrella del norte; Palo salomon.]; [DOMINICAN: Bejuco de caucho; Caucho; Palo de caucho.]; [HAITI: Caoutchouc.]; [MADAGASCAR: Lombiry.]; [MEXICO: bejuco: Caucho.]; [NEW CALEDONIA: Liane de gatope.];
ชื่อวงศ์---ASCLEPIADACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์  ---เขตร้อนและกึ่งเขตร้อนได้แก่มาดากัสการ์ แคริบเบียน, แอฟริกา, มอริเชียส, อินเดีย, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, อินโดนีเซีย, ออสเตรเลีย, ละตินอเมริกา, ตอนใต้ของ สหรัฐอเมริกา, ฟิจิ, นิวแคลิโดเนีย

 

มีถิ่นกำเนิดทางตะวันตกยองมาดากัสการ์ เป็นวัชพืชที่รุกรานในจังหวัด Limpopo และ Mpumalanga ทางตอนเหนือของแอฟริกาใต้และทางตอนเหนือของนามิเบีย
เป็นไม้เลื้อยเนื้อแข็งทุกส่วนมีน้ำยางสีขาวนวล เลื้อยได้ไกลประมาณ 15 เมตร ลำต้นหนา เปลือกแข็งสีน้ำตาลอมเทา มี lenticels ขนาดเล็กจำนวนมาก ใบเดี่ยวรูปไข่แกมขอบขนานขนาดของใบกว้าง 3-5 ซม.ยาว 6-10 ซม.ใบสีเขียวเข้มหนาเป็นมัน ด้านล่างใบสีเขียว อ่อนกว่า ดอกออกเป็นช่อมีดอกย่อย2-3ดอกสีชมพูอมม่วง รูปกรวยปลายแยกเป็น 5 กลีบ ขนาดของดอก 5-8 ซ.ม ผลเป็นฝักคู่สีเขียวขนาดใหญ่, 10-15 x 3-4 ซม มีเมล็ดแบนด้านในสีน้ำตาลมีกระจุก (ยาว) (19-38 มม.) มีขนละเอียดสีขาวเนียนที่ปลายด้านหนึ่ง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ประสบความสำเร็จในตำแหน่งที่มีแดดในดินที่ร่วนชื้น แต่มีการระบายน้ำที่ดี
ใช้ประโยชน์---ในอดีตพืชมีการใช้ประโยชน์และเพาะปลูกเป็นครั้งคราวสำหรับเส้นใยและน้ำยางที่สามารถหาได้จากลำต้น นับตั้งแต่มียางสังเคราะห์เข้ามาทดแทนจึงไม่ถือว่าเป็นของมีค่าอีกต่อไป พืชที่ปลูกมักจะเป็นไม้ประดับในพื้นที่เขตร้อน
-ใช้ปลูกประดับ นิยมปลูกประดับซุ้มไม้  ต้นดาวประดับนี้ (หมายถึงต้นที่อยู่ในรูปข้างบนสุด) ปลูกอยู่ห่างซุ้มประมาณ 2 เมตร ตัดแต่งพุ่มด้านล่างแล้วปล่อยให้ปลายยอดเลื้อยขึ้นซุ้ม ไม้จำพวกรอเลื้อยเถาเนื้อแข็งสามารถปลูกได้ในลักษณะเดียวกัน
-อื่น ๆ น้ำยางที่ได้จากลำต้นสามารถใช้ทำยางได้ มันมีคุณภาพเท่ากับยางที่ได้จากต้นยาง Hevea sp ยางที่มีคุณภาพสูงพอสมควรได้มาจากน้ำยาง ไฟเบอร์ได้มาจากลำต้น
ระยะออกดอก----ตลอดปีแต่จะออกดอกดกข่วงเดือนมิถุนายน-เดือนสิงหาคม
ขยายพันธุ์---ตอนกิ่ง ปักชำ


7 ม่วงมณีรัตน์/Bignonia magnifica

ชื่อวิทยาศาสตร์--Bignonia magnifica W.Bull
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms   
---Saritaea magnifica (Bull.) Dugand
---Arrabidaea magnifica (W.Bull) Sprague ex Steenis
ชื่อสามัญ---Glow Vine, Purple Funnel Vine, Purple Bignonia
ชื่ออื่น---ม่วงมณีรัตน์ ; [THAI: Moung manee raat.]; [FRENCH: Bignone magnifique.]; [PROTUGUESE-BRAZIL: Sariteia.]; [SPANISH: Campanilla, Palo negro.];
ชื่อวงศ์---BIGNONIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---โคลัมเบีย เอกวาดอร์ ปานามา เวเนซูเอลา ประเทศเขตร้อน
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสายพันธุ์คือคำคุณศัพท์ภาษาละติน ''  magnificus , a , um '' = งดงาม โอ่อ่า มีการอ้างอิงที่ชัดเจน

 

มีถิ่นกำเนิดใน โคลัมเบีย เอกวาดอร์ ปานามาและเวเนซูเอลา พบในป่าดิบชื้นมักขึ้นตามต้นไม้ใหญ่จากระดับน้ำทะเลถึง1000 เมตร
ไม้รอเลื้อยเถากลมเนื้อแข็ง มีมือปลายม้วนเป็นตะขอระหว่างใบย่อยเกาะยึดพันต้นไม้อื่นเลื้อยได้ไกล 5-7 เมตร  ใบ ประกอบมีใบย่อย2ใบ รูปไข่กลับหรือรูปรี ผิวใบเรียบสีเขียวเข้ม ขนาดของใบกว้าง5-7ซม.ยาว10-12ซม.ดอกออกเป็นช่อกระจุกสีม่วงสดใสตามซอกใบและ ปลาย กิ่ง มีดอกย่อย 3 – 12 ดอก ดอกรูปแตร โคนกลีบเชื่อมกันเป็นหลอดปลายแยกเป็น5กลีบ ด้านในหลอดดอกสีเหลืองนวล ขนาดของดอก4.5-7ซม.ผลเป็นฝักแบน ยาว 15-28 ซม. แก่แล้วแตกมีเมล็ดมีปีก2เมล็ด ยาว3.5ซม.(รวมปีก)และกว้าง 0.8 ซม.
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบดินร่วนปนทราย ระบายน้ำดี แสงแดดจัด
ใช้ประโยชน์---นิยมปลูกเป็นไม้ประดับซุ้ม
ระยะออกดอก---ธันวาคม-กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ดตอนและ ปักชำกิ่ง

8 เถาวัลย์หลง/Argyreia  splendens


ชื่อวิทยาศาสตร์---Argyreia  splendens (Hornem.) Sweet
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms    
---Convolvulus splendens Hornem.
---Ipomoea splendens (Hornem.) Sims    
---Lettsomia splendens Roxb.
ชื่อสามัญ---Silver morning glory
ชื่ออื่น---เถาหลง, เครือเขาหลง, เถาหมาหลง,  มันฤาษี, ฮ้านผีป้าย ; [THAI: Thao wan hlong, Thao hlong, Thao hma hlong, Man ruesi, Han phee pai.]; [CHINESE: Liang ye yin bai teng.];
ชื่อวงศ์---CONVOLVULACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---บังคลาเทศ อินเดีย ศรีลังกา จีน พม่า ไทย มอริเชียส

 

มีถิ่นกำเนิดในจีน (ยูนนาน) อินเดีย พม่า ไทย เกิดขึ้นตามป่าไม้หนาทึบที่ระดับความสูง1,000-4,000 เมตร.  
ไม้เถาเลื้อยเนื้ออ่อน อายุอยู่ได้หลายปี ลำต้นมีขนยาวสีเงินหรือสีน้ำตาลปนเหลืองอ่อน ทุกส่วนมีน้ำยางสีขาว ใบเดี่ยว ออกสลับ รูปรี ปลายใบแหลม โคนใบสอบ แผ่นใบด้านบนมีขนกระจาย ใต้ใบมีขนนุ่มสีเงินปกคลุมหนาแน่น ดอกออกเป็นช่อกระจะ มี 1-5 ดอก รูปกรวย กลีบดอกสีขาวหรือม่วงอ่อนอมชมพู โคนเชื่อมติดกัน เส้นผ่านศูนย์กลางดอก 4-6ซ.ม. ผลค่อนข้างกลม ขนาด 0.8 x 1 ซ.ม. สีแดงหรือแดงอมส้ม เมื่อแก่สีดำ
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับเป็นไม้เถาขึ้นซุ้ม
-ใช้เป็นยา สรรพคุณทางเป็นยาสมุนไพร ใช้ต้นมาตำให้ละเอียดพอกแผลจะช่วยให้แผลหายเร็ว
ความเชื่อ/พิธีกรรม--- คนโบราณเชื่อถือมากว่าเป็นว่านมีเสน่ห์ทางเมตตามหานิยม ทำให้ค้าขายดี
อีกอย่างโบราณว่า
ถ้าหากคนหรือสัตว์หากเข้าป่าแล้วข้ามต้นเถาวัลย์หลง จะทำให้หลงป่าแม้ นกบินผ่านก็จะวนเวียนอยู่จนตกมาตาย ใต้ต้นเครือเถาหลงจึงมีซากสัตว์ตายอยู่มากบางท่านก็เคยกล่าวไว้ว่าว่าน เถาวัลย์หลง จะมีอยู่ตรงบริเวณหน้าทางเข้าเมืองลับแล เพื่อป้องกันและทำให้ผู้ที่มีเจตนาไม่ดี ต้องหลงทาง หากจะกลับออกมาต้องใช้คาถาเบิกไพรจึงจะกลับออกมาได้
ระยะออกดอก---ตุลาคม-ธันวาคม
ขยายพันธุ์--- เพาะเมล็ด และปักชำกิ่ง


9 เสี้ยวเครือดอกแดง/Bauhinia galpini

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Bauhinia galpinii N.E. Br.
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Perlebia galpinii (N.E.Br.) A.Schmitz.
---Bauhinia punctata sensu Bolle.
ชื่อสามัญ ---Red Orchid Tree, Pride of de Kaap, Red Bauhinia, African orchid tree, African Plume, Galpin's Bauhinia
ชื่ออื่น ---ชงโคดอกแดง, เสี้ยวเครือดอกแดง ; [AFRIKAANS: Vlam-van-die-Vlakte.]; [ CHINESE: jia shi yang ti jia.]; [FRENCH: Arbre aux orchidees rouges, Bauhinia rouge, Boise de boeuf rouge, Plume africaine.]; [GERMAN: Roter Orchideenbaum.]; [PORTUGUESE: Bauinia-vermelha, Bauinia-vermelha-ana, Orgulho-do-cabo, Pata de camelo.]; [SPANISH: Arbol de la orquidea roja, Bauhinia roja.]; [VENDA: Mutswiriri.]; [ZULU: Umvangatane.].
ชื่อวงศ์ ---LEGUMINOSAE-CAESALPINIACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์ ---แอฟริกาใต้-ซิมบับเว,โมซัมบิก แซมเบีย ประเทศในเขตร้อน
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสายพันธุ์ได้รับเกียนติจากนักพฤกษศาสตร์ชาวแอฟริกาใต้ Ernest Edward Galpin (1858-1942)

 

มีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาตอนใต้ (แอฟริกาใต้-ซิมบับเว,โมซัมบิก, แซมเบีย) ส่วนใหญ่จะเติบโตตามชายป่าริมแม่น้ำและบนเนินหิน ที่ระดับความสูงถึงประมาณ 1200 เมตร
ไม้พุ่มกึ่งเลื้อย มีขนตามลำต้น ใบรูปกลมโคนและปลายใบเว้า คล้ายใบแฝดติดกัน มีเส้นใบ7เส้น ใต้ใบมีขนนุ่มสีขาว ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบ 2-10 ดอก กลีบเลี้ยงสีเหลืองรูปท้องเรือ2อัน กลีบดอกสีส้มอมแดงรูปช้อน5กลีบ เกสรผู้3อันขนาดดอก5-7ซม.ดอกมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-5 ซม. ผลเป็นฝักมีสีน้ำตาลเข้มตรงยาว 10-15 ซม. กว้าง 2-3 ซม. เมล็ดสีน้ำตาลดำ
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ นิยมปลูกประดับสวนทั่วไป
-ใช้เป็นยา เมล็ดและรากใช้ในยาแผนโบราณ
-อื่น ๆ กิ่งก้านที่มีความยืดหยุ่นใช้ทำกระเช้าและหัตถกรรมอื่น ๆโดยประชากรในท้องถิ่น
ระยะออกดอก---กันยายน-ตุลาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่งและปักชำ แต่ได้ผลไม่ค่อยดีนัก


10 ส้มเสี้ยวเถา/Bauhinia lakhonensis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Bauhinia lakhonensis Gagnep.
ชื่อพ้อง---Has  1 Synonyms  
---Bauhinia sepis Craib
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---ส้มเสี้ยวเถา ; [THAI: Som seiaw thao,]; [VIETNAM: Móng bò la khôn.];
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- ไทย ลาว เวียตนาม

พบในลาว เวียตนามตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนของไทย
ไม้เถา พบขึ้นตามที่โล่งแจ้ง ข้างทางตาม ชายป่าดิบแล้ง ที่ระดับความสูงประมาณ 200 เมตรจากระดับน้ำทะเล ในประเทศไทยพบที่จังหวัดนครพนม สกลนคร บึงกาฬ  ลักษณะตามเถามีขนสีน้ำตาลแดงตามกิ่งอ่อน ใบเป็นใบเดี่ยว รูปเกือบกลม ยาว 4-5 ซม. ปลายใบกลมแฉกลึกเกือบครึ่งหนึ่งของใบ โคนแฉกเว้าลึก มีขนสีน้ำตาลแดงตามเส้นแขนงใบด้านล่าง ดอกออกเป็นช่อเชิงหลั่นตามซอกใบหรือปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงแยกเป็น 5 ส่วน พับงอ กลีบดอกสีขาว 5 กลีบ รูปไข่แกมขอบขนาน ยาวประมาณ 1 ซม.เกสรเพศผู้ 3 อัน ก้านชูอับเรณูสีแดง ฝักรูปใบหอก แบน ยาว 10-12 ซม. เมล็ดแบน มี 8-16 เมล็ด รูปรี ยาวประมาณ0.7- 0.9 ซม.
ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับรั้ว ขึ้นซุ้ม
ระยะเวลาออกดอก/ติดผล---สิงหาคม-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

11 โนรี/Hiptage lucida


ชื่อวิทยาศาสตร์---Hiptage lucida Pierre.
ช่อพ้อง---This name is unresolved.The record derives from WCSP (in review) (data supplied on 2012-03-23)
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---โนรี ; [THAI: No-ree.]
ชื่อวงศ์---MALPHIGHIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย เวียตนาม
มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศไทยเวียดนาม
ไม้ เถาเลื้อยเนื้อแข็ง ใบเดี่ยวรูปรีแกมขอบขนาน ออกเรียงตรงข้าม แผ่นใบสีเขียว โคนใบมนหรือแหลม ปลายใบเรียวแหลม ขนาดใบกว้าง3-5ซม.ยาว6-10ซม. ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ดอกย่อยสีขาวอมขมพูโคนกลีบแต้มเหลือง กลีบดอก5กลีบ ตรงกลางมีเกสรเพศผู้10อัน ดอกมีกลิ่นหอม ผลแห้งแตก
ชอบแสงแดดจัด น้ำปานกลาง
ระยะเวลาออกดอก---
ขยายพันธุ์---โดยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง


12 นาวน้ำ/Artabotrys spinosus


ชื่อวิทยาศาสตร์---Artabotrys spinosus Craib.
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---นาวน้ำ, หนาวน้ำ (เลย, อุบลราชธานี); หัวชุม (อุบลราชธานี) ; [THAI: Naw nam, Hua choom.]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ภูมิภาคอินโดจีน แนวริมฝั่งแม่น้ำโขง

 

มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย เป็นไม้พุ่มรอเลื้อยเนื้อแข็งขนาดใหญ่ เติบโตในป่าชื้นของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย (ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในจังหวัดมหาสารคามและจังหวัดอุบลราชธานี) ในธรรมชาติพบขึ้นตามริมน้ำ ลำคลอง หนองบึง รวมทั้งตามริมถนน หากขึ้นในที่กลางแจ้ง สามารถแตกกิ่งกระโดงได้เป็นจำนวนมากจนเป็นพุ่มใหญ่ เป็นไม้ป่าที่ยังไม่มีการปลูกเลี้ยงพบที่ระดับความ สูง200-300เมตร
นาวน้ำสามารถเลื้อยพาดต้นไม้อื่นได้ไกล 3-10 เมตรเปลือกต้นสีน้ำตาลอมเทา กิ่งเรียวเล็ก แตกกิ่งมาก เนื้อไม้เหนียวมาก ตามกิ่งมีหนามเรียวเล็กเป็นคู่ๆ ยาว1.5-2 ซม ลักษณะใบ รูปไข่กลับ ขอบใบเรียบ ใบหนาแข็งด้านบนใบสีเขียวเข้มเป็นมันด้านล่างสีอ่อนกว่า ดอกเดี่ยวออกตรงข้ามใบ ตะขอมีขนาดเล็กมาก ดอกสีเขียวหรือม่วงแดง ดอกมีกลิ่นหอมแรงช่วงพลบค่ำผล เป็นผลกลุ่มมีผลย่อย5-9ผล ก้านผลย่อยสั้นมาก แต่ละผลรูปหอกกลับ กว้าง 1-1.3 ซม. ยาว2.5-3 ซม. เปลือกผลสีเขียวเข้มเป็นมัน มีช่องอากาศประจุดขาวทั่วไป
ระยะออกดอก---มกราคม-สิงหาคม
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด


13 คัดเค้าเครือ/Oxyceros horridus


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Oxyceros horridus Lour.
ชื่อพ้อง---Has 7 Synonyms    
 ---Gardenia horrida (Lour.) Spreng.
 ---Griffithia siamensis Miq.
 ---Randia horrida (Lour.) Schult.
 ---Randia siamensis (Miq.) Craib
 ---Randia uncata Ridl.
 ---Solena horrida (Lour.) D.Dietr.
 ---Webera siamensis (Miq.) Kurz
ชื่อสามัญ ---Randia Simensis, Fragrant Randia
ชื่ออื่น --- จีเก๊า จีเค้า โยทะกา หนามลิดเค้า (เชียงใหม่), จีเค๊า พญาเท้าเอว (กาญจนบุรี), คัดเค้าหนาม (ชัยภูมิ), คัดเค้าเครือ (นครราชสีมา), เค็ดเค้า (ภาคเหนือ), คัดเค้า คันเค่า (ภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), คัดเค้า คัดค้าว (ภาคกลาง), เขี้ยวกระจับ (ภาคใต้, ภาคตะวันตกเฉียงใต้), จี้เค้า, หนามเล็บแมว ; [THAI: Khat khao khruea, Khiao krachap, Khat kao, Khat khao nam ,Chi khao.]; [VIETNAM: CâyGăng Gai Cong.];
ชื่อวงศ์ ---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้


มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ไม้เถาเนื้อเหนียวแข็งหรือไม้พุ่มรอเลื้อย อายุหลายปีสูงประมาณ 3-6 เมตร เปลือกต้นเรียบสีน้ำตาลเข้ม กิ่งอ่อนเป็นรูปเหลี่ยม เนื้อไม้เหนียวมาก ตามลำต้นและกิ่งมีหนามงอโค้งเป็นคู่ หนามยาวประมาณ 1 ซม. ใบเดี่ยวออกตรงข้ามเป็นคู่ขนาดของใบกว้าง2.5-5 ซม.ยาว5-9 ซม.  เนื้อใบเหนียวหนาแข็งสีเขียวเข้ม โคนใบสอบปลายใบแหลม มีหูใบขนาดเล็กลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมอยู่ระหว่างก้านใบ ดอกเป็นดอกช่อออกเป็นกระจุกตามซอกใบและปลายกิ่ง มีขนาดตั้งแต่ 4-10 ซม. ในแต่ละช่อจะมีดอกย่อยประมาณ 10-25 ดอก ดอกบานขนาด1.5-2 ซม ดอกสีขาวเมื่อใกล้โรยสีจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง โคนของกลีบเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้นๆ.ดอกบานทน ประมาณ1สัปดาห์ ดอกมีกลิ่นหอมมาก  ผลเป็นผลกลุ่ม ผลย่อยกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง1-1.5 ซม.สีเขียวเป็นมัน เมื่อแก่สีจะเปลี่ยนเป็นสีดำ ภายในผลมีเมล็ดขนาดเล็กอัดแน่นกันเป็นจำนวนมาก

 

ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งที่มีแสงแดดจัด ชอบดินร่วนปนทรายดินมีการระบายน้ำดี
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ยอดอ่อนกินเป็นผัก ผลอ่อนหรือผลแก่ ดิบ-สุก กินเป็นผัก
-ใช้เป็นยา มีสรรพคุณเป็นสมุนไพรหลายขนาน รากหรือแก่นใช้ฝนกับน้ำกินเป็นยาแก้ไข้ รากนำมาต้มกินเป็นยารักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน รากใช้ฝนกับน้ำซาวข้าวช่วยรักษาฝีและรักษาแผลทั่วไป โดยเฉพาะแผลสุนัขกัด- หนามใช้เป็นยาลดไข้ ช่วยลดความร้อนในร่างกาย ช่วยแก้พิษไข้กาฬ แก้พิษฝีต่าง ๆ แก้ฝีประคำร้อย -ผลใช้เป็นยาขับระดู ขับโลหิตประจำเดือนเสียของสตรี ช่วยบำรุงผิวพรรณให้ผ่องใส
-ใช้ปลูกประดับ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับเลื้อยขึ้นซุ้ม ดอกดกสวยงามมีกลิ่นหอม
-วนเกษตร ปลูกเป็นแถวเป็นรั้วป้องกันความเสี่ยง ไม่ให้คนหรือสัตว์ผ่านได้
-อื่น ๆ ผลคัดเค้ามีสารจำพวกไตรเทอร์ปีนซาโปนินที่มีฤทธิ์เป็นยาเบื่อปลา

 

ความเชื่อ/พิธีกรรม---คนสมัยก่อนมักนิยมปลูกคัดเค้าสะเป็นรั้วหนามรอบบ้าน นัยว่ากันกระสือ
**รูปต้นคัดเค้าอายุมากกว่า20ปีเห็นจะได้ ถ่ายมาจากบ้านเพื่อนที่สุพรรณ ต้นนี้กะว่าจะเลื้อยแล้วไม่ได้เลื้อย เพื่อนตัดเป็นพุ่มไว้สูงซักประมาณ3-4เมตร  
นำรูปมาให้ดูเยอะ อยากให้เห็นว่าเวลาออกดอกแล้วน่าปลูกแค่ไหน ขนาดดอกใกล้โรยก็ยังมีกลิ่นหอมระรวยอยู่แล้วก็ยังออกดอกได้หลายรอบจนกว่าจะหมดระยะออกดอกในแต่ละปี**
ระยะออกดอก---กุมภาพันธ์-มีนาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง และปักชำ


14 เถาวัลย์เขียว/Tiliacora triandra

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Tiliacora triandra (Colebr.) Diels.
ชื่อพ้อง---Has 7 Synonyms    
---Cocculus triandrus Colebr.
---Limacia amherstiana Miers
---Limacia triandra Miers
---Limacia wallichiana Miers
---Menispermum triandrum Roxb.
---Sebicea stipularis Pierre ex Diels
---Tiliacora stipularis Pierre ex Diel
ชื่อสามัญ---Bai-ya-nang, Ya-nang
ชื่ออื่น---เถาย่านาง, เถาหญ้านาง, เถาวัลย์เขียว, หญ้าภคินี (ภาคกลาง) ; จ้อยนาง, จอยนาง, ผักจอยนาง (เชียงใหม่) ; ย่านนาง, ยานนาง, ขันยอ (ภาคใต้ ) ; ยาดนาง, วันยอ (สุราษฎร์ธานี) ; ย่านาง (ภาคอีสาน) ; เครือย่านาง, ปู่เจ้าเขาเขียว, เถาเขียว, เครือเขา ; [THAI: Bai-ya-nang, Ya-nang.]; [KHMER: Voar yeav.]; [VIETNAM: Dây sương sâm, Suong sâm.];
ชื่อวงศ์---MENISPERMACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้- มาเลเซีย ไทย กัมพูชา ลาว เวียดนาม

 

มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เกิดในป่าผลัดใบ ป่าดงดิบ และ ป่าโปร่ง ภูเขาหินปูน ที่ลุ่ม ริมลำธาร ที่ระดับความสูงถึง 200 (-800) เมตร
ไม้ เถาเลื้อยลำต้น เป็นเถากลมสีเขียว ขนาดเล็ก เลื้อยเกาะไปตามต้นไม้หรือกิ่งไม้ เมื่อเถาแก่สีจะคล้ำขึ้น เถาเหนียวมาก ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับ รูปรีหรือรูปไข่ กว้าง4-6ซม.ยาว7.5-12 ซม.ผิวใบเป็นคลื่นเล็กน้อย เนื้อใบบางแต่เหนียวและแข็ง ดอกออกเป็นพวงตามง่ามใบหรือลำต้น กลีบดอกสีเหลือง ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น ผลกลุ่มรูปรีเมื่อแก่สีแดง เมล็ดลักษณะแข็ง รูปเกือกม้า
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดจัดถึงร่มรำไร ปลูกได้ในสภาพดินแทบทุกชนิด ดินชื้นสม่ำเสมอมีการระบายน้ำดี
ใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารและยาและบางครั้งก็เพาะปลูก พวกเขามักจะขายในตลาดท้องถิ่นทั้งสดและกระป๋อง
-ใช้กิน ใช้เป็นอาหารในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยและลาว นำมาเป็นส่วนประกอบของอาหาร ใบย่านางสามารถช่วยต้านพิษกรดยูริกที่มีในหน่อไม้ได้ จึงเห็นใบย่านางมักเป็นส่วนประกอบของอาหารที่มีหน่อไม้ เช่น แกงหน่อไม้ ซุบหน่อไม้ แกงอ่อม แกงเห็ด แกงเลียง เป็นต้น-ในเวียดนามพืชชนิดนี้เรียกว่า Dây sương sâmและสามารถทำเป็นวุ้นได้ชนิดหนึ่ง: "sươngsâm"-ในประเทศกัมพูชาก็ถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมในน้ำซุปเปรี้ยวเรียกว่าMachu samlar
-ใช้เป็นยา ปรับสมดุลย์ร่างกาย ลดน้ำตาลในเส้นเลือด ลดความดัน  เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยชะลอวัย เพิ่มภูมิต้านทานโรค
-ใช้ปลูกประดับ ปลูกประดับขึ้นซุ้มแบบอินดี้ ใบก็สวยดีแถมมีประโยชน์ เป็นพืชที่ให้ออกซิเจน เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีมลพิษสุง หากปลูกต้นย่านางจะช่วยเพิ่มออกซิเจน และ สร้างความร่มเย็นให้กับพื้นที่ได้ดี
ระยะออกดอก---มีนาคม-เมษายน
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด หัวใต้ดิน ปักชำยอด


15 เถาวัลย์แดง/Toxocarpus villosus


ชื่อวิทยาศาสตร์---Toxocarpus villosus (Blume) Decne.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms    
---Secamone villosa Blume          
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---เถาวัลย์แดง, เครือซูด, เครือมะแตก ; [THAI: Thaowan Daeng, Khruea zoot, Khruea ma tak.]; [CHINESE: Mao gong guo teng.]; [VIETNAM:  Dây giang mủ, Dây gáo vàng.];
ชื่อวงศ์---ASCLEPIADACEAE
ถิ่นกำเนิด---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้ ภูมิภาคอินโดจีน และชวา


พบใน จีน (ฝูเจี้ยน, กวางสี, กุ้ยโจว, หูเป่ย, เสฉวน, ยูนนาน) กัมพูชา, อินโดนีเซีย, ลาว, เวียดนาม เติบโตตามธรรมชาติในป่าเปิด ป่าดิบเขา ที่ระดับความสูง 500-1500 เมตร
ไม้ เลื้อยขนาดเล็ก เลื้อยได้ไกล 2-4 เมตร มียางขาวทุกส่วนของลำต้น เถาแตกเป็นร่องเหนียวมาก ใช้แทนเชือกได้เถาอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดงหนาแน่น ใบเดี่ยวรูปไข่ออกเรียงสลับกันปลายใบแหลม มีติ่งหนามเล็กๆ แผ่นใบขนาดกว้าง3-4.5ซม. ยาว5-8ซม.ดอกออกเป็นช่อกระจุกซ้อนขนาดใหญ่ ดอกย่อย1-1.5ซม. กลีบดอกมี5กลีบ สีเหลืองสด ออกที่ซอกใบและปลายยอด มีกลิ่นหอมอ่อนๆผลเป็นฝัก 8-18 ซม.× 5-10 มม.เมื่อแก่จะแห้งแล้วแตก เมล็ดขนาด 10 x 2 มม มีขนปุยปลิวไปตามลม
ต้องการ แสงแดดจัด ดินร่วนระบายน้ำได้ดี
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ในเวียตนาม ใช้ใบรักษาอาการเต้านมบวม โรคไขข้ออักเสบ ขับปัสสาวะ
-อื่น ๆ เถาสามารถนำมาทำเป็นเครื่องจักสานได้
ระยะออกดอก/ติดผล---เมษายน-พฤษภาคม/มิถุนายน-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด และการปักชำกิ่ง 


16 ถั่วแปบช้าง/Afgekia sericea

ชื่อวิทยาศาสตร์---Afgekia sericea Craib
ชื่อพ้อง ---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---Silky Afgekia, Kan Phai, Thua Paep Chaang
ชื่ออื่น--- กันภัย (สระบุรี), กันภัยใบขน (กรุงเทพฯ), ปากีเดิด (มหาสารคาม) ; [THAI: Kan phai, Thua paep chaang.]
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-ไทย เวียตนาม
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล '' Afgekia '' เป็นคำย่อของแพทย์ชาวไอริช Arthur Francis George Kerr (1877-1942) ; ชื่อสายพันธุ์ '' sericea '' มาจากคำภาษาละตินว่า '' sericeus, a, um '' = sericeous, silken โดยอ้างอิงถึงรูปลักษณ์ที่อ่อนนุ่มทุกส่วนของพืช

 

มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยพบขึ้นอยู่ตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง ในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ที่ระดับความสูง100-400 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล
ไม้ เถาเลื้อยเนื้อแข็งขนาดกลางอายุหลายปี เถามีขนาดใหญ่ได้ถึง 10 ซม.ทุกส่วนมีขนสีขาว เลื้อยพาดพันกับต้นไม้อื่น เลื้อยยาวได้ไกลถึง15 เมตร ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงสลับ มีใบย่อย15หรือ17ใบ รูปขอบขนานแกมรูปไข่ ขนาดของใบกว้าง1.7-2.3ซม.ยาว3.5-4.5ซม. ปลายใบแหลม โคนใบมนขอบใบเรียบ ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้ม ใต้ใบสีขาวมีขนสีเงิน ก้านช่อดอกยาวมีขนสีขาว ดอกออกเป็นช่อกระจะแน่นที่ปลายยอด ช่อดอกยาว0.5-1เมตร  ทยอยบานจากโคนช่อถึงปลายช่อ ดอกเก่าจะโรยเห็นเป็นก้านช่อดอกยาว ช่อดอกที่เหลือ ยาว10-12ซม. กลีบประดับรูปท้องเรือสีชมพูอมเขียว มีขนนุ่มเรียงซ้อนกันแน่น กลีบดอกสีชมพูแกมม่วง ดอกรูปดอกถั่วมี5กลีบขนาดไม่เท่ากัน กลีบร่วงง่าย ดอกขนาด1-1.5ซม. ผลเป็นฝัก เปลือกแข็งมีขนอ่อนสีขาวปกคลุมตลอดฝัก มี1-2เมล็ด เมื่อแก่จัดแตกตามรอยประสานเป็น2ซีก เมล็ดสีน้ำตาล มีลายสีเทา ผิวเป็นมัน
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เป็นพืชที่ทนทานไม่ตายง่าย ไม่พักตัวสามารถปลูกได้ดีในสภาพดินร่วนซุยและปนทราย
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ตำรายาพื้นบ้านจะใช้รากถั่วแปบช้างผสมกับเปลือกต้นมะกอกเหลี่ยม เปลือกต้นหนามหัน และเปลือกต้นยางนา นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยารักษาโรคอีสุกอีใสและซาง  
-ใช้ปลูกประดับ นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไปตามบ้านเรือนและตามสวนทั่วไป เหมาะปลูกขึ้นเลื้อยให้ไต่ซุ้ม แตกยอดจำนวนมากปกคลุมซุ้มแน่น และดอกดกสวยงาม
ความเชื่อ/พิธีกรรม---ถั่วแปบช้างถือเป็นไม้มงคลนามที่มีอิทธิฤทธิ์สมชื่อว่า "กันภัย"
ระยะออกดอก---พฤษภาคม-มีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด


17 ถั่วแปบม่วง/Lablab purpureus

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Lablab purpureus (L.) Sweet
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms    
---Lablab purpureus subsp. bengalensis (Jacq.) Verdc.
---Lablab purpureus subsp. purpureus
---Lablab purpureus var. rhomboideus (Schinz) Verdc.
ชื่อสามัญ---Hyacinth bean, Lablab-bean, Egyptian kidney bean, Indian bean, Bataw, Australian pea, Banner Bean
ชื่ออื่น---ถั่วคล้า, ถั่วกระเป๋า ; [THAI: Thua khlaa, Thua kra pao.]; [ASSAMESE: Urahi,Urohi,Uri,Urchi.]; [BENGALI: Rajashimbi.]; [CHINESE: Biǎndòu.]; [HINDI: Bhatvas, Shimi, Sem.]; [FIJI: Natoba, Toba.]; [FRENCH:  Lablab, Dolique lab-lab, Dolique d'Egypte, Pois boucoussou, Pois Antaque, Pois nourrice, Pois de senteur, Pois Gervais, pois Gerville.]; [GERMAN: Helmbohne, Indische Bohne.]; [INDONESIA: Komak, Kacang komak, Kacang bado, Kacang biduk.]; [JAPANESE: Fuji mame.]; [KOREA: Pyeondu.]; [MALAYALAM: Avara, Amara.]; [NEPALI: Anvare, Kadavebaala, Pandhre Pavate.]; [ITALIAN: Dolico egiziano.]; [PHILIPPINES: Bitsuwelas, Abitsuwelas, Habitsuwelas, Sibatse, Bataw (Tagalog).]; [PORTUGUESE: Labe-labe, Feijão cutelinho, Feijão padre, Feijão da India, Cumandatiá .]; [SANSKRIT: Nispavah.]; [SPANISH: Fríjol permanente, Fríjol permanente blanco, Fríjol permanente cáscara verde, Fríjol permanente cáscara morada,Frijola, Frijola negra, Fríjol railón.]; [TAMIL: Motchai, Avarai.]; [TELUGU: Adavichikkudu, Alsanda, Chikkudu.];
ชื่อวงศ์---FABACEAE  (LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ ---อินเดีย ศรีลังกา เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก

 

พบขึ้นทั่วไปในที่โล่งชายฝั่งทะเล ป่าชายเลนที่ถูกทำลาย หรือ พื้นที่เป็นดินเลนแข็งใกล้ทะเล ริมแม่น้ำลำคลอง
เป็นไม้เถาเลื้อยล้มลุกโตเร็ว ลำต้นไม่มีเนื้อไม้ อายุหลายปี ลักษณะลำต้นทอดเลื้อยตามพื้นดินหรือพาดพันต้นไม้อื่น ยาวได้ถึง 6 เมตร ลำต้นแก่เกลี้ยงและเป็นร่องตื้นตามยาว ส่วนต่างๆที่ยังอ่อนมีขนสั้นปกคลุม ใบเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือมี3ใบ ย่อยสีเขียวเข้ม ก้านช่อใบยาว5-12ซม.แผ่นใบย่อยรูปไข่กว้าง ขนาดกว้าง5-10 ซม.ยาว7-15 ซม. ขอบใบเรียบ เนื้อใบบางด้านบนสีเขียวเข้มด้านล่างสีซีดกว่า ใบอ่อนมีขนคล้ายไหมปกคลุมหนาแน่น ดอกแบบช่อเชิงลดออกตามง่ามใบ ช่อดอกห้อยลงยาว 20-40 ซม.ดอกย่อยรูปดอกถั่วมีสีขาวและชมพูอมม่วง สวยงาม มีเส้นผ่านศูนย์กลางดอก 1.5-2 ซม.กลิ่นหอมดีงดูดผีเสื้อ ผล แบบฝักถั่ว รูปขอบขนานโค้งเล็กน้อย ขนาดกว้าง 2.5-3 ซม.ยาว 6-15 ซม.ฝักมีขนอ่อนปกคลุมหนาแน่นฝักแ่ก่เกลี้ยง เมล็ดแบนสีน้ำตาลมี2-10เมล็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ที่โล่งแจ้งแสงแดดจัด ชอบดินที่ระบายน้ำได้ดี มีสารอินทรีย์สูงและมีค่าความเป็นกรดอยู่ระหว่าง 5.5 และ 6 ชอบ pH ในช่วง 5 - 7.5 ซึ่งทนได้ 4.5 - 8 สปีชีส์นี้มีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดินบางชนิดแบคทีเรียเหล่านี้ก่อตัวเป็นก้อนบนรากและตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ ไนโตรเจนบางส่วนนี้ถูกใช้ในพืชที่กำลังเติบโต แต่บางชนิดก็สามารถนำมาใช้กับพืชชนิดอื่นที่ปลูกในบริเวณใกล้เคียง
ใช้ประโยชน์---บางครั้งพืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารและยารักษาโรค พืชได้รับการปลูกทั่วไปทั้งใน บ้าน สวนและในเชิงพาณิชย์
-ใช้กิน  ฝักอ่อน ดอกปรุงสุกใช้ประกอบอาหาร หรือกินเป็นผักสด ใบใช้เป็นผักใบเขียวเหมือนผักขม เมล็ดสามารถเตรียมเป็น 'เต้าหู้' หรือหมักใน 'เทมเป้' ในแบบเดียวกับที่ใช้ถั่วเหลืองในญี่ปุ่น
-ใช้เป็นยา ดอกไม้มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ, alexiteric และขับลม -น้ำผลไม้จากฝักใช้รักษาหูและคออักเสบ-เมล็ดแห้งดีแล้วจึงคั่วก่อนใช้ โดยใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ, antispasmodic, aphrodisiac, ย่อยอาหาร, ยาแก้ไข้และแก้ปวดท้อง และใช้ในการรักษาอหิวาตกโรค, คลื่นไส้, อาเจียน, ท้องร่วง, ลำไส้, ปวดท้อง, พิษสุราเรื้อรังและพิษสารหนู -ใช้ใบไม้สีเขียวบดในน้ำส้มสายชูเพื่อรักษางูกัด
-ใช้ปลูกประดับ ปลูกเป็นซุ้มไม้เลื้อยหรือแนวรั้ว ใช้ปลูกเป็นพืชคลุมดินในสวน
-ใบให้สีย้อมสีเขียว
รู้จักอันตราย---เมล็ดดิบมีสารไซยาโนจีนิกไกลโคไซด์ (Cyanogenic glycoside) ที่เป็นพิษกับร่างกาย หากนำมารับประทานควรปรุงให้สุกก่อน การปรุงอาหารจะทำลายสารพิษอย่างสมบูรณ์
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ชยายพันธฺุ์---เมล็ด


18 ส่าเหล้าปัตตานี/Desmos cochinchinensis


ชื่อวิทยาศาสตร์---Desmos cochinchinensis Lour
ชื่อพ้อง---Has 7 Synonyms    
---Desmos hancei Merr.
---Desmos velutinus (Hance) Ast
---Unona cabog Blanco
---Unona cochinchinensis (Lour.) DC.
---Unona desmos Dunal
---Unona peduncularis A. DC. ex Wall.
---Unona velutina Hance
ชื่อสามัญ---Dwarf ylang-ylang, Dwarf ylang-ylang shrub.
ชื่ออื่น---ส่าเหล้าปัตตานี ; พี้เขา พีพวนน้อย (นครพนม) ;  นางดำ (นครศรีธรรมราช) ; โยม (มลายู-ปัตตานี) ; ส่าเหล้าช้าง (ประจวบคีรีขันธ์) ; [THAI: Saa hlao pat-ta- ni, Nang dam, Pee khao, Pee puan noi.]; [CHINESE: Chia ying chao, Jia ying zhua.]; [MALAYSIA: Akar Sugi-sugi , Larak Api, Larak Salai, Pisang-pisang (Malay).]; [PHILIPPINES: Ilang-ilang gubat, Ylang-Ylang gubat (Tag.).]; [VIETNAMESE: Hoa gie.];
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

เกิดขึ้นในอินเดีย อัสสัมและพม่า ทางตอนใต้ของจีน ตลอดทั้งมาเลเซียและคาบสมุทรมลายู พบขึ้นกระจายตามป่าดิบชื้น และป่าเบญจพรรณ ที่ระดับความสูง 100-600 เมตร
ส่าเหล้าปัตตานีเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง เลื้อยพาดต้นไม้อื่นไปได้ไกล 5-10 เมตรแตกกิ่งน้อย เปลือกเรียบ สีน้ำตาล มีช่องอากาศเป็นจุดสีขาว เนื้อไม้เหนียว ใบเดี่ยวรูปไข่ถึงรูปไข่แคบออกเรียงสลับ ขนาดใบรูปไข่ 10-24 x 3-8 ซม เนื้อใบหนา ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ใบด้านล่างสีเขียวอมเทา  ดอกออกเดี่ยว ๆ ดอกอ่อนสีเขียว เมื่อบานแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ก้านดอกเรียวยาวสีม่วง ยาว15-30ซม. กลีบเลี้ยงรูปสามเหลี่ยมแผ่กางออก ดอกมี 6 กลีบ เรียงเป็น 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ ปลายกลีบโค้งงอเข้า โคนกลีบดอกใกล้ฐานคอดเล็กน้อย กลีบชั้นในมีขนาดเล็กและสั้นกว่า ผลเป็นผลกลุ่ม ก้านช่อผลยาว เหมือนก้านดอก มีผลย่อยไม่เกิน 20 ผล  ผลอ่อนสีเขียว เมื่อแก่กลายเป็นสีดำ มี 2-6 เมล็ด
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา บำรุงหัวใจ บำรุงกำลัง และบำรุงโลหิต ในประเทศจีนมีการศึกษาโดยใช้สารสกัดจากรากของส่าเหล้าปัตตานีในการต้านมาลาเรีย·ในแหลมมลายูรากใช้สำหรับโรคบิดและมีไข้
-อื่น ๆ ในเวียดนามใช้เป็นยาฆ่าแมลง
ระยะออกดอก/ติดผล---มิถุนายน-กรกฎาคม/กันยายน-ตุลาคม
ขยายพันธุ์-----เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง


19 กล้วยหมูสัง/Uvaria grandiflora


ชื่อวิทยาศาสตร์---Uvaria grandiflora Roxb. ex Hornem
ชื่อพ้อง---Has 8 Synonyms    
---Uvaria platypetala Champ. ex Benth.
--- Uvaria purpurea Blume            
---Uvaria rhodantha Hance          
---Uvaria grandiflora Roxb.          
---Uvaria grandiflora Wall.           
---Uvaria setigera (Blanco) Blanco            
---Unona grandiflora DC.              
---Unona setigera Blanco
ชื่อสามัญ ---Large-flowered Uvaria, Calabao
ชื่ออื่น---กล้วยมูซัง (สงขลา), กล้วยมดสัง กล้วยมุดสัง ย่านนมควาย (ตรัง), กล้วยหมูสัง (ภาคใต้) ; Kluey moo sang, Yan nom kwai,]; [CHINESE: Dà huā zǐ yù pán, Shān jiāo zi.]; [VIETNAM: Cây Bù Dẻ Tía.].
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ - จีนตอนใต้, อินเดีย, ศรีลังกา, พม่า, ไทย, มาเลเซีย, เวียดนาม, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Uvaria มาจากภาษาละติน '' uvarius, a, um '', จาก '' uva '' = องุ่น อ้างอิงถึงผลไม้ที่คล้ายพวงองุ่น ; ชื่อของสายพันธุ์ grandiflora คือการรวมกันของคำภาษาละติน '' grandis '' = ดีและ ''flos,-oris = ดอกไม้
มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน (กวางตุ้ง,กวางสีและไหหลำ) พม่า ภูมิภาคอินโดจีน ภูมิภาคมาเลเซียและอินโดนีเซีย เกิดขึ้นในป่าเปิดป่าทึบที่ระดับความสูง 400 - 1,000 เมตรในภาคใต้ของประเทศจีน ในประเทศไทยพบทางภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงใต้ ตามป่าดิบชื้น ป่าโปร่งและบริเวณริมห้วย ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลจนถึง 700 เมตร   
ไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็ง ขนาดใหญ่  กิ่งอ่อนมีสีน้ำตาลเหลืองคลุมอยู่หนาแน่น ใบเดี่ยว รูปขอบขนานแกมไข่กลับ กว้าง 8ซม.ยาว21ซม.ปลายใบแหลม โคนใบสอบมน  ดอกออกเป็นดอกเดี่ยว ตามกิ่งใกล้ปลายยอด กลีบรองดอกรูปสามเหลี่ยมสีเขียวอ่อน ขนาด2-3.2 ซม.กลีบดอก 6กลีบ รูปขอบขนานถึงรูปไข่แคบค่อนข้างหนาสีแดงเข้ม โคนกลีบดอกสีเหลือง อ่อน กลางดอกมีเกสรผู้อยู่เป็นจำนวนมากสีเหลือง เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 6-11 ซม.ดอกบาน1-2 วัน กลิ่นหอมอ่อนๆตอนค่ำ  ผลเป็นผลกลุ่มมีผลย่อยรูปทรงกระบอก 6-15 ผล อยู่บนแกนตุ้มกลม ก้านช่อผลยาว 4-6 ซม.ผลย่อย ยาว 3-6 ซม.
--มีอีกชนิดที่กลีบดอกมีสีขาวนวล กลีบกว้างและสั้นกว่า เรียกว่า กล้วยหมูสังสีนวล ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Uvaria grandiflora Roxb. ex Hornem var. flava (Teijsm. & Binn. ex Miq.) Scheff.
ใช้ประโยชน์---พืชชนิดนี้ถูกใช้ในท้องถิ่นโดยเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้เป็นผลไม้กินได้ใช้เป็นยาและลำต้นซึ่งสามารถใช้ประโยชน์แทนหวาย (rattans)และบางครั้งปลูกเป็นไม้ประดับ  
-ใช้กิน ผลสุกมีกลิ่นหอมรสหวานเปรี้ยว กินได้
-ใช้เป็นยา ใบและรากต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้ปวดท้อง-ชาวมลายูใช้ใบต้มกับข้าวกินเป็นยาบรรเทาอาการท้องขึ้น ท้องเฟ้อ
-ใช้ปลูกเป็นไม้เลื้อยประดับ ดอกสีแดงสดมีกลิ่นหอม
-อื่น ๆ เถาใช้แทนหวาย
ออกดอก/ติดผล---มีนาคม-มิถุนายน/พฤศจิกายน-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง


20 นมควาย/Uvaria rufa


ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Uvaria rufa Blume
ชื่อพ้อง ---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---Torres Strait scrambler, Carabao's teats, Calabao, Susung-kalabaw
ชื่ออื่น---นมควาย, ย่านนมควาย ; [THAI: Nom kwai.]; [CAMBODIA: Triəlsva.]; [CHINESE: Xiao hua zi yu pan.]; [FRENCH: Uvaria rouge.]; [INDONESIAN: Lelak.]; [LAOTIAN: Phil phouan.]; [PHILIPPINES: Batag-kabalang (Bik.); Hilagak, Susung-kabayo, Susung-kalabau (Tag.); Susung-damulag (Pamp.).].
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---กัมพูชา ไทย นิวกินี ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ออสเตรเลีย

 

มีถิ่นกำเนิดในอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถึงอินโดนีเซีย ตามป่าที่ลาดประปรายที่ระดับความสูง 400 - 1,700 เมตร ในภาคใต้ของจีน ในประเทศไทยพบขึ้นกระจายในป่าดิบชื้น และป่าดิบแล้งทั่วประเทศ ที่ระดับความสูง 50-600 เมตร
ไม้ เถาเนื้อแข็งเลื้อยพาดพันไม้อื่นได้ไกล 5-9 เมตร นมควายเลื้อยได้ไกล5-9เมตร เปลือกลำต้นเป็นสีม่วงอมเทา ตามกิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนละเอียดหนาแน่น สีน้ำตาลแดง แตกกิ่งน้อย ตามกิ่งมีใบน้อย ใบเดี่ยว รูปรีกว้าง 3-6 ซม.ยาว 7-15 ซม.โคนใบเว้าเล็กน้อย ปลายใบแหลมถึงเรียวแหลม ใบด้านบนเกลี้ยง ยกเว้นเส้นกลางใบและเส้นแขนงใบมีขนสีน้ำตาลแดงหนาแน่น ดอกสีแดงเข้มออกเป็นกระจุก 2-3 ดอกเมื่อดอกบาน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของดอกประมาณ 2-2.5 ซม. มีกลิ่นหอมผล เป็นผลกลุ่ม มีจำนวน 6-9 ผล ผลย่อยรูปกลมรีถึงรูปทรงกระบอก กว้าง 1.5-2 ซม. ยาว 3-4 ซม. ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีแดงส้ม มีเมล็ดมาก
ใช้ประโยชน์---เป็นไม้ป่าที่ยังไม่มีการปลูกเลี้ยงแต่ปลูกเป็นพืชสมุนไพร ผลไม้ที่กินได้นั้นได้รับความนิยมอย่างมากในท้องถิ่นโดยเฉพาะการเก็บเกี่ยวจากป่าและขายในตลาดท้องถิ่น
-ใช้กิน ผลสุกมีรสหวานอมเปรี้ยว ใช้กินเป็นผลไม้
-ใช้เป็นยา แก่นและรากนำมาต้มรวมกันกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้กลับหรือไข้ซ้ำ ต้มกินแก้ไข้อันเนื่องมาจากรับประทานของแสลงที่เป็นพิษ ผลสุกเป็นยารักษาโรคหืด รากช่วยบำรุงน้ำนมของสตรี -รากใช้เป็นยากระตุ้นการคลอดบุตรของสตรี ซึ่งชาวบ้านในแถบหมู่เกาะลูซอนและมินดาเนาของประเทศฟิลิปปินส์จะใช้รากนมควายนำมาแช่สกัดด้วยแอลกอฮอล์ให้หญิงที่จะคลอดบุตรdกิน
-ใช้ปลูกประดับ เป็นไม้หายาก ลกินได้ ดอกสวยงามเหมาะแก่การนำมาปลูกเป็นไม้ประดับ
-อื่น ๆ ชาวชนบททางภาคอีสาน นิยมใช้เป็นวัตถุดิบในการเตรียมสีย้อมฝ้ายหรือไหม โดยการสกัดสีจากกิ่งของต้นด้วยตัวทำละลาย-ไม้ใช้แทนหวายในการทำเฟอร์นิเจอร์และงานฝีมือ
ระยะเวลาออกดอก/ติดผล--มีนาคม-เมษายน/มิถุนายน-กรกฎาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด


21 นมแมวซ้อน/Uvaria dulcis


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Anomianthus dulcis (Dunal) J.Sincl.
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms    
---Anomianthus auritus ( Blume ) Backer
---Anomianthus heterocarpus Zoll.  
---Uvaria dulcis Dunal
---Uvaria heterocarpa Blume
ชื่อสามัญ --None (Not recorded)
ชื่ออื่น---นมแมวดอกซ้อน, ตบหู ตีนตังน้อย (นครพนม), ตีนตั่ง (อุบลราชธานี), นมวัว ; [THAI: Nom meow dok son, Nom ngoa, Khruea nom ngoa, tin tang noi.]; [VIETNAM: Dũ dẻ trâu, Nhị tuyến, Vô danh hoa, Dây trái lông.];
ชื่อวงศ์ ---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์---ไทย กัมพูชา ลาว เวียตนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย
ไม้ รอเลื้อยเนื้อแข็ง เถาค่อนข้างใหญ่แข็งแรงเปลือกต้นเรียบสีเทา เถาเลื้อยได้ไกล4-8เมตร มีกิ่งที่ปลายเป็นหนามแข็งอยู่ทั่วไปตามลำต้น เนื้อไม้เหนียว พบขึ้นกระจายอยู่ตามป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง ป่าละเมาะและทุ่งโล่งทั่วไปมักนำมาปลูกเป็นไม้ประดับและพืชสมุนไพร นมแมวซ้อนนี่ค่อนข้างหายาก รูปพวกนี้บังเอิญเจอ(3/4/2018)สดๆ เจอติดมากับต้นจิกน้ำที่พวกขุดล้อม จะล้อมเอาต้นจิกแต่ติดอีกต้นที่ขึ้นอยู่ชิดติดกันพาดเลื้อยต้นจิกอยู่นัวเนียเลยพาตัวมาด้วยซะเลย ออกดอกถึงรู้ว่าเป็นต้นอะไร
ลักษณะใบของนมแมวซ้อนใบเป็น สีเขียวเข้มรูปไข่กลับ กว้างประมาณ 5-7ซม.ยาว 10-15ซม.โคนใบสอบมนหรือหยักเว้าเล็กน้อย ปลายใบแหลม ใบอ่อนมีขนทั้งสองด้าน ใบแก่มีขนด้านล่างหนาแน่นกว่าดอกออกเป็นดอกเดี่ยวหรือช่อกระจุกตามซอกใบหรือปลายกิ่ง 2-4ดอก กลีบซ้อนกัน2ชั้นสีเหลือง หรือ ชมพู กลีบดอกมี6กลีบ เรียงเป็น2ชั้น กลีบดอกเป็นแผ่นบาง ขอบกลีบบิดเป็นคลื่น เมื่อบานมีขนาด3-4ซม. มีกลิ่นหอมอ่อนๆส่งกลิ่นช่วงบ่ายถึงกลางคืน บานอยู่ได้1วันแล้วโรย ผลเป็นผลกลุ่มมีผลย่อย7-15ผล ผลรูปกลมรีจนถึงทรงกระบอก ยาว1-2.5ซม.มีเมล็ด1-2เมล็ด ผลเมื่อสุกแก่สีแดง รสหวานรับประทานได้
ใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารและยา
-ใช้กิน ผลสุกมีรสหวานกินได้
-ใช้เป็นยา ลำต้นหรือรากนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงน้ำนมขณะอยู่ไฟของสตรี
-ใช้ปลูกประดับ นิยมใช้ปลูกเป็นไม้ประดับรั้วหรือขึ้นซุ้ม
ระยะออกดอก---มีนาคม-กรกฎาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง


22 ช้องแมว/Gmelina philippinsis

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Gmelina philippinsis Cham.
ชื่อพ้อง---Has 7 Synonyms
---Gmelina asiatica philippensis (Cham.) Bakh.
---Gmelina bracteata Burck
---Gmelina finlaysoniana Wall. ex Kuntze
---Gmelina hystrix Schult. ex Kurz
---Gmelina inermis Blanco
---Gmelina szechwanensis K.Yao
---Gmelina thothathriana A.Rajendran & P.Daniel
ชื่อสามัญ--- Wild Sage, Hedgehog, Parrot's Beak, Asian bushbeech, Asiatic beechberry.
ชื่ออื่น---ซ้องแมวใหญ่ ซ้องแมวน้ำ (ทั่วไป), ซ้อแมว (ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ), ซองแมว ซ้องแมว ซ้องแมวควาย (ภาคกลาง), จิงจาย จิ้งจาย ยองขนุน (ภาคใต้), หนุน (เกาะสมัย), จิงจ้อ (ปัตตานี), ยวงขนุน (สุราษฎ์ธานี), ปะงางอ (มลายู-ปัตตานี) ; [THAI: Shong meow, Zong meow,]; [ASSAMESE: Korobi.]; [BENGALI:  Badhara.]; [HINDI: Badhara.]; [JAPANESE: Kibana Yoraku.]; [PHILIPPINES: Alipung, Alipuñga (Tag.); Baga babui (Tag., Bis.); Bosel-bosel (Ilk.); Tuloñgan (P. Bis.); Sousou (Ig.).]; [VIETNAM: Tu hú Philippin.].
ชื่อวงศ์ --- VERBENACEAE
ถิ่นกำเนิด --- ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย, บังคลาเทศ, ปากีสถาน, ศรีลังกา, พม่า, ไทย, เวียดนาม, จีน, (ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ )
มีถิ่นกำเนิดอยู่ในหมู่เกาะฟิลิปปินส์ขึ้นกระจายอยู่ในอนุทวีปอินเดีย: อินเดีย [Kerala, Tamil Nadu] บังคลาเทศ ภูฏาน เนปาล ปากีสถานและศรีลังกา-อินโดจีน: พม่า, ไทย, เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย, [หมู่เกาะซุนดาน้อย] ฟิลิปปินส์ [Luzon, มินดาเนา, Panay] มักขึ้นอยู่ตามบริเวณป่าราบทั่วไป บางครั้งมีการเพาะปลูกเป็นไม้ประดับในพื้นที่ Flora Zambesiaca ประเทศโมซัมบิก ซิมบับเว แซมเบีย
ไม้ พุ่มรอเลื้อยมีเนื้อไม้แข็ง พาดพันต้นไม้อื่นสูงได้ถึง 8 เมตร ทุกส่วนมีขนขาวนุ่มปกคลุม แตกกิ่งก้านใบเป็นพุ่มแน่น ใบเดี่ยวรูปรีแกมรูปไข่เรียงตรงข้ามเป็นคู่ ขนาดใบ 1.5 – l0 × l.5–6 ซม ปลายใบแหลมโคนใบโค้งมนเล็กน้อย มักมีหนามแหลมยาวเป็นคู่แต่ละคู่ตั้งฉากกันบริเวณโคนกิ่งและง่ามใบ ดอกสีเหลืองออกเป็นช่อกระจุกที่ปลายกิ่ง หรือง่ามใบ ขนาดดอกย่อย2-5ซม.โคนกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้น ปลายเป็นติ่งเล็กๆ5อัน ด้านนอกมีขนสีขาวคลุม ด้านในเกลี้ยง โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้นๆปลายแยกเป็น2ปาก ผลสดรูปค่อนข้างกลม ขนาด2-3.5ซม.เมื่อสุกสีเหลืองมีเมล็ดเดียว   
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดจัดหรือร่มเงาบางส่วน ดินร่วนอุดมสมบูรณ์ ระบายน้ำดี
ใช้ประโยชน์---พืชที่เก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นยา มันได้รับการปลูกฝังอย่างกว้างขวางว่าเป็นไม้ประดับทั่วเขตร้อน
-ใช้เป็นยา รากมีรสขมเย็น ใช้เป็นยาแก้กระษัย แก้อาการร้อนใน ใช้เป็นยาแก้พิษฝีภายใน ใช้เป็นยาดับพิษทุกชนิด ใช้กินเป็นยาแก้บวม ใบนำมาต้ม แก้อาการปวดฟัน แก้เหงือกบวม  ใบสดตำให้ละเอียด ใช้พอกสุมลงบนศีรษะ เป็นยาแก้ปวดศีรษะ-ในอินเดียมักใช้สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน
-ใช้ปลูกแระดับ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับกลางแจ้งหรือเลื้อยขึ้นซุ้ม
-อื่น ๆ ใบสดนำมาตำให้ละเอียด ใช้พอกศีรษะกันผมร่วง ขจัดรังแค-น้ำคั้นผลไม้ใช้ไล่ปลิง "anti -limatik " (สายพันธุ์ของปลิงของพืช Haemadipsa)
ระยะออกดอก---เดือนมีนาคม-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---ปักชำและการตอนกิ่ง


23 เถาขยัน/Lysiphyllum strychnifolium


ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Lysiphyllum strychnifolium (Craib) A. Schmitz
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms    
---Bauhinia strychnifolia Craib
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---สยาน (ตาก, ลำปาง), เครือขยัน (ภาคเหนือ), หญ้านางแดง (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), ขยัน, เถาขยัน
ชื่อวงศ์---CAESALPINIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พืชเฉพาะถิ่นของประเทศไทย

 

**มาปรากฎโฉมอีกครั้งในหมู่ไม้ประดับเลื้อยเนื้อแข็ง หลังจากอวดสรรพคุณอยู่ในหมู่พืชสมุนไพรไปแล้ว ทำไงได้ในเมื่อปัจจุบันนิยมนำต้นไม้ที่มีคุณสมบัติอื่นๆนำมาปลูกเป็นไม้ประดับ นอกจากสรรหาความแปลกแล้ว มันดูดีมากนะ ที่จะอวดคุณสมบัติเฉพาะตัวเช่นสรรพคุณทางเป็นยารักษาโรคโน่นนี่นั่น โดยเฉพาะต้นนี้เป็นไม้ถิ่นเดียวที่มีอยู่เฉพาะถิ่นประเทศไทยเท่านั้นด้วย** พบทางภาคเหนือที่ เชียงใหม่ ลำปาง กำแพงเพชร นครสวรรค์และสุโขทัย ในธรรมชาติพบตามที่ราบลุ่ม ป่าเต็งรัง ผลัดใบ และป่าหญ้า
ลักษณะของเถาขยัน เป็นไม้เถาเลื้อยพันต้นไม้อื่นได้สูงถึงยอดไม้ ความยาวถึง5เมตร เปลือกเถาเรียบมักมีร่องตรงกลาง มีใบดกหนาทึบ เป็นใบเดี่ยว รูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง 3-7 ซม.ยาว 6-12 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมน ผิวใบเรียบ หูใบโค้งเป็นเส้นงอคล้ายมือเกาะออกเป็นคู่สำหรับยึดเกาะ ก้านใบยาว 2-3.5 ซม.  ดอก ออกเป็นช่อยาวเรียงกันที่ปลายกิ่ง ช่อดอกยาวได้ถึง1เมตร มีดอกย่อยจำนวนมากขนาด 3-4.5 ซม. กลีบเลี้ยงเป็นรูปถ้วย มีขนสั้นปกคลุม ปลายแยก 5 แฉก กลีบดอกสีแดงรูปไข่กลับ เกสรผู้ 3 อัน ก้านชูอับเรณูสีแดงยาวพ้นกลีบดอกเล็กน้อย เกสรผู้ที่เป็นหมัน7อันมีขนาดไม่เท่ากัน ผลเป็นฝักแบนรูปขอบขนานกว้าง 3.5 ซม.ยาว 10 ซม.เปลือกแข็ง เมล็ดรูปขอบขนานมี 8-9 เมล็ด
ใช้ประโยชน์---เดี๋ยวนี้นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับรั้ว และ ซุ้มต้นไม้ในสวนสาธารณะ
-ใช้กิน ยอดอ่อน ใบอ่อน ใช้กินเป็นผักสด
-ใช้เป็นยา ตำรายาพื้นบ้านบันทึกว่า ยอดอ่อนของเถาขยัน ใช้ชงเป็นชา ทำให้กระชุ่มกระชวย ขยันทำงานได้ทั้งวันโดยไม่เหน็ดเหนื่อยและมีการใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศไทยเพื่อล้างพิษและรักษาพิษของยาฆ่าแมลงในมนุษย์
ระยะออกดอก---พฤษภาคม-สิงหาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด แยกหัว

24 เถาเอ็นอ่อน/Cryptolepis buchanani


ชื่อวิทยาศาสตร์---Cryptolepis buchanani Roemer. & Schult.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Cryptolepis buchanani Roem Schult.
ชื่อสามัญ---Wax Leaved Climber
ชื่ออื่น---เครือเถาเอ็น, เครือเขาเอ็น (เชียงใหม่), เขาควาย (นครราชสีมา), เสน่งกู (บุรีรัมย์), หญ้าลิเลน (ปัตตานี), หมอตีนเป็ด (สุราษฎร์ธานี), ตีนเป็ดเครือ (ภาคเหนือ), เครือเอ็นอ่อน (ภาคอีสาน), เมื่อย (ภาคกลาง) ; [THAI: Thao en on, Khruea khao en, Khao kwai.]; [AYURVEDA: Krishna Saarivaa, Jambupatraa Saarivaa, Karantaa, Shyamalataa, Shyaama, Gopi, Gopavadhu, Kaalghatika..]; [HINDI: Kala Bel,Karanta.]; [KANNADA: Medhaguli Hambu.]; [MALAYALAM: Katupaalvalli, Kilipalvalli, Kattupalvalli, Palvalli, Kalipalvalli.]; [MARATHI: Dudh-vel.]; [SANSKRIT: Krishnasariva.]; [SIDDHA/TAMIL: Maattan-kodi, Paal-Kodi, Kattupala.]; [TAMIL: Pala Koti.]; [TELUGU: Adavipalatiga.]; [VIETNAM: Dây càng cua, CâyDâycàng cua, Dâysữa.].
ชื่อวงศ์---APOCYNACEAE (-ASCLEPIADACEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้


ในประเทศไทย มักพบขึ้นตามป่าราบหรือตามที่รกร้างทั่วทุกภาค ชอบขึ้นอยู่ตามป่าราบหรือในพื้นที่รกร้าง โดยเฉพาะที่สระบุรี
เถาเอ็นอ่อนเป็นไม้เลื้อยจำพวกไม้เถาเนื้อแข็งที่ชอบขึ้นพาดพันต้นไม้อื่น เปลือกเถาเรียบสีน้ำตาลแกมดำ เปลือกแก่จะหลุดออกมาเป็นแผ่น ทุกส่วนของต้นมีน้ำยางสีขาว ใบเดี่ยวออกตรงข้าม แผ่นใบหนารูปรีขนาดใบกว้าง 3-8 ซม.ยาว 5-18 ซม. หลังใบเรียบเป็นมันและลื่น ท้องใบเรียบเป็นสีเขียวนวล ใบอ่อนมีขนปกคลุม ส่วนใบแก่ไม่มีขนปลายใบมน โคนสอบ ก้านใบยาว 0.5-1 ซม. ดอกเป็นดอกช่ออยู่ตามซอกใบ ดอกย่อยสีเหลืองอ่อน มีกลีบดอก 5 กลีบโคนกลีบเชื่อมติดกัน กลีบเลี้ยงดอกเป็นสีเขียวมี 5 กลีบ ผลเป็นฝักรูปทรงกระบอก ยาว 6.5-10 ซม. เนื้อแข็ง ติดกันเป็นคู่ๆ ปลายแหลม ผิวลื่น เมื่อแก่ผลจะแตกออกเพียงด้านเดียว มีเมล็ดรูปทรงรี ยาว 1ซม.สีน้ำตาล พร้อมขนปุยสีขาวติดอยู่
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในการแพทย์พื้นบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในการรักษาความตึงเครียดของกล้ามเนื้อและโรคไขข้อ -ในประเทศไทยใช้ ราก เถา และใบที่มีรสขมเบื่อเอียนเป็นยาเย็น มีพิษ ออกฤทธิ์ต่อหัวใจและตับ ใช้เป็นยาฟอกเลือด -ในอินเดียมีการใช้เพื่อรักษาอัมพาตและโรคกระดูกอ่อนของเด็ก-ในประเทศจีนผู้คนใช้ทั้งต้นรักษาอาการสูญเสียมวลกระดูก หิด ผื่นสิว แผลพุพองและใช้รักษามะเร็งเต้านม-ในเวียตนามใช้ลดอาการปวด ล้างพิษ ล้างหนองและใช้เป็นยาฆ่าเชื้อ
-ใช้ปลูกประดับ สำหรับปัจจุบันมีการนำมาปลูกเป็นไม้ประดับตามบ้านมากขึ้นด้วย ดูลักษณะการเลื้อยพาดพันแล้วมีลีลาสวยงาม
-อื่น ๆ ใช้ในสูตรยาอบสมุนไพรเพื่อสุขภาพ โดยใช้เป็นส่วนประกอบเพิ่มเติมจากสูตรยาหลัก เมื่อต้องการอบเพื่อรักษาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย หรือมีอาการปวดหลัง ปวดเอว
ระยะออกดอก/ติดผล---มีนาคม-สิงหาคม
ขยายพันธุ์------เพาะเมล็ดและชำเถา


25 ถั่วดาวอินคา/Plukenetia volubilis

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Plukenetia volubilis L.
ชื่อพ้อง ---Has 4 Synonyms   
---Fragariopsis paxii Pittier
---Plukenetia macrostyla Ule
---Plukenetia peruviana Müll.Arg.
---Sajorium volubile (L.) Baill.
ชื่อสามัญ–-Sacha inchi, Inca peanut, Sacha peanut, Mountain peanut, Supua peanut
ชื่ออื่น---ถั่วดาวอินคา, ดาวอินคา ; [THAI: Thua dao in-ca, Dao in-ca.]; [SPANISH: Sacha inche, Sacha inchi, Supua.]
ชื่อวงศ์---EUPHORBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกาใต้-เปรู, เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ แคริบเบียน


มีถิ่นกําเนิดในเขตร้อนของอเมริกาใต้ (ซูรินาเม ,เวเนซุเอลา ,โบลิเวีย ,โคลอมเบีย ,เอกวาดอร์ ,เปรูและตะวันตกเฉียงเหนือของบราซิล ) รวมถึงหมู่เกาะแคริบเบียน พบเติบโต และแพร่กระจายทั่วไปในพื้นที่ที่มีความสูง เหนือระดับน้ำทะเล ตั้งแต่ 100-2,000 เมตร
ไม้เลื้อยอายุยืน10-50ปี เถาแก่สีน้ำตาลมีแก่น ส่วนเถาอ่อนสีเขียว เลื้อยได้ยาวประมาณ 2 เมตรหรือมากกว่า เป็นพืชใบเลี้ยงคู่แต่แตกใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ แผ่นใบสีเขียวสด และมีร่องตื้นๆตามเส้นแขนงใบ ส่วนขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย ลักษณะใบเป็นรูปหัวใจ โคนใบกว้าง เว้าตรงกลางส่วนปลายใบแหลม กว้างประมาณ 8-10 ซ.ม. ยาวประมาณ 12-18 ซ.ม. ดอกออกเป็นดอกช่อ แยกเพศอยู่ร่วมต้นและร่วมช่อเดียวกัน ในแต่ละช่อมีดอกขนาดเล็กรูปกลมสีเขียวอมเหลืองจำนวนมาก ผลเป็นฝักรูปแคปซูลแบ่งออกเป็นพูหรือแฉก 4-7 พู ขนาดฝักกว้าง 3-5 ซ.ม ผลอ่อนสีเขียวสด มีประสีขาวกระจายทั่ว จะเปลี่ยนเป็นสีดำเมื่อสุก เมื่อแก่แห้งเป็นสีน้ำตาล เปลือกจะปริแตกมองเห็นเมล็ด  มีเมล็ดตามจำนวนพู รูปทรงกลมและแบนตรงกลางนูนเด่น ขนาดเมล็ดกว้าง1.5-2 ซม.ยาว1.8-2.2ซม.
ใช้ประโยชน์---พืชถูกรวบรวมจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นสำหรับใบไม้และเมล็ดที่กินได้ สายพันธุ์นี้มีการใช้มานานแล้วโดยคนพื้นเมือง แต่เพิ่งเป็นที่รู้จักกันดีและเพิ่งได้รับการปลูกฝังสำหรับน้ำมันคุณภาพสูงที่ได้จากเมล็ด มีการเพาะปลูกในเชิงพานิชย์ในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นประเทศไทย แต่ปัจจุบันซัพพลายเออร์รายใหญ่ที่สุดคือเปรู   
-ใช้กิน เนื้อเมล็ดถั่วดาวอินคาคั่ว กินได้อร่อยเหมือนถั่วมีน้ำมันมาก ใบอ่อน และยอดอ่อนนำมาประกอบอาหารได้มีรสมันไม่มีกลิ่นเหม็นเขียว-ใบแก่ตากแดดแห้งใช้ชงเป็นชาดื่ม
-ใช้ปลูกประดับปลูกไว้เป็นไม้ประดับโชว์ผลรูปทรงแปลกแล้วยังมีประโยชน์หลายอย่าง
-อื่น ๆ เมล็ดอุดมไปด้วยน้ำมัน (35 - 60%) และโปรตีน (27%) และน้ำมันอุดมไปด้วยกรดไขมันที่จำเป็น โอเมก้า 3 กรดไลโนเลนิค (≈45-53% ของปริมาณไขมันทั้งหมด) และโอเมก้า - 6 กรดไลโนเลอิก (≈34-39% ของปริมาณไขมัน)
-เมล็ดที่นำมาสกัดน้ำมันนำมาใช้ใช้ปรุงอาหาร ใช้สำหรับทานวดแก้ปวดเมื่อยและใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง เช่น โฟมล้างหน้า สบู่ น้ำหอม และครีมบำรุงผิว-เปลือกฝักและเปลือกเมล็ดใช้ทำปุ๋ยหมัก-นำไปอัดเป็นเชื้อเพลิงแท่งใช้เหมือนถ่าน
ระยะออกดอก/ติดผล---
ขยายพันธุ์---เมล็ด

26 ก่ายกอมเครือ/Aspidopterys tomentosa

ชื่อวิทยาศาสตร์---Aspidopterys tomentosa (Blume) A.Juss
ชื่อพ้อง---Has 7 Synonyms    
---Aspidopterys andamanica Hutch.
---Aspidopterys concava var. helferiana (Kurz) Nied.
---Aspidopterys costulata Pierre
---Aspidopterys helferiana Kurz
---Aspidopterys tomentosa Pierre [Illegitimate]
---Hiraea tomentosa Blume
---Ryssopterys tomentosa Blume ex A.Juss.
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---ก่ายกอมเครือ (ภาคเหนือ); [THAI: Kaai kom khruea (Northern).].
ชื่อวงศ์---MALPIGHIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ : ภาคตะวันออกของพม่า ไทย กัมพูชา เวียตนาม ลาว ภูมิภาคมาเลเซีย


**พวกไม้ป่าพากันยกโขยงเข้าบ้านเป็นแถว บ้างเนื่องจากสรรพคุณที่โดดเด่นด้านสมุนไพร ถ้ามีดอกมีดวงเข้าตามีลีลาถูกใจ ก็ไม่ยากที่จะพัฒนาเป็นไม้ประดับได้ แต่ถ้าบางต้นไม่ถูกใจก็ผ่านไปละกัน ดูเพลินๆไป**
*ในประเทศไทยพบทั่วทุกภาค, เชียงราย, เชียงใหม่, ลำปาง, พิษณุโลก, ชัยภูมิ, สระบุรี, ชลบุรี, กาญจนบุรี  ขึ้นในบริเวณป่าดิบชื้น บนพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเล 275-2,000 เมตร
ก่ายกอมเครือเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง ตามกิ่งก้านและใบอ่อนมีขนสีน้ำตาลอ่อนหรือน้ำตาลแดง ซึ่งจะค่อยๆ หลุดไป  ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม มีรูปร่างหลายแบบ ค่อนข้างกลม รูปไข่ รูปไข่กลับ รูปใบหอก หรือรูปรี ขนาดใบกว้าง 5-14 ซม. ยาว 6-13 ซม.ปลายใบอ่อนเรียวแหลม ปลายใบแก่รูปหัวใจกลับหรือมนมีติ่งแหลม โคนมนสอบ ขอบเรียบ แผ่นใบด้านบนเกลี้ยง เมื่อแห้งสีขาวนวล ด้านล่างมีขนสีเหลืองหรือน้ำตาลหนาแน่น หรือบางครั้งเกลี้ยง เส้นใบนูนเห็นเด่นชัดทางด้านล่าง ก้านใบยาว 1-4 ซม. หูใบเล็กมาก ร่วงง่าย ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกตามง่ามใบและปลายกิ่ง ก้านช่อดอกยาว 1.5-7 ซม. มีขนสีเหลืองหรือน้ำตาลตลอดถึงแกนช่อ มีใบประดับย่อยคู่หนึ่ง เล็กมาก ปลายแหลม ติดตรงก้านดอกในตำแหน่งต่ำกว่าข้อต่อของก้านดอกเล็กน้อย กลีบเลี้ยง 5 กลีบ เล็กมาก รูปขอบขนานแกมรูปไข่ ปลายมน กลีบดอก 5 กลีบ ใหญ่กว่ากลีบเลี้ยงเล็กน้อย สีขาวหรือเหลืองอ่อน รูปขอบขนาน ปลายมน ผลมี 3 พู แตกได้เป็น 3 เสี่ยง แต่ละเสี่ยงมีปีกบางใส ปีกที่แผ่ออกไปทั้ง 2 ข้างของแต่ละเสี่ยงเป็นรูปไข่ กว้าง 1.5-3 ซม. ยาวประมาณ 2.5 ซม. ปีกตรงสันกลางเจริญออกมาเพียงเล็กน้อย เมื่อแต่ละเสี่ยงหลุดไปแล้วเหลือแกนรูปกรวยแหลมติดอยู่กับก้านของผล เมล็ดกว้างประมาณ 2 มม.ยาว 1 ซม. http://www.rspg.or.th/plants_data/plantdat/


27 ถอบแถบเครือ/Connarus semidecandrus


ชื่อวิทยาศาสตร์---Connarus semidecandrus Jack
ชื่อพ้อง---Has 22 Synonyms

-Connarus amplifolius Pierre.  -Connarus moluccanus Zipp. ex Blume
-Connarus balsahanensis Elmer  -Connarus mutabilis Blume
-Connarus borneensis Merr. -Connarus neurocalyx Planch.
-Connarus floribundus Wall. ex Hook. f. -Connarus nigropunctua Gagnep.
-Connarus furfuraceus Bl. -Connarus nitidus Hassk.
-Connarus gaudichaudii (DC.) Planch. -Connarus obtusifolius Planch.
-Connarus gibbosus Wall. ex Planch. -Connarus pyrrhocarpus Miq.
-Connarus gracilis Bakh.f. -Connarus quocensis Pierre
-Connarus griffithii Hook.f. -Connarus semidecandrus Jack
-Connarus jackianus Schelllenb. -Connarus wallichii Planch.
-Connarus mekongensis Pierre -Omphalobium gaudichaudii DC.

ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---เครือไหลน้อย (เชียงราย), เครือหมาว้อ (หนองคาย), ขางขาว ขางแดง ขางน้ำครั่ง ขี้อ้ายเครือ (ภาคเหนือ), กะลำเพาะ จำเพาะ ทอบแทบ (ภาคกลาง), ตองตีน ลำเพาะ ไม้ลำเพาะ (ภาคตะวันออกเฉียงใต้), ลาโพ หมากสง (ภาคใต้) ; [THAI: Thopthaep khruea, Torptaep kreua.]; [MALAY: Akar kuaya, Akar tanga burong, Akar tukor nyamok, Akar tupai tupai, Abasambor pok.]; [PHILIPPINES: Kamot (Pamp.); Sandalino (Tag.).]; [VIETNAMESE: Dây lốp bốp.].
ชื่อวงศ์---CONNARACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้


ในประเทศไทยพบได้ทุกภาค โดยมักขึ้นตามป่าดิบ ป่าผลัดใบ ป่าละเมาะ ป่าแพะ ตามริมฝั่งแม่น้ำ และตามที่รกร้างว่างเปล่าที่มีระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลจนถึง 1,000 เมตร
ไม้ เถาเลื้อยเนื้อแข็ง เจริญขึ้นพาดพันต้นไม้อื่นได้ 2-6 เมตรลักษณะเถาสีน้ำตาลแดงเปลือกเป็นตุ่มเล็กๆทั่วเถา ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปใบหอกใบย่อย3-7ใบ กว้าง2-7ซม.ยาว4-20ซม.สีเขียวเข้ม ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ยาวได้ถึง30ซม.กลีบดอกสีขาวเมื่อเริ่มบานแล้วเปลี่ยนเป็นสีขาวแกมน้ำตาลอ่อน ผลเป็นกระเปาะ รูปทรงกระบอกเบี้ยวและสั้น มีสันเล็กน้อย ไม่มีเนื้อ มีกลีบเลี้ยงติดคงทน ก้านผลยาวประมาณ 1.5ซม.ผลมีขนาดกว้าง1-2ซม.ยาว 1.5-3.5 ซม.ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีส้ม ปริแตกเมื่อยังไม่แห้ง ผลแก่จัดจะแตกออกเป็น 2 ซีก มีเมล็ดสีดำ1เมล็ด มีเยื่อหุ้มสีเหลืองส้มที่โคนเมล็ด
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ยอดอ่อนกินเป็นผักสด
-ใช้เป็นยา ทั้งต้นใช้เป็นยาแก้พิษตานซาง ใช้เป็นยาขับพยาธิ -ทั้งต้นและใบมีสรรพคุณเป็นยาระบาย ใช้เป็นยาถ่ายเสมหะ -รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้ ใช้ตำพอกแก้หิด-ใช้ใบถอบแถบเครือ 3 ใบ ใส่เกลือต้มให้เด็กกินเล็กน้อยเป็นยาแก้ท้องผูก- รากใช้สำหรับบาดทะยัก ใบยาต้มใช้สำหรับอาการเจ็บหน้าอก รากใช้แก้ไข้ ใบและลำต้นใช้เป็นยาระบายและยาฆ่าแมลง - ในมาเลเซียรากใช้รักษาไข้ - ในอินเดีย ยาต้มรากใช้สำหรับอาการจุกเสียด
ระยะเวลาออกดอก/ติดผล---กุมภาพันธ์-มิถุนายน/เมษายน-มิถุนายน
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ดและปักชำ แยกหน่อ


28 น้ำใจใคร่/Olax scandens


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Olax psittacorum (Lam.) Vahl
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---Sprawling olax.
ชื่ออื่น---กระดอกอก (สุพรรณบุรี), กระเดาะ (สงขลา), กระทอก, ชักกระทอก (ประจวบคีรีขันธ์), น้ำใจใคร่ (ราชบุรี ,กาญจนบุรี), นางจุม นางชม (ภาคเหนือ), เยี่ยวงัว (อุดรธานี), หญ้าถลกบาตร (พิษณุโลก, อุตรดิตถ์), กะทกรก, กะทกรกต้น (ภาคกลาง), ควยเซียก (นครราชสีมา), ผักรูด (สุราษฎร์ธานี) ; [THAI: Nam jai khrai, Kra dor kok, Kra tok.]; [BENGALI: Koko-aru.]; [FRENCH: Bois d'effort, Olace des perroquets, Bois de parroquet.]; [HINDI: Dheniani.]; [MARATHI: Harduli.]; [REUNION:  Bois d'effort, Corce rouge.]; [TAMIL:  kataliranci.]; [TELUGU: Turakavepa.]; [VIETNAM: Mao trật, Dương đầu tà.];
ชื่อวงศ์---OLACACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- อินเดีย ศรีลังกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล '' Olax '' =  การดมกลิ่น อ้งอิงถึงธรรมชาติที่มีกลิ่นหอมของพืช ; ชื่อสายพันธุ์  ''psittacorum '' มาจากภาษากรีก '' psittakos '' = ของนกแก้ว

 

มีการแพร่กระจายในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ช่วงการขยายจากอินเดียและศรีลังกาผ่านพม่าและอินโดจีนไปยังอินโดนีเซีย (ตะวันออกไปจนถึงชวา ซุนดาน้อย เรอูนียงและมอริเชียส) พบขึ้นในป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าสนเขา ที่ลุ่มตามขอบพรุ เขตรอยต่อระหว่างป่าชายเลนกับป่าชายหาด บางครั้งพบตามชายคลองที่น้ำทะเลท่วมถึงเป็นครั้งคราว พบที่ระดับความสูง  300- 1,100 เมตร
น้ำใจใคร่ เป็นไม้เถาเลื้อยพันต้นอื่นมีรากเบียนดูดอาหารจากรากไม้อื่น ลำต้นทอดยาวได้ไกล 2-20 เมตร เปลือกเรียบสีเขียวเข้มถึงเทา กิ่งแขนงมักออกสลับตามแนวระนาบและเป็นหนามแข็งโค้งงอขนาดใหญ่ ตามลำต้นหรือกิ่งแก่ ส่วนต่างๆที่ยังอ่อนมีขนสั้นนุ่มปกคลุมใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับระนาบเดียว แผ่นใบรีรูปหอกถึงรูปขอบขนาน ขนาดกว้าง3-6ซม.ยาว5-12ซม.โคนใบและปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบอ่อนมีขนนุ่มทั้งสองด้าน ใบแก่ผิวเรียบสีเขียวเข้มเป็นมัน เนื้อใบหนาคล้ายแผ่นหนังนุ่ม ก้านใบยาว0.5-1 ซม. ดอก ออกเป็นช่อแบบช่อเชิงลดมีก้านแยกแขนงสั้นๆ เป็นช่อเดี่ยวหรือ2-3ช่อ ออกตั้งเฉียงขึ้นตามซอกใบยาว0.5-3.5ซม.ดอกสมบูรณ์เพศ แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก สีขาว กลิ่นหอม ผลแบบผลเมล็ดเดียวแข็ง รูปทรงไข่ถึงกลมมน สีเขียวผลสุกสีเหลือง ขนาดกว้าง0.8-1ซม.ยาว1-1.5 ซม.ปลาย ผลเป็นติ่งแหลมอ่อนตัวผลถูกหุ้มแน่นด้วยถ้วยกลีบเลี้ยงสีขาวคล้ายเยื่อ ประมาณ2/3ของตัวผลส่วนปลายเปิด ผลสุกสีเหลืองถึงแสด เป็นมันวาว


ใช้ประโยชน์---ใบอ่อนกินเป็นผัก
-ใช้เป็นยา  เนื้อไม้มีรสฝาดใช้แก้พิษเบื่อเมา รักษาโรคตาแดง รักษาบาดแผล แก้อาการปวดเมื่อย -ใบตำพอกศีรษะ แก้หวัดคัดจมูก ปวดศีรษะ ใบใช้เป็นยาขับพยาธิ พืชที่เรียกกะทกรกในตำรายาโบราณ มักหมายถึงพืชชนิดนี้-ในการแพทย์อินเดียโบราณในอายุรเวทใช้เปลือกไม้ -ในโรคโลหิตจาง เป็นยาที่ใช้รักษาโรคเบาหวานและในการรักษาไข้
ถ่ายรูปมาจากป่า (18/9/2009)update 2/8/2020
ระยะออกดอก/ติดผล---มีนาคม-มิถุนายน
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด


29 อวดเชือก/Combretum latifolium


ชื่อวิทยาศาสตร์---Combretum latifolium Blume
ชื่อพ้อง---Combretum extensum Roxb. ex G.Don.
ชื่อสามัญ---Large Leaved Climbing Bushwillow.
ชื่ออื่น---ถั่วแป๋เถา (เชียงใหม่), แกดำ (หนองคาย), แหนเหลือง (กาญจนบุรี), ขมิ้นเครือ (ปราจีนบุรี, ภาคอีสาน), มันแดง แหนเครือ (ภาคเหนือ), เครืออวดเชือก ; ; [THAI: chueak, Man daeng (Peninsular); Kae dam, Thua pae thao, Haen lueang.]; [CHINESE: Kuo ye feng che zi.]; [KANNADA: Kojambe balli.]; [KONKONI: Gamgoli.]; [MALAYALAM: Manna-valli.]; [MARATHI: Motha piluk.]; [VIETNAM: CâyQuỳnhTàu.].
ชื่อวงศ์---COMBRETACEAE
ถิ่นกำเนิด---แอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---แอฟริกา เอเซียใต้ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้


มีถิ่นกำเนิดในทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา ในเอเซียพบขึ้นกระจายในประเทศจีน (ยูนนาน) บังคลาเทศ กัมพูชา อินเดีย (รวมถึงหมู่เกาะอันดามัน), อินโดนีเซีย, ลาว, มาเลเซีย, พม่า, นิวกินี, ฟิลิปปินส์, ศรีลังกา, ไทย, เวียดนาม ที่ระดับความสูง 500-1,000 เมตร ในประเทศไทยพบได้ทุกภาคตามที่เปิดใกล้ริมลำธารที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลจนถึงระดับ 600 เมตร
ไม้เถาเนื้อแข็ง เลื้อยไกลได้ถึง 5-25เมตร ขึ้นคลุมตามยอดไม้ใหญ่ เปลือกต้นมีช่องอากาศเป็นลายขีดตามยาว กิ่งอ่อนมีขนเล็กน้อย สีน้ำตาลเข้ม ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปรีกว้าง 5-9 ซม. ยาวประมาณ 8-12 ซม.โคนใบมน ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบเป็นมันทั้งสองด้าน เนื้อใบหนาและเหนียว ดอกเป็นดอกช่อ ออกที่ปลายยอดหรือซอกใบใกล้ปลายยอด ช่อยาวประมาณ 5-10 ซ.ม ดอกย่อยสีขาวปนเขียวหรือเหลืองอ่อนกลีบดอก4 กลีบ ลักษณะค่อนข้างกลมเกลี้ยง ขนาด 2 ซม.และมีเกสรเพศผู้จำนวนมาก  มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ผลรูปรีขนาด 2.5-4 ซม.มี 4 ปีก สีน้ำตาลอ่อน มีเมล็ด1เมล็ด


ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ใบอ่อนกินได้
-ใช้ปลูกประดับ ปลูกเป็นไม้เลื้อยประดับดอกสวยงามและมีกลิ่นหอม
-ใช้เป็นยา มีสรรพคุณทางสมุนไพร บำรุงโลหิตและช่วยให้เจริญอาหาร เนื้อไม้ใช้เป็นยาสมานลำไส้ เครือหรือทั้งต้นนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้อาการปวดท้องจากท้องเสีย รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยารักษากามโรค -รากมีสรรพคุณเป็นยาขับประจำเดือนของสตรี
-เถามีความหนาและแข็งมากใช้เผาทำถ่านคุณภาพดี-สารสกัดด้วยน้ำของลำต้นมีศักยภาพในการใช้เป็นสีย้อมสำหรับย้อมผ้าฝ้าย
ระยะออกดอก/ติดผล---มกราคม-เมษายน
ขยายพันธุ์---โดยการเพาะเมล็ด ปักชำเถา


30 ยางน่องเถา/Strophanthus caudatu


ชื่อวิทยาศาสตร์---Strophanthus caudatus (L.) Kurz
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms    
---Nerium caudatum (L.) Lam.   
---Echites caudata L.
---Strophanthus caudatus Kurz
ชื่อสามัญ---Twisted cord flower.
ชื่ออื่น--- เครืองน่อง (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แม่ฮ่องสอน) ตะเกาะแบเวาะ (มลายู ภาคใต้) น่อง (ภาคกลาง นครราชสีมา) บานบุรีป่า (ภาคใต้) ยางน่องเครือ (อุบลราชธานี) ยางน่องเถา (จันทบุรี ปราจีนบุรี) ; [THAI: Yaang nong thao, Yaang nong khruea.]; [MALAYSIA: Dudur kijang.]; [PHILIPPINES: Sarasara (Ilk.); Baging (Bataan).];[VIETNAM: Sung trau, Dương giác nữu, Cây sừng bò.].
ชื่อวงศ์---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเชีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้ หมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ ภูมิภาคอินโดจีน มาเลเซียอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และนิวกินี
มีถิ่นกำเนิดในจีนตอนใต้ (กวางสี)ผ่านอินโดจีน (รวมทั้งหมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ ) ไปมาเลเซียและนิวกินี มักอยู่ในป่าที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลถึงประมาณ 900 เมตร ในประเทศไทยพบได้ตามธรรมชาติบริเวณขอบป่าดิบแล้งและป่าดิบชื้นโดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือแถบจังหวัดนครพนม อุบลราชธานี นครราชสีมา ภาคตะวันออกและภาคใต้
ไม้พุ่มแกมไม้เถา สูง 1-3 เมตร หรืออาจมีความยาวของเถาได้ 8เมตร ถึง 12 เมตร ลำต้นกลมมีน้ำยางขาวใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปวงรี รูปไข่กลับหรือรูปไข่ ดอกช่อ ออกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาว เมื่อแรกบานแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและแดง ปลายกลีบสีเหลืองแล้วเปลี่ยนเป็นสีแดงและม่วง ระยางค์รูปมงกุฎสีแดง แล้วเปลี่ยนเป็นสีม่วงผลเป็นฝักคู่ รูปทรงกระบอก ขนาดใหญ่ยาว 10-30 ซม. เมล็ดสีน้ำตาลมีขนสีขาว
ใช้ประโยชน์---พันธุ์ไม้ชนิดนี้สามารถเก็บได้จากป่า ชาวบ้านใช้ ยางจากต้น ผสมกับยาพิษชนิดอื่น ทาลูกหน้าไม้ล่าสัตว์ หรือใช้เป็นยาเบื่อปลา และสมารถพบเห็นนำมาปลูกเป็นไม้ประดับเพราะดอกที่สวยงาม
-ใช้เป็นยา เมล็ดที่ใช้ในท้องถิ่นเป็นยากระตุ้นหัวใจ ในเวียดนามทุกส่วนของพืชใช้สำหรับรักษาความดันโลหิตสูง
-อื่น ๆ  ใช้แบบดั้งเดิมในฟิลิปปินส์ใช้เปลือกเป็นส่วนผสมของพิษลูกศรที่มีประสิทธิภาพ-ในเวียตนามใช้เป็นยาเบื่อปลา
รู้จักอันตราย---น้ำยางหรือเปลือกมีคาร์ดิแอกไกลโคไซด์จึงทำให้เป็นพิษต่อหัวใจ
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง


31 โล่ติ๊น/Derris elliptica


ชื่อวิทยาศาสตร์---Derris elliptica (Roxb.) Benth.
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms    
---Basionym: Galedupa elliptica Roxb.
---Deguelia elliptica (Roxb.) Taub.
---Paraderris elliptica (Wall.) Adema
---Pongamia elliptica Wall
ชื่อสามัญ---Tuba Root, Derris, Poison vine.
ชื่ออื่น---กะลำเพาะ (เพชรบุรี), อวดน้ำ (สุราษฎร์ธานี), ไหลน้ำ ไกล เครือไกลน้ำ (ภาคเหนือ), โพตะโกส้า (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), โล่ติ๊น ; [THAI: Hang lai daeng, Ka-lam-pho, Kalamphoh, Khrua-lai-nam, Pho-ta-ko-sa, Uat-nam, Lain am.]; [BRUNEI: Tuba.]; [BURMESE: Hon.]; [CAMBODIA: Ca bia, K’biehs,]; [CHINESE: Du yu teng, Nan ya yu teng, Mao yu teng.]; [FIJIAN: Nduva, Duva ni Vavalgai.]; [FRENCH: Touba.]; [GERMAN: Derris-wurzel, Tuba-wurzel.]; [INDONESIAN: Tuba, Oyod tungkul, Tuwa leteng.]; [JAPANESE: Derisu, haitoba, shirotoba, toba.]; [MALAYSIA: Akar tuba ; tuba (Borneo), Tuba benar.]; [PHILIPPINES: Tubli (P. Bis., Tag., Buk.); Bauit, Tibanglan, Tugli, Tugling-pula (Tag.); Tuba (Malaya).]; [VIETNAMESE: Day thuos cas.]
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE –PAPILIONOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก

 

มีถิ่นกำเนิดในเอเชียเขตร้อน สามารถพบได้ในภูมิภาคเอเชีย แอฟริกาเขตร้อนและเขตอบอุ่น อเมริกากลาง หมู่เกาะอินเดียตะวันตกและภูมิภาคแปซิฟิก ในประเทศไทยพบ ตามที่ราบต่ำที่มีฝนตกชุก ในภาคเหนือและภาคกลาง โดยมากจะพบขึ้นตามบริเวณแม่น้ำปิง จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนทางภาคกลางจะพบได้มากแถวจังหวัดปราจีนบุรี จันทบุรี ชลบุรี และในท้องที่ใกล้เคียง
ไม้ เถาเนื้อแข็งมีเนื้อไม้ มีรูอากาศสีขาวกระจายตามกิ่งและเถา เถาหรือลำต้นส่วนที่แก่เป็นสีน้ำตาลปนแดง แต่จะเริ่มมีสีเขียวเห็นได้ชัดตรงปล้องที่อยู่ก่อนถึงยอดประมาณ 2-3 ปล้อง ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับป็นคู่ ๆ ตรงข้ามกัน มีใบย่อยประมาณ 9-13 ใบ ใบย่อยรูปไข่กลับ หรือรูปไข่กลับแกมขอบขนานกว้าง 5-7 ซม.ยาว10-20 ซม. ดอกช่อออกที่ซอกใบ ช่อดอกแต่ละช่อมีความยาวประมาณ 22.5-30 ซม.ดอกย่อยรูปถั่วกลีบดอกสีชมพูแกมม่วง มีที่เป็นสีขาวเหมือนกันแต่ก็หายาก ผลเป็นฝักรูปขอบขนานถึงรูปใบหอก กว้าง 2 ซม. ยาว 3.5-8.5 ซม. ตะเข็บบนแผ่เป็นปีก มีเมล็ด 1-4 เมล็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบแหล่งที่อยู่อาศัยที่ชื้นมากในตำแหน่งที่มีแสงแดดเต็มหรือร่มเงาบางส่วน ขึ้นได้ดีในดินหลายชนิดตั้งแต่ดินทรายหยาบไปจนถึงดินเหนียวจัดที่มีค่า pH อยู่ในช่วง 4.3-8.6 ทนแล้งได้นานถึง4เดือนแต่ไม่ทนน้ำท่วมขัง
ใช้ประโยชน์---เถาตากแห้ง นำมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใช้ดองกับเหล้ากินเป็นยาถ่ายลม ถ่ายเสมหะ ถ่ายโลหิต และถ่ายเส้นเอ็น ทำให้เส้นเอ็นหย่อน -เถาผสมกับยาอื่นปรุงเป็นยาแก้ประจำเดือนเป็นลิ่มหรือเป็นก้อน และเป็นยาขับประจำเดือน -ในการแพทย์แผนเอเชียใช้ในการรักษาโรคเรื้อน อาการคัน และฝีในฐานะที่เป็นน้ำยาฆ่าเชื้อ
-ใช้ปลูกประดับ โล่ติ๊นหรือหางไหลนี่เดี๋ยวนี้ก็นำมาใช้เป็นไม้ประดับขึ้นซุ้มกันแล้ว เรื่องอันตรายก็ที่รู้ๆ ไม่เหมือนเมื่อก่อนได้ยินชื่อก็ว่ายาพิษเลยนะนั่น ค่าที่ว่าดอกสวย ใบสวยเลยช่วยได้เยอะ จากสมุนไพร หรือพืชพิษ ก็เลยขึ้นซุ้มไม้ประดับได้ง่ายๆ
-อืน ๆใช้รากฆ่าเหา หิด เรือด แมลง เบื่อปลา โดยนำรากมาทุบแช่น้ำใช้เฉพาะส่วนน้ำ พิษสลายตัวง่ายไม่มีพิษตกค้าง
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---ด้วยเมล็ดและปักชำ ตอนกิ่ง


32 โคคลาน/Mallotus repandus


ชื่อวิทยาศาสตร์---Mallotus repandus (Willd.) Mull. Arg.
ชื่อพ้องHas 27 synonyms
---Trewia nudiflora Linn.
---Mallotus cardiophyllus Merr.
--- Rottlera indica Willd.
---Trewia macrophylla Roth
---more    
ชื่อสามัญ---Thavatti,  Fishberry indian berry, Creeping mallotus, Creepy mallotus.
ชื่ออื่น---มะปอบเครือ (เหนือ), กุระเปี้ยะ (ปัตตานี),โพคาน (ชัยนาท), แนวน้ำ (ประจวบคีรีขันธ์), เยี่ยวแมว (ใต้), เยี่ยวแมวเถา (นราธิวาส), มะกายเครือ,โคคลาน ; [THAI: Makai khruea, Mapop khruea (Northern).]; [CHINESE: Káng xiāng téng, Pāngāo téng, Shān lóngyǎn, Huángdòu shù.]; [HONG KONG: Shi yan feng.]; [MALAYALAM: Thavatti.]; [TAIWAN: Tǒng jiāo téng.];
ชื่อวงศ์--- EUPHORBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อนุทวีปอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีนตอนใต้ ปาปัวเซีย นิวคาลิโดเนีย

 

มีถิ่นกำเนิดในภาคใต้ของจีน, มาเลเซีย, อินเดีย, ฟิลิปปินส์, ออสเตรเลีย, นิวแคลิโดเนีย ในธรรมชาติมักพบได้ตามป่าพรุ ป่าโปร่งที่โล่งแจ้ง ชายป่าดิบชื้นของทุกภาค ที่มีความสูงจากน้ำทะเลตั้งแต่ 100-1,000 เมตร
เป็นไม้พุ่มรอเลื้อยเนื้อแข็ง **จากรูปขวามือตัดแต่งเลี้ยงเป็นไม้พุ่ม สูงได้ประมาณ 3-6 เมตร ส่วนรูปซ้ายมือปลูกขึ้นซุ้มเป็นไม้เลื้อย** ลักษณะ ต้นแก่ของโคคลาน เปลือกต้นสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ ตามลำต้นจะมีหนามยาวประมาณ 7-12 ซ.ม.ส่วนกิ่งอ่อนและช่อดอกมีขนนุ่มรูปดาว ใบเดี่ยว เรียงสลับ แผ่นใบรูปไข่แกมรูปสามเหลี่ยม หรือ รูปไข่แกมขอบขนาน ขอบใบเรียบ หรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ปลายใบแหลม แผ่นใบบาง หลังใบเรียบ ท้องใบมีขนสั้นนุ่มสีเหลือง รูปดาวหนาแน่น ชนาดของใบ กว้าง 5-8 ซ.ม.ยาว 6-10 ซ.ม. ดอกออกเป็นช่อกระจุกบริเวณซอกใบและปลายกิ่ง มีดอกย่อยหลายดอก แยกเพศอยู่ต่างต้นสีขาวอมเหลือง โดยช่อดอกผู้จะออกที่ปลายยอด ออกรวมกันเป็นกระจุกประมาณ 2-5 ดอก ยาวประมาณ 5-15 ซ.ม.ส่วนช่อดอกเมียจะสั้นกว่า ยาวประมาณ 5-8 ซ.ม. ผลรูปทรงกลม แห้งแล้วแตกแบบแคปซูลมี 2 ห้อง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางผล ประมาณ 10 ม.ม สีน้ำตาลเหลืองและมีขนนุ่ม เมล็ดรูปกึ่งทรงกลมสีดำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 มม.


ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา มีสรรพคุณทางเป็นสมุนไพร แก่นหรือเนื้อไม้โคคลานใช้ต้มน้ำดื่ม ช่วยชูกำลังอย่างดี นำไปเข้ายาให้ผู้ป่วยโรคเอดส์ดื่มให้มีเรี่ยวแรงได้-ใช้ เถา แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย ครั่นตัว เส้นตึง แก้ปวดหลังปวดเอว แก้กระษัย ขับปัสสาวะ แก้ไตพิการ บำรุงโลหิต แก้พิษภายใน เข้ายาแก้โรคมะเร็ง ทางอำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร ใช้โคคลานเป็นส่วนประกอบของยาที่ชื่อ “ตำรับยาโคคลาน” ประกอบด้วย เถาโคคลาน 2 ส่วน ทองพันชั่ง โด่ไม่รู้ล้ม และมะตูม อย่างละ 1 ส่วน เตรียมเป็นยาต้มหรือยาเม็ด ซึ่งเป็นยาแก้อักเสบกล้ามเนื้อ และแก้ปวดกระดูก -ชาวไทยอีสานนำไปต้มกับทองพันชั่งและโด่ไม่รู้ล้ม ใช้น้ำดื่มแก้ปวดเมื่อย
ระยะออกดอก/ติดผล---มีนาคม-พฤษภาคม/มิถุนายน-กันยายน
ฃยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง


33 สวาด/Caesalpinia bonduc

ชื่อวิทยาศาสตร์---Caesalpinia bonduc (L.) Roxb.
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms    
---Caesalpinia bonduc (L.) Roxb.
---Caesalpinia bonducella (L.) Fleming.
---Basionym: Guilandina bonduc L.
ชื่อสามัญ---Nickernut, Grey Nickers, Physic-Nut, Fever-Nut, Bonduc nut, Febrifuge Nut, Sea Pearl, Molucca Bean, Yellow Nicker.
ชื่ออื่น---หวาด บ่าขี้แฮด (เชียงใหม่), หวาด ตามั้ด มะกาเลิง (ภาคใต้), สวาด (ภาคกลาง), มะกาเล็ง (เงี้ยว-เชียงใหม่), ดามั้ด (มลายู-สตูล) ; [THAI: Sawad, Waat, Ba khee haad.]; [AFRIKAANS: Knitkerjie.]; [ARABIC: Akit-makit, Banduc, Bunduq hindi.]; [ASSAMESE: Letai-goch, Letaguti-goch, Letaguti.]; [AYURVEDA: Kuberaksha.]; [BENGALI: Natakaranja.]; [CHINESE: Ci guo su mu.]; [FRENCH: Bonduc, Cadoc, Cadoque, Cassie, Yeux de bourrique, Yeux de chat.]; [GERMAN: Molukkenbohne.]; [HAWAII: Hihikolo, Kakalaioa.]; [HINDI: Putikaranj, Panshul, Gajga, Kat Karanj, Putik, Kat-kaleji, Kat-karan.]; [INDONESIA: Kemrunggi (Javanese); Areuy mata hiyang (Sundanese); Kate-kate (Ternate).]; [KANNADA: Gejjuga.]; [MADAGASCAR: Vatolalaka.]; [MALAYALAM: Kazhanchikkuru, Kazhanchi, Kalimarakam, Kazhanji.]; [MALAYSIA: Gorek, Kelichi, Tinglur (Java).]; [MARATHI: Sagargoti, Katukaranja.]; [PAKISTAN: Katkaranj, Khayah-i-iblis.]; [PHILIPPINES: Kalumbibit (Tagalog); Sabinit (Bikol); Singor (Iloko); Kamaunggi (Sul.).]; [PORTUGUESE: Noz de bonduque.]; [SANSKRIT: Puti, Raktakaranjavruksha, Angarhavallari, Putikaranja.]; [SINHALESE: Kalu vavuletiya, Kumburu wel, Wael kumburu.]; [SPANISH:  Mate de costa, Matojo de playa, Ojo de Venado.]; [SWAHILI: Komwe.]; [TAMIL: Kaccuram, Kalarci, Kazharchikkaai, Vajrapijam, Kalichikai.]; [TELUGU: Yakshakshi, Sukajambuka, Gatstsa.]; [URDU:  Karanja.]; [VIETNAMESE: Điệp mắt mèo, Móc mèo.].
ชื่อวงศ์ ---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIODEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ ---Pantropical.


กระจายกว้างขวางทั่วเขตร้อน ทวีปเอเซียพบทั่วเนปาล สิกขิม อินเดีย ศรีลังกา เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ตอนใต้ของจีน ปาปัว นิวกินี พบขึ้นตามริมแม่น้ำลาธารในป่าเบญจพรรณ ป่าละเมาะใกล้ทะเลป่าโปร่งทั่วไปและตามชายหาดหรือแนวหลังป่าชายเลน ที่ระดับความสูงถึง 800 เมตร
สวาดเป็นไม้เถาเลื้อยมีหนาม พาดเลื้อย ยาว5-15 เมตร  ลำต้นกิ่งและแกนช่อใบ มีขนสั้นนุ่มและหนามงองุ้มรูปตะขอสั้น คล้ายหนามกุหลาบปกคลุม ใบ ประกอบแบบขนนก2ชั้นปลายคู่ขนาดใหญ่ มี6-11คู่ เรียงเวียนสลับยาวประมาณ 30-50 ซ.ม. แผ่นใบย่อยรูปรีขนาดกว้าง1-2ซ.ม.ยาว 2-4 ซ.ม. ขอบใบเรียบเป็นขนครุย ปลายใบเป็นติ่งหนามสั้น ดอก แบบช่อเชิงลดออกเหนือง่ามใบ แกนช่อดอกยาวถึง50ซม.มีหนาม ดอกไม่สมบูรณ์เพศ กลีบเลี้ยงและกลีบดอกอย่างละ5กลีบเรียงซ้อนเหลื่อมสลับกันกลีบเลี้ยงมีขน สนิมปกคลุม กลีบดอกสีเหลืองมีสีแดงเรื่อแต้มเป็นจุดหรือแถบ ผล แบบฝักถั่ว รูปขอบขนานขนาด3-5ซม.ยาว5-7ซม. โคนฝักสอบเข้าหากัน ปลายฝักมนกลม และมีก้านเกสรเมียติดอยู่ ผิวฝักมีหนามแหลมและขนแข็งปกคลุม ฝักแก่จัดแตกตามรอยตะเข็บ มีเมล็ดเกลี้ยง1-2เมล็ดสีเทาปนเขียวมัน (เรียกว่าสีสวาด)
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องใช้ตำแหน่งในดวงอาทิตย์เต็ม ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์พอสมควร สปีชีส์นี้มีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดินบางชนิดแบคทีเรียเหล่านี้ก่อตัวเป็นก้อนบนรากและตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ ไนโตรเจนบางส่วนนี้ถูกใช้ในพืชที่กำลังเติบโต แต่บางชนิดก็สามารถนำมาใช้กับพืชชนิดอื่นที่ปลูกในบริเวณใกล้เคียง
ใช้ประโยชน์---พืชที่ใช้กันทั่วไปเป็นสมุนไพรในพื้นที่ที่มันเติบโตส่วนใหญ่ถูกเก็บเกี่ยวจากป่า เมล็ดมักจะขายในตลาดท้องถิ่น พืชได้รับการปลูกฝังเป็นครั้งคราวสำหรับน้ำมันเมล็ด
-ใช้กิน น้ำมันจากเมล็ดใช้สำหรับทำอาหาร
-ใช้เป็นยา ถือเป็นสมุนไพรที่มีความสำคัญในการแพทย์แผนโบราณในแอฟริกา เอเชียและหมู่เกาะแปซิฟิก โดยมีการใช้งานที่คล้ายคลึงกันอย่างกว้างขวางในแต่ละพื้นที่ เมล็ดมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้านมะเร็ง เชื้อรา ไวรัส ไข้เลือดออก-Bonducin สารสกัดรสขมที่ได้จากใบเลี้ยงเป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่าเป็น 'ควินินของชายยากจน' ( ‘poor man’s quinine’ ) เพราะมันถูกใช้เป็นยารักษาโรคมาลาเรีย-น้ำมันเมล็ด ใช้ในการรักษาโรคไขข้ออักเสบ -ในแอฟริกาใบ เปลือกและราก ใช้สำหรับแก้ไข้ ปวดศีรษะ เจ็บหน้าอกและเป็นยาแก้พยาธิ ในแอฟริกาตะวันตกพืชจะใช้เป็น rubefacient และเป็นยาชูกำลังในการรักษาโรคดีซ่าน ท้องเสียและการปะทุของผิวหนัง ที่เคนยาใบไม้และรากจะถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคหอบหืดและภาวะแทรกซ้อนในระหว่างมีประจำเดือนเพื่อหลีกเลี่ยงการแท้งบุตรและเป็นยาหยอดตาเพื่อรักษาลิ่มเลือดภายในตา
-วนเกษตรใช้ ในเซียร์ราลีโอนและเอธิโอเปียปลูกต้นไม้เป็นรั้วมีชีวิต
-อื่น ๆ เมล็ดมีน้ำมันประมาณ 20% ซึ่งอุดมไปด้วยกรดไลโนเลอิก (68%) โดยเฉพาะและมีคุณสมบัติในการดูดซับความชื้น-น้ำมันที่ได้จากเมล็ดใช้ในการเตรียมเครื่องสำอาง-เมล็ดถูกนำมา.ใช้กันอย่างแพร่หลายทำเป็นลูกปัดสำหรับสร้อยคอ, กำไล, ลูกประคำ 
ระยะออกดอก---กรกฎาคม-ตุลาคม  
ขยายพันธุ์---เมล็ด


34 ตานหม่อน/Tarlmounia elliptica


ชื่อวิทยาศาสตร์---Tarlmounia elliptica (DC.) H. Rob., S.C. Keeley, Skvarla & R. Chan
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms    
---Cacalia elaeagnifolia Kuntze
---Strobocalyx elaeagnifolia (DC.) Sch.Bip
---Strobocalyx elliptica (DC.) Sch.Bip
---Vernonia elaeagnifolia DC
---Basionym: Vernonia elliptica DC.
ชื่อสามัญ---Curtain creeper, Vernonia creeper , Parda bel
ชื่ออื่น---ข้ามักหลอด (หนองคาย), ลีกวนยู (กรุงเทพฯ), ตานหม่น (นครศรีธรรมราช), ตานค้อน (สุราษฎร์ธานี) ลีกวนยูแฮร์ ; [THAI: Taan mon, Cha mak lod,]; [CHINESE: Guang yao teng.];
ชื่อวงศ์---COMPOSITAE (ASTERACEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย พม่าและไทย ออสเตรเลีย
สกุลTarlmouniaเป็น monotypic มีเพียงสายพันธุ์เดียวคือ Tarlmounia elliptica


มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่พบในอินเดีย พม่า ไทย เวียดนามและมาเลเซีย กระจายไปยังจีนตอนใต้และไต้หวันรวมถึงออสเตรเลียตอนเหนือและหมู่เกาะฮาวาย ในประเทศไทยพบได้ในทุกภาค ตามชายป่าผสมผลัดใบ ป่าดงดิบแล้งทั่วไป
ไม้พุ่มรอเลื้อยเปลือกเถาเรียบเป็นสีน้ำตาล ตามกิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนสีขาวปกคลุมอยู่หนาแน่น ใบของตานหม่อนเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับ ใบรูปใบหอกกลับกว้างประมาณ 3-4 ซม.ยาว 6-10 ซม.ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนา อวบน้ำ ด้านบนสีเขียวเข้ม ด้านล่างใบมีขนสีเงินหรือสีขาวนวล ดอกเล็กออกเป็นช่อกระจุกแน่นออกที่ยอดหรือซอกใบ ดอกย่อยเป็นสีขาวนวล กลีบดอกเป็นเส้นเล็ก ๆ จำนวนมาก ดอกมีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ โคนกลีบเชื่อมติดกัน ด้านนอกมีขน ผลเป็นผลแห้งไม่แตก มีสัน 5 สัน เมล็ดล่อนรูปกระสวยสีดำ
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับเป็นไม้ประดับในสวนและในพื้นที่สีเขียวสาธารณะของเขตร้อน ส่วนใหญ่ที่พบเห็นมักนำไปปลูกในที่สูงแล้วให้กิ่งก้านห้อยย้อยลงมา เช่นปลูกตามแนวขอบของสวนบนดาดฟ้า กระบะหน้ามุข ด้วยคุณลักษณะของลำต้นที่แตกกิ่งแขนงระเกะระกะ ห้อยระย้าลงมา ทำให้ลดความกระด้างของผนังลง ในสิงคโปร์นิยมปลูกกันมาก ดูจากชื่อสามัญ ชื่อหนึ่งที่แปลได้ว่า ผมของลีกวนยู
-ใช้เป็นยาเป็นสมุนไพรหนึ่งในตำรับยาประสะมะแว้ง ซึ่งใช้บรรเทาอาการไอ ขับเสมหะ ช่วยให้ชุ่มคอ -ต้นใช้เป็นยาขับพยาธิ แก้ตานซาง- รากมีรสหวานชุ่มใช้เป็นยาขับพยาธิไส้เดือน แก้พิษตานซาง- ใบสดนำมาใช้เป็นยาห้ามเลือด-ราก ใบ ดอก : แก้ตานซางในเด็ก รักษาลำไส้ ฆ่าพยาธิ
ระยะออกดอก---กุมภาพันธ์ - มีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำต้น


35 มะกล่ำเผือก/Abrus pulchellus ssp. pulchellus


ชื่อวิทยาศาสตร์---Abrus pulchellus ssp. pulchellus Wall. ex Thwaites
ชื่อพ้อง---This name is a synonyms of  Abrus pulchellus Thwaites
ชื่อสามัญ---Liquorice Root, Asian abrus.
ชื่ออื่น---มะกล่ำตาหนู แปบฝาง (เชียงใหม่), คอกิ่ว มะขามป่า (จันทบุรี), มะขามย่าน (ตรัง) ; [THAI:  Ma klam phueak.]; [CHINESE: Mei li xiang si zi, Yuan ya zhong.]; [FRENCH: Abrus d'Asie.]; [MALAYALAM: Valiya kattumuthira.];
ชื่อวงศ์ ---FABACEAE (LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---แอฟริกา : เซเนกัล เอธิโอเปีย แองโกลา โมซัมบิก , เอเซีย : อนุทวีปอินเดีย จีน มาเลเซีย อินโดจีน ฟิลิปปินส์


ในทวีปเอเซีย พบใน จีน ( ฝูเจี้ยน, กวางตุ้ง, กวางสี, ไหหลำ, หูหนาน, ยูนนาน) ภูฏาน เนปาล อินเดีย บังกลาเทศ ศรีลังกา พม่า ฟิลิปปินส์ ปาปัวนิวกินี ภูมิภาคอินโดจีนและมาเลเซีย เกิดในป่าเนินเขาที่ระดับตวามสูง 200-3000 เมตรในประเทศจีน ในประเทศไทยพบขึ้นกระจายทั่วไปตามป่าดิบชื้นและป่าดิบแล้งที่ระดับต่ำ
ไม้เถาเลื้อยพาดพันกับต้นไม้อื่นหรือเลื้อยบนพื้นดินยาวประมาณ 50-100 ซม.ลำต้นแตกกิ่งก้านมาก สีน้ำตาลเข้มอมสีม่วงแดง  ใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ ออกเรียงสลับ มีใบย่อยประมาณ 4-7 คู่ ออกเรียงตรงข้าม รูปขอบขนานหรือรูปไข่กลับ ปลายใบเป็นติ่งหนามหรือมน โคนใบเบี้ยว ส่วนขอบใบเรียบ  ก้านใบยาว 2-3 ซม.ดอกออก เป็นช่อกระจะตามซอกใบยาว 4-9 ซม. ดอกเป็นรูปดอกถั่ว กลีบเลี้ยงดอกเป็นสีขาว โคนเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย กลีบดอกมี 5 กลีบ ผล เป็นฝักรูปขอบขนานกว้างประมาณ 0.8-1.5ซม.ยาวประมาณ 4-8 ซม. มีขนสีเหลืองอ่อน ฝักแห้งแตกออกได้ ในฝักมีเมล็ดประมาณ 4-5 เมล็ด เมล็ดอ่อนเป็นสีขาว เมื่อสุกเป็นสีดำเข้มหรือสีเหลืองอ่อน
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ทั้งต้นใช้เป็นยาแก้อาการร้อนใน แก้พิษร้อน ถอนพิษไข้ ทั้งต้นหรือเครือ นำไปต้มกับน้ำดื่มช่วยลดความดันโลหิต ใช้เป็นยาขับความชื้น แก้อาการปวดข้อ ปวดกระดูกเนื่องจากลมชื้นเกาะติด ทั้งต้นใช้ภายนอกเป็นยาแก้พิษงู เถาและรากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้หืด หลอดลมอักเสบ แก้ไอแห้ง แก้เจ็บคอ ช่วยกัดเสมหะ ขับเสมหะ แก้อาเจียน แก้ร้อนใน ใบใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้เจ็บคอ หลอดลมอักเสบ ช่วยกระตุ้นน้ำลาย ใช้ขับปัสสาวะ-รากใช้เป็นยาแก้อาการปวดท้องและแก้จุกเสียด
รู้จักอันตราย--เมล็ดมะกล่ำเผือกมีพิษทำให้ตายได้ เมล็ดใช้เป็นยารับประทานไม่ได้ ให้ใช้เฉพาะภายนอก
-อื่น ๆ ใบมะกล่ำเผือกมีสารให้ความหวานชื่อ (abrusoside A,B,Cและ D)  ซึ่งมีความหวานกว่าน้ำตาลทรายประมาณ 50 เท่า ซึ่งอาจนำมาพัฒนาใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มแทนน้ำตาลทรายได้ -ใบใช้ตำพอกแก้จุดด่างดำบนใบหน้า -เมล็ดใช้ทำเป็นยาฆ่าแมลง
ระยะออกดอก/ติดผล---ตุลาคม-มีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

36 มะกล่ำดำ/Abrus pulchellus


มีมะกล่ำอีกชนิดที่เรียกว่ามะกล่ำดำ เป็นมะกล่ำที่มีเมล็ดสีดำแต่กำเนิด ไม่ใช่ชนิดเดียวกับ มะกล่ำดำที่เป็นของมงคลทนสิทธิ์หายาก ซึ่งเกิดจากมะกล่ำตาหนู ที่ปกติจะมีเมล็ดสีแดงดำ แต่แล้วเกิดมีเมล็ดเป็นสีดำทั้งเมล็ดซึ่งจะเกิดซักเมล็ดนี่ยากมาก จึงถือเป็นของมงคลทนสิทธิ์หายาก

 

      แต่มะกล่ำดำต้นนี้มีเมล็ดในฝักเป็นสีดำทุกเมล็ดและทุกฝัก พบที่อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติตรงลานไม้เลื้อย ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์กำกับไว้ อย่างที่นำมาแสดง ไมรู้ว่าเพาะเมล็ดแล้วจะเกิดเหมือนต้นเดิมหรือเปล่า เพราะหาข้อมูลเฉพาะไม่เจอเลย สงสัยว่ากลายมา1ต้นหรือเป็นอีก1ชนิดพันธุ์ สำหรับท่านผู้รู้ที่ผ่านมา ขอความอนุเคราะห์เรื่องนี้เป็นวิทยาทานด้วย จะขอขอบคุณอย่างสูงสุด (tipvipavi@gmail.com)


37 มะลิซาไก/Jasminum rambayense

ชื่อวิทยาศาสตร์---Jasminum rambayense Kuntze
ชื่อพ้อง---Jasminum curtilobum S.Moore
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---มะลิซาไก มะลิรำ ; [THAI: Mali sakai, Mali ram.].
ชื่อวงศ์---OLEACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---สุมาตรา ชวา ไทย


มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย อินโดนีเซีย มะลิซาไกเป็นไม้พุ่มกึ่งเลื้อย สูงได้ถึง 2เมตร ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม ท้องใบมีต่อมขนสีน้ำตาลบริเวณซอกเส้นใบ ดอกช่อออกที่ปลายกิ่ง มีดอกย่อย 7-13 ดอก กลีบดอกสีขาวเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว  ที่พบในประเทศไทยมักไม่ติดผล
ชอบแสงแดดจัด น้ำปานกลาง และดินร่วนระบายน้ำดี
ใช้ประโยชน์---ยาพื้นบ้านใช้ รากสดหรือรากแห้ง 2ราก กินวันละ2ครั้ง เป็นยาคุมกำเนิดในสตรี
ระยะออกดอก---ออกดอกเป็นระยะตลอดปี
ขยายพันธุ์---ด้วยการตอนกิ่ง


38 มะลิวัลย์/Jasminum adenophyllum


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Jasminum adenophyllum Wall. ex C.B.Clarke.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Jasminum trangense Kerr
ชื่อสามัญ--Scent star jasmine, Climbing jasmine, Princess Jasmine, Bluegrape Jasmine
ชื่ออื่น---มะลิวัลย์ มะลิวัน มะลิป่า มะลิเลื้อย ; [THAI: Maliwan, Mali paa.].
ชื่อวงศ์---OLEACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---หมู่เกาะอันดามัน อัสสัม บังคลาเทศ พม่า ไทย จีน ไต้หวัน ไทย เวียตนาม มาเลเซีย


เป็นไม้เลื้อยในสกุลมะลิ พบครั้งแรกที่ประเทศอินเดียและประเทศจีย กระจายพันธุ์จนถึงไทย พม่า มาเลเซีย และเวียดนาม ในไทยพบได้ทุกภาค
มะลิวัลย์เป็นดอกไม้ที่สำคัญที่สุดในวรรณคดีไทยอีกชนิดหนึ่งที่ในวรรณคดีหลายๆเรื่องกล่าวถึงมะลิวัลย์เอาไว้ จะยกโคลงกลอนมา ก็จะว่าโอ้เอ้นอกเรื่องในขณะที่ต้นอื่นในบทนี้ไม่มี เป็นว่าเว้นเรื่องนี้ไว้แล้วกัน มาดูความความสำคัญอีกประการ "มะลืวัลย์"เป็นไม้ป่าไทยพันธุ์แท้แต่โบราณ ออกดอกหอมแรงตอนกลางคืนมากกว่าตอนกลางวัน  เป็นพันธุ์ไม้ที่ขึ้นง่ายและเจริญได้ดีในดินทุกประเภท หากเจ้าของดูแลดี รดน้ำพรวนดินใส่ปุ๋ยตัวN เอาไว้ อาทิตย์ละครั้ง ก็จะออกดอกดกมิขาดต้นเลย ลักษณะเป็นไม้เลื้อย เถาแก่มีเนื้อไม้ ลำต้นกลมเกลี้ยงสีน้ำตาลอ่อน เลื้อยพันต้นไม้อื่นได้ไกล 2-3 เมตร ใบแตกเป็นคู่ไปตามข้อต้น  อาจลดรูปเหลือใบย่อยเพียงใบเดียว รูปไข่แกมรูปรีถึงรูปใบหอก โคนใบแหลมปลายใบเรียวแหลม ขนาดใบยาวประมาณ 5 ซ.ม. ใบเป็นสีเขียวอมเหลือง ลักษณะใบบางแต่แข็ง ดอกช่อแบบช่อแยกแขนง ในช่อหนึ่งๆจะมีดอกตั้งแต่2-6ดอก ออกที่ปลายยอดและที่ซอกใบใกล้ปลายยอด ก้านดอกยาว 3 ซม.กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกัน กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ปลายแยกเป็น7แฉก ดอกบานเต็มที่กว้างประมาณ 2.5 ซ.ม. สีขาว มีกลิ่นหอม ผลสดทรงกลมสีดำหรือดำแกมม่วง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งที่มีแสงแดดจัด เติบโตได้ดีในดินทุกชนิดที่มีการระบายน้ำดี ความชื้นในดินเม่ำเสมอ น้ำปานกลาง
ใช้ประโยชน์---รากของของมะลิวัลย์ มีรสจืดและเย็นใช้เป็นสมุนไพรและยาถอนพิษได้หลายอย่าง รวมทั้งถอนพิษยาก็ได้ ถ้าเกิดอาการแพ้ยา ดอก ปรุงผสมกับสมุนไพรอื่นๆ เป็นยาหอม ใช้เป็นยาแก้ไข แก้ร้อนใน เป็นยาบำรุงหัวใจ
ระยะออกดอก---เป็นระยะตลอดปี
ขยายพันธุ์---ปักชำกิ่ง ตอนกิ่ง ทาบกิ่ง


39 มะลุลี, มะลุลีสีชมพู/Jasminum multiflorum

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Jasminum multiflorum (Burm.f.) Andrews.
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms    
--- Jasminum multiflorum f. pubescens (Retz.) Bakh.f.
---Jasminum pubescens (Retz.) Willd.    
---Jasminum gracillimum Hook. f.
---Mogorium multiflorum (Burm.f.) Lam.
---Mogorium pubescens (Retz.) Lam.
ชื่อสามัญ ---Winter jasmine, Indian jasmine, Downy jasmine, Star jasmine, Furry jasmine, Slender jasmine
ชื่ออื่น ---มะลุลี, มะลิพวง, มะลิซ่อม, มะลิเลื้อย [THAI: Malulee, Mali poung, Mali som.]; [ASSAMESE: Kharikajai, Dua-mali.]; [CHINESE: Mao mo li.]; [CUBA: Jazmín café; Jazmín de España.]; [GERMAN: Sternblütiger Jasmin.]; [GUATEMALA: Jazmín de novia.]; [HINDI: Kunda.]; [INDONESIA: Gambir utan; Melati bintang; Melati gambir; Pontjasuda.]; [JAMAICA: Hairy jasmine.]; [MALAYALAM: Kurukuttimulla.]; [MEXICO: Estrella; Guirnalda.]; [MYANMAR: Kadawn; Kadawnla; Sabe-hmwe-sok; Tawsabe.]; [NEPALI: Beli puspa,]; [PANAMA: Jasmín del papel; Jazmín de San José.]; [PHILIPPINES: Sampagita de china; Sampagita del japón; Sampagitang-sunsong.]; [SPANISH: Jazmín; Jazmín de estrella; Jazmín estrellado.]; [SRILANKA: Pichcha.]; [SWEDISH: Borneojasmin.]; [TAMIL: Makarandam.]; [TELUGU: Kundamu Malle.]; [VIETNAM: Lài dúng; Nhài nhăn; Nhài nhiều hoa.];
ชื่อวงศ์ ---OLEACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปเอเชีย
เขตกระจายพันธุ์ ---อินเดีย เนปาล ภูฏาน ลาว พม่า ไทย เวียตนาม
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล 'Jasminum' สันนิษฐานว่ามาจากภาษาอาหรับและเปอร์เซีย "yâsmîn 'หรือ' yasaman '( Green, 1965 ) ซึ่งหมายถึง" ของขวัญแห่งเทพเจ้า "


มีถิ่นกำเนิดในอนุทวีปอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ปากีสถาน, อินเดีย, เนปาล, ภูฏาน, บังกลาเทศ, พม่า, ไทย, ลาวและเวียดนาม) ได้รับการปลูกฝังอย่างกว้างขวางในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน ได้รับการแนะนำในสหรัฐอเมริกา (ฟลอริดา) จาเมกา โดมินิกัน ฮาวาย เปอร์โตริโก เซเชลส์ ออสเตรเลีย (ควีนส์แลนด์) เกิดขึ้นตามธรรมชาติในป่าสูง ตามแนวขอบแม่น้ำ ที่ระดับความสูงถึง 1200 เมตร เมื่อแปลงสัญชาติ มักจะพบในพื้นที่เปิดโล่งที่ถูกรบกวน ทุ่งหญ้า สวนร้าง พื้นที่ว่างเปล่ามากมายและริมถนน ในโบลิเวียมีการรายงานที่ระดับความสูงไม่เกิน 3,500 เมตร
มะลุลีเป็นไม้ พุ่มกึ่งเลื้อยเนื้อแข็งเลื้อยได้ไกล 2 – 5 เมตร พุ่มกลมแน่นทึบ ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามเป็นคู่ รูปไข่กว้าง 2.5 – 5ซม. ยาว 4 – 7 ซม.สีเขียวอมเหลือง ออกดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อสีขาว ที่ปลายกิ่ง 8 – 20ดอก กลีบเลี้ยงสีเขียวเป็นซี่เรียวแหลม โคนเชื่อมติดกันและมีขนปกคลุม กลีบดอกสีขาว โคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกออกเป็น 7 – 8กลีบ ดอกบานมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 3 ซม. ดอกมีกลิ่นหอมแรงและจะหอมตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน ดอกบานวันเดียวแล้วโรย ผลรูปรีมีเนื้อขนาดยาว 1ซม.สีดำเมื่อสุก เมล็ด 2 เมล็ด ไม่ค่อยเห็นผลในการเพาะปลูก
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งที่มีแดดจัดหรือร่มเงาเพียงบางส่วน ดินที่อุดมสมบูรณ์ด้วยอินทรีย์วัตถุและมีการระบายน้ำดี ทนแล้งปานกลางและทนเค็มเล็กน้อย
ใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวเพื่อใช้เป็นยาในท้องถิ่นและมักถูกปลูกเป็นไม้ประดับมีมูลค่าที่มีกลิ่นหอม
-ใช้เป็นยา น้ำมันหอมระเหยจากดอกไม้มีคุณสมบัติทางเภสัชวิทยามากมายรวมถึงการคลายความเหนื่อยล้า ยาแก้ปวด ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ cardioprotective nematicide และ lactifuge-ในอายุรเวทและ Sidhaใช้ในการรักษาความเจ็บป่วยที่หลากหลาย- ใบทุบผสมกับน้ำใช้เป็นยาแก้ปวดท้อง ใช้เป็นยาพอกสำหรับแผล หรือในรูปแบบของการวางเพื่อรักษาอาการปวดหัว, ปวดไขข้อ, แผลผิวหนัง, ภูมิแพ้, คันและการอักเสบ ยาแก้พิษสำหรับงูกัด เปลือกต้มในน้ำใช้ในการรักษาแผลไฟไหม้ -ดอกไม้ถูกใช้เพื่อยับยั้งการผลิตน้ำนมในผู้หญิง
-อื่น ๆ ดอกไม้มีกลิ่นหอมแม้ว่าจะไม่หอมเหมือนดอกมะลิอื่น ๆ ก็เป็นแหล่งของ น้ำมันหอมระเหยดอกมะลิ ซึ่งมีมูลค่าสูงในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง
ความเชื่อพิธีกรรม---เป็นพืชที่สำคัญในวัฒนธรรมอินเดีย ในบางรัฐดอกไม้เป็นองค์ประกอบสำคัญของพิธีแต่งงาน ถูกใช้เพื่อทำช่อดอกไม้และมาลัยซึ่งมีการแลกเปลี่ยนระหว่างเจ้าสาวและเจ้าบ่าวเป็นสัญลักษณ์ของการยอมรับและการรวมกัน
ระยะออกดอก---ตลอดปี   
ขยายพันธุ์---ด้วยการทับกิ่ง ปักชำและตอนกิ่ง
ส่วนมะลุลีสีชมพู (ในรูป) ดอกย่อยจะมีประมาณ9-15ดอก ดอกตูมจะมีสีชมพูเข้ม บานแล้วเป็นสีขาว ออกดอกตลอดปีเหมือนกัน ตอนนี้มีแต่รูปมะลุลีสีชมพูลงไว้ ทั้งคู่ใช้ชื่อวิทยาศาสตร์เหมือนกัน คือเป็นชนิดเดียวกัน ขยายพันธุ์ด้วยการทับกิ่ง ปักชำและตอนกิ่ง


40 พุทธชาดก้านแดง/Jasminum officinale L. var. grandiflorum


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Jasminum officinale L. var. grandiflorum hort.
ชื่อพ้อง---This name is a synonym of Jasminum grandiflorum L.
ชื่อสามัญ ---French Jasmine, Spanish jasmine, Catalonian Jasmine, Poet's Jasmine
ชื่ออื่น ---จัสมิน, พุทธชาดก้านแดง, มะลิก้านแดง, มะลิฝรั่งเศส ; [THAI: Putthachat kan daeng, Mali kan daeng, Mali farang saes.]; [CHINESE: Su xin hua, Mo li hua.]; [COMMON INDIAN NAME: Chameli, Jati.]; [FRENCH: Jasmin à grandes fleurs.]; [GERMAN: Chinesischer Tee-Jasmin.]; [KANNADA: Jati Maltiga, Sanna Jati Mallige.]; [MALAYSIA: Melur.]; [MALYALAM: Pichi.]; [PAKISTAN: Chambeli, Yasmin.]; [TAMIL: Pichi, Jatimalli.]; [TELUGU: Jati, Sannajati.]; [URDU: Chameli, Yasmeen.]; [SIDDHA: Manmadabanam, Mullai, Padar-malligai.]; [SWEDISH: Luktjasmin.].
ชื่อวงศ์ --- OLEACEAE
ถิ่นกำเนิด---แอฟริกา อาระเบีย ปากีสถาน จีน
เขตกระจายพันธุ์---เขตร้อนและกึ่งเขตร้อน
ไม้พุ่มกึ่งเลื้อย ลำต้นเป็นเหลี่ยม เลื้อยได้ไกลถึง 6 เมตร ใบประกอบแบบขนนก ปลายคี่ ใบย่อยมี5-9ใบ รูปรี ขนาดกว้าง2-3ซม.ยาว4-5ซม.ปลายใบและโคนใบมน ก้านใบย่อยไม่มีหรือสั้นมาก ดอกใหญ่สีขาว ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่งแต่ละช่อมักออกเป็นช่อย่อย3ช่อ ช่อย่อยกลางจะมีก้านสั้น ส่วนช่อย่อยสองข้างมีก้านยาว ดอกกลางจะบานก่อน กลีบดอกมี5กลีบ ดอกบานกว้างถึง5ซม. กลิ่นหอมมาก ดอกตูมสีแดงเข้ม ดอกบานสีขาวส่สนสีแดงกลับไปอยู่ด้านหลังกลีบ
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบแสงแดดรำไรถึงแสงแดดจัด ดินชุ่มชื้นระบายน้ำดี
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ใบใช้ชงเป็นชา
-ในประเทศฝรั่งเศสตอนใต้และอเมริกาใต้ นิยมปลูกกันมาก เพื่อทำหัวน้ำหอม
-ใช้เป็นยา การใช้ยาของพืชชนิดนี้ถูกกล่าวถึงในตำราอายุรเวทแบบดั้งเดิม แพทย์ชาวฮินดูใช้ใบเป็นยารักษาโรคผิวหนังแผลในปากและหูน้ำหนวก ดอกไม้ ใช้เป็นยาพอกเพื่อป้องกันการไหลของน้ำนม-ในประเทศจีนใช้น้ำมันเป็นยาบำรุงกำลัง ใช้รักษาโรคตับอักเสบ ฯลฯ-เป็นพืชที่มีฤทธิ์ลดการแข็งตัวของหลอดเลือด, ยาแก้พยาธิ, ยาขับปัสสาวะ, ต้านการอักเสบ, ยาต้านจุลชีพ, ต้านมะเร็ง, ยาโป๊
-อื่น ๆ ใช้เป็นเครื่องสำอางค์ สารสกัดที่ใช้ในผลิตภัณฑ์เพิ่มความชุ่มชื้นบนใบหน้า, การฟอกสี, ต่อต้านริ้วรอย, โลชั่น, สเปรย์และแชมพู -ใช้กำจัดวัชพืช เมื่อสกัดด้วยน้ำให้ได้ความเข้มข้น 3.12 – 100 mg/ml สารสกัดจากใบยับยั้งการเจริญเติบโตของหญ้าข้าวนกและโสน
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---โดยการตอนกิ่งและปักชำ


41 โกลด์ฟิงเกอร์/Juanulloa mexicana


ชื่อวิทยาศาสตร์---Juanulloa mexicana (Schltdl.) Miers
ชื่อพ้อง ---Has 4 Synonyms   
---Laureria mexicana Schltdl.
---Juanulloa sargii J. D. Smith
---Juanulloa panamensis Miers
---Juanulloa bicolor Gleason
ชื่อสามัญ---Don Juan Plant, Gaucamaya Vine, Golden Star, Goldfinger , Goldfinger plant, Mexican Spoon Flower.
ชื่ออื่น---โกลด์ฟิงเกอร์,โกลเด้นสตาร์, ดาวทอง, นิ้วทอง, นิ้วนางฟ้า, [CHINESE: Huāpíng huā, Léngpíng huā]; [FRENCH: Juanulloa à fleurs orangées.]; [SPANISH: Dedo de Dios, Dedo de oro.].
ชื่อวงศ์---SOLANACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์--เม็กซิโก,โคลัมเบีย, คอสตาริกา, เอกวาดอร์, เอลซัลวาดอร์, กัวเตมาลา, ฮอนดูรัส, อ่าวเม็กซิโก, ปานามา, เปรู
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล ' Juanulloa ' ถูกใช้เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2337 โดยนักพฤกษศาสตร์ชาวสเปนผู้เชี่ยวชาญด้านพืชของเปรูและชิลีHipólito Ruiz LópezและJosé Antonio PavónJiménezในงาน Florae Peruvianae ชื่อนี้ได้รับเกียรติจากนักสำรวจชาวสเปนสองคนที่ไปเที่ยวเปรูอย่างครอบคลุม: Jorge Juan และ Santacilia รวมถึง Antonio de Ulloa และ de la Torre-Giralt ; ชื่อสายพันธุ์ มาจากภาษาละติน '' mexicanus, a, um '' = ของเม็กซิโก อ้างอิงถึงแหล่งกำเนิดของชนิดพันธุ์
มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกากระจายจากเม็กซิโกไปเปรู แต่ก็มีการปลูกฝังในภูมิภาคอื่นของโลกที่มีภูมิอากาศอบอุ่นเช่นภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียนของยุโรป พืชชนิดนี้โดยทั่วไปและในป่าพบว่าเป็นพืชอิงอาศัย แต่เมื่อถูกใช้เป็นไม้ประดับใช้เป็นไม้พุ่มบนพื้นดิน เติบโตที่ระดับความสูง 300-1450 เมตร
ไม้เถาเลื้อยขนาดใหญ่ เลื้อยไปได้ไกลประมาณ 2-5เมตร มีรากพิเศษออกตามลำต้น ใบรูปรีแกมใบหอก ขนาดกว้าง7-9 ซม.ยาว12-15 ซม. ปลายใบเรียวแหลม มนหรือเว้าเล็กน้อย ขอบใบบิดเป็นคลื่น แผ่นใบหนาเกลี้ยงสีเขียวเข้ม ใต้ใบมีขนรูปดาวดอกออกเป็นช่อกระจุกตามปลายยอด ดอกย่อย1-3ดอก ดอกสีส้ม กลีบเลี้ยงหนา โคนเชื่อมติดกันเป็นรูปไข่แคบ ปลายแยกเป็น 5 แฉก โคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นหลอด ยาวประมาณ 8 เซนติเมตร ปลายแยกออกเป็น 5 แฉก รูปไข่เกือบกลม ปลายมน ไม่ติดผล
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการในที่ ที่มีแสงแดดจัด ต้องปลูกในดินร่วนที่มีการระบายน้ำดี ห้ามน้ำขังแฉะ ค่อนข้างโตช้า
-ใช้ปลูกประดับ นิยมปลูกขึ้นเป็นซุ้มไม้เลื้อย หรือปลูกลงแปลงเป็นไม้พุ่ม
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---ด้วยการปักชำและตอนกื่ง



แหล่งที่มา-อ้างอิง

---The International Plant Names Index and World Checklist of Selected Plant Families 2017. Published on the Internet at http://www.ipni.org and http://apps.kew.org/wcsp/
---ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ BGO Plant Databases, The Botanical Garden OrganizationOrganization http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_page.asp
---เต็ม สมิตินันทน์. 2557. ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย. สำนักงานหอพรรณไม้ กรมอุทธยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพรรณพืช. โรงพิมพ์พุทธศาสนาแห่งชาติ. กรุงเทพ.http://www.dnp.go.th/botany/
---เว็บไซต์เมดไทย (MedThai) URL: https://www.medthai.com
---เถาเอ็นอ่อน- Cryptolepis buchanani Roem. & Schult.-India Biodiversity Portal Species Data. http://eol.org/pages/8744344/names/common_names
---มะกล่ำเผือก, สารานุกรมพืชในประเทศไทย (ฉบับย่อ)
http://www.dnp.go.th/botany/detail.aspx?wordsnamesci=Abrus0pulchellus0Wall.0ex0Thwaites
---โคคลาน สรรพคุณและประโยชน์ของต้นโคคลาน 20 ข้อ !By MedThai https://medthai.com/%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%99/

Check for more information on the species:
    
Plants Database    ---Names, synonymy and distribution    The Garden.org Plants Database    https://garden.org/plants/
Global Plant Initiative    ---Digitized type specimens, descriptions and use    หอพรรณไม้ - กรมอุทยานแห่งชาติ    www.dnp.go.th/botany/Herbarium/GPI.html
Tropicos    ---Nomenclature, literature, distribution and collections    Tropicos - Home    www.tropicos.org/
GBIF    ---Global Biodiversity Information Facility    Free and open access to biodiversity data    https://www.gbif.org/
IPNI    ---International Plant Names Index    The International Plant Names Index - home page    http://www.ipni.org/
EOL    ---Descriptions, photos, distribution and literature    Global access to knowledge about life on Earth    Encyclopedia of Life eol.org/
PROTA       ---Uses    The Plant Resources of Tropical Africa    https://books.google.co.th/books?isbn=9057822040
Prelude    ---Medicinal uses    Prelude Medicinal Plants Database    http://www.africamuseum.be/collections/external/prelude
Google Images    ---Images        
            

รวบรวมและเรียบเรียงโดย Tipvipa..V
รูปภาพ--ทิพพ์วิภา วิรัชติ
บริษัท สวนสวรส การ์เด้น ดีไซน์ จำกัด
สวนเทวา  เชียงใหม่
www.suansavarose.com
www.suan theva.com
8/8/2008
Update9/11/2016
---28/4/2561---3/8/2020

 

 

 

 

 

  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view