สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

สารพัดต้นไม้จัดสวน

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

สวนสไตล์ต่างๆ

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ชื่อนั้นสำคัญไฉน

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 15/01/2021
สถิติผู้เข้าชม 9,824,489
Page Views 15,018,282
 
« January 2021»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

ต้นไม้ในป่า1

ต้นไม้ในป่า1

 

 

ต้นไม้ในป่า 1

For information only-the plant is not for sale.


1 กรวย/Horsfiedia irya 37 ก่อแพะ/Quercus kerrii
2 กรวยป่า/Casearia grewifolia 38 ก่อสร้อย/Carpinus londoniana
3 กระจับนกเล/Cassine vibumifolia 39 ก่อหมูดอย/Castanopsis calathiformis
4 กระเจียน/Polyaalthia cerasoides 40 ก่อหยุม/Castanopsis argyrophylla
5 กระซิก/Dalbergia parviflora 41 กอหรั่ง/Castanopsis armata 
6 กระดังงาเขา/Polyalthia jenkinsii 42 กอมขน/Ailanthus triphysa
7 กระดังงาดง/Cyathocalyx sumatranus 43 กอมขม/Picrasma javanica
8 กระดังงาป่า/Polyalthia lateriflora 44 กะพง(สมพง)/Tetrameles nudiflora 
9 กระดุมผี/Glochidion rubrum 45 กะพวมมะพร้าว/ Vernonia arborea
10 กระโดงแดง/Chionanthus microstigma 46 กะโหลก/Dendrokingstonia nervosa
11 กระโดนแดง/Tristaniopsis  burmanica 47 กะอวมAcronychia pedunculata 
12 กระถินเทศ/Acacia farnesiana 48 กะอาม/Crypteronia paniculata
13 กระถินพิมาน/Acacia harmandiana  49 กัดลิ้น/Walsura trichostemon
14 กระถินหางกระรอก/Dichrostachys cinerea 50 กัลปพฤกษ์เปลือกขม/Cassia agnes
15 กระท่อม/Mitragyna speciosa 51 กาง/Albizia crassiramea
16 กระบาก/Anisoptera costata 52 กางขี้มอด/Albizia odoratissima
17 กระพี้/Millettia macrostachya 53 กางหลวง/Albizia chinensis
18 กระพี้เขาควาย/Dalbergia cultrata 54 กานพลู/Syzygium aromaticum
19 กร่าง/ Ficus altissima 55 ก่ายกอม/ Ethretia acuminata
20 กร่างใบมน/Ficus benghalensis 56 กายอม/Rhododendron veitchianum
21 กฤษณา/Aquilaria crassna 57 ก้าว/Tristaniopsis  burmanica var. rufescens
22 กล้วยค่าง/Orophea enterocarpa 58 กาสามปีก/Vitex peduncularis
23 กล้วยเต่า/Polyalthia debilis 59 กำยาน/Styrax benzoides
24 กล้วยน้อย/ Xylopia vielana 60 กำยานญวน/Styrax tonkinensis
25 กล้วยฤๅษี/Diospyros glandulosa 61 กำลังช้างสาร/Pithecellobium tenue
26 กลาย/Mitrephora keithii 62 กุหลาบป่าเชียงดาว/Rhododendron ludwigianum
27 ก่วม/Acer oblongum 63 กุหลาบป่ามาลายา/Rhodendron malayanum
28 กว้าว/ Haldina cordifolia 64 เก็ดขาว/Dalbergia glomeriflora
29 ก่อจุก Quercus eumorpha 65 เก็ดส้าน/Olea rosea
30 ก่อแซะ/Anacolasa ilicoides 66 แก้งขี้พระร่วง/ Celtis timorensis
31 ก่อเดือย/Castanopsis acuminatissima 67 แกงเลียงใหญ่/ Psydrax dicocca
32 ก่อแดง/Quercus kingiana 68 แกลบหนู/Dendrolobium lanceolatum
33 ก่อตาคลอย/Quercus lenticellata 69 ไก๊/Homalium ceylanicum
34 ก่อนก/Lithocarpus polystachyus 70 ไก๋แดง/Ternstroemia gymnanthera
35 ก่อใบเลื่อม/Castanopsis tribuloides 71 ไกร/Ficus subpisocarpa
36

ก่อพวง/Lithocarpus fenestratus

72 ไก่หลง/Wikstroemia polyantha

Online Resources
---JSON (data interchange format)
---GBIF
---Encyclopaedia of Life
---Biodiversity Heritage Library
---ALA occurrences
---Google search


1 กรวย/Horsfiedia irya  

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Horsfiedia irya (Gaertn.) Warb.
ชื่อพ้อง---Has 16 Synonyms

-Horsfieldia acuminata Merr. -Myristica labillardieri Boerl.
-Horsfieldia amklaal Kaneh. -Myristica lemanniana A.DC.
-Horsfieldia congestiflora A.C.Sm. -Myristica sphaerocarpa Wall.
-Horsfieldia labillardierei Warb. -Myristica subglobosa Miq.
-Horsfieldia lemanniana (A.DC.) Warb. -Myristica vrieseana Miq.
-Horsfieldia subglobosa Warb. -Palala irya (Gaertn.) Kuntze
-Myristica irya Gaertn. -Palala lemanniana (A.DC.) Kuntze
-Myristica javanica Blume -Palala subglobosa (Miq.) Kuntze







ชื่อสามัญ---Pianggu
ชื่ออื่น------กรวย,กรวยน้ำ,กรวยสวน(กรุงเทพ),กะเพราพระ,เพราพระ(ชุมพร), จุมพร้า(นครศรีธรรมราช),ตุมพระ(สตูล,นครศรีธรรมราช),ยางู(สตูล), หัน(ปัตตานี), [Thai: kruai (Bangkok), kruai nam (Bangkok), kruai suan (Bangkok), kok (Narathiwat), ka phrao phra (Chumphon), chum phra (Nakhon Si Thammarat), due-ra-hae (Malay-Pattani), tum phra (Nakhon Si Thammarat, Satun),  pae-ngu (Malay-Narathiwat), phrao phra (Chumphon), ya-ngu (Malay-Narathiwat), ra han (Pattani), han (Pattani)]
ชื่อวงศ์---MYRISTICACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ศรีลังกา หมู่เกาะอันดามัน พม่า ภูมิภาคอินโดจีน มาเลเซีย นิวกินี หมู่เกาะโซโลมอน      
พบในที่ราบลุ่มเขตร้อนชื้น ในป่าทุติยภูมิและป่าเก่า พบบ่อยที่สุดในพื้นที่ชายฝั่งทะเลหรือแม่น้ำแอ่งน้ำสามารถพบได้ที่ระดับความสูงถึง 450-600 เมตร
ในประเทศไทยพบบริเวณริมฝั่งแม่น้ำทางภาคกลาง ภาคตะวันตกเฉียงใต้ และภาคใต้                                                    ไม้ ต้นผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ลักษณะทรงต้น สูงได้ประมาณ 10-25 (-40) เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 112 ซม เรือนยอดแคบยาวหรือเป็นรูปกรวยคว่ำ โคนต้นเป็นพูพอนมักมีรากค้ำยันสูงถึง3 เมตรและห่าง 2 เมตรจากลำต้น เปลือกเรียบหรือแตกเป็นร่อง ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกว้าง4-8ซม.ยาว15-25ซม. รูปรีแกมขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบมนหรือแหลม ขอบใบเรียบ ก้านใบยาว1-1.5ซม.ดอกเป็นช่อแยกแขนง สีเหลืองออกที่ซอกใบ แยกเพศอยู่ต่างต้น ช่อดอกเพศผู้แตกแขนงแผ่กว้างกว่าช่อดอกเพศเมีย ดอกมีจำนวนมาก ขนาดเล็กมาก สีเหลืองกลิ่นหอม กลีบรวมติดกัน ส่วนบนแยกเป็น2กลีบ ดอกเพศเมียใหญ่กว่าดอกเพศผู้ ผลสดกลมมีเนื้อ ออกเป็นพวง พวงละ 2-5 ผลขนาด 2-3ซม.ผนังผลหนา สุกสีส้มแดงหรือแดงอมส้ม มี1เมล็ด เมล็ดกลมแข็งขนาดใหญ่เส้นผ่านศูนย์กลาง 2.1-2.4 ซม สีน้ำตาลเข้ม เนื้อหุ้มเมล็ดสีแดงอมส้ม
ใช้ประโยชน์ -ใช้กินได้ ลิงมักกินผลไม้และมีรายงานว่าถูกมนุษย์กินเป็นครั้งคราว
-ใช้เป็นยา ในมาเลเซียจะใช้เปลือกต้นต้มกับน้ำเดือด หรือน้ำยางจากเปลือกต้น ใช้เป็นยากลั้วปากและคอ แล้วบ้วนทิ้งเพื่อช่วยบำบัดอาการเจ็บคอ -เปลือกต้นใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงโลหิต  
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับให้ร่มเงา ริมน้ำ รากช่วยยึดตลิ่งกันพัง                                                                                  -ใช้อื่น ๆ ไม้เนื้อแข็งและเนื้อแน่น ไม้มีค่าควรให้ความสนใจ ใช้งานได้ดีและขัดเงาได้ดี มักถูกใช้ในท้องถิ่น
ระยะออกดอก---พฤษภาคม-กรกฎาคม---ออกผล---พฤษภาคม-มิถุนายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด  เมล็ดแห้งง่ายสูญเสียความมีชีวิตอย่างรวดเร็วและไม่สามารถจัดเก็บได้


2 กรวยป่า/Casearia grewifolia

ชื่อวิทยาศาสตร์--- Casearia grewiaefolia Vent.                                                                                              ชื่อพ้อง---Has 9 Synonyms

-Casearia agusanensis Elmer -Casearia oblonga Craib
-Casearia confertiflora Merr. -Casearia sogerensis Baker f.
-Casearia contermina Miq. -Casearia subcuneata Miq.
-Casearia kerrii Craib -Casearia variabilis Blume
-Casearia microdon Miq.





ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น--กรวยป่า(กลาง); ก้วย(เหนือ); ขุนเหยิง, บุนเหยิง(สกลนคร); คอแลน(นครราชสีมา); ตวย(เพชรบูรณ์); ตวยใหญ่, ตานเสี้ยน(พิษณุโลก); ผ่าสาม(นครพนม, อุดรธานี) ; [THAI: kruai pa (Central); kuai,  phi suea luang, si suea luang (Northern); khun yoeng,  bun yoeng (Sakon Nakhon); kho laen (Nakhon Ratchasima); cha-ruai (Khmer-Surin); tuai (Phetchabun); tuai yai, tan sian (Phitsanulok); pha sam (Northeastern).]; [Vietnam: Nuốt lá cò ke, Van núi, Hồng y dài]
ชื่อวงศ์--- FLACOURTIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย    
เขตการกระจายพันธุ์---พม่า คาบสมุทรอินโดจีน คาบสมุทรมาเลย์ อินโดนีเซีย

   

มักพบขึ้นในที่โล่งแจ้ง ตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าดิบ ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง0-1000 (-1,200)เมตร
ไม้ ต้นผลัดใบสูงถึง 24 เมตร ลำต้น มักมีพูพอนเมื่อต้นแก่ เปลือกต้นไม่มีหนาม สีน้ำตาลอ่อน ใบเดี่ยวรูปขอบขนานแคบ กว้าง3.5-6ซม.ยาว8-18ซม. ขอบใบเป็นซี่ละเอียด เมื่อส่องใบกับแสงจะเห็นขีดใสๆกระจายอยู่ในใบ ดอก สีเขียวขนาดเล็ก ออกอยู่ในซอกใบ เป็นดอกสมบูรณ์เพศ กลีบเลี้ยง 4-5 กลีบ ไม่มีกลีบดอก ผลรูปกลมรีหรือรูปไข่ ขนาดกว้าง1.5-2ซม.ยาว 2.5-5 ซม.ผิวผลมันเรียบ เปลือกผลหนา เมื่อสุกสีเหลืองและแตกอ้าออกเป็น 3 ซีก ผลมีเนื้อแดงสด-ส้ม เมล็ดเป็นเหลี่ยม ขนาด 1ซม. มีเล็ดจำนวนมาก
ใช้ประโยชน์-ใช้เป็นยา ดอก ใบแก้ไข้ แก้โรคผิวหนังผื่นคัน เมล็ดแก้ริดสีดวงทวาร และเบื่อปลา เปลือกใช้เป็นยาบำรุง น้ำมัน จากเมล็ดทารักษาโรคผิวหนัง
ใช้อื่น ๆ เนื้อไม้ใช้สร้างบ้าน ทำไม้อัด ใช้ทำเครื่องจักสาน เครื่องใช้สอย และเฟอร์นิเจอร์ -น้ำมันจากเมล็ดใช้เป็นยาเบื่อปลา
ระยะออกดอก---มีนาคม-พฤษภาคม---ติดผล---พฤษภาคม-กรกฎาคม
ขยายพันธุ์---ตอนกิ่ง เพาะเมล็ด                                        
ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร


3 กระจับนกเล/Cassine vibumifolia


ชื่อวิทยาศาสตร์---Cassine vibumifolia (Juss.) Ding Hou
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Elaeodendron subrotundum King
---Elaeodendron viburnifolium (Juss.) Merr.
---Euonymus viburnifolius (Juss.) Merr.
ชื่อสามัญ---Grey Nicker
ชื่ออื่น---กระจับนกเล, น้ำนองตรัง ; [Thai: kra chub nok lae, Nam nong trang (Trang)]; [Malay: Barak Laut, Barat-barat, Kempudang Baran, Mata Pelanduk, Mempenai]; [Singapore: Kempudang baran]                                ชื่อวงศ์---CELASTRACEAE                                                                      
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---หมู่เกาะอันดามัน มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เกาะเซเลเบส
เติบโตตามธรรมชาติในหมู่เกาะอันดามัน , ไทย, สุมาตรา , คาบสมุทรมาเลเซีย , บอร์เนียว , ฟิลิปปินส์และสุลาเวสี
ประเทศไทยพบเฉพาะภาคใต้ พบกระจายห่างๆตามแนวป่าชายเลน และริมฝั่งแม่น้ำลำคลองที่น้ำทะเลท่วมถึงเป็นครั้งคราว บนเลนที่ค่อนข้างแข็ง
ไม้พุ่มกึ่งไม้ต้นขนาดเล็กสูง 3-8 เมตร ลักษณะทรงต้น เรือนยอดโปร่ง เปลือกเรียบสีเทาถึงเทาคล้ำ มีช่องอากาศตามลำต้นใบ เดี่ยวเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก แผ่นใบรูปรีแกมรูปไข่กลับ รูปไข่กว้างถึงกลมมน ขนาด2-4ซม.ยาว3-7ซม. โคนใบแหลมถึงสอบเป็นรูปลิ่ม ขอบใบหยักมนถี่ตื้นและมีหนามสีดำขนาดเล็กที่ปลายหยัก ปลายใบแหลมทู่ถึงกลม เนื้อใบหนาคล้ายหนังแกมอวบน้ำ ผิวใบด้านบนเกลี้ยงสีเขียว ด้านล่างสีอ่อนกว่าถึงมีนวล ดอก แบบช่อกระจุกออกตามง่ามใบใกล้ปลายกิ่ง ช่อดอกยาวถึง 12 ซม.ดอกย่อยขนาดเล็กสีขาวกลีบเลี้ยง4กลีบ กลีบดอก 4 กลีบ  ผล รูปทรงไข่กลับหน้าตัดมักเป็นสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ขนาดกว้าง0.3-0.5ซม.ยาว1-1.5ซมง ผนังผลชั้นกลางเป็นคอร์กนุ่ม ชั้นในแข็ง ผลสุกสีเหลืองมี 1 เมล็ด
ใช้ประโยชน์ ไม้ใช้เป็นเชื้อเพลิง ผลใช้เป็นเหยื่อตกปลา
ระยะออกดอกและผล---สิงหาคม-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด
                                                                                                                                     ---ภาพประกอบการศึกษา-หนังสือป่าเชายเลน นิเวศวิทยาและพรรณไม้  โดย สรายุทธ บุญยะเวชชีวิน (ผู้แต่งและภาพ)         รุ่งสุริยา บัวสาลี พิมพ์ครั้งที่1 เมษายน 2554   


 4 กระเจียน/Polyalthia cerasoides

ชื่อวิทยาศาสตร์---Polyalthia cerasoides (Roxb.) Bedd                                                                                    ชื่อพ้อง---Has 5 synonyms
---Guatteria bifaria A.DC.
---Guatteria cerasoides Dunal
---Polyalthia bifaria (A.DC.) Hook.f. & Thomson
---Polyalthia crassipetala Merr.
---Uvaria cerasoides Roxb.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น--กะเจียน(ชลบุรี),ค่าสามซีก(เชียงใหม่),แคหาง(ราชบุรี),จันทน์ดง,ทรายเด่น(ขอนแก่น),โมดดง(ระยอง), สะบันงาป่า(ภาคเหนือ),เส่โพลส่า(กระเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน),เหลือง(ลำปาง); [THAI: ka chian (Chon Buri), kha sam sik (Chiang Mai), khae hang (Ratchaburi), chan dong, sai den (Khon Kaen), phaya rak dam (Chon Buri), mot dong (Rayong), saban nga pa (Northern),lueang (Lampang) ; [Chinese: Xì jī wán]; [Singhalese: patta ul kenda]; [Malayalam: Cherunedunar,Narela]
ชื่อวงศ์---    ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย    
เขตการกระจายพันธุ์---จีน อินเดีย ศรีลังกา พม่า อินโดจีน
พบในประเทศจีน ,พม่า ,ศรีลังกา ,อินเดีย , ไทย กัมพูชา ลาว เวียตนามและบางประเทศในเอเชียอื่น ๆ มักพบขึ้นตามป่าดิบแล้งและป่าเบญจพรรณทั่วไป ที่สูงจากระดับน้ำทะเลจนถึง 700 เมตรรในเวียดนาม
ในไทยพบทุกภาค ภาคใต้ถึงชุมพร ขึ้นตามป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ หรือบนเขาหินปูน ความสูงถึงประมาณ 1200 เมตร
กะเจียนเป็นไม้ต้น ผลัดใบ ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง   ขนาดความสูงใหญ่ของต้นกระเจียนโดยประมาณสูง 8- 15เมตร ลำต้นเปลาเปลือกเรียบกิ่งเกือบตั้งฉากกับลำต้น ใบยาว10-12.5 ซม.เป็นใบเดี่ยวยาว10-12.5ซม.เรียงสลับรูปหอก ปลายใบและโคนใบเรียวแหลม ทั้งสองข้าง หลังใบสีเขียวเข้มท้องใบสีอ่อน
ดอกออกเป็นดอกเดี่ยวหรือเป็นกลุ่ม ดอกขนาด1-1.5ซม.สีเขียว ก้านดอกเรียวยาว กลีบดอกแข็งมี6กลีบ ดอกอ่อนสีเขียว ดอกแก่สีเหลือง มีกลิ่นหอมมากบางครั้งใช้ทำน้ำหอม ผลออกเป็นกลุ่มใหญ่ ขนาด0.6 ซม. กลมหรือรูปไข่ ผลสีแดงสด เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีดำ
ต้องการตำแหน่งแสงแดดจัด เจริญได้ดีในดินทุกสภาพ ดินชื้นสม่ำเสมอและมีการระบายน้ำดี
-ใช้ประโยน์ ไม้ใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารและยา ไฟเบอร์ น้ำมันหอมระเหยและไม้ซุง-ใช้กินได้ ผลสุกกินเนื้อหุ้มเมล็ดมีรสหวาน
-ใช้เป็นยา เนื้อไม้มีรสขม ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร  รากหรือเนื้อไม้ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้กษัย (อาการป่วยที่เกิดจากหลายสาเหตุ ทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม ซูบผอม ปวดเมื่อย โลหิตจาง) ไตพิการ  รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้ เนื้อไม้มีรสขม ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้วัณโรคในลำไส้ วัณโรคในปอด เนื้อไม้มีสรรพคุณเป็นยาแก้ปัสสาวะพิการ รากใช้ต้มกับน้ำดื่มครั้งละ 1 ถ้วย วันละ 3 ครั้ง เป็นยาคุมกำเนิดในสตรี ใบสดมีรสเฝื่อนเย็น ใช้ตำพอกฝี แก้ปวด แก้อักเสบ
เนื้อไม้ใช้ฝนกับน้ำปูนใสทาเกลื่อนหัวฝี เนื้อไม้ใช้ต้มดื่มเป็นยาแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย แก้ปวดหลัง ปวดเอว หรือจะใช้รากนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ปวดเมื่อยตามร่างกายก็ได้เช่นกันเปลือกใช้เข้ายาพื้นเมืองบางชนิด
ตำรายาพื้นบ้านจะใช้รากกะเจียนนำมาต้มกับน้ำดื่มครั้งละ 1 ถ้วย วันละ 3 ครั้ง เป็นยาบำรุงกำหนัด เพิ่มพลังทางเพศ บำรุงกำลังสำหรับบุรุษ กินแล้วกระชุ่มกระชวย คลายเส้นเอ็น และช่วยปรับสภาพร่างกาย
-ใช้อื่น ๆ เนื้อไม้สีเหลืองหรือสีเทาเป็นพื้นผิวที่ละเอียดเนื้อแข็งและหนักมักจะแยกและโค้งเมื่อแห้ง ถูกใช้สำหรับเครื่องมือการเกษตรช่างไม้ทั่วไปการสร้างเรือและโครงสร้างไม้ บางครั้งใช้สำหรับแผ่นไม้อัดและไม้อัด เปลือกเหนียวใช้ทำเชือกหรือกระสอบ ดอกไม้มีกลิ่นหอมมากใช้ทำน้ำหอม
ระยะเวลาออกดอก ติดผล---มกราคม-เดือนมีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด                                                                                                                                   ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย
โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร



5 กระซิก/Dalbergia parviflora

ชื่อวิทยาศาสตร์--Dalbergia parviflora Roxb.
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms
---Amerimnon cumingii (Benth.) Kuntze
---Amerimnon parviflorum (Roxb.) Kuntze
---Dalbergia cumingii Benth.
---Drepanocarpus cuminghii Kurz
---Drepanocarpus cumingii Kurz   
ชื่อสามัญ---Blackwood, Akar Laka
ชื่ออื่น---กระซิก(ภาคใต้), ขรี(สุราษฎร์ธานี), ครี้(สุราษฎร์ธานี-ตรัง), สรี้(สุราษฎร์ธานี-นราธิวาส), สักขี(นราธิวาส), [THAI: krasik (Peninsular), khri (Surat Thani, Trang), khri (Surat Thani, Trang), sari (Narathiwat, Surat Thani), sak khi (Narathiwat).]; [Vietnam: trắc hoa nhỏ]; [Malay: kayu laka]
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์    ---พม่า ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์                                                               
พบในป่าชั้นรองบนฝั่งแม่น้ำตามแนวชายฝั่ง ในป่าพรุน้ำจืดและในป่าเต็งรัง ส่วนใหญ่อยู่บนดินที่อุดมสมบูรณ์ของลุ่มน้ำที่ระดับความสูงถึง 150 เมตร
ประเทศไทย พบขึ้นอยู่ตามป่าโปร่งในที่ลุ่ม และตามชายห้วย ทางภาคใต้
ไม้ต้นขนาดกลาง ลำต้นมีหนาม เปลือก สีเทา เรือนยอดมีลักษณะไม่แน่นอน  ใบ  ประกอบรูปขนนกปลายคี่  ใบย่อยรูปรีหรือรูปขอบขนานเรียงสลับกันบน ก้าน ใบ ปลายใบแหลมโคนใบสอบ ขอบใบเรียบ แผ่นใบสีเขียวเป็นมัน ใบอ่อนและยอดอ่อนมีสีน้ำตาลแก่ดอก มีขนาดเล็ก กลิ่นหอม ออกเป็นช่อแบบช่อเชิงประกอบดอกตามปลายกิ่ง หรือง่ามใบใกล้ยอด ผลเป็นฝักแบน ขอบฝักบางคม คล้ายมีดมีเมล็ดรูปไต เรียงติดตามยาวของฝัก ฝักแก่จะไม่แตกแยกจากกัน
สปีชีส์นี้มีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดินบางชนิดแบคทีเรียเหล่านี้ก่อตัวเป็นก้อนบนรากและตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศไนโตรเจนบางส่วนนี้ถูกใช้โดยพืชที่กำลังเติบโต แต่บางชนิดก็สามารถนำมาใช้โดยพืชอื่น ๆ ที่อยู่ในบริเวณใกล้กัน
ใช้ประโยชน์-ใช้เป็นยา น้ำมันจากเนื้อไม้ใช้ รักษาแผลเรื้อรัง  น้ำมันสีแดงเหนียวซึ่งถูกนำไปใช้กับบาดแผล สามารถกลั่นจากไม้ ยาต้มของไม้ในน้ำใช้เป็นยาชูกำลัง เนื้อไม้ใช้เป็นยาแก้ไข้        
-ใช้เป็นไม้ประดับ นิยมปลูกตามบ้านเรือน วัดวาอาราม ริมถนนหรือที่สาธารณะเพื่อให้ร่มเงา          
-ใช้อื่น ๆ เนื้อ ไม้ใช้ทำเครื่องเรือน เครื่องกลึง แกะสลัก เครื่องดนตรี ลักษณะคล้ายไม้ชิงชัน แก่นไม้ของพืชคือ lakawood ซึ่งเป็นไม้หอมที่ใช้เป็นเครื่องหอม  แก่นและรากมีกลิ่นหอมใช้ทำธูปโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศจีนอินเดียและมาเลเซีย
สำคัญ-เป็นพรรณไม้ประจำจังหวัดสตูล
ระยะออกดอก---มีนาคม-มิถุนายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด หรือแยกต้นที่เกิดใหม่ไปปลูก


 6 กระดังงาเขา/Polyalthia jenkinsii


ชื่อวิทยาศาสตร์---Polyalthia jenkinsii (Hook.f. & Thomson) Hook.f. & Thomson
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms
---Guatteria jenkinsii Hook.f. & Thomson
---Polyalthia agusanensis (Elmer) Merr.
---Polyalthia andamanica Kurz ex King
---Polyalthia cumingiana Merr.
---Polyalthia havilandii Boerl.
---Unona agusanensis Elmer
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น-----กระดังงาเขา, กระดังงาต้น, ดังงาขาว(สุราษฎร์ธานี) ; [Thai: kradang nga khao, dang nga khao (Surat Thani); sang yu (Peninsular)];  [India: topilek]
ชื่อวงศ์---    ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย    
เขตการกระจายพันธุ์---จีน อินเดีย ศรีลังกา พม่า ไทย กัมพูชา ลาว เวียตนาม จีนใต้
ในประเทศไทยพบในป่าดิบชื้นทางภาคใต้ ที่ระดับความสูง 100-400เมตร
ไม้ต้น สูง 10-15เมตร แตกกิ่งในระดับสูงขนานกับพื้นดิน เปลือกเรียบสีเทาปนน้ำตาลเป็นร่องตามยาว กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาล เนื้อไม้เปราะใบรูปหอกแกมขอบขนานมีขนสีน้ำตาลเข้ม  กว้าง3.5-6ซม.ยาว10-20ซม.โคนใบรูปลิ่ม ปลายใบแหลม ใบหนาสีเขียวเข้มเป็นมัน ดอก เดี่ยวออกตรงซอกใบ ขนาดดอกบาน3-5ซม.ดอกอ่อนสีเขียวเมื่อบานเปลี่ยนเป็นสีเหลือง กลีบดอก6กลีบ เรียงเป็น2ชั้นมีขนาดใกล้เคียงกัน ค่อนข้างหนา รูปขอบขนาน มีกลิ่นหอม ผลเป็นผลกลุ่มมีผลย่อย15-30ผล รูปรี ปลายผลเป็นติ่งแหลม ผลกว้าง5-6มม.ยาว0.8-1.2ซม. ผลแก่สีม่วงเข้มมีเมล็ด1เมล็ด
ปลูกเป็นไม้ประดับมีดอกดกกลิ่นหอมอ่อนให้ร่มเงา
ระยะออกดอก---ตุลาคม-ธันวาคม
ขยายพันธุ์--- เมล็ด                                                                                                                                  ภาพประกอบเพื่อการศึกษา : หนังสือ พรรณไม้วงศ์กระดังงา ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น ภาพ: อภิชัย อิงควุฒิ

7 กระดังงาดง/Cyathocalyx sumatranus

ชื่อวิทยาศาสตร์---Cyathocalyx sumatranus Scheff.
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Xylopia curtisii King
---Xylopia tembelingensis M.R.Hend
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---กระดังงาดง (สุราษฎร์ธานี) ; [Thai: Kradang nga dong (Surat Thani)]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุื---มาลายา สุมาตรา ไทย เวียตนาม
ไม้ต้นในวงศ์กระดังงามีถิ่นกำเนิดใน มาเลเซีย ไทย พบในป่าดิบชื้น ที่ระดับความสูง200-600เมตร
ลำต้นเปลาตรง สูงประมาณ 25-35เมตร เปลือกเรียบ สีน้ำตาลอมเทา แตกกิ่งในระดับสูง ทรงพุ่มกลม กิ่งแก่สีน้ำตาล มีช่องอากาศสีขาวเป็นแนวตามยาว กิ่งอ่อนสี
เขียว เนื้อไม้เหนียวมากใบ รูปรีแกมขอบขนาน กว้าง5.5-7.5ซม.ยาว12-18ซม.โคนใบรูปลิ่ม ปลายใบรูปเรียวทู่และมีติ่ง ยาว1.5ซม.ใบหนาแข็งกรอบ ด้านบนเขียวเข้มและเป็นมัน ดอก ออกเป็นช่อ2-4ดอก นอกซอกใบ ดอกอ่อนสีเหลืองอมเขียว เมื่อบานเปลี่ยนเป็นสีเหลืองนวล มีกลิ่นหอมอ่อน มีใบประดับเล็กๆติดอยู่ที่กลางก้านดอก กลีบเลี้ยงสีเขียวรูปไข่ ปลายแหลมกลีบกระดกขึ้น กลีบดอกเรียงเป็น2ชั้น กลีบชั้นนอกหนายาวเรียว กลางกลีบด้านนอกเป็นร่อง กลางกลีบด้านในเป็นสันนูนหนา กลีบชั้นในมีขนาดเล็กกว่ากลีบชั้นนอก
ผลเดี่ยว ก้านผลแข็งเหมือนเนื้อไม้ เปลือกผลหนาและแข็งรูปรีหรือทรงกระบอก กว้าง3-5ซม.ยาว4-6ซม.
ระยะออกดอก---ตุลาคม-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด                                                                        
ภาพประกอบเพื่อการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร

8 กระดังงาป่า/Polyalthia lateriflora

ชื่อวิทยาศาสตร์---Polyalthia lateriflora (Blume) King
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Guatteria lateriflora Blume
---Monoon lateriflorum (Blume) Miq.
---Polyalthia orientalis P. T. Li
ชื่อสามัญ--- False ashoka, The Buddha tree, Indian mast tree, Indian fir tree.
ชื่ออื่น--- กระดังงาป่า, กล้วย, กล้วยหมูสัง, กล้วยอีเห็น, เนียนเขา, ปีแซ ; [THAI: kradang nga pa (Chiang Mai), kluai (Narathiwat), kluai mu sang, kluai i hen (Yala), nian khao (Chumphon), pi-sae (Malay-Narathiwat)] ; [Malay: mempisang, Banitan]; [Borneo: Banitan, Semukau.]; [Indonesia: Glodogan Tiang]; [Bangladesh/Hindi: Debdaru]; [Assamese: Unboi, Debadaru]; [Malayalam: aranamaram]; [Tamil: Nettilinkam]
ชื่อวงศ์---    ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย    
เขตการกระจายพันธุ์--- ไทย มาเลเซีย สุมาตรา อินโดนีเซียชวา บอร์เนียว  เวสต์อินดีส หมู่เกาะซุนดาน้อย ซีลีเบส โมลุกกะ นิวกินี
มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดียและศรีลังกา
ประเทศไทยพบขึ้นในป่าดิบชื้นทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตกเฉียงใต้ และป่าพรุทางภาคใต้ ที่ระดับความสูง 50-600เมตร
ไม้ต้นขนาดกลางไม่ผลัดใบ ต้นสูง 10-20 เมตร แตกกิ่งระดับสูงขนานกับพื้นดิน เปลือกเรียบสีเทาหนา และมีกลิ่นฉุน เนื้อไม้เหนียว ใบ รูปขอบขนานกว้าง 6-12 ซม.ยาว 18-35ซม.โคนใบมนปลายใบแหลม ใบค่อนข้างหนา ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้านดอกออกเป็นช่อกระจุกตามกิ่งแก่ ดอกสีเหลือง กลีบเลี้ยงรูปสามเหลี่ยม กลีบดอกค่อนข้างหนารูปแถบ เมื่อบานขนาด4-6ซม. ผลกลุ่ม มีผลย่อย 20-30 ผล รูปรีกว้าง 2 ซม.ยาว 4 ซม.ผลแก่สีแดงมี1เมล็ด
ชอบแสงแดดจัด น้ำปานกลาง ดินร่วนมีอินทรีย์วัตถุมาก
ใช้ประโยชน์- เนื้อไม้นำมาใช้ในการก่อสร้างและเป็นเชื้อเพลิงและปลูกเป็นไม้ปลูกป่า
ระยะเออกดอก---มีนาคม-ตุลาคม
ขยายพันธุ์ --เมล็ด
ภาพประกอบเพื่อการศึกษา : หนังสือ พรรณไม้วงศ์กระดังงา ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น ภาพ: อภิชัย อิงควุฒิ


9 กระดุมผี/Glochidion rubrum

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Glochidion rubrum Bl
ชื่อพ้อง--Has 18 Synonyms

-Bradleia coronata Wall. [Invalid] -Glochidion insulare Hook.f.
-Bradleia rubra (Blume) Steud. -Glochidion leiostylum Kurz
-Bridelia glauca Wall. [Invalid] -Glochidion penangense (Mull.Arg) Airy Shaw
-Diasperus coronatus (M¨¹ll.Arg.) Kuntze -Glochidion rubrum var. longistylus J.J.Sm.
-Diasperus leiostylus (Kurz) Kuntze -Glochidion rubrum var. rubrum
-Glochidion coronatum Hook.f. -Glochidion thorelii Beille in M.H.Lecompte
-Glochidion diversifolium (Miq.) Merr. -Glochidion versicolor S.Moore
-Glochidion foliosum S.Moore -Phyllanthus diversifolius Miq.
-Glochidion grave S.Moore -Phyllanthus penangensis Mull.Arg. in DC.

ชื่อสามัญ---Pink-berried, Pin-flower Tree
ชื่ออื่น---กระดุมผี(ระยอง),ชัดนะ(ตรัง),ชุมเส็ด,มะรวด(สุราฎร์ธานี),ตานา(หนองคาย),นกนอน(นราธิวาส) ; [THAI: kradum phi (Rayong)ว; khat na (Trang); chumset (Surat Thani); ma ruat (Surat Thani); kue-nong (Malay-Peninsular); tana (Nong Khai); nok non (Narathiwat).]; [Chinese:Tai min suan pan zi.]; [Malaysia: Gambiran, senkam, tetimah (Peninsular).]; [Indonesia: Dempul (Javanese), ki timbul (Sundanese), ketemung (Madurese).]; [Philippines: Bagnang-pula (Filipino).]; [Borneo: Dempul, Obah nasi ]; [Vietnam: Muối ăn quả, sóc đỏ, bọt ếch suối]; [Japanese: Beni Kankonoki]
ชื่อวงศ์ --- PHYLLANTHACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พม่า ไทย เวียตนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ สุมาตรา ชวา บอร์เนียว ฟิลิปปินส์ เวสต์อินดีส หมู่เกาะซุนดาน้อย สุลาเวสี โมลุกกะ เติบโตในในป่าดิบ, ป่าทุติยภูมิ, ป่าผลัดใบ, ริมถนนลำธารขอบป่าขอบพรุหนองน้ำสันเขา ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล 500-2,175 เมตร
ในประเทศไทยพบเป็นไม้ถิ่นเหนือ กระจายกว้างขวาง พบทั่วไปในที่โล่งแจ้งและในป่าชั้นที่2 ป่าผลัดใบ ป่าไผ่ ที่ระดับความสูง 300-900 เมตร
ไม้ พุ่มผลัดใบหรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูง 2-6 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 6 ซม เปลือกต้นสีน้ำตาลเทา ใบเดี่ยวรูปไข่, รูปไข่แกมรูปขอบขนาน ยาว 5 -13 ซม.และกว้าง 2.4 - 5 ซม.ผิวใบเรียบเกลี้ยงดอกสีขาวอมเขียวหรือเหลืองก้านใบยาว  1.5-- 4 มม. ดอกไม้มีสีเขียวถึงสีเหลืองอมขาว ออกที่ซอกใบ ผลขนาด 0.8-1.5 ซม.ออกสีชมพูกลมแบนเป็นพู3-5พู ปลายทั้งสองแบน หรือโค้งเข้า มีปุ่มเล็กๆที่ปลาย เมล็ดสีส้มถึงสีแดงขนาด 3.8 - 4 x 3.3- 3.8 มม.
ใช้ประโยชน์ ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นยาและแหล่งที่มาของไม้
-ใช้เป็นยา ส่วนที่ใช้ ใบ ลำต้น ในประเทศจีนมีการหมักใบเพื่อใช้รักษาโรคริดสีดวงทวาร  ในเวียดนามใช้สำหรับริดสีดวงทวาร  ในบอร์เนียวใบสดที่มีน้ำต้มอยู่ในถังไม้ไผ่เมาเพื่อรักษาเลือดในอุจจาระ  ในฟิจิและไต้หวันใช้สำหรับความผิดปกติของ กระเพาะอาหาร     -ไม้ใช้สำหรับงานไม้ทั่วไป
ระยะออกดอกติดผล---เกือบตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด                 
ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย
โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร


10 กระโดงแดง/Chionanthus microstigma

 

ชื่อวิทยาศาสตร์--- Chionanthus microstigma (Gagnep.) P.S.Green
ชื่อพ้อง---Has 3 synonyms
---Chionanthus sangda (Gagnep.) Soejarto & P.K.Lôc
---Linociera microstigma Gagnep.
---Linociera sangda Gagnep.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ประดงแดง กระโดงแดง(ประจวบคีรีขันธ์-สระบุรี), ฝิ่นต้น(ตะวันออกเฉียงเหนือ-ราชบุรี), กระบกคาย, ขมัน, ;       [Thai: kradong daeng (Prachuap Khiri Khan, Saraburi),  pradong daeng (Ratchaburi), fin ton (Northeastern, Ratchaburi), krabok kai, khamun]
ชื่อวงศ์---    OLEACEAE
ถิ่นกำเนิด---   ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์---ภูมิภาคอินโดจีน-ลาว ไทย เวียตนาม
 ขึ้นในป่าดิบแล้ง บนพื้นที่ระดับน้ำทะเลจนถึงสูงประมาณ 600 ม.
ประเทศไทยพบทางภาคตะวันออก ตะวันตกเฉียงใต้ ภาคกลางและภาคใต้
ไม้ ต้นสูง6-15เมตร ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม ขนาดใบกว้าง2-4.5ซม.ยาว6-11ซม. รูปไข่ถึงรูปใบหอก โคนใบแหลม แผ่นใบตล้ายหนัง ดอกเป็นช่อกระจะ ออกที่ซอกใบสีขาว ยาว2-5ซม.ดอกย่อย5-7ดอก ผลแข็ง เมล็ดเดียว ขนาดของผลกว้าง1.3-1.5ซม.ยาว1.5-1.7ซม.รูปทรงกลม
ใช้ประโยชน์--- ใบเมื่อแห้งหมาดใช้มวนบุหรี่ มีกลิ่นหอมฉุน
ระยะออกดอกติดผล --- เมษายน- สิงหาคม
ขยายพันธุ์ ---  เมล็ดแ ตอนกิ่ง
ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย
โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร

11 กระโดนแดง/Tristaniopsis  burmanica 


ชื่อวิทยาศาสตร์---    Tristaniopsis  burmanica  (Griff.)  Peter  G. Wilson & J.T. Waterh
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Tristania burmanica Griff.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---  ตำเสาหนู,ทำเสาหนู(สตูล),กระโดนแดง ; [Thai: tam sao nu, tham sao nu (Satun); kra don daeng.]
ชื่อวงศ์---    MYRTACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย    
เขตการกระจายพันธุ์---เกาะบอร์เนียว, กัมพูชา,ชวา, แหลมมลายู, พม่า, สุมาตรา


มีถิ่นกำเนิดใน Indo-China ถึง เมลเซียตะวันตก
ไม้ต้นไม่ผลัดใบขนาดเล็กสูง10-15 เมตร เปลือกสีน้ำตาลออกเทา หลุดออกเป็นชิ้นยาวบางแห้งๆ เปลือกชั้นในสีครีม ลำต้นและกิ่งก้านคดงอ พบมากในที่โล่งแจ้งที่แห้งชอบขึ้นตามสันเขาที่โล่ง มักจะพบขึ้นปะปนกับไม้สน เนื้อไม้เหมาะกับการสร้างสิ่งก่อสร้างชั่วคราว
ใบ ขนาดกว้าง2-3.5ซม.ยาว5-8.5ซม.ยอด อ่อนมีขนคล้ายไหม ใบแก่เรียบเกลี้ยง หนาและเป็นไขสีเขียวเข้มด้านบน ด้านล่างใบสีอ่อนกว่ามีจุดใสๆ ดอกสีเหลืองอ่อนรูประฆังปลาย5แฉก ผลเป็นแคปซูลที่แตกออกตอนบนเป็น3ส่วนที่ฐานมีกลีบเลี้ยงติดอยู่ เมล็ดแบนและเป็นเหลี่ยม
ขยายพันธุ์ ---ด้วยเมล็ด
ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย
โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร


12 กระถินเทศ/Acacia farnesiana

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Acacia farnesiana (L.) Willd.
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms
---Acacia minuta (M.E. Jones) Beauchamp
---Acacia smallii Isely
---Mimosa farnesiana L.
---Pithecellobium minutum M.E. Jones
---Vachellia densiflora Alexander ex Small
---Vachellia farnesiana (L.) Wight & Arn.
ชื่อสามัญ---Ellington's curse, Sweet acacia, Needle bush, Mimosa Bush, Huisache, Cassie flower, Sponge tree.
ชื่ออื่น ---กระถิน(กลาง), กระถินหอม, คำใต้, ดอกคำใต้, เกากรึนอง(กาญจนบรี), ถิน(ใต้), บุหงาเซียม(มลายู ภาคใต้), บุหงาละสะมะนา(ปัตตานี), บุหงาอินโดนีเซีย(กลาง), มอนคำ(เงี้ยว แม่ฮ่องสอน); [Thai: kra thin (Central); kra thin thet, kra thin hom, kham tai, dok kham tai (Northern); kao-krue-nong (Karen-Kanchanaburi); thin (Peninsular); bu-nga-siam (Malay-Peninsular); bu-nga-la-sa-ma-na (Malay-Pattani); bu nga indonisia (Bangkok); mon-kham (Shan-Mae Hong son)]; [Spanish: aroma; Aromo creole; Aromo macho]; [French: Acacie odorante; Cassier]; [Portuguese: esponjeira]; [Bangladesh: Guva-babul]; [Fiji: ban baburi; Ellington's curse]; [Germany: Aber falsche Bezeichnung; Antillen Akazie]; [India: Dei-babul; Gabur; gand-babul]; [India/Assam: Tarua-kadam]; [India/Tamil Nadu: Kadivel; vedda vala]; [Mexico: huisache]; [USA: opoponax]; [USA/Hawaii: klu; popinac].
ชื่อวงศ์ --- FABACEAE (LEGUMINOSAE- MIMOSACEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตการกระจายพันธุ์---เขตร้อนและกึ่งเขตร้อน



A. farnesianaถือเป็นพืชพื้นเมืองของทวีปอเมริกาเหนือ จากบราซิลและเปรูไปจนถึงเม็กซิโกและทางใต้ของสหรัฐอเมริกาและได้รับการปลูกกันอย่างแพร่หลายทั่วโลกกลายเป็นสัญชาติในหลายประเทศ จากเขตอบอุ่นและแห้งแล้งไปจนถึงเขตร้อนที่ซึ่งมีความสูงถึง 400 เมตรและปลูกได้ถึง 1,200 เมตร
ไม้พุ่มผลัดใบขนาดเล็กสูง 2-4 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 15 - 35 ซมใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับกัน แกนใบยาว5-10ซม.ที่โคนมีหูใบเป็นหนามแหลมแข็ง 1คู่ ใบประกอบมีแขนง4-8คู่ แต่ละแขนงมีใบย่อย8-21คู่ ใบย่อยรูปขอบขนานแคบ ก้านใบสั้นมากหรือไม่มี ดอก สีเหลืองออกเป็นช่อกลมแน่น ขนาด1-2ซม.แต่ละช่อประกอบด้วยดอกเล็กๆจำนวนมากยาว3มม. กลีบดอก5กลีบโคนติดกันเป็นหลอดเกสรผู้มีจำนวนมากยาว5-8มม. ผลเป็นฝักโค้งและคอดเล็กน้อย ขนาดกว้าง1-2ซม.ยาว4-7.5ซม. ผิวเรียบฝักแก่ไม่แตกมีเมล็ดประมาณ15เมล็ด
ชอบดินร่วนปนทรายที่มีแสงแดดส่องถึง มีการปรับตัวสูง อดทนต่อความแห้งแล้งและ ค่า pH สูงหรือ ค่าpH ต่ำ ดินเค็มทั้งทรายและดินเหนียว พืชทนช่วง pH ตั้งแต่ 5.0 ถึง 8.0
จัดเป็นวัชพืชที่รุกรานทั้งในส่วนของถิ่นกำเนิดของมันและที่แนะนำโดยเฉพาะอย่างยิ่งในออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา หมู่เกาะแปซิฟิกและแคริบเบียน ในประเทศออสเตรเลียมันเป็นวัชพืชที่มีศักยภาพบุกรุกทุ่งหญ้า พื้นที่เหยียบย่ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งตามสายน้ำ พืชได้หลบหนีจากการเพาะปลูกบ่อยครั้งและถูกจำแนกว่า 'บุกรุก' ในหลาย ๆ พื้นที่
ใช้ประโยชน์ ต้นไม้อเนกประสงค์ทุกส่วนของพืชที่ใช้เป็นทรัพยากร ที่มีการใช้งานหลากหลายเช่นอาหารยาและแหล่งวัสดุ
-ใช้กินได้ ต้นไม้มีศักยภาพในการใช้เป็นอาหารที่อุดมด้วยโปรตีนและเป็นอาหารเสริม ใช้น้ำมันหอมระเหยจากดอกไม้เป็นสารแต่งกลิ่นอาหาร หมากฝรั่งคุณภาพต่ำที่ได้จากต้นใช้สำหรับเตรียมขนม ฝักเมล็ด - คั่วและกินโดยชาวอะบอริจินออสเตรเลีย ใบมีรสเปรี้ยวใช้แทนมะขาม
-ใช้เป็นยา สารสกัดจากเปลือกไม้ ใบไม้ ดอกไม้และฝักสีเขียว ใช้ในการแพทย์แผนโบราณในหลายพื้นที่ ยาต้มจากเปลือกใช้สำหรับอาบน้ำในการรักษาโรคไทฟอยด์ น้ำผลไม้ของเปลือกจะใช้ทาเพื่อรักษาอาการเหงือกบวมและมีเลือดออก รากเหนียวถูกเคี้ยวเพื่อรักษาอาการเจ็บคอ ยาต้มจากรากใช้เป็นยาสำหรับรักษาวัณโรค ใบอ่อนจะช้ำด้วยน้ำเล็กน้อยจากนั้นก็กลืนลงไปเพื่อรักษาโรคหนองใน เมล็ดสีเขียวมีฝาดมาก มีการใช้ยาต้มในการรักษาโรคบิดและการอักเสบของผิวหนังและเยื่อเมือก
-นิยมปลูกเป็นรั้วและไม้ประดับตามหมู่บ้าน ดอกมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว
-วนเกษตรใช้ ในอินเดีย อิรัคและแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน พืชชนิดนี้ถูกปลูกอย่างกว้างขวางเพื่อป้องกันความเสี่ยงและป้องกันลม ต้นไม้ยังถูกใช้เพื่อควบคุมการสึกกร่อนของดิน
-ใช้อื่น ๆ ไม้ใช้ทำเสา ด้ามจับ เครื่องหมุนและทำเฟอร์นิเจอร์ ไม้เป็นเชื้อเพลิงที่ยอดเยี่ยม   น้ำมันหอมระเหยจากดอกใช้เป็นส่วนผสมของน้ำหอมราคาแพง เปลือกและฝักใช้สำหรับย้อมและฟอกหนัง ฝักและใบไม้เป็นอาหารสัตว์สำหรับปศุสัตว์
รุ็จักอันตราย เมล็ดที่มีอัลคาลอยด์ที่ไม่มีชื่อถูกนำมาใช้เพื่อฆ่าสุนัขบ้าในบราซิล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูแล้งอะคาเซียหลายชนิดสามารถมีพิษไฮโดรเจนไซยาไนด์ในใบไม้ทำให้พวกมันเป็นอันตรายต่อสัตว์กินพืช
ระยะออกดอก---ช่วงเดือน พฤศจิกายน-เดือนมีนาคม ---ขยายพันธุ์---เมล็ด
ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :---หนังสือ สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม3 (2548)
  

13 กระถินพิมาน/Acacia harmandiana


ชื่อวิทยาศาสตร์---Vachellia harmandiana (Pierre) Maslin, Seigler & Ebinger
ชื่อพ้อง--Has 5 Synonyms
---Basionym: Acacia harmandiana (Pierre) Gagnep.
---Acacia siamensis Craib
---Delaportea armata Thorel ex Gagnep.
---Pithecellobium harmandianum Pierre
---Pithecellobium mekongense Pierre
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---กระถินป่า, กระถินพิมาน (พิษณุโลก-สุโขทัย), แฉลบขาว (ราชบุรี), ปี้มาน (เหนือ), พิมาน, มะขี้มาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ-เหนือ) ; [Thai: kra thin pa, kra thin phi man (Phitsanulok, Sukhothai); chalaep khao (Ratchaburi); pi man (Northern); phi man, ma khi man (Northeastern, Northern).]; [Vietnam: Keo Harmand]
ชื่อวงศ์---    LEGUMINOSAE-MIMOSOIDEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย    
เขตการกระจายพันธุ์---ภูมิภาคอินโดจีน    
พบในภูมิภาคอินโดจีน และอาจพบในพม่า ในไทยพบแทบทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ ขึ้นตามป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้ง จนถึงความสูงประมาณ 300 เมตร
ม้ต้นขนาดกลางผลัดใบสูง10-15เมตร เปลือกต้นสีขาวแกมเทา ต้นและกิ่งมีหนามแหลม กิ่งอ่อนมีขนหนาแน่นตามกิ่งมีหูใบแปลงรูปเป็นหนามแหลมแข็ง ยาว 4-5 ซม.
ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก2ชั้น เรียงสลับ ใบย่อยรูปขอบขนาน ปลายมน โคนเบี้ยว แผ่นใบมีขนทั้ง 2 ด้าน ไม่มีก้านใบย่อย ดอกออกเป็นช่อกระจุกแน่น ตามง่ามใบและปลายกิ่ง1-4ช่อ ก้านช่อดอกมีขนเล็กน้อย ดอกสีขาวจำนวนมากเรียงชิดกันแน่นบนก้านดอกเป็นช่อกลม มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ฝักแบนยาวแคบรูปขอบขนาน ฝักแก่สีน้ำตาลโค้งงอ เมล็ดรูปไข่ มีเมล็ดหลายเมล็ด  ชอบแสงแดดจัด ขึ้นได้ดีในดินแทบทุกสภาพ
-ใช้ประโยชน์- ใช้กินได้-ใบอ่อนและยอดอ่อนรับประทานเป็นผักสดจิ้มน้ำพริกรสจืดมัน    
-ใช้เป็นยา คนไทยใช้ใบว่านมหากาฬ ใบพญายอ ใบตำลึง เห็ดกระถินพิมาน ใบน้ำเต้า หรือใบไม้ที่มีสรรพคุณเป็นยาเย็นรักษาฝีลำมะลอกกัน ราก รสฝาดเฝื่อน  แก้พิษสัตว์กัดต่อย  -ใช้อื่น ๆเนื้อไม้ใช้ในการก่อสร้าง ทำอุปกรณ์ต่าง ๆ และใช้เป็นเชื้อเพลิงได้ดี นิยมใช้เลี้ยงครั่ง
ระยะออกดอก---มิถุนายน-กรกฎาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด
รูปภาพ---สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย(วว.)

14 กระถินหางกระรอก/Dichrostachys cinerea


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Dichrostachys cinerea (L.) Wight & Arn.
ชื่อพ้อง---Has 8 Synonyms

-Acacia cinerea (L.) Spreng. -Dichrostachys santapaui Sebastine & Ramam.
-Acacia dalea Desv. -Basionym: Mimosa cinerea L.
-Cailliea cinerea (L.) J.F.Macbr. -Mimosa dalea Poir.
-Desmanthus cinereus (L.) Willd. -Neptunia cinerea (L.) F.Muell.

ชื่อสามัญ---Sicklebush, Bell mimosa, Chinese lantern tree, Kalahari christmas tree, Marabu -thorn.
ชื่ออื่น---กระถินหางกระรอก, นมเสือ, หางเสือ (กรุงเทพฯ) ; [ T้hai: kra thin hang krarok, nom suea, hang suea (Bangkok) ; [Spanish: mazabu, marabú ]; [French: lanterne chinoise, mimosa clochette, acacia Saint Domingue]; [Portuguese: marabu, espinho cachupa, spinho cachupa]; [Afrikaans: sekelbos, Kleinblaarsekelbos]; [German: Farbkätzchenstrauch]; [Hindi: goya-khair, kheri]; [Sanskrit: bahuvaraka, dirghamula, krichhari]; [South Africa: Kalahari Christmas tree, sekelbos, tassels for the chief's hat].
ชื่อวงศ์ --- LEGUMINOSAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์--- แอฟริกา - เซเนกัลถึงโซมาเลีย, ทางใต้ถึงแองโกลาและโมซัมบิก, E. เอเชีย - อินเดียสู่อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย แคริเบียน
มีถิ่นกำเนิด จากแอฟริกาและแพร่กระจายไปยังพื้นที่เขตร้อนหลายแห่งในเอเชียออสเตรเลียอเมริกาและแคริบเบียน เกิดขึ้นในที่อยู่อาศัยที่หลากหลายและเป็นองค์ประกอบที่ชัดเจนของชุมชนพืชหลายชนิด ไม้พุ่ม ป่าไม้สักและทุ่งหญ้าจนถึงระดับความสูง 1,700 เมตร
ไม้ต้นขนาดกลางสูง 3-5 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางคอตั้งแต่ 7 - 8.5 ซม.ทรงต้นโปร่งตามลำต้นและกิ่งก้านมีหนามมาก ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ยาว4-8 ซม. ประมาณ 2-11 (5-15) คู่ แต่ละคู่แยกเป็นใบย่อยเล็กๆอีกมาก คล้ายๆใบกระถิน แต่มีขนาดเล็กกว่า ขนาดประมาณ0.2-0.3 x 0.1 ซม. ดอกออกเป็นช่อดอกสองสีคือสีชมพูที่ส่วนบนและสีเหลืองในส่วนล่าง ช่อดอกยาว 6-9 ซม.รวมถึงก้านช่อดอก เกสรซึ่งทำให้ดอกเป็นสีสันนั้นแบ่งเป็น2ส่วน ส่วนโคนเกสรยาว เมื่อบานใหม่ๆเป็นสีชมพูเข้ม วันรุ่งขึ้นจะเปลี่ยนเป็นสีขาว ส่วนปลายเป็นเกสรสีเหลือง ดอกมีกลิ่นหอม ฝักมีสีน้ำตาลเข้มและบิดเป็นกลุ่มเป็นรูปวงรีแคบรูปโค้งและ / หรือขดยาวกว้าง 5-7 ซม. ยาว 8-15 มม.สีดำสีเทา  เมล็ดรูปไข่ยาว4 มม. กว้าง2-4 มม.สีแทนซีดมันวาว
ต้องกาตำแหน่งแสงแดดเต็มที่ เติบโตในหลายประเภทของดินรวมถึงดินลูกรังหรือดินเหนียว ในดินที่ไม่ดี ทนต่อดินเค็ม ต้องมีการระบายน้ำที่ดี ทนแล้ง ทนไฟ แต่ไม่ทนกับน้ำขัง ค่า pH ในช่วง 5 - 8 ซึ่งทนได้ 4.5 - 8.5
เป็นต้นไม้ที่เติบโตอย่างรวดเร็วซึ่งกลายเป็นวัชพืชที่ไม่พึงประสงค์และเป็นปัญหาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีการปลูกมากเกินไป ในพื้นที่ที่มันบุกรุกรูปแบบชนิดหนาทึบมากทำให้พื้นที่ผ่านไม่ได้ สายพันธุ์สามารถงอกใหม่จากจำนวนที่น้อยที่สุดของรากหรือผ่านหน่อของมัน เมล็ดสามารถอยู่รอดเป็นเวลานานในดิน รายงานการรุกรานในเผ่าพันธุ์นี้มุ่งเน้นไปที่สถานการณ์ในคิวบาซึ่งเป็นวัชพืชที่ร้ายแรง
ใช้ประโยชน์ ต้นไม้เอนกประสงค์เป็นแหล่งอาหารยาเชื้อเพลิงและสินค้าต่าง ๆ
-ใช้กินได้-ผลไม้ที่เป็นฝัก เมล็ดกินได้
-ใช้เป็นยา เปลือกไม้นั้นมีรสฝาด ใช้ในการรักษาโรคบิด, ปวดหัว, ปวดฟันและเท้าช้าง รากและใบตำใช้รักษาโรคลมชัก รากใช้เป็นยาชาเฉพาะที่สำหรับ งูกัด แมงป่องต่อยและปวดฟัน รากเป็นยาขับพยาธิ ยาขับปัสสาวะและขับปัสสาวะอย่างรุนแรง ในบอตสวานาต้นไม้ส่วนหนึ่งถูกใช้เป็นยาขับพยาธิตัวตืด ใบขับปัสสาวะและเป็นยาระบายใช้ภายนอกเชื่อว่าจะสร้างยาชาเฉพาะที่ พวกเขาใช้ในการรักษาโรคหนองใน,น้ำร้อนลวก, ตาเจ็บและปวดฟัน -สารสกัดคลอโรฟอร์มจากใบนั้นแสดงให้เห็นว่ามีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและยาแก้ปวด
-สารสกัดซาโปนินของใบได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีฤทธิ์ต้านการอักเสบ-สารสกัดจากใบได้แสดงให้เห็นว่ามีฤทธิ์ระงับปวดและต้านการอักเสบ
-วนเกษตรใช้: รากตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศและใบไม้มักใช้เป็นปุ๋ยพืชสด ใช้กันอย่างแพร่หลายสำหรับการรักษาเสถียรภาพของเนินทรายและการอนุรักษ์ดิน มีความแข็งแกร่งในการฟื้นฟูธรรมชาติมีศักยภาพสูงสำหรับการปลูกป่าหุบเขาและการอนุรักษ์ดินอื่น ๆ ในพื้นที่ที่ยากลำบาก ในดินตื้นแห้งแล้ง ดินเสื่อมโทรมอย่างสูง หินปูน  ใช้ปลูกเป็นรั้วพืชสดเพื่อป้องกันความเสี่ยงหรือสิ่งกีดขวางที่มีประสิทธิภาพมากเนื่องจากมีหนามแหลมคมและสร้างพุ่มหนาทึบ แต่มีข้อจำกัดที่ควบคุมยาก
-ใช้เป็นไม้ประดับ ปลูกในสวนไม้ประดับเพื่ออวดดอกไม้ สีชมพูและสีเหลืองที่สวยงามในช่วงต้นฤดูร้อนและรูปแบบการแตกแขนงของลำต้นที่น่าสนใจในช่วงฤดูหนาว ยังใช้ทำบอนไซที่น่าประทับใจได้
-ใช้อื่น ๆ แก่นไม้มีสีแดงหรือสีม่วงเข้มมีลายสีเข้ม ไม้นั้นหนักปานกลางถึงหนักมากแข็งทนทาน ทนต่อการโจมตีของปลวก สามารถอยู่ได้นานถึง 50 ปี เนื่องจากขนาดที่เล็กโดยทั่วไปการใช้งานจะถูก จำกัด ในการทำรายการเช่นไม้เท้า หอก เครื่องมือจับ และ เสาฟันดาบ ไม้มีความหนาแน่นเผาไหม้อย่างช้า ๆ ด้วยประกายไฟน้อยและปล่อยควันปลอดสารพิษ ให้ความร้อนจำนวนมาก ทำให้เป็นฟืนที่ยอดเยี่ยม -เปลือกต้นนั้นให้เส้นใยที่แข็งแรงซึ่งสามารถใช้สำหรับการใช้งานต่าง ๆ เช่นเชือกเส้นใหญ่ ราก debarked ใช้สำหรับงานถักสานอื่น ๆ ที่แข็งแกร่งเช่นชั้นวางและตะกร้า-มีน้ำมันหอมระเหยจากพืช องค์ประกอบหลักของมันคือ geraniol (18.2%) และ terpinen-4-ol (7.5%)มีศักยภาพในการต่อต้านโรคเท้าช้างและยุงพาหะ-หมากฝรั่งมีคุณภาพดีมีศักยภาพเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรมเครื่องสำอางยาและอาหาร
-พืชมีศักยภาพสูงในการใช้เป็นพืชพลังงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มันกลายเป็นที่ยอมรับ แต่ไม่ใช่ชาวพื้นเมือง (เช่นคิวบา) เช่นเดียวกับการจัดหาชีวมวลสิ่งนี้จะทำให้สามารถคืนค่าที่ดินให้กับการใช้งานก่อนหน้านี้เนื่องจากสายพันธุ์นี้จะถูกกำจัดให้หมดไป
ระยะออกดอก---กรกฎาคม-สิงหาคม---ติดผล---กันยายน-ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด สะกัดรากชำ ปักชำ
ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :---หนังสือ สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม3 (2548)


15 กระท่อม/Mitragyna speciosa


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Mitragyna speciosa (Korth.) Havil.
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Nauclea korthalsii Steud. nom. inval.
---Nauclea luzoniensis Blanco
---Nauclea speciosa (Korth.) Miq.
---Stephegyne speciosa Korth.
ชื่อสามัญ---Kratom
ชื่ออื่น --- อีถ่าง, ท่อม; [THAI: Bai krathom, Ketum, Kratom, Katuan, Krataum, Taum, Kratom, Ithang, Kakuan.]; [PHILIPPINES: Mambog (Tag.)]; [INDONESIAN: Kadamba, Puri.]; [MALAYSIAN: Biak-biak, Ketum, Kutum.]; [KHMER: kto mp tuk ( thom)]
ชื่อวงศ์ --- RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
พืชพื้นเมืองไปประเทศไทย ,อินโดนีเซีย ,มาเลเซีย ,พม่าและปาปัวนิวกินี
ลักษณะของต้นกระท่อมเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูงประมาณ 12-15 เมตร ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่แกมขอบขนานขนาด กว้าง x ยาวประมาณ 5-10 x 8-14 ซม. หูใบรูปใบหอกอยู่ระหว่างก้านใบ ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ฐานใบมน ก้านใบออกจากฐานใบ มีความยาวประมาณ 2-4 ซม. เส้นใบเรียงตัวแบบขนนก เส้นกลางใบและเส้นแขนงใบมีสีแดงเรื่อ มีขนอ่อนสั้นๆ บริเวณเส้นใบที่อยู่ด้านท้องใบ มีเส้นแขนงใบ 10-15 คู่ ใบมีรสขมเฝื่อน แผ่นใบสีเขียว ดอกช่อออกเป็นช่อตุ้มกลมที่ปลายกิ่ง ขนาด 3-5 ซม.ใน 1 ช่อประกอบด้วยดอกย่อยขนาดเล็กสีขาวอมเหลืองจํานวนมาก ดอกย่อยสมบูรณ์เพศช่อย่อยรูปทรงกลมคล้ายดอกกระถิน ดอกย่อยเมื่อเริ่มบานสีขาวนวลแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแกมน้ำตาล ผลสดรูปทรงกลมรูปไข่ขนาดเล็กประมาณ 5-7 มม.มี10สัน
ใช้ประโยชน์-ใช้เป็นยา  ใช้ในยาแผนโบราณอย่างน้อยตั้งแต่ศตวรรษที่19 ในไทยและมาเลเซียประเพณีพื้นเมืองกินใบโดยการเคี้ยวการสูบบุหรี่หรือดื่มเป็นชาส่วนใหญ่สำหรับความสุขและผลกระทบของสารกระตุ้น มีรายงานการใช้เป็นตัวกระตุ้นเพื่อต่อสู้กับความเหนื่อยล้าและเพิ่มความอดทนทางร่างกาย ในมาเลเซียใช้สำหรับรักษาอาการท้องร่วง พยาธิรบกวนเป็นยาแก้ปวดและยาลดไข้ ใบใช้แก้ไข้ แก้ไอ แก้ไข้มาลาเรียท้องร่วงและบำรุงกำลัง รักษาโรคท้องร่วงติดเชื้อในลำไส้โดยอะมีบาและโปรโตซัว
ในประเทศไทย กระท่อมเป็นพืชที่ใช้เข้าเป็นตัวยาในตำรับพวกประเภทยาแก้ท้องเสีย ในสูตรยาของหมอพื้นบ้านหรือหมอแผนโบราณ เช่น ตำรับยาประสะกระท่อม เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยาขนาดนี้แล้ว เพราะมียาแผนปัจจุบันและแผนโบราณให้ผลเท่าเทียมหรือดีกว่า
-รู้จักอันตราย ใบจัดเป็นยาเสพติดมีฤทธิ์หลอนประสาท ทำให้เคลิบเคลิ้ม กดความรู้สึกเมื่อยล้า ทำให้ทำงานได้นานขึ้น เมื่อติดยาจะมีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลด ผิวหนังดำเกรียม บางรายมีอาการสภาพจิตสับสน เมื่อเร็ว ๆ นี้ในหมู่คนหนุ่มสาวทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยเครื่องดื่มที่ชื่อว่า "4x100" ได้กลายเป็นที่นิยมสำหรับการเลียนแบบแอลกอฮอล์ ค็อกเทลเป็นส่วนผสมของส่วนผสมพื้นฐานสามอย่าง ได้แก่ ใบกระท่อม น้ำอัดลมที่มีคาเฟอีน, และน้ำเชื่อมที่มีส่วนผสมของโคเคอีนหรือโคฟีนไฮมรามีนซึ่งจะเพิ่มความซึมเศร้า เป็นยากล่อมประสาทหรือยาแก้ปวด ซึ่งมีอันตรายเป็นอย่างมากและนำไปสู่ผลกระทบที่รุนแรงและถึงขั้นเสียชีวิตซึ่งเป็นผลมาจากภาวะซึมเศร้าและระบบทางเดินหายใจ
-อื่น ๆ  การปลูกและซื้อขายกระท่อมเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายในหลายประเทศ สำหรับประเทศไทยกระท่อมจัดเป็น ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 ตามความใน พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 7 ยาเสพติดให้โทษ ในประเภทที่ 5 ได้แก่ กัญชา และพืชกระท่อม โดยห้ามซื้อ ขาย นำเข้า ส่งออก หรือครอบครอง ซึ่งครอบคลุมถึงการห้ามปลูก ถ้าตรวจพบต้องตัดทิ้งและทำลาย โดยมีบทกำหนดโทษต้องระวางโทษจำคุกสูงสุด 15 ปี หรือปรับสูงสุดหนึ่งล้านห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จนกระทั่งในปี 2018 ประเทศไทยกลายเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ให้การรับรองกระท่อมเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ เนื่องจากพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานานและมีบทบัญญัติบางประการที่ไม่ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ปรากฏผลการวิจัยว่าสารสกัดจากกัญชาและพืชกระท่อมมีประโยชน์ทางการแพทย์เป็นอย่างมาก ซึ่งหลายประเทศทั่วโลกได้แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย เพื่อเปิดโอกาสให้มีการอนุญาตให้ประชาชนใช้กัญชาและพืชกระท่อมเพื่อประโยชน์ในการรักษาโรคและประโยชน์ในทางการแพทย์ได้ กฎหมายใช้กัญชาและกระท่อมทางการแพทย์มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ.2562 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ฉบับที่ 7 พ.ศ. 2562
พืชกระท่อมเป็นสารควบคุมใน 16 ประเทศ และในปี 2014 องค์การอาหารและยาต้องห้ามในการนำเข้าและการผลิตของ kratom เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
ในสหรัฐอเมริกากระท่อมใช้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วระหว่าง 2554 และ 2560 มีการพิจารณาที่จะทำให้มันเป็นตารางยาเสพติด
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด

16 กระบาก/Anisoptera costata

ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Anisoptera costata Korth
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms
---Anisoptera cochinchinensis Pierre
---Anisoptera marginatoides F.Heim
---Anisoptera oblonga Dyer
---Anisoptera robusta Pierre
---Dipterocarpus parallelus Korth. ex Burck.
---Dryobalanops hallii Korth
ชื่อสามัญ--- Mersawa
ชื่อื่น---กระบาก, ตะบาก(ลำปาง); กระบากขาว(ชลบุรี, ชุมพร, ระนอง); กระบากโคก(ตรัง); กระบากช่อ, กระบากดำ(ชุมพร); กระบากแดง(ชุมพร, ระนอง); ชอวาตาผ่อ(กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี); บาก(ชุมพร); ประดิก(เขมร-สุรินทร์); พนอง(จันทบุรี) ; [Thai: krabak, tabak (Lampang); krabak khok (Trang); krabak khao (Chon Buri, Chumphon, Ranong); mi-dang-wa (Karen-Lampang); krabak cho, krabak dang, krabak dam, bak (Chumphon); krabak daeng (Chumphon, Ranong); cho-wa-ta-pho (Karen-Kanchanaburi); pra-dik (Khmer-Surin); pha nong (Chanthaburi, Trat).]; Malaysia: Pengiran Kesat (Sabah), Mersawa, Mersawa Terbak, Mersawa Kesat (Malay), Meranti Terbak (Kedah)]; [Indonesia: Masegar, Tenan, Meluwang Rat (Sumatra), Ki Tenjo, mersawa Lebar.]; [Khmer: Phdiek.]
ชื่อวงศ์ --- DIPTEROCARPACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-กัมพูชา , อินโดนีเซีย , ลาว , มาเลเซีย , พม่า, ฟิลิปปินส์ , สิงคโปร์ , บรูไน,ไทยและเวียดนาม
ต้นไม้กระแชงในป่าเต็งรังผสม ป่าดิบ ป่าดิบชื้น ป่าเปิดและเสื่อมโทรม ที่ลุ่มเขตร้อน มักพบตามริมฝั่งแม่น้ำหรือลำธาร พบได้ในระดับความสูงถึง 700 เมตร
(ต้นไม้กระแชงคือต้นไม้ชั้นบนของป่า เป็นชั้นของใบไม้ที่สูงที่สุดและประกอบด้วยต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุด)
ในบางช่วงของการแพร่กระจาย เป็นต้นไม้ที่หายากเป็นพิเศษ; ตัวอย่างเช่นในฟิลิปปินส์มีเพียงต้นเดียวเท่านั้น
ได้รับการจัดประเภทเป็น 'ใกล้สูญพันธุ์' ใน IUCN Red List of Threatened Species (2011)
ไม้ต้นขนาดใหญ่ไม่ผลัดใบ ต้นสูง 15-50 (65) เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง1.5เมตร ลักษณะ ลำต้นเปลาตรง โคนต้นมีร่องที่ฐานโดยมีคานสองสามอันที่สามารถสูงได้ถึง 4 เมตร เปลือกสีเทาหรือน้ำตาลปนเทา เรียบหรือล่อนเป็นสะเก็ดบางๆ หรือแตกเป็นร่องตามแนวยาว เรือนยอดเป็นพุ่มกว้างกลม เปลือกในสีเหลืองอ่อนเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ
ใบเป็นใบเดี่ยวใบ 6-18 x 7-11 ซม.ออกเรียงสลับรูปขอบขนานปลายใบทู่ถึงแหลม โคนใบมนขอบใบเรียบแผ่นใบสีเขียวมีขน ท้องใบสีเขียวหม่นมีขนสีเหลือง ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายกิ่ง ช่อดอกยาวถึง 20 ซม.ดอกขนาดเล็กสีขาวปนเหลืองอ่อน ผลเป็นผลแห้งรูปทรงกลมขนาด1ซม.มีปีกยาว2ปีก
เป็นไม้กลางแจ้งทนต่อสภาพแห้งแล้ง ต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง เติบโตได้ดีที่สุดในดินที่ลึกและมีทรายและกรด เหมาะสำหรับดินสีเทาที่เสื่อมโทรม หรือดินสีน้ำตาลอมเหลืองบนดินทรายเก่าที่ถูกน้ำพัดพามาหรือหินบะซอลต์ซึ่งมีธาตุอาหารต่ำ ต้องการ pH ในช่วง 4 - 5
ใช้ประโยชน์ ต้นไม้ให้ผลผลิตไม้ที่มีคุณภาพสูงและเรซินซึ่งทั้งสองอย่างมีการใช้ในประเทศและยังมีการซื้อขายในระดับสากล
-ใช้กินได้ เมล็ด -ใช้อื่น ๆ น้ำมันลักษณะ มันเยิ้มมีกลิ่นหอมใช้ในประเทศสำหรับยาเรือ และส่งออกสำหรับผลิตสีและแลคเกอร์  -แก่นไม้มีสีส้มสีเหลืองเข้มถึงสีน้ำตาลทอง เนื้อหยาบ  ไม้มีน้ำหนักเบาถึงปานกลางอาจนุ่มถึงค่อนข้างแข็ง ค่อนข้างทนต่อปลวก แต่ไวต่อเชื้อรา ใช้ทำไม้แบบหล่อคอนกรีต ลังใส่ของ หีบใส่ของ ทำแจวเรือ เครื่องตกแต่งบ้าน พื้น ตง
ระยะออกดอก---ธันวาคม-กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์--- เมล็ด สกัดรากแยกลำต้นที่เกิดใหม่
 

 

17 กระพี้/Millettia macrostachya


ชื่อวิทยาศาสตร์---Millettia macrostachya Collett & Hemsl. var. tecta Craib  
ชื่อพ้อง--No synonyms are record for this name
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---กระพี้ ,ขะเจาะหลวง, ขะเจาะใหญ่(กลาง)  [Thai: ka pi, khacho yai, khacho luang (Peninsular)]; [Chinese: da sui ya dou]
ชื่อวงศ์---    FABACEAE (LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---  ทวีปเอเซีย

เขตการกระจายพันธุ์--- จีน บังคลาเทศ พม่า ไทย
ถิ่นกำเนิดอยู่ในบังคลาเทศ กระจายไปยังตอนกลางและตอนใต้ของจีน(ยูนนาน) พม่า ไทย  
ไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลางผลัดใบ สูง10-15เมตร เรือนยอดแผ่ขยายโปร่ง เปลือกต้นสีน้ำตาลมีรอยแตกตื้นๆ ใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียว ปลายคี่ ยาว30-40ซม.รวมถึงก้านใบ 8-9 ซม.มีใบย่อย4-5คู่ใบอ่อนมีขนสีน้ำตาลหนาแน่นปกคลุม ใบแก่ด้านล่างมีขนอ่อนนุ่ม ดอก ขนาด2-3ซม.สีชมพูหรือม่วงอ่อนมีแต้มเหลืองตรงกลางกลีบดอกด้านนอกมีขน กลีบบนสุดโค้งงอไปข้างหลัง กลีบด้านข้างตรงและแคบ กลีบล่างสุดโค้งเข้าด้านใน ผลเป็นฝักยาวถึง30ซม.เปลือกหนาเมล็ดแบน5-8เมล็ดสีน้ำตาลเข้ม1.5 × 8 มม.
ระยะออกดอก---มกราคม-มีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิง-ภาพประกอบ : หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
บังคลาเทศจีนตอนใต้ตอนกลางพม่าไทย


 18 กระพี้เขาควาย/Dalbergia cultrata


ชื่อวิทยาศาสตร์---    Dalbergia cultrata Graham ex Benth.
ชื่อพ้อง---Dalbergia fusca Pierre
ชื่อสามัญ    ---Burma Blackwood, Burmese blackwood .  
ชื่ออื่น--- กระพี้ (ภาคกลาง) กำพี้ (เพชรบูรณ์) จักจั่น เวียด (เงี้ยว เชียงใหม่) อีเม็งใบมน (อุดรธานี) เก็ดดำ อีเฒ่า เก็ดเขาควาย (ภาคเหนือ) แดงดง (เลย), อีเม็งใบมน(อุดรธานี), แสงเพลิงแคละ(กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)  ; [THAI: kra phi (Central); kam phi (Phetchabun); kra phi khao khwai (Ratchaburi, Udon Thani); kam phi khao khwai, daeng dong (Loei); ket khao khwai (Northern); ket dam (Northern, Kanchanaburi);  ket daeng (Lampang, Mae Hong Son); chak-chan (Shan-Chiang Mai); wiat (Shan-Chiang Mai);i meng bai mon (Udon Thani); ma kham pa (Chiang Mai); seng-phli-khlae (Karen-Mae Hong Son); [CHINESE: Hei huang tan.]; [Unidentified: Yindaik.]
ชื่อวงศ์---    FABACEAE (LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย    
เขตการกระจายพันธุ์--- จีน ลาว พม่า ไทย กัมพูชา เวียตนาม
พบขึ้นกระจายในจีนตอนใต้ พม่า ไทย กัมพูชา เวียดนาม ลาว ขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าทุ่งที่ค่อนข้างชุ่มขึ้นทั่วไป ตามเชิงเขาจนถึงพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 100 - 1,500 เมตร
ในประเทศไทยพบตาม ป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้ง ทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเล  100-500  เมตร  
ไม้ ต้นผลัดใบสูง 15-25 เมตร ลักษณะของต้นกระพี้เขาควายมีเรือนยอดเป็นพุ่มกลมยาว ค่อนข้างโปร่ง เปลือกต้นสีเทานวลเรียบแตกสะเก็ดตื้นๆ เปลือกชั้นในสีแดงออกน้ำตาล แก่นไม้สีม่วงแก่ ยอดอ่อนมีขนสีขาว ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่แกนใบยาว10-15 ซม. เรียงสลับ ใบย่อย 3-6 คู่ ใบย่อยรูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ กว้าง 1.5–2 ซม. ยาว 2.5–4.5 ซม. โคนใบสอบปลายใบมน ใบแก่เรียบเกลี้ยง ช่อดอกแบบช่อแยกแขนงออกตามง่ามใบใกล้ปลายยอด ดอกขนาด 5- 6มม.สีขาวช่อดอกยาว 5-8 ซม.ผลเป็นฝัก ขนาดกว้าง1.5-2 ซม.ยาว 2.5-10 ซม.แบนรูปคล้ายกระสวยปลายมีติ่งแหลมขนาด กว้าง 2 ซม.ยาว 4-10 ซม.แข็งเหมือนไม้ ฝักแก่ไม่แตก ก่อนออกดอกจะทิ้งใบหมดแล้วผลิใบใหม่พร้อมกับออกดอก
สปีชีส์นี้มีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดินบางชนิดแบคทีเรียเหล่านี้ก่อตัวเป็นก้อนบนรากและตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ
ใช้ประโยชน์---ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้เป็นไม้ ยางและน้ำมัน ไม้ที่ถูกกล่าวว่ามีคุณภาพดีมาก ต้นไม้ใช้ปลูกในโครงการปลูกป่าในประเทศไทย ในโครงการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูป่าไม้พื้นเมือง
-อื่น ๆ แก่นสีม่วงแก่มีเส้นสีขาวและสีน้ำตาลสลับ  เนื้อละเอียด  เสี้ยนตรง  เนื้อไม้แข็งเหนียวและทนมาก ขัดมันแล้วทำเครื่องเรือนเครื่องแกะสลัก เฟอร์นิเจอร์คุณภาพสูง
พบมากบริเวณที่เกิดไฟป่า มักจะเป็นพุ่มหรือแตกหน่อขึ้นมาจากตอเดิม
ระยะออกดอก---มีนาคม- เมษายน---ติดผล--- พฤษภาคม-กรกฏาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิง-ภาพประกอบการศึกษา : หนังสือ คู่มือดูพรรณไม้ป่าสะแกราช เล่ม1 โดย ดร. ปิยะ เฉลิมกลิ่น,จิรพันธ์ ศรีทองกุล,อนันต์ พิริยะภัทรกิจ


19 กร่าง/ Ficus altissima

ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Ficus altissima Bl
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Ficus laccifera Wight ex Roxb.
---Ficus latifolia Oken
---Urostigma altissimum (Bl.) Miq.
---Urostigma lacciferum (Wight ex Roxb.) Miq
ชื่อสามัญ--- Lofty Fig, Council tree, Counciltree, False banyan
ชื่ออื่น---กร่าง(กลาง),ไทรทอง(นครศรีธรรมราช),ลุง (เชียงใหม่),ฮ่างขาว, ฮ่างหลวง, ฮ่างเฮือก(เชียงราย),ไฮคำ(เพชรบูรณ์) ; [THAI:krang (Central); sai thong (Nakhon Si Thammarat); lung (Chiang Mai, Lampang); hang khao,  hang luang, hang hueak (Chiang Rai); hai kham (Phetchabun).] ; [German: Hohe Feige]; [Swedish: Glansfikus]; [Assamese: Gadgubar,Dhop-bor,Dhop,Mon dimaru,Gadhu-bor,Atha-dimoru]; [Chinese: gao shan rong]; {Khmer: chrei phnaur]; [Vietnamese: đa tía (sometimes đa rất cao: i.e. "very tall")]
ชื่อวงศ์ --- MORACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเกาะต่างๆในมหาสมุทรแปซิฟิก รวมถึงหมู่เกาะอันดามัน พม่า ไทย เวียดนาม ลาว จีนตอนใต้และภูมิภาคมาเลเซีย  พบกระจายกันอยู่กว้างขวาง พบเห็นได้ทั่วไป เป็นไม้ที่ใหญ่ที่สุดชนิดหนึ่งในป่า ขึ้นอยู่ตามป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ
ไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดใหญ่ ลำต้นรัดพันไม้อื่นเป็น "strangler fig" ซึ่งมักจะเริ่มต้นชีวิตในฐานะepiphyteบนต้นไม้อื่น จนกว่าจะแข็งแรงพอที่จะเติบโตอย่างอิสระ มาถึงตอนนี้ต้นไม้โฮสต์จะถูกครอบงำและโดนสังหาร ต้นสูงถึง30 เมตรเรือนยอดแผ่กว้าง แตกกิ่งต่ำ เปลือกเรียบสีเทา มีรากอากาศที่ทยอยล้อมรอบต้นไม้ต้นกำเนิดเพื่อป้องกันไม่ให้ลำต้นหลักขยายตัว มีน้ำยางสีขาว ส่วนต่างๆเมื่อยังอ่อนมีขนสั้นปกคลุมประปรายและหลุดร่วงเมื่อแก่ ยกเว้นผิวด้านนอกของหูใบมีขนอ่อนสีน้ำตาลไหม้ปกคลุม ใบดี่ยวเรียงสลับ แผ่นใบหนารูปรีหรือรูปไข่แกมขอบขนาน ขนาดของใบกว้าง4-11ซม.ยาว8-22ซม. โคนใบกลมขอบใบเรียบเกลี้ยงทั้งสองด้าน ค่อนข้างหนาคล้ายหนัง ก้านใบยาว2-5ซม. ดอกช่อมีลักษณะคล้ายผล ไม่มีก้านมักออกคู่ตามง่ามใบ ต้นไม้สร้างดอกไม้สามประเภทดอกเพศผู้เป็นเพศหญิงที่มีสไตล์ยาวและดอกไม้เพศเมียที่มักเรียกกันว่าดอกน้ำดี ดอกไม้ทั้งสามชนิดมีอยู่ในโครงสร้างที่เรามักจะคิดว่าเป็นผลไม้ ผลออกเป็นคู่ในซอกใบไม่มีก้านผล เส้นผ่านศูนย์กลาง 1.2-2.7 ซม.เมื่ออ่อนมีกาบรองดอกหุ้ม สีเหลืองส้ม สุกเป็นสีแดงอมม่วง
ใช้ประโยชน์ ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นแหล่งของเส้นใยและน้ำยาง มันถูกปลูกเป็นสายพันธุ์บุกเบิกในโครงการปลูกป่าในประเทศไทย
-บางครั้งปลูกเป็นต้นไม้ให้ร่มเงา แต่มีระบบรากที่กว้างและมีขนาดใหญ่ไม่เหมาะสมสำหรับพื้นที่เขตเมืองส่วนใหญ่
-วนเกษตรใช้ เป็นสายพันธุ์บุกเบิกในภาคเหนือของประเทศไทยในโครงการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูป่าไม้พื้นเมือง - ปลูกในป่าเสื่อมโทรมและพื้นที่เปิดโล่งผสมกับสายพันธุ์อื่น ๆ ที่มีความสามารถในการเติบโตอย่างรวดเร็ว ผลิตพุ่มใบที่หนาแน่นและปราบวัชพืช ดึงดูดสัตว์ป่าที่กระจัดกระจายโดยเฉพาะนกและค้างคาว
ใช้อื่น ๆ รากอากาศของต้นกร่างเหนียวใช้ทำเชือกได้ เปลือกชั้นในใช้ทำกระดาษ ต้นใช้เลี้ยงครั่ง
ขยายพันธุ์---ด้วยการตอนหรือเพาะเมล็ด


 20 กร่างใบมน/Ficus benghalensis

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Ficus benghalensis Linn.
ชื่อพ้อง---Has 21 Synonyms

-Ficus banyana Oken -Ficus pubescens B. Heyne ex Roth
-Ficus benghalensis var. krishnae (C. D. C.) Corner -Ficus umbrosa Salisb.
-Ficus chauvieri G. Nicholson -Perula benghalensis Raf.
-Ficus cotoneifolia Vahl -Urostigma benghalense (L.) Gasp.
-Ficus cotonifolia Stokes -Urostigma crassirameum Miq.
-Ficus crassinervia Kunth & C. D. Bouché -Urostigma procerum Miq.
-Ficus karet Baill. -Urostigma pseudorubrum Miq.
-Ficus krishnae C. D. C. -Urostigma rubescens Miq.
-Ficus lancifolia Moench -Urostigma sundaicum Miq.
-Ficus lasiophylla Link -Urostigma tjiela Miq.[1]
-Ficus procera Salisb.

ชื่อสามัญ --- Banyan Fig, Banyan tree, Bar, East Indian Fig, Indian banyan, Weeping Chinese Banyan tree
ชื่ออื่น ---กร่าง(กลาง),ไทรตอก(นครศรีธรรมราช), นิโครธ(กรุงเทพฯ) ; [THAI: krang (Central), sai tok (Nakhon Si Thammarat), ni khrot (Bangkok).]; [PHILIPPINES: Baleting-baging (Tag.)]; [CHINESE: Meng jia la rong]; [BENGALI: Bar, Bat]; [BURMESE: Pyi nyaung, Pyin vaung]; [JAPANESE: Bengaru bodaiju.me]; [MALAY: ara tandok, bohdi,Pokok ara.]; [INDONESIA: beringin]; [NEPALESE: Bar.]; [SANSKRIT: Akshaya vruksham, Avaroha, Bahupada]; [SINHALESE: Maha nuga]; [SPANISH: Baniano, Higuera de Bengala.]; [FRENCH: figuier banyan, figuier d'Inde]; [GERMAN: Banyanbaum]; [VIETNAMESE: Cây đa, Cây sanh, Cây dong, Ða lá tròn.].
วงศ์ ---MORACEAE
ถิ่นกำเนิด --- ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และในเขตร้อนหลายแห่งของโลก
มีถิ่นกำเนิดในเอเชียเขตร้อน อินเดีย ศรีลังกา ปากีสถาน จากอินเดียผ่านพม่าไทยภาคใต้ของจีนและมาเลเซีย นอกจากนี้ยังได้รับการปลูกฝังและแปลงสัญชาติในเขตร้อนหลายแห่งของโลกรวมถึงแอฟริกาตะวันตกอเมริกาเหนืออินเดียตะวันตกออสเตรเลียตะวันออกกลางและหมู่เกาะต่าง ๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก เติบโตจากระดับความสูงต่ำถึง 600 เมตร
ไม้ ต้นสูง 20 (-25) เมตร เปลือกหยาบสีเทา กิ่งก้านแผ่กว้างออกทางด้านข้าง เมื่อแตกกิ่งใหม่จะมีขน ใบรูปไข่รี ยาว (8-) 10-20 (-25) ซม. กว้าง (6-) 8-15 (20) ซม.โคนใบกลมหรือตัด ปลายใบแหลมหรือมนมีติ่งแหลม .แผ่นใบหนา ผิวใต้ใบสากคาย เส้นใบเด่นชัดสีอ่อน ขอบใบเรียบมีขนนุ่มทั้งสองด้านของใบ ผลออกเป็นคู่ไม่มีก้าน ผลกลมเส้นผ่านศูนย์กลาง15-2.5 ซมมีขน สุกสีแสดหรือแดง
ใช้ประโยชน์ จัดเป็นพวกไทรกร่างที่มีใบใหญ่ที่สุดและเพื่อเป็นไม้ให้ร่มเงาและเพิ่มความร่มเย็น ไม่นิยมปลูกตามบ้านเพราะมีขนาดใหญ่เกินไป
-ใช้เป็นยา ใบและเปลือกใช้แก้โรคท้องเสีย ท้องร่วง ถ่ายเป็นมูกเลือด และช่วยห้ามเลือด ยางใช้แก้โรคหูด ริดสีดวงทวาร  ผลสุกใช้เป็นยาระบาย ส่วนราก ใช้เคี้ยวป้องกันโรคเหงือกบวม ในอายุรเวทใช้เป็นยาสมานแผลในลำไส้ อาเจียน ทางนรีเวช, แก้ไข้ การอักเสบและโรคเรื้อน รากอากาศใช้เพื่อเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันในโรคต่าง ๆ ใน Unani ระบบการแพทย์, น้ำยางถือเป็นยาโป๊ว ยาชูกำลัง
-ใช้ปลูกประดับเป็นไม้ให้ร่มเงาขนาดใหญ่ ปลูกตามสวนสาธารณะในพื้นที่ขนาดใหญ่ ปลูกเพื่อการอนุรักษ์ดิน ระบบรากสามารถสร้างความเสียหายให้กับอาคารและทางเท้า ควรหลีกเลี่ยงและปลูกให้ห่างไว้
-ใช้อื่น ๆ ใบใช้เป็นอาหารสัตว์  ไม้ใช้เป็นเชื้อเพลิง ต้นไม้ใช้เลี้ยงครั่ง
รู้จักอันตราย น้ำยางของFicusทุกชนิดอาจระคายเคืองต่อผิวหนังและดวงตา
สำคัญ/วัฒนธรรม/ความเชื่อ-เป็นต้นไม้ประจำชาติของอินเดีย ต้นไม้ถือเป็นพืชศักดิ์สิทธิ์รู้จักกันในนาม "Nuga - නුග" หรือ "Maha nuga - මහනුග" ในศรีลังกา -ในประเทศไทย นิยมปลูกตามวัดเนื่องจากเป็นไม้มงคลในพุทธประวัติ
ขยายพันธุ์ : ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด,ปักชำ,ตอนกิ่ง, หรือโดยวิธีทางธรรมชาติโดยมีสัตว์บางชนิดกินผลแล้วถ่ายมูลที่มีเมล็ดติดอยู่ไปยังที่ต่างๆ  เป็นไม้ยืนต้นที่มีช่วงชีวิตที่ยาวนาน (> 100 ปี)


21 กฤษณา/Aquilaria crassna


ชื่อวิทยาศาสตร์---Aquilaria crassna Pierre ex Lecomte
ชื่อพ้อง--Has 1 Synonyms
---Aquilaria crasna Pierre [Invalid]
ชื่อสามัญ--Siamese agar wood, Agarwood crassna, Eagle Wood, Agar Wood, Aloe Wood.
ชื่ออื่น--กฤษณา(ตะวันออก),ไม้หอม(ใต้) [THAI: kritsana (Eastern), mai hom (Peninsular)]; [; [FRENCH: Bois d'aigle, Bois d'aloès.]; [VIETNAM: Trầm, trầm hương, trầm dó, dó bầu, dó núi]
ชื่อวงศ์---THYMELAEACEAE
ถิ่นกำเนืด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-กัมพูชา ลาว ไทย เวียตนาม


เกิดขึ้นในเวียดนามกัมพูชาสปป. ลาวและประเทศไทยที่ระดับความสูง 300–900 ม. ในเวียดนามพบแพร่หลายตั้งแต่ตอนกลางของเวียดนามไปทางใต้สู่เกาะ Phu Quoc ในจังหวัด Kien Giang พบกระจายอยู่ในป่าธรรมชาติบนดินหินเฟอรัลลิกตื้น มักเกิดขึ้นตามลำธารที่ระดับความสูง300-900เมตร
ในประเทศไทย  A. crassnaยังคงอยู่ในพื้นที่คุ้มครองเท่านั้นเนื่องจากมีประชากรหนาแน่นที่สุดในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ (Zhang et al. 2008, Rose 2013) ในแผนการติดตามในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่จำนวนต้นกฤษณาลดลงจาก 238 ต้น (2000-2001) เป็น 147 ต้น (2008) (Zhang et al). 2008) ต้นกฤษณามีการกระจายและกระจัดกระจายในสปป. ลาวโดยมีพื้นที่ป่าส่วนใหญ่ถูกบันทึกหรือถูกคุกคามอย่างรุนแรง (Thomas  et al . 2006, Jensen และ Meilby 2012)
ในกัมพูชา A.crassna ถูกอธิบายว่าเป็นของหายากมากและเหลืออยู่ในปริมาณน้อยในป่าธรรมชาติโดยเฉพาะในพื้นที่คุ้มครอง
ในเวียดนามมันเป็นเรื่องยากที่จะหาต้นไม้ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้นมากกว่า 15 ซม. ถูกหาประโยชน์อย่างมากในเวียดนามซึ่งส่งผลให้จำนวนต้นไม้ลดลงกว่า 80% ในช่วงปี 1990 การประเมินการลดลงที่กำหนดใน Nghia (1998) มีการประเมินที่นี่ว่าในช่วงสามชั่วอายุคน A. crassnaประชากรลดลงอีกได้มากกว่า 80%The IUCN ถูกจัดวางไว้ใน Red List of Threatened Species 2018 ประเภท ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งกฤษณาเป็นไม้ ต้นขนาดกลางไม่ผลัดใบสูงถึง 30 เมตร เป็น ไม้ในป่าดงดิบ หายากในสภาพธรรมชาติ จะจำกัดในบริเวณที่เป็นเขตหวงห้าม ลักษณะทรงต้นเปลาตรงเรือนยอดแคบ เปลือกเรียบสีเทา แตกเป็นร่องยาวตื้นๆ เปลือกชั้นในสีเหลืองอ่อน มีแถบยางสีเข้ม ใบ เป็นใบเดี่ยวกว้าง3-5ซม.ยาว6-11ซม. รูปรีหรือรูปไข่กลับ ปลายเรียวแหลม โคนมน ขอบใบเป็นคลื่น ม้วนลงเล็กน้อย แผ่ใบบางและเรียบ ด้านบนมัน  ใบแก่เหนียว ด้านล่างเกลี้ยงหรือมีขนสีเงินประปรายบนเส้นใบหลัก ไม่มีหูใบ ยอดอ่อนมีขนสีเงินหนาแน่น ชอดอกเป็นช่อซี่ร่ม ดอกสีเหลืองมีกลิ่นหอมออกเป็นช่อเล็กๆเป็น กระจุกตามง่ามใบและปลายกิ่ง กลีบดอกไม่มีแต่มีเกล็ดที่มีขนดูคล้ายกลีบดอก 10อันติดบนปากของชั้นกลีบเลี้ยง ผลอ่อนสีเขียวสด รูปไข่กว้างมีสันแคบตามยาวของผลและชั้นกลีบเลี้ยงที่ขยายติดอยู่ที่ฐาน ผิวบางเหนียว มีรอยย่นๆและแตกได้2พู เมล็ดเป็นมัน1เมล็ด มีระยางค์ยาวคล้ายหาง
กฤษณาเป็นไม้หอมที่มีคุณค่านับแต่ครั้งพุทธกาลเป็นหนึ่งในของหอมธรรมชาติ๔ อย่าง เรียกว่า จตุชาติสุคนธ์
ไม้กฤษณาที่ดีที่สุดในโลกนั้นพบหลักฐานในสมัยอยุธยาในจดหมายของบริษัทอินเดีย ตะวันออก พ.ศ.๒๒๒๒ ระบุว่า คือไม้หอมกฤษณาจากบ้านนา(Agillah Bannah)ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดนครนายก
ปัจจุบัน ไม้กฤษณาคุณภาพดีที่สุดได้จากเขาใหญ่ซึ่งเคยมีมากแถบดงพญาไฟ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตไม้หอมเพื่อการส่งออกมาแต่อดีตต้นตระกูล การหาไม้กฤษณามาจาก บ้านบุเกษียร ลำคลอง กระตุก บุตาชุ ซึ่งปัจจุบันเป็นทุ่งหญ้าอยู่ในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
ไม้กฤษณามีเนื้อไม้อ่อน สีขาวถึงสีนวล ไม่มีกลิ่นและไม่มียาง จะมีกลิ่นหอมเมื่อมีเชื้อราลงเจริญเข้าไปในเนื้อไม้ ทำให้เนื้อไม้นั้นสร้างชันน้ำมันขึ้นมา เนื้อไม้จึงมีสีเข้มขึ้น เชื้อรามักเกิดขึ้นกับต้นอายุ20ปีขึ้นไป และจะเจริญเต็มที่เมื่ออายุได้50ปี บางครั้งอาจให้เนื้อไม้ที่มีกลิ่นหอมทั้งต้น เมื่อหักกิ่งจะมีน้ำมันชันไหลเยิ้มออกมามีกลิ่นหอมมาก เนื้อไม้ที่มีกลิ่นหอมนี้เรียกว่า agaru ในภาษาสันสกฤต กฤษณาที่มีคุณภาพดีนั้นฝรั่งเรียกรวมกันว่า true agaru
โบราณแบ่งชั้นคุณภาพของกฤษณาโดยใช้สีและน้ำหนักเป็นเกณฑ์ ได้แก่                                                                 1 เนื้อไม้(หรือไม้หอม) ชนิดนี้ คุณภาพดีที่สุด มีสีดำเข้มโดยตลอด หนักกว่าน้ำ(จมน้ำ) และมีชันอยู่ในปริมาณสูง ชนิดนี้มีหลักฐานบันทึกว่า ไทยเราเคยส่งไปเป็นบรรณากาให้ประเทศอังกฤษ
 2 กฤษณา เป็นชนิดที่มีคุณภาพรองลงมา มีสีน้ำตาลเข้มถึงดำ หนักกว่าน้ำ ชนิดนี้โบราณใช้ทำยา
 3 ลูกผุด เป็นชนิดที่มีคุณภาพด้อยกว่า เนื้อไม้สีอ่อนกว่า มีสีน้ำตาลเข้มหรือดำเฉพาะที่ หรือเป็นจุดๆ
 เป็นไม้มีค่าสูงเนื่องจากน้ำยางมีกลิ่นหอม ซึ่งจะมีเฉพาะในไม้ที่กำลังจะตายอันเกิดจากการเป็นโรคหรือถูกฟ้าผ่า เวลาเปลือกเป็นแผลตามธรรมชาติจะสร้างยางไม้ออกมาหุ้ม เป็นสีน้ำตาลหรือดำ แต่สีดำสนิทจะมีคุณภาพดีที่สุดชาวบ้านเรียก ไม้ลูกแก่น มีราคาแพงมากประมาณ 15,000-20,000บาทต่อกิโลกรัมพวกหาของป่าจะแกะยางส่วนนี้นำมาขาย แก่นไม้มีประโยชน์มากที่สุด ทำเครื่องหอม ทำยา ปัจจุบันนำมาปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจอีกต้นหนึ่ง ส่วนไม้กฤษณาที่มีคุณภาพต่ำจะนำไปต้มกลั่นเป็นน้ำหอมได้
ระยะออกดอก ---ธันวาคม -กุมภาพันธ์---ผลแก่แตก---สิงหาคม
ขยายพันธุ์ ---ด้วยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง การปักชำ หรือขุดลำต้นที่เกิดใหม่จากต้นแม่ นำไปเพาะเลี้ยงกล้าในเรือนเพาะชำ1ปีแล้วค่อยนำไปปลูกลงแปลง
อ้างอิงแหล่งที่มา---หนังสือ คู่มือการปลูกสวนป่าเศรษฐกิจ "ไม้โตเร็ว" ของคุณ ศุภวิชญ์ ชูโชติ
รูปภาพ---สวนสวรส


22 กล้วยค่าง/Orophea enterocarpa


ชื่อวิทยาศาตร์---Orophea enterocarpa Maingay ex. Hook. f. & Thomson
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---กล้วยค่าง(ปราจีนบุรี),จิงกล้อม(ชุมพร),พริกนก(ตรัง) มะป่วน, ดีปลีต้น, ปีบผล,; [Thai: kluai khang (Prachin Buri); ching klom (Chumphon);phrik nok (Trang), ma puan, di plee ton]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย มาเลเซีย
ไม้ ต้นขนาดเล็กสูง 4-8เมตร ในประเทศไทยขึ้นในป่าดิบชื้นทางภาคใต้ ที่ระดับความสูง 50-400เมตร ลักษณะทรงต้น เรือนยอดรูปกรวยคว่ำ แตกกิ่งขนานกับพื้นดินจำนวนมาก เปลือกเรียบ สีน้ำตาลเข้มหรือเกือบดำ กิ่งอ่อนมีขนสั้นๆประปราย
ใบรูปขอบขนาน กว้าง3-4ซม.ยาว 8-13ซม. โคนใบมนปลายใบเรียวแหลม ใบบางและเกลี้ยง ใบด้านล่างสีอ่อนกว่า
ดอกออกเป็นช่อสั้นๆ ช่อละ1-3ดอก แต่จะหลุดร่วงไปก่อนเหลือบานเพียงดอกเดียว ดอกสีเหลืองนวล ดอกบานตั้งขึ้น ดอกบานมีขนาด 1.2-1.5ซม.
ผลกลุ่มมี3-6ผลรูปรี โคนและปลายผลแหลม กว้าง7-8มม.ยาว2ซม.เมื่อแก่สีแดง
ใช้ประโยชน์ -ใช้เป็นยา เปลือกไม้ใช้เป็นยาขับมุตกิตระดูขาวของสตรี ช่วยแก้เลือดร้ายในเรือนไฟหลังสตรีคลอดบุตรเนื้อไม้ใช้ทำเชื้อเพลิง
ระยะออกดอกและติดผล---เกือบตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด

23 กล้วยเต่า/Polyalthia debilis


ชื่อวิทยาศาตร์---Polyalthia debilis (Pierre) Finet & Gagnep.
This name is unresolved.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Unona debilis Pierre
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---กล้วยเต่า,กล้วยตับเต่า(ราชบุรี),ไข่เต่า(เชียงใหม่),ตับเต่า,ตับเต่าน้อย(ภาคเหนือ),ก้นครก (มหาสารคาม, ยโสธร), รกครก(ตะวันออกเฉียงเหนือ) ; [THAI: kluai taptao, kluai tao (Ratchaburi); khai tao (Chiang Mai); taptao, taptao noi (Northern); kon krok (Maha sarakham-Yasothorn); rok krok (Northeastern).].
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเชียตะวันออกเฉียงใต้-ไทยลาว  เวียตนาม
พืชท้องถิ่นพบทั่วไปในป่าเต็งรัง และป่าเบญจพรรณ ในประเทศไทยพบได้ทั่วทุกภาค พบมากในภาคเหนือ และภาคอีสาน ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 100-350 เมตร
ไม้ พุ่มขนาดเล็ก ลักษณะทรงต้นสูงประมาณ 0.20-0.60 (1) เมตร กิ่งก้านมีขนละเอียดสีน้ำตาล ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปรี รูปไข่แกมขอบขนานหรือรูปขอบขนานแกมไข่กลับ กว้าง2-4ซม.ยาว 5-8ซม ก้านใบสั้น 3 มม.มีขนสีเหลืองอ่อนขึ้นหนาแน่น ดอกเดี่ยว ออกที่ซอกใบ กลีบดอกสีเหลืองอ่อน กลีบเลี้ยง 3 กลีบรูปสามเหลี่ยมมีขน กลีบดอกเรียงสลับกันมี 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ กลีบดอกเป็นรูปไข่หรือรูปไข่แกมรูปใบหอก ปลายมน มีขนาดกว้างประมาณ 4มม. และยาวประมาณ 5-8 มม. ด้านนอกกลีบมีขนละเอียดสีเหลืองอ่อน ผลเป็นผลกลุ่ม ผลย่อยรูปทรงกลมหรือรูปทรงกระบอก คอดระหว่างเมล็ด ปลายเรียวแหลม ผลกว้าง 1.3 ซม.ยาว 1-2 ซม. ผลมีขนละเอียดอ่อนนุ่ม ผลอ่อนสีเขียว สุกสีเหลืองน้ำตาล มีเมล็ดลักษณะแบนกลมประมาณ 1-3 เมล็ด สีน้ำตาล
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ผลสุก มีรสหวาน กินในส่วนของเนื้อหุ้มเมล็ด
-ใช้เป็นยา การศึกษาสารสกัดทางชีวภาพของ Polyalthia debilis (Annonaceae) แสดงฤทธิ์ต้านจุลชีพ, ยาต้านมาลาเรียและพิษต่อเซลล์มะเร็ง มีศักยภาพในการใช้เป็นยา-ทางภาคอีสานจะใช้เหง้า เปลือก และเนื้อไม้กล้วยเต่า นำมาใช้เป็นยาแก้ท้องเสียในเด็ก ถ่ายกะปริบกะปรอยเป็นมูกเลือด ใช้ต้นหรือรากนำมาต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้ปวดท้อง-รากมีรสเย็น ใช้เป็นยาแก้ตัวร้อน ดับพิษไข้ทั้งปวง ดับพิษตานซาง และแก้วัณโรค ชาวบ้านในจังหวัดยโสธรจะใช้รากนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยารักษาโรคกระเพาะ
-ใช้เป็นอาหารสัตว์ โค กระบือ ผลสุก เป็นอาหารของเก้ง กวาง
ระยะออกดอก---พฤษภาคม-สิงหาคม---ผลแก่---กรกฎาคม-ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด
 

24 กล้วยน้อย/ Xylopia vielana


ชื่อวิทยาศาตร์---Xylopia vielana Pierre
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Xylopicrum vielanum (Pierre.) Kuntze
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---กล้วยน้อย, ตาเหลว ,สะทาง, [Thailand: kluai noi, taa laeo, sa thaang (eastern)]; [Vietnamese: Giền trắng.]; [Chinese: Shù bàn shù].
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้ เวีบตนาม ไทย ลาว กัมพูชา
ขึ้นกระจายในพื้นที่ป่าตามฤดูกาลเขตร้อนของเอเชียที่ระดับความสูงไม่เกิน 700 เมตร
ประเทศไทย พบขึ้นในป่าดิบแล้งทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ที่ระดับความสูง 200-500เมตร
ไม้ ต้นสูง 10-20เมตรขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 20 - 30 ซม.  ลักษณะทรงต้น เรือนยอดรูปกรวยคว่ำ กิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนสั้นๆ สีน้ำตาลแดง เปลือกสีน้ำตาลคล้ำ มีช่องอากาศสีขาวทั่วไป ใบรูปไข่กว้าง 3-5ซม.ยาว 6-10ซม. โคนใบมนหรือหยักเว้าเล็กน้อย ปลายแหลม มีขนนุ่มสั้นๆทั้งสองด้าน ดอกเดี่ยว หรือเป็นกระจุก1-3ดอก ออกตามซอกใบใกล้ปลายยอด มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ดอกบานมีขนาด2-2.5ซม. ผลเป็นผลกลุ่ม มีผลย่อย4-6ผลผลแก่สีเหลืองอมส้ม แตกอ้ามี2-3เมล็ด เมล็ดมีเยื่อหุ้มสีแดง
ใช้ประโยชน์ -ใช้เป็นยา เปลือกและใบนำมาใช้เป็นยาชูกำลังสำหรับผู้สูงอายุและสำหรับสตรีหลังคลอดบุตร
-ใช้อื่น ๆ เมล็ดมีกลิ่นหอมมากและอาจเป็นแหล่งของน้ำมันหอมระเหย ไม้สีเหลืองเล็กน้อยมีกลิ่นหอมค่อนข้างแข็งและยืดหยุ่น ใช้สำหรับงานตกแต่งภายในอาคาร ทำเฟอร์นิเจอร์เครื่องใช้ และใช้เป็นเชื้อเพลิง
ระยะออกดอก---มีนาคม-พฤษภาคม  
ขยายพันธุ์---เมล็ด


 25 กล้วยฤๅษี/Diospyros glandulosa


ชื่อวิทยาศาสตร์---     Diospyros glandulosa Lace
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---    Mai kua thoun
ชื่ออื่น---    กล้วยฤๅษี, จันป่า,,เขือเถื่อน, เหล่โก่มอ
ชื่อวงศ์---    EBENACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย    
เขตการกระจายพันธุ์---ตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย พม่า ไทย ลาว

 

ไม้ต้นอยู่ในวงศ์เดียวกับมะเกลือ ต้นสูงประมาณ 10-15เมตร ไม่ผลัดใบหรือผลัดใบระยะสั้น พบขึ้นตามป่าดิบเขา และป่าทุ่งหญ้า ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกของประเทศไทย กระจายทั่วไปที่ระดับความสูง 750-1,500เมตร ลักษณะ เปลือกต้นสีน้ำตาลอมเทาหรืออมแดงมีรอยแตก ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับรูปไข่ ขอบขนาน กว้าง3-6.5ซม.ยาว8-18ซม.ใบอ่อนมีขนสีน้ำตาลทองปกคลุมใบแก่เรียบเกลี้ยงหรือ มีขนสีน้ำตาลเข้มบนเส้นใบด้านบน ดอก แยกเพศอยู่ต่างต้น ดอกเพศผู้ออกเป็นช่อเล็กตามซอกใบ รูประฆัง กลีบเลี้ยงและกลีบดอก4-5กลีบ เกสรเพศผู้ 13-40อัน ดอกเพศเมียออกเป็นดอกเดี่ยวดอกใหญ่กว่าดอกเพศผู้ ผลขนาด2.5-4ซม.สีส้มอมเหลือง ฉ่ำน้ำ กลมหรือรูปไข่ ปลายบนและล่างบุ๋มเล็กน้อย มีขนคล้ายไหมปกคลุมหนาแน่นซึ่งถูหลุดออกง่าย ชั้นกลีบเลี้ยงที่เจริญตามผลแผ่กว้างและเป็นคลื่น เมล็ดสีน้ำตาลเข้ม3-7เมล็ด เรียงเป็นรูปดาว
ใช้ประโยชน์- ผลสุกกินได้
-วนเกษตรใช้ ต้นไม้ถูกปลูกเป็นสายพันธุ์บุกเบิกในภาคเหนือของประเทศไทยในโครงการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูป่าไม้พื้นเมือง - ปลูกในป่าเสื่อมโทรมและพื้นที่เปิดโล่งผสมกับสายพันธุ์อื่น ๆ ที่มีความสามารถในการเติบโตอย่างรวดเร็ว ผลิตพุ่มใบที่หนาแน่นและปราบวัชพืช และดึงดูดสัตว์ป่าที่กระจัดกระจายโดยเฉพาะนกและค้างคาว กล้วยฤาษี ยังใช้เป็นต้นตอของต้นมะพลับในการติดตาและทาบกิ่ง
-ใช้อื่น ๆ  เนื้อไม้แข็ง มัน หนักมีลาย สวย ชักเงาได้ดี ใช้สำหรับงานแกะสลัก นิยมใช้ทำด้ามปืน
ระยะออกดอก---กันยายน - ตุลาคม---ระยะผลแก่---พฤศจิกายน-ธันวาคม
ขยายพันธุ์--- เมล็ด ต่อกิ่ง ติดตา
อ้างอิง-ภาพประกอบ --- หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร

26 กลาย/Mitrephora keithii

ชื่อวิทยาศาสตร์---Mitrephora keithii Ridl
ชื่อพ้อง---Has 1Synonyms
---Mitrephora lophophora C.E.C.Fisch.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---กลาย, กล้วยค่าง, มหาพรหม, ลำดวนเหลือง
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---คาบสมุทรอินโดจีนพม่า ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์
ไม้ ต้นขนาดเล็กมีถิ่นกำเนิดอยู่ทางภาคใต้ของประเทศไทยพบขึ้นกระจายในป่าดิบแล้งและป่าเบญจพรรณทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ ที่ระดับความสูง 50-700เมตร
ลำต้นสูง2-4เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลดำ แตกกิ่งน้อยขนานกับพื้นดิน ทรงพุ่มโปร่ง เนื้อไม้เหนียว ใบรูปขอบขนาน กว้าง3-4ซม.ยาว8-12ซม.ผิวใบมันทั้งสองด้าน  ดอกออกตรงข้ามใบดอกมีกลิ่นหอมอ่อนๆเมื่อเริ่มบานมีสีเหลืองนวลและบานทน อยู่ได้นาน2-3วันเมื่อใกล้โรยสีจะเปลี่ยนเป็นเหลืองเข้มขึ้นออกดอกตลอดปี ดอกขนาด2-3ซม. ผลเป็นผลกลุ่ม มีผลย่อย4-7ผลรูปทรงกระบอก กว้าง1ซม.ยาว1.5-2ซม.ผลอ่อนสีเขียวเมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีขาวนวล
ใช้ประโยชน์-ใช้เป็นยา เปลือกเนื้อไม้ใช้เป็นยาขับมุตกิดระดูขาวของสตรี ขับเลือดร้ายในเรือนไฟของสตรีหลังคลอดบุตร
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับดอกมีกลิ่นหอมอ่อน
ระยะออกดอกติดผล---เมษายน-กรกฎาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง  ต้นกลายมีดอกหอมเพียงบางต้น จึงควรเลือกขยายพันธุ์โดยวิธีตอนกิ่งจากต้นที่มีดอกหอม
ภาพประกอบเพื่อการศึกษา : หนังสือ พรรณไม้วงศ์กระดังงา ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น ภาพ: อภิชัย อิงควุฒิ

27 ก่วม/Acer oblongum

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---    Acer oblongum Wall. ex DC
ชื่อพ้อง---Has 9 Synonyms

-Acer buzimpala Buch.-Ham. ex D.Don -Acer nepalense Dippel
-Acer itoanum (Hayata) H.L.Li -Acer oblongifolium Dippel
-Acer laikuanii Ling -Acer oblongum var. pachyphyllum W.P.Fang
-Acer lanceolatum Molliard -Euacer laevifolium Opiz
-Acer laurifolium D.Don

ชื่อสามัญ    ---Himalayan maple, Evergreen maple, Kashmir maple, Flying Moth Maple, Smooth Leaf Maple.
ชื่ออื่น---    ก่วม, กำเบ้อ; [Thai: kuam, kum ber]; [Chinese: Fēi é shù]; [Nepali: Phiraphire, Putalee Phool].
ชื่อวงศ์---    ACERACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย    
เขตการกระจายพันธุ์---เทือกเขาหิมาลัย จีนตอนใต้ พม่า ลาว ตอนเหนือของเวียตนาม ไทย

 

มีถิ่นกำเนิดอยู่ในป่าภูเขาในเทือกเขาหิมาลัย เนปาล แคชเมียร์ในอินเดีย ปากีสถานและจีนตะวันตกเฉียงใต้แพร่กระจายไปยัง พม่า ลาว ตอนเหนือของเวียตนาม ไทย เติบโตในเป่าชื้นโดยเฉพาะตามลำธาร  ที่ระดับความสูง 600 - 2,000 เมตร
ในประเทศไทยพบกระจายห่าง ๆ ยกเว้นภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้
ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่สูงถึง 40 เมตรเป็นไม้กึ่งผลัดใบ พบมากที่ดอยอินทนนท์ กระจายประปรายในที่อื่นๆ ในป่าดิบชื้นที่ยังไม่ถูกรบกวน ตามป่าดิบแล้ง และป่าดิบ บริเวณริมแม่น้ำ ที่ระดับความสูง 200-1,300 เมตร จากระดับน้ำทะเล ลักษณะของต้นก่วมมีลำต้นตรงยาว เรือนยอดแน่นทึบ ลำต้นมีพูพอนเล็กน้อย เปลือกต้นสีน้ำตาลแดง เมื่อต้นแก่เปลือกจะเป็นเกล็ด ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปไข่ หรือมนรี ขนาดของใบ กว้าง3-6ซม.ยาว7-12ซม.สีเขียวเข้มด้านบน ด้านล่างใบสีขาวเทา ดอกไม้แยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ช่อดอกแตกแขนงสั้นๆ ดอกสีขาวขนาด0.5ซม.กลีบเลี้ยง5กลีบ รูปสามเหลี่ยมแคบ ยาว2 มม. กลีบดอก5กลีบ รูปไข่กลับแคบ ยาว3-5 มม. เกสรเพศผู้ 8 อัน ผลออกเป็นผลคู่มีปีกขนาด3.5-7.5ซม. ผลอ่อนสีชมพูอ่อน
ต้องการตำแหน่งแสงแดดเต็มหรือร่มเงาบางส่วน ดินร่วนหรือดินทราย ดินชื้นมีการระบายน้ำดี pH ที่เป็นกรดสูงถึงด่างเล็กน้อย- Acerเป็นพืชสหายที่ไม่ดียับยั้งการเจริญเติบโตของพืชใกล้เคียง-อายุยืนยาว 50 ถึง 150 ปี
-ใช้ประโยชน์ไม้ใช้งานไม่ทน ในที่โล่งแจ้ง ใช้สำหรับอุปกรณ์ทางการเกษตร, เหมาะสำหรับทำโครงสร้างรอง หรือการก่อสร้างเล็กน้อย ใบพอจะเลี้ยงสัตว์ได้
ระยะออกดอก---ธันวาคม-มกราคม---ติดผล---กุมภาพันธ์-มีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิง-ภาพประกอบเพื่อการศึกษา : หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร


28 กว้าว/ Haldina cordifolia


ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Haldina cordifolia (Roxb.) Ridsdale
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Adina cordifolia (Roxb.) Benth. & Hook.f. ex B.D.Jacks.
---Nauclea cordifolia Roxb.
---Nauclea sterculiifolia A.Rich. ex DC.
ชื่อสามัญ---Yellow teak, Saffron teak, Heart-leaved nauclea, Haldu tree
ชื่ออื่น---ขว้าว,กว้าว,คว่าว(ภาคกลาง,ภาคเหนือ),กาว(เลย),ขาว(อุบลราชธานี,อุดรธานี), ขะเฝ่า(จันทบุรี),จะวาว(เขมร สุรินทร์),ตองแดงเหลือง,ตะเพียนทอง(ลำปาง), ตองเหลือง,ตานควาย,ตุ้มควาย(เชียงใหม่),ตุ้มกว้าว(ภาคเหนือ),กระทุ่มดง ,กระทุ่มแดง(กาญจนบุรี),กระทุ่มขว้าว (ตาก),ตุ้มก้านแดง,เฝ้า (เพชรบูรณ์),ล่องเลาะ (นครราชสีมา,วาว(สุราษฎร์ธานี)
 khwao, kwao, (Central, Northern); kao (Loei); khao (Ubon Ratchathani, Udon Thani); kha fao (Chanthaburi); cha-wao (Khmer-Surin); tong daeng lueang, ta phian thong (Lampang); tong lueang, tan khwai, tum khwai (Chiang Mai); tum khwao (Northern); kra thum dong, kra thum daeng (Kanchanaburi); kra thum khwao (Tak); tum kan daeng, fao (Phetchabun); long lo (Nakhon Ratchasima); wao (Surat Thani).]; [Assamese: Tarakchapa] ; [Hindi: Karam, Haldu, Kadami]; [Tamil: Manjakadambai, Poonthekku, Mannakatampu.]; [Sanskrit: Girikadamba]; [Sinhalese: kalon, kolong,kolon];[Khmer: Kvaw, khvao];[Vietnam: gao];[Myanmar: Hnau, knaw]

ชื่อวงศ์ --- RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ศรีลังกา พม่า คาบสมุทรอินโดจีน จีนตอนใต้ คาบสมุทรมาลายา
ขึ้นกระจายใน จีน, อินเดีย, ศรีลังกา, อัสสัม, บังคลาเทศ, พม่า, ไทย, กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม, มาเลเซีย พบใน ป่าฝน ป่ากึ่งโล่งแจ้ง ป่าผลัดใบผสม มักจะขึ้นปะปนกับไม้สัก เติบโตไปตามแม่น้ำหรือพื้นที่เปลี่ยนผ่านระหว่างพื้นที่ชุ่มน้ำหนองน้ำและพื้นที่ดินร่วนปนแห้งซึ่งถูกน้ำท่วมเป็นระยะเวลาสั้น ๆ เป็นพืชเขตร้อนซึ่งพบได้ที่ระดับความสูงไม่เกิน 1,000 เมตร
ไม้ ต้นสูงได้ถึง 30 (-45)เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 30 ซม.เรือนยอดกลมและโปร่ง ลำต้นตรงเปลือกต้นสีน้ำตาลอ่อนถึงเทาเข้มใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่กว้าง ขนาดกว้าง 8-15ซม.ยาว8-16ซม. ปลายใบแหลมโคนใบรูปหัวใจใบอ่อนสีเขียวอ่อนก้านใบสีชมพู กิ่ง ก้านอ่อนเป็นสันสี่เหลี่ยม พบหูใบชัดเจนที่ยอด ใบอ่อนและดอกแตกจากตุ่มตาเดียวกัน
ดอก ช่อแบบช่อกระจุกแน่น แกนช่อดอกกลม กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็นห้าแฉกสีเหลืองนวลหรือออกชมพูมีกลิ่นหอมเล็กน้อย ก้านชูยอดเกสรเพศเมียยาวพ้นหลอดกลีบดอกสีเขียว เกสรเพศผู้สั้นมากเชื่อมติดกับหลอดกลีบดอกด้านบน  ผลแห้งแตก ขนาด4-5มม.เป็นช่อกลม จะมีแกนแข็งกั้นระหว่างเมล็ด ผลแตกจากปลายผลลงระหว่างแกนแข็ง  เมล็ดขนาดเล็กปลายแหลมมีปีกแคบๆ
ต้นไม้เล็กชอบตำแหน่งที่มีแสงถึงร่มเงาปานกลาง แต่มีความต้องการแสงมากขึ้นเมื่อโตขึ้น ขึ้นได้ดีในดินส่วนใหญ่ ดีที่สุดในสภาพที่ดินลึกและอุดมสมบูรณ์ ชอบดินชื้นมีการระบายน้ำดี  pH ในช่วง 5.5 - 6.5, ที่ทนได้ 5 - 7.5
ใช้ประโยชน์ -ใช้เป็นยา เปลือกไม้ใช้เป็นน้ำยาฆ่าเชื้อและยาแก้ไข้ น้ำผลไม้ของพืชถูกนำไปใช้ภายนอกเพื่อฆ่าหนอนในแผล การแช่รากใช้ในการรักษาโรคท้องร่วงและโรคบิด
-ใช้อื่น ๆ แก่นไม้มีสีเหลือง สีขาวเมื่อสด เปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อนหรือสีน้ำตาลแดงเมื่อสัมผัส เนื้อไม้มีน้ำหนักปานกลางแข็งปานกลางค่อนข้างทนทาน เนื้อไม้มีความทนทานต่อกรดเหมาะสำหรับใช้เป็นท็อปม้านั่งในห้องปฏิบัติการ ใช้ในงานตกแต่งภายใน ทำเฟอร์นิเจอร์ และงานแกะสลัก
ระยะออกดอก---มิถุนายน-กันยายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

29 ก่อแซะ/Anacolasa ilicoides


ชื่อวิทยาศาสตร์---Anacolasa ilicoides Mast.
ชื่อพ้อง---    No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ก่อแซะ
ชื่อวงศ์---OLACACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์    ---พม่าตอนเหนือ ภาคเหนือของไทย อินเดีย ภูมิภาคอินโดจีน
ไม้ ต้นขนาดเล็กสูง 10-12เมตร ไม่ผลัดใบ พบตามป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง ที่ระดับความสูง 800-1,000 ม.เปลือกต้นสีน้ำตาลออกครีม เปลือกบาง มีรอยแตกตื้นๆเปลือกชั้นในสีครีม ไม่มีน้ำยางใบ กว้าง2-8ซม.ยาว8-20ซม.ใบเดี่ยวเรียงสลับ  ค่อนข้างอยู่ในแนวระนาบ ขอบใบเรียบใบด้านบนเรียบเป็นมันสีเขียวเข้ม ดอกขนาดเล็ก 3-4มม.สีเขียวอ่อน ออกเป็นช่อสั้นเป็นกระจุกตามซอกใบ ช่อยาว1-3ซม.กลีบดอกแยก5กลีบกลีบกนามีขนหนาแน่น  ผลขนาด2-4ซม.เมื่อสุกสีแดงหรือส้มมีเมล็ดเดียวแข็ง ต้มรับประทานได้                                                                                                                 ระยะออกดอกติดผล---พฤษภาคม-ธันวาคม                                                                                                      
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิง-ภาพประกอบเพื่อการศึกษา ---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร  ---ไม้ต้นในสวน Trees in the Garden โดย องค์การสวนพฤกษศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี (The Botanical Garden Organization) Office of the Prime Minister พิมพ์ครั้งที่1 พฤษภาคม 2542

ก่อ

วงศ์: FAGACEAE

พืช วงศ์ก่อ กระจายอยู่ในเขตอบอุ่น ทั่วโลกประมาณ700ชนิด ในภาคเหนือพบอยู่4สกุลประมาณ40-60ชนิด เป็นไม้ผลัดใบหรือไม่ผลัดใบ ไม่มียาง เปลือกต้นมักหนาจะมีรอยแตกตื้นๆ ใบเรียงสลับวนรอบมักเป็นกลุ่มใกล้ปลายกิ่ง ดอกขนาดเล็กมักมีสีครีมอมเหลือง ออกเป็นช่อเรียวยาวที่ปลายกิ่งและซอกใบบนๆ ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียแยกช่อในต้นเดียวกัน ผลเป็นแบบนัท (nut) มีกาบกลมหุ้มทั้งหมดหรือหุ้มบางส่วน ตัวอย่างของพืชในวงศ์นี้ที่รู้จักกันดีคือ โอ๊ก ในสกุล Quercus ซึ่งผลมีเปลือกแข็งแบบนัทและมีเมล็ดเดียว

30 ก่อจุก/ Quercus eumorpha

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Quercus eumorpha Kurz.
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Quercus eumorpha subsp. yaiensis
---Lithocarpus eumorphus (Kurz) A.Camus
---Cyclobalanopsis eumorpha (Kurz) Schottky
ชื่อสามัญ--None
ชื่ออื่น --- ก่อ ก่อจุก
ชื่อวงศ์ ---FAGACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย พม่า ไทย
มีถิ่นกำเนิดในพม่าแพร่กระจายไปยังตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ไทย ที่ระดับความสูงถึง2600เมตร
ในประเทศไทยพบที่ไหล่เขาระดับสูงบนดอยอินทนนท์
ก่อจุก Quercus eumorpha เป็นไม้วงศ์ก่อไม่ผลัดใบขนาดเล็กสูงถึง10เมตร มักจะแคระแกรน ใบ รูปใบหอกแกมรูปไข่ ขนาด6-10 X 2.5-4.5 ซม. ขอบใบมีซี่หยักป้านๆที่ปลายใบ ใบแก่เหนียวสีเขียวเรียบเกลี้ยง ผลช่อขนาดยาวถึง5ซม.มีเพียง1-2ผล นัท1.8-2ซม.รูปไข่เกลี้ยง กาบหุ้มรูปถ้วยสีน้ำตาลหนาและเหนียว เมื่อผลอ่อนเกล็ดจะชัดเจน รูปสามเหลี่ยมเรียงชิดกัน เมื่อผลสุกเกล็ดจะไม่ชัดเจน เรียงตัวเป็นวงแคบ
อ้างอิง-ภาพประกอบเพื่อการศึกษา : หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร

31 ก่อแดง/Quercus kingiana

ชื่อวิทยาศาสตร์---Quercus kingiana Craib.
ชื่อพ้อง---  No synonyms are recorded for this name.  
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ก่อแดง, ก่อแมงนูน, ก่อตี่, ก่อหัววอก, ก่อขี้หมู, ก่อหยวก; [ko daeng,ko hua wok, ko mang noon]; [Chinese: Lán cāng lì]
ชื่อวงศ์--- FAGACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์    ---จีนตอนใต้ ตอนเหนือของพม่า ภาคเหนือของไทย
พบตามป่าเบญจพรรณและป่าดิบเขา พบทั่วไปในป่ากึ่งโล่งแจ้ง บางครั้งปะปนกับไม้เต็งรัง ที่ระดับความสูง 600-1,300 เมตร
ไม้ ผลัดใบสูง10-15เมตร  ลักษณะเปลือกต้นสีเทาเข้มถึงดำ แตกระแหงลึก เปลือกชั้นในสีแดงแก่มีลายจางๆ ใบเดี่ยว (2)4-6x(6)10-16 ซม.เรียงสลับรูปรี ขอบใบหยักห่างหนาคล้ายแผ่นหนัง ดอกขนาดเล็กแยกเพศอยู่ร่วมต้น ต่างช่อ ดอกเพศผู้ห้อยลง ช่อดอกเพศเมียตั้งตรง ผลออกเดี่ยวหรือเป็นคู่ เมล็ดเดียวเรียวแฃ็งรูปทรงกระบอก มีฐานรองดอกเจริญเป็นถ้วยหุ้มที่ฐาน ผนังด้านนอกเป็นเกล็ดรูปสามเหลี่ยม
ใช้ประโยชน์ เนื้อไม้ใช้สร้างบ้าน นิยมใช้ทำถังหมักแอลกอฮอล์
อ้างอิง, ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :---ไม้ต้นในสวน Trees in the Garden พิมพ์ครั้งที่1 พฤษภาคม 2542


32 ก่อเดือย/Castanopsis acuminatissima

ชื่อวิทยาศาสตร์---Castanopsis acuminatissima (Bl.) A.DC.
ชื่อพ้อง---Has 15 Synonyms

Basionym: Castanea acuminatissima Blume Quercus acuminatissima (Blume) A.DC.
Castanea sessilifolia Blume Quercus fagiformis Jungh.
Castanopsis bejaudii A.Camus Quercus junghuhnii Miq.
Castanopsis junghuhnii (Miq.) Markgr. Quercus lineata Miq.
Castanopsis nebularum Hickel & A.Camus Quercus varingifolia Miq.
Castanopsis schlenckerae F.M.Bailey Synaedrys acuminatissima (Blume) Koidz.
Castanopsis sessilifolia (Blume) A.DC. Synaedrys fagiformis (Jungh.) Koidz.
Pasania acuminatissima (Blume) Oerst.

ชื่อสามัญ---Castanopsis chestnut, White oak
ชื่ออื่น---ก่อเดือย,  [Tradename: PNG Oak]
ชื่อวงศ์--- FAGACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์    ---บังคลาเทศ ตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย พม่า คายสมุทรอินโดจีน จีนตอนใต้ ไต้หวัน คาบสมุทรมาเลย์ อินเดีย ชวา นิวกินี
มีถิ่นกำเนิดอยู่ใน บังคลาเทศ แพร่กระจายผ่านเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ไปยัง ปาปัวเซีย พบตามป่าดงดิบ ส่วนใหญ่อยู่บนเนินเขาและสันเขาและมักจะอยู่ในดินร่วนปนทราย ที่ระดับความสูง 300 - 2,500 เมตร
ไม้ ต้นไม่ผลัดใบขนาดใหญ่สูงถึง 25 (-40) เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 100ซม.ต้นสีน้ำตาลเข้ม มีรอยแตกตามยาวลึก เปลือกหนา ใบเดี่ยว 9.0-11.5 x 2.5-3.5 ซม.  รูปหอกปลายสอบแหลมฐานใบกลมหรือป้าน ขอบใบเรียบหรือมีรอยหยักซี่เลื่อยใกล้ปลายใบ ใบสีเขียวเข้มเป็นมันด้านล่างออกสีเงิน ช่อดอกออกที่ซอกใบ ดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้นผลขนาด 1 ซม.มีก้านชัดเจนรูปมนรีเบี้ยว กาบหุ้มผลมีหนามสั้นๆเรียงห่างๆกัน ผิวนอกบางมีขนเล็กน้อยผิวในมีขนคล้ายไหม แตกได้ เมล็ด 1เมล็ด เมล็ดขนาด 1-10 มม.
ต้องการแสงแดดจัด ดินร่วน ดินปนทราย ดินที่ชื้นมีการระบายน้ำดี ค่าความเป็นกรด - ด่างที่เหมาะสม: กรด, กลางและดินพื้นฐาน (อัลคาไลน์) ไม่สามารถเติบโตได้ในที่ร่ม
ใช้ประโยชน์ -ใช้กินได้ เมล็ด - ดิบหรือสุก นำไปต้มหรือคั่วได้ - เมื่อสุกแล้วจะมีรสชาติคล้ายข้าว
-วนเกษตรใช้ เป็นสายพันธุ์บุกเบิก เป็นหนึ่งในกรอบพรรณไม้ชนิดหนึ่งปลูกเพื่อฟื้นฟูป่าเขตร้อนที่แห้งแล้งตามฤดูกาลในภาคเหนือของประเทศไทย ในโครงการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูป่าไม้พื้นเมือง - ปลูกในป่าเสื่อมโทรมและพื้นที่เปิดโล่งผสมกับสายพันธุ์อื่น ๆ ที่มีความสามารถในการเติบโตอย่างรวดเร็ว ผลิตพุ่มใบที่หนาแน่นปราบวัชพืช และดึงดูดสัตว์ป่าที่กระจัดกระจายโดยเฉพาะนกและค้างคาว
-ใช้อื่น ๆ ไม้เป็นสีขาว ใช้สำหรับทำเฟอร์นิเจอร์สะพานพื้นไม้อัด ลำต้นและเปลือกไม้ใช้ในการก่อสร้างบ้านแบบดั้งเดิม ไม้สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิง
ขยายพันธุ์---เมล็ด
ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย
โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร

33 ก่อตาคลอย/Quercus lenticellata


ชื่อวิทยาศาสตร์---Quercus lenticellata Barnett.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Cyclobalanopsis lenticellata (Barnett) Hjelmq.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ก่อตาคลอย; [Thai: ko ta kloy(Chiangmai)]
ชื่อวงศ์--- FAGACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์    ---เประเทศไทย
มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ประเทศไทย
ไม้ ไม่ผลัดใบ  ขนาดใบกว้าง2-4.5ซม.ยาว6-13ซม. ปลายใบแหลมหรือป้านทั้งสองด้าน ใบแก่ด้านบนเกลี้ยงด้านล่างมีขนสีครีม กาบผลกว้าง1.2-1.8ซม.รูปถ้วยลึก ปิดมากกว่าหรือน้อยกว่าครึ่งผลของนัท กาบบางมีเกล็ดรูปสามเหลี่ยมชิดกัน เรียงเป็นวงไม่ชัดเจน นัทขนาด1.2-2ซม.รูปไข่ปลายติ่ง รอยแผลแบนหรือเว้านูนที่ฐาน
ใบใช้เป็นอาหารสัตว์ ไม้เป็นเชื้อเพลิง
ขยายพันธุ์---เมล็ด
ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย
โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร


34 ก่อนก/Lithocarpus polystachyus

ชื่อวิทยาศาสตร์---Lithocarpus polystachyus (Wall.)Rehd.
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Pasania polystachya (Wall. ex A.DC.) Oerst.    
---Quercus bancana Kurz    
---Quercus polystachya Wall. ex A.DC.    
---Synaedrys polystachya (Wall. ex A.DC.) Koidz.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ก่อนก, ก่อเอียก, ก่อหมาก, ก่อหมู, [Thai: ko nok, ko eiak]; [Chinese: Duō suì shí kē, DuōSuìShíKēYè (Pinin), Tián cháyè]
ชื่อวงศ์--- FAGACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตการกระจายพันธุ์    ---ไทย ลาว เวียตนาม
ไม้ ต้นไม่ผลัดใบขนาดกลางสูง11-15เมตร แตกกิ่งก้านต่ำเปลือกต้นสีเทาใบเดี่ยว ยาว 7-14 ซม. กว้าง 3-4 ซม. เรียงสลับรูปรีหรือใบหอก ขอบใบเรียบ ใบแก่บางและเหนียว ด้านล่างบางครั้งจะมีนวล ก้านใบด้านบนมีปีกเล็กน้อย ดอกขนาดเล็กแยกเพศอยู่ร่วมต้น ออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายกิ่ง ช่อดอกยาว 8-10 ซม ช่อดอกเพศ ผู้ไม่ค่อยมีหนามแหลมดอกเพศเมียใน 3 กลุ่มมักจะออกผล 1 ผล ผลเส้นผ่านศูนย์กลางฝังลึก 6-8 มม.เชื่อมติดกันบนก้านรวม ผลมีเปลือกแข็งเมล็ดเดียวรูปไข่ที่โคนมีกาบหุ้มผลผิวด้านนอกเป็นเกล็ดเรียง ซ้อนกัน ออกเป็นช่อผล
-ใช้ประโยชน์ ใช้เป็นยา เป็นพืชที่มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกันในด้านยาและอาหาร หลังจากแช่แล้วจะมีความหวานสูงจึงเรียกว่าชาหวาน Dusuishike มีประวัติอันยาวนานในฐานะเครื่องดื่มชาหวานและสมัยก่อนใช้มันเพื่อล้างความร้อนและล้างพิษและบรรเทาความดันโลหิต
-รากใบและผลไม้ ใช้เป็นยารักษา ล้างความร้อน ล้างพิษแก้เสมหะขับลม ความร้อนชื้นและท้องร่วง ไอกับไข้ปอด , แผลพุพอง, อาการคันของผิวหนัง  ความดันโลหิตสูง ราก สำหรับโรคที่ทำให้ร่างกายอ่อนแอ
-ใช้อื่น ๆ เนื้อไม้ใช้ทำฟืน เปลือกมีสารแทนนินสูงในช่วงฤดูหนาว และมีสารนี้น้อยมากในฤดูร้อน
ระยะออกดอก---พฤษภาคม-กันยายน---ออกผล---พฤษภาคม-กันยายนของปีถัดไป
ขยายพันธุ์---เมล็ด
ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร


35 ก่อใบเลื่อม/Castanopsis tribuloides


ชื่อวิทยาศาสตร์---Castanopsis tribuloides (Sm.) A.DC.
ชื่อพ้อง---Has 8 Synonyms

-Castanea microcarpa Lindl. ex Wall.     -Quercus loureiroi Hance    
-Castanea tribuloides (Sm.) Lindl.     -Quercus tribuloides Sm.    
-Quercus caudata Lindl. ex Wall.     -Balanoplis tribuloides Raf.    
-Quercus armata D.Don     -Quercus acuta Buch.-Ham. ex Wal

ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ก่อใบเลื่อม ก่อหลั่ง  ;  [Thailand: Gaw dey Chiang Mai)]; [Assamese: Phul-singori]; [China: ni li zhui]; [LAOS: ton ko bai heuom]
ชื่อวงศ์--- FAGACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-เนปาล อินเดีย พม่า ลาว เวียตนาม จีนตอนใต้
พบในเทือกเขาหิมาลัยที่ระดับความสูงไม่เกิน 1,800 เมตร
ไม้ต้นไม่ผลัดใบสูงถึง12-18  เมตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 60 ซม. เปลือกต้นสีน้ำตาลเหลืองถึงน้ำตาลเทามีร่องแตกผิวบาง ใบรูปใบหอกหรือรูปไข่ขอบขนาน กว้าง 2.5-4.5 ซม. ยาว 7-13 ซม.ขอบใบมักมีซี่หยักตื้นๆ ใกล้ปลายใบ ใบแก่ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างใบสีเขียวอมเทา มีผงนวลสีน้ำตาลครีมที่หลุดง่าย ช่อดอกตั้งตรงยาว 10-15 ซม.ดอกแยกเพศอยู่ในต้นเดียวกัน ดอกเล็กสีเขียวยาว 1 ซม.ผลเป็นช่อ ออกเดี่ยวๆหรือเป็นคู่ผิวนอกของกาบหุ้มผลมีหนามแหลมกระจายอยู่บริเวณเส้นของ กาบผลเป็น4แถวไม่ชัดเจน เมล็ดมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 16 มม.
ต้องการแสงแดดจัดสามารถเติบโตได้ในที่ร่ม ดินร่วนปน มีค่า pH ที่เหมาะสม ทนดินกรด ดินชื้นสม่ำเสมอ
-ใช้ประโยชน์ ก่อชนิดนี้เป็นชนิดที่พบมากที่สุด- เมล็ด - ดิบหรือสุก ใช้กินได้ รสชาดดี
-ใช้เป็นยา แก้งูสวัด
-เป็นสายพันธุ์บุกเบิกในภาคเหนือของประเทศไทยในโครงการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูป่าไม้พื้นเมือง - ปลูกในป่าเสื่อมโทรมและพื้นที่เปิดโล่งผสมกับสายพันธุ์อื่น ๆ
-การใช้งานอื่น ๆ ไม้สีเทาหยาบเนื้อแข็งปานกลางค่อนข้างหนัก เปราะ ลายไม้หยาบ ไม่คงทน ใช้สำหรับทำไม้กระดาน, เปลือกมีแทนนินมากนำมาใช้เป็นสีย้อมเพื่อเส้นใยทนฝนและแดด ใบเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ กิ่งก้านและลำต้นของสายพันธุ์ Castanopsis จำนวนมากถูกใช้เป็นท่อนซุงในการเพาะเห็ด ไม้ใช้เป็นเชื้อเพลิง แต่ไม่ได้ทำถ่านที่ดี
ระยะออกดอก---พฤษภาคม - มิถุนายน---ติดผล---ตุลาคม-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด
ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร

36 ก่อพวง/Lithocarpus fenestratus

ชื่อวิทยาศาสตร์---Lithocarpus fenestratus (Roxb.) Rehd
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Pasania fenestrata (Roxb.) Oerst.
---Quercus callicarpifolia Griff.
---Quercus fenestrata Roxb.
---Synaedrys fenestrata (Roxb.) Koidz.
ชื่อสามัญ---South-china Tanoak
ชื่ออื่น---ก่อพวง, [Thai: ko pueng]; [Chinese: Ní kē, Huī lì, tiě qīnggāng (yúnnán) huánán kē, Ní zhuī chóu ]
ชื่อวงศ์--- FAGACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-อินเดีย พม่า ไทย ลาว เวียตนาม จีน ฮ่องกง
กระจายอยู่ในประเทศอินเดีย ภูฏาน ทิเบต จีน (กวางจง กวางสี ยูนนาน) พม่า  และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ มักจะเกิดในภูเขา ป่าดิบแล้ง ที่ระดับความสูง 1,700 เมตร
ไม้ ต้นสูงถึง 20-30 เมตร ไม่ผลัดใบกิ่งใหญ่ตั้งขึ้น ลำต้นอ้วนสั้น ฐานมักเป็นร่อง เปลือกสีเทาถึงน้ำตาลแก่ มักมีแต้มสีขาว ใบเดี่ยวเรียงสลับแบบวนรอบ ขอบใบเรียบ ขนาดใบกว้าง3-8ซม.ยาว12-22ซม. ใบอ่อนสีชมพูมีขนประปราย  ใบแก่ด้านบนเกลี้ยงสีเขียวเข้ม ใบด้านล่างสีซีดกว่ามีขนคล้ายสักกะหลาดคลุมหนาแน่น ก้านใบยาว 5-10 มม
ช่อดอกเพศผู้มักอยู่ในช่อดอก ช่อดอกเพศเมียยาวถึง 25 ซม. ผลเป็นกลุ่มแน่นบนช่อที่ตั้งขึ้น กาบหุ้มผลเกือบคลุมนัททั้งหมด เปลือกบางและแตกได้ ผิวนอกมีเกล็ดโค้งเป็นตะขอ2-3มม.สีน้ำตาลอมเทาคล้ายกำมะหยี่ผลขนาด1.4-1.9 ซม.รูปกลมหรือแบนเล็กน้อยสีน้ำตาล
ประโยชน์ที่นำมาใช้ ทำถ่าน ใบเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ เนื้อไม้ใช้ในการก่อสร้างทั่วไป แต่เนื้อไม้หนักใช้งานยาก ฐานรองผลมีสารแทนนินสูง
ระยะออกดอก---สิงหาคม-ตุลาคม---ติดผล---สิงหาคม - ธันวาคม ปีต่อไป
ขยายพันธุ์---เมล็ด
ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร

37 ก่อแพะ/Quercus kerrii


ชื่อวิทยาศาสตร์---Quercus kerrii Craib
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Cyclobalanopsis kerrii (Craib) Hu
---Quercus dispar Chun & Tsiang [Illegitimate]
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ก่อแพะ, ก่อแอบ [Thai: ko paae, ko aab]; [Chinese: mao ye qing gang]
ชื่อวงศ์--- FAGACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-จีน บังคลาเทศ พม่า ไทย กัมพูชา เวียดนาม ลาว


มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยและเวียดนาม ขึ้นกระจายไปในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ในป่าดิบชื้น ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ที่ระดับความสูง 400 - 1,250 เมตร ในประเทศจีนพบขึ้นบนภูเขาในป่าโปร่งที่ระดับความสูง100 - 1,800 เมตร ในประเทศไทยพบเป็นบางแห่งในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามป่าเต็งรัง ป่าเต็งรังผสมผลัดใบ ในระดับความสูง400-700เมตร
ไม้ต้นขนาดเล็ก-ขนาดกลางผลัดใบในฤดูแล้ง สูง 15-20 (-40) เมตร  ลักษณะเปลือกนอก แตกเป็นร่องยาวลึก เปลือกในสีน้ำตาลแดงหรือแดงคล้ำ
ใบ เดี่ยว10-24 x 3-8 ซม. เวียนสลับ ใบรูปรีกึ่งใบหอกกลับ ขอบใบจักฟันเลื่อย แผ่นใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ใบอ่อน สีม่วง ก้านใบยาว 1-2 ซม.ดอกแยกเพศ ออกตามง่ามใบและปลายกิ่ง ช่อดอกเพศเมียเดี่ยว, 2-5 (-7) ซม. ผลกลมแป้นขนาด 2 ซม. เปลือกแข็ง และมีกาบรองรูปถ้วยรองรับตัวผล 1 ผลต่อ 1 กาบ ตามผนังด้านนอกของรูปกาบถ้วย ปกคลุมด้วยเกล็ดเชื่อมเป็นแผ่นบางๆเรียงอยู่โดยรอบ ผลแก่ไม่หลุดจากกาบรองรูปถ้วย เมล็ดรูปไข่มีความยาว 7 - 12 มม. และกว้าง 20 - 28 มม.
ใช้ประโยชน์ ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารและเป็นแหล่งของไม้
-ใช้กินได้ ผลสุก เมล็ด กินได้ โดยทั่วไปเมล็ดจะถูกทำให้สุกก่อนแม้ว่ามันจะกินดิบได้ก็ตาม มันสามารถกินได้ทั้งหมดแม้ว่ามันจะแห้งกว่าปกติ บดเป็นผงและใช้ ในสตูว์ ฯลฯ หรือผสมกับซีเรียลสำหรับทำขนมปัง
-ใช้เป็นยา ถูกนำมาใช้ในการแพทย์แผนโบราณของหลายวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งแทนนิน ยาต้มหรือแช่เป็นยาสมานแผลต้านเชื้อแบคทีเรีย, เชื้อรา, น้ำยาฆ่าเชื้อและห้ามเลือด ถูกนำมาใช้ภายในเพื่อรักษาสภาพเช่นท้องเสียเฉียบพลันบิดและตกเลือด ภายนอกจะใช้เป็นน้ำยาบ้วนปากในการรักษาอาการปวดฟันหรือเหงือกและถูกนำไปใช้ในการล้างแผลไฟไหม้ปัญหาผิวต่าง ๆ ริดสีดวงทวาร อวัยวะเพศและเยื่อบุทวารหนักอักเสบ สารสกัดจากพืชใส่ในขี้ผึ้งใช้สำหรับการรักษาบาดแผล
-ใช้ อื่น ๆ ไม้มีสีเหลืองอ่อน ใช้ในการก่อสร้าง เปลือกและฐานรองผลมีสารแทนนินมาก ใช้เป็นสีย้อมและยังใช้ในหลายวัฒนธรรมเพื่อทำหมึก
-ควรอนุรักษ์ไว้เพราะเป็นพืชถิ่นเดียวของไทยและมีจำนวนไม่มากนัก
-รู้จักอันตราย ทุกส่วนของพืชมีแทนนิน ในขณะที่แทนนินพบได้ในอาหารหลายประเภทและมีการใช้ยาหลายชนิด ซึ่งมักจะอยู่ในระดับความเข้มข้นต่ำเท่านั้น ในอาหารบางชนิดที่ทำจากเมล็ด อาจมีปริมาณแทนนินค่อนข้างสูงยกเว้นอาหารที่ได้รับการบำบัดเพื่อลดปริมาณแทนนิน
แทนนินที่มีความเป็นพิษต่ำเท่านั้นเนื่องจากมีรสขมและฝาดจึงไม่น่ารับประทานในปริมาณมาก อย่างไรก็ตามหากรับประทานมากเกินไปอาจทำให้ปวดท้องได้ ท้องผูกตามมาด้วยอาการท้องเสียมีเลือดออก กระหายมากเกินไป  และปัสสาวะมากเกินไป
ระยะออกดอก---มีนาคม-พฤษภาคม---ติดผล---ตุลาคม-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด
ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย
โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร

38 ก่อสร้อย/Carpinus viminea

ชื่อวิทยาศาสตร์---Carpinus viminea Wall. ex Lindl.
ชื่อพ้อง---Has 11 Synonyms

-Carpinus viminea chiukiangensis -Carpinus kenpukwan Koidz.
-Carpinus tehchingensis Hu -Carpinus fargesii latifolia
-Carpinus macrostachya (Oliv.) Koidz. -Carpinus fargesii Franch.
-Carpinus laxiflora macrostachya -Carpinus fargesii C.K.Schneid.
-Carpinus laxiflora fargesii -Carpinus davidii (Franch.) C.K.Schneid.
-Carpinus laxiflora davidii

ชื่อวิทยาศาสตร์---Carpinus viminea Wall. ex Lindl.
ชื่อพ้อง---Carpinus londoniana H.J.P.Winkl.
ชื่อสามัญ---Hornbeam, Farges' Hornbeam,  Himalayan Hornbeam.
ชื่ออื่น---ก่อสร้อย, สนสร้อย, ก่อหัด, ;  [Vietnam: Duyên mộc mây]; [Chinese: Léigōng é ěr lì]
ชื่อวงศ์--- BETULACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์    --- จีน, เกาหลี, เทือกเขาหิมาลัย, อินโดจีนตอนเหนือ
ขึ้นกระจายอยู่ใน ทิเบต อินเดีย (หิมาลัยตะวันตกและอัสสัม) บังคลาเทศ เนปาล จีน  เกาหลี  พม่า ไทย เวียดนาม พบตามป่าดิบแล้งเขตร้อน ที่ระดับความสูง 400-2,000 เมตร
ก่อสร้อยไม่ใช่ไม้ในวงศ์ ก่อ (FAGACEAE) แต่เป็นไม้ในวงศ์เดียวกับ กำลังเสือโคร่ง (BETULACEAE)**ส่วนตัว- ซึ่งจะหาอ่านได้ในบทความพืชสมุนไพร 1 ไม้ต้นเดียวกันไม่อยากลงไว้ในหลายที่ เดี๋ยวจะเป็น duplicate copy ตัวเองไป**เป็นหนึ่งในสายพันธุ์ของCarpinusที่แพร่กระจายในเอเชียตะวันออก
ก่อสร้อยเป็นไม้ผลัดใบถิ่นเหนือของประเทศไทยที่ขึ้นประปรายในที่ชื้น ที่ไม่มีไฟป่าเข้า ต้นสูงได้ถึง 10-25เมตร เปลือกต้นสีเทาอ่อนเกลี้ยงดูแกร่ง ใบเดี่ยว กว้าง 3.5-5 ซม.ยาว 9-12 ซม.ขอบใบมีซี่จักแหลมเป็นคู่ไม่สม่ำเสมอ ใบแก่