สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

ต้นนี้อยู่บทไหน ดูที่นี่

ค้นหาต้นไม้ได้ตรงนี้

สวนสไตล์ต่างๆ

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

สัตว์ในสวน- ศัตรูพืช และโรคพืช- สารฉีดพ่นปลอดภัย

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ต้นไม้ชื่อนี้มีระดับ

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

เลือกปลูกต้นไหนดีหนา ?

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 24/03/2017
สถิติผู้เข้าชม 7,466,155
Page Views 11,946,873
 
« March 2017»
SMTWTFS
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 

พรรณไม้เลื้อย2

พรรณไม้เลื้อย2

 

 

พรรณไม้เลื้อย 2


ไม้ เลื้อยเป็นที่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับเหมือนกัน มีมากมายหลายพันธุ์ บางต้นออกดอกดก แต่ออกปี

ละครั้ง บางต้นก็มีกลิ่นหอม หรือบางต้นมีสีสันสดใส   นิยมทำซุ้มให้เลื้อย   หรือให้เลื้อยขึ้นไม้ระแนง

ให้ร่มเงา  (pergola) เป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของสวนที่ทำให้ร่มรื่น และน่าดู ปลูกเป็นพืชคลุมดิน

    คลุมหลังคาโรงเรือน หรือเลื้อยขึ้นไม้ใหญ่แล้วแต่จุดประสงค์ ทำความรู้จักกับไม้เลื้อยบางต้นบางพันธุ์

กันหน่อยก็ดี  นำไปปลูกเลี้ยงดูจะได้สวยงามสมใจ

พรรณ ไม้เลื้อยในนี้จะเริ่มจากพันธุ์ไม้ที่นำมาปลูกประดับและเรื่อยไปจนถึงไม่ได้ ปลูกประดับแต่นำมาใช้เป็นอาหารบ้างใช้เป็นสมุนไพรบ้าง แล้วแต่

กันภัยมหิดล

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Afgekia mahidolae Burtt et Chermsir

 วงศ์ :  LEGUMINOSAE

พบทางจังหวัดกาญจนบุรี ใบเป็นใบประกอบ ช่อหนึ่งมีใบย่อยหลายใบ ด้านล่างของใบมีขนสีน้ำตาล ดอกเป็นช่อตั้ง สีขาวปนม่วง ฝักสั้นป้อมแบน ๆ ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์เพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

ไม้เถาชนิดนี้ นาย เกษม จันทรประสงค์ ซึ่งขณะนั้นเป็นข้าราชการกองพืชพรรณ กรมวิชาการเกษตร ( ปัจจุบันเป็นนายกสมาคมไม้ประดับแห่งประเทศไทย) ค้นพบครั้งแรกที่ประเทศไทยและสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระราชทานนามว่า กันภัยมหิดล ให้เป็นต้นไม้สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2542ด้วยเหตุว่า เป็นต้นไม้ที่พบในประเทศไทย ปลูกง่าย นามเป็นมงคลและพ้องกับชื่อมหาวิทยาลัย ถึงแม้จะเป็นไม้เถาแต่ก็มีลักษณะสวยงาม สามารถจัดแต่งเป็นทรงพุ่มได้หลายแบบ อายุยืน โดยเมื่อเถาแห้งไปก็สามารถงอกขึ้นใหม่ได้ ซึ่งความเป็นไม้เถาแสดงถึงความเจริญก้าวหน้าและความสามารถปรับตัวให้พัฒนาไป ตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างดี

ลักษณะ เป็น ไม้เถา แตกพุ่มหนาแน่น ยาวประมาณ 15 ม. มีขนคล้ายไหมหนาแน่นเกือบทุกส่วน หูใบออกเป็นคู่ รูปเคียว เบี้ยวเล็กน้อย ยาวประมาณ 1.5 ซม. ใบประกอบแกนกลางยาว 8-18 ซม. ก้านใบยาว 2.5 ซม. หูใบย่อยรูปเส้นด้าย ยาว 5 มม. ใบย่อยมี 4-6 คู่ เรียงเกือบตรงข้าม รูปไข่หรือขอบขนาน ยาว 1.5-7.5 ซม. ปลายใบกลม มีติ่งเล็กๆ โคนใบกลมหรือรูปหัวใจตื้นๆ เส้นแขนงใบข้างละ 5-8 เส้น ก้านใบย่อยยาว 2-4 มม. ช่อดอกแบบช่อกระจะ ออกตามซอกใบ ยาว 10-15 ซม. ใบประดับรูปใบหอก ยาว 1.5-3 ซม. ก้านดอกยาว 0.7-1 ซม. กลีบเลี้ยงรูประฆัง สีขาวอมม่วง หลอดกลีบยาว 5-7 มม. รูปปากเปิด กลีบบน 2 กลีบ รูปสามเหลี่ยม ยาว 3-6 มม. กลีบล่าง 3 กลีบ ยาวไม่เท่ากัน รูปแถบหรือรูปลิ่มแคบ ยาว 0.5-1 ซม. กลีบดอกสีม่วงอ่อน กลีบกลางรูปรี ด้านในมีสีเข้ม พับงอกลับ ยาวประมาณ 2 ซม. ปลายเป็นติ่งแหลม โคนกลีบรูปหัวใจ เป็นสันนูนทั้งสองด้าน เส้นกลางกลีบเป็นร่อง มีสีเหลืองแต้มใกล้โคน ที่โคนมีเดือยรูปสามเหลี่ยม 1 คู่ ยาว 3 มม. กลีบปีกรูปขอบขนาน มีสีเข้ม ยาว 1.5 ซม. กลีบคู่ล่างยาวเท่าๆ กลีบปีก เชื่อมติดกันรูปคุ่ม ฝักรูปรีหรือขอบขนาน ยาว 7-9 ซม. หนาประมาณ 3 ซม. เมล็ดมี 1-2 เมล็ด สีน้ำตาล เกือบกลม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

สิรินธรวัลลี

ชื่อวิทยาศาสตร์: Bauhinia sirindhorniae

วงศ์ : LEGUMINOSAE

 เป็นไม้เลื้อยเนื้อแข็ง กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดง เมื่อแก่ เปลือกเถาจะเรียบ บิดตามยาวเล็กน้อย เนื้อไม้เมื่อตัดตามขวาง สีน้ำตาลเข้มออกแดง มีลวดลายสีน้ำตาลอ่อนเป็นกลุ่มเหมือนกลีบดอกไม้ ดอกออกเป็นช่อสีน้ำตาล ออกดอกตลอดปี แต่ดอกจะบานมากในช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม เป็นไม้ถิ่นเดียวในประเทศไทย พบครั้งแรกโดย ดร. ชวลิต นิยมธรรมเมื่อ 20 กันยายน พ.ศ. 2538 ที่ภูทอกน้อย จังหวัดหนองคาย (ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดบึงกาฬ) ชื่อสปีชีส์ของพืชชนิดนี้ตั้งตามพระนามาภิไธยของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

เนื้อไม้ของสิรินธรวัลลีใช้รักษาโรคที่ในตำรายาโบราณเรียกว่า ประดงทั้งสามสิบสองประการ อาการโดยรวมคือเป็นเม็ด ผื่นคัน ปวดแสบปวดร้อน แก้น้ำเหลืองเสีย แก้ลมพิษ หรือภูมิแพ้ต่าง ๆ

สร้อยอินทนิล

 ชื่อวิทยาศาสตร์ : Thunbergia grandiflora (Roxb.ex Rottl.) Roxb.

ชื่อสามัญ : Blue Trumpet Vine, Clock Vine, Bengal Clock Vine, Sky Vine, Skyflower, Blue Skyflower

ชื่ออื่น :ช่ออินทนิล, ช่องหูปากกา, น้ำผึ้งปากกา, ย่ำแย้

วงศ์ : ACANTHACEAE

ไม้ เถาเลื้อยเนื้อแข็งขนาดใหญ่อายุหลายปี ใช้ยอดเลื้อยพันได้ไกล 15-20เมตร ใบเดี่ยว ออกตรงข้าม รูปหัวใจหรือเว้าตื้น7แฉก ขนาดกว้าง10ซม.ยาว10-12ซม. ปลายใบแหลม โคนใบเว้า ขอบหยักฟันเลื่อย ผิวใบสากมือ

ดอก ออกเป็นช่อห้อยเป็นสาย ยาวได้ถึง 1เมตร สีฟ้าเข้ม หรือฟ้าอ่อน ขนาดของดอก8ซม.กลีบดอก5กลีบไม่เท่ากันโคนกลีบติดกันออกดอกตลอดปี ขยายพันธุ์ด้วยการ ทับเถา ปักชำ ตอนกิ่ง 

ชอบกลางแจ้งแสงแดดจัด นิยมปลูกประดับเป็นไม้ขึ้นซุ้ม ใช้นั่งเล่นและพักผ่อน เนื่องจากมีใบแน่นทึบให้ร่มเงาได้ดี

แดงทอดยอด

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ipomea horsfalliae Hook

ชื่อสามัญ : Princess Vine

ถิ่นกำเนิด : หมู่เกาะเวสต์อินดี

ไม้เลื้อยเนื้อแข็งขนาดเล็ก ลำต้นทอดเลื้อยได้ไกล6เมตร ทุกส่วนมีน้ำยางสีขาว

ใบ ออกสลับรูปนิ้วมือ ขนาดกว้าง5-8ซม.ยาว5-10ซม.ปลายใบเรียวแหลมขอบใบบิดเป็นคลื่น หยักเว้าลึก 3-5พู ก้านใบสีอดงยาว 2.5-3ซม. ดอกออกเป็นช่อกระจะ2-4ดอก ดอกรูปกรวย กลีบเลี้ยงสีเขียว กลีบดอกสีแดง โคนดอกเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น5กลีบ ขนาดดอก3-4ซม.

ผลรูปไข่ขนาด1-1.5ซม.เมื่อแก่สีน้ำตาลแตกตามรอยตะเข็บเมล็ดกลมสีน้ำตาลหรือดำ

ออกดอกเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน

ชอบแสงแดดรำไรถึงอสงแดดจัด ดินร่วนระบายน้ำได้ดี ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด


ดาวประดับ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cryptostegia grandiflora R.Br.

ชื่อวงศ์ : ASCLEPIADACEAE

ชื่อสามัญ : Rubber Vine, Purple Allamanda,Indian Rubber Vine


ไม้ เลื้อยเนื้อแข็งทุกส่วนมียางสีขาว เลื้อยได้ไกลประมาณ15เมตรใบเดี่ยวรูปไข่แกมขอบขนานขนาดของใบกว้าง3-5 ซม.ยาว6-10ซม.ใบสีเขียวเข้มหนาเป็นมัน ดอกออกเป็นช่อมีดอกย่อย2-3ดอกสีชมพูอมม่วง รูปกรวยปลายแยกเป็น5กลีบ ขนาดของดอก5-8ซม.

ออกดอกตลอดปีแต่จะออกดอกดกข่วงเดือนมิถุนายน-เดือนสิงหาคม ผลเป็นฝักคู่ มีเมล็ดแบนด้านใน ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำและตอนกิ่ง

ชอบดินร่วนระบายน้ำดีแสงแดดจัด นิยมปลูกเป็นไม้ประดับซุ้ม

ต้น นี้ปลูกอยู่ห่างซุ้มประมาณ2เมตร ตัดแต่งพุ่มด้านล่างแล้วปล่อยให้ปลายยอดเลื้อยขึ้นซุ้ม ไม้จำพวกรอเลื้อยสามารถปลูกได้ในลักษณะเดียวกัน ถ้าชอบ


ม่วงมณีรัตน์

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Saritaea magnifica (W.Bull) Dugard

ชื่อวงศ์ : BIGNONIACEAE

ชื่อสามัญ : Purple Bignonia

เป็นไม้ที่นำเข้าจากต่างประเทศ มีถิ่นกำเนิดจากโคลัมเบียและปานามา

ไม้ รอเลื้อยเนื้อแข็งขนาดเล็ก มีมือปลายม้วนเป็นตะขอระหว่างใบย่อยเกาะยึดพันต้นไม้อื่นเลื้อยได้ไกล 5-7 เมตร  ใบ ประกอบมีใบย่อย2ใบ รูปไข่กลับหรือรูปรี ผิวใบเรียบสีเขียวเข้ม ขนาดของใบกว้าง5-7ซม.ยาว10-12ซม.ดอกออกเป็นช่อกระจุกสีม่วงสดใสตามซอกใบและ ปลาย กิ่ง  ดอกรูปแตร โคนกลีบเชื่อมกันเป็นหลอดปลายแยกเป็น5กลีบ ด้านในหลอดดอกสีเหลืองนวล ขนาดของดอก4.5-7ซม.ผลเป็นฝัก แก่แล้วแตกมีเมล็ด

      ออกดอกเดือนพฤศจิกายน-เดือนกุมภาพันธ์ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดตอนและ ปักกิ่งชำ ชอบดินร่วนระบายน้ำดีแสงแดดจัด

นิยมปลูกเป็นไม้ประดับซุ้ม

ลิปสติค

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aeschynanthus radicans Jack

ชื่อวงศ์ : GESNERIACEAE

ชื่อสามัญ : Lipstick Vine

                ไม้อิงอาศัยขึ้นบนต้นไม้อื่น เลื้อยได้ไกล 1-2 เมตร ลำต้นสีแดงเลือดหมู

ใบเดี่ยวออกเรียงตรงข้ามเป็นคู่ รูปใบหอก กว้าง 1-2 ซม. ยาว 2-4 ซม. ปลายใบและโคนใบมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบสีเขียวหนาอวบน้ำ ท้องใบลายม่วง

ดอก ออกเป็นช่อจากซอกใบและปลายยอด มี2-3ดอก ดอกย่อยสีแดงมีกลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอดปลายแยกเป็น5กลีบ เกสรผู้ยื่นพ้นกลีบดอก ขนาดดอก 1.5-2ซม. ผลเป็นฝักรูปแถบเรียวยาว30-60ซม. เมล็ดมีลักษณะมีพู่ขนติดที่ปลาย ออกดอกตลอดปี

ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด และปักชำกิ่ง ชอบแสงแดดรำไร นิยมปลูกเป็นไม้แขวนเพราะใบและดอกจะห้อยย้อยลงมาส่วนยอดใหม่จะชูตั้งขึ้น สวยดี นิยมปลูกเป็นไม้แขวน

น้ำเต้าลม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Nepenthes thorelii.,Lec.

ชื่อสามัญ : Pitcher Plant, Fly Catching Plant.

ชื่ออื่น : หม้อข้าวหม้อแกงลิง, กระบอกน้ำนายพราน

น้ำเต้า ลมเป็นต้นไม้กินแมลง(Carnivorous Plant)ชนิดหนึ่ง ปกติมักพบขึ้นอยู่ตามที่ลุ่มในทุ่งหญ้า ซึ่งมีสภาพเป็นที่แฉะและเป็นดินปนทราย กระจายพันธุ์อยู่ทุกภาคของประเทศ

ลำ ต้นของน้ำเต้าลมเป็นสีเขียวปนแดงจางๆเป็นไม้ล้มลุกกึ่งเลื้อย สามารถเลื้อย ได้ไกล 4-5เมตร มีก้านใบทำหน้าที่กาบหุ้มลำต้นเป็นข้อๆ  ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับตามข้อต้น ใบเรียวยาวเส้นกลางใบยาวพ้นใบออกไปคล้ายเส้นลวด ปลายเส้นใบมีกระบอกน้ำรูปคนโทใส่น้ำและมีฝาปิด ฝาจะเปิดอ้าออกเมื่อแก่เต็มที่ บริเวณริมกรวยคนโท มียางเหนียวส่วนภายในลื่นเกลี้ยงหากแมลงลื่นหล่นลงไปในคนโทก็จะถูกย่อยจากรู เล็กข้างใน เป็นอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆของน้ำเต้าลม

ดอก น้ำเต้าลมออกเป็นช่อยาว ดอกตัวผู้และดอกตัวเมียแยกกันอยู่คนละต้น ดอกตัวเมียสีแดงเข้ม ดอกตัวผู้สีเขียว ออกดอกตลอดปี ขยายพันธุ์โดยการแยกไหลไปปลูก หรือเพาะเมล็ด เมล็ดของน้ำเต้าลมบรรจุอยู่ในผล เป็นหลอดแข็งยาว 2เซนติเมตร

นิยมปลูกประดับเป็นไม้กระถางแขวนมีหลายสายพันธุ์ทั้งไทยและต่างประเทศรูปทรงแปลกตาสวยงามหลากหลาย

ดอกพระจันทร์

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Ipomea alba Linn.

วงศ์ : CONVOLVULACEAE

ชื่ออื่น : บานดึก

ไม้ เถาไม่มีขน ลำต้นมียางใส ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปหัวใจ กว้าง 5-13 ซม.ยาว 8-17 ซม. ขอบใบเรียบปลายใบแหลม โคนใบเว้าลึกก้านใบเรียวยาว 5- 18 ซม. 

                ดอกสีขาวกลิ่นหอม บานตอนเช้า

และพลบค่ำ ดอก เป็นดอกเดี่ยว หรือช่อ 2-5 ดอกออกตามง่ามใบดอกเมื่อบานเต็มที่ ขนาด10-13ซม.ก้านช่อดอกยาว 1-20ซม. กลีบรองดอก5กลีบ กลีบดอกส่วนโคนเป็นหลอดแคบเรียวยาว ส่วนบนบานกว้าง เป็นกลีบแผ่ติดกัน 5 กลีบ เกสรผู้5อัน เกสรเมียยื่นโผล่เล็กน้อยผลรูปไข่ปลายยาวแหลม ขนาดกว้าง2.5ซม.ยาว3ซม. กลีบรองดอกติดอยู่ที่ฐาน มีเมล็ด 4 เมล็ด

พบขึ้นตามชายห้วยหรือในป่าดิบชุ่มชื้นที่ความสูงใกล้ระดับน้ำทะเล จนถึง700เมตร นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ

เสี้ยวเครือดอกแดง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bauhinia galpini N.E. Brown

ชื่อสามัญ : Galpin's Bauhinia

ชื่ออื่น : ชงโคดอกแดง

วงศ์ : LEGUMINOSAE-CAESALPINIACEAE

ไม้พุ่มกึ่งเลื้อย มีขนตามลำต้น ใบรูปกลมโคนและปลายใบเว้า คล้ายใบแฝดติดกัน มีเส้นใบ7เส้น ใต้ใบมีขนนุ่มสีขาว

ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบ2-10ดอก กลีบเลี้ยงสีเหลืองรูปท้องเรือ2อัน กลีบดอกสีส้มอมแดงรูปช้อน5กลีบ เกสรผู้3อันขนาดดอก5-7ซม. ผลเป็นฝักยาว เมล็ดสีน้ำตาลดำ ออกดอกเดือนกันยายน-เดือนตุลาคม ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่งและปักชำแต่ได้ผลไม่ค่อยดีนัก

พบในแอฟริกาเขตร้อนปลูกเป็นไม้ประดับในอินเดียและไทย

โนรี

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hiptage lucida Pierre.

ชื่อวงศ์ : MALPHIGHIACEAE

ไม้ เถาเลื้อยเนื้อแข็ง ใบเดี่ยวรูปรีแกมขอบขนาน ออกเรียงตรงข้าม แผ่นใบสีเขียว โคนใบมนหรือแหลม ปลายใบเรียวแหลม ขนาดใบกว้าง3-5ซม.ยาว6-10ซม.

ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ดอกย่อยสีขาวอมขมพูโคนกลีบแต้มเหลือง กลีบดอก5กลีบ ตรงกลางมีเกสรเพศผู้10อัน ดอกมีกลิ่นหอม ผลแห้งแตก ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่งชอบแสงแดดจัด น้ำปานกลาง


คัดเค้าเครือ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Oxyceros horridus Lour.

วงศ์ : RUBIACEAE

ชื่ออื่น : คัดเค้า, เค็ดเค้า, พญาเท้าเอว, หนามลิดเค้า, คัดเค้าหนาม

ไม้ รอเลื้อย อายุหลายปี เปลือกต้นสีน้ำตาลเข้ม กิ่งอ่อนเป็นรูปเหลี่ยม เนื้อไม้เหนียวมาก ตามลำต้นและกิ่งมีหนามงอโค้ง ใบออกตรงข้ามเป็นคู่ เนื้อใบหนาสีเขียวเข้ม โคนใบสอบปลายใบแหลม ขนาดของใบกว้าง2.5-5ซม.ยาว5-9ซม.

ดอก ช่อสีขาวออกเป็นกระจุกตามซอกใบและปลายกิ่ง ดอกสีขาวเมื่อใกล้โรยสีจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง โคนของกลีบเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้นๆดอกบานขนาด1.5-2ซม.ดอกบานทน ประมาณ1สัปดาห์ ดอกมีกลิ่นหอม ผลเป็นผลกลุ่ม ผลย่อยกลมสีเขียวเป็นมัน เมื่อแก่สีจะเปลี่ยนเป็นสีดำ
ออกดอกช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เดือนมีนาคม ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง และปักชำ ชอบดินร่วนปนทราย แสงแดดจัดนิยม ปลูกเป็นไม้ประดับขึ้นซุ้มมีสรรพคุณเป็นสมุนไพรหลายขนาน

เถาวัลย์เขียว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tiliacora triandra (Colebr.) Diels.

วงศ์ : MENISPERMACEAE

ชื่ออื่น : จ้อยนาง ยาดนาง เถาย่านาง

ไม้ เถาเลื้อยลำต้น เป็นเถากลมสีเขียว ขนาดเล็ก เลื้อยเกาะไปตามต้นไม้หรือกิ่งไม้ เมื่อเถาแก่สีจะคล้ำขึ้น เถาเหนียวมาก ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับ รูปรีหรือรูปไข่ กว้าง4-6ซม.ยาว7.5-12 ซม.ผิวใบเป็นคลื่นเล็กน้อย เนื้อใบบางแต่เหนียวและแข็ง ดอกออกเป็นพวงตามง่ามใบหรือลำต้น กลีบดอกสีเหลือง ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น ผลกลุ่มรูปรีเมื่อแก่สีแดง 

ต้นนี้สำคัญ ต้องคิดถึงต้มหน่อไม้กับใบหญ้านาง จิ้มน้ำพริกกระปิ ซุปหน่อไม้ด้วย

ปลูกประดับใบก็สวยดีแถมมีประโยชน์



เถาวัลย์แดง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Toxocarpus villosus Decne.

วงศ์ : ASCLEPIADACEAE

ชื่ออื่น : เครือซูด เครือมะแตก


ไม้ เลื้อยขนาดเล็ก เลื้อยได้ไกล 2-4 เมตร มียางขาวทุกส่วนของลำต้น เถาแตกเป็นร่องเหนียวมาก ใช้แทนเชือกได้เถาอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดงหนาแน่น ใบเดี่ยวรูปไข่ออกเรียงสลับกันปลายใบแหลม มีติ่งหนามเล็กๆ แผ่นใบขนาดกว้าง3-4.5ซม. ยาว5-8ซม.ดอกออกเป็นช่อกระจุกซ้อนขนาดใหญ่ ดอกย่อย1-1.5ซม. กลีบดอกมี5กลีบ สีเหลืองสด ออกที่ซอกใบและปลายยอด มีกลิ่นหอมอ่อนๆผลเป็นฝักเมื่อแก่จะแห้งแล้วแตก เมล็ดมีขนปุยปลิวไปตามลม

ชอบ แสงแดดจัด ดินร่วนระบายน้ำได้ดี ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด แลการปักชำกิ่ง นิยมปลูกเป็นไม้ประดับให้ร่มเงา และยังสามารถนำมาทำเป็นเครื่องจักสานได้




ถั่วกรามช้าง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dolichos lablab Linn.

วงศ์ : PAPILIONACEAE

ชื่ออื่น : ถั่วแปบ ถั่วแปบช้าง

ไม้ เลื้อยลำต้นกลม มีขนคายทั่วไป ใบเป็นใบประกอบแบบใบย่อย3ใบ ก้านใบยาวประมาณ 10 ซม. ส่วนโคนบวม ใบบนมีขนาดใหญ่สุด รูปไข่กว้าง ขนาด 10-15ซม.ยาว 15-20ซม. ปลายใบแหลม 2ใบล่างรูปไข่เบี้ยว ขนาดกว้าง 8-12ซม.ยาว12-18ซม.  มีขนนุ่มปกคลุม

ดอก สีม่วงแกมขาวเล็กน้อยออกเป็นช่อตั้ง ก้านช่อดอกยาว 20-50ซม.ดอกย่อยเป็นแบบดอกถั่ว ขนาด 5ซม. กลีบตั้งมีแถบสีขาวตรงกลาง กลีบรองดอกเป็นถ้วยสีเทา เกสรผู้อยู่รวมเป็นกลุ่ม

ผลเป็นฝักรูปทรงกระบอกแกมแบน ปลายแหลม มีขนสีน้ำตาลเข้มปกคลุม ขนาดกว้าง 1-2ซม. ยาว 4-8ซม.

ออกดอกเดือนกรกฏาคมถึงเดือนพฤศจิกายน ผลและใบอ่อนรับประทานเป็นผักสดได้

มีถิ่นกำเนิดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทยพบขึ้นตามป่าเบญจพรรณชื้น

ถั่วคล้า

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Canavalia rosea (Sw.) DC 

วงศ์ : LEGUMINOSAE-FABACEAE


เป็นไม้เถาเลื้อยล้มลุก โตเร็ว ไม่มีเนื้อไม้ อายุหลายปีทอดเลื้อยตามพื้นดินหรือพาดพันต้นไม้อื่น ยาวถึง40เมตร ลำต้นแก่เกลี้ยงและเป็นร่องตื้นตามยาว ส่วนต่างๆที่ยังอ่อนมีขนสั้นปกคลุม

ใบเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือมี3ใบ ย่อยสีเขียวเข้ม ก้านช่อใบยาว5-12ซม.แผ่นใบย่อยรูปไข่กว้าง ขนาดกว้าง5-10ซม.ยาว7-15ซม. ขอบใบเรียบ เนื้อใบบางด้านบนสีเขียวเข้มด้านล่างสีซีดกว่า ใบอ่อนมีขนคล้ายไหมปกคลุมหนาแน่น

ดอกแบบช่อเชิงลดออกตามง่ามใบ ช่อดอกห้อยลงยาว20-40ซม.ดอกย่อยรูปดอกถั่วมีสีขาวและชมพูอมม่วง สวยงาม มีกลิ่นหอมดีงดูดผีเสื้อ 

ออกดอกเดือน มิถุนายน-พฤศจิกายน

ผล แบบฝักถั่ว รูปขอบขนานโค้งเล็กน้อย ขนาดกว้าง2.5-3ซม.ยาว6-15ซม.ผิวฝักมีขนอ่อนปกคลุมหนาแน่น ฝักแ่ก่เกลี้ยง เมล็ดแบนสีน้ำตาลมี2-10เมล็ด

       พบขึ้นทั่วไปในที่โล่งชายฝั่งทะเล ริมแม่น้ำลำคลอง  เป็นพืชชอบ  ที่โล่งแสงแดดจัด ดินร่วนระบายน้ำดี ทนต่อการขาดน้ำและทน ไอเค็มดีเยี่ยม

เขตการกระจายพันธุ์ อินเดีย ศรีลังกา เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก


ส่าเหล้าปัตตานี

 ชื่อวิทยาศาสตร์ : Desmos cochinchinensis Lour

ชื่ออื่น : พี้เขา พีพวนน้อย

  ชื่อวงศ์ :  ANNONACEAE

ส่า เหล้าปัตตานีเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง เลื้อยพาดต้นไม้อื่นไปได้ไกล 5-10 เมตรแตกกิ่งน้อย เปลือกเรียบ สีน้ำตาล มีช่องอากาศเป็นจุดสีขาว เนื้อไม้เหนียว

ใบหนา ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ใบด้านล่างสีเขียวอมเทา  ดอกเดี่ยว ดอกอ่อนสีเขียว เมื่อบานแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ก้าน ดอกเรียวยาวสีม่วง กลีบเลี้ยงรูปสามเหลี่ยมแผ่กางออก
กลีบดอกเรียงเป็น 2 ชั้น ปลายกลีบโค้งงอเข้า โคนกลีบดอกใกล้ฐาน ดอกคอดเล็กน้อย กลีบชั้นในมีขนาดเล็กและสั้นกว่า

กล้วยหมูสัง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Uvaria grandiflora Roxb. ex Hornem. var. grandiflora

วงศ์ : ANNONACEAE

ไม้ เถาเลื้อยเนื้อแข็ง ขนาดใหญ่ กิ่งอ่อนมีสีน้ำตาลเหลืองคลุมอยู่หนาแน่น ใบเดี่ยว รูปขอบขนานแกมไข่กลับ กว้าง 8ซม.ยาว21ซม.ปลายใบแหลม โคนใบสอบมน  ดอกออกเป็นดอกเดี่ยว ตามกิ่งใกล้ปลายยอด กลีบรองดอกรูปสามเหลี่ยมสีเขียวอ่อน ขนาด2-3.2 ซม.กลีบดอก 6กลีบ รูปขอบขนานถึงรูปไข่แคบค่อนข้างหนาสีแดงเข้ม โคนกลีบดอกสีเหลือง อ่อน กลางดอกมีเกสรผู้อยู่เป็นจำนวนมากสีเหลือง ดอกบาน1-2วันกลิ่นหอมอ่อนๆตอนค่ำ ออกดอก ติดผลช่วง เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม ผลเป็นผลกลุ่มมีผลย่อยรูปทรงกระบอกจำนวนมาก  ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง

การกระจายพันธุ์ อินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ถึงอินโดนีเซีย ประเทศไทยพบทุกภาคตามป่าดิบชื้น ป่าโปร่งและบริเวณริมห้วย

กระดังงาจีน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Artabotrys hexapetalus (L.f.) Bhandari

วงศ์ : ANNONACEAE

ชื่อสามัญ : Climbing Ylang Ylang, Ylang Ylang Vine

ชื่ออื่น : การเวก สะบันงาเครือ สะบันงาจีน

คล้าย การเวกแต่เป็นพรรณไม้จากต่างประเทศ ดอกใหญ่กว่า สีเข้มกว่าและออกดอกดกกว่า เป็นไม้เลื้อยเนื้อแข็งเลื้อยได้ไกล10-15เมตร ตามกิ่งและยอดไม่มีขน ใบแข็งหนาสีเขียวเข้มเป็นมัน 

ดอก เดี่ยวสีเหลือง กลีบดอกรูปรีปลายแหลม มี 6กลีบสีเหลืองแข็งหนา เรียงเป็น2ชั้น ชั้นละ3กลีบ กลีบด้านในเล็กกว่าด้านนอก ดอกบานขนาด5-7ซม. ส่วนโคนก้านดอกแบนและโค้งคล้ายตะขอใช้เกาะพยุงลำต้น

ผลเป็นผลกลุ่มมีผลย่อย7-15ผลออกดอกตลอดปี ดอกบานวันเดียวร่วงหอมตลอดวันและแรงขึ้นตอนช่วงพลบค่ำ ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง

ซุ้มไม้ในกรุงเทพฯตามที่จอดรถประจำทางจะเป็นกระดังงาจีน แต่มักจะเรียกกันว่าการเวก เป็น ต้นไม้กลางแจ้งที่ไม่ค่อยเลือกปุ๋ยเลือกดินเท่าไหร่เลี้ยงง่ายดูแลง่าย  สำหรับซุ้มที่จะทำให้ขึ้นเลื้อยต้องเป็นซุ้มที่มั่นคงและแข็งแรงพอที่ จะรับน้ำหนักของทรงต้นได้.

เถาวัลย์เปรียง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Derris scandens Benth.

ชื่ออื่น :  เครือตาปา , เครือเขาหนัง

วงศ์ : PAPILIONEAE

 ไม้เถาเลื้อยพาดพันต้นไม้ใหญ่ ใบหนาและแข็ง เป็น ใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับกัน มีใบย่อย 4-8 ใบ  เป็นรูปรี ปลายใบเป็นรูปหอก โคนใบมน ขอบใบเรียบ ใบย่อยมีขนาดกว้างประมาณ 1-1.25 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร หลังใบเรียบเป็นมันสีเขียวเข้ม ท้องใบเรียบ

  ดอกออกเป็นช่อสีขาวห้อยลง กลีบรองดอกสีม่วงดำ ปลายกลีบดอกสีชมพูเรื่อ  ดอกดกมาก และส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ  ผลออกเป็นฝักแบนเล็ก ๆ ภายในจะมีเมล็ดอยู่ประมาณ 2-4 เมล็ด พรรณไม้นี้ขึ้นง่าย มักขึ้นเองตามชายป่า และที่โล่งทั่ว ๆ ไป เนื้อไม้ในเถานั้นจะเป็นวง  คล้ายเถาคันแดง เป็นพรรณไม้ที่มีมากที่สุดในประเทศไทย ขึ้นอยู่ทุกจังหวัด

ขยาย พันธุ์ ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดหรือวิธีการแยกไหลใต้ดินชอบอากาศเย็นแต่แสงแดดจัด ทนความแห้งแล้งได้ดี หากปลูกในที่แล้งจะออกดอกดก แต่จะมีขนาดเล็กกว่าปลูกในที่ชุ่มชื้น สามารถปลูกเป็นไม้ประดับได้

พวงทองเครือ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tristellateia australasiae A. Rich

ชื่อสามัญ : Australian Gold Climber, Vinning Milkweed

ชื่ออื่น : ระคนทอง, พวงทองทะเล

วงศ์ : MALPHIGHIACEAE

ถิ่นกำเนิด: ทวีปออสเตรเลีย

ไม้ เถาเนื้อแข็ง ทอดเลื้อยตามพื้นดินหรือขึ้นพันไม้อื่น เลื้อยไปได้ไกล2-5เมตร มีรูอากาศกระจายทั่วลำต้น ส่วนที่ยังอ่อนมีขนสีขาวปกคลุม

ใบ เดี่ยวเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก ขนาดกว้าง 2-5 ซม.ยาว 8-12 ซม.แผ่นใบรูปรีแกมขอบขนานโคนใบมีต่อม1คู่  ขอบใบเรียบมักโค้งลง เนื้อใบหนาคล้ายแผ่นหนังผิวใบแก่เกลี้ยงใบอ่อนมีขนประปราย ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมันด้านล่างสีซีดกว่า

ดอก ออกเป็นช่อเชิงลดมีก้าน ออกตามปลายกิ่ง ช่อดอกยาว10-20ซม .ดอกย่อยสีเหลืองคล้ายรูปดาวดอกบานขนาด 2-3 ซม.เกสรผู้ 10 อันสีเหลืองแล้วเปลี่ยนเป็นสีแดง ผลแห้งแล้วแตกประกอบด้วยซีกผล3ซีก ไม่สมมาตร มีขนสีขาวปกคลุมประปรายแต่ละซีกมี1เมล็ด

ออกดอกตลอดปี ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและปักชำกิ่ง

พบขึ้นตามรอยต่อระหว่างป่าชายเลนกับป่าบก หรือพื้นที่เกษตรกรรม

การกระจายพันธุ์ ไต้หวัน ตอนใต้ของเวียตนาม กัมพูชา ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ตอนเหนือของออสเตรเลีย และหมู่เกาะใกล้เคียง

ส้มเสี้ยวเถา

ชื่อวิทยาศาสตร์: Bauhinia lakhonensis Gagnep.

วงศ์:FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE)

ไม้เถา ใบเดี่ยว รูปเกือบกลม ยาว 4-5 ซม. ปลายใบแฉกลึกประมาณ 1/2 ของใบ ปลายแฉกกลม โคนใบรูปหัวใจแฉกลึก มีขนสีน้ำตาลแดงตามเส้นแขนงใบด้านล่าง ดอกออกเป็นช่อเชิงหลั่นตามซอกใบหรือปลายกิ่ง ยาวประมาณ 5 กลีบเลี้ยงแยกเป็น 5 ส่วน พับงอ กลีบดอกสีขาว 5 กลีบ รูปไข่แกมขอบขนาน ยาวประมาณ 1 ซม. ฝักรูปใบหอก แบน ยาว 10-12 ซม. เมล็ดแบน มี 8-16 เมล็ด รูปรี ยาวประมาณ 0.9 ซม. 

การกระจายพันธุ์ พบเฉพาะในลาว เวียดนามตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนของไทย

มะลิฝรั่งเศส

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Jasminum offcinale Linn.f. var grandiflorum (Linn.) Kob.

ชื่อสามัญ : Spanish Jasmine, Catalonian Jasmine, Poet's Jasmine

ชื่ออื่น : จัสมิน, มะลิก้านแดง,มะลิฝรั่งเศส

วงศ์ : OLEACEAE


ไม้ พุ่มกึ่งเลื้อย ลำต้นเป็นเหลี่ยม เลื้อยได้ไกลถึง6เมตร ใบประกอบแบบขนนก ปลายคี่ ใบย่อยมี5-9ใบ รูปรี ขนาดกว้าง2-3ซม.ยาว4-5ซม.ปลายใบและโคนใบมน ก้านใบย่อยไม่มีหรือสั้นมาก 

ดอก ใหญ่สีขาว ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่งแต่ละช่อมักออกเป็นช่อย่อย3ช่อ ช่อย่อยกลางจะมีก้านสั้น ส่วนช่อย่อยสองข้างมีก้านยาว ดอกกลางจะบานก่อน กลีบดอกมี5กลีบ ดอกบานกว้างถึง5ซม. กลิ่นหอมมาก ดอกตูมสีแดงเข้ม ดอกบานสีขาวส่สนสีแดงกลับไปอยู่ด้านหลังกลีบ

ในประเทศฝรั่งเศสตอนใต้และอเมริกาใต้ นิยมปลูกกันมาก เพื่อทำหัวน้ำหอม ขยายพันธุ์โดยการตอนกิ่งและปักชำชอบแสงแดดรำไรถึงแสงแดดจัด ดินชุ่มชื้นระบายน้ำดี

ถั่วดาวอินคา

ชื่อวิทยาศาสตร์: Plukenetia volubilis

วงศ์  : Euphorbiaceae

ชื่อสามัญ : Sacha inchi, Sacha inchic, Sacha mani, Inca peanut ,ถั่วลิสง Inca

ถั่วดาวอินคา เป็นพืชจากป่าอเมซอนของชาวเปรู ภาษาท้องถิ่นเรียกอีกชื่อว่า “องุ่นสีเขียว”หรือ “แบริ่งฝัก” (Twining) เป็นไม้เถาทรงพุ่ม เจริญเติบโตในแถวในสูง 2-3 เมตร เป็นพืชที่ต้องการแสงแดดและความชื้นสูง ผลเป็นฝัก รูปดาว เมื่อเป็นฝักอ่อนจะเป็นสีเขียวสดเมื่อฝักแก่จะเป็นสีน้ำตาล ฝักมักจะมี 4-6 แฉก ขนาดประมาณ3.5ซ.ม.มีเปลือกที่ครอบคลุมเมล็ดใน 3 ชั้น 1ฝักมีเมล็ด 3-7 เมล็ด

เมื่อสกัดเมล็ดจะมีน้ำมัน หลังจากการสกัดน้ำมันที่"เค้ก"แล้วจะได้แป้งและโปรตีนที่มีคุณค่าทางชีวภาพสูงถั่วดาวอินคาเป็นพืชที่ให้ผลเร็วมากปลูกระยะเวลาไม่เกินหกเดือนก็สามารถให้ผลผลิตและสามารถให้ผลผลิตได้เป็นระยะเวลายาวนานถึง15-50 ปี โดยไม่จำเป็นต้องทำการปลูกซ้ำๆ 

ภาพถั่วดาวอินคาสถานที่ถ่ายจาก สวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพฯที่จ.ระยอง ขึ้นซุ้มไม้เลื้อยได้



 

 

 

  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view