สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

สารพัดต้นไม้จัดสวน

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

สวนสไตล์ต่างๆ

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ชื่อนั้นสำคัญไฉน

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 19/09/2021
สถิติผู้เข้าชม 10,457,799
Page Views 15,894,605
 
« September 2021»
SMTWTFS
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930  

ปาล์ม 5

ปาล์ม 5


PALM 5

ไม้ยืนต้น 5 (ประเภท หมาก, ปรง, ปาล์ม)

For information only- the plant is not for sale

1 ปาล์มหางกระรอก/ Wodyetia bifurcata Irvine 32 ปาล์มพัดจีบ/ Licuala grandis
2 อินทผลัม/ Phoenix sylvestris (L.) Roxb. 33 ปาล์มบังสูรย์/Johannesteijsmannia altifron
3 หมากเขียว/ Ptychosperma macarthurii 34 หมากงาช้าง/ Nenga pumila 
4 หมากเหลือง/ Dypsis lutescens 35 หมากหอม/ Arenga australasica
5 หมากแดง/ Cyrtostachys renda 36 หมากเตี้ย/ Areca catechu 'Dwarf'
6 หมากนวล/ Adonidia merrillii 37 ปาล์มสะดือเหลือง/Coccothrinax argentata
7 ปาล์มแชมเปญ/ Hyophorbe lagenicaulis 38 ปาล์มมิรากัวม่า/Coccothrinax miraguama
8 ปาล์มน้ำมัน/ Elaeis guineensis 39 มะพร้าว/Cocos nucifera 
9 ปาล์มเป็ตติโค้ต/ Washingtonia robusta 40 มะพร้าวแคระ/Syagrus schizophylla
10 ตาลฟ้า/ Bismarckia nobilis  41 ปาล์มไพลิน/Chamaedorea metallica 
11 ตาลน้ำเงิน/ Latanai loddigesii  42 เต่าร้างยักษ์ดอยภูคา/Caryota obtusa
12 ตาลเหลือง/ Latania verschaffeltii  43 ปาล์มหงส์เหิน/Copernicia baileyana
13 ปาล์มเคราฤาษี/ Coccothrinax crinita 44 ช้างไห้/Borassodendron machadonis
14 ปาล์มอ้ายหมี/ Copernicia macroglossa 45 ลานกบินทร์/Corypha lecomtei
15 เปาโรติส/ Acoelorraphe wrightii 46 ลานเมืองเหนือ/Corypha umbraculifera 
16 ปาล์มคาร์เพนทีเรีย/ Carpentaria acuminata 47 ลานพรุ/Corypha utan 
17 ปาล์มจีน/ Livistona chinesis 48 ปาล์มโคฮูน/Attalea cohune
18 แวกซ์ปาล์ม/ Copernicia prunifera 49 ปาล์มซามูไร/Syagrus coronata
19 ปาล์มไผ่/ Chamaedorea seifrizii 50 ปรงญี่ปุ่น/Cycas revoluta.
20 ปาล์มขวดยักษ์/ Roystonea oleracea var. 51 ปรงเม็กซิกัน/Zamia furfuracea
21 ปาล์มขวด/ Roystonea regia 52 ปรงแมคโครซาเมีย/Macrozamia moorei
22 คิงปาล์ม/ Archontophoenix alexandrae 53 ปาล์มชาแมรอปส์/Chamaerops humilis 
23 ปาล์มเจ้าเมืองถลาง/ Keriodoxa elegans 54 ปรงทะเล/Cycas edentata
24 ปาล์มเจ้าเมืองตรัง/ Licaula peltata var.
55 ปรงป่า/Cycas siamensis 
25 เต่าร้าง/ Caryota urens  56 ปรงเขา/Cycas pectinata
26 เต่าร้างแดง/ Caryota mitis 57 ปรงเขาชะเมา/Cycas chamaoensis 
27 หมากสง/ Areca catechu 58 ปรงสีฟ้า/Cycas cairnsiana 
28 อินทผลัมกินลูก/ Phoenix dactylifera 59 สิบสองปันนา/Phoenix loureiri
29 ปาล์มพัด/ Pritchardia pacifica 60 ปาล์มศรีสยาม/Arenga hookeriana 
30 ปาล์มชวา/ Saribus rotundifolius 61 จาก/Nypa fruticans
31 ปาล์มสามทาง/ Dypsis decaryi 

For information only-the plant is not for sale.

          ไม้ใหญ่ยืนต้นเพื่อใช้ในการจัดสวน มีหลายชนิดที่นำมาใช้ในงานได้สวยงามและเพื่อประโยชน์ให้ร่มเงา
ขนาดความสูง เส้นผ่านศูนย์กลางของลำต้น  ที่ใช้ ก็แล้วแต่ความเหมาะสม ถ้าเป็นตามบ้านพักอาศัยมีพื้นที่ไม่กว้างนัก(เฉพาะส่วนของสวนพื้นที่ประมาณ ไม่เกิน100ตารางเมตร = 25ตารางวา ) ควรเลือกต้นไม้ ที่ทรงพุ่มไม่ใหญ่มาก และใบไม่หนาทึบเกินไป เพราะจะต้องพบกับปัญหาในการตัดแต่งทรงพุ่มอยู่เสมอ ถ้าปล่อยตามธรรมชาติ ความใหญ่และความหนาทึบของทรงพุ่มจะทำให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกอึดอัดและบีบคั้น แทนความรู้สึกร่มรื่นเย็นสบาย
           อีกปัญหาคือเรื่องของระบบราก ที่ต้องระวัง ต้นไม้บางชนิด ระบบรากรุนแรง ถ้าปลูกใกล้บ้านเกินไปอาจเกิดปัญหาระบบรากรบกวนโครงสร้างฐานรากได้ จะเห็นว่าไม้ต้องห้ามตามความเชื่อแต่โบราณนานมาที่ห้ามปลูกในบ้าน นั้นมีเหตุและผลอยู่ในตัวเอง เสมอ ยกตัวอย่างเช่น ต้นไทร, ต้นโพธิ์  ซึ่งเป็นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาไปได้ไกล ซึ่งเชื่อว่าปลายใบตกที่ใดปลายรากอยู่ที่นั่น ทำให้เป็นข้อห้ามที่ไม่ให้ปลูกไว้ใกล้เรือน
           ไม้ใหญ่ที่ขายอยู่ทั่วไปตามตลาดต้นไม้ หรือตามสวนจตุจักร มีอยู่ 2 ลักษณะคือ
1---ต้นไม้ที่ปลูกไว้ขายเพื่อการขุดล้อม คือปลูกเป็นแปลงเป็นชนิด เป็นขนาด แล้วขายต้นที่ปลูกในดิน ใครจะซื้อก็มาขุด มาล้อม มาบอน แล้วขนขึ้นรถกันเอง เจ้าของยืนรอรับตังอย่างเดียว ต้นไม้ประเภทนี้ หลังจากขุดได้แล้วจะมีการนำไปบรรจุขุยมะพร้าวรดน้ำและยาเร่งรากเพื่อให้ออกรากและผลิใบก่อนการนำไปวางขาย ป้องกันปัญหาต้นไม้หลุดตายคาสนามลูกค้า

2---ต้นไม้ที่ขุดล้อมมาจากป่าสดๆดิบๆ งานนี้เป็นของพวกขุดล้อมมืออาชีพ พวกเขาจะเสาะหาต้นไม้ตามหัวไร่ปลายนา เมื่อพบชนิดของต้นไม้ที่มีผู้สั่งหรือต้องการซื้อตามออเดอร์ ก็ขุดสดๆ หลังจากแต่งรากแต่งกิ่งก็จะยกต้นไม้ส่งไปเลย แต่ถ้าเป็นต้นไม้ชนิดที่ขุดไปสดๆแล้วเสี่ยงต่อการตายภายใน3วัน7วัน ก็จะทำการบอนต้นไม้ก่อน การบอนต้นไม้ก็คือการขุดล้อมบริเวณรากตัดรากแขนงรอบๆรากแก้ว แล้วหมักทิ้งไว้ประมาณ1เดือนเป็นอย่างน้อยแล้วแต่ชนิด เรียกว่าทำให้ต้นไม้รู้สึกตัว หลังจากนั้นค่อยตัดรากแก้วแล้วยกขึ้นรถ อย่างข้อ2 นี้ ถ้าผู้ซื้อไม่มีความรู้ความชำนาญในการดูต้นไม้ว่าเป็นอย่างไหนก็จะเสี่ยงซื้อต้นไม้ที่อาจตายเมื่อนำไปปลูกต่อได้ สนนราคาอาจถูกกว่าข้อ1พอดู แต่จะอธิบายคำถามของลูกค้าที่ว่า ทำไมชั้นซื้อถูก คุณซื้อแพง ได้
       -ข้อสังเกตุในการเลือกซื้อต้นไม้อย่างข้อ2และมีความเสี่ยงน้อย ให้ดูที่ยาง ถ้าต้นไม้มียางอัตราการตายจะน้อยเพราะเป็นพวกไม้เนื้ออ่อน เช่น ลั่นทม เหลืองปริดิยาธร พญาสัตบรรณ จะออกรากง่าย แค่ระวังอย่ารดน้ำมากจนรากเน่าก็พอ ส่วนไม้เนื้อแข็ง เช่น พยอม, ลำดวน,บุนนาค ต้นไม้พวกนี้ไม่มียางออกรากยาก ทำให้สะอื้นได้เชียวนะเพราะราคาไม่ใช่น้อย
       -สำหรับปาล์ม ขุดดิบ ดีที่สุด คือขุดแบบข้อ1 เช่น ปาล์มหางกระรอก ปาล์มเป็ตติโค๊ด ปาล์มน้ำมัน ส่วนพวกอินทผลัม ตาลฟ้า ตาลน้ำเงิน ตาลแดง ให้ขุดแบบข้อ2คือบอนไว้ก่อน
ทีนี้เป็นเรื่องการเลือกต้นไม้ใหญ่เพื่อนำมาปลูกในบ้านตามขนาดพื้นที่ดังกล่าว เดี๋ยวโชว์รูปให้ดูดีกว่าว่ามีต้นอะไรบ้าง ค่อยๆเรียงลำดับจำแนกประเภท เป็นหมวดหมู่ ไปเรื่อยๆ สนใจก็คอยติดตามเอาเพราะต้นไม้ที่นำมาใช้ ในงานจัดสวนมีมากมายจริง
        -สำหรับในหน้านี้ และต่อไปนี้ จะพูดถึงพวก หมาก ปรง ปาล์ม ก่อน เพราะเป็นพวกดูแลรักษาง่าย ถึงบางชนิดจะทิ้งใบแก่ก็เก็บงำไม่ยาก การเปลี่ยนแปลงรูปทรงหน้าตาของสวนที่จัดเอาไว้ก็ไม่ค่อยเกิด เพราะ โตช้านานหลายปีกว่าจะคับบ้าน ปุ๋ย ยาก็นานๆครั้ง สรุปแล้ว..ชอบ.. แต่อุปสรรคของการจัดสวนด้วยต้นไม้พวกนี้ก็มีเหมือนกัน ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่อง ฮวงจุ้ย ...ซินแส..มา.... นักจัดสวน สถาปนิก วิศวกร อินทีเรีย มัณฑนากร ช่างไฟฟ้า ช่างประปา จะหนาว สั่นไปตามๆกัน......
อีกนิด ข้อความข้างบนทั้งหลายและในอีกหลายบทความ  ขอขยายว่าเป็นของเว็บนี้ทั้งหมด Confirm ตั้งแต่ปี 2008 มีผู้นำไปใช้หลายแห่งโดยไม่ได้เครดิต เมื่อก่อนมันไม่มีเรื่องลิขสิทธิ์เข้ามาเกี่ยวข้อง  ก็ไม่เป็นไรช่วยๆกันไป แต่ตอนนี้ 2018 ขอสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนเท่านั้น เดี๋ยวจะเข้าใจว่าก๊อปเว็บอื่นมาราคาตกเลย


ปาล์มที่ปลูกในประเทศไทย
สกุล Normanbya (nor-mahn'-bee-ah) เป็น Monotypic genus มีเพียง 1สายพันธุ์ในสกุลคือ Normanbya normanbyi หรือที่เรียกว่า "Black Palm"เป็นพันธุ์ปาล์มเฉพาะถิ่นของป่าฝนเขตร้อนที่ลุ่มทางตะวันออกเฉียงเหนือของออสเตรเลีย


1 ปาล์มหางกระรอก/Normanbya normanbyi

ชื่อวิทยาศาสตร์---Normanbya normanbyi (W.Hill) L.H.Bailey (1930)
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms
---Basionym: Cocos normanbyi W.Hill.(1874)
---Areca normanbyi (W.Hill) F.Muell.(1874)    
---Drymophloeus normanbyi (W.Hill) Benth. & Hook.f. ex Becc.(1885)    
---Normanbya muelleri Becc.(1885)   
---Ptychosperma normanbyi (W.Hill) F.Muell.(1880)    
---Saguaster normanbyi (W.Hill) Kuntze.(1891)
ชื่อสามัญ---Black Palm.
ชื่ออื่น---ปาล์มหางกระรอก (ไทย) ; [THAI:Pam hang kra-rok)
ชื่อวงศ์---ARECACEAE (PALMAE)
ถิ่นกำเนิด---โอเชียเนีย
เขตกระจายพันธุ์---ออสเตรเลีย นิวกินี
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Normanbya และชื่อสายพันธุ์ 'normanbyi'ตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่นักการเมืองชาวอังกฤษ George Augustus Constantine Phipps Normanby (1819-1890)ซึ่งเป็นผู้ว่าการรัฐควีนส์แลนด์(1871-1874)
Normanbya normanbyi เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae) ได้รับการอธิบายครั้งแรกโดย Walter Hill  (1820‒1904) นักพฤกษศาสตร์ชาวออสเตรเลียและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Liberty Hyde Bailey (1858-1954) นักพฤกษศาสตร์ชาวอเมริกัน ในปีพ.ศ.2473

ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในรัฐควีนส์แลนด์ตะวันออกเฉียงเหนือของออสเตรเลียและในนิวกินี เติบโตในป่าดงดิบและป่าเถาวัลย์ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลใกล้ถึง 700เมตร
ลักษณะ เป็นปาล์มไม่มีหนาม ต้นสูงประมาณ 20-30 เมตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 15-20 ซม.ลำต้นเรียบเรียว มีแหวนใกล้ ๆ กัน สีเกือบดำเมื่อต้นปาล์มมีอายุมากขึ้นใบรูปขนนก(pinnate) ทางใบยาว 2-3 เมตร ประกอบด้วยแผ่นใบย่อยแคบ ๆ จำนวนมาก75-95ใบในแต่ละด้านของทางใบ กาบใบยาวถึง 120 ซม. สีเขียวอ่อนก้านใบมีเกล็ดหนาแน่น ใบย่อยยาวประมาณ 45ซม.ด้านบนสีเขียวด้านล่างสีเงินจัดเรียงเป็นวงกลมรอบ ๆ ก้านใบ ซึ่งทำให้มีลักษณะเป็นพวงคล้ายกับต้นหางสุนัขจิ้งจอก(Wodyetia bifurcata) ช่อดอกออกใต้ใบใกล้คอยอด (Infrafoliar) สีเขียวยาว 90 ซม. ดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้น (monoecious) ดอกจัดเรียงเป็นกลุ่มสามดอก(ดอกเพศเมียอยู่ระหว่างดอกเพศผู้สองดอก) ยกเว้นในส่วนขั้วของ rachillae (การแตกกิ่งรองของช่อดอก) ที่มีเฉพาะดอกเพศผู้ที่อยู่โดดเดี่ยวหรือเป็นคู่ ดอกเพศผู้มีสีเขียวเข้มกลีบเลี้ยงสีเขียวกลีบดอกสีเหลืองครีม เกสรตัวผู้ 24-40 อัน ดอกเพศเมียมีกลีบเลี้ยงสีเขียวกลาง กลีบดอกสีเขียวอ่อน ช่อดอกหนึ่งช่อประกอบด้วยดอกเพศผู้ประมาณ 1,900 ดอกและดอกเพศเมีย 800 ดอก ผลสีชมพูถึงน้ำตาลแดงเมื่อสุก รูปไข่ยาว 35-50 มม. x กว้าง 25-39 มม มีปลายผลเป็นจะงอยแหลม เมล็ดยาว 35 มม. x กว้าง 25 มม. เอนโดสเปิร์มหนาเปลือกหุ้มเมล็ดสีแดงอมส้ม โดยเฉลี่ยจะมีผลสุกประมาณ 280 ผลต่อต้น
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---ต้องการแสงแดดเต็มที่ ดินที่ลึกและร่วนซุยซึ่งอาจมีความเป็นกรดเล็กน้อยและมีความชื้นสม่ำเสมอ มีการระบายน้ำที่ดี เหมาะกับสภาพอากาศเขตกึ่งร้อนชื้นทนอุณหภูมิต่ำสุดได้ถึง 0องศาC
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ มีคุณค่าทางภูมิท้ศน์ที่โดดเด่น ใช้ปลูกเดี่ยว ๆ ปลูกลงแปลงเป็นแถวหรือปลูกเป็นกลุ่ม ตามบ้าน  ในสวนสาธารณะและสวนทั่วไป
-อื่น ๆชาวพื้นเมืองใช้ ด้านในของลำต้นแข็งและดำใช้ทำงานหัตถกรรมต่างๆและใช้ในงานก่อสร้าง
ภัยคุกคาม---เนื่องจากถูกคุกคามโดยการทำลายแหล่งที่อยู่อาศัย ถูกวางไว้ใน IUCN Red List (สหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ) เประเภท “ ความอ่อนแอ” (ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในป่า)
สถานะการอนุรักษ์---VU- VULNERABLE -  IUCN. Red List of Threatened Species  1998
ระยะออกดอก/ติดผล---ออกดอกสูงสุดในฤดูแล้ง ในขณะที่การติดผลจำกัดเฉพาะในฤดูฝน
ขยายพันธุ์---เมล็ด ใช้เวลาในการงอก3-4 เดือน

สกุล Wodyetia (woh-dye-SHE-ah) เป็นสกุลMonotypic มีเพียงสายพันธุ์เดียวในสกุล คือ Wodyetia bifurcata หรือที่เรียกว่า "Fox-tail Palm"เป็นพืชเฉพาะถิ่นไปยังพื้นที่ห่างไกลในรัฐควีนส์แลนด์, ออสเตรเลียในCape York คาบสมุทรที่พวกมันเติบโต

  ปาล์มหางหมาป่า/ Wodyetia bifurcata Irvine

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Wodyetia bifurcata A.K.Irvine (1983)
ชื่อพ้อง:---No synonyms are recorded for this name
ชื่อสามัญ---Fox-tail Palm, Foxtail palm, Wodyetia palm
ชื่ออื่น---ปาล์มหางหมาจิ้งจอก,ปาล์มหางหมาป่า ,ปาล์มหางกระรอก ;[CHINESE: Hu wei ye zi.];[FRENCH: Palmier queue de renard.];[NORWEGIAN: Revehalepalme.];[PORTUGUESE: Rabo-de-raposa (Brazil).];[SPANISH: Wodyetia.];[THAI: Pam hang kra rok, Pam hang ma pa.]
ชื่อวงศ์---ARECACEAE (PALMAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปออสเตรเลีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศออสเตรเลีย (ควีนส์แลนด์)
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล 'Wodyeti'เพื่อยกย่องชาวอะบอริจินคนสุดท้ายซึ่งเชี่ยวชาญในประเพณีท้องถิ่น ชื่อWodyeti ; ชื่อระบุชนิดสำหรับสายพันธุ์ 'bifurcata'มาจากภาษาละติน = 'ครั้งที่สองแบ่ง'
Wodyetia bifurcata เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae)ได้รับการอธิบายครั้งแรกโดย Anthony Kyle Irvine (เกิดปี 1937) นักพฤกษศาสตร์ชาวออสเตรเลีย ในปีพ.ศ.2426

 

ที่อยู่อาศัย มึถิ่นกำเนิดในพื้นที่เล็ก ๆ บนแหลมเมลวิลล์ในคาบสมุทรเคปยอร์กทางตอนเหนือของควีนส์แลนด์ (ออสเตรเลีย) มักพบในดินทรายที่เป็นกรด พบที่ระดับความสูงระหว่าง 60-400 เมตรจากระดับน้ำทะเล
ลักษณะ เป็นปาล์มลำต้นเดี่ยวไม่มีหนาม สูงได้ถึง 6-15 เมตร ลำต้นทรงกระบอก สีน้ำตาลอมเทาอ่อน เส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 20-25 ซม. ปลายคอดกว่าส่วนโคน สีเขียว  ใบประกอบแบบขนนก(pinnate) เรียงเวียนสลับ ยาว 2-2.50 เมตร ใบย่อยรูปขอบขนานออกเป็นกระจุกแผ่ออกทุกทิศทางเป็นพวง กว้าง 2-5 ซม.ยาว 45-75 ซม.ปลายเรียวแหลม โคนรูปลิ่ม แผ่นใบหนาคล้ายแผ่นหนัง สีเขียว ช่อดอกแบบช่อแยกแขนงตามซอกโคนกาบใบ (Interfoliar) สีขาว ดอกแยกเพศอยู่ในช่อเดียวกัน (Monoecious) ดอกจัดเรียงเป็นกลุ่มสามดอก (ดอกเพศเมียอยู่ระหว่างดอกเพศผู้สองดอก) ยกเว้นในส่วนขั้วของ rachillae (การแตกกิ่งรองของช่อดอก) ที่มีเฉพาะดอกเพศผู้ที่อยู่โดดเดี่ยวหรือเป็นคู่ ผลสดมีเนื้อเมล็ดเดียว ผลสุกสีส้มแดง เมล็ดรูปทรงกลมรี ขนาด 5-6 ซม.ในความเป็นจริง Wodyetia bifurcataและN. normanbyi ปาล์มทั้งสองชนิดนั้นแยกได้ยากมากความแตกต่างที่สำคัญคือ N. normanbyi มีสีเงินอยู่ด้านล่างของใบ
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ตำแหน่งที่มีแสงแดดจัด ดินร่วน ระบายน้ำได้ดี ต้องการน้ำปานกลาง ปรับตัวให้เข้ากับสภาพต่าง ๆได้ดี ไม่มีปัญหากับpHของดิน มีความแข็งแรงและอดทนต่อการถูกทอดทิ้ง สามารถอยู่รอดได้ในช่วงสั้น ๆ ของอุณหภูมิ ต่ำถึง −2 ° C มีอัตราการเจริญเติบโตเร็ว ได้รับการบันทึกไว้ว่า 60-90 ซม. / ปีภายใต้เงื่อนไขที่ดี
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ เป็นหนึ่งในปาล์มที่ได้รับความนิยมและเป็นที่ต้องการมากที่สุด นิยมใช้ในงานจัดสวน ปลูกเดี่ยวลงแปลงกลางแจ้งหรือปลูกเป็นกลุ่ม
ระยะออกดอก/ติดผล---ตุลาคม-ธันวาคม/ธันวาคม-กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ใช้เวลาในการงอก 2-3 เดือน
 

2 อินทผลัม/ Phoenix sylvestris

ชื่อวิทยาศาสตร์---Phoenix sylvestris (L.) Roxb.(1871)
ชื่อพ้อง:---Has 2 Synonyms             
---Elate sylvestris L.(1753)
---Elate versicolor Salisb.(1796)
ชื่อสามัญ ---Silver date palm, Indian date, Sugar date palm, Wild date palm
ชื่ออื่น---อินทผลัม ใบเงิน ;[ASSAM: Khaajuri,Bonoriya-khejur.];[AYURVEDIC: Kharjuuri.];[BENGALI: Khejura, Kharjura.];[GERMAN: Silber-Dattelpalme, Walddattelpalme.];[HINDI: Sendhi, Khajur.];[MALAYALAM: Kaattiintha, Kaattiinthal, Niilanthent, Kattinta.];[PORTUGUESE: Tamareira-Selvagem, Tamareira-silvestre, Tamareira-brava.];[SANSKRIT: Kharjuri, Kharjurh.];[SIDDHA/TAMIL: Periyaitcham, Icham.];[SWEDISH: Indisk dadelpalm.];[TAMIL: Inthupaanai, Kattinchu.];[TELUGU: Ita.];[THAI: Inthapalam bai ngeon.]
ชื่อวงศ์ ---ARECACEAE (PALMAE)
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปเอเซีย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Phoenix เป็นคำภาษาละตินสำหรับคำภาษากรีกที่แปลว่า "ต้นอินทผลัม" ; ชื่อระบุชนิดสายพันธุ์ 'sylvestris' แปลจากภาษาละตินว่า "ของป่า"
เขตกระจายพันธุ์---บังคลาเทศ จีน อินเดีย มอริเชียส เนปาล ปากีสถาน ศรีลังกา
Phoenix sylvestris เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae) อธิบายครั้งแรกโดย Carolus Linnaeus (1707–1778) นักชีววิทยาชาวสวีเดนและได้รับชื่อปัจจุบันโดย William Roxburgh (1751-1815)นักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อต ในปี พศ.2414

ที่อยู่อาศัย พบใน บังคลาเทศ จีนตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย มอริเชียส เนปาล ปากีสถาน ศรีลังกาและเทือกเขาหิมาลัยตะวันตก เติบโตจากที่ราบไปจนถึงชายฝั่งในพื้นที่รกร้าง ป่าไม้และพื้นที่ที่ถูกรบกวน พบได้ที่ระดับความสูง1,500 เมตร
ลักษณะ อินทผลัมเป็นปาล์มต้นเดี่ยวมีหนาม มีความสูงประมาณ 10-16เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น40ซม.บนต้นไม้ที่มีอายุมากกว่า รากอากาศมักจะอยู่ที่โคนลำต้นใบประกอบแบบขนนก(pinnate) ขนาดใบยาว 3-4.5 เมตร ใบสีเขียวอมฟ้าเทามีหนามสั้น ๆ สองสามอันที่ฐาน ใบย่อย (pinnules) จำนวนมากเชิงเส้น200 - 250 ใบยาว 15-45 ซม. และกว้าง 2-2.5 ซม ใบย่อยด้านล่างดัดแปลงเป็นหนาม จัดเป็นกลุ่มละ 2 หรือ 3 ใบ มักไขว้กัน ช่อดอกออกระหว่างใบ (Interfoliar)สีขาวแตกแขนงออกเป็นช่อขนาดใหญ่ ดอกแยกเพศอยู่คนละต้น(dioecious) มีต้นเพศผู้เพศเมีย ดอกไม้มีขนาดเล็กมีกลิ่นหอม ดอกเพศผู้สีขาว ดอกเพศเมียสีเขียว ช่อผลยาวประมาณ 90 ซม. ผลสดมีเนื้อรูปรียาว 2.5-3.2 ซม. สีเหลืองอมส้มเมื่อสุก เมล็ดยาวประมาณ 1.7 ซม. ร่องลึกปลายมน
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ตำแหน่งแสงแดดเต็มที่ถึงร่มเงาบางส่วน ปลูกได้ในดินทุกชนิด ชอบ pH ในช่วง 5.5 - 7.5 ทนได้ 5 - 8 ดินมีความชื้นสม่ำเสมอและมีการระบายน้ำดี   สามารถทนต่อความแห้งแล้งได้ในระยะเวลาสั้น ๆ อุณหภูมิการอยู่รอด -5.5 ° C อัตราการเติบโต ช้าถึงปานกลาง
ใช้ประโยชน์---บางครั้งพืชมีความสำคัญทางเศรษฐกิจในท้องถิ่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นแหล่งของน้ำตาล
-ใช้กิน ผลกินได้รสหวาน ใช้กินเป็นบางครั้ง แหล่งที่มาหลักแห่งหนึ่งของน้ำตาลในเบงกอลได้มาจากช่อดอกที่ยังไม่ได้เปิด สามารถเคี่ยวเป็นน้ำเชื่อมหรือหมักเป็นแอลกอฮอล์
-ใช้เป็นยา ผลไม้ช่วยแก้อาการหัวใจวาย ปวดท้อง ไข้ อาเจียนและหมดสติ ผลไม้โขลกผสมกับอัลมอนด์ เมล็ดมะตูม ถั่วพิสตาชิโอและน้ำตาลเป็นยาฟื้นฟู บำรุง
-ใช้ปลูกประดับ นิยมปลูกเดี่ยว ๆหรือปลูกลงแปลงกลางแจ้งเป็นกลุ่ม ตามสวนสาธารณะหรือสวนขนาดใหญ่ทั่วไป หลีกเลี่ยงการปลูกใกล้ทางสัญจร ควรระวังอันตรายจากหนามและควรคำนึงถึงความสูงของระดับปลายใบ
-อื่น ๆใบใช้ทำกระเป๋าและเสื่อ ลำต้นใช้ในการทำพื้นบ้าน
ระยะออกดอก/ติดผล---เดีอนมีนาคม-เดือนพฤษภาคม /ผลแก่ เดือนกันยายน-เดือนตุลาคม
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด  การงอกมักเกิดขึ้นภายใน 2-3 เดือน


3 หมากเขียว/ Ptychosperma macarthurii

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Ptychosperma macarthurii (H.Wendl. ex H.J.Veitch) H.Wendl. ex Hook.f.(1884)
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Basionym: Kentia macarthurii H.Wendl. ex H.J.Veitch (1879)
---Actinophloeus macarthurii (H.Wendl. ex H.J.Veitch) Becc. ex Raderm.(1925)
---Saguaster macarthurii (H.Wendl. ex H.J.Veitch) Kuntze.(1891)
ชื่อสามัญ---MacArthur Palm, Hurricane Palm, Macarthur Feather Palm, Cluster Palm.
ชื่ออื่น---หมากเขียว ;[Maak Khieo.]
ชื่อวงศ์---ARECACEAE (PALMAE)
ถิ่นกำเนิด---เกาะนิวกินีและตอนเหนือของออสเตรเลีย
นิรุกติศาสตร์
---ชื่อสกุล Ptychosperma มาจากภาษากรีก 'Ptyche' = foldและ 'sperma' = เมล็ด อ้างอิงถึงร่องบนเมล็ด ; ชื่อระบุชนิดสายพันธุ์ 'macarthurii'ได้รับการตั้งชื่อตาม Sir William Macarthur (1800–1882)  นักพืชสวนชาวออสเตรเลีย
Ptychosperma macarthurii เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Hermann Wendland (1825–1903) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน จากอดีต Harry James Veitch (1840–1924) นักพฤกษศาสตร์และพืชสวนชาวอังกฤษ ได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Hermann Wendland และ Sir Joseph Dalton Hooker (1817-1911) นักพฤกษศาสตร์นักชีววิทยาและศัลยแพทย์ชาวอังกฤษ  ในปีพ.ศ.2427 

 

ที่อยู่อาศัย ในธรรมชาติพบได้ในป่าดงดิบชื้น ป่าไม้ริมแม่น้ำและในพื้นที่แอ่งน้ำ พบเฉพาะในเขตเมืองตอนเหนือและควีนส์แลนด์ในออสเตรเลียและปาปัวนิวกีนีเท่านั้น แต่ปลูกเลี้ยงเป็นไม้ประดับกันอย่างแพร่หลายที่อื่นในเขตร้อน
ลักษณะ เป็นปาล์มแตกกอขนาดเล็กสูงได้ถึง 8-10เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 7-10 ซม.ผิวเรียบสีเทาอ่อนหรือสีน้ำตาลปนเทา เห็นข้อปล้องชัดเจน ใบประกอบแบบขนนก (pinnate)เรียงสลับ ใบย่อยรูปขอบขนาน ปลายเรียวแหลม โคนรูปลิ่ม แผ่นใบสีเขียวเข้ม ชาอดอกออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงใต้โคนกาบใบ(Infrafoliar) ดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้น(monoecious)ดอกจัดเรียงเป็นกลุ่มสามดอก (ดอกเพศเมียอยู่ระหว่างดอกเพศผู้สองดอก)สีเหลืองอมเขียว ผลสดแบบมีเนื้อเมล็ดเดียว ทรงกลมรี ผลสุกสีแดง ผลเมื่อแห้งผิวย่น
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ตำแหน่งที่มีแสงแดดจัดหรือร่มรำไร ดินร่วน ระบายน้ำได้ดี ต้องการน้ำปานกลาง ปรับตัวให้เข้ากับสภาพต่าง ๆได้ดี มีความแข็งแรงและอดทนต่อการถูกทอดทิ้ง ทนอุณหภูมิต่ำสุดได้ถึง 0องศาC ในช่วงเวลาสั้น ๆ
การใช้ประโนชน์---ใช้ปลูกประดับ หมากเขียวนี้เมื่อต้นเล็กปลูกเป็นไม้กระถางในร่มได้ เปลี่ยนกระถางไปเรื่อยตามขนาด พอโตมากก็ย้ายปลูกลงดิน ถ้าไม่ต้องการให้กอใหญ่มากก็ใช้วิธีกำจัดหน่อที่แตกรอบโคน เลี้ยงแต่ต้นแม่ ปลูกตามแนวถนนหรือริมรั้ว หรือปลูกเป็นกลุ่มในพื้นที่ขนาดใหญ่
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด แยกกอ เมล็ดใช้เวลาในการงอก3-4เดือน

4 หมากเหลือง/ Dypsis lutescens

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Dypsis lutescens (H.Wendl.) Beentje & J.Dransf. 1995
ชื่อพ้อง:---Has 4 Synonyms  
---Basionym: Chrysalidocarpus lutescens H.Wendl.1878
---Areca flavescens Voss.1895
---Chrysalidocarpus baronii var. littoralis Jum. & H.Perrier.1913
---Chrysalidocarpus glaucescens Waby.1923
ชื่อสามัญ---Golden cane palm, Golden-yellow palm, Areca palm, Yellow palm, Yellow Butterfly palm.
ชื่ออื่น ---หมากเหลือง ;[CHINESE: Sàn wěi kuí.];[MADAGASCAR: Rehazo, Lafahazo, Lafaza (Betsimisaraka).];[PORTUGUESE: Areca-bambu, Palmeira-areca];[SWEDISH: Guldpalm.];[THAI: Maak lueang.].
ชื่อวงศ์---ARECACEAE (PALMAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---มาดากัสการ์, หมู่เกาะอันดามัน,รีอูเนียง, เอลซัลวาดอร์, คิวบา, เปอร์โตริโก, หมู่เกาะคานารี, ฟลอริดาตอนใต้, เฮติ, โดมินิกัน, จาไมก้า
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Dypsis ที่มาของชื่อไม่เป็นที่รู้จ้ก ; ชื่อระบุชนิดสายพันธุ์จากภาษาละติน 'lutescens' =  'กลายเป็นสีเหลือง' โดยอ้างอิงถึงดอก ลำต้น และทางใบสีเหลือง
Dypsis lutescens เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae) ได้รับการอธิบายครั้งแรกโดยHermann Wendland (1825–1903) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Henk Beentje (เกิดปี 2494) นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์และJohn Dransfield (เกิดปี 1945) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ ในปีพ.ศ.2538

ที่อยู่อาศัย พืชพื้นเมืองของมาดากัสการ์และในหมู่เกาะอันดามัน, รีอูเนียง, เอลซัลวาดอร์, คิวบา, เปอร์โตริโก, หมู่เกาะคานารี, ฟลอริดาตอนใต้, เฮติ, โดมินิกัน, จาไมก้า  พบที่ระดับความสูงในท้องถิ่น 5-35 (-500) เมตร
ลักษณะ เป็นปาล์มแตกกอที่ ความสูงที่สูงเต็มที่ได้ถึง 8 เมตรเมื่อนำมาปลูกลงดิน ลำต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 4-8 ซม. ลำต้นและคอใบหุ้มด้วยกาบใบสีเหลืองส้มจนถึงเขียว ข้อปล้องชัดเจน ใบรูปขนนก (pinnate) ทางใบยาว 2 เมตร ก้านใบยาว 40-60 ซม. ใบย่อย 40-60 คู่ เรียงเป็นรูปตัวVเปิด ใบย่อยยาวถึง70ซม. ช่อดอกออกใต้ใบใกล้คอยอด (Infrafoliar) ดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้น(monoecious)ดอกจัดเรียงเป็นกลุ่มสามดอก (ดอกเพศเมียอยู่ระหว่างดอกเพศผู้สองดอก)เสมอ ผลรูปรี ขนาด 2-2.5 ซม. มีเมล็ดสีเหลืองถึงแดง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เติบโดได้ดีทั้งในที่โล่งแจ้งแสงแดดจัดและที่ร่มรำไร (แสงแดดส่องถึงโดยตรง 6 ชั่วโมงขึ้นไปต่อวัน) เติบโตได้ดีที่สุดในดินที่เป็นกรดเล็กน้อยและปนทราย ชอบดินที่ชื้นและมีการระบายน้ำได้ดี อุณหภูมิที่เหมาะสมระหว่าง 16 ° C - 24 ° C ทนอุณหภูมิต่ำสุดในระยะสั้นได้ถึง 0 ° C ทนทานต่อความแห้งแล้ง มีอัตราการเจริญเติบโตระหว่าง 6” ถึง 10” ต่อปี ในร่มมีอายุการใช้งานประมาณสิบปี
ศัตรูพืช/โรคพืช---ไม่มีปัญหาแมลงหรือโรคร้ายแรง แมลงและโรคที่อาจเกิดได้ Candidatus Phytoplasma palmae [(โรคใบเหลืองที่ทำให้ถึงตาย (LY) เป็นโรคร้ายแรงของต้นปาล์ม (แพร่กระจายโดยเพลี้ยกระโดด)] ที่อาจเกิดขึ้นกับพืชที่ปลูกกลางแจ้ง แมลงศัตรูพืช ได้แก่ เกล็ดscale และ whiteflies(แมลงหวี่ขาว)และไรเดอร์.
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ นิยมนำมาใช้จัดสวนได้อยู่ไม่เสื่อมคลายทุกยุคทุกสมัย ขนาดที่นำมาใช้ช่วงประดับที่กำลังสวยงาม ระหว่าง 0.50-4 เมตร แพร่หลายอย่างมากในการเพาะปลูกทั่วเขตร้อน นำมาใช้ในงานภูมิทัศน์ได้หลากหลาย ใช้ปลูกตกแต่งภายในร่มหรือปลูกเป็นไม้กระถางได้อย่างดี
ภัยคุกคาม---เนื่องจากการสูญเสียที่อยู่อาศัยจากการขยายพื้นที่การเกษตรและการเก็บเกี่ยวพืชจากป่าเพื่อส่งตลาดพืชสวนในท้องถิ่น ถูกจัดวางไว้ใน IUCN Red List ประเภท  'ใกล้ถูกคุกคาม'
สถานะการอนุรักษ์---NT - Near Threatened - National - IUCN Red List of Threatened Species 2013
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ดและวิธีการแยกกอ เมล็ดใช้เวลา 2-6 เดือนในการงอก

5 หมากแดง/ Cyrtostachys renda

ชื่อวิทยาศาสตร์---Cyrtostachys renda Blume.(1838)
ชื่อพ้อง---Has 7 Synonyms  
---Basionym: Bentinckia renda (Blume) Mart.(1853)
---Areca erythropoda Miq.(1861)
---Areca erythrocarpa H. Wendl
---Cyrtostachys lakka Becc.(1885)
---Pinanga purpurea Miq.(1861)
---Pinanga rubricaulis Linden
---Ptychosperma coccinea Teijsm. & Binn
ชื่อสามัญ---Lipstick palm, Rajah wax palm, Maharajah palm, Red candle-wax palm, Red sealing wax palm, Sealing-wax palm, Sumatra wax palm.
ชื่ออื่น---หมากแดง ;[CHINESE: Feng la zong, Hong bing lang.];[FRENCH: Palmier rouge.];[GERMAN: Siegellackpalme, Rotstielpalme.];[INDONESIAN: Palem merah.];[MALAYSIA: Pinang raja, Maharajah Palm (Malay).];[PORTUGUESE: Palmeira-lacre, Palmeira-laka, Pinang rajah.];[SPAIN: Palmera roja, Palmera de lacre, Palma de tallo rojo.];[THAI: Maak Daeng.]
ชื่อวงศ์---ARECACEAE (PALMAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
กระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-บอร์เนียว มาเลซีย สุมาตรา ไทย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลคือคำรวมกันของคำกรีกสองคำ 'cyrto' =โค้งงอ 'Stachys' = "หูของเมล็ดข้าว" อ้างอิงถึงช่อดอกโค้ง ; ชื่อระบุชนิด 'renda' มาจาก=ชื่อท้องถิ่นภาษามาลายูดั้งเดิมสำหรับปาล์ม
Cyrtostachys renda เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Ludwig von Blume. (1789–1862) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน - เนเธอร์แลนด์ ในปีพ.ศ.2381

ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย ,มาเลเซีย ,เกาะสุมาตราและเกาะบอร์เนียวในอินโดนีเซีย เติบโตในป่าพรุที่ราบต่ำโดยเฉพาะในพื้นที่ชายฝั่ง ที่ระดับความสูง 0-500 เมตรจากระดับน้ำทะเล
ลักษณะ หมากแดงเป็นปาล์มแตกกอประมาณ3ต้นขึ้นไปความสูงที่ใช้จัดสวน สูงประมาณ3-5เมตร แต่ถ้าปลูกลงดิน ปล่อยให้เจริญเต็มที่อาจสูงได้ถึง12 เมตร เส้นผ่านศุนย์กลางลำต้นประมาณ 5-7 ซม.ใบประกอบแบบขนนก (pinnate)ใบย่อยรูปขอบขนานเชิงเส้น ใบย่อบมี  26-40ใบในแต่ละด้านมีสีขาวคล้ายขี้ผึ้งตามแนวแกน ดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้น(monoecious) ออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงใต้โคนกาบใบ(Interfoliar) ยาวถึง 90 ซม แตกแขนงออกเป็น 2 ลำดับ ( อาจมากถึง 3) สีเขียวอ่อน ผลมีเนื้อเมล็ดเดียว ผลรูปไข่ยาว10มม เส้นผ่านศูนย์กลาง 5 มม ออกเป็นทะลาย ผลเมื่ออ่อนจะเป็นสีเขียว เมื่อแก่จะเป็นสีน้ำตาล
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เติบโดได้ดีทั้งในที่โล่งแจ้งแสงแดดจัดและที่ร่มรำไร ชอบดินที่อุดมสมบูรณ์ชื้นดินร่วนเป็นกรดเล็กน้อยดินที่มีการระบายน้ำได้ดี เป็นพืชที่ค่อนข้างยุ่งยากและเติบโตช้าต้องการความชื้นสูงและน้ำปริมาณมาก ไม่ทนต่อความแห้งแล้งหรือลม อุณหภูมิที่เหมาะสม 24 °-30 ° C
ใช้ประโยชน์--- ใช้กิน ชุมชนท้องถิ่นในเกาะสุมาตรากินส่วนปลายของลำต้นที่โตขึ้น (หัวใจปาล์ม)
-ใช้ปลูกประดับ หมากแดงเป็นปาล์มแตกกอ โตช้า และเป็นที่ต้องการของตลาดอยู่เสมอจึงเป็นปาล์มยอดนิยมที่ยังครองใจคนทุกยุคทุกสมัยไม่เปลี่ยนแปลง ลักษณะที่โดดเด่นแตกต่างจากปาล์มชนิดอื่นๆ เป็นเพราะสีแดงสวยของกาบที่หุ้มลำต้นและเส้นกลางใบสีแดงเข้ม ความสง่างามของฟอร์มต้น ทำให้หมากแดงเป็นที่นิยมอย่างยาวนานในประเทศที่อยู่ในเขตร้อนทั่วไป นิยมนำมาปลูกประดับจัดสวน ตามสวนสาธาณะ และตามถนน ใช้เป็นไม้ประดับปลูกลงกระถางไว้ในที่รำไรได้
การขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด และแยกหน่อ เมล็ดสดจะงอกช้ามากตั้งแต่อย่างน้อย 2-3 เดือนถึง 1 ปี


สกุล Adonidia (ah-doh-nih-DEE-ah) เป็นMonotypic genus มีเพียง 1สายพันธุ์ในสกุล คือ donidia merrillii หรือที่เรียกว่า Manila Palm, Christmas Palm  ชื่อสามัญอื่น ๆ ของต้นปาล์มเป็นผลมาจากผลไม้ที่น่าดึงดูดซึ่งกำลังจะสุกเป็นสีแดงสดในปลายเดือนธันวาคม

6 หมากนวล/ Adonidia merrillii

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Adonidia merrillii (Becc.) Becc.(1919)
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Basionym: Normanbya merrillii Becc.(1909)
---Veitchia merrillii (Becc.) H.E.Moore.(1957)
ชื่อสามัญ---Manila Palm, Christmas Palm
ชื่ออื่น---หมากคอนวล, หมากเยอรมัน ;[CHINESE: Ma ni la ye zi.];[DUTCH: Kerstpalm.];[FRENCH: Palmier de Noel, Palmier de Manille.];[GERMAN: Manilapalme, Weihnachtspalme.];[JAPANESE: Manira yashi.];[MALAYSIA: Palma Manila (Malay).];[PHILIPPINES: Bunga de Jolo, Bungang tsina, Oring-Oring (Tag.); Lugos (Sul.); Dapiau (Batan).];[PORTUGUESE: Palmeira-de-Manila, Palmeira-véitia-merriles.];[SPANISH: Bunga de China, Palma de Manila.];[SWEDISH: Manilapalm.];[THAI: Maak naun, Maak kho nuan.]
ชื่อวงศ์---PALMAE (ARECACEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ -ฟิลิปปินส์ แคริบเบียน อเมริกากลางและอเมริกาใต้
นิรุกติศาสตร์---ชื่อของสกุมมาจากภาษาละติน 'Adonis, nidis' = ซึ่งเป็นที่รู้จักในตำนานกรีก เนื่องจากความงามของเขา ; ชื่อระบุขนิดสายพันธุ์ 'merrillii' เป็นเกียรติแก่ Elmer D.Merrill (1876-1956) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน นักวิชาการด้านพืชแห่งฟิลิปปินส์
Adonidia merrillii เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Odoardo Beccari (1843–1920) นักพฤกษศาสตร์ชาวอิตาลี ได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Odoardo Beccari (1843–1920) นักพฤกษศาสตร์ชาวอิตาลี ในปีพ.ศ.2462


ที่อยู่อาศัย ต้นปาล์มพื้นเมืองในฟิลิปปินส์ (เกาะปาลาวันและเกาะดันจูกัน) มาเลเซีย ( Sabah )และกระจายไปทั่วแคริบเบียน อเมริกากลางและอเมริกาใต้ ถิ่นอาศัยพบในพื้นที่ชายฝั่งในป่าเปิดบนเนินเขาหินปูนที่สูงชันและปลูกกันอย่างแพร่หลายในประเทศเขตร้อนเช่นฮาวายและฟลอริดา
ลักษณะ เป็นปาล์มต้นเดี่ยว สูงประมาณ 4.5-7.5 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น15-20ซม.มักจะล้อมรอบด้วยรอยแผลเป็นบนใบไม้ที่ร่วงหล่น กาบใบเป็นรูปทรงกระบอกสีเขียวที่ด้านบนของลำต้น ใบประกอบแบบขนนก(pinnate) ใบย่อยรูปขอบขนาน กว้าง 2-5 ซม.ยาว45-75 ซม.ช่อดอกออกใต้ใบใกล้คอยอด (Infrafoliar)ออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนง แตกแขนงออก 3-4 ครั้งที่โคน  ดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้น(monoecious) ดอกจัดเรียงเป็นกลุ่มสามดอก (ดอกเพศเมียอยู่ระหว่างดอกเพศผู้สองดอก) ดอกเพศผู้มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ดอกเพศเมียมีขนาดเล็กสมมาตร สีเหลืองนวล ผลสดแบบมีเนื้อเมล็ดเดียว สุกแล้วสีส้มแดง ผลกลมรี ขนาด ยาว 3 ซม.กว้าง 1.5 ซม.  
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เป็นพืชสวนที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ต้องการตำแหน่งแสงแดดจัด ดินที่มีการระบายน้ำได้ดี (ดินร่วนปนทรายด่างเล็กน้อยหรือเป็นกรด) อุณหภูมิเฉลี่ยต่อปีตั้งแต่ 22 ° C ถึง 32 ° C ทนเค็มได้ปานกลาง ต้านทานแรงลมและทนน้ำท่วมขัง
การใช้ประโยชน์---ใช้กิน เมล็ดเนื้อถูกนำมาใช้แทนหมากพลู   
-ใช้ปลูกประดับ เป็นปาล์มภูมิทัศน์ขนาดเล็กที่ได้รับความนิยมและเติบโตได้ง่ายพบเห็นได้ในพื้นที่เขตร้อนส่วนใหญ่ทั่วโลก มักจะปลูกเป็นไม้ประดับในสวนและเป็นไม้กระถาง ปลูกกลางแจ้ง เป็นแถวต้นเดียวตามริมถนนและทางเท้าหรือปลูกเป็นกลุ่มในสวนและสวนสาธารณะ  มีอีกชนิดเรียกว่าหมากนวลสีทอง(Adonidia merrillii 'Golden' ) ที่ทุกส่วนของลำต้นเป็นสีทอง โดยเฉพาะส่วนของใบย่อยและคอ
-อื่น ๆในท้องถิ่นเมล็ดสีน้ำตาลใช้เป็นแหล่งของลูกปัด โดยทั่วไปจะใช้ร่วมกับเมล็ดพืชอื่น ๆ เพื่อทำสร้อยคอประดับ-ได้รับการยกย่องจากคนเลี้ยงผึ้งสำหรับน้ำหวานที่มีคุณภาพ
ภัยคุกคาม---เนื่องจากการสูญเสียที่อยู่อาศัยจากการขยายพื้นที่การเกษตรและการเก็บเกี่ยวพืชจากป่าเพื่อส่งตลาดพืชสวนในท้องถิ่น ถูกจัดวางไว้ใน IUCN Red List ประเภท  'อ่อนแอ" (มีความเสี่ยงสูงต่อการสูญพันธุ์ในธรรมชาติในอนาคตอันใกล้)
สถานะการอนุรักษ์---VU- VULNERABLE -  IUCN. Red List of Threatened Species 2020
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด เมล็ดใช้ระยะเวลาในการงอก 1-2 เดือ


7 ปาล์มแชมเปญ/ Hyophorbe lagenicaulis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Hyophorbe lagenicaulis (L.H.Bailey) H.E.Moore.(1976)
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Basionym: Mascarena lagenicaulis L.H.Bailey.(1942)
---Mascarena revaughanii L.H.Bailey.(1942)    
ชื่อสามัญ---Bottle palm, Palmiste gargoulette (French), Champagne Bottle Palm
ชื่ออื่น---ปาล์มแชมเปญ ;[CHINESE: Jiu ping ye zi.];[FRENCH: Palmiste gargoulette.];[GERMAN: Flaschenpalme, Faßpalme.];[HUNGARIAN: Palackpálma.];[INDONESIAN: Palem botol.];[ITALIAN: Palma bottiglia.];[JAPANESE: Tokkuri yashi.];[KOREAN: Ju pyeong ya cha.];[MALAYSIA: Palma botol (Malay).];[MAURITIUS: Palmier bonbonne.];[PORTUGUESE: Palmeira-garrafa.];[SPANISH (Español): Palma botella.];[SWEDISH: Kalebasspalm.];[THAI: Paam cham-pain.].
ชื่อวงศ์ ---ARECACEAE (PALMAE)
ถิ่นกำเนิด---โอเชียเนีย
เขตกระจายพันธุ์---มอริเชียส  มัสคารีน
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลเป็นการรวมคำของภาษากรีก 'hys,hyos' = หมูและ 'phorbe'= อาหาร อ้างอิงถึงผลไม้ที่ใช้เป็นอาหารสัตว์ ; ชื่อของสายพันธุ์คือการรวมกันของคำละติน ' lagoena' = ขวด, กระติกและ 'caulis' = ลำต้น โดยอ้างอิงถึงรูปร่างของลำต้น
Hyophorbe lagenicaulis เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Liberty Hyde Bailey (1858-1954) นักพฤกษศาสตร์ชาวอเมริกัน ได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Harold Emery Moore (1917–1980) นักพฤกษศาสตร์ชาวอเมริกัน ในปีพ.ศ.2519 

 

ที่อยู่อาศัย เป็นพืชเฉพาะถิ่นของมอริเชียส (เป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะมาสคารีน) ในมหาสมุทรอินเดีย เติบโตตามธรรมชาติในป่าบนที่สูงและสะวันนาชายฝั่งรอบหมู่เกาะ  
ลักษณะ เป็นปาล์มต้นเดี่ยวที่โตช้า โตเต็มที่สูงประมาณ3-4เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 0.6 เมตร บวมที่โคน ใบมี4-6ใบเท่านั้น เป็นใบประกอบแบบขนนก (pinnate) ใบย่อยประมาณ140 ใบเว้นระยะเท่ากันตามแนวขนนกและจัดขึ้นในรูปทรง V- ผิวใบบนและล่างมีสีเขียวถึงเทาเขียว ใบอ่อนมีสีแดงหรือสีส้ม ช่อดอกออกใต้ใบใกล้คอยอด (Infrafoliar) แยกแขนง ยาวประมาณ 80-100 ซม.ดอกไม้สีขาวครีมทั้งสองเพศ ผลออกเป็นทะลายยาวประมาณ30 ซม.ผลรูปลูกรักบี้ ขนาด1-1.5 ซ.ม ผลอ่อนสีเขียวอ่อน เมื่อแก่สีเขียวเข้ม และเมื่อสุกผิวจะนิ่ม กลิ่นเหมือนกล้วยหอม เปลือกข้างในเป็นสีดำและแข็งคล้ายกะลามะพร้าว มีเมล็ด 1 เมล็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดจัด ดินชื้นสม่ำเสมอมีการระบายน้ำดี ทนต่อเกลือได้ดีมาก ทนอุณหภูมิต่ำสุดได้ถึง 0 ° C อัตราการเจริญเติบโต ช้า เป็นปาล์มที่ง่ายต่อการบำรุงรักษา ใส่ปุ๋ยปาล์มคุณภาพดีที่ปล่อยสูตรต่อเนื่องปีละสองครั้ง
ศัตรูพืช/โรคพืช---Aleurotrachelus atratus (Palm-infesting whitefly = แมลงหวี่ขาวรบกวนปาล์ม)
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ เหมาะสำหรับภูมิทัศน์ขนาดเล็ก ปลูกลงแปลงกลางแจ้งหรือปลูกเป็นไม้กระถางขนาดใหญ่ภายใน
ภัยคุกคาม---เนื่องจากเป็นต้นปาล์มชนิดหนึ่งที่ในธรรมฃาติหายากที่สุดในโลกมีประมาณ 10 ต้นสุดท้ายที่อยู่รอดบริเวณรอบเกาะ ปัจจุบันเป็นเขตอนุรักษ์ธรรมชาติที่นักวิจัยเข้าถึงได้เท่านั้น ถูกจัดวางไว้ใน IUCN Red List ประเภท "ใกล้สูญพันธุ์ขั้นวิกฤต" แต่การอยู่รอดของสายพันธุ์นั้นมั่นใจได้เนื่องจากมีการปลูกกันอย่างแพร่หลายทั่วทั้งเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนเป็นไม้ประดับ
สถานะการอนุรักษ์---CR- CRITICALLY ENDANGERED -  IUCN Red List of Threatened Species 1998
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด ใช้เวลาในการงอก 4-6 เดือน


8 ปาล์มน้ำมัน/ Elaeis guineensis


ชื่อวิทยาศาสตร์---Elaeis guineensis Jacq.(1763)
ชื่อพ้อง---Has 37 Synonyms .See all The Plant List http://www.theplantlist.org/
-Elaeis melanococca  J. Gaertn
ชื่อสามัญ---Oil palm, African oil palm, Macaw-fat.
ชื่ออื่น---ปาล์มน้ำมัน ;[ARABIC:  Nakhlet ez zayt.];[CZECH: Palma olejná.];[CHINESE: You zong.];[FRENCH: Crocro, Corossier, Corojo de Guinea, Crocro guinée, Palmier a huile.];[GERMAN: Afrikanische Ölpalme, Steinfrüchte, Ölpalme.];[HINDI: Tel maad.];[ITALIAN: Palma da olio.];[JAPANESE: Opiri yasi, Abura yashi.];[MALAYSIA: Kelapa sawit (Malay); Tee (Mandinka).];[MYANMAR: Si-htan, Si-ohn.];[PORTUGUESE: Dendê, Palmeira-andim, Palmeira-do-azeite, Palmeira-do-dendê.];[SWAHILI: Mchikichi, Mjenga.];[THAI: Pam namman.];[UGANDA: Munazi, Mubira.];[VIETNAM: Dua dâu, Co dâu.].
ชื่อวงศ์---ARECACEAE (PALMAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---มาดากัสการ์ ,ศรีลังกา ,มาเลเซีย ,อินโดนีเซีย, เวสต์อินดีส และอีกหลายเกาะในมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลมาจากภาษากรีก 'elaion' = น้ำมัน ; ชื่อระบุชนิดของสายพันธุ์ 'guineensis' หมายถึงชื่อของ 'Guinea'หนึ่งในประเทศต้นกำเนิด (ไม่ใช่ประเทศนิวกินีในปัจจุบันซึ่งมีชื่อนี้)
Elaeis guineensis เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Nikolaus Joseph von Jacquin.นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาการแพทย์ , เคมีและพฤกษศาสตร์ ชาวเนเธอร์แลนด์ในปีพ.ศ.2306

ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดไปทางทิศตะวันตกและทิศตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปแอฟริกาโดยเฉพาะพื้นที่ระหว่างแองโกลาและแกมเบีย
ลักษณะ เป็นปาล์มต้นเดี่ยวสูงใหญ่ ขนาดความสูง 20-30 เมตรและมีเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้นสูงถึง 75 ซม.ลำต้นมีลักษณะเป็นฐานใบเรียงต่อกันเป็นวงและมีใบขนาดใหญ่จำนวน 20-40 ใบพุ่มใบแผ่กว้างประมาณ 5 เมตร ดอกเพศผู้และเพศเมียแยกกันเป็นช่อดอกเดี่ยวอยู่บนต้นเดียวกัน(monoecious) แต่เปิดในเวลาที่ต่างกันดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการผสมเกสรข้ามกัน ช่อดอกเพศผู้มี 700-1200 ดอกและอาจให้เกสร 80 กรัมในช่วง 5 วัน ดอกเพศเมียมีขนาดใหญ่กว่าและเปิดรับละอองเรณูได้นาน 36-48 ชั่วโมง การพัฒนาผลไม้เริ่มทันทีหลังการปฏิสนธิ ผลไม้ผลิตเป็นกระจุกประมาณ 100 ผล ผลคล้ายพลัมรูปไข่แกมรูปรียาวถึง 3.5 ซม. และกว้างประมาณ 2 ซม. สีดำเมื่อสุกสีแดงที่โคน มีเนื้อสีขาวงาช้างหนาและมีโพรงเล็ก ๆ อยู่ตรงกลาง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ตำแหน่งที่มีแดดจัดไม่สามารถเติบโตในที่ร่มได้ ดินลึกที่มีความอุดมสมบูรณ์ปราศจากเหล็ก มีความชื้นสม่ำเสมอและระบายน้ำได้ดี ชอบ pH ในช่วง 4.5 - 6 ทนได้ 3.2 - 8 อุณหภูมิเฉลี่ยต่อปี  27-35°C
ศัตรูพืช/โรคพืช---ไม่มีโรคและศัตรูพืชร้ายแรง แมลงและโรคที่อาจเกิดได้ เห็ดหลินจือ Tirathaba mundella (มอดปาล์มน้ำมัน)
ใช้ประโยชน์---ปาล์มน้ำมันเป็นต้นไม้เอนกประสงค์ที่มีความสำคัญอย่างมากในแอฟริกาซึ่งเป็นแหล่งอาหารยาและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อีกมากมายให้กับประชากรในท้องถิ่น การเพาะปลูกเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ สายพันธุ์นี้กลายเป็นพืชที่ได้รับการเพาะปลูกมากที่สุดชนิดหนึ่งของโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเมล็ดพืชและผลไม้ที่มีน้ำมัน
-ใช้กิน น้ำมัน - ได้รับน้ำมันสองประเภทจากพืช น้ำมันปาล์มได้จากผล มีประโยชน์หลายอย่างรวมถึงการทำเนยเทียม เนยใส เบเกอรี่ ไอศกรีมและเป็นน้ำมันปรุงอาหาร ในขณะที่น้ำมันที่ได้มาจากเมล็ดเป็นน้ำมันที่ไม่ทำให้แห้งและสามารถใช้แทนน้ำมันมะพร้าวได้ ได้มาในอัตราส่วนปริมาตรประมาณ 9: 1 น้ำมันปาล์มเป็นที่นิยมในแอฟริกาตะวันตกและมาเลเซียสำหรับการปรุงอาหารและปัจจุบันอินเดียนำเข้าเพื่อตอบสนองการขาดแคลนน้ำมันบริโภคในท้องถิ่นซึ่งมีราคาถูกกว่าน้ำมันพืชอื่นหลายชนิด
-ใช้เป็นยา มีการใช้ยาแผนโบราณในแอฟริกามากมาย หัวใจปาล์มใช้ในการรักษาโรคหนองใน เยื่อหุ้มสมอง ปวดท้อง ขับปัสสาวะ รากเป็นยาแก้ปวด น้ำมันจากเยื่อทำให้ผิวนวลและใช้เป็นยาทาขี้ผึ้งสมุนไพร ใช้ในการรักษาอาการปวดบวมและอาการบวมของขาที่เกิดจากไฟลามทุ่งและการติดเชื้อของ Filaria
-ใช้ปลูกประดับ ปลูกเป็นไม้ประดับสวนและตามถนน เหมาะปลูกในพื้นที่กว้าง กลางแจ้ง ตอนเล็กปลูกเป็นไม้กระถางได้ โดยปลูกลงใส่กระถางขนาดใหญ่
-อื่น ๆ น้ำมันทั้งสองชนิดยังมีประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมายรวมถึงการทำผงซักฟอก แชมพู เครื่องสำอาง สารเติมแต่งน้ำมันหล่อลื่น -เปลือกเมล็ดถูกขัดเงาและแกะสลักเป็นวงแหวนประดับและลูกปัด -เปลือกเมล็ดใช้เป็นเชื้อเพลิงที่มีความร้อนสูง
ขยายพันธุ์---เมล็ด ใช้เวลาในการงอก2-3 เดือน


สกุลWashingtonia (Washing-tohn-EE-ah) เป็นสกุลของปาล์มพัดสามชนิด ได้แก่
-Washingtonia robusta -Mexican fan palm
-Washingtonia filifera -California fan palm
-Washingtonia filibusta (W. filifera x robusta)
มีถิ่นกำเนิดในทางตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกา(ในแคลิฟอร์เนียภาคใต้และทิศตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐแอริโซนา )และทางตะวันตกเฉียงเหนือของเม็กซิโก(ในบาจาแคลิฟอร์เนียและโซโนรา ) (แสดงในหน้านี้ 1 สายพันธุ์)

9 ปาล์มเป็ตติโค้ต/ Washingtonia robusta


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Washingtonia robusta H.Wendl.(1883)
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms
---Neowashingtonia robusta (H.Wendl.) A.Heller.(1898)
---Neowashingtonia sonorae (S.Watson) Rose
---Pritchardia robusta (H.Wendl.) Schröt.(1931)
---Washingtonia gracilis Parish
---Washingtonia sonorae S.Watson.(1889)
ชื่อสามัญ ---Petticoat Palm, Skyduster, Washington palm, Mexican fan palm, Mexican washingtonia
ชื่ออื่น ---ปาล์มเป็ตติโค้ต ;[PORTUGUESE: Palmeira-de-leque-do-méxico, Palmeira-de-saia, Palmeira-washingtonia-robusta, Washingtônia-do-sul.]
ชื่อวงศ์ ---ARECACEAE (PALMAE)
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์ ---สหรัฐอเมริกา และตอนเหนือของเม็กซิโก : ฟลอริดา แคลิฟอร์เนีย ฮาวาย หมู่เกาะคานารี อิตาลี สเปน
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลเป็นเกียรติแก่ประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกา George Washington ; ชื่อของสายพันธุ์มาจากภาษาละติน 'robustus'
Washingtonia robusta เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Hermann Wendland (1825–1903) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน ในปีพ.ศ. 2426


ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในหุบเขาทะเลทรายและหุบเขาของโซโนราและบาฮากาของเม็กซิโก สายพันธุ์ที่ปลูกกันทั่วไปในภาคใต้ของสหรัฐอเมริกาในตะวันออกกลาง , ภาคใต้ของยุโรปและทวีปแอฟริกา
ลักษณะ ปาล์มต้นเดี่ยวเมื่อโตเต็มที่สูงได้ถึง 30 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้นประมาณ80ซม.ขยายที่ฐาน ลำต้นแก่สีเทาและสีน้ำตาลแดงเมื่ออายุยังน้อย ล้อมรอบด้วยรอยแผลเป็นที่เกิดจากใบ ใบรูปพัด (palmate) สีเขียวสดใส มีเส้นใยสีขาวซึ่งมักจะหายไปในพืชที่โตเต็มวัย ก้านใบมีหนามสีน้ำตาลแดงตลอดความยาว ทางใบจะแห้งติดแน่นรอบคอและค่อยหลุดร่วงเมื่อผ่านไปหลายปีทิ้งรอยแผลเป็นไว้รอบลำต้นเรียบเกลี้ยงสีเทา การที่ใบไม้ตายแห้งถาวรตกลงห้อยแนบกับลำต้นโดยไม่ร่วงหล่น เรียกว่าเป็นการสร้างเอฟเฟกต์ "กระโปรงฮูลา" "hula skirt" ช่อดอกออกตามซอกใบภายในมงกุฎ(Interfoliar)ยาวมากกว่าใบ ช่อดอกมีจำนวนมาก แตกแขนงออกเป็นอย่างน้อย 3 ลำดับ ยาวประมาณ 2-3 เมตร ดอกสมบูรณ์เพศมีทั้งเพศผู้และเพศเมียในดอกเดียวกัน (hermaphrodite) สีขาว ผลกลมสีดำเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.5ซม.
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ตำแหน่งที่มีแสงแดดจัด ทนต่อร่มเงาได้ ดินทุกประเภทที่มีการระบายน้ำได้ดี  ทนอุณหภูมิต่ำสุดได้ถึง−8 °C เป็นหนึ่งในปาล์มที่มีอัตราการเติบโตที่เร็วที่สุด เติบโตได้ถึง 1.2 เมตร ต่อปี อายุยาวนานได้ถึง 500ปี
ศัตรูพืช/โรคพืช---การขาดโพแทสเซียมสามารถทำให้เกิดเนื้อร้ายปลายใบ ใบเปลี่ยนสี และใบแก่ก่อนวัยอันควร ปัญหาแมลงน้อย แต่ระวังไรเดอร์และ scales โรคเชื้อราสามารถทำให้ลำต้นเน่าได้
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ผลไม้กินได้ เนื้อบางแต่ก็มีรสหวาน
-ใช้ปลูกประดับ เป็นปาล์มพัดที่ปลูกกันอย่างแพร่หลายมากที่สุดในโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่อากาศแบบทะเลทรายและเมดิเตอร์เรเนียน  เป็นพืชภูมิทัศน์ที่ได้รับความนิยมในฟลอริดา แคลิฟอร์เนียและแอริโซนาและในพื้นที่เขตต่างๆทั่วโลก สำหรับอีกต้นที่เป็นสายพันธุ์ใกล้ชิดและได้รับความนิยมมากคือWashingtonia fififera ชื่อสามัญคือ Califonia Palm เป็นปาล์มที่มีถิ่นกำเนิดเดียวกันแต่สายพันธุ์นี้มีลำต้นที่เอ้วนและสั้นกว่า ลำต้นตั้งตรงสูง 15 เมตร และเส้นผ่านศูนย์กลาง1-1.5เมตร
ระยะออกดอก---ฤดูใบไม้ผลิและต้นฤดูร้อน
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด เมล็ดใช้เวลาในการงอกประมาณ 1-2 เดือน


สกุลBismarckia(biz-mark'-ee-ah) เป็นMonotypic genus มีเพียง 1 สายพันธุ์ในสกุลคือBismarckia nobilis

10 ตาลฟ้า/ Bismarckia nobilis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Bismarckia nobilis Hildebr & H.Wendl.(1881)
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Medemia nobilis (Hildebr. & H.Wendl.) Gall.(1904)
ชื่อสามัญ---Bismark Palm, Bismarckia Palm, Nobilis Palm.
ชื่ออื่น ---ตาลฟ้า ;[FRENCH: Bismarckia, Palmier de Bismarck.];[GERMAN: Bismarckpalme, Bismarck-Palme.];[MADAGASCAR: Satrabe, Satrana, Satrapotsy (Malagasy).];[MALAYSIA: Palma Bismark (Malay).];[PORTUGUESE: Palmeira-de-bismarck,Palmeira Azul.];[SPANISH: Palmera noble, Palmera majestuosa, Palmera de Bismarck.];[THAI: Tan Faa.]
ชื่อวงศ์---ARECACEAE (PALMAE)
ถิ่นกำเนิด---มาดากัสการ์
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลBismarckia ตั้งชื่อตามนายกรัฐมนตรีคนแรกของจักรวรรดิเยอรมันOtto von Bismarck (1815-1898)
Bismarckia nobilis เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Friedrich Hermann Gustav Hildebrand (1835–1915) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันและHermann Wendland (1825–1903) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน ในปีพ.ศ.2424

 

ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในมาดากัสการ์ เติบโตในที่ราบของที่ราบสูงตอนกลางเกือบถึงชายฝั่งตะวันตกและทางตอนเหนือในทุ่งหญ้าสะวันนาซึ่งมักอยู่ในดินลูกรัง
ลักษณะ เป็นปาล์มต้นเดี่ยว เป็นปาล์มสีฟ้าเงินขนาดใหญ่ที่สวยงามและได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงสิบถึงยี่สิบปีที่ผ่านมา ลำต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 40-50 เซนติเมตร สูงได้ถึง 25 เมตร แผ่นใบรูปพัดแกนโค้ง แผ่นใบกว้าง 2-3 เมตร สีฟ้าเงินอมขาว เมื่อต้นยังเล็กขอบใบและก้านใบมีสีชมพูหรือสีแดง ก้านใบยาว 2 เมตร ช่อดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น (Dioecious) ช่อดอกออกระหว่างกาบใบ (Interfoliar)แตกแขนงมีดอกขนาดเล็กสีน้ำตาล ผลกลมรี ขนาด4ซม.มีเมล็ดเดียว
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---การปลูกเลี้ยง ตาลฟ้าปลูกได้ในดินหลากหลาย สามารถปรับตัวให้เข้ากับความเป็นกรดด่างได้ดี แต่ที่สำคัญคืออย่าให้น้ำแฉะขัง ต้องเป็นดินที่มีการระบายน้ำดี ทนอุณหภูมิต่ำสุดในระยะสั้นได้ถึง -6ºC ทนต่ออากาศที่แห้งและร้อนจัด
ใช้ประโยชน์---นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ
**(ส่วนต้ว) ต้นด้านซ้ายในรูปนี้ปลูกไว้หน้าบ้านประมาณอายุได้ 3-4 ปี สงสัยต้องล้อมออกเบียดกำแพงพังแน่ ตอนเอามาปลูกต้นสูงประมาณ 50 เซนติเมตร รู้ทั้งรู้ว่าผลจะเป็นอย่างนี้แต่ใจมันชอบ เสียดาย ถ้าปลูกกลางสนามจะแผ่ศักยภาพได้สวยงามมาก ดูความงามแล้วคงไม่ต้องบรรยายความ แถม โตเร็วด้วย ต้นนี้โตเต็มที่สูงได้ถึง 25 เมตรขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น30-45 ซ.ม.(ภาพซ้ายมือรูปบนกับรูปล่างระยะเวลาห่างกัน 1ปีพอดี โตเร็วขนาดไหนลองพิจารณา ) ส่วนภาพด้านขวาถ่ายจาก สวนพฤกษศาสตร์พุแค สระบุรี  2/10/2559 ปลูกเดี่ยวๆโดดๆ โชว์สวยเต็มที่
ภัยคุกคาม-ไม่มีภัยคุกคามที่น่าเป็นห่วงถูกจัดไว้ใน IUCN Red Listประเภท'ความกังวลน้อยที่สุด'(ไม่น่าจะสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้)
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species 2012
ขยายพันธุ์---เมล็ด ใช้เวลาในการงอก 2-4 เดือน
 


สกุล Latania (lah-tah-NEE-ah)ที่รู้จักกันทั่วไปว่าเป็นปาล์ม latanหรือปาล์ม Latania เป็นพืชพื้นเมืองในหมู่เกาะ Mascareneในภาคตะวันตกของมหาสมุทรอินเดีย สกุลประกอบด้วยสามชนิด คือ (แสดงในหน้านี้ 2 สายพันธุ์)
-Latania loddigesii Mart.-blue latan palm (ตาลน้ำเงิน)
-Latania lontaroides (Gaertn.) H.E.Moore-red latan palm (ตาลแดง)
-Latania verschaffeltii Lem.-yellow latan palm (ตาลเเหลือง)

11 ตาลน้ำเงิน/ Latania loddigesii

ชื่อวิทยาศาสตร์---Latania loddigesii Mart.(1838)
ชื่อพ้อง--- Has 4 Synonyms
---Cleophora loddigesii (Mart.) O.F.Cook. (1941)
---Chamaerops excelsior Boje.(1837)
---Latania glaucophylla Devansaye.(1875)
---Cleophora dendriformis Lodd. ex Baker.(1877)
ชื่อสามัญ---Blue Latan Palm, Silver latan palm, Blue latan
ชื่ออื่น---ตาลน้ำเงิน ;[CHINESE: Lan zong lü, Lan se la ta zong.];[FRENCH: Latanier de Maurice, Latanier de l'Ile Ronde, latanier de Maurice, Latanier bleu.];[GERMAN: Blaue Latanie, Blaue Latanpalme, Mauritiuspalme.];[PORTUGUESE: Latânia-azulada, Latânia-glauca.];[THAI: Tan nam-ngoen.]
ชื่อวงศ์---ARECACEAE (PALMAE)
ถิ่นกำเนิด---โอเชียเนีย
เขตกระจายพันธุ์---เกาะมัสคารีน มอริเชียส
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Latania มาจากการคอร์รัปชั่นของฝรั่งเศส,latanier ของชื่อพื้นเมือง ; ชื่อสายพันธุ์ได้รับเกียรติจาก Joachim Loddiges (1738-1826)ชาวเยอรมันผู้ก่อตั้ง vivariumที่มีชื่อเสียงในย่านลอนดอนและเป็นคนแรกที่แนะนำพืชแปลกใหม่จำนวนมากในยุโรป
Latania loddigesii เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Friedrich Philipp von Martius (1794–1868) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน ในปีพ.ศ.2381

ที่อยู่อาศัย พืขเฉพาะถิ่น ที่ Round Island (Ile Ronde) ในหมู่เกาะมาสคารีน (มอริเชียส)
ลักษณะ เป็นปาล์มต้นเดี่ยวที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจมาก สูงประมาณ 6-8 เมตรหรือสูงได้ถึง10เมตร ลำต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 25-30ซม. ใบรูปพัด (Costapalmate) มีสีเทาอมฟ้าขนาดใหญ่หนาและแข็ง เส้นผ่านศูนย์กลาง 1,5-2,5 (-3) เมตร.ก้านใบยาว 1,5 เมตร.ตอนต้นเล็กขอบใบและก้านใบจะมีสีชมพูหรือสีทับทิม เมื่อต้นแก่จะมีสีน้ำเงินปนเทา ก้านใบมีขนสีขาวเป็นนวลคลุมอยู่ ลักษณะต้นจะคล้ายตาลแดง แต่ใบจะคล้ายตาลฟ้า ช่อดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น (Dioecious) ช่อดอกออกระหว่างกาบใบ (Interfoliar) ช่อดอกที่มีดอกเพศผู้สั้นกว่า ยาวถึง 1 เมตร.และมีกิ่งก้านสาขามากกว่าดอกเพศเมีย ยาวถึง 2 เมตร ดอกสีเหลืองอมชมพู ผลไม้เป็นรูปขอบขนาน กว้างไม่เกิน 2.5 ซม. และยาว 7.5 ซม. สีน้ำตาลอมเขียว มีเมล็ดเรียบเนียน โดยทั่วไปมี 3เมล็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบที่แจ้งแสงแดดจัดแต่ทนต่อร่มเงาบางส่วน  ทนแดดได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ขึ้นได้ในดินทุกชนิดที่มีการระบายน้ำดี ไม่ว่าจะเป็นดินทราย ดินเหนียว ดินเป็นกรดเป็นด่างแม้แต่ในที่แห้งแล้ง ก็อยู่ได้ ระบบรากของปาล์มน้ำเงินค่อนข้างอ่อนไหวการขุดล้อมเปลี่ยนถ่ายนำมาปลูกในที่ใหม่ค่อนข้างยาก อัตราการเติบโต ช้า, ช้าถึงปานกลาง                                           ศัตรูพืช/โรคพืช---Aleurotrachelus atratus (Palm-infesting whitefly = แมลงหวี่ขาวรบกวนปาล์ม)
ใช้ประโยชน์---เป็นไม้ประดับที่มีค่ามาก นิยมใช้ปลูกประดับสวนทั่วไป ปลูกเดี่ยว หรือปลูกลงแปลงเป็นกลุ่ม เมื่อต้นยังเล็กใช้ปลูกเป็นไม้กระถางได้
ภัยคุกคาม---เนื่องจากถูกคุกคามจากการสูญเสียที่อยู่อาศัย ประชากรย่อยที่เหลือในป่าถูกจำกัดอยู่ที่เกาะนอกชายฝั่ง ถูกจัดวางไว้ใน ประเภท "ใกล้สูญพันธุ์"
สถานะการอนุรักษ์---EN-ENDANGERED-IUCN Red List of Threatened Species 1998
ขยายพันธุ์---เมล็ด ใช้เวลาในการงอก 4-6 เดือน


12 ตาลเหลือง/ Latania verschaffeltii

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Latania verschaffeltii Lem.(1859)
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Cleophora verschaffeltii (Lem.) O.F.Cook.(1941)
---Latania aurea B.S.Williams.(1870)
---Latania flavescens Pynaert.(1898)
ชื่อสามัญ---Yellow Latan Palm, Yellow latan, Latania tree
ชื่ออื่น---ตาลเหลือง ;[ARABIC: latan 'asfar.];[CHINESE: Huang la ta zong, Huang zong lü.];[FRENCH: Latanier de Rodrigues, Latanier jaune.];[GERMAN: Gelbe Latanpalm, Gelbe Latanie.];[THAI: Tan lueang.].
ชื่อวงศ์---ARECACEAE (PALMAE)
ถิ่นกำเนิด---โอเชียเนีย
เขตกระจายพันธุ์---พืชฉพาะถิ่น
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Latania มาจากการคอร์รัปชั่นของฝรั่งเศส,latanier ของชื่อพื้นเมือง ; ชื่อสายพันธุ์เป็นเกียรติแก่ Ambroise Colette Alexandre Verschaffelt (1825 – 1886) นักพืชสวนชาวเบลเยี่ยมซึ่งเป็นคนแรกที่แนะนำในยุโรป
Latania verschaffeltii เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Charles Antoine Lemaire (1800-1871) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ในปีพ.ศ.2402

ที่อยู่อาศัย ปาล์มเฉพาะถิ่นของเกาะโรดรีเกสในหมู่เกาะมัสคารีน (Rodriguez เป็นเกาะกึ่งอิสระของสาธารณรัฐมอริเชียสในหมู่เกาะ Mascareneในมหาสมุทรอินเดีย) เนื่องจากถูกคุกคามจากการสูญเสียถิ่นอาศัย ประชากรที่เหลืออยู่ประมาณ 500 ต้น อย่างไรก็ตามมีการปลูกในที่อื่นเพื่อเป็นไม้ประดับ
ลักษณะ เป็นปาล์มต้นเดี่ยว สูงประมาณ 8-12 เมตร ลำต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 25-30 ซม.โคนต้นป่องออกแล้วค่อยเรียวขึ้นตรง ใบรูปพัด(Costapalmate) เส้นผ่านศูนย์กลาง 1.2 เมตร แบ่งลึกด้วยแฉกเรียวยาวหลายแฉก มีใบ 8 ถึง 24 ใบ สีเหลืองอมเขียว ไม่ทิ้งใบ ใบแห้งคาต้น เมื่อต้นยังเล็ก ก้านใบและสะดือใบมีสีเหลืองหรือเหลืองอมส้ม ช่อดอกออกระหว่างกาบใบ(Interfoliar) ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น(dioecious) ช่อดอกเพศผู้ยาวเกือบ 3 เมตร ช่อดอกเพศเมียยาวได้ถึง 1.7เมตร.ดอกสีขาวอมเขียว ผลรูปไข่ขนาด 5 ซม. เมื่อสุกมีสีเขียวอมน้ำตาล มีเมล็ดหนึ่งถึงสามเมล็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---การปลูกเลี้ยงดูแลรักษาไม่ยาก ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี ชอบที่แจ้งแสงแดดจัดแต่ทนต่อร่มเงาบางส่วน ชอบดินที่อุดมสมบูรณ์และเป็นทราย แต่สามารถปรับให้เข้ากับประเภทของดินที่แตกต่างกัน (ดินเหนียวดินร่วนด่างเล็กน้อยหรือเป็นกรด) ขึ้นได้ในดินทุกชนิดที่มีการระบายน้ำดี ทนแล้งและทนเค็มได้ดี การขุดล้อมเปลี่ยนถ่ายนำมาปลูกในที่ใหม่ค่อนข้างยาก อัตราการเติบโต ช้า, ช้าถึงปานกลาง
ศัตรูพืช/โรคพืช---Aleurotrachelus atratus (Palm-infesting whitefly = แมลงหวี่ขาวรบกวนปาล์ม)
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ นิยมใช้ปลูกประดับสวนทั่วไป ปลูกเดี่ยว หรือปลูกลงแปลงเป็นกลุ่ม เมื่อต้นยังเล็กใช้ปลูกเป็นไม้กระถางได้ เหมาะสำหรับสวนริมทะเล
-อื่น ๆการใช้งานแบบดั้งเดิม ในอดีตพบได้ในทุกส่วนของเกาะซึ่งมีการใช้งานที่หลากหลาย ไม้มีความแข็งและทนทานมากมีลักษณะสีดำเป็นจุด ๆมักใช้ในงานก่อสร้าง
ภัยคุกคาม---เนื่องจากถูกคุกคามจากกิจกรรมการตัดไม้และการเพิ่มการตั้งถิ่นฐานและการเกษตร ทำให้จำนวนประชากรลดลงอย่างต่อเนื่อง ถูกจัดวางไว้ใน IUCN Red List ประเภท "อ่อนแอ" มีความเสี่ยงสูงต่อการสูญพันธุ์โดยผิดธรรมชาติ (เกิดจากมนุษย์)
สถานะการอนุรักษ์---VU- VULNERABLE - IUCN. Red List of Threatened Species 1998
ระยะออกดอก---ฤดูร้อน
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะกล้าจากเมล็ด ใช้เวลาในการงอก2-4เดือน


13 ปาล์มเคราฤาษี/ Coccothrinax crinita

ชื่อวิทยาศาสตร์---Coccothrinax crinita (Griseb. & H.Wendl. ex C.H.Wright) Becc.(1908)
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Basionym:Thrinax crinita (Griseb. & H.Wendl. ex C.H.Wright)(1878)
---Antia crinita (Becc.) O.F.Cook.(1941)
ชื่อสามัญ---Mat Palm , Old man palm, Thatch palm
ชื่ออื่น---เคราฤาษี ;[CHINESE: Gu ba yin lü.];[CUBA: Palma petate, Guano petate, Guano barbudo, Palma petale.];[FRENCH: Latanier chevelu, Vieux palmier d'homme.];[GERMAN: Kubanische Bartpalme.];[PORTUGUESE: Homem barbudo.];[SPANISH: Palma del Anciano, Palma Abuelo, Petate.];[THAI: Pam Khrao Ruesi.]
ชื่อวงศ์---ARECACEAE (PALMAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---คิวบา แคริบเบียน
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลมาจากภาษาละตินcoccus, = "berry" และ thrinax = "trident" ; ชื่อของสายพันธุ์มาจากภาษาละติน 'crinatus, a, um' = crinite โดยมีการอ้างอิงที่ชัดเจน
Coccothrinax crinita เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย August Heinrich Rudolf Grisebach (1814-1879) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันและHermann Wendland (1825–1903) จากอดีต C.H.Wright ได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Odoardo Beccari (1843–1920) นักพฤกษศาสตร์ชาวอิตาลี ในปีพ.ศ.2451
ปาล์มเคราฤๅษีมีสองชนิดย่อย (subspecies)ที่ได้รับการยอมรับ คือ
-Coccothrinax crinita subsp. crinita (The short hair Old man palm)
-Coccothrinax crinita subsp. brevicrinis Borhidi & O.Muñiz

 

ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในคิวบา มักจะเติบโตในสะวันนาที่ถูกน้ำท่วมตามฤดูกาล และพบเป็นครั้งคราวในพื้นที่ที่เป็นภูเขา ที่ระดับความสูงถึง 500 เมตร
ลักษณะ เป็นปาล์มต้นเดี่ยวสูงได้ถึง 2- 10 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 8-10 (-20) ซ.ม.ลำต้นคลุมด้วยฐานใบเก่าที่ปกคลุมลำต้นด้วยเส้นใยทอหนาแน่นเป็นชั้น ๆ โดยมีปลายใบยาวห้อยยื่นออกมาจากลำต้นดูเหมือน "เครา" ขนาดใหญ่  “เครา” นี้ทำให้ต้นปาล์มที่มีก้านแคบดูเทอะทะและอ้วน ใบรูปพัด (palmate) 15 ถึง 25 ใบ เกือบกลมสมบูรณ์ขอบใบจักเว้าลึก แผ่นใบกว้าง1.5-1.8 เมตร และยาว 0.90 เมตร ก้านใบยาว1เมตรและมีหนาม ใบด้านบนสีเขียวสดใส  ด้านล่างสีเทาทึบถึงสีเทาเงิน ช่อดอกออกระหว่างกาบใบ(Interfoliar)ช่อดอก ยาว 0.80-1.5 ดอกแยกเพศอยู่ในช่อเดียวกัน (Monoecious) ดอกสีเหลือง ผลกลมและย่น เมื่อสุกสีม่วงดำขนาด 0.7-2 ซม มีเมล็ดเดียว
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---พืชสามารถปลูกได้ทั้งในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน ต้องการแสงแดดเต็มที่ถึงร่มเงาบางส่วน ที่สำคัญคือ ชอบดินที่เป็นด่างหรือเป็นกลาง ดินต้องมีการระบายน้ำดีชื้นและไม่เป็นดินเหนียว สามารถปรับตัวได้อย่างกว้างขวางและสามารถเจริญเติบโตได้ในดินที่ไม่ดี อย่าให้น้ำท่วมขังได้เป็นอันขาด ทนอุณหภูมิต่ำสุดได้ถึง  -3 °C ใช้เวลาเติบโตช้ามาก โดยเฉลี่ยแล้วจะใช้เวลา 10 ปีในการเติบโตของต้นไม้สูง 1.5 เมตร
ศัตรูพืช/โรคพืช---Aleurotrachelus atratus (Palm-infesting whitefly = แมลงหวี่ขาวรบกวนปาล์ม)
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ เป็นหนึ่งในปาล์มที่โอ่อ่าที่สุดในบรรดาไม้ประดับและสำหรับคุณค่าทางภูมิทัศน์ นิยมปลูกในสวนเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน ใช้ปลูกเดี่ยวหรือปลูกเป็นกลุ่ม ในสวนสาธารณะและสวนที่กว้างมาก
-อื่น ๆการใช้งานแบบดั้งเดิมใบขนาดใหญ่ของปาล์มนี้มักใช้สำหรับมุง
ภัยคุกคาม---เนื่องจาก การถูกทำลายแหล่งที่อยู่อาศัย เหลือต้นไม้เพียง 60 -130 ต้นบนเกาะคิวบา ถูกจัดไว้ใน IUCN Red List ประเภท "ใกล้สูญพันธุ์"
สถานะการอนุรักษ์---EN-ENDANGERED-IUCN Red List of Threatened Species 1998
ขยายพันธุ์---เมล็ดสด ใช้เวลาในการงอก 2-3 เดือน เมล็ดงอกง่ายมากเมื่อสด หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม เมล็ดจะมีอายุการเก็บรักษาไม่นาน

                 

14 ปาล์มอ้ายหมี/ Copernicia macroglossa


ชื่อวิทยาศาสตร์---Copernicia macroglossa H.Wendl. ex Becc.(1907)
ชื่อพ้อง:---Has 1 Synonyms
---Copernicia torreana León.(1931)
ชื่อสามัญ---Cuban Petticoat Palm, Petticoat Palm, Jata palm
ชื่ออื่น---ปาล์มอ้ายหมี ;[CUBA: Jata de Guanabacoa.];[CHINESE: Gu ba la zong.];[PORTUGUESE: Carnauba -da-saia.];[SPANISH: Palma de Abrigo.];[THAI: Paam Aai-mee.]
ชื่อวงศ์---ARECACEAE (PALMAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---คิวบา อเมริกากลาง อเมริกาใต้ แคริเบียน
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลเป็นเกียรติแก่นักดาราศาสตร์ชาวโปแลนด์ Nicolaus Copernicus (1473-1543) ; ชื่อของสายพันธุ์มาจากการรวมคำของคำในภาษากรีก 'makros' =ใหญ่ ยาวและ 'glossa' = ลิ้น รวมความหมายแปลว่า"ลิ้นขนาดใหญ่" อ้างอิงถึงใบชั้นในที่มีขนาดใหญ่มาก ; ชื่อสามัญ “Petticoat Palm” มาจากลักษณะใบแห้งที่ห้อยลงปกคลุมลำต้นคล้ายกระโปรงชั้นใน
Copernicia macroglossa เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Hermann Wendland (1825–1903 จาก Odoardo Beccari (1843–1920) นักพฤกษศาสตร์ชาวอิตาลี ในปีพ.ศ.2450

ที่อยู่อาศัย  เป็นพันธุ์ปาล์มเฉพาะถิ่นในคิวบาตะวันตกและตอนกลาง ในจังหวัดลาฮาบานา , ลาวิลล่าและ Pinar del Ríoและมีการเพาะปลูกในบางส่วนของอเมริกากลางและหมู่เกาะแคริบเบียนบางแห่ง
ลักษณะ เป็นปาล์มต้นเดี่ยวสูงได้ถึง 5-7 (-10) เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 30-40 ซม. จะเห็นว่าปาล์มต้นนี้ไม่มีก้านใบ กาบใบจะแผ่คลุมรอบคอ ใบแห้งที่ติดแน่นที่ลำต้นจะหลุดร่วงเองเมื่อต้นสูงเกิน 5 เมตร ใบแห้งเหล่านี้ทำให้ต้นปาล์มมีลักษณะ "กระโปรง" พร้อมกับใบแก่ที่ยังคงอยู่ซึ่งก่อให้เกิด "กระโปรงชั้นใน" ที่เป็นเอกลักษณ์และมีลักษณะเฉพาะตัว ช่อกอกออกระหว่างใบ(Interfoliar)และแผ่ออกด้านนอกห้อยโค้งลงจากพุ่มใบ ยาว 2.50 เมตร ดอกสมบูรณ์เพศมีทั้งเพศผู้และเพศเมียในดอกเดียวกัน (hermaphrodite) สีเหลืองน้ำตาล ผลกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง1.5ซม.มีสีดำเมื่อสุก
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดจัด เจริญได้ในที่แล้งและดินที่ขาดแคลนไม่อุดมสมบูรณ์ ทนอุณหภูมิต่ำสุดสั้นๆได้ถึง  0 องศา C การเจริญเติบโต ช้ามาก
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ พืชชนิดนี้เป็นที่ต้องการมากสำหรับคุณสมบัติด้านความงามที่มาจากกระโปรงชั้นในที่เป็นเอกลักษณ์ ใช้ปลูกเดี่ยวหรือเป็นกลุ่ม ขนาดที่ใช้กันและกำลังสวยก็คือ ตอนมีความสูงระหว่าง 0.50- 5 เมตร ตอนยังเล็กสามารถปลูกเลี้ยงลงกระถาง โตขึ้นก็ย้ายปลูกลงดินได้ การดูแลรักษาเมื่อนำมาปลูกประดับภายในบ้าน ควรตัดแต่งลบกระโปรงออกแบบรูปขวามือ เพราะถ้าทิ้งไว้ใบที่แห้งเปื่อยพัง อาจเป็นที่อยู่อาศัยของหนู หรือสัตว์ประหลาดอื่นๆได้ เนื่องจากรูปลักษณ์ที่น่าดึงดูดและการเจริญเติบโตที่ช้า ปาล์มที่โตเต็มที่จึงมีมูลค่าทางการค้ามาก ต้นปาล์มขนาด 20-30 ฟุต -หนึ่งต้นที่อยู่ในสภาพดีมีราคาประมาณ 200-300 ดอลลาร์
-อื่น ๆ บางครั้งพืชจะถูกเก็บเกี่ยวจากป่าสำหรับลำต้นของมันซึ่งใช้เป็นเสารั้ว
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ดใช้เวลาประมาณ 2 เดือนกว่าเมล็ดจะงอก


สกุล Acoelorrhaphe เป็นMonotypic genus มีเพียง 1สายพันธุ์ในสกุล คือ Acoelorrhaphe wrightii ที่รู้จักกันว่า Paurotis palm, Everglades palm หรือ Madeira palmกระจายในอเมริกากลาง , ตะวันออกเฉียงใต้ของเม็กซิโกที่แคริบเบียน , โคลอมเบีย , บาฮามาสและรุนแรงในภาคใต้ของฟลอริดา

15 เปาโรติส/ Acoelorraphe wrightii

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Acoelorrhaphe wrightii (Griseb. & H.Wendl.) ex Becc.1907
ชื่อพ้อง---Has 11 Synonyms. See all The Plant List (http://www.theplantlist.org/)
---Basionym: Copernicia wrightii Griseb. & H.Wendl1866
ชื่อสามัญ---Everglades Palm , Paurotis Palm, Silver Saw Palmetto, Madeira palm
ชื่ออื่น---เปาโรติส ;[BELIZE: Pim-i?nt, Pim-int, Ta-si-ste (Maya).];[CHINESE: Chang shi de zong lu]
;[CUBA: Guano Preto.];[FRENCH: Palmier des Everglades, Paurotis de Wright.];[GERMAN: Evergladespalme.];[HONDURUS: Tique, Papta.];[MALAYSIA: Palma Perak (Bahasa Melayu).];[MEXICO: Tasiste.];[PORTUGUESE: Palmeira-paorotis.];[THAI: Pao-rho- tis.];[VENEZUELA: Palma de pantano.]
ชื่อวงศ์---ARECACEAE (PALMAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกาเหนือ
เขตกระจายพันธุ์---รัฐฟลอลิดา , อเมริกากลาง  แคริบเบียนและหมู่เกาะเวสต์อินดีส
นิรุกติศาสตร์---ชื่อของสกุลนี้เป็นการรวมกันของคำภาษากรีกสามคำ คือ 'a '= "without" ไม่มี, 'coelos =  "hollow" กลวงและ 'rhaphis' =  "seam" โดยอ้างอิงถึงรูปร่างของผลหรือเมล็ดที่ไม่มีแผลเป็นกลวง ของสกุลที่คล้ายคลึงกัน ; ชื่อสายพันธุ์ได้รับการตั้งชื่อตาม Charls Wright นักพฤกษศาสตร์ชาวอเมริกัน
Acoelorrhaphe wrightii เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย August Heinrich Rudolf Grisebach (1814-1879) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันและHermann Wendland (1825–1903)ได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Odoardo Beccari (1843–1920) นักพฤกษศาสตร์ชาวอิตาลี ในปีพ.ศ.2450


ที่อยู่อาศัย พบในคาบสมุทรYucatanในเม็กซิโกตามชายฝั่งทะเลแคริบเบียนของอเมริกากลาง (จากเบลีซถึงคอสตาริกาตอนเหนือ) ในทะเลแคริบเบียน (ในคิวบาและหมู่เกาะซานอันเดรสโพรวิเดนเซียและซานตาคาตาลินา ) ในส่วนหนึ่งของบาฮามาสและอยู่ทางใต้ของฟลอริดา  
ลักษณะ เป็นปาล์มแตกกอ ความสูงเต็มที่อยู่ประมาณ 8 เมตรเส้นผ่านศูนย์กลาง10 ซม. ลักษณะกอ ตอนบนจะกว้างกว่าฐาน ลำต้นมีขนสีน้ำตาลแดงปกคลุม ก้านใบโค้ง สีส้ม ยาว 1-1.2 เมตร มีหนามแหลมคมตามขอบก้านใบโดยเฉลี่ยยาว 2-5 มม.ใบรูปพัด(palmate) ขอบใบจักเว้าลึกเกือบถึงสะดือ แผ่นใบกางเกือบครึ่งวงกลมกว้าง 80 ซม. ใบด้านบนสีเขียวอ่อนและด้านล่างมีนวลสีขาว ช่อดอกออกระหว่างใบ (Interfoliar)ดอกออกเป็นช่อยาวประมาณ1เมตร ดอกสมบูรณ์เพศมีทั้งเพศผู้และเพศเมียในดอกเดียวกัน (hermaphrodite) ผลกลมเล็กขนาด1-1.5ซม.สีส้มเมื่อเป็นผลอ่อนและเปลี่ยนเป็นสีดำเมื่อสุก
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ตำแหน่งแสงแดดจัดถึงร่มเงาบางส่วน ชอบดินเหนียวปนทราย การปลูกเลี้ยง ไม่ต้องการน้ำมาก แต่ถ้าขุดล้อมแล้วย้ายมาปลูกใหม่ต้องรดน้ำให้มากหน่อยจนกว่ารากจะยึดดิน ทนแล้งได้ดี มีความทนดินเค็มสูง ทนอุณหภูมิต่ำสุดได้ถึง-6องศา C อัตราการเติบโตช้า ใช้เวลา10-20 ปี กว่าต้นจะโตเต้มที่ การดูแลตัดแต่งทางใบที่แห้งติดต้นออกอย่าปล่อยให้รกรุงรัง เพราะปาล์มชนิดนี้จะไม่ทิ้งใบเอง  
ศัตรูพืช/โรคพืช-Aleurotrachelus atratus(แมลงหวี่ขาวรบกวนปาล์ม),Cerataphis lataniae(เพลี้ยปาล์ม)Raoiella indica(ไรแดง)
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ ปาล์มนี้มีการปลูกกันอย่างแพร่หลายในรัฐฟลอริด้า สหรัฐอเมริกา เป็นที่ชื่นชอบของเจ้าของบ้านและนักออกแบบสวนเป็นปาล์มประดับที่ใข้ในงานตกแต่งภูมิทัศน์ สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์ หรือตามบ้านที่มีพื้นที่กว้าง ใช้ปลูกลงสนามกลางแจ้ง  ขนาดความสูงที่นำมาใช้ 2-4 เมตร
ขยายพันธุ์---เมล็ด แยกหน่อ เมล็ดใช้เวลาในการงอก 2-3 เดือน


สกุล Carpentaria เป็นสกุลMonotypic genus มีเพียงสายพันธุ์เดียวในสกุลคือ Carpentaria acuminata

16 ปาล์มคาร์เพนทาเรีย/ Carpentaria acuminata


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Carpentaria acuminata (H.L.Wendl. & Drude) Becc.(1885)
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Basionym: Kentia acuminata H.Wendl. & Drude.(1875)
ชื่อสามัญ---Carpentaria Palm, Dawin Palm
ชื่ออื่น--ปาล์มคาร์เพนทาเรีย, ปาล์มน้ำพุ ;[CHINESE: Dong ao zong.];[FRENCH: Palmier Car-pentaria, Palmier de Darwin.];[GERMAN: Carpentaria palme.];[LITHUANIAN: Karpentarija.];[PORTUGUESE: Palmeira-carpentária.];[SPANISH: Palma Carpentaria.];[THAI: Paam nam phu.]
ชื่อวงศ์---ARECACEAE (PALMAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปออสเตรเลีย
เขตกระจายพันธุ์---ทางตอนเหนือของออสเตรเลีย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลCarpentaria หมายถึงอ่าว Carpentariaใกล้กับแหล่งกำเนิด ; ชื่อสายพันธุ์เป็นคำภาษาละติน 'acuminatus, a, um' = แหลม มีอ้างอิงที่ไม่แน่ช้ด อาจจะเป็นปลายแหลมของผล
Carpentaria acuminata เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Hermann Wendland (1825–1903) และ Carl Georg Oscar Drude (1852–1933) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน ได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Odoardo Beccari (1843–1920) นักพฤกษศาสตร์ชาวอิตาลี ในปีพ.ศ.2428

ที่อยู่อาศัย เป็นปาล์มพื้นเมืองบริเวณชายฝั่งทะเลในเขตร้อนทางตอนเหนือของออสเตรเลีย เติบโตในป่ามรสุม ป่าพรุ ในพื้นที่ราบลุ่ม ที่ระดับความสูง 0-200 เมตรจากระดับน้ำทะเล
ลักษณะ เป็นปาล์มลำต้นเดี่ยว บางครั้งอาจจะมีต้นคู่ (2-3) ต้นสูงประมาณ 9-20 เมตรและถึง 30 เมตรในถิ่นกำเนิด เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น15-20 ซม. ลำต้นสีเทาน้ำตาล มีร่องรอยแผลเป็น ที่เราเรียกกันว่าข้อปล้อง ซึ่งเกิดจากใบเก่าที่ร่วงหล่นไป ห่างกันไม่เกิน 30 ซม คอยอด(Crownshaft)เรียบสีเขียว ใบเป็น ใบประกอบแบบขนนก(pinnate)สีเขียวเข้ม มี10-12ใบต่อต้น ทางใบยาว2-4เมตร โค้งลง ใบย่อยโคนใบแหลมแคบยาว 40-60 x 1.2-1.5 ซม. สีเขียวเข้ม  ช่อดอกออกจากโคนใบด้านบน(Infrafoliar)ห้อยลง  ยาว 0.90-1.2เมตร ดอกแยกเพศอยู่ในช่อเดียวกัน (Monoecious) มีดอกสีขาวครีมวางเรียงบนช่อ (ดอกเพศเมีย1ดอกอยู่ระหว่างดอกเพศผู้2ดอก) ที่ปลายยอดจะมีแต่ดอกเพศผู้ ดอกเพศผู้มีเกสรตัวผู้ 30-40 ตัว ดอกเกสรเพศเมียสูง 5-6 มม. กว้าง 4-5 มม ผลกลมรีมีปลายยอดแหลม สีแดงสดใส ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง15-20 มม.มีเมล็ด1- 3 เมล็ด เมล็ดกลมเส้นผ่านศูนย์กลางสูงสุด 15 มม เรียบ
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดจัดหรือรำไรบางส่วน ขึ้นได้ดี ในดินทุกสภาพ ไม่เฉพาะเจาะจงกับชนิดของดิน แต่ดินต้องมีความชื้นสม่ำเสมอมีการระบายน้ำที่ดีทนอุณหภูมิต่ำสุดได้ถึง 0 °C อัตราการเจริญเติบโตเป็นหนึ่งในปาล์มที่เจริญเติบโตเร็วที่สุด
ศัตรูพืช/โรคพืช---ไม่มีโรคและศัตรูพืชร้ายแรง มักจะไม่ได้รับผลกระทบจากศัตรูพืช  
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับเป็นไม้ประดับมีค่าสูงในงานภูมิทัศน์ เหมาะกับสวนเขตร้อนชื้นและกึ่งร้อนชื้น มีการใช้ประโยชน์ปานกลางในการตกแต่งภายใน ในห้องที่ส่องสว่าง
รู้จักอันตราย---เนื้อผลมีผลึกแคลเซียมออกซาเลตหากสัมผัสอาจเกิดระคายเคืองมาก
**(ส่วนตัว)ในประเทศไทย เมื่อก่อนประมาณก่อนปี 2540 ปาล์มน้ำพุ เคยถูกใช้ในงานจัดสวนมาก เพราะต้นสูงได้ถึง 20 เมตรใช้สร้างระดับงาน ด้านความสูงประกอบอาคารหรือตึกขนาดใหญ่ แต่เนื่องจากปัญหาของการขนส่ง ที่ต้องป้องกันการเสียหายและยุ่งยาก จึงทำให้ปาล์มน้ำพุหายไปช่วงเวลาหนึ่ง แต่ปัจจุบัน เราใช้ปาล์มน้ำพุขนาดแค่ 2-4 เมตร และความที่เป็นปาล์มโตเร็ว เลี้ยงง่ายและทนน้ำท่วมได้ดี นักปลูกเลี้ยงปาล์มเพื่อการค้าจึงหันมานิยมปลูกปาล์มน้ำพุกัน เท่ากับว่า return to landscape อีกครั้ง (2008) การขุดดิบนำมาปลูกเลยจะดีกว่าล้อมทิ้งไว้หรือบอนเอาไว้
ระยะออกดอก/ติดผล---ออกดอกเป็นระยะได้ตลอดทั้งปี ช่วงออกมาก กันยายน-มกราคม/ธันวาคม-มีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด เมล็ดสดใช้เวลาในการงอก1-3เดือน


17 ปาล์มจีน/ Livistona chinesis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Livistona chinensis (Jacq.) R.Br. ex Mart.(1838)
ชื่อพ้อง ---Has 8 Synonyms
---Basionym: Latania chinensis Jacq.(1801)
---Chamaerops biroo Siebold ex Mart.
---Livistona japonica Nakai ex Masam.
---Livistona oliviformis (Hassk.) Mart.(1853)
---Livistona subglobosa (Hassk.) Mart.
---Saribus chinensis (Jacq.) Blume.(1838)
---Saribus oliviformis Hassk.(1853)
---Saribus subglobosus Hassk.(1842)
ชื่อสามัญ---Chinese Fan Palm, Fountain Palm, Chinese Fountain Palm, Chinese anahau
ชื่ออื่น---ปาล์มจีน, ปาล์มเซี่ยงไฮ้ ; [ASSAM: Japi-pat/ Japi-goch.];[CHINESE: Pu kui, Shan ye kui.];[FRENCH: Palmier évantail de Chine, Palmier eventail chinois, Palmier fontain.];[GERMAN: Chinesische Schirmpalme, Chinesische Facherpalme.];[ITALIAN: Livistona della cina, Ventaglio cinese, Palma fontana.];[JAPANESE: Biro.];[MALAY: Serdang cina.];[NORWEGIAN: Kinesisk viftepalme.];[PHILIPPINES: Chinese anahau.];[PORTUGUESE: Falsa-latania, Palmeira-leque, Palmiera-leque-da-China.];[SPANISH:Livistona de China.];[THAI: Paam jin, Paam jeep.];[VIETNAMESE: Ke tau.]
ชื่อวงศ์ ---ARECACEAE (PALMAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย                                                               
เขตกระจายพันธุ์--- เบอร์มิวดา, จีนตะวันออกเฉียงใต้, ฟลอริด้า, ฮาวาย, ญี่ปุ่น, มอริเชียส, นิวแคลิโดเนีย,ไต้หวัน เวียดนาม
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลได้รับเกียรติจากความทรงจำของ Patrick Murray บารอนของ Livingston ในปี 1670 ได้กำหนดให้คอลเล็คชั่นและสวนของเขาเป็นสวนพฤกษศาสตร์ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็น "Royal Botanic Garden of Edinburgh " ในปัจจุบัน ; ชื่อสายพันธุ์ chinensis หมายถึงหนึ่งในสถานที่ต้นกำเนิด
Livistona chinensis เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Nikolaus Joseph von Jacquin (1727-1817) นักพฤกษศาสตร์ ชาวเนเธอร์แลนด์ได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Robert Brown (1773-1858) นักพฤกษศาสตร์และนักบรรพชีวินวิทยาชาวสก็อต จากCarl Friedrich Philipp von Martius(1794–1868)ในปีพ.ศ.2381   

ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน (กวางตุ้ง, เกาะไหหลำ)ไต้หวัน ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น (หมู่เกาะริวกิวของโอกินาวา) กระจายไปยัง เบอร์มิวดา, จีนตะวันออกเฉียงใต้, เวียตนาม, มอริเชียส, นิวแคลิโดเนีย ,เปอร์โตริโกและสาธารณรัฐโดมินิกัน พบขึ้นอยู่ในป่าชายฝั่ง ในดินแดนเขตกระจายพันธุ์ต่าง ๆ ที่มักจะเป็นทรายที่ระดับความสูงจากน้ำทะเล1-100เมตร เป็นสายพันธุ์ที่รุกรานในฟลอริดา, ฮาวายและหมู่เกาะแปซิฟิกบางแห่ง
ลักษณะ เป็นปาล์มต้นเดี่ยว มีรากที่แข็งแรงหยั่งลึก สูงได้ถึง15เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 20-30 ซ.ม.ลำต้นเห็นรอยแผลเป็นของใบไม่ชัด หยาบและมีเศษเล็กเศษน้อย สีเทาหรือสีน้ำตาลอ่อน ตามอายุ ใบรูปพัด(Costapalmate) ขอบใบจักลึกถึงครึ่งใบ แผ่นใบกว้าง 1.5 เมตรปลายห้อยลู่ลง ก้านใบโค้งเล็กน้อยยาว1.8 เมตร มีหนาม  ยาว 2-20 มม สีเขียวถึงดำ ช่อดอกออกระหว่างกาบใบ(Interfoliar)ยาว 0.8-1.2 เมตร เป็นช่อดอกสมบูรณ์เพศ แตกกิ่งก้านสาขามีดอกขนาดเล็กสีขาวแกมเขียวถึงสีครีมมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 2–2.5 มม.ติดผลจำนวนมาก ผลกลมรี ขนาด 1.5–2.6 × 0.9–1.8 ซม.สีเขียวสดใสมันวาว สุกสีเขียวคล้ำถึงน้ำเงินอมเทา
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เป็นปาล์มกลางแจ้งชอบแสงแดดจัด ไม่เลือกดิน แต่ต้องระบายน้ำดี ความชื้นในดินสม่ำเสมอ ต้นอายุมากมีระบบรากลึก ทนแล้ง มีความทนทานขนาดกึ่งบึกบึน ทนโรค ทนเชื้อรา ไม่ต้องให้ปุ๋ยมากใช้พวกปุ๋ยละลายช้าให้ปีละ 2 ครั้ง คือตอนก่อนฤดูฝนจะมา เว้น 6เดือนค่อยให้ปุ๋ยอีกครั้ง อัตราการเจริญเติบโต ช้า
ใช้ประโยชน์---พืชชนิดนี้นอกจากได้มาจากการเก็บเกี่ยวจากป่าแล้วยังได้รับการเพาะปลูกในประเทศจีนสำหรับใช้ใบของมันเป็นแหล่งวัตถุดิบที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการทำพัด เช่นเดียวกับการใช้ทำหมวก ไม้กวาด เสื้อกันฝน ฯลฯ
-ใช้เป็นยา ในประเทศจีน ผลไม้แห้งใช้รักษาเนื้องอกต่างๆ ในการแพทย์แผนจีน สารสกัดจากเมล็ดพืชใช้สำหรับมะเร็งหลายชนิด รวมทั้ง HCC และมะเร็งลำไส้ใหญ่
-ใช้ปลูกประดับ ปลูกกันอย่างแพร่หลายในฐานะเป็นไม้ประดับจากเขตอบอุ่นไปจนถึงเขตร้อน เหมาะ ปลูกลงสนามที่กว้าง ยังมีปาล์มอีกสองต้นที่ลักษณะคล้ายกันมาก คือปาล์มลู่ลม Livistona decipiensชื่อสามัญเรียกว่า Ribbon Fan Palm หรือ Weeping Cabbage Palm และอีกต้น คือ ปาล์มลู่ลม Livistona drudie  ชื่อสามัญคือ Drudes Palm ความแตกต่างอยู่ที่ลำต้นไม่เหมือนกันและใบที่ลู่ลงมากน้อยต่างกัน ใช้ปลูกเดี่ยวหรือปลูกลงแปลงเป็นกลุ่ม สำหรับตอนต้นยังเล็กยังไม่ต้องการแสงแดดเต็มที่นำมาปลูกลงกระถางขนาดใหญ่ ใช้เป็นไม้ประดับในที่ร่มรำไรได้ โตขึ้นย้ายลงปลูกลงแปลงกลางแจ้งต่อไป
-อื่น ๆเส้นใยที่สกัดจากกาบและก้านใบนำมาทำเป็นสายระโยงระยาง
ระยะออกดอก/ติดผล---กุมภาพันธ์-เมษายน/เมษายน-กันยายน
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด เมล็ดใช้เวลาในการงอก1-2เดือน


18 แวกซ์ปาล์ม/ Copernicia prunifera


ชื่อวิทยาศาสตร์---Copernicia prunifera (Mill.) HEMoore.(1963)
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Basionym: Palma prunifera Mill.(1768)
---Arrudaria cerifera (Arruda) Macedo.(1867)
---Copernicia cerifera (Arruda) Mart.(1838)
---Corypha cerifera Arruda.(1816)
ชื่อสามัญ---Carnauba palm, Carnauba Wax Palm, Brazilian Wax Palm,
ชื่ออื่น---แว๊กซ์อ้วน, แว๊กซ์ผอม ;[GERMAN: Karnaubapalme, Facherpalme, Wachspalme.];[FINNISH: Karnaubapalmu.];[FRENCH: Caranda, Palmier a cire.];[JAPANESE: Burajiru rou yashi , Rou yashi (as C. cerifera).];[PORTUGUESE: Arvore-da-vida, Carnaúba, Carnaubeira.];[SPANISH: Carandai, Carnauba.];[SWEDISH: Karnaubapalm.]
ชื่อวงศ์---ARECACEAE (PALMAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกาใต้ ตอนเหนือของประเทศบราซิล
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Copernicia เป็นเกียรติแก่นักดาราศาสตร์ชาวโปแลนด์ที่มีชื่อเสียง Nicolaus Copernicus (1473-1543) ;  ชื่อสายพันธุ์ prunifera เป็นคำภาษาละตินประกอบด้วย 'pruina' = น้ำค้างแข็งและจากคำกิริยา 'fero' = to carry โดยอ้างอิงถึงแว็กสีขาวที่ปกคลุมแผ่นใบ
Copernicia prunifera เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยPhilip Miller (1691 - 1771) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษเชื้อสายสก็อตแลนด์ ได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Harold Emery Moore (1917–1980) นักพฤกษศาสตร์ชาวอเมริกัน ในปีพ.ศ.2506

 

ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดทางตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิล ซึ่งเรียกว่า“ ต้นไม้แห่งชีวิต” สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์มากมาย (พบเป็นส่วนใหญ่ในรัฐCeará, Piauí, Maranhãoริโอแกรนด์ do Norte และ Bahia) เติบโตทั่วไปในทุ่งหญ้าสะวันนาหรือป่าเปิดซึ่งบางครั้งอาจมีน้ำท่วมเป็นครั้งคราว
ลักษณะ เป็นปาล์มต้นเดี่ยวต้นสูงได้ถึง 15-20 เมตร ลำต้นขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ย 25 ซม.มงกุฎใบรูปพัด(Costapalmate)เกือบกลมเส้นผ่านศูนย์กาง 1.5 เมตร ใบสีเทาฟ้าเคลือบด้วยนวลขาว ก้านใบยาว0.8เมตรมีหนามแข็งโค้ง ช่อดอกออกระหว่างใบ (Interfoliar)ยาวประมาณ 2 เมตร ดอกสมบูรณ์เพศมีทั้งเพศผู้และเพศเมียในดอกเดียวกัน (hermaphrodite) สีเหลือง ผลรูปไข่ยาวประมาณ2.6ซม.สีดำเมื่อสุกมีเมล็ดเดียว
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งที่มีแสงแดดจัด ปรับให้เข้ากับดินต่างๆแม้ว่าการระบายน้ำจะดีหรือไม่ดี pH 6.1-7.8 ทนต่ออุณหภูมิต่ำได้ถึง -3 องศา C เป็นเวลาสั้น ๆทนต่อความแห้งแล้งได้ดี -อัตราการเติบโต หลังจาก 50 ปี สามารถมีความสูงได้มากกว่า 14 เมตรและปาล์มสามารถอยู่ได้นานถึง 200 ปี
การใช้ประโยชน์---ใช้กิน แก่นของลำต้นอุดมไปด้วยแป้งและใช้ทำสาคู ผลใช้ในการผลิตเยลลี่เพื่อการบริโภค เนื้อเยื่อผลถูกสกัดและทำให้แห้งเพื่อผลิตแป้งคาร์นูบาซึ่งชาวพื้นเมืองส่วนใหญ่บริโภค น้ำมันปรุงอาหารสามารถสกัดจากเมล็ดพืชซึ่งกินได้เช่นกัน ผลคั่วบดและชงเพื่อทดแทนกาแฟ
-ใช้เป็นยา รากแห้งถูกนำมาใช้ในการแพทย์แผนโบราณเป็นยาขับปัสสาวะ ยาต้มรากถือเป็นวิธีการรักษาเฉพาะสำหรับโรคซิฟิลิส รากเผาแล้วบดใช้สำหรับโรคไขข้ออักเสบรูมาติซึม อาการทางผิวหนังและอาการบวมน้ำ
-ใช้ปลูกประดับ ด้วยลักษณะรูปทรงต้นที่แข็งแรงมั่นคง ใบสีเทาฟ้าเคลือบด้วยนวลขาว ทำให้แว็กซ์ปาล์มเป็นไม้ประดับที่โดดเด่นในงานตกแต่งภูมิท้ศน์ ถ้าจะปลูกภายในบริเวณบ้านควรหาพื้นที่เผื่อไว้สำหรับรูปทรงที่เหมาะสมในอนาคตด้วย นอกจากนี้แล้วอีกด้านหนึ่งจะปลูกเพื่อการค้าเชิงพานิชย์ เป็น1ในพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของบราซิลโดยเป็นวัตถุดิบในการผลิตขี้ผึ้งทนความร้อนที่ได้จากใบของแว็กซ์ปาล์ม (เพื่อให้ได้แว็กซ์ใบจะถูกนำไปตากแดดจนสามารถตีขี้ผึ้งออกได้ ต้องใช้ใบอ่อนมากกว่า 1,000 ใบในการผลิตขี้ผึ้งคุณภาพสูง 1 กิโลกรัม) ใช้ผลิตเป็นน้ำยาเคลือบเงารถยนต์ น้ำยาขัดพื้น ในส่วนผสมในลิปสติก หรือแม้แต่เคลือบลูกอม  
-อื่น ๆ เนื้อไม้นุ่มหนักปานกลางทนนานในน้ำเค็มทำงานง่าย ไม้มีความต้านทานตามธรรมชาติต่อศัตรูพืชที่พบบ่อยเช่นปลวก Carnauba Wood จึงเป็นวัสดุก่อสร้างที่มีมูลค่าในท้องถิ่น แม้ว่าส่วนใหญ่จะใช้โดยผู้ที่มีรายได้น้อย -เส้นใยใบไม้เป็นผลพลอยได้จากการผลิตขี้ผึ้งหรือที่เรียกว่า "bagana" ชีวมวลสามารถใช้เป็นปุ๋ยหมักคลุมดินเพื่อรักษาความชื้นหรืออัดเป็นก้อนเชื้อเพลิงชีวภาพที่มีพลังงานสูงสำหรับการผลิตไฟฟ้า เส้นใยใบไม้หรือ "Palha" ยังทอในการผลิตสิ่งของต่างๆเช่นหมวกตะกร้ากระเป๋าและผลิตภัณฑ์ในประเทศอื่น ๆ อีกมากมาย ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมเหล่านี้เป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวและเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของประชากรในท้องถิ่น ใบแว็กซ์ปาล์มยังสามารถใช้ในการทำหลังคาแบบชนบท
การขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด ใช้เวลากว่าจะงอก 2-3 เดือน  แตกหน่อช้าอัตราการงอกต่ำ ก่อนนำเมล็ดไปเพาะให้แยกเมล็ดออกจากผลแล้วนำเมล็ดไปแช่น้ำอุ่น 1วัน (24ช.ม.) ต้นกล้าอ่อนจะเจริญเติบโตขึ้นอย่างช้ามาก


19 ปาล์มไผ่/ Chamaedorea seifrizii

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Chamaedorea seifrizii Burret.(1938)
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Chamaedorea erumpens H. E. Moore.(1951)    
---Chamaedorea donnell-smithii Dammer.(1905)  
---Meiota campechana O.F. Cook.(1943)
ชื่อสามัญ---Bamboo Palm, Reed Palm,  Cane Palm, Clustered Parlor Palm, Bamboo Palm Tree, Seifriz's chamaedorea
ชื่ออื่น---ปาล์มไผ่ ; [BELIZ: Xate, Xiat.];[BRAZIL: Camedórea-bambu.];[CHINESE: Zhu jing ling long ye zi, Zhu lu, Xue fo li ye zi.];[FRENCH: Palmier bambou.];[GERMAN: Seifriz's Bambuspalme.];[GUATEMALA:  Xate, xiat, chiat (Mayan).];[JAPANESE: Kamaedorea sefurijii, Kireba teeburu yashi.];[ITALIAN: Palma bambù.];[MALAYSIA: Palma buluh (Bahasa Melayu).];[PHILIPPINES: Sipritsi (Tag.).];[PORTUGUESE: Camedor xiat, Camedórea-bambu.];[RUSSIAN: Khamedoreia proryvaiushchaiasia,Khamedoreia zeifritsa.];[SPANISH: Palmera Seifriz de bambú.];[VIETNAMESE:Cau tre;Cau ha oai.].
ชื่อวงศ์---ARECACEAE (PALMAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกากลาง
นิรุกติศาสตร์---ชื่อของสกุลคือการรวมกันของคำกรีก 'chamai' = บนพื้นดิน,บนดินและ 'dorea' =ของ หมายถึงของขวัญจากพื้นดิน ; ชื่อสายพันธุ์ 'seifrizii'ได้รับเกียรติจาก William Seifriz (1888-1955)นักสะสมและนักชีววิทยาชาวอเมริกัน
Chamaedorea seifrizii เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย  Carl Ewald Maximilian Burret (1883–1964) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน ในปี พ.ศ.2481

ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในประเทศเบลีซ กัวเตมาลา ฮอนดูรัสและเม็กซิโก เติบโตในป่าที่ชื้นแฉะที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล มักจะอยู่บนหินปูน ที่ระดับความสูงจากน้ำทะเลสูงถึง 500 เมตร
ลักษณะ เป็นปาล์มแตกกอ เป็นกลุ่มหนาแน่นคล้ายต้นไผ่ กอละประมาณ 20-30 ต้น ลำต้นเรียวยาวสูงประมาณ 1.5-3 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น1-2 ซม.มองเห็นรอยแผลเป็นที่เกิดจากทางใบเป็นวงสีขาวระยะห่าง12-20ซม. มีใบประมาณ 10-15 ใบ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก(pinnate)ปลายคู่ ทางใบยาว 0.70-1เมตร ใบย่อยรูปใบหอกเชิงเส้นปลายใบเรียวแหลมสีเขียวเข้มเรียงกัน10-16ใบในแต่ละด้านยาว 20-35 ซม.กว้าง1-2.5ซม. ช่อดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น (dioecious) ช่อดอกเกิดจากกาบใบหรือปกคลุมใต้ใบ(Infrafoliar)มีก้านช่อดอกยาว 3.5-5.5 ซม. ดอกมีสีเหลืองหม่น .ผลกลมขนาด 8 มม.สีส้มเมื่อสุกสีแดงจนเกือบดำ เมล็ดกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 6 มม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เติบโตได้ในที่ร่มหรือในช่วงแดดจัดและต้องการจุดที่สว่างสำหรับการเพาะปลูกในร่ม แม้ว่าอาจทนต่อแสงในระดับต่ำได้แต่จะผลิตดอกและผลเฉพาะในตำแหน่งที่มีแสงแดดส่องถึง ต้องการดินชื้นและมีการระบายน้ำดี
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ ปลูกในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน ปลูกในสวนและสวนสาธารณะ มีการปลูกกันอย่างแพร่หลายในเขตอบอุ่นทนต่ออุณหภูมิต่ำได้ถึง -3 องศา C เป็นพืช House plant ปาล์มชนิดนี้ใช้นำมาตกแต่งภายในโดยปลูกใส่กระถาง และอยู่ภายในห้องแอร์ได้ หรือ จะปลูกลงดิน ในที่ร่มรำไรก็ได้  ส่วนใหญ่ต้นไม้ที่ใช้ตกแต่งภายในจะหาที่อยู่ทนเลี้ยงไม่ยากมีอยู่ไม่มาก ปาล์มไผ่นี่ใช้ได้ดีนิยมใช้กัน ที่สำคัญการปลูกไม้ประดับเพื่อใช้ตกแต่งภายใน (ไม่ใช่เฉพาะปาล์มไผ่, ทั่วไปเลย)  ข้อควรระวังคือ เรื่องการใช้ปุ๋ย อย่าไปใช้ปุ๋ยธรรมชาติพวกขี้วัว ขี้ควาย ใบไม้ผุพวกนี้ เพราะเป็นที่ก่อกำเนิดพวกมด แมลง ด้วง ใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ดีกว่า ถ้ากลัวดินแข็งก่อนใส่ปุ๋ย ทำความสะอาดโคนใช้เสียมเล็กๆเปิดหน้าดินให้ทั่วให้น้ำผ่านลงถึงก้นกระถาง ใส่ปุ๋ยละลายช้า(ออสโมโค้ต3เดือน6เดือน) ถ้าใช้สูตรเสมอ15-15-15,16-16-16 พวกนี้ต้องระวังให้หนัก อย่าเยอะ ถ้าเยอะจะทำให้เกิดภาวะดินเค็ม ต้นไม้บางชนิดรากอ่อนไหว ตายไปเลย แต่ปาล์มไผ่นี่ทนได้ ใช้สูตรเสมอได้
-อื่น ๆ ใช้เป็นIndoor Air Purifying Plant: ในการวิจัยของ Dr BC Wolverton สำหรับ NASA ระบุว่า Seifrizii อยู่ในอันดับที่ 3 ใน 20 อันดับแรกของพืชโดยได้คะแนน 8.4 จาก 10 โดยพิจารณาจากความสามารถในการกำจัดไอระเหยสารเคมีสารพิษในอากาศภายในอาคารความง่ายในการเจริญเติบโตและการบำรุงรักษาความต้านทาน ต่อแมลงรบกวนอัตราการระเหยของน้ำจากใบ การศึกษารายงานว่าพืชมีประสิทธิภาพในการกำจัดเบนซีนไตรคลอโรเอทิลีนและฟอร์มาลดีไฮด์ สำหรับฟอร์มาลดีไฮด์ยังอยู่ในอันดับ 3 ด้วยอัตราการกำจัด 1350 ไมโครกรัม / ชม.
รู้จักอันตราย---เนื้อของผลไม้สามารถระคายเคืองผิวหนังและไม่ควรจับเนื่องจากมีผลึกของแคลเซียมออกซาเลต
ขยายพันธุ์---เมล็ด แยกหน่อ เมล็ดใช้เวลาเพาะ 5-6 เดือนกว่าเมล็ดจะงอก -การขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อหรือแยกกอออกจากต้น ตัวอย่างการแยกกอ ดูต้นที่อยู่ในรูป ดึงปาล์มไผ่ออกจากกระถาง จะแยกปาล์มไผ่เป็น 2 กอ ใช้มีดใหญ่ๆคมๆ ผ่ากลางตัดรากลงไปตรงๆ นำไปปลูกเป็น2กระถาง ทั้ง 2 กระถางควรใส่ดินรอบรากให้เต็มและค่อนข้างแน่น รดน้ำตามปกติ ห้ามแฉะท่วมขังเด็ดขาด 

      

21 ปาล์มขวด/ Roystonea regia

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Roystonea regia (Kunth) O.F.Cook.1900
ชื่อพ้อง---Has 10 Synonyms.See all The Plant List (http://www.theplantlist.org/)  
---Basionym: Oreodoxa regia Kunth (1816)
ชื่อสามัญ---Royal Palm, Cuban royal palm, Florida royal palm
ชื่ออื่น---ปาล์มขวด ;[ARABIC: Nakhl malakî.];[CAMBODIA: Sla barang.];[CHINESE: Wang zong, Da wang ye zi (Hong Kong).];[CUBA: Palma Criolla.];[FRENCH: Palmier royal, Palmier royal de Floride, Palmier royal de Cuba, Oréodoxe royal.];[GERMAN: Königspalme, Kubanische Königspalme.];[HAITI: Palmye wayal.];[HUNGARIAN: Királypálma, Kubai királypálma.];[INDIA: Vakka.];[ITALIAN: Palma regia.];[JAPANESE: Furoridaroiyarupaamu, Daiou yashi.];[MALAY/Bahasa Melayu ): Palma diraja.];[PORTUGUESE: Palmiera-real, Palmiera-imperial-de-Cuba.];[PANAMA: Waa.];[SPANISH: Palma real cubana, Chaguaramo, Palma criolla, Palma real, Yagua.];[VIETNAMESE: Cau vua.]
ชื่อวงศ์---ARECACEAE (PALMAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---สหรัฐอเมริกา คิวบา,ฮอนดูรัส, เม็กซิโก เบลิซ บาฮามาส
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลมาจากนายพลของกองทัพสหรัฐฯ Roy Stone (1836-1905)ซึ่งทำงานเป็นวิศวกรในเปอโตริโก ; ชื่อสายพันธุ์ 'regia' มาจากภาษาละติน 'regius, a, um' = ซึ่งแปลว่า -ของจริง สง่างาม เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการอธิบายปาล์มชนิดนี้
Roystonea regia เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Ernst Otto Kuntze (1843–1907) นักชีววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Orator Fuller Cook (1867–1949) นักพฤกษศาสตร์และนักกีฏวิทยาชาวสหรัฐฯ ในปี พ.ศ.2443

ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา อเมริกากลาง และแคริบเบียน พบได้ใน; บาฮามาส เบลีซ เคย์แมน อีส คิวบา ฟลอริดา ฮอนดูรัส อ่าวเม็กซิโก เม็กซิโกตะวันออกเฉียงใต้ ปานามากระจายอยู่ทั่วไปตามเนินเขาและหุบเขาของคิวบา
ลักษณะ เป็นปาล์มต้นเดี่ยวความสูงอยู่ประมาณ 20-30 เมตรเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้นส่วนที่กว้างที่สุดประมาณ 35-65 ซ.ม.ลักษณะลำต้นคอดใกล้โคนและป่องกลาง รอยแผลเป็นจากใบไม้เรียบมีระยะห่างสม่ำเสมอและใกล้เคียงกัน คอสีเขียวเข้มและยาวถึง 1 เมตร ใบรูปขนนก(pinnate) ทางใบยาว 5-6 เมตร ใบย่อยเรียวยาวและแตกออกเป็นสองทิศทาง ช่อช่อดอกออกใต้คอยอด(Infrafoliar)ช่อสีขาวนวลขนาดใหญ่ ดอกแยกเพศอยู่ในช่อเดียวกัน (Monoecious) มีดอกสีขาวขนาดเล็กของทั้งสองเพศ มีกลิ่นหอม ผลกลม ขนาด 1-1.5 เซนติเมตร เมื่อสุกมีสีน้ำตาลเข้มถึงม่วง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดจัด ดินที่อุดมสมบูรณ์และน้ำปริมาณมาก สามารถทนต่อช่วงแล้งได้ ต้องการภูมิอากาศแบบเขตร้อน ทนอุณหภูมิต่ำสุดได้ถึง -3ºC อัตราการเจริญเติบโต เร็ว
การใช้ประโยชน์---ใช้กิน ยอดอ่อนของปาล์มขวดนำมากินได้คล้ายยอดมะพร้าว
-ใช้เป็นยา ยาต้มจากรากใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ขับนิ่วออกจากทางเดินปัสสาวะ รักษาโรคเบาหวาน ทำให้ผิวนวล ;ในเปรู ใบจะใช้ในการเตรียมยาต้ม เพื่อวัตถุประสงค์ทางยาและทางสัตวแพทย์ ในการรักษาระบบประสาทและสุขภาพจิต และยังช่วยรักษาระบบย่อยอาหารอีกด้วย
-ใช้ปลูกประดับ ปลูกทั่วทั้งเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน นิยมปลูกกลางแจ้ง เช่น สวนสาธารณะ ริมทางเดิน ถนนริมทะเล ไม่นิยมปลูกในสนามเด็กเล่นหรือใกล้บ้านเพราะใบใหญ่ เมื่อร่วงลงมาอาจทำอันตรายต่อคนหรือสิ่งของ และรากอาจทำลายโครงสร้างสิ่งก่อสร้างได้ ชอบน้ำและดินชุ่มจึงทำให้ปาล์มขวด สวยมากเวลาปลูกเป็นแถวหรือเป็นกลุ่มอยู่บริเวณริมน้ำ
-อื่น ๆ ลำต้นใช้ทำไม้กระดาน ใบใช้ทำเป็นหลังคาบ้าน เส้นใยที่สกัดจากกาบใบสามารถเทียบเคียงได้กับเส้นใยป่านศรนารายณ์และกล้วยแต่มีความหนาแน่นต่ำกว่าทำให้เป็นแหล่งที่มีประโยชน์สำหรับการใช้ในวัสดุคอมโพสิตน้ำหนักเบา ผลที่เรียกว่า “palmiches” ใช้ผสมเป็นอาหารเลี้ยงหมู
สำคัญ---เป็นต้นไม้ประจำชาติคิวบา
ระยะเลาออกดอก/ติดผล---ออกดอกช่วงฤดูหนาว-ถึงฤดูร้อน (ม.ค.--ก.ค.)
ขยายพันธุ์---เมล็ด ใช้เวลาในการงอก2-3เดือน อัตราการเติบโตของต้นกล้าเฉลี่ย 4.2 ซม.ต่อปี เป็นสายพันธุ์รุกรานที่ขยายพันธุ์อย่างล้นเหลือด้วยเมล็ดที่งอกทั่วต้นแม่และต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการควบคุมต้นกล้า


22 คิงปาล์ม/ Archontophoenix alexandrae

ชื่อวิทยาศาสตร์---Archontophoenix alexandrae (F.Muell.) H.Wendl. & Drude.(1875)
ชื่อพ้อง---Has 7 Synonyms
---Basionym: Ptychosperma alexandrae F.Muell.(1865)
---Archontophoenix alexandrae var. beatriceae (F.Muell.) C.T.White ex L.H.Bailey.(1902)
---Archontophoenix alexandrae var. schizanthera H.Wendl. & Drude.(1875)
---Jessenia glazioviana Dammer.(1901)
---Ptychosperma beatriceae F.Muell.(1882)
---Ptychosperma drudei H.Wendl.(1883)
---Saguaster drudei (H.Wendl.) Kuntze.(1891)                                                     
ชื่อสามัญ---King palm, Alexander Palm, Alexandra Palm, Northern bangalow palm.
ชื่ออื่น---ปาล์มคิง ;[CHINESE: Jiǎ Bīn Láng.];[DUTCH: Australische koningspalm.];[GERMAN: Alexandrapalme, Herrscherpalme.];[JAPANESE: Yusurayashi.];[PORTUGUESE: Palmeira-beatriz, Palmeira-rainha, Palmeira-real, Seafórtia.];[SPANISH: Palma de Alexandro.]
ชื่อวงศ์---ARECACEAE (PALMAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปออสเตรเลีย
เขตกระจายพันธุ์--- ตรินิแดด โตบาโก ออสเตรเลีย รัฐควีนส์แลนด์ นิวเซ้าท์เวลล์ สหรัฐอเมริกา ฮาวาย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Archontophoenix ตือการรวมกันของคำกรีก 'archon, -ontos' = หัวหน้าผู้พิพากษา และชื่อของปาล์มphoenix ; ชื่อระบุชนิดสายพันธุ์ 'alexandrae' ได้รับการยกย่องให้เจ้าหญิง Alexandraแห่งเดนมาร์ก(1844-1925) พระราชินีแห่ง Great BritainและIreland (1901-1925)
Archontophoenix alexandrae เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย F.Muell และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Hermann Wendland (1825–1903) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันและ Carl Georg Oscar Drude (1852–1933) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน ในปี พ.ศ.2418
 

ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในตอนเหนือของรัฐควีนส์แลนด์ (เป็นปาล์มที่แพร่หลายและแพร่หลายที่สุดในออสเตรเลียตะวันออกเฉียงเหนือ) ซึ่งมักอยู่ในพื้นที่เปียกชื้น เติบโตในพื้นที่แอ่งน้ำและตามแนวระบายน้ำในป่าฝนตามลำธารที่แห้งตามฤดูกาล ป่าเสม็ดและป่ายูคาลิปตัส ที่ช่วงระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล 0-1,000 เมตร
ลักษณะ เป็นปาล์มต้นเดี่ยวสูงได้ถึง 30เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น10-15 ซ.ม ลำต้นสีเขียวปนเทาอ่อน โคนต้นบวมเล็กน้อย รอยแผลเป็นที่เกิดจากใบหลุดร่วงโดดเด่น มีมี 8-10 ใบ ทางใบยาว 4.5 เมตร ใบรูปขนนกปลายใบคู่(paripinnate) มีใบย่อย 60-80 ใบในแต่ละด้านยาวได้ถึง 75 ซม ด้านบนสีเขียวเข้มใต้ใบสีเทาเงิน คอยอด(Crownshaft)สีเขียวเด่นชัด ไม่มีหนาม ช่อดอกออกใต้ใบใกล้คอยอด (Infrafoliar)ยาว ประมาณ 60 ซ.ม. ดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้น (Monoecious) ดอกจัดเรียงเป็นกลุ่มสามดอก (ดอกเพศเมียอยู่ระหว่างดอกเพศผู้สองดอก)สีขาวครีม ติดผลจำนวนมาก ผลกลม ขนาด 1-2 ซ.ม.เมื่อสุกมีสีแดงสด มีเมล็ดเดี่ยวเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 8 มม.
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ตำแหน่งที่แจ้งแสงแดดจัดหรือมีร่มเงาบางส่วน ชอบดินร่วนระบายอากาศและน้ำได้ดี แต่ปรับตัวได้ดีในดินเกือบทุกชนิด ชอบน้ำมาก ทนอุณหภูมิต่ำสุดได้ถึง 0 องศา C ปาล์มต้นนี้จะเกิดความเครียดเมื่อมีการขุดย้าย อัตราการเจริญเติบโตเร็ว
ใช้ประโยชน์---นิยมปลูกเป็นไม้ประดับในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนอย่างแพร่หลาย เหมาะปลูกลงสนามกลางแจ้ง ปลูกเดี่ยวหรือเป็นกลุ่ม เป็นแถวริมถนน
ขยายพันธุ์---เมล็ด งอกง่ายใช้เวลาในการงอก1-3 เดือน


สกุล Keriodoxa (kehr-ree-oh-DOKS-ah)เป็นMonotypic genus มีเพียง1สายพันธุ์ในสกุล คือ Keriodoxa elegans เป็นพืชเฉพาะถิ่นของประเทศไทย อธิบายว่าเป็นสกุลและชนิดใหม่ในปี 1983

23 ปาล์มเจ้าเมืองถลาง/ Keriodoxa elegans 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Keriodoxa elegans J.Dransfield(1983)
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---King Thai palm, Elephant Palm, White Elephant Palm, White Backed Palm
ชื่ออื่น---ปาล์มเจ้าเมืองถลาง, ปาล์มพระยาถลาง, ทังหลังขาว, ชิงหลังขาว ;[FRENCH: Palmier élégant de Siam, Palmier d'ornement de Thailand.];[GERMAN: Weiße Elefantenpalme.];[THAI: Chao-mueng-ta-lang, Phaya-ta-lang, Praya thalang, Ching lang-khao, Thang-lang-khao.]
ชื่อวงศ์---ARECACEAE (PALMAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อของสกุลเป็นชื่อที่รวมกันของชื่อนักพฤกษศาสตร์ชาวไอริช Arthur Francis George Kwee (1877-1942) นักวิชาการด้านพรรณไม้ไกับคำภาษากรีก 'doxa' ในกรณีนี้ใช้กับความหมายว่า 'รุ่งโรจน์'; ชื่อของสายพันธุ์เป็นภาษาละติน คำว่า' elegans =สง่างามอ่อนโยน
Keriodoxa elegans เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย John Dransfield (เกิดปี 1945) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ ในปี พ.ศ.2526

ที่อยู่อาศัย เป็นพืชเฉพาะถิ่นมีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยพบเพียง2แห่งที่ จังหวัดภูเก็ต และอุทยานแห่งชาติเขาสก จังหวัดสุราษฏร์ธานี พบในป่าที่แจ้งลาดชันในหุบเขาในสภาพธรรมชาติที่ร่มชื้น ที่ระดับความสูงตั้งแต่ 100-300 เมตร
ลักษณะ เป็นปาล์มต้นเดี่ยวและไม่มีหน่อ ลำต้นสูงประมาณ 3 - 5 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 20 ซม.สีซีด อาจมองเห็นเป็นรูปวงแหวนปิดรอยแผลเป็นของรอยต่อใบที่ร่วงหล่น แต่โดยปกติแล้วปกคลุมด้วยฐานทางใบที่เน่าเปื่อย ใบรูปพัด(palmate)กลมเส้นผ่านศูนย์กลาง 2เมตร ปลายใบรอบๆเป็นแฉกประมาณ90-100 แฉกตื้น ๆรวมกัน ช่วงปลายใบ10-40 ซม.จะแยกออก เนื้อใบบาง ด้านบนใบเป็นสีเขียวเข้ม ด้านใต้ใบสีเขียวอ่อนเป็นมันวาวปกคลุมด้วยเกล็ดสีขาวเงินขนาดเล็ก ก้านใบยาวได้ถึง 2 เมตรสีเขียวอมดำและมีขอบคม ช่อดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น (dioecious) ช่อดอกออกระหว่างใบ(Interfoliar) ในต้นเพศผู้ ช่อดอกแตกกิ่งมากโค้งยาว 40-50 ซม.มีดอกเล็ก ๆสีขาวครีม ในต้นเพศเมียช่อดอกตั้งตรงแตกกิ่งน้อยกว่า ยาว 70 ซม.ดอกสีเหลืองครีม ผลรูปทรงกลมค่อนข้างหดตัวที่ฐานยาวประมาณ3 ซม.และกว้าง 4.5 ซม.สีเหลืองส้ม ที่ผิวมีติ่งเล็ก ๆกระจัดกระจาย มีเมล็ดกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 ซม.มีเมล็ดเดียวซึ่งมักไม่ค่อยมีถึง 2 เมล็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เหมาะสำหรับภูมิอากาศแบบเขตร้อนหรือกึ่งเขตร้อน ไม่ชอบแสงแดดจัดหรือสถานที่ที่มีลมแรง ต้องการตำแหน่งที่ร่มรื่นมีที่กำบังอบอุ่นชื้น ในดินที่อุดมสมบูรณ์ มีอินทรีย์วัตถุและการระบายน้ำดี รดน้ำสม่ำเสมอตลอดทั้งปี(ต้นปาล์มในร่มไม่ควรรดน้ำมากเกินไป)และเป็นการดีที่จะรักษาอุณหภูมิไม่ให้ต่ำกว่า +16° C ทนอุณหภูมิต่ำสุดได้ถึง  -3° C ในช่วงสั้น ๆ อัตราการเจริญเติบโต ช้า
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ ปาล์มชนิดนี้เพิ่งได้รับการแนะนำให้รู้จักกับการเพาะปลูกเมื่อไม่นานมานี้ แต่กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในเขตร้อนและเขตกึ่งร้อนในฐานะพืชสวนและภาชนะ เป็นปาล์มที่มีภูมิทัศน์ที่ยอดเยี่ยมเมื่อตั้งอยู่ท่ามกลางต้นไม้สูง เมื่อนำมาปลูกใส่กระถางสำหรับตกแต่งพื้นที่ภายใน ควรเป็นที่กว้างขวางและมีแสงส่องสว่างน้อย
-อื่น ๆ เมล็ดพันธุ์มักไม่สามารถหาได้จากพืชที่เพาะปลูก ด้วยเหตุนี้จึงเป็นของที่มีราคาแพงซึ่งปกติจะมีไว้สำหรับนักสะสม
*This is a tillering palm, it exhibits saxophone style root growth (it has a heel), keep top third of heel above soil elevation! นี่คือปาล์มที่แตกกอมีลักษณะการเจริญเติบโตของรากแบบแซกโซโฟน (มีส้นเท้า) ให้ส้นเท้าอยู่บนที่สามเหนือระดับความสูงของดิน (แปลโดยกูเกิ้ล)
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ดสดใช้เวลางอก 4-6 เดือน หากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้องเมล็ดจะมีอายุการเก็บรักษาไม่นาน


24 ปาล์มเจ้าเมืองตรัง/ Licaula peltata var. sumawongii

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Licuala peltata var. sumawongii Saw(1826)
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---Sumawong's Palm, Sumawong's fan palm
ชื่ออื่น---ปาล์มเจ้าเมืองตรัง ;[THAI:Pam chao mueang Trang.]
ชื่อวงศ์---ARECACEAE (PALMAE)
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย มาเลย์เซีย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อของสกุลLicaula มาจากชื่อท้องถิ่น 'leko wala' ซึ่งมอบให้กับปาล์มเหล่านี้ในหมู่เกาะโมลุคกะ ; ชื่อสายพันธุ์มาจากภาษาละติน 'peltata' =ติดอาวุธ ด้วยpelta (โล่ขนาดเล็กและเบา), peltateในทางพฤกษศาสตร์บ่งบอกถึงใบไม้ซึ่งมักจะกลมมีก้านใบแทรกอยู่ตรงกลางหรือในกรณีใด ๆในแผ่นใบ ; ชื่อVarietyสายพันธุ์ “sumawongii ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ ดร.วัฒนา สุมาวงศ์ นักปลูกเลี้ยงปาล์มมืออาชีพชาวไทย ซึ่งค้นพบปาล์มชนิดนี้
Licaula peltata var. sumawongii เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Leng Guan Saw (เขามีบทบาทมากที่สุดในปีพ.ศ.2540)นักพฤกษศาสตร์ชาวมาเลเซียในปี พ.ศ.2369

ที่มาของชื่อ"เจ้าเมืองตรัง" เนื่องจากถูกค้นพบโดย พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง)(พ.ศ.2400-2456) ขณะดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองตรัง ขณะที่บุกเบิกตัดถนนในป่าเขตแดนจังหวัดตรัง เห็นว่ามีความสวยงาม จึงนำมาปลูกในกระถางเลี้ยงไว้ ต่อมาส่งเข้าประกวดที่สมาคมพฤษศาสตร์ เมืองปีนัง พวกกรรมการที่เป็นฝรั่งเห็นเข้าชอบใจ ตัดสินให้รางวัล และตั้งชื่อให้ว่า Governor of Trang อันเป็นที่มาของชื่อ เจ้าเมืองตรัง ในปัจจุบันปาล์มเจ้าเมืองตรังสามารถหาดูได้รอบ ๆ สวนสาธารณะพระยารัษฎานุประดิษฐ์ ในเขตเทศบาลเมืองตรัง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง
ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดทางภาคใต้ของไทยและมาเลเซีย
ลักษณะ เป็นปาล์มต้นเดี่ยวสูงได้ถึง 4 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้นประมาณ 6-10 ซ.ม.ปกคลุมด้วยเส้นใยทอสีน้ำตาลและฐานใบ ใบรูปพัด(Costapalmate)เกือบเป็นวงกลมไม่มีการแบ่งแยก จีบอย่างสม่ำเสมอและสวยงาม มีรอยหยักที่ขอบ แผ่นใบกว้าง 0.60-1.2 เมตร ยาว1.2-2.1 เมตร มีใบมากถึง10-15ใบ ก้านใบสีเขียว ยาว 1.2 -2.1 เมตร มีหนามใหญ่และห่างยาวไม่เกิน 1ซม. ช่อดอกออกระหว่างใบ (Interfoliar)ช่อดอกตั้งตรงยาว 0.90-2(4) เมตร.ยื่นออกไปนอกมงกุฏ ดอกสมบูรณ์เพศมีทั้งเพศผู้และเพศเมียในดอกเดียวกัน (hermaphrodite)สีขาวแกมเขียว ผลทรงกลมขนาด1.2ซม.สีเขียวมะกอก เมื่อสุกสีแดงส้ม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---สายพันธุ์นี้ทนต่อสภาพอากาศเย็นได้ดีกว่าปาล์มกะพ้ออื่น ๆเกือบทุกชนิดและจะเจริญเติบโตได้ดีในสภาพกึ่งเขตร้อนและเขตร้อน เป็นปาล์มที่ต้องการแสงกรอง ชอบที่ร่มชื้นรำไร แต่สามารถปรับให้เข้ากับแสงแดดโดยตรงได้ ชอบดินที่ระบายน้ำได้ดีและยังเติบโตได้ดีในดินที่เป็นด่างและเป็นการดีที่จะรักษาอุณหภูมิไม่ให้ต่ำกว่า +16° C ทนอุณหภูมิต่ำสุดได้ถึง  -3° C (ทนต่อความหนาวเย็นได้มากที่สุดในบรรดา Licualas) การปลูกปาล์มต้นนี้ต้องมีพื้นที่กว้างพอควรเพราะรูปทรงใบพัดเกือบกลมแผ่กว้างขนาดใหญ่ และต้องอยู่ในที่ไม่มีลมแรงเพราะใบจะฉีกแตกรุ่งริ่งไม่สวยงาม ปาล์มเจ้าเมืองตรังเป็นปาล์มที่หายากและราคาแพงต้นหนึ่ง เพราะกว่าอัตราการเติบโตข้ามาก ผลิตใบเพียงหนึ่งหรือสองใบต่อปี กว่าจะเลี้ยงได้สูงถึง 3 เมตร ต้องใช้เวลาประมาณ15 ปี
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ ถือได้ว่าสูญพันธุ์ไปแล้วในถิ่นที่อยู่ แต่มีการเพาะปลูกในเชิงพาณิชย์และสามารถหาซื้อได้ นิยมใช้ปลูกใส่กระถางขนาดใหญ่ สำหรับตกแต่งพื้นที่ภายใน ควรเป็นที่กว้างขวางและมีแสงส่องสว่างน้อย  
-ใช้เป็นยา รากใช้ในยาแผนโบราณเป็นยาขับปัสสาวะ
-อื่น ๆในท้องถิ่นใบถูกใช้เป็นวัตถุดิบในการทำหมวก
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ใช้เวลา 3 – 4 เดือนจึงงอก

25 เต่าร้าง/ Caryota urens

ชื่อวิทยาศาสตร์---Caryota urens L.(1753)
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ ---Solitary Fishtail Palm, Toddy Palm, Wine Palm, Jaggery Palm, Indian sago palm, Kitul palm
ชื่ออื่น---เกี๋ยง เขือง เต่ารั้ง เต่าร้าง ;[ASSAM: Chao tamol, Sewa/ Sewa-tamol/ Sao-tamol/ Suratguti-goch, Sowat goch.];[BENGALI: Sopari, Gol sago.];[FRENCH: Palmier queue de poisson, Palmier céleri, Caryot brûlant.];[GERMAN: Ostindische Brennpalme, Kitulpalme, Fischschwanzpalme, Brennpalme.];[HINDI: Ban-khajur, Mari.];[HUNGARIAN: Diópálma.];[KANNADA: Baini, Bayne, Kondapana, Bayni, Bagani.];[MALAYALAM: Konda Pana, Vainava, Choondappana, Iram Pana, Chunda Pana.];[MARATHI: Sur-maad, Bherli-maad.];[POLAND: Kariota parząca.];[SANSKRIT: Sritalah.];[SINHALESE: Kitul.];[SPANISH: Palmera de sagú.];[TAMIL: Kundal panai, Koondalpanai,Thippali, Tippili, Konda panna.];[TELUGU: Jeelugu.];[THAI: Kiang, Khueang, Tao-rung, Tao-rang.]
ชื่อวงศ์ ---ARECACEAE (PALMAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ; อินเดีย ศรีลังกา จีนตอนใต้
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Caryota เป็นศัพท์ภาษาละตินที่มาจากภาษากรีก 'catryota' = ผล Date palm ; ชื่อสายพันธุ์มาจากภาษาละติน 'urens' =การกัด หมายถึงคุณสมบัติที่ทำให้ระตายเคืองของเนื้อผลไม้
Caryota urens เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Linnaeus (1707–1778) นักชีววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดน ในปี พ.ศ.2296

 

ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดียและศรีลังกา พื้นที่หินปูนและป่าในหุบเขาที่ระดับความสูง 370-1,500 เมตร
ลักษณะ เป็นปาล์มต้นเดี่ยวไม่มีหนาม ลำต้นอ้วนกลมสูงได้ถึง 12-15 (-35) เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้นประมาณ 30-50 ซม.มีแผลเป็นรูปวงแหวนเด่นชัด ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น(Bipinnate) ใบสุดท้ายหยักเว้าคล้ายหางปลา ใบย่อยเป็นรูปสามเหลี่ยมขอบใบแหลมและหยัก สีเขียวสดใส ช่อดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้น (Monoecious)  เต่ารั้งเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวชนิดหนึ่งมีชีวิตอยู่ได้หลายปีโดยไม่ออกดอก แต่จะตายเมื่อออกดอก (Monocarpic) มีขนาดโตเต็มที่ในเวลาประมาณ 10-15 ปีจากนั้นออกดอกต่อไปอีก 5 ปีขึ้นไป จะออกดอกจากด้านบนลงและเมื่อผลสุดท้ายของช่อดอกด้านล่างเจริญเติบโตพืชก็จะตาย ดอกยังคงบานอยู่ในแต่ละช่อดอกประมาณหกสัปดาห์ ผลกลมขนาด2 ซม.สึเขียว เมื่อสุกสีม่วงอมแดง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---พืชเติบโตได้ในภูมิอากาศแบบเขตร้อนชื้น ซึ่งอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 10° C ทนต่ออุณหภูมิต่ำสุดได้ประมาณ-2°C (หรือน้อยกว่านั้นในช่วงเวลาสั้นๆ) ตำแหน่งที่มีแดดจัดหรือที่ร่มรื่นและชื้น ชอบดินปนทราย แต่สามารถปรับตัวให้เข้ากับดินเหนียวและดินร่วนได้ทั้งเป็นด่างและกรดเล็กน้อย  pH ในช่วง 6 - 7.5 ทนได้ 5.5 - 8
การใช้ประโยชน์---พืชชนิดนี้ปลูกกันอย่างแพร่หลายในสวนในเขตร้อนเพื่อการใช้งานที่หลากหลาย นอกจากนี้ยังมีการปลูกในเชิงพาณิชย์สำหรับเป็นแหล่งวัตถุดิบซึ่งใช้ทำน้ำตาลและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
-ใช้กิน ใบ-สุก ใบและตาใบที่ยังอ่อนมากกินเป็นผัก รสค่อนข้างขม น้ำคั้นจากช่อดอกใช้ทำน้ำตาลและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์หลักของพืชในชุมชนชนบทของศรีลังกา คือ น้ำตาลที่เรียกว่า kitul honeyหรือน้ำตาลโตนด สามารถเคี่ยวให้เข้มข้นขึ้นเพื่อให้ kitul jaggary (ลูกอม)-น้ำคั้นที่เก็บได้จากช่อดอกจะถูกหมักด้วยหัวเชื้อยีสต์ดิบผสมเพื่อให้ได้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่เรียกว่าไวน์ปาล์มหรือท็อดดี้ (Toddy) สามารถกลั่นได้เช่นเดียวกับมะพร้าว-แป้งที่ได้จากลำต้นใช้ทำแป้งสาคูใช้เป็นอาหารยามขาดแคลน
-ใช้เป็นยา เมล็ดบดต้มเป็นโจ๊ก ถูกกำหนดจากแพทย์พื้นบ้านเพื่อรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ปวดศีรษะ ไมเกรน พิษงูกัดและอาการบวมของไขข้อ
-ใช้ปลูกประดับ เป็นไม้ประดับและปลูกในสวนทั่วไปและในสวนสาธารณะในเขตร้อนและกึ่งร้อน ช่วงประะดับที่สวยงามนำมาใช้จัดสวนอยู่ที่ 2-5 เมตร สามารถปลูกเป็นไม้กระถางและhouseplant ตกแต่งภายใน เมื่อต้นยังมีขนาดเล็ก
-อื่น ๆ เนื้อไม้ที่โตเต็มที่ในส่วนด้านนอกของลำต้นมีความแข็งแรงหนักและทนทาน ในการก่อสร้างโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอาคารแบบดั้งเดิมสำหรับใช้ปูพื้นบ้าน จันทันหลังคา เส้นใยที่แข็งแรงละเอียดนุ่มและทนทานได้มาจากฐานใบ ใช้ทำผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายโดยเฉพาะไม้กวาด แปรง เชือก ตะกร้า ฯลฯ เส้นใยจะยืดหยุ่นได้มากหลังจากแช่ในน้ำมันลินสีด
รู้จักอันตราย--- เนื้อของเมล็ดและลำต้นประกอบด้วยกรดออกซาลิก สามารถทำให้ระคายเคืองผิวหนังและทำให้รู้สึกแสบร้อน
ภัยคุกคาม---ไม่มีภัยคุกคามที่น่าเป็นห่วงจัดไว้ใน IUCN Red List ประเภท 'กังวลน้อยที่สุด' (ไม่น่าจะสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้)
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species  
ระยะออกดอก---มกราคม-เมษายน
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด เมล็ดสดใช้เวลาในการงอก 4 เดือนถึง 1 ปี
 

26 เต่าร้างแดง/ Caryota mitis

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Caryota mitis Lour.(1790)
ชื่อพ้อง---Has 9 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/
ชื่อสามัญ---Burmese Fishtail Palm, Clustered Fishtail Palm, Many-stemmed fishtail palm, Tufted fishtail palm.
ชื่ออื่น---เขื่องหมู่ เต่ารั้งมีหน่อ เก๊าเขือง เต่าร้างแดง ;[ARABIC: Nakhlat câryôtâ.];[CAMBODIA: Tunsaétöch.];[CHINESE: Duan sui yu wei kui, Cong li kong que ye zi, Tuan sui yi wei k'uei, Chiu yeh tzu, Jiu ye zi.];[FRENCH: Caryote doux.];[GERMAN: Fischschwanzpalme.];[INDONESIA: Sarai.];[ITALIAN: Palma cariota.];[KOREAN: K'ae ri oh t'a ya cha.];[MALAY: Beridin, Dudar, Nudok, Dudok, Leseh, Leuteu. Mudor.];[MALAYSIA: Tukas, Rabok.];[MYANMAR: Minbow, Minbaw, Tamibaw.];[PAPUA NEW GUINEA: Tosh.];[PHILIPPINES: Bato, Pugahan.];[PORTUGUESE: Cariota-de-touceira, Palmeira-rabo-de-peixe.];[SPANISH: Palma cola de pescado.];[SWEDISH: Tuvad fiskstjärtspalm.];[THAILAND: Khueang-mu,Taorang-dang.];[VIETNAMESE: Dung dinh.].
ชื่อวงศ์---ARECACEAE (PALMAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย พม่า ตอนใต้ของจีน ภูมิภาคอินโดจีน อินโดนีเซีย หมู่เกาะอันดามัน
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Caryota เป็นศัพท์ภาษาละตินที่มาจากภาษากรีก 'catryota' = ผล Date palm ; ชื่อของสายพันธุ์เป็นคำภาษาละติน 'mitis' = อ่อนโยน โดยอ้างอิงถึงขาดหนาม
Caryota mitis เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย João de Loureiro (1717–1791) นักพฤกษศาสตร์ชาวโปรตุเกส ในปี พ.ศ.2333

ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในเอเชียเขตร้อนจากอินเดียถึงเกาะชวาไปจนถึงจีนตอนใต้ปัจจุบันแพร่หลายในฟลอริดาตอนใต้ ฮาวายและในบางส่วนของแอฟริกาและละตินอเมริกา เติบโตในป่าชื้นและพื้นที่ที่ถูกรบกวน ที่ระดับความสูง 1,000 เมตร
ลักษณะ เป็นปาล์มทีมีลำต้นหลายลำต้นมีหน่อจำนวนมากและสร้างกลุ่มของปาล์มขนาดเล็กรวมกันเป็นกอ สูงถึง 7เมตร ลำต้นสีเขียว เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 5-15ซม.ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น (Bipinnate) ใบมีสีเขียวอ่อนรูปสามเหลี่ยมและคล้ายหางปลา ก้านใบมีขนสีแดงอมน้ำตาลหรือออกดำปกคลุม ช่อดอกออกระหว่างใบ (Interfoliar) เป็นช่อห้อยลงยาว1-1.5เมตร ช่อดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้น (Monoecious) เต่ารั้งเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวชนิดหนึ่งมีชีวิตอยู่ได้หลายปีโดยไม่ออกดอก แต่จะตายเมื่อออกดอก (Monocarpic) มีขนาดโตเต็มที่ในเวลาประมาณ 10-15 ปีจากนั้นออกดอกต่อไปอีก 5 ปีขึ้นไป จะออกดอกจากด้านบนลงและเมื่อผลสุดท้ายของช่อดอกด้านล่างเจริญเติบโตพืชก็จะตาย ดอกยังคงบานอยู่ในแต่ละช่อดอกประมาณหกสัปดาห์ ดอกไม้มีสีครีมซีด ผลสีเขียวอมเหลืองขนาดกว้าง0.8-1.3ยาว1.2ซม.เมื่อสุกสีแดงถึงม่วงดำ มี1เมล็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม--- ชอบตำแหน่งที่มีร่มเงาแสงแดดส่องถึง ไม่ชอบแสงแดดจัด ชอบดินมีการระบายน้ำดีและมีความชื้นสม่ำเสมอตลอดเวลา ไม่ชอบที่ที่แห้งเกินไปจะโตช้าลง  สปีชีส์ในสกุลนี้เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวเติบโตเป็นเวลาหลายปี (ในบางชนิด 15 ปีขึ้นไป) โดยไม่ออกดอก แต่ออกดอกและติดผลมากมายในช่วงหลายปีก่อนที่จะตาย (สายพันธุ์นี้มีลำต้นจำนวนมากจากฐานจะเจริญเติบโตต่อเมื่อต้นหลักตายไป) อัตราการเจริญเติบโต รวดเร็ว
การใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้เป็นแหล่งอาหารและวัสดุในท้องถิ่น
-ใช้กิน ใบอ่อนมากใช้กินเป็นผัก รสขมเล็กน้อย ใช้หุงกินกับข้าว แป้งที่ได้จากลำต้นใช้เป็นสาคูใช้เป็นแป้งในช่วงที่ขาดแคลนอาหาร น้ำคั้นจากช่อดอกใช้สำหรับทำน้ำตาลเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฯลฯ สามารถเคี่ยวน้ำคั้นในกระทะเพื่อให้ได้น้ำตาลโตนด หากนำมาหมักเป็นเวลา 12 ชั่วโมงจะกลายเป็นไวน์สีซีดขุ่นรสค่อนข้างเปรี้ยว อาจจเคี่ยวจนเป็นน้ำเชื่อมข้น ๆ และเก็บไว้ใช้ได้ -ใช้ปลูกประดับ เป็นปาล์มที่นิยมใช้ปลูกประดับกันอย่างแพร่หลายในประเทศเขตร้อนและเขตอบอุ่น ใช้ในสถาปัตยกรรมเมือง และสวนในที่กว้าง หรือปลูกเป็นไม้กระถางประดับ ทนต่อร่มเงาสามารถใช้ในการปลูกภายในอาคาร
-อื่น ๆ เส้นใยได้มาจากก้านใบ เส้นใยกาบใบ ('kittul') จากพืชในสกุลนี้มีความทนทานและมักถูกเก็บเกี่ยวเพื่อเป็นแหล่งของ สายระโยงระยางและทำแปรงและไม้กวาด เส้นใยจะยืดหยุ่นได้มากหลังจากแช่ในน้ำมันลินสีด ขนบนกาบใบ ก้านใบและทางใบ สามารถใช้เป็นเชื้อไฟหรือเป็นปุยฝ้ายใช้อุดรูรั่วของเรือไม้ เส้นใยที่ละเอียดกว่านี้ยังสามารถปั่นเป็นสายเบ็ดหรือด้ายหยาบ
รู้จักอันตราย---ผลไม้มีคริสตัลออกซาเลตซึ่งเป็นสารระคายเคืองต่อดวงตาและผิวหนัง
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ใช้เวลา 3 - 4 เดือนในการงอก

 

27 หมากสง/ Areca catechu

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Areca catechu L.(1753)
ชื่อพ้อง---Has 6 Synnonyms
---Areca faufel Gaertn.(1788)
---Areca hortensis Lour.(1790)
---Areca cathechu Burm.f.(1768)
---Sublimia areca Comm. ex Mart.(1838)
---Areca himalayana Griff. ex H.Wendl.(1878)
---Areca nigra Giseke ex H.Wendl.(1878)
ชื่อสามัญ---Areca, Betel-nut Palm, Pinang Betel Palm, Areca-nut, Pinang Siri.
ชื่ออื่น---หมากสง ;[ARABIC: Fûfal, Fofal, Kawthal, Tânbûl.];[ARMENIAN: Arygn.];[BURMESE: Kunthi Pin Kun.];[CHINESE: Da fu zi, Pin lang, Bin lang zi.];[DUTCH: Arecanoot, Arecapalm.];[FRENCH: Aréquier, Noix D´arec, Noix De Bétel.];[GERMAN: Arekanuss, Arekapalme, Betelnüsse, Betelnusspalme.];[HINDI: Supaadii, Supaarii, Supari.];[INDIA: Supari, Tambula.];[ITALIAN: Avellana D´india.];[JAPANESE: Areka Yashi, Binrou, Binrouju.];[KHMER: Phla, Sa la.];[MALAY: Kavugu, Pinang, Pinang Sirih, Pokok Pinang, Pucuk (Indonesia).];[NEPALESE: Supaarii.];[PHILIPPINES: Areca nut; Betelnut; Bunga.];[PORTUGUESE: Areca Catecú, Arequeira, Arequiera, Noz De Areca, Noz De Bétele.];[RUSSIAN: Areka Katekhu.] ;[SINHALESE: Puwak.];[SPANISH: Areca, Bonga, Nuez De Areca, Nuez De Betel, Palma Catecu.];[SWEDISH: Betelnöt.];[TAMIL: Bakkumaroma, Kamugu, Kathakambu.];[THAI: Mak Song.];[URDU: Supaadii.];[VIETNAM: Cao.].
ชื่อวงศ์---ARECACEAE (PALMAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เขตร้อนของมหาสมุทรแปซิฟิก บางส่วนของทางตะวันออกของทวีปแอฟริกา
นิรุกติศาสตร์---ชื่อของสกุล Areca เป็นภาษาละตินของชื่อท้องถิ่นของสายพันธุ์ ; ชื่อของสายพันธุ์อินเดีย 'catechu'เป็นหนึ่งในสารที่มีฤทธิ์สมานแผลหลายชนิด
Areca catechu เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Linnaeus (1707–1778) นักชีววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดน ในปี พ.ศ.2296

ที่อยู่อาศัย เป็นพันธุ์ปาล์มที่เติบโตในแถบแปซิฟิก เขตร้อนของเอเชียและบางส่วนของแอฟริกาตะวันออก ปาล์มชนิดนี้เป็นที่เชื่อกันว่ามีต้นกำเนิดในประเทศฟิลิปปินส์ แต่เป็นที่แพร่หลายในการเพาะปลูกและมีการพิจารณาสัญชาติ ในภาคใต้ของประเทศจีน (กวางสี ,ไห่หนาน ,ยูนนาน ), ไต้หวัน, อินเดีย บังคลาเทศที่ มัลดีฟส์ ศรีลังกา กัมพูชา ลาว ไทย เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย นิวกินี หมู่เกาะหลายแห่งในมหาสมุทรแปซิฟิกและในหมู่เกาะเวสต์อินดีส พบในป่าเขตร้อนที่มีฝนตกชุกตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนถึง 1,000 เมตรขึ้นไป
ลักษณะ เป็นปาล์มต้นเดี่ยวสูง 10-20 เมตรเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 10-15 ซม.ลำต้นสีเขียวอมน้ำตาลมีรอยแผลเป็นจากใบไม้ที่ร่วงเป็นวงสีขาว มีใบ8-10ใบ ใบประกอบแบบขนนก (pinnate) ใบเหมือนใบมะพร้าวใบดกแต่บอบบาง ยาว 1.5-2 เมตร  ช่อดอกออกใต้ใบใกล้คอยอด (Infrafoliar) ดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้น(Monoecious) สีขาวอมเหลือง มีความยาวประมาณ 1 เมตร ดอกไม้ขนาดเล็กถูกจัดเรียงเป็นกลุ่มสามดอกที่มีดอกเกสรเพศผู้สองดอก ขนาบข้างดอกเกสรเพศเมียที่มีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย ออกผลเป็นกระจุกขนาดใหญ่ 200 - 300ผล ผลรูปไข่สีเขียว ขนาดกว้าง 4-5 ซม. ยาว 5-6 ซม.เมื่สุกสีส้มเหลือง เปลือกผลเป็นเส้นใย เมล็ดมี1เมล็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ตำแหน่งที่มีแสงแดดจัด ชอบดินที่ชื้นและมีการระบายน้ำได้ดี pH ในช่วง 5.5 - 6 ทนได้ 4.5 - 6.8 เป็นปาล์มที่อ่อนไหวต่อความแห้งแล้งและความหนาวเย็น อัตราการเติบโต ต้นไม้สามารถเริ่มให้ผลได้ใน 6 - 10 ปีจากเมล็ด อายุโดยทั่วไป 60-100 ปี
การใช้ประโยชน์---ใช้กิน ใบอ่อนช่อดอกและยอดอ่อนด้านในรสหวานนำมากินเป็นผัก เมล็ด - ดิบ เมล็ดมีคุณสมบัติเป็นยาเสพติดอ่อน ๆ มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในบางพื้นที่ของเขตร้อน โดยใช้เคี้ยว เมล็ดหั่นบาง ๆห่อด้วยใบพลู (Piper betle)และสารให้ความหอมอื่น ๆ เมล็ดมีแทนนินและอัลคาลอยด์ซึ่งช่วยกระตุ้นการไหลของน้ำลายเร่งอัตราการเต้นของหัวใจและเหงื่อ ระงับความหิวและป้องกันพยาธิในลำไส้ การเคี้ยวทำให้น้ำลายเป็นสีแดงและใช้อย่างต่อเนื่องจะทำให้เหงือกและฟันดำ-ถั่ว(Nut) มีไขมัน 8-12% ซึ่งมีคุณสมบัติเทียบเท่ากับน้ำมันมะพร้าว สามารถทำให้กินได้โดยการกลั่น ผลจะเก็บเมื่อสุกเต็มที่และทำให้แห้งเพื่อใช้ในภายหลัง
-ใช้เป็นยา มีฤทธิ์สมานแผล ช่วยบรรเทาความหิวไม่สบายท้องและความเหนื่อยล้า ใช้ฆ่าพยาธิในลำไส้และเชื้อโรคอื่น ๆ และยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะและยาระบาย ส่วนใหญ่จะใช้ในสัตวแพทยศาสตร์เพื่อขับไล่พยาธิตัวตืด เมล็ดใช้กับโรคโลหิตจาง, leucoderma, โรคเรื้อน, โรคอ้วนและหนอนพยาธิ นอกจากนี้ยังใช้ในการรักษาโรคบิดและมาลาเรีย  เปลือกยังใช้เป็นยาระบายในกรณีที่มีอาการท้องผูกท้องอืดเฟ้อ การใช้สมุนไพรนี้อยู่ภายใต้ข้อ จำกัด ทางกฎหมายในบางประเทศ
-ใช้ปลูกประดับ เป็นปาล์มที่ใช้ในการจัดสวนได้ดี ใช้ปลูกเป็นกลุ่มหรือปลูกเป็นแถวถ้าปลูกเป็นกลุ่มในพื้นที่กว้างใบจะไม่ค่อยเสีย เพราะต่างบังลมให้กันแต่ถ้าปลูกมีระยะห่างแบเดี่ยวๆใบจะไม่ค่อยสวยเลยบางทีก็หักรุ่งริ่งเพราะต้านแรงลมไม่ค่อยได้ ตอนต้นเล็กสามารถปลูกในที่ร่มได้   
-อื่น ๆ พืชเป็นแหล่งแทนนินที่ดี ใช้สำหรับย้อมสีเสื้อผ้า ใช้เป็นกาวในการผลิตไม้อัดเป็นต้น ส่วนภายนอกของลำต้นใช้เป็นวัสดุก่อสร้างที่มีประโยชน์ในหมู่บ้านและมีการใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อวัตถุประสงค์ในการก่อสร้างที่หลากหลาย เนื้อไม้ยังสามารถใช้ในการทำสิ่งของที่เป็นประโยชน์ต่างๆเช่นไม้บรรทัด ชั้นวางและตะกร้ากระดาษเหลือใช้ สลักหมุดนิยมใช้ในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์
รู้จักอันตราย---การใช้พืชชนิดนี้มากเกินไปทำให้น้ำลายไหลอาเจียนและมึนงง การเคี้ยว arecanut เป็นระยะเวลานานบางครั้งอาจทำให้เกิดมะเร็งในช่องปาก
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด เมล็ดสดใช้เวลา 6-13 สัปดาห์ในการงอก


28 อินทผลัมกินลูก/ Phoenix dactylifera

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Phoenix dactylifera L.(1753)
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms   
---Palma dactylifera (L.) Mill.(1768)
---Phoenix chevalieri D.Rivera, S.Ríos & Obón.(1997)
---Phoenix iberica D.Rivera, S.Ríos & Obón.(1997)
ชื่อสามัญ---Date, Date Palm, The edible date
ชื่ออื่น---อินทผลัมกินลูก ;[ARABIC: Khuriude-yális.];[ASSAM: Khejur/ Khejuri.];[BRAZIL: Tamareira.];[FRENCH: Dattier; Palmier dattier.];[GERMAN: Dattelpalme.];[INDIA: Ittappuzham; Karchuram; Perich chankay; Tenitta.];[ITALIAN: Palma da datteri; Palma del dattero.];[PAKISTAN: Khaji; Khajur.];[PORTUGUESE: Tamareira.];[SPANISH: Datilera; Palma datilera; Palmera; Palmera datilera.];[SWEDISH: Dadelpalm.]
ชื่อวงศ์---ARECACEAE (PALMAE)
ถิ่นกำเนิด---ไม่แน่ชัด
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสายพันธุ์ 'dactylifera' เป็นการรวมกันของคำภาษากรีก 'dactylus = "finger" และคำภาษาละตินว่า 'ferous'= "bearing" อ้างอิงถึงกลุ่มผลไม้ที่เกิดจากปาล์มนี้
Phoenix dactylifera เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Linnaeus (1707–1778) นักชีววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดน ในปี พ.ศ.2296

ที่อยู่อาศัย ไม่แน่ชัดเป็นไปได้ว่าเป็นตอนเหนือของแอฟริกาและแถบตะวันออกกลาง นอกจากนี้ยังมีอยู่ในตุรกี ปากีสถานและอินเดียตะวันตกเฉียงเหนือ ต้นไม้นี้ได้รับการปลูกฝังมานานจนไม่เป็นที่รู้จักในสถานการณ์ที่เป็นป่าอย่างแท้จริง แพร่หลายในการเพาะปลูกในพื้นที่แห้งแล้งในเขตร้อนซึ่งพบได้ที่ระดับความสูงถึง 1,500 เมตร ในการเพาะปลูกประเทศที่ผลิตอินทผาลัมรายใหญ่ได้แก่ อียิปต์ ซาอุดิอาระเบีย อิหร่าน อาหรับและแอลจีเรีย
ลักษณะ เป็นปาล์มต้นหรือแตกกอ (มีหน่อที่สามารถแยกออกจากรากได้) สูงประมาณ15-25เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้นประมาณ 40-60 ซ.ม.ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก(pinnate)ใบย่อยรูปขอบขนานเชิงเส้นยาวแหลมติดอยู่บนต้นประมาณ 40-60 ก้าน แต่ละใบมีทางยาวประมาณ 3-4 เมตร ก้านใบชี้ตรงปลายโค้งงอ ช่อดอกยาว1-1.2เมตร ช่อดอกออกระหว่างใบ (Interfoliar) ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น(Dioecious) ผลออกเป็นช่อกระจุกขนาดใหญ่ถึง 1,500 ผล ผลทรงกลมรี ยาวประมาณ 3-7 ซม.เส้นผ่านศูนย์กลาง 2–3 ซม. รสหวานฉ่ำ ทานได้ทั้งผลดิบและสุก ผลจะมีสีเหลืองจนถึงสีส้มและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลถึงน้ำตาลเข้มเมื่อแก่จัด มีเมล็ดเดียวขนาด ยาวประมาณ 2–2.5 ซม.
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม--- ชอบแสงแดดจัด ดินมีอินทรียวัตถุสูง ทนต่อดินเค็มแม้ว่าคุณภาพของผลไม้อาจได้รับผลกระทบ pH ในช่วง 6.5 - 8 ทนได้ 6 - 8.5  มีน้ำใต้ดินที่อุดมสมบูรณ์อยู่ใกล้พื้นผิวดิน (รากของต้นไม้สามารถลึกได้ 2 - 6 เมตร) หรือโดยการให้น้ำ ทนความแห้งแล้ง ปลูกในที่แห้งแล้งได้ดี มีคำพูดเก่า ๆ หนึ่งกล่าวถึงต้นอินทผลัมว่าเติบโตโดย " เท้าของมันอยู่ในน้ำและหัวอยู่ในกองไฟ " ต้นไม้มีการเจริญเติบโตช้า ต้นกล้าเริ่มพัฒนาลำต้นเมื่ออายุประมาณ 4-5 ปีและมักจะเริ่มออกดอกหลังจากนั้นไม่นาน พืชที่ขยายพันธุ์จากหน่อจะเริ่มติดผลได้ภายใน 2 - 4 ปีและโดยปกติจะให้ผลผลิตเต็มที่ที่ 5 - 8 (9-15) ปีและจากนั้นผลผลิตจะลดลงหลังจาก 40 - 50 ปี แต่ต้นไม้จะยังคงให้ผลผลิตไปจนถึงอายุ 75 ปี
การใช้ประโยชน์---อินทผลัมเป็นพืชที่ปลูกมายาวนานที่สุดชนิดหนึ่งของโลกโดยปลูกมาอย่างน้อย 5,000 ปีมาแล้ว เป็นพืชที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในพื้นที่เขตร้อนและกึ่งเขตร้อนซึ่งผลของมันมักจะเป็นอาหารหลักเป็นระยะเวลายาวนานของปี พืชนี้ยังถูกใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวางเพื่อวัตถุประสงค์อื่น ๆ อีกมากมาย
-ใช้กิน ผล- ดิบหรือสุก ผลสุกมักจะแห้งแล้วกินดิบ สามารถเก็บไว้เป็นเวลาหลายปี มีรสชาติหวานจัด จึงมักถูกเข้าใจผิดว่ามีการนำไปเชื่อมด้วยน้ำตาล
-ใช้เป็นยา ผลอินทผาลัมมีฤทธิ์ขับเสมหะและเป็นยาระบาย ใช้รักษาโรคทางเดินหายใจและไข้
-ใช้ปลูกประดับ อินทผลัมกินลูกมีหลายสายพันธุ์ บางพันธุ์กินดิบ บางพันธุ์กินสุก แยกเป็นต้นเพศผู้ และต้นเพศเมีย เป็นอินทผลัมที่ใช้เพาะปลูกเพื่อการค้า ลักษณะที่แตกต่างจากอินทผลัมที่ใช้ประดับ สังเกตุง่ายๆเบื้องต้นคือลักษณะของ ทางใบ ของอินทผลัมกินลูกจะตั้งขึ้นประมาณ 60 องศา แล้วปลายใบค่อยห้อยลง ส่วนอินทผลัมประดับทางใบจะโค้งลงรอบต้นสวยกว่า พันธุ์ที่นิยม พันธุ์ Barhee หรือ Barhi - สายพันธุ์จากอาหรับ ลักษณะของผล กลมรี ผลสีเหลือง สุกจะมีสีน้ำตาลเข้ม
-อื่น ๆเนื้อไม้ในส่วนของลำต้นด้านนอกแข็งแรงและทนต่อปลวก มีมูลค่ามากสำหรับใช้ในการก่อสร้าง ใบไม้ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย ใช้มุงหลังคาและผนังกระท่อมอย่างดี เส้นใยที่ได้จากใบโคนใบและเปลือกใช้ทำเชือก ตะกร้า หมวกและเสื่อ
การขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด แยกหน่อ การงอกมักจะเกิดขึ้นใน 2-3 เดือน เมล็ดพันธุ์อยู่ได้นาน 8-15 ปีที่อุณหภูมิห้อง


29 ปาล์มพัด/ Pritchardia pacifica

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Pritchardia pacifica Seem. & H.Wendl.(1862)
ชื่อพ้อง ---Has 3 Synonyms
---Eupritchardia pacifica (Seem. & H.Wendl.) Kuntze.(1898)
---Styloma pacifica (Seem. & H.Wendl.) O.F.Cook.(1915)
---Washingtonia pacifica (Seem. & H.Wendl.) Kuntze.(1891)
ชื่อสามัญ---Fiji Fan Palm
ชื่ออื่น---ปาล์มพัด, ปาล์มมงกุฎ ; [CHINESE: Bo li cha de zong, Tài píng yáng zōng.];[MALAY: Palma kipas Fiji.];[PORTUGUESE: Palmeira-leque-fiji, Palmeira-pritchardia.];[THAI: Pam pat,Pam mongkut.].
ชื่อวงศ์--ARECACEAE (PALMAE)
ถิ่นกำเนิด---โอเชียเนีย
เขตกระจายพันธุ์--- ตองก้า ฟิจิ ซามัว หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Pritchardia เป็นเกียรติแก่กงสุลอังกฤษคนแรกในหมู่เกาะฟิจิ (พ.ศ.2401) William T. Pritchard (1829-1907) ; ชื่อสายพันธุ์ 'pacifica' หมายถึง 'ของมหาสมุทรแปซิฟิก' อ้างอิงถึงบริเวณแหล่งกำเนิด
Pritchardia pacifica เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Berthold Carl Seemann (1825–1871) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันและHermann Wendland (1825–1903) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน ในปี พ.ศ.2405

ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในตองกา ฟิจิ ซามัวและมาร์เกซัส ปัจจุบันรู้จักกันเฉพาะจากการเพาะปลูกโดยทั่วไปมักจะอยู่รอบ ๆ สถานที่ทำกิจกรรมของมนุษย์ ยังพบในที่อยู่ใกล้เคียง ในหมู่เกาะมาร์แชล หมู่เกาะโซโลมอน วานูอาตู นีอูเอ เฟรนช์โปลินีเซียที่ระดับความสูง 0-100 เมตร
ลักษณะ เป็นปาล์มต้นเดี่ยวสูงได้ถึง10-15 เมตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 20-25 ซม. ใบรูปพัด(palmate)กว้าง 0.5-1 เมตร ยาว 1-1.5 เมตร ขอบใบจักเว้าตื้นและพับเป็นจีบ ปลายแหลม แผ่นใบสีเขียวอ่อน ก้านใบสีเขียวยาวได้ถึง 1.2 เมตร  โคนกาบใบมีเส้นใยสีน้ำตาลปกคลุมอยู่ ช่อดอกแบบช่อแยกแขนงออกระหว่างกาบใบ(Interfoliar)ช่อดอกยาวประมาณ  0.9 เมตร สีเหลืองอมน้ำตาล ช่อดอกจะประกอบด้วย 1-4 ช่อดอกสั้นกว่าหรือเท่ากับก้านใบความยาว ดอกสมบูรณ์เพศมีทั้งเพศผู้และเพศเมียในดอกเดียวกัน (hermaphrodite)ดอกไม้ขนาดเล็ก สีน้ำตาลเข้มเป็นมันไปจนถึงสีดำอมม่วง ผลสดมีเนื้อเมล็ดเดียว รูปกลมขนาด1.2ซม.เมื่อสุกสีแดง ดำ เมล็ดมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 7 มม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เติบโตได้ดีที่สุดในช่วงแดดปานกลางถึงเต็ม ขึ้นได้ดีในดินทุกสภาพที่มีการระบายน้ำได้ดี ต้องการตำแหน่งที่กำบังจากลมแรง ทนอุณหภูมิต่ำสุดได้ถึง  0 องศา C อัตราการเจริญเติบโต ช้า
ศัตรูพืช/โรคพืช---Candidatus Phytoplasma palmae -โรคใบเหลืองที่ทำให้ถึงตาย (LY) เป็นโรคร้ายแรงของต้นปาล์ม (phytoplasma แพร่กระจายโดยเพลี้ยกระโดด - Myndus crudus ) ที่ทำให้เกิดใบเหลือง ดอกดำ และผลร่วงก่อนกำหนด พืชนี้ถือเป็นตัวการของโรคใบเหลืองของมะพร้าวและอินทผลัมอื่น ๆ
การใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ พันธุ์นี้เป็นที่ต้องการของผู้ที่ชื่นชอบปาล์มและปลูกกันอย่างแพร่หลายในฐานะไม้ประดับภูมิทัศน์ที่มีค่าทั่วมหาสมุทรแปซิฟิก เหมาะสำหรับพื้นที่ชายฝั่งและมักปลูกเป็นพืชบ้าน (house plsnt)ปลูกลงแปลงกลางแจ้ง เป็นแถว เป็นกลุ่ม หรือปลูกเดี่ยวๆ ช่วงความสูงที่สวยและใช้กันคือ 1-3 เมตร
-อื่น ๆในฟิจิใบของปาล์ม ใช้แบบดั้งเดิม ใช้เป็นพัดเรียกว่า Iri masei หรือ Ai viu ซึ่งใช้โดยหัวหน้าเท่านั้น
ขยายพันธุ์--- ด้วยการเพาะเมล็ด เมล็ดสดจะงอกภายใน1เดือน


30 ปาล์มชวา/ Saribus rotundifolius

ชื่อวิทยาศาสตร์---Saribus rotundifolius (Lam.) Blume.(1838)
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Livistona rotundifolia (Lam) Mart.(1838)
---Corypha rotundifolia Lam.(1786)
---Licuala rotundifolia (Lam) Blume.(1830)
ชื่อสามัญ---Java Fan Palm, Round-leaf Fan Palm, Anahaw Palm, Footstool Palm, Table Palm.
ชื่ออื่น---ปาล์มชวา ปาล์มยะวา ;[CHINESE: Yuan ye pu kui, Gao bei pu kui (as Livistona altissima - Taiwan).];[FRENCH: Palmier évantail de Java.];[GERMAN: Livistonie, Serdang-Schirmpalme, Waldpalme, Fächer-palme.];[ITALIAN: Palma parasole, Serdang daun bulat.];[Malay: Daun Serdang.];[NORWEGIAN: Dronningpalme.];[PHILIPPINES: Anahaw, Luyong (Tag).];[PORTUGUESE: Palmeira-leque.];[SPANISH: Palma de escabel, Palmera de escabel, Palmere de hoja redonda.];[THAI: Paam yawa (paam jawa), Paam chawa.].
ชื่อวงศ์---ARECACEAE (PALMAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ ประเทศในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนทั่วโลก
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล saribus มาจากชื่อท้องถิ่น หนึ่งในภาษาโมลุกกะบันทึกไว้โดยชาวดัตช์sariboe ; ชื่อสายพันธุ์ 'rotundifolius'เป็นคำคุณศัพท์ภาษาละติน rotundifolius = ' รอบใบ ','round-leaved'หมายถึง ใบปาล์มเกือบกลม
Saribus rotundifolius เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Jean-Baptiste Lamarck (1744–1829) นักพฤกษศาสตร์และนักสัตววิทยาชาวฝรั่งเศส ในปี1786 และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Carl Ludwig von Blume. (1789–1862) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน - เนเธอร์แลนด์ ในปี พ.ศ.2481

 

ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (มาเลเซีย อินโดนีเซีย ชวาโมลูคัส ฟิลิปปินส์ สุลาเวสีและหมู่เกาะซุนดาน้อย) แต่ปัจจุบันมีการปลูกทั่วโลกในประเทศเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนเป็นไม้ประดับ
ลักษณะ เป็นปาล์มต้นเดี่ยวในที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติมันสามารถเติบโตได้สูงถึง 24 เมตร แต่ในสถานการณ์สวนมักจะไม่เติบโตสูงขนาดนั้น ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 20-25 ซ.ม.ลำต้นเรียบสีน้ำตาลมีรอยแผลเป็นของก้านใบ ปกคลุมด้วยด้วยเส้นใยทอสีเทาสวยงามที่ส่วนบนด้านล่างมงกุฎ ใบรูปพัด(Costapalmate) แผ่นใบกว้างประมาณ1.5 เมตร ก้านใบมีหนามแข็ง ช่อดอกออกระหว่างใบ (Interfoliar) ออกแบบช่อแขนงไม่ขยายเกินขอบเขตของมงกุฎ มีลักษณะโค้งยาวประมาณ 2 เมตร แบ่งออกเป็น 3 แกนหลัก แตกแขนงออกเป็น 4 ลำดับ มีดอกเล็กสีเหลืองสมบูรณ์เพศ (hermaphrodite) ผลสดมีเนื้อเมล็ดเดียวรูปกลม ขนาด 1.5- 2 ซม.ผลอ่อนสีเขียวสุกสีส้ม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดเต็มที่ แต่ก็ทำได้ดีในที่ร่มบางส่วนที่มีแสงแดดส่องถึง ชอบดินร่วนอุดมสมบูรณ์ แต่สามารถปรับให้เข้ากับดินที่มีการระบายน้ำได้ดีหลายชนิดรวมถึงดินเหนียว ทราย; เป็นด่างหรือเป็นกรด ชอบความชื้นอย่างสม่ำเสมอ อัตราการเจริญเติบโตเป็นหนึ่งในปาล์มที่โตเร็วที่สุด ลำต้นขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 15-20 ซม.ใช้เวลาเพียง 3 ปี หากได้รับปุ๋ยและน้ำเพียงพอ นอกจากนี้ยังค่อนข้างอดทนต่อการถูกขุดล้อมและเคลื่อนย้าย
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ ความสวยงามของปาล์มต้นนี้อยู่ที่ช่วง ความสูง 0.50-1 เมตร สามารถปลูกเป็นไม้กระถางประดับ ตกแต่งภายใน และอยู่ในห้องปรับอากาศได้ แต่ถ้าสูงเกินนี้ไปจะเกะกะ ให้ย้ายลงปลูกในสนาม
-อื่น ๆการใช้งานแบบดั้งเดิม ใบใช้สำหรับมุงและห่ออาหาร
ระยะเวลาออกดอก---ฤดูใบไม้ผลิถึงฤดูร้อน
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด ระยะเวลาการงอก 2 เดือน


31 ปาล์มสามทาง/ Dypsis decaryi

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Dypsis decaryi (Jum.) Beentje & J.Dransf.(1995)
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms  
---Basionym: Neodypsis decaryi Jum.(1933)
ชื่อสามัญ---Madagascar three-sided palm, Triangular palm, Triangle palm, Neodypsis decaryiraveler's Tree.
ชื่ออื่น---ปาล์มสามทาง, ปาล์มสามเหลี่ยม ;[CHINESE: San jiao ye zi.];[FRENCH: Palmier triedre, Palmier triangle.];[GERMAN: Dreieckspalme.];[MADAGASCAR: Laafa.];[MALAY: Palma segi tiga (Bahasa Melayu).];[PORTUGUESE: Palmeira-três-quinas, Palmeira-triângulo.];[RUSSIAN : Neodipsis Dekara.];[SPANISH : Palmera triangular.];[THAI: Paam saam thang, Paam saam liam.]
ชื่อวงศ์---ARECACEAE (PALMAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---มาดากัสการ์
นิรุกติศาสตร์---ชื่อของสกุลไม่เป็นที่รู้จัก ; ชื่อสายพันธุ์ได้รับเกียรติจากนักสะสม Raymond Decary (1891-1973) นักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศส
Dypsis decaryi เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Henri Lucien Jumelle (1866-1935) นักพฤกษศาสตร์ขาวฝรั่งเศส และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Henk Beentje (เกิดปี 2494) นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์และJohn Dransfield (เกิดปี พ.ศ.2488) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2538eentje (เกิดปี 2494) นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์และJohn Dransfield (เกิดปี พ.ศ.2488) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ ในปีพ.ศ.2538

ที่อยู่อาศัย ในถิ่นกำเนิดถูก จำกัด ให้อยู่ในเขตเปลี่ยนผ่านระหว่างป่าชื้นและป่ากึ่งแห้งแล้งบนเนินเขาทางตะวันตกของอุทยานแห่งชาติ Andohahela ทางตอนใต้สุดของมาดากัสการ์ ( IUCN, 2019 ) พบได้บนทางลาดชันหรือตามริมฝั่งแม่น้ำลำธารและลำห้วยตามฤดูกาล พบได้ที่ระดับความสูง 100-800 เมตร
ลักษณะ เป็นปาล์มต้นเดี่ยว สวยงามแปลกตา สูงได้ถึง 10-15 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 30-40 ซม. คอยอดเป็นสามเหลี่ยม ทางใบยาวรวม2.5เมตร ตั้งขึ้นแต่ตอนปลาย1เมตรโค้งออกอย่างสง่า ใบประกอบแบบขนนก(pinnate)ใบย่อยรูปขอบขนานเชิงเส้นจัดเรียงอย่างสม่ำเสมอรูปแบบตัว V-รูปร่างแคบ ใบสีฟ้า สีเขียวหรือสีเขียวอมเทา ช่อดอกออกใต้ใบใกล้คอยอด (Infrafoliar)ยาว1.2-1.5 เมตร แตกแขนงออกเป็น 3 ลำดับ ดอกแยกเพศอยู่ในช่อเดียวกัน (Monoecious) ดอกจัดเรียงเป็นกลุ่มสามดอก (ดอกเพศเมียอยู่ระหว่างดอกเพศผู้สองดอก) ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียมีสีครีมสีเหลืองอมส้ม ผลสดมีเนื้อเมล็ดเดียว ทรงกลมรี ขนาด 1.5-2.5 ซม. ผลอ่อนสีเขียว ผลสุกสีเหลืองอมขาว
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ตำแหน่งแสงแดดจัด ขึ้นได้ดีในดินทรายและที่แห้งแล้ง ไม่เหมาะกับดินเหนียว หรือดินที่มีการระบายน้ำไม่ดี ทนแดดทนลมแรงได้ดี อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปี 22 ° C ทนอุณหภูมิได้ถึง –1ºC อัตราการเจริญเติบโตเร็วปานกลาง เริ่มแพร่พันธุ์เมื่อมีความสูงประมาณ 2 เมตรเมื่ออายุ30-35 ปี ผลิตใบประมาณ4ใบต่อปี อยู่รอดได้อย่างน้อย 200ปี
ศัตรูพืช/โรคพืช---Aleurotrachelus atratus (Palm-infesting whitefly = แมลงหวี่ขาวที่ทำลายปาล์ม)
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ ปลูกกันอย่างแพร่หลายในฐานะไม้ประดับทั่วโลกรวมทั้งในมาดากัสการ์ด้วย นำไปปลูกประดับเป็นไม้กระถางขนาดใหญ่ได้ในช่วงที่ยังไม่มีลำต้นจะเป็นช่วงที่สวยงามเพราะจะเห็นแต่ส่วนคอเป็นรูปสามเหลี่ยมชัดเจน เมื่อต้นโตขึ้นย้ายลงปลูกในสนาม ปลูกเดี่ยวๆ หรือเป็นกลุ่มกลางแจ้ง เน้นภูมิทัศน์ที่อยู่อาศัย การปลูกเพื่อการค้าไม่ค่อยสำเร็จเนื่องจากระบบรากอ่อนไหวบอบบางจึงไม่ค่อยเห็นการขุดล้อมนำมาวางขาย
ภัยคุกคาม---เนื่องจากการลดลงอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ขอบเขตและ / หรือคุณภาพของที่อยู่อาศัย ในธรรมชาติเหลือประชากรประมาณ 1,000 ต้น ภัยคุกคามหลักคือการรวบรวมเมล็ดพันธุ์เพื่อการค้าพืชสวนระหว่างประเทศ ถูกวางไว้ใน IUCN Red List ประเภท "อ่อนแอ" มีความเสี่ยงสูงต่อการสูญพันธุ์โดยผิดธรรมชาติ (เกิดจากมนุษย์)
สถานะการอนุรักษ์---VU- VULNERABLE - IUCN. Red List of Threatened Species 2012
สถานะการอนุรักษ์--อยู่ในความคุ้มครองของ CITES Appendix II (การควบคุมการค้าเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ที่ไม่เข้ากันกับการอยู่รอดของสายพันธุ์) ภายใต้ชื่อNeodypsis decaryiและรายการที่รวมถึงทุกส่วนรวมทั้งเมล็ด
ระยะออกดอก/ติดผล---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด ใช้ระยะเวลาการงอก 1-2 เดือน


32 ปาล์มพัดจีบ/ Licuala grandis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Licuala grandis H.Wendl.(1880)
ชื่อพ้อง---Has  1 Synonyms
---Pritchardia grandis (H.Wendl.) W.Bull.(1874)
ชื่อสามัญ---Licuala palm, Ruffled Fan Palm, Vanuatu fan Palm, Palas palm, Round-leaved licuala palm, Large-leaved licuala palm
ชื่ออื่น---ปาล์มจีบ ;[CHINESE: Tuan shan zong, Yuan ye zhou lü.];[FRENCH: Licuala à grosses feuilles, Palmier-cuillere, Palmier eventail de Vanuatu.];[GERMAN: Großblättrige Strahlenpalme.];[HUNGARIAN: Nagy bokorpálma.];[MALAYSIA: Pokok Palas, Palma kipas (Bahasa Melayu); Palas payung (Sunda);[PHILIPPINES: Balatbat bilog (Tag.).];[POLISH: Likuala wielka, Wachlarzownica wyniosła.];[PORTUGUESE: Palmiera-leque, Palmiera-liquala.];[SPANISH: Licaula grande, Palma abanico de Vanuatu, Totuma.];[THAI: Paam jeeb.];[VANUATU: Ndaubihu, Neyedip, Taba taba, Wilog wewia, Songe m jam Nevehu.];[VIETNAMESE: Mat cat to.].
ชื่อวงศ์---ARECACEAE (PALMAE)
ถิ่นกำเนิด ---โอเชียเนีย
เขตกระจายพันธุ์---หมู่เกาะโซโลมอนและวานูอาตู (นิวกินี) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล “Licuala” มาจากชื่อท้องถิ่น “leko wala”ซึ่งเป็นชื่อที่ชาวโมลุกกะเรียกปาล์มชนิดนี้ ; ชื่อสายพันธุ์คือคำคุณศัพท์ภาษาละติน “grandis”  = ใหญ่โต อ้างอิงถึงลักษณะของใบปาล์ม
Licuala grandis เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Hermann Wendland (1825–1903) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันในปี พ.ศ.2423 

ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในหมู่เกาะโซโลมอนและวานูอาตู ในมหาสมุทรแปซิฟิก
ลักษณะ เป็นปาล์มลำต้นเดี่ยวขนาดเล็กที่สวยน่าสนใจต้นหนึ่งขนาดความสูง สูงประมาณ 2- 3เมตร ลำต้นตรงสีดำ เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น ประมาณ 5-10 ซม. มีรอยแผลเป็นจากรอยใบเก่าและร่องรอยของ กาบใบที่เป็นเส้นใย ทำให้ดูเหมือนเป็นข้อปล้องชัดเจนถี่มาก ใบกลมรูปพัด(palmate)เป็นวงกลมเกือบสมบูรณ์ ขอบใบหยักเล็กน้อย ขนาด 0.6-1เมตร ก้านใบมีหนาม ช่อดอกออกระหว่างใบ (Interfoliar) ออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนง ยาวถึง2เมตร แตกแขนงออกเป็น 3 คำสั่ง และขยายออกไปนอกใบ  ดอกสมบูรณ์เพศมีทั้งเพศผู้และเพศเมียในดอกเดียวกัน (hermaphrodite)สีขาวอมเหลือง  ผลกลมสีเขียวอ่อน ขนาด1-1.5ซม.สุกสีแดงสด มีเมล็ดเดียวขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.8-1.2 ซม.
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ตำแหน่งแสงแดดรำไร หรือร่มรำไร หรือครึ่งวันเช้า มีที่กำบังลมแรง ดินร่วนอุดมสมบูรณ์มีการระบายน้ำดี  ทนอุณหภูมิต่ำสุดได้ถึง-5 °C แต่เพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น อุณหภูมิปกติไม่ควรต่ำกว่า 10 ° C อัตราการเจริญเติบโตช้า
ศัตรูพืช/โรคพืช---โดยทั่วไป ปราศจากโรคและแมลงศัตรูพืชร้ายแรง แมลงและโรคที่อาจเกิดได้Aleurotrachelus atratus (Palm-infesting whitefly = แมลงหวี่ขาวที่รบกวนปาล์ม)
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ เป็นที่นิยมในหมู่นักสะสมปาล์มเขตร้อน เป็นปาล์มในร่มที่สง่างามและทนทานที่สุดชนิดหนึ่ง เหมาะสำหรับปลูกในภาชนะหรือปลูกบนพื้นดินในร่มหรือกลางแจ้ง สามารถปลูกเป็นไม้กระถาง ประดับตกแต่งภายใน ความสวยงามที่ใช้ตอนมีความสูงประมาณ 0.50-1.50 เมตร
-ใช้กิน ใบอ่อนดิบหรือสุกจะรับประทานในรูปของสลัดหรือซุปใบข้าว
-ใช้เป็นยาในประเทศไทยใช้ใบหรือรากบดเป็นยาพื้นบ้านเพื่อรักษาพิษตะขาบกัด ในมาเลเซียน้ำต้มรากใช้เป็นยาแก้พิษทั่วไป ในกัมพูชาปาล์มเป็นส่วนหนึ่งของส่วนผสมที่ใช้ในการรักษาวัณโรค อย่างไรก็ตามการใช้นี้ไม่ได้รับการสำรวจโดยสิ้นเชิงจากมุมมองของการแพทย์แผนตะวันตก   
-อื่น ๆการใช้แบบดั้งเดิมใบขนาดใหญ่ใช้สำหรับมุง
การขยายพันธุ์--- เพาะเมล็ด ใช้ระยะเวลาในการงอก 4 – 6 เดือนจึงงอก


33 ปาล์มบังสูรย์/Johannesteijsmannia altifron

ชื่อวิทยาศาสตร์---Johannesteijsmannia altifrons (Rchb.f. & Zoll.) H.E.Moore.(1961)
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms            
---Basionym: Teysmannia altifrons Rchb.f. & Zoll.(1858)
ชื่อสามัญ---Joey Palm, Diamond Joey Palm, Umbrella leaf palm, Umbrella Palm, Litter collecting palm
ชื่ออื่น---ปาล์มบังสูรย์, ปาล์มข้าวหลามตัด, บังสูรย์, หมากตะขาบ, ลีแป (มาเลย์) ;[BRAZIL: Palmiera-diamante.];[CHINESE: Tai shi lü, Yue han zong.];[FRENCH: Palmier fougère.];[MALAYSIA: Daun Sabun (Johor), Koh (Kelantan), Lak (Terengganu), Daun Payung, Sal  (Malay), Segalok (Selangor).];[THAI: Palm khao lam tat, Palm bang soon, bang soon, Li-pae, Mak ta khap.]
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระขายพันธุ์ ---ไทย มาเลเซีย บอร์เนียว สุมาตรา อินโดนีเซีย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลได้รับเกียรติจากนักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์ Johannes Elias teijsmann Z1808-1882) ; ชื่อสายพันธุ์คือการรวมกันของคำศัพท์ภาษาละติน 'altus, a, um' = highและ 'frond= ใบไม้ โดยมีการอ้างอิงที่ขัดเจน
Johannesteijsmannia altifrons สายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Heinrich Gustav Reichenbach (1824–1889) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน และ Zoll. และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Harold Emery Moore (1917–1980) นักพฤกษศาสตร์ชาวอเมริกันในปี พ.ศ.2504
ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในมาเลเซีย (พบได้ทั่วไปในอุทยานแห่งชาติ Taman Negara, Johor ตะวันออกและอุทยานแห่งชาติ Bake National Park ในรัฐซาราวักตะวันตก) อินโดนีเซีย (เขตอนุรักษ์ธรรมชาติ Langkat สุมาตรา) ไทยและบอร์เนียว เกิดในป่าดิบชื้นเบื้องต้น บนยอดสันเขาและเนินเขาบนดินที่มีการระบายน้ำได้ดีส่วนใหญ่ที่ระดับสูงกว่า 300 - 500 เมตร
ลักษณะ เป็นปาล์มที่สวยงามอย่างยิ่ง ไม่มีลำต้นที่เห็นพ้นดิน ลำต้นใต้ดินมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 15 ซม. ใบเป็นรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด เรียงกันโดยรอบเป็นกอใหญ่ ตั้งตรง 20–30 ใบ ก้านใบโผล่จากพื้นดิน มีหนามเล็กๆตามขอบก้านใบทั้งสองข้าง ใบยาวไม่เกิน 3.5 เมตร และกว้าง 1.8 เมตร โดยมีใบย่อยด้านละ 20 แผ่นขึ้นไปด้านล่างมีเกล็ดสีน้ำตาล ช่อดอกออกระหว่างใบ (Interfoliar)ตั้งตรงตอนแรกในที่สุดแตกแขนงห้อยลง ก้านช่อดอกยาว 30–50 ซม. ช่อย่อย 20-100ช่อ ยาว 5-20 ซม. สีเขียวมี tomentum สีขาวหนาแน่น  ดอกสมบูรณ์เพศ(hermaphrodite) สีครีมปลายแหลมยาว 4-5 มม. ผลไม้ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4-5 ซม.   
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ไม่สามารถทนต่อแสงแดดได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพอากาศที่แห้งแล้ง เป็นปาล์มที่ชอบตำแหน่งร่มชื้นมีที่กำบังจากลมแรง ดินที่เป็นกลางถึงเป็นกรดเล็กน้อยมีการระบายน้ำดี ทนอุณหภูมิได้ต่ำถึง -4 ° C อัตราการเติบโต ช้าถึงปานกลาง
ใช้ประโยชน์---ปลูกเป็นไม้ประดับเป็นหนึ่งในต้นปาล์มเขตร้อนที่สวยงามและได้รับความนิยมเนื่องจากมีเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรม จะดีเยี่ยมสำหรับการจัดสวน ในฐานะที่เป็นพืชในร่ม สามรถนำมาปลูกในกระถางขนาดใหญ่ได้ ต้องการแสงในร่มมากและไม่ชอบเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความร้อน
ภัยคุกคาม---เนื่องจากการลดลงของที่อยู่อาศัยในป่าทำให้ประชากรมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง ถูกวางไว้ใน IUCN Red List ประเภท “อ่อนแอ” ชนิดที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์โดยผิดธรรมชาติ (เกิดจากมนุษย์)นธรรมชาติ)
สถานะการอนุรักษ์---VU- VULNERABLE -  IUCN. Red List of Threatened Species  2012
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด ใช้ระยะเวลาในการงอก 3 เดือน


34 หมากงาช้าง/Pinanga dicksonii

ชื่อวิทยาศาสตร์---Pinanga dicksonii (Roxb)Blume.(1839)
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Basionym: Areca dicksonii Roxb.(1832)
---Seaforthia dicksonii (Roxb.) Mart.(1838)
---Ptychosperma dicksonii (Roxb.) Miq.(1855)
ชื่อสามัญ---Ivory Crownshaft Palm
ชื่ออื่น---หมากงาช้าง ;[KANNADA: Katadike, Kangu.];[MALAYALAM: Mala-adakka, Kanakamugu, Kattukuamugu, Kattukavungu, Kanakamuka, Kattupackumaram.];[TAMIL: Kaana Kamugu.];[THAI: Mak nga-chang.]
ชื่อวงศ์---ARECACEAE (PALMAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ; ไทย มาเลเซีย บอร์เนียว อินโดนีเซีย (ชวา สุมาตรา)
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Pinanga เป็นภาษาละตินของชื่อมาเลเซีย 'Pinang'
Pinanga dicksonii เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย William Roxburgh (1751-1815) ศัลยแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อต ได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Carl Ludwig von Blume. (1789–1862) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน - เนเธอร์แลนด์ในปี พ.ศ. 2382

ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในหมู่เกาะอันดามันในอินเดียและแพร่กระจายไปยังเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ พบได้ทั่วไปในป่าดิบชื้น ที่ระดับความสูงถึง 1,000 เมตร
ลักษณะ เป็นปาล์มแตกกอสูงได้ถึง 4-6 เมตร ลำต้นขนาด 6-8 ซม. สีเหลืองอมเขียว มีช้อปล้องชัดเจน คอยอดสีขาวนวล  ใบประกอบแบบขนนก (pinnate)  เรียงสลับ ใบย่อยรูปขอบขนาน  กว้าง 2-5 ซม. ยาว 40-60 ซม.ปลายใบเรียวแหลม  โคนใบรูปลิ่ม แผ่นใบสีเขียวเข้ม กาบใบที่หุ้มลำต้นสีเหลืองนวล  ช่อดอกออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงใต้โคนกาบใบ(Infrafoliar)ช่อดอกยาว 20-40 ซม ดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้น (monoecious) ดอกสีเหลืองอมเขียว. ผลสดแบบมีเนื้อเมล็ดเดียว  ติดผลจำนวนมาก  ทรงกลมรี ขนาด 2 ซม. ผลสุกสีแดง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---แดดครึ่งวัน-ร่มรำไร ดินร่วน ระบายน้ำดี ความชื้นปานกลาง-สูง อัตราการเจริญเติบโต เร็ว
ใช้ประโยชน์-พืชที่เก็บเกี่ยวมาจากป่าใช้ในท้องถิ่นเป็น masticatoy (ใช้สำหรับหรือดัดแปลงเพื่อการเคี้ยว)และแหล่งที่มาของวัสดุ
-ใช้กิน บางครั้งใช้ผลเคี้ยวกับพลูแทนหมาก ( Areca catechu  L. )
-ใช้เป็นยาใช้แก้ท้องอืดท้องเฟ้อโรคกระเพาะและท้องมาน
-ใช้ปลูกประดับ การใช้งานด้านภูมิทัศน์ ทรงพุ่มสวย ปลูกในกระถาง หรือปลูกเป็นไม้ประธานในสวนหย่อม ริมศาลา เป็นฉากกั้น ปลูกมุมอาคาร ริมทะเล ลำต้นสีขาวนวลสวยงาม
ระยะออกดอก/ติดผล--- มีนาคม - เมษายน
การขยายพันธุ์--- แยกหน่อ เพาะเมล็ด


35 หมากหอม/ Arenga australasica

ชื่อวิทยาศาสตร์---Arenga australasica (H.Wendl. & Drude) S.T.Blake ex H.E.Moore.(1963)
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms    
---Basionym: Saguerus australasicus H.Wendl. & Drude.(1875)
---Normanbya australasicus ( H.Wendl. & Drude ) Baill.(1895)
ชื่อสามัญ---Australian Arenga Palm, Southern Arenga
ชื่ออื่น---หมากหอม ;[CHINESE: Ao zhou guang lang.];[THAI: Mak hom.]
ชื่อวงศ์---ARECACEAE (PALMAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปออสเตรเลีย
เขตการกระจายพันธุ์---รัฐควีนส์แลนด์ของออสเตรเลียและตามแนวชายฝั่งทะเลของประเทศในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Arenga เป็นภาษาละตินใหม่ จากภาษาชวา 'arèn'
Arenga australasica เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Hermann Wendland (1825–1903) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันและ Carl Georg Oscar Drude (1852–1933) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน ได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Stanley Thatcher Blake (พ.ศ. 2453-2516) นักพฤกษศาสตร์ชาวออสเตรเลีย จาก Harold Emery Moore (1917–1980) นักพฤกษศาสตร์ชาวอเมริกัน ในปี พ.ศ. 2506

ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางตอนเหนือของรัฐควีนส์แลนด์และชายฝั่งตะวันออกของประเทศออสเตรเลีย
ลักษณะ เป็นปาล์ม แตกกอ เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 5-8 ซม. สูงได้ถึง7เมตร บางครั้งมีราก  เขย่งหรือรากค้ำ คอสีเขียวใบรูปขนนก(pinnate) ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมันด้านล่างสีเขียวปนเทา ช่อดอกออกใต้คอ(Infrafoliar) ยาว 1-2 เมตร ดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้น(monoecious)ดอกจัดเรียงเป็นกลุ่มสามดอก (ดอกเพศเมียอยู่ระหว่างดอกเพศผู้สองดอก) ดอกสีเหลือง ขนาดดอกประมาณ1ซ.ม. ช่วงที่ดอกผู้บานจะส่งกลิ่นหอม ผลกลมรีขนาด2-2.5ซม. เมื่อสุกสีแดงมีเมล็ดกลม2-3เมล็ด ชนิดนี้ถูกระบุว่ามีความเสี่ยง Monocarpic: ลำต้นจะตายหลังจากออกดอกและติดผล
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบดินปน ทรายระบายน้ำดี ทนดินเค็ม แสงแดดไม่จัดอยู่ใต้ร่มเงาไม้อื่นได้ หมากหอมในรูปถ่ายมาจากสวนพฤกษศาสตร์(ภาคกลาง)พุแค สระบุรี ต้นนี้ปลูกอยู่กลางแจ้ง ลักษณะใบจะเรียวเล็กและกระด้างกว่าต้นที่ปลูกในที่มีแสงแดดรำไร
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ นำมาใชัจัดสวน ใช้ในงานภูมิทัศน์ได้ดี
รู้จักอันตราย-ผลไม้มีคริสตัลออกซาเลตซึ่งระคายเคืองต่อดวงตาและผิวหนัง
การขยายพันธุ์--- แยกหน่อ เพาะเมล็ด


37 ปาล์มสะดือเหลือง/Coccothrinax argentata

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Coccothrinax argentata (Jacq.) L.H.Bailey.(1939)
ชื่อพ้อง:---Has 7 Synonyms
---Basionym: Palma argentata Jacq.(1803)
---Coccothrinax garberi (Chapm.) Sarg.(1899)
---Coccothrinax jucunda Sarg.(1899)
---Coccothrinax jucunda var. macrosperma Becc.(1907)
---Coccothrinax jucunda var. marquesensis Becc.(1907)
---Thrinax altissima N.Taylor.(1917)
---Thrinax garberi Chapm.(1878)
ชื่อสามัญ---Florida Silver Palm, Silver Palm, Biscayne palm, Silver Thatch Palm, Silvertop
ชื่ออื่น---ปาล์มสะดือเหลือง, ดาวเงิน ;[CHINESE: Fo zhou yin lü.];[GERMAN: Florida-Silberpalme.];[THAI: Paam sa due lueang, Dao ngeon.]
ชื่อวงศ์ ---ARECACEAE (PALMAE)
ถิ่นกำเนิด--- ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---เม็กซิโก ,โคลอมเบีย หมู่เกาะอินเดียตะวันตก ทะเลแคริบเบียน  คิวบา จาเมกา หมู่เกาะเติร์กและไคคอส
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลCoccothrinax จากคำภาษากรีก  'coccos' = 'berry'และ 'thrinax' = ชื่อของสกุล Thrinax
Coccothrinax argentata เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Nikolaus Joseph von Jacquin (1727-1817) นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาการแพทย์ , เคมีและพฤกษศาสตร์ ชาวเนเธอร์แลนด์ในปีพ.ศ.2346 และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Liberty Hyde Bailey (1858-1954) นักพฤกษศาสตร์ชาวอเมริกัน ในปี พ.ศ.2482
มีสองสายพันธุ์ย่อย (Subspecies) คือ
Coccothrinax argentata subsp. argentata
Coccothrinax argentata subsp. garberi (Chapm.) Zona, Franc.-Ort. & Jestrow

ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในฟลอริดาตอนใต้ เม็กซิโกตะวันออกเฉียงใต้ โคลัมเบียและหมู่เกาะเวสต์อินดีส พบในบาฮามาส แคริบเบียน คิวบา จาเมกา เติบโตตามพื้นที่โล่งและป่าเปิดมักอยู่บนเนินทรายและดินทรายที่มีหินปูนปกคลุมโดยปกติจะอยู่ใกล้กับชายฝั่ง แต่ในบางครั้งจะมีระดับความสูงมากกว่า 500 เมตร
ลักษณะ เป็นปาล์มต้นเดี่ยวขนาดเล็กแต่บางครั้งจะพัฒนาลำต้นหลาย ๆ ต้น สีเทา ข้อปล้องมองไม่เห็นเพราะหุ้มด้วยเส้นใยสีน้ำตาล สูงได้ 2-6 เมตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 20 ซม. มีใบ12-15ใบ ใบรูปพัด (palmate) สีเขียวน้ำเงินหรือเขียวอมฟ้าใต้ใบสีเงิน ช่อดอกออกระหว่างใบ (Interfoliar) ยาว70-90ซม. ตั้งตรงแตกแขนง 4-7กิ่ง ดอกสมบูรณ์เพศมีทั้งเพศผู้และเพศเมียในดอกเดียวกัน (hermaphrodite) ดอกไม้สีขาวหรือสีเหลืองอ่อนมีกลิ่นหอม ผลกลมขนาด 0.5ซม. ผลอ่อนสีเขียวและเปลี่ยนเป็นสีม่วงหรือดำเมื่อสุก
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งที่มีแดดจัด ชอบดินทรายชื้นที่มีอินทรีย์วัตถุ ระบายน้ำได้ดี ทนความแห้งแล้ง ปรับตัวง่าย ทนต่อการสัมผัสทางทะเล ทนอุณหภูมิต่ำสุดได้ถึง  0 องศา C อัตราการเติบโต ช้า เฉลี่ย 12 ซม. (4.7 นิ้ว) ต่อปี
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ เหมาะสำหรับปลูกเป็นไม้กระถาง ในช่วง 1-.5เมตร ต้นโตมากกว่านี้ค่อยย้ายปลูกลงดิน หรือลงสนาม กลางแจ้ง ปลูกเดี่ยว ๆหรือลงแปลงเป็นกลุ่ม
-อื่น ๆลำต้นใช้ในการก่อสร้าง ใบอ่อนและใบแก่ใช้มุง ในหมู่เกาะอินเดียตะวันตกใช้ทำตะกร้าหมวกและงานฝีมืออื่น ๆ ครั้งหนึ่งใบไม้มีความสำคัญในหมู่เกาะเคย์แมนสำหรับใช้บิดทำเชือก
ภัยคุกคาม---เนื่องจากถูกคุกคามที่อยู่อาศัยจากกิจกรรมการตัดไม้และการเพิ่มการตั้งถิ่นฐานและการเกษตร ทำให้จำนวนประชากรลดลงอย่างต่อเนื่อง ถูกจัดวางไว้ใน IUCN Red List ประเภท  'ใกล้สูญพันธุ์ขั้นวิกฤต'
สถานะการอนุรักษ์---CR- CRITICALLY ENDANGERED- IUCN Red List of Threatened Species 2001
ระยะออกดอก/ติดผล---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---ด้วยเมล็ด การเพาะเมล็ดปาล์มสะดือเหลืองเมื่อเก็บเมล็ดได้ให้รีบนำมาเพาะสดหากทิ้งไว้นาน  ความสามารถในการงอกจะเสื่อม ระยะเวลาในการงอก 6 สัปดาห์ขึ้นไป


38 ปาล์มมิรากัวม่า/Coccothrinax miraguama

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Coccothrinax miraguama (Kunth) Becc.(1907)
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Basionym: Corypha miraguama Kunth.(1816)
---Copernicia miraguama (Kunth) Kunth.(1841)
---Thrinax yuraguana A. Rich.(1850)
---Thrinax miraguama (Kunth) Mart.(1853)
ชื่อสามัญ---Miraguama palm
ชื่ออื่น-ปาล์มมิรากัวม่า;[CHINESE:Mi la gua yin lü.];[CUBA:Miraguano,Yuraguana.];[JAPANESE: Mi rā khu ma kyūba-san.]
ชื่อวงศ์---ARECACEAE (PALMAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกากลาง อเมริกาใต้
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลCoccothrinax จากคำภาษากรีก  'coccos' = 'berry'และ 'thrinax' = ชื่อของสกุล Thrinax
Coccothrinax miraguamaเป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย  Carl Sigismund Kunth (1788–1850) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน ได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Odoardo Beccari (1843–1920) นักพฤกษศาสตร์ชาวอิตาลีในปี พ.ศ. 2450
มี4สายพันธุ์ย่อย (subspecies)ที่ยอมรับ ได้แก่
C. miraguama subsp arenicola ปัจจุบันเป็น Coccothrinax acuminata
C. miraguama subsp. havanensis (León) Borhidi & O.Muñiz
C. miraguama subsp. miraguama autonym (ชื่อ infrageneric หรือไม่ระบุ ที่สร้างขึ้นโดยอัตโนมัติ)
C. miraguama subsp. roseocarpa (León) Borhidi & O.Muñiz

ที่อยู่อาศัย เป็นปาล์มเฉพาะถิ่นมีถิ่นกำเนิดในคิวบาและฮิสปาเนียลา พบได้บนเนินเขาและทุ่งหญ้าสะวันนาป่าเปิดบริเวณชายฝั่ง
ลักษณะ เป็นปาล์ม ต้นเดี่ยวไม่มีหนาม สูงได้ถึง 6 เมตร มีแผ่นใบเก่าที่ดูคล้ายเส้นใยเหมือนไฟเบอร์คลุมรอบคอยอด ในขณะที่ลำต้นจะเปลือยไม่มีใยหุ้ม สีเทา มีใบ20-30ใบ ใบรูปพัด(Palmate) ขอบใบจักเว้าลึกครึ่งใบขนาด1เมตร แผ่นใบหนาสีเขียวด้านบน พื้นผิวด้านล่างสีขาวเงิน ก้านใบยาว2เมตร ก้านช่อดอกออกระหว่างใบ(Interfoliar)ยาว 90 ซม แตกแขนงออกเป็น 2 กิ่ง มีกิ่งหลักได้ถึง 4 กิ่ง ดอกสมบูรณ์เพศมีทั้งเพศผู้และเพศเมียในดอกเดียวกัน (hermaphrodite)สีเหลืองครีม ผลค่อนข้างรีขนาด1ซม สีแดง เมื่อสุกสีแดงคล้ำเกือบดำ
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดเต็มถึงที่ร่มบางส่วน ชอบดินทรายชื้นที่มีอินทรีย์วัตถุ ระบายน้ำได้ดี สามารถปลูกได้ในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน สามารถทนต่อน้ำค้างแข็งได้เป็นครั้งคราวเมื่ออุณหภูมิลดลงต่ำถึง -3 ° c อัตราการเจริญเติบโต ช้ามาก
ศัตรูพืช/โรคพืช---Aleurotrachelus atratus (Palm-infesting whitefly = แมลงหวี่ขาวที่ทำลายปาล์ม), Raoiella indica (ไรแดง)
ใช้ประโยชน์---พืชมักจะถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นวัสดุมุงและทอเป็นต้นไม้ที่งามมาก บางครั้งก็ปลูกเป็นไม้ประดับ
-ใช้ปลูกประดับ เป็นปาล์มที่น่าสนใจมากแม้ว่าจะไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควรเนื่องจากมีอัตราการเติบโตที่ช้ามาก เหมาะสำหรับปลูกลงแปลงกลางแจ้ง เดี่ยวหรือเป็นกลุ่ม
-อื่น ๆใบใช้สำหรับมุงและทำสิ่งทอต่าง ๆ
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด เมล็ดสดสามารถงอกได้ใน 2-3 เดือน


40 มะพร้าวแคระ/Syagrus schizophylla

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Syagrus schizophylla (Mart.) Glassman.(1968)
ชื่อพ้อง---Has 8 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/    
---Basionym: Cocos schizophylla Mart.(1826)
ชื่อสามัญ---Arikury Palm
ชื่ออื่น---มะพร้าวแคระ ;[CHINESE: Lie ye jin shan kui.];[PORTUGUESE: Aricuri, Arikuriroba.];[SPANISH: Palmera de la reina.];[THAI: Ma phrao khrae.]
ชื่อวงศ์---ARECACEAE (PALMAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกาใต้; บราซิล อาร์เจนตินา โบลิเวีย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อระบุชนิดสายพันธุ์ 'Schizophylla'จากภาษากรีก 'schizo'  = แยกและ 'phyllon'  = ใบไม้ อ้างถึงใบไม้ที่มีใบแบ่ง
Syagrus schizophylla เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Friedrich Philipp von Martius (1794–1868) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Sidney Frederick Glassman (1919–2008) นักพฤกษศาสตร์และนักพิสูจน์วิทยาชาวอเมริกัน ในปี พ.ศ.2511

ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้ตั้งแต่บราซิลจนถึงอาร์เจนตินาและโบลิเวีย พบในพื้นที่ชายฝั่งทะเล
ลักษณะ เป็นปาล์มต้นเดี่ยวสูงประมาณ 3.5-4.5เมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 - 15 ซม ทางใบสีดำหุ้มลำต้น ดูเป็นพูเหลี่ยม ไม่มีคอยอด. มีใบ 8-25 ใบ ก้านใบบาง ยาวประมาณ 50-80 ซม.ส่วนใหญ่ที่ขอบมีหนามเป็นตะขอสีดำใกล้ฐานใบ ใบประกอบแบบขนนก (pinnate).ใบคล้ายมะพร้าวต้นเล็กๆ ใบย่อยสีเขียวเข้มหนาและแข็งเมื่อต้นสูงได้ 50 ซ.ม ก็เริ่มแทงช่อดอก ช่อดอกออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงระหว่างกาบใบ(Interfoliar)ช่อดอกยาวถึง 1-2.5 เมตร เป็นดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้น(monoecious) ดอกสีเหลือง ผลรูปทรงกลมรี ยาว 2-3 ซม. ผลอ่อนสีเขียว เมื่อสุกสีเหลืองส้มสดใส ผลคล้ายลูกมะพร้าวน้อย
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม--- ชอบตำแหน่งที่เปิดโล่ง แสงแดดจัดจนถึงรำไร (80-100%) ชอบดินปนทรายความชื้นสม่ำเสมอและมีการระบายน้ำได้ดี ปรับตัวได้กับดินที่หลากหลาย รวมทั้งดินเหนียวหนัก พืชมีความทนทานต่อไอเกลือและค่อนข้างทนลม ทนต่อความหนาวเย็นสามารถทนต่ออุณหภูมิได้ถึง - 4 องศาC อัตราการเจริญเติบโต ช้ามาก
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ผลไม้ที่กินได้นั้นรวบรวมจากป่าเพื่อการบริโภคในท้องถิ่น ผล- ใช้กินดิบ เนื้อเป็นเส้น ๆ ฉ่ำมีรสหวาน
-ใช้เป็นยา น้ำผลอ่อนใช้ในการรักษาโรคตา
-ใช้ปลูกประดับ ปาล์มชนิดนี้มีศักยภาพในการใช้ในสวนและปลูกในกระถาง ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ด้านภูมิทัศน์ในพื้นที่ชายฝั่ง ใช้ปลูกเป็นกลุ่มตั้งแต่สามต้นขึ้นไปในระดับความสูงที่แตกต่างกัน
ระยะออกดอก/ติดผล---เกือบตลอดปี
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด ใช้ระยะเวลาการงอก 2-4 เดือน


41 ปาล์มไพลิน/Chamaedorea metallica

ชื่อวิทยาศาสตร์---Chamaedorea metallica O.F.Cook ex H.E.Moore.(1966)
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---Metallica, Metallic palm, Miniature fish-tail palm, Miniature fishtail, Rabbit ears.
ชื่ออื่น---ปาล์มไพลิน ;[GERMAN: Metallische Bergpalme.];[FRENCH: Cocos.];[GERMAN: Metallische Bergpalme.];[SPANISH: Camedorea metálica, Palma bambú metálica, Palma brillosa.];[PORTUGUESE: Palmeirinha-metálica.];[THAI: Paam phai-lin.]
ชื่อวงศ์---ARECACEAE (PALMAE)
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---เม็กซิโก กัวเตมาลา เม็กซิโก เบลีซ
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล “Chamaedorea” จากภาษากรีกโบราณχαμαί (chamai)หมายถึง "บนพื้นดิน" และδωρεά (dorea)หมายถึง "ของขวัญ" โดยอ้างอิงถึงผลไม้ที่ที่อยู่ในระดับต่ำสามารถเก็บได้ง่าย;ชื่อสายพันธุ์ 'metallica' หมายถึงเงาสีเขียวแกมน้ำเงินของใบไม้
Chamaedorea metallica เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Orator Fuller Cook (1867–1949) นักพฤกษศาสตร์และนักกีฏวิทยาชาวอเมริกัน จากอดีต Harold Emery Moore (1917–1980) นักพฤกษศาสตร์ชาวอเมริกัน ในปี พ.ศ. 2509

ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในเม็กซิโกตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติในป่าเปียกหนาแน่นตามแนวเขาหินปูนในมหาสมุทรแอตแลนติกที่ระดับความสูง 50-600 เมตร จากระดับน้ำทะเลและป่าฝนที่ราบต่ำในเวรากรูซและโออาซากาเม็กซิโก
ลักษณะ เป็นปาล์มต้นเดี่ยวขนาดเล็ก สูงได้ 1.2- 1.5 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น1.3-1.5 ซม. ลำต้นตรง เรียวเล็กสีเขียวเข้มมีจุดสีขาวเล็กน้อยแต่ชัดเจน ข้อโดดเด่น ปล้องยาว 1.5-2.5 ซม. รากที่แปลกประหลาดมักปรากฏที่โคน ใบมี10-15ใบ ใบเดี่ยวรูปหางปลา(Bifid) ขนาดของใบ กว้าง 25-40 ซม. ยาว 30-70 ซม.แผ่นใบหนาแข็งสีเขียวเข้มเป็นมันวาว ท้องใบเคลือบสีนวลตอง ช่อดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น (dioecious) ยาว30-45ซม.ช่อดอกเรียงตามใบแต่มักเป็นกิ่งก้านในผล ก้านช่อดอกยาวตั้งแต่ 10-25 ซม. ขึ้นไป สีซีดหรือเขียว ใบประดับ 3-4 ใบ ช่อดอกเพศเมียมีลักษณะเป็นก้านสีส้ม (หรือม่วงแดง) พร้อมดอกสีส้ม ผลกลมรีสีดำขนาดเล็กรูปไข่ยาวประมาณ 13 มม. และเส้นผ่านศูนย์กลาง 8 มม.
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม--- ปลูกในร่มรำไรหรือแสงแดดปานกลาง หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรง ชอบดินร่วนที่อุดมด้วยซากพืช แต่สามารถปรับให้เข้ากับดินเหนียวและดินทรายได้ ทนต่อดินหินปูนที่เป็นด่าง ต้องมีการระบายน้ำที่ดี ชอบน้ำมากแต่ไม่ชอบน้ำแฉะหรือแช่ในน้ำ สามารถทนต่ออุณหภูมิได้ถึง -2 ° C โดยไม่ทำลายใบ การเจริญเติบโตช้า อายุการใช้งาน 5-15 ปีในบ้าน
ศัตรูพืช/โรคพืช---Aleurotrachelus atratus (Palm-infesting whitefly = แมลงหวี่ขาวรบกวนปาล์ม), หอยทาก
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ ปัจจุบัน C. metallica ค่อนข้างแพร่หลายในการเพาะปลูกและปรากฏในสวนและคอลเลคชันในยุโรป ออสเตรเลียตะวันออก ฮาวาย แคลิฟอร์เนีย ฟลอริดา อเมริกากลางและที่อื่น ๆ เมล็ดพันธุ์ได้รับการจัดการในเชิงพาณิชย์จากพืชทั้งในป่าและที่ปลูกในเม็กซิโกและกระจายไปทั่วโลก เป็นปาล์มขนาดเล็กที่สวยที่สุดต้นหนึ่ง ทนทานและปลูกค่อนข้างง่าย ทนต่อแสงน้อยได้ดีมาก เหมาะสำหรับปลูกประดับเป็นไม้กระถาง หรือปลูกในภาชนะ อย่าใช้กระถางที่มีขนาดใหญ่เกินไปเนื่องจากจะเติบโตได้ดีกว่าหากใช้กระถางขนาดเล็ก ใช้ปลูกประดับตกแต่งภายในอาคาร บ้านเรือน
ระยะออกดอก/ติดผล---ฤดูร้อน
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด เมล็ดจะงอกได้ง่ายที่สุดหากปลูกภายใน 4-6 สัปดาห์หลังจากผลสุก


42 เต่าร้างยักษ์ดอยภูคา/Caryota obtusa


ชื่อวิทยาศาสตร์--Caryota obtusa Griff.(1845)
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms    
---Caryota rumphiana var. indica Becc.(1877)
---Caryota obtusidentata Griff.(1850)
---Caryota gigas Hanh ex Hodel.[Invalid](1998)
ชื่อสามัญ---Mountain fishtail, Giant fishtail, Thai Giant Caryota, Black trunk palm,
ชื่ออื่น---เต่าร้างยักษ์ดอยภูคา ;[CHINESE: Dong Zong.];[INDIA: Bura suwar.];[THAI: Tao rang yak, tao rang yak Nan, Tao rang yak Doi Phukha.]
ชื่อวงศ์---ARECACEAE (PALMAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน อินเดีย พม่า ลาว ไทย เวียตนาม
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลเป็นภาษาละตินมาจากรากศัพท์ภาษากรีก 'caryota, ae' = ผลปาล์ม : ชื่อสายพันธุ์ 'obtusa' คือคำคุณศัพท์ภาษาละติน 'obtusus, a, um' = ทื่อ,ป้าน อ้างอิงถึงฟันเอียงของปลายใบปลิว
Caryota obtusa เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย William Griffith (1810–1845) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ ในปี พ.ศ.2388

สถานที่ : อุทยานแห่งชาติดอยภูคา จ.น่าน

ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในจีน(ยูนนาน) อินเดีย(อรุณาจัลประเทศ, อัสสัม,มณีปุระ) พม่า ไทย ลาว เวียตนาม พบที่ระดับความสูง1400-1800เมตร ในประเทศไทยเป็นพืชเฉพาะถิ่นที่หายากและใกล้สูญพันธุ์ชนิดหนึ่ง ในประเทศไทยพบเพียงแห่งเดียวคือ ที่ดอยภูคา จังหวัดน่าน ในป่าดิบเขาที่มีความสูง 1,500-1,700 เมตรที่มีเมฆหมอกปกคลุมตลอดทั้งปี จัดเป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่มีกำเนิดมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ร่วมสมัยเดียวกับไดโนเสาร์ ที่ยังคงดำรงเผ่าพันธุ์มาจนถึงปัจจุบัน
ลักษณะ เป็นปาล์มต้นเดี่ยวไม่แตกกอเหมือนตระกูลเต่าร้างทั่วไป ลำต้นเป็นรูปทรงกระบอกเท่ากันตลอด ในการเพาะปลูกสูง10-15เมตรขึ้นไปส่วนในธรรมชาติสูงมากกว่า30 เมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลาง50-80ซม.ลำต้นสีเทาซีดตามรอยแผลเป็นทางใบระยะห่าง20-30ซม.ของใบที่ร่วงและปกคลุมด้วยขนสีดำบางๆด้านบน มีกาบหุ้มคอยอดหนาแน่น ก้านใบยาว1-2 เมตร ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น(Bipinnate)แผ่กางรูปสามเหลี่ยม ยาว4-6เมตรกว้างมากกว่า3เมตร สีเขียวเข้มเป็นมัน มีใบย่อยหลัก18-22คู่ ใบย่อยรอง 20-27คู่ บนทางใบ ใบย่อยยาวได้ถึง 3เมตร ลักษณะของใบย่อยคล้ายครีบหรือหางปลา เวลาลมพัดใบโบกสะบัดดูงดงามยิ่ง ช่อดอกออกระหว่างใบ (Interfoliar) ช่อดอกยาว3-6 เมตรดอกแยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน (monoecious)มีดอกสีเหลืองจัดเรียงเป็นกลุ่มสามดอก ดอกเพศเมียอยู่ระหว่างดอกเพศผู้สองดอก ผลกลมสีแดงเมื่อสุกขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง2.5-3.5 ซม.มีเมล็ด1-2เมล็ด นี่คือสายพันธุ์ monocarpic เมื่อต้นโตเต็มที่จะออกผลจากด้านยอดลงมาหาโคนและเมื่อผลสุดท้ายของช่อดอกด้านล่างเจริญเติบโตลำต้นแม่ก็จะตาย  
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงมาก แต่ก็สามารถปรับตัวให้เข้ากับบรรยากาศภายในร่มที่มีแสงน้อยได้ ดินเป็นกรดเล็กน้อยถึงเป็นด่างเล็กน้อย มีการระบายน้ำดีและมีความชื้นในดินสม่ำเสมอ ทนอุณหภูมิต่ำสุดได้ถึง-3 องศาC อายุอยู่ได้15-20ปี
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ จัดเป็นปาล์มชนิดหนึ่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกไม่เหมาะกับสวนขนาดเล็กหรือขนาดกลาง เหมาะปลูกลงแปลงกลางแจ้ง เป็นกลุ่มในที่กว้าง หรือปลูกเป็นแถวเดี่ยวโชว์ทางใบใหญ่ที่แผ่กางอย่างสวยงาม
-ใช้กิน หัวใจปาล์มกินเป็นผัก ลำต้นอุดมด้วยแป้งถูกนำมาใช้เป็นอาหารในบางพื้นที่ โดยตัดต้นก่อนออกดอกส่งผลให้ประชากรในธรรมชาติลดลง
รู้จักอันตราย---ผลไม้มีคริสตัลออกซาเลตซึ่งเป็นสารระคายเคืองต่อดวงตาและผิวหนัง
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ใช้ระยะเวลาในการงอก 1-3 เดือน


43 ปาล์มหงส์เหิน/Copernicia baileyana

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Copernicia baileyana Leon.1931
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms    
---Copernicia baileyana var.Copernicia baileyana var. laciniosa León.1936
---Copernicia baileyana f. bifida León.1936
ชื่อสามัญ ---Yarey, Yarey Hembra, Yareyon, Bailey Palm, Bailey's Fan Palm, Yarey Palm, Giant Yarey Palm,
ชื่ออื่น ---ปาล์มหงส์เหิร ;[CHINESE: Bei li la zong.];[CUBA: Yarey, Yarey hembra, Yareyon.];[FRENCH: Copernice de Bailey.];[PORTUGUESE: Carnauba-de-Bailey.];[SPANISH: Yarey.];[THAI: Paam hong heon.]
ชื่อวงศ์ ---ARECACEAE(PALMAE)
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---แคริบเบียน - คิวบา ปารากวัย บราซิลและอาร์เจนตินา
นิรุกติศาสตร์---ขื่อสกุล Copernicia เป็นเกียรติแก่นักดาราศาสตร์ชาวโปแลนด์ Nicolaus Copernicus (1473-1573) ; ชื่อสายพันธุ์ 'baileyana'เป็นเกียรติแก่ Liberty Hyde Bailey (1858-1954)นักพืชสวนและนักพฤกษศาสตร์ชาวอเมริกัน
Copernicia baileyana เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Hermano León (พ.ศ. 2414-2598) นักพฤกษศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้องอกวิทยาชาวคิวบา-ฝรั่งเศส ในปี พ.ศ.2474 

ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในทุ่งหญ้าสะวันนาและป่าไม้แห้งของ คิวบา ปารากวัย บราซิลและอาร์เจนตินา
ลักษณะ เป็นปาล์มต้นเดี่ยว สูงได้ถึง 15-20 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 40-60 ซ.ม. ลำต้นหนาและแข็งแรง มีช่องระบายอากาศเล็กน้อยมีสีเทาขาว ใบแผ่กางกลม1.5-2 เมตร ใต้ใบมีนวลมีความมันวาวหรือเกือบจะเหมือนขี้ผึ้ง ก้านใบยาว1.2เมตร มีหนามที่ขอบ ช่อดอกออกระหว่างใบ(Interfoliar)ขยายออกไปนอกใบยาวได้ถึง 3 เมตรแตกกิ่งก้านมาก ดอกสมบูรณ์เพศมีทั้งเพศผู้และเพศเมียในดอกเดียวกัน (hermaphrodite)สีเหลือง ผลสีน้ำตาลเข้มถึงเกือบดำขนาด 1.8-2.3 ซม เส้นผ่านศูนย์กลาง 1.8-2 ซม.มีเมล็ดเดียวขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง1.2ซม.
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดเต็มที่ แต่สามารถทนต่อร่มเงาบางส่วนได้ สามารถเติบโตได้ในดินที่ไม่ดีและอยู่ภายใต้สภาพแห้งแล้ง ชอบดินที่เป็นด่างมากกว่าเป็นกลาง ทนน้ำท่วมระยะสั้น พืชสามารถทนต่อน้ำค้างแข็งได้เป็นครั้งคราวโดยมีอุณหภูมิลดลงต่ำถึง -2 ° c อัตราการเติบโตช้าถึงปานกลาง ระบบรากของพันธุ์นี้มีความอ่อนไหวมากและยากมากที่จะขุดและย้ายไปปลูกที่อื่นได้สำเร็จ
ใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นแหล่งวัสดุสำหรับมุงและทอ
-ใช้ปลูกประดับ เหมาะที่สุดสำหรับเขตร้อนหรือเขตร้อนชื้นเป็นสายพันธุ์ที่สวยงามโดดเด่น รูปลักษณ์และความสูงที่ดูเรียบร้อยมาก ใช้เพื่อเน้นภูมิทัศน์ริมทางหลางและสวนสาธารณะหรือสวนขนาดใหญ่ การปลูกเลี้ยงในภาชนะเป็นไปได้แต่อัตราการเติบโตจะช้าลง ปาล์มนี้มีราคาแพงเป็นที่ชื่นชมของคนทั่วไป
-อื่น ๆใบมีชั้นบาง ๆ เป็นขี้ผึ้ง ในบางชนิด ขี้ผึ้งมีความหนาพอที่จะสกัดได้ ; ใบใช้สำหรับทอหมวก ตะกร้าและสิ่งของอื่น ๆในงานหัตถกรรม นอกจากนี้ใบยังใช้สำหรับมุงที่พักอาศัยในชนบท
ภัยคุกคาม---ไม่มีภัยคุกคามที่น่าเป็นห่วง ถูกจัดไว้ใน IUCN Red List ประเภท 'ความกังวลน้อยที่สุด' (ไม่น่าจะสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้)

สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species (2011)
ขยายพันธุ์---เมล็ด งอกง่าย แต่ต้นอ่อนโตช้าใช้เวลาหลายปี เมล็ดใช้เวลาในการงอก 1-3 เดือน


44 ช้างไห้/Borassodendron machadonis

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Borassodendron machadonis (Ridl.) Becc.1914
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms    
---Borassus machadonis Ridl.1905
ชื่อสามัญ---Machado's Palm
ชื่ออื่น---ช้างไห้ ช้างร้องไห้ ตะแหนด, แหนด (ภาคใต้) ;[FRENCH : Borassodendron.];[MALAY: Bindang.];[THAI: Chang hai, Chang rong hai.]
ชื่อวงศ์---ARECACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พม่า ไทย มาเลเซีย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Borassodendron คือการรวมกันของชื่อสกุล 'Borassus'และคำกรีก 'dendron'= ต้นไม้ อ้างอิงถึงคล้ายคลึงกันระหว่างสองสกุล ; ชื่อของสายพันธุ์ 'machadonis'เป็นเกียรติแก่ผู้ค้นพบ Alfred Dent Machado (Died - 1910) นักสะสมพืชจ้าหน้าที่ของสวนพฤกษศาสตร์ สิงคโปร์ (1902-1903)
Borassodendron machadonis เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยHenry Nicholas Ridley (1855–1956) นักพฤกษศาสตร์และนักธรณีวิทยาชาวอังกฤษและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Odoardo Beccari (1843–1920) นักพฤกษศาสตร์ชาวอิตาลี ในปี พ.ศ.2457

ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย (คาบสมุทรตะวันตกเฉียงใต้) และอาจเป็นพม่า (Tanintharyi) และในคาบสมุทรมาเลเซีย ในป่าฝนที่ราบต่ำที่ระดับความสูง500 700 เมตร
ลักษณะเป็นปาล์มต้นเดี่ยว ลำต้นขนาดใหญ่ สูงประมาณ 20 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 20-30 ซม. ลำต้นตรงมีข้อปล้องถี่ พุ่มใบใหญ่และหนาแน่น ใบรูปพัด(palmate) ฉีกลึกเกือบถึงกลางใบ ปลายใบค้อมคุ่มลง ขนาดใบ3-3.5เมตร ทางใบขนาดใหญ่ทั้งสองข้างยกเหมือนกาบหอยคมมากยาว3-4เมตร ใบสีเขียวเข้มมันวาวทั้งสองด้าน ข่อดอกแยกเพศอยู่คนละต้น (Dioecious) ช่อดอกออกระหว่างใบ (Interfoliar) ออกแบบช่อเชิงลด ช่อดอกเพศผู้ยาวถึง 2 เมตร. มีกิ่งก้านดอกหนา 15-20 กิ่ง กิ่งยาวประมาณ35 ซม.ดอกมีกลีบดอกยาว 0.9 ซม.ช่อดอกเพศเมียไม่มีกิ่ง ยาวประมาณ 40 ซม.มีดอกย่อยล้อมรอบด้วยกาบใบรูปไข่ 2ใบ ดอกสีขาวอมชมพูกลิ่นหอม ผลกลมขนาดใหญ่ผิวเรียบ สีม่วงเขียวแล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำเมื่อแก่ ขนาดผล 8-16ซม. ผนังผลชั้นกลางหนาเป็นเส้นใย ผนังชั้นในแข็งมีริ้ว มีเมล็ด 3 เมล็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เติบโตในเขตอากาศร้อนและกึ่งเขตร้อน ชอบแสงแดดจัดปรับตัวได้ดีกับแสงแดดเต็มวันหรือครึ่งวัน ถึงแม้ตันยังเล็กอยู่ก็ไม่ต้องเลี้ยงกล้าในที่ร่ม ต้องการดินที่อุดมด้วยสารอาหารและรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ การระบายน้ำดี อาจต้านทานความแห้งแล้งในช่วงสั้น ๆ ได้ อุณหภูมิต่ำสุดที่ยอมรับได้คือ -0 °C หรือน้อยกว่านั้น ในช่วงเวลาสั้นๆ ช่วงปีแรกๆจะโตช้าหลังจากนั้นระยะหนึ่งจะเจริญเติบโตเร็ว     
ศัตรูพืช/โรคพืช---ค่อนข้างมีความต้านทานต่อศัตรูพืช แต่อาจต้องได้รับการใส่ปุ๋ยเป็นประจำเพื่อป้องกันใบเหลืองที่เกิดจากการขาดโพแทสเซียม
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน พืชที่รวบรวมมาจากป่าในท้องถิ่นเพื่อใช้เป็นอาหาร ยอด - ปรุงสุกกินเป็นผัก ผลไม้กินได้
-ใช้ปลูกประดับ ช้างไห้เป็นหนึ่งในปาล์มที่ได้รับการชื่นชมมากที่สุดเสมอ เป็นปาล์มที่มีคุณค่าเป็นไม้ประดับและปาล์มภูมิทัศน์ที่น่าประทับใจที่สุด เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการจัดวางในพื้นที่กว้าง ๆในสวนสาธารณะและสวนที่กว้างมาก ใช้เป็นปลูกเดี่ยว ๆหรือเป็นกลุ่ม
-อื่น ๆการใช้งานแบบดั้งเดิม ใบขนาดใหญ่มักใช้สำหรับมุง
ภัยคุกคาม---เนื่องจากต้นไม้ถูกคุกคามจากการสูญเสียที่อยู่อาศัยจากกิจกรรมการตัดไม้และการเพิ่มการตั้งถิ่นฐานและการเกษตร ทำให้จำนวนประชากรลดลงอย่างต่อเนื่อง ถูกจัดวางไว้ใน IUCN Red List เป็นประเภท 'อ่อนแอ' มีความเสี่ยงสูงต่อการสูญพันธุ์ในธรรมชาติในอนาคตอันใกล้
สถานะการอนุรักษ์---VU- VULNERABLE -  IUCN. Red List of Threatened Species  2011
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ใช้เวลาในการงอก 2-4 เดือน


45 ลานกบินทร์/Corypha lecomtei

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Corypha lecomtei Becc. ex Lecomte.(1917)
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---Lan palm, Thai talipot palm, Indochinese fan palm
ชื่ออื่น---ลานกบินทร์ ลานป่า ลานราชบุรี ;[ARABIC: Kwrifa likumtay.];[KHMER: Dram, Satnlan, Khjeh.];[THAI: Bai lan, Laan, Laan-ka-bin, Laan paa.];[VIETNAM: La-buon,La-buong.]
ชื่อวงศ์---ARECACEAE
ถิ่นกำเนิด---กัมพูชา ไทย เวียตนาม
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Corypha มาจากภาษากรีก 'coryphe' =ยอด ด้านบน ซึ่งมีการอ้างอิงถึงช่อดอกขนาดใหญ่ ; ชื่อระบุชนิดสายพันธุ์ 'lecomtei'เป็นเกียรติแก่นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศส Paul Henry Lecomte (1856–1934)
Corypha lecomtei เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Odoardo Beccari (1843–1920) นักพฤกษศาสตร์ชาวอิตาลี จากอดีต Paul Henry Lecomte (1856–1934) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ในปี พ.ศ.2460

ที่อยู่อาศัย เป็นพืชเฉพาะถิ่นในกัมพูชา ลาว ไทย (ตะวันออกตะวันออกเฉียงใต้) และเวียดนาม (ภาคใต้)เติบโตบนดินหนัก ในที่โล่งริมลำธาร พื้นที่ลุ่มที่มีน้ำท่วมขังที่ระดับความสูงประมาณ 600 เมตร
ลักษณะ เป็นปาล์มต้นเดี่ยว สูงถึง 6 เมตร ลำต้นตรงไม่แตกกิ่งมีกาบใบเรียงซ้อนหุ้มรอบลำต้น เส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 70 ซม. ใบมีขนาดใหญ่ มีก้านใบยาว2-3เมตรสีเขียวขอบดำ ใบรูปพัด (Costapalmate)ค่อนข้างกลม เรียงเวียนรอบต้น มีเส้นใบแผ่ออกจากจุดเดียวของก้านใบ ช่อดอกออกระหว่างใบ (Interfoliar)ดอกออกเป็นช่อตั้งตรง แยกแขนงขนาดใหญ่ที่ยอดยาวได้ถึง10 เมตร บนก้านช่อดอกยาว 2 เมตร มีดอกสมบูรณ์เพศ (hermaphroditic) เล็กๆสีขาวเรียงชิดแน่นเป็นจำนวนมาก ผลมีลักษณะทรงกลมยาว7-8ซม.สีน้ำตาลมีเมล็ดเดียว สายพันธุ์ เป็น Monocarpic ออกดอกเพียงครั้งเดียว เมื่อออกดอกมีผลแล้วต้นจะตาย ดอกจะเกิดขึ้นเมื่อต้นไม้มีอายุระหว่างอายุ 40 และอายุ- 60 ปี
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบแสงแดดจัด เติบโตได้ง่ายและปรับตัวได้ดีกับดินที่ชื้น แต่มีการระบายน้ำได้ดีสามารถปรับสภาพดิน pH เป็นกลางได้ในดินหลายชนิด ทนอุณหภูมิต่ำสุดได้ถึง -2 องศา C ทนต่อสภาพอากาศที่เย็นกว่า Corypha อื่น ๆ และนอกเหนือจากเขตร้อนแล้ว มันยังเติบโตได้ในที่ที่มีอากาศอบอุ่นบางแห่ง
ใช้ประโยชน์---คนในท้องถิ่นมีการใช้ปาล์มชนิดนี้อย่างหลากหลาย ใช้เป็นอาหาร ยารักษาโรคและเป็นแหล่งวัตถุดิบในการผลิตสินค้าอื่น ๆ -ใช้กิน ผลกินสดหรือเชื่อม เนื้อในเมล็ดรับประทานได้น้ำหวานจากดอกทำน้ำเชื่อมหรือเคี่ยวทำน้ำตาลปี๊บ
-ใช้เป็นยา ใบลานเผาไฟใช้เป็นยาดับพิษ แก้อักเสบ รากใช้ฝนแก้ร้อน ขับเหงื่อ
-อื่น ๆ การใช้งานแบบดั้งเดิม ต้นปาล์มนี้มีความสำคัญอย่างมากในชีวิตของประชากรในท้องถิ่นมาก่อน พระคัมภีร์ไทยโบราณที่เขียนด้วยมือโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับพระธรรมคือทำลงบนใบที่อ่อนแห้ง งานเขียนดังกล่าวอาจอยู่ได้นานหลายศตวรรษโดยไม่เน่าเสียดังที่ปรากฏในต้นฉบับหลายฉบับที่มาถึงเรา ใบถูกตัดเมื่อยังปิดอยู่และเตรียมตามขั้นตอนที่แน่นอนก่อนนำไปใช้เขียน -เส้นใยที่ได้จากก้านใบยาวถูกนำมาใช้ในการประดิษฐ์ใบเรือ เชือก หมวก ตะกร้าและสิ่งของอื่น ๆ อีกมากมายที่ใช้กันทั่วไป -ใบขนาดใหญ่ทำหน้าที่เป็นที่กำบังกระท่อมและที่พักพิงชั่วคราว
ระยะเวลาออกดอก----เดือนกันยายน-มิถุนายน
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด


46 ลานวัด/Corypha umbraculifera

ชื่อวิทยาศาสตร์---Corypha umbraculifera L.(1753)
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Bessia sanguinolenta Raf.(1838)
---Corypha guineensis L.(1767)
ชื่อสามัญ---Mountain palm, Lontar palm, Talipot palm, Talipot
ชื่ออื่น ---ลานใหญ่, ลานเหนือ ;[ARABIC: Kurifa mazaliya.];[BENGALI: Tali.];[CHINESE: Bèi yè zōng, San xing xing li ye ye zi.];[DUTCH: Parasolwaaierpalm.];[FRENCH: Palmier talipot.];[GERMAN: Talipotpalme.];[HINDI: Bajarbattu, Bajar-battu ];[HUNGARIAN: Indiai üstököspálma, Indiai ernyőpálma.];[ITALIAN: Palma talipot.];[JAPANESE: Kouribayashi.];[LITHUANIAN: Skėtinė korifa.];[MALAYALAM: Kudapana, Talippana.];[POLISH: Wachlarzowiec właściwy.];[PORTUGUESE: Palmeira-das-Bermudas.];[RUSSIAN: Korifa zontonosnaya, Talipotovaya palma.];[SANSKRIT: Alpayushi.];[SPANISH: Palma de Ceilán.];[SWEDISH: Talipotpalm.];[TAMIL: Tālip paṉai, Kodaipannai];[TELUGU: Sritalam.];[THAI: Laan wat, Laan yai, Laan nuea.].
ชื่อวงศ์---ARECACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย ศรีลังกา หมู่เกาะอันดามัน จีน พม่า ไทย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Corypha มาจากภาษากรีก 'coryphe' =ยอด ด้านบน ซึ่งมีการอ้างอิงถึงช่อดอกขนาดใหญ่ ; ชื่อระบุชนิดของสายพันธุ์ 'umbraculifera' คือการรวมกันของคำในภาษาละติน 'umbraculum ' =สถานที่ร่มรื่นและ'fero' = เพื่อนำเสนอ โดยอาจอ้างอิงถึงใบไม้ขนาดใหญ่
Corypha umbraculifera เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Linnaeus (1707–1778) นักชีววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดน ในปี พ.ศ. 2396

ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในอินเดียตะวันออกและตอนใต้ (กรณาฏกะและชายฝั่ง Malabar ของ Kerala )และศรีลังกา นอกจากนี้ยังมีการเพาะปลูกในประเทศกัมพูชา ,พม่า ,จีน ,ไทยและหมู่เกาะอันดามัน เติบโตในพื้นที่ต่ำของป่าชื้นมักอยู่ใกล้ทะเลและในพื้นที่ที่มีการรบกวนที่ระดับความสูงต่ำกว่า 600 เมตร
ลักษณะ เป็นปาล์มต้นเดี่ยวสูงได้ถึง 35 เมตร มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 80-150 ซม.  เป็นหนึ่งในปาล์มที่ใหญ่ที่สุดในโลก ลักษณะใบ รูปพัด(Costapalmate)แกนโค้ง ขอบใบจักเว้าลึกเกือบถึงครึ่งใบ แผ่กว้าง 2 เมตร ก้านใบยาว 2 เมตร มีหนามแหลมที่ขอบก้านสีน้ำตาลเข้ม ช่อดอกออกระหว่างใบ (Interfoliar) -ช่อดอกตั้งสูง 6-8 เมตร ดอกสมบูรณ์เพศ (hermaphroditic) สีขาวครีม ในช่อดอกหนึ่งจะมีดอกลานอยู่เป็นจำนวนมากเป็นล้าน ๆ ดอก โดยดอกจะมีสีเหลืองอ่อนและมีกลิ่นหอม ติดผลหลายพันผล ผลค่อนข้างกลมขนาด 3-4 ซม.มีเมล็ดเดียวสีเขียวอมเทา ต้นลานจะออกดอกที่ยอดเพียงครั้งเดียว ในช่วงอายุ 30-80 ปี ตั้งแต่ดอกบานจนกว่าผลจะสุกใช้เวลา1ปี หลังจากติดผลแล้วก็ตาย
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งที่มีแสงแดดจัด ชอบดินที่ชื้น แต่ระบายน้ำได้ดี สามารถปรับให้เข้ากับสภาพดิน pH เป็นกลางได้หลายชนิด ทนทานต่อความแห้งแล้ง พืชสามารถทนต่อน้ำค้างแข็งได้เป็นครั้งคราวโดยมีอุณหภูมิลดลงต่ำถึง -2 ° c อัตราการเจริญเติบโต เป็นปาล์มที่โตช้ามาก
ใช้ประโยชน์-ในท้องถิ่นมีการใช้ปาล์มชนิดนี้อย่างหลากหลายใช้เป็นอาหาร ยารักษาโรคและเป็นแหล่งวัตถุดิบในการผลิตสินค้าอื่น ๆ
-ใช้กิน ผลกินสดหรือเชื่อม เนื้อในเมล็ดรับประทานได้น้ำหวานจากดอกทำน้ำเชื่อมหรือเคี่ยวทำน้ำตาลปี๊บ
-ใช้เป็นยา น้ำคั้นจากรากใช้รักษาอาการท้องร่วง ยาต้มลำต้นอ่อนใช้สำหรับรักษาโรคไขข้อ ต้นใช้เป็นยาแก้พิษต่าง ๆ
-ใช้ปลูกประดับ มีการปลูกกันอย่างแพร่หลายในฐานะไม้ประดับในเขตร้อน รูปลักษณ์และความสูงที่เป็นระเบียบทำให้สมบูรณ์แบบสำหรับใช้เน้นภูมิทัศน์ใกล้ทางหลวง สวนสาธารณะหรือสวนขนาดใหญ่ พืชชนิดนี้ยังนิยมปลูกเป็นต้นไม้ในวัดในอินเดีย ศรีลังกา จีน
-อื่น ๆ การใช้งานแบบดั้งเดิม ต้นปาล์มนี้มีความสำคัญอย่างมากในชีวิตของประชากรในท้องถิ่นมาก่อน พระคัมภีร์ไทยโบราณที่เขียนด้วยมือโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับพระธรรมคือทำลงบนใบที่อ่อนแห้ง งานเขียนดังกล่าวอาจอยู่ได้นานหลายศตวรรษโดยไม่เน่าเสียดังที่ปรากฏในต้นฉบับหลายฉบับที่มาถึงเรา ใบถูกตัดเมื่อยังปิดอยู่และเตรียมตามขั้นตอนที่แน่นอนก่อนนำไปใช้เขียน; เส้นใยที่ได้จากก้านใบยาวถูกนำมาใช้ในการประดิษฐ์ใบเรือ เชือก หมวก ตะกร้าและสิ่งของอื่น ๆ อีกมากมายที่ใช้กันทั่วไป; ใบขนาดใหญ่ทำหน้าที่เป็นที่กำบังกระท่อมและที่พักพิงชั่วคราว-ลูกลานเมื่อนำมาทุบทั้งเปลือกแล้วโยนลงน้ำใช้เบื่อปลา (แต่ไม่ถึงตาย); เมล็ดมีความแข็งเหมือนงาช้างใช้ทำลูกปัด กระดุม เครื่องประดับ ฯลฯ
สำคัญ---เป็นต้นไม้ประจำชาติของศรีลังกา
ภัยคุกคาม---เนื่องจากพื้นฐานข้อมูลไม่เพียงพอ ข้อมูลที่มีอยู่ไม่เพียงพอสำหรับการประเมินความเสี่ยงของการสูญพันธุ์ ถูกจัดวางไว้ใน IUCN  Red List ประเภท 'ข้อมูลไม่เพียงพอ'
สถานะการอนุรักษ์---DD -Data Deficient- - IUCN  Red List of Threatened Species 1998
ระยะออกดอก/ติดผล---เดือนพฤษภาคม-เดือนมิถุนายน
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด เมล็ดสดใช้เวลาในการงอก 1-8 เดือน


47 ลานพรุ/Corypha utan

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Corypha utan Lam.(1786)
ชื่อพ้อง---Has 14 Synonyms. See all The Plant List. http://www.theplantlist.org/   
ชื่อสามัญ---Kennedy Palm, Gebang palm, Gehang palm, Ebang Palm, Buri palm
ชื่ออื่น---ลานพรุ ลานใต้ ;[CHINESE: Gao xing li ye ye zi.];[GERMAN: Buri-Schopfpalme, Buripalme.];[INDONESIA: Gebang, Gabang, Gewang, Gawang, Lontar utan, Pucuk, Ibus, La buong.];[MALAY: Gebang ibus.];[MYANMAR: Loutar.];[PHILIPPINES: Buli, Ibus (Tag.); Bagatai, Taktak (Is.); Buri, Silag.];[SPANISH: Gebang, Palma talipot (as C. elata in El Salvador).];[THAI: Laan, Laan-phru, Laan Tai.];[VIETNAM: Lá buông cao.]
ชื่อวงศ์---ARECACEAE (PALMAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเชีย
เขตกระจายพันธุ์---หมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงออสเตรเลีย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Corypha มาจากภาษากรีก 'coryphe' =ยอด ด้านบน ซึ่งมีการอ้างอิงถึงช่อดอกขนาดใหญ่ ; ชื่อของสายพันธุ์ยังไม่ได้รับการชี้แจงใด ๆโดยผู้เขียน แต่ในกรณีใด ๆหมายถึงชื่อท้องถิ่น ' lontar-utan' รายงานโดย Rumphius (California 1672-1702) ใน 'Herbarium amboinense)
Corypha utan เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Jean-Baptiste Lamarck (1744–1829) นักพฤกษศาสตร์และนักสัตววิทยาชาวฝรั่งเศส ในปี พ.ศ.2329

ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ; อินเดีย มาเลเซีย ภูมิภาคอินโดจีน ฟิลิปปินส์ ; ออสเตรเลีย ต้นปาล์มชนิดนี้เติบโตกระจายในที่ราบลุ่มจนถึงระดับความสูงประมาณ 300 เมตรจากระดับน้ำทะเล ในประเทศไทยมีการกระจายพันธุ์ ในธรรมชาติพบมากทางภาคใต้ที่ จังหวัดกระบี่ พังงา นครศรีธรรมราช สงขลาและกระจายขึ้นมาถึงราชบุรี พบในนา ที่ราบลุ่มและบริเณเชิงเขา
ลักษณะ เป็นปาล์มต้นเดี่ยวสูงได้ถึง10- 30 เมตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น40-60 ซ.ม.ใบรูปพัด(Costapalmate)แกนโค้ง ขอบใบจักเว้าลึกเกือบถึงครึ่งใบ แผ่กว้าง 2-4 เมตร ก้านใบยาว 2.5 เมตร มีหนามแหลมยาว2.5ซม.ที่ขอบก้านสีน้ำตาลเข้ม ช่อดอกออกระหว่างใบ (Interfoliar)ช่อดอกออกที่ยอดสูงได้ถึง4-8 เมตร แยกแขนง15-40 ซม.  และมีดอกจำนวนมากสมบูรณ์เพศ(hermaphrodite) สีขาวอมเหลือง ผลกลมสีเขียวมะกอกหรือน้ำตาล ขนาด 1.5-3 ซม.ผนังผลชั้นกลางสด มีเมล็ดเดียว เมล็ดทรงกลมขนาด0.12-0.20 ซม. จะออกดอกที่ยอดเพียงครั้งเดียว ในช่วงอายุ 40-60 ปี ตั้งแต่ดอกบานจนกว่าผลจะสุกใช้เวลา1-2 ปี หลังจากติดผลแล้วก็ตาย
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งที่มีแสงแดดจัด ชอบดินที่ชื้น แต่ระบายน้ำได้ดี สามารถปรับให้เข้ากับสภาพดิน pH เป็นกลางได้หลายชนิด ทนทานต่อความแห้งแล้ง พืชสามารถทนต่อน้ำค้างแข็งได้เป็นครั้งคราวโดยมีอุณหภูมิลดลงต่ำถึง -2 ° c  อัตราการเจริญเติบโต เป็นปาล์มที่โตช้ามากในช่วง10ปีแรก
ใช้ประโยชน์-ในท้องถิ่นมีการใช้ปาล์มชนิดนี้อย่างหลากหลายใช้เป็นอาหาร ยารักษาโรคและเป็นแหล่งวัตถุดิบในการผลิตสินค้าอื่น ๆ -ใช้กิน ตายอด - ดิบหุงกับข้าวหรือดอง กินดิบเป็นสลัดหรือปรุงกินเป็นผัก-น้ำหวานได้มาจากช่อดอก สามารถใช้เป็นน้ำตาลหรือหมักเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ -แป้งที่ได้จากส่วนของลำต้นใช้เป็นแป้งสาคู เมล็ดอ่อนใช้กินสดหรือทำเป็นขนมหวาน
-ใช้เป็นยา รากมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ทำให้ผิวนวล รากเคี้ยวแก้ไอ-น้ำคั้นจากรากใช้รักษาอาการท้องร่วง ยาต้มของต้นอ่อนใช้ในการรักษาไข้หวัด แป้งจากลำต้นใช้ในการรักษาโรคเกี่ยวกับลำไส้ ในเวียตนามใช้ใบเผาเป็นเถ้าดื่มแก้อหิวาตกโรค
-ใช้ปลูกประดับในงานภูมิทัศน์ และงานจัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่จะใช้ลานชนิดนี้ ช่วงที่สวยงามที่สุดคือช่วงความสูง 4-5 เมตร ตอนต้นยังเล็กขณะที่ต้นยังเตี้ยจะมีทางใบแห้งติดแน่น ต้องแต่งกาบใบจึงจะดูสวย แตกต่างจากลานชนิดอื่นที่ทิ้งใบแห้งหมด
-อื่น ๆใบไม้มีประโยชน์หลากหลายเช่นมุงหลังคาและผนัง สานเป็นตะกร้า เสื่อ หมวก ฯลฯ เส้นใยที่เรียกว่า 'buntal' ได้มาจากก้านใบ ใช้สำหรับทำหมวก Lucban และ Baliuag และทำเชือก-เส้นใยจากโครงของใบ ใช้สำหรับทำหมวก Calasiao เมล็ดแก่ทำเป็นกระดุมหรือใช้เป็นลูกประคำ
ภัยคุกคาม-ไม่มีภัยคุกคามที่น่าเป็นห่วงถูกจัดไว้ใน IUCN Red Listประเภท'ความกังวลน้อยที่สุด'(ไม่น่าจะสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้)
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species 2013
ขยายพันธุ์--ด้วยการเพาะเมล็ด ใช้เวลาในการงอก 3-8 เดือน เมล็ดที่ได้ต้องนำมาเพาะสดเลยเพราะจะเสื่อมเร็ว


 48 ปาล์มโคฮูน/Attalea cohune

ชื่อวิทยาศาสตร์---Attalea cohune Mart.(1994)
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms    
---Orbignya cohune (Mart.) Dahlgren ex Standl.(1932)
---Orbignya dammeriana Barb Rodr.(1903)
ชื่อสามัญ---Cohune Nut, Cohune Palm, Manaca palm, Rain tree, American oil palm, Corozo palm
ชื่ออื่น---ปาล์มโคฮูน ;[CHINESE: Kao hu zong, Ke heng ye zi, Ya da li ya zong.];[CZECH: Podzev.];[MEXICO: Corozo.];[SPANISH : Corozo cohune.];[SWEDISH: Kohunepalm.]
ชื่อวงศ์---ARECACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---โคลัมเบียผ่านอเมริกากลางถึงเม็กซิโก
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลAttalea เพื่อระลึกถึง Attalos III (170B.C--133B.C) กษัตริย์แห่ง Pergamum นักวิชาการด้านการแพทย์และพฤกษศาสตร์ ;  ชื่อสายพันธุ์ 'cohune' เป็นชื่อท้องถิ่นของปาล์มชนิดนี้
Attalea cohune เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Friedrich Philipp von Martius (1794–1868) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันในปี พ.ศ. 2387


ที่อยู่อาศัย พบในเบลีซ โคลอมเบีย เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส เม็กซิโกตะวันออกเฉียงใต้และนิการากัว เกิดขึ้นตามธรรมชาติในป่าฝนเขตร้อนของอเมริกากลาง เติบโตในป่าดงดิบรกทึบพบมากในพื้นที่ที่มีการระบายน้ำค่อนข้างดี ที่ราบหรือมักจะอยู่บนภูเขาที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 300 เมตร
ลักษณะ เป็นปาล์ม ต้นเดี่ยวขนาดใหญ่ไม่มีหนาม สูงได้ถึง 15เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 30-60ซม.ฐานของกาบใบที่ด้านบนของลำต้นมักจะยังคงอยู่ใบรูปขนนก(pinnate)ยาวสูงสุด 10 (–15) เมตร. และกว้าง 2 (–2.5) เมตร. มีใบย่อยจำนวนมากแต่ละใบเรียวและห้อยลู่ลง ยาว 1.2 เมตร และกว้าง 5-7 ซม.ช่อดอกออกระหว่างใบ(Interfoliar) มีขนาดใหญ่และหนักมาก ยาว 1–1.5 เมตร ช่อดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้น(Monoecious)เฉพาะดอกเพศผู้หรือเพศเมียที่โคน ดอกเพศผู้ที่ยอด ดอกเพศผู้ ยาว 1.3–1.5 ซม. สีครีม มีกลีบเลี้ยงรูปสามเหลี่ยม 3 กลีบ กลีบดอก 3 กลีบ และเกสรตัวผู้ 24 อัน ดอกเพศเมียมีขนาดใหญ่ 3-4 ซม.เกสรเพศเมียไม่ชัดเจน ผลจะเติบโตเป็นช่อยาวประมาณ 1 เมตรและหนัก 20-25 กก มักมีผลถึง 800 - 1,000 ผล ผลรูปรี ยาว 6-8 ซม. สีน้ำตาลสนิม เนื้อมีรสหวานและมีเมล็ด1-3เมล็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เติบโตได้ดีที่สุดในบริเวณที่มีอากาศอบอุ่นในบริเวณกึ่งเขตร้อน หรือในสภาพแวดล้อมที่ร้อนและชื้น ต้องการแสงแดดเต็มที่ ดินร่วนปนทรายชื้นสม่ำเสมอระบายน้ำได้เร็ว ทนดินเค็มปานกลาง ชอบค่า pH ในช่วง 5 - 7 แต่ทนได้ 4.5 - 7.5 ทนอุณหภูมิต่ำสุด -4 ถึง -5°c โดยใบไม่เสียหาย พืชไม่ทนต่อไฟป่า การตายอาจเป็นผลมาจากความเสียหายโดยตรงหรือความเสียหายโดยอ้อม เช่น การเพิ่มการเข้าถึงเชื้อโรคผ่านเปลือกที่เสียหายจากไฟอัตราการเจริญเติบโต ช้า
ใช้ประโยชน์---ปาล์มโคฮูนเป็นแหล่งน้ำมันที่มีคุณค่าและเป็นหนึ่งในต้นไม้ที่สำคัญที่สุดในวัฒนธรรมของชาวมายัน ผลไม้ป่าถูกเก็บเกี่ยวในเชิงพาณิชย์และใช้เป็นน้ำมันที่มีความสำคัญในท้องถิ่น
-ใช้กิน ยอดอ่อนกินเป็นผัก ผลไม้ - ดิบ ใช้ทำขนมหวาน เมล็ด - ดิบหรือสุก เมื่อสดคล้ายะมะพร้าว น้ำมันที่ใช้ปรุงอาหารสามารถสกัดจากเมล็ด เปลือกชั้นใน - สุก เหนียวและเป็นเส้น ๆใช้กินเป็นอาหารยังชีพใช้เมื่อไม่มีสิ่งใดที่ดีกว่า น้ำนมใช้หมักทำไวน์หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอลฺ์
-ใช้ปลูกประดับ ปาล์มโคฮูนถือเป็นหนึ่งในปาล์มที่สง่างามและน่าทึ่งที่สุดในธรรมชาติจึงเป็นที่นิยมในหมู่นักสะสมสามารถสร้างความโดดเด่นในพื้นที่ ที่มีพื้นที่เปิดโล่งขนาดใหญ่ ช่วงประดับที่สวยงามเมื่อมีความสูง 4-5 เมตร และยังไม่เห็นลำต้น ช่วงนี้จะโตช้าแต่เมื่อลำต้นโผล่เหนือดินแล้วจะเจริญได้เร็วขึ้น เหมาะปลูกกลางแจ้งทนแดดแม้แต่ต้นยังเล็ก
-อื่น ๆไม้ใช้ในการก่อสร้าง ใบใช้มุง โดยทั่วไปนิยมใช้ทำกระท่อมและที่พักพิงชั่วคราว ส่วนของใบไม้ขนาดใหญ่ถูกใช้โดยชาวอินเดียนแดงแห่งAlta Verapazในการทำsuyacales (เสื่อขนาดใหญ่ที่ป้องกันเสื้อผ้าและรับน้ำหนักจากฝน) ; ใบอ่อนใช้ทำหมวก, ช่อดอกแห้งใช้เป็นไม้กวาด,  เมล็ดของปาล์มโคฮูนให้ผลผลิตน้ำมันโคฮูนซึ่งใช้เป็นน้ำมันหล่อลื่นสำหรับทำอาหาร ทำสบู่และน้ำมันตะเกียง -เปลือกเมล็ดแข็งถูกนำมาใช้ในการเตรียมถ่านสำหรับหน้ากากป้องกันแก๊สพิษ
ระยะออกดอก/ติดผล---ตลอดทั้งปี
ขยายพันธุ์---ด้วยเมล็ด ซึ่งจะใช้เวลาการงอก1-6 เดือน


58 สิบสองปันนา/Phoenix loureiri

ชื่อวิทยาศาสตร์---Phoenix loureiroi Kunth.1841
ชื่อพ้อง--- Has 3 Synonyms   
---Basionym: Phoenix humilis var. loureiroi (Kunth) Becc.
---Phoenix humilis Royle ex Becc.1890, nom. illeg.
---Phoenix pusilla Lour.1788
ชื่อสามัญ---Dwarf  date  palm, Mountain date palm, Loureir's date palm, Loureiro's palm, Voyavoy palm
ชื่ออื่น---สิบสองปันนา ;[CHINESE: Ci kui.];[HINDI: Thakal, Khajuri.];[INDONESIA: Pohon Kurma.];[KANNADA: Sunichil.];[PHILIPPINES: Vuyavuy, Voyavoy.];[TAMIL: Chiru eecham, Inji, Malai eecham.];[THAI: Sib song panna.];[VIETNAMESE : Cha la nam.]
ชื่อวงศ์---ARECACEAE (PALMAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ฟิลิปปินส์ อินเดีย ใต้ ภูฏาน พม่า ไทย กัมพูชา เวียดนาม ปากีสถาน และ จีน
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสายพันธุ์ 'loureiroi' ตั้งชื่อตาม Joao de Loureiro  (1717–1791) คำอธิบายเดิมเขียนโดย Kunth ว่า loureiri แต่ได้รับการแก้ไขเป็น loureiroi
Phoenix loureiroi เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Sigismund Kunth (1788–1850) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันในปี พ.ศ. 2384

ที่อยู่อาศัย พืชพื้นเมืองทางตอนใต้ของเอเชียจากประเทศฟิลิปปินส์ ,ไต้หวัน ,อินเดีย , ภาคใต้ของภูฏาน ,พม่า ,ไทย ,กัมพูชา ,เวียดนาม ,ปากีสถาน, จีน (กวางสี ไหหลำ กวางตุ้ง ฝูเจี้ยน) และไต้หวัน ในพื้นที่ป่าเปิดโล่งหรือเป็นส่วนหนึ่งของป่าเต็งรังป่าเบญจพรรณหรือป่าสน ชนิดนี้พบได้บ่อยในพื้นที่ที่มีการรบกวนจากมนุษย์เช่นทุ่งหญ้าที่ถูกไฟไหม้ตามฤดูกาล เติบโตที่ระดับความสูงตั้งแต่ระดับน้ำทะเลถึง 1,700 เมตร ในประเทศไทย พบในป่าสนหรือป่าเต็งรัง และทุ่งหญ้าที่มีน้ำขัง ทางภาคเหนือ ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล 200-1,300 เมตร
ลักษณะ สิบสองปันนาเป็นปาล์มที่มีขนาดลำต้นเล็ก เติบโตช้า มีความสูงโดยเฉลี่ยประมาณ 2 เมตร  ใบประกอบแบบขนนก (pinnate)ใบย่อยรูปขอบขนานเชิงเส้นแบบใบมะพร้าว มีใบย่อยประมาณ 100 ใบ ก้านใบยาว 60 - 120 ซม.ก้านใบจัดเรียงในระนาบเดี่ยว ส่วนใบย่อยเรียงเป็นสองข้าง ใบย่อยแต่ละใบยาว 15-25 ซม. กว้าง 1 ซม. ลักษณะโค้งลง สีเขียวอมเทา ด้านใต้ใบมีขนเล็กๆ ช่อดอกออกระหว่างใบ (Interfoliar) ช่อดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น (Dioecious) ช่อดอกเพศผู้ตั้งตรงได้ถึง 65 ซม. มีประมาณ30 ช่อย่อย ยาว 10 ซม. ช่อดอกเพศเมียตั้งตรงโค้งงอได้ถึง 2 เมตร มีถึง 40 ช่อย่อย ยาวประมาณ 40 ซม ส่วนดอกนั้นมีขนาดเล็ก สีเหลืองอ่อน ผลคล้ายอินทผลัมขนาดเล็กขนาด1.2ซม. เนื้อในบาง มีเมล็ดเดียว
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดจัดถึงร่มเงาบางส่วนดินร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี ต้องการน้ำปริมาณปานกลาง
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ผลรสหวานกินได้ ยอดอ่อนรสหวานกินเป็นผัก
-ใช้เป็นยา มีการใช้ปาล์มชนิดนี้เป็นยาโดยชาวเผ่าทางตอนใต้ของอินเดีย
-ใช้ปลูกประดับ สิบสองปันนานิยมปลูกเป็นปาล์มประดับ เพราะมีขนาดเล็กโตช้า รูปใบสวยงาม เหมาะสำหรับสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นในประเทศไทย
-อื่น ๆใบใช้เป็นวัสดุในการทำเสื่อและไม้กวาดนอกจากนี้ในประเทศฟิลิปปินส์ ใบอ่อนที่ตากแดดจะทอเป็นเสื้อกันฝน
ภัยคุกคาม--ไม่มีภัยคุกคามที่น่าเป็นห่วงจัดไว้ใน IUCN Red List ประเภท'ความกังวลน้อยที่สุด' (ไม่น่าจะสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้)
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species 2019
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด


60 ปาล์มศรีสยาม/Arenga hookeriana

ชื่อวิทยาศาสตร์--Arenga hookeriana (Becc.) Whitmore (1970)
ชื่อพ้อง----Has 1 Synonyms    
---Didymosperma hookerianum Becc.(1559)
ชื่อสามัญ---Hooker's Sugar Palm, Hooker's Fishtail Palm, Sri-Sa-Yarm
ชื่ออื่น---ต่าร้างศรีสยาม, ศรีสยาม (กรุงเทพฯ) เต่าร้างหนูใบติด ; [CHINESE: Hu ke guang lang.];[PORTUGUESE: Palmeirinha-seta.];[THAI: Palm Sri-Sa-Yarm. Tao rang nu bai tit.];[THAI: Sri-Sa-Yarm.]
ชื่อวงศ์ ---ARECACEAE
ถิ่นกำเนิด
--- ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย มาเลเซีย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Arengaมาจาก 'areng' มาเลเซียมีการอ้างอิงถึง pinnata' ; ชื่อสายพันธุ์ได้รับเกียรติจากนักพฤกษศาสตร์และนักสำรวจชาวอังกฤษ Joseph Dalton Hooker (1817-1911)
Arenga hookeriana เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Odoardo Beccari (1843–1920) นักพฤกษศาสตร์ชาวอิตาลีและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดยTimothy Charles Whitmore (1935–2002) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2513

ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในป่าชื้นของคาบสมุทรมาเลเซียและภาคใต้ของประเทศไทยซึ่งเติบโตถึงระดับความสูงประมาณ 500เมตร
ลักษณะ เป็นปาล์ม แตกกอขนาดเล็ก สูงได้ถึง 1.5-2 เมตรเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.6–2 ซม มีกอแน่นทึบ มีใบ 5–10 ใบ ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปขนนก(pinnate) ใบรูปรีถึงรูปขอบขนาน ยาว 60–80 ซม. ขอบจักเป็นแฉกแหลม ข้างละ 6–8 แฉก ปลายใบเว้าตื้นคล้ายครีบปลา แผ่นใบด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ใต้ใบมีนนวลสีเงินอมเทา ก้านใบยาวได้ถึง 50 ซม. กาบใบแฉกลึก ขอบมีเส้นใยหนาแน่น ช่อดอกแยกเพศอยู่ในต้นเดียวกัน (monoecious)ช่อดอกเกิดขึ้นระหว่างใบ(Interfoliar)ยาวประมาณ 25–30 ซม ดอกเป็นช่อแบบช่อเชิงลดมี 2–3 ช่อ  มีดอกเพศผู้หรือดอกเพศเมียเท่านั้น แต่จะอยู่บนต้นเดียวกันเสมอโดยมีดอกเพศเมียพัฒนาก่อนดอกเพศผู้ ช่อดอกเพศผู้บางครั้งแตกแขนง ดอกสีส้มปนน้ำตาลหรือดอกสีม่วง กลีบดอกรูปเรือ  3 กลีบ ขอบงอเข้าด้านใน ผลรูปรียาว 1.5 ซม.เส้นผ่านศูนย์กลาง0.5ซม.เรียงอัดกันแน่นในก้านช่อ ผลอ่อนสีเขียว ผลสุกสีแดง  
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งกึ่งร่มเงามีที่กำบัง ร่มรื่น   ดินร่วนอุดมสมบูรณ์ความชื้นในดินสม่ำเสมอและมีการระบายน้ำดี ความชื้นในอากาศสูง ทนอุณหภูมิต่ำสุดได้ถึง 4°C อัตราการเจิญเติบโตเร็ว
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ เป็นพืชที่ได้รับความนิยมมากในหมู่นักสะสมปาล์มเนื่องจากมีใบใหญ่และไม่มีการแบ่งแยกเหมาะปลูกเป็นไม้ประดับที่ทรงคุณค่าสำหรับไม้กระถาง  ในอาคาร หรือลงแปลงในที่ร่มรำไร
ระยะออกดอก---มกราคม-สิงหาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ดและแยกกอ เมล็ดใช้ระยะเวลาในการงอก2-4เดือน

สกุล Cycas เป็นประเภทของปรงของครอบครัว Cycadaceae ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับต้นปาล์ม เฟิร์น ต้นไม้ หรือกลุ่มพืชสมัยใหม่อื่นๆ มี113 สายพันธุ์ที่ได้รับการยอมรับ
ปรงเป็นพืชจำพวกgymnosperms (พืชเมล็ดเปลือย) ที่เขียวชอุ่มตลอดปีเป็นกลุ่มพืชเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนโบราณครองโลกตั้งแต่ยุคไดโนเสาร์ แต่ตอนนี้ใกล้สูญพันธุ์ ปรงมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นต้นปาล์ม แต่จริงๆ แล้วมีความเกี่ยวข้องกันทางไกลเท่านั้น ชื่อสามัญที่ทำให้เข้าใจผิดเช่น "สาคูปาล์ม" ทำให้เกิดความสับสนมากขึ้น รูปลักษณ์แบบเขตร้อนและความสามารถในการเอาตัวรอดในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันทำให้เป็นตัวเลือกยอดนิยม บางชนิดมีลักษณะเป็นไม้พุ่มในขณะที่บางชนิดมีลักษณะคล้ายต้นปาล์ม ลำต้นอาจอยู่ใต้ดินหรือหนาและคล้ายลำต้น
ปรงเป็นDioecious หมายถึงพวกเขาต้องแยกเป็นเพศชายและเพศหญิง พืชเมื่อโตเต็มที่ ต้นไม้เพศผู้จะผลิตกรวยที่มีละอองเรณู ในขณะที่พืชเพศเมียจะไม่มีConeแต่เป็นกลุ่มของโครงสร้างคล้ายใบที่เรียกว่า megasporophylls แต่ละอันมีเมล็ดอยู่ที่ขอบด้านล่าง

50 ปรงญี่ปุ่น/Cycas revoluta.

ชื่อวิทยาศาสตร์---Cycas revoluta Thunb.(1782)
ชื่อพ้อง ---Has 5 Synonyms   
---Cycas inermis Oudem.(1867)
---Cycas aurea J.Verschaff.(1868)
---Cycas revoluta var. pendula Dallière (1887)
---Cycas miquelii Warb.(1900)
---Epicycas miquelii (Warb.) de Laub.(1998)
ชื่อสามัญ---Fern Palm,Sago palm, King sago, Sago cycad, Sago cycas, Japanese sago palm, Japanese fern-palm.
ชื่ออื่น---ปรงญี่ปุ่น, ปรงจีน  ;[CHINESE: Bi huo jiao, Feng wei jiao, Feng wei song, Feng wei cao, Su tie, Tie shu.];[CZECH: Cykas japonsky.];[FINNISH:  Saagopalmu.];[FRENCH: Sagou du Japon, Cycas sagoutier, Petit Rameau.];[GERMAN: Palmfarn, Japanischer,  Sagopalme, Falsche.];[INDONESIA: Pakis haji.];[ITALIAN: Palma del sago giapponese.];[JAPANESE: So-tetsu.];[KOREAN: So ch'eol.];[MALAYSIA: Pakulaut.];[MARATHI: Pahadi Supari.];[MYANMAR: Monmg-tain.];[PHILIPPINES: Oliba (Tag.), Pitago.];[PORTUGUESE: Sagu-de-jardim.];[RUSSIAN: Sagovnik ponikaiushchii, Tsikas Ponikaiushchii.];[SPANISH: Cicas revoluta, Palma de Iglesia, Palma sagú, Sagutero.];[TAMIL: Madanagameswari.];[THAI: Sakhu, Prong Sakhu.];[TURKISH: Hurma Ag.] ; [VIETNAMESE: Vạn tuế, Thuen túê].
ชื่อวงศ์---CYCADACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศญี่ปุ่น จีน
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Cycas มาจากชื่อภาษากรีก 'cýkas'ในทางกลับกันเนื่องจากข้อผิดพลาดในการเขียนจากพหูพจน์ cóikas ของ coix  = (dum palm, in Strabo) สำหรับปาล์มชนิดหนึ่ง ; ชื่อสายพันธุ์ 'revoluta'หมายถึงการย้อนกลับ (ม้วนงอ) ของใบ ; ชื่อสามัญที่เรียกว่าSago palmเพราะมีรากสะสมอาหารอ้วนและมีแป้ง ใช้รับประทานได้  แต่ไม่ใช่ต้นสาคูและไม่ใช่ปาล์มที่แท้จริง
Cycas revoluta เป็นสายพันธุ์ของพืชเมล็ดเปลือย (gymnosperms)ในครอบครัวปรง (Cycadaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Peter Thunberg (1743–1828) นักพฤกษศาสตร์และนักธรรมชาติวิทยาชาวสวีเดน ในปี พ.ศ.2425

ที่อยู่อาศัย พืชเฉพาะถิ่นในญี่ปุ่น (ริวกิวและหมู่เกาะอื่น ๆ ทางตอนใต้ของคิวชู)และจีน ฝูเจี้ยน (เหลียนเจียง เซี่ยนหนิง เต๋อเซี่ยนและบางเกาะ) ส่วนใหญ่เติบโตบนชายฝั่งทะเลในป่าทึบบนเนินเขาและในป่าโปร่งที่ระดับความสูง 100 - 500 เมตร
ลักษณะ เป็นพืชที่มีลักษณะคล้ายต้นปาล์มทั้งลำต้นไม่แตกกิ่งก้านมากและสำหรับการเรียงตัวของใบ ลำต้นตั้งตรงหยาบ โดยปกติจะสูง 1,5-3 เมตร อย่างไรก็ตามพืชที่มีอายุมากกว่าอาจมีลำต้นหรือสูงได้ถึง 6 เมตร ใบประกอบแบบขนนก(pinnate) ยาว 0.50-1.50เมตร สีเขียวเข้มกึ่งเงา ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น (Dioecious) ช่อดอกเพศเมีย (female cone)มีลักษณะเป็นรูปกะหล่ำปลี สีทองหรือสีเหลือง เกิดบนขนนกจิ๋วสีขาวขนาดเล็กเหมือนใบไม้ดัดแปลงที่เรียกว่าแมคโครปอโรฟิลล์ (macrosporophylls) มันจะค่อยๆเปิดขึ้นเมื่อเปิดรับละอองเรณูและต่อมาจะสร้างหัวเมล็ดที่อัดแน่น ช่อดอกเพศผู้ (Cone)ขนาดใหญ่ตั้งตรงรูปสับปะรด เมล็ดขนาดใหญ่คล้ายลูกพลัมสีเหลืองซีดถึงสีส้มประมาณ 3 ซม. เมล็ดจะเริ่มพัฒนาในช่วงฤดูร้อนและสุกในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ต้นเพศเมียไม่สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ที่อุดมสมบูรณ์และมีชีวิตได้เว้นแต่จะได้รับการผสมเกสร
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ตำแหน่งที่มีแสงแดดจัดจะดีมากแต่ถ้าปลูกในที่ร่มต้องมีแสงสว่างพอ แล้วถ้าเปลี่ยนที่ย้ายจากที่ร่มนำออกแดดตรงๆ บางส่วนของใบจะฟอกเป็นสีขาว เจริญได้ดีในดินปนทรายที่มีอินทรีย์วัตถุสมบูรณ์และมีการระบายน้ำดี ไม่ทนต่อดินด่าง อุณหภูมิเฉลี่ย 30-35 ° C อัตราการเจริญเติบโตช้ามาก พืชเหล่านี้จะสามารถปลูกถ่ายได้ แต่ก็ไม่ควรทำในขณะที่ใบกำลังคลี่ออกเนื่องจากใบจะบิดเบี้ยวและทำให้ลักษณะสมมาตรของพืชเสียหายเป็นเวลาหลายปี
การใช้ประโยชน์---พืชที่เก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้เป็นอาหารและยาในท้องถิ่นมักปลูกเป็นไม้ประดับในสวน มีการรวบรวมเมล็ดพันธุ์จำนวนมากจากแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติและใบไม้ถูกส่งออกเป็นจำนวนมากเพื่อการตกแต่ง
-ใช้กิน เมล็ด - ดิบหรือสุก สามารถทำให้แห้งและบดเป็นผงแล้วผสมกับข้าวกล้องและหมักเป็น 'date miso' หรือ 'sotetsu miso' *ข้อควรระวังโปรดดูหมายเหตุด้านล่างเกี่ยวกับความเป็นพิษ
-ใช้เป็นยา ในประเทศจีนใช้ผลไม้เป็นยาขับเสมหะและยาบำรุงกำลัง ลำต้นและเมล็ดปรง ใช้สำหรับความดันโลหิตสูง ปวดศีรษ ะเลือดคั่ง ไขข้อและปวดกระดูก -ใบใช้ในการรักษามะเร็งและตับ -ยอดอ่อนใช้เป็นยาสมานและขับปัสสาวะ-ในคาบสมุทร Kii ของญี่ปุ่น "ยาชูกำลัง" ทำจากเมล็ดแห้ง -ในบังคลาเทศพืชทั้งต้นใช้สำหรับอัมพาตอาหารไม่ย่อยงูกัด-ในเขตอัสสัมของอินเดียใช้แก้ปัสสาวะขัด
-ใช้ปลูกประดับ ต้นปรงชนิดนี้มีการปลูกกันอย่างแพร่หลายมากที่สุด เป็นที่นิยมกันมากมายและช้านาน นำมาใช้จัดสวนได้ตลอด ไม่ว่าจะเป็นสวนสไตล์ไหน รวมทั้ง สวนญี่ปุ่น สวนหิน หรือปลูกเป็นไม้กระถางหรือในภาชนะหรือบอนไซ
-อื่น ๆ  ใบใช้ในพิธีกรรมสำหรับปาล์มซันเดย์
รู้จักอันตราย---เมล็ดพันธุ์ Cycas มีรายงานว่าเป็นพิษและเป็นสารก่อมะเร็ง พืชมีอัลคาลอยด์ของสารก่อมะเร็งและยังมีกรดอะมิโนที่ทำให้เกิดความผิดปกติของระบบประสาทเรื้อรัง การบริโภคพืชเป็นประจำทำให้เกิดปัญหาสุขภาพและความตายอย่างรุนแรง ส่วนที่เป็นพิษ เมล็ดเนื้อใบแป้งที่ยังไม่ผ่านกระบวนการจากต้น อาการ: อาเจียน ท้องเสีย ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ ชัก
ได้รับรางวัล---The Royal Horticultural Society's Award of Garden Merit (2017)
ภัยคุกคาม--- เนื่องจากประชากรในปัจจุบันถือว่ามีเสถียรภาพ ไม่มีภัยคุกคามที่น่าเป็นห่วง ดังนั้นพืชจึงถูกจัดให้อยู่ใน IUCN Red List ประเภท 'ความกังวลน้อยที่สุด'  
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern -  IUCN Red List of Threatened Species2011
สถานะการอนุรักษ์--CITES Appendix II-การค้าควบคุมเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ที่ไม่เข้ากันกับการอยู่รอดของสายพันธุ์ - ทั่วโลก
ระยะออกดอก/ติดผล---ฤดูร้อน/มกราคม-กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์---เมล็ด, offshoots หรือ "pups"(ลูกเล็กๆที่เกิดใกล้ต้นแม่) แซะเอาไปปลูกใหม่ ข้อดีของ"pups" คือคุณจะรู้เพศของมัน เมล็ดใช้เวลาในการงอก 1-3 เดือน


สกุล Zamia เป็นประเภทของปรงของครอบครัวZamiaceaeแบ่งออกเป็นสองครอบครัวที่มีแปดจำพวกและประมาณ 150 ชนิดในภูมิภาคเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของแอฟริกา , ออสเตรเลียและทิศตะวันตกเฉียงเหนือและอเมริกาใต้ Zamiaceae บางครั้งเรียกว่า zamiads เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบและมีดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น (Dioecious)
Zamia เป็นสมาชิกของตระกูล Cycad และแม้ว่า Cycad จะแปลว่า "ปาล์ม" ในภาษากรีก แต่จริงๆแล้วมันไม่ได้เป็นปาล์มเลย

51 ปรงเม็กซิกัน/Zamia furfuracea

ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Zamia furfuracea Lf ex Aiton.(1789)
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms    
---Palma pumila Mill.
---Palmifolium furfuraceum (Lf ex Aiton) Kuntze
---Zamia crassifolia T. Moore.
---Zamia gutierrezii Sauvalle
---Zamia vestita Van Houtte
ชื่อสามัญ---Cardboard palm, Cardboard cycad. Cardboard plant, Cardboard sago, Jamaican sago and Mexican cycad
ชื่ออื่น---ปรงเม็กซิกัน ;[AFRIKAANS: Skurwesago.];[ARABIC: Zamiaan wabughya.];[CHINESE: Měi yè sūtiě, Lín bǐ zé mǐ tiě.];[CZECH: Keják otrubnatý.];[JAPANESE:  Hiroha zamia.];[KOREAN: Mek si k'o so ch'eol.];[PORTUGUESE: Araruta da flórida, Sagu-da-jamaica, Zâmia.];[SPANISH: Nuez de pino, Palma bola, Zamioculatas.];[SWEDISH: Pappzamia.]
ชื่อวงศ์ --ZAMIACEAE
ถิ่นกำเนิด--ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์----เม็กซิโก บังคลาเทศ คิวบา และประเทศในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนทั่วโลก
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลZamiaมาจากภาษากรีก 'azaniae'หมายถึง "โคนต้นสน" ; ชื่อสายพันธุ์ 'furfurace' =  เนื้อขี้ไคลเพลี้ยแป้งหรือเกล็ด
Zamia furfuraceaเป็นสายพันธุ์ของพืชตระกูลปรงชนิดหนึ่งในครอบครัว Zamiaceae ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carolus Linnaeus the Younger (1741–1783) นักธรรมชาติวิทยาชาวสวีเดนลูกชายของCarolus Linnaeus จากอดีต William Aiton (1731–1793) นักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อต ในปี พ.ศ.2332


ที่อยู่อาศัย แหล่งกำเนิดและถิ่นที่อยู่ถูก จำกัด ให้อยู่เพียงแห่งเดียวในรัฐเวราครูซทางตะวันออกเฉียงใต้ของเม็กซิโก เติบโตในที่ราบชายฝั่งที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 200 เมตร ได้รับการปลูกฝังกันอย่างแพร่หลายในพื้นที่เขตร้อนและกึ่งเขตร้อนทั่วโลกเป็นพืชบ้านที่นิยมและปลูกง่ายอีกด้วย
ลักษณะ ปรงเม็กซิกันเป็นปรงแตกกอโตเต็มที่สูงได้ประมาณ 0.70-1.3เมตร แตกหน่อใกล้โคน ลำต้นสั้นแยกเดี่ยวหรือแตกกิ่งก้านตามอายุ มีหัวมากหรือน้อยซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บน้ำในช่วงที่แห้งแล้ง พืชที่อาศัยอยู่ในหน้าผาจะมีลักษณะเป็นทรงกระบอก กว้างสูงสุด 20 ซม. และยาว 20-50 (-150) ซม. มักมีรอยแผลเป็นจากฐานใบเก่า ใบประกอบแบบขนนก(pinnate) 6-12คู่ ใบย่อยรูปไข่แกมขอบขนาน แต่ละใบยาว 1-1.5 เมตร ก้านใบยาว 15-30 ซม. ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น(Dioecious) Coneเพศผู้ (ผลิตละอองเรณู) และConeเพศเมีย (ผลิตเมล็ด) โคนเพศเมียสีน้ำตาลสนิมตรงกลางต้นเพศเมีย ทรงกระบอกถึงทรงรี - ทรงกระบอกปลายยอดแหลมยาว 10-20 (25) ซม. เส้นผ่านศูนย์กลาง 5-7 ซม. ก้านช่อดอกยาว 15-20 ซม. โคนเพศผู้มีขนาดเล็กกว่า 1-6 ต่อกระจุกสีน้ำตาลรูปทรงกระบอกถึงรูปไข่ - ทรงกระบอกปลายยอดแหลมยาว 8-12 (15) ซม. เส้นผ่านศูนย์กลาง 1.5-2.5 ซม. ก้านช่อดอกยาว 2-6 ซม. เมื่อได้รับบาดแผลเมือกจะไหลออกมาแข็งตัวเป็นgumที่เป็นเม็ดสี เมื่อสุกConeเพศเมียจะแตกออกเพื่อเผยให้เห็นเมล็ดที่อัดแน่นยาว 7-10 มม., 3-5 มม. เนื้อสีแดงเข้มสดใส
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เป็นไม้ปลูกง่าย แต่จะโตช้าในช่วงแรกตอนยังเล็ก ชอบดินร่วนปนทราย มีการระบายน้ำดี แสงแดดเต็มวันหรือครึ่งวัน อยู่ใต้ร่มเงาต้นไม้อื่นได้ ทนเค็มทนแล้งได้ดีพอสมควร อุณหภูมิที่เหมาะสม ในฤดูร้อน  20-30 ° C ในฤดูหนาว 10-20 ° C สามารถอยู่รอดได้ในอุณหภูมิลดลงถึง -9 ° C แม้แต่ที่อุณหภูมิประมาณ -2 ° Cแต่ใบจะเสียหาย
ใข้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ เป็นปรงที่ปลูกมากที่สุดเป็นอันดับสองรองจาก จากCycas revoluta(ปรงญี่ปุ่น) ใฃ้ปลูกเป็นไม้ประดับใส่กระถาง ปลูกประดับสวนหิน สวนญี่ปุ่น สวนทุกสไตล์ได้สวยงามเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป
รู้จักอันตราย---เช่นเดียวกับปรงสมาชิกของZamiaceaeเป็นพิษทำให้เกิดไกลโคไซด์ที่เป็นพิษที่เรียกว่าไซคาซิน พิษอาจทำให้ไตและตับวายและในหลาย ๆ กรณีเป็นอัมพาต ส่วนที่เป็นพิษที่สุดของพืชคือเนื้อด้านในเมล็ด
ภัยคุกคาม---เนื่องจากถูกคุกคามที่อยู่อาศัยจากกิจกรรมการตัดไม้และการเพิ่มการตั้งถิ่นฐานและการเกษตร ทำให้จำนวนประชากรลดลงอย่างต่อเนื่อง ถูกจัดวางไว้ใน IUCN Red List ประเภท"ใกล้สูญพันธุ์"
สถานะการอนุรักษ์---EN-ENDANGERED-IUCN Red List of Threatened Species
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด แยกหน่อ

54 ปรงทะเล/Cycas edentata

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Cycas rumphii Miq.(1839)
ชื่อพ้อง---Has  5 Synonyms    
---Cycas celebica Miq.(1839)
---Cycas corsoniana D.Don.(1842)
---Cycas rumphii var. subinclusa J.Schust.(1932)
---Cycas speciosa D. Don.(1840)
---Zamia corsoniana G.Don.(1842)
ชื่อสามัญ ---Queen sago, The queen sago palm, Spiny-leaved cycas, False sago palm
ชื่ออื่น ---ปรงทะเล, มะพร้าวเต่าทะเล ;;[CHINESE: Hua nan su tie, Long wei su tie, Ci ye su tie, Long kou su tie.];[CZECHL Cykas rumpfuv.];[DANISH: Falsk sagocykas, Sagocikas.];[FRENCH: Cycas de Ceylan, Sagou des Indes orientales.];[GERMAN: Sagopalme, Sagopalmfan, Palmfarn, Eingerollter, Ostindische.];[INDIA: Tivoli (Nicobarese).];[ITALIAN: Palma del sago delle Indie orientali.];[JAPANESE: Kikasu rumufii.];[NETHERLANDS:: Foengoepalm, Groote.];[PHILIPPINES: Pitogo, Patubo, Uliba (Tag.); Bait (Sul.); Sauang (Ilk.).];[RUSSIAN: Sagovnik rumfa.];[THAI: Prong Tha-lae, Ma phrao tao tha-lae.].
ชื่อวงศ์ ---CYCADACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ; อินโดนีเซีย นิวกินี เกาะคริสต์มาส
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Cycas มาจากชื่อภาษากรีก 'cýkas'ในทางกลับกันเนื่องจากข้อผิดพลาดในการเขียนจากพหูพจน์ cóikas ของ coix  = (dum palm, in Strabo) สำหรับปาล์มชนิดหนึ่ง; ชื่อสายพันธุ์ 'rumphii' เป็นเกียรติแก่ นักธรรมชาติวิทยาชาวเยอรมัน Georg Eberhard Rumphius (1628–1702) ผู้ซึ่งเคยศึกษาพืชในหมู่เกาะโมลุกกะ
Cycas rumphii เป็นสายพันธุ์ของพืชเมล็ดเปลือย (gymnosperms)ในครอบครัวปรง (Cycadaceae) ได้รับการอธิบายครั้งแรกโดย Friedrich Anton Wilhelm Miquel (1811–1871) นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์ในปี พ.ศ. 2482

ที่อยู่อาศัย พบใน อินโดนีเซีย นิวกินี เกาะคริสต์มาส พบขึ้นห่างๆ ตามชายฝั่งทะเล ป่า ชายหาดทั้งหินปูนและหินแกรนิต ในประเทศไทยพบตามธรรมชาติ ตั้งแต่จังหวัดชุมพร ถึงนราธิวาส
ลักษณะ เป็นปรงขนาดเล็กมีความสูงประมาณ 10 เมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้นสูงถึง 40 ซม.เปลือกมีสีเทาและแตกออกเป็นส่วน ๆ รูปสี่เหลี่ยมหรือรูปเพชร ใบงอกออกมาจากมงกุฏ เป็นใบประกอบแบบขนนก (pinnate)ใบยาว1.5-2.5 เมตร มีใบย่อย 150-200 ในแต่ละใบรูปขอบขนานเชิงเส้น ก้านใบมีหนามยาว 35–60 ซม. ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น (dioecious) Cone เพศผู้ (หรือสโตรบิลัส) รูปรียาว 30–60 ซม. มีสีเหลืองส้มหรือน้ำตาล (ซีด) และมีกลิ่นเหม็น พืชเพศเมียจะไม่มีConeแต่เป็นกลุ่มของโครงสร้างคล้ายใบที่เรียกว่า megasporophylls แต่ละอันมีเมล็ดอยู่ที่ขอบด้านล่าง ยาวประมาณ 18-32 ซม.เมล็ดรูปไข่แบนยาว 45 มม. และกว้าง 30 มม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบตำแหน่งที่เปิดรับแสงจ้า แต่จะฟอกสีเมื่ออยู่กลางแดด ดีที่สุดด้วยการป้องกันความร้อนในช่วงบ่าย หรือในที่ร่ม ดินร่วนปนทรายลึกมีการระบายน้ำดี อัตราการเติบโตโดยปกติจะเติบโตช้า แต่สภาพที่ดีสามารถเร่งความเร็วได้มาก เนื่องจากนิสัยการเจริญเติบโตของมันให้ปุ๋ยเฉพาะเมื่อขั้วตาเริ่มบวมซึ่งบ่งบอกถึงการเริ่มต้นของวงจรการเจริญเติบโตประจำปี
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ใบอ่อนมากกินได้ ในบางส่วนของฟิลิปปินส์ใบอ่อน (ยังม้วนอยู่) นำมาปรุงเป็นผัก -เมล็ดดิบมีพิษ แต่หลังจากหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ ตากให้แห้งแล้วแช่ในน้ำสักครู่แล้วทำให้แห้งอีกครั้งก็จะกินได้ สามารถใช้เป็นแป้งสาคู อย่างไรก็ตามไม่สามารถแนะนำให้ใช้เมล็ดเป็นอาหารได้ ดูด้านล่างเกี่ยวกับความเป็นพิษ
-ใช้เป็นยา เปลือกและเมล็ดถูกนำมาบดเป็นน้ำมันและใช้เป็นยาพอกแผลและบวม น้ำคั้นใบอ่อนใช้รักษาอาการท้องอืดและอาเจียน - ในบังคลาเทศใช้สำหรับความผิดปกติทางนรีเวช เจ็บคอ วัณโรค ปวด - ในอินเดียโคนเพศ ผู้และละอองเรณูของ C. rumphii ถือเป็นสารเสพติดอย่างรุนแรงและขายเป็น anodyneในตลาดสด โคนเพศเมียถูกนำมาทำเป็นยาพอกและใช้กับอาการปวดไต
-ใช้ปลูกประดับ ปัจจุบันหายากมากในสภาพธรรมชาติ แต่พบเห็นได้ทั่วไปตามบ้านเรือนที่ปลูกเป็นไม้ประดับราคาแพง เหมาะกับพื้นที่เขตร้อนที่มีอากาศแห้งตามฤดูกาล ปลูกง่ายทนแล้งได้ดี Queen Sago มักใช้เป็นจุดโฟกัสในสวนขนาดใหญ่
-อื่น ๆเปลือกไม้ใช้เป็นกาว ผลไม้ถูกมัดรวมกันเพื่อทำของเล่นเด็กหรือเขย่าแล้วมีเสียง
รู้จักอันตราย---พืชมีอัลคาลอยด์ของสารก่อมะเร็งและยังมีกรดอะมิโนที่ทำให้เกิดความผิดปกติของระบบประสาทเรื้อรัง การบริโภคพืชเป็นประจำทำให้เกิดปัญหาสุขภาพและความตายอย่างรุนแรง หลักการที่เป็นพิษนี้สามารถขจัดออกไปได้หากมีการเตรียมอาหารอย่างเหมาะสม แต่ยังไม่สามารถแนะนำให้บริโภคพืชได้เนื่องจากการใช้บ่อยครั้งหมายถึงการตายของพืชและเริ่มหายากในป่า
ภัยคุกคาม---เนื่องจากุึงแม้ว่าจะเกิดขึ้นมากมายในพื้นที่ชายฝั่ง แต่พืชชนิดนี้ลดลงเนื่องจากการสูญเสียที่อยู่อาศัยถึง 20% ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา พืชถูกจัดไว้ใน IUCN Red List ประเภทเป็น 'ใกล้ถูกคุกคาม'
สถานะการอนุรักษ์---NT - Near Threatened - National - IUCN Red List of Threatened Species 2011
การขยายพันธุ์---เพาะเมล็ดควรนำมาเพาะทันทีที่สุกใช้เวลาในการงอกประมาณ 1-3 เดือน, โดยการแยกหน่อ


55 ปรงป่า/Cycas siamensis


ชื่อวิทยาศาสตร์---Cycas siamensis Miq.(1863)
ชื่อพ้อง:---Has 5 Synonyms
---Cycas baguanheensis L.K.Fu & S.Z.Cheng.(1981)
---Cycas boddamii Van Geert.(1875)
---Cycas immersa Craib.(1912)
---Cycas intermedia B.S.Williams ex T. Moore & Mast.(1876)
---Epicycas siamensis (Miq.) de Laub. (1998)             
ชื่อสามัญ---Siamese cycad, Thai sago
ชื่ออื่น---มะพร้าวเต่า ปรงเหลี่ยม ผักกูดบก ตาลปัตรฤาษี ;[CHINESE:  Shen-xian-mi, Yúnnán sūtiě, Xiān luó sūtiě.];[KHMER: Prang.];[LAOS: Ma prou tou.];[MYANMAR: Môndaing.];[THAI: Prong-liam, Prong-pa, Talapat-ruesi, Maphrao tao.];[VIETNAMESE: Thien tue xiem.]
ชื่อวงศ์---CYCADACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอซีย
เขตกระจายพันธุ์---พม่า ไทย ลาว เวียดนาม และจีนตอนใต้
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Cycas มาจากชื่อภาษากรีก 'cýkas'ในทางกลับกันเนื่องจากข้อผิดพลาดในการเขียนจากพหูพจน์ cóikas ของ coix  = (dum palm, in Strabo) สำหรับปาล์มชนิดหนึ่ง; ชื่อสายพันธุ์ 'siamensis'จากการเกิดขึ้นในประเทศไทยเรียกว่าราชอาณาจักรสยาม
Cycas siamensis เป็นสายพันธุ์ของพืชเมล็ดเปลือย (gymnosperms)ในครอบครัวปรง (Cycadaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย  Friedrich Anton Wilhelm Miquel (1811–1871) นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์ในปี พ.ศ. 2524

ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในเอซียตะวันออกเฉียงใต้ พบใน พม่า ไทย ลาว เวียดนาม และจีนตอนใต้  ที่ระดับความสูง 300 ถึง 1200 เมตร ในประเทศไทยพบทั่วไปทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ พบขึ้นหนาแน่นในป่าเบญจพรรณแล้งและป่าเต็งรังทั่วไปที่มีไฟไหม้เป็นประจำ ที่ระดับความสูงประมาณ 20-1,000 เมตร จากระดับน้ำทะเล
ลักษณะ เป็นปรงขนาดเล็กสูงได้ประมาณ 3 เมตร โคนลำต้นกลวงป่องออกเล็กน้อย ภายนอกเห็นเป็นข้อสั้นๆสีคล้ำ มีหัวอยู่ใต้ดิน ใบประกอบแบบขนนก(pinnate)สีเขียวเป็นมันอกเรียงเวียนแน่นที่ปลายยอด ยาวประมาณ 60-90 ซม.ใบย่อยมี 50- 70 คู่ ใบย่อยรูปขอบขนานแคบมีขนาดกว้างประมาณ 6 มม และยาวประมาณ 7.5-20 ซม. ปลายใบแข็งเป็นหนาม เส้นกลางใบนูนเห็นชัดเจนทั้งสองด้าน ก้านใบยาวประมาณ 30 ซม. มีหนามที่สันดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น(dioecious) โคนเพศผู้เป็นทรงกระบอกยาวประมาณ 30 ซม. กาบดอกเป็นแผ่นแข็งรูปขอบขนาน ยาวประมาณ 17ซม. ด้านนอกเป็นรูปสามเหลี่ยม มีรยางค์แหลมที่ปลายตั้งขึ้น ส่วนดอกเพศเมียแผ่เป็นแผ่นคล้ายกาบ ขอบจักลึกคล้ายหนาม มีขนาดยาวประมาณ 10-10.5 ซม.และมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-2.5 ซม. มีขนสีน้ำตาลอมเหลืองขึ้นปกคลุมอยู่หนาแน่น ตอนล่างมีไข่อ่อนติดอยู่ 1 คู่ ข้างละ 1 ใบ เมล็ดรูปไข่แกมขอบขนาน สีน้ำตาล ผิวเกลี้ยง ยาวประมาณ 4.5 ซม. กว้าง 3 ซม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบตำแหน่งที่เปิดรับแสงจ้า แต่จะฟอกสีเมื่ออยู่กลางแดด ดีที่สุดด้วยการป้องกันความร้อนในช่วงบ่าย เติบโตช้ามาก (อายุการสร้างประมาณ 120 ปี)
ใช้ประโยชน์---พืชชนิดนี้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้เป็นอาหารและยาในท้องถิ่น บางครั้งก็ปลูกเป็นไม้ประดับ กล่าวกันว่าสายพันธุ์นี้มีประโยชน์เช่นเดียวกับ Cycas rumphii การใช้ประโยชน์เหล่านี้มีดังต่อไปนี้
-ใช้กิน ใบอ่อนมากกินได้ ในบางส่วนของฟิลิปปินส์ใบอ่อน (ยังม้วนอยู่) นำมาปรุงเป็นผัก -เมล็ดดิบมีพิษ แต่หลังจากหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ ตากให้แห้งแล้วแช่ในน้ำสักครู่แล้วทำให้แห้งอีกครั้งก็จะกินได้ สามารถใช้เป็นแป้งสาคู อย่างไรก็ตามไม่สามารถแนะนำให้ใช้เมล็ดเป็นอาหารได้ ดูด้านล่างเกี่ยวกับความเป็นพิษ
-ใช้เป็นยา น้ำคั้นใบอ่อนใช้รักษาอาการท้องอืดและอาเจียน เปลือกและเมล็ดนำมาบดกับน้ำมันใช้เป็นยาพอกแผลและบวม
-ใช้เป็นไม้ประดับ เหมาะกับเขตร้อนที่มีอากาศแห้งตามฤดูกาล ปลูกง่ายทนแล้งได้ดี  ระวังเรื่องการซื้อปรงป่า ปรงภูเขา เลือกซื้อที่เขานำใส่กระถางพร้อมขายมาด้วย เป็นพวกเพาะเมล็ดเลี้ยงให้โตในกระถาง ถ้าไม่มีกระถางติดมา ซื้อแบบดิบๆไม่มีราก ผิดกฎหมายทั้งคนขายคนซื้อ แล้วถ้าได้มาแล้วทำไม่เป็นเน่าตายก็เยอะเสียของ
-อื่น ๆเปลือกไม้ใช้เป็นกาว ผลไม้จะถูกมัดรวมกันเพื่อทำของเล่นเด็กหรือเขย่าแล้วมีเสียง
รู้จักอันตราย---พืชมีอัลคาลอยด์ของสารก่อมะเร็งและยังมีกรดอะมิโนที่ทำให้เกิดความผิดปกติของระบบประสาทเรื้อรัง การบริโภคพืชเป็นประจำทำให้เกิดปัญหาสุขภาพและความตายอย่างรุนแรง หลักการที่เป็นพิษนี้สามารถขจัดออกไปได้หากมีการเตรียมอาหารอย่างเหมาะสม แต่ยังไม่สามารถแนะนำให้บริโภคพืชได้เนื่องจากการใช้บ่อยครั้งหมายถึงการตายของพืชและเริ่มหายากในป่า
ภัยคุกคาม---สายพันธุ์ที่แพร่หลายและมีอยู่มากมายในท้องถิ่น อย่างไรก็ตามประชากรคาดว่าจะลดลงมากกว่า 30% ในช่วง 90 ปีที่ผ่านมาโดยพิจารณาจากขอบเขตของการเปลี่ยนไปในการใช้พื้นที่เกษตรกรรมและเนื่องจากการเก็บรวบรวมเพื่อการค้าไม้ประดับ แต่ประชากรจำนวนมากก็ยังคงอยู่และไม่ได้อยู่ภายใต้การคุกคามของการสูญพันธุ์ในทันที พืชชนิดนี้ถูกจัดให้อยู่ใน IUCN Red List ประเภท 'อ่อนแอ' มีความเสี่ยงสูงต่อการสูญพันธุ์ในธรรมชาติในอนาคตอันใกล้
สถานะการอนุรักษ์---VU- VULNERABLE -  IUCN. Red List of Threatened Species  2013
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ใช้เวลา 6–18 เดือนในการงอก, แยกหน่อ


56 ปรงเขา/Cycas pectinata

ชื่อวิทยาศาสตร์---Cycas pectinata Buch.-Ham.(1826)
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms   
---Basionym: Cycas circinalis var. pectinata ( Buch. -Ham.) J.Schust.(1932)
---Cycas dilatata Griff.(1854)
---Cycas jenkinsiana Griff.(1854)
ชื่อสามัญ---Assam cycas, Nepal Cycas
ชื่ออื่น---มะพร้าวเต่าดอย มะพร้าวเต่าหลวง;[ASSAMESE: Thaljimura,Nag-phona/ Thalji-mura,Nagchampa,Nagphana.];[BENGALI: Manirāja.];[CHINESE: Bi-chi sutie, Feng-huang-dan, Feng-wei-jiao];[HINDI: Thaakal.];[KHASI: Dieng-sia-goda.];[MANIPURI: Yendang.];[MYANMAR: Môndaing.];[NEPALI: Thakal.];[THAI: Boka, Prong khao, Prong pa, Maphrao tao doi, Maphrao louang.];[VIETNAMESE: Cây thiên tuế, Thiên tuế, Tuế lược]
ชื่อวงศ์ ---CYCADACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Cycas มาจากชื่อภาษากรีก 'cýkas'ในทางกลับกันเนื่องจากข้อผิดพลาดในการเขียนจากพหูพจน์ cóikas ของ coix  = (dum palm, in Strabo) สำหรับปาล์มชนิดหนึ่ง; ชื่อสายพันธุ์ 'pectinata'
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย เนปาล ภูฏาน พม่า จีน บังคลาเทศ มาเลเซีย กัมพูชา ไทย ลาว เวียดนาม
Cycas pectinata เป็นสายพันธุ์ของปรงในสกุล Cycas ได้รับการอธิบายครั้งแรกโดย Francis Buchanan-Hamilton(1762-1829) นักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อต ในปี พ.ศ. 2369

ที่อยู่อาศัย พบในตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย (อัสสัม ,มณีปุระ ,รัฐเมฆาลัย ,สิกขิม ,ดาร์จีลิ่ง ) เนปาล ภูฏาน พม่าภาคเหนือ จีนตอนใต้ (ยูนนาน) บังกลาเทศ มาเลเซีย กัมพูชา ภาคเหนือของไทย ลาว เวียดนาม เติบโตที่ระดับความสูง 300 เมตร ถึง 1300 เมตรจากระดับน้ำทะเล
ลักษณะ เป็นปรงขนาดเล็กสูงประมาณ 1.5-2เมตร ทรงพุ่มคล้ายต้นมะพร้าวมักแตกกิ่งก้าน ใบประกอบแบบขนนก(pinnate) ออกเป็นกระจุกบริเวณยอด ใบยาวประมาณ1.5-2.5เมตร ใบย่อยเป็นเส้นแคบยาว ก้านใบมีหนามมีใบย่อยประมาณ30-40ใบ  เป็นพืชจำพวกเมล็ดเปลือย แยกเพศอยู่คนละต้น (dioecious) เมล็ดรูปไข่ยาว 4.5-6 ซม. กว้าง 4-4.7 ซม.  สีส้มหรือเหลืองส้ม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบตำแหน่งที่เปิดรับแสงจ้า แต่จะฟอกสีเมื่ออยู่กลางแดด ดีที่สุดด้วยการป้องกันความร้อนในช่วงบ่าย อัตราการเติบโตโดยปกติจะเติบโตช้า แต่สภาพที่ดีสามารถเร่งความเร็วได้มาก เนื่องจากนิสัยการเจริญเติบโตของมัน ให้ใส่ปุ๋ยเฉพาะเมื่อขั้วตาเริ่มบวมซึ่งบ่งบอกถึงการเริ่มต้นของวงจรการเจริญเติบโตประจำปี
ใช้ประโยชน์---พืชนี้เก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้เป็นอาหารและยาในท้องถิ่น และปลูกเป็นไม้ประดับ
-ใช้กิน เมล็ดสุก เมล็ดดิบมีพิษ แต่หลังจากหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ ตากให้แห้งแล้วแช่ในน้ำสักครู่แล้วทำให้แห้งอีกครั้งก็จะกินได้ ใบอ่อนมากกินเป็นผัก สามารถสกัดสาคูหยาบออกจากลำต้นได้
-ใช้เป็นยา กล่าวกันว่าสายพันธุ์นี้มีประโยชน์เช่นเดียวกับ Cycas rumphii -เกสรดอกไม้เป็นสารเสพติด เปลือกและเมล็ดนำมาบดกับน้ำมันและใช้เป็นยาพอกแผลและแก้บวม น้ำคั้นใบอ่อนใช้รักษาอาการท้องอืดและอาเจียน
-ใช้ปลูกประดับ เป็นปรงที่แพร่หลายมากที่สุดชนิดหนึ่ง เป็นไม้ประดับที่นิยมปลูกในสวนและที่สาธารณะ ในเวียดนาม Cycas pectinata เรียกกันว่าต้นไม้ร้อยปี (Câythiêntuế) ถือเป็นไม้ประดับมงคล ปรงขนาดใหญ่มักวางไว้หน้าคฤหาสน์และสำนักงานขององค์กรหรือหน่วยงานราชการ
-อื่น ๆลำต้นนำมาตำใช้สระผม กล่าวกันว่าสายพันธุ์นี้มีประโยชน์เช่นเดียวกับ Cycas rumphii -เปลือกไม้ใช้เป็นกาว ผลไม้จะถูกมัดรวมกันเพื่อทำของเล่นเด็กหรือเขย่าแล้วมีเสียง
ความเชื่อ/พิธีกรรม--- ในรัฐอัสสัมใบแก่สีเขียวถูกนำมาใช้ในการตกแต่งศาลเจ้าชั่วคราวจำนวนมากที่เรียกว่า“ Pooja Pandals” ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพในช่วงเทศกาล ใบใช้สำหรับตกแต่งทางเข้าและช่อดอกไม้
รู้จักอันตราย---พืชมีอัลคาลอยด์ของสารก่อมะเร็งและยังมีกรดอะมิโนที่ทำให้เกิดความผิดปกติของระบบประสาทเรื้อรัง การบริโภคพืชเป็นประจำทำให้เกิดปัญหาสุขภาพและความตายอย่างรุนแรง หลักการที่เป็นพิษนี้สามารถขจัดออกไปได้หากมีการเตรียมอาหารอย่างเหมาะสม แต่ยังไม่สามารถแนะนำให้บริโภคพืชได้เนื่องจากการใช้บ่อยครั้งหมายถึงการตายของพืชและเริ่มหายากในป่า
ภัยคุกคาม---เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ที่แพร่หลายและมีอยู่มากมายในท้องถิ่น อย่างไรก็ตามประชากรคาดว่าจะลดลงมากกว่า 30% ในช่วง 90 ปีที่ผ่านมาโดยพิจารณาจากขอบเขตของการเปลี่ยนไปในการใช้พื้นที่เกษตรกรรมและเนื่องจากการเก็บรวบรวมเพื่อการค้าไม้ประดับ แต่ประชากรจำนวนมากก็ยังคงอยู่และไม่ได้อยู่ภายใต้การคุกคามของการสูญพันธุ์ในทันที พืชชนิดนี้ถูกจัดให้อยู่ใน IUCN. Red List ประเภท "อ่อนแอ" (มีความเสี่ยงสูงต่อการสูญพันธุ์ในธรรมชาติในอนาคตอันใกล้)
สถานะการอนุรักษ์---VU- VULNERABLE -  IUCN. Red List of Threatened Species 2013
สถานะการอนุรักษ์--อยู่ในความคุ้มครองของ CITES Appendix II (การควบคุมการค้าเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ที่ไม่เข้ากันกับการอยู่รอดของสายพันธุ์) - ทั่วโลก
ระยะออกดอก/ติดผล---มิถุนายน - กรกฎาคม/เมล็ดแก่ กุมภาพันธ์ - มีนาคม
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ควรเพาะทันทีเมื่อสุก ก่อนนำเมล็ดไปเพาะควรแช่น้ำอุ่น24 ชั่วโมง ใช้ระยะเวลาการงอก1-3เดือน


57 ปรงเขาชะเมา/Cycas chamaoensis

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Cycas chamaoensis K.D.Hill.(1999)
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---Cycad, Chamao Sago
ชื่ออื่น---ปรงชะเมา ปรงเขาชะเมา มะพร้าวสีดา ; [THAI:Prong Chamao, Prong KhaoChamao.]
ชื่อวงศ์---CYCADACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Cycas มาจากชื่อภาษากรีก 'cýkas'ในทางกลับกันเนื่องจากข้อผิดพลาดในการเขียนจากพหูพจน์ cóikas ของ coix  = (dum palm, in Strabo) สำหรับปาล์มชนิดหนึ่ง; ชื่อสายพันธุ์ ' chamaoensis'หมายถึงเขาชะเมาถิ่นกำเนิด
Cycas chamaoensis เป็นสายพันธุ์ของพืชเมล็ดเปลือย (gymnosperms)ในครอบครัวปรง (Cycadaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Kenneth D.Hill (1948 –2010) นักพฤกษศาสตร์ชาวออสเตรเลีย ในปี พ.ศ.2542  
ที่อยู่อาศัย ปรงชะเมาค้นถูกพบครั้งแรกปี 2537สายพันธุ์นี้พบเฉพาะที่เดียวบนหินแกรนิตของเขาชะเมาภูเขาทางตะวันออกเฉียงเหนือของ อ.แกลงจ.ระยองประเทศไทย ชาวระยองเรียกกันว่า มะพร้าวสีดา เป็นพืชถิ่นเดียวของไทยขึ้นอยู่ตามซอกหินแกรนิตหรือลานหิน บน หน้าผา
ลักษณะ เป็นปรงต้นเดี่ยวหรืออาจแตกกิ่งข้างสูงได้ถึง 6 เมตรลักษณะคล้ายกับปรงเขา (C. pectinata) ลำต้นเรียบสีเทา ก้านใบยาว30-60ซม.ใบประกอบแบบขนนก (pinnate)ตัวใบยาว1.3-2.6 เมตร ดอกแยกเพศอยู่คนละต้น (dioecious) ติดผลจำนวนมากผลกลมขนาด3-4ซม มี1เมล็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เติบโตในป่า- กึ่งเขตร้อน/เขตร้อนชื้น Montane ชอบตำแหน่งที่เปิดรับแสงจ้า แต่จะฟอกสีเมื่ออยู่กลางแดด ดีที่สุดด้วยการป้องกันความร้อนในช่วงบ่าย เจริญได้ดีในดินแห้ง กรวดทราย ท่ามกลางความร้อนและแดดจัด ทนแล้ง การเจริญเติบโต ช้าตามธรรมชาติของปรง อายุยืนยาวได้ถึง 40 ปี
ใช้ประโยชน์-ใช้ปลูกประดับ เป็นไม้สวยหายาก ทำให้ปรงชะเมาโดยเฉพาะต้นที่มีขนาดใหญ่มีราคาสูงมาก เป็นที่ต้องการของผู้นิยมปลูกเลี้ยง และนักสะสมพันธุ์พืช ทั้งในและต่างประเทศ ทำให้สถานะการอนุรักษ์ไม่มั่นคงถือว่าถูกคุกคามจนถูกจำแนกเป็นพืชใกล้สูญพันธุ์เพราะเกิดความต้องการมากมายแต่คนในถิ่นยังให้ความสำคัญต่อพืชชนิดอื่นมากกว่า
ภัยคุกคาม--เนื่องจากจำกัดพื้นที่อยู่บนภูเขาลูกเดียว ขนาดประชากรของC. chamaoensisไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่คาดว่าอยู่ในช่วง 2,500 ถึง 10,000  ชาวบ้านในท้องถิ่นให้ความสำคัญกับพืชเพื่อจุดประสงค์ในการทำสวนมีการนำพืชจำนวนมากออกจากท้องที่ ถูกจัดวางไว้ใน IUCN Red List ประเภท 'ใกล้สูญพันธุ์ขั้นวิกฤต'
สถานะการอนุรักษ์---CR- CRITICALLY ENDANGERED -  IUCN Red List of Threatened Species
สถานะการอนุรักษ์--อยู่ในความคุ้มครองของ CITES Appendix II (การควบคุมการค้าเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ที่ไม่เข้ากันกับการอยู่รอดของสายพันธุ์) - ทั่วโลก
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด แยกหน่อ


59 ปรงสีฟ้า/Cycas cairnsiana

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Cycas cairnsiana F.Muell.(1876)
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---Australian Cycas, Mount Surprise sago
ชื่ออื่น---ปรงสีฟ้า, ปรงใบฟ้า ;[AFRIKAANS: Mount Surprise-sikadee.];[THAI: Prong sifa, Prong baifa.]
ชื่อวงศ์---CYCADACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปออสเตรเลีย
เขตกระจายพันธุ์---รัฐควีนส์แลนด์ตอนเหนือของออสเตรเลีย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสายพันธุ์ 'cairnsiana' ตั้งชื่อเป็นเกียรติแก่ Sir William Wellington Cairns (1828-1888) ผู้ว่าการรัฐควีนส์แลนด์,ออสเตรเลีย ตั้งแต่ปี พ. ศ. 2418-พ.ศ.2520
Cycas cairnsiana เป็นสายพันธุ์ของปรงในสกุล Cycas ได้รับการอธิบายครั้งแรกโดย Sir Ferdinand Jacob Heinrich von Mueller (1825-1896) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันออสเตรเลีย ในปี พ.ศ. 2419
ที่อยู่อาศัย เป็นสายพันธุ์ที่อ่อนแอซึ่งพบได้เฉพาะในสองแห่งรอบ Mount Surprise ใน Newcastle Range ของ Einasleigh ทางตอนเหนือของควีนส์แลนด์ออสเตรเลีย
เติบโตในดินบาง ๆ ที่มีกรวดบนเนินเขาเตี้ย ๆ ท่ามกลางหินแกรนิตขนาดใหญ่ ช่วงระดับความสูง เกิดขึ้นที่ 450-500 เมตร
สักษณะ ลำต้นสูงประมาณ 2-5 เมตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 10-15 ซม. ที่จุดแคบที่สุดมีฐานบวม ใบประกอบแบบขนนก ยาว  60-110 ซม มีใบย่อย 180-220 ใบ แผ่นใบย่อย ยาว 8-18 ซม. และกว้าง 2-4 มม. (แผ่นใบย่อยเรียงตรงข้าม ที่ 30-90 °บน เส้นกลางใบ)ใบอ่อนเมื่อเริ่มผลิออกมาจะเป็นสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลอมม่วงจากนั้นจึงค่อยเปลี่ยนเป็นสีเขียวอมฟ้าประกายเงิน ก้านใบยาว 18-27ซม.มีหนามคม โคนเพศเมีย: เปิดมีสปอโรฟิลล์ยาว 16-21 ซม. มีสองถึงสี่ ออวุลต่อสปอโรฟิลล์ โคนเพศผู้:โดดเดี่ยวรูปไข่ยาว 16-20 ซม. และเส้นผ่านศูนย์กลาง 7-10 ซม. สีน้ำตาลส้มและมีกระดูกสันหลังส่วนปลายหงาย เมล็ดรูปไข่ แบน สีน้ำตาลเหลือง ยาว 36-42 มม. กว้าง 30-37 มม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ตำแหน่งทีมีแดดจัดถึงร่มบางส่วน ดินร่วนลึกระบายน้ำได้ดี ไม่ควรปลูกในดินที่มีความเป็นด่างสูงเพื่อหลีกเลี่ยงการขาดสารอาหารและใบไม้เป็นสีเหลือง ใส่ปุ๋ยเฉพาะเมื่อขั้วตาเริ่มบวมซึ่งบ่งบอกถึงการเริ่มต้นของวงจรการเจริญเติบโตประจำปี อัตราการเจริญเติบโต ช้า
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ เหมาะกับพื้นที่เขตร้อนที่มีอากาศแห้งตามฤดูกาล เหมาะสำหรับสวน xeriscape ยังคงหายากมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป มีการเพาะปลูกมากขึ้นอาจหาไก้ง่ายเนื่องจากเป็นที่ต้องการอย่างมากในหมู่นักสะสม
สถานะการอนุรักษ์--อยู่ในความคุ้มครองของ CITES Appendix II (การควบคุมการค้าเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ที่ไม่เข้ากันกับการอยู่รอดของสายพันธุ์) - ทั่วโลก
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ใช้เวลาในการงอกประมาณ 6–18 เดือน



61 จาก/Nypa fruticans

ชื่อวิทยาศาสตร์---Nypa fruticans Wurmb.(1779)
ชื่อพ้อง ---Has 5 Synonyms
---Cocos nypa Lour.(1790)
---Nipa arborescens Wurmb ex H.Wendl.(1878)
---Nipa fruticans (Wurmb) Thunb.(1782)
---Nipa litoralis Blanco.(1837)
---Nypa fruticans var. neameana F.M.Bailey.(1888)
ชื่อสามัญ---Nipa, Atap palm, Nipa palm, Mangrove palm, Water Coconut
ชื่ออื่น---จาก ;[BANGLADESH: Golpata.];[BURMESE: Dani.];[CHINESE: Lu bi, Zhu zi, Shui ye.];[FRENCH: Palmier d'eau, Palmier nipa.];[GERMAN: Atappalme, Mangrovenpalme, Nipapalme, Nypa-Palme.];[INDONESIA: Bobo, Buyuk, Nipah.];[ITALIAN: Palma delle paludi.];[JAPANESE: Nippa yashi, Nippayasi.];[KHMER: cha:k.];[MALAYSIA: Nipah, Buah nipah.];[MYANMAR: Dane.];[NIGERIA: Ayamatangh, Ayangmbakara.];[PAPUA: Biri-biri.];[PHILIPPINES: Lasa, Sasa, Pauid(Tag.); Pinok, Tata (Ibn.).];[SINGAPORE: Attap.];[SWEDISH: Nipapalm.];[THAI: Chaak.];[VIETNAM: Duwfa las, Dua nuoc..].
ชื่อวงศ์---ARECACEAE (PALMAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย มาเลเซีย อินโดจีน ออสเตรเลีย
Nypa fruticans เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวปาล์ม (Arecaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Friedrich von Wurmb (1742–1781) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันในปี พ.ศ. 2322


ที่อยู่อาศัย พบตั้งแต่ศรีลังกาและสามเหลี่ยมปากแม่น้ำคงคาไปจนถึงแปซิฟิกตะวันตก ในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พบในบังกลาเทศ บรูไนดารุสซาลาม กัมพูชา จีน (เกาะไหหลำ) อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย เมียนมาร์ สิงคโปร์ไทยและเวียดนาม ในออสตราเลเซียพบทางตะวันตกเฉียงเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของออสเตรเลีย สหพันธรัฐไมโครนีเซีย กวม ปาเลา ปาปัวนิวกินี หมู่เกาะโซโลมอน เกิดขึ้นในหนองน้ำป่าชายเลน พื้นที่น้ำขึ้นน้ำลงในโคลนลึก ในพื้นที่ลุ่มชายฝั่งที่มีน้ำขัง เติบโตในน้ำหรืออยู่ภายใต้กระแสน้ำท่วม
ลักษณะ เป็นปาล์มแตกกอจากลำต้นใต้ดินหรือลำต้นที่เลื้อยไปบนดินโดยโผล่ก้านใบและตัวใบขึ้นมาอยู่เหนือดิน ลำต้นจะแตกแขนงอยู่ใต้ดินทำให้ขึ้นเป็นกอ สูงประมาณ 3 เมตร ใบประกอบแบบขนนก(pinnate) เรียงตรงข้ามกัน มีใบยอยเป็นรูปขอบขนาน ดอกเป็นช่อแบบกระจุกแน่นระหว่างกาบใบ(Interfoliar)ช่อดอกจะชูตั้งขึ้นและโค้งลง ดอกแยกเพศอยู่ในต้นเดียวกัน (monoecious) ดอกมีสีเหลือง ผลอยู่รวมกันเป็นช่อ มีผลย่อยอยู่เป็นจำนวนมากรูปไข่กลับแบนและนูนตรงกลาง สีน้ำตาลเรียบเป็นมัน
ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์อื่น ๆ---ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขนาดของนิปาปาล์มแตกต่างกันไป: ในฟิลิปปินส์พืชมีขนาดเล็กกว่าในปาปัวนิวกินีและมาเลเซีย ในมาเลเซียมีความแตกต่างของปาล์มนิปาสองรูปแบบคือ 'นิปาห์กาล่า' และ 'นิปาห์ปาดี' ('nipah gala' and 'nipah padi') ซึ่งแตกต่างกันที่ความเอียงของแผ่นพับ ไม่มีการพัฒนาสายพันธุ์
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เป็นปาล์มชนิดเดียวที่เป็นพืชในป่าชายเลน ในสภาพแวดล้อมที่เป็นน้ำกร่อย ไม่ค่อยพบเห็นได้โดยตรงบนชายทะเล สภาวะที่เหมาะสมคือเมื่อโคนและเหง้าของปาล์มถูกน้ำกร่อยท่วมเป็นประจำอุดมไปด้วยดินตะกอนดินเหนียวและซากพืช พวกมันมีเกลืออนินทรีย์แคลเซียมและซัลไฟด์ต่างๆของเหล็กและแมงกานีสในปริมาณสูงซึ่งมีส่วนทำให้เกิดกลิ่นและสีเข้มโดยทั่วไป pH อยู่ที่ประมาณ 5 ในตำแหน่งที่มีแดดจ้า อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยในพื้นที่ปลูกคือ 20 ° C และสูงสุด 32-35 ° C
ใช้ประโยชน์---เป็นแหล่งอาหารที่มีมูลค่าสูงและแหล่งวัตถุดิบสำหรับคนในท้องถิ่น
-ใช้กิน เมล็ด - ดิบ เก็บเกี่ยวเมื่อผลยังไม่สุกเมล็ดมีรสครีมอร่อย เอนโดสเปิร์มสีขาวของเมล็ดที่ยังไม่สุกมีรสหวานและมีลักษณะคล้ายวุ้นใช้กินเป็นอาหารว่าง เมล็ดที่โตเต็มที่บางครั้งกินได้ แต่จะแข็งมาก-น้ำหวานจากช่อดอก ส่วนใหญ่จะใช้ในการทำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ยังใช้ทำน้ำเชื่อมน้ำตาลและน้ำส้มสายชู   
-ใช้เป็นยา ส่วนต่างๆของปาล์มเป็นแหล่งยาแผนโบราณ เช่นน้ำคั้นจากยอดอ่อนใช้กับโรคเริม เถ้าของปาล์มที่ถูกเผาป้องกันอาการปวดฟันและปวดศีรษะ ต้น (ไม่ระบุส่วน) ใช้เป็นยาแก้ตะขาบกัดและรักษาแผลพุพอง
-วนเกษตร ใช้ปลูกตามแนวชายฝั่งที่เป็นหนองซึ่งมักมีป่าโกงกางเพื่อป้องกันชายฝั่งจากการกัดเซาะ
-อื่น ๆใบไม้เป็นวัสดุชั้นเยี่ยมสำหรับมุงทำตะกร้าและเสื่อ และถือว่ามีคุณภาพดีกว่ามะพร้าว  ก้านใบที่แข็งแรงมีประโยชน์ต่อโครงสร้างหลายอย่าง ใบอาจมีแทนนินมากถึง 10%
ภัยคุกคาม-ไม่มีภัยคุกคามที่น่าเป็นห่วงจัดไว้ในIUCN Red List ประเภท 'ความกังวลน้อยที่สุด'(ไม่น่าจะสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้)
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species 2010
ระยะเวลาออกดอก--- ออกดอกได้ตลอดทั้งปี
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด แยกหน่อ

Last update May2019

5/8/2021

เอกสารประกอบ, อ้างอิง, แหล่งที่มา

---หนังสือ “คู่มือปาล์มประดับ” ดร. ปิยะ เฉลิมกลิ่น.2                                                                                         
---คู่มือปาล์มประดับ : Ornamental Palm ฉบับปรับปรุงและเพิ่มเติม/ดร. ปิยะ เฉลิมกลิ่น 2550
---หนังสือ"ปาล์มประดับที่ปลูกได้ในประเทศไทย"สวัสดิ์ หรั่งเจริญ สำนักพิมพ์มติชน 2547
---สารานุกรมพืชในประเทศไทย (ฉบับย่อ) (Concise Encyclopedia of Plants in Thailand)
---Australian Government's Species Profile and Threats Database. http://www.environment.gov.au/
---Palmpedia - Palm Grower's Guide https://www.palmpedia.net    
---ฐานข้อมูลพรรณไม้มีชีวิต องค์การสวนพฤกษศาสตร์ Living Plant Database of The Botanical Organization
---ต้นปาล์มในเอเชียใต้โดย Andrew HENDERSON https://books.google.co.th
---ประมวลคำศัพท์ปาล์ม: ขึ้นอยู่กับอภิธานศัพท์ใน Dransfield, J. , NW Uhl, CB Asmussen-Lange, WJ Baker, MM Harley และ CE Lewis 2008 จำพวก Palmarumวิวัฒนาการและการจำแนกประเภทของปาล์มสวนพฤกษศาสตร์ Royal, Kew http://eunops.org/content/glossary-palm-terms 
---Plant of the world on line.Kewscience.http://powo.science.kew.org
---The IUCN Red List of Threatened Species.https://www.iucnredlist.org
---ประมวลคำศัพท์ปาล์ม http://eunops.org/content/glossary-palm-terms                                               
---Catalogue of Life: 2019 Annual Checklist.http://www.catalogueoflife.org/col/search/all/key/
***แหล่งข้อมูลที่สำคัญมีดังนี้:
---www.palmweb.org -แหล่งข้อมูลที่ น่าเชื่อถือจำนวนมากเกี่ยวกับอนุกรมวิธานปาล์มและระบบการตั้งชื่อ
---Govaerts, R. และ J. Dransfield 2005 รายการตรวจสอบโลกของ Palms สำนักพิมพ์ Kew รายการตรวจสอบได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องและสามารถเข้าถึงออนไลน์ได้ที่http://apps.kew.org/wcsp/home.do
---Dransfield, J. , NW Uhl, C. Asmussen, WJ Baker, MM Harley และ C. Lewis 2551. จำพวก Palmarum วิวัฒนาการและการจำแนกประเภทของปาล์ม (Genera Palmarum ed. 2) สำนักพิมพ์คิว
---http://eunops.org/content/glossary-palm-terms คำศัพท์อินเทอร์แอคทีฟของปาล์มโดยอ้างอิงจากอภิธานศัพท์ที่พิมพ์ใน Genera Palmarum ed 2 ***http://thaipalm.myspecies.info/
---IPNI , 2003, ดัชนีชื่อพืชสากล. ฐานข้อมูลออนไลน์ < http://www.ipni.org/ >


 Check for more information on the species:          


---Plants Database    Names, synonymy and distribution    The Garden.org Plants Database    https://garden.org/plants/
---Global Plant Initiative    Digitized type specimens, descriptions and use    หอพรรณไม้ - กรมอุทยานแห่งชาติ    www.dnp.go.th/botany/Herbarium/GPI.html
---Tropicos    Nomenclature, literature, distribution and collections    Tropicos - Home    www.tropicos.org/
---GBIF    Global Biodiversity Information Facility    Free and open access to biodiversity data    https://www.gbif.org/
---IPNI    International Plant Names Index    The International Plant Names Index - home page    http://www.ipni.org/(IPNI , 2003, ดัชนีชื่อพืชสากล. ฐานข้อมูลออนไลน์ < http://www.ipni.org/ >)
---EOL    Descriptions, photos, distribution and literature    Global access to knowledge about life on Earth    Encyclopedia of Life eol.org/
---PROTA       Uses    The Plant Resources of Tropical Africa  
---Prelude    Medicinal uses    Prelude Medicinal Plants Database    http://www.africamuseum.be/collections/external/prelude

รวบรวมและเรียบเรียงโดย Tipvipa..V
รูปภาพ--ทิพพ์วิภา วิรัชติ
บริษัท สวนสวรส การ์เด้น ดีไซน์ จำกัด
สวนเทวา  เชียงใหม่
www.suansavarose.com
www.suan-theva.com.

Last update 25/2/2021

3/8/2021

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view