สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

สารพัดต้นไม้จัดสวน

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

ต้นนี้อยู่บทไหน ดูที่นี่

ค้นหาต้นไม้ได้ตรงนี้

สวนสไตล์ต่างๆ

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

สัตว์ในสวน- ศัตรูพืช และโรคพืช- สารฉีดพ่นปลอดภัย

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ต้นไม้ชื่อนี้มีระดับ

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

เลือกปลูกต้นไหนดีหนา ?

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 18/10/2017
สถิติผู้เข้าชม 7,799,553
Page Views 12,335,516
 
« October 2017»
SMTWTFS
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031    

ต้นไม้ในร่มรำไร

ต้นไม้ในร่มรำไร

พรรณไม้ในร่มรำไร


              มี ผู้ให้ ความสนใจเกี่ยวกับพันธุ์ไม้ในร่ม ก็เลยหาข้อมูลที่น่าสนใจ ซึ่งในร่มในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าไม่โดนแดดเลย แต่หมายความว่าต้องการแสงแดดน้อยและจะเจริญได้ดีกว่าและสวยงามกว่าอยู่ในที่ๆมีแดดจัดจ้า  หรือทนอยู่ในที่ร่มเป็นระยะเวลานานกว่า


ก่อนอื่นควรที่จะรู้ว่าจะปลูกไม้ในร่มและจะดูแลยังไงให้ดีให้ไม้ในร่มของคุณอายุยืน


1        หมั่นเด็ดดอกใบที่เหี่ยวแห้งหรือติดเชื้อออก

2        อย่ารดน้ำมากเกินไป รอให้ดินในกระถางแห้งก่อนแล้วถึงรด การรดน้ำมากทำให้เกิดความชื้นสะสมอยู่ชั้นล่างของดินก้นกระถาง ระเหยไม่ทันรากจะเน่า

3        อย่าใช้สารเคลือบเงาใบไม้บ่อยเกินไป เพราะจะอุดรูใบของใบไม้ได้ ต้นไม้ที่อยู่ใกล้หูใกล้ตาถ้ารำคาญว่าสกปรกมาก ใช้ผ้าหมาดๆเช็ดใบก็พอ

4        อย่าลืมให้ปุ๋ยบ้าง  ให้ทางรากแล้วให้ทางใบด้วย


ข้อแนะนำเล็กน้อยในการเลือกซื้อต้นไม้ในร่ม


ตรวจดูว่าต้นไม้ที่ซื้อมามีสุขภาพดีหรือไม่  อย่าซื้อต้นไม้ที่ส่อแววว่าจะเป็นโรคหรือขาดการดูแลที่ดี

โดยพิจารณาจาก

1 ใบเป็นเมือกเหนียวหรือเป็นรา

2 ดอกบานหมดแล้วและไม่มีตาสำหรับผลิดอกใหม่

3 ใบหร็อมแหร็มและเป็นสีเหลือง

4 ดินในกระถางแห้งหดเหลือช่องว่างระหว่างดินกับขอบในของกระถาง

5 มีคราบเขียวขึ้นด้านนอกของกระถางและผิวดินในกระถาง

6 มีรากแทงออกทางรูระบายก้นกระถางเป็นจำนวนมาก

7 ผิวดินบนกระถางมีรากกลับขึ้นมาให้เห็นเต็มไปหมดจนไม่เห็นดินเห็นแต่ราก

ไฮเดรนเยีย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hydrangea macrophylla Ser.
ชื่อสามัญ : Hydrangea

วงศ์ : HYDRANGEACEAE

เป็น ไม้พุ่มสูง 60-90 เซนติเมตรเป็นพันธุ์ไม้ในร่ม แต่ต้องได้รับแสงแดดบ้างดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่งมีหลายสี เช่น ชมพู ฟ้า ม่วง ขาว ส่วนที่เป้นกลีบนั้นไม่ใช่กลีบดอกแท้แต่เป็นกลีบรองดอก

มีพันธุ์ต่างๆที่เกิดจากการผสมมากมาย และความที่ดอกอยู่ได้ทนจึงเป็นที่ต้องการอย่างมากในงานดอกไม้ประดับทั้งหลาย

ไฮเดรนเยียขยายพันธุ์ด้วยการตอน  ปักกิ่ง และ เพาะเมล็ด

                       ต้นไม้ต้นนี้ชอบดินที่เป็นกรด  ดังนั้นนักปลูกไฮเดรนเยีย จึงใช้ผงตะไบเหล็กโรยโคนต้น และรดด้วยน้ำแกว่งสารส้ม (ในอัตราส่วน สารส้มป่น 1ช้อนชาต่อน้ำ 1 แกลลอน) ก็จะได้ดอกไฮเดรนเยียที่งดงาม และมีสีสดใสสะดุดตา

รวมทั้งช่วยให้ดอกแก่เป็นสีน้ำเงินได้อย่างวิจิตรพิสดาร

สร้อยไข่มุกยักษ์

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Medinilla magnifica Lindl

วงศ์ :MELASTOMATACEAE

ถิ่นกำเนิด : ฟิลิปปินส์

ไม้พุ่มเตี้ยสูงได้ถึง1.50เมตร ฟอร์มใบใหญ่สีเขียวเข้มเป็นมัน ช่อดอกยาว ประมาณ35ซม.ประกอบด้วยดอกย่อยหลายร้อยดอก ดอกดูใหญ่มากเวลาออกดอกก้านดอกแทบรับน้ำหนักไม่ไหวต้องใช้ไม้ไผ่ค้ำกันไม่ให้กระถางคว่ำ ชอบอากาศอบอุ่นแต่ความชื้นสูงไม่ชอบแดดจัด ชอบแดดรำไร

ที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติขยายออกไปทั่ว ฟิลิปปินส์ เกาะ ลูซอน , มินดาเนา , โดโร , กรอส และ เน่ย์

 บอนสี

สกุลคาลาเดียม

Caladium  bicolor (Ait.)Vent

วงศ์ : ARACEAE
ชื่อสามัญ : Angle Wing, Fancy Leaf Caladium
ชื่ออื่น : บอนสี
ถิ่นกำเนิด: บราซิล, ตรินิแดด

บอน สีได้รับการยกย่องว่าเป็นราชินีแห่งไม้ใบ  ชาวไทยมีวิธีพิสดารในการปลูกเลี้ยงบอนสี มาแต่โบราณหวงกันมากอีกต่างหาก ด้วยเหตุนี้ทำให้บอนสีมีน้อย

บอนสีเป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี ทุกส่วนอวบน้ำมีลำต้นจริงเป็นหัว  สะสมอาหารอยู่ใต้ดิน บนหัวมีตาเล็กๆเรียกว่า "เขี้ยว" ซึ่งสามารถผลิใบและเจริญเติบโต หรือนำมาขยายพันธุ์ต่อไป  รูปใบแบ่งได้ตามลักษณะใบตามลักษณะใหญ่ๆได้ 4 แบบคือ ใบไทย ใบยาว ใบกลม และใบกาบ

สำหรับช่อดอก มีสีสันไม่สะดุดตา ผลิบานและมีกลิ่นหอมในเวลากลางคืน  ดอกเพศผู้จะบานก่อนดอกเพศเมีย ดังนั้นจึงมีโอกาสผสมข้ามพันธุ์ได้ง่าย หลังผสมเกสรจะติดผลทรงกลมอยู่รอบฐานดอกเมื่อสุกจะมีสีแดงคล้ำ สามารถนำมาขยายพันธุ์ต่อไปได้

โดยทั่วไปบอนสีจะชอบดินร่วนระบายน้ำได้ดี    ระวังอย่าให้ดินแฉะเกินไปชอบดินที่ มีอินทรียวัตถุสูง  มีความชื้นในอากาศมากและ แสงแดดรำไร  ในอดีตเซียนปลูกเลี้ยงบอนสีนิยมใช้ดินเลนตามท้องร่องสวน มาบดผสมกับใบไม้ผุต่างๆเช่น ใบก้ามปู ใบทองหลาง ดินขุยไผ่ และหากต้องการให้บอนสีสดขึ้น ต้องทำให้ดินมีค่าเป็นกรดอ่อนๆ โดยนำดินมาผสมกับใบมะขาม เพื่อเพิ่มความเป็นกรดให้กับดิน

เนื่องจากบอนสีในไทยมีไม่กี่พันธุ์ที่พอจะปลูกเลี้ยงเป็นไม้ประดับเพื่อการ จัดสวน จึงขอกล่าวถึงแต่พันธุ์ที่เลี้ยงง่ายตายยาก ต่อไปนี้จะเป็นบอนต้นที่เรานำมาใช้ในการจัดสวนในที่ร่มรำไรเสมอๆ


คูน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Colocasia gigantea Hook.f.

ชื่ออื่น : คูน, ออกดิบ


ลักษณะ คล้ายต้นกระดาดขาว แต่ต้นเล็กกว่า ใบรูปหัวใจป้อม กว้าง45ซม.ยาว65ซม.ขอบใบเป็นลอน ก้านใบยาว60-90ซม.สีเขียวอ่อน มีนวลปกคลุมทั้งต้น

นิยมปลูกเป็นอาหารประจำครัวเรือน ในพื้นที่มีความชื้นสูง เพราะก้านใบอ่อนจะรับประทานได้

พระยาเศวต พญาเศวต หรือพญาปัจเวก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Caladium humboldtii Schott
ถิ่นกำเนิด: บราซิลและเวเนซูเอล่า

เป็น พันธุ์เก่าแก่ คงจะคุ้นตากันดี

ต้นไม่สูงมาก ประมาณสัก 25-30 เซนติเมตร ใบรูปหัวใจแผ่นใบบางสีเขียว มีลายประด่างสีขาว ก้านเล็ก ทนทาน

สามารถปลูกในที่ๆมีแสงแดดครึ่งวันได้


โพธิ์ขาว หรือว่านกวักโพธิ์เงิน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Caladium schomburgkii Schott
ถิ่นกำเนิด : ตะวันออกของทวีปอเมริกาใต้

ไม้ เลื้อยอิงอาศัย อายุหลายปีลำต้นอ่อนอวบน้ำ มักขึ้นบนดินแล้วค่อยทอดเลื้อยขึ้นบนลำต้นของต้นไม้อื่น หรือตามก้อนหินที่อยู่ตามที่ร่มชื้น

  ลำต้นมีรากอากาศงอกออกมาตามข้อปล้อง ใบเดี่ยวรูปหัวใจเบี้ยวปลายใบแหลม กว้างประมาณ10ซม.ยาว5-12ซม. เรียงสลับระนาบเดียวกัน แผ่นใบหนา สีเขียวเข้มคล้ายกำมะหยี่ มีลายแต้มด่างสีบรอนซ์เงิน ขอบใบสีเงิน สวย

นิยมนำมาปลูกประดับตามกำแพงคล้ายกับตีนตุ๊กแก เพราะมีลักษณะเด่นอยู่ที่แผ่นใบด้านท้องใบจะแนบชิดกับวัสดุที่ชื้น

อาจารย์ฮกหลง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Caladium bicolor

เป็น บอนใบยาว คล้ายรูปใบโพธิ์ หูใบสั้น พื้นใบสีชมพู กระดูกและเส้นสีเขียวและขาว พร่าสีขาว ขอบใบขลิบสีเขียวเข้ม ใบแก่จะมีสีเขียวเข้มขึ้นเกือบทั้งใบ ก้านใบสีดำ

ซันโตโซม่า

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Caladium lindenii (Andre) Madisonsyn. Xanthosoma lindenii (Andre') Engl

วงศ์ : ARACEAE

ไม้พวกเดียวกับบอนอีกต้น ที่เรียกชื่อทับศัพท์ชื่อวิทยาศาสตร์ มีหัวใต้ดิน โตช้า อยู่ในที่รำไรใบจะสวยมาก แดดแรงเกินใบใริมใบจะไหม้


เปปเปอร์โรเมีย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Peperomia obtusifolia (L.) Dietr.

วงศ์ : PIPERACEAE

ถิ่นกำเนิด: เม็กซิโก ถึง ตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ และหมู่เกาะเวสต์อินดีส

ต้น ตรงอวบน้ำ สีแดงเรื่อ สูง15-20ซม. ใบรูปรีถึงไข่กลับ กว้าง4-5ซม.ยาว7-8ซม. ปลายใบมน โคนใบสอบแคบ สีเขียวเข้ม ด้านหลังใบสีเขียวอ่อน ช่อดอกยาว9-10ซม.

ใช้ประดับสวนทีมีแสงแดดรำไร และความขื้นสัมพัทธ์สูง และนิยมปลูกเป็นไม้กระถาง

ขยายพันธุ์ง่ายๆด้วยการปักชำกิ่ง


ชื่อวิทยาศาสตร์ : Peperomia obtusifolia cv. Variegata

วงศ์ : PIPERACEAE

ใบมีลายด่างสีครีมที่ขอบใบ


ชื่อวิทยาศาสตร์ : Peperomia argyreia Morr.

ชื่อสามัญ : Watermelon Peperomia

วงศ์ : PIPERACEAE

ถิ่นกำเนิด:  ตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ ถึงบราซิล

ต้น เป็นกอสูง15-20ซม. ใบรูปก้นปิด ค่อนข้างกลม ขนาดของใบ 4-7ซม.ปลายใบแหลมแผ่นใบหนาเป็นมัน

มีแถบสีเทาพาดตามแนวยาว ดอกเป็นช่อเชิงลด บนช่อดอกมีดอกเล็กๆอัดแน่น เป็นดอกแยกเพศ เมื่อติดผลจะเห็นเม็ดกลมๆติดอยู่บนข่อดอกจำนวนมาก ชอบแสงแดดรำไรและความชื้นสัมพัทธ์สูง

ขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อหรือปักชำกิ่ง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Peperomia caperata Yunck. cv. Emerald Ripple

ชื่อสามัญ : Emerald Ripple Pepper

วงศ์ : PIPERACEAE

ถิ่นกำเนิด: บราซิล

ต้น เป็นกอสูง10-12ซม. ก้านสั้นสีแดงเรื่อ ใบรูปหัวใจกว้าง4-4.5ซม.ยาว5-5.5ซม. ปลายใบแหลม ใบสีเขียวตล้ำ ด้านหลังใบสีเขียวอ่อน แผ่นใบย่นเป็นลอนตามแนวเส้นใบ ช่อดอกยาว4-6ซม.

ชอบแสงแดดรำไรความชื้นสัมพัทธ์สูง

หัวใจพลูด่าง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Peperomia serpens (SW.) Loudon cv. Variegata

ชื่อสามัญ : Philodendron Peperomia,Cupid Peperomia

วงศ์ : PIPERACEAE

ถิ่นกำเนิด : ปานามา บราซิล เปรู และหมู่เกาะเวสต์อินดีส

ต้น ทอดเลื้อย รากออกตามข้อ ใบรูปไข่ถึงรูปรี กว้าง2-2.5ซม.ยาว3.5-4ซม.ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบบิดเล็กน้อย ใบสีเขียวอ่อนขลิบขาว ดอกออกเป็นช่อเชิงลดทรงกระบอกที่ซอกใบปลายยอดยาวประมาณ 3 ซม.ดอกแยกเพศ มักไม่ติดผล

นิยม ปลูกเป็นไม้กระถางแขวนหรือไม้คลุมดิน ชอบแสงแดดรำไร ดินร่วนระบายน้ำดี ปลูกเลี้ยงง่ายโตเร็ว หมั่นตัดแต่งให้ได้ทรงสวยงามอยู่เสมอ ยอดที่ตัดนำไปปักชำใหม่ง่ายมาก

พลูลงยา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Piper ornatum N.E.Br.

ชื่อสามัญ : Celebes Pepper

วงศ์ : PIPERACEAE

ชื่ออื่น : พลูนาค

ลำ ต้นเล็กเป็นเถาเลื้อยสีน้ำตาลอมแดง มีรากพิเศษออกตามข้อ ใบรูปหัวใจ ขนาดกว้าง7-8ซม.ยาว7-12ซม. ปลายใบแหลม โคนใบเบี้ยว หรือเว้ารูปหัวใจ ขอบใบเรียบ

แผ่นใบบางคล้ายกระเาษ สีเขียวคล้ำมีลายสีชมพูกระจายอยู่ทั่วไป เห็นเส้นใบชัด ใต้ใบสีม่วงแดง

ใช้ประดับสวนในที่ที่มีแสงแดดรำไร ความชื้นสัมพัทธ์สูงจะงามดี เลี้ยงง่ายและทนทาน ขยายพันธุ์ก็ง่ายด้วยการปักชำกิ่งก็ติด

พลูเงิน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Piper sylvaticum Roxb.

ชื่อสามัญ : Mountain Long Pepper

ไม้ เลื้อยขนาดเล็ก อายุหลายปี มีรากพิเศษออกจากข้อ ใบรูปหัวใจ กว้าง3-5ซม.ยาว5-9ซม. ปลายใบแหลมลายสีเขียวเข้มเหลือบเทาเป็นมัน เห็นเส้นใบชัดเจนหลังใบแดงเรื่อ

ดอกออกเป็นช่อทรงกระบอกที่ปลายยอด แกนช่อดอกมีขน ดอกแยกเพศมีจำนวนมาก ไม่ติดผล

นิยมปลูกเป็นไม้เลื้อยตามแนวรั้วเกาะกำแพง ชอบแสงแดดจัดถึงแสงแดดรำไร ความชื้นในอากาศสูงเลี้ยงง่ายทนทาน ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำกิ่ง


หัวใจแนบ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Scindapsus pictus Hassk. cv. Argyreus

ชื่อสามัญ : Satin Pothos

ถิ่นกำเนิด : มาเลเซีย อินโดนีเซีย

ไม้ เลื้อยอิงอาศัย อายุหลายปีลำต้นอ่อนอวบน้ำ มักขึ้นบนดินแล้วค่อยทอดเลื้อยขึ้นบนลำต้นของต้นไม้อื่น หรือตามก้อนหินที่อยู่ตามที่ร่มชื้น

  ลำต้นมีรากอากาศงอกออกมาตามข้อปล้อง ใบเดี่ยวรูปหัวใจเบี้ยวปลายใบแหลม กว้างประมาณ10ซม.ยาว5-12ซม. เรียงสลับระนาบเดียวกัน แผ่นใบหนา สีเขียวเข้มคล้ายกำมะหยี่ มีลายแต้มด่างสีบรอนซ์เงิน ขอบใบสีเงิน สวย

นิยมนำมาปลูกประดับตามกำแพงคล้ายกับตีนตุ๊กแก เพราะมีลักษณะเด่นอยู่ที่แผ่นใบด้านท้องใบจะแนบชิดกับวัสดุที่ชื้น

สกุลบีโกเนีย

บีโกเนีย

Begonia L.

พืช ใบเลี้ยงคู่ อายุหลายปี ต้นอวบน้ำ มีทั้งเป็นไม้พุ่ม ไม้เลื้อย มีหัวหรือเหง้าทอดเลื้อยใต้ดิน ใบมีหลายแบบ ทั้งรูปกลมรูปไข่รูปใบหอก หรือหยักเว้าลึก

ช่อดอกออกที่ปลายยอดเป็นช่อกระจุกหรือช่อเชิงลด ดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้น แต่ละช่อมีดอกจำนวนมากมีสีหลายสีขยายพันธุ์ด้วยวิธีปักชำเหง้า ลำต้น

การปลูกเลี้ยง อย่าให้แฉะเกินไป ชอบดินร่วนระบายน้ำดีแสงแดดรำไร หรือแดดครึ่งวันในช่วงเช้า ความชื้นสัมพัทธ์ค่อนข้างสูง บางชนิดจะปลูกได้ในที่มีแสงแดดเกือบตลอดวัน แต่ต้องได้ความชื้นพอเพียง

สำหรับชนิดที่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับในเมืองไทยตัวอย่างมีดังนี้

บีโกเนียโบว์นิกรา

Begonia cv. Bow-nigra


ลำต้นทอดเลื้อย เจริญเป็นพุ่มสูงประมาณ15ซม. ใบค่อนข้างกลม ขนาด6-7ซม. ขอบใบจักเว้าลึกและมีขนประปราย กลางใบมีลายสีเขียวเทา ใต้ใบสีม่วงแดง 

ก้านใบสีเขียวอ่อน มีแต้มแดงเรื่อและมีขนบริเวณแต้ม ชอบแสงแดดครึ่งวันถึงรำไร

บีโกเนียคลีโอพัตรา

Begonia cv. Cleopatra

ลำ ต้นทอดเลื้อย เจริญเป็นพุ่มสูงประมาณ15ซม.ลักษณะคล้ายบีโกเนียโบว์นิกรา แต่กึ่งกลางใบมีสีเขียว ขอบใบสีน้ำตาลแดง ก้านใบสีเขียวอ่อน มีขนประปราย ชอบแดดครึ่งวันถึงรำไร

ส้มกุ้งใบหยิก

Begonia auriculata cv. Cathedral Windows



ลำ ต้นอวบอ้วน ใบเป็นรูปก้นปิด ขนาดประมาณ3ซม.แผ่นใบหนาย่นและห่อขึ้น ใต้ใบมีสีแดงเรื่อ ก้านใบยาว สีแดงเรื่อและมีขนประปราย

ชอบแสงแดดครึ่งวันถึงรำไร ไม่ชอบดินแฉะ ลำต้นจะเน่าง่าย

Begonia cv. Galilee


ลำ ต้นทอดเลื้อย เจริญเป็นพุ่มสูงประมาณ 15ซม.ใบขนาด6-7ซม.ขอบใบจักเว้าลึกมีขนประปราย

มีแต้มสีน้ำตาลตามขอบใบและใกล้กับเส้นใบ ก้านใบสีเขียวอ่อนและมีขนสีแดงปกคลุม

ชอบแสงแดดครึ่งวันถึงรำไร

บีโกเนียอื่นๆ

ส้มกุ้งตาบปูน Begonia Spp
Begonia Spp Begonia Spp
Begonia Spp Begonia Spp
ส้มกุ้งใบเงิน
Begonia Spp
Begonia Spp Begonia Spp
Begonia 'Red Tango'
Begonia Spp


พรมกำมะหยี่ หรือ ใบสักหลาด

วงศ์ : GESNERIACEAE

Episcia cv.Musiaca

พรม กำมะหยี่หรือใบสักหลาดมีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้  นิยมปลูกเลี้ยงเป็นไม้ผิวดินหรือไม้กระถางแขวนกันมาก ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี แสงแดดรำไรและความชื้นสัมพัทธ์สูง

ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำยอดและไหล ส่วนหนึ่งที่นำเข้ามาปลูกเลี้ยงในประเทศไทย

Episcia cv.Acajou

ใบสีน้ำตาลแดง มีลายหยักสีเงินที่กึ่งกลางใบ

ดอกสีแดงสด

Episcia cv.Checkerboard

Episcia cv. Tinkiscia

Episcia reptans

Episcia cv. Keewee

Episcia cv. Fire 'N' Ice

Episcia  cv. Suomi

Episcia  cv.Pink Panther
Episcia  cv. Lil Lemon (Hybrid2)

Episcia  cv. Toy silver

พรมออสเตรเลีย

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Fittonia verschaffeltii (Lem.) Coem.var. argyroneura (Coem.) G. Nicholson

ชื่อสามัญ : Nerve Plant,Silver Fittonia, Silver Net-leaf

เป็นไม้สูงเพียง10-15เซนติเมตร

ใบรูปรีถึงรูปไข่กลับ

มีเส้นใบเป็นร่างแหสีขาวดูเด่นชัด

ก้านใบอ่อนมีขนยาวปกคลุม

Fittonia verschaffeltii var. pearcei

Fittonia verschaffeltii var. pearcei

  บรอมมีเลียดส์

(BROMELIADS)

ชื่ออื่น : สับปะรดสี
วงศ์ : BROMELIACEAE
ถิ่นกำเนิด : อเมริกาเขตร้อนและอเมริกากลาง

                   เป็นชื่อเรียกรวมๆ ของไม้ในวงศ์เดียวกันกับสับปะรดมีจำนวนมากว่า 700ชนิด ปัจจุบันมีการปลูกเลี้ยงและผสมพันธุ์ใหม่ๆขึ้นมามากมายนับพันๆ มีทั้งที่ใบสวยงามสีสันฉูดฉาด เมื่อออกดอกอยู่ได้ทนเป็นเดือนๆ

                        บรอมมีเลียดส์ เป็นไม้ประดับในที่ร่ม ที่ทนต่อสภาพในห้องแอร์ ชอบอุณหภูมิประมาณ 20-25 องศาเซลเซียส  พืชชนิดนี้จะไม่ดูดธาตุอาหารจากดินแต่จะดึงความชุ่มชื้นและสารอาหารจากอากาศ

ไม่ควรรดน้ำมากเกินไป แต่รดน้ำใบไม้บ่อยๆให้เหมือนละอองฝน กลางช่อใบควรให้มีน้ำขังเพื่อให้ความชื้นซึมลงไปถึงราก ควรให้ปุ๋ยน้ำที่เจือจางมากๆทุก 3สัปดาห์


ทิลแลนเซีย(Tillandsia)

วงศ์ :BROMELIACEAE

Tillandsia Ionantha

เป็น สับปะรดสีอิงอาศัยสกุลหนึ่งที่ตามธรรมชาติมักเกาะอยู่ตามกิ่งไม้ใหญ่หรือ หน้าผาหิน ลักษณะเด่นของสับปะรดสีพวกนี้คือสามารถทนแล้งได้ดีหากนำมาปลูกประดับ ควรปลูกในที่ร่มรำไร อากาศเย็นและมีความชื้นในอากาศสูงและได้รับน้ำเพียงพอ

Tillandsia cyanea (variegated)

 

วาสนา
ชื่อสามัญ : Dracaena
ชื่ออื่น : ประเดหวี
ชื่อพฤกษศาสตร์ : Dracaena fragrans.,Ker-Gawl.
ถิ่นกำเนิด : Republic of Guinea
วงศ์ : DRACAENACEAE 

ต้น นี้เป็นไม้ประดับที่นิยมปลูกกันมานานและเรียกว่า วาสนาจนติดปาก สูง2-7เมตร เห็นข้อปล้องชัดเจน ใบขนาดกว้าง6-8ซม.ยาว30-70ซม.ใบสีเขียวเป็นมัน ดอกออกเป็นช่อยาวถึง60ซม. กลีบนอกสีน้ำตาลเรื่อ กลีบในสีขาว
ทั้งคนไทยคนจีน มีคติเชื่อกันว่า ต้นวาสนาเป็นต้นไม้เสี่ยงทาย  ใครปลูกได้เจริญงอกงาม ก็จะมีความเจริญรุ่งเรืองเหมือนต้นวาสนาที่ปลูกไว้  และถ้าใครปลูกต้นวาสนาให้ออกดอกได้จะร่ำรวยระดับมหาเศรษฐีทีเดียวเชียว 

ดอกวาสนาจะออกเป็นช่อเวลาดูกลางวันก็งั้นๆไม่สวย แต่พอเวลากลางคืนจะบานขาวทั้งช่อ และส่งกลิ่นที่หอมมาก ตลบอบอวลไปทั่ว หลัง2ทุ่มถึงตี4นั่นแหละเป็นเวลาที่จะได้ชื่นชมทั้งดอกทั้งกลิ่น คอยจ้องเอาไว้อย่าพลาด จะใช้เวลาบานหมดต้น 8-10 วัน

พันธุ์ไม้ชนิดนี้ไม่มีกำหนดเวลาออกดอกที่แน่นอนเขาถึงว่าเป็นต้นไม้เสี่ยง ทาย
การขยายพันธุ์ด้วยวิธีตัดลำต้นเป็นข้อๆไปปักชำ วางไว้ในก้อนสำลีแช่น้ำ ประมาณเดือนนึงต้นใหม่จะแตกออกมาตามตาที่ข้อต้น 


วาสนาอธิษฐาน


 ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dracaena fragrans (L.) Ker Gawl. cv. Massangeana

ชื่อสามัญ : Corn Plant Dracaena
วงศ์ : DRACAENACEAE

ลักษณะ คล้ายกับวาสนา ต้นสูงได้ถึง6เมตร แผ่นใบกว้างประมาณ 10 ซม.ยาวถึง 1 เมตร มีลายด่างเป็นริ้วสีเขียวอมเหลืองที่กึ่งกลางใบ ต้นนี้บางทีเรียกกันว่าวาสนาเรือนใน


สายสะพายจอมพล


ชื่อวิทยาศาสตร์ :Dracaena fragrans (L.) Ker Gawl. cv.Victoriae

ชื่ออื่น : ควีนวิกตอเรีย, โรจน์ทะนง
วงศ์ : DRACAENACEAE

ลักษณะ คล้ายกับวาสนา ขอบใบเป็นลอน มีแถบด่างพาดเป็นริ้วสีเขียวอ่อนสลับเหลืองอ่อน ดูสวยงามมาก ำม่แตกแขนงกิ่ง ไม่ควรปลูกกลางแจ้ง จะทำให้ใบไหม้ เหมาะปลูกในที่มีแสงรำไร เป็นไม้ประดับภายใน ถือเป็นต้นที่สวยที่สุดในชนิดนี้


วาสนาราชินี

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dracaena goldieana Bullen ex Mast. & Moore.
ชื่อสามัญ : Queen of Dracaena
วงศ์ : DRACAENACEAE 


สูง 60 เซนติเมตร ทรงใบใหญ่เป็นลักษณะพิเศษ ใบรูปไข่ปลายแหลม ออกสลับรอบลำต้น สีเขียวอมเหลืองอ่อน มีลายแต้มสีเขียวอมเทาสลับสีเขียวเข้มในแนวชวาง ใต้ใบสีม่วงแดง โตช้า

ชอบร่มรำไร ขยายพันธุ์ยาก ความสวยงาม เหมาะสำหรับเป็นไม้ประดับตกแต่งภายใน

เข็มสามสี

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dracaena marginata Lam. cv. Tricolor
วงศ์: Dracaenaceae

ลำ ต้นเล็กแตกกิ่งก้านเป็นพุ่ม ใบเป็นแถบออกเป็นกระจุกที่ปลายยอด ใบมีสามสี มีสีเขียวพาดกลางใบขอบใบเหลืองนวลทั้งสองข้าง ขลิบด้วยสีแดงอมชมพูสามารถปลูกได้ในที่มีแสงแดดตลอดวันและแสงรำไร

ซองออฟอินเดีย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dracaena reflexa (Decne.) Lam.cv.Song of India
วงศ์ DRACAENACEAE

ต้น นี้คาดว่ามีถิ่นกำเนิดอยู่ทางภาคใต้ฃองอินเดียและศรีลังกา โดยกลายพันธุ์มาจาก D.reflexa แผ่นใบหนา ใบด่างเหลืองกลางใบมองเห็นแถบเขียวชัดเจนและที่ปลูกกันมีอีกแบบคือใบมี3สี มีแถบเขียวอมเทากลางใบถัดออกมาเป็นเหลืองนวลสามารถปลูกได้ในที่มีแสงแดดตลอดวันและแสงรำไร


ซองออฟจาไมก้า

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dracaena reflexa (Decne.) Lam.cv.Song of Jamaica
วงศ์ :DRACAENACEAE

ลักษณะ คล้ายซองออฟอินเดียแต่กลางใบเป็นแถบด่างเหลือง สลับริ้วสีเขียวบ้างเล็กน้อย ทั้งสองชนิดสามารถอยู่ได้ในที่มีแสงแดดตลอดวันและแสงแดดรำไร


ค้อนหมาขาว (พร้าวพันลำ)

ชื่อวิทยาศาสตร์: Dracaena angustifolia Roxb.

วงศ์: DRACEANACEAE

ชื่ออื่น : พร้าวพันลำ (เชียงใหม่), หมากพู่ป่า (แพร่), ผักก้อนหมา (ลำปาง), ผักหวานดง, คอนแคน (นครราชสีมา)

เป็นพรรณไม้พุ่ม สูงได้ประมาณ 2-3 เมตร ลำต้นตั้งตรงเป็นต้นเดียวหรือแตกเป็นกอเล็กน้อย ลำต้นหนา เป็นรูปทรงกระบอก ต้นอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อแก่จะเปลี่ยนสีเทา ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดและการปักชำ ขึ้นได้ดีในทุกสภาพแวดล้อม สามารถปลูกได้ในที่มีแสงแดดตลอดวันและแสงรำไรพบได้ทุกภาคของประเทศไทย

Dracaena surculosa


ไผ่ฟิลิปปินส์

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dracaena surculosa Lindl

ชื่ออื่น : ไผ่ดำ

ถิ่นกำเนิด: เขตร้อนของแอฟริกาตะวันตก ลำต้นกลมเล็กสูง1-4เมตรเจริญเป็นกอใบสีเขียวเป็นมันมีจุดแต้มสีเหลืองกระจายห่างๆ


ไผ่ฟิลิปปินส์ด่าง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dracaena surculosa Lindl. cv. Bangkok Beauty

ชนิดนี้ใบมีริ้วขาว,เหลืองกระจายทั่วใบตามแนวยาว ปลูกเลี้ยงง่ายแต่มักกลายพันธุ์เป็นเขียวปกติ

ไผ่ฟิลิปปินส์ด่าง

ทางช้างเผือก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dracaena surculosa Lindl. cv. Florida Beauty

ต้นนี้ก็ด่างเหมือนกันแต่ด่างคนละแนว พื้นใบสีเขียวมีจุดแต้มสีเหลืองอ่อนหนาแน่นที่กึ่งกลางใบ ขยายพันธุ์ง่าย


ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dracaena surculosa Lindl. cv. Friedmanii

มีใบเป็นแถบด่างสีขาวที่กึ่งกลางใบ ด้านข้างเป็นสีเขียวและมีจุดแต้มเล็กๆสีเหลืองกระจายอยู่ทั่ว โตช้า ปลูกง่าย ขยายพันธุ์ยาก

หมากผู้หมากเมีย

วงศ์ : DRACAENACEAE

สกุล: Cordyline Comm. Ex R.Br.



ชื่อสามัญ : Cabbage Tree

ชื่ออื่น : หมากผู้หมากเมีย

ถิ่นกำเนิด : เอเซียตะวันออกเฉียงใต้

     

ชาวเชียงใหม่ เรียกว่า ปูหมาก (หมากปู้) ซึ่งทั้งชาวเหนือและชาวอีสานจะใช้ใบปูหมากห่อหุ้มดอกไม้ที่ใช้กราบไหว้บูชา ในประเพณีต่างๆมาแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน

                    หมากผู้หมากเมีย เป็นไม้พุ่มมีลำต้นกลมเป็นลำเดี่ยวหรือกอเมื่อโตเต็มที่จะมีเนื้อไม้ ใบมีหลายลักษณะและสีสันจะแตกต่างออกไป ดอกออกที่ซอกใบใกล้ปลายยอด มีดอกย่อยสีขาวรีมหรือ ขาวอมแดงเรื่อจำนวนมาก ผลิบานตอนกลางคืนและมีกลิ่นหอม

                   ปัจจุบันนักพฤกษศาสตร์ย้ายพืชสกุลนี้มาอยู่ในวงศ์ AGAVACEAE

              หมากผู้หมากเมียปลูกง่าย เลี้ยงง่าย ขยายพันธุ์ไม่ยาก มักโตเร็วจนกิ่งก้านยืดยาว ควรหมั่นตัดแต่งกิ่งที่เก้งก้างออกบ้าง

กิ่ง ที่ตัดนำไปปักชำไม่กี่วันรากก็งอก ชอบดินระบายน้ำได้ดี แสงแดดรำไรถึงครึ่งวัน ( ปลูกกลางแดดจัดมากใบและปลายใบมักไหม้ใบจะเสีย ) ระวังอย่าให้ดินแฉะ เพราะอาจทำให้ต้นเน่าตาย ใส่ปุ๋ยสูตรเสมอทุก 3 เดือน จะช่วยให้ต้นเติบโตงามดี  หมากผู้หมากเมียเป็นไม้ประดับที่มีสีสดใสสวยงามจึงเป็นไม้ประดับครองใจนานจน ถึงปัจจุบัน

 หมากผู้หมากเมียในเมืองไทยมีปลูกหลายสายพันธุ์มีชื่อเรียกแตกต่างกัน ตามนี้เป็นตัวอย่าง


เปลวสุริยา

เพชรตาแมว (Lord Robertson)

เพชรน้ำหนึ่ง ( Flame)

 

 

เพชรน้ำค้าง  ( Tropic Frost)

เพชรเจ็ดสี (Oahu Rainbow)

รัศมีเพชร (Diana)

 

 

เพชรเขื่อนขันธุ์ (John Communis)

เพชรไพฑูรย์ (Hawaiian Flag)

รุ้งเพชร (Will's Gold)

 

 

เพชรไพลินกลาย

เพียงเพชร

เพชรอินทรา

 

พวก นี้เป็นพวก Codyline fruiticosa (L.) คนไทยเรียกหมากผู้หมากเมีย ทางการค้ามักเรียกว่า Red Dracaena แต่ชาวฮาวายเรียก ทิ ( Ti Plant) เพื่อยกย่องว่าเป็นไม้พระราชา หรือใบไม้นำโชคของชาวฮาวาย (Lucky Plant)บางทีก็นำมาใช้ประดับทำเป็นผ้านุ่งสำหรับเต้น ฮูลาฮุล่า
หรือใช้ในพิธีต่างๆจนกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติฮาวาย

ขิงแดง

 ชื่อวิทยาศาสตร์ : Alpinia purpurata (Vieill.)K.schum

ชื่อสามัญ : Red Ginger

วงศ์ : Zingiberaceae



ไม้ แตกกอพุ่มแน่น ล้มลุก อายุหลายปี สูง 0.70-1.5 เมตร มีลำต้นเป็นเหง้าเลื้อยใต้ดิน  ใบเดี่ยวเรียงสลับระนาบเดียว ผิวใบด้านบนเกลี้ยงสีเขียวเป็นมัน ดอกเป็นช่อเชิงลดแต่ละช่อมีใบประดับเรียงซ้อนกัน

ดอกออกจากซอกกาบรองดอก ออกดอกตลอดปี

ข่าด่าง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Alpinia vittata Bull.

ชื่อสามัญ : Variegated Ginger

ชื่ออื่น : ข่าใบด่าง,ข่าใบลาย

วงศ์ : ZINGIBERACEAE

ขิงด่าง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Alpinia zerumbet variegated

ชื่อสามัญ : Variegated Shell Ginger

ชื่ออื่น : พญามือเหล็ก

วงศ์ : ZINGIBERACEAE


ไม้ ล้มลุกอายุหลายปี ลำต้นเทียมสูงได้ถึง 2เมตร ลำต้นใต้ดินเป็นเหง้าทอดเลื้อย ใบเดี่ยวเรียงสลับระนาบเดียว สีเขียวมีลายด่างขาวเหลืองตามแนวเส้นใบ ช่อดอกออกที่ปลายลำต้นเทียมใบประดับสีเขียวอ่อนดอกสีขาว ชอบดินร่วนระบายน้ำดี

ขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อ

พลับพลึงตีนเป็ด

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hymenocallis.,Salisb.

ชื่อสามัญ : Spider Lily

ชื่ออื่น : พลับพลึง กทม,ว่านตะเภาใหญ่

วงศ์ : AMARYLLIDACEAE


พลับพลึง ตีนเป็ดเป็นพืชพวกพลับพลึงชนิดหนึ่ง ที่มีลำต้นเป็นหัว หรือ เหง้าใต้ดิน และจะชูใบขึ้นมาเหนือดินในลักษณะติดกันเป็นกอ

ดอกจะชูก้านขึ้นมาเหนือกอ ก้านหนึ่งมีดอกประมาณ 4-8 ดอก ซึ่งจะทยอยกันบานทีละ 2-3 ดอก ดอกหนึ่งจะมี 6 กลีบ สีขาว กลีบดอกจะเรียวยาว  เกสรมีอยู่ 6 เส้น ตอนปลายเป็นสีเหลืองหรือสีน้ำตาล มองดูจะคล้ายกับตัวแมงมุม

จะออกดอกเป็นระยะตลอดปี ขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อเป็นพันธุ์ไม้ที่ปลูกได้ในที่ร่มและกลางแสงแดดจัด

พลับพลึงแดง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Crinum amabile.,Donn.

ชื่อสามัญ : Milk-And-Wine Lily, Giant Lily

วงศ์ : AMARYLLIDACEAE

พลับพลึง แดงออกดอกเป็นช่อใหญ่ โดยมีก้านดอกพุ่งออกมาจากกอ ยาวประมาณ2-3ฟุต ช่อดอกหนึ่งมีดอกราว 10-15ดอก สีแดงอมม่วงอ่อน มีกลิ่นหอม

ออกดอกปีละครั้งในเดือนกันยายน-ตุลาคม ขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อ และต้องปลูกในที่ลุ่ม หรือในที่ๆมีน้ำท่วมขังอยู่ตลอดเวลาจะงามกว่าปลูกในที่ดอน

พลับพลึงทอง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Crinum xanthophyllum Hannibal

ชื่อสามัญ : Golden-Leaf Crinum Lily

วงศ์ : AMARYLLIDACEAE


                      นิยมปลูกประดับสวนโดยใช้ความงามจากใบ พลับพลึงทอง เป็นต้นที่กลายพันธุ์มาจากต้นพอยซันบัล์บ (Poison Bulb) โดยใบและกอจะเล็กกว่า ขณะที่แตกใบใหม่ ใบจะมีสีเขียวอมเหลืองเป็นมันและกลายเป็นสีเหลืองทั้งใบเมื่อโตเต็มที่ซึ่งเป็นธรรมชาติของไม้ชนิดนี้

ดอกออกเป็นช่อแบบซี่ร่ม ออกตามซอกใบ สีขาว ออกดอกช่อละ4-8ดอกมีกลิ่นหอมอ่อนๆออกดอกดกในช่วงฤดูฝน เดือนพฤษภาคม-เดือนกันยายน ทนน้ำท่วมขัง และทนแล้งได้ดีไม่ต้องดูแลมาก

ขยายพันธุ์ด้วยการแยกหัว

ร่มญี่ปุ่น

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Homalomena wallisii Regel.

ชื่อสามัญ : Silver Shield

วงศ์ :  ARACEAE

ถิ่นกำเนิด : โคลัมเบีย

ต้น เป็นพุ่มเตี้ยประมาณ 20ซม.ใบรูปไข่ปลายมนหรือแหลม

แผ่นใบหนาเป็นกำมะหยี่ สีเขียวอมเทา มีลายแต้มสีเขียวประปราย ใต้ใบสีม่วงแดง ก้านใบสั้น กาบรองช่อดอกสีม่วงแดง เหมาะปลูกเป็นไม้กระถาง

เสน่ห์จันทร์บุษราคัม

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Homalomena rubescens Kunth.

วงศ์ :  ARACEAE

ถิ่นกำเนิด: ทวีปอเมริกาใต้

ต้น สูง50-60ซม. ใบรูปหัวใจ ปลายเรียวแหลมมน แผ่นใบสีเขียวเป็นมันมีด่างพร่าทั่วใบ

ก้านใบสีม่วงแดง แตกหน่อง่าย ชอบดินร่วนการระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุสูง แสงแดดรำไร

บอนเขียว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Colocasia esculenta (L.) Schott.

ชื่อสามัญ : Cocoyam, Dasheen, Taro

ชื่ออื่น : เขียวสยาม, บอนนา, เผือก

วงศ์ :  ARACEAE

ถิ่นกำเนิด : เอเซียตะวันออกเฉียงใต้

สูง1-1.5 เมตร ใบรูปหัวใจ แผ่นใบบางนุ่มเรียบ สีเขียว มีนวลปกคลุม เส้นใบสีเขียวอ่อน บอนหรือเผือกคือพืชชนิดเดียวกัน และนับเป็นอาหารสำคัญสำหรับชาวบ้านในท้องถิ่น เพราะยอดอ่อน และก้านนำมาใส่ในแกงบอนแกงส้มหรือจิ้มน้ำพริก

ข้อควรระวังคือ น้ำยางจากทุกส่วนของต้นมีสารแคลเซียมออกซาเลตที่ทำให้คัน ต้องนำมาปรุงให้สุกก่อนทุกครั้ง การเลือกเก็บบอนในธรรมชาติ จะมีทั้งบอนคันและไม่คัน ถ้าลำต้นสีน้ำตาลแดงเรื่อหรือสีเขียว ไม่มีนวลเกาะ เมื่อตัดทิ้งไว้สักครู่จะไม่มีคราบสีเขียวคล้ำเกิดขึ้น แสดงว่าเป็นบอนไม่คัน

ส่วนเผือกมี4พันธุ์คือ เผือกหอม เผือกเหลือง เผือกไม้หรือเผือกไหหลำ และเผือกตาแดง ที่นิยมรับประทานกันคือเผือกหอม

กระดาดขาว

Alocasia indica Schott


มีหัวใต้ดินสูงกว่า1เมตรใบรูปหัวใจปลายมน ใบหยักเป็นคลื่น แผ่นใบสีเขียวเป็นมันก้านใบสีเขียวยาว

ต้นไม้พวกอโลคาเซียนิยมนำมาใช้จัดสวนบาหลีและสวนน้ำอย่างมาก

กระดาดด่าง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Alocasia macrorrhizos (L.) G.Don cv. Variegata

ชื่ออื่น : กระดาดใบด่าง,พญากาเผือก

วงศ์ : ARACEAE

เป็น ไม้ล้มลุกอายุหลายปี ลำต้นอยู่ใต้ดินเป็นหัว เมื่ออายุมากขึ้นหัวจะโผล่พ้นดิน แตกหน่อใหม่รอบหัวหลัก ใบเดี่ยวเวียนเรียง ขนาดใหญ่ ขอบใบหยักมีลายด่างสีขาวสลับสีเขียวเทา ช่อดอกออกที่ซอกใบเป็นช่อเชิงลด

ชอบดินร่วนระบายน้ำดีแสงแดดรำไรถึงครึ่งวัน ความชื้นในอากาศสูง และพักตัวในฤดูหนาว

นิยมปลูกเป็นไม้ประดับกันมาก

ขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อมาปลูกใหม่

กระดาดดำ

ชนิดนี้ ปลูกริมน้ำ มีแสงแดดรำไรหรือแดดมากได้ ไม่พักตัวในฤดูหนาว

ถุงเงินถุงทอง

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Xanthosoma sagittifolium (L.) Schott.
ชื่อสามัญ : Arrowleaf

วงศ์ :ARACEAE

พืชในวงศ์บอน มี ลำต้นอยู่ใต้ดินเป็นหัว แล้วแตกก้านใบและใบขึ้นเหนือดิน ส่วนมากมีหัวละต้น ใบหงิกงอ สีขาวกับสีเขียวเส้นกลางใบมักจะยื่นเลยออกไปและงอม้วนเข้า

ขยายพันธุ์ด้วย หัวได้เร็ว ชอบดินร่วนที่มีอินทรีย์วัตถุผสมมากๆ ชอบความชื้นไม่ชอบดินแน่นน้ำขังแฉะ จะทำให้หัวใต้ดินเน่าตายได้

อโลคาเซียสติงเรย์

ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Alocasia cv. Stingray

วงส์ : ARACEAE


ไม้ หัวล้มลุกมีเหง้าหรือหัวอยู่ใต้ดิน เป็นลำต้นจริง ส่วนที่อยู่เหนือดินเป็นลำต้นเทียม ที่ประกอบด้วยก้านใบและแผ่นใบที่อวบน้ำ

ชอบดินร่วนระบายน้ำดีมีความชื้นใน อากาศสูง

แสงแดดรำไร พักต้วในฤดูหนาว

วิธีขยายพันธุ์คือแยกหน่อมาปลูกใหม่ แต่ชนิดนี้แตกหน่อค่อนข้างยากกว่าชนิดอื่น

คูเปรีย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Alocasia cuprea (Koch & Bouche) Koch

วงศ์ : ARACEAE

ถิ่นกำเนิด: มาเลเซียและเกาะบอร์เนียว


ต้น นี้สูงได้ถึง 1เมตร ใบรูปไข่แกมขอบขนาน ขอบใบห่อโค้ง แผ่นใบหนาสีเขียวอมม่วงแดง เส้นใบเป็นร่องลึกจนทำให้ใบย่น

หลังใบสีม่วงแดง ก้านหนาอวบสีเขียวอมม่วง

ปลูกในไทยต้นมักเตี้ยโตช้า

แก้วหน้าม้า

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Alocasia sanderiana Bull.

ชื่อสามัญ: Kris Plant

วงศ์ :ARACEAE


ถิ่น กำเนิดในเกาะมินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์

              ต้นสูงไดถึง 2เมตร ใบรูปลูกศรแคบ ปลายแหลม ขอบหยักเว้าเป็นลอนลึกทั้งสองข้าง แผ่นใบหนาสีเขียวเข้มเป็นมัน

เส้นใบและขอบใบมีสีเงินเด่นชัด หลังใบสีม่วงแดง

แก้วหน้าม้าตัวผู้

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Alocasia denudata Engl.

วงศ์ : ARACEAE


ถิ่นกำเนิด : สิงคโปร์ มาเลเซีย เกาะบอร์เนียว และถาคใต้ของไทย

ใบ รูปทรงสามเหลี่ยมคล้ายหน้าของม้า แผ่นใบหนาเป็นมัน สีเขียวบรอนซ์ เส้นร่องใบเห็นเด่นชัด ก้านเล็กกลมยาว

มีลายขีดขวางสีน้ำตาลแดงทั่วก้าน ชอบขึ้นในที่ลุ่มริมธารน้ำตกดินชุ่มชื้น ความชื้นในอากาศสูง

กวักมรกต

ชื่อวิทยาสาสตร์:Zamiocalcas zamiifolia

ชื่อสามัญ:Zanzibar Gem

วงศ์:ARACEAE

ลำต้นเป็นหัวอยู่ใต้ดินแตกกอง่ายและมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แทงใบออกเหนือดิน ก้านใบอวบน้ำ ผิวใบเป็นมัน ดอกออกเป็นแท่ง ขยายพันธุ์ โดยการแยกหน่อปลูกและ ปักชำใบ โดยตัดใบมาชำในน้ำ เมื่อรากงอกออกมาสักระยะหนึ่งก็นำไปปักชำในดิน

พลูด่าง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Epipremnum aureum (Lindl. & Andre) Bunting

ชื่อสามัญ : Devil's Ivy, Golden Pothos, Hunter's Robe

วงศ์ : ARACEAE

ถิ่นกำเนิด : หมู่เกาะโซโลมอน

เป็น ไม้เลื้อย เมื่อยังเล็กใบรูปไข่ โคนใบรูปหัวใจสีเขียว มีลายด่างสีเหลือง ขาว ไม่สม่ำเสมอ เมื่อโตเต็มที่ใบจะใหญ่ขึ้นและหยักเว้าเป็นรอยฉีก ก้านใบสั้น

ต้องการดินร่วนระบายน้ำดี แสงแดดรำไร ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำลำต้น


พลูราชินีสีทอง

วงศ์ : ARACEAE

ลักษณะคล้ายพลูด่าง แต่ใบมีสีเหลืองทอง


พลูราชินีหินอ่อน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Epipremnum aureum (Lindl. & Andre) Bunting cv. Marble Queen


ลักษณะคล้ายพลูด่าง แต่มีลายด่างสีขาว เขียว คล้ายหินอ่อน ก้านใบอาจมีสีขาวและมีแถบสีเขียวตามแนวยาว

พลูฉีก,พลูฉีกใบด่าง

ขื่อวิทยาศาสตร์ : Monstera delicosa Liebm.

ชื่อสามัญ : Ceriman, Swiss-cheese Plant

วงศ์ : ARACEAE

 

ไม้ เลื้อยข้อสั้น ใบรูปหัวใจป้อม สีเขียวเข้ม ปลายใบแหลม โคนรูปหัวใจ แผ่นใบหนา เมื่อยังเล็กใบเรียบ พอโตเต็มที่แผ่นใบหยักเว้าเป็นแฉก ช่อดอกสมบูรณ์เพศ ปลีดอกสั้นเป็นที่นิยมเพราะ ปลูกเลี้ยงง่าย ชอบดินร่วนระบายน้ำดี ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำลำต้น มีหลักให้เกาะเลื้อยก็งามดี มีชนิดใบด่าง Monstera drlicosa cv. Variegatum สวยไปอีกอย่าง

Monstera perforoides

คล้าย M.delicosaแต่ขนาดเล็กกว่าครึ่งหนึ่ง ใบแฉกไม่เป็นระเบียบมีรูทะลุน้อย แผ่นใบหนาเส้นใบย่อยนูนเด่นชัดสีเขียวอ่อน

พลูฉลุ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Monstera obliqua (Miq.) cv. Expilata

วงศ์ : ARACEAE



พลูฉลุหรือพลูทะลุ เป็นไม้เลื้อยขนาดเล็ก แผ่นใบบางเป็นลอนมีรูทะลุค่อนข้างกลมระหว่างเส้นใบสลับ


 พลูช้าง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Rhaphidophora peepla (Roxb.) Schott.

ชื่ออื่น : แฮนมุม

วงศ์ :ARACEAE


ไม้ เลื้อยไม่ยึดเกาะ อายุหลายปีทุกส่วนอวบน้ำ ใบใหญ่กว้างแผ่นใบหนาและเหนียว สีเขียวคล้ำหลังใบเขียวอ่อนอมเทา ช่อดอกออกที่ซอกใบใกล้ปลายยอดผลสุกสีแดงสดชอบกินร่วนระบายน้ำได้ดีแสงแดด รำไร ความชื้นในอากาศสูงถ้าความชื้นต่ำใบจะไม่ค่อยสวย ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำ


พลูฉีกใบยาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Rhaphidophora pinnata (L.) Sghott.

วงศ์ : ARACEAE



ลักษณะ คล้ายพลูฉีก ใบรูปขอบขนานกว้าง16-24ซม.ยาว25-50ซม.ขอบใบฉีกเกือบถึงเส้นกลางใบ มีรูเล็กๆใกล้กับเส้นกลางใบ

แผ่นใบหนาสีเขียวเข้มเป็นมัน ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Epipremnum pinnatum (L.) Schott.



หน้าวัว (Flamingo Flower หรือ Boy Flower)


เป็นสกุลของพืชในวงศ์หน้าวัว (ARACEAE) มีถิ่นกำเนิดในฮาวาย ปัจจุบันกระจายพันธุ์ได้เกือบทุกทวีป แต่จะเจริญดีในภูมิอากาศแบบร้อนหรือร้อนชื้น (15 - 30 องศาเซลเซียส) จากฐานข้อมูลพืช ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย เต็ม สมิตินันท์ (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2557) ได้รายงานไว้ว่าเกี่ยวกับ "ชื่อค้นหา" ของคำว่า "หน้าวัว" ในประเทศไทยทั้งหมด 4 ชื่อ คือ

1. หน้าวัวดอก (Flamingo flower หรือ Tail flower) Anthurium × ferrierense Mast. & T. Moore

2. หน้าวัวดอกแดง (Flamingo flower, Pigtail Anthurium หรือ Pigtail flamingo flower) Anthurium scherzerianum Schott

3. หน้าวัวไทย (เจ็ดทิวา, เดหลีใบกล้วย, Madonna lily, Peace lily หรือ Spathe flower) จัดอยู่ในวงศ์เดียวกับหน้าวัว แต่อยู่คนละสกุลกัน โดยหน้าวัวไทยจัดอยู่ในสกุล Spathiphyllum มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Spathiphyllum cannifolium (Dryand. ex Sims) Schott

4. หน้าวัวใบ (Crystal Anthurium) Anthurium crystallinum Linden ex André

เดหลี

ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Spathiphyllum cannifolium (Dryand.) Schott.

วงศ์ : ARACEAE

ชื่อสามัญ : Madonna Lily,Peace Lily,Spathe flower

ชื่ออื่น : หน้าวัวไทย, เจ็ดทิวา,เดหลีใบกล้วย


ไม้ พุ่มขนาดเล็กทึ่นิยมใช้ในงานจัดสวนในร่มรำไร หรือสวนกระถาง หรือสวนที่อยู่ภายในอาคาร เพราะอยู่ในร่มได้ดี มีดอกและใบสวย

เดหลีมีถิ่นกำเนิดอยู่ในอเมริกาเป็นไม้ประเภท มีเหง้าใต้ดิน แตกกอ ทุกส่วนมีน้ำยางใส 
ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับ ปลายใบมน   โคนใบสอบ    ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย   ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ใบอ่อนจะมีสีเหลืองอมเขียว
 ดอก  สีขาว มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกเป็นช่อแบบช่อเชิงลดที่ปลายกิ่ง   ปลีดอกยาว  ดอกย่อยมีขนาดเล็ก โคนกลีบดอกเชื่อมติดกัน ไม่มีก้านดอก ลักษณะของดอกคล้ายดอกหน้าวัว

ขยายพันธุ์ด้วยการแยกกอหรือปักชำ

เดหลีจักรพรรดิ์

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Spathiphyllum Sp.

วงศ์ : ARACEAE

เดหลีใบโพธิ์ 

เดหลีใบโพธิ์ หรือ กวักทรัพย์ (Spathiphyllum Clevelandii)

หน้าวัวใบพริ้ว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Anthurium sp.

ชื่อสามัญ : Folige Anthurium

วงศ์ : ARACEAE

                     มีอายุอยู่ได้หลายปีลำต้นลำต้นตรง แตกหน่อเลื้อยเป็นพืชระบบรากอากาศสามารถดูดน้ำและความชื้นจากอากาศได้ดี
ช่อดอกเรียกว่า ปลี คือ ส่วนที่เป็นดอกจริง ซึ่งประกอบด้วย ก้านช่อ ซึ่งมีดอกย่อยเล็กเรียงอัดแน่นอยู่บนปลีเป็นดอกสมบูรณ์เพศ

ขยายพันธุ์ด้วยการ ปักชำยอด แยกหน่อ ตัดต้นชำ เพาะเมล็ด

หน้าวัวใบโคโมดิอุส

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Anthurium sp.

หน้าวัวใบเศรษฐีเงินหนา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Anthurium sp.

หน้าวัวใบยาวแคบ
ชื่อวิทยาศาสตร์: Anthurium vittarifolium Engl.

หน้าวัวใบพลู ซีรี

Anthurium sp

หน้าวัวใบผักกาด

Anthurium sp


ฟิโลเดนดรอน Philodendron sp



 

  สกุล ฟิโลเดนดรอน  มาจากภาษากรีก 2คำ คือ Phileo หมายถึง รัก และ dendronหมายถึง ต้นไม้  ท่านผู้รู้จินตนาการไว้ว่าเป็นต้นไม้พลอดรัก ก็น่าจะใช่เพราะสกุลนี้ ชนิดที่เป็นเถาเลื้อย รากจะกอดรัดทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อการอยู่รอด มีการกระจายพันธุ์อยู่ในประเทศเขตร้อน เช่น เอเซีย แอฟริกา และอเมริกาใต้

ไม้ในตระกูลฟิโลเดนดรอน (Philodendron sp.) เป็นไม้ใบในจำนวนหลายๆชนิดที่ได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการผลิตเป็นการค้าเพื่อส่งเสริมให้แก่เกษตรกร ฟิโลเดนดรอน ส่วนใหญ่เป็นไม้เลื้อยจัดอยู่ในวงศ์ Araceae มีอยู่ด้วยกันประมาณ 200 ชนิดและมีมากกว่า 100 ลูกผสมที่ถูกพัฒนาโดยนักปรับปรุงพันธุ์  ดังนั้นจึงเกิดความสับสนในเรื่องของชื่อสามัญอยู่

ฟิโลเดนดรอนไม้ต้นนี้เลี้ยงง่าย ดูแลง่าย แข็งแรง ปัญหาเรื่องโรคน้อย ทนทานในที่ร่มจึงมักนำไปตกแต่งภายในอาคารส่วนใหญ่

ปัจจุบันมีผู้ค้นพบแล้ว 350-400 ชนิด แบ่งตามการเจริญเติบโตเป็น 3 กลุ่มคือ

            1 ฟิโลเดนดรอนที่เป็นเถา (Climbing Philodendron)รากหยั่งลึกลงพื้นดินและพยุงตัวขึ้นสูงดูเหมือนไม้ใหญ่

            2 ฟิโลเดนดรอนที่แตกกอ ( Self-Heading Philodendron) เจริญเป็นพุ่ม

            3 ฟิโลเดนดรอนกึ่งเลื้อยกึ่งแตกกอ ( Semi-climbing and  self heading Philodendron)


Philodendron cv 'Xanadu'

ฟิโลเดนดรอน ซานาดู

สามารถแตกกอได้สวยงามใช้เป็นไม้ตัดใบได้ดี

Philodendron selloum (Jacq.X Schott.)

ถิ่นกำเนิดในคิวบาและจาไมกา

หรือฟิโลใบมะละกอ ใบแฉกรูปหัวใจขนาดใหญ่ หยักเว้าเป็นลอนฉีกลึกถึงเส้นกลางใบแผ่นใบหนาสีเขียวเป็นมัน

Philodendron bipinnatifidum Engl.

ถิ่นกำเนิด บราซิล เป็นฟิโลที่ใบหยักเว้ามากที่สุด และปลูกเลี้ยงในไทยได้ดีมาก นิยมนำมาใช้จัดสวน ที่มีแสงแดดรำไรเสมอ

Philodendron squamiferum Poepp

Philodendron pedatum (Hook.)Kunth

เรียก ว่า ฟิโลก้ามกุ้งมีถิ่นกำเนิดใน ซูรินาเม กายอานา และบราซิล ใบเว้า5แฉกสมมาตร แผ่นใบหนาสีเขียวอมน้ำเงิน เส้นกลางใบเป็นร่องสีเขียวอ่อน หลังใบ

เรียกว่า ฟิโลก้ามเกลี้ยง ถิ่นกำเนิดบราซิลและเปรู แผ่นใบบางสีเขียวเส้นใบย่อยเป็นร่องลึกเด่นชัด



พลูกำมะหยี่หรือพลูสนิม


ชื่อวิทยาศาสตร์: Philodendron melanochrysum Linden & André

ชื่อสามัญ : Black Gold Philodendron/Velour Philodendron
วงศ์: ARACEAE

             ไม้เลื้อยเนื้ออ่อนขนาดกลางเลื้อยได้ไกล 2-4 เมตร ใบเดี่ยว ออกเวียนสลับ ยอดอ่อนมีสีแดงเรื่อ รูปหัวใจ ปลายเรียวแหลม โคนเว้ารูปหัวใจ แผ่นใบเป็นกำมะหยี่สีเขียวคล้ำอมสีแดง ใต้ใบสีม่วงแดง เส้นใบย่อยเป็นร่องลึก ก้านใบ สีเขียวอมแดงเรื่อ

ฟิลโลเศรษฐีมีทรัพย์

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Phillodendron Sp.


นิยมปลูกเป็นไม้ประดับตกแต่งภายใน เป็นไม้มงคลตามชื่อเรียก

ฟิลโลทอง

ชื่อวิทยาศาสตร์: Philodendron cv. Lemon Lime

ฟิลโลมรกตแดง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Phillodendron Sp.

ฟิลโลมูนไลท์

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Phillodendron Sp.

ฟิลโลออเร้นจ์

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Phillodendron Sp.


สกุลซิงโกเนียม   Syngonium Schott


 ซิงโกเนียม หรือที่เรียกกันว่า เงินไหลมา ทองไหลมา มีการกระจายพันธุ์ในเขตร้อนของทวีปอเมริกา  เป็นไม้เลื้อยอายุหลายปี  เมื่อยังเล็กใบมีรูปทรงสีสันต่างจากเมื่อโตเต็มที่    ช่อดอกออกที่ซอกใบใกล้ปลายยอด กาบรองดอกห่อหุ้มด้านล่างของปลีดอก

พืช สกุลนี้ปลูกเลี้ยงง่าย  ชอบดินร่วนระบายน้ำดี แสงแดดรำไรมีความชื้นในอากาศสูง หากปลูกในที่ความชื้นต่ำ ใบจะไม่สวยงามและมักไม่เลื้อยเกาะ

 Syngoniumชนิดที่ปลูกประดับในเมืองไทย


S. Podophyllum cv. Allusion Cream

S.podophyllum cv. Allusion Cream

S. podophyllum cv. Allusion Pink

S. podophyllum (ไม่ทราบสายพันธุ์)

 

ออมเพชร 

Syngonium wendlandii Schott

 Syngonium podophyllum 

cv. Pink Allusion

 

Syngonium podophyllum

cv. Emerald  Gem Variegatum

Syngonium podophyllum

cv. White Butterfly


ชื่อสามัญ : Copper Syngonium

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Syngonium erythrophyllum Birdsey ex Bunting

ถิ่นกำเนิด : ปานามา

       เมื่อยังเล็กใบรูปหัวใจสีเขียวเข้ม อมม่วงแดง เมื่อโตเต็มที่แผ่นใบเป็นรูปนิ้วมือ มี3ใบย่อย      แต่ละใบเป็นใบรูปรีถึงรูปใบหอก แกมรูปรี หรือรูปไข่ จากนั้นใต้ใบจะเริ่มมีสีม่วงแดงมากขึ้นเรื่อยๆ


เบญจรงค์

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pilea cadierei Gagnep. & Guillaum
ชื่อสามัญ : Aluminium Plant. Watermeilon Pilea
ชื่ออื่น : นกกระทา
ถิ่นกำเนิด; เวียดนาม
วงศ์ : URTICACEAE

ไม้คลุมดินต้นอวบน้ำ พุ่มตั้งตรง สูง 15-30 เซนติเมตร ใบรูปรีถึงรูปไข่กลับ ปลายเรียวแหลม ขอบใบหยักฟันเลื่อย มีเส้นใบย่อย3เส้นเป็นร่องลึก มีแต้มหรือเส้นสีเทาเงินบนใบ

ช่อดอกออกตามซอกใบที่ปลายกิ่ง ดอกเล็กสีขาวหรือขาวอมเขียว ชอบดินร่วนระบายน้ำได้ดี แสงแดดรำไร ขยายพันธุ์ง่ายด้วยการปักชำกิ่ง


ลายเบญจรงค์ใบแดง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pilea involucrata (Sims) Urban cv.Norfork.

วงศ์ : URTICACEAE

ไม้ คลุมดินสูง10-15เซนติเมตร ใบรูปรีปลายใบแหลมขอบใบหยักซี่เลื่อยถี่ แผ่นใบย่น สีเขียวเข้มเหลือบเงินสลับสีเทาเงินเป็นแถบตามแนวยาว เส้นใบย่อย3เส้นเห็นชัด

ดอกออกเป็นกระจุกตามซอกใบสีแดงเรื่อ ชอบดินร่วนระบายนำ้ดี แสงแดดรำไร


เศรษฐีเรือนนอก

ชื่อสามัญ : St.Bernard's Lily
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Chlorophyttum bichetii (Karrer) Backer
ชื่ออื่น : เศรษฐีเรือนนอก,ว่านเศรษฐีอินเดีย

วงศ์ : ANTHERICACEAE

เป็น ไม้ล้มลุกอายุหลายปี นิยมปลูกเลี้ยงเป็นไม้คลุมดินในที่ ที่มีแสงแดดรำไร มีเหง้าสั้นๆเป็นรากสะสมอาหารอวบน้ำจำนวนมากอยู่ใต้ดินใบเดี่ยวเรียงเวียน สลับรูปแถบ

เนื้อใบบางปลายใบแหลม สีเขียวเข้มมีแถบสีขาวตามยาวที่ขอบใบ เมล็ดใช้ขยายพันธุ์ได้แต่ส่วนใหญ่นิยมขยายพันธุ์ด้วยการแยกกอ ชอบดินร่วนระบายน้ำได้ดี

เศรษฐีเรือนกลาง

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Chlorophytum comosum (Thunb.) Jacques

ชื่ออื่น : ว่านเศรษฐี เศรษฐีเรือนเขียว

วงศ์ : ANTHERICACEAE

เศรษฐีเรือนกลางหรือเรียกอีกอย่างว่า "เศรษฐีเรือนแก้ว" ใบรูปแถบเนื้อใบบาง ปลายใบแหลม สีเขียวเข้ม ชอบดินร่วนระบายน้ำดี แสงแดดตรึ่งวันถึงรำไรขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อ ปักชำต้นอ่อนที่เกิดบนช่อ

เศรษฐีเรือนใน

ชื่อสามัญ : Spider Plant
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Chlorophytum comosum (Thunb) Jacq. cv. Variegatum
ชื่ออื่น : เศรษฐีเรือนใน

วงศ์ : ANTHERICACEAE
ถิ่นกำเนิด : แอฟริกาใต้

เป็น ไม้พุ่มสูง 25-30 เซนติเมตร ใบสีเขียวมีแถบกลางสีขาว ช่อดอกยาวสีขาวอมเหลืองอ่อน สามารถเจริญเป็นต้นเล็กๆนำไปขยายพันธุ์โดยการปักชำได้ ชอบแสงแดดรำไร ดินร่วนซุยระบายน้ำได้ดี

                                              Chlorophytum cv. Milky Way เรียกว่า ทางช้างเผือก เป็นอีกต้นหนึ่งที่มีใบใหญ่และลายชัดกว่า

เศรษฐีขอดทรัพย์

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ophiopogon Jauran (Kunth) Lodd.

วงศ์ : CONVALLARIACEAE

นิยมปลูกเป็นไม้เสี่ยงทาย ถ้าใบงอมากๆก็จะมีโชคลาภรำ่รวย คาดว่ากลายมาจากซุ้มกระต่าย

แต่แตกต่างที่มีใบม้วนงอเข้า

รางทอง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hymenocallis littoralos Salosb cv. variegata

ชื่อสามัญ: Amaryllis

ไม้ล้มลุกมีความสูงประมาณ 0.30เมตร ต้นเหนือดินตั้งตรงมีข้อปล้องสั้น ๆ อัดตัวกันแน่นใบเดี่ยว เรียวยาวมีเส้นกลางใบขนานตามยาวผิวใบเรียบเป็นมันเรียงสลับบนลำต้น  ขอบใบเรียบ

ออกดอกเดี่ยวที่ปลายยอด กลีบดอก สีขาวก้านช่อดอกยาวตรง

ปลูกประดับได้ทั้งภายใน และ ภายนอกอาคาร

หนวดปลาดุก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ophiopogon Japonicus (L.f.) Ker Gawl.

ชื่อสามัญ : Snake'Beard

ชื่ออื่น : เศรษฐีญี่ปุ่น หนวดพราหมณ์

ถิ่นกำเนิด : ญี่ปุ่น เกาหลี

วงศ์ : CONVALLARIACEAE

ไม้ คลุมดินลำต้นสั้นมีไหลอยู่ใต้ดิน สูง15-30เซนติเมตร เจริญเป็นกอคล้ายหญ้า

ดอกสีขาว แต่มักไม่ค่อยออกดอกในเมืองไทย ปลูกได้ทั้งกลางแจ้งและร่มรำไร ขยายพันธุ์ด้วยการแยกกอ


หนวดปลาดุกแคระ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ophiopogon Japonicus (L.f) Ker Gawl. cv Kyoto Dwarf.

วงศ์ : CONVALLARIACEAE

ไม้ คลุมดินโตช้าสูง3-5เซนติเมตรใบเล็กสีเขียวเข้ม มีดอกสีม่วงเล็กๆ นิยมใช้จัดสวนญี่ปุ่น ปลูกแทนหญ้าในบริเวณที่ปลูกหญ้าไม่ได้หรือตัดหญ้าไม่สะดวก

ปริกน้ำค้าง

ชื่อสามัญ : Asparagus Fern
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Asparagus densiflorus (Kunth) Jessop
ชื่ออื่น : ปริก,  ปริกน้ำค้าง

วงศ์ : ASPARAGACEAE
ถิ่นกำเนิด : แอฟริกาใต้

เป็น ไม้คลุมดิน ต้นเล็กแตกกิ่งก้านเป็นพุ่มห้อยโค้งลง ใบจริงเปลี่ยนเป็นหนามเล็กๆ ส่วนที่ดูคล้ายใบคือส่วนของลำต้น เป็นรูปแถบหรือรูปเข็ม ปลายแหลมแข็งสีเขียวเป็นมัน

ดอกสีขาวเล็กๆ ผลทรงกลมเมื่อสุกสีแดง

ปริกหางกระรอก

ชื่อสามัญ : Foxtail Fern
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Asparagus densiflorus (Kunth.) Jessop cv.Myersii
ชื่ออื่น : ปริกหางกระรอก

วงศ์ : ASPARAGACEAE
ถิ่นกำเนิด : แอฟริกาใต้


เป็น ไม้คลุมดินในที่แสงแดดรำไร ทรงพุ่มสูง 30-50 เซนติเมตร ลำต้นสั้น แตกกิ่งก้านชี้ขึ้น ใบเป็นรูปเข็มสีเขียวเข้มออกรอบกิ่ง เป็นพวงรูปทรงกระบอกคล้ายหางกระรอก ยาวได้ถึง 50 เซนติเมตร โตช้า ชอบความชื้นสูง ขยายพันธุ์ด้วยการแยกกอมาปลูกใหม่ได้หากกอแน่นเกินไป


โปร่งฟ้า

ชื่อสามัญ : Feather Fern
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Asparagus setaceus (Kunth) Jessop
ชื่ออื่น : โปร่งฟ้า

วงศ์ : ASPARAGACEAE
ถิ่นกำเนิด : แอฟริกาตะวันออกและแอฟริกาใต้

เป็น ไม้คลุมดินต้นเป็นกอ กิ่งก้านทอดเลื้อย สามารถปักหลักผูกเป็นทรงพุ่มได้ ลำต้นที่คล้ายใบเป็นฝอยละเอียดแผ่แบนเป็นรูปสามเหลี่ยม สีเขียวอมน้ำเงิน

ขิงม่วง

ชื่อสามัญ : Blue Flower Bamboo, Blue Ginger
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dichorisandra thrysiflora J.G.Mikan
ชื่ออื่น : ขิงม่วง
ถิ่นกำเนิด : บราซิล

วงศ์ : COMMELINACEAE

ปลูกเลี้ยงขยายพันธุ์ง่ายหักกิ่งปักชำก็ขึ้น ลำต้นตั้งตรงสูงถึง 2 เมตร ใบเรียงสลับในระนาบเดียวกัน สีเขียวเข้มเป็นมัน
ช่อดอกออกที่ยอด รูปทรงกระบอก ยาวประมาณ 20 เซนติเมตร ดอกสีม่วง โคนกลีบสีขาว ชอบแสงแดดรำไร ถึงครึ่งวันเช้า


Dieffenbachia Schott




พืช สกุลนี้เรียกกันทั่วไปว่า สาวน้อยประแป้ง เป็นไม้พุ่มอายุหลายปี ลำต้นอวบน้ำตั้งตรง เห็นข้อปล้องชัดเจน ภายในมีน้ำยางที่เป็นพิษ หากกินเข้าไปจะทำให้เป็นใบ้ จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ไอ้ใบ้" หรือ Dumb Cane ใบรูปรีหรือขอบขนานออกเวียนสลับรอบต้น มีลวดลายแตกต่างกันไป ช่อดอกออกที่ซอกใบใกล้ปลายยอด มีกาบรองดอกหุ้มปลีดอกเอาไว้ ผลกลมเมื่อสุกสีส้มหรือแดง

ชอบดินร่วนระบายน้ำดี แสงแดดรำไรถึงครึ่งวันฃยายพันธุ์ง่ายโดยการตัดยอดหรือลำต้นมาปักชำ เวลาตัดยอดหรือลำต้นมาเพื่อขยายพันธุ์ต้องปล่อยให้ยางแห้งก่อน แล้วใช้ปูนแดงหรือยาฆ่าเชื้อราป้ายทิ้งไว้ก่อนนำมาปักชำ ต้องระวังอย่าให้น้ำมากเกินไปเพราะอาจทำให้ลำต้นเน่า หรือ รากเน่าได้

สาวน้อยประแป้งถือเป็นไม้มงคลที่นิยมปลูกกันมากในอดีต ปัจจุบันที่ยังเห็นกันอยู่ ดูตามนี้

ช้างสามสี

Dieffenbachja x bausi Regel

ช้างเผือก

Dieffenbachia maculate

(Lodd.) Bunting cv Barraquiniana

อาบูหะซัน หรือ ช้างดำ

Dieffenbachia x memoria-corsil Fenzl

ขุนเม็งราย หรือ ทรอปิกสโนว์

Dieffenbachia maculate (Lodd.)

Bunting cv Tropic Snow

 เสือโคร่ง  

Dieffenbachia sequine

(Jacq.) Schott cv. Nobilis

นางพญาหงสา

Dieffenbachia daguensis

 หงสามหาราช

Dieffenbachia  sp.

เศรษฐีวิลสัน

Dieffenbachia  cv. Wilson’s Delight

 รูดอล์ฟ

Dieffenbachia maculate (Lodd.) Bunting cv. Roudolph Roehers

สโนว์ดรอป

Dieffenbachia camilla


Aglaonema schott

อโกลนีม่าหรือ แก้วกาญจนา

                                    สยามออโรร่า

ถิ่น กำเนิด เขตร้อนของทวีปเอเซีย พบทั่วโลกประมาณ21ชนิด มีทั้งเป็นไม้พุ่มและไม้เลื้อย

ลำต้นอวบน้ำมีข้อปล้องชัดเจน ลวดลายใบแตกต่างกันไป ช่อดอกแยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน ผลเป็นรูปทรงกลมเมื่อสุกสีแดงสด สามารถนำมาขยายพันธุ์ต่อไปได้ แตกกอง่าย ข้อต้นถี่ มีน้ำยางใสที่ไม่เป็นพิษ

จะเห็นได้ว่า อโกลนีมามีลักษณะทั่วไปคล้ายสาวน้อยประแป้ง ต่างกันที่อโกลนีมามีข้อต้นถี่และน้ำยางใสไม่เป็นพิษและด้วยลวดลายสีสันบนใบ และความแข็งแรงทนทาน อโกลนีมาจึงได้รับความนิยมในการนำมาปลูกเป็นไม้ประดับกันมาก การปลูกเลี้ยงก็ง่ายในแสงแดดรำไรและดินมีการระบายน้ำดี บางชนิดทนต่อสภาพชื้นแฉะ บางชนิดทนต่อสภาพแห้งแล้ง หรือมีแสงแดดส่องมาก มีทั้งเลี้ยงง่ายโตเร็ว และเลี้ยงง่ายโตช้า แล้วแต่ ขยายพันธุ์ได้หลายวิธี อาจใช้การตอน การแยกหน่อ หรือปักชำยอด หรือปักชำลำต้น ศัตรูที่ควรระวังคือพวกเพลี้ยแป้ง เพลี้ยหอยดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณซอกใบตามปลายยอด ชอบปุ๋ยคอกมากกว่าปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ประหยัดไปอีกอย่าง สำหรับอโกลนีมาที่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับมี 2กลุ่มคือ กลุ่มที่มีลำต้นตั้งตรงและกลุ่มที่มีลำต้นทอดเลื้อย ที่นำมาคือเป็นต้นที่ควรรู้จัก สำหรับต้นที่ผสมขึ้นใหม่ จะมีหนังสือเฉพาะสำหรับผู้สนใจพิเศษ ในที่นี้จะกล่าวถึงอโกลนีมาทั่วไปออกจะเป็นไม้เก่าดั้งเดิมเริ่มต้น แต่ที่กำลังนิยมอยู่ก็มีอยู่บ้าง

เขียวพันปี


ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aglaonema commutatum Schott

ถิ่น กำเนิดในฟิลิปปินส์ และตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะเซลีเบส

ทรงพุ่มค่อนข้างใหญ่ ใบรูปใบหอก ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมนหรือรูปหัวใจ สีเขียวเข้มเป็นมัน มีลายแถบเล็กๆทั้งสองด้านระหว่างเส้นใบย่อยคล้ายลายขนนก

มีลายเป็นปื้นสีเขียวอ่อนกระจายอยู่ทั่วใบ

เขียวหมื่นปี

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aglaonema commutatum Schott cv.Maria

ชื่ออื่น : ริ้วทอง, กวักทางลาย

ถิ่นกำเนิดในฟิลิปปินส์ ทรงพุ่มเล็กใบรูปขอบขนานแคบ ปลายแหลม สีเขียวเข้มเป็นมัน มีแถบสีด่างเทาระหว่างเส้นใบ เลี้ยงง่าย

โพธิ์เงิน


ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aglaonema brevispathum (Engl.) Engl. f. hospitum (F.N.Wms.) Nicolson

ถิ่น กำเนิด เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ต้นเป็นพุ่มสูงประมาณ40ซม. ใบรูปไข่ปลายแหลมสีเขียว มีจุดแต้มสีขาวห่างๆทั่วใบแผ่นใบหนา เส้นใบเป็นร่องลึก ก้านใบเล็กยาว

โพธิ์เงินลาย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aglaonema costatum N.E.Br

ชื่ออื่น: โพธิ์นำเงินเล็ก

ต้น นี้เรียกกันว่า ใบ้สามสี มาแต่โบราณ ถิ่นกำเนิด มาเลเซีย มีลำต้นทอดเลื้อยใต้ดิน ใบรูปหัวใจ ปลายใบเรียวแหลมสีเขียวเข้มเป็นมัน มีเส้นกลางใบและจุดแต้มเล็กๆสีขาวนวลทั่วใบ เจริญได้ดีในดินที่มีใบไม้ผุและธาตุอาหารสมบูรณ์

เงินเต็มบ้าน


ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aglaonema commutatum Schott. var. picturatum Jervis 'Mutton-fat Jade'

ถิ่น กำเนิด ฟิลิปปินส์

พุ่มขนาดกลางแตกหน่อปานกลาง โตเร็ว ใบรูปไข่ปลายแหลมเป็นติ่ง โคนมนหรือรูปหัวใจ ใบสีเขียวเข้มเหลือบสีเทาเงิน มีปื้นสีเขียวหรือเขียวอมเทาที่ขอบใบ ใต้ใบสีเขียวเข้ม ก้านใบสีเขียวเข้ม โคนกาบใบมีขีดสีเทาจาง



อโกลนีม่าชนิดอื่นๆ


คล้า


อยู่ในวงศ์  MARANTACEAE หรือเรียกกันว่า Arrow Root Famly มีประมาณ 31 สกุล 550 ชนิด


ถิ่น กำเนิดอยู่ในเขตร้อน ส่วนใหญ่อยู่ในแถบอเมริกาใต้ แอฟริกา และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งประเทศไทย

มักพบในป่าดิบชื้น มีแสงรำไรหรือในพื้นที่ชื้นแฉะทั่วไป

คล้าจัดเป็นไม้ยืนต้นที่มีเนื้ออ่อน เจริญเติบโตเป็นกอ เป็นพุ่ม อายุหลายปี ลำต้นมีทั้งตรงและเลื้อย มีเหง้า หรือหัวใต้ดิน แตกหน่อได้ ใบเป็นใบเดี่ยวออกสลับกัน มักมีลวดลายและสีสันบนใบสวยงาม โคนต้นมีกาบหุ้มใบ

ลักษณะประจำของพืชวงศ์นี้คือแผ่นใบสองด้านของเส้นกลางใบไม่เท่ากัน ขณะใบยังอ่อนด้านใหญ่จะม้วนหุ้มด้านเล็กไว้ นอกจากนี้ตรงรอยต่อของก้านใบกับแผ่นใบจะโป่งออก มีหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของใบ เวลากลางวันใบจะกางออก และจะห่อขึ้นในเวลากลางคืน คล้ายกับการพนมมือ จึงมีคนเรียกชื่อพืชวงศ์นี้ว่า "Prayer Plant"

ดอก ออกเป็นช่อบริเวณยอดอ่อนจากซอกกาบใบ ดอกจะออกเป็นคู่จากกาบรองดอกที่เรียงซ้อนกันเป็นแถวในแนวระนาบเดียวกัน สลับซ้ายขวาจากแกนช่อดอกหรืออาจเรียงกันเป็นวง ช่อดอกสมบูรณ์เพศ มีกลีบเลี้ยงและกลีบดอกอย่างละ3กลีบ เกสรเพศผู้จำนวนมากแต่สมบูรณ์เพียง1อัน ส่วนที่เหลือเป็นหมัน และจะเปลี่ยนรูปไปคล้ายกลีบดอก1กลีบ ลักษณะของช่อดอกมี4แบบคือ1 แบบดอกช่อกระจุกอยู่ปลายก้าน 2 แบบช่อแขนง 3 แบบช่อกระจะ 4 แบบช่อเชิงลด

ผลซึ่งไม่ค่อยจะพบนักมี2ลักษณะคือผลแห้งเมื่อแก่อาจแตกหรือไม่แตกออก และผลที่มีเนื้อนุ่ม และมีเมล็ด1-3เมล็ด

ธรรมชาติ ของคล้ามักขึ้นตามป่าชื้นที่มีดินแฉะหรือมีน้ำขัง เจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศเย็น ความชื้นสูง แสงรำไร ลมโกรกน้อย แต่ก็มีบางสกุลที่ทนอุณหภูมิต่ำมากๆได้

ใบของคล้าจะไวต่อแสงแดด ความชื้นและอุณหภูมิของสภาพแวดล้อมมาก เช่นในฤดูฝนใบจะมีสีสันและลวดลายสวยงาม แต่ถ้าได้รับแสงแดดจัดขณะมีความชื้นในอากาศน้อยและมีอุณหภูมิสูง เช่นในฤดูร้อนหรือฤดูหนาว จะทำให้เกิดรอยไหม้บนใบหรือขอบใบแห้ง ส่วนวัสดุปลูกนั้นต้องมีความชุ่มชื้น มีการระบายน้ำดี และมีอินทรียวัตถุปนอยู่บ้างเช่น ดินปนทราย

การ ขยายพันธุ์ควรทำในช่วงฤดูร้อนถึงฤดูฝน วิธีที่นิยมกันคือการแบ่งเหง้าหรือหัวที่โตเต็มที่มาปลูกใหม่ ราว2-3สัปดาห์ต้นใหม่ก็จะตั้งตัวได้และเริ่มผลิใบใหม่ขึ้น ส่วนการเพาะเมล็ดจะให้ผลช้ากว่าและต้นที่ได้อาจมีการกลายพันธุ์จากต้นเดิม จึงไม่นิยม ยกเว้นทำเพื่อผลิตลูกผสมใหม่

โรค แมลงศัตรู โรคที่พบมากคือโรคใบจุดสนิม เกิดจากเชื้อรา จะมีจุดสีน้ำตาลกระจายทั่วไป ระบาดมากในฤดูหนาว ส่วนแมลงศัตรูที่พบได้แก่ เพลี้ยแป้ง ตั๊กแตน หนอนบุ้งและไรแดง

ปัจจุบันคล้าที่ปลูกกันอยู่ในประเทศไทยมีทั้งชนิดเป็นพันธุ์พื้นเมือง และนำเข้ามาจากต่างประเทศ ได้แก่

คล้าซิก้าร์

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Calathea lutea (Aubl.) Mey

ชื่อสามัญ:  Cigar Flower Plant

วงศ์: MARANTACEAE


                        เจริญเป็นกอ สูงได้ 3-5 เมตร ใบขนาดใหญ่ซึ่งแทงขึ้นมาจากเหง้าใต้ดิน กว้างประมาณ 0.7 เมตรยาวได้ถึง 1.7 เมตร 

แผ่นใบรูปไข่ถึงรูปไข่กลับ สีเขียวเนื้อใบหนา เรียบเกลี้ยง

ด้านท้องใบเคลือบด้วยสีขาวนวลและแห้ง ช่อดอก ยาวประมาณ 30 ซม. กาบรองดอกรูปไข่สีน้ำตาลปนแดงดอกสีเหลือง ขยายพันธุ์ ด้วยการแยกกอ

สาคูด่าง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Maranta arundinacea L. 'Variegata'

ชื่ออื่น : ว่านนกยูง

ถิ่นกำเนิด : ตอนกลางและตอนใต้ของอเมริกา

เจริญ เป็นกอแตกกิ่งก้านได้ สูง1-2เมตร ใบยาว18-20ซม.รูปไข่ปลายเรียวแหลม โคนป้านขอบใบเรียบ

ด้านบนสีเขียวมีแถบด่างสีขาวนวลอมเหลืองตามแนวเส้นใบย่อยในแต่ละใบไม่เท่า กัน แต่มีขลิบขอบใบทุกใบด้วยแถบด่าง

ใต้ใบสีเขียวอ่อน ก้านใบกลมสีเขียว

กาเหว่าลาย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Calathea lancifolia Boom

ชื่ออื่น : คล้ากาเหว่า

ต้น เป็นกอสูง 30-45 ซม.ใบหนา กว้าง4-5.5ซม. ยาว 25-35 ซม. รูปแถบ แผ่นใบมีรอยนูนเป็นคลื่น ด้านบนสีเขียวอ่อนอมเหลือง มีลายรูปเรียวรีและจุดสีเขียวเข้มตามรอยนูนสลับกันทั้งสองด้านของแผ่นใบ

ขอบใบขลิบสีเขียวเข้ม ใต้ใบสีม่วงแดง ก้านใบกลมสีเขียวเข้ม ยาว20-30ซม. รอยต่อกับแผ่นใบสีม่วงแดง

ทนต่อแสงแดดมาก นิยมปลูกเป็นไม้ประดับจัดสวน

ใบละร้อย


ชื่อวิทยาศาสตร์ : Calathea vaginata Petersen

ถิ่นกำเนิด: กายอานา โคลัมเบีย นิคารากัว

ต้น เป็นพุ่มเล็กสูง 10-20 ซม.ใบยาว10-13ซม.ค่อนข้างกลมปลายมนกึ่งกลม โคนใบกลม ขอบเรียบ มีรอยนูนตามเส้นใบย่อย

ด้านบนสีเขียวอ่อนอมเทาเหลือบเงิน ขอบใบขลิบสีเขียวเข้ม ใบอ่อนมีสีแดงเรื่อ และค่อยๆจางลงเมื่อใบแก่ เส้นกลางใบสีแดง ใต้ใบสีม่วงแดง ก้านใบกลมสั้น สีม่วงแดง

คล้าม้าลาย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Calathea zebrina (Sims) Lindl

ชื่ออื่น : คล้าเสือโคร่ง, ว่านพญาเสือโคร่ง, Zebra Plant

ถื่นกำเนิด: บราซิล

เป็น พุ่มกว้าง สูงถึง1เมตร ใบยาว30-35ซม.รูปรีเรียว ปลายแหลมโคนสอบ ขอบเป็นคลื่นเล็กน้อย ด้านบนเป็นกำมะหยี่ สีเขียวอ่อนสลับกับลายแถบสีเขียวเข้มคล้ายหางลูกธนู เส้นกลางใบสีขาวอมเขียว ใต้ใบสีม่วงแดง และมีกาบหุ้มตลอดแนวก้าน

ว่านเสน่ห์ขุนแผน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Calathea majestic H.Kern.

ถิ่นกำเนิด: ลุมแม่น้ำอเมซอน และบางแห่งในอเมริกาใต้

ต้น สูง35-50ซม. ใบหนายาว20-25ซม.รูปไข่ค่อนข้างเรียว ปลายแหลมโคนใบกลม ขอบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อยด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมันตามรอยนูนของเส้นใบย่อย กึ่งกลางใบและขอบใบ ส่วนที่เป็นร่องระหว่างรอยนูนมีเส้นริ้วสีขาวพาดเฉียงกลุ่มละ4เส้น เรียงไม่เป็นระเบียบ

ต่างกับ C. elliptica 'Vittata' ที่เรียงเป็นระเบียบ เส้นกลางใบเป็นร่อง ใต้ใบสีม่วงแดง เมื่อแก่จะจางเล็กน้อย ก้านใบกลมยาวสีเขียวเข้ม

ว่านเสน่ห์ขุนแผน ว่านเสี่ยงทาย โรซีโอลิเนียตา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Calathea majestic H.Kern. 'Roseo-lineata'

ชื่ออื่น : ว่านเสี่ยงทาย, โรซีโอลิเนียตา

ถิ่นกำเนิด: กายอานา, โคลัมเบีย และเอกวาดอร์

ต้น สูงถึง 1เมตรใบหนายาว25-30ซม.รูปไข่ปลายแหลม โคนป้าน ขอบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย

ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมันมีเส้นริ้วพาดเฉียงเป็นกลุ่มๆละ2-3เส้น ยาวไม่เท่ากัน(คล้าย C.majestica) เส้นกลางใบซึ่งเป็นร่องและเส้นริ้วของใบอ่อนมีสีแดงอมชมพู เมื่อแก่จึงจางเป็นสีขาว ใต้ใบสีม่วงแดง

ก้านใบกลม ยาว สีเขียวเข้ม เจริญเติบโตได้ดีทั้งในที่ร่มและแสงแดดจัด

ว่านดาบขุนแผน เสน่ห์ขุนแผน ซานเดอเรียนา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Calathea 'Sanderiana'

ชื่ออื่น : เสน่ห์ขุนแผน ซานเดอเรียนา

ถิ่นกำเนิดในเปรู

ต้น สูง 35-50ซม. ใบหนายาว25-30ซม.รูปไข่กว้างปลายแหลม โคนป้าน ขอบเป็นคลื่นเล็กน้อย

ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน มีลายขีดสีขาวยาวไม่เท่ากันพาดขวางเป็นกลุ่ม กลุ่มละ3-4เส้น ใบอ่อนมีริ้วชมพูเมื่อใบแก่จะจางลงเป็นสีขาว (คล้ายคล้าขุนแผน) เส้นกลางใบสีเขียวอ่อน

ใต้ใบสีม่วงแดง ก้านใบกลม สีเขียวเหลือบม่วงแดง รอยต่อกับแผ่นใบสีเขียวอ่อน เจริญเติบโตได้ดีในไทย

คล้าพลายชุมพล

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Calathea elliptica (Roscoe) Schum.'Vittata'

ชื่ออื่น : คล้าวิตตาตา

ถิ่นกำเนิด: โคลัมเบีย และบราซิล

ต้น สูง 40-60ซม.ใบยาว15-20ซม.รูปไข่เรียว ปลายเรียวแหลม โคนใบกลม ขอบเรียบ ด้านบนสีเขียวสดเป็นมัน มีเส้นริ้วสีขาวพาดขวางแผ่นใบเป็นคู่อย่างเป็นระเบียบทั้งสองด้าน เส้นกลางใบสีเขียวอ่อน ใต้ใบสีเขียวเทา ก้านใบกลม สีเขียว

คล้ายูงรำแพน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Calathea roseo-picta (Lindl.) Reg. 'Illustris'

ชื่ออื่น : อิิลลัสตริส

ถิ่นกำเนิด : เปรู

ต้น สูง50-60ซม.ใบหนายาว25-35ซม. รูปรีกว้างปลายแหลม ขอบเป็นคลื่นเล็กน้อย มีรอยนูนตามเส้นใบย่อย

ด้านบนสีเขียวเป็นมัน มีลายแถบสั้นๆสีเขียวเข้ม สลับกับสีเขียวอ่อนพาดตามแนวเส้นใบย่อย ถัดมาเป็นลายโค้งหยักสีขาวขลิบสีเขียวเข้ม ขนานกับขอบใบ แล้วเป็นสีเขียวเข้มที่ริมใบ เส้นกลางใบเป็นร่องสีเขียวอ่อน ใต้ใบสีม่วงแดงก้านใบกลมสีม่วงแดง รอยต่อกับแผ่นใบสีน้ำตาลแดงอ่อนช่อดอกแบบช่อเชิงลด ทรงกระบอก กาบรองดอกสีเขียวอ่อน ซ้อนกันแน่น ดอกสีขาว เจริญเติบโตได้ดีในประเทศไทย

คล้าซันโต

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Calathea roseo-picta (Lindl.) Reg.



ถิ่นกำเนิด : บราซิล

ต้น สูง 15-30ซม. ใบหนา ยาว15-20 ซม.รูปรีกว้างเกือบกลม ปลายมนมีติ่งแหลม ขอบเป็นคลื่นเล็กน้อย แผ่นใบนูนเป็นคลื่นตามแนวเส้นใบย่อยด้านบนสีเขียวเข้มเหลือบเงิน ตรงกึ่งกลางติดกับเส้นกลางใบมีแถบสีขาวเล็กๆ ส่วนลายหยักสีขาวที่ขนานกับขอบใบมักจะโค้งตามร่องแผ่นใบ ใบอ่อนเส้นกลางใบมีสีแดง เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีขาว ใต้ใบสีม่วงแดง ก้านใบกลม สั้น สีม่วงแดง

ช่อดอกแบบช่อเชิงลด ก้านช่อดอกกลมสั้น สีท่วงแดง กาบรองดอกสีเขียวอ่อน เรียงสลับกันเป็นวง ดอกสีขาวและสีม่วงอ่อน

ทับทิมเศรษฐี

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ctenanthe oppenheimiana (E.Morr.) Schum.cv. Tricolo

ถิ่นกำเนิด: ตะวันออกของบราซิล

ต้นแข็งแรงแตกกอมาก ใบรูปใบหอก ปลายใบมนมีติ่งแหลม

แผ่นใบมีริ้วลายสีเขียวเข้มสลับขาว ใต้ใบสีม่วง แดง ตลอดจนถึงก้านใบ เมื่อใบพลิ้วพับจะเกิดสีสลับตัดแซมกับสีแดงเข้มทั้งกอสวยงามมาก

เป็นที่นิยมสำหรับจัดสวนมาก

ว่านแสงสุริยา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Stromanthe sanguinea (Hook.) Sander

ชื่ออื่น : ว่านแสงอาทิตย์ใบเล็ก

ถิ่นกำเนิด: บราซิล

เป็น กอแน่นสูงถึง1.5เมตร ใบยาว25-50ซม.รูปขอบขนานแกมรูปรีเป็นรูปใบหอก ปลายใบเรียวแหลม

ขอบเรียบมีรอยนูนตามเส้นใบย่อย ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน เส้นกลางใบสีเขียวอ่อนอมเหลือง ใต้ใบสีแดง

ช่อดอกแบบช่อกระจะ กาบรองดอกสีแดง ดอกสีขาว

คล้าถุงเงิน

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Calathea picturata (Lindl.) K.Koch & Lindl. 'Argentea'

ชื่ออื่น : Argentea

ถิ่นกำเนิด: บราซิล

ต้น สูง 30-50 ซม. ใบหนา ยาว15-20 ซม. รูปรีปลายแหลม โคนสอบ ขอบเรียบ ใบเป็นมัน ด้านบนสีเขียวอ่อนอมเทาขลิบสีเขียวเข้มที่ขอบใบ ใต้ใบเป็นกำำมะหยี่สีม่วงแดง ก้านใบกลมยาว สีเขียวเหลือบน้ำตาลแดง

ช่อดอกแบบช่อเชิงลด เป็นแท่งยาว ก้านช่อดอกกลมยาวสีม่วงแดง กาบรองดอกสีน้ำตาลแดงอมม่วง เรียงชิดซ้อนกันเป็นวง ดอกสีขาว

คล้าทอง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Calatgea picturata (Lindl.) K.Koch & Lindl. 'Vandenheckei'

ชื่ออื่น : แวนเดนเฮกคีอาย

ถิ่นกำเนิด : เม็กซิโก

ต้น สูง 30-50 ซม.ใบยาว18-20 ซม. รูปรีปลายแหลม โคนสอบ ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย มีรอยนูนตามเส้นใบย่อย

ด้านบนสีเขียวเข้มเหลือบเงิน กึ่งกลางใบติดกับเส้นกลางใบ และกึ่งกลางของแผ่นใบทั้งสองด้านมีลายหยักสีเขียวอมเทา เปป็นแถบขนานกับขอบใบใต้ใบเป็นกำมะหยี่สีม่วงแดง ก้านใบกลม ยาวสีเขียวปนม่วงแดง รอยต่อกับแผ่นใบสีน้ำตาลแดง

ช่อดอกแบบช่อเชิงลด เป็นแท่งกลม ก้านช่อดอกสั้นมาก สีน้ำตาลแดง กาบรองดอกสีเขียวปนน้ำตาลแดง ดอกสีขาว

คล้าชนิดนี้เมื่อยังเล็กมีชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า Calatgea picturata  'Vandenheckei'

เมื่อโตเต็มที่มีชื่อว่า Calathea picturata

คล้าริบบิ้นแดง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Calathea rofibarba Fenzl

ชื่ออื่น : รูฟิบาร์บา

ถิ่นกำเนิด: บราซิล

พุ่ม โปร่งสูง 30-40 ซม. ใบยาว18-20ซม.รูปใบหอกแคบแกมรูปขอบขนาน ปลายแหลม ขอบใบเป็นคลื่นสม่ำเสมอ

ด้านบนสีเขียวเข้มเหลือบเงิน เส้นกลางใบสีเขียวอ่อน ใต้ใบสีม่วงแดง มีขนอ่อนนุ่ม ก้านใบกลมยาว สีเขียวปนน้ำตาลแดงและมีขนนุ่ม

แรบบิตส์ฟุต

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Maranta leuconeura E.Morren var. kerchoveana (hort.) E.Morren 'Rabbit's Foot'

ชื่ออื่น : Rabbit's Foot

ถิ่นกำเนิด : บราซิล

ลำ ต้นทอดเลื้อยตามผิวดิน ใบยาว10-12ซม.รูปรีสั้น ปลายแหลมรวบ โคนใบรูปหัวใจ ขอบเรียบมีรอยนูนตามเส้นใบย่อย ด้านบนเป็นกำมะหยี่สีเขียวอมเทา มีแต้มสีเขียวมะกอกระหว่างรอยนูน

ใต้ใบสีเขียวอมเทา ก้านใบสีเขียว มีกาบหุ้มช่อดอกแบบช่อเชิงลด ชูสูงขึ้นจากพุ่มใบ ก้านช่อดอกสีเขียวเหลือบน้ำตาลแดง กาบรองดอกเรียวแหลม ขนาดเล็กสีน้ำตาลแดง

ดอกสีขาวและมีแต้มสีม่วงอยู่กึ่งกลางดอก

กาเล็ดกาเว้า

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Stachyphrynium jagorianum (K.Koch) Schum

ชื่ออื่น : กาเหว่า

ถิ่นกำเนิด: อินเดียและในประเทศไทยแถบสุราษฎร์ธานีและตรัง

ต้น เป็นพุ่มสูงปานกลาง ใบยาว14-18ซม.รูปขอบขนานค่อนข้างเรียวแคบ ปลายเรียวแหลม ขอบเรียบ มีรอยนูนตามเส้นใบย่อย

ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน มีแต้มเรียวแหลมสีเขียวเข้มตามรอยนูน เรียงสลับทั้งสองด้านของแผ่นใบ เส้นกลางใบสีเขียวอ่อน

ใต้ใบสีเขียวอ่อน ก้านใบกลมเล็กสีเขียว




















































ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view