สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

สารพัดต้นไม้จัดสวน

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

ต้นนี้อยู่บทไหน ดูที่นี่

ค้นหาต้นไม้ได้ตรงนี้

สวนสไตล์ต่างๆ

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

สัตว์ในสวน- ศัตรูพืช และโรคพืช- สารฉีดพ่นปลอดภัย

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ต้นไม้ชื่อนี้มีระดับ

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

เลือกปลูกต้นไหนดีหนา ?

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 12/12/2017
สถิติผู้เข้าชม 7,874,426
Page Views 12,424,031
 
« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

หญ้า-วัชพืช

หญ้า-วัชพืช

วัชพืช-หญ้า

เดินเหยียบไปเหยียบมาทำความรู้จักกันบ้างก็จะดี ต้นไม้ต้นเล็กต้นน้อยพวกนี้มักไม่ค่อยมีคนสนใจ

คิดแค่เป็นวัฃพืช อยากจะถอนทิ้งด้วยซ้ำ แต่ถ้ารู้จักอาจไม่อยากเหยียบ

ที่จริงแล้วต้นอะไรก็เป็นวัชพืชได้ทั้งนั้น ถ้าไปขึ้นอยู่ผิดที่ ไปอยู่ในที่ๆไม่มีใครต้องการหาประโยชน์ได้น้อย

ทำให้ระบบเขาเสียหาย ขึ้นง่ายตายยาก กำจัดยากต่างหาก ขยายพันธุ์รวดเร็ว อีกประเด็น

แต่...ไม่มีอะไรร้ายไปหมด ในความร้ายก็มีความดีอยู่

แต่...หากพรรณาสรรพคุณมากไปเกรงว่าหน้านี้จะกลายเป็นคอลัมน์สมุนไพรไปเอาเป็นสรรพคุณอย่างย่อบางอย่างบางต้นละกัน

จึงเป็นเรื่องดังนี้


กรดน้ำ

ชื่อ กรดน้ำ
ชื่อวิทยาศาสตร์: Scoparia dulcis Linn
ชื่อสามัญ: Licorice weed, Sweet Broomweed
ชื่ออื่น: ขัดมอญเทศ กระต่ายจามใหญ่ หญ้าสามวัน กัญชาป่า มะไฟเดือนห้า เอี่ยกำเช่า
วงศ์: PLANTAGINACEAE
ถิ่นกำเนิด อเมริกาเขตร้อน
เขตการกระจายพันธุ์ ประเทศไทยพบขึ้นทั่วทุกภาค ที่ระดับความสูงถึง 1,000ม.

                            กรดน้ำ เป็นวัชพืชปีเดียวและวัชพืชข้ามปี ขึ้นในที่รกร้าง โล่งแจ้งและร่มเงาบางส่วน พบตามที่ดอนทั่วไป เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนระบายน้ำดี ชอบความชื้นค่อนข้างมาก  ที่ระดับความสูงถึง 1,000 ม. ลักษณะของต้นกรดน้ำ  มีความสูงประมาณ 25-80 ซม.ลำต้นไม่มีขน ใบเล็ก สีเขียวแก่ ขอบใบหยักแบบฟันปลา ใบออกตรงข้าม หรือเป็นวงรอบข้อ ข้อละ 3-4 ใบกิ่งเล็กเรียว แผ่สาขามาก ดอกขนาดเล็กกลีบดอกสีขาว กลีบเลี้ยงมี 4 กลีบ สีเขียว

ยอดอ่อนรสหวานเล็กน้อยใช้รับประทานได้ สรรพคุณทางเป็นสมุนไพรเช่น ใบใช้ลดไข้ แก้ไอ ขับระดู ใช้อมบ้วนปากแก้ปวดฟัน ทั้งต้นใช้ลดไข้ แก้หวัด ขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา

ระยะออกดอก : ตลอดปี

ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด


กระเจานา

ชื่อ กระเจานา
ชื่อวิทยาศาสตร์: Corchorus aestuans L.
ชื่อสามัญ: White Jute,  East Indian jew's-mallow
ชื่ออื่น: กระเจา ปอเส้ง ปอวัชพืช ขัดมอญตัวผู้
วงศ์: TILIACEAE
ถิ่นกำเนิด อเมริกา แอฟริกา เอเชีย และออสเตรเลีย
เขตการกระจายพันธุ์ เขตร้อนทั่วโลก ภูมิภาคเอเซีย แหลมมาลายู

ไม้ล้มลุกโตเร็วอายุปีเดียว ฃอบขึ้นในที่ มีความชื้นสูง เป็นวัชพืชในพืชไร่ และพืชหลังนา พบทุกภาคในประเทศไทย ตามที่ราบระดับต่ำ ริมทาง ทุ่งนา ทุ่งหญ้าที่รกร้าง เป็นพวกเดียวกับปอกระเจา ต้นสูงประมาณ 0.60-1 เมตร เปลือกต้น มีเส้นใยเหนียวใช้ทำเชือกได้ ลำต้นมีขนละเอียด หูใบรูปเส้นด้าย 3 อัน ขนาดไม่เท่ากัน ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่  ปลายใบแหลมหรือแหลมยาว โคนใบมนหรือกลม บางครั้งเบี้ยว แผ่นใบมีขนยาวกระจายทั้งสองด้าน ขอบใบจักซี่

ดอกออกเดี่ยวๆ หรือเป็นช่อกระจุกสั้นๆ ตามซอกใบหรือตรงข้ามใบ ใบประดับคล้ายหูใบ ก้านดอกสั้นมาก กลีบเลี้ยง 5 กลีบ สีเขียวอมเหลือง กลีบดอก 5 กลีบ รูปไข่กลับ

 ผลแบบแคปซูล ปลายแยกเป็นพู 2 แฉก มีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก

 นิยมปลูกเป็นพืชเส้นใย

ออกดอกและติดผล : ระหว่างเดือนกันยายน-ธันวาคม

ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด

เซ่งใบมน

ชื่อ เซ่งใบมน
ชื่อวิทยาศาสตร์ Melochia corchorifolia L.
ชื่อสามัญ Wire Bush, Red Weed
ชื่ออื่น เซ่ง เส้ง เส้งเล็ก สะแองใบมน ปากขาวปุด
ชื่อวงศ์ STERCULIACEAE
ถิ่นกำเนิด ทวีปเอเชีย ออสเตรเลีย แอฟริกา
เขตการกระจายพันธุ์ เขตร้อนเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ พบตั้งแต่อเมริกา  จนถึงออสเตรเลีย

           เป็นพืชใบเลี้ยงคู่อายุฤดูเดียว  พบขึ้นในที่มีน้ำขัง ชื้นแฉะ เป็นวัชพืชในนาข้าว ในแปลงเพาะปลูกพืชสวน พืชไร่  ต้นสูงประมาณ 30 - 100 เซนติเมตร ตามลำต้นมีขนปกคลุม เปลือกบางสามารถลอกออกได้ ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกแบบสลับ บางครั้งเป็นกระจุก 2 - 3 ใบ ใบรูปหอกปลายแหลม ฐานใบกว้าง โค้งมนเข้าหาก้านใบ ขอบใบหยัก ที่โคนก้านใบมีหูใบเป็นแผ่นหรือเกล็ดแบน ๆ ปลายแหลม 2 อัน ดอก ออกแบบช่อกระจุกออกตามปลายยอดและบริเวณซอกใบ สีแดงหรือชมพู ก้านดอกสั้น ผล เป็นฝักกลมแก่แล้วแตกตามรอยตะเข็บ เมล็ดสีน้ำตาล

 ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด


หญ้าดอกอ่อน

ชื่อ หญ้าดอกอ่อน
ชื่อวิทยาศาสตร์ Crassocephalum crepidioides (Benth.) S.Moore
ชื่อสามัญ

Thickhead , Redflower ragleaf , Fireweed

ชื่ออื่น ผักคออ่อน, ผักเผ็ดแม้ว, ผักเผ็ดช้าง, ผักกาดช้าง, ผักกาดขมุ, ขี้งัว, ผักกาดง่อง,        

หญ้าดอกขาว, หญ้าดอกคำ, ผักห่าน, ผักขี้โว

ชื่อวงศ์ ASTERACEAE
ถิ่นกำเนิด แอฟริกา
เขตการกระจายพันธุ์ เขตร้อนทั่วโลก


                      พืชล้มลุกอยู่ได้ฤดูเดียว ขึ้นกระจายทั่วไปในเขตร้อน พบตามริมทาง ที่รกร้างและแปลงเพาะปลูก เป็นวัชพืชในพืชไร่ พบมากทางภาคเหนือหรือในเขตที่สูง ที่ระดับน้ำทะเลจนถึงระดับ 1,500 ม.  ยอดอ่อนนำมารับประทานเป็นผักลวกจิ้มลำต้นสูง 60-80 ซ.ม. มีขนละเอียดทั่วลำต้น ใบเดี่ยวออกเรียงสลับรูปรีแกมขอบขนาน ยาว 5-15 ซ.มโคนใบแคบ ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบจักฟันเลื่อยหรือเว้าเป็นแฉกบริเวณฐานใบ

ช่อดอกออกที่ปลายยอด3-5 ช่อรูปทรงกระบอกยาว 1-2 ซ.ม.ที่ส่วนโคนมีใบประดับหุ้ม ดอกย่อยอยู่รวมกันเป็นกระจุก

กลีบดอกย่อยสีส้ม ก้านดอกอ่อนมาก ทานน้ำหนักดอกไม่ไหวเลยโค้งลง ผลขนาดเล็กมีขนฟูสีขาวเป็นพู่ที่ปลาย น้ำหนักเบา ปลิวไปตามลม

ออกดอกและติดผล : ช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม

ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด

หญ้าดอกขาว

ชื่อ หญ้าดอกขาว
ชื่อวิทยาศาสตร์ Vernonia cinerea Less .
ชื่อสามัญ Little Ironweed, Purple Fleabane,Ash-coloured fleabane, Ash-coloured ironweed, Purple-flowered fleabane
ชื่ออื่น หญ้าละออง,หญ้าหมอน้อย, หญ้าสามวัน, เสือสามขา เซียวซัวเฮา
ชื่อวงศ์ COMPOSITAE 
ถิ่นกำเนิด เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตการกระจายพันธุ์ ประเทศในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

       ไม้ล้มลุกขยายพันธุ์เองตามธรรมชาติหรือด้วยการเพาะเมล็ด พบตามที่รกร้างทั่วไป อายุประมาณ1-5ปี ลักษณะลำต้นตั้งตรง สูง 15 – 80 เซนติเมตร ใบเดี่ยว เรียงสลับกัน รูปวงรีแคบรูปไข่ รูปใบหอกหรือรูปแถบ ใบที่บริเวณโคนต้นขนาดใหญ่กว่าที่ปลายยอด ปลายใบมนหรือแหลม โคนใบมนหรือแหลม ขอบใบจักฟันเลื่อย

                  ดอกช่อกระจุกแน่น ออกรวมเป็นช่อแยกแขนง รูปคล้ายช่อเชิงหลั่น  ดอก สีม่วงเข้มแล้วค่อย ๆ จางลงเป็นสีขาว หลุดร่วงง่าย ผลแห้งมีเมล็ดเดี่ยวเปลือกแข็งแห้งไม่แตก.

              สรรพคุณทางสมุนไพรที่โดดเด่น ใครอยากเลิก ลด ละบุหรี่มาทางนี้เลย   มีการวิจัยพบว่า ในลำต้น ใบและรากของหญ้าดอกขาวมีสารสำคัญคือ Soduim Nirate ซึ่ง มีฤทธิ์ ทำให้ประสาทรับรสบริเวณลิ้นเกิดอาการชา ทำให้ผู้ที่บริโภคเข้าไปไม่รับรู้รสชาดใดๆ และไม่รู้สึกอยากบุหรี่ เป็นที่มาของการนำหญ้าดอกขาว มาเป็นสมุนไพรที่ใช้ในการเลิกบุหรี่ 

                     สำหรับสรรพคุณด้านอื่น ใบต้มดื่ม แก้บิด แก้หืด  แก้หลอดลมอักเสบ ตำพอกสมานแผล แก้กลากเกลื่อนเรื้อนกวาง แก้ปวดศรีษะ ตำผสมน้ำนมคนเอาน้ำหยอดตาแก้ตาแดง  ตาแฉะ เมล็ด  ขับพยาธิ แก้ท้องอืดเฟ้อ พอกแก้โรคผิวหนัง  กำจัดเหา  

                           ทั้ง ต้น รสเย็นขื่น  ต้มดื่มลดไข้ กินแก้ไอ แก้ดีซ่าน แก้ตับอักเสบเฉียบพลัน แก้ปัสสาวะรดที่นอน  แก้ร้ดสีดวงทวาร บำรุงกำลัง แก้ท้องร่วง คั้นเอาน้ำดื่มกระตุ้นให้เจ็บท้องคลอด   ขับรก ขับระดู

ระยะออกดอก : ตลอดปี

ขยายพันธุ์ :โดยใช้เมล็ด


หญ้าเกล็ดหอย

ชื่อ หญ้าเกล็ดหอย
ชื่อวิทยาศาสตร์ Desmodium triflorum (L.) DC
ชื่อสามัญ

Three flowered ,Beggarweed , Black Cover

ชื่ออื่น เกล็ดปลา ผักแว่นโคก หญ้าตานหอย หญ้าตานทราย หญ้าตานอ้อย
ชื่อวงศ์ LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE
ถิ่นกำเนิด -
เขตการกระจายพันธุ์ กระจายทั่วไปในเขตร้อน

พืช คลุมดินล้มลุก พบตามสนามหญ้า ที่รกร้างและพื้นที่โล่ง เจริญได้ดีในดินทุกชนิด

ลำต้นแตกกิ่งทอดนอนไปตามพื้น ต้นสูงประมาณ 5-12 ซ.ม กิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนสีขาว ใบประกอบแบบขนนกมี3ใบย่อยออกตามซอกใบ รูปไข่กลับ

ดอกออกเ็ป็นช่อกระจะออกตามซอกใบใกล้ปลายยอด ดอกขนาดเล็กรูปดอกถั่ว กลีบดอกย่อยสีม่วงอมชมพู ผลเป็นฝักแบนโค้งล็กน้อย

มีสรรพคุณเป็นสมุนไพรคือใช้เป็นยาดับพิษร้อน  ทั้งต้นมีรสจืดเย็น แก้อาการร้อนใน ช่วยฟอกโลหิต ใช้เป็นยาแก้ไข้ ขับปัสสาวะ ยาแก้ดีพิการ

ออกดอกติดผล : ช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายน

ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด


หญ้าน้ำดับไฟ

ชื่อ หญ้าน้ำดับไฟ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Lindenbergia philippensis (Gham.) Benth.
ชื่อสามัญ บัวฮาผา หญ้าดับไฟ กิมฮวยโพเช้า
ชื่ออื่น หญ้าดับไฟ
ชื่อวงศ์ SCROPHULARIACEAE
ถิ่นกำเนิด -
เขตการกระจายพันธุ์ อินเดีย ฟิลิปปินส์ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 


ไม้ ล้มลุกอายุหลายปี เป็นไม้กลางแจ้งชอบแดดจัด ในประเทศไทยจะพบอยู่เกือบทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ ที่ระดับความสูง800เมตรจากระดับน้ำทะเล พบได้ตามริมทางเดินและที่รกร้างทั่วไป ต้นสูงประมาณ 0.5-1 เมตร ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปไข่หรือรูปขอบขนาน ดอกช่ออกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีเหลืองติดกันปลายแยกเป็นสองปากผลแห้งแตกได้

ตำรับยาพื้นบ้านใช้ทั้งต้นตำคั้นเอาแต่น้ำทารักษาแผลพุพองส่วนตำรายาไทยใช้ ทั้งต้น ตำพอกศรีษะเด็กแก้หวัด ตำผสมเหล้าพอกรักษาแผลไฟไหม้ พอกฝี


หูปลาช่อน

ชื่อ หูปลาช่อน
ชื่อวิทยาศาสตร์ Emilia sonchifolia Linn
ชื่อสามัญ Cupid’s shaving Brush, Emilia , Sow Thistle
ชื่ออื่น ผักบั้ง  ผักแดง  ผักกาดนกเขา  หางปลาช่อน หญ้าลิ้นปี่
ชื่อวงศ์ ASTERACEAE
ถิ่นกำเนิด ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์ แขตร้อนของทวีปเอเซีย

เป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็กจำพวกหญ้าจัดเป็นวัชพืชที่มีการกระจายพันธุ์ได้รวดเร็ว พบขึ้นตามที่ชื้นหรือที่โล่งปะปนไปกับวัชพืชชนิดอื่น ลำต้นตรง สูงประมาณ 20-50 ซม. ตามลำต้นมีขนขึ้นปกคลุม  ใบเป็นใบเดี่ยว รูปไข่ ปลายใบเรียวแหลม ฐานใบกว้างเรียวสอบเข้าหาก้านใบ ขอบใบหยักลึกแบบฟันเลื่อยห่าง  

ออกดอกเป็นช่อ โดยออกตามบริเวณกลางลำต้นหรือยอดต้น ช่อดอกหนึ่ง จะมีสองแขนงดอกย่อย กลีบดอกสีแดงม่วงมี5กลีบ โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปทรงกระบอก กลีบดอกส่วนโคนจะเชื่อมติดกันเป็นรูปท่อ ดอกสมบูรณ์เพศก้านดอกยาวมักแตกแขนง ผลเดี่ยว เปลือกผลแข็ง แห้งแล้วไม่แตก

ยอดอ่อนและใบอ่อน ใช้รับประทานเป็นผักจิ้ม

ระยะเวลาออกดอก : ตลอดปี

ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด


บาหยา

ชื่อ บาหยา
ชื่อวิทยาศาสตร์ Asystasia gangetica (L.) T.Anderson
ชื่อสามัญ Indian Asystasia, Creeping Foxglove
ชื่ออื่น ย่าหยา บุษบาฮาวาย อ่อมแซ่บ
ชื่อวงศ์ ACANTHACEAE
ถิ่นกำเนิด

อินเดีย, คาบสมุทรมลายูและแอฟริกา

เขตการกระจายพันธุ์ เขตร้อนทั่วโลก


บาหยาเป็นไม้พุ่มขนาดเล็กล้มลุก ชอบแสงแดดรำไร ชุ่มชื้น พบขึ้นตามที่รกร้าง ริมน้ำ ชายคลอง ทั่วไป ในประเทศไทยพบได้ทุกภาคและนำมาใช้ปลูกประดับหรือเป็นไม้คลุมดินส่วนในประเทศออสเตรเลียพืชชนิดนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ลามและเป็นภัยคุกคามต่อระบบนิเวศของประเทศอย่างร้ายแรง ลักษณะของบาหยาลำต้นตั้งตรง หรือทอดเลื้อย สูงได้ถึง 1-1.5 เมตร อายุหลายปี ใบเดี่ยวออกสลับเป็นคู่ตั้งฉากกัน รูปไข่แกมรี กว้าง2.5-6ซม.ยาว8-16ซม.โคนใบสอบ ปลายใบเป็นติ่งแหลม ขอบใบเรียบ

ช่อดอกออกที่ปลายกิ่ง เป็นช่อกระจะ ดอกสีม่วงอ่อน โคนกลีบสีขาวอมเหลือง ปลายกลีบแยกเป็น5แฉก นอกจากสีม่วงแล้วยังมีดอกสีอื่นอีก คือสีขาวและสีเหลืองอ่อน ผลแก่แตกเป็น 2 ซีก ภายในมีเมล็ด 3-4 เมล็ด เมล็ดรูปไต แบน สีน้ำตาล

ยอดอ่อนกินเป็นผักได้แต่เหม็นเขียว สรรพคุณทางสมุนไพร รากใช้แก้ไข้ แก้พิษฝีภายใน แก้ไข้เหนือ ใบ แก้ปวดบวม ปวดตามข้อ ขับพยาธิ ใบและดอก สมานลำไส้ ลดไข้ บรรเทาอาการเจ็บท้องคลอดลูก แก้พิษงู และแก้ม้ามโตในเด็กที่เกิดใหม่

ระยะเวลาออกดอก : เดือนกันยายน-ธันวาคม

ระยะติดผล : เดือนธันวาคม-มีนาคม

ขยายพันธุ์ : เมล็ด ปักชำกิ่ง

หญ้าพันงูแดง

ชื่อ หญ้าพันงูแดง
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cyathula prostrata (L.) Blume
ชื่อสามัญ Pastureweed
ชื่ออื่น หญ้าพันงูเล็ก ,หญ้าพันธุ์งูแดง
ชื่อวงศ์ AMARANTHACEAE
ถิ่นกำเนิด -
เขตการกระจายพันธุ์ -


พันงูแดงเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก อยู่ได้หลายปี ชอบขึ้นตามพื้นที่ลุ่มชื้นแฉะรกร้าง หรือในที่ร่มทั่วไป และตามชายป่า โดยมักขึ้นเองตามธรรมชาติ สูงประมาณ 30-70ซ.ม. ลำต้นเป็นข้อสีแดง เหลี่ยมมน ผิวเปลือกต้นเรียบเกลี้ยงหรือมีขนเล็กน้อยตามลำต้นหรือกิ่งก้าน ชอบขึ้นตามพื้นที่ลุ่มชื้นแฉะ หรือในที่ร่มทั่วไป และตามชายป่า โดยมักขึ้นเองตามธรรมชาติ

ออก ดอกเป็นช่อตั้งที่ปลายกิ่งหรือตามซอกใบ ช่อดอกยาว ปลายช่อมีดอกออกเป็นกระจุกรวมกัน ผลเป็นผลแห้งแตกได้ รูปสามเหลี่ยมผิวเรียบ ภายในผลมีเมล็ดสีน้ำตาลเป็นมัน

ตำราสรรพคุณยาโบราณว่ารากหญ้าพันงูแดงมีรสจืด มีสรรพคุณเป็นยาแก้ปัสสาวะหยดย้อย

ใบ มีรสจืด แก้เม็ดยอดในคอ แก้คออักเสบ

ดอก มีรสจืด แก้เสมหะที่คั่งในทรวงอก ละลายก้อนนิ่ว

ทั้งต้น มีรสจืด มีสรรพคุณขับปัสสาวะ ขับโลหิตระดู เจริญไฟธาตุ แก้พิษฝี แก้ไข้ตรีโทษ แก้ไอ แก้เมาเบื่อ แก้บิด ขับนิ่ว ขับเสมหะ ตำพอกแก้พิษ ตะขาบและแมงป่อง

ขยายพันธุ์ : เมล็ด ปักชำ


หญ้าพันงูเขียว

ชื่อ หญ้าพันงูเขียว
ชื่อวิทยาศาสตร์ Stachytarpheta jamaicensis (L.) Vahl.
ชื่อสามัญ Brazilian Tea, Bastard Vervain, Jamaica False Veravin , Arron’s Rod
ชื่ออื่น เจ๊กจับกบ, เดือยงู, พระอินทร์โปรย , หญ้าหนวดเสือ
ชื่อวงศ์ VERBENACEAE
ถิ่นกำเนิด ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์ เวียดนาม ลาว กัมพูชา ไทย จนถึงมาเลเซีย


 พืชล้มลุกอายุหลายปี พบได้ในแถบเขตร้อนทั่วไป โดยมักขึ้นตามเนินเขา ตามทุ่งนา ทุ่งหญ้า พื้นที่เปิด หรือตามริมถนน

ลำต้นหญ้าพันงูเขียวมีลักษณะตั้งตรง มีความสูงได้ประมาณ 0.50 -1 เมตร แตกกิ่งก้านสาขาทางด้านข้าง

ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกัน รูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบเป็นรูปลิ่ม ขอบใบหยักคล้ายฟันเลื่อย

                    ออกดอกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่ง ดอกเป็นสีม่วงน้ำเงิน เป็นรูปกลมงอเล็กน้อย มีกลีบดอก 5 กลีบ มีกาบใบ 1 ใบโคนกลีบดอกเชื่อมติดกัน ดอกจะออกในช่วงฤดูร้อน ผลมีกลีบเลี้ยงหุ้มอยู่ พบได้ในบริเวณช่อดอก ถ้าแห้งแล้วจะแตกออกได้ ภายในผลมีเมล็ด

ทั้งต้นมีรสขม ชุ่ม เป็นยาเย็น ใช้เป็นยาขับพิษร้อน ถอนพิษไข้ ช่วยขับเหงื่อ ใบใช้รักษาอาการเจ็บคอ คออักเสบ ด้วยการใช้ใบสดนำมาตำให้ละเอียดผสมกับน้ำตาล ใช้เป็นยาอม

ระยะออกดอก : เดือนกรกฎาคม-ตุลาคม

ขยายพันธุ์ :โดยใช้เมล็ด ปักชำ



หญ้าพันงูขาว

ชื่อ หญ้าพันงูขาว
ชื่อวิทยาศาสตร์ Achyranthes aspera Linn.
ชื่อสามัญ Prickly chaff-flower,Washerman’s plant
ชื่ออื่น หญ้าพันงู  หญ้าพันงูเขา  หญ้าตีนงูขาว  ควยงู  หญ้าโคยงู
ชื่อวงศ์ AMARANTHACEAE
ถิ่นกำเนิด -
เขตการกระจายพันธุ์ ประเทศในเขตร้อนทั่วไปรวมถึงออสเตรเลีย


เป็นไม้ล้มลุกมักขึ้นเป็นวัชพืชในบริเวณที่รกร้าง ที่โล่ง และในที่ที่มีความชุ่มชื้น เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนที่ระบายน้ำได้ดี
พบได้ทั่วไปตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง
อายุอยู่ได้ 1-2 ปี สูงประมาณ 30 - 100 เซนติเมตร ลำต้นเป็นสันข้อโป่งพองออก มีหนามแน่น จะแตกกิ่งก้านสาขามากจากบริเวณโคนของลำต้น แตกกิ่งก้านเป็นคู่ๆ และสามารถทอดกิ่งนอนไปตามพื้นดินแล้วเกิดรากบริเวณข้อได้  กิ่งก้านเป็นสี่เหลี่ยม สีเขียว มีขนนุ่มสีขาวขึ้นอยู่ทั่วไป

ใบเดี่ยวรูปรีแกมขอบขนานหรือไข่กลับ ปลายใบเรียวแหลมถึงกลม  ผิวใบมีขนสั้นละเอียดสีขาวนุ่มเกาะติดจำนวนมาก ดอกออกเป็นช่อยาวที่ปลายกิ่ง ดอกย่อยเกาะติดห้อยหัวแนบกับก้านช่อ และมีจำนวนมาก ผลมีผิวเรียบรูปทรงกระบอกปลายตัด เมล็ดรูปกระบอกรีหัวและท้ายเรียว ผิวเรียบสีน้ำตาลเหลือง

ทั้งต้นมีรสขม เผ็ดเล็กน้อย เป็นยาเย็นจัด ออกฤทธิ์ต่อปอดและไต ใช้เป็นยาดับพิษร้อน ลำต้นสดนำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาบำรุงธาตุไฟ ตำรับยาแก้ไข้จับสั่นหรือไข้มาลาเรีย ให้ใช้หญ้าพันงูขาวประมาณ 30-45 กรัม นำมาต้มกับเนื้อสันในหมูรับประทาน

ขยายพันธุ์ : วิธีการเพาะเมล็ดและวิธีการปักชำ


หญ้ายาง

ชื่อ หญ้ายาง
ชื่อวิทยาศาสตร์ Euphorbia heterophylla L
ชื่อสามัญ

Mexican fire plant ,Painted spurge

ชื่ออื่น หญ้าน้ำหมึก หญ้าหลังอึ่ง หญ้าสองพันห้าร้อย
ชื่อวงศ์ EUPHORBIACEAE
ถิ่นกำเนิด อเมริกากลาง
เขตการกระจายพันธุ์ เขตร้อนของทวีปอเมริกากลาง เอเซีย และแอฟริกา


พืชล้มลุก อายุปีเดียวเจริญได้ดีตลอดทั้งปี ทุกส่วนมีน้ำยางสีขาวขุ่น หากสัมผัสผิวหนัง พิษของยางจะทำให้ผิวหนังอักเสบได้ และบริเวณก้านใบจะมีขนที่ทำให้เกิดอาการคัน จึงไม่ควรสัมผัสโดยตรง พบได้ตามที่รกร้างทั่วไปที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 400-1,400 เมตร หญ้ายางมีต้นตั้งตรงอาจสูงถึง1เมตร ใบเดี่ยวออกเรียงเวียนรอบต้น ใบรูปรีหรือรูปแถบแกมรูปใบหอก แผ่นใบด้านล่างสีอ่อนกว่าด้านบน

ช่อ ดอกเป็นช่อกระจุกแน่นออกที่ปลายยอด มีใบเรียงเป็นกระจุกรองรับ โคนใบมีสีเขียวอ่อนดอกแยกเพศอยู่บนช่อเดียวกัน กลีบรวมสีเขียว ดอกเพศเมียรูปร่างกลม ดอกเพศผู้เกิดข้างๆดอกเพศเมีย เกสรเพศผู้สีเหลือง

ผลแบบผลแห้งแล้วแตกกลางพู มี3พู

ยอดอ่อนใช้รับประทานสดประมาณ 3 ใบ มีฤทธิ์เป็นยาถ่าย ยาระบาย ช่วยแก้อาการท้องผูก  รากช่วยกระทุ้งพิษ ช่วยแก้พิษฝีภายใน เปลือกต้นช่วยขับน้ำนม

ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด


หญ้างวงช้าง

ชื่อ หญ้างวงช้าง
ชื่อวิทยาศาสตร์ Heliotropium indicum L.
ชื่อสามัญ Scorpion Weed
ชื่ออื่น ผักแพวขาว,หญ้างวงช้างน้อย
ชื่อวงศ์ BORAGINACEAE
ถิ่นกำเนิด

อินเดีย, คาบสมุทรมลายูและแอฟริกา

เขตการกระจายพันธุ์ อเมริกาใต้และเอเชียเขตร้อนรวมทั้งสิงคโปร์


พืช ล้มลุก อายุอยู่ได้ฤดูเดียว เจริญได้ดีในหน้าฝน พบได้ตามพื้นที่ชื้นแฉะ ริมแม่น้ำ ลำคลอง ท้องนา แหล่งน้ำต่าง ๆ ต้นมีความสูงไม่ถึง1เมตรลำต้นกลม อวบน้ำ มีขนขึ้นอยู่ทั่วไปทั้งต้นและใบ ใบเดี่ยวเรียงสลับหรือเกือบตรงข้ามกัน รูปไข่กว้าง2-5ซม.ยาว3-8ซม. ผิวใบย่นหนาขอบใบจักตื้น ดอกเป็นช่อยาวม้วนงอที่ปลายช่อ ดอกย่อยขนาดเล็กเรียงกันเป็นสองแถวสีขาวหรือขาวอมม่วงอ่อนๆ ผลรูปรีนาวมี2พู พูละ1เมล็ด

นำใบมาใช้รักษาสิว หรือนำมาย้อมเส้นไหมจะให้สีน้ำตาลอ่อน สรรพคุณ ทางเป็นสมุนไพร ใบมีรสเฝื่อนเย็น ต้มน้ำดื่มลดน้ำตาลในเลือด หรือน้ำคั้นใช้หยอดหูแก้ฝีในหู  ทั้งต้นรสขม ใช้เป็นยาเย็น  แก้ไข้ เจ็บคอ ไอ หืด ดับพิษร้อน

ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด


หญ้าต้อมต๊อก

ชื่อ หญ้าต้อมต๊อก
ชื่อวิทยาศาสตร์ Phylsalis minima Linn
ชื่อสามัญ

Wild capegooseberry

ชื่ออื่น โทงเทง, ปุงปิง, หญ้าถองแถง
ชื่อวงศ์ SOLANACEAE
ถิ่นกำเนิด อเมริกา
เขตการกระจายพันธุ์ เขตร้อนและกึ่งเขตร้อนทั่วโลก

ไม้ ล้มลุกอายุปีเดียว พบตามที่รกร้างใกล้น้ำ ที่ดอนโล่งแจ้งทั่วไป และในป่าเบญจพรรณ ต้นสูงได้ถึง50เซนติเมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปไข่ ดอกออกเดี่ยวที่ซอกใบ กลีบดอกสีเหลืองแกมเขียว ผลสดรูปค่อนข้างกลมหุ้มมิดด้วยกลีบเลี้ยงที่ยังคงอยู่

         ตำรา ยาไทยใช้ทั้งต้นเป็นยาเย็นแก้ร้อนใน แก้ไข้ ขับปัสสาวะ ต้นสดคั้นกับน้ำเล็กน้อยชุบสำลีอมข้างแก้มค่อยๆกลืนน้ำทีละน้อยแก้พิษฝีขึ้น ในคอ ยาพื้นบ้านใช้ทั้งต้นต้มน้ำดื่มแก้ท้องเสีย

ระยะออกดอก : เดือนมีนาคมถึง-เดือนเมษายนและยังออกต่อไปจนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน

ระยะออกผล :เริ่มตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคมถึง-ปลายเดือนพฤศจิกายน

ขยายพันธุ์ : เมล็ด


หญ้าตีนตุ๊กแก

ชื่อ หญ้าตีนตุ๊กแก
ชื่อวิทยาศาสตร์ Tridax procumbens (L.)L
ชื่อสามัญ Wild Daisy,Mexican daisy
ชื่ออื่น หญ้าตุ๊บโต๋,หญ้าต๊กโต๋
ชื่อวงศ์ ASTERACEAE
ถิ่นกำเนิด เขตร้อนของทวีปอเมริกา
เขตการกระจายพันธุ์ เป็นวัชพืชในเขตร้อนทั่วไป

ต้นตีนตุ๊กแกเป็นไม้ล้มลุกเนื้ออ่อน มีอายุฤดูเดียว เป็นวัชพืชที่ทนแล้ง ลักษณะคล้ายหญ้าทหารกล้าแต่มีความแตกต่างกัน ดูเผินๆแล้วคล้ายเป็นต้นเดียวกัน ลักษณะของต้นตีนตุ๊กแกลำต้นและใบมึขนปกคลุม ทอดนอนไปตามพื้น ชูยอดขึ้นสูง0.30-0.50เมตร ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนานหรือรูปไข่กลับ ปลายใบแหลม ขอบใบหยัก ผิวใบทั้งสองด้านมีขน

กลีบดอกสีขาวหรือสีเหลืองอ่อน 5-8กลีบเป็นกลีบประดับ ดอกจริงสีเหลืองอัดแน่นเป็นกระจุกตรงกลาง ผลแห้งไม่แตกมีขนสีน้ำตาลปกคลุม

ต้นอ่อนใช้เป็นอาหารสัตว์ สรรพคุณทางสมุนไพร ใบตำพอกแก้ปวด แก้อักเสบตามข้อ พอกฝี

ระยะเวลาออกดอก : ตลอดปี

ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด


ปืนนกไส้

ชื่อ ปืนนกไส้
ชื่อวิทยาศาสตร์ Bidens pilosa L.
ชื่อสามัญ Spanish Needle,, Devil’s needles
ชื่ออื่น กี่นกไส้ หญ้าก้นจ้ำขาว
ชื่อวงศ์ ASTERACEAE
ถิ่นกำเนิด ทวีปอเมริกา
เขตการกระจายพันธุ์ เขตร้อน


ไม้ล้มลุก พบได้ตามริมทางที่รกร้างทั่วไป และตามไร่ตามสวน ลำต้นตั้งตรง สูงได้ประมาณ 15-100 เซนติเมตร แตกกิ่งก้านมาก กิ่งอ่อนเป็นเหลี่ยม ออกดอกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบและปลายกิ่ง ดอกช่อมีประมาณ 1-3 ดอก ดอกเดี่ยวขนาด 1 เซนติเมตร ดอกเป็นสีเหลืองหรือสีครีม  ผลแห้งไม่แตก ผลอ่อนเป็นสีเขียว ผลแห้งเป็นสีดำหรือสีน้ำตาลเข้ม ปลายแยกเป็นแฉกมีหนามสีเหลือง 2 อัน

ยอดอ่อนนำมาต้มรับประทานเป็นผักจิ้มหรือแกง สรรพคุณอื่นที่นำมาใช้ได้ ใบสดใช้เป็นยาแก้ปวดฟัน ใช้เป็นยาห้ามเลือด รักษา แผลบวม แผลเน่า รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้หวัด

ระยะเวลาออกดอก : ตลอดปี

ขยายพันธุ์ : เมล็ด


ผักโขมหัด

ชื่อ ผักโขมหัด
ชื่อวิทยาศาสตร์ Amaranthus viridis
ชื่อสามัญ  Amaranth,Slender amaranth
ชื่ออื่น ผักขม ,ผักหม,กระเหม่อลอเตอ (แม่ฮ่องสอน, กะเหรี่ยง)
ชื่อวงศ์ AMARANTHACEAE
ถิ่นกำเนิด เป็นวัชพืชในเขตร้อนทั่วโลก
เขตการกระจายพันธุ์ กระจายเข้าไปในเขตอบอุ่นบ้างเล็กน้อย เช่น พบในญี่ปุ่น จีน เป็นต้น

                     

ไม้ พุ่มล้มลุกขนาดเล็ก อายุฤดูเดียว เจริญเติบโตได้ดีในที่ที่ไม่มีร่มเงา เป็นวัชพืชที่ขึ้นทั่วไป ไม่ชอบที่แฉะหรือมีน้ำขัง พบขึ้นเองรวมกับพืชชนิดอื่นในแปลงผัก และพื้นที่เพาะปลูกทั่วไป ลักษณะต้นสูงประมาณ0. 30-1เมตร ลำต้นตั้งตรง ไม่มีหนาม ใบป้อมเล็กกว่าผักขมหนาม ออกแบบสลับ ช่อดอกมีสีน้ำตาลปนแดง ออกตามซอกใบและปลายกิ่ง เมล็ดกลมสีน้ำตาลเกือบดำขนาดเล็ก

เป็นได้ทั้งวัชพืชและพืชผักพื้นบ้าน
สรรพคุณทางสมุนไพร
ต้นแก้อาการแน่นหน้าอกและไอหอบ ใบสดรักษาแผลพุพอง รากช่วยดับพิษร้อนถอนพิษไข้ขับถ่ายปัสสาวะ

ขยายพันธุ์ : เมล็ด


ผักโขมหนาม

ชื่อ ผักโขมหนาม
ชื่อวิทยาศาสตร์ Amaranthus spinosus L.
ชื่อสามัญ Spiny amaranth, Spiny pigweed
ชื่ออื่น ผักขม ผักหม
ชื่อวงศ์ AMARANTHACEAE
ถิ่นกำเนิด เขตร้อน
เขตการกระจายพันธุ์ เขตร้อนทั่วโลก


ไม้ ล้มลุก ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งก้านมากสูง 30-100 ซม. ในที่ดินอุดมสมบูรณ์อาจสูงถึง 2 เมตร ผิวเรียบหรือมีขนเล็กน้อยใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่แกมขอบขนานแกมใบหอก เมื่ออ่อนอยู่มีขนเล็กน้อยที่เส้นใบ ดอกช่อออกที่ซอกใบและปลายกิ่งช่อดอกโค้ง ดอกย่อยเรียงตัวอัดกันแน่น มีหนาม ไม่แข็ง ขอบกลีบใส ตรงกลางมีแถบสีเขียวหรือม่วง ดอกแยกเพศอยู่บนต้นเดียวกันผลแห้งแตกได้

พูดถึงผักโขมแล้วยาวดีกว่าเพราะมีหลายชนิดอยู่แต่ที่นิยมนำมารับประทานเป็นอาหารได้แก่ ผักโขมสวน ผักโขมหัด ผักโขมหนามผักโขมจีน ไม่รวมผักโขมป็อปอาย  ทีนี้เรื่องมีอยู่ว่า จากวัชพืชข้างทางที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงก็เลยเลื่อนขั้นเป็นผักขึ้นโต๊ะอาหาร มีสรรพคุณทางยาตามนี้ ยาพื้นบ้านล้านนาใช้ รากเผาไฟพอข้างนอกดำ จี้ที่หัวฝี ช่วยให้ฝีที่แก่แตก

 ใช้ ทั้งต้น ต้มน้ำดื่ม ขับปัสสาวะ แก้ตกเลือด แน่นท้องและขับน้ำนม

ขยายพันธุ์ : เมล็ด


ขมหินใบน้อย

ชื่อ ขมหินใบน้อย
ชื่อวิทยาศาสตร์ Pilea microphylla (L.) Liebm.
ชื่อสามัญ Artilllery plany,Rock weed
ชื่ออื่น ต้นไข่มด หญ้าไข่มด หยาดน้ำค้าง
ชื่อวงศ์ URTICACEAE
ถิ่นกำเนิด

เวสต์อินดีสเขตร้อนและ อเมริกาใต้

เขตการกระจายพันธุ์

พื้นที่เขตร้อนและเขตร้อนที่หลากหลายทั่วโลก

ไม่เกี่ยวกับผักขมเลยอยู่คนละวงศ์กัน  ชื่อหลักตามบัญชีรายชื่อพรรณไม้แห่ง ประเทศไทยมีชื่อเรียกต้นนี้อยู่ชื่อเดียว คือ ขมหินใบน้อย แต่รู้จักและเรียกกันทั่วไปว่าหญ้าไข่มด หรือ ต้นไข่มด ส่วนทางเหนือจะเรียกว่า ต้นหยาดน้ำค้าง

ต้นนี้น่าจะมีเกือบทุกบ้าน ต้นกลมเกลี้ยงบางใสอวบน้ำ ใบออกตรงข้ามไม่เท่ากัน ดอกออกตามซอกใบเป็นกระจุก  ชอบขึ้นอยู่ตามที่ชื้น ตามกระถางต้นไม้ริมรั้ว ผนังอิฐเก่า ในที่ร่มชื้นทั่วไป


ผักโขมหินต้นตั้ง

ชื่อ ผักโขมหินต้นตั้ง
ชื่อวิทยาศาสตร์ Boerhavia erecta L.
ชื่อสามัญ Erect Spidering
ชื่ออื่น ผักขมหิน ผักโขมฟ้า ผักปั๋งดิน
ชื่อวงศ์ NYCTAGINACEAE
ถิ่นกำเนิด เขตร้อน
เขตการกระจายพันธุ์ เขตร้อน

                     เป็นไม้ล้มลุก อายุปีเดียวพบได้ตามที่รกร้าง ไหล่ทาง ทางรถไฟ ดินมีการระบายน้ำดีน้ำไม่ท่วมขัง ทนแล้งได้ดี เป็นวัชพืชในแปลงพืชไร่ พบได้ทั่วทุกภาคของประทศ ลักษณะลำต้นตั้งตรง สูงประมาณ 30-80 เซนติเมตร ผิวลำต้นเกลี้ยงบริเวณโคนสีม่วงแดง ใบเดี่ยว รูปไข่แกมรูปขอบขนาน หรือรูปใบหอก ปลายใบแหลม โคนใบกลมหรือตัด ขอบใบเป็นคลื่น ออกเป็นคู่ตรงข้าม ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอด ก้านช่อดอกยาว ดอกขนาดเล็ก เส้นผ่านศูนย์กลางดอกประมาณ 3 มิลลิเมตร กลีบดอกสีขาว 5 กลีบ เว้าตรงกลาง มีเส้นกลางกลีบสีชมพู ผลรูปกรวยกลับ ปลายตัด เป็นสันนูนชัดเจน 5 สัน เกลี้ยง สีเขียว ผลเมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดง

มีอีกชนิดที่คล้ายกัน เรียกว่าผักโขมหินต้นแผ่ ดอกเป็นสีชมพูอมม่วง ผลรูปกระบองตัดตรงปลายเป็นต่อมน้ำเหนียวๆ ทำให้สามารถติดไปกับสิ่งของต่างๆ ได้ง่าย ชื่อสามัญคือ Red Spidering ชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Boerhavia diffusa L.

ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด


ตำแยแมว

ชื่อ ตำแยแมว
ชื่อวิทยาศาสตร์ Acalipha indica L.
ชื่อสามัญ Indian copperleaf, Indian acalypha, Indian-nettle, Tree-seeded mercury
ชื่ออื่น ตำแยแมว, ตำแยตัวผู้, ตำแยป่า, หญ้าแมว, หญ้ายาแมว, หานแมว, ลังตาไก่, อเนกคุณ
ชื่อวงศ์ URTICACEAE
ถิ่นกำเนิด ทวีปแอฟริกา
เขตการกระจายพันธุ์ หมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดีย  อินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

                              

เป็นพืชล้มลุกอายุปีเดียว ชอบสถานที่ที่ชื้นและมีร่มเงา มักพบบริเวณริมถนนที่ดินที่รกร้าง ป่าผลัดใบและชายป่าละเมาะจากที่ราบถึง 1,350 เมตร ลักษณะต้นตรงสูงประมาณ40-60ซม.ใบค่อนข้างกลม ปลายใบแหลมเล็กน้อย ขอบใบจักเล็กๆ ดอกเป็นดอกช่อออกตามต้น ส่วนยอดของช่อดอกเป็นดอกเพศเมีย มีใบประดับหยักเป็นซี่ฟัน มีขนปกคลุม แต่ละใบประดับหุ้มห่อดอก 2-6 ดอก ผลแห้งแตกได้ ภายในมีเมล็ด 1 เมล็ด

ตำแยแมวมี 2 ชนิด คือ ชนิดใบกลมเรียกว่าตำแยแมวตัวเมีย ชนิดใบแหลมเรียกตำแยแมวตัวผู้ ที่นิยมนำมาใช้เป็นสมุนไพรคือตำแยแมวตัวเมีย
สรรพคุณทางยา  ราก  ขับเสมหะ ทำให้อาเจียน ทำให้ระคายเคืองทางเดินอาหาร
ใบ ขับพยาธิเส้นด้ายในเด็ก ขับเสมหะในโรคหลอดลมอักเสบ ขับเสมหะในโรคหอบหืด เป็นยาถ่าย (ถ้ารับประทานจำนวนมากจะทำให้ทำให้คลื่นเหียนอาเจียน) ใบแห้งป่นโรยรักษาแผลเนื่องจากนอนมาก ยาระบาย แก้หืด ขับเสมหะ
ทั้งต้น ขับเสมหะ ทำให้อาเจียน

 ถอน พิษของโรคแมวได้ดีตำแยแมวนี้ถ้าถอนเอาขั้นมาทั้งต้นทั้งรากแล้วโยนทิ้งไว้ แมวเห็นเข้า จะตรงเข้ากลิ้งเกลือกไปมาแล้วกินราก เป็นยารักษาโรคของแมว

ระยะออกดอก: กรกฎาคม – ธันวาคม

ขยายพันธุ์ : เมล็ด


ลูกใต้ใบ

ชื่อ ลูกใต้ใบ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Phyllanthus amarus Schum. et Thonn
ชื่อสามัญ Seed-under-leaf, Egg woman, Stonebreaker
ชื่ออื่น มะขามป้อมดิน หญ้าใต้ใบ หญ้าใต้ใบขาว  หมากไข่หลัง
ชื่อวงศ์ EUPHORBIACEAE
ถิ่นกำเนิด -
เขตการกระจายพันธุ์ หมู่เกาะแคริบเบียน สหรัฐอเมริกา บราซิล เปรู  ไทย ลาว พม่า เขมร อินเดีย

                      ต้นลูกใต้ใบเป็นไม้ล้มลุกอายุปีเดียว ชอบขึ้นในที่ชื้น พบทั่วไปในพื้นที่เปิด ระบาดทั่วไปในแหล่งเพาะปลูก พื้นที่รกร้างและริมทาง พบตั้งแต่ระดับ 30-1100 ม. จากระดับน้ำทะเล ต้นสูงประมาณ 30-60 ซม. ทุกส่วนมีรสขม ใบเดี่ยวเรียงสลับในระนาบเดียวกัน รูปวงรีหรือรูปขอบขนาน กว้าง3-4 มม.ยาว5-9มม. ดอกออกที่ซอกใบแยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน เพศเมียเป็นดอกเดี่ยว เพศผู้ออกเป็นกระจุก สีนวล ผลเป็นผลแห้ง แตกได้ กลม ผิวเรียบหรือมีพูบ้าง

ต้นนี้คงเจอกันบ่อย เห็นกันจนเบื่อใช้เป็นยาแก้นิ่ว แก้โรคตับ แก้ปวดเมื่อย แก้เบาหวาน เป็นสมุนไพรที่มีสารสกัดที่มีคุณค่าสูง เพราะมีประโยชน์ต่อร่างกายในด้านการป้องกันและรักษาโรค

ระยะออกดอก : ตลอดปี

ขยายพันธุ์ : เมล็ด


สันพร้าหอม

ชื่อ สันพร้ามอญ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Justicia gendarussa Burm.f.
ชื่อสามัญ

Willow-leaved justicia

ชื่ออื่น กระดูกไก่ดำ, เฉียงพร้า , กุลาดำ, บัวลา, สำมะงาจีน
ชื่อวงศ์ ACANTHACEAE
ถิ่นกำเนิด -
เขตการกระจายพันธุ์

ไทย จีนและกระจายอยู่ในศรีลังกา อินเดีย และ มาเลเซีย

            

ไม้ล้มลุกหรือไม้พุ่มขนาดเล็ก มีความสูงของต้นประมาณ 90-100 ซ.ม. ลำต้นเป็นสีแดงเข้มถึงสีดำหรือเป็นสีม่วง เกลี้ยงมัน ลำต้นและกิ่งเป็นปล้องข้อ ดูคล้ายกับกระดูกไก่ ตามลำต้น กิ่งก้าน และใบมีสีแดงเรื่อ ๆ

เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ขึ้นได้ดีในดินที่ร่วนซุย มักขึ้นเองตามริมลำธารในป่า ออกดอกเป็นช่อบริเวณส่วนยอดของต้น หรือบริเวณปลายกิ่ง ผลเป็นฝัก ต้นนี้ ณ ขณะนี้คงไม่เป็นวัชพืชอีกต่อไปถ้านำมาปลูกเป็นแถวริมรั้วริมทางตัดแต่งแล้วดูดี ด้วยโตเร็วและดูแลง่าย ขยายพันธุ์ง่าย เลื่อนสถานะเป็นไม้ปลูกประดับแบบชิลๆ

ขยายพันธุ์ :ด้วยวิธีการปักชำและวิธีการเพาะเมล็ด


ขอบชะนาง

ชื่อ ขอบชะนาง
ชื่อวิทยาศาสตร์ Pouzolzia indica Gaud,Pouzolzia zeylanica Benn.
ชื่อสามัญ

Graceful Pouzolzsbush

ชื่ออื่น ขอบชะนางขาว, ขอบชะนางแดง,ต้นหนอนตาย
ชื่อวงศ์ URTICACEAE
ถิ่นกำเนิด -
เขตการกระจายพันธุ์ -


ไม้ ล้มลุกเลื้อยแผ่ไปตามดินยอดตั้งขึ้นมี2ชนิดคือ ขอบชะนางขาวPouzolzia zeylanica Benn กับ ขอบชะนางแดงPouzolzia indica Gaud.พบขึ้นอยู่ตามริมทาง พื้นที่รกร้าง ชอบขึ้นตามพื้นที่ร่มเย็นที่มีอิฐปูนเก่า ๆ หรือตามที่ผุพัง ตามสวนริมร่องน้ำ มีเขตการกระจายพันธุ์อยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ ลักษณะ ลำต้นโตกว่าก้านไม้ขีดเล็กน้อย ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปใบหอกมีขนเล็กน้อยบนต้นและแผ่นใบ
ดอกของขอบชะนางแดงสีแดงส่วนดอกของขอบชะนางขาวสีเขียวอมเหลือง เป็นดอกขนาดเล็กออกเป็นกระจุกที่ซอกใบและกิ่ง เป็นดอกตัวผู้และดอกตัวเมียแยกเพศอยู่ในต้นเดียวกันผลเป็นผลแห้งไม่แตก 

ต้น และดอกจะมีรสเมาเบื่อ นำมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก เอามาวางในปากไหปลาร้า ฆ่าหนอน วัวควายที่เป็นแผลขนาดใหญ่ ใช้ต้นสดตำเป็นยาฆ่าหนอนแมลง และรักษาแผลสดอีกด้วย เปลือกของต้น ช่วยดับพิษในกระดูกในเส้นเอ็น หุงน้ำมันทารักษาพยาธิผิวหนัง แผลพุพอง

ขอบชะนางทั้ง2ชนิด นำมาปรุงรับประทานเป็นยาขับเลือด และขับระดูขาว ขับปัสสาวะ รักษาโรคหนองใน
ระยะออกดอก : เดือนมกราคม 
ขยายพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ด

ผักปลัง

ชื่อ ผักปลัง
ชื่อวิทยาศาสตร์ ผักปลังขาว Basella alba L ผักปลังแดง Basella rubra L.
ชื่อสามัญ Ceylon spinach,East Indian spinach,Vine spinach
ชื่ออื่น ผักปั๋ง ผักปลังใหญ่ ผักปลังขาว ผักปลังแดง ผักปรัง
ชื่อวงศ์ BASELLACEAE
ถิ่นกำเนิด แอฟริกา
เขตการกระจายพันธุ์ ในเขตร้อนของเอเชียและแอฟริกา

ไม้ เถาเลื้อยล้มลุกพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ ตามป่าทุ่ง ที่รกร้าง หรือตามที่ชุ่มชื้นทั่วไป  เจริญเติบโตได้ดีในที่ชื้นระบายน้ำได้ดี ชอบแสงแดดรำไร ทุกส่วนของต้นอวบน้ำ เกลี้ยง กลม ไม่มีขน  มีความยาวประมาณ 2-6 เมตร หากลำต้นเป็นสีเขียวจะเรียกว่า “ผักปลังขาว” ส่วนชนิดที่ลำต้นเป็นสีม่วงแดงจะเรียกว่า “ผักปลังแดง” ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่ป้อม เนื้อใบหนานุ่ม เมื่อขยี้มีเมือกเหนียว ดอกช่อออกที่ซอกใบดอกย่อยสีชมพู ไม่มีก้านดอก ผลเป็นผลสด ฉ่ำน้ำ สีดำ

ระยะออกดอกผล : ตลอดปี

ขยายพันธุ์ : ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด,ปักชำเถาแก่


หญ้าลิ้นงู

ชื่อ หญ้าลิ้นงู
ชื่อวิทยาศาสตร์  Hedyotis corymbosa Lamk
ชื่อสามัญ  Diamnel-flower
ชื่ออื่น จัวจิเช่า
ชื่อวงศ์ RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด เขตอากาศร้อนถึงร้อนชื้น ในแถบแอฟริกา เอเชีย แคริบเบียน อเมริกา ออสเตรเลีย และแปซิฟิก
เขตการกระจายพันธุ์ ทั่วไปในประเทศเขตร้อน ทั้งในทวีปเอเชีย แอฟริกา และอเมริกา

                                 พืชล้มลุกคลุมดินอายุปีเดียว พบแพร่กระจายในทุกภาคของประเทศ พบมากตามที่รกร้างที่มีวัชพืชจำพวกหญ้าขึ้นน้อย เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุย ความชื้นสูงมีแดดส่องถึง หญ้าลิ้นงูจัดเป็นหญ้าสมุนไพรชนิดหนึ่งที่เรียกว่า จัวจิเช่า รสเผ็ดขมนิดๆ ออกฤทธิ์เย็น แก้ร้อนใน ดับพิษ ใช้ภายนอก รักษาแผลสด รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ลักษณะของหญ้าลิ้นงู ลำต้นเป็นข้อ เหลี่ยมเรียบ เลื้อยยาวประมาณ 15-50 ซ.ม.  แตกกิ่งก้านสูงประมาณ 15-50 ซม. ใบเดี่ยวขนาดเล็กเรียบแหลม ขอบใบหยาบ หูใบเล็ก ไม่มีก้านใบ หลังใบคดงอ ออกดอกตามง่ามใบ ดอกออกเป็นช่อประมาณ 2-4 ดอก กลีบดอกและกลีบรองดอกเป็นสีขาวหรือสีแดงอ่อน ดอกรูปกรวยปลายแยกมีขนปก ผลเป็นสันสี่มุม เปลือกหุ้มแข็ง ผลแตกออกเมื่อแก่ ภายในผลมีเมล็ดมาก 

ขยายพันธุ์ :โดยใช้เมล็ด


กะเม็งตัวเมีย

ชื่อ กะเม็งตัวเมีย
ชื่อวิทยาศาสตร์ Eclipta prostrata Linn.
ชื่อสามัญ White Head , False Daisy
ชื่ออื่น กะเม็งตัวเมีย, หญ้าสับ, ฮ่อมเกี่ยว
ชื่อวงศ์ ASTERACEAE
ถิ่นกำเนิด บริเวณเขตร้อนแถบเส้นศูนย์สูตร
เขตการกระจายพันธุ์ อินเดีย ไทย จีน บราซิล

ไม้ล้มลุกอายุปีเดียวสูง 30-50 ซม.พบตามที่ชื้นแฉะทั่วไป อยู่ได้ทั้งแดดจัดและร่มรำไร แต่อยู่ในร่มใบจะใหญ่กว่า ลำต้นสีเขียวหรือน้ำตาลแดงมีขนละเอียด ใบเดี่ยวตรงข้ามรูปหอกผิวใบมีขนทั้งสองด้าน  กว้าง1-2.5ซม.ยาว3-7ซม.ขอบใบมีรอยหยักเล็กน้อย ไม่มีก้านใบ มีขนสั้นๆ สีขาวปกคลุมทั่วใบ ดอกช่อออกที่ซอกใบกลีบดอกสีขาว ดอกย่อยรอบนอกเป็นดอกเพศเมีย ลักษณะเป็นแผ่นสีขาวปลายมน ดอกย่อยที่อยู่ตรงกลางเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ลักษณะคล้ายรูปถ้วย กลีบดอกติดกัน ปลายกลีบแยกออกเป็นแฉก มีส่วนที่คล้ายกลีบเลี้ยง 5-6 กลีบ สีเขียวรองรับช่อดอก ผลแห้งไม่แตก แบน สีดำ

สรรพคุณทางสมุนไพรโดยสำคัญอย่างย่อ ใช้ใส่แผลสดห้ามเลือด ทั้งต้นแก้มะเร็ง(อาการแผลเรื้อรัง เน่าลุกลาม รักษายาก) เป็นยาฝาดสมาน

ฃยายพันธุ์ : เมล็ด


กะเม็งตัวผู้

ชื่อ กะเม็งตัวผู้
ชื่อวิทยาศาสตร์ Sphagneticola calendulacea (L.) Pruski  
ชื่อสามัญ Chinese wedelia
ชื่ออื่น ฮ่อมเกี่ยวคำ กะเม็งดอกเหลือง
ชื่อวงศ์ ASTERACEAE
ถิ่นกำเนิด เขตร้อนแถบเส้นศูนย์สูตร
เขตการกระจายพันธุ์ จีน ไทย อินเดีย บราซิล

           

ไม้ล้มลุกอายุปีเดียวหรือข้ามปี ลำต้นสูงประมาณ 10-25ซ.ม ทอดเลี้อยยอดชูตั้งขึ้น ชอบดินแฉะหรือที่ลุ่มต่ำน้ำขัง ใบรูปหอกปกมขอบขนาน โคนใบเรียวปลายใบแหลม ขอบใบหยักนิดไหน้าใบและหลังใบมีขนทั้ง2ด้าน ดอกขนาดเล็กสีเหลืองออกที่ปลายยอด ขนาดดอกประมาณ2ซ.ม ผลขรุขระไม่เรียบรูปร่างสอบแคบ   

ฃยายพันธุ์ : เมล็ด


สะเดาดิน

ชื่อ สะเดาดิน
ชื่อวิทยาศาสตร์ Glinus oppositifolius (L.) A.DC.
ชื่อสามัญ sweetjuice
ชื่ออื่น ผักขวง  ผักขี้ขวง
ชื่อวงศ์ MOLLUGINACEAE
ถิ่นกำเนิด เขตร้อน
เขตการกระจายพันธุ์ เขตร้อนทั่วโลก

ไม้ล้มลุก  พบขึ้นบริเวณที่ชื้น ในไร่นา และตามสนามหญ้าโดยทั่วไปลำต้นทอดเลื้อยแตกแขนงแผ่ออกรอบต้น ใบมีขนาดเล็กเรียวยาว ออกจากบริเวณข้อ 4-5 ใบ ขอบใบเรียบ ก้านใบสั้น ดอก ออกรอบๆ ข้อ 4-6 ดอก กลีบดอก 5 กลีบ สีขาว  ผลรูปยาวรี ผลแก่แตกออกเป็นสามแฉก ภายในมีเมล็ดสีน้ำตาลแดงจำนวนมาก

      ยอดจะกินสด จะนำมาประกอบอาหารก็ได้ รสขมคล้ายสะเดา สรรพคุณแก้โรคเบาหวาน ทั้งต้นใช้ แก้ไข้ แก้ไอ แก้หวัด แก้ร้อนใน  บำรุงน้ำดี  ใช้หยอดหูแก้ปวดหู ลำต้น,ใบแก้คุณไสย เข้าเครื่องยาแก้คัน เข้าเครื่องยาแก้ปวดเมื่อย

ระยะออกดอก : เดือน กุมภาพันธ์ - เมษายน

ขยายพันธุ์ : โดยใช้เมล็ด

   ต้อยติ่ง

ชื่อ ต้อยติ่ง
ชื่อวิทยาศาสตร์ Ruellia tuberosa Linn.
ชื่อสามัญ Popping pod, Minnieroot, Iron root
ชื่ออื่น ต้อยติ่งเทศ อังกาบฝรั่ง เป๊าะแป๊ะ
ชื่อวงศ์ ACANTHACEAE
ถิ่นกำเนิด อเมริกาใต้
เขตการกระจายพันธุ์ ทุกภาคของประเทศ

เป็นไม้ล้มลุก เนื้ออ่อนอายุหลายปี มักพบบริเวณที่โล่งที่รกร้าง แปลงผัก ริมทางทั่วไป เติบโตได้ดีในทุกสภาพดิน แต่ไม่ทนต่อดินเค็ม สามารถทนต่อการเหยียบย่ำได้ดี มีการขยายพันธุ์เร็วถ้ามีความชื้นพอเพราะเมล็ดจะมีอัตราการงอกสูงและเจริญเติบโตรวดเร็วจึงกลายเป็นวัชพืชตัวสำคัญที่ทำให้พืชปกติถูกรบกวน ต้อยติิ่งมีลำต้นสูงประมาณ 20-30 เซนติเมตร ตามลำต้นจะมีขนอ่อน ๆ ขึ้นปกคลุมอยู่เล็กน้อย ดอกสีม่วงอ่อน ผลเป็นฝักสีเขียวอ่อนพอแก่สีดำแตกได้มีเมล็ดจำนวนมากหากนำฝักแก่ไปแช่น้ำฝักจะแตกเสียงดังเป๊าะแป๊ะ

                    ต้อยติ่งจะมีคุณสมบัติเป็นสมุนไพร นิยมใช้เมล็ดแช่น้ำนำมาพอกฝีดูดหนอง และใช้เป็นยาสมานแผลที่คนสมัยก่อนรู้จักกันดี สันนิษฐานกันว่าเป็นต้นไม้ พื้นเมืองของประเทศจีน แต่เข้ามาในเมืองไทยนานแล้วโดยซินแสจีนนำเมล็ดมาเผยแพร่ เป็นยารักษาแผลอย่างที่บอก เมื่อใช้เสร็จก็แกะเมล็ดทิ้ง จึงเกิดการกระจายพันธุ์ทั่วไปในทุกภาคของประเทศ

ระยะเวลาออกดอก : เดือนมิถุนายน-สิงหาคม

\ขยายพันธุ์ : เมล็ด


ขลู่

ชื่อ ขลู่
ชื่อวิทยาศาสตร์ Pluchea indica (L.) Less
ชื่อสามัญ Indian Marsh Fleabane
ชื่ออื่น หนาดงัว, หนาดวัว,หนาดงิ้ว, หนาดงั่ว
ชื่อวงศ์ COMPOSITAE
ถิ่นกำเนิด คาบสมุทรอินโดจีน
เขตการกระจายพันธุ์ ไทย มาเลเซีย จีน เวียดนาม ปาปัวนิวกินี

ขลู่เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กที่เจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ดินเค็ม หรือพื้นที่ชายทะเล ในที่ลุ่มชื้นแฉะ มักขึ้นกันเป็นกอ สูง 1-2.5 เมตร ลำต้นกิ่งก้านมีขนละเอียดใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่กลับกว้าง1-5ซม.ยาว2.5-10ซม.ขอบใบหยักซี่ฟันห่างๆ ดอกช่อออกที่ยอดและซอกใบ กลีบดอกสีม่วง ผลแห้งไม่แตก เมล็ดเป็นฝอยปลิวไปตามลมใบอ่อนใช้รับประทานเป็นผักจิ้มได้ ใบเมื่อนำมาผึ่งให้แห้ง จะมีกลิ่นหอมคล้ายน้ำผึ้ง นิยมใช้ชงดื่มแทนชา

ตำรา ยาไทยใช้ทั้งต้นต้มกินเป็นยาขับปัสสาวะ แก้เบาหวาน ต้มน้ำอาบแก้ผื่นคัน น้ำคั้นใบสดรักษาริดสีดวงทวาร

           การ ทดลองในสัตว์และคนปกติ พบว่ายาชงทั้งต้นมีฤทธิ์ขับปัสสาวะมากกว่ายาขับปัสสาวะแผนปัจจุบัน(hydrochlorothiazide) และมีข้อดีคือสูญเสียเกลือแร่น้อยกว่า

ระยะเวลาออกดอก : ตลอดปี
ขยายพันธุ์ :ด้วยเมล็ด และการปักชำ



ขัดมอน

ชื่อ ขัดมอน
ชื่อวิทยาศาสตร์ Sida acuta BURM.F.
ชื่อสามัญ Snake’s Tongue,Two-beaked, Broom weed
ชื่ออื่น หญ้าขัด,ขัดมอนใบยาว,ขัดมอนใบรี, ขัดมอนป่า ,คันมอญ,หญ้าไม้กวาด
ชื่อวงศ์ MALVACEAE
ถิ่นกำเนิด -
เขตการกระจายพันธุ์ -
หญ้าขัดใบยาว ชื่อวิทยาศาสตร์ ; Sida acuta BURM.F.

          หญ้าขัดใบมน Sida rhombifolia L.

 ไม้ พุ่มขนาดเล็ก สูงได้ถึง 1 เมตร ยอดอ่อนมีขนสีน้ำตาลปกคลุมใบเดี่ยว เรียงสลับ มีหูใบ 1 คู่ ใบรูปไข่กลับถึงรูปข้าวหลามตัด โคนใบแหลมหรือมน ขอบใบหยัก ปลายใบแหลม ท้องใบมีนวลสีขาว

ดอกเดี่ยวเกิดที่ซอกใบ เกสรเพศผู้จำนวนมาก ก้านชูอับเรณูติดกันเป็นกลุ่มเดียวและเป็นหลอดหุ้มเกสรเพศเมียเอาไว้ โคน หลอดเชื่อมติดกับโคนกลีบดอก หลอดก้านชูอับเรณูสีเหลืองแกมขาว มีขนอ่อนเล็กๆปกคลุม ตอนปลายแยกเป็นยอดเกสร 5-6 แฉก ผลแห้งแตกเป็น  5-6 พู  ผิวเรียบ ปลายแต่ละพูเป็นหนาม เมล็ดรูปไต

ทั่วไปมีการแยกหญ้าขัดมอนออกเป็น 4 ชนิดตามลักษณะของรูปใบ คือ หญ้าขัดมอนใบรี หรือหญ้าขัดมอนใบยาว ชื่อวิทยาศาสตร์ ; Sida acuta BURM.F. อีกชนิดหนึ่งคือ หญ้าขัดมอน ใบป้อม หรือ Sida rhombifolia LINN.หญ้าขัดหลวง Sida subcordata Span.

หญ้าขัด ใบป้อม หรือ Sida Rhombifolia LINN.                     หญ้าขัดหลวง Sida subcordata Span.

ขยายพันธุ์ : เมล็ด


เถาคัน

ชื่อ เถาคัน
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cayratia trifolia(L.) Domin
ชื่ออื่น

Bush Grape, Fox-grape, Three-leaved wild vine , Three leaf cayratia

ชื่ออื่น เถาคัน, เถาคันขาว,เครือพัดสาม
ชื่อวงศ์ VITACEAE
ถิ่นกำเนิด -
เขตการกระจายพันธุ์

แอฟริกา เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ปาปัวนิวกินี และรัฐควีนส์แลนด์ (ออสเตรเลีย)

ไม้เลื้อยเนื้ออ่อน ขึ้นตามที่รกร้างทั่วไปใบอ่อนเป็นผักสดหรือลวกกินกับน้ำพริก  ส่วนผลอ่อนใส่ในแกงส้มเพิ่มรสเปรี้ยว 

ผลสุก รับประทานไม่ได้ เพราะน้ำในผลมีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการคัน ต้นนี้สามารถนำมาปลูกให้เลื้อยเป็นซุ้มหรือตามรั้วบ้านได้ เพราะทั้งเถาทั้งดอกทั้งผลไม่มีผลทำให้เกิดอาการคัน 

ลักษณะของเถาคันเลื้อยได้ไกล 2-20 เมตร เท่ากับว่าความยาวของเถาประมาณ2-20เมตร มีมือเกาะ ใบประกอบแบบมี ใบย่อย3 ใบ แผ่นใบด้านล่างมีขนเล็กน้อย ใบย่อยปลายสุดรูปไข่หรือรูปไข่กลับ กว้าง 1-4 ซม. ยาว 1.5-6 ซม. ขอบใบจักซี่ฟัน ใบย่อยคู่ข้างรูปไข่เบี้ยวและขนาดเล็กกว่า

                 ดอกออกเป็นช่อกระจุก ออกที่ซอกใบ ดอกย่อยขนาดเล็ก สีเขียวอ่อน ผลสดมีเนื้อหลายเมล็ด รูปร่างกลมแป้น ขนาด 0.5-1 ซม. เมื่อสุกสีดำ

ตำรา ยาไทยใช้ ใบและราก ลดไข้ ฝาดสมาน เถา ขับเสมหะ แก้ลมวิงเวียนหน้ามืด ขับลม ขับเสมหะลงสู่ทวารหนัก แก้กษัย  ฟอกเลือด แก้ช้ำใน ใบ รักษาอาการเลือดออกตามไรฟัน พอกรักษาแผลในจมูก ทาถูนวดให้ร้อนแดงแก้ปวดเมื่อย หรืออังไฟปิดฝี ถอนพิษปวดบวม

การฃยายพันธุ์ : เมล็ด ปักชำกิ่งแก่


หญ้าลูกข้าว

ชื่อ หญ้าลูกข้าว
ชื่อวิทยาศาสตร์ Spermacoce ocymoides Burm.f.
ชื่อสามัญ

Purple-leaved button weed

ชื่ออื่น -
ชื่อวงศ์ RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด เอเซียและแอฟริกาเขตร้อน
เขตการกระจายพันธุ์ มัลดีฟส์ อินเดีย ศรีลังกา พม่า ไทย เวียดนาม มาเลเซียอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ นิวกินีเ กาะโซโลมอน ฟิจิ ซามัว วานูอาตู

วัชพืชล้มลุก พบขึ้นในพื้นที่เปิดโล่งและตามพื้นที่น้ำขังแฉะ ลำต้นตั้งตรง สูงประมาณ 15-40 ซ.ม. ใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามเป็นคู่ รูปใบหอกหรือรูปขอบขนานแกมใบหอก แผ่นใบเป็นสีเขียว ส่วนเส้นใบเป็นสีม่วงแกมน้ำตาล มีขนเล็กน้อยทั้งสองด้าน

ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบ ดอกสีขาว โคนกลีบดอกเชื่อมติดกัน ผลสดขนาดเล็กรูปกลม แตกตามขวาง

ออกดอก:เดือนมิถุนายน-มีนาคม

ขยายพันธุ์ : เมล็ด


ผักแครด

ชื่อ ผักแครด
ชื่อวิทยาศาสตร์ Spilanthes acmella Murr.
ชื่อสามัญ

Nodeweed, Synedrella, Cinderella weed

ชื่ออื่น หญ้าขี้หมา สาบกา สับกา
ชื่อวงศ์ ASTERACEAE
ถิ่นกำเนิด อเมริกาเขตร้อน-หมู่เกาะเวสต์อินดีส
เขตการกระจายพันธุ์ ทั่วภูมิภาคที่ร้อนขึ้นของโลก

     

   ไม้ล้มลุกอายุปีเดียวหรือข้ามปี พบขึ้นได้ทั่วไปในที่ลุ่ม ชื้นแฉะ หรือตามป่าละเมาะ ทั้งในที่โล่งแจ้งและที่มีร่มเงาเล็กน้อย ตามที่รกร้างว่างเปล่า พบเป็นวัชพืชในพืชผักภาคกลางและตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ลักษณะของผักแครด ต้นสูงประมาณ 30-40 ซม. ลำต้นค่อนข้างกลม อวบน้ำ สีเขียวหรืออาจมีสีม่วงแดง ต้นทอดไปตามพื้นดินเล็กน้อย ตามกิ่งจะมีขนอ่อนอยู่ประปราย ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปสามเหลี่ยม ผิวใบทั้งสองข้างจะมีขนปกคลุมอยู่ มีเนื้อใบบาง ขนาดของใบ กว้าง ประมาณ 3-4 ซม. ยาว 3-6 ซม. ขอบใบหยักฟันเลื่อย

ดอกช่อ ออกที่ซอกใบ ดอกออกเป็นกลุ่ม แต่จะมีเฉพาะที่ส่วนยอดของต้นเท่านั้น รูปกรวยคว่ำ สีเหลืองอ่อน ผลแห้ง รูปไข่ สีน้ำตาลหรือดำ

ระยะออกดอก : ตลอดปี

ชยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด 


ผักคราดหัวแหวน

ชื่อ ผักคราดหัวแหวน
ชื่อวิทยาศาสตร์ Acmella oleracea (L.) R.K.Jansen
ชื่อสามัญ Para Cress, Spot Flower, Tooth-ache Plant
ชื่ออื่น ผักคราด,ผักตุ้มหู
ชื่อวงศ์ COMPOSITAE (ASTERACEAE)
ถิ่นกำเนิด บราซิลเขตร้อนและอเมริกา
เขตการกระจายพันธุ์ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และปาปัวนิวกินี


ผักคราดหัวแหวนหรือทางภาคเหนือเรียก ผักตุ้มหู เป็นไม้ล้มลุก อายุปีเดียวพบขึ้นได้ทั่วไปตามป่าละเมาะ รวมไปถึงที่รกร้างโล่งแจ้งและที่ลุ่มชื้นแฉะ จัดเป็นผักที่เป็นทั้งอาหารและยาของคนไทย แต่ไปเป็นวัชพืชในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และปาปัวนิวกินี ลักษณะของผักคราดหัวแหวนมีลำต้นตั้งตรง กลมอวบน้ำสีเขียวม่วงแดง มีขนปกคลุม สูงประมาณ 20-30 เซนติเมตร ทอดไปตามดินปลายยอดชูขึ้น ใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกัน รูปสามเหลี่ยม รูปไข่ หรือเป็นรูปใบหอกแกมรูปไข่ ขอบใบเรียบ หรือเป็นจักคล้ายฟันเลื่อยแบบหยาบ ๆ ผิวของใบมีขนและสาก

ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบและปลายกิ่ง เป็นกระจุกสีเหลือง ดอกมีลักษณะกลมเป็นรูปไข่ ปลายแหลมคล้ายหัวแหวน ยาวประมาณ 8 มิลลิเมตร ดอกย่อยมี 2 วง วงนอกเป็นดอกตัวเมีย ส่วนวงในเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ก้านของดอกเรียวยาว ผลเป็นผลแห้งรูปไข่

ชยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด


ผักคราดทะเล

ชื่อ ผักคราดทะเล
ชื่อวิทยาศาสตร์ Wedelia biflora (Linn.) DC.
ชื่อสามัญ

Sunflower daisy,Beach Sunflower,Wedelia,Sea Ox eye

ชื่ออื่น เบญจมาศน้ำเค็ม
ชื่อวงศ์ COMPOSITAE
ถิ่นกำเนิด เขตร้อนของทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์

อินเดีย จีน พม่า ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย

ไม้เถาล้มลุกมักทอดเลื้อยคลุมพื้นดิน ชอบขึ้นในที่ชื้นแฉะ ริมน้ำ พบขึ้นทั่วไปตามชายหาด ที่ชื้นใกล้ชายฝั่งทะเล ที่โล่งใกล้ขอบพรุ เลื้อยได้ไกลประมาณ1-5เมตร กิ่งใบและช่อดอกมีขนสั้นสีขาว สากมือปอคลุม ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก แผ่นใบรูปไข่ถึงรูปใบหอก ขนาด2-4x4-.8ซม. โคนใบสอบรูปลอ่มขอบใบหยักฟันเลื่อยปลายใบเรียวแหลม เนื้อใบคล้ายแผ่นหนังบาง ผิวใบมีขนปกคลุมทั้งสองด้าน

ดอกแบบช่อเชิงลดกระจุกแน่นสีเหลืองดูคล้ายดอกเดี่ยวบนปลายก้านช่อดอก ผลแบบผลแห้งเมล็ดล่อนรูปขอบขนานขนาดเล็กยาวประมาณ0.3ซม.ปลายผลมีขนแข็งเป็น พู่

ออกดอก :เดือนกรกฎาคม-เดือนกันยายน

ชยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด


ผักเบี้ยทะเล

ชื่อ ผักเบี้ยทะเล
ชื่อวิทยาศาสตร์ Sesuvium portulacastrum (L.) L
ชื่อสามัญ Sea purslane
ชื่ออื่น ผักเป๊ะ
ชื่อวงศ์ AIZOACEAE
ถิ่นกำเนิด ทวีปแอฟริกา เอเชีย ออสเตรเลีย อเมริกาเหนือ และ อเมริกาใต้
เขตการกระจายพันธุ์ พบในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนทั่วโลก

ไม้ เถาล้มลุกอายุหลายปี พบขึ้นตามชายหาดหรือพื้นที่เปิดตามชายฝั่งทะเลในเขตน้ำเค็มจัด ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าชายเลนเสื่อมโทรม มีลำต้นทอดยาวแผ่คลุมดินลำต้นกลมอวบเกลี้ยงภายในเป็นโพรง สีเขียวถึงแดงเรื่อ ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม แผ่นใบรูป ใบรูปหอกกลับถึงรูปไข่แกมรูปรี ขนาด0.2-1.5x1-5ซม.โคนใบสอบแคบเข้าหา กันและแผ่เป็นกาบเล็กๆหุ้มลำต้น เนื้อใบอวบน้ำ หนา ด้านบนด้านล่างคล้ายกัน แผ่นใบตอนปลายมักสีแดงเรื่อ

ดอกเดี่ยวออกตามง่ามใบ ดอกรูปกงล้อ ด้านนอกสีเขียวอ่อนด้านในสีม่วงอมชมพู ขนาด1.2-2.4ซม.ผลแบบผลแห้งแตกตามขวางมี20-30เมล็ด

ออกดอก: ตลอดปี

ขยายพันธุ์ : เมล็ด ปักชำ


ผักเบี้ยหิน

ชื่อ ผักเบี้ยหิน
ชื่อวิทยาศาสตร์ Trianthema portulacastrum L.
ชื่อสามัญ   Black pigweed, Giant pigweed, Horse purslane ,Dessert horse purslane
ชื่ออื่น ผักขมหิน ผักขมฟ้า ผักปั๋งดิน ปังแป
ชื่อวงศ์ AIZOACEAE
ถิ่นกำเนิด อเมริกาเขตร้อน
เขตการกระจายพันธุ์

วัชพืชรุกรานของสหรัฐอเมริกาและแคนาดา

ทั่วประเทศในเขตร้อน เช่น ศรีลังกา อินเดีย ไทย ลาว กัมพูขาฯ

วัชพืชล้มลุกอายุฤดูเดียว พบตามนาข้าว นาดอน นาน้ำฝน ที่ว่างเปล่าทั่วไป ชอบความชื้นและแดดจัด อยู่ในที่แห้งน้ำน้อยลำต้นจะเป็นสีแดงดูแกรนแต่แข็งแรง ลักษณะทั่วไปของผักเบี้ยหินหรือผักขมหิน ลำต้นจะตั้งตรงหรือทอดเลื้อยไปตามพื้นดินยาวประมาณ 1 เมตร ใบรูปไข่แกมขอบขนาน ปลายแหลม โคนใบตัด มีต่อมสีแดงตามขอบ ช่อดอกออกตามซอกใบและปลายกิ่ง เป็นช่อแยกแขนง มีดอกย่อยรวมกันเป็นกลุ่ม กลีบรวม ดอกสีชมพู ม่วง แดงหรือขาว ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีแดง

ผลแห้งเมล็ดล่อน

รากต้มแก้ริดสีดวง แก้ลม แก้เสมหะ แก้ฟกช้ำ บวมในท้อง ใบแก้เสมหะ แก้โรคลม ดอกขับโลหิต แก้ริดสีดวงทวาร

ระยะออกดอก : ตลอดปี

ขยายพันธุ์ : เมล็ด และไหลในดิน


ผักเบี้ยใหญ่

ชื่อ ผักเบี้ยใหญ่
ชื่อวิทยาศาสตร์ Portulaca oleracea L.
ชื่อสามัญ Purslane, Common purslane, Common garden purslane, Pigweed purslane
ชื่ออื่น -
ชื่อวงศ์ PORTULACACEAE
ถิ่นกำเนิด อินเดีย
เขตการกระจายพันธุ์ ทั่วไปในเขตร้อน


 เป็นพืชที่มีอายุเพียงปีเดียว เป็นพรรณไม้กลางแจ้งที่ขึ้นได้เองโดยไม่ต้องทำการเพาะปลูก พบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ มักขึ้นบริเวณชายฝั่งริมน้ำที่โล่งดินทราย ที่ชื้นแฉะ ที่รกร้างทั่วไป หรือพบขึ้นเป็นวัชพืชตามริมถนน ข้างทางเดินลำต้นเตี้ยเลื้อยทอดไปตามพื้นดิน บางครั้งปลายตั้งชูขึ้นได้สูงประมาณ 5-10 เซนติเมตร แตกกิ่งก้านสาขาแผ่ออกไป

ลำต้นอวบน้ำเป็นสีเขียวอมแดง ก้านกลม

ระยะออกดอก : ตลอดปี

ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด


ผักเสี้ยน

ชื่อ ผักเสี้ยน
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cleome gynandra L.
ชื่อสามัญ Wild spider flower
ชื่ออื่น ผักเสี้ยนไทย, ผักเสี้ยนขาว
ชื่อวงศ์ CAPPARIDACEAE
ถิ่นกำเนิด ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์ ทั่วทั้งทวีปเอเซีย

                           ไม้ล้มลุกมักพบขึ้นเป็นวัชพืชตามท้องไร่ปลายนา ที่ว่างเปล่ารกร้างทั่วไป พบได้ทุกภาค มีความสูงประมาณ 15-30 ซ.ม.ทุกส่วนของต้นมีขนปกคลุม  มีรากแก้ว และรากแขนงจำนวนมาก ใบเป็นใบประกอบ มี 3-5 ใบย่อย รูปไข่กลับหรือรูปใบหอกกลับ ปลายใบแหลม โคนเรียวสอบ ส่วนขอบใบเป็นจักฟันเลื่อยละเอียด และมีใบประดับจำนวนมาก ออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง มีดอกจำนวนมาก กลีบเลี้ยงดอกมี 4 กลีบ รูปใบหอก ผลมีลักษณะเป็นฝักยาวคล้ายถั่วเขียว ฝักอ่อนสีเขียวแก่แล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล มีเมล็ดจำนวนมาก

ขยายพันธุ์ :ด้วยเมล็ด


ผักเสี้ยนขน

ชื่อ ผักเสี้ยนขน
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cleome rutidosperma DC.
ชื่อสามัญ Spider weed
ชื่ออื่น ผักเสี้ยน  ผักเสี้ยนผี
ชื่อวงศ์ CLEOMACEAE
ถิ่นกำเนิด แอฟริกากลาง
เขตการกระจายพันธุ์ เขคร้อน

                พืช ปีเดียวลำต้นสูงชอบขึ้นในที่ชื้น พบตามริมทางและที่รกร้างทั่วไป สามารถใช้ปลูกเป็นพืชคลุมดิน ลำต้นเป็นเหลี่ยมส่วนที่แก่จะมีสีม่วงปน มีต่อมขนปกคลุมหรืออาจไม่มี ต้นสูงอยู่ประมาณ0.20-1เมตร  ใบประกอบมี3ใบย่อย ใบกลางรูปคล้ายสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด ปลายและโคนใบแหลม ใบข้างรูปรีปลายแหลมโคนเบี้ยว ก้านใบยาว

ดอกเดี่ยวออกตามซอกใบบริเวณปลายกิ่ง ดอกสีม่วงอ่อนอมน้ำเงิน ก้านดอกยาว ผลเป็นฝักกลมเมล็ดสีดำ

ออกดอก : ตลอดปี
ขยายพันธุ์ :ด้วยเมล็ด


ผักเสี้ยนผี

ชื่อ ผักเสี้ยนผี
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cleome viscosa L
ชื่อสามัญ Polanisia Vicosa, Wild Caia
ชื่ออื่น เสี้ยนผีตัวเมีย, ส้มเสี้ยนผี,ไปนิพพานไม่กลับ
ชื่อวงศ์ CAPPARIDACEAE
ถิ่นกำเนิด -
เขตการกระจายพันธุ์ ทวีปออสเตรเลีย เอเซีย แอฟริกา

ไม้ล้มลุกขนาดเล็ก พบได้ตามข้างถนนหนทาง รกร้าง ริมลำธารทั่วไป  มีขนอ่อนสีเหลืองปกคลุมตลอดลำต้น ภายในมีเมือกเหนียว ต้นสูงประมาณ0.30- 1เมตรเวลาเด็ดหรือหักกิ่งจะมีกลิ่นฉุน

ดอก ผักเสี้ยนผีมีสีเหลือง จะมีสรรพคุณทางยาในการฆ่าเชื้อโรคใช้แก้อาการอักเสบของแผลสด ใช้ดอกผักเสี้ยนผีตำพอกทำให้แผลหายเร็วขึ้น ใช้ดอกผักเสี้ยน2ช่อต้มน้ำดื่มฆ่าพยาธิในกระเพาะและลำไส้โดยเฉพาะพยาธิ ไส้เดือนขับออกดีนัก ส่วนรากแก้ผอมแห้งแรงน้อยเนื่องจากคลอดบุตรและอยู่ไฟไม่ได้ ใบแก้ปัสสาวะพิการ (อาการปัสสาวะปวด กะปริบกะปรอย ขุ่นข้นสีเหลืองเข้ม หรือมีเลือด)

ใช้ภายนอก ในตำรับ ปวดเมื่อย เคล็ดขัดยอก เป็นยาประคบหรือประน้ำมันขี้ผึ้ง

ตำรับพื้นบ้าน ใช้เป็นยาทำให้นอนหลับ แก้ปวดหัวดิบ ลมปะกัง วิตกกังวล เครียด ท้องผูก พรรดึก

ระยะออกดอก : ตลอดปี

ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด


ผักกระสัง

ชื่อ ผักกระสัง
ชื่อวิทยาศาสตร์ Peperomia pellucida ( L.) Humb; Bonpl & Kunth
ชื่อสามัญ Peperomia, Shiny leave
ชื่ออื่น ชากรูด ผักกระสัง ผักราชวงศ์  ผักสังเขา ผักฮากกล้วย
ชื่อวงศ์ PIPERACEAE
ถิ่นกำเนิด -
เขตการกระจายพันธุ์ เขตร้อนทั่วโลก

ไม้ล้มลุก ต้นมีขนาดเล็กสูงประมาณ 10-20 ซม. พบขึ้นทั่วทุกภาคของประเทศไทย ในแปลงผัก ในสวนและตามสนามหญ้า บริเวณบ้าน ลำต้นและใบมีสีเขียวใส เปราะหักง่าย ใบเดี่ยว ออกตรงข้าม รูปหัวใจ ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนาเป็นคลื่นเล็กน้อย

ดอก ออกเป็นช่อ ตามปลายยอด ช่อดอกมีสีเขียวอ่อนหรือสีครีม

ต้นและใบใช้รับประทานเป็นผักสด มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงและถูกจัดว่าเป็นผักต้านมะเร็งชนิดหนึ่ง น้ำคั้นจากใบใช้ทารักษาสิว  ใช้น้ำต้มจากผักกระสังนำมาล้างหน้าประจำ เพื่อบำรุงผิวทำให้ผิวหน้าสดใส

ขยายพันธุ์ : โดยใช้เมล็ด

ผักเป็ด

ชื่อ ผักเป็ด
ชื่อวิทยาศาสตร์ Alternanthera sessilis (L.) R.Br. ex DC.
ชื่อสามัญ Sessile joyweed
ชื่ออื่น ผักเป็ดไทย, ผักเป็ดขาว, เปรี้ยวแดง
ชื่อวงศ์ AMARANTHACEAE
ถิ่นกำเนิด อเมริกากลาง
เขตการกระจายพันธุ์ ทั่วโลก ประเทศไทยพบมากภาคกลาง

เป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็ก อายุราว 1 ปี ขึ้นได้ในทุกสภาพของดิน ไม่ว่าจะเป็นดินแห้งหรือดินแฉะ โดยมักจะพบได้ตามที่รกร้างทั่วไปหรือตามที่ชื้นข้างทาง ที่ระดับความสูงใกล้ระดับน้ำทะเลจนถึง 1,000 เมตรผักเป็ดจะมีอยู่สองแบบ คือ ผักเป็ดใบกลมและผักเป็ดใบแหลม โดยชนิดใบแหลมมักจะในพบบริเวณที่อยู่ไกลจากแหล่งน้ำ ได้รับแสงน้อย มีสรรพคุณทางยาที่โดดเด่นคือเป็นยาบำรุงโลหิต กระจายโลหิตไม่ให้จับกันเป็นก้อน ๆ แก้ช้ำใน ฟกช้ำ ส่วนชนิดใบกลม (ใบไข่กลับ) จะอยู่ใกล้บริเวณแหล่งน้ำ ชาวบ้านนิยมนำมารับประทานมากกว่าใบแหลม เพราะใบกลมจะอวบน้ำ เคี้ยวง่าย ย่อยง่าย มีรสจืด ไม่ขมเหมือนชนิดใบแหลม และมีสรรพคุณทางยาที่โดดเด่นคือเป็นยาระบาย ลักษณะของผักเป็ดมีลำต้นตั้งตรงหรืออาจเลื้อยก็แล้วแต่ สูงประมาณ 10-45 เซนติเมตร ตามข้อของลำต้นจะมีราก ระหว่างข้อต่อมีร่องและมีขนปกคลุมเล็กน้อย ลำต้นมีทั้งสีแดง และสีขาวอมเขียว

 ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้าม โดยจะออกตามข้อของต้น ลักษณะรูปร่างไม่แน่นอน มีทั้งใบแคบ ยาว เรียวแหลม ปลายแหลม ปลายมน หรือเป็นรูปไข่กลับ ขอบใบเรียบหรือเป็นหยักเล็กน้อย โดยแผ่นใบจะเป็นสีเขียว ไม่มีก้านใบหรือมีแต่จะขนาดสั้นมาก

ออกดอกเป็นช่อกลม ๆ ตามง่ามใบ ช่อดอกหนึ่งจะมีดอกย่อยประมาณ 1-4 ดอก ไม่มีก้าน

ผลเป็นรูปไตหรือรูปหัวใจกลับ มีขนาดเล็กมากพบอยู่ในดอก

ขยายพันธุ์ : โดยใช้เมล็ด ปักชำ

ใบต่างเหรียญ

อยู่กลางแจ้ง อยู่ในที่ร่ม

ชื่อ ใบต่างเหรียญ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Evolvulus nummularius (L.) L.
ชื่อสามัญ Dwarf morning-glory, Roundleaf bindweed.
ชื่ออื่น -
ชื่อวงศ์ CONVOLVULACEAE
ถิ่นกำเนิด แอฟริกาาเหนือ แอฟริกาใต้
เขตการกระจายพันธุ์

จีน(ยูนนาน) อินเดีย เนปาล ภูฎาน ไทย มาเลเซียและแอฟริกา

ใบต่างเหรียญเป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี ในธรรมชาติพบตามพื้นที่โล่งทุกภาคของไทย ชอบดินปนทราย ใช้ปลูกแทนหญ้าได้ ไม่ต้องตัดแต่ง ทนต่อการเหยียบย่ำ ไม่ตายง่าย
ปลูกได้ทั้งกลางแดดและในร่มบริเวณใต้ต้นไม้ใหญ่ที่แสงแดดส่องไม่ถึงก็ใช้ปลูกคลุมดินได้ แต่การเจริญเติบโตและลักษณะใบก็จะแตกต่างกันอย่างที่เห็น ปลูกในร่มจะโตช้ากว่ามาก

เป็นพืชที่กรมส่งเสริมวิชาการเกษตรส่งเสริมให้ใช้ปลูกเป็นพืชคลุมดิน

                ลักษณะลำต้นจะราบไปกับพื้นดินทอดยาวได้ประมาณ1เมตร ออกรากตามข้อ มีขนทั่วไป ใบ ออกสลับ รูปไข่ถึงเกือบกลม ปลายมนถึงป้าน โคนเว้าเล็กน้อยหรือรูปหัวใจ ขอบเรียบมีดอกเล็ก ๆ สีขาว ดอกจะบานช่วงเช้า สาย ๆ หรือแดดออก ดอกก็จะหุ

ขยายพันธุ์ : ปักชำลำต้น


น้ำนมราชสีห์

ชื่อ น้ำนมราชสีห์
ชื่อวิทยาศาสตร์ Euphorbia hirta Linn.
ชื่อสามัญ

Snake weed, Milkweeds

ชื่ออื่น น้ำนมราชสีห์ใหญ่ หญ้าน้ำหมึก นมราชสีห์
ชื่อวงศ์ EUPHORBIACEAE
ถิ่นกำเนิด อเมริกากลาง
เขตการกระจายพันธุ์ เขตร้อนและกึ่งเขตร้อนทั่วโลก

           ไม้ ล้มลุกอายุปีเดียว พบขี้นเองตามริมทางถนนที่รกร้างทั่วไป ลำต้นขนาดเล็กแตกกิ่งก้านจำนวนมากจากโคนต้น   ลำต้นมีน้ำยางสีขาวขุ่น ทั้งลำต้นและกิ่งก้านมีสีแดงจางปนเหลืองและมีขนละเอียดสีน้ำตาลอ่อนใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปขอบขนาน ผิวใบมีขนทั้งสองด้าน กว้าง1-1.5ซม.ยาว2-4ซม. ดอกช่อออกที่ซอกใบสีเขียวปนม่วงแดง ดอกแยกเพศ ไม่มีกลีบเลี้ยงและกลีบดอก ใบประดับเป็นรูปถ้วยสีเขียว ผลแห้งแตกได้ มี3พูเมื่อสุกสีเหลืองอ่อน

สรรพคุณเป็นสมุนไพรคือ

ทั้งต้น ตัดสั้นๆคั่วไฟพอเหลืองนำมาชงดื่มต่างน้ำ ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะแดงหรือขุ่น ต้นสดต้มน้ำดื่ม เพิ่มน้ำนมและฟอกน้ำนมให้สะอาด บำรุงน้ำนม บำรุงร่างกาย

ยาพื้้นบ้านใช้ทั้งต้น ต้มน้ำดื่ม ระงับอาการชัก แก้ไอ แก้หืดและรักษาอาการไตอักเสบ  หรือผสมน้ำตาลอ้อย ต้มน้ำดื่มรักษาบิดมูกเลือด

รากผสมกับรากทับทิม รากส่องฟ้าดง และเดือยไก่ป่าฝนน้ำกินและทา แก้ไข้ทำมะลา (อาการไข้หมดสติ และตายโดยไม่ทราบสาเหตุ)

ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด ปักชำกิ่ง


จิงจ้อขาว

ชื่อ จิงจ้อขาว
ชื่อวิทยาศาสตร์ Ipomoea obscura (L.) Ker-Gawl.
ชื่อสามัญ Obscure morning glory,small white morning glory
ชื่ออื่น จิงจ้อเล็ก สะอึก
ชื่อวงศ์ CONVOLVULACEAE
ถิ่นกำเนิด แอฟริกา เอเซียเขตร้อน
เขตการกระจายพันธุ์ แอฟริกาเอเชียและหมู่เกาะแปซิฟิก

ไม้เลื้อยเนื้ออ่อนล้มลุกพบขึ้นตามป่าละเมาะ ป่าเบญจพรรณ ริมฝั่งแม่น้ำ ที่โล่งแจ้ง และตามทุ่งหญ้า ลำต้นทอดเลื้อยตามพื้นดินหรือเลื้อยพันพืชอื่นเตี้ยๆ ได้ไกล5-10เมตร

ลำต้นมีขนปกคลุมหรือเกลี้ยงใบเดี่ยวเรียงสลับรูปหัวใจหรือค่อนข้างกลม ผิวใบทั้งสองด้านมีขนประปรายหรือเกลี้ยง ดอกเป็นช่อกระจุก มี 1-3 ดอก ออกตามซอกใบ กลีบดอกสีขาวหรือสีเหลืองนวล ใจกลางดอกสีม่วงเข้ม รูปกรวยตื้น ดอกบานกว้าง 3-3.5 ซม. ผลเป็นผลแห้งแตกได้

ยอดอ่อน และผลแก่ปานกลาง รับประทานได้ ใช้ต้มจิ้มน้ำพริก

ขยายพันธุ์ : ใช้เมล็ด 


ลำโพงขาว

ชื่อ ลำโพงขาว
ชื่อวิทยาศาสตร์ Datura metel L.
ชื่อสามัญ Thorn Apple,Hindu Datura,, Apple of Peru
ชื่ออื่น มะเขือบ้า ลำโพงดอกขาว
ชื่อวงศ์ SOLANACEAE
ถิ่นกำเนิด ปากีสถานและอัฟกานิสถาน
เขตการกระจายพันธุ์ เขตร้อนและกึ่งร้อนทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย

ไม้ ล้มลุกอายุ1-2ปี สูง1-2เมตร เป็นพรรณไม้กลางแจ้งพบขึ้นเองตามธรรมชาติทั่วทุกภาค กิ่งก้านลำต้นสีเขียว ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปไข่ กว้าง8-15ซม.ยาว10-20ซม.ขอบใบหยักซี่ฟันหยาบๆฐานใบไม่เสมอกัน ดอกเดี่ยวออกที่ซอกใบ กลีบเลี้ยงสีเขียวติดกันเป็นหลอด ยาวประมาณครึ่งหนึ่งของความยาวดอก กลีบดอกสีขาวชั้นเดียว เชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายบานออกเป็นรูปแตร  ผลกลม เป็นผลแห้งแตกได้ มีขนหนาคล้ายหนาม

ใบ ดอก เมล็ด ราก ทุกส่วนจะพบอัลคาลอยด์ atropine, hyoscine และ hyoscyamine 0.5% อัลคาลอยด์พวกนี้มีพิษมาก

ขยายพันธุ์ : ใช้เมล็ด


โคกกระออม

ชื่อ โคกกระออม
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cardiospermum halicacabum
ชื่อสามัญ Balloon vine , Heart pea
ชื่ออื่น ลูบลีบเครือ โพออม วิวี่ เครือผักไล่น้ำ
ชื่อวงศ์ SAPINDACEAE
ถิ่นกำเนิด อเมริกาเขตร้อน
เขตการกระจายพันธุ์ แพร่เป็นวัชพืชไปทั่วโลก

ไม้เถาล้มลุกอายุปีเดียว มักพบขึ้นตามข้างทางและที่รกร้างทั่วไป ตามริมน้ำ หรือบริเวณที่มีร่มเงา จนถึงระดับความสูงประมาณ 1,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล ในประเทศไทยพบแพร่กระจายไปทุกภาค ลักษณะลำต้นเลื้อยพาดพันต้นไม้อื่น ลำต้นเหลี่ยมสีเขียวอ่อนใบประกอบแบบขนนกเรียงสลับ ยาว3-7ซม. ใบย่อยรูปสามเหลี่ยมหรือรูปไข่ กว้าง 1-1.5ซม.ยาว4-5ซม. ดอกออกเป็นช่อที่ซอกใบ มีมือเกาะปลายม้วนงอ กลีบดอกสีขาว ดอกมีขนาดเล็กมาก ผลแห้งแตกได้ รูปทรงกลมแกมสามเหลี่ยม มีเยื่อบางๆสีเขียวหุ้มมิด ลักษณะเป็นถุงลม มีสามสัน แบ่งเป็น3ช่อง เมล็ดรูปทรงกลมสีดำ มีขั้วรูปหัวใจสีขาว

ชาวบ้านเรียกโคกกระออมว่าหญ้าแมลงหวี่ ใช้ต้นพันรอบศีรษะ กลิ่นของหญ้าชนิดนี้สามารถไล่แมลงหวี่ให้หายไปได้

ขยายพันธุ์ : ใช้เมล็ด


เถาสะอึก

ชื่อ เถาสะอึก
ชื่อวิทยาศาสตร์ Merremia hederaceae [Burm.f.] Hallier f.
ชื่อสามัญ Ivy woodrose
ชื่ออื่น สะอึก ฉะอึก
ชื่อวงศ์ CONVOLVULACEAE
ถิ่นกำเนิด เขตร้อนของทวีปเอเชียและแอฟริกา
เขตการกระจายพันธุ์ แอฟริกา ปากีสถาน เนปาล อินเดีย ศรีลังกา จีน พม่า ภูมิภาคอินโดจีนและมาเลเซีย ออสเตรเลีย และหมู่เกาะแปซิฟิก


ไม้ ล้มลุกเนื้ออ่อนขนาดเล็กลำต้นเลื้อยพันต้นไม้อื่นพวกหญ้าหรือไม้พุ่ม โคนใบรูปหัวใจปลายใบเรียวแหลม ขอบหยักเป็น3พูใบสีเขียวเข้ม  มีขนที่เส้นใบ ดอกสีเหลืองสด เป็นแบบดอกช่อ กระจุกซ้อน กลีบเลี้ยง 5กลีบซ้อนเหลื่อมกัน กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปกรวย ขนาดดอก1-2ซ.มผลกลมเมล็ดมีขน

ใช้ใบตำกับขมิ้นเป็นยาพอกแผลและฝี

ระยะออกดอก : ช่วงเดือน ธันวาคม-กุมภาพันธ์

ขยายพันธุ์ : เมล็ด


ชะคราม

ชื่อ ชะคราม
ชื่อวิทยาศาสตร์ Suaeda maritima (L.) Dumort
ชื่อสามัญ Seablite
ชื่ออื่น ชักคราม, ส่าคราม
ชื่อวงศ์ CHENOPODIACEAE
ถิ่นกำเนิด -
เขตการกระจายพันธุ์ ทุกประเทศทั่วโลก ทั้งเอเชีย ยุโรป อเมริกา และแอฟริกา

ไม้ ล้มลุกอายุหลายปี เมื่ออายุมากลำต้นจะมีเนื้อไม้และพัฒนาเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงถึง 1เมตร พบทั่วไปตามพื้นที่ราบดินเลนเค็มจัด พบมากตามชายฝั่งทะเลของจังหวัดสมุทรสงครามถึงชลบุรี ในฤดูแล้งจะเห็นเป็นหย่อมสีแดงอมม่วง ชะครามมีลักษณะลำต้นเป็นลำต้นเดี่ยว ทรงพุ่มแผ่กระจาย แตกกิ่งต่ำใกล้พื้นดิน และมักมีรากงอกตามข้อด้านล่าง ลำต้นแก่มีผิวหยาบขรุขระ ซึ่งเกิดจากรอยแผลใบ

ใบ เดี่ยวเรียงเวียนสลับเบียดกันแน่น แผ่นใบรูปแถบยาว1-5ซม. โคนใบสอบรูปลิ่ม แผ่นใบเรียบ ปลายใบแหลม เนื้อใบอวบน้ำ ผิวใบเป็นฝ้านวล สีเขียวสดหรือสีเขียวอมม่วง ในฤดูแล้งจะเปลี่ยนเป็นสีแดงอมม่วงอ่อนคล้ายแต้มสี

ดอกแบบช่อเชิงลดไร้ก้านแยกแขนง ออกตามปลายยอด ช่อดอกยาว3-18ซม.ประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก แต่ละกระจุกมีดอกย่อย2-5ดอก

ผลแบบผลแห้งไม่แตก ขนาด0.2-0.3ซม.มีเมล็ดรูปไต1เมล็ด

ยอดอ่อนและใบอ่อนนำมาประกอบอาหาร มักนำใบชะครามมาลวกหรือต้มน้ำก่อน เพื่อลดความเค็มของเกลือ ใบใช้ในการถอนอาการแพ้จากยางต้นไม้

ระยะออกดอกและผล : เกือบตลอดทั้งปี

ขยายพันธุ์ : เมล็ด


เดือยหิน

ชื่อ เดือยหิน
ชื่อวิทยาศาสตร์ Coix lachryma – jobi Linn.
ชื่อสามัญ

Job's tears (US) or Job's-tears (UK)

ชื่ออื่น เดือย มะเดือย ลูกเดือย

adlay or adlay millet, coixseed and tear grass.

ชื่อวงศ์ GRAMINEAE
ถิ่นกำเนิด

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เขตการกระจายพันธุ์

เอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เป็นพืชล้มลุกจำพวกหญ้า มีอายุเพียงปีเดียว เติบโตได้ดีในดินทุกฃนิดและดินที่มีสภาพเป็นกรด เดือยหินเป็นชนิดลูกเดือยที่พบมากในภาคเหนือ โดยเฉพาะบนภูเขาสูง ลำต้นไม่สูงมาก เป็นชนิดลูกเดือยที่ไม่นำมารับประทาน เนื่องจากมีแป้งน้อย เปลือก และเนื้อเมล็ดแข็งมาก ส่วนใหญ่จะใช้เพื่อทำเครื่องประดับ เพราะเปลือกที่มันวาว และมีหลายสี เดือยหินจะแตกหน่อรวมกันจนเป็นกอใหญ่ ใบเรียวยาว ปลายใบแหลม ผิวใบสากมือ
ดอกไม่สมบูรณ์เพศ ออกที่ปลายยอด ผลกลม 3 – 8 ผลต่อต้นรูปทรงคล้ายหยดน้ำ มีเปลือกแข็ง

เมล็ด แก้หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ ขับปัสสาวะ แก้น้ำคั่งในปอด
ราก รสขื่น ชงดื่มขับพยาธิในเด็ก

ระยะออกดอก : กรกฎาคม-ตุลาคม

ระยะเป็นผล : กันยายน-พฤศจิกายน

ขยายพันธุ์ : เมล็ด


โคกกระสุน

ชื่อ โคกกระสุน
ชื่อวิทยาศาสตร์ Tribulus terrestris Linn.
ชื่อสามัญ Bullhead,Ground Bur-nut, Small Caltrops, Caltrops
ชื่ออื่น หนามดิน, หนามกระสุน, กาบินหนี
ชื่อวงศ์ ZYGOPHYLLACEAE
ถิ่นกำเนิด เขตร้อน
เขตการกระจายพันธุ์ กระจายในเขตศูนย์สูตรทั่วไป

เป็นพืช ที่ใช้คลุมดินในที่แล้งหรือที่ที่เป็นดินเค็ม ขึ้นได้ดีในที่ที่เป็นดินทรายมีการระบายน้ำดี ในธรรมชาติพบตามริมทาง ที่โล่งแจ้ง ที่ระดับความสูงไม่เกิน 200 ม. หนามกระสุนเป็นไม้ล้มลุกอายุปีเดียว ลำต้นทอดนอนตามพื้นดิน มีขนประปรายตลอดลำต้น ใบใหญ่จะมีใบย่อย 6-8 คู่ ส่วนใบเล็กจะมีใบย่อย 4-5 คู่ ก้านใบสั้น

ดอกเป็นดอกเดี่ยวสีเหลืองสด บานตอนเช้าเมื่อแดดจัดจะหุบ ออกตามซอกใบที่มีขนาดเล็ก กลีบดอก 5 กลีบ สีเหลือง กลีบดอกบอบบางมาก มักหลุดร่วงง่าย ผลทรงกลม ผิวขรุขระ แบ่งเป็น 5 พู แต่ละพูมีหนามแหลม 2 อันเมื่อแห้งแล้วแตก ภายในมีเมล็ดเล็กๆ จำนวนมาก

ทั้งต้นใช้ขับปัสสาวะ ใช้เป็นยาแก้อาการหน้ามืดเป็น ยาฝาดสมาน เมื่อมีการอักเสบในช่องปาก

ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด


ผักกระเฉดโคก

ชื่อ ผักกระเฉดโคก
ชื่อวิทยาศาสตร์ Neptunia javanica Miq.
ชื่อสามัญ

water mimosa, water sensitive plant

ชื่ออื่น ผักกระเฉดบก ผักกระฉูด กาเสดโคก กระเฉดโคก แห้วระบาด
ชื่อวงศ์ FABACEAE (LEGUMINOSAE-MIMOSOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด ทวีปเอเซียเขตร้อน
เขตการกระจายพันธุ์ อินโดจีน อินเดีย พม่า ชวา และติมอร์

ไม้ ล้มลุกอายุหลายปี มักจะรู้จักกันหรือเรียกกันว่าผักกระฉูด จะพบขึ้นได้ทั่วทุกภาคของประเทศ ตามที่รกร้างโล่งแจ้งแห้งแล้งหรือชื้นแฉะ ที่ความสูงไม่เกิน200เมตรจากระดับน้ำทะเล ยอดอ่อนของกระฉูดกินได้เหมือนผักกระเฉดน้ำ ผักกระฉูดจะมีลักษณะลำต้นนั้นทอดเลื้อย ยาวได้ถึง 1 เมตร ใบประกอบมี 1-3 ใบ ใบประกอบย่อย มี 7-20 คู่ รูปขอบขนาน ยาว 0.2-0.8 ซม. ปลายใบมนหรือแหลม มีติ่งที่ปลาย โคนใบตัด เส้นใบไม่ชัดเจนก้านช่อดอกยาว 3-7 ซม. มี 13-15 ดอก สีเหลือง

ผลติดกันเป็นกระจุกเป็นฝัก แบน โค้ง ยาว 3-5 ซม.มี เมล็ด 7-11 เมล็ด

ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ดและปักชำลำต้นแก่


บานไม่รู้โรยป่า

ชื่อ บานไม่รู้โรยป่า
ชื่อวิทยาศาสตร์ Gomphrena celossioides Mart.
ชื่อสามัญ

Wild globe everlasting,Gomphrena weed

ชื่ออื่น -
ชื่อวงศ์ AMARANTHACEAE
ถิ่นกำเนิด อเมริกาใต้
เขตการกระจายพันธุ์ เขตร้อน

                 บานไม่รู้โรยป่า เป็นไม้ล้มลุก  มักพบแพร่กระจายพันธุ์ขึ้นเป็นวัชพืชในพื้นที่เปิดโล่งมีแดดส่องถึง ตามที่รกร้างริมทาง ลำต้นทอดเลื้อย แตกกิ่งก้านมาก ใบออกตรงข้ามรูปรีถึงรูปขอบขนาน ไม่มีก้านใบ ขอบใบเรียบ มีขนปกคลุมทั้งลำต้นและใบ ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ดอกขนาดเล็กซ้อนกันสีขาวขุ่นสรรพคุณอย่างย่อต้นใช้แก้กามโรค หนองใน ขับปัสสาวะ ขับนิ่ว แก้ระดูขาว ใบต้มน้ำผสมสมุนไพรอื่นดื่มแก้เบาหวาน รากแก้โรคทางเดินปัสสาสวะอักเสบ ขับนิ่ว

ระยะออกดอก : ตลอดปี

ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด


ถั่วลิสงนา

ชื่อ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Alysicarpus vaginalis (L.) DC
ชื่อสามัญ alyce clover
ชื่ออื่น หญ้าปล้องหวาย หญ้าเกล็ดหอยใหญ่
ชื่อวงศ์ FABACEAE
ถิ่นกำเนิด -
เขตการกระจายพันธุ์ ประเทศเขตร้อนจนถึงเขตกึ่งร้อน ได้แก่ พม่า ลาว ไทย ฟิลิปปินส์ อินโดเนียเซีย อินเดีย จีนตอนใต้ ออสเตรเลีย ประเทศในทวีปแอฟริกา ทวีปอเมริกา

      ถั่วลิสงนาเป็นพืชตระกูลถั่ว ชอบขึ้นในสภาพไร่ เหมาะสำหรับใช้ปรับปรุงทุ่งหญ้าจะทำเป็นหญ้าแห้งหรือปล่อยสัตว์ลงแทะเล็มก็ได้ เนื่องจากรากถั่วลิสงนาสามารถสร้างปมราก ซึ่งไปจับไนโตรเจนในอากาศเพื่อช่วยบำรุงดินได้ ข้อเสียก็คือเป็นวัชพืชที่แพร่ระบาดรุนแรงชนิดหนึ่ง พบระบาดในนาข้าวและแปลงไร่ต่างๆ เนื่องจาก เจริญเติบโตเร็ว ทนต่อสภาพความแห้งแล้งหรือน้ำท่วมได้ดี ผลิตเมล็ดได้จำนวนมาก อีกทั้งเมล็ดมีความคงทน แม้ในสภาพน้ำท่วมนาน มีอัตราการงอกสูง ทำให้แพร่ระบาดทำลายพืชผลได้กว้าง นอกจากนั้น ยังทนต่อการกำจัดด้วยสารเคมีหลายชนิด การเจริญเติบโตไม่เลือกชนิดและสภาพของดิน จึงพบอยู่ได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย

ลักษณะของถั่วลิสงนาลำต้นมีขนสั้นๆปกคลุมเลื้อยแผ่ตามผิวดินยาว 30 – 100 เซนติเมตร ดอกออกเป็นช่อกระจะตามปลายยอดมีดอกย่อย 4-12 ดอก ใบกลมแตกออกในด้านตรงกันข้าม ผลเป็นฝักรูปทรงกระบอก ผลแก่สีน้ำตาลดำ เมล็ดรูปไตหรือทรงกระบอก ผิวเรียบเป็นมัน

ระยะออกดอก-ติดฝัก : เดือนกันยายน-ธันวาคม

ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด

ครอบจักรวาล

ชื่อวิทยาศาสตร์  Abution indicum (L.) Sweet
ชื่อสามัญ  Chinese Bell Flower, Indian Mellow, Moon Flower
ชื่ออื่น  ครอบฟันสี,ครอบตลับ,บอบแปบ, โผงผาง, มะก่องเข้า
ชื่อวงศ์ MALVACEAE
ถิ่นกำเนิด ----
เขตกระจายพันธุ์ ทวีปแอฟริกาและในทวีปเอเชีย เช่น ในประเทศศรีลังกา อินเดีย เวียดนาม ลาวเป็นต้น

พืช ล้มลุกอายุหลายปี พบมากทางภาคกลางและภาคตะวันออกของประเทศสูง0.5-2.5เมตรมีขนสีขาว นวลปกคลุม ใบรูปค่อนข้างกลมขนาดประมาณ 7 ซม. ใบค่อนข้างหนามีขนสีขาวนวล ดอกขนาด 2-3 ซม. สีเหลือง ผลรูปทรงกลมเป็นกลีบๆ

เป็นสมุนไพรที่ใช้ทั้งต้นบำรุงเลือด ช่วยย่อยและเจริญอาหาร ปัสสาวะขุ่นขัดเจ็บ หูอื้อ หูหนวก คางทูม

ราก แก้ไอแก้ไข้ ฟอกเลือด หูอื้อ หูหนวก หูชั้นกลางอักเสบ เหงือกอักเสบ คอตีบ ปวดท้อง ท้องร่วง ริดสีดวงทวาร

ใบตำพอกบ่มฝีใ้สุกและแตกเร็วขึ้น แก้ปวดฟันและเหงือกอักเสบ
เมล็ดใช้แก้บิดมูกเลือด ฝีฝักบัว


หนามพุงดอ

ชื่อ หนามพุงดอ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Azima sarmentosa Benth. & Hook.
ชื่อสามัญ -
ชื่ออื่น ขี้แฮด ปิ๊ดเต๊าะ พุงดอ
ชื่อวงศ์ SALVADORACEAE
ถิ่นกำเนิด ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์ ไทย,กัมพูชา, มาเลเซีย, พม่า, ฟิลิปปินส์และเวียดนาม

   

        ไม้เถาเนื้อแข็ง  พบตามริมน้ำ ที่ลุ่มชื้นแฉะ โดยเฉพาะนํ้ากร่อย และแนวป่าละเมาะชายทะเลทั่วไป ใบเดี่ยวออกตรงข้าม ขนาดกว้าง3-5ซม.ยาว 5-7ซม.เนื้อใบหนา สีเขียวสดเป็นมันเมื่อขยี้ใบจะมีกลิ่นน้ำมัน ตัวใบมีรูปร่างหลายแบบ ที่โคนใบมีหนามแหลมเรียวยาว 2 อัน ถูกตำแล้วจะเจ็บมาก

ดอกออกเป็นช่อ อาจยาวถึง 25 ซม.ดอกสมบูรณ์เพศและดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้นแตกเรียงกันหลายชั้น ดอกเล็ก สีเหลืองอมเขียว ดอกเพศผู้เกือบไร้ก้าน ออกหนาแน่น กลีบเลี้ยงเป็นแฉก กลีบดอกยาวกว่าเล็กน้อย เกสรเพศผู้ยื่นเลยกลีบดอก ดอกเพศเมียเล็กกว่าดอกเพศผู้เล็กน้อย เกสรเพศผู้ที่เป็นหมันสั้นกว่ากลีบดอก

            ผลกลมสีเขียวมีเนื้อขนาด0.5ซม. รูปทรงกลม ปลายผลมีติ่งเกสรเมียติดอยู่ เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่นใส ภายในมีเมล็ด 2 - 3 เมล็ด
สรรพคุณ ทางเป็นยา ราก  ถอนพิษ แก้ไข้ ใช้ภายนอกใช้ฝนทาแก้พิษฝี แก้ฟกบวม ใช้ฝนกับสุรา ทาแก้คางทูม

ออกดอกและผล : ตลอดปี

ขยายพันธุ์ : เมล็ด


หนามวัวซัง

ชื่อ หนามวัวซัง
ชื่อวิทยาศาสตร์ Capparis sepiaria L.
ชื่อสามัญ -
ชื่ออื่น วัวซัง, หางนกกะลิง, หางนกกี้,หนามเล็บแมว,หนามเกี่ยวไก่, ผีไหว้คาด
ชื่อวงศ์ CAPPARACEAE
ถิ่นกำเนิด ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์ ทั่วไปในเขตร้อนของทวีปเอเชีย

ไม้ พุ่มสูง2-4เมตร รอเลื้อย พบทั่วไปตามป่าละเมาะและภูเขาหินปูน ที่ระดับใกล้น้ำทะเลจนถึงระดับความสูง 700 ม. ในประเทศไทยพบทุกภาค ตามลำต้นมีหนามยาวแหลมโค้งกลับ ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปไข่ ขนาดกว้าง 2-4 ซม. ยาว 4-8 ซม. โคนและปลายใบมน แผ่นใบสีเขียวเข้ม ดอกสีขาวออกเป็นช่อแบบกึ่งช่อซี่ร่ม ออกที่ปลายยอดและซอกใบดอกย่อยมี 9-17 ดอก กลีบเลี้ยง 4 กลีบเรียงเป็น2ชั้น กลีบดอก 4กลีบรูปขอบขนานสีขาว หลุดร่วงง่าย เกสรเพศผู้จำนวนมาก ผลสดทรงกลม ผิวขรุขระสีเขียว เมื่อแก่สีม่วงดำ เมล็ดมี 1 เมล็ด

สรรพตุณทางสมุนไพร ทั้งต้นใช้เป็นยาแก้ไข้ ขับน้ำเหลืองเสีย ราก  แก้ร้อนใน  กระหายน้ำ  แก้ไข้ ดับพิษร้อน

 ยาพื้นบ้านใช้ลำต้นผสมลำต้นหรือรากลำเจียกและเปลือกต้นชะเอมไทย ต้มน้ำดื่มแก้เบาหวาน

ออกดอกและติดผล : เดือนธันวาคม-สิงหาคม

ขยายพันธุ์ : เมล็ด


เล็บเหยี่ยว

ชื่อ เล็บเหยี่ยว
ชื่อวิทยาศาสตร์ Ziziphus oenoplia (L.) Mill. var. oenoplia
ชื่อสามัญ

Jackal Jujube, Small-fruited Jujube, Wild Jujube

ชื่ออื่น เล็บแมว,  พุทราขอ, เล็ดเยี่ยว, เล็บเหยี่ยว (ภาคกลาง),มะตันขอ,หนามเล็บเหยี่ยว
ชื่อวงศ์ RHAMNACEAE
ถิ่นกำเนิด ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์ อนุทวีปอินเดียไปทางใต้ของประเทศจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถึงทางเหนือของประเทศออสเตรเลีย

เป็นไม้พุ่มรอเลื้อย พบทั่วไปตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ชอบดินร่วนระบายน้ำดีแสงแดดจัด ลักษณะใบกลมรีคล้ายใบพุทรา มีหนามงองุ้มแหลมตามกิ่ง มีผลออกตามกิ่ง ลักษณะกลม เล็กๆ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ5-10มิลลิเมตร ผลดิบสีเขียว ผลห่ามสีน้ำตาล ผลสุกสีดำ รสหวานอมเปรี้ยว แต่บางต้นก็หวานอร่อย  ผล มีเนื้อติดกับเปลือก ด้านในเป็นเมล็ด หนึ่งลูกจะมีหนึ่งเมล็ด นิยมกินทั้งเนื้อทั้งเมล็ด
  สรรพคุณ ลูกสุก รสหวานอมเปรี้ยว กินสด แก้เสมหะ แก้ไอ ทำให้ชุ่มคอ

ระยะออกดอก : เดือนมีนาคม-พฤษภาคม

ระยะติดผล : เดือนมิถุนายน-สิงหาคม

ขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด


ปอบิด


ชื่อ ปอบิด
ชื่อวิทยาศาสตร์ Helicteres isora Linn
ชื่อสามัญ East Indian Screw Tree
ชื่ออื่น ปอกะบิด,ปอทับ, ปอลิงไซ, ปอปิด
ชื่อวงศ์ STERCULIACEAE
ถิ่นกำเนิด เขตร้อนของทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์ อินเดีย ไทย จีนตอนใต้จนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ไม้พุ่มขนาดเล็กเป็นพรรณไม้กลางแจ้ง พบตามป่าเบญจพรรณแล้ง ป่าเต็งรังและที่รกร้างทั่วไป ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเล 100-400 เมตร ในภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ต้นปอบิดจะ จะมีความสูงประมาณ 2-3 เมตร เปลือกของลำต้นมียางเหนียว และทุกส่วนของลำต้น จะมีขนขึ้นทั่วไป หลังใบและใต้ท้องใบจะมีขนขึ้นประปราย
  ดอกเป็นกระจุกประมาณ 2-3 ดอก ลักษณะของดอกกลีบมีสีส้ม หรือสีอิฐ ขนาดของดอกยาวประมาณ 2 ซม. ดอกจะออกระหว่างบริเวณต้นกับใบ
ผล มีลักษณะเป็นรูปฝัก บิดเหมือนเชือกควั่น มีขนาดยาวประมาณ 1-1.5 นิ้วผลเมื่อแก่เต็มที่มีเป็นสีน้ำตาล หรือสีดำ และผลนั้นก็จะแตกอ้าออก

เปลือกลำต้นและกิ่ง ให้เส้นใยใช้ทำเชือก กระสอบ กระดาษ ต้นสามารถนำมาปลูกเป็นไม้ประดับได้

ขยายพันธุ์ : ต้องผสมเกสรเพื่อให้ได้ฝักและเมล็ด

ระยะออกดอก-ติดผล : ตลอดปี


ปอลมปม

ชื่อ ปอลมปม
ชื่อวิทยาศาสตร์ Thespesia lampas (Cav.) Dalzell.
ชื่อสามัญ Common Mallow
ชื่ออื่น ปอเอี้ยว, ลมปม, ปอกะเจา, คว้ายกวาง
ชื่อวงศ์ MALVACEAE
ถิ่นกำเนิด -
เขตการกระจายพันธุ์ แอฟริกา อินเดีย เนปาล พม่า ลาว เวียดนาม จีนตอนใต้ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และนิวกินี

              ไม้พุ่มสูงได้ประมาณ 0.5-3 เมตร ประเทศไทยพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยมักขึ้นตามชายป่าเบญจพรรณ ป่าดิบเขา ป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง และป่าสน จนถึงระดับความสูง 1,300 เมตรจากระดับน้ำทะเล  ลักษณะต้น แตกกิ่งก้านต่ำใกล้กับพื้นดินลำต้นและกิ่งก้านมีขน ใบเดี่ยว เรียงสลับแผ่กว้างหรือรูปคล้ายสามเหลี่ยม กว้าง 8-12 ซม. ยาว 13-16 ซม. ขอบใบเรียบ ปลายใบเรียวแหลม โคนใบเว้าตื้น ดอก สีเหลืองสด  ผล รูปไข่ป้อม มีสัน 5 สัน ผลแก่แล้วแตก ตามรอยสัน เมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก

ระยะออกดอก : เดือนกันยายน-กุมภาพันธ์

การขยายพันธุ์ : เมล็ด


สาบแร้งสาบกา

ชื่อ สาบแร้งสาบกา
ชื่อวิทยาศาสตร์ Ageratum conyzoides L.
ชื่อสามัญ Goat Weed
ชื่ออื่น ตับเสือเล็ก, หญ้าสาบแร้ง, เทียนแม่ฮาง
ชื่อวงศ์ ASTERACEAE
ถิ่นกำเนิด อเมริกาเขตร้อน
เขตการกระจายพันธุ์ เขตร้อน

วัชพืชล้มลุกอายุปีเดียว สูง 0.5-1 เมตร พบตามที่รกร้าง ริมถนนหนทางทั่วไป มัก งอกรากที่โคนต้น ลำต้นมีขนปกคลุมมาก ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่ โคนใบรูปหัวใจกลมมนหรือแหลม ปลายใบค่อนข้างแหลม มีขนปกคลุมทั้งสองด้าน ขอบใบหยักห่าง ช่อดอกออกที่ปลายกิ่ง  ดอกขนาดเล็กสีขาวหรือม่วงอ่อน ลักษณะคล้ายสาบเสือแต่ดอกเล็กและกลีบสั้นกว่า ทุกส่วนของต้นขยี้ดมมีกลิ่นเหม็น

ใช้เป็น สมุนไพร ใบใช้แก้ไข้หวัด เจ็บคอปวดบวมตามข้อ  หรือต้มน้ำดื่มแก้ไข้มาลาเรีย รากตำคั้นน้ำดื่มแก้บิด ท้องเสีย ใบตำพอกรักษา แผลสด แผลถลอก ห้ามเลือด

 แก้อาการอักเสบจากพิษงู ตะขาบ แมงป่องหรือแมลง ยาพื้นบ้านใช้ ทั้งต้น ต้มน้ำดื่ม แก้ไข้ ขับระดู ขับเสมหะ ขับลม แก้บิด ใบ คั้นน้ำดื่ม ช่วยให้อาเจียน ตำพอกแก้คัน หยอดตาแก้เจ็บ

ระยะออกดอก : ตลอดปี

การขยายพันธุ์ : เมล็ด


สาบเสือ

ชื่อ สาบเสือ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Chromolaena odorata (L.) R. King & H. Robinson
ชื่อสามัญ Bitter Bush ,Siam Weed
ชื่ออื่น หญ้าเสือหมอบ บ้านร้าง หมาหลง ฝรั่งรุกที่ หญ้าพระสิริไอยสวรรค์
ชื่อวงศ์ ASTERACEAE
ถิ่นกำเนิด อเมริกากลาง
เขตการกระจายพันธุ์ ตอนใต้ของรัฐฟลอริดาไปจนถึงตอนเหนือของ ยกเว้นทวีออสเตรเลียอาร์เจนตินา และระบาดทั่วไปในเขตร้อนทั่วทุกทวีป

ไม้ ล้มลุก อายุปีเดียว เจริญเติบโตรวดเร็วในทุกสภาพดินไม่ว่าชื้นหรือแห้ง จัดเป็นวัชพืชร้ายแรงที่ขึ้นแพร่กระจายในไร่ในสวนแหล่งปลูกพืชยืนต้น ตามที่ว่างรกร้างทั่วไป ลักษณะลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งก้านสูงถึง1.5เมตร ทุกส่วนของต้นขณะที่ยังอ่อนอยู่มีขนและมีกลิ่นสาบใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูป ไข่ ผิวใบมีขน  ขอบใบหยักฟันเลื่อย ขนาดของใบ กว้าง2-6.5ซม.ยาว5.5-11ซม.ดอกช่อออกที่ปลายกิ่งกลีบดอกสีขาวหรือขาวแกมม่วง ดอกย่อย10-35ดอก ผลแห้งไม่แตกลักษณะเป็นเส้นยาวแบนมีขน

สรรพคุณทางยา ต้นเป็นยาแก้ปวดท้อง ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ ดูดหนอง

ใบหรือดอกขยี้ปิดแผลหรือใช้คั้นน้ำทาห้ามเลือด  หรือบดผสมปูนแดงกับเกลือก็ช่วยห้ามเลือดสมานแผลได้ดี  รากผสมรากมะนาวและย่านางต้มน้ำดื่มแก้ไข้ป่า

ทั้งต้นมีกลิ่นแรงใช้เป็นยาแก้บาดทะยัก ฆ่าแมลง ถ้าใช้น้อยเป็นน้ำหอมได้

ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด


ขยุ้มตีนหมา

ชื่อ ขยุ้มตีนหมา
ชื่อวิทยาศาสตร์ Ipomoea pes-tigridis Linn.
ชื่อสามัญ Indian marsh fleabane,Tiger-foot morning Glory
ชื่ออื่น เพา ละบูลู (มลายู-ยะลา)ผักบุ้งเล ( พังงา ),เถาสายทองลอย(สิงห์บุรี)
ชื่อวงศ์ CONVOLVULACEAE
ถิ่นกำเนิด แอฟริกาเขตร้อนและเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์

เกือบทั่วโลก โดยพบในแถบเอเชียใต้ เอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทวีปแอฟริกา ออสเตรเลีย หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก

             ไม้ล้มลุก อายุ 1 ปี ลำต้นเล็กเรียว ไม่มีมือเกาะ ชอบเลื้อยไปตามพื้นดิน หรือเลื้อยพาดพัน มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นพรรณไม้ที่พบขึ้นอยู่ตามบริเวณที่รกร้างว่างเปล่าทั่วไป ในนาข้าว ริมถนนหนทาง และตามดินทรายใกล้ทะเล ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนถึง 1,000 เมตร ความยาวเถาประมาณ 0.5-3 ม. ปกคลุมด้วยขนแข็งสีขาว ใบกว้างประมาณ 2.5-10 ซม. และยาวประมาณ 3-7.5 ซม. เป็นแฉกมี 7-9 แฉก จักลึกไปถึงโคนใบ ก้านใบเล็กและเรียวยาว

ดอกออกเป็นช่อตามง่ามใบมีประมาณ 2-3 ดอกสีขาว ก้านช่อดอกมีขนยาวประมาณ 2-18 ซม. ส่วนใบประดับนั้นเป็นรูปหอกแกมขอบขนาน กลีบรองกลีบดอกยาวประมาณ 8-12 มม. กลีบดอก เชื่อมติดกันเป็นรูปปากแตร

ผลแห้งสีน้ำตาลรูปไข่ผิวเกลี้ยง เมล็ดมีขนสีเทากระจาย

บอกสรรพคุณเลยตรงนี้เลย ทั้งต้น ใช้ทำเป็นยาระงับพิษสุนัขบ้า หรือตำให้ละเอียดผสมกับเนย ใช้ปิดหัวฝีไม่ให้แพร่กระจาย ราก ใช้เป็นยารุ รักษาโรคไอเป็นเลือด เมล็ด ใช้รักษาโรคท้องมาน

ขยายพันธุ์ : เมล็ด

แมงลักคา

ชื่อ แมงลักคา
ชื่อวิทยาศาสตร์ Hypis suaveolens (Linn.) Poit.
ชื่อสามัญ Wild spikenard
ชื่ออื่น การา,กระเพราผี,แมงลักป่า,อีตู่ป่า
ชื่อวงศ์ LAMIACEAE
ถิ่นกำเนิด อเมริกากลาง
เขตการกระจายพันธุ์ อินเดีย ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย ประเทศในแถบอเมริกาใต้ ปาปัวนิกินี 


ไม้ล้มลุกอายุหลายปี พบได้ตามที่รกร้าง ตามที่แห้ง เปิดโล่ง ริมถนน ริมน้ำ และตามป่าละเมาะทั่วไป ลักษณะของแมงลักคาลำต้นเป็นสี่เหลี่ยมตั้งตรง แตกกิ่งก้านมีขนเหนียวติดมือ มีกลิ่นหอมจัด สูงได้ประมาณ 0.50 -1.5 เมตร ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปไข่ ผิวใบมีขนทั้งสองด้าน ขอบใบหยักย่นเล็กน้อย ดอกช่อออกที่ปลายกิ่งและซอกใบช่อละ4ดอก กลีบดอกสีม่วงโคนกลีบสีขาวผลแห้งไม่แตก

ใช้กิ่งและใบทุบวางในเล้าไก่ไล่ ไรไก่

แมงลักคาเป็นวัชพืชชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติในการป้องกันและกำจัดแมลง

ระยะออกดอกติดผล : ตลอดปี

ขยายพันธุ์ : เมล็ด


ไมยราบ

ชื่อ ไมยราบ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Mimosa pudica L.
ชื่อสามัญ Sensitive plant, Sleeping grass
ชื่ออื่น หญ้าต่อหยุบ กะหงับ  หงับพระพาย หญ้าจิยอบ
ชื่อวงศ์ FABACEAE
ถิ่นกำเนิด อเมริกาใต้
เขตการกระจายพันธุ์ ทั่วไปในเขตร้อน

เป็นไม้ล้มลุก มีลำต้นผอมเรียว แตกกิ่งก้านสาขามาก แผ่ทอดไปตามพื้นดินแต่อาจสูงได้ถึง1เมตร มีหนามตามลำต้นประปรายจนถึงหนาแน่น ลำต้นอาจยาวได้ถึง 1.5 เมตร ใบประกอบเหมือนขนนก 2 ชั้น ดอกช่อกระจุกแน่น สีชมพู ออกที่ง่ามใบ ผลเป็นฝักแบน ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด

ไมยราบเป็นที่รู้จักในด้านความสามารถพิเศษ โดยสามารถหุบใบในตอนกลางคืน และบานในตอนกลางวัน หรือเมื่อถูกสัมผัส

 หมอยาพื้นบ้านนิยมนำไมยราบมาใช้รักษาแผล ทั้งแผลสด แผลเรื้อรัง แผลพุพอง ฝี หนอง ผดผื่นคัน ขับปัสสาวะ ขับระดูขาว แก้ไตพิการ

ขยายพันธุ์ : เมล็ด


ไมยราบยักษ์

ชื่อ ไมยราบยักษ์
ชื่อวิทยาศาสตร์ Mimosa pigra L.
ชื่อสามัญ Giant sensitive plant, Giant mimosa
ชื่ออื่น ไมยราบต้น ไมยราบหลวง ไมยราบน้ำ จียอบหลวง
ชื่อวงศ์ MIMOSACEAE
ถิ่นกำเนิด อเมริกากลางและทางตอนเหนือในแถบประเทศโคลัมเบียและเวเนซุเอลา
เขตการกระจายพันธุ์ แพร่กระจายลงมายังทวีปอเมริกาใต้ แอฟริกา จนถึงทวีปเอเชีย

เป็นพืชตระกูลถั่ว และเป็นไม้ยืนต้น ถูกจัดเป็นวัชพืชต่างถิ่นประเภทรุกรานที่มีความรุนแรง เนื่องจากสามารถเติบโต และแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว และมีความทนต่อสภาพน้ำท่วม และแห้งแล้งได้ดี มีลำต้นสูงได้มากกว่า 3 เมตร เปลือกลำต้นอ่อนมีสีเขียว เมื่อโตเต็มที่จะมีสีน้ำตาล ทั้งลำต้น และกิ่งมีหนามแหลม ส่วนเนื้อไม้มีลักษณะแข็ง และเหนียว ใบประกอบแบบขนนก มีขนสีเหลืองอ่อนปกคลุมห่างๆ ใบไมยราบยักษ์มีความไวต่อสิ่งเร้า เมื่อถูกกระทบใบจะหุบเข้า บริเวณก้านใบ และแกนใบมีหนามแหลม ผลไมยราบยักษ์มีลักษณะเป็นฝัก ออกเป็นกลุ่มประมาณ 5-13 ฝัก มีขนหยาบ และยาวปกคลุม

ฝักอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่จัดจะมีสีดำ เมล็ดมีลักษณะกลม สีน้ำตาล ประโยชน์จากไมยราบยักษ์ช่วยป้องกันการพังทลายของดิน ช่วยตรึงไนโตรเจน และช่วยบำรุงดิน


ชุมเห็ดเทศ

ชื่อ ชุมเห็ดเทศ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cassia alata (L.) Roxb.
ชื่อสามัญ Ringworm Bush
ชื่ออื่น ส้มเห็ด ขี้คาก ลับมืนหลวง หมากกะลิงเทศ
ชื่อวงศ์ LEGUMINOSAE (FABACEAE)-CAESALPINIOIDEAE
ถิ่นกำเนิด เม็กซิโก
เขตการกระจายพันธุ์ หลากหลายพื้นที่ในเขตร้อน

ไม้ พุ่มสูง 1-3 เมตร ชอบขึ้นตามที่ชุ่มชื้น ไม่ชอบที่ร่ม สามารถขึ้นได้ในดินทุกชนิด พรรณไม้ชนิดนี้ไม่ต้องการความเอาใจใส่ ขึ้นเองได้ พบขึ้นได้ทั่วไปในประเทศไทย ทั้งบนที่ราบหรือบนภูเขาสูง จากระดับน้ำทะเลจนถึง 1,500เมตร ชุมเห็ดเทศจะแตกกิ่งขนานกับพื้น ใบประกอบแบบขนนกขนาดใหญ่ สีเขียวเข้ม ใบย่อยรูปขอบขนาน ขอบใบเรียบโคนใบและปลายใบมน  ดอกออกเป็นช่อตั้งขึ้นที่ปลายยอด รูปทรงกระบอกมีดอกย่อยจำนวนมาก กลีบดอกย่อยสีเหลืองทองใบประดับสีน้ำตาลแกมเหลืองหุ้มดอกย่อย ผลเป็นฝักมีครีบ4ครีบ เมื่อแก่จะแตกออก เมล็ดแบนรูปสามเหลี่ยม

ขยายพันธุ์ : เมล็ด


ชุมเห็ดไทย

ชื่อ ชุมเห็ดไทย
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cassia tora (L.) Roxb.
ชื่อสามัญ Foetid Cassia,Sickle senna,Stinking Cassia
ชื่ออื่น ชุมเห็ดควาย,ชุมเห็ดนา,ชุมเห็ดเล็ก,พรมดาน,ลับมือน้อย
ชื่อวงศ์ LEGUMINOSAE (FABACEAE)-CAESALPINIOIDEAE
ถิ่นกำเนิด อเมริกาใต้
เขตการกระจายพันธุ์ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ เวียตนาม อินโดนีเซีย

เป็นวัชพืชในเขตร้อนชื้น ในไทยพบทั่วทุกภาค มักพบขึ้นเองตามริมคลอง ตามที่รกร้าง หรือตามริมทางทั่วไ ชุมเห็ดไทยจัดเป็นไม้ล้มลุกหรือไม้พุ่มเตี้ยขนาดเล็ก สูง0.5-1 เมตร ลำต้นสีเขียวอมน้ำตาลแดง ไม่มีขนแตกกิ่งเป็นพุ่ม ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ มีใบย่อย 3 คู่ รูปไข่กลับหรือรูปขอบขนานแกมไข่กลับ

ดอกสีเหลือง ออกเป็นช่อดอกที่ซอกใบ เป็นกระจุก ดอกเดี่ยวมีก้านช่อดอกออกจากจุดเดียวกัน ช่อดอก  มี 1-3 ดอกต่อช่อ มี 5 กลีบดอก ฐานรอบกลีบดอกสีขาวอมเหลืองมีขนครุยตามขอบ ผลเป็นฝักเล็กแบนยาว เมล็ดรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน สีน้ำตาลแกมเขียว

ขยายพันธุ์ : เมล็ด


กระถิน

ชื่อ กระถิน
ชื่อวิทยาศาสตร์ Leucaena leucocephala (Lam.) de Wit.
ชื่อสามัญ Lead Tree Tender tops
ชื่ออื่น ผักก้านถิน กะเส็ดโคก กะเส็ดบก สะตอเบา
ชื่อวงศ์ LEGUMINOSAE-MIMOSOIDEAE
ถิ่นกำเนิด อเมริกาเขตร้อนและในหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก
เขตการกระจายพันธุ์ ทั่วไปในเขตร้อน

เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก พบขึ้นเป็นบริเวณกว้างในพื้นที่เปิดโล่ง พื้นที่ป่าถูกทำลาย ตั้งแต่ความแห้งแล้งสูงจนถึงพื้นที่ชุ่มชื้น พบขึ้นได้ทั่วไปในประเทศไทย ทั้งบนที่ราบหรือบนภูเขาสูงจนถึง 1,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล กระถินถูกจัดเป็นพืชรุกรานร้ายแรงชนิดหนึ่งมีขนาดความสูงของต้นประมาณ 3-10 เมตร ไม่ผลัดใบ ลักษณะทรงต้นเป็นเรือนยอดรูปไข่หรือกลม เปลือกต้นมีสีเทา และมีปุ่มนูนของรอยกิ่งก้านที่หลุดร่วงไป ใบ ประกอบแบบขนนกสองชั้น ท้องใบมีนวล
  ดอก ออกเป็นช่อ ช่อดอกออกแบบช่อกระจุกแน่น ออกตามง่ามใบ 1-3 ช่อ เป็นฝอยนุ่มมีกลิ่นหอมเล็กน้อยผล เป็นฝัก ฝักออกเป็นช่อแบนยาวประมาณ 4-5 นิ้วฟุต เห็นเมล็ดเป็นจุดๆ ในฝักตลอด ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุยหรือในดินเหนียวอุ้มน้ำได้ดี

 มีการนำเข้ามาปลูกในประเทศไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัย เนื่องจากต้นกระถินเป็นพืชที่ขยายพันธุ์ได้ง่ายจึงพบได้ทั่วทุกหัวระแหง จัดเป็นพืชทั่ไม่ค่อยมีใครต้องการน่าจะได้ เห็นถมที่ถางไร่ทีไรไถกระถินทิ้งทุกที

การขยายพันธุ์ : เมล็ด


หงอนไก่ไทย

ชื่อ หงอนไก่ไทย
ชื่อวิทยาศาสตร์ Celosia argentea Linn.
ชื่อสามัญ หงอนไก่ดง ดอกด้าย หงอนไก่ฟ้า
ชื่ออื่น ดอกด้าย, สร้อยไก่, หงอนไก่ดง, หงอนไก่ดอกกลม, หงอนไก่ฝรั่ง, หงอนไก่ฟ้า
ชื่อวงศ์ AMARANTHACEAE
ถิ่นกำเนิด อเมริกาเขตร้อน
เขตการกระจายพันธุ์ เขตร้อนทั่วโลก

                   ไม้ล้มลุกอายุปีเดียวพบทั่วไปตามริมทาง ชายน้ำ ป่าโปร่ง ต้นสูงได้ประมาณ 30-90 ซม.ลำต้นอวบน้ำตั้งตรงสูง มีร่องตามยาว เปลือกต้นมีสีเขียวถึงม่วงแดง ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปไข่ แกมขอบขนานหรือรูปเส้นแกมใบหอก โคนใบสอบ ปลายแหลม ขอบใบเรียบ สีเขียว และสีแดงอมม่วง ดอก ออกเป็นช่อ ตั้งตรงขึ้น ออกบริเวณซอกใบและปลายยอด ช่อดอกรูปทรงกระบอก  ดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก กลีบดอกสีม่วงอมชมพู ผลแห้งแก่แล้วแตก  รูปไข่ กลมรี มีเมล็ดจำนวนมาก กลมแบน สีดำเป็นมัน

ระยะออกดอก : ตลอดปี

ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด    


บัวตอง

ชื่อ บัวตอง
ชื่อวิทยาศาสตร์

Tithonia diversifolia (Hemsl.) A.Gray.)

ชื่อสามัญ Tree marigold, Mexican tournesol, Mexican sunflower, Japanese sunflower
ชื่ออื่น ดาวเรืองญี่ปุ่น. ทานตะวันหนู
ชื่อวงศ์ ASTERACEAE
ถิ่นกำเนิด เม็กซิโก
เขตการกระจายพันธุ์ อเมริกา แอฟริกา เอเซีย หมู่เกาะแปซิฟิกและออสเตรเลีย

       บัวตองเป็นไม้ดอกมีอายุยืนยาวหลายปี ชอบขึ้นในที่ชื้นที่มีอากาศเย็น เป็นพืชบำรุงดิน ป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน เป็นพืชที่ทนต่อความร้อนและความแห้งแล้ง สามารถขยายทรงพุ่มให้เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว จะออกดอกสวยงามที่สุดบนยอดดอยที่สูงกว่า 800 เมตรขึ้นไป ในต่างประเทศเช่น ประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิกและออสเตรเลีย จะพบตามข้างถนนและรบกวนพืชท้องถิ่นได้เป็นวงกว้าง มีการปล่อยสารพิษยับยั้งการเติบโตของพืชต้นอื่น มีอายุยืนยาว ต้นแตกหน่อได้ดี มีเมล็ดที่มีน้ำหนักเบาและผลิตได้จำนวนมาก จึงสามารถแพร่พันธุ์ไปได้อย่างรวดเร็ว ส่วนการรุกรานในประเทศไทย บัวตองเป็นพืชที่มักก่อความเสียหายต่อระบบนิเวศ โดยเฉพาะพื้นที่ต้นน้ำ พบบัวตองระบาดในพื้นที่สูงเกินระดับ 800 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลางขึ้นไป พบระบาดมากในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ระบาดปานกลางในเชียงใหม่และเชียงราย ระบาดน้อยในพื้นที่จังหวัดลำปาง ลำพูน สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และเลย

ลักษณะของบัวตองต้นสูงได้ถึง 5 เมตร ใบ ของบัวตองเป็นใบเดี่ยว รูปไข่หรือแกมขอบขนาน มีขนขึ้นเล็กน้อยประปราย บริเวณ ปลายใบเว้า มีขนขึ้นเล็กน้อยประปราย ปลายใบเว้าลึก 3–5 แฉก

ออกดอกเป็นช่อเดียว บริเวณปลายกิ่ง มีสีเหลืองคล้ายดอกทานตะวัน แต่มีขนาดเล็กกว่า ดอกวงนอกเป็นหมัน กลีบเรียวมีประมาณ 12–14 กลีบ ดอกวงในสีเหลืองส้มเป็นดอกสมบูรณ์เพศ

ระยะออกดอก :เดือนพฤศจิกายน-ต้นเดือนธันวาคม

ขยายพันธุ์ :ด้วยการเพาะเมล็ด


 ดอกรัก

ชื่อ ดอกรัก
ชื่อวิทยาศาสตร์ Calotropis gigantean R.Br.
ชื่อสามัญ Crown Flower, Giant Indian Milkweed
ชื่ออื่น ปอเถื่อน ป่านเถื่อน
ชื่อวงศ์ ASCLEPIADACEAE
ถิ่นกำเนิด ทวีปเอเซียและทวีปแอฟริกาเขตร้อน
เขตการกระจายพันธุ์ กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา อินเดีย จีน ปากีสถาน เนปาล และแอฟริกาเขตร้อน

  ไม้ พุ่มขนาดกลางอายุหลายปี พบทั่วไปเกือบทุกภาคของไทย ขึ้นเองตามที่รกร้างริมถนน ท้องนา ต้นสูงประมาณ1-3เมตร ลำต้นเปราะทุกส่วนของต้นมีน้ำยางสีขาว ใบเดี่ยวเรียงครงข้าม รูปขอบขนานแกมไข่กลับ ขนาดของใบกว้าง4-15ซม.ยาว8-30ซม. ผิวใบมีนวลสีขาว ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายยอด สีขาว และม่วงอ่อน ระยางค์รูปมงกุฏ ผลเป็นฝักคู่ เมล็ดสีน้ำตาลมีขนสีขาว

 ระยะออกดอก :ระยะเวลาเติบโตจนออกดอกประมาณ 8 เดือนและออกดอกเกือบตลอดทั้งปี

ขยายพันธุ์ : เมล็ด, ปักชำ


มะระขี้นก

ชื่อ มะระขี้นก
ชื่อวิทยาศาสตร์ Momordica charantia L. ssp.charantia var. minima Williams et Ng 
ชื่อสามัญ Bitter Cucumber,bitter gourd, balsam apple, balsam pear, bitter balsam apple
ชื่ออื่น ผักเหย ผักไห่ มะร้อยรู มะห่อย มะไห่
ชื่อวงศ์ CUCURBITACEAE
ถิ่นกำเนิด ทวีปแอฟริกาและทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์ ไทย คาบสมุทรอินโดจีน มาเลเซียและชวา

มะระ ขี้นกหรือผักไห่ พบขึ้นตามป่าของประเทศในเขตร้อน เป็นไม้เถาล้มลุก เนื้ออ่อน ทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน เถาหรือลำต้นเป็นเส้นเล็กยาว มีขนนุ่มขึ้นประปรายใบเดี่ยวออกเรียงสลับรูปฝ่ามือ ชนาดกว้าง2.5-10ซม.ยาว3-12ซม.แผ่นใบบางสีเขียวมีขนอ่อน ใบจะมี 1 ใบ เปลี่ยนเป็นมือเกาะดอกเดี่ยวหรือออกเป็นช่อ มี5-8ดอก สีเหลืองอ่อน กลีบดอกบาง ช้ำง่าย มี 5 กลีบ เกสรด้านในสีหลืองแก่ถึงส้มอ่อน  ดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้นผล ขนาดเล็กรูปกระสวยผิวขรุขระ ขนาดกว้าง 2-4ซม.ยาว3-10ซม ผลอ่อนสีเขียว .เมื่อสุกแตกอ้าออกและมีสีเหลืองถึงส้ม เมล็ดรูปไข่แกมรีมีเยื่อหุ้มสีแดงสด

ทุก ส่วนของต้นมีสารโมโนซิดีน(Monocidine) ทำให้มีรสขม ช่วยลดน้ำตาลในเลือด เหมาะกับผู้เป็นเบาหวาน แต่ไม่ควรกินมากเพราะอาจทำให้น้ำตาลในเลือดลดต่ำกว่าปกติ

และ ห้ามกินผลสุกของมะระ จะมีความเป็นพิษ เพราะมีซาโปนินมาก จะทำให้อาเจียนและท้องร่วงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้  สำหรับหญิงมีครรภ์อ่อนไม่ควรกินมาก อาจทำให้แท้งได้

การแพทย์พื้นบ้านเชื่อว่า มะระขี้นกมีพลังความเย็น ซึ่งมีสรรพคุณขับพิษ ผลมะระขี้นกช่วยฟอกเลือดบำรุงตับ มีผลดีต่อสายตาและผิวหนัง ข่าวว่า สารบางอย่างในมะระขี้นกอาจเป็นยาต้านไวรัส HIV รักษาโรคเอดส์ได้

ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด


มะแว้งเครือ

ชื่อ มะแว้งเครือ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Solanum trilobatum L.
ชื่อสามัญ Plate brush,egg plant
ชื่ออื่น แขว้งเควีย
ชื่อวงศ์ SOLANACEAE
ถิ่นกำเนิด ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ – อินเดียพม่าไทยเวียดนามมาเลเซีย

ไม้เถาขนาดเล็ก ลำต้นกลมเป็นเถา เลื้อยสีเขียวเป็นมัน มีหนามทุกส่วนตามกิ่งก้าน ใบ เดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่ กว้าง4-5ซม.ยาว5-8ซม.มีหนามตามเส้นกลางใบ ดอกช่อออกที่ปลายกิ่งและซอกใบ กลีบดอกสีม่วง ผลเป็นผลสด ผลกลมเป็นพวง ผลดิบสีเขียวมีลายตามยาวสีขาว ผลสุกสีแดง 

 มะแว้งเครือเป็นส่วนผสมหลักในยาประสะมะแว้งเช่นกัน ผลสดรับประทานเป็นยาแก้ไข้กัดเสมหะ แก้ไอ และกระทุ้งพิษไข้ให้ลดลง  ขับปัสสาวะ
ตำรา ยาไทยใช้ผลแก่สด รสขมขื่นเปรี้ยว แก้ไอ ขับเสมหะ

ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด


มะแว้งต้น

ชื่อ มะแว้งต้น
ชื่อวิทยาศาสตร์  Solanum indicum Linn.
ชื่อสามัญ Brinjal
ชื่ออื่น มะแคว้ง มะแคว้งขม มะแว้ง แว้ง
ชื่อวงศ์ SOLANACEAE
ถิ่นกำเนิด เขตร้อนของทวีปเอเชีย
เขตการกระจายพันธุ์ เขตร้อนของทวีปเอเชียซึ่งรวมทั้งประเทศไทยและอินเดียด้วย

ไม้พุ่มขนาดกลางสามารถขึ้นได้เองตามธรรมชาติบริเวณที่ราบ ชายป่าที่โล่งแจ้งและที่รกร้างริมทาง ต้องการแสงแดดมากน้ำมากความชื้นปานกลาง สามารถพบได้ทั่วไปในทุกภาคของประเทศ ต้นมีความสูงประมาณ 100-150 ซม. ลำต้นแข็งแตกกิ่งก้านมีขนสั้นๆ ปกคลุมทั่วไปและมีหนามแหลมกระจายอยู่ทั่วต้น ใบเดี่ยวออกสลับ ก้านใบยาว ใบแผ่กว้าง ขอบใบหยักเว้าเข้าหาเส้นกลางใบมีขนสั้นๆ ทั่วไปที่ผิวใบทั้งสองด้านและก้านใบ ดอก เป็นดอกเดี่ยวออกเป็นกระจุกบริเวณซอกใบและปลายกิ่ง กลีบดอกสีม่วงอ่อนมี 5 กลีบ เกสรสีเหลือง

ผลเดี่ยวรูปร่างกลมมี 2 ชนิด คือผลอ่อนสีเขียวอ่อนและชนิดผลอ่อนสีขาวผิวเรียบไม่มีลายผลทั้ง 2 ชนิด เมื่อสุกมีสีเหลืองหรือสีเหลืองอมส้ม

มะแว้งต้นเป็นส่วนผสมหลัก ยาประสะมะแว้ง ขององค์การเภสัชกรรมผลิตขึ้นตามตำรับยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ

ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด


เถาวัลย์เปรียง

ชื่อ เถาวัลย์เปรียง
ชื่อวิทยาศาสตร์ Derris scandens (Roxb.) Benth.
ชื่อสามัญ

Jewel Vine, Hog Creeper, Malay Jewelvine

ชื่ออื่น เครือตาปา , เครือเขาหนัง
ชื่อวงศ์ LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE
ถิ่นกำเนิด

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งประเทศไทย

เขตการกระจายพันธุ์ จีน อนุทวีปอินเดีย คาบสมุทรอินโด จีน ตอนเหนือออสเตรเลีย

           ไม้เถาเลื้อยพาดพันต้นไม้ใหญ่ ชอบขึ้นตามป่าดิบแล้ง หัวไร่ปลายนา ขึ้นง่าย มักขึ้นเองตามชายป่า และที่โล่งทั่ว ๆ ไป  ชอบอากาศเย็นแต่แสงแดดจัด ทนความแห้งแล้งได้ดี หากปลูกในที่แล้งจะออกดอกดก แต่จะมีขนาดเล็กกว่าปลูกในที่ชุ่มชื้นเป็นพรรณไม้ที่มีมากที่สุดในประเทศไทย พบขึ้นอยู่ทุกจังหวัด ลักษณะเนื้อไม้ในเถานั้นจะเป็นวง  คล้ายเถาคันแดง ใบหนาและแข็ง เป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับกัน มีใบย่อย 4-8 ใบ  เป็นรูปรี ปลายใบเป็นรูปหอก โคนใบมน ขอบใบเรียบ ใบย่อยมีขนาดกว้างประมาณ 1-1.25 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร หลังใบเรียบเป็นมันสีเขียวเข้ม ท้องใบเรียบ

  ดอกออกเป็นช่อสีขาวห้อยลง กลีบรองดอกสีม่วงดำ ปลายกลีบดอกสีชมพูเรื่อ  ดอกดกมาก และส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ  ผลออกเป็นฝักแบนเล็ก ๆ ภายในจะมีเมล็ดอยู่ประมาณ 2-4 เมล็ด

ระยะออกดอก : ช่วงฤดูฝน

ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด แยกไหลใต้ดิน


บุษบาริมทาง

ชื่อ บุษบาริมทาง
ชื่อวิทยาศาสตร์ Tithonia rotundifolia (Mill.) S.F. Blake
ชื่อสามัญ

Red sunflower , Mexican sunflower

ชื่ออื่น -
ชื่อวงศ์ ASTERACEAE
ถิ่นกำเนิด พื้นที่อบอุ่นและแห้งแล้งของ ทวีปอเมริกาเหนือ-เม็กซิโก
เขตการกระจายพันธุ์ เม็กซิโก อเมริกากลาง  หมู่เกาะเวสต์อินดีส แอฟริกา เอเซียเขตร้อน

                     ไม้ล้มลุกขนาดใหญ่อายุหลายปี ขึ้นเป็นวัชพืชริมทางตามที่รกร้างทั่วไป โตเร็วชอบแสงแดดจัด ทนแล้งระยะสั้นๆไม่ทนน้ำท่วม สูง 1.5-2 เมตรและบางทีอาจถึง 4เมตร ขึ้นเป็นวัชพืชริมทางขึ้นตามที่รกร้างทั่วไปที่สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,580 เมตiร ใบรูปไข่หรือรูปหัวใจ ขนาด กว้าง5-20ซม.ยาว10-30ซม.ใบอาจหยักเว้าเป็น3-5แฉก ขอบใบหยักมนหรือจักฟันเลื่อย มีขนสากมือ สีเขียวปนม่วง ดอกเป็นช่อเดี่ยวๆขนาด5-7ซม.ดอกวงนอกรูปรีปลายมนถึงแหลม สีแดงหรือส้มอมแดง มี10-14ดอก ดอกวงในสีเหลืองอัดกันแน่นเป็นช่อกลม เมล็ดอ่อนสีเขียว แก่สีน้ำตาลอาจมีถึง120เมล็ดต่อ1ดอก

ระยะออกดอก :ธันวาคม-เมษายน

ขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด


ผกากรองป่า

ชื่อ ผกากรองป่า
ชื่อวิทยาศาสตร์ Lantana horrida L
ชื่อสามัญ Shrubverbena , Hedge Flower
ชื่ออื่น เปญจมาศป่า สาบแร้ง
ชื่อวงศ์ VERBENACEAE

ถิ่นกำเนิด

ภูมิภาค เขตร้อน ของ อเมริกา และ แอฟริกา
เขตการกระจายพันธุ์ เอเชียใต้ แอฟริกาใต้ และ ออสเตรเลีย

ไม้พุ่มอายุหลายปีพบได้ตามทุ่งหญ้าทั่วไป มักอยู่เป็นพุ่มเตี้ย คอยขยายเผ่าพันธุ์และทำลายความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ที่เติบโตอยู่ เพราะต้นผกากรองป่ามีการสร้างสารยับยั้งการเจริญต่อพืชชนิดอื่น และมีความแข็งแรงทนทานมาก ทนความแห้งแล้ง ทนไฟป่า สามารถขึ้นและขยายพันธุ์ได้ดีในสภาพธรรมชาติจึงเป็นวัชพืชที่พบได้ทั่วประเทศ  ในไทยพบประปรายตามป่าเบญจพรรณและเขาหินปูนที่เปิดโล่ง ที่ระดับความสูงจนถึงประมาณ 1,000 เมตร ลักษณะต้นสูงได้ประมาณ1- 2 ม. ลำต้นเป็นเหลี่ยมมน เกลี้ยงหรือมีขนแข็งสั้นๆ ใบเรียงรอบข้อหรือเรียงตรงข้าม รูปไข่หรือแกมรูปขอบขนาน ยาว 4-10 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบรูปลิ่ม ขอบใบจักมน แผ่นใบด้านล่างมีขนหนาแน่น ช่อดอกออกเดี่ยวๆหรือเป็นคู่ ตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ออกเป็นช่อกระจุกแน่น กลีบดอกมี 4 กลีบ ขนาดไม่เท่ากัน กลีบเกือบกลมผลอ่อนสีเขียว

ระยะออกดอก : ตลอดปี

ขยายพันธุ์ : เมล็ด


ผักกาดน้ำ

ชื่อ ผักกาดน้ำ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Plantago major L.
ชื่อสามัญ Common Plantain,Plantains or fleaworts
ชื่ออื่น หญ้าเอ็นยืด,หญ้าเอ็นหยืด, ผักกาดน้้ำไทย, ผักกาดน้ำใหญ่
ชื่อวงศ์ PLANTAGINACEAE
ถิ่นกำเนิด -
เขตการกระจายพันธุ์ ทั่วโลก รวมทั้ง อเมริกา เอเชีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แอฟริกา และ ยุโรป

ไม้ ล้มลุกขนาดเล็กเนื้ออ่อน อายุหลายปี มักขึ้นตามทุ่งหญ้า พื้นที่โล่งแจ้งที่มีความชุ่มชื้น พืชชนิดนี้เป็นไม้กลางแจ้ง ในประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วทุกภาค ลักษณะ ต้นสูงประมาณ 30-50ซม. ลำต้นสั้นติดผิวดินรากสั้น แตกแขนงเป็นฝอยมาก ใบเดี่ยวออกเป็นกระจุก รูปไข่กลับ กว้าง1 2-16 ซ.ม ยาว 20-30 ซ.ม. ก้านใบยาวเท่ากับแผ่นใบ ดอกช่อ แทงออกจากกลางต้น ดอกย่อยขนาดเล็ก สีเขียวแกมน้ำตาล ผลเป็นผลแห้งแตกได้
 

ขยายพันธุ์ : โดยใช้เมล็ด


ผักกาดนา

ชื่อวิทยาศาสตร์  Blumea napifolia DC.
ชื่อสามัญ  -----
ชื่ออื่น  กะเม็งหอม, ผักจ้ำป่า, หนาดน้อย
ชื่อวงศ์ COMPOSITAE
ถิ่นกำเนิด เขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของทวีปเอเชีย
เขตกระจายพันธุ์ อนุทวีปอินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

       เป็น วัชพืชขนาดเล็ก ล้มลุก โตเร็ว อายุปีเดียว พบได้ตามริมทาง ที่รกร้างทั่วไป ในประเทศไทยพบมากทางภาคกลาง ภาคเหนือและภาคอิสาน ลักษณะของผักกาดนา ต้นลูงประมาณ30-70 ซ.ม ใบเป็น ใบเดี่ยว ขอบใบเว้า ใบกว้างประมาณ 5-10 ซม. หลังใบนูนระหว่างเส้นใย ดอกสีเหลือง เป็นช่อชูตั้ง ออกดอกฤดูแล้ง เมล็ดแก่จะมีขนสีขาวเป็นพู่กลม

ขยายพันธุ์ ---เมล็ด


ผักบุ้งรั้ว

ชื่อ ผักบุ้งรั้ว
ชื่อวิทยาศาสตร์ Ipomoea mauritiana Jacq.
ชื่อสามัญ Railway Creeper,Giant potato
ชื่ออื่น บ้องเลน ,มันหมู,มันจรเข้
ชื่อวงศ์ CONVOLVULACEAE
ถิ่นกำเนิด เขตร้อนทั่วไป
เขตการกระจายพันธุ์ ศรีลังกา จีน พม่า ภูมิภาคอินโดจีนและมาเลเซีย นิวกินี และหมู่เกาะแปซิฟิก

 

            พบ ได้ทุกภาคในประเทศไทย สมชื่อเพราะรูปนี้ถ่ายตามข้างทาง เป็นไม้เลื้อยล้มลุก ขึ้นอยู่ตามป่าชายหาด ทุ่งหญ้า ป่าเบญจพรรณ ที่รกร้าง โล่งแจ้ง ผักบุ้งรั้วเจริญเติบโตเร็ว โดยเลื้อยคลุมไม้อื่น หรือทอดเลื้อยตามผิวดิน เลื้อยได้ไกลถึง10เมตร ทอดยาวไปเรื่อย มีหัวอยู่ใต้ดินมียางสีขาว ลำต้นกลวงเป็นข้อ ใบเดี่ยวรูปฝ่ามือมี5แฉก ใบสีเขียวอมแดงดอกออกตามซอกใบเป็นช่อ ช่อละ1-3ดอก เห็นแต่ดอกก็ต้องบอกว่าเหมือนดอกผักบุ้ง สีม่วง เพียงแต่ใบไม่เหมือนกัน  ขึ้นได้ดีในดินทั่วไปท่ามกลางแสงแดดจัด

ปัจจุบัน นิยมนำผักบุ้งรั้วมาปลูกประดับเป็นไม้เลื้อยสวยงาม แต่ควรหมั่นตัดแต่งกิ่งไม่ให้รก นับเป็นพืชดอกสวยงามที่สามารถขยายพันธุ์ได้รวดเร็วชนิดหนึ่ง

ระยะออกดอก : ตลอดปี แต่ดกมากช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม

การขยายพันธุ์ : ด้วยการเพาะเมล็ดและปักชำกิ่ง



ผักบุ้งทะเล

ชื่อ ผักบุ้งทะเล
ชื่อวิทยาศาสตร์ Ipomoea pes-caprae.,Sweet.
ชื่อสามัญ Beach Morning-Glory,Goat’s Foot Creeper
ชื่ออื่น

ผักบุ้งต้น ผักบุ้งขน (ไทย), ผักบุ้งเล

ชื่อวงศ์ CONVOLVULACEAE
ถิ่นกำเนิด

ไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เขตการกระจายพันธุ์ ชายหาดเขตร้อนทั่วไป

             ไม้เลื้อยขนาดเล็กอายุหลายปีมักขึ้นริมหาดทรายชายทะเล ทนแล้ง ลักษณะลำต้นเป็นเถาเกลี้ยงใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับทางไปตามข้อต้น ทอดเลื้อยไปตามผิวดิน ใบเป็นใบแฝด หนา ขอบใบเรียบเกลี้ยงไม่มีจัก เนื้อใบหยาบระคาย ดอกออกเป็นดอกเดี่ยวตามโคนก้านใบ ทรงดอกรูปกระดิ่งปากบาน สีม่วงอ่อน หรือสีชมพูอ่อน ออกดอกเป็นช่อสั้นๆตามโคนก้านใบ ช่อละ4-8ดอก

ระยะออกดอก : ตลอดปี ดอกบานเวลากลางวันระหว่างเช้าถึงเที่ยง

ขยายพันธุ์ : ด้วยวิธีปักชำ และเพาะเมล็ด


จมูกปลาหลด

ชื่อ จมูกปลาหลด
ชื่อวิทยาศาสตร์ Oxystelma esculentum (Linn.) R.Br.
ชื่อสามัญ Rosy Milkweed
ชื่ออื่น ผักไหม เครือไส้ปลาไหล จมูกปลาไหลดง ผักจมูกปลาหลด ตะมูกปลาหลด
ชื่อวงศ์ ASCLEPIADACEAE
ถิ่นกำเนิด แอฟริกา เอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์ แอฟริกา อินเดีย ปากีสถาน เนปาล บังกลาเทศ พม่า จีนตอนใต้ ภูมิภาคอินโดจีนและมาเลเซีย ออสเตรเลีย

ต้นนี้มีรูปเยอะหน่อย เจอข้างทางเหมือนกัน นานๆจะเจอในธรรมชาติเสียที มีเท่าไหร่เลยใส่หมด

ไม้ เลื้อยพัน ทุกส่วนมีน้ำยางขาว ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปใบหอกแกมรูปดาบ ขนาดของใบกว้าง1-1.5ซม. ยาว8-13ซม. ดอกเดี่ยวหรือออกเป็นช่อตามซอกใบ ดอกย่อยขนาดประมาณ 1.5ซม. กลีบดอกด้านในสีชมพูเข้มสีมีลายเส้นสีม่วง และจุดประสีน้ำตาล ด้านนอกสีขาว  ผลรูปไข่เมื่อแก่จะแตกออกข้างเดียว ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดสีน้ำตาลปลายเมล็ดจะมีขนสีขาวติดอยู่เป็นกระจุก 

ชอบดินร่วนระบายน้ำดีแสงแดดจัด ใช้เป็นสมุนไพรแก้โรคไตได้อีก

ขยายพันธุ์ : ด้วยการเพาะเมล็ด


เถาตดหมา

ชื่อ เถาตดหมา
ชื่อวิทยาศาสตร์ Paederia pirifera Hook.f.
ชื่ออื่น Sewer Vine
ชื่ออื่น พอทุอี ตดหมูตดหมา กระพังโหม
ชื่อวงศ์ RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด อินเดียและเอเชีย
เขตการกระจายพันธุ์ อินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ไม้ เถาเนื้ออ่อน ขึ้นง่ายตามธรรมชาติ ชอบแสงแดดจัดและดินร่วนซุยมีการระบายน้ำดี พบตามสภาพป่าผลัดใบหรือชายป่าดิบ และป่าที่กำลังคืนสภาพที่ระดับความสูง 400-800 เมตร มีสรรพคุณทางเป็นสมุนไพร ลักษณะ ลำต้นกลมสีเขียวขนาดเล็ก มีขนปกคลุม ใบเดี่ยวออกตรงข้ามเป็นคู่ รูปไข่หรือรูปหอกแกมขอบขนาน กว้าง1-2ซม.ยาว 7-12ซม. ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม โคนเว้าเป็นรูปหัวใจ ผิวใบด้านบนมีขน ลำต้นและใบมีกลิ่นเหม็นเนื่องจากมีสารMethyl mercaptan เมื่อนำมาต้มกลิ่นเหม็นจะหายไป ใช้ทำอาหารได้

ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายกิ่ง ดอกย่อยจำนวนมาก กลีบดอก5กลีบเชื่อมติดกันเป็นรูปแตรกลีบดอกด้านนอกสีขาว ด้านในสีม่วงอมแดง ผลรูปกลมรีผิวเกลี้ยง

**มีอยู่ด้วยกันหลายสายพันธุ์ เช่น ชนิดใบใหญ่ ลักษณะของใบจะเป็นรูปไข่ มีขนสั้นขึ้นปกคลุม เรียกว่า “กระพังโหมใหญ่” หรือ “ตดหมู“, ชนิดใบเล็ก ลักษณะของใบจะมีลักษณะเป็นรูปเรียวยาวหรือรูปหอก เรียกว่า “กระพังโหมเล็ก” หรือ “ตดหมา“, ชนิดใบใหญ่ไม่มียางไม่มีขน มีกลิ่นเหม็นอ่อน ๆ เรียกว่า “ย่านพาโหม” ส่วนกระพังโหมแท้ ๆ ต้องเป็นชนิดที่เด็ดใบและเถาสด ๆ จะมียางออกมา ส่วนชนิดที่ไม่มียางจะเรียกว่า “ย่านพาโหม"

ระยะเวลาออกดอก : ช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม

ขยายพันธุ์ :โดยการเพาะเมล็ด


กระทกรก

ชื่อ กระทกรก
ชื่อวิทยาศาสตร์ Passiflora foetida Linn.
ชื่อสามัญ Running Pop, Fetid passionflower, Scarletfruit passionflower, Stinking passionflower
ชื่ออื่น กระโปรงทอง เถาเงาะ ผ้าขี้ริ้วห่อทอง รกช้าง
ชื่อวงศ์ PASSIFLORACEAE
ถิ่นกำเนิด เม็กซิโก , อเมริกากลาง และ ทวีปอเมริกาใต้
เขตการกระจายพันธ ภูมิภาค เขตร้อน ทั่วโลก เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ ฮาวาย

    กระทกรกเป็นไม้เถาขนาดเล็กแต่เหนียว อายุหลายปี อยู่วงศ์เดียวกับเสาวรส PASSIFLORACEAE มีมือเกาะเลื้อยพาดพันได้ไกล3-5เมตร มักขึ้นเองไม่ต้องปลูก ต้นและใบมีกลิ่นเหม็นเขียว ใบเดี่ยวออกสลับตามข้อ โคนก้านใบมีเส้นยาวขดเป็นวงเกลียว สำหรับยึดเกาะพยุง ใบรูปเหลี่ยม ริมวกหยักเว้าเข้าข้างในข้างละ1หยัก ขนาดใบ5-7.5ซม.

             ดอกเดี่ยวกลีบซ้อนกัน2ชั้นผลสีเขียวเมื่อสุกสีเหลืองกินได้ ทั้งผลอ่อนผลแก่
        คนไทยเรียกกันไว้หลายชื่อ เช่น ชาวเมืองอุทัย-ชัยนาทเรียก"เถาสิงโต"

ชาว อุตรดิตถ์ พิษณุโลก กำแพงเพชรเรียก "สลกบาตร" ชื่อนี้คงคุ้นๆสำหรับเราอยู่บ้างเพราะเวลาเรา ขึ้นเหนือจะต้องผ่านด่านนี้ที่อำเภอ ขาณุวรลักษ์บุรี จังหวัดกำแพงเพชร ทีนี้ คงจะเดากันได้แล้วสิว่าชื่อตำบลสลกบาตรนั้นคำว่า"สลกบาตร"หมายถึงอะไร แต่ก่อนคงมีกระทกรกขึ้นเต็ม

ระยะออกดอก : ตลอดปี

การขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด


ฝอยทอง

ชื่อ ฝอยทอง
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cuscuta chinensis LAMK.
ชื่อสามัญ

Cuscuta seed, Chinese Dodder seed,love vine, Devil's-hair,Beggarweed, Devil's Guts, Dodder Of Thyme, Hellweed

ชื่ออื่น เครือเขาคำ เครือเขาคา สายไหม ผักไหม
ชื่อวงศ์ CUSCUTACEAE
ถิ่นกำเนิด -
เขตการกระจายพันธุ์ ยุโรป เอเซีย แอฟริกาใต้

 เหมือนยกขบวนไม้ข้างทางมาเลย ได้รูปมาเต็ม

ฝอยทอง เป็น พืชล้มลุก เจริญเติบโตอยู่บนต้นไม้อื่น ดูดอาหาร จากต้นไม้ที่เกาะอาศัยอยู่ ลำต้นกลม เป็นเถาเลื้อยยาวและอ่อนนุ่ม สีเหลืองทอง แตกกิ่งก้านมาก ใบมีลักษณะ เป็นเกล็ดรูปสามเหลี่ยม เล็กๆ ออกจากลำต้น โดยออกเรียงสลับ ใบเป็นสีเหลืองเหมือนสีของลำต้น
ดอก มีขนาดเล็กมาก ออก เป็นช่อสีขาว มีดอกย่อยจำนวนมาก ลักษณะ ดอกโคนเชื่อมกันเป็นหลอดสั้น ปลายแยกเป็นกลีบดอก 5 กลีบ ปลายกลีบรูปกลมมนผลรูปกลม ขนาดเล็ก ออกตลอดปี ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด และการแตกหน่อ
เป็นผักธรรมชาติที่รับ ประทานได้ ที่ชาวบ้านเอามาวางเป็นกองๆหรือใส่กระทงขาย เห็นเป็นเส้นๆเหลืองๆยาวๆ นั่นละ ฝอยทอง

การขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ดและการแตกหน่อ


ถั่วลาย

ชื่อ ถั่วลาย
ชื่อวิทยาศาสตร์ Centrosema pubescens Benth.
ชื่อสามัญ Butterfly pea
ชื่ออื่น ถั่วสะแดด
ชื่อวงศ์ LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE
ถิ่นกำเนิด

ในอเมริกากลาง อเมริกาใต้ และหมู่เกาะคาริเบียน

เขตการกระจายพันธุ์ ประเทศเขตร้อนชื้น รวมถึงประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย

         

             พืชล้มลุกอายุฤดูเดียว ใช้ปลูกเป็นพืชคลุมดินในที่โล่งแจ้ง ป้องก้นวัชพืชขึ้นโดยถั่วลายจะเลื้อยพันต้นวัชพืชทำให้วัชพืช ชะงักการเจริญเติบโตและช่วยป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดิน ลักษณะลำต้นเป็นเถากลมเนื้ออ่อนมีข้อ สีเขียวเข้มปนน้ำตาลมีขนสั้น ๆ สีน้ำตาลแดงปกคลุม เลื้อยยาวได้ไกล 0.50-1.50เมตร ใบย่อยมี3ใบ รูปไข่สีเขียว  ใบกลางใหญ่สุด ใบค่อนข้างหยาบ หน้าใบและหลังใบมีขนละเอียดจำนวนมาก ดอกคล้ายดอกอัญชันสีม่วงอ่อน

การขยายพันธุ์ : เมล็ด


ถั่วผี

ชื่อ ถั่วผี
ชื่อวิทยาศาสตร์ Phaseolus lathyroides L.f.
ชื่อสามัญ Pea Bean,Phasey Bean,Scarlet Bean,Wild bean, Wild bush bean, One-leaf clover
ชื่ออื่น -
ชื่อวงศ์

LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE (FABACEAE)

ถิ่นกำเนิด

เม็กซิโก หมู่เกาะแคริเบียน  อเมริกาใต้

เขตการกระจายพันธุ์

เขตร้อนและกึ่งเขตร้อนทั่วโลก

พืชล้มลุกอายุฤดูเดียว  พบขึ้นอยู่ทั่วไปในพื้นที่ รกร้าง ว่างเปล่า ริมคูน้ำ คันนา ขึ้นได้ดีในดินที่ เป็นดินเหนียว ดินเหนียวปนลูกรังและดินร่วนปนเหนียว เป็นแหล่งอาหารสัตว์ตามธรรมชาติสำหรับ โค กระบือปลูกเพื่อปรับปรุงดินและคลุมดินในสวนผลไม้ เพราะพืชวงศ์ถั่วสามารถตรึงไนโตรเจนในดินได้ และพื้นที่ ที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 31 เมตร ถั่วผีเป็นไม้พุ่มเล็กต้นเป็นกอตั้งตรง ปลายยอดทอดอ่อนเล็กน้อย สูงประมาณ100-130ซ.ม.ลำต้นเหนียวและกลวงสีเขียวเข้ม ผิวลำต้นเป็นเส้นตามยาวมีขนสีน้ำตาลปกคลุมหนาแน่น ลูบจะสากมือ ใบมี 3 ใบย่อย มีก้าน สีใบเขียวเข้ม หน้าใบมีขนสั้นๆ หลังใบมีขนปกคลุมหนาแน่นกว่าหน้าใบ ขอบใบหยักแบบขนครุย ผิวใบค่อนข้างนุ่ม ออกดอก ช่วงเดือนเมษายน - ดอกเดี่ยวรูปดอกถั่ว กลีบดอกสีแดงเลือดหมู ฝักรูปกลมมีรอยคอดตื้นๆ ในหนึ่งฝักมี 3-12 เมล็ด เมล็ดรูปทรงกระบอกปลายตัดสีน้ำตาลดำ ฝักแก่แตกเป็นสองซีก

ระยะออกดอก : ช่วงเดือนเมษายน - ธันวาคม

การขยายพันธุ์ : เมล็ด


ถั่วผีเลื้อย

ชื่อ ถั่วผีเลื้อย
ชื่อวิทยาศาสตร์ Phaseolus atropurreus Moc. Et Sessa ex DC.
ชื่อสามัญ Siratro
ชื่ออื่น -
ชื่อวงศ์

LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE (FABACEAE)

ถิ่นกำเนิด เขตร้อน
เขตการกระจายพันธุ์ เขตร้อน

             ไม้ล้มลุกอยู่หลายปี พบตามที่ลุ่มหรือพื้นที่แห้งริมทาง ทุ่งหญ้าทั่วไป เป็นวัชพืชหรือปลูกเพื่อคลุมดินสามารถปรับปรุงดิน เพราะพืชวงศ์ถั่วสามารถตรึงไนโตรเจนได้ เลื้อยพันไปตามพื้นดินยาวได้1-2เมตร ลำต้นกลมสีเขียวมีขน  ใบประกอบมีใบย่อย 3 ใบ ใบย่อยรูปไข่แกมรูปหอก ดอกช่อแบบติดดอกสลับ ก้านดอกสั้น ดอกแดงปนม่วง ฝักรูปทรงกระบอก ภายในมีเมล็ด 18-30 เมล็ด แตกได้

ระยะออกดอก :ช่วงเดือนเมษายน - ธันวาคม

การขยายพันธุ์ : เมล็ด


ถั่วกรามช้าง

ชื่อ ถั่วกรามช้าง
ชื่อวิทยาศาสตร์ Dolichos lablab Linn.
ชื่อสามัญ Hyacinth bean,lablab-bean Tonga bean, Papaya bean, Poor man bean, Butter bean
ชื่ออื่น ถั่วแปบ ถั่วแปบช้าง ถั่วนาง
ชื่อวงศ์ LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE
ถิ่นกำเนิด เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตการกระจายพันธุ์ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้

            ไม้เลื้อยลำต้นกลมบิดมีขนสูงประมาณ1.5-3เมตร ในประเทศไทยพบขึ้นตามป่าเบญจพรรณชื้น ลักษณะใบเป็นใบประกอบแบบใบย่อย3ใบ ก้านใบยาวประมาณ 10 ซม. ส่วนโคนบวม ใบบนมีขนาดใหญ่สุด รูปไข่กว้าง ขนาด 10-15ซม.ยาว 15-20ซม. ปลายใบแหลม 2ใบล่างรูปไข่เบี้ยว ขนาดกว้าง 8-12ซม.ยาว12-18ซม.  มีขนนุ่มปกคลุม ดอกมี 2 ชนิดคือ ชนิดดอกสีขาว และชนิดดอกสีม่วงดอกออกเป็นช่อตั้ง ก้านช่อดอกยาว 20-50ซม.ดอกย่อยเป็นแบบดอกถั่ว ขนาด 5ซม. กลีบตั้งมีแถบสีขาวตรงกลาง กลีบรองดอกเป็นถ้วยสีเทา เกสรผู้อยู่รวมเป็นกลุ่ม

ผลเป็นฝักรูปทรงกระบอกแกมแบน ปลายแหลม มีขนสีน้ำตาลเข้มปกคลุม ขนาดกว้าง 1-2ซม. ยาว 4-8ซม.

 ผลและใบอ่อนรับประทานเป็นผักสดได้

ระยะเวลาออกดอก : เดือนกรกฏาคม-เดือนพฤศจิกายน

การขยายพันธุ์ : เมล็ด


ชะมดต้น

ชื่อ ชะมดต้น
ชื่อวิทยาศาสตร์ Hibiscus abelmoschus L. (Abelmoschus moschatus Medik. subsp. moschatus)
ชื่อสามัญ

Musk Mallow, Muskseed,

Abel Musk,Annual hibiscus, Bamia Moschata

ชื่ออื่น ฝ้ายผี เทียนชะมด
ชื่อวงศ์ MALVACEAE
ถิ่นกำเนิด ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์ อินเดีย จีน พม่า และภูมิภาคอินโดจีน


ไม้พุ่มล้มลุกพบทุกภาคของประเทศ ขึ้นตามที่โล่ง ริมลำธาร ชายป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง และป่าดิบชื้น ความสูง 200-1000 เมตร ลักษณะลำต้นมีความสูงประมาณ 0.60 - 2 ม. ลำต้นเป็นขน
ใบรูปฝ่ามือ ๕-๖ แฉก ขอบหยัก ปลายใบแหลม ผิวใบสาก ก้านใบยาว
ดอกเดี่ยว ออกตามง่ามใบ กลีบดอกห้ากลีบ สีเหลือง ตรงกลางดอกด้านในมีจุดเป็นวงใหญ่สีเลือดหมู หรือม่วงเข้ม
ฝักหรือผล กลมยาว เป็นเฟืองห้าเฟือง มีขนผลแห้ง แตกได้ เมล็ดมีปุยเหมือนฝ้าย 
เมล็ดรูปใต มีกลิ่นคล้ายชะมดเช็ด ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตน้ำหอม มีสรรพคุณขับปัสสาวะ แก้ไข้ ลดการอักเสบ และควบคุมฮอร์โมนเพศหญิง

ระยะออกดอก : 

ขยายพันธุ์ : เมล็ด



ชะคราม

ชื่อ ชะคราม
ชื่อวิทยาศาสตร์ Suaeda maritima (L.) Dumort
ชื่อสามัญ

Herbaceous seepweed, Annual seablite.

ชื่ออื่น ชักคราม, ส่าคราม, ล่าคราม, ล้าคราม
ชื่อวงศ์ AMARANTHACEAE
ถิ่นกำเนิด ตะวันตกเฉียงเหนือของยุโรป
เขตการกระจายพันธุ์ ชายฝั่งตะวันออกของอเมริกา เขตร้อนของเอเซีย

วัชพืช ล้มลุกอายุหลายปี พบทั่วไปตามพื้นที่ราบดินเลนเค็มจัด พบมากตามชายฝั่งทะเลของจังหวัดสมุทรสงครามถึงชลบุรี ต้นชะคราม เมื่ออายุมากลำต้นจะมีเนื้อไม้และพัฒนาเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงถึง 1เมตร ลำต้นเดี่ยว ทรงพุ่มแผ่กระจาย แตกกิ่งต่ำใกล้พื้นดิน และมักมีรากงอกตามข้อด้านล่าง ลำต้นแก่มีผิวหยาบขรุขระ ซึ่งเกิดจากรอยแผลใบ

ใบ เดี่ยวเรียงเวียนสลับเบียดกันแน่น แผ่นใบรูปแถบยาว1-5ซม. โคนใบสอบรูปลิ่ม แผ่นใบเรียบ ปลายใบแหลม เนื้อใบอวบน้ำ ผิวใบเป็นฝ้านวล สีเขียวสดหรือสีเขียวอมม่วง ในฤดูแล้งจะเปลี่ยนเป็นสีแดงอมม่วงอ่อนคล้ายแต้มสี

ดอกแบบช่อเชิงลดไร้ก้านแยกแขนง ออกตามปลายยอด ช่อดอกยาว3-18ซม.ประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก แต่ละกระจุกมีดอกย่อย2-5ดอก

ผลแบบผลแห้งไม่แตก ผลรูปร่างทรงกลมรี ขนาดเล็ก ผิวเรียบ สีเหลืองอมส้ม ขนาด0.2-0.3ซม.มีเมล็ดรูปไต1เมล็ด

 ในฤดูแล้งจะเห็นเป็นหย่อมสีแดงอมม่วงสามารถ นำมาใช้ประกอบอาหารปรุงเป็น อาหาร ต้ม ยำ ทำแกงได้ โดยเก็บใบมาทำแกงส้ม หรือนำใบมารับประทานกับจิ้มน้ำพริกกะปิ หรือเป็นเครื่องเคียง

ออกดอกและผล :เดือนกรกฎาคม-ตุลาคม

ขยายพันธุ์ : เมล็ด ปักชำ


ชิงช้าชาลี

ชื่อ ชิงช้าชาลี
ชื่อวิทยาศาสตร์ Tinospora baenzigeri Forman
ชื่อสามัญ Heart-leaved Moonseed, Gulancha Tinospora
ชื่ออื่น จุ่งจะลิงตัวแม่
ชื่อวงศ์ MENISPERMACEAE
ถิ่นกำเนิด -
เขตการกระจายพันธุ์ -

พืช ชนิดนี้เป็นไม้เลื้อยยืนต้น ส่วนใหญ่จะเห็นลำต้นพาดหรือพันอยู่กับต้นไม้ กำแพงและเสาต่างๆพบตามที่รกร้างทั่วไป เป็นไม้เนื้ออ่อนแต่เหนียวมากใช้แทนเชือกได้ ลำต้นหรือที่เรียกว่าเถา มีลักษณะกลมโตเปลือกขรุขระมีตาแตกเป็นจุดเล็กๆสีน้ำตาลอ่อนประอยู่ตลอดเถา  ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปหัวใจ ปลายใบแหลม โคนใบมนเว้า ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างและยาวประมาณ 6-10 เซนติเมตร เนื้อใบบาง หลังใบและท้องใบเรียบ ด้านหลังใบใกล้กับโคนใบมีปุ่มเล็กๆ 2 ปุ่มอยู่บนเส้นใบ 

ดอก ของชิงช้าชาลีมีขนาดเล็กมากไม่มีกลีบดอก  ดอกมีสีเหลืองอ่อนเป็นดอกฝอยๆ และมีกลิ่นหอมมาก เวลามีดอก ลำต้นจะสลัดใบทิ้งหมดเถา เพื่อต้อนรับดอกอ่อนที่เกิดขึ้น ส่วนผลเป็นผลสดรูปค่อนข้างกลมสีเหลือง

ระยะออกดอก : เดือน กุมภาพันธ์-มีนาคม

ขยายพันธุ์ : เมล็ด ปักชำ


ขี้ไก่ย่าน

ชื่อ ขี้ไก่ย่าน
ชื่อวิทยาศาสตร์ Mikania cordata (Burm.f.) B.L.Rob
ชื่อสามัญ Mile a minute, African mile a minute
ชื่ออื่น ขี้เหล็กย่าน
ชื่อวงศ์ ASTERACEAE 
ถิ่นกำเนิด

เขตอบอุ่นของ ทวีปอเมริกาเหนือ และ ใต้ หมู่เกาะแคริบเบียน เม็กซิโก

เขตการกระจายพันธุ์ เขตร้อนทั่วโลก

ไม้ล้มลุกเลื้อย ขึ้นเป็นพุ่มพันกันยุ่งขึ้นคลุมพืชอื่นค่อนข้างแน่น ลำต้นมีความยาวได้ประมาณ 7 เมตร มีขนเกลี้ยงหรือมีขนนุ่มเล็กน้อย มักขึ้นตามชายป่า ตามสองข้างทาง และตามบริเวณป่านุ่น จัดเป็นวัชพืชที่เจริญได้ดีในเขตร้อน

ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปไข่แกมรูปสามเหลี่ยม ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม โคนใบเป็นรูปหัวใจ ส่วนขอบใบค่อนข้างจักเป็นซี่ฟันหยาบ ๆ ผิวใบค่อนข้างเกลี้ยงหรือมีขนนุ่มกระจายทั้งสองด้าน ด้านล่างมีต่อมเล็กน้อย ก้านใบเรียวเล็ก ออกดอกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบ ริ้วประดับบาง ค่อนข้างจะโปร่งใส กลีบดอกเป็นสีขาวแกมเขียว โคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกออกเป็นแฉก 5 ออกดอกในช่วงประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน

ผลเป็นรูปขอบขนานแคบ มีต่อมรยางค์แข็งจำนวนมาก ผลอ่อนเป็นสีขาว ถ้าแห้งจะเปลี่ยนเป็นสีแดงหรือสีน้ำตาลเข้ม

ใบใช้ตำพอกตามบาดแผลหรือแผลบวม และรักษาโรคหิด

ขยายพันธุ์ : เมล็ด

ย่านลิเภา


ชื่อ ย่านลิเภา
ชื่อวิทยาศาสตร์ Lygodium flexuosum (L.) Sw.
ชื่อสามัญ Big Lygodium, Climbing Fern, Darai Paya
ชื่ออื่น เฟิร์นตีนมังกร,หมอยแม่ม่าย กระฉอก ตะเภาขึ้นหน ลิเภาใหญ่
ชื่อวงศ์ LYGODIACEAE
ถิ่นกำเนิด เขตร้อนของทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์

ไทย มาเลย์เซีย จีนตอนใต้จนถึงออสเตรเลียเหนือ อินเดียใต้

              เป็นเฟิร์นทอดเลื้อยพาดพันกับต้นไม้อื่นยาวได้หลายเมตร ชอบแสงแดดรำไร ขึ้นได้ในดินทุกชนิด พบขึ้นตามป่าทั่วไป ทั่วทุกภาคของประเทศลักษณะลำต้นเป็นเหง้าสั้นมีขนสีน้ำตาลเข้มหนาแน่น มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3-6 มิลลิเมตร ไม่มีเกล็ด ลำต้นเมื่อแก่จะมีสีดำและเป็นมัน ใบ ประกอบสามชั้น ก้านใบเรียวเล็กคล้ายเส้นลวด ยาวมาก บางครั้งยาวถึง 5 เมตร

การขยายพันธุ์ : สปอร์และปักชำ


หมามุ่ย

ชื่อ หมามุ่ย
ชื่อวิทยาศาสตร์ Mucuna pruriens (L. ) DC
ชื่อสามัญ Velvet bean, Bengal velvet bean, Florida velvet bean, Mauritius velvet bean, Yokohama velvet bean, cowage, cowitch, lacuna bean
ชื่ออื่น บะเหยือง หมาเหยือง
ชื่อวงศ์  LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE
ถิ่นกำเนิด

Southern China and eastern India.

เขตการกระจายพันธุ์ แพร่กระจายอย่างกว้างขวางในเขตร้อน


พืชเถาเลื้อยทอดยาว3-10เมตร มีขนจากฝัก  เมื่อถูกผิวหนังจะทำให้คัน จะก่อให้เกิดอาการระคายเคืองมาก คัน ปวดแสบปวดร้อน บวมแดง

ใบหมามุ่ยมีรูปร่างคล้ายรูปไข่หรือรูปไข่ปนขนมเปียกปูน โคนใบอาจมีทั้งมน กลม หรือหน้าตัดก็ได้ ตัวใบบางและมีขนทั้งสองด้าน ดอกสีม่วงดำ มีกลิ่นเหม็น ออกเป็นช่อตามง่าม  ผลเป็นฝักโค้ง ยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร ผิวเปลือกมีขนแข็งสั้นปกคลุม ฝักอ่อนเปลือกมีสีเขียวอ่อน และค่อยเปลี่ยนเป็นสีเหลือง สีน้ำตาล และสีน้ำตาลอมแดงเมื่อฝักแก่เต็มที่ โดยขนติดกับฝักไปจนถึงระยะฝักแก่ ขนมีลักษณะหลุดร่วงง่ายหากถูกกระทบหรือเสียดสี ฝักแก่นี้เองจะทำให้หมามุ่ยกลายร่างเป็นพืชที่มีพิษ มีเมล็ด 4-7 เมล็ด(สรรพคุณของเมล็ดหมามุ่ยดูต่อในเรื่องสมุนไพร)

เมื่อสัมผัสกับขนหมามุ่ย ให้รีบกำจัดขนพิษออกจากบริเวณที่สัมผัส โดยใช้เทียนไขลนไฟให้อ่อนตัว หรือข้าวเหนียวคลึงจนเนื้อข้าวเหนียวกลืนกัน แล้วนำมาคลึงบริเวณที่สัมผัสขนหลายๆ ครั้งจนหมด หากยังมีอาการแดงร้อนหรือคันอยู่ให้ทาคาลาไมน์โลชั่น หรือครีมสเตียรอยด์ พร้อมกับรับประทานยาแก้แพ้ 1 เม็ดทุก 6 ชม. จนเป็นปกติ

หมามุ้ยมี 2 สายพันธุ์คือ

หมามุ่ยใหญ่ Mucuna monosperma DC. Ex Wight Fabaceae (Leguminosa-Papilionoideae)

หมามุ่ยลาย Mucuna stenoplax Wilmot-Dear Fabaceae (Leguminosa-Papilionoideae)

สำหรับในประเทศไทยสายพันธุ์ที่พบจะเป็นกลุ่มไม้ป่า Mucuna pruriens (L.) DC. Cultivar group Pruriens ซึ่งจะมีขนพิษปกคลุมที่ฝัก ทำให้เกิดอาการคันเมื่อสัมผัส ส่วนกลุ่มที่เป็นไม้ปลูก Mucuna pruriens (L.) DC. Cultivar group Utillis จะไม่มีขนพิษที่ฝัก ไม่มีการปลูกในประเทศไทย

ระยะออกฝัก : ช่วงฤดูหนาวจนถึงฤดูแล้ง

ฃยายพันธุ์ : เมล็ด


หมามุ่ยช้าง

ชื่อ หมามุ่ยช้าง
ชื่อวิทยาศาสตร์ Mucuna gigantea (Wild.)DC.
ชื่อสามัญ

Deer-eye beans, Donkey-eye beans, Ox-eye beans, Hamburger seed.

ชื่ออื่น สะบ้าลิงลาย, หมามุ่ย
ชื่อวงศ์ LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE
ถิ่นกำเนิด ทวีปเเซีย
เขตการกระจายพันธุ์

Indo-Malaysia, Australia to the Pacific Islands กระจายพันธุ์ทั่วเอเชียและแปซิฟิก

ไม้เถาไม่มีหนาม ลำต้นทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน หินหรือต้นไม้อื่น ยาวถึง80เมตร กิ่งแขนงเรียว ผิวเกลี้ยงสีเทาถึงคล้ำ

ใบ ประกอบแบบขนนกมี3ใบย่อย ก้านช่อใบยาว5-12ซม.ใบย่อยคู่ล่างรูปไข่เยื้องโคนใบไม่สมมาตร แผ่นใบยอดรูปไข่ ขนาดกว้าง4-10ซม.ยาว6-18ซม.ขอบใบเรียบปลายใบเรียวแหลม

ดอก แบบช่อเชิงลดรูปพัดคล้ายซี่ร่ม ออกตามง่ามใบ ช่อดอกห้อยลงยาว10-30ซม.ดอกย่อยรูปดอกถั่วสีเหลืองหรือเขียวอ่อน  ผล แบบฝักถั่วมีครีบ รูปแถบแบนขนาดกว้าง2-4ซม.ยาว5-12ซม.ขอบฝักเป็นร่องครีบแคบ ผิวฝักมีขนคันสีน้ำตาลปกคลุมหนาแน่น หลุดร่วงง่าย เมล็ดแบนสีดำมี1-5เมล็ด

ออกดอกเดือนตุลาคม-ธันวาคม

พบตามพื้นที่รกร้าง ริมฝั่งแม่น้ำลำคลองและพื้นที่ใกล้ทะเล

เขตการกระจายพันธุ์ จีน อินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก


ปอคัน

ชื่อ ปอคัน
ชื่อวิทยาศาสตร์ Malachra capitata (L.) L
ชื่อสามัญ Brazil Jute,Yellow leafbract
ชื่ออื่น ปอขี้ไก่
ชื่อวงศ์ MALVACEAE
ถิ่นกำเนิด อเมริกาใต้
เขตการกระจายพันธุ์ ออสเตรเลีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-ทั่วโลก

ไม้ล้มลุก สูงได้ถึง 2 ม. มีขนรูปดาวและสากคายกระจายทั่วไป หูใบข้างละประมาณ 3 เส้น ใบรูปไข่กว้างหรือเกือบกลม จักเป็นพูตื้น ๆ หรือรูปฝ่ามือ 3, 5 หรือ 7 พู โคนใบเว้าลึก ขอบใบจัก ดอกสีเหลือง มี 5 กลีบ รูปไข่กลับ แฉก ผลแห้งแตก

ขึ้นเป็นวัชพืชทั่วไปในเขตร้อน เปลือกใช้ทำเชือก สารสกัดจากรากและใบใช้อาบทำให้ผิวชุ่มชื้น



ปอเทือง

ชื่อ ปอเทือง
ชื่อวิทยาศาสตร์ Crotalaria juncea L
ชื่อสามัญ Sunn Hemp,Indian Hemp,Brown hemp, Madras hemp
ชื่ออื่น คำบูชา
ชื่อวงศ์ FABACEAE
ถิ่นกำเนิด อินเดีย
เขตการกระจายพันธุ์ อินเดีย ภูฎาน เนปาล เอเซียใต้

พืชตระกูลถั่ว พุ่มสูง  150 – 300  เซนติเมตร ลำต้นกลม ใบยาวเรียวแหลม ดอกสีเหลือง 

ฝักเป็นรูปทรงกระบอก  เมล็ดคล้ายรูปไตสีน้าตาล  มี 10 -20  เมล็ดต่อฝัก

พืชฤดูเดียวปลูกเพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสด หลังจากปอเทืองออกดอกช่วงอายุประมาณ50-60วันก็ไถกลบในขณะที่ความชื้นในดินมีสูงพอสมควร

ระยะออกดอก : พฤษภาคม-กันยายน

ขยายพันธุ์ : เมล็ด


โสน

ชื่อ โสน
ชื่อวิทยาศาสตร์ Sesbania javanica Miq
ชื่อสามัญ

Hemp Sesbania Flower

ชื่ออื่น โสนหิน,โสนกินดอก,ผักฮองแฮง
ชื่อวงศ์ FABACEAE
ถิ่นกำเนิด ทวีปเอเซียเขตร้อน
เขตการกระจายพันธุ์ จากอินเดียไปทางตะวันออกจนถึงประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และออสเตรเลีย 

ไม้ล้มลุกอายุปีเดียว เติบโตได้ในบริเวณที่มีน้ำขังในดินทุกชนิด ทนแล้งได้ดี  พบขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยมักพบขึ้นในพื้นที่ที่มีน้ำขัง แถบลุ่มน้ำ ริมทาง ริมหนองน้ำ คลองบึง หรือลำประดง ต้นสูงประมาณ 1-4 เมตร เปลือกลำต้นเรียบ เป็นเหลี่ยมหรือมีร่องละเอียดตามความยาวของลำต้น เนื้อไม้อ่อนและกลวง

ใบประกอบแบบมีใบย่อย10-30คู่ ใบรูปร่างรีกลม ปลายใบมน ใบยาว 1.2-2.5 ซม.กว้าง 2.4 มม. ดอกเป็นช่อ ช่อดอกยาว10ซม.มีดอกย่อย5-12ดอก กลีบดอกสีเหลืองบางครั้งมีจุดกระสีน้ำตาลหรือม่วงอดง กระจายอยู่ทั่วไป

ผลเป็นฝักผอมยาว 18-20 ซม.ฝักอ่อนสีเขียวเมื่อแก่เป็นสีม่วงและน้ำตาล เมล็ดมีหลายเมล็ดเรียงอยู่ในฝัก

ขยายพันธุ์ :ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด


โสนหางไก่

ชื่อ โสนหางไก่
ชื่อวิทยาศาสตร์ Aeschynomene indica L.
ชื่อสามัญ

Indian joint vetch, Sola pith plant

ชื่ออื่น โสนหิน
ชื่อวงศ์ FABACEAE
ถิ่นกำเนิด ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์ หลายประเทศทั่วโลก

ไม้ล้มลุกอายุปีเดียว พบขึ้นในนาข้าว หรือตามพื้นที่ชื้นแฉะมีน้ำท่วมขังเล็กน้อย ลักษณะของโสนหางไก่ลำต้น ตั้งตรงสูงได้ถึง1.5เมตร ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ใบย่อย 20-40 คู่ ใบย่อยรูปไข่ขอบขนาน ขนาดเล็ก โคนใบย่อยขนาดใหญ่กว่าปลายใบย่อย ดอกออกเป็นช่อแบบดอกย่อยเกิดห่างๆกันบนก้านช่อ กลีบเลี้ยงติดกันเป็นหลอดปลายแยกเป็น5แฉก กลีบดอก5กลีบขนาดไม่เท่ากันสีเหลืองครีม ผลเป็นฝักขนาดเล็กรูปทรงกระบอกยาวประมาณ5ซม.กว้าง0.5ซม. เมล็ดสีน้ำตาลทองประมาณ8-10เมล็ด

ชอบขึ้นตามที่ชื้นแฉะ ตามริมคันนา ริมหนองน้ำทั่วไป

ระยะออกดอก : ปลายเดือนมกราคม-ปลายเดือนกุมภาพันธ์

ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด


ตำยาน

ชื่อ ตำยาน
ชื่อวิทยาศาสตร์ Zygostelma benthamii Baill.
ชื่อสามัญ -
ชื่ออื่น อบเชยเถา, เครือเขาใหม่ , เชือกเถา , อบเชยป่า , กำยานเครือ , จั่นดิน
ชื่อวงศ์ ASCLEPIADACEAE
ถิ่นกำเนิด -
เขตการกระจายพันธุ์ -


ไม้เลื้อย อายุหลายปี มีรากสะสมอาหารใต้ดิน ทุกส่วนของต้นมียางสีขาว ใบรูปใบหอกยาว ปลายแหลม ออกตรงข้ามกัน...ช่อดอกสีชมพูขลิบขาว ออกที่ซอกใบ มีกลีบดอกห้ากลีบ

ตำยานมีสองชนิด ตำยานตัวผู้ ตำยานตัวเมีย ตำยานเป็นสมุนไพรในอดีต ตำรายาโบราณไทย ลาว พม่า เขมร ถือเป็นยาชูกำลังชั้นหนึ่ง ใช้ เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงร่างกาย บำรุงหัวใจ แก้อ่อนเพลีย ทำให้จิตใจชุ่มชื่น กระปรี้กระเปร่า ที่ดีที่สุดตัวหนึ่ง  ใช้ตำยานมาต้มรวมกันแล้วกิน หรือใช้รวมกับเครือหมาน้อย หมอน้อย ย่านาง ตะไคร้บ้าน ตะไคร้น้ำ
       ถ้าไม่ใช้วิธีต้ม จะใช้ฝนกิน... ก็ได้ แก้ท้องผูก แก้ริดสีดวง ได้ชะงัด

มาถึงตรงนี้ยังไม่เห็นหญ้าจริงๆซักต้น 

Tipvipa..V

SUANSAVAROSE
2.16 -25/8/2016

หญ้าแฝก

ชื่อ หญ้าแฝก
ชื่อวิทยาศาสตร์ Vetiveria zizanioides
ชื่อสามัญ Vetiver grass,Sevendara grass, Khuskhus, Cuscus
ชื่ออื่น แกงหอม,แคมหอม
ชื่อวงศ์ GRAMINEAE(POACEAE)
ถิ่นกำเนิด อินเดีย
เขตการกระจายพันธุ์ ประเทศในเขตร้อน

พืชที่ มีระบบรากลึกและแผ่กระจายลงไปในดินตรงๆ มีอายุหลายปี ขึ้นเป็นกอแน่น มีใบเป็นรูปขอบขนานแคบปลายสอบแหลม 

หญ้าแฝก (Vetiveria spp.) มีอยู่ในโลกประมาณ 11 ชนิด ในประเทศไทยนักพฤกษศาสตร์ได้ตรวจสอบพบว่ามีอยู่เพียง 2 ชนิดด้วยกัน ได้แก่ หญ้าแฝกหอม (Vetiveria zizanioides Nash) และหญ้าแฝกดอน (Vetiveria nemoralis A. Camus) ในธรรมชาติพบว่าหญ้าทั้งสองชนิดมีการกระจายทั่วไป ขึ้นได้ดีในสภาพพื้นที่ทั้งที่ลุ่มและที่ดอน ในดินสภาพต่าง ๆ จากความสูงใกล้ระดับน้ำทะเล จนถึงระดับประมาณ 800 เมตร

หญ้าแฝกดอน รากไม่มีกลิ่น ใบโค้งงอ สูงประมาณ 100-150 เซนติเมตร

หญ้าแฝกหอม มีรากที่มีกลิ่นหอม ใบยาวตั้งตรง สูงประมาณ 150-200 เซนติเมตร(ตามรูป)

 การปลูกหญ้าแฝกส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นในเรื่องของการอนุรักษ์ดินและน้ำ ลดการชะล้างพังทลายของดิน กักตะกอนดินในพื้นที่ลาดชัน และฟื้นฟูทรัพยากรดิน ซึ่งช่วยให้ดินมีศักยภาพในการให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น การปลูกหญ้าแฝกในพื้นที่ดินเสื่อมโทรม หรือพื้นที่ดินมีปัญหา จึงมีส่วนช่วยฟื้นฟู และปรับปรุงดินให้มีสภาพดีขึ้น เนื่องจากผลของอินทรียวัตถุที่เพิ่มขึ้น และกิจกรรมของจุลินทรีย์บริเวณรากหญ้าแฝก รวมทั้งการมีความชื้นที่ยาวนานขึ้น

การขยายพันธุ์ : สามารถขยายพันธุ์ที่ได้ผลรวดเร็ว โดยการแตกหน่อจากลำต้นใต้ดิน ในบางโอกาสสามารถแตกแขนงและรากออกในส่วนของก้านช่อดอกได้ เมื่อหญ้าแฝกโน้มลงดินทำให้มีการเจริญเติบโตเป็นกอหญ้าแฝกใหม่ได้


หญ้าเม็กซิกัน

ชื่อ หญ้าเม็กซิกัน
ชื่อวิทยาศาสตร์ Pennisetum setaceum ( Forssk. ) Chiov. Cv. Purpureum
ชื่อสามัญ African Fountain Grass, Tender Fountain Grass, Fountain Grass, Purple Fountain Grass
ชื่ออื่น หญ้าแดง
ชื่อวงศ์ GRAMINEAE(POACEAE)
ถิ่นกำเนิด ในทวีปแอฟริกาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกกลาง
เขตการกระจายพันธุ์ ทั่วไปในเขตร้อน

ไม้ ล้มลุก  พุ่มแน่น  สูง  1 - 1.50  เมตร  แผ่กว้าง    ใบเดี่ยว  เรียงเวียนสลับ  รูปแถบ  เรียวยาว  มีขนเล็ก ๆ  ปกคลุมบนแผ่นใบ  ปลายใบลู่ลงพื้น  สีแดงเลือดหมู ช่อดอกสีแดงเรื่อออกที่ปลายยอดชูตั้งขึ้น

จากวัชพืชสู่แลนด์สเคปPennisetum setaceum " Rubrum " (หญ้าน้ำพุสีแดง) สีจะเข้มกว่า สวยกว่าสำหรับนำมาใช้จัดในสวนหินหรือสวนที่ไม่ต้องดูและรักษามาก  หรือจะใช้ปลูกเป็นพืชคลุมดิน  ป้องกันการพังทลายของหน้าดิน  แต่ต้องหมั่นตัดแต่งช่อดอกและใบแห้งออกจากต้นอย่างสม่ำเสมอ  การทำอย่างนี้นอกจากต้นจะไม่โทรมแล้วจะป้องกันเรื่องดอกหญ้าที่แห้งปลิวไป ตามลมด้วย กันข้างบ้านจะบ่นเอาหนาว่าตากผ้าแล้วมีดอกหญ้าไปกวน

ระยะออกดอก : เดือนกรกฎาคม - ตุลาคม

ขยายพันธุ์ : เมล็ด แยกกอ


หญ้าน้ำพุ

ชื่อ หญ้าน้ำพุ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Pennisetum setaceum (Forssk.) Chiov.
ชื่อสามัญ Fountain Grass
ชื่ออื่น -
ชื่อวงศ์ GRAMINEAE(POACEAE)
ถิ่นกำเนิด ในทวีปแอฟริกาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกกลาง
เขตการกระจายพันธุ์ ทั่วไปในเขตร้อน


หญ้า น้ำพุ เป็นหญ้าอีกชนิดที่นำมาใช้ปลูกประดับสวน สไตล์โมเดิร์นและสวนอังกฤษ ลักษณะต้นที่แตกกอเหมือนน้ำพุ ดอกสีขาวฟูนุ่ม จึงมีชื่อทางการค้า ที่เรียกกันว่า หญ้าน้ำพุ

ระยะออกดอก : เดือนกรกฎาคม - ตุลาคม

การขยายพันธุ์ : เมล็ด เหง้า แยกกอ


หญ้าแห้วหมู

ชื่อ หญ้าแห้วหมู
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cyperus rotundus L.
ชื่อสามัญ Nut Grass,Nut sedge
ชื่ออื่น หญ้าขนหมู ซาเชาา ซัวฉ่าว อินเดียเรียก mutha, musta, mustuka ญี่ปุ่นเรียก ko-bushi
ชื่อวงศ์ CYPERACEAE
ถิ่นกำเนิด -
เขตการกระจายพันธุ์ ทั่วโลกทั้งเขตร้อนและเขตเย็น

               ไม้ล้มลุกอยู่ในจำพวกหญ้า อายุหลายปีหรือหลายฤดู เจริญเติบโตได้ดีในดินแทบทุกชนิด มักพบขึ้นตามข้างทาง ทุ่งนา ที่รกร้างและสนามหญ้า มักเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเติบโต และออกดอก ผลได้หลายครั้ง เป็นวัชพืชที่กำจัดยากมาก เนื่องจากมีหัวอยู่ใต้ดินและทนทานต่อสารกำจัดวัชพืช ไม่สามรถกำจัดได้โดยใช้หญ้าคลุม เกิดการแพร่ระบาดและการกระจายอย่างรวดเร็ว จนเรียกได้ว่าเป็นวัชพืชยอดแย่ที่สุดในโลก "the world's worst weed"

แห้วหมู มีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ แห้วหมูใหญ่และแห้วหมูเล็ก ซึ่งมีความแตกต่างกันในเรื่องของความสูงของลำต้น แห้วหมูจะมีลำต้นสูงอยู่ประมาณ 20-40 เซนติเมตร ทั้ง2ชนิดจะมีลำต้นอยู่ใต้ดินที่สามารถแพร่ขยายได้เป็นเส้นยาว ที่ปลายสุดมีหัวรูปกลมรีแข็งสีดำ เป็นหัวคล้ายแห้วไทย แตกแขนงลำต้นเป็นเส้นเหนียวแข็ง อยู่ใต้ดินและงอกเป็นหัวใหม่ได้ ใบเดี่ยวจำนวนมากแทงออกจากหัว  รูปรีแกมขอบขนาน เล็กยาวเรียว ปลายแหลมทู่ กลางใบเป็นสันร่อง ผิวใบเกลี้ยงสีเขียวเข้ม โคนใบออกสีแดงเรื่อๆ

           ดอกช่อคล้ายดอกหญ้าสีน้ำตาลแดง ขึ้นจากกลางต้น ช่อหนึ่งมีใบประดับรองรับช่อดอก2-4ใบกางออกอยู่ฐานช่อดอก ดอกย่อยไม่มีก้าน

ผล รูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ ปลายแหลมสีน้ำตาลหรือดำ หน้าตัดเป็นรูปสามเหลี่ยม

ขยายพันธุ์ : โดยใช้หัวหรือลำต้นใต้ดิน

หญ้าคา

ชื่อวิทยาศาสตร์  Imperata cylindrica (L.) Raeusch.
ชื่อสามัญ  Cogongrass, Alang-Alang, Imperata, Blady grass, Silver spikegrass
ชื่ออื่น  หญ้าคา แฝกคา
ชื่อวงศ์ POACEAE
ถิ่นกำเนิด ตะวันออกของแอฟริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์ เขตร้อนทั่วโลก


วัชพืชใบแคบ อายุหลายปี พบทั่วไปตามแปลงปลูกพืชที่รกร้าง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ถางป่าเพื่อทำไร่และทิ้งไป หรือไร่เลื่อนลอย เป็นวัชพืชร้ายแรงในไม้ผล ชา กาแฟ ปาล์มน้ำมัน และไร่ที่เปิดใหม่ พบทั่วไปในประเทศไทย ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลถึงประมาณ 2,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ลักษณะของหญ้าคา มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ลำต้นสูงประมาณ 1.50 เมตร แผ่นใบแคบยาว ปลายใบแหลมถึงเรียวแหลม ผิวใบเรียบหรือมีขนเล็กน้อยที่บริเวณใกล้ฐานใบ ขอบใบคมคายมือ ช่อดอกเป็นแท่งกลมยาว มีขนฟูสีขาวเงินยวงหรือสีครีม ดอกติดเป็นคู่ ก้านดอกยาวไม่เท่ากัน ดอกรูปร่างคล้ายใบหอก เมล็ดแคบยาว สีน้ำตาล

ระยะออกดอก----ตลอดปี

ขยายพันธุ์----ด้วยเมล็ดและเหง้า


หญ้าดอกชมพู

ชื่อ หญ้าดอกชมพู
ชื่อวิทยาศาสตร์ Melinis repens (Willd.) Zizka
ชื่อสามัญ Natal Grass, Natal Redtop, Ruby Grass
ชื่ออื่น หญ้าดอกแดง
ชื่อวงศ์ GRAMINEAE(POACEAE)
ถิ่นกำเนิด

ตอนใต้ของทวีปแอฟริกา

เขตการกระจายพันธุ์

กระจายไปยังทวีปต่างๆ รวมทวีปอเมริกาเหนือและออสเตรเลีย

ลำต้นตั้งสูง 80-115 ซม.หากดินแน่น ต้นจะเตี้ย ลำต้นมีขนปกคลุม ข้อมีปุยสีน้ำตาลแดงใบเรียวไปที่ปลายใบ  ใบนุ่ม หน้าใบและหลังใบไม่มีขน กาบใบและลำต้นมีขนยาวปกคลุม รอยต่อใบและกาบใบ ลักษณะเป็นแผงขน ออกดอกที่ตาข้างและที่ยอด ช่อดอกยาว 45-50ซม.ดอกมีปุยขนยาวสีขาวแกมแดงถึงม่วงแดงหุ้มอยู่จำนวนมาก เมื่อช่อดอกแก่สีจะจางลงเป็นสีขาวและชมพู

ชอบดินแห้ง พบในพื้นที่รกร้างและพื้นที่เกษตรกรรม แพร่กระจายในสวนสับปะรด และบริเวณปลูกพืชอื่นๆในประเทศไทย

ใช้ เป็นอาหารสัตว์ โค กระบือ โดยปล่อยสัตว์แทะเล็มตามธรรมชาติ

ปลูกเป็นไม้ประดับคลุมดินเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของดิน

ระยะออกดอก : ช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม

ขยายพันธุ์ : เมล็ด


หญ้าปากควาย

ชื่อ หญ้าปากควาย
ชื่อวิทยาศาสตร์ Dactyloctenium aegyptium (L.) P. Beauv.
ชื่อสามัญ

Beach wiregrass, Crowfoot grass

ชื่ออื่น หญ้าสายน้ำผึ้ง,หญ้าตีนตุ๊กแก
ชื่อวงศ์ GRAMINEAE(POACEAE)
ถิ่นกำเนิด เขตร้อนของทวีปอเมริกา
เขตการกระจายพันธุ์ เป็นวัชพืชในเขตร้อนและกึ่งร้อนทั่วโลก

    

       เป็นวัชพืชใบแคบอายุหลายปี ในประเทศไทยพบทุกภาค มักขึ้นตามที่โล่งแจ้ง หรือมีร่มเงาบางส่วน ดินที่มีการระบายน้ำได้ดี เช่น ดินทราย ทนแล้งได้ดี พบที่ระดับความสูง 50-650 เมตร เป็นวัชพืชในพืชไร่ พืชผัก พืชผลยืนต้น และพื้นที่ที่ไม่ได้ทำการเกษตร เช่นที่รกร้างว่างเปล่า สนามหญ้า ไหล่ทาง

ลักษณะหญ้าปากควาย ลำต้นมักแตกใหม่จากข้อที่ติดอยู่กับพื้นดินและมีราก ใบรูปหอก ยาว6-8ซม.ปลายแหลม มีขนเห็นชัด ช่อดอกมีก้านดอกกลมยาว10-20ซม.ปลายก้านดอกมีช่อดอกย่อยแตกออกจากจุดกึ่งกลาง เป็นแฉก3-6ช่อ แต่ละช่อยาว3-4ซม.ดอกย่อยสีขาวแกมเขียว ขนาดเล็ก แบน ออกเรียงติดกัน

ผลแบบธัญพืช ในทวีปแอฟริกา พืชชนิดนี้ใช้เป็นพืชอาหารแบบดั้งเดิม โดยมีการใช้เมล็ดของพืชชนิดเป็นอาหารสัตว์ เมื่อความแห้งแล้ง อดอยาก ในขณะที่ในพื้นที่อื่นๆถือว่าเป็นวัชพืช

ระยะออกดอก : ตลอดปี

ขยายพันธุ์ ;โดยการแยกไหล และเมล็ด


หญ้าเจ้าชู้

ชื่อ หญ้าเจ้าชู้
ชื่อวิทยาศาสตร์ Chrysopogon aciculatus (Retz.) Trin.Share
ชื่อสามัญ gold beard grass, pilipiliula
ชื่ออื่น หญ้ากร่อน หญ้าขี้ครอก หญ้านกคุ่ม หญ้ากะเตรย หญ้าขี้เตรย
ชื่อวงศ์ GRAMINEAE(POACEAE)
ถิ่นกำเนิด ทวีปเอเชีย
เขตการกระจายพันธุ์ อินเดีย ศรีลังกา พม่า จีน ไทย ลาว เวียดนาม และมาเลเซีย

              หญ้าอายุหลายปี ทนแล้งได้ดี พบตามเนินเขา หาดทราย ไหล่ทาง พื้นที่ที่น้ำไม่ท่วมขัง ขึ้นเป็นกอ เหง้าแข็งลำต้นทอดนอนไปตามพื้นดินได้ไกล ตามลำต้นมีกาบใบแก่หุ้มอยู่ ลำต้นตั้งตรง สูง 15–25 เซนติเมตร  โคนมีขน กาบใบ เป็นแผ่นหยาบแข็งมีขนสีขาว ขอบเกลี้ยงแผ่เป็นเยื่อบาง  แผ่นใบ รูปแถบ ปลายใบเรียวแหลม ช่อดอก แบบช่อแยกแขนงกว้าง สีทองหรือสีน้ำตาลเข้ม แขนงช่อดอก เรียวยาวเป็นเส้นแตกจากแกนกลางแบบเวียนรอบข้อหรือเอียงเล็กน้อยรูปกลม เรียวคล้ายเมล็ดข้าว มีหนามแหลม สามารถปักติดเสื้อผ้าและผิวหนังได้ โดยเฉพาะเมื่อติดผิวหนังจะรู้สึกเจ็บแสบและคันยิบ ๆ แกะออกจากเสื้อผ้ายากมาก จึงถูกเรียกชื่อว่า หญ้าเจ้าชู้

หญ้า เจ้าชู้มีเมล็ด ซึ่งสามารถแพร่กระจายไปได้ โดยมี ลม น้ำ คน และสัตว์เป็นเครื่องช่วยทำให้กระจายไปได้ไกล ๆ และรวดเร็วเช่น เมล็ดวัชพืชอื่นๆ อาจจะติดไปกับเสื้อผ้าซึ้งช่วยในการแพร่พันธุ์ไปได้ในระยะไกล

ออกดอกติดผล : ช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายน

ขยายพันธุ์ : เมล็ด และ ไหล


หญ้าไซ

ชื่อ หญ้าไซ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Leersia hexandra Sw.
ชื่อสามัญ Southern cutgrass, Swamp Rice grass
ชื่ออื่น หญ้าทราย
ชื่อวงศ์ GRAMINEAE(POACEAE)
ถิ่นกำเนิด -
เขตการกระจายพันธุ์ ประเทศในเขตร้อน

เป็นพืชวงศ์หญ้าอายุหลายปีชอบขึ้นตามลำคลองหนองบึงหรือที่ชื้นแฉะริมน้ำ พื้นที่ลุ่มน้ำขังทั่วประเทศ เจริญเติบโตได้ดีในดินเหนียวทนน้ำท่วมขัง ลักษณะลำต้นเลื้อยทอดขนานไปกับพื้นดินหรือตามริมน้ำ บางทีลำต้นทอดเลื้อยตอนล่างแล้วปลายยอดชูตั้งขึ้น ลำต้นสูงประมาณ30-70ซม.ตรงข้อตอนล่างมีรากแตกยึดพื้นดิน

ใบ แคบเล็กเรียวยาว ขนาดกว้าง3-10มม. ยาว5-15ซม.ระหว่างแผ่นใบและกาบใบมีลิ้นใบลักษณะเป็นเยื่อ บางแข็ง คมและสากคายมาก มีขนแข็งเล็กสากมือขูดผิวหนังทำให้เกิดพิษคัน  เหมือนใบหญ้าคา 

ช่อ ดอกแบบช่อดอกรวมยาว5-15ซม. ก้านช่อดอกแตกแขนงเป็นก้านช่อดอกย่อย ช่อดอกย่อยยาว3-5มม.จำนวนมากเรียงสลับกันแน่นที่ช่อดอก แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยเพียง1ดอก ผลเป็นผลแห้งมี1เมล็ด ขึ้นตามลำคลองหนองบึงหรือที่ชื้นแฉะริมน้ำ

ระยะออกดอก :ช่วง พฤศจิกายน - ธันวาคม

ขยายพันธุ์ : ด้วยเหง้าและเมล็ด


หญ้ายอนหู

ชื่อ หญ้ายอนหู
ชื่อวิทยาศาสตร์ Leptochloa chinensis (L.) Nees
ชื่อสามัญ Feather grass ; Red sprouglelop
ชื่ออื่น หญ้าเม็ดงา หญ้าดอกขาว หญ้าลิเก หญ้าไม้กวาด หญ้าพระเอก
ชื่อวงศ์ GRAMINEAE(POACEAE)
ถิ่นกำเนิด ในเขตร้อนของทวีปเอเชีย
เขตการกระจายพันธุ์ ในเขตร้อนของทวีปเอเชีย

                      เป็นหญ้าประเภทอายุปีเดียวขึ้นในพื้นที่ลุ่ม ชื้นแฉะ ทนต่อน้ำท่วมขังหรือแหล่งน้ำที่มีระดับน้ำไม่ลึกนัก เป็นวัชพืชร้ายแรงชนิดหนึ่งในนาข้าวในประเทศไทยและหลายประเทศในเอเชีย ลักษณะทรงต้นแบบกอพุ่มตั้งลำต้นส่วนล่างทอดเอนเล็กน้อย แตกรากตามข้อที่แตะดิน ต้นสูง 40-70ซม. ต้นสีเขียว กลม ข้างในกลวง ไม่มีขน ใบแบบรูปใบแถบ โคนใบตัดตรง ปลายใบเรียวสอบ กว้าง 3-10มม.ยาว 15-20 ซม. แผ่นใบเรียบ สีเขียว ผิวใบค่อนข้างสาก ขอบใบหยักแบบฟันเลื่อยถี่สั้นๆ  ลิ้นใบ เป็นแผ่นเยื่อขอบลุ่ยเป็นเส้นๆ

ดอกแบบช่อดอกรวมสีเขียวอ่อนหรือออกแดง มีดอกย่อย3-7ดอก ดอกแก่สีน้ำตาล ร่วงง่าย ผลแบบผลแห้งมีเมล็ดเดียว

ระยะออกดอก : ตลอดปี

ขยายพันธุ์ :ด้วยเมล็ด


หญ้าตีนกา

ชื่อ หญ้าตีนกา
ชื่อวิทยาศาสตร์ Eleusine indica (L.) Gaertn
ชื่อสามัญ Goose grass, Wire grass, Yard grass
ชื่ออื่น หญ้าปากคอก,หญ้าฝากควาย
ชื่อวงศ์ GRAMINEAE(POACEAE)
ถิ่นกำเนิด เขตร้อนของทวีปแอฟริกาและเอเชีย
เขตการกระจายพันธุ์ ทั่วไปในเขตร้อนทั่วโลก และแพร่ไปในเขตกึ่งร้อนในอเมริกาเหนือ และแอฟริกา

เป็น พืชใบเลี้ยงเดี่ยวอายุปีเดียว เป็นวัชพืชพบทั่วไปในทุกภาคของประทศไทย เจริญเติบโตได้ทั้งในที่ชุ่มชื้นน้อย พบขึ้นทั่วไปตามพื้นที่เปิดโล่ง เช่น ไหล่ทาง ที่รกร้างว่างเปล่า โดยเฉพาะในดินที่ไม่มีการไถพรวน ลักษณะลำต้นสั้นตั้งเป็นกอ สูงประมาณ 30-60 ซม. ลำต้นแบนสีขาว ถึง เขียวอ่อน แตกต้นใหม่ที่โคนกอเป็นกอขนาดใหญ่  ใบรูปแถบยาวปลายเรียวแหลม โคนใบมีขนไม่แข็งนัก กาบใบค่อนข้างใหญ่สีเขียวอ่อน - ขาวหุ้มซ้อนทับใบที่เกิดลำดับหลัง ออกดอกที่ปลายยอด ก้านดอกสีเขียวกลมยาว และแตกช่อดอกที่ส่วนปลาย 3 - 8 ช่อ ในแต่ละช่อย่อยมีดอกย่อยจำนวนมาก

ระยะเวลาออกดอก : ตลอดปี

ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด


หญ้าตีนนก

ชื่อ หญ้าตีนนก
ชื่อวิทยาศาสตร์ Digitaria ciliaris (Retz.) Koel
ชื่อสามัญ Henry's crabgrass, Southern crabgrass

Summergrass, Tropical finger grass

ชื่ออื่น หญ้าปล้องข้าวนก
ชื่อวงศ์ GRAMINEAE (POACEAE)
ถิ่นกำเนิด -
เขตการกระจายพันธุ์ เขตร้อนทั่วโลก

   

เป็นจำพวกหญ้าขึ้นเป็นกออายุฤดูเดียว พบขึ้นเป็นวัชพืชในพื้นที่เพาะปลูกทั้งพืชอายุปีเดียวและพืชยืนต้น มักพบขึ้นตามที่รกร้างว่างเปล่า สนามหญ้า ไหล่ทาง เป็นวัชพืชพบทั่วไปในทุกภาคของประทศไทย ลักษณะ ลำต้นส่วนล่างมักทอดเอน ชูส่วนยอด สูง 50 - 60 เซนติเมตร แตกรากและต้นใหม่ตามข้อ กาบใบเป็นสันทำให้ลำต้นแบนโดยเฉพาะที่โคนต้นและต้นอ่อน ใบมีเส้นกลางใบเด่นชัด ขอบใบเรียบ ใบกว้าง 4-7มม. ยาว 11 - 22 ซม. หน้าใบมีขน กระจายตามขอบใบ และโคนใบเล็กน้อย หลังใบไม่มีขน รอยต่อใบและกาบใบมีลิ้นใบ เป็นแผ่นสีน้ำตาลอ่อนปลายลุ่ย สั้นมาก

                 ช่อดอกยาว 40 – 45 ซม.มี 4 - 7 แขนงแต่ละแขนงยาว 8 – 10ซม. ผลเป็นผลแห้ง มีส่วนของใบประดับนอกและใบประดัในที่แข็งติดอยู่

ระยะเวลาออกดอก : ตลอดปี

ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด


หญ้ารังนก

ชื่อ หญ้ารังนก
ชื่อวิทยาศาสตร์ Chloris barbata Sw.
ชื่อสามัญ Swollen finger grass,Windmill Grass, Giant finger grass,Purpletop chlori
ชื่ออื่น -
ชื่อวงศ์ GRAMINEAE (POACEAE)
ถิ่นกำเนิด ประเทศไทย และประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เขตการกระจายพันธุ์ แพร่ระบาดทั่วไปในเขตร้อนและกึ่งร้อน พบแพร่ระบาดในหลายประเทศ

หญ้า อายุปีเดียวขึ้นเป็นกอมักพบในที่รกร้างและริมถนนพบ ขึ้นกระจายอยู่ทั่วไป ทั้งในที่แจ้งและในร่มเงาเล็กน้อย ในประเทศไทยพบทุกภาค ลักษณะลำต้นทอดไปกับพื้นและยกสูงขึ้นแล้วตั้งตรงได้ประมาณ 30-100 ซ.ม. ที่แตะพื้นจะแตกราก โคนต้นแบน ข้อมีสีม่วง กาบใบเกลี้ยง ยาว 8-10 ซม. แผ่นใบ รูปขอบขนาน ฐานกว้างบริเวณคอใบมีขนสีขาวอ่อนนุ่มคล้ายไหม กว้าง3-5 มม. ยาว 10-35ซม. ท้องใบมีขนคล้ายไหมกระจาย ปลายใบเรียวแหลม ลิ้นใบเป็นแผ่นบาง ออกดอกตรงส่วนปลายของลำต้น ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอดแบบช่อกระจะ แตกช่อแขนงย่อยเรียงเป็นรูปนิ้วมือที่ปลายก้านช่อดอก 5-15 ช่อ ช่อดอกย่อยสีม่วงแดง เรียงสลับเป็นสองแถวบนแกนกลางด้านเดียว ช่อดอกยาว 20 - 30 ซม. มี 9-12 แขนง  

ระยะเวลาออกดอก : ตลอดปี

ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด


หญ้าข้าวนก

ชื่อ หญ้าข้าวนก
ชื่อวิทยาศาสตร์ Echinochloa colonum (L.) Link
ชื่อสามัญ Barnyard grass,Barnyard millet,Chicken panic grass,Cook’s foot baronet,Jungle rice, Birdsrice
ชื่ออื่น หญ้าปล้องนก หญ้านกเขา หญ้าพุ่มพวง หญ้าละมาน
ชื่อวงศ์ GRAMINEAE (POACEAE)
ถิ่นกำเนิด ไม่มีหลักฐานที่ระบุถิ่นกำเนิดที่แน่นอน สันนิษฐานว่าเป็นพืชท้องถิ่นในเอเชียกลางหรือเอเชียตะวันออก บ้างก็ระบุว่ามีแหล่งกำเนิดในยุโรปตะวันออก
เขตการกระจายพันธุ์

ทวีปเอเชียและทวีปแอฟริกา

            หญ้าอายุปีเดียว   ชอบขึ้นตามพื้นดินชื้นแฉะหรือมีสภาพน้ำขัง โดยเฉพาะในนาข้าว จนจัดเป็นวัชพืชสำคัญของนาข้าวชนิดหนึ่ง และขึ้นได้ในแหล่งเพาะปลูกทั่วไปแพร่กระจายได้เร็ว ทนต่อดินเค็ม ดินเปรี้ยวได้สูง พบได้ทั่วประเทศไทย  ลักษณะลำต้นเป็นกอตั้งตรง ลำต้นที่เกิดดอกสูงประมาณ30-60ซ.ม. ตรงข้อพองเล็กน้อยและมักมีสีม่วงแดง

ช่อดอกเป็นช่อดอกรวมประกอบด้วยก้านช่อดอกที่แตกแขนงไปประมาณ 3-10แขนง แต่ละแขนงมีช่อดอกย่อยเรียงติดกันตามยาว ช่อดอกย่อยประกอบด้วยดอกย่อยเพียงดอกเดียว ผลเป็นผลแห้ง

ระยะออกดอก : ตลอดทั้งปี

ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด           


หญ้านกสีฃมพู

ชื่อ หญ้านกสีชมพู
ชื่อวิทยาศาสตร์ Echinochloa colona L.Link
ชื่อสามัญ   Junglerice, Awnless barnyard grass,Millet-rice, Shama millet, Wild millet
ชื่ออื่น -
ชื่อวงศ์ GRAMINEAE (POACEAE)
ถิ่นกำเนิด อินเดีย
เขตการกระจายพันธุ์ เขตร้อนและกึ่งร้อนทั่วโลก

       

วัชพืชปีเดียว เจริญเติบโตได้ทั้งในที่ชุ่มชื้นมากและที่แห้ง ทั้งที่โล่งแจ้ง และใต้ร่มเงาพืชอื่น มักพบขึ้นตามที่รกร้างว่างเปล่า ไหล่ทาง พื้นที่ข้าวนาหว่าน จนถึงพืชไร่   เป็นวัชพืชพบทั่วไปในทุกภาคของประทศไทย ลักษณะหญ้านกสีชมพู ลำต้นตั้ง แตกเป็นกอแผ่กว้าง สูงประมาณ 30-60 เซนติเมตร โคนกาบใบสีม่วงแดง ผิวใบเรียบ ไม่มีลิ้นใบ ดอกออกเป็นช่อ แบบช่อแขนง มี 8-10 แขนง ค่อนข้างแบน และมีขนสากคาย

ระยะออกดอก - ตลอดปี

ขยายพันธุ์ - ด้วยเมล็ด


หญ้าบุ้ง

ชื่อ หญ้าบุ้ง
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cenchrus echinatus Linn.
ชื่อสามัญ  Burgrass, Hedgehog grass, Southern sandbur
ชื่ออื่น หญ้าขี้ครอก,หญ้าสอนกระจับ,หญ้าสนกระจับ
ชื่อวงศ์ GRAMINEAE (POACEAE)
ถิ่นกำเนิด พืชท้องถิ่นในทวีปอเมริกาใต้ อเมริกากลางเขตร้อนและหมู่เกาะแปซิฟิก
เขตการกระจายพันธุ์ ทั่วเขตร้อนและ แอฟริกาตะวันตก

เป็น พืชอายุฤดูเดียวชอบขึ้นตามที่ร่มเงา ที่ชุ่มชื้น ที่โล่ง พื้นที่ว่างเปล่า ดินทราย ดินเหนียว ดินลูกรังเจริญเติบโตดีในฤดูฝน พบทั่วไป ทั้งในและนอกพื้นที่การเกษตรที่น้ำไม่ท่วมขัง ในประเทศไทยพบทุกภาค ลักษณะของหญ้าสอนกระจับทรงต้นเป็นกอค่อนข้างตั้ง สูง 70-90 แตกรากตามข้อที่แตะพื้นดิน ลำต้นสีเขียวปนม่วงแดง เรียบค่อนข้างมันมีขนปกคลุม

                  ใบ เป็นแบบรูปใบหอกโคนใบป้านมน ปลายใบเรียวแหลมใบยาว 15-25ซม. กว้าง 1.5-2.5ซม.ใบสีเขียวเข้ม ผิวใบค่อนข้างนุ่ม หน้าใบมีขน ปกคลุมปานกลาง  หลังใบไม่ มีขน ลิ้นใบเป็นแผ่นเยื่อขอบลุ่ยเป็น กาบใบสีเขียวเข้ม เป็นสันแบนหุ้ม

ออกดอกในช่วงฤดูฝน ช่อดอกออกที่ปลายยอดแบบช่อเชิงลดยาว 18-35 ปลายยอดช่อดอกโค้งงอลงเล็กน้อย โคนก้านดอกมีขนแข็งหยาบ เหนียว จำนวนมาก โคนขนเหล่านี้แผ่ติดกันเกิดเป็นกระพุ้งแข็งรองรับกลุ่มดอก เมื่อดอกแก่ขนแข็งทำให้กลุ่มดอกสามารถติดไปกับวัสดุอื่นได้ ดอกอ่อนสีเขียว ดอกแก่สีน้ำตาล ผลเป็นผลแห้งแก่แล้วไม่แตก รูปรี ยาวประมาณ 2 มม. เมื่อแก่ผลมีสีน้ำตาล-เหลือง หญ้าสอนกระจับ เป็นแหล่งอาหารสัตว์ตามธรรมชาติในช่วงต้นฤดูฝน สำหรับโค กระบือ

ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด


หญ้าบุ้ง

ชื่อ หญ้าบุ้ง
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cenchrus  brownii
ชื่อสามัญ Goose grass
ชื่ออื่น หญ้าขี้ครอก,หญ้าสอนกระจับ,หญ้าสนกระจับ
ชื่อวงศ์ GRAMINEAE (POACEAE)
ถิ่นกำเนิด พืชท้องถิ่นในทวีปอเมริกาใต้ อเมริกากลางเขตร้อนและหมู่เกาะแปซิฟิก
เขตการกระจายพันธุ์ ทั่วเขตร้อนและ แอฟริกาตะวันตก


หญ้าดอกห่าง

ชื่อ หญ้าดอกห่าง
ชื่อวิทยาศาสตร์ Setaria flavidum (Retz.) A. Camus
ชื่อสามัญ -
ชื่ออื่น หญ้านกสีชมพู
ชื่อวงศ์ GRAMINEAE(POACEAE)
ถิ่นกำเนิด -
เขตการกระจายพันธุ์ -


          พืชพวกหญ้าขึ้นเป็นกอแผ่ออกอายุหลายปี พบขึ้นอยู่ทั่วไปในสภาพพื้นที่ที่แตกต่างกัน ทั้งที่ดอนและที่ลุ่ม ดินร่วน ดินลูกรัง ดินเหนียวปนลูกรัง ดินเหนียวนา ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล ตั้งแต่ 130-800 เมตร เป็นแหล่งอาหารสัตว์ตามธรรมชาติสำหรับ โค กระบือ ลักษณะของหญ้าดอกห่างมีลำต้นค่อนข้างแบนสีเขียวเรียบเป็นมัน ทอดนอนตามพื้นดิน ปลายยอดตั้งขึ้นสูง 40-60ซม. ใบแบบใบดาบ โคนตัด ปลายใบแหลมใบยาว 20-30ซม. กว้างประมาณ1 ซม. หน้าใบมีขนสั้น ๆ หลังใบไม่มีขน ใบสีเขียวเข้มมีสีม่วงแดงปน ผิวใบมัน ย่นเป็นแห่ง ๆ หยาบเล็กน้อย ขอบใบสีม่วงแดงหยักแบบฟันเลื่อยถี่สั้น ๆ

ช่อดอกออกที่ปลายยอดแบบช่อกระจะ มีช่อดอกย่อยแนบไปกับแกนช่อดอก มี 8-11 ช่อดอกย่อย กลุ่มช่อดอกย่อย มี 1 ไม่มีก้านดอก ดอกเกิดสลับกันบนแกน ด้านเดียว มี 12-19 ดอก ดอกแก่สีขาวอมเขียวอ่อน ๆ ร่วงยาก

ระยะออกดอก : เดือน เมษายน-มกราคม

ขยายพันธุ์ : เมล็ด


หญ้ากุศลา

ชื่อ หญ้ากุศลา
ชื่อวิทยาศาสตร์ Panicum cambogiense Balansa
ชื่อสามัญ -
ชื่ออื่น หญ้าดอกขาว หญ้าปล้องขน
ชื่อวงศ์ GRAMINEAE(POACEAE)
ถิ่นกำเนิด -
เขตการกระจายพันธุ์ -

          เป็นพืชอายุปีเดียว เจริญเติบโตในช่วงต้นฤดูฝน ชอบขึ้นในสภาพไร่ ในสภาพน้ำขังแต่หากน้ำเพิ่มระดับและท่วมยอดจะเน่าตายเพราะไม่สามารถยืดตัวหนีน้ำได้ ลักษณะหญ้ากุศลาต้นสูงโดยประมาณ 20 - 50 เซนติเมตร ใบเรียวไปที่ปลายใบ หน้าใบมีขนประปราย หลังใบมีปุยขนสีขาวปกคลุมหนาแน่น ใบกว้าง 0.9 – 1.2 ซม. ยาว 13.9 – 18.8 ซม. ช่อดอก ยาว 40-55ซม. เมล็ดแก่ต้นจะแห้งตาย

ระยะออกดอก :เดือนพฤษภาคม-เดือนมิถุนายน

ขยายพันธุ์ : เมล็ด


หญ้าไข่เหาหลวง

ชื่อ หญ้าไข่เหาหลวง
ชื่อวิทยาศาสตร์   Panicum  notatum .   Retz.
ชื่อสามัญ -
ชื่ออื่น -
ชื่อวงศ์ GRAMINEAE(POACEAE)
ถิ่นกำเนิด -
เขตการกระจายพันธุ์ -

พืชค้างปีขึ้นตามริมป่า พบขึ้นในที่ค่อนข้างร่มเงา ดินร่วนปนทราย ลำต้นกลวง ทรงต้นค่อนข้างตั้งความสูงของต้น 1.5-2เมตร ลำต้นสีเขียวอมเหลือง ไมีมีขน ค่อนข้างแข็งเหนียว ข้อสีเขียวอมม่วงมีขนรอบๆข้อเล็กน้อย ใบเป็นแบบรูปใบหอกปลายใบเรียวแหลม โคนใบป้านมนบานรูปหัวใจ ซึ่งเป็นลักษณะเด่น เส้นใบขนานไปปลายใบ สีใบเขียวเข้ม ผิวใบค่อนข้างหยาบเล็กน้อย  ยอดอ่อนโผล่แบบม้วน ช่อดอกออกที่ปลายยอดแบบแยกแขนง ดอกสีเขียวอมม่วง มีกาบหุ้มดอกสองกาบ เมล็ด รูปรียาวประมาณ 3 มิลลิเมตร กลุ่มดอกย่อยมี2ดอก ดอกบนเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ดอกล่างหมัน

  การใช้ประโยชน์ เป็นแหล่งอาหารสัตว์ธรรมชาติแทะเล็มสำหรับ โค กระบือ

เริ่มออกดอกตั้งแต่ : เดือนเมษายน - กันยายน

ขยายพันธุ์ : เมล็ด


หญ้าชันกาด

ชื่อ หญ้าชันกาด
ชื่อวิทยาศาสตร์ Panicum repens L
ชื่อสามัญ Torpedo grass, Creeping witchgrass
ชื่ออื่น หญ้าชันอากาศ แขมมัน หญ้าอ้อน้อย หญ้าขิง
ชื่อวงศ์ GRAMINEAE(POACEAE)
ถิ่นกำเนิด -
เขตการกระจายพันธุ์ ยุโรป อเมริกาเหนือและใต้ แอฟริกา เอเชีย จนถึงออสเตรเลีย

หญ้าชันกาดเป็นวัชพืช ประเภทใบแคบ อายุหลายปีพบมากในพื้นที่ชุ่มน้ำ นาข้าว และพื้นที่ลุ่มน้ำท่วมถึง เติบโตได้ดีในดินชื้นหรือมีน้ำขัง ยากต่อการกำจัด และเป็นวัชพืชสำคัญที่ทำให้ผลผลิตเสียหาย และแพร่ระบาดทั่วไปในที่รกร้าง ข้างถนน และแหล่งเพาะปลูก พบทั่วประเทศ ลักษณะของหญ้าชันกาดทรงต้นสูงประมาณ 50-120 ซม. มีเหง้าหรือลำต้นใต้ดิน โคนลำต้นโค้งงอเล็กน้อยไม่แตกแขนง ปล้องรูปทรงกระบอกกลวง ใบรูปแถบ ยาว 15-30 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมน ขอบใบมีขนสาก แผ่นใบเกลี้ยง กาบใบยาว 4-10 ซม. เกลี้ยง คอใบมีขน ลิ้นใบเป็นเยื่อ ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง กว้าง 4-10 ซม. ยาว 8-14 ซม. ช่อดอกย่อยออกเดี่ยวๆ เป็นแบบช่อแขนง

ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ดและเหง้า


หญ้าขน

ชื่อ หญ้าขน
ชื่อวิทยาศาสตร์ Brachiaria mutica (Forsk.) Stapf
ชื่อสามัญ Paragrass, Buffalo grass,Panicum grass
ชื่ออื่น -
ชื่อวงศ์ GRAMINEAE(POACEAE)
ถิ่นกำเนิด เขตร้อนของแอฟริกาและอเมริกา
เขตการกระจายพันธุ์ แอฟริกาและบางส่วนของตะวันออกกลาง  อเมริกากลาง เอเซียเขตร้อน ออสเตรเลียเขตร้อน หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก

เจริญเติบโตได้ทั้งบนบกและในน้ำเป็นวัชพืชอายุหลายปี ใช้ปลูกเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ได้ หรือเป็นอาหารของโค กระบือ ในธรรมชาติ ชอบขึ้นตามดินแฉะ หรือชายตลิ่งแล้วเจริญงอกงามแผ่ลงน้ำ มีไหลเลื้อยทอดไปตามดินหรือน้ำ ลักษณะลำต้นกลวง  อวบน้ำ ใบขนาดกลางรูปหอกปลายแหลม ยาว ๕-๘  ซม.  กว้าง ๐.๘-๑.๒ ซม. มีขนตามใบ กาบใบและข้อ เห็นได้ ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอด มีก้านช่อดอกยาว ช่อดอกย่อยมี 10-20 ช่อ สีเขียวคล้ำปนดำ
ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด


หญ้าเลา

ชื่อ หญ้าเลา
ชื่อวิทยาศาสตร์ Neyraudia reynaudiana (Kunth) H. Keng ex Hitchc
ชื่อสามัญ Kans grass,Wild Cane
ชื่ออื่น หญ้าพง
ชื่อวงศ์ GRAMINEAE(POACEAE)
ถิ่นกำเนิด เอเชียใต้
เขตการกระจายพันธุ์ จีน เอเชียเขตร้อน อินเดีย อินโดจีน อเมริกาเหนือ  ตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกา

 

     หญ้าเลาลักษณะ คล้ายอ้อหรือแขม อายุปีเดียวหรือหลายปี  พบขึ้นอยู่บนพื้นที่สูงของทุกภาคบริเวณพื้นที่ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 90-1,000 เมตรขึ้นไป พบได้ริมทาง ข้างถนนและริมน้ำทั่วไป ลำต้นของหญ้าเลากลวงตั้งตรง สูงได้ประมาณ 3-4 เมตร ใบรูปใบหอกมีขนาดใหญ่ ขนาดของใบ กว้าง 3.5-4.5 ซม.ยาว 170-190 ซม. หน้าใบมีขนปกคลุมเล็กน้อย ผิวใบเรียบ เส้นกลางใบสีขาวนวลเด่นชัด กาบใบไม่มีขน ลิ้นใบเป็นขอบชายครุยเป็นเส้น ช่อดอกออกที่ปลายยอดแบบช่อแยกแขนง มีขนแบบเส้นไหมสีขาวเงิน ช่อดอกมีขนาดใหญ่และหนัก ยาว 170-220 ซม. ช่อดอกจะลู่เอนไปด้านใดด้านหนึ่ง สรรพคุณทางเป็นสมุนไพร รากของเลามีรสหวาน ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ยาบำรุง ยาสมาน และรักษาอาการอาหารไม่ย่อย แต่ในสหรัฐอเมริกาจัดพืชชนิดนี้เป็นพืชรุกราน

ระยะออกดอก : ช่วงเดือนธันวาคม-มิถุนายน

ขยายพันธุ์ : เมล็ด,เหง้า


หญ้ากระดูกไก่

ชื่อ หญ้ากระดูกไก่
ชื่อวิทยาศาสตร์ Ischaemum rugosum
ชื่อสามัญ Wrinkle duck-beak,Saramolla grass, Muraino grass
ชื่ออื่น หญ้าแดง, หญ้าก้านธูป,หญ้าดอกต่อ,หญ้าสร้าง
ชื่อวงศ์ GRAMINEAE(POACEAE)
ถิ่นกำเนิด เขตร้อนของทวีปเอเชีย
เขตการกระจายพันธุ์ หลายประเทศในเขตร้อนของเอเชีย

                พืชจำพวกหญ้าอายุปีเดียว นับเป็นวัชพืชร้ายแรงตัวสำคัญ พบแพร่กระจายทั่วไปในพื้นที่ชื้นแฉะ โดยเฉพาะในนาข้าวที่เติบโตพร้อมกับต้นข้าว พบได้มากในแถบจังหวัดภาคกลาง และภาคเหนือตอนล่าง ของประเทศ ลักษณะของหญ้ากระดูกไก่มีลำต้นตั้งตรง กลม และเป็นข้อปล้อง แตกหน่อเป็นลำต้นใหม่จนเป็นกอใหญ่ สูงประมาณ 30-50 เซนติเมตร โคนลำต้นห่อด้วยกาบใบ สีแดงเรื่อ

ใบเป็นใบเดี่ยวออกบริเวณข้อลำต้น มีก้านใบสั้น ก้านใบมีสีแดงประ ใบมีลักษณะเรียวยาว ออกดอกเป็นช่อเดี่ยวที่ปลายลำต้น  ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ สามารถผสมเกสรในตัวเองได้ เมล็ด รวมกันเป็นกลุ่ม และเรียงชิดเป็นคู่ๆล้อมแกน เปลือกเมล็ดอ่อนมีสีเขียว เมล็ดแก่มีสีน้ำตาล

ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด


หญ้ากับแก

ชื่อ หญ้ากับแก
ชื่อวิทยาศาสตร์ Paspalum longifolium Roxb
ชื่อสามัญ Long-leaved Paspalum
ชื่ออื่น หญ้าหวาย หญ้าปล้องหิน หญ้ารังตั๊กแตน หญ้าตุ๊กแก
ชื่อวงศ์ GRAMINEAE(POACEAE)
ถิ่นกำเนิด  อัสสัม ภูฎาน บอร์เนียว
เขตการกระจายพันธุ์ เอเซียเขตร้อน

พบตามที่รกร้างริมทางทั่วไปเจริญ เป็นกอสูง 110 - 140 เซนติเมตร บริเวณข้อใกล้ดินมีรากและขนยาว ใบเรียวไปที่ปลายใบ แผ่นใบมีเส้นกลางใบเด่นชัด หน้าใบและหลังใบไม่มีขน ใบกว้าง 0.9 – 1.10 ซม.ยาว 30-50ซม. ช่อดอกยาว 40 - 50 ซม.แกนช่อดอก ที่ขอบมีขนสั้นๆ รอยต่อระหว่าง ก้านช่อดอกมีขนแข็งยาว อับเรณู สีม่วงอ่อน บางครั้งพบด้านนอกสีม่วง ด้านในสีขาวนวล ยอดเกสรเพศเมียสีม่วง

ระยะออกดอก : ช่วงพฤษภาคมถึงเดือนธันวาคม

ขยายพันธุ์ : เมล็ด


หญ้าโขย่ง

ชื่อ หญ้าโขย่ง
ชื่อวิทยาศาสตร์ Rottboellia cochinchinensis (Lour.) Clayton
ชื่อสามัญ Itch grass
ชื่ออื่น หญ้าโปงคาย
ชื่อวงศ์ GRAMINEAE(POACEAE)
ถิ่นกำเนิด เขตร้อนทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์ แพร่กระจายไปยังเขตร้อนทวีปอื่น

         พืชล้มลุกอายุฤดูเดียว ใช้ประโยชน์ได้โดยใช้ปลูกเป็นพืชคลุมดิน ป้องกันหน้าดินพังทลาย ปลูกเป็นรั้วป้องกันสัตว์ ปลูกเป็นแนวแบ่งเขตไร่นา และปลูกเป็นแนวป้องกันลม ลักษณะลำต้นตั้งตรง สูงประมาณ 1.5-2 เมตร และอาจสูงได้ถึง 4 เมตร ลำต้นแตกหน่อเติบโตรวมกันเป็นกอใหญ่ แต่มีทรงพุ่มค่อนข้างโปร่ง ใบมีก้านใบสั้น แผ่นใบเรียว ยาว ประมาณ 20-60 ซ.ม แผ่นใบมีเส้นกลางใบสีขาวขนาดใหญ่ชัดเจน แผ่นใบ และขอบใบเรียบ ขอบใบหยาบ และเป็นคม  ดอกออกเป็นช่อแขนง มีก้านช่อดอกยาวประมาณ 10-25 ซ.ม เมล็ดมีเปลือกหุ้มบาง และมีกลีบรองดอกแข็งหุ้ม

ขยายพันธุ์ : เมล็ด

หญ้าดอกขาว

ชื่อ หญ้าดอกขาว, หญ้าไม้กวาด, หญ้าลิเก
ชื่อวิทยาศาสตร์ Leptochloa chinensis (L.) Nee
ชื่อสามัญ Chinese sprangletop, Asian sprangletop, Red sprangletop
ชื่ออื่น หญ้าดอกขาว หญ้าลิเก หญ้าไม้กวาด หญ้าพระเอ
ชื่อวงศ์ GRAMINEAE(POACEAE)
ถิ่นกำเนิด เขตร้อนของทวีปเอเชีย
เขตการกระจายพันธุ์ วัชพืชร้ายแรงชนิดหนึ่งของหลายประเทศในทวีปเอเชีย

                    วัชพืชใบแคบประเภทหญ้า อายุปีเดียว ชอบขึ้นในสภาพดินแห้งถึงชื้น ไม่ชอบขึ้นในสภาพดินแฉะแต่หากงอกแล้วจะสามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพน้ำขัง แต่ไม่สามารถยืดตัวหนีน้ำได้ พบได้ในนาข้าว หนองน้ำ หรือแหล่งน้ำที่มีระดับน้ำไม่ลึกนัก พบในทุกภาคของประทศไทย ลักษณะลำต้นเรียวยาว แตกเป็นกอ สูง 30-120 ซ.ม. ลำต้นตั้งตรง หรือทอดนอนแล้วชูยอดขึ้น มีรากตามข้อที่อยู่ใกล้ผิวดิน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียวยาว ปลายใบแหลม ผิวใบด้านบนหยาบ รอยต่อระหว่างใบและกาบใบมีเยื่อกันน้ำฝนเป็นแฉก ดอกออกเป็นช่อที่ปลาย ยาว 20-60 ซ.ม. ก้านช่อดอกย่อยแตกเป็นแขนงย่อยจำนวนมาก ผลเป็นแบบผลแห้ง มีเมล็ดเพียง 1 เมล็ด

ระยะออกดอก : ตลอดปี

ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด


หญ้าขจรจบดอกเล็ก

ชื่อวิทยาศาสตร์  Pennisetum polystachyon (L.) Schult
ชื่อสามัญ  Mission grass
ชื่ออื่น  หญ้าขจรจบ
ชื่อวงศ์ POACEAE
ถิ่นกำเนิด เขตร้อนของทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์ ประเทศในเขตร้อนทั่วไป

วัชพืชใบแคบ อายุปีเดียวเจริญเติบโตเป็นกอใหญ่สูงประมาณ 1-2 เมตรใบเป็นใบเดี่ยว แผ่นใบแคบเรียวยาว 10-35 ซม.ส่วนโคนของแผ่นใบแผ่ออกเป็นกาบห่อหุ้มลำต้น ดอกออกเป็นช่อ ความยาวช่อดอกประมาณ 10-20 ซม.สีม่วง ลักษณะเป็นขนแต่ไม่ฟูมาก ถูกชักนำเข้าประเทศไทยจากอินเดียและพม่าพร้อมกับหญ้าขจรจบดอกใหญ่ เพื่อเป็นอาหารสัตว์ เนื่องจากสามารถทนแล้งได้ดี แต่ต้นสร้างเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดอยู่ในผลที่เป็นขนฟูหุ้มทำให้สามารถถูกพัดพาไปกับกระแสลม เป็นปัจจัยที่ช่วยในการแพร่ระบาดของหญ้าขจรจบ ในประเทศไทยพบทั่วประเทศ

หญ้าขจรจบดอกเล็กจะเริ่มงอกหลังจากเมล็ดได้รับความชื้นในช่วงเมษายน-พฤษภาคม เจริญเติบโตสร้างเมล็ด และเริ่มแห้งตายในฤดูแล้ง หรือประมาณเดือนธันวาคม

2008-2017

รวบรวมและเรียบเรียงโดย Tipvipa..V

ทิพพ์วิภา วิรัชติ

รูปภาพ : บริษัท สวนสวรส การ์เด้น ดีไซน์ จำกัด

www.suansavarose.com

www.suan-theva.com

Update 13/11/2017

เอกสารอ้างอิง (Reference)

1 ฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์พื้นบ้าน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. 2555. URL http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_page.asp

2 เต็ม สมิตินันทน์. 2557. ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย. สำนักงานหอพรรณไม้ กรมอุทธยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพรรณพืช. โรงพิมพ์พุทธศาสนาแห่งชาติ. กรุงเทพ.

3 สวนพฤกษศาสตร์สายยาไทย. มปป. ผักขม. URL: http://www.saiyathai.com/herb/484000.htm

4 Plants Database. 2013. Needle and thread. Natural Resources Conservation Service (NRCS). USDA. URL: http://plants.usda.gov/java/

5 อุทยานธรรมชาติวิทยาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ. 2556. พันธุ์ไม้พื้นล่าง: กกดอกแบน. URL:http://www.kanchanapisek.or.th/kp14/project_dev/project_area/Ratburi/plant_page21.php?plantid=2&page

5 ประวิทย์ สุรนีรนาถ. พรรณไม้น้ำในประเทศไทย. กองประมงน้ำจืด กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. URL:http://www.ku.ac.th/fish/mfish.html/aqplant/aqpindex.html

6 ฝ่ายปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 2552. วัชพืช:  URL: http://clgc.rdi.ku.ac.th/index.php/w-variety/354-imperata

7 อำไพ ยงบุญเกิด. 2514. เอกสารทางวิชาการ วัชพืชบางชนิดในไร่ข้าวโพด. กองพืชพันธุ์ กรมกสิกรรม.

8 ศูนย์รวมข้อมูลสิ่งมีชีวิตในประเทศไทย. 2555" URL: http://www.thaibiodiversity.org/

9 กรมการข้าว. 2556. องค์ความรู้เรื่องข้าว: วัชพืชในนาข้าว: กกทราย. URL: http://brrd.in.th/rkb/weed/index.php-file=content.php&id=7.htm

10 ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวชลบุรี. 2556. องค์ความรู้เรื่องข้าว: วัชพืชในนาข้าว: หญ้าแดง. URL: http://brrd.in.th/rkb/weed/index.php-file=content.php&id=3.htm

11 ฐานข้อมูลพันธุ์ไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์. 2555. หญ้าดอกขาว. URL: http://www.qsbg.org/Database/_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=1597.

12 พรชัย เหลืองอาภาพงศ์. 2540. วัชพืชศาสตร์. โรงพิมพ์ลินคอร์น, กรุงเทพฯ.

13 CAB International. 2013. Invasive Species Compendium. Datasheets > Paspalum scrobiculatum (ricegrass paspalum). URL: http://www.cabi.org/isc/?compid=5&dsid= 38955&loadmodule=datasheet&page=481&site=144

14 ศัตรูพืชในประเทศไทย (Plant pest in Thailand)  http://ippc.acfs.go.th/pest/G001/T010/WEED062

15 พรชัย เหลืองอาภาพงศ์. 2540. วัชพืชศาสตร์. โรงพิมพ์ลินคอร์น, กรุงเทพฯ.

16 เว็บไซต์เมดไทย (MedThai) URL: https://medthai.com

17 สารานุกรมพืชในประเทศไทย (ฉบับย่อ) URL: www.dnp.go.th/botany/detail.aspx?wordsnamesci=Neptunia0javanica0Miq.

 

 

 

 


 

 

 

Tags : ต้นไม้ล้มลุก

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view