สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

ต้นนี้อยู่บทไหน ดูที่นี่

ค้นหาต้นไม้ได้ตรงนี้

สวนสไตล์ต่างๆ

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

สัตว์ในสวน- ศัตรูพืช และโรคพืช- สารฉีดพ่นปลอดภัย

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ต้นไม้ชื่อนี้มีระดับ

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

เลือกปลูกต้นไหนดีหนา ?

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 24/03/2017
สถิติผู้เข้าชม 7,466,215
Page Views 11,946,933
 
« March 2017»
SMTWTFS
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 

สมุนไพร 1

สมุนไพร 1

สมุนไพร 1


พืชสมุนไพร หมายถึง   "พืชที่ใช้ทำเป็นเครื่องยา" โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น5ส่วนสำคัญด้วยกัน คือ

  1 ราก
    2 ลำต้น

3 ใบ
   4 ดอก
 5 ผล
 
การปรุงยาสมุนไพร ( อาจารย์เศรษฐมันต์ กาญจนกุล, รื่นรมย์พรรณไม้งาม, พืชสมุนไพร 1,2)

คือการสกัดเอาตัวยาออกจากพืชให้มากที่สุด ด้วยวิธีการต่างๆเพื่อให้ได้ยาสมุนไพรมาโดย

1 ยาต้ม เป็นการปรุงยาด้วยความร้อนที่ใช้น้ำเป็นตัวทำละลาย


2 ยาชง เป็น การปรุงยาโดยใช้สมุนไพรแห้ง หรือผ่านการอบ ด้วยการเติมน้ำร้อนลงไปเป็นตัวทำละลาย ยาชงเป็นยาที่เก็บไม่ได้นาน ก่อนรับประทานต้องเตรียมใหม่เสมอ


3 ยาดองเหล้า เป็นการปรุงยาโดยใช้เหล้าเป็นตัวทำลายสกัดตัวยาออกมา มีสรรพคุณที่เกี่ยวกับบำรุงกำลัง แก้ปวดเมื่อย ปวดหลัง ปวดเอว มักใช้กับสมุนไพรที่มีตัวทำละลายได้ดีในแอลกอฮอล์


4 ยาผง เป็น การปรุงยาโดยใช้สมุนไพรที่อบหรือตากแห้ง แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ บดให้เป็นผง การบดนี้ยิ่งบดให้ละเอียดเท่าไหร่สรรพคุณก็จะดีตามขึ้นไปอีก ยาผงที่บดละเอียดจะย่อยง่าย การดูดซึมก็จะดีตามขึ้นไปเรื่อยๆ การนำมารับประทานอาจปั้นเป็นลูกกลอน ชงดื่ม หรือผสมเหล้าได้


5 ยาฝน เป็นการปรุงยาโดยการฝนยาในขันน้ำที่ใส่น้ำสะอาด ฝนยากับหินหรือกับฝาหม้อดินจนได้น้ำยาสีขุ่นข้นเล็กน้อย


6 ยาพอก เป็น ยาที่ใช้ภายนอก โดยเอาสมุนไพรสดมาตำให้ละเอียด ผสมเหล้าเป็นตัวละลาย เพื่อให้ตัวยาออกฤทธิ์ยิ่งขึ้น คนให้เข้ากันจากนั้นจึงนำยาไปพอกแผลตามต้องการเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด


7 ยาตำ คั้นเอาแต่น้ำ โดยการใช้สมุนไพรมาตำให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำมาใช้ส่วนกากทิ้งไป จะได้ยาที่มีกลิ่น รส รุนแรง ตัวยามีความเข้มข้นมาก


 การใช้พืชสมุนไพรให้ถูกวิธี

 ใช้ถูกโรค ควรศึกษาสรรพคุณของพืชสมุนไพรให้เข้าใจเสียก่อนว่าต้นนั้น ต้นนี้ใช้แก้โรคอะไร และควรใช้ให้ถูกกับโรคที่เป็นอยู่ จะทำให้การใช้พืชสมุนไพรมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ใช้ถูกต้น ต้องเรียนรู้ชื่อทางวิทยาศาสตร์ เพราะชื่อทางวิทยาศาสตร์ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ไม่เหมือนชื่ออื่นๆที่อาจ เรียกตามท้องถิ่นอาจทำให้สับสนหรือผิดต้นได้

ใช้ถูกส่วน ต้อง เข้าใจว่าส่วนต่างๆของพืชนั้นมีสรรพคุณและโทษต่างกันต้องใช้ให้ถูกส่วน ว่าส่วนไหนดีเช่นใบ ลำต้น ดอก ราก ผล เมล็ดหัว เหง้าราก เป็นต้น

ใช้ถูกขนาด  เมื่อเรียนรู้ว่าใช้ส่วนไหนแล้วก็ควรเรียนรู้ว่าจะใช้ปริมาณเท่าไหร่ถึงจะดี ถ้าใช้มากก็อาจเป็นโทษได้ต้องใช้ให้ถูกขนาด

ใช้ถูกวิธี เช่นพืชบางชนิดต้องเอาไปต้มก่อนหรือบางชนิดเอาไปตำก่อนต้องเรียนรู้วิธีใช้ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ

  • กันเกรา,กรดน้ำ,กรรณิการฺ์,กระเจี๊ยบแดง,กระเจี๊ยบมอญ,กระแจะ,กระชาย,กระชายดำ,กระดังงาไทย,กระดังงาสงขลา,กระดาด,กระดูกไก่ดำ,กระโดน,กระไดลิง, กระแตไต่ไม้,กระถิน,กระทกรก,กระท้อน,กระทิง,กระทุ่มหูกวาง, กระบก, กระบือเจ็ดตัว, กระเบา, กระพังโหม,กระวาน,กฤษณา, กล้วยน้ำว้า,กวาวเครือขาว,กะตังใบ,กะทือ,กะเพรา,กะเม็ง,กาแฟ,ก้างปลา,ก้ามปูหลุด,กาบหอยแครง,การบูร,กุ่มน้ำ ,กุ่มบก, กุหลาบมอญ,กุยช่าย,แก้ว,แก้วเจ้าจอม,กำแพงเจ็ดชั้น,กำลังเสือโคร่ง,โกฐจุฬาลัมพาไทย
  • ขนุน, ขมิ้น, ขมิ้นเครือ, ขมิ้นต้น, ขมิ้นชัน,ขมิ้นอ้อย, ขลู่, ขอบชะนาง, ข่อย,ขัดมอน, ขันทองพยาบาท, ข่า, ข่าลิง, ข้าว, ข้าวโพด, ขิง,ขี้กา, ขี้เหล็ก, ขี้เหล็กเทศ, เข็มพวงขาว, เข็มแดง, เข็มเหลือง, เขยตาย, ไข่เน่า
  • คงคาเดือด,คนทา, คนทีสอ, ครอบจักรวาล,คัดเค้า,  คูน, แค, แคแสด, โคกกระสุน, โคกกระออม, ไคร้หางนาค,ไคร้หางสิงห์
  • จอก, จันทน์, จันทน์ขาว, จันทน์ชะมด, จันทน์เทศ, จามจุรี, จำปา, จำปี, จำปีแขก,จิกทะเล,จิกนา, จิกน้ำ, จิงจ้อขาว, จิงจ้อเหลือง, เจตพังคี, เจตมูลเพลิงขาว, เจตมูลเพลิงแดง,แจง
  • ชงโค, ชบา, ชะคราม, ชะมดต้น, ชะพลู, ชะเอมเหนือ,ชะเอมไทย,ช้าเรือด, ช้างน้าว, ชำมะนาด,ชำมะเลียง,ชิงชี่, ชุมเห็ดเทศ, ชุมเห็ดไทย
  • ดาดตะกั่ว, ดาวกระจาย, ดาวเรือง, ดีปลี, เดือยหิน, แดง, โด่ไม่รู้ล้ม
  • ตรีผลา (สมอไทย,สมอพิเภก, มะขามป้อม) ต้อยติ่ง, ตะโกนา, ตะโกสวน,ตะขบ, ตะขาบบิน, ตะคร้อ,ตะเคียน, ตะไคร้, ตะไคร้ต้น, ตะไคร้หอม, ตะลิงปลิง, ตันหยง, ตานดำ,ตานหม่อน, ตาล, ตีนเป็ดทราย, ตีนเป็ดทะเล,เตย, ตำแยแมว, ตำลึง,เตยหอม, เต่าร้าง, แตงกวา, แตงโม
  • ถั่วผี,ถั่วฝักยาว, ถั่วพู, ถั่วลิสง, ถั่วลิสงนา. เถาคัน, เถาวัลย์ปูน, เถาวัลย์เปรียง,เถาเอ็นอ่อน
  • ทรงบาดาล, ทองกวาว,ทองพันชั่ง,  ทองหลางลาย, ทับทิม,ทานตะวัน,  เท้ายายม่อม, เทียนกิ่ง, เทียนบ้าน, โทงเทง,ไทรย้อย,ธรณีสาร
  • นนทรี, นมแมว, นมสวรรค์, น้อยหน่า, นางแย้ม, น้ำเต้า, น้ำเต้าต้น, น้ำนมราชสีห์, เนียมหูเสือ
  • บวบเหลี่ยม,บอระเพ็ด,บัวบก,บัวสันโดษ,บัวหลวง,บานไม่รู้โรยป่า,บุก, ใบเงิน ใบทอง ใบนาก,ใบระบาด

กันเกรา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Fagraea fragrans Roxb.

วงศ์ : POTALIACEAE

ชื่อสามัญ : Tembusa

ชื่ออื่น : ตำเสา ทำเสา มันปลา


อีก1ใน ไม้มงคล9ที่มี ดอกหอมและมีสรรพคุณทางเป็นสมุนไพร ตำรายาไทยใช้ใบแก้ไข้จับสั่น แก้หืดและรักษาโรคผิวหนังพุพอง บำรุงธาตุ พบว่าใบและผลมีแอลคาลอยด์ชื่อ gentianina มีฤทธิ์แก้ปวด

กรดน้ำ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Scroparia dulcis Linn.
ชื่อสามัญ : Sweet Broomweed, Macao tea
ชื่อวงศ์ : SCROPHULARIACEAE
ชื่ออื่น  :  ขัดมอนเล็ก , กัญชาป่า กระต่ายจามใหญ่, มะไฟเดือนห้า ,ขัดมอนเทศ

ไม้พุ่มเล็กสูง20-80ซม.ลำต้นไม่มีขน ใบ เป็นใบเดี่ยวขนาดเล็ก ออกเวียนตรงข้ามต้นและกิ่ง รูปทรงรีแกมรูปใบหอก โคนใบสอบ ปลายใบแหลม ใบกว้าง 1-2 ซม. ยาว 3-5 ซม. ขอบใบหยักฟันเลื่อย

ดอก ออกเป็นช่อเดี่ยวตามซอกใบ มีขนาดเล็กเมื่อบานสีขาว ผล ค่อนข้างกลมขนาดเล็ก ด้านในมีเมล็ดเล็กๆ จำนวนมาก

ขยายพันธุ์ ใช้เมล็ดเพาะ ปลูกได้ในดินทั่วไป ชอบความชื้นมาก แดดไม่จัด

สรรพคุณทางสมุนไพร

ใบ กรดน้ำใช้ขับระดูขาว แก้ไอ ลดไข้ บำรุงธาตุ แก้ปวดฟัน หลอดลมอักเสบ

ลำ ต้น ลดอาการเป็นหัด คอเจ็บ จุกเสียด อาเจียน แก้ไอ ลดไข้ ท้องเดิน ท้องเสียปวดท้อง ลำไส้อักเสบ แก้ผื่นคัน แก้ขัดเบา แก้ขาบวมจากการเป็นเหน็บชา ลดอาการบวมน้ำจากปัสสาวะ

ราก ขับปัสสาวะ ลดไข้ แก้ปวดศีรษะ

กรรณิการ์

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Nyctanthes arbor-tristis L.

วงศ์ : OLEACEA/NYCTANTHACEAE

ชื่ออื่น : กณิการ์ กรณิการ์ สะการะตาหลา

ดอก นิดๆน่ารักมีกลิ่นหอม บวกด้วยชื่อที่ไพเราะเพราะพริ้งแล้วรวมกับสรรพคุณทางสมุนไพร ทุกส่วนมีประโยชน์มากมาย ทำให้กรรณิการ์เป็นต้นไม้ในดวงใจไปอีกต้น 

กรรณิการ์ยังเป็นพืชสมุนไพรรักษาโรคได้หลายอย่าง สรรพคุณของกรรณิการ์ท่านว่าไว้ดังนี้  เปลือกต้มแก้ปวดศีรษะ ใบบำรุงน้ำดี ดอกแก้ไข้และลมวิงเวียน สรรพคุณข้อนี้ทำให้คิดถึงสมัยเด็กๆ ต้อง เก็บดอกกรรณิการ์ตากแห้งแล้วไปถวายหลวงตาเพื่อท่านจะนำไปเข้ายาโบราณตามตำ หรับท่าน  ท่านเป็นหมอยาที่รักษาโรคด้วยพืชสมุนไพร รักษาไม่เรียกค่าตอบแทนให้ก็ได้ไม่ให้ก็ได้ ยังจำกลิ่นหอมในตอนเช้าได้จนทุกวันนี้  พูดถึงสรรพคุณต่อยังไม่หมด  รากกรรณิการ์ บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ แก้ผมหงอก บำรุงผิวหนังให้สดชื่น ใช้หัวทำยาอายุวัฒนะ
                     เพราะดอกกรรณิการ์มีกลิ่นหอม จึงมีผู้นำเอาดอกไม้นี้ไปสกัดทำน้ำมันหอมระเหย เพื่อใช้แทนกลิ่นของดอกมะลิ

ประโยชน์ ด้านอื่น ใช้โคนกลีบดอกส่วนหลอดสีส้มแดงโขลกเติมน้ำคั้นส่วนน้ำกรองจะได้น้ำสีเหลือง ใส ใช้เป็นสีย้อม เติมเกลือหรือน้ำมะนาวเล็กน้อยสีจะติดทน

กระเจี๊ยบแดง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hibicus sabdariffa L.
วงศ์ : MALVACEAE
ชื่อ สามัญ : Red sorrel, Roselle

ไม้ ล้มลุก ให้ดอกสีสวยงามและมีประโยชน์มากมาย เป็นไม้พุ่มสูง50-180 ซม.มีหลายพันธุ์ ลำต้นสีม่วงแดง ใบเดี่ยวรูปฝ่ามือ 3หรือ5แฉกกว้างและยาวใกล้เคียงกัน 8-15ซม.

ดอกออกเป็นดอกเดี่ยวตามซอกใบกลีบดอกออกสีชมพูอ่อนอมแดงระเรื่อ ผลมีกลีบเลี้ยงสีแดงฉ่ำน้ำหุ้มไว้ จะเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มเมื่อผลแก่

 ผล แห้งแตกได้ กลีบ เลี้ยงคือส่วนที่นำมาทำน้ำกระเจี๊ยบ แก้กระหายร้อนใน บำรุงสายตา แก้ท้องเสีย ขับเสมหะ สรรพคุณที่สำคัญคือช่วยขับปัสสาวะให้ออกมาในปริมาณที่มากกว่าปกติ อาการขัดเบา หรือโรคระบบทางเดินปัสสาวะ ทำให้ผู้ป่วยกระเพาะปัสสาวะอักเสบมีอาการปวดแสบเวลาปัสสาวะน้อยลง

ตำรายาไทย ใช้ใบและยอดอ่อนซึ่งมีรสเปรี้ยวแก้ไอ เมล็ดบำรุงธาตุ ขับปัสสาวะ

กระเจี๊ยบมอญ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Abelmoschus esculentus Moench
ชื่อสามัญ : Lady's Finger, Okra

ชื่ออื่น :กระเจี๊ยบ กระเจี๊ยบเขียว มะเขือทะวาย มะเขือละโว้ มะเขือขื่น มะเขือพม่า
วงศ์ : MALVACEAE

ไม้ ล้มลุกอายุหลายปี สูง1-2เมตร ลำต้นตั้งตรง ลำต้นและใบมีขนหยาบ ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปฝ่ามือ กว้าง8-25ซม.ยาว10-30ซม. ดอกเดี่ยวออกตามซอกใบ ดอกใหญ่สีเหลืองสดใส โคนกลีบด้านในสีม่วงแดง ก้านชูอับเรณูติดกันเป็นหลอด ผลเป็นผลแห้งแตกได้ เปป็นสันรูป5เหลี่ยม เมล็ดกลมรี เมล็ดอ่อนสีขาว แก่สีเทา ผลแก่จะแตกตามรอยสันของเหลี่ยม

กระเจี๊ยบ เขียวหรือกระเจี๊ยบมอญมีคุณสมบัติในการรักษาโรคกระเพาะอาหารและลำไส้ได้ดี มาก มีสารเมือกจำพวก     เพคติน (Pectin)และกัม(Gum) ที่มีฤทธิ์ในการเคลือบแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ไม่ให้ลุกลาม รักษาความดันโลหิตให้เป็นปกติ เป็นยาบำรุงสมอง มีสรรพคุณเป็นยาระบาย ที่สำคัญสามารถรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคพยาธิตัวจี๊ดให้หายได้ ด้วยข้อมูลทงวิชาการ โดยจะต้องรับประทานกระเจี๊ยบเขียวเป็นเมนูอาหารทั่วไปติดต่อกันเป็นเวลา นานอย่างน้อย 15วัน

ตำรายำไทยใช้ผลแห้งป่นชงน้ำ กินบำบัดโรคกระเพาะอาหาร ผลอ่อน ระงับพิษ ขับปัสสาวะ

กระแจะ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Naringi crenulata (Roxb.) Nicolson
ชื่ออื่น : ขะแจะ ,ตุมตัง, พญายา
วงศ์ : RUTACEAE

ไม้ พุ่มกึ่งไม้ต้นสูง 2-8 เมตร ผลัดใบ กิ่งก้านมีหนาม ใบประกอบอบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อย 4-13ใบ รูปวงรีแกมรูปไข่กลับ กว้าง1.5-3ซม.ยาว2-7ซม. ก้านใบแผ่เป็นปีก แผ่นใบมีตุ่มน้ำมันใสเป็นจุดทั่วไป ดอกช่อออกที่ซอกใบ ดอกสีขาวอมเหลืองมีกลิ่นหอมอ่อน ผลสดรูปทรงกลม

เนื้อไม้และเปลือกสีเหลืองบดเป็นผงมีกลิ่นหอมใช้ทาผิวทำให้ผิวเนียน ออกสีเหลือง
ต้นไม้ที่อยู่ในตระกูลเดียวกันกับกระแจะที่สาวพม่านิยมใช้กันมากคือต้นที่เรียกว่า" ทานาคา" (Tanaka)

ไม้ ยืนต้นที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า LIMONIA ACIDISSIMA LINN. 

ลักษณะของลำต้นจะตั้งตรง สูงประมาณ 10 เมตร เป็นไม้พุ่มขนาดกลาง กิ่งและก้านตั้งฉากกับลำต้น มีหนามยาวเล็กคล้ายกิ่งสั้นๆ ดอกเป็นช่อสีขาว ผลกลมสีเหลือง สามารถขยายพันธุ์ได้โดยการเพาะเมล็ดเนื้อไม้ทานาคาส่วนที่เป็นเปลือกและผิว เนื้อไม้จะมีกลิ่นหอมเย็นอ่อน ๆ มีสีออกเหลืองนวล พบมากทางภาคเหนือตอนล่างของพม่า สาวพม่ารู้จักใช้ทานาคามานานกว่า 200 ปี แทบทุกบ้านมักมีท่อนไม้ทานาคา วางไว้คู่กับกระจกเสมอ เวลาใช้ก็นำเอาท่อนไม้ทานาคามาฝนกับแผ่นหิน เจือด้วยน้ำเล็กน้อย แล้วใช้ทาเรือนร่างโดยเฉพาะใบหน้าจะเน้นมาก
นอกจากจะใช้เป็นแป้ง ทาหน้าแล้ว ยังมีสรรพคุณเป็นสมุนไพรเช่นใบแก้โรคลมบ้าหมู ผลแห้งแก้พิษ แก้ไข้ ท้องอืดเฟ้อ บำรุงร่างกาย รากเป็นยาระบาย ขับเหงื่อ และลำต้นใช้ฝนกับน้ำสะอาดทาหน้าแก้สิวฝ้า ป้องกันการอักเสบของผิวหนัง

ยา พื้นบ้านใช้ ต้น ต้มน้ำดื่ม ครั้งละครึ่งแก้ว วันละ3ครั้ง แก้ปวดตามข้อ ปวดเมื่อยเส้นตึง แก้ร้อนใน แก้ประดง(อาการโรคผิวหนังมีผื่นคัน เป็นเม็ดขึ้นคล้ายผด คันมาก มักมีไข้ร่วมด้วย)

กระชาย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Boesenbergia rotunda (L.) Mansf.

ชื่ออื่น : ขิงทราย, กะแอน, ละแอน

วงศ์ : ZINGIBERACEAE











พืช ล้มลุก มีเหง้าใต้ดิน สูง40-50ซม. ใบเดี่ยวรูปรีแกมขอบขนาน กว้าง 8-15 ซม.ยาว 15-40ซม. ผิวใบด้านล่างมีขนสั้น ดอกสีชมพูอมแดงและสีขาว ออกเป็นช่อยาว 5-6ซม. ที่ซอกใบใกล้โคน ดอกบานเต็มที่ขนาด3-6ซม. ผลรูปรีแก่แล้วแตกกลางพู

เหง้าและรากใช้เป็นอาหารและเครื่องเทศ เป็นยาขับลม บำรุงธาตุ แก้ปวดหลัง ขับปัสสาวะ และทาภายนอกแก้ปวดเมื่อย

ตำรายาไทย ใช้เหง้าแก้โรคในปากเช่นปากเปื่อย ปากเป็นแผล ปากแห้ง ขับระดูขาว ขับปัสสาวะ รักษาโรคบิด แก้ปวดมวนท้อง

สรรพคุณละเอียดดังนี้

  • แก้บิด แก้ท้องร่วง ท้องเสีย นำรากกระชายย่างไฟตำให้ละเอียดผสมน้ำปูนใสคั้นเอาแต่น้ำดื่ม
  •  รักษาโรคริดสีดวงทวาร ต้มกระชายพร้อมมะขามเปียก เติมเกลือแกงเล็กน้อย รับประทานก่อนนอนทุกวัน
  • แก้ โรคกระเพาะ โดยกินรากสดแง่งสดเท่านิ้วก้อยไม่ต้องอกเปลือก วันละ3มื้อ ก่อนอาหาร 15นาทีสัก 3วัน ถ้ากินได้ให้กินจนครบ2สัปดาห์ ถ้าเผ็ดร้อนเกินไปหลังวันที่3ให้กินขมิ้นสดปอกเปลือกขนาเท่า2ข้อนิ้วก้อยจน ครบ2สัปดาห์
  • บรรเทา อาการแผลในปาก ปั่นรากกระชายทั้งเปลือก2แง่งกับน้ำสะอาด1แก้ว เติมเกลือครึ่งช้อนชากรองด้วยผ้าขาวบาง ใช้กลั้วปากวันละ3เวลาจนกว่าแผลหาย ถ้าเฝื่อนเกินไให้เติมน้ำสุกได้อีก ส่วนที่เหลือเก็บไว้ในตู้เย็นได้1วัน
  • แก้ ฝ้าขาวในปาก บดรากกระชายที่ล้างสะอาดไม่ต้องปอกเปลือกในโถปั่น ปั่นพอหยาบ ใส่ขวดปิดฝาแช่ในตู้เย็น กินก่อนอาหารครั้งละ 1ช้อนชา วันละ3มื้อก่อนอาหาร15นาทีประมาณ7วัน
  • แก้ กลากเกลื้อน น้ำกัดเท้า นำรากกระชายทั้งเปลือกล้างน้ำผึ่งให้แห้ง ฝานเป็นแว่นแล้วบดให้เป็นผงหยาบ เอาน้ำมันมะพร้วหรือน้ำมันมะกอกก็ได้ มาอุ่นในหม้อใบเล็ก เติมผงกระชายและใช้น้ำปริมาณ3เท่าของปริมาณกระชายหุง คนไปคนมาอย่าให้ไหม้ ใช้ไฟอ่อนๆสักพัก ราว15-20นาที กรองกระชายออกเก็บน้ำมันไว้ในขวดแก้วสีชา ใช้ทา
  • แก้คันศรีษะจากเชื้อรา ให้เอาน้ำมันดังกล่าวไปเข้าสูตรทำแชมพูสระผมสูตรไหนก็ได้แต่ใช้น้ำมันกระชายแทนน้ำมันมะพร้าวในสูตร
  • เ็ป็น ยาอายุวัฒนะ ใช้กระชายทั้งเปลือกบดตากแห้งปั้นเป็นลูกกลอนกับน้ำผึ้ง กินวันละ3เม็ดก่อนเข้านอน  ตำรับนี้มีผู้รายงานว่าลดน้ำตาลในเลือดได้

กระชายดำ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Kaempfera parviflora

ชื่อสามัญ : Belamcanda chinensis

วงศ์ : ZINGIBERACEAE

ชื่อไทย : ว่านกระชายดำ ว่านกระชายม่วง ว่านเพชรดำ

กระชายมี3ชนิดคือ กระชายเหลืองหรือกระชายขาว กระชายดำ

            กระชาย เหลือง กระชาย แดง นิยมใช้เป็นเครื่องเทศปรุงอาหารส่วนกระชายดำใช้เป็นสมุนไพรเมื่อผ่าเหง้าหัว ออกดูจะมีสีม่วงคล้ำจนถึงดำมีกลิ่นเหมือนกระชายทั่วไปแต่ฉุนกว่า ลักษณะใบและลำต้นเหมือนกระชายเหลืองและกระชายแดง แต่ขอบใบและก้านใบอาจมีสีม่วงแกม

                กระชายดำเป็นสมุนไพรที่มีคนกล่าวถึงกันมาก เพราะมีสรรพคุณที่ขึ้นชื่อว่าเพิ่มพลังทางเพศ ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า"โสมไทย" ในอดีตคนโบราณเชื่อว่าเป็นว่านคงกระพันชาตรีและบำรุงกำลังทางเพศได้เป็น อย่างดี นักเลงไก่ชนนิยมนำไปให้ไก่กินเชื่อว่าจะทำให้มีพละกำลังดี หนังเหนียว ทรหดทนแทงไม่เข้า

หัว กระชายดำแท้เวลาฝานเนื้อออก เนื้อในจะมีสีม่วงคล้ำจนถึงดำสนิท ถ้าฝานออกมาแล้วเนื้อในเป็นสีชมพูอ่อนปนน้ำตาลเมื่อแห้งจะเป็นสีน้ำตาลอ่อน อันนี้ไม่ใช่ของแท้แต่เป็นกระชายม่วง อยากได้ต้นแท้ไปปลูกให้หาหัวพันธุ์ที่เป็นดำแท้ เพราะจะแน่ใจว่าต้นที่ขึ้นมาเป็นกระชายดำสายพันธุ์ดำแท้จริงๆ เพราะลักษณะภายนอกอื่นๆ เช่นใต้ใบ ขอบใบ อาจไม่มีสีม่วงให้เห็นเลย เพราะอาจแปรเปลี่ยนไปตามสภาพภูมิอากาศและสภาพแวดล้อม

สรรพคุณ ของกระชายดำสูง จัดได้ว่าเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณทำให้คึกคัก กระชุ่มกระชวย สร้างความสมดุลย์ของความดันโลหิตให้ไหลเวียนดีขึ้น ผิวพรรณผุดผ่องสดใส และแก้โรคบิด ปวดท้อง บำรุงฮอร์โมนเพศชาย เป็นยาอายุวัฒนะชลอความแก่  บำรุงเลือดสตรี แก้ตกขาวทำให้ประจำเดือนมาปกติ แก้โรคกระเพาะอาหาร แก้ท้องอืดท้องเฟ้อเนื่องจากรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา

(ไม่ได้โฆษณาขายของนะไม่มีขาย เนื่องจากไม่มีรูปต้นสดเลยหามาดู   ได้แค่นี้)


กระดังงาไทย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cananga odorata (Lam.) Hook. f. et Thomson

วงศ์ : ANNONACEAE

ชื่ออื่น : กระดังงา กระดังงาใบใหญ่ สะบันงา สะบันงาต้น


ใช้ ใบและเนื้อไม้ต้มกินเป็นยาขับปัสสาวะ ดอกแก่จัดรสหอมสุขุมปรุงเป็นยาหอม บำรุงหัวใจ บำรุงโลหิต บำรุงธาตุ แก้ลมวิงเวียน จัดอยู่ในเกสรทั้งเจ็ด  ดอกสดใช้ทำน้ำอบ น้ำปรุง ใช้เข้าเครื่องยา

ดอก นำมาลนไฟใช้อบขนมทำน้ำเชื่อมปรุงขนมหวาน คนโบราณใช้ดอกทอดกับน้ำมันมะพร้าวทำน้ำมันใส่ผม เกสรแก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้โรคตา ช่วยเจริญอาหาร

เปลือกต้นรสฝาด ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ แก้ท้องเสีย ราก คุมกำเนิด

กระดังงาสงขลา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cananga odorata ( Lam.) Hook.f. et Thomson var.fruiticasa (Craib) J.Sinclair

วงศ์ : ANNONACEAE

ชื่ออื่น : กระดังงอ กระดังเบา กระดังงาสาขา

ใช้ดอกปรุงเป็นยาหอมบำรุงหัวใจ บำรุงธาตุ บำรุงโลหิต

กระดาด

(Alocasia) วงศ์ ARACEAE

เป็น พืชล้มลุก ลำต้นอยู่เหนือดิน มีแป้งสะสม เป็นจำนวนมาก มีน้ำยางสีแดงที่ระคายเคืองต่อผิวหนัง ใบเป็นใบเดี่ยว เกือบเป็นวงกลม มีร่องเว้าเข้าหาเส้นใบที่โคนใบ ก้านใบเป็นร่องเกาะติดกับลำต้น

ดอกเป็นดอกช่อ เรียงบนก้านดอก ดอกตัวเมียอยู่ข้างล่าง ดอกตัวผู้อยู่ข้างบน ผลเป็นผลเดี่ยว กลม เกาะกันเป็นกระจุก ไม่มีก้านผล เมื่ออ่อน สีเขียว สุกเป็นสีส้มแดง

เหง้าใช้เป็นยาระบาย ขับปัสสาวะ ยาต้มจากใบใช้แก้ท้องผูกชนิดเป็นพรรดึก ไหลใช้กินเพื่อขับพยาธิ ต้นต้มแล้วกินเป็นยาระบายอ่อนๆ ใบใช้เป็นยาฝาดสมานห้ามเลือด 

กระดูกไก่ดำ

ชื่อวิทยาศาสตร์: Justicia gendarussa Burm.f.

ชื่ออื่น : สันพร้ามอญ, เฉียงพร้า , กุลาดำ, บัวลา, สำมะงาจีน,สันพร้ามอญเฉียงพร้าม่าน

วงศ์ : ACANTHACEAE

             ไม้ ล้มลุกหรือไม้พุ่มขนาดเล็ก มีความสูงของต้นประมาณ 90-100 ซ.ม. ลำต้นเป็นสีแดงเข้มถึงสีดำหรือเป็นสีม่วง เกลี้ยงมัน ลำต้นและกิ่งเป็นปล้องข้อ ดูคล้ายกับกระดูกไก่ ตามลำต้น กิ่งก้าน และใบมีสีแดงเรื่อ ๆ

เป็น พรรณไม้กลางแจ้ง ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการปักชำและวิธีการเพาะเมล็ด ขึ้นได้ดีในดินที่ร่วนซุย มักขึ้นเองตามริมลำธารในป่า ออกดอกเป็นช่อบริเวณส่วนยอดของต้น หรือบริเวณปลายกิ่ง ผลเป็นฝัก

ใบ นำใบสดมาตำและเอาน้ำมาดื่ม แก้ปวดศีรษะ โรคหืด ไอ อัมพาต นำมาตำคั้นน้ำมาผสมกับเหล้ากิน แก้ไอ อาเจียนเป็นเลือด ช้ำใน ขับปัสสาวะ บวมตามข้อ กากของใบนำมาพอกแผลที่พิษอสรพิษขบกัด

ใบนำมาต้มและดื่ม แก้ช้ำ แก้ไข้ ลดความร้อน ขับเลือดข้นในร่างกายให้กระจาย รากและใบ ตำผสมกันแล้วนำมาพอกแผล ถอนพิษ นำมาต้มใช้อาบน้ำแก้โรคผิวหนัง ผื่นคัน

กระโดน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Careya arborea Roxb.
ชื่ออื่น : จิก ,ปุย, ปุยขาว
วงศ์ : LECYTHIDACEAE

ไม้ ต้นขนาดกลาง ผลัดใบ สูง 8-20เมตร ลำต้นเปลาตรงมีกิ่งก้านสาขามาก  เรือนยอดเป็นพุ่มกลมแน่นทึบ เปลือกต้นหนาสีน้ำตาลปนเทาหรือปนดำ แตกล่อนเป็นสะเก็ดทั่วไปใบเดี่ยว รูปไข่กลับเรียงเวียนสลับตามปลายกิ่งดอกเดี่ยวขนาดใหญ่ประมาณ 5-6ซม.สีขาวหรือสีเขียวอ่อนออกเป็นช่อตามกิ่งผล รูปไข่อวบน้ำมีเนื้อมาก

ยอดอ่อน ดอกอ่อน เมล็ดอ่อน กินเป็นผักสดจิ้มน้ำพริก รส ฝาดมัน

เปลือกลำต้นและดอกเป็นสมุนไพรทำยาหลายตำรับ ใช้เป็นยาทำความสะอาดบาดแผล รักษาโรคผิวหนังได้ดี โรคบิด หน้าบวม

     สรรพคุณเป็นยาสมุนไพร ใช้รักษาโรคและอาการต่างๆ ได้แก่ บำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง บำรุงร่างกายสตรีหลังคลอดบุตร แก้หวัด แก้โรคกระเพาะอาหาร สมานแผล รักษาแผลสด แก้น้ำกัดเท้า แก้อาการปวดเมื่อย เป็นต้น แต่ในเมล็ด และรากมีพิษ เป็นอันตรายต่อร่างกายได้ ส่วนใบ และยอดอ่อนมีสารออกซาลิคในปริมาณสูง อาจก่อให้เกิดโรคนิ่วในกระเพาะ

กระไดลิง

ชื่อวิทยาศาสตร์: Bauhinia scandens

ชื่ออื่น : มะลืมคำ มะลืมดำ กระไดวอก บันไดลิง โซกนุ้ย เครือเสี้ยว

ชื่อวงศ์ : FABACEAE

ไม้เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่ มีมือเกาะ ขึ้นพาดพันตามเรือนยอดของต้นไม้ไปได้ไกล เถาแก่แข็งเหนียว แบน โค้งไปมาเป็นลอนสม่ำเสมอลักษณะเป็นขั้นๆ คล้ายบันได ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่หรือรูปพัด ใบที่ส่วนปลายเว้าลึกลงมาค่อนใบแผ่นใบมีลักษณะเป็น 2 แฉก ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกที่ปลายกิ่ง มีขนประปราย แตกแขนงน้อย แต่ละแขนงมีดอกเล็กจำนวนมาก กลีบเลี้ยง 5 กลีบ ติดกันคล้ายรูปถ้วย กลีบดอก 5 กลีบ สีขาวอมเหลือง แยกกัน ฝักแบน รูปรีหรือรูปไข่แกมรี ฝักแก่สีน้ำตาลแดง ปลายมน มีติ่งแหลมสั้นๆ

สรรพคุณ

เถามีรสเบื่อเมา มีสรรพคุณเป็นยาแก้พิษทั้งปวง แก้พิษฝี แก้ไข้ตัวร้อน ขับเหงื่อ  แก้พิษไข้ แก้พิษร้อน แก้ร้อนใน แก้ไข้เซื่องซึม แก้พิษโลหิต ในประเทศอินโดนีเซียจะนิยมใช้น้ำเลี้ยง หรือน้ำที่ตัดได้จากเถาหรือต้นสดของกระไดลิงที่ไหลซึมออกมา แล้วใช้ภาชนะรอง นำมาจิบกินบ่อย ๆ เพื่อเป็นยาบรรเทาอาการ

กระแตไต่ไม้

ชื่อวิทยาศาสตร์  Drynaria quercifolia  (L.) J.Sm.

วงศ์  POLYPODIACEAE

ชื่ออื่น : กระปรอก,กระปรอกว่า,สไบนาง,สะโมง

 เฟิร์นอิงอาศัย เหง้าทอดยาว ได้ถึง 1 ม. หรือมากกว่า มีเกล็ดสีน้ำตาลเข้ม เกล็ดแคบ  ใบเดี่ยว มีรูปร่างและหน้าที่ต่างกัน 2 แบบ ใบไม่สร้างอับสปอร์ ใบชนิดนี้จะมีสีเขียวอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและแห้งแต่ยังคงติดอยู่กับต้น ดังนั้นจะเห็นซ้อนกันหลายใบ เป็นที่สะสมของใบไม้แห้งที่ตกลงมา ซึ่งจะกลายเป็นปุ๋ยให้ต้น ใบสร้างอับสปอร์รูปคล้ายใบประกอบแบบขนนก ขอบหยักเว้าลึกเข้าหาเส้นกลางใบทั้ง 2 ด้าน แต่ละหยักลึกเกือบถึงเส้นกลางใบ ใบชนิดนี้มีสีเขียวตลอดอายุ เมื่อใบแก่แผ่นใบจะร่วงไป คงเหลือส่วนก้านใบและเส้นกลางใบติดอยู่กับต้น
ส่วนที่ใช้ คือส่วนหัว ปรุงเป็นยาต้มรับประทานเป็นยาขับปัสสาวะ แก้นิ่ว แก้ปัสสาวะพิการและกระปริบกระปรอย ขับระดูขาว แก้เบาหวาน

เป็นยาคุมธาตุ ยาเบื่อพยาธิ ใบตำพอกแผลแก้แผลเรื้อรังและแผลพุพอง

กระถิน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Leucaena leucocephala (Lam.) de Wit.

ชื่อสามัญ : Lead Tree Tender tops

วงศ์ : LEGUMINOSAE-MIMOSOIDEAE

กระถินเป็นไม้พุ่มขนาดใหญ่ถึงไม้ต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 10 เมตร ไม่ค่อยแตกกิ่งก้านสาขา
  ใบ ประกอบแบบขนนกสองชั้น ท้องใบมีนวล
  ดอก ออกเป็นช่อ ช่อดอกออกแบบช่อกระจุกแน่น ออกตามง่ามใบ 1-3 ช่อ เป็นฝอยนุ่มมีกลิ่นหอมเล็กน้อยผล เป็นฝัก ฝักออกเป็นช่อแบนยาวประมาณ 4-5 นิ้วฟุต เห็นเมล็ดเป็นจุดๆ ในฝักตลอด        

กระถินมีวิตามินเอสูงช่วยบำรุงสายตา มีเส้นใยมากช่วยแก้ท้องผูก มีโปรตีนสูงช่วยซ่อมแซมเซลล์ มีแคลเซียมสูงบำรุงกระดูกและฟัน

 สรรพคุณ ทางสมุนไพร ใบและเมล็ดแก้โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ช่วยให้ระดับน้ำตาลและ     โคเลสเตอรอลลดลง รากรสจืดเฝื่อน ใช้ขับลม ขับระดูขาว เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ท้องร่วง อาเจียน ลำต้นใช้สมานแผล ห้ามเลือด แก้ท้องร่วง ใบอ่อนกินบำรุงร่างกาย ดอก รสมัน

กินบำรุ งตับ แก้เกล็ดกระดี่ขึ้นตา  เนื่องจากในใบและเมล็ดกระถินมีสารมิโมซีน ที่ทำให้ผมร่วงได้ จึงไม่ควรรับประทานมากเกินไป

กระทกรก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Passiflora foetida Linn.
ชื่อสามัญ : Running Pop, Stinking Passion Fruit
ชื่ออื่น : กระโปรงทอง เถาเงาะ ผ้าขี้ริ้วห่อทอง รกช้าง
วงศ์ : PASSIFLORACEAE
ถิ่นกำเนิด: ทวีปอเมริกาใต้

ไม้ เถาอายุหลายปีมีมือเกาะมักขึ้นเองไม่ต้องปลูก ลำต้นและใบมีขน ใบเป็นใบเดี่ยวขอบใบจักลึก โคนใบรูปหัวใจปลายแหลม ผิวใบมัน สีเขียว ขนาดของใบกว้าง10-15ซม.ยาว14-20ซม. ก้านใบยาว3-5ซม.

ดอก ออกดอกเดี่ยวตามซอกใบ กลีบเลี้ยงเป็นฝอยสีเขียว ดอกมี5กลีบสีขาว  ผลสีเขียวเมื่อสุกสีเหลืองกินได้

ทั้งผลอ่อนผลแก่ ใช้รักษาโรคหัดโดยเอาใบมาตำละเอียดคั้นเอาน้ำทาวันละ2-3ครั้งจนกว่าจะหาย
ทั้ง ต้นใช้สดต้มน้ำกินรักษาอาการไอ อาการบวมไม่รู้สาเหตุ ใช้ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ ใบสดพอกรักษาโรคหิด ดอกใช้รักษาโรคเกี่ยวกับทรวงอก ไอ ขับเสมหะ เมล็ดมีเมือกหุ้มรสเปรี้ยวหวาน ชุ่มคอใช้กินบรรเทาอาการกระหายน้ำ

กระท้อน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Sandoricum koetjape (Burm.f.) Merr.

วงศ์ : MELIACEAE


กระท้อนหรือมะติ๋น เรียกตามภาษาเหนือ หรือ บักต้องตามภาษาอีสาน ภาษาใต้ เรียก สะตียา สะตู สะโต ตามอัธยาศัย ไม้ผลต้นนี้เป็นไม้ผลกึ่งผลัดใบ สูงราว15- 25 เมตร เรือนยอดทึบรูปไข่พุ่มไม่กว้างนัก ใบประกอบแบบ3ใบย่อย ใบอ่อนมีขนนุ่มปกลุม ใบแก่สีเขียวเข้ม แต่ถ้าใบแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม

ดอกสีเหลืองออกเขียว ผลกลมสีเหลือง ผลอ่อนคล้ายผิวกำมะหยี่ ผลแก่ผิวจะหนาย่น มียางขาว มีเมล็ด2-5 เมล็ดแต่ละเมล็ดมีขนยาวและมีเนื้อคล้ายวุ้นหุ้ม รับประทานได้

สรรพคุณทางยา

ผล กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ให้พลังงาน ช่วยบำรุงร่างกาย เปลือกผลต้านเชื้อจุลินทรีย์ ต้านการอักเสบแผลในปาก
ใบสดนำมาต้มน้ำดื่ม ช่วยในการขับเหงื่อ น้ำต้มใบ ช่วยในการลดไข้ ลดอาการตัวสั่น นำใบมาต้มน้ำอาบ ช่วยแก้โรคผิวหนัง นำรากมาต้มน้ำดื่ม ช่วยในการดับพิษร้อน ขับลม ช่วยลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย

เปลือกลำต้น และแก่นต้มดื่ม แก้อาการท้องเสีย ช่วยแก้ปัสสาวะเล็ด น้ำต้มช่วยรักษาอาการคันตามผิวหนัง ด้วยการนำมาอาบ

  กระทิง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Calophyllum inophyllum.,Linn.

ชื่อสามัญ : Alexandria Laurel
ชื่ออื่น : สารภีทะเล,สารภีแนน
วงศ์ : GUTTIFERAE
ถินกำเนิด :ประเทศอินเดีย

กระทิง เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ไม่ผลัดใบอาจสูงถึง 20 เมตรขึ้นไป เรือนยอดแผ่เป็นพุ่มหนาทึบไม่เป็นระเบียบ  ลำต้นค่อนข้างสั้นและกิ่งก้านมักคดงอ มีน้ำยางสีเหลืองอมเขียว

ใบ หนาค่อนข้างแข็งเป็นสีเขียวเข้มเป็นมันเรียบเกลี้ยง

ดอก ออกเป็นช่อ แบบช่อกระจะออกตามปลายกิ่ง โคนก้านใบ มีดอกย่อย5-7 ดอก ดอกสีขาวมีกลิ่นหอม ผลทรงกลม เปลือกเหนียวและหนา ข้างในมีเนื้อ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

ต้นและเปลือกต้นให้ยางใช้สำหรับทาแผล เป็นยาฝาดสมานพอกทรวงอกแก้วัณโรคปอด ถ้ากินจะทำให้อาเจียน เป็นยาระบาย

ใช้แต่งกลิ่น ให้มีกลิ่นคล้ายผักชีฝรั่ง หรือดอก lavender หรือ สารหอม coumarin

ใช้ภายนอกสำหรับล้างแผลอักเสบเรื้อรัง
  น้ำมันจากเมล็ดเป็นส่วนผสมของน้ำมันนวดกล้ามเนื้อ และใช้ผสมทำเครื่องสำอาง

กระทุ่มหูกวาง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Neonauclea sessilifolia (Roxb.) Merr

วงศ์ : RUBIACEAE

ชื่ออื่น : ดระทุ่ม,กระทุ่มบก,ตับควาย, ตุ้มบึง, ตุ้มโป่ง, ตุ้มหูกวาง, อ้อล่อหูกวาง



ไม้ ต้นสูงได้ถึง 30เมตร ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่แกมขอบขนานกว้าง5-10ซม.ยาว12-20ซม.ปลายใบมนโคนใบกลม พบบ้างที่เป็นครีบหรือรูปติ่งหู ผิวใบมัน ดอกช่อแบบช่อกระจุกแน่นรูปทรงกลมขนาด2ซม.ออกที่ปลายยอด สีเหลืองอ่อนมีกลิ่นหอม ผลย่อยอัดแน่นรูปทรงกลม

ยาพื้นบ้านอีสานใช้ ลำต้นต้มน้ำดื่มแก้ปวดเมื่อย ผสมต้นเฉียงพร้านางแอ และลำต้นเคดแก้ผิดสำแดง ผสมแก่นมะขาม ต้มน้ำดื่มแก้นิ่ว

ผสมแก่นดีหมี ต้มน้ำดื่มแก้ดีซ่าน

ผสมรากส้มลมและรากเคด ต้มน้ำดื่มแก้ตกขาว

ลำต้นหรือราก ผสมรากยอน้ำและรากสนกระ ต้มน้ำดื่มบำรุงโลหิต

แก่นผสมรากกรวยป่าและรากกัดลิ้น ต้มน้ำดื่มแก้อัมพฤกษ์ อัมพาต

ผสมต้างทั้งต้น และแก่นมะพอก ต้มน้ำดื่ม รักษาโรคตับพิการ

กระบก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Irvingia malayana

ชื่ออื่น : มะมื่น

วงศ์ : IRVINGIACEAE


ไม้ ไม่ผลัดใบหรือกึ่งผลัดใบขนาดใหญ่ สูงถึง35เมตร เรือนยอดทึบและแผ่กว้าง ลำต้นหนามีพูพอนขนาดใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลางถึง200ซม. เปลือกต้นสีน้ำตาลหรือเทาอ่อน เปลือกชั้นในสีส้มอ่อน

ใบเดี่ยวเรียงแบบวนรอบ ขนาดใบกว้าง2.5-5ซม.ยาว7-12ซม.รูปมนรี ปลายแหลม ขอบใบเรียบ ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างมักมีนวลเขียวสีเทา ดอกขนาด0.6ซม.สีขาวอมเขียว เป็นกลุ่มช่อสั้นๆในซอกใบ ดอกมักออกก่อนใบชุดใหม่ ดอกร่วงอย่างรวดเร็ว ผลสีเขียวเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเมื่อสุก ภายในมีเนื้อสีส้ม ผลห้อยโดยมีก้านยาว ชั้นหุ้มเมล็ดแข็ง ภายในมี1เมล็ด 

ยา พื้นบ้านอีสานใช้แก่น ผสมแก่นพันจำและแก่นมะป่วน หรือผสมแก่นมะเดื่อปล้อง แก่นพันจำ แก่นปีบและแก่นมะพอก ต้มน้ำหรือแช่น้ำดื่ม แก้ไอ ผสมลำต้นต่อไส้ และแก่นกันแสง แช่น้ำอาบแก้ผื่นคัน

                 ลำ ต้นต้มน้ำดื่ม รักษาโรคปอดพิการ แก้ไอเป็นเลือด ผสมเหง้าขมิ้นอ้อย รากทองแมว เมล็ดงา ครั่ง มดแดง และเกลือ ต้มน้ำดื่ม แก้เคล็ดยอก เปลือกต้นผสมลำต้นเหมือดโลด ใบหวดหม่อน ลำต้นเม่าหลวง และเปลือกต้นมะรุมตำพอก แก้ปวด

                ยาพื้นบ้านล้านนาใช้เปลือกต้นผสมเหง้าสับปะรด งวงตาล รากไผ่รวก นมควายทั้งต้น และสารส้ม ต้มน้ำดื่มรักษาโรคหนองใน

กระบือแจ็ดตัว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Excoecaria cochinchinensis Lour

ชื่ออื่น : กำลังกระบือ, ลิ้นกระบือ

วงศ์ : EUPHORBIACEAE

ไม้ พุ่มสูง0.5-1.5เมตร ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับรอบกิ่ง รูปใบหอกหรือรูปใบหอกแกมรูปไข่กลับ กว้าง2-4.5ซม.ยาว 4-13ซม. หลังใบสีเขียว ท้องใบสีแดง ดอกช่อ ออกที่ปลายกิ่ง แยกเพศ ๙่อดอกมีดอกย่อยจำนวนมาก ช่อดอกเมียมีเพียง 2-3 ดอก ผลเป็นผลแห้งแตกได้ มี3พู

ตำรายาไทยใช้ใบตำกับเหล้า คั้นน้ำ กินเป็นยาขับเลือดและน้ำคาวปลาหลังคลอด

กระเบา

ชื่อสามัญ : Chaumoogra
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hydnocarpus anthelminitica  Pierre .ex. Lanessan

วงศ์ : FLACOURTIACEAE

ชื่ออื่น : กระเบาตึก กระเบาน้ำ กระเบาใหญ่

ไม้ ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 15-20 เมตรไม่ผลัดใบ เรือนยอดเป็นพุ่มทึบ ใบรูปไข่แกมรูปหอก ใบหนาเกลี้ยง ดอกสีชมพูออกดอกเป็นดอกเดี่ยวหรือช่อสั้นๆตามง่ามใบ กลีบรองดอกและกลีบดอกมีอย่างละ 5 กลีบ ผลกลมใหญ่ ขนาด5-10ซม ผิวเรียบมีขนสีน้ำตาลแดง ออกดอกเดือน พฤษภาคม - สิงหาคม มีกระเบา ต้นตัวผู้ ดอกมีกลิ่นหอม เรียกว่า "แก้วกาหลง"

ขึ้นตามป่าดงดิบใกล้ๆน้ำ และพบเป็นไม้ปลูกบ้าง ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

เมล็ดแก่สามารถนำไปหีบทำน้ำมันทาแก้โรคผิวหนัง และวัณโรค สมัยก่อนมักนิยมนำมาใช้สำหรับรักษาโรคเรื้อน ซึ่งในปัจจุบันไม่ได้ใช้แล้ว

ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็ง รักษาโรคผิวหนังเรียกได้ว่าแทบทุกชนิด คุดทะราด และโรคผิวหนังผื่นคัน

กระพังโหม

ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Paederia foetida  Linn.   

ชื่อสามัญ : Skunk-vine

ชื่อพื้นเมือง  : "กระพังโหม,ตะมูกปาไหล,ผักไหม,เครือไส้ปลาไหล,ตดหมูตดหมา,ย่านพาโหม , พังโหม

วงศ์  : RUBIACEAE

ไม้เถาเลื้อยประเภทล้มลุก  ลำต้นมีขนาดเล็กเลื้อยไปตามพื้นดินหรือพันต้นไม้อื่นลำต้นและใบมียางสีขาว  เมื่อขยี้ดมดูมีกลิ่นเหม็น

ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเป็นคู่ตรงข้าม ใบสีเขียวเนื้อในบาง

ดอกออกเป็นช่อดอกเล็กๆ ตรงซอกใบหรือโคนก้านใบ ช่อละ 2-3 ดอก กลีบเลี้ยง 5 กลีบ   กลีบด้านนอกสีขาว   กลีบด้านในสีม่วงแดงหรือสีชมพูประด้วยสีม่วงจุดสีน้ำตาล   ผลเป็นฝักยาวสีเขียว 

กระพังโหมมีหลายพันธุ์  ชนิดใบใหญ่ ใบรูปไข่ มีขนสั้น ๆ ปกคลุม เรียกว่า ตูดหมูหรือตดหมู หรือกระพังโหมใหญ่ 

ชนิดใบเล็ก รูปเรียวยาวหรือรูปหอก  เรียกตดหมาหรือกระพังโหมเล็ก ชนิดใบใหญ่ไม่มียางไม่มีขนกลิ่นเหม็นอ่อน ๆ เรียก ย่านพาโหม

ทั้งต้น ใช้รักษาอาการอักเสบบริเวณคอปาก รักษาบาดแผล แก้บิดไข้รากสาด

เถา ใช้แก้ไข้ รักษาบาดแผล ระบายอ่อนๆ ใช้รักษาโรคไขข้อ

ใบ ตำใช้แก้ปวดฟัน ตำพอกแก้พิษงู ต้มและตำให้ละเอียดวางลงบนท้องช่วยในการขับปัสสาวะได้ น้ำต้มจากใบให้นำผ้าสะอาดมาชุบแล้ววางบนศีรษะจะช่วยให้ไข้ลดลง

ราก ใช้แก้โรคดีซ่าน น้ำต้มจากรากใช้ในการขับลมได้

เปลือกต้มดื่มทำให้อาเจียนได้

สรรพคุณทางยาอื่นๆใช้ถอนพิษสุรายาสูบ พิษจากอาหาร ช่วยให้เจริญอาหาร ยาอายุวัฒนะ แก้ธาตุพิกา

    กระวาน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Amomum testaceum Ridl.
ชื่อสามัญ : Siam Cardamom / Camphor Seed
วงศ์ : ZINGIBERACEAE

 

ไม้ ล้มลุกสูง 1-3 เมตร มีเหง้าใต้ดิน ลำต้นเทียมสูงราว 2เมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับ แคบยาวรูปขอบขนาน ปลายแหลมไม่มีก้านใบ ดอกช่อแทงจากเหง้า ชูขึ้นมาเหนือพื้นดิน ใบประดับสีเหลืองนวลมีขนคาย เรียงซ้อนสลับกันตลอดช่อ ในซอกประดับ มีดอก1-3ดอก กลีบดอกสีเหลืองเป็นหลอดแคบ เกสรเพศผู้เป็นหมันเปลี่ยนเป็นกลีบปากขนาดใหญ่สีขาว มีแถบสีเหลืองตรงกลาง

 ผล กลมเกลี้ยง เมื่อแก่เปลือกผลจะแห้งและแข็ง เมล็ดมีขนาดเล็ก 12-18 เมล็ด รวมกลุ่มเป็น 3กลุ่ม โดยมีเยื่อบางๆกั้น มีกลิ่นหอมและรสเผ็ด

สรรพคุณทางยาใช้ผลเป็นยาขับลม รักษาโรคท้องอืดเฟ้อ แน่นจุกเสียด และใช้เป็นเครื่องเทศแต่งกลิ่นอาหาร

กล้วยน้ำว้า

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Musa ABB cv'. Kluai 'Namwa'

Musa sapietum L.

ชื่อสามัญ : ฺBanana, Cultivated banana

วงศ์ : MUSACEAE

ใบ รสเย็นจืด ปิ้งไฟปิดแผลไฟไหม้ หรือต้มน้ำอาบแก้เม็ดผดผื่นคันตามร่างกาย น้ำยางรสฝาด น้ำยางจากก้านใบเป็นยาสมานแผล ใช้ห้ามเลือดโดยใช้ยางหยดลงที่บาดแผล

ผลดิบรฝาดแก้โรคท้องเสีย สมานแผลในกระเพาะอาหารและอาหารไม่ย่อย ใช้ผงกล้วยดิบรักษาแผลเรื้อรัง แผลเน่าเปื่อยและแผลติดเชื้อต่างๆ

ผล สุกรสหวาน ใช้เป็นยาระบายสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคริดสีดวงทวารหรือผู้ที่มีอุจจาระแข็ง บำรุงกำลัง บำรุงร่างกาย รักษาแผลในกระเพาะอาหาร

ดอกหรือหัวปลีรสฝาด แก้โรคโลหิตจาง บำรุงน้ำนมน ลดปริมาณน้ำตาลในเลือด แก้โรคกระเพาะอาหารและลำไส้ รักษาโรคเบาหวาน

น้ำคั้นจากหัวปลีดื่มเป็นยาบำรุงโลหิตและถ่ายเป็นมูกเลือด

หยวกกล้วยรสฝาดเย็น เผาไฟรับประทานเป็นยาขับพยาธิ

เหง้ารสฝาดเย็นปรุงเป็นยาแก้ริดสีดวงทวารชนิดมีเลือดออกหรือรักษาแผลภายในช่องทวาร

             รากรสฝาดเย็น ต้มดื่มแก้ไข้ ท้องเสีย แก้โรคบิด แก้ร้อนในกระหายน้ำ สมานแผลภายในและแก้ผื่นคัน

กวาวเครือขาว

ชื่อวิทยาศาสตร์:  Pueraria candollei var. mirifica (Airy Shaw & Suvat.)

ชื่อสามัญ : Pueraria mirifica, White Kwao Krua

วงศ์ : FABACEAE ( LEGUMINOSAE)

ไม้เลื้อย ในตระกูลถั่ว โดยเป็น 1 ใน 4 ชนิดของกวาวเครือทั้งหมด มีหัวอยู่ใต้ดิน ลักษณะกลม มีหลายขนาด เมื่อเอามีดผ่าออกจะมียางสีขาวคล้ายน้ำนม เนื้อในจะมีสีขาวคล้ายมันแกว เนื้อเปราะ มีเส้นมาก นิยมเพาะปลูกหรือพบมากทางภาคเหนือและอีสานของประเทศ

สรรพคุณของกวาวเครือขาวช่วยบำรุงผิวพรรณให้เต่งตึง นุ่มนวลเรียบเนียน ช่วยขยายทรวงอกให้มีขนาดใหญ่ขึ้น แก้ปัญหาทรวงอกหย่อนคล้อย ช่วยให้ผมขาวกลับคืนสภาพปกติ ลดการหลุดร่วงของเส้นผม แก้อาการปวดประจำเดือน ปัญหาประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ทำให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ

กวาวเครือขาวเป็นสมุนไพรไทยที่มีประโยชน์อย่างมากสำหรับเพศหญิง แต่สำหรับเพศชายก็สามารถรับประทานได้เช่นกัน เพราะมีสรรพคุณช่วยทำให้ร่างกายกระชุ่มกระชวย และเป็นยาอายุวัฒนะ ซึ่งตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข จัดให้กราวเครือขาวเป็นตัวยาชนิดหนึ่งในตำรับยาบำรุงร่างกาย และได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนเป็นตำรับยาแผนโบราณและยาแผนโบราณสามัญประจำ บ้าน ซึ่งสามารถรับประทานได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งจากแพทย์

กะตังใบ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Leea rubra Blume ex Spreng
ชื่ออื่น : กำลังเลือดค่าง (ยโสธร) กะตังใบแดง, กะตังใบ (กรุงเทพมหานคร)

ไม้ พุ่มสูงได้ถึง 2เมตร ใบประกอบแบบขนนก 1-2 ชั้น  รูปขอบขนาน กว้าง2.5-4ซม.ยาว5-12.5ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมนหรือรูปลิ่มขอบใบจักฟันเลื่อย หูใบแนบกับก้านใบ

ดอก ช่อ แบบช่อกระจุก ออกที่ปลายยอด ช่อดอกยาว   ประมาณ10ซม. ดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก กลีบดอกและเกสรตัวผู้เชื่อมกันเป็นหลอด ปลายกลีบดอกแยกเป็น5กลีบสีแดงเข้มกลางดอกสีขาว

ผลสดมี4-5พู ค่อนข้างกลม สีน้ำตาลแกมเขียว มีหลายเมล็ด 

พื้น บ้านอิสานใช้รากผสมต้น ขมิ้นเครือ ลำต้นเมื่อยดูกและรากตากวางต้มน้ำดื่มแก้ท้องเสียตำรายาไทยใช้รากระงับความ ร้อน แก้ไข้ ขับเหงื่อ แก้ปวดเมื่อย
              ตอนนี้เห็นในตลาดต้นไม้นำมาขายเป็นไม้ประดับ กันเพราะพุ่มสวยดอกสวย บ้างก็ว่าเป็นไม้มงคล  ต้นนี้คนกรุงเทพฯเรียกต้น กะ-ตัง บ้านไหนปลูกต้นนี้ บ้านนั้น" มีกะตัง" คงเพราะเหตุนี้ถึงว่าจัดเป็นต้นไม้มงคลนามนี่เอง

กะทือ

ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Zingiber zerumbet  (L.) Smith

ชื่ออื่น :  กระทือป่า กะแวน กะแอน แสมดำ แฮวดำ เฮียวดำ (ภาคเหนือ) เฮียวแดง (แม่ฮ่องสอน)

วงศ์ :   ZINGIBERACEAE

ไม้ล้มลุก ลำต้นเหนือดิน สูง 0.9-1.5 เมตร มีเหง้าใต้ดิน พักตัวในหน้าแล้งงอกขึ้นใหม่ในหน้าฝน ใบเดี่ยว ออกเรียงสลับในระนาบเดียวกัน รูปเรียวยาว ปลายใบแหลม โคนใบมนสอบ ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบ สีเขียว ก้านใบเป็นกาบหุ้มลำต้น ดอก ออกเป็นช่อแทงออกจากเหง้าขึ้นมา ช่อดอกรูปทรงกระบอก มีใบประดับสีเขียวแกมแดง เรียงซ้อนกันแน่นเป็นระเบียบ ดอกสีเหลือง ผลแห้งแล้วแตก รูปทรงค่อนข้างกลม สีแดง เมล็ดสีดำ

นิยม นำดอกแห้ง หน่ออ่อนและเหง้ากระทือมาบริโภคเป็นอาหาร อีกทั้งยังนิยมปลูกเป็นไม้ประดับอาคารบ้านเรือน เนื่องจากเป็นพันธุ์ไม้ดอกที่มีสีสันสวยงาม เป็นพืชผักสวนครัวและมีสรรพคุณทางยา
สรรพคุณ  ใช้เหง้าสด บำรุงและขับน้ำนม ขับปัสสาวะ แก้ท้องอืด บิด ปวดมวนในท้อ
ขับเสมหะ เบื่ออาหาร ใบขับเลือดเน่าในเรือนไฟ ดอกแก้ไข้เรื้อรังและโรคผอมแห้ง รากใช้แก้ไข้ตัวเย็น

กะเพรา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ocimum tenuiflorum L.

ชื่อสามัญ : Holy Basil,Thai Basil, Sacred Basil

ชื่ออื่น : กะเพราขาว, กะเพราแดง, กะเพราขน,ก้อมก้อ, ก้อมก้อดง
วงศ์ : LAMIACEAE

 ไม้พุ่มเล็ก สูง0.3-1เมตรลำต้นตั้งตรง ลักษณะเป็นรูปเหลี่ยม โคนต้นแข็ง มีขนปกคลุมทั่ว แตกกิ่งก้านสาขามากใบมีขนปกคลุมทุกส่วนมีกลิ่นฉุนเฉพาะตัว   ต้นใบสีแดงในรูปเจอขึ้นเองในป่าเป็นดงกลิ่นแรงหอมกว่ากระเพราใบขาวที่เราใช้ ทำอาหารตามบ้าน

สรรพคุณ ที่เป็นยาเหมือนกันใบและยอดทั้งสดและแห้งแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้คลื่นไส้อาเจียน หรือใช้ขยี้กับปูนแดงทาท้องแก้อาการได้เหมือนกัน

ใบสดตำแช่กับเหล้าโรงให้ข้นพอสมควร ใช้ทั้งหมดทาให้ทั่วบริเวณที่เป็นเชื้อรา หรือกลากเกลื้อน จะ่ช่วยบรรเทาได้

ใบหรือยอดอ่อนกินสดหรือต้มกับน้ำ ใส่แกงเลียงกินทุกวัน จะช่วยบำรุงน้ำนม

รากแก้ไข้ และรักษาโรคหนองใน

เมล็ดมีเมือก(mucillage)เป็นยาหล่อลื่นคล้ายแมงลักและโหระพา

กะเม็ง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Eclipta prostrata Linn.

วงศ์ : ASTERACEAE

ชื่ออื่น : กะเม็งตัวเมีย, หญ้าสับ, ฮ่อมเกี่ยว

ไม้ล้มลุกอายุปีเดียวสูง 30-50 ซม. ลำต้นสีเขียวหรือน้ำตาลแดงมีขนละเอียด ใบเดี่ยวตรงข้ามรูปหอกผิวใบมีขนทั้งสองด้าน  กว้าง1-2.5ซม.ยาว3-7ซม.ขอบใบมีรอยหยักเล็กน้อย ไม่มีก้านใบ มีขนสั้นๆ สีขาวปกคลุมทั่วใบ ดอกช่อออกที่ซอกใบกลีบดอกสีขาว ดอกย่อยรอบนอกเป็นดอกเพศเมีย ลักษณะเป็นแผ่นสีขาวปลายมน ดอกย่อยที่อยู่ตรงกลางเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ลักษณะคล้ายรูปถ้วย กลีบดอกติดกัน ปลายกลีบแยกออกเป็นแฉก มีส่วนที่คล้ายกลีบเลี้ยง 5-6 กลีบ สีเขียวรองรับช่อดอก ผลแห้งไม่แตก แบน สีดำ

สรรพคุณทางสมุนไพร

            ใช้ใส่แผลสดห้ามเลือดแก้หืด หลอดลมอักเสบ แก้คอตีบ แก้ช้ำ บำรุงไต รักษา หนองใน ตกขาวคันในร่มผ้า แก้อาเจียนเป็นเลือด ไอเป็นเลือด ปัสสาวะเป็นเลือด ลำไส้อักเสบ รักษามะเร็ง รักษาผมหงอกก่อนวัย

ตำรา ยาไทยใช้ใบรากเป็นยาถ่าย ทำให้อาเจียน รากแก้เป็นลมหน้ามืดจากการคลอดบุตร ทั้งต้นแก้มะเร็ง(อาการแผลเรื้อรัง เน่าลุกลาม รักษายาก) เป็นยาฝาดสมาน น้ำคั้นจากต้นรักษาอาการดีซ่าน

กาแฟ

ชื่อสามัญ : Robusta Coffee
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Coffea canephora Pierre ex Froehner

วงศ์ : RUBIACEAE

ไม้พุ่มสูง 2-4 เมตร นิยมปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจ พบมากทางภาคใต้ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง

ประโยชน์ ด้านเป็นสมุนไพร มีรสขม บำรุงประสาท บำรุงหัวใจ แก้อ่อนเพลีย กระตุ้นประสาท กระตุ้นหัวใจ ไต และกล้ามเนื้อ ขับปัสสาวะ

แก้พิษที่ไปกดระบบประสาทส่วนกลาง

มีอยู่ด้วยกัน 2 สายพันธุ์ ได้แก่ กาแฟอาราบิก้า (Coffee arabica) และ กาแฟโรบัสต้า (Coffee canephora) โดยกาแฟอาราบิก้าจะเป็นกาแฟที่ได้รับความในการนิยมดื่มมากกว่ากาแฟโรบัสต้า เนื่องจากกาแฟโรบัสต้ามีรสชาติที่ขมกว่าและให้รสชาติได้น้อยกว่ากาแฟอาราบิ ก้า ด้วยเหตุผลนี้ กาแฟที่เพาะปลูกกันเป็นจำนวนมากกว่า 3 ใน 4 ของโลก จึงเป็นกาแฟอาราบิก้า

กาแฟมีสรรพคุณช่วยบำรุงหัวใจ และช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดแข็งตัว การดื่มกาแฟสามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคหอบ ช่วยบรรเทาอาการหอบหืด แก้หอบหอบหืดได้

ก้างปลา

ชื่อวิทยาศาสตร์: Phyllanthus reticulatus

วงศ์: EUPHORBIACEAE

ก้างปลามี 2 ชนิดคือก้างปลาขาวก้างปลาแดง

ก้างปลาขาว ลำต้นจะเป็นสีขาวนวล ใบบาง ผลสีขาว ส่วนก้างปลาแดง ลำต้นและกิ่งก้านออกสีน้ำตาลแดง ใบหนาผลสุกสีดำ 

นิยมใช้ก้างปลาแดงทำยา

เป็น ไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงราว 2-3 เมตรต้นตรง ผิวเรียบ กิ่งก้านมากใบออกเรียงสลับกันผิวใบเรียบ ขอบใบเรียบใบมี tannin ผลสุกสีดำ หรือที่เรียงว่าลูกหมึก เพราะน้ำที่ได้จากผลออกสีเหมือนหมึกเปื้อนมือล้างออกยากเหมือนกัน

มีสรรพคุณทางยา ทุกส่วน ใบต้มดื่มขับปัสสาวะ ต้น เปลือก รสฝาดเฝื่อนแก้บิดแก้ท้องเสีย ลูกสมานในระบบทางเดินอาหาร รากแก้ไข้รากสาด และขยุ้มตีนหมา 

ก้ามปูหลุด

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Tradescantia zebrina Loudon

ชื่อสามัญ : Silver Inch Plant, Wandering Jew, Silvery Wandering Jew

ชื่ออื่น : ว่านพระยาลิดตีนปู, ก้ามปูหลุด

ลำ ต้นทอดเลื้อยสูงประมาณ15ซม.ทุกส่วนอวบน้ำ ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปไข่ถึง รูปใบหอก โคนใบสอบถึงกลม ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ สีเขียว มีแถบสีเทาเงินตามแนวกลาง ด้านล่างใบสีม่วงแดง ช่อดอกออกที่ซอกใบแบบช่อกระจุก ดอกสีชมพู ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำลำต้น

สรรพคุณทางสมุนไพร ใช้เป็นยาเย็น ใช้ต้มน้ำดื่มแก้ร้อนใน

ความ เชื่อ ใ้ช้เป็นยาฆ่าปรอทให้ตายเป็นกายสิทธิ์ วิธีทดลองว่าเป็นของแท้หรือไม่ ให้นำเถาว่านนี้มาพาดบนหลังปูถ้าเป็นว่านแท้จะทำให้ขาปูหลุด

กาบหอยแครง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tradescantia spathacea Sw

ชื่อสามัญ : Boat Lily, Oyster Lily

วงศ์ : COMMELINACEAE

ไม้ แตกกอเนื้ออ่อนอายุหลายปี แตกกอแน่นสูง20-30ซม.ทุกสา่าวนของต้นาอวบนา้ำ ใบเดี่ยวเรียงเวียน รูปใบหอก ยาว 15-45ซม.ปลายใบแหลม แผ่นใบสีเขียว ใต้ใบสีม่วงแดง ช่อดอกออกที่ซอกใบใบประดับ2ใบรูปรีสีม่วงอมเขียว ดอกขนาดเล็กสีขาว

การขยายพันธุ์แยกหน่อ ปักชำยอด

สรรพคุณ เป็นสมุนไพร นำใบมาต้มน้ำดื่มแก้เจ็บคอ แก้ร้อนใน ฟกช้ำภาายในเนื่องจากตกจากที่สูงหรือถูกของแข็ง หรือนำมาตำคั้นน้ำผสมพิมเสนเล็กน้อยใช้หยอดตาแก้ต้อเนื้อ ตาช้ำและตาแดง

การบูร

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cinnamomum camphora Nees ex Eberm.

ชื่อสามัญ :  Camphor Tree, Laurel Camphor, Gum Camphor , Formosan Camphor
ฃื่ออื่น : การบูร, อบเชยญวน, พรมเส็ง (เงี้ยว), เจียโล่ (จีน)
  วงศ์ :  LAURACEAE

               ต้น การบูรเป็นพืชพื้นเมืองของ จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่สูง 15-30 ม. ลำต้นและกิ่งเรียบ ทุกส่วนมีกลิ่นหอม โดยเฉพาะที่รากและโคนต้น ตาใบมีเกล็ดซ้อนเหลื่อมกันหุ้มอยู่ ใบดกทึบ ใบเดี่ยวเรียงสลับ สีเขียว รูปรีปลายแหลม โคนใบสอบ ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบค่อนข้างเหนียว ด้านบนเป็นมัน ด้านล่างมีนวล

ดอก ช่อสีขาวอมเขียวหรือเหลือง ขนาดเล็ก ออกเป็นกระจุกตามง่ามใบ  ผลขนาดเล็กมีเมล็ด 1 เมล็ด ผิวสีชมพูหรือน้ำตาลม่วง เปลือกต้นผิวมันเกลี้ยง สีน้ำตาลอมเขียว เกิดตามป่าดงดิบเขาสูง ออกดอกติดผลเดือนเมษายน-มิถุนายน ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและกิ่งตอน
เปลือกและราก  นำมากลั่นด้วยไอน้ำ ได้การบูรดิบ
              ผลการบูรเป็นผลเนื้อขนาดเล็กรูปค่อนข้างกลมสีเขียวเข้มเมื่อแก่สีดำมีเมล็ด1เมล็ด 

ส่วน การบูรธรรมชาติเป็นผลึกเล็กๆที่เกิดอยู่ทั่วไปทั้งต้น มักอยู่ตามรอยแตกของเนื้อไม้ มีมากที่สุดในแก่นของราก รองลงมาคือที่แก่นของต้น การบูรจะละลายอยู่ในน้ำมันระเหยง่ายที่อยู่ในต้น

การ ผลิตการบูรใช้การกลั่นจากต้น โดยเอารากและต้นของการบูรที่มีอายุ40ปีมาเลื่อยและสับเป็นชิ้นเล็กๆ นำไปกลั่นโดยใช้ไอน้ำในเครื่องกลั่นพิเศษที่ทำด้วยไม้ เมื่อกลั่นได้น้ำมันระเหยง่าย การปูรจะตกผลึกแยกออกมา เป็นเกล็ดกลมเล็กๆสีขาวแห้ง อาจจับกันเป็นก้อนร่วนๆแตกง่ายทิ้งไว้ในอากาศจะระเหิดไปหมด

แพทย์โบราณใช้การบูร รส ร้อนปร่าเมา บำรุงธาตุ ขับเสมหะและลม แก้ธาตุพิการ แน่นจุกเสียด ปวดท้อง ขับลมในลำไส้ แก้ไอ แก้เลือดลม ชูกำลัง แก้คัน แก้โรคตา  บำรุงความกำหนัด ขับเหงื่อ แก้ปวดตามเส้น เกลื่อนฝี แก้เคล็ดขัดยอก บวม แก้กระตุก แก้ปวดข้อ แก้ปวดเส้นประสาท แก้รอยผิวหนังแตก แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย เป็นยาชาเฉพาะที่ แก้โรคผิวหนังเรื้อรัง ขับน้ำเหลืองบำรุงหัวใจ ใช้ปรุงกลิ่นรสในยาอื่น ใช้ในการทำพลาสติกและเซลลูลอยด์ วางไว้ในห้อง ไล่แมลงรบกวน

การเวก

ฃื่อวิทยาศาสตร์ : Artabotrys siamensis.,Miq.

วงศ์ : ANNONACEAE

การเวก เป็นไม้เถาเลื้อยยืนต้นเนื้อแข็ง ลำต้นใหญ่ พุ่มใบหนาแน่นสามารถเลื้อยได้ไกล5-10เมตร ชอบขึ้นตามป่าเบญจพรรณของภาคกลาง ตามลำต้นมีหนามแข็ง ยอดอ่อนมีขนนุ่ม แผ่นใบบางและเหนียว ใต้ใบมีขนนุ่มเล็กน้อย

ออก ดอกเดี่ยวที่ตะขอที่โคนก้านใบกลีบดอกใหญ่หนาแข็ง มี6กลีบ ซ้อนกันชั้นละ3กลีบ เมื่ออ่อนดอกเป็นสีเขียวเมื่อแก่จะเป็นสีเหลือง ดอกออกตลอดปีหอมจัดช่วงเย็น ถึงค่ำ

ผลเป็นผลรวม มี5-6ผลผลอ่อนสีเขียว สุกสีเหลือง

สรรพคุณข้อบ่งใช้ ตามตำรายาพื้นบ้านไทยโบราณ

ใช้รากฝนกับหินฝนยา ใช้นำ้มะนาวเป็นกระสาย ทาแผลแมลงกัดต่อย งูกัด ทั้งกินทั้งทา ใช้ได้ทั้งคนและสัตว์

เถาและรากรสร้อน ฝาด ขม เป็นยาขับลมลำไส้ ขับเหงื่อ แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย แก้กระษัยไตพิการ

 กาหลง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bauhinia acuminate.,Linn.
วงศ์ : CAESALPINIACEAE
ชื่อสามัญ : Snowy Orchid Tree.
ชื่อ อื่น : กาหลง, เสี้ยวน้อย, ส้มเสี้ยว

กาหลง เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูง2-4เมตร ใบเป็นใบเดี่ยวรูปไข่เกือบกลม โคนใบรูปหัวใจปลายใบเว้าเข้าตามเส้นกลางใบลึกเกือบครึ่งแผ่นใบ ทำให้มองดูคล้ายใบแฝด ขอบใบเรียบ ท้องใบมีขนละเอียดปกคลุม ขนาดกว้าง9-13ซม.ยาว10-14ซม.

ดอก ออกเป็นช่อตามส่วนยอด ออกดอกเป็นระยะตลอดปี ดอกมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ดอกกาหลงช่อหนึ่งจะมีประมาณ 5-8 ดอก แต่จะผลัดกันบานทีละ2-3 ดอก  ดอกมีกลีบสีขาว 5 กลีบเรียงซ้อนเหลื่อมกัน เกสรเพศผู้สีขาวมี5อัน เกสรเพศเมียสีเขียวอยู่กลางดอก ขนาดใหญ่และยาวกว่าเกสรเพศผู้ ขนาดดอกกว้างราว5ซม. ฝักแบนยาวราว10ซม.เมล็ดอยู่เรียงกันตามช่อง มีฝักละประมาณ10เมล็ด

กาหลง เป็นไม้กลางแจ้งแดดจัด ปลูกง่าย ขยายพันธุ์ด้วยวิธีเพาะเมล็ดมีถิ่นกำเนิดในป่าเมืองร้อนของหลายประเทศ ได้แก่ อินเดีย พม่า ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ในประเทศไทยพบขึ้นตามธรรมชาติในป่าเบญจพพณทุกภาคของประเทศ

ดอก กาหลงเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง ใช้ดอกรับประทานแก้ปวดศีรษะ ลดความดัน คนไทยจีนโบราณนิยมปลูกกาหลงไว้เป็นต้นไม้ประจำบ้าน เชื่อว่าเป็นต้นไม้ที่ให้คุณกับเจ้าของมาก ในด้านเมตตามหานิยม พ่อค้าแม่ค้าคนเก่าคนแก่ปลูกกาหลงไว้ที่หน้าร้านบ้าง หน้าบ้านบ้างปลูกกันแทบทั้งนั้น

กุ่มน้ำ

ชื่อวิทยาศาสตร์ ; Crateva magna (Lour.) DC.
วงศ์ : CAPPRACEAE
ถิ่นกำเนิด : ประเทศในเขตร้อน

ไม้ ยืนต้นสูงประมาณ 5-12 เมตร เปลือกต้นสีเทาอ่อน มีรูอากาศสีขาวขนาดใหญ่ กระจายและมีรอยย่นตามแนวขวาง เรือนยอดแผ่กระจายหรือรูปทรงกลม ใบประกอบแบบนิ้วมือ ประกอบด้วยใบย่อย3ใบ ใบจะร่วงหมดต้นขณะมีดอก

ดอกสีเหลืองนวล เกสรสีม่วงแดง ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
ปักชำตอนกิ่ง ชอบแดดเต็มวัน ต้องการน้ำปานกลาง

สรรพคุณทางสมุนไพรของกุ่มน้ำ
ส่วนที่ใช้ ใบ เปลือก กระพี้ แก่น ราก ดอก ผล

ใบ ใช้ต้มกับน้ำ ดื่มขับเหงื่อ แก้ไข้ เป็นยาระบายอ่อนๆ  เปลือกต้น ต้มกับน้ำ ดื่มแก้โรคนิ่ว บำรุงร่างกาย ช่วยเจริญอาหาร ขับน้ำดี แก้อาเจียร ท้องอืดเฟ้อ แก้ไข้ ริดสีดวงทวาร กระพี้ แก้ริดสีดวงทวาร  แก่น แก้นิ่ว  ราก ใช้ตำละเอียด พอกแก้ฝี ขับหนอง ดอก  แก้เจ็บตา และคออักเสบ  ผล  ใช้แก้ไข้


 กุ่มบก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Crataeva religiosa Ham.
วงศ์ : CAPPARACEAE

ไม้ ต้นสูง 5-12เมตร แตกกิ่งก้านต่ำ เปลือกต้นเรียบสีเทาเรือนยอดเป็นพุ่มกลมทึบ

ใบเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ ประกอบด้วยใบย่อย3ใบ ก้านใบยาวใบย่อยรูปรี โคนใบมน ปลายใบย้อยป้าน ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนาสีเขียวเข้มเป็นมัน

ขณะมีดอกใบจะร่วงหมดต้น  ดอกเป็นช่อแบบช่อกระจะออกดอกตามง่ามใบใกล้ปลายยอด ดอกสีขาวอมเขียวแล้วค่อยเปลี่ยนเป็น สีเหลือง เกสรสีม่วงแดง ออกดอกเดือนมกราคม-เดือนกุมภาพันธ์ ผลรูปกลมรี เปลือกมีจุดสีน้ำตาลอมแดง ผลแก่เปลือกเรียบ เมล็ดแข็งรูปคล้ายเกือกม้า

ขยาย พันธุ์ด้วยเมล็ด ชอบแสงแดดจัดขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด ใบอ่อน ยอดอ่อน ดอกอ่อน ของกุ่มน้ำและกุ่มบก นำมาดองกับน้ำเกลือรับประทานเป็นผักจิ้มน้ำพริกกระปิ น้ำพริกปลาร้า น้ำพิกตาแดง  

สรรพคุณทางสมุนไพรของกุ่มบก
                   ใบ ช่วยในการแก้กลากเกลื้อน แก้ตะมอย รวมทั้งช่วยในการขับลม และฆ่าพยาธิ ให้รสร้อน กระพี้ ช่วยทำให้ขี้หูแห้งหลุดออกมา ให้รสร้อน  แก่น ช่วยแก้โรคริดสีดวงผอมเหลือง ให้รสร้อน ราก ช่วยแก้มานกระษัยอันเกิดแต่กองลม ให้รสร้อน
                   เปลือกต้น  เหมือนเปลือกกุ่มน้ำและมะรุม เป็นยาระงับประสาท ช่วยแก้โรคผิวหนังต่างๆ รวมทั้งช่วยคุมธาตุ ขับลม แก้ปวดท้อง แก้ลงท้อง แก้อาการบวม ช่วยบำรุงไฟธาตุ ตลอดจนบำรุงหัวใจ และช่วยกระตุ้นให้ลำไส้ย่อยอาหารได้ตามปกติ ให้รสร้อน


กุหลาบมอญ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Rosa damascena Mill.

วงศ์ : ROSACEAE

ชื่ออื่น : ยี่สุ่น

ดอกไม้ในดวงใจของใครหลายคน

  ตำรายาไทยใช้กลีบดอกกุหลาบบำรุงหัวใจ ขับน้ำดี กลีบดอกสดมีน้ำมันหอมระเหยใช้แต่งกลิ่นเครื่องสำอาง น้ำกุหลาบซึ่งสกัดมาจากกลีบสดของดอกกุหลาบซึ่งเรียกกันว่า"Attar of rose"

เป็นส่วนผสมของดอกไม้เทศ ใช้บรรเทาอาการอ่อนเพลียและกระวนกระวาย ซึ่งปัจจุบันนี้เรียกว่า Aroma Therapy

คือการบำบัดด้วยกลิ่นหอม ที่นิยมกันอย่างแพร่หลายโดยใช้กลิ่นหอมจากมวลดอกไม้ในการบำบัดโรคและอาการ ต่างๆ ดอกไม้ต่างชนิดและกลิ่นหอมที่แตกต่างก็มีสรรพคุณของตัวเองต่างกันไป

กุยช่าย

 ชื่อวิทยาศาสตร์: Allium tuberosum Rottl. ex Spreng

วงศ์ :AMARYLLIDACEAE

ไม้ล้มลุก มีเหง้าเล็กและแตกกอ ใบแบน เรียงสลับ รูปขอบขนาน โคนเป็นกาบบางซ้อนสลับกัน ช่อดอกแบบซี่ร่ม ก้านช่อดอกกลมโดยปรกติจะยาวกว่าใบ ดอกสีขาว กลิ่นหอม ออกในระดับเดียวกันที่ปลายก้านช่อดอก ก้านดอกยาวเท่ากัน มีใบประดับหุ้มช่อดอก เมื่อดอกเจริญขึ้นจะแตกออกเป็นริ้วสีขาว กลีบดอก 6 กลีบ สีขาว โคนติดกัน ปลายแยก กลางกลีบดอกด้านนอกมีสันหรือเส้นสีเขียวอ่อนจากโคนกลีบไปหา ผลกลม ภายในมี 3 ช่อง มีผนังกั้นตื้นๆ เมื่อแก่แตกตามตะเข็บ มีเมล็ดช่องละ 1-2 เมล็ด เมล็ดสีน้ำตาลแบน ขรุขระ

กระจายพันธุ์ในเอเชียตะวันออกแถบภูเขาหิมาลัย อินเดีย จีน และญี่ปุ่น ในไต้หวันมีปลูก 2 พันธุ์ คือ พันธุ์สีเขียวที่ปลูกทั่วไป และพันธุ์ใบใหญ่สีขาวซึ่งเกิดจากการบังร่ม

กุยช่ายขาว เป็นพืชชนิดเดียวกับกุยช่ายเขียว แต่ตอนปลูกจะนำฝาหรือเข่งมาครอบไว้ไม่ให้ถูกแสงแดด มีราคาแพงกว่ากุยช่ายเขียว นิยมนำไปผัดเต้าหู้ ผัดหมูกรอบ ผัดหมี่ซั่ว ผัดหมีฮ่องกง

กุยช่ายเขียวใช้รับประทานเป็นอาหารได้ ดอก ผักกับตับหมู ใบรับประทานสดกับลาบ หรือผัดไทยก็ได้ และนอกจากนั้นยังใช้ใบทำเป็นไส้ของขนมกุยช่ายอีกด้วย

 สรรพคุณทางเป็นสมุนไพร ใบ มีฟอสฟอรัสสูง เป็นยาแก้หวัด บำรุงกระดูก แก้ลมพิษ ทาท้องเด็กแก้ท้องอืด บำรุงไต บำรุงกำหนัด กระตุ้นความรู้สึกทางเพศ ตำผสมเหล้าเล็กน้อยรับประทานจะช่วยกระจายเลือดไม่ให้คั่ง แก้ช้ำในได้

แก้ว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Murraya paniculata.,Jack.

ชื่อสามัญ : Andaman Satinwood,China Box Tree

ชื่ออื่น ; แก้วขาว,แก้วลาย,แก้วขี้ไก่

วงศ์ : RUTACEAE

ลักษณะ ทั่วไปของต้นแก้ว เปลือกต้นแตกเป็นร่องตามยาวและมักบิดเวียน ใบ ประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 5 - 9 ใบเรียงสลับจากเล็กไปหาใหญ่ ใบรูปรี แผ่นใบสีเขียวเข้มเป็นมันที่ใบเป็นมัน ที่ใบมีต่อมน้ำมัน ดอกเป็นดอกช่อสีขาว ออกเป็นข่อสั้นๆ ตามซอกใบ กลีบเลี้ยงสีเขียวขนาดเล็กมี 5 แฉก ติดอยู่ทนจนถึงเป็นผล กลีบดอกมี 5กลีบ ปลายกลีบมนหรือเรียวแหลม ผลรูปรี เมื่อแก่เปลือกมีสีแดงอมส้ม แต่ละผลมี 1 - 2 เมล็ด

ส่วนที่นำมาใช้  ก้าน, ใบ, ราก, ดอก,  ผลสุก

ก้านและใบ มี รสชาติ สุขุม เผ็ดร้อน ขม นำมาใช้เป็นยาชาระงับปวด หรือนำมาทาแก้ผื่นคันที่เกิดจากความชื้น แก้แผลปวดแผลฟกช้ำ หรือแผลที่เกิดจากการกระทบกระแทก และยังใช้แก้แก้ปวดฟันได้ ราก ใช้บรรเทาอาการปวดเอว และแก้ผื่นคันที่เกิดจากความชื้น หรือที่เกิดจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้ ใบ ใช้ในการขับพยาธิตัวตืด แก้บิด และแก้ท้องเสีย ราก หรือใบ ใช้เป็นยาขับประจำเดือน ในกรณีที่ประจำเดือนมาน้อยเกินไป หรือมายาก ดอก หรือใบ ใช้เป็นยาแก้ไอ เวียนศีรษะ และช่วยในย่อยอาหาร แก้ไขข้ออักเสบ

แก้วเจ้าจอม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Guaiacum officinale Linn.

ชื่อสามัญ : Lignum Vitae
วงศ์ : Zygophyllaceae
ถิ่นกำเนิด : อเมริกาใต้

เป็นไม้ขนาดเล็กถึงกลางสูง 10- 15 เมตร ไม่ผลัดใบ ลำต้นคดงอ กิ่งก้านเป็นปุ่มปม ไม้เนื้อแข็งและหนัก เป็นไม้จมน้ำที่ทนแรงอัดและน้ำเค็ม ต้นแตกใบพุ่มแผ่กว้าง เหมาะเป็นไม้ปลูกในสนาม เปลือกสีเทาเข้ม กิ่งมีข้อพองเห็นเป็นปุ่มทั่วไป ใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ มีใบย่อย 2-3 คู่ เรียงตรงข้ามดู แกนกลาง ใบประกอบยาว 1-1.5 ซ.ม. ก้านใบประกอบยาว 0.5-1.0 ซ.ม. ใบย่อยไม่มีก้านรูปไข่กลับ รูปไข่กว้างหรือรูปรีเบี้ยวเล็กน้อยมี 2 ชนิด คือ ใบย่อย 2 คู่(4ใบ) ออกดอกง่าย และชนิดใบย่อย 3 คู่ (6ใบ)ซึ่งออกดอกน้อยกว่า

          ดอก เป็นดอกเดี่ยวสีฟ้าม่วงหรือสีฟ้าคราม และจะจางลงเมื่อ ใกล้โรย มีกลิ่นหอม

           ผล มีขนาดเล็กรูปหัวใจกลับ กดแบนลงสีเหลืองสดในหรือส้ม เมล็ดแข็งรูปไข่

  ใช้ทุกส่วนของลำต้น โดยเฉพาะยางจากเนื้อไม้ในธรรมชาติ มีสีน้ำตาลอมเขียว ประกอบด้วยสารเคมีหลายชนิดในปริมาณค่อนข้างสูง ซึ่งมีคุณสมบัติในการรักษาโรค

ใช้เป็นยาสมุนไพร รักษาโรครูมาติซัมเรื้อรัง โรคไขข้ออักเสบ ปวดประจำเดือน โรคหอบหืด โรคเบาหวาน โรคเกาต์ ใช้เป็นยาตรวจคราบเลือดในนิติเวชวิทยา เรียกว่า Gum Guaiacum แถบอเมริกาใต้ อินเดีย อินเดียตะวันตก และฟลอริดา ฯลฯ

ยางไม้ ใช้เป็นยาขับเสมหะ ขับปัสสาวะ ขับเหงื่อ แก้ข้ออักเสบ หรือทำเป็นยาอมแก้หลอดลมอักเสบ น้ำคั้นจากใบ กินแก้อาการท้องเฟ้อ เปลือก เป็นยาระบาย ผงชาจากดอก เป็นยาบำรุงกำลัง

กำแพงเจ็ดชั้น

  ชื่อวิทยาศาสตร์  Salacia cochinchinensis   L.
ชื่ออื่น   - หลุ่มนก ,   ตะลุ่มนก ,  น้ำนอง มะต่อมไก่
วงศ์ : CELASTRACEAE

กำแพงเจ็ดชั้น เป็นไม้พุ่มรอเลื้อย แต่ไดัภาพนี้มาจากสวนสมุนไพรกองทัพอากาศ ปลูกไว้นานหลายปีแล้วคงรอเลื้อยจนเบื่อเพราะคงโดนห้ามเลื้อยเอาไว้  สูงประมาณ 2-6 ม. ใบ  ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปรี หรือรูปไข่กลับ ปลายแหลมหรือมน โคนสอบ ขอบหยักหยาบๆ   ดอก ดอกออกเป็นกลุ่มหรือเป็นช่อสั้นๆ ที่ง่ามใบ ดอกเล็ก สีเขียวอมเหลืองหรือเหลือง กลีบเลี้ยงเล็กมาก  กลีบดอก 5 กลีบ
     ผลค่อนข้างกลมหรือรี เส้นผ่านศูนย์กลาง 1-2 ซม. ผลสุกสีแดงหรือแดงอมส้ม มี 1 เมล็ด เมล็ดค่อนข้างกลม
   ผลของกำแพงเจ็ดชั้น เนื้อในสีขาว กินได้
ถ้าตัดต้นต้นกำแพงเจ็ดชั้น ตาม ขวางจะเห็นวงกลมซ้อนกัน ในเนื้อไม้ นับได้5ชั้นรวมเปลือกกับเนื้อเยื่ออีก2ชั้นจะได้เจ็ดชั้นตามชื่อทันที

มักพบในป่าลึกแถวบริเวณที่มีจอมปลวกขึ้น

ส่วนที่ใช้ประโยชน์

ราก  ขับลม รักษาโรคตา บำรุงน้ำเหลือง หัว
 รักษาบาดแผลเรื้อรัง รักษาตะมอยหรือตาเดือน
เถา ขับโลหิตระดู ฟอกโลหิต บำรุงโลหิต บำรุงหัวใจ   แก้ไข้   แก้โรคปวดบวม
ตามข้อ แก้ประดง แก้ซางให้ตาเหลือง แก้ดีพิการใบ แก้มุตกิต ขับโลหิตระดู ขับน้ำคาวปลา
ดอกแก้บิดมูกเลือด

กำลังเสือโคร่ง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Betula alnoides Buch.-Ham.

ชื่อสามัญ : Birch

วงศ์ : BETULACEAE
ชื่ออื่น : พญาเสือโคร่ง

ไม้ ยืนต้นผลัดใบระยะสั้นต้นสูงถึง 30(40)เมตร เรือนยอดโปร่ง กิ่งก้านลู่ลงเล็กน้อย เปลือกต้นสีน้ำตาลปนดำ หรือสีเทาออกเงิน มีรูอากาศรูปขอบขนานใหญ่ๆหลุดลอกออกเป็นช้อนบางๆในแนวขวางของต้น ในต้นแก่เปลือกจะหยาบขรุขระ เปลือกชั้นในสีน้ำตาลอ่อนมีกลิ่นหอมเฉพาะคล้ายการบูร เมื่อโตเต็มที่ลำต้นจะลอกออกเป็นชั้นๆคล้ายกระดาษที่ยอดอ่อน

ใบเดี่ยวออกเรียงสลับ รูปไข่หรือรูปไข่รี แกมรูปใบหอก ขนาดของใบกว้าง2.5-5 ซม.ยาว 6-14 ซม. ขอบใบหยักเป็นซี่จักแหลมไม่สม่ำเสมอ ยอดอ่อนมีขนสีเงินหนาแน่น ใบแก่บางเกลี้ยงหรือมีแผงขนที่ซอกของเส้นใบ ผิวด้านล่างมีจุดน้ำยางเล็กๆมากมาย

ดอกขนาดเล็กสีเขียว ออกเป็นช่อแบบหางกระรอก ดอกแยกเพศอยู่ในต้นเดียวกัน  ผลขนาดเล็กหลุดร่วงง่าย มีปีกแบนสองข้าง และโปร่งแสง

ชาวบ้านนิยมนำเปลือกมาดองเหล้าเป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงเส้นเอ็น เปลือกมีน้ำมันหอม เป็นยาหลายขนาน นิยมทำเหล้าพื้นเมือง(เหล้าขาว)

สรรพคุณทางสมุนไพร

 ทำ ให้เส้นเอ็นแข็งแรง ช่วยชำระล้างไตให้สะอาด บำรุงกองธาตุให้เป็นปกติ ขับลมในลำไส้  ใช้บำบัดอาการผู้ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับมดลูกของผู้หญิงไม่สมบูรณ์ มดลูกชอกช้ำ อักเสบเนื่องจากการกระทบกระเทือน แท้งบุตร มดลูกไม่แข็งแรงให้หายเป็นปกติ

โกฐจุฬาลัมพา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Artemisia vulgaris L.
ชื่อสามัญ : 
 Common wormwood

ชื่ออื่น : ชิงเฮา พิษนาศน์ พิษนาค โกฐจุฬาลำพา
วงศ์ : COMPOSITAE (ASTERACEAE)

ไม้ ล้มลุกอายุ ปีเดียว ทั้งต้นมีกลิ่นแรง มีขนประปราย เมื่อแก่หลุดร่วงไป สูง 1-1.5เมตร อายุสั้น ออกดอกออกผลแล้วต้นจะตาย ลำต้นกลม ใบประกอบแบบขนนกเรียงสลับ เนื้อใบบาง ต้นที่กำลังจะออกดอก ใบบริเวณโคนต้น จะแผ่คลุมดิน ดอกช่อออกที่ปลายกิ่ง สีเหลืองอ่อน บริเวณส่วนยอดจะออกมาก ผลเป็นผลแห้งรูปยาวรีเล็กมากสีดำ
ส่วนที่ใช้ทั้งต้นเหนือดิน

                   ตำรา ยาไทยจะใช้เป็นยาแก้ไข้ แก้ไข้เจลียง (ไข้จับวันเว้นวัน ซึ่งเป็นไข้จับสั่นประเภทหนึ่ง) แก้ไข้เพื่อเสมหะ ช่วยลดเสมหะ แก้ไข้มาลาเรีย แก้หืด แก้หอบ แก้ไอ ช่วยขับเหงื่อ และ

ใช้เป็นยาแก้ดีซ่าน

 กฤษณา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aquilaria crassna Pierre ex H. Lec.

ชื่อสามัญ : Eagle Wood,Agar Wood,Aloe Wood
วงศ์ : THYMELAEACEAE

ไม้ ต้นขนาดกลางไม่ผลัดใบสูงถึง 30 เมตร เรือนยอดแคบ ลำต้นเปลาตรงเปลือกเรียบสีเทา แตกเป็นร่องยาวตื้นๆ เปลือกชั้นในสีเหลืองอ่อน มีแถบยางสีเข้ม

ใบ เป็นใบเดี่ยวกว้าง3-5ซม.ยาว 6-11ซม. รูปรีหรือรูปไข่กลับ ปลายเรียวแหลม โคนมน ขอบใบเป็นคลื่น ม้วนลงเล็กน้อย แผ่นใบบางและเรียบ ด้านบนมัน  ใบแก่เหนียว ด้านล่างเกลี้ยงหรือมีขนสีเงินประปรายบนเส้นใบหลัก ไม่มีหูใบ ยอดอ่อนมีขนสีเงินหนาแน่น

ช่อ ดอกเป็นช่อซี่ร่ม ดอกสีเหลืองมีกลิ่นหอมออกเป็นช่อเล็กๆเป็น กระจุกตามง่ามใบและปลายกิ่ง กลีบดอกไม่มีแต่มีเกล็ดที่มีขนดูคล้ายกลีบดอก 10อันติดบนปากของชั้นกลีบเลี้ยง ผลอ่อนสีเขียวสด รูปไข่กว้างมีสันแคบตามยาวของผลและชั้นกลีบเลี้ยงที่ขยายติดอยู่ที่ฐาน ผิวบางเหนียว มีรอยย่นๆและแตกได้2พู เมล็ดเป็นมัน1เมล็ด มีระยางค์ยาวคล้ายหาง

ใน แหลมมาลายูใช้กฤษณาเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางและใช้บำบัดโรคผิวหนังหลาย ชนิด ผงกฤษณาใช้โรยบนเสื้อผ้า หรือบนร่างกายเพื่อฆ่าหมัดและเหา ยาพื้นบ้านของอินเดียและหลายประเทสในเอเซีย ใช้กฤษณาเป็นยาหอม ยาบำรุง ยากระตุ้นหัวใจและยาขับลม

แพทย์โบราณใช้กฤษณาเป็นยาคุมธาตุ บำรุงโลหิตและหัวใจ ใช้ผสมในยาหอมแก้ลมวิงเวียน อาเจียน ท้องร่วง แก้ไข้ต่างๆ และแก้โรคปวดบวมตามข้อ

ขนุน

 ชื่อวิทยาศาสตร์ ; Artocarpus heterophyllus Lam.

ชื่อสามัญ : Jack Fruit Tree

วงศ์ : MORACEAE

ขนุน เป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ ใบมันและหนา ช่อดอกเพศผู้และเพศเมียแยกกัน แต่อยู่ร่วมต้นเดียวกัน ผลใหญ่ได้หลายขนาด แล้วแต่พันธุ์

สรรพคุณทางเป็นสมุนไพร ใบ ช่วยในการบำรุงโลหิต ช่วยขับพยาธิ แก้กามโรค โรคลมชัก หรืออาการท้องเสีย ตลอดจนแก้อาการจากโรคผิวหนังต่างๆ และยังช่วยในการระงับประสาท ยาง ช่วยแก้อาการต่อมน้ำเหลืองอักเสบ หรือแผลมีหนองอักเสบเรื้อรัง และแก้อาการบวมอักเสบ ให้รสฝาด
เยื่อหุ้มเมล็ดสุก  ช่วยสำหรับบำรุงกำลัง ชูหัวใจให้สดชื่น พร้อมเป็นยาระบายอ่อนๆ ให้รสหอมหวาน
เนื้อในเมล็ด ช่วยในการบำรุงกำลัง ขับน้ำนม บำรุงน้ำนม ควรนำไปต้มหรือเผาสุกก่อนรับประทาน ให้รสมัน

ขมิ้นเครือ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Arcangelisia flava (L.) Merr.

วงศ์ : MENISPERMACEAE

    ไม้เถาเนื้อแข็ง เนื้อไม้สีเหลือง ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปไข่หรือหัวใจสีเขียวสด  ดอกช่อออกตามเถา ดอกแยกเพศ กลีบบาง สีขาวแกมเหลืองหรือแกมเขียว ผลสดรูปกลม

ตำรา ยาพื้นบ้านโบราณไทยไทยใช้เนื้อไม้ บำรุงธาตุ บำรุงโลหิต ขับประจำเดือน แก้ท้องเสีย  ใช้แก้ดีซ่าน บำรุงน้ำดี ดีพิการ ตับอักเสบ ตัวเหลือง ตาเหลือง รากเป็นยาระบาย

ตำรากลาง ไม้เทศเมืองไทย ใบต้มกินขับโลหิตเน่าเสีย เป็นลิ่มเป็นก้อนให้ออก ดอกแก้บิดมูกเลือด ต้นขับผายลมให้เรอ แก้น้ำดีพิการ รากบำรุงน้ำเหลือง ฝนเป็นยาหยอดตา แก้ตาเฉะ ตาแดง ตาเปียก ตาอักเสบ

ขมิ้นชัน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Curcuma longa L.

ชื่ออื่น ; ขมิ้นดี ขมิ้นทอง ขมิ้นป่า ขมิ้นหยอก

วงศ์ : ZINGIBERACEAE










ไม้ ล้มลุกอายุหลายปี ใบมักแห้งและลงหัวในฤดูแล้ง แต่จะแตกออกดอก ใบใหม่ในฤดูฝน ลำต้นเทียมสูง 1.30-2เมตร

ลำต้นใต้ดินเป็นเหง้า เนื้อในเหง้าสีเหลืองเข้มถึงสีส้ม มีกลิ่นเหมือนชันไม้ที่ใช้ยาเรือ  แตกแขนงย่อย มีรากสะสมอาหารจำนวนมาก

ใบเป็นใบเดี่ยว ก้านใบยาวแทงออกจากเหง้าเรียงเป็นวงซ้อนหุ้มกัน ขนาดกว้าง12-15ซม.ยาว30-40ซม.แผ่นใบเหนียว

ช่อดอกออกที่ปลายลำต้นเทียม ยาว7-15ซม.กลีบดอกสีเหลืองอ่อน ใบประดับสีเขียวอ่อนหรือสีนวลบานครั้งละ3-4ดอก ผลกลมมี3พู

เหง้า ของขมิ้นชันมีฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรีย เชื้อรา ลดการอักเสบ และช่วยขับน้ำดี น้ำมันหอมระเหยของขมิ้นชันช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง ท้องอืด แน่นจุกเสียด อาการแพ้อักเสบ แผลฝีพุพอง แมลงกัดต่อย มีรสฝาดกลิ่นหอม

ใช้ เป็นยาบำรุงธาตุ ฟอกโลหิต แก้โรคผิวหนัง ผื่นคัน ใช้หุงกับน้ำมันมะพร้าวใช้เป็นยาสมานแผล แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ขมิ้นชันสดๆใช้แก้ท้องร่วง แก้กระเพาะอาหารอักเสบ

ขมิ้นอ้อย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Curcuma zedoaria (Berg) Roscoe

ชื่ออื่น : ขมิ้นขึ้น ว่านเหลือง ละเมียด(เขมร)

วงศ์ : ZINGIBERACEAE

ลำ ต้นเทียมสูงกว่า1.5เมตร ลำต้นใต้ดินเป็นเหง้า เหง้าหลักรูปไข่แคบ เนื้อในสีเหลืองเข้ม แตกแขนงย่อยไม่เป็นระเบียบ ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปหอกแกมรี ท้องใบจะมีขนนิ่มๆ ช่อดอกออกก่อนใบก้านดอกจะยาวและพุ่งออกจากเหง้าที่อยู่ใต้ดิน ดอกสีชมพูอมม่วงอ่อน พักตัวในฤดูหนาว การขยายพันธุ์โดยการใช้เหง้ามาปลูก 

                มีสรรพคุณด้านสมุนไพร

แก้พิษโลหิต แก้ลม แก้บวม ขับเสมหะ แก้ไข้ทั้งปวงตามแพทย์ชนบท ใช้ขมิ้นอ้อยคุมฤทธิ์ยาอื่นๆ

ตำรายาพื้นบ้านใช้ขมิ้นอ้อยเป็นยาขับเบา แก้ระดูขาวตกหนัก แก้หนองใน เป็นยาชำระโลหิต หากนำใบขมิ้นอ้อยมาคั้นน้ำดื่ม ช่วยอาการท้องมารโดยขับทางปัสสาวะ ใช้หุงกับน้ำมันมะพร้าวนำมาใส่แผลทำให้แผลหายเร็ว เหง้าสดนำมาบดแล้วผสมน้ำปูนใสดื่มรักษาโรคท้องร่วง

ขลู่

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pluchea indica (L.) Less
ชื่อสามัญ : Indian Marsh Fleabane
ชื่ออื่น : หนวดงั่ว ,หนวดงิ้ว,หนาดวัว, หนาดงัว, คลู, ขลู
วงศ์ : COMPOSITAE (ASTERACEAE)

ขลู่ เป็นไม้พุ่มสูง1-2.5เมตร แตกกิ่งก้านสาขากว้างและเกลี้ยง เปลือกต้นเรียบสีน้ำตาลเทา ชอบขึ้นในที่ชื้นแฉะ  ใบเดี่ยว เรียงสลับรูไข่กลับ กว้าง1-5ซม.ยาว2.5-10ซม. ขอบใบหยักซี่ฟันห่างๆ

ดอกออกเป็นช่อแยกแขนง ออกที่ยอดและซอกใบ เป็นช่อกระจุกแน่น มีขนาดเล็กกลีบดอกสีม่วงอ่อน ไม่มีก้านดอกย่อย ผลแห้ง ไม่แตก รูปทรงกระบอก

สรรพตุณทางสมุนไพรในตำรายาทั่วไป

ใบ รสหอมฝาดเมาเค็ม  ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ ป็นยาอายุวัฒนะ สมานภายนอกภายใน แก้ริดสีดวงทวาร รักษาประดง เลือดลม ขับระดูขาว ต้มดื่มแทนชาเพื่อลดน้ำหนัก

ใบและต้นอ่อน ใช้บรรเทาอาการปวดในโรคไขข้ออักเสบ ต้มอาบรักษา หิด ขี้เรื้อน

ดอก รสหอมฝาดเมาเค็ม แก้โรคนิ่ว

เปลือกต้นรส เมาขื่นหอมแก้ริดสีดวงจมูก แก้ริดสีดวงทวาร แก้กระษัย เป็นยาอายุวัฒนะ

ราก รสหอมฝาดเมาเค็ม แก้กระษัย แก้โรคนิ่ว ขับปัสสาวะ เป็นยาอายุวัฒนะ
ตำรา ยาไทยใช้ทั้งต้นต้มกินเป็นยาขับปัสสาวะ แก้เบาหวาน ต้มน้ำอาบแก้ผื่นคัน นำ้คั้นใบสดรักษาริดสีดวงทวาร การทดลองในสัตว์และคนปกติ พบว่ายาชงทั้งต้นมีฤทธิ์ขับปัสสาวะมากกว่ายาขับปัสสาวะแผนปัจจุบัน (hydrochlorothiazide)และมีข้อดีคือสูญเสียเกลือแร่น้อยกว่า

ขอบชะนาง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pouzolzia indica Gaud.(Pouzolzia zeylanica Benn.)

วงศ์ : URTICACEAE

ชื่ออื่น : ขอบชะนางขาว, ขอบชะนางแดง,ต้นหนอนตาย

ไม้ ล้มลุกเลื้อยแผ่ไปตามดินยอดตั้งขึ้นมี2ชนิดคือ ขอบชะนางขาว กับ ขอบชะนางแดง ลำต้นโตกว่าก้านไม้ขีดเล็กน้อย ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปใบหอกมีขนเล็กน้อยบนต้นและแผ่นใบ ดอกของขอบชะนางแดงสีแดงส่วนดอกของขอบชะนางขาวสีเขียวอมเหลือง เป็นดอกขนาดเล็กออกเป็นกระจุกที่ซอกใบและกิ่ง เป็นดอกตัวผู้และดอกตัวเมียแยกเพศอยู่ในต้นเดียวกันผลเป็นผลแห้งไม่แตก 

ส่วนที่ใช้ ใช้ทั้งต้น ดอก ใบสด เปลือกของต้น ยอดอ่อนที่แตกใหม่นำมากลั่นด้วยไอน้ำ รักษาอาการปวดหู ดอกสดใช้รักษาโรคเกลื้อน เหง้าอ่อนใช้ปรุงอาหาร บรรเทาอาการปวดมวนท้องดี ช่วยขับลมลำไส้ ใบใช้รักษากลาก แล้วใช้ต้มน้ำอาบหลังคลอดและอาการปวดเมื่อยตามข้อ

ต้น และดอกจะมีรสเมาเบื่อ นำมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก เอามาวางในปากไหปลาร้า ฆ่าหนอน วัวควายที่เป็นแผลขนาดใหญ่ ใช้ต้นสดตำเป็นยาฆ่าหนอนแมลง และรักษาแผลสดอีกด้วย เปลือกของต้น ช่วยดับพิษในกระดูกในเส้นเอ็น หุงน้ำมันทารักษาพยาธิผิวหนัง แผลพุพอง

ขอบชะนางทั้ง2ชนิด นำมาปรุงรับประทานเป็นยาขับเลือด และขับระดูขาว ขับปัสสาวะ รักษาโรคหนองใน

ข่อย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Streblus asper Lour

ชื่อสามัญ : Siamese Bush, Tooth Brush Tree

ชื่ออื่น : กักไม้ฝอย (เหนือ), ส้มพอ(เลย)

วงศ์ : MORACEAE

ไม้ ยืนต้น มีน้ำยางขาว สูง5-15เมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปวงรี หรือรูปไข่กลับ กว้าง2-4ซม.ยาว4-8ซม.ผิวใบสากคาย ดอกช่อออกที่ซอกใบ แยกเพศอยู่คนละต้น ช่อดอกเพศผู้เป็นช่อกลม ช่อดอกเพศเมียออกเป็นกระจุกมี2-4ดอกย่อย กลีบดอกสีเหลือง ผลสดรูปไข่เมื่อสุกสีเหลือง

ตำรา ยาไทยและยาพื้นบ้านใช้เปลือกต้น แก้ท้องร่วง แก้บิด รำมะนาด ปวดฟัน โรคผิวหนัง รักษาแผล ผสมกับหัวแห้วหมู เปลือกทิ้งถ่อน เปลือกตะโกนา ผลพริกไทยแห้ง และเถาบอระเพ็ด ดองเหล้า หรือต้มน้ำดื่ม เป็นยาอายุวัฒนะ หุงเป็นน้ำมัน ทารักษาริดสีดวงทวาร ใบปิ้งไฟชงน้ำดื่มเป็นยาระบาย ตำรายาไทยใช้เมล็ด บำรุงธาตุ เจริญอาหาร ขับลม แก่น มวนบุหรี่สูบ รักษาริดสีดวงจมูก

ยาพื้นบ้านใช้ เปลือกต้น ต้มน้ำดื่มแก้ไข้

ขัดมอน

ชื่อวิทยาศาสตร์ ; SIDA ACUTA BURM.F.

ชื่ออื่น ; หญ้าขัดใบขาว,ขัดมอนใบยาว ขัดมอนป่า คันมอญ

วงศ์ : MALVACEAE

ไม้ พุ่มขนาดเล็ก สูงได้ถึง 1 เมตร ยอดอ่อนมีขนสีน้ำตาลปกคลุมใบเดี่ยว เรียงสลับ มีหูใบ 1 คู่ ใบรูปไข่กลับถึงรูปข้าวหลามตัด โคนใบแหลมหรือมน ขอบใบหยัก ปลายใบแหลม ท้องใบมีนวลสีขาว

ดอก เดี่ยวเกิดที่ซอกใบ เกสรเพศผู้จำนวนมาก ก้านชูอับเรณูติดกันเป็นกลุ่มเดียวและเป็นหลอดหุ้มเกสรเพศเมียเอาไว้ โคน หลอดเชื่อมติดกับโคนกลีบดอก หลอดก้านชูอับเรณูสีเหลืองแกมขาว มีขนอ่อนเล็กๆปกคลุม ตอนปลายแยกเป็นยอดเกสร 5-6 แฉก ผลแห้งแตกเป็น  5-6 พู  ผิวเรียบ ปลายแต่ละพูเป็นหนาม เมล็ดรูปไต

ตามหลักทั่วไปมีการแยกหญ้าขัดมอญออกเป็น 2 ชนิดตามลักษณะของรูปใบ คือ หญ้าขัดมอญใบแหลม ชื่อวิทยาศาสตร์ ; SIDA ACUTA BURM.F. อีกชนิดหนึ่งคือ หญ้าขัดมอญ ใบรี หรือ SIDA RHOMBIFOLIA LINN.

ราก รสเผ็ดฝาด แก้ตัวร้อน ขับพิษร้อนภายใน ขับพิษไข้หัวให้เม็ดซ่านออกมาจากภายใน เช่น เหือดหัด สุกใส ดำแดง ประดง ไข้รากสาด แก้พิษหลบใน แก้น้ำดีพิการ แก้อาเจียน บำรุงกำลัง ขับเสมหะ บำรุงปอด แก้เยื่อสมองอักเสบ แก้ปวดมดลูก แก้ปวดหน้าท้อง ขับเลือดและรกหลังคลอด แก้กามตายด้าน โขลกพอกแก้พิษปวดบาดแผล แก้แผลสด แก้โรคผิวหนังผื่นคัน (ชนิดใบเล็กยาว)

 ขันทองพยาบาท

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Suregada multiflora (A. Juss.) Baill.

วงศ์ : EUPHORBIACEAE

ชื่อ อื่น : กระดูก ยายปลูก ขนุนดง ขอบนางนั่ง ขัณฑสกร ช้องรำพัน สลอดน้ำ ขันทอง มะดูก หมากดูก ข้าวตาก ขุนทอง คุณทอง ดูกไทร ดูกไม้ เหมือดโรด ดูกหิน ดูกไหล ทุเรียนป่า ป่าช้างหมอง ยางปลอก  มะดูกดง มะดูกเลี่ยม

ไม้ ไม่ผลัดใบขนาดเล็กสูง4-15เมตร ทรงพุ่มแน่นทึบ ลำต้นตรง เปลือกต้นสีน้ำตาลแก่ ผิวบางเรียบ  ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปขอบขนานขนาดของใบกว้าง3-6ซม.ยาว9-14ซม.ใบ แก่เหนียวสีเขียวสดด้านบนเป็นมัน

ดอกสีเหลืองกลิ่นหอมออกช่อละ5-10ดอกดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น ผลกลมโตมีสามพูแตกออกได้ ผลแก่สีส้มแดง แต่ละเสี้ยวมี1เมล็ดมีเนื้อบางๆสีขาวหุ้ม

     สรรพคุณทางสมุนไพร

เนื้อไม้และรากมีรสเฝื่อนเมา ปนจืด กลิ่นหอมจีด

ส่วน ที่นำมาใช้เป็นยา เปลือกและต้น ใช้ถูฟันทำให้เหงือกแข็งแรง เป็นยาถ่าย

รักษาโรคตับพิการ แก้โรคผิวหนัง กลากเกลื้อน เป็นยาถ่ายฆ่าพยาธิ เนื้อไม้ต้มดื่มแก้ลมพิษ แก้ไข้ แก้กามโรค

ข่า

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Alpinia galanga (Linn.) Swartz, Languas galanga (Linn.) Stuntz

วงศ์ : ZINGIBERACEAE

ชื่อสามัญ : Galangal, False galangal, Greater galangal

ชื่ออื่น : กฏกกโรหิณี, ข่าหยวก, ข่าหลวง,สะเอเชย, เสะเออเคย

ข่า เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี มีลำต้นลงหัวอยู่ใต้ดิน มีข้อปล้องเห็นชัด ส่วนที่อยู่เหนือดินจะเป็นก้าน ใบ สูงราง1-2เมตร เนื้อในเหง้าสีขาวรสขมเผ็ดร้อน แต่ไม่เผ็ดเหมือนขิง มักมีกลิ่นหอมฉุน

ข่ามีอยู่3ชนิดคือ ข่าใหญ่(ข่าหลวง) ข่าตาแดง(ข่าหยวก) หรือข่าทั่วไป และข่าลิง

สรรพคุณทางสมุนไพร

มีฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ ขับน้ำดี ขับลม ลดการอักเสบ ยับยั้งแผลในกระเพาะอาหาร ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ฆ่าเชื้อรา รักษากลากเกลื้อน

ส่วน ที่นำมาใช้บริโภคคือ เหง้า ดอก หน่ออ่อน เหง้าอ่อนมีรสเผ็ดใช้ขับลมในลำไส้แก้ปวดมวนในท้อง ดอกอ่อนก็มีรสเผ็ดเช่นเดียวกัน ผลข่ามีสรรพคุณคล้ายเหง้า

ผงจากผลแห้งสามารถรักษาอาการปวดฟันได้โดยนำไปบดและทาบริเวณที่ปวด

ข่าลิง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Globba spp

วงศ์ : ZINGIBERACEAE

ชื่ออื่น : หงส์เหิน


พืช ล้มลุกอายุหลายปี มีเหง้าใต้ดิน ลำต้นเทียมสูง30-50ซม.ใบรูปรีหรือรูปหอกกว้าง3-4ซม.ยาว7-8ซม.ปลายใบเรียว แหลม ผิวใบเรียบดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอดยาว10-13ซม.มดอกย่อยสีเหลืองจำนวนมาก เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีจงอยโค้งห้อยลงเป็นรูปตะขอ

สรรพคุณเป็นสมุนไพร รากแก้พิษฝี แก้หูน้ำหนวก แก้โรคหืด

ขิง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Zingiber officinale Roscoe

วงศ์ : ZINGIBERACEAE

ชื่ออื่น: ขิงแกลง ขิงแดง ขิงเผือก

ไม้ ล้มลุกมีเหง้าใต้ดิน เปลือกนอกสีน้ำตาลอ่อนแกมเหลือง เนื้อในสีนวลมีกลิ่นเฉพาะ ดอกช่อแทงออกจากเหง้า ผลเป็นผลแห้งมี3พู

สรรพคุณในตำรายาทั่วไป

ใบรสเผ็ดร้อน เป็นยาบรรเทาอาการฟกช้ำจากการหกล้ม กระทบกระแทก  ขับลมช่วยย่อยอาหาร

ลำต้นเทียมเหนือดินรสเผ็ดร้อน แก้ท้องร่วง จุกเสียด ขับลมในลำไส้

ดอก รสฝาดร้อน ช่วยย่อยอาหาร ฆ่าพยาธิ บำรุงไฟธาตุ แก้บิด แก้ขัดปัสสาวะ และโรคประสาทที่ทำให้หัวใจขุ่นมัว แก้คอเปื่อย และทำให้ชุ่มชื่น

เมล็ดรสหวานเผ็ด รักษาอาการไข้ บำรุงน้ำนม บรรเทาอาการคอแห้ง เจ็บคอ แก้ตาฟาง เป็นยาอายุวัฒนะ

เหง้า รสหวานเผ็ดร้อน เป็นยาขับลม รักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้คลื่นไส้ อาเจียน ขับปัสสาวะ แก้หอบ แก้พิษจาก ปู ปลา นก เนื้อสัตว์อื่นๆ ต้มดื่มแก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยขยายหลอดเลือดใต้ผิวหนังทำให้เหงื่อออก ปรับอุณหภูมิในร่างกายให้รู้สึกกระชุ่มกระชวย

เปลือก เหง้ารสเผ็ดร้อน ใช้เปลือกเหง้าแห้งต้มน้ำดื่มเป็นยาขับปัสสาวะ ขับลม รักษาอาการ ท้องอืด จุกเสียดแน่น อาการบวมน้ำ หรือใช้ภายนอกรักษาโรคผิวหนัง กลากเกลื้อนและแผลมีหนอง

ราก รส หวานเผ็ดร้อน เป็นยาขับลม ฆ่าพยาธิ และเจริญอาหาร แก้เสมหะ แก้บิด แก้พรรดึก บำรุงเสียงให้เพราะ ทำให้ผิวหนังสดชื่น แก้นิ่ว แก้ไอ รักษาบิดโลหิตตกเป็นสีขมิ้น

ตำรา ยาไทยใช้เหง้าขิงแก่ทั้งสดและแห้ง เป็นยาขับลม แก้อาเจียน แก้ไข้ขับเสมหะ และขับเหงื่อโดยใช้เหง้าสดต้มกับน้ำหรือใช้ผงขิงแห้งชงน้ำดื่ม ในเหง้าขิงมีน้ำมันหอมระเหยที่มีฤทธิ์ขับลม ขับน้ำดี ช่วยย่อยไขมันนอกจากนี้พบสารรสเผ็ดลดการบีบตัวของลำไส้ จึงช่วยบรรเทาอาการปวดท้องเกร็ง

                                                                                             ขี้กา

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Bryonia lacinioas

วงศ์ :CUCURBITACEAE

         ไม้ เถาเลื้อยเนื้ออ่อนขนาดเล็ก เลื้อยไปตามพื้นดินหรือกิ่งไม้ มีมือเกาะ ใบเดี่ยวรูปสามเหลี่ยมหรือห้าเหลี่ยม ออกเรียงสลับกัน แผ่นใบสีเขียวหนาสากมือ โคนใบเว้าปลายใบเป็นแฉก ขอบใบหยักเว้า ขนาดใบกว้าง4-8ซม.ยาว5-10ซม. ดอกเดี่ยวออกตามซอกใบ กลีบดอกบางสีขาว ผลกลมสีเขียวมีคาดตามแนวตั้งหลายเส้น เมื่อสุกสีแดงภายในมีเมล็ดสีดำ

             ใช้เป็นยาฆ่าเลือดไร และเหาได้ ใบสด ใช้ตำสุมขม่อมเด็กเวลาเย็น รักษาอาการคัดจมูก

ขี้เหล็ก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Senna siamea (Lam.) Irwin & Barneby

วงศ์ : FABACEAE



 





 









 

            หลาย คนคงชอบรับประทานแกงขี้เหล็ก เป็นส่วนใบและดอกที่นำมาแกง           ทานแล้วหลับสบาย
ขี้เหล็กเป็นไม้ต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 8-15 เมตร ไม่ผลัดใบ ใบประกอบแบบขนนกเรียงสลับ มีใบย่อยรูปรีใบ ย่อยมี7-10คู่ รูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง1-2ซม.ยาว3-7ซม. โคนมน ปลายมนหรือหยักเว้าเล็กน้อย ขอบใบเรียบ ใบอ่อนมีขนทั่วไป ก้านใบยาว2-3ซม. ดอก ออกที่ปลายกิ่ง ดอกย่อยมีกลีบดอกสีเหลือง กลีบดอก5กลีบ รูปไข่กลับ ยาว1.5-2ซม. เกสรเพศผู้10อัน รังไข่มีขน ผลเป็นฝัก แบนยาวประมาณ15ซม.เป็นข้อๆมีเมล็ด 20-30 เมล็ด

สรรพคุณ

ดอก รสขมเป็นยาระบายต้มรับประทานเป็นยาทำให้นอนหลับ ลดความดันโลหิต แก้หืด ล้างศรีษะแก้รังแค ดอกตูมเป็นยาทำให้นอนหลับ ใช้ดอกตูมร่วมกับใบไม่แก่จัด รักษาอาการนอนไม่หลับ เจริญอาหาร อาการตื่นเต้น ฝักรสขม ภายในมีสาร ฝาดสมาน ใช้รักษาท้องร่วง  แก้ไข้เพื่อเสมหะ แก้ไข้พิษเพื่อเอ็นตึง

รากรสขม แก้ไข้กลับ ไข้ซ้ำ รักษาแผลกามโรค

รากใช้ผสมเป็นตัวยาขับพยาธิ นอกจากนี้ส่วนใบยังสามารถรักษาอาการระดูขาวในสตรีได้ ช่วยให้ปัสสาวะไม่ขัด รักษาอาการขัดเบาและนิ่วได้

แก่น รสขม แก้กามโรค หนองในเข้าข้อ ออกดอก แผลฝี ขับน้ำคาวปลา ถ่ายพิษ แก้กระษัย ถ่ายเส้นเอ็น แก้เหน็บชา แก้อาการท้องผูก แก้ไฟธาตุพิการ ใช้เป็นยาระบายชนิดกระตุ้นให้ลำไส้ใหญ่บีบตัว

ทั้งห้าคือ ใบดอกผลเมล็ดราก ถ่ายพิษกระษัย พิษเสมหะ พิษไข้ แก้พิษทั้งปวง ถ่ายเส้น

เข็มแดง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ixora macrothyrsa Tejsm. et Binn
วงศ์ : RUBIACEAE


ไม้ พุ่มสูง 2-4 เมตร ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปขอบขนานหรือรูปรีแกมขอบขนาน กว้าง6-9ซม.ยาว15-20ซม.หูใบอยู่ระหว่างก้านใบ ดอกออกเป็นช่อซี่ร่มที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีแดงเข้ม เชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ผลกลมเมื่อสุกสีม่วงแดง

สรรพคุณทางเป็นสมุนไพร รากแก้โรคตา ขับเสมหะ บำรุงไฟธาตุ โดยนำมาต้มน้ำแล้วดื่ม

เข็มพวงขาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Ixora finlaysoniana Wall. ex. G. Don.

ชื่อสามัญ : Siamese White lxora

ชื่ออื่น : เข็มขาว,เข็มหอม

วงศ์ : RUBIACEAE

เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ถึงขนาดกลาง สูง1.5-3เมตร พุ่มแน่น ใบเดี่ยว ออกเป็นคู่เวียนสลับรอบลำต้นและกิ่ง

  ใบเดี่ยวรูปรีขอบขนาน  ขอบใบเรียบ  ปลายใบเรียวแหลม  ขนาดของใบกว้างประมาณ 2.5-5ซม.  ยาว 7.5ซม.เนื้อใบค่อนข้างหนาสีเขียวสด
ออกดอกรวมเป็นช่อขนาดใหญ่สั้นแน่น ขนาด 10-15 ซม. ก้านดอกยาวกว่าดอกเข็มอื่น ๆ  ปลายดอกแยกออกเป็น 4 กลีบ  ปลายกลีบดอกมนโค้ง  ไม่แหลม ดอกมีสีขาวกลิ่นหอม เมล็ดกลม สีดำ ออกดอกตลอดปี

ขยายพันธุ์โดยการตอนกิ่ง ทาบกิ่ง ปักชำ

สรรพคุณทางสมุนไพร

ฆ่าพยาธิ แก้ตาแดง แก้ริดสีดวงในจมูก

ราก ใช้ปรุงเป็นยากิน รักษาโรคตา เจริญอาหาร

เข็มเหลือง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ascocentrum Minatum ( Lindl.)
ชื่ออื่น : เข็มแสด , พุ่มสุวรรณ , เข็มเหลือง
วงศ์ : RUBIACEAE

เป็นไม้พุ่มเล็กกว่าเข็มขาวใบรูปไข่ ริมขอบใบเรียบปลายใบมน ดอกอยู่รวมกันเป็นช่อสีเหลือง ขยายพันธุ์ โดยการตอนกิ่ง หรือทาบกิ่ง
สรรพคุณทางสมุนไพร ราก ใช้เป็นยาปรุงเป็นยารักษาฝีกาฬจักหัวใจ

                                                                                           เขยตาย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Glycosmis pentaphylla (Retz.) D.C.
วงศ์ : RUTACEAE
ชื่ออื่น : ส้มชื่น, น้ำข้าว, กระรอกน้ำข้าว,กระโรกน้ำข้าว,ส้มชื่น(เหนือ), ลูกเขยตาย,มันหมู,เขยตายแม่ยายชักปรก

          ไม้พุ่มขนาดกลางสูง3-6เมตรลำต้นเป็นเหลี่ยม เปลือกต้นสีเทา ตกกระเป็นดวงสีขาว ทรงพุ่มโปร่งกิ่งก้านมีขนนุ่มทั่วไป

ใบประกอบเรียงตรงข้ามแผ่นใบหนา กว้าง3-5ซม.ยาว8-14ซม.รูปรีหรือรูปไข่ โคนใบรูปลิ่ม ปลายแหลม ขอบใบบิดแต่เรียบดอกออกแบบช่อแยกแขนง

ดอกย่อยมีก้าน เรียงสลับบนแกนกลาง  แต่ละช่อย่อยมีดอกย่อยไม่เท่ากัน มีขนสั้นนุ่ม ก้านดอกย่อยสั้นมากหรือไม่มีก้าน ดอกย่อยขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางดอกประมาณ 0.3 ซม. วงกลีบเลี้ยงเป็นแฉก แต่ละแฉกรูปสามเหลี่ยม กลีบดอกจำนวน 5 อัน สีขาว รูปขอบขนาน ปลายมน เกสรเพศผู้จำนวน 10 อัน เกสรเพศเมียจำนวน 1 อัน อยู่เหนือวงกลีบ กลีบดอกสีขาว กลิ่นหอมหน่อยๆ

ผลเป็นผลสดสีชมพูมีเมล็ด 1เมล็ด เมล็ดกลมสีดำ ผลเมื่อแก่จัดมีรสหวาน

สรรพคุณทางสมุนไพร

รากมี รสเมาขื่นปร่าและเปลือกกระทุ้งพิษฝีภายในภายนอก แก้ไข้กาฬแก้ไข้รากสาด, แก้ฝีที่นม ตัดรากฝีที่นม ดอกและผลรักษาหิด ยางสีน้ำนมใช้ทาหูดให้หลุดจากผิวหนัง ลำต้นเผาไฟใช้พอกแผลเน่าเปื่อย

                                                                             ไข่เน่า

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Vitex glabrata R.Br.

ชื่ออื่น : คมขวาน ฝรั่งโคก ขี้เห็น
วงศ์ : LABIATAE

ไม้ ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูง8-20เมตร ทรงพุ่มกลมโปร่ง กิ่งอ่อนมีขนสั้นๆหนาแน่น ใบประกอบแบบนิ้วมือ มีใบย่อย3-5ใบ ขนาดไม่เท่ากัน ใบกลางมีขนาดใหญ่สุด ขอบใบเรียบหรือหยักเล็กน้อย

ดอกช่อออกที่ปลายกิ่งหรือซอกใบใกล้ปลายกิ่งช่อยาว8-20ซม.มีดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก สีขาวมี5กลีบ

               ผลรูปไข่หรือไข่กลับ เมื่อสุกสีดำ เนื้อในผลรับประทานได้ มีเมล็ด 1เมล็ด

พบขึ้นในป่าแล้ง ป่าเบญจพรรณ ชายป่าดิบชื้นในทุกภาคของประเทศ ในระดับความสูงตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนถึง 400เมตร

เป็นไม้ต้นที่ทรงพุ่มให้ร่มเงา เนื้อไม้ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ ผลสุกรับประทานได้

ผล อุดมไปด้วยแคลเซียม ใช้กิน ช่วยบำรุงกระดูก บำรุงสมอง แก้โรคกระดูกผุสำหรับผู้สูงอายุได้ดี   เปลือกต้น ช่วยรักษาพิษตาน ซาง แก้ไข้ แก้เด็กถ่ายเป็นฟอง ขับพยาธิในเด็กที่มีอาการเบื่อ
          ราก ช่วยรักษาอาการท้องร่วง ใช้ขับพยาธิไส้เดือน เปลือกผล ช่วยรักษาโรคกระเพาะ หรือโรคลำไส้อักเสบของเด็กทารก ต้น ช่วยแก้เลือดตกค้าง  ผล เปลือกผล ช่วยแก้โรคเกล็ดกระดี่ขึ้นนัยน์ตา
ราก เปลือกต้น มีรสฝาด ช่วยแก้อาการท้องเสีย แก้บิด ทำให้เจริญอาหาร

คงคาเดือด

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Arfeuillea arborescens Pierre

วงศ์ : SAPINDACEAE

ชื่ออื่น : หมากเล็กหมากน้อย, ตะไลคงคา, สมุยกุย, ช้างเผือก, ตะไล

ไม้ ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงถึง20เมตรเปลือกต้นสีเทาหรือเทาแกมขาว ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงสลับ ใบย่อย1-9ใบ รูปไข่ กว้าง2.5-4ซม.ยาว4.5-7ซม. ปลายใบเป็นติ่งหรือเรียวแหลม โคนใบมน แผ่นใบบางคล้ายกระดาษ บริเวณเส้นกลางใบทั้งสองด้านมีขนประปราย

ดอก สีขาว ออกเป็นช่อกระจุกแยกแขนงที่ปลายกิ่ง ช่อยาวถึง19ซม. มีกลิ่นหอม กลีบเลี้ยง5กลีบสีน้ำตาลแกมม่วง กลีบดอก2-4กลีบ ผลแห้งแตกมี4ปีกตามยาว เมล็ดสีดำมีขนสีน้ำตาล

นอก จากการเป็นไม้ประดับให้ร่มเงาใบเขียวครึ้มและสถานภาพที่เป็นไม้นอกประเภทหวง ห้ามแล้วด้านสมุนไพรยังมีสรรพคุณและคุณค่ามากมาย โดยเปลือกต้นของคงคาเดือด ต้มน้ำดื่ม แก้ไอ แก้คัน แก้แสบร้อนตามผิวหนัง แก้ซาง แก้ร้อนใน เจริญอาหาร เนื้อไม้ฆ่าพยาธิผิวหนัง ไม่ระบุส่วนที่ใช้ แก้พุพอง น้ำเหลืองเสีย แก้ผิวหนังเปื่อยเน่า

ตำรา ยาไทยใช้

แก่น ฝนกับน้ำกินเป็นยาฆ่าพยาธิ เปลือกต้น ต้มน้ำดื่ม แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้ไข้และช่วยเจริญอาหาร ต้มน้ำอาบ ช่วยรักษาอาการคัน แสบร้อนตามผิวหนัง

และโรคซาง (โรคของเด็กเล็ก มีอาการสำคัญคือ เบื่ออาหาร ซึม มีเม็ดขึ้นในปากและคอ ลิ้นเป็นฝ้า

คนทา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Harrisonia perforata (Blanco) Merr.
ชื่ออื่น : สีฟันคนทา จี้หนาม กะลันทา
วงศ์ : SIMAROUBACEA

ไม้ พุ่มแกมไม้เถา ลำต้นกิ่งก้านมีหนาม ยอดอ่อนมีสีแดง ใบประกอบแบบขนนกเรียงสลับ ก้านและแกน ใบแผ่ขยายออกเป็นปีแคบๆ ใบย่อย1-15ใบ รูปรีหรือรูปไข่ กว้าง1-1.5ซม.ยาว2-2.5ซม.ขอบใบหยักห่างๆ

ดอก ช่ออกเป็นกระจุกที่ซอกใบ กลีบดอกด้านนอกสีแดงแกมม่วง ด้านในสีนวล ออกเป็นช่อ ดอกย่อยขนาด5-8มม. ภายในมีแป้นดอก กลีบรองดอกและกลีบดอก มีอย่างละ4-5กลีบ  ผลเป็นผลสด ค่อนข้างกลม ผิวนอกคล้ายแผ่นหนัง ภายในมีเมล็ดแข็ง1-2เมล็ด

เปลือก ต้นและรากมีรสขม ใช้รากเป็นยาแก้ไข้ทุกชนิด

แก้โรคทางเดินลำไส้และท้องร่วง สารสกัดจากใบจากกิ่ง มีฤทธิ์ต้านเชื้อมาลาเรียในหลอดทดลองได้

คนทีสอ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Vitex trifolia L.

ชื่อสามัญ : TreeLeaved, Chaste Tree, Indian Privet, Indian Wild Pepper

ชื่ออื่น : คนทีสอ ดินสอ คนทีสอขาว คุนตีสอ โคนดินสอ ดอกสมุทร สีเสื้อน้อย ทิสอ สีสอ

วงศ์ : LABIATAE (LAMIACEAE)

ไม้ พุ่มขนาดกลาง สูง 3-6เมตร เปลือกสีเทา กระด่างดำขาวและเขียว ใบประกอบแบบนิ้วมือ เรียงตรงข้าม ใบย่อย 3 ใบรูปใบหอกกว้างกว้าง2.5-3ซม.ยาว4-6ซม. หลังใบสีเขียว ท้องใบสีนวลขาว ดอกช่อออกที่ปลายกิ่งกลีบดอกสีม่วง ปลายแยกเป็น2ปาก ปากบนมี2กลีบ ปากล่าง3กลีบ  ผลเป็นผลสดรูปกลม

ตำรา ยาไทยใช้ใบ ตั้งตรีสมุฎฐานให้เป็นปกติ รักษาอาการสาบคายในกาย เป็นยาขับเสมหะ บำรุงธาตุ  ผลแก้หืดไอ มองคร่อ(อาการไอชนิดหนึ่ง) ริดสีดวงทวาร 

ดอกใช้รักษาอาการไข้ซึ่งบังเกิดแต่ในทรวง

รากรักษาโรคตับ รากและใบต้มแก้ไข้ ขับเหงื่อ ใช้รักษาอาการไข้ซึ่งมีอาการอันกระทำให้ร้อน

เปลือกใช้รักษาอาการกระทำให้เย็น รักษาอาการคลื่นเหียน ใบแช่น้ำอาบแก้โรคผิวหนัง ผื่นคัน

คูน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia fistula L.

วงศ์ : LEGUMINOSAE(FABACEAE)-CAESALPINIOIDEAE

ชื่ออื่น : ราชพฤกษ์ ลมแล้ง

 

ต้น นี้มีคุณสมบัติเพรียบพร้อมไปด้วยความสวยงามสง่าเป็นไม้มงคลและไม้ประจำชาติ ไทย สีเหลืองของดอกชัยพฤกษ์เหลืองกระจ่างตา คุณค่าทางเป็นสมุนไพรก็เพียบไปทั้งต้น

ตำรายาไทยใช้เนื้อหุ้มเมล็ดแก้ท้องผูก โดยนำเนื้อสีดำเหนียวขนาดก้อนเท่าหัวแม่มือต้มกับน้ำใส่เกลือเล็กน้อยดื่ม ก่อนนอน แต่ไม่ควรกินติดต่อกันนานเดี๋ยวลำไส้ไม่ทำงานตามปกติ  ขับเสมหะ

ดอกแก้ไข้เป็นยาระบาย แก่นคูนขับพยาธิไส้เดือน

แคแสด

ชื่อวิทยาศาสตร์ : spathodea campanulata.,Beauv.

ชื่อวงศ์ : BIGNONIACEAE

ชื่อ สามัญ : African Tulip Tree

ถิ่นกำเนิด : แอฟริกา

เป็นไม้พื้นเมืองของแอฟริกาเขตร้อน แคแสดเป็นไม้ยืนต้นกึ่งผลัดใบขนาดกลางความสูงประมาณ 15-20เมตรถ้าปลูกในที่แห้งแล้งมากจะผลัดใบ 

ใบ เป็นใบผสมแบบขนนกพุ่มของใบหนาทึบ มีใบย่อย4-7คู่ รูปรีปลายแหลมผิวใบสากระคายมือ ดอกเป็นช่อเกิดที่ปลายกิ่ง ช่อดอกตั้งตรง กลีบดอกเป็นรูประฆัง คล้ายดอกทิวลิป สีส้มแสด ดอกขนาดใหญ่ กลีบร่วงง่าย เป็นต้นไม้ที่นิยมใช้ในงานจัดสวนมากอีกต้นหนึ่ง แคแสดจะให้ดอกตลอดปีแต่จะออกดอกมากที่สุดในฤดูหนาวในระหว่างเดือน ธันวาคม-เดือนกุมภาพันธ์

         ผลแบนลักษณะคล้ายฝัก ปลายผลแหลม ผลแก่สีน้ำตาลดำผลแก่จะแตกเพียงด้านเดียว เมล็ดเล็กแบนมีปีก
          สรรพคุณทางสมุนไพร

                                             เปลือกรักษาแผล โรคผิวหนัง แผลเรื้อรัง แก้บิด ใบและดอก ใช้พอกแผล ดอก ใช้รักษาแผลเรื้อรัง ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ นอกจากนี้ยังสามารถนำดอกมาประกอบอาหารได้เหมือนแคบ้าน

แค

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Sesbania grandiflora (L.) Pers.

ชื่ออื่น : แคบ้าน

วงศ์ : LEGUMINOSAE (FABACEAE)-PAPILIONOIDEAE

ไม้ ยืนต้นสูง 5-10เมตรเปลือกต้นขรุขระสีเทา ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ดอกช่อออกที่ซอกใบ รูปดอกถั่ว กลีบดอกสีขาว หรือแดง (เรียก แคแดง ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับได้ด้วย) ผลเป็นฝัก

สรรพคุณ ทางยาของแค ช่วยแก้ไข้ ลดไข้ อุดมด้วยสารอาหารต่างๆ โดยเฉพาะเบต้าแคโรทีนที่ร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ แคจึงช่วยบำรุงสายตาและต้านมะเร็ง ช่วยเสริมสร้างกระดูกเพราะมีแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูง

ตำรา ยาไทยใช้เปลือกต้มกินแก้ท้องร่วง แก้บิด ใช้น้ำต้มเปลือกชะล้างบาดแผล และห้ามเลือด ใบสดกินแก้ไข้หัวลม(ไข้ที่เกิดเมื่อเปลี่ยนอากาศ เปลี่ยนฤดู)

โคกกระสุน

 

ชื่อวิทยาศาตร์ : Tribulus terrestris Linn.

 วงศ์: ZYGOPHYLLACEAE

 ชื่ออื่น: หนามดิน, หนามกระสุน, กาบินหนี

เป็นพืช ที่ใช้คลุมดินในที่แล้งหรือที่ที่เป็นดินเค็ม ขึ้นได้ดีในที่ที่เป็ดินทรายมีการระบายน้ำดี หนามกระสุนเป็นไม้ล้มลุกอายุปีเดียว ลำต้นทอดนอนตามพื้นดิน มีขนประปรายตลอดลำต้น ใบใหญ่จะมีใบย่อย 6-8 คู่ ส่วนใบเล็กจะมีใบย่อย 4-5 คู่ ก้านใบสั้น

ดอกเป็นดอกเดี่ยวสีเหลืองสด บานตอนเช้าเมื่อแดดจัดจะหุบ ออกตามซอกใบที่มีขนาดเล็ก กลีบดอก 5 กลีบ สีเหลือง กลีบดอกบอบบางมาก มักหลุดร่วงง่าย ผลทรงกลม ผิวขรุขระ แบ่งเป็น 5 พู แต่ละพูมีหนามแหลม 2 อันเมื่อแห้งแล้วแตก ภายในมีเมล็ดเล็กๆ จำนวนมาก พบตามริมทาง ที่โล่งแจ้ง  ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

ทั้งต้นให้ใช้ปรุงเป็นยาได้หลายขนาน ยาแก้อาการหน้ามืดวิงเวียนศีรษะ แก้ปวดศีรษะ ยาแก้ไข้ทับระดู ยาแก้ไอ ขับเสมหะ หลอดลมอักเสบ ช่วยทำให้ตาสว่าง ยารักษาอาการอักเสบในช่องปาก ยาขับระดูขาวของสตรี ยารักษาหนองใน ยาระงับน้ำกามเคลื่อน

                                                                                 ไคร้หางนาค

ชื่อวิทยาศาสตร์: Sanropus heteroblatus  Airy Shaw

ชื่ออื่น: เสียวน้อย เสียวเล็ก (ขอนแก่น) เสียวหางนาค (อุบลราชธานี) เสียวน้ำ (อุบลราชธานี ปราจีนบุรี) ตะไคร้หางสิงห์ (สุพรรณบุรี)

วงศ์:EUPHORBIACEAE

ไม้พุ่มรอเลื้อยขนาดเล็ก สูงประมาณ 2 เมตร เปลือกลำต้นเรียบ สีน้ำตาล กิ่งอ่อนเป็นสันเหลี่ยมสี่เหลี่ยม ใบเดี่ยว เรียงสลับในระนาบเดียวกัน ออกหนาแน่น ใบมีขนาดเล็ก หลังใบเรียบเป็นมัน ท้องใบเรียบสีอ่อนกว่า แผ่นใบแผ่บาง ใบอ่อนสีแดง ก้านใบสั้นมาก

 ดอก ออกเดี่ยวๆที่ ซอกใบ ดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้น ดอกย่อยสีขาว ผลแห้ง แตกแบบแคปซูล ออกเป็นกระจุกหรือเดี่ยว ทรงค่อนข้าง พบที่ระดับสูงจากระดับน้ำทะเล 500-800 เมตร ออกดอกราวเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน ติดผลราวเดือนกันยายนถึงธันวาคม

สรรพคุณทางสมุนไพร    
              ตำรายาพื้นบ้านอีสาน ราก ต้มน้ำดื่ม แก้มดลูกอักเสบ
              ตำรายาไทย ไม่ระบุส่วนที่ใช้ เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ แก้เลือดออกตามไรฟัน

                                                                                  ไคร้หางสิงห์

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Phyllanthus taxodiifolius Beille
ชื่อวงศ์ : EUPHORBIACEAE
ชื่ออื่น : เสียวน้ำ, ไคร้หางนาค, เสียวเล็ก, เสียวน้อย

ไม้พุ่ม สูง 1-3 เมตร ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนาน ดอกช่อ ออกเป็นกระจุกที่ ซอกใบ ดอกย่อยแยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน กลีบรวมสีขาวนวล ผลเป็นผลสด รูปทรงกลม
สรรพคุณทางสมุนไพร  ต้น ใช้ทั้งต้น มีรสจืด เป็นยาขับปัสสาวะ

 จัน-อิน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Diospyros decandra Lour.

ชื่ออื่น : จัน จันโอ จันขาว จันลูกหอม

วงศ์ : EBENACEAE

 

 

ไม้ ต้นสูง 10-20เมตรไม่ผลัดใบ ลำต้นเปลาตรง เปลือกต้นสีน้ำตาลอมดำเรือนยอดเป็นพุ่มกลม หรือรูปกระสวยต่ำ หนาทึบ ยอดอ่อนมีขน ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปขอบขนานหรือรูปวงรีกว้าง2.5-3ซม.ยาว7-10ซม. โคนใบมนหรือสอบแคบ ปลายใบสอบทู่ ขอบใบเรียบ เนื้อใบบาง ใบอ่อนจะมีขนสีแดงคลุม

ดอกเล็กขาวหรือเหลือง เป็นดอกแยกเพศ ดอกเพศผู้เป็นช่อ ช่อหนึ่งประมาณ3ดอก กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปคนโทสีขาวนวล ดอกเพศเมียเป็นดอกเดี่ยวลักษณะคล้ายกันกับดอกเพศผู้แต่มีขนาดใหญ่กว่า ออกดอกเดือนมีนาคม-พฤษภาคม

ผล สดมี2รูปร่างคือทรงกลมเรียกว่า ลูกอิน และทรงกลมแป้นเรียกว่า ลูกจัน ผลมีกลิ่นหอม และกลีบเลี้ยงยังคงติดอยู่ ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีเหลือง เนื้อนุ่ม ผิวเกลี้ยง ผลสุกเนื้อเละ

นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ ผลมีกลิ่นหอม เนื้อไม้ใช้กลั่นเป็นน้ำมันหอม ใช้ผสมทำเครื่องหอม เครื่องสำอางต่างๆ ทำน้ำอบไทย

จันทน์เทศ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Myristica fragrans Houtt

วงศ์ : MYRISTICACEAE

ชื่ออื่น : จันทน์บ้าน

ชื่อสามัญ : Nutmeg Tree

ไม้ ยืนต้นสูง5-18เมตรใบเดี่ยวเรียงสลับรูปวงรีแกมขอบขนาน ผิวใบมันดอกเดี่ยว2-3ดอก ออกที่ซอกใบแยกเพศอยู่คนละต้นรกหุ้มเมล็ดสีแดง เรียกว่า ดอกจันทน์ผลสดค่อนข้างฉ่ำน้ำมีเมล็ดเดียวเปลือกแข็งเรียกว่า ลูกจันทน์

ตำรายาไทยใช้แก่นลดไข้ บำรุงตับและปอด ลูกจันทน์บำรุงกำลัง ขับลม แก้ปวดมดลูก แก้ท้องร่วง ธาตุพิการ ดอกจันทน์บำรุงโลหิต ลูกจันทน์และดอกจันทน์ใช้เป็นเครื่องเทศแต่งกลิ่นอาหารคาว

จันทน์หอม

ขื่อวิทยาศาสตร์ : Mansonia gagei J.R.Drumm.ex Prain

ชื่อสามัญ : Kalamet

ชื่ออื่น : จันทน์ขาว, จันทน์พม่า

วงศ์ : STERCULIACEAE

ไม้ ต้นไม่ผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง10-20เมตร เปลือกต้นสีเทาอมขาว หรือสีเทาอมน้ำตาล แตกเป็นร่องตื้นตามแนวยาวของลำต้น เรือนยอดรูปกรวยต่ำค่อนข้างโปร่ง

ใบ เดี่ยวออกเรียงสลับรูปรีแกมรูปขอบขนานหรือรูปรีแกมรูปไข่กลับ ปลายใบแหลม โคนใบเว้าเบี้ยวเล็กน้อยหรือเว้าเป็นรูปหัวใจ ขอบใบหยักเป็นคลลื่นห่างๆ แผ่นใบบางสีเขียวเข้ม

ดอกออกเป็นช่อเล็กๆตามปลายกิ่งและซอกใบ ดอกขนาดเล็กสีขาวอมเหลืองอ่อนๆ ภ่ยนอกมีขนสีเทานุ่มปกคลุมทั่วไป

ผลรูปกระสวยส่วปลายมีครีบหรือปีกเป็นรูปทรงสามเหลี่ยม

สรรพคุณด้านสมุนไพร

เนื้อ ไม้ใช้เป็นยาแก้ไข้โลหิตเสีย น้ำมันหอมระเหยที่ได้จากการกลั่นชิ้นไม้ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ แก่นแก้ไข้ ขับลม บำรุงหัวใจ บำรุงกำลัง แก้คลื่นเหียนอาเจียน

                                                                                    จันทน์ชะมด

ชื่อวิทยาศาสตร์: Aglaia pyramidata Hance
วงศ์ : MELIACEAE

เป็นไม้ยืนต้น สูง 10-20 เมตร ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อยรูปขอบขนานแกมใบหอก ดอกช่อ แยกแขนง ออกที่ซอกใบ ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบดอกสีเหลืองอ่อน ผลเป็นผลสด รูปไข่หรือทรงกลม
สรรพคุณทางสมุนไพร
แก่น มีรสขม หอม ใช้เป็นยาแก้ไอ กระหายน้ำ อ่อนระโหย

จิกน้ำ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Barringtonia racemosa Roxb.

ชื่ออื่น : จิกสวน

วงศ์ : BARINGTONIACEAE

ไม้ ต้นขนาดกลางสูง 4-10 เมตร ทรงต้นแผ่กว้าง ลำต้นมักเป็นปุ่มปม เปลือกเรียบถึงแตกเป็นแผ่นสีเทาถึงสีน้ำตาลอมเทา เปลือกชั้นในสีน้ำตาลเรื่อถึงชมพู มีเส้นใยเหนียว

ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับเป็นกระจุกตามปลายกิ่ง รูปรีแกมรูปหอกกลับ ขนาดกว้าง5-15ซม.ยาว 20-40 ซม. โคนใบเว้ารูปหัวใจ ขอบใบจักฟันเลื่อยถี่ ปลายใบเรียวแหลมหรือยาวคล้ายหาง

ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมันวาว ด้านล่างสีซีดกว่า เนื้อใบบางและเหนียวคล้ายแผ่นหนัง 

ดอก แบบช่อเชิงลดมีก้าน ออกตามปลายกิ่งบางครั้งออกตามกิ่ง ช่อดอกห้อยลงยาว 30-60 ซม.ดอกย่อยขนาดใหญ่สีชมพูหรือขาวอมชมพูมีกลิ่นหอมขนาดดอกบานประมาณ 5 ซม.  กลีบดอก4กลีบสีชมพู เกสรผู้สีขาวจำนวนมากเรียงซ้อนักนเป็นพู่5-6ชั้น ก้านเกสรเเมียสีชมพูเข้ม

ผล แบบเมล็ดเดียวแข็งรูปรีถึงรูปไข่ ขนาดกว้าง 2-4 ซม.ยาว 5-8ซม. โคนสอบปลายผลสอบแล้วตัด มีกลีบเลี้ยงติดอยู่ ผลแก่สีเขียวอมม่วงแดง ผลแห้งไม่แตกมี1เมล็ด

                               ยอดอ่อน และ ดอก ใช้รับประทานเป็นผักสดและผักจิ้มกับ น้ำพริก ลาบ,  แจ่ว และอาหารรสเผ็ดอื่นๆ  รสชาติมันปนฝาด

                               จิกน้ำหรือจิกสวน เปลือกและต้นมีสรรพคุณใช้เบื่อปลา เป็นสมุนไพรแก้ระดูขาว ใบแก่ใช้ต้มน้ำดื่มแก้ท้องร่วง เมล็ดใช้ทำเป็นยาลมแก้อาการจุกเสียดและแก้ไอในเด็ก


จิกนา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Barringtonia acutangula Gaerth

วงศ์ : LECYTHIDACEAE

ชื่ออื่น : จิกน้ำ(ภาคกลาง) กระโดนสร้อย, กระโดนทุ่ง,กระโดนน้ำ 

ชื่อสามัญ : Indian oak, Chee

ไม้ ต้นสูงได้ถึง 20เมตร ตามธรรมชาติชอบขึ้นใกล้น้ำ ใบเดี่ยว เรียงสลับ ดอกช่อแบบช่อกระจะ หรือช่อเชิงลด ห้อยลง ออกที่ปลายยอดหรือซอกใบ ยาวได้ถึง60เซนติเมตร-1เมตร กลีบเลี้ยงสีเชียว 4 กลีบ โคนเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย กลีบดอก 4 กลีบ ปลายกลีบม้วนออก กลีบดอกบิด ดอกร่วงง่าย ดอกสีชมพูหรือแดง บานกลางคืน มีกลิ่นหอมอ่อนๆ

ผลสดมีสันตามยาว4-8สันส่วนใหญ่มีเมล็ดเดียว  

ใช้เปลือกจากต้นแก่ เคี่ยวในน้ำ กินแก้ท้องเสียขณะมีอาการ ข้อพิจารณาในการใช้ ถ้ากินยามากเกินไป จะทำให้ท้องผูก ใบ แก้ท้องร่วง ต้นแก้ปวดศรีษะ แก้เลือดออกตามไรฟัน เมล็ด แก้แน่นท้อง แน่นหน้าอก ช่วยให้คลอดบุตรง่าย แก้เยื่อตาอักเสบ แก้อาเจียน แก้ท้องร่วง เปลือก ใช้เบื่อปลา

           

จิกทะเล

ชื่อวิทยาศาสตร์ ; Baringtonia asiatica (L.) Kurz

ชื่ออื่น : จิกเล,โดนเล, อามุง

วงศ์ : LECYTHIDACEAE




ไม้ ต้นไม่ผลัดใบขนาดกลางสูง8-15 เมตร เรือนยอดแผ่เป็นพุ่มกว้าง แตกกิ่งขนาดใหญ่ระดับต่ำ ตามกิ่งมีรอยแผลใบกระจายทั่วไป เปลือกสีเทาคล้ำ ขรุขระถึงแตกเป็นร่องตามยาวในต้นแก่

ใบ เดี่ยวเรียงเวียนสลับเป็นกระจุกตามปลายกิ่ง แผ่นใบขนาดใหญ่รูปไข่กลับ กว้าง 10-25ซม.ยาว 30-50ซม.โคนใบแหลมหรือเป็นรูปติ่งหูตื้นๆ ขอบใบเรียบปลายใบกลม เนื้อใบอวบน้ำคล้ายแผ่นหนังนุ่ม ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมันวาว ด้านล่างสีซีดกว่า ก้านใบอวบสั้น

ดอก แบบช่อเชิงลดมีก้านออกตามปลายกิ่งช่อดอกสั้นตั้งตรง แต่ละช่อมีประมาณ 7ดอกดอกย่อยขนาดใหญ่สีขาว ดอกบานขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง7-10ซม.กลีบเลี้ยงสีเขียวอ่อนติดแน่นเป็นเนื้อ เดียวกันในดอกตูม และเปิดออกเป็น2กลีบเมื่อบาน กลีบดอก4กลีบเรียงซ้อนเหลื่อมกันรูปรีโค้งออก เกสรผู้จำนวนมาก

ผล แบบผลเมล็ดเดียวแข็งขนาดใหญ่ รูปทรงสี่เหลี่ยมฐานเว้า เส้นผ่าศูนย์กลาง 10-15ซม.ผิวสีเขียวเป็นมัน ปลายผลมีกลีบเลี้ยง2กลีบติดอยู่

เปลือกผลเป็นเส้นใยหนาคล้ายเปลือกมะพร้าว ผลแก่ไม่แตก ผิวสีน้ำตาลเป็นมัน เบาลอยน้ำได้

             ในเมล็ดและลำต้นมีสารซาโปนิน ใช้ทำยาเบื่อปลาและยานอนหลับ ผล เปลือก ใบ บรรเทาอาการปวดศีรษะ เมล็ดขับพยาธิ

จิงจ้อขาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Ipomoea obscura (L.) Ker-Gawl.

ชื่ออื่น : จิงจ้อเล็ก สะอึก

วงศ์ :  Convolvulaceae

ไม้เลื้อยเนื้ออ่อนล้มลุก ทอดเลื้อยตามพื้นดินหรือเลื้อยพันพืชอื่นเตี้ยๆ ได้ไกล5-10เมตร

ลำต้นมีขนปกคลุมหรือเกลี้ยงใบเดี่ยวเรียงสลับรูปหัวใจหรือค่อนข้างกลม ผิวใบทั้งสองด้านมีขนประปรายหรือเกลี้ยง ดอกเป็นช่อกระจุก มี 1-3 ดอก ออกตามซอกใบ กลีบดอกสีขาวหรือสีเหลืองนวล ใจกลางดอกสีม่วงเข้ม รูปกรวยตื้น ดอกบานกว้าง 3-3.5 ซม. ผลเป็นผลแห้งแตกได้

สามารถใช้ยอดอ่อนของจิงจ้อมาเป็นอาหารได้ ส่วนสรรพคุณทางยาโบราณมักใช้รากจิงจ้อแก้พิษ แก้ลมบาทจิต แก้เสมหะ ลม และดี ช่วยย่อยอาหาร แก้คลื่นไส้อาเจียน

เถาจะให้รสเผ็ดร้อน ช่วยลดอาการบวม กระตุ้นให้ลำไส้ทำงานเป็นปกติ ขับเสมหะ ขับโลหิต ยางจากรากใช้เป็นยา ใบตำพอกบาดแผลจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก รักษาอาการส้นเท้าแตกเมล็ดใช้เป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยขับน้ำเหลืองเสียในผู้ป่วยโรคผิวหนัง

                                                 จิงจ้อเหลือง
ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Merremia vitifolia (Burm.f.) Hall.f.
วงศ์ : Convolvulaceae
ชื่ออื่น :  จิงจ้อขน จิงจ้อหลวง

ไม้ เถาเลื้อยขนาดเล็ก ตามลำต้นมีขนยาวสีเหลืองปกคลุม ใบเดี่ยวสีเขียว ออกแบบสลับ รูปร่าง คล้ายใบตำลึงแต่ค่อนข้างกลมมน ฐานใบโค้งเป็นรูปหัวใจ ขอบใบจักเป็นฟันเลื่อยห่างๆ แผ่นใบยับย่น มีขนปกคลุมสากระคายมือ  ดอก เป็นดอกเดี่ยวหรือออกรวมกันเป็นช่อ 2-7 ตามบริเวณซอกใบ  กลีบดอกสีเหลืองเชื่อมติดกันเกือบตลอด ผลมีรูปร่างกลม ภายในมีเมล็ดสีดำ

รากรับประทานดิบเป็นยาเจริญอาหาร  ช่วยย่อยอาหาร

ทั้งต้นแก้ทางเดินปัสสาวะอักเสบ ปัสสาวะขัด คั้นน้ำดื่มช่วยเป็นยาขับปัสสาวะ หรือใช้เป็นยาเฉพาะที่ หยอดบรรเทาอาการอักเสบของตา รากดิบรับประทานช่วยให้เจริญอาหาร และเป็นยาช่วยย่อย แก้ลมใบช่วยขับเสมหะ รักษาอาการฟกช้ำ เลือดกำเดาไหล

จำปา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Michelia champaca Linn.

วงศ์ : MAGNOLIACEAE

ไม่ใช่หอมและสวยเท่านั้น

จำปา ยังมีคุณสมบัติเป็นยาสมุนไพรดังนี้ เปลือกต้นแก้ไข้ ใบแก้โรคประสาท ดอกผลเป็นยาบำรุงหัวใจ แก้ธาตุไม่ปกติ ระงับอาการเกร็ง และช่วยขับปัสสาวะ เปลือกต้นเป็นยาแก้ไข้ผิดสำแดง เสมหะในลำคอ แก้กุฎฐัง บำรุงโลหิต

รากแก้อาการอยู่ไฟแล้วเกิดตกเลือด โดยใช้รากต้มน้ำดื่ม  ดอกขับลมแก้อ่อนเพลีย เวียนศรีษะหน้ามืดตาลาย

ใบ นำใบมาตำคั้นเอาแต่น้ำ ใช้แก้โรคอภิญญานและลำไส้ใหญ่อักเสบ

จำปี

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mighelia alba DC.

วงศ์ : MAGNOLIACEAE










เป็น พรรณไม้ยืนต้นขนาดกลางแตกกิ่งก้านสาขาเป็นพุ่ม ดอกสีขาวนวลกลิ่นหอมสุดยอด หอมจริงๆ ทรงต้นสวยและมีคุณค่าทางเป็นยาสมุนไพร

ใช้ใบที่ตากแห้งหรือนำมาผิงไฟให้แห้งต้มน้ำดื่มระงับการไอ แก้หลอดลมอักเสบ ต่อมลูกหมากอักเสบและขับระดูขาว

ดอกเข้าเครื่องยาหอมหลายขนาน

  จำปีแขก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Magnolia figo (Lour.) DC. Var. figo.

ชื่อสามัญ : Port Wine Magnolia
ชื่ออื่น : จำปีแขก

วงศ์ : MAGNOLIACEAE

 เป็น ไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 1-2.50 เมตร ปลายกิ่งมีขนสีน้ำตาลอ่อนคลุมแน่น แตกกิ่งจำนวนมาก ทรงพุ่มกลมแน่น ใบเดี่ยวเรียงเวียนรอบกิ่ง แผ่นใบหนาและเหนียว เป็นมัน เรียบทั้งสองด้าน ดอกออกที่ซอกใบ สีขาวนวลหรือสีเหลืองนวล  มักไม่ติดผลและเมล็ด

ดอกมีน้ำมันหอมระเหยใช้ปรุงเป็นยาหอมบำรุงหัวใจ  ใช้รากแก้โรคกะบังลมเคลื่อน  เปลือกรากใช้เป็นยาเบื่อปลา

เจตพังคี

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cladogynos orientalis Zipp. ex Span
ชื่ออื่น : ตองตาพราน ,เปล้าเงิน ,หนาดตะกั่ว
วงศ์ : EUPHORBIACEAE

ไม้ พุ่มขนาดเล็ก ไม่ผลัดใบสูง 1-2 เมตร กิ่งก้านมีขนรูปดาวสีขาว ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่หรือรูปวงรี กว้าง3-8ซม.ยาว6-15ซม. ผิวใบด้านบนสีเขียวอ่อนและมีขนเล็กน้อยด้านล่างใบ เคลือบขาวเด่นชัดมาก ก้านใบยาวเรียว

ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอดขนาดเล็ก แยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน ไม่มีกลีบดอก ผลกลมดำแห้งไม่แตก มี3พูลักษณะเป็นเส้นใยสีขาว

สรรพคุณทางสมุนไพร ตำรายาไทย ใช้ รากซึ่งมีรส เผ็ด ขื่น เฝื่อนเล็กน้อย และมีกลิ่นหอม ขับลม แก้ท้องขึ้น ปวดแน่นท้อง หรือใช้รากฝนกับน้ำปูนใสทาท้องเด็กอ่อนทำให้ผายลม แก้ท้องอืดเฟ้อ หรือใช้ร่วมกับมหาหิงคุ์ หรือการบูรก็ได้

ยา พื้นบ้านใช้ทั้งต้นต้มน้ำหรือทำเป็นผง หรือดองเหล้า กินแก้ลมจุกเสียด ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ ท้องร่วง รากผสมกับรากกำยานต้มน้ำดื่มบำรุงธาตุ บำรุงหัวใจ หรือผสมกับไพล กะทือบ้าน กะทือป่า กระเทียม ขิง พริกไทย ดีปลี เจตมูลเพลิงแดง บดเป็นผงละลายน้ำ เติมน้ำตาลทรายพอหวานดื่มเป็นยารักษาธาตุ เจริญอาหาร

ไม่ระบุส่วนที่ใช้ แก้ผิวหนังกลากเกลื้อน แก้คุดทะราด ตับอักเสบ มดลูกพิการ

เจตมูลเพลิงขาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Plumbago zeylanica L.

ชื่อสามัญ : Wild Leadworth

ชื่ออื่น : ปิดปิวขาว

วงศ์ : PLUMBAGINACEAE

ไม้ พุ่มลำต้นสูงไม่เกิน2เมตร สีเขียวออกแดง ใบเดี่ยวรูปมนรีออกสลับตามข้อต้น โคนใบมนปลายใบแหลม ลักษณะโดยทั่วไปคล้ายใบมะลิ แตะจะมีขนาดใหญ่กว่า

ดอกออกเป็นช่อที่ยอด ดอกย่อยสีขาว โคนดอกเป็นหลอดเล็กๆส่วนปลาดอกจะบาน แยกเป็น5กลีบ กลีบเลี้ยงมีสีเขียวมีขนเหนียวติดมือ ผลเป็นฝักกลมเมื่อแก่จะแตกออก

ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและปักชำ

สรรพคุณใช้แทนรากเจตมูลเพลิงแดงได้ ใช้ รากรสร้อนขับประจำเดือน กระจายลม บำรุงธาตุ รักษาโรคริดสีดวงทวาร สารสกัดจากรากมีฤทธิ์บีบมดลูก

และมีฤทธิ์ต้านการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและเชื้อราสาร Plumbagin ที่แยกได้จากรากมีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็ง ลดไขมันในเลือด

เจตมูลเพลิงแดง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Plumbago indica L.
ชื่อสามัญ : Rose-colored Leadwort
วงศ์ : PLUMBAGINACEAE

ไม้ พุ่มสูง 0.8-1.5 เมตร ยอดอ่อนสีแดง ลำต้นกลมเรียบมีสีแดงบริเวณข้อ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับรูปไข่ ดอกช่อออกที่ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงเมื่อจับจะรู้สึกเหนียว กลีบดอกสีแดง ผลเป็นผลแห้งแตกได้

สรรพคุณทางยาตำราไทยให้ใช้รากแห้งขับประจำเดือน กระจายลม บำรุงธาตุ รักษาโรคริดสีดวงทวาร
และเพิ่มความอยากอาหารแต่การใช้ควรระวังเพราะพบว่ามีสาร plumbaginซึ่งระคายเคืองกับทางเดินอาหารอาจเป็นพิษได้

แจง

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Maerua siamensis (Kurz.) Pax

วงศ์ : CAPPARACEAE

ไม้ ยืนต้นสูง5-10เมตร ใบประกอบแบบนิ้วมือ ใบย่อย3-5 ใบ รูปไข่กลับหรือขอบขนานกว้าง1-3ซม.ยาว5-7ซม. ดอกช่อออกที่ปลายกิ่งหรือซอกใบ ไม่มกลีบดอก กลีบเลี้ยง4กลีบ สีเขียวอ่อน ผลสดรูปกระสวยหรือทรงกลม เมื่อสุกสีเหลืองเข้ม 

ตำรา ยาไทยใช้ราก บำรุงกำลัง ขับปัสสาวะ แก้ปวดเมื่อย แก้ปัสสาวะพิการ(อาการปวดหรือกระปริบกระปรอย หรือขุ่นข้า สีเหลืองเข้ม หรือมีเลือด) แก้กษัย(การป่วยที่เกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ ทำใหร่างกายเสื่อมโทรม ซูบผอม โลหิตจาง ปวดเมื่อย) เปลือกต้น รากและใบ ต้มน้ำดื่ม แก้ดีซ่าน หน้ามืด ตาฟาง ไข้มาลาเรีย ใบและยอดตำโขลกใช้สีฟันทำให้ฟันทน ยาพื้นบ้านใช้ ลำต้นต้มน้ำดื่มแก้ปวดหลัง บำรุงธาตุ

ชงโค

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bauhinia purpurea., Linn

วงศ์ : CAESALPINIACEAE
ชื่อสามัญ : Purple Orchid Tree, Hong Kong Orchid Tree
ชื่ออื่น : ชงโค, เสี้ยวดอกแดง
 ถิ่นกำเนิด : ประเทศจีน และอินเดีย

ชาวอินเดียถือว่าเป็นไม้สวรรค์ ขึ้นอยู่ในเทวโลก และถือว่าเป็นไม้ของพระลักษมี
ชงโคเป็นพันธุ์ไม้กลางแจ้ง ยืนต้นผลัดใบช่วงสั้นๆ ขนาดเล็ก สูงประมาณ5-10เมตร ลำต้นมีลีลางดงาม ใบเป็นใบเดี่ยวรูปหัวใจ ปลายใบเว้าลึกมาก ปลายลอนของใบทู่ มองดูคล้ายใบแฝดติดกัน ขนาดของใบกว้าง8-15ซม.ยาว10-14ซม. ขอบใบเรียบ ผลัดใบในฤดูหนาวระหว่างเดือนพฤศจิกายน-เดือนธันวาคมจะแตกใบใหม่เดือน เมษายน-เดือนพฤษภาคม

ดอก ออกเป็นช่อจากด้านข้างหรือปลายกิ่ง ช่อโปร่งมีจำนวน6-10ดอก ต่อช่อ ดอกขนาดใหญ่ มี5กลีบเมื่อดอกบานเต็มที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 6-8ซม. ผลเป็นฝักยาว20-25ซม.เมื่อแก่แตกเป็น2ซีก ภายในผลมี10เมล็ด
            ชงโค มีดอกดกสวยงาม และดอกติดต้นทนนานถึง45วัน ออกดอกเป็นระยะตลอดปี

                          สรรพคุณทางสมุนไพร ใช้ใบ ต้มกินรักษาอาการไอ ใบอ่อน รับประทานได้นำไปลวกจิ้มน้ำพริก  ดอก เป็นยาระบายขับพิษไข้ ดอก และ แก่น แก้โรคบิด ขับปัสสาวะ

ใช้รากเป็นยาขับลม เปลือกเป็นยาแก้ท้องร่วง มีฤทธิ์แก้ท้องเสีย พอกฝี สารสกัดเอทานอล 50% ของชงโค เพิ่มระดับฮอร์โมนไทรอกซินในหนูทดลอง มีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็ง

ชบา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hibicus rosa-sinensis L.

ชื่อสามัญ :China Rose,Chinese Hibicus, Chinese Rose,Hawaiian Hibicus,Rose-of-China

วงศ์ : MALVACEAE

 ปลูกเป็นไม้ประดับจนไม่คาดคิดว่าคุณสมบัติอื่นในการเป็นพืชสมุนไพรจะใช้ทำ อะไรได้บ้างเช่น

ดอก ชบามีรสหวาน มีคุณสมบัติช่วยฝาดสมาน เป็นยาเย็น ช่วยไม่ให้ตกเลือด รากหล่อลื่นเยื่อเมือกต่างๆในร่างกายเช่นระบบทางเดินหายใจ ระบบย่อยอาหารเปลือกช่วยทำให้ประจำเดือนเป็นปกติ บรรเทาอาการปวดประจำเดือน รักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ กามโรค โรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์

              นอกนี้ในประเทศจีนจะใช้น้ำคั้นจากใบทำเป็นยาขัดรองเท้าสีดำ ใช้หมักผม ช่วยให้เส้นผมนุ่มดกดำเป็นเงางาม ย้อมขนคิ้วและขนตา

(สงสัยในจีนจะไม่มีดอกอัญชัน เพราะของเราใช้ดอกอัญชันทาคิ้ว)

ชะคราม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Suaeda maritima (L.) Dumort

วงศ์ : AMARANTHACEAE

ชื่ออื่น : ชักคราม, ส่าคราม, ล่าคราม, ล้าคราม

วัชพืช ล้มลุกอายุหลายปี เมื่ออายุมากลำต้นจะมีเนื้อไม้และพัฒนาเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงถึง 1เมตร ลำต้นเดี่ยว ทรงพุ่มแผ่กระจาย แตกกิ่งต่ำใกล้พื้นดิน และมักมีรากงอกตามข้อด้านล่าง ลำต้นแก่มีผิวหยาบขรุขระ ซึ่งเกิดจากรอยแผลใบ

ใบ เดี่ยวเรียงเวียนสลับเบียดกันแน่น แผ่นใบรูปแถบยาว1-5ซม. โคนใบสอบรูปลิ่ม แผ่นใบเรียบ ปลายใบแหลม เนื้อใบอวบน้ำ ผิวใบเป็นฝ้านวล สีเขียวสดหรือสีเขียวอมม่วง ในฤดูแล้งจะเปลี่ยนเป็นสีแดงอมม่วงอ่อนคล้ายแต้มสี

ดอกแบบช่อเชิงลดไร้ก้านแยกแขนง ออกตามปลายยอด ช่อดอกยาว3-18ซม.ประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก แต่ละกระจุกมีดอกย่อย2-5ดอก

ผลแบบผลแห้งไม่แตก ผลรูปร่างทรงกลมรี ขนาดเล็ก ผิวเรียบ สีเหลืองอมส้ม ขนาด0.2-0.3ซม.มีเมล็ดรูปไต1เมล็ด

พบ ทั่วไปตามพื้นที่ราบดินเลนเค็มจัด พบมากตามชายฝั่งทะเลของจังหวัดสมุทรสงครามถึงชลบุรี ในฤดูแล้งจะเห็นเป็นหย่อมสีแดงอมม่วง ออกดอกและผลเกือบตลอดทั้งปี

สามารถ นำมาใช้ประกอบอาหารปรุงเป็น อาหาร ต้ม ยำ ทำแกงได้ โดยเก็บใบมาทำแกงส้ม หรือนำใบมารับประทานกับจิ้มน้ำพริกกะปิ หรือเป็นเครื่องเคียง

คุณสมบัติเป็นสมุนไพร

ต้าน อนุมูลอิสระรักษามะเร็งระยะเริ่มแรกได้ ไม่ระบุส่วนที่ใช้ พบว่าชะครามสามารถขับปัสสาวะ รักษาโรคโกโนเรีย รักษารากผม และใช้เป็นยาแก้พิษจากยางของต้นตาตุ่มที่ทำให้เกิดอาการผื่น คัน และบวมแดงได้เมื่อสัมผัส โดยนำมาใบชะครามและมะพร้าวที่ขูดแล้วมา คั้นรวมกันแล้วกรองน้ำด้วยผ้าขาวบาง จากนั้นจึงนำมาทาผิวบริเวณที่สัมผัสยางของต้นตาตุ่ม

 ชะพลู

ชื่อวิทยาศาสตร์: Piper sarmentosum Roxb.
วงศ์: PIPERACEAE
ชื่ออื่น : ช้าพลู, ผักอีเลิด, ผักอีไร (อีสาน), ผักอีเล็ก, พลูลิง, ผักปูนก (เหนือ), นมวา (ใต้)

เป็น ไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นทอดราบไปตามพื้นดินและชูก้านใบขึ้นมาเหนือดิน ต้นสูงประมาณ ๑-๒ ฟุต ลำต้นเป็นข้อๆ ใบเดี่ยวรูปหัวใจคล้ายใบพลู กว้าง5-10ซม.ยาว7-15ซม. ปลูกเป็นอาหารได้คงเคยทานเมี่ยงกันนะ ที่เอาใบชะพลูหรือใบทองหลางมาคลี่แล้วใส่หอมนิดนึงกุ้งแห้งตัวนึงมะพร้าว คั่วหั่นฝอยนิดนึง ขิงชิ้นเล็กๆชิ้นนึงใส่น้ำตาลเคี่ยวเหนียวๆข้างบนแล้วห่อเป็นคำรับประทาน
เคี้ยว เพลินแต่ถ้าทานมากไปอาจเป็นนิ่วในไตเพราะแคลเซียมที่ใบชะพลูจะเปลี่ยนเป็น แคลเซียมออกซาเลท ถ้ากินใบชะพลูแล้วกินร่วมกับเนื้อสัตว์ร่างกายจึงจะใช้แคลเซียมที่มีอยู่ได้ เต็มประสิทธิภาพ
ต้น ชะพลูตอนนี้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจ ปลูกไว้นับใบขายเป็นร้อยละ เหมือนใบพลูกินกับหมาก ปลูกได้ตามที่ลุ่มชื้นแฉะ ได้ทั้งแสงแดดเต็มวันหรือร่มรำไร ขยายพันธุ์ด้วยลำต้น ทอดนอน ไปงอกเป็นต้นใหม่ หรือปักชำ

ชะพลูมีแคลเซียมและวิตามินเอสูงเป็นพิเศษ มีฟอสฟอรัส เหล็ก
สรรพคุณ:
ใบทำให้ เจริญอาหาร ขับเสมหะ ทำเสมหะให้งวด ทำให้เลือดลมซ่าน

ดอก แก้เสมหะ ในลำคอทำให้เสมหะแห้ง ช่วยย่อยอาหาร ขับลมในลำไส้
ราก แก้คูถเสมหะ ขับเสมหะให้ตกทางทวารหนัก บำรุงธาตุ ขับลมในลำไส้ ทำให้เสมหะแห้ง
ต้น แก้เสมหะในทรวงอก ขับเสมหะ

ชะมดต้น

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hibiscus abelmoschus L. (Abelmoschus moschatus Medik. subsp. moschatus)

ชื่อสามัญ : Musk Mallow, Muskseed, Abel Musk

ชื่ออี่น : ชะมดต้น ฝ้ายผี เทียนชะมด

วงศ์ : MALVACEAE

  ไม้พุ่มล้มลุก ลำต้นมีความสูงประมาณ 0.60 - 2 ม. ลำต้นเป็นขน
ใบรูปฝ่ามือ ๕-๖ แฉก ขอบหยัก ปลายใบแหลม ผิวใบสาก ก้านใบยาว
ดอกเดี่ยว ออกตามง่ามใบ กลีบดอกห้ากลีบ สีเหลือง ตรงกลางดอกด้านในมีจุดเป็นวงใหญ่สีเลือดหมู หรือม่วงเข้ม
ฝักหรือผล กลมยาว เป็นเฟืองห้าเฟือง มีขนผลแห้ง แตกได้ เมล็ดมีปุยเหมือนฝ้าย เมล็ดรูปใต มีกลิ่นคล้ายชะมดเช็ด

พบชึ้นตามที่รกร้างทั่วไป

สรรพคุณทางสมุนไพร

ส่วนที่ใช้ เมล็ด ราก ดอก ใบ และผล

 เมล็ดช่วยเจริญอาหาร เป็นยาบำรุงธาตุ ใช้แก้ปวดหัว รักษาการกระหาย ขับลม รักษาโรคกระเพาะอาหาร
                     น้ำมันหอมระเหยจากเมล็ด เป็นยาระงับประสาท ช่วยคลายความเครียด ขับลม ช่วยในการย่อยอาหาร ช่วยกระตุ้นความรู้สึกทางเพศ เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ  กระตุ้นการทำงานของต่อมหมวกไต
                รากช่วยขับพิษร้อน ลดไข้ แก้ไอเรื้อรัง แก้บิด แก้ท้องผูก รักษานิ่ว รักษาโรคหนองใน รักษาโรคกามโรค รักษาแผลพุพอง รักษาแผลไฟไหม้ แก้พิษฝีหนอง รักษารังแค ช่วยฆ่าเชื้อตามขุมขนและรากผม แก้ปวด รักษาโรคปวดข้อ ช่วยขับน้ำนมในสตรีหลังการคลอดบุตร
ดอก ช่วยแก้บิด แก้ท้องผูก รักษาโรคพยาธิและขับไส้เดือนรักษานิ่ว
ใบ ใช้ขับพยาธิ  รักษาแผลพุพอง รักษาแผลไฟไหม้ รักษากลากเกลื้อน รักษาโรคปวดข้อ
ผล ใช้รักษาฝี

สามารถรับประทานเป็นผัก

ชะอม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Acacia Pennata (L.) Willd. Subsp. Insuavis Nielsen
ชื่ออื่น : ผักหละ,ฝ่าเซ้งดู่,พูซูเด๊าะ , อม,ผักขาม
วงศ์ : LEGUMINOSAE

ชะอมเป็นไม้พุ่ม ตามลำต้นและกิ่งก้านมีหนามแหลมใบเป็นใบประกอบขนาดเล็กมีก้านใบแยกเป็นใบ  ออก 2 ทาง ลักษณะ คล้ายใบกระถินหรือใบส้มป่อยใบอ่อนมีกลิ่นฉุนคล้ายกลิ่นลูกสะตอ ใบย่อยรูปรีมีประมาณ13-28คู่ขอบใบเรียบปลายใบแหลมดอกออกที่ซอกใบสีขาวหรือ ขาวนวลดอก มีขนาดเล็ก
ชะอม เป็นไม้ที่ปลูกง่ายปลูกเพียงครั้งเดียวก็เจริญเติบโตให้ยอดอ่อนได้นานหลายปี ปลูกขยายพันธุ์โดยวิธีการปักชำ การเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง  ชะอม ออกยอดทั้งปี ก็จริง แต่จะออกมากในฤดูฝน ชาวเหนือนิยมรับประทานยอดชะอมหน้าแล้งเพราะผักชะอมหน้าฝนจะมีรสเปรี้ยวกลิ่น ฉุนบางครั้งอาจทำให้ปวดท้อง อีกเรื่องใครเลี้ยงนกขุนทองไว้ ระวังนกจะตายถ้าได้กลิ่นชะอมนอกจากว่านกตัวนั้นเกิดในป่าชะอมถึงจะทนกลิ่นชะอมได้
สรรพคุณ ทางเป็นยา

รากของชะอมแก้ท้องเฟ้อขับลมในลำไส้แก้อาการปวดเสียวในท้อง ยอดชะอม ใบอ่อน มีรสจืดช่วยลดความร้อนของร่างกายแต่สำหรับแม่ลูกอ่อนนั้นไม่ควรกินชะอม เพราะจะทำให้น้ำนมแห้ง

ชะเอมเหนือ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Derris reticulata Craib
ชื่ออื่น : ชะเอม อ้อยสามสวน
วงศ์ : LEGUMINOSACEAE [FABACEAE] -PAPILIONOIDEAE

ไม้ เลื้อยมีเนื้อไม้ ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงสลับ ใบย่อยประมาณ 5ใบ รูปใบหอกถึงใบหอกแคบ กว้าง1.5-4ซม.ยาวได้ถึง18ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบรูปลิ่ม ดอกช่อแบบช่อแยกแขนง ออกที่ซอกใบ กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันสีม่วงแดง กลีบดอกรูปดอกถั่ว สีขาวถึงแกมม่วงอ่อน

                     ผลเป็นฝักแห้ง แตกรูปขอบขนานมีปีกตามแนวยาว เมล็ดรูปไต

ยาพื้นบ้านอีสาน ใช้เปลือกต้น เคี้ยวอม ขับเสมหะแก้ไอ

ชะเอมไทย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Albiziz myriophylla Benth.

วงศ์ : LEGUMINOSACEAE [FABACEAE]

ชื่ออื่น : ชะเอมป่า ตาลอ้อย ส้มป่อยหวาน บ่านงาย อ้อยช้าง

ไม้ เถายืนต้น มีหนามตามลำต้นและกิ่งก้าน ใบประกอบขนนกสองชั้น ยาว10-15ซม.โคนก้านใบป่องออก ใบย่อยรูปขอบขนาน ดอกช่อออกที่ปลายกิ่ง ลักษณะเป็นพู่ กลีบดอกสีขาวกลิ่นหอม ผลเป็นฝัก สีเหลืองถึงน้ำตาล

ตำรา ยาไทยใช้รากที่มีรสหวานเป็นยาแก้กระหายน้ำ สกัดเป็นชาสมุนไพร ดื่มช่วยบำรุงหัวใจ แก้เสมหะ แก้น้ำลายเหนียว แก้ไอทำให้ชุ่มคอ แก้กำเดา แก้ลม ผลขับเสมหะ เนื้อไม้มีรสหวานแก้โรคในคอ แก้ไอขับเสมหะ

ช้าเรือด

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Caesalpinia mimosoides Lamk.

วงศ์ : FABACEAE

ชื่ออื่น : ผักกาดย่า, หนามปู่ย่า, ผักขะยา, ผักคายา,ทะเน้าซอง

ไม้ พุ่มลำต้นตั้งตรงหรือทอดเลื้อย มีขนและหนามทั่วต้น หูใบร่วงง่าย ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับยาว25-40ซม.ใบย่อย10-20คู่ กว้างประมาณ 4 มม.ยาวประมาณ 10 มม.ดอกช่อออกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีเหลือง ผลเป็นฝัก รูปร่างคล้ายกระเพาะ 

ยาพื้นบ้านใช้ยอดอ่อนใช้เคี้ยวกินสด แก้ลม วิงเวียน หน้ามืด

ช้างน้าว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ochna integerrima (Lour.)Merr.

วงศ์ : OCHNACEAE

ชื่ออื่น : ตานเหลือง กระแจะ กำลังช้างสาร ตานนกกรด

ไม้ต้นสูง12เมตรผลัดใบ ใบเดี่ยวออกเรียงสลับ รูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบจักฟันเลื่อยถี่ แผ่นใบหนาสีเขียว

ดอกออกเป็นช่อ ตามปลายกิ่ง ขนาดดอกบาน 4ซม.ออกดอกเดือนมกราคม-พฤษภาคม

ผลกลมสุกสีดำขนาดประมาณ3ซม.

อีสานใช้ลำต้นต้มน้ำดื่มแก้ปวดเอวปวดหลัง ตำรายาไทยใช้รากขับพยาธิ แก้โรคน้ำเหลืองเสีย

ผลบำรุงร่างกาย บำรุงกำลังเนื้อไม้ แก้กระษัย แก้โลหิตพิการ ดับพิษร้อน

ยาพื้นบ้านใช้ รากต้มน้ำดื่มแก้ผิดสำแดง(กินอาหารแสลงไข้ทำให้โรคกำเริบ)แก้น้ำเหลืองเสีย แก้เบาหวาน

ชำมะนาด

  ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Vallaris glabra ktze.

วงศ์ : APOCYNACEAE
ชื่อสามัญ :  Bread Flower

ชื่ออื่น : ชมนาด ,ชำมะนาด ,ดอกข้าวใหม่

ถิ่นกำเนิด : อินโดนีเซีย

ชมนาด เป็นพันธุ์ไม้เถาเลื้อยขนาดย่อม มีต้นหรือเถาค่อนข้างเหนียว ปกติต้องอาศัยต้นไม้อื่นขึ้นทอดพาดพัน อาจเลื้อยได้ไกลถึง 6-8 เมตร  แต่ถ้าปลูกนานๆอาจแผ่เป็นพุ่มกว้างใหญ่ได้เหมือนกัน

ใบ เดี่ยวรูปหอก เนื้อใบค่อนข้างหนาสีเขียวสดสว่าง ขอบใบเรียบปลายใบมักมีติ่งแหลมน้อยๆโคนใบแหลมสอบเข้าหาก้านใบ ขนาดใบกว้าง7-8ซม.ยาว15-18ซม.ออกใบเป็นคู่ตรงข้ามตามข้อต้น ใบของแต่ละคู่สลับทางกันไปตามต้นหรือกิ่ง
ดอก เป็นดอกช่อห้อยเป็นพวง ในช่อดอกหนึ่งๆจะมีดอกตั้งแต่30-50ดอกแต่จะทยอยบานคราวละ10-20ดอก ช่อดอกออกตามง่ามใบในบริเวณปลายกิ่งหรือตามกิ่งแก่หรือออกตามข้อของลำต้นและ กิ่ง ดอกบานเต้ฒที่ขนาดประมาณ2.5-3ซม. กลีบรองดอกสีเขียวอ่อนมี5กลีบ กลีบดอกสีขาวเป็นรูปถ้วยปากจีบมีแฉกแหลมชูเด่น                                             
สรรพคุณทางสมุนไพร ยางใช้ใส่แผลสดสมานแผลและห้ามเลือด เป็นยาถ่ายอย่างแรง กระตุ้นกล้ามเนื้อ เพิ่มความดันโลหิต ดอกใช้อบแป้งร่ำ ทำเครื่องหอม


ชำมะเลียง

ชื่อวิทยาศาสตร์: Lepisanthes fruiticosa

ชื่อสามัญ: Luna nut

ชื่ออื่น : พุมเรียง ผักเต้า มะเถ้า มะเกียง หวดข้าใหญ่ โคมเรียง

วงศ์ : SAPINDACEAE

ไม้ พุ่มถึงไม้ต้นขนาดเล็ก ไม่ค่อยแตกกิ่งก้าน สูงได้ถึง 8 ม. ใบประกอบแบบขนนก ใบย่อยรูปไข่ถึงรูปไข่กลับกว้าง 2-8 ซม. ยาว 9-30 ซม. ปลายใบแหลมทู่ โคนใบสอบ ผิวใบเกลี้ยง ใบสีเขียวเข้ม มีหูใบ แผ่เป็นแผ่น รูปเกือบกลม ขนาดกว้าง 2-3.5 ซม. เรียงเวียนซ้อนกันบริเวณโคนก้านใบใกล้ปลายยอด

ดอกสีขาวครีม หรือม่วงออกเป็นช่อห้อย ยาวถึง 75 ซม. แยกเพศ กลีบรองดอก 4 กลีบ  กลีบดอก 4 กลีบผลรูปไข่ถึงรูปรีป้อม สีม่วงดำถึงออกแดง ผิวเกลี้ยงมักมี 2 เมล็ด เมื่ออ่อนสีม่วง รสฝาด พอแก่เปลี่ยนเป็นสีดำ รสหวานนิดๆ

 ติดผลช่วงกุมภาพันธ์ถึงเมษายน 

พบได้ทั่วประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นิยม กินเป็นผลไม้สด ใช้แก้โรคท้องเสียในเด็ก ทำน้ำผลไม้ ยอดอ่อนใช้เป็นผักจิ้มน้ำพริก รากเป็นยาแก้ไข้ แก้ร้อนใน แก้ไข้เหนือ แก้ท้องผูก แก้ไข้สันนิบาต แก้เลือดกำเดาไหล แก้ไข้พิษ แก้ท้องเสีย แก้ไข้กาฬ ผลถ้ารับประทานมากไปทำให้ท้องผูก

ชิงชี่

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Capparis micracantha DC.

วงศ์ : CAPPARIDACEAE

ชื่ออื่น : กระดาดขาว, กระโรกใหญ่, จิงโจ้, พญาจอมปลวก,แสมซอ, กระดาดป่า, ชายชู้, หมากมก, พวงมาระดอ, แส้ม้าทลาย, หนวดแมวแดง

ไม้ พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็กสูง 1-6 เมตร ผิวของลำต้นจะเป็นกระสีขาว และจะแตกระแหง ส่วนลำต้นและกิ่งอ่อนจะเ็ป็นสีเขียวและเกลี้ยง  ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปขอบขนาน รูปวงรีหรือรูปไข่ กว้าง 4-10 ซม.ยาว 8-24 ซม. สีเขียวและแข็งปลายใบเรียวแหลม  ดอกช่อ ออกที่ซอกใบหรือกิ่งก้านใกล้ซอกใบ กลีบดอกสีขาวมีแต้มสีเหลืองเมื่อแรกบาน และเปลี่ยนเป็นแต้มสีม่วงแกมน้ำตาล

ผลสดรูปกระสวยกลมหรือทรงกระบอก เมื่อสุกสีแดง

ตำรายาไทยใช้รากมีรสขม

ใช้ รักษาโรคที่เกิดในท้อง และขับลมให้ซ่านออกมา ดอกใช้ รักษามะเร็ง ต้นตำพอกแก้ฟกบวม ใบแก้ตะคริว เข้ายาและอาบกิน รักษาโรคประดงไข้พิษฝีกาฬ (ฝีกาฬคือฝีสีดำเกิดที่นิ้วมือ ทำให้ปวดศรีษะ แสบร้อนมาก อาจทำให้แน่นิ่งไป) ไข้สันนิบาต( ไข้ที่มีอาการวิงเวียน ตาลาย แน่นหน้าอก เลือดกำเดาออก) เผาสูดเอาควัน แก้หลอดลมอักเสบ รากและใบแก้หืด แก้เจ็บในทรวงอก กระทุ้งพิษไข้หัว( ไข้ร่วมกับผื่น หรือตุ่ม เช่น หัด อีสุกอีใส)ผลใช้รักษาโรคที่บังเกิดในลำคอ

ชุมเห็ดเทศ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia alata (L.) Roxb.

ชื่อสามัญ : Ringworm Bush

วงศ์ : LEGUMINOSAE (FABACEAE)-CAESALPINIOIDEAE

ไม้ พุ่มสูง 1-3 เมตร แตกกิ่งขนานกับพื้น ใบประกอบแบบขนนกขนาดใหญ่ สีเขียวเข้ม ใบย่อยรูปขอบขนาน ขอบใบเรียบโคนใบและปลายใบมน  ดอกออกเป็นช่อตั้งขึ้นที่ปลายยอด รูปทรงกระบอกมีดอกย่อยจำนวนมาก กลีบดอกย่อยสีเหลืองทองใบประดับสีน้ำตาลแกมเหลืองหุ้มดอกย่อย ผลเป็นฝักมีครีบ4ครีบ เมื่อแก่จะแตกออก เมล็ดแบนรูปสามเหลี่ยม

ตำรายาไทยใช้ใบและดอกเป็นยาระบาย  ใบแก่มีฤทธิ์น้อยกว่าใบอ่อนโดยใช้ใบแห้ง10-12ใบต้มหรือชงน้ำดื่มก่อนนอนหรือ อาจทำเป็นยาลูกกลอน หรือใช้ดอกสดต้มกินเป็นผักจิ้ม(ข้อควรระวัง ไม่ควรกินติดต่อกันเป็นเวลานาน เดี๋ยวลำไส้ทำงานไม่ปกติต้องอาศัยกินชุมเห็ดอยู่เรื่อย)สตรีมีครรภ์ไม่ควร ใช้  สรรพคุณอีกอย่างใช้ใบสดรักษากลากเกลื้อนโดยตำแช่เหล้า หรือใช้ใบสดบดผสมกระเทียม หรือน้ำปูนใสเอามาทาบริเวณที่เป็นวันละ2-3ครั้งจนกว่าจะหายแต่จะใช้ไม่ได้ผลกับผู้ติด เชื้อราที่ผมกับเล็บ

ใบสด1กำมือต้มกับน้ำเคี่ยวให้เหลือประมาณ1ใน3ใช้น้ำยาชำระล้างแผลจำพวกพุพองวันละ2ครั้งจะช่วยให้อาการทุเลาและหายในที่สุด

ชุมเห็ดไทย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia tora (L.) Roxb.

ชื่อสามัญ : Foetid Cassia

ชื่อ อื่น : ชุมเห็ดควาย, ชุมเห็ดไทย, ชุมเห็ดนา, ชุมเห็ดเล็ก (ภาคกลาง); พรมดาน (สุโขทัย); ลับมือน้อย (ภาคเหนือ); หญ้าลึกลืน (ปราจีนบุรี)

วงศ์ : LEGUMINOSAE (FABACEAE)-CAESALPINIOIDEAE

ถิ่นกำเนิด : อเมริกาใต้ ขึ้นกระจายทั่วไป เป็นวัชพืชในเขตร้อนชื้น ในไทยพบทั่วทุกภาค

เป็น ไม้ล้มลุกหรือไม้พุ่มเตี้ยขนาดเล็ก สูง0.5-1 เมตร ลำต้นสีเขียวอมน้ำตาลแดง ไม่มีขนแตกกิ่งเป็นพุ่ม ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ มีใบย่อย 3 คู่ รูปไข่กลับหรือรูปขอบขนานแกมไข่กลับ กว้าง 1.5-2.5 ซม. ยาว 2-4 ซม.

ดอกสีเหลือง ออกเป็นช่อดอกที่ซอกใบ เป็นกระจุก ดอกเดี่ยวมีก้านช่อดอกออกจากจุดเดียวกัน ช่อดอกยาว 2.71-4.03 เซนติเมตร มี 1-3 ดอกต่อช่อ มี 5 กลีบดอก ฐานรอบกลีบดอกสีขาวอมเหลืองมีขนครุยตามขอบ อับเรณู (anther) สีเหลืองอมน้ำตาล ผลเป็นฝักเล็กแบนยาว เมล็ดรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน สีน้ำตาลแกมเขียว

 เป็นพืชที่ปลูกโดยใช้เมล็ด ปลูกได้ง่าย ขึ้นได้ทั่วไปในดินทุกชนิด แต่ชอบที่ชุ่มชื้นปลูกได้ตลอดทั้งปี

สรรพคุณทางสมุนไพร

ชุมเห็ดไทยเป็นยาช่วยให้นอนหลับและช่วยสงบประสาทได้เป็นอย่างดี

เมล็ด ทำให้ง่วงนอนและหลับได้ดี แก้กระษัย ขับปัสสาวะพิการได้ดี เป็นยาระบายอ่อนๆ รักษาโรคผิวหนังดอก ปรุงเป็นยาแก้ไข้ ขับพยาธิในท้องเด็ก รับประทานเป็นยาระบายอ่อนๆ และแก้ไอ แก้เสมหะ แก้หืด คุดทะราดผล แก้ฟกบวม

ตำรายาไทยใช้เมล็ดคั่วชงน้ำดื่ม ทำให้นอนหลับ เป็นยาระบาย ขับปัสสาวะ ต้นและรากใช้เป็นยาแก้ไข้

ดาดตะกั่ว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hemigraphis alternate., T.Anders.

ชื่อสามัญ : Red Ivy

วงศ์ : ACANTHACEAE


ไม้เลื้อยผิวดิน ลำต้นใบเป็นสีม่วงเขียวอมสีบรอนซ์เงิน ใต้ใบเป็นสีแดงเลือดหมู ดอกขนาดเล็กสีขาวออกดอกตลอดปี

ขยายพันธุ์ง่ายโดยวิธีปักชำ เป็นพันธุ์ไม้ที่ขึ้นได้ดีในที่ร่มและกลางแจ้ง หากปลูกในร่มใบจะออกสีเงินมากกว่าสีเขียวม่วง   ขึ้นได้ดีในดินทรายและดินร่วนซุย ทุกชนิด

ดาด ตะกั่ว คนจีนเรียก “โฮ่งจี๊ อั๊ง” และใช้เป็นสมุนไพรเป็นยาขับปัสสาวะ หรือแก้โรคนิ่วให้ทุเลาได้ นอกจากนี้ยังใช้ใบดาดตะกั่วเข้าเครื่องยาแก้โรคบิด และรักษาโรคริดสีดวงทวารอีกด้วย


 ดอกรัก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Calotropis gigantean R.Br.
วงศ์ : ASCLEPIADACEAE
ชื่อ สามัญ : Crown Flower, Giant Indian Milkweed

 ชื่ออื่น : ปอเถื่อน ป่านเถื่อน

  ไม้ พุ่มขนาดกลางอายุหลายปีสูงประมาณ1-3เมตร ลำต้นเปราะทุกส่วนของต้นมีน้ำยางสีขาว ใบเดี่ยวเรียงครงข้าม รูปขอบขนานแกมไข่กลับ ขนาดของใบกว้าง4-15ซม.ยาว8-30ซม. ผิวใบมีนวลสีขาว ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายยอด สีขาว และม่วงอ่อน ระยางค์รูปมงกุฏ ผลเป็นฝักคู่ เมล็ดสีน้ำตาลมีขนสีขาว

พบทั่วไปเกือบทุกภาคของไทย ตามที่รกร้างริมถนน ท้องนา หรือปลูกเป็นไม้ประดับนำมาร้อยมาลัยถวายพระ ออกดอกเกือบตลอดทั้งปี

ประโยชน์ด้านสมุนไพร แก้ไอ แก้หวัด ขับเสมหะ เป็นยาถ่ายพยาธิ แก้กลากเกลื้อน
ตำรา ยาไทยใช้ยางขาวจากต้นเป็นยาถ่ายอย่างแรง ขับพยาธิ ทาตัวปลาช่อนแล้วย่างไฟให้เด็กกินเป็นยาเบื่อพยาธิไส้เดือน แก้กลากเกลื้อน แก้ปวดฟัน ปวดหู ยาพื้นบ้านใช้ เปลือกต้นขับน้ำเหลืองเสีย ทำให้อาเจียน ดอกช่วยย่อยและเจริญอาหาร    แก้ไอ และหืด

   ดาหลา

ชื่อสามัญ ; Torch Ginger

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Erlingera elatior (Jack) R.M.Sm

ชื่ออื่น : กาหลา, จินตะหรา
วงศ์ : ZINGIBERACEAE



เป็นพืชล้มลุกประเภทใบเลี้ยงเดี่ยวชนิดหนึ่งสูงประมาณ2-3เมตรจัดเป็นพืชที่อยู่ในวงศ์เดียวกันกับขิงและข่า

ดาหลามีดอกที่สวยงาม มีความนิยมปลูกเป็นไม้ตัดดอก อายุหลายปี มีเหง้าใต้ดิน เหง้านี้ จะเป็นบริเวณที่เกิดของหน่อดอกและหน่อต้น ดาหลา 1 ต้น สามารถให้หน่อใหม่ได้ประมาณ 7 หน่อ ในเวลา 1 ปี ส่วนลำต้นเหนือดินเป็นกาบใบที่โอบซ้อนกันแน่น เช่นเดียวกับพวกกล้วย ส่วนนี้คือลำต้นเทียม ใบเดี่ยวขนาดใหญ่  รูปขอบขนาน  ปลายแหลมก้านใบยาว  ดอกออกเป็นช่อแทงก้านดอกจากเหง้าใต้ดิน กลีบประดับช้อนกันหลายชั้น ลดขนาดเล็กลงในวงชั้นใน สีชมพูถึงแดงเข้ม ดอกบานเต็มที่จะมีขนาดความกว้างดอกประมาณ 14-16 ซม.ความยาวช่อ 10-15 ซม.มีก้านช่อดอกแข็งตรงยาว 30-150 ซม.ออกดอกตลอดปี
นิยม ปลูกเป็นไม้ประดับและรับประทานได้ ทางใต้นิยมนำดอกดาหลามาใส่ข้าวยำ หรือรับประทานกับน้ำพริก ชอบดินชุ่มแสงแดดรำไร ขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อ

สรรพคุณทางยาดอกดาหลามีรสเผ็ดร้อน มีสรรพคุณช่วยแก้ลมพิษ แก้โรคผิวหนัง ช่วยขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ

ดีปลี

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Piper chaba Hunt.
ชื่อสามัญ : Long pepper
ชื่ออื่น : ดีปลีเชือก ,ประดงข้อ, ฟันพญาไฟ, บี้ฮวด, ปานนุ
วงศ์ : PIPERACEAE

ไม้ เถาเลื้อยพันข้อมีรากฝอยสำหรับยึดเกาะ ลำต้นค่อนข้างกลม เปราะหักง่าย คดไปมาใบเดี่ยวรูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง3-5ซม.ยาว7-10ซม.สีเขียวเข้มเป็นมัน ดอกช่อ ออกที่ซอกใบ ดอกย่อยเรียงแน่นบนช่อ ดอกแยกเพศ ผลอัดแน่นบนแกนช่อโคนกว้างปลายมน เป็นผลสด สีเขียว เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีแดง ผลสุกใช้ปรุงเป็นเครื่องเทศแต่งกลิ่นอาหาร
สรรพคุณทางสมุนไพรแต่ละส่วน
ราก-รสเผ็ดร้อน แก้พิษอัมพฤกษ์ อัมพาต พิษปัตคาด แก้ตัวร้อน แก้พิษคุดทะราดให้ปิดธาตุ แก้ท้องร่วง ขับลมในลำไส้  แก้คุดทะราด
เถา -รสเผ็ดร้อน แก้พิษงู ขับเสมหะ แก้ปวดฟัน ปวดท้อง จุกเสียด แก้เสมหะพิการ แก้ลมอัมพฤกษ์ แก้มุตฆาต(เมื่อปัสสาวะออกมาจะปวด ขัด เจ็บ เป็นหนองข้นขุ่น)
ใบ -รสเผ็ดร้อน แก้เส้นสุมนา(โรคเส้นที่อยู่ตรงสะดือแล้วแล่นไปในอกไต่ไปลำคอออกมาที่ลิ้น) แก้เส้นอัษฎากาศ(เส้นขึ้นเบื้องสูง) แก้ปวดเมื่อย แก้เส้นเอ็น
ดอก -รสเผ็ดร้อน  แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน แก้จุกเสียดแน่นท้อง ขับลมในลำไส้ แก้หืด ไอ แก้ริดสีดวง คุดทะราด แก้ลมวิงเวียน แก้เสมหะ น้ำลายเหนียว แก้ไอ บำรุงธาตุ แก้ท้องเสีย
 แก้ปถวีธาตุ 20 ประการ แก้อัมพาต และเส้นปัตคาด
ตำรายาไทย

ใช้ ผลแก่จัดแต่ยังไม่สุกตากแห้งเป็นยาขับลม บำรุงธาตุ แก้ท้องเสีย ขับรกหลังคลอด โดยใช้ผล1กำมือ (ประมาณ10-15ผล) ต้มเอาน้ำดื่ม นอกจากนี้ใช้เป็นยาแก้ไอ โดยเอาผลแห้งครึ่งผลฝนกับมะนาวแทรกเกลือ ใช้กวาดคอ หรือจิบบ่อยๆ ฤทธิ์ขับลมแก้ไอ

เดือยหิน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Coix lachryma  jobi Linn.

ชื่อสามัญ : Job’s Tears

ชื่ออื่น : เดือย มะเดือย ลูกเดือย

วงศ์ : GRAMINEAE

เป็นพืชล้มลุกจำพวกหญ้า มีอายุเพียงปีเดียว แตกหน่อรวมกันจนเป็นกอใหญ่ ใบเรียวยาว ปลายใบแหลม ผิวใบสากมือ
ดอกไม่สมบูรณ์เพศ ออกที่ปลายยอด ผลกลม 3 – 8 ผลต่อต้นรูปทรงคล้ายหยดน้ำ มีเปลือกแข็ง

ราก รสขื่น นำมามัดทำเป็นยาชง ใช้ขับพยาธิในเด็ก

เมล็ด รสมันเย็น ใช้บำบัดอาการหลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ มีน้ำคั่งในปอด และถ้านำมาหมักจะได้แอลกอฮอล์ ซึ่งใช้ในโรคข้ออักเสบ เป็นยาเย็น และขับปัสสาวะ

โด่ไม่รู้ล้ม

ชื่อวิทยาศาสตร์:Elephantopus scaber L.

ชื่อสามัญ : Prickly-leaved, Elephant's Foot
ชื่ออื่น:ขี้ไฟนกคุ่ม หญ้าไก่นกคุ่ม หญ้าสามสิบสองหาบ  หนาดผา หนาดมีแคลน
วงศ์ :ASTERACEAE (COMPOSITAE)

บางคนอาจเคยได้ยินแต่ชื่อและวันนี้ได้เห็นหน้าตาแล้วนะ เสียแต่ดอกไม่มี

                                                       โด่ไม่รู้ล้มเป็นไม้ล้มลุกลำต้นสั้นใบเดี่ยว เรียงซ้อนสลับเป็นวง มักแผ่ราบกับผิวดิน ขอบใบหยักฟันเลื่อย ท้องใบมีขนมากกว่าหลังใบ ดอกแทงช่อออกจากกลางต้น ก้านช่อแตกแขนงได้

ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบดอกสีม่วงออกเป็นกระจุก ที่ปลายก้านดอกรองรับด้วยใบประดับแข็งรูปรีปลายแหลม2อัน ก้านช่อดอกเหนียว ไม่หักล้มง่ายๆแม้ว่าจะถูกเหยียบย่ำ ก้านช่อดอกก็จะตั้งขึ้นมาใหม่เหมือนเดิม จึงได้ชื่อว่า "โด่ไม่รู้ล้ม"

ผลเป็นผลแห้งไม่แตกเมล็ดแบนสีน้ำตาล

สรรพคุณเป็นสมุนไพร

ต้นแก้ไอ รักษาวัณโรค แก้ไข้ แก้อักเสบ ขับน้ำเหลืองเสีย แก้ดีซ่าน นิ่ว บิด เหน็บชา บำรุงหัวใจ บำรุงกำหนัด ทำให้มีกำลัง

ใบ ต้มเป็นยาหล่อลื่น ช่วยขับปัสสาวะ แก้ท้องร่วง บิด โรคบวม และปวดแผลในกระเพาะ ใบต้มกับน้ำมะพร้าว  รักษาแผลและผิวหนัง หรือบดผสมพริกไทย แก้ปวดฟัน แก้อาเจียน แก้อาการท้องร่วง กระเพาะอาหารเป็นแผล หรือนำมาต้มให้สตรีคลอดบุตรอาบ ช่วยรักษากามโรคในสตรี แก้โรคมุตกิด นอกจากนี้น้ำสกัดจากต้นยังมีฤทธิ์เป็นยาปฏิชีวนะ

ตำรายาไทยใช้ใบต้มน้ำเป็นยาขับพยาธิไส้เดือน ขับปัสสาวะ กระตุ้นกำหนัด ใบและรากเป็นยาคุมกำเนิด และยาบำรุงสำหรับผู้หญิงหลังคลอด

ตรีผลา (สมอไทย,สมอพิเภก, มะขามป้อม)

ตรีผลา

ตรีผลา เป็นพิกัดยาที่ประกอบด้วยผลไม้ไทย3อย่างได้แก่ สมอไทย สมอพิเภก และมะขามป้อมซึ่ง เป็นที่มาของชื่อตำรับยา "ตรีผลา"มีความสามารถในการรักษาโรคได้ดังนี้ ล้างพิษ ระบบน้ำเหลือง ชำระเมือกมันในลำไส้ ลดน้ำหนัก ลดมวลไขมันออกจากร่างกาย ป้องกันและยับยั้งการเจริญเติบโตของมะเร็งปากมดลูก มะเร็งตับ มะเร็งเต้านมและมะเร็งอื่นๆ ชะลอความแก่ ป้องกันและรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน หวัด วัณโรคเป็นต้น

ทาง การแพทย์แผนไทยกล่าวไว้ว่า ตรีผลาจัดอยู่ในพิกัด81 หมายความว่าเป็นยาอายุวัฒนะ เป็นสมุนไพรปรับธาตุทั้ง4ในร่างกายให้สมดุลย์ ดื่มได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เวลาใดก็ได้ ถ้าเน้นการระบายขับถ่ายให้ดื่มก่อนนอน ถ้าเน้นการขับสารพิษให้ดื่มตอนเช้า (ตื่นนอนดื่มเลยยังไม่ต้องแปรงฟัน) ดื่มเป็นประจำสุขภาพองค์รวมแข็งแรง บำรุงเส้นเสียง ผิวพรรณดูอ่อนกว่าวัย เป็นสมุนไพรที่ที่ปลอดภัยไร้พิษข้างเคียงใดๆ

ดูสรรพคุณทั้ง3ชนิดได้แก่

                                                                                                               สมอไทย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Terminalia chebula Retz. var. chebula
ชื่อสามัญ : Myrobolan Wood
ชื่ออื่น : สมออัพยา
วงศ์ : COMBRETACEAE

ไม้ ต้นผลัดใบสูง 20-35 เมตร เรือนยอดกลมกว้าง ลำต้นค่อนข้างสั้น เปลือกต้นสีน้ำตาล ขรุขระ เปลือกชั้นในมีน้ำยางสีแดง กิ่งและใบอ่อนมีขนเป็นสนิม ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามหรือเกือบตรงข้าม รูปวงรีกว้าง6-10ซม.ยาว8-15ซม.

ดอกออกเป็นช่อตามง่ามใบหรือปลายยอด ดอกสมบูรณ์เพศ กลีบสีเหลือง ผลเป็นผลสด รูปวงรีมีสัน5สัน มีเนื้อเยื่อหนาหุ้มเมล็ด มีเมล็ดเดียวแข็ง ผลโต2-3ซม.ยาว3-4ซม.ผลแก่สีเขียวอมเหลือง แต่พอแห้งจะเปลี่ยนเป็นสีดำ ขยายพันธุ์ง่ายด้วยเมล็ด หรือชำกิ่งก็สามารถปลูกได้

        สรรพคุณเป็นสมุนไพร ลดอาการไอ แก้อาการแพ้ และไซนัสเรื้อรัง มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด ช่วยควบคุมน้ำตาลไม่ให้สูงเกินไปในผู้ป่วยเบาหวาน

                      ใบ รสฝาด ใช้ในทางสมานแผล มีคุณสมบัติป้องกันแบคทีเรียและเชื้อรา ใช้สมานแผลในลำไส้ ใช้รักษาโรคทั่วไป เหงือกบวม โรคกระเพาะ โรคหืด นิยมนำเปลือกต้นมาต้ม1กำ แทรกเป็นยาใช้แก้อาการน้ำเหลืองเสีย แผลพุพอง น้ำกัดเท้า

ตำรายาไทย ผลดิบใช้เป็นยาระบาย  (ห้ามใช้สำหรับคนที่มีอาการท้องเสีย ท้องเดิน) น้ำต้มสมอไทยผสมเกลือเล็กน้อยอมบ้วนปาก ฤทธิ์ฝาดสมานของสมอไทยช่วยรักษาแผลในปากได้ดี

สมอพิเภก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Terminalia bellirica Roxb.
  ชื่อสามัญ : Beleric Myrobalan
ชื่ออื่น : สมอแหน แหนต้น แหนขาว
วงศ์ : COMBRETACEAE

ไม้ ยืนต้นสูงประมาณ 25-40เมตร  ลำต้นยาวตรง โคนต้นมักเป็นพูพอน เปลือกสีเทาอมน้ำตาลหรือดำด่าง ค่อนข้างเรียบหรือแตกเป็นร่องเล็กๆไปตามยาวลำต้น เปลือกในสีเหลือง เรือนยอดกลมแผ่กว้างค่อนข้างทึบ ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม เรียงสลับ รูปไข่กลับแกมวงรี กว้าง5-10ซม.ยาว10-20ซม. ดอกช่อออกตามซอกใบและปลายยอด ผลสดเมล็ดเดียวแข็ง รูปมนรีผิวของผลมีขนสีน้ำตาลหนาแน่น

สรรพคุณทางยา

ต้น ต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้านไวรัส ต้านเชื้อรา ต้านยีสต์ ต้านมาลาเรีย แก้หืด แก้ไอ แก้หวัด เร่งการสร้างน้ำดี รักษาดีซ่าน ลดความดันโลหิต ยับยั้งระดับคอเลสเตอรอลสูง ยับยั้งหลอดเลือดอุดตัน ยับยั้งเบาหวาน ลดระดับน้ำตาลในเลือด ยับยั้งฟันผุ ลดการอักเสบ แ้ก้สิว คลายกล้ามเนื้อมดลูก ยับยั้งการฝังตัวของตัวอ่อนที่ผนังมดลูก ยับยั้งการกลายพันธุ์ ยับยั้งเอนไซม์ HIV-1 reverse transciptase(โรคเอดส์), HIV-1 Protease

                         ตำราไทยใช้ผลดิบแต่ยังไม่แก่2-3ผลต้มกับน้ำ1ถ้วย ใส่เกลือเล็กน้อยเป็นยาระบาย หรือยาถ่าย        ผลแก่หรือผลสุกมีฤทธิ์ฝาดสมาน ใช้ผลแก่2-3ผลต้มกับน้ำ2ถ้วย ใส่เกลือเล็กน้อย เคี่ยวจนเหลือ1ถ้วย รับประทานครั้งเดียวแก้ท้องเสีย แก้ท้องเดิน (ไ่ม่ใช่บิด หรือ อหิวาตกโรค) เป็นยาเจริญอาหาร ใบรักษาแผลติดเชื้อ เปลือกต้น ต้มรับประทานขับปัสสาวะ

มะขามป้อม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Phyllanthus emblica L.

ชื่อสามัญ : Emblic Myrobalan

ชื่ออื่น : กำทวด

วงศ์ : EUPHORBIACEAE

 ไม้ ยืนต้นสูง8-10เมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปขอบขนาน กว้าง0.25-0.5ซม. ยาว0.8-1.2ซม. ดอกช่อออกเป็นกระจุกที่ซอกใบ แยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน ดอกย่อยสีนวล

ผลเป็นผลสด รูปกลมผิวเรียบ มีเส้นพาดตามยาว 6เส้น เมล็ดกลมสีเขียวเข้ม

ตำรา ยาไทยใช้ เนื้อผลแห้งหรือสดกินขับเสมหะ ทำให้ชุ่มคอ ผลแห้งต้มกินแก้ไข้ น้ำคั้นผลสดแก้ท้องเสีย ขับปัสสาวะ มีวิตามินซีแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน

จตุผลาธิกะ

เป็นการปรุงยาตำรับหนึ่งที่ชื่อว่า"จตุผลาธิกะ" โดยนำผลไม้สมุนไพร รวม4ชนิด มะขามป้อม สมอไทย สมอพิเภก โดยเพิ่มสมอเทศ เข้าไป โดยมีตำนานเล่ากันว่าตำรับยาจตุผลาธิกะนี้ได้ถูกจารึกไว้ในแผ่นศิลาที่วัด โพธิ์ โดยมักแก้โรคที่เกิดจากไข้ แก้เสมหะ แก้ท้องผูก

สมอเทศ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Terminalia sp

วงศ์ : COMBRETACEAE

ซึ่งจากการศึกษาและวิจัยในห้องทดลองพบว่า"จตุผลาธิกะ"นั้นจะอุดมด้วย แอนติออกซิแด้นต์(Antioxidant) หลายชนิด มีคุณสมบัติในการกำจัดอนุมูลอิสระได้สูงมาก ดังนั้นจึงสามารถช่วยล้างพิษจากอนุมูลอิสระได้ ทำให้ผิวพรรณดี มีน้ำมีนวล ลดริ้วรอยต่างๆ ทำให้ผิวพรรณดูอ่อนกว่าวัย ยังมีฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัส และแบคทีเรียบางชนิด ป้องกันร่างกายจากการทำลายของอนุมูลอิสระ มีผลร้ายต่อเซลล์มะเร็ง แต่ไม่ทำร้ายเซลล์ปกติ

ตะขบ

ชื่อวิทยาศาสตร์ ;Flacourtia jangomas ( Lour.) Ransch
วงศ์ : FLACOURTIACEAE
ถิ่นกำเนิด  อินเดีย  จีนภูมิภาคอินโดจีน มาเลเซีย

 ตะขบเป็นไม้ต้นขนาดกลาง  แตกกิ่งก้านสาขาที่เรือนยอดของต้น
ใบ เดี่ยว รูปเกือบกลม ใบเรียงสลับตรงข้ามหรือวงรอบข้อ  สีเขียว 
ดอก ออกตามซอกใบหรือปลายยอด สมมาตรเท่ากัน กลีบดอกมีมากกว่ากลีบเลี้ยง

ผล มีเนื้อหลายเมล็ด รูปทรงกลม มีรสหวานแต่ฝาดเล็กน้อย  สุก มีสีแดงอมดำ

การขยายพันธุ์  เพาะเมล็ด  ตอนกิ่ง
ประโยชน์  ผล กินได้  เนื้อไม้ใช้ทำยาแก้ท้องร่วง บิด มูกเลือด ราก นำไปปรุงเป็นยาขับเหงื่อ

    ตะขาบบิน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Muehlenbeckia platyclada (F.v.Muell.) Meissn.

วงศ์ : POLYGONACEAE

ชื่ออื่น:  ตะขาบหิน ตะขาบปีนกล้วย ว่านตะเข็บ (เหนือ) ผักเปลว ตะขาบทะยานฟ้า

ไม้พุ่ม ลำต้นตั้งตรงสูง 1-2เมตร ลำต้นแบนเป็นข้อๆ สีเขียว ตั้งตรง แตกกิ่งก้านมาก ต้นแก่โคนต้นเป็นสีน้ำตาล ต้นอ่อนสีเขียว แบนเรียบ ใบเดี่ยว มีขนาดเล็ก ลักษณะคล้ายลำต้น มีใบน้อย หรือไม่มีเลย ใบเรียงสลับ ปลายใบแหลม โคนใบสอบ หลังใบและท้องใบเรียบ ขอบใบเรียบ เนื้อใบอ่อนนิ่ม ไม่มีก้านใบ ดอกออกเป็นช่อสั้นๆ เป็นกระจุกเล็กๆ ที่บริเวณข้อ

สรรพคุณทางยา ระบุว่าทั้งต้น รสหวานสุขุม แก้ร้อนใน ดับพิษต่างๆ  พิษเลือด พิษร้อน พิษฝี แก้ฝีในปอด แก้เจ็บคอ เจ็บอก ใช้ภายนอกระงับปวด แก้เจ็บตามผิวหนัง แก้ผื่นคันแก้น้ำเหลืองเสีย แก้ฝีตะมอย แก้งูสวัด

การนำใช้ประโยชน์ของชาวบ้านจะใช้ต้นและใบสด ตำผสมเหล้า หรือกับน้ำซาวข้าว คั้นเอาน้ำใช้ทา ส่วนกากใช้พอก ถอนพิษแมงป่อง และตะขาบกัดต่อยและแก้ฟกช้ำบวม เคล็ดขัดยอก หรือใช้ส่วนต้นและใบตำให้ละเอียด ผสมกับน้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันงา ทาแก้เคล็ดขัดยอก

ไม้ทั้งสองชนิดนี้สามารถขยายพันธุ์โดยการปักชำ ขึ้นง่าย เลี้ยงง่าย ปลูกในกระถางเป็นไม้ประดับ ตามต่างจังหวัดที่มีภูมิอากาศชื้น หรือมีพวกตะขาบชุก จะนิยมปลูกริมรั้วเป็นทั้งไม้ประดับและใช้ประโยชน์ได้ด้วย

ตะเคียนทอง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hopea odorata
วงศ์ : DIPTEROCARPACEA

ไม้ ต้นขนาดใหญ่สูง 20-40เมตร ไม่ผลัดใบ เรือนยอดแน่น สีเขียวเข้ม กิ่งแผ่กว้าง ลำต้นเปลาตรงเปลือกนอกสีน้ำตาลคล้ำเกือบดำเปลือกชั้นในสีเหลืองหม่นมักจะมี น้ำยาง  สีเหลืองซึมออกมากิ่งแขนงเรียวเล็กลู่ลง

ใบ รูปไข่แคบหรือเกือบขอบขนาน ดอก.สีขาวหรือเหลืองอ่อนมีกลิ่นหอมผลมีปีกยาว2ปีก ปีกสั้น3ปีก ปีกซ้อนกันแต่หุ้มส่วนกลางผลไม่มิด

  สรรพคุณด้านสมุนไพร

เปลือกต้นต้มกับเกลือ ป้องกันฟันหลุดหรือชะล้างแผลเรื้อรัง แก้อักเสบ ห้ามเลือด แก่นผสมยารักษาเลือดลม แก้ปวดฟัน แก้เหงือกบวม

ดอกผสมยาทิพย์เกสร

เนื้อ ไม้แก้คุดทะราด แก้ท้องร่วง แก้ไข้สัมประชวร คุมธาตุ สมานแผล แก่นแก้กำเดา เสมหะคุดทะราด ท้องร่วง บิด ปิดธาตุ สมานแผล ยางสมานแผล แก้ท้องเสีย บิด    ปิดธาตุไฟและน้ำร้อนลวก

ตะไคร้

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cymbopogon citratus Staph.

ชื่อสามัญ : Lemongrass

ชื่ออื่น : จะไคร(เหนือ), ไคร (ใต้), เชิดเกรย, เหลอะเกรย(เขมร-สุรินทร์)

ถิ่นกำเนิด : ไทย อินโดนีเซีย ศรีลังกา พม่า อินเดีย และทวีปอเมริกาใต้

พืช ล้มลุก สูง4-6ฟุตใบคล้ายใบหญ้ามีต่อมน้ำมันหอมระเหย โคนใบแผ่เป็นกาบอัดกันแน่น เรียกว่าต้นตะไคร้  ดอกออกเป็นช่อยาวมีดอกเล็กฝอยเป็นจำนวนมาก ตะไคร้โตง่ายอาจมีทรงพุ่มสูงได้ถึง1เมตร

สรรพคุณทางสมุนไพรนำมาเป็นยาคือน้ำมันจากใบและต้น ทำเครื่องดื่มและทำสบู่ ลำต้นแก่หรือเหง้านำมาปรุงอาหารแก้ท้องอืด ขับปัสสาวะแก้นิ่วและขับประจำเดือน แก้เบื่ออาหาร ขับลมในลำไส้ นอกจากนี้ตะไคร้ยังนำมาแต่งกลิ่นอาหารแก้หรือดับกลิ่นคาวปลาและเนื้อสัตว์ได้ดีมากๆ
เป็นของฝาก

วิธีทำน้ำตะไคร้ไว้ดื่ม

นำ ต้นตะไคร้มาทุบแล้วใส่ลงต้มในน้ำที่กำลังเดือดพล่าน รอจนน้ำเปลี่ยนสีให้ยกลง เอากากออกแล้วเอาน้ำตาลใส่ ชิมดูรสหวานปานกลาง พอเย็นลง นำเก็บเข้าตู้เย็น แก้กระหาย ใช้ดื่มก่อนดื่มเหล้าจะทำให้ดื่มได้น้อยลงและทำให้เจริญอาหาร

                        ในกรณีที่หลวมตัวดื่มมากไปหน่อย ดื่มมาแล้วเมามาก ใช้ต้นตะไคร้สดโขลกคั้นเอาแต่น้ำดื่มแก้อาการเมา จะทำให้สร่างเร็ว

ตะไคร้หอม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cymbopogon winterianus Jowitt.
ชื่อสามัญ : Citronella Grass
ชื่ออื่น : จะไคมะขูด ตะไครมะขูด มะไคร้แดง
วงศ์ : GRAMINEAE (POACEAE)

ลักษณะ ส่วนใหญ่จะคล้ายตะไคร้ ผิดกันที่กลิ่น กาบใบและแผ่นใบ กาบใบของตะไคร้หอมจะมีสีเขียวปนม่วงแดง แผ่นใบกว้าง ยาวและนิ่มกว่าเล็กน้อย ทำให้ปลายห้อยลงปรกดินมากกว่าตะไคร้ธรรมดา

ดอกช่อสีน้ำตาลแดงแทงออกจากกลางต้น ผลเป็นผลแห้งไม่แตก

สรรพคุณทางเป็นยา

ใช้ เหง้าเป็นยาบีบมดลูก ขับประจำเดือน ขับปัสสาวะ ขับระดูขาว ใบและกาบใบมีน้ำมันหอมระเหยใช้เป็นยากันยุง โดยละลายน้ำมันตะไคร้หอม7ส่วนในแอลกอฮอล์เช็ดแผล(70%)93ส่วนฉีดพ่น หรือตำใบสดหมักในแอลกอฮอล์ในอัตราส่วน 1:1 ชุบสำลีแขวนไว้ตรงประตูทางเข้าออกหรือ ใช้ใบสดมัดแล้วทุบให้ช้ำวางไว้ตามมุมห้องหรือใต้เตียง

                                                          มีรายงานว่ามีฤทธิ์ต้านเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคพืชด้วย

ตะไคร้ต้น

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Litsea cubeba (Lour.) Pers. L. citrata Bl
วงศ์ : LAURACEAE


ไม้ เนื้ออ่อนกึ่งผลัดใบสูง 10เมตร ออกดอกไวขณะเป็นพุ่มอยู่ ใบ แก่บางไม่มีขน ด้านล่างมีสีนวลเทา เส้นข้างใบนูนเด่นขึ้นทั้งสองด้าน

       ดอกสีเหลืองสดออกเป็นช่อกลมแน่น ผลสีเขียวอมเหลืองเมื่อสุกสีดำ ฉ่ำน้ำ

เปลือกและรากใช้รักษาไข้ ผลเป็นเครื่องเทศ และเป็นยารักษาโรคกระเพาะ

น้ำมันจากผล ใบ ใช้ในงานอุตสาหกรรมและยา


                                                    ต้อยติ่ง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ruellia tuberosa.,Linn.

ชื่อสามัญ : Primrose
วงศ์ : ACANTHACEAE

ต้อยติ่งบ้านมีคุณสมบัติเป็นสมุนไพร นิยมใช้เมล็ดแช่น้ำนำมาพอกฝีดูดหนอง และใช้เป็นยาสมานแผลที่คนสมัยก่อนรู้จักกันดี เป็นต้นไม้เนื้ออ่อนพุ่มเตี้ยขึ้นอยู่ทั่วไป
สันนิษฐานกันว่าเป็นต้นไม้ พื้นเมืองของประเทศจีน แต่เข้ามาในเมืองไทยนานแล้วโดยซินแสจีนนำเมล็ดมาเผยแพร่ เป็นยารักษาแผลอย่างที่บอก เมื่อใช้เสร็จก็แกะเมล็ดทิ้ง จึงเกิดการกระจายพันธุ์ทั่วไปในเมืองไทย


ตะโกนา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Diospyros rhodcalyx Kurz

ชื่อสามัญ ; EBONY

วงศ์ : EBENACEAE

ไม้ ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลางสูงได้ถึง 15เมตร ไม่ผลัดใบ ลำต้นเปลาตรง เปลือกสีเทาดำแตกเป็นร่องยาว เปลือกในสีขาว  ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับกัน รูปไข่กลับ กว้าง2.5-7ซม.ยาว3-12ซม.โคนใบสอบเป็นรูปลิ่ม ป้อมหรือป้าน ปลายใบโค้งมน เนื้อใบค่อนข้างหนาและเกลี้ยง ขอบใบเรียบ  ดอกเดี่ยวสีขาวแยกเพศอยู่คนละต้น

ผลกลมมนขนาด1.5-2.5ซม. ผลอ่อนสีเขียว มีขนสีน้ำตาลแดงปกคลุม

ผลแก่สีเหลืองรับประทานได้เนื้อหุ้มเมล็ดมีรสหวาน

สรรพคุณทางสมุนไพร

ราก แก้ไข้กลับ ไข้ซ้ำ(ที่กินของแสลงเป็นพิษ) แก้พิษผิดสำแดง บำรุงน้ำนม แก้ผื่นคัน

เปลือกต้นบำรุงธาตุ บำรุงกำลัง เป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงความกำหนัด ขับมุตกิดระดูขาว แก้กามตายด้าน ขับปัสสาวะ รักษารำมะนาด แก้ปวดฟัน

ผล แก้ท้องร่วง ท้องเสีย แก้บวม แก้ฝีเน่าเปื่อย ขับระดูขาว แก้ตุ่มคันเป็นเม็ดผดผื่นตามตัว เป็นยาเย็นถอนพิษ แก้อาเจียนเป็นโลหิต แก้ปวดมดลูก

ตานหม่อน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Vernonia elliptica DC

วงศ์ : COMPOSITAE

ชื่ออื่น : ช้าหมักหลอด ตานค้อน ตานหม่น ลีกวนยูแฮร์

ไม้พุ่มรอเลื้อย ลำต้น แตกกิ่งแขนงระเกะระกะ ห้อยระย้าลงมา ใบ เดี่ยว เรียงสลับรูปใบหอกกลับ ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนา อวบน้ำ ด้านบนสีเขียว ด้านล่างสีขาว ดอกเล็ก ออกเป็นช่อสีขาวออกที่ยอดหรือซอกใบ กลีบดอกสีนวล ผลเป็นผลแห้งไม่แตก

สรรพคุณทางสมุนไพร

แก้พิษตานซาง ขับพยาธิไส้เดือน  บำรุงธาตุแก้พิษตานซาง ขับพยาธิไส้เดือน

ต้น สดหรือรากมาต้มกับน้ำสะอาด 3 ถ้วยแก้ว เคี่ยวให้เหลือน้ำเพียง 1 ถ้วยแก้วเท่านั้น ใช้ดื่มหรือจิบขณะที่ท้องยังว่าง วันละ 1 ครั้งเท่านั้น ช่วย ระบายและเป็นยาถ่าย สามารถดื่มได้ก่อนกินยาถ่าย

ตานดำ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Diosperos montana Roxb.

วงศ์ : EBENACEAE

ชื่ออื่น : ตานส้าน ถ่านไฟผี มะเกลือป่า มะตูมดำ

ไม้ ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลางสูง8-16เมตร ไม่ผลัดใบกิ่งก้านมักมีหนาม เปลือกสีดำเป็นสะเก็ด      ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับอยู่ตามปลายกิ่ง รูปไข่กลับหรือรูปขอบขนานกว้าง2-4ซม.ยาว5-12ซม.โคนใบมนหยักเว้า ปลายใบแหลม ใบอ่อนมีขนนุ่มทั้งสองด้าน ช่อดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น ออกตามซอกใบสีเหลืองอ่อนยาว1ซม.  

ผลกลมป้อม มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 2-3 ซม.ขั้วผลมีกลีบเลี้ยงติดอยู่ 4กลีบ สุกแล้วสีเหลือง

เนื้อไม้แข็งแต่ไม่ทนใช้ในงานแกะสลัก หรือทำเชื้อเพลิงคุณภาพดี เปลือกใช้รักษาเท้าแตก โรคดีซ่าน เพ้อระหว่างไข้ ใบอ่อนกินได้เหมือนผัก ผลใช้เบื่อปลา

การ กระจายพันธุ์ ศรีลังกา อินเดีย พม่า ไหหลำ ตอนเหนือของคาบสมุทรมาเลย์ ชวา หมู่เกาะซุนดาน้อย สุลาวาสี ฟิลิปปินส์และตอนเหนือของออสเตรเลีย

ประเทศไทยพบในป่าดิบแล้งทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ในระดับความสูง500เมตรจากระดับน้ำทะเล

 ตีนเป็ดน้ำ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cerbera odollam Gaertn
วงศ์ : APOCYNACEAE

ชื่อสามัญ : Pong Pong
ชื่ออื่น : ตีนเป็ดทะเล,ตีนเป็ดตาเหลือง

ไม้ต้นสูงประมาณ 5-10 เมตร ทรงร่ม เปลือกนอกเรียบสีเทา มีช่องอากาศกระจายทั่วไป เปลือกชั้นในสีเหลืองอ่อนมีน้ำยางขาวข้นตามส่วนต่างๆ

ใบ เดี่ยวเรียงเวียนสลับ ออกเป็นกระจุกแน่นที่ปลายกิ่งใบรูปใบหอกกลับแกมรูปไข่ถึงรูปขอบขนานแกมรูป ไข่ โคนใบสอบรูปลิ่มแคบ ขนาดของใบ 4-7x15-30ซม. เนื้อใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน ด้านบนสีเขียวคล้ำเป็นมัน ด้านล่างสีซีดกว่า

ดอก แบบช่อกระจุกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่งแต่ละช่อมีหลายดอก ขนาดของดอกประมาณ 4ซม.  สีขาวตรงกลางสีเหลือง โคนดอกติดกันเป็นหลอด กลีบดอก5กลีบแยกกันผลสีเขียวสุกสีแดงเป็นมัน ชอบขึ้นตามริมน้ำริมคลองและที่ลุ่มมีน้ำท่วมถึงออกดอกตลอดปี ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและกิ่งตอน

ตีนเป็ดทราย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cerbera manghas L.

ชื่ออื่น : ตีนเป็ดตาแดง

วงศ์ : APOCYNACEAE

ไม้ ยืนต้นขนาดเล็กสูง5-10เมตร ทุกส่วนมีน้ำยางสีขาว มักแตกกิ่งต่ำคล้ายไม้พุ่ม เปลือกนอกเรียบสีเทา มีช่องอากาศกระจายทั่วไป เปลือกชั้นในสีเหลืองอ่อน

ใบ เดี่ยวเรียงสลับออกแน่นใกล้ปลายยอด รูปไข่กลับแกมขอบขนาน ขนาดของใบ 3-6x10-25ซม. ปลายใบและโคนใบแหลม เนื้อใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน หลังใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ท้องใบสีอ่อนกว่า

ดอก แบบช่อกระจุก ออกตามปลายยอด ช่อดอกโปร่งแข็ง แต่ละช่อมีหลายดอก ดอกย่อยสีขาวปากหลอดสีชมพูปนแดงเข้ม  กลีบเลี้ยงแยกเป็น5กลีบขนาดไม่เท่ากัน กลีบดอกเมื่อตูมจะซ้อนกันเวียนเป็นเกลียว

ผล แบบผลเมล็ดเดียวแข็งรูปไข่หรือรูปรีขนาด3-5x5-8ซม.  เมื่อสุกสีแดงปนดำ เนื้อนิ่ม เมล็ดแข็งน้ำหนักเบา นิยมปลูกเป็นไม้ประดับเนื่องจากดอกและผลมีความสวยงาม แต่ผลมีcardiac glycosideมีความเป็นพิษสูงและก่อให้เกิดอาการระคายเคือง

ตันหยง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Caesalpinia coriaria .,Willd.

วงศ์ : CAESALPINIACEAE
ชื่อสามัญ : Davi-Davi
ชื่ออื่น : ตันหยง . บุหงาตันหยง

ถิ่นกำเนิด : อเมริกากลาง

ตันหยง เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่  มีเนื้อไม้เป็นประโยชน์ในการก่อสร้างหลายอย่างเป็นไม้พุ่มใหญ่แตกกิ่งก้าน สาขามาก ลำต้นและกิ่งเลี้ยวลดอ่อนช้อยดูคล้ายต้นไม้ดัด ใบเล็กคล้ายใบมะขาม

ดอกของตันหยงหอมมากและหอมไกล  ออกดอกปีละครั้งระหว่างเดือนกรกฏาคม-ถึงเดือนสิงหาคม
ดอก จะออกตามยอดกิ่งหรือปลายกิ่งเป็นช่อตั้งสีเขียวอ่อน ที่เห็นเป็นกระจุกนั่นไงดอกมีขนาด4-5มิลลิเมตรเมื่อดอกโรยแล้วจะติดฝัก ฝักของตันหยงบิดๆงอๆคล้ายฝักมะขามเทศ

บุหงาตันหยงต้น ที่นำมาลงนี้อายุประมาณ12ปี ปลูกตั้งแต่ต้นเล็กๆซื้อกิ่งตอนมาปลูก ตอนนั้นกำลังนิยมหาไม้ไทยโบราณมาปลูกกัน ตอนนี้น่าจะหาซื้อได้ไม่ยาก เป็นไม้กลางแจ้งโตเร็วขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและการตอน 

ตำแยแมว

ชื่อวิทยาศาสตร์:Acalipha indica L.

ชื่อสามัญ :Indian copperleaf, Indian acalypha, Indian-nettle, Tree-seeded mercury

วงค์: URTICACEAE

 ชื่ออื่น: ตำแยแมว, ตำแยตัวผู้, ตำแยป่า, หญ้าแมว, หญ้ายาแมว, หานแมว, ลังตาไก่, อเนกคุณ

                               ตำแยแมวมี 2 ชนิด คือ ชนิดใบกลมเรียกว่าตำแยแมวตัวเมีย ชนิดใบแหลมเรียกตำแยแมวตัวผู้ ที่นิยมนำมาใช้เป็นสมุนไพรคือตำแยแมวตัวเมีย

 ลำ ต้นตรงสูงประมาณ40-60ซม.ใบค่อนข้างกลม ปลายใบแหลมเล็กน้อย ขอบใบจักเล็กๆ ดอกเป็นดอกช่อออกตามต้น ส่วนยอดของช่อดอกเป็นดอกเพศเมีย มีใบประดับหยักเป็นซี่ฟัน มีขนปกคลุม แต่ละใบประดับหุ้มห่อดอก 2-6 ดอก ผลแห้งแตกได้ ภายในมีเมล็ด 1 เมล็ด
สรรพคุณทางยา  ราก  ขับเสมหะ ทำให้อาเจียน ทำให้ระคายเคืองทางเดินอาหาร
ใบ ขับพยาธิเส้นด้ายในเด็ก ขับเสมหะในโรคหลอดลมอักเสบ ขับเสมหะในโรคหอบหืด เป็นยาถ่าย (ถ้ารับประทานจำนวนมากจะทำให้ทำให้คลื่นเหียนอาเจียน) ใบแห้งป่นโรยรักษาแผลเนื่องจากนอนมาก ยาระบาย แก้หืด ขับเสมหะ
ทั้งต้น ขับเสมหะ ทำให้อาเจียน

 ถอน พิษของโรคแมวได้ดีตำแยแมวนี้ถ้าถอนเอาขั้นมาทั้งต้นทั้งรากแล้วโยนทิ้งไว้ แมวเห็นเข้า จะตรงเข้ากลิ้งเกลือกแล้วกินราก เป็นยารักษาโรคของแมว

ตำลึง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Coccinia grandis (L.) Voigt

ชื่ออื่น : ผักแคบ

วงศ์ : CUCURBITACEAE

ไม้ เลื้อยเนื้อแข็ง ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปค่อนข้างกลม หักเป็นห้ามุมหรือห้าแฉก หรือเว้าลึกเป็น3แฉกหรือ5แฉก กว้างและยาว5-8ซม. โคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจ มีมือเกาะเป็นเส้นยาว ออกที่ข้อ ดอกเดี่ยวหรือช่อ ออก2-3ดอก แยกเพศอยู่คนละต้น กลีบดอกสีขาวรูประฆัง ผลเป็นผลสดรูปทรงกระบอก

ตำรายาไทย ใช้ใบแก้ไข้ โดยเป็นส่วนผสมในยาเขียว รากแก้ไข้ ใบสดขยี้ทาแก้คัน ถอนพิษปวดแสบปวดร้อน ตำรายากลางบ้านใช้ผลแก้เบาหวาน

เตยหอม

ชื่อพฤกษศาสตร์ : Pandanus amaryllifolius Roxb.

วงศ์ : PANDANACEAE


เตย หอมนิยมปลูกเป็นไม้ประจำบ้านทั่วไทย เพราะกลิ่นหอมจากใบเตย ใช้เป็นภาชนะห่อและใส่เพื่อปรุงกลิ่น อาหาร คาวหวาน  และยังเป็นพันธุ์ที่ชาวสวนปลูกตัดใบออกจำหน่ายเป็นการค้า และนักจัดสวนยังนิยมนำมาปลูกประดับสวนชายน้ำที่สวยงามอีกชนิดหนึ่ง

เตยหนู

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pandanus odoratissimus

ชื่อสามัญ :  Karaket Nu, Pandanus Palm

ชื่ออื่น : เตยปาหนัน เตยหนาม










ต้น เป็นกอ ต้นที่มีอายุยังอ่อนลำต้นจะสูงจากดินประมาณ 10-15ซ.ม. แต่ต้นที่แก่มากจะสูงจากดิน 90-120 ซ.ม.หรือมากกว่านั้น แล้วแต่อายุการเจริญเติบโต ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับกันแน่น รูปขอบขนานแคบ  ตามขอบใบและเส้นกลางใบทางต้านล่างมีหนามเล็กๆ หนาแน่นแต่หนามบริเวณหลังของใบจะสวนทางกันกับหนามของใบ

 ดอก แยกเพศ อยู่ต่างต้น ออกตามปลายยอด ดอกเล็กมีจำนวนมาก ติดกันบนแกนของช่อ ไม่มีกลีบเลี้ยงและกลีบดอก ช่อดอกเพศเมียตั้งตรง มีดอก 4 - 6 ดอก กาบรูปท้องเรือ ขอบจักฟันเลื่อยละเอียด ผลรูปรี ขนาดประมาณ 1.5 ซม.

                                                                              แตงกวา

  ชื่อวิทยาศาสตร์: Cucumis sativus L.
  วงศ์: Cucurbitaceae  

  ชื่อสามัญ : cucumber

เป็นไม้เถาเลื้อย ใบบางส่วนเป็นมือม้วนงอจับไม้ค้างหรือนั่งร้าน ลำต้นเหลี่ยมมีขนขึ้นปกคลุม ลำต้นสูงประมาณ 3 เมตร มีรากแก้ว ใบเดี่ยวมีมุมแหลม 3-5 แฉกปกคลุมผล
ดอก แยกเพศเป็นดอกตัวผู้และตัวเมียซึ่งแยกพบบนต้นเดียวกัน ดอกตัวผู้อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม 3-5 ดอก ดอกตัวเมียมีสีเหลืองพบเป็นดอกเดี่ยวเห็นรังไข่ได้ชัดเจน 
ผลยาวทรงกระบอกปลายสอบอาจยาวได้ถึง 60 เซนติเมตร ผลอ่อนมีหนามขนาดเล็กเห็นได้ชัดเจน พบทั้งที่มีหนามสีขาวและสีดำ สรรพคุณในการช่วยบำรุงรักษาผิวให้มีความชุ่มชื้น และเพื่อให้ใบหน้ามีความสดใส
แตงกวามีคุณสมบัติออกฤทธิ์เย็น สามารถช่วยลดอุณหภูมิความร้อนในร่างกายและช่วยทำให้ร่างกายสดชื่น นอกจากนี้แตงกวายังมสรรพคุณเป็นยา ช่วยขับปัสสาวะ แก้ไข้หวัด กระหายน้ำ ส่วนใหญ่นิยมนำน้ำแตงกวามาใช้ดื่มเพื่อให้ความสดชื่น แก้ร้อนในบรรเทาอาการเจ็บคอและช่วยขจัดของเสียตกค้างในร่างกาย ส่วนรากแตงกวาสามารถนำเอามาแก้อาการท้องเสีย
บิด ได้อีกด้วย


แตงโม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Citrullus lanatus (Thunb.) Matsum & Nakai

วงศ์ : CUCURBITACEAE

ไม้เถา มีมือเกาะแยกเป็น 2-3 แขนง ใบเดี่ยวเรียงสลับกัน มีรอยหยักเว้าแบบนิ้วมือ 3-7 แฉก แต่ละแฉกมีรอยหยักเว้าตื้นๆ แบบขนนก ผิวใบเป็นรอยขรุขระ ดอกเดี่ยว แยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน โดยดอกเพศผู้ก้านดอกเล็กมีขนนุ่ม กลีบรองกลีบดอกติดกันเป็นรูประฆัง ปลายแยกเป็น 5 กลีบ มีขนอ่อนนุ่ม กลีบดอก 5 กลีบ โคนเชื่อมติดกัน ผลกลมหรือค่อนข้างกลม ผิวเรียบ สีเขียวแก่ หรือเขียวอ่อน หรือเขียวแก่และเขียวอ่อนสลับกันภายในมีเนื้อสีแดง รสหวาน ฉ่ำน้ำ เมล็ดมีจำนวนมาก รูปไข่ แบน ผิวเรียบ สีน้ำตาลเข้ม
ราก แก้บิด แก้ท้องร่วง แก้ร้อนในกระหายน้ำ เปลือก แก้ปวดฟัน แก้ร้อนในกระหายน้ำ ขับปัสสาวะ ผล แก้ร้อนใน บำรุงกำลัง ขับปัสสาวะ แก้กระหายน้ำ แก้อ่อนเพลีย เมล็ด ขับพยาธิ

ถั่วพู

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Psophocarpus tetragonolobus (Linn.) DC.

วงศ์ : FABACEAE

ไม้ ล้มลุกเลื้อยพัน มีรากสะสมอาหารเป็นหัวใต้ดิน ใบประกอบแบบขนนกเรียงสลับ ดอกช่อออกที่ซอกใบรูปดอกถั่ว กลีบดอกสีม่วงแกมน้ำเงินหรือสีขาว ผลเป็นฝักแบนมีครีบ4ครีบตามยาว เมล็ดสีขาว สีน้ำตาลแกมเหลืองหรือดำ

ตำรายาไทยใช้หัวใต้ดินรสขมขื่นเล็กน้อย บำรุงกำลังแก้อ่อนเพลีย ทำให้จิตใจชุ่มชื่น



ถั่วฝักยาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Vigna unguiculata sesquipedalis (L.) Verdc.

วงศ์:FABACEAE

ถั่ว ฝักยาวเป็นไม้เถา ลำต้น มีขนเล็กน้อย เถาแข็งและเหนี่ยว คล้ายกับถั่วพู แต่มีอายุเพียงปีเดียว หรือฤดูเดียว เถาสีเขียวอ่อน ลำต้นม้วนพันสิ่งยึดเกาะได้ดี ใบเป็นใบประกอบแบบฝ่ามือ มี 3 ใบย่อย รูปสามเหลี่ยมยาว 6 -10 เซนติเมตร ดอก เป็นดอกช่อออกตามซอกใบกลีบดอกคล้ายผีเสื้อมี สีขาว หรือม่วงอ่อน หรือสีขาวออกเหลืองผลหหรือฝัก กลม เล็กเรียวยาว เส้นผ่านศูนย์กลาง 0.5 - 1 เซนติเมตร ยาว 20 - 80 เซนติเมตร มีหลายเมล็ด รูปไต

ใบ รักษาหนองในหรือปัสสาวะเป็นหนอง ฝักระงับอาการปวดบวม ปวดตามเอวและแผลที่เต้านม เมล็ดในฝักมีรสชุ่มเป็นยาบำรุงม้ามและไตแก้กระหายน้ำ อาเจียน ปัสสาวะกระปริบกระปรอยและตกขาว รากนำมา เผาไฟให้เป็นเถ้าเกรียม แล้วนำมาบดให้เป็นผง ผสมทารักษาฝีเนื้อร้าย จะช่วยให้เนื้อเจริญเร็วขึ้น หรือใช้รากสดนำมาต้มเคี่ยวให้งวด ใ้ช้น้ำกินรักษาหนองในที่มีหนองไหล

ถั่วผี

ชื่อวิทยาศาสร์ : Phaseolus lathyroides Linn

วงศ์ : FABACEAE

พืช อายุปีเดียวลำต้นlสีน้ำตาลเทา ต้นตั้งตรงสูงได้ถึง1เมตร  มีขนปกคลุม ใบประกอบ3ใบย่อย

ก้านใบยาว 3-5 ซม. ใบย่อยรูปทรงรีกึ่งใบหอก กว้าง 2-3 ซม. ยาว 4-9 ซม. โคนใบสอบ ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ หูใบแบบหนาม

ช่อดอกแบบช่อกระจะเกิดเป็นคู่ตรงข้ามกันรูปดอกถั่วสีแดงถึงแดงคล้ำ ก้านช่อดอกยาว 10-30 ซม. แต่ละดอกมีดอกย่อยจำนวนมาก โคนดอกเป็นหลอด ปลายบานมี 5 กลีบติดกัน ปลายกลีบโค้งกลับ ตรงกลางมีเกสรเพศผู้ 10 อัน ก้านชูอับเรณูติดกันเป็น 2 กลุ่ม สีขาวอมเขียวยาว 12-15 มม. ส่วนเกสรเพศเมียมี 1 อัน
  ผลเป็นฝักรูปทรงกระบอกมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-3 มม. ยาว 8-10 ซม. ผลจะแตกและบิดเป็นเกลียว ด้านในมีเมล็ดรูปทรงกระบอกขนาดเล็ก

พบขึ้นอยู่ทั่วไปในที่ว่างเปล่า ริมคูน้ำ คันนาขยายพันธุ์โดยการใช้เมล็ด

สรรพคุณทางยา รากใช้ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ ใบสดใช้รักษากลากเกลื้อน

ถั่วลิสง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Arachis hypogaea L.

วงศ์, FABACEAE.

ชื่อสามัญ, Peanut, Groundnut, Monkey Nut.

ชื่ออื่น : ถั่วคุด (ประจวบคีริขันธ์), ถั่วดิน (ภาคกลาง, ภาคเหนือ),ถั่วยี่สง(ภาคกลาง)ถั่วยี่สง (ภาคกลาง)



ไม้ ล้มลุกอายุหนึ่งปี ตั้งตรงหรือทอดราบกับพื้นบางส่วน สูงได้ถึง 30 เซนติเมตร ใบเรียงสลับ เป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 2 คู่ กว้าง 1-3 เซนติเมตร ยาว 1-7 เซนติเมตร รูปไข่กลับหรือรูปรี เกลี้ยง หรือมีขนด้านท้องใบประปราย หูใบยาวได้ถึง 4 เซนติเมตร รูปใบหอกแกมรูปแถบ ดอกออกตามซอกใบ กลีบคลุมยาวได้ถึง 1.5 เซนติเมตร สีเหลือง เส้นใบแดงเมื่อติดผล ผลกว้าง 1.5 เซนติเมตร ยาว ประมาณ 6 เซนติเมตร ก้านชูเกสรเพศเมียยื่นยาวได้ถึง 20 เซนติเมตร แทงลงในพื้นดิน ผลเป็นฝักแบบถั่ว ผนังผลหนาแข็ง เมล็ดรูปไข่ เมล็ด 1-3 ต่อฝัก

สรรพคุณและประโยชน์ของถั่วลิสง
ก้านและใบ ใช้สดและแห้งถ้าสดใช้ประมาณ 40 กรัม ถ้าใช้แห้งประมาณ 30 กรัม นำมาต้มกินน้ำหรือใช้ภายนอกตำพอกรักษาแผลหกล้มกระทบกระแทกหรือแผลที่มีหนอง เรื้อรังใช้กินเป็นยาลดความดันโลหิตสูง

  เมล็ดแห้งประมาณ 60-100 กรัม นำมาบดชงหรือต้มกินจะมีรสชุ่มหล่อลื่นปอดรักษาอาการไอแห้ง ๆ บำรุงกำลัง บำรุงน้ำนมในสตรีหลังคลอดที่มีน้ำนมน้อย สมานกระเพาะอาหารและในเมล็ดนั้นจะมีน้ำมันประมาณ 40-50% สารประกอบพวกที่มีไนโตนเจน เซลลูโลส แห้ง เถ้า และพวกวิตามินต่าง ๆ สารไนโตรเจนนอกจากจะเป็นโปรตีนแล้วยังมีพวกกรดอมิโน อัลคาลอยด์ และวิตามินได้แก่วิตามินบีหนึ่ง

  น้ำมันจากเมล็ด ใช้ประมาณ 30-60 มล. นำมาผสมกินจะมีรสชุ่ม เป็นยาระบาย หล่อลื่นลำไส้ ถ้าใช้ภายนอกให้ใช้ทาถูนวด นอกจากนี้แล้วน้ำมันในเมล็ดยังประกอบด้วยกรดไขมันและกลีเซอไรด์

ถั่วลิสงนา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Alysicarpus vaginalis (L.) DC

ชื่อสามัญ : alyce clover

ชื่ออื่น : หญ้าปล้องหวาย หญ้าเกล็ดหอยใหญ่

วงศ์ : Fabaceae

ถั่วลิสงนาเป็นพืชตระกูลถั่ว ชอบขึ้นในสภาพไร่ มี ลำต้นแผ่คลุมดิน ใบกลมแตกออกในด้านตรงกันข้าม ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด มีในนาหว่านข้าวแห้ง ถั่วลิสงนาเป็นพืชที่เจริญได้ง่าย ไม่เลือกชนิดและสภาพของดิน คงทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดีพอสมควร จึงพบอยู่ได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย

ใช้เป็นยารักษาโรคโดยนำรากมาต้มคั้นเอาน้ำรับประทานแก้อาการจุกเสียดและอาการไอ ประเทศจีนจะนำต้นแห้งของถั่วลิสงนามาตัดเป็นท่อนๆ ผสมกับชะเอมชงน้ำดื่มแทนน้ำชา ทำให้สดชื่น แก้อาการกระหายน้ำ

 

เถาคันขาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cayratia trifolia (L.) Domin

วงศ์ : VITACEAE

ชื่ออื่น : เถาคัน, เถาคันขาว,เครือพัดสาม

ไม้ เลื้อยเนื้ออ่อนยาว 2-20 เมตร มีมือเกาะ ใบประกอบแบบมี ใบย่อย3 ใบ แผ่นใบด้านล่างมีขนเล็กน้อย ใบย่อยปลายสุดรูปไข่หรือรูปไข่กลับ กว้าง 1-4 ซม. ยาว 1.5-6 ซม. ขอบใบจักซี่ฟัน ใบย่อยคู่ข้างรูปไข่เบี้ยวและขนาดเล็กกว่า

                 ดอกออกเป็นช่อกระจุก ออกที่ซอกใบ ดอกย่อยขนาดเล็ก สีเขียวอ่อน ผลสดมีเนื้อหลายเมล็ด รูปร่างกลมแป้น ขนาด 0.5-1 ซม. เมื่อสุกสีดำ

สรรพคุณทางสมุนไพร

ตำรา ยาไทยใช้ ใบและราก ลดไข้ ฝาดสมาน เถา ขับเสมหะ แก้ลมวิงเวียนหน้ามืด ขับลม ขับเสมหะลงสู่ทวารหนัก แก้กษัย (การป่วยที่เกิดจากหลายสาเหตุ ทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม ซูบผอม โลหิตจาง ปวดเมื่อย) ฟอกเลือด แก้ช้ำใน ใบ รักษาอาการเลือดออกตามไรฟัน พอกรักษาแผลในจมูก ทาถูนวดให้ร้อนแดงแก้ปวดเมื่อย หรืออังไฟปิดฝี ถอนพิษปวดบวม



เถาวัลย์เปรียง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Derris scandens Benth.

ชื่ออื่น :  เครือตาปา , เครือเขาหนัง

วงศ์ : PAPILIONEAE

 ไม้เถาเลื้อยพาดพันต้นไม้ใหญ่ ใบหนาและแข็ง เป็น ใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับกัน มีใบย่อย 4-8 ใบ  เป็นรูปรี ปลายใบเป็นรูปหอก โคนใบมน ขอบใบเรียบ ใบย่อยมีขนาดกว้างประมาณ 1-1.25 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร หลังใบเรียบเป็นมันสีเขียวเข้ม ท้องใบเรียบ

  ดอกออกเป็นช่อสีขาวห้อยลง กลีบรองดอกสีม่วงดำ ปลายกลีบดอกสีชมพูเรื่อ  ดอกดกมาก และส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ  ผลออกเป็นฝักแบนเล็ก ๆ ภายในจะมีเมล็ดอยู่ประมาณ 2-4 เมล็ด พรรณไม้นี้ขึ้นง่าย มักขึ้นเองตามชายป่า และที่โล่งทั่ว ๆ ไป เนื้อไม้ในเถานั้นจะเป็นวง  คล้ายเถาคันแดง เป็นพรรณไม้ที่มีมากที่สุดในประเทศไทย ขึ้นอยู่ทุกจังหวัด

ตำรายาพื้นบ้านใช้เถา ขับปัสสาวะ แก้บิด แก้หวัด ใช้เถาคั่วไฟให้หอมชงน้ำกินแก้ปวดเมื่อย แก้เส้นเอ็นพิการ แก้เมื่อยขบในร่างกาย แก้กระษัยเหน็บชา ต้มรับประทานถ่ายเส้น ถ่ายกระษัย แก้เส้นเอ็นขอด ถ่ายเสมหะ ไม่ถ่ายอุจจาระ เหมาะที่จะใช้ในโรคบิด ไอ หวัด ใช้ในเด็กได้ดี แก้ปวด แก้ไข้ ทำให้เส้นเอ็นอ่อนลง ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ บางตำรากล่าวว่าทำให้มีกำลังดีแข็งแรงสู้ไม่ถอย
           เป็นสมุนไพรที่มีการนำมาใช้ในสูตรยาอบสมุนไพรเพื่อสุขภาพ โดยใช้เป็นส่วนประกอบเพิ่มเติมจากสูตรยาอบสมุนไพรหลัก เมื่อต้องการอบเพื่อรักษาอาการปวดเมื่อย ปวดหลัง ปวดเอว เป็นต้น


                                                                                                                        เถาเอ็นอ่อน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cryptolepis buchanani Roem. & Schult.

วงศ์ : ASCLEPIADACEAE

ชื่ออื่น ; เครือเขาเอ็น ตีนเป็ดเครือ หม่อนตีนเป็ด


ชอบขึ้นอยู่ตามป่าราบหรือในพื้นที่รกร้าง โดยเฉพาะที่สระบุรี สำหรับปัจจุบันนอกจากการนำต้นเถาเอ็นอ่อนมาใช้เป็นยาสมุนไพรแล้ว ยังมีการนำมาปลูกเป็นไม้ประดับตามบ้านด้วย

ไม้เลื้อยจำพวกเถาเนื้อแข็งที่ชอบขึ้นพาดพันต้นไม้อื่น เปลือกเถาเรียบสีน้ำตาลแกมดำ เปลือกแก่จะหลุดออกมาเป็นแผ่น ทุกส่วนของต้นมีน้ำยางสีขาว ใบเดี่ยวออกตรงข้าม แผ่นใบหนารูปรี ปลายใบมน โคนสอบ ดอกเป็นดอกช่ออยู่ตามซอกใบ ดอกย่อยสีเหลืองอ่อน โคนกลีบเชื่อมติดกัน ผลเป็นฝักรูปทรงกระบอก เนื้อแข็ง ติดกันเป็นคู่ๆ ปลายแหลม ผิวลื่น เมื่อแก่ผลจะแตกออกเพียงด้านเดียว มีเมล็ดเป็นรูปทรงรีสีน้ำตาล พร้อมขนปุยสีขาวติดอยู่

สรรพคุณ

ใบให้รสเบื่อเอียน ใช้ทำเป็นลูกประคบช่วยแก้อาการเมื่อยขบ ช่วยคลายเส้น และแก้อาการปวดเสียวเส้นเอ็น
เถาให้รสขมเบื่อมัน ช่วยแก้อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ แก้ขัดยอก รวมทั้งแก้เส้นเอ็นพิการ และช่วยบำรุงเส้นเอ็นให้แข็งแรง
เมล็ดให้รสขมเมา ช่วยแก้อาการจุกเสียดแน่นเฟ้อในท้อง และช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร

นอกจากนี้ยังนำสมุนไพรอย่างต้นเถาเอ็นอ่อนนี้มาใช้อบเป็นยาสมุนไพรเพื่อสุขภาพสำหรับบรรเทาอาการปวดเมื่อยต่างๆตามร่างกาย

ข้อควรระวังสำหรับต้นเถาเอ็นอ่อนนี้คือ ไม่ควรรับประทานในปริมาณมากเกินกว่าที่ได้กำหนดไว้ เพราะมีฤทธิ์กระตุ้นหัวใจ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายได้

ทรงบาดาล

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia surattensis.,Burm.f
ชื่อสามัญ : Kalamona , Scrambled egg
ชื่ออื่น : ทรงบาดาล,ตรึงบาดาล
วงศ์ : LEGUMINOSAE     ถิ่นกำเนิด : เอเชียเขตร้อน

ไม้ พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง7เมตร ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกสลับ ใบย่อย5-10คู่ รูปไข่หรือรูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง1.2ซม.ยาว2.5-4ซม. โคนใบและปลายใบมน หลังใบเรียบท้องใบมีขนประปราย ก้านใบสั้น

ดอก สีเหลืองออกเป็นช่อมี10-15ดอก ดอกย่อยขนาด2.5-3ซม. ผลเป็นฝักแบน เรียบขนาดกว้าง1-1.5ซม.ยาว7-20ซมงเมื่อแก่จะแตกตามตะเข็บ มีเมล็ด 15-25ซม.เมล็ดผิวมันเป็นเงา

  • ราก ใช้รับประทานเป็นยาถอนพิษผิดสำแดง นำมาต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้สะอึก หรือจะใช้รากร่วมกับเถาสะอึกและรากมะกล่ำเครือ เป็นยาแก้อาการสะอึกอันเนื่องมาจากกระเพาะอาหารขยายตัว

 ทองกวาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Butea monosperma (Lam.) Taub.

วงศ์ : LEGUMINOSAE_PAPILILNOIDEAE

ชื่อสามัญ : Flame Of The Forest

ชื่ออื่น : จาน(อีสาน) ,จ้า(เขมร), ทองพรมชาติ ทองธรรมชาติ ทองต้น

ไม้ ยืนต้นที่มีดอกสดใสให้ประกายความสว่างไสวไปทั้งป่าช่วงเดือนมกราคมถึงเดือน มีนาคม ทรงต้นสวยมีลีลาตามธรรมชาติ ทำให้เป็นไม้ประดับยอดนิยม ไม่เสื่อมคลาย ทางด้านความเป็นไม้มงคล เชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นทองกวาวไว้ในบ้านจะทำให้มีเงินทองมาก เพราะทองกวาวเป็นไม้มงคลนาม สามารถมีทองได้ตามธรรมชาติหรือมีเงินมากนั่นเอง

สรรพคุณ ด้านเป็นสมุนไพรก็มากมาย ใช้ยางเป็นยาแก้ท้องร่วง รากขับพยาธิ แก้ท้องอืด และริดสีดวงทวาร ใบสดตำพอกถอนพิษฝี พอกสิว ใบสดต้มน้ำกินแก้ปวด ขับพยาธิ ถอนพิษ แก้ท้องขึ้นดอกถอนพิษไข้ ขับปัสสาวะ แก้ตาแดง เมล็ดต้มใช้น้ำกินใช้บำบัดพยาธิตัวกลมเมล็ดตำละเอียดผสมน้ำมะนาวทาผิวหนัง แก้ผื่นคัน แสบร้อนหรือผื่นแดง

ทองพันชั่ง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Rhinacanthus nasutus (L.) Kurz
ชื่ออื่น : หญ้ามันไก่
วงศ์ : ACANTHACEAE

ไม้ พุ่มขนาดเล็กสูง 0.5-1 เมตร กิ่งและใบอ่อนมีขนปกคลุมลำต้นมักเป็นสันสี่เหลี่ยม ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม โคนใบและปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ขนาดใบกว้าง2-3ซม.ยาว6-8ซม.

ดอก ช่อออกที่ซอกใบ ดอกย่อยโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ส่วนปลายแยกเป็น2ปาก กลีบดอกสีขาว ปากล่างมีจุดประสีม่วงแดง ผลเป็นฝักกลมยาว ผลแห้งแตกง่ายภายในมีเมล็ด4เมล็ด

ส่วน ที่ใช้เป็นยา ใบสดหรือราก ใบรสเบื่อเมาเป็นยาเย็นดับพิษไข้ แก้ริดสีดวงทวาร แก้ไอเป็นเลือด ฆ่าพยาธิกลากเกลื้อน แก้มะเร็ง  รากรสเบื่อเมา ต้มรับประทานแก้พิษไข้ แก้โรคมะเร็ง เรื้อน วัณโรค แก้ผมหงอกจากเชื้อรา

ยาไทยใช้ใบสดและรากโขลกละเอียด แช่เหล้าโรง 1สัปดาห์

เอาน้ำทาแก้กลากเกลื้อน

ข้อจำกัด

ห้ามใช้กับผู้ที่เป็นโรคโลหิตจาง เป็นโรคหัวใจ ความดันต่ำ โรคมะเร็งในเม็ดเลือด

เทียนกิ่ง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lawsonia inermis L.

วงศ์ : LYTHRACEAE

ชื่ออื่น : เทียนขาว เทียนข้าวเปลือก เทียนแดง เทียนไม้

ทั้ง พันธุ์ดอกขาว และดอกแดง ใช้ใบสด แก้เล็บขบหรือเป็นหนอง โดยตำพอกหรือตำกับเหง้าขมิ้นชัน เติมเกลือเล็กน้อยพอก วงการเครื่องสำอางค์ใช้ผงใบเทียนกิ่งเป็นยาย้อมผมให้เป็นสีน้ำตาลแดงหรือแดง ปนส้ม และช่วยป้องกันผมจากแสงแดด้วย สารที่ออกฤทธิ์คือ lawsone ซึ่งพบว่าปลอดภัยไม่มีฤทธิ์กลายพันธุ์และก่อมะเร็ง

เทียนบ้าน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Impatiens balsamina Linn
ชื่อสามัญ : Garden balsam

ชื่ออื่น : เทียนดอก เทียนสวน
วงศ์ : BALSAMINACEAE

ไม้ ล้มลุกสูงราว 20-60ซ.มลำต้นอวบน้ำ ใบเดี่ยวเรียงสลับเวียนรอบต้น รูปวงรี กว้าง2-4ซม.ยาว6-10ซม.ขอบใบหยักฟันเลื่อย ดอกเดี่ยวหรือช่อ 2-3ดอก ออกที่ซอกใบ ดอกมีหลายสีเช่น ขาว ชมพู แดง ม่วง หรือหลายสีผสมกัน กลีบดอกมี4-5กลีบขนาดไม่เท่ากัน ปลายหยักเว้าเป็นลอน

ผลเป็นผลแห้งรูปรี เมื่อแก่จัดจะแตกตามยาวดีดเมล็ดกลมสีน้ำตาลออกมา

ตำรายาไทยใช้ใบสดตำละเอียด พอกเล็บขบ รักษาฝี หรือแผลพุพองมีหนองเรื้อรัง

น้ำ คั้นใบสดใช้ย้อมผม แต่เวลาใช้ต้องระวังเพราะสีจะติดเสื้อผ้าและร่างกายใช้แก้อาการปวดเมื่อย ถอนพิษปวดแสบปวดร้อน มีรายงานว่าสารสกัดแอลกอฮอล์ของใบสามารถฆ่าเชื้อราที่ทำให้เป็นโรคกลากและ ฮ่องกงฟุตได้
เมล็ดรสขม ใช้กระจายเลือด ขับเสมหะข้นๆ ขับระดู แก้แผลติดเชื้ออักเสบเรื้อรัง แก้แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก แก้บวม แก้ตับแข็ง

ลำต้นรสเฝื่อน ขับลม ทำให้เส้นเอ็นคลายตัว ทำให้เลือดเดินสะดวก แก้ปวด แก้เหน็บชา แก้แผลเน่าเปื่อย

รากรสเฝื่อนเมา ฟอกโลหิต ลดบวม แก้ปวดกระดูก แก้ช้ำบวม แก้ตกขาว แก้ตกเลือด

โทงเทง

ชื่อวิทยาศาสตร์ Phylsalis minima Linn

ชื่ออื่น : โทงเทง, ปุงปิง, หญ้าถองแถง

วงศ์ : SOLANACEAE

ไม้ ล้มลุกอายุปีเดียว สูงได้ถึง50เซนติเมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปไข่ ดอกออกเดี่ยวที่ซอกใบ กลีบดอกสีเหลืองแกมเขียว ผลสดรูปค่อนข้างกลมหุ้มมิดด้วยกลีบเลี้ยงที่ยังคงอยู่

ตำรา ยาไทยใช้ทั้งต้นเป็นยาเย็นแก้ร้อนใน แก้ไข้ ขับปัสสาวะ ต้นสดคั้นกับน้ำเล็กน้อยชุบสำลีอมข้างแก้มค่อยๆกลืนน้ำทีละน้อยแก้พิษฝีขึ้น ในคอ ยาพื้นบ้านใช้ทั้งต้นต้มน้ำดื่มแก้ท้องเสีย

ไทรย้อยใบแหลม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ficus benjamina Linn.

วงศ์ : MORACEAE

ชื่ออื่น : ไทร ไทรกระเบื้อง ไทรย้อย

ไม้ ยืนต้นมีรากอากาศ น้ำยางสีขาว ใบเดี่ยวเรียงสลับ ดอกช่อเกิดภายในฐานรองดอกที่มีรูปร่างกลมคล้ายผลออกเป็นคู่ที่ซอกใบ แยกเพศอยู่ในช่อเดียวกัน ผลสดรูปค่อนข้างกลมสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ส้ม แดงเข้มตามลำดับ

ตำรา ยาไทยใช้ รากอากาศขับปัสสาวะ แก้ไตพิการ (โรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ มีปัสสาวะขุ่นข้น เหลืองหรือแดง มักมีอาการแน่นท้อง กินอาหารไม่ได้) ปัสสาวะพิการ (อาการปวดปัสสาวะกระปริบกระปรอย หรือขุ่นข้น สีเหลืองเข้ม หรือมีเลือด) แก้กษัย (อาการป่วยที่เกิดจากหลายสาเหตุทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม ซูบผอม โลหิตจาง ปวดเมื่อย)

ธรณีสาร

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Phyllanthus pulcher Wall. ex Mull.Arg.
ชื่ออื่น : แดงครีบยอด มะขามป้อมดิน ว่านธรณีสาร
วงศ์ : EUPHORBIACEAE

ไม้ พุ่มสูง30-150ซ.ม.ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่แกมรี กว้าง0.8-1ซม.ยาว1.5-2.5ซม. ดอกออกที่ซอกใบและปลายกิ่ง แยกเพศอยู่ร่วมต้น ดอกเพศผู้ออกเป็นกระจุกที่โคนกิ่ง ดอกเพศเมียมักออกตอนปลายกิ่ง สีเขียวอ่อน โคนกลีบสีแดงเข้ม ก้านดอกยาว ผลเป็นผลแห้งแตกได้

            เป็นสมุนไพรพื้นบ้าน ทั้งต้นต้มน้ำ ดื่มแก้ปวดท้อง ใช้เป็นยาล้างตา ทาผิวหนังแก้ฝี แก้คัน ทาท้องแก้ไข้หรือทาท้องเด็ก ช่วยให้ไตทำงานปกติ ใบตำเป็นยาพอกเหงือกแก้ปวดฟัน พอกฝีแก้บวม หรือนำมาบดเป็นผงผสมพิมเสน ใช้กวาดคอเด็กแก้ตัวร้อน แก้พิษตานซางในเด็ก และช่วยขับลมในลำไส้ด้วย
ตำรายาไทย ใช้ใบแห้งบดเป็นผงแทรกพิมเสน กวาดคอเด็กเพื่อลดไข้และรักษาแผลในปาก ภายนอกใช้พอกฝี บรรเทาอาการบวมคัน

ใน อดีตใช้สำหรับประพรมน้ำมนต์ โดยเฉพาะน้ำมนต์ธรณีสาร แต่ภายหลังหายากจึงใช้ใบมะยมหรือหญ้าคาแทน ว่านนี้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนักสำหรับป้องกันผีร้าย โบราณมักปลูกไว้หน้าบันไดบ้านเพื่อเป็นสิริมงคลและเก็บมาทำยาได้สะดวก

นนทรี

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Peltophorum pterocarpum (DC.) Back.EX.K.Heyne   

ชื่อวงศ์ : CAESALPINIACEAE

ชื่อ สามัญ: Copper Pod, Yellow Flame
ชื่ออื่น : นนทรี, อินทรี

ถิ่นกำเนิด :  Indonesia


นนทรีเป็นไม้ต้นขนาดกลางสูงประมาณ 10-15 เมตร เป็นไม้ผลัดใบลำต้นค่อนข้างเปลาตรง ชอบขึ้นตามป่าชายหาด เปลือกลำต้นเป็นสีเทา หรือสีน้ำตาลอ่อนค่อนข้างเรียบหรือแตก สะเก็ดเล็กๆตลอดไปทั่วลำต้น เรือนยอดเป็นรูปร่มหรือทรงกลมกลายๆ ตามกิ่งและก้านอ่อนจะมีขนสีน้ำตาลแดงทั่วไป ส่วนกิ่งแก่เกลี้ยง ใบรวมเป็นช่อสลับซ้ายขวา เป็นแผง ใบย่อยแตกเป็นคู่ตามก้านใบ 9-13 คู่ ช่อใบยาว 20-27 ซม.

ดอก สีเหลือง เป็นช่อขนาดใหญ่มีกิ่งก้านแขนงมาก ออกตามง่ามใบตอนปลายกิ่งหรือบริเวณส่วนยอดของลำต้น  ออกดอกเป็นช่อตั้งตรงสูง ยาวประมาณ 20-30 ซม.กลีบดอกป้อมบางและยับย่น กลีบรองดอกด้านนอกมีขนสีน้ำตาลแดง ประปราย เกสรเพศผู้มี10อัน

เปลือกต้นนนทรีนั้น เมื่อนำไปต้มแล้วจะให้สีน้ำตาลเหลือง ใช้ในการย้อมผ้าฝ้ายบาติกในเกาะชวา อินโดนีเซีย นอกจากนี้เปลือกนนทรียังมีขายกันในร้านสมุนไพรในเกาะชวาด้วย เพราะเป็นแหล่งที่มาของแทนนิน ใช้รักษาโรคท้องร่วง หรือนำไปเคี่ยวเข้าน้ำมัน นวดแก้ตะคริว กล้ามเนื้ออักเสบ   รับประทานเป็นยากล่อมเสมหะ แก้โรคท้องร่วง เป็นยาขับลม

นมแมว

ชื่อวิทยาศาสตร์: Rauwenhoffia siamensis Scheff.

วงศ์ : ANNONACEAE


เป็นไม้ยืนต้น สูง 1-2 เมตร หรือไม้พุ่มรอเลื้อย แต่เลื้อยไปไม่ได้ไกลประมาณ3-5เมตร ลำต้นมีขนาดย่อม เปลือกต้น กิ่งก้าน สีน้ำตาลคล้ำ

ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปขอบขนานหรือแกมรูปใบหอก ปลายใบเรียวแหลม โคนมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบค่อนข้างหนาและเรียบ ดอกเป็นดอกเดี่ยวออกเป็นกล่ม กลุ่มละ 1-3 ดอก ดอกมี 6 กลีบ สีเหลืองอมเขียว ขนาดใหญ่ประมาณ 1-2 เซนติเมตร ออกดอกตลอดทั้งปี ผลกลุ่ม ผลย่อยรูปทรงกลมหรือรูปไข่กว้าง 0.5-0.8 เซนติเมตร ยาว 0.6-0.8 เซนติเมตร ผลอ่อนสีเขียว เมื่อแก่หรือสุกสีเหลือง  เปลือกนิ่ม เมล็ดขนาดเล็กสีดำ

ตำรายาพื้นบ้านอีสานจะใช้รากนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ประจำเดือนมาไม่เป็นปกติของสตรี

รากสด ตำผสม กับน้ำปูนใสทาแก้พิษแมลงกัดต่อย

รากใช้เป็นยาแก้โรคผอมแห้งของสตรี อันเนื่องจากคลอดบุตรอยู่ไฟไม่ได้

ผลนำมาตำผสมกับน้ำใช้ทาแก้เม็ดผื่นคันตามร่างกาย

ตามความเชื่อของคนโบราณจะใช้ยอดใบอ่อนประมาณ 5-7 ใบ นำมาผสมกับน้ำปูนขาวและน้ำพอประมาณ แล้วขยี้เป็นเนื้อละเอียดแตกเป็นฟองสีเหลือง ใช้ทารอบเต้านม จะช่วยทำให้เด็กที่หย่านมยาก หย่านมได้ เพราะใบอ่อนของต้นนมแมวนั้นมีรสขม ซึ่งทำให้เด็กไม่ชอบ และทำให้หย่านมได้ง่าย

นมสวรรค์

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Clerodendrum paniculatum Linn.
ชื่อสามัญ : Pagoda Flower
ชื่ออื่น :พนมสวรรค์ ปรางค์มาลี ฉัตรฟ้า
วงศ์ : VERBENACEAE

ไม้ พุ่มสูง 1-2 เมตร เป็นพืชใบเดี่ยวออกใบเป็นคู่ๆสลับทิศทางกันตามข้อต้นใบเป็น5แฉกสากระคายมือ ปลายแฉกแหลม ใบเป็นมันสีเขียวเข้มช่อดอกออกที่ปลายยอดและปลายกิ่งยาวประมาณ 30ซมหรือมากกว่านั้ถ้าต้นสมบูรณ์เต็มที่มีดอกดกและดอกออกตลอดปี.มีดอก2สีคือ ชนิด(variety)สีเหลืองหรือว่าขาวก็ได้เพราะมันออกนวลๆและสีแดงสดเป็นรูปทรง แบบช่อฉัตร  เมือดอกแก่จะติดเมล็ดเป็นช่อฉัตรเหมือนรูปทรงช่อดอกเดิมกลีบทั้งห้ากลีบจะ เติบโตทำหน้าที่คล้ายกาบรองดอกเพราะกลีบดอกที่ติดเมล็ดจะโตขึ้นและกลายเป็น สีแดงเข้มพร้อมกับบานแอ่นลงล่างเข้าหาก้านดอกทั้ง5กลีบ ส่วนเมล็ดที่มีลักษณะกลมเหมือนสาคูเม็ดใหญ่ จะวางเด่นอยู่บนแท่นเหนือกลีบสีแดงเข้ม เมื่ออ่อนเมล็ดจะเป็นสีเขียวพอห่ามจะเป็นสีม่วงและเป็นสีดำสนิทเมื่อแก่เต็ม ที่

ตำรายาไทย ใช้ ใบ ดอก ต้นและราก ใช้ตำพอกแก้ลมในทรวงอก รักษาอาการแน่นหน้าอก พอกแก้ไข่ดันบวม และพอกแก้ลูกหนูใต้รักแร้ แก้พิษฝีดาษ ใบสดตำพอก แก้โรคปวดข้อ และปวดประสาท ดอก  แก้โลหิตในท้อง แก้พิษฝีกาฬ แก้ตกเลือด แก้พิษสัตว์กัดต่อย และพิษที่เกิดจากการติดเชื้อ ราก  แก้ไข้มาลาเรีย ขับลม แก้พิษฝีภายใน (วัณโรค) แก้ไข้เพื่อโลหิต (อาการไข้ และมีถ่ายเหลว อาเจียนเป็นเลือด มีผื่นขึ้นที่ผิวหนัง) แก้ไข้เหนือ ขับลมให้ซ่านออกมาทั่วร่าง เป็นยาถ่าย ต้น แก้พิษตะขาบแมลงป่องต่อย แก้ฝีผักบัว แก้อักเสบเนื่องจากตะขาบ และแมงป่องต่อย แก้พิษฝีฝักบัว ราก ดอก และลำต้น แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อยและแก้ฝีภายใน

นาคราช

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ornamental Hemp cactus.

ชื่อวงศ์ : MONADENIUM

ชื่ออื่น : ว่านนาคราช, ว่านพญานาคราช

เป็น ไม้อวบน้ำ ลำต้นยาวรูปทรงกระบอกลำต้นตั้งได้สูงถึง 60 ซม. รอบลำต้นมีตาคล้ายรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน หรือหกเหลี่ยม มีหนาม 2 อัน สีแดง อยู่ตรงกลางตาที่ออกมาพร้อมใบ ใบรูปใบพายตรงปลายแหลม ออกจากลำต้นไม่มีก้าน ยาวประมาณ10 ซ.ม.ปลูกเลี้ยงในที่แสงแดดจัดใบจะออกสีแดง
ดอกออกจากลำต้นระหว่างตา  เป็นไม้ทนแล้งดี ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำลำต้นและกิ่ง

สรรพคุณ ต้นพญานาคราช ช่วยป้องกันงู ในทางแก้พิษที่เกิดจากเขี้ยวไม่ว่าจะถูกงูกัด สัตว์มีพิษกัด หมากัด ให้นำเถานาคราชตำกับเหล้า หรือน้ำซาวข้าวพอกที่ปากแผล จะช่วยระงับการเจ็บปวดได้

น้ำเต้า

ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Lagenaria siceraria (Molina) Standl
วงศ์  : CUCURBITACEAE
ชื่อสามัญ : Bottle Gourd, Flower Gourd, Calabash Gourd

น้ำเต้าคือพืชล้มลุกชนิดหนึ่งที่อยู่ใน ตระกูลแตงเป็นไม้เถา ขนาดใหญ่

อาจมีความยาวกว่า 10 เมตร ลำต้นเป็นเหลี่ยม มีมือเกาะที่แยกออกเป็น 2 ทาง ใบมีขนาดใหญ่คล้ายรูปหัวใจ ผิวใบ มีขนนุ่มทั้ง 2 ด้านผลมีเนื้อในสีขาวหรือสีเขียวค่อนข้างจะนุ่ม เปลือกมีสีเขียวเป็นลายน้ำเต้ามีอยู่หลายสายพันธุ์ เช่น น้ำเต้าพื้นบ้าน น้ำเต้าทรงเซียน เปลือกผลของน้ำเต้ามีสีเขียวออกขาว ถ้าไม่เก็บผลไปรับประทานเมื่อปล่อยทิ้งไว้นานเปลือกจะแข็งมีสีน้ำตาล

สรรพคุณ ทางสมุนไพร

ราก ต้มน้ำดื่มแก้อาการบวมน้ำ ทั้งต้นต้มน้ำดื่มแก้ท้องร่วงหรือใช้ล้างแผล เมล็ดแก้เจ็บหน้าอก น้ำต้มผลใช้สระผม เปลือกผลใช้สุมหัวทารกแก้ไข้ ผลดิบกินเป็นยาระบายอ่อนๆ แต่อย่ากินมากจะทำให้อาเจียน

น้ำเต้ามีคุณสมบัติและรสชาดที่เย็นจืด บรรเทาอาการร้อนใน แก้กระหายได้ดี ลดไข้ทำให้โล่งศรีษะคลายเครียด น้ำคั้นของน้ำเต้ามีฤทธิ์ลดกรดในกระเพาะอาหาร บรรเทาอาการอาหารไม่ย่อยและแผลในกระเพาะอาหาร ยังเป็นยาที่ช่วยเจริญอาหารและเพิ่มกำลังวังชาให้กับร่างกาย สุขภาพจะดีขึ้นหากกินน้ำเต้าเป็นประจำ

น้ำนมราชสีห์

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Euphorbia hirta Linn.
วงศ์ : EUPHORBIACEAE

ไม้ ล้มลุกลำต้นขนาดเล็กแตกกิ่งก้านจำนวนมากจากโคนต้นลำต้นมีน้ำยางสีขาวขุ่น ทั้งลำต้นและกิ่งก้านมีสีแดงจางปนเหลืองและมีขนละเอียดสีน้ำตาลอ่อนใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปขอบขนาน ผิวใบมีขนทั้งสองด้าน กว้าง1-1.5ซม.ยาว2-4ซม. ดอกช่อออกที่ซอกใบสีเขียวปนม่วงแดง ดอกแยกเพศ ไม่มีกลีบเลี้ยงและกลีบดอก ใบประดับเป็นรูปถ้วยสีเขียว ผลแห้งแตกได้ มี3พูเมื่อสุกสีเหลืองอ่อนขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

สรรพคุณเป็นสมุนไพรคือ

ทั้งต้น ตัดสั้นๆคั่วไฟพอเหลืองนำมาชงดื่มต่างน้ำ ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะแดงหรือขุ่น

ต้นสดต้มน้ำดื่ม เพิ่มน้ำนมและฟอกน้ำนมให้สะอาด บำรุงน้ำนม บำรุงร่างกาย

ยาพื้้นบ้านใช้ทั้งต้น ต้มน้ำดื่ม ระงับอาการชัก แก้ไอ แก้หืดและรักษาอาการไตอักเสบ  หรือผสมน้ำตาลอ้อย ต้มน้ำดื่มรักษาบิดมูกเลือด

รากผสมกับรากทับทิม รากส่องฟ้าดง และเดือยไก่ป่าฝนน้ำกินและทา แก้ไข้ทำมะลา

(อาการไข้หมดสติ และตายโดยไม่ทราบสาเหตุ)

เนียมหูเสือ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Plectranthus amboinicus Lour.
ชื่ออื่น : หอมด่วนหลวง,หอมด่วนหูเสือ
วงศ์ : LAMIACEAE (LABIATAE)


ทุก ส่วนอวบน้ำและมีกลิ่นหอม เนื้อใบหนามีขนนุ่มปกคลุม  กินเป็นผักน้ำพริก ช่วยดับกลิ่นอาหารบางอย่าง ใบมีสารประกอบพวกฟีนอล เช่น carvacrol, thymol,salicylate,eugenolและchuicol จึงนิยมใช้เป็นสมุนไพร

โดย นำมาคั้นน้ำ ใช้หยอดหู แก้หูน้ำหนวก ปวดหู หรือกินแก้หวัดคัดจมูก หรือนำมาต้มน้ำดื่มแก้ทางเดินปัสสาวะอักเสบ ช่วยขับน้ำคาวปลาหลังคลอด






































ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view