สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

สารพัดต้นไม้จัดสวน

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

สวนสไตล์ต่างๆ

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ชื่อนั้นสำคัญไฉน

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 18/11/2019
สถิติผู้เข้าชม 9,015,142
Page Views 13,838,934
 
« November 2019»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930

ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก1

ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก1


ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก-1

For information only-the plant is not for sale.

1 กรรณิการ์/Nyctanthes arbor-tristis 29 ไข่ดาว/Oncoba spinosa 
2 กะตังใบ/Leea indica 30 รวงผึ้ง/Schoutenia glomerata
3 กาหลง/Bauhinia acuminata 31 คอร์เดีย/Cordia sebestina
4 ชงโค/Bauhinia purpurea 32 แปรงล้างขวด/Callistemon viminalis
5 โยทะกา-พญากาหลง/Bauhinia tomentosa. 33 รักทะเล/Scaevola taccada
6 รัตมา/Parkinsonia aculeata 34 โมกบ้าน/Wrightia religiosa.
7 ข้าวหลาม/Goniothalamus marcanii  35 มะตูมแขก/Schinus terebinthifolius 
8 บุหรง/Dasymaschlon dasymaschalum 36 มะเดื่อหอม
9 บุหรงใบอ่อนสีน้ำตาล/Dasymaschalon blumei 37 ลีลาวดีลูกศร/Plumeria pudica
10 บุหงาลำเจียก/Goniothalamus tapis 38 หูกระจงแดง/Terminalia benzoe
11 บุหงาปัตตานี/Goniothalamus sp 39 ทรงบาดาล/Senna surattensis
12 บุหงาเซิง/Friesodielsia desmoides 40 พรวด/Rhodomyrtus tomentosa
13 พวงไข่มุก/Sambucus canadensis 41 พังแหรใหญ่/Trema orientalis
14 มโนรมย์/ Erythrina crista-galli 42 นมแมว/Melodorum siamense
15 เทียนกิ่ง/Lawsonia inermis 43 ฝาดขาว/Lumnitzera racemosa
16 ฝ้ายแดง/Gossypium arboreum  44 ฝาดแดง/Lumnitzera littorea
17 หม่อน/Morus alba 45 สนทราย/Baeckea frutescens
18 รามใหญ่/Ardisia elliptica 46 ช้าแป้น/Callicarpa arborea
19 พิลังกาสา/Ardisia polycephala 47 ดับยาง/Solanum erianthum
20 ส้มกุ้งขน/Ardisia helferiana 48 กลึงกล่อม/Polyalthia suberosa
21 ปลาไหลเผือก/TONGKAT ALI 49 หัสคุณ/Micromelum minutum
22 ไคร้ย้อย/Elaeocarpus grandiflora 50 มันปู/Glochidion wallichianum 
23 ปีบยูนนาน/ Radermachera  Sinica 51 ทองแมว/Gmelina elliptica
24 สร้อยสุวรรณ/Lophanthera lactescens 52 รง/Garcinia lateriflora
25 ส้านชวา/Dillenia suffruticosa 53 คำไทย/Bixa orellana
26 ส้านดอกขาว/Dillenia philippinensis 54 ต่อไส้/Allophylus cobbe
27 ม่วงส่าหรี/Lagerstroemia sp. 55 ระย่อมตีนเป็ด/Rauvolfia sumatrana
28 เกล็ดกระโห้/Clusia rose 56 คำขาว/Rhododendron moulmeinense
57

กุหลาบแดง/Rhododendron simsii


กรรณิการ์/Nyctanthes arbor-tristis

ชื่อวิทยาศาสตร์       ---Nyctanthes arbor-tristis.,Linn
ชื่อพ้อง---  Has 6 Synonyms
---Bruschia macrocarpa Bertol.
---Nyctanthes dentata Blume
---Nyctanthes tristis Salisb.
---Parilium arbor-tristis (L.) Gaertn.
---Scabrita scabra L.
---Scabrita triflora L.
ชื่อสามัญ              ---Night Flower Jasmine, Night Blooming Jasmine, Night Jasmine, Coral Jasmine, Tree-of-Sorrow, Tree of Sadness, Queen Of The Night, Indian night jasmine.
ชื่ออื่น                  ---กรณิการ์, สะการะตาหรา, [PAKISTAN: Harsingar, Kuri.]; [SANSKRIT: Paarijat]; [HINDI: Paarijat, Har Singar, Shefali]; [MALAYALAM: Paarijatam]; [BENGALI: Sephali]
ชื่อวงศ์                 ---VERBENACEAE
ถิ่นกำเนิด             ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---เอเซียใต้และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้-อินเดีย เนปาล ปากีสถาน ไทย อินโดนีเซีย-สุมาตรา และชวา

 

เป็นพืชในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนซึ่งพบได้ในระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,500 เมตร
กรรณิการ์เป็นไม้หอมที่ขึ้นกระจายพันธุ์อยู่ทั่วไปในป่าของเมืองไทย  ชื่ออีกชื่อเรียกว่า"สะการะตาหรา" แปลว่า ดอกกรรณิการ์ รากศัพท์เดิมมาจากภาษาชวา สะการะ แปลว่า ผกา หรือดอกไม้ เป็นไม้ยืนต้นดอกหอมที่ออกดอกตลอดปี ทรงต้นสูงได้ประมาณ15เมตร ลำต้นและกิ่งก้านเป็นเหลี่ยม เปลือกต้นสีขาว บริเวณแนวสันเหลี่ยมของลำต้นจะมีตุ่มเล็กๆประเป็นแนวตามสันเหลี่ยมของต้น หรือกิ่งด้วย ใบเดี่ยวออกเป็นคู่ตรงข้ามตามข้อต้น เนื้อใบสีเขียวกระด้าง สากระคายมือ เพราะมีขนละเอียดปกคลุมอยู่ตลอดตามใบและตามยอดกิ่งอ่อน ใบรูปมนรีปลายแหลม ขอบใบเรียบไม่มีจัก ขนาดใบยาว 5-7.5 ซม.ดอกออกเป็นดอกช่อ จะออกตามโคนก้านใบหรือตามปลายกิ่งส่วนยอด ในช่อหนึ่งๆมีแขนงช่อดอกย่อยจำนวนมาก ดอกช่อในช่อดอกย่อยช่อหนึ่งมีดอกได้ ตั้งแต่ 5-8 ดอก แต่ดอกจะผลัดกันบานคืนละดอกเดียวต่อช่อดอกย่อยช่อหนึ่งๆ กลีบดอกกรรณิการ์เป็นสีขาวมีกลีบดอก 6 กลีบ ตอนปลายสุดของกลีบดอกเป็นรูปหยักหางปลา  เมื่อบานเต็มที่ทุกๆกลีบจะบิดเวียนตะแคงขวา ลักษณะคล้ายรูปกังหัน วงในสุดของดอกสีส้มแสดหลอดดอกหรือท่อดอกก็เป็นสีส้มแสดเช่นเดียวกันขนาดของดอกเมื่อบานเต็มที่ประมาณ 1.5 ซม.ดอกบานวันเดียวร่วง
**ส่วนตัว-กลิ่นหอมของดอกกรรณิการ์ทำให้คิดถึงสมัยเป็นเด็ก ที่บ้านเดิม อยู่แถวคูเมือง อ.อู่ทอง ปลูกต้นกรรณิการ์อยู่ตรงหัวบันไดบ้าน ตื่นเช้าขึ้นมาต้องไปช่วยคุณยายเก็บดอกกรรณิการ์ที่ร่วงอยู่โคนต้น นำมาตากแดดบนชานบ้านพอแห้งก็เก็บใส่ปี๊บไว้เป็นกระสายยาหรือเข้ายาทำให้หัวใจชุ่มชื่น ก้านดอกสีส้มก็นำมาขยี้แล้วทาริมฝีปากเด็กหญิงแรกเกิด นัยว่าเป็นสาวขึ้นมาจะได้มีริมฝีปากสีสวยเหมือนก้านดอกกรรณการ์ สมัยก่อนบ้านไหนมีหญิงตั้งท้องนี่วิ่งกันวุ่น  เตรียม อัญชัน กรรณิการ์ ไว้วาดคิ้ววาดปาก หาหนามสะ ปลูกคัดเค้าเป็นรั้วกันกระสือ ถ้าเป็นเดี๋ยวนี้มีใครเตรียมทำแบบนั้นคงโดนค้อนตาขาว นี่นับเป็นความทรงจำที่ทำให้ไม่เคยลืมเลยว่ากรรณิการ์หอมแบบไหน สำคัญยังไง**
กรรณิการ์เป็นพืชที่มีประโยชน์และมีค่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับดอกไม้ที่ใช้ในการแพทย์แผนโบราณเป็นสีย้อมและแหล่งที่มาของน้ำมันหอมระเหย  ดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมมาก มีการปลูกกันอย่างแพร่หลายเป็นไม้ประดับในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนทั่วโลก  มักจะปลูกใกล้วัดฮินดูในอินเดียและศรีลังกาเช่นเดียวกับในมาเลเซียและอินโดนีเซีย
สำหรับความเชื่อของชาวฮินดูนั้นเชื่อกันว่ากรรณิการ์เป็นดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้บูชาเทพเจ้า  หากหญิงสาวสวยมาร้องรำทำเพลงที่ต้นกรรณิการ์ ก็จะทำให้ต้นกรรณิการ์ออกดอกมากมายสวยงาม และหากบ้านเรือนใดปลูกต้นกรรณิการ์ไว้ก็จะนำความสุขความเจริญมาให้กับคนในบ้าน
ระยะออกดอก ---กันยายน - ตุลาคม--- ผลสุก--- กุมภาพันธ์ - มีนาคม
ขยายพันธุ์ ---  เมล็ด ตอนกิ่ง กิ่งอ่อนปักชำ

 

กะตังใบ/Leea indica


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Leea indica (Burm.f.)Merr.
ชื่อพ้อง---   Has 27 Synonyms
---Aquilicia sambucina L.
---Leea acuminata Wall. & C. B. Clarke
---Leea guineensis G. Don.
---Leea sambucina Willd.
---Leea umbraculifera C. B. Clarke
---Staphylea indica Burm. f.---(more)
ชื่อสามัญ     ---Common Tree-Vine, Bandicoot Berry
ชื่ออื่น     ---กำลังเลือดค่าง,  กะตังใบแดง, เขือง, ช้างเชิง, คะนางใบ; [THAILAND: Katangbai, Kanangbai, Bangbaai ton, Na tor kor.]; [ASSAMESE: Ahina,Kukura-thengia]; [MALAYALAM: Chorianthali]; [BENGALI: Kurkur, Kukur jiwa, Achila gach, Arengi.]; [HINDI: Kikur jihwa.]; [PHILIPPINES: Mali (Tag.)]; [CHINESE: Yan tuo.]; [INDONESIA: Li tuwa,]; [MALAYSIA: Mali-mali, Merbati padang, Jolok-jolok.]; [PAPUA NEW GUINEA: Paikoro, Dadoro, Warawa.]; [SRI LANKA: Burulla, Gurulla.]; [SANSKRIT: Chatri.]; [VIETNAM: C[ur] r[oos]i den.]
ชื่อวงศ์    ---VITACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---เนปาล,บังคลาเทศ,อินเดีย,ภูมิภาคอินโดจีน, ออสเตรเลีย และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก

 

สถานถ่ายภาพ---สวนมิ่งมงคล จ.สระบุรี
เกิดขึ้นในอินเดีย เนปาล บังคลาเทศ จีนตอนใต้ อินโดจีน คาบสมุทรมลายู ชวา สุมาตรา บอร์เนียว ออสเตรเลียและ แปซิฟิก พบอยู่ในแหล่งลุ่มน้ำ  ตามแม่น้ำและลำธาร ในป่าเต็งรังผสมป่าพรุและป่าดิบเขา ขึ้นไปที่ระดับความสูงถึง 1,200 เมตร
ประเทศไทย พบขึ้นตามป่าผลัดใบ ป่าเต็งรังและป่าดิบ พบใน ทุกภาคของประเทศ
กะตังใบเป็นไม้ต้นขนาดเล็กหรือไม้พุ่มสูงได้ถึง 3 เมตร ชอบอยู่ใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่มีแสงแดดรำไร ลักษณะลำต้น กลมเกลี้ยงอวบน้ำมีขนสั้นๆ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก 1-2 ชั้น ลักษณะใบ รูปขอบขนานปลายใบเรียวแหลม โคนใบมนหรือรูป ลิ่มขอบใบจักฟันเลื่อย หูใบแนบกับก้านใบ ดอกช่อ แบบช่อกระจุกช่อดอกยาวประมาณ 8-10 ซม. ดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก กลีบดอกและเกสรตัวผู้เชื่อมกันเป็นหลอด ปลายกลีบดอกแยกเป็น5กลีบสีแดงเข้มกลางดอกสีขาว ผลสดมี4-5พู ค่อนข้างกลม สีม่วง ดำเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 - 10 มม. บางครั้งถึง 15 มม. มี 6 เมล็ด


ใช้ประโยชน์ พืชที่รวบรวมจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารและยา มันได้รับการปลูก ในประเทศอินเดียและจีนเพื่อวัตถุประสงค์ในการรักษาโรค  มักปลูกเป็นไม้ประดับและปลูกเป็นปุ๋ยพืชสดเช่นกัน
-ใช้เป็นอาหาร ใบอ่อนและยอดอ่อนมีรสชาดฝาดมันนำมาลวกจิ้มน้ำพริก ผลสุกกินได้
-ใช้เป็นยา   - ในอายุรเวทใช้ในการรักษากลาก, แผล, แผล, หูด, โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ, ท้องร่วง, โรคบิด, การเผาไหม้, โรคฟันผุ, โรคริดสีดวงทวารและไข้- ในประเทศไทยมีการใช้ยาต้มรากและลำต้นเป็นยาแก้ท้องร่วงโรคริดสีดวงทวารและแผลในกระเพาะอาหาร
**ส่วนตัว-ในตลาดต้นไม้นำมาขายเป็นไม้ประดับหลายปีแล้ว เพราะพุ่มสวยดอกสวย บ้างก็ว่าเป็นไม้มงคล เพราะต้นนี้คนกรุงเทพฯเรียกกันว่า ต้น กะ-ตัง บ้านไหนปลูกต้นนี้... บ้านนั้น" มีกะตัง" มงคลนามยังขายดีอยู่เสมอ**
ระยะออกดอก---มีนาคม-สิงหาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ ตอนกิ่ง

กาหลง/Bauhinia acuminata


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Bauhinia acuminata Linn.
ชื่อพ้อง    ---Has 4 Synonyms
---Bauhinia linnaei Ali
---Casparia acuminata (L.) Heynh.
---Mandarus acuminata (L.) Raf.
---Pauletia acuminata (L.) A.Schmitz
ชื่อสามัญ     ---Dwarf white bauhinia, Dwarf white orchid-tree, Snowy orchid-tree, White mountain ebony
ชื่ออื่น     ---กาหลง, เสี้ยวน้อย, ส้มเสี้ยว, [THAI: Ka long, Som sio.]; [CHINESE: Bai hua yang ti jia.]; [BURMESE: Mahahlegabyu.]; [INDIA: Kaanchanaara, Kovidaara]; [INDONESIA: Panawar saribu, Kupu-kupu.]; [ITALIAN: Bauhinia, Ebano montano.]; [JAPANESE: Moku-wan-ju.]; [MALAYSIA: Bunga perak.]; [SRI LANKA: Sudu kobalila.]; [PHILIPPINES: Bambang (Tag.)]
ชื่อวงศ์    ---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIACEAE)
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-อินเดีย พม่า ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์
มีถิ่นกำเนิดในป่าเมืองร้อนของหลายประเทศ ในประเทศไทยพบขึ้นตามธรรมชาติในป่าเบญจพรรณทุกภาคของประเทศ
กาหลง เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูง 2-4 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยวรูปไข่เกือบกลม โคนใบรูปหัวใจปลายใบเว้าเข้าตามเส้นกลางใบลึกเกือบครึ่งแผ่นใบ ทำให้มองดูคล้ายใบแฝด ขอบใบเรียบ ท้องใบมีขนละเอียดปกคลุม ขนาดกว้าง 9-13 ซม.ยาว10-14 ซม. ดอก ออกเป็นช่อตามส่วนยอด  ดอกมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ดอกกาหลงช่อหนึ่งจะมีประมาณ 5-8 ดอก แต่จะผลัดกันบานทีละ 2-3 ดอก  ดอกมีกลีบสีขาว 5 กลีบเรียงซ้อนเหลื่อมกัน เกสรเพศผู้สีขาวมี5อัน เกสรเพศเมียสีเขียวอยู่กลางดอก ขนาดใหญ่และยาวกว่าเกสรเพศผู้ ขนาดดอกกว้างราว 5 ซม. ฝักแบนยาวราว 10 ซม.เมล็ดอยู่เรียงกันตามช่อง มีฝักละประมาณ10เมล็ด
กาหลง เป็นไม้กลางแจ้งแดดจัด ปลูกง่าย ชอบดินที่อุดมสมบูรณ์มีการระบายน้ำดี แต่ให้ความชุ่มชื้นสม่ำเสมอ ต้องการค่า pH ในช่วง 5.6 - 6.5 แม้ว่าหลายสายพันธุ์ในครอบครัว Fabaceae จะมีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดิน แต่สายพันธุ์นี้บอกว่าไม่มีความสัมพันธ์เช่นนี้ดังนั้นจึงไม่สามารถตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ
ใช้ประโยชน์-ใช้เป็นยา ดอกกาหลงเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง ใช้ดอกรับประทานแก้ปวดศีรษะ ลดความดัน ในประเทศอินเดียมีการใช้เปลือกต้นและยาต้มในการใช้ลดความรุนแรงและโรคหอบหืด เปลือกและใบใช้ในการรักษานิ่วในกระเพาะปัสสาวะ กามโรคและโรคเรื้อน ใช้ใบแปะรักษาโรคผิวหนังในท้องถิ่น ในมาเลเซียและอินโดนีเซียใช้เป็นยาแก้ไอและเป็นหวัด
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับทรงพุ่มกระทัดรัด ปลูกประดับตามที่พักอาศัย อาคาร ร้านค้าทั่วไป
ความเชื่อ/พิธีกรรม คนไทยจีนโบราณนิยมปลูกกาหลงไว้เป็นต้นไม้ประจำบ้าน เชื่อว่าเป็นต้นไม้ที่ให้คุณกับเจ้าของมาก ในด้านเมตตามหานิยม พ่อค้าแม่ค้าคนเก่าคนแก่ปลูกกาหลงไว้ที่หน้าร้านบ้าง หน้าบ้านบ้างปลูกกันแทบทั้งนั้น เดี๋ยวนี้ก็ยังคงความนิยมอยู่
ระยะออกดอก---เป็นระยะตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง

ชงโค/Bauhinia purpurea


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Bauhinia purpurea L.
ชื่อพ้อง    ---This name is a synonym of Phanera purpurea (L.) Benth.
ชื่อสามัญ     ---Purple Orchid Tree, Hong Kong Orchid Tree, Butterfly tree; Camel's foot tree, Pink butterfly tree, Purple butterfly tree, Purple camel's foot.
ชื่ออื่น     ---ชงโค, เสี้ยวหวาน, ดอกตีนวัว, [ Thailand: sieo dok daen, sieowaan]; [Chinese: yang ti jia]; [India: baswanpada; chambali, devakanchan, kachan]; [Malaysia: tapak kuda]; [Nepal: tanki]; [Pakistan: kachan, karar, khairwal]; [Philippines: alibangbang]
ชื่อวงศ์    ---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIACEAE)
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ จากอินเดียถึงจีน มาเลเซีย พม่า กัมพูชา สิงคโปร์และไทย
มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน และประเทศอินเดีย และแพร่กระจายในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้  ขึ้นปะปนกับไม้ชนิดอื่นๆในป่าโปร่งผสม ป่าดิบชื้น ป่าดิบเขา ป่าสะวันนา ป่าชายเลน ป่าเต็งรังและป่าพรุ
พบปลูกเป็นไม้ประดับในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของโลกและตอนนี้ สามารถพบได้ในอเมริกาเหนือ, อเมริกากลาง, หมู่เกาะอินเดียตะวันตก, แอฟริกาและบนเกาะในมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก เป็นพืชกึ่งเขตร้อนถึงเขตร้อนชื้นซึ่งมักพบได้ในระดับความสูง500 ถึง 2,000 (-3,000) เมตร
ไม้ยืนต้นผลัดใบช่วงสั้นๆ ขนาดเล็ก สูงประมาณ 5-10 เมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 5-20 ซม. ลำต้นมีลีลางดงาม ใบเป็นใบเดี่ยวรูปหัวใจ ปลายใบเว้าลึกมาก ปลายลอนของใบทู่ มองดูคล้ายใบแฝดติดกัน ขนาดของใบกว้าง8-15ซม.ยาว10-14ซม. ขอบใบเรียบ ผลัดใบในฤดูหนาวระหว่างเดือนพฤศจิกายน-เดือนธันวาคมจะแตกใบใหม่เดือน เมษายน-เดือนพฤษภาคม ดอกออกเป็นช่อจากด้านข้างหรือปลายกิ่ง ช่อโปร่งมีจำนวน6-10ดอกต่อช่อ ดอกขนาดใหญ่ มี5กลีบเมื่อดอกบานเต็มที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 6-8ซม. ผลเป็นฝักยาว20-25ซม.เมื่อแก่แตกเป็น2ซีก ภายในผลมี10เมล็ด ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 12-15 มม.ชงโค มีดอกดกสวยงาม  ดอกสีชมพูปนม่วง และดอกติดต้นทนนานถึง45วัน  
ชงโคเป็นพันธุ์ไม้กลางแจ้งเติบโตได้ในดินทั่วไป ขึ้นอยู่กับความหลากหลายของดินแต่ต้องมีการระบายน้ำที่ดี
-ใช้ประโยชน์ ต้นไม้มีการใช้งานในท้องถิ่นอย่างกว้างขวางเป็นอาหารยารักษาโรคและสินค้าโภคภัณฑ์ เป็นสายพันธุ์บุกเบิกที่ยอดเยี่ยมและได้รับการปลูก เป็นไม้ประดับผ่านเขตร้อนเป็นจำนวนมาก
-ใช้เป็นอาหาร ใบ ดอกตูมและดอกไม้- ปรุงและกินเป็นผัก ดอกตูมมักจะดองหรือใช้ในแกง ต้นอ่อนฝักอ่อน - สุก กินเป็นผัก
-ใช้เป็นยา  ดอกเป็นยาระบาย รากขับลม แก้ไขและยังใช้เป็นยาสมานแผล
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับใช้จัดสวนและใช้ในงานภูมิทัศน์ ปลูกตามอาคาร บ้านเรือน ที่พักอาศัย สวนสาธารณะ ริมถนน ให้ร่มเงาและดอกสวยงาม **ส่วนตัว- เวลาจะปลูกชงโคไม่ต้องเลือกต้นที่มีขนาดใหญ่มากเลือกต้นอ่อน ศ.กเพียง 3-4" กำลังดี เพราะถ้าต้นแก่เกินไปดอกจะน้อยและเล็ก อายุขัยของชงโคก็ไม่เหมือนต้นไม้ยืนต้นชนิดอื่นๆอยู่แค่ 25-30 ปีก็ไปแล้ว **
-ใช้อื่น ๆ เนื้อไม้มีสีขาวนวลเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเมื่อสัมผัสกับบรรยากาศ เนื้อไม้ละเอียดและทนทาน ใช้สำหรับทำอุปกรณ์การเกษตรและเป็นเชื้อเพลิง เปลือกใช้สำหรับย้อมและฟอก  ใช้ใบไม้และดอกไม้เป็นอาหารสัตว์
-ความเชื่อ/พิธีกรรม ชาวอินเดียถือว่าเป็นไม้สวรรค์ ขึ้นอยู่ในเทวโลก และถือว่าเป็นไม้ของพระลักษมี
ระยะออกดอก---ออกดอกเป็นระยะตลอดปี แต่จะดกมากในเดือนกุมภาพันธุ์
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง  จะออกดอกเมื่อมีอายุ3-5ปีจากเมล็ด

โยทะกา-พญากาหลง/Bauhinia tomentosa.


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Bauhinia tomentosa L.
ชื่อพ้อง   ---Has 10 Synonyms

-Alvesia bauhinioides Welw. -Bauhinia pubescens DC.
-Alvesia tomentosa (L.) Britton & Rose -Bauhinia volkensii Taub.
-Bauhinia binata Náves ex Fern.-Vill. -Bauhinia wituensis Harms
-Bauhinia inermis Forssk. -Cansenia tomentosa (L.) Raf.
-Bauhinia mucora Bolle -Pauletia tomentosa (L.) A.Schmitz

ชื่อสามัญ     ---Bell bauhinia, Yellow bauhinia, Yellow tree bauhinia, St. Thomas tree.
ชื่ออื่น     ---โยทะกา, โยทกา, โยธกา, เสี้ยวดอกเหลือง, ; [INDIA: asundro, kanjani, mandarai, petan, phalgu, pita, kovidaara, usamaduga ]; [SRI LANKA: kaha pethan, kat-atti, triviat putrum]; [AFRICAANS: bosbeesklou]; [UGANDA: ogal]
ชื่อวงศ์    ---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIACEAE)
ถิ่นกำเนิด    ---ไม่แน่ชัด
เขตกระจายพันธุ์    --- แอฟริกา-เอเซีย


ถิ่นกำเนิดไม่แน่ชัด เกิดขึ้นตามธรรมชาติใน แอฟริกา-โมซัมบิก แองโกลา, สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก, เอธิโอเปีย, เคนยา, โซมาเลีย, แอฟริกาใต้, แทนซาเนียและซิมบับเว : เอเซีย-บังคลาเทศ อินเดีย ศรีลังกา พบที่ระดับความสูง0-1000เมตร ในประเทศไทยพบโยทะกาขึ้นตามป่าเบญจพรรณทั่วประเทศ
เป็น ไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลางสูงประมาณ 4-5 เมตร เป็นไม้ใบแฝดออกสลับตามข้อต้น ใบสีเขียว ผิวใบมีขนละเอียดสั้นๆ เมื่อจับใบจะรู้สึกหยาบระคายมือ รูปใบมองคล้ายปีกแมลง ปกติใบมักพับงอเข้าหากัน ขนาดใบกว้างประมาณ 6-8 ซม. ดอกออกเป็นช่อสั้นตามโคนก้านใบบริเวณส่วนยอด สีเหลืองอ่อน มีกลีบดอก6กลีบ เรียงซ้อนเหลื่อมกัน ขนาดดอกเมื่อบานเต็มที่กว้างประมาณ 4-5 ซม. ช่อหนึ่งๆมีดอกประมาณ 8-12 ดอกจะผลัดกันบานคราละ 2-3 ดอก
เป็นพันธุ์ไม้กลางแจ้ง ไม่ชอบที่ลุ่มน้ำขัง เวลาปลูกโยทะกาต้องไว้โคน คือพูนโคนเสียหน่อยเพราะรากเน่าง่าย  เฉาตายง่ายมาก น่าจะเอามาปลูก3 ต้นด้วยกันตามโบราณท่านว่า บ้านไหนปลูก กาหลง ชงโค โยทะกา ทั้งสามต้นไว้ในบ้านแล้วไซร้ ท่านว่าจะอุดมด้วยทรัพย์มิรู้หมด ฉะนี้ แล ส่วนต้นที่มีดอกสีม่วงติดมาด้วย คือดอกจะมี 2 สี คือสีเหลืองกับสีม่วงเรียกว่า พญากาหลง มีชื่อวิทยาศาสตร์เหมือนกันกับโยทะกาลักษณะทั่วไปนิสัยใจคอเหมือนกันหมดยกเว้นดอกมีสีม่วงเพิ่มเข้ามาดังกล่าวนั้น ท่านว่าปลูกไว้คุม กาหลง ชงโค โยทะกา เพื่อให้สร้างอานุภาพแห่งความมั่งมีศรีสุขอีกชั้น
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล้ด ตอนกิ่ง

รัตมา/Parkinsonia aculeata


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Parkinsonia aculeata L.
ชื่อพ้อง ---Has 1 Synonyms   
---Parkinsonia thornberi MEJones
ชื่อสามัญ     ---Verdi-Badhal, Jerusalem Thorn, Barbados flower-fence, Mexican Palo Verde, Horse-bean, Jelly bean tree, Parkinsonia, Retaima, Sessaban.
ชื่ออื่น     ---รัตมา, รัตตแน, [THAI: Rattama, Rattanan]; [CHINESE: bian zhou mu]; [FRENCH: arrête-boeuf, arrêtenègre]; [SPANISH: cina-cina, espanillo, espina de Jerusalem, espinillo, palo de rayo]; [Hindi: Vilayti Kikar, Ram Babul]; [Marathi: Vilaiti-kikkar]; [Tamil: Sinia Tuman
ชื่อวงศ์    ---PAPILIONOICEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์    ---เม็กซิโก อเมริกาใต้ ออสเตรเลีย บางส่วนของ ทวีปแอฟริกา เขตร้อน ฮาวายและหมู่เกาะใ มหาสมุทรแปซิฟิก

 

พืชกึ่งทะเลทรายส่วนใหญ่อยู่ในหุบเขาทะเลทรายและเขตทุ่งหญ้าทะเลทรายที่ระดับความสูงถึง 1,300 เมตร และในเขตร้อนชื้นที่ระดับความสูงถึง 2,400 เมตร
รัตมาเป็นไม้พุ่มขนาดกลางหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ลักษณะทรงต้น เป็นพุ่มโปร่ง ความสูงของต้นประมาณ 3-5 เมตร แต่ถ้าดินอุดมสมบูรณ์อาจสูงได้ถึง 8 เมตร ก้านใบเป็นช่อเรียวลู่ ดอก สีเหลืองประแดงขนาดเล็กออกเป็นช่อรวมกันเป็นกลุ่มๆ เมื่อลมพัดดอกและใบจะลู่ตามลมเป็นสายสวยมาก
รัตมาเป็นไม้กลางแจ้งชอบแดดจัดน้ำปานกลาง ทนทานต่อดินหลากหลายชนิดรวมถึงดินที่ขาดธาตุอาหารดินเหนียว หรือ ทรายค่า pH ในช่วง 6.5 - 7.5 ซึ่งทนได้ 6 - 8.5 ทนทานต่อดินเป็นกรดมาก สามารถทนต่อความแห้งแล้งได้นานถึง 9 เดือน เจริญเติบโตเร็ว สามารถเข้าถึงความสูง 2.5 เมตรภายใน 2 ปีจากเมล็ด


ใช้ประโยชน์ -ใช้กินได้ เมล็ดอุดมไปด้วยโปรตีนมีศักยภาพในการใช้เป็นอาหารของมนุษย์ ผลไม้ - ดิบ เนื้อเยื่อในเมล็ดมีรสหวานมีน้ำตาลถึง 60%
-ใช้เป็นยา ใบ ผล และก้าน ใช้ภายในและภายนอก แก้ไข้ และมาลาเรีย ยาต้มทำให้แท้ง ใช้สารสกัดจากดอกไม้และใบไม้ในแอลกอฮอล์เป็นยาพอกรักษาโรคไขข้ออักเสบ
-วนเกษตร ใช้สำหรับการควบคุมการกัดเซาะและการปลูกป่าในพื้นที่ทรายและแห้งแล้ง มีประโยชน์สำหรับการฟื้นฟูดินแดนรกร้างบริเวณที่เป็นลำห้วยและซากเหมืองแร่
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับที่มีมูลค่าดอกไม้จะออกดอกมากมายและยาวนาน
-อื่น ๆ แก่นไม้มีสีน้ำตาลอ่อน  เนื้อไม้มีลักษณะค่อนข้างหยาบหนักปานกลาง และมีความทนทานสูง ขนาดลำต้นไม่เพียงพอที่จะใช้ทำอะไร นอกจากทำเสาแล้วก็ทำฟืน
**ส่วนตัว-ที่สำคัญรัตมาเป็นต้นไม้เก่าแก่ชนิดหนึ่งของโลกอีกด้วย เหตุนี้คนที่ชอบของโบราณก็น่าจะมีปลูกไว้ ต้นนี้ไม่เห็นบ่อยนัก คิดเองเออเองว่าน่าจะเป็นเพราะ ตอนกิ่งมาขาย รูปลักษณ์ไม่น่าซื้อ ชื่อไม่รู้จัก กิ่งตอนที่ได้ก็มีแต่ใบเป็นเส้นๆไม่กี่เส้น ดอกดวงก็ไม่มี พอขายยากแม่ค้าก็ไม่เอาแล้ว ส่วนต้นที่ปลูกลงดินก็ไม่มีสวยงามพอที่จะล้อมมาขายได้  เพราะบอกแล้วว่าเป็นต้นไม้โบราณกว่าความงามจะปรากฏ ทรงต้นจะดราม่าได้ต้องใช้เวลานาน รูปที่ได้มานี้ ถ่ายมาจากสวนมิ่งมงคล สระบุรี ตรงลานจอดรถมีปลูกไว้เต็ม **
ระยะออกดอก---สิงหาคม-กันยายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด, ตอนกิ่ง ปักชำ

ข้าวหลาม/Goniothalamus marcanii

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Goniothalamus tamirensis Pierre ex Finet & Gagnep.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Goniothalamus marcanii Craib.
ชื่อสามัญ     ---None
ชื่ออื่น     ---ข้าวหลาม, ข้าวหลามดง, จำปึหิน, นมงัว, [THAI: Kaoram Dong]; [VIETNAM: Giác đế miên]; [JAPAN: Kaorāmu don]
ชื่อวงศ์    ---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
สถานะ    ---พรรณไม้ถิ่นเดียวของไทย

 

ไม้ต้นนี้เป็นไม้วงศ์กระดังงา เป็นพรรณไม้ถิ่นเดียวของไทยคือมีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศนั้นเๆท่านั้น สูงประมาณ 1-2 เมตร แตกกิ่งน้อย ทรงพุ่มเลยดูโปร่งบาง เปลือกต้นค่อนข้างนิ่ม สีน้ำตาลเกลี้ยงแต่ กิ่งอ่อนจะมีขนสีน้ำตาลใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับรูปขอบขนาน ปลายใบเป็นติ่งแหลม ดอกออกที่ซอกใบหรือตามกิ่งใบ กลีบดอกมี 6กลีบเรียงกัน2ชั้น บานทนได้2-3วัน เมื่อบานขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง2ซม.ผลเป็นผลกลุ่ม มีผลย่อย 8-15 ผล รูปทรงรี เมื่อผลสุกแก่จะเป็นสีแดงเข้ม มีเมล็ด 1 เมล็ด ดอกมีกลิ่นหอมอ่อนๆตลอดวัน หอมแรงช่วงค่ำ
การดูแลเลี้ยงดู ไม่ยุ่งยากอะไร จากภาพ ที่ต้นข้าวหลามติดดอกเป็นรูปที่ถ่ายจากบ้านลูกค้าสภาพปลูกในที่มีแสงแดดปานกลางคือไม่ถึงกับร่มรำไรเกินไปหรือแดดจัดไป ความฃื้นในดินพอสมควรไม่แห้งหรือแฉะ เป็นต้นที่เกิดจากการตอนกิ่งแล้วปลูกลงดิน พอถึงฤดูกาลก็จะออกดอกตามอายุของต้นแม่ที่เคยออกดอกมาแล้ว ต้นนี้ถึงจะดูเล็กก็จะออกดอกตามไปด้วยเหมือนกับต้นแม่ที่ตอนมา
ส่วนต้นข้างๆเป็นต้นข้าวหลาม ที่ปลูกกลางแจ้งแดดจัด ได้จากการเพาะเมล็ดเลี้ยงลงดินให้โตเร็ว แล้วล้อมมาปลูก ต้นถึงจะสูงใหญ่กว่า แต่ไม่ติดดอกเมื่อถึงฤดูกาล  อายุของต้นเพาะเมล็ดจะอยู่ราว3-4ปีถึงจะออกดอก **ส่วนตัว-ต้นนี้รอไปเลย2ปี**
ระยะออกดอกติดผล --- ระหว่างเดือน เมษายน-กรกฏาคม
ขยายพันธุ์--- ด้วยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง


บุหรง/Dasymaschalon blumei

 

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Dasymaschalon blumei Finet & Gagnap.

ชื่อพ้อง---Has 11 Synonyms
-Dasymaschalon blumei Finet & Gagnep. -Unona cleistogama Burck ex Boerl.
-Dasymaschalon cleistogamum (Burck ex Boerl.) Merr. -Unona coelophloea Scheff.
-Dasymaschalon coelophloeum (Scheff.) Merr. -Unona dasymaschala Blume
-Desmos dasymaschalus (Blume) Saff. -Uvaria alphonsii Müll.Berol.
-Pelticalyx argentea Griff. -Uvaria dasymaschala (Blume) Walp.
-Unona alphonsii Wall.
ชื่อสามัญ     ---None
ชื่ออื่น     ---บุหรงใบอ่อนสีน้ำตาล,
ชื่อวงศ์   --- ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด --- ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---อินเดีย พม่า คาบสมุทรมลายูถึงอินโดนีเซีย
ประเทศไทยพบขึ้นกระจายตามป่าดิบชื้น ฃายป่าละเมาะและชายทะเลทางภาคใต้ตอนล่าง ที่ระดับความสูง 50-200 เมตร
ไม้ต้นนี้เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กสูง 2-3 เมตรทำให้นำมาปลูกลงกระถางหรือในพื้นที่จำกัดได้  เปลือกต้นสีน้ำตาลอมดำ มีช่องอากาศสีขาวเป็นจุดๆ เนื้อไม้เหนียว กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลปกคลุม แตกกิ่งจำนวนมาก ใบ รูปรีแกมขอบขนาน กว้าง 4-6 ซม. ยาว 9-15 ซม. โคนใบมนหรือเว้าเล็กน้อย ปลายใบเรียวทู่ ใบด้านบนสีเขียวและมีขนเล็กน้อย  ใบอ่อนสีน้ำตาล ดอกเดี่ยวออกที่ปลายกิ่งหรือใกล้ปลายกิ่ง ดอกอ่อนสีเขียวเมื่อบานเปลี่ยนเป็นสีแดง ม่วงแดง แล้วหลุดร่วงไปทั้งกรวย  ผลกลุ่มมีผลย่อย 9-12 ผล รูปทรงกระบอกยาว 3-5 ซม.มีเมล็ด 1-6 เมล็ด เปลือกคอดถี่ตามรูปเมล็ด ผลอ่อนสีเขียวอมม่วง เมื่อแก่สีแดง
ระยะออกดอก--- มิถุนายน-กรกฎาคม
ขยายพันธุ์ ---เพาะเมล็ดและตอนกิ่ง

บุหงาลำเจียก/Goniothalamus tapis


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Goniothalamus tapis Miq.
ชื่อพ้อง    ---Has 2 Synonyms
---Goniothalamus sumatranus Miq.
---Goniothalamus umbrosus J.Sinclair
ชื่อสามัญ     ---None
ชื่ออื่น     ---บุหงาลำเจียก, [THAI: naara (Peninsular), bu ngaa lam chiak (Bangkok).]; [MALAYSIA: Kenarak, galai (Peninsular), gertimang (Kelabit, Sarawak), tongkat bumi (Limbang, Sarawak).]
ชื่อวงศ์    ---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---ไทย มาเลเซีย สุมาตรา อินโดนีเซีย บอร์เนียว
กิดขึ้นในคาบสมุทรมาเลเซียสุมาตราและบอร์เนียว
ในธรรมชาติพบได้ตามป่าดิบชื้นทางภาคใต้ของไทย
บุหงาลำเจียกเป็นไม้ยืนต้นเนื้อแข็งขนาดเล็ก สูง 2-5 เมตร ใบเดี่ยวรูปขอบขนานถึงรูปไข่ ขนาด  15-27 ซม. x 6-12 ซมโคนใบโค้งมนหรือมีรูปร่างคล้ายลิ่มเล็กน้อยปลายยอดแหลมก้านใบยาว 0.5-0.7 ซม.ดอกออกเป็นดอกเดี่ยวหรือออกเป็นคู่ ออกตามซอกใบ ตอนดอกอ่อนจะเป็น สีเขียวเมื่อบานกลีบดอกจะ เปลี่ยนเป็นสีขาวนวลหรือเหลืองอม ชมพู  ดอกบานทนอยู่ได้ 1-2วัน มีกลิ่นหอมแรงเมื่อดอกใกล้โรย ส่วนผลเป็นผลกลุ่ม มีผลย่อย 6-14 ผล รูปกลมรีขนาด 1-1.2 ซม.เปลือกผลเรียบเป็นมัน เมื่อแก่สีม่วงเข้ม มี1เมล็ด
เป็นไม้ที่ไม่ชอบแสงแดดจัด และต้องการความชื้นสูง ควรปลูกในที่ร่มรำไรหากแดดจัดและความชื้นน้อยใบจะไหม้ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับสวน
ระยะออกดอก---มีนาคม-สิงหาคม แต่จะดอกดกมากในเดือนมีนาคม-เมษายน และจะออกเป็นระยะไปตลอดปี
การขยายพันธุ์ ---เพาะเมล็ด และตอนกิ่ง


บุหงาเซิง/Friesodielsia desmoides

ชื่อวิทยาศาสตร์     --- Friesodielsia desmoides (Craib) Steenis.
ชื่อพ้อง    ---Has 2 Synonyms
---Goniothalamus desmoides Craib
---Oxymitra desmoides Craib
ชื่อสามัญ     ---
ชื่ออื่น     ---ส่าเหล้า เครือติดต่อ บุหงาแต่งงาน Wedding Cananga
ชื่อวงศ์    ---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---ไทย มาเลเซีย
**บุหงาเซิงหรือบุหงาแต่งงาน เป็นไม้พุ่มรอเลื้อยขนาดเล็กตัดแต่งเป็นพุ่มได้ สูงอยู่ประมาณ  1-2 เมตรหรือจะให้เลื้อยก็เลื้อยได้ไกล 3-5 เมตร เนื่องจากบุหงาเซิงแตกกิ่งก้านจากโคนต้นเป็นจำนวนมาก และมีใบจำนวนมากด้วย เมื่อนำมาตัดแต่งทรงพุ่มก็จะได้ไม้พุ่มสวย ลำต้นบุหงาเซิงเป็นไม้เนื้อแข็งเหนียว เปลือกต้นเป็น สีน้ำตาล ใบสองข้างอยู่ในระนาบเดียวกัน รูปไข่แกมขอบขนาน ยาว 11-15 ซม.ด้านล่างของใบมีนวลสีขาวดอกเดี่ยวหรือเป็นกระจุก2ดอก สีเหลือง มี 6 กลีบเรียงเป็น 2 ชั้นๆ ละ 3 กลีบ เรียงตัวเป็นรูปสามเหลี่ยม  ดอกบานมีขนาด 2-2.5 ซม.บานทนอยู่ได้ 2-3 วัน ผลเป็นผลกลุ่มมีผลย่อย 8-12 ผลทรงรียาว 1.5-2 ซม.เมื่อสุกสีแดงมี1เมล็ด
 บุหงาเซิงเป็นพรรณไม้ที่ลำต้น ใบและ ดอกมีกลิ่นหอมแรง ใกล้เคียงกับต้นส่าเหล้ามาก(ซึ่งจะพูดถึงในเรื่องไม้เลื้อย)ชอบดินร่วนที่มีอินทรียวัตถุมาก มีการระบายน้ำดี และชอบ อยู่ในที่ร่มรำไร อย่าพาไปปลูกกลางแดดจัดใบจะไหม้กรอบไม่สวย ถ้าร่มเกินดอกก็จะน้อย ทรงต้นชะลูดเก้งก้าง
 ในธรรมชาติพบกระจายพันธุ์อยู่ในป่าดิบชื้นในภาคตะวันออกเฉียงใต้และภาคใต้ และปัจจุบันเริ่มมีการกระทบกระเทือนลดจำนวนในถิ่นกำเนิด อาจเป็นเพราะคุณสมบัติเป็นที่ต้องการของตลาดส่วนหนึ่งโดนล้อมมา หรือ การงอกของเมล็ดและการเจริญของต้นอ่อนในถิ่นกำเนิดไม่เป็นไปตามเป้า แต่ยังไงคงไม่สูญหายไปง่ายๆ ตอนนี้คงอยู่ตามบ้านนู้นบ้านนี้ไปทั่วแล้ว
ระยะออกดอก : เดือนมกราคม-สิงหาคม
ขยายพันธุ์ ---ด้วยการ ปักชำกิ่ง ทาบกิ่ง ตอนกิ่งและเพาะเมล็ด


 พวงไข่มุก/Sambucus canadensis


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Sambucus canadensis L.
ชื่อพ้อง---Has 17 Synonyms

-Sambucus canadensis f. aurea (J.F.Cowell ex L.H.Bailey) Rehder -Sambucus nigra subsp. canadensis (L.) Bolli
-Sambucus canadensis f. delicatissima Schwer. -Sambucus orbiculata Greene
-Sambucus canadensis var. laciniata A.Gray -Sambucus oreopola Donn.Sm.
-Sambucus canadensis subsp. laciniata (A.Gray) A.E.Murray -Sambucus planteriensis Simon-Louis ex Dippel
-Sambucus canadensis var. oreopola (Donn.Sm.) Rehder -Sambucus plantierensis Koehne
-Sambucus canadensis var. submollis Rehder -Sambucus rehderiana Schwer.
-Sambucus cerulea var. arizonica Sarg. -Sambucus repens Raf.
-Sambucus eberhardtii Danguy -Sambucus simpsonii Rehder
-Sambucus nigra var. canadensis (L.) B.L.Turner

ชือสามัญ     ---American elder, American black elderberry, Canada elderberry, Common elderberry
ชื่ออื่น     ---ระป่า, อุน, อุนฝรั่ง
ชื่อวงศ์    ---ADOXACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์    ---อเมริกาเหนือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้


เป็นพืชพื้นเมืองไปทางทิศตะวันออกและภาคกลางของอเมริกาเหนือจากโนวาสโกเชียและแมนิโทบาใต้ ไปฟลอริดาและเท็กซัส ขึ้นอยู่ตามลำธาร รืมแม่น้ำ ชายป่าไม้ พบได้ที่ระดับความสูงประมาณ 200-1,300 เมตร
 ต้นอูนหรือที่รู้จักกันในชื่อทั่วไปว่าพวงไข่มุก เป็นไม้พุ่มผลัดใบแผ่กิ่งก้านสาขา ลำต้นตั้งตรงสูง 2-4 เมตร ทรงพุ่มโปร่ง กิ่งแก่กลวง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้นออกตรงข้าม ปลายใบแหลม ขอบใบหยักฟันเลื่อย ดอกสีขาวกลิ่นหอม ออกเป็นช่อตามปลายกิ่ง ช่อใหญ่เป็นพุ่มกว้าง ขนาดประมาณ 10-25 ซม. ดอกไม้สีขาว (เกสรเพศผู้สีเหลือง)  ดอกมีน้ำมันหอมระเหยและสารที่มีรสขม  ผลกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5 มม. สีม่วงดำเป็นมัน
ต้องการตำแหน่งที่มีแสงแดดหรือร่มเงาบางส่วน ขึ้นได้ในดินหลายชนิด ดินชื้นสม่ำเสมอ มีการระบายน้ำดี มีค่า pH เป็นกลาง
-ใช้ปรโยชน์ -ใช้กินได้ ผลสุก นำไปทำแยม  และขนมพาย ในบางประเทศใช้ยอดอ่อนปรุงอาหาร ชงน้ำดื่มและทำไวน์   
-ใช้เป็นยา เป็นสมุนไพรที่ใช้โดยชนเผ่าพื้นเมืองในอเมริกาเหนือ ดอกแห้งเป็นยาชง ช่วยขับเหงื่อ เปลือกต้นรากเป็นยาขับปัสสาวะ -ใช้อื่น ๆ ใบและเปลือกด้านในของหน่ออ่อนถูกใช้เป็นยาขับไล่แมลง ดอกแห้งใช้เพื่อขับไล่แมลงและสัตว์ฟันแทะ ยาต้มของใบสามารถใช้เป็นยาฆ่าแมลง
-รู้จักอันตราย ผลไม้มีสารอัลคาลอยด์และไซยาโนเจนไกลโคไซด์ ที่เป็นพิษ สารพิษในผลไม้อาจมีความเป็นพิษต่ำมากและถูกทำลายเมื่อผลไม้สุก
ผลมีสรรพคุณเป็นยาระบาย ขับปัสสาวะและช่วยลดไข้ ดอกไม้จะถูกทำเป็นชาเพื่อลดไข้และสำหรับอาการเจ็บคอและปวดท้อง เปลือกและใบใช้ภายนอกเป็นยารักษาโรคผิวหนังและบรรเทาอาการปวด
ระยะออกดอก ---มิถุนายน-สิงหาคม
ขยายพันธุ์ ---เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ

มโนรมย์/ Erythrina crista-galli

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Erythrina crista-galli L.
ชื่อพ้อง    ---Has 12 Synonyms

-Corallodendron crista-galli (L.) Kuntze -Erythrina laurifolia Jacq.
-Erythrina compacta W.Bull -Erythrina pulcherrima Tod.
-Erythrina crista-galli var. corallina N.F.Mattos -Erythrina speciosa Tod.
-Erythrina crista-galli var. longiflora M.A.Zapater & E.C.Lozano -Micropteryx crista-galli (L.) Walp.
-Erythrina fasciculata Benth. -Micropteryx fasciculata (Benth.) Walp.
-Erythrina graefferi Tineo -Micropteryx laurifolia (Jacq.) Walp.


ชื่อสามัญ     ---Brazilian coral tree, Cock's comb coral tree, Cockspur coral tree, Common coral tree, Coral tree, Cry baby, Cry-baby tree, Crybaby tree, Crybabytree, Fireman's cap, Fireman's cap tree
ชื่ออื่น     ---มโนรมย์, สราญรมย์, ทองหลางดอกแดง, :; [Chinese: Jī guān cì tóng]; [Tiếng Việt: Vông mồng gà]; [Italiano: albero di corallo]; [Spanish: ceibo, seíbo]; [Portuguese: corticeira]
ชื่อวงศ์    ---FABACEAE (LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์    ---อเมริกาใต้-บราซิล อาร์เจนติน่า อุรุกวัย เอเซีย ออสเตรเลีย

 

พบในพื้นที่ป่าเปิด ป่าทุติยภูมิ ดินชื้นตามหนองน้ำ ทุ่งหญ้าริมแม่น้ำ ปากแม่น้ำ เติบโตได้ดีในภูมิภาคเขตรอนและกึ่งเขตร้อน
ในประเทศไทยนำเข้ามาเมืองไทยโดย  ม.ร.ว. พันธุ์ทิพย์ บริพัตร
ไม้ต้นขนาดเล็กผลัดใบ  สูงได้ถึง 8-10 เมตร  เรือนยอดกลม ลำต้นและกิ่งก้านมีหนาม  ใบเป็นใบประกอบแบบ มี 3 ใบย่อย ก้านใบมีหนาม ใบรูปไข่ ปลายใบแหลม สีเขียวเข้มเป็นมัน แผ่นใบเป็นคลื่น ดอกออกเป็นช่อแบบช่อกระจะที่ปลายกิ่ง ช่อดอกตั้ง ดอกรูปดอกถั่ว สีแดงดอกคล้ายทองหลางฮ่องกง แต่กลีบดอกจะกว้างกว่า ดอกทยอยบาน จากโคนไปหาปลายช่อ ถ้าดอกเป็นสีส้มหรือชมพูจะเรียกขื่อว่า สราญรมย์และถ้าปลูกในที่อากาศเย็นจะติดฝัก**สีสันดอกจัดจ้านสวยงามถ้าชอบ เรื่องใบร่วงก็ควรมองข้ามไป เพราะชีวิตไม่มีอะไรได้ดังใจหมด**
ต้องการตำแหน่งที่มีแสงแดดจัด ดินชื้นสม่ำเสมอและระบายน้ำดี สปีชีส์นี้มีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดินบางชนิดแบคทีเรียเหล่านี้ก่อตัวเป็นก้อนบนรากและตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ ไนโตรเจนบางส่วนนี้ถูกใช้โดยพืชที่กำลังเติบโต แต่บางชนิดก็สามารถใช้โดยพืชอื่น ๆ
-ใช้ประโยชน์ พืชถูกเก็บมาจากป่าเพื่อใช้เป็นยาในท้องถิ่น  มักจะได้รับการปลูก เป็นไม้ประดับในเขตอบอุ่นและในเขตร้อนชื้น
-ใช้เป็นยา ยาต้มเปลือกใช้เพื่อรักษาโรคไขข้อและโรคตับอักเสบ การแช่เปลือกใช้น้ำเป็นยาบ้วนปาก รักษาอาการเจ็บคอและใช้ล้างแผล
-อื่น ๆ ไม้มีน้ำหนักเบา เรียบ มีรูพรุน ความทนทานต่ำ ใช้ในการผลิตพื้นและส้นรองเท้า แกะสลัก ฯลฯ
-รู้จักอันตราย สปีชีส์ Erythrina ทุกชนิดมีอัลคาลอยด์พิษจำนวนมากขึ้นหรือน้อยลงแล้วแต่ชนิด สามารถพบได้ในทุกส่วนของพืช แต่จะมีความเข้มข้นมากที่สุดในเมล็ด ควรใช้ความระมัดระวังในการใช้งานของพืชที่เกี่ยวข้องกับการกลืนกิน อัลคาลอยด์เหล่านี้มีลักษณะคล้าย Curare (ที่ได้จาก Strychnos) และอาจทำให้เกิดอัมพาตและเสียชีวิตจากการหายใจล้มเหลว
สำคัญ-สายพันธุ์นี้เป็นต้นไม้ประจำชาติของอาร์เจนตินาและอุรุกวัย
ระยะออกดอก --- ธันวาคม-มกราคม
ขยายพันธุ์ ---เมล็ด ตอนกิ่ง

เทียนกิ่ง/Lawsonia inermis

 

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Lawsonia inermis L.
ชื่อพ้อง    ---Has 6 Synonyms
---Alcanna spinosa (L.) Gaertn.
---Casearia multiflora Spreng.
---Lawsonia alba Lam. nom. illeg.
---Lawsonia speciosa L.
---Lawsonia spinosa L.
---Rotantha combretoides Baker
ชื่อสามัญ     ---Henna tree, Mignonette tree, The Egyptian privet, Camphire, Henna, Cypress shrub
ชื่ออื่น     ---เทียนขาว,  เทียนแดง, เทียนข้าวเปลือก, ; [Spanish: alcana, alhena]; [Portuguese: alfeneiro, hena, hésia]; [Cambodia: krâpéén]; [Germany: Hennastrauch]; [India: hena, marithoni, maruthani, mehedi, mendhi, mendi]; [Indonesia: inai]; [Laos: kaaw]; [Malaysia: hinna, inai, pacar kuku]; [Myanmar: dan]; [Pakistan: hena, mendhi]; [Philippines: cinamomo]; [Vietnam: lá mòn, nhuôm móng].
ชื่อวงศ์    ---LYTHRACEAE
ถิ่นกำเนิด    --- ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย  ตอนเหนือของแอฟริกา


ต้นไม้ที่พบเห็นได้ตามธรรมชาติมักพบตามริมลำธาร ริมแม่น้ำที่น้ำท่วมถึงชั่วคราว หรือบนเนินเขาและในซอกหินที่ระดับความสูง 1,350 เมตร
ปัจจุบันสายพันธุ์นี้สามารถพบได้ในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนมักจะปลูกในสวนภายในบ้านและการผลิตเชิงพาณิชย์ ที่จำกัดอยู่เพียงไม่กี่แห่งในอินเดีย ปากีสถาน อิหร่าน อียิปต์ ลิเบีย ไนเจอร์และซูดาน เติบโตได้ที่ระดับความสูงไม่เกิน 2,000 เมตร
เทียนกิ่งเป็นไม้พุ่มกึ่งรอเลื้อยขนาดกลาง มีความสูงของต้นประมาณ 3-6 เมตร ลำต้นแตกกิ่งก้านสาขามากเป็นพุ่มกว้าง ลักษณะของกิ่งก้านเมื่อยังอ่อนเป็นรูปสี่เหลี่ยม สีเขียวนวล กิ่งเมื่อแก่จะมีหนาม เปลือกลำต้นเรียบเป็นสีน้ำตาลอมสีเทา ใบออกตรงข้าม รูปไข่รูปรีถึงรูปใบหอกกว้าง 1.5-5 ซม. x 0.5-2 ซม. ดอกออกเป็นข่อติดกันเป็นกระจุกยาว โดยจะออกตามยอดกิ่ง ดอกย่อยมีขนาดเล็ก แบ่งเป็นสองสายพันธุ์คือ พันธุ์ดอกขาวและพันธุ์ดอกแดง ดอกมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ผลเป็นรูปทรงกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4-8 มม คล้ายกับเมล็ดพริกไทย ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกหรือแก่เต็มที่แล้วจะเป็นสีน้ำตาลและแตกได้ ภายในผลมีเมล็ดเมล็ดยาว 3 มม สีน้ำตาลเข้มจำนวนมาก อัดกันแน่น
เจริญเติบโตได้เร็ว ต้องการแสงแดดเต็มวัน ขึ้นได้ดีในดินทุกชนิดที่มีความชื้นปานกลางถึงต่ำ สามารถเติบโตได้ในดินที่ไม่ดีเต็มไปด้วยหินและเป็นทราย ดินมีค่า pH 5-7 ทนได้ 4.3 - 8 เทียนกิ่งมีอายุยืนยาวอยู่ได้ถึง 12-25 (40) ปี  


-ใช้ประโยชน์ ในยุคกรีกโบราณเฮนน่าเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นพืชสมุนไพรและเครื่องสำอาง
-ใช้เป็นยา ใช้ในการแพทย์แผนโบราณเพื่อการรักษาโรคเกือบทุกชนิด เป็นสมุนไพรฝาดที่มีกลิ่นหอมคล้ายชาที่ควบคุมเลือดและต้านเชื้อแบคทีเรีย ถือได้ว่าเป็นยาชูกำลังที่เปลี่ยนแปลงเส้นประสาทในยาอายุรเวท -การย้อมผมด้วยเฮนน่าจะฆ่าเหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ใบถูกนำมาใช้ภายในในการรักษาโรคบิด โรคท้องร่วงและเพื่อส่งเสริมการไหลของประจำเดือน ใช้เป็นน้ำยาบ้วนปากเพื่อรักษาอาการเจ็บคอ สารสกัดจากใบมีผลต่อการสมานผิวบนผิวหนัง ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา รักษาโรคผิวหนังต่าง ๆ (รวมถึงโรคเรื้อน) ใช้ใบสดตำพอก เล็บขบและเป็นหนอง
-อื่น ๆ ใช้ในวงการเครื่องสำอางค์ใช้ผงเทียนกิ่งเป็นยาย้อมผมให้เป็นสีน้ำตาลแดงหรือแดงปนส้ม และจะช่วยปกป้องผมจากแสงแดด ใช้น้ำมันหอมระเหยที่ได้จากดอกไม้ในการทำน้ำหอมกลิ่นของไลแลค ไม้เนื้อละเอียดและแข็ง มันถูกใช้สำหรับการทำวัตถุขนาดเล็กเช่นหมุดเต็นท์และเครื่องมือจับและใช้เป็นเชื้อเพลิง
-ความเขื่อ/พิธีกรรม เฮนน่าถูกใช้มานานนับพันปีโดยเฉพาะในอินเดียในฐานะเครื่องสำอางและสีย้อมผม มันเป็นหนึ่งในเครื่องสำอางที่เก่าแก่ที่สุดในโลก บันทึกที่เป็นลายลักษณ์อักษรของวันที่ใช้งานมานานกว่า 2,500 ปี มันมีความสำคัญอย่างยิ่งในศาสนาอิสลามซึ่งมีการใช้ในพิธีต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งพิธีแต่งงาน เฮนน่าจะถูกใช้ในการวาดลวดลายที่ซับซ้อนบนผิวหนังโดยเฉพาะที่มือและเท้าของเจ้าสาวและแขกรับเชิญในงาน
ระยะออกดอก ออกผล--- ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง

ฝ้ายแดง/Gossypium arboreum


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Gossypium arboreum L.
ชื่อพ้อง    ---Has 32 Synonyms
---Gossypium nanking Meyen.
---Gossypium obtusifolium Roxb. ex G.Don---(more)
ชื่อสามัญ  ---Ceylon Cotton , Chinese Cotton , Tree Cotton, Asiatic cotton.
ชื่ออื่น      ---ฝ้ายแดง ; [Chinese: shù mián]; [Japanese: Kotton, Wata]; [Portuguese: algodoeiro-arbóreo]; [Spanish: algodonero arbóreo]; [French: cotonnier en arbre]; [German: asiatische Baumwolle]; [Swedish: Trädbomull].
ชื่อวงศ์                ---MALVACEAE
ถิ่นกำเนิด            ---ทวีปเอเชีย  
เขตกระจายพันธุ์    ---อินเดีย ศรีลังกา บังคลาเทศ เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกา


ไม่พบในธรรมชาติ สามารถปลูกได้ในเขตร้อน และเขตร้อนชื้น พบเพาะปลูกเป็นหลักในเอเซียใต้ ซึ่งพบได้ในระดับความสูงถึง 1,600 เมตร
 ฝ้ายแดงเป็นไม้พุ่ม สูงได้2-3 เมตรหรืออาจจะถึง4เมตร ลำต้นสีน้ำตาลแดง หรือม่วง ใบเดี่ยว  2-5 × 2–4.5 ซม.เวียนสลับ รูปไข่ ขอบหยักลึก 3-7 แฉก ก้านใบยาว1.5-10 ซม. ก้านใบและเส้นใบสีแดงคล้ำ ดอกออกเป็นดอกเดี่ยว ออกตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง สีแดงเข้ม หรือ สีเหลืองอ่อน กลางดอกสีม่วงแดงเกือบดำ ผลกลม หัวท้ายแหลม เมื่อแก่แตกได้ เมล็ดกลม สีเขียว คลุมด้วยปุยขนสีขาว ปุยขนที่ติดกับเมล็ดนี้ไม่ได้ทำหน้าที่กระจายพันธุ์ ไม่ฟุ้งกระจายโดนน้ำก็จะยุบหุ้มเมล็ด
เต้องการแสงแดดจัด  ดินที่ อุดมสมบูรณ์และมีการระบายน้ำดี ค่า pH ในช่วง 6 - 7.2 ซึ่งทนได้ 5.3 - 8.5 น้ำและความชื้นพอดี ไม่ค่อยมีโรค อายุอยู่ได้นานหลายปี
-ใช้ประโยชน์ พืชได้รับการเพาะปลูกเพื่อต้องการเส้นใยโดยเฉพาะในอินเดียและแอฟริกา
-ใช้กินได้ เมล็ดมีน้ำมันจำนวนมากซึ่งสามารถใช้แทนน้ำมันมะกอก
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ คอยหมั่นตัดแต่งดอกจะออกให้เห็นอยู่ตลอด แต่งกิ่งใหม่ได้ดอกใหม่ จะปลูกเดี่ยวๆหรือเป็นกลุ่มก็ได้
-ใช้เป็นยา น้ำผลไม้ของรากใช้ในการรักษาไข้
-อื่น ๆเส้นใยฝ้ายมีการใช้อย่างกว้างขวางรวมถึงการทำเสื้อผ้า วัสดุสำหรับบรรจุหมอน หมอนอิง ทำเกลียวเชือก  พรม ฯลฯ
ระยะออกดอก--- ตลอดปี
ขยายพันธุ์--- เมล็ด ตอนกิ่ง

  หม่อน/Morus alba

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Morus alba Linn.
ชื่อพ้อง    ---Has 25 Synonyms
---Morus atropurpurea Roxb.
---Morus chinensis Lodd. ex Loudon
---Morus intermedia Perr.
---Morus latifolia Poir.
---Morus multicaulis (Perr.) Perr.
---Morus tatarica L.---(more)
ชื่อสามัญ     ---White Mulberry, Black-fruited mulberry, Mulberry bush, Mulberry tree, Silkworm mulberry, Silkworm tree
ชื่ออื่น     ---หม่อน มอน (อีสาน) ซึมเฮียะ (จีน); [THAI: Mon.]; [CHINESE: Bai sang, Sang shu, Jia sang, Nu sang, Hu sang, Sang Chih.]; [HINDI: Shahtut, Tut.]; [ITALIAN: Gelso bianco, Gelso comune, Mora di gelso (fruit)]; [JAPANESE: Guwa, Kara guwa, Ma guwa, Kara yama guwa.]; [KOREAN: Ppong, Ppong na mu.]; [MALAY: Bebesaran (Indonesia), Bebesaran lampung (Indonesia, Java), Murbei (Indonesia)]; [NEPALESE: Kimbu.]; [SANSKRIT: Tula.]; [SPANISH: Mora (fruit), Mora blanca, Mora de árbol]; [VIETNAMESE: Tằm tang, Dâu-tàm]
ชื่อวงศ์    ---MORACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---แถบเทือกเขาหิมาลัย อินเดียและจีนตอนใต้ ญี่ปุ่น เกาหลี อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์


พืชเขตร้อนและเขตอบอุ่นสามารถปลูกได้ที่ระดับความสูงระหว่าง 300 - 3,300 เมตร
ในประเทศไทยปลูกกันมากทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
หม่อนหรือมัลเบอรี่ เป็นพืชที่ขึ้นได้เองตามธรรมชาติ ขึ้นได้ทั้งดินดีดินเลว แต่ห้ามน้ำขัง ตายเอาง่ายๆ ควรปลูกในดินร่วนปนทราย ระบายน้ำดีเหมาะที่สุด
เป็นไม้ยืนต้นมีความสูงประมาณได้ถึง 3-7 เมตร ไม่ต้องกังวลล่ะ ตัดแต่งได้เนื้อไม้ไม่แข็งมากตัดง่าย คุมไว้แต่เนิ่นๆสม่ำเสมอ เปลือกลำต้นของหม่อนมีสีน้ำตาลอ่อน ใบเดี่ยวสีเขียวเข้ม เป็นรูปใบโพธิ์ ขอบใบหยักฟันเลื่อย อาจเว้าในหม่อนบางพันธุ์ ดอกมีขนาดเล็ก ดอกย่อย มี 4 กลีบ ออกตามซอกใบ ผลเป็นผลรวม ยาว 1–1.5 ซม. เมื่ออ่อนสีเขียวสุกสีม่วงดำ
เติบโตได้ดีที่สุดในตำแหน่งที่มีแดด เติบโตได้ในดินที่หลากหลายตั้งแต่ดินร่วนปนทรายไปจนถึงดินเหนียว ที่มีความชื้นพอเพียง ต้องการ pH ในช่วง 5.5 - 7.5 ซึ่งทนได้ 4.3 - 8.3
ใช้ประโยชน์ ต้นไม้มีประโยชน์หลายอย่างให้คุณค่าโดยเฉพาะผลไม้ที่กินได้และใช้เป็นยา มันได้รับการปลูก ในสวนบ้านสำหรับผลไม้ที่กินได้ และมักจะเปลูกเป็นไม้ประดับ  
-ใช้กินได้  ผลสุกรับประทานได้มีรสหวานอมเปรี้ยว
-ใช้เป็นยา ยอดอ่อนและใบหม่อนตากแห้งใช้ทำชาชงกินได้ ชาวญี่ปุ่นดื่มน้ำชาจากผงใบหม่อน และรากหม่อนมาเป็นเวลากว่า60ปีเชื่อกันว่าจะช่วยรักษาสุขภาพ และเพื่อใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูง ต้นหม่อนมีประวัติยาวนานในการใช้ยาในการแพทย์แผนจีนเกือบทุกส่วนของพืชถูกนำมาใช้ ใบมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย, เป็นยาสมานแผล ถูกนำมาใช้ภายในในการรักษาหวัด, ไข้หวัดใหญ่, การติดเชื้อที่ตาและเลือดกำเดาไหล  สารสกัดจากใบสามารถนำมาใช้ในการรักษาโรคเท้าช้าง ลำต้นเป็นยาขับปัสสาวะ ปวดไขข้อ ความดันต่ำ ผลไม้มีฤทธิ์บำรุงไต ใช้ในการรักษาปัสสาวะเล็ด, วิงเวียน, หูอื้อ, นอนไม่หลับเนื่องจากโรคโลหิตจาง โรคประสาทอ่อน ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ผมหงอกก่อนวัยและอาการท้องผูกในผู้สูงอายุ เปลือกของรากนั้นมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ, ขับเหงื่อ, ขับปัสสาวะ, เสมหะ ใช้ภายในในการรักษาโรคหอบหืด, ไอ, โรคหลอดลมอักเสบ, บวม, ความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน เปลือกไม้เป็นยาถ่ายพยาธิตัวตืด
-นิยมนำมาปลูกประดับตามบ้าน เลี้ยงง่ายมีผลออกให้ดูง่าย-อื่น ๆ นิยมปลูกตามหมู่บ้านเพื่อใช้ใบเป็นอาหารเลี้ยงตัวไหม
ระยะออกดอกออกผล--- ตลอดปี
ขยายพันธุ์ --- เมล็ด ปักชำ

รามใหญ่/Ardisia elliptica

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Ardisia elliptica Thunb.
ชื่อพ้อง    ---Has 13 Synonyms

-Ardisia kotoensis Hayata -Bladhia squamulosa (C.Presl) Nakai
-Ardisia littoralis Andrews -Climacandra littoralis (Andrews) Kurz
-Ardisia sorsogonensis Elmer ex Merr. -Icacorea humilis Britton
-Ardisia squamulosa C.Presl -Icacorea solanacea Britton
-Ardisia umbellata Roxb. -Icacorea zeylanica Lam. ex Schult.
-Bladhia elliptica (Thunb.) Nakai -Tinus squamulosa (C.Presl) Kuntze
-Bladhia kotoensis (Hayata) Nakai

ชื่อสามัญ     ---Shoebutton ardisia, Duck's eye, Coralberry, Seashore ardisia, China shrub,Jet berry.
ชื่ออื่น     ---พิลังกาสา ทุรังกาสา ปือนา; [Thailand: langphisa; ramyai; thulangkasa]; [Malay-Singapore: Mata pelandok, Mata ayam, Mata itek, penar; rempenai]; [Indonesia: Lempeni]; [Chinese: Lán yǔ shù qǐ, dong fang zi jin niu]; [Japan: Seironmanryou]; [Philippines: bahagion; katagpo; kolen]; [Puerto Rico: mameyuelo]; [Samoa: togo vao]; [USA: inkberry; jet berry].
ชื่อวงศ์    ---MYRSINACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์  --อินเดียตอนใต้, ศรีลังกาไปยังหมู่เกาะนิโคบาร์, ไทย, กัมพูชา, เวียดนาม, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, นิวกินี

พบขึ้นตามหาดทรายที่อยู่ใกล้ชายฝั่งในสถานที่ต่าง ๆ เช่นตามชายหาด ขอบป่าชายเลน ริมแม่น้ำที่ระดับความสูงไม่เกิน 30 เมตร มันเติบโตในสวนเป็นไม้ประดับและได้กลายเป็นสายพันธุ์ที่รุกรานในเปอร์โตริโก , เขตร้อนของออสเตรเลีย ( ควีนส์แลนด์ , ดินแดนทางเหนือ), ฟลอริดาตอนใต้ในสหรัฐอเมริกา, แคริบเบียน , หมู่เกาะ Mascarene , เซเชลส์ , และในหมู่เกาะแปซิฟิกหลายแห่งเช่นฮาวาย
ประเทศไทยพบได้ทางภาคใต้ รามใหญ่เป็นไม้ยืนต้น สูงได้ถึง 4 เมตร กิ่งแขนงรูปทรงกระบอกหรือเป็นเหลี่ยม สีน้ำตาลแกมเทาใบเดี่ยวเรียงสลับ  รูปรีถึงรูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง 3.5-7.5 ซม.ยาว 12.5-25 ซม.ปลายใบแหลมหรือกลม โคนใบรูปลิ่ม เนื้อใบมีจุดโปร่งแสงกระจายทั่วไป ดอกช่อออกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาวแกมชมพูจางๆ กลีบเลี้ยงและกลีบดอกอย่างละ5กลีบ  2  รูปซ้ายข้างบนไม่ใช่ดอกแต่เป็นรูปการติดผล ผลไม้รูปกลมมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 6 - 11 มม.ผลอ่อนสีเขียว แล้วเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อสุกและแก่จัดจะเป็นสีดำหรือม่วงเข้มมีเมล็ดแข็งเมล็ดเดียวรูปทรงกลมแป้นเล็กน้อย
ต้องการแสงแดดจัดหรือร่มเงาบางส่วน ชอบดินที่ชื้นหรือเปียกชื้นที่อุดมสมบูรณ์และสามารถปลูกได้ในดินเหนียว อายุการใช้งานอยู่ได้10-25(40) ปี

 

ใช้ประโยชน์ พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารและยารักษาโรค มันมักจะเติบโตเป็นไม้ประดับมีค่า
-ใช้กินได้ ผลไม้ - ดิบรสเปรี้ยวเล็กน้อย มีแป้งเล็กน้อย แต่ไม่มีรสชาด หน่ออ่อน - ดิบหรือสุกดอกไม้และผลไม้ใช้ปรุงเป็นเครื่องปรุง
-ใช้เป็นยา รากใช้เป็นยาเมื่อคลอด ยาต้มของใบช่วยบรรเทาปวด ใบถูกนำมาใช้เพื่อบรรเทาและรักษาแผล ชาวมาเลย์ใช้ยาต้มจากใบเพื่อรักษาอาการปวดหัวใจ การใช้งานด้านเภสัชกรรมจากสารสกัดจากพืชที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศจีนเพื่อวัตถุประสงค์ในการต้านเชื้อแบคทีเรีย และมีผลในเชิงบวกต่อการลดลงของเซลล์มะเร็งเต้านม
ระยะออกดอกติดผล---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด
**ส่วนตัว-รูปต้นรามใหญ่ ถ่ายมาจาก สวนสมุนไพร สมเด็จพระเทพฯ จ.ระยอง ตอนกลางเดือนสิงหาคม ปี 59 ที่นั่น ปลูกรามใหญ่ ไว้เป็นกลุ่ม หลายต้น ได้แต่รูป ต้น ใบ และผล ส่วนดอกของรามใหญ่ ได้มาจากที่อื่น**


พิลังกาสา/Ardisia polycephala

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Ardisia polycephala Wall. ex A.DC.
ชื่อพ้อง    ---Has 2 Synonyms
---Tinus polycephala (Wall. ex A.DC.) Kuntze
ชื่อสามัญ     ---shoebutton, shoebutton ardisia, shoe-button ardisia
ชื่ออื่น     ---ทุรังกาสา, ลังพิสา, ผักจำ, ผักจ้ำแดง, มะจ้ำใหญ่, ตาปลาราม, จิงจ้ำ, มาตาอาแย, [Thai: Pi-lang Gaa-saa]
ชื่อวงศ์    ---MYRSINACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-จีน พม่า ไทยและเวียดนาม

ในประเทศไทยพบทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง ที่ระดับความสูง 400-900 เมตร รามใหญ่กับพิลังกาสา ลักษณะคล้ายกัน เนื่องจากเป็นไม้ในวงศ์เดียวกัน ยังมีพันธุ์ไม้ในวงศ์พิลังกาสาอีกต้น เรียกว่า มะจ้ำก้อง ชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Ardisia sanguinolenta รูปของมะจ้ำก้องไม่มีเลยไม่ได้นำมาลง  ทั้งต้น ดอก ใบ ผล ลักษณะนิสัย รวมถึงสรรพคุณในทางสมุนไพร คล้ายคลึงกันมาก จากการสังเกตุความแตกต่างทั่วไป ลักษณะใบของรามใหญ่ จะใหญ่กว่า โคนใบจะสอบแคบกว่า พิลังกาสา
พิลังกาสาเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูงได้ถึง 8 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลเข้ม เกลี้ยงและบาง ใบกว้าง 4-8.5ซม. ยาว 12-20 ซม.ลักษณะใบรูปไข่ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนาแข็งเป็นมันสีเขียวแต่ใบอ่อนจะเป็นสีแดง ดอกเป็นช่อแน่น ดอกย่อยขนาดเล็กเป็นกระจุก สีชมพู ผลสีแดงหรือดำขนาด 0.7-0.9ซม. เนื้อบางมีชั้นหุ้มเมล็ดแข็ง ภายในมี1เมล็ด

 

ใช้ประโยชน์-ใช้กินได้ ใบมีรสฝาด นิยมกินยอดอ่อนเป็นผัก สารสกัดจากพิลังกาสา มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงและปลอดภัย ใช้ในการผสมอาหาร เครื่องดื่ม ขนม ของขบเคี้ยว ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพ หรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทชา
 -ใช้เป็นยา ใบ มีรสเฝื่อนร้อน แก้โรคตับพิการ แก้ท้องเสีย แก้ไอ ราก มีรสเฝื่อนเมาเปรี้ยว ตำกับสุราเอาน้ำรับประทาน เอากากพอกปิดแผล ถอนพิษงู แก้กามโรคและหนองใน ต้น แก้โรคเรื้อน ดอก มีรสเฝื่อนขม ฆ่าเชื้อโรค เมล็ด แก้ลมพิษ ผล มีรสร้อน ฝาด แก้ไข้ ท้องเสีย แก้ลมพิษ แก้ธาตุพิการ แก้ซาง
ใช้ปลูกประดับเป็นไม้ระดับกลางในสวนได้
ระยะติดดอกติดผล---ตลอดปี
ขยายพันธุ์ ---เมล็ด

ส้มกุ้งขน/Ardisia helferiana

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Ardisia helferiana Kurz.
ชื่อพ้องHas 5 Synonyms    
---Ardisia albiflora Pit.
---Ardisia crispipila Merr.
---Ardisia dinhensis Pit.
---Ardisia villosula Pit.
---Tinus helferiana (Kurz) Kuntze
ชื่อสามัญ     ---None
ชื่ออื่น     ---แม่ฮ้าง, คราม, ครามกุ้ง, จีนจำ, ตาไก่, ตาปลา, พระยาราม, พุมมะราชา, [Thai: Som kung khon (Prachin Buri); kang pla (Trat); Khram, Khram kung (Prachuap Khiri Khan); Chin cham, mae hang, Ta kai (Surat Thani); Ta pla (Trat); Phraya ram (Chumphon); Pummaracha];[Vietnam: Cơm nguội búng, Cây Cơm Nguội Búng]
ชื่อวงศ์    ---PRIMULACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---กัมพูชา พม่า ไทย ลาว เวียตนาม



ส้มกุ้งขนเป็นไม้วงศ์เดียวกับพิลังกาสาอีกต้น รูปนี้ถ่ายมาจาก สวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพฯ จ.ระยอง เหมือนกัน ส้มกุ้งขนเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 3 เมตร กิ่งก้านมีขนปกปุย หนาแน่น ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปวงรีแกมขอบขนาน หลังใบมีขนสั้นๆ ท้องใบมีขนที่ยาวและหนาแน่นกว่าโดยเฉพาะที่เส้นกลางใบ ดอกออกเป็นช่อกระจะเชิงหลั่น ออกที่ซอกใบ ดอกย่อยมีจำนวนมาก มีขนปกปุย หนาแน่น กลีบดอกสีม่วงแกมชมพูมีจุดประสีม่วงเข้มกระจายทั่วไป ผลสดรูปทรงกลม สีม่วงเข้ม
ชอบแดดจัด น้ำปานกลาง ดินมีการระบายน้ำดี
-ใช้ประโยชน์-ใช้เป็นยา ในเวียตนามใช้รากรักษาโรคไขข้ออักเสบปวดไต ยาพื้นบ้านอีสาน ใช้ใบแก้ตับพิการ ผล บำรุงกำลัง
-ปลูกเป็นไม้ประดับ นำมาใช้จัดสวนโดยปลูกเป็นต้นเดี่ยวๆหรือเป็นกลุ่มใหญ่ได้
-อื่น ๆ ไม้ใช้ทำฟืน
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง


ปลาไหลเผือก/TONGKAT ALI


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Eurycoma longifolia Jack
ชื่อพ้อง    ---Has 1 Synonyms
---Eurycoma merguensis Planch.
ชื่อสามัญ    ---Long Jack, Malaysian ginseng
ชื่ออื่น     ---ตรึงบาดาล,  แฮพันชั้น, หยิกบ่อถอง, หยิกไม่ถึง; [Thai: lan-don, hae phan chan, phiak, plaa lai phuenk, tung saw ]; [Bahrain: Langir siam]; [Laos: tho nan]; [Indonesian: Bidara laut และ pasak bumi]; [Malayalam: penawar pahit, bedara merah, lempedu pahit, tongkat ali]; [Vietnam: cây bá bệnh, hau phat, bba binh]; [Japan: babi kurus]; [Malay:Tongkat ali, Pasak bumi].
ชื่อวงศ์    ---SIMAROUBACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียตนาม ไทย ลาว อินเดีย บาห์เรน


ปลาไหลเผือก เป็นไม้ ยืนต้นขนาดเล็กสูงได้ถึง 3-10 เมตร พบขึ้นกระจายในป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง และป่าดิบชื้น ระดับความสูงจนถึงประมาณ 700 เมตร ลำต้นไม่ค่อยแตกกิ่งก้าน มักเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง ถึงจะปลูกอยู่กลางแจ้งก็ตาม เป็นการเอนตามธรรมชาติไม่ใช่ด้วยสภาพแวดล้อม ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อยมีอยู่20-30คู่ แต่ละใบขนาดกว้าง1.2-3 ซม ยาว 5-12 ซม. ออกเป็นกระจุกบริเวณปลายกิ่ง  สีเขียวเข้มด้านล่างมีนวลสีเงิน ยอดอ่อนและใบอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดง ดอกออกที่ซอกใบเป็นแบบดอกช่อ ดอกย่อยขนาดเล็กขนาด 0.5 ซม. กลีบดอกสีม่วงแดง ผลเป็นผลสดรูปยาวรีขนาด 1.2-2 ซม.รูปขอบขนาน ปลายเป็นจงอยสั้นๆ เมื่อสุกเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีแดง บางครั้งแตกออกได้
**ส่วนตัว-ต้นนี้ไม่มีรูปดอกผลให้ดูเลย ถ่ายมาจากสวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพฯ จ.ระยอง หามาปลูกไม่ง่ายถ้าบังเอิญไปเจอก็อาจไม่ซื้อ เพราะไม่สวย ไม่รู้จัก ต้นไม้หลายต้นที่หายากสูญเสียโอกาสไปไม่น้อย  หลายต้นที่นำมาลงในหัวข้อ บางทีก็ไม่ได้ลงเพื่อแนะนำให้เพื่อปลูกประดับหรือไว้ใช้จัดสวน แต่ลงไว้เพื่อให้รู้ **
ใช้ประโยชน์ -ใช้เป็นยา ปลาไหลเผือกต้นนี้ประเทศในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้มักใช้เป็นสมุนไพรพื้นบ้าน สรรพคุณอย่างย่อ ใช้ราก ลดไข้ ต้านมาลาเรีย ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ บำรุงหลังคลอดบุตร ลดความวิตกกังวล เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็ง ต้านการก่อเกิดเนื้องอก ลดน้ำตาลในเลือด
มีการเผยแพร่ทั่วไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินโดจีน ในชื่อ "tongkat ali" และ "pasak bumi"โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารสกัดจากน้ำและยาต้มจากราก เป็นยาพื้นบ้านที่รู้จักกันดีซึ่งช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ  นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นว่ามีคุณสมบัติต้านการอักเสบ, ต้านมาลาเรีย, เป็นยาต้านจุลชีพและสารต้านอนุมูลอิสระ
ระยะเวลาออกดอก---พฤศจิกายน-มกราคม
ขยายพันธุ์ ---เมล็ดและตอนกิ่ง


ไคร้ย้อย/Elaeocarpus grandiflora


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Elaeocarpus grandiflora Sm.
ชื่อพ้อง    ---Has 6 Synonyms
---Cerea radicans Thouars
---Elaeocarpus lanceolatus Blume
---Elaeocarpus radicans (Thouars) Hiern
---Monocera grandiflora (Sm.) Hook.Unresolved
---Monocera lanceolata (Blume) Hassk.Unresolved
---Perinka grandiflora (Sm.) Raf
ชื่อสามัญ     ---Blue olive berry, Fairy petticoats, Fringe bells, Lily of the valley tree.
ชื่ออื่น     ---สารภีน้ำ, แต้วน้ำ, มุ่นน้ำ, ดอกปีใหม่, คล้ายสองหู, ผีหน่า,ย กระดิ่งนางฟ้า, [THAILAND: Khrai yoi, Mun nam, Phi nai.]; [PHILIPPINES: Mala (Tag.)]; [BURMA: Ye saga; [INDONESIA: Anyang-anyang, Ki ambit, Kemaitan.]; [MALAYSIA: Ando, Andor.]; [VIETNAM: Côm hoa lớn]
ชื่อวงศ์    ---ELAEOCARPACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเชีย
เขตกระจายพันธุ์    ---เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ - พม่า ไทย กัมพูชา ลาว เวียดนา มมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์

 

ชอบขึ้นตามที่ลุ่มใกล้น้ำ  ตามลำห้วย ลำธาร ตามป่าดิบและขึ้นทั่วไปตามป่าโปร่งและป่าเบญจพรรณ ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 50-800เมตร
ไคร้ย้อยเป็นไม้ต้นขนาดเล็กหรือขนาดกลางไม่ผลัดใบ ต้น สูงประมาณ 5-30 เมตร ลักษณะ เรือนยอดแผ่กว้างเป็นพุ่มทึบ ผิวเปลือกต้นสีน้ำตาลอมเทา ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ รูป ไข่ โคนใบและปลายใบแหลม หนา ด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขนประปราย โคนใบสอบปลายใบเว้าเล็กน้อย ขนาดใบกว้าง2-5ซม.ยาว7-19ซม.ดอก เป็นดอกช่อแบบช่อกระจะตามซอกใบและปลายกิ่ง ห้อยลง ดอกย่อยมีกลีบเลี้ยง5กลีบ กลีบดอก5กลีบ ที่โคนกลีบดอกด้านในจะมีกลุ่มขนเรียงตัวกันอยู่ ดอกตูมสีน้ำตาลปนส้ม เมื่อบานเป็นช่อ สีขาว ผล สดสีเขียวมีเนื้อหุ้มบางๆ  ทรงกลมรีหรือรูปกระสวย กว้าง 1.5-2 ซม. ยาว 3-4 ซม. ผิวผลบางเรียบ เกลี้ยง แข็งมาก  มีเพียงเมล็ดเดียว
เติบโตได้ดีในที่ที่มีแสงแดดปานกลางถึงร่มเงาซึ่งต้องการดินที่อุดมสมบูรณ์ชุ่มชื้นและมีสภาพดี
ใช้ประโยชน์ พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นยา  เป็นเรื่องธรรมดาที่จะปลูกไว้เป็นไม้ประดับด้วย
-ใช้เป็นยา ส่วนที่ใช้ เปลือกไม้ใบและเมล็ด ยาต้มใบเป็นยาชูกำลังและใช้สำหรับรักษาอาการเจ็บปวด เปลือกไม้บดใช้พอกแผล ใบใช้สำหรับรักษาโรคซิฟิลิส ใช้สำหรับโรคของผู้หญิง - ในประเทศอินโดนีเซียผลไม้ใช้สำหรับแก้ปวดบิดและกระเพาะปัสสาวะ เปลือกต้นสำหรับไตอักเสบและเฉพาะที่สำหรับแผล ในมาเลเซียใช้หลังคลอดเพื่อปรับปรุงการไหลเวียนโลหิตส่งเสริมการหดตัวของมดลูก, ขับลมและเป็นยาระบาย สารสกัดน้ำจากใบผลไม้และกิ่งไม้ถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคเบาหวาน
-เป็นไม้เนื้ออ่อน ผุง่าย ปลูกเป็นไม้กันดินพังทลายตามชายน้ำ
ระยะออกดอก---มกราคม-เมษายน--- ติดผล---มีนาคม-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์ --- เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง  ปักชำ


ปีบยูนนาน/ Radermachera  Sinica

 

ชื่อวิทยาศาสตร์     --- Radermachera sinica (Hance) Hemsl.
ชื่อพ้อง    ---has 3 Synonyms
---Radermachera borii C.E.C Fisch.
---Radermachera tonkinensis Dop
---Stereospermum sinicum Hance
ชื่อสามัญ     ---China doll, Serpent tree, Emerald tree, Asian Bell Tree.
ชื่ออื่น     ---ปีบยูนนาน, ปีบไหหนาน
ชื่อวงศ์    ---BIGNONIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---จีน ไต้หวัน
มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเทือกเขากึ่งเขตร้อนของ จีน ตอนใต้และ ไต้หวัน    
ปีบยูนาน เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางสูงไม่เกิน5เมตร  ใบสีเขียวเป็นมัน  ออกดอกเป็นช่อที่ยอด ทยอยบาน รูปร่างดอกเหมือนทรัมเป็ตสีขาวยาวประมาณ7 ซม.ดอกไม่ค่อยทนจะร่วงง่าย แต่ความที่ดอกดกจึงมักไม่ขาดดอกให้ดู**ส่วนตัว-ไม้ต้นนี้ เขาร่ำลือกันว่าดอกหอมจรุงใจกันนักกันหนา  หอมทั้งวัน แถมว่าเหมือนกลิ่นแป้งร่ำ  กลิ่นโบราณแบบไทยๆ ขัดกับชื่อที่เหมือนเป็นต้นไม้มาจากจีน ปีบยูนนานหรือปีบไหหนานนี้จะออกดอกทั้งปี ชอบแดดจัดกลางแจ้ง น้ำพอดีๆ เลี้ยงง่ายโตเร็ว
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---ตอนกิ่ง 

สร้อยสุวรรณ/Lophanthera lactescens


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Lophanthera lactescens Ducke
ชื่อพ้อง    ---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ     ---Golden Chain, Golden chain tree, Milky lophanthera
ชื่ออื่น     ---โซ่ทอง, โซ่ทองคำ, สร้อยสุวรรณ,; [Portuguese-Brazil: Chuva-de-ouro-da-Amazônia, Lanterneira, Lofântera-da-Amazônia]; [Spanish-Peru: champán]; [French: Lophanthera laiteux]; [[Malaysia: Rantai Emas]
ชื่อวงศ์    ---MALPIGHIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปอเมริกาใต้
เขตกระจายพันธุ์    ---อเมริกาใต้-บราซิล

มีถิ่นกำเนิดในประเทศบราซิล (เอเคอร์และปารา) ซึ่งอาศัยอยู่ในเขตหวงห้ามในป่าที่อุดมสมบูรณ์ส่วนใหญ่ตามแนวลำธารน้ำที่ระดับความสูงต่ำ
**ส่วนตัว- โซ่ทองคำหรือสร้อยสุวรรณไม้ต้นนี้เข้ามาประมาณปี 52 เป็นไม้ต้นหนึ่งที่ยิ่งโหญ่ ยิ่งสวยเพราะดอกจะออกดกมากขึ้นมันจะเหลืองเต็มต้น ชื่อโซ่ทองคำ นี่ก็ชนะใจแล้ว  ที่เห็นออกดอกมาน้อยนี่อยู่ในเครื่องล้อมในร้านต้นไม้ยังไม่ได้ลงดิน ดอกจึงออกจะดูน้อยไปหน่อย นึกภาพสิว่าถ้าลงดินแผ่กิ่งก้านออกดอกฟูแล้วจะสวยขนาดไหน เห็นแต่รูปแบบนี้ก็ดูงั้นๆ**
ไม้ใหญ่ยืนต้น สูงได้ถึง 20 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 30-40 ซม.ใบออกเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ ก้านใบยาว 3-4 ซม. ใบจะออกถี่ที่ปลายยอด ทำให้เกิดร่มเงาดีมาก ลักษณะใบของโซ่ทองคำเป็นใบรูปรีแกมรูปขอบขนาน ยาวประมาณ 24 ซม. และกว้าง 12-16 ซม.ปลายใบและโคนใบแหลม  เนื้อใบค่อนข้างหนาและแข็ง ดอก ออกเป็นช่อใหญ่สีเหลือง ห้อยเป็นระย้า ช่อดอกยาวประมาณ 50-80 ซม. ดอกจะทยอยบาน
ต้องการแดดจัด น้ำปานกลาง ไม่ชอบแฉะ ไม่ชอบน้ำขัง
ใช้ประโยชน์ เป็นไม้ประดับที่มีความสวยงามมากที่สุดต้นหนึ่ง เนื่องจากใบที่อุดมสมบูรณ์และช่อดอกที่ยาวและออกดอกอยู่ยาวนาน เริ่มแพร่กระจายในประเทศเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนเท่านั้น ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาของศตวรรษที่ XX การเติบโตอย่างรวดเร็วนั้นเป็นผลดีต่อการจัดสวนในสวนสาธารณะและสวนหย่อมโดยจัดเป็นกลุ่มหรือเป็นแถวและเหมาะอย่างยิ่งสำหรับปลูกเป็นต้นไม้ริมถนนซึ่งพิสูจน์ได้ว่าเหมาะสมสำหรับจุดประสงค์นี้ในเมืองที่มีมลพิษ นอกจากนี้ยังรวมถึงความเหมาะสมในการเป็นสายพันธุ์ที่ใช้ในการปลูกป่าในพื้นที่เสื่อมโทรมด้วย
ระยะออกดอก --- กุมภาพันธ์-พฤษภาคม---ผลสุก---กันยายน-ตุลาคม
ขยายพันธุ์ --เมล็ด ตอนกิ่ง


ส้านชวา/Dillenia suffruticosa

 

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Dillenia suffruticosa Martelli.
ชื่อพ้อง    ---Has 3 Synonyms
---Dillenia burbidgei (Hook.f. ) Martelli
---Wormia burbidgei Hook.f.
---Wormia suffruticosa Griff
ชื่อสามัญ     --- Simpoh, Shrubby dillenia, Shrubby simpoh
ชื่ออื่น     ---ส้านดอกเหลือง, ส้านชวา,; [Thailand: san yawa]; [Brunei: simpor, simpur]; [Cambodia: plo sbat]; [Indonesia: abuan, simpoh]; [Malaysia: simpoh air, simpor bini, simpoh gajah]; [Sri Lanka: diyapara, godapara, para].
ชื่อวงศ์    ---DILLENIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---เขตร้อนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้,ศรีลังกา, คาบสมุทรมาเลเซีย, สุมาตรา, ชวา, บอร์เนียว ฮาวาย และสิงคโปร์
มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินโดนีเซีย (กาลิมันตันและสุมาตรา), มาเลเซียและสิงคโปร์ เติบโตในแหล่งที่อยู่อาศัยต่าง ๆ ตามชายป่า ป่าโกงกางในพื้นที่แอ่งน้ำตามริมฝั่งลำธาร ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเล ถึงประมาณ 500 เมตร และยังปลูกที่อื่นในฐานะที่เป็นไม้ประดับเช่นในศรีลังกา เซเชลส์ และในหมู่เกาะแคริบเบียน
เป็น ไม้ยืนต้น สูงได้ถึง 5-10 เมตรแตกใบตั้งแต่โคน ต้นตอนเล็กดูจะเหมือนเป็นไม้กอเตี้ย เปลือกของลำต้นสีม่วงดำ ลักษณะของใบใหญ่ ยาวประมาณ 25 ซม.กว้าง 6-20 ซม ขอบใบจักตื้นโคนใบเปลี่ยนรูปเป็นกาบหุ้มใบ ก้านใบยาว1,5-5 ซม. แผ่นใบสีเขียวสดเป็นมัน ผิวใบสากพอประมาณ ดอกออกที่ยอดเป็นช่อ ช่อละ 4-5 ดอก ก้านช่อดอกยาว 5-10 ซม.ดอกใหญ่เส้นผ่านศูนย์กลาง 8-12 ซม. กลีบดอกรูปไข่ขอบหยัก มี 5กลีบสีเหลืองสดใส กลีบเลี้ยงเล็กสีเขียว ดอกบานต่อเนื่องทีละครั้งวันเดียวแล้วโรย ผลวงรีรูปไข่สีชมพูเข้ม ยาว2-2.5 ซม.กว้าง 1-1.5 ซม. ผลแก่จะแยกเป็น7-9ส่วน มีเมล็ดสีดำที่ถูกปกคลุมด้วยเนื้อลักษณะเป็นดาว6แฉกสีแดงเข้ม กระจายออกมา
ต้องการแสงแดดจัดถึงร่มเงาบางส่วน ดินทรายถึงดินเหนียวที่มีความชื้นสม่ำเสมอและมีการระบายน้ำดี
ใช้ประโยชน์ พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้เป็นยาในท้องถิ่น มักจะปลูกเป็นไม้ประดับในสวน
-ใช้เป็นยา ใช้ในยาแผนโบราณ ใบและรากใช้ในการรักษาอาการอักเสบ คัน ปวดท้องและ ช่วยฟื้นฟูสตรีหลังจากการคลอดบุตร มีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่มีคุณสมบัติในการต้านเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา สารต้านอนุมูลอิสระที่มีแนวโน้ม ต้านมะเร็ง
-ใช้ปลูกประดับ มักจะใช้ในสวนสาธารณะและปลูกประดับสวน ในอาคาร ที่พัก อาศัย เนื่องจากดอกไม้สีเหลืองสดใสที่มีขนาดใหญ่ที่ผลิตออกมาเกือบต่อเนื่อง และผลกับใบไม้ที่โดดเด่น สามารถปลูกในกระถางขนาดใหญ่ได้
-วนเกษตร เนื่องจากการเติบโตอย่างรวดเร็วและความสามารถในการปรับตัวของมันถูกนำมาใช้ในการปลูกป่าในพื้นที่เสื่อมโทรม รากแก้วที่ยาวสามารถเข้าถึงน้ำในระดับความลึก
-ใช้อื่น ๆ ใบใหญ่ถูกนำมาใช้ห่ออาหารเช่นเทมเป้ (เค้กหมักถั่วเหลือง) หรือก่อตัวเป็นกรวยตื้น ๆ เพื่อบรรจุ "อาหารจานด่วน" แบบดั้งเดิมเช่น rojak
สำคัญ-ดอกส้านชวา เป็นดอกไม้ประจำชาติของบรูไน ชาวบรูไน เรียกว่าดอก ซิมพอร์ (Sympor)                                ระยะออกดอก--- ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง

ส้านดอกขาว/Dillenia philippinensis

 

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Dillenia philippinensis Rolfe.
ชื่อพ้อง    ---Has 2 Synonyms
---Dillenia catmon Elmer.
---Dillenia philippinensis var. pubifolia Merr.
ชื่อสามัญ     ---Philippine Simpoh, Philippine Katmon, Philippine dillenia
ชื่ออื่น     ---ส้านดอกขาว [Philippines: katmon kalambug, kalambok, kambug, katmon, palali]
ชื่อวงศ์    ---DILLENIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ – ฟิลิปปินส์  
ไม้วงศ์เดียวกันกับส้านชวา แต่ดอกเป็นสีขาว ขนาดของดอกและใบจะใหญ่กว่าส้านฃวา มีถิ่นกำเนิดในประเทศฟิลิปปินส์ พบในป่าชั้นรอง ในที่โล่งกว้างที่ระดับความสูงไม่เกิน 1000 เมตร
ส้านดอกขาวเป็นไม้ยืนต้น สูงได้ถึง  7-10 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มหนาแน่นทรงกลมกว้าง เปลือกต้น สีเกือบดำใบคล้ายใบส้านชวา ขนาดของใบ กว้างประมาณ 8-15 ซม.ยาว 15-30 ซม.ดอกสีขาวขนาดใหญ่ ใจกลางสีม่วงแดง ออกเป็นช่อที่ปลายยอด ดอกย่อยมีตั้งแต่ 4-5 ดอก หรือมีมากได้ถึง 18 ดอก กลีบเลี้ยง 5 กลีบ เป็นรูปไข่กลับ กลีบดอก 5 กลีบ เป็นรูปช้อน แต่ละกลีบแยกจากกัน กลีบดอกค่อนข้างหนา เป็นสีขาว ดอก บานเต็มที่เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 9-10 ซม. ผลรูปกลมแป้นขนาด 5 - 6 ซม ผลสุกเป็นสีส้มหรือสีแดง แตกเป็น 6 แฉก ภายในมีเมล็ด
ชอบดินเหนียวปนทราย แดดจัดเต็ม น้ำปานกลาง ความชื้นในดินต่อเนื่อง
-ใช้ประโยชน์ พืชที่เก็บเกี่ยวจากป่าส่วนใหญ่เป็นผลไม้ที่ใช้เป็นอาหารและยา-ใช้เป็นอาหาร ผลไม้มีเนื้อนุ่มเนื้อสีเขียว กินได้มีรสชาติคล้ายแอปเปิ้ลสีเขียวและเปรี้ยว ใช้สำหรับทำซอสปรุงรสและแยม  ใช้กับปลาปรุงรส ผลไม้เมื่อปรุงแล้วใช้เป็นผัก  น้ำผลไม้ใช้เป็นเครื่องดื่มเย็น
-ใช้เป็นยา ส่วนที่ใช้  ผลไม้ ใบไม้ เปลือกไม้ -ใบและเปลือกต้นเป็นยาระบายและสมานแผล ใช้น้ำส้มของผลไม้ผสมกับน้ำตาลใช้เป็นยาแก้ไอ ยาต้มผลไม้ใช้สำหรับแก้ไอและเจ็บหน้าอก ในซาบาห์ใบอ่อนหรือเปลือกลำต้นทุบและนำไปใช้วางบนส่วนที่บวมและบนแผล - การศึกษาแนะนำคุณสมบัติต้านจุลชีพ, ต้านการอักเสบ, ยาแก้ปวด, ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด
-ใช้เป็นไม้ประดับ เป็นสายพันธุ์ที่ค่อนข้างหายากในการเพาะปลูกนอกเขตกำเนิด แต่มีค่าประดับและภูมิทัศน์ที่ยอดเยี่ยม ใช้ในสวนสาธารณะและในสวน อาคาร บ้านพักอาศัย ปลูกเป็นกลุ่ม หรือปลูกเดี่ยวๆแยกได้หรือเป็นต้นไม้ริมถนน สามารถปลูกในภาชนะขนาดใหญ่สำหรับการตกแต่งทั่วไป
-อื่น ๆ ไม้ในการก่อสร้างสำหรับพื้นเพดานและกรอบสำหรับเฟอร์นิเจอร์และวัตถุในชีวิตประจำวัน ยาต้มผลไม้ใช้สำหรับทำความสะอาดเส้นผม สีย้อมสีแดงได้จากเปลือกไม้
สำคัญ-ถูกจัดอยู่ในสายพันธุ์ที่ถูกคุกคาม อยู่ในอันตรายของการสูญพันธุ์ เป็นประเภท"ความเสี่ยง" ใน IUCN Red of List of Species Threatened 2013
ระยะเวลาออกดอก--- ตลอดปี
ขยายพันธุ์ เมล็ด ตอนกิ่ง

ม่วงส่าหรี/Lagerstroemia sp.

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Lagerstroemia sp.
ชื่อสามัญ     ---Crape myrtle, Crepe myrtle
ชื่ออื่น     ---ม่วงส่าหรี
ชื่อวงศ์    ---LYTHRACEAE
ถิ่นกำเนิด    -
เขตกระจายพันธุ์    ---เขตอากาศร้อนชื้นทั่วโลก

อีกชื่อที่เรียกคือตะแบกม่วง คงเป็นเพราะ ลักษณะของดอกคล้ายกับดอกยี่เข่งกับดอกตะแบกปนกัน คือกลีบดอกของม่วงสาหรีจะยู่ยี่คล้ายดอกยี่เข่งแต่ดอกจะใหญ่คล้ายดอกตะแบก ม่วงส่าหรีเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 3 -4  เมตร แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มกว้างกลม ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปรีแกมรูปขอบขนาน หรือรูปไข่กลับ ปลายใบแหลม โคนใบเกือบมน เนื้อใบค่อนข้างหนา ดูเหมือน ใบอินทนิลน้ำ เป็นสีเขียวสด  ดอก ออกเป็นช่อแน่นขนาดใหญ่ ที่ปลายยอด แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก สีของดอกเป็นสีม่วงเข้ม เวลามีดอกจะออกดอกดกเต็มต้น
**รูปดอกสีแดงนี่ได้ติดมือมาทีหลัง**
ขยายพันธุ์ : ด้วยการตอนกิ่ง

เกล็ดกระโห้/Clusia rosea

 
ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Clusia rosea Jacq
ชื่อพ้อง    ---Has 4 Synonyms
---Clusia retusa Poir.
---Clusia rosea var. colombiana Cuatrec.
---Elwertia retusa Raf.
---Firkea rosea (Jacq.) Raf.
ชื่อสามัญ ---    Autograph Tree, Balsam Apple, Balsam Fig, Fat Park Tree, Pitch Apple, Scotch-Attorney, Cupey, Star of Night
ชื่ออื่น     ---เกล็ดกระโห้, เกล็ดกระโห้ด่าง [Spanish: copey rosado]; [Caribbean: copey, cupey]; [Germany: Balsamapfel; rosafarbener balsamapfel]; [Puerto Rico: cupey]; [Swedish: Narrfikkus]; [USA: florida clusia].
ชื่อวงศ์    ---GUTTIFERAE (CLUSIACEAE)
ถิ่นกำเนิด    ---ปานามา เวเนซูเอล่า และหมู่เกาะเวสอินดิส
เขตกระจายพันธุ์    ---บาฮามาส คิวบา เปอร์โตริโก ฟลอริดา เขตร้อนของทวีปเอเซีย

พืชพื้นเมืองของเม็กซิโก ฟลอริดา อเมริกากลาง แคริบเบียนและอเมริกาใต้ เติบโตที่ระดับความสูงต่ำกว่า 1,000 เมตร
เป็นภัยคุกคามในศรีลังกาฮาวายและประเทศเขตร้อนอื่น ๆ ในฐานะพืชรุกราน
เกล็ดกระโห้เป็นไม้วงศ์เดียวกันกับ มังคุด กระทิง และสารภี ดอกใหญ่ดีแต่ไม่หอม เติบโตเป็นพืชอาศัยอยู่บนโขดหินหรือต้นไม้อื่น ๆ ในช่วงเริ่มต้นของชีวิต ต้นไม้โฮสต์ที่มีรากอากาศจำนวนมาก เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 2-9 เมตร ทรงพุ่มโปร่งเนื้อไม้เหนียว ใบหนาเหนียวคล้ายแผ่นหนัง ดอกเดี่ยวหรือออกดอกเป็นกระจุก 1-3 ดอก สีชมพูอมม่วง บานอยู่ได้ 2-3 วันแล้วโรย  ผลสีเขียวอมน้ำตาลเส้นผ่านศูนย์กลาง 5-8 ซม.เมื่อแก่แล้วแตก ภายในมีเยื่อหุ้มเมล็ด ดูผลคล้ายมังคุด แต่รับประทานไม่ได้
เกล็ดกระโห้ชอบดินร่วนและความชื้นสูง และการระบายน้ำต้องดี ปลูกแล้วควรมีหลักผูกจับลำต้นให้ตรงและคอยแต่งกิ่งให้โปร่งจะออกดอกดกให้ดูดีตลอดปี ศัตรูธรรมชาติ ปลวก รากเน่า ใบจุด
-ใช้ปลูกประดับ โดยทั่วไปจะปลูกในลานจอดรถของศูนย์การค้า โรงเรียน คอนโดมิเนียมและพื้นที่อยู่อาศัย สามารถปลูกเป็นไม้กระถางได้
ขยายพันธุ์---ตอนกิ่งและเพาะเมล็ด
**ส่วนตัว-เกล็ดกระโห้ที่เห็นทั่วไปมี2ต้นคือต้นที่มีใบเขียวหมด กับต้นที่มีใบด่าง 3รูปบน คือเกล็ดกระโห้ที่ใบด่างปลูกลงกระถางขนาดใหญ่ไว้ในที่ร่มรำไร ส่วนรูปล่างที่เป็นรูปผลเป็นต้นเกล็ดกระโห้ใบเขียวหมดที่ปลูกกลางแดดลงดิน**

ไข่ดาว/Oncoba spinosa

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Oncoba spinosa Forssk.
ชื่อพ้อง    ---Has 2 Synonyms
---No synonyms are recorded for this name.
---Lundia monacantha Schumach. & Thonn.
---Oncoba monacantha (Schumach. & Thonn.) Steud.
ชื่อสามัญ     ---Fried Egg Tree, Snuff Box Tree,Oncoba, Wild white rose, Fried egg flower
ชื่ออื่น     ---ไข่ดาว ;  [Afrikaans: Snuifkalbassie]
ชื่อวงศ์    ---FLACOURTIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์     -ทรอปิคอลแอฟริกา - เซเนกัล โซมาเลีย แองโกลา  แซมเบีย, ซิมบับเวและ แอฟริกาใต้

 

พบตั้งเซเนกัลถึงโซมาเลีย, ทางใต้ไปทางเหนือของแองโกลา, แซมเบีย, ซิมบับเวและเอสแอฟริกา ขึ้นตาม ขอบป่า ป่าริมแม่น้ำ ป่าผลัดใบ ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลใกล้ถึง 1,800 เมตร
ลำต้นสูง4-8เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้นไม่เกิน 60 ซม.ลำต้นค่อนข้างอ่อน  มีหนามเล็กๆตามลำต้นและกิ่งก้าน แตกกิ่งน้อย กิ่ง เหนียวและแตกออกยืดยาว  ใบรูปรีหรือรูปไข่แกมขอบขนานยาว 7-18 x 3-8 ซม ขอบใบหยักละเอียดโคนใบแหลมและมีหนามแหลม ยาวประมาณ 2-4 ซม.ใบแข็งเป็นมันสีเขียวเข้ม ก้านใบยาวประมาณ 6-12 มม. ดอกเดี่ยวออกที่ปลายยอดสีขาวอมเหลืองอ่อน กลีบเลี้ยงยาวประมาณ 3 ซม. เกสรเพศผู้มีจำนวนมาก  ช่วงต้นฝนดอกจะออกมากหน่อยดอกบานอยู่ 2 วันแล้วร่วง ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ  ผลรูปไข่กลมหรือทรงกลมยาวประมาณ 4-6 ซม.ผลอ่อนสีเขียว มีเปลือกแข็งที่เมื่อแก่กลายเป็นสีน้ำตาลแดง มีเมล็ดสีน้ำตาลมันวาวฝังอยู่ในเนื้อแห้งสีเหลือง
ชอบตำแหน่งในที่ร่มรำไร ไม่ชอบแดดจัด ดินชื้นที่อุดมสมบูรณ์ การระบายน้ำดี

-ใช้ประโยชน์ พืชที่เก็บเกี่ยวจากป่าใช้เป็นอาหารและยาปลูกเพื่อให้ผลไม้ในแอฟริกาและอินเดีย และ ปลูกเป็นไม้ประดับมีค่า
-ใช้เป็นอาหาร ผลดิบรสเปรี้ยวรสชาดค่อนข้างเหมือนทับทิมหรือแอปเปิ้ลเขียว ไม่อร่อย มันมักจะถูกมองว่าเป็นอาหารความอดอยากกินเฉพาะในเวลาที่ขาดแคลน ส่วนน้ำมันที่ใช้บริโภคได้นั้นมาจากเมล็ด
-ใช้เป็นยา พืชมักใช้ในยาแผนโบราณ มันมีชื่อเสียงอย่างมากในคองโกในฐานะยาครอบจักรวาลสำหรับโรคภัยไข้เจ็บทั้งหมดและเป็นเครื่องป้องกันอิทธิพลชั่วร้ายและวิญญาณ ห้ามตัดส่วนใดส่วนหนึ่งของพืชโดยไม่ทำการอธิบายเหตุผลและความคาดหวังให้กับพืช ในไอวอรี่โคสต์พืชมีชื่อเสียงที่ดีในฐานะที่เป็นยาโป๊ -ผลไม้รวมกับเนย Karite (Vitellaria Paradoxa) ใช้ในการรักษาอาการปวดท้องและเบื่ออาหาร ยาต้มกิ่งก้านใบใช้เป็นยาล้างแผล รากเป็นยาแก้อักเสบและบำรุงกำลัง ยาต้มใช้รักษาโรคบิดปวดศีรษะและกระเพาะปัสสาวะ
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ ต้นไข่ดาวเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กก็จริง แต่ก็ปลูกเลี้ยงลงกระถางขนาดใหญ่ได้ ขนาดรอบวงของลำต้นไม่ใหญ่นักและลำต้นก็ค่อนข้างอ่อน เลี้ยงได้สูงประมาณ2เมตร ถ้าปลูกลงดินจะสูงได้ถึง 5 เมตร  ถ้าจะปลูกลงดินควรหาหลักมาจับยึดลำต้นและกิ่งหลักไว้ ยึดให้ตรง จะได้ไข่ดาวที่มีทรงพุ่มสวยในอนาคต
-ใชอื่น ๆ ไม้สีน้ำตาลอ่อนแข็งแตกง่ายและขัดได้ดี ใช้สำหรับงานตกแต่งภายใน ไม้มีขนาดใหญ่พอที่จะเป็นประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ -ผลไม้มีเปลือกแข็งเมื่อถูกทิ้งไว้ให้แห้งโดยมีเมล็ดอยู่ภายในจะทำให้เขย่าแล้วมีเสียงดัง ใช้ทำเป็นกำไลและปลอกแขน ยึดติดกัข้อเท้า สำหรับนักเต้นเพื่อเพิ่มจังหวะเมื่อแสดง
ระยะออกดอก ---กันยายน - มกราคม---ติดผล---  กุมภาพันธ์ - มิถุนายน
ขยายพันธุ์----เมล็ด  ตอนกิ่ง


รวงผึ้ง/Schoutenia glomerata King subsp. peregrina

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Schoutenia glomerata King subsp. peregrina (Craib) Roekm & Hartono
ชื่อสามัญ     ---Yellow Star
ชื่ออื่น     ---น้ำผึ้ง ดอกน้ำผึ้ง
ชื่อวงศ์    ---MALVACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---ไทย กัมพูชา
ในประเทศไทยพบกระจายห่าง ๆ ทางภาคเหนือตอนล่างที่นครสวรรค์ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่สกลนคร ขึ้นตามริมแม่น้ำและที่ราบลุ่มที่น้ำท่วมถึง ความสูงไม่เกิน 200 เมตร

 

ต้นรวงผึ้งมีความสำคัญคือเป็นพรรณไม้ประจำพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เนื่องด้วยดอกรวงผึ้งมีสีเหลืองซึ่งเป็นสีประจำวันพระราชสมภพ และผลิดอกช่วงวันพระราชสมภพพอดี เมื่อพระองค์เสด็จฯ กอปรพระราชกรณียกิจตามสถานที่ต่างๆ  ก็จะทรงปลูกต้นรวงผึ้งพระราชทานไว้เพื่อเป็นตัวแทนแห่งพระองค์ท่านและเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ราษฎร http://www.royalparkrajapruek.org/Knowledge/view/25

รูปต้นรวงผึ้งต้นนี้ถ่ายเมื่อ ก.ค 59 กำลังออกดอกพอดี ต้นนี้สูงกำลังสวย ความสูงของต้นรวงผึ้งโดยทั่วไป  สูงอยู่ ประมาณ 5-8 เมตร เปลือกต้นเป็นสีเทาเข้ม แตกกิ่งก้านเยอะ ทำให้ดูทรงพุ่มทึบใบขนาดกว้าง ประมาณ 3-5 ซม.ยาว 4-12 ซม.ออกระนาบเดียวกันรูปใบมนรี หรือขอบขนานปลายแหลมฐานป้าน ขอบใบเรียบ ใบแก่ค่อนข้างหนาสีเขียวเข้มและเป็นมันด้านบน ด้านล่างใบสีจะอ่อนกว่า ขนสีน้ำตาลรูปดาวหลุดลอกง่ายดอกสมบูรณ์เพศขนาดบวกลบ1.3ซม.สีเหลืองเข้มออกเป็นช่อกระจุกตามกิ่งข้างตามซอกใบ มักจะบานพร้อมกัน  กลีบรองดอกมี 5 กลีบ ไม่มีกลีบดอกมีเกสรตัวผู้จำนวนมากแต่ ดอกมักไม่ติดผลช่วงออกดอกนานราว1สัปดาห์ ดอกแต่ละดอกบาน2วันแล้วโรยส่งกลิ่นหอมแรงตลอดวัน เวลาดอกบานจะมีผึ้งมาตอมเป็นจำนวนมาก ต้นรวงผึ้งจะต้องปลูกกลางแจ้งเพราะชอบแดดจัด ในสภาพดินแห้งต้นรวงผึ้งจะออกดอกเต็มต้น แต่ถ้าได้น้ำมากก็จะออกดอกประปราย ไม่ดกเท่าที่ควร
เนื่องจากดอกมักไม่ติดผล เทียบสัดส่วนกับจำนวนดอกแล้วต่างกันลิบลับ ต้องขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง อย่างเดียว และจำเป็นต้องใช้ฮอร์โมนเร่งรากช่วยให้รากงอกเร็ว
ระยะเวลาออกดอก --- ระหว่าง เดือนกรกฏาคม-เดือนสิงหาคม ระยะเวลา1สัปดาห์/1ปี/1ครั้ง เท่านั้น
ขยายพันธุ์ --- เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง

คอร์เดีย/Cordia sebestina

 

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Cordia sebestina L.
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms
---Cordia juglandifolia Jacq.
---Cordia laevis Jacq.
---Cordia sebestena var. rubra Eggers
---Lithocardium laeve (Jacq.) Kuntze
---Sebestena repanda Raf.
ชื่อสามัญ     ---Cordia, Geiger Tree, Geranium Tree, Scarlet Cordia, Orange Geiger Tree, Aloe-wood, Largeleaf Geigertree,Texas Olive, Sebesten Plum Tree, Sea Trumpet, Spanish Cordia.
ชื่ออื่น     ---หมันแดง, ; [Bengali: Raktarag,Kamla Buhal]; [Hindi: Bohari, Lal Lasora]; [Tamil: Accinaruvili]
ชื่อวงศ์    ---BORAGINACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์    ---อเมริกากลาง - ปานามา ฮอนดูรัส เบลีซ เม็กซิโก; แคริบเบียน - จาเมกา, เฮติ, สาธารณรัฐโดมินิกัน, คิวบา, ถึงฟลอริดา

 

มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางชายฝั่งตอนเหนือของอเมริกาใต้ ยูคาทาน หมู่เกาะอินเดียตะวันตกและฟลอริด้าพบในเขตแห้งแล้งบนดินทรายมักเกิดขึ้นตามแนวชายฝั่งทะเลที่ระดับความสูงไม่เกิน 185 เมตร
คอร์เดียหรือเรียกอีกชื่อว่าหมันแดงเป็นไม้พุ่มขนาดกลางหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 8-10 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาล ใบรูปไข่ปลายใบแหลม ความยาวของใบ 15-20 ซม.กว้าง7.5-10ซม.ใบสากคาย ดอกออกเป็นช่อใหญ่และมักมีช่อย่อยออกมาเบียดกัน ออกที่ปลายกิ่งรูปกรวยปากบาน สีแสดสดใส มีผลยาวไม่เกิน4 ซม.สีเขียวเมื่อสุกเป็นสีขาว เนื้อในนุ่ม
เป็นต้นไม้ที่ดูแลง่าย  ชอบแสงแดดจัด ขึ้นได้ดีในดินทุกชนิด ทนแล้ง ทนน้ำท่วม ทนไอเกลือ
ใช้ประโยชน์-ใช้กินได้ ผลไม้ - ดิบหรือสุก ถือว่ากินได้โดยบางคน กลิ่นหอม แต่รสชาติไม่ดี ค่อนข้างเป็นเส้น ๆ และไม่ค่อยหวาน-ใช้เป็นยา ผลไม้ทำให้ผิวนวล มันถูกใช้ในการรักษาไข้ ใบใช้เป็นยาในคิวบา และมักถูกใช้เป็นยาที่เกี่ยวกับลำไส้และกระเพาะอาหารและสำหรับผลกระทบของหลอดลม
-.ใช้ปลูกประดับ นิยมนำมาใช้จัดสวน เนื่องจากพุ่มสวย ดอกมีสีสดใส ออกดอกต่อเนื่อง ตลอดทั้งปี เลี้ยงง่าย แข็งแกร่ง
-ใช้อื่น ๆ เปลือกไม้แก่นสีน้ำตาลมีเนื้อละเอียดแข็งและหนัก ใช้เฉพาะสำหรับช่างไม้ ใบใหญ่ที่หยาบใช้ขัดผิว
ระยะออกดอกติดผล--ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ

แปรงล้างขวด/Callistemon viminalis

 

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Callistemon viminalis (Sol. ex Gaertn.) G.Don ex Loudon
ชื่อพ้อง    ---Has 2 Synonyms
---Melaleuca viminalis (Sol. ex Gaertn.) Byrnes     
---Metrosideros viminalis Sol. ex Gaertn.
ชื่อสามัญ     ---Weeping Bottle Brush, Red Bottlebrush, Drooping- Bottlebrush, Bottle brush tree, Creek bottlebrush, Red cascade.
ชื่ออื่น     ---แปรงล้างขวด, หลิวดอก ,; [GERMAN: Trauer-Zylinderputzer]; [FINNISH: Norjalamppuharja]; [AFRIKAANS: Treur botteborsel.]; [HINDI: Cheel.[; [MARIPURI: Barap lei.]; [PAKISTAN: Bursh]
ชื่อวงศ์    ---MYRTACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปออสเตรเลีย
เขตกระจายพันธุ์    ---ประเทศออสเตรเลีย
มีถิ่นกำเนิดในประเทศออสเตรเลีย  (ควีนส์แลนด์นิวเซาธ์เวลส์) เติบโตตามลำธารและแม่น้ำมักจะอยู่ในสถานการณ์ป่าเปิดแต่บางครั้งบนลำธารที่ไหลผ่านป่าฝนจากระดับน้ำทะเลใกล้ถึง 900 เมตร.
แปรงล้างขวด  เป็นไม้ที่มีนิยมปลูกกันมากด้วยที่ทรงต้นอ่อนช้อยสวยงามมากมีทั้งเป็นทรงพุ่มและเป็นทรงต้น ความสูงประมาณ 6-7 เมตร เป็นไม้ที่มีเรือนยอดแคบและกิ่งลู่ลงและพริ้วลมอย่างต้นหลิว เปลือกต้นสีน้ำตาลแตกเป็นร่องลึก กิ่งอ่อนมีขนปกคลุมทั่วไป ใบก็มีลักษณะคล้ายใบหลิว คือมีใบขนาดเล็กเรียวยาว  รูปหอก ปลายใบแหลม ขนาดกว้างของใบ 0.5 ซม.และยาวประมาณยาว 4 ซม.ดอกของแปรงล้างขวดเป็นสีแดงสดออกติดกิ่งเป็นช่อยาว ปลายกิ่งจะโน้มย้อยห้อยลง มีก้านเกสรเป็นเส้นยาวประมาณ2ซม.ออกเป็นพู่เรียงติดกัน สลับช่องระหว่างใบต่อใบ ช่อดอกหนึ่งยาวประมาณ  4 ซม. ในเกสรของดอกไม้นี้มีรสหวานมาก ผลแคปซูล เมล็ดมีขนาดเล็กยาวประมาณ 1-1.5 มม.
แปรงล้างขวดเป็นไม้ที่มีดอกหลายสีเช่น ชนิดสีเหลือง สีชมพูและสีขาว แต่ที่นิยมปลูกในเมืองไทยมี2ชนิดคือสีแดงและสีชมพู
ไม้ต้นนี้เป็นไม้กลางแจ้ง ปลูกง่ายในดินเกือบทุกชนิด มีความทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศที่แห้งแล้งได้ดี
ประโยชน์ -ใช้เป็นยา ใช้เป็นยาขับปัสสาวะและบรรเทาปัญหาทางเดินปัสสาวะ สำหรับผู้หญิงใช้เป็นยาชำระล้างทำความสะอาดทางเดินปัสสาวะจากการมีประจำเดือนมากเกินไปหรือตกขาวเยื่อเมือกเป็นระดูขาว ใช้สำหรับปัสสาวะเล็ดและปัสสาวะรดที่นอนในเด็ก ในจาเมกา ยาต้มใช้เป็น ชาร้อนรักษากระเพาะและลำไส้อักเสบ ท้องร่วงและการติดเชื้อที่ผิวหนัง
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ นิยมปลูกไว้ริมสวนน้ำด้วยทรงต้นที่สวยงามและกิ่งที่โน้มห้อยย้อยลงกับดอกที่มี สีสดใสได้อารมณ์
ระยะเวลาออกดอก--- เป็นระยะๆเกือบตลอดปี
ขยายพันธุ์---ตอนกิ่งและเพาะเมล็ด

รักทะเล/Scaevola taccada

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Scaevola taccada (Gaertn.) Roxb.
ชื่อพ้อง  ---Has 13 Synonyms

-Lobelia frutescens Mill. -Scaevola leschenaultii A. DC.
-Scaevola billardieri Dieter. -Scaevola lobelia var. sericea (Vahl) Benth.
-Scaevola chlorantha de Vriese -Scaevola macrocalyx de Vriese
-Scaevola frutescens var. sericea (Vahl) Merr. -Scaevola piliplena Miq.
-Scaevola koenigii Vahl -Scaevola plumerioides Nutt.
-Scaevola lambertiana de Vriese -Scaevola sericea Vahl.
-Scaevola latevaga Hance ex Walp

ชื่อสามัญ     ---Half Flower,Sea Fanflower, Native Cabbage, Pipe Bush, Sea Lettuce , Beach Naupaka.
ชื่ออื่น    ---รักทะเล, บ่งบง,โหรา, [Thai: Rak talae, Hora, bong-bong.]; [Australia: beach cabbage, beach scaevola, carwell cabbage, pipetree.] ;[Bahamas: Asian scaevola, Hawaiian seagrape, white inkberry]; [Cuba: sevola]; [Fiji: veveda.]; [French Polynesia: naupata.]; [Guam: nanasu.]; [Samoa: to`ito`i.]; [Tonga: ngahu.]; [USA/Hawaii: naupaka kahakai.]; [Malay: merambong.].
ชื่อวงศ์    ---GOODENIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---อินโด-แปซิฟิก
เขตกระจายพันธุ์    ---มาดากัสการ์ อินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

เกิดขึ้นตามธรรมชาติบนชายฝั่งเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนตามแนวมหาสมุทรอินเดียในจีนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และในหมู่เกาะแปซิฟิกรวมถึงฮาวาย
ต้นรักทะเลพวกนี้ ถ่ายมาจาก สวนป่าในกรุง ถนน สุขาภิบาล2 อ่อนนุช บริเวณด้านหน้าติดถนน ปลูกเป็นแถวยาวปนกับต้นปอทะเลและต้นโพทะเล รักทะเลเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กชอบขึ้นอยู่ตามหาดทรายชายทะเล แต่จะไม่พบในป่าชายเลน รักทะเลมีความสูงของต้นสูงไม่เกิน 5 เมตร รากแผ่กว้าง แตกต้นใหม่ได้ตามราก เปลือกต้นเรียบ มียางสีขาว กิ่งอ่อนอวบน้ำเป็นสีเขียว กิ่งแก่และลำต้นมีเนื้อไม้ ใบเดี่ยว ออกเวียนสลับ ดก หนา มันวาว มีใบหนาแน่นตามปลายกิ่ง แผ่นใบรูปไข่กลับ  ขนาดของใบกว้างประมาณ 5-10 ซม. ยาวประมาณ 12-15 ซม. เกลี้ยง หรือ มีขนเล็กน้อย โคนใบสอบเรียว ปลายใบกลม ขอบใบเรียบ ออกดอกเป็นช่อสั้น ๆ เป็นช่อแบบกระจุก ออกตามซอกใบ มีดอกน้อย ดอกย่อยประมาณ 2-3 ดอก สีขาว บานเป็นรูปพัด ผลสดเป็นสีขาวขุ่น เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน  มีขนาดประมาณ 1-2 เซนติเมตร ภายในผลมีเมล็ดแข็งประมาณ 1-2 เมล็ด ต้องการตำแหน่งที่มีแดดจัดหรือร่มเงาบางส่วน เติบโตได้ดีที่สุดในดินปนทรายทนความเค็ม ทนลม ทนแล้งได้ดี

 

ใช้ประโยชน์ พืชเป็นยาแผนโบราณที่ใช้กันอย่างแพร่หลายนอกจากนี้ยังให้อาหารและวัสดุสำหรับใช้ในท้องถิ่น มันถูกรวบรวมมาจากป่าโดยทั่วไปมักจะได้รับการปกป้องเมื่อมีการถางที่ดินและบางครั้งก็ปลูกในแผนการควบคุมการกัดเซาะในฟลอริดา
-ใช้กินได้ ผลไม้ กินเป็นครั้งคราว ใบอ่อนปรุงเป็น potherb
-ใช้ปลูกประดับ รักทะเลออกดอกและผลตลอดปี ทำให้นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ แต่ในบางประเทศที่รักทะเลกระจายพันธุ์และเติบโตอย่างรวดเร็วถือว่ารักทะเลเป็นวัชพืชรุกราน คุณสมบัตินี้จึงปลูกเป็นพืชเบิกนำในพื้นที่ใหม่ที่เป็นดินทรายได้ดี
-ใช้เป็นยา มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในการแพทย์แผนโบราณตลอดช่วงพื้นเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการรักษาสภาพผิว ผลสุกใช้ในการแพทย์พื้นบ้านเพื่อล้างตาและในการรักษาโรคติดเชื้อที่ตา ยาต้มใช้ในการรักษาโรคเหน็บชาและโรคซิฟิลิสในบางครั้งเช่นเดียวกับโรคบิด รากถือว่ารักษาโรคมะเร็ง  ถูกใช้ภายนอกเพื่อรักษาผลกระทบกับผิว ใช้เปลือกต้นสำหรับฝี อาการปวดประจำเดือนและกระดูกร้าว ลำต้นใช้สำหรับรักษาอาการปวดท้อง ใช้ในยาแผนโบราณโพลินีเซียและเอเชียในฐานะยาลดไข้ ต้านการอักเสบ, สารกันเลือดแข็งตัวและเป็นยาคลายกล้ามเนื้อ สารสกัดได้แสดงกิจกรรมต่อต้านไวรัส สรรพคุณเด่นในทางเป็นยาที่ไม่อาจไม่กล่าวถึง คือแก้อาการที่เกิดจากการกินอาหารทะเลเป็นพิษ ด้วยการนำรากของรักทะเลต้มน้ำดื่มแก้อาการ -อื่น ๆ แก่นเล็ก ๆ สีขาวหิมะขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 25 มม. ขึ้นไปบางครั้งก็ถูกตัดเป็นเกล็ดเหมือนกระดาษบาง ๆ แล้วนำไปทำเป็นดอกไม้ประดิษฐ์ เป็นผีเสื้อและวัตถุอื่น ๆ ไม้จากฐานของลำต้นโตเต็มที่ใช้เป็นตะปูในการต่อเรือโบราณ
ระยะเวลาออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์ ---เมล้ด ตอนกิ่ง ปักชำ

โมกบ้าน/Wrightia religiosa.


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Wrightia religiosa Benth.
ชื่อพ้อง    ---Has 1 Synonyms
---Echites religiosus Teijsm. & Binn.
ชื่อสามัญ     ---Sacred Buddhist, Wondrous Wrightia, Wild Water Plum, Water Jasmine
ชื่ออื่น     ---ปิดจงวา, โมกบ้าน, หลักป่า (ระยอง),[ Thai: Mok]; [Singapore; Shui Mei]; [Vietnam: Mai chiếu thủy]; [
ชื่อวงศ์    ---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---   จีนตอนใต้ พม่า ไทย กัมพูชา ลาว เวียดนาม มาเลเซีย

 

โมกเป็นไม้ยืนต้น และอายุยืนนานสูงประมาณ 3-5 เมตร ดอกออกเป็นช่อขนาดเล็กมีกลิ่นหอม มีหลายชนิดทั้งอย่างดอกลาดอกซ้อน  โมกลาย ใบเขียวด่างขาว, โมกด่าง ใบด่างเหลือง สำหรับโมกด่างและโมกลายนำมาเสียบยอดโดยใช้โมกป่าเป็นตอ ส่วนตัดช่อก็คือเลือกตัดแต่งเฉพาะปลายกิ่งให้เป็นช่อกำหนดฟอร์มไว้ และ กำหนดความสูงของต้นได้ว่าจะใช้กี่เมตร นิยมนำมาปลูกประดับเป็นไม้จัดสวน นิรันดร์.....ใช้คำนี้ได้ยังไง... ก็เพราะคนไทยนิยมปลูกโมกเป็นไม้ประดับตามบ้านมานานมากแล้ว เพราะสามารถนำมาตัดแต่งเป็นพุ่ม เป็นไม้แถว หรือไม้ดัดก็ได้อย่างสวย เคยเห็นโมกที่เป็นไม้แคระ บอนไซ (Bonzai) สวยมากเพราะมีดอกเต็มต้นให้ดูด้วย ไม้บอนไซที่เป็นโมกยังมีราคาแพงอีกด้วย แล้วก็เลี้ยงง่ายกว่าต้นอื่น
("สามใบเผ็ด เจ็ดใบหวาน"เรื่อง ของคนสมัยก่อนหลอกเด็กให้เคี้ยวใบโมกให้ท่านดูเป็นเรื่องรื่นเริงบันเทิงใจ แสดงความผูกเอาไว้ ใครที่เคยโดนหลอกให้เคี้ยวใบโมกมาแล้วคงจำรสชาติใบโมกได้ดี ว่ากันว่ารสชาติใบโมกนี่ ใครโดนหลอกให้เคี้ยว ไม่ว่าสามใบ เจ็ดใบจะน้ำตาไหลพรากนองอาบหน้า เพราะรสเผ็ดและรสขื่นร้อนลึกๆในคอ ขากรรไกรแข็งขยับปากและกลืนน้ำลายไม่ลงเลยทีเดียวเชียว)
จาก---หนังสือ ดอกไม้ และประวัติไม้ดอกเมืองไทย ชุดธรรมชาติศึกษา โดย ท่านอาจารย์วิชัย อภัยสุวรรณ 2532
    จะเห็นว่าข้อความที่ท่านอาจารย์เล่าแสดงให้เห็นถึงความผูกพันระหว่างผู้คนกับต้นโมกมานานเน แล้วก็ใบโมกนี่เป็นสมุนไพรขับน้ำเหลือง ถ้าใช้คงกินยากน่าดู นอกจากนี้รากโมกยังใช้ เข้าส่วนผสมยาแก้โรคผิวหนังได้อีกด้วย การขยายพันธุ์ใช้วิธีเพาะเมล็ดจะเป็นต้นไม้ที่มีอายุยืนนาน แต่ถ้าเป็นต้นที่ได้จากการตอน จะมีอายุไม่ถึง 10 ปีก็จะม้วยมรณาลาจากเจ้าของ ไปซะก่อน


คนไทยโบราณเชื่อว่าเพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อยู่อาศัย ควรปลูกต้นโมกไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ   ผู้ปลูกควรปลูกในวันเสาร์ เพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เพื่อเอาคุณทั่วไปให้ปลูกในวันเสาร์ บ้านใดปลูกต้นโมกไว้ประจำบ้านจะทำให้เกิดความสุขความ บริสุทธิ์เพราะโมกหรือโมกข์หมายถึงผู้ที่หลุดพ้นด้วยทุกข์ทั้งปวง  นอกจากนี้ยังช่วยคุ้มครองปกป้องภัยอันตรายเพราะต้นโมกบางคนเรียกว่าต้น พุทธรักษาดังนั้นเชื่อว่าต้นโมกสามารถคุ้มกันรักษาความปลอดภัยทั้งปวงจากภาย นอกได้เช่นกัน และยังเชื่ออีกว่าส่วนของเปลือกต้นโมกสามารถใช้ป้องกันอิทธิฤทธิ์ของพิษ สัตว์ต่างๆ ได้
ระยะเวลาออกดอก : ตลอดปี
ขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ


มะตูมแขก/Schinus terebinthifolius

 

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Schinus terebinthifolia Raddi
ชื่อพ้อง    ---Has 7 Synonyms
---Schinus terebinthifolius (misspelled)
---Sarcotheca bahiensis Turcz.
---Schinus mellisii Engl.
---Schinus mucronulatus Mart.
---Schinus terebinthifolia Raddi
---Schinus terebinthifolius var. damaziana Beauverd
---Schinus terebinthifolius var. raddiana Engl.
---Schinus weinmanniifolius Mart.
ชื่อสามัญ     ---Brazillian pepper tree, Broadleaf pepper tree, Christmas berry, Pepper tree, Florida holly
ชื่ออื่น     ---มะตูมซาอุ, สะเดามาเลย์, สะเดาบาเรน, [Spanish: copal; pimienta de Brasil]; [French: baie rose; encent; faux poivrier]; [Argentina: chichita]; [Bahamas: Christmas-berry tree]; [Brazil: abacaíba; aguaraíba; araguaraíba; aroeira]; [Cuba: copal; falso copal; racimos de rubí]; [Fiji: warui]; [Germany: Brasilianischer Pfefferbaum]; [Paraguay: molle-i]; [South Africa: Brasiliaanse peperboom]; [USA/Hawaii: naniohilo; wilelaiki]; [Trade name: Brazilian pepper tree]
ชื่อวงศ์    ---ANACARDIACEAE
ถิ่นกำเนิด     ---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์    ---อเมริกากลาง อเมริกาใต้-อาร์เจนตินา ปารากวัย อุรุกวัย และ บราซิล ตะวันออกกลาง เอเซีย

 

มะตูมแขกรู้จักกันอีกชื่อว่า มะตูมซาอุ มีถิ่นกำเนิด ในอเมริกาใต้เขตร้อน (อาร์เจนตินา บราซิลและอุรุกวัย) แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ถือเป็นวัชพืชที่ร้ายแรงในแอฟริกาใต้และสหรัฐอเมริกา (เช่นแคลิฟอร์เนียฟลอริดาและฮาวาย)และเป็นที่รู้จักแพร่หลายในสเปน โปรตุเกส ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และแปซิฟิก แคริบเบียนและหมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดีย พบได้ตามทางน้ำและริมถนนในเขตเมืองเขตป่าเปิดโล่งพื้นที่ที่ถูกรบกวนพื้นที่ของเสียและพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่ง
มีสองสายพันธุ์คือ--
---S. terebinthifolia var. acutifolia ผล สีชมพู
---S. terebinthifolia var. terebinthifolia ผลสีแดง
นำเข้ามาปลูกในไทยสมัยที่แรงงานไทยไปทำงานอยู่แถวตะวันออกกลางและได้นำต้นนี้กลับมาปลูกที่บ้านเจริญงอกงามดี
มะตูมแขกเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูงได้ถึง 3-10 เมตร มีลำต้นขนาด 10-30 ซม. (บางครั้ง 60 ซม.) เปลือกสีเทาเรียบหรือเป็นร่องตามแนวยาวแคบ ๆ กิ่งอ่อนสีน้ำตาลอ่อนมีขนละเอียด กิ่งอ่อนกว่าถูกปกคลุมด้วยจุดสีขาวขนาดเล็ก มีกิ่งก้านมาก  ก้านใบยาว 20-30 มม บวมที่โคนที่เชื่อมต่อกับก้าน ใบเป็นประกอบแบบขนนกปลายคี่ ยาว 7.5–15 ซม. ใบย่อยรูปไข่หรือรูปขอบขนาน  ยาว 2.5–5 ซม. และกว้าง 1.3–2 ซม.ขอบใบเป็นหยักคล้ายหนามใบพื้นผิวด้านบนเป็นสีเขียววาว ด้านล่างสีเขียวหม่น ใบอ่อนสีแดง ใบเมื่อนำมาถูขยี้มีกลิ่นหอมแรงคล้ายใบมะกรูด ดอกแยกเพศเป็นต้นเพศผู้และต้นเพศเมีย อยู่คนละต้น ดอกออกที่ซอกใบและปลายกิ่งเป็นช่อยาว 2.5-12.5 ซม. สีขาว ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียลักษณะคล้ายกัน ผลกลมเส้นผ่านศูนย์กลาง 4-5 มม.มีเมล็ดเดี่ยวรูปไข่สีน้ำตาลอ่อนขนาดน้อยกว่า 3 มม. ผลเมื่อยังอ่อนมีสีเขียวและเปลี่ยนเป็นสีแดงสดเมื่อแก่ผลเมื่อแก่จัดเปลือกจะแห้งติดเมล็ดคล้ายพริกไทย มีรสเผ็ดร้อน ทุกส่วนของต้นไม้ชนิดนี้มีน้ำมันและน้ำมันหอมระเหย เติบโตได้ดีในดินที่มีความชื้นปานกลาง แสงแดดเต็มที่ แต่ทนอยู่ในที่ร่มได้เป็นเวลานาน ทนแล้ง-ใช้กินได้ใบและยอดอ่อนกินเป็นผักสด ผลไม้ได้รับความนิยมอย่างสูงในฐานะเครื่องปรุงรสในยุโรปซึ่งใช้แทนพริกไทยดำ และเป็นเครื่องเทศที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในอเมริกาใต้และอเมริกากลาง ในตุรกีและแอฟริกาใต้ ใช้กับอาหารคาวปรุงกับผักและปลา ใช้กับอาหารหวาน เช่น ใช้ในการอบบิสกิตและในขนม ใช้สด แต่ส่วนใหญ่จะใช้หลังจากการอบแห้งและดองในน้ำเกลือ ผลไม้หลังการอบแห้งจะถูกทำให้เป็นผงและทำเป็นเครื่องดื่มทั่วทั้งอเมริกาใต้ ชาวพื้นเมืองของ Andes ทำเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ chichi de molle จากผลไม้สุกสด
-ใช้เป็นยา แทบทุกส่วนของต้นไม้ ใบไม้ เปลือก ผลไม้ เมล็ด เรซิ่นและโอเลโอซิน (หรือยาหม่อง) ถูกใช้เป็นยาจากชนพื้นเมืองทั่วเขตร้อน ใช้เป็นยาสมานแผล ต้านเชื้อแบคทีเรีย ขับปัสสาวะ กระตุ้นระบบย่อยอาหาร บำรุงกำลัง ต้านไวรัสและรักษาแผล ในเปรูมีการใช้ SAP เป็นยาระบายอ่อน ๆ และยาขับปัสสาวะและทุกส่วนของพืชจะถูกใช้ภายนอกสำหรับการแตกหักและเป็นยาฆ่าเชื้อเฉพาะที่ โอเลอรีนจะถูกใช้ภายนอกเป็นยารักษาแผลเพื่อหยุดเลือดและสำหรับอาการปวดฟัน ถูกนำมาใช้ภายในสำหรับโรคไขข้อและเป็นยาถ่าย ในแอฟริกาใต้มีการใช้ใบทำเป็นชาเพื่อรักษาโรคหวัด ใช้ยาต้มใบเพื่อรักษา ความดันโลหิตสูง ภาวะซึมเศร้าและการเต้นของหัวใจผิดปกติ
-วนเกษตร ใช้เพื่อการฟื้นฟูพื้นที่ที่เสื่อมโทรม ป้องกันการกัดเซาะของเนินทรายชายฝั่ง และ เป็นพืชอาหารสัตว์ป่า
-ใช้ปลูกประดับ  เนื่องจากผลมีสีสวยสดและออกได้ทั้งปี จึงนิยมนำไปปลูกเป็นไม้ประดับ ใช้เป็นพืชสวนในหลายประเทศ มันถูกปลูกเป็นทั้งต้นไม้ประดับและต้นไม้ให้ร่มเงา
-ใช้อื่น ๆ ไม้ ใช้ในการก่อสร้างเช่นเสา และหมอนรถไฟ  เปลือกเป็นแหล่งของแทนนิน ผลเบอร์รี่สีแดงสดและใบใช้ในการทำพวงมาลัยคริสต์มาส  เป็นแหล่งน้ำหวานและละอองเรณูที่สำคัญสำหรับน้ำผึ้งในสหรัฐอเมริกาและฮาวาย ผลิตอาหารสัตว์ที่มีคุณภาพดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับแพะ น้ำมันหอมระเหยที่สกัดจากเมล็ดใช้ไล่แมลงวัน
-รู้จักอันตราย อาจทำให้เกิดอาการแพ้ในผู้ที่มีความรู้สึกไวแม้จะไม่มีการสัมผัสโดยตรงกับใบและผลไม้ ใบไม้ ดอกไม้และผลไม้ สามารถทำให้ผิวหนัง และทางเดินหายใจระคายเคืองได้
ระยะเวลาออกดอก--- ตลอดปี
ขยายพันธุ์ --- เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ
สถานที่ถ่ายภาพ--- โครงการป่าในกรุง ของ ปตท. อ่อนนุช เดือนตุลาคม 59

มะเดื่อหอม

 

(ชื่อเรียกทางการค้า)

       ไม่กล้าเอ่ยชื่อวิทยาศาสตร์และชื่อวงศ์ มีท่านผู้รู้ว่า ไม่ได้อยู่ในวงศ์ไทร MORACEAE มันไม่ใช่มะเดื่อ แต่อยู่ในวงศ์ตำแย URTICACEAE  ซึ่งดูตามลักษณะใบและดอกก็ไม่ใช่ต้นไม้วงศ์ไทรเพราะต้นมะเดื่อหอมต้นจริงดอกใบไม่เหมือนต้นนี้เลย แต่มีรูปของมะเดื่อหอมที่เป็นชื่อทางการค้าอยู่ ก็เลยนำมาลง เขาว่าดอกหอม แต่ก็หอมใครหอมมัน ชอบก็ว่าหอม ไม่ชอบก็ว่าเหม็น พิสูจน์ด้วยตัวเอง
 ถ้าค้นหาในกูเกิ้ล คำว่า "มะเดื่อหอม ชื่อวิทยาศาสตร์"จะเจอแต่ว่า hirta ficus ซึ่งไม่ใช่ต้นนี้ สำหรับต้นนี้ไม่เจอเลย น่าจะเป็นไม้ที่ชอบแดดจัด น้ำจัด ดูได้จากลักษณะภายนอกโดยรวม คือใบใหญ่ หนาค่อนข้างแข็ง สีเขียวเข้มเป็นมัน ซึ่งเป็นลักษณะของใบที่ลดการคายน้ำ ดอกออกในซอกใบตามกิ่ง ออกรวมเป็นกระจุก ชอบดินที่มีอินทรีย์วัตถุ โตเร็ว ต้นนี้ขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่งมา

ลีลาวดีลูกศร/Plumeria pudica

 

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Plumeria pudica Jacq.
ชื่อพ้อง   ---Has 2 Synonyms
---Plumeria caracasana J.R.Johnst.           
---Plumeria cochleata S.F.Blake
ชื่อสามัญ     ---Bridal Bouquet, Fiddle leaf Plumeria, White Frangipani, Wild Plumeria, Bonairian oleander.
ชื่ออื่น     ---ลีลาวดีใบลูกศร, ลั่นทมหัวลูกศร, ลั่นทมใบหอก, [Bengali: Naag champa]: [Tamil: naavilla arali]
ชื่อวงศ์    ---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์    ---กระจายพันธุ์ในเขตร้อน
พืชพื้นเมืองปานามา ,โคลอมเบียและเวเนซุเอลา
*ไม้พุ่ม สูง 2-2.5 เมตร เรือนยอดรูปไข่ แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มกว้าง ผิวสีเขียวอมเทา บริเวณแผลที่ก้านใบหลุดร่วงจะมีปุ่มนูน ทุกส่วนของลำต้นมีน้ำยางสีขาว ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ รูปช้อน กว้างประมาณ 8 เซนติเมตร ยาวประมาณ 23 เซนติเมตร ปลายเรียวแหลม โคนสอบเรียวยาว ขอบเรียบ ใบหนา เป็นมัน แผ่นใบด้านบนสีเขียว ใต้ใบสีเขียวอ่อน เส้นกลางใบนูนเด่นชัด ดอกเป็นช่อแบบช่อกระจุก ออกตามซอกใบใกล้ปลายยอด ดอกสีขาว มี 8-16 ดอก ก้านดอกยาว 1-1.5 เซนติเมตร กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 แฉก รูปรี  ผลเป็นฝักคู่ รูปรียาว ฝักอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่สีแดงถึงสีดำและแตกเป็นสองซีก ภายในฝักมีเมล็ด 25-100 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะแบน มีปีกติดที่ด้านใดด้านหนึ่งของเมล็ด* (ข้อมูลพันธุ์ไม้
ระบบฐานข้อมูลเกษตรดิจิทัล)
ไม้ต้นนี้ชอบแดดจัดกลางแจ้ง น้ำพอประมาณ ทนทานไม่ต้องการ การเอาใจใส่ดูแล มากมาย อยากให้โตทันใจ ขุดล้อมต้นใหญ่ขนาดที่ต้องการมาปลูก จะติดง่าย ถ้าล้อมมาปลูกใหม่ๆไม่ต้องให้น้ำเยอะ ปักหลักจับยึดให้มั่น อย่าให้ต้นไหวด้วยแรงลม วันนึงรดน้ำให้ชุ่มพอ**ส่วนตัว---บางทีการปลูกต้นไม้สำหรับมือใหม่หัดปลูก ก็มีปัญหานะ ที่ใครว่าง่ายๆ เจอแล้วก็อาจว่าไม่ง่าย น้ำพอประมาณ นี่ก็ไม่รู้ว่าพอ คือพอขนาดไหน ขนาดไหนที่เรียกว่าน้ำเยอะ ขนาดไหนที่เรียกว่า น้ำน้อย เอาเป็นว่าจำไว้อย่างหนึ่งก็พอคือปลูกไปแล้วอย่ากังวลคอยสังเกตุห่างๆ กังวลแล้วพลังงานความเครียดถ่ายสู่ต้นไม้ ต้นไม้ก็เครียดไปด้วย**
ระยะเวลาออกดอก --- ตลอดปี
ขยายพันธุ์--- เมล้ด ตอนกิ่ง ติดตา เสียบยอด
**ส่วนตัว-ชอบดอกไม้สีขาวก็ไม่ควรลืมต้นนี้ เลี้ยงก็ง่าย ตายก็ยาก ดอกดกสีขาวสะอาดตา พรรณไม้ดอกสีขาวส่วนใหญ่จะหอมเพื่อมีกลิ่นไว้ล่อแมลงแต่ต้นนี้ไม่มีความหอมเอาซะเลย ลีลาวดีลูกศร หรือลีลาวดีใบลูกศร หรือลั่นทมใบศร แล้วแต่จะเรียก แต่ชื่อทั้งหมดบ่งชี้ว่า ต้องมีอะไรสักอย่างหรือหลายอย่างที่เหมือน ลั่นทม ซึ่งก็ได้ชื่อมาตามลักษณะใบซึ่งเป็นลักษณะเด่น คือโคนใบสอบแคบ ปลายใบคล้ายรูปลูกศร ดอกสีขาวสะอาดรูปลักษณะดอกก็ไปคล้ายดอกลั่นทม แถมอยู่ในวงศ์เดียวกันอีก ก็เป็นอันว่าได้ชื่อไปตามนั้น **


หูกระจงแดง/Terminalia benzoe

 

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Terminalia sp.
ชื่อพ้อง    ---No synonyms are record for this name.
ชื่อสามัญ     ---none
ชื่ออื่น     ---หูกระจงแดง, ป้องภัย(ชื่อการค้า)
ชื่อวงศ์    ---COMBERTACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์    ---อเมริกาใต้
**ส่วนตัว-หูกระจงแดง หรือแผ่บารมีสีแดง ในรูปที่เห็นถ่ายมาจากร้านต้นไม้ซอยพระเงิน ปลูกอยู่ในกระถางขนาดใหญ่ ไม่ค่อยพบบ่อยนัก ส่วนใหญ่ที่เห็น จะเป็นต้นเล็กอยู่ในถุงเพาะสีดำ ซึ่งความงามยังไม่ปรากฏ หูกระจงแดง เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง  สูงได้ประมาณ 5-10เมตร ลำต้นตั้งตรง เรือนยอดรูปไข่ หนาทึบ เปลือกสีน้ำตาลแตกเป็นร่อง  แตกกิ่งในแนวราบเป็นชั้นๆ ลักษณะใบเรียวยาว ไม่ร่วงง่ายเหมือนหูกระจง ทำให้ไม่ต้องห่วงว่าจะต้องมานั่งกวาดใบทุกวัน ระบบรากก็ไม่ทำลายกำแพงเหมือนหูกระจง ปลูกไว้กลางแจ้งแดดจัด เลี้ยงจากต้นเล็กจะได้ทรงต้นสวยกว่าเพราะได้แดดทั่วถึงการแตกกิ่งเวียนจะเป็นระเบียบ จะแผ่บารมีได้ทุกทิศทาง นำมาใช้จัดสวนได้สีสันระดับสายตา ข้อเสียมีอยู่อย่างเดียว...แพง...**
ระยะเวลาออกดอก ---สิงหาคม-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์----: เมล็ด ตอนกิ่ง


ทรงบาดาล/Senna surattensis

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Senna surattensis (Burm.f.) H.S.Irwin & Barneby
ชื่อพ้อง---Has 7 Synonyms    
---Cassia fastigiata Vahl
---Cassia spinigera var. suffruticosa (J.Koenig ex Roth) Ali
---Cassia suffruticosa J.Koenig ex Roth
---Cassia surattensis Burm.f.
---Cassia surattensis subsp. suffruticosa (J.Koenig ex Roth) K.Larsen &S.S.Larsen
---Cassia surattensis var. suffruticosa (J.Koenig ex Roth) Sealy ex Isely
---Psilorhegma suffruticosa (J.Koenig ex Roth) Britton
ชื่อสามัญ     ---Scrambled Egg Bush, Scrambled Egg Tree, Glossy Shower, Golden Senna, Glaucous Cassia, Sunshine Tree, Bushy Cassia, Foetid cassia, sickle senna, Singapore shower tree.
ชื่ออื่น     ---ขี้เหล็กหวาน, สะเก้ง, สะโก้ง, พรึงบาดาล, ตรึงบาดาล,; [Thailand: khilek-hwan; songbadan]; [Chinese: huang huai jue ming]; [Indonesia: kembang kuning]; [Laos: dok sake; sak heng]; [Malaysia: gelenggang]; [USA/Hawaii: kalamona; kolomona].
ชื่อวงศ์    ---LEGUMINOSAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---อันดามัน อัสสัม บังคลาเทศ อินเดีย พม่า มัลดิฟส์ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ตอนเหนือของออสเตรเลีย แอฟริกา

   

มีถิ่นกำเนิดในอินเดียและศรีลังกา ตามป่าไม้สักและดินแอ่งน้ำที่ระดับความสูงไม่เกิน 300 เมตร
ปัจจุบันถูกจำแนกเป็นสายพันธุ์ที่รุกรานในหลายประเทศในเอเชียและแปซิฟิกรวมถึงสิงคโปร์ไต้หวันเฟรนช์โปลินีเซียและไมโครนีเซียรวมถึงฮาวาย
 ทรงบาดาล เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 3-7 เมตร ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกยาว 8-18 ซม ออกสลับ ใบย่อย5-10คู่ รูปไข่หรือรูปไข่แกมขอบขนานยาว 2-5 ซม. กว้าง 0.8-2 ซม.โคนใบและปลายใบมน หลังใบเรียบท้องใบมีขนประปราย ดอก สีเหลืองออกเป็นช่อมี 10-15 ดอก ผลอ่อนสีเขียวเป็นฝักแบนเรียบ แก่แล้วเป็นสีน้ำตาลจะแตกอ้าออกตามแนวตะเข็บฝัก  มีเมล็ด15-20 เมล็ด
ชอบแดดจัด ดินร่วนหรือดินปนทรายที่ระบายน้ำดี ทนแล้งดูแลง่าย
ใช้ประโยชน์ พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารและยารักษาโรค มันได้รับการปลูกเป็นไม้ประดับทั่วเขตร้อน
-ใช้กินได้ ใบอ่อนกินเป็นผัก
-ใช้เป็นยา ยาต้มจากรากใช้ต้านโรคหนองใน ใบใช้ในการรักษาโรคบิด ดอกไม้เป็นยาถ่าย
-ใช้เป็นไม้ประดับ ทรงต้นสวย ออกดอกตลอดปี  ปลูกง่าย ถนนหลายสายในกรุงเทพฯ รอบนอกจึงปลูกข้างถนนริมทางเรียงรายอยู่หลายสาย ทำให้เห็นได้อยู่ทั่วไป เป็นไม้ประดับที่ได้รับความนิยมปลูกประดับสถานที่เช่นในฮาวาย ไต้หวันและฮ่องก งเนื่องจากความทนทานต่อมลพิษจากซัลเฟอร์ไดออกไซด์ แม้ว่าหลายสายพันธุ์ในครอบครัว Fabaceae จะมีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดิน แต่สายพันธุ์นี้บอกว่าไม่มีความสัมพันธ์ดังกล่าวดังนั้นจึงไม่สามารถตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ
-สำคัญ-ต้นทรงบาดาลเป็นต้นไม้ที่มีความเป็นมงคลคือเป็นหนึ่งในไม้มงคล 9 ชนิด ที่ใช้ในพิธีวางศิลาฏกษ์และปลูกบ้าน
ระยะเวลาออกดอก--- ตลอดปี ออกดอกดก---มีนาคม-เมษายน
ขยายพันธุ์---ตอนกิ่ง---เมล็ด
สถานที่ถ่ายภาพ---ถนน 2 ข้างทาง เส้นทางลัด ออเงิน-สายไหม


พรวด/Rhodomyrtus tomentosa

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Rhodomyrtus tomentosa(Aition) Hassk
ชื่อพ้อง    ---Has 2 Synonyms
---Cynomyrtus tomentosa (Aiton) Scriv.
---Myrtus tomentosa Aiton
ชื่อสามัญ     ---Rose myrtle, Downy rose myrtle, Downy myrtle, Isenbery bush, Hill gooseberry, Hill guava, Ceylon hill cherry, Isenberg-bush.
ชื่ออื่น     ---โทะ,พรวดผี, พรวดกินลูก, พรวดใหญ่, ง้าย, ซวด, [Thailand: phruat]; [Chinese: Tao jin niang, kong nim]; [Cambodia: sragan]; [China/Hong Kong: barley bues]; [Indonesia: harendong sabrang]; [Malaysia: Karamunting; kemunting]; [USA/Hawaii: downy myrtle, downy rose myrtle, ratberry]; [Vietnam: sim]; [French: feijoa; feijoarte-grosseille; myrte-grosseille]; [Germany: filzige Rosenmyrte].
ชื่อวงศ์    ---MYRTACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---จีน, ญี่ปุ่นตอนใต้, อินเดีย, ศรีลังกา, พม่า, ไทย, กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์

 

มีถิ่นกำเนิดในเอเชียใต้และตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงพม่า กัมพูชา จีน (ฝูเจี้ยน กวางตุ้ง กวางสี กุ้ยโจว หูหนาน เจียงซี มณฑลยูนนานและเจ้อเจียงและฮ่องกง) อินเดีย อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์, สุลาเวสี, ศรีลังกา, ไต้หวัน, ไทยและเวียดนาม พบในแหล่งธรรมชาติที่ถูกรบกวนและเปิดซึ่งมักอยู่ใกล้ชายฝั่ง เติบโตที่ระดับความสูง 300-1300 เมตร หรือเกิดขึ้นในป่าดิบเขาและทุ่งหญ้าที่ระดับความสูง 1,800 - 2,700 เมตร
ไม้พุ่มความสูงอยู่ประมาณ1-3 เมตร กิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนสีขาว เปลือกนอกสีน้ำตาลอ่อนผิวลอกได้เป็นแผ่น ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม ใบรูปรีถึงรูปขอบขนาน ยาว 5-8 ซม. กว้าง 1.5–4 ซม.หลังใบเกลี้ยงมันวาวท้องใบมีขนสีขาวเป็นปุย ปลายใบทู่โคนใบสอบ ก้านใบยาว 0.4–1 ซม.  ดอกออกตามซอกใบและปลายกิ่งเป็นทั้งดอกเดี่ยวและแตกเป็นกลุ่ม3ดอก กลีบเลี้ยงยาว 3-4 มม.กลีบดอก5กลีบสีชมพู ผลแก่สีม่วงคล้ำถึงดำรูปกลม ขนาด1-1.5ซม.มีขนสีขาวปกคลุมรอบผล มีเมล็ดแบนยาว 2–3มม.ประมาณ40–45เมล็ด   
ต้องใช้ตำแหน่งที่มีแดด ในดินเป็นกรดอ่อนที่ระบายน้ำได้ดี แต่ปราศจากความชื้น  ชอบดินมีค่า pH อยู่ในช่วง 4 - 6 สามารถทนต่อน้ำท่วมเป็นครั้งคราว
ใช้ประโยชน์ พืชที่ปลูกมักจะอยู่ในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนทั้งในฐานะที่เป็นไม้ประดับและผลไม้ที่กินได้
-ใช้กินได้ ผลสุกกินได้มีรสชาดหวานหอม กินสดหรือทำเป็นพายเยลลี่
ใช้เป็นยา  ผลไม้ถูกใช้เป็นยารักษาโรคบิดและท้องร่วง ยาต้มจากรากหรือใบกับเหล้า รักษาโรคท้องร่วง ปวดท้องและเป็นยาหลังคลอด ใบที่บดแล้วจะใช้ใส่แผล
-ในภาคใต้ของจีนได้รับการทดสอบในการบูรณะเพื่อเป็นพืชพี่เลี้ยงให้ร่มเงาแก่พืชพื้นเมืองที่เติบโตช้ากว่า
ระยะออกดอก---กุมภาพันธุ์-มีนาคม---ติดผล---พฤษภาคม-กรกฏาคม
ขยายพันธุ์ ---เมล็ด ปักชำ
สถานที่ถ่ายภาพ--- สวนพฤกษศาสตร์ จ.ระยอง


พังแหรใหญ่/Trema orientalis

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Trema orientalis (L.) Bl.
ชื่อพ้อง---has 22 Synonyms

-Celtis discolor Bongn. -Trema affinis (Planch.) Blume
-Celtis guineensis Schum. & Thonn. -Trema africana Blume
-Celtis madagascariensis Bojer -Trema commersonii (Decaisne ex Planchon) Blume
-Celtis orientalis L. -Trema grevei Baill.
-Celtis rigida Blume -Trema grisea Baker
-Sponia andaresa Commerson ex Lamarck -Trema guineensis (Schum. & Thonn.) Ficalho
-Sponia argentea Planch. -Trema hochstetteri Engl.
-Sponia commersonii Decaisne ex Planchon -Trema nitens Blume
-Sponia glomerata Hochst. -Trema polygama Z.M. Wu & J.Y. Lin
-Sponia orientalis (L.) Decne. -Trema velutina (Planch.) Blume
-Sponia wightii Planch. -Trema wightii Blume

ชื่อสามัญ --- Charcoal-tree, Indian charcoal-tree, Pigeon wood, Oriental trema, Gunpowder tree,
ชื่ออื่น ---พังอีแร้, พังอีแหร, พังแหร, [THAI: Padang Po-haek, Takhai.]; [CHINESE: Yi se shan huang ma]; [HINDI: Gio.]; [INDONESIAN: Aanggerung, Kuray, Lenggung.]; [JAPANESE: Urajiro enoki.]; [KHMER: Srô:l.]; [LAO: Po, Hu.]; [MALAY: Menarong, Mengkirai, Randagong.]; [SANSKRIT: Jivanti.]; [SRI LANKAN: Gedumba.]; [TAMIL: Ambaratthi, Chenkolam]; [TONGAN: Mululwe.]; [VIETNAMESE: Hu dai, Hu las nhor.]; [; [PHILIPPINES: Du-ung (Sul.), Hagod, Anabiong, Hanadiong, Hanagdon.].
วงศ์ --- ULMACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เชตกระจายพันธุ์---ผ่านตะวันออกกลาง อนุทวีปอินเดีย จีนตอนใต้ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ถึง ออสเตรเลีย

 

เติบโตในพื้นที่โล่งกว้าง ร้าง ป่าทึบ ป่าชั้นสองที่อุดมสมบูรณ์และพบได้ทั่วไป ที่ระดับความสูงต่ำ ปานกลาง ในบางแห่งพบที่ระดับความสูงถึง 2,000 เมตร
ลักษณะเป็นไม้ต้นขนาดเล็ก สูง 4-10 เมตร ใบเดี่ยว รูปไข่แกมรูปใบหอก กว้าง 3-5 ซม. ยาว 7-12 ซม. ผิวใบด้านบนหยาบ ด้านล่างสีซีดมีขนนุ่มหนาแน่น ขอบใบจักรฟันเลื่อย ดอกสีเขียว ขนาดเล็ก ออกเป็นช่อสั้นๆ ที่ซอกใบ ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอยู่ในต้นเดียวกัน กิ่งเดียวกันหรือต่างกิ่ง ผล เมล็ดเดียว แข็งกลม ขนาด 3-4 มม. เมื่อสุกสีดำ
ใช้ประโยชน์ -ใช้กินได้ ในแอฟริกา ใบและผลไม้ใช้กินได้ ใบอ่อนกินเป็นผัก
-ใช้เป็นยา ผลไม้, ใบ, เปลือก, ลำต้น, กิ่งไม้และเมล็ด ใช้ในยาแผนโบราณในแอฟริกาตะวันออกและตะวันตก ในแทนซาเนียและมาดากัสการ์ -ใบและเปลือกใช้สำหรับรักษาอาการไอหอบหืด หลอดลมอักเสบ ปวดฟัน เจ็บคอ นอกจากนี้ยังใช้สำหรับโรคหนองใน ไข้เหลืองและยาแก้พิษต่อพิษ เปลือกแช่ใช้สำหรับโรคบิด  เป็นหนึ่งใน 33 ชนิดของพืชที่ใช้สำหรับการรักษาความดันโลหิตสูง
-อื่น ๆ นิยมปลูกเป็นไม้เบิกนำ โตเร็วชอบขึ้นตามที่โล่งและชายป่าดงดิบเนื่องจากเป็นไม้เนื้ออ่อน ไม่ทนทาน ปลวกชอบ จึงใช้ประโยชน์ในการก่อสร้างสิ่งชั่วคราว
- สัตวแพทย์ ยาต้มใบใช้ในการถ่ายพยาธิสุนัข -ในประเทศฟิลิปปินส์  ใบไม้ฝักและเมล็ดใช้เป็นอาหารสัตว์  ให้อาหาร วัว แพะและควาย ปริมาณเส้นใยสูงและสารพิษ จำกัดการใช้ใบป่นในอาหารสัตว์ - ข้อจำกัดนี้สามารถแก้ได้โดยการแยกโปรตีนออกจากใบ-ไฟเบอร์ เหมาะสำหรับการผลิตกระดาษและเยื่อกระดาษ กระดาษมีความต้านทานแรงดึงและทนทานการพับได้ดี
ระยะออกดอก---มกราคม - มีนาคมและสิงหาคม - ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง


นมแมว/Melodorum siamense

 

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---- Rauwenhoffia siamensis Scheff.
ชื่อพ้อง-----Has 1 Synonyms
---Melodorum siamense (Scheff.) Bân
ชื่อสามัญ     --None
ชื่ออื่น     ---นมแมว [Thai: nom-maew]
ชื่อวงศ์    ---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---ประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

ต้นนมแมวเป็นพืชเฉพาะถิ่น มีถิ่นกำเนิดในทางภาคใต้ของประเทศไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มักพบขึ้นในป่าดิบ ตามชายป่าชื้น และตามป่าเบญจพรรณทางภาคกลางและภาคใต้ นมแมวเป็นไม้ดั้งเดิมพันธุ์ไทยแท้ต้นหนึ่งของไทยอยู่คุ๋บ้านแต่โบราณเป็นนานเน กลิ่นความหอมของดอกนมแมวทำเป็นแป้งร่ำน้ำปรุง ขนมอบเทียน คือมันหอมมาก เป็นต้นไม้ต้นโปรดต้นหนึ่งเลยเชียว ลักษณะนมแมวเป็นไม้พุ่มรอเลื้อย แต่เลื้อยไปได้ไกล2-5 เมตร เป็นไม้อายุยืนยาว ถ้าตัดแต่งให้เป็นพุ่มก็จะได้ไม้พุ่มใหญ่ความสูงอยู่ 1-2 เมตร  เปลือกต้น กิ่งก้าน สีน้ำตาลคล้ำ กิ่งอ่อนมีขน รูปดาว ขึ้นอยู่หนาแน่น ใบเป็นใบเดี่ยว ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-6.5ซม.ยาวประมาณ 10-22.5 ซม. ออกเรียงสลับ รูปขอบขนานหรือแกมรูปใบหอก ปลายใบเรียวแหลม โคนมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบค่อนข้างหนาชอบแสงแดดปานกลางถึงร่มรำไร ปลูกใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ได้ ถ้าแดดจัดใบจะแข็งกรอบ ดอกจะออกน้อย ดอกนมแมวออกเป็นดอกเดี่ยวหรือออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 1-3 ดอก ดอกมี 6 กลีบ สีเหลืองอมเขียว ขนาดใหญ่ประมาณ 1-2 ซม. ออกดอกตลอดทั้งปี ผลเป็นผลกลุ่ม มีผลย่อยประมาณ8-15ผล ผลอ่อนสีเขียวรูปทรงกลมหรือรูปไข่กว้างประมาณ 0.5-0.8ซม. ยาว 0.6-0.8 ซม. (ดูรูปที่2ซ้ายมือ) เปลือกนิ่ม เมล็ดเล็กสีดำ ผลสุกสีเหลือง มีรสหวานกินได้ สมัยก่อนขนมกรุบกรอบขบเคี้ยวหายาก เป็นเด็กเจอลูกตะขบ ลูกนมแมว ลูกพิกุล ลูกกระทกรก นี่จับใส่ปากอร่อยหมด
-ใช้ประโยชน์ ใช้เป็นยา สรรพคุณเป็นสมุนไพร ราก แก้ประจำเดือนมาไม่ปกติ แก้ผอมแห้งเนื่องจากอยู่ไฟไม่ได้ แกไข้หวัด แก้ไข้ทับระดู เนื้อไม้ แก้ไข้หวัด ไข้ทับระดู
สุดท้ายนอกจากต้นนมแมวที่ว่าเป็นไม้โบราณแล้วความน่าปลูกที่สำคัญของต้นนมแมวอยู่ที่ ทนแล้ง ทนน้ำท่วม
ระยะเวลาออกดอก --- ได้ตลอดทั้งปี แต่จะให้ดอกดกที่สุดในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะในช่วงเดือนสิงหาคม-เดือนตุลาคม
ขยายพันธุ์ --- เพาะเมล็ดและตอนกิ่ง
 


ฝาดดอกขาว/Lumnitzera racemosa

 

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Lumnitzera racemosa Willd .
ชื่อพ้อง    ---Has 7 Synonyms
---Lumnitzera racemosa var. pubescens Koord. & Valeton
---Lumnitzera rosea (Gaudich.) C. Presl    
---Petaloma alba Blanco
---Petaloma albiflora Zipp. ex Span.
---Petaloma alternifolia Roxb.
---Pokornya ettingshausenii Montr.
---Problastes cuneifolia Reinw.
ชื่อสามัญ     ---Butterfly-poll, White-flowered mangrove, White-flowered Black Mangrove
ชื่ออื่น     ---ฝาดดอก, ฝาดดอกขาว, ขวาด, กะลูง, [CHINESE: Lan li.]; [SINGHALESE: Bariya, Beriya.]; [TAMIL: Tipparathai.]; [TELUGU: Thanduga, Kadavi, Kadivi, Than.]; [PHILIPPINES: Kulasi, Solasi.].
ชื่อวงศ์    ---COMBRETACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปแอฟริกา เอเชีย ถึงออสเตรเลีย
เขตกระจายพันธุ์    ---แอฟริกาตะวันออก ไปจนถึงแปซิฟิกตะวันตก รวมฟิจิและตองกา และทางตอนเหนือของประเทศออสเตรเลีย

 

ต้นฝาดขาวในธรรมชาติมักขึ้นเป็นกลุ่ม อยู่บนบริเวณดินเลนค่อนข้างแข็งหรือที่ราบหาดเลนในพื้นที่น้ำท่วมถึง ป่าโกงกางที่เหลืออยู่ตามชายฝั่งทะเลปากแม่น้ำ เป็นพืชในเขตร้อนชื้น ซึ่งพบได้ที่ระดับความสูงไม่เกิน 70 เมตร
ฝาดขาวเป็นไม้ต้นกึ่งไม้พุ่มขนาดเล็ก - ขนาดกลาง สูง 5 - 10 เมตร ลำต้นตรงผิวเปลือกต้นขรุขระสีน้ำตาลเข้มมีรากแก้ว หยั่งลึกลงดิน มีรากพิเศษออกตามลำต้น เป็นรากหายใจแต่ไม่มาก ลำต้นตรง เนื้อแข็ง  ใบเดี่ยวยาว 2.5- 7 ซม. ออกเวียนสลับหนาแน่นที่ปลายกิ่ง ใบเล็ก เนื้อใบหนามันคล้ายแผ่นหนังทั้งสองด้าน อวบน้ำ แผ่นใบแคบ รูปไข่กลับ สีเขียวอ่อนดอกออกเป็นช่อคล้ายช่อกระจุกบริเวณปลายกิ่งหรือง่ามใบ กลีบดอก 5 กลีบ สีขาว ผล ยาว 1.5 - 2 ซม. รูปทรงรี ด้านข้างแบนเล็กน้อย มีเหลี่ยมมน ผิวผลเกลี้ยง
ต้องการตำแหน่งที่มีแดดหรือร่มรำไรบางส่วน เติบโตได้ดีที่สุดในดินที่อุดมสมบูรณ์ ค่า pH ในช่วง 6.5 - 7 ทนได้ 6 - 7.5
ใช้ประโยชน์ บางครั้งต้นไม้ถูกเก็บมาจากป่าเพื่อใช้ ไม้และแทนนินในเปลือกไม้
-ใช้เป็นยา คุณสมบัติต้านการอักเสบ ต้านเชื้อแบคทีเรีย สารต้านอนุมูลอิสระ สารในลำต้นผสมกับน้ำมันมะพร้าวใช้เป็นยาแก้คัน ใช้รักษาโรคเบาหวาน
-ใช้ปลูกประดับ นำมาปลูกเพื่อประดับใช้ในการจัดสวนริมน้ำได้
-ใช้อื่น ๆ เปลือกไม้เป็นแหล่งของแทนนิน ไม้มีความแข็งแรงและทนทานมาก มันถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์หลายอย่าง ใช้สำหรับทำเสา เสาบ้าน สะพาน แผ่นไม้กระดาน และใช้เป็นเชื้อเพลิง
ระยะเวลาออกดอก---พฤศจิกายน – เมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด
สถานที่ถ่ายภาพ--- โครงการป่าในกรุง อ่อนนุช และที่สวนสมุนไพร สิรีรุกขชาติ อุทยานธรรมชาติวิทยา ม.มหิดล ศาลายา


ฝาดแดง/Lumnitzera littorea

 

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Lumnitzera littorea (Jack) Voigt
ชื่อพ้อง    ---Has 9 Synonyms
---Bruguiera littorea (Jack) Steud.
---Laguncularia coccinea Gaudich.
---Laguncularia pedicellata Steud.
---Laguncularia purpurea Gaudich.
---Lumnitzera coccinea Wight & Arn.
---Lumnitzera pentandra Griff.
---Lumnitzera purpurea C. Presl
---Petaloma coccinea (Gaudich.) Blanco
---Pyrrhanthus littoreus Jack
ชื่อสามัญ     ---Bird-poll, Red Teruntum, Red-flowered Black Mangrove
ชื่ออื่น     ---ตำเสาทะเล, [Malaysia: Teruntum, Teruntum Merah, Geriting Merah (Sabah)]; [Vietnam: Phan bo loai coc bo]
ชื่อวงศ์    ---COMBRETACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก เอเซียเขตร้อน ตอนเหนือของออสเตรเลีย

 

เกิดขึ้นในเอเชียใต้รวมถึงบรูไนดารุสซาลาม, จีน, ไต้หวัน, อินโดนีเซีย, อินเดีย, มาเลเซีย, สิงคโปร์, ไทย, เวียดนาม (สามที่ตั้ง: เกาะ Dao Pho Quoc, Can Dao Island และ Can Gio Biosphere Reserve) นอกจากนี้ยังมีการกระจายอย่างกว้างขวางไปทั่วหมู่เกาะแปซิฟิกรวมถึงปาปัวนิวกินีหมู่เกาะโซโลมอน นิวแคลิโดเนียและไมโครนีเซีย ขีดจำกัด กลางมหาสมุทรแปซิฟิกคือ Tuvaru และ Kiribati และขีดจำกัด ใต้คือตองกา พบในป่าเปิด ป่าโกงกางที่เหลืออยู่ตามชายฝั่งทะเล เป็นพืชเขตร้อนชื้นที่ลุ่มซึ่งพบได้จากระดับน้ำทะเลถึง25 เมตร
**ส่วนตัว-รูปต้นฝาดแดงพวกนี้ถ่ายไว้นานแล้วสมัยหนึ่งแพงมาก ปลูกไว้หน้าร้านค้าคู่กันกับฝาดขาว อย่างแพร่หลาย เชื่อกันว่าเป็นมหานิยมอะไรทำนองนี้ นำมาปลูกใส่กระถางแช่ไว้ในน้ำ  กาลเวลาผ่านไปก็มีต้นไม้มหามงคลต้นอื่นๆมาแทนที่**
ฝาดแดงเป็นไม้ ต้นสูง10-20เมตร โดยทั่วไปไม่พบต้นที่มีขนาดใหญ่ ขึ้นตามขอบป่าชายเลนที่เปิดโล่ง และขึ้นเป็นกลุ่มบริเวณปากแม่น้ำที่มีดินเลนแข็ง ฝาดแดงมีรากหายใจคล้ายภูเขา เปลือกนอกแตกเป็นร่องลึกตามยาวสีน้ำตาลคล้ำ เปลือกในสีแดงเข้มหรือส้ม  ใบเดี่ยวเรียงค่อนข้างแน่นที่ปลายกิ่ง รูปขอบขนานขนาดกว้าง 1-3 ซม.ยาว 3-9 ซม.โคนใบสอบเป็นรูปลิ่ม ขอบใบเรียบถึงหยักมนเล็กน้อย เนื้อใบอวบน้ำด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมันด้านล่างใบสีอ่อนกว่า  ดอกออก เป็นกลุ่มคล้ายช่อเชิงลดไม่มีก้านสีแดง ออกที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกย่อย 5-15 ดอก กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย ปลายแยกเป็น5แฉก ผลมีเมล็ดแข็งเมล็ดเดียวรูปกระสวยป่องกลางและมีสันตามยาวขนาด0.4-0.5x1.2-1.8 ซม.เปลือกผลเป็นคอร์กหนาผิวเกลี้ยงผลแก่สีน้ำตาลแดง
ชอบตำแหน่งที่มีแดดและดินหนัก ต้องการ pH ในช่วง 6.8 - 7.2 แต่ทนได้ 6.5 - 7.5  ทนต่อดินเค็ม พืชถูกปรับให้เข้ากับสภาพที่พบในป่าชายเลน
ใช้ประโยชน์ ไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่น สายพันธุ์นี้มีดอกสีแดงสดที่สวยงามมากและมีไว้สำหรับประดับในประเทศไทยและสิงคโปร์
-ไม้สีน้ำตาลเหลืองนั้นหนักและละเอียด เนื้อไม้ใช้ได้ทนทานมากสำหรับงานในน้ำ เช่นทำเสาและพาย ใช้ในท้องถิ่นสำหรับการสร้างเรือและใช้เป็นเชื้อเพลิง
ระยะเวลาออกดอก---พฤศจิกายน – เมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด


สนทราย/Baeckea frutescens


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Baeckea frutescens L.
ชื่อพ้อง ---Has 9 Synonyms

-Baeckea chinensis Gaertn. -Baeckea stenophylla F.Muell.
-Baeckea cochinchinensis Blume -Baeckea sumatrana Blume
-Baeckea cumingiana Schauer -Drosodendron rosmarinus (Lour.) M.Roem.
-Baeckea ericoides Schltdl. -Neuhofia rosmarinifolia Stokes
-Baeckea sinensis Gaertn.

ชื่อสามัญ  ---China Maki, False Ru, Cucur Atap, Chuchur Atap, Ujan Atap, Timor Tasek, Da Eng
ชื่ออื่น     ---สนดง, สนหิน, เสียวน้อย, สนหอม, สนขี้ไก่, สนนา, สนเทศ, สนสร้อย, ก้านถินแดง,[Thailand: Son Naa, Son Saai (peninsular); Son Hom (South-Eastern)]; [Malaysia: Cucur Atap, Curan Atap, Hujung Atap, Cina Maki]; [Indonesia: Ujung Atap, Jung Rabat, Kayu Rachak (Javanese); Junjung Atap, Tutup Atap, Ijar Atap (Bangka); Si Gamei-gamei (Sumatran)]; [Cambodia: Moreck Ansai]; [Vietnam: Thanh Hao.]
ชื่อวงศ์    ---MYRTACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---อินเดีย พม่า จีน เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ จีน เกาะบอร์เนียว สุมาตรา และนิวกินี
ในประเทศไทยพบได้ทางภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และทางภาคใต้ ตามป่าไม้ผลัดใบ ป่าหญ้า ป่าชายหาด ป่าเสม็ดที่เป็นทุ่งหญ้า ตามยอดเขาที่เป็นหินทรายทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามที่โล่งบนยอดเขาทางภาคใต้ หรือในดินปนทรายตามแนวชายฝั่งทั่วไป ที่ระดับความสูงจนถึงประมาณ 1,800 เมตร
ไม้ต้นจำพวกสน แตกกิ่งก้านสาขาเป็นจำนวนมาก มีความสูงของต้นประมาณ 5 เมตร ล้ำต้นเป็นสีเทาอมน้ำตาล  เปลือกแตกเป็นขุย ลักษณะของกิ่งมักลู่ลง กิ่งมีสีน้ำตาลอ่อน เรียวยาว ใบอยู่ตรงข้ามขนาดเล็กและแคบมากเหมือนเข็มยาวประมาณ 6-15 มม. เท่านั้น ใบไม้ที่ถูกบดขยี้จะให้กลิ่นหอมของยาง ดอกไม้ออกโดดเดี่ยวในซอกใบสีขาวกับสีชมพูตรงกลาง กลีบดอกสั้นมีต่อมน้ำมัน
ใช้ประโยชน์ -ใช้กินได้ ดอกไม้และใบไม้ถูกทำเป็นชาสมุนไพร มันเป็นประเพณีที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและผงที่ใช้ในระหว่างการคลอดบุตร
-ใช้เป็นยา ทุกส่วน ยกเว้นราก มีน้ำมันหอมระเหยใช้สำหรับการนวดในกรณีที่เป็นโรคไขข้อ- ทุกส่วน ยกเว้นราก ใช้ต้านเชื้อแบคทีเรีย สารสกัดจากพืชมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่มีฤทธิ์ต้านStreptococcus mutansที่ทำให้เกิดโรคฟันผุในทุกระดับความเข้มข้น -ใช้ลดไข้และ ขับปัสสาวะ รักษาโรคไข้หวัดใหญ่ ปวดหัว, หัด, อาการจุกเสียด, ปวดท้อง, อาการอาหารไม่ย่อย, ดีซ่าน, โรคบิดและตกเลือด รอบประจำเดือนผิดปกติ ใช้ภายนอก ใบรักษาแผลพุพอง  ชาวจีนใช้ใบเป็นยาแก้ลมแดดและมีไข้ ในมาเลเซียและอินโดนีเซีย ใช้เป็นส่วนผสมของยาแผนโบราณที่ให้กับสตรีระหว่างการคลอดบุตร และมีการใช้แบบดั้งเดิมสำหรับการรักษาโรคมาลาเรียในอินโดนีเซีย
-อื่น ๆ เนื้อไม้เป็นสีน้ำตาลแดง มีความแข็งแรงทนทาน แต่มักมีขนาดไม่เหมาะสมแก่การใช้งาน- มีการใส่ใบไม้ในเสื้อผ้าเพื่อป้องกันแมลง
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ แยกต้น


ช้าแป้น/Callicarpa arborea

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Callicarpa arborea Roxb.
ชื่อพ้อง    ---Has 4 Synonyms
---Aganon umbellata Raf.
---Callicarpa magna Schauer
---Callicarpa tectonifolia Wall.
---Callicarpa villosissima Ridl.
ชื่อสามัญ     ---Beautyberry, Long leafed beauty berry
ชื่ออื่น     ---ฝ้าขาว, สักขี้ไก่, หูควาย, หูควายใหญ่, หูควายขาว, ทับแป้ง,[Assamese: bonmola, gunmola, khoja]; [Bengali: bormala]; [Hindi: ghiwala, kumhar]; [Nepali:  Guren]
ชื่อวงศ์    ---LABIATAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-ปากีสถาน อินเดีย พม่า คาบสมุทรอินโดจีน จีนตอนใต้ ฮ่องกง คาบสมุทรมาเลย์ สุมาตรา สุลาวาสี
เติบโตในป่าฝน ป่าเบญจพรรณบนเนินเขา ที่ระดับความสูง 1,000 - 2,500 เมตร
ไม้ ต้นขนาดเล็กผลัดใบ หรือกึ่งผลัดใบ สูง ประมาณ 5-15 เมตร เปลือกต้นสีเทาอมครีม เรียบหรือมีร่องเล็กๆ ยอดอ่อน กิ่ง ก้านใบ และก้านช่อดอก มีขนรูปดาวหนาแน่น สีน้ำตาลแกมเหลือง ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก ใบรูปไข่กลับ หรือมนรีถึงขอบขนาน 5-20 x 1.5-5 ซม. ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบหรือมีซี่แหลมตื้นๆประปราย ดอกเล็กสีชมพูหรือม่วงอ่อน ออกเป็นช่อตามซอกใบใกล้ปลายยอดช่อดอกยาวประมาณ 0.5-1 ซม. ผลรูปกลม เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 มม.เมื่อสุกสีม่วงอ่อนถึงม่วงแดง มีชั้นกลีบเลี้ยงรองที่ฐาน เนื้อผลบาง ชั้นหุ้มเมล็ดแข็ง 4หน่วยแต่ละหน่วยมี1เมล็ด
ต้องการตำแหน่งที่มีแดดหรือร่มเงาบางส่วน ชอบดินร่วน ที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง
ใช้ประโยชน์ ผลกินได้ -ใช้เป็นยา เปลือกต้นเป็นยาขับลมช่วยย่อยและบำรุงกำลัง ใช้ยาต้มใบทำความสะอาดเพื่อรักษาโรคผิวหนัง รากเป็นยาสมานแผลและห้ามเลือด มันถูกใช้เป็นยาต้มเพื่อรักษาเลือดออกภายใน นำมาใช้ภายนอก, รากผงแห้งจะใช้ในการรักษาบาดแผล, แผลที่มีเลือดออก  รากเคี้ยวเพื่อรักษาฝีที่ลิ้น
-วนเกษตรใช้เป็นสายพันธุ์บุกเบิกในโครงการปลูกป่าในประเทศไทย
-ไม้แตกง่ายใช้งานไม่ทนในที่โล่งแจ้ง ส่วนมากใช้ทำฟืน ใบใช้เลี้ยงสัตว์เวลาขาดแคลน
ระยะเวลาออกดอก ---มีนาคม-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์--- เมล็ด ปักชำ


ดับยาง/Solanum erianthum


ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Solanum erianthum D.Don
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Solanum adulterinum Buch.-Ham. ex Wall.
---Solanum verbascifolium L.
ชื่อสามัญ---Common nightshade, Potato tree, Velvet Nightshade, China Flowerleaf, Mullein Nightshade, Indian Currant Tomato, Big Eggplant, Tobacco Tree.
ชื่ออื่น ---ดับยาง, หูควาย, ฉับแป้ง, มะเขือดง, ; [Hind: Ban Tamakhu]; [Malayalam: Erichunda, Malachunda, Chunda]; [Marathi: Kutri]; [Tamil: Aanai Sundaikaai, Anai-c-cuntai, Malai-c-cuntai]; [French: amourette marron]; [Chinese: jia yan ye shu]; [Japan: tabakugii; yanbaru-nasubi]; [Myanmar: daung-satpya]; [Philippines: hierba de San Pedro; kasungog; kayok]; [Vietnam: ca hoi; co sa lang; ngoi]; [West Africa: ewuro ijebu; ijebu kogbin; openiniwuni].
ชื่อวงศ์ --- SOLANACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกากลาง อเมริกาใต้ แคริบเบียน เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย


จากโคลัมเบียทิศเหนือผ่านอเมริกากลางจนถึงตอนใต้ของอเมริกาและแคริบเบียน ไปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สู่ออสเตรเลีย ขึ้นตามที่โล่งกว้างริมถนน ชายป่า ทุ่งหญ้าชื้นหรือแห้งแล้ง ทุ่งนาหรือตามริมฝั่งแม่น้ำพบที่ระดับความสูง 300 - 2,100 เมตร
ไม้ไม้พุ่มขนาดใหญ่หรือต้นไม้ขนาดเล็กสูง 2-4 เมตร ลำต้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางสูงสุด 20 ซม. ใบเดี่ยว 15-25 x 5-10 ซม. เรียงเวียนสลับรูปไข่ ปลายใบแหลมโคนใบมนป้าน ขอบใบเรียบ กิ่งอ่อนก้านใบยาว 4 ซม มีขนนิ่ม ออกดอกที่ปลายยอดและปลายกิ่ง ดอกเป็นดอกช่อแยกแขนงสีขาว ก้านช่อดอกยาว 5 ซม.ดอกตั้งตรง ก้านดอกยาว 1 ซม. กลีบสีขาวมีขนหนาแน่นด้านนอก ผลกลมคล้ายมะเขือเป็นแคปซูลขนาด 8 x 12 มม. แก่สีส้มเหลือง
ใช้ประโยชน์-ใช้กินได้ผลไม้สามารถรับประทานได้เมื่อปรุงใช้ในแกง จะถูกกินเมื่อสุกและเตรียมเป็นแกงทางตอนใต้ของอินเดีย
-ใช้เป็นยา ได้รับการพิจารณาว่าเป็นยาที่มีศักยภาพสำหรับขับไล่สิ่งสกปรกทั้งหมดออกทางปัสสาวะ ใบทุบถูกนำมาใช้เป็นยาพอกเพื่อรักษาริดสีดวงทวาร ใช้ใบอุ่นเป็นครีมทาบริเวณหน้าผากเพื่อรักษาอาการปวดศีรษะ น้ำใบใช้เป็นน้ำยาล้างแผลในปาก  สรรพคุณทางยาของพืชในเอเชียแปซิฟิกรวมถึงการรักษาโรคบิดในฟิลิปปินส์และไต้หวันบรรเทาอาการปวดลำไส้ในไต้หวันและมาเลเซีย ในหมู่เกาะโซโลมอนใช้เป็นยาแก้พิษและยารักษาแผลในปาก ในปาปัวนิวกีนีใช้ภายในเพื่อรักษาอาการปวดท้อง ใช้ภายนอกเพื่อรักษาอาการระคายเคืองผิวหนังและผื่นคัน  ในแอฟริกาตะวันตกมีการใช้ยาต้มใบเป็นยาขับปัสสาวะ รักษาโรคมาลาเรีย โรคเรื้อน กามโรคและกระตุ้นการทำงานของตับ  ในโออาซากา, เม็กซิโกเป็นที่รู้กันว่าพืชนี้ใช้เป็นยาแก้ปวดในช่องปาก ใช้สำหรับอาการปวดท้องและเป็นยาต้านจุลชีพที่ผิวหนัง
-ใช้อื่น ๆ ใช้ใบอ่อนเพื่อกำจัดไขมันออกจากจาน ในประเทศอินเดียในหมู่ชนเผ่าในเขต Madurai ของรัฐทมิฬนาฑู ใช้ผลไม้ดิบที่ถูกบด นำไปใช้ทาเพื่อหลีกเลี่ยงปลิงกัด
ขยายพันธุ์---เมล็ด

กลึงกล่อม/Polyalthia suberosa

 

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Polyalthia suberosa (Roxb.) Thwaites
ชื่อพ้อง    
---Uvaria suberosa Roxb.
ชื่อสามัญ     ---Polyalthia
ชื่ออื่น     ---กระทุ่มกลอง กระทุ่มคลอง กำจาย  จิงกล่อม ช่องกลอง น้ำน้อย
ชื่อวงศ์    ---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์---E. Asia - southern China, India, Sri Lanka, Myanmar, Thailand, Malaysia, Philippines


ต้นนี้รูปถ่ายมาจาก สวนสมุนไพร สิรีรุกขชาติ ไม้ ยืนต้นขนาดเล็ก สูง 2-5 เมตร ไม่ผลัดใบ ขึ้นตามป่าละเมาะและที่ราบลุ่มทั่วประเทศ มีการปลูกเลี้ยงเป็นพืชสมุนไพรลักษณะทรงต้นและเรือนยอดเป็นรูปรีหรือทรงกระบอก ใบรูปขอบขนานกว้าง 2-4ซม.ยาว5-11ซม. โคนใบสอบเบี้ยวเล็กน้อย ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน
ดอก เป็นดอกเดี่ยว ออกตามกิ่ง หรือตรงข้ามใบใกล้ปลายกิ่งกลีบเลี้ยง 3กลีบ กลีบดอกเรียง2ชั้นๆละ 3กลีบ ดอกมีสีเหลืองอ่อนมีกลิ่นหอม ผลสดแบบมีเนื้อเมล็ดเดียวออกเป็นผลกลุ่มมีหลายผลอยู่บนแกนตุ้มกลม ก้านช่อผลยาว3-5ซม.มี25-35ผล แต่ละผลกลมขนาด5มิลลิเมตร ผิวเรียบสีเขียวเมื่อแก่สีแดง ดำ มีเมล็ด1เมล็ด ผลสุกกินได้
ระยะเวลาออกดอก : ตลอดปี
ขยายพันธุ์ : ด้วยการเพาะเมล็ด

หัสคุณ/Micromelum minutum

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Micromelum minutum (G.Forst.) Wight & Arn.
ชื่อพ้อง    
---Basionym: Limonia minuta Forst.fil.
---Bergera villosa Wall.
---Cookia punctata Hassk.
---Glycosmis subvelutina F.Müll.
---Micromelum glabrescens Villar
---Micromelum octandrum Turcz.
---Micromelum pubescens Bl.
ชื่อสามัญ     ---Lime Berry
ชื่ออื่น     ---หมุย สมุย,สมัด, สมัดน้อย, สหัสคุณ, หัสคุณไทย
ชื่อวงศ์    ---RUTACEAE
ถิ่นกำเนิด    ----Unknown
เขตกระจายพันธุ์    ---เอเซีย ออสเตรเลีย หมู่เกาะในมหาสมุทาแปซิฟิก

   

ไม้ยืนต้นหรือไม้พุ่มขนาดเล็กถึงขนาดกลาง  พบขึ้นตามป่าดงดิบเขา ตามลำธาร ตามป่าโปร่งทั่วไปมี ขนาดความสูงของต้นสูงได้ถึง 10 เมตร ตามกิ่งอ่อนมีขนสั้นสีเทา ส่วนต้นเป็นสีเขียว เมื่อแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมเทา แตกเป็นร่องตื้นตามยาว
ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับ มีใบย่อยประมาณ 7-15 ใบ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปไข่ ปลายใบแหลม ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-4 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-7 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียวอ่อน เนื้อใบบาง มีต่อมน้ำมันเล็ก ๆ จับดูแล้วจะรู้สึกเหนียว หลังใบเกือบเรียบถึงมีขนสั้น ๆ ส่วนท้องใบมีขนบาง ๆ ใบมีกลิ่นหอมเหมือนการบูร มีรสหอมร้อนออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง มีดอกย่อยจำนวนมาก ดอกย่อยมีกลีบดอกเป็นสีเขียวอ่อนหรือสีขาวแกมเหลือง เมื่อดอกบานเต็มที่กลีบดอกจะม้วนไปด้านหลังเล็กน้อยผลเป็นผลสด ออกเป็นพวงโต ลักษณะของผลเป็นรูปกระสวยหรือรูปไข่ขนาดเล็ก ผิวผลเรียบใส ฉ่ำน้ำ ผลเป็นสีเขียวอ่อน มีขนปกคลุม เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีส้มหรือสีแดง
ขยายพันธุ์ :ด้วยวิธีเพาะเมล็ด

มันปู/Glochidion wallichianum


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Glochidion wallichianum Müll.Arg.
ชื่อพ้อง    
---Glochidion glomerulatum var. wallichianum
---Glochidion desmocarpum Hook.f.      
---Glochidion curtisii Hook.f.   
---Diasperus curtisii (Hook.f.) Kuntze     
---Diasperus desmocarpus (Hook.f.) Kuntze  
---Phyllanthus wallichianus (Müll.Arg.) Müll.Arg.
ชื่อสามัญ     --
ชื่ออื่น     ---นกนอนทะเล,มันปู, มันปูใหญ่, ชุมเส็ด, พุงหมู,  ยอดเทะ, สมเส็ด
ชื่อวงศ์    ---EUPHORBIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---ภาคใต้ของประเทศไทย อินเดีย ศรีลังกา เวียดนาม และมาเลเซีย


พบได้ในป่าดิบ ที่ราบเชิงเขา ที่ราบลุ่ม ชาวบ้านนำมาปลูก บริเวณบ้าน หรือบริเวณสวนใกล้บ้าน
เป็นไม้ต้น สูงประมาณ 15 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยว ออกแบบเรียงสลับ รูปไข่ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม โคนใบมัน หน้าใบสีเขียว ออกมันเล็กน้อย หลังใบเขียวอ่อนกว่า ใบอ่อนและก้านอ่อนมีสีเขียว หรือสีเขียวอมแดง ดอกออกเป็นช่อ ดอกช่อขนาดเล็ก  
 ยอดอ่อนใช้เป็นผักรับประทาน เป็นผักสดแกล้มกับน้ำพริก หรือรับประทานกับขนมจีน มันปูยอดสีขาว รสมัน อร่อย ถ้ามันปูที่ยอดสีแดง จะมี รสฝาด
สรรพคุณทางยา ราก ลำต้น แก้ร้อนใน เป็นยาบำรุง
ระยะเวลาออกดอก : เดือนมีนาคม-ตุลาคม
ขยายพันธุ์: ตอนกิ่ง เพาะเมล็ด แยกต้นเล็กไปปลูก

ทองแมว/Gmelina elliptica

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Gmelina elliptica Sm.
ชื่อพ้อง    
---Gmelina asiatica L. (misapplied)
---Gmelina asiatica L. var. villosa (Roxb.) Bakh.
---Gmelina villosa Roxb.
ชื่อสามัญ     ---Badhara bush
ชื่ออื่น     ---ซ้อแมว ,ทำเมีย ,  กระเบี้ยเหลือง , คางแมว, ซองแมว
ชื่อวงศ์    ---LAMIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---อินเดีย แอฟริกา ออสเตรเลีย
เขตกระจายพันธุ์    ---ในภูมิภาคอินโดจีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย


รูปต้นทองแมว ต้นนี้ถ่ายมาจาก สวนสมุนไพร สิรีรุกชาติ ทองแมวออกดอกระหว่างเดือน เมษายนถึงเดือนสิงหาคม ไปถึงก็เหลือดอกอยู่แค่นี้ คราวหน้าต้องไปให้ถูกจังหวะจะได้นำรูปดอกมาให้ดูเต็มๆ ทองแมวเป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ลำต้นตั้งตรง สูงประมาณ 2-4 เมตร ปลายกิ่งมักห้อยลง ตามกิ่งอ่อนมีขนอุย ลำต้นอ่อนเปลือกต้นจะเป็นสีเขียว เมื่อแก่แล้วเปลือกต้นด้านนอกจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน มีหนามแข็ง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉากรูปไข่หรือรูปรี ปลายใบแหลม โคนใบมนหรือเกือบกลม แผ่นใบบาง หลังใบด้านบนมีขนขึ้นสั้นนุ่ม  ส่วนท้องใบด้านล่างมีขนอุยแกมขนสั้นขึ้นหนานุ่ม                                             ออกดอกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงขนาดเล็กสีเหลือง  ผลเป็นผลสดแบบมีเนื้อ ฉ่ำน้ำ รูปกระสวย   ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง
ระยะออกดอก ติดผล : เดือนเมษายน-สิงหาคม
ขยายพันธุ์ : เมล็ด ตอนกิ่ง

รง/Garcinia lateriflora


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Garcinia hanburyi Hook.f.
ชื่อพ้อง---
---Garcinia morella pedicellata Hanbury
---Garcinia cambogia Hort. ex Boerl.
ชื่อสามัญ --- Gamboge
ชื่ออื่น ---  รง, รงทอง
ชื่อวงศ์ --- GUTTIFERAE (CLUSIACEAE)
ถิ่นกำเนิด---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์---ไทย ลาว กัมพูชา เวียตนาม

ไม้ ยืนต้นขนาดเล็กสูง 12-15 เมตร ทุกส่วนมียางสีเหลือง ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่ กว้าง4-6ซม. ยาว 8-14 ซม. สีเขียวเข้มมันลื่นโคนใบสอบปลายใบแหลม ใบหนา
ดอกช่อออกเป็นกระจุกเล็กๆที่ซอกใบ กลีบดอกสีเหลือง ผลเป็นผลสด ค่อนข้างกลม เข็ง มีกลีบเลี้ยง 4 กลีบ
เป็นไม้สวน ไม้ไทยภาคตะวันออก จันทบุรีและภาคใต้
ระยะ ออกดอก---พฤศจิกายน - ธันวาคม
ผลแก่---กุมภาพันธ์ - เมษายน

คำไทย/Bixa orellana


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Bixa orellana L.
ชื่อพ้อง    
---Bixa tinctaria Salisb.
---Orellana orellana (L.) Kuntze
---Bixa orleana Noronha
---Bixa americana Poir.
---Bixa purpurea Sweet
---Bixa odorata Ruiz & Pav. ex G.Don
---Bixa acuminata Bojer
---Orellana americana (Poir.) Kuntze
---Bixa upatensis Ram.Goyena
---Bixa katangensis Delpierre
ชื่อสามัญ     ---Anatto tree, Lipstick plant, Lipstick tree
ชื่ออื่น     ---คำเงาะ คำแงะ คำแสด คำแฝด ชาด ดอกชาติ หมากมอง คำผง ,มะกายหยุม
ชื่อวงศ์    ---BIXACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---เขตร้อนของอเมริกาตอนกลาง
เขตกระจายพันธุ์    ---ทางเหนือและใต้ เช่น เม็กซิโก บราซิล และกัวเตมาลาประเทศที่มีอากาศร้อนทั่วโลก


คำไทยหรือคำเงาะเป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก พบได้ตามป่าเบญจพรรณชื้น และป่าดิบแล้ง ทรงต้นเป็นพุ่มกลมแตกกิ่งก้านมากเปลือกลำต้นเรียบสีน้ำตาลปนเทา ใบเดี่ยว ออกเรียงเวียนรอบต้น รูปไข่หรือรูปหัวใจ โคนใบมน ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ใบบางเกลี้ยง นุ่ม ดอก ออกเป็นช่อตั้งเป็นช่อเชิงหลั่น หรือช่อแยกแขนงบริเวณปลายกิ่ง ช่อหนึ่งมี  5-10 ดอก กลีบดอกรูปไข่ยาว สีขาวแกมชมพูหรือสีชมพูอ่อน ผลแห้งแตกเป็นรูปสามเหลี่ยม ปลายแหลม มีขนสีแดงเข้มทึบยาวปกคลุม คล้ายผลเงาะ แตกออก เป็น2 ซีกเมื่อแก่จัด ภายในมีเมล็ดกลมเล็ก สีน้ำตาลแดง จำนวนมาก เนื้อหุ้มเมล็ดมีสีแดงหรือสีแสด
ระยะเวลาออกดอก : กันยายน-ตุลาคม
ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ดและปักชำ

ต่อไส้/Allophylus cobbe


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Allophylus cobbe L. Raeusch
ชื่อพ้อง    ---Pometia pinnata J.R.Forst. & G.Forst. Rhus cobbe L.
ชื่อสามัญ     ---Titberry
ชื่ออื่น     ---ต่อไส้,เสียบไส้, เพี้ยฟาน, ตาลอีลิ้น, จ๊าตอง
ชื่อวงศ์    ---SAPINDACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---อินเดีย ศรีลังกา พม่า อินโดจีน ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย นิวกินี


ไม้ต้นขนาดเล็กสูงถึง3-5เมตร พันธุ์ไม้ชนิดนี้มีความผันแปรสูงมาก พบบ้างที่เป็นไม้พุ่มรอเลื้อย พบขึ้นตามชายหาดและหลังแนวป่าชายเลนที่เป็นเลนแข็ง มีความทนทานทางนิเวศทำให้มีขอบเขตการกระจายหลายสภาพป่า
ลักษณะลำต้นมีเปลือกเรียบสีน้ำตาลอมเทา ใบประกอบแบบนิ้วมือมี3ใบย่อย เรียงเวียนสลับ แผ่นใบรูปไข่หรือรูปไข่กว้าง รูปรีถึงรูปใบหอก โคนใบแหลมเยื้อง หยักมนถึงจักฟันเลื่อย ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ออกแบบช่อเชิงลด ออกตามง่ามใบ ดอกยาว 6-20 ซ.ม. แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก ดอกย่อยขนาด 0.2x0.3 ซ.ม.สีขาวหรือเหลืองอ่อน
ผลรูปทรงกลมหรือไข่กลับ ขนาด0.4x0.6ซม.ออกเป็นพวงตั้งขึ้น ผลสุกสีส้มถึงแดงสด มันวาว มี1-(2)เมล็ด
การใช้ประโยชน์สรรพคุณทางเป็นยา ใบอ่อน ตำผสมดินสอพองสุมกระหม่อมเด็ก แก้หวัด รากขับปัสสาวะ รักษาเส้นเอ็นที่ชำรุด
ออกดอกและผลเกือบตลอดปี

ระย่อมตีนเป็ด/Rauvolfia sumatrana

 

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Rauvolfia sumatrana Jack
ชื่อพ้อง    
---Cyrtosiphonia madurensis Teijsm. & Binn.
---Cyrtosiphonia reflexa (Teijsm. & Binn.) Miq.
---Cyrtosiphonia spectabilis Miq.
---Cyrtosiphonia sumatrana (Jack) Miq.
---Rauvolfia blumeana Valeton ex Koord.-Schum.
---Rauvolfia madurensis (Teijsm. & Binn.) Burck ex Koord.-Schum.
---Rauvolfia palawanensis Elmer
---Rauvolfia reflexa Teijsm. & Binn.
---Rauvolfia samarensis Merr.
---Rauvolfia spectabilis (Miq.) Boerl.
ชื่อสามัญ     ---
ชื่ออื่น     ---ระย่อมตีนเป็ด, ตีนเป็ดเล็ก
ชื่อวงศ์    ---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์    ---พม่า ไทย คาบสมุทรมลายู บอร์เนียว สุมาตรา ชวา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ 


ไม้ต้นขนาดเล็กสูงได้ถึง 10 เมตร พบขึ้นตามริมลำธารในป่าดิบชื้น ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลถึงประมาณ 400 เมตร ลักษณะของระย่อมตีนเป็ดหรือตีนเป็ดเล็กนั้นตามกิ่งจะมีช่องอากาศหนาแน่น ใบรูปขอบขนานหรือรูปใบหอก ยาวประมาณ 4.5-20 ซม. แผ่นใบหนา เส้นแขนงใบข้างละ 24-30 เส้น เรียงจรดกันเป็นเส้นขอบใน ช่อดอกหลายช่อเรียงเวียนรอบข้อตามปลายกิ่ง ยาว 8-20 ซม. กลีบเลี้ยงรูปไข่ ดอกสีขาว หลอดกลีบดอก มีขนสั้นนุ่มรอบปากหลอด ผลออกเดี่ยว ๆ ภายในแยกเป็น 2 ช่อง เส้นผ่านศูนย์กลาง 1-2.5 ซม. สุกสีดำ


คำขาว/Rhododendron moulmeinense

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Rhododendron moulmeinense Hook.f.
ชื่อพ้อง    
ชื่อสามัญ     
ชื่ออื่น     ---กุหลาบพันปีป่า กุหลาบเขาหลวง
ชื่อวงศ์    ---ERICACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---อินเดีย จีนตอนใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ไม้ พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูง 2-8 เมตร ในประเทศไทยพบทางภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ตามป่าดิบเขาที่ค่อนข้างโปร่ง สูงจากระดับน้ำทะเล 950-2,200เมตร เช่น เขาหลวงและ เขานัน จังหวัดนครศรีธรรมราช
ลักษณะใบเป็นใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับ เป็นกลุ่มห่างๆกลุ่มละ 3-6 ใบ รูปรีแกมรูปหอกยาว 7-14 ซม.กว้าง 3-6 ซม. ปลายใบแหลม
ดอก สีขาวออกเป็นช่อตามปลายกิ่งและซอกใบช่อละ 3-5 ดอก ดอกกว้างถึง 6 ซม.กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปกรวย ปลายแยกแผ่เป็น 5 กลีบบริเวณโคนกลีบมีประสีเหลืองแต้มเป็นทาง ผลรูปทรงกระบอกมี 5 พู ขนาด 3-4 ซม.ผลแก่แตกเป็น 5 เสี่ยงเมล็ดแบนขนาดเล็กมีปีกบางใสล้อมรอบ จำนวนมาก
คำขาวเจริญเติบโตได้ดีบนภูเขาสูงอากาศหนาวเย็น สภาพป่าสมบูรณ์ ร่มครึ้ม ความชื้นสูง
---ระยะออกดอก---เดือนตุลาคม-พฤษภาคม
---ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ


กุหลาบแดง/Rhododendron simsii

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Rhododendron simsii Planch.
ชื่อพ้อง    
---Azalea indica var. simsii (Planch.) L.H. Bailey
---Azalea prolifera Poit.
---Azalea simsii (Planch.) H. F. Copeland
---Azalea indica var. simsii (Planch.) Rehder
---Rhododendron breynii Planch.
---Rhododendron danielsianum Planch.
---Rhododendron decumbens D. Don ex G. Don
---Rhododendron hannoense Nakai
---Rhododendron indicum (L.) Sweet (Satsuki azalea)
---Rhododendron lateritium Planch.
---Rhododendron macranthum (Bunge) G. Don
ชื่อสามัญ     ---Zimmer-Azalee (Ger)
ชื่ออื่น     ---กุหลาบดอย
ชื่อวงศ์    ---ERICACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---ตั้งแต่จีนตอนใต้ ภูมิภาคอินโดจีน ตอนเหนือของลาว เวียตนาม ไปจนถึงญี่ปุ่น

กุหลาบ แดงไม้ดอกสีสวยแห่งภูสูงภาคอีสาน เป็นไม้ดอกประเภทกุหลาบพันปีชนิดหนึ่ง ในวงศ์กุหลาบป่า (Ericaceae)ชอบขึ้นเป็นกลุ่มๆใกล้ลำธาร ป่าบนภูเขาหินทราย,ป่าดิบเขา ที่ความสูง1,000-1,600เมตร ประเทศไทยพบทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลักษณะเป็นไม้พุ่มสูง 1-3 เมตร ใบเดี่ยวออกเรียงสลับแผ่นใบรูปรีแกมรูปไข่กลับกว้าง 1-2.5 ซม.ยาว 2-6 ซม. ใบเหนียวหนามีขนอ่อนปกคลุมทั้งสองด้าน
 ดอก สีแดงแกมส้ม ออกเป็นช่อที่ซอกใบหรือปลายกิ่ง จำนวน2-7ดอก ผลรูปไข่ขนาด1-1.5 ซม.มีขนสีน้ำตาลแดงปกคลุม เมื่อแก่แตกตามยาว เมล็ดแบนขนาดเล็กจำนวนมากและมีปีกบางใส
ระยะออกดอก---มีนาคม-พฤษภาคม


อ้างอิง, แหล่งที่มา

---หนังสือพรรณไม้ในสวนหลวง ร.๙  (2539) ด่านสุทธาการพิมพ์
---หนังสือ ดอกไม้ และประวัติไม้ดอกเมืองไทย จาก ชุดธรรมชาติศึกษา โดย วิชัย อภัยสุวรรณ 2532
---ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์  BGO Plant Databases, The Botanical Garden OrganizationOrganization http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_page.asp
---The International Plant Names Index and World Checklist of Selected Plant Families 2017. Published on the Internet at http://www.ipni.org and http://apps.kew.org/wcsp/
---The Plant List (TPL) was a working list of all known plant species  http://www.theplantlist.org/
---Useful Tropical Plants. http://tropical.theferns.info/viewtropical.                                                          ---India Biodiversity Portal. http://indiabiodiversity.org/species/show/                                                   ---Plants of the World Online | Kew Science . www.plantsoftheworldonline.org/taxon/urn:lsid:ipni.org     ---GBIF.the Global Biodiversity Information Facility.https://www.gbif.org/species/

Check for more information on the species:    
        
---Plants Database -Names, synonymy and distribution-The Garden.org Plants Database.  https://garden.org/plants/
---Global Plant Initiative-Digitized type specimens, descriptions and use    
----หอพรรณไม้ - กรมอุทยานแห่งชาติ  www.dnp.go.th/botany/Herbarium/GPI.html
---Tropicos- Nomenclature, literature, distribution and collections-Tropicos - Home.  www.tropicos.org/
---GBIF-Global Biodiversity Information Facility-Free and open access to biodiversity data    https://www.gbif.org/
---IPNI- International Plant Names Index- The International Plant Names Index - home page    http://www.ipni.org/
---EOL-Descriptions, photos, distribution and literature-Global access to knowledge about life on Earth. Encyclopedia of Life eol.org/
---PROTA- Uses-The Plant Resources of Tropical Africa.https://books.google.co.th/
---Prelude-Medicinal uses-Prelude Medicinal Plants Database.    http://www.africamuseum.be/collections/external/prelude
Google- Images-Images       

รวบรวมเรียบเรียง: Tipvipa..V
รูปภาพ : ทิพพ์วิภา วิรัชติ
บริษัท สวนสวรส การ์เด้น ดีไซน์  จำกัด
สวนเทวา-เชียงใหม่
www.suansavarose.com
www.suan-theva.com







ความคิดเห็น

  1. 1
    Kittt
    Kittt Kitti.pint@gmail.com 24/11/2017 14:25

    เป็นประโยชน์มากครับ.. อ่านแล้ว มีความคิดอยากทำสวนเรียนรู้ แสดงพันธุ์ไม้ ..ให้คนรุ่นต่อๆไปได้รู้จัก, รู้ว่ามีประโยชน์มากมาย ,ได้เห็นคุณค่า ,รักต้นไม้ และช่วยกันปลูกต้นไม้ต่างๆให้มากขึ้นๆๆๆ จริงๆครับ... ขอบคุณจริงๆ

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view