สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

สารพัดต้นไม้จัดสวน

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

สวนสไตล์ต่างๆ

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ชื่อนั้นสำคัญไฉน

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 19/01/2020
สถิติผู้เข้าชม 9,137,228
Page Views 14,009,920
 
« January 2020»
SMTWTFS
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 

ต้นไม้ในป่า5

ต้นไม้ในป่า5

ต้นไม้ในป่า 5

For information only-the plant is not for sale

1 ผักไผ่ต้น/Pittosporum nepaulense 48 มะเดื่อเกลี้ยง/Ficus racemosa var. racemosa
2 ผักหวานป่า/Melientha suavis 49 มะเดื่อสาย/Ficus semicordata
3 ผ่าเสี้ยนดอย/Vitex quinata 50 มะเดื่อหอม/Ficus hirta Vahl var. hirta
4 ผูก/Ficus variegata var. variegata 51 มะแตกต้น/Casearia flexuosa 
5 พญามะขามป้อมดง/ Cephalotaxus griffithii  52 มะนอดน้ำ/Ficus heterophylla
6 พรมคต/Heliciopsis terminalis 53 มะนาวดำ/Serverinia buxifolia
7 พรหมขาว/Mitriphora alba  54 มะนาวเทศ/Trigonostemon thyrsoideus
8 พระเจ้าร้อยท่า/ Heteropanax fragrans 55 มะนาวผี/Atalantia monophylla
9 พริกนก/Orophea enterocarpa 56 มะนาวเหลี่ยม/Merope angulata 
10 พลองกินลูก/Memecylon ovatum 57 มะเนียงน้ำ/Aesculus assamica 
11 พลองแก้มอ้น/Memecylon lilacinum 58 มะผด/Rhus chinensis
12 พลองขี้ควาย/Memecylon caeruleum 59 มะฝ่อ/ Trewia nudiflora
13 พลองเหมือด/Memecylon edule 60 มะแฝด/Monocarpia marginalis 
14 พลับเขา/Diosperos undulata var.crataricalyx 61 มะแฝดหลวง/Monocarpia marginalis 
15 พะวา/Garcinia speciosa 62 มะพร้าวนกกก/Horsfieldia glaba
16 พิกุลป่า/Adinandra integerrima 63 มะพลับพรุ/Diospyros lanciefolia 
17 พังคีต้น/Lophopetalum duperreanum 64 มะพลับยอดดำ/Diospyros collinsae
18 พันจำ/Vatica odorota 65 มะแฟน/Protium serratum 
19 พุดโกเมน/Rothmannia longiflora  66 มะม่วงกะล่อน/Magnifera caloneura
20 พุดทุ่ง/Holarrhena curtisii 67 มะม่วงขี้ไต้/Magnifera sylvatica
21 พุดนา/Gardenia hygrophilla 68 มะม่วงนก/Buchanania glaba 
22 พุดหอมไทย/Rothmannia thailandica 69 มะม่วงหัวแมงวัน/Buchanania lanzan 
23 พุทราทะเล/Ximenia americana 70 มะมุ่น/Elaeocarpus stipularis
24 โพขี้นก/Ficus rumphii 71 มะมุ่นดง/Elaeocarpus sphaericus
25 โพบาย/Balakata baccata 72 มะมุ่นพีพ่าย/Elaeocarpus lanceifolius
26 โพสามหาง/Symingtonia populnea  73 มะเม่าสาย/Antidesma sootepense
27 มณฑาดอย/Magnolia liliifera 74 มะยาง/ Sarcosperma arboreum
28 มณฑาดอย/Talauma hodgsonii 75 มะลิต้น/Diospyros brandsiana
29 มณฑาป่า/Manglietia garrettii 76 มะหนามนึ้ง/Vangueria pubescens
30 มณฑาภู/Magnolia henryi  77 มะห้อ/Spondias lakonensis
31 มณฑิรา/Manglietia insignis 78 มะห้า/Syzygium albiflorum
32 มณฑาสวรรค์/Magnolia delavayi 79 มะหากาหนัง/Eunonymus similis
33 มหาพรหมราชินี/Mitrephora sirikitiae 80 มือพระนารายณ์/Schefflera elliptica
34 มะกอกดอน/Schrebera swietenioides 81 เม่าช้าง/Antidesma bunius
35 มะกอกหนัง/Choerospondias axillaris  82 เม่าเหล็ก/Antidesma velutinosum
36 มะกัก/Spondias bipinnata 83 โมกการะเกด/Wrightia Karaketii
37 มะเกลือกา/Diospyros gracilis 84 โมกขน/Wrightia coccinea
38 มะเกิ้ม/Canarium subulatum 85 โมกเขา/Wrightia lanceolata
39 มะขม/Pittosporopsis Kerri 86 โมกเทวา/Chonemorpha griffithii
40 มะขาว/Trivalvaria pumila 87 โมกพะวอ/Wrightia tokiae
41 มะแขว่น/Zanthoxylum rhetsa 88 โมกสยาม/Wrightia siamensis
42 มะควัด/Ziziphus rugosa   89 โมกหลวง/Holarrhena pubescens
43 มะคังดง/Ostodes paniculata 90 โมกเหลือง/Wrightia viridiflora
44 มะคังแดง/ Dioecrescis erythroclada 91 โมกเหลืองใบบาง/Wrightia lecomtei
45 มะเค็ด/Catunaregam tomentosa 92 โมกเหลืองหอม/Wrightia laevis
46 มะดะหลวง/Garcinia xanthochymus 93 โมลีสยาม/Reevesia pubescens var. siamensis
47 มะดูกดำ/ Xanthophyllum virens 94 ไม้เกื้อดง/Michocarpus pentapetalus


ผักไผ่ต้น/Pittosporum nepaulense


ชื่อวิทยาศาตร์---Pittosporum napaulense (DC.) Rehder & E. H. Wilson
ชื่อพ้อง---Has 7 Synonyms
---Celastrus verticillata Roxb.
---Celastrus verticillatus Roxb., nom. nud., nom. invalid.
---Pittosporum floribundum Wight & Arn.
---Pittosporum floribundum Wight & Arnott ex Royle
---Pittosporum napaulense var. rawalpindiense Gowda
---Pittosporum verticillatum Wall.
---Senacia napaulensis DC.
ชื่อสามัญ---Ginger tree, Cheesewood, Golden Fragrance.
ชื่ออื่น---ผักไผ่ต้น(เชียงใหม่) ; [THAI: Phak phai ton.]; [CHINESE: dian zang hai tong.]; [ASSAMESE: Dieng-mulo,Shi-ing.]; [HINDI: Hindi: raini, tumri.];  [KANNADA: Tammatha,Ekkadi.]; [MALAYALAM: Kasumaram.]; [NEPALI: Khorsane.]; [TAMIL: Kattu Sampangi.]; [TELUGU: Rakamuti.]
ชื่อวงศ์---PITTOSPERACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน บังคลาเทศ, ภูฏาน, อินเดีย, พม่า, เนปาล, ปากีสถาน, สิกขิม


มีถิ่นกำเนิดใน อินเดีย ภูฏานและเนปาล ช่วงกระจายพื้นเมือง แอฟริกา---มหาสมุทรอินเดียตะวันตก: มาดากัสการ์ ---ประเทศจีน [Yunnan Sheng (w.), Xizang Zizhiqu (s.)]---เอเชียเขตร้อน--อินเดีย: บังคลาเทศ ภูฏาน อินเดีย เนปาล สิกขิม ปากีสถาน พบขึ้นใน ป่าดิบทึบ ป่าดิบแล้ง ป่าผลัดใบ ที่ระดับความสูง  400-2000 เมตร
ในประเทศไทยพบทางตะวันออกเฉียงเหนือ
ไม้ต้นขนาดเล็ก ไม่ผลัดใบสูงถึง2-10 เมตร ลักษณะลำต้นคดงอ เปลือกต้นเรียบสีเทาอ่อนหรือสีน้ำตาลอมเทา, ผิวเรียบมีรูอากาศสีน้ำตาลเข้มหนาแน่นเปลือกในสีน้ำตาลอ่อน ใบเดี่ยว  5-20 x 2-8  ซม., รูปไข่แกมรูปใบหอก ออกเป็นกลุ่มที่ปลายช่อก้านใบยาว1-3 ซม. ปลายใบมนรีแคบ ขอบใบเป็นคลื่น กิ่งอ่อนมีขนสีขาวปกคลุม ดอกไม้สีขาว กลีบเลี้ยง 1-1.25 มม. รูปไข่ กลีบดอก 6 x 2 มม.รูปขอบขนาน ผลอ่อนสีเหลืองหม่น ผลสุกเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม แตกได้เป็น2ซีก เนื้อในเป็นเมือกมีเมล็ดสีแดง1-5เมล็ด ขนาด 2-3 มม.
ใช้ประโยชน์ ผลเป็นอาหารนกบางชนิด
ระยะออกดอก/ติดผล---กุมภาพันธ์-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด อายุยืนยาว 50 - 150 ปี                                                                                                    อ้างอิงภาพประกอบเพื่อการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย            โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร หอพรรณไม้ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2549

ผักหวานป่า/Melientha suavis


ชื่อวิทยาศาตร์---Melientha suavis Pierre.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Melientha acuminata Merr.
ชื่อสามัญ---Melientha (En)
ชื่ออื่น---ผักหวาน, ผักหวานป่า (ทั่วไป) ; [Thailand: phak waan paa.]; [LAOS: Hvaan.]; CAMBODIA: Daam prec, Dhammapia.]; [VIETNAM: rau sắng, rau ngót rừng.]; [MALAYSIA: Tangal (Sabah).]; [PHILIPPINES: Malatado.]
ชื่อวงศ์---OPILIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ - ไทย, กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์
มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย คาบสมุทรมาเลเซีย ลาว กัมพูชา เวียดนาม ซาบาห์และฟิลิปปินส์ เกิดขึ้นตามธรรมชาติในป่าผลัดใบ ไม่ค่อยพบในป่าดิบแล้ง (หุบเขาชายเขตของลำธาร) ที่ระดับความสูง 300-900 (-1500) เมตร ทั่วบริเวณนี้เกิดขึ้นกันอย่างดุเดือดและบางครั้งอยู่ในการเพาะปลูก สายพันธุ์นี้หายากในมาเลเซียและฟิลิปปินส์ ประเทศไทยพบได้ทั่วทุกภาค ตามป่าเบญจพรรณในที่ราบหรือเชิงเขาที่มีความสูงไม่เกิน 600 เมตรจากระดับน้ำทะเล
ไม้ต้นขนาดเล็กสูงได้ถึง10-12(-15) เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาล เมื่อแก่เป็นสีเทาอมดำ  ผิวลำต้นขรุขระ ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปรีถึงรูปไข่ หรือรูปไข่กลับ ขนาดใบ กว้าง2.5-5ซม.ยาว6-12ซม. ปลายใบเป็นติ่งแหลม โคนใบสอบเรียว ออกเรียงสลับกันแผ่นใบสีเขียวเป็นมัน ดอกช่อแบบแยกแขนง ดอกแยกเพศอยู่ในช่อดอกเดียวกัน ออกตามลำต้นและซอกใบใกล้ปลายยอด ดอกย่อยขนาดเล็กเป็นตุ่มสีเขียวอัดกันแน่น ประกอบด้วยดอกเพศผู้ที่ไม่มีก้านดอก 3-5 ดอก ส่วนดอกเพศเมีย มีก้านดอกยาวประมาณ 3-8 มม. มักพบเป็นดอกเดี่ยว หรืออาจพบเป็นกลุ่ม 3-5 ดอก ผลสดทรงรีสีเหลืองถึงแดง ขนาด  1.5-2 ซม. ยาว 2.2-4 ซม. ติดกันเป็นพวงเหมือนผลมะไฟ มีเมล็ดแข็ง 1เมล็ด
ใช้ประโยชน์---ใชักินได้ ใบและยอดอ่อนนิยมำไปต้ม ลวกจิ้ม นำไปผัดหรือทำแกงต่างๆ เมล็ดผักหวานป่านำมาต้มให้สุกใช้กินได้ เยื่อหุ้มเมล็ด และเนื้อเมล็ดให้รสหวานมัน ในปัจจุบันพบว่ามีการนำผักหวานป่ามาพัฒนาเป็นชาสำเร็จรูป ซึ่งเป็นเครื่องดื่มต้านอนุมูลอิสระ นอกจากนี้ยังมีการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผักหวานป่าอีกหลากหลายรูปแบบ เช่น น้ำผักหวานป่า ไวน์ คุกกี้ ขนมถ้วย ข้าวเกรียบ ทองม้วน เป็นต้น
-ใช้ปลูกเป็นต้นไม้ริมรั้ว เป็นแนวรั้วหรือแนวเขตแดน
-ใช้เป็นยา ใบอ่อน ยอดอ่อน ช่วยในการขับถ่าย ให้โปรตีน พลังงาน คาร์โบไฮเดรตและเส้นใยอาหาร  ป้องกันโรคเกี่ยวกับปราสาท และสมอง เช่น อัลไซเมอร์ ป้องกันโรคมะเร็ง ป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด ป้องกันโรคเบาหวาน ลดความอ้วน บำรุงร่างกาย แก้ร้อนใน ช่วยลดไข้ แก้น้ำดีพิการ แก้อาการเบื่อเมา บรรเทาอาการปวดมดลูก ใบ และน้ำยางจากใบนำมาเคี้ยวหรือกลั้วภายในปาก สำหรับแก้ลิ้นเป็นฟ้า  ใบ และยอดอ่อนนำมาต้มน้ำดื่ม ช่วยแก้กระหายน้ำ ป้องกันโรคปากนกกระจอก ราก และลำต้น ช่วยย่อยอาหาร ขับลมในลำไส้ แก้ท้องเสีย แก้พิษร้อนถอนพิษไข้ แก้น้ำดีพิการ แก่นลำต้นนำมาต้มกับต้นนมสาว ใช้เป็นยากระตุ้นน้ำนม
รู้จักอันตราย--- ใบอ่อนและดอกที่ใช้ปรุงอาหาร ใบอ่อนคล้ายผักหวานเมา Urobotrya siamensis Hiepko ที่มีพิษอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
ตวามเชื่อ---ชาวกะเหรี่ยงไม่นิยมปลูกผักหวานป่าในบ้านเพราะเชื่อว่าทำให้คนในบ้านป่วย
รยะออกดอก---ธันวาคม-มีนาคม---ติดผล---เมษายน-สิงหาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำราก ตอนกิ่ง (ใช้วิธีเพาะเมล็ดดีที่สุด)

ผ่าเสี้ยนดอย/Vitex quinata


ชื่อวิทยาศาตร์---Vitex quinata (Lour.) F.N.Williams
ชื่อพ้อง---Has 11 Synonyms

-Cornutia quinata Lour. -Vitex padangensis Hallier f.
-Vitex altmannii Moldenke -Vitex quinata f. lungchowensis S.L.Liou
-Vitex babula Buch.-Ham. ex Wall. -Vitex secundiflora var. longipes Moldenke
-Vitex celebica Koord. -Vitex sumatrana Miq.
-Vitex heterophylla Roxb. -Vitex undulata Wall.
-Vitex loureiroi Hook. & Arn.

ชื่อสามัญ---Wild Vitex, Five-leaf Chaste Tree.
ชื่ออื่น---ผ่าเสี้ยนดอย, อีแปะ,แปะ(นครราชสีมา),ซาคาง(อุดรธานี),ตะพุนเฒ่า(ตราด),มะคัง(อุบลราชธานี),สะคางต้น,หมากสะคั่ง(เลย), หมากเล็กหมากน้อย(ประจวบคีรีขันธ์);  [THAI: pha sian doi (Chiang Mai), sa khang (Udon Thani),ta phun thao (Trat), pae, i pae (Nakhon Ratchasima), ma khang (Ubon Ratchathani), sa khang ton, mak sa khang (Loei), mak lek mak noi (Prachuap Khiri Khan)]; [CHINESE: shan mu jing.]; [TAIWAN: Shān bù jiāng, wū tián, bù jīng shù]; [JAPANESE: Ooninjinboku]; [INDIA: Dieng-sart-udkhar (Khasi), Tirale-chiang (Naga), Dippamann (Telugu).]
ชื่อวงศ์---LAMIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---  อนุทวีปอินเดีย, จีน, พม่า, ไทย, ลาว, เวียดนาม, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, ปาปัวนิวกินี, หมู่เกาะแคโรไลน์


มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตร้อนและเอเชียกึ่งเขตร้อน-หมู่เกาะแคโรไลน์พบทั่วไปในป่าผสมผลัดใบ ป่าดิบแล้ง ป่าไม้บนเนินเขาที่ระดับความสูง 200 - 1,200 เมตร
ไม้ต้นไม่ผลัดใบสูงถึง25เมตรเปลือกไม้สีน้ำตาลอมเทามีรอยแตกตื้นๆ ค่อนข้างนุ่มลักษณะ เหมือนไม้ก๊อกหนาประมาณ 1 ซม.ใบประกอบ3ใบย่อย หรือรูปนิ้วมือ กว้าง2.5-5ซม.ยาว5-22ซม.ก้านใบอ้วนมีขนยาวประมาณ 3-10 ซม.ยอดอ่อนมีขนห่างๆ ใบแก่เรียบเกลี้ยง ดอกสมบูรณ์เพศ ช่อดอกออกที่ปลายก้านหรือระหว่างซอกใบยาว(5)ถึง35ซม. ดอกสีครีมหรือเหลืองมีแต้มสีม่วงมีกลิ่นหอม ผลกลมขนสดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1-1.5 ซม..ผลอ่อนสีเขียว สุกสีดำ
ใช้ประโยชน์--ใช้เป็นยา เปลือกไม้ ใช้เป็นยาดองบำรุงร่างกายและเป็นยาบำรุงกำลัง ดื่มเพื่อกระตุ้นความอยากอาหารและเจริญอาหาร ดื่มมากจะทำให้เมา
-ใช้อื่น ๆ เนื้อไม้มีลักษณะเนื้อแข็ง ยืดหยุ่นทนทานต่อความชื้น ใช้สำหรับการก่อสร้างบ้าน สะพานและเรือ
ระยะออกดอก---มีนาคม-พฤษภาคม---ผลแก่---ตุลาคม-มกราคม
อ้างอิงภาพประกอบเพื่อการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์, พินดา สิทธิสุนธร, วิไลวรรณ อนุสารสุนทร หอพรรณไม้ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2549

ผูก/Ficus variegata 

ชื่อวิทยาศาตร์---Ficus variegata blume.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Ficus variegata Blume var. variegata
ชื่อสามัญ---Common Red Stem Fig, Red stem fig, Green fruited fig, Variegated fig.
ชื่ออื่น---ผูก(กระบี่); [THAI: phuuk.];[CHINESE: za se rong.]; [JAPAN: giran-inu-biwa.]; [PHILIPPINES: tangisang bayawak.]; [INDONESIA: gele, gondang, nyawai.]; [SULAWESI:  kayu, pahobo.]; [MALAY: Tumbuhan Libo]; [VIETNAM: sung trổ, sung vè, vả rừng.]
ชื่อวงศ์---MORACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย จึน พม่า คาบสมุทรอินโดจีน หมู่เกาะอันดามัน มาเลเซีย หมู่เกาะโซโลมอน รัฐควีนสแลนด์
กระจายอยู่ในพื้นที่กว้างใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่อินเดียไปจนถึงหมู่เกาะแปซิฟิก มีถิ่นกำเนิดในหมู่เกาะอันดามัน, ออสเตรเลีย (ควีนส์แลนด์), จีน (ฝูเจี้ยน, กวางตุ้ง, กวางสี, ไหหลำและยูนนาน,), อินเดีย, อินโดนีเซีย (ชวา, กาลิมันตัน, เกาะซุนดาน้อย, โมลุกกะ, สุลาเวสีและสุมาตรา) ญี่ปุ่น (หมู่เกาะริวกิว), มาเลเซีย, พม่า, หมู่เกาะนิโคบาร์, ปาปัวนิวกินี, ฟิลิปปินส์, หมู่เกาะโซโลมอน, สิงคโปร์, ไต้หวัน, ไทยและเวียดนามซึ่งเติบโตในป่าชื้นที่ระดับความสูงต่ำ ประเทศไทยเป็นไม้ถิ่นเหนือมักพบริมธารน้ำ
ไม้ ผลัดใบสูงถึง25-40เมตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้นสูงสุด 110 ซม.ลักษณะทรงต้น เรือนยอดกลม โคนต้นเป็นพูพอน กิ่งก้านอ้วน ใบเดี่ยวเรียงสลับชนาดของใบกว้าง4-13ซม.ยาว9-25ซม. ขอบใบมีหยักตื้นประปราย โคนใบกลมหรือรูปหัวใจ ผล แบบมะเดื่อขนาด2-3.5ซม.เกาะเป็นกลุมแน่นบนก้านแข็งสั้นๆ ตามกิ่งและลำต้น ช่อผลยาวถึง7.5ซม.เมื่อสุกสีแดงเข้ม มีจุดขาวๆมักจะมีลายเส้น ก้านผลยาวเรียว2.5-6ซม.ด้านบนมีกาบเล็กๆ
ใช้ประโยชน์-ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารยาและแหล่งที่มาของไม้และขี้ผึ้ง ขี้ผึ้งขายในตลาดท้องถิ่น
-ใช้กิน ใบและผลกินได้แต่ไม่อร่อยส่วนมากใช้เลี้ยงสัตว์
-ใช้เป็นยา เปลือกต้น ผลใช้เป็นยาแก้บิด น้ำยางใช้ทาในการรักษาบาดแผล รากใช้เป็นยาแก้พิษ
-อื่น ๆ ไม้มีคุณภาพต่ำใช้สำหรับการก่อสร้างชั่วคราว งานหล่อแบบคอนกรีต งานตกแต่งภายใน ลิ้นชัก ลังผลไม้ เป็นต้นไม้ใช้สำหรับเลี้ยงครั่ง ไม้ใช้เป็นเชื้อเพลิง ต้นไม้เป็นแหล่งของขี้ผึ้งที่ใช้ในงานผ้าบาติก
ระยะออกดอก/ติดผล
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ
อ้างอิงภาพประกอบเพื่อการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์, พินดา สิทธิสุนธร, วิไลวรรณ อนุสารสุนทร หอพรรณไม้ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2549


พญามะขามป้อมดง/ Cephalotaxus griffithii

ชื่อวิทยาศาตร์--- Cephalotaxus griffithii Hook.f.
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Cephalotaxus fortunei var. lanceolata (K.M.Feng ex W.C.Cheng, L.K.Fu & C.Y.Cheng) Silba
---Cephalotaxus lanceolata K.M.Feng ex W.C.Cheng, L.K.Fu & C.Y.Cheng
---Cephalotaxus talonensis W.C.Cheng & K.M.Feng ex S.G.Lu & X.D.Lang
ชื่อสามัญ---Griffith's plum yew
ชื่ออื่น---มะขามป้อมดง(เชียงราย); ดอยสะเด็น(เชียงใหม่); พญามะขามป้อม, หิ้ง(เลย); สะวาลา, เส่วาลา(กะเหรี่ยง-เชียงใหม่); [FRENCH: queue de vache de Griffith.]
ชื่อวงศ์---CEPHALOTAXACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย พม่า ไทย กัมพูชา ลาว เวียตนาม จีน

 

พืชท้องถิ่นในภาคเหนือของอินเดีย(อรุณาจัลประเทศ อัสสัม)ตะวันออกของหิมาลัย ตอนเหนือของพม่าและในประเทศจีน ( เสฉวน,ยูนนาน) ขึ้นกระจัดกระจายไปยังลาว ไทย เวียดนามพบขึ้นอยู่ในป่าผสมตั้งแต่ระดับความสูง700-1900เมตร
ในประเทศไทยพบในภาคเหนือ ขึ้นตามป่าดิบเขา ที่สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่1,000-1,800 เมตร
เนื่องจากถูกคุกคามที่อยู่อาศัยมีการลดลงเนื่องจากการกวาดล้างป่าเพื่อขยายพื้นที่การเกษตร จัดอยู่ในประเภท 'ใกล้สูญพันธุ์' ใน IUCN Red List of Threatened Species (2013)
เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กหรือไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง15-30เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้นถึง 40-110 ซม.ลักษณะทรงต้น เรือนยอดเป็นพุ่มกลมทึบ กิ่งก้านลู่ลง กิ่งอ่อนมีรอยแผลระบายอากาศสีขาวประปรายทั่วไป  เปลือกต้นสีน้ำตาลแดง ผิวเรียบค่อนข้างมัน หลุดลอกเป็นชิ้นบางๆ ใบ รูปขอบขนานแคบ กว้าง0.2-0.4ซม.ยาว2-5ซม. โคนใบมนป้าน ปลายใบเรียวแหลม หลังใบเป็นมัน ด้านล่างสีซีด ดอกแยกเพศ ดอกเพศผู้ออกเป็นช่อตามง่ามใบ แต่ละช่อมีกาบหุ้มใบเรียงซ้อนกันจนเป็นก้อน ขนาด0.5ซม. ดอกเพศเมียออกเป็นดอกเดี่ยวตามง่ามใบ ผลรูปรีกลม กว้าง1-1.3 ซม.ยาว2-2.5 ซม.ปลายหยักเป็นติ่งแหลม  มีเมล็ดเดี่ยวยาว 35 - 45 มม
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา พืชอาจมีคุณสมบัติเป็นยา เมล็ดและเปลือกไม้มีสรรพคุณทางยาในการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลือง(ในฐานะ Cephalotaxus mannii โดยมี Cephalotaxus griffithii ที่ระบุว่าเป็นคำพ้องความหมาย)
-วนเกษตรใช้ ปลูกเป็นรั้วที่ดีมากทนต่อการตัดแต่งกิ่ง ป้องกันความเสี่ยงในตำแหน่งที่ร่มรื่น
-ใช้อื่น ๆ ไม้คุณภาพสูงทนทานต่อแมลง เนื้อไม้เนียนสวยเหมาะสำหรับทำเครื่องเฟอร์นิเจอร์ที่มีคุณภาพงานฝีมือดี แต่เนื่องจากเป็นไม้หายากและไม่เป็นที่รู้จัก จึงไม่ค่อยนำมาใช้ประโยชน์ไม้ยังใช้ทำฟืน
ระยะออกดอก---พฤศจิกายน-เดือนมีนาคม--- ผลแก่---สิงหาคม-ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ
อ้างอิงภาพประกอบเพื่อการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์, พินดา สิทธิสุนธร, วิไลวรรณ อนุสารสุนทร หอพรรณไม้ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2549

พรหมขาว/Mitriphora alba

ชื่อวิทยาศาตร์---Mitrephora alba Ridl.
ชื่อพ้อง----This name is unresolved.
ชื่อสามัญ---Mitrephora
ชื่ออื่น---พรหมขาว; [THAI: Phrom khao (General).]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---มาเลเซีย ไทย
มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยและมาเลเซียพบขึ้นในป่าดิบชื้นทางภาคใต้ ที่ระดับความสูง50-200เมตร
ไม้ต้นขนาดเล็กสูง5-8เมตร  ลักษณะทรงต้น แตกกิ่งน้อยทรงพุ่มโปร่ง ปลายกิ่งห้อยลู่ลง เปลือกลำต้นเรียบสีดำ กิ่งอ่อนสีน้ำตาลและมีขนอ่อนปกคลุม มีช่องอากาศสีขาวเป็นจุดๆ แตกกิ่งน้อย ใบรูปรี กว้าง4.5-6ซม.ยาว10-14ซม. โคนใบมน ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเป็นคลื่น แผ่นใบบางเหนียวคล้ายแผ่นหนังสีเขียวเข้มเรียบเป็นมันทั้งสองด้าน เส้นแขนงใบเห็นไม่ชัดเจน ดอก ออก1-3ดอก ตรงข้ามใบ กลีบเลี้ยงรูปไข่สีเขียว กลีบดอกเรียงเป็น2ชั้น ชั้นนอกสีขาวชั้นในสีม่วง ดอกบานอยู่ได้1-2วันมีกลิ่นหอมอ่อนตลอดวัน เมื่อดอกใกล้โรยจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน ผลกลุ่ม มีผลย่อย5-9ผล ผลรูปทรงกระบอก ยาว4-6ซม.ผิวขรุขระเมื่อแก่สีเหลือง  
ใช้ประโยชน์--- นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ ดอกสวยงามแปลกตา กลิ่นหอมอ่อนตลอดวัน
-อื่น ๆ  diterpenes ที่ออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่สกัดจากกิ่งก้านมีรายงานว่ามีฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์ปานกลางในการทดสอบกับเซลล์มะเร็งปอดของมนุษย์
ระยะออกดอก---มีนาคม-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด การทาบกิ่ง

พระเจ้าร้อยท่า/ Heteropanax fragrans


ชื่อวิทยาศาตร์---Heteropanax fragrans (Roxb. ex DC.) Seem.
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Basionym: Panax fragrans Roxb.
---Aralia fragrans (Roxb.) G. Don ex Loud.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---พระเจ้าร้อยท่า ตู๊เจ้าร้อยท่า อ้อยช้าง ; [THAI: Phra chao roi thaa.]; [CHINESE: Huǎng sǎn fēng, huǒ tōng mù.]; [ASSAMESE: Keseru, Koroinga, Koronda.]
ชื่อวงศ์---ARALIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เนปาล ภูฏาน อินเดีย จีน พม่า ไทย ลาว เวียตนาม


ขึ้นกระจายในจีน (ฝูเจี้ยน, กวางตุ้ง, กวางสี, ไหหลำ, ยูนนาน) ภูฏาน, อินเดีย, อินโดนีเซีย, พม่า, เนปาล, ไทย, เวียดนาม]เติบโตตามธรรมชาติในป่าในภูเขาหุบเขาที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 1,000เมตร. ประเทศไทยพบขึ้นประปรายในที่โล่งแจ้งระดับต่ำกว่า900เมตร
ไม้ ยืนต้นขนาดเล็กสูงประมาณ8เมตรลักษณะทรงต้น มักมีลำต้นเดี่ยวคล้ายปาล์ม ต้นอ่อนมีหนามแหลม ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ก้านใบยาว 15-450 ซม.ใหญ่มาก ไม่มีหนาม ใบย่อยรูปไข่หรือขอบขนาน (3-) 5.5-13 × (1.5-) 3.5-6 ซม. ใบอ่อนมีขนรูปดาว ออกดอกขณะทิ้งใบ ผลขนาด 0.8 ซม. เป็น 2 พูแบนมีขนสีแดงรูปดาว ผลรูปไข่ขนาด 5-7 × 3-5 มม. บีบอัดด้านข้างเล็กน้อย ก้านผล0.8มม.หนา2-3มม.
ใช้ประโยชน์---ลำต้นและเปลือกรากใช้ทำยา  ไม้ใช้ทำอุปกรณ์เครื่องดนตรี  นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับให้ร่มเงา
ระยะออกดอก---กุมภาพันธ์-มีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด---อ้างอิงภาพประกอบเพื่อการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์, พินดา สิทธิสุนธร, วิไลวรรณ อนุสารสุนทร หอพรรณไม้ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2549

พรมคต/Heliciopsis terminalis 

ชื่อวิทยาศาตร์---Heliciopsis terminalis (Kurz) Sleum
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Heliciopsis henryi (Diels) W.T. Wang    
---Heliciopsis lobata var. microcarpa C.Y. Wu & T.Z. Hsu    
---Helicia terminalis Kurz    
---Helicia henryi Diels: Hand.-Mazz.
ชื่อสามัญ--None
ชื่ออื่น---พรมคต เหมือดคนดง เหมือดคนขาว เหมือดตัวผู้; ; [Phrom kot]; [CHINESE: Zhà sāi shù.]; [VIETNAM: Song quắn.]
ชื่อวงศ์---PROTEACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย พม่า ไทย กัมพูชา ลาว เวียตนาม จีน
ขึ้นกระจาย ในจีน (ยูนนาน กวางตุ้ง กวางสี ไหหลำ) ภูฏาน อินเดีย ตะวันออกเฉียงเหนือพม่า ไทย กัมพูชาและเวียดนามตอนเหนือ  เกิดในป่าดิบชื้นเขตร้อนกว้างในหุบเขาหรือเนินเขาที่ระดับความสูง 50-700 (-1400) เมตร ประเทศไทยพบตามป่าดงดิบและป่าดิบเขาที่ระดับความสูง600-1,500เมตรจากระดับน้ำทะเล
ไม้ ยืนต้นไม่ผลัดใบ สูง4-20เมตร กิ่งและใบอ่อนเป็นขนสีเทาสนิมจากนั้นค่อยหลุดร่วงไป ใบมีสองชนิดแผ่นใบบาง ก้านใบยาว 1-2.5 ซม. ใบเป็นรูปไข่หรือรูปขอบขนานยาว 15-35 ซม. กว้าง 4-10 ซม. ปลายแหลมยาวถึงเว้าสั้นโคนใบรูปลิ่มหรือเรียวด้านข้างเส้นใบที่เห็นได้ชัดทั้งสองข้างก้านใบของใบมีดยาว 4-5 ซม. โครงร่างเป็นรูปไข่เกือบยาว 25-55 ซม. กว้าง 15-50 ซม. มักจะแยก 3-5 คู่บางครั้งมี 3-7 คู่ (ใบของต้นอ่อนมีรูปร่างแตกต่างจากใบของ ต้นแก่  ใบของต้นอ่อนยาวถึง50ซม.แผ่นใบเป็นพูหยักลึก- ใบของต้นแก่ 20x7ซม.ไม่มีพู  ก้านใบ1.5-4ซม. ) ช่อดอกออกที่ซอกใบ ดอกไม้เพศเมียสมมาตรสดใส  ช่อดอกเพศผู้ยาว 10-24 ซม. มีขนยาว, ตาดอกเพศผู้เชิงเส้นมีความยาว 11-14 มม. สีขาวหรือสีเหลืองอ่อนอับเรณูยาวประมาณ 2.5 มม ช่อดอกเพศเมียมีความยาว 15-22 ซม. และมีขนกระจัดกระจายก้านดอกเพศเมียยาว 8-10 มม.อับเรณูมีความยาวประมาณ 1.5 มม. ผลรูปรีอ่อนสีเขียว สุกสีเหลืองน้ำตาลแบบมีเนื้อ ขนาด3-4.2ซมเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.5-3 ซมไม่มีจุก มี1-2เมล็ด ส่วนครึ่งบนของเมล็ดย่นออกเป็นพวง           
ใช้ประโยชน์--- ใช้เป็นยา ในจีนใช้ใบ ราก ผลล้างความร้อนและล้างพิษ ในท้องถิ่น(กวางสี ใช้ในการรักษาคางทูม ใบ ใช้ภายนอกเพื่อรักษาโรคผิวหนัง  ในเวียตามใช้เปลือกและใบ รักษาตับอ่อนอักเสบ             
ระยะออกดอก---มีนาคม-มิถุนายน---ผลแก่---สิงหาคม-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด ---อ้างอิงภาพประกอบเพื่อการศึกษา---หนังสือ ไม้ต้นในสวน Trees in the Gardenโดย องค์การสวนพฤกษศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี The Botanical Garden Organization Office of the Prime Minister พิมพ์ครั้งที่1 พฤษภาคม 2542 จัดพิมพ์โดย มูลนิธิ ศาสตราจารย์ ดร.สง่า สรรพศรี 


พริกนก/Orophea enterocarpa


ชื่อวิทยาศาตร์---Orophea enterocarpa Maingay ex Hook.f. & Thomson
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---จิงกล้อม (ชุมพร), พริกนก (ตรัง), กล้วยค่าง (ปราจีนบุรี), มะป่วน (ภาคกลาง), ดีปลีต้น, ปีบผล
ชื่อวงศ์--- ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ฟิจิ หมู่เกาะบิสมารค์, เกาะบอร์เนียว, ฟิจิ, แหลมมลายู, นิวกินี, ฟิลิปปินส์, เกาะโซโลมอน, เกาะสุลาเวสี, เกาะสุมาตรา, เวียดนาม
มีถิ่นกำเนิดในแถบเอเซีย แพร่กระจายใน เขตร้อนและฟิจิ หมู่เกาะบิสมารค์, เกาะบอร์เนียว, ฟิจิ, แหลมมลายู, นิวกินี, ฟิลิปปินส์, เกาะโซโลมอน, เกาะสุลาเวสี, เกาะสุมาตรา, เวียดนาม ในประเทศไทยพบกระจายพันธุ์ทางภาคใต้และทางภาคตะวันออก โดยจะพบขึ้นในป่าดิบชื้น
ไม้ ต้นขนาดเล็ก สูง4-7เมตร ใบรูปรีกว้าง 4-7ซม.ยาว12-20ซม.กลีบดอกชั้นนอกสีขาว ชั้นในประกบกัน สีขาวและมีแต้มสีม่วงแดง ไม่มีกลิ่นหหอม ขนาดดอก1.5-2ซม.ผลเป็นผลกลุ่ม ผลย่อยรูปทรงกระบอกปลายแหลมกว้าง1ซม.ยาว3.5-8ซม.เมื่อสุกสีแดงเข้มคล้ายพริก ในถิ่นกำเนิดออกดอกช่วงต้นฤดูฝน มีการคัดเลือกต้นที่นำมาปลูกให้เป็นไม้ประดับต้นเตี้ยและให้ออกดอกตลอดปี ชอบดินร่วนระบายน้ำดี ความชื้นสูงและอยู่ภายใต้ร่มเงา
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา เปลือกไม้ช่วยแก้เลือดร้ายในเรือนไฟหลังสตรีคลอดบุตร
ระยะออกดอก/ติดผล
ขยายพันธุ์---ด้วยวิธีทาบกิ่ง โดยใช้พริกเหลือง (O. cuneiformis) เป็นต้นตอ


พลองกินลูก/Memecylon ovatum


ชื่อวิทยาศาตร์---Memecylon ovatum J.E.Smith.
ชื่อพ้อง---Has 14 Synonyms

-Memecylon edule Fern.-Vill. -Memecylon parviflorum Blanco
-Memecylon edule ovatum (Sm.) C.B.Clarke -Memecylon pierrei Hance
-Memecylon ferreum Blume -Memecylon prasinum Naudin
-Memecylon grande ovatum (Sm.) Trimen -Memecylon rhodophyllum Bakh.f.
-Memecylon laxiflorum Wall. -Memecylon tinctorium Blanco
-Memecylon laxiflorum Wall. ex Ridl. -Memecylon umbellatum Merr.
-Memecylon lucidum C.Presl -Memecylon violaceum Cogn.

ชื่อสามัญ---Delek air tree, Ironwood tree.
ชื่ออื่น---พลองกินลูก,พลองใหญ่(ประจวบคีรีขันธ์) ; [HINDI: Anjan, Kaya.]; [MARATHI: Anjan.]; [TEUGU: Mandi, Lakhone.]; [MALAYALAM: Kanjavu.]; [ORIYA: Neymaru.]; [PHILIPPINES: Kolis, Bayan, Gisian (Tag.).]
ชื่อวงศ์---MELASTOMATACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- อินเดีย พม่า ไทย กัมพูชา ลาว เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์
ป่าเต็งรังที่ลุ่มชายฝั่ง บนสันเขาบนยอดเขาหินปูน มักจะอยู่เป็นสังคม
ประเทศไทยพบในป่าดิบแล้งและป่าดิบชื้นทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก จนถึงภาคกลางตอนล่าง ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนถึง400เมตร
ไม้ยืนต้นขนาดเล็กไม่ผลัดใบ สูง 5-7 เมตร
ลำต้นตรงสูง 8 -14 เมตร แตกกิ่งน้อยเรือนยอดกลมโปร่ง เปลือกสีน้ำตาลอมดำ แตกเป็นสะเก็ดบางและเป็นร่องตื้นตามยาวของลำต้น ใบเดี่ยวออกเรียงตรงข้าม รูปไข่ป้อม ขนาดของใบกว้าง 4-6 ซม.ยาว 8-12 ซม. โคนใบมน ปลายใบแหลมเรียวเว้าเป็นติ่งสั้น ขอบใบเรียบ เนื้อใบหนาสีเขียวเข้มและเกลี้ยงทั้งสองด้าน เส้นแขนงใบด้านบนเป็นร่องตื้นๆ ดอกมีกลิ่นหอมจางๆ ออกเป็นช่อกระจุกซ้อน ยาว3-4 ซม. ขนาดดอกประมาณ7 มม.มี4กลีบออกตามกิ่งเหนือรอยแผลหรือตามซอกใบ ดอกอ่อนสีชมพูขณะบานเต็มที่ มีสีม่วงอมน้ำเงิน ดอกบานพร้อมกันเกือบทั้งต้น ผลกลมมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 7-10 มม.สุกสีม่วงแดงดำมีเนื้อบางๆหุ้ม  เจริญได้ดีในที่ที่มีแสงแดดรำไร และค่อนข้างชื้น ขึ้นได้ในดินทุกชนิด พืชมีอลูมิเนียมในใบทำให้สามารถเติบโตในดินกรดที่อุดมด้วยอลูมิเนียมซึ่งเป็นพิษสำหรับสายพันธุ์อื่น ๆ
ใช้ประโยชน์---ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารยาและแหล่งที่มาของไม้
-ใช้กิน ผลสุกเนื้อหุ้มเมล็ดรสหวานกินได้
-ใช้เป็นยา ยาพื้นบ้านใช้ยาต้มของราก ใช้สำหรับการผิดปกติของประจำเดือนที่มีมากเกินไป น้ำคั้นใบ ใช้เป็นยาสมานแผล และยาต้านจุลชีพ  การแช่จะใช้เป็นการล้างในการรักษา เยื่อบุตาอักเสบ ในอินเดียใช้ใบในการรักษาโรคหนองใน
-อื่น ๆเนื้อไม้เหนียวหนักแข็งแรงและยืดหยุ่นมากใช้ทำอุปกรณ์การเกษตร และใช้เป็นเชื้อเพลิง -ใบอุดมไปด้วยอลูมิเนียมและใช้เป็น mordant ก่อนทำการย้อมสี เช่น ในฟิลิปปินส์ใช้เมื่อระบายสีเส้นใยของปาล์ม
ระยะออกดอก--- เมษายน-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด   
อ้างอิงภาพประกอบเพื่อการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์, พินดา สิทธิสุนธร, วิไลวรรณ อนุสารสุนทร หอพรรณไม้ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2549

พลองขี้ควาย/Memecylon caeruleum

ชื่อวิทยาศาตร์---Memecylon caeruleum Jack.
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms
---Memecylon cordatum Wall.
---Memecylon cyanocarpum C.Y.Wu ex C.Chen
---Memecylon floribundum Blume
---Memecylon manillanum Naudin
---Memecylon pulchrum Kurz
ชื่อสามัญ---Blue strawberry flowers
ชื่ออื่น-พรม,พลองขี้ควาย,พลองแดง,พลองขี้ไต้(ประจวบ).พลองขี้นก(ลำปาง) พลองยอดแดง(กลาง);  [THAI: phrom, phlong khi kwai, phlong khi tai, phlong khi nok, phlong daeng, phlong yot daeng.]; [CHINESE: tian lan gu mu.]
ชื่อวงศ์---MELASTOMATACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้ กัมพูชา ไทย ลาว เวีบตนาม
ขี้นกระจายใน จีน (ไหหลำ, SE Xizang, ยูนนาน)  [กัมพูชา, อินโดนีเซีย, ไทย ลาว เวียดนาม] ตามป่าโปร่งไปยังป่าทึบที่ะดับความสูง 900-1200 เมตร
ในประเทศไทยพบในป่าดิบแล้งบริเวณที่มีต้นไม้อื่นขึ้นอยู่หนาแน่น บริเวณที่ค่อนข้างแล้งและร่ม ที่ระดับความสูง10-400เมตร
ไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบขนาดเล็กสูง 3-6 (-12)  เมตร  ลักษณะทรงต้น เรือนยอดกลมแตกกิ่งน้อย เปลือกนอกสีน้ำตาลอมดำ แตกเป็นสะเก็ดหรือเป็นร่องตื้นตามยาวของลำต้น เปลือกบาง ต้นที่ขึ้นอยู่ในบริเวณหนาแน่นลำต้นมักไม่ตั้งตรง ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปไข่หรือรูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง3-4ซม.ยาว5-7ซม.ก้านใบ 5-10 มม โคนใบมนปลายใบแหลม ผิวใบเรียบเป็นมันทั้งสองด้าน เนื้อใบหนาเกลี้ยงสีเขียวเข้ม ดอกช่อ แบบซี่ร่มสีม่วง-น้ำเงิน มีดอกย่อยจำนวนมากกลีบดอกสีขาวกรือเขียวแกมเหลือง ผลกลมขนาด5-8มิลลิเมตร ผลสดตอนยังอ่อนสีชมพูถึงสีแดงเข้ม เมื่อสุกสีม่วงดำหรือน้ำเงินปนดำ ผลขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง1-1.5ซม.
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ราก ใช้เป็นยาแก้ผิดสำแดง แก้อาหารเป็นพิษ เป็นยาสมาน
เนื้อไม้เหนียวมาก ใช้ทำอุปกรณ์การเกษตร ผลเป็นอาหารสัตว์
ระยะออกดอก---มีนาคม-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด
อ้างอิงภาพประกอบเพื่อการศึหษา---หนังสือ คู่มือดูพรรณไม้ป่าสะแกราช  เล่ม2 โดย ดร. ปิยะ เฉลิมกลิ่น,จิรพันธ์ ศรีทองกุล,อนันต์ พิริยะภัทรกิจ           


พลองเหมือด/Memecylon edule


ชื่อวิทยาศาตร์---Memecylon edule L.
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Memecylon globiferum Wall.
---Memecylon pyrifolium Naudin
---Memecylon umbellatum Blume
ชื่อสามัญ--Kaayam Tree. Delek air.Iron-wood tree.
ชื่ออื่น---พลองเหมือด(ภาคกลาง),พลองดำ(ประจวบคีรีขันธ์),เหมียด(สุรินทร์); [THAI: phlong dam.]; [KANNADA: Aali mara, Nemaaru, Anjan, Anjuni, Lokhandi.]; [MYANMAR: byin-gale, lee-ko-kee, me-byaung, miat, mi-nauk.]
ชื่อวงศ์---MELASTOMATACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย ศรีลังกา พม่า ไทย ลาว เวียตนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์
มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศอินเดีย ศรีลังกา อินโดจีนจนถึงแหลมมลายูเกาะบอร์เนียว  เติบโตในป่าเต็งรังที่ยังไม่ถูกรบกวนเปิดโล่ง ป่าพรุชายฝั่ง ป่ากึ่งภูเขามักจะอยู่ในแหล่งลุ่มน้ำใกล้กับแม่น้ำและลำธาร แต่ก็พบได้ทั่วไปในเนินเขาและสันเขามักจะอยู่ในดินทรายที่ระดับความสูงถึง 1,400 เมตร
ไม้ ต้นขนาดกลางสูง 5-7เมตร  เปลือกของลำต้นขรุขระเป็นร่อง มีสีน้ำตาลดำ ใบเดี่ยวออกตรงข้ามกัน ลักษณะของใบรูปวงรีคล้ายโล่ แผ่นใบเรียบเป็นมันมีสีเขียวเข้ม ม้วนขึ้นเขาหาเส้นกลางใบเล็กน้อย ปลายใบแหลม ขอบใบขนาน ความกว้างของใบประมาณ 2-3 ซม. และยาวประมาณ 3-5ซม. ดอกออกเป็นช่อกระจุกตามปลายกิ่งดอกตูมสีชมพูเมื่อบานเป็นสีม่วงแกมน้ำเงิน ผลติดอยู่ตามปลายกิ่ง ผลเป็นผลเดี่ยวคล้ายลูกหว้า ผลดิบมีสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะมีสีม่วงเกือบดำ ข้างในผลมีเมล็ด 1 เมล็ด
ใช้ประโยชน์---ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้เป็นไม้และผลไม้ที่กินได้ซึ่งใช้ในท้องถิ่น และนิยมปลูกเป็นไม้ประดับ
-ใช้กิน ผลมีรสฝาดหวาน กินเป็นผลไม้ ยอดอ่อนกินเป็นผักสด
-ใช้เป็นยา  เปลือกต้นใช้รักษาแผลฟกช้ำ ดอกไม้ใช้ในการรักษาอาการอักเสบของเยื่อบุ  รากหรือลำต้นใช้ต้มรักษาโรคกระเพาะอาหาร หรือต้มผสมกับยาอื่น รักษาโรคหืด น้ำยางจากลำต้นนำมาใช้ทาส้นเท้าเพื่อลดรอยแตกได้ พลองเหมือดมีสรรพคุณเป็นสมุนไพรใช้บำรุงเลือด บำรุงน้ำนม เมื่อนำไปผสมกับเหมือดโลดใช้ปรุงเป็นยาแก้ไข้ป่า น้ำต้มต้น,ใบดื่มแก้ขัดเบา
-อื่น ๆ เนื้อไม้สีน้ำตาลอ่อนเนื้อแข็งและแน่นใช้สำหรับเสาบ้านและสร้างเรือ -ใช้เป็นเชื้อเพลิงทำเป็นถ่านได้ดี -ใบอุดมไปด้วยอลูมิเนียมและมีการใช้แบบดั้งเดิมเป็น mordant สำหรับการแก้ไขสีของสีย้อม สีเหลืองและสีแดงเข้มสามารถสกัดได้จากใบและดอก มันสามารถใช้สำหรับการย้อมผ้าฝ้ายและสินค้าทอเช่นเสื่อ  กิ่งและลำต้นทำเป็นน้ำด่างใช้แช่ไหมและฝ้ายก่อนย้อม สามารถสกัดสีเหลืองออกมาได้- ใบเมื่อนำมาเคล้ากับพริกแล้วตากแดดช่วยให้พริกสีสด ป้องกันไม่ให้แมลงมาเจาะพริกแห้ง
ระยะออกดอก---เมษายน - มิถุนายน---ผล---มิถุนายน - กรกฎาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง

พลองแก้มอ้น/Memecylon lilacinum

ชื่อวิทยาศาตร์---Memecylon lilacinum Zoll. & Moritzi
ชื่อพ้อง---Has 12 Synonyms

Memecylon vosmaerianum Scheff. -Memecylon marginatum Blume
Memecylon pseudonigrescens var. hepaticum (Blume) Miq. -Memecylon laevigatum Blume
Memecylon pseudonigrescens Blume -Memecylonhepaticum var. lauterbachianum Mansf.
Memecylon myrtilli Blume -Memecylon hepaticum Blume
Memecylon myrsinoides var. lilacinum (Zoll. & Moritzi) King -Memecylon glomeratum Blume
Memecylon myrsinoides Blume -Memecylon confine Blume

ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---พลองแก้มอ้น(ชุมพร),กำขำ(ภาคใต้),พลองใบเอียด(ตรัง)พลองใบใหญ่ (กลาง); [THAI: phlong bai yai, phlong pleauk bang.]; [VIETNAM: Sầm láng.]
ชื่อวงศ์---MELASTOMATACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา เวียตนาม
พบขึ้นทั่วไปในป่าดิบชื้นและป่าชายหาด
ไม้ ต้นสูง 5-15เมตร ลักษณะทรงต้นเรือนยอดเป็นพุ่ม ทรงสูงหรือค่อนข้างกลม ลำต้นเป็นร่องตื้นๆ เปลือกเรียบถึงเป็นร่องตื้นตามยาวหรือล่อนเป็นแผ่นบางสีเทาแกมน้ำตาลอ่อน เปลือกชั้นในสีน้ำตาล ใบ เดี่ยวเรียงตรงข้ามเป็นระนาบเดียวกันแผ่นใบรูปไข่ถึงรูปไข่แกมรูปใบหอก ขนาด2-4x3-9ซม.ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน เนื้อใบหนาคล้ายแผ่นหนังดอก เป็นช่อกระจุกแน่นออกตามง่ามใบหรือข้อ ดอกย่อยขนาดเล็ก เส้นผ่านศูนย์กลาง0.3-0.5ซม. สีม่วงถึงน้ำเงิน กลีบเลี้ยงโคนเชื่อมติดกันเป็นรูปกรวยปลายแยกเป็นแฉกเล็กๆ4แฉก กลีบดอก4กลีบ รูปไข่ปลายแหลมแยกจากกัน โคนกลีบคอดเข้าหากันเป็นก้านสั้น แผ่นกลีบบางโค้งกลับ หลุดร่วงง่ายผลแบบมีเนื้อ รูปทรงค่อนข้างกลมปลายตัดมีก้านเนื้อผลบางขนาด0.8-1.2ซม. ผลแก่สีม่วงดำมีเมล็ดแข็งขนาดใหญ่1เมล็ด
ใช้ประโยชน์-ใช้เป็นยาตำรายาพื้นบ้านทางภาคอีสานจะใช้ลำต้นพลองใบใหญ่นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาขับประจำเดือนของสตรี
ระยะออกดอก---เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด

พลับเขา/Diosperos undulata var.crataricalyx


ชื่อวิทยาศาตร์---Diospyros undulata Wall. ex G.Don var. cratericalyx (Craib) Bakh
ชื่อพ้อง---This name is a synonyms of Diospyros undulata Wall. ex G. Don
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---พลับเขา(สุราษฎร์ธานี),สล่าง(ปราจีนบุรี),จะเพลิง(จันทบุรี),ดูกค่าง,; [THAI: plub khao, duuk kang.]
ชื่อวงศ์---EBENACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พม่า หมู่เกาะอันดามัน คาบสมุทรมาเลย์ ฟิลิปปินส์
เป็นไม้ถิ่นเหนือพบทั่วไปในป่าดิบหรือป่าดิบชื้น ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 30-600 เมตร
ไม้ ไม่ผลัดใบสูง 20 เมตรลักษณะ เปลือกสีดำค่อนข้างเรียบ ใบเดี่ยวขนาด 12-25x3-9 ซม. เรียงสลับ รูปขอบขนาน หรือรูปใบหอก ปลายทู่ หรือหยักคอดเป็นติ่งแหลม โคนสอบมน ยอดใบอ่อนมีขนประปรายสีน้ำตาลอ่อน ใบแก่หนาเรียบเกลี้ยงทั้ง2ด้าน ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น ดอกเพศผู้ออกรวมกันเป็นช่อสั้นๆ ตามง่ามใบ กลีบเลี้ยง และกลีบดอกมีอย่างละ 4-5 กลีบ กลีบเลี้ยงโคนติดกันเป็นรูปถ้วยปากกว้าง กลีบดอกโคนติดกันเป็นหลอด เกสรเพศผู้ 12-18 อัน รังไข่ไม่สมบูรณ์มีขนประปราย ดอกเพศเมียออกเป็นดอกเดี่ยว ๆ ลักษณะคล้ายกับดอกเพศผู้แต่ขนาดใหญ่กว่า ทั้งกลีบเลี้ยง และกลีบดอกมีอย่างละ 4-5 กลีบ เกสรเพศผู้ไม่สมบูรณ์ 4-8 อัน ผลกลม ฐานมน ปลายมน หรือป้าน ผลขนาด1.5-2.6ซม.รูปไข่เกือบกลม ผลติดอยู่บนกลีบเลี้ยง รูปถ้วย กลีบเลี้ยงเมื่อยังอ่อนมีขนคล้ายเส้นไหมทั้งด้านนอก และด้านใน ขนด้านในจะติดอยู่จนกระทั้งผลแก่ ปลายกลีบเลี้ยงโค้งออก พื้นกลีบไม่จีบ และไม่มีเส้นลายกลีบ
ใช้ประโยชน์ ไม้ใช้ทำตู้เสื้อผ้า และสิ่งก่อสร้างทั่วไป
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด---อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร หอพรรณไม้ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2549

พะวา/Garcinia speciosa


ชื่อวิทยาศาตร์--- Garcinia celebica L.
ชื่อพ้อง---Has 19 Synonyms

-Discostigma febrile Miq. -Garcinia krawang Pierre
-Garcinia basacensis Pierre -Garcinia kurzii Pierre
-Garcinia benthamii Pierre -Garcinia massoniana Klotzsch ex Planch. & Triana
-Garcinia broewas Boerl. -Garcinia riedeliana Pierre
-Garcinia cornea L. -Garcinia rumphii Pierre
-Garcinia fabrilis Miq. -Garcinia sintang Boerl.
-Garcinia ferrea Pierre -Garcinia speciosa Wall.
-Garcinia hombroniana Pierre -Oxycarpus celebica (L.) Poir.
-Garcinia jawoera Pierre -Stalagmitis celebica (L.) G.Don
-Garcinia kingii Pierre ex Vesque

ชื่อสามัญ--Seashore Mangosteen
ชื่ออื่น---มะป่อง (ภาคเหนือ), สารภีป่า (ภาคกลาง, เชียงใหม่), มะระขี้นก มะดะขี้นก (เชียงใหม่), ขวาด (เชียงราย), กวักไหม หมากกวัก (หนองคาย), ชะม่วง (พิจิตร), วาน้ำ (ตรัง), กะวา พะยา (สุราษฎร์ธานี)
ชื่อวงศ์---CLUSIACEAE (GUTTIFERAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย, กัมพูชา, เวียดนาม, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, นิวกีนี, ออสเตรเลีย
มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเกาะบอร์เนียวทางตอนเหนือของออสเตรเลียขึ้นทั่วไปในป่าดงดิบและพบประปรายในป่าเบญจพรรณชื้น มักจะอยู่บนเนินเขาและสันเขา ป่าเขตร้อนชื้นและป่าดิบชื้นระดับต้นถึงระดับความสูง 1,400 เมตร
ในประเทศไทยพบในป่าดิบชื้นทางภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และทางภาคใต้ ที่ระดับความสูงตั้งแต่ระดับน้ำทะเลปานกลางจนถึง 700 เมตร
ไม้ต้น  สูงประมาณ 8-15 เมตร ไม่ผลัดใบ  ลักษณะทรง ลำต้นเปลาตรง กิ่งแขนงตั้งฉากกับพื้น ปลายกิ่งห้อยลง เปลือกต้นบางมากสีน้ำตาลเข้มแตกสะเก็ดมียางสีเหลือง ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามกว้าง3-7ซม. ยาว11-22ซม.สอบแคบที่ปลายทั้งสองด้าน ขอบใบเรียบ ใบแห้งสีน้ำตาลแดงมีคราบขาวใต้ท้องใบ ดอกแยกเพศออกปลายกิ่งสีเหลืองอ่อนออกเขียว ช่อละ4-5ดอก กลีบดอกแข็ง4กลีบผลกลมหรือรูปไข่ ขนาด5ซม.คล้ายมังคุดแต่เล็กกว่า
ใช้ประโยชน์---ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารยาและแหล่งที่มาของไม้ มีการเพาะปลูกเป็นสวนไม้ผลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นพืชเชิงพาณิชย์ที่มีศักยภาพผ่านการปรับปรุงโดยการคัดเลือกพันธุ์
-ใช้กิน ผลกินเป็นผลไม้ รสเฝื่อนออกเปรี้ยว กินมาก ๆ อาจท้องเสีย ผลไม้ - ดิบ ทำเป็นผลไม้ดอง
-ใช้เป็นยา เปลือกผลแก้ท้องเสีย ใบแห้งต้มน้ำกินเป็นยาระบายอ่อน ๆ ดอกแห้งรักษาลมและโลหิตพิการ ดอกต้มน้ำกินช่วยทำให้เจริญอาหาร ใช้รากและใบเพื่อบรรเทาอาการคัน
--อื่น ๆ ไม้หนัก ลายไม้ชิดกันเสี้ยนไม้ละเอียด สีน้ำตาลแดง และได้รับความนิยมสูง ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการสร้างทั่วไป ใช้ทำด้ามอุปกรณ์ต่าง ๆ -ถูกใช้เป็นต้นตอเสียบยอดมังคุด
ระยะออกดอก2ครั้ง--- มกราคม- มีนาคม และ กรกฎาคม--กันยายน
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง

พิกุลป่า/Adinandra integerrima


ชื่อวิทยาศาตร์---Adinandra integerrima T. Anders.ex Dyer
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Adinandra caudata Gagnep.
---Adinandra phlebophylla Hance
---Adinandra lutescens Craib
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---พิกุลป่า, ตีนต่างฟ้า, เทียนแดง, ประดงขอ, เมี่ยงมัน, เหมือด(เลย); ตีนจำดง, บ้งนา,โป้งนา(เพชรบูรณ์); บำรำ(สุราษฎร์ธานี); โปรงบก(ตราด); หลุกตอก(ตรัง); [ THAI: pi kun paa, tin tang fa.]; [CHINESE: Yè yáng tóng.]; [MALAYSIA: Kandis Burong, Samak, Tetiup, Tiup-tiup.]; [VIETNAM: Súm nguyên, Súm lông, Ngầu nền xà.]
ชื่อวงศ์---THEACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน, พม่า, ไทย, กัมพูชา, เวียดนามและมาเลเซีย
ขึ้นกระจายในป่าไม้ในหุบเขาหรือบนเนินเขาที่ระดับความสูง 700 - 1,900 เมตร
ในประเทศไทยพบตามป่าดิบ ที่ระดับความสูง 600-1,500 ม
*ไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง .ลักษณะต้น สูงประมาณ 5-15 ม. ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปหอกแกมขอบขนาน กว้าง 2.5-4 ซม. ยาว 5-15 ซม. โคนใบสอบมน ปลายใบแหลม ก้านใบยาว 3-7 มม. ดอกสีชมพู ออกเดี่ยวๆ ก้านดอกมักโค้ง ยาว 2.5-5 ซม. กลีบรองดอกรูปไข่กว้าง ปลายเป็นสามเหลี่ยม มีขนละเอียดเหมือนเส้นไหมปกคลุมอยู่หนาแน่น กลีบดอก 5 กลีบ รูปหอก ยาว 1-1.5 ซม. เกสรผู้ 30-40 อัน ผลเป็นผลสด รูปกรวยคว่ำ มีขนนุ่มคลุมทั่วไป ขนาด 1.5-2 ซม *[.http://www.qsbg.org/Database/BOTANIC--ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์]
ใช้ประโยชน์---ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวมาจากป่าเพื่อใช้เป็นไม้ซึ่งใช้เฉพาะถิ่น เนื้อไม้สีแดงใช้สำหรับทำมือจับและเกวียน ในเวียตนาม ใบใช้พอกข้อเท้าแพลง และงูกัด
-อื่น ๆ เป็นพันธุ์ไม้ป่าของไทย ที่ยังไม่ได้ศึกษาการใช้ประโยชน์อื่น ๆ
ระยะออกดอก---พฤษภาคม-กรกฎาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

พังคีต้น/Lophopetalum duperreanum

ชื่อวิทยาศาตร์---Lophopetalum duperreanum Pierre. This name is unresolved.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Solenospermum duperreanum (Pierre) Tardieu
ชื่อสามัญ--None
ชื่ออื่น---พังคีต้น พังคีใหญ๋ (นครราชสีมา),  ซี, พะเนียงหัด (อุบลราชธานี), สองสลึง, ยายบู่ (ชลบุรี, พิษณุโลก) , ผีเสื้อดง (เชียงใหม่); [MALAY: Mata ulat,]; [VIETNAM: Sang trang.]
ชื่อวงศ์---CELASTRACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---บรูไน พม่า อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย เวียดนาม
มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบอินโดจีนโอเชียเนียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ไม้ ต้นผลัดใบสูง8-15 เมตร ลำต้นเปลาตรงเปลือกนอกสีเทาค่อนข้างเรียบหรือแตกเป็นสะเก็ดสี่เหลี่ยมเล็กๆ ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม ขอบใบเรียบเนื้อใบหนาเกลี้ยงทั้งสองด้าน ก้านใบอ่อนสีแดง ดอก ช่อออกแบบช่อแยกแขนง ออกตามปลายยอด ดอกย่อยขนาดเล็กสีขาว  ผลหยักตามแนวยาวเป็น3พู ผลแก่สีน้ำตาลแดง เมื่อแห้งแตกตามรอย
ใช้ประโยชน์--ใช้กิน ยอดอ่อนใบอ่อนกินเป็นผัก รสฝาดมัน ไม้ใช้สร้างเรือ, กล่องและลัง, ไม้อัดตกแต่ง, พื้นในประเทศ, ส่วนประกอบเฟอร์นิเจอร์,
ระยะออกดอก---พฤษภาคม-กรกฏาคม---ออกผล---สิงหาคม-ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด

พันจำ/Vatica odorota

ชื่อวิทยาศาตร์--- Vatica odorota (Griff.) Symington
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Sunaptea odorata Griff.
---Vatica fleuryana Tardieu
---Vatica tonkinensis A.Chev.
ชื่อสามัญ---Resak.
ชื่ออื่น---ยางหนู, สัก, สักเขา, ขี้มอด, ชัน, ด่าง, ตำเสา, หางหนู, ; [MALAYSIA: Resak, Resak Biabas, Resak Ranting Kesat.]
ชื่อวงศ์---DIPTEROCARPACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้ เวียดนาม กัมพูชา ลาว ไทย พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์
ขึ้นกระจายจากประเทศจีนไปยังอินโดจีนไปยังมาเลเซีย ที่อยู่อาศัยเป็นป่าเต็งรังผสม  ป่าดิบและกึ่งป่าดิบชื้นบนดินทรายหรือบนดินลุ่มน้ำเก่าและในป่าเปิด จากระดับน้ำทะเลถึงระดับความสูง 300-900 (-1,900 )เมตร ในประเทศไทยสามารถพบเห็นได้ทั่วทุกภาค


ไม้ ต้นสูงขนาด 5-15 (-40) เมตร ลักษณะคล้ายกับต้นจันทร์กะพ้อ เปลือกต้นสีเทาค่อนข้างเรียบแตกกิ่งก้านมากทรงพุ่มกลมทึบ ใบออกเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับตรงข้ามกันตามกิ่งก้านและปลายยอด ใบมีลักษณะเป็นรูปไข่ รูปขอบขนาน หรือรูปทรงรี โคนใบมน ปลายใบแหลม แผ่นใบเรียบ ค่อนข้างหนา มีสีเขียวเป็นมัน ขอบใบเรียบ มองเห็นเส้นแขนงใบได้ชัดเจน มีขนาดความกว้างของใบประมาณ 2.5-5.5 ซม. ยาวประมาณ 7-16 ซม. มีขนอ่อนนุ่มปกคลุมบริเวณก้านใบ ก้านใบมีความยาวประมาณ 1-1.5 ซม.ออกดอกตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ช่อยาว 10-20 เซนติเมตร มีดอกย่อยจำนวนมาก ทยอยบานกลีบดอกมี 5 กลีบ สีขาวนวลกลิ่นหอม อ่อนๆช่วงเย็นและโชยไปไกล ผล มีปีก สั้นๆจำนวน 3 ปีก โคนปีกเชื่อมติดกัน ปลายผลเป็นติ่งแหลม เปลือกผลมีสีน้ำตาลเป็นนวล ขนาดผลที่โตเต็มที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.5-0.7 ซม.  เป็นพันธุ์ไม้ที่โตช้ามาก
ใช้ประโยชน์ ---ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อเป็นไม้ที่มีค่า แก่นไม้มีสีน้ำตาล กระพี้สีเทาอมขาว ไม้เนื้อแข็งและหนักทนทานต่อปลวกและแมลง ใช้ในการก่อสร้างสร้างหมอน สะพานเรือข้ามฟาก เนื้อไม้-มีความแข็งแรงทนทาน สามารถใช้ทำสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ได้ เช่น รอด ตง เสา หรือกระดาน ชันที่ได้จากเปลือกไม้-สามารถนำมาผสมกับน้ำมันใช้ทาไม้ให้เป็นเงา และใช้ยาแนวเรือได้
ระยะออกดอก--- พฤศจิกายน-มีนาคม    
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ดและทาบกิ่ง                                                                                                                   ภาพประกอบการศึกษา-คู่มือดูพรรณไม้ป่าสะแกราช  เล่ม2 โดย ดร. ปิยะ เฉลิมกลิ่น,จิรพันธ์ ศรีทองกุล,อนันต์ พิริยะภัทรกิจ

พุดโกเมน/Rothmannia longiflora


ชื่อวิทยาศาตร์---Rothmannia longiflora Salisb
ชื่อพ้อง---Has 7 Synonyms

---Gardenia stanleyana Hook. ex Lindl.
---Randia maculata DC.
---Randia sapinii De Wild.
---Randia spathacea De Wild.
---Randia stanleyana (Hook. ex Lindl.) Walp.
---Randia thomasii Hutch. & Dalziel
---Solena maculata (DC.) D.Dietr.
ชื่อสามัญ---Terompet Gading
ชื่ออื่น---พุดโกเมน
ชื่อวงศ์---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---แกมเบีย ซูดาน เคนย่า แทนซาเนีย แองโกล่า
พุดโกเมนเป็นพืชในสกุลสะแล่งหอมไก๋ เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นสูงได้ถึง 10 เมตร ใบรูปรียาว 6-18 เซนติเมตร ปลายแหลมยาว โคนรูปลิ่ม ก้านใบยาว 0.3-1 เซนติเมตร เส้นแขนงใบข้างละ 4-5 เส้น ดอกออกเดี่ยว ๆ ที่ปลายกิ่งสั้นด้านข้าง ก้านดอกยาวได้ถึง 1 เซนติเมตร ใบประดับย่อยคล้ายเกล็ด 5-9 อัน หลอดกลีบเลี้ยงยาว 1-2 เซนติเมตร ดอกรูปแตรสีม่วงอมแดง มีปื้นสีเขียวด้านนอก ด้านในสีขาวมีจุดสีม่วงกระจาย หลอดกลีบดอกยาวได้ถึง 20 เซนติเมตร กลีบรูปไข่แกมรูปขอบขนานยาว 1-4 เซนติเมตร เกสรเพศผู้ติดบนปากหลอดกลีบดอก ก้านเกสรเพศเมียยาว 12-20 เซนติเมตร ยอดเกสรจัก 2 พู รูปกระบอง ยาวได้ถึง 3 เซนติเมตร ยื่นพ้นปากหลอดกลีบดอกเล็กน้อย ผลรูปรีกว้างยาว 3.5-7 เซนติเมตร มีสันตื้น ๆ 10 สัน สามารถรับประทานได้ ภายในมีเมล็ดแบน เส้นผ่านศูนย์กลาง 6-8 มิลลิเมตร
http://www.dnp.go.th/botany/detail.aspx?wordsnamesci=Rothmannia0longiflora0Salisb.

พุดทุ่ง/Holarrhena curtisii

ชื่อวิทยาศาตร์---Holarrhena curtisii King & Gamble
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms
---Holarrhena angustata Pierre
---Holarrhena crassifolia Pierre
---Holarrhena densiflora Ridl.
---Holarrhena latifolia Ridl.
---Holarrhena pulcherrima Ridl.
---Holarrhena similis Craib
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---พุดป่า (ลำปาง), น้ำนมเสือ (จันทบุรี), พุดนา (ราชบุรี), นมราชสีห์ นมเสือ (พิษณุโลก), โมกเกี้ย โมกเตี้ย (สระบุรี), ถั่วหนู พุดน้ำ หัสคุณใหญ่ (สุราษฎร์ธานี), หัศคุณเทศ (พังงา), สรรพคุณ (สงขลา), มูกน้อย มูกนั่ง มูกนิ่ง โมกน้อย (ภาคเหนือ), พุดนา (ภาคกลาง), พุดทอง โมกเตี้ย (ภาคใต้); [THAI: Phut thung.]
ชื่อวงศ์---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย กัมพูชา ลาว เวียตนาม มาเลเซีย
มีเขตการกระจายพันธุ์ในประเทศเวียดนาม ลาว กัมพูชา ไทย จนถึงมาเลเซีย พบขึ้นทั่วไปบริเวณพื้นที่ดินทราย ป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าโกงกาง ป่าโปร่ง ป่าผลัดใบ ที่โล่งแจ้งค่อนข้างชื้นแฉะ ในประเทศไทยพบได้ทุกภาค ตั้งแต่ใกล้ระดับน้ำทะเลจนถึงประมาณ 400 เมตร
ไม้พุ่มขนาดเล็กสูง2-5เมตร ทุกส่วนมีน้ำยางสีขาว กิ่งก้านมีขนเบาบางถึงหนาแน่น ใบเป็นใบเดี่ยวออกเป็นคู่ตั้งสลับฉาก ใบรูปรีแกมขอบขนานถึงไข่กลับ กว้าง2.5-5ซม.ยาว7-12ซม.ปลายใบมนหรือเป็นติ่งหนาม โคนใบมน ขอบใบเรียบ ผิวใบมีขนนุ่มทั้งสองด้าน ด้านล่างมักมีสีนวลกว่าด้านบน ก้านใบสั้นมากหรืออาจไม่มีเลย
ดอก สีขาวนวลมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่งหรือซอกใบ ใบประดับขนาดเล็กแคบ ยาว2-5มม. กลีบเลี้ยง5กลีบ เล็กแคบมีขนนุ่มปกคลุมทั้งสองด้าน กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น5 แฉกรูปขอบขนานแกมไข่กลับ มีขนทั้งสองด้าน  ผลเป็นฝักคู่รูปยาวตั้งขึ้น กว้าง0.5-0.6ซม.ยาว22-28ซม.แห้งแล้วแตก ตะเข็บเดียว เมล็ดสีน้ำตาล มีกระจุกขนสีขาว
ใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นยา ใช้เปลือกและราก รักษาโรคบิด ต้นและรากมีรสร้อน มีสรรพคุณเป็นยาขับลม ช่วยกระจายเลือดลม ใช้เป็นยาขับพยาธิ ตำรายาไทยจะใช้ต้นและรากเป็นยาขับเลือดและหนองให้ตก
อื่น ๆ ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ
ระยะออกดอกผล---ตลอดปี
ขยายพันธุ์--เมล็ด ตอนกิ่ง

พุดนา/Gardenia hygrophilla

ชื่อวิทยาศาตร์--- Kailarsenia hygrophila (Kurz) Tirveng.
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Gardenia hygrophilla Kurz
---Rothmannia hygrophila (Kurz) Bremek.
ชื่อสามัญ---Candlestick plant
ชื่ออื่น---พุดนา พุดน้ำ; [THAI: Phut naa, Phut naam.]
ชื่อวงศ์---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย ลาว กัมพูชา เวียตนาม มาเลเซีย
ถิ่นกำเนิดในอินโดจีนและมาเลเซีย ประเทศไทย พบตามลานหินและป่าผลัดใบทั่วประเทศ
ไม้ พุ่มสูง1.5-2.5เมตร ลำต้นมักแตกกิ่งก้านระดับต่ำ ใบเดี่ยวรูปไข่กลับแกมหอกกลับ กว้าง1.2-2ซม. ยาว2.5-5ซม. โคนใบสอบรูปลิ่ม ปลายใบกลม
ดอก สีขาวออกเป็นดอกเดี่ยวตามซอกใบหรือปลายกิ่ง กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดแคบ ตอนปลายแยกเป็น 6กลีบ เกสรตัวผู้ไม่มีก้านเกสรอับเรณูสีเหลืองอ่อนอยู่บนคอกลีบดอกมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ไม่ติดผล
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---ด้วยการตอนกิ่ง

พุดหอมไทย/Rothmannia thailandica

ชื่อวิทยาศาตร์---Rothmannia thailandica Tirveng.
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น--  พุดหอม, พุดหอมไทย (ทั่วไป); [THAI: phut hom, phut hom thai.]
ชื่อวงศ์---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย
พืชถิ่นเดียวของไทยพบทางภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือขึ้นริมลำธารในป่าดิบแล้ง ความสูงถึง 400 เมตร
ไม้ ต้นขนาดเล็ก สูง1-3เมตร ใบรูปรี กว้าง6-8ซม.ยาว10-16ซม.ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้มเส้นแขนงใบเป็นร่องลึก ก้านใบสั้น ออกดอกคู่ที่ปลายยอด สีขาวกลิ่นหอมแรง โคนกลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอดยาว4-6ซม.กลีบดอก5กลีบ โคนกลีบดอกด้านในมีลายจุดสีม่วงแดง เมื่อบานขนาดดอก5-6ซม.ดอกบานอยู่ได้2-3วันจึงโรย ผลเดี่ยวทรงรีกว้าง 2.5-3ซม.ยาว3-4ซม.ปลายผลเรียวแหลม เมื่อสุกสีเหลืองอมเขียว มีเมล็ดจำนวนมาก ออกดอกเดือนมีนาคม-เมษายน
เป็นพรรณไม้ที่ค้นพบครั้งแรกในประเทศไทยจากอุทยานแห่งชาติผาแต้ม อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี มีรายงานการตั้งชื่อ ในพ.ศ.2526  ชอบ ความชื้นค่อนข้างสูง มีสถานภาพหายากและใกล้สูญพันธุ์  
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด และการทาบกิ่งซึ่งจะใช้สะแล่งหอมไก๋และหมักม่อเป็นต้นตอ


พุทราทะเล/Ximenia americana


ชื่อวิทยาศาตร์---Ximenia americana L.
ชื่อพ้อง---Has 21 Synonyms

-Heymassoli inermis Aubl. -Ximenia laurina Delile
-Heymassoli spinosa Aubl. -Ximenia loranthifolia Span.
-Ximenia aculeata Crantz -Ximenia montana Macfad.
-Ximenia americana var. argentinensis DeFilipps -Ximenia multiflora Jacq.
-Ximenia americana var. oblonga DC. -Ximenia oblonga Lam. ex Hemsl.
-Ximenia americana var. ovata DC. -Ximenia rogersii Burtt Davy
-Ximenia arborescens Tussac ex Walp. -Ximenia spinosa (Aubl.) Lam. ex Forsyth f.
-Ximenia elliptica G.Forst. -Ximenia subscandens Griff.
-Ximenia exarmata F.Muell. -Ximenia verrucosa M.Roem.
-Ximenia fluminensis M.Roem. -Ziziphus littorea Teijsm. ex Hassk.
-Ximenia inermis L.

ชื่อสามัญ---Hog Monkey Plum, Tallow wood, Tallow Nut, Yellow Plum, Sea Lemon, False sandalwood, Blue sourplum.
ชื่ออื่น---พุทราทะเล;  ; [THAI: phut saa thalae.]; [MALAY: Rukam laut.]; [SWEDISH: Talgnöt.]; [KANNADA: Nagare.]; [AFRIKAANS: Mutengeninyatwa (Shona), Umswanja (Ndebele).]
ชื่อวงศ์---OLACACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ทวีปแอฟริกา อนุทวีปอินเดีย อเมริกาใต้ เอเซีย
มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของแอฟริกา, อเมริกา,  เอเชียตะวันออก - อนุทวีปอินเดีย ถูกพบในเปิด ทุ่งหญ้าสะวันนา ป่าตามแนวชายฝั่งในพื้นที่ป่าแห้งริมฝั่งแม่น้ำที่ระดับความสูงถึง 2,000 เมตร
พบขึ้นตามป่าชายหาด บนพื้นที่ดินทรายหรือโขดหิน ตามรอยต่อระหว่างชายหาดกับป่าชายเลนหรือป่าละเมาะ
ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก  ลักษณะทรงต้น แผ่กิ่งก้านต่ำ สูง3-8เมตร เปลือกเรียบสีน้ำตาลอมเทา กิ่งอ่อนมีคอร์กเป็นสันสีน้ำตาลอมแดง และมีช่องอากาศกระจายอยู่ทั่วไป ปลายกิ่งมักงันเป็นหนามแข็งตรง หรือโค้งงอตามปลายกิ่ง ยาวประมาณ 1 ซม. ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับแผ่นใบรูปไข่ถึงรูปไข่กว้าง ขนาด2-4 x5-7 ซม.โคนใบมนขอบใบเรียบเป็นคลื่นเล็กน้อย ปลายใบเป็นติ่งหนามหรือติ่งทู่ บางครั้งเว้าตื้น ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมันหรือสีเขียวอมเหลือง ด้านล่างสีซีดกว่า เนื้อใบกรอบหนา ใบร่วง เปราะ สีน้ำตาลไหม้ ดอกแบบช่อเชิงลดมีก้าน ออกตามง่ามใบ ดอกสมบูรณ์เพศ แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยสีขาวถึงเขียวอ่อน 3-9ดอก ดอกมีกลิ่นหอม ผลแบบผลมีเมล็ดแข็งเมล็ดเดียว รูปรีถึงกลม ขนาด 0.5-3 x 2-3.5 ซม. มีติ่งแหลมอ่อนที่ปลาย เนื้อผลร่วนซุย เมื่อสุกสีส้มอมแดงเมล็ด มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1·5 ซม.
เติบโตได้ดีในที่ที่มีแสงแดดจัด ในดินหลายประเภท  ค่า pH ในช่วง 5 - 7 ซึ่งทนได้ 4.5 - 7.5 ทนแล้ง
ใช้ประโยชน์---ผลไม้มีรสชาติเหมือนลูกพลัมมีเนื้อฉ่ำที่มีรสหวานอมเปรี้ยว, มีกลิ่นหอม, - กินดิบหรือ ดองและหมักเป็นเบียร์ ในเอเชียใบอ่อนสุกกินเป็นผัก ใบยังมีไซยาไนด์และต้องปรุงให้สุกอย่างทั่วถึงและไม่ควรกินในปริมาณมาก กลีบดอไม้ทำซุปกิน น้ำมันจากเมล็ดในอินเดียใช้ทำเนยใส เมล็ดคั่วกินได้เหมือนอัลมอนด์
-ใช้เป็นยา ใบใช้สำหรับรักษาอาการปวดหัวโรคหลอดเลือดหัวใจตีบและเป็นยาแก้พิษ รากใช้ในการรักษาปัญหาผิว, ปวดหัว, โรคเรื้อน, ริดสีดวงทวาร, โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์, หนอนกินี, นอนไม่หลับ, บวมและทำหน้าที่เป็นยาแก้พิษ ผิวของผลไม้เป็นยาสมานแผล เมล็ดนั้นถูกคั่วบดและนำไปใช้เป็นยาพอกรักษาแผล รักษางูกัด
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับเช่นเดียวกับการให้ร่มเงาหรือเพื่อใช้เป็นรั้วต้นไม้ป้องกันความเสี่ยง
-อื่น ๆ แก่นไม้มีสีเหลืองแดงถึงน้ำตาลส้มเนื้อละเอียดและสม่ำเสมอ ไม้นั้นหนักมากหนักและทนทาน  บางครั้งใช้แทนไม้จันทน์ ฟืนและถ่านเป็นวัสดุหลักที่ใช้ทำไม้เพราะลำต้นมักจะมีขนาดเล็กเกินไปที่จะทำประโยชน์อย่างอื่น
ระยะออกดอก---กุมภาพันธ์-เมษายน---ผล---มิถุนายน-ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด                                                                                                                                    อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา---อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา-หนังสือป่าเชายเลน นิเวศวิทยาและพรรณไม้ โดย สรายุทธ บุญยะเวชชีวิน (ผู้แต่งและภาพ) รุ่งสุริยา บัวสาลี พิมพ์ครั้งที่1 เมษายน 2554


โพขี้นก/Ficus rumphii


ชื่อวิทยาศาตร์---Ficus rumphii Blume
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms
---Ficus affinior Griff.
---Ficus conciliorum Oken
---Ficus cordifolia Roxb.
---Ficus damit Gagnep.
---Urostigma rumphii (Blume) Miq.
ชื่อสามัญ---Rumphf’s fig tree, Mock peepul tree, Mock bodh tree.
ชื่ออื่น---โพขี้นก, โพตัวผู้, โพประสาท ; [THAI: pho khi nok,Pho tua phu, Pho prasat (Central).]; [CHINESE: xin ye rong.]; [HONGKONG: jiǎ pútíshù.]; [MYANMAR: nyaung oyn, nyaung-phyu.]; [ASSAMESE: Jori, Pakhori, Pakhri-bor]; [HINDI: Kabaipipal.]; [KANNADA: Bettaarli]; [SANSKRIT: Asvatthi.]; [BENGALI: Gaiaswat.]; [MALAY: Ancak (Indonesia)]; [VIETNAM: Đa mít, Đa lâm vồ.]
ชื่อวงศ์---MORACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้ อินเดีย เนปาล ภูฏาน พม่า ไทย เวียตนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย
ขึ้นกระจายในอินเดีย( (ตลอดความสูงถึง 1,700 เมตร) จีน(ยูนนานตะวันตก) [ภูฏาน, อินเดีย, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, พม่า, เนปาล, สิกขิม, ไทย, เวียดนาม]ในป่ากึ่งป่าดงดิบ พื้นที่ป่าไม้ ป่าผลัดใบชุ่มชื้นที่ระดัยความสูง 600-700 เมตร
ไม้ ต้นผลัดใบขนาดใหญ่พืชมักจะเริ่มต้นชีวิตเป็น epiphyte เติบโตในสาขาของต้นไม้อื่น หรือไม้รัดพันต้นไม้อื่น สูงถึง20เมตร เรือนยอดแผ่กว้าง ลำต้นขนาดใหญ่แต่สั้น โคนต้นมักเป็นพูพอน มีรากอากาศไม่มาก เปลือกเรียบสีเทาเป็นมัน มียางข้นสีขาวคล้ายนมใบ เดี่ยวเรียงเวียนสลับ แผ่นใบรูปไข่แกมรูปสามเหลี่ยม ขนาดกว้าง5-8ซม.ยาว7-12ซม.โคนใบตัดถึงเว้าเล็กน้อย ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่น ปลายใบเรียวแหลมยาวถึง2ซม.ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้านด้านล่างเป็นจุดขาว เนื้อใบบางคล้ายแผ่นหนัง ใบอ่อนสีชมพูเรื่อ ใบแก่สีเหลืองอมเขียวเป็นมัน หูใบรูปใบหอกสีชมพูอมแดงดอก ช่อมีลักษณะคล้ายผลไม่มีก้าน มักออกเป็นคู่ตามง่ามใบฐานหน่วยผลมีใบประดับ3ใบติดคงทน ดอกแยกเพศขนาดเล็กมีกลีบรวม3กลีบ เจริญอยู่ภายในฐานรองดอกที่ขยายใหญ่เป็นกระเปาะผลแบบผลมะเดื่อรูปทรงกลมแกม รูปไข่กลับ มักเบี้ยว ขนาด1-1.2x1-1.5ซม.สีเขียวอมเหลือง มีแต้มสีขาว ผลสุกสีม่วงแดง ภายในประกอบด้วยผลย่อยแปบบผลเมล็ดเดียวขนาดเล็กรูปไช่กลัจำนวนมาก
ใช้ประโยชน์---พืชที่เก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารและยารักษาโรคต้นไม้มักได้รับการปลูก เป็นไม้ประดับและร่มเงาตามถนน
-ใช้กิน ผลดิบหรือสุกกินได้-ใช้เป็นยา น้ำยางข้นและผลไม้เป็นยาขับพยาธิและยาแก้ปวดและใช้รักษาอาการคัน น้ำยางที่ได้รับภายในเป็น vermifuge และเพื่อบรรเทาโรคหอบหืด ในเวียตนามใช้ผลไม้รักษาหิด
-อื่น ๆ เปลือกต้นทำให้สายโยงหยาบ ไม้เนื้ออ่อนเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตถ่าน
ระยะออกดอก/ผล---
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ

โพบาย/Balakata baccata


ชื่อวิทยาศาตร์---Balakata baccata (Roxb.) Esser
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms
---Basionym: Sapium baccatum Roxb.
---Carumbium baccatum (Roxb.) Kurz
---Excoecaria affinis Griff.
---Excoecaria baccata (Roxb.) Müll.Arg.
---Stillingia paniculata Miq.
ชื่อสามัญ---Mousedeers Rubber tree
ชื่ออื่น---กระดาด, ข้าวเย็น (แพร่); เคลอเปาะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน); โพบาย (สุราษฎร์ธานี); มะดีควาย (เชียงใหม่); มะม่ะ, มะมุ่, มักหมัก, มามะ (มาเลย์-ปัตตานี, ยะลา); เมี่ยงนกค้อ (อุดรธานี); แมแมะ (มาเลย์-ปัตตานี); สลีดง, สลีนก (เชียงใหม่); เหยื่อจง (ตรัง) ; [THAI: pho bai, kradat, khao yen, ma di khwai, ma mu, mak mak, miang nok kho, sali dong, sali nok.]; [NEPALI: Ankhataruwa.]; [ASSAMESE: Seleng,Lewa,Mota-seleng,Lawa.]; [BENGALI: Chota-mal.]; [KHASI: Deing-ja-lonh-ehr.]; [MALAY: Ludai.]
ชื่อวงศ์---EUPHORBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย เนปาล จีนตอนใต้ ลาว กัมพูชา เวียตนาม ไทย คาบสมุทรมาเลย์ สุมาตรา บอร์เนียว
มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศเนปาลอินเดีย ไปยังประเทศจีน (ยูนนาน) และ W. Malesia ขึ้นกระจายในป่าทึบทั้งป่าดงดิบปฐมภูมิที่หนาแน่น ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา ตามลำธารและบนเนินเขา ที่ระดับความสูงไม่เกิน1800 เมตร ประเทศไทย พบทั่วไปค่อนข้างมากในท้องถิ่นภาคเหนือ ในป่าดิบและป่าผลัดใบที่ชื้น
ไม้ไม่ผลัดใบขนาดใหญ่สูง ถึง10-26 (-35) เมตร ลักษณะทรงต้นมีเรือนยอดกลม แผ่กว้าง กิ่งก้านหนาทอดขึ้นบน ปลายกิ่งลู่ลง ลำต้นอ้วนสั้น เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้นถึง200 ซม.ต้นแก่มีพูพอนเล็กน้อย เปลือกต้นสีน้ำตาลอมเทาเข้ม มีรอยแตกตามยาวลึกๆ เปลือกชั้นในสีเหลืองอ่อน ลำต้นไม่มีน้ำยาง แต่มีน้ำยางสีขาวที่กิ่งก้าน
ใบ กว้าง3-8ซม.ยาว8-18ซม. รูปมนรีหรือรูปไข่  ใบอ่อนสีม่วงแดง ใบแก่ด้านล่างมีนวลสีเขียวเทา มักจะมีสีแดงตามขอบใบและก้านใบ ที่ฐานใบมีต่อมนูน2ต่อม ดอกเล็กช่อเรียวแตกแขนง ยาว4-22ซม.ผลกลมยาวขนาด0.8-1.3ซม.สีเขียวเข้มมีผงสีเทาปกคลุม ผลอ่อนมียางสีขาว สุกสีม่วงดำ ผลไม่แตก ผลนอกบางชั้นในเหนียวคล้ายหนัง มีเมล็ดสีดำ2-3เมล็ด ติดกับแกนกลางเป็นระยะเวลานานหลังผลเน่าแล้ว
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ผลสุกใช้กินเป็นผลไม้ ผลไม้มีรสเปรี้ยวและหวาน - บางครั้งใช้เป็นเครื่องปรุงอาหาร
-ใช้เป็นยา  รากและใบมีคุณสมบัติเป็นยา เถาและใบ-ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้กระษัยไตพิการ อาการบวม และช่วยดับพิษ
-ใช้ปลูกประดับ สามารถนำมาปลูกเป็นไม้ประดับและไม้ริมทาง
-วนเกษตรใช้ ปลูกเป็นสายพันธุ์บุกเบิกในภาคเหนือของประเทศไทยในโครงการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูป่าไม้พื้นเมือง - ปลูกในป่าเสื่อมโทรมและพื้นที่เปิดโล่งผสมกับสายพันธุ์อื่น ๆ ที่มีความสามารถในการเติบโตอย่างรวดเร็ว ผลิตร่มใบที่หนาแน่นและปราบวัชพืช ดึงดูดสัตว์ป่าที่กระจัดกระจายโดยเฉพาะนกและค้างคาว
-อื่น ๆไม้ มีคุณภาพต่ำ ใช้ในงานก่อสร้างชั่วคราว ทำฟืน เพาะเห็ด ใบมีสารแทนนิน ให้สีย้อมสีดำน้ำมันเมล็ดใช้จุดไฟ เทียน และสบู่ ผลเป็นที่ชื่นชอบของนกและสัตว์ป่าชนิดอื่นมาก
ระยะออกดอก---กุมภาพันธ์ - มิถุนายน---ผล--- สิงหาคม - พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

โพสามหาง/Symingtonia populnea 


ชื่อวิทยาศาตร์---Exbucklandia populnea (R.Br. ex Griff.) R.W.Br.
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Bucklandia populnea R.Br. ex Griff.
---Basionym: Symingtonia populnea (R.Br. ex Griff.) Steenis
ชื่อสามัญ---Malayan aspen, Pipli Tree.
ชื่ออื่น---โพสามหาง, [THAI: pho sam hang.]; [CHINESE: ma ti he.]; [MALAY: gerok, derok, tiga sagi.]; [INDONESIA: hapas-hapas, sigadaungdueng, tapatapa leman.(Sumatra).]; [TRADE NAME: Pipli.]
ชื่อวงศ์---HAMAMELIDACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน อินเดีย พม่า ไทย เวียตนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย
ต้นไม้ในเขตร้อนและเขตกึ่งร้อนพบที่ระดับความสูงกว่าระดับความสูง 1,000 - 3,000 เมตร ในภาคใต้ของจีน พบตามที่ลาดเชิงเขาในป่าดิบชื้นที่ระดับความสูงประมาณ 1,200 เมตร ในประเทศไทยพบทางภาคเหนือที่ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ และภาคใต้ที่บันนังสตา จังหวัดยะลาเป็นไม้เบิกนำ ขึ้นตามสันเขาที่โล่ง หรือชายป่าดิบเขา ความสูง 1400-2200 เมตร
ไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 16–20(–30)เมตร   ลักษณะ  ใบเรียงเวียน รูปไข่หรือรูปฝ่ามือ 3-5 แฉก ยาว 5-16 ซม. ปลายแหลมยาว โคนกลมหรือเว้าตื้น แผ่นใบหนา เป็นมันวาว หูใบรูปไข่กลับ ยาว 1.5-2.5 ซม. ใบร่วงเร็ว  ช่อดอกแบบช่อกระจุกแน่น เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.5 ซม. ไม่มีกลีบเลี้ยง กลีบดอกมี 2-7 กลีบ รูปแถบ ยาว 2-3 มม. ผลแห้งแตกติดกันเป็นช่อกระจุกแน่น แข็ง เส้นผ่านศูนย์กลาง 2-2.5 ซม. มี 7-11 ผล เมล็ดรูปรี มีปีก เมล็ดที่ฝ่อไม่มีปีก
ต้องการตำแหน่งที่มีแดดเติบโตได้ดีที่สุดในดินที่อุดมไปด้วยฮิวมัสอุดมสมบูรณ์มีความชุ่มชื้นและระบายน้ำได้ดี
ใช้ประโยชน์ -วนเกษตรใช้ ปลูกเพื่อปรับความลาดชันและป้องกันการพังทลายของดินโดยเฉพาะในดาร์จีลิงฮิลส์ของอินเดีย ยังใช้ในโครงการปลูกป่าด้วย
-อื่น ๆ แก่นไม้เป็นสีน้ำตาลแดงเข้มกับสีม่วงไม่แตกต่างอย่างชัดเจนจากกระพี้สีซีด ไม้เนื้อแข็งปานกลางมีความแข็งแรงปานกลางและมีความยืดหยุ่น ง่ายต่อการไสและขัดเงา ใช้สำหรับงานก่อสร้างขนาดเบาและขนาดกลาง เช่นประตู, เฟอร์นิเจอร์ พื้นและงานตกแต่งภายใน
ระยะออกดอก---พฤษภาคม-กรกฎาคม---ผล---สิงหาคม-ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

มณฑาดอย/Magnolia liliifera


ชื่อวิทยาศาตร์---Magnolia liliifera (L.) Baill. var .obovata (Korth.) Govaerts .
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Talauma obovata Korth.
---Magnolia candollei var. obovata (Korth.) Noot.
---Talauma hodgsonii Hook.f. & Thomson
---Magnolia hodgsonii (Hook.f. & Thomson) H.Keng
ชื่อสามัญ---Egg magnolia
ชื่ออื่น---จำปีป่า (ภาคกลาง) ตองแข็ง (เชียงใหม่) บุณฑา บุณฑาดอย บุณฑาหลวง (ภาคเหนือ)
ชื่อวงศ์---MAGNOLIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---
ในประเทศไทยมีสถานภาพเป็นพืชหายาก พบขึ้นริมลำธาร ที่ระดับความสูง 600-1,300 เมตร
ไม้ต้นขนาดเล็ก สูง8-15เมตร  ลักษณะทรงต้น เรือนยอดเป็นพุ่มกลม เปลือกสีเทาอมขาว เปลือกต้นหนา มีกลิ่นฉุนเฉพาะตัว มีใบเฉพาะปลายกิ่ง  ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปขอบขนานแกมไข่กลับ ยาว20-45ซม.แผ่นใบหนาแข็งกรอบ ขอบใบเป็นคลื่น  ดอกเดี่ยวออกที่ปลายกิ่ง สีขาว กลีบหนาแข็ง ฉ่ำน้ำมี 9กลีบ เมื่อบานขนาด 6-8ซม.ผล ออกรวมกันเป็นกลุ่มรูปไข่ หรือรูปรี กว้าง 3.5–5 ซม. ยาว 10–15 ซม. เปลือกผลมีช่องระบายอากาศกระจายอยู่ทั่วไป เมล็ดกลมแบนสีแดง เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.2 ซม.
ใช้ประโยชน์--- เป็นไม้ประดับดอกหอมออก ดอกกว่าจะบานใช้เวลาหลายวันเหมือนกัน กลิ่นหอมอ่อนตลอดวัน แต่จะหอมแรงช่วงใกล้ค่ำและช่วงเช้า
ระยะออกดอก---ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน
ขยายพันธุ์ ---เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ทาบกิ่ง

มณฑาดอย/Talauma hodgsonii


ชื่อวิทยาศาตร์---Talauma hodgsonii Hook.f. & Thomus
ชื่อพ้อง---This name is a synonym of Magnolia hodgsonii (Hook.f. & Thomson) H.Keng
---Has 2 Synonyms
---Lirianthe hodgsonii (Hook.f. & Thomson) Sima & S.G.Lu
---Talauma hodgsonii Hook.f. & Thomson
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---บุนฑา, ตองแข็ง, บุนฑาหลวง, บุนฑาดอย ; [THAI: montaa doi, byntaa doi,tong khang, buntaa hloung.]; [CHINESE: Gai lie mu.]; [ASSAMESE: Dat-bhola, Boromthuri, Boron-thuri, Borhomthuri, Datbhula.]; [KHASI: Dieng-soh-pydem,]
ชื่อวงศ์---MAGNOLIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เนปาล ภูฎาน ตอนเหนือของอินเดีย พม่า ไทย
เป็นสายพันธุ์แมกโนเลียพื้นเมืองป่าของเทือกเขาหิมาลัยและทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเอเชียที่เกิดขึ้นในประเทศภูฏาน , ตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน (ทิเบต ), ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียตอนเหนือของประเทศพม่า ,เนปาล , และประเทศไทย มันเติบโตที่ระดับความสูงปานกลาง 850-1,600
ในประเทศไทยพบขึ้นในป่าดิบชื้น หรือตามริมธารน้ำ ที่ความสูง 600-1,300เมตร
ไม้ ต้นไม่ผลัดใบต้นสูง10-15เมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่กลับยาว 20-45ซม.กว้าง6.5-12(16)ซม.ผิวใบเรียบเกลี้ยงเป็นมัน แผ่นใบเป็นคลื่น ดอกสีม่วงแกมเหลืองอ่อน เป็นดอกเดี่ยวขนาดใหญ่ ขนาด3-5ซม.ยาว1.5-2ซม.กลีบดอกด้านนอกสีม่วงรูปมน ด้านในสีขาวครีม แคบหนา ดอกมีกลิ่นหอม
ผลเป็นผลกลุ่ม รูปรีแกมขอบขนาน แต่ละช่องมีหนามแข็งเป็นจงอย สีเหลืองถึงน้ำตาล มักมีจุดประสีม่วงทั่วไป เมื่อแก่เป็นสีดำ กว้าง3.5-5ซม.ยาว10-15ซม.
ระยะออกดอก---เดือนเมษายน-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง ทาบกิ่ง ติดตา  


มณฑาป่า/Manglietia garrettii


ชื่อวิทยาศาตร์---Manglietia garrettii Craib
ชื่อพ้อง---This name is a synonym of Magnolia garrettii (Craib) V.S.Kumar.
ชื่อสามัญ---
ชื่ออื่น--- ปอนาเตอ (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่); มณฑาดอย, มณฑาป่า, มะองนก (เชียงใหม่) ; [THAI: montaa paa,montaa daeng.]; [CHINESE: tai guo mu lian.]
ชื่อวงศ์---MAGNOLIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้ ไทย เวียตนาม  


เป็นพรรณไม้ที่ขึ้นในที่สูงและขึ้นกระจายอยู่ในภาคเหนือและภาคตะวัน ออกเฉียงเหนือ ของไทย ชอบอากาศเย็น พบทั่วไปบบนดอยสุเทพและดอยอินทนนท์ เคยเข้าใจว่าพบเฉพาะ ในประเทศไทยแต่ปัจจุบันพบที่เวียตนามและ ยูนนานตอนใต้  ประเทศไทยพบที่แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย น่าน พิษณุโลก ตาก ขึ้นตามป่าดิบเขา ความสูง 1000-1850 เมตร ในจีนตอนใต้(ยูนนาน)และเวียตนามหบในป่าไม่ผลัดใบที่ระดับความสูง  1300-1900 เมตร
ไม้ ต้นขนาดใหญ่ สูง 10-20เมตร เปลือกต้นหนาสีเทา เรียบ ใบเดี่ยวขนาดกว้าง8-12ซม.ยาว18-30ซม.ใบแก่สีเขียวเข้ม ด้านล่างสีเขียวออกเทา เกลี้ยงไม่มีขน หนาคล้ายแผ่นหนังโคนใบมนปลายใบแหลม ก้านใบยาวมีขนสีน้ำตาลแน่น.ดอกเส้นผ่านศูนย์กลางถึง18ซม.สีชมพูแดงแกมม่วง ผลกลุ่มขนาดยาว 4-12ซม ผลย่อยแตกด้านล่าง ยาว 0.5-1.5 ซม. ห้อยลง มีจะงอยสั้น ๆ เมล็ดสีแดงรูปรี แบน ยาวประมาณ 1 ซม.
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับมณฑา แดงเป็นพรรณไม้ที่สวยงาม หอมอีกด้วย ตอนดอกตูมใช้เวลาหลายวันกว่าจะบาน แต่บานแล้วจะอยู่ได้2-3วัน แล้วโรย
ระยะออกดอก---มีนาคม - พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด

มณฑาภู/Magnolia henryi

ชื่อวิทยาศาตร์---Magnolia henryi Dunn
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Lirianthe henryi (Dunn) N.H. Xia & C.Y. Wu
---Manglietia wangii Hu
---Talauma kerrii Craib
ชื่อสามัญ---
ชื่ออื่น---มณฑาภู ; [THAI: montaa phoo.]; [CHINESE: Dà yè yùlán, Sīmáo yùlán]
ชื่อวงศ์---MAGNOLIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน พม่า ไทย
กระจายอยู่ในประเทศไทย , พม่าและมณฑลยูนนานของจีนแผ่นดินใหญ่มักพบในการเพาะปลูก เติบโตที่ระดับความสูง 540 - 1,500 เมตร
ไม้ต้นขนาดเล็กสูงได้ถึง 5-10 เมตร เปลือกต้นหนาสีน้ำตาล มีกลิ่นฉุน แตกกิ่งน้อย ใบ เดี่ยวรูปไข่หรือรูปรี ยาว35-45 ซม.แผ่นใบหนาแข็งกรอบ ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้มเห็นร่องเส้นใบชัด ดอกเดี่ยวคว่ำลง สีครีมหรือชมพูขนาดดอก6-5ซม.ผลรูปกระบอกเรียวยาว
ระยะออกดอก---เดือนเมษายน-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการ เพาะเมล็ด ทาบกิ่ง ติดตา

มณฑิรา/Manglietia insignis

ชื่อวิทยาศาตร์---Manglietia insignis (Wall.) Blume
ชื่อพ้อง---Has 9 Synonyms

-Manglietia yunnanensis Hu -Manglietia insignis (Wall.) Blume
-Manglietia rufisyncarpa Y.W.Law, R.Z.Zhou & F.G.Wang -Magnolia shangpaensis Hu
-Manglietia maguanica Hung T.Chang & B.L.Chen -Magnolia insignis var. latifolia
-Manglietia insignis var. latifolia -Magnolia insignis var. angustifolia
-Manglietia insignis var. angustifolia

ชื่อสามัญ---Red Lotus Tree, Safflower Magnolia, Padang Magnolia, Burmese Magnolia.
ชื่ออื่น---มณฑิรา, ; [THAI mon ti ra.]; [CHINESE: Hóng shǎi mù lián.]
ชื่อวงศ์---MAGNOLIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน อินเดีย เนปาล พม่า ไทย เวียตนาม
พบในเนปาลอินเดียตะวันออกเฉียงเหนือและพม่าตอนเหนือ จีน(มณฑลหูหนานตะวันตกเฉียงใต้, กวางสี, มณฑลเสฉวนทางตะวันตกเฉียงใต้, กุ้ยโจว และทิเบตตะวันออกเฉียงใต้)ในป่าดิบแล้ง ป่าใบกว้าง ที่ระดับความสูง 900-1200 เมตร ประเทศไทยพบตามป่าดิบเขาในภาคเหนือที่สูงกว่า 700เมตร
ไม้ต้นขนาดใหญ่สูง 20-25เมตรลักษณะเปลือกต้นหนาสีน้ำตาลเข้ม มีกลิ่นฉุนเฉพาะตัว ทรงพุ่มกลมทึบ ใบเดี่ยวรูปขอบขนานยาว 15-25ซม.แผ่นใบหนา เหนียวคล้ายแผ่นหนัง ผิวใบเป็นมันทั้งสองด้าน ดอกเดี่ยวสีขาวอมชมพู ออกที่ปลายยอด มี9กลีบ กลีบหนาแข็งฉ่ำน้ำ เมื่อบานมีขนาด6-8ซม. ผลรูปไข่ยาว 8-12ซม. ดอกทยอยบานอยู่ได้นาน 1เดือน ดอกบาน2-3วันแล้วโรย ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆตลอดวัน และแรงในช่วงใกล้ค่ำและช่วงเช้าเจริญเติบโตได้ดีในที่มีแสงแดดเต็มที่และมีความชื้นสูง  มีอากาศหนาวเย็น
ระยะออกดอก--เดือนเมษายน-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด

มณฑาสวรรค์/Magnolia delavayi

ชื่อวิทยาศาตร์---Magnolia delavayi Franch
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Lirianthe delavayi (Franch.) N.H.Xia & C.Y.Wu    
---Magnolia carpunii Romanov & A.V.Bobrov
ชื่อสามัญ--- Delavay's magnolia, Chinese evergreen magnolia, Chinese Magnolia.
ชื่ออื่น---มณฑาสวรรค์ ; [THAI: mon taa sawaan.]; [CHINESE: Shān yùlán, shān bō luó
ชื่อวงศ์--- MAGNOLIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---มณฑลยูนนาน ประเทศจีน
มีถิ่นกำเนิดทางตอนใต้ของประเทศจีน(กุ้ยโจว , มณฑลเสฉวนและยูนนาน) ในถิ่นกำเนิดเติบโตบนทางลาดเปียกบนพื้นที่หินปูน ที่ระดับความสูง1,500-2,800 เมตร
ไม้ต้นขนาดเล็กสูงได้ถึง 12เมตร เปลือกต้นหนาสีน้ำตาล มีกลิ่นฉุน มีช่องหายใจช่วงปลายกิ่ง ทรงพุ่มกลมทึบ ใบเดี่ยวรูปไข่หรือรูปรี ยาว10-20ซม.แผ่นใบหนา เหนียวคล้ายแผ่นหนัง ผิวใบเป็นมันทั้งสองด้าน ดอกเดี่ยวสีขาวนวลออกที่ปลายยอด มี9กลีบ กลีบหนาแข็งฉ่ำน้ำ เมื่อบานขนาดดอก 5-7ซม. ผลรูปไข่ยาว5-8ซม.มีเมล็ดจำนวนมากสีแดงออก ทยอยออกดอกได้นาน 1 เดือน ดอกบานได้2-3วันแล้วโรย ส่งกลิ่นหอมแรงตลอดวัน แม้กลีบดอกที่ร่วงโคนต้นก็ยังส่งกลิ่นหอมไปได้ไกลสามารถ ปรับตัวให้เจริญเติบโตได้ทั้งในพื้นที่ระดับสูงที่มีอากาศหนาวเย็นเช่นดอย อ่างขาง และในภาคกลาง เช่นกรุงเทพฯ แตกกิ่งเป็นพุ่มกลม สูงเพียง2-3เมตร ออกดอกได้ง่าย ต้องการความชื้นค่อนข้างสูงควรรดน้ำบ่อยๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูร้อน ไม่เหมาะกับการปลูกในกระถาง
ระยะออกดอก---เดือนเมษายน-,มิถุนายน---ผล---สิงหาคม-ตุลาคม
ขยายพันธุ์--- เพาะเมล็ด ทาบกิ่ง ติดตา

มหาพรหมราชินี/Mitrephora sirikitiae

 

ชื่อวิทยาศาตร์---Mitrephora sirikitiae Weerasooriya, Chalermglin & R.M.K. Saunders
ชื่อพ้อง--No synonyms are record for this name
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---มหาพรหมราชินี ; [THAI: Mahaphrom Rachini.]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย
ต้น “มหาพรหมราชินี” เป็น พรรณไม้ชนิดใหม่ของโลก อยู่ในสกุลมหาพรหม คำระบุชนิด sirikitiae เป็นพระนามาภิไธยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มีรายงานการตั้งชื่อในปีพ.ศ.2549 พรรณไม้ที่ค้นพบใหม่ เป็นพรรณไม้ถิ่นเดียวที่  ดร ปิยะ เฉลิมกลิ่น ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สำรวจพบ พบครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2546 จากอุทยานแห่งชาติแม่สุรินทร์ บ้านห้วยฮี้ ต.ห้วยปูลิง อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน บนเขาหินปูนที่ระดับสูง1,100เมตร
 เป็น ไม้ต้นขนาดเล็กสูง3-5เมตร เปลือกต้นหนาสีน้ำตาลเข้มมีกลิ่นฉุน กิ่งอ่อนมีขนนุ่ม ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ ใบรูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ  รูปใบหอก กว้าง 4-9 ซม. ยาว 11-19 ซม. ผิวใบเรียบ เนื้อใบค่อนข้างหนา  เป็นมันทั้งสองด้าน ด้านล่างมีขน ก้านใบยาว 0.5-1 ซม. ดอกเดี่ยวหรือเป็นกระจุก 1-3 ดอก ออกตรงข้ามใบ กลีบดอกชั้นนอกรูปไข่กลับสีขาว กลีบชั้นในประกบกันเป็นรูปกระเช้าสีม่วงแดง เมื่อบานกว้าง8-10ซม ออกดอกเดือนเมษายน-เดือนพฤษภาคม ส่งกลิ่นหอมอ่อนตลอดวัน ผลเป็นผลกลุ่ม มีผลย่อย10-15ผล รูปทรงกระบอกยาว5-6ซม.มีเมล็ด 13-21 เมล็ด ลักษณะเมล็ด รูปคล้ายไข่หรือทรงกลม สีน้ำตาล ขนาด 5-8 มม.
ต้น ที่ขึ้นอยู่บนเขาหินปูน จะทิ้งใบหมด เหลือเฉพาะแต่กิ่งก้านและออกดอกได้เต็มต้น เมื่อนำมาปลูกในพื้นที่ราบที่มีอากาศร้อน สามารถปรับตัวเจริญได้ดีและมีช่วงออกดอกเกือบตลอดปี
การขยายพันธุ์  สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งระเทศไทย(วว.)ประสบความสำเร็จจากงาน วิจัยในการขยายพันธุ์โดยวิธีทาบกิ่ง เสียบยอด และติดตา โดยใช้มะป่วนหรือนางแดงเป็นต้นตอจึงสามารถขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว เป็นพืชที่ปลูกแล้วออกดอกได้แล้วหลายแห่งในประเทศ จนพ้นสถานภาพใกล้สูญพันธุ์แล้ว


มะกอกดอน/Schrebera swietenioides

 

ชื่อวิทยาศาตร์---Schrebera swietenioides Roxb.
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Nathusia swietenioides (Roxb.) Kuntze
---Schrebera pubescens Kurz
ชื่อสามัญ---Weaver's Beam Tree
ชื่ออื่น---กอกดอก, มะกอกดอน, มะกอกโคก, มะกอกเผือก  มะกักป่า ;[THAI: kok don (Northern), ma kok khok (Northern), ma kok don (Northern), ma kok phueak (Northern), ma kak pa (Ratchaburi), hi phi (Northeastern)]; [AYURAVEDA: mushka, mokshakaka, ghunti, shikhari.]; [HINDI: Mokhdi,Moka,Banpalas, Mokha,Banpalas.]; [KANNADA: Bula,Gante,Mogalingamara.]; [MALAYALAM: Manimaram.]; [MARATHI: Mokadi,Nakti, Mokha.]; [SANSKRIT: Golidha,Ghantapatali,Kastapatola.]; [TAMIL: Mogalingam,Pasari,Mogalinga,Makalinkam.]
ชื่อวงศ์---OLEACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย บังคลาเทศ พม่า ไทย กัมพูชา ลาว
พบในประเทศอินเดีย ,บังคลาเทศ ,พม่า ,ไทย ,กัมพูชาและลาว
 ไม้ต้นผลัดใบสูงถึง 15 เมตร  เปลือกสีเทาดำหนา0.5ซม.ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ใบย่อยเรียงตรงข้าม7-9 รูปไข่หรือรูปรีแผ่นใบ 6.5-14 x 3.5-6.5 ซม. ก้านใบ 3-30 มม ดอกออกเป็นช่อตามปลายกิ่งหรือซอกใบใกล้ปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาวโคนเป็นหลอดปลายแยก4-7กลีบ ผิวด้านในมีขนสีน้ำตาลแน่น ผลแคปซูลขนาด 5 x 2.5 ซม., รูปไข่กลับแห้งแล้วแตก แข็งคล้ายเนื้อไม้รูปไข่กลับ
ใช้ประโยชน์---พืชมีมูลค่าสูงสำหรับไม้ซึ่งใช้ในท้องถิ่นมาก แต่ไม่ค่อยมีการซื้อขาย มันยังเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นยาและบางครั้งก็มีการปลูกฝังเป็นไม้ประดับในสวน
-ใช้กินได้ ใบ - ปรุง ต้มและกินกับเกลือและพริก อาหารความอดอยาก กินในยามที่ต้องการเมื่อมีอาหารน้อยน้อย
-ใช้เป็นยา ในอายุรเวชใช้ ราก, เปลือกและใบมีรสขม, ฉุน, ย่อยอาหาร, กระเพาะอาหาร, ท้องผูก, ยาสมานแผลปัสสาวะและยาแก้พยาธิ มีรายงานว่าผลไม้ มีประโยชน์ในการรักษา hydrocele (เป็นอาการบวมในถุงอัณฑะของเด็ก) มีประโยชน์ในการรักษาสภาพต่าง ๆ รวมถึงอาหารไม่ย่อย โรคผิวหนัง โรคเรื้อน โรคโลหิตจาง โรคฝีและแผลไหม้และความผิดปกติของทวารหนัก เปลือกไม้นั้นใช้สำหรับรักษาโรคของลำคอ, โรคโลหิตจาง, โรคโลหิตจางและโรคเบาหวาน รากนำมาใช้ในการรักษาโรคเรื้อน การตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่าฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระต้านการอักเสบและลดไข้ของรากและฤทธิ์ต้านเบาหวานและสารต้านอนุมูลอิสระของผลไม้ จากการศึกษาพบว่าเปลือกของรากมีฤทธิ์ต้านโลหิตจางจำนวนมากซึ่งบ่งบอกถึงการใช้พืชชนิดนี้เพื่อรักษาโรคโลหิตจาง
-อื่น ๆ แก่นไม้มีสีเทาน้ำตาล หนัก, แข็งและทนทาน การแตกหรือบิดงอน้อยกว่าไม้อื่น ๆ ถูกใช้โดยช่างทอผ้าในการทำเครื่องทอผ้า เช่น คาน แกนหมุนและอีกหลายส่วน
ออกดอกและติดผล: พฤษภาคม - มิถุนายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด---อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา---ไม้ต้นในสวน Trees in the Gardenโดย องค์การสวนพฤกษศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี The Botanical Garden Organization Office of the Prime Minister พิมพ์ครั้งที่1 พฤษภาคม 2542 จัดพิมพ์โดย มูลนิธิ ศาสตราจารย์ ดร.สง่า สรรพศรี   


มะกอกหนัง/Choerospondias axillaris


ชื่อวิทยาศาตร์---Choerospondias axillaris (Roxb.) B. L. Burtt & A. W. Hill
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Basionym: Spondias axillaris Roxb.
---Poupartia axillaris (Roxb.) King & Prain
---Poupartia fordii Hemsl.
---Spondias lutea Engl.
ชื่อสามัญ--- Candy Tree, Lapsi, Lapsi Tree, Nepali hog plum.
ชื่ออื่น---มะมือ(เชียงใหม่); มะกอกหนัง(ชัยภูมิ); มะหนัง(ตาก); สาลีปู(กะเหรี่ยง-กำแพงเพชร); สีเสียดเทศ(นครราชสีมา); [THAI: ma mue, ma kok nang, ma nang, sa li pu, si siat thet]; [ASSAMESE: Lepchipoma.]; [BENGALI: Amrda.]; [CHINESE: nan suan zao.]; [VIETNAM: lát xoan, xuyên cóc.]; [NEPALI: Lapsi.]
ชื่อวงศ์---ANACARDIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย เนปาล ภูฏาน จีน ญี่ปุ่น ไทย ลาว เวียตนาม กัมพูชา

ขึ้นกระจายจากอินเดียไปยังประเทศจีน ญี่ปุ่น ภูฏาน เนปาล และอินโดจีน ในป่าดิบเขา ที่ราบลุ่มเนินเขาและป่าเขาที่ระดับความสูง 300 - 2,000 เมตรในภาคใต้ของจีน มักพบในป่าทุติยภูมิในเวียดนามที่ระดับความสูงต่ำกว่า 600 เมตร
ไม้ ต้น ผลัดใบระยะสั้น สูงถึง 8-20 (-30)เมตร เส้นผ่าน ศูนย์กลางประมาณ 30 - 40 ซมลักษณะเปลือกต้นสีเทาเข้ม หรือแดงน้ำตาล แตกกิ่งเป็นสีน้ำตาลอมม่วงเข้มมีขนสั้น ๆ ใบประกอบแบบขนนกยาว 25-40 ซม.มีใบย่อย 13คู่ ก้านใบพองที่โคนใบย่อยคู่บนใหญ่สุด
ดอกสีแดงเข้ม สมบูรณ์เพศ ออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ2-3 ดอก ขนาด0.4-0.5เซนติเมตร กลีบเลี้ยงมี5พูสีแดงอมม่วง ผิวในมีต่อมขน กลีบดอกซ้อนกัน5กลีบ
ผลสีเขียวหรือเหลืองรูปไข่ ขนาด2-3 ซม. มีร่อง5ร่องที่ปลายชั้นหุ้มเมล็ดแข็ง ข้างบนมี5รูเท่ากับจำนวนเมล็ด
การใช้ประโยชน์ ---ต้นไม้ได้รับการปลูกมานานในประเทศเนปาลเพื่อให้ได้ผล ผลไม้มีคุณค่าทางโภชนาการและมีราคาใกล้เคียงกับส้มแมนดารินในตลาดเนปาล ไม้ที่ใช้ในประเทศและการค้าระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังใช้เป็นสายยพันธุ์บุกเบิกในโครงการปลูกป่าในภาคเหนือของประเทศไทย
-ใช้กิน ผลไม้ - ดิบหรือทำเป็นน้ำผลไม้ไอศครีมขนมเยลลี่และผักดอง ทาร์ตผลไม้และลูกอมรสเผ็ดเปรี้ยวในเนปาล
-ใช้เป็นยา ผล  แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้กระหายน้ำ ผล ใบ เปลือกลำต้น แก้ร้อนใน ช่วยให้ชุ่มคอแก้เลือดออกตามไรฟัน แก้หอบ บำรุงธาตุและแก้บิด  เปลือกลำต้น รสฝาดเย็นเปรี้ยว ช่วยสมานแผล มีกลิ่นหอม ใบ เคี้ยวกินแก้ท้องเสีย
-อื่น ๆ ไม้สีขาวเทาเนื้ออ่อน ใช้เป็นไม้ก่อสร้างเบาสำหรับทำหีบชาและเฟอร์นิเจอร์ทั่วไป เปลือกที่เป็นเส้นใยสามารถนำมาใช้ทำเชือกแบบดั้งเดิมได้  ไม้ใช้เป็นเชื้อเพลิง  เปลือกเมล็ดถูกใช้เป็นเชื้อเพลิงในเตาเผาอิฐ
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด---อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร หอพรรณไม้ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2549

มะกัก/Spondias bipinnata

ชื่อวิทยาศาตร์---Spondias bipinnata Airy Shaw & Forman
ชื่อพ้อง---This name is unresolved.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---กอกกัก (นครสวรรค์); มะกอกป่า (กาญจนบุรี, นครราชสีมา); มะกัก, หมักกัก (ราชบุรี, สระบุรี); [THAI: Má kak, Mak kak, ma kok pa, kok kak.]
ชื่อวงศ์---ANACARDIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย
เป็นพืชเฉพาะถิ่นของไทยพบขึ้นตามภูเขาหินปูนที่แห้งแล้งในป่าเบญจพรรณหรือป่าละเมาะผลัดใบทางภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาคตะวันตกเฉียงใต้ที่ระดับความสูงไม่เกิน 300เมตร
        ไม้ ต้นสูง 10-25เมตร ลักษณะ เปลือกสีเทามีช่องอากาศทั่วไป ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงเวียนสลับเป็นกลุ่มตามปลายกิ่ง ใบประกอบย่อยมี 3-5 คู่ ใบย่อยรูปไข่หรือรูปใบหอก  ยาว 2-8.5 ซม.โคนใบเบี้ยว แผ่นใบด้านล่างมีขนนุ่ม ช่อดอกออกตามซอกใบและปลายกิ่ง ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ดอกเล็กสีขาวกลิ่นหอมอ่อน ใบประดับรูปแถบขนาดเล็ก ก้านดอกยาว 4-6 มม. กลีบเลี้ยง 4 กลีบ รูปไข่ ยาวประมาณ 1 มม. มีขนประปราย กลีบดอก 4 กลีบ เรียงจรดกัน รูปรี ยาวประมาณ 4 มม. ผลกลมรียาว 4-4.5 ซม. สีเหลืองอมเขียวมีเมล็ดแข็ง1เมล็ด
ระยะออกดอก---เดือนเมษายน-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

มะเกลือกา/Diospyros gracilis


ชื่อวิทยาศาตร์---Diospyros gracilis H. R. Fletcher.
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---กาจะ, น้ำจ้อน, มะหวีด
ชื่อวงศ์--- EBENACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- ประเทศไทย
พืชถิ่นเดียวของประเทศไทยพบขึ้นในป่าดิบแล้งบริเวณเขาหินปูน
ไม้ต้นสูงถึง10เมตรเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้นถึง 50 ซม  ลักษณะทรงต้น เรือนยอดเป็นพุ่มกลม ใบเดี่ยวเรียงสลับ กว้าง1.6-1.9ซม.ยาว5.5-7ซม.รูปใบหอกถึงรูปขอบขนาน ปลายใบทู่ โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ ดอกเป็นช่อกระจะสั้นสีขาวครีม ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น ดอกเพศผู้จะออกเป็นช่อขนาดเล็กตามซอกใบ มีกลีบดอกและกลีบเลี้ยงอย่างละ 4 กลีบ มีเกสรเพศผู้อยู่กลางดอกประมาณ 14-18 อัน ส่วนดอกเพศเมียจะออกเป็นดอกเดี่ยวๆ ตามซอกใบ ลักษณะคล้ายดอกเพศผู้ แต่มีขนาดใหญ่กว่า ผลมีเนื้อหลายเมล็ด รูปทรงกลมแกมรูปรีเส้นผ่านศูนย์กลางผลประมาณ 2-2.5 ซม มีกลีบเลี้ยงติดทน ผลอ่อนมีขน ผลแก่เกือบเกลี้ยง
ใช้ประโยชน์---ผลใช้ทำสีย้อมผ้า
ระยะออกดอก---มีนาคม-พฤษภาคม---ติดผล---มีนาคม- สิงหาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง

มะเกิ้ม/Canarium subulatum


ชื่อวิทยาศาตร์---Canarium subulatum Guill.
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---Ma Lueam tree.
ชื่ออื่น---มะเลื่อม (พิษณุโลก, จันทบุรี), มักเหลี่ยม (จันทบุรี), โมกเลื่อม (ปราจีนบุรี), มะกอกเกลื้อน (ราชบุรี), มะเหลี่ยมหิน (มหาสารคาม), มะเกิ้ม (ภาคเหนือ), กอกกัน (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), มะกอกเลื่อม (ภาคกลาง), มะกอกเลือด (ภาคใต้), มะกอกกั๋น (คนเมือง), มะเกิ้ม (ไทลื้อ), เกิ้มดง เพะมาง สะบาง ไม้เกิ้ม (ขมุ), ซาลัก (เขมร) ; [THAI: Ma Lueam, Mok Lueam.]; [CHINESE: Máo yè lǎn.]; [VIETNAM: Trám kên, Trám lá đỏ, Cà na mũi nhọn.]
ชื่อวงศ์---BURSERACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ - ไทย กัมพูช าลาว เวียดนาม


ในประเทศไทยพบได้ทุกภาค มักพบขึ้นตามบริเวณป่าไม้ผสมผลัดใบ ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าละเมาะ ป่าดิบแล้ง และตามบริเวณป่าหญ้าหรือทุ่งหญ้าทั่วไป ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 100-1,200 เมตร มักพบเสมอในป่ากึ่งโล่งที่มีไผ่
ไม้ ต้นผลัดใบ สูงถึง20เมตร ลักษณะลำต้นตั้งตรงเรือนยอดกลม เปลือกต้นสีน้ำตาลเทาถึงเทาแก่ เปลือกชั้นในสีน้ำตาลอ่อนมีขีดเส้นขาวๆ และให้น้ำยางใส ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นสีออกดำ กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลอมส้มหนาแน่น ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก 2-5คู่  ใบ ยาว20-45ซม.ขอบใบหยักแบบซี่เลื่อยตื้นๆ ใบแก่เกลี้ยง สีแดงเข้ม ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ช่อดอกเพศผู้ยาว 7-11 มม. มีขนทั่วไป กลีบรองกลีบดอกเชื่อมกันเป็นรูปถ้วย ยาว 2.5-3.5 มม . ขอบหยัก เกสรผู้ 6 อัน เกลี้ยง ในดอกเพศเมีย เกสรผู้มีขนาดเล็ก  ผล เป็นช่อ ช่อหนึ่ง ๆ มักมีเพียง 1-4 ผล ผลขนาด2.8-3.5ซม. ช่อยาว2.5-8ซม.สีเขียวเหลือง รูปไข่ปลายแหลม มีกลีบรองกลีบดอกรูปถ้วยเล็ก ๆ เชื่อมติดอยู่กับก้านช่อดอก มีเมล็ดเดียวชั้นหุ้มเมล็ดแข็งมาก
ใช้ประโยชน์---ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารสีย้อมและแหล่งที่มาของไม้
-ใช้กิน ผลกินได้ทั้งสดและดอง ดยดองในน้ำเกลือหรือน้ำเชื่อม
-ใช้เป็นยา ตำรายาไทยจะใช้ผลนำมารับประทานเป็นยาแก้ไอ หรือใช้ผลสดหรือผลแห้งนำมาต้มเอาน้ำกิน ส่วนอีกวิธีให้ใช้ผลแห้งนำมาตำให้ละเอียด แล้วนำมาชงกับน้ำกินเป็นยาแก้ไอ- ยางใช้ทาแก้คัน
-วนเกษตรใช้ เป็นไม้เบิกนำในการปลูกป่า เนื่องจากเป็นไม้เนื้ออ่อน กิ่งหักง่าย และก่อให้เกิดโพรงเมื่อฝนตกลงมา ทำให้น้ำฝนมาขังอยู่ในโพรงตลอดปี ชาวอีสานจะเรียกโพรงนี้ว่า "สร้างนก" ซึ่งหมายถึงแอ่งน้ำสำหรับนก ที่ทำให้นกมีน้ำกินตลอดทั้งปี หมอยาบางท่านจะใช้"สร้างนก"เป็นน้ำกระสายยาอีกด้วย
-อื่น ๆ ไม้เนื้ออ่อน ใช้ทำเครื่องเฟอร์นิเจอร์คุณภาพต่ำ เก้งชอบกินผลหล่น สีดำของผลใช้ทำหมึก ยางสดใช้เป็นเครื่องหอม
สำคัญ---นักโบราณคดีพบ Canariumในชั้นหินโบราณบริเวณภาคใต้ของประเทศไทย อายุประมาณ 40,000ปี แสดงว่า เป็นต้นไม้เก่าแก่ที่สุดที่ได้ถูกบันทึกในประเทศไทย
ระยะออกดอก---มีนาคม-พฤษภาคม---ติดผล---พฤษภาคม-ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

มะขม/Pittosporopsis Kerrii


ชื่อวิทยาศาตร์--- Pittosporopsis Kerrii Craib
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Pittosporopsis nervosa Gagnep.
---Pittosporum nervosum (Gagnep.) Gowda
---Stemonurus yunnanensis Hu
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น--- มะขม(กลาง)บะขม (เหนือ), มักยัง(ขมุ) ; [THAI: ma kom, ba kom.]; [CHINESE: jia hai tong.]
ชื่อวงศ์---ICACINACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พม่า ไทย ลาว เวียตนาม ยูนนาน
กระจายในป่าดิบทึบ ใน จีนตอนใต้ (ยูนนาน) ลาว, พม่า, ไทยและตอนเหนือของเวียตนาม ที่ระดับความสูง300-1600 เมตร ในประเทศไทยพบทั่วไปตามสวนรอบบ้าน ป่าธรรมชาติ และสวนเมี่ยง
ต้นไม้ขนาดเล็กหรือ ไม้พุ่ม สูงถึง 4- 8(-17)เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลแก่ เปลือกบางมาก มีรูอากาศใหญ่กระจายทั่วไป ใบเดี่ยวรูปขอบขนานแคบขนาดของใบกว้าง4-7ซม.ยาว10-21ซม. ผิวใบเรียบเกลี้ยงด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างใบสีอ่อน ก้านใบยาว 1.5-2.5 ซม.ดอกสีขาวหรือเขียวอ่อน ผลขนาด2-2.5ซม.สีเขียวสดแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ผิวเรียบ
ใช้ประโยชน์- เมล็ดกินได้ รสขม ลวก ต้ม กินเป็นผัก
-ใช้เป็นยาเมล็ดนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ มักใช้เป็นสมุนไพรรักษาอาการบวมของแขนและขา
ระยะออกดอก---ตุลาคม-พฤษภาคมของปีถัดไป---ออกผล---ตั้งแต่กุมภาพันธ์-ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ดม ปักชำกิ่ง

มะขาว/Trivalvaria pumila

ชื่อวิทยาศาตร์---Trivalvaria pumila (King) J.Sinclair
ชื่อพ้อง---Has 13 Synonyms

-Ellipeia costata (Hook.f. & Thomson) King -Polyalthia oligogyna Merr. & Chun
-Ellipeia pumila King -Popowia kurzii King [Illegitimate]
-Guatteria costata Hook.f. & Thomson -Popowia pumila (King) Ridl.
-Polyalthia costata (Hook.f. & Thomson) Hook.f. & Thomson -Trivalvaria dubia (Kurz) J.Sinclair
-Polyalthia dubia Kurz -Trivalvaria pumila (King) J.Sinclair
-Polyalthia montana Ridl. -Uvaria costata Wall. [Invalid]
-Polyalthia nemoralis Aug.DC.

ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---มะขาว; [THAI: ma khao (General).]; [CHINESE:hai dao mu.]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน, อินเดีย (หมู่เกาะอันดามัน), ลาว, มาเลเซีย, พม่า, ไทย, เวียดนาม
เกิดขึ้นตามธรรมชาติใน ไทย เวียดนาม, อินเดีย (หมู่เกาะอันดามัน)และตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศจีน (กวางตุ้ง,ไหหลำ )ลาว, มาเลเซีย, พม่า
ในประเทศไทยพบในป่าดิบชื้นทางภาคใต้ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนถึงระดับความสูง 400เมตร
ไม้ต้นหรือ ไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ 2-5 เมตร ลักษณะ แตกกิ่งมาก ทรงพุ่มกลม เปลือกสีน้ำตาลดำมีกลิ่นฉุน เนื้อไม้เหนียวมาก ใบรูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับกว้าง 5-6.5ซม. ยาว15-18ซม.ใบเรียบเป็นมันทั้งสองด้าน ใบด้านบนสีเขียวเข้ม ด้านล่างสีอ่อนกว่า ก้านใบ 2-10 มม. มีขนหนาแน่นถึงเกลี้ยง ดอกออก1-2 ที่นอกซอกใบ ดอกสีขาว ดอกบานมีขนาด2-2.5ซม.ผลเป็นผลกลุ่มมีผลย่อย7-10ผล ผลรูปรีปลายแหลมกว้าง 8-10 มม.ยาว 2.2 ซม.ก้านผลยาว10-10มม ผลอ่อนสีเขียวเป็นมันเรียบ มีช่องอากาศเป็นจุดประขาว ผลแก่สีแดงส้ม                            
ระยะออกดอก---เมษายน-กรกฎาคม ---ผลแก่---กรกฎาคม-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

มะแขว่น/Zanthoxylum rhetsa


ชื่อวิทยาศาตร์--- Zanthoxylum rhetsa (Roxb.) DC.
ชื่อพ้อง---Has 7 Synonyms

-Fagara budrunga Roxb. -Zanthoxylum budrunga (Roxb.) DC.
-Fagara parviflora (Benth.) Engl. -Zanthoxylum limonella (Dennst.) Alston
-Fagara rhetsa Roxb. -Zanthoxylum parviflorum Benth.
-Tipalia limonella Dennst.

ชื่อสามัญ---Indian Prickly Ash, Indian Ivy Rue, Cape Yellowwood.
ชื่ออื่น---กำจัดต้น พริกหอม หมากมาศ (กรุงเทพฯ) มะข่วง มะแขว่น มะแข่น (เหนือ) ลูกระมาศ (กลาง) หมักข่วง (แม่ฮ่องสอน), ; [THAI: Kamchat, Kamchat ton, Luk rat mat, Ma khuang, Ma khwaen, Phrik hom.]; [CHINESE: Lai ta hua jiao, Hi jiao mu.]; [ASSAMESE: Bajar mali, Bojramoni-goch.]; [HINDI: Badrang, Mullilam]; [MALAYALAM: Kothumurikku, Mullilavu.]; [KANNADA: Jummina, Kadumenasu, Arempala.]; [SINHALESE: Katu kina.]; [SANSKRIT: Ashvaghra.]; [PHILIPPINES: Kayetana, Kayutana (Tag.)]; [MALAY: Hantu duri, Kayu lemah (Java).]; [LAOS: Ma khaen.]; [BURMESE: Chyinbawng, Kathit pyu, Ma yanin kyetsu.]; [VIETNAMESE: Cóc hôi, Hoàng mộc hôi, Sẻn hôi, Vàng me.]
ชื่อวงศ์---RUTACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ศรีลังกา อินเดีย พม่า คาบสมุทรอินโดจีน คาบสมุทรมาเลย์ ชวา ฟิลิปปินส์ สุลาวาสี หมู่เกาะซุนดาน้อย ปาปัวนิวกินีตอนใต้


พบมากในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ขึ้นกระจายในป่าดิบชื้นที่ระดับความสูงระหว่าง 500- 1,500 เมตร.ในประเทศไทยพบได้ทั้งภาคกลาง ใต้ และภาคเหนือ
ไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ไม่ผลัดใบสูงประมาณ 10-20 (-35)เมตร แตกกิ่งน้อย ทรงพุ่มโปร่งเรียวสูงชะลูด ลำต้นยาวและตรง เปลือกต้นสีน้ำตาลมีหนามอ้วนแข็ง  ใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียวปลายคี่หรือคู่เรียงสลับ ใบย่อย 5-14คู่ ขนาดใบย่อยกว้าง 2.5-6 ซม.ยาว7-18 ซม. ใบย่อยที่ปลายใหญ่ที่สุด ฐานใบไม่สมมาตร ขอบใบเรียบ ใบแก่เกลี้ยง มักจะมีแต้มสีแดงตามขอบใบและก้านใบ ด้านล่างใบมีต่อมเล็กๆหนาแน่นเมื่อขยี้จะมีกลิ่น -ช่อดอกแบบช่อแยกแขนงออกที่ปลายยอดหรือซอกใบใกล้ปลายยอด มีดอกย่อยสีขาวอมเขียวจำนวนมาก ขนาดของดอกย่อย0.2ซม. ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น ช่อดอกยาว 8-20 ซม.-ผลค่อนข้างกลม ขนาดของผล 0.6-0.9 ซม. เป็นช่อกว้างมีถึง100ผล ผลอ่อนสีเขียวผิวขรุขระ มีต่อมสีเข้ม เมื่อสุกสีชมพูหรือแดงมีเนื้อบางมีกลิ่นคล้ายมะนาว  แห้งแล้วแตกได้2-5ส่วนแต่ละส่วนมีเมล็ดสีดำ1เมล็ด ขนาดเมล็ดประมาณ 25-35 มม.
ใช้ประโยชน์---พืชที่ปลูกเป็นครั้งคราว ในศรีลังกาผลิตเมล็ดและส่งออกไปยังประเทศจีนและอิหร่านเพื่อใช้เป็นเครื่องเทศ
-ใช้กิน ใช้เป็นเครื่องเทศ ชาวเหนือประเทศไทยนิยมนำผล และเมล็ดแห้งมาประกอบอาหาร เนื่องจากผลแห้งมีกลิ่นหอมแรง และมีรสเผ็ดร้อน ทำให้ช่วยดับกลิ่นคาว และเพิ่มรสชาติของอาหารให้อร่อยมากขึ้น
-ใช้เป็นยาใช้ทำเป็นยาสมุนไพร ผล เมล็ดแห้ง เปลือ ราก ใบมีสรรพคุณ บำรุงหัวใจ บำรุงเลือด บำรุงธาตุ ลดความดันเลือด เจริญอาหาร ช่วยย่อยอาหาร ขับลมในลำไส้ ขับระดู สมานแผล สูดดม แก้อาการวิงเวียน แก้ลำคออักเสบ ขับเสมหะ แก้พิษร้อนใน ลดอาการฟกช้ำ แก้อาการปวดท้องกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ รักษาโรคหนองใน น้ำมันที่ได้จากการกลั่นด้วยไอน้ำใช้เป็นยาดั้งเดิมสำหรับอหิวาตกโรค ถูกนำไปใช้ต่อไปเป็นน้ำยาฆ่าเชื้อและยาฆ่าเชื้อ เป็นยาชาเฉพาะที่ เปลือกไม้ทุบและผสมกับน้ำมันใช้ภายนอกเป็นยาแก้ปวดท้อง - ยาต้มเปลือกใช้ภายในสำหรับอาการปวดหน้าอก ในอินเดียใช้แบบดั้งเดิมในโรคเบาหวานและการอักเสบ
-อื่น ๆ ไม้สีเทาอมเหลืองมีความแข็งปานกลาง -ผลแห้งมาสกัดน้ำมันใช้เป็นส่วนผสมเครื่องสำอางหรือใช้พ่นป้องกันยุงลาย
ระยะออกดอก/ติดผล---มีนาคม-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง เสียบยอด---อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา-หนังสือต้นไม้เมืองเหนือคู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้นในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร หอพรรณไม้ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2549

มะควัด/Ziziphus rugosa  


ชื่อวิทยาศาตร์---Ziziphus rugosa Lam.
ชื่อพ้อง---Has 7 Synonyms

-Rhamnus glabrata B.Heyne -Ziziphus paniculata Roth
-Ziziphus glabra Roxb. -Ziziphus roxburghiana Voigt
-Ziziphus latifolia Roxb. -Ziziphus rugosa var. glabra Bhandari & Bhansali
-Ziziphus obliqua B.Heyne ex Roth

ชื่อสามัญ---Zunna berry, Wrinkled jujube, Wild jujube.
ชื่ออื่น---มะควัด(ภาคเหนือ),กุยฉ่องซู,หน่อควะ(กระเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน),หมากคอก(เงี้ยว แม่ฮ่องสอน),อ้อยช้าง(กาญจนบุรี), ; [THAI: ma kwad, mak kok, oey chang.]; [CHINESE: Zhou zao.]; [ASSAMESE: Bhidhao-bogori,Dindao Bogori.]; [HINDI: Suran,]; [MALAYALAM: Malamthudali, Kottamullu, Thodali, Cheruthudali, Juli]; [MARATHI: churan, toran, turan.; [Nepali: gamaraai.]; [TAMIL: Kattilandai,Suduthoratti,Kattuilindhai]; [MYANMAR: mak-kok , myauk-zi , sammankaw , taw-zi.]; [VIETNAM: Táo nhám, táo rừng.]
 ชื่อวงศ์---RHAMNACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน, บังคลาเทศ,  อินเดีย , ลาว , พม่า , ศรีลังกา , ไทยและเวียดนาม
มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศจีน(ไหหลำ ยูนนาน) บังคลาเทศ,ตะวันออกหิมาลัย, ไหหลำ, อินเดีย, ลาว, พม่า, นิโคบาร์, ศรีลังกา, ไทย, เวียดนาม เติบโตบนเนินเขาและภูเขาที่ระดับความสูงถึง1,400 เมตร
ไม้ต้นผลัดใบสูงถึง 6เมตร อยู่ในวงศ์พุทรา แตกกิ่งระเกะระกะมีหนามโค้ง ใบเดี่ยวรูปไข่อยู่ในระนาบขนาดใบกว้าง3-7.5ซม.ยาว5-15ซม. ขอบใบมักเป็นซี่หยัก กิ่งก้านอ่อนและใต้ใบมีขนสีน้ำตาลปกคลุมหนาแน่น ดอกขนาด0.6ซม.สีเหลืองอ่อนออกเขียว ดอกเป็นช่อแตกแขนงมีก้านร่วมชัดเจนผลขนาด0.8-1.5ซม.สีเหลืองหรือส้มอ่อนมีขนสีน้ำตาลอ่อนปกคลุมหนาแน่น มีเนื้อหุ้มเมล็ดบางๆ เมล็ดแข็ง1-2เมล็ด
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ประชากรเผ่า Ghats ตะวันตกในอินเดียเก็บผลไม้ (ผลเบอร์รี่) เพื่อการบริโภคและขายเอง ผลเบอร์รี่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายว่า 'Toran'ในภาษามาราธี และมีชื่อท้องถิ่นอื่นในอินเดียเช่น Chunna และ Churna
-ใช้เป็นยา เปลือกและไม้ใช้สำหรับรักษาโรคบิดในประเทศลาว
ระยะออกดอก---มีนาคม - เมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร


มะคังดง/Ostodes paniculata

ชื่อวิทยาศาตร์---Ostodes paniculata Blume
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms
---Ostodes corniculata Baill.
---Ostodes katharinae Pax
---Ostodes kerrii Craib.
---Ostodes prainii Gand.
---Ostodes thyrsantha Pax
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---มะคังดง; [THAI:ma khang dong (Northern).]; [CHNESE: ye lun mu.]
ชื่อวงศ์---EUPHORBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน อินเดีย เนปาล บังคลาเทศ พม่า ไทย เวีบตนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย


พบขึ้นกระจายในจีน (ไหหลำ, ยูนนาน) ภูฏาน, กัมพูชา, อินเดีย, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย (คาบสมุทร), พม่า, เนปาล, เวียดนามเติบโตในป่าดิบเขา ที่ระดับความสูง 400-1400 เมตร. ในประเทศไทย พบทั่วไปในร่มเงาที่ชุ่มชื้นทางภาคเหนือ
ไม้ต้นไม่ผลัดใบขนาดเล็กสูงถึง10-15 เมตร ลักษณะ เรือนยอดไม่สม่ำเสมอ แผ่กว้าง ลำค้นบิดงอ เปลือกต้นสีเทาอ่อนผิวเรียบ เปลือกชั้นในมักมียางสีเหลืองหรือแดง
ใบ เดี่ยวขนาดกว้าง7-9 ซม.ยาว15-24 ซม.ขอบใบหยักเป็นซี่เล็กๆมีต่อม2ต่อมเชื่อม กันที่ปลายของแต่ละหยัก ก้านใบยาว 4-12 ซม มีต่อม2ต่อมด้านบน หูใบหลุดร่วงง่าย ดอกสีขาวบางครั้งมีประสีชมพูช่อดอกแคบยาวแยกเพศอยู่ต่างต้น ดอกผู้รูปกลม กลีบเลี้ยง 5 (กว้าง 3, แคบกว่า 2 อัน), 3-3.5 มม  กลีบดอก 5กลีบ รูปไข่สีขาว เกสรเพศผู้ 20-35 ดอกเพศเมีย ขนาดดอก1.2ซม.  กลีบเลี้ยงและกลีบดอกเหมือนในเพศผู้ ผล มักเป็น3พูขนาด 2.5-3 ซม.เมื่ออ่อนสีเขียว สุกสีน้ำตาล ผิวนอกเหนียวคล้ายหนัง ชั้นในแข็ง แตกได้เป็น 3 ส่วน เมล็ดกลมมี 2 สันขนาด1-1.2 ซม.สีน้ำตาลหรือดำมีจุดลายๆ
ใช้ประโยชน์---ใช้ในวนเกษตร ใช้ปลูกเป็นสายพันธุ์บุกเบิกในภาคเหนือของประเทศไทยในโครงการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูป่าไม้พื้นเมือง - ปลูกในป่าเสื่อมโทรมและพื้นที่เปิดโล่งผสมกับพันธุ์อื่น ๆ
-อื่น ๆ ไม้เนื้ออ่อน สีซีด เหมาะสำหรับ ใช้ทำฟืนและกระดาษเท่านั้น
ขายพันธุ์---เมล็ด  
อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา---อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร


มะคังแดง/ Dioecrescis erythroclada


ชื่อวิทยาศาตร์---Dioecrescis erythroclada (Kurz) Tirveng
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Gardenia erythroclada Kurz
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---จงก่าขาว, มะคังแดง, มะคังป่า, มะคัง, จิ้งก่าขาว, ชันยอด, ตุมกาแดง, มุยแดง, ลุมปุกแดง, ; [THAI: chong ka khao(Kanchanaburi),ching ka khao (Ratchaburi), chan yot (Ratchaburi), tumka daeng, ma khang pa (Central), ma khang (Chiang Mai), ma khang daeng (Central, Northern), mui daeng, lum puk daeng (Nakhon Ratchasima).]; [VIETNAM: Nanh heo, Đàn dành lóng đỏ, Mùi đeng, Da hươu.]
ชื่อวงศ์--- RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---บังคลาเทศ, กัมพูชา, อินเดีย, ลาว, พม่า, ไทย, เวียดนาม
มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศอินเดียถึงอินโดจีน พบตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ และชายป่าดิบชื้น
ไม้ ยืนต้นผลัดใบขนาดกลางสูง 6-12 เมตร ลักษณะลำต้น กิ่งก้านสีน้ำตาลแดงเข้ม โคนมีหนาม ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปวงรีหรือไข่กลับ กว้าง8-15ซม.ยาว15-22ซม.ผิวใบมีขน หูใบรูปสามเหลี่ยม หลุดร่วงง่าย  ดอก สีเขียวอ่อนแกมเหลือง ที่ซอกใบใกล้ปลายกิ่ง  กลีบดอกมี 5 กลีบ ดอกเพศผู้ไม่มีก้านดอก ดอกเพศเมียออกเป็นช่อสั้นใกล้ปลายยอด ผลเป็นผลสดรูปไข่รีมีสันปลายผล5-6 สันมีกลีบเลี้ยงติดอยู่
ใช้ประโยชน์--ใช้เป็นยา-ยาพื้นบ้านไทยใช้ ต้น ต้มน้ำดื่ม แก้เลือดลมเดินไม่สะดวก ผสมกับหัวยาข้าวเย็น ต้มน้ำดื่ม แก้ไตพิการ(โรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ มีปัสสาวะขุ่นข้น เหลืองหรือแดง มักมีอาการแน่นท้อง กินอาหารไม่ได้) แก้ปวดท้อง เปลือกต้น ตำพอกแผลสด ห้ามเลือด- ในเวียตนามใช้รากรักษาโรคหัด
-อื่น ๆ เนื้อไม้ใช้ทำหน้าไม้ เครื่องมือทางการเกษตร
ระยะออกดอกติดผล---เมษายน-กรกฏาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด


มะเค็ด/Catunaregam tomentos


ชื่อวิทยาศาตร์---Catunaregam tomentosa (Blume ex DC.) Tirveng.
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms
---Gardenia dasycarpa Kurz
---Gardenia tomentosa Blume ex DC.
---Randia dasycarpa (Kurz) Bakh.f.
---Randia tomentosa (Blume ex DC.) Hook.f.
---Xeromphis tomentosa (Blume ex DC.) T.Yamaz
ชื่อสามัญ---มะเค็ด, ระเวียงใหญ่, หนามแท่ง, กะแทง, เดล็ด, เดล็ดทุ่ง  ; [THAI: khet (Northeastern), ra wiang yai (Northeastern), nam thaeng (Northeastern).]; [KHMER: lvieng (central).]; [VIETNAM: Hoa Găng Trắng.]
ชื่ออื่น---มะเค็ด ระเวียงใหญ่ หนามแท่ง
ชื่อวงศ์---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย พม่า ไทย เวียตนาม ลาว กัมพูชา มาลายา ชวา


ขึ้นกระจายจากอินเดียจนถึงเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทยพบในป่าเต็งรัง ป่าผสมผลัดใบ ในป่ารกร้างตามทุ่งหญ้าในเขตแห้งแล้งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ที่ระดับความสูง200-500เมตร
มะเค็ดหรือระเวียงใหญ่ เป็นไม้ต้นขนาดเล็ก ผลัดใบ ความสูง 2-8 เมตร มีหนามแข็งเป็นคู่ กิ่งและขนอ่อนนุ่มสีน้ำตาล แตกกิ่งขนาดเล็กจำนวนมากแน่นเป็นพุ่ม เปลือกนอกสีน้ำตาลผิวหยาบ เปลือกแตกเป็นสะเก็ด ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปรี มีหูใบ1คู่รูปสามเหลี่ยม ใบอ่อนมีขน ต้นอ่อนมีหนาม1คู่ที่ซอกใบ หนามแหลมและแข็งยาว2-3ซม. ดอก เดี่ยวออกที่ซอกใบเมื่อเริ่มแย้มมีสีขาว ต่อมาเปลี่ยนเป็นเหลืองอ่อนมีกลิ่นหอมอ่อน ผลกลมรีกว้าง2-3ซม.ยาว4-5ซม. เปลือกผลมีขนสีน้ำตาลปกคลุมมีเมล็ดจำนวนมาก
ใช้ประโยชน์--    ชาวบ้านใช้ ผลแก่ ตีกับน้ำ เป็นยาสระผม -ต้นปลูกเป็นรั้วกั้นแนว หรือแปลงปศุสัตว์
ระยะออกดอก---มีนาคม - สิงหาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร


มะดะหลวง/Garcinia xanthochymus

ชื่อวิทยาศาตร์---Garcinia xanthochymus Hook.f.
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Garcinia pictoria (Roxb.) Engl.
---Garcinia tinctoria (DC.) W. Wight
---Xanthochymus pictorius Roxb.
---Xanthochymus tinctorius DC.
ชื่อสามัญ---Mysore gamboge, Egg tree, False mangosteen,Gamboge, Yellow mangosteen, Himalayan garcinia.
ชื่ออื่น---มะดะหลวง, มะดะ, มังคุดป่า, จะค้าส่า; [THAI: ma da luang (Chiang Mai), ma da (Northern), cha-kha-sa (Karen-Mae Hong Son).]; [CHINESE: Dà yè téng huáng.]; [ASSAMESE: Tepol-tenga,Tepor,Tepor tenga.]; [BENGALI: Chalata.]; [KANNADA: Gansargi, Devagarige.]; [SANSKRIT: Bhavishya, Kalakhanda, Bhavana, Bhavya, Avika.]; [TAMIL: Kulavi, Malaippachai.]; [BRAZIL: gamboge, mangostao-amarelo, falso-mangostin.]; [INDIA: Cochin Goraka.]; [MYANMAR: daungyan, dawyan-ban, hmandaw, madaw.]; [VIETNAM: Bứa mủ vàng.]
ชื่อวงศ์---CLUSIACEAE (GUTTIFERAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้ อนุทวีปอินเดีย พม่า อินโดจีน
ถิ่นกำเนิดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ในอินเดียและพม่า เกิดขึ้นในป่าภูเขาทางตอนใต้ของอินเดียและสามารถพบได้อย่างแพร่หลายในป่าเขาทางตะวันออกของเทือกเขาหิมาลัยและด้วยเหตุนี้จึงมีชื่อสามัญอีกชื่อหนึ่งว่า 'Himalayan garcinia'กระจายไปยัง บังคลาเทศ ภูฏาน กัมพูชา จีน อินเดีย ญี่ปุ่น ลาว พม่า เนปาล ไต้หวัน ไทย เวียดนาม กระจายกว้างขวางพบทั่วไปในป่าดิบชื้นกึ่งป่าดิบเขาและป่าผลัดใบชื้นมักพบใกล้ธารน้ำ ที่ระดับความสูงถึง 600-1,400 เมตร
ไม้ ต้นไม่ผลัดใบสูง 10-20 เมตร  ลักษณะเปลือกต้นบางสีน้ำตาลเข้ม กิ่งก้านหนาเป็นเหลี่ยม มียางสีเหลือง ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม ขนาดของใบกว้าง10ซม.ยาว40ซม. ฐานใบกลมหรือป้าน  ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น ดอกสีขาวขนาด1.5-2.5ซม. ออกตามซอกใบ เป็นกลุ่มช่อสั้นๆบนกิ่ง กลีบดอก5กลีบมีเกสรเพศผู้จำนวนมาก ผลสดขนาด 4.5-9 ซม.รูปกลมเมื่อสุกสีเหลืองเข้มมีกลีบเลี้ยงถาวรติดอยู่ เมล็ดใหญ่ 3-5 เมล็ด เมล็ดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด 3 ซม. ส่วนที่เหลือมักไม่ได้รับการพัฒนา ฝังอยู่ในเนื้อผลสีส้ม
ต้องการตำแหน่งที่มีแดดแต่ทนต่อร่มเงา ดินที่ระบายน้ำได้ดี รวมถึงดินที่ไม่ดีและดินที่มีค่า pHสูง ต้องการค่า pH ในช่วง 6 - 7.5 ซึ่งทนได้ 5.5 - 8
ใช้ประโยชน์---ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าและได้รับการเพาะปลูก เพื่อใช้เป็นผลไม้และสีย้อม เป็นที่มาของ 'gamboge' ซึ่งเป็นยางเรซิ่นที่มีการใช้งานหลากหลายที่มักจะเก็บเกี่ยวได้จากหลายสายพันธุ์ในพืชสกุลนี้และมีการซื้อขายในระดับสากล
-ใช้กิน ผลสดกินได้แต่มีรสเปรี้ยว ทำเครื่องดื่มได้ ใช้ในเชอร์เบท แยม แกงกะหรี่แทนน้ำส้มสายชู หรือมะขามหรือเป็นเครื่องปรุงในอาหารอื่น ๆ
-อื่น ๆ ไม้ค่อนข้างหนักและแข็ง เปลือกให้สีคล้ายสีน้ำมันมะกอกใช้ย้อมเสื้อผ้า ผ้าฝ้ายและผ้าไหม- Gamboge ยางเรซิ่นที่ได้จากพืชใช้เป็นสีย้อมสีเหลืองเป็นสีสว่างและเคลือบเงาสีน้ำ สีย้อมมักจะใช้สำหรับการย้อมจีวรของพระสงฆ์
ระยะออกดอก---มีนาคม - พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง
อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
 

มะดูกดำ/ Xanthophyllum virens

ชื่อวิทยาศาตร์---Xanthophyllum virens Roxb.
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น--- มะดูกดำ, ขางขาว, มะดูก; [ THAI: khang khao (Chiang Mai), ma duk (Chiang Rai).]
ชื่อวงศ์---POLYGALACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---บังคลาเทศ พม่า คาบสมุทรมาเลย์


ประเทศไทยพบทางภาคเหนือและภาคกลางตามป่าเบญจพรรณชื้นและป่าดงดิบ ที่ระดับสูงไม่เกิน800เมตร
ไม้ต้นไม่ผลัดใบสูง 20*35 เมตรลักษณะทรงต้น เรือนยอดแคบและแน่น เปลือกต้นสีครีมอ่อนค่อนข้างหนาเป็นเนื้อ(cork)และผิวแตกระแหงเล็กๆ เปลือกชั้นในสากสีครีมอ่อนหรือส้มใบเดี่ยวขนาดกว้าง2.5-7.5ซม.ยาว10-23ซม.เรียงเวียนรอบกิ่ง แบบสลับ รูปมนรีแคบหรือรูปหอกสอบเข้าที่ปลายทั้งสองด้าน ขอบเป็นคลื่นด้านบนเป็นมันสีเขียวเข้ม ด้านล่างสีเขียวแกมเทา-ดอกขนาด0.8-1.4ซม.สีขาวแกมเหลือง ดอกคล้ายดอกถั่ว ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยง5กลีบขนาดไม่เท่ากัน -ผลกลมขนาดบวกลบ3ซม.สีเหลืองเข้มแกมเขียวคล้ายหนัง มีรอยเหี่ยวย่นเมื่อสุก มีเมล็ดขนาดใหญ่ 1 เมล็ด
ใช้ประโยชน์---ใช้กินผลสุกกินได้รสหวานหอม
-ใช้เป็นยา  รากมีรสมันเมา ใช้กินเป็นยาบำรุงกระดูก ดับพิษในกระดูก แก้พิษฝีภายใน ฝีในตับ ฝีในปอด ฝีในกระดูก แก้อาการปวดแสบปวดร้อน แก้เส้นเอ็นพิการ
แก้อาการปวดกระดูกและข้อ
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับบ้างบางครั้ง -เนื้อไม้ใช้สร้างบ้าน
-อื่น ๆ พบเสมอในป่าที่ไม่ถูกไฟไหม้ สังเกตได้ง่ายในป่าดิบเพราะมีน้อยชนิดที่มีเปลือกต้นเป็นรอยแตกลึกและใบแห้งสีเขียว
ระยะออกดอก---พฤษภาคม-มิถุนายน---ติดผล---กรกฎาคม-กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร


มะเดื่อเกลี้ยง/Ficus racemosa var. racemosa


ชื่อวิทยาศาตร์---Ficus racemosa var. racemosa
ชื่อพ้อง---This name is synonym of Ficus racemosa L.
ชื่อสามัญ---
ชื่ออื่น---มะเดื่อเกลี้ยง
ชื่อวงศ์---MORACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ปากีสถาน  ศรีลังกา อินเดีย กัมพูชา ไทย พม่า ยูนนาน ลาว เวียตนาม จีนตอนใต้ คาบสมุทรมาเลย์ สุมาตรา หมู่เกาะซุนดาน้อย นิวกินี ออสเตรเลีย
ไม้ ต้นไม่ผลัดใบสูงถึง 24เมตร เรือนยอดโปร่ง กิ่งแผ่ขยายกว้าง ลำต้นที่อายุมากจะเป็นร่องหรือพูพอน เปลือกต้นสีเทาอมชมพูหรือน้ำตาลอ่อน ผิวสากและมีเกล็ดหยาบ เปลือกชั้นในสีชมพูมีน้ำยางสีน้ำตาลออกครีม ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับ กว้าง4-8ซม.ยาว8-15(20)ซม.ขอบใบเรียบหรือใกล้ปลายใบมีหยักกลมตื้น ใบแก่เกลี้ยงด้านล่างมีขนละเอียดสีขาว ผลแบบมะเดื่อ ออกตามปุ่มบนลำต้นหรือกิ่งใหญ่ๆ รูปคล้ายลูกข่างสีเขียวอมเหลือง สุกสีน้ำตาลอมแดงเข้ม
ไม้ค่อนข้างทน ใช้ทำอุปกรณ์ราคาถูก มีสรรพคุณทางสมุนไพร อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา---อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร

มะเดื่อสาย/Ficus semicordata

ชื่อวิทยาศาตร์--- Ficus semicordata J.E. Smith
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms

-Ficus hapalophylla Kurz -Covellia inaequiloba Miq.
-Ficus cunia Buch.-Ham. ex Roxb. -Covellia cunia (Buchanan-Hamilton ex Roxb.) Miq.
-Ficus conglomerata Roxb. -Covellia conglomerata Miq.

ชื่อสามัญ---Drooping fig.
ชื่ออื่น---มะน้อดกว๊าย เดื่อปล้องหิน มะค่าขน มะเดื่อขน แม่นอน ; [THAI: ma nod gwai ]; [CHINESE: Jī sù zi guǒ.  ji su zi rong.]; [ASSAMESE: Tokuk asing.]; [HINDI: Bhuin gular, Doomar, Khunia.]; [NEPALESE: Khanyu.]; [TAMIL: Taragadi.]; [SANSKRIT: Khara patra.]; [VIETNAMESE: Cọ nọt, Ða lá lệch.]
ชื่อวงศ์---MORACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้


ขึ้นกระจายในจีน (กวางสี กุ้ยโจว, SE Xizang, ยูนนาน) [ภูฏาน, อินเดีย, มาเลเซีย, พม่า, เนปาล, สิกขิม, ไทย, เวียดนาม] -uhoตามขอบป่าและภูเขาที่ระดับความสูง 600-1900เมตร ในประเทศไทยพบ เป็นพรรณไม้ที่พบตามริมน้ำในป่าเบญจพรรณและป่าดิบ ที่ระดับความสูง 350-1,350เมตร
ไม้ต้นไม่ผลัดใบขนาดเล็กถึงขนาดกลางสูงถึง 20เมตร เปลือกขรุขระสีเทาเข้ม ไม่มีรากอากาศ ทุกส่วนมีน้ำยางขาว กิ่งอ่อนเป็นข้อปล้อง มีขนสีน้ำตาล ปลายยอดมีหูใบรูปรียาว 1.5ซม. หลุดร่วงง่ายใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับรูปรีแกมขอบขนาน มีขนสากคายทั้งสองด้าน ขนาดกว้าง5-10ซม.ยาว15-30ซม. โคนใบเว้าด้านหนึ่งคล้ายติ่งหู ปลายใบแหลม ขอบใบหยักเล็กน้อยดอก ออกเป็นช่อเป็นสายยาวจากโคนต้น มีรูปร่างคล้ายผล ส่วนฐานของดอกเจริญเป็นกระเปาะกลม สีเขียวอมน้ำตาล ผิวมีรอยแผลระบายอากาศกระจายทั่วไป ภายในผลเป็นดอกแยกเพศและดอกไม่สมบูรณ์เพศอยู่อัดกันแน่น ผลกลมเมื่อสุกสีแดง ขนาด3ซม.
ใช้ประโยชน์---ผลแก่กินได้มีรสหวานอมเปรี้ยว -ใช้ปลูกเป็นไม้ประดิบริมถนน
ระยะออกดอกและติดผล---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ
อ้างอิง,ภาพประกอบเพื่อการศึกษา---หนังสือพรรณไม้สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 3---ไม้ต้นในสวน Tree in the Garden

มะเดื่อหอม/Ficus hirta

ชื่อวิทยาศาตร์---Ficus hirta Vahl
ชื่อพ้อง---Has 16 Synonyms

-Ficus cordata Ridl. -Ficus roxburghii Miq.
-Ficus dumosa King -Ficus setifera Steud.
-Ficus hibiscifolia Champ. ex Benth. -Ficus setosa Blume
-Ficus hirsuta Roxb. -Ficus setosa Hook. & Arn.
-Ficus katsumadae Hayata -Ficus simplicissima hirta (Vahl) Migo
-Ficus palmatiloba Merr. -Ficus tridactylites Gagnep.
-Ficus porteri H.Lév. & Vaniot -Ficus triloba Buch.-Ham. ex Voigt
-Ficus quangtriensis Gagnep. -Necalistis aspera Raf.

ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---มะเดื่อขน ,มะเดื่อหอม, เดื่อขน ,เดื่อหอมเล็ก, เดื่อหอมใหญ่, นมหมา ,นอดน้ำ, นอดหอม เยื่อหง หาด, ; [THAI: duea hom (Northern), ma duea hom (Chon Buri, Trang), ma duea khon (Nakhon Ratchasima), duea hom lek, duea hom yai (Trat), nom ma (Nakhon Phanom), not nam (Lampang), ma duea khon, ma duea tia, not hom (Chanthaburi), yuea-thong (Yao-Chiang Rai), hat (Central, Chiang Mai).];[CHINESE: cu ye rong.]; [ASSAMESE: Dieng-soh-rompian, Khongal dimoru, Khongal-dimoru, Dieng-soh-lapong.]; [MYANMAR: Aak-tay, Bainamchyubawng, Khwe-ka-dut, Kyasha-tha-phan, Nawi-hawng.]
ชื่อวงศ์---MORACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เนปาล สิกขิม อัสสัม  ไทย พม่า จีน คาบสมุทรอินโดจีน มาลายา สุมาตรา ชวา
ขึ้นกระจายใน จีน (ฝูเจี้ยน, กวางตุ้ง, กวางสี, กุ้ยโจว, ไหหลำ, หูหนาน, เจียงซี, ยูนนาน, เจ้อเจียง) [ภูฏาน, อินเดีย, อินโดนีเซีย, พม่า, เนปาล, สิกขิม, ไทย, เวียดนาม] ป่าไม้และชายป่าที่ระดับความสูงต่ำ ในป่าทุรกันดารข้างทาง และตามขอบของป่าจากระดับที่สูงขึ้นไปถึง 2,000 เมตร
ไม้ต้นขนาดเล็กหรือไม้พุ่ม สูง 10เมตร  ไม่ค่อยแตกกิ่ง ลำต้นและกิ่งก้านมีขนแข็งและสากคาย มีสีน้ำตาลแกมสีเหลืองอ่อน เมื่อแก่ลำต้นจะกลวง ที่ตาดอกและใบอ่อนมีขนขึ้นหนาแน่น มีรากเก็บสะสมอาหารเป็นหัวอยู่ใต้ดิน มีกลิ่นหอม  ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับ ใบรูปขอบขนาน แผ่นใบมักเป็นพูลึก 3-5 พู ที่ไม่เท่ากัน โดยเฉพาะในต้นอ่อน หรือเป็นขอบเรียบ ปลายใบแหลมเป็นติ่ง โคนใบเบี้ยว ส่วนขอบใบจักเป็นเลื่อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 5-12 เซนติเมตรและยาวประมาณ 12-25 ซม.แผ่นใบมีขนขึ้นทั้งสองด้าน ด้านบนเป็นขนหยาบสีน้ำตาลอมเหลืองขึ้นอยู่ประปราย ขนมีลักษณะยาวและหยาบบนเส้นใบ ส่วนด้านล่างขนจะมีลักษณะอ่อนนุ่มกว่า ใบแก่มีลักษณะบาง ก้านใบยาว 11ซม.มีหูใบแหลม 0.8-2ซม. กิ่งก้านมักจะกลวง และที่ข้อพองออกในต้นอ่อน -ดอกช่อเกิดภายในโครงสร้างกลวงออกตามซอกใบ ประกอบไปด้วยดอกขนาดเล็กจำนวนมากเบียดกันแน่นบนฐานรองดอก ซึ่งเจริญหุ้มดอก มีช่องเปิดด้านบน ซึ่งมีใบประดับซ้อนทับกันหลายชั้นปิดอยู่ทำให้ดูคล้ายผล รูปไข่ค่อนข้างกลมอยู่บริเวณกิ่งที่มีใบติดอยู่ ดอกจะเป็นแบบแยกเพศแต่อยู่ในช่อดอกเดียวกัน ดอกเพศผู้จะมีจำนวนน้อย โดยจะอยู่ในบริเวณรูเปิดของช่อดอก มีกลีบดอก 3-4 กลีบ มีเกสรเพศเมียประมาณ 1-2 ก้าน ส่วนดอกเพศเมียจะมีรังไข่เหนือวงกลีบ-ผลเป็นผลสด ลักษณะของผลกลมรี มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.1-2.5ซม. ออกเดี่ยว ๆ หรือออกคู่ ผลเป็นสีเหลือง เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีแดงอมส้ม ผลมีขนหยาบสีทองหนาแน่น มียางสีขาว ไม่มีก้านผล
-ต้นมะเดื่อมีรูปแบบเฉพาะของการปฏิสนธิแต่ละสายพันธุ์อาศัยสายพันธุ์เดี่ยวที่มีความเชี่ยวชาญสูง ตัวต่อ ที่ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเดื่อนั้นเพื่อที่จะผสมพันธุ์ ต้นไม้สร้างดอกไม้สามประเภท ตัวผู้เป็นเพศหญิงที่มีสไตล์ยาวและดอกไม้เพศเมียที่มักเรียกกันว่าดอกน้ำดี ดอกไม้ทั้งสามชนิดมีอยู่ในโครงสร้างที่เรามักจะคิดว่าเป็นผลไม้
ใช้ประโยชน์---บางครั้งพืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารและยารักษาโรค
-ใช้กิน ผลสีเหลืองสุกสีแดงอมส้ม กินได้ ยอดหน่ออ่อนมาก - กินดิบๆกับข้าว
-ใช้เป็นยา หลายส่วนของพืชเป็นสมุนไพร ยาต้มของเปลือกต้นใช้ในการรักษาไข้ น้ำยางสีขาวของพืชถูกนำไปใช้กับบาดแผล รากและผลไม้นำมาแปะที่แผลแก้พิษงู แก้พิษอักเสบ รากใช้ฝนกับน้ำกินเป็นยาแก้ผิดสำแดง ผลมีรสฝาดเย็น เป็นยาแก้พิษฝี รากใช้ฝนกับน้ำกินเป็นยาขับลมในลำไส้และเป็นยาระบาย รากใช้ฝนกับน้ำดื่มช่วยบำรุงน้ำนมของสตรี รากมีรสฝาดเย็นหอม ช่วยบำรุงกำลัง ชูกำลัง ลำต้นหรือรากนำมาต้มกับน้ำดื่ม เป็นยาบำรุงหัวใจ
ระยะออกดอก/ติดผล---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ

มะแตกต้น/Casearia flexuosa

ชื่อวิทยาศาตร์---Casearia flexuosa Craib
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Casearia yunnanensis F.C. How & W.C. Ko
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---มะแตกต้น(ลำปาง),  หมากผ่าสาม (อุบลราชธานี), ผ่าสามน้อย (ยโสธร), ผ่าสามเตี้ย  ; [THAI: ma taek ton (Lampang).]; [CHINESE: yun nan jiao gu cui.]; [VIETNAM: Nuốt dịu.]
ชื่อวงศ์---FLACOURTIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน ไทย ลาว เวียตนาม


พบขึ้นกระจายใน จีน (กวางสี, ยูนนาน๗ [ลาว, ไทย, เวียดนาม] ตามป่าดิบทึบที่ระดับความสูง 100-700เมตร
ไม้ต้นขนาดเล็กหรือ ไม้พุ่มสูง1-4เมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับ ขนาดใบ 3.5-15 × 1-5 ซม. โคนใบรูปลิ่มปลายใบแหลมขอบใบจัก มีขนสีเหลืองทั้งสอวด้าน ก้านใบ 3-10 มม. มีขนสั้นกระจาย ดอกช่อแบบช่อกระจะ ออกที่ซอกใบ ใบประดับรูปไข่ กลีบเลี้ยง 4-5กลีบ เป็นขนครุย ผลสดทรงรี แตกเป็น3แฉกสีเหลือง เมล็ดรูปไข่สีขาวเนื้อหุ้มเมล็ดสีแดง มี3-8เมล็ด เมล็ดรูปไข่ขนาด  6-7 มม.
ใช้ประโยชน์- ยาพื้นบ้านอิสานใช้ รากต้มน้ำดื่ม ขับปัสสาวะ ต้มน้ำอม แก้ลิ้นเป็นฝ้าขาว ในเวียตนามใช้รากรักษาอีสุกอีใส
ระยะออกดอก/ติดผล---เมษายน-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

มะนอดน้ำ/Ficus heterophylla


ชื่อวิทยาศาตร์---Ficus heterophylla L.f.
ชื่อพ้อง---Has 13 Synonyms

-Ficus aquatica K.D.Koenig ex Willd. -Ficus politoria Lour. 
-Ficus biglandula Blume -Ficus rufescens Vahl
-Ficus cannabina Lour. -Ficus scabrella Roxb.
-Ficus denticulata Vahl -Ficus subpanduriformis Miq.
-Ficus denticulata Willd. -Ficus torteana Miq.
-Ficus elongata Miq. -Ficus truncata Vahl
-Ficus panduriformis Miq.

ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---หมักหลอด สลอดน้ำ ; [THAI: ma not nam (Chiang Rai), salot nam (Central).]; [CHINESE: Yáng rǔ zi (hǎinán), shan rong, Huálì róng.]; [ASSAMESE: Bolowa, Konoi-dimoru.]; [MALAYALAM: Vallitherakam.]
ชื่อวงศ์---MORACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ศรีลังกา อินเดีย พม่า จีน คาบสมุทรอินโดจีน คาบสมุทรมาลายู ชวา บอร์เนียว
พบขึ้นกระจายจากศรีลังกาอินเดียและพม่าไปจนถึงจีน (กวางตุ้ง ไหหลำ ยูนนาน) อินโดจีน ไทยและมาเลเซีย ใน Malesia:คาบสมุทรมลายู, ชวา, บอร์เนียว (ทางใต้และตะวันออก) เติบโตในหุบเขาชื้นตามลำธารในที่โล่งโดยเฉพาะแม่น้ำที่ท่วมถึงที่ระดับความสูง 400-800 เมตร
ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูงถึง 8 เมตร ลำต้นเลื้อยทอดคลานมักพบขึ้นบนไม้อื่นแต่ไม่ใหญ่พอจะรัดพัน  เปลือกสีน้ำตาลอมเทา กิ่งก้านสีน้ำตาลอ่อนมีขน ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ ขนาดของใบกว้าง3-7ซม.ยาว5-18ซม.ใบอ่อนหรือยอดอ่อนมีขนหยาบขึ้นหนาแน่น เนื้อใบบางมีขนหยาบประปรายหลังใบสีเขียวท้องใบสีเงินขาว
ดอก ออกเป็นช่อเล็กๆตามซอกใบหรือตามกิ่ง ผลแบบมะเดื่อรูปลูกแพร์ ออกเดี่ยวๆสีส้มอมเหลืองขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 - 20 มม
ใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารและยารักษาโรค
-ใช้กิน ผลสุกกินเป็นผลไม้ได้มีรสเปรี้ยว
-ใช้เป็นยา ใบ เป็นยาพอกบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากโรคไขข้อหรือการติดเชื้อที่หู
ระยะออกดอก/ติดผล---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด

มะนาวดำ/Atalantia buxifolia


ชื่อวิทยาศาตร์---Atalantia buxifolia (Poir.) Oliv. ex Benth. i
ชื่อพ้อง---Has 8 Synonyms

-Atalantia bilocularis (Roxb.) Wall. ex Skeels -Citrus emarginata Desf.
-Atalantia loureiroana M.Roem -Dumula sinensis Lour. ex Gomes
-Serverinia buxifolia (Poir.) Ten. -Limonia bilocularis Roxb.
-Basionym: Citrus buxifolia Poir. -Sclerostylis buxifolia (Poir.) Benth.

ชื่อสามัญ---Chinese Box-Orange, Box orange, Boxthorn.
ชื่ออื่น---มะนาวดำ. [THAI: ma nao dam (Central).]; [CHINESE: Jiu bing le, Wu gan zi, Dong feng jie.]; [PHILIPPINES: Calamansito (Tagalog).]; [JAPANESE: Seberenia  bakushiforia.];  [VIETNAM: Quýt gai, Cúc keo, Quýt hôi, Gai tầm xoọng, Độc lực.];
ชื่อวงศ์---RUTACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนใต้ เวียตนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์
พบขั้นกระจายใน จีน (ฝูเจี้ยน, กวางตุ้ง,  กวางสี, ไหหลำ, ไต้หวัน, ยูนนาน เกิดในป่าไม้หรือดงไม้ใกล้มหาสมุทร ต่ำกว่า 300 เมตรในภาคใต้ของจีน กระจายไปยัง [มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, เวียดนาม]
ไม้ พุ่มเตี้ย ไม่ผลัดใบ สูงได้ถึง 1-2.5  เมตร กิ่งก้านแผ่สีน้ำตาลอมเทา ยอดมีขนประปรายเมื่อยังอ่อน มีหนามที่ตาข้าง ก้านใบสั้นมาก 1-7 มม.ใบประกอบแบบมีใบย่อยใบเดียว ขนาด  2-6 (-10) × 1-5 ซม.,เรียงสลับ รูปขอบขนานหรือรูปขอบขนานแกมรูปไข่ ปลายใบมนหรือกลม โคนใบแหลม เนื้อใบหนาคล้ายแผ่นหนังและแข็ง มีต่อมน้ำมันมาก -ดอก สีขาว ออกเดี่ยวหรือเป็นกระจุกที่ซอกใบ กลีบเลี้ยงและกลีบดอกอย่างละ5กลีบ  กลีบดอกสีขาวขนาด 3-4 มม. มีต่อมน้ำมันโคนกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นรูประฆังกว้าง ปลายแยกออกเป็น5แฉก รูปกลมสั้น กลีบดอกรูปขอบขนาน-ผลรูปทรงกลมแป้นขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.8-1.2 ซม. ผิวเรียบ สีม่วงดำ เป็นมัน เมล็ดมี 1 -เมล็ด รูปไข่ขนาดใหญ่
ใช้ประโยชน์--พืชที่นิยมสำหรับใช้ใบในประเทศจีนซึ่งใช้ประกอบในการเตรียมเค้กยีสต์ บางครั้งปลูกพืชเพื่อการนี้ในประเทศจีน
-ใช้ปลูกเป็นไม้ดัดกระถาง  บอนไซ ในต่างประเทศใช้เป็นไม้รั้ว (Hedge Plant)
-ใช้เป็นยา ใช้ในการแพทย์ตะวันออก รสขมอุ่นเล็กน้อยเย็นหอม มักใช้รักษา:ไข้หวัด ปวดศีรษะ ไอ หลอดลมอักเสบ มาลาเรีย  อาการปวดท้อง, โรคไขข้อเนื่องจากไขข้ออักเสบ, อาการปวดหลัง ปวดเข่า รากจะใช้แช่ในแอลกอฮอล์เพื่อรักษาโรคไขข้อ แก้อักเสบจากงูกัด ในกวางสี (จีน) มีการใช้รากเพื่อรักษกระดูกหัก  ใบเวียตนามใช้ ใบ ดีเยี่ยมสำหรับรักษาระบบทางเดินหายใจ, ไอ, ไข้, โรคไขข้อ, งูกัด
ระยะออกดอก---มิถุนายน - สิงหาคม---ผล---กันยายน - ธันวาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด

มะนาวเทศ/Trigonostemon thyrsoideus


ชื่อวิทยาศาตร์---Trigonostemon thyrsoideus Stapf
ชื่อพ้อง---Has 12 Synonyms

Actephilopsis Ridl. Poilaniella Gagnep.
Athroisma Griff. Prosartema Gagnep.
Enchidium Jack Silvaea Hook. & Arn.
Kurziodendron N.P.Balakr. Telogyne Baill.
Neotrigonostemon Pax & K.Hoffm. Tritaxis Baill.
Nepenthandra S.Moore Tylosepalum Kurz ex Teijsm. & Binn.

ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---โลดทะนงเหลือง, ; [THAI: lot thanong lueang (General).]; [CHINESE: chang geng san bao mu, Pǔ róu shù, Pǔ shǔ shù.]
ชื่อวงศ์--- EUPHORBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้ อินโดจีน


กระจายอยู่ในประเทศเวียดนามตอนเหนือและจีนแผ่นดินใหญ่ (ยูนนาน , กุ้ยโจว , กวางสี) พม่า  ไทย ลาว ที่ระดับความสูง 300-1,900 เมตร ในบริเวณป่าดิบทึบที่ระดับความสูง300-1900เมตร ในประเทศไทยพบทางภาคเหนือ ขึ้นตามป่าดิบแล้งริมลำธารหรือป่าสนเขา ความสูง 350-1500 เมตร
ไม้ พุ่มไม่ผลัดใบสูงถึง5-8 เมตร เปลือกสีน้ำตาลออกส้มถึงน้ำตาลเข้ม ผิวเรียบ เปลือกในมีน้ำยางใสหรือออกแดง ก้านใบ 4-12 ซม ใบรูปไข่ - รูปไข่แกมขอบขนาน ขนาดใบ [10.5-] 16-32 × 3.5-12 ซม ช่อดอกแคบแตกแขนง รูปปิรามิด ยาว 20 ซม แกนช่อเป็นเหลี่ยม มีขนสีน้ำตาล ดอกแยกเพศในช่อเดียวกัน ดอกสีเหลืองสด ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางดอก 1.5ซม. ผลมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.7ซม.เป็น3พูผิวเป็นหนามนุ่มเล็กน้อยแตกได้
ใช้ประโยชน์---
ระยะออกดอก---มีนาคม-มิถุนายน --ติดผล--พฤษภาคม-สิงหาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา---หนังสือต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร

มะนาวผี/Atalantia monophylla

ชื่อวิทยาศาตร์---Atalantia monophylla (L.) Correa.
ชื่อพ้อง---Has 8 Synonyms

-Trichilia spinosa Willd. -Atalantia platystigma Wight
-Atalantia carissoides Wall. -Atalantia puberula Miq.
-Atalantia floribunda Wight -Atalantia umbellata M.Roem.
-Atalantia malabarica (Raf.) Yu.Tanaka -Limonia spinosa Spreng.

ชื่อสามัญ---Wild Lime, Indian Atalantia.
ชื่ออื่น---มะนาวผี(เชียงใหม่, ราชบุรี); กรูดเปรย(เขมร-จันทบุรี); กรูดผี(สุราษฎร์ธานี); กะนาวพลี(ใต้); ขี้ติ้ว, จ๊าลิว(เหนือ); นางกาน(ขอนแก่น); มะลิว(เชียงใหม่); [THAI: manao pi, kroot prei, kanao pli, khi tew, cha lew, nang kan, ma lew.]; [MALAYALAM: Katunarenga.]; [TAMIL: lKattu Elumeachi, Kattunaarangam.]; [MYANMAR: (Taw-shauk.]; [VIETNAM: Tiểu quật một lá, dược liệu Cam rừng.]
ชื่อวงศ์---RUTACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อนุทวีปอินเดีย, พม่า, ไทย, กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม, มาเลเซีย

มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศอินเดีย พม่า อินโดจีนถึงคาบสมุทรมาเลเซีย พบได้ทั่วไปในที่ราบจากชายฝั่งในป่าที่ระดับความสูงไม่เกิน 1,000เมตร
ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูง 5-8 เมตรเรือนยอดรูปไข่ โคนต้นเป็นพูพอน เปลือกบางสีเทาปนน้ำตาล มีหนามแหลมอ่อนๆยาว 2 ซม. ติดอยู่ตามต้นและกิ่ง เปลือกชั้นในสีครีม ใบเดี่ยวเรียงสลับ ขนาดกว้าง 2.5-6 ซม.ยาว 9-19 ซม. โคนใบสอบปลายมน แผ่นใบหนาและเหนียว มีต่อมน้ำมันใสกระจายทั่วแผ่นใบ ขยี้แล้วมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ดอกช่อแบบช่อกระจะออกตามง่ามใบ ช่อดอกยาว 2.5-5 ซม. ประกอบด้วยดอกย่อยหลายดอก ดอกย่อยขนาด 1.2 ซม.กลีบดอก 4-5 กลีบสีขาว กลิ่นหอม ผลเป็นผลสด รูปทรงกลมขนาด 1.5-2.5 ซม. เปลือก ผิวขรุขระ มีต่อมน้ำมัน ผลมีเนื้อ หลายเมล็ดเนื้อผลเป็นกลีบคล้ายผลส้ม เมื่อแก่สีเขียวอมเหลืองหรือเขียวหม่น มี 4-8 เมล็ด
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ผลดิบใช้ดอง -ใช้เป็นยา น้ำมันจากใบและผล - ต้านเชื้อแบคทีเรีย, เชื้อรา- ในอินเดียคนใช้น้ำมันหอมระเหยจากผลไม้ในการรักษาโรคไขข้อเรื้อรังและโรคโปลิโอ ใบใช้สำหรับรักษางูกัด รากยังถือว่ามีคุณสมบัติเป็นยาปฏิชีวนะและยากระตุ้น
-วนเกษตรใช้ เป็นไม้ป้องกันความเสี่ยง และใช้ปลูกประดับในภูมิอากาศเขตร้อนกึ่งอบอุ่น เนื่องจากมีใบเขียวชอุ่มหนาแน่น ให้ดอกดกและมีกลิ่นหอม ผลมีสีเหลืองขนาดเล็กจำนวนมาก
-อื่น ๆ เนื้อไม้สีเหลืองนั้นมีความ หนักและแข็งมาก ขัดเงาได้ดี ใช้สำหรับงานแกะสลัก
ระยะออกดอก---พฤศจิกายน-ธันวาคม---ผล---ธันวาคม-มีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

มะนาวเหลี่ยม/Merope angulata


ชื่อวิทยาศาตร์---Merope angulata (Wild.) Swingle
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms
---Atalantia angulata (Willd.) Engl.    
---Atalantia longispina Kurz    
---Atalantia spinosa (Blume) Hook. ex Koord.    
---Citrus angulata Willd.    Unresolved    
---Glycosmis spinosa (Blume) D.Dietr.    
---Gonocitrus angulatus (Willd.) Kurz
ชื่อสามัญ--- Lime mangrove.
ชื่ออื่น---มะนาวเหลี่ยม, [THAI: Manao liam (Narathiwat).]; [Japanese: Merō pe.]; [MALAY: lelang.]; [INDONESIA:  Limau lelang, Jeruk lelang.]
ชื่อวงศ์---RUTACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อ่าวเบงกอล พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย
พบ ขึ้นค่อนข้างจำกัดในพื้นที่ป่าชายเลนด้านใน ริมฝั่งแม่น้ำที่เป็นเลนแข็ง หรือในป่าพรุ พบบ่อยในหนองน้ำโกงกางในภาคใต้ของแหลมมลายู ประเทศไทยพบเฉพาะชายฝั่งทะเลอันดามัน
ไม้ พุ่มหรือไม้พุ่มรอเลื้อย สูง 1-3 เมตร ลักษณะทรงต้น เรือนยอดเป็นพุ่มกลม มีหนามแข็ง 1 คู่ออกข้างง่ามใบหรือแขนงกิ่ง ยาว 1-3 ซม.เปลือกเรียบถึงแตกเป็นร่องตื้นตามยาว ใบ ประกอบแบบใบย่อย1ใบ แต่ลดรูปคล้ายใบเดี่ยวเรียงสลับ แผ่นใบรูปขอบขนาน ขนาดกว้าง 2- 5ซม.ยาว 7-12 ซม. ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน มีต่อมน้ำมันใสเล็กๆกระจายทั่ว มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว เนื้อใบหนาด้านบนสีเขียวคล้ำด้านล่างสีซีดกว่า ดอก เดี่ยวหรือออกเป็นคู่ตามง่ามใบ สีขาวมีกลิ่นหอม ดอกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางดอก 0.5-0.8ซม. ผลแบบมีเนื้อหลายเมล็ดแบบผลส้ม รูปทรงรีหรือรูปไข่ปลายทื่อมี3ลอน ขนาด กว้าง 2-3 ซม.ยาว 3-6 ซม.สีเขียวคล้ำ ผลแก่สีเหลืองแกมเขียว ภายในเป็นเมือกลื่น แต่ละลอนมี 1-4 เมล็ด
ใช้ประโยชน์---พืชมีคุณค่าโดยชาวมาเลย์สำหรับการใช้เป็นยา รากใช้ในการรักษาอาการปวดท้องและในการคลอดบุตร ยางของมันถูกใช้ในการรักษาซิฟิลิส
ระยะออกดอกและผล---เป็นช่วงๆตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด

มะเนียงน้ำ/Aesculus assamica

 ชื่อวิทยาศาตร์---Aesculus assamica Griff.
ชื่อพ้อง---Has 7 Synonyms

-Aesculus chuniana Hu & W.P.Fang -Aesculus rupicola Hu & W.P.Fang
-Aesculus lantsangensis Hu & W.P.Fang -Pavia punduana Wall. ex Voigt
-Aesculus megaphylla Hu & W.P.Fang -Pawia punduana Kuntze
-Aesculus polyneura Hu & W.P.Fang

ชื่อสามัญ---East Himalayan Horse Chestnut
ชื่ออื่น---ขล่ำปอง (ภาคเหนือ); จอบือ (กะเหรี่ยง-กำแพงเพชร); จอหว่อปื่อ (ละว้า-เชียงใหม่); ปวกน้ำ (ลำปาง); โปตานา (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี); มะเกียน้ำ, มะเนียงน้ำ, หมากขล่ำปอง (ภาคเหนือ) ; [THAI: khlam pong (Northern), cho-bue (Karen-Kamphaeng Phet), cho-wo-pue (Lawa-Chiang Mai), puak nam (Lampang), po-ta-na (Karen-Kanchanaburi), ma niang nam, ma kia nam, mak khlam pong (Northern); [CHINESE: Cháng bǐng qī yè shù.]; [ASSAMESE: Poma-bih, Ikuhia, Raman-bih, Romon-bih, Sarlok-Asing.]; [KHASI: Ngraurau, Sangkenrop.]; [BULGARIAN: Gorkostan Assamese.]; [VIETNAM: Kẹn.]
ชื่อวงศ์---SAPINDACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย ภูฏาน บังกลาเทศ พม่า จีนตอนใต้ ไทย ลาว เวียดนาม

 

เป็นสายพันธุ์ที่แพร่หลายในเขตมรสุมเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนจาก ตะวันออกเฉียงเหนือของ อินเดีย (สิกขิม,อัสสัม) ภูฏาน บังคลาเทศ ไปยัง จีนตอนใต้ (กวางสี,กุ้ยโจว, ซีเซียง, ยูนนาน) ผ่านพม่า ไทย ลาวถึงตอนเหนือของเวียตนาม ขึ้นตามป่าเขตร้อนชื้นและผลัดใบ ป่าภูเขากึ่งเขตร้อน ป่าชายแดนระหว่างป่าดิบและป่าผลัดใบ ที่ระดับความสูง 100-2000 เมตร
ในไทยพบทางภาคเหนือที่เชียงราย เชียงใหม่ ตาก กำแพงเพชร และภาคตะวันตกเฉียงใต้ที่กาญจนบุรี ขึ้นตามริมลำธารในป่าดิบแล้ง หรือที่ลาดชันในป่าดิบเขา ความสูง 100-1300 เมตร
ไม้ต้นผลัดใบสูง 15-20(-32) เมตร เปลือกต้นเรียบ มีช่องอากาศขนาดใหญ่ ใบเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ ออกตรงข้ามมี ใบย่อย6-7ใบขนาดไม่เท่ากัน ก้านใบยาว 10-25 ซม. ใบย่อยรูปใบหอกกลับ ใบกลางใหญ่กว่าใบข้าง ยาว 12-35 ซม. โคนใบสอบปลายใบมนมีติ่งแหลม ขอบจักซี่เลื่อย เส้นแขนงใบจำนวนมาก ก้านใบย่อยสั้นหรือยาวได้ถึง 2 ซม. ช่อดอกแบบช่อกระจุกแยกแขนง ยาวถึง 80 ซม.ก้าน ช่อกระจุกยาว 1.5-8 ซม. ก้านดอกยาว 3-7 มม.ดอกสีขาว ตรงกลางสีแกมเหลือง  โคนสีส้มหรือแดง กลีบขนาดไม่เท่ากัน รูปใบหอกกลับ ยาว 2-2.5 ซม. ด้านนอกมีขนละเอียด ผลรูปรีหรือรูปไข่ไม่สมมาตรขนาด2.5-3.5ซม.สีน้ำตาล เหนียวคล้ายหนังเปลือกขรุขระเล็กน้อย แตกออกได้ 3 เสี้ยวเมล็ดใหญ่ 1-3 เมล็ด
ใช้ประโยชน์---มีสรรพคุณเป็นยาขับปัสสาวะ ใบคั้นหยอดตาแก้อักเสบ ในเวียตนามใช้ รักษาโรคบิด, ปวดหัว, ปวดท้อง, กระตุ้นการย่อยอาหาร
ระยะออกดอก---กุมภาพันธุ์-พฤษภาคม---ติดผล---มิถุนายน-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

มะผด/Rhus chinensis


ชื่อวิทยาศาตร์---Rhus chinensis Mill.
ชื่อพ้อง---Has 7 Synonyms

-Rhus japonica Buch.-Ham. ex D.Don -Rhus simonii Carrière
-Rhus javanica var. chinensis (Mill.) T.Yamaz. -Schinus indicus Burm.f.
-Rhus osbeckii Carrière -Toxicodendron semialatum (Murray) Kuntze
-Rhus semialata Murray

ชื่อสามัญ--- Chinese Gall, Chinese sumac, Nutgall tree.
ชื่ออื่น---มะเหลี่ยมหิน, (เชียงใหม่), ซุง (เชียงใหม่), ตะซาย (ละว้า-เชียงใหม่), มะผด, มะพอด,  ส้มผด (ภาคเหนือ) ; [THAI: ma liam hin, sung (Chiang Mai),ta-sai (Lawa-Chiang Mai), ma phot, som phot (Northern).]; [CHINESE: Wǔ bèi zǐ.]; [JAPANESE: Fushinoki , Kachinoki (Katsunoki)
ชื่อวงศ์---ANACARDIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย พม่า ลาว กัมพูชา เวียตนาม จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น คาบสมุทรมาเลย์ อินโดนีเซีย(สุมาตรา)

 

มีการแพร่กระจายอย่างกว้างขวางในเอเชียตลอดเทือกเขาหิมาลัย (จาก Hazara ทางตะวันตกไปยังภูฏานทางตะวันออก), อัสสัม, พม่าตอนบน, อินโดจีน, จีน, เกาหลี, ญี่ปุ่น (ฮอกไกโด)และฟอร์โมซา อินโดนีเซีย(สุมาตรา)ในที่ลุ่มเนินเขา ป่าดงดิบ ป่าภูเขา มักพบขึ้นตามริมธารน้ำและที่ชื้นทั่วไป ที่ระดับความสูง 100 - 2,800 เมตร
ในประเทศไทยพบมากทางภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน มักขึ้นตามป่าเต็งรังผสมป่าสน และป่าดิบเขา ที่ระดับความสูง 900-1300 เมตร
ไม้พุ่มผลัดใบหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูง 6-12 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางของลำต้น 6-18 ซม.เปลือกต้นสีครีม น้ำตาล ผิวเรียบ มักมีรูอากาศขนาดใหญ่สีน้ำตาลแดงเรียงเป็นแถวตามยาว เปลือกในสีครีมอ่อน มียางขาวหรือยางสีเหลืองอ่อนเล็กน้อย  พืชมีระบบรากที่กว้างขวางและแพร่กระจายโดยการแตกจากรากมักจะขึ้นเป็นกลุ่มหนา ใบประกอบปลายคี่ เรียงเวียนยาว 25-40 ซม. ก้านใบประกอบยาว 5-15 ซม. ใบย่อย3-6 คู่ รูปรี รูปขอบขนาน หรือแกมรูปไข่ ยาว 3.5-12 ซม. ฐานใบย่อยไม่สมมาตร ใบอ่อนมีขนสีน้ำตาลอ่อนหนาแน่น ใบแก่สีเขียวเข้ม ผิวสากมีขนสั้นๆสีน้ำตาลบนเส้นใบด้านบน ด้านล่างมีขนหนาแน่น ใบใกล้ร่วงสีแดงเข้ม ดอก เล็กสีเขียวครีมออกเป็นช่อดอกขนาดใหญ่ที่ปลายกิ่งยาว 30-80 ซม.ดอกย่อย ขนาด 0.2-0.4 ซม.ผลขนาด 0.4-0.5 ซม.สีขาวแล้วเปลี่ยนเป็นชมพูมีเหลือบสีเทาอ่อน ผิวมียางเหนียว รูปคล้ายมะม่วง มีกลีบเลี้ยงรองรับ ผลแก่สีแดง ชั้นหุ้มเมล็ดแข็งมีเมล็ดเดียว
ใช้ประโยชน์---ใช้กินได้ ผลรสเปรี้ยวเนื้อน้อย
-ใช้เป็นยา ลำต้น ราก ใบ นำไปต้ม ใช้ทำความสะอาดแขน ขา -ลำต้นและเมล็ดใช้รักษาแผล อาการเจ็บคอและเป็นหวัด  แก้แพ้ เมล็ดและผลกินแก้ปวดท้อง ท้องร่วง-ใช้ในการแพทย์แผนจีนสำหรับอาการไอ , ท้องร่วง , เหงื่อออกตอนกลางคืน, โรคบิดและมีเลือดออกในลำไส้และมดลูก -ใบและรากเป็นยาบำรุงกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด-เปลือกของลำต้นเป็นยาสมานแผลและยาแก้คัน ผลใช้ในการรักษาอาการจุกเสียด เมล็ดใช้ในการรักษาอาการไอ บิด บิดไข้ ดีซ่าน มาลาเรียและโรคไขข้อ มีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าสารเคมีที่พบในส้มผด ในหลอดทดลองต้านไวรัสต้านเชื้อแบคทีเรียต้านมะเร็งตับ, ต้านอาการท้องร่วงและกิจกรรมการต้านอนุมูลอิสระ
-วนเกษตรใช้ พบว่ามีการเติบโตในพื้นที่ในประเทศจีนซึ่งปนเปื้อนด้วยโลหะหนัก มีศักยภาพที่จะใช้ในโครงการ phytoremediation (การรักษาสารมลพิษหรือของเสียโดยใช้พืชสีเขียวเพื่อลดหรือกำจัดสารปนเปื้อนจากดินและน้ำตามธรรมชาติ ส่วนใหญ่เป็นวิธีการล็อค (เช่นโลหะที่เป็นพิษ)ช่วยฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน
-อื่น ๆ ไม้เนื้ออ่อนสีขาว ใช้แกะสลัก Galls ผลิตบนใบและก้านใบเป็นผลมาจากกิจกรรมของเพลี้ยที่ทิ้งน้ำดีไว้บนใบ ซึ่งอุดมไปด้วยแทนนินซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับเป็นสีย้อมหมึก การย้อมผม และสำหรับการฟอกวัสดุต่าง ๆ แทนนินมีมากถึง 77%
น้ำมันสกัดจากเมล็ด ใช้ในการทำเทียน การเผาไหม้ยอดเยี่ยมแต่ปล่อยควันที่ฉุน สารสกัดจากพืชถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมในการเตรียมเครื่องสำอางเชิงพาณิชย์เป็นครีมบำรุงผิว สารสกัดจากใบและลำต้นใช้เป็นส่วนผสมในการเตรียมเครื่องสำอางเพื่อการค้าในฐานะตัวแทน antifoaming, ยาต้านจุลชีพ, สมานแผล, ทำให้ผิวนวลและครีมนวดผม สารสกัดจากรากถูกใช้เป็นส่วนผสมในการเตรียมเครื่องสำอางเพื่อการค้าในฐานะที่ทำให้ผิวนวล

รู้จักอันตราย---สกุล Rhus มีบางสายพันธุ์ที่มีพิษสูงและมีฤทธิ์ระคายเคืองสามารถทำให้เกิดผื่นผิวหนังในคนที่อ่อนแอ ถึงแม้ว่าทั้งสองจำพวกจะคล้ายกันมาก แต่ก็ค่อนข้างง่ายที่จะแยกแยะ สายพันธุ์ที่เป็นพิษ มีซอกใบช่อดอกและผลไม้ที่ราบรื่น ในขณะที่สายพันธุ์ที่ไม่เป็นพิษ (Rhus)ช่อดอกและผลไม้ปกคลุมด้วยขนสีแดงเข้ม ในขณะที่สกุล Rhusในที่นี้โดยทั่วไปจะเห็นว่าไม่เป็นพิษ  
ระยะออกดอก---สิงหาคม-กันยายน---ผลแก่---ธันวาคม-มกราคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง ชำราก
อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร

มะฝ่อ/ Mallotus nudiflorus


ชื่อวิทยาศาตร์---Mallotus nudiflorus (L.) Kulju & Welzen
ชื่อพ้อง---Has 9 Synonyms

-Mallotus cardiophyllus Merr. -Trewia macrophylla Roth
-Rottlera hoperiana Blume ex Müll.Arg. -Trewia macrostachya Klotzsch
-Rottlera indica Willd. -Trewia nudiflora L.
-Rottlera operiana Blume ex Baill. -Trewia nudiflora var. tomentosa Susila & N.P.Balakr.
-Trewia integerrima Stokes

ชื่อสามัญ---False White Teak.
ชื่ออื่น---ม่อแน่ะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน); มะปอบ (ภาคเหนือ); มะฝ่อ (ทั่วไป); เส่โทคลึ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน); หม่าทิ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี); [THAI: mo nae, ma pob, ma phor, sae to cli, ma ti.]; [ASSAMESE: Bhelkol, Bhelkora, Kenlo, Pitha-kuma-kendlow, Bhel-kol.]; [BENGALI: Pitali.]; [HINDI: Pindalu, Pindar.]; [KANNADA: Kaadugumbala, Kaadukamchi.]; [KHASI: Dieng Soh Lyndot.]; [MALAYALAM: Niirkkatamp, Pamparakkumpil.]; [MARATHI: Petari.]; [NEPALI: Gurel.]; [SANSKRIT: Pindarah.]; [TAMIL: Arruppuvarachu.]
ชื่อวงศ์---EUPHORBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ศรีลังกา อินเดีย พม่า เวียตนาม จีนตอนใต้ ฟิลิปปินส์ คาบสมุทรมาเลย์ สุมาตรา ชวา บอร์เนียว

 

พืชในเขตร้อนชื้นพบได้ในระดับความสูงไม่เกิน1200เมตร พบที่อินเดีย เนปาล ศรีลังกา พม่า จีนตอนใต้ ภูมิภาคอินโดจีนและมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ พบทั่วไปตามแนวฝั่งแม่น้ำ จะไม่พบไกลจากริมน้ำในประเทศไทยพบทุกภาค
ไม้ ต้นผลัดใบช่วงสั้นๆสูง 15-30 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 50 - 80 ซม กิ่งก้านใหญ่และแผ่กว้าง ลำต้นอ้วนสั้น เปลือกต้นสีน้ำตาลออกเทา ผิวเรียบหรือหลุดออกเป็นแผ่นบางๆ ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม ใบรูปไข่หรือแกมรูปขอบขนานขนาดของใบ กว้าง 5-16 ซม.ยาว 8-22 ซม. ใบอ่อนมีขนรูปดาวหนาแน่น ใบแก่บาง สีเขียวออกหลือง
ดอก สีเขียว ดอกบานขณะต้นทิ้งใบหรือระยะมีใบอ่อน ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น ช่อดอกไม่แตกแขนง ไม่มีกลีบดอก ดอกเพศผู้ออกเป็นช่อห้อยลงตามง่ามใบ เกสรเพศผู้จำนวนมาก ดอกเพศเมียขนาดใหญ่กว่า ออกเดี่ยวๆหรือเป็นช่อ ร่วงง่าย ผลกลม ขนาด1.6-3.4 ซม. สีเขียวอ่อน สุกสีเหลืองออกน้ำตาล ผลกลมแข็งไม่แตก ชั้นนอกเหนียว เนื้อในสีครีมอ่อนคล้ายมันฝรั่ง เมล็ดรูปไข่ ยาว 0.8-1.2 ซม.มีเมล็ด2-5เมล็ด สีดำเปลือกเมล็ดแข็ง  
ใช้ประโยชน์-ใช้เป็นยา เปลือกนำมาย่างไฟต้มเอาน้ำดื่ม รักษาอาการบวม บรรเทาอาการปวดจากโรคเกาต์และโรคข้อ-ยาพื้นบ้านล้านนาใช้เปลือกต้นย่างไฟ ต้มน้ำดื่มต่างน้ำชา ลดอาการบวมทั้งตัว เปลือกต้น ราก เข้ายาแก้พิษต่อผิวหนังที่มีอาการคัน
-อื่น ๆ ไม้เนื้ออ่อนใช้งานไม่ทน ใช้ทำกลอง แผ่นกระดานแบบหยาบ ใบเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ น้ำมันเมล็ดเป็นยาฆ่าแมลง
ระยะออกดอก/ติผล---พฤศจิกายน-มีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร

มะแฝด/Monocarpia marginalis


ชื่อวิทยาศาตร์---Cyathocalyx maingayi Hook.f. & Thomson
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Monocarpia marginalis (Scheff.) J.Sinclair
---Cyathocalyx marginalis Scheff.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ปูแนมูดอ, พิเนมูดอ, เมดังตันยง(มลายู ปัตตานี) ; [MALAY: Mempisang, Cepakok, Karai, Phi-ne mu-do, Medang tanyong, Medang Payong, Banitan hit, Pu-nae mu-do.]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย มาเลเซีย
 สกุล monotypic มีเพียงหนึ่งสายพันธุ์ ถิ่นอาศัยอยู่ในที่ราบลุ่มในป่าเขา ในประเทศไทย พบอยู่ในป่าดิบชื้นทางภาคใต้และภาคตะวันออกเฉ๊ยงใต้
ไม้ต้นขนาดกลางสูง15-20เมตร  ลักษณะกิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลปนเหลือง กิ่งแก่เรียบ เปลือกสีน้ำตาลอมดำ แตกกิ่งจำนวนมาก กิ่งขนานกับพื้นดิน เนื้อไม้เปราะ
ใบรูปรีแกมขอบขนานมีขนสีเหลืองอ่อน ใบด้านบนมีเส้นกลางใบและเส้นแขนงใบเป็นร่อง ใบด้านล่างนูนเด่น
ดอก เดี่ยวหรือ2-3ดอก ออกตามกิ่งแก่นอกอกใบ ดอกสีเหลืองอมเขียวมีจุดสีเหลืองอมแดงที่โคนกลีบดอกด้านใน มีกลิ่นเหมือนฝรั่งสุก ก้านดอกช่อแข็ง มีใบประดับอยู่ที่ก้านดอก2ใบ กลีบเลี้ยงกางแผ่ กลีบดอกรูปรีโคนกลีบกว้าง เมื่อดอกบานมีเส้นผ่านศูนย์กลาง4-5เซนติเมตร ผลกลุ่มมี1-3ผล
ระยะออกดอก---เดือนตุลาคมผลแก่หลังจากดอกบาน7เดือน
ขยายพันธุ์---โดยการเพาะเมล็ด

มะแฝดหลวง/Monocarpia sp.


ชื่อวิทยาศาตร์---Monocarpia sp.
ชื่อพ้อง---none
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---มะแฝดหลวง
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไย มาเลเซีย
      ไม้ ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลางสูง10-15เมตรพบขึ้นในป่าดิบชื้นทางภาคใต้ ลักษณะ เปลือกต้นหนาสีน้ำตาลมีกลิ่นฉุน มีรอยบุ๋มกลมตามลำต้น แตกกิ่งจำนวนมากในระดับสูง กิ่งขนานกับพื้นดิน ทรงพุ่มกลมโปร่งเนื้อไม้เปราะ
ใบรูปรีแกมขอบขนานมีขนประปราย ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ใบค่อนข้างหนา ดอกออกเป็นช่อ2-4ดอก ดอกอ่อนสีเขียวนวล เมื่อบานเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้ม มีกลิ่นหอม
เนื้อไม้นำมาใช้ในงานก่อสร้างและเป็นเชื้อเพลิง
ระยะออกดอก---เดือนพฤษภาคม-เดือนกรกฏาคม


มะพร้าวนกกก/Horsfieldia glaba


ชื่อวิทยาศาตร์---Horsfieldia glabra (Reinw. ex Blume) Warb.  
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Myristica amygdalina Wall. ex Hook. f. & Thomson
---Myristica glabra Reinw. ex Blume
ชื่อสามัญ---Horsefields barren.
ชื่ออื่น---มะพร้าวนกกก(เชียงใหม่),หมากนก(ตราด),หันเถื่อน(นครศรีธรรมราช); [THAI: Maphr̂āw nok kok, hmak nok, H̄ạn t̄heụ̄̀an.]; [CHINESE: Fēng chuī nán, Kòu kē fēng chuī.]
ชื่อวงศ์--- MYRSTICACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย บังกลาเทศ พม่า หมู่เกาะอันดามัน ยูนนาน คาบสมุทรอินโดจีน คาบสมุทรมาเลย์ สุมาตรา ชวา บอร์เนียว


ไม้ต้นไม่ผลัดใบ สูง20-25 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 20-40ซม.เปลือกต้นสีขาวอมเทาแตกเป็นร่องยาว  เปลือกนอกแข็งและเปราะ  กิ่งก้านแผ่กระจายน้อยมาก กิ่งสีน้ำตาลเกือบเกลี้ยง มีลายและรูอากาศมากมาย ใบจัดเรียงสลับกันเป็นสองแถวแนวตั้งตรงข้าม 3-5 แถว ก้านใบ 1-2 ซม ใบรูปไข่หรือรูปใบหอก กว้าง 3.5-8 ซม.ยาว 13-20 ซม.ใบแก่เหนียวเกลี้ยงด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ใต้ใบสีเขียวอ่อนแต่ไม่ใช่ออกเทา ดอกสีเหลืองออกเป็นช่อแตกแขนง ยาว 6-19 ซม.ผล 2-3.5 ซม.สีเหลืองเนื้อแน่น  เมล็ดรูปขอบขนานขนาด1.6-2.5 ซม. มีเนื้อเยื่อบางสีส้มห่อหุ้มเมล็ด
ใช้ประโยชน์---เป็นไม้เนื้ออ่อนลายไม้ตรง มักใช้ในงานก่อสร้างและงานเฟอร์นิเจอร์ เมล็ดมีไขมัน 29% -33% ซึ่งใช้ในอุตสาหกรรม
ระยะออกดอก/ติดผล--- สิงหาคม-ตุลาคมผลแก่---มีนาคม-พฤษภาคม ปีถัดไป
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา---อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร

มะพลับพรุ/Diospyros lanciefolia


ชื่อวิทยาศาตร์---Diospyros lanciefolia Roxb.
ชื่อพ้อง---Has 9 Synonyms

-Diospyros amoena Wall. ex G.Don -Diospyros lucida Wall. ex A.DC.
-Diospyros clavigera pachyphylla (C.B.Clarke) Ridl. -Diospyros multiflora Wall. ex A.DC.
-Diospyros grata Wall. ex A.DC. -Diospyros pachyphylla C.B.Clarke
-Diospyros hirsuta Hiern -Diospyros sabtanense Merr.
-Diospyros lonchophylla Hiern

ชื่อสามัญ---Malayan Ebony, Malay Pati Ebony.
ชื่ออื่น---ขมิ้นต้น, ขมิ้น,พลับหัวแข็ง ; [THAI: kamin ton, kamin, plub hou khang.]
ชื่อวงศ์---EBENACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เนปาล ,อินเดีย ,ไทย ,สุมาตรา ,คาบสมุทรมาเลเซีย ,บอร์เนียวและฟิลิปปินส์
มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศเนปาลถึงฟิลิปปินส์ที่อยู่อาศัยเป็นป่าที่ลุ่มป่าดงดิบและภูเขาที่ระดับความสูงไม่เกิน 700 เมตร ประเทศไทยพบทางภาคใต้
ไม้ ต้นสูงได้ถึง 20เมตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 70 ซม.เรือนยอดรูปกรวยคว่ำ แตกกอ่งชั้นเดียว บางครั้งพบมีรากค้ำยัน เปลือกต้นสีเทาดำ ค่อนข้างเรียบ เปลือกชั้นในสีเหลืองเข้มคล้ายสีของชมิ้น กิ่งอ่อนมีสีน้ำตาลแดงเมื่อแก่ขึ้นมีสีดำหรือน้ำตาลเข้ม ใบเดี่ยวเรียงสลับ กว้าง2-8ซม.ยาว6-22ซม. รูปขอบขนานหรือรูปใบหอก
ดอก เป็นช่อกระจุก สีเขียวอ่อนออกตามซอกใบ ดอกย่อย2-5ดอก ขนาด1.5-2ซม.ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น กลีบเลี้ยง5กลีบเชื่อมติดกัน กลีบดอก5กลีบ ผลมีเนื้อหลายเมล็ด รูปกลมหรือกลมรี ขนาด2.5-3ซม.มีขนประปรายฝาหรือกลีบเลี้ยงปิดขั้วผล รูปถ้วยค่อนข้างเรียบและม้วนกลับเล็กน้อย สีม่วงคล้ำถึงดำ
ใช้ประโยชน์---ต้นไม้เก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้กินผลไม้ซึ่งใช้ในพื้นที่ ต้นไม้ยังเป็นแหล่งของไม้คุณภาพดี
-ใช้กิน ผลไม้ - ดิบ อุดมไปด้วยแทนนินและฝาดมาก ผลสุกเต็มที่รสหวาน
-อื่น ๆ เนื้อไม้ แข็งและทนทาน ใช้ในงานก่อสร้างบ้าน และเครื่องมือการเกษตร
ระยะออกดอกติดผล---เดือนตุลาคม-มีนาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด
อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา-หนังสือป่าเชายเลน นิเวศวิทยาและพรรณไม้ โดย สรายุทธ บุญยะเวชชีวิน (ผู้แต่งและภาพ) รุ่งสุริยา บัวสาลี พิมพ์ครั้งที่1 เมษายน 2554

มะพลับยอดดำ/Diospyros collinsae

ชื่อวิทยาศาตร์---Diospyros collinsae Craib
ชื่อพ้อง---None
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---มะพลับยอดดำ. พลับยอดดำ
ชื่อวงศ์---EBENACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย
กระจายพันธุ์ในภาคตะวันออกและภาคใต้ พบครั้งแรกที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดย D.J. Collins ชาวอังกฤษ ชื่อสปีชีส์ตั้งให้เป็นเกียรติแก่ผู้ค้นพบ
ไม้ ต้นสูง5-10เมตรไม่ผลัดใบ เรือนยอดทึบ ใบหนาแน่นพุ่มใบห้อยลง เปลือกนอกเรียบสีดำปนน้ำตาล เปลือกในสีขาว ยอดอ่อนสีแดงสวยมาก ใบเดี่ยวเรียงสลับระนาบเดียว รูปขอบขนานหรือรูปหอกกลับ กว้าง4-6ซม.ยาว15-23ซม.ปลายใบทู่ถึงเรียวแหลม แผ่ใบหนาและกลี้ยง ปลายยอดอ่อนมีขนสีดำ
ดอก แยกเพศอยู่ต่างต้น ดอกเพศเมียออกเป็นดอกเดียวตามกิ่ง กลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีอย่างละ4กลีบ ดอกเพศผู้ออกเป็นช่อแบบช่อกระจุกตามซอกใบใกล้ปลายกิ่งผลสดแบบมีเนื้อหลายเมล็ดกว้าง3-4ซม.ยาว5-6ซม. มีขนสั้นสีน้ำตาล กลีบขั้วจุกผลจีบพับกลับช่วงปลาย ผลสุกกินได้แต่มีรสฝาด
เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กที่ให้ร่มเงาได้ดี ยอดอ่อนสีแดงสวย ใบแก่เขียวทึบแทบไม่ต้องตัดแต่งทรงพุ่มเลย ใช้เป็นไม้ประดับ ปลูกเป็นแถวหรือเป็นแนวแบบพิกุลก็ได้
ระยะออกดอก---สิงหาคม-ตลาคม
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง

มะแฟน/Protium serratum

ชื่อวิทยาศาตร์---Protium serratum (Wall. ex Colebr.) Engl.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Bursera serrata Wall. ex Colebr.
ชื่อสามัญ---Indian red-pear, Murtenga
ชื่ออื่น--แฟนส้ม (เลย), ส้มแป้น (นครราชสีมา), ค้อลิง (ชัยภูมิ), มะแทน (ราชบุรี), กะโปกหมา กะตีบ (ประจวบคีรีขันธ์), ปี (ภาคเหนือ), มะแฟน (ภาคกลาง),  ; [THAI:  ma fan, fan som, pi, ka teeb, ko ling, som pan.]; [CHINESE: Mǎtí guǒ']; [ORIYA: Dongsoradi]; [KHASI: Dieng sohmir]; [TAMIL: Kungiliam]; [TELUGU: Busi, Chitreka, Chitrika.]; [MYANMAR: sdee, thadi.]
ชื่อวงศ์---BURSERACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้, อินเดีย, บังคลาเทศ, พม่า, ไทย, กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม


เป็นต้นไม้เฉพาะถิ่นของอินเดียเกิดขึ้นเฉพาะในภูมิประเทศที่เป็นภูเขาแห้งและบนดินที่เป็นกรวด ขึ้นกระจาย ในบังคลาเทศจีนตอนใต้ (ยูนนาน) พม่า ภาคเหนือของไทย ลาว กัมพูชาและเวียดนาม  ตามป่าดิบเขา ป่าโปร่งหรือป่าทึบตามแนวลำธาร ป่าดิบชื้นและป่าผลัดใบ  ที่ระดับความสูง 600 - 1,000
ไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ผลัดใบระยะสั้นๆ สูงถึง 25-30 เมตร ลำต้นสั้น แผ่กิ่งขยายออก เปลือกต้นสีเทาอ่อนเมื่ออายุมากจะเปลี้ยนเป็นสีน้ำตาลแดงมักมีร่องลึกแตกตาม ยาวของลำต้น เปลือกชั้นในมีน้ำยางสีชมพูส้ม ใบประกอบแบบขนนกใบย่อย2-5คู่ ยาว 20-40 ซม. ใบย่อยรูปขอบขนานแกมรูปใบหอกกว้าง 2.5–4.5 ซม ยาว 7-10 ซม. โคนใบโค้งมนเป็นรูปลิ่มวงกว้าง ปลายใบแหลม ขอบใบจักฟันเลื่อย -ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น ช่อดอกออกที่โคนใบ ยาว10-15ซม.ดอกสีเหลืองแกมเขียวขนาดเล็ก กลีบเลี้ยงและกลีบดอก 5กลีบ -ผลขนาดความยาว 2 ซม.สีเขียวเหลืองเมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีแดง แก่แล้วเป็นสีดำ ภายในฉ่ำน้ำ  เมล็ดมีลักษณะค่อนข้างกลมแข็ง
ใช้ประโยชน์---บางครั้งต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารยาและแหล่งที่มาของไม้
-ใช้กิน  ผลกินได้มีรสเปรี้ยว-ใช้เป็นยา ผลใช้ในการรักษาแผลในปาก รากใช้แก้อาการร้อนในกระหายน้ำ รากสดหรือรากแห้งนำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้พิษซาง พิษตานซาง ถอนพิษผิดสำแดง และเป็นยาถอนพิษต่าง ๆ ถอนพิษไข้กลับไข้ซ้ำ กระทุ้งพิษไข้หัว ไข้เหนือ
-อื่น ๆ เราไม่มีข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงสำหรับสายพันธุ์นี้ แต่สมาชิกหลายประเภทนี้มีค่าสำหรับเรซินสีขาวและมีกลิ่นหอม แก่นไม้เป็นสีแดง กระพี้เป็นสีน้ำตาลอ่อน เนื้อไม้มีลักษณะใกล้เคียงกัน เหมาะสำหรับ ใช้ทำเสาบ้าน แผ่นกระดาน เครื่องเฟอร์นิเจอร์ ต้นไม้ใช้สำหรับเลี้ยงครั่งได้ดี
ระยะออกดอก---มกราคม-กุมภาพันธ์---ติดผล---มีนาคม-กรกฎาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา---อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร

มะม่วงกะล่อน/Magnifera caloneura  

ชื่อวิทยาศาตร์---Magnifera caloneura Kurz. This name is unresolved.
ชื่อพ้อง--No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---Mango tree (Mangifera caloneura Kurz)
ชื่ออื่น---มะม่วงป่า(ทั่วไป),จ๋องบั้วกู่ (ม้ง),แผละเส้ดโย (ลั้วะ),มะโมงเดี๋ยง (เมี่ยน),หมากม่วงป่า(อีสาน),มะม่วงเทพรส (ราชบุรี),มะม่วงละว้า,มะม่วงละโว้,มะม่วงขี้ใต(ใต้)มะม่วงกะล่อน,ม่วงเทียน (ประจวบคีรีขันธ์),มะม่วงราวา, ราวอ (นราธิวาส); [Mamuang pa, Mamuang kalon, Muang thian, Mamuang khitai, Mamuang theppharot.]; [CHINESE: Yě shēng máng guǒ.]; [MYANMAR: saraatsee taw.]; [VIETNAMESE: Xoài hoang dã.]
ชื่อวงศ์---ANACARDIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พม่า จีนตอนใต้ ไทย ลาว กัมพูชา

 

พบได้ในพม่า จีนตอนใต้ ลาว กัมพูชา รวมถึงประเทศไทย แพร่กระจายตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบชื้นหรือป่าพรุ
ไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ไม่ผลัดใบ สูง 15-30 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลอมเทา แตกเป็นร่องตามแนวยาว ลักษณะคล้ายมะม่วงขี้ไต้แต่ใบเล็กกว่าใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับรูปใบหอก โคนใบมน ปลายใบแหลม ขนาดใบ 3.5-5x4.5-20 ซม.แผ่นใบเหนียว มีสีเขียวเข้ม และเป็นมัน ขอบใบเรียบมีเส้นใบย่อยสานกันนูนที่ผิวใบทั้ง2ด้าน ก้านใบ ยาวประมาณ 3-5ซม.  ยอดอ่อนหรือใบอ่อนมีสีม่วงอมแดง -ดอกออกเป็นช่อแขนงที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อดอกประกอบด้วยช่อดอกย่อยมีดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก ดอกย่อยมีลักษณะกลม สีเหลืองอ่อนหรือสีครีม กลีบเลี้ยง  5 กลีบ กลีบดอก 5 กลีบ เกสร ผู้ 5 อัน ดอกบานมีกลิ่นหอม ผลรูปกลมขนาด3-5ซม.ผลอ่อนสีเขียว เปลือกผลบางมีเนื้อในคล้ายกากมีเมล็1เมล็ดขนาดใหญ่ รูปกลมค่อนข้างแบนเปลือกเมล็ดแข็ง
---Magnifera caloneura Kurz.เป็นมะม่วงป่าทั่วไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการใช้ประโยชน์ในท้องถิ่นสำหรับผลไม้ที่กินได้ สปีชีส์นี้เป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจในการสำรวจอนุกรมวิธานพื้นบ้านของมะม่วง อย่างไรก็ตามการกำหนดสปีชีส์ให้กับ M. caloneura นั้นยากเพราะมีสองคำอธิบายที่แตกต่างกัน: หนึ่งบ่งบอกว่ามีเกสรเพียง 1 อันที่อุดมสมบูรณ์ต่อดอกไม้ การวินิจฉัยประเภทโดย Kurz อธิบาย 1 เกสรอุดมสมบูรณ์ต่อดอกไม้; อย่างไรก็ตาม Kurz ยังคงเป็นผู้มีอำนาจทวินามในวรรณคดีที่ตามมาทั้งหมดแม้ในงานที่อธิบายถึงการปรากฏตัวของเกสรตัวผู้ที่อุดมสมบูรณ์ 5 ที่นี่เราติดตามการพัฒนาด้านอนุกรมวิธานมากกว่า 138 ปีเพื่อแสดงให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องที่เกิดขึ้น(แปลโดยกูเกิ้ล)
https://www.researchgate.net/publication /317647447_Two_Different_Descriptions_of_Mangifera_caloneura_Kurz]
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ผลดิบมียางมากใช้กินเป็นผักหรือดอง ผลสุกสีเหลือง หรือเหลืองอมเขียว รสหวานมีกลิ่นหอมกินเป็นผลไม้ หรือใช้แปรรูปเป็นไวน์ น้ำผลไม้ หรือไอศกรีมฯ
-ใช้เป็นยา ผล มีสรรพคุณต้านโรคมะเร็ง ต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่ เสริมภูมิต้านทาน เปลือกต้น (ต้มดื่ม) แก้ ท้องเสีย ขับปัสสาวะ
-อื่น ๆ เปลือกใช้ต้มย้อมผ้าไห้สีน้ำตาลอ่อน เมล็ดแข็ง นำมาเพาะเป็นต้นกล้าสำหรับทาบกิ่งมะม่วงพันธุ์ดี พบมากในป่าผลัดใบที่ชื้น ขนาดของต้นใหญ่พบมีเส้นผ่านศูนย์กลางถึง2เมตร มักเป็นไม้ขนาดใหญ่ที่ยังหลงเหลืออยู่ในป่าที่มีการทำไม้ เพราะเนื้อไม้ไม่มีค่ามากนัก และมีความเชื่อในโชคลางที่จะไม่ตัด
ระยะออกดอก/ผล---ธันวาคม-กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง ทาบกิ่ง                  
อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร

มะม่วงขี้ไต้/Magnifera sylvatica

ชื่อวิทยาศาตร์---Magnifera sylvatica Roxb
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---Himalayan mango, Pickling mango, Nepal mango
ชื่ออื่น---มะม่วงขี้ไต้(ทั่วไป) มะม่วงช้างเหยียบ,มะม่วงแป๊บ(เหนือ),ส้มม่วงกล้วย(ใต้),โค๊ะแมงซา(กะเหรี่ยงลำปาง) [THAI: Mamuang khitai.]; [CHINESE: Lin sheng mang guo.]; [ASSAMESE: Bon-aam, Lakshmi am, Ban-am, Bon Am.].
ชื่อวงศ์---ANACARDIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เนปาล อัสสัม พม่า ไทย หมู่เกาะอันดามัน

 

พบในบังคลาเทศ ,กัมพูชา ,จีน (ยูนนาน ),อินเดีย (อัสสัม ดาร์จีลิ่ง สิกขิม),พม่า ,เนปาล ,ภูฏานและประเทศไทย พบในป่าดงดิบที่มีความหนาแน่นสูงและยังอยู่ในสภาพทุติยภูมิที่เปิดกว้าง บนเนินเขา ที่ระดับความสูงถึง 1,000 เมตร
ไม้ต้นไม่ผลัดใบสูงถึง15-20 (- 27)เมตร ลำต้นยาวตรง เรือนยอดรูปไข่แน่นทึบ เปลือกต้นสีน้ำตาลเทามีรอยแตก ที่ไม่สม่ำเสมอ เปลือกชั้นในสีน้ำตาลอ่อน มีน้ำยางใส
ใบเดี่ยวรูปใบหอก ขนาด 9-23 x 4-6.5 ซม.เรียงวนรอบ  ผิวใบสีเขียวเข้มเป็นมันก้านใบยาว1-2ซม. ดอกสีขาวหรือเหลืองมีเส้นสีชมพูหรือจุดประด้านใน ดอกมีกลิ่นหอม ช่อดอกตั้งขึ้น ออกเป็นกลุ่มที่ปลายกิ่ง ผลขนาด5-7.5 ซม.สีเหลืองรูปไข่ปลายแหลมมีขนาดเล็กกว่ามะม่วงทั่วไปมีเมล็ดเดี่ยวขนาดใหญ่ มีชั้นหุ้มเมล็ดแข็งที่ข้างนอกเป็นเส้นใย
ใช้ประโยชน์---ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารและเป็นแหล่งของไม้ - ไม้มีการซื้อขาย
-ใช้กิน ผลไม้เล็ก ๆ ที่กินได้มีรสหวานและเปรี้ยวเนื้อค่อนข้างบางใช้สำหรับทำทาร์ตผักดองและเยลลี่
-ใช้เป็นยา ผลไม้แห้งใช้เป็นยา
-อื่น ๆ แก่นไม้ใช้สำหรับการผลิตแผ่นไม้อัดตกแต่ง เป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่ใกล้ชิดทางพันธุกรรมมากที่สุดกับ Magnifera indica (มะม่วงบ้าน)
ระยะออกดอก/ผล (อินเดีย)--- เมษายน - กันยายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง ทาบกิ่ง
อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร 

มะม่วงนก/Buchanania glaba


ชื่อวิทยาศาตร์---Buchanania glabra Wall. ex Hook.f.
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ--None
ชื่ออื่น---มะม่วงนก(เหนือ); [THAI: Mamaung nok.]; [LAOS: Mouang meng van.]; [CHINESE: Shān shē zi shǔ.]
ชื่อวงศ์--- ANACARDIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย พม่า ลาว ไทย กัมพูชา เวียตนาม
มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศอินเดียถึงอินโดจีน
ไม้ ต้นขนาดเล็กสูงได้ถึง 12 เมตรมียางสีดำ ใบเป็นใบเดี่ยว รูปรี กว้าง 5-7.5 ซม. ยาว 10-15 ซม. โคนและปลายใบมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบเกลี้ยง เหนียว และเป็นคลื่นเล็กน้อย เส้นใบไม่นูน ดอกสีเขียวแกมเหลือง ออกเป็นช่อสั้นบริเวณปลายยอด มีขนสีน้ำตาลแดงปกคลุม ดอกย่อยขนาดผ่าศูนย์กลาง 3.5 มม. เกสรผู้ 10 อันกลีบเลี้ยงเกลี้ยง
ผลสีเขียวอมเทา แล้วเปลี่ยนเป็นสีดำ ผิวเรียบเกลี้ยงปลายติ่งผลไม่อยู่ตรงกลาง ผลขนาด1-2ซม.
การใช้ประโยชน์---ไม่มีข้อมูล
ระยะออกดอกและติดผล---พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร

มะม่วงหัวแมงวัน/Buchanania lanzan

 

ชื่อของสายพันธุ์นี้มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนเป็น Buchanania cochinchinensis (Lour.) MRAlmeida ชื่อนี้ได้รับการยอมรับจากหน่วยงานบางแห่งแล้วเช่น Flora แห่งรัฐมหาราษฏระ 1: 287. 1996 อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนชื่อขึ้นอยู่กับ basionym Toluifera cochinchinensis Lour. ชื่อของตำแหน่งที่ไม่แน่นอน สำหรับปัจจุบัน Buchanania cochinchinensis จะได้รับการปฏิบัติที่นี่เป็นคำพ้องความหมาย
http://tropical.theferns.info/viewtropical.php?id=Buchanania+lanzan

ชื่อวิทยาศาตร์---Buchanania lanzan Spreng.
ชื่อพ้อง---Has 2 SYnonyms
---Buchanania cochinchinensis (Lour.) M.R.Almeida
---Buchanania latifolia Roxb.
ชื่อสามัญ---Narrow-leaved buchanania, Buchanan's Mango, Cheraunji nut tree, Chirauli nut tree, Cuddapa almond, Cuddapah almond.
ชื่ออื่น---  มะม่วงหัวแมงวัน ,มะม่วงแมงวัน  ; [THAI: Mamuang hua maeng wan, Mamuang maeng wan.]; [BENGALI: Chironji (seeds).]; [FRENCH : Almondette (Canada).]; [HINDI: Achaar, Baruda, Char(fruit), Chironji, Priyala.]; [KANNADA: Charpoppu.]; [MALAYALAM: Mungapper.]; [NEPALESE: Acar, Ciraaunji.]; [ORIYA: Charu.]; [SANSKRIT: Char, Priyalam, Rajadana.]; [TELUGU: Morichettu, Saara chettu.]; [AYURAVEDIC: Priyaala, Piyaala, Kharskandha, Bahulvalkala, Taapaseshtha, Sannakadru Dhanushpat, Chaar.]; [UNANI/TAMIL: Saaraapparuppu.]; [SIDDHA: Mudaima, Morala (Tamil).]
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย พม่า ลาว ไทย เวียตนาม จีน (ยูนนาน)
ในอินเดียพบได้ทั่วไปในพื้นที่ส่วนใหญ่ในป่าดิบแล้งถึงป่าเบญจพรรณที่ระดับความสูงสูงถึง 1200 เมตร  ป่าที่ลุ่มในภาคใต้ของจีนที่ระดับความสูง 100 - 900 เมตรในประเทศไทย พบขึ้นทั่วไปตามป่าเบญจพรรณ ที่ความสูง 50-300 เมตร พืชส่วนใหญ่เป็นพืชในพื้นที่แห้งแล้งในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนซึ่งพบได้ในระดับความสูงไม่เกิน 1,200 เมตร
ไม้ ต้นผลัดใบขนาดเล็กสูง10-12(-18)เมตร เส้นเรือนยอดเป็นพุ่มกลมทึบลำต้นเปลาตรง เปลือกต้นสีเทาเข้ม มีรอยแตกระแหงแคบๆ ลึก มีน้ำยางใสมีพิษทำให้ผิวหนังพุพอง ใบเป็นใบเดี่ยวรูปขอบขนานแกมใบหอก ขนาดกว้าง  5-12 ซม.ยาวประมาณ 10-23.5 ซม.ก้านใบยาว 1.2-2.2 ซม.เนื้อใบหนาเหนียว ใบอ่อนมีขนสีน้ำตาลอมแดงหนาแน่น ดอกสีขาวเป็นช่อออกที่ปลายกิ่ง ก้านดอกร่วมอ้วนมีขนสีน้ำตาลหนาแน่น ดอกมีขนาดเล็กสีขาวกว้าง 2-3มม.ยาวประมาณ 3-5 มม.มีกลีบเลี้ยง5กลีบ กลีบดอก5กลีบ-ผลกลมป้อมขนาด10-13x8 มม.ผลอ่อนเป็นสีเขียวปนม่วง หรือเขียวปนม่วงแดง เมื่อแก่สีม่วงปนดำ มีก้านเกสรตัวเมียติดอยู่ที่ปลายและกลีบเลี้ยงคงอยู่ที่ฐาน มีเนื้อบางๆห่อหุ้มชั้นในที่แข็ง เมล็ดสีดำ1เมล็ด
เจริญเติบโตได้ดีในที่ทีมีแสงแดดเต็มที่ แต่ยังสามารถทนต่อร่มเงาได้เป็นอย่างดี ขึ้นได้ดีในดินที่แห้งน้ำไม่ทวมขัง การระบายน้ำดี ค่า pH ในช่วง 5.5 - 6 ทนได้ 4.9 - 7.2
ใช้ประโยชน์---ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวอย่างกว้างขวางจากป่าและยังปลูกเพื่อเมล็ดกินได้โดยเฉพาะในอินเดีย มีขายทั่วไปในตลาดท้องถิ่นและมีการส่งออกเป็นครั้งคราว
-ใช้กิน ผลกินได้รสหวาน เมล็ดเป็นที่รู้จักกันในชื่อ charoli หรือ chironji-ดิบหรือสุก รสชาติที่ยอดเยี่ยมค่อนข้างชวนให้นึกถึงอัลมอนด์หรือถั่วพิสตาชิโอ ใช้เป็นเครื่องเทศในการปรุงอาหารเป็นหลักในอินเดีย ในบางส่วนของประเทศอินเดียผลไม้แห้งและเมล็ดพืชถูกอบเข้าด้วยกันเพื่อทำขนมปัง น้ำมันที่ได้จากเมล็ด สีเหลืองอ่อนมีรสหวานและกลิ่นหอม สามารถใช้แทนน้ำมันอัลมอนด์หรือน้ำมันมะกอก -ในอินเดียเด็กที่กำลังหย่านมแม่จะได้รับยาลูกกลอนหวาน ซึ่งเตรียมพรียา (เมล็ด) , madhuka,น้ำผึ้ง ข้าวเปลือกแห้ง บดผสมปั้นเป็นลูกอม ทำให้อิ่มและบำรุงกำลัง
-ใช้เป็นยา  ใช้ในอายุรเวท, ทิเบต, Unani,Sidhaและพื้นบ้านของอินเดีย-หลายส่วนของต้นเป็นยา ใช้รักษาไข้ กามโรค โรคผิวหนัง งูและแมลงป่องกัด ป้องกันแบคทีเรีย-ยางจากต้นไม้ใช้เพื่อต่อต้านโรคเรื้อนในยาแผนโบราณ ราก ฝาด, เย็นใช้รักษาโรคท้องร่วง ใบใช้ในการรักษาโรคผิวหนัง ผลไม้ใช้ในการรักษาอาการไอและโรคหอบหืด
-อื่น ๆ เปลือกไม้ถูกนำมาใช้ในการฟอก ต้นไม้ให้ยางจำนวนมากชิ้นใหญ่ผิดปกติซึ่งละลายได้เพียงบางส่วนในน้ำ (ไม่ละลายประมาณ 10%) แต่ให้เมือกที่ดีและมีประโยชน์ในกระบวนการผลิตราคาถูก มีคุณสมบัติเป็นกาว -ไม้สีน้ำตาลเทามีแก่นไม้สีเข้มขนาดเล็ก มีคุณภาพไม่ดีใช้เป็นฟืนและทำถ่านเท่านั้น
ระยะออกดอก---มกราคม-เมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง
อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร


มะมุ่น/Elaeocarpus stipularis


ชื่อวิทยาศาตร์---Elaeocarpus stipularis Blume
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Elaeocarpus fissistipulus Miq.
---Elaeocarpus helferi Kurz ex Mast.
---Elaeocarpus tomentosus Blume
ชื่อสามัญ---
ชื่ออื่น---มะมุ่น(ภาคเหนือ),สมัด(สงขลา),แดง(นราธิวาส),ตอนลอด,ท้อนลอก,เม่าเหล็ก(ตรัง) ; [THAI: Mamun, Samad, Daeng, Tonlok.]; [VIETNAM: Côm be, Côm lá kèm, com lá bẹ.]; [MALAY: Kungkurad(Sabah), Mendung, Sengkurat.]
ชื่อวงศ์---ELAEOCARPACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย พม่า กัมพูชา ฟิลิปปินส์ คาบสมุทรมาเลย์ สุมาตรา ชวา บอร์เนียว
มีการกระจายพันธุ์อย่างกว้างขวางทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และขยายไปทางใต้สู่ Central Malesia พืชชนิดนี้เติบโตในที่อยู่อาศัยที่หลากหลายกระจัดกระจายในป่าดิบทั้งในป่าทุติยภูมิและป่าขั้นต้นรวมถึงแม่น้ำป่าพรุและบึงน้ำจืด ที่น้ำท่วมขังต่ำและพบได้บ่อยในพื้นที่ที่ถูกรบกวน นอกคาบสมุทรมาเลเซียชนิดนี้เกิดขึ้นในป่า kerangas (ป่าเขตร้อน) ที่ระดับความสูงไม่เกิน 1,200 เมตร
ไม้ต้นไม่ผลัดใบสูงถึง 30 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางของลำถึง 55 ซม.ต้น ลักษณะเปลือกต้นเกลี้ยงหรือมีร่องยาวเล็กๆ เปลือกชั้นในสีครีมหรือสีน้ำตาลออกแดง ใบแคบหรือมนรี ขนาดกว้าง3-9ซม.ยาว7-25ซม.ขอบใบครึ่งบนเป็นซี่ตื้นๆสลับกับหนามเล็กๆสี น้ำตาลเข้ม ใบอ่อนคล้ายกำมะหยี่ ใบแก่เกลี้ยงด้านบนแต่มีขนตรงเส้นกลางใบ ด้านล่างคล้ายกำมะกยี่ มักจะมีแผงขนระหว่างซอกของเส้นใบ หูใบรูปสามเหลี่ยมปลายแยกเป็น2-3แฉก ดอกสีขาว ขนาด1.2-1.5ซม. ออกเป็นช่ออยู่หลังใบ ช่อยาว7-13ซม. กลีบดอก5กลีบปลายเป็นฝอยลึก1/3ของความยาว ฐานแคบและมีขนด้านในผลกลมหรือมนรีขนาด1.5-4ซม.สีเขียวออกน้ำเงิน เนื้อมีน้ำมัน ชั้นหุ้มเมล็ดแข็งย่น ภายในมี3เมล็ด
ใช้ประโยชน์---ต้นไม้ถูกเก็บมาจากป่าเพื่อใช้เป็นไม้ในการแลกเปลี่ยน สายพันธุ์นี้เป็นหนึ่งในแหล่งที่มาหลักของไม้ซุง 'sengkurat' ในมาเลเซีย
-ใช้กิน ผลกินได้แม้จะมีรสฝาดและขมในบางครั้ง
-ใช้เป็นยา ในเวียตนามใช้บำรุงโลหิตสตรีหลังคลอด
-อื่น ๆ แก่นไม้เป็นสีขาวเหลืองอ่อนถึงน้ำตาลอมชมพู ไม้ค่อนข้างเบา พื้นผิวมีความละเอียดปานกลางและสม่ำเสมอ ไม่คงทนมาก ใช้เป็นไม้เอนกประสงค์เหมาะสำหรับการใช้งานทั่วไปเช่นปูเป็นพื้นกระดาน กล่อง ลัง พาเลท ไม้วีเนียร์และไม้อัด
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร

มะมุ่นดง/Elaeocarpus sphaericus


ชื่อวิทยาศาตร์---Elaeocarpus sphaericus (Gaertn.) K. Schum
ชื่อพ้อง---This name is a synonym of Elaeocarpus serratus L.
ชื่อสามัญ---Woodenbegar, Rudraksha Tree, Utrasum-bead tree
ชื่ออื่น---มะมุ่น(ภาคเหนือ),สมัด(สงขลา),แดง(นราธิวาส),ตอนลอด,ท้อนลอก,เม่าเหล็ก(ตรัง); [THAI: Mamun, Samad, Daeng, Tonlok, Mao lek.]; [NEPALI: Rudraksha.]; [MALAYALAM: Rudraksham]; [SANSKRIT: Rudrākṣa.]
ชื่อวงศ์--- ELAEOCARPACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย เนปาล พม่า กัมพูชา คาบสมุทรมาเลย์ อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย
ตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย เนปาล พม่า กัมพูชา คาบสมุทรมาเลย์ อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย
ไม้ต้น ไม่ผลัดใบหรือกึ่งผลัดใบ สูงถึง25-30เมตร เปลือกต้นบางสีน้ำตาลหรือเทา หลุดล่อนเป็นชิ้น ต้นไม้โตเต็มที่จะมีรากค้ำยันแคบ ๆ ใกล้กับลำต้นและแผ่ออกไปตามพื้นดิน
ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับ ขนาด 8-17x2.5-5ซม. รูปขอบขนานแกมรูปใบหอก โคนใบแหลม ปลายใบแหลม ก้านใบยาว 1-1.5 ซม. ขอบใบมีซี่ละเอียดใบแก่เรียบเกลี้ยงมีขนประปราย ด้านล่างมักมีจุดลึกบนผิวใบ ดอกเป็นกลุ่มส่วนมากออกหลังใบ ช่อยาว4-10ซม.ผลกลมหรือแบนเล็กน้อยทั้งสองด้าน ชั้นหุ้มเมล็ดแข็งเป็นสันมี2-5เมล็ดขนาด3ซม.สีเขียวน้ำเงินเนื้อสีเขียวสด
ใช้ประโยชน์--ใช้เป็นยา เป็นยาในอายุรเวทใช้เป็นยารักษาโรคในช่องปาก รักษาแผล, ขี้กลาก, สิว, ฝี  เป็นยาที่ดีสำหรับโรคผิวหนัง และโรคเรื้อน ผลไม้ใช้ควบคุมอาการลมบ้าหมู
-อื่น ๆ Rudraksha เป็นต้นไม้ทีมีเมล็ดพันธุ์ดั้งเดิมที่ใช้สำหรับลูกปัดอธิษฐานในศาสนาฮินดู  เป็นสายพันธุ์หลักที่ใช้ในการสร้างห่วงโซ่ลูกปัดหรือ Mala Rudraksha ในอินเดียนิยมใช้เมล็ดแข็งแห้ง ทำสร้อย เครื่องลางและลูกประคำ
ระยะออกดอก---มีนาคม - ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด---อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร

มะมุ่นพีพ่าย/Elaeocarpus lanceifolius

ชื่อวิทยาศาตร์--- Elaeocarpus lanceifolius Roxb.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Elaeocarpus serrulatus Benth.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---พีพ่าย,พี่หน่าย(ประจวบคีรีขันธ์),มุ่น,ยาขบงู(ภาคเหนือ),กระบกหิน(นครราชสีมา); [THAI: Pi pai, Mamun pi pai, Mun, Yakob ngu, Krabok hin.]; [CHINESE: pi zhen ye du ying.]; [VIETNAMESE: Côm lá thon, com bong, côm lá đào.]
ชื่อวงศ์---ELAEOCARPACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้ อนุทวีปอินเดีย เมียนมาร์ ไทย กัมพูชา ลาว เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย


ขึ้นกระจายอยู่ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่อินเดียถึงอินโดนีเซีย-ในอินเดียในเทือกเขาหิมาลัย พบที่ระดับความสูงถึง 2,400 เมตร ในประเทศเนปาล พบตามพื้นที่เปิดที่ระดับความสูง 1,000 - 1,800 เมตร
ไม้ไม่ผลัดใบสูงถึง20เมตร เปลือกต้นสีเทา ใบมนรีแคบหรือรูปหอก ขนาดกว้าง3.5-8ซม.ยาว8-20ซม. ปลายใบและโคนใบแหลม ขอบใบมีซี่หยักตื้นๆ ยอดอ่อนมีขนนุ่ม ใบแก่สีเขียวหม่น ด้านล่างเกลี้ยงหรือมีแผงขน ดอกออกเป็นกลุ่มมักจะออกหลังใบ ช่อยาว5-17ซม. ปลายกลีบดอกแตกเป็นฝอย ผลรูปไข่หรือขอบขนานมีความยาว 2 - 4 ซม ปลายทั้งคู่ป้าน มีขนเมื่ออ่อน และเรียบเกลี้ยงเมื่อแก่ สีเขียวแล้วเปลี่ยนเป็นแดงคล้ำ มี1เมล็ด
ใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารและใช้ไม้
-ใช้กิน ผลสุกเต็มที่กินได้-ใช้เป็นยา ในเวียตนาใช้บำรุงเลือดสตรีหลังคลอดบุตร
-อื่น ๆ ไม้เนื้ออ่อน แก่นไม้เป็นสีเหลืองอ่อนขาว - ชมพู - น้ำตาล ไม่คงทน ใช้ทำ ลัง กล่อง พาเลท ไม้อัด
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร

Antidesma เป็นสกุลพืชเขตร้อน ในครอบครัววงศ์มะขามป้อม (Phyllanthaceae)ในประเทศไทยที่พบมากมีอยู่ด้วยกัน 5 สายพันธุ์ คือ มะเม่าสร้อย มะเม่าไข่ปลา มะเม่าควาย มะเม่าดง และมะเม่าหลวง
Antidesma bunius (L.) Spreng-มะเม่าดง-เม่าช้าง
Antidesma sootepense Craib-มะเม่าสาย-มะเม่าสร้อย
Antidesma ghaesembilla Gaertn.-มะเม่าไข่ปลา
Antidesma velutinosum Bl-มะเม่าควาย-เม่าเหล็ก
Antidesma puncticulatum Miq.[(Syn)Antidesma thwaitesianum Mull. Arg.]-มะเม่าหลวง

มะเม่าดง,เม่าช้าง/Antidesma bunius


ชื่อวิทยาศาตร์--- Antidesma bunius (L.) Spreng
ชื่อพ้อง---Has 16 Synonyms

-Sapium crassifolium Elmer -Antidesma glabellum K.D.Koenig ex Benn.
-Antidesma andamanicum Hook.f. -Antidesma glabrum Tul.
-Antidesma bunius var. pubescens Petra Hoffm. -Antidesma retusum Zipp. ex Span.
-Antidesma ciliatum C.Presl -Antidesma rumphii Tul.
-Antidesma collettii Craib -Antidesma stilago Forsyth f.
-Antidesma cordifolium C.Presl -Antidesma sylvestre Lam.
-Antidesma crassifolium (Elmer) Merr. -Antidesma thorelianum Gagnep.
-Antidesma floribundum Tul. -Stilago bunius L.

ชื่อสามัญ---Bignay, Chinese-laurel, Herbert River-cherry, Queensland-cherry, Salamander-tree, Wild cherry, Currant tree.
ชื่ออื่น---บ่าเม่าฤาษี, มะเม่าหลวง, มะเม่าดง, เม่าช้าง, แมงเม่าควาย; [THAI: Ba mao ruesi, Mamao luang, Mamao dong (Chiang Mai), Mao chang, Maeng mao khwai (Chanthaburi).]; [CHINESE: Wu cao shu, Wu yue cha..]; [DUTCH:Salamanderboom.]; [FRENCH: Antidesma.]; [GERMAN: Lorbeerblättriger Flachsbaum, Salamanderbaum.]; [HINDI: Amati.] ; [JAPANESE: Buni no ki, Nanyou gomishi, Saramando no ki.]; [LAOTIAN: Kho lien tu.]; [MALAY:  Berunai, Buneh (Java,Sulawesi, Sumatra), Boni (Java,Sulawesi, Sumatra), Buni (Java,Sulawesi, Sumatra), Huni (Java), Wuni (Java).]; [MALAYALAM: Airyaporiyan, Cerutali, Nulittali.]  ; [NEPALESE: Himalcheri.] ; [PORTUGUESE: Candoeira.]; [SPANISH: Bignai.]; [SUNDANESE: Barunei.]; [PHILIPPINES: Bignai, Bignay-kalabaw, Bignay (Tag).]; [TAMIL: Nolaidali.]; [BURMESE: Kywe-pyisin]; [VIETNAMESE: Choi moi.].
ชื่อวงศ์---PHYLLANTHACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ศรีลังกา อินเดีย คาบสมุทรอินโดจีน จีนตอนใต้ อินโดนีเซีย ออสเตรเลียตอนเหนือ

     

มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถึงภาคเหนือของออสเตรเลีย พบที่อินเดียรวมหมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ ศรีลังกา จีนตอนใต้ พม่า ภูมิภาคอินโดจีน บอร์เนียว ชวา ฟิลิปปินส์ นิวกินี หมู่เกาะแปซิฟิก และฮาวาย ในประเทศไทยพบแทบทุกภาคยกเว้นภาคใต้
ไม้ ต้นขนาดเล็กสูง 8-17 เมตร พบทั่วไปในป่าดิบระดับ700-1,500เมตรบางครั้งเป็นไม้ปลูก ลักษณะทรงต้น เรือนยอดแน่น ลำต้นอ้วนสั้นเป็นตะปุ่มตะป่ำ เปลือกต้นสีน้ำตาลเทาเข้มแตกเป็นร่องยาว และลอกหลุดเล็กน้อยเปลือกชั้นในสีออกแดง ใบขนาดกว้าง 3-8 ซม.ยาว 8-22 ซม.ตาใบมีขนสีน้ำตาล ใบด้านบนสีเขียวเป็นมัน เรียบเกลี้ยงไม่มีขนทั้งสองด้าน กิ่งก้านอ่อนมีรูอากาศสีน้ำตาลออกครีม ดอกแยกเพศอยู่คนละต้น ดอกออกเป็นช่อห้อยที่ปลายกิ่งหรือซอกใบบนๆ ช่อยาว 5-15 ซม.ช่อผลยาว 5-10 ซม.ผลกลมขนาด 0.6-1.2 ซม.ผลไม้แต่ละพวงสุกไม่สม่ำเสมอดังนั้นผลไม้ในพวงจะมีสีแตกต่างกัน
ใช้ประโยชน์--ใช้กิน ใบอ่อนกินได้เป็นเครื่องปรุงมีรสเปรี้ยว กินสดเป็นผัก ผลอ่อนรสเปรี้ยวอมฝาด ผลสุกรสหวาน กินได้ใช้ทำแยมและไวน์  เป็นแหล่งแคลเซียมและแหล่งธาตุเหล็กที่ดี
-ใช้เป็นยา มีสรรพคุณ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง ยาแก้พิษ ส่วนที่ใช้ ราก ใบ ผล-ใช้ยาต้มของวัสดุแห้งสำหรับลิ้นเป็นฝ้าไม่อยากอาหาร, อาหารไม่ย่อย เคล็ดขัดยอก  ใบใช้แก้พิษงูกัด ใบและผลใช้สำหรับโรคโลหิตจางและความดันโลหิตสูง น้ำผลไม้ ใช้สำหรับโรคหัวใจ  ในเวียดนามใช้สำหรับโรคซิฟิลิส
-อื่น ๆไม้เนื้อแข็งแต่มีค่าน้อย
รู้จักอันตราย--- เปลือกไม้รากและใบมีพิษ แต่มีสรรพคุณแก้แผลฟกช้ำ
ระยะออกดอก---ผลสุก---พฤษภาคม - กรกฎาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร

มะเม่าควาย, เม่าเหล็ก/Antidesma velutinosum

ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Antidesma velutinosum Bl
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms
---Antidesma attenuatum Wall. ex Tul.
---Antidesma molle Wall. ex Müll.Arg.
---Antidesma roxburghii Wall. ex Tul.
---Antidesma tomentosum (Roxb.) Voigt
---Antidesma tomentosum Miq.
---Stilago tomentosa Roxb.
ชื่ออื่น---มะเม่าควาย(พิษณุโลก); เม่าเขา(ตรัง, นราธิวาส); เม่าหิน(สุราษฎร์ธานี); เม่าเหล็ก(นครสีธรรมราช); ส้มเม่าขน(ตรัง); [THAI: Mao lek, Mao hin, Mao khao,Mmao kwai, Som mao khon.]
ชื่อวงศ์ --- PHYLLANTHACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย พม่า คาบสมุทรอินโดจีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย
พบขึ้นกระจายทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย พม่า ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ในป่าทุติยภูมิ ป่าดิบแล้ง ป่าดิบชื้นหรือป่าเบญจพรรณ ที่ระดับความสูงไม่เกิน 600 เมตร
ไม้ ต้นขนาดเล็กสูง3-15เมตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางได้สูงสุด 35 ซม.มีขนสีเหลืองปกคลุมทั้งต้น ใบเดี่ยวรูปรีเรียงสลับ ขอบใบเรียบ ขนาดใบกว้าง3-8ซม.ยาว10-25ซม.ยอดอ่อนมีขนหนาแน่น ใบแก่บางมีขนคล้ายกำมะหยี่สีเหลืองทั้งสองด้าน ดอกแยกเพศอยู่คนละต้น ดอกออกเป็นช่อยาว8-10ซม มีประมาณ 8-10ช่อ ช่อผลยาว7.5-15ซม. ผลขนาด 0.5-0.6 x 0.3 ซม. มีขนละเอียดและผิวเป็นตุ่ม ในช่อผลสุกไม่พร้อมกัน ผลจะมีสีแตกต่างกัน เขียวอ่อน ขาว- แดง-ดำ
ใช้ประโยชน์---บางครั้งพืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารและอาจเป็นยา
-ใช้กิน ผลดิบสุกสดกินได้ แปรรูปเป็นไวน์ แยม น้ำผลไม้ ยอดอ่อนใบอ่อนกินดิบ สุกเป็นผัก
-ใช้เป็นยา ผลไม้ออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความแก่ บำรุงผิว ทำให้ผิวดูเปล่งปลั่ง ป้องกันมะเร็ง บำรุงสายตา เป็นยาระบาย ราก เปลือก ไม้ มีสรรพคุณเป็นยาขับปัสสาวะ แก้มดลูกอักเสบ ตกขาว แก้ปวดเมื่อย ใบและยอดอ่อน ต้านอนุมูลอิสระ กระตุ้นระบบการย่อยอาหาร ป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งลำไส้ บำรุงสายตา
-อื่น ๆ เนื้อไม้ใช้ในงานก่อสร้างภายใน เป็นเครื่องเรือน เฟอร์นิเจอร์ และใช้ทำรั้ว ทำฟืน
ระยะออกดอก---มีนาคม-พฤษภาคม---ผลสุก---สิงหาคม-กันยายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร

มะเม่าสร้อย/Antidesma sootepense

ชื่อวิทยาศาตร์---Antidesma sootepense Craib
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---มะเม่าสร้อย, มะเม่าสาย, มะเม่าดูก, เม่าสาย, มูกกอง, ตะไคร้น้ำ, บ่าเม่า ; [THAI: Mamao sai (Chiang Mai), Mamao duk, Mao sai, Muk kong (Lampang), Takhrai nam (Saraburi), Ba mao.]; [CHINESE: tai bei wu yue cha.]
ชื่อวงศ์---PHYLLANTHACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน ลาว พม่า ไทย                                                                                                             พบขึ้นกระจายใน จีน(มณฑลยูนนาน) ลาว, พม่า, ไทย พบทั่วไปในป่าภูเขา ป่าผลัดใบ ป่าดิบและป่าเบญจพรรณ ที่ระดับความสูง 800-1200 เมตร..
ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็กสูงถึง 6-9 เมตร กิ่งก้านสีน้ำตาลแดง ลักษณะใบเป็นใบเดี่ยวรูปขอบขนานหรือรูปหอก ขนาดกว้าง1-3.5ซม.ยาว3-12ซม.ก้านใบ 2-4 (-11) มม.  ดอกมีขนาดเล็กมีสีขาวอมเหลือง ออกที่ซอกใบและที่ปลายกิ่ง เป็นดอกแยกเพศอยู่คนละต้น ช่อดอกเพศผู้ยาว 4-11 ซม. ถึง 4 กิ่ง, ช่อดอกเพศเมีย 3-8 ซม.ถึง2กิ่ง ผลกลมขนาดผล 0.3-0.5 ซม ดอกเพศผู้: รูปถ้วย ก้านดอกยาว 0-1 มม. กลีบเลี้ยง 0.3-0.5 มม.กลีบดอก4กลีบ  เกสรเพศผู้ จำนวน 4 อัน ล้อมรอบฐานรองดอก รังไข่ที่เป็น หมัน รูปทรงกระบอก ดอกเพศเมีย: ก้านดอก ยาว1 มม.มีใบประดับที่ฐาน กลีบเลี้ยง 0.8 มม. กลีบดอก4กลีบรูปไข่ยาว0.75 มม. ผลขนาดเล็ก3-5 × 2-3.5 มม.ก้านผลยาว0.4 มม.ออกเป็นพวง แต่ละผลมีเมล็ด 1เมล็ด เปลือกเมล็ดแข็ง
ใช้ประโยชน์--ใช้กิน ผลสุกกินได้มีรสหวานอมเปรี้ยวและฝาด เมล็ดกรุบกรับ
-ใช้เป็นยา ผลมีสารต้านอนุมูลอิสระและ แอนโทไซยานิน  ป้องกัน โรคเส้นเลือดอุดตันในสมองและโรคหัวใจ
-อื่น ๆ เป็นไม้ยืนต้นที่มีอายุยืนยาวเมื่อโตเต็มที่จะมีขนาดถึง 4คนโอบ เป็นไม้เนื้อแข็ง ใช้ในงานก่อสร้างทั่วไป
ระยะออกดอก---พฤษภาคม-กรกฎาคม---ติดผล---สิงหาคม-ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนท

มะยาง/ Sarcosperma arboreum

ชื่อวิทยาศาตร์---Sarcosperma arboreum Hook.f.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Sideroxylon arboreum Buch.-Ham. ex C.B.Clarke [Invalid]
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---มะยาง, เหมือดหอม(เชียงใหม่); [THAI: Ma yang.]; [CHINESE: Dàròu shí shù, Ròu shí shù.]
ชื่อวงศ์---SAPOTACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- จีนตอนใต้ สิกขิม อัสสัม อินเดีย ตอนเหนือของพม่า ไทย

 

แต่เดิมจัดเป็นวงศ์แยกคือ Sarcospermataceae ซึ่งทั่วโลกมีสมาชิกเพียง12ชนิด มี 1 ชนิดในประเทศไทย
พบในจีน (กวางสี กุ้ยโจว ยูนนาน) สิกขิม กระจายอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียพม่าและไทย พบทั่วไปในป่าดิบที่มีการรบกวนน้อย ที่ระดับความสูง 500-2500 เมตร
ไม้ต้นไม่ผลัดใบสูงถึง14-20 เมตร ลักษณะ เปลือกต้นสีน้ำตาลแดงหรือน้ำตาลเทา หรือน้ำตาลออกครีม มีรอยแตกตามยาวตื้นๆ เปลือกชั้นในหนาสีครีมอ่อน เปลือกไม้กิ่งเล็ก ๆ ปกคลุมไปด้วยขนปุยสนิม ข้อต่อย่อยยาว 3-4 มม. ร่วงเร็ว ก้านใบยาว 1-2 (3) ซม. ใบเดี่ยวรูปไข่ออกตรงข้ามหรือใกล้เคียงกัน ขนาดกว้าง5-8ซม.ยาว16-26ซม.ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ใบแก่เหนียวสีเขียวเข้ม ไม่มีขน ช่อดอกยาว5-20ซม. ดอกสีเหลืองอ่อนหรือเขียว มีกลิ่นหอมเล็กน้อย  ผลมนรีปลายป้านหรือรูปขอบขนาน ยาว 1.5-2.5 ซม. เส้นผ่านศูนย์กลาง 0.7-1.5 ซม. ผลสีม่วงเข้มมีเหลือบสีเทาอ่อนเป็นมัน เนื้อผลแข็งมีเมล็ด1เมล็ด สีน้ำตาลเข้ม
ใช้ประโยชน์---ไม้สามารถนำมาใช้สำหรับเฟอร์นิเจอร์, อุปกรณ์ฟาร์ม, เครื่องใช้ ฯลฯ
ระยะออกดอก---กันยายน-เมษายน---ออกผล---มีนาคม-มิถุนายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร

มะลิต้น/Diospyros brandisiana

ชื่อวิทยาศาตร์---Diospyros brandisiana Kurz
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ดำ(ระนอง,นครศรีธรรมราช),พริก(ยะลา),มะลิต้น,ไม้ดำ; [THAI: Dam, Mai dam, Prik, Mali ton.]
ชื่อวงศ์---EBANACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พม่า ไทย ลาว
ประเทศไทยพบในธรรมชาติขึ้นอยู่ตามริมลำธารในป่าดิบชื้นทางภาคใต้
มะลิต้นเป็นไม้ต้นสูง4-6เมตร ลักษณะเปลือกสีดำตามลำต้นเป็นปุ่มปม ใบเดี่ยวยวรูปรีหรือรูปไข่ ขนาด 14-20x3.5-6 ซม. ปลายใบแหลม ผิวใบหนาเกลี้ยงทั้งสองด้าน  ดอกออกตามปุ่มตามลำต้นและกิ่งเป็นกระจุก ดอกย่อยคล้ายมะลิ ก้านดอกยาว 2-5มม.มีขน ดอกเมื่อเริ่มแย้มสีขาวเริ่มส่งกลิ่นหอม ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีฟางข้าว บาน2วันแล้วโรย ส่งกลิ่นหอมแรงตลอดวัน ผลรูปไข่ปลายมนมีติ่งแหลมมีขนนุ่มปกคลุมมี1-2เมล็ด เมล็ดงอกง่าย การปลูกควรปลูกด้วยการเพาะเมล็ดการขุดล้อมต้นใหญ่มาปลูกจะตายง่าย
ใช้ประโยชน์---เนื้อไม้แข็ง สีดํา ใช้ทําเครื่องเรือน
ระยะออกดอก---เดือนเมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด
ในป่าดิบเขาที่สูงถึง 400 เมตร ช่วงเวลาออกดอก: กุมภาพันธ์ - เมษายน; เวลาติดผล: เมษายน - มิถุนายน .

มะหนามนึ้ง/Vangueria pubescens

ชื่อวิทยาศาตร์---Meyna pubescens (Kurz) Robyns.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Vangueria pubescens Kurz.
ชื่อสามัญ--None
ชื่ออื่น---มะหนามนึ้ง (เหนือ); [THAI: Ma hnam nung,]
ชื่อวงศ์---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย เนปาล บังกลาเทศ พม่า อินโดจีน

 

พืชในเขตร้อนของเอเซีย พบในป่าผลัดใบ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย เนปาล บังกลาเทศ พม่า  ไทย กัมพูชา ลาว เวียดนาม
ไม้พุ่มผลัดใบ สูงได้ถึง8เมตร กิ่งก้านไม่เป็นระเบียบ  มีหนามยาวตรงเป็นคู่ๆ ใบ บางมีขนหยาบด้านบน ด้านล่างมีขนหนานุ่มอยู่หนาแน่น ดอกเล็กสีเขียว ผลออกเป็นกลุ่มตามกิ่ง รูปทรงค่อนข้างกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 2 ซม ผลมีเนื้อก้านผลสั้น.ผลอ่อนสีเขียวแกมเหลือง เมื่อสุกสีเหลือง เมล็ดแข็งสีน้ำตาล มี 4 - 5 เมล็ดเรียงกันคล้ายรูปดาว
ใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารและยารักษาโรค
-ใช้กิน ผลไม้ - ดิบหรือสุกกินได้
-ใช้เป็นยา ผลไม้ทำให้เย็นช่วยเสริมกำลัง ขับเสมหะและน้ำดี ผงใบถือว่าเป็นประโยชน์ในการรักษาโรคคอตีบ รากและต้นใช้ทำยา รักษาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
ที่คล้ายกัน
Meyna spinosa Roxb:ใบไม่มีขน ด้านล่างมีแผงขนเล็กๆระหว่างซอกเส้นใบ ดอกไม่มีขน ก้านผลยาว ผลขนาด 4 ซม.กินได้ เป็นพืชสมุนไพรพื้นบ้านของอินเดีย ใช้ในการรักษาโรคผิวหนัง, ปวดหัว, เบาหวาน, โรคตับ, โรคบิด, อาหารไม่ย่อย, หนอนลำไส้และปัสสาวะขัด
อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ระยะออกดอก---มีนาคม-มิถุนายน ---ผลสุกช่วงฤดูหนาว
ขยายพันธุ์---เมล็ด

มะห้อ/Spondias lakonensis

ชื่อวิทยาศาตร์---Spondias lakonensis Pierre
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Allospondias lakonensis (Pierre) Stapf
---Poupartia chinensis Merr.
ชื่อสามัญ--- Cantonese mombin.
ชื่ออื่น---มะห้อ ; [THAI: ma ho (Chiang Mai).]; [CHINESE: Jia suan zao, ling nan suan zao.]; FRENCH: Mombin de Canton.]; [VIETNAMESE: Dâu Gia Xoan, Giâu Gia Xoan, Giâu Gia Nhà, Xoan nhừ.]
ชื่อวงศ์---ANACARDIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-จีนตอนใต้ เวียดนาม ลาว ไทย


ขึ้นกระจายใน จีน (ฝูเจี้ยน, กวางตุ้ง, กวางสี, ไหหลำ, SและSE ยูนนาน) ลาว เวียตนาม ไทย พบตาม ป่ากึ่งผลัดใบหนาแน่นหรือป่าเปลี่ยนผ่านระหว่างป่าดิบและป่าเต็งรัง บางครั้งพบตามลำธารที่ระดับความสูง200-900 เมตร ในประเทศไทยพบทางภาคเหนือตามที่ลาดชันในป่าดิบ หรือริมห้วย ที่ระดับความสูง 200-500 เมตร
ชื่อสกุลมาจากภาษากรีก “spodias” ที่ใช้เรียกพืชพวกมะกอกป่า ในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 5 ชนิด
ไม้ต้นไม่ผลัดใบสูงถึง 8-15 (-25) เมตร เรือนยอดแบบร่ม กิ่งก้านแผ่กว้าง เปลือกต้นสีเทาเข้ม มีรอยแตกตื้นๆ เปลือกชั้นในสีส้มน้ำตาลหรือออกชมพู มีน้ำยางใส มีขนอ่อนนุ่มสีน้ำตาลปกคลุมอยู่อย่างหนาแน่นที่บริเวณกิ่งอ่อน ใบอ่อน และช่อดอก ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ออกเป็นกลุ่มใกล้ปลายกิ่งขนาด25-67 ซม.ใบย่อย  9-11 คู่ ออกตรงข้ามสลับ ขนาดของใบย่อย กว้าง1.5-4 ซม.ยาว 6-13ซม.รูปขอบขนานปลายสอบ ฐานใบไม่สมมาตร ขอบใบเรียบ ยอดอ่อนมีขนหนาแน่น ใบแก่มีขนเล็กน้อย ช่อดอกเป็นกลุ่มออกในซอกใบ ช่อยาว 2-14ซม.ดอกสีขาว ขนาด 0.8 ซม. มีกลีบเลี้ยงรูปสามเหลี่ยม 5 กลีบ กลีบดอกรูปไข่ 5 กลีบ แต่ละก้านดอกเรียวเล็กมีข้อต่อและมีขนเล็กๆสีส้มอ่อน ผลรูปไข่ ขนาดกว้าง 6-7 มม.ยาว 8-12มม..สีชมพูส้มมีเนื้อสีเหลืองแกนกลางแข็งเป็นรูปดาว ภายในมีเมล็ด4-5 เมล็ด
ใช้ประโยชน์---ผลไม้ที่กินได้จะถูกรวบรวมจากป่าเพื่อการบริโภคในท้องถิ่น ต้นไม้ได้รับการปลูกเป็นบางครั้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางตอนเหนือของเวียดนาม
-ใช้กิน  ผลดิบมีรสเปรี้ยวฝาด ผลสุกมีกลิ่นของแอลกอฮอล์หอมมีรสหวานอมเปรี้ยวกินได้
-อื่น ๆไม้ใช้ทำอุปกรณ์เล็กๆภายในบ้าน และกระดาน ใช้งานง่าย แต่ไม่ทน ผุง่าย แมลงทำลาย -เมล็ดมีน้ำมันมากถึง 34% ที่สามารถใช้เป็นสบู่ได้ ใช้ในงานอุตสาหกรรม -เปลือกต้นใช้ทำสีย้อมผ้า
ระยะออกดอก---พฤษภาคม - สิงหาคมผลไม้สิงหาคม - กันยายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร


มะห้า/Syzygium albiflorum


ชื่อวิทยาศาตร์---Syzygium albiflorum (Duthie ex Kurz) Bahadur & R.C. Gaur
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Eugenia albiflora Duthie ex Kurz
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---มะห้า, หว้าขาว ; [THAI: maha (Chiang Mai), wa khao (Trang).]
ชื่อวงศ์---MYRTACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พม่า ไทย
ในประเทศไทยพบเติบโตในป่าเต็งรังและป่าทึบ
ไม้ ยืนต้นสูง20เมตรเปลือกต้นสีน้ำตาลแดง แตกลึก ใบรูปไข่แคบหรือรูปหอก ขนาดของใบกว้าง3.5-6ซม.ยาว9-14ซม. ดอกสีขาวหรือครีม ออกที่ปลายกิ่งหรือซอกใบบนๆดอกออกกลุ่มละ3ดอก ดอกกลางมักไม่มีก้านดอก ช่อดอกยาว3-6ซม. ผลกลมรีสีเขียวอ่อนถึงม่วงดำ ขนาดผล(0.5)1.2-3.5เซนติเมตร
ใช้ประโยชน์-ใช้กิน ยอดอ่อนรสฝาด กินเป็นผัก
-อื่น ๆ ไม้ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ ผลเป็นอาหารนก
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร

มะหากาหนัง/Eunonymus similis

ชื่อวิทยาศาตร์--- Eunonymus similis Craib.
ชื่อพ้อง---Has 7 Synonyms

-Euonymus colonoides Craib -Euonymus similis Craib
-Euonymus oliganthus Merr -Glyptopetalum scortechinii King
-Euonymus pahangensis Ridl -Sphaerodiscus cochinchinensis (Pierre) Nakai
-Euonymus philippinensis Merr

ชื่อสามัญ---Indochina Euonymus.
ชื่ออื่น---มะหากาหนัง, กระจับนก, ตานขี้ม้า, ตาสีไสว, มะดะ ; [THAI: maha ka nang (Northern), krachap nok (Northern), tan khi ma (Northern), ta si sawai (Northern), ma da (Northern).]; [CHINESE: Jiāo zhǐ wèi máo.]; [LAOS: ton ka chab nok.]; [VIETNAM: Chân danh nam.]
ชื่อวงศ์---CELASTRACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---หมู่เกาะอันดามัน อินเดีย พม่า จีน  ไต้หวัน  อินโดจีน มาเลเซีย ปาปัวนิวกินี


พืชในเอเชียเขตร้อน เฉพาะฉายา cochinchinensisหมายถึงสายพันธุ์ที่มีถิ่นกำเนิดในอินโดจีน เติบโตตามธรรมชาติในการกระจายแบบเต็ม จาก ทางตะวันตกของอินเดีย (หมู่เกาะอันดามัน) จีน (ไหหลำ) ,ไต้หวัน  พม่า (หงสาวดี, Taninthayi)ไทย ลาว กัมพูชา เวียตนาม คาบสมุทรมาเลเซีย (เประ, ปาหัน), ฟิลิปปินส์  สุมาตรา, บอร์เนียว, สุลาเวสี หมู่เกาะโมลุกกะ ซุนดาน้อย ปาปัว นิวกินี ในประเทศไทยพบได้ทุกภาค โดยมักพบขึ้นตามลำธาร ตามป่าดิบแล้งในระดับต่ำจนถึงความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,500 เมตร
ไม้ ยืนต้นไม่ผลัดใบ สูง 6-10 (-14) เมตร เปลือกต้นบางสีน้ำตาลออกครีม มีร่องแคบๆแตกตามยาว  กิ่งก้านเป็นมันสีน้ำตาลเข้ม ใบเป็นใบเดี่ยวออกตรงข้ามเป็นคู่ กว้าง 2.5-7 ซม. ยาว 1.6-4.5 ซม.มนรีรูปไข่ปลายใบสอบแคบขอบใบที่ปลายใบมีซี่หยัก ห่างๆผิวบนใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ก้านใบยาว 3-8 มม. ดอกขนาด1.5-2.5ซม.สีขาวออกเขียว หรือเขียวอมชมพู ดอกสมมาตร ช่อดอกแตกเป็นง่ามในซอกใบบนๆ ช่อยาวถึง 3-10.5(-13) ซม. ผลขนาด1.5-2ซม. สีแดงรูปกระบอง5เหลี่ยมแตกเป็น5เสี้ยว แต่ละเสี้ยวมี1เมล็ดขนาด 5-6 มม.สีดำเป็นมัน มีเนื้อบางๆสีส้มคลุมบางส่วน
ใช้ประโยชน์--ใช้เป็นยา เปลือกดองหรือแช่ในเหล้าโรง ดื่มก่อนมื้ออาหารเพื่อกระตุ้นระบบย่อยอาหาร ทำให้อยากอาหารช่วยเจริญอาหาร  รากแช่กับน้ำหรือฝนกับน้ำกินเป็นยาแก้ผิดสำแดง (กินอาหารแสลงไข้ ทำให้โรคกำเริบ และอาจมีอาการท้องเสีย) รากใช้ฝนกับน้ำกินเป็นยาแก้เมาเห็ด ยาพื้นบ้านอีสานจะใช้ลำต้น เข้ายาบำรุงเลือด โดยนำมาต้มกับน้ำดื่ม ในประเทศกัมพูชาผู้คนจะดื่มไวน์เพื่อทำเหล้าเรียกน้ำย่อยและยาบำรุงกระเพาะอาหาร ในลาว รากใช้ฝนกับน้ำเป็นยารักษาเชื้อรา          -ใช้ปลูกประดับ ในประเทศจีนใช้ปลูกประดับเป็นไม้ต้นในสวน
-อื่น ๆ ใช้เป็นอาหารสัตว์ ไม้เนื้อแข็งใช้ในงานตกแต่งแกะสลักและทำเครื่องมือเช่น ด้ามจับขวานหรือใช้ทำพายเรือแจว
ระยะออกดอก---พฤษภาคม---ผล---พฤษภาคม-กันยายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร


มือพระนารายณ์/Schefflera elliptica

ชื่อวิทยาศาตร์---Schefflera elliptica (Blume) Harms
ชื่อพ้อง----Has 20 Synonyms

-Hedera terebinthinacea Wall. -Paratropia verticillata (Span.) K.Koch
-Hedera venosa Wall. -Polyscias odorata Blanco
-Hedera verticillata Span. -Schefflera agusanensis Elmer
-Heptapleurum ellipticum (Blume) Seem. -Schefflera fukienensis Merr.
-Heptapleurum micranthum (Miq.) Seem. -Schefflera micrantha (Miq.) Ridl.
-Heptapleurum natale Ridl. -Schefflera minimiflora Ridl.
-Heptapleurum verticillatum (Span.) Seem. -Schefflera nitida Merr.
-Paratropia crassa Blanco -Schefflera odorata (Blanco) Merr. & Rolfe
-Paratropia elliptica (Blume) Miq. -Sciodaphyllum ellipticum Blume
-Paratropia macrantha Miq. -Sciodaphyllum verticillatum (Span.) Walp.
-Paratropia micrantha Miq. -Unjala rheedei Reinw. ex Blume

ชื่อสามัญ---Climbing Umbrella Plant, Climbing Umbrella Tree.
ชื่ออื่น---มือพระนารายณ์, นิ้วมือพระนารายณ์ ,เล็บมือนาง, อ้อยช้าง  ; [THAI: mue phra narai (Trat), nio mue phra narai (Peninsular), lep mue nang (Central), oi chang (Uttaradit).]; [CHINESE: Mi mai e zhang chai.]; [INDONESIA: Tanaman Cenama Gajah, Bunga Kuku Langsuir]; [VIETNAM: Nga chưởng sài, Chân chim lá bóng.]
ชื่อวงศ์---ARALIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไต้หวัน, อันดามันและนิโคบาร์, พม่า, ไทย, กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ถึงนิวกินี, ออสเตรเลีย

 

การกระจายเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่พอสมควรขยายจากบังคลาเทศและอินเดียตะวันออกไปทางใต้ของจีน (กวางสี, กุ้ยโจว, Hunan, Xizang,ยูนนาน) [อินเดีย อันดามันและนิโคบาร์ ไทย, เวียดนาม] นอกจากนี้ยังพบในส่วนอื่น ๆ ของมาเลเซีย อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ นิวกินี ไมโครนีเซีย หมู่เกาะโซโลมอนและออสเตรเลียตะวันออกเฉียงเหนือ พบทั่วไปในป่าดิบแล้งในหุบเขา ในป่าชั้นต้น ป่าดิบทึบตามแม่น้ำ ตามชายฝั่งและในป่าชายเลนที่ระดับความสูงถึง 2,500 เมตร
ในประเทศไทยพบทุกภาค ตามป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา และป่าดิบชื้นใกล้ชายฝั่งทะเล ที่ระดับความสูงถึงประมาณ 1,100 เมตร  จัดอยู่ในวงศ์เล็บครุฑ (ARALIACEAE)                                                                                                            ไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็กไม่ผลัดใบ สูง 10-12 เมตร มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 9 ซม ต้นแตกกิ่งก้านสาขามาก มักจะเกาะขึ้นบนต้นไม้อื่น ( epiphytic)ลักษณะเปลือกสีเทาอ่อนไม่มีหนาม ก้านใบยาวประมาณ 4-6 ซม.มีใบประกอบแบบนิ้วมือใบย่อยออกเรียงสลับมี 5-7 ใบ ก้านใบร่วมยาว 4-18 ซม.ใบย่อยรูปรีหรือรูปขอบขนาน  ขนาด 9-15 x 6.5-7.5 ซม..ก้านใบย่อยยาว 1.5-7 ซม. แกนช่อดอกหลักยาว (2-) 4-20 (-30) ซม ช่อแยกแขนงยาวถึง 5-18 ซม.  ช่อซี่ร่มมี 5-13 ช่อ มี 7-16 ดอก ดอกย่อยขนาด 0.5-1.5 ซม. ก้านดอก 2-3 มม.ก้านดอกไม่มีข้อต่อ กลีบดอก5กลีบ กลีบดอกยาวประมาณ 2 มม.ดอกสีขาวหรือ เขียว หรือ ม่วง ผลกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 6 มม.สีม่วงดำ หรือแดงส้ม เมล็ดแบน รูปไข่ประมาณ 3-4 x 2-2.5 มม. มีชั้นหุ้มเมล็ดแข็ง
ใช้ประโยชน์---พืชนี้เก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้เป็นยาในท้องถิ่น ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ
-ใช้เป็นยา เปลือกไม้ใช้รักษาอาการไอ- ไม้ถูกเคี้ยวเพื่อบรรเทาอาการปวดฟัน- ต้นและเปลือกรากเคี้ยวแก้อาการท้องไส้ปั่นป่วน- เปลือก ราก กิ่ง ใบ และผล บดประคบแก้บวม ปวดข้อ และกระดูกร้าว -ราก ผสมกับข้าว กินเพื่อรักษาโรคท้องมาน แก้อาการง่วงนอน- เป็นแหล่งของแลคตินราคาไม่แพงที่สกัดได้จากใบ มีคุณสมบัติในการรักษาบาดแผล- ในเวียตนามใช้รากและเปลือกไม้ทำยา ช่วยย่อย รักษาโรคไขข้ออักเสบ ปวดเมื่อยตามกระดูกและแก้ปวด-มีการศึกษาที่แสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและภูมิคุ้มกันในใบ (รู้จักอันตราย-สตรีมีครรภ์และให้นมบุตรไม่ควรกินพืชชนิดนี้)
ระยะออกดอก---กุมภาพันธ์ - กรกฎาคม ---ติดผล--- กรกฎาคม-,ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักขำ
ชื่อ Schefflera venulosa (Wight & Arnott) Harms (ชื่อพ้อง Paratropia venulosa Wight & Arnott)ได้ถูกนำไปใช้ในสายพันธุ์นี้ผิด การศึกษาวิวัฒนาการทางสายวิวัฒนาการหลายครั้งเมื่อเร็ว ๆ นี้แสดงให้เห็นว่า Schefflera นั้นมีความหลากหลายและเห็นได้ชัดว่าสายพันธุ์ในเอเชียนั้นเป็นสายพันธุ์เดียวที่ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดี ในที่สุดชื่อ Schefflera จะต้องถูก จำกัด ให้อยู่ในกลุ่มเล็ก ๆ ของสายพันธุ์จาก SW Pacific ในขณะที่สายพันธุ์เอเชียจะต้องถูกถ่ายโอนไปยังอีกสกุลหนึ่ง http://tropical.theferns.info/viewtropical.php?id=Schefflera+elliptica
อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา--หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร

โมกการะเกตุ/Wrightia Karaketii

ชื่อวิทยาศาตร์---Wrightia Karaketii D.J. Middleton
ชื่อพ้อง---None
ชื่อสามัญ--None
ชื่ออื่น---โมกการะเกตุ ; [THAI: mok karaket (General).]
ชื่อวงศ์---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พรรณไม้ถิ่นเดียวประเทศไทย
เป็นพรรณไม้ที่พบครั้งแรกในประเทศไทยและพบเพียงแห่งเดียวทางภาคเหนือใกล้แนวชายแดนไทย-พม่า ที่ บ้านอรุโณทัย กิ่วผาวอก อำเภอเชียงดาว จ. เชียงใหม่ โดย ดร. ราชันย์ ภู่มาและคณะ คำระบุชนิด "karaketii" ตั้งเป็นเกียรติแก่ นายปรีชา การะเกตุ หนึ่งในคณะสำรวจพรรณไม้ ผู้ร่วมเก็บตัวอย่างพรรณไม้ต้นแบบ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ค้นพบพรรณไม้ชนิดนี้
มีสถานภาพหายากและใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง ซึ่งพบได้เฉพาะในถิ่นกำเนิดเดิมเท่านั้น
ไม้ ต้นขนาดเล็กสูง4-8เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้นประมาณ 15 ซม เปลือกสีน้ำตาลเข้ม ตามกิ่งมีช่องอากาศเป็นจุดนูนสีขาว ใบหนาออกตรงข้ามกัน รูปรี กว้าง5-12ซม. ยาว 9-21ซม. ปลายใบแหลม โคนใบรูปลิ่ม แผ่นใบมีขนละเอียดทั้งสองด้าน เส้นแขนงใบข้างละ 15-19 เส้น ก้านใบยาวประมาณ 1 ซม.ดอกเดี่ยวหรือออกเป็นกระจุก1-3ดอก ออกที่ปลายกิ่งสีแดงเข้ม ก้านช่อดอกยาว 2 ซม. ก้านดอกยาวประมาณ 5 มม.  กลีบเลี้ยง5กลีบมีขนเล็กน้อย กลีบดอก5กลีบ ตอนกลางดอกมีกระจังล้อมรอบและแนบอยู่ในวงกลีบดอก ดอกขนาด3-4ซม. ผลเป็นฝักคู่กางออก กว้าง 0.7-1 ซม.ยาว 29.5-40 ซม.ผิวฝักเกลี้ยง มีช่องอากาศหนาแน่น เมล็ดรูปแถบ ยาวประมาณ 1.7 ซม. ที่โคนมีขนกระจุก ยาวประมาณ 3 ซม.ผลแก่แล้วแตก เมล็ดมีปุยลอยตามลมได้
โมกการะเกดชอบแสงแดดจัด ความชื้นต่ำ ไม่ชอบดินแฉะหรือน้ำขัง
ระยะออกดอก---มีนาคม-เมษายน---ติดผล---พฤษภาคม-กันยายน
การขยายพันธุ์---ด้วยวิธีเพาะเมล็ด ซึ่งช้ากว่าการเสียบยอดและทาบกิ่ง ซึ่งใช้โมกมันหรือโมกบ้านเป็นต้นตอ


โมกขน/Wrightia coccinea

ชื่อวิทยาศาตร์---Wrightia coccinea (Roxb. ex Hornem.) Sims
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Nerium coccineum Roxb. ex Hornem.
ชื่อสามัญ-- Scarlet Wrightia
ชื่ออื่น---โมกขน มูกขน ; [THAI: mok khon, muk khon (Northern).]; [CHINESE: Yúnnán dào diào huā, Yúnnán dào diào bǐ.]; [SANSKRIT: Strikutaja.]
ชื่อวงศ์---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน บังคลาเทศ อินเดีย ไทย เวียตนาม
พบขี้นกระจายใน จีนตะวันตกเฉียงใต้, ตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย, บังคลาเทศ, พม่า, ไทย, เวียดนาม ขึ้นตามป่าไม้และพุ่มไม้หนาทึบบนเนินเขา ที่ระดับความสูง 300 - 1,800 เมตร
ในประเทศไทยพบ เฉพาะในจังหวัด จันทบุรี ตามริมลำธารบนเขาหินปูน มีสถานภาพหายากและใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง
ไม้ ต้นขนาดเล็กสูง8-15เมตร ตามกิ่งและใบมีขน ใบบาง รูปรีแกมรูปไข่กลับ กว้าง4-8ซม.ยาว7-18ซม. ดอกเดี่ยวหรือออกเป็นช่อกระจุกที่ปลายกิ่ง สีแดงอมส้ม กลีบเลี้ง5กลีบมีขนค่อนข้างมาก โคนกลีบดอกเป็นหลอดปลายแยกเป็น5แฉก ตอนกลางดอกมีกระจังล้อมรอบ ขนาดดอก 3.5-4.5ซม. ผลเป็นฝักคู่ยาว30ซม.เมื่อแก่แล้วแตก เมล็ดมีปุยลอยไปตามลมได้
โมกขนเป็นพรรณไม้ที่ชอบร่มเงาและความชื้นสูง
ใช้ประโยชน์---เป็นไม้ประดับ
ระยะออกดอก---กุมภาพันธ์-มีนาคม
ขยายพันธุ์--- เพาะเมล็ด เสียบยอดบนต้นตอโมกมัน หรือโมกบ้าน ปัจจุบันต้นกล้าขนาดเล็กมีชีวิตรอดอยู่ใกล้ต้นแม่พันธุ์น้อยมาก มีปัญหาในการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ เนื่องจากขึ้นอยู่ในซอกบนลานหิน เมล็ดแก่จึงมีโอกาสงอกได้น้อยมาก


โมกเขา/Wrightia lanceolata

ชื่อวิทยาศาตร์---Wrightia lanceolata Kerr
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---โมกเขา ; [THAI: mok khao (Northern, Prachuap Khiri Khan)
ชื่อวงศ์---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พรรณไม้ถิ่นเดียวประเทศไทย
สำรวจพบครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2469 โดยหมอคาร์ นักพฤกษศาสตร์ชาวไอริช ที่อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และมีรายงานการตั้งชื่อในปี 2480 เป็นพรรณไม้ถิ่นเดียวของไทย สถานภาพหายากและใกล้สูญพันธุ์ แหล่งที่พบ บนเขาหินปูนเฉพาะที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ระดับความสูง50-300เมตร
ไม้ พุ่มสูง2-3เมตร ทุกส่วนของลำต้นมีน้ำยางสีขาว ตามกิ่งอ่อนจะมีขนละเอียด เปลือกลำต้นมีช่องอากาศเป็นขีดนูนสีขาวกระจายไปทั่ว ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม ด้านบนใบเรียนด้านล่างมีขนเล็กน้อย ดอกช่อออกที่ปลายยอด2-4ดอก ดอกชูตั้งขึ้นกลีบดอกสีชมพูเข้มสดใส เมื่อบานขนาด 4 ซม. กลิ่นหอมอมเปรี้ยว ผลแยกกัน มีขนละเอียดกระจาย ไม่มีช่องอากาศ ยาว 10-15 ซม. เมล็ดยาวประมาณ 1 ซม. กระจุกขนยาวประมาณ 2 ซม.
ลักษณะเด่น-ดอกจะบานหงายตั้งขึ้นไม่คว่ำหน้าลงแบบดอกโมกอื่น ดอกสีส้มหรือสีส้มอมชมพู ดอกรูปกงล้อ มีกลีบดอก 5 กลีบ ดอกมีกลิ่นหอมอ่อนๆ เนื่องจากมีแหล่งที่อยู่อาศัยตามเขาหินปูนคล้ายกับต้นโมกราชินี มีรูปร่างลักษณะลำต้นและใบคล้ายกัน แต่มีดอกสีส้ม บางคนจึงเรียกว่า "โมกราชินีดอกส้ม"
ต้องการตำแหน่งที่แสงแดดรุนแรงจัด  ทนแล้ง  และได้รับความชื้นและไอเกลือจากทะเล
ไม่มีการกระจายพันธุ์ไปยังบริเวณอื่น เนื่องจากมีความจำเพาะเจาะจงในการเจริญเติบโตบนเขาหินปูนริมทะเล การกระจายพันธุ์ไปในที่อื่น ๆ ใช้วิธีการ เสียบยอด โดยใช้พืชในสกุลเดียวกัน คือโมกบ้านและโมกมันเป็นต้นตอ หรือใช้พืชต่างสกุลคือพุดฝรั่งเป็นต้นตอก็ได้ สามารถเจริญเติบโตได้เร็วกว่าการปลูกจากการเพาะเมล็ดหรือการปลูกลงดินโดยตรง
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับในกระถางได้ดี
ระยะออกดอก---มีนาคม-กรกฏาคม
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด เสียบยอด

โมกเทวา/Chonemorpha griffithii


ชื่อวิทยาศาตร์---Chonemorpha griffithii  Hook.f.
ชื่อพ้อง---This name is a synonym of Chonemorpha fragrans (Moon) Alston.
ชื่อสามัญ---Hairy leaf Chonemorpha
ชื่ออื่น---โมกดอย, พอกะสะคือ, โมกหอม, ระฆังเงิน, ; [THAI: pho-ka-sa-khue (Karen-Chiang Mai), mok hom (Central), ra khang ngoen (Chiang Mai)]; [CHINESE: yang bi lu jiao teng.]
ชื่อวงศ์---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย จีน เนปาล พม่า ไทย
พบขึ้น การกระจายใน จีน (E Xizang, S Yunnan) อินเดีย, พม่า, เนปาล, ไทย ป่าดิบชื้นหนาแน่นหุบเขาชื้น ที่ระดับความสูง 900-1600 เมตร.
ประเทศไทยพบที่จังหวัดเชียงใหม่และน่าน มักพบขึ้นบนพื้นที่โล่งตามชายป่าดิบเขา ระดับความสูง 1,100-1,600 เมตร
ไม้เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่ มีเนื้อไม้ ไปได้ไกลถึง 20 เมตร ลักษณะ ทุกส่วนมียางสีขาว กิ่งอ่อนเเป็นสี่เหลี่ยม กิ่งแก่มีช่องอากาศทั่วไป ก้านใบ 1.5-5 ซม.ใบเดี่ยว  12-33 X 7-20 ซม ออกตรงข้ามเป็นคู่ รูปรีกว้าง หรือรูปรีแกมรูปไข่กลับ ปลายแหลม โคนใบมนหรือเว้าเล็กน้อย ดอก ออกเป็นช่อสั้นตามปลายกิ่ง มีขนทั่วไป กลีบเลี้ยงติดกันที่ฐาน ส่วนบนแยกเป็นแฉกเว้าลึก กลีบดอกสีขาว ติดกันเป็นรูปแจกัน ปลายแยกเป็น 5 กลีบใหญ่ เกยกันคล้ายกังหัน ผลเป็นฝักคู่ รูปทรงกระบอกแคบ ปลายแหลม
ใช้ประโยชน์-ใช้เป็นยา ลำต้นใช้ในมณฑลยูนนานเพื่อใช้เป็นยารักษาอาการกระดูกหักและโรคไขข้อ
ระยะออกดอกผล---กุมภาพันธ์ - พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

โมกพะวอ/Wrightia tokiae

ชื่อวิทยาศาตร์---Wrightia tokiae D.J. Middleton
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---none
ชื่ออื่น---โมกพะวอ ; [THAI: mok phawo (General).]
ชื่อวงศ์---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พรรณไม้ถิ่นเดียวประเทศไทย
    เป็นพรรณไม้ที่พบครั้งแรกในประเทศไทยโดย ดร.ราชันย์ ภู่มาและคณะ เมื่อพ.ศ.2551จากเขาหินปูนใกล้ศาลพระวอ อ.แม่สอด จ.ตาก คาดว่าน่าจะมีการกระจายพันธุ์ในประเทศพม่าบนภูเขาหินปูนซึ่งอยู่บริเวณ ติดต่อกัน ซึ่งจะพบได้เฉพาะถิ่นกำเนิดเดิมเท่านั้น เนื่องจากการสืบพันธุ์ตามธรรมชาติต่ำ จึงมีสถานภาพหายากและใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง
คำระบุชนิด "tokiae" ตั้งเป็นเกียรติแก่นางสาวนันทน์ภัส ภัทรหิรัญไตรสิน ซึ่งรู้จักกันในชื่อ"ต๊อก" หนึ่งในคณะสำรวจพรรณไม้ ผู้ร่วมเก็บตัวอย่างพรรณไม้ต้นแบบ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ค้นพบพรรณไม้ชนิดนี้ บางคนจึงเรียกโมกชนิดนี้ว่า "โมกต๊อก"
ไม้ ต้นขนาดเล็กสูง 8-15เมตร ตามกิ่งมีช่องหายใจเป็นจุดนูนสีขาว ใบหนาออกตรงข้ามกัน รูปรี กว้าง 5-10 ซม.ยาว 9-20 ซม. ดอกเป็นช่อกระจุก10-30ดอก กลีบเลี้ยง5กลีบมีขนหนาแน่น สีขาวนวล กลางดอกมีกระจังสีชมพูตั้งขึ้นล้อมรอบแยกตัวจากวงกลีบดอก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางดอกเมื่อบานเต็มที่2-3ซม. ผลเป็นฝักคู่ยาว20-25ซม.แก่แล้วแตก เมล็ดปลิวลอยไปตามลมได้ ชอบแสงแดดจัดและความชื้นต่ำ
โมกพระวอก็เหมือนกับโมกชนิดอื่นๆที่มีถิ่นกำเนิดบนเขาหินปูน คือไม่สามารถปลูกบนดินโดยตรงได้ จำเป็นต้องอาศัยระบบรากของต้นตอที่สามารถเติบโตได้บนดินปรกติได้คือโมกมัน โดยการนำกิ่งยอดโมกพระวอมาเสียบบนต้นตอโมกมัน สำหรับโมกบ้านสามารถนำมาเป็นต้นตอได้ในระยะแรก แต่ในระยะยาวแล้วไม่เหมาะสม เนื่องจากโมกบ้านมีขนาดเล็กกว่าโมกพระวอมาก จึงเป็นข้อจำกัดไม่ให้โมกพระวอเจริญเติบโตได้ตามปกติ
ระยะออกดอก---มีนาคม-เมษายน--- ติดผล--- พฤษภาคม-สิงหาคม
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด เสียบยอด

โมกสยาม/Wrightia siamensis

ชื่อวิทยาศาตร์---Wrightia siamensis D.J.Middleton
ชื่อพ้อง--No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---โมกสยาม ; [THAI: mok sayam (General).]
ชื่อวงศ์---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พืชถิ่นเดียวของประเทศไทย
เป็นพรรณไม้ถิ่นเดียวหายากที่ขึ้นอยู่บนเขาหินปูนเฉพาะใน จังหวัดพังงา ที่ระดับความสูง50-100เมตร พบครั้งแรกโดย ไซม่อน การ์ดเนอร์ ชาวอังกฤษ ร่วมกับพินดา สิทธิสุนทร เมื่อพ.ศ.2549 มีรายงานการตั้งชื่อเมื่อพ.ศ.2551 สถานภาพหายากและใกล้สูญพันธุ์ซึ่งพบได้เฉพาะถิ่นกำเนิดเดิมเท่านั้น ชื่อสปีชีส์ siamensis ตั้งเป็นเกียรติแก่ประเทศไทย
ไม้ พุ่มสูง1-3 เมตรลักษณะคล้ายโมกเขา ตามกิ่งมีช่องอากาศหายใจเป็นจุดนูนสีขาว ใบบางรูปรีแกมรูปไข่กลับ กว้าง 2-4 ซม.ยาว 6-10 ซม.ก้านใบยาว 2.5-6 มม. ดอกเดี่ยวหรือออกเป็นช่อกระจุก ช่อดอกยาว2-2.5ซม.ออกที่ปลายยอดมี3-5ดอก ก้านดอกยาว 3-7 มม. กลีบเลี้ยงรูปไข่ ยาวประมาณ 3 มม. กลีบดอกสีแดงอมส้มชมพู รูปขอบขนาน กะบัง 3 ชั้น ระหว่างกะบังมีกะบังย่อยขนาดเล็กข้างละ 1 อัน กลีบเลี้ยง5กลีบขนาดเล็ก โคนกลีบดอกเป็นหลอดปลายแยกเป็น5แฉก เมื่อบานขนาด3.5-4ซม. มีกลิ่นหอมอมเปรี้ยว ผลเป็นฝักคู่ยาว13-15 ซม.ผลแยกกัน มีช่องอากาศและขนละเอียด
ไม่มีการกะจายพันธุ์ไปยังบริเวณอื่นๆ เนื่องจากมีความจำเพาะเจาะจงในการเจริญเติบโตบนเขาหินปูน ต้องการตำแหน่งร่มรำไร และได้รับความชื้น เฉพาะช่วงฤดูฝนเท่านั้น
ระยะออกดอก---มกราคม – มีนาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่งหรือ เสียบยอด การปลูกโมกสยามไม่เหมาะสมที่จะปลูกลงดินโดยตรง  เนื่องจากมีความจำเพาะเจาะจงกับเขาหินปูน จึงต้องปลูกโดยใช้ต้นตอชนิดอื่นเข้ามาช่วยสามารถใช้โมกบ้าน และโมกมันเป็นต้น ตอ หรือพุดฝรั่ง (Tabernaemontana pandacaqui Poir.)เป็นต้นตอ สำหรับเสียบยอด

โมกหลวง/Holarrhena pubescens

ชื่อวิทยาศาตร์---Holarrhena pubescens Wall.ex G.Don
ชื่อพ้อง--- 
Has 20 Synonyms

-Chonemorpha antidysenterica G.Don -Holarrhena glaberrima Markgr.
-Chonemorpha pubescens (Wall. ex G.Don) G.Don -Holarrhena glabra Klotzsch
-Echites adglutinatus Burm.f. -Holarrhena macrocarpa (Hassk.) Fern.-Vill.
-Echites pubescens Buch.-Ham. -Holarrhena malaccensis Wight
-Elytropus pubescens (Wall. ex G.Don) Miers -Holarrhena perrotii Spire
-Holarrhena antidysenterica (G.Don) Wall. ex A.DC. -Holarrhena pierrei Spire
-Holarrhena antidysenterica Wall. -Holarrhena tettensis Klotzsch
-Holarrhena codaga G.Don -Holarrhena villosa Aiton ex Loudon
-Holarrhena febrifuga Klotzsch -Nerium sinense W.Hunter
-Holarrhena fischeri K.Schum. -Physetobasis macrocarpa Hassk.

ชื่อสามัญ---Ester tree, Ivory tree, Sentery Rose Bay, Bitter Oleander, Tellicherry tree, Conessi bark, Fever pod.
ชื่ออื่น---ซอทึ, พอแก, พุด, พุทธรักษา, มูกมันน้อย, มูกมันหลวง, มูกหลวง,โมกเขา,โมกทุ่ง,โมกหลวง, โมกใหญ่, ยางพูด, ส่าตึ, หนามเนื้อ ; [THAI: so-thue (Karen-Mae Hong Son), pho-kae (Karen-Mae Hong Son), phut (Kanchanaburi), phuttha raksa (Phetchaburi), muk man noi (Northern), muk man luang (Northern), muk luang (Northern), mok khao (Northern), mok thung (Northern), mok luang (Northern), mok yai (Central), yang phut (Loei), sa-tue (Karen-Mae Hong Son), nam-nuea (Shan-Northern).]; [ASSAMESE: Dudkhuri, Dudh-kori.]; [BENGALI: Kurchi, Kutaja, Tita-indrajau.]; [HINDI: Karva Indrajau, Kutaja.]; [MALAYALAM: Kudagapala, Kadalapala.]; [SANSKRIT: Sakraparyaaya, Indrayava.]; [TAMIL: Kirimllikai,Kutaca-p-palai.]; [AFRIKAANS: Koorspeulboom.]; [CHINESE:  Zhǐ xiè mù.]; [VIETNAM: Cây Mức Hoa Trắng.].
ชื่อวงศ์---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---แอฟริกา อินเดีย เนปาล บังกลาเทศ พม่า ไทย จีน ลาว กัมพูชาเวียตนาม
มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ แอฟริกาตะวันออก (เคนย่า) ถึงแอฟริกาใต้ อนุทวีปอินเดีย จีน (กวางตุ้ง, กวางสี, ไหหลำ, ไต้หวัน) ผ่านพม่าไปยัง อินโดจีน พบทั่วไปในป่าภูเขา ป่ากึ่งโล่งแจ้ง ป่าดิบแล้งไปจนถึงป่าผลัดใบป่า ละเมาะ ทุ่งหญ้าสะวันนา อยู่ใกล้ทางน้ำที่ระดับความสูง500- 1,500 เมตร
ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็กสูงได้ถึง 0.6-15เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น12-25ซม.  ลักษณะ เปลือกต้นสีเทาอ่อนถึงน้ำตาล หลุดล่อนเป็นแผ่น ทุกส่วนมียางสีขาว ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามขนาดของใบกว้าง4-12ซม.ยาว10-27ซม.ออกตรงข้ามในระนาบ ใบแก่บาง ดอกขนาด2.5-3.5ซม.สีขาวหรือเหลืองอ่อน บางครั้งมีแต้มสีชมพู กลิ่นหอม ดอกออกเป็นช่อ ห้อยลง ก้านช่อดอก 0 ·9–1·7 ซม.กลีบเลี้ยง 5กลีบ ขนาดเล็ก มีขนทั้งสองด้าน กลีบดอกเป็นหลอดปลายแยกเป็น 5กลีบ ซ้อนทับไปทางขวา ผลรูปกระบอกแคบ ยาว 18-43 ซม.กว้าง 0.3-0.8 ซม. ห้อยเป็นคู่โค้ง ผลแห้งแตกด้านเดียว เมล็ดขนาดยาว 9–16 มม.เมล็ดเกลี้ยงแต่มีแผงขนชี้ไปทางยอดของผล *ดอกจำนวนมากจะเปลี่ยนรูปเป็นโครงสร้างมนรี ขนาดกว้าง 2 ซม.ยาว 5 ซม.(gall)ซึ่งมักจะเข้าใจผิดว่าเป็นผล*
ใช้ประโยชน์---เป็นพืชสมุนไพรที่สำคัญในเขตร้อนจะถูกรวบรวมมาจากป่าเพื่อใช้เป็นยารักษาโรคและอื่น ๆ บางครั้งพืชได้รับการปลูกเพื่อจุดประสงค์ในการใช้รากเปลือกเพื่อขายในตลาดท้องถิ่น ในอินเดียปลูกเพื่อใช้เป็นไม้ประดับและพืชสมุนไพร
-ใช้เป็นยา เปลือกลำต้นและเปลือกต้นมีประวัติอันยาวนานของการใช้แบบดั้งเดิมในการรักษาโรคบิดอะมีบาตลอดพื้นที่การกระจายของพืช เปลือกลำต้นมีชื่ออยู่ในตำรับยาของอินเดีย - เปลือกต้นมีรสขมฝาด มีสารแอลคาลอยด์ที่สำคัญคือ คอเนสซีน (conessine)ซึ่งมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย แก้ท้องร่วงและโรคบิด เปลือกไม้นั้นใช้เป็นสารกันบูด, ยาสมานแผล, ยาแก้ไข้, ยาแก้ปวดท้องและยาบำรุง ยาต้มเปลือกลำต้นแสดงฤทธิ์ต้านแผลในรูปแบบต่าง ๆ ของแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ ยาต้มร้อนของเปลือกลำต้นใช้เป็นน้ำยาบ้วนปากในการรักษาอาการปวดฟัน เปลือกและใบถูกนำไปใช้ภายนอกเพื่อรักษาหิด ฝีแผลและริดสีดวงทวาร รากและใบที่บดเป็นผง ใช้เพื่อหยุดอาการตกเลือดหลังจากการคลอดบุตรและเลือดกำเดา รากแช่น้ำรักษาอาการท้องผูก, หอบหืด, ปวดท้องและภาวะมีบุตรยาก รากเมื่อต้มในนมจะใช้กับงูกัดและใช้ในการรักษาโรคกามโรค ยางสีขาวใช้เป็นยาใช้รักษาแผลเรื้อรังเน่าเปื่อย
-ใช้อื่น ๆ ไม้เนื้ออ่อนสีขาว เป็นที่นิยมสำหรับการกลึงและการแกะสลักมันถูกใช้เพื่อทำสิ่งของเล็ก ๆ เช่น หวี กรอบรูป กล่องแกะสลัก มีด ไม้เท้าและลูกปัด บางครั้งสำหรับเฟอร์นิเจอร์-สีย้อมคล้ายกับเฮนน่าสกัดจากใบไม้ ขี้เถ้าไม้ใช้เป็น mordant ใยจากเมล็ดใช้สำหรับบรรจุหมอน ในประเทศไทยชาวบ้านนิยมนำดอกไม้ไปถวายพระ
ระยะออกดอก/ผล---เมษายน-กรกฎาคม---ติดผล---มิถุนายน-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

โมกเหลือง/Wrightia viridiflora 

 ชื่อวิทยาศาตร์---Wrightia viridiflora Kerr.
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---โมกเหลือง ; [THAI: mok lueang (Saraburi).]
ชื่อวงศ์---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พรรณไม้ถิ่นเดียวประเทศไทย
พืชถิ่นเดียวของไทย พบทางภาคเหนือที่ตาก นครสวรรค์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ จ.เลย ภาคกลางที่ ราชบุรี สระบุรี และภาคตะวันตกเฉียงใต้ที่กาญจนบุรี ขึ้นตามหุบเขาหินปูนที่ค่อนข้างชุ่มชื้น ความสูง 100-800 เมตร
ไม้พุ่มสูง5เมตร เปลือก ลำต้นมีช่องอากาศเป็นขีดนูนสีขาวกระจายไปทั่ว ใบเดี่ยวรูปรี ยาว 3-15 ซม.เรียงตรงข้ามแผ่นใบด้านบนเรียบด้านล่างมีขนเล็กน้อยก้านใบยาว 2-6 มม. ช่อดอกออกที่ปลายยอด ยาว 1-4 ซม. ก้านดอกยาว 0.5-1.5 ซม. กลีบเลี้ยงรูปไข่ขนาดเล็ก กลีบดอกสีเขียวอ่อนหรือเขียวอมเหลืองรูปรีหรือรูปขอบขนาน ยาว 4-8 มม. มีกะบัง 3 ชั้น ยาวไม่เท่ากัน ปลายจักชายครุย เมื่อบานดอกขนาด1.5 ซม ผลเป็นฝักคู่กางออก ยาว 16-20 ซม. เกลี้ยง มีช่องอากาศประปราย เมล็ดยาวประมาณ 2.5 ซม. กระจุกขนยาวประมาณ 2 ซม.ผล แห้งแล้วแตกเมล็ดมีปุยปลิวไปตามลมได้ ออกดอกเดือนมิถุนายน-เดือนตุลาคม แต่หากตัดแต่งให้น้ำให้ปุ๋ยดีจะแตกยอดอ่อนและออกดอกได้ จึงสามารถควบคุมการออกดอกได้ตลอดปี
ใช้ประโยชน์--- ใช้เป็นไม้ประดับ เป็นพรรณไม้ที่สามารถพัฒนาเป็นไม้แคระหรือบอนไซได้เพราะ มีรากเกาะหินได้ดี โตช้า เนื้อไม้แกร่ง มีลำต้นที่โชว์ลีลาสวยงาม และสามารถใช้โมกเหลืองเป็นต้นตอกับพืชอื่นๆที่อยู่ในสกุลเดียวกัน หรือนำโมกเหลืองมาเสียบบนต้นตอพืชอื่นที่อยู่ในสกุลเดียวกันได้     
ระยะออกดอก---เดือนมิถุนายน-เดือนตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด
   

โมกเหลืองใบบาง/Wrightia lecomtei

ชื่อวิทยาศาตร์---Wrightia lecomtei Pitard
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---โมกใบบาง โมกแก้มแหม่ม โมกเหลืองใบบาง ; [THAI: mok bai bang (General).]
ชื่อวงศ์---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---กัมพูชาและ ไทย
พืชชนิดนี้พบมากในกัมพูชา
ในประเทศไทย พบขึ้นในป่าดิบชื้นระดับต่ำในภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางและภาคใต้ มีรายงานว่าพบที่นครสวรรค์ จันทบุรีและพัทลุง
ไม้พุ่มขนาดเล็กสูง2-3เมตร ตามกิ่งมีช่องหายใจเป็นจุดนูนขาว ใบบางรูปรีแกมรูปไข่กลับ กว้าง1.5-3.4ซม.ยาว2.7-8ซม.ออกดอกเดี่ยวหรือเป็นกระจุก สีชมพูอ่อน มีกลิ่นหอม กลีบเลี้ยง5กลีบขนาดเล็ก โคนกลีบดอกเป็นหลอดปลายแยกเป็น5กลีบปลายกลีบม้วนออก กลางกลีบมีกะบังชั้นเดียว ติดระหว่างกลีบดอก ปลายเป็นติ่ง ยาวประมาณ 1 มม. อับเรณูมีขนสั้นนุ่ม เกสรเพศผู้ติดที่ปากหลอดกลีบดอก อับเรณูยาวประมาณ 6 มม. มีขนสั้นนุ่ม รังไข่เกลี้ยง ก้านเกสรเพศเมียยาวประมาณ 8.5 มม. รวมยอดเกสรขนาดดอก2-2.5ซม.
ไม่พบฝักแก่ในถิ่นกำเนิด มีปัญหาในการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ จึงมีสถานภาพหายากและใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง
โมกเหลืองใบบาง เป็นพรรณไม้ที่ เมื่อนำมาเสียบยอด หรือทาบกิ่งแล้ว รอยแผลเชื่อมติดได้ง่าย กิ่งยอดเจริญเติบโตดี แตกเป็นพุ่มและออกดอกดกหมุนเวียนได้ตลอดปี สวยงามและมีกลิ่นหอม เหมาะนำมาปลูกเป็นไม้กระถางและลงแปลงในที่ร่มรำไร และนับเป็นกระบวนการอนุรักษ์อย่างยั่งยืนนอกถิ่นกำเนิดที่ได้ผลดี
ขยายพันธุ์---โดยการ เสียบยอด และทาบกิ่งโดยใช้โมกมัน โมกบ้าน และโมกเหลือง เป็นต้นตอ

โมกเหลืองหอม/Wrightia laevis

ชื่อวิทยาศาตร์--- Wrightia laevis Hook.f.
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms
---Wrightia balansae Pit.
---Wrightia hainanensis Merr.
---Wrightia macrocarpa Pit.
---Wrightia millgar F.M.Bailey
---Wrightia sorsogonensis Elmer
---Wrightia tinctoria laevis (Hook.f.) Pichon
ชื่อสามัญ---Millgar; White Cheesewood
ชื่ออื่น---โมกมัน,โมกเหลืองหอม ; [THAI: mok man (Nakhon Si Thammarat), mok lueang hom (Peninsular).]; [CHINESE: Lan shu.]; [VIETNAM: Lòng mực lông, Lòng mức trái to.]                                                              ชื่อวงศ์--- APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน อินโดจีน ถึงตอนเหนือของออสเตรเลีย
พบในรัฐควีนส์แลนด์ (ออสเตรเลีย ),กัมพูชา ,จีน ,อินโดนีเซีย ,ลาว ,มาเลเซีย ,พม่า ,  ฟิลิปปินส์ ,สิงคโปร์ ,ไทย เวียดนาม ปาปัวนิวกินี ในป่าดิบชื้นป่าทุติยภูมิและป่าทึบที่ระดับความสูง 200 - 1,000 เมตรในประเทศจีน บนชายหาดโดยทั่วไปจะอยู่ในระดับต่ำถึงปานกลาง
ในประเทศไทยพบทางภาคใต้ ที่ จ.สุราษฏร์ธานี และนครศรีธรรมราช ขึ้นตามป่าดิบชื้นระดับต่ำจนถึงระดับความสูง500เมตร สถานภาพหายากและใกล้สูญพันธุ์ในถิ่นกำเนิด
ไม้ต้นไม่ผลัดใบ สูงถึง 35-40 เมตร ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางได้สูงสุด 60 ซม. พร้อมที่ค้ำที่ฐาน ตามกิ่งมีช่องหายใจเป็นจุดนูนขาว ใบบางรูปรีแกมรูปไข่กลับ ขนาด 7-18 x 3-8 ซม. มีก้านใบยาวประมาณ 0.5-1 ซม..ออกดอกเดี่ยวหรือเป็นกระจุก1-8ดอก ขนาดดอกบาน 1.5-2ซม.สีเหลือง มีกลิ่นหอม กลีบเลี้ยง5กลีบขนาดเล็ก โคนกลีบดอกเป็นหลอดปลายแยกเป็น5กลีบปลายกลีบม้วนออก กลางกลีบมีกระจังล้อมรอบขนาดดอก2.5-3ซม. ผลเป็นฝักคู่ยาว 20-35 ซม.เปลือกมีช่องอากาศ เมล็ดยาวประมาณ 20 มม. มีขนปุยสีขาวยาวประมาณ 40 มม. ที่ปลายด้านหนึ่ง
ใช้ประโยชน์---พืชที่เก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นยา สีย้อมและแหล่งที่มาของไม้
-ใช้เป็นยา รากและใบ ใช้ รักษาอาการบาดเจ็บและบาดแผล ผลใช้ในการรักษาวัณโรคปอด
-อื่น ๆ ไม้เนื้ออ่อนบางเบาและละเอียดอ่อนเหมาะสำหรับการแกะสลัก ใบไม้ให้สีย้อม สีน้ำเงิน
ระยะออกดอก---เมษายน-สิงหาคม--ติดผล---กรกฎาคม-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด


โมลีสยาม/Reevesia pubescens var. siamensis


ชื่อวิทยาศาตร์--- Reevesia pubescens Mast. var. siamensis (Craib) J. Anthony
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Reevesia siamensis W. G. Craib    
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---โมลีสยาม โมลี, [THAI: moli sayam (General), moli (Eastern).]; [CHINESE: tai suo luo.]
ชื่อวงศ์---MALVACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน พม่า ไทย
พบที่จีนตอนใต้ และพม่า ในไทยพบทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ ภาคตะวันตกเฉียงใต้ ขึ้นตามป่าดิบแล้ง และป่าดิบเขา ความสูงถึง1300 เมตร
สำรวจพบครั้งแรก โดย หมอคาร์ ชาวไอริช เมื่อพ.ศ.2465 ที่ อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ที่ระดับ1,300เมตร กระจายพันธุ์เฉพาะที่ในจังหวัด เลย นครนายก กาญจนบุรี เพชรบุรี ขึ้นอยู่ในพื้นที่ระดับสูงมากกว่า1,000เมตร
โมลีสยามเป็นไม้ต้นขนาดเล็กสูง8-12เมตร ทรงพุ่มแน่นทึบ เปลือกโคนต้นมักเป็นปุ่มเล็กๆ  กิ่งมีช่องอากาศ กิ่งอ่อนมีขนรูปดาวสั้นนุ่มประปราย ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับรูปรีหรือรูปไข่กลับ กว้าง3-8ซม.ยาว7-20ซม.ก้านใบยาว 5-6.5 ซม. โคนและปลายก้านบวม ช่อดอกกลมขนาด8-10ซม ใบประดับขนาดเล็ก ร่วงเร็ว ก้านดอกยาว 8-10 ซม. กลีบเลี้ยงรูปถ้วย มีดอกย่อยจำนวนมาก ดอกสีขาวอมชมพู มี 5 กลีบ รูปใบพาย ยาว 1-2.5 ซม.มีกลิ่นหอม ผลแห้งแตก รูปไข่กลับ เปลือกแข็ง ยาว 2.5-5 ซม. มีห้าเหลี่ยม มีขนรูปดาวสั้นนุ่ม เมล็ดยาวประมาณ 2.5 ซม. รวมปีก
เป็นพรรณไม้ที่มีขึ้นอยู่เพียงชนิดเดียวในสกุลนี้และมีแตกต่างกัน เป็น2พันธุ์ คือ พันธุ์โมลีสยามที่ขึ้นอยู่บนพื้นที่ระดับสูง (Reevesia pubescens Mast. var. siamensis) และพันธุ์โมลีขนที่ขึ้นอยู่ในระดับต่ำของภาคใต้ ( Reevesia pubescens.)
โมลี สยามมีช่อดอกใหญ่มีกลิ่นหอม แต่เจริญเติบโตช้า พบว่าสามารถขยายพันธุ์โมลีสยามได้ทั้งการเพาะเมล็ดและการตอนกิ่ง ต้นกล้าสามารถปรับตัวเจริญเติบโตได้ในสภาพพื้นราบที่มีอากาศร้อน แต่ต้องมีความชื้นสูง สามารถปลูกลงกระถางขนาดใหญ่ หรือปลูกลงแปลงกลางแจ้ง ควรมีการตัดแต่งกิ่งให้มีทรงพุ่มโปร่งสวยงาม ไม่แน่นทึบจนเกินไป
เป็นพรรณไม้ดอกหอมหายากและใกล้สูญพันธุ์ในถิ่นกำเนิด
ระยะออกดอก---มกราคม-กุมภาพันธ์---ระยะผลแก่---มิถุนายน-กรกฏาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด


ไม้เกื้อดง/Mischocarpus pentapetalus

ชื่อวิทยาศาตร์--- Mischocarpus pentapetalus (Roxb.) Radlk
ชื่อพ้อง---Has 22 Synonyms

-Cupania fuscescens (Blume) Miq. -Mischocarpus sublaevis Radlk.
-Cupania pentaphylla Hiern -Mischocarpus sumatranus Blume
-Cupania pentaphylla Wight -Nephelium hosei Ridl.
-Cupania roxburghii Wight -Pedicellia fuscescens (Blume) Pierre
-Cupania subundulata (Turcz.) Rolfe -Pedicellia pentapetala (Roxb.) Pierre
-Cupania sumatrana (Blume) Miq. -Pedicellia sumatrana (Blume) Pierre
-Mischocarpus brachyphyllus Radlk. -Ratonia sumatrana (Blume) Kurz
-Mischocarpus ellipticus Radlk. -Schleichera pentapetala Roxb.
-Mischocarpus endotrichus Radlk. -Schleichera pentaphylla (Wight) Roxb.
-Mischocarpus fuscescens Blume -Schleichera subundulata Turcz.
-Mischocarpus salicifolius Radlk. -Schmidelia pentapetala (Roxb.) Wight

ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ไม้เกื้อดง ; [THAI: Mị̂ keụ̄̂a dong.][CHINESE: Hè yè bǐng guǒ mù.]; [BORNEO: Buah sia, Taongau.]
ชื่อวงศ์---SAPINDACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน, อินเดีย, พม่า, ไทย, กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์
ตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย บังคลาเทศ พม่า ตะวันตกเฉียงใต้ของจีน และตั้งแต่เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ถึงสุมาตรา ชวา บอร์เนียว ฟิลิปปินส์ พบตามป่าดิบเขา เนินสันเขา  แต่ยังอยู่ในบริเวณลุ่มน้ำและตามแม่น้ำและลำธาร บนดินทราย ที่ระดับความสูงไม่เกิน 2,000 เมตร
ไม้ ยืนต้นไม่ผลัดใบสูงถึง 15(-31) เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้นถึง 43 ซม เปลือกต้นสีน้ำตาลแก่ หรือครีมออกน้ำตาล ผิวบางค่อนข้างเรียบ ใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ ใบย่อย2-4คู่มนรีแคบ ด้านบนสีเขียวเข้ม ด้านล่างใบสีเขียวอมเทา ดอกสีขาวอมเขียว ผลแคปซูลขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 - 20 (-30) มม.สีเขียวเข้มแล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมม่วง เหนียวมี3พูแตกได้ แต่ละพูมี1เมล็ด สีน้ำตาลอมแดงเป็นมันมีเยื่อหุ้มสีส้มหรือชมพูหุ้ม
ใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารและยารักษาโรค
-ใช้กิน ผลกินได้ เนื้อไม้ใช้เป็นยาบำรุงหลังคลอดบุตร
ระยะออกดอก/ผล---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร


อ้างอิง, ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :

---หนังสือพรรณไม้ในสวนหลวง ร.๙ เล่ม1,เล่ม 2,เล่ม 3 2554 .                                                                          ---หนังสือ สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม1,เล่ม2,เล่ม3, เล่ม4 2548
---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร หอพรรณไม้ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2549
---ไม้ต้นในสวน Trees in the Gardenโดย องค์การสวนพฤกษศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี The Botanical Garden Organization Office of the Prime Minister พิมพ์ครั้งที่1 พฤษภาคม 2542 จัดพิมพ์โดย มูลนิธิ ศาสตราจารย์ ดร.สง่า สรรพศรี                                                                 
---คู่มือดูพรรณไม้ป่าสะแกราช เล่ม1, เล่ม2 โดย ดร. ปิยะ เฉลิมกลิ่น,จิรพันธ์ ศรีทองกุล,อนันต์ พิริยะภัทรกิจ                      ---หนังสือ พรรณไม้วงศ์กระดังงา ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น ภาพ: อภิชัย อิงควุฒิ                                                      
---อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา-หนังสือป่าเชายเลน นิเวศวิทยาและพรรณไม้ โดย สรายุทธ บุญยะเวชชีวิน (ผู้แต่งและภาพ) รุ่งสุริยา บัวสาลี พิมพ์ครั้งที่1 เมษายน 2554
---หนังสือ ดอกไม้ และประวัติไม้ดอกเมืองไทย จาก ชุดธรรมชาติศึกษา โดย วิชัย อภัยสุวรรณ 2532
---ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์  BGO Plant Databases, The Botanical Garden Organization http://www.qsbg.org/database/
---สำนักงานหอพรรณไม้. (2557). ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย  เต็ม สมิตินันท์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2557. กรุงเทพฯ: สำนักงานหอพรรณไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช http://www.dnp.go.th/botany/mplant/index.aspx
---The International Plant Names Index and World Checklist of Selected Plant Families 2017. Published on the Internet at http://www.ipni.org and http://apps.kew.org/wcsp/
---The Plant List (TPL) was a working list of all known plant species  http://www.theplantlist.org/
---Useful Tropical Plants. http://tropical.theferns.info/viewtropical.                       
---India Biodiversity Portal. http://indiabiodiversity.org/species/show/                    
---Plants of the World Online Kew Science.www.plantsoftheworldonline.org/taxon/urn:lsid:ipni.org
---GBIF.the Global Biodiversity Information Facility.https://www.gbif.org/species/
REFERENCES ---General Bibliography
REFERENCES ---Specific & complementary

Check for more information on the species:

Plants Database  ---Names, synonymy and distribution The Garden.org Plants Database https://garden.org/plants/Global                                                                                                                                          Plant Initiative ---Digitized type specimens, descriptions and use หอพรรณไม้ -กรมอุทยานแห่งชาติ    www.dnp.go.th/botany/Herbarium/GPI.html
Tropicos ---Nomenclature, literature, distribution and collections    Tropicos - Home    www.tropicos.org/
GBIF    ---Global Biodiversity Information Facility Free and open access to biodiversity data  https://www.gbif.org/
IPNI ---International Plant Names Index    The International Plant Names Index - home page    http://www.ipni.org/
EOL ---Descriptions, photos, distribution and literature    Global access to knowledge about life on Earth    Encyclopedia of Life eol.org/
PROTA ---Uses    The Plant Resources of Tropical Africa    https://books.google.co.th/books?isbn=9057822040
Prelude  ---Medicinal uses    Prelude Medicinal Plants Database    http://www.africamuseum.be/collections/external/prelude
Google Images    ---Images                    

รวบรวมและเรียบเรียงโดย Tipvipa..V
บริษัท สวนสวรส การ์เด้น ดีไซน์ จำกัด
สวนเทวา  เชียงใหม่
www.suansavarose.com
www.suan-theva.com

Updatre 28/11/2019










































































































































































































ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view