สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

ต้นนี้อยู่บทไหน ดูที่นี่

ค้นหาต้นไม้ได้ตรงนี้

สวนสไตล์ต่างๆ

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

สัตว์ในสวน- ศัตรูพืช และโรคพืช- สารฉีดพ่นปลอดภัย

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ต้นไม้ชื่อนี้มีระดับ

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

เลือกปลูกต้นไหนดีหนา ?

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 29/05/2017
สถิติผู้เข้าชม 7,575,595
Page Views 12,076,668
 
« May 2017»
SMTWTFS
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031   

สมุนไพร 2

สมุนไพร 2

สมุนไพร 2

อัน ที่จริงแล้วไม่ค่อยอยากนำเรื่องต้นไม้ที่ลงในบทอื่นแล้วมาลงซ้ำๆแต่พอพูดถึง สรรพคุณ ทางสมุนไพรแล้วบางทีก็เลี่ยงไม่ได้เหมือนกัน จะลงเพิ่มในข้อมูลเดิมก็เกรงว่าจะยืดยาวเกินไป น่าเบื่อ เฉพาะผู้สนใจติดตามก็แล้วกัน

ว่าไปแล้วต้นไม้ทั้งหลายมักมีสรรพคุณทางสมุนไพรเกือบทั้งสิ้นมากบ้างน้อย บ้างก็แล้วแต่ บางชนิดก็เด่นจนออกหน้าก็จัดเป็นพืชสมุนไพร คือทั้งต้นใบดอกรากทั้งแห้งทั้งสดล้วนแล้วแต่นำมาเป็นยารักษานั่นนี่ได้หมด แต่บางต้นมีสรรพคุณทางยานิดๆหน่อยๆแต่ทรวดทรง ดอกใบสวยงามดูแล้วถูกอกถูกใจก็จัดเป็นไม้ใหญ่ยืนต้น ไม้พุ่ม ไม้คลุมดิน ไม้ร่ม ไม้น้ำเพื่อการเป็นไม้ประดับไป  แต่เดี๋ยวจะเลือกที่สวยๆแต่มีสรรพคุณทางยาเข้ามาด้วย เรียกว่าทั้งคุณสมบัติและรูปสมบัติพร้อมเพียบ

เรียงตามอักษรไม่ค่อยถนัดนัก อย่าถือสา จะค้นหาก็เลยค่อนข้างยุ่งนิดหน่อย เหมาะกับการดูไปเรื่อย

บทนี้ต่อตามกันมาจากสมุนไพร 1


* พญาไร้ใบ,พญาสัตบรรณ,พะยอม,พิกุล,พิมเสน,พิมเสนต้น,พิลังกาสา,เพชรสังฆาต,แพงพวย,พริกไทย,พริกขี้หนู,พลับพลึง,พลู,พลูคาว,พรหมตีนสูง, พะยูง,เพกา, โพทะเล,พิกุล, พุดตาน,พุดทรา,พระเจ้าห้าพระองค์
* ฟ้าทะลายโจร,ไฟเดือนห้า,ฟักข้าว,ฟักเขียว,ฟักทอง

มดยอบ,มหาหิงคุ์,มะกรูด,มะกอก,มะกอกน้ำ,มะกอกโอลีฟ,มะกา,มะเกลือ,มะกล่ำตาหนู,มะขาม,มะขามแขก,มะขามเทศ, มะขามป้อม, มะเขือขื่น ,มะเขือเทศ, มะเขือพวง, มะเขือยาว ,มะดัน,มะเดื่ออุทุมพร,มะตูมมะนาว,มะเฟือง,มะยม,มะระขี้นก,มะรุม,มะละกอ,มะแว้งเครือ,มะแว้งต้น,มะหาด,มะอึก,มังคุด,มันแกว,มันเทศม้ากระทืบโรง,ม้าทลายโรง,แมงลัก,โมกมัน,ไมยราบ

ยอ,ยาแก้มะโหกโตน,ย่านาง,ยี่โถ,ยี่หร่า,ยูคาลิปตัส

รกฟ้า, ระงับพิษ,  รัก, รักทะเล, รางจืด,รางจืดต้น,  ราตรี, รามใหญ่,รำเพย, เร่ว

         
ละมุด
, ละมุดสีดา, ละหุ่ง,ลาน, ลำดวน, ลำพู, ลำแพน, ลำโพงขาว,ลำไย, ลิ้นมังกร, ลูกใต้ใบ,เล็บครุฑ,เล็บมือนาง,เล็บเหยี่ยว, เลี่ยน, เลือดแรด,โล่ติ๊น, ฤาษีผสม

ว่านกีบแรด, ว่านไก่แดง, ว่านนกคุ่ม,ว่านนาคราช, ว่านน้ำ, ว่านเพชรหึง, ว่านมหากาฬ, ว่านลูกไก่ทอง,ว่านสิงหโมรา, ว่านหางจระเข้,ว่านเพชรน้อย

สนแผง, สนุ่น, เสนียด,สบู่แดง,สบู่ดำ, สบู่เลือด, ส้มเช้า บ่ายมัน, ส้มป่อย, ส้มมือ,  สลัดไดป่า,

สะแกนา,สะระแหน่,สะระแหน่ญี่ปุ่น, สาบเสือ,สาบหมา,สาบแร้งสาบกา, สายน้ำผึ้ง,สายหยุด,สารภี,สำมะงา,สำรอง,สำโรง,สีเสียด,สุพรรณิการ์,เสน่ห์จันทร์ขาว,เสน่ห์จันทร์แดง,เสนียด,เสม็ดขาว,เสลดพังพอน,แสงจันทร์,แสม,แสมสาร,แสยก,แสลงพัน,โสน,โสม

หงอนไก่ไทย,หญ้าหนวดแมว,หญ้างวงช้าง,หญ้าปักกิ่ง, หญ้าถอดปล้อง, หนอนตายอยาก ,หนามแดง,หหนามวัวซัง,หนามพุงดอ,หนุมานประสานกาย,หม่อน,หว้า,แห้วหมู,หอมแดง,

หูกวาง,หูปลาช่อน,เหงือกปลาหมอดอกขาว,เหงือกปลาหมอดอกม่วง,โหระพา

อบเชย,อบเชยเถา,อ้อยแดง,อัคคึทวาร, อังกาบ,อัญชัน,อินทนิลน้ำ,อุตพิด,อุโลก,อูน,เอื้องดิน,เอื้องเพ็ดม้า

ฮ-ว่านง็อก,ฮ่อสะพายควาย




 พญาไร้ใบ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Euphorbia tirucalli L.

ชื่อสามัญ : Milk Bush

ชื่ออื่น : เคียะจีน พญาร้อยใบ เคียะเทียน

วงศ์ : EUPHORBIACEAE

ส่วนที่เราเห็นเกือบทั้งหมดเป็นส่วนของลำต้น มีสีเขียวเป็นเส้นกลม กิ่งก้านหักออกมามียางสีขาว ใบขนาดเล็กมาก

ไม้ ยืนต้นสูง4-7เมตร ไม่มีหนาม มีน้ำยางสีขาว อวบน้ำแตกกิ่งก้านสาขามาก กิ่งรูปทรงกระบอกเกลี้ยงสีเขียว ใบเดี่ยวออกเฉพาะส่วนที่ข้อและปลายยอด ลดรูปเป็นแผ่นขนาดเล็ก ร่วงง่าย

ดอกออกเป็นช่อกระจุกที่ปลายกิ่ง ใบประดับสีเหลืองอ่อน ดอกเพศผู้และเพศเมียไม่มีกลีบดอกอยู่ในช่อเดียวกัน ผลเป็นผลแห้งแตกได้
สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา
น้ำต้มจากรากใช้เป็นยาแก้ธาตุพิการ เป็นยาระบาย

หรือนำมาต้มรวมกับน้ำมันมะพร้าว ใช้ทาแก้ปวดท้อง

รากและใบตำเป็นยาพอกแก้ริดสีดวงทวาร

ทั้งต้นต้มน้ำดื่มแก้ปวดท้องและกระเพาะอาหารอักเสบหรือนำมาตำพอกบริเวณที่มีอาการปวดบวม กระดูกเดาะ

น้ำ ยางมีพิษมาก ใช้กัดหูด ทาแก้ปวดข้อ ใช้รักษาอาการพยาธิในท้องเด็ก

หรือใช้ทาตัวปลาแล้วนำไปย่างทั้งเกล็ด เมื่อสุกขอดเกล็ดออกให้เด็กกินเนื้อปลาแก้ โรคพุงโรก้นปอดได้

พญาสัตบรรณ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Alstonia scholaris (L.)R.Br.

วงศ์ : APOCYNACEAE

ชื่อสามัญ : Blackboard Tree , Devil Tree

ชื่ออื่น : สัตบรรณ ตีนเป็ด ยางขาว หัสบรรณ

ไม้ ผลัดใบระยะสั้นสูง20(40)เมตร เรือนยอดเป็นชั้นๆ ด้วยฟอร์มต้นที่สวยงาม ครั้งหนึ่งเคยขึ้นอันดับแนวหน้าไม้จัดสวนยอดนิยม ราคายิ่งใหญ่ยิ่งแพงเต็มไปด้วยวาสนาบารมี แต่ด้วยวันเวลาที่ผ่านมาแล้วผ่านไป ถึงตอนนี้ พญาสัตบรรณกลายเป็นต้นไม้ธรรมดาๆต้นหนึ่ง รู้จักในสถานภาพอื่นแล้วกัน นั้นคือสรรพคุณทางยา

ใช้ เปลือกต้นแก้บิด สมานลำไส้ แก้ไข้หวัด หลอดลมอักเสบ น้ำจากการคั้นใบใช้ทำความสะอาดแผลติดเชื้อ เปลือกและยางมีรสขมเป็นยาบำรุง ป้องกันการเน่า โลหิตจาง การมีประจำเดือนไม่ปกติ มาลาเรีย ฟันผุ การเจ็บปวดของอวัยวะสืบพันธุ์ของเพศชาย การเจ็บปวดบาดแผล


พะยอม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Shorea roxbueghii G.Don

วงศ์ : DIPTEROCARPACEAE

ชื่ออื่น : พยอม,กะยอม ขะยอมดง แคน พะยอมทอง พะยอมดง ยางหยวก

                ไม้ ต้นขนาดใหญ่อาจผลัดใบหรือไม่ผลัดใบก็ได้แล้วแต่สภาพแวดล้อมถ้าผลัดใบจะผลัด ใบในเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน ความสูงประมาณ 15-30 เมตร เปลือกแตกเป็นร่องสีเทาอมน้ำตาลเข้มเรือนยอดรูปไข่ทึบใบรูปขอบขนานรีปลายใบ ป้าน หลังใบมีขนสีน้ำตาลนิ่มปกคลุมช่อดอกออกที่ปลายกิ่งหรือกิ่งข้าง

ดอกออกเพียงข้างเดียวสีขาว มีกลิ่นหอมลือลั่น

สรรพคุณทางเป็นสมุนไพร

ใช้เปลือกต้นเป็นยาฝาดสมาน แก้ท้องเดิน และลำไส้อักเสบ นอกจากนี้ยังใช้เปลือกต้นเป็นสารกันบูด

ดอก รสหวานช่วยบำรุงหัวใจ และลดไข้  แก้ลมป่วง เข้ายาหอมยาลม

นำมาสกัดทำน้ำมันหอมระเหย ใช้แต่งกลิ่นเครื่องสำอาง


 


พิกุล

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mimusops Elengi Linn.

ชื่อสามัญ :  Bullet Wood

วงศ์ : SAPOTACEAE

ความ หอมของพิกุลจะเป็นรองก็แต่ดอกบุนนาค จัดเป็นหนึ่งในเกสรทั้งห้าอันมี ดอกมะลิ ดอกบัวหลวงดอกบุนนาคและดอกสารภี ใช้เข้าเป็นยาหอมแก้วิงเวียน

ใช้ดอกพิกุลผสมน้ำอมบ้วนปากทำให้ปากมีกลิ่นหอม และช่วยแก้โรคในช่องปากได้เช่น เหงือกอักเสบหรือแผลในช่องปาก

ใบต้มน้ำดื่มเป็นยาฆ่าพยาธิ เมล็ดแห้งบดผสมน้ำเล็กน้อยสวนทวารเด็กแก้ท้องผูกผลสุกกินได้แก้ปวดหัว เปลือกต้นตำผสมน้ำอมบ้วนปากแก้โรคในช่องปากได้เหมือนกัน

พิมเสนต้น

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pogostemon cablin (Blanco) Benth.
ชื่อสามัญ : patchouli
ชื่ออื่น :ใบหลม ใบอีหรม (ภาคใต้) ผักชีช้าง พญาสามร้อยราก
วงศ์ : Labiatae

เป็น ไม้ขนาดเล็ก สูง0.5-1เมตร ลำต้นตั้งตรง มีขนหนาแน่น มีกลิ่นหอม ใบเดี่ยวออกตรงข้าม ใบรูปไข่ กว้าง 5-8 ซม.ยาว 7-10 ซม.ขอบใบจักเป็นซี่ มีขนหนาแน่นปกคลุมทั้งด้านบนและด้านล่าง  ด้านล่างมีต่อมเป็นจุดๆ

ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบและที่ยอด ยาว2.5-14 ซม. ดอกย่อยมีขนาดเล็ก สีขาวประม่วง ผลแข็ง รูปรี ขนาดเล็ก แห้งไม่แตก
พิมเสนมีน้ำมันหอม ระเหยมากได้จากการสกัดกิ่งและใบอ่อนของต้นพิมเสน น้ำมันหอมระเหยที่ได้เมื่อเย็นจะตกเป็นผลึกสีขาวมีกลิ่นหอมเย็นซ่า นิยมใช้ปรุงเป็นน้ำหอม  ใช้ผสมน้ำอาบเพื่อระงับกลิ่นตัว ช่วยให้ผิวพรรณสะอาด
                  ในทางยาใช้ทาแก้ปวด ต้นพิมเสนเป็นส่วนผสมหนึ่งในตำรับยาหอม ตำรับยาแก้ไข้ ใบสดต้มน้ำดื่มแก้ปวดประจำเดือน ยาชงจากยอดแห้งและรากดื่มเป็นยาขับปัสสาวะและขับลม ผงใบใช้เป็นยานัตถุ์และเป็นยาทำให้จาม กิ่งและใบแห้งใส่ไว้ในตู้เสื้อผ้าทำให้มีกลิ่นหอมและช่วยป้องกันแมลงมากัด เสื้อผ้า ใบอ่อนและยอดอ่อนพิมเสนมีสรรพคุณช่วยบำรุงกำลัง ขับลม แก้บิด ท้องร่วง
แก้ปวดเอ็นและกระดูก รักษากลากเกลื้อน

  นอกจากนี้ยังมีพิมเสนอีกชนิดหนึ่งคือ

ภาพจากคู่มือเภสัชกรรมแผนไทยเล่ม 2 เครื่องยาพฤกษวัตถุ



พิมเสนต้น

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dryobalanops aromatica Gaerth

วงศ์ : DIPTEROCARPACEAE

ชื่อสามัญ : Borneo Camphor Tree



คือพิมเสนในธรรมชาติที่พบแทรกอยู่ในเนื้อไม้ของพืช เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่สูงได้ถึง 70 เมตร มีกิ่งก้านสาขาใหญ่  ใบเป็นใบเดี่ยว กว้าง2.5-5ซม.ยาว7.5-17.8ซม.ใบที่อยู่ตอนบนของต้นเรียงแบบสลับ ส่วนใบที่อยู่ตอนล่างออกตรงข้าม ใบรูปไข่ ขอบใบเรียบ ใบอ่อนสีแดง

ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่งและซอกใบ ดอกย่อยมีขนาดเล็ก มีกลิ่นหอม ผลเป็นผลแห้งไม่แตก กลีบนอกแผ่ออกเป็นปีก มี 1 เมล็ด

พิมเสน ที่พบมีลักษณะเป็นเกล็ดเล็กๆ สีขาวขุ่นหรือแดงเรื่อๆ มีกลิ่นหอมเย็น ฉุน พิมเสนบริสุทธิ์จะเป็นรูปหกเหลี่ยม ละลายในปิโตรเลียมอีเทอร์ เบนซิน
ปัจจุบัน พิมเสนจะได้จากสารสังเคราะห์ซึ่งจะมีรสเผ็ดกัดลิ้น ถ้าเป็นของแท้จากธรรมชาติจะไม่กัดลิ้นแต่จะทำให้เย็นปากคอ สมัยก่อนใส่ในหมากพลู  แพทย์แผนโบราณใช้เป็นยาขับเหงื่อ ขับเสมหะ กระตุ้นการหายใจ กระตุ้นสมอง บำรุงหัวใจ ใช้เป็นยาระงับความกระวนกระวาย
 
ทำให้ง่วงซึม ฉะนั้น อย่าใส่ไว้ในรถอาจเกิดอุบัติเหตุมีอันตรายได้ให้ระวังข้อนี้ด้วย
หรือถ้าใช้เกินขนาดอาจทำให้อาเจียน
การอบสมุนไพรก็ใช้พิมเสนเป็นส่วนประกอบในตัวยา พิมเสนซึ่งระเหิดเมื่อถูกความร้อนจะ มีกลิ่นหอม

ใช้เป็นส่วน ผสมในลูกประคบเพื่อช่วยแต่งกลิ่น ทำให้คลายเครียด

พุดตาน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hibicus mutabilis Linn.

ชื่อสามัญ : Cotton Rose

วงศ์ : MALVACEAE

ไม้ พุ่มดอกสวยดอกเมื่อแรกบานสีขาวแล้วเปลี่ยนเป็นสีชมพูและ แดงเป็นไม้ที่มีสรรพคุณทางสมุนไพรที่น่าสนใจอีกต้น สารที่พบในดอกและใบของพุดตานโดยมากจะเป็นสารในกลุ่มของยาฆ่าเชื้อเช่นสารแทน นิน และสารนี้จะมีมากที่สุดตอนดอกสีเข้มจัดและในใบที่แก่จัด

ตำรา ยาไทยใช้เป็นยาถอนพิษปวดบวมอักเสบภายนอกและใช้พอกแผลต่างๆ รักษา โรคคางทูม งูสวัด แผลมีหนอง หรือแผลจากการโดนความร้อน การใช้ให้ใช้ใบสด5-10ใบหรือใบแห้งบดผสมกับดอกแห้ง3-5 ดอก พอกบริเวณที่เป็นแผลเปลี่ยนยาพอกเช้าเย็นจะช่วยดูดหนองและลดอาการปวด

รากต้มน้ำดื่มหรือฝนทา แก้ประดง (อาการโรคผิวหนังมีผื่นคัน เป็นเม็ดขึ้นคล้ายผด คันมาก มักมีไข้ร่วมด้วย)


พระเจ้าห้าพระองค์

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dracontomelon dao (Blanco) Merr.& Rolfe

วงศ์ : ANACADIACEAE

ชื่ออื่น : กะโค,โก, ซังกวน สะกวน, แสนตาล้อม

ไม้ ยืนต้นขนาดใหญ่ สูง20-40เมตร ผลัดใบระยะสั้นๆ เรือนยอดกลมทึบ ลำต้นตรงยาว โคนเป็นพูพอนสูง เปลือกนอกสีน้ำตาลปนเทา แตกเป็นร่องติ้นตามยาวลำต้น เปลือกในสีแดงอ่อน

ใบ ประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงตรงข้ามเยื้องเล็กน้อย มีใบย่อย6-9คู่ ใบรูปไข่หรือขอบขนาน กว้าง3-6ซม.ยาว6-15ซม. ปลายใบเป็นติ่งแหลม  โคนใบเบี้ยว ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่น ใบอ่อนสีชมพูเรื่อ

ดอกออกเป็นช่อแยกแขนงตามซอกใบและปลายกอ่ง ยาว15-25ซม. กลีบเลี้ยง 5กลีบ กลีบดอก5กลีบ ปลายกลีบม้วนออกด้านนอก ดอกสีขาวมีกลิ่นหอมอ่อนๆ

ผล สดทรงกลมสีเขียว แก่เปลี่ยนเป็นสีเหลือง ขนาด4-5ซม.เมล็ดแข็งมี5พู ชั้นหุ้มเมล็ดแข็งมาก มีรอยบุ๋ม5รอย คล้ายรูปพระ5องค์ จึงนิยมนำไปบูชา เป็นพระเจ้า5พระองค์

สรรพคุณด้านเป็นสมุนไพร

เปลือกต้นใช้เป็นยาแก้โรคบิด แก้ปวดท้อง ยางทำให้แผลแห้งและตกสะเก็ด ผลฝนเอาน้ำทาแก้หิด

คอนนี้มีรูปให้ดูแค่นี้ (ติดไว้ก่อน)

พริกขี้หนู

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Capsicum frutescens L.

ชื่อสามัญ : Cayenne Pepper,Chilli

วงศ์ : Solanaceae

ชื่ออื่น : ดีปลี ดีปลีขี้นก พริกขี้นก ปะแกว พริก พริกนก หมักเพ็ด

ไม้ ล้มลุกสูง90-100ซม. ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่หรือรูปรี กว้าง2-4ซม.ยาว3-8ซม. โคนใบเฉียง ปลายใบแหลม แผ่นใบเรียบเป็นมัน ดอกช่อออกที่ซอกใบช่อละ2-3ดอกกลีบดอกสีขาวหรือเขียวอ่อน ผลสดสีเขียวเมื่อสุกสีแดงมีเมล็ดจำนวนมาก

ตำรา ยาไทยใช้ผลซึ่งมีรสเผ็ดร้อนขับเสมหะ แก้ไข้ แก้ตานซางซึ่งเป็นโรคที่มักพบในเด็ก มีอาการซูบซีด พุงโร ก้นปอด สันนิษฐานว่าเกิดจากพยาธิในลำไส้ ต้นสุมเป็นถ่านแช่น้ำดื่ม ช่วยขับปัสสาวะ แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย แก้กษัย แก้เส้นเอ็นพิการ

ปัจจุบันใช้เป็นส่วนผสมในยาขับลมและยาขี้ผึ้งทาทูนวด

 พริกไทย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Piper nigrum L.
ชื่อสามัญ : Pepper
ชื่ออื่น : พริกน้อย
วงศ์ : PIPERACEAE

ไม้เถาเนื้อแข็ง รากฝอยออกบริเวณข้อที่โป่งนูนเพื่อใช้ยึดเกาะ ใบเดี่ยวเรียงสลับ กว้าง5-8ซม.ยาว8-11ซม.ดอกช่อ ออกที่ซอกใบ ดอกย่อยสมบูรณ์เพศ สีขาวแกมเขียว ผลอ่อนสีเขียวเมื่อสุกสีแดง

               สำหรับในครัวพริกไทยใช้เป็นเครื่องเทศสำหรับแต่งกลิ่นรสอาหารและช่วยถนอม อาหาร พริกไทยที่ขายในท้องตลาดมี2ชนิดคือ พริกไทยดำละพริกไทยล่อน

พริกไทยดำเป็นผลแก่แต่ยังไม่สุก นำมาตากแห้ง ส่วนพริกไทยล่อนได้จากผลสุกที่นำมาแช่น้ำเพื่อลอกเปลือกชั้นนอกออก แล้วจึงตากแห้ง

ตำราไทยใช้ผลเป็นยาขับลมแก้อาการท้องอืดเฟ้อ บำรุงธาตุ เจริญอาหาร ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ และกระตุ้นประสาท
พบว่าผลมีน้ำมันหอมระเหยและแอลคาลอยด์piperineซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นประสาทและเป็นยาฆ่าแมลง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งแมลงวัน

พิลังกาสา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ardisia polycephala
วงศ์ :  MYRSINACEAE

เป็น ไม้ยืนต้น ขนาดเล็กสูงถึง8เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลเข้ม เกลี้ยงและบาง ใบกว้าง4-8.5ซม.ยาว12-20ซม.รูปไข่ปลายแหลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนาแข็งเป็นมันสีเขียวแต่ใบอ่อนจะเป็นสีแดง ดอกเป็นช่อแน่น

ดอกย่อยขนาดเล็กเป็นกระจุก สีชมพู ผลสีแดงหรือดำขนาด0.7-0.9ซม. เนื้อบางมีชั้นหุ้มเมล็ดแข็ง ภายในมี1เมล็ด
ส่วน ที่นำมาใช้ยามีสรรพคุณ ทางยาทุกส่วน ใบใช้ปรุงยาแก้ตับพิการ ดอกใช้ทาภายนอกฆ่าเชื้อ รากใช้ปรุงเป็นยาแก้กามโรคและหนองใน เมล็ดใช้ทาภายนอกแก้ลมพิษ ผลใช้ทาภายนอกแก้โรคเรื้อน

     เพชรสังฆาต

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Cissus quadrangularis L.

วงศ์ :VITACEAE

ชื่ออื่น : ขั่นข้อ สันซะควด สามร้อยต่อ

ไม้ เถาลำต้นเป็นรูปเหลี่ยมเป็นครีบคล้ายถั่วพู  ผิวเรียบมีรอยคอดบริเวณข้อ ใบเดี่ยวออกข้อละ1ใบบริเวณปลายเถา รูปสามเหลี่ยม กว้าง3-8ซม.ยาว4-10ซม. ขอบใบหยักมน เนื้อใบค่อยข้างหนา ตรงข้ามใบมีมือเกาะ  ช่อดอกออกตามข้อ ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบดอกด้านนอกสีเขียวแกมเหลือง โคนกลีบมีสีแดง กลีบด้านในสีขาวแกมเขียว

ผลเป็นผลสดรูปกลมมีลูกกลมขนาดเล็กเป็นพวงมียางขาว
สรรพคุณ และส่วนที่นำมาใช้เป็นยา น้ำคั้นจากต้น ใช้หยอดหูแก้หูน้ำหนวก หยอดจมูกแก้เลือดกำเดา ขับน้ำเหลืองเสียในสตรีประจำเดือนไม่ปกติ เป็นยาธาตุเจริญอาหาร  ใบยอดอ่อนรักษาโรคลำไส้อาหารไม่ย่อย ส่วนใบและรากเป็นยาพอก   

ตำรา ยาไทยใช้เถาสดกินแก้ริดสีดวงทวาร วันละ1ปล้องจนครบ3วัน โดยหั่นบางๆ ใช้เนื้อมะขามเปียกหรือเนื้อกล้วยสุกหุ้ม กลืนทั้งหมด เพราะเถาสดอาจทำให้คันคอ

แพงพวย

 ชื่อวิทยาศาสตร์ : Catharanthus roseus., G.Don.

วงศ์ : APOCYNACEAE

ชื่อสามัญ: West Indian Periwinkle

 ถิ่นกำเนิด : อเมริกากลาง

ต้นไม้ชนิดนี้มีสารชนิดหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์วิจัยพบนำไปสกัดทำยารักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดได้

ชื่อ Alkaloid VLB

               แพงพวยฝรั่ง เป็นไม้เนื้ออ่อนพุ่มเตี้ยสูงประมาณ 3ฟุตสามารถขึ้นได้ในดินทุกชนิด แม้แต่ตามหาดทรายชายทะเล ก็ขึ้นได้ตามปกติ แตะจะให้งามก็ต้องกลางแจ้ง แดดจัดดินร่วนซุยมีปุ๋ยธรรมชาติบ้างพอสมควร

พรหมตีนสูง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aglaonema tenuipes Engl.

วงศ์ : ARACEAE

ชื่ออื่น : สวรรค์ชั้นแปด(อุบลราชธานี) ขันหมากเขียว โหรา(ตราด)


ลำต้นแทงจากเหง้าดิน ต้นสูงประมาณ 1-2.5 เมตร มีสีเขียวเป็นข้ออวบน้ำเล็กน้อย ใบขนาดฝ่ามือ สีเขียวสด ปลายใบแหลม ใบเดี่ยวออกสลับ ออกใบที่ปลาย ดอกสีขาวออกเป็นช่อที่ซอกใบ คล้ายดอกหน้าวัว ผลรูปกลมรี ติดลูกเป็นพวงประมาณ 10-15 ผลอยู่กับความสมบูรณ์ของป่า ผลอ่อนสีเขียวเมื่อแก่เป็นสีเหลืองแกมส้มและสีแดงสด ผลสุกรับประทานได้ห้ามเคี้ยวเมล็ด

ตำรายาแผนโบราณได้ระบุไว้ว่า ถ้ากินเป็นประจำวันละ 3 ผลก่อนนอนเป็นยาอายุวัฒนะคงความเป็นหนุ่มสาวได้นาน อายุยืน เนื้อหนังแต่งตึง ไม่เหี่ยวย่น ฟันทนไม่หักหลุดง่าย ผมหงอกช้ากว่าปกติ ทำให้เกิดเสน่ห์แก่ผู้พบเห็น มีพละกำลังมาก เดินเหินคล่องแคล่ว ไม่รู้จักเมื่อย ว่านขันหมากป่าสายพันธุ์ที่ขึ้นอยู่ตามแอ่งหินซอกหินหรือหน้าผา จะมีสรรพคุณทางยามาก ที่ซื้อขายตามร้านต้นไม้ทั่วไปส่วนใหญ่จะป็นขันหมากบ้าน

สรรพตุณทางเป็นสมุนไพร ป้องกันยับยั้งเซลล์เนื้อร้ายต่างๆ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ เนื้องอก ซิสส์เต้านม เบาหวาน ความดัน
รักษาอาการภูมิแพ้ หอบหืด เหนื่อยง่าย โรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหารและอวัยวะภายในกระเพาะ  โรคเกี่ยวกับเส้นเอ็น มือชา เท้าชา ปวดตามร่างกาย ดูแลระบบ ปอด ไต ตับ ให้ใช้งานได้ปกติ

ไม้ พุ่มลำต้นตรงสูง40-150ซม.ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปไข่หรือรูปรี ปลายใบเรียวแหลมดอกช่อแบบช่อเชิงลดมีกาบ ช่อดอกสีเขียวแกมเหลือง ดอกแยกเพศอยู่ในช่อเดียวกัน

ยาพื้นบ้านใช้ทั้งต้น ต้มน้ำดื่มบำรุงกำหนัด ผลรัประทานสด เป็นยาอายุวัฒนะ

พะยูง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dalbergia cochinchinensis Pierre

ชื่อสามัย : Rismese Rosewood

วงศ์ :LEGUMINOSAE (FABACEAE)-PAPILIONOIDEAE

ชื่ออื่น : ขะยุง แดงจีน พะยูงไหม ประดู่ลาย ประดู่เสน


ไม้ ต้นสูง15-30เมตร ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ใบย่อย7-9ใบรูปไข่หรือใบหอก ดอกช่อแบบช่อแยกแขนง ออกที่ปลายยอดหรือซอกใบใกล้ปลายยอด ยาว10-20ซม.ดอกรูปดอกถั่วสีขาวนวลมีกลิ่นหอม

ผลเป็นฝักแห้งแล้วแตก เมล็ดรูปไต

สรรพคุณทางสมุนไพร

ยาพื้นบ้านอีสานใช้ เปลือกต้นหรือแก่น ผสม แก่นสนสามใบ แก่นแสมสาร และแก่นขี้เหล็ก ต้มน้ำดื่มแก้มะเร็ง เปลือกต้นหรือแก่นผสมลำต้นหวายต้มน้ำดื่มแก้เบาหวาน

เพกา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Oroxylum indicum (L.) Kurze

ชื่ออื่น : มะลิดไม้

วงศ์ : BIGNONIACEAE

ไม้ กึ่งผลัดใบหรือไม่ผลัดใบ สูงถึง10เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลครีมอ่อนหรือเทาอ่อนมีรอยแตกละเอียด ใบยาวถึง150ซม.เป็นใบประกอบแบบขนนก3-4ชั้น ก้านใบบนสุดแยกออก1ครั้งและก้านใบล่างแยก3ครั้ง ทำให้เห็นใบทั้งหมดเป็นรูปสามเหลี่ยม ใบย่อย5-10ซม.รูปไข่กลับหรือรูปไข่กว้าง ปลายยาว ขอบใบเรียบ ใบเกลี้ยงหรือมีขนสีขาวสั้นๆด้านล่าง

ดอกขนาด 8-12 ซม.สีน้ำตาลแดงหรือม่วงด้านนอก ด้านในออกขาวหรือครีม ช่อดอกตั้งขึ้นยาว60-180ซม. มักจะมีดอกและผลในกิ่งเดียวกัน

ผลขนาด30-120ซม. สีน้ำตาลเข้ม แบน โค้งเล็กน้อยที่ฐานมีสันเล็กๆที่ด้านข้าง ผลแข็งแตกได้เป็น2ซีกตามยาว เมล็ดขนาด4-8ซม.แบนมีปีกกว้างเกือบใส

ขึ้น ในที่โล่งแจ้งและในป่าชั้นที่2 มักปลูกเพื่อรับประทานผลอ่อน ดอกบานตอนกลางคืน มีกลิ่นค่อนข้างสาบฉุน มักพบดอกร่วงบนพื้นดินตอนเช้า กลีบมักมีรอยขีดข่วนเนื่องจากค้างคาวมากินน้ำหวานตอนกลางคืน

ไม้ ทำก้านไม้ขีด เยื่อกระดาษ ฟืน ผลอ่อนกินได้ ใบและเปลือกบรรเทาอาการย่อยอาหารผิดปกติ ย่างไฟ ใช้บรรเทาบริเวณที่เจ็บปวด เปลือกลำต้นและรากแก้ผดผื่น รักษาอาการเจ็บคอ โรคหืด ท้องร่วง หัด เปลือกสดมีแอลกอฮอล์ รักษาการแพ้ที่ผิวหนัง

พุทรา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Zizyiphus mauritiana Lamk.
ชื่อวงศ์ : RHAMNACEAE
ชื่ออื่น : มะตัน

ไม้ ยืนต้น สูง 5-10 เมตร ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่แกมวงรี กว้าง 2-6 ซม. ยาว 3-8 ซม. ท้องใบมีขนสีน้ำตาลหรือขาว หลังใบสีเขียวเข้ม ดอกช่อ ออกเป็นกระจุกที่ซอกใบ กลีบดอกสีเขียวอ่อนหรือเหลืองอ่อน ผลเป็นผลสด รูปทรงกลม หรือรูปกระสวย เมื่อสุกสีเหลือง กินได้

สรรพคุณ : ผลแห้งหรือใบ ใช้ปิ้งไฟก่อนชงน้ำดื่ม แก้ไอ บำรุงเลือด บำรุงร่างกาย บำรุงระบบประสาท บรรเทาอาการนอนไม่หลับ

 ผล จากการวิจัยพบว่า ผู้ที่รับประทานผลพุทราเป็นประจำจะสามารถหลีกเลี่ยงต่ออาการผนังเส้นเลือด แข็งตัว การมีปริมาณคอเลสเตอรอลภายในร่างกายสูง ผนังเส้นเลือดหัวใจตีบตัน หรือเส้นเลือดในสมองแตก

พลู

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Piper betle
ชื่อสามัญ : Betel Vine
วงศ์ : PIPERACEAE

ไม้ เถาเนื้อแข็ง รากฝอยออกบริเวณข้อที่ใช้ยึดเกาะ ข้อโป่งนูน ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปหัวใจ กว้าง8-12 ซม.ยาว 12-16ซม.  มีกลิ่นเฉพาะและมีรสเผ็ด ดอกช่อออกที่ซอกใบ ดอกย่อยขนาดเล็กอัดแน่นเป็นรูปทรงกระบอก ดอกแยกเพศสีขาว ผลเป็นผลสด กลมเล็กเบียดอยู่บนแกน พลูมีหลายพันธุ์เช่น พลูเหลือง พลูทองหลาง

สรรพคุณทางสมุนไพร

รากรักษาโรคเอดส์

ใบ รสเผ็ดเมา แก้ปวดฟัน แก้รำมะนาด แก้ปากเหม็น ขับลมในลำไส้ แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้ปวดท้อง ท้องเสีย ใช้ภายนอกแก้ปวดบวมฟกช้ำ ฆ่าเชื้อโรค แก้การอักเสบของเยื่อจมูกและคอ แ้ก้กลาก แก้น้ำกัดเท้า แก้คัน แก้ลมพิษ
ตำราไทยใช้คั้นใบสดเอาน้ำกินเป็นยาขับลม

ใบปิ้งหรือลนไฟประคบลดอาการอักเสบฟกช้ำเรือนกาย 

ใช้ใบ3-4ใบขยี้หรือตำให้ละเอียด ผสม เหล้าขาวพอกทาแก้ลมพิษ หายคันดีนัก(อาการลมพิษ คืออาการที่มีผื่นตามผิวหนัง เป็นปื้น ขอบนูนแข็งเป็นแผ่น  ยิ่งเกายิ่งคัน บวม ขึ้นได้ทั้งตัว


พลูคาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Houttuynia cordata Thunb.
ชื่ออื่น : คาวตอง  ผักก้านตอง ผักคาวทอง พลูแก
วงศ์ : SAURURACEAE

พรรณ ไม้ล้มลุก สูง15-30เซนติเมตรลำต้นล้มทอดเลื้อยไปตามผิวดิน แตกรากตามข้อ ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปหัวใจคล้ายใบพลู กว้าง4-6ซม.ยาว6-10ซม. ดอกช่อออกตรงปลายยอด มีใบประดับสีขาว4ใบ ดอกย่อยขนาดเล็กไม่มีกลีบดอก และก้านดอก ผลเป็นผลแห้งแตกได้

พลูคาว รสคาวเย็น ตำรายาไทยใช้ใบแก้กามโรค ทำให้น้ำเหลืองแห้ง แก็โรคผิวหนังทุกชนิด ตำรายาจีนใช้ทั้งต้นเป็นยาขับปัสสาวะ ฆ่าเชื้อในทางเดินปัสสาวะ
ที่ผ่านมานักวิจัยต่างชาติได้ศึกษาสารสกัด พลูคาวพบว่ามีคุณสมบัติต้านเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อไวรัสได้ดี อีกทั้งยังมีความเป็นไปได้ในการยับยั้งเชื้อมะเร็งและมีแนวโน้มที่จะต้าน ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่2009ได้ ซึ่งจะต้องมีข้อมูลทางวิชาการมารองรับ ก่อนจะพัฒนาเป็นยาต้านเชื้อไวรัสต่อไป

ต้นสด มีกลิ่นคาวค่อนข้างแรงมากเหมือนคาวปลา ต้นแห้งหอมอมเปรี้ยวกลิ่นคาวหายไป รสจืดเข้ามาแทน


ฟ้าทะลายโจร

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Andrographis paniculata (Burm.f.)  Wall. ex  Nees

ชื่อสามัญ : Kariyat, The Creat
ชื่ออื่น ; คีปังฮี(จีน) น้ำลายพังพอน หญ้ากันงู เขยตายยายคลุม  ฟ้าสาง ฟ้าสะท้าน
วงศ์ : ACANTHACEAE

พืช ล้มลุก มีรสขม สูงประมาณ 30-60 เซนติเมตร ลำต้นสี่เหลี่ยมตั้งตรง แตกกิ่งเล็กๆออกทางด้านข้าง ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่หรือรูปใบหอก กว้าง2-3ซม.ยาว4-8ซม.สีเขียวเข้มเป็นมัน ดอกเป็นช่อออกที่ปลายกิ่งและซอกใบ ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบดอกสีขาว โคนกลีบดอกติดกัน ปลายแยกออกเป็น2ปาก ปากบนมี3กลีบ ปากล่างมี2กลีบ ผลเป็นฝักสีน้ำตาลอมเขียว เมื่อแก่แตกออกเป็นสองซีก ดีดเมล็ดออกมา เมล็ดสีน้ำตาลเหลือง

ชาว จีนใช้ฟ้าทะลายโจรมาแต่โบราณ และมาเป็นที่นิยมใช้ในประเทศไทยไม่นานนี้ โดยใช้เฉพาะใบหรือทั้งต้นบนดินซึ่งเก็บก่อนที่จะมีดอก เป็นยาแก้เจ็บคอ แก้ท้องเสีย แก้ไข้ เป็นยาขมเจริญอาหาร

สำหรับ ในการรักษาอาการเจ็บคอและแก้ไข้นั้น ขนาดที่ใช้ พืชสด1-3กำมือ ต้มน้ำดื่มก่อนอาหาร3ครั้ง หรือใช้พืชแห้งบด โดยนำใบตากแห้งบดเป็นผงละเอียดบรรจุในแคปซูล หรือปั้นเป็นเม็ดกับน้ำผึ้งเพื่อให้รับประทานได้ง่ายเนื่องจากมีรสขมมาก

นอก จากนั้นใช้ดองเหล้ารักษาโรคท้องร่วงและบิดไม่มีตัว แก้พิษงูกัดและแมลงต่อย(ทั้งกินทั้งทา)  ใช้ต้มเป็นชาดื่มรักษาอาการหวัดมีน้ำมูก เสริมสร้างภูมิคุ้มกันไวรัส รักษาระบบทางเดินหายใจ ปาก คอ จมูก ช่วยรักษาเกี่ยวกับโลหิตเสีย โรคโลหิตจาง โลหิตเป็นพิษ สตรีระดูพิการ เบาหวาน


โพทะเล

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Thespesia populnea.,Soland.ex.Correa.
ชื่อสามัญ : Pacific Rosewood,Portia Tree, Coast Cotton Tree, Cork Tree
วงศ์ : MALVACEAE

ไม้ ต้น ขนาดเล็กถึงขนาดกลางสูง 8-15 เมตร เรือนยอดค่อนข้างแน่นทึบแผ่กว้าง ลำต้นคดงอแตกกิ่งต่ำเปลือกเรียบสีเทาแล้วเปลี่ยนเป็นผิวขรุขระ มีรอยแตกตามยาวเมื่ออายุมากขึ้น มีช่องอากาศกระจายอยู่ทั่วไป เปลือกในเป็นเส้นใยเหนียวลอกออกได้ง่าย

ดอก เดี่ยวหรือออกเป็นคู่ตามง่ามใบ ดอกขนาดใหญ่สีเหลือง กลางดอกมีจุดแดงแต้ม5ดวง ไม่ติดกันเส้นผ่านศูนย์กลางดอก5-10ซม.ก้านดอกอวบ สั้นตั้งชูขึ้นมีริ้วประดับ3แฉก

ดอกบานเต็มที่ ภายในวันเดียวแล้วเหี่ยวคาต้นไม่หลุดร่วง

ผล แบบแห้งแล้วแตกไม่มีทิศทาง รูปกลมแป้น แบนเล็กน้อย ขนาด2-3ซม.เปลือก แข็งมีเกล็ดปกคลุมและหลุดร่วงไปเมื่ออายุมากขึ้นผลแกเแห้ง ติดต้นไม่ร่วงหล่น ผลสดมียางสีเหลืองภายในมี5ช่อง ช่องละ4เมล็ดมีขนยาวนุ่มสีน้ำตาลปกคลุม

พบขึ้นกระจายตามชายหาด ชายฝั่งที่เป็นหาดหิน และป่าชายเลนริมคลอง มักขึ้นบนดินร่วนปนทราย ออกดอกและผลเป็นระยะตลอดปี

การกระจายพันธุ์ ตามชายฝั่งทะเลเขตร้อน เป็นพรรณไม้หวงห้ามประเภท ก.

สรรพคุณ ทางเป็นสมุนไพร

ใช้ ดอกต้มกับน้ำนม หยอดหู รักษาอาการเจ็บในหู เปลือกเป็นยาทำให้อาเจียน ส่วนเมือกที่ได้จากการนำเปลือกสดมาแช่น้ำ ใช้รักษาโรคที่เกี่ยวกับทางเดินอาหาร รากใช้รักษาไข้ เป็นยาระบาย และขับปัสสาวะ

ขับน้ำเหลือง แก้บิด รากอ่อนใช้รับประทานเป็นยาบำรุง  ยางจากผลทากันหูด  ผล และใบตำให้ละเอียดพอกแก้หิด

หมาย เหตุ โพทะเล ใบคล้ายใบโพธิ์บกผิวเกลี้ยงเป็นมัน ปลายใบมีติ่งแหลมยาว ออกดอกเดี่ยวหรือ คู่ วงกลีบเลี้ยงรูปถ้วยปลายเรียบ ผลแก่ไม่แตก ซึ่งต่างจากปอทะเล ฐานใบกว้างคล้ายรูปหัวใจ ผิวใบมีขนทั้งด้านบนและล่าง ดอกช่อกระจุก หรือ ช่อแยกแขนง วงกลีบเลี้ยงรูประฆังมีขน ผลแก่แตกออก


     ไฟเดือนห้า

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Asclepias curassavica L.
ชื่อสามัญ : Bastard ipecacuanha
ชื่ออื่น : คำแค่ เทียนแดง ไม้เมืองจีน
วงศ์ : APOCYNACEAE

ไม้ ล้มลุกอายุหลายปี สูงประมาณ 1เมตร ใบเดี่ยว ดอกออกเป็นช่อกระจุกที่ปลายยอด ก้านช่อดอกยาวมีขนนุ่มปกคลุมดอกสีแดงอมส้มมีดอกย่อย10-20ดอก ผลแห้งแตกได้ รูปกระสวยยาวเมล็ดสีน้ำตาลมีขนสีขาว

ประโยชน์ ด้านเป็นสมุนไพร แก้โรคหัวใจอ่อน  เป็นยาบำรุงธาตุ ขับประจำเดือน แก้เลือดทำพิษในเรือนไฟ (การติดเชื้อที่มดลูกหลังคลอด) ไข้ตรีโทษ (อาการไข้ กระหายน้ำปวดเมื่อย เหงื่อออกมาก ซึม เบื่ออาหาร บางครั้งอาเจียนเป็นสีเหลืองปนเลือด) ใบช่วยแก้พิษฝี รากรักษาอาการฟกช้ำที่เกิดจากการหกล้ม


ฟักข้าว

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Momorodica cochinchinensis

ชื่อสามัญ :Baby Jackfruit, Spiny Bitter Gourd, Sweet Ground และ Cochinchin Goud

ชื่ออื่น : ฝักข้าว (ภาคเหนือ) มะข้าว (แพร่) ขี้พร้าไฟ (ภาคใต้) ขี้กาเครือ (ปัตตานี)

วงศ์ :Cucurbitaceae

ฟักข้าวเป็นไม้เถาเลื้อย เช่น พืชตระกูลแตงทั่วไป แต่มีขนาดใหญ่ ชอบพันต้นไม้ใหญ่ และมีอายุยืนยาวได้ถึง 50 ปี ฟักข้าวออกดอกในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม และสามารถเก็บผลได้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์

         ผลของฟักข้าวรวมถึงเนื้อเยื่อหุ้มเมล็ดที่มีสีแดงสดมีคุณค่าทางโภชนาสูงผลฟักข้าวประกอบด้วย สารเบตาแคโรทีนสูงมาก มากกว่าแครอทถึง 10 เท่า นอกจากนี้ผลของฟักข้าวยังอุดมไปด้วยสารไลโคปีน และกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง มีการสกัดเอาสารสำคัญเหล่านี้เพื่อใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำเครื่องสำอางสำหรับใช้บนใบหน้า เพื่อชะลอความเหี่ยวย่นบนใบหน้า เนื่องจากสารสำคัญเหล่านี้มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง

 สรรพคุณทางย

ฟักข้าวได้ถูกใช้เป็นองค์ประกอบของยามาแต่โบราณ ไม่ว่าจะเป็นยาพื้นบ้านในตำหรับยาจีนหรือยาไทย            ใบฟักข้าว ใช้ปรุงเป็นยาเขียว ใช้ถอนพิษ ดับพิษทุกชนิด ตำพอกแก้ปวดหลัง เมล็ดฟักข้าว ใช้บำรุงปอด แก้ท่อน้ำดีอุดตัน และแก้วัณโรค รากฟักข้าว ใช้ต้มน้ำดื่มหรือตากแห้ง บดเป็นผงแล้วปั้นรับประทาน จะช่วยขับเสมหะ ดับพิษไข้หรือใช้รากแช่น้ำแก้ผมร่วงและรักษาเหา

ฟักเขียว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Benincasa hispida Thunb.
ชื่อสามัญ : Chinese Watermelon, Wax gourd
 วงศ์ : CUCURBITACEAE
ชื่ออื่น : ฟัก ฟักขาว ฟักจีน แฟง ฟักขี้หมู มะฟักขม มะฟักหม่น  มะฟักหม่นขม มะฟักหอม ตังกวย (จีน)

ไม้ เถาเลื้อยตระกูลแตง ใบมีสีเขียวเป็นหยักคล้ายฝ่ามือขอบใบแยกออกเป็น 5–7 แฉก ปลายแฉกแหลมใบหยาบเรียงสลับกันตามข้อต้น ใบกว้าง มีขนปกคลุม

ดอกสีเหลืองออกเดี่ยว ๆข้อต้น ตามง่ามใบ ดอกเพศผู้ และดอกเพศเมียอยู่กันคนละดอก แต่อยู่บนต้นเดียวกันดอกบานเต็มที่กว้าง 6 – 12 ซม.ดอก เพศผู้มีลักษณะเป็นหลอดยาว 5–10 ซม. ปลายแยกเป็น 5 กลีบ กลีบเลี้ยง 5 กลีบ ดอกเพศเมียก้านดอกจะสั้นกว่าดอกเพศผู้ ปลายเป็น 3 แฉก มีรังไข่อยู่ภายใน

ผลเป็นรูปกลมยาว เปลือก สีเขียวมีขนอ่อนเล็กน้อย เนื้อในจะมีสีขาว เนื้อแน่น ฉ่ำน้ำ ตรงกลาง มีเมล็ด ขยายพันธุด้วยการเพาะเมล็ด ปลูกได้ในดินร่วนปนทรายระบายนํ้าได้ดี เป็นผักที่มีอายุการปลูกสั้น ปลูกเพียง 3 เดือนก็สามารถเก็บผลผลิต ได้

สรรพคุณ ทางสมุนไพร

ใช้ เถาสด ซึ่งมีรสขมและเย็น ใช้รักษาอาการริดสีดวงทวารหลุด แก้ปอดอักเสบ มีไข้สูง เอาเถาตำเอาแต่น้ำหรือเอาต้มน้ำทาน ใช้จำนวนพอสมควร แต่ถ้าภายนอกก็ใช้ชะล้าง
ใบ แก้โรคบิดท้องเสีย ร้อนในกระหายน้ำ มาลาเรีย ผึ้งต่อย แก้บวมอักเสบมีหนอง

ให้ใช้ใบสดต้มหรือคั้นเอาแต่น้ำทาน

ใบ แก้ฟกซํ้า แก้พิษผึ้งต่อย ช่วยรักษาบาดแผล แก้โรคบิด แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้บวมอักเสบมีหนอง

ผล ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ แก้ไอ แก้ธาตุพิการ แก้โลหิตเป็นพิษ บวมนํ้า

เมล็ด ใช้ลดไข้ แก้ริดสีดวงทวาร แก้โรคทางเดินปัสสาวะ แก้ไต อักเสบ บำรุงผิว เป็นยาละลายเสมหะ ขับปัสสาวะ บำรุงปอด แก้บวมน้ำ ไอเสมหะ ลำไส้อักเสบ วัณโรค หนองใน ริดสีดวงทวาร แผลมีหนองตกสะเก็ด ใช้เมล็ดที่ตากแห้งแล้ว ล้างให้สะอาดก่อนใช้ประมาณ 9-30 กรัมบดเป็นผงหรือต้มกับน้ำทาน หรือใช้ทาและชะล้าง

ราก ต้มดื่มแก้ไข้ แก้กระหายน้ำ ถอนพิษ

เปลือก เป็นยาแก้บวม ขับปัสสาวะ แก้ท้องเสีย แผลบวมอักเสบ มีหนอง ในตำรายาจีนบอกว่า เปลือกชั้นนอกของฟักเขียวที่ตากแดดให้แห้ง แล้วนำมารวมกับเยื่อหุ้มถั่วแระ เต็งซัมฮวย (ดอกต้นกก) นํ้าตาลกรวด นำมาล้างรอให้สะเด็ดน้ำจนแห้งใส่ในหม้อดิน เติมน้ำพอประมาณ ต้มด้วยไฟแรง ประมาณ 1 ชั่วโมง กรองเอานํ้าแช่ดู้เย็นเก็บไว้จะเป็นยา ขับปัสสาวะ แก้บวม บำบัดอาการบวมน้ำ ขัดเบา แก้ร้อนใน คอแห้ง

ฟักทอง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cucurbita moschata Decne.

วงศ์ : CUCURBITACEAE

ชื่ออื่น : ฟักเขียว, มะฟักแก้ว, มะน้ำแก้ว, หมักอื้อ

ไม้ เลื้อยล้มลุกอายุปีเดียว เลื้อยยาวได้ 3-10เมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับขอบใบหยักเว้าเป็น5-7แฉก ผิวใบด้านล่างมีขนสีขาว ดอกเดี่ยวออกที่ซอกใบ แยกเพศอยู่ร่วมต้น กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูประฆังสีเหลืองเข้มหรือเหลืองแกมส้ม ผลสดรูปกลมแป้น เนื้อในสีเหลืองส้ม เมล็ดรูปไข่สีขาวหม่นหรือเหลืองอ่อน 

ตำรา ยาไทยใช้เมล็ดแก่ ขับพยาธิไส้เดือน โดยใช้ 60กรัมทุบให้แตกผสมนมหรือน้ำแบ่งกิน3ครั้งห่างกันทุก2ชั่วโมง แล้วกินน้ำมันละหุ่งหลังจากกินครั้งสุดท้ายแล้วครึ่งชั่วโมง (เมล็ดคั่วจะไม่มีฤทธิ์) และตำพอกดูดพิษหนามตำ รากบำรุงกำลัง 

สรรพคุณในตำรายาทั่วไป

ลำต้นหรือเถา จืดเย็น ยอดอ่อนรับประทานเป็นอาหาร

ผลรสหวานมันเย็น ใช้เป็นอาหาร สามารถเก็บไว้ได้นานเมื่อแก่จัด ใช้เป็นยาพอกแก้ฟกช้ำ แก้ปวดอักเสบ น้ำมันจากผลเป็นยาบำรุงประสาท

เมล็ดรสมันเมา เนื้อเมล็ดสดเป็นยาขับพยาธิตัวตืด และพยาธิไส้เดือนได้อย่างปลอดภัย

รากรสเย็น ต้มน้ำดื่มเป็นยาบำรุงกำลัง แก้ไอและถอนพิษของฝิ่น


มดยอบ (Myrrh)

เรื่องรูปภาพจากหนังสือ คู่มือเภสัชกรรมไทยเล่ม 2 เครื่องยาพฤกษวัตถุ

โดย ชยันต์ พิเชียรสุนทร และ วิเชียร จีรวงศ์

                         เป็นชันน้ำมันประเภท โอลีโอกัมเรซิน ได้จากพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าCommiphora myrrha (Nees) Engler    วงศ์ : BURSERACEAE

ส่วน มดยอบที่ใช้เป็น เครื่องหอมและมีกล่าวถึงบ่อยครั้งในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลของศาสนาคริสต์นั้น เป็นชันน้ำมันที่ได้จากพืชอันมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Commiphora guidottii

พืชทั้งสองชนิดนี้ไม่มีในประเทศไทย แต่มีมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา โดยเฉพาะประเทศโซมาเลีย และป่าโดยรอบทะเลแดง

มดยอบทีมีขายในตลาดโลกมีอยู่3ชนิด ได้แก่

1มดยอบ แอฟริกันหรือมดยอบโซมาลี เป็นชนิดดีที่สุดและกลิ่นหอมที่สุด 2มดยอบอาระเบีย มีคุณภาพรองลงมา มีกลิ่นหอมน้อยกว่าและรสขมน้อยกว่าชนิดแรก 3 มดยอบเยเมน มีคุณภาพด้อยที่สุดและกลิ่นหอมน้อยที่สุดผลิตจากประเทศเยเมน

มดยอบ ใช้เป็นเครื่องหอมสำหรับเผาบูชาในพิธีกรรมทางศาสนาและใช้เป็นยามาแต่โบราณ เป็นตัวยาสำคัญชนิดหนึ่งในการทำศพอาบน้ำยาของชาวไอยคุปต์ เป็นของหายาก ชาวยิวและอาหรับมักใช้เป็นของกำนัลกัน

ตำรา สรรพคุณยาโบราณไทยว่า มดยอบมีรสเบื่อเมา ใช้เป็นยาขับเสมหะ ยาขับปัสสาวะ ขับเหงื่อ ขับลม ใช้อมแก้เจ็บคอ แก้ปากเปื่อย แก้เหงือกบวม



มหาหิงค์

เรื่องรูปภาพจากหนังสือ คู่มือเภสัชกรรมไทยเล่ม 2 เครื่องยาพฤกษวัตถุ

โดย ชยันต์ พิเชียรสุนทร และ วิเชียร จีรวงศ์

มหาหิงคุ์ เป็นเครื่องยาพฤกษวัตถุ เป็นชันน้ำมันประเภทโอลีโอกัมเรซินจากรากและลำต้นใต้ดินของพืชในวงศ์  UMBELLIFERAE สกุล Ferulasหลายชนิด เป็นพวกพืชล้มลุกอายุหลายปี ลงหัวขึ้นในที่แล้งในทะเลทราย มีถิ่นกำเนิดในตะวันออกกลาง(อิรัก อิหร่าน และอาฟกานิสถาน)และภาคตะวันตกของประเทศจีน

มหา หิงค์มีลักษณะเป็นก้อนสีเหลืองแดงและเหนียว มียางสีขาวฝังตัวอยู่ด้วยเป็นแห่งๆ มีกลิ่นเหม็นทนนานมีรสเผ็ดร้อนและเบื่อ โบราณว่าแก้พรรดึกอันผูก แก้ลมซึ่งมีอาการเสียดแทง ขับลมผาย ชำระเสมหะและลม  ผสมแอลกอฮอล์ทาท้องเด็ก แก้ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ


มะกอก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Spondias pinnata (L.f.)Kurz

วงศ์ ; ANACARDIACEAE

ไม้ ยืนต้นผลัดใบขนาดกลาง สูง15-20เมตร ลำต้นตั้งตรง เนื้อไม้แข็ง แตกแขนงเป็นพุ่มกว้าง ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงสลับ ใบย่อย4-6คู่ รูปขอบขนานหรือรูปใบหอก กว้าง3-4ซม.ยาว7-12ซม. ใบอ่อนสีน้ำตาลแดงอมเขียวอ่อน ใบแก่สีเขียวเข้ม ดอกออกเป็นช่อแยกแขนงที่ปลายกิ่งหรือซอกใบสีขาวอมเหลือง ดอกย่อยมีขนาดเล็ก กลีบดอก5กลีบเกสรเพศผู้10อัน ผลกลมรี เป็นพวง ผลแก่สีเขียว สุกเปลี่ยนเป็นสีเขียวอมน้ำตาล ภายในมี1เมล็ด

ประโยชน์ด้านสมุนไพร

เปลือกต้น ดับพิษกาฬ แก้ร้อนใน แก้บิดปวดมวนและแก้อาเจียน

ผลแก้เลือดออกตามไรฟัน แก้ธาตุพิการ แก้บิด แก้โรคขาดแคลเซียม

ผิวของผลมีรสฝาดอมเปรี้ยวทำให้ชุ่มคอและแก้กระหายน้ำ

ผลสุกเป็นยาแก้น้ำกัดเท้า

เมล็ดแก้ร้อนใน รักษาอาการสะอึก

รากช่วยดับกระหายและขับปัสสาวะ

ใบและยอดอ่อนคั้นเอาน้ำหยอดหูแก้อาการปวดหู และใช้แก้บิด ป้องกันโรคมะเร็งบำรุงกระดูกและเม็ดเลือดแดง

ส่วนยอดมะกอกที่นำมาเป็นผักสดจิ้มน้ำพริก จะช่วยสร้างน้ำดี ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานปกติ ขับถ่ายสะดวก

ป้องกันการท้องอืด จุกเสียด และอาการท้องผูกได้ดีมาก


มะกอกน้ำ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Elaeocarpus hygrophilus Kurtz.
ชื่ออื่น : สารภีน้ำ สมอพิพ่าย
วงศ์ : ANACARDIACEAE

ไม้ยืนต้นขนาดกลาง แตกกิ่งก้านสาขามาก ต้นสูง 3-12 เมตร เปลือกลำต้นค่อนข้างเรียบ สีน้ำตาล ตามกิ่งมีรอยแผลใบชัดเจน ใบเดี่ยว รูปไข่กลับ ออกแบบเรียงเวียนสลับ หนาแน่นที่ปลายกิ่ง ใบรูปขอบขนาน กว้าง 2.5-5 เซนติเมตร ยาว 6-12 เซนติเมตร ปลายใบมน โคนสอบแคบเรียวแหลมติดก้านใบ ท้องใบและหลังใบเรียบ ขอบใบจักเป็นฟันเลื่อย

ดอกออก เป็นช่อตามซอกใบ ดอกย่อยสีขาว กลีบดอกมี 5 กลีบ ปลายกลีบดอกจักเป็นฝอยเล็กๆ กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ สีเขียว ปลายกลีบแหลม เกสรตัวผู้มีจำนวน 15-25 อัน ผลกลมรีสีเขียวอ่อนมีเมล็ดขนาดใหญ่1เมล็ด รูปกระสวย ผิวขรุขระและแข็ง

ไม้ ต้นขนาดกลาง เปลือกต้นสีน้ำตาลเข้ม ใบเดี่ยวรูปไข่กลับ ขอบใบจัก โคนใบเรียวแหลม ปลายแหลม ผิวใบเรียบเป็นมันสีเขียว ก้านใบสีแดง ขนาดใบกว้าง2-3ซม.ยาว3-5ซม.ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายกิ่งกลีบดอกสีขาว 

ผลรสฝาดเปรี้ยวหวานรับประทานแก้กระหายน้ำทำให้ชุ่มคอ แก้โรคเลือดออกตามไรฟัน เปลือกชงน้ำร้อนดื่มเป็นยาฟอกโลหิต


มะกอกโอลีฟ

ชื่อวิทยาศาสตร์ ; Olea europaea L.

วงศ์ : OLEACEAE

ไม้ต้น แตกกิ่งก้านมาก ลำต้นกึ่งทรงกระบอก ใบเดี่ยว รูปรีถึงรูปใบหอก ด้านหลังใบสีเขียวปนเทา ด้านท้องใบสีเขียวปนเงิน ดอกออกเป็นช่อแยกแขนงที่ซอกใบ สีขาว มีกลิ่นหอม ผลรูปกึ่งทรงกลม สุกสีแดงหรือสีดำปนม่วง

      น้ำมันมะกอก (Olive Oil) เป็นน้ำมันระเหยยากที่แทรกตัวอยู่ในผนังผลชั้นกลางของผลมะกอกโอลีฟสุก ซึ่งมีรสขมมาก เนื่องจากมีสารขมชื่อโอล์ยูโรพีน (Oleuropein)

การใช้ผลมะกอกโอลีฟเป็นอาหารจึงจำเป็นต้องขจัดสารนี้ออกไปก่อน

ใน ทางการแพทย์ใช้น้ำมันมะกอกเป็นส่วนประกอบในตำรับยาระบาย ใช้เป็นตัวเพิ่มความชุ่มชื้น เป็นตัวบรรเทาอาการระคายเคืองในตำรับยาครีมหรือตำรับยาที่ใช้ภายนอกร่างกาย รวมทั้งใช้เป็นน้ำกระสายยาในตำรายาบางชนิดอีกด้วย

เรื่องรูปภาพจากหนังสือ คู่มือเภสัชกรรมไทยเล่ม 2 เครื่องยาพฤกษวัตถุ

โดย ชยันต์ พิเชียรสุนทร และ วิเชียร จีรวงศ์

มะกรูด

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Citrus hystrix DC

ชื่อสามัญ : Leech Lime

วงศ์ : RUTACEAE

ชื่ออื่น : มะขุน มะขูด ส้มกรูด


ไม้ต้นสูง2-8เมตรลำต้นเกลี้ยงเกลา กิ่งก้านมีหนามใบแบ่งเป็นสองช่วง ช่วงโคนใบคือก้านใบที่แผ่ออกดูคล้ายใบ และส่วนปลายคือใบที่แท้จริง มีกลิ่นหอมฉุนจากน้ำมันหอมระเหย(volatile oil) ดอกออกที่ปลายกิ่ง ดอกย่อยมีสีขาวและหอม ผลกลมผิวหนาขรุขระ

สรรพคุณทางสมุนไพร

รากต้มดื่มกระทุ้งพิษแก้ฝีภายในและแก้เสมหะ แก้ไข้ เลือดกำเดา ขับลมในลำไส้

ใบมีน้ำมันหอมระเหย ใช้ทำเครื่องแกงและใช้แต่งประกอบอาหาร รักษาอารจุกเสียด ขับลมในลำไส้

ผลนำมาเผาไฟพอไหม้คั้นเอาแต่น้ำสระผมกันรังแค หรือนำผลไม่ปอกเปลือกผ่าเป็น 2ซีกนวดผมให้ทั่วศรีษะจะทำให้ผมลื่นเป็นมัน ไม่หงอกเร็ว ผมดกดำ

ผิวจากผลปรุงเป็นยาขับลมในลำไส้แก้แน่นจุกเสียด น้ำมะกรูดแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน

เนื้อใช้เป็นยาแก้ปวดศรีษะ

ผลทั้งลูก ใช้ดองยาเพื่อนำมาใช้เป็นยาบำรุงเลือดและฟอกโลหิต


มะกา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bridelia ovata Decne

ชื่ออื่น : กอง ก้องแกบ ขี้เหล้า มาดกา ส่าเหล้า

วงศ์ : EUPHORBIACEAE

ไม้ ยืนต้นสูง 5-10 เมตร ลำต้นเรียบ ใบเดี่ยวเรียงสลับ ในระนาบเดียวกัน รูปวงรีหรือรูปไข่กลับ กว้าง3-8ซม.ยาว21ซม. หลังใบสีเขียวอ่อน ท้องใบสีจางกว่า ก้านใบสั้นและโป่งพองออก ดอกช่อออกเป็นกระจุกที่ซอกใบหรือตามกิ่ง แยกเพศอยู่ในช่อเดียวกัน ผลเป็นผลสดค่อนข้างกลม

ตำรา ยาไทย ใช้ใบเป็นยาระบายอย่างอ่อน โดยใช้ใบแห้งหรือใบสดปิ้งไฟพอกรอบ โดยใช้ใบแห้งขนาด 1.5-2 กรัม ชงกับน้ำเดือด แช่ไว้นาน10-20นาที ดื่มก่อนนอน พบว่าได้ผลดี อาการข้างเคียงคือปวดท้อง คลื่นไส้


มะเกลือ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Diospyros mollis Griff.

ชื่อสามัญ: Ebony Tree

ชื่ออื่น : ผีเผา มักเกลือ

วงศ์ : EBENACEAE

ไม้ ยืนต้นสูงได้ถึง 30เมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่ หรือรูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง2-3ซม.ยาว4-7ซม.สีเขียวเมื่อแห้งสีดำ ดอกออกที่ซอกใบ แยกเพศอยู่คนละต้น ดอกเพศผู้ออกเป็นช่อสั้นประมาณ3ดอก ดอกเพศเมียเป็นดอกเดี่ยว กลีบดอกสีเหลือง ผลเป็นผลสดกลมเกลี้ยงขนาด2ซม. ผลดิบสีเขียว ผลสุกสีดำ มีกลีบเลี้ยง4กลีบ ติดอยู่ที่ขั้วผล

ตำรา ยาไทยใช้ผลดิบสดเป็นยาถ่ายพยาธิได้หลายชนิด โดยใช้ผลมะเกลือสด จำนวนเท่าอายุคนไข้ แต่ไม่เกิน25ผล (เด็กอายุต่ำกว่า10ขวบห้ามใช้ เด็กอายุ10ปีใช้10ผล ผู้ที่อายุมากกว่า10ปีให้เพิ่มจำนวน1ผลต่อ1ปี แต่สูงสุดไม่เกิน25ผล คือผู้ที่อายุ25ปีขึ้นไปใช้25ผลเท่ากัน) ตำแล้วคั้นเอาน้ำใส่กระทิหรือน้ำปูนใส2ช้อนชาต่อมะเกลือ1ผล กินให้หมดในครั้งเดียวตอนเช้ามืดก่อนอาหารประมาณ3ชั่วโมง (กินขณะท้องว่าง) หลังจากนี้3ชั่วโมง ถ้าไม่ถ่ายให้กินยาระบายดีเกลือ โดยใช้ผงดีเกลือ2ช้อนโต๊ะละลายน้ำประมาณครึ่งแก้ว เพื่อถ่านพยาธิและตัวยาที่เหลือออกมา ใช้ถ่ายพยาธิปากขอ พยาธิตัวตืด และพยาธิเข็มหมุด ได้ผลดีมาก

          ผู้ ที่ห้ามถ่ายพยาธิด้วยมะเกลือได้แก่ เด็กอายุต่ำกว่า10ปี หญิงมีครรภ์หรือหลังคลอดไม่เกิน6สัปดาห์ ผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหารหรือมีอาการปวดท้อง ถ่ายอุจจาระผิดปกติบ่อยๆ และผู้ที่กำลังเป็นไข้

ในการเตรียมยาต้องใช้ผลดิบสด เตรียมแล้วกินทันที

มะกล่ำตาหนู

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Abrus precatorius L.

ชื่อสามัญ : Crab's Eye Vine, American Pea

ชื่ออื่น : กล่ำเครือ, กล่ำตาไก่, มะกล่ำเครือ,มะกล่ำแดง, มะแค้ก, ตากล่ำ, มะขามเถา,ไม้ไฟ

วงศ์ : LEGUMINOSAE(FABACEAE)-PAPILIONOIDEAE

มะกล่ำตาหนูมีทรงต้น ใบ ดอก และผลเหมือนมะกล่ำเผือก ต่างกันที่กลีบดอกสีชมพูแกมม่วง และเมล็ดสีแดง รอบขั้วสีดำ

ตำรา ยาไทยใช้รากขับเสมหะ แก้เสียงแห้ง ชงน้ำดื่มแก้ไอหรือหวัด พบว่าใบมีสารหวานชื่อ abrusosides ซึ่งมีความหวานมากกว่าน้ำตาลทราย 30-100 เท่า และไม่มีพิษ

เมล็ด มีสารพิษชื่อ abrin ถ้ากลืนทั้งเมล็ดไม่มีพิษ เพราะเปลือกแข็งไม่ถูกย่อยในทางเดินอาหาร แต่ถ้าขบเมล็ดให้แตกและกินเพียง 1-2 เมล็ด มีพิษถึงตายได้ เมล็ดอ่อนมีอันตรายมากกว่าเพราะมีเปลือกบางมากกว่า อาการพิษจะเกิดขึ้นหลังจากกิน3ชั่วโมงถึง2วัน มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง ทางเดินอาหารอักเสบ ตับถูกทำลาย ควรปฐมพยาบาลทำให้อาเจียนและรีบนำส่งโรงพยาบาล

มะขาม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tamarindus indica Linn.

ชื่อสามัญ : Tamarind

ไม้ต้นสูง20-25เมตร เปลือกของต้นสีน้ำตาล ส่วนใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ใบที่ร่วงอยู่ตามโคนต้นทำให้ดินบริเวณนั้นเป็นกรดอ่อนๆ  กลีบรองดอก สีเหลืองอ่อนมี4กลีบ กลีบดอกมี3กลีบและมีลายแดงบนพื้นเหลือง

ผลที่เรียกว่าฝัก เมื่อแก่จะเปราะและแตกง่าย

สรรพคุณทางยาของมะขาม

แก้ อาการเบื่ออาหารในฤดูร้อน อาการคลื่นไส้อาเจียนในหญิงมีครรภ์ แก้เด็กเป็นตานขโมย รักษาฝี ใช้เนื้อมะขามผสมปูนแดงทาบริเวณที่เป็นฝี ขับเลือด ขับลมแก้สันนิบาต ใ้ช้เนื้อมะขามผสมเกลือและข่า แก้หวัดคัดจมูกในเด็ก ใช้ใบมะขามแก่ต้มรวมกับหอมหัวแดง2-3หัว โกรกศรีษะเด็กในเวลาเช้ามืด หรือต้มน้ำอาบหลังคลอดทำให้สดชื่น

ใช้เมล็ดแก่คั่วให้เกรียมกระเทาะเปลือกออก ใช้ประมาณ20-30เมล็ด นำมาแช่น้ำเกลือจนอ่อนนุ่ม กินแก้ท้องร่วงและอาเจียน

ใ้ช้เปลือกผสมเกลือเผาในหม้อดินจนเป็นเถ้าขาวกินครั้งละ60-120มก.แก้เจ็บปากเจ็บคอ และใช้เถ้านี้ผสมน้ำบ้วนปาก

มะขามเทศ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pithecellobium dulce Benth.
ชื่อสามัญ : Madras Thorn, Manila Tamarind
วงศ์ : MIMOSACEAE

มะขามเทศเป็นไม้ขนาดกลาง สูงได้ถึง 10 เมตร
ใบ ประกอบแบบขนนก ดอกช่อ  ออกเป็นช่อแบบกลุ่มย่อย ออกตามปลายกิ่ง ดอกเล็ก รูปกรวย ผิวดอกมีขนนุ่มสั้นๆ
ผล เป็นฝักโค้ง หรือกิ่งรูปวงกลม ตรงที่มีเมล็ดโป่งนูน เนื้อหนา เหนียว เมล็ด สีดำ มีเนื้อเยื่อหุ้ม เปลือกสีขาว ที่รับประทานได้ เป็นไม้ที่ทนแล้งได้ดีมาก พบตามธรรมชาติในป่าโปร่ง

ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

สรรพคุณทางเป็นพืชสมุนไพร คนโบราณมักนำเอาเปลือกมาต้มกับเกลือป่นแก้โรคปากเปื่อย ส่วนเปลือกต้นใช้ต้มน้ำเคี่ยวรวมกับเปลือกข่อยและเกลือแกง ใช้อมแก้ปวดฟัน


มะเขือขื่น

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Solanum xanthocarpum Schrad. & Wendl.

ชื่อสามัญ  : Yellow berried nightshade

วงศ์  : SOLANACEAE

ชื่ออื่น : มะเขือเปราะ  มะเขือเสวย (ภาคกลาง) มะเขือแจ้ มะเขือจาน มะเขือแจ้ดิน (เหนือ) เขือพา เขือหิน (ใต้) มะเขือหืน (ภาคอีสาน)

ไม้พุ่มสูงประมาณ0.60-1.20เมตร ใบเดี่ยว เรียงตัวแบบสลับ
ดอก สีม่วงหรือสีขาว ผลกลมแบนหรือรูปไข่ อาจมีสีขาว เขียว เหลือง ม่วง ขึ้นอยู่กับพันธุ์ ผลเมื่อแก่มีสีเหลือง เนื้อในผลสีเขียวเป็นเมือก มีรสขื่น

สรรพคุณ ลดการบีบตัวของกล้ามเนื้อเรียบ ต้านมะเร็ง บำรุงหัวใจ ลดความดันเลือด บรรเทาอาการของโรคเบาหวาน เนื่องจากมะเขือเปราะมีสรรพคุณคล้ายกับอินซูลิน ลดปริมาณน้ำตาลในเลือด  ช่วยขับพยาธิ ลดการอักเสบช่วยให้ระบบย่อยและระบบขับถ่ายทำงานดี


มะเขือเทศ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lycopersicon esculentum Mill.

ชื่อสามัญ : Tomato
ชื่ออื่น :  มะเขือส้ม(ภาคเหนือ), มะเขือเครือ มะเขือน้อย(ภาคอีสาน), ตรอบ( เขมร-สุรินทร์),ตีรอบ(เขมร), น้ำนอ (ละว้า,เชียงใหม่)

วงศ์ : SOLANACEAE

พืช ล้มลุกอายุปีเดียว ลำต้นตั้งตรงเป็นพุ่ม มีขนอ่อน ๆ ปกคลุม ใบประกอบ ออกสลับกัน ใบย่อยมีขนาดไม่เท่ากัน  ปลายใบแหลม ขอบใบเป็นหยักลึกคล้ายฟันเลื่อยมีขนอ่อน ๆ ออกดอกเป็นช่อหรือดอกเดี่ยว บริเวณซอกใบ ดอกสีเหลือง กลีบเลี้ยงสีเขียว 5-6 กลีบ ผลเดี่ยว ขนาดรูปร่างและสีต่างกัน ขนาดประมาณ 3 -10 ซม.รูปร่างมีทั้งกลม กลมแบน หรือกลมรี ผิวนอกเรียบเป็นมัน ผลดิบมีสีเขียว หรือเขียวอมเทา เมื่อสุกสีเหลือง สีส้ม หรือสีแดง เนื้อภายในฉ่ำด้วยน้ำมีรสเปรี้ยว เมล็ดมีเป็นจำนวนมาก มะเขือเทศมีหลายพันธุ์ เช่น พันธุ์สีดา พันธุ์โรมาเรดเพียร์ เป็นต้น

มะเขือเทศมีสารที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา ดังนั้นจึงใช้เป็นยารักษาโรคที่เกี่ยวกับปากที่เกิดจากเชื้อราได้ยัง มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ คือ ไลโคปีน ที่มีคุณสมบัติสามารถลดการเกิดมะเร็งลำไส้ และมะเร็งต่อมลูกหมากได้

หากทานมะเขือเทศ 10 ครั้ง/สัปดาห์ จะช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากในเพศชายได้ถึง 45% นอกจากนี้มะเขือเทศยังมีบีตา-แคโรทีน และฟอสฟอรัสมาก ที่มะเขือเทศมีรสชาติอร่อยนั้น เพราะมีกรดอะมิโนที่ชื่อกลูตามิคสูง กรดอะมิโนนี้เองเป็นตัวเพิ่มรสชาติให้อาหาร ทั้งยังเป็นกรดอะมิโนตัวเดียวกับที่อยู่ในผงชูรสด้วย ยัง รวมถึงเป็นสมุนไพรเพื่อสุขภาพและความงามรักษาสิว สมานผิวหน้าให้เต่งตึง โดยใช้น้ำมะเขือเทศพอกหน้า หรืออาจจะนำมะเขือเทศสุกฝานบาง ๆ แปะบนใบหน้า จะช่วยให้ผิวหน้าอ่อนนุ่มไม่แห้งกร้าน ระบบการหมุนเวียนเลือดดีขึ้น และยังสามารถต้านมะเร็งได้ด้วย

มะเขือ เทศมีสรรพคุณทางยาค่อนข้างสูง เพราะมะเขือเทศมี วิตามินพี (citrin) ซึ่งจะช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด มีฤทธิ์ขับปัสสาวะสามารถแก้อาการความดันโลหิตสูง

มีวิตามินเอสามารถรักษาโรคตาได้ ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือมีวิตามินซีมากทำให้สามารถป้องกันและรักษา โรคลักปิดลักเปิด ช่วยระบบการย่อยและช่วยการขับถ่ายได้ดี

มะเขือพวง

ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Solanum Torvum Sw.
วงศ์ : Solanaceae

เป็น พืชวงศ์เดียวกับพวกพริกและมะเขือต่าง ๆ มะเขือพวงเป็นไม้พุ่มยืนต้นข้ามปี แตกต่างจากมะเขือทั่วไปที่เป็นพืชล้มลุก เป็นมะเขือโบราณที่มีทวิลักษณะ(ลักษณะขัดแย้งกัน2อย่าง)คือมีพุ่มต้นที่มี ขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดามะเขือด้วยกันแต่มีผลขนาดเล็กที่สุด

ทรงพุ่มสูง 1- 2 เมตรขึ้นไป ลำต้นตั้งตรงมีขนนุ่มขึ้นปกคลุม มีหนามเล็กๆ ใบรูปรีมีหยักเว้า ดอกออกตามง่ามใบเป็นกระจุก
                           มะเขือพวงมีผลขนาดเล็ก และมีผลออกรวมกันเป็นกลุ่มหลาย ๆ ผล อยู่บนช่อเดียวกันจึงได้ชื่อว่า มะเขือพวง 
ดอกมีขนาดเล็กกลีบดอกสีขาวหรือม่วง เกสรสีเหลืองผลกลมขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร ก้านผลยาวอยู่รวมกันเป็นช่อกลม ผลอ่อนมีเปลือกสีเขียวหนาเหนียว ผลแก่เปลี่ยนเป็นสีเหลือง เมื่อสุกเป็นสีแสดแดง ภายในผลมีเมล็ดมากมายแทบจะไม่มีเนื้อในผลเลย

คุณสมบัติ ที่เด่นชัดของมะเขือพวงคือการเสริมสร้างระบบภูมิคุมกันลำไส้เพื่อตอบสนองต่อ สารพิษที่เข้ามาในระบบทางเดินอาหาร มีฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นช่วยป้องกันความเสื่อมและแก่ก่อนวัย มีฤทธิ์่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในโรคเบาหวาน

สรรพคุณทางยา

ใบสดตำคั้น นำไปพอกหัวฝีที่มีหนองช่วยดูดหนองออก
ผลดิบของมะเขือพวงใช้เป็นยาแก้ไอ ขับปัสสาวะ และช่วยย่อยอาหาร รับประทานเป็นประจำป้องกันเบาหวาน รากฝนแทรกขี้ผึ้ง ทารอยแผลแตกที่เท้า และตาปลา


มะเขือยาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Solonum melongena Linn. 
ชื่อสามัญ : Egg Plant, Potato Tree
วงศ์ : SOLONACEAE


ไม้ ล้มลุกสูง 0.5-1 เมตร ลำต้นตรงมีขนนุ่มและหนามเล็กๆ ใบเดี่ยวออกสลับค่อนข้างกลมมีขนนุ่ม  ขอบใบเว้าเป็นแฉก หยัก ปลายมนหรือแหลม ดอกออกเป็นช่อหรือออกเป็นดอกเดียว ตามซอกใบใกล้ปลายยอด สีม่วง หรือขาว เกสรสีเหลือง ผลกลมยาวมีสีเขียวอ่อน สีขาว หรือสีม่วงคล้ำ ผิวเกลี้ยงเป็นมัน

นิยมปรุงเป็นอาหาร กินเป็นประจำจะช่วยให้เส้นเลือดไม่เปราะ ป้องกันโรคความดันโลหิตสูง

ประโยชน์ทางสมุนไพร

  ผล ช่วยรักษาหลอดเลือด และหัวใจให้เป็นปกติ ป้องกันเส้นเลือดความดันโลหิต เสริมการทำงานของสมอง ช่วยความจำ ลดอาการอ่อนเปลี้ยของสมอง ลดอาการบวม ถอนพิษไข้ แก้ปวด แก้ตกเลือดในลำไส้ เป็นยาแก้บิดเรื้อรัง บิดอุจจาระเป็นเลือด

ดอกสดหรือดอกแห้ง เผาไฟให้เป็นเถ้า นำมาบดเป็นผงใช้อุดรูฟันที่ปวด แก้ปวดฟัน ฟันผุ
ผลสดตำให้ละเอียดพอกบริเวณที่เป็นแผลอักเสบที่มีหนอง หรือโรคผิวหนังเรื้อรัง ผื่นคัน


มะดัน

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Garcinia schomburgkiana Pierre

 วงศ์ : CLUSIACEAE

ไม้ยืนต้นสูง3-7เมตร ทนน้ำท่วมขังได้ดี ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปขอบขนาน รูปใบหอก หรือรูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง2-3ซม.ยาว5-8ซม. มี ยางสีเหลืองแผ่นใบหนากรอบ ดอกแยกเพศร่วมต้นหรือแยกเพศไม่ร่วมต้นก็ได้ กลีบดอกมีสีเหลืองส้มหรือชมพูอ่อน เมล็ดเป็นพูยาวมีรสเปรี้ยวจัด

ผลรสเปรี้ยวมีวิตามิน ซี สูง ใช้แต่งปรุงรสอาหาร ใบ เป็นยาดองเปรี้ยวเค็ม และปรุงเป็นยาต้ม รับประทานแก้กษัย แก้ระดูเสีย ขับฟอกโลหิต เป็นยาระบายอ่อนๆ เป็นยาสกัดเสมหะในลำคอได้ดี รกมะดันใช้แก้ไข้ทับระดู


มะเดื่ออุทุมพร

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ficus racemosa Linn.,F.glomerata Roxb

ชื่อสามัญ : Cluster Fig

ชื่ออื่น : มะเดื่อ เดื่อน้ำ เดื่อเกลี้ยง

วงศ์ : MORACEAE

ไม้ ยืนต้นขนาดใหญ่ สูงประมาณ 15-25 เมตร เปลือกต้นสีขาวอมเขียว มียางสีขาวกิ่งอ่อนและผลมีขนละเอียดสีขาว ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปวงรี รูปไข่ รูปขอบขนานหรือรูปใบหอก กว้าง3.5-8.5ซม.ยาว6-19ซม. ดอกออกเป็นช่อตามลำต้นและกิ่งก้านใบ ผลกลมสีเขียวเมื่อสุกเป็นสีแดง นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ

ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดหรือชำกิ่ง
          ประโยชน์ด้านสมุนไพร

รากแก้ไข้พิษ ไข้กาฬ (ไข้ที่มีตุ่มที่อวัวะภายในหรือที่ผิวหนัง ซึ่งตุ่มอาจมีสีดำ) แก้ร้อนในแก้ท้องร่วง ใช้แก้อาการท้องเสีย ที่ไม่ใช่บิดหรืออหิวาตกโรค แก้อาเจียน ห้ามเลือด ล้างแผล แก้ประดงผื่นคัน

ผล รับประทานเป็นยาแก้ท้องร่วง ยาพื้นบ้านใช้ ต้นผสมกับต้นเล็บแมว ต้นตับเต่าโคก ต้นมะดูก ต้นเปล้าใหญ่ ต้นกำจาย ต้นกำแพงเจ็ดชั้น รากส้มลมและต้นกระเจียน ต้มน้ำดื่มแก้ปวดเมื่อย


มะตูม

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Aegle marmelos(L.) Correa ex Roxb.

ชื่อสามัญ : Bael Fruit Tree, Bengal Quince

 วงศ์ : RUTACEAE

ชื่ออื่น : มะปิน กะทันตาเถร ตุ่มตัง ตูม

ไม้ ยืนต้นสูง 10-15 เมตร ลำ ต้นและกิ่งก้านมีหนาม เมื่อส่องกับแดดจะเห็นรูโปร่งแสงจำนวนมาก ใบประกอบแบบนิ้วมือ เรียงสลับ ใบย่อยรูปวงรีหรือรูปไข่แกมใบหอก ขนาดกว้าง2-7ซม.ยาว4-13ซมขอบใบหยักมน

ดอกช่อออกที่ซอกใบและที่ปลายกิ่ง กลีบด้านนอกสีเขียวอ่อน กลีบดอกด้านในมีสีขาวนวล ใบและดอกมีกลิ่นหอมผลเป็นผลสด ผลกลมโตเปลือกสีน้ำตาล เนื้อในสีเหลือง มีน้ำเมือกสรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา
 ผลอ่อนฝานตากแห้งคั่วให้เหลือง ชงรับประทานเรียกว่าน้ำมะตูม แก้ท้องเสีย แก้บิด
ผลแก่ ใช้เชื่อมรับประทาน ผลสุกกินสดได้ มีฤทธิ์เป็นยาระบาย หรือชงดื่มช่วยระบายรักษาธาตุ ใบใส่แกงบวดเพื่อแต่งกลิ่น ยังใช้ใบสดคั้นน้ำกินแก้หลอดลมอักเสบ ส่วน เปลือก ราก และต้นรักษาไข้มาลาเรีย


มะนาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Citrus aurantifolia (Christm.) Swingle

ชื่อสามัญ : Common Lime

วงศ์ : RUTACEAE

ไม้พุ่มสูง2-4เมตร เปลือกลำต้นเรียบสีขาวปนน้ำตาล แผ่กิ่งก้านสาขากว้าง และมีหนามแหลมแข็งตามกิ่งก้านบริเวณซอกใบ ใบ ประกอบชนิดมีใบย่อยใบเดียว รูปรีหรือรูปขอบขนานปลายใบแหลมโคนใบมน ขอบใบหยักมนแผ่นใบสีเขียวเข้มเป็นมัน มีต่อมน้ำมันกระจายอยู่ตามผิว

ดอกออกที่ซอกใบหรือปลายกิ่ง ประมาณ5-7ดอก หรือเป็นดอกเดี่ยวตามซอกใบที่ปลายกิ่ง ดอกย่อยมีกลีบดอกสีขาว ด้านท้องมีสีม่วงปน มีกลิ่นหอม

ผลกลมแป้นที่ผิวมีน้ำมันหอมระเหยที่มีรสขม น้ำในผลมีรสเปรี้ยวจัด น้ำมะนาวดื่มแก้โรคลักปิดลักเปิดเพราะมีวิตามินซี ใช้ปรุงรสอาหาร ใบใช้ฟอกโลหิตประจำเดือน เมล็ดคั่วให้เหลืองผสมในยาขับเสมหะ รากใช้ถอนพิษไข้
น้ำมะนาวยังเป็นกระสายยาสำหรับสมุนไพรที่ใช้ขับเสมหะเช่นดีปลี


มะเฟือง

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Averrhoa carambola L.
วงศ์ :AVERRHOACEAE

ชื่ออื่น : เฟือง, สะพือ

 ไม้ยืนต้นสูง 3-5เมตร ใบประกอบแบบขนนกเรียงสลับ ใบย่อยรูปขอบขนานแกมใบหอก กว้าง2-3.5ซม.ยาว3-9ซม.

ดอกออกตามลำต้นดอกย่อยมีขนาดเล็กสีชมพูอมแดง ผลเป็นผลสด อวบน้ำยาว7-14ซม.มีกลีบ สัน 5 สัน ผลดิบสีเขียว ผลสุกสีเหลือง มีรสเปรี้ยวอมหวาน

สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา

ดอกต้มขับพยาธิ ใบผล ทำยาต้ม ให้หยุดอาเจียน ผลมี oxalic acid ทำให้เลือดจับเป็นก้อน แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้บิด ขับน้ำลาย ลดอาการอักเสบ ขัดเบา ขับเลือดเสีย ขับระดู

สตรีจึงไม่ควรรับประทานขณะมีประจำเดือนหรือตกขาว และหากรับประทานขณะตั้งครรภ์อาจทำให้แท้งได้

 
เอื้องเพ็ดม้าชื่อวิทยาศาสตร : Persicaria orientalis (L.) Spachวงศ์ : POLYGONACEAEชื่ออื่น : ผักเอื้อง, ผักโพะเพะ,ผักไผ่น้ำเป็นไม้ล้มลุกชอบ แดดรำไรขึ้นได้ดีในที่ชื้นมีน้ำขัง ต้นเป็นปล้องสูงประมาณ 15-30เซนติเมตร ใบเดี่ยวเรียงวนสลับออกจากลำต้น แผ่นใบมีขนทั้งสองด้าน ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอดช่อดอกตั้งขึ้นสีขาวบานแล้วสีชมพูขยายพันธุ์ด้วยการ เพาะเมล็ดและปักชำ สรรพคุณ เอื้องเพ็ดม้า ใช้ทั้งต้น รสร้อน เป็นยาขับโลหิต แก้กระษัย แก้ริดสีดวง ผสมร่วมกับสมุนไพรอื่นๆ ฟอกโลหิต ลดอาการความดัน เบาหวาน

มะระขี้นก

ชื่อวิทยาศาสตร์ :    Momordica charantia L. ssp.charantia var. minima Williams et Ng  
ชื่อสามัญ : Bitter Cucumber

ชื่ออื่น : ผักเหย ผักไห่ มะร้อยรู มะห่อย มะไห่
วงศ์ : CUCURBITACEAE

มะระ ขี้นกหรือผักไห่  เป็นไม้เถาล้มลุก เนื้ออ่อน ทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน เถาหรือลำต้นเป็นเส้นเล็กยาว มีขนนุ่มขึ้นประปรายใบเดี่ยวออกเรียงสลับรูปฝ่ามือ ชนาดกว้าง2.5-10ซม.ยาว3-12ซม.แผ่นใบบางสีเขียวมีขนอ่อน ใบจะมี 1 ใบ เปลี่ยนเป็นมือเกาะ

ดอกเดี่ยวหรือออกเป็นช่อ มี5-8ดอก สีเหลืองอ่อน กลีบดอกบาง ช้ำง่าย มี 5 กลีบ เกสรด้านในสีหลืองแก่ถึงส้มอ่อน  ดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้น

ผล ขนาดเล็กรูปกระสวยผิวขรุขระ ขนาดกว้าง 2-4ซม.ยาว3-10ซม ผลอ่อนสีเขียว .เมื่อสุกแตกอ้าออกและมีสีเหลืองถึงส้ม เมล็ดรูปไข่แกมรีมีเยื่อหุ้มสีแดงสด

ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด

พบขึ้นตามป่าของประเทศในเขตร้อน

ทุก ส่วนของต้นมีสารโมโนซิดีน(Monocidine) ทำให้มีรสขม ช่วยลดน้ำตาลในเลือด เหมาะกับผู้เป็นเบาหวาน แต่ไม่ควรกินมากเพราะอาจทำให้น้ำตาลในเลือดลดต่ำกว่าปกติ

และ ห้ามกินผลสุกของมะระ จะมีความเป็นพิษ เพราะมีซาโปนินมาก จะทำให้อาเจียนและท้องร่วงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้  สำหรับหญิงมีครรภ์อ่อนไม่ควรกินมาก อาจทำให้แท้งได้

สรรพคุณด้านสมุนไพร

ใบและยอดอ่อนมะระขี้นกมีรสขมใช้ประกอบอาหารเช่น ผัดน้ำมันหอย หรือทานเป็นผักสดช่วยเจริญอาหาร

ผล รสขมจัดต้ม จิ้มน้ำพริก ช่วยเจริญอาหาร แก้ไข้ตัวร้อน

กินผลดิบเป็นประจำแก้โรคตับอักเสบ ม้ามอักเสบ ปวดหัวเข่า 

ใบสดและผลดิบสดตำให้ละเอียดคั้นเอาแต่น้ำดื่ม แก้จุกเสียดแน่นท้อง ขับลม บำรุงธาตุ 

ผลตากแห้งบดละเอียด แก้คัน หิดและโรคผิวหนัง

น้ำคั้นจากใบหรือผลเป็นยาระบายอ่อนๆ แก้ไข้ อมแก้ปากเปื่อย ปากเป็นขุย แก้โรคลม บำรุงน้ำดี

แก้โรคของม้ามและตับ

รากต้มน้ำดื่ม แก้ริดสีดวง แก้แผลอกเสบ สมานแผล บำรุงธาตุ

การแพทย์พื้นบ้านเชื่อว่า มะระขี้นกมีพลังความเย็น ซึ่งมีสรรพคุณขับพิษ ผลมะระขี้นกช่วยฟอกเลือดบำรุงตับ มีผลดีต่อสายตาและผิวหนัง ข่าวว่า สารบางอย่างในมะระขี้นกอาจเป็นยาต้านไวรัส HIV รักษาโรคเอดส์ได้้


มะรุม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Moringa oleifera Lam

ชื่ออื่น : ผักอีฮุม, ผักอีฮึม (อีสาน), มะค้อมก้อน(เหนือ)

วงศ์ : MORINGACEAE

ไม้ ยืนต้นขนาดกลางสูง3-4เมตร ใบประกอบแบบขนนกดอกออกเป็นช่อสีขาว ฝักมีความยาว20-50เซนติเมตรเปลือกฝักสีเขียวมีส่วนคอดและส่วนมนเป็นระยะตาม ความยาวของฝัก เมล็ดมะรุมสกัดมีน้ำมัน  ที่มีองค์ประกอบคล้ายน้ำมันมะกอกดีต่อสุขภาพอย่างยิ่ง 

มะรุม ที่เรียกได้ว่ายาวิเศษ สารพัดโรค กล่าวไว้ว่า มะรุมเป็นพืชที่สามารถรักษาทุกโรค ไม่ว่าจะเป็นความดันโลหิตสูง  โรคลำไส้อักเสบ โรคปอดอักเสบ ฆ่าจุลินทรีย์หรือยาปฎิชีวนะ และแต่ละส่วนของต้นมะรุมยังมีคุณสมบัติเฉพาะที่สามารถเป็นยาได้

เช่น ราก มีรสเผ็ด หวาน ขม แก้อาการบวมบำรุงธาตุไฟ

เปลือกต้นรสเผ็ดร้อน รับประทานเป็นยาขับลมในลำไส้ ทำให้ผายเรอ คุมธาตุอ่อนๆ ตัดต้นลมดีมาก กระพี้แ้ก้ไข้สันนิบาตเพื่อลม ใบแก้เลือดออกตามไรฟัน แก้อักเสบ ใบสดมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ มีโปรตีนสูงกว่านมสด2เท่า แร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก ดอกบำรุงร่างกายขับปัสสาวะ ใช้ต้มทำน้ำชาดื่มช่วยให้หลับสบาย ฝักรสหวานแก้ไข้หรือลดไข้ เนื้อในมะรุมช่วยแก้ไอได้ดี รับประทานประจำช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกายได้

นอก นี้กากของเมล็ดมะรุมที่เหลือจากการทำน้ำมัน สามารถนำมาใช้ในการกรองหรือทำน้ำให้บริสุทธิ์เป็นน้ำดื่มได้ กากของเมล็ดมีคุณสมบัติเป็นยาฆ่าเชื้อประสิทธิภาพสูงเป็นอย่างยิ่ง และยังสามารถนำมาทำเป็นปุ๋ยต่อได้ด้วย

ประโยชน์ อื่นๆของมะรุม ใช้รักษาโรคขาดอาหารในเด็กแรกเกิดถึง10ขวบ และลดสถิติการเสียชีวิต พิการและตาบอดได้เป็นอย่างดี ใช้รักษาโรคเบาหวานที่อยู่ในภาวะควบ

คุม ช่วยเพิ่มและเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ทานผลิตผลจากมะรุมระหว่างตั้งครรภ์ เด็กที่เกิดมาจะไม่ติดเชื้อ HIV และช่วยรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์ให้อยู่ในภาวะควบคุมได้

จากอาหารมาเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ ปัจจุบันชาวญี่ปุ่นผลิตชาใบมะรุมออกจำหน่าย ระบุว่า แก้ไขปัญหาโรคปากนกกระจอก หอบหืด อาการปวดหูและปวดศรีษะ ช่วยบำรุงสายตา ระบบทางเดินอาหาร ในประเทศอินเดีย หญิงตั้งครรภ์จะกินใบมะรุมเพื่อเสริมธาตุเหล็ก ประเทศฟิลิปปินส์ และบอสวานา หญิงเลี้ยงลูกด้วยนมจะกินแกงจืดใบมะรุม(ภาษาฟิลิปปินส์ เรียก "มาลังเก") เพื่อประสะน้ำนมและเพิ่มแคลเซียมให้กับน้ำนมแม่เหมือนคนไทย


มะแว้งเครือ

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Solanum trilobatum L.
ชื่ออื่น :  แขว้งเควีย
วงศ์ : SOLANACEAE

ไม้เถาขนาดเล็ก ลำต้นกลมเป็นเถา เลื้อยสีเขียวเป็นมัน มีหนามทุกส่วนตามกิ่งก้าน

ใบ เดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่ กว้าง4-5ซม.ยาว5-8ซม.มีหนามตามเส้นกลางใบ ดอกช่อออกที่ปลายกิ่งและซอกใบ กลีบดอกสีม่วง ผลเป็นผลสด ผลกลมเป็นพวง ผลดิบสีเขียวมีลายตามยาวสีขาว ผลสุกสีแดง 

 มะแว้งเครือเป็นส่วนผสมหลักในยาประสะมะแว้งเช่นกัน ผลสดรับประทานเป็นยาแก้ไข้กัดเสมหะ แก้ไอ และกระทุ้งพิษไข้ให้ลดลง  ขับปัสสาวะ
ตำรา ยาไทยใช้ผลแก่สด รสขมขื่นเปรี้ยว แก้ไอ ขับเสมหะ โดยใช้ขนาด4-10ผล โขลกพอแหลก คั้นเอาน้ำใส่เกลือเล็กน้อย จิบบ่อยๆ หรือเคี้ยวกลืนเฉพาะน้ำจนหมดรสเฝื่อนขม ผลแห้งปรุงเป็นยาแก้ไอ ขับปัสสาวะ เจริญอาหาร แก้เบาหวาน และมีฤทธิ์ช่วยทำให้น้ำตับอ่อนเดินได้สะดวก

มะแว้งต้น

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Solanum sanitwongsei Craib

วงศ์ : SOLANACEAE

ไม้ พุ่มสูง1-1.5เมตร ลำต้นมีขนนุ่ม ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปไข่หรือขอบขนาน ขนาดกว้าง4-10ซม.ยาว6-12ซม.ขอบใบเว้าผิวใบมีขนนุ่มทั้งสองด้าน ดอกช่อออกตามกิ่งหรือตามซอกใบ กลีบดอกสีม่วง ผลเป็นผลสดรูปกลม ผลดิบสีเขียวอ่อนไม่มีลาย สุกสีส้ม

มะแว้งต้นเป็นส่วนผสมหลักของ ยาประสะมะแว้ง ของ

องค์การเภสัชกรรมผลิตขึ้นตามตำรับยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ

         ตำรายาไทยใช้ผลสดแก้ไอขับเสมหะ รักษาเบาหวาน ขับปัสสาวะลดน้ำตาลในเลือด บำรุงน้ำดี บำรุงตับอ่อน ลดความดัน ช่วยให้ชุ่มคอชุ่มปอด หน้าอกเย็น

ช่วยแก้ไข้สันนิบาต แก้คอมีเสลดเหนียว ใบและรากใช้เป็นยาบำรุงธาตุ รักษาวัณโรคปอด ไม่ควรใช้ติดต่อกันนานเพราะพบว่ามีสเตียรอยด์ในปริมาณต่อนข้างสูง

มะยม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Phyllanthus acidus (Linn.) Skeels.

วงศ์ : EUPHORBIACEAE

ไม้ยืนต้นสูง3-10เมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับ ดอกช่อแยกเพศอยู่ร่วมต้น กลีบดอกสีแดงผลสดรูปกลมแป้น มี6-8พู เมื่อสุกสีเหลืองอ่อนรสเปรี้ยว

ตำรา ยาไทยใช้รากแก้ไข้ รักษาโรคผิวหนัง น้ำเหลืองเสีย ผื่นคัน ใบต้มน้ำอาบแก้คัน แก้ไข้ เหือดหัด อีสุกอีใส ยาพื้นบ้านใช้ ใบเข้ายาเขียว แก้ไข้หรือผสมกับใบมะเฟือง ใบหมากผู้หมากเมีย ต้มน้ำอาบ แก้คันจากพิษไข้หัว (ไข้ร่วมกับผื่น หรือตุ่ม) เปลือกต้น ใช้ต้มดื่ม แก้ไข้ทับระดู

มะละกอ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Carica papaya L.

ชื่อสามัญ : Papaya

วงศ์ : CARICACEAE

ชื่ออื่น : ก้วยลา, แคงต้น, มะก้วยเทศ, ลอกอ, หมักหุ่ง

ไม้ ยืนต้นสูงถึง6เมตร ไม่มีแก่น ต้นอวบน้ำ มียางขาว ใบเดี่ยวเรียงสลับรอบต้นบริเวณยอด ใบรูปฝ่ามือเว้าเป็นแฉกลึก 7แฉกขนาดใหญ่ ดอกมีหลายประเภท คิอดอกเพศผู้และดอกเพศเมีย และดอกสมบูรณ์เพศ ดอกผู้ออกเป็นช่อ ดอกเมียและดอกสมบูรณ์เพศออกเดี่ยวหรือช่อ2-3ดอก สีนวล ผลเป็นผลสด รูปยาวรีทรงกระบอก เมล็ดสีดำ

ตำรา ยาไทยใช้ก้านและใบขับปัสสาวะ ยางขาวจากผลดิบมีเอนไซม์ย่อยโปรตีน ใช้ย่อยเนื้อสัตว์ให้เปื่อย นำมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหารกระป๋อง ในอุตสาหกรรมยาใช้เอนไซม์ผลิตเป็นยาเม็ดลดอาการบวม การอักเสบจากบาดแผลหรือการผ่าตัด นอกจากนี้ยังใช้ผลิตน้ำยาล้างเลนส์สัมผัสชนิดอ่อน (soft contact lens)

มะลิ

ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Jasminum Sambac (L.) Aiton

ชื่อสามัญ :  Arabian jasmine

ชื่ออื่น :  มะลิ, มะลิลา ,มะลิช้อน
วงศ์ :   OLEACEAE

ไม้พุ่ม สูง 0.3-3 เมตร ใบเรียงตรงข้าม เป็นใบประกอบชนิดที่มีใบย่อย ใบเดี่ยว รูปไข่ กว้าง 3-6 ซม. ยาว 5-10 ซม. ดอกดอกเป็นช่อเล็ก ๆ มีทั้งดอกลาและดอกซ้อน ดอกสีขาว โคนดอกติดกันเป็นหลอด สีเขียวอมเหลือง ดอกกลางบานก่อน กลีบเลี้ยงแยกเป็นส่วน 7-10 ส่วน มีขนละเอียด ยาว 2 1/2-7 ซม. โคนกลีบดอกเชื่อมเป็นหลอด ยาว 7-15 มม. ส่วนปลายแยกเป็นส่วนรูปไข่ แกมรี สีขาว อาจมีสีม่วงด้านนอกหรือเมื่อดอกร่วงยาว 8-15 มม. ดอกอาจซ้อนหรือลา  ดอกมีกลิ่น หอม

สรรพคุณ

ใบ, ราก ทำยาหยอดตา ดอกแก่ เข้ายาหอม แก้หืด บำรุงหัวใจ

ราก ฝนรับประทาน แก้ร้อนใน เสียดท้อง รักษาหลอดลมอักเสบ ขับประจำเดือน

ใบ ตำให้ละเอียด ผสมกับน้ำมะพร้าวใหม่ นำไปลนไฟ ทารักษาแผล ฝีพุพอง แก้ไข้ ขับน้ำนม


มะหาด

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Artocarpus lakoocha Roxb.

ชื่ออื่น : หาด,ขนุนป่า

วงศ์ : MORACEAE

ไม้ ยืนต้นขนาดใหญ่ สูงถึง 25 เมตรไม่ผลัดใบลำต้นเปลาตรงเรือนยอดเป็นพุ่มกลมทึบ กิ่งอ่อนมีขน สีน้ำตาลออกแดงหนาแน่น

ใบเดี่ยวรูปไข่ ขอบใบเรียบเนื้อใบค่อนข้างหนาเหนียวคล้ายแผ่นหนัง แผ่นใบสากคายมีขนนุ่มทั้งสอง ด้าน

ออก ดอกเป็นช่อกระจุกแน่นสีเหลืองหม่นถึงชมพูอ่อน ผลกลมผิวขรุขระ สีเหลืองอ่อนหรือส้ม รูปร่างบิดเบี้ยวเป็นปุ่มปม ผิวนอกขรุขระมีขนคล้ายกำมะหยี่ เนื้อในผลสีชมพูมีเมล็ดมาก

ตา รายาไทยใช้ "ปวกหาด" ที่เตรียมโดยการเคี่ยวเนื้อไม้มะหาดกับน้ำ

กรอง เอาเนื้อไม้ออกบีบน้ำออกให้แห้ง จะได้ผงสีนวลจับกันเป็นก้อน ย่างไฟจนเหลือง ใช้สำหรับเป็นยาถ่ายพยาธิเส้นด้าย และพยาธิตัวตืด สำหรับเด็ก

ขนาดที่ใช้คือผงปวกหาด 3กรัม ละลายน้ำเย็นดื่มตอนเช้ามืดหลังจากนั้นประมาณ2ชั่วโมงให้กินยาถ่าย(ดีเกลือ)

นอกจากนี้ยังใช้ปวกหาดละลายน้ำทาแก้คัน

มะอึก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Solanum stramonifolium Jacq.

วงศ์ : SOLANACEAE

ชื่ออื่น : มะเขือปู่, มะปู่

ไม้ พุ่ม ลำต้นตั้งตรง สูง1-2เมตร ทุกส่วนมีขนละเอียด สีน้ำตาลอ่อน ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่กว้าง ขอบใบหยักเว้าเป็นพู กว้าง15-25ซม.ยาว20-30ซม.ผิวใบมีขนสองด้าน ดอกช่อออกเป็นกระจุกที่ซอกใบ กลีบดอกสีขาว ผลสดรูปทรงกลม เมล็ดสีเหลืองแกมน้ำตาล เมล็ดจำนวนมาก

สรรพคุณทางสมุนไพร
ราก และผล แก้ไข้สันนิบาต  บำรุงถุงน้ำดี แก้ถุงน้ำดีอักเสบ ขับเสมหะ กัดฟอกเสมหะ  ดับพิษร้อนภายใน ระงับปวด กระทุ้งพิษไข้หัวทุกชนิด รักษาแผล แก้เสมหะ แก้ไอ
เมล็ด แก้ปวดฟัน
ใบ รักษาโรคฝี เป็นยาพอก
ใช้ภายนอก ตำพอก หรือต้มน้ำชะล้างแผล

ตำรายาไทยใช้ละลายเสมหะ แก้ไอ รากกระทุ้งพิษไข้หัวทุกชนิด(อาการออกตุ่มออกผื่นตามผิวหนังเช่นหัด อีสุกอีใส)

ม้ากระทืบโรง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ficus foveolata Wall.

วงศ์ : MORACEAE

ชื่ออื่น : เดื่อเครือ แส้ม้าทะลาย

ไม้ พุ่มรอเลื้อย ไม่มีมือเกาะ เลื้อยไปพันตามพรรณไม้อื่น สูงได้ถึง 25เมตร เถาเมื่ออายุยังน้อยประมาณสายไฟขนาดเล็กสีเขียว มีจุดขนาดเล็กตลอดเถา มีน้ำยางขาว กิ่งอ่อน ก้านใบ ผิวใบด้านล่างและฐานรองดอกอ่อนมีขน ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปใบหอก หรือรูปขอบขนานแกมรี กว้าง7-9ซม.ยาว12-18ซม. ดอกช่อลักษณะทรงกลมคล้ายผล ออกเดี่ยวๆที่ซอกใบ ดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้นในช่อเดียวกัน ฐานรองดอกรูปทรงกลม ผลสด รูปทรงกลม

รสกลิ่น เนื้อไม้รสสุขุม จืด-เย็น เมื่อนำเถาไปต้มน้ำชิมดูจะออกรสสุขุมปนมัน มีหวานแทรก นิดหน่อย  กลิ่นหอมสุขุม

ยา พื้นบ้านใช้ลำต้นดองเหล้า บำรุงกำลังแก้เลือดเสีย เลือดค้าง ซูบซีด ปวดเมื่อยตามร่างกาย บำรุงกำำำหนัด แ้ก้พิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้ประดง แก้โรคผิวหนังผื่นคัน แก้น้ำเหลืองเสีย

ม้าทะลายโรง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Neuropeltis racemosa Wall.

วงศ์ : CONVOLVULACEAE

ชื่ออื่น : พญานอนหลับ,นอนหลับ,มาดพล้ายโรง, มันฤาษี

ไม้ เถาเนื้อแข็ง กิ่งอ่อนมีขนนุ่มสีน้ำตาล ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปวงรีแกมขอบขนาน กว้าง2-7ซม.ยาว 6-12ซม. ดอกช่อออกที่ซอกใบ มีขนสีน้ำตาล กลีบดอกเชื่อมติดกันรูประฆัง โคนกลีบด้านในมีขนกระจุกบริเวณโคนก้านเกสรตัวผู้ ใบประดับรูปไข่เจริญขึ้นเป็นรูปวงรีหรือรูปโล่ ผลแห้งแตก

ตำรายาไทยใช้ เนื้อไม้ดองเหล้า กินบำรุงกำลัง บำรุงกำหนัด และขับน้ำย่อย หรือต้มน้ำดื่ม แก้ปวดหลังปวดเอว บำรุงกำลัง บำรุงโลหิต

มังคุด

 ชื่อวิทยาศาสตร์ : Garcinia × mangostana L.

ชื่อสามัญ: Mangosteen

วงศ์:   GUTTIFERAE


มังคุดเป็นไม้ยืนต้น สูง 10-12 เมตร ทุกส่วนมียางสีเหลือง ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปไข่หรือรูปวงรีแกมขอบขนาน . เนื้อใบหนาและค่อนข้างเหนียวคล้ายหนัง หลังใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ท้องใบสีอ่อนกว่า ดอกเดี่ยวหรือเป็นคู่ ออกที่ซอกใบใกล้ปลายกิ่ง สมบูรณ์เพศหรือแยกเพศ กลีบเลี้ยงสีเขียวอมเหลืองติดอยู่จนเป็นผล กลีบดอกสีแดง ฉ่ำน้ำ ผลเป็นผลสด ค่อนข้างกลม เปลือกนอกค่อนข้างแข็ง แก่เต็มที่มีสีม่วงแดง ยางสีเหลือง เนื้อในมีสีขาวฉ่ำน้ำ อาจมีเมล็ดอยู่ในเนื้อผลได้ ขึ้นอยู่กับขนาดและอายุของผล จำนวนกลีบของเนื้อจะเท่ากับจำนวนกลีบดอกที่อยู่ด้านล่างของเปลือก

สรรพคุณ

มังคุดมีประโยชน์ต่อสุขภาพจิต กินมังคุดเป็นประจำจะทำให้อารมณ์ดี จิตใจดี ช่วยลดความเครียด และป้องกันการเกิดโรคซึมเศร้า ทำให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ปรับระบบภูมิคุ้มกันให้สมดุล ลดโอกาสจะเกิดโรคต่างๆ ได้น้อยลง เช่น ลดอาการของโรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด การอักเสบในผู้ป่วยโรคเบาหวาน ตับเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม โรคพาร์กินสัน ไทรอยด์เป็นพิษ ฯลฯ

มังคุดมีสรรพคุณลดคอเลสเตอรอล การกินมังคุดสุกช่วยลดคอเลสเตอรอลและลดไขมันที่ไม่ดีในเส้นเลือด รวมทั้งช่วยขยายตัวของหลอดเลือด ทำให้ลดความเสี่ยงจะเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคเกี่ยวกับทางเดินหัวใจ

 มังคุดมีสรรพคุณในการจับอนุมูลอิสระได้ดีกว่าผลไม้ชนิดอื่นๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการช่วยชะลอวัยและการเกิดริ้วรอย บำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง สดใส แข็งแรง

มังคุดช่วยแก้ท้องเสีย หากมีอาการท้องเสีย ท้องร่วงเรื้อรัง หรือถ่ายเป็นมูกเลือด แก้โดยการนำเปลือกมังคุดตากแห้งประมาณ 1 ลูก มาต้มกับน้ำปูนใสใช้ดื่มแต่น้ำ

มังคุด ป้องกันการเกิดเนื้องอกหรือมะเร็งชนิดต่างๆ ในร่างกายได้ดี โดยจากการวิจัยพบว่า สารสกัดจากมังคุดทั้งลูกช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดขาวชนิดที่มีฤทธิ์กำจัดและป้องกันการก่อเกิดเซลล์มะเร็งได้เกือบทุกชนิด

มีสรรพคุณยับยั้งเชื้อ HIV คุณสมบัติทางการแพทย์ที่สำคัญของสารสกัดจากมังคุดอีกข้อคือ ช่วยยับยั้งเชื้อไวรัสเอชไอวีบางตัวได้ (แต่ไม่ได้ป้องกันเชื้อไวรัสเอชไอวี) โดยสารแซนโทนนั้นมีฤทธิ์ช่วยต้านและยับยั้งการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด เชื้อรา เชื้อจุลินทรีย์ และเชื้อไวรัสต่างๆ อย่างเชื้อเอชไอวี หรือเชื้อวัณโรค

มันเทศ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ipomoea batatas (L.) Lam

วงศ์: CONVOLVULACEAE

ชื่อสามัญ : Sweet Potato

มันเทศจัดเป็นพวกพืชไร่เป็นพืชเลื้อยราบไปตามพื้นดีมีรากสะสมอาหารเป็นหัว อยู่ใต้ดิน มีชนิดเนื้อสีเหลืองกับสีขาวครีม ทั้งสองชนิดมี เบต้า แคโรทีน สูงอาจช่วยป้องกันมะเร็งบางชนิดได้ อีกทั้งยังมี ใยอาหาร วิตามินซี แคลเซียมและโปแตสเซียมปริมาณมาก และเป็นแหล่งวิตามินB6

ซึ่งเชื่อว่าบรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือน และช่วยให้ร่างกายผลิตพลังงานจากอาหารได้มากแต่จะปล่อยพลังงานออกมาช้าส่วน ใยอาหารทำให้อิ่มท้อง จึงมีส่วนสำคัญในการใช้มันเทศในการลดน้ำหนัก

มันฝรั่ง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Solanum tuberosum L. 

ชื่อสามัญ : Potato

วงศ์ : SOLANACEAE

มัน ฝรั่งเป็นพืชล้มลุก หัวมันฝรั่งเกิดจากส่วนของลำต้น ทำหน้าที่สะสมอาหาร  มันฝรั่งจะมีไหลที่เกิดจากตาของลำต้นที่อยู่ใต้ดิน ถ้าปลายไหลอยู่ใต้ดินก็จะเกิดเป็นหัวแต่ถ้าอยู่พ้นดินก็จะเกิดเป็นต้น ลำต้นจะตั้งตรงสูง50-100 เซนติเมตร  ลักษณะหัวของมันฝรั่งจะมีตั้งแต่รูปร่างกลมถึงกลมรี และรูปร่างยาว มีผิวสีขาว เหลือง ส้มแดง หรือสีม่วงแล้วแต่สายพันธุ์

มัน ฝรั่ง มีรสหวาน ช่วยย่อยมีคุณสมบัติทางเป็นสมุนไพรคือ รักษาโรคคางทูม โดยใช้มันฝรั่ง 1 ลูก ฝนกับน้ำส้มสายชู ทาบริเวณที่เป็น แห้งแล้วทาซ้ำจนหายและรักษาไฟไหม้น้ำร้อนลวกโดย ใช้น้ำคั้นจากมันฝรั่งทาบริเวณแผลบ่อยๆ หรือตำให้ละเอียดพอก แล้วเปลี่ยนหลายๆครั้ง

มันแกว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pachyrhizus erosus (L.) Urb.

วงศ์ : FABACEAE -LEGUMINOSAE

ชื่อไทย :มันแกว, เครือเขาขน, มันแกวละแวก, มันแกวลาว, มันละแวก, มันลาว

ชื่ออังกฤษ : YAM BEAN

มันแกว เป็นพืชพื้นเมืองของประเทศเม็กซิโก และประเทศในแถบอเมริกากลาง  เป็นพืชตระกูลถั่วชนิดหนึ่ง ต้นมีขนเป็นเถาเลื้อย ยาวได้ถึง ๕.๕ เมตร ไม่แตกแขนง หัวอวบ มีขนาดใหญ่ เป็นส่วนของรากแก้วที่เราใช้รับประทาน โคนต้นแข็ง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกประกอบด้วยใบย่อย ๓ ใบ ขอบใบจัก ดอกสีชมพูหรือขาว ฝักแก่เรียบมี ๘-๑๐ เมล็ด  เมล็ดแบนมีสีน้ำตาลหรือแดง ต้นมันแกว 1 ต้นมีเพียงหัวเดียว หัวอาจเป็นหัวรียบๆ หรือเป็นพู ส่วนที่อยู่ใต้ดินมีอายุข้ามปี แต่ส่วนบนดิน คือ ต้นใบมีอายุปีเดียว

มันแกวประกอบด้วยน้ำเป็นส่วนใหญ่ประมาณ90% นอกนั้นเป็นแป้งและน้ำตาล มันแกวไม่มีเส้นใยอาหาร ความหวานของมันแกวนั้นมาจาก Oligofructose inulin ซึ่งในร่างกายมนุษย์ไม่สามารถเผาผลาญได้ มันแกวจึงเหมาะสำหรับผู้เป็นเบาหวานและ ควบคุมน้ำหนัก

สรรพคุณของมันแกว เมล็ดแก่ของมันแกวป่นหรือบดใช้เป็นยาฆ่าแมลงหรือใช้เป็นยาเบื่อปลาได้ และยังใช้เป็นยารักษาโรคผิวหนัง

แต่ฝักแก่และเมล็ดแก่เป็นพิษต่อการบริโภคของคนและสัตว์

 แมงลัก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ocimum canum Sims

ชื่อสามัญ : Hairy Basil

ชื่ออื่น : ก้อมก้อขาว, มังลัก, อีตู่

วงศ์ : LAMIACEAE

พืช ล้มลุกขนาดเล็กสูง0.30-1เมตร ลักษณะคล้ายกระเพราและโหระพา แต่กลิ่นจะแตกต่างกัน โคนลำต้นแข็งแตกกิ่งก้านมาก สีเขียวออกขาวเล็กน้อย กิ่งอ่อนเป็นเหลี่ยม และตามข้อมีขนสีขาวปกคลุมทุกส่วนมีกลิ่นหอม

ใบเดี่ยวออกตรงข้ามรูปไข่ หรือรูปรี โคนใบรูปลิ่มปลายใบแหลม ขอบใบจักฟันเลื่อย แผ่นใบสีเขียวตามขอบใบและเส้นใบมีขนละเอียดปกคลุม

ดอกออกเป็นช่อแบบช่อฉัตร ดอกสีขาว

ผลมีขนาดเล็กภายในผลมี4เมล็ด เปลือกแข็งมีเมล็ดสีดำ เมื่อแช่น้ำจะเกิดวุ้นหุ้มรอบๆเมล็ดพองได้ถึง 45 เท่า

ชอบขึ้นในที่โล่งแจ้ง แสงแดดจัด ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

สรรพคุณทางสมุนไพร

ใบรสหอมร้อน เป็นยาขับลม ขับเหงื่อ แก้ไอและโรคเกี่ยวกับลำไส้ ใช้อมบ้วนปากเพื่อบรรเทาอาการปวดฟัน

ใช้ใบสดโขลกให้ละเอียดคั้นเอาแต่น้ำดื่มเป็นยาแก้หวัดในเด็ก

เมล็ดหอมร้อน แช่น้ำให้พองเต็มที่ รับประทาน เป็นเป็นยาระบายแก้ท้องผูก ทำให้ถ่ายอุจจาระได้สะดวกเพราะเมือกขาวทำให้ลื่น อุจจาระไม่เกาะลำไส้ ช่วยดูดซึมน้ำตาลในเลือด เป็นยาลดความอ้วน ขับปัสสาวะและ มีสารออกฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพในการขับไล่แมลง

โมกมัน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Wrightia Arborea (Denn.St)Mabb.

ชื่อสามัญ ; Ivory,Darabola

วงศ์ : APOCYNACEAE

ไม้ เนื้อเหนียว ที่นิยมนำมาทำตะเกียบ และเครื่องดนตรี เพราะเนื้อไม้ไม่มีเสี้ยนไม้และ นอกจากนี้ยังนิยมนำมาปลูกประดับเป็นไม้จัดสวนให้ร่มเงาด้วย สำหรับคุณสมบัติทางเป็นสมุนไพรของโมกมันมีดังนี้ 

เปลือก เป็นยาสารพัดใช้บดพอกแผล หรือทาแก้พิษแมลงกัดต่อย ใช้ต้มเป็นยาหม้อดื่มเพื่อให้ประจำเดือนมาปกติ ดอกโมกมัน แพทย์แผนไทยจัดไว้ในหมวดเป็นยาระบายช่วยแก้อาการท้องผูก อย่างได้ผล

โมกลา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Wrightia religiosa., Benth.
ชื่ออื่น : ปิดจงวา (เขมร สุรินทร์) โมกซ้อน (กลาง) โมกบ้าน (กลาง) และ หลักป่า (ระยอง)
วงศ์ : APOCYNACEAE


ไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลำต้นมีความสูงประมาณ 5-12 เมตร ผิวเปลือกสีนำตาลดำ ลำต้นกลมเรียบมีจุดเล็ก ๆสีขาวประทั่วต้น แตกกิ่งก้านสาขาออกรอบลำต้นไม่เป็นระเบียบใบเป็นใบเดียวออกเรียงกันเป็นคู่ ตามก้านใบลักษณะใบ เป็นรูปไข่ รี ปลายใบมนแหลม โคนใบแหลม ขอบใบเรียบ เนื้อใบบางสีเขียว ขนาดใบกว้างประมาณ 2 เซนติเมตร ยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร ออกดอกเป็นช่อสั้น ๆ อยู่ตามปลายกิ่ง ช่อหนึ่งมีดอก 4-8 ดอก ลักษณะดอกจะคว่ำหน้าลงสู่พื้นดินมีกลีบดอก 5 กลีบ มีสีขาวกลิ่นหอม ดอกบานเต็มที่มีขนาด ประมาณ 2 เซนติเมตร ผลเป็นฝักรูปทรงกระบอกจะออกมาเป็นคู่ ลักษณะโค้งงอเข้าหากัน ภายในมีขี้เรียงอยู่จำนวนมาก ขนาดความยาวของฝักประมาณ 10-15 เซนติเมตร

เปลือกเป็นยาช่วยทำให้เจริญอาหาร  ยางจากต้นใช้เป็นยาแก้โรคบิดที่มีอาการเลือดออก ดอกเป็นยาระบาย

เปลือกช่วยรักษาโรคไต ใบใช้ขับน้ำเหลือง  ยางใช้เป็นยาแก้พิษงูและแมลงกัดต่อย   รากมีรสเมามัน ใช้ปรุงเป็นยารักษาโรคผิวหนังจำพวกโรคเรื้อนและคุดทะราด

ไมยราบ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mimosa pudica Linn. var. hispida Bren
วงศ์ : FABACEAE

ไม้ ล้มลุกกึ่งเลื้อย ทอดแผ่ไปตามพื้นดิน เป็นพวกวัชพืชมีระบบรากแก้วอายุยืนหลายปี ขอบใบมีขนซึ่งหากได้รับแรงสั่นสะเทือนใบย่อยจะประกบเข้าหากันส่วนก้านใบก็จะ งอลู่ลง

ลำ ต้นมีขนละเอียดและหนามโค้งงอ ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ ยาว10-13ซม.ประกอบด้วย4ช่อใบย่อยเรียงตัวแบบนิ้วมือยาว4.5-8ซม. ใบย่อย17-22คู่ รูปใบหอก กว้าง2.5-3 มม. ยาว 10-14 มม. ผิวใบด้านบนสีเขียว ด้านล่างสีม่วงอ่อน ดอกช่อรูปทรงกลม ออกที่ซอกใบ กลีบดอกสีชมพู ผลเป็นฝักแบน เป็นข้อๆอยู่รวมกันเป็นช่อ เมื่อสุกสีดำ
 สรรพคุณทางยา ขับระดูขาวหรือมุตกิด ขับปัสสาวะ รักษาอาการอักเสบทางเดินปัสสาวะ แก้กระษัย (การป่วยที่เกิดจากหลายสาเหตุ ทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม ซูบผอม โลหิตจาง ปวดเมื่อย)ไตพิการ โดยนำมาต้มเป็นยาต้ม ดื่มบรรเทาอาการโรค

ยาพื้นบ้านใช้ ทั้งต้น ผสมกับรากสะเดาดินและไมยราบเครือทั้งต้น ต้มน้ำดื่ม ขับปัสสาวะ

ยอ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Morinda citrifolia L.

ชื่อสามัญ : Indian Mulberry

วงศ์ : RUBIACEAE

ชื่ออื่น : มะตาเสือ,ยอบ้าน,แยใหญ่

ไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลำต้นตรงสูง ประมาณ2-6 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลเทา แตกเป็นสะเก็ดแล้วหลุด กิ่งอ่อนรูปสี่เหลี่ยม

ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม ใหญ่หนา สีเขียวสด มีหูใบ

ดอกช่อออกที่ซอกใบออกรวมกันเป็นช่อกลม กลีบดอกสีขาว

ผลสด เป็นผลรวม ผลกลมยาวรี ผิวผลเป็นตุ่มพอง มีตาเป็นปุ่มรอบผล ผลอ่อนมีสีเขียวสด ผลสุกสีขาวนวล เมล็ดสีน้ำตาลไหม้มีจำนวนมาก

ใบ อ่อนมีรสขมเฝื่อน มีสรรพคุณช่วยลดความร้อนในร่างกาย แก้ไข้ แก้กระษัย คั้นเอาน้ำสระผมแก้เหา ทาแก้ปวดข้อของนิ้วมือ นิ้วเท้า แก้โรคเก๊า แก้ปวดบวม อักเสบ

ผลรสเผ็ดร้อนช่วยขับลมในลำไส้แก้อาเจียน ตำรา ยาไทยใช้ผลสดดิบหรือห่าม ฝานเป็นชิ้นบางย่างหรือคั่วไฟอ่อนให้เหลือง ต้มหรือชงกับน้ำ ดื่มแก้คลื่นไส้อาเจียน ผลสุกมีกลิ่นฉุนสรรพคุณช่วยขับลมในลำไส้

ราก รสเฝื่อนเป็นยาระบาย นำมาใช้โดยนำรากยอขนาดนิ้วชี้ยาวไม่เกิน6นิ้วฟุต สับเป็นชิ้นๆใส่น้ำ2แก้วต้ม10-15นาที กิน1แก้วก่อนเข้านอน ตอนเช้าท้องไส้จะระบายดี เหมาะสำหรับคนท้องผูก และเป็นริดสีดวงทวาร (ถ้าต้องการถ่ายมากให้เพิ่มรากยอ)

ยาแก้มะโหกโตน (ชื่อต้นไม้)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Vernonia volkameriifolia DC 

วงศ์ : ASTERACEAE

               ไม้ พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ผลัดใบ สูงถึง5เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลเข้มบางและเรียบ ใบขนาดกว้าง5-20ซม.ยาว15-50ซม. ใบจะมีขนาดเล็กลงเมื่อใกล้ออกดอก ขอบใบมักมีซี่หยาบประปราย ใบแก่สีเขียวหม่นด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างสีอ่อนกว่า 

ดอกเป็นช่อกลมขนาด1.2-1.8 ซม.สีม่วงอ่อน รวมช่อเป็นรูปปิรามิดยาวถึง90ซม. แต่ละช่อย่อยกลม มีกาบรองช่อซ้อนกัน5ชั้น ผลขนาด0.3-0.5ซม.มีริ้วไม่สม่ำเสมอ10ริ้วและเส้นขนแข็ง2วง

พบขึ้นทั่วไปในที่โล่งแจ้งทางภาคเหนือที่ระดับ2,000เมตร

เขตกระจายพันธุ์ พม่า ยูนนาน ตอนเหนือของเวียตนาม ไทย

รูปภาพจากหนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ

โดย ไซม่อน การ์ดเนอร์ พินดา สิทธิสุนทร วิไลวรรณ อนุสารสุนทร

หอพรรณไม้ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

มะโหกชื่อโรคโบราณทางเหนือ

(จากหนังสือ สมุนไพรแก้โรค ฉบับที่9)

มะ โหก เป็นชื่อโรคที่ทางเหนือเรียกกัน  มะโหกหรือบ่าโหกเป็นชื่อโรคของหมอเมืองที่มีอาการเทียบเคียงกับโรคกษัยของ การแพทย์แผนไทย ซึ่งเป็นโรคที่เกี่ยวกับความเสื่อมโทรมของร่างกายตามวัย ทำให้การทำงานของร่างกายผิดปกติ มีอาการโดยรวมดังนี้

ปวดหลังปวดเอว ปวดตามลำตัวอาจเรียกเฉพาะที่เป็น เช่น ปวดแข็งปวดขา เรียกว่า มะโหกเจ็บแข้งเจ็บขา หรือมะโหกลงเสา มะโหกปวดก้นปวดเอว

ถ่าย อุจจาระลำบากเรียกว่า มะโหกขี้แค่น ถ่ายยากขึ้นไปอีกเรียก มะโหกพันละดี เป็นก้อนเนื้อยื่นออกมาจากทวารเรียกว่า มะโหกก้นปู๊ด ซึ่งแยกย่อยเป็นมะโหกเดือยไก่ แต่หากมีอาการมากขึ้นอาจถ่ายเป็นมูกเลือดเรียกว่า มะโหกลงเลือด อาการทางทวารเหล่านี้ทางการแพทย์แผนปัจจุบันเรียกว่าริดสีดวง ทวาร(Hemorrhoids)

มีอาการปัสสาวะบ่อย(วันยังค่ำ) เรียกว่ามะโหกหรือบ่าโหกเยี่ยวนัก

มีอาการร้อนท้องร้อนไส้ ถ่ายอุจจาระปัสสาวะแสบร้อนเรียกว่ามะโหกเข้าไส้

จุด เริ่มต้นของการเกิดโรคอาจเกิดจากพฤติกรรมสุขภาพเช่นด้านอาหารการกินไม่เหมาะ สม และด้านอริยาบถสี่ไม่สมดุลเช่นการยืน เดิน นั่ง นอน อย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไป จนเกิดโรค และมีปัจจัยเสริมคือการเปลี่ยนแปลงของวัย มักพบในปัจฉิมวัย ที่มีอาการกระทบของลมก่อให้เกิดธาตุกำเริบ หย่อน พิการ หรือมีอาการติดขัดของการเคลื่อนไหวของธาตุลม หรือพลังลมปราณในการเคลื่อนไหว ทำให้อาการอื่นๆตามมา เช่นปวดเมื่อย ธาตุดินเสื่อม(ริดสีดวง) หรือความผิดปกติธาตุน้ำ(มูกเลือด)

              ทั้งนี้พบตำรับยาและข้อมูลจากหมอพื้นบ้านที่บ่งชี้อาการได้ดังสันนิษฐานข้าง ต้น ยาสมุนไพรที่จ่ายให้ผู้ป่วยของหมอเมืองในปัจจุบัน มักเป็นยาใช้รักษาของมะโหก2ชนิดคือ มะโหกปวดหลังปวดเอว และมะโหกก้นปู๊ด มะโหกเลือด ตำรับยาอาจพบยารักษาอาการรวมอาการทั้งหมดด้วยกันหรือแยกตามอาการ

ย่านาง

ชื่อวิทยาศาสตร์:Tiliacora triandra (Colebr.) Diels

 ชื่อสามัญ : Bamboo grass

ชื่ออื่น : จ้อยนาง เถาย่านาง เถาวัลย์เขียว ยาดนาง

ไม้เลื้อย กิ่งอ่อนมีขนอ่อนปกคลุม เมื่อแก่แล้วผิวค่อนข้างเรียบ รากมีขนาดใหญ่ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกติดกับลำต้นแบบสลับ รูปร่างใบคล้ายรูปไข่หรือรูปไข่ขอบขนานปลายใบเรียว ฐานใบมน ขอบใบเรียบ ก้านใบยาว 1 ซม. ดอกออกตามซอกโคนก้านใบเป็นช่อ ช่อหนึ่ง ๆ มีดอกขนาดเล็กสีเหลือง 3-5 ดอก ดอกแยกเพศอยู่คนละต้นไม่มีกลีบดอก ผลรูปร่างกลมรีขนาดเล็ก สีเขียว เมื่อแก่กลายเป็นสีเหลืองอมแดงและกลายเป็นสีดำ

          ใบย่านางนั้นมีประโยชน์ในการช่วยชะลอการเกิดผมหงอก ทำให้ผมดำและนุ่มชุ่มชื้น และยังมีการนำมาทำเป็นอาหารโดยเฉพาะอาหารที่มีส่วนผสมของหน่อไม้ เพราะน้ำใบย่านางนั้นสามารถช่วยต้านพิษกรดยูริกที่มีในหน่อไม้ได้ แถมยังนิยมนำมาทำอาหารชนิดต่าง ๆ เช่น แกงหน่อไม้ ซุบหน่อไม้ แกงอ่อม แกงเห็ด แกงเลียง หรือรับประทานสด ๆ กับน้ำพริกอีกด้วย 

สรรพคุณทางเป็นยา

       ย่านางมีฤทธิ์เย็น สามารถช่วยดับพิษร้อนต่าง ๆ ได้   ย่านางนั้นมีสรรพคุณทางยาที่ขึ้นชื่อมากมาย ซึ่งสรรพคุณทางยาไม่ได้มีเพียงแค่ในใบย่านางเพียงอย่างเดียว แต่ส่วนอื่น ๆ ของต้นก็มีประโยชน์มากมายเช่นกัน
          รากของย่านาง นิยมนำมาใช้เพื่อแก้อาการไข้ทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นไข้พิษ ไข้เหนือ ไข้หัด ไข้ฝีดาษ ไข้กาฬ หรือ ไข้ทับระดู และอาการเบื่อเมา นอกจากนี้รากของย่านางยังเป็นหนึ่งในส่วนประกอบของตำรับยาเบญจโลกวิเชียร หรือยา 5 ราก หรือแก้วห้าดวง ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขประกาศใช้ในบัญชียาสมุนไพร โดยยาดังกล่าวเป็นสามารถรักษาโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในขณะเริ่มแรกได้ โดยนำรากแห้งต้มกับน้ำครั้งละ 1 กำมือ แล้วดื่มก่อนอาหาร วันละ 3 ครั้ง
           ใบย่านาง คือเป็นส่วนที่มีประโยชน์และถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคมากที่สุด มีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง นอกจากนี้ถูกจัดเอาไว้ในตำราสมุนไพรว่าเป็นยาอายุวัฒนะอีกด้วย ซึ่งประโยชน์ของใบย่านางในการรักษาและป้องกันโรคต่างๆมีดังนี้
ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง ช่วยป้องกันและบำบัดการเกิดโรคหัวใจ
ช่วยป้องกันและลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งได้
สำหรับผู้ที่เป็นมะเร็ง หากดื่มน้ำใบย่านางเป็นประจำ จะทำให้ก้อนเนื้อมะเร็งจะฝ่อและเล็กลง
         ป้องกันและรักษาโรคภูมิแพ้ ไอจาม มีน้ำมูกและเสมหะ
รักษาอาการร้อนแต่ไม่มีเหงื่อ
รักษาอาการของโรคเบาหวาน โดยไปลดระดับน้ำตาลในเลือดให้ลดลง
          ช่วยแก้อาการเหงือกอักเสบอย่างรุนแรงและเรื้อรัง ช่วยรักษาโรคตับอักเสบ โรคไทรอยด์เป็นพิษ ป้องกันการเกิดโรคริดสีดวงทวาร ป้องกันการเกิดโรคเกาต์ ช่วยรักษาอาการท้องเสีย เพราะช่วยฆ่าเชื้อโรคที่เป็นต้นเหตุได้ ช่วยบรรเทาอาการอาการปวดท้องอย่างเฉียบพลัน ช่วยแก้อาการท้องผูก ลดอาการแสบท้อง รักษาโรคกระเพาะอาหาร ลำไส้อักเสบ ลดอาการหดเกร็งตามลำไส้ ช่วยรักษาอาการกรดไหลย้อน ช่วยแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย  ช่วยรักษาโรคนิ่วในไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ นิ่วในถุงน้ำดี อาการปัสสาวะแสบขัด ออกร้อนในทางเดินปัสสาวะ ช่วยแก้อาการปัสสาวะมีสีเข้ม ปัสสาวะบ่อย หรือมีอาการปัสสาวะออกมาเป็นเลือด ช่วยรักษาอาการตกขาว

 ช่วยชะลอและลดการเกิดริ้วรอยก่อนวัย   รักษาสิว ฝ้า ตุ่มคัน ตุ่มใส ผื่นคัน พอกฝีหนอง โดยการน้ำใบย่านางเมื่อนำมาผสมกับดินสอพองหรือปูนเคี้ยวหมากจนเหลว แล้วนำมาทา ช่วยลดน้ำหนัก โดยการเผาผลาญไขมันและนำไปใช้เป็นพลังงาน ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านโรคในร่างกายให้แข็งแรง ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย ฟื้นฟูเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย ปรับสมดุลของร่างกายบำรุงรักษาตับ และไต รักษาและบำบัดอาการอัมพฤกษ์ แก้อาการอ่อนล้า อ่อนเพลียของร่างกาย แก้อาการง่วงนอนหลังการรับประทานอาหาร ลดอาการนอนกรน บำรุงสายตาและรักษาโรคเกี่ยวกับตา เช่น ตาแดง ตาแห้ง ตามัว แสบตา ปวดตา ตาลาย เป็นต้น
         เถาของย่านางช่วยลดความร้อนและแก้พิษตานซาง และยังมีข้อมูลทางเภสัชวิทยาระบุอีกว่า สามารถช่วยต้านมาลาเรีย และยับยั้งการหดเกร็งของลำไส้ได้

ยี่โถ

 ชื่อวิทยาศาสตร์: Nerium oleander L.

ชื่อสามัญ: Oleander, Sweet Oleander, Rose Bay

วงศ์ :APOCYNACEAE

ชื่ออื่น : ยี่โถไทย ยี่โถจีน ยี่โถดอกขาว ยี่โถดอกแดง (ภาคกลาง) อินโถ (ภาคเหนือ)

ไม้พุ่มสูงประมาณ 2 เมตร เปลือกของลำต้นมีสีเทาเรียบ มียางสีขาวคล้ายน้ำนม บเดี่ยว รูปร่างรี ปลายและโคนใบแหลมคล้ายหอก ขอบใบเรียบหนาแข็ง มีสีเขียวเข้ม  ดอกมีสีชมพู ขาว มีทั้งดอกซ้อนและดอกชั้นเดียว โดยดอกที่มีชั้นเดียวจะมีกลีบดอก 5 กลีบ เวลาดอกบานจะมีกลิ่นหอม เมื่อดอกผสมกับเกสรและร่วงหลุดไปจะติดผลดอกละ 2 ฝัก ผลเป็นรูปฝักยาว เมื่อแก่เปลือกแข็งจะแตกออก และมีเมล็ดอยู่ภายในจำนวนมาก จะมีขนคล้าย ๆ เส้นไหมติดอยู่ทำให้ลอยลมไปได้ไกล โดยต้นยี่โถนั้นสามารถออกดอกได้ทั้งปี และสามารถปลูกได้ทุกที่ ขึ้นได้ทุกสภาพดิน จะด้วยการเพาะเมล็ด การปักชำกิ่ง หรือตอนกิ่ง

ในด้านของสมุนไพรนั้นก็มีสรรพคุณทางยาอยู่เหมือนกัน ซึ่งก็มีทั้งคุณและโทษ ซึ่งส่วนที่นำมาใช้เป็นยาก็ได้แก่ ผล ใบยี่โถ และดอกยี่โถ

แต่เนื่องจากน้ำยางตามส่วนต่าง ๆ ของต้นยี่โถนั้นเป็นพิษต่อมนุษย์และสัตว์อย่างมาก จึงนำมาใช้เป็นสรรพคุณทางยาได้ค่อนข้างจำกัด โดยมีรายงานว่าแพทย์แผนไทยนั้นมีการใช้ใบยี่โถมาปรุงเป็นยาบำรุงหัวใจ แต่ต้องมีความระมัดระวังสูงมาก เพราะมีรายงานว่าผู้ที่กินใบยี่โถเข้าไปนั้นจะมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน เพ้อคลั่ง หัวใจเต้นอ่อน ท้องเสีย ความดันเลือดลดลง ตาพร่ามัว มองเห็นไม่ชัด และถึงขั้นเสียชีวิตได้เลย ซึ่งในอินเดียนั้นเคยพบว่าสัตว์ที่กินใบยี่โถ เช่น วัว ควาย ม้า แพะ แกะ แล้วเป็นพิษถึงตาย หรือแม้แต่คนที่กินเนื้อย่างเสียบด้วยไม้ยี่โถก็เป็นพิษจนหมดสติ รวมไปถึงน้ำผึ้งจากดอกยี่โถก็ยังเป็นพิษที่มีอันตรายร้ายแรงมากเช่นกันและไม่ควรรับประทาน โดยการแก้พิษในเบื้องต้นนั้นให้รับประทานกาแฟก่อนนำส่งโรงพยาบาล ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการนำใบยี่โถมาใช้ทำเป็นยาเบื่อหนูและยาฆ่าแมลง

สรรพคุณทางเป็นยา

ใบใช้เป็นยาบำรุงและรักษาโรคหัวใจ ปรับชีพจรให้เป็นปกติ แต่มีความเป็นพิษสูง ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง ดอกยี่โถ ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ ช่วยแก้อาการอักเสบ ผลใช้เป็นยาขับปัสสาวะ รากและเปลือกยี่โถใช้เป็นยาทาภายนอก ช่วยรักษากลากเกลื้อน แผลพุพองได้

ประโยชน์อย่างอื่นของยี่โถ กิ่งยี่โถสามารถนำมาใช้ทำเป็นไม้ไล่หนู ด้วยการนำไปวางไว้บริเวณที่หนูโจมตี แต่จะต้องไม่เป็นไม้แก่หรือไม่มีน้ำยางไม่งั้นจะใช้ไม่ได้ผล

ยี่หร่า

ชื่อสามัญ : Tree basil, Clove basil, Shrubby basil, African basil, Wild basil, Kawawya, Caraway friut, Caraway seed, Kummel, Caraway

ชื่อวิทยาศาสตร์: Ocimum gratissimum L.

 วงศ์: LAMIACEAE ( LABIATAE)

ชื่ออื่น : กะเพราญวณ (กรุงเทพมหานคร), จันทร์หอม เนียม (เชียงใหม่), จันทร์ขี้ไก่ เนียมต้น (แม่ฮ่องสอน), สะหลีดี (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), หอมป้อม (ภาคเหนือ), โหระพาช้าง กะเพราควาย (ภาคกลาง), หร่า (ภาคใต้) เป็นต้น

 

ไม้พุ่มเตี้ย สูงประมาณ 50-80 เซนติเมตร ลำต้นมีสีน้ำตาลแก่ แตกกิ่งก้านสาขาขนาดเล็ก กิ่งก้านไม่ใหญ่ ในช่วงปีแรกและปีที่สองจึงออกดอกออกผล ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดและการปักชำกิ่ง เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุยและมีความชื้นปานกลางในสภาพกลางแจ้ง

ใบเดี่ยวออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ๆ ลักษณะของเป็นรูปกลมรี โคนใบสอบ ปลายใบแหลม ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย ใบสีเขียวสด ผิวใบสากมือ ใบยี่หร่ามีกลิ่นหอมเฉพาะตัว มีรสร้อน จึงช่วยดับกลิ่นคาวจากอาหารจำพวกเนื้อสัตว์เนื้อปลาได้เป็นอย่างดี ดอกเป็นช่อที่บริเวณปลายยอด ผล หรือ เมล็ด เป็นรูปกลมรี แต่ละผลมีขนาดประมาณ 1 มิลลิเมตร เมื่อยังอ่อนจะเป็นสีเขียว แต่พอสุกหรือแก่แล้วจะกลายเป็นสีดำหรือสีน้ำตาลอ่อน ภายในผลมีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก ซึ่งผลจะนิยมนำมาตากแห้งหรือนำไปอบแห้ง เพื่อใช้ทำเป็นเครื่องเทศที่ใช้ประกอบอาหารเพื่อช่วยเพิ่มกลิ่นหอมให้อาหารน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น และยังช่วยดับกลิ่นคาวได้ดีเหมือนกับใบ

สรรพคุณทางสมุนไพร

ใบ สามารถช่วยยับยั้งหรือช่วยชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็งได้ ช่วยในการบำรุงธาตุในร่างกาย ใบยี่หร่าอุดมไปด้วยวิตามินซีและธาตุแคลเซียม ซึ่งมีสรรพคุณในการช่วยขับเหงื่อซึ่งเป็นของเสียออกจากร่างกาย ช่วยแก้อาการคลื่นไส้ ด้วยการใช้ใบนำมาชงเป็นชาดื่มจนกว่าจะหาย ช่วยแก้โรคเบื่ออาหาร  แก้อาการปวดท้องเนื่องจากอาหารไม่ย่อย ใบ ต้น รากแห้ง ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ อาการปวดท้องขับลมในลำไส้ ผล ช่วยฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ ด้วยการใช้ผลแห้งประมาณ 3-5 กรัมนำมาชงกับน้ำเดือดประมาณ 1 ลิตร ทิ้งไว้สักระยะแล้วจึงนำมาดื่มวันละ 3-4 ถ้วยตวง นอกจากนี้ น้ำมันหอมระเหยจากยี่หร่ามีฤทธิ์ช่วยระงับอาการหดเกร็งของไส้ ยี่หร่ายังมีฤทธิ์ทำให้กล้ามเนื้อมดลูกคลายตัว ซึ่งจะช่วยลดอาการปวดประจำเดือนในสตรีได้

ยูคาลิปตัส

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Eucalyptus camaldulensis Dehnh.

ชื่อสามัญ : : Eucalyptus,  Red Gum

 วงศ์, MYRTACEAE

ไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่  มีความสูง 24-28  เมตร บางชนิดสูงถึง 50 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางอาจถึง 1-2 เมตรได้

ใบเดี่ยวออกเป็นคู่ตรงข้ามเรียงสลับ  ใบบาง ห้อยลง  รูปหอกแคบ . ปลายใบเรียวแหลม ก้านใบยาว ใบสีเขียวแกมเทา ทั้งสองด้าน เส้นใบมองเห็นชัดเปลือกมีลักษณะเรียบเป็นมัน  สีเทาสลับขาวและสีน้ำตาลแดง เปลือกนอกจะแตกล่อนเป็นแผ่นช่อ ดอกออกที่ซอกใบ แบบซี่ร่ม หรือแบบกระจุกมี 7- 11 ดอก  ก้านดอกย่อยเรียว ยาว ดอกสมบูรณ์เพศ ดอกตูม รูปกลม หรือกรวยกลม ด้านบนเป็นฝาปิดรูปทรงกลม ปลายมีจะงอย ฝาปิดร่วงเมื่อดอกบาน ด้านล่างเป็นฐานดอกรูปถ้วย เกสรผู้ จำนวนมาก ผล รูปครึ่งวงกลมหรือรูปถ้วย  ผิวนอกแข็ง เมื่อยังอ่อนจะมีสีเขียว และเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเมื่อแก่    โดยปลายผลจะแตกแยกออก  ทำให้เมล็ดร่วงลงมา

ยูคาลิปตัส ชนิดที่ให้น้ำมันจากใบและยอดเมื่อสกัดด้วยไอน้ำ

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Eucalyptus globulus  Labill. (Eucalyptus citriodora Hook.)

ชื่อสามัญ : Eucalyptus, Blue Gum

องค์ ประกอบหลักของน้ำมัน คือ ยูคาลิปตอล (eucalyptol) ซึ่งมีกลิ่นหอมเย็น คล้ายกลิ่นการบูร ใช้เป็นส่วนผสมในยาดม ยาหม่อง สารซักฟอก สบู่ เปรย์หอมดับกลิ่น ยาไล่ยุงฆ่าแมลง

คุณสมบัติ ต้านเชื้อระบบทางเดินหายใจ ละลายและขับเสมหะ บรรเทาอาการหอบหืด แก้ไอ คัดจมูก ปวดศีรษะ ลดไข้ บรรเทาอาการปวด อาการข้ออักเสบ  ใส่บาดแผล ลดอาการอักเสบ แก้การติดเชื้อที่ผิวหนัง รักษาโรคน้ำกัดเท้า แก้เชื้อรา ฆ่าเหา หิด ไล่แมลง ขจัดกลิ่น ทาแก้แมลงกัดต่อย เพิ่มความดันโลหิต แก้ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ไซนัส ลดไมเกรน แก้ปวดประสาท ดับอารมณ์ พลุ่งพล่าน ช่วยให้มีสมาธิ

ข้อ ควรระวัง  การ รับประทานอาจทำให้เกิดพิษได้ เป็นน้ำมันที่มีฤทธิ์รุนแรง ควรใช้ในปริมาณที่เหมาะสม ห้ามใช้สำหรับผู้มีความดันโลหิตสูง และเป็นลมชัก ลมบ้าหมู

รกฟ้า

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Terminalia alata Hey ex Roth

วงศ์ : COMBRETACEAE



ไม้ต้นไม่ผลัดใบสูง 35 เมตร ลำต้นตรงยาว กิ่งก้านชูตั้งขึ้น เปลือกต้นสีน้ำตาลเทามีร่องยาวลึกและเป็นเกล็ด เปลือกชั้นในสีแดง

ใบ เดี่ยวเรียงตรงข้ามเยื้องกันเล็กน้อยรูปขอบขนานแกมรูปไข่ดอกสีขาวหรือสี เหลืองแกมเขียว ออกเป็นช่อแคบยาว 6-17ซม. กลีบเลี้ยงรูปถ้วยปลายแยกเป็นห้าแฉก รูปสามเหลี่ยม ปลายแหลมโค้ง มีขนประปราย ด้านในมีขนยาวแน่น 

ผลเป็นเปลือกแข็งเมล็ดเดียวมี5ปีก ผิวเกลี้ยงออกดอกเดือนมิถุนายน

ตำรา สรรพคุณเป็นสมุนไพร เปลือกรกฟ้ามีรสฝาดเฝื่อนต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้ท้องร่วง แก้อาเจียน ขับปัสสาวะ บำรุงหัวใจ ล้างบาดแผล ทาแผลห้ามเลือด รากมีรสฝาดเฝื่อนเป็นยาขับเสมหะ

รงทอง

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Garcinia lateriflora Blume ( G. hanburyi Hook. f.)

ชื่อสามัญ : Gamboge

วงศ์ : GUTTIFERAE (CLUSIACEAE)

ไม้ ยืนต้นขนาดเล็กสูง12-15เมตร ทุกส่วนมียางสีเหลือง ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่ กว้าง4-6ซม. ยาว 8-14 ซม. สีเขียวเข้มมันลื่นโคนใบสอบปลายใบแหลม ใบหนา

ดอกช่อออกเป็นกระจุกเล็กๆที่ซอกใบ กลีบดอกสีเหลือง ผลเป็นผลสด

สรรพคุณทางสมุนไพร รสเบื่อเอียน กลิ่นหอมฉุน ใบรสฝาดปนสุขุมตำรายาไทยใช้ เป็นยาถ่ายอย่างแรง ถ่ายลม ถ่ายน้ำเหลือง ถ่ายเสมหะ โลหิต

เวลา ใช้ต้องนำมาฆ่าฤทธิ์รงทอง โดยห่อด้วยใบข่าและใบบัวหลวงปิ้งไฟจนกรอบ นำมาบดเป็นผงเพื่อลดความแรงลง ใช้ภายนอกเป็นยารักษาแผลเปื่อย แก้บาดแผล ฝนกับกะทิสด ใช้ทาฝี ทาแผล

ระงับพิษ

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Garcinia lateriflora Blume ( G. hanburyi Hook. f.)

ชื่อสามัญ : Gamboge

วงศ์ : GUTTIFERAE (CLUSIACEAE)


ไม้พุ่ม ลำต้นตั้งตรง สูงได้ถึง 7.5 ม. กิ่งอ่อนแบนเล็กน้อย ผิวเรียบใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่แกมใบหอก . เนื้อใบเหนียว ด้านบนสีเขียวแกมน้ำตาลด้านล่างมีสีนวลขาวดอก ออกเป็นช่อกระจุก จามซอกใบ ดอกย่อย 2-3 ดอก แยกเพศอยู่ บนต้นเดียวกัน กลีบดอกสีเหลืองแกมเขียวผล เมื่อแห้งจะแตก รูปกลมแป้น เมล็ดสีส้มแกมน้ำตาล

สรรพคุณทางสมุนไพร

ใบ รสเย็น แก้ไข้ร้อนในกระหายน้ำ ไข้พิษ ไข้หัว ราก รสเย็น แก้ไข้จับสั่น ไข้กลับ ไข้ซ้ำ ไข้เซื่องซึม กระทุ้งพิษ แก้ไข้พิษทุกชนิด แก้ไข้ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ

รัก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Calotropis gigantean R.Br.
วงศ์ : ASCLEPIADACEAE
ชื่อ สามัญ : Crown Flower, Giant Indian Milkweed

 ชื่ออื่น : ปอเถื่อน ป่านเถื่อน

ไม้ พุ่มขนาดกลางอายุหลายปีสูงประมาณ1-3เมตร ลำต้นเปราะทุกส่วนของต้นมีน้ำยางสีขาว ใบเดี่ยวเรียงครงข้าม รูปขอบขนานแกมไข่กลับ ขนาดของใบกว้าง4-15ซม.ยาว8-30ซม. ผิวใบมีนวลสีขาว ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายยอด สีขาว และม่วงอ่อน ระยางค์รูปมงกุฏ ผลเป็นฝักคู่ เมล็ดสีน้ำตาลมีขนสีขาว

ดอก รักษาอาการไอ หอบหืด และหวัด ช่วยให้เจริญอาหาร เปลือกและราก ใช้รักษาโรคบิด ขับเหงื่อ ขับเสมหะ ขับน้ำเหลืองเสีย และทำให้อาเจียน ยาง ถ้าถูกผิวหนังจะทำให้เกิดอาการระคายเคือง แต่ก็มีฤทธิ์เป็นยาถ่าย สามารถบรรเทาอาการปวดฟัน ปวดหู ขับพยาธิ รักษากลากเกลื้อน และใช้เป็นยาขับเลือด

รักทะเล

ชื่อวิทยาศาสตร์: Scaevola taccada

ชื่อสามัญ: Sea Lettuce

ชื่ออื่น : บ่งบง,โหรา

วงศ์ : GOODENIACEAE

ไม้พุ่มยืนต้นขนาดเล็กความสูงของต้นประมาณ 2-5 เมตร ขึ้นตามชายหาด  รากแผ่กว้าง เปลือกต้นเรียบ ลำต้นมีไส้ไม้ และมียางสีขาวข้น กิ่งอ่อนอวบน้ำเป็นสีเขียว ใบเดี่ยว ออกเวียนสลับ ใบดก หนา มันวาว ป้องกันการสูญเสียน้ำ มีใบหนาแน่นตามปลายกิ่ง แผ่นใบรูปไข่กลับ หรือ รูปช้อน กว้าง 5-10 ซม. ยาว 12-15 ซม. เกลี้ยง หรือ มีขนเล็กน้อย โคนใบสอบเรียว ปลายใบกลม ขอบใบเรียบ

ออกดอกเป็นช่อสั้น ๆ เป็นช่อแบบกระจุก ออกตามซอกใบ มีดอกจำนวนน้อย มีดอกย่อยประมาณ 2-3 ดอก ดอกสีขาว บานเป็นรูปพัดครึ่งวงกลม ใบประดับมีขนาดเล็กเป็นรูปสามเหลี่ยม  ผลสดเป็นสีขาวขุ่น เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน มีขนาดประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร ภายในผลมีเมล็ดแข็งประมาณ 1-2 เมล็ด ลอยน้ำได้

สรรพคุณ

ใบช่วยแก้ธาตุพิการ น้ำต้มใบใช้กินยาช่วยย่อย ใบใช้ตำพอกแก้อาการปวดบวมและแก้ปวดศีรษะ หรืออีกวิธีให้นำใบไปผิงไฟแล้วนำมาประคบแก้ปวดบวม  รากเป็นยาแก้เหน็บชา ใช้เป็นยาบิด รากนำมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้กินเป็นยาแก้พิษจากอาหารทะเล เช่น การกินปูหรือปลาที่มีพิษ เปลือกจากเนื้อไม้ ใบและดอกใช้ผสมปรุงเป็นยาขับปัสสาวะ ผลมีสรรพคุณช่วยทำให้ประจำเดือนของสตรีมาเป็นปกติ 

ราตรี

ชื่อวิทยาศาสตร์: Cestrum nocturnum L.

ชื่อสามัญ : Night blooming jasmine,Queen of the night

ชื่ออื่น : หอมดึก

วงศ์ : SOLANACEAE



ไม้พุ่ม เปลือกสีเทาอ่อนเกือบขาว ใบเดี่ยวรูปหอกแคบเรียบเป็นมัน ดอกช่อ ดอกย่อยสีขาว วงกลีบดอกรูปหลอดผอม บานตอนกลางคืน กลิ่นหอมแรง มักส่งกลิ่นในตอนกลางคืน ผลค่อนข้างกลม สีขาวขุ่น มีหลายเมล็ด

สรรพคุณทางสมุนไพร

 ลำต้นเป็นยาแก้โรคเรื้อน รากเป็นยาแก้กามโรคและหนองใน ผลเป็นยาแก้ไข้และท้องเสีย

 ใบมีฤทธิ์ช่วยรักษาอาการลมบ้าหมู  อาการเกร็งของกล้ามเนื้อ ควรใช้พอประมาณ หากใช้มากไปอาจเกิดพิษและมีอันตรายถึงชีวิตได้  ผลดิบหากทานเข้าไปอาจทำให้เกิดอาการท้องร่วงและอาเจียนอย่างรุนแรง  ผลสุกหากทานเข้าไปอาจทำให้เกิดอาการใจสั่น ประสาทหลอน วิงเวียนศีรษะ ปากแห้ง ม่านตาขยายและหลับ อาจตาย

รางจืด

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Thunbergia laurifolia L.
ชื่ออื่น : กำลังช้างเผือก  ขอบชะนาง  คาย  เครือเขาเขียว  ดุเหว่า  รางจืดเถา  รางเย็น
วงศ์ : THUNBERGIACEAE

ไม้เลื้อย พันอายุหลายปี เป็นต้นไม้ที่มีเถาใหญ่โตประเภทเถาวัลย์ยักษ์ ต้นเถาถ้าโตเต็มที่จะมีขนาดวัดโดยรอบได้กว่า24ซม.ขึ้นไปและเถาสามารถเลื้อย ได้ไกลกว่า50เมตร รางจืดเถามีด้วยกันอยู่3ชนิดคือชนิดดอกสีเหลือง ดอกสีขาวและดอกสีม่วงแต่โบราณกล่าวว่าชนิดดอกสีม่วงมีโอสถสารแรงกว่าชนิด อื่นและนำมาใช้เป็นยาสมุนไพร

ลักษณะ เถาค่อนข้างเรียบ ใบเป็นใบเดี่ยวออกตรงข้ามเป็นคู่ รูปรีหรือรูปใบหอก กว้าง2-4ซม.ยาว6.5-11ซม. โคนใบป้านถึงกลมมน ปลายใบแหลมถึงเรียวแหลม ขอบใบเว้าเล็กน้อย ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ช่อละ2-3ดอก กลีบดอกสีม่วงแกมน้ำเงิน ใบประดับสีเขียวแกมน้ำตาลแดง ผลแบบแห้งแล้วแตก รูปทรงกลม ขนาด1ซม.ปลายผลสอบแหลมเป็นจงอยยาว2-ซม. เมื่อผลแก่แตกเป็น2ซีกจากจงอยส่วนบน

ชอบดินร่วนระบายน้ำดี แสงแดดตลอดวัน ขยายด้วยการเพาะเมล็ด ปักชำกิ่ง ตอนกิ่ง
นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับแต่ควรทำซุ้มให้เลื้อยพันหมั่นตัดแต่งทรงพุ่มอยู่เสมอและยังเป็นพืชสมุนไพรพื้นบ้านที่ให้รสขมเย็น ช่วยถอนพิษเบื่อเมา ใช้ปรุงเป็นยาเขียวถอนพิษทั้งปวง รากและเถาเป็นยากินแก้ร้อนใน แก้กระหายน้ำ แก้พิษร้อนทั้งปวง
ความ เชื่อ...หากนำรากหรือโคนต้นไปผสมสิ่งใดก็ตาม จะทำให้สิ่งนั้นมีรสจืดชืด เช่นถ้านำไปผสมกับเกลือจะทำให้เกลือจืด หากผสมกับเหล้าจะทำให้เหล้าจืดกินแล้วไม่เมา

สรรพคุณของไม้นี้จะแก้พิษทุกชนิดหากนำเอาหัวมาผสมกับน้ำซาวข้าว กินเพียง5นาที ก็จะหายจากอาการพิษต่างๆ เช่นไข้ผิดสำแดง พิษของยาเบื่อ ยาสั่ง

นอก จากนี้ยังช่วยแก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อยเช่นงู แมงป่อง ตะขาบ หรือพวกฝี หัวดาว หัวเดือน ปรวด ตะมอยและฝีอีก 108 อย่าง เพียงนำใบ3ใบมาตำให้ละเอียด ใช้น้ำสุกหรือน้ำซาวข้าวเป็นกระสายพอข้น พอกบริเวณที่เกิดอาการจะช่วยให้หายปวดและแก้พิษได้ในทันที ส่วนผู้ที่มีอาการอาหารเป็นพิษ ปวดท้องอย่างรุนแรง หรือรับประทานเห็ดมีพิษต่างๆให้นำใบรางจืด7ใบตำโขลกผสมน้ำซาวข้าวให้รับ ประทานจะหายเป็นปลิดทิ้งราวปาฏิหารย์
ข้อ ควรระวัง

ถ้า เถารางจืดเลื้อยขึ้นปกคลุมไม้ผลใดๆจะทำให้ผลไม้นั้นมีรสจืดไปด้วยเช่น มะม่วง มะปราง และขนุน รากที่นำมาใช้ต้องมีอายุแปดปีขึ้นไป ส่วนใบอายุเท่าไรก็ใช้ได้

รางจืดต้น

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Senna hirsuta (L.) lrwin et Barneby var. hirsuta

 รางจืดต้นคนทั่วไปไม่ค่อยรู้จัก แต่จะรู้จักรางจืดเถาและว่านรางจืด ซึ่งมีชื่อเหมือนกัน รางจืดต้นเป็นพืชล้มลุกที่พบได้ทั่วๆไป โดยเฉพาะทางภาคเหนือ

สรรพคุณทางเป็นสมุนไพร

รักษา อาการของคนที่เป็นโรคเริม งูสวัด ไฟลามทุ่ง หรือขยุ้มตีนหมา ใช้ใบรางจืดตำละเอียดผสมเหล้าขาว นำไปทาบริเวณที่ได้รับเชื้อ จะสามารถถอนพิษและอาการของโรคได้อย่างรวดเร็ว หรือใช้ใบรางจืด ใบชุมเห็ดเทศ กระเทียม ตำละเอียดผสมเหล้าขาว ทาแก้โรคผิวหนัง กลาก เกลื้อน ผื่นคัน อาการเหล่านี้จะหายได้ในเวลาอันรวดเร็วเช่นเดียวกัน นอกจากนี้สามารถใช้ถอนพิษยาเบื่อให้กับสุนัขได้โดยใช้รากตำละเอียดผสมกับเหล้าขาว ให้สุนัขกิน

รามใหญ่

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ardisia elliptica Thunb.
ชื่ออื่น : กระดูกไก่ ก้างปลา ก้างปลาเขา อ้ายรามใบใหญ่ เหมือด ลังพิสา ทุลังกาสา ผักจ้ำ ตาไก่
วงศ์ : MYRSINACEAE

ไม้พุ่ม สูง1-4 เมตร กิ่งแขนงรูปทรงกระบอกหรือเป็นเหลี่ยม สีน้ำตาลแกมเทาใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปรีถึงรูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง 3.8-7.5ซม.ยาว12.5-25ซม.ปลายใบแหลมหรือกลม โคนใบรูปลิ่ม เนื้อใบมีจุดโปร่งแสงกระจายทั่วไป

ดอกช่อออกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาวแกมชมพูจางๆ กลีบเลี้ยงและกลีบดอกอย่างละ5กลีบ ผลเป็นผลสดเมื่อสุกสีดำหรือม่วงเข้มมีเมล็ดแข็งเมล็ดเดียวรูปทรงกลมแป้นเล็กน้อย

รามใหญ่เป็นพืชที่รับประทานได้ นำใบ-ยอดมาปรุงอาหาร รวมทั้งเป็นผักสดจิ้มกับน้ำพริกและมีสรรพคุณเป็นยาสมุนไพร ใบ แก้โรคตับพิการ ดอก แก้พยาธิ ฆ่าเชื้อโรค แก้ลม ผล แก้ไข้ แก้ท้องเสีย ตานขโมย รากแก้กามโรคและหนองใน

ลำต้น เป็นยาแก้โรคเรื้อน พบรงควัตถุสีส้มทองเรียกชื่อว่า Rapanone ในเปลือกต้น ซึ่งเมื่อใช้ทดลองกับหนูที่ติดเชื้อโรคเรื้อน โดยให้ยาติดต่อกัน 6 เดือน ถึง 1 ปี สามารถลดการเพิ่มจำนวนของเชื้อดังกล่าวได้

รำเพย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Thevetia peruviana (Pers.) Schum.

ชื่อสามัญ:Be-Stlll Tree,Yellow Oleander,Lucky-nut Tree

ชื่ออื่น : กระบอก, กะทอก, ยี่โถฝรั่ง, รำพน
ชื่อวงศ์ : APOCYNACEAE

เป็นไม้พุ่ม สูง 2-4 เมตร ทุกส่วนมีน้ำยางขาว ใบเดี่ยว เรียงสลับถี่ รูปขอบขนานแคบ แผ่นใบหนา เป็นมัน โคนใบสอบ ปลายใบมน ขอบใบเรียบ ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยง 5 กลีบ สีเขียว กลีบดอก 5 กลีบ สีเหลือง ส้ม หรือขาว เชื่อมติดกันเป็นหลอด รูปกรวย ขอบกลีบเป็นคลื่น ผลเป็นผลสด ทรงกลม มีสัน สีเขียว

สรรพคุณทางเป็นสมุนไพร

ใบ รสเอียนเมา ต้มดื่ม เป็นยาถ่าย ทำให้อาเจียน กินมากตายได้ เมล็ด รสเมาเบื่อ ใช้เล็กน้อย กระตุ้นและบำรุงหัวใจ ใช้มากถึงตาย เปลือกต้น รสขมเอียน ต้มดื่ม แก้ไข้มาลาเรีย เป็นยาถ่าย กินมากตายได้ ต้น รสเอียนเมา ตำทา แก้โรคผิวหนัง ต้มดื่ม แก้หลอดลมอักเสบ

เร่วกระวาน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Amomum J Konig ex Retz.

วงศ์ : ZINGIBERACEAE

ชื่ออื่น : กระวานป่า

ไม้ ล้มลุกสูง2-4เมตร มีเหง้าใต้ดิน ระยะแทงหน่อจะห่างกัน ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปใบหอกแคบปลายใบแหลมห้อยลงไม่มีก้านใบ ดอกช่อแทงจากเหง้า มีดอกย่อยสีขาวประมาณ15ดอก

ผลเป็นผลแห้งสุกสีแดงลักษณะเหมือนผลเงาะ ขนาด1.4-2.0ซม. ภายในมีเมล็ดสีน้ำตาล12-18เมล็ดรวมเป็น3กลุ่มโดยมีเยื่อบางๆกั้น 

ตำรายาไทยใช้เมล็ดเป็นยาขับลม และแก้ปวดท้อง เป็นเครื่องเทศเช่นเดียวกับกระวาน

ละมุด

 ชื่อวิทยาศาสตร์: Manilkara zapota (L.) P.Royen

ชื่อสามัญ: Sapodilla

วงศ์: SAPOTACEAE

ชื่ออื่น : ละมุดฝรั่ง (ภาคกลาง), ชวานิลอ (ปัตตานี, มลายู, ยะลา), สวา

ถิ่นกำเนิด: เขตร้อนแถบ ประเทศเม็กซิโก อเมริกากลาง และอินเดียตะวันตก

 เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง พุ่มทึบ มีกิ่งก้านแตกออกเป็นชั้น ๆ รอบ ๆ ลำต้น แหล่งที่ปลูกละมุดในบ้านเราก็ที่อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี โดยสายพันธุ์ละมุดที่นิยมปลูกนั้นก็จะมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด นั่นก็คือ ละมุดไทย (ละมุดสีดา) และละมุดฝรั่ง

 ใบเป็นใบเดี่ยว มักออกเป็นกระจุกตามปลายกิ่ง ท้องใบมีสีน้ำตาลอมเขียว  ดอกเป็นดอกเดี่ยว ออกดอกตามง่ามกิ่ง มีกลีบรองดอกเรียงกัน 2 ชั้น กลีบดอกจะเชื่อมกันและยกตั้งขึ้น มี 6 กลีบ สีเหลืองนวล ผลเป็นรูปไข่ หรือมีปลายแหลม ผิวมีสีน้ำตาล ผลดิบจะมียางสีขาวคล้ายน้ำนม ในยางมีสารที่ชื่อว่า “Gutto” รสฝาด แข็ง ส่วนผลสุกจะนิ่ม มีรสหวาน ไม่มียาง ข้างในผลมีเมล็ดรูปยาวรีสีดำฝังอยู่ในเนื้อ ใน 1 ผลจะมีเมล็ดประมาณ 2-6 เมล็ด

ละมุดมีวิตามินซีสูงจึงช่วยเสริมภูมิคุ้มกันโรคและช่วยป้องกันหวัดได้ เป็นผลไม้ที่มีเส้นใยมาก จึงช่วยในการขับถ่ายและป้องกันอาการท้องผูกได้เป็นอย่างดี และยังช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งลำไส้อีกด้วย เมล็ดใช้เป็นยาบำรุงกำลัง เปลือกของลำต้นละมุด นำมาต้มปรุงเป็นยาแก้บิด ยางใช้เป็นยาถ่ายพยาธิชนิดรุนแรง

ละมุดสีดา

ชื่ออื่น : ละมุดไทย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Madhuca  esculenta H.R. Fletcher

วงศ์ : SAPOTACEAE

          ไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ไม่ผลัดใบ ลำต้นเปลาตรง เปลือกสีเทาปนดำแตกเป็นร่องตื้นตามยาวและขวางลำต้น บางครั้งล่อนเป็นแผ่น  ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนถี่ ๆ ออกเป็นกลุ่มตอนปลายกิ่ง ใบรูปมน รูปไข่กลับหรือรูปขอบขนานแกมรูปใบหอกกลับ  ปลายใบแหลมทู่มนหรือหยักเว้า แผ่นใบหนาและเกลี้ยงทั้งสองด้าน ผิวใบด้านล่างมีนวล ดอก สีขาว มีกลิ่นหอม ออกเดี่ยวหรือเป็นช่อแบบช่อกระจุกตามปลายกิ่งกลีบเลี้ยง ๔ กลีบ เรียงเป็น ๒ ชั้น ๆ ละ ๒ กลีบ กลีบดอก ๖ กลีบ โคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นหลอดรูปถ้วย

ผล เป็นผลสดแบบมีเนื้อเมล็ดเดียว ทรงกระสวย ผลสุกสีแดง เมล็ด รูปไข่หรือรี สีน้ำตาล

สรรพคุณ

เปลือก แก้ท้องเสีย,  แก้โรคผิวหนัง ตำรายาโบราณกล่าวว่า คนที่เพิ่งจะหายเจ็บไข้ หรือเพิ่งจะฟื้นไข้ รับประทานผล "ละมุดสีดา" เพียงหนึ่งหรือสองผล จะช่วยทำให้ จิตใจชุ่มชื่นหายอ่อนเพลีย

ละมุดอินเดีย

 ชื่อวิทยาศาสตร์ :Pouteria campechiana (Kunth) Baehni

ชื่อสามัญ: Canistel, Egg Fruit, Tiesa, Yellow Sapote, Canistelsapote, Chesa (ฟิลิปปินส์), Laulu Lavulu หรือ Lawalu (ศรีลังกา)

ชื่ออื่น : ม่อนไข่,ลูกท้อพื้นบ้าน , ท้อเขมร , ทิสซา, เซียนท้อ , ละมุดเขมร, ละมุดสวรรค์

วงศ์: SAPOTACEAE

เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ความสูงโดยทั่วไปไม่เกิน 8 เมตร และอาจสูงได้ถึง 27-30 เมตร มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กางของต้นประมาณ 1 เมตร ลำต้นมียางสีขาวที่กิ่งอ่อน

เป็นผลไม้พื้นเมืองที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาเหนือ (ประเทศเม็กซิโก) และในอเมริกาใต้ (ประเทศเบลีซ, กัวเตมาลา, คอสตาริกา, เอลซัลวาดอร์, ฮอนดูรัส, ปานามา, นิการากัว)

ใบเป็นรูปใบหอก ปลายใบเรียวแหลม ใบเป็นมันและบาง ดอกมีสีครีม และมีกลิ่นหอม ผลกลมรูปรี ปลายผลมีหลายแหลมหรือจะงอย ผลเมื่อสุกจะเป็นสีเหลืองอ่อน เปลือกผลบาง เนื้อในผลเป็นสีเหลืองสดน่ารับประทาน เนื้อมีลักษณะเหนียวคล้ายกับแป้งทำขนม เนื้อนิ่มคล้ายกับไข่แดง (จึงเป็นที่มาของชื่อ Eggfruit) ภายในผลมีเมล็ดขนาดใหญ่ และมีลักษณะเป็นรูปรีสีดำ รสหวาน

สรรพคุณทางสมุนไพร

เปลือกของต้นม่อนไข่ ใช้เป็นยารักษาอาการไข้ ตัวร้อน ผลสุกใช้รับประทานมีสรรพคุณช่วยรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน เมล็ดใช้เป็นยาสำหรับช่วยรักษาแผลเน่าเปื่อย เปลือกต้นช่วยรักษาผดผื่นคัน

ละหุ่ง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ricinus communis L.
ชื่อสามัญ : Castor Oil Plant/Castor Bean
ชื่ออื่น : มะละหุ่ง มะโห่ง มะโห่งหิน ละหุ่งแดง
วงศ์ : EUPHORBIACEAE

ไม้ พุ่มสูง 1-4 เมตร ใบเดี่ยวดอกช่อออกที่ปลายยอด แยกเพศอยู่ในต้นเดียวกัน ไม่มีกลีบดอก ผลเป็นผลแห้ง แตกได้มี 3 พูเปลือกเมล็ดมีสีน้ำตาลประขาว
ตำราไทยใช้ใบแก้ช้ำรั่ว (อาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่) ขับน้ำนม รากสุมไฟให้เป็นถ่านใช้เป็นยาแก้พิษ
น้ำมัน จากเมล็ดถ้าบีบไม่ใช้ความร้อนเป็นยาระบายสำหรับเด็กและผู้สูงอายุ แต่ถ้าบีบโดยใช้ความร้อนจะมีโปรตีนที่เป็นพิษชื่อ ricin ออกมาจึงไม่ใช้เป็นยา

ลาน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Corypha umbraculifera L.

ชื่อสามัญ: Fan palm, Lontar palm, Talipot palm

วงศ์ :ARECACEAE  ( PALMAE )

ชื่ออื่น : ลานบ้าน, ลานวัด

ไม้ยืนต้นขนาดกลาง มีลำต้นตรงและแข็ง เป็นไม้ต้นเดี่ยวไม่แตกหน่อหรือกอ ส่วนเนื้อไม้เป็นเส้นใย ไม่มีกิ่ง ลำต้นมีกาบใบติดคงทน เรียงเวียนอยู่โดยรอบ และมีหนามคล้ายฟันเลื่อยสั้น ๆ อยู่ทั้งสองข้างริมขอบก้านใบ ลำต้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 80 เซนติเมตร ต้นลานเมื่อแก่แล้วหรือมีอายุราว 20-80 ปี เมื่ออายุ 20-30 ปี ลำต้นจะมีความสูงถึง 25 เมตร ใบมีขนาดใหญ่ ลักษณะคล้ายรูปฝ่ามือหรือรูปพัด ค่อนข้างกลมคล้ายกับใบตาล สีเขียวอมเทา ออกดอกเป็นช่อใหญ่คล้ายรูปพีระมิดตรงส่วนยอดของลำต้น ในช่อดอกหนึ่งจะมีดอกลานอยู่เป็นจำนวนมากเป็นล้าน ๆ ดอก โดยดอกจะมีสีเหลืองอ่อนหรือขาวตรีมและมีกลิ่นหอม นับตั้งแต่เมื่อเริ่มออกช่อดอกและบานกลายเป็นผลสำหรับรับประทาน จะใช้เวลาประมาณ 1 ปีขึ้นไป ผลลาน หรือ ลูกลาน กลมรี สีเขียว มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3.5-4.5 เซนติเมตร หนึ่งผลมีหนึ่งเมล็ด เมล็ดมีลักษณะกลมสีดำ ส่วนเนื้อในของผลจะคล้ายกับลูกจากหรือลูกชิด สามารถนำมารับประทานได้ ผลเมื่อแก่แล้วจะร่วงหล่นลงพื้นดิน แล้วจะงอกเป็นต้นลานเล็ก ๆ มากมาย ส่วนเนื้อของลูกลานจะคล้ายกับลูกชิดแต่จะมีลักษณะกลม มีรสชาติจืดและเหนียวหนืด

สรรพคุณ

ช่วยรักษาไข้หวัด ด้วยการใช้รากนำมาฝนแล้วรับประทาน  เป็นยาแก้ร้อนในและช่วยขับเหงื่อ ลูกลาน ใช้รับประทานเป็นยารักษาโรคกระเพาะ ช่วยฆ่าเชื้อในลำไส้ และช่วยระบาย เปลือกของผลสามารถรับประทานเป็นยาขับระบายได้ดี ต้นลานช่วยแก้พิษต่างๆ บางแห่งมีการนำใบลานเผาไฟมาใช้เป็นยาเพื่อช่วยดับพิษอักเสบ แก้อาการฟกช้ำบวมได้ดี ซึ่งโดยทั่วไปจะเรียกว่า “ยามหานิล

ลำดวน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Melodorum fruticosum Lour.

วงศ์ : ANNONACEAE

ชื่ออื่น : หอมนวล

ต้น นี้นอกจากดอกหอมมากมายแล้ว ทรงพุ่มยังสวยมาก ใช้จัดสวนประจำ ส่วนตำรายาไทยจะใช้ดอกแห้งเป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ บำรุงโลหิต แก้ลม จัดอยู่ในเกสรทั้งเก้า

ไม้ ยืนต้นขนาดเล็กสูงได้ถึง10-1 8เมตรไม่ผลัดใบ เรือนยอดเป็นพุ่มกลม เปลือกนอกสีน้ำตาลเข้ม เรียบหรือแตกเป็นร่องตื้นตามยาวลำต้น เปลือกในสีชมพู

ใบ เดี่ยวเรียงสลับรูปหอกแกมขอบขนาน.ปลายใบแหลมโคนใบแหลม ปรือเบี้ยว ขอบใบเรียบ ใบเกลี้ยง หลังใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ท้องใบสีเขียวนวล

                 ดอกเดี่ยวออกที่ซอกใบที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีเหลืองนวลแข็งหนา มีกลิ่นหอม โดยดอกจะเริ่มแย้มและส่งกลิ่นหอมแรงตั้งแต่ช่วงเย็น วันรุ่งขึ้นจะส่งกลิ่นหอมอ่อนๆในช่วงกลางวัน ดอกบานวันเดียวและร่วงในวันต่อมา กลีบดอกที่ร่วงอยู่โคนต้นก็ยังส่งกลิ่นหอมไปได้ไกล ออกดอกเดือนธันวาคม-เดือนกุมภาพันธ์ 

ผลเป็นผลกลุ่ม สดแบบมีเนื้อ มีมากถึง27ผล ผลย่อยทรงกลมหรือรูปไข่ขนาด1-1.2ซม.ผลสุกสีดำปนม่วง มีคราบขาว

ลำเจียก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pandanus odoratissimus L.f.

วงศ์ : PANDANACEAE

ชื่ออื่น ; การะเกด, เตยทะเล,ปะหนัน

ไม้ พุ่มสูงได้ถึง4เมตร มีรากอากาศช่วยค้ำพยุงลำต้นดอกออกที่ปลายยอดมีเฉพาะดอกเพศผู้ไม่มีกลีบดอก ห่อหุ้มด้วยใบประดับเรียวยาวสีขาวกลิ่นหอม

ต้นที่มีเฉพาะดอกเพศเมียเรียก เตยทะเล ผลเป็นผลรวมรูปกลมหรือขอบขนานสีเหลืองหรือแดง

รากอากาศที่โผล่ออกมาจากโคนต้นนั้น ปรุงเป็นยาแก้หนองใน แก้นิ่ว แก้ระดูขาวมีกลิ่นเหม็น แก้ปัสสาวะพิการ

ตำรายาไทยใช้รากแก้ไข้ ขับเสมหะ ขับปัสสาวะ ขับนิ่ว

ลำเจียกจัดอยู่ในเกสรทั้งเก้าใช้ปรุงเป็นยาหอมบำรุงหัวใจ

ลำพู

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Sonneratia caseolaris (Linn.) Engler

 ชื่อวงศ์ :SONNERATIACEAE

เป็น ไม้ยืนต้น สูง 8-20 เมตร เมื่ออายุน้อยเปลือกเรียบ และแตกเป็นร่องลึก เป็นสะเก็ดเมื่ออายุมากขึ้น บริเวณโคนต้นจะพบรากอากาศโผล่อยู่เต็มไปหมด ใบลำพูเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม แผ่นใบรูปรี   ปลายใบแหลมทู่ ถึงเป็นติ่งสั้นๆ ฐานใบรูปลิ่ม เส้นใบไม่เด่นชัด ก้านใบค่อนข้างแบน   สีแดงเรื่อๆ

ดอก ออกเดี่ยวๆที่ปลายกิ่ง วงกลีบเลี้ยงเป็นหลอดตื้นๆ รูปถ้วย ปลายแยกเป็นแฉกลึก 8 แฉก โคนกลีบเลี้ยงด้านในสีออกแดง เกสรเพศผู้จำนวนมาก โคนก้านสีแดง ปลายสีขาว ร่วงง่ายภายในวันเดี่ยว ออกดอกเดือน สิงหาคม-ธันวาคม ส่วนผลมีเนื้อและมีเมล็ด  ฝังอยู่ในเนื้อผล ผลรูปกลม  สีเขียวอ่อน กลีบเลี้ยงแผ่บานออก ผลสุกมีกลิ่นหอมและนิ่ม เมล็ดสีดำมีหลายเมล็ด ออกผลเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์
การ เจริญเติบโต ขึ้นในเขตป่าชายเลนค่อนข้างจืด หรือมีช่วงระยะเวลา ที่ระดับความเค็มของน้ำน้อยเป็นเวลานาน มักขึ้นเป็นกลุ่ม ตามริมชายฝั่งแม่น้ำที่เป็นดินเลนเหนียว และลึก

สรรพคุณ

ราก รสเค็มเย็น ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ ขับปัสสาวะ ขับนิ่ว เปลือกต้น แก้โรคผิวหนัง แก้แผลเปื่อยพุพอง ผลแก่ ตำคั้นเอาน้ำกินแก้ท้องร่วง

ลำแพน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Sonneratia ovata backer

ชื่อวงศ์ : SONNERATIACEAE

ชื่ออื่น : อีกาย ลำแพนเขา

ไม้ ยืนต้นขนาดกลาง สูงระหว่าง10-15เมตร เปลือกต้นสีเทาดำแตกสะเก็ด ทรงพุ่มโปร่ง กิ่งก้านลู่ลง ก้านใบแข็งหนาเป็นสัน ใบหนาสีเขียวเข้มยอดอ่อนสีแดง  ดอกสีขาวผลรูปกลมมีฐานกลีบเลี้ยงดอกรองรับ

ลำแพนมีลักษณะทั่วไปคล้ายลำพูมากแตกต่างที่ลำแพนไม่มีรากอากาศบริเวณโคนต้นเหมือนลำพู

                      เปลือกต้น รสเค็มเย็น แก้โรคผิวหนัง แก้แผลเปื่อยพุพอง ทำน้ำกระสายยาแก้โรคป่วง ผลสุก มีรสเปรี้ยว กินแก้ท้องผูก ผลที่ยังไม่สุก มีรสฝาด ตำคั้นนํ้ารับประทานขับพยาธิ ขับเสมหะ ตำเป็นยาพอกแก้ปวด แก้บวม แก้เคล็ด ตำคั้นน้ำ หมัก แล้วใช้ทาแผล ห้ามเลือด


ลำโพง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Datura metel L.

ชื่อสามัญ : Thorn Apple

ชื่ออื่น : มะเขือบ้า

วงศ์ : SOLANACEAE

ไม้ ล้มลุกอายุหลายปี สูง1-2เมตร กิ่งก้านลำต้นสีเขียว ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปไข่ กว้าง8-15ซม.ยาว10-20ซม.ขอบใบหยักซี่ฟันหยาบๆฐานใบไม่เสมอกัน ดอกเดี่ยวออกที่ซอกใบ กลีบเลี้ยงสีเขียวติดกันเป็นหลอด ยาวประมาณครึ่งหนึ่งของความยาวดอก กลีบดอกสีขาวชั้นเดียว เชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายบานออกเป็นรูปแตร  ผลกลม เป็นผลแห้งแตกได้ มีขนหนาคล้ายหนาม 
ตำรา ยาไทยใช้ ใบสดพอกฝี แก้ปวดบวมอักเสบ ดอกหั่นตากแห้งผสมยาฉุนสูบแก้อาการหอบหืด เมล็ดหุงทำน้ำมันใส่แผล แก้กลากเกลื้อนผื่นคัน ใบและยอดมีสารมีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อเรียบ ใช้แก้อาการปวดท้องเกร็ง และขยายหลอดลม

ลำไย

ชื่อวิทยาศาสร์: Dimocarpus longan Lour.

ชื่อสามัญ: Longan

วงศ์:SAPINDACEAE

เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลำต้นสีน้ำตาล ออกดอกเป็นช่อ สีขาวครีม ผลทรงกลมเป็นช่อ ผลดิบเปลือกสีน้ำตาลอมเขียว ผลสุกสีน้ำตาลล้วน เนื้อลำไยสีขาวหรือชมพูอ่อน เมล็ดสีดำเป็นมัน เนื้อล่อนเม็ด

สรรพคุณ

                         ใบ มีคุณสมบัติเป็นกลาง รสหวาน จืด  แก้หวัด โดยใช้ใช้ใบลำไย 10-15 กรัม ต้มกินต่างน้ำชา แก้ มาลาเรีย ริดสีดวงทวาร เนื้อ ร้อน รสหวาน  แก้ผอมแห้งแรงน้อย นอนไม่หลับ ขี้ลืม ใจสั่น บำรุงร่างกายโดยใช้ใช้ เนื้อลำไยจำนวนพอประมาณ ดองเหล้าทิ้งไว้ร้อยวัน กินครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ เปลือก ร้อน รสหวาน แก้มึนหัว ทำให้ตาสว่างดอก  ขับนิ่ว เมล็ด รสฝาด ใช้ ห้ามเลือด แก้ปวด รักษาเกลื้อนโดยใช้ใช้เมล็ดลำไย (แกะเปลือกสีดำออก) ฝนกับน้ำส้มสายชู ทาบริเวณที่เป็น

ข้อควรระวัง

สำหรับผู้ที่มีอาการท้องเสีย อาหารไม่ย่อย ท้องอืดแน่น ฝ้าบนลิ้น สีขาว และหนา หรือเป็นหวัด เจ็บคอ (ทอลซินอักเสบ) ไม่ควรกินลำไย

การแพทย์แผนโบราณของจีน นิยมใช้ลำไยอบแห้งมาเป็นส่วนผสมในตัวยา มีสรรพคุณใช้บำรุงเลือด บำรุงร่างกาย  บำรุงม้าม บำรุงกำลัง บำรุงประสาทตา บำรุงผิวพรรณ ช่วยย่อยอาหารช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และช่วยบำรุงกำลังของสตรีภายหลังจากการคลอดบุตร

ลิ้นกระบือ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Excoecaria cochinchinensis Lour

ชื่ออื่น : กำลังกระบือ, กระบือเจ็ดตัว

วงศ์ : EUPHORBIACEAE

ไม้ พุ่มสูง0.5-1.5เมตร ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับรอบกิ่ง รูปใบหอกหรือรูปใบหอกแกมรูปไข่กลับ กว้าง2-4.5ซม.ยาว 4-13ซม. หลังใบสีเขียว ท้องใบสีแดง ดอกช่อ ออกที่ปลายกิ่ง แยกเพศ ๙่อดอกมีดอกย่อยจำนวนมาก ช่อดอกเมียมีเพียง 2-3 ดอก ผลเป็นผลแห้งแตกได้ มี3พู

ตำรายาไทยใช้ใบตำกับเหล้า คั้นน้ำ กินเป็นยาขับเลือดและน้ำคาวปลาหลังคลอด

ลิ้นมังกร

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Sansevieria trifasciata Prain var. trifasciata

ชื่อสามัญ : Mother-in-law's Tongue

ชื่ออื่น : ลิ้นนาคราช, ลิ้นแม่ยาย,ว่านลิ้นเหี้ย,หางนาค

วงศ์ : ACANTHACEAE

ไม้ ล้มลุกอายุหลายปี สูง50-60ซม.มีลำต้นใต้ดินแบบเหง้า ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับ รูปใบหอกแกมรปแถบ อวบน้ำ สีเขียวเ้ข้มถึงเขียวแกมเทา มีแถบสีเขียวอ่อนพาดขวางเป็นระยะตลอดทั้งใบ ช่อดอกออกที่ซอกใบยาวประมาณ30ซม. มีดอกย่อยจำนวนมากสีขาว กลื่นหอม บานตั้งแต่ช่วงเย็นถึงเช้าวันรุ่งขึ้น

ชอบดินร่วนระบายน้ำดี แสงแดดครึ่งวันถึงตลอดวัน ขยายพันธุ์ด้วยการแยกเหง้าแยกหน่อ

สรรพคุณทางเป็นสมุนไพร แก้พิษตะขาบและแมงป่อง โดยนำใบมาตำให้ละเอียด พอกปิดแผลช่วยถอนพิษดีมาก

เลือดมังกร

ชื่อสามัญ : Dragon's blood Tree
ชื่ออื่น : เลือดมังกร
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dracaena draco
วงศ์ : DRACAENACEAE

ภาพจาก Botanica's Pocket : Trees & Shrubs Random House Australia

ชื่อ สกุลDracaenaมาจากภาษากรีกว่า drakianaหมายถึง มังกรเพศเมีย ซึ่งสื่อถึงลักษณะพิเศษของ Dracaena dracoที่มีน้ำยางสีแดงภายในลำต้น บางตำราว่า ชื่อสกุลนี้มาจากความศรัทธาของชาวเกาะเนรีที่มีต่อต้นไม้ชนิดหนึ่ง นั่นคือ Dragon Tree หรือ D. draco นั่นเอง ซึ่งนอกจากจะมีน้ำยางสีแดงแล้ว ยังมีลำต้นใหญ่มีใบสีเขียวแผ่กิ่งก้านสาขาคล้ายหัวมังกรอีกด้วย
                      เป็นต้นไม้ที่มีลำต้นกลมเมื่อโตเต็มที่จะมีเนื้อไม้อยู่ภายใน ดอกบานตอนกลางคืนมีกลิ่นหอม เลี้ยงง่ายขยายพันธุ์ง่ายโดยการตอนกิ่งปักชำ ชอบดินร่วนระบายน้ำดี เมื่อเล็กต้องการแสงแดดรำไรถึงครึ่งวันพอโตเต็มที่สามารถปลูกในที่ที่มีแสง แดดตลอดวัน

สรรพคุณที่ว่ากันว่า

เป็น คุณค่าแห่งความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ ของยางไม้สีแดง ที่ชนชาวอินคา หรือชนพื้นเมืองชาวเปรู และคนทั่วทั้ง ทวีปอเมริกาใต้ค้นพบ และนำมา ใช้กันอย่างแพร่หลายในการรักษาฟื้นฟู ดูแลผิวพรรณนานัปการ ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่น ในการมีส่วนช่วยสมานแผลสมานผิว ได้อย่างมีประสิทธิภาพ Dragon Blood (เลือดมังกร) จึงถูกยกย่องว่าเป็นพืชมหัศจรรย์ซึ่งยังคงเป็นศาสตร์อันเก่าแก่ที่สืบทอด จากบรรพบุรุษ ชาวอินคาจากรุ่นสู่รุ่นตราบจนปัจจุบัน

ลูกใต้ใบ

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Phyllanthus amarus Schum. et Thonn

วงศ์ : EUPHORBIACEAE

ชื่ออื่น : มะขามป้อมดิน หญ้าใต้ใบ หญ้าใต้ใบขาว

ไม้ ล้มลุกสูง 30-60ซม. ทุกส่วนมีรสขม ใบเดี่ยวเรียงสลับในระนาบเดียวกัน รูปวงรีหรือรูปขอบขนาน กว้าง3-4 มม.ยาว5-9มม. ดอกออกที่ซอกใบแยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน เพศเมียเป็นดอกเดี่ยว เพศผู้ออกเป็นกระจุก สีนวล ผลเป็นผลแห้ง แตกได้ กลม ผิวเรียบหรือมีพูบ้าง

ตำรา ยาไทยใช้ ทั้ง ต้นรสขมจัด แก้ไข้ทุถชนิด แก้ไข้จับสั่น ดับพิษร้อน แก้พิษตานซาง แก้โทษน้ำดีพิการ นอนหลับๆตื่น สะดุ้งผวา กระตุ้นไตให้ทำงานแก้ขัดเบา แก้กามโรค แก้ดีซ่าน แก้ริดสีดวง แก้โรคท้องมาน แก้ปวดท้อง แก้ไอ ขับระดูขาว ขับปัสสาวะ ลดความดันเลือด รักษาโรคตับอักเสบ ขนิดบี ใบอ่อนแก้ไอสำหรับเด็ก

                  แก้ ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ใช้หญ้าใต้ใบต้มกิน รักษาโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ เช่น ไตอักเสบจนตัวบวม

(ให้สังเกตดู กินแล้วต้อง มีปัสสาวะออก ถ้ากินแล้วปัสสาวะไม่ออกให้หยุดยา)

แก้ นมหลง หญิงที่คลอดบุตรแล้วน้ำนมที่เคยไหลเกิดหยุดไหลและมีอาการปวดเต้านมด้วย เรียกอาการนี้ว่า นมหลง ถ้าปล่อยไว้จะกลายเป็นฝีที่นมได้ วิธีใช้คือ เอาลูกใต้ใบทั้งห้า จำนวน ๑ กำมือ ตำผสม เหล้าขาวคั้นเอาน้ำกิน ๑ ถ้วยชา เอากากพอกทำเพียงครั้งเดียว ไม่กี่นาที นมจะไหลออกมา

เล็บครุฑ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Polyscias fruticosa (L.) Harms
ชื่อสามัญ : Ming Aralia
วงศ์ : ARALIACEAE

ไม้ พุ่มนิยมปลูกเป็นไม้ประดับ สูงประมาณ2เมตร มีหลายสายพันธุ์ ใบกลม ใบเว้าตื้น ใบด่างขาว ยอดอ่อนรับประทานเป็นผักจิ้มน้ำพริก หรือใส่ไข่ทอดชอบดินร่วนระบายน้ำดีแสงแดดรำไร

ประโยชน์ทางสมุนไพร ใบแก้ปวดฟัน ต้นแก้ไข้ รากต้มดื่มแก้ปวดข้อ

เล็บมือนาง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Quisqualis indica L.

ชื่อสามัญ : Rangoon Creeper

ชื่ออื่น : จะมั่ง จ๊ามั่ง มะจีมั่ง

วงศ์ : COBRETACEAE


ไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็งขนาดกลางดอกสีสันสวยงามและหอมด้วย เลื้อยพาดพันไปกับต้นไม้อื่น ยาวได้ประมาณ 5-7 เมตร และอาจเลื้อยไปได้ไกลมากกว่า 10 เมตร ใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ รูปมนแกมขอบขนานหรือเป็นรูปใบหอก ปลายใบแหลมหรือมนและมีติ่งแหลม โคนใบจักเว้าเข้าเล็กน้อย ส่วนขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่น เนื้อใบบางค่อนข้างเหนียว

ดอกเป็นช่อออกตามซอกใบและที่ปลายกิ่งหรือยอดของลำต้น ในช่อหนึ่งจะมีดอกประมาณ 10-20 ดอก กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นหลอดเล็ก ปลายแหลม มี 5 กลีบ โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปหลอดรูปทรงกระบอกยาว ส่วนปลายแยกเป็น 5 กลีบ มีทั้งดอกลาและดอกซ้อน โดยช่อดอกเมื่อเริ่มบานจะเป็นสีขาวหรือสีชมพูอ่อน เมื่อดอกบานเต็มที่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูเข้ม

ตำรา ยาไทยว่า เนื้อในเมล็ดแห้ง เป็นยาขับพยาธิไส้เดือน เด็กกินครั้งละ2-3เมล็ด ผู้ใหญ่ครั้งละ4-5เมล็ด โดยนำมาป่นเป็นผง ผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นยาลูกกลอน หรือต้มเอาน้ำดื่มหรือทอดกับไข่กินก็ได้ไม่ว่า ส่วนรากและผลมีสรรพคุณเป็นยาถ่ายพยาธิ ขับพยาธิไส้เดือนเช่นกัน

รากและใบมีรสเมาเบื่อ เป็นยาสุขุม ส่วนเมล็ดมีรสชุ่มเป็นยาร้อน สรรพคุณเป็นยาบำรุงธาตุ ทั้งต้นมีสรรพคุณช่วยแก้ตานขโมยพุงโร หรือจะใช้รากผสมกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ จะมีสรรพคุณเป็นยาแก้ตานขโมย แก้เด็กเป็นซาง แก้ซางแห้ง แก้ธาตุวิปริต แก้อุจจาระพิการ แก้ตับทรุด และช่วยทำให้เจริญอาหารดอกแห้งใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ท้องเสีย น้ำต้มเมล็ดมีสรรพคุณเป็นยาแก้อหิวาตกโรค เมล็ดมีรสชุ่ม เป็นยาร้อน มีพิษเล็กน้อย ออกฤทธิ์ต่อม้าม กระเพาะ และลำไส้

เล็บเหยี่ยว
ชื่อวิทยาศาสตร์: Ziziphus oenoplia (L.) Mill. var. oenoplia
ชื่ออืน : เล็บแมว,  พุทราขอ, เล็ดเยี่ยว, เล็บเหยี่ยว (ภาคกลาง)
มะตันขอ, หนามเล็บเหยี่ยว,
 วงศ์  :  RHAMNACEAE

เป็นไม้พุ่ม ใบกลมรีคล้ายใบพุทรา มีหนามงองุ้มแหลมตามกิ่ง มีผลออกตามกิ่ง ลักษณะกลม เล็กๆ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ5-10มิลลิเมตร ผลดิบสีเขียว ผลห่ามสีน้ำตาล ผลสุกสีดำ รสหวานอมเปรี้ยว แต่บางต้นก็หวานอร่อย  ผล มีเนื้อติดกับเปลือก ด้านในเป็นเมล็ด หนึ่งลูกจะมีหนึ่งเมล็ด นิยมกินทั้งเนื้อทั้งเมล็ด
  สรรพคุณ ลูกสุก รสหวานอมเปรี้ยว กินสด แก้เสมหะ แก้ไอ ทำให้ชุ่มคอ ราก , เปลือกต้น รสจืดเฝื่อน ต้มน้ำดื่ม ช่วยขับระดูขาว ขับปัสสาวะ แก้มดลูกพิการ แก้ฝีในมดลูก แก้เบาหวาน

เลี่ยน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Melia azedarach., Linn.

วงศ์ : MELIACEAE

ชื่อสามัญ : Persian Lilac
ชื่ออื่น : เกษมณี,เกรียน ,เฮี่ยน, เลี่ยนบ้าน
 
ถิ่นกำเนิด : กระจายพันธุ์อยู่ทั่วประเทศไทย เปอร์เซีย มาเลเซีย และศรีลังกา

เลี่ยนหรือ เกษมณี  เป็นต้นไม้ที่เนื้อไม้ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง และเป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่งด้วย เป็นไม้ยืนต้นที่มีขนาดกลาง อยู่วงศ์ เดียวกับมะฮอกกานี ที่เรารู้จัก  เลี่ยนเป็นไม้ป่าชั้นกลางมักต้องอาศัยขึ้นอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ขนาดใหญ่ ลักษณะลำต้นเปลาตรง เรือนยอดโปร่ง สูง 10-20 เมตรต้นอายุน้อยเปลือกเรียบสีน้ำตาลคล้ำ ต้นอายุมากเปลือกต้นจะแตกตามยาว

ใบรวมเป็นแผง รวมช่อเป็นแบบสองชั้น ยาว30ซม. ใบยอดเหนือช่อจะมีขนาดใบใหญ่กว่าใบอื่นๆในแผงเดียวกัน ขอบใบหยักฟันเลื่อย ใบอ่อนจะเห็นชัดเจน
                     ดอกเป็นช่อสีม่วงอ่อนออกตามง่ามใบและปลายกิ่ง เป็นช่อยาว5-10ซม.บานจากปลายมาหาโคนช่อ ดอกบานมีขนาด 2 ซม. เกสรตัวผู้เป็นสีม่วงเข้ม มีดอกดกมากและสวยงามสะพรั่งไปทั้งต้น ออกดอกระหว่างเดือน กุมภาพันธ์-มีนาคม

ผลกลมมี4-5พู เมื่อแก่สีเหลืองอ่อน ก่อนออกดอกจะทิ้งใบหมด แล้วเริ่มผลิใบพร้อมๆกับออกช่อดอกขยายพันธุ์ด้วยวิธีเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง

เลือดแรด

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Knema globularia (Lamk.) Warb.

ชื่ออื่น: กระเบาเลือด สมิงคำราม เหมือดคน (ภาคเหนือ) ตีนตัง มะเลือด (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) สีซวง (ภาคกลาง) ชิงชอง (ภาคตะวันออกเฉียงใต้) กระฮั้น กาฮั้น ลาหัน เลือดม้า หัน หันลัด (ภาคใต้)

วงศ์ : MYRISTICACEAE

        เลือดแรดเป็นไม้ต้น สูงถึง 10–25 ม.  เปลือกแตกเป็นสะเก็ด สีน้ำตาล หรือสีเทาเข้ม เปลือกชั้นในสีชมพู ยอดอ่อน ใบอ่อนและช่อดอกมีสะเก็ดเป็นขุยสีน้ำตาล ใบ เดี่ยว เรียงสลับ แผ่นใบรูปใบหอก ถึงรูปใบหอกแกมรูปขอบขนาน  ปลายใบแหลม โคนใบแหลม ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างสีขาวนวล ดอก เล็ก สีเหลืองนวล ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น ออกเป็นกระจุก หรือช่อสั้นๆ ตามกิ่งและตามง่ามใบ ผล ค่อนข้างกลม ถึงกลมรี เมื่อแก่สีส้ม แตกออกเป็น 2 ซีก มี 1 เมล็ด เมล็ดมีเยื่อสีแดงหุ้ม

เมล็ดมีสารเบื่อเมา เมื่อจะนำมาใช้ควรระมัดระวัง

น้ำมันจากเมล็ดใช้ปรุงเป็นยารักษาโรคผิวหนังและโรคหิด ใช้ทำสบู่ยา

เปลือกดองเหล้าเป็นยาชูกำลัง

โล่ติ๊น

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Derris elliptica (Roxb.) Benth.
ชื่อสามัญ : Tuba Root/Derris
ชื่ออื่น : กะลำเพาะ เครือไหลน้ำ หางไหลแดง ไหลน้ำ อวดน้ำ
วงศ์ : LEGUMINOSAE (FABACEAE)-PAPILIONOIDEAE



              ไม้ เถาเนื้อแข็ง ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อยรูปไข่กลับ หรือรูปไข่กลับแกมขอบขนานกว้าง5-7ซม.ยาว10-20ซม. ดอกช่อออกที่ซอกใบ ดอกย่อยรูปถั่วกลีบดอกสีชทพูแกมม่วง ผลเป็นฝัก

ตำรายาไทย ใช้รากฆ่าเหา เรือด แมลง เบื่อปลา โดยนำรากมาทุบแช่น้ำ ใช้เฉพาะส่วนน้ำ พิษสลายตัวง่าย ถ้าใช้ฆ่าแมลงจะไม่มีพิษตกค้าง

ฤาษีผสม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Plectranthus scutellarioides (L.) Codd.
ชื่อสามัญ : Coleus, Painted Nettle
ชื่ออื่น : ว่านเลือดแห้ง, ฤาษีผสมแล้ว
วงศ์ : LAMIACEAE (LABIATAE)

ไม้ ล้มลุกอายุหลายปี สูง20-60ซม.ลำต้นสี่เหลี่ยมใบเดี่ยวออกตรงข้ามสลับฉาก รูปหัวใจแกมรูปไข่ โคนใบรูปหัวใจปลายแหลม ขอบใบหยักเป็นคลื่น เนื้อใบย่น มีขนสั้นปกคลุม สีแดงคล้ำสลับเขียวและเหลือง ช่อดอกออกที่ปลายยอดเป็นช่อฉัตร ยาว10-12ซม.กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้น ปลายแยกเป็น4กลีบ กลีบดอกเชื่อมติดกันปลายแยกเป็น4กลีบ สีขาว ปากม่วง

ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำกิ่ง ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับและมีสรรพคุณทางสมุนไพร

ทุก ส่วนของต้นมีสาร  rosmarinic acid ที่มีผลช่วยยับยั้งการเจริญของเชื้อราและแบคทีเรียหลายชนิด โดยนำมาตำพอกแผล ช่วยให้แผลหายเร็ว ในประเทศเม็กซิโก อินโดนีเซียและอินเดียนิยมใช้กันมาก สำหรับคนไทยยังเป็นไม้มงคลที่เชื่อว่าป้องกันภัยร้ายทั้งปวง

ว่านนาคราช

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Davillia solida (G.Forst.) Sw.
ชื่อสามัญ : Giant Hare's Foot
ชื่ออื่น : พญานาคราช   เฟินนาคราชใบหยาบ   ว่านยางู
วงศ์ : DAVILLIACEAE

เป็น เฟินอิงอาศัยมีลำต้นทอดเลื้อยตามต้นไม้ เหง้ามีเกล็ดสีน้ำตาลคลุมใบเรียงสลับ ใบประกอบแบบขนนก3-4ชั้นรูปสามเหลี่ยม ยาว60-120ซม.ก้านใบเล็ก

นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ

ใช้ เป็นสมุนไพรบรรเทาพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อยทุกชนิด โดยนำเหง้ามาฝนกับน้ำซาวข้าวหรือกับเหล้า แล้วทาบริเวณที่เกิดอาการ ความเชื่อว่าเป็นว่านใช้ป้องกันอสรพิษนิยมพกติดตัวเวลาเดินป่า

ว่านมหากาฬ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Gynura hispida Thwaites

วงศ์ : COMPOSITAE (ASTERACEAE)


ไม้ ล้มลุกมีรากขนาดใหญ่ ลำต้นอวบน้ำทอดเลื้อยยาวไปตมพื้นดิน ชูยอดตั้งขึ้น ปลายยอดมีขนนุ่มสั้นปกคลุม ใบเดี่ยวเรียงสลับเวียนรอบต้น รูปใบหอกกลับ กว้าง 1.5-3ซม.ยาว5-10ซม. ขอบใบหยักซี่ฟันตื้น ห่างๆ หลังใบสีม่วงเข้ม มีขน เส้นใบสีเขียว ท้องใบสีเขียวแกมเทา ดอกช่อกระจุกออกเดี่ยวๆหรือรวมเป็นช่อเชิงลดหลั่น 2-7ช่อ ออกที่ปลายยอด กลีบดอกสีเหลืองแกมส้ม ผลแห้งไม่แตก

สรรพคุณด้านสมุนไพร

รากดับพิษกาฬ แก้ไข้เซื่องซึม กระสับกระส่าย แก้พิษอักเสบ แก้พิษแมงป่อง พิษตะขาบ

ใบ ถอนพิษฝีละลอก ทำให้เย็น แก้ปวดแสบปวดร้อน ถอนพิษต่างๆ แก้อาการผิดสำแดง แก้เริม งูสวัด ไฟลามทุ่ง

ยาพื้นบ้าน ใช้ใบสดตำผสมกับเหล้าขาวทาแก้ลมพิษ

ว่านมหาเมฆ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Curcuma aeruginosa
วงศ์ : ZINGIBERACEAE

ว่านมหาเมฆ เป็นพืชล้มลุกที่มีดอกสวยงามมาก มีเหง้าสะสมอาหารอยู่ใต้ดิน ลำต้นเหนือดินสั้น ใบเป็นรูปหอกแหลม เส้นกลางใบและโคนกาบสีม่วงแดงตั้งแต่โคนจนถึงปลายใบ ช่อดอกออจากเหง้า ใบประดับตอนล่างสีเขียวอ่อนส่วนปลายสีเหลืองสดแยกเป็น3แฉก  ตอนบนมีสีชมพูอมแดง  ดอกแท้มีขนาดเล็กออกที่ซอกโคนใบประดับ สีเหลืองสด
สรรพคุณ ทางเป็นยา หมอโบราณนิยมปลูกไว้เพื่อใช้เป็นยารักษาโรค หลายอย่าง แก้ปวดท้อง ลงท้อง ถ่ายท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อ ให้เอาหัวสดโขลกละเอียด ผมเหล้าขาวกรองเอาแต่น้ำดื่ม
 แก้บิด ป่วง ใช้น้ำปูนใสเป็นกระสายยา โขลกให้ละเอียด กินแต่น้ำ
หรือกินหัวสด ช่วยบรรเทาอาการมดลูกเคลื่อน หย่อน

ว่านหางจระเข้

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aloe vera (L.) Burm.f.
ชื่อสามัญ : Aloe, Star Cactus
ชื่ออื่น : ว่านไฟไหม้ หางตะเข้
วงศ์ : ASPHODERACEAE

คุ้น หน้าคุ้นตาคุ้นชื่อคุ้นๆ กันเป็นอย่างดีสำหรับว่านต้นนี้ ปลูกง่ายโดยการแยกหน่อไปปลูกชอบดินร่วนระบายน้ำดีและแสงแดดตลอดวัน

เป็น ไม้ล้มลุกขนาดเล็กอายุหลายปีสูง0.50-1เมตร ลำต้นมีข้อและปล้องสั้น ใบเดี่ยวเรียงรอบต้น ขนาดกว้าง5-12ซม.ยาว30-80ซม.อวบน้ำสีเขียวอ่อนหรือสีเขียวเข้ม ภายในมีวุ้นใส ใต้ผิวสีเขียวมียางสีเหลือง ใบอ่อนมีประสีขาว

ดอกออกเป็นช่อแทงออกจากกลางต้น สีส้มผลเป็นผลแห้งแตกได้
สรรพคุณ ทางสมุนไพรที่นำมาใช้กันทั่วไป โดยผ่าครึ่งแนวขวางตัดเป็นวงกลม ทาปูนแดงที่วุ้น ปิดขมับแก้ปวดหัวดูดพิษ แก้แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก ทาผิวหนังแก้ปวดแสบปวดร้อนจากรังสี หรือรูดวุ้นจากใบผสมสารส้ม กินแก้หนองใน
ตามตำราจีนใช้รากและเหง้าต้มกินแก้หนองในเช่นกัน แต่ก่อนนำมาใช้ต้องล้างน้ำยางสีเหลืองให้หมดก่อนเพราะจะทำให้ระคายเคือง
                                             พืช จำพวกว่านหางจระเข้หลายชนิด ผลิตพฤกษวัตถุ ที่เรียกว่า ยาดำ ลักษณะเป็นยางแข็งเป็นก้อนสีดำ ซึ่งเมื่อตัดใบว่านหางจระเข้ชนิดเหล่านี้ที่โคนใบ จะมียางสีน้ำตาลอมเหลืองไหลออกมาจากท่อน้ำยางที่ขอบใบ เมื่อเก็บน้ำยางเหล่านี้มารวมกันได้มากๆ อามาเคี่ยวบนไฟให้ข้นเหนียวแล้วผึ่งแดดให้แห้ง จะแข็งเป็นก้อนสีดำเรียกว่า ยาดำ ที่ชวาก็เรียก Jadam

ยา ดำที่คนไทยรู้จักใช้กันมาแต่โบราณนั้นมาจากทวีปแอฟริกา แพทย์โบราณมักใช้แทรกในตำรับยาหลายชนิด จนเกิดเป็นสำนวนที่ว่า "แทรกเป็นยาดำ" หมายความว่า แทรกหรือปนอยู่ทั่วไป

ตำรายาไทยว่า ยาดำมีรสเบื่อเหม็นขม มีสรรพคุณ ถ่ายลมเบื้องสูงให้ลงต่ำ กัดฟอกเสมหะและโลหิต ทำลายพรรดึก เป็นยาถ่ายระบาย

ว่านหางช้าง

ชื่อวิทยาศาสตร์: Belamcanda chinensis DC

ชื่อสามัญ : Black Berry Lily Leopard Flower

วงศ์ : IRIDACEAE

พืชล้มลุกลำต้นกลมเป็นข้อสูง50-120ซม.ใบออกสลับสองแถวจากโคนกอ แผ่นใบรูปแถบยาวปลายแหลมสีเขียวอ่อน ดอกออกเป็นช่อแยกแขนงที่ปลาย

ยอด สีเหลืองอมส้มกลีบดอกมี5กลีบมีจุดประสีแดงเข้มผลยาวมี3พูเมื่อผลสุกจะแตกออก เมล็ดกลมสีดำประโยชน์ด้านเป็นสมุนไพร แก้อาการท้องมาน เจ็บคอ คางทูม ฝีหนองใน

ว่านกีบแรด

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Angiopteris evecta (Forst.) Hoffm.

วงศ์ :MARATTIACEAE

ชื่ออื่น : กีบม้าลม กีบแรด ว่านกีบม้า

พืช พวกเฟินสูง60-180ซม.โคนต้นพองออก ใบประกอบแบบขนนกสองหรือสามชั้น ใบย่อยรูปขอบขนานปลายแหลมขอบเรียบ ว่านนี้ลงหัวจะมีลักษณะคล้ายกีบเท้าของแรดหรือกระบือ หัวสีน้ำตาลเกือบดำ เนื้อในสีเหลืองเหมือนขมิ้น สัตว์ป่าชอบกินมาก หัวของกีบแรดนี้เมื่อเก็บมาต้องนำมาตากแดดให้แห้งแล้วย่างไฟอีกทีจึงจะเก็บ ไว้ได้นานไม่อย่างนั้นจะเื่ปื่อยผุง่าย

สรรพคุณ ทางยา หัวรสเย็นชืดแก้ไข้เพื่อกาฬ แก้กาฬมูตร ใช้หัวว่านเป็นยาแก้พิษตานทรางในเด็กทางจังหวัดสุโขทัยใช้หัวและต้นกินแก้ ไข้ ใบอ่อนกินเ็นผักได้ ใช้กินแก้ปวดหัว ขับปัสสาวะและใช้เป็นยาอายุวัฒนะอีกด้วย

ตำรายาไทยใช้หัวใต้ดินเป็นยาฝาดสมาน แก้ท้องร่วง อาเจียน ปวดศรีษะ ขับปัสสาวะและใช้รากห้ามเลือด

ว่านงาช้าง

ชื่อวิทยาศาสตร์: Sansevieria stuckyi God-Leb

ชื่ออื่น : หอกสุระกาฬ (ว่านงาช้างเขียว) หอกสุระโกฬ (ว่านงาช้างลาย)

วงศ์ : AGAVACEAE


ไม้ ล้มลุกอายุหลายปี สูง50-70ซม. มีลำต้นใต้ดินแบบเหง้า รูปทรงกระบอก ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับ ใบรูปทรงกระบอกยาว ปลายแหลมสีเขียว ช่อดอกออกที่ซอกใบ ยาว40-50ซม.มีดอกย่อยจำนวนมาก ดอกบานตั้งแต่ช่วงเย็นถึงเช้า กลีบดอกสีขาวมีกลิ่นหอม

ชอบดินร่วนระบายน้ำดี แสงแดดตลอดวันถึงครึ่งวัน ขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อ ปักชำใบ

มีสรรพคุณเป็นสมุนไพรดังนี้

ใบ ตำ โขลกหรือหั่นเป็นแว่น ผสมกับเหล้าดื่ม  หรือนำมาดองเหล้าแล้วต้มกินก็ได้แก้เลือดตีขึ้น โรคบาดทะยักปากมดลูกในเรือนไฟ (อาการติดเชื้อที่ปากช่องคลอดและมีไข้หลังคลอดบุตร)

น้ำคั้นจากรากเป็นยาฆ่าพยาธิ รักษาริดสีดวงทวาร

ตัดปลายใบอังไฟ แล้วบีบเอาแต่น้ำ ใช้หยอดหู แก้ปวดหู ในอินโดนีเซียคั้นน้ำใช้ใส่ผมเป็นยาบำรุงรากผม ทำให้ผมดกดำเงางาม

ว่านชักมดลูก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Curcuma xanthorrhiza Roxb

ชื่ออื่น : ว่านทรหด, ว่านชักมดลูกตัวผู้

วงศ์ : ZINGIBERACEAE

มี ลำต้นใต้ดินเป็นเหง้าหรือแง่งเนื้อในสีขาวปนเหลืองเล็กน้อย กลิ่นฉุนร้อน ใบเดี่ยวรูปรีแกมใบหอก ขอบใบเรียบ แผ่นใบสีเขียวเข้มขนาดค่อนข้างใหญ่กว่าใบขมิ้น ดอกแบบช่อเชิงลดแบบดอกกระเจียว

สรรพคุณทางยา

หัวรับประทานสดหรือโขลกให้ละเอียดเป็นผง ผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นลูกลอนหรือชงกับน้ำร้อนดื่ม แก้โรคริดสีดวงทวารทั้งปวง แต่ต้องงดอาหารคาวจัดและมันจัด แก้โรคลำไส้ แก้ปวดมดลูก สำหรับรายที่แท้งบุตรใหม่ๆ ให้ใช้หัวดองกับสุรากลั่นหรือน้ำปูนใส หัวแห้งใช้ฝนสุรากลั่น40ดีกรี ดื่มแก้อาการปวดมดลูก แก้มดลูกพิการ ทำให้มดลูกเข้าอู่เร็ว แก้เป็นมุตกิดระดูขาว

ใช้หัวย่างไฟดองสุราจิบหรือดื่ม แก้กระบังลม ใช้หัวดองสุราดื่มเป็นระยะเวลาสม่ำเสมอชั่วระยะหนึ่ง จะแก้กษัย ปัสสาวะขุ่นข้อง เบาหวาน เบาเหลือง เบาแดง ปัสสาวะขุ่นข้น รักษาอัมพาตมือตายเท้าตาย แก้โรคมะเร็ง

ว่านลูกไก่ทอง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cibotium barometz (Linn.) J. Smith

วงศ์ : DICKSONIACEAE

ชื่ออื่น : ละอองไฟฟ้า, กูดพาน, กูดเสือ, ว่านไก่น้อย, หัสแดง

พืชจำพวกเฟินมีเหง้าใต้ดินซึ่งปกคลุมด้วยขนสีเหลืองทอง สูง1.5-2.5เมตร

ใบประกอบแบบขนนกสองชั้นยาวได้ถึง2เมตร 

ตำราไทยใช้ขนสดจากเหง้า ปิดแผล หรือตากแห้งบดเป็นผงโรยห้ามเลือด รักษาแผลปลิงเกาะและบาดแผลทั่วไป

ว่านน้ำ-ทิสีปุตอ

ชื่อวิทยาศาสตร์: Acorus calamus
วงศ์ : ARACEAE
ชื่อ สามัญ : Sweet Flag
ชื่ออื่น : ว่านน้ำ,แปะเชียง,กะส้มชื่น,ส้มชื่น ,ฮางคาวน้ำ,ฮางคาวบ้าน,ฮางคาวผา

ไม้ ล้มลุกอายุหลายปี สูงกว่า 50เซนติเมตร มีลำต้นใต้ดินเป็นเหง้าเล็กๆทอดเลื้อยไปตามผิวดิน มีดอกสีเหลืองอ่อนยาว 1-1.5 เซนติเมตร ชอบดินเหนียว มีอินทรียวัตถุสูงแสงแดดครึ่งวันถึงตลอดวัน รากมีกลิ่นหอม สรรพคุณทางสมุนไพรเป็นยาแก้ปวดท้องขับลมในลำไส้และแก้ธาตุเสีย แต่ควรกินในปริมาณน้อย ถ้ากินมากจะทำให้อาเจียน ชาวอินเดียนิยมใช้ว่านน้ำเป็นยาแก้ไข้มาลาเรียคู่กับซิงโคนา(Cinchona)
สรรพคุณเป็นว่านยา  
1 นำรากมาผสมกับเหล้าใช้ทาหน้าอกเด็ก เป็นยาดูดพิษ แก้หลอดลมและปอดอักเสบ
2นำรากมาตากแห้งและหั่นเป็นชิ้นเล็กๆใช้อมเป็นยาแก้ไอ ให้ผลดีกว่ายาเม็ดแก้ไออื่นๆ ทั้งยังมีกลิ่นหอมเวลาหายใจด้วย
3รากเป็นยาแก้ปวดท้อง แก้ลม บำรุงหัวใจ
4นำรากมาเผาไฟจนเป็นถ่าน บดเป็นผง กินมื้อละ 0.5-1.5กรัมถอนพิษของสลอด แก็โรคลงท้องและปวดท้องในเด็ก
ความเชื่อ หากนำต้นมาแช่ในโหลเลี้ยงปลากัด จะทำให้ปลาแข็งแรงอดทน บางคนเรียก ว่านปลากัด

ว่านสิงหโมรา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cyrtosperma johnstoni N.E.Br.

ชื่ออื่น : ผักหนามแดง ผักหนามฝรั่ง

ไม้ ล้มลุกอายุหลายปีสูง50-80ซม. ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับรูปสามเหลี่ยม โคนใบรูปลูกศร ปลายใบแหลม แผ่นใบหนาสีเขียวเข้มเป็นมัน เส้นใบสีแดง ก้านใบสีขาวอมเขียวอ่อนมีลายขวางตามยาวสีดำ มีหนามแข็งทั่วไป ช่อดอกออกที่ซอกใบ เป็นช่อเชิงลดมีกาบ ใบประดับคล้ายกาบรองรับช่อดอกสีม่วงดำ ปลีดอกสีเหลืองนวล

สรรพคุณในตำรายา
เหง้าหัวใช้ฝนกับน้ำหรือฝนกับสุราแล้วนำไปปิดปากแผลที่แมงป่องหรือตะขาบกัดต่อยจะบรรเทาอาการปวดได้
ทั้งต้นดองกับสุราดื่มเป็นยาขับน้ำคาวปลา บำรุงโลหิต บำรุงธาตุ แก้โรคอยู่ไฟไม่ได้ หรือโดนเลือดลมกระทำเป็นเหตุให้ผอมแห้งแรงน้อย

เป็น สมุนไพรสำหรับโรคสตรี ใช้กินสำหรับสตรีอยู่ไฟไม่ได้ โดยนำกาบมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆดองเหล้า ทำเป็นทิงเจอร์กินครั้งละครึ่งถ้วยชาก่อนอาหาร เป็นยาช่วยเจริญอาหารบำรุงโลหิต แก้โรคโลหิตจาง ซูบซีด หน้ามืดเป็นลมวิงเวียนบ่อยๆ โรคริดสีดวงทวาร และแก้โรคสันนิบาตหน้าเพลิง(โรคบาดทะยักปากมดลูก)

บางอาจารย์ท่านเรียกว่า ว่านปอบ ใช้ปรุงยาดูดพิษต่างๆ ภายในร่างกายได้ทุกชนิด มีประสิทธิภาพสูงในการรักษาริดสีดวงทวาร ช่วยกำจัดสารพิษต่างๆ ออกจากร่างกาย

ว่านเพชรหึง

ชื่อวิทยาศาสตร์: Grammatophyllum speciosum Blume
วงศ์ : ORCHIDACEAE
ชื่อสามัญ : Letter Plant
ชื่ออื่น : กล้วยกา , ว่านงูเหลือม ,ว่านหางช้าง

เป็น กล้วยไม้อิงอาศัย แตกกอขนาดใหญ่ สูง 1-2 เมตร ช่อดอกออกจากลำต้นเทียมเป็นช่อกระจะ ขนาดใหญ่ ชูตั้ง ยาว 50-100 เซนติเมตร ทยอยบานจากโคนถึงปลายช่อ ดอกบานขนาด 6-8 เซนติเมตร สีเหลืองมีจุดสีน้ำตาลกระจายทั่วดอก เป้นกล้วยไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

สรรพคุณ เป็นว่านยา แก้พิษงู ตะขาบหรือแมงป่องกัดต่อย โดยนำลำต้นมาฝนกับเหล้าแล้วดื่ม หรือใช้กากพอกปากแผล ช่วยถอนพิษดีนัก ถ้านำมาฝนกับน้ำซาวข้าวทาบริเวณฝี เป็นยาเย็นที่ช่วยดับพิษฝีทั้งปวง หากนำลำต้นกับก้านหั่นบางๆล้างน้ำให้สะอาด แล้วใส่โหลดองกับเหล้า ไว้ดื่มเป็นยาขับลมในลำไส้และช่วยบำรุงกำลัง ถ้ากินเป็นประจำเป็นยาอายุวัฒนะ โรคภัยไข้เจ็บไม่มาเยี่ยมกราย

ว่านเพชรน้อย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Stahlianthus sp

ชื่ออื่น : ว่านแดกแด้, ว่านเพชรน้อยแดง


ลำ ต้นเทียมสูง 15-20ซม. ลำต้นใต้ดินเป็นเหง้า หัวหลักรูปทรงกลมรี เนื้อในหัวสีขาวอมเหลืองอ่อน

ใบเดี่ยว เรียงสลับระนาบเดียว รูปแถบแคบ โคนใบสอบ ปลายใบเรียวแหลม โคนกาบใบมีสีแดงเรื่อ ช่อดอกออกก่อนผลิใบ มีใบประดับ2ใบเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย สีเขียว มีริ้วสีแดงเรื่อ ปลายแหลมโค้งงอ ดอกสีขาว กลีบปากสีแดงแต้มเหลือง

ใช้หัวกิน  ทำให้เกิดอาการชาตามผิวหนัง  ระงับความเจ็บปวด  เมื่อยล้า แก้กษัย แก้กล่อน  หัวใช้ดองกินกับเหล้าเป็นยาขับ ระดู แก้อาการกระตุกเนื่องจากเส้นประสาทพิการ

สนแผง

ชื่อวิทยาศาสตร์:Thuja orientalis Endl.

ชื่อสามัญ:Chinese Arborvitae, Oriental Arborvitae

วงศ์ : CUPRESSACEAE

ชื่ออื่น: สนหางสิงห์, สนเทศ,จันทยี (เชียงใหม่)

 ไม้ ยืนต้นแตกกิ่งก้านสาขามาก สูง 6-8 เมตร ทรงพุ่มกว้าง 2-3 เมตร ลำต้นบิดเป็นเกลียว  เปลือกต้นสีน้ำตาลอมแดง  ผิวลำต้นขรุขระ แตกเป็นสะเก็ด ใบมีลักษณะพิเศษ เป็นเกล็ดเรียงซ้อนกัน ใบอ่อนสีเขียวอ่อน ดอกเป็นดอกเดี่ยว  ดอกแยกเพศ อยู่ร่วมต้นเดียวกัน ดอกเพศเมียไม่มีก้าน   ดอกเพศผู้มีก้านสั้นมาก สนแผง เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ที่ขึ้นได้ดีในดินร่วนซุย ความชื้นพอประมาณ ขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง

สรรพคุณทางเป็นสมุนไพร เปลือกต้น เป็นยาฝาดสมาน ทำให้ระดูขาวแห้ง นำมาฝนเป็นยากวาดทวารเบา

ใบแก้ปวดตามข้อ ลดไข้ แก้ไอ ขับเสมหะ  ขับปัสสาวะ  บิดไม่มีตัว

ใบสดชงน้ำดื่มแทนชาลดความดันโลหิตสูง

ริดสีดวง ทวารที่ตกเลือดไหลไม่หยุด ใช้ขี้เถ้าของใบสนหางสิงห์ชงน้ำกิน ช่วยห้ามเลือด แผลผุพองจากน้ำร้อน  ไฟไหม้ ใช้ใบสดมาตำให้ละเอียดแล้วใส่น้ำผสมลงไป คนจนเหนียวคล้ายยาง แล้วนำไปพอกตรงบริเวณที่เป็นแก้เลือดกำเดาไหล ใช้ใบแห้งและดอกทับทิมแห้ง อย่างละเท่า ๆ กัน บดเป็นผงแล้วเป่าเข้าในรูจมูก แก้คางทูมใช้ใบสดตำให้ละเอียด ผสมกับไข่ขาวพอกตรงบริเวณที่เป็น วันละ 2 ครั้ง

สนแผง มีสาร Eugenol และ nerolidol ที่แยกได้จากต้น มีฤทธิ์ต้านเชื้อรา Microsporum gypseum ใน หลอดทดลอง สามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นยาต้านเชื้อราได้

สนุ่น

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Salix tetrasperma Roxb.

ชื่อสามัญ : Willow

ชื่ออื่น : ไคร้นุ่น,ไคร้บก,ไคร้ใหญ่,ตะไคร้บก

วงศ์ : SALICACEAE

รูปนี้ต้นยังเล็ก ถ่ายมาจากสวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา จ.ระยอง

ไม้ ยืนต้นผลัดใบระยะสั้น สูงได้ถึง15เมตร ลำต้นอ้วนสั้นและบิดงอ กิ่งก้านชูตั้งขึ้น ปลายลู่ลงเล็กน้อย เปลือกต้นสีเทาเข้ม มีรอยแตกลึกตามลำต้น เปลือกในสีชมพู

ใบ เดี่ยวเรียงเวียนรอบกิ่ง รูปใบหอกขนาดของใบกว้าง2-4.5ซม.ยาว6-18ซม.ขอบใบมีซี่เล็กๆ ก้านใบสีแดง ยอดอ่อนมีขนสีเงินหนาแน่น ใบแก่เกลี้ยงสีเขียวเป็นมัน ท้องใบสีขาว

ดอกออกเป็นช่อบนก้านช่อดอก  ออกเป็นช่อแบบหางกระรอก ออกตามซอกใบ ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น ดอกย่อยขนาดเล็กสีขาวครีมไม่มีกลีบดอก ช่อดอกยาว10-15ซม.  ผลแห้งแตกได้ ขนาด0.5ซม.เมล็ดสีดำมีปุยสีขาวล้อมรอบ 

สรรพคุณด้านสมุนไพร

ราก แก้ลงท้อง แก้ฝีเปื่อยพัง แก้บวม แก้ตกโลหิต ทำให้รู้รสอาหาร ดับพิษทั้งปวง แก้ตับพิการ แก้ฝีภายใน บำรุงโลหิต บำรุงปอด

เปลือกรักษาโรคริดสีดวงจมูก ทำให้หัวใจเต้นแรง ชูเส้นชีพจร บำรุงหัวใจ แก้อ่อนเพลีย แก้ไข้ดับพิษ แก้เด็กตัวร้อน แก้ไข้หวัดคัดจมูก

ใบแก้พิษงูสวัด แก้เริม

ดอกแก้ลงท้องแก้ฝีเปื่อยพัง แก้บวม แก้ตัวพยาธิ แก้ตกโลหิต

ผลแก้ลงท้อง แก้ฝีเปื่อยพัง แก้บวม แก้ตัวพยาธิ แก้ตกโลหิต

ข้อมูล การวิจัยที่สำคัญ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา บำรุงหัวใจ ลดอุณหภูมิร่างกาย ยับยั้งการฝังตัวของตัวอ่อนที่ผนังมดลูก ยับยั้งเอนไซม์ reverse transcriptase (HIV-1)

เสนียด

ชื่อวิทยาศาสตร์ ;Justicia adhatoda L. (Adhatoda vasica (L.) Nees)

วงศ์ : ACANTHACEAE

ชื่ออื่น : กระเหนียด,กุลาขาว, บัวลาขาว, บัวฮา, โมรา, เสนียดโมรา, หูรา, หูหา

ไม้ พุ่มสูง1.5-2.5เมตร ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปไข่ กว้าง4-7ซม.ยาว8-15ซม. ดอกออกเป็นดอกช่อที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาว มีใบประดับสีเขียวหุ้มดอกย่อย ผลเป็นผลแห้งแตกได้

ตำรายาไทยใช้ใบห้ามเลือด รากเป็นยาบำรุงปอด รักษาวัณโรค

สบู่แดง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Jatropha gossypifolia Linn.
ชื่ออื่น : ละหุ่งแดง สลอดแดง สบู่เลือด สีลอด หงษ์เทศ
วงศ์ : EUPHORBIACEAE

ไม้พุ่มสูง 1-2เมตร ทุกส่วนมียางสีขาว ใบเดี่ยวออกสลับ ขอบใบหยักลึก รูปฝ่ามือ ปลายแฉกแหลม3-4แฉก ขอบใบมีขน  ใบอ่อนสีแดงอมม่วง ก้านใบสีแดง ดอกออกเป็นช่อที่ยอด ดอกเพศผู้และเพศเมียอยู่ร่วมต้นเดียวกัน ผลค่อนข้างกลม มี 3 พู เมื่อแก่แตกได้ มีเมล็ดขนาดเล็ก 3 เมล็ด

สรรพคุณทางยา ใบต้มกินแก้ปวดท้อง ลดไข้ ตำพอกฝี แก้ผื่นคัน  เมล็ดมีฤทธิ์เป็นยาระบาย ทำให้อาเจียนน้ำมันในเมล็ดเป็นยาถ่ายอย่างแรง เมล็ดตำทาแผลโรคเรื้อน ขับพยาธิ และถ่ายน้ำเหลืองเสียรากมีสาร ที่เป็นพิษ

สบู่ดำ

ชื่อวิทยาศาสตร์: Jatropha Curcas Linn.
วงศ์ : EUPHORBIACEAE

เป็น ไม้พุ่มยืนต้นขนาดกลาง ความสูง 2-7 เมตร อายุยืนไม่น้อยกว่า 20 ปี ลำต้นและยอดคล้ายละหุ่ง แต่ไม่มีขน อยู่ในวงศ์ไม้ยางพารา เมื่อหักลำต้น ส่วนยอดหรือส่วนก้านใบจะมียางสีขาวขุ่นคล้ายน้ำนมไหลออกมา มีกลิ่นเหม็นเขียว
ออกดอกเป็นช่อกระจุกที่ข้อส่วนปลายของยอด ดอกเล็กสีเหลืองมีกลิ่นหอม อ่อนๆ
ผลและเมล็ดมีสารHydrocyanic เมล็ดสบู่ดำมีสารพิษเรียกว่า CURCIN หากบริโภคแล้วทำให้เกิดอาการท้องเดินเหมือนสลอด เมื่อติดผลแล้วมีสีเขียวอ่อนเกลี้ยงเกลาเป็นช่อพวงมีหลายผล เวลาสุกแก่จัดมีสีเหลืองคล้ายลูกจันทร์ รูปผลมีลักษณะทรงกลมขนาดปานกลาง
ผล หนึ่งส่วนมากมี 3 พู โดยแต่ละพูทำหน้าที่ห่อหุ้มเมล็ดไว้ เมล็ดสีดำขนาดเล็กกว่าเมล็ดละหุ่งพันธุ์ลายขาวดำเล็กน้อย สีตรงปลายเมล็ดมีจุดสีขาวเล็กๆ ติดอยู่ เมื่อแกะเปลือกนอกสีดำออกจะเห็นเนื้อในสีขาว
ต้นสบู่ดำเป็น สมุนไพรรักษาโรคได้หลายโรค เช่น ใช้น้ำยางใสป้ายริมฝีปากรักษาโรค ปากนกกระจอก รักษาแผลในปาก แก้อาการปวดฟัน

นำมาผสมกับน้ำนมมารดาป้ายลิ้นขาวในเด็กก็หาย หยอดตาแดงหายได้เช่นกัน หรือผสมกับน้ำเจือจางเป็นยาระบาย
ส่วน ลำต้นนำมาผ่าสับเป็นท่อนแช่น้ำอาบแก้โรคซางในเด็ก แก้โรคคันได้ เอาใบสบู่ดำห่อข้าวสุกแล้วหมกขี้เถ้าให้เด็กกินแก้ตาแฉะ หรือนำมาห่ออิฐร้อนนาบท้องในหญิงคลอดบุตรอยู่ไฟ
ปัจจุบันมีการ สกัดน้ำมันจากเมล็ดสบู่ดำเพื่อนำไปผลิตเป็นไบโอดีเซล ทดแทนน้ำมันดีเซล

สบู่เลือด

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Stephania pierrei Diels
วงศ์ : MENISPERMACEAE
ชื่ออื่น : เปล้าเลือดเครือ บัวกือ โกฐหัวบัว

ไม้ ล้มลุกมีหัวใต้ดิน ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปเกือบกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง3-6ซม.ก้านใบยาว2-3.5ซม.ติดที่กลางแผ่นใบดอกแบบข่อกระจุก ออกที่ซอกใบ ดอกย่อยแยกเพศ กลีบเลี้ยง4-5 กลีบ รูปขอบขนานสีเหลืองไม่มีกลีบดอก   ผลสดคล้ายทรงกลม แบน มีเมล็ด1เมล็ด รูปเกือกม้า

     ยา พื้นบ้านอีสานใช้ หัวต้มน้ำดื่มบำรุงกำลัง  ดองเหล้ากินบำรุงกำลัง บำรุงกำหนัด หรือตากแห้ง บด ปั้นเป็นลูกกลอน กินเป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยเจริญอาหาร ใบตำพอกรักษาแผลเรื้อรัง ตำรายาไทยใช้ดอกรักษาโรคเรื้อน รากหรือหัวแก้หืด  หัว แก้ปวดศรีษะ บำรุงร่างกาย แก้ปวดเมื่อย

ส้มเช้า บ่ายมัน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Euphorbia neriifolia L

วงศ์ : EUPHORBIACEAE

ลำ ต้นไม่มีเนื้อไม้ เป็นสี่เหลี่ยม มีหนามคล้ายกระบองเพชรมียางสีขาว ตอนเช้ามีรสเปรี้ยวจัด ตอนบ่ายรสเปรี้ยวจะหายไป กลีบดอกสีขาวอมเหลือง
สรรพคุณ และส่วนที่นำมาใช้เป็นยา ใบ โขลกตำพอกปิดฝี แก้ปวดถอนพิษดี ยาง เป็นยาระบายอ่อนๆ ขับพยาธิ แก้จุก แก้บวม ทำให้อาเจียน ใช้เบื่อปลา

ส้มมือ

ชื่อสามัญ : Buddha' Finger, Finger citron
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Citrus medica Linn.var. sarcodactylis Swing.
วงศ์ : RUTACEAE


ไม้ พุ่มสูง 2-4เมตร ลำต้นและกิ่งก้านเป็นเหลี่ยมสีม่วงมีหนามยาวและแข็ง ใบประกอบแบบมีใบย่อยใบเดียว เรียงสลับรูปไข่แกมรีหรือรูปใบหอกแกมรูปไข่ ปลายใบแหลมทู่หรือกลม โคนใบรูปลิ่มหรือกลม ขอบใบจักฟันเลื่อย ก้านใบสั้น 

ดอกสีขาวปนชมพู ออกเป็นช่อกระจะที่ซอกใบ มีกลิ่นหอมแรง ดอกสมบูรณ์เพศ หรือมีแต่เพศผู้ ผลเด่นมากเพราะเมื่อแก่จะมีลักษณะคล้ายนิ้วมือ สีเหลืองหรือเหลืองส้ม พอแก่จะเห็นเป็นนิ้วชัดผิวของผลคล้ายเปลือกส้มโอ หนาๆฟ่าวๆ ไม่มีเนื้อและเมล็ด คงเคยได้ยิน ยาดมส้มโอมือกันมาบ้างใช้ส่วนของเปลือกทำ  แก้วิงเวียนศรีษะบำรุงหัวใจ

สลัดไดป่า

ชื่อวิทยาศาสตร์: Euphorbia antiquorum L.
ชื่อสามัญ : Malayan Spurge Tree
ชื่ออื่น : กะลำพัก เคียะผา เคียะเลี่ยม หนอนงู
วงศ์ : EUPHORBIACEAE

ไม้ ต้นสูง 3-6เมตร ทุกส่วนมียางสีขาวขุ่นเหมือนน้ำนม ลำต้นแตกกิ่งก้านสาขามาก อวบน้ำ ตามแนวสันของกิ่งมีหนามแหลมแข็ง1คู่ ใบเดี่ยวขนาดเล็กอวบน้ำรูปไข่กลับ ขนาดกว้าง1-2ซม.ยาว3-5ซม. โคนใบสอบปลายใบกลมมนหรือเว้าเล็กน้อย ร่วงหลุดง่าย เลยดูเหมือนไม่มีใบ  ดอกออกเป็นช่อสั้นๆในแนวสันเหนือหนาม ใบประดับสีเหลือง รูปครึ่งวงกลมขนาดเล็กติดอยู่รอบๆดอก ดอกเพศผู้และเพศเมียอยู่ในช่อเดียวกัน ผลขนาดเล็กรูปค่อนข้างกลม ขนาด1.5ซม. แห้งแตกได้มี3พู

                        ตำรา ยาโบราณว่า ยางสลัดได มีรสร้อน เบื่อเมา ใช้ทาฆ่าพยาธิโรคผิวหนังต่างๆ ทากัดหูด ถ้าจะใช้ปรุงเป็นยาต้องประสะ(ฆ่าฤทธิ์) เสียก่อนจึงใ้ช้ได้

มักปรุงเป็นยาถ่ายอุจจาระ ถ่ายพิษเสมหะและโลหิต ถ่ายหัวริเสีดวงลำไส้และริดสีดวงทวารหนัก ขับโลหิตเน่าร้าย เป็นยาถ่ายอย่างแรง

ยางนี้มีพิษพึงใช้ด้วยความระมัดระวัง ถ้าถูกผิวหนังจะทำให้เกิดการปวดแสบปวดร้อน อักเสบ บวมแดง หากเข้าตาอาจทำให้ตาบอดได้

ต้น ที่แก่จัดจะเกิดแก่นแข็งและเมื่อต้นตายแก่นนี้เรียกว่า "กะลำพัก" มีกลิ่นหอม รสขม ตำรายาไทยใช้แก้ไข้ ยางมีพิษระคายเคืองผิวหนัง ใช้เป็นยากัดหูด ถ้าทำให้ยางสุกด้วยการนึ่ง แล้วตากให้แห้ง ใช้เป็นยาถ่ายอย่างแรง ควรระมัดระวังในการใช้

เสลดพังพอนตัวผู้

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Barleria lupulina Lindl.
ชื่ออื่น : ชองระอา พิมเสนต้น เสลดพังพอน เช็กเชเกี่ยม

เป็น ไม้พุ่มอายุหลายปีสูงประมาณ 1 เมตร ปลายใบเขียวเข้มเป็นมันเส้นกลางใบสีแดงช่อดอกออกที่ปลายยอด ชอบดินร่วนระบายน้ำดีแสงแดดตลอดวันร่มรำไร การขยายพันธุ์เพาะเมล็ด ประโยขน์เป็นสมุนไพรเอาใบสด1กำมือตำให้ละเอียดคั้นเอาแต่น้ำหรือผสมเหล้าขาว เล็กน้อยใช้ทาบริเวณที่ถูกกัดต่อย ช่วยถอนพิษงู รักษาฝีและไข้มาลาเรียได้

นิยม ปลูกเป็นไม้ประดับเพราะเชื่อว่าหนามของต้นจะป้องกันสัตว์พิษบางชนิด และยังช่วยป้องกันภูตผี ไสยศาสตร์และยาสั่งได้ ว่านต้นนี้หลายตำราระบุว่าเป็นชองระอาซึ่งเป็นพืชอีกต้นหนึ่งที่ใช้ทำ เครื่องรางของขลัง แก้พิษสารพัด ทำเป็นปลัดขิกพกติดตัวเพื่อใช้ฝนกินและทายามฉุกเฉิน ต่อมาภายหลังหายากจึงใช้กาฝากมะม่วงแทน แต่ไม่มีสรรพคุณทางยา แค่เป็นของขลัง

 เสลดพังพอนตัวเมีย(พญายอ)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Clinacanthus nutans (Burm.f.)Lindau.

วงศ์ :ACANTHACEAE

ชื่ออื่น : ผักมันไก่ ผักลิ้นเขียด พญาปล้องทอง  พญาปล้องดำ พญาปล้องคำ

เป็น ไม้รอเลื้อยอายุหลายปี ช่อดอกออกที่ปลายยอดแบบช่อเชิงลด ชอบดินร่วนระบายน้ำดีแสงแดดตลอดวันถึงครึ่งวัน หมั่นตัดแต่งเสมอ จะเจริญเติบโตเป็นพุ่มสวยงาม การขยายพันธุ์ปักชำกิ่ง 

สรรพคุณทางสมุนไพร

ใบรสจืดเย็น ใช้ดับพิษไฟลวก น้ำร้อนลวก

เอาใบสด1กำมือกับดินประสิวเล็กน้อยตำให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำ หรือผสมกับหล้าขาวเล็กน้อย ใช้ทาบริเวณที่มีอาการแพ้ ผื่นคัน

ทั้ง ยังรักษาโรคงูสวัด,เริม และไฟลามทุ่ง ได้ดีมาก โดยใช้ใบแก่สด 10-30 ใบล้างให้สะอาดนำมาโขลกให้ละเอียดผสมกับสุรากลั่นหรือแอลกอฮอล์พอให้ท่วม ปิดฝาแช่ปล่อยไว้นาน 1 สัปดาห์ หมั่นคนยาให้ทั่วทุกวัน กรองเอาน้ำยาเก็บใส่ในภา๙นะที่สะอาด ใช้ทาบริเวณที่ปวด บวม หรือถ้าหากเป็นมาก ให้ใช้กากพอกบริเวณที่เป็นได้ด้วย วันละ2-3ครั้ง หรือจนกว่าจะหาย

รากรสจืดเย็น ฝนทาแก้พิษงู ตะขาบ แมงป่อง เชื่อว่าแก้พิษงูได้ดีกว่าว่านทั้งมวล จะหายเร็วกว่าเสลดพังพอนตัวผู้

สะแกนา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Combretum quadrangulare Kurz

วงศ์ : COMBRETACEAE

ไม้ ยืนต้นสูง5-10เมตร กิ่งอ่อนเป็นรูปสี่เหลี่ยม ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปวงรีหรือรูปไข่กลับกว้าง3-8ซม.ยาว6-15ซม.ดอกช่อออกที่ซอกใบและปลายยอด ดอกย่อยมีขนาดเล็กกลีบดอกสีขาว ผลเป็นผลแห้ง มี4ครีบ เมล็ดสีน้ำตาลแดงรูปกระสวยมี4สันตามยาว

ตำรา ยาไทยใช้เมล็ดแก่ขับพยาธิไส้เดือนและพยาธิเส้นด้ายในเด็ก โดยใช้ขนาด1ช้อนคาวหรือ3กรัม ตำผสมกับไข่ทอดกินครั้งเดียวขณะท้องว่าง รากเป็นยาแก้กามโรค ขับพยาธิ ใบแก้ปวดเมื่อย

สะระแหน่

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mentha cordifolia Opiz.

ชื่อสามัญ :Kitchen Mint

ชื่ออื่น : มักเงาะ สะแหน่ หอมด่วน

วงศ์ : LABIATAE(LAMIACEAE)

ไม้ ล้มลุกเลื้อยแผ่ไปตามดิน ลำต้นสี่เหลี่ยม สีเขียวแกมม่วงน้ำตาลแตกกิ่งก้านมาก ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปวงรีผวใบย่นขอบใบหยักฟันเลื่อยมีกลิ่นเฉพาะ ตำรายาไทยใช้ทั้งต้นเป็นยาขับลม แก้ปวดท้อง จุกเสียดแน่นเฟ้อ ขยี้ทาขมับแก้ปวดหัว ดมแก้ลม ทาแก้ฟกบวม

สะระแหน่ญี่ปุ่น

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mentha arvensis L. var. piperascens Malinvaud

ชื่อสามัญ : Japanese Mint

วงศ์ :LABIATAE(LAMIACEAE)


ไม้ ล้มลุกสูงได้ถึง60ซม. ลำต้นสี่เหลี่ยมเลื้อยแผ่ไปตามดิน ทุกส่วนมีกลิ่นเฉพาะ ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปไข่หรือใบหอก ขอบใบหยักฟันเลื่อยห่าง ดอกช่อสีม่วงผลเป็นผลแห้งมี4ผลย่อยขนาดเล็ก น้ำมันหอมระเหยที่กลั่นจากต้นและใบ เรียกน้ำมันสะระแหน่ญี่ปุ่น มีส่วนประกอบหลักเป็นสารเมนทอล ใช้น้ำมันสะระแหน่ญี่ปุ่น เป็นยาขับลม และสารแต่งกลิ่นยา อาหาร และยาสีฟัน ส่วนเมนทอลใช้เป็นยาภายนอกบรรเทาอาการปวด

สารภี

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mammea siamensis Kosterm.

วงศ์ : GUTTIFERAE (CLUSIACEAE)

ชื่ออื่น : สร้อยพี สารภีแนน ทรพี


ใช้ดอกแห้งปรุงยาหอม บำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่น ชูกำลัง จัดอยู่ในเกสรทั้งห้า

ตำรายาไทย ดอก รสหอมเย็น จัดอยู่ในเกสรทั้งห้า ใช้บำรุงกำลัง แก้อ่อนเพลีย ทำให้เจริญอาหาร แก้ไข้พิษร้อน  ใช้ผสมในยาหอมแก้ลม วิงเวียนศีรษะ หน้ามืดตาลาย แก้ร้อนใน ชูกำลัง บำรุงหัวใจและประสาท บำรุงปอด แก้โลหิตพิการ ขับลม ฝาดสมาน รักษาธาตุไม่เป็นปกติ เกสร รสหอมเย็น เป็นยาแก้ไข้ บำรุงครรภ์รักษา ทำให้ชื่นใจ ผลสุก รสหวาน รับประทานได้ เป็นยาบำรุงหัวใจ ขยายหลอดโลหิต

สีเสียด

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Acacia catechu  Willd.
    วงศ์:  LEGUMINOSAE - MIMOSOIDEAE
   ชื่อสามัญ : Catechu tree , Cutch Tree
ชื่ออื่น:  สีเสียดแก่น  สีเสียดเหลือง

ไม้ ต้น  ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 15 - 25 เมตร ไม่ผลัดใบ   เปลือก  สีเทาคล้ำ แตกเป็นสะเก็ดบาง เรือนยอดเป็น รูปกรวย ต่ำ ๆ ตามกิ่งก้านมีหนามโค้งเป็นตะขอ เป็นคู่ อยู่ทั่วไป  ดอกเล็กออก เป็นช่อแบบหางกระรอก   สีเหลืองกลิ่นหอมอ่อน ๆ ยาวประมาณ 10 - 12 ซม. ผล  เป็นฝักแบน  บาง  แคบ สีน้ำตาล ยาวประมาณ 7 เซนติเมตร เมื่อแก่จะแตกออกเป็นสองซีก เมล็ด 3 - 7 เมล็ด

ก้อน สีเสียดเป็นยาสมานอย่างแรง  ควรต้มไฟก่อนแล้วค่อยต้มกินน้ำขณะมีอาการ แก้โรคท้องร่วง บิด แก้ไข้จับสั่น  แก้ไอ  สมานแผลเรื้อรัง ตุ่มเปื่อย ต้มอาบหรือต้มแช่ หรือต้มแทรกเกลือล้างบาดแผล ใช้เป็นยารักษาเหงือก ลิ้นและฟัน รักษา แผลในลำคอ

สาบเสือ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Chromolaena odorata(L.) R. King & H. Robinson

วงศ์ : ASTERACEAE

ชื่อสามัญ : Bitter Bush ,Siam Weed

ชื่ออื่น : บ้านร้าง, ฝรั่งรุกที่, หญ้าดงร้าง, หญ้าพระศิริไอยสรรค์

ไม้ ล้มลุก อายุปีเดียว ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งก้านสูงถึง1.5เมตร ทุกส่วนของต้นขณะที่ยังอ่อนอยู่มีขนและมีกลิ่นสาบใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูป ไข่ ผิวใบมีขน  ขอบใบหยักฟันเลื่อย ขนาดของใบ กว้าง2-6.5ซม.ยาว5.5-11ซม.ดอกช่อออกที่ปลายกิ่งกลีบดอกสีขาวหรือขาวแกมม่วง ดอกย่อย10-35ดอก ผลแห้งไม่แตกลักษณะเป็นเส้นยาวแบนมีขน

สรรพคุณทางยา ต้นเป็นยาแก้ปวดท้อง ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ ดูดหนอง

ใบหรือดอกขยี้ปิดแผลหรือใช้คั้นน้ำทาห้ามเลือด  หรือบดผสมปูนแดงกับเกลือก็ช่วยห้ามเลือดสมานแผลได้ดี  รากผสมรากมะนาวและย่านางต้มน้ำดื่มแก้ไข้ป่า

ทั้งต้นมีกลิ่นแรงใช้เป็นยาแก้บาดทะยัก ฆ่าแมลง ถ้าใช้น้อยเป็นน้ำหอมได้

สาบหมา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Eupatorium adenophorum Spreng.

วงศ์ : ASTERACEAE

ชื่ออื่น : สากหมา

ไม้ ล้มลุกสูง 0.30-1.5 เมตร ลำต้นและกิ่งก้านสีม่วงแดงถึงม่วงดำ มีขนสากมือ ใบเดี่ยวออกตรงข้าม รูปไข่แกมรูปรี ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบหยัก  เมื่อขยี้ใบจะมีกลิ่นสาบฉุนคล้ายสาบเสือ ช่อดอกออกที่ปลายกิ่งเป็นช่อกระจุกกลมรวมกันคล้ายซี่ร่ม สีขาวหรือขาวแกมม่วง ผลแห้งไม่แตกมีขนสีขาวจำนวนมาก

เป็นสมุนไพรใช้แก้ไข้ทับระดู ใช้ใบตำ หรือเคี้ยวพอกแผลห้ามเลือด หรือทาแก้ปวดเมื่อย

สาบแร้งสาบกา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ageratum conyzoides L.

วงศ์ : ASTERACEAE

ชื่ออื่น : ตับเสือเล็ก, หญ้าสาบแร้ง, เทียมแม่ฮาง

พืชล้มลุกสูง 0.5-1 เมตร พบตามที่รกร้างทั่วไป มัก งอกรากที่โคนต้น ลำต้นมีขนปกคลุมมาก ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่ โคนใบรูปหัวใจกลมมนหรือแหลม ปลายใบค่อนข้างแหลม มีขนปกคลุมทั้งสองด้าน ขอบใบหยักห่าง ช่อดอกออกที่ปลายกิ่ง  ดอกขนาดเล็กสีขาวหรือม่วงอ่อน ลักษณะคล้ายสาบเสือแต่ดอกเล็กและกลีบสั้นกว่า ทุกส่วนของต้นขยี้ดมมีกลิ่นเหม็น

เป็น สมุนไพร ใบใช้แก้ไข้หวัด เจ็บคอปวดบวมตามข้อ  หรือต้มน้ำดื่มแก้ไข้มาลาเรีย รากตำคั้นน้ำดื่มแก้บิด ท้องเสีย ใบตำพอกรักษา แผลสด แผลถลอก ห้ามเลือด

 แก้อาการอักเสบจากพิษงู ตะขาบ แมงป่องหรือแมลง ยาพื้นบ้านใช้ ทั้งต้น ต้มน้ำดื่ม แก้ไข้ ขับระดู ขับเสมหะ ขับลม แก้บิด ใบ คั้นน้ำดื่ม ช่วยให้อาเจียน ตำพอกแก้คัน หยอดตาแก้เจ็บ

แสมสาร

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia garrettiana (Craib) Irwin&Basneby
ชื่ออื่น: ขี้เหล็กป่า ขี้เหล็กโคก ขี้เหล็กสาร ขี้เหล็กแพะ ไงซาน กราบัด
วงศ์ : LEGUMINOSAE-CAESALPINOIDEAE

ไม้ยืนต้นผลัดใบสูง 8-15เมตรเรือนยอดรูปกรวยคว่ำเปลือกนอกสีน้ำตาลเทาแตกเป็นร่อง

ใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ ใบย่อย6-9คู่ ขนาด5-9ซม.รูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบกลมมน ขนาดใบย่อยกว้าง2-5ซม.ยาว5-10ซม. ใบแก่เกลี้ยงหรือเกือบเกลี้ยง หูใบหลุดร่วงไว

ดอก ออกเป็นช่อแบบแยกแขนงออกตามปลายกิ่ง ยาว9-20ซม.ดอกย่อยมีกลีบเลี้ยงและกลีบดอกสีเหลืองสดใส ผลเป็นฝักแบนและมักบิดเป็นเกลียวขนาด2-4x15-22ซม. แก่จัดสีน้ำตาล

สรรพคุณด้านสมุนไพร

เนื้อ ไม้เป็นยาระบาย รากฟอกโลหิต ใบขับพยาธิ เป็นยาถ่าย รักษางูสวัด บำบัดโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว รักษาแผลสดและแผลแห้ง ดอกเป็นยาถ่าย ขับพยาธิ แก่นแก้ลมแก้ปัสสาวะพิการ แก้ลมในกระดูกถ่ายโลหิตระดู บำรุงโลหิตสตรีเป็นปกติ คลายเส้นเลือดลมสตรี  แก้กระษัย ขับปัสสาวะ แก้ไตพิการ ดับพิษโลหิต

โสน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Sesbania javanica Miq

วงศ์ : PAPILIONACEAE

                     ไม้ ล้มลุกปีเดียว สูง1-4เมตรใบประกอบแบบมีใบย่อย10-30คู่ ใบรูปร่างรีกลม ปลายใบมน ใบยาว1.2-2.5ซม.กว้าง2.4มม. ดอกเป็นช่อ ช่อดอกยาว10ซม.มีดอกย่อย5-12ดอก กลีบดอกสีเหลืองบางครั้งมีจุดกระสีน้ำตาลหรือม่วงอดง กระจายอยู่ทั่วไป ผลเป็นฝักผอมยาว18-20ซม.ฝักอ่อนสีเขียวเมื่อแก่เป็นสีม่วงและน้ำตาล

เมล็ดมีหลายเมล็ดเรียงอยู่ในฝัก

สรรพคุณทางสมุนไพร

โสนมีรสจืดเย็น สรรพคุณแก้พิษร้อน ถอนพิษแมลงสัตว์กัดต่อย ตำพอกแผลได้

หงอนไก่ไทย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Celosia argentea Linn.

วงศ์ : AMARANTHACEAE

ชื่ออื่น : ดอกด้าย, สร้อยไก่, หงอนไก่ดง, หงอนไก่ดอกกลม, หงอนไก่ฝรั่ง, หงอนไก่ฟ้า

ถิ่นกำเนิด : อินเดีย

ลำ ต้นอวบน้ำตั้งตรงสูง มีร่องตามยาว ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปไข่ แกมขอบขนานหรือรูปเส้นแกมใบหอก ช่อดอกรูปทรงกระบอก ออกที่ซอกใบและปลายกิ่ง ดอกย่อยจำนวนมาก กลีบดอกสีม่วงอมชมพู ผลแห้งแก่แล้วแตกเมล็ดสีดำเป็นมัน ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด

          รากเป็นยาแก้ไข้ที่มีอาการเกี่ยวกับท้องแทรก เช่นท้องอืด ท้องเดินและแก้ไข้พิษ โลหิตเป็นพิษ บำรุงธาตุ แก้หืด เสมหะ

เหงือกปลาหมอ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Acanthus ebracteatus Vahl.
ชื่อสามัญ :Sea Holly

วงศ์ : ACANTHACEAE
ชื่ออื่น : จะเกร็ง อีเกร็ง ต้มแก้มหมอ แก้มหมอเล

ไม้ พุ่มสูงประมาณ 0.5-1 เมตร พบตามป่าชายเลนและบริเวณน้ำกร่อย ชนิดดอกขาวพบทางภาคกลางและภาคตะวันออก ส่วนชนิดดอกม่วงพบทางภาคใต้ ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไป

ลำ ต้นกลวง กลม เรียบแข็ง สีเขียวแกมเทา มีหนามตามข้อต้น ข้อละ4หนาม สีเขียวและแดง ขนาดลำต้นเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ1.5ซม.ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่ รูปวงรี หรือรูปขอบขนาน ขนาดใบกว้าง3-7ซม.ยาว6-20ซม. ใบสีเขียวเข้มขอบใบเว้าหยักเป็นซี่ห่างๆ ปลายซี่เป็นหนามแหลมรอบใบ ผิวใบเรียบเป็นมัน เนื้อใบหนาแข็ง  ดอกออกเป็นช่อสีขาวออกบริเวณปลายยอด

ผล แบบผลแห้งแตกกลางพูเป็น2ซีกรูปทรงรีผิวเกลี้ยงเป็นมันสีเขียวคล้ำถึงน้ำตาล อ่อนภายในมีเมล็ดรูปแบน2-4เมล็ด เปลือกเมล็ดบางมีรอยย่นสีเขียวอมเทา

   ถ้าดอกเป็นสีอื่น(สีม่วง)เป็นไม้นำเข้าจากต่างประเทศไม่มีสรรพคุณเหมือนต้นดอกขาว นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ   พันธุ์ใบด่างก็มี

               สรรพคุณด้านสมุนไพรของเหงือกปลาหมอดอกสีขาว ทั้งต้นสับแล้วนำไปต้มน้ำ สามารถรักษาอาการวัณโรค อาการซูบผอม ใช้ล้างแผลหรือนำมาทาแก้โรคเหน็บชา

ใบ รักษาอาการคันต้มอาบน้ำแก้คัน  แก้แพ้ฝุ่นละออง รากแก้หอบหืด รักษามุตกิดระดูขาว ใบสดตำละเอียดรักษาโรคปอดบวม ถอนพิษแผลอักเสบ  หรือใช้น้ำคั้นใบทาศรีษะช่วยบำรุงรักษาผม

รากสดต้มน้ำกินแก้งูสวัด เมล็ด บดพอกฝี ต้มกินแก้ไอ ขับพยาธิ ขับน้ำเหลืองเสีย 

              ตำรายาไทย ใช้ใบเป็นยาอายุวัฒนะโดยปรุงรวมกับพริกไทย และน้ำผึ้ง ในอัตราส่วน 1:2บดทำเป็นยาลูกกลอน กินครั้งละ1-2เม็ด

หญ้างวงช้าง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Heliotropium indicum L.

ชื่อสามัญ ; Scorpion Weed

ชื่ออื่น : ผักแพวขาว,หญ้างวงช้างน้อย

วงศ์ : BORAGINACEAE

พืช ล้มลุกสูงไม่ถึงเมตรลำต้นกลม อวบน้ำ มีขนขึ้นอยู่ทั่วไปทั้งต้นและใบ ใบเดี่ยวเรียงสลับหรือเกือบตรงข้ามกัน รูปไข่กว้าง2-5ซม.ยาว3-8ซม. ผิวใบย่นหนาขอบใบจักตื้น ดอกเป็นช่อยาวม้วนงอที่ปลายช่อ ดอกย่อยขนาดเล็กเรียงกันเป็นสองแถวสีขาวหรือขาวอมม่วงอ่อนๆ ผลรูปรีนาวมี2พู พูละ1เมล็ด

สรรพคุณ ทางเป็นสมุนไพร ทั้งต้นรสขม ใช้เป็นยาเย็น  แก้ไข้ เจ็บคอ ไอ หืด ดับพิ

หญ้าดอกขาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Vernonia cinerea Less .

วงศ์ :  COMPOSITAE   

ชื่ออื่น : หญ้าดอกขาว, หญ้าหมอน้อย, หญ้าสามวัน, เสือสามขา,ถั่วแฮะดิน,ฝรั่งโคก,ต้นก้านธูป,เซียวซัวเฮา

ไม้ล้มลุกลำต้นตั้งตรง สูง 15 – 80 เซนติเมตร ใบเดี่ยว เรียงสลับกัน มีขนาดกว้างประมาณ 1 - 3 ซม. ยาวประมาณ 2 - 6  เซนติเมตร รูปวงรีแคบรูปไข่ รูปใบหอกหรือรูปแถบ ใบที่บริเวณโคนต้นขนาดใหญ่กว่าที่ปลายยอด ปลายใบมนหรือแหลม โคนใบมนหรือแหลม ขอบใบจักฟันเลื่อย

ดอกช่อกระจุกแน่น ออกรวมเป็นช่อแยกแขนง รูปคล้ายช่อเชิงหลั่น ชั้นใบประดับรูปคล้ายระฆัง  4 ชั้น  ดอก สีม่วงเข็มแล้วค่อย ๆ จางลงเป็นสีขาว หลุดร่วงง่าย ผลแห้งมีเมล็ดเดี่ยว รูปทรงกระบอกแคบสีน้ำตาลมีเมล็ดเดียว เปลือกแข็งแห้งไม่แตก.ขยายพันธุ์เองตามธรรมชาติหรือด้วยการเพาะเมล็ด

สรรพคุณทางสมุนไพร

ใบ  รสเย็นต้มดื่ม แก้บิด แก้หืด  แก้หลอดลมอักเสบ  แก้โรคเท้าช้าง ตำพอกสมานแผล แก้กลากเกลื่อนเรื้อนกวาง แก้ปวดศรีษะ ตำผสมน้ำนมคนเอาน้ำหยอดตาแก้ตาแดง  ตาแฉะ

เมล็ด รสเฝื่อน ขับพยาธิ แก้ท้องอืดเฟ้อ พอกแก้โรคผิวหนัง  กำจัดเหา นำมาป่นให้ละเอียด ใช้ชงกับน้ำร้อนกินเป็นยาขับพยาธิเส้นด้าย  แก้ท้องอืดเฟ้อ ปัสสาวะขัดท้องเฟ้อ 

ทั้ง ต้น รสเย็นขื่น  ต้มดื่มลดไข้ กินแก้ไอ แก้ดีซ่าน แก้ตับอักเสบเฉียบพลัน แก้ปัสสาวะรดที่นอน  แก้ร้ดสีดวงทวาร บำรุงกำลัง แก้ท้องร่วง คั้นเอาน้ำดื่มกระตุ้นให้เจ็บท้องคลอด   ขับรก ขับระดู แก้ปวดท้อง ท้องขึ้นอืดเฟ้อ ตำพอกแก้นมคัด นมหลง แก้บวม ดูดฝีหนอง

                  มีการวิจัยพบว่า ในลำต้น ใบและรากของหญ้าดอกขาวมีสารสำคัญคือ Soduim Nirate ซึ่ง มีฤทธิ์ ทำให้ประสาทรับรสบริเวณลิ้นเกิดอาการชา ทำให้ผู้ที่บริโภคเข้าไปไม่รับรู้รสชาติใดๆ ไม่รู้สึกอยากบุหรี เป็นที่มาของการนำหญ้าหมอน้อย มาเป็นสมุนไพรที่ใช้ในการช่วยลดบุหรีการสูบบุหรีและอดบุหรี่ ในที่สุด

หญ้าถอดปล้อง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Equisetum debile Roxb. ex Vauch

วงศ์ : EQUISETACEAE

ชื่อสามัญ ; Horsetail

ชื่ออื่น : หญ้าเงือก, หญ้าหูหนวก, หญ้าถอดบ้อง


พืช ชั้นต่ำที่มีท่อลำเลียงน้ำ ชอบขึ้นตามที่ชุ่มชื้น สูงได้มากกว่า1 เมตร ลำต้นมีลักษณะเป็นข้อปล้องชัดเจน ผิวเป็นร่อง8-25ร่อง ใบเป็นเยื่อบางๆเรียงรอบข้อสีเขียวหรือน้ำตาล ขยายพันธุ์ด้วยสปอร์

         ยาพื้นบ้านใช้ต้น1กำมือต้มดื่มต่างน้ำขับปัสสาวะ ผสมกิ่งและใบหญ้าหนวดแมวต้มน้ำดื่มรักษาโรคนิ่ว ขับระดูขาว บำรุงไต

หญ้าหนวดแมว

ชื่อพฤกษศาสตร์ : Orthosiphon aristatus (BI,) Miq
วงศ์ : LABITAE
ชื่ออื่น : พยับเมฆ

พยับเมฆ หรือหญ้าหนวดแมวไม้พุ่มขนาดเล็ก เป็นพืชล้มลุกลักษณะต้นใบคล้ายพืชพวกกระเพรา โหระพา แต่ยาวเก้งก้างกว่าอาจสูงได้ประมาณ 1-1.5 เมตร โดยปกติกิ่งยาวมากๆมักลู่ลงกับพื้นดินและแตกรากตามข้อกลายเป็นต้นใหม่ขึ้น กันเป็นดงเลย
พันธุ์ไม้ชนิดนี้ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่งปักชำ เป็นต้นไม้ที่ชอบอยู่ตามที่ลุ่มซึ่งมีพื้นดินเย็นอยู่ตลอดเวลา ต้นและใบจะมีกลิ่นเหม็นเขียวเผ็ดรุนแรงกว่ากระเพรา เป็นพันธุ์ไม้พวกเดียวกับ Mint พืชที่นำมาใช้สกัดเอาเมนทอล
เรารู้จักสรรพคุณของหญ้าหนวดแมวหรือพยับเมฆในด้านเป็นสมุนไพรคือแก้โรคเบา หวาน กล่าวคือ นำเอาต้นใบรากทุกส่วน นำไปล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำไปย่างไฟอ่อนๆจนกรอบ ใช้ชงน้ำร้อนดื่มประจำแทนน้ำดื่ม จะช่วยบรรเทา หรืออาจหายขาดจากโรคนี้เลยได้
สำหรับเป็นยาขับปัสสาวะ ใช้ใบ 1กอบมือ (สด 90-120กรัม แห้ง 40-50 กรัม) ต้มกับน้ำรับประทานวันละ 3ครั้ง ก่อนอาหารครั้งละ 1 ถ้วยชา(75 cc)
สำหรับแก้โรคผิวหนัง โรคเรื้อนให้ใช้ผสมกับสารส้มต้มกับน้ำใช้อาบเป็นประจำ

หนอนตายหยาก

ชื่อวิทยาศาสตร์ ; Stermona tuberosa Lour

ชื่ออื่น : กะเพียด, ว่านหนอนตานอยาก

ไม้ ล้มลุกมีรากสะสมอาหาร เป็นพวงคล้ายรากกระชาย ออกเ็ป็นพวงประมาณ50-80ราก รากรูปทรงกระบอกแกมรูปกระสวย ยอดอ่อนสีแดง ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับรูปหัวใจ รูปใบคล้ายใบพลูปลายใบแหลม เส้นใบเด่นชัด ลำต้นบนดินจะโทรมในช่วงฤดูแล้ง พอฤดูฝนจะงอกใหม่พร้อมทั้งออกดอก ช่อดอกออกที่ซอกใบ มี2-3ดอก กลีบดอก6กลีบ ด้านนอกสีเขียว ด้านในสีม่วงแดง ผลแห้งแล้วแตก

แพทย์ พื้นบ้านใช้เป็นยาสมุนไพร โดยนำรากมาต้มน้ำดื่ม หรือต้มกับตัวยาอื่น ใช้รมหัวริดสีดวงทวาร ทำให้แห้งฝ่อหายไว หรือทุบรากสดใส่ไหปลาร้า จะทำให้หนอนตาย หากนำทั้งต้นมาย่างไฟให้แห้งกรอบ ใช้ชงกับน้ำเดือด เป็นยาขับพยาธิในเด็กได้ดี หากนำมาทุบหมักกับน้ำเป็นยาฆ่าหนอน หิด เหาได้ดี

ส่วน เปลือกต้นช่วยดับพิษในกระดูกและเส้นเอ็น หรือต้มผสมเกลือ ใช้รักษาโรครำมะนาด ขับปัสสาวะ ขับเลือด ขับระดูขาว และขับน้ำเหลือง ทำให้น้ำเหลืองแห้ง

โบราณมักพกหัวติดตัวหรือวางไว้ใต้ที่นอน

ช่วยป้องกัน เหลือบ ริ้น ไร หรือตัวเลือดได้ดี

นอก จากนี้ในประเทศจีนมีการนำรากหนอนตายหยาก มาใช้ในการรักษาอาการไอ โรควัณโรค ฯลฯ โดยใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ซึ่งก่อนที่จะทำเป็นยา มีขั้นตอนการทำลายพิษ เช่น นำรากมาล้างให้สะอาดแล้วลวกหรือนึ่งจนกระทั่งไม่เห็นแกนสีขาวในราก ต้องตากแห้งก่อนนำไปปรุงเป็นตำรับยา โดยหั่นให้มีขนาดเล็ก หรือในบางตำราจะนำไปเชื่อมกับน้ำผึ้งก่อนนำไปใช้

หนามแดง

ชื่อสามัญ : Karanda , Carunda ,Christ's Thorn.
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Carissa carandas Linn.
วงศ์ : APOCYNACEAE

ชื่ออื่น : มะนาวไม่รู้โห่

หนาม แดงเป็นไม้ทุ่มสูงประมาณ 2-3 เมตร ทุกส่วนของลำต้นมีหนามและน้ำยางสีขาว ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่กลับ รูปวงรี หรือรูปขอบขนาน กว้าง1.5-4 ซม.ยาว3-7ซม.
ออกดอกเป็นช่อที่ซอกใบและปลายกิ่ง ดอกสีขาวหรือชมพูอ่อนมีกลิ่นหอมอ่อนๆออกดอกทั้งปีผลรูปรีเป็นกลุ่มผลอ่อนสี ขาวแล้วเปลี่ยนเป็น ชมพูแดง เข้มขึ้นเรื่อยๆและ เมื่อสุกมีสีม่วงดำ

ประโยชน์ ด้านสมุนไพร รากช่วยแก้ไข้ รักษาโรคผิวหนัง แก่นบำรุงไขมันเหมาะสำหรับคนผอม ใบสด ต้มน้ำดื่มแก้ท้องร่วง แก้ปวดหู แก้ไข้ แก้เจ็บปากและคอ ผลสุกและดิบรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน แก้ท้องเสีย รากสดต้มน้ำดื่มขับพยาธิ เจริญอาหาร ตำให้ละเอียดทาหรือพอกรักษาบาดแผล และแก้คัน

หนามพุงดอ

ชื่อวิทยาศาสตร์  Azima sarmentosa Benth. & Hook.
วงศ์ :  SALVADORACEAE
ชื่อ อื่น :  ขี้แฮด ปิ๊ดเต๊าะ พุงดอ

ไม้เถาเนื้อแข็ง ใบเดี่ยวออกตรงข้าม ขนาดกว้าง3-5ซม.ยาว5-7ซม.เนื้อใบหนา สีเขียวสดเป็นมันเมื่อขยี้ใบจะมีกลิ่นน้ำมัน เนื่องจากใบมีน้ำมัน mustard (glucosinolates) ตัวใบมีรูปร่างหลายแบบ ที่โคนใบมีหนามแหลมเรียวยาว 2 อัน  

ดอกออกเป็นช่อ อาจยาวถึง 25 ซม.ดอกสมบูรณ์เพศและดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้นแตกเรียงกันหลายชั้น ดอกเล็ก สีเหลืองอมเขียว ดอกเพศผู้เกือบไร้ก้าน ออกหนาแน่น กลีบเลี้ยงเป็นแฉก กลีบดอกยาวกว่าเล็กน้อย เกสรเพศผู้ยื่นเลยกลีบดอก ดอกเพศเมียเล็กกว่าดอกเพศผู้เล็กน้อย เกสรเพศผู้ที่เป็นหมันสั้นกว่ากลีบดอก

 ผลกลมสีเขียวมีเนื้อขนาด0.5ซม. รูปทรงกลม ปลายผลมีติ่งเกสรเมียติดอยู่ เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีขาวใส ภายในมีเมล็ด 2 - 3 เมล็ด 

ออกดอกและผลตลอดปี

 พบตามริมน้ำ ที่ลุ่มชื้นแฉะ แนวป่าละเมาะชายทะเลทั่วไป
สรรพคุณ ทางเป็นยา ราก  ถอนพิษ แก้ไข้ ใช้ภายนอกใช้ฝนทาแก้พิษฝี แก้ฟกบวม ใช้ฝนกับสุรา ทาแก้คางทูม

หนามวัวซัง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Capparis sepiaria L.

ชื่อวงศ์ : CAPPARACEAE

ชื่ออื่น : วัวซัง, หางนกกะลิง, หางนกกี้,หนามเล็บแมว,หนามเกี่ยวไก่, ผีไหว้ดาด

ไม้เถาเนื้อแข็ง ใบเดี่ยวออกตรงข้าม ขนาดกว้าง3-5ซม.ยาว5-7ซม.เนื้อใบหนา สีเขียวสดเป็นมันเมื่อขยี้ใบจะมีกลิ่นน้ำมัน เนื่องจากใบมีน้ำมัน mustard (glucosinolates) ตัวใบมีรูปร่างหลายแบบ ที่โคนใบมีหนามแหลมเรียวยาว 2 อัน  

ดอกออกเป็นช่อ อาจยาวถึง 25 ซม.ดอกสมบูรณ์เพศและดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้นแตกเรียงกันหลายชั้น ดอกเล็ก สีเหลืองอมเขียว ดอกเพศผู้เกือบไร้ก้าน ออกหนาแน่น กลีบเลี้ยงเป็นแฉก กลีบดอกยาวกว่าเล็กน้อย เกสรเพศผู้ยื่นเลยกลีบดอก ดอกเพศเมียเล็กกว่าดอกเพศผู้เล็กน้อย เกสรเพศผู้ที่เป็นหมันสั้นกว่ากลีบดอก

 ผลกลมสีเขียวมีเนื้อขนาด0.5ซม. รูปทรงกลม ปลายผลมีติ่งเกสรเมียติดอยู่ เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีขาวใส ภายในมีเมล็ด 2 - 3 เมล็ด 

ออกดอกและผลตลอดปี

 พบตามริมน้ำ ที่ลุ่มชื้นแฉะ แนวป่าละเมาะชายทะเลทั่วไป
สรรพคุณ ทางเป็นยา ราก  ถอนพิษ แก้ไข้ ใช้ภายนอกใช้ฝนทาแก้พิษฝี แก้ฟกบวม ใช้ฝนกับสุรา ทาแก้คางทูม

หนุมานประสานกาย

ชื่อวิทยาศาสตร์: Schefflera leucantha R.Vig

ชื่อสามัญ : Edible-stemed Vine

วงศ์ : ARALIACEAE

ไม้พุ่ม สูงประมาณ 1-4 เมตร ผิวของลำต้นค่อนข้างเรียบเกลี้ยงเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ ออกเรียงสลับ มีใบย่อยประมาณ 7-8 ใบ รูปยาวรี รูปวงรี หรือรูปใบหอก ปลายใบเรียวแหลม ใบเรียบเป็นมัน ริมขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ออกดอกเป็นช่อ ดอกย่อยสีเขียวหรือสีนวล มีขนาดเล็ก ผลรูปไข่ อวบน้ำ ผลอ่อนสีเขียว แก่เต็มที่หรือสุกสีแดงสด

ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง และปักชำ

เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกประเภท ต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง แดดจัด

สรรพคุณทางสมุนไพร

ทั้งต้นมีรสหอมเผ็ดปร่า ขมฝาดเล็กน้อย มีสรรพคุณช่วยทำให้เลือดลมเดินสะดวก ใช้ทั้งต้น ต้มกับน้ำดื่มเป็นยารักษาโรคกระเพาะอาหารและลำไส้

ใบมีรสหอมเผ็ดปร่า ขมฝาดเล็กน้อย มีสรรพคุณช่วยรักษาโรคหอบหืด แพ้อากาศ เป็นภูมิแพ้ ด้วยการใช้ใบสดเล็ก ๆ 9 ใบ นำมาต้มกับน้ำ 3 ถ้วยแก้ว แล้วเคี่ยวจนเหลือ 1 ถ้วยแก้ว ใช้รับประทานก่อนอาหารวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น เป็นเวลา 7 สัปดาห์ โรคหืดจะหาย

ใบมีสรรพคุณเป็นยาแก้ไอ ด้วยการใช้ใบสดประมาณ 9 ใบ นำมาต้มเอาแต่น้ำกิน หรือใช้ใบสดนำมาตำให้ละเอียดคั้นเอาแต่น้ำ นำมาผสมกับเหล้ากินเป็นยา และ ช่วยบรรเทาหวัด ลดอาการไอ แก้ร้อนใน แก้เจ็บคอและคออักเสบได้ ช่วยรักษาวัณโรคปอด ด้วยการใช้ใบสดเล็ก ๆ 9 ใบ นำมาต้มกับน้ำ 3 ถ้วยแก้ว แล้วเคี่ยวจนเหลือ 1 ถ้วยแก้ว ใช้รับประทานก่อนอาหารวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น ติดต่อกัน 60 วัน แล้ว x-ray ดู ปอดจะหาย และให้รับประทานต่อไปอีกระยะหนึ่ง

ช่วยแก้อาการตกเลือดเนื่องจากการคลอดบุตรของสตรีในระหว่างการคลอดหรือภายหลังการคลอดบุตรหรือเนื่องจากตกเลือดเพราะใกล้หมดประจำเดือน ให้ใช้ใบสดประมาณ 10-15 ช่อ นำมาตำให้ละเอียดผสมกับเหล้าโรง 4-6 ช้อน แล้วคั้นเอาน้ำกิน

ใบสดนำมาตำให้ละเอียดแล้วเอากากมาทาหรือพอกเป็นยาสมานแผล และช่วยห้ามเลือด

ช่วยแก้ช้ำใน ด้วยการใช้ใบหนุมานประสานกายประมาณ 1-3 ช่อ นำมาตำให้ละเอียด ต้มกับน้ำครึ่งแก้ว แล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง ใช้น้ำยานี้กินทุกเช้าและเย็น

ใช้เป็นยาแก้พิษต่าง ๆ ด้วยการใช้ใบนำมาต้มเอาแต่น้ำหรือนำมาคั้นเอาน้ำผสมกับเหล้ากิน

ช่วยรักษาแผลในปากที่เกิดจากร้อนใน ด้วยการรับประทานใบสด 1-2 ใบ แล้วนำมาเคี้ยวให้ละเอียด แล้วกลืนเช้าเย็น

ช่วยแก้อาเจียนเป็นเลือด ด้วยการใช้ใบสด 12 ใบย่อย นำมาคั้นน้ำ 2 ถ้วยตะไล ใช้รับประทานครั้งละ 1 ถ้วยตะไล ติดต่อกัน 5-7 วัน

ใช้แก้เส้นเลือดฝอยในสมองแตกทำให้เป็นอัมพาต และช่วยกระจายเลือดลมที่จับกันเป็นก้อนหรือคั่งภายใน

ยางใช้ใส่แผลสด จะช่วยทำให้แผลแห้งเร็ว

ส่วนในคู่มือยาสมุนไพร และโรคประเทศเขตร้อนและวิธีบำบัดรักษา ได้ระบุว่าใบหนุมานประสานกายสามารถใช้รักษาโรคหลอดลมอักเสบในระยะเรื้อรัง โรคหืด โรคแพ้อากาศ และอาการแพ้อื่น ๆ ได้ นอกจากจะใช้รักษาโรคเกี่ยวกับหลอดลมและหืดแล้ว นักวิทยาศาสตร์ขาวญี่ปุ่นยังได้ทำการวิจัยแล้วพบว่ายังมีคุณสมบัติในการรักษาโรคเกี่ยวปอดต่าง ๆ ได้อีกดังต่อไปนี้ เช่น ปอดชื้น วัณโรค ต่อมน้ำเหลืองในปอดอักเสบ เยื่อหุ้มปอดอักเสบ เยื่อบุช่องท้องอักเสบ เยื่อหุ้มปอดอักเสบชนิดมีหนอง เนื้อร้ายในปอด เป็นแผลในปอด ไอกรน โรคไข้ปอดบวม โรคไข้หวัดใหญ่

 หม่อน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Morus spp.
ชื่อสามัญ : Mulberry Tree
ชื่ออื่น : หม่อน มอน (อีสาน) ซึมเฮียะ (จีน)
วงศ์ :  MORACEAE



หม่อนเป็นไม้ยืนต้นมีความสูงประมาณ 10-15 เมตร เปลือกลำต้นมีสีน้ำตาลอ่อน ใบเดี่ยวสีเขียวเข้ม เป็นรูปใบโพธิ์ ขอบใบหยักฟันเลื่อย อาจเว้าในหม่อนบางพันธุ์ ดอกมีขนาดเล็ก ดอกย่อย มี 4 กลีบ ออกตามซอกใบ ผลเป็นผลรวม เมื่ออ่อนสีเขียว เมื่อสุกมีสีม่วงแดงถึงดำกินได้

ยอด อ่อนและใบหม่อนใช้ทำชาชงกินได้ ชาวญี่ปุ่นดื่มน้ำำชาจากผงใบหม่อน และรากหม่อนมาเป็นเวลากว่า60ปีเชื่อกันว่าจะช่วยรักษาสุขภาพ เพื่อใ้ช้รักษาโรคความดันโลหิตสูง
ใบของหม่อนมีสรรพคุณคือมีฤทธิ์ระบาย ความร้อน บรรเทาอาการหวัด แก้ไอแก้หอบหืด แก้หลอดลมอักเสบลดเคอเลสเตอรอล ลดความดันโลหิต ลดอาการกระดูกผุ มีสารต้านมะเร็ง บำรุงสายตา บำรุงผมไม่ให้หงอกก่อนวัย รักษาตาแดง ตาแฉะและตาฝ้าฟางได้ ผลมีวิตามินซีสูง กินสดๆมีรสเปรี้ยว ชุ่มคอแก้คอแห้งและกระหายน้ำ บำรุงไต

หอมแดง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Eleutherine palmifolia (L.) Merr.

วงศ์ : IRIDACEAE

ชื่ออื่น : ว่านเข้า ว่านหมาก ว่านเพลาะ ว่านหอมแดง ว่านไก่แดง

ไม้ ล้มลุกมีหัวใต้ดินคล้ายหัวหอมรูปรียาว ใบเกล็ดที่หุ้มหัวใต้ดินสีม่วงแดง ใบเดี่ยวออกเป็นกระจุก ใบรูปดาบ เส้นใบขนานจีบตามยาวคล้ายพัด ดอกช่อแทงออกจากลำต้นใต้ดิน สีขาว ผลแห้งแตกได้

ตำรายาไทยใช้หัวผสมกับเหง้าเปราะหอมสุมหัวเด็ก แก้หวัดคัดจมูก และกินเป็นยาขับลม

โหระพา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Scaevola taccada Roxb
ชื่ออื่น : รักทะเล บ่งบง
วงศ์ : GODDENIACEAE

พืช ล้มลุกเก็บผลผลิตใช้ได้ตลอดปี สูง0.3-1เมตร ทุกส่วนมีกลิ่นเฉพาะ ลำต้นเป็นสันสี่เหลี่ยมแตกกิ่งก้านสีม่วงแดง แกมเขียว  ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปไข่หรือรูปวงรี กว้าง2-3ซม.ยาว4-6ซม.ขอบใบหยักฟันเลื่อยห่างๆ

ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่งหรือปลายยอด ดอกสีขาวปนชมพูอ่อน มีใบประดับสีเขียวอมม่วงรองดอก จะหลุดร่วงเมื่อเริ่มติดเมล็ด ออกดอกครั้งเดียวช่วงหน้าหนาว หลังจากออกดอกแล้วก็จะเริ่มแห้งยืนต้นตาย

การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดหรือกิ่งปักชำ

สรรพคุณทางยา

ลำ ต้นสดต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้ปวด แก้หวัด ปวดกระเพาะอาหาร ท้องเสีย จุกเสียดแน่นท้อง ทำให้เจริญอาหาร ขับเหงื่อ ขับเสมหะ ขับลม ปวดข้อ ปวดศรีษะ หนองใน หรือนำมตำให้ละเอียดคั้นเอาแต่น้ำทาหรือพอกริเวณที่เป็นแผลฟกช้ำจาการหกล้ม  หรือถูกกระทบกระแทก แผลที่เป็นหนองเรื้อรัง แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย กลากเกลื้อนใบสดช่วยในการขับลมแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ เมล็ดนำมาต้มหรือแช่น้ำกิน เป็นยาระบาย แก้โรคตาแดงที่มีขี้ตามาก และต้อตาได้ รากสดหรือรากแห้งเผาจนเกรียมแล้วบดให้ละเอียดเป็นยาพอกแผลที่มีหนองเรื้อรัง หรือแผลมีหนองในเด็กทำให้อาการทุเลาได้

อบเชยไทย

เป็นเปลือกต้นของพืชพวกอบเชย เป็นพืชในสกุลCinnamomumในวงศ์ LAURACEAEหลายชนิด แต่ที่เป็นพรรณไม้ของไทยและให้เปลือกเรียก อบเชยนั้นมี2ชนิดได้แก่

Cinnamomum spp

1 ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cinnamomum bejolghotha (Buch.-Ham.) Sweet

ชื่ออื่น : จวงดง(หนองคาย),มหาปราบ(ตราด), มหาปราบตัวผู้(จันทบุรี),ขนุนมะแง,เชียกใหญ่(ตรัง)

ไม้ ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่สูง 7-25เมตร เปลือกต้นสีอมเทา ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปวงรีแกมขอบขนานกว้าง5-10ซม.ยาว15-30ซม. ปลายใบแหลมปรือมนแหลม ขอบใบเรียบ เนื้อใบหนาคล้ายแผ่นหนัง มีเส้นใบหลักสามเส้น ดอกช่อออกที่ซอกใบและปลายกิ่ง ดอกย่อยขนาดเล็กสีขาวอมเหลือง ผลมีเนื้ออวบน้ำ รูปรีหรือรูปค่อนข้างกลม

2 ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cinnamomum iners Reinw. ex Blume

ชื่ออื่น : กระแจะโมง กะเชียด กะทังนั้น(ยะลา),เชียด อบเชยต้น(ภาคกลาง)บอกคอก(ลำปาง)

เป็น ไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง15-20เมตร เปลือกสีน้ำตาลอมเทา ค่อนข้างเรียบเกลี้ยง เปลือกและใบมีกลิ่นหอม ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามหรือเยื้องกันเล็กน้อยรูปขอบขนาน กว้าง2.5-7.5ซม.ยาว7.5-25ซม.ปลายใบมนแหลมหรือเรียวแหลม เนื้อใบหนา แข็งและกรอบ ดอกออกเป็นช่อแบบช่อกระจะที่ปลายกิ่งดอกย่อยมีขนาดเล็กสีเหลืองอ่อนหรือ เขียวอ่อน ผลมีขนาดเล็กรูปขอบขนานยาวราว1ซม. แข็ง ตามผิวมีคราบสีขาว มีเมล็ดเดียว

ตำรา สรรพคุณยาโบราณว่า

อบเชย มีกลิ่นหอม รสสุขุม สรรพคุณบำรุงดวงจิตแก้อ่อนเพลีย ชูกำลังใช้ประโยชน์คือเปลือกต้นปรุงผสมเป็นยาหอมทำให้สดชื่น แก้อ่อนเพลีย แก้จุกเสียดแน่นท้อง แก้บิด แก้ไข้สันนิบาต และยานัตถุ์แก้ปวดหัว


อบเชยเถา (ตำยาน)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Zygostelma benthamii Baill.

 วงศ์ : ASCLEPIADACEAE

ชื่ออื่น :  เครือเขาใหม่ , เชือกเถา , อบเชยป่า , กำยานเครือ , จั่นดิน

ไม้เลื้อย อายุหลายปี มีรากสะสมอาหารใต้ดิน ทุกส่วนของต้นมียางสีขาว ใบรูปใบหอกยาว ปลายแหลม ออกตรงข้ามกัน...ช่อดอกสีชมพูขลิบขาว ออกที่ซอกใบ มีกลีบดอกห้ากลีบ

ตำยานมีสองชนิด ตำยานตัวผู้ ตำยานตัวเมีย ตำยานเป็นสมุนไพรในอดีต ตำรายาโบราณไทย ลาว พม่า เขมร ถือเป็นยาชูกำลังชั้นหนึ่ง ใช้ เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงร่างกาย บำรุงหัวใจ แก้อ่อนเพลีย ทำให้จิตใจชุ่มชื่น กระปรี้กระเปร่า ที่ดีที่สุดตัวหนึ่ง  ใช้ตำยานมาต้มรวมกันแล้วกิน หรือใช้รวมกับเครือหมาน้อย หมอน้อย ย่านาง ตะไคร้บ้าน ตะไคร้น้ำ
ถ้าไม่ใช้วิธีต้ม จะใช้ฝนกิน... ก็ได้ แก้ท้องผูก แก้ริดสีดวง ได้ชะงัด

รากตำยาน เป็นส่วนประกอบสำคัญ ในการทำเครื่องหอมโบราณ ซึ่งมีนัยของการดับกลิ่นไม่พึงปรารถนาและ ยังเป็นส่วนประกอบของแป้งหอมโบราณ ที่ผู้หญิงใช้ประทินผิวกาย ผิวหน้า รักษาสิวฝ้า ผดผื่นคัน และทำให้หน้าขาว

อินทนิลน้ำ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lagerstroemia speciosa (L.) Pers.

วงศ์ : LYTHRACEAE



ไม้ ต้นสูง 10-15 เมตร กึ่งผลัดใบ หมายถึงถ้าขึ้นอยู่ในที่แห้งแล้งจะผลัดใบ เรือนยอดแผ่เป็นพุ่มกว้างกลม เปลือกหนาสีเทาอมน้ำตาล ใบเดี่ยวเรียบเป็นมัน เรียงตรงข้าม ใบยาวรูปไข่กึ่งขอบขนาน ถ้าผลัดใบจะผลัดใบประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม  ดอกออกเป็นช่อยาวประมาณ10-50ซม.ออกที่ปลายกิ่งและกิ่งข้าง  ดอกสีม่วงสด ,ม่วงอมชมพู ,สีชมพูหรือสีขาว ดอกขนาดใหญ่ขนาดดอกประมาณ 5-7.5ซมมีกลีบดอก6กลีบ.เกสรผู้จำนวนมาก ออกดอกเดือนพฤษภาคม-เดือนกรกฏาคม ผลเป็นแบบแคปซูลรูปไข่ เมื่อแก่มีสีน้ำตาล ผลแก่แตกออกเป็น6พู ผลและเมล็ดเล็กกว่าอินทนิลบก

ไม้ใหญ่ให้ร่มเงาดอกสีสวยสดสดุดตาต้นนี้ใช้ใบต้มน้ำกินแก้เบาหวาน แก้ปัสสาวะพิการ


อัคคีทวาร

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Clerodendrum serratum (Linn.) Moon var. serratum Schau.

ชื่ออื่น : แข้งม้า แคว้งค่า ชะรักป่า หมอกนางตีะ หลัวสามเกียน ผ้าห้ายห่อคำ หมักก้านต่อ หูแวง ฮังตอ มักแค้งข่า

วงศ์ : VERBENACEAE

ไม้ พุ่มขนาดเล็ก สูง1-4เมตรใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปขอบขนาน รูปขอบขนานแกมใบหอก หรือรูปใบหอกแกมรูปไข่กลับ กว้าง4-6ซม.ยาว15-20ซม. ขอบใบหยักฟันเลื่อย ดอกช่อออกที่ปลายกิ่ง กลีบดอก5กลีบ กลีบกลางสีม่วงเข้มดอกกลีบข้างสีฟ้า ผลสดรูปค่อนข้างกลม หรือรูปไข่กลับกว้าง เมื่อสุกสีม่วงเข้มหรือดำ

ปลูก เป็นไม้ประดับ และมีสรรพคุณทางสมุนไพรอื่นๆคือ ตำรายาไทยใช้ใบแห้ง บดเป็นผง กินแก้ริดสีดวงทวาร รากและต้น ฝนกับน้ำปูนใสให้ข้น เกลื่อนหัวริดสีดวงทวาร

ยาพื้นบ้านใช้ ใบแห้งป่นเป็นผงโรยถ่านในถ่านไฟ เอาควันเผารมริดสีดวงทวารให้ยุบ ใบและต้น ต้มน้ำดื่ม แก้เสียดท้อง ตำพอกรักษากลาก เกลื้อน โรคเรื้อน พอกแก้ปวดศรีษะเรื้อรัง ขัดตามข้อและดูดหนอง ต้นต้มน้ำดื่มแก้ไข้ป่า แก้ปวดท้อง แก่นเป็นยาขับปัสสาวะ รากผสมกับเหง้าขิงและลูกผักชี แก้คลื่นไส้ ผลสุกและดิบเคี้ยวกินแก้ไอ

อังกาบ

ชื่อวิทยาศาสตร์: Barleria cristata L.

 ชื่อสามัญ :Philippine violet, Bluebell barleria, Crested Philippine violet

 วงศ์ :ACANTHACEAE

ชื่ออื่น : ก้านชั่ง คันชั่ง ลืมเฒ่าใหญ่  อังกาบเมือง

ถิ่นกำเนิด: อินเดีย,จีน

ไม้พุ่มเตี้ยขนาดเล็ก ลำต้นเป็นข้อ สูงประมาณ 1-1.5 เมตร กิ่งก้านและลำต้นจะมีขนสีเหลืองอ่อนโดยเฉพาะตามข้อ ไม่มีหนามเหมือน ชอบแสงแดดปานกลาง เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนหรือดินร่วนปนทราย ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการปักชำกิ่งและการใช้เมล็ด ในประเทศไทยนั้นสามารถพบเห็นได้ทั่วไปตามหัวไร่ปลายนา ป่าละเมาะ หรือป่าดงดิบ ป่าเต็งรัง

โดยทั่วไปแล้วจะแยกออกเป็น 3 สี 3 ชนิด ได้แก่ ชนิดดอกสีม่วง ชนิดดอกสีขาว และชนิดดอกสีเหลือง โดยดอกสีม่วงนั้นจะมีถิ่นกำเนิดที่ประเทศจีนและอินเดีย ส่วนชนิดดอกสีขาวและเหลืองนั้นสามารถพบได้ทั่วไปตามป่าราบหรือที่รกร้างว่างเปล่าในประเทศไทย แต่ในปัจจุบันแทบจะไม่เห็นแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ที่เห็นจะมีแต่ชนิดสีม่วง

สรรพคุณทางสมุนไพร

ราก, ดอกของต้นอังกาบดอกสีขาว ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย ช่วยเจริญธาตุไฟ

ใบของต้นอังกาบดอกสีม่วง ช่วยแก้อาการปวดฝี ถอนพิษร้อนอักเสบ

ดอกของต้นอังกาบสีม่วง มีสรรพคุณเป็นยาช่วยขับเสมหะ

รากของต้นอังกาบดอกสีม่วงมีรสหวาน ช่วยแก้ลม แก้อาการบวม  ช่วยฟอกโลหิตในร่างกาย ใช้เป็นยาแก้ระดูขัด ฟอกโลหิตระดูของสตรี แก้ประจำเดือนคั่งค้างเป็นลิ่มเป็นก้อน  ใช้แก้พิษงู พิษตะขาบ และแมลงป่องต่อย

อัญชัน

 ชื่อวิทยาศาสตร์ : Clitoria ternatea L.

ชื่อสามัญ : Butterfly pea, Blue pea

วงศ์: PAPILIONOIDEAE หรือ PAPILIONACEAE

ดอกอัญชันจะมีสีขาว สีฟ้า สีม่วง ส่วนตรงกลางดอกจะมีสีเหลือง และรูปทรงคล้ายหอยเชลล์

                      มีสรรพคุณที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะมีสารที่ชื่อว่า “แอนโทไซยานิน” (Anthocyanin) ซึ่งมีหน้าที่ไปช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้ดีมากขึ้น เช่น ไปเลี้ยงบริเวณรากผม ซึ่งช่วยทำให้ผมดกดำ เงางาม หรือไปเลี้ยงบริเวณดวงตาจึงช่วยบำรุงสายตาไปด้วยในตัว หรือไปเลี้ยงบริเวณปลายนิ้วมือ ซึ่งก็จะช่วยแก้อาการเหน็บชาได้ด้วย

และที่สำคัญสารนี้ยังมีความโดดเด่นที่ใครหลาย ๆ คนยังไม่ทราบ นั่นก็คือช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดเส้นเลือดอุดตันได้ และการ “กินดอกอัญชันทุกวัน…วันละหนึ่งดอก” จะช่วยป้องกันโรคเส้นเลือดสมองตีบได้อีกด้วย

เนื่องจากดอกอัญชันนั้นมีฤทธิ์ในการละลายลิ่มเลือด สำหรับผู้มีเลือดจางห้ามรับประทานดอกอัญชันเด็ดขาด หรืออาหารเครื่องดื่มที่ย้อมสีด้วยอัญชันก็ไม่ควรรับประทานบ่อย ๆ

 อุโลก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : hymenodictyon orixense (Roxb.) Mabb.
ชื่ออื่น : ส้มกบ,ส้มลุ ,ส้มเห็ด,ลุ
วงศ์ : RUBIACEAE

ไม้ ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง10-30เมตรผลัดใบ ลำต้นเปลาตรงเปลือกหนาสีน้ำตาลปนเทา แตกล่อนเป็นสะเก็ด เรือนยอดเป็นพุ่มกลมโปร่ง เรียงเป็นกระจุกอยู่ตามปลายกิ่ง ใบรูปรีหรือรูปไข่กลับ กว้าง8-12ซม.ยาว12-25ซม.

โคนใบสอบ ปลายใบมนและมีติ่งทู่ ใบอ่อนสีชมพูอ่อนและมีขน ใบแก่เกลี้ยง หูใบอยู่ระหว่างก้านใบ

ดอก ออกเป็นช่อยาว 5-8 ซม.ตามปลายกิ่ง ดอกย่อยสีขาวขนาดเล็ก กลีบดอก 5 กลีบ มีกลิ่นหอม ผลแห้งรูปรี ยาว 2-3ซม.แก่แห้งแล้วแตก เนื้อไม้ค่อนข้างหยาบและอ่อนใช้ในงานก่อสร้างตกแต่งภายใน ทำลังใส่ของหรือกล่อง เปลือกใช้เป็นยาสมุนไพร แก้ไข้ กระหายน้ำ
พบในป่าเต็งรัง และป่าผสมผลัดใบในทุกภาคของประเทศ ที่ระดับความสูง 30-500เมตร

สรรพคุณของอุโลก

ราก แก่นและเปลือกต้น มีสรรพคุณเป็นยาแก้ไข้พิษต่าง ๆ ช่วยระงับความร้อน ใช้เป็นยาขับพิษร้อนถอนพิษไข้ แก้ไข้ตัวร้อน ไข้หวัด แก้ไข้จับสั่น ใช้เป็นยาแก้อาการร้อนในกระหายน้ำ

ราก,แก่น ช่วยแก้อาการไอ ช่วยขับเสมหะ ใบและรากใช้เป็นยาดูดพิษฝีหนอง ใช้เป็นยาภายนอกแก้ไขข้ออักเสบ แก้ปวดบวมแดงตามข้อ

อูน

ชื่อวิทยาศาสตร์: Sambucus simpsonii Rehder

ชื่อสามัญ: American  elder

ชื่ออื่น : สะพ้านก๊น,พวงไข่มุก,ระป่า (ปราจีนบุรี), อุน, อุนฝรั่ง (แพร่)

วงศ์: CAPRIFOLIACEAE

             ไม้พุ่ม ลำต้นตั้งตรงสูง 2-4 เมตร แตกกิ่งก้านจำนวนมาก พุ่มโปร่ง กิ่งแก่กลวง ใบประกอบแบบขนนกสองชั้นออกตรงข้าม ปลายใบแหลม ขอบใบหยักฟันเลื่อย ดอกสีขาวกลิ่นหอม ออกเป็นช่อตามปลายกิ่ง ช่อใหญ่เป็นพุ่มกว้าง 10-25 ซม.   ดอก มีน้ำมันหอมระเหยและสารที่มีรสขม  ผลกลม สีม่วงดำเป็นมัน ผลสุก รับประทานได้ ทำแยม     และขนมพาย

ในบางประเทศใช้ยอดอ่อนปรุงอาหาร ชงน้ำดื่มทำไวน์   ดอกแห้งเป็นยาชง ช่วยขับเหงื่อ

  ขยายพันธุ์ ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดและวิธีการตอนกิ่ง ต้องการน้ำปานกลาง แสงแดดตลอดวัน

สรรพคุณทางสมุนไพร

ทั้งต้นมีรสเปรี้ยว ขม ชุ่ม กลิ่นเหม็น เป็นยาสุขุม ออกฤทธิ์ต่อตับและไต ใช้เป็นยาฟอกเลือด กระจายเลือดอุดตัน ทำให้เลือดไหลเวียนได้ดี ช่วยขับลมชื้น รากใช้ร่วมกับพืชชนิดอื่นเป็นยาแก้ไข้มาลาเรีย ใช้แก้โลหิตไหลออกจากทวารทั้งห้า ด้วยการใช้รากสดประมาณ 90-120 กรัม นำมาตุ๋นกับกระเพาะหมู ใช้รับประทานเป็นยาติดต่อกันประมาณ 3-4วัน ใช้แก้สตรีตกขาวมากผิดปกติ ด้วยการใช้ราก 90 กรัม นำมาตุ๋นกับลำไส้เล็กของหมูรับประทานเป็นยาติดต่อกันประมาณ 3-5 วัน ใช้ทั้งต้นและรากเป็นยาแก้บิด ยอดและใบนำมาต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้ไอ ผลใช้กินเป็นยาระบาย ช่วยทำให้ถ่ายท้อง

                     ใช้รักษาโรคผิวหนังผดผื่นคัน ผดผื่นคันมีน้ำเหลือง ติดเชื้อไวรัสบริเวณผิวหนัง ด้วยการใช้ทั้งต้นนำมาต้มแล้วเอาน้ำชะล้าง

ช่วยแก้ตัวบวมน้ำ รวมถึงอาการนั่งนอนไม่สบาย ด้วยการใช้รากสดนำมาลอกเปลือกออก แล้วนำมาตำคั้นเอาแต่น้ำ 1 ถ้วย ผสมกับเหล้า 1 ถ้วยอุ่น ใช้กินเป็นยาตอนท้องว่าง  ส่วนอีกตำราระบุว่าให้ใช้รากนำมาต้มให้สตรีที่เพิ่งคลอดลูกใหม่กินเป็นยาแก้ตัวบวม รักษาอาการหน้าบวม หรือบำรุงกำลัง ส่วนชาวกะเหรี่ยงแดงจะใช้ทั้งต้นนำมาต้มกับน้ำอาบแก้อาการตัวบวม

ต้นและรากมีสรรพคุณเป็นยาแก้ปวดข้อ ช่วยต่อกระดูกและบรรเทาอาการปวดในรายที่กระดูกหัก  หรือจะใช้ยอดและใบสดนำมาพอกบริเวณที่กระดูกหักก็ได้เช่นกัน  คนเมืองจะใช้ใบร่วมกับต้นหญ้าเอ็นยืด นำมาหมดไฟ ใช้ประคบบริเวณที่กระดูกเคลื่อน  ชาวกะเหรี่ยงแดงจะใช้ทั้งต้นนำมาต้มรวมกับไมยราบแล้วใช้ผ้าชุบน้ำประคบบริเวณที่กระดูกหัก  ส่วนชาวกะเหรี่ยงเชียงใหม่จะใช้ใบนำมาอังไฟ ประคบรักษากระดูกหัก กระดูกเคล็ด

ก้านและใบนำมาขยี้ให้คนไข้ดม แก้อาการชัก

ข้อห้ามใช้ : สตรีมีครรภ์ห้ามใช้สมุนไพรชนิดนี้

เอื้องเพ็ดม้า

ชื่อวิทยาศาสตร : Persicaria orientalis (L.) Spach

วงศ์ : POLYGONACEAE

ชื่ออื่น : ผักเอื้อง, ผักโพะเพะ,ผักไผ่น้ำ

เป็นไม้ล้มลุกชอบ แดดรำไรขึ้นได้ดีในที่ชื้นมีน้ำขัง ต้นเป็นปล้องสูงประมาณ 15-30เซนติเมตร ใบเดี่ยวเรียงวนสลับออกจากลำต้น แผ่นใบมีขนทั้งสองด้าน ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอดช่อดอกตั้งขึ้นสีขาวบานแล้วสีชมพูขยายพันธุ์ด้วยการ เพาะเมล็ดและปักชำ

 สรรพคุณ เอื้องเพ็ดม้า ใช้ทั้งต้น รสร้อน เป็นยาขับโลหิต แก้กระษัย แก้ริดสีดวง ผสมร่วมกับสมุนไพรอื่นๆ ฟอกโลหิต ลดอาการความดัน เบาหวาน

เอื้องหมายนา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Costus speciosus Smith.

ชื่อสามัญ : Crape Ginger, Spiral Flag, Malay Ginger
ชื่ออื่น : เอื้องหมายนา

วงศ์ : COSTACEAE


เอื้อง หมายนาเป็นพืชล้มลุก ขึ้นเป็นต้นเดี่ยว  รวมกลุ่มเป็นกอไม่มีกิ่งก้านสูงประมาณ 1.5 เมตรหรือกว่านั้น  มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ลักษณะใบ มนขอบใบเรียบเกลี้ยง  ดอกออกเป็นช่อตรง ยอดดอกตูมจะมีกาบสีแดงคล้ำเกาะติดกันแน่นเป็นกระจุก แต่จะผลัดกันบานครั้งละ 1-2 ดอก ดอกทรงกรวยสีขาว เกสรสีเหลืองอ่อน
               เอื้องหมายนาขยายพันธุ์โดยการแยกหน่อ หรือขุดหัวไปปลูก มีการกระจายพันธุ์ขึ้นอยู่ตามชายป่าในที่ดินชุ่มชื้นทุกภาคของประเทศไทย

สรรพคุณของเอื้องหมายนา

ใบมีสรรพคุณเป็นยาแก้ไข้ รากใช้เป็นยาแก้ไข้หวัด รากมีรสขมเมา มีสรรพคุณช่วยแก้อาการไอ ช่วยขับเสมหะ หมอยาบางพื้นที่จะใช้ใบเอื้องหมายนากับใบเปล้าใหญ่ นำมาซอยตากแห้งอย่างละเท่ากัน นำมามวนสูบเป็นบุหรี่เพื่อรักษาริดสีดวงจมูก

ต้นตลอดถึงราก มีสรรพคุณเป็นยาช่วยบำบัดอาการปวดมวนในท้องคล้ายโรคกระเพาะ ถ่ายเป็นเลือด กินอาหารแสลงแล้วจะมีอาการปวดและออกทางทวาร ช่วยแก้อาการท้องผูกเป็นประจำ น้ำคั้นจากลำต้นใช้เป็นยารักษาโรคบิด รากมีสรรพคุณช่วยกระตุ้นความต้องการทางเพศ

เหง้ามีรสขมเมา มีสรรพคุณเป็นยาขับปัสสาวะ  ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาสมานแผลภายใน มีสรรพคุณเป็นยาถ่าย ยาแก้พยาธิ ฆ่าพยาธิ น้ำคั้นจากเหง้าสดมีฤทธิ์เป็นยาถ่ายอย่างแรง เหง้ายังมีสรรพคุณช่วยแก้อาการตกขาวของสตรี ช่วยแก้โรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ น้ำคั้นจากเหง้าสด ใช้เป็นยารักษาซิฟิลิส  เหง้านำมาตำพอกบริเวณสะดือเป็นยารักษาโรคท้องมาน  

เหง้ามีฤทธิ์ทำให้แท้ง ควรระวังในการใช้

เอื้องหมายนายังมีสรรพคุณเป็นยารักษาอาการผิวหนังเป็นผื่น มีอาการคันตามผิวหนัง รวมทั้งอาการคันจากพิษหมามุ่ย โดยชาวไทใหญ่จะนิยมตัดลำต้นเอื้องหมายนายาวประมาณ 1 นิ้ว พกใส่กระเป๋าในยามที่ต้องเข้าป่า หรือไปถางไร่เพื่อป้องกันไม่ให้ขนหมามุ่ยติด กล่าวคือ มีความเชื่อว่าถ้ามีก้านเอื้องหมายนาพกติดตัวไว้จะไม่มีคันเมื่อถูกหมามุ่ย

ชาวไทใหญ่จะใช้รากนำมาดองกับเหล้าดื่มเป็นยาบำรุงกำลัง  หลายพื้นที่นิยมกินหน่ออ่อนและดอกอ่อนเป็นผัก โดยชาวม้งจะนิยมนำมาต้มกินกับไก่เป็นยาบำรุงกำลัง แก้ตัวเหลือง แก้อาการอ่อนเพลียไม่มีแรง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view