สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

สารพัดต้นไม้จัดสวน

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

สวนสไตล์ต่างๆ

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ชื่อนั้นสำคัญไฉน

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 06/08/2020
สถิติผู้เข้าชม 9,529,336
Page Views 14,536,700
 
« August 2020»
SMTWTFS
      1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031     

ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก1

ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก1


ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก-1

For information only-the plant is not for sale.

1 กรรณิการ์/Nyctanthes arbor-tristis 29 ไข่ดาว/Oncoba spinosa 
2 กะตังใบ/Leea indica 30 รวงผึ้ง/Schoutenia glomerata
3 กาหลง/Bauhinia acuminata 31 คอร์เดีย/Cordia sebestina
4 ชงโค/Bauhinia purpurea 32 แปรงล้างขวด/Callistemon viminalis
5 โยทะกา-พญากาหลง/Bauhinia tomentosa. 33 รักทะเล/Scaevola taccada
6 รัตมา/Parkinsonia aculeata 34 โมกบ้าน/Wrightia religiosa.
7 ข้าวหลาม/Goniothalamus marcanii  35 มะตูมแขก/Schinus terebinthifolius 
8 บุหรง/Dasymaschlon dasymaschalum 36 มะเดื่อหอม
9 บุหรงใบอ่อนสีน้ำตาล/Dasymaschalon blumei 37 ลีลาวดีลูกศร/Plumeria pudica
10 บุหงาลำเจียก/Goniothalamus tapis 38 หูกระจงแดง/Terminalia benzoe
11 บุหงาปัตตานี/Goniothalamus sp 39 ทรงบาดาล/Senna surattensis
12 บุหงาเซิง/Friesodielsia desmoides 40 พรวด/Rhodomyrtus tomentosa
13 พวงไข่มุก/Sambucus canadensis 41 พังแหรใหญ่/Trema orientalis
14 มโนรมย์/ Erythrina crista-galli 42 นมแมว/Melodorum siamense
15 เทียนกิ่ง/Lawsonia inermis 43 ฝาดขาว/Lumnitzera racemosa
16 ฝ้ายแดง/Gossypium arboreum  44 ฝาดแดง/Lumnitzera littorea
17 หม่อน/Morus alba 45 สนทราย/Baeckea frutescens
18 รามใหญ่/Ardisia elliptica 46 ช้าแป้น/Callicarpa arborea
19 พิลังกาสา/Ardisia polycephala 47 ดับยาง/Solanum erianthum
20 ส้มกุ้งขน/Ardisia helferiana 48 กลึงกล่อม/Polyalthia suberosa
21 ปลาไหลเผือก/TONGKAT ALI 49 หัสคุณ/Micromelum minutum
22 ไคร้ย้อย/Elaeocarpus grandiflora 50 มันปู/Glochidion wallichianum 
23 ปีบยูนนาน/ Radermachera  Sinica 51 ทองแมว/Gmelina elliptica
24 สร้อยสุวรรณ/Lophanthera lactescens 52 รง/Garcinia lateriflora
25 ส้านชวา/Dillenia suffruticosa 53 คำไทย/Bixa orellana
26 ส้านดอกขาว/Dillenia philippinensis 54 ต่อไส้/Allophylus cobbe
27 ม่วงส่าหรี/Lagerstroemia sp. 55 ระย่อมตีนเป็ด/Rauvolfia sumatrana
28 เกล็ดกระโห้/Clusia rose 56 คำขาว/Rhododendron moulmeinense
57

กุหลาบแดง/Rhododendron simsii


กรรณิการ์/Nyctanthes arbor-tristis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Nyctanthes arbor-tristis.,Linn
ชื่อพ้อง---  Has 6 Synonyms
---Bruschia macrocarpa Bertol.
---Nyctanthes dentata Blume
---Nyctanthes tristis Salisb.
---Parilium arbor-tristis (L.) Gaertn.
---Scabrita scabra L.
---Scabrita triflora L.
ชื่อสามัญ---Night Flower Jasmine, Night Blooming Jasmine, Night Jasmine, Coral Jasmine, Tree-of-Sorrow, Tree of Sadness, Queen Of The Night, Indian night jasmine.
ชื่ออื่น---กณิการ์, กรณิการ์, กรรณิการ์ (ภาคกลาง) สะการะตาหรา ; [THAI: ka nika, kara nika, kannika (Central).]; [AYURVEDA: Paarijaata, Shephaali, Shephaalikaa, Mandaara.];[BENGALI: Sephali, Sheoli, Singhar, Shephalika.];[FRENCH: Jasmin de nuit.];[HINDI: Paarijat, Harsingar, Shefali]; [MALAYALAM: Paarijatam]; [MARATHI: Partak, Khurasali, Parijatak.];[PAKISTAN: Harsingar, Kuri.]; [PERSIAN: Gulkamah.];[SANSKRIT: Parijataka, Parijata, Sephalika, Rajanikasa.]; [SIDDHA/TAMIL: Pavazha mattigai.];  [UNANI: Harasingaar.];   
ชื่อวงศ์---VERBENACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียใต้และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้-อินเดีย เนปาล ปากีสถาน ไทย อินโดนีเซีย-สุมาตรา และชวา
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสายพันธุ์ arbor-tristis หมายถึง "ต้นไม้เศร้า"

 

เป็นพืชในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนซึ่งพบได้ในระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,500 เมตร
กรรณิการ์เป็นไม้หอมที่ขึ้นกระจายพันธุ์อยู่ทั่วไปในป่าของเมืองไทย  ชื่ออีกชื่อเรียกว่า"สะการะตาหรา" แปลว่า ดอกกรรณิการ์ รากศัพท์เดิมมาจากภาษาชวา สะการะ แปลว่า ผกา หรือดอกไม้ เป็นไม้ยืนต้นดอกหอมที่ออกดอกตลอดปี ทรงต้นสูงได้ประมาณ15เมตร ลำต้นและกิ่งก้านเป็นเหลี่ยม เปลือกต้นสีขาว บริเวณแนวสันเหลี่ยมของลำต้นจะมีตุ่มเล็กๆประเป็นแนวตามสันเหลี่ยมของต้น หรือกิ่งด้วย ใบเดี่ยวออกเป็นคู่ตรงข้ามตามข้อต้น เนื้อใบสีเขียวกระด้าง สากระคายมือ เพราะมีขนละเอียดปกคลุมอยู่ตลอดตามใบและตามยอดกิ่งอ่อน ใบรูปมนรีปลายแหลม ขอบใบเรียบไม่มีจัก ขนาดใบยาว 5-7.5 ซม.ดอกออกเป็นดอกช่อ จะออกตามโคนก้านใบหรือตามปลายกิ่งส่วนยอด ในช่อหนึ่งๆมีแขนงช่อดอกย่อยจำนวนมาก ดอกช่อในช่อดอกย่อยช่อหนึ่งมีดอกได้ ตั้งแต่ 5-8 ดอก แต่ดอกจะผลัดกันบานคืนละดอกเดียวต่อช่อดอกย่อยช่อหนึ่งๆ กลีบดอกกรรณิการ์เป็นสีขาวมีกลีบดอก 6 กลีบ ตอนปลายสุดของกลีบดอกเป็นรูปหยักหางปลา  เมื่อบานเต็มที่ทุกๆกลีบจะบิดเวียนตะแคงขวา ลักษณะคล้ายรูปกังหัน วงในสุดของดอกสีส้มแสดหลอดดอกหรือท่อดอกก็เป็นสีส้มแสดเช่นเดียวกันขนาดของดอกเมื่อบานเต็มที่ประมาณ 1.5 ซม.ดอกบานวันเดียวร่วง
**ส่วนตัว-กลิ่นหอมของดอกกรรณิการ์ทำให้คิดถึงสมัยเป็นเด็ก ที่บ้านเดิม อยู่แถวคูเมือง อ.อู่ทอง ปลูกต้นกรรณิการ์อยู่ตรงหัวบันไดบ้าน ตื่นเช้าขึ้นมาต้องไปช่วยคุณยายเก็บดอกกรรณิการ์ที่ร่วงอยู่โคนต้น นำมาตากแดดบนชานบ้านพอแห้งก็เก็บใส่ปี๊บไว้เป็นกระสายยาหรือเข้ายาทำให้หัวใจชุ่มชื่น ก้านดอกสีส้มก็นำมาขยี้แล้วทาริมฝีปากเด็กหญิงแรกเกิด นัยว่าเป็นสาวขึ้นมาจะได้มีริมฝีปากสีสวยเหมือนก้านดอกกรรณการ์ สมัยก่อนบ้านไหนมีหญิงตั้งท้องนี่วิ่งกันวุ่น  เตรียม อัญชัน กรรณิการ์ ไว้วาดคิ้ววาดปาก หาหนามสะ ปลูกคัดเค้าเป็นรั้วกันกระสือ ถ้าเป็นเดี๋ยวนี้มีใครเตรียมทำแบบนั้นคงโดนค้อนตาขาว นี่นับเป็นความทรงจำที่ทำให้ไม่เคยลืมเลยว่ากรรณิการ์หอมแบบไหน สำคัญยังไง**
กรรณิการ์เป็นพืชที่มีประโยชน์และมีค่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับดอกไม้ที่ใช้ในการแพทย์แผนโบราณเป็นสีย้อมและแหล่งที่มาของน้ำมันหอมระเหย  ดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมมาก มีการปลูกกันอย่างแพร่หลายเป็นไม้ประดับในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนทั่วโลก  มักจะปลูกใกล้วัดฮินดูในอินเดียและศรีลังกาเช่นเดียวกับในมาเลเซียและอินโดนีเซีย
ความเชื่อ/พิธีกรรม---สำหรับความเชื่อของชาวฮินดูนั้นเชื่อกันว่ากรรณิการ์เป็นดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้บูชาเทพเจ้า  หากหญิงสาวสวยมาร้องรำทำเพลงที่ต้นกรรณิการ์ ก็จะทำให้ต้นกรรณิการ์ออกดอกมากมายสวยงาม และหากบ้านเรือนใดปลูกต้นกรรณิการ์ไว้ก็จะนำความสุขความเจริญมาให้กับคนในบ้าน
ระยะออกดอก/ผลแก่ ---กันยายน - ตุลาคม/กุมภาพันธ์ - มีนาคม
ขยายพันธุ์ ---  เมล็ด ตอนกิ่ง กิ่งอ่อนปักชำ
 

 

กะตังใบ/Leea indica


ชื่อวิทยาศาสตร์---Leea indica (Burm.f.)Merr.
ชื่อพ้อง---   Has 27 Synonyms
---Aquilicia sambucina L.
---Leea acuminata Wall. & C. B. Clarke
---Leea guineensis G. Don.
---Leea sambucina Willd.
---Leea umbraculifera C. B. Clarke
---Staphylea indica Burm. f.---(more)
ชื่อสามัญ---Common Tree-Vine, Bandicoot Berry
ชื่ออื่น---กะตังใบ (ทั่วไป); คะนางใบ (ตราด); ช้างเขิง (เงี้ยว); ดังหวาย (นราธิวาส); ตองจ้วม, ตองต้อม (ภาคเหนือ); บังบายต้น (ตรัง); [THAI: katang bai (General); kha nang bai (Trat); chang khoeng (Shan); dang wai (Narathiwat); tong chuam, tong tom (Northern); bang bai ton (Trang).]; [ASSAMESE: Ahina,Kukura-thengia]; [BENGALI: Kurkur, Kukur jiwa, Achila gach, Arengi.];[CHINESE: Yan tuo.];[HINDI: Kikur jihwa.]; [INDONESIA: ki tuwa (Sundanese), kayu tuwa (Javanese).]; [MALAYALAM: Chorianthali]; [MALAYSIA: Mali-mali, Merbati padang, Jolok-jolok.]; [PAPUA NEW GUINEA: Paikoro, Dadoro, Warawa.];[PHILIPPINES: Mali (Tag.).]; [SANSKRIT: Chatri.];  [SRI LANKA: Burulla, Gurulla.]; [SWEDISH: asiatisk leea.];[VIETNAM: C[ur] r[oos]i den.].
ชื่อวงศ์--VITACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เนปาล,บังคลาเทศ,อินเดีย,ภูมิภาคอินโดจีน, ออสเตรเลีย และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก

 

สถานถ่ายภาพ---สวนมิ่งมงคล จ.สระบุรี
เกิดขึ้นในอินเดีย เนปาล บังคลาเทศ จีนตอนใต้ อินโดจีน คาบสมุทรมลายู ชวา สุมาตรา บอร์เนียว ออสเตรเลียและ แปซิฟิก พบอยู่ในแหล่งลุ่มน้ำ  ตามแม่น้ำและลำธาร ในป่าเต็งรังผสมป่าพรุและป่าดิบเขา ขึ้นไปที่ระดับความสูงถึง 1,200 เมตร
ประเทศไทย พบขึ้นตามป่าผลัดใบ ป่าเต็งรังและป่าดิบ พบใน ทุกภาคของประเทศ
กะตังใบเป็นไม้ต้นขนาดเล็กหรือไม้พุ่มสูงได้ถึง 3 เมตร ชอบอยู่ใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่มีแสงแดดรำไร ลักษณะลำต้น กลมเกลี้ยงอวบน้ำมีขนสั้นๆ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก 1-2 ชั้น ลักษณะใบ รูปขอบขนานปลายใบเรียวแหลม โคนใบมนหรือรูป ลิ่มขอบใบจักฟันเลื่อย หูใบแนบกับก้านใบ ดอกช่อ แบบช่อกระจุกช่อดอกยาวประมาณ 8-10 ซม. ดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก กลีบดอกและเกสรตัวผู้เชื่อมกันเป็นหลอด ปลายกลีบดอกแยกเป็น5กลีบสีแดงเข้มกลางดอกสีขาว ผลสดมี4-5พู ค่อนข้างกลม สีม่วง ดำเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 - 10 มม. บางครั้งถึง 15 มม. มี 6 เมล็ด


ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งแสงแดดเต็มหรือร่มเงาบางส่วน ดินอุดมสมบูรณ์และชื้นสม่ำเสมอ
ใช้ประโยชน์--- พืชที่รวบรวมจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารและยา มันได้รับการปลูก ในประเทศอินเดียและจีนเพื่อวัตถุประสงค์ในการรักษาโรค  มักปลูกเป็นไม้ประดับและปลูกเป็นปุ๋ยพืชสดเช่นกัน
-ใช้เป็นอาหาร ใบอ่อนและยอดอ่อนมีรสชาดฝาดมันนำมาลวกจิ้มน้ำพริก ผลสุกกินได้
-ใช้เป็นยาในอายุรเวทใช้ในการรักษากลาก, แผล, แผล, หูด, โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ, ท้องร่วง, โรคบิด, การเผาไหม้, โรคฟันผุ, โรคริดสีดวงทวารและไข้- ในประเทศไทยมีการใช้ยาต้มรากและลำต้นเป็นยาแก้ท้องร่วงโรคริดสีดวงทวารและแผลในกระเพาะอาหาร
-วนเกษตรใช้เป็นปุ๋ยพืชสด
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง
**ส่วนตัว-ในตลาดต้นไม้นำมาขายเป็นไม้ประดับหลายปีแล้ว เพราะพุ่มสวยดอกสวย บ้างก็ว่าเป็นไม้มงคล เพราะต้นนี้คนกรุงเทพฯเรียกกันว่า ต้น กะ-ตัง บ้านไหนปลูกต้นนี้... บ้านนั้น" มีกะตัง" มงคลนามยังขายดีอยู่เสมอ**
ระยะออกดอก---มีนาคม-สิงหาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ ตอนกิ่ง

กาหลง/Bauhinia acuminata


ชื่อวิทยาศาสตร์---Bauhinia acuminata Linn.
ชื่อพ้อง ---Has 4 Synonyms
---Bauhinia linnaei Ali
---Casparia acuminata (L.) Heynh.
---Mandarus acuminata (L.) Raf.
---Pauletia acuminata (L.) A.Schmitz
ชื่อสามัญ---Dwarf white bauhinia, Dwarf white orchid-tree, Snowy orchid-tree, White mountain ebony
ชื่ออื่น---กาแจ๊ะกูโด (มาเลย์-นราธิวาส); กาหลง (ภาคกลาง); โยธิกา (นครศรีธรรมราช); ส้มเสี้ยว (ภาคกลาง); เสี้ยวน้อย (เชียงใหม่); ; [THAI: ka-chae-ku-do (Malay-Narathiwat); ka long, som siao (Central); yo thi ka (Nakhon Si Thammarat); siao noi (Chiang Mai).]; [AYURVADA: Kaanchnaara, Kovidaara .];[BURMESE: Mahahlegabyu.]; [CHINESE: Bai hua yang ti jia.]; [INDIA: Kaanchanaara, Kovidaara];[INDONESIA: Panawar saribu, Kupu-kupu.]; [ITALIAN: Bauhinia, Ebano montano.]; [JAPANESE: Moku-wan-ju.];[MALAYSIA: Bunga perak.];  [PHILIPPINES: Bambang (Tag.).]; [SIDDHA/TAMIL: Vellaimandarai.]; [SRI LANKA: Sudu kobalila.]; [TURKISH: Bohinia, Dagh abanoz.]; [UNANI: Kachnaal.];
 ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIACEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-อินเดีย พม่า ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์
มีถิ่นกำเนิดในป่าเมืองร้อนของหลายประเทศ ในประเทศไทยพบขึ้นตามธรรมชาติในป่าเบญจพรรณทุกภาคของประเทศ
กาหลง เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูง 2-4 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยวรูปไข่เกือบกลม โคนใบรูปหัวใจปลายใบเว้าเข้าตามเส้นกลางใบลึกเกือบครึ่งแผ่นใบ ทำให้มองดูคล้ายใบแฝด ขอบใบเรียบ ท้องใบมีขนละเอียดปกคลุม ขนาดกว้าง 9-13 ซม.ยาว10-14 ซม. ดอก ออกเป็นช่อตามส่วนยอด  ดอกมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ดอกกาหลงช่อหนึ่งจะมีประมาณ 5-8 ดอก แต่จะผลัดกันบานทีละ 2-3 ดอก  ดอกมีกลีบสีขาว 5 กลีบเรียงซ้อนเหลื่อมกัน เกสรเพศผู้สีขาวมี5อัน เกสรเพศเมียสีเขียวอยู่กลางดอก ขนาดใหญ่และยาวกว่าเกสรเพศผู้ ขนาดดอกกว้างราว 5 ซม. ฝักแบนยาวราว 10 ซม.เมล็ดอยู่เรียงกันตามช่อง มีฝักละประมาณ10เมล็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---กาหลง เป็นไม้กลางแจ้งแดดจัด ปลูกง่าย ชอบดินที่อุดมสมบูรณ์มีการระบายน้ำดี แต่ให้ความชุ่มชื้นสม่ำเสมอ ต้องการค่า pH ในช่วง 5.6 - 6.5 แม้ว่าหลายสายพันธุ์ในครอบครัว Fabaceae จะมีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดิน แต่สายพันธุ์นี้บอกว่าไม่มีความสัมพันธ์เช่นนี้ดังนั้นจึงไม่สามารถตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ดอกกาหลงเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง ใช้ดอกรับประทานแก้ปวดศีรษะ ลดความดัน ในประเทศอินเดียมีการใช้เปลือกต้นและยาต้มในการใช้ลดความรุนแรงและโรคหอบหืด เปลือกและใบใช้ในการรักษานิ่วในกระเพาะปัสสาวะ กามโรคและโรคเรื้อน ใช้ใบแปะรักษาโรคผิวหนังในท้องถิ่น ในมาเลเซียและอินโดนีเซียใช้เป็นยาแก้ไอและเป็นหวัด
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับทรงพุ่มกระทัดรัด ปลูกประดับตามที่พักอาศัย อาคาร ร้านค้าทั่วไป
ความเชื่อ/พิธีกรรม คนไทยจีนโบราณนิยมปลูกกาหลงไว้เป็นต้นไม้ประจำบ้าน เชื่อว่าเป็นต้นไม้ที่ให้คุณกับเจ้าของมาก ในด้านเมตตามหานิยม พ่อค้าแม่ค้าคนเก่าคนแก่ปลูกกาหลงไว้ที่หน้าร้านบ้าง หน้าบ้านบ้างปลูกกันแทบทั้งนั้น เดี๋ยวนี้ก็ยังคงความนิยมอยู่
ระยะออกดอก---เป็นระยะตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง

ชงโค/Bauhinia purpurea


ชื่อวิทยาศาสตร์---Bauhinia purpurea L.
ชื่อพ้อง---This name is a synonym of Phanera purpurea (L.) Benth.
ชื่อสามัญ---Purple Orchid Tree, Hong Kong Orchid Tree, Butterfly tree; Camel's foot tree, Pink butterfly tree, Purple butterfly tree, Purple camel's foot.
ชื่ออื่น--- กะเฮอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน); ชงโค (ภาคกลาง); สะเปซี (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน); เสี้ยวดอกแดง (ภาคเหนือ); เสี้ยวหวาน (แม่ฮ่องสอน) ; [THAI: ka-hoe (Karen-Mae Hong Son); chongkho (Central); sa-pe-si (Karen-Mae Hong Son); siao dok daeng (Northern); siao wan (Mae Hong Son).];[ASSAMESE: Ronga Kanchan,Tenga-kotora,Kurial,Ronga-kanchan,Og-yok.];[BENGALI: Koiral,raktakanchana.];[CHINESE: yang ti jia.]; [CUBA: bauhinia; orquídea silvestre; puente de mono.]; [FRENCH: arbre à orchidées; fleurs pourpres.];[HINDI: Kaniar.];[INDIA: baswanpada; chambali, devakanchan, kachan.];[KANNADA: Basavanpada,Devakanchan.]; [MALAYALAM:  chovanna-mandaru, suvannamandaram.];[MALAYSIA: tapak kuda.]; [MARATHI: Rakta Chandan.];[NEPALI: tanki.]; [PAKISTAN: kachan, karar, khairwal.];[PHILIPPINES: alibangbang];[SANSKRIT: devakanchan,raktakanchan,raktakovidara.];[SPANISH: bauhinia roja; gorro de Napoleón; mariposa; palo de orquídeas; pie de cabra.];[TAMIL: Nilattiruvatti.];[TRADE NAME: Kachan, Karar, khairwal.];
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIACEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ จากอินเดียถึงจีน มาเลเซีย พม่า กัมพูชา สิงคโปร์และไทย
นิรุกติศาสตร์---Bauhiniaได้รับการตั้งชื่อโดย Linnaeus เพื่อเป็นเกียรติแก่ Jean (1541-1613) และ Gaspard (2103-2166) Bauhin ซึ่งเป็นนักพฤกษศาสตร์ชาวสวิส กลีบของใบไม้สองใบเป็นตัวอย่างของพี่น้องสองคน ; ชื่อเฉพาะ purpurea หมายถึงสีม่วงของดอกไม้
มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน และประเทศอินเดีย และแพร่กระจายในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้  ขึ้นปะปนกับไม้ชนิดอื่นๆในป่าโปร่งผสม ป่าดิบชื้น ป่าดิบเขา ป่าสะวันนา ป่าชายเลน ป่าเต็งรังและป่าพรุ
พบปลูกเป็นไม้ประดับในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของโลกและตอนนี้ สามารถพบได้ในอเมริกาเหนือ, อเมริกากลาง, หมู่เกาะอินเดียตะวันตก, แอฟริกาและบนเกาะในมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก เป็นพืชกึ่งเขตร้อนถึงเขตร้อนชื้นซึ่งมักพบได้ในระดับความสูง500 ถึง 2,000 (-3,000) เมตร
ไม้ยืนต้นผลัดใบช่วงสั้นๆ ขนาดเล็ก สูงประมาณ 5-10 เมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 5-20 ซม. ลำต้นมีลีลางดงาม ใบเป็นใบเดี่ยวรูปหัวใจ ปลายใบเว้าลึกมาก ปลายลอนของใบทู่ มองดูคล้ายใบแฝดติดกัน ขนาดของใบกว้าง8-15ซม.ยาว10-14ซม. ขอบใบเรียบ ผลัดใบในฤดูหนาวระหว่างเดือนพฤศจิกายน-เดือนธันวาคมจะแตกใบใหม่เดือน เมษายน-เดือนพฤษภาคม ดอกออกเป็นช่อจากด้านข้างหรือปลายกิ่ง ช่อโปร่งมีจำนวน6-10ดอกต่อช่อ ดอกขนาดใหญ่ มี5กลีบเมื่อดอกบานเต็มที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 6-8ซม. ผลเป็นฝักยาว20-25ซม.เมื่อแก่แตกเป็น2ซีก ภายในผลมี10เมล็ด ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 12-15 มม.ชงโค มีดอกดกสวยงาม  ดอกสีชมพูปนม่วง และดอกติดต้นทนนานถึง45วัน  
ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม---ชงโคเป็นพันธุ์ไม้กลางแจ้งเติบโตได้ในดินทั่วไป ขึ้นอยู่กับความหลากหลายของดินแต่ต้องมีการระบายน้ำที่ดี
ใช้ประโยชน์--- ต้นไม้มีการใช้งานในท้องถิ่นอย่างกว้างขวางเป็นอาหารยารักษาโรคและสินค้าโภคภัณฑ์ เป็นสายพันธุ์บุกเบิกที่ยอดเยี่ยมและได้รับการปลูก เป็นไม้ประดับผ่านเขตร้อนเป็นจำนวนมาก
-ใช้เป็นอาหาร ใบ ดอกตูมและดอกไม้- ปรุงและกินเป็นผัก ดอกตูมมักจะดองหรือใช้ในแกง ต้นอ่อนฝักอ่อน - สุก กินเป็นผัก
-ใช้เป็นยา  ดอกเป็นยาระบาย รากขับลม แก้ไขและยังใช้เป็นยาสมานแผล
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับใช้จัดสวนและใช้ในงานภูมิทัศน์ ปลูกตามอาคาร บ้านเรือน ที่พักอาศัย สวนสาธารณะ ริมถนน ให้ร่มเงาและดอกสวยงาม **ส่วนตัว- เวลาจะปลูกชงโคไม่ต้องเลือกต้นที่มีขนาดใหญ่มากเลือกต้นอ่อน ศ.กเพียง 3-4" กำลังดี เพราะถ้าต้นแก่เกินไปดอกจะน้อยและเล็ก อายุขัยของชงโคก็ไม่เหมือนต้นไม้ยืนต้นชนิดอื่นๆอยู่แค่ 25-30 ปีก็ไปแล้ว **
-ใช้อื่น ๆ เนื้อไม้มีสีขาวนวลเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเมื่อสัมผัสกับบรรยากาศ เนื้อไม้ละเอียดและทนทาน ใช้สำหรับทำอุปกรณ์การเกษตรและเป็นเชื้อเพลิง เปลือกใช้สำหรับย้อมและฟอก  ใช้ใบไม้และดอกไม้เป็นอาหารสัตว์
-ความเชื่อ/พิธีกรรม ชาวอินเดียถือว่าเป็นไม้สวรรค์ ขึ้นอยู่ในเทวโลก และถือว่าเป็นไม้ของพระลักษมี
ระยะออกดอก---ออกดอกเป็นระยะตลอดปี แต่จะดกมากในเดือนกุมภาพันธุ์
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ  จะออกดอกเมื่อมีอายุ3-5ปีจากเมล็ด

โยทะกา-พญากาหลง/Bauhinia tomentosa.


ชื่อวิทยาศาสตร์---Bauhinia tomentosa L.
ชื่อพ้อง---Has 10 Synonyms

-Alvesia bauhinioides Welw. -Bauhinia pubescens DC.
-Alvesia tomentosa (L.) Britton & Rose -Bauhinia volkensii Taub.
-Bauhinia binata Náves ex Fern.-Vill. -Bauhinia wituensis Harms
-Bauhinia inermis Forssk. -Cansenia tomentosa (L.) Raf.
-Bauhinia mucora Bolle -Pauletia tomentosa (L.) A.Schmitz

ชื่อสามัญ---Bell bauhinia, Yellow bauhinia, Yellow tree bauhinia, St. Thomas tree.
ชื่ออื่น---ว่านพญากาหลง, โยทะกา, เสี้ยวดอกเหลือง, ชงโคดอกเหลือง (กรุงเทพฯ) ; [THAI: Yo tha ka, chongkho dok lueang (Bangkok).];[CHINESE: huang hua yang ti jia.];[CUBA: bauhinia; gorro de Napoleón; guacamaya americana.];[FRENCH: fleur du sacré-coeur.];[INDIA: asundro, kanjani, mandarai, petan, phalgu, pita, kovidaara, usamaduga.]; [SRI LANKA: kaha pethan, kat-atti, triviat putrum.]; [AFRICAANS: bosbeesklou.]; [SOUTH AFRICA: Geelbeesklou; IsiThibathibana.];  [SPANISH: bauhinia amarilla; flor de azufre; guacamaya americana; mariposa; petán.];[UGANDA: ogal.].
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIACEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา เอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---แอฟริกาตะวันออกและใต้ -  เอเซีย-อนุทวีปอินเดีย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล"Bauhinia"ได้รับเกียรติจากพี่น้องชาวสมุนไพรจากศตวรรษที่ 16 โยฮันน์และสปาร์โบวชิน ( Johann and Caspar Bauhin) พวกเขาเป็นพี่น้องฝาแฝดเหมือนกันจึงทำให้เป็นชื่อที่ฉลาดมากเนื่องจากใบแฝดทั้งสองของใบเมื่อพับเข้าหากันจะเหมือนกัน : ชื่อของสายพันธุ์“ tomentosa”นั้นได้มาจากความหมายของ tomentosa ขนหนาแน่น (ฝัก)


ถิ่นกำเนิดไม่แน่ชัด เกิดขึ้นตามธรรมชาติใน แอฟริกา-โมซัมบิก แองโกลา, สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก, เอธิโอเปีย, เคนยา, โซมาเลีย, แอฟริกาใต้, แทนซาเนียและซิมบับเว : เอเซีย-บังคลาเทศ อินเดีย ศรีลังกา พบที่ระดับความสูง0-1,000เมตร ในประเทศไทยพบโยทะกาขึ้นตามป่าเบญจพรรณทั่วประเทศ
เป็น ไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลางสูงประมาณ 4-5 เมตร เป็นไม้ใบแฝดออกสลับตามข้อต้น ใบสีเขียว ผิวใบมีขนละเอียดสั้นๆ เมื่อจับใบจะรู้สึกหยาบระคายมือ รูปใบมองคล้ายปีกแมลง ปกติใบมักพับงอเข้าหากัน ขนาดใบกว้างประมาณ 6-8 ซม. ดอกออกเป็นช่อสั้นตามโคนก้านใบบริเวณส่วนยอด สีเหลืองอ่อน มีกลีบดอก6กลีบ เรียงซ้อนเหลื่อมกัน ขนาดดอกเมื่อบานเต็มที่กว้างประมาณ 4-5 ซม. ช่อหนึ่งๆมีดอกประมาณ 8-12 ดอกจะผลัดกันบานคราวละ 2-3 ดอก
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---ต้องการแสงแดดจัดหรือร่มเงาบางส่วน ชอบดินที่อุดมสมบูรณ์มีการระบายน้ำดี ดินชื้นสม่ำเสมอ แม้ว่าหลายสายพันธุ์ในครอบครัว Fabaceae จะมีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดิน แต่สายพันธุ์นี้บอกว่าไม่มีความสัมพันธ์ดังกล่าวดังนั้นจึงไม่สามารถตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ
ใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเป็นแหล่งอาหารยาและสีย้อม บางครั้งปลูกเป็นรั้วป้องกันความเสี่ยงและเป็นไม้ประดับ เนื่องจากระบบรากไม่ก้าวร้าวจึงสามารถปลูกไว้ใกล้กับสระว่ายน้ำท่อระบายน้ำได้
-ใช้กิน ใบอ่อน - ปรุง รสเปรี้ยวสามารถรับประทานเป็นผักใส่ข้าวเพิ่มซุปหรือใช้เป็นเครื่องปรุงกับอาหารอื่น ๆ
-ใช้เป็นยา ดอกไม้ใช้เป็นยาแก้บิดและท้องร่วง ผลไม้เป็นยาขับปัสสาวะ เมล็ดกินเป็นยาชูกำลังและยาโป๊ว
-อื่น ๆ ใบไม้ให้สีย้อมสีเหลือง ไฟเบอร์ที่ได้จากเปลือกสามารถนำไปใช้ทำตะกร้าได้ แก่นไม้เกือบดำ ไม้เนื้อละเอียดหนักและแข็งแรง ใช้ทำจันทันสำหรับกระท่อมโบราณ
-ใช้ปลูกประดับ เป็นพันธุ์ไม้กลางแจ้ง ไม่ชอบที่ลุ่มน้ำขัง เวลาปลูกโยทะกาต้องไว้โคน คือพูนโคนเสียหน่อยเพราะรากเน่าง่าย  เฉาตายง่ายมาก น่าจะเอามาปลูก3 ต้นด้วยกันตามโบราณท่านว่า บ้านไหนปลูก กาหลง ชงโค โยทะกา ทั้งสามต้นไว้ในบ้านแล้วไซร้ ท่านว่าจะอุดมด้วยทรัพย์มิรู้หมด ฉะนี้ แล ส่วนต้นที่มีดอกสีม่วงติดมาด้วย คือดอกจะมี 2 สี คือสีเหลืองกับสีม่วงเรียกว่า พญากาหลง มีชื่อวิทยาศาสตร์เหมือนกันกับโยทะกาลักษณะทั่วไปนิสัยใจคอเหมือนกันหมดยกเว้นดอกมีสีม่วงเพิ่มเข้ามาดังกล่าวนั้น ท่านว่าปลูกไว้คุม กาหลง ชงโค โยทะกา เพื่อให้สร้างอานุภาพแห่งความมั่งมีศรีสุขอีกชั้น
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล้ด ตอนกิ่ง

รัตตมา/Parkinsonia aculeata


ชื่อวิทยาศาสตร์--Parkinsonia aculeata L.
ชื่อพ้อง ---Has 1 Synonyms   
---Parkinsonia thornberi MEJones
ชื่อสามัญ --Verdi-Badhal, Jerusalem Thorn, Barbados flower-fence, Mexican Palo Verde, Horse-bean, Jelly bean tree, Parkinsonia, Retaima, Sessaban.
ชื่ออื่น--- รัตตแน(ตาก), รัตตมา(เชียงใหม่) ; [THAI: rattanae (Tak); rattama (Chiang Mai).]; [ARGENTINA: cina cina; retamo rojo; sina sina.]; [BARBADOS: holy thorn; royal cashiaw.]; [BRAZIL: espinho de Jerusalem; rosa da turquia.]; [CHINESE: bian zhou mu]; [COSTA RICA: sulphato.]; [CUBA: espinillo; junco marino; palo de rayo; pararrayo.]; [FRENCH: Epine de Jerusalem; Genet epineux.]; [GERMAN: Jerusalemdorn; Stacheliger Ginsterbaum.]; [GHANA: zugu-bai-tia.]; [HINDI: Vilayti Kikar, Ram Babul]; [MARATHI: Vilaiti-kikkar]; [MEXICO: bacapore; bagote; cacaporo; cahuinga.];[PAKISTAN: kabuli kikar; vilayati kikar.];[SENEGAL: barkasoñé; barkasonyo; parkasonu.]; [SOMALIA: geed walaayo.]; [SPANISH: cina-cina, palo verde, espanillo, espina de Jerusalem, espinillo, palo de rayo]; [SRI LANKA: belaiti kikar.]; [TAMIL: Sinia Tuman.]; [USA: horsebean.].
ชื่อวงศ์ ---PAPILIONOICEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์ ---เม็กซิโก อเมริกาใต้ ออสเตรเลีย บางส่วนของ ทวีปแอฟริกา เขตร้อน ฮาวายและหมู่เกาะใ มหาสมุทรแปซิฟิก
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสามัญ Jerusalem Thornไม่ได้อ้างถึงเมืองตะวันออกกลาง แต่เป็นความเสียหายของ Girasol คำภาษาสเปนและโปรตุเกสหมายถึงหันไปทางดวงอาทิตย์

 

มีถิ่นกำเนิดในสหรัฐอเมริกาตอนใต้ เม็กซิโกตอนเหนือ หมู่เกาะกาลาปากอสและอเมริกาใต้ตอนเหนือ (โบลิเวีย เปรู ปารากวัย อุรุกวัยและอาร์เจนตินาตอนเหนือ)ที่อื่นที่ได้รับการแปลงสภาพเป็นธรรมชาติได้แก่เขตร้อนและแอฟริกาตอนใต้, ปากีสถานและโอเชียเนีย (เช่นฮาวายและนิวแคลิโดเนีย) ส่วนใหญ่พบอยู่ในหุบเขาทะเลทรายและเขตทุ่งหญ้าทะเลทรายที่ระดับความสูงถึง 1,300 เมตร และในเขตร้อนชื้นที่ระดับความสูงถึง 2,400 เมตร
รัตตมาเป็นไม้พุ่มขนาดกลางหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ลักษณะทรงต้น เป็นพุ่มโปร่ง ความสูงของต้นประมาณ 3-5 เมตร แต่ถ้าดินอุดมสมบูรณ์อาจสูงได้ถึง 8 เมตร ก้านใบเป็นช่อเรียวลู่ ดอกสีเหลืองประแดงขนาดเล็กยาว 2-3 ซม ออกเป็นช่อที่ซอกใบ รวมกันเป็นกลุ่มๆยาว 5-20 ซม เมื่อลมพัดดอกและใบจะลู่ตามลมเป็นสายสวยมาก ผลเป็นฝักยาว 3-13 ซม. และกว้าง 5-10 มม บวมรอบเมล็ด มักจะมีเมล็ด 1-6เมล็ด (บางครั้งอาจมีถึงแปดเมล็ด) เมล็ดที่ค่อนข้างใหญ่ (ยาว 9-15 มม. และกว้าง 3-6 มม.) มีสีเขียวมะกอกถึงสีน้ำตาลและบางครั้งก็มีรอยด่าง
รัตมาเป็นไม้กลางแจ้งชอบแดดจัดน้ำปานกลาง ทนทานต่อดินหลากหลายชนิดรวมถึงดินที่ขาดธาตุอาหารดินเหนียว หรือ ทรายค่า pH ในช่วง 6.5 - 7.5 ซึ่งทนได้ 6 - 8.5 ทนทานต่อดินเป็นกรดมาก สามารถทนต่อความแห้งแล้งได้นานถึง 9 เดือน เจริญเติบโตเร็ว สามารถเข้าถึงความสูง 2.5 เมตรภายใน 2 ปีจากเมล็ด


ใช้ประโยชน์ -ใช้กินได้ เมล็ดอุดมไปด้วยโปรตีนมีศักยภาพในการใช้เป็นอาหารของมนุษย์ ผลไม้ - ดิบ เนื้อเยื่อในเมล็ดมีรสหวานมีน้ำตาลถึง 60%
-ใช้เป็นยา ใบ ผล และก้าน ใช้ภายในและภายนอก แก้ไข้ และมาลาเรีย ยาต้มทำให้แท้ง ใช้สารสกัดจากดอกไม้และใบไม้ในแอลกอฮอล์เป็นยาพอกรักษาโรคไขข้ออักเสบ
-วนเกษตร ใช้สำหรับการควบคุมการกัดเซาะและการปลูกป่าในพื้นที่ทรายและแห้งแล้ง มีประโยชน์สำหรับการฟื้นฟูดินแดนรกร้างบริเวณที่เป็นลำห้วยและซากเหมืองแร่
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับที่มีมูลค่าดอกไม้จะออกดอกมากมายและยาวนาน
-อื่น ๆ แก่นไม้มีสีน้ำตาลอ่อน  เนื้อไม้มีลักษณะค่อนข้างหยาบหนักปานกลาง และมีความทนทานสูง ขนาดลำต้นไม่เพียงพอที่จะใช้ทำอะไร นอกจากทำเสาแล้วก็ทำฟืน
**ส่วนตัว-ที่สำคัญรัตมาเป็นต้นไม้เก่าแก่ชนิดหนึ่งของโลกอีกด้วย เหตุนี้คนที่ชอบของโบราณก็น่าจะมีปลูกไว้ ต้นนี้ไม่เห็นบ่อยนัก คิดเองเออเองว่าน่าจะเป็นเพราะ ตอนกิ่งมาขาย รูปลักษณ์ไม่น่าซื้อ ชื่อไม่รู้จัก กิ่งตอนที่ได้ก็มีแต่ใบเป็นเส้นๆไม่กี่เส้น ดอกดวงก็ไม่มี พอขายยากแม่ค้าก็ไม่เอาแล้ว ส่วนต้นที่ปลูกลงดินก็ไม่มีสวยงามพอที่จะล้อมมาขายได้  เพราะบอกแล้วว่าเป็นต้นไม้โบราณกว่าความงามจะปรากฏ ทรงต้นจะดราม่าได้ต้องใช้เวลานาน รูปที่ได้มานี้ ถ่ายมาจากสวนมิ่งมงคล สระบุรี ตรงลานจอดรถมีปลูกไว้เต็ม **
ระยะออกดอก---สิงหาคม-กันยายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด, ตอนกิ่ง ปักชำ

ข้าวหลาม/Goniothalamus marcanii

ชื่อวิทยาศาสตร์---Goniothalamus tamirensis Pierre ex Finet & Gagnep.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Goniothalamus marcanii Craib.
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---ข้าวหลาม(หนองคาย),จำปีหิน (ชุมพร),นมงัว(ปราจีนบุรี) ; [THAI: khao lam (Nong Khai); champi hin (Chumphon); nom ngua (Prachin Buri).];[VIETNAM: Giác đế miên]; [JAPAN: Kaorāmu don]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระขายพันธุ์---พรรณไม้ถิ่นเดียวของไทย

 

ไม้ต้นนี้เป็นไม้วงศ์กระดังงา เป็นพรรณไม้ถิ่นเดียวคือมีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศนั้นเๆท่านั้น สูงประมาณ 1-2 เมตร แตกกิ่งน้อย ทรงพุ่มเลยดูโปร่งบาง เปลือกต้นค่อนข้างนิ่ม สีน้ำตาลเกลี้ยงแต่ กิ่งอ่อนจะมีขนสีน้ำตาลใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับรูปขอบขนาน ปลายใบเป็นติ่งแหลม ดอกออกที่ซอกใบหรือตามกิ่งใบ กลีบดอกมี 6กลีบเรียงกัน2ชั้น บานทนได้2-3วัน เมื่อบานขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง2ซม.ผลเป็นผลกลุ่ม มีผลย่อย 8-15 ผล รูปทรงรี เมื่อผลสุกแก่จะเป็นสีแดงเข้ม มีเมล็ด 1 เมล็ด ดอกมีกลิ่นหอมอ่อนๆตลอดวัน หอมแรงช่วงค่ำ
การดูแลเลี้ยงดู ไม่ยุ่งยากอะไร จากภาพ ที่ต้นข้าวหลามติดดอกเป็นรูปที่ถ่ายจากบ้านลูกค้าสภาพปลูกในที่มีแสงแดดปานกลางคือไม่ถึงกับร่มรำไรเกินไปหรือแดดจัดไป ความฃื้นในดินพอสมควรไม่แห้งหรือแฉะ เป็นต้นที่เกิดจากการตอนกิ่งแล้วปลูกลงดิน พอถึงฤดูกาลก็จะออกดอกตามอายุของต้นแม่ที่เคยออกดอกมาแล้ว ต้นนี้ถึงจะดูเล็กก็จะออกดอกตามไปด้วยเหมือนกับต้นแม่ที่ตอนกิ่งมา
ส่วนต้นข้างๆเป็นต้นข้าวหลาม ที่ปลูกกลางแจ้งแดดจัด ได้จากการเพาะเมล็ดเลี้ยงลงดินให้โตเร็ว แล้วล้อมมาปลูก ต้นถึงจะสูงใหญ่กว่า แต่ไม่ติดดอกเมื่อถึงฤดูกาล  อายุของต้นเพาะเมล็ดจะอยู่ราว3-4ปีถึงจะออกดอก **ส่วนตัว-ต้นนี้รอไปเลย2ปี**
ระยะออกดอกติดผล --- ระหว่างเดือน เมษายน-กรกฏาคม
ขยายพันธุ์--- ด้วยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง


บุหรง/Dasymaschalon blumei

 

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Dasymaschalon blumei Finet & Gagnap.

ชื่อพ้อง---Has 11 Synonyms
-Dasymaschalon blumei Finet & Gagnep. -Unona cleistogama Burck ex Boerl.
-Dasymaschalon cleistogamum (Burck ex Boerl.) Merr. -Unona coelophloea Scheff.
-Dasymaschalon coelophloeum (Scheff.) Merr. -Unona dasymaschala Blume
-Desmos dasymaschalus (Blume) Saff. -Uvaria alphonsii Müll.Berol.
-Pelticalyx argentea Griff. -Uvaria dasymaschala (Blume) Walp.
-Unona alphonsii Wall.
ชื่อสามัญ---Malayan Annona
ชื่ออื่น---บุหรงใบอ่อนสีน้ำตาล,กระดังงาเขา(สุราษฎร์ธานี),บุหร (กรุงเทพฯ);[THAI: kradang nga khao (Surat Thani); burong (Bangkok).].
ชื่อวงศ์--- ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด--- ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย พม่า คาบสมุทรมลายูถึงอินโดนีเซีย

ประเทศไทยพบขึ้นกระจายตามป่าดิบชื้น ฃายป่าละเมาะและชายทะเลทางภาคใต้ตอนล่าง ที่ระดับความสูง 50-200 เมตร
ไม้ต้นนี้เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กสูง 2-3 เมตรทำให้นำมาปลูกลงกระถางหรือในพื้นที่จำกัดได้  เปลือกต้นสีน้ำตาลอมดำ มีช่องอากาศสีขาวเป็นจุดๆ เนื้อไม้เหนียว กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลปกคลุม แตกกิ่งจำนวนมาก ใบ รูปรีแกมขอบขนาน กว้าง 4-6 ซม. ยาว 9-15 ซม. โคนใบมนหรือเว้าเล็กน้อย ปลายใบเรียวทู่ ใบด้านบนสีเขียวและมีขนเล็กน้อย  ใบอ่อนสีน้ำตาล ดอกเดี่ยวออกที่ปลายกิ่งหรือใกล้ปลายกิ่ง ดอกอ่อนสีเขียวเมื่อบานเปลี่ยนเป็นสีแดง ม่วงแดง แล้วหลุดร่วงไปทั้งกรวย  ผลกลุ่มมีผลย่อย 9-12 ผล รูปทรงกระบอกยาว 3-5 ซม.มีเมล็ด 1-6 เมล็ด เปลือกคอดถี่ตามรูปเมล็ด ผลอ่อนสีเขียวอมม่วง เมื่อแก่สีแดง
ระยะออกดอก--- มิถุนายน-กรกฎาคม
ขยายพันธุ์ ---เพาะเมล็ดและตอนกิ่ง

บุหงาลำเจียก/Goniothalamus tapis


ชื่อวิทยาศาสตร์---Goniothalamus tapis Miq.
ชื่อพ้อง    ---Has 2 Synonyms
---Goniothalamus sumatranus Miq.
---Goniothalamus umbrosus J.Sinclair
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---บุหงาลำเจียก, [THAI: naara (Peninsular), bu ngaa lam chiak (Bangkok).]; [MALAYSIA: Kenarak, galai (Peninsular), gertimang (Kelabit, Sarawak), tongkat bumi (Limbang, Sarawak).]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย มาเลเซีย สุมาตรา อินโดนีเซีย บอร์เนียว
กิดขึ้นในคาบสมุทรมาเลเซียสุมาตราและบอร์เนียว
ในธรรมชาติพบได้ตามป่าดิบชื้นทางภาคใต้ของไทย
บุหงาลำเจียกเป็นไม้ยืนต้นเนื้อแข็งขนาดเล็ก สูง 2-5 เมตร ใบเดี่ยวรูปขอบขนานถึงรูปไข่ ขนาด  15-27 ซม. x 6-12 ซมโคนใบโค้งมนหรือมีรูปร่างคล้ายลิ่มเล็กน้อยปลายยอดแหลมก้านใบยาว 0.5-0.7 ซม.ดอกออกเป็นดอกเดี่ยวหรือออกเป็นคู่ ออกตามซอกใบ ตอนดอกอ่อนจะเป็น สีเขียวเมื่อบานกลีบดอกจะ เปลี่ยนเป็นสีขาวนวลหรือเหลืองอม ชมพู  ดอกบานทนอยู่ได้ 1-2วัน มีกลิ่นหอมแรงเมื่อดอกใกล้โรย ส่วนผลเป็นผลกลุ่ม มีผลย่อย 6-14 ผล รูปกลมรีขนาด 1-1.2 ซม.เปลือกผลเรียบเป็นมัน เมื่อแก่สีม่วงเข้ม มี1เมล็ด
เป็นไม้ที่ไม่ชอบแสงแดดจัด และต้องการความชื้นสูง ควรปลูกในที่ร่มรำไรหากแดดจัดและความชื้นน้อยใบจะไหม้ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับสวน
ระยะออกดอก---มีนาคม-สิงหาคม แต่จะดอกดกมากในเดือนมีนาคม-เมษายน และจะออกเป็นระยะไปตลอดปี
การขยายพันธุ์ ---เพาะเมล็ด และตอนกิ่ง


บุหงาเซิง/Friesodielsia desmoides

ชื่อวิทยาศาสตร์     --- Friesodielsia desmoides (Craib) Steenis.
ชื่อพ้อง    ---Has 2 Synonyms
---Goniothalamus desmoides Craib
---Oxymitra desmoides Craib
ชื่อสามัญ     ---
ชื่ออื่น     ---ส่าเหล้า เครือติดต่อ บุหงาแต่งงาน Wedding Cananga
ชื่อวงศ์    ---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---ไทย มาเลเซีย
**บุหงาเซิงหรือบุหงาแต่งงาน เป็นไม้พุ่มรอเลื้อยขนาดเล็กตัดแต่งเป็นพุ่มได้ สูงอยู่ประมาณ  1-2 เมตรหรือจะให้เลื้อยก็เลื้อยได้ไกล 3-5 เมตร เนื่องจากบุหงาเซิงแตกกิ่งก้านจากโคนต้นเป็นจำนวนมาก และมีใบจำนวนมากด้วย เมื่อนำมาตัดแต่งทรงพุ่มก็จะได้ไม้พุ่มสวย ลำต้นบุหงาเซิงเป็นไม้เนื้อแข็งเหนียว เปลือกต้นเป็น สีน้ำตาล ใบสองข้างอยู่ในระนาบเดียวกัน รูปไข่แกมขอบขนาน ยาว 11-15 ซม.ด้านล่างของใบมีนวลสีขาวดอกเดี่ยวหรือเป็นกระจุก2ดอก สีเหลือง มี 6 กลีบเรียงเป็น 2 ชั้นๆ ละ 3 กลีบ เรียงตัวเป็นรูปสามเหลี่ยม  ดอกบานมีขนาด 2-2.5 ซม.บานทนอยู่ได้ 2-3 วัน ผลเป็นผลกลุ่มมีผลย่อย 8-12 ผลทรงรียาว 1.5-2 ซม.เมื่อสุกสีแดงมี1เมล็ด
 บุหงาเซิงเป็นพรรณไม้ที่ลำต้น ใบและ ดอกมีกลิ่นหอมแรง ใกล้เคียงกับต้นส่าเหล้ามาก(ซึ่งจะพูดถึงในเรื่องไม้เลื้อย)ชอบดินร่วนที่มีอินทรียวัตถุมาก มีการระบายน้ำดี และชอบ อยู่ในที่ร่มรำไร อย่าพาไปปลูกกลางแดดจัดใบจะไหม้กรอบไม่สวย ถ้าร่มเกินดอกก็จะน้อย ทรงต้นชะลูดเก้งก้าง
 ในธรรมชาติพบกระจายพันธุ์อยู่ในป่าดิบชื้นในภาคตะวันออกเฉียงใต้และภาคใต้ และปัจจุบันเริ่มมีการกระทบกระเทือนลดจำนวนในถิ่นกำเนิด อาจเป็นเพราะคุณสมบัติเป็นที่ต้องการของตลาดส่วนหนึ่งโดนล้อมมา หรือ การงอกของเมล็ดและการเจริญของต้นอ่อนในถิ่นกำเนิดไม่เป็นไปตามเป้า แต่ยังไงคงไม่สูญหายไปง่ายๆ ตอนนี้คงอยู่ตามบ้านนู้นบ้านนี้ไปทั่วแล้ว
ระยะออกดอก : เดือนมกราคม-สิงหาคม
ขยายพันธุ์ ---ด้วยการ ปักชำกิ่ง ทาบกิ่ง ตอนกิ่งและเพาะเมล็ด


 พวงไข่มุก/Sambucus canadensis


ชื่อวิทยาศาสตร์---Sambucus canadensis L.
ชื่อพ้อง---Has 17 Synonyms

-Sambucus canadensis f. aurea (J.F.Cowell ex L.H.Bailey) Rehder -Sambucus nigra subsp. canadensis (L.) Bolli
-Sambucus canadensis f. delicatissima Schwer. -Sambucus orbiculata Greene
-Sambucus canadensis var. laciniata A.Gray -Sambucus oreopola Donn.Sm.
-Sambucus canadensis subsp. laciniata (A.Gray) A.E.Murray -Sambucus planteriensis Simon-Louis ex Dippel
-Sambucus canadensis var. oreopola (Donn.Sm.) Rehder -Sambucus plantierensis Koehne
-Sambucus canadensis var. submollis Rehder -Sambucus rehderiana Schwer.
-Sambucus cerulea var. arizonica Sarg. -Sambucus repens Raf.
-Sambucus eberhardtii Danguy -Sambucus simpsonii Rehder
-Sambucus nigra var. canadensis (L.) B.L.Turner

ชือสามัญ---American elder, American black elderberry, Canada elderberry, Common elderberry
ชื่ออื่น---พวงไข่มุก(กรุงเทพฯ),ระป่า (ปราจีนบุรี), อูน, อุนฝรั่ง(แพร่); [THAI: phuang khai muk (Bangkok); rapa (Prachin Buri); un, un farang (Phrae).];
ชื่อวงศ์---ADOXACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกาเหนือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้


เป็นพืชพื้นเมืองไปทางทิศตะวันออกและภาคกลางของอเมริกาเหนือจากโนวาสโกเชียและแมนิโทบาใต้ ไปฟลอริดาและเท็กซัส ขึ้นอยู่ตามลำธาร รืมแม่น้ำ ชายป่าไม้ พบได้ที่ระดับความสูงประมาณ 200-1,300 เมตร
 ต้นอูนหรือที่รู้จักกันในชื่อทั่วไปว่าพวงไข่มุก เป็นไม้พุ่มผลัดใบแผ่กิ่งก้านสาขา ลำต้นตั้งตรงสูง 2-4 เมตร ทรงพุ่มโปร่ง กิ่งแก่กลวง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้นออกตรงข้าม ปลายใบแหลม ขอบใบหยักฟันเลื่อย ดอกสีขาวกลิ่นหอม ออกเป็นช่อตามปลายกิ่ง ช่อใหญ่เป็นพุ่มกว้าง ขนาดประมาณ 10-25 ซม. ดอกไม้สีขาว (เกสรเพศผู้สีเหลือง)  ดอกมีน้ำมันหอมระเหยและสารที่มีรสขม  ผลกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5 มม. สีม่วงดำเป็นมัน
ต้องการตำแหน่งที่มีแสงแดดหรือร่มเงาบางส่วน ขึ้นได้ในดินหลายชนิด ดินชื้นสม่ำเสมอ มีการระบายน้ำดี มีค่า pH เป็นกลาง
-ใช้ปรโยชน์ -ใช้กินได้ ผลสุก นำไปทำแยม  และขนมพาย ในบางประเทศใช้ยอดอ่อนปรุงอาหาร ชงน้ำดื่มและทำไวน์   
-ใช้เป็นยา เป็นสมุนไพรที่ใช้โดยชนเผ่าพื้นเมืองในอเมริกาเหนือ ดอกแห้งเป็นยาชง ช่วยขับเหงื่อ เปลือกต้นรากเป็นยาขับปัสสาวะ -ใช้อื่น ๆ ใบและเปลือกด้านในของหน่ออ่อนถูกใช้เป็นยาขับไล่แมลง ดอกแห้งใช้เพื่อขับไล่แมลงและสัตว์ฟันแทะ ยาต้มของใบสามารถใช้เป็นยาฆ่าแมลง
-รู้จักอันตราย ผลไม้มีสารอัลคาลอยด์และไซยาโนเจนไกลโคไซด์ ที่เป็นพิษ สารพิษในผลไม้อาจมีความเป็นพิษต่ำมากและถูกทำลายเมื่อผลไม้สุก
ผลมีสรรพคุณเป็นยาระบาย ขับปัสสาวะและช่วยลดไข้ ดอกไม้จะถูกทำเป็นชาเพื่อลดไข้และสำหรับอาการเจ็บคอและปวดท้อง เปลือกและใบใช้ภายนอกเป็นยารักษาโรคผิวหนังและบรรเทาอาการปวด
ระยะออกดอก ---มิถุนายน-สิงหาคม
ขยายพันธุ์ ---เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ

สราญรมย์/ Erythrina crista-galli

ชื่อวิทยาศาสตร์---Erythrina crista-galli L.
ชื่อพ้อง---Has 12 Synonyms

-Corallodendron crista-galli (L.) Kuntze -Erythrina laurifolia Jacq.
-Erythrina compacta W.Bull -Erythrina pulcherrima Tod.
-Erythrina crista-galli var. corallina N.F.Mattos -Erythrina speciosa Tod.
-Erythrina crista-galli var. longiflora M.A.Zapater & E.C.Lozano -Micropteryx crista-galli (L.) Walp.
-Erythrina fasciculata Benth. -Micropteryx fasciculata (Benth.) Walp.
-Erythrina graefferi Tineo -Micropteryx laurifolia (Jacq.) Walp.

ชื่อสามัญ---Brazilian coral tree, Cock's comb coral tree, Cockspur coral tree, Common coral tree, Coral tree, Cry baby, Cry-baby tree, Crybaby tree, Crybabytree, Fireman's cap, Fireman's cap tree
ชื่ออื่น---มโนรมย์, สราญรมย์, ทองหลางดอกแดง, ทองหลางฮ่องกง(กรุงเทพฯ) :; [THAI: thong lang hong kong (Bangkok).]; [Chinese: Jī guān cì tóng]; [Tiếng Việt: Vông mồng gà]; [Italiano: albero di corallo]; [Spanish: ceibo, seíbo]; [Portuguese: corticeira]
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกาใต้-บราซิล อาร์เจนติน่า อุรุกวัย เอเซีย ออสเตรเลีย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Erythrina มาจากภาษากรีก “erythros”= สีแดง ตามสีของดอก

 

พบในพื้นที่ป่าเปิด ป่าทุติยภูมิ ดินชื้นตามหนองน้ำ ทุ่งหญ้าริมแม่น้ำ ปากแม่น้ำ เติบโตได้ดีในภูมิภาคเขตรอนและกึ่งเขตร้อน
ในประเทศไทยนำเข้ามาเมืองไทยโดย  ม.ร.ว. พันธุ์ทิพย์ บริพัตร
ไม้ต้นขนาดเล็กผลัดใบ  สูงได้ถึง 8-10 เมตร  เรือนยอดกลม ลำต้นและกิ่งก้านมีหนาม  ใบเป็นใบประกอบแบบ มี 3 ใบย่อย ก้านใบมีหนาม ใบรูปไข่ ปลายใบแหลม สีเขียวเข้มเป็นมัน แผ่นใบเป็นคลื่น ดอกออกเป็นช่อแบบช่อกระจะที่ปลายกิ่ง ช่อดอกตั้ง ดอกรูปดอกถั่ว สีแดงดอกคล้ายทองหลางฮ่องกง แต่กลีบดอกจะกว้างกว่า ดอกทยอยบาน จากโคนไปหาปลายช่อ ถ้าดอกเป็นสีส้มหรือชมพูจะเรียกขื่อว่า สราญรมย์และถ้าปลูกในที่อากาศเย็นจะติดฝัก
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งที่มีแสงแดดจัด ดินชื้นสม่ำเสมอและระบายน้ำดี สปีชีส์นี้มีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดินบางชนิดแบคทีเรียเหล่านี้ก่อตัวเป็นก้อนบนรากและตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ ไนโตรเจนบางส่วนนี้ถูกใช้โดยพืชที่กำลังเติบโต แต่บางชนิดก็สามารถใช้โดยพืชอื่น ๆ
ใช้ประโยชน์--- พืชถูกเก็บมาจากป่าเพื่อใช้เป็นยาในท้องถิ่น มักจะได้รับการปลูกเป็นไม้ประดับในเขตอบอุ่นและในเขตร้อนชื้น
-ใช้เป็นยา ยาต้มเปลือกใช้เพื่อรักษาโรคไขข้อและโรคตับอักเสบ การแช่เปลือกใช้น้ำเป็นยาบ้วนปาก รักษาอาการเจ็บคอและใช้ล้างแผล
-อื่น ๆ ไม้มีน้ำหนักเบา เรียบ มีรูพรุน ความทนทานต่ำ ใช้ในการผลิตพื้นและส้นรองเท้า แกะสลัก ฯลฯ
รู้จักอันตราย--- สปีชีส์ของ Erythrina ทุกชนิดมีอัลคาลอยด์พิษจำนวนมากขึ้นหรือน้อยลงแล้วแต่ชนิด สามารถพบได้ในทุกส่วนของพืช แต่จะมีความเข้มข้นมากที่สุดในเมล็ด ควรใช้ความระมัดระวังในการใช้งานของพืชที่เกี่ยวข้องกับการกลืนกิน อัลคาลอยด์เหล่านี้มีลักษณะคล้าย Curare (ที่ได้จาก Strychnos) และอาจทำให้เกิดอัมพาตและเสียชีวิตจากการหายใจล้มเหลว
สำคัญ-สายพันธุ์นี้เป็นต้นไม้ประจำชาติของอาร์เจนตินาและอุรุกวัย
ระยะออกดอก --- ธันวาคม-มกราคม
ขยายพันธุ์ ---เมล็ด ตอนกิ่ง

เทียนกิ่ง/Lawsonia inermis

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Lawsonia inermis L.
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms
---Alcanna spinosa (L.) Gaertn.
---Casearia multiflora Spreng.
---Lawsonia alba Lam. nom. illeg.
---Lawsonia speciosa L.
---Lawsonia spinosa L.
---Rotantha combretoides Baker
ชื่อสามัญ-Henna tree,Mignonette tree,The Egyptian privet,Jamaica-mignonette,Camphire,Henna,Cypress shrub
ชื่ออื่น---เทียนแดง (ภาคกลาง,เลย),เทียนไม้, เทียนกิ่ง, เทียนข้าวเปลือก (ภาคกลาง), เทียนขาว (ภาคกลาง,พิษณุโลก) ; [THAI: thian daeng (Central, Loei); thian mai, thian king,  thian khao plueak (Central);  thian khao (Central, Phitsanulok).]; [ARABIC: hinná; yoranna; Enah, fagia, henna.];[ASSAMESE: Jetuka.];[CAMBODIA: krâpéén.]; [FRENCH: henne; henné.];[GERMAN: Hennastrauch.];[HINDI: Mehendi.]; [INDIA: hena, marithoni, maruthani, mehedi, mendhi, mendi.]; [INDONESIA: Inai, inai parasi, parasi (Sumatran); pachar kuku (Sundanese); pacar kuku (Javanese); Inai (General).]; [LAOS: kaaw.]; [MALAYALAM: Mailanji.];[MALAYSIA: hinna, inai, pacar kuku.]; [MYANMAR: dan.]; [NIGERIA: Calle, iyalomo, laali, laali funfun, lali, lalle, lalli.];[PAKISTAN: hena, mendhi.]; [PHILIPPINES: Cinamomo (Tagalog).]; [PORTUGUESE: alfeneiro, hena, hésia.]; [SPANISH: alcana, alhena, jenna, reseda.];[TAMIL: Marudani.];[TANZANIA: Mhina.];[TRADE NAME: henna, mendhi.];[VIETNAM: lá mòn, nhuôm móng, nhuôm móng tay.].
ชื่อวงศ์---LYTHRACEAE
ถิ่นกำเนิด--- ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย  ตอนเหนือของแอฟริกา
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสายพันธุ์ Inermis นั้นหมายถึงไม่มีอาวุธหรือไม่มีกระดูกสันหลัง


เกิดขึ้นจากอิหร่านไปจนถึงอินเดียตะวันตก จากนั้นกระจายไปทางตะวันออกสู่ส่วนที่เหลือของอินเดียและอินโดนีเซียและทางตะวันตกสู่ตะวันออกกลาง-จากอาระเบียไปถึงสเปน, มาดากัสการ์, Moluccas, อินโดจีนและญี่ปุ่น ปัจจุบันสายพันธุ์นี้สามารถพบได้ในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนมักจะปลูกในสวนภายในบ้านและการผลิตเชิงพาณิชย์ ที่จำกัดอยู่เพียงไม่กี่แห่งในอินเดีย ปากีสถาน อิหร่าน อียิปต์ ลิเบีย ไนเจอร์และซูดาน เติบโตได้ที่ระดับความสูงไม่เกิน 2,000 เมตรส่วนต้นไม้ที่พบเห็นตามธรรมชาติมักพบตามริมลำธาร ริมแม่น้ำที่น้ำท่วมถึงชั่วคราว หรือบนเนินเขาและในซอกหินที่ระดับความสูงถึง 1,350 เมตร
เทียนกิ่งเป็นไม้พุ่มกึ่งรอเลื้อยขนาดกลาง มีความสูงของต้นประมาณ 3-6 เมตร ลำต้นแตกกิ่งก้านสาขามากเป็นพุ่มกว้าง ลักษณะของกิ่งก้านเมื่อยังอ่อนเป็นรูปสี่เหลี่ยม สีเขียวนวล กิ่งเมื่อแก่จะมีหนาม เปลือกลำต้นเรียบเป็นสีน้ำตาลอมสีเทา ใบออกตรงข้าม รูปไข่รูปรีถึงรูปใบหอกกว้าง 1.5-5 ซม. x 0.5-2 ซม. ดอกออกเป็นข่อติดกันเป็นกระจุกยาว โดยจะออกตามยอดกิ่ง ดอกย่อยมีขนาดเล็ก แบ่งเป็นสองสายพันธุ์คือ พันธุ์ดอกขาวและพันธุ์ดอกแดง ดอกมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ผลเป็นรูปทรงกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4-8 มม คล้ายกับเมล็ดพริกไทย ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกหรือแก่เต็มที่แล้วจะเป็นสีน้ำตาลและแตกได้ ภายในผลมีเมล็ดเมล็ดยาว 3 มม สีน้ำตาลเข้มจำนวนมาก อัดกันแน่น
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---เจริญเติบโตได้เร็ว ต้องการแสงแดดเต็มวัน ขึ้นได้ดีในดินทุกชนิดที่มีความชื้นปานกลางถึงต่ำ สามารถเติบโตได้ในดินที่ไม่ดีเต็มไปด้วยหินและเป็นทราย ดินมีค่า pH 5-7 ทนได้ 4.3 - 8 เทียนกิ่งมีอายุยืนยาวอยู่ได้ถึง 12-25 (40) ปี


ใช้ประโยชน์---ปลูกกันอย่างแพร่หลายเป็นไม้ประดับและต้นไม้ป้องกันความเสี่ยงและปลูกเพื่อผลิตเฮนน่าสีย้อมที่สกัดได้จากใบ- ในยุคกรีกโบราณเฮนน่าเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นพืชสมุนไพรและเครื่องสำอาง
-ใช้เป็นยา ใช้ในการแพทย์แผนโบราณเพื่อการรักษาโรคเกือบทุกชนิด เป็นสมุนไพรฝาดที่มีกลิ่นหอมคล้ายชาที่ควบคุมเลือดและต้านเชื้อแบคทีเรีย ถือได้ว่าเป็นยาชูกำลังที่เปลี่ยนแปลงเส้นประสาทในยาอายุรเวท -การย้อมผมด้วยเฮนน่าจะฆ่าเหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ใบถูกนำมาใช้ภายในในการรักษาโรคบิด โรคท้องร่วงและเพื่อส่งเสริมการไหลของประจำเดือน ใช้เป็นน้ำยาบ้วนปากเพื่อรักษาอาการเจ็บคอ สารสกัดจากใบมีผลต่อการสมานผิวบนผิวหนัง ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา รักษาโรคผิวหนังต่าง ๆ (รวมถึงโรคเรื้อน) ใช้ใบสดตำพอก เล็บขบและเป็นหนอง
-อื่น ๆ ใช้ในวงการเครื่องสำอางค์ใช้ผงเทียนกิ่งเป็นยาย้อมผมให้เป็นสีน้ำตาลแดงหรือแดงปนส้ม และจะช่วยปกป้องผมจากแสงแดด ใช้น้ำมันหอมระเหยที่ได้จากดอกไม้ในการทำน้ำหอมกลิ่นของไลแลค ไม้เนื้อละเอียดและแข็ง มันถูกใช้สำหรับการทำวัตถุขนาดเล็กเช่นหมุดเต็นท์และเครื่องมือจับและใช้เป็นเชื้อเพลิง
-ความเขื่อ/พิธีกรรม เฮนน่าถูกใช้มานานนับพันปีโดยเฉพาะในอินเดียในฐานะเครื่องสำอางและสีย้อมผม มันเป็นหนึ่งในเครื่องสำอางที่เก่าแก่ที่สุดในโลก บันทึกที่เป็นลายลักษณ์อักษรของวันที่ใช้งานมานานกว่า 2,500 ปี มันมีความสำคัญอย่างยิ่งในศาสนาอิสลามซึ่งมีการใช้ในพิธีต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งพิธีแต่งงาน เฮนน่าจะถูกใช้ในการวาดลวดลายที่ซับซ้อนบนผิวหนังโดยเฉพาะที่มือและเท้าของเจ้าสาวและแขกรับเชิญในงาน
ระยะออกดอก ออกผล--- ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง

ฝ้ายแดง/Gossypium arboreum


ชื่อวิทยาศาสตร์---Gossypium arboreum L.
ชื่อพ้อง---Has 32 Synonyms
---Gossypium nanking Meyen.
---Gossypium obtusifolium Roxb. ex G.Don
---(More)
ชื่อสามัญ---Ceylon Cotton , Chinese Cotton , Tree Cotton, Asiatic cotton, Oriental Cotton, Red-Flowered Cotton Tree,
ชื่ออื่น---ฝ้ายแดง(ทั่วไป) ; [THAI: Fai Daeng (General).];[Chinese: shù mián.]; [HINDI: Diyokapaas, Kaarpaas, Kapaas, Kapaas Kaa Per.];[ITALIAN: Albero Del Cotone, Cotone a Fibra Corta, Cotone Arborescent.];[Japanese: Kotton, Wata.]; [KANNADA: Bangaali Hathhi.];[MALAYALAM: Cemparutti, Kaattuparutti.];[MEXICO: algodón de mata.];[Portuguese: algodoeiro-arbóreo.]; [SANSKRIT: Raksatika.];[Spanish: Algodón Asiático, Algodonero Arbóreo, Arbol Del Algodón.]; [French: cotonnier en arbre.];[German: asiatische Baumwolle.];[Swedish: Trädbomull.].[TAMIL: Parutthi, Semparutti.];[TELUGU: Karpasamu, Paminda Pratti.].
ชื่อวงศ์---MALVACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเชีย  
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย ศรีลังกา บังคลาเทศ เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกา


ไม่พบในธรรมชาติ สามารถปลูกได้ในเขตร้อน และเขตร้อนชื้น พบเพาะปลูกเป็นหลักในเอเซียใต้ ซึ่งพบได้ในระดับความสูงถึง 1,600 เมตร
 ฝ้ายแดงเป็นไม้พุ่ม สูงได้2-3 เมตรหรืออาจจะถึง4เมตร ลำต้นสีน้ำตาลแดง หรือม่วง ใบเดี่ยว  2-5 × 2–4.5 ซม.เวียนสลับ รูปไข่ ขอบหยักลึก 3-7 แฉก ก้านใบยาว1.5-10 ซม. ก้านใบและเส้นใบสีแดงคล้ำ ดอกออกเป็นดอกเดี่ยว ออกตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง สีแดงเข้ม หรือ สีเหลืองอ่อน กลางดอกสีม่วงแดงเกือบดำ ผลกลม หัวท้ายแหลม เมื่อแก่แตกได้ เมล็ดกลม สีเขียว คลุมด้วยปุยขนสีขาว ปุยขนที่ติดกับเมล็ดนี้ไม่ได้ทำหน้าที่กระจายพันธุ์ ไม่ฟุ้งกระจายโดนน้ำก็จะยุบหุ้มเมล็ด
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---ต้องการแสงแดดจัด  ดินที่ อุดมสมบูรณ์และมีการระบายน้ำดี ค่า pH ในช่วง 6 - 7.2 ซึ่งทนได้ 5.3 - 8.5 น้ำและความชื้นพอดี ไม่ค่อยมีโรค อายุอยู่ได้นานหลายปี
ใช้ประโยชน์--- พืชได้รับการเพาะปลูกเพื่อต้องการเส้นใยโดยเฉพาะในอินเดียและแอฟริกา
-ใช้กินได้ เมล็ดมีน้ำมันจำนวนมากซึ่งสามารถใช้แทนน้ำมันมะกอก
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ คอยหมั่นตัดแต่งดอกจะออกให้เห็นอยู่ตลอด แต่งกิ่งใหม่ได้ดอกใหม่ จะปลูกเดี่ยวๆหรือเป็นกลุ่มก็ได้
-ใช้เป็นยา น้ำผลไม้ของรากใช้ในการรักษาไข้
-อื่น ๆเส้นใยฝ้ายมีการใช้อย่างกว้างขวางรวมถึงการทำเสื้อผ้า วัสดุสำหรับบรรจุหมอน หมอนอิง ทำเกลียวเชือก  พรม ฯลฯ
ระยะออกดอก--- ตลอดปี
ขยายพันธุ์--- เมล็ด ตอนกิ่ง

  หม่อน/Morus alba

ชื่อวิทยาศาสตร์---Morus alba Linn.
ชื่อพ้อง---Has 25 Synonyms
---Morus atropurpurea Roxb.
---Morus chinensis Lodd. ex Loudon
---Morus intermedia Perr.
---Morus latifolia Poir.
---Morus multicaulis (Perr.) Perr.
---Morus tatarica L
---(More)
ชื่อสามัญ---White Mulberry, Black-fruited mulberry, Mulberry bush, Mulberry tree, Silkworm mulberry, Silkworm tree
ชื่ออื่น---หม่อน (ทั่วไป) มอน (อีสาน) ซึมเฮียะ (จีน); [THAI: mon (General).];[ARABIC: El ttuut, Tuth.];[ASSAMESE: Nuni,Kiskuri,Misturi-goch.];[BENGALI: Tut.];[BULGARIAN: Chernitsia biala.];[CHINESE: Bai sang, Sang shu, Jia sang, Nu sang, Hu sang, Sang Chih.];[DANISH: Morbær (fruit), Morbær (plant).];[DUTCH: Moerbei (fruit), Moerbezie (plant).]; [FRENCH: Mûre de murier (fruit), Mûrier (plant) , Mûrier blanc.];[GERMAN: Maulbeere (fruit), Maulbeerbaum (plant), Weiße Maulbeere.];[HINDI: Shahtoot,Chinni,Tutri,Shatooth.]; [ITALIAN: Gelso bianco, Gelso comune, Mora di gelso (fruit).]; [JAPANESE: Guwa, Kara guwa, Ma guwa, Kara yama guwa.]; [KANNADA: Resh-may-gida.];[KOREAN: Ppong, Ppong na mu.]; [MALAYALAM: Pattunoolpuzhuchedi,Mulbari.];[MALAYSIA: Bebesaran (Indonesia), Bebesaran lampung (Indonesia, Java), Murbei (Indonesia).]; [NEPALESE: Kimbu.]; [PHILIPPINES: Moras (Tag.); Morera (Span.); Amingit (Ig.); Moraya (Ibn.).];[PORTUGUESE: Amora da amoreira (fruit), Amoreira (plant), Amoreira branca.];[SANSKRIT: Tula.]; [SPANISH: Mora (fruit), Mora blanca, Mora de árbol.]; [SWAHILI: Mforsadi, Mfurusadi.];[SWEDISH: Vitt mullbär.];[TAMIL:  Kambli Chedi,Kamblichedi.];[VIETNAMESE: Tằm tang, Dâu-tàm.]
ชื่อวงศ์---MORACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---แถบเทือกเขาหิมาลัย อินเดียและจีนตอนใต้ ญี่ปุ่น เกาหลี อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์


พืชเขตร้อนและเขตอบอุ่นสามารถปลูกได้ที่ระดับความสูงระหว่าง 300 - 3,300 เมตร ในประเทศไทยปลูกกันมากทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
เป็นไม้ยืนต้นมีความสูงประมาณได้ถึง 3-7 เมตร เปลือกลำต้นของหม่อนมีสีน้ำตาลอ่อน ใบเดี่ยวสีเขียวเข้ม เป็นรูปใบโพธิ์ ขอบใบหยักฟันเลื่อย อาจเว้าในหม่อนบางพันธุ์ ดอกมีขนาดเล็ก ดอกย่อย มี 4 กลีบ ออกตามซอกใบ ผลเป็นผลรวม ยาว 1–1.5 ซม. เมื่ออ่อนสีเขียวสุกสีม่วงดำ
ข้อกหนดสภาพแวดล้อม---เติบโตได้ดีที่สุดในตำแหน่งที่มีแดด เติบโตได้ในดินที่หลากหลายตั้งแต่ดินร่วนปนทรายไปจนถึงดินเหนียว ที่มีความชื้นพอเพียง ต้องการ pH ในช่วง 5.5 - 7.5 ซึ่งทนได้ 4.3 - 8.3
ใช้ประโยชน์ ต้นไม้มีประโยชน์หลายอย่างให้คุณค่าโดยเฉพาะผลไม้ที่กินได้และใช้เป็นยา มันได้รับการปลูก ในสวนบ้านสำหรับผลไม้ที่กินได้ และมักจะเปลูกเป็นไม้ประดับ  
-ใช้กินได้  ผลสุกรับประทานได้มีรสหวานอมเปรี้ยว ใบอ่อนกินเป็นผัก ใช้ใบที่บดเป็นผงชงเป็นชาดื่ม - ในประเทศอินเดียนิยมทำขนมปัง flatbread, Paratha ซึ่งทำจากส่วนผสมของใบหม่อนแห้งและแป้งสาลี
-ใช้เป็นยา ยอดอ่อนและใบหม่อนตากแห้งใช้ทำชาชงกิน ชาวญี่ปุ่นดื่มน้ำชาจากผงใบหม่อน และรากหม่อนมาเป็นเวลากว่า 60 ปีเชื่อกันว่าจะช่วยรักษาสุขภาพ และเพื่อใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูง ต้นหม่อนมีประวัติยาวนานในการใช้ยาในการแพทย์แผนจีน เกือบทุกส่วนของพืชถูกนำมาใช้ ใบมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย, เป็นยาสมานแผล ถูกนำมาใช้ภายในในการรักษาหวัด, ไข้หวัดใหญ่, การติดเชื้อที่ตาและเลือดกำเดาไหล  -สารสกัดจากใบสามารถนำมาใช้ในการรักษาโรคเท้าช้าง ลำต้นเป็นยาขับปัสสาวะ ปวดไขข้อ ความดันต่ำ ผลไม้มีฤทธิ์บำรุงไต ใช้ในการรักษาปัสสาวะเล็ด, วิงเวียน, หูอื้อ, นอนไม่หลับเนื่องจากโรคโลหิตจาง โรคประสาทอ่อน ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ผมหงอกก่อนวัยและอาการท้องผูกในผู้สูงอายุ เปลือกของรากนั้นมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ, ขับเหงื่อ, ขับปัสสาวะ, เสมหะ ใช้ภายในในการรักษาโรคหอบหืด, ไอ, โรคหลอดลมอักเสบ, บวม, ความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน เปลือกไม้เป็นยาถ่ายพยาธิตัวตืด -ในบราซิลใช้เป็นไข้ลดโคเลสเตอรอลและความดันโลหิตและป้องกันตับ ·ในกัมพูชามีการใช้ใบเพื่อรักษาโรคตาแดง
-นิยมนำมาปลูกประดับตามบ้าน เลี้ยงง่ายมีผลออกให้ดูง่าย
-อื่น ๆ นิยมปลูกตามหมู่บ้านเพื่อใช้ใบเป็นอาหารเลี้ยงตัวไหม ในหลายประเทศใบหม่อนเป็นส่วนหนึ่งของอาหารสัตว์เคี้ยวเอื้อง เปลือกไม้ใช้ในประเทศจีนเพื่อทำกระดาษ ในอนุทวีปอินเดียไม้ใช้สำหรับงานฝีมืองานตู้และอุปกรณ์กีฬาเช่นไม้ฮอกกี้และไม้เทนนิส -สารสกัดจากรากใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและผลิตภัณฑ์ปลูกผม-ผลไม้อุดมไปด้วยแอนโธไซยานินและมีศักยภาพในการเป็นแหล่งอุตสาหกรรมของสีธรรมชาติเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร มันให้ไซยานินซึ่งมีส่วนช่วยให้สีแดงหรือสีม่วง
ระยะออกดอกออกผล--- ตลอดปี
ขยายพันธุ์ --- เมล็ด ปักชำ

รามใหญ่/Ardisia elliptica

ชื่อวิทยาศาสตร์---Ardisia elliptica Thunb.
ชื่อพ้อง---Has 13 Synonyms

-Ardisia kotoensis Hayata -Bladhia squamulosa (C.Presl) Nakai
-Ardisia littoralis Andrews -Climacandra littoralis (Andrews) Kurz
-Ardisia sorsogonensis Elmer ex Merr. -Icacorea humilis Britton
-Ardisia squamulosa C.Presl -Icacorea solanacea Britton
-Ardisia umbellata Roxb. -Icacorea zeylanica Lam. ex Schult.
-Bladhia elliptica (Thunb.) Nakai -Tinus squamulosa (C.Presl) Kuntze
-Bladhia kotoensis (Hayata) Nakai

ชื่อสามัญ---Shoebutton ardisia, Duck's eye, Coralberry, Seashore ardisia, China shrub, Jet berry.
ชื่ออื่น--- ตาไก่ (ภาคใต้); ทุลังกาสา (ชุมพร); ปือนา (มาเลย์-นราธิวาส); ผักจ้ำ, มะจ้ำ (ภาคใต้); รามใหญ่ (ชุมพร); ลังพิสา (ตราด); [THAI: ta kai (Peninsular); thu langkasa (Chumphon); pue-na (Malay-Narathiwat);  phak cham (Peninsular); ma cham (Peninsular); ram yai (Chumphon); langphisa (Trat).];[AUSTRALIA: China shrub; duck's eye; jet berry.]; [BENGALI: bonjam.]; [CHINESE: Lán yǔ shù qǐ, dong fang zi jin niu]; [CUBA: ardisia.]; [FRENCH: ardisie elliptique.]; [HINDI: dhan-priya.]; [INDONESIA: Lempeni]; [JAMAICA: blackberry.]; [JAPANESE: Seironmanryou]; [KANNADA: bodinagida.];[MALAYALAM:  kakkanjara,kolarakku, kulimundan, molakka.]; [MALAYSIA-SINGAPORE: Mata pelandok, Mata ayam, Mata itek, penar; rempenai];[MARATHI: bugadi, dikna.]; [NEPALI: damaai phal.]; [PHILIPPINES: bahagion; katagpo; kolen];[PUERTO RICO: mameyuelo]; [SAMOA: togo vao];[TAMIL: kolurucci, narikandam.]; [TELUGU: adavi mayuri, kaashi neredu.]; [USA: inkberry; jet berry].
ชื่อวงศ์---MYRSINACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดียตอนใต้, ศรีลังกาไปยังหมู่เกาะนิโคบาร์, ไทย, กัมพูชา, เวียดนาม, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, นิวกินี
ชื่อพื้นถิ่นที่พบบ่อยที่สุดในภาษาอังกฤษคือ shoebutton ardisia

ช่วงพื้นเมืองที่แน่นอนจะถูกถกเถียงกันถึงแม้ว่ามันจะได้รับการยอมรับโดยทั่วไปว่าเป็นเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ USDA-ARS (2009) รายงานช่วงกำเนิดจากไต้หวันและหมู่เกาะริวกิวของญี่ปุ่นทางตะวันออกเฉียงเหนือถึงปาปัวนิวกินีทางตะวันตกเฉียงใต้ถึงอินเดียทางตะวันตกรวมถึงอินโดนีเซียมาเลเซียฟิลิปปินส์ ไทย ศรีลังกา และเวียดนาม อย่างไรก็ตามมีความไม่แน่นอนอาจจะเป็นทางใต้ของจีนชายฝั่งทะเลพม่าและกัมพูชา พบเกิดขึ้นตามหาดทรายที่อยู่ใกล้ชายฝั่งในสถานที่ต่าง ๆ เช่นตามชายหาด ขอบป่าชายเลน ริมแม่น้ำที่ระดับความสูงไม่เกิน 30 เมตร มันเติบโตในสวนเป็นไม้ประดับและหลบหนีการเพาะปลูกได้กลายเป็นสายพันธุ์ที่รุกรานในเปอร์โตริโก, เขตร้อนของออสเตรเลีย ( ควีนส์แลนด์ , ดินแดนทางเหนือ), ฟลอริดาตอนใต้ในสหรัฐอเมริกา, แคริบเบียน , หมู่เกาะ Mascarene , เซเชลส์ , และในหมู่เกาะแปซิฟิกหลายแห่งเช่นฮาวาย
ประเทศไทยพบได้ทางภาคใต้ รามใหญ่เป็นไม้ยืนต้น สูงได้ถึง 4 เมตร กิ่งแขนงรูปทรงกระบอกหรือเป็นเหลี่ยม สีน้ำตาลแกมเทาใบเดี่ยวเรียงสลับ  รูปรีถึงรูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง 3.5-7.5 ซม.ยาว 12.5-25 ซม.ปลายใบแหลมหรือกลม โคนใบรูปลิ่ม เนื้อใบมีจุดโปร่งแสงกระจายทั่วไป ดอกช่อออกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาวแกมชมพูจางๆ กลีบเลี้ยงและกลีบดอกอย่างละ5กลีบ  2  รูปซ้ายข้างบนไม่ใช่ดอกแต่เป็นรูปการติดผล ผลไม้รูปกลมมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 6 - 11 มม.ผลอ่อนสีเขียว แล้วเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อสุกและแก่จัดจะเป็นสีดำหรือม่วงเข้มมีเมล็ดแข็งเมล็ดเดียวรูปทรงกลมแป้นเล็กน้อย
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---ต้องการแสงแดดจัดหรือร่มเงาบางส่วน ชอบดินที่ชื้นหรือเปียกชื้นที่อุดมสมบูรณ์และสามารถปลูกได้ในดินเหนียว อายุการใช้งานอยู่ได้10-25(-40) ปี

 

ใช้ประโยชน์--- พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารและยารักษาโรค มันมักจะเติบโตเป็นไม้ประดับมีค่า
-ใช้กินได้ ผลไม้ - ดิบรสเปรี้ยวเล็กน้อย มีแป้งเล็กน้อย แต่ไม่มีรสชาด หน่ออ่อน - ดิบหรือสุกดอกไม้และผลไม้ใช้ปรุงเป็นเครื่องปรุง
-ใช้เป็นยา รากใช้เป็นยาเมื่อคลอด ยาต้มของใบช่วยบรรเทาปวด ใบถูกนำมาใช้เพื่อบรรเทาและรักษาแผล ชาวมาเลย์ใช้ยาต้มจากใบเพื่อรักษาอาการปวดหัวใจ การใช้งานด้านเภสัชกรรมจากสารสกัดจากพืชที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศจีนเพื่อวัตถุประสงค์ในการต้านเชื้อแบคทีเรีย และมีผลในเชิงบวกต่อการลดลงของเซลล์มะเร็งเต้านม
-อื่น ๆ ไม้สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิง
ระยะออกดอก/ติดผล---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด
**ส่วนตัว-รูปต้นรามใหญ่ ถ่ายมาจาก สวนสมุนไพร สมเด็จพระเทพฯ จ.ระยอง ตอนกลางเดือนสิงหาคม ปี 59 ที่นั่น ปลูกรามใหญ่ ไว้เป็นกลุ่ม หลายต้น ได้แต่รูป ต้น ใบ และผล ส่วนดอกของรามใหญ่ ได้มาจากที่อื่น**


พิลังกาสา/Ardisia polycephala

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Ardisia polycephala Wall. ex A.DC.
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Tinus polycephala (Wall. ex A.DC.) Kuntze
ชื่อสามัญ---shoebutton, shoebutton ardisia, shoe-button ardisia
ชื่ออื่น---พิลังกาสา(ทั่วไป), ตีนจำ(เลย); ผักจำ, ผักจ้ำแดง(เชียงใหม่,เชียงราย); พิลังกาสา(ภาคกลาง) ; [THAI:  Pi-lang Gaa-saa (General); Tin cham (Loei); Phak cham, Phak cham daeng (Chiang Mai, Chiang Rai);  phi langkasa (Central).];
ชื่อวงศ์---MYRSINACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-จีน พม่า ไทยและเวียดนาม

ในประเทศไทยพบทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง ที่ระดับความสูง 400-900 เมตร รามใหญ่กับพิลังกาสา ลักษณะคล้ายกัน เนื่องจากเป็นไม้ในวงศ์เดียวกัน ยังมีพันธุ์ไม้ในวงศ์พิลังกาสาอีกต้น เรียกว่า มะจ้ำก้อง ชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Ardisia sanguinolenta รูปของมะจ้ำก้องไม่มีเลยไม่ได้นำมาลง  ทั้งต้น ดอก ใบ ผล ลักษณะนิสัย รวมถึงสรรพคุณในทางสมุนไพร คล้ายคลึงกันมาก จากการสังเกตุความแตกต่างทั่วไป ลักษณะใบของรามใหญ่ จะใหญ่กว่า โคนใบจะสอบแคบกว่า พิลังกาสา
พิลังกาสาเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูงได้ถึง 8 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลเข้ม เกลี้ยงและบาง ใบกว้าง 4-8.5ซม. ยาว 12-20 ซม.ลักษณะใบรูปไข่ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนาแข็งเป็นมันสีเขียวแต่ใบอ่อนจะเป็นสีแดง ดอกเป็นช่อแน่น ดอกย่อยขนาดเล็กเป็นกระจุก สีชมพู ผลสีแดงหรือดำขนาด 0.7-0.9ซม. เนื้อบางมีชั้นหุ้มเมล็ดแข็ง ภายในมี1เมล็ด

 

ใช้ประโยชน์-ใช้กินได้ ใบมีรสฝาด นิยมกินยอดอ่อนเป็นผัก สารสกัดจากพิลังกาสา มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงและปลอดภัย ใช้ในการผสมอาหาร เครื่องดื่ม ขนม ของขบเคี้ยว ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพ หรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทชา
 -ใช้เป็นยา ใบ มีรสเฝื่อนร้อน แก้โรคตับพิการ แก้ท้องเสีย แก้ไอ ราก มีรสเฝื่อนเมาเปรี้ยว ตำกับสุราเอาน้ำรับประทาน เอากากพอกปิดแผล ถอนพิษงู แก้กามโรคและหนองใน ต้น แก้โรคเรื้อน ดอก มีรสเฝื่อนขม ฆ่าเชื้อโรค เมล็ด แก้ลมพิษ ผล มีรสร้อน ฝาด แก้ไข้ ท้องเสีย แก้ลมพิษ แก้ธาตุพิการ แก้ซาง
ใช้ปลูกประดับเป็นไม้ระดับกลางในสวนได้
ระยะติดดอกติดผล---ตลอดปี
ขยายพันธุ์ ---เมล็ด

ส้มกุ้งขน/Ardisia helferiana

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Ardisia helferiana Kurz.
ชื่อพ้องHas 5 Synonyms    
---Ardisia albiflora Pit.
---Ardisia crispipila Merr.
---Ardisia dinhensis Pit.
---Ardisia villosula Pit.
---Tinus helferiana (Kurz) Kuntze
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น--- ส้มกุ้งขน,จีนจำ(ปราจีนบุรี),ก้างปลา,ตาปลา(ตราด),คราม,ครามกุ้ง(ประจวบคีรีขันธ์),แม่ห้าง(อุดรธานี),ตาไก่(สุราษฎร์ธานี),พระยาราม(ชุมพร),พุมมะราชา(จันทบุรี) ; [THAI:  som kung khon,  chin cham (Prachin Buri); kang pla, ta pla (Trat); khram, khram kung (Prachuap Khiri Khan); mae hang (Udon Thani); ta kai (Surat Thani);  phraya ram (Chumphon); phumma racha (Chanthaburi).]; [VIETNAM: Cơm nguội búng, Cây Cơm Nguội.]
ชื่อวงศ์---PRIMULACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---กัมพูชา พม่า ไทย ลาว เวียตนาม



ส้มกุ้งขนเป็นไม้วงศ์เดียวกับพิลังกาสาอีกต้น รูปนี้ถ่ายมาจาก สวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพฯ จ.ระยอง เหมือนกัน ส้มกุ้งขนเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 3 เมตร กิ่งก้านมีขนปกปุย หนาแน่น ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปวงรีแกมขอบขนานยาว 8-13 ซม. กว้าง 2.5-4.5 ซม.ก้านใบยาว 1 ซม หลังใบมีขนสั้นๆ ท้องใบมีขนที่ยาวและหนาแน่นกว่าโดยเฉพาะที่เส้นกลางใบ ดอกออกเป็นช่อกระจะเชิงหลั่น ออกที่ซอกใบยาว 8-10 ซม. ก้านดอก 1.5-2 ซม.ดอกย่อยมีจำนวนมาก มีขนปกปุย หนาแน่น กลีบดอกสีม่วงแกมชมพูมีจุดประสีม่วงเข้มกระจายทั่วไป ผลสดรูปทรงกลมมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 6-8 มม. สีม่วงเข้มมีเมล็ด1เมล็ด
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---ตำแหน่งที่มีแดดจัด น้ำปานกลาง ดินมีการระบายน้ำดี
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ในเวียตนามใช้รากรักษาโรคไขข้ออักเสบปวดไต ยาพื้นบ้านอีสาน ใช้ใบแก้ตับพิการ ผล บำรุงกำลัง
-ปลูกเป็นไม้ประดับ นำมาใช้จัดสวนโดยปลูกเป็นต้นเดี่ยวๆหรือเป็นกลุ่มใหญ่ได้
-อื่น ๆ ไม้ใช้ทำฟืน
ระยะออกดอก---มกราคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง


ปลาไหลเผือก/TONGKAT ALI


ชื่อวิทยาศาสตร์---Eurycoma longifolia Jack
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Eurycoma merguensis Planch.
ชื่อสามัญ---Long Jack, Ali’s umbrella, Malaysian ginseng.
ชื่ออื่น---กรุงบาดาล (สุราษฎร์ธานี); คะนาง, ชะนาง (ตราด); ตรึงบาดาล (ปัตตานี); ตุงสอ (ภาคเหนือ); ตุวุเบ๊าะมิง, ตูวุวอมิง (มาเลย์-นราธิวาส); ปลาไหลเผือก (ภาคกลาง); เพียก (ภาคใต้); หยิกบ่อถอง, หยิกไม่ถึง (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ); ไหลเผือก (ตรัง); เอียนดอน (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ); แฮพันชั้น (ภาคเหนือ) ; [THAI: krung ba dan (Surat Thani); kha nang, cha nang (Trat); trueng ba dan (Pattani); tung so (Northern); tu-wu-bo-ming, tu-wu-wo-ming (Malay-Narathiwat); pla lai phueak (Central); phiak (Peninsular); yik bo thong, yik mai thueng (Northeastern); lai phueak (Trang); ian don (Northeastern); hae phan chan (Northern).];[BAHRAIN: Langir siam];[INDONESIA: Malaysian ginseng, Bidara laut, Pasak bumi; Babi kurus (Javanese).];[JAPANESE: babi kurus]; [LAOS: tho nan]; [MALAYSIA:Tongkat ali, Pasak bumi, Penawar pahit, Penawar bias, Bedara merah, Bedara putih, Lempedu pahit, Payong ali, Tongkat baginda, Muntah bumi, Petala bumi (Malay).].[VIETNAM: cây bá bệnh, hau phat, bba binh];
ชื่อวงศ์---SIMAROUBACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินโดจีน หมู่เกาะบอร์เนียวและสุมาตรา


มีถิ่นกำเนิดในอินโดจีน (กัมพูชา ลาว มาเลเซีย พม่า ไทย เวียดนาม) หมู่เกาะบอร์เนียว สุมาตราและยังพบในฟิลิปปินส์  
ปลาไหลเผือก เป็นไม้ ยืนต้นขนาดเล็กสูงได้ถึง 3-10 เมตร ในประเทศไทยพบทุกภาค ขึ้นกระจายในป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง และป่าดิบชื้น ระดับความสูงจนถึงประมาณ 700 เมตร ลำต้นไม่ค่อยแตกกิ่งก้าน มักเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง ถึงจะปลูกอยู่กลางแจ้งก็ตาม เป็นการเอนตามธรรมชาติไม่ใช่ด้วยสภาพแวดล้อม ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อยมีอยู่20-30คู่ แต่ละใบขนาดกว้าง1.2-3 ซม ยาว 5-12 ซม. ออกเป็นกระจุกบริเวณปลายกิ่ง  สีเขียวเข้มด้านล่างมีนวลสีเงิน ยอดอ่อนและใบอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดง ดอกออกที่ซอกใบเป็นแบบดอกช่อ ดอกย่อยขนาดเล็กขนาด 0.5 ซม. กลีบดอกสีม่วงแดง ผลเป็นผลสดรูปยาวรีขนาด 1.2-2 ซม.รูปขอบขนาน ปลายเป็นจงอยสั้นๆ เมื่อสุกเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีแดง บางครั้งแตกออกได้
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---พืชเจริญเติบโตในป่าที่ลุ่มและอาศัยอยู่ในดินหลากหลายชนิด แต่ชอบดินที่มีความเป็นกรดและมีการระบายน้ำดี
ใช้ประโยชน์ ---รากของพืชมีการใช้ในการแพทย์พื้นบ้านของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และในยุคปัจจุบันมีการใช้งานทั่วไปเป็นอาหารเสริมเช่นเดียวกับสารเติมแต่งอาหารและเครื่องดื่ม
-ใช้เป็นยา มักใช้เป็นสมุนไพรพื้นบ้าน ใช้ราก ลดไข้ ต้านมาลาเรีย ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ บำรุงหลังคลอดบุตร ลดความวิตกกังวล เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็ง ต้านการก่อเกิดเนื้องอก ลดน้ำตาลในเลือด -มีการเผยแพร่ทั่วไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินโดจีน ในชื่อ "tongkat ali" และ "pasak bumi"โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารสกัดจากน้ำและยาต้มจากราก เป็นยาพื้นบ้านที่รู้จักกันดีซึ่งช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศส่งเสริมการสร้างกล้ามเนื้อและเพิ่มระดับฮอร์โมนเพศชาย นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นว่ามีคุณสมบัติต้านการอักเสบ, ต้านมาลาเรีย, เป็นยาต้านจุลชีพและสารต้านอนุมูลอิสระ
ระยะเวลาออกดอก---พฤศจิกายน-มกราคม
ขยายพันธุ์ ---เมล็ดและตอนกิ่ง
**ส่วนตัว-ต้นนี้ไม่มีรูปดอกผลให้ดูเลย ถ่ายมาจากสวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพฯ จ.ระยอง หามาปลูกไม่ง่ายถ้าบังเอิญไปเจอก็อาจไม่ซื้อ เพราะไม่สวย ไม่รู้จัก ต้นไม้หลายต้นที่หายากสูญเสียโอกาสไปไม่น้อย  หลายต้นที่นำมาลงในหัวข้อ บางทีก็ไม่ได้ลงเพื่อแนะนำให้เพื่อปลูกประดับหรือไว้ใช้จัดสวน แต่ลงไว้เพื่อให้รู้ **


ไคร้ย้อย/Elaeocarpus grandiflora


ชื่อวิทยาศาสตร์---Elaeocarpus grandiflora Sm.
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms
---Cerea radicans Thouars
---Elaeocarpus lanceolatus Blume
---Elaeocarpus radicans (Thouars) Hiern
---Monocera grandiflora (Sm.) Hook.Unresolved
---Monocera lanceolata (Blume) Hassk.Unresolved
---Perinka grandiflora (Sm.) Raf
ชื่อสามัญ---Blue olive berry, Fairy petticoats, Fringe bells, Lily of the valley tree, Shiva's tears.
ชื่ออื่น---กาบพร้าว (นราธิวาส); คล้ายสองหู (สุราษฎร์ธานี); ไคร้ย้อย (เชียงใหม่); จิก, ดอกปีใหม่ (กาญจนบุรี); แต้วน้ำ (บุรีรัมย์); ปูมปา (เลย); ผีหน่าย (สุราษฎร์ธานี); มุ่นน้ำ (เพชรบูรณ์); สารภีน้ำ (เชียงใหม่); อะโน (ปัตตานี); [THAI: kap phrao (Narathiwat); khlai song hu (Surat Thani); khrai yoi (Chiang Mai); chik, dok pi mai (Kanchanaburi); taeo nam (Buri Ram); pum pa (Loei); phi nai (Surat Thani); mun nam (Phetchabun); saraphi nam (Chiang Mai);     a no (Pattani).];[BURMA: Ye saga.];[INDONESIA: Anyang-anyang, Ki ambit, Kemaitan.]; [MALAYSIA: Ando, Andor.];[PHILIPPINES: Mala (Tag.).]; [VIETNAM: Côm hoa lớn.]
ชื่อวงศ์---ELAEOCARPACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเชีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเชียตะวันออกเฉียงใต้-อินโดจีน

 

ช่วงกระจายพื้นเมืองในเอเชียเขตร้อน - กัมพูชา, ลาว, พม่า, ไทย, เวียดนาม, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย พบขึ้นตามที่ลุ่มใกล้น้ำ  ตามลำห้วย ลำธาร ตามป่าดิบและขึ้นทั่วไปตามป่าโปร่งและป่าเบญจพรรณ ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 50-800เมตร ในประเทศไทยพบทุกภาค
ไคร้ย้อยเป็นไม้ต้นขนาดเล็กหรือขนาดกลางไม่ผลัดใบ ต้น สูงประมาณ 5-30 เมตร ลักษณะ เรือนยอดแผ่กว้างเป็นพุ่มทึบ ผิวเปลือกต้นสีน้ำตาลอมเทา ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ รูป ไข่ โคนใบและปลายใบแหลม หนา ด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขนประปราย โคนใบสอบปลายใบเว้าเล็กน้อย ขนาดใบกว้าง2-5ซม.ยาว7-19ซม.ดอก เป็นดอกช่อแบบช่อกระจะตามซอกใบและปลายกิ่ง ห้อยลง ดอกย่อยมีกลีบเลี้ยง5กลีบ กลีบดอก5กลีบ ที่โคนกลีบดอกด้านในจะมีกลุ่มขนเรียงตัวกันอยู่ ดอกตูมสีน้ำตาลปนส้ม เมื่อบานเป็นช่อ สีขาว ผล สดสีเขียวมีเนื้อหุ้มบางๆ  ทรงกลมรีหรือรูปกระสวย กว้าง 1.5-2 ซม. ยาว 3-4 ซม. ผิวผลบางเรียบ เกลี้ยง แข็งมาก  มีเพียงเมล็ดเดียว
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---เติบโตได้ดีในที่ที่มีแสงแดดปานกลางถึงร่มเงาซึ่งต้องการดินที่อุดมสมบูรณ์ชุ่มชื้นและมีสภาพดี
ใช้ประโยชน์--- พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นยา เป็นเรื่องธรรมดาที่จะปลูกไว้เป็นไม้ประดับด้วย
-ใช้เป็นยา ส่วนที่ใช้ เปลือกไม้ใบและเมล็ด ยาต้มใบเป็นยาชูกำลังและใช้สำหรับรักษาอาการเจ็บปวด เปลือกไม้บดใช้พอกแผล ใบใช้สำหรับรักษาโรคซิฟิลิส ใช้สำหรับโรคของผู้หญิง - ในประเทศอินโดนีเซียผลไม้ใช้สำหรับแก้ปวดบิดและกระเพาะปัสสาวะ เปลือกต้นสำหรับไตอักเสบและเฉพาะที่สำหรับแผล ในมาเลเซียใช้กับสตรีหลังคลอดบุตรเพื่อปรับปรุงการไหลเวียนของโลหิตส่งเสริมการหดตัวของมดลูก, ขับลมและเป็นยาระบาย สารสกัดน้ำจากใบผลไม้และกิ่งไม้ถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคเบาหวาน
-อื่น ๆ เป็นไม้เนื้ออ่อน ผุง่าย ปลูกเป็นไม้กันดินพังทลายตามชายน้ำ
ระยะออกดอก/ ติดผล---มกราคม-เมษายน/มีนาคม-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์ --- เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง  ปักชำ


ปีบยูนนาน/ Radermachera  Sinica

 

ชื่อวิทยาศาสตร์--- Radermachera sinica (Hance) Hemsl.
ชื่อพ้อง---has 3 Synonyms
---Radermachera borii C.E.C Fisch.
---Radermachera tonkinensis Dop
---Stereospermum sinicum Hance
ชื่อสามัญ---China doll, Serpent tree, Emerald tree, Asian Bell Tree.
ชื่ออื่น---ปีบยูนนาน, ปีบไหหนาน ; [CHINESE: cai dou shu, shāncài dòu, kǔ líng jiù, jiāngdòu shù, làjiāo shù, jiēgǔ liáng sǎn, sēnmù liáng sǎn, zhāoyáng huā.];[SPANISH: Árbol serpiente.];[VIETNAM: Rà đẹt hoa trắng, Rà - đẹt tàu, Boọc Bịp hoa trắng,];
ชื่อวงศ์---BIGNONIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ภูฏาน, จีน, อินเดีย, พม่า, หมู่เกาะริวกิว, ไต้หวันและเวียดนาม
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลตั้งตามนักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์ Jacobus C. M. Radermacher (1741-1783) ; ชื่อสายพันธุ์ sinicaหมายถึงจีน
มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเทือกเขากึ่งเขตร้อนของ จีน ตอนใต้และ ไต้หวัน เกิดขึ้นตามเนินเขาและป่าที่ระดับความสูง 300-800 เมตร
ปีบยูนาน เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางสูงไม่เกิน5เมตร  ใบสีเขียวเป็นมัน  ออกดอกเป็นช่อที่ยอด ทยอยบาน รูปร่างดอกเหมือนทรัมเป็ตสีขาวยาวประมาณ7 ซม.ดอกไม่ค่อยทนจะร่วงง่าย แต่ความที่ดอกดกจึงมักไม่ขาดดอกให้ดู ผลแคปซูลเรียวยาวเชิงเส้น ยาวถึง 85 ซม. และมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 ซม ออกในกระจุกที่ปลายกิ่ง เมล็ดรูปไข่ซึ่งมีปีกยาวประมาณ 2 ซม. กว้าง 5 มม. (รวมปีก)
การใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ส่วนที่ใช้รากและใบ แห้งหรือสด ข้อบ่งใช้: การล้างความร้อนและล้างพิษ ขจัดเลือดชะงักงันและลดอาการบวม ใช้สำหรับแก้ไข้ การรักษาเฉพาะที่ของรอยฟกช้ำและกระดูกหัก งูกัด
-ใช้ปลูกประดับ เป็นต้นไม้ให้ร่มเงาขนาดเล็ก พืชอาจปลูกในภาชนะที่เป็น houseplantsตกแต่งตามอาคาร บ้สน สวนทั่วไป
**ส่วนตัว-ไม้ต้นนี้ เขาร่ำลือกันว่าดอกหอมจรุงใจกันนักกันหนา  หอมทั้งวัน แถมว่าเหมือนกลิ่นแป้งร่ำ  กลิ่นโบราณแบบไทยๆ ขัดกับชื่อที่เหมือนเป็นต้นไม้มาจากจีน ปีบยูนนานหรือปีบไหหนานนี้จะออกดอกทั้งปี ชอบแดดจัดกลางแจ้ง น้ำพอดีๆ เลี้ยงง่ายโตเร็ว
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง

สร้อยสุวรรณ/Lophanthera lactescens


ชื่อวิทยาศาสตร์---Lophanthera lactescens Ducke
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---Golden Chain, Golden chain tree, Milky lophanthera
ชื่ออื่น---โซ่ทอง, โซ่ทองคำ, สร้อยสุวรรณ (ทั่วไป); [THAI: so thong, so thong kham, soi suwan (General).];[BRAZIL: Chuva-de-ouro.];[FRENCH: Lophanthera laiteux.];[MALAYSIA: Rantai Emas.][PERU: champán.]; [PORTUGUESE: Chuva-de-ouro-da-Amazônia, Lanterneira, Lofântera-da-Amazônia.].
ชื่อวงศ์    ---MALPIGHIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปอเมริกาใต้
เขตกระจายพันธุ์    ---อเมริกาใต้-บราซิล

มีถิ่นกำเนิดในประเทศบราซิล (เอเคอร์และปารา) ซึ่งอาศัยอยู่ในเขตหวงห้ามในป่าที่อุดมสมบูรณ์ส่วนใหญ่ตามแนวลำธารน้ำที่ระดับความสูงต่ำ
ไม้ใหญ่ยืนต้นกึ่งผลัดใบ สูงได้ถึง 20 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 30-40 ซม.ใบออกเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ ก้านใบยาว 3-4 ซม. ใบจะออกถี่ที่ปลายยอด ทำให้เกิดร่มเงาดีมาก ลักษณะใบของโซ่ทองคำเป็นใบรูปรีแกมรูปขอบขนาน ยาวประมาณ 24 ซม. และกว้าง 12-16 ซม.ปลายใบและโคนใบแหลม  เนื้อใบค่อนข้างหนาและแข็ง ดอก ออกเป็นช่อใหญ่สีเหลือง ห้อยเป็นระย้า ช่อดอกยาวประมาณ 50-80 ซม. ดอกจะทยอยบาน
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---ต้องการแดดจัด ดินอุดมสมบูรณ์มีความเป็นกรดอ่อนถึงเป็นด่างอ่อน น้ำปานกลางความชื้นในดินสม่ำเสมอต่อเนื่อง ไม่ชอบแฉะ ไม่ชอบน้ำขัง ต้นไม้ที่เติบโตอย่างรวดเร็วปานกลางสามารถเข้าถึงความสูง 2-3 เมตรภายใน 2 ปีจากเมล็ด **ส่วนตัว- โซ่ทองคำหรือสร้อยสุวรรณไม้ต้นนี้เข้ามาประมาณปี 52 เป็นไม้ต้นหนึ่งที่ยิ่งโหญ่โต ยิ่งสวยงาม เพราะดอกจะออกดกมากขึ้น มันจะเหลืองเต็มต้น ชื่อโซ่ทองคำนี่ก็ชนะใจแล้ว  ที่เห็นออกดอกมาน้อยนี่อยู่ในเครื่องล้อมในร้านต้นไม้ยังไม่ได้ลงดิน ดอกจึงออกจะดูน้อยไปหน่อย นึกภาพสิว่าถ้าลงดินแผ่กิ่งก้านออกดอกฟูแล้วจะสวยขนาดไหน เห็นแต่รูปแบบนี้ก็ดูงั้นๆ**
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ เป็นไม้ประดับที่มีความสวยงามมากที่สุดต้นหนึ่ง เนื่องจากใบที่อุดมสมบูรณ์และช่อดอกที่ยาวและออกดอกอยู่ยาวนาน เริ่มแพร่กระจายในประเทศเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนเท่านั้น ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาของศตวรรษที่ XX การเติบโตอย่างรวดเร็วนั้นเป็นผลดีต่อการจัดสวนในสวนสาธารณะและสวนหย่อมโดยจัดเป็นกลุ่มหรือเป็นแถวและเหมาะอย่างยิ่งสำหรับปลูกเป็นต้นไม้ริมถนนซึ่งพิสูจน์ได้ว่าเหมาะสมสำหรับจุดประสงค์นี้ในเมืองที่มีมลพิษ นอกจากนี้ยังรวมถึงความเหมาะสมในการเป็นสายพันธุ์ที่ใช้ในการปลูกป่าในพื้นที่เสื่อมโทรมด้วย
-อื่น ๆ ไม้มีขนาดเล็กหนักปานกลางแข็งพอสมควรไม่ทนต่อการโจมตีของปสวกกินไม้ ใช้ในการก่อสร้างเช่นคาน, จันทันและวัสดุบุผิว ใช้ในการทำตู้
ระยะออกดอก/ผลแก่ --- กุมภาพันธ์-พฤษภาคม/กันยายน-ตุลาคม
ขยายพันธุ์ --เมล็ด ตอนกิ่ง


ส้านชวา/Dillenia suffruticosa

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Dillenia suffruticosa (Griff. ex Hook. f. & Thomson) Martelli
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Dillenia burbidgei (Hook.f. ) Martelli
---Wormia burbidgei Hook.f.
---Wormia suffruticosa Griff
ชื่อสามัญ--- Simpoh, Shrubby dillenia, Shrubby simpoh
ชื่ออื่น--ส้านดอกเหลือง, ส้านชวา, ส้านยะวา (กรุงเทพฯ),; [THAI: san chawa, san yawa (Bangkok).]; [BRUNEI: simpor, simpur.]; [CAMBODIA: plo sbat.]; [INDONESIA: abuan, simpoh.];[MALAYSIA: simpoh air, simpor bini, simpoh gajah, Simpoh Ayer, Simpoh Paya  (Malay); Abuan (Semai); Bu'ua (Bidayuh); Buan (Iban); Buan, Dungin, Simper ayer, Simpoh, Simpor, Simpor bini, Simpor rimba, Tambakau (Borneo).]; [SRI LANKA: diyapara, godapara, para.].
ชื่อวงศ์---DILLENIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เขตร้อนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้,ศรีลังกา, คาบสมุทรมาเลเซีย, สุมาตรา, ชวา, บอร์เนียว ฮาวาย และสิงคโปร์
มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินโดนีเซีย (กาลิมันตันและสุมาตรา), มาเลเซียและสิงคโปร์ เติบโตในแหล่งที่อยู่อาศัยต่าง ๆ ตามชายป่า ป่าโกงกางในพื้นที่แอ่งน้ำตามริมฝั่งลำธาร ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเล ถึงประมาณ 500 เมตร และยังปลูกที่อื่นในฐานะที่เป็นไม้ประดับเช่นในศรีลังกา เซเชลส์ และในหมู่เกาะแคริบเบียน
เป็น ไม้ยืนต้น สูงได้ถึง 5-10 เมตรแตกใบตั้งแต่โคน ต้นตอนเล็กดูจะเหมือนเป็นไม้กอเตี้ย เปลือกของลำต้นสีม่วงดำ ลักษณะของใบใหญ่ ยาวประมาณ 25 ซม.กว้าง 6-20 ซม ขอบใบจักตื้นโคนใบเปลี่ยนรูปเป็นกาบหุ้มใบ ก้านใบยาว1,5-5 ซม. แผ่นใบสีเขียวสดเป็นมัน ผิวใบสากพอประมาณ ดอกออกที่ยอดเป็นช่อ ช่อละ 4-5 ดอก ก้านช่อดอกยาว 5-10 ซม.ดอกใหญ่เส้นผ่านศูนย์กลาง 8-12 ซม. กลีบดอกรูปไข่ขอบหยัก มี 5กลีบสีเหลืองสดใส กลีบเลี้ยงเล็กสีเขียว ดอกบานต่อเนื่องทีละครั้งวันเดียวแล้วโรย ผลวงรีรูปไข่สีชมพูเข้ม ยาว2-2.5 ซม.กว้าง 1-1.5 ซม. ผลแก่จะแยกเป็น7-9ส่วน มีเมล็ดสีดำที่ถูกปกคลุมด้วยเนื้อลักษณะเป็นดาว6แฉกสีแดงเข้ม กระจายออกมา
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---ต้องการแสงแดดจัดถึงร่มเงาบางส่วน ดินทรายถึงดินเหนียวที่มีความชื้นสม่ำเสมอและมีการระบายน้ำดี
ใช้ประโยชน์--- พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้เป็นยาในท้องถิ่น มักจะปลูกเป็นไม้ประดับในสวนทั่วไป
-ใช้เป็นยา ใช้ในยาแผนโบราณ ใบและรากใช้ในการรักษาอาการอักเสบ คัน ปวดท้องและ ช่วยฟื้นฟูสตรีหลังจากการคลอดบุตร มีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่มีคุณสมบัติในการต้านเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา สารต้านอนุมูลอิสระที่มีแนวโน้ม ต้านมะเร็ง
-ใช้ปลูกประดับ มักจะใช้ในสวนสาธารณะและปลูกประดับสวน ในอาคาร ที่พัก อาศัย เนื่องจากดอกไม้สีเหลืองสดใสที่มีขนาดใหญ่ที่ผลิตออกมาเกือบต่อเนื่อง และผลกับใบไม้ที่โดดเด่น สามารถปลูกในกระถางขนาดใหญ่ได้
-วนเกษตร เนื่องจากการเติบโตอย่างรวดเร็วและความสามารถในการปรับตัวของมันถูกนำมาใช้ในการปลูกป่าในพื้นที่เสื่อมโทรม รากแก้วที่ยาวสามารถเข้าถึงน้ำในระดับความลึก
-ใช้อื่น ๆ ใบใหญ่ถูกนำมาใช้ห่ออาหารเช่นเทมเป้ (เค้กหมักถั่วเหลือง) หรือก่อตัวเป็นกรวยตื้น ๆ เพื่อบรรจุ "อาหารจานด่วน" แบบดั้งเดิมเช่น rojak
สำคัญ---ดอกส้านชวา เป็นดอกไม้ประจำชาติของบรูไน ชาวบรูไน เรียกว่าดอก ซิมพอร์ (Sympor)
ระยะออกดอก--- ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง

ส้านดอกขาว/Dillenia philippinensis

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Dillenia philippinensis Rolfe.
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Dillenia catmon Elmer.
---Dillenia philippinensis var. pubifolia Merr.
ชื่อสามัญ---Philippine Simpoh, Philippine Katmon, Philippine dillenia
ชื่ออื่น---ส้านดอกขาว(ทั่วไป): [THAI: san dok khao (General).]; [PHILIPPINES: katmon kalambug, kalambok, kambug, katmon, palali.]
ชื่อวงศ์    ---DILLENIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ – ฟิลิปปินส์  
ไม้วงศ์เดียวกันกับส้านชวา แต่ดอกเป็นสีขาว ขนาดของดอกและใบจะใหญ่กว่าส้านฃวา มีถิ่นกำเนิดในประเทศฟิลิปปินส์ พบในป่าชั้นรอง ในที่โล่งกว้างที่ระดับความสูงไม่เกิน 1000 เมตร
ถูกจัดอยู่ในสายพันธุ์ที่ถูกคุกคาม อยู่ในอันตรายของการสูญพันธุ์ เป็นประเภท"ความเสี่ยง" ใน IUCN Red of List of Species Threatened 2013
ส้านดอกขาวเป็นไม้ยืนต้น สูงได้ถึง  7-10 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มหนาแน่นทรงกลมกว้าง เปลือกต้น สีเกือบดำใบคล้ายใบส้านชวา ขนาดของใบ กว้างประมาณ 8-15 ซม.ยาว 15-30 ซม.ดอกสีขาวขนาดใหญ่ ใจกลางสีม่วงแดง ออกเป็นช่อที่ปลายยอด ดอกย่อยมีตั้งแต่ 4-5 ดอก หรือมีมากได้ถึง 18 ดอก กลีบเลี้ยง 5 กลีบ เป็นรูปไข่กลับ กลีบดอก 5 กลีบ เป็นรูปช้อน แต่ละกลีบแยกจากกัน กลีบดอกค่อนข้างหนา เป็นสีขาว ดอก บานเต็มที่เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 9-10 ซม. ผลรูปกลมแป้นขนาด 5 - 6 ซม ผลสุกเป็นสีส้มหรือสีแดง แตกเป็น 6 แฉก ภายในมีเมล็ด
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---ชอบดินเหนียวปนทราย แดดจัดเต็ม น้ำปานกลาง ความชื้นในดินต่อเนื่อง
ใช้ประโยชน์--- พืชที่เก็บเกี่ยวจากป่าส่วนใหญ่เป็นผลไม้ที่ใช้เป็นอาหารและยา
-ใช้เป็นอาหาร ผลไม้มีเนื้อนุ่มเนื้อสีเขียว กินได้มีรสชาติคล้ายแอปเปิ้ลสีเขียวและเปรี้ยว ใช้สำหรับทำซอสปรุงรสและแยม  ใช้กับปลาปรุงรส ผลไม้เมื่อปรุงแล้วใช้เป็นผัก  น้ำผลไม้ใช้เป็นเครื่องดื่มเย็น
-ใช้เป็นยา ส่วนที่ใช้  ผลไม้ ใบไม้ เปลือกไม้ -ใบและเปลือกต้นเป็นยาระบายและสมานแผล ใช้น้ำส้มของผลไม้ผสมกับน้ำตาลใช้เป็นยาแก้ไอ ยาต้มผลไม้ใช้สำหรับแก้ไอและเจ็บหน้าอก ในซาบาห์ใบอ่อนหรือเปลือกลำต้นทุบและนำไปใช้วางบนส่วนที่บวมและบนแผล - การศึกษาแนะนำคุณสมบัติต้านจุลชีพ, ต้านการอักเสบ, ยาแก้ปวด, ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด
-ใช้เป็นไม้ประดับ เป็นสายพันธุ์ที่ค่อนข้างหายากในการเพาะปลูกนอกเขตกำเนิด แต่มีค่าประดับและภูมิทัศน์ที่ยอดเยี่ยม ใช้ในสวนสาธารณะและในสวน อาคาร บ้านพักอาศัย ปลูกเป็นกลุ่ม หรือปลูกเดี่ยวๆแยกได้หรือเป็นต้นไม้ริมถนน สามารถปลูกในภาชนะขนาดใหญ่สำหรับการตกแต่งทั่วไป
-อื่น ๆ ไม้ในการก่อสร้างสำหรับพื้นเพดานและกรอบสำหรับเฟอร์นิเจอร์และวัตถุในชีวิตประจำวัน ยาต้มผลไม้ใช้สำหรับทำความสะอาดเส้นผม สีย้อมสีแดงได้จากเปลือกไม้
ระยะเวลาออกดอก--- ตลอดปี
ขยายพันธุ์ เมล็ด ตอนกิ่ง

ม่วงส่าหรี/Lagerstroemia sp.

ชื่อวิทยาศาสตร์---Lagerstroemia sp.
ชื่อสามัญ---Crape myrtle, Crepe myrtle
ชื่ออื่น---ม่วงส่าหรี
ชื่อวงศ์    ---LYTHRACEAE
ถิ่นกำเนิด---
เขตกระจายพันธุ์---เขตอากาศร้อนชื้นทั่วโลก

อีกชื่อที่เรียกคือตะแบกม่วง คงเป็นเพราะ ลักษณะของดอกคล้ายกับดอกยี่เข่งกับดอกตะแบกปนกัน คือกลีบดอกของม่วงสาหรีจะยู่ยี่คล้ายดอกยี่เข่งแต่ดอกจะใหญ่คล้ายดอกตะแบก ม่วงส่าหรีเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 3 -4  เมตร แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มกว้างกลม ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปรีแกมรูปขอบขนาน หรือรูปไข่กลับ ปลายใบแหลม โคนใบเกือบมน เนื้อใบค่อนข้างหนา ดูเหมือน ใบอินทนิลน้ำ เป็นสีเขียวสด  ดอก ออกเป็นช่อแน่นขนาดใหญ่ ที่ปลายยอด แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก สีของดอกเป็นสีม่วงเข้ม เวลามีดอกจะออกดอกดกเต็มต้น
**รูปดอกสีแดงนี่ได้ติดมือมาทีหลัง**
ขยายพันธุ์ : ด้วยการตอนกิ่ง

เกล็ดกะโห้/Clusia rosea

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Clusia rosea Jacq
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Clusia retusa Poir.
---Clusia rosea var. colombiana Cuatrec.
---Elwertia retusa Raf.
---Firkea rosea (Jacq.) Raf.
ชื่อสามัญ ---Autograph Tree, Balsam Apple, Balsam Fig, Fat Park Tree, Pitch Apple, Scotch-Attorney, Cupey, Copey clusia, Star of Night, Florida clusia, Scotch-attorney.
ชื่ออื่น---เกล็ดกะโห้, เกล็ดกะโห้ด่าง(ทั่วไป); [THAI: klet kaho, klet kaho dang (General).]; [CARIBEAN: copey, cupey.]; [GERMAN: Balsamapfel; rosafarbener balsamapfel.]; [PUERTO RICO: cupey.]; [SPANISH: copey rosado (Spain).]; [SRI LANKA: Gal Idda, Gal Goraka.]; [SWEDISH: Narrfikkus.]; [USA: florida clusia.].
ชื่อวงศ์---GUTTIFERAE (CLUSIACEAE)
ถิ่นกำเนิด---ปานามา เวเนซูเอล่า และหมู่เกาะเวสอินดิส
เขตกระจายพันธุ์---บาฮามาส คิวบา เปอร์โตริโก ฟลอริดา เขตร้อนของทวีปเอเซีย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่ Clusius นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์ (ค.ศ. 1526-1609)

พืชพื้นเมืองของเม็กซิโก ฟลอริดา อเมริกากลาง แคริบเบียนและอเมริกาใต้ เติบโตที่ระดับความสูงต่ำกว่า 1,000 เมตร และกระจายไปยัง เกาะกวมและฮาวาย ถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในพืชสวนที่รุกรานมากที่สุดของฮาวายและยังมีการรายงานในบราซิล สิงคโปร์ ศรีลังกา และประเทศเขตร้อนอื่น ๆ ในฐานะพืชรุกราน
เกล็ดกระโห้เป็นไม้วงศ์เดียวกันกับ มังคุด กระทิง และสารภี ดอกใหญ่ดีแต่ไม่หอม เติบโตเป็นพืช epiphytic อาศัยอยู่บนโขดหินหรือต้นไม้อื่น ๆมีรากอากาศจำนวนมาก ในช่วงเริ่มต้นชีวิตของมันเติบโตบนพืชโฮสต์อื่นและในที่สุดก็ฆ่าโฮสต์ เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 2-9 เมตร ทรงพุ่มโปร่งเนื้อไม้เหนียว ใบหนาเหนียวคล้ายแผ่นหนัง กว้าง 3.5-14 ซม ยาว 8-16 ซม.ก้านใบยาว 1-2 ซม.ดอกเดี่ยวหรือออกดอกเป็นกระจุก 1-3 ดอก กลีบเลี้ยงถาวร  4-6 กลีบ ยาว 1-2 ซม. กลีบดอก 6-8 กลีบสีขาวหรือสีชมพูอมม่วง บานอยู่ได้ 2-3 วันแล้วโรย  ผลสีเขียวอมน้ำตาลเส้นผ่านศูนย์กลาง 5-8 ซม.เมื่อแก่แล้วแตก ภายในมีเยื่อหุ้มเมล็ด ดูผลคล้ายมังคุด แต่รับประทานไม่ได้
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ตำแหน่งที่มีแสงดดเต็มหรือร่มเงาบางส่วน ทนต่อสภาพดินได้หลายประเภท ชอบดินร่วนและความชื้นสูง การระบายน้ำต้องดี ศัตรูธรรมชาติ ปลวก รากเน่า ใบจุด
-ใช้ปลูกประดับ  Clusia rosea เป็นไม้ประดับที่ปลูกในแอฟริกาใต้ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 โดยทั่วไปจะปลูกในลานจอดรถของศูนย์การค้า โรงเรียน คอนโดมิเนียมและพื้นที่อยู่อาศัย สามารถปลูกเป็นไม้กระถางได้
ขยายพันธุ์---ตอนกิ่งและเพาะเมล็ด
**ส่วนตัว-เกล็ดกระโห้ที่เห็นทั่วไปมี 2 ต้นคือต้นที่มีใบเขียวหมด กับต้นที่มีใบด่าง 3รูปบน คือเกล็ดกระโห้ที่ใบด่างปลูกลงกระถางขนาดใหญ่ไว้ในที่ร่มรำไร ส่วนรูปล่างที่เป็นรูปผลเป็นต้นเกล็ดกระโห้ใบเขียวหมดที่ปลูกกลางแดดลงดิน ปลูกแล้วควรมีหลักผูกจับลำต้นให้ตรงและคอยแต่งกิ่งให้โปร่งจะออกดอกดกให้ดูดีตลอดปี **

ไข่ดาว/Oncoba spinosa

ชื่อวิทยาศาสตร์---Oncoba spinosa Forssk.
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---No synonyms are recorded for this name.
---Lundia monacantha Schumach. & Thonn.
---Oncoba monacantha (Schumach. & Thonn.) Steud.
ชื่อสามัญ---Fried Egg Tree, Snuff Box Tree, Oncoba, Wild white rose, Fried egg flower.
ชื่ออื่น---ไข่ดาว(ทั่วไป) [THAI: khai dao (General).]; [Afrikaans: Snuifkalbassie; Muyebe (Rundi); Musonbo (Luba-Katanga).]; [CONGO: Nti nsansi.]; [KINYARWANDA: Mushumbi.]
ชื่อวงศ์---FLACOURTIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---ทรอปิคอลแอฟริกา - เซเนกัล โซมาเลีย แองโกลา  แซมเบีย, ซิมบับเวและ แอฟริกาใต้
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลมาจากภาษาอาหรับสำหรับสายพันธุ์แอฟริกาเหนือ “onkub” ; คำระบุชนิด spinosa หมายถึงหูใบที่เปลี่ยนรูปเป็นหนาม

 

แพร่หลายมากในเขตร้อนของทะเลทรายซาฮารา มันเติบโตในแถบกว้างตั้งเซเนกัล ซูดานถึงโซมาเลีย, ทางใต้ไปทางเหนือของแองโกลา, แซมเบีย, ซิมบับเวและ แอฟริกาใต้ ขึ้นตาม ขอบป่า ป่าริมแม่น้ำ ป่าผลัดใบ ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลใกล้ถึง 600-1,800 เมตร
ลำต้นสูง 4-8 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้นไม่เกิน 60 ซม.ลำต้นค่อนข้างอ่อน  มีหนามเล็กๆตามลำต้นและกิ่งก้าน แตกกิ่งน้อย กิ่ง เหนียวและแตกออกยืดยาว  ใบรูปรีหรือรูปไข่แกมขอบขนานยาว 7-18 x 3-8 ซม ขอบใบหยักละเอียดโคนใบแหลมและมีหนามแหลม ยาวประมาณ 2-4 ซม.ใบแข็งเป็นมันสีเขียวเข้ม ก้านใบยาวประมาณ 6-12 มม. ดอกเดี่ยวออกที่ปลายยอดสีขาวอมเหลืองอ่อน กลีบเลี้ยงยาวประมาณ 3 ซม. เกสรเพศผู้มีจำนวนมาก  ช่วงต้นฝนดอกจะออกมากหน่อยดอกบานอยู่ 2 วันแล้วร่วง ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ  ผลรูปไข่กลมหรือทรงกลมยาวประมาณ 4-6 ซม.ผลอ่อนสีเขียว มีเปลือกแข็งที่เมื่อแก่กลายเป็นสีน้ำตาลแดง มีเมล็ดสีน้ำตาลมันวาวฝังอยู่ในเนื้อแห้งสีเหลือง
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---ชอบตำแหน่งในที่ร่มรำไร ไม่ชอบแดดจัด ดินชื้นที่อุดมสมบูรณ์ การระบายน้ำดี

ใช้ประโยชน์--- พืชที่เก็บเกี่ยวจากป่าใช้เป็นอาหารและยาปลูกเพื่อให้ผลไม้ในแอฟริกาและอินเดีย และ ปลูกเป็นไม้ประดับมีค่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับดอกไม้สีขาวขนาดใหญ่ซึ่งมีกลิ่นหอม
-ใช้เป็นอาหาร ผลดิบรสเปรี้ยวรสชาดค่อนข้างเหมือนทับทิมหรือแอปเปิ้ลเขียว ไม่อร่อย มันมักจะถูกมองว่าเป็นอาหารความอดอยากกินเฉพาะในเวลาที่ขาดแคลน ส่วนน้ำมันที่ใช้บริโภคได้นั้นมาจากเมล็ด
-ใช้เป็นยา พืชมักใช้ในยาแผนโบราณ มันมีชื่อเสียงอย่างมากในคองโกในฐานะยาครอบจักรวาลสำหรับโรคภัยไข้เจ็บทั้งหมดและเป็นเครื่องป้องกันอิทธิพลชั่วร้ายและวิญญาณ ห้ามตัดส่วนใดส่วนหนึ่งของพืชโดยไม่ทำการอธิบายเหตุผลและความคาดหวังให้กับพืช ในไอวอรี่โคสต์พืชมีชื่อเสียงที่ดีในฐานะที่เป็นยาโป๊ -ผลไม้รวมกับเนย Karite (Vitellaria Paradoxa) ใช้ในการรักษาอาการปวดท้องและเบื่ออาหาร ยาต้มกิ่งก้านใบใช้เป็นยาล้างแผล รากเป็นยาแก้อักเสบและบำรุงกำลัง ยาต้มใช้รักษาโรคบิดปวดศีรษะและกระเพาะปัสสาวะ
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ ต้นไข่ดาวเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กก็จริง แต่ก็ปลูกเลี้ยงลงกระถางขนาดใหญ่ได้ ขนาดรอบวงของลำต้นไม่ใหญ่นักและลำต้นก็ค่อนข้างอ่อน เลี้ยงได้สูงประมาณ2เมตร ถ้าปลูกลงดินจะสูงได้ถึง 5 เมตร  ถ้าจะปลูกลงดินควรหาหลักมาจับยึดลำต้นและกิ่งหลักไว้ ยึดให้ตรง จะได้ไข่ดาวที่มีทรงพุ่มสวยในอนาคต
-ใชอื่น ๆ ไม้สีน้ำตาลอ่อนแข็งแตกง่ายและขัดได้ดี ใช้สำหรับงานตกแต่งภายใน ไม้มีขนาดใหญ่พอที่จะเป็นประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ -ผลไม้มีเปลือกแข็งเมื่อถูกทิ้งไว้ให้แห้งโดยมีเมล็ดอยู่ภายในจะทำให้เขย่าแล้วมีเสียงดัง ใช้ทำเป็นกำไลและปลอกแขน ยึดติดกับข้อเท้า สำหรับนักเต้นเพื่อเพิ่มจังหวะเมื่อแสดง
ระยะออกดอก/ติดผล ---กันยายน-มกราคม/กุมภาพันธ์-มิถุนายน
ขยายพันธุ์----เมล็ด  ตอนกิ่ง
 


รวงผึ้ง/Schoutenia glomerata King subsp. peregrina

ชื่อวิทยาศาสตร์---Schoutenia glomerata King subsp. peregrina (Craib) Roekm & Hartono
ชื่อสามัญ---Yellow Star
ชื่ออื่น--- กะสิน, กาสิน (นครพนม, สกลนคร),ดอกน้ำผึ้ง, น้ำผึ้ง, รวงผึ้ง (ภาคเหนือ); สายน้ำผึ้ง (ภาคกลาง); [THAI: dok nam phueng, nam phueng, ruang phueng (Northern); sai nam phueng (Central).];
ชื่อวงศ์---MALVACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย กัมพูชา
ในประเทศไทยพบกระจายห่าง ๆ ทางภาคเหนือตอนล่างที่นครสวรรค์ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่สกลนคร ขึ้นตามริมแม่น้ำและที่ราบลุ่มที่น้ำท่วมถึง ความสูงไม่เกิน 200 เมตร

 

ต้นรวงผึ้งมีความสำคัญคือเป็นพรรณไม้ประจำพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เนื่องด้วยดอกรวงผึ้งมีสีเหลืองซึ่งเป็นสีประจำวันพระราชสมภพ และผลิดอกช่วงวันพระราชสมภพพอดี เมื่อพระองค์เสด็จฯ กอปรพระราชกรณียกิจตามสถานที่ต่างๆ  ก็จะทรงปลูกต้นรวงผึ้งพระราชทานไว้เพื่อเป็นตัวแทนแห่งพระองค์ท่านและเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ราษฎร http://www.royalparkrajapruek.org/Knowledge/view/25

รูปต้นรวงผึ้งต้นนี้ถ่ายเมื่อ ก.ค 59 กำลังออกดอกพอดี ต้นนี้สูงกำลังสวย ความสูงของต้นรวงผึ้งโดยทั่วไป  สูงอยู่ ประมาณ 5-8 เมตร เปลือกต้นเป็นสีเทาเข้ม แตกกิ่งก้านเยอะ ทำให้ดูทรงพุ่มทึบใบขนาดกว้าง ประมาณ 3-5 ซม.ยาว 4-12 ซม.ออกระนาบเดียวกันรูปใบมนรี หรือขอบขนานปลายแหลมฐานป้าน ขอบใบเรียบ ใบแก่ค่อนข้างหนาสีเขียวเข้มและเป็นมันด้านบน ด้านล่างใบสีจะอ่อนกว่า ขนสีน้ำตาลรูปดาวหลุดลอกง่ายดอกสมบูรณ์เพศขนาดบวกลบ1.3ซม.สีเหลืองเข้มออกเป็นช่อกระจุกตามกิ่งข้างตามซอกใบ มักจะบานพร้อมกัน  กลีบรองดอกมี 5 กลีบ ไม่มีกลีบดอกมีเกสรตัวผู้จำนวนมากแต่ ดอกมักไม่ติดผลช่วงออกดอกนานราว1สัปดาห์ ดอกแต่ละดอกบาน2วันแล้วโรยส่งกลิ่นหอมแรงตลอดวัน เวลาดอกบานจะมีผึ้งมาตอมเป็นจำนวนมาก ต้นรวงผึ้งจะต้องปลูกกลางแจ้งเพราะชอบแดดจัด ในสภาพดินแห้งต้นรวงผึ้งจะออกดอกเต็มต้น แต่ถ้าได้น้ำมากก็จะออกดอกประปราย ไม่ดกเท่าที่ควร
เนื่องจากดอกมักไม่ติดผล เทียบสัดส่วนกับจำนวนดอกแล้วต่างกันลิบลับ ต้องขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง อย่างเดียว และจำเป็นต้องใช้ฮอร์โมนเร่งรากช่วยให้รากงอกเร็ว
ระยะเวลาออกดอก --- ระหว่าง เดือนกรกฏาคม-เดือนสิงหาคม ระยะเวลา1สัปดาห์/1ปี/1ครั้ง เท่านั้น
ขยายพันธุ์ --- เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง

คอร์เดีย/Cordia sebestina

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Cordia sebestina L.
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms
---Cordia juglandifolia Jacq.
---Cordia laevis Jacq.
---Cordia sebestena var. rubra Eggers
---Lithocardium laeve (Jacq.) Kuntze
---Sebestena repanda Raf.
ชื่อสามัญ ---Cordia, Geiger Tree, Geranium Tree, Scarlet Cordia, Orange Geiger Tree, Aloe-wood, Largeleaf Geigertree,Texas Olive, Sebesten Plum Tree, Sea Trumpet, Spanish Cordia.
ชื่ออื่น-- หมันแดง(ทั่วไป),คอร์เดีย(กรุงเทพ); [THAI: man daeng (General); kho dia (Bangkok).] ; [BENGALI: Raktarag,Kamla Buhal.]; [CZECH: kordiovité.];[FRENCH: Bois râpe.];[GERMAN: Scharlach-Kordie, Sebestenenbaum.];[HAWAII: Kou.];[HINDI:  Lal Lasora,Bohari.]; [TAMIL: Accinaruvili.]; [TELUGU: Virigi.];[KANNADA: Challekendala.];[PORTUGUESE: Sebesteira-verdadeira.];[SPANISH: Anacahuita, Siricote blanco.].
ชื่อวงศ์---BORAGINACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกากลาง - ปานามา ฮอนดูรัส เบลีซ เม็กซิโก; แคริบเบียน - จาเมกา, เฮติ, สาธารณรัฐโดมินิกัน, คิวบา, ถึงฟลอริดา
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลตั้งเป็นเกียรติแก่ Valerius Cordus นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน ศตวรรษที่ 16 ; ขื่อเฉพาะสายพันธุ์ sebestina จากเปอร์เซีย sapistan ชื่อของพันธมิตรสายพันธุ์ที่ปลูกรอบ Sebesta
 

 

มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางชายฝั่งตอนเหนือของอเมริกาใต้ ยูคาทาน หมู่เกาะอินเดียตะวันตกและฟลอริด้าพบในเขตแห้งแล้งบนดินทรายมักเกิดขึ้นตามแนวชายฝั่งทะเลที่ระดับความสูงไม่เกิน 185 เมตร
คอร์เดียหรือเรียกอีกชื่อว่าหมันแดงเป็นไม้พุ่มขนาดกลางหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 8-10 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาล ใบรูปไข่ปลายใบแหลม ความยาวของใบ 15-20 ซม.กว้าง7.5-10ซม.ใบสากคาย ดอกออกเป็นช่อใหญ่และมักมีช่อย่อยออกมาเบียดกัน ออกที่ปลายกิ่งรูปกรวยปากบาน สีแสดสดใส มีผลยาวไม่เกิน4 ซม.สีเขียวเมื่อสุกเป็นสีขาว เนื้อในนุ่ม
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---ตำแหน่งที่มีแดดหรือกึ่งร่มรื่น สายพันธุ์นี้มีความทนทานต่อความเค็มของดินและสเปรย์เกลือได้ดี ขึ้นได้ดีในดินทุกชนิด ทนแล้ง ทนน้ำท่วม  
ใช้ประโยชน์---ใช้กินได้ ผลไม้ - ดิบหรือสุก ถือว่ากินได้โดยบางคน กลิ่นหอม แต่รสชาติไม่ดี ค่อนข้างเป็นเส้น ๆ และไม่ค่อยหวาน-ใช้เป็นยา ผลไม้ทำให้ผิวนวล มันถูกใช้ในการรักษาไข้ ใบใช้เป็นยาในคิวบา และมักถูกใช้เป็นยาที่เกี่ยวกับลำไส้และกระเพาะอาหารและสำหรับผลกระทบของหลอดลม
-.ใช้ปลูกประดับ นิยมนำมาใช้จัดสวน เนื่องจากพุ่มสวย ดอกมีสีสดใส ออกดอกต่อเนื่อง ตลอดทั้งปี เลี้ยงง่าย แข็งแกร่ง
-ใช้อื่น ๆ เปลือกไม้แก่นสีน้ำตาลมีเนื้อละเอียดแข็งและหนัก ใช้เฉพาะสำหรับช่างไม้ ใบใหญ่ที่หยาบใช้ขัดผิว
ระยะออกดอกติดผล--ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ

แปรงล้างขวดช่อห้อย/Callistemon viminalis

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Callistemon viminalis (Sol. ex Gaertn.) G.Don ex Loudon
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Melaleuca viminalis (Sol. ex Gaertn.) Byrnes     
---Metrosideros viminalis Sol. ex Gaertn.
ชื่อสามัญ---Weeping Bottle Brush, Red Bottlebrush, Drooping- Bottlebrush, Bottle brush tree, Creek bottlebrush, Red cascade.
ชื่ออื่น--แปรงล้างขวดช่อห้อย(ทั่วไป)  ; [THAI: praeng lang khuat cho hoi (General).]; [AFRIKAANS: Treur botteborsel.]; [CZECH: myrtovité.]; [FINNISH: Norjalamppuharja]; [GERMAN: Trauer-Zylinderputzer]; [HINDI: Cheel.[; [MANIPURI: Barap lei.]; [MALAYSIA: Kayu Putih (Malay).]; [PAKISTAN: Bursh].
ชื่อวงศ์---MYRTACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปออสเตรเลีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศออสเตรเลีย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลมาจากภาษากรีก “kali” = สวย และ “stemon” เกสรเพศผู้ ตามลักษณะก้านชูอับเรณู ; ชื่อเฉพาะสายพันธุ์ คำคุณศัพท์ viminalis มาจากภาษาละติน vimen = "กิ่งอ่อนโยน"อ้างอิงถึงง branchlets ของสายพันธุ์นี้
มี2สายพันธุ์ย่อย ได้แก่
-Melaleuca viminalis ( Sol. ex Gaertn. ) Byrnes subsp viminalis เป็นไม้พุ่มหลายลำต้นหรือต้นไม้เล็ก ๆ ที่เติบโตสูงถึง 15 เมตรและมักจะออกดอกตลอดปี
-Melaleuca viminalis subsp. rhododendron Craven ต้นไม้ต้นเดียวที่เติบโตสูง 35 เมตร เกิดขึ้นเฉพาะในเขตInjuneในรัฐควีนส์แลนด์ ออกดอกในเดือนกันยายน-ตุลาคม
มีถิ่นกำเนิดในประเทศออสเตรเลีย  (ควีนส์แลนด์ นิวเซาธ์เวลส์) เติบโตตามลำธารและแม่น้ำมักจะอยู่ในสถานการณ์ป่าเปิดแต่บางครั้งบนลำธารที่ไหลผ่านป่าฝนจากระดับน้ำทะเลใกล้ถึง 900 เมตร.
แปรงล้างขวด  เป็นไม้ที่มีนิยมปลูกกันมากด้วยที่ทรงต้นอ่อนช้อยสวยงามมากมีทั้งเป็นทรงพุ่มและเป็นทรงต้น ความสูงประมาณ 6-7 เมตร เป็นไม้ที่มีเรือนยอดแคบและกิ่งลู่ลงและพริ้วลมอย่างต้นหลิว เปลือกต้นสีน้ำตาลแตกเป็นร่องลึก กิ่งอ่อนมีขนปกคลุมทั่วไป ใบก็มีลักษณะคล้ายใบหลิว คือมีใบขนาดเล็กเรียวยาว  รูปหอก ปลายใบแหลม ขนาดกว้างของใบ 0.5 ซม.และยาวประมาณยาว 4 ซม.ดอกของแปรงล้างขวดเป็นสีแดงสดออกติดกิ่งเป็นช่อยาว ปลายกิ่งจะโน้มย้อยห้อยลง มีก้านเกสรเป็นเส้นยาวประมาณ2ซม.ออกเป็นพู่เรียงติดกัน สลับช่องระหว่างใบต่อใบ ช่อดอกหนึ่งยาวประมาณ  4 ซม. ในเกสรของดอกไม้นี้มีรสหวานมาก ผลแคปซูลแห้งแล้วแตก เมล็ดมีขนาดเล็กยาวประมาณ 1-1.5 มม. แปรงล้างขวดเป็นไม้ที่มีดอกหลายสีเช่น ชนิดสีเหลือง สีชมพูและสีขาว แต่ที่นิยมปลูกในเมืองไทยมี2ชนิดคือสีแดงและสีชมพู
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---เป็นไม้กลางแจ้ง ปลูกง่ายในดินเกือบทุกชนิด มีความทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศที่แห้งแล้งได้ดี
ประโยชน์ ---ใช้เป็นยา ใช้เป็นยาขับปัสสาวะและบรรเทาปัญหาทางเดินปัสสาวะ สำหรับผู้หญิงใช้เป็นยาชำระล้างทำความสะอาดทางเดินปัสสาวะจากการมีประจำเดือนมากเกินไปหรือตกขาวเยื่อเมือกเป็นระดูขาว ใช้สำหรับปัสสาวะเล็ดและปัสสาวะรดที่นอนในเด็ก ในจาเมกา ยาต้มใช้เป็น ชาร้อนรักษากระเพาะและลำไส้อักเสบ ท้องร่วงและการติดเชื้อที่ผิวหนัง-ใช้ในจาไมกา ในการแพทย์พื้นบ้านเพื่อรักษาโรคติดเชื้อในลำไส้
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ นิยมปลูกไว้ริมสวนน้ำด้วยทรงต้นที่สวยงามและกิ่งที่โน้มห้อยย้อยลงกับดอกที่มี สีสดใสได้อารมณ์
ระยะเวลาออกดอก--- เป็นระยะๆเกือบตลอดปี
ขยายพันธุ์---ตอนกิ่งและเพาะเมล็ด

รักทะเล/Scaevola taccada

ชื่อวิทยาศาสตร์---Scaevola taccada (Gaertn.) Roxb.
ชื่อพ้อง---Has 13 Synonyms

-Lobelia frutescens Mill. -Scaevola leschenaultii A. DC.
-Scaevola billardieri Dieter. -Scaevola lobelia var. sericea (Vahl) Benth.
-Scaevola chlorantha de Vriese -Scaevola macrocalyx de Vriese
-Scaevola frutescens var. sericea (Vahl) Merr. -Scaevola piliplena Miq.
-Scaevola koenigii Vahl -Scaevola plumerioides Nutt.
-Scaevola lambertiana de Vriese -Scaevola sericea Vahl.
-Scaevola latevaga Hance ex Walp

ชื่อสามัญ---Half Flower,Sea Fanflower, Native Cabbage, Pipe Bush, Sea Lettuce , Beach Naupaka.
ชื่ออื่น--- บงบ๊ง (มาเลย์-ภูเก็ต); บ่งบง (ภาคใต้); รักทะเล (ชุมพร); โหรา (ตราด), [THAI: hora (Trat); bong-bong (Malay-Phuket); bong bong (Peninsular); rak thale (Chumphon).];[AUSTRALIA: beach cabbage, beach scaevola, carwell cabbage, pipetree.] ;[BAHAMAS: Asian scaevola, Hawaiian seagrape, white inkberry.]; [CHINESE: Cǎo hǎi tóng.]; [CUBA: sevola]; [CZECH: Vějířovka takada.]; [FIJI: veveda.]; [FRENCH: Manioc marron bord de Mer.];[FRENCH POLYNESIA: naupata.]; [GUAM: nanasu.]; [JAPANESE: Kusato bera.];[MALAYSIA: merambong (Malay).];[SAMOA: to`ito`i.];[TONGA: ngahu.];[USA/HAWAII: naupaka kahakai.];
ชื่อวงศ์---GOODENIACEAE
ถิ่นกำเนิด---อินโด-แปซิฟิก
เขตกระจายพันธุ์---มาดากัสการ์ อินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลตั้งตาม Mucius Scaevola วีรบุรุษชาวโรมันช่วงก่อนคริสต์ศักราช ที่ถนัดซ้าย และภาษาละติน “scaevus” ซ้าย หมายถึงกลีบดอกบิดเวียนด้านซ้ายแยกจรดโคนด้านเดียว

 

เกิดขึ้นตามธรรมชาติบนชายฝั่งเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนตามแนวมหาสมุทรอินเดียในจีนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และในหมู่เกาะแปซิฟิกรวมถึงฮาวาย
รักทะเลเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กชอบขึ้นอยู่ตามหาดทรายชายทะเล แต่จะไม่พบในป่าชายเลน รักทะเลมีความสูงของต้นสูงไม่เกิน 5 เมตร รากแผ่กว้าง แตกต้นใหม่ได้ตามราก เปลือกต้นเรียบ มียางสีขาว กิ่งอ่อนอวบน้ำเป็นสีเขียว กิ่งแก่และลำต้นมีเนื้อไม้ ใบเดี่ยว ออกเวียนสลับ ดก หนา มันวาว มีใบหนาแน่นตามปลายกิ่ง แผ่นใบรูปไข่กลับ  ขนาดของใบกว้างประมาณ 5-10 ซม. ยาวประมาณ 12-15 ซม. เกลี้ยง หรือ มีขนเล็กน้อย โคนใบสอบเรียว ปลายใบกลม ขอบใบเรียบ ออกดอกเป็นช่อสั้น ๆ เป็นช่อแบบกระจุก ออกตามซอกใบ มีดอกน้อย ดอกย่อยประมาณ 2-3 ดอก สีขาว บานเป็นรูปพัด ผลสดเป็นสีขาวขุ่น เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน  มีขนาดประมาณ 1-2 เซนติเมตร ภายในผลมีเมล็ดแข็งประมาณ 1-2 เมล็ด
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งที่มีแดดจัดหรือร่มเงาบางส่วน เติบโตได้ดีที่สุดในดินปนทรายทนความเค็ม ทนลม ทนแล้งได้ดี

 

ใช้ประโยชน์--- พืชเป็นยาแผนโบราณที่ใช้กันอย่างแพร่หลายนอกจากนี้ยังให้อาหารและวัสดุสำหรับใช้ในท้องถิ่น มันถูกรวบรวมมาจากป่าโดยทั่วไปมักจะได้รับการปกป้องเมื่อมีการถางที่ดินและบางครั้งก็ปลูกในแผนการควบคุมการกัดเซาะในฟลอริดา
-ใช้กินได้ ผลไม้ กินเป็นครั้งคราว ใบอ่อนปรุงเป็น potherb
-ใช้ปลูกประดับ รักทะเลออกดอกและผลตลอดปี ทำให้นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ แต่ในบางประเทศที่รักทะเลกระจายพันธุ์และเติบโตอย่างรวดเร็วถือว่ารักทะเลเป็นวัชพืชรุกราน คุณสมบัตินี้จึงปลูกเป็นพืชเบิกนำในพื้นที่ใหม่ที่เป็นดินทรายได้ดี
-ใช้เป็นยา มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในการแพทย์แผนโบราณตลอดช่วงพื้นเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการรักษาสภาพผิว ผลสุกใช้ในการแพทย์พื้นบ้านเพื่อล้างตาและในการรักษาโรคติดเชื้อที่ตา ยาต้มใช้ในการรักษาโรคเหน็บชาและโรคซิฟิลิสในบางครั้งเช่นเดียวกับโรคบิด รากถือว่ารักษาโรคมะเร็ง  ถูกใช้ภายนอกเพื่อรักษาผลกระทบกับผิว ใช้เปลือกต้นสำหรับฝี อาการปวดประจำเดือนและกระดูกร้าว ลำต้นใช้สำหรับรักษาอาการปวดท้อง ใช้ในยาแผนโบราณโพลินีเซียและเอเชียในฐานะยาลดไข้ ต้านการอักเสบ, สารกันเลือดแข็งตัวและเป็นยาคลายกล้ามเนื้อ สารสกัดได้แสดงกิจกรรมต่อต้านไวรัส สรรพคุณเด่นในทางเป็นยาที่ไม่อาจไม่กล่าวถึง คือแก้อาการที่เกิดจากการกินอาหารทะเลเป็นพิษโดยนำรากของรักทะเลต้มน้ำดื่มแก้อาการ
-อื่น ๆ แก่นเล็ก ๆ สีขาวหิมะขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 25 มม. ขึ้นไปบางครั้งก็ถูกตัดเป็นเกล็ดเหมือนกระดาษบาง ๆ แล้วนำไปทำเป็นดอกไม้ประดิษฐ์ เป็นผีเสื้อและวัตถุอื่น ๆ ไม้จากฐานของลำต้นโตเต็มที่ใช้เป็นตะปู สลัก เดือย ในการต่อเรือโบราณ
ระยะเวลาออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์ ---เมล้ด ตอนกิ่ง ปักชำ
สถานที่ถ่ายภาพ---ต้นรักทะเลพวกนี้ ถ่ายมาจาก สวนป่าในกรุง ถนน สุขาภิบาล2 อ่อนนุช บริเวณด้านหน้าติดถนน ปลูกเป็นแถวยาวปนกับต้นปอทะเลและต้นโพทะเล

โมกบ้าน/Wrightia religiosa.


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Wrightia religiosa Benth.
ชื่อพ้อง    ---Has 1 Synonyms
---Echites religiosus Teijsm. & Binn.
ชื่อสามัญ     ---Sacred Buddhist, Wondrous Wrightia, Wild Water Plum, Water Jasmine
ชื่ออื่น     ---ปิดจงวา, โมกบ้าน, หลักป่า (ระยอง),[Thai: Mok.]; [Singapore; Shui Mei.]; [Vietnam: Mai chiếu thủy.].
ชื่อวงศ์    ---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---   จีนตอนใต้ พม่า ไทย กัมพูชา ลาว เวียดนาม มาเลเซีย

 

โมกเป็นไม้ยืนต้น และอายุยืนนานสูงประมาณ 3-5 เมตร ดอกออกเป็นช่อขนาดเล็กมีกลิ่นหอม มีหลายชนิดทั้งอย่างดอกลาดอกซ้อน  โมกลาย ใบเขียวด่างขาว, โมกด่าง ใบด่างเหลือง สำหรับโมกด่างและโมกลายนำมาเสียบยอดโดยใช้โมกป่าเป็นตอ ส่วนตัดช่อก็คือเลือกตัดแต่งเฉพาะปลายกิ่งให้เป็นช่อกำหนดฟอร์มไว้ และ กำหนดความสูงของต้นได้ว่าจะใช้กี่เมตร นิยมนำมาปลูกประดับเป็นไม้จัดสวน นิรันดร์.....ใช้คำนี้ได้ยังไง... ก็เพราะคนไทยนิยมปลูกโมกเป็นไม้ประดับตามบ้านมานานมากแล้ว เพราะสามารถนำมาตัดแต่งเป็นพุ่ม เป็นไม้แถว หรือไม้ดัดก็ได้อย่างสวย เคยเห็นโมกที่เป็นไม้แคระ บอนไซ (Bonzai) สวยมากเพราะมีดอกเต็มต้นให้ดูด้วย ไม้บอนไซที่เป็นโมกยังมีราคาแพงอีกด้วย แล้วก็เลี้ยงง่ายกว่าต้นอื่น
("สามใบเผ็ด เจ็ดใบหวาน"เรื่อง ของคนสมัยก่อนหลอกเด็กให้เคี้ยวใบโมกให้ท่านดูเป็นเรื่องรื่นเริงบันเทิงใจ แสดงความผูกเอาไว้ ใครที่เคยโดนหลอกให้เคี้ยวใบโมกมาแล้วคงจำรสชาติใบโมกได้ดี ว่ากันว่ารสชาติใบโมกนี่ ใครโดนหลอกให้เคี้ยว ไม่ว่าสามใบ เจ็ดใบจะน้ำตาไหลพรากนองอาบหน้า เพราะรสเผ็ดและรสขื่นร้อนลึกๆในคอ ขากรรไกรแข็งขยับปากและกลืนน้ำลายไม่ลงเลยทีเดียวเชียว)
จาก---หนังสือ ดอกไม้ และประวัติไม้ดอกเมืองไทย ชุดธรรมชาติศึกษา โดย ท่านอาจารย์วิชัย อภัยสุวรรณ 2532
    จะเห็นว่าข้อความที่ท่านอาจารย์เล่าแสดงให้เห็นถึงความผูกพันระหว่างผู้คนกับต้นโมกมานานเน แล้วก็ใบโมกนี่เป็นสมุนไพรขับน้ำเหลือง ถ้าใช้คงกินยากน่าดู นอกจากนี้รากโมกยังใช้ เข้าส่วนผสมยาแก้โรคผิวหนังได้อีกด้วย การขยายพันธุ์ใช้วิธีเพาะเมล็ดจะเป็นต้นไม้ที่มีอายุยืนนาน แต่ถ้าเป็นต้นที่ได้จากการตอน จะมีอายุไม่ถึง 10 ปีก็จะม้วยมรณาลาจากเจ้าของ ไปซะก่อน


คนไทยโบราณเชื่อว่าเพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อยู่อาศัย ควรปลูกต้นโมกไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ   ผู้ปลูกควรปลูกในวันเสาร์ เพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เพื่อเอาคุณทั่วไปให้ปลูกในวันเสาร์ บ้านใดปลูกต้นโมกไว้ประจำบ้านจะทำให้เกิดความสุขความ บริสุทธิ์เพราะโมกหรือโมกข์หมายถึงผู้ที่หลุดพ้นด้วยทุกข์ทั้งปวง  นอกจากนี้ยังช่วยคุ้มครองปกป้องภัยอันตรายเพราะต้นโมกบางคนเรียกว่าต้น พุทธรักษาดังนั้นเชื่อว่าต้นโมกสามารถคุ้มกันรักษาความปลอดภัยทั้งปวงจากภาย นอกได้เช่นกัน และยังเชื่ออีกว่าส่วนของเปลือกต้นโมกสามารถใช้ป้องกันอิทธิฤทธิ์ของพิษ สัตว์ต่างๆ ได้
ระยะเวลาออกดอก : ตลอดปี
ขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ


มะตูมแขก/Schinus terebinthifolius

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Schinus terebinthifolia Raddi
ชื่อพ้อง---Has 7 Synonyms
---Schinus terebinthifolius (misspelled)
---Sarcotheca bahiensis Turcz.
---Schinus mellisii Engl.
---Schinus mucronulatus Mart.
---Schinus terebinthifolia Raddi
---Schinus terebinthifolius var. damaziana Beauverd
---Schinus terebinthifolius var. raddiana Engl.
---Schinus weinmanniifolius Mart.
ชื่อสามัญ---Brazillian pepper tree, Broadleaf pepper tree, Christmasberry-tree, Pepper tree, Florida holly
ชื่ออื่น---มะตูมซาอุ, สะเดามาเลย์, สะเดาบาเรน(ทั่วไป) ; [THAI: ma toom sa -u, sadao ma lay, sadao ba ren (General).]; [AFRIKAANS: Brasiliaanse peperboom.]; [ARGENTINA: chichita.]; [BAHAMAS: Christmas-berry tree.]; [BRAZIL: abacaíba; aguaraíba; araguaraíba; aroeira.]; [CUBA: copal; falso copal; racimos de rubí.]; [FIJI: warui.]; [FRENCH: baie rose; encent; faux poivrier; poivre marron; poivre rose; poivrier d'Amérique; poivrier du Bresil.]; [GERMAN: Brasilianischer Pfefferbaum.]; [PARAGUAY: molle-i.]; [PORTUGUESE: Aroeira, Aroeira-da-praia.]; [SOUTH AFRICA: Brasiliaanse peperboom.]; [SPANISH: copal; pimienta de Brasil.]; [TRADE NAME: Brazilian pepper tree.];[USA: Bahamian holly; Christmasberry tree; Florida holly.]; [USA/HAWAII: naniohilo; wilelaiki.];
ชื่อวงศ์---ANACARDIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกากลาง อเมริกาใต้-อาร์เจนตินา ปารากวัย อุรุกวัย และ บราซิล ตะวันออกกลาง เอเซีย.
มีสองสายพันธุ์ย่อยคือ--
---S. terebinthifolia var. acutifolia ผล สีชมพู
---S. terebinthifolia var. terebinthifolia ผลสีแดง

 

  มะตูมแขกรู้จักกันอีกชื่อว่า มะตูมซาอุ มีถิ่นกำเนิด ในอเมริกาใต้เขตร้อน (อาร์เจนตินา บราซิลและอุรุกวัย) แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ถือเป็นวัชพืชที่ร้ายแรงในแอฟริกาใต้และสหรัฐอเมริกา (เช่นแคลิฟอร์เนียฟลอริดาและฮาวาย)และเป็นที่รู้จักแพร่หลายในสเปน โปรตุเกส ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และแปซิฟิก แคริบเบียนและหมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดีย พบได้ตามทางน้ำและริมถนนในเขตเมืองเขตป่าเปิดโล่งพื้นที่ที่ถูกรบกวนพื้นที่ของเสียและพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่ง พบได้ในระดับความสูงไม่เกิน 2,000 เมตรในประเทศไทยนำเข้ามาปลูกในไทยสมัยที่แรงงานไทยไปทำงานอยู่แถวตะวันออกกลางและได้นำต้นนี้กลับมาปลูกที่บ้านเจริญงอกงามดี
นี่คือสายพันธุ์ที่รุกรานอย่างมากซึ่งพิสูจน์แล้วว่าเป็นวัชพืชที่ร้ายแรงในแอฟริกาใต้ฟลอริดาและฮาวาย มันยังเป็นที่รู้จักแพร่หลายในหมู่เกาะแคริบเบียนและมหาสมุทรอินเดีย อัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วความอดทนต่อสิ่งแวดล้อมกว้าง การผลิตเมล็ดที่อุดมสมบูรณ์อัตราการงอกสูงความอดทนของต้นกล้าที่งอกใต้ร่มเงาความดึงดูดของตัวแทนกระจายทางชีวภาพ allelopathy ที่เป็นไปได้และความสามารถในการสร้างพุ่มหนาทึบ ได้รับการจัดอันดับให้เป็นฐานข้อมูล Global Invasive Species และได้รับการคัดเลือกให้อยู่ใน 100 อันดับแรกของ alien species ที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วที่สุดในโลก
มะตูมแขกเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูงได้ถึง 3-10 เมตร มีลำต้นขนาด 10-30 ซม. (บางครั้ง 60 ซม.) เปลือกสีเทาเรียบหรือเป็นร่องตามแนวยาวแคบ ๆ กิ่งอ่อนสีน้ำตาลอ่อนมีขนละเอียด กิ่งอ่อนกว่าถูกปกคลุมด้วยจุดสีขาวขนาดเล็ก มีกิ่งก้านมาก  ก้านใบยาว 20-30 มม บวมที่โคนที่เชื่อมต่อกับก้าน ใบเป็นประกอบแบบขนนกปลายคี่ ยาว 7.5–15 ซม. ใบย่อยรูปไข่หรือรูปขอบขนาน  ยาว 2.5–5 ซม. และกว้าง 1.3–2 ซม.ขอบใบเป็นหยักคล้ายหนามใบพื้นผิวด้านบนเป็นสีเขียววาว ด้านล่างสีเขียวหม่น ใบอ่อนสีแดง ใบเมื่อนำมาถูขยี้มีกลิ่นหอมแรงคล้ายใบมะกรูด ดอกแยกเพศเป็นต้นเพศผู้และต้นเพศเมีย อยู่คนละต้น ดอกออกที่ซอกใบและปลายกิ่งเป็นช่อยาว 2.5-12.5 ซม. สีขาว ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียลักษณะคล้ายกัน ผลกลมเส้นผ่านศูนย์กลาง 4-5 มม.มีเมล็ดเดี่ยวรูปไข่สีน้ำตาลอ่อนขนาดน้อยกว่า 3 มม. ผลเมื่อยังอ่อนมีสีเขียวและเปลี่ยนเป็นสีแดงสดเมื่อแก่ผลเมื่อแก่จัดเปลือกจะแห้งติดเมล็ดคล้ายพริกไทย มีรสเผ็ดร้อน ทุกส่วนของต้นไม้ชนิดนี้มีน้ำมันและน้ำมันหอมระเหย
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---เติบโตได้ดีในดินที่มีความชื้นปานกลาง แสงแดดเต็มที่ แต่ทนอยู่ในที่ร่มได้เป็นเวลานาน ทนแล้ง
ใช้ประโยชน์---ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นยาเครื่องปรุงและแหล่งที่มาของวัสดุ
-ใช้กินได้ใบและยอดอ่อนกินเป็นผักสด ผลไม้ได้รับความนิยมอย่างสูงในฐานะเครื่องปรุงรสในยุโรปซึ่งใช้แทนพริกไทยดำ และเป็นเครื่องเทศที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในอเมริกาใต้และอเมริกากลาง ในตุรกีและแอฟริกาใต้ ใช้กับอาหารคาวปรุงกับผักและปลา ใช้กับอาหารหวาน เช่น ใช้ในการอบบิสกิตและในขนม ใช้สด แต่ส่วนใหญ่จะใช้หลังจากการอบแห้งและดองในน้ำเกลือ ผลไม้หลังการอบแห้งจะถูกทำให้เป็นผงและทำเป็นเครื่องดื่มทั่วทั้งอเมริกาใต้ ชาวพื้นเมืองของ Andes ทำเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ chichi de molle จากผลไม้สุกสด
-ใช้เป็นยา แทบทุกส่วนของต้นไม้ ใบไม้ เปลือก ผลไม้ เมล็ด เรซิ่นและโอเลโอซิน (หรือยาหม่อง) ถูกใช้เป็นยาจากชนพื้นเมืองทั่วเขตร้อน ใช้เป็นยาสมานแผล ต้านเชื้อแบคทีเรีย ขับปัสสาวะ กระตุ้นระบบย่อยอาหาร บำรุงกำลัง ต้านไวรัสและรักษาแผล ในเปรูมีการใช้ SAP เป็นยาระบายอ่อน ๆ และยาขับปัสสาวะและทุกส่วนของพืชจะถูกใช้ภายนอกสำหรับการแตกหักและเป็นยาฆ่าเชื้อเฉพาะที่ โอเลอรีนจะถูกใช้ภายนอกเป็นยารักษาแผลเพื่อหยุดเลือดและสำหรับอาการปวดฟัน ถูกนำมาใช้ภายในสำหรับโรคไขข้อและเป็นยาถ่าย ในแอฟริกาใต้มีการใช้ใบทำเป็นชาเพื่อรักษาโรคหวัด ใช้ยาต้มใบเพื่อรักษา ความดันโลหิตสูง ภาวะซึมเศร้าและการเต้นของหัวใจผิดปกติ
-วนเกษตร ใช้เพื่อการฟื้นฟูพื้นที่ที่เสื่อมโทรม ป้องกันการกัดเซาะเพื่อรักษาเสถียรภาพของเนินทรายชายฝั่ง และบางครั้งก็ปลูกเป็นรั้ว
-ใช้ปลูกประดับ  เนื่องจากผลมีสีสวยสดและออกได้ทั้งปี จึงนิยมนำไปปลูกเป็นไม้ประดับ ใช้เป็นพืชสวนในหลายประเทศ มันถูกปลูกเป็นทั้งต้นไม้ประดับและต้นไม้ให้ร่มเงา
-ใช้อื่น ๆ ไม้เป็นสีเหลืองเข้มเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อสัมผัส มีความหนาแน่นสูงแข็งและง่ายต่อการใช้งานด้วยคุณสมบัติเชิงกลที่ยอดเยี่ยมและมีความทนทานตามธรรมชาติ เหมาะสำหรับการทำเฟอร์นิเจอร์ชั้นดีซึ่งมีมูลค่าสูงในบราซิล -เปลือกเป็นแหล่งของแทนนิน -ผลเบอร์รี่สีแดงสดและใบใช้ในการทำพวงมาลัยคริสต์มาส  เป็นแหล่งน้ำหวานและละอองเรณูที่สำคัญสำหรับน้ำผึ้งในสหรัฐอเมริกาและฮาวาย ผลิตอาหารสัตว์ที่มีคุณภาพดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับแพะ น้ำมันหอมระเหยที่สกัดจากเมล็ดใช้ไล่แมลงวัน
-รู้จักอันตราย อาจทำให้เกิดอาการแพ้ในผู้ที่มีความรู้สึกไวแม้จะไม่มีการสัมผัสโดยตรงกับใบและผลไม้ ใบไม้ ดอกไม้และผลไม้ สามารถทำให้ผิวหนัง และทางเดินหายใจระคายเคืองได้
ระยะเวลาออกดอก--- ตลอดปี
ขยายพันธุ์ --- เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ
สถานที่ถ่ายภาพ--- โครงการป่าในกรุง ของ ปตท. อ่อนนุช เดือนตุลาคม 2559

มะเดื่อหอม

 

(ชื่อเรียกทางการค้า)

       ไม่กล้าเอ่ยชื่อวิทยาศาสตร์และชื่อวงศ์ มีท่านผู้รู้ว่า ไม่ได้อยู่ในวงศ์ไทร MORACEAE มันไม่ใช่มะเดื่อ แต่อยู่ในวงศ์ตำแย URTICACEAE  ซึ่งดูตามลักษณะใบและดอกก็ไม่ใช่ต้นไม้วงศ์ไทรเพราะต้นมะเดื่อหอมต้นจริงดอกใบไม่เหมือนต้นนี้เลย แต่มีรูปของมะเดื่อหอมที่เป็นชื่อทางการค้าอยู่ ก็เลยนำมาลง เขาว่าดอกหอม แต่ก็หอมใครหอมมัน ชอบก็ว่าหอม ไม่ชอบก็ว่าเหม็น พิสูจน์ด้วยตัวเอง
 ถ้าค้นหาในกูเกิ้ล คำว่า "มะเดื่อหอม ชื่อวิทยาศาสตร์"จะเจอแต่ว่า hirta ficus ซึ่งไม่ใช่ต้นนี้ สำหรับต้นนี้ไม่เจอเลย น่าจะเป็นไม้ที่ชอบแดดจัด น้ำจัด ดูได้จากลักษณะภายนอกโดยรวม คือใบใหญ่ หนาค่อนข้างแข็ง สีเขียวเข้มเป็นมัน ซึ่งเป็นลักษณะของใบที่ลดการคายน้ำ ดอกออกในซอกใบตามกิ่ง ออกรวมเป็นกระจุก ชอบดินที่มีอินทรีย์วัตถุ โตเร็ว ต้นนี้ขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่งมา

ลีลาวดีลูกศร/Plumeria pudica

 

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Plumeria pudica Jacq.
ชื่อพ้อง   ---Has 2 Synonyms
---Plumeria caracasana J.R.Johnst.           
---Plumeria cochleata S.F.Blake
ชื่อสามัญ     ---Bridal Bouquet, Fiddle leaf Plumeria, White Frangipani, Wild Plumeria, Bonairian oleander.
ชื่ออื่น     ---ลีลาวดีใบลูกศร, ลั่นทมหัวลูกศร, ลั่นทมใบหอก, [BENGALI: Naag champa]: [TAMIL: naavilla arali]
ชื่อวงศ์    ---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์    ---กระจายพันธุ์ในเขตร้อน
พืชพื้นเมืองปานามา ,โคลอมเบียและเวเนซุเอลา
*ไม้พุ่ม สูง 2-2.5 เมตร เรือนยอดรูปไข่ แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มกว้าง ผิวสีเขียวอมเทา บริเวณแผลที่ก้านใบหลุดร่วงจะมีปุ่มนูน ทุกส่วนของลำต้นมีน้ำยางสีขาว ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ รูปช้อน กว้างประมาณ 8 เซนติเมตร ยาวประมาณ 23 เซนติเมตร ปลายเรียวแหลม โคนสอบเรียวยาว ขอบเรียบ ใบหนา เป็นมัน แผ่นใบด้านบนสีเขียว ใต้ใบสีเขียวอ่อน เส้นกลางใบนูนเด่นชัด ดอกเป็นช่อแบบช่อกระจุก ออกตามซอกใบใกล้ปลายยอด ดอกสีขาว มี 8-16 ดอก ก้านดอกยาว 1-1.5 เซนติเมตร กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 แฉก รูปรี  ผลเป็นฝักคู่ รูปรียาว ฝักอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่สีแดงถึงสีดำและแตกเป็นสองซีก ภายในฝักมีเมล็ด 25-100 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะแบน มีปีกติดที่ด้านใดด้านหนึ่งของเมล็ด* (ข้อมูลพันธุ์ไม้
ระบบฐานข้อมูลเกษตรดิจิทัล)
ไม้ต้นนี้ชอบแดดจัดกลางแจ้ง น้ำพอประมาณ ทนทานไม่ต้องการ การเอาใจใส่ดูแล มากมาย อยากให้โตทันใจ ขุดล้อมต้นใหญ่ขนาดที่ต้องการมาปลูก จะติดง่าย ถ้าล้อมมาปลูกใหม่ๆไม่ต้องให้น้ำเยอะ ปักหลักจับยึดให้มั่น อย่าให้ต้นไหวด้วยแรงลม วันนึงรดน้ำให้ชุ่มพอ**ส่วนตัว---บางทีการปลูกต้นไม้สำหรับมือใหม่หัดปลูก ก็มีปัญหานะ ที่ใครว่าง่ายๆ เจอแล้วก็อาจว่าไม่ง่าย น้ำพอประมาณ นี่ก็ไม่รู้ว่าพอ คือพอขนาดไหน ขนาดไหนที่เรียกว่าน้ำเยอะ ขนาดไหนที่เรียกว่า น้ำน้อย เอาเป็นว่าจำไว้อย่างหนึ่งก็พอคือปลูกไปแล้วอย่ากังวลคอยสังเกตุห่างๆ กังวลแล้วพลังงานความเครียดถ่ายสู่ต้นไม้ ต้นไม้ก็เครียดไปด้วย**
ระยะเวลาออกดอก --- ตลอดปี
ขยายพันธุ์--- เมล้ด ตอนกิ่ง ติดตา เสียบยอด
**ส่วนตัว-ชอบดอกไม้สีขาวก็ไม่ควรลืมต้นนี้ เลี้ยงก็ง่าย ตายก็ยาก ดอกดกสีขาวสะอาดตา พรรณไม้ดอกสีขาวส่วนใหญ่จะหอมเพื่อมีกลิ่นไว้ล่อแมลงแต่ต้นนี้ไม่มีความหอมเอาซะเลย ลีลาวดีลูกศร หรือลีลาวดีใบลูกศร หรือลั่นทมใบศร แล้วแต่จะเรียก แต่ชื่อทั้งหมดบ่งชี้ว่า ต้องมีอะไรสักอย่างหรือหลายอย่างที่เหมือน ลั่นทม ซึ่งก็ได้ชื่อมาตามลักษณะใบซึ่งเป็นลักษณะเด่น คือโคนใบสอบแคบ ปลายใบคล้ายรูปลูกศร ดอกสีขาวสะอาดรูปลักษณะดอกก็ไปคล้ายดอกลั่นทม แถมอยู่ในวงศ์เดียวกันอีก ก็เป็นอันว่าได้ชื่อไปตามนั้น **


หูกระจงแดง/Terminalia benzoe

 

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Terminalia sp.
ชื่อพ้อง    ---No synonyms are record for this name.
ชื่อสามัญ     ---none
ชื่ออื่น     ---หูกระจงแดง, ป้องภัย(ชื่อการค้า)
ชื่อวงศ์    ---COMBERTACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์    ---อเมริกาใต้
**ส่วนตัว-หูกระจงแดง หรือแผ่บารมีสีแดง ในรูปที่เห็นถ่ายมาจากร้านต้นไม้ซอยพระเงิน ปลูกอยู่ในกระถางขนาดใหญ่ ไม่ค่อยพบบ่อยนัก ส่วนใหญ่ที่เห็น จะเป็นต้นเล็กอยู่ในถุงเพาะสีดำ ซึ่งความงามยังไม่ปรากฏ หูกระจงแดง เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง  สูงได้ประมาณ 5-10เมตร ลำต้นตั้งตรง เรือนยอดรูปไข่ หนาทึบ เปลือกสีน้ำตาลแตกเป็นร่อง  แตกกิ่งในแนวราบเป็นชั้นๆ ลักษณะใบเรียวยาว ไม่ร่วงง่ายเหมือนหูกระจง ทำให้ไม่ต้องห่วงว่าจะต้องมานั่งกวาดใบทุกวัน ระบบรากก็ไม่ทำลายกำแพงเหมือนหูกระจง ปลูกไว้กลางแจ้งแดดจัด เลี้ยงจากต้นเล็กจะได้ทรงต้นสวยกว่าเพราะได้แดดทั่วถึงการแตกกิ่งเวียนจะเป็นระเบียบ จะแผ่บารมีได้ทุกทิศทาง นำมาใช้จัดสวนได้สีสันระดับสายตา ข้อเสียมีอยู่อย่างเดียว...แพง...**
ระยะเวลาออกดอก ---สิงหาคม-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์----: เมล็ด ตอนกิ่ง


ทรงบาดาล/Senna surattensis

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Senna surattensis (Burm.f.) H.S.Irwin & Barneby
ชื่อพ้อง---Has 7 Synonyms    
---Cassia fastigiata Vahl
---Cassia spinigera var. suffruticosa (J.Koenig ex Roth) Ali
---Cassia suffruticosa J.Koenig ex Roth
---Bassionym: Cassia surattensis Burm.f.
---Cassia surattensis subsp. suffruticosa (J.Koenig ex Roth) K.Larsen &S.S.Larsen
---Cassia surattensis var. suffruticosa (J.Koenig ex Roth) Sealy ex Isely
---Psilorhegma suffruticosa (J.Koenig ex Roth) Britton
ชื่อสามัญ---Scrambled Egg Bush, Scrambled Egg Tree, Glossy Shower, Golden Senna, Glaucous Cassia, Sunshine Tree, Bushy Cassia, Foetid cassia, sickle senna, Sulphur flowered Senna, Singapore shower tree.
ชื่ออื่น---ขี้เหล็กบ้าน(ภาคเหนือ),ขี้เหล็กหวาน(ขอนแก่น),ทรงบาดาล(ภาคกลาง) ; [THAI: khi lek ban (Northern); khi lek wan (Khon Kaen); song ba dan (Central).]; [CHINESE: huang huai jue ming.]; [INDONESIA: kembang kuning.]; [KANNADA:  Adavi thangadi.]; [LAOS: dok sake; sak heng.]; [MALAYSIA: gelenggang]; [USA/HAWAII: kalamona; kolomona.].
ชื่อวงศ์---LEGUMINOSAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อันดามัน อัสสัม บังคลาเทศ อินเดีย พม่า มัลดิฟส์ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ตอนเหนือของออสเตรเลีย แอฟริกา
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสายพันธุ์ surattensis ตั้งชื่อตามเมืองสุราท (Surat) ที่ตั้งอยู่ใกล้เมืองบอมเบย์ประเทศอินเดีย

   

สายพันธุ์มาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ - มีถิ่นกำเนิดในอินเดียและศรีลังกา กระจายจากอินเดียถึงโพลินีเซียและออสเตรเลียตอนเหนือ ปลูกในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของโลก (Mascarene, จีนตอนใต้, ไต้หวัน, ญี่ปุ่นตอนใต้, หมู่เกาะฮาวาย, แคริบเบียน)  พบตามป่าไม้สักและมักจะพบรอบการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในระดับความสูงไม่เกิน 300 เมตร ปัจจุบันถูกจำแนกเป็นสายพันธุ์ที่รุกรานในหลายประเทศในเอเชียและแปซิฟิกรวมถึงสิงคโปร์ ไต้หวัน เฟรนช์โปลินีเซียไมโครนีเซียรวมถึงฮาวาย
 ทรงบาดาล เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 3-7 เมตร ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกยาว 8-18 ซม ออกสลับ ใบย่อย5-10คู่ รูปไข่หรือรูปไข่แกมขอบขนานยาว 2-5 ซม. กว้าง 0.8-2 ซม.โคนใบและปลายใบมน หลังใบเรียบท้องใบมีขนประปราย ดอก สีเหลืองออกเป็นช่อมี 10-15 ดอก ผลอ่อนสีเขียวเป็นฝักแบนเรียบ แก่แล้วเป็นสีน้ำตาลจะแตกอ้าออกตามแนวตะเข็บฝัก  มีเมล็ด15-20 เมล็ด
ข้อกำหนดสิงแวดล้อม---ชอบแดดจัด ดินร่วนหรือดินปนทรายที่ระบายน้ำดี ทนแล้งดูแลง่าย
ใช้ประโยชน์--- พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารและยารักษาโรค มันได้รับการปลูกเป็นไม้ประดับทั่วเขตร้อน
-ใช้กินได้ ใบอ่อนกินเป็นผัก
-ใช้เป็นยา ยาต้มจากรากใช้ต้านโรคหนองใน ใบใช้ในการรักษาโรคบิด ดอกไม้เป็นยาถ่าย
-ใช้เป็นไม้ประดับ ทรงต้นสวย ออกดอกตลอดปี  ปลูกง่าย ถนนหลายสายในกรุงเทพฯ รอบนอกจึงปลูกข้างถนนริมทางเรียงรายอยู่หลายสาย ทำให้เห็นได้อยู่ทั่วไป เป็นไม้ประดับที่ได้รับความนิยมปลูกประดับสถานที่เช่นในฮาวาย ไต้หวันและฮ่องก งเนื่องจากความทนทานต่อมลพิษจากซัลเฟอร์ไดออกไซด์ แม้ว่าหลายสายพันธุ์ในครอบครัว Fabaceae จะมีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดิน แต่สายพันธุ์นี้บอกว่าไม่มีความสัมพันธ์ดังกล่าวดังนั้นจึงไม่สามารถตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ
-สำคัญ-ต้นทรงบาดาลเป็นต้นไม้ที่มีความเป็นมงคลคือเป็นหนึ่งในไม้มงคล 9 ชนิด ที่ใช้ในพิธีวางศิลาฏกษ์และปลูกบ้าน
ระยะเวลาออกดอก--- ตลอดปี ออกดอกดก---มีนาคม-เมษายน
ขยายพันธุ์---ตอนกิ่ง---เมล็ด
สถานที่ถ่ายภาพ---ถนน 2 ข้างทาง เส้นทางลัด ออเงิน-สายไหม


พรวด/Rhodomyrtus tomentosa

ชื่อวิทยาศาสตร์---Rhodomyrtus tomentosa (Aition) Hassk.
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Cynomyrtus tomentosa (Aiton) Scriv.
---Basionym: Myrtus tomentosa Aiton.
ชื่อสามัญ---Rose myrtle, Downy rose myrtle, Downy myrtle, Isenbery bush, Hill gooseberry, Hill guava, Ceylon hill cherry, Isenberg-bush.
ชื่ออื่น---กาทุ (ชุมพร); กามูติง (มาเลย์-ภาคใต้); กามูติงกายู (มาเลย์-ปัตตานี); ง้าย (ส่วย); ซวด (จันทบุรี); โทะ (ภาคใต้); ปุ้ย (เขมร-ภาคตะวันออก); พรวด (ตราด); พรวดกินลูก (ปราจีนบุรี); พรวดผี (ระยอง); พรวดใหญ่ (ชลบุรี); มูติง (มาเลย์-ภาคใต้) ; [THAI: ka thu (Chumphon); ka-mu-ting (Malay-Peninsular); ka-mu-ting-ka-yu (Malay-Pattani); ngai (Suai); suat (Chanthaburi); tho (Peninsular); pui (Khmer-Eastern); phruat (Trat); phruat yai (Chon Buri); phruat kin luk (Prachin Buri); phruat phi (Rayong); mu-ting (Malay-Peninsular).]; [AUSTRALIA: Ceylon hill cherry; Ceylon hill gooseberry.];[CAMBODIA: sragan.];[CHINESE: Tao jin niang, kong nim, Giltlan, Gangrenzi.]; [FRENCH: feijoa; feijoarte-grosseille; myrte-grosseille.]; [GERMAN: filzige Rosenmyrte.];[HONG KONG: barley bues.]; [INDONESIA: harendong sabrang.]; [JAPANESE: Ten'ninka, Ten'nin hana, Suninhwa.];[MALAYALAM: Thavittumarom ,Thaontay ,Kirattan ,Cherukotlampazham ,Thavattukoyya ,Koratta.];[MALAYSIA: Karamunting; kemunting, Lidah Katak Laut.];[SPANISH: Guayabillo forastero.];[TAMIL: Thavittu Koya.];[USA/HAWAII: downy myrtle, downy rose myrtle, ratberry.];[VIETNAM: sim.];
ชื่อวงศ์---MYRTACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน, ญี่ปุ่นตอนใต้, อินเดีย, ศรีลังกา, พม่า, ไทย, กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์
นิรุกติศาสตร์-ชื่อสกุลมาจากภาษากรีก “rhodo” แดง และ “myrtos” พืชวงศ์ Myrtaceae ตามลักษณะดอกที่ส่วนมากมีสีแดง

 

มีถิ่นกำเนิดในเอเชียใต้และตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงพม่า กัมพูชา จีน (ฝูเจี้ยน กวางตุ้ง กวางสี กุ้ยโจว หูหนาน เจียงซี มณฑลยูนนานและเจ้อเจียงและฮ่องกง) อินเดีย อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์, สุลาเวสี, ศรีลังกา, ไต้หวัน, ไทยและเวียดนาม พบในแหล่งธรรมชาติที่ถูกรบกวนและเปิดซึ่งมักอยู่ใกล้ชายฝั่ง เติบโตที่ระดับความสูง 300-1300 เมตร หรือเกิดขึ้นในป่าดิบเขาและทุ่งหญ้าที่ระดับความสูง 1,800 - 2,700 เมตร
ไม้พุ่มความสูงอยู่ประมาณ1-3 เมตร กิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนสีขาว เปลือกนอกสีน้ำตาลอ่อนผิวลอกได้เป็นแผ่น ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม ใบรูปรีถึงรูปขอบขนาน ยาว 5-8 ซม. กว้าง 1.5–4 ซม.หลังใบเกลี้ยงมันวาวท้องใบมีขนสีขาวเป็นปุย ปลายใบทู่โคนใบสอบ ก้านใบยาว 0.4–1 ซม.  ดอกออกตามซอกใบและปลายกิ่งเป็นทั้งดอกเดี่ยวและแตกเป็นกลุ่ม3ดอก กลีบเลี้ยงยาว 3-4 มม.กลีบดอก5กลีบสีชมพู ผลแก่สีม่วงคล้ำถึงดำรูปกลม ขนาด1-1.5ซม.มีขนสีขาวปกคลุมรอบผล มีเมล็ดแบนยาว 2–3มม.ประมาณ40–45เมล็ด   
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องใช้ตำแหน่งที่มีแดด ในดินเป็นกรดอ่อนที่ระบายน้ำได้ดี แต่ปราศจากความชื้น  ชอบดินมีค่า pH อยู่ในช่วง 4 - 6 สามารถทนต่อน้ำท่วมเป็นครั้งคราว
ใช้ประโยชน์--- พืชที่ปลูกมักจะอยู่ในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนทั้งในฐานะที่เป็นไม้ประดับและผลไม้ที่กินได้
-ใช้กินได้  ผลดิบกินสดหรือทำเป็นพายเยลลี่ ผลสุกกินได้มีรสชาดหวานหอม ค่อนข้างฝาดก่อนที่จะสุกเต็มที่ ในเวียดนามผลไม้ใช้ทำไวน์ที่เรียกว่า rượu sim เยลลี่ในน้ำเชื่อมและผลไม้แช่อิ่ม
-ใช้เป็นยา  ผลไม้ถูกใช้เป็นยารักษาโรคบิดและท้องร่วง ยาต้มจากรากหรือใบกับเหล้า รักษาโรคท้องร่วง ปวดท้องและเป็นยาหลังคลอด ใบที่บดแล้วจะใช้ใส่แผล
-วนเกษคร ในภาคใต้ของจีนได้รับการทดสอบในการบูรณะเพื่อเป็นพืชพี่เลี้ยงให้ร่มเงาแก่พืชพื้นเมืองที่เติบโตช้ากว่า เป็นสายพันธุ์ที่ทนไฟซึ่งใช้ในการปลูกเป็นแนวป้องกันไฟ
-ใช้ปลูกประดับ เป็นไม้ประดับที่ได้รับความนิยมในสวน เขตร้อนและกึ่งเขตร้อน ใช้ปลูกเพื่อดอกไม้ที่สวยงามและผลที่กินได้
ระยะออกดอก/ติดผล---กุมภาพันธุ์-มีนาคม/พฤษภาคม-กรกฏาคม
ขยายพันธุ์ ---เมล็ด ปักชำ
สถานที่ถ่ายภาพ--- สวนพฤกษศาสตร์ จ.ระยอง


พังแหรใหญ่/Trema orientalis

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Trema orientalis (L.) Bl.
ชื่อพ้อง---has 22 Synonyms

-Celtis discolor Bongn. -Trema affinis (Planch.) Blume
-Celtis guineensis Schum. & Thonn. -Trema africana Blume
-Celtis madagascariensis Bojer -Trema commersonii (Decaisne ex Planchon) Blume
-Celtis orientalis L. -Trema grevei Baill.
-Celtis rigida Blume -Trema grisea Baker
-Sponia andaresa Commerson ex Lamarck -Trema guineensis (Schum. & Thonn.) Ficalho
-Sponia argentea Planch. -Trema hochstetteri Engl.
-Sponia commersonii Decaisne ex Planchon -Trema nitens Blume
-Sponia glomerata Hochst. -Trema polygama Z.M. Wu & J.Y. Lin
-Sponia orientalis (L.) Decne. -Trema velutina (Planch.) Blume
-Sponia wightii Planch. -Trema wightii Blume

ชื่อสามัญ --- Charcoal-tree, Indian charcoal-tree, Pigeon wood, Oriental trema, Gunpowder tree, Peach cedar.
ชื่ออื่น ---กีกะบะซา, บาเละอางิง (มาเลย์-นราธิวาส); ขางปอยป่า,ปอแฮก(ภาคเหนือ); ตะคาย(ภาคกลาง); ตายไม่ทันเฒ่า, พังแกรใหญ่, พังแหรใหญ่(ยะลา); ปอ(เชียงใหม่); ปะดัง(กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน); พังแหร(แพร่) ;  [THAI: ki-ka-ba-sa, ba-le-a-nging (Malay-Narathiwat); khang poi pa, po haek (Northern); ta khai (Central); tai mai than thao, phang krae yai, phang rae yai (Yala); po (Chiang Mai); pa-dang (Karen-Mae Hong Son); phang rae (Phrae).];[AFRIKAANS: hophout.];[ASSAMESE: Phakdima,Jopang,Sobai-goch.];[BENGALI: Chickan, Chikan, Jiban, Jibon.];[CHINESE: Yi se shan huang ma.]; [HINDI: Jivanti,Parvati,Kshayanashini,Pranak.]; [INDONESIAN: Aanggerung,Kuray,Lenggung.];[JAPANESE: Urajiro enoki.];[KANNADA: Gurklu.];[KENYA: Muhethu, Poponet, Musakala.];[KHMER: Srô:l.];[LAO: Po, Hu.];[MALAYALAM: Ratthi,Pottaamaram,Aarni,Pottaama,Amarathi.];[MALAYSIA: Menarong, Mengkirai, Randagong.];[MARATHI: Gol,Kapshi,Khargol.];[PHILIPPINES: Du-ung(Sul.),Hagod,Anabiong,Hanadiong,Hanagdon,Malarurung (Tag.).];[SANSKRIT:  Jivani,Jivanti,Pranaka.];[SRI LANKAN: Gedumba.];[SWAHILI: Mgendagenda, Mpesi, Msasa, Mzunguzungu.];[TAMIL: Ambaratthi, Chenkolam];[TELUGU: Morali,Boggu Chettu.];[TONGAN: Mululwe.];[VIETNAMESE: Hu dai, Hu las nhor.];
วงศ์ --- ULMACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เชตกระจายพันธุ์---ผ่านตะวันออกกลาง อนุทวีปอินเดีย จีนตอนใต้ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ถึง ออสเตรเลีย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Trema มาจากภาษากรีก=หลุม อ้างอิงถึงเมล็ด  ; ชื่อเฉพาะสายพันธุ์ จากภาษาละติน orientalis= สำหรับตะวันออกหรือตะวันออก

 

เกิดขึ้นจากแอฟริกาเขตร้อนทางใต้ไปยังแอฟริกาใต้และทางตะวันออกไปยังเอเชียใต้ เติบโตในพื้นที่โล่งกว้าง ร้าง ป่าทึบ ป่าชั้นสองที่อุดมสมบูรณ์และพบได้ทั่วไป ที่ระดับความสูงต่ำ ปานกลาง ในบางแห่งพบที่ระดับความสูงถึง 2,000 เมตร
ลักษณะเป็นไม้ต้นขนาดเล็กผลัดใบหรือไม่ผลัดใบขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศ ต้นสูง 4-10 เมตร เปลือกต้นสีเทาอ่อนมีจุดประสีขาว(คล้ายจุดไม้ก๊อก) ใบเดี่ยว รูปไข่แกมรูปใบหอก กว้าง 3-5 ซม. ยาว 7-12 ซม. ผิวใบด้านบนหยาบ ด้านล่างสีซีดมีขนนุ่มหนาแน่น ขอบใบจักรฟันเลื่อย ดอกสีเขียว ขนาดเล็ก ออกเป็นช่อสั้นๆ ที่ซอกใบ ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอยู่ในต้นเดียวกัน กิ่งเดียวกันหรือต่างกิ่ง ผล เมล็ดเดียว แข็งกลม ขนาด 3-4 มม. เมื่อสุกสีดำ
ใช้ประโยชน์ -ใช้กินได้ ในแอฟริกา ใบและผลไม้ใช้กินได้ ใบอ่อนกินเป็นผัก
-ใช้เป็นยา ผลไม้, ใบ, เปลือก, ลำต้น, กิ่งไม้และเมล็ด ใช้ในยาแผนโบราณในแอฟริกาตะวันออกและตะวันตก ในแทนซาเนียและมาดากัสการ์ -ใบและเปลือกใช้สำหรับรักษาอาการไอหอบหืด หลอดลมอักเสบ ปวดฟัน เจ็บคอ นอกจากนี้ยังใช้สำหรับโรคหนองใน ไข้เหลืองและยาแก้พิษต่อพิษ เปลือกแช่ใช้สำหรับโรคบิด  เป็นหนึ่งใน 33 ชนิดของพืชที่ใช้สำหรับการรักษาความดันโลหิตสูง
-วนเกษตร นิยมปลูกเป็นไม้เบิกนำ โตเร็วชอบขึ้นตามที่โล่งและชายป่าดงดิบ
-อื่น ๆ เนื่องจากเป็นไม้เนื้ออ่อน ไม่ทนทาน ปลวกชอบ จึงใช้ประโยชน์ในการก่อสร้างสิ่งชั่วคราว - สัตวแพทย์ ยาต้มใบใช้ในการถ่ายพยาธิสุนัข -ในประเทศฟิลิปปินส์  ใบไม้ฝักและเมล็ดใช้เป็นอาหารสัตว์  ให้อาหาร วัว แพะและควาย ปริมาณเส้นใยสูงและสารพิษจำกัดการใช้ใบป่นในอาหารสัตว์ - ข้อจำกัดนี้สามารถแก้ได้โดยการแยกโปรตีนออกจากใบ-ไฟเบอร์ เหมาะสำหรับการผลิตกระดาษและเยื่อกระดาษ กระดาษมีความต้านทานแรงดึงและทนทานการพับได้ดี-เป็นต้นไม้ที่เป็นที่ต้องการที่จะมีอยู่ใกล้หมู่บ้านเพื่อดึงดูดฝูงนกพิราบขนาดใหญ่ที่มาทำรังและพักพิงซึ่งจะถูกล่าเป็นอาหาร จึงได้ชื่อสามัญ Pigeon wood
ระยะออกดอก---มกราคม - มีนาคมและสิงหาคม - ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง


นมแมว/Uvaria siamensis

 

ชื่อวิทยาศาสตร์----Uvaria siamensis (Scheff.) L. L. Zhou, Y. C. F. Su & R. M. K. Saunders
ชื่อพ้อง-----Has 2 Synonyms
---Rauwenhoffia siamensis Scheff.
---Melodorum siamense (Scheff.) Bân
ชื่อสามัญ--None (Not recorded)
ชื่ออื่น---นมแมว(ภาคกลาง) ; [Thai: nom maeo (Central).]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย อินโดจีน คาบสมุทรมลายู

 

พบที่พม่า ภูมิภาคอินโดจีน และคาบสมุทรมลายู ในไทยพบทุกภาค ขึ้นกระจายตามชายป่าดิบแล้ง ป่าดิบชื้น และป่าโปร่ง ความสูงถึงประมาณ 300 เมตร
มีถิ่นกำเนิดทางภาคใต้ของประเทศไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มักพบขึ้นในป่าดิบ ตามชายป่าชื้น และตามป่าเบญจพรรณทางภาคกลางและภาคใต้ นมแมวเป็นไม้ดั้งเดิมพันธุ์ไทยแท้ต้นหนึ่งของไทยอยู่คุ่บ้านแต่โบราณเป็นนานเน กลิ่นความหอมของดอกนมแมวทำเป็นแป้งร่ำน้ำปรุง ขนมอบเทียน คือมันหอมมาก เป็นต้นไม้ต้นโปรดต้นหนึ่งเลยเชียว ลักษณะนมแมวเป็นไม้พุ่มรอเลื้อย แต่เลื้อยไปได้ไกล2-5 เมตร เป็นไม้อายุยืนยาว ถ้าตัดแต่งให้เป็นพุ่มก็จะได้ไม้พุ่มใหญ่ความสูงอยู่ 1-2 เมตร  เปลือกต้น กิ่งก้าน สีน้ำตาลคล้ำ กิ่งอ่อนมีขน รูปดาว ขึ้นอยู่หนาแน่น ใบเป็นใบเดี่ยว ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-6.5ซม.ยาวประมาณ 10-22.5 ซม. ออกเรียงสลับ รูปขอบขนานหรือแกมรูปใบหอก ปลายใบเรียวแหลม โคนมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบค่อนข้างหนาชอบแสงแดดปานกลางถึงร่มรำไร ปลูกใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ได้ ถ้าแดดจัดใบจะแข็งกรอบ ดอกจะออกน้อย ดอกนมแมวออกเป็นดอกเดี่ยวหรือออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 1-3 ดอก ดอกมี 6 กลีบ สีเหลืองอมเขียว ขนาดใหญ่ประมาณ 1-2 ซม. ออกดอกตลอดทั้งปี ผลเป็นผลกลุ่ม มีผลย่อยประมาณ8-15ผล ผลอ่อนสีเขียวรูปทรงกลมหรือรูปไข่กว้างประมาณ 0.5-0.8ซม. ยาว 0.6-0.8 ซม. (ดูรูปที่2ซ้ายมือ) เปลือกนิ่ม เมล็ดเล็กสีดำ ผลสุกสีเหลือง มีรสหวานกินได้ สมัยก่อนขนมกรุบกรอบขบเคี้ยวหายาก เป็นเด็กเจอลูกตะขบ ลูกนมแมว ลูกพิกุล ลูกกระทกรก นี่จับใส่ปากอร่อยหมด
-ใช้ประโยชน์ ใช้เป็นยา สรรพคุณเป็นสมุนไพร ราก แก้ประจำเดือนมาไม่ปกติ แก้ผอมแห้งเนื่องจากอยู่ไฟไม่ได้ แกไข้หวัด แก้ไข้ทับระดู เนื้อไม้ แก้ไข้หวัด ไข้ทับระดู
สุดท้ายนอกจากต้นนมแมวที่ว่าเป็นไม้โบราณแล้วความน่าปลูกที่สำคัญของต้นนมแมวอยู่ที่ ทนแล้ง ทนน้ำท่วม
ระยะเวลาออกดอก --- ได้ตลอดทั้งปี แต่จะให้ดอกดกที่สุดในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะในช่วงเดือนสิงหาคม-เดือนตุลาคม
ขยายพันธุ์ --- เพาะเมล็ดและตอนกิ่ง


ฝาดดอกขาว/Lumnitzera racemosa

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Lumnitzera racemosa Willd .
ชื่อพ้อง---Has 7 Synonyms
---Lumnitzera racemosa var. pubescens Koord. & Valeton
---Lumnitzera rosea (Gaudich.) C. Presl    
---Petaloma alba Blanco
---Petaloma albiflora Zipp. ex Span.
---Petaloma alternifolia Roxb.
---Pokornya ettingshausenii Montr.
---Problastes cuneifolia Reinw.
ชื่อสามัญ ---Butterfly-poll, White-flowered mangrove, White-flowered Black Mangrove, White Teruntum.
ชื่ออื่น ---กะลูง (ชุมพร); ขวาด (สมุทรสาคร); ฝาด (ภาคกลาง, ภาคใต้); ฝาดขาว (ภาคกลาง); ลำแพน, ลำแพนหิน (ตราด) ; [THAI: ka lung (Chumphon); khwat (Samut Sakhon); fat (Central, Peninsular); fat khao (Central); lam phaen,  lam phaen hin.]; [BENGALI: kirpa.];[CHINESE: Lan li.];[JAPANESE: Hirugimodoki.];[MALAYALAM: katakkantal.];[MALAYSIA: Geriting Puteh (Sabah); Teruntum puteh, Teruntum, Teruntum Bunga Putih (Malay); White Teruntum (English).];[PHILIPPINES: Kulasi, Solasi.].[SINGHALESE: Bariya, Beriya.]; [TAMIL: Tipparathai.]; [TELUGU: Thanduga, Kadavi, Kadivi, Podapa,Than.];[VIETNAM: Cọc vàng, rừng ngập mặn.].
ชื่อวงศ์ ---COMBRETACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปแอฟริกา เอเชีย ถึงออสเตรเลีย
เขตกระจายพันธุ์ ---แอฟริกาตะวันออก ไปจนถึงแปซิฟิกตะวันตก รวมฟิจิและตองกา และทางตอนเหนือของประเทศออสเตรเลีย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลตั้งเป็นเกียรติแก่ นักพฤกษศาสตร์ชาวฮังการี Štefan Lumnitzer (1750-1806) ; ขื่อสายพันธุ์ racemosa มาจากภาษาละติน =จัดเรียงเป็นกระจุก อ้างอิงกับรูปร่างของช่อดอก

 

พบที่แอฟริกาตะวันออก มาดากัสการ์ จีนตอนใต้ อินเดีย ศรีลังกา บังกลาเทศ พม่า กัมพูชา เวียดนาม ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ภูมิภาคมาเลเซีย นิวกินี ฟิลิปปินส์ หมู่เกาะแปซิฟิก และออสเตรเลีย
ต้นฝาดขาวในธรรมชาติมักขึ้นเป็นกลุ่ม อยู่บนบริเวณดินเลนค่อนข้างแข็งหรือที่ราบหาดเลนในพื้นที่น้ำท่วมถึง ป่าโกงกางที่เหลืออยู่ตามชายฝั่งทะเลปากแม่น้ำ เป็นพืชในเขตร้อนชื้น ซึ่งพบได้ที่ระดับความสูงไม่เกิน 70 เมตร
ฝาดขาวเป็นไม้ต้นกึ่งไม้พุ่มขนาดเล็ก - ขนาดกลาง สูง 5 - 10 เมตร ลำต้นตรงผิวเปลือกต้นขรุขระสีน้ำตาลเข้มมีรากแก้ว หยั่งลึกลงดิน มีรากพิเศษออกตามลำต้น เป็นรากหายใจแต่ไม่มาก ลำต้นตรง เนื้อแข็ง  ใบเดี่ยวยาว 2.5- 7 ซม. ออกเวียนสลับหนาแน่นที่ปลายกิ่ง ใบเล็ก เนื้อใบหนามันคล้ายแผ่นหนังทั้งสองด้าน อวบน้ำ แผ่นใบแคบ รูปไข่กลับ สีเขียวอ่อนดอกออกเป็นช่อคล้ายช่อกระจุกบริเวณปลายกิ่งหรือง่ามใบ กลีบดอก 5 กลีบ สีขาว ผล ยาว 1.5 - 2 ซม. รูปทรงรี ด้านข้างแบนเล็กน้อย มีเหลี่ยมมน เป็นสันตื้น ๆ 2-3 สัน ก้านผลยาวประมาณ 1 มม. ผิวผลเกลี้ยง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งที่มีแดดหรือร่มเงาบางส่วน เติบโตได้ดีที่สุดในดินที่อุดมสมบูรณ์ ค่า pH ในช่วง 6.5 - 7 ทนได้ 6 - 7.5 ทนต่อสภาพแวดล้อมที่มีความเค็มสูงของน้ำและดิน
ใช้ประโยชน์--- บางครั้งต้นไม้ถูกเก็บมาจากป่าเพื่อใช้ ไม้และแทนนินในเปลือกไม้
-ใช้เป็นยา คุณสมบัติต้านการอักเสบ ต้านเชื้อแบคทีเรีย สารต้านอนุมูลอิสระ ใบลดความดัน ยางจากลำต้นผสมกับน้ำมันมะพร้าวใช้เป็นยาแก้คัน ใช้รักษาโรคเบาหวาน
-ใช้ปลูกประดับ นำมาปลูกเพื่อประดับใช้ในการจัดสวนริมน้ำได้
-ใช้อื่น ๆ เปลือกไม้เป็นแหล่งของแทนนิน ไม้มีความแข็งแรงและทนทานมาก มันถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์หลายอย่าง ใช้สำหรับทำเสา เสาบ้าน สะพาน แผ่นไม้กระดาน และใช้เป็นเชื้อเพลิง
ระยะเวลาออกดอก---พฤศจิกายน – เมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด
สถานที่ถ่ายภาพ--- โครงการป่าในกรุง อ่อนนุช และที่สวนสมุนไพร สิรีรุกขชาติ อุทยานธรรมชาติวิทยา ม.มหิดล ศาลายา

ฝาดแดง/Lumnitzera littorea

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Lumnitzera littorea (Jack) Voigt
ชื่อพ้อง---Has 9 Synonyms
---Bruguiera littorea (Jack) Steud.
---Laguncularia coccinea Gaudich.
---Laguncularia pedicellata Steud.
---Laguncularia purpurea Gaudich.
---Lumnitzera coccinea Wight & Arn.
---Lumnitzera pentandra Griff.
---Lumnitzera purpurea C. Presl
---Petaloma coccinea (Gaudich.) Blanco
---Pyrrhanthus littoreus Jack
ชื่อสามัญ---Bird-poll, Red Teruntum, Red-flowered Black Mangrove
ชื่ออื่น---ตำเสาทะเล (ภาคใต้); ฝาดแดง (ภาคกลาง, ภาคใต้) [THAI: tam sao thale (Peninsular) ; fat daeng (Central, Peninsular).];[CHINESE: hong lan li.];[MALATSIA: Teruntum, Teruntum Merah, Geriting Merah (Sabah)];[VIETNAM: Phan bo loai, coc bo].
ชื่อวงศ์---COMBRETACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก เอเซียเขตร้อน ตอนเหนือของออสเตรเลีย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลตั้งเป็นเกียรติแก่ นักพฤกษศาสตร์ชาวฮังการี Štefan Lumnitzer (1750-1806)

 

เกิดขึ้นในเอเชียใต้รวมถึงบรูไนดารุสซาลาม, จีน, ไต้หวัน, อินโดนีเซีย, อินเดีย, มาเลเซีย, สิงคโปร์, ไทย, เวียดนาม (สามที่ตั้ง: เกาะ Dao Pho Quoc, Can Dao Island และ Can Gio Biosphere Reserve) นอกจากนี้ยังมีการกระจายอย่างกว้างขวางไปทั่วหมู่เกาะแปซิฟิกรวมถึงปาปัวนิวกินีหมู่เกาะโซโลมอน นิวแคลิโดเนียและไมโครนีเซีย ขีดจำกัด กลางมหาสมุทรแปซิฟิกคือ Tuvaru และ Kiribati และขีดจำกัด ใต้คือตองกา พบในป่าเปิด ป่าโกงกางที่เหลืออยู่ตามชายฝั่งทะเล เป็นพืชเขตร้อนชื้นที่ลุ่มซึ่งพบได้จากระดับน้ำทะเลถึง25 เมตร
ฝาดแดงเป็นไม้ ต้นสูง10-20เมตร โดยทั่วไปไม่พบต้นที่มีขนาดใหญ่ ขึ้นตามขอบป่าชายเลนที่เปิดโล่ง และขึ้นเป็นกลุ่มบริเวณปากแม่น้ำที่มีดินเลนแข็ง ฝาดแดงมีรากหายใจคล้ายภูเขา เปลือกนอกแตกเป็นร่องลึกตามยาวสีน้ำตาลคล้ำ เปลือกในสีแดงเข้มหรือส้ม  ใบเดี่ยวเรียงค่อนข้างแน่นที่ปลายกิ่ง รูปขอบขนานขนาดกว้าง 1-3 ซม.ยาว 3-9 ซม.โคนใบสอบเป็นรูปลิ่ม ขอบใบเรียบถึงหยักมนเล็กน้อย เนื้อใบอวบน้ำด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมันด้านล่างใบสีอ่อนกว่า  ดอกออก เป็นกลุ่มคล้ายช่อเชิงลดไม่มีก้านสีแดง ออกที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกย่อย 5-15 ดอก กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย ปลายแยกเป็น5แฉก ผลรูปกระสวยป่องกลางและมีสันตามยาวขนาด0.4-0.5x1.2-1.8 ซม.เปลือกผลเป็นคอร์กหนาผิวเกลี้ยงผลแก่สีน้ำตาลแดง ก้านผลยาวประมาณ 5 มม. มีเมล็ดแข็งเมล็ดเดียว
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---ชอบตำแหน่งที่มีแดดและดินหนัก ต้องการ pH ในช่วง 6.8 - 7.2 แต่ทนได้ 6.5 - 7.5  ทนต่อดินเค็ม พืชถูกปรับให้เข้ากับสภาพที่พบในป่าชายเลน
ใช้ประโยชน์--- พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่น สายพันธุ์นี้มีดอกสีแดงสดที่สวยงามมากและมีไว้สำหรับประดับในประเทศไทยและสิงคโปร์
-ไม้สีน้ำตาลเหลืองนั้นหนักและละเอียด เนื้อไม้ใช้ได้ทนทานมากสำหรับงานในน้ำ เช่นทำเสาและพาย ใช้ในท้องถิ่นสำหรับการสร้างเรือและใช้เป็นเชื้อเพลิง
ระยะเวลาออกดอก---พฤศจิกายน – เมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด
 **ส่วนตัว-รูปต้นฝาดแดงพวกนี้ถ่ายไว้นานแล้วสมัยหนึ่งแพงมาก ปลูกไว้หน้าร้านค้าคู่กันกับฝาดขาวอย่างแพร่หลาย เชื่อกันว่าเป็นมหานิยมอะไรทำนองนี้ นำมาปลูกใส่กระถางแช่ไว้ในน้ำ กาลเวลาผ่านไปฝาดขาว-ฝาดแดง ก็จืดจางแล้วก็ก็มีต้นไม้มหามงคลต้นอื่นๆมาแทนที่**


สนทราย/Baeckea frutescens


ชื่อวิทยาศาสตร์---Baeckea frutescens L.
ชื่อพ้อง ---Has 9 Synonyms

-Baeckea chinensis Gaertn. -Baeckea stenophylla F.Muell.
-Baeckea cochinchinensis Blume -Baeckea sumatrana Blume
-Baeckea cumingiana Schauer -Drosodendron rosmarinus (Lour.) M.Roem.
-Baeckea ericoides Schltdl. -Neuhofia rosmarinifolia Stokes
-Baeckea sinensis Gaertn.

ชื่อสามัญ  ---China Maki, False Ru, Cucur Atap, Chuchur Atap, Ujan Atap, Timor Tasek, Da Eng
ชื่ออื่น---ก้านถินแดง, สนนา (ปัตตานี, สุราษฎร์ธานี); จอแลงอาต๊ะ, ปอโฮ่งรุห์ (มาเลย์-นราธิวาส); สนทราย, สนเทศ (ปัตตานี); สนสร้อย (นครศรีธรรมราช); สนหอม (จันทบุรี); เสียวน้อย (อุบลราชธานี),[THAI: Son Naa, Son Saai (peninsular); Son Hom (South-Eastern).]; [MALAYSIA: Cucur Atap, Curan Atap, Hujung Atap, Cina Maki.]; [INDONESIA: Ujung Atap, Jung Rabat, Kayu Rachak (Javanese); Junjung Atap, Tutup Atap, Ijar Atap (Bangka); Si Gamei-gamei (Sumatran); , sawajane (Sulawesi), wile-wile (Baliem).]; [CAMBODIA: Moreck Ansai]; [VIETNAM: Thanh Hao.]
ชื่อวงศ์---MYRTACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย พม่า จีน เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ จีน เกาะบอร์เนียว สุมาตรา และนิวกินี
นิรุกติศาสตร์--- ชื่อสกุลตั้งตามนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดน Abraham Bäck (1713-1795) เพื่อนของ Carl Linnaeus
ในประเทศไทยพบได้ทางภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และทางภาคใต้ ตามป่าไม้ผลัดใบ ป่าหญ้า ป่าชายหาด ป่าเสม็ดที่เป็นทุ่งหญ้า ตามยอดเขาที่เป็นหินทรายทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามที่โล่งบนยอดเขาทางภาคใต้ หรือในดินปนทรายตามแนวชายฝั่งทั่วไป ที่ระดับความสูงจนถึงประมาณ 1,800 เมตร
ไม้ต้นจำพวกสน แตกกิ่งก้านสาขาเป็นจำนวนมาก มีความสูงของต้นประมาณ 5 เมตร ล้ำต้นเป็นสีเทาอมน้ำตาล  เปลือกแตกเป็นขุย ลักษณะของกิ่งมักลู่ลง กิ่งมีสีน้ำตาลอ่อน เรียวยาว ใบอยู่ตรงข้ามขนาดเล็กและแคบมากเหมือนเข็มยาวประมาณ 6-15 มม. เท่านั้น ใบไม้ที่ถูกบดขยี้จะให้กลิ่นหอมของยาง ดอกไม้ออกโดดเดี่ยวในซอกใบสีขาวกับสีชมพูตรงกลาง กลีบดอกสั้นมีต่อมน้ำมัน
ใช้ประโยชน์ ---มีการเก็บเกี่ยวใบเพื่อใช้เป็นยาและทำชาสดชื่นและมีการแลกเปลี่ยนในบางพื้นที่
-ใช้กินได้ ดอกไม้และใบไม้ถูกทำเป็นชาสมุนไพร มันเป็นประเพณีที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและผงที่ใช้ในระหว่างการคลอดบุตร
-ใช้เป็นยา ทุกส่วน ยกเว้นราก มีน้ำมันหอมระเหยใช้สำหรับการนวดในกรณีที่เป็นโรคไขข้อ- ทุกส่วน ยกเว้นราก ใช้ต้านเชื้อแบคทีเรีย สารสกัดจากพืชมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่มีฤทธิ์ต้าน Streptococcus mutans ที่ทำให้เกิดโรคฟันผุในทุกระดับความเข้มข้น -ใช้ลดไข้และ ขับปัสสาวะ รักษาโรคไข้หวัดใหญ่ ปวดหัว, หัด, อาการจุกเสียด, ปวดท้อง, อาการอาหารไม่ย่อย, ดีซ่าน, โรคบิดและตกเลือด รอบประจำเดือนผิดปกติ ใช้ภายนอก ใบรักษาแผลพุพอง  ชาวจีนใช้ใบเป็นยาแก้ลมแดดและมีไข้ ในมาเลเซียและอินโดนีเซีย ใช้เป็นส่วนผสมของยาแผนโบราณที่ให้กับสตรีระหว่างการคลอดบุตร และมีการใช้แบบดั้งเดิมสำหรับการรักษาโรคมาลาเรียในอินโดนีเซีย
-อื่น ๆ เนื้อไม้เป็นสีน้ำตาลแดง มีความแข็งแรงทนทาน แต่มักมีขนาดเล็กไม่เหมาะสมแก่การใช้งาน - กิ่งก้านใช้เป็นไม้กวาด - น้ำมันที่ได้จากการกลั่นสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นคล้ายลาเวนเดอร์ ใช้ทำธูปและสบู่ - มีการใส่ใบไม้ในเสื้อผ้าเพื่อป้องกันแมลง
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ แยกต้น


ช้าแป้น/Callicarpa arborea

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Callicarpa arborea Roxb.
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Aganon umbellata Raf.
---Callicarpa magna Schauer
---Callicarpa tectonifolia Wall.
---Callicarpa villosissima Ridl.
ชื่อสามัญ---Beautyberry tree, Long leafed beauty berry.
ชื่ออื่น---กะตอกช้าง (ยะลา); ขลุ่ย (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่); ช้าแป้น (สระบุรี); ดือดะดาปู (มาเลย์-นราธิวาส); ตาโมงปะสี (ยะลา); เตน (เลย); ทับแป้ง (สระบุรี); เปอควุย (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน); ผ้า (เชียงใหม่, ภาคกลาง); ผ้าลาย (ภาคใต้); ฝ้า, ฝ้าขาว (ภาคเหนือ); พ่า (ภาคกลาง); พ่าขาว (ภาคเหนือ); มะผ้า (แม่ฮ่องสอน); และทุ่ง (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน); สักขี้ไก่ (ลำปาง); เสี้ยม (จันทบุรี); หูควาย (ตรัง, ภาคเหนือ); หูควายขาว (สุราษฎร์ธานี); หูควายใหญ่ (ชุมพร) ; [THAI: katok chang (Yala); khlui (Karen-Chiang Mai); cha paen, thap paeng (Saraburi); due-da-da-pu (Malay-Narathiwat); ta mong pasi (Yala); poe-khwui, lae-thung (Karen-Mae Hong Son); ten (Loei); pha (Central, Chiang Mai); pha lai (Peninsular); fa, fa khao,  pha khao (Northern); pha (Central); ma pha (Mae Hong Son); sak khi kai (Lampang); hu khwai (Northern, Trang); hu khwai yai (Chumphon); hu khwai khao (Surat Thani); siam (Chanthaburi).];[ASSAMESE: bonmola, gunmola, khoja]; [BENGALI: bormala]; [CHINESE: Mù zǐ zhū, Nányáng zǐ zhū, Mǎ tà pí, Bái yè zǐ shù.];[HINDI: ghiwala, kumhar];  [KANNADA: Kaval.];[MALAYALAM: Pezhu,Peezh,Alasoo,Peru,Aalam.];[NEPALI:  Guren];[SANSKRIT: Kumbha,Katabhi,Kumbhi.];[TAMIL:Pelaimaram,Kumpi,Avima,Kampi.];[TELUGU: Kumbhi.];[VIETNAM: Phà ha, Tu hú gỗ.].
ชื่อวงศ์---LABIATAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-ปากีสถาน อินเดีย พม่า คาบสมุทรอินโดจีน จีนตอนใต้ ฮ่องกง คาบสมุทรมาเลย์ สุมาตรา สุลาวาสี
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลมาจากภาษากรีก “kalli” สวย และ “karpos” ผล ตามลักษณะผล
เติบโตในป่าฝน ป่าเบญจพรรณบนเนินเขา ที่ระดับความสูง 1,000 - 2,500 เมตร ในประเทศไทยพบทุกภาค ขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา ป่าดิบชื้น และป่าชายหาด ความสูงถึงประมาณ 1800 เมตร
ไม้ ต้นขนาดเล็กผลัดใบ หรือกึ่งผลัดใบ สูง ประมาณ 5-15 เมตร เปลือกต้นสีเทาอมครีม เรียบหรือมีร่องเล็กๆ ยอดอ่อน กิ่ง ก้านใบ และก้านช่อดอก มีขนรูปดาวหนาแน่น สีน้ำตาลแกมเหลือง ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก ใบรูปไข่กลับ หรือมนรีถึงขอบขนาน 5-20 x 1.5-5 ซม. ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบหรือมีซี่แหลมตื้นๆประปราย ดอกเล็กสีชมพูหรือม่วงอ่อน ออกเป็นช่อตามซอกใบใกล้ปลายยอดช่อดอกยาวประมาณ 0.5-1 ซม. ผลรูปกลม เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 มม.เมื่อสุกสีม่วงอ่อนถึงม่วงแดง มีชั้นกลีบเลี้ยงรองที่ฐาน เนื้อผลบาง ชั้นหุ้มเมล็ดแข็ง 4หน่วยแต่ละหน่วยมี1เมล็ด
ข้อกๆหนดสภาพแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งที่มีแดดหรือร่มเงาบางส่วน ชอบดินร่วน ที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง
ใช้ประโยชน์ -ใช้กิน ผลกินได้
-ใช้เป็นยา เปลือกต้นเป็นยาขับลมช่วยย่อยและบำรุงกำลัง ใช้ยาต้มใบทำความสะอาดเพื่อรักษาโรคผิวหนัง รากเป็นยาสมานแผลและห้ามเลือด มันถูกใช้เป็นยาต้มเพื่อรักษาเลือดออกภายใน -นำมาใช้ภายนอก รากผงแห้งจะใช้ในการรักษาบาดแผล, แผลที่มีเลือดออก  รากเคี้ยวเพื่อรักษาฝีที่ลิ้น ในเวียตนามใช้รากเป็น ยาสำหรับเลือดกำเดาไหลเลือดออกในทางเดินอาหาร สมานผิว บรรเทาอาการไขข้ออักเสบปวดเมื่อยและแก้ปวด
-วนเกษตรใช้เป็นสายพันธุ์บุกเบิกในโครงการปลูกป่าในประเทศไทยเพื่ออนุรักษ์ต้นน้ำลำธาร[
-ไม้แตกง่ายใช้งานไม่ทนในที่โล่งแจ้ง ส่วนมากใช้ทำฟืน ใบใช้เลี้ยงสัตว์เวลาขาดแคลน
ระยะเวลาออกดอก ---มีนาคม-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์--- เมล็ด ปักชำ


ดับยาง/Solanum erianthum


ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Solanum erianthum D.Don
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Solanum adulterinum Buch.-Ham. ex Wall.
---Solanum verbascifolium L.
ชื่อสามัญ---Common nightshade, Potato tree, Velvet Nightshade, China Flowerleaf, Mullein Nightshade, Indian Currant Tomato, Big Eggplant, Tobacco Tree.
ชื่ออื่น ---ขากะอ้าย,ขาตาย,หูควาย(ภาคใต้), ฉับแป้ง(สุโขทัย-อุตรดิตถ์), ดับยาง(ภาคกลาง),ฝ่าแป้ง(ภาคเหนือ),มะเขือดง(ขอนแก่น),มั่งพะไป,ลิ้มเม่อเจ้อ(กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน),สะแป้ง(สิงห์บุรี),ส่างโมง(เลย)  ; [THAI: kha ka ai,  kha tai, hu khwai (Peninsular); chap paeng (Sukhothai, Uttaradit);  dap yang (Central); fa paeng (Northern); ma khuea dong (Khon Kaen); mang-pha-pai,lim-moe-choe (Karen-Mae Hong Son); sa paeng (Sing Buri); sang mong (Loei).]; [BAHAMAS: salve-bush.];[CHINESE: jia yan ye shu.];[CUBA: tabaco cimarrón.];[DOMINICAN: friega platos; tabacón; tabacuelo.];[FRENCH: amourette marron.];[HAITI: amorette; samourette male; tabac marron.];[HINDI: Ban Tamakhu.]; [INDIA: vidari.];[JAMAICA: wild susumber.];[JAPAN: tabakugii; yanbaru-nasubi.];[MALAYALAM: Erichunda, Malachunda, Chunda.];[MARATHI: Kutri.];[MEXICO: berenjena; samacanteca.];[MYANMAR: daung-satpya.];[PHILIPPINES:  hierba de San Pedro; kasungog; kayok; liuangkag; malatabako; malatalong; noog-noog; pangau; saca manteca; salvadora; ungali.];[PUERTO RICO: berenjena de paloma; tabacón afelpado.];[TAMIL: Aanai Sundaikaai, Anai-c-cuntai, Malai-c-cuntai.]; [VIETNAM: ca hoi; co sa lang; ngoi.];[WEST AFRICA: ewuro ijebu; ijebu kogbin; openiniwuni.].
ชื่อวงศ์ --- SOLANACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกากลาง อเมริกาใต้ แคริบเบียน เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย
นิรุกติศาสตร์--- ชื่อสายพันธุ์ erianthumมา จากคำภาษากรีก “eryon” ความหมาย “ ปุย”และ“ anthos” หมายถึง“ ดอกไม้” อ้างอิงถึงขนที่หนาแน่นที่พบบนดอกไม้


มีถิ่นกำเนิดทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา (ฟลอริดาและเท็กซัส) เปอร์โตริโกและหมู่เกาะเวอร์จิน คิวบา โดมินิกัน เฮติ, จาเมกา, ตรินิแดด, และบางส่วนของอเมริกาใต้และแคริบเบียน ไปสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลีย พบขึ้นตามที่โล่งกว้างริมถนน ชายป่า ทุ่งหญ้าชื้นหรือแห้งแล้ง ทุ่งนาหรือตามริมฝั่งแม่น้ำพบที่ระดับความสูง 0 - 4,500 เมตร ในเขตร้อนของเอเชียพบที่ระดับความสูง 300-2,100 เมตร
ไม้ไม้พุ่มขนาดใหญ่หรือต้นไม้ขนาดเล็กสูง 2-4 เมตร ลำต้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางสูงสุด 20 ซม. ใบเดี่ยว 15-25 x 5-10 ซม. เรียงเวียนสลับรูปไข่ ปลายใบแหลมโคนใบมนป้าน ขอบใบเรียบ กิ่งอ่อนก้านใบยาว 4 ซม มีขนนิ่ม ออกดอกที่ปลายยอดและปลายกิ่ง ดอกเป็นดอกช่อแยกแขนงสีขาว ก้านช่อดอกยาว 5 ซม.ดอกตั้งตรง ก้านดอกยาว 1 ซม. กลีบสีขาวมีขนหนาแน่นด้านนอก ผลกลมคล้ายมะเขือเป็นแคปซูลขนาด 8 x 12 มม. แก่สีส้มเหลือง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบดินที่มีการระบายน้ำดี แต่พบว่ามีการเติบโตในหลายประเภทของดินตั้งแต่ภูเขาไฟทาลัสไปจนถึงที่ราบลุ่มที่เปียกจนถึงหินปูนปะการังแห้ง
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ผลไม้กินได้ทางตอนใต้ของอินเดียจะกินเมื่อปรุงสุกและเตรียมเป็นแกง
-ใช้เป็นยา ได้รับการพิจารณาว่าเป็นยาที่มีศักยภาพสำหรับขับไล่สิ่งสกปรกทั้งหมดออกทางปัสสาวะ ใบทุบถูกนำมาใช้เป็นยาพอกเพื่อรักษาริดสีดวงทวาร ใช้ใบอุ่นเป็นครีมทาบริเวณหน้าผากเพื่อรักษาอาการปวดศีรษะ น้ำใบใช้เป็นน้ำยาล้างแผลในปาก  สรรพคุณทางยาของพืชในเอเชียแปซิฟิกรวมถึงการรักษาโรคบิดในฟิลิปปินส์และไต้หวัน บรรเทาอาการปวดลำไส้ในไต้หวันและมาเลเซีย ในหมู่เกาะโซโลมอนใช้เป็นยาแก้พิษและยารักษาแผลในปาก ในปาปัวนิวกีนีใช้ภายในเพื่อรักษาอาการปวดท้อง ใช้ภายนอกเพื่อรักษาอาการระคายเคืองผิวหนังและผื่นคัน  ในแอฟริกาตะวันตกมีการใช้ยาต้มใบเป็นยาขับปัสสาวะ รักษาโรคมาลาเรีย โรคเรื้อน กามโรคและกระตุ้นการทำงานของตับ  ในโออาซากา เม็กซิโกเป็นที่รู้กันว่าพืชนี้ใช้เป็นยาแก้ปวดในช่องปาก ใช้สำหรับอาการปวดท้องและเป็นยาต้านจุลชีพที่ผิวหนัง
-ใช้อื่น ๆ ใช้ใบอ่อนเพื่อกำจัดไขมันออกจากจาน ในประเทศอินเดียในหมู่ชนเผ่าในเขต Madurai ของรัฐทมิฬนาฑู ใช้ผลไม้ดิบที่ถูกบด นำไปใช้ทาเพื่อหลีกเลี่ยงปลิงกัด
รู้จักอันตราย---ใบลำต้นและรากมีสารอัลคาลอยด์ต่างๆ  พืชส่วนใหญ่ในตระกูล Solanaceae จะมีอัลคาลอยที่เป็นพิษ เว้นแต่จะมีรายการเฉพาะที่มีข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานที่กินได้
ขยายพันธุ์---เมล็ด

กลึงกล่อม/Polyalthia suberosa

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Polyalthia suberosa (Roxb.) Thwaites
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Guatteria suberosa Dunal
---Basionym: Uvaria suberosa Roxb.
ชื่อสามัญ     ---Polyalthia, Corky debbar tree
ชื่ออื่น---ไคร้น้ำ(อุตรดิตถ์); กระทุ่มกลอง,กระทุ่มคลอง,กลึงกล่อม,ชั่งกลอง,ท้องคลอง(ราชบุรี); กำจาย(นครสวรรค์); จิงกล่อม(ภาคใต้); ช่องกลอง(กาญจนบุรี); น้ำนอง(ภาคใต้-ปัตตานี); น้ำน้อย(เลย); ผักจ้ำ,มะจ้ำ(ภาคเหนือ); มงจาม(อ่างทอง); [THAI: khrai nam (Uttaradit); kra thum klong, kra thum khlong, klueng klom, chang klong, thong khlong (Ratchaburi); kam chai (Nakhon Sawan); ching klom (Peninsular); chong klong (Kanchanaburi); nam nong (Peninsular, Pattani); nam noi (Loei); phak cham, ma cham (Northern); mong cham (Ang Thong).];[ASSAMESE: Habida-Cha, Debadaru.];[BANGLADESH: Jam debharu, Ham jam.]; [CHINESE: Mei wei mu, Shin guan yin, Lao ren pi, Ji zhao shu, An luo.]; [INDIA: Cham-khirni][PHILIPPINES: Duhat-matsing, Duhat-duhatan, Tagputagpuan, Lanutan, Baling-manok (Tag.)];
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้


พบใน อินเดีย จีน มาเลเซีย พม่า ศรีลังกา บังคลาเทศ ไทย เวียดนามและ ฟิลิปปินส์ในประเทศไทยพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ ภาคใต้ พบได้ค่อนข้างน้อยกว่าภาคอื่น ๆ  มักพบขึ้นตามที่โล่ง  ตามป่าเปิด ป่าเบญจพรรณ พื้นที่โล่งบริเวณชายป่า  ที่ราบลุ่มที่มีน้ำท่วมเป็นครั้งคราว หรือตามฝั่งแม่น้ำลำคลอง มีการปลูกเลี้ยงเป็นพืชสมุนไพร
ไม้ ยืนต้นขนาดเล็ก สูง 2-4 เมตร ไม่ผลัดใบ ลักษณะทรงต้นและเรือนยอดเป็นรูปรีหรือทรงกระบอก ใบรูปขอบขนานกว้าง 2-4 ซม.ยาว 5-11 ซม. โคนใบสอบเบี้ยวเล็กน้อย ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน ด้านบนสีเขียวเป็นมันท้องใบจะมีสีเขียวนวล เส้นแขนงใบมีข้างละ 7-8 เส้น ก้านใบสั้น ยาว 2-3 มม. ดอก เป็นดอกเดี่ยว ออกตามกิ่ง หรือตรงข้ามใบใกล้ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยง 3กลีบ กลีบดอกเรียง 2 ชั้นๆละ 3 กลีบ ดอกมีสีเหลืองอ่อนมีกลิ่นหอม ผลสดแบบมีเนื้อเมล็ดเดียวออกเป็นผลกลุ่มมีหลายผลอยู่บนแกนตุ้มกลม ก้านช่อผลยาว 3-5 ซม.มี 25-35 ผล แต่ละผลกลมขนาด 4- 5 มม. ผิวเรียบสีเขียวเมื่อแก่สีแดง-สีม่วงดำ มีเมล็ด1เมล็ด
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งแสงแดดน้อย น้ำปานกลางดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำได้ดี
ใช้ประโยชน์----ใช้กินได้ ยอดอ่อน ผลอ่อน ใช้กินเป็นผักสด ผลสุกมีรสหวานกินได้ เด็ก ๆ ชอบกิน
-ใช้เป็นยา เปลือกไม้ถือว่าเป็นยาแก้ไข้ ยาสมานแผล ยาแก้ปวดและยาระบาย เมล็ด ขับปัสสาวะ และยากล่อมประสาท ยาพื้นบ้าน- ยาต้มจากรากสดใช้เป็นยาทำแท้ง-ในบังคลาเทศเปลือกใช้เป็นยาแก้ปวด ยาแก้ไข้และยาระบาย - ในรัฐอานธรประเทศ ประเทศอินเดียมีการต้มเปลือกเปลือกรากบดผสมกับพริกไทยใช้รักษาอาการไข้หลังคลอด-ใบและกิ่ง มีฤทธิ์ต้านเอชไอวีและต้านเชื้อแบคทีเรียในหลอดทดลอง
-ใช้ปลูกเป็นต้นไม้ให้ร่มเงาในอาคาร บ้านพักอาศัย และปลูกเป็นไม้ประดับสวนทั่วไป
-ใช้อื่น ๆ ไม้มีความทนทานและใช้สำหรับงานช่างไม้ เสากระโดงและเรือ- เป็นพืชใช้เลี้ยงครั่ง
ระยะเวลาออกดอก --- ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด
 

หัสคุณ/Micromelum minutum

ชื่อวิทยาศาสตร์---Micromelum minutum (G.Forst.) Wight & Arn.
ชื่อพ้อง---Has 7 Synonyms
---Basionym: Limonia minuta Forst.fil.
---Bergera villosa Wall.
---Cookia punctata Hassk.
---Glycosmis subvelutina F.Müll.
---Micromelum glabrescens Villar
---Micromelum octandrum Turcz.
---Micromelum pubescens Bl.
ชื่อสามัญ---Lime Berry, Red Lime-berry, Cluster Berry, Micromelum.
ชื่ออื่น---หมุย สมุย,สมัด, สมัดน้อย, สหัสคุณ, หัสคุณไทย, หมุยขน [ THAI: mui khon (Peninsular).] ; [ASSAMESE: Gobar-Buti ,Khilaguti-goch ,Padra-Guta ,Bonduk guti goch];[INDONESIA: Pakan Kupu-Kupu.];[MALAYSIA: Cemumar, Chemama]; [SAMOA: Tulibas Tilos, Talafalu, Chememar.];[SINGHALESE: Wal-karapincha]; [TAMIL: Kakaipalai][VIETNAM: Kim xương.].
ชื่อวงศ์---RUTACEAE
ถิ่นกำเนิด----ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเชีย ออสเตรเลียและหมู่เกาะแปซิฟิก

  

ขึ้นกระจายอยู่ในศรีลังกา, นิโคบาร์และอันดามัน พม่า, ไทย, อินโดจีน, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, นิวกีนี, ออสเตรเลีย, หมู่เกาะในมหาสมุทาแปซิฟิก  พบขึ้นตามป่าดงดิบเขา ป่าทึบและป่าดิบชื้น ตามลำธาร และตามป่าโปร่งทั่วไป
ไม้ยืนต้นหรือไม้พุ่มขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ต้นสูงได้ถึง 10 เมตร ตามกิ่งอ่อนมีขนสั้นสีเทา ส่วนต้นเป็นสีเขียว เมื่อแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมเทา แตกเป็นร่องตื้นตามยาว ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับ มีใบย่อยประมาณ 7-15 ใบ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปไข่ ปลายใบแหลม ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-4 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-7 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียวอ่อน เนื้อใบบาง มีต่อมน้ำมันเล็ก ๆ จับดูแล้วจะรู้สึกเหนียว หลังใบเกือบเรียบถึงมีขนสั้น ๆ ส่วนท้องใบมีขนบาง ๆ ใบมีกลิ่นหอมเหมือนการบูร มีรสหอมร้อน ออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง มีดอกย่อยจำนวนมาก ดอกย่อยมีกลีบเลี้ยงยาว 0.1-0.2 มม.กลีบดอกยาวประมาณ 2.5-3 มม. สีเขียวอ่อนหรือสีขาวแกมเหลือง เมื่อดอกบานเต็มที่กลีบดอกจะม้วนไปด้านหลังเล็กน้อย ผลรูปกลมรีขนาด 9 x 7 มม. ออกเป็นพวงโต ผิวผลเรียบใส ฉ่ำน้ำ ผลเป็นสีเขียวอ่อน มีขนปกคลุม เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีส้มหรือสีแดง มี1-3เมล็ด เมล็ดมีขนาด 6-7 x 4-5 มม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งแสงแดดเต็มหรือร่มเงาบางส่วน ขึ้นได้ดีในดินทุกชนิดที่มีการระบายน้ำดี ความชื้นสม่ำเสมอ

 

ใช้ประโยชน์--- พืชมีมูลค่าส่วนใหญ่สำหรับ ใช้เป็นยา ถูกเก็บเกี่ยวโดยทั่วไปจากป่าและซื้อขายกันในท้องถิ่น พืชใช้เป็นส่วนผสมของอาหารเสริมสมุนไพรที่มีการซื้อขายในประเทศมาเลเซียและตะวันออกกลาง
- หน่ออ่อนใช้กินได้-ใช้เป็นยาใช้เป็นยาแผนโบราณในฟิจิ มาเลเซียและอินโดนีเซีย ใช้สำหรับแก้ไข้และรักษากลาก ในประเทศจีนเพื่อรักษาโรคบิดและโรคไขข้อ สารประกอบมีฤทธิ์ทางสรีรวิทยารวมถึงสารต้านการแข็งตัวของเลือด สารต่อต้านมะเร็งและสารต่อต้านแบคทีเรีย
-อื่น ๆ เนื้อไม้มีน้ำหนักเบาทนทาน ใช้สำหรับการก่อสร้างที่เบาใช้ทำเฟอร์นิเจอร์  แต่มีประโยชน์ทางเศรษฐกิจเล็กน้อย
ระยะออกดอก-ติดผล---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด หว่านสดสามารถงอกได้ใน 12 - 47 วัน


มันปู/Glochidion wallichianum


ชื่อวิทยาศาสตร์---Glochidion wallichianum Müll.Arg.
ชื่อพ้อง    ---Has 6 Synonyms
---Glochidion glomerulatum var. wallichianum
---Glochidion desmocarpum Hook.f.      
---Glochidion curtisii Hook.f.   
---Diasperus curtisii (Hook.f.) Kuntze     
---Diasperus desmocarpus (Hook.f.) Kuntze  
---Phyllanthus wallichianus (Müll.Arg.) Müll.Arg.
ชื่อสามัญ--None (Not recorded)
ชื่ออื่น--- นกนอนทะเล, มันปู, ชุมเส็ด, พุงหมู,  ยอดเทะ, สมเส็ด ; ปรืององ, มันปูใบเล็ก (ภาคใต้); มันปู(ตรัง) ; [THAI: prue-ngong, man pu bai lek (Peninsular);  man pu (Trang).];
ชื่อวงศ์---EUPHORBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย อินเดีย ศรีลังกา เวียดนาม และมาเลเซีย


พบได้ในป่าดิบ ที่ราบเชิงเขา ที่ราบลุ่ม ชาวบ้านนำมาปลูก บริเวณบ้าน หรือบริเวณสวนใกล้บ้าน
เป็นไม้ต้น สูงประมาณ 15 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยว ขนาดความกว้างของใบมีประมาณ 3.5-5.5 ซม. ยาวประมาณ 5-14 ซม. .ออกแบบเรียงสลับ รูปไข่ขอบใบเรียบ ก้านใบมีความยาวประมาณ 3-5 มม มีเส้นแขนงใบประมาณ 5-7 คู่ ปลายใบแหลม โคนใบมัน หน้าใบสีเขียว ออกมันเล็กน้อย หลังใบเขียวอ่อนกว่า ใบอ่อนและก้านอ่อนมีสีเขียว หรือสีเขียวอมแดง ดอกออกเป็นช่อ ดอกช่อขนาดเล็ก  ผลเป็นรูปทรงกลมแป้น มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.5-2 ซม. และสูงประมาณ 1.2-1.5 ซม. ผลแก่มีสีชมพูไปจนถึงสีแดง ภายในผลจะแบ่งออกเป็น 10-12 พู เมื่อแห้งจะแตกออก และมีเมล็ดรูปร่างค่อนข้างกลมขนาดเล็กอยู่ภายในประมาณ 10-12 เมล็ด โดยมีเยื่อหุ้มสีแดงติดอยู่ที่ปลายของแกนผล
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ยอดอ่อนใช้เป็นผักรับประทาน เป็นผักสดแกล้มกับน้ำพริก หรือรับประทานกับขนมจีน มันปูยอดสีขาว รสมัน อร่อย ถ้ามันปูที่ยอดสีแดง จะมี รสฝาด
-ใช้เป็นยา สรรพคุณทางยา ราก ลำต้น แก้ร้อนใน เป็นยาบำรุง
ระยะเวลาออกดอก ---มีนาคม-ตุลาคม
ขยายพันธุ์---ตอนกิ่ง --เมล็ด แยกต้นเล็กไปปลูก


ทองแมว/Gmelina elliptica

ชื่อวิทยาศาสตร์---Gmelina elliptica Sm.
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms    
---Gmelina asiatica f. inermis Moldenke
---Gmelina integrifolia W.Hunter
---Gmelina tomentosa H.R.Fletcher
---Gmelina tonkinensis Moldenke
---Gmelina villosa Roxb.
ชื่อสามัญ---Badhara bush, Asiatic beechberry, Oval-leafed gmelina.
ชื่ออื่น---กระเบี้ยเหลือง (ศรีสะเกษ); คางแมว (ภาคกลาง, ภาคใต้); จิงจาย (นราธิวาส); ทองแมว (กาญจนบุรี); นมแมว (ราชบุรี, ภาคใต้); [THAI: krabia lueang (Si Sa Ket); khang maeo (Central, Peninsular); ching chai (Narathiwat); thong maeo (Kanchanaburi); nom maeo (Ratchaburi, Peninsular).];[INDONESIA: Wareng, Bulangan, Pongranga.];[MALAYSIA: Bulangan; Belongeh; Pukang matahari (Peninsular); Bulang, Pekan mata hari , Bulang hutan, Bulang gajah, Bulang kecil.];[PALAU: A kulb ne par reth, Kaingebard ra belau.];[PHILIPPINES: Mulawin-aso (Tagalog.); Taluñgud, (Sulu.); Bulbuol, Taluñgun, Kaluñgun,Tantuñgun (Panay Bisaya).];[SPANISH: Rais madre de Dios.];[VIETNAM: Tu hú lá bầu dục].
ชื่อวงศ์---LAMIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---หมู่เกาะอันดามัน ภูมิภาคอินโดจีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์
นิรุกติศาสตร์--- ชื่อสกุลมาจากภาษาละติน Gmelina เพื่อเป็นเกียรติแก่Johann Gottlieb Gmelin (1709-1755) นักธรรมชาติวิทยาชาวเยอรมัน ; ชื่อสายพันธุ์ ellipticaจากภาษาละติน  หมายถึงรูปร่างของใบมีด


มีถิ่นกำเนิดในหมู่เกาะอันดามัน, บอร์เนียว, กัมพูชา, จีน (ยูนนาน), ชวา, เกาะซุนดาน้อย, มาเลเซีย, หมู่เกาะมาลูกุ, พม่า, หมู่เกาะนิโคบาร์, ฟิลิปปินส์, สุลาเวสี, สุมาตรา, ประเทศไทยและเวียดนาม เติบโตตามแนวชายฝั่ง ระยะขอบของป่าตามริมฝั่งแม่น้ำและตามริมถนน และในพื้นที่เปิดโล่งอื่น ๆที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 500 เมตร ในประเทศไทยส่วนมากพบทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ และภาคใต้ ขึ้นตามชายป่าดิบชื้น และป่าชายหาด ความสูงระดับต่ำ ๆ
ทองแมวเป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ลำต้นตั้งตรง สูงประมาณ 2-4 เมตร บางครั้งอาจสูงถึง 12 เมตรและเส้นผ่านศูนย์กลางของลำต้นถึง 25 ซม.ปลายกิ่งมักห้อยลง ตามกิ่งอ่อนมีขนอุย ลำต้นอ่อนเปลือกต้นจะเป็นสีเขียว เมื่อแก่แล้วเปลือกต้นด้านนอกจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน มีหนามแข็งยาว 0,5-2 ซม. ใบเป็นใบเดี่ยวรูปไข่หรือรูปรี ยาว 3-8 ซม. และกว้าง 2-5 ซม. ออกเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉากปลายใบแหลม โคนใบมนหรือเกือบกลม แผ่นใบบาง หลังใบด้านบนมีขนขึ้นสั้นนุ่ม  ส่วนท้องใบด้านล่างมีขนอุยแกมขนสั้นขึ้นหนานุ่ม สีเขียวเข้มด้านบนใบ สีเขียวเทาด้านล่าง ออกดอกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงขนาดเล็กสีเหลืองก้านช่อดอกยาว 10ซม.  ผลเป็นผลสดแบบมีเนื้อ ฉ่ำน้ำ รูปกระสวยยาวประมาณ 2 ซม. และเส้นผ่านศูนย์กลาง 1,5 ซม.   ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองมีเมล็ด 2 เมล็ด ส่วนมากมีเมล็ดเดียวที่เจริญ
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดเต็มหรือร่มเงาบางส่วน ขึ้นได้ในดินทุกชนิด ที่มีการระบายน้ำดี ความชื้นสม่ำเสมอ
ใช้ประโยชน์--- พืชนี้เก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้เป็นยาในท้องถิ่น และปลูกในเขตร้อนเป็นไม้ประดับ ใบและผลไม้ถูกนำมาใช้ในการแพทย์แผนโบราณสำหรับโรคที่หลากหลาย
-ใช้เป็นยา ส่วนที่ใช้ ผลและใบ ในคาบสมุทรมาเลเซียพืชใช้พอกสำหรับปวดหัวและผสมกับมะนาวใช้เป็นยาพอกสำหรับอาการบวม -รากจะถูกขูดและหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ผสมกับปัสสาวะของเด็กเล็กใช้ในการรักษาอาการปวดหัวโรคที่เกี่ยวกับผิวหนังและโรคไขข้อ รากผสมกับมะนาวเพื่อรักษาอาการบวมและโรคโลหิตจาง ; นำไปใช้กับหนังศีรษะเพื่อป้องกันผมร่วง -ผลไม้ผสมกับมะนาวและกระเทียมที่ใช้ในร่างกายเพื่อรักษาท้องมาน-ใบต้มใช้สำหรับเหงือกอักเสบ-ผลไม้ที่บดเล็กน้อยจะใช้เป็นครีมบำรุงรอบดวงตา-ยางจากใบหรือผลไม้ใช้เป็นยาหยอดหูแก้ปวดหู ในประเทศไทยเปลือกของ Uvaria spp. และ Gmelina elliptica ใช้รักษาอาการคลื่นไส้และอาเจียนในระหว่างตั้งครรภ์  
ระยะออกดอก ติดผล ---เมษายน-สิงหาคม
ขยายพันธุ์--- เมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ


รง/Garcinia lateriflora


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Garcinia hanburyi Hook.f.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Garcinia morella pedicellata Hanbury
ชื่อสามัญ ---Gum Cambodge tree, Gamboge, Hanbury's garcinia, Siam gamboge
ชื่ออื่น ---รง,รงทอง (จันทบุรี,ตราด); [THAI: Rong, Rong thong (Chanthaburi, Trat).]; [AYURVEDA: Kankushtha; Kaalakushtha, Tamaala.]; [GERMAN: Gummi-gutti]; [SWEDISH: Gummiguttaträd]; [UNANI: Usaar-e-revand.]; [VIETNAM: Đằng hoàng].
ชื่อวงศ์ --- CLUSIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-ไทย ลาว กัมพูชา เวียตนาม
พืชในเขตร้อนชื้น เติบโตในป่าฝนที่ระดับความสูงไม่เกิน 800 เมตร ในประเทศไทยพบเป็นไม้สวนทางภาคตะวันออก-จันทบุรีและภาคใต้
ไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบขนาดเล็กสูง 12-15 เมตร เปลือกสีเทาเรียบทุกส่วนมียางเหนียวสีเหลือง ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่ กว้าง4-6ซม. ยาว 8-14 ซม. สีเขียวเข้มมันลื่นโคนใบสอบปลายใบแหลม ใบหนาดอกช่อออกเป็นกระจุกเล็กๆที่ซอกใบ กลีบดอกสีเหลือง ผลเป็นผลสด ค่อนข้างกลม เข็ง มีกลีบเลี้ยง 4 กลีบ
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดเต็มหรือร่มเงาบางส่วน ขึ้นได้ในดินทุกชนิด ชอบดินที่ชื้นมีการระบายน้ำดี ค่าความเป็นกรด - ด่างที่เหมาะสม และสามารถเจริญเติบโตได้ในดินที่เป็นกรดมาก
ใช้ประโยชน์-ใช้เป็นยา ยางที่ได้จากลำต้นเป็นยาถ่ายที่รุนแรงใช้สำหรับการรักษาพยาธิตัวตืดใช้สำหรับแผลติดเชื้อ ปวดบวม
-ใช้อื่น ๆ ไม้ มีสีซีดหรือสีน้ำตาลอมเหลืองมีลักษณะเป็นเม็ดเล็ก ๆ มีเนื้อละเอียดและหนักพอสมควร ใช้งานได้ง่ายต้องใช้การขัดอย่างดี ใช้สำหรับงานตกแต่งภายใน -ต้นไม้มีค่าเพราะยางที่เรียกว่า gamboge ได้จากพืชชนิดนี้ในน้ำยางสีเหลืองประกอบด้วยเรซิน 70 – 80% ยางเหนียว 15 – 25% กรดที่มีมากคือกรดgambogic มักจะถูกเรียกว่า Siam gamboge (เพื่อแยกความแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ที่คล้ายกันจากเปลือกของ G. Morella ซึ่งเรียกว่า Indian gamboge) เป็นสารสีเหลืองทองที่หลั่งออกมาจากแผลในเปลือกใช้สำหรับเคลือบเงา, สีและหมึก มันถูกใช้เป็นเม็ดสีในสีน้ำ
รู้จักอันตราย-ยางที่ได้จากต้นได้ถูกนำมาใช้เป็นยาในอดีต อย่างไรก็ตามปริมาณที่มากอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้มนุษย์ใช้อีกต่อไป
ระยะ ออกดอก---พฤศจิกายน - ธันวาคม---ผลแก่---กุมภาพันธ์ - เมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

คำไทย/Bixa orellana


ชื่อวิทยาศาสตร์---Bixa orellana L.
ชื่อพ้อง ---Has 13 Synonyms

-Bixa acuminata Bojer -Bixa tinctaria Salisb.
-Bixa americana Poir. -Bixa upatensis Ram.Goyena
-Bixa katangensis Delpierre -Orellana americana (Poir.) Kuntze
-Bixa orellana f. leiocarpa (Kuntze) J.F.Macbr. -Orellana americana var. leiocarpa Kuntze
-Bixa orellana var. leiocarpa (Kuntze) Standl. & L.O.Williams -Orellana americana var. normalis Kuntze
-Bixa orleana Noronha -Orellana orellana (L.) Kuntze
-Bixa purpurea Sweet

ชื่อสามัญ ---Achiote, Anatto tree, Lipstick plant, Lipstick tree
ชื่ออื่น---คำเงาะ, คำแงะ, คำไทย, คำแฝด (กรุงเทพฯ); คำยง (เขมร); คำแสด (กรุงเทพฯ); จำปู้, ชาด (ภาคใต้); ชาตี (เขมร); ซิติหมัก (เลย); มะกายหยุม (ภาคเหนือ); ส้มปู้ (เขมร-สุรินทร์); แสด (ภาคเหนือ); หมากมอง (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน) ; [THAI: kham ngo, kham ngae, kham thai, kham faet, kham saet (Bangkok); kham yong, cha-ti (Khmer); cham-pu, chat (Peninsular); si ti mak (Loei); ma kai yum (Northern); som-pu (Khmer-Surin); saet (Northern); mak-mong (Shan-Mae Hong Son).]; [ASSAMESE: Latkon-jorat,Jolandhar,Hat-ronga]; [BENGALI: Latkan]; [BOLIVIA: urucú; urucú del monte; urucú silvestre.]; [BRAZIL: açafroa; açafroeira-da-terra.]; [CHINESE: hong mu]; [HINDI: Sinduri,Latkan]; [FIJI: nggesa; nggisa; qesa.]; [FRENCH: annato; orelana; rocou; rocouyer; roucou.]; [GERMAN: Achote; Annottastrauch, Orlean.]; [INDONESIA: galinggem; galuga (Java); paparada; rapoparada; simba; tuwa (Sulawesi); batang; delinggem; gelinggem; kassumbo; kesumba (Sumatra).]; [JAPANESE: hiryu-sida; okenoki]; [KANNADA: Rangamali.]; [MADAGASCAR: vahinamalona.]; [MALAYALAM: Kurannumannal.]; [MARATHI: Sendri.]; [MYANMAR: thinbaw-tidin]; [NETHERLANDS: analto; orleaanboom.]; [PERU: atolé.]; [PHILIPPINES: achuete; echuete; sotis.]; [PORTUGUESE: Anato, urucuzeiro, urucu, açafrão do Brasil.]; [SPANISH: achiolte (Spain); bija.];[SWAHILI: Mzingifuri.]; [SURINAME: kowssewee; roucou.]; [TAMIL: Sappiravirai.]; [TONGA: loa.]; [USA/HAWAII: ‘alaea; ‘alaea la‘au; kūmauna.]; [VENEZUELA: onotillo; onoto.].
ชื่อวงศ์---BIXACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกาใต้---อาร์เจนตินา, ปารากวัย, บราซิล, โบลิเวีย, เปรู, เอกวาดอร์, โคลัมเบีย, เวเนซุเอลา, กียานัส;---อเมริกากลาง- ปานามาไปยังเม็กซิโก
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลมาจากภาษาบราซิลเลี่ยน “biche” ที่เรียกต้นไม้ชนิดนี้ ส่วนคำระบุชนิดตั้งตามนักสำรวจลุ่มน้ำอเมซอนชาวเสปน ในช่วงศตวรรษที่ 16 Francisco de Orellana


Bixa orellana มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาเขตร้อนซึ่งตั้งแต่สมัยโบราณสีย้อมสีแดงที่สกัดจากเมล็ดของมันได้รับการเสริมด้วยพลังสัญลักษณ์ (แสดงถึงชีวิตนิรันดร์, ดวงอาทิตย์, ไฟและเลือด, ความยิ่งใหญ่และอำนาจ) Bixa orellanaกลายเป็นที่นิยมทั่วโลกและในปัจจุบันมีการแพร่กระจายโดยการเพาะปลูกในเขตร้อนของอเมริกาตอนกลาง ทางเหนือและใต้ เช่น เม็กซิโก บราซิล กัวเตมาลาและประเทศที่มีอากาศร้อนทั่วโลก ในแอฟริกามีการเพาะปลูกในเชิงพาณิชย์ในเกือบทุกประเทศ มันได้กลายเป็นสัญชาติในประเทศเคนยาและแทนซาเนีย ในธรรมชาติพบได้ตามป่าเบญจพรรณชื้น ป่าดิบแล้ง แนวชายฝั่งทะเล จากระดับน้ำทะเลใกล้ถึงระดับความสูงประมาณ 2,200เมตร
คำไทยหรือคำเงาะเป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็กทรงต้นเป็นพุ่มกลมแตกกิ่งก้านมากเปลือกลำต้นเรียบสีน้ำตาลปนเทา ใบเดี่ยวขนาด 7-16 x 4-10 ซม ออกเรียงเวียนรอบต้น รูปไข่หรือรูปหัวใจ โคนใบมน ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ใบบางเกลี้ยง นุ่ม ก้านใบยาว 4-7 ซม.ดอก ออกเป็นช่อตั้งเป็นช่อเชิงหลั่น หรือช่อแยกแขนงบริเวณปลายกิ่ง ยาวประมาณ 3-5 ซม ช่อหนึ่งมี  5-10 ดอก กลีบดอกรูปไข่ยาว สีขาวแกมชมพูหรือสีชมพูอ่อน ผลแห้งแตกยาว 1.3-4.5 ซม. และ 1 กว้างประมาณ 3-4 ซม.รูปสามเหลี่ยม ปลายแหลม มีขนสีแดงเข้มทึบยาวปกคลุม คล้ายผลเงาะ แตกออก เป็น2 ซีกเมื่อแก่จัด ภายในมีเมล็ดกลมเล็กยาวประมาณ 5 มม. สีน้ำตาลแดง จำนวนมาก เนื้อหุ้มเมล็ดมีสีแดงหรือสีแสด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดจัด ขึ้นได้ในดินทุกชนิด ชอบดินที่เป็นกลางถึงเป็นด่างเล็กน้อย ต้องการ pH ในช่วง 5.5 - 7.5 ซึ่งทนได้ 4.5 - 8.5 มันจะเติบโตเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่เมื่อปลูกในดินที่ลึกและอุดมสมบูรณ์ไปด้วยวัตถุอินทรีย์ ต้นไม้สามารถเริ่มมีผลเมื่ออายุเพียง 2 ปี

ใช้ประโยชน์--- เป็นพืชที่มีความสำคัญต่อชีวิตของคนในท้องถิ่นโดยให้ความสำคัญกับอาหารและวัสดุที่หลากหลาย
-ใช้กินได้ เมล็ดมีรสจืดใช้เป็นเครื่องปรุงในจานต่าง ๆ  เมล็ดทั้งหมดนำไปบดกับเครื่องปรุงรสอื่น ๆ ซึ่งให้รสชาติที่เด่นชัดกว่า เมล็ดมีคุณค่าทางโภชนาการสูงประกอบด้วยน้ำมันไขมันจำนวนเล็กน้อย (5%) และโปรตีนประมาณ 13% ผลิตภัณฑ์หลักที่ได้รับจากBixa orellanaเป็นสีย้อมอินทรีย์ที่มีอยู่ในเปลือกหุ้มเมล็ดซึ่งเรียกว่า 'annatto' ในภาษาอังกฤษ 'rocou' ในภาษาฝรั่งเศส 'achiote' ในภาษาสเปนและ 'orlean' ในภาษาเยอรมัน เนื่องจากความสามารถในการละลายของไขมันจึงถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมอาหารเพื่อให้สีแดง - ส้ม - เหลืองแก่ชีส, เนย, น้ำมัน, มาการีน, ไอศกรีม, ขนม, ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่และข้าว
-ใช้เป็นยา แม้จะมีวัฒนธรรมและประเพณีที่แตกต่างกันในบรรดาประเทศต่างๆในอเมริกาใต้และตอนกลาง แต่การใช้เพื่อเป็นยาหลายอย่างก็ยังคงเหมือนเดิมเช่นใช้เป็นยาลดไข้  ยาโป๊ว, แก้เบาหวานและขับไล่แมลง พืชถูกใช้ในอเมริกาใต้เพื่อรักษาโรคมาลาเรีย น้ำมันส่งเสริมการรักษาบาดแผลที่ผิวหนัง-ยาต้มจากเปลือกใช้สำหรับรักษา โรคหลอดเลือดหัวใจตีบและโรคหอบหืด ใช้ยาต้มใบเป็นยารักษาโรคบิดและเพื่อลดการอาเจียนในระหว่างตั้งครรภ์ ยอดสดจะแช่ในน้ำซึ่งจะใช้เป็นยาล้างตาสำหรับตาอักเสบ ใบสามารถเลือกได้ตามต้องการและใช้สดหรือแห้ง น้ำนมจากก้านใบจะถูกแช่ในน้ำร้อนกับเหล้ารัมแล้วใช้ในการกำจัดสารคัดหลั่งออกจากเปลือกตาที่หุ้มห่อเพื่อรักษาเกล็ดกระดี่ รากย่อยอาหารและขับปัสสาวะ ยาต้มนำมารับประทานเพื่อควบคุมโรคหอบหืด -การแช่รากในน้ำและเหล้ารัมใช้ในการรักษาโรคกามโรค เนื้อผลไม้ถูกนำมาใช้ถูบนผิวหนังเพื่อป้องกันผิวถูกแดดเผา
-ใช้ปลูกประดับ มักจะปลูกเป็นไม้ประดับสวนในบ้าน,สวนสาธารณะ สำหรับทรงพุ่มที่สวยงาม ดอกสีขาว-ชมพูกับผลสีแดงสด
-ใช้อื่น ๆ กระพี้มีสีขาวและแก่นไม้สีน้ำตาลอ่อนหรือสีเหลือง ไม้เนื้ออ่อนน้ำหนักเบา (ความถ่วงจำเพาะ 0.4) มีรูพรุนอ่อนแอและไม่คงทน ลำต้นและกิ่งก้านใช้เป็นเชื้อเพลิง -ว่ากันว่าไฟสามารถเกิดขึ้นได้จากการเสียดสีของไม้เนื้ออ่อน 2 ชิ้น-ที่มาของสีย้อมธรรมชาติสีแดงที่รู้จักกันในชื่อ Annatto ถูกใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางในการผลิตสีเคลือบเล็บน้ำมันใส่ผม, ลิปสติก, สบู่และผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนเช่นขี้ผึ้ง,ยาขัดเฟอร์นิเจอร์, ยาขัดรองเท้า -ชนพื้นเมืองในแถบอเมริกาเขตร้อนใช้สีย้อมจากพืชเพื่อระบายสีใบหน้าและร่างกายเพื่อการตกแต่งและเพื่อปกป้องจากแมลงและดวงอาทิตย์ Annatto paste กรองรังสีอัลตราไวโอเลตจากแสงแดดซึ่งช่วยปกป้องผิวจากการถูกแดดเผามากเกินไป -Bixin สกัดจากเปลือกหุ้มเมล็ดใช้ในอินเดียเป็นยาขับไล่แมลง -สีย้อมสีแดงที่ได้จากเมล็ดถูกนำไปใช้กับผิวหนังเพื่อขับไล่ยุงและแมลงกัดอื่น ๆ-เมล็ดมีน้ำมันหอมระเหยที่มีกลิ่นหอม
ระยะเวลาออกดอก --- กันยายน-ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ


ต่อไส้/Allophylus cobbe


ชื่อวิทยาศาสตร์---Allophylus cobbe L. Raeusch
ชื่อพ้อง    ---Has 15 Synonyms

-Allophylus serrulatus Radlk. -Euphoria pometia (J.R.Forst.) Poir.
-Allophylus zimmermannianus Gilg ex Engl. -Irina tomentosa Blume.
-Aphania neoebudica Guillaumin -Picrodendron arboreum (Mill.) Planch.
-Aporetica gemella DC. -Pometia pinnata J.R.Forst. & G.Forst.
-Aporetica pinnata (J.R.Forst. & G.Forst.) DC. -Pometia pinnata f. tomentosa (Blume) Jacobs
-Cnesmocarpus excelsus Zipp. ex Blume -Pometia tomentosa (Blume) Teijsm. & Binn.
-Diplocardia excelsa Zipp. ex Blume -ฺBasionym: Rhus cobbe L.
-Dubanus pinnatus (J.R.Forst. & G.Forst.) Kuntze

ชื่อสามัญ---Tit-berry, Indian Allophylus, Diverse Trifoliate Sumach, Rhus cobbe.
ชื่ออื่น---กวง, กุม (ภาคใต้); ไก่เถื่อน (ภาคกลาง); ข้าวตาก (ภาคตะวันออก); คางลาง (ภาคกลาง); ง้วนพู (ภาคตะวันออก); จ๊าตอง (ลำพูน); ต่อไส้ (ทั่วไป); ต่อไส้ขาว (ภาคใต้); ตานขโมย (กาญจนบุรี); ตาลอีลิ้น (สระบุรี); เพี้ยฟาน (ภาคเหนือ); แมงเม่า (ภาคตะวันออกเฉียงใต้); โลด, โลดน้ำ, สิบไส้ (ภาคใต้) ; [THAI:  kuang, kum (Peninsular); kai thuean (Central); khao tak (Eastern); khang lang (Central); nguan phu (Eastern); cha tong (Lamphun); to sai (General); to sai khao (Peninsular); tan khamoi (Kanchanaburi); tan i lin (Saraburi);  phia fan (Northern); maeng mao (Southeastern); lot,  lot nam, sip sai (Peninsular).]; [ASSAMESE: Chi-chehirum.]; [BENGALI: Rakhalphul.]; [BORNEO: pamaman.]; [BRUNEI: Tukil-tukil.]; [CHINESE: Dian nan yi mu huan.]; [INDONESIA: Cukilan (Javanese); si jangi, sicancang (Minangkabau, Sumatra).]; [MALAYALAM: Mukkannanpezhu.]; [MALAYSIA: Chinchang, chunkil (Peninsular); kelampu (Iban, Sarawak); Buah Penancang, Tumbit Kayu, Matoa, Kasai (Malay); Embuakat, Gamperut (Dusun); Bonbongan, Kerimbau (Murut); Mambahino (Bajau).]; [MARATHI: Theepani, thivana.]; [MYANMAR: Zaung-gale.]; [PHILIPPINES: Barotangol (General); bating-tangkaian, bignai-gubat (Filipino).]; [SANSKRIT: Triputa.]; [TAMIL: Amalai.]; [TELUGU: Guvva Gutti, Erra Avalu, Salli Kunkudu.]; [VIETNAM: Chạc ba, Ngoại mộc.].
ชื่อวงศ์---SAPINDACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย , ศรีลังกา , แอฟริกาใต้ , อเมริกาใต้ , เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และปาปัวนิวกินี
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลมาจากภาษากรีก “allos” แตกต่าง และ “phyton” เผ่าพันธุ์ ตามลักษณะที่ผันแปรของรูปร่าง ขนาดของใบ และช่อดอก


มีการกระจายในวงกว้าง พบได้ทั่วไปในเขตร้อนในอเมริกาแอฟริกาและผ่านเอเชียไปยังออสเตรเลียและแปซิฟิก พรรณไม้ชนิดนี้มีความผันแปรสูงมาก พบบ้างที่เป็นไม้พุ่มรอเลื้อยขึ้นอยู่ตามชายหาดและหลังแนวป่าชายเลนที่เป็นเลนแข็ง มีความทนทานทางนิเวศทำให้มีขอบเขตการกระจายหลายสภาพป่า พบที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,500 (-2,000) เมตร
ไม้พุ่มขนาดใหญ่หรือไม้ต้นขนาดเล็ก ลักษณะต้นสูงถึง 3-5 เมตรลำต้นมีเปลือกเรียบสีน้ำตาลอมเทา ก้านใบยาว 11 ซม.ใบประกอบแบบนิ้วมือมี3ใบย่อยขนาด 8-12 x 5-7 ซม เรียงเวียนสลับ แผ่นใบรูปไข่หรือรูปไข่กว้าง รูปรีถึงรูปใบหอก โคนใบแหลมเยื้อง หยักมนถึงจักฟันเลื่อย ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ออกแบบช่อเชิงลด ออกตามง่ามใบ ดอกยาว 6-20 ซ.ม. แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก ดอกย่อยขนาด 0.2 x 0.3 ซ.ม.สีขาวหรือเหลืองอ่อน ผลรูปทรงกลมหรือไข่กลับ ขนาด  5-6 x 4-5 มม. ซม.ออกเป็นพวงตั้งขึ้น ผลสุกสีส้มถึงแดงสด มันวาว มีเมล็ดกลม1-(2) เมล็ด ขนาดประมาณ 4-5 มม.
การใช้ประโยชน์--- พืชที่เก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารยาและแหล่งที่มาของไม้
-ใช้กินได้ผลดิบรสเปรี้ยวนิดๆ ผลสุกรสหวานมาก
-ใช้เป็นยา สรรพคุณทางยา ใบอ่อน ตำผสมดินสอพองสุมกระหม่อมเด็ก แก้หวัด ใบใช้เป็นน้ำยาบ้วนปาก รักษากระดูกหัก บรรเทาผื่น รากขับปัสสาวะ รักษาอาการท้องเสีย รักษาเส้นเอ็นที่ชำรุด
-อื่น ๆ ไม้มีความแข็ง แต่ไม่คงทนมาก ส่วนใหญ่จะใช้เป็นไม้สำหรับโครงสร้างชั่วคราวและใช้เป็นเชื้อเพลิง ในBismarck Archipelago มีการใช้เสาและกิ่งไม้สำหรับทำเรือแคนูและทำเครื่องหมายตำแหน่งของกับดักปลา
รู้จักอันตราย---ผลไม้เป็นพิษกับปลา
ระยะออกดอกและผล---กรกฎาคม - พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ระย่อมตีนเป็ด/Rauvolfia sumatrana

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Rauvolfia sumatrana Jack.
ชื่อพ้อง---Has 10 Synonyms

-Cyrtosiphonia madurensis Teijsm. & Binn. -Rauvolfia madurensis (Teijsm. & Binn.) Burck ex Koord.-Schum.
-Cyrtosiphonia reflexa (Teijsm. & Binn.) Miq. -Rauvolfia palawanensis Elmer
-Cyrtosiphonia spectabilis Miq. -Rauvolfia reflexa Teijsm. & Binn.
-Cyrtosiphonia sumatrana (Jack) Miq. -Rauvolfia samarensis Merr.
-Rauvolfia blumeana Valeton ex Koord.-Schum. -Rauvolfia spectabilis (Miq.) Boerl.

ชื่อสามัญ---Sumatra devil pepper
ชื่ออื่น---ตีนเป็ดเล็ก (สุราษฎร์ธานี); ระย่อมตีนเป็ด (กรุงเทพฯ) ; [THAI: tin pet lek (Surat Thani); rayom tin pet (Bangkok).]; [CHINESE: Su men da la luo fu mu.]; [MALAYSIA: Pulai pipit.]; [VIETNAM: Ba gạc đại mộc.].
ชื่อวงศ์---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-พม่า ไทย คาบสมุทรมลายู บอร์เนียว สุมาตรา ชวา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์


มีถิ่นกำเนิดในประเทศพม่า ,ไทย ,มาเลเซีย ,อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ พบขึ้นตามริมลำธารในป่าดิบชื้น ป่าเต็งรังที่ลุ่มและป่าไม้สัก บางครั้งก็อยู่ในขอบของป่าไม้ตามชายฝั่ง ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลถึงประมาณ1400 เมตร ในประเทศไทยพบทางภาคใต้ ขึ้นริมลำธารในป่าดิบชื้น ความสูงถึงประมาณ 400 เมตร
ไม้ต้นขนาดเล็กสูงได้ถึง 10-27 เมตร ลำต้นขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางสูงสุด 43 ซม. ลักษณะของระย่อมตีนเป็ดหรือตีนเป็ดเล็กนั้นตามกิ่งจะมีช่องอากาศหนาแน่น ใบรูปขอบขนานหรือรูปใบหอก ยาวประมาณ 4.5-20 ซม. แผ่นใบหนา เส้นแขนงใบข้างละ 24-30 เส้น เรียงจรดกันเป็นเส้นขอบใน ช่อดอกหลายช่อเรียงเวียนรอบข้อตามปลายกิ่ง ยาว 8-20 ซม. กลีบเลี้ยงรูปไข่ ดอกสีขาว หลอดกลีบดอก มีขนสั้นนุ่มรอบปากหลอด ผลออกเดี่ยว ๆ ภายในแยกเป็น 2 ช่อง เส้นผ่านศูนย์กลาง 1-2.5 ซม. สุกสีดำ
ใช้ประโยชน์--- พืชที่เก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นยาและแหล่งที่มาของไม้ บางครั้งมีการปลูกเพื่อใช้เป็นยา
-ใช้เป็นยา เปลือกใช้รักษาโรคบิด ในประเทศฟิลิปปินส์เปลือกแห้งใช้รักษาไข้มาลาเรีย เปลือกไม้ใช้เป็นยาระบาย ในเวียตนาม ใช้รากลดความดันโลหิต
-อื่น ๆ ไม้เนื้ออ่อนใช้สำหรับเป็นไม้กระดานและวัตถุขนาดเล็กเช่นมีดจับ ใช้ทำฝักดาบ
ขยายพันธุ์---เมล็ด


คำขาว/Rhododendron moulmeinense

ชื่อวิทยาศาสตร์---Rhododendron moulmeinense Hook.f.
ชื่อพ้อง--- Has 7 Synonyms
---Rhododendron klossii Ridley.
---Rhododendron leucobotrys Ridley.
---Rhododendron nematocalyx I. B. Balfour & W. W. Smith.
---Rhododendron oxyphyllum Franchet.
---Rhododendron pectinatum Hutchinson.
---Rhododendron siamense Diels.
---Rhododendron stenaulum I. B. Balfour & W. W. Smith.   
ชื่อสามัญ---Westland's Rhododendron.    
ชื่ออื่น---กุหลาบพันปีป่า, กุหลาบเขาหลวง กุหลาบป่า (ทั่วไป); คำขาว (เชียงใหม่);; [THAI: ku lap pa(general); kham khao (Chiang Mai).]; [CHINESE: Máo mián dùjuān huā, Mao mian du juan]; [VIETNAM: Đỗ quyên lá nhọn]
ชื่อวงศ์---ERICACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย จีนตอนใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
พืชพื้นเมืองทางตอนใต้ของประเทศจีน (ฝูเจี้ยน ,กวางตุ้ง ,กวางสี ,กุ้ยโจว ,ฮ่องกง ,หูหนาน ,ยูนนาน ), พม่า ,มาเลเซีย ,ไทยและเวียดนาม ในประเทศไทยพบทางภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ตามป่าดิบเขา ที่ค่อนข้างโปร่ง สูงจากระดับน้ำทะเล 950-2,200 เมตร เช่น เขาหลวงและ เขานัน จังหวัดนครศรีธรรมราช
ไม้ พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูง 3-15 เมตร  เปลือกสีเทาน้ำตาลไม่ลอก ก้านใบยาว 10-15 มม.ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับ เป็นกลุ่มห่าง ๆกลุ่มละ 3-6 ใบ รูปรีแกมรูปหอกยาว 7-14 ซม.กว้าง 3-6 ซม. ปลายใบแหลม ดอก สีขาวออกเป็นช่อตามปลายกิ่งและซอกใบช่อละ 3-5 ดอก ดอกกว้างถึง 6 ซม.กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปกรวย ปลายแยกแผ่เป็น 5 กลีบบริเวณโคนกลีบมีประสีเหลืองแต้มเป็นทาง ผลแคปซูลทรงกระบอกมี 5 พู ขนาด 3-4 ซม.ผลแก่แตกเป็น 5 เสี่ยง เมล็ดแบนขนาดเล็กมีปีกบางใสล้อมรอบ จำนวนมาก
คำขาวเจริญเติบโตได้ดีบนภูเขาสูงอากาศหนาวเย็น สภาพป่าสมบูรณ์ ร่มครึ้ม ความชื้นสูง
ระยะออกดอก/ติดผล---มีนาคม-เมษายน/กรกฎาคม-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ


กุหลาบแดง/Rhododendron simsii

ชื่อวิทยาศาสตร์---Rhododendron simsii Planch.
ชื่อพ้อง---Has 13 Synonyms

-Azalea simsii (Planch.) H.F.Copel. -Rhododendron petilum P.C.Tam
-Azalea vittata-punctata (Van Houtte) Lem. -Rhododendron simsii var. albiflorum R.L.Liu
-Rhododendron annamense Rehder -Rhododendron simsii var. strigosistylum G.Z.Li
-Rhododendron bellum W.P.Fang & G.Z.Li -Rhododendron tamurae (Makino) Masam.
-Rhododendron breynii Planch. -Rhododendron viburnifolium W.P.Fang
-Rhododendron calleryi Planch. -Rhododendron vittatum (Fortune) Planch.
-Rhododendron hannoense Nakai

ชื่อสามัญ---Formosa Azalea, Sim's Azalea
ชื่ออื่น---กุหลาบดอย, กุหลาบแดง(เลย); [THAI; kulap daeng (Loei),] ; [CHINESE: du juan, Jiāngnán dùjuān.]; [GERMAN:Zimmer-Azalee.];[SWEDISH:Fönsterazalea.];[TAIWAN:Táng dùjuān.] [VIETNAM: Đỗ quyên hoa đỏ.].
ชื่อวงศ์---ERICACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ตั้งแต่จีนตอนใต้ ภูมิภาคอินโดจีน ตอนเหนือของลาว เวียตนาม ไปจนถึงญี่ปุ่น
กุหลาบ แดงไม้ดอกสีสวยแห่งภูสูงภาคอีสาน เป็นไม้ดอกประเภทกุหลาบพันปีชนิดหนึ่ง ในวงศ์กุหลาบป่า (Ericaceae)ชอบขึ้นเป็นกลุ่มๆใกล้ลำธาร ป่าบนภูเขาหินทราย,ป่าดิบเขา ที่ความสูง1,000-1,600เมตร ประเทศไทยพบทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลักษณะเป็นไม้พุ่มสูง 1-3 เมตร ใบเดี่ยวออกเรียงสลับแผ่นใบรูปรีแกมรูปไข่กลับกว้าง 1-2.5 ซม.ยาว 2-6 ซม. ใบเหนียวหนามีขนอ่อนปกคลุมทั้งสองด้าน ดอก สีแดงแกมส้ม ออกเป็นช่อที่ซอกใบหรือปลายกิ่ง จำนวน2-7ดอก ผลรูปไข่ขนาด1-1.5 ซม.มีขนสีน้ำตาลแดงปกคลุม เมื่อแก่แตกตามยาว เมล็ดแบนขนาดเล็กจำนวนมากและมีปีกบางใส
ระยะออกดอก---มีนาคม-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ


อ้างอิง, แหล่งที่มา

---หนังสือพรรณไม้ในสวนหลวง ร.๙  (2539) ด่านสุทธาการพิมพ์
---หนังสือ ดอกไม้ และประวัติไม้ดอกเมืองไทย จาก ชุดธรรมชาติศึกษา โดย วิชัย อภัยสุวรรณ 2532
---ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์  BGO Plant Databases, The Botanical Garden OrganizationOrganization http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_page.asp
---The International Plant Names Index and World Checklist of Selected Plant Families 2017. Published on the Internet at http://www.ipni.org and http://apps.kew.org/wcsp/
---The Plant List (TPL) was a working list of all known plant species  http://www.theplantlist.org/
---Useful Tropical Plants. http://tropical.theferns.info/viewtropical.                                                          ---India Biodiversity Portal. http://indiabiodiversity.org/species/show/                                                   ---Plants of the World Online | Kew Science . www.plantsoftheworldonline.org/taxon/urn:lsid:ipni.org     ---GBIF.the Global Biodiversity Information Facility.https://www.gbif.org/species/

Check for more information on the species:    
        
---Plants Database -Names, synonymy and distribution-The Garden.org Plants Database.  https://garden.org/plants/
---Global Plant Initiative-Digitized type specimens, descriptions and use    
----หอพรรณไม้ - กรมอุทยานแห่งชาติ  www.dnp.go.th/botany/Herbarium/GPI.html
---Tropicos- Nomenclature, literature, distribution and collections-Tropicos - Home.  www.tropicos.org/
---GBIF-Global Biodiversity Information Facility-Free and open access to biodiversity data    https://www.gbif.org/
---IPNI- International Plant Names Index- The International Plant Names Index - home page    http://www.ipni.org/
---EOL-Descriptions, photos, distribution and literature-Global access to knowledge about life on Earth. Encyclopedia of Life eol.org/
---PROTA- Uses-The Plant Resources of Tropical Africa.https://books.google.co.th/
---Prelude-Medicinal uses-Prelude Medicinal Plants Database.    http://www.africamuseum.be/collections/external/prelude
Google- Images-Images       

รวบรวมเรียบเรียง: Tipvipa..V
รูปภาพ : ทิพพ์วิภา วิรัชติ
บริษัท สวนสวรส การ์เด้น ดีไซน์  จำกัด
สวนเทวา-เชียงใหม่
www.suansavarose.com
www.suan-theva.com







ความคิดเห็น

  1. 1
    Kittt
    Kittt Kitti.pint@gmail.com 24/11/2017 14:25

    เป็นประโยชน์มากครับ.. อ่านแล้ว มีความคิดอยากทำสวนเรียนรู้ แสดงพันธุ์ไม้ ..ให้คนรุ่นต่อๆไปได้รู้จัก, รู้ว่ามีประโยชน์มากมาย ,ได้เห็นคุณค่า ,รักต้นไม้ และช่วยกันปลูกต้นไม้ต่างๆให้มากขึ้นๆๆๆ จริงๆครับ... ขอบคุณจริงๆ

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view