สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

สารพัดต้นไม้จัดสวน

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

สวนสไตล์ต่างๆ

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ชื่อนั้นสำคัญไฉน

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 23/10/2020
สถิติผู้เข้าชม 9,680,322
Page Views 14,783,527
 
« October 2020»
SMTWTFS
    123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

ต้นไม้ในป่า6

ต้นไม้ในป่า6


ต้นไม้ในป่า 6

For information only-the plant is not for sale

1 ยมแดง,จางจืด/Trichilla connaroides 34 ลามเขา/ Rapanea porteriana
2 ยมมะกอก/Chisocheton cumingianus
35 ลำดวนดอย/ Mitrephora wangii
3 ยมหอม/Toona ciliata  36 ล่ำตาควาย/Diosperos coaetanea
4 ยมหิน/Chukrasia tabularis 37 ลำพูป่า/ Duabanga grandiflora
5 ยาแก้มะโหกโตน (ชื่อต้นไม้)/Vernonia
38 ลำไยป่า/ Dimocarpus longan
6 ยาแก้หลวง/Gochnatia decora 39 เล็งเก็ง/Magnolia liliifera var. obovata
7 ยาแก้ฮากเหลือง/Desmodium oblongum 40 เลือดควาย/Knema erratica 
8 ยางกราด/Dipterocarpus intricatus 41 เลือดควายใบใหญ่/Knema furfuracea
9 ยางดง/Dipterocarpus retusus 42 ศิลา/ Ilex cymosa
10 ยางดง/Polyalthia obtusa 43 สกุณี/Terminalia calamansanai
11 ยางแดง/Dipterocarpus turbinatus 44 ส้มแปะ/ Vaccinium sprengelii
12 ยางนา/ Diptrocarpus alatus 45 สมอดีงู/Terminalia citrina
13 ยางปาย/Dipterocarpus costatus 46 สมอทะเล/Shirakiopsis indica
14 ยางปุ่ม/Polyalthia clavigera 47 สมอไทย/Terminalia chebula
15 ยางพลวง/Dipterocarpus tuberculatus 48 ส่องฟ้าดง/Clausena harmandiana
16 ยางพารา/ Hevea brasiliensis 49 สอยดาว/Mallotus paniculatus
17 ยางยืด/Polyalthia simiarum 50 สะเดาช้าง/Rhus succedanea
18 ยางเหลือง/Polyalthia jucunda 51 สะเดาเทียม/Azadirachta excelsa
19 ยางเหียง/Dipterocarpus obtusifolius 52 สะเดาอินเดีย/Azadirachta indica
20 ยางโอน/Polyalthia viridis 53 สะทางเล็ก/Xylopia pierrei
21 ยี่หุบปรี/Magnolia siamensis 54 สะบันงาเกลียว/Dasymaschalon  sootepense
22 ระฆังภู/Miliusa campanulata 55 สะบันงาดง/Cyathocalyx martabanicus
23 รักขาว/Semecarpus cochinchinensis 56 สะบันงาป่า/Goniothalamus griffithii
24 รักนา/Gardenia carinata 57 สะเภาลม/ Agapoetes hosseana
25 รักน้ำ/ Gluta velutina 58 สะพ้านก๊น/ Sambucus javanica
26 รักใหญ่/ Gluta usitata 59 สะลีกดง/ Alangium Kurzii
27 รัง/Shorea siamensis 60 สะแล่งหอมไก๋/Rothmannia sootepensis
28 รังกะแท้/Kandelia candel 61 สักขี้ไก่/Premna tomentosa
29 รังกะแท้/Rapanea yunnanensis 62 สังหยูเขา/Pseuduvaria monticola
30 ราชครูดำ/Goniothalamus macrophyllus var.
63 ส้านช้าง/ Dillenia pentagyna
31 ราชครูดำดอกแถว/Goniothalamus macrophyllus
64 ส้านใบเล็ก/Dillenia ovata
32 ราชดัด/Brucea javanica 65 ส้านหลวง/ Dillenia aurea
33 ราชาวดีป่า/Buddleja asiatica 66 ส้านหิ่ง/Dilenia Parviflora
67

ส้านเห็บ/Saurauia roxburghii

ยมแดง,จางจืด/Trichilla connaroides

ชื่อวิทยาศาสตร์---Trichilla connaroides (Wight & Am.) Bentv.
ชื่อพ้อง---This name is a synonym of Heynea trijuga Roxb. ex Sims.
ชื่อสามัญ---Musk mallow, Indian Heynea.
ชื่ออื่น---ยมแดง, จางจืด, โจ้กขน, ซงแก, ตาปลาต้น, ตาเสือทุ่ง, นางใย, แฟนน้อย, มะเฟืองป่า, กะดอนองอาปี; [ THAI: chang chuet (Mukdahan), chok khon (Chiang Mai), song kae (Yala), ta pla ton (Loei), ta suea thung (Pattani), nang yai (Loei), faen noi (Loei), ma fueang pa (Chiang Mai), ka-do-nong-a-pi (Malay-Pattani); [ASSAMESE: thengare-arong.]; [MALAYALAM: korakadi, korakkadi, kurukkati.]; [NEPALI: Aankha taruwa, komal-siuli.]; [TAMIL: centanai, centarai, karai.]; [INDONESIA: Buah Pasat (Borneo).]
ชื่อวงศ์---MELIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย เนปาล พม่า เวียตนาม จีนตอนใต้ คาบสมุทรมาเลย์ สุมาตรา บอร์เนียว ฟิลิปปินส์


การกระจายแบบเต็ม ในประเทศจีน (กวางตุ้ง กวางสี กุ้ยโจว ไหหลำ ยูนนาน) ชวา คาบสมุทรมาเลเซีย (เคดาห์ ปีนัง เตรังกานู เประ ปาหัง สลังงอร์ เนกรีเซมบีลัน) นิโคบาร์หมู่เกาะบอร์เนียว ฟิลิปปินส์ (ลูซอน บาซิลมินดาเนา) เกาะสุมาตรา , อินเดีย (อุตตรประเทศ, พิหาร, เบงกอลตะวันตก, อรุณาจัลประเทศ, อัสสัม, เมหิลายา, โอริสสา, รัฐมหาราษฏระ, กัว, รัฐอานธรประเทศ, รัฐกรณาฏกะ, รัฐทมิฬนาฑู), สิกขิม, เนปาล, ภูฏาน พม่า(ย่างกุ้ง) ศรีลังกา, ไทย, เวียดนาม, ลาว พบตามป่าไม้ในภูมิภาคที่เป็นภูเขาพื้นที่เปิดโล่งในป่าดิบเขา ในป่าเต็งรังผสมและป่ากึ่งภูเขา ที่ระดับความสูง 200 - 1,700 เมตร
ไม้ต้นกึ่งผลัดใบสูงถึง10-15เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางต้น 25ซม. เปลือกต้นสีน้ำตาลเข้ม มีรอยแตกตื้นๆ เปลือกชั้นในขาวหรือชมพูอ่อน กิ่งก้านสีน้ำตาลดำ ใบเป็นใบประกอบยาว18-40 ซม.มีใบย่อย(3)4-6คู่ ใบย่อยรูปไข่แคบ ขนาดกว้าง2-7ซม.ยาว5-16ซม.ใบอ่อนสีแดง ใบแก่สีเขียวเข้ม ผิวด้านบนเรียบและเป็นมัน ผิวด้านล่างเป็นนวลสีเขียวเทา ดอก สีขาว - เหลือง เส้นผ่านศูนย์กลาง 4 มม ออกเป็นช่อใหญ่ที่ซอกใบบนๆและปลายกิ่ง ผลขนาด1-1.5ซม.สีแดงสดรวมถึงก้านของผลด้วย         ผลแคปซูลกลมเส้นผ่านศูนย์กลาง 15 มม.เป็น2พูมีติ่งเล็กๆ แตกเป็น2ซีก มีเมล็ดสีน้ำตาล2เมล็ดซึ่งมีเนื้อบางสีขาวคล้ายวุ้นห่อหุ้ม
ใช้ประโยชน์---ต้นไม้เก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นแหล่งที่มาของไม้และน้ำมันและอาจใช้เป็นยาก็ได้ มันถูกปลูกเป็นสายพันธุ์บุกเบิกในโครงการปลูกป่าในประเทศไทย
-ใช้เป็นยา เปลือกใบและผลไม้มีรสขมมีสรรพคุณทางยา มีประโยชน์ทางด้านเภสัช น้ำมันเมล็ดใช้สมานแผล
-อื่น ๆ ไม้เนื้ออ่อนส่วนมากใช้ทำฟืน งานไม้ที่ใช้ตกแต่งภายใน น้ำมันที่ได้จากเมล็ด ใช้สำหรับให้แสงสว่าง
ระยะออกดอกและติดผล--- มีนาคม - กันยายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด                                                                                                                                     อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย
โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
หอพรรณไม้ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2549


 ยมมะกอก/Chisocheton cumingianus

ชื่อวิทยาศาสตร์---Chisocheton cumingianus subsp. balansae (C.DC.) Mabb.
ชื่อพ้อง---Has 10 Synonyms

-Chisocheton balansae C.DC. -Chisocheton paniculatus Hiern
-Chisocheton chinensis Merr. -Chisocheton siamensis Craib
-Chisocheton cochinchinensis Pierre -Chisocheton thorelii Pierre
-Chisocheton coriaceus Pierre -Guarea paniculata Buch.-Ham.
-Chisocheton harmandianus Pierre -Guarea paniculata Roxb.

ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ยมมะกอก ;[THAI: yom ma kok (Chiang Mai).]; [PHILIPPINES: Balukanag, Diualat, Kalimotain, Salakin (Tag.).]; [MYANMAR: Tagat-pyu.]; [VIETNAMESE: Goi chuy.]; [CHINESE: xi suo.]
ชื่อวงศ์---MELIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- จีนตอนใต้, อินเดีย, ภูฏาน, ลาว, พม่า, ไทยและเวียดนาม


ประเทศไทยพบประปรายในป่าดิบชื้นทางภาคเหนือ
ไม้ต้นไม่ผลัดใบสูงถึง30เมตรลักษณะทรงต้น เรือนยอดแคบเปลือกต้นสีน้ำตาลเข้มหรือสีเทา มีรอยแตกตื้นๆ ใบประกอบแบบขนนก ยาว 30-100 ซม. มีใบย่อย10-12คู่ปลายใบมักเป็นตุ่มแทนที่จะเป็นใบย่อย ใบย่อยรูปขอบขนานแกมรูปใบหอก 13-30 × 4-6 ซม.แผ่นใบบางคล้ายกระดาษเหนียวคล้ายหนัง เกลี้ยงทั้งสองด้าน ดอก สีขาวหรือเหลืองช่อดอกยาวเป็นกลุ่มห้อยลง ช่อดอกยาว20-50ซม.ดอกตูมเป็นหลอดเล็กยาวกลีบเลี้ยงเป็นรูปถ้วยปลายสี่แฉก ขนาดยาวเกือบเท่ากลีบดอก กลีบดอกมี4-6กลีบเรียง1-2วง ผลสีแดงสดหรือเหลืองหม่นแกมชมพูผลห้อยจากก้านที่ยาวมากถึง70ซม. ผลกลมแตกเป็น2-5เสี้ยวแต่ละเสี้ยวมี1-2เมล็ด มีเยื่อสีส้มห่อหุ้มบางส่วน
ใช้ประโยชน์----ใช้กิน มีรายงานว่าผลกินได้
-ใช้เป็นยา น้ำมันบาลูกานัค (Balukanag)ไม่มีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวและมีรสขมเล็กน้อย มีสรรพคุณเป็นยาถ่าย แต่ไม่รุนแรงเท่าน้ำมันละหุ่ง ใช้ภายนอกสำหรับโรคไขข้ออักเสบและการอักเสบเนื่องจากอาการบวมน้ำ
-อื่น ๆ ให้ผลผลิตไม้เนื้ออ่อนสีขาวที่ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์แผ่นผนังไม้อัดกล่อง -เมล็ดให้น้ำมันที่ไม่ทำให้แห้ง (น้ำมัน catoseed)ใช้สำหรับการทำสบู่และการให้แสงสว่าง น้ำมันจากเมล็ดใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสำหรับผม-เยื่อที่ใช้สำหรับการทำกระดาษ ผลไม้:ใช้สำหรับขจัดคราบสกปรก
ระยะออกดอก---มิถุนายน-กรกฎาคม--- ติดผล---มิถุนายน - ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด                                                                                                                                    อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย
โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
หอพรรณไม้ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2549

ยมหอม/Toona ciliata

ชื่อวิทยาศาสตร์---Toona ciliata M.Roem.
ชื่อพ้อง--- Has 21 Synonyms

-Cedrela australis F.Muell. -Swietenia toona (Roxb. ex Rottler) Stokes
-Cedrela australis Mudie -Toona australis (Kuntze) Harms
-Cedrela kingii C.DC. -Toona febrifuga cochinchinensis Pierre
-Cedrela kingii birmanica C.DC. -Toona febrifuga griffithiana Pierre
-Cedrela microcarpa C.DC. -Toona febrifuga ternatensis Pierre
-Cedrela mollis Hand.-Mazz. -Toona kingii (C.DC.) Harms
-Cedrela serrulata Miq. -Toona microcarpa (C.DC.) Harms
-Cedrela toona Roxb. ex Rottler -Toona mollis (Hand.-Mazz.) A.Chev.
-Surenus australis Kuntze -Toona sureni cochinchinensis (Pierre) Bahadur
-Surenus microcarpa (C.DC.) Kuntze -Toona sureni pubescens (Franch.) Chun.
-Surenus toona (Roxb. ex Rottler) Kuntze

ชื่อสามัญ---Cigar-Box cedar, Burma cedar, Indian cedar, Moulmein cedar , Australian red-cedar , Queensland red cedar, Indian mahogany, Sandal neem, Toontree.
ชื่ออื่น---ยมหอม ; [THAI: yom hom (General).]; [ASSAMESE: seLal-poma, Poma, Pama.]; [BENGALI: Tun.]; [HINDI: Tun, Nandi, Nandik, Tunna.]; [MALAYALAM: Vedivembu, Akil, Thunnam.]; [SANSKRIT:: Tunna, Nandi, Kacchapah, Nandikah.]; [TAMIL: Thera Tharam, Matakari-vempu, Tuna-maram.]; [SWEDISH: Toon.]; [AFRIKAANS: Toonboom .]
ชื่อวงศ์--- MELIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน, อนุทวีปอินเดีย, พม่า, ไทย, กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, นิวกินี, ออสเตรเลีย, W. Pacific


พบเติบโตทั่วภาคใต้และตะวันออกของเอเชีย จากอัฟกานิสถานไปยังปาปัวนิวกินีและออสเตรเลีย มันเติบโตในเกาะฮาวายของสหรัฐอเมริกา แอฟริกาใต้และตะวันออก ในส่วนของซิมบับเวและแอฟริกาใต้ พบได้ทั่วไปในที่ร่มหรือที่อยู่อาศัยที่เปิดกว้าง: หุบเขาหุบเหวป่าไม้ เนินเขายอดเขาลาดชันใกล้แม่น้ำและลำธาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมณฑลยูนนานที่ระดับความสูงถึง 400 - 2,800 เมตร
ไม้ต้นไม่ผลัดใบหรือผลัดใบช่วงสั้นๆ สูง 20 - 35 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น100-300ซม.เรือนยอดแคบแตกกิ่งก้านตั้งชันกับลำต้น เมื่อโตเต็มที่ระบบรากยังแพร่กระจาย ลำต้นมีพูพอนสามารถค้ำยันได้สูงถึง 3.5เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลเทามีรอยแตกตามยาว เปลือกชั้นในสีน้ำตาลเข้มเป็นเส้นใยมีกลิ่นหอม กลิ่นเหมือนธูปจาง ๆ ในกิ่งไม้หักสดใหม่ ใบประกอบแบบขนนก (35-50ซม.) ใบย่อย6-11คู่ ขนาดของใบย่อยกว้าง3-4.5ซม.ยาว6.5-14.5ซม. รูปไข่แคบฐานใบไม่เท่ากัน ใบแก่ผิวเรียบ ดอกออกเป็นช่อยาวห้อยลงยาว 30-40 ซม.กลีบเลี้ยงยาวประมาณ 1 มม. กลีบดอกประมาณ 3.5-4 x 3.5-4 มม ดอกสีขาวแกมเขียว ผลสีน้ำตาลเข้มหรือดำยาวประมาณ 15-20 มม. ก่อนที่จะแยกออก มีจุด สีครีม เปลือกบาง และแข็ง แห้งแล้วแตกออกเป็น5เสี้ยวแต่ไม่หลุดออกจากกัน เมล็ดมีปีกที่ปลายแต่ละข้างเมล็ด (รวมปีก) ขนาดประมาณ 12-15 x 3-4 มม. สังเกตได้ง่ายจากกลุ่มของผลแห้งเป็นรูปดาวที่มักจะติดบนต้นตลอดปี
ใช้ประโยชน์---ต้นไม้มีความหลากหลายในการใช้งานแบบดั้งเดิมและมีคุณค่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับไม้ซึ่งรวบรวมจากป่าและยังผลิตในสวน มักจะเติบโตเป็นไม้ประดับโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับดอกที่สวยงาม เป็นต้นไม้อเวนิวที่ได้รับความนิยมปลูกบนถนนในอินเดียตอนเหนือ และปลูกกันอย่างแพร่หลายในเขตกึ่งร้อนและเขตร้อนของโลกเพื่อเป็นต้นไม้ที่โตเร็วและให้ร่มเงาที่ร่มรื่น ไม้ของเผ่าพันธุ์Toona มีค่าสูงแต่ตอนนี้หายากเพราะ,มีการตัดไม้มากเกินไปตลอดช่วงการแพร่กระจาย
-ใช้กิน ใบปรุงสุกกินได้ -ใช้เป็นยา ส่วนต่าง ๆ ของพืชถูกใช้เป็นยาตลอดช่วงกระจายทางภูมิศาสตร์ เปลือกไม้นั้นเป็นยาสมานแผล ยาแก้ไข้ ยาบำรุงและยาแก้พิษที่มีประสิทธิภาพ ถูกใช้ในการรักษาโรคบิดเรื้อรังและแผลเรื้อรัง ดอกไม้ถูกนำมาใช้เพื่อปรับประจำเดือนในผู้หญิง
-อื่น ๆ แก่นไม้เป็นสีน้ำตาลอ่อน, น้ำตาลซีดาร์, แดงเข้ม น้ำตาลแดงหรือแดงอิฐ มีริ้วสีน้ำตาลเข้ม กระพี้มีสีขาวอมชมพูชมพูแดงหรือน้ำตาลเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอมของต้นซีดาร์เมื่อถูกตัด ไม้เนื้อแข็งปานกลาง น้ำหนักเบาทนทาน ไม้มีความหลากหลายของการใช้งานเช่นแกะสลัก, การสร้างเรือ, การทำตู้ ใช้สร้างบ้าน ทำเครื่องเรือน เฟอร์นิเจอร์คุณภาพสูง, ใช้ตกแต่งภายใน,ท่อนไม้ของสายพันธุ์นี้ได้รับการยกย่องอย่างสูงในการผลิตเรือแข่งที่มีน้ำหนักเบาโดยเฉพาะเรือใบและเรือบด-ดอกไม้ประกอบด้วยสีแดงและสีย้อมสีกำมะถัน ผ้าฝ้ายและผ้าขนสัตว์สามารถย้อมสีเหลืองหมองคล้ำโดยการแช่ในสารสกัดที่เดือดของดอกไม้ ใช้ร่วมกับดอกคำฝอยและขมิ้นพวกเขาผลิตสีกำมะถันสีเหลือง เปลือกมีสารแทนนิน เส้นใยที่ได้จากเปลือกนั้นถูกนำมาใช้ในการผลิตเป็นเชือกสตริง น้ำมันหอมระเหยสามารถสกัดได้จากผลไม้ สารสกัดบางชนิดจากเปลือกไม้มีคุณสมบัติป้องกันแมลง สารสกัดจากเปลือกไม้แก่นไม้และใบไม้มีคุณสมบัติในการฆ่าแมลง
ระยะออกดอก---มกราคม-กุมภาพันธ์  
ขยายพันธุ์---เมล็ด
ภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทรหอพรรณไม้ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2549


ยมหิน/Chukrasia tabularis


ชื่อวิทยาศาสตร์---Chukrasia tabularis A.Juss
ชื่อพ้อง---Has 9 Synonyms

-Chickrassia nimmonii Graham ex Wight -Chukrasia nimmonii Graham ex Wight
-Chickrassia nimmonii J.Graham ex Wight -Chukrasia trilocularis (G.Don) M.Roem
-Chickrassia tabularis Wight & Arn -Chukrasia velutina (M.Roem.) C.DC.
-Chickrassia velutina M.Roem -Dysoxylum esquirolii H.Lév.
-Chukrasia chickrassa (Roxb.) J.Schultze-Motel

ชื่อสามัญ---Chickrassy, Chittagong wood, Burma almondwood, East Indian mahogany
ชื่ออื่น---ช้ากะเดา, ฝักดาบ, มะเฟืองช้าง, ยมขาว, ยมหิน, สะเดาช้าง, สะเดาหิน, เสียดกา, เสียดค่า, งริ้งบ้าง, รี ,วาราโย่ง ; [THAI: cha kadao (Peninsular),ma fueang chang (Central), yom hin, sadao chang, sadao hin (Central), yom khao (Northern), fak dap (Chanthaburi), fak dap (Chanthaburi),  siat ka (Prachin Buri, Surat Thani), ri , ring-bang (Karen-Mae Hong Son), โค้โย่ง kho-yong (Karen-Chiang Mai), wa-ra-yong (Khmer-Prachin Buri).]; [ASSAMESE: Sokroi-poma,Bogi-poma.]; [MALAYALAM: Chandanaveppu, Akil, Chuvannakil.]; [TAMIL: Aglay, Maleiveppu.]; [BAHASA MELAYU: Pokok Serian Batu,]; [VIETNAM: Lát hoa.]; [CHINESE: Má liàn shǔ.]
ชื่อวงศ์--- MELIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน, อินเดีย, บังคลาเทศ, พม่า, ไทย, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ลาว, กัมพูชา, เวียดนาม


ต้นไม้ที่โดดเด่นมักจะพบกระจัดกระจายอยู่ในป่าดิบเขา ป่าดิบแล้งถึงป่ากึ่งแห้งและป่าผลัดใบ มักจะพบบนดินที่ระบายน้ำได้ดีในที่ราบและบนเนินเขา เป็นพืชในเขตร้อนชื้นที่มักพบในระดับความสูง 300 - 800 เมตร  ประเทศไทยพบมากทางภาคเหนือในพื้นที่แห้งกึ่งโล่งแจ้ง                                                  
ไม้ต้นผลัดใบ สูงประมาณ15-25 (-40) เมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลางสูงสุด 120 ซม ลักษณะ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ใบย่อย 11-21ใบ ใบรูปหอกแกมรูปขอบขนาน ใบย่อยที่แก่มีขนสีขาวปกคลุมด้านล่าง ดอกสีเหลืองครีม ขนาด2-2.5ซม. ออกเป็นช่อตามปลายยอด ก้านดอกมีขน กลีบเลี้ยง 4-5กลีบรูปถ้วย กลีบดอก4-5กลีบแยกกันเกสรตัวผู้ 8-10อัน ผลรูปไข่ ยาวประมาณ3ซม. สีดำเป็นมันปลายผลมีติ่ง แห้งแล้วแตก    
ใช้ประโยชน์---ต้นไม้ถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง เพราะไม้มีค่า มีการซื้อขายระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีการใช้เป็นยาในท้องถิ่น เป็นแหล่งวัสดุของสินค้าต่างๆ และเป็นสายพันธุ์วนเกษตรที่มีประโยชน์ เติบโตเป็นต้นไม้ที่ปลูกในหลายประเทศนอกเขตการกระจายพื้นเมืองและบางครั้งก็ปลูกเป็นไม้ประดับ
--ใช้กิน ไม่เป็นที่รู้จัก-ใช้เป็นยา สารสกัดจากเปลือกไม้มีคุณสมบัติสมานแผลที่มีประสิทธิภาพและถูกนำมาใช้ในการรักษาอาการท้องเสียและเป็นยาแก้ไข้ มีรายงานว่ามีสารสกัดจากใบ น้ำมันหอมระเหยที่อยู่ในใบ แสดงฤทธิ์ต้านมาลาเรียจำนวนมากรวมถึงกิจกรรมต้านเชื้อแบคทีเรียและต้านเชื้อรา
-วนเกษตรใช้ เป็นสายพันธุ์บุกเบิกในพื้นที่ที่เคยมีการเพาะปลูกแบบไร่เลื่อนลอย
-อื่น ๆ แก่นไม้มีสีน้ำตาลอมแดงซีด, สีเหลืองแดงถึงสีแดง,กระพี้สีน้ำตาล ลายเส้นสีเข้มอาจจะค่อนข้างโดดเด่น ไม้ที่ตัดสดมีกลิ่นหอม แต่ไม้แห้งไม่มีกลิ่นที่เป็นลักษณะเฉพาะ เนื้อไม้มีความแข็งปานกลางถือว่าไม่ทนทาน ใช้ในงานภายในคุณภาพสูง ตกแต่งผนังห้องเชื่อมต่อภายในเช่นประตูหน้าต่างและพื้น ใช้ในงานแกะสลักหรือกลึง นอกจากนี้ยังใช้สำหรับหมอนรถไฟ สร้างเรือ เฟอร์นิเจอร์และเครื่องดนตรี (รวมถึงเปียโน) ในอินเดียไม้นั้นยังใช้สำหรับงานเบาถึงงานหนักปานกลาง เช่น เสา, คานและไม้กระดาน เหมาะสำหรับสำหรับไม้อัดเชิงพาณิชย์และป้องกันความชื้น -สารสกัดจากรากแสดงฤทธิ์ การต่อต้านแมลง ดอกไม้ให้สีย้อมสีแดงและสีเหลือง
ระยะออกดอกและติดผล--- พฤษภาคม - มีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ยาแก้, มะโหกโตน/Vernonia volkameriifoli

ชื่อวิทยาศาสตร์---Monosis volkameriifolia (DC.) H.Rob. & Skvarla
ชื่อพ้อง---Has 7 Synonyms
Basionym: Vernonia volkameriifolia DC.
---Cacalia volkameriifolia (DC.) Kuntze
---Conyza volkamerifolia Wall.
---Eupatorium volkameriifolium Wall.
---Gymnanthemum volkameriifolium (Wall. ex DC.) H. Rob.
---Punduana volkameriifolia (Wall. ex DC.) Steetz
---Vernonia volkameriifolia Wall. ex DC.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---มะโหกโตน, ยาแก้, หญ้าแก้, หยาน, คละปอพะดุ ; [THAI:ma hok ton, ya kae ma hok ton, ya kae, yan (Chiang Mai), khla-po-pha-du (Karen-Chiang Mai).]; [CHINESE: Dà yè bān jiū jú.]
ชื่อวงศ์---ASTERACEAE (COMPOSITAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พม่า ยูนนาน ตอนเหนือของเวียตนาม ไทย

 

ขึ้นกระจายในป่าทึบหรือป่าผสมในหุบเขา ที่ระดับความสูง 800-1600 เมตรในประเทศจีน (กวางสี, กุ้ยโจว, ยูนนาน) [ภูฏาน, อินเดีย, ลาว, พม่า, เนปาล, ไทย, เวียดนาม] ในประเทศไทยพบขึ้นทั่วไปในที่โล่งแจ้งทางภาคเหนือที่ระดับ 2,000 เมตร
ไม้ พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ผลัดใบ สูงถึง3-8 เมตร  ลักษณะเปลือกต้นสีน้ำตาลเข้มบางและเรียบ ก้านใบสั้นและกว้างฐานมักขยายเป็นฝักยาว 10-18 มม"ใบรูปไข่หรือรูปไข่กลับขนาดกว้าง 5-20ซม.ยาว15-50ซม. ใบจะมีขนาดเล็กลงเมื่อใกล้ออกดอก ขอบใบมักมีซี่หยาบประปราย ใบแก่สีเขียวหม่นด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างสีอ่อนกว่า  ดอกออกเป็นช่อแยกแขนงรูปปิรามิดยาว 20-30 ซม.  ดอกเป็นช่อกลมขนาด1.2-1.8 ซม.สีชมพูหรือ ม่วงแดงแต่ละช่อย่อยกลม เป็นหลอดยาว 8-10 ซม.มีกาบรองช่อซ้อนกัน5ชั้น ผลขนาด0.3-0.5ซม.มีริ้วไม่สม่ำเสมอ10ริ้วและเส้นขนแข็ง2วง ผลแห้งเมล็ดล่อน รูปขอบขนานแกมทรงกระบอก ยาว 3-4 มม. มีสัน 10 สัน
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยาแก้ มะโหกชื่อโรคโบราณทางเหนือ (จากหนังสือ สมุนไพรแก้โรค ฉบับที่9)
มะโหกหรือบ่าโหกเป็นชื่อโรคของหมอเมืองที่มีอาการเทียบเคียงกับโรคกษัยของ การแพทย์แผนไทย ซึ่งเป็นโรคที่เกี่ยวกับความเสื่อมโทรมของร่างกายตามวัย ทำให้การทำงานของร่างกายผิดปกติ มีอาการโดยรวมดังนี้ ปวดหลังปวดเอว ปวดตามลำตัวอาจเรียกเฉพาะที่เป็น เช่น ปวดแข็งปวดขา เรียกว่า มะโหกเจ็บแข้งเจ็บขา หรือมะโหกลงเสา มะโหกปวดก้นปวดเอว
ถ่าย อุจจาระลำบากเรียกว่า มะโหกขี้แค่น ถ่ายยากขึ้นไปอีกเรียก มะโหกพันละดี ถ้าเป็นก้อนเนื้อยื่นออกมาจากทวารเรียกว่า มะโหกก้นปู๊ด ซึ่งแยกย่อยเป็นมะโหกเดือยไก่ แต่หากมีอาการมากขึ้นอาจถ่ายเป็นมูกเลือดเรียกว่า มะโหกลงเลือด อาการทางทวารเหล่านี้ทางการแพทย์แผนปัจจุบันเรียกว่าริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids)
ถ้ามีอาการปัสสาวะบ่อย (วันยังค่ำ) เรียกว่ามะโหกเยี่ยวหนัก หรือ บ่าโหกเยี่ยวนักมีอาการร้อนท้องร้อนไส้ ถ่ายอุจจาระปัสสาวะแสบร้อนเรียกว่ามะโหกเข้าไส้
จุดเริ่มต้นของการเกิดโรคอาจเกิดจากพฤติกรรมสุขภาพเช่นด้านอาหารการกินไม่เหมาะ สม และด้านอริยาบถสี่ไม่สมดุลเช่นการยืน เดิน นั่ง นอน อย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไป จนเกิดโรค และมีปัจจัยเสริมคือการเปลี่ยนแปลงของวัย มักพบในปัจฉิมวัย ที่มีอาการกระทบของลมก่อให้เกิดธาตุกำเริบ หย่อน พิการ หรือมีอาการติดขัดของการเคลื่อนไหวของธาตุลม หรือพลังลมปราณในการเคลื่อนไหว ทำให้อาการอื่นๆตามมา เช่นปวดเมื่อย ธาตุดินเสื่อม(ริดสีดวง) หรือความผิดปกติธาตุน้ำ(มูกเลือด)
ทั้งนี้พบตำรับยาและข้อมูลจากหมอพื้นบ้านที่บ่งชี้อาการได้ดังสันนิษฐานข้าง ต้น ยาสมุนไพรที่จ่ายให้ผู้ป่วยของหมอเมืองในปัจจุบัน มักเป็นยาใช้รักษาของมะโหก2ชนิดคือ มะโหกปวดหลังปวดเอว และมะโหกก้นปู๊ด มะโหกเลือด ตำรับยาอาจพบยารักษาอาการรวมอาการทั้งหมดด้วยกันหรือแยกตามอาการ          
ระยะออกดอก/ผล---ตุลาคม-เมษายน  
ขยายพันธุ์---เมล็ด
ภาพประกอบการศึกษา-หนังสือต้ไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้นในป่าภาคเหนือประเทศไทยโดยไซมอน การ์ดเนอร์, พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทรหอพรรณไม้ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2549

ยาแก้หลวง/Gochnatia decora


ชื่อวิทยาศาสตร์---Leucomeris decora Kurz
ชื่อพ้อง---Has 1 SYnonyms
---Gochnatia decora (Kurz) Cabrera.
ชื่อสามัญ--None
ชื่ออื่น---ยาแก้หลวง, ยาแก้, นิ้วมือต้น ; [THAI: ya kae luang, ya kae, nio mue ton (Northern).]; [CHINESE: bai ju mu.]; [JAPANESE: Shiragiku ki.]
ชื่อวงศ์---ASTERACEAE (COMPOSITAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พม่า ไทย จีน เวียตนาม


พบที่พม่า จีนตอนใต้(ยูนนาน) และเวียดนาม ในป่ากึ่งโล่งแจ้งมักจะพบขึ้นปะปนกับไม้สน ที่ระดับความสูง 1,000-1900 เมตรในประเทศจีน ประเทศไทยพบทางภาคเหนือที่เชียงใหม่ ตาก และทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ที่กาญจนบุรี ขึ้นตามสันเขาในป่าดิบเขาและป่าสน ความสูง 600-1800 เมตร
ไม้ต้นหรือไม้พุ่ม ผลัดใบกิ่งก้านระเลื้อยและบิดเป็นเกลียว สูง 3-5 เมตร ลักษณะ เปลือกต้นเป็นสีน้ำตาลเข้ม หนา มีรอยแตกลึก ใบเรียงเวียน รูปรีหรือรูปขอบขนานขนาด11-17x4-7ซม ปลายใบแหลม โคนใบเบี้ยว ขอบจักคล้ายหนามห่าง ๆ ยอดอ่อนมีขนสีขาวคล้ายไหมหนาแน่น ใบแก่บางสีเขียวหม่นเกือบเรียบเกลี้ยง เส้นแขนงใบ 5–10 คู่ ก้านใบยาว 0.5–1 ซม. ช่อดอกแบบช่อกระจุกแน่น ออกเป็นกระจุกตามปลายกิ่ง 6-15 ช่อไม่มีก้าน กาบรองช่อเป็นเกล็ดสีน้ำตาลอมส้ม ปลายแหลมหลายชั้น เป็นกลุ่มกลมสีขาว แต่ละช่อยมีดอกย่อยมี 5-7ดอก สีขาวครีม ยาว 1.7-1.8 ซม. ปลายแยกเป็น 5 แฉก รูปแถบ ยาว 0.7-1 ซม. ม้วนงอกลับ เกสรเพศผู้ 5 อัน ติดภายในหลอดกลีบดอก กลีบเลี้ยงเป็นเส้นยาวคล้ายไหมหนาแน่น  ผลแห้งเมล็ดล่อน รูปทรงกระบอก สีน้ำตาล  ยาว 0.8-1.2 ซม. สันไม่ชัดเจน ผิวมีขนยาว แพปพัสเป็นขนแข็ง สีขาว จํานวน 60–80 เส้น ยาว 12–15 มม. ติดทน ขณะออกดอกจะผลัดใบทั้งต้น และออกดอกเมื่อใบร่วงหมด
สถานภาพเป็นไม้หายาก  สกุล Leucomeris D. Don อยู่ภายใต้วงศ์ย่อย Gochnatioideae มีเพียง 2 ชนิด พบที่อินเดีย ปากีสถาน เนปาล พม่า จีนตอนใต้ และเวียดนาม ในประเทศไทยมีชนิดเดียว ชื่อสกุลมาจากภาษากรีก “leukos” สีขาว ตามสีของดอก
ระยะออกดอกและผล--- ธันวาคม-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด                                                   
อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา-หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทรหอพรรณไม้ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2549

ยาแก้ฮากเหลือง/Desmodium oblongum


ชื่อวิทยาศาสตร์---Desmodium oblongum Wall. ex Benth.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Meibomia oblonga Kuntze
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น--- ยาแก้ฮากเหลือง, หญ้าฮากเหลือง , หนาดคำ, ยาต้นกำลังพระ, ต้นรากน้อย, เครือแพว ; [THAI: ya kae hak lueang, nat kham, ya ton kamlang phra (Chiang Mai), ya hak lueang (Northern), ton rak noi, khruea phaeo (Loei).]
ชื่อวงศ์---FABACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย จีนตอนใต้ และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

 

มักพบตามป่าเบญจพรรณที่ระดับความสูง600-1,600เมตร
ไม้ พุ่มสูง1-2เมตรลักษณะ ใบเป็นใบประกอบแบบมีใบย่อย1ใบ รูปขอบขนานแกมรีกว้าง2-4ซม.ยาว7-14ซมง หูใบรูปสามเหลี่ยมแคบ ดอกสีม่วงออกเป็นช่อตามปลายกิ่ง ยาวถึง50ซม.ดอกย่อยรูปดอกถั่วขนาด1-1.5ซม. กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นถ้วย ปลายแยก5แฉกกลีบดอก5กลีบ เกสรผู้10อัน โคนเชื่อมติดกัน9อันอีก1อันอิสระ อับเรณูสีเหลือง รังไข่รูปทรงกระบอก ผล เป็นฝักแบน รูปขอบขนาน ยาวถึง3-5ซม. ขอบด้านหนึ่งหยักเว้าเป็นคลื่น
ระยะออกดอกติดผล---เดือนมีนาคม-เดือนพฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด


ยางกราด/Dipterocarpus intricatus


ชื่อวิทยาศาสตร์---Dipterocarpus intricatus Dyer
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---Thai: yang-krat
ชื่ออื่น---กราด (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ); กร้าย (ส่วย-สุรินทร์); จิก (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ); ชะแบง (สุรินทร์); ซาด (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ); ตราย (เขมร, ส่วย-สุรินทร์); ตะแบง (สุรินทร์); ตาด (นครราชสีมา); ยางกราด (สระบุรี); ลาง (ชลบุรี); สะแบง (สุรินทร์); เหียงกราด (เพชรบูรณ์, ราชบุรี); เหียงขน (ทั่วไป); เหียงน้ำมัน (ราชบุรี); เหือง (ระยอง)
 ; [THAI: krat,  chik, sat (Northeastern), krai (Suai-Surin), trai (Khmer, Suai-Surin), cha baeng, ta baeng, sa baeng (Surin), tat (Nakhon Ratchasima),yang krat (Saraburi), hiang krat (Phetchaburi, Ratchaburi), hiang nam man (Ratchaburi), hiang khon (General), lang (Chon Buri), hueang (Rayong).]; [VIETNAM: Dầu trai, Dầu lông.]
ชื่อวงศ์---DIPTEROCARPACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อัสสัม พม่า กัมพูชา ลาว เวียตนามตอนเหนือ คาบสมุทรมาเลย์ สุมาตรา ชวา หมู่เกาะซุนดาน้อย
มีถิ่นกำเนิดอยู่ในภูมิภาคอินโดจีน พบในประเทศไทย ,กัมพูชา ,ลาวและเวียดนาม
ในประเทศไทยพบทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคตะวันตกเฉียงใต้ ขึ้นหนาแน่นตามป่าเต็งรังและที่ราบที่เป็นหินทราย ตั้งแต่ที่ระดับความสูง 150-300 เมตรจนถึงความลาดชันและสันเขาสูงถึง 1300 เมตรจากระดับน้ำทะเล ในป่าเต็งรังพบที่ระดับ (0-350 เมตร)
ไม้ต้น ผลัดใบ สูง 15-30เมตรเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 60 - 80 ซม. ลำต้นเปลาตรงกิ่งก้านสาขาเป็นพุ่มทึบกลม เปลือกสีน้ำตาลปนเทาแตกเป็นร่องเล็กๆ  กิ่งอ่อนมีขนกระจาย ใบเดี่ยวรูปไข่แกมขอบขนาน  เรียงสลับ ยาว 15-25 ซม. กว้าง 10-20 ซม. ปลายใบกลมมน โคนใบรูปหัวใจ  ก้านใบยาว 2-5 ซม.ขอบใบเรียบเนื้อใบหนา ผิวใบด้านบนมีขนหยาบและสาก  ใบอ่อนและยอดอ่อนมีหูใบสีแดง ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ยาวได้ถึง 10 ซม. ช่อแยกสองง่าม ยาว 7-10 ซม. มี 5-8 ดอก ก้านดอกยาว 1-2 มม.กลีบดอก5กลีบโคนเชื่อมกันเป็นรูปกังหันสีขาวแกมชมพู ผลค่อนข้างกลมรีเป็นจีบพับ มีปีก5ปีกปีกยาว2ปีก ปีกสั้น3ปีก
ใช้ประโยชน์ ---ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ไม้และยางซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ในพื้นที่
-ใช้เป็นยา ยางสีน้ำตาล สีเทาได้มาจากต้นไม้ใช้เป็นส่วนผสมของยารักษาอหิวาตกโรค ในเวียตนามใช้ รักษาหนองในโรคผิวหนังอื่น ๆ (น้ำมันเฉพาะที่) ไขข้ออักเสบ
แก่นไม้มีสีน้ำตาลแดงถึงแดงเข้ม เนื้อไม้มีน้ำหนักมากและมีเนื้อหยาบ ทนทานและทนต่อปลวกและแมลง ใช้สำหรับการก่อสร้างบ้าน ทำเครื่องเรือนและเกวียน ยางใช้ทำยางชัน ในประเทศกัมพูชาส่วนใหญ่จะใช้ยางแบบดั้งเดิมในการเตรียมคบเพลิง
ระยะออกดอก---กุมภาพันธ์-เมษายน---ผล---เมษายน-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด
พบในประเทศไทย ,กัมพูชา ,ลาวและเวียดนาม

ยางดง/Dipterocarpus retusus

ชื่อวิทยาศาสตร์---Dipterocarpus retusus Blume.
ชื่อพ้อง---Has 7 Synonyms
---Dipterocarpus macrocarpus Vesque
---Dipterocarpus mannii King ex Kanjal, P.C.Kanjal & D.Das
---Dipterocarpus pubescens Koord. & Valeton
---Dipterocarpus retusus var. macrocarpus (Vesque) P.S.Ashton
---Dipterocarpus spanoghei Blume
---Dipterocarpus tonkinensis A.Chev.
---Dipterocarpus trinervis Blume
ชื่อสามัญ---Hollong, Hollong gurjun tree
ชื่ออื่น--- เตียนกะฮอม (เขมร-จันทบุรี), ยางแข็ง (เพชรบูรณ์), ยางดง(นครราชสีมา), ยางควน (ภาคใต้),  ; [THAI: tian-ka-hom (Khmer-Chanthaburi), yang khaeng (Phetchabun), yang dong (Nakhon Ratchasima), yang khuan (Peninsular).]; [ASSAMESE: Holong.]
ชื่อวงศ์---DIPTEROCARPACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน อินเดีย ไทย เวียตนาม ลาว กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย
พบที่อินเดีย พม่า ภูมิภาคอินโดจีน คาบสมุทรมลายู ชวา และหมู่เกาะซุนดาน้อย เกิดขึ้นตามป่าดิบชื้น ป่าดิบชื้นกึ่งผลัดใบ ป่าดงดิบกลางภูเขาที่ชุ่มชื่น ที่ระดับความสูง100 - 1,300 เมตร พบที่ระดับต่ำสุด 100 เมตร ในรัฐอัสสัม ในประเทศไทยพบกระจายห่าง ๆ แทบทุกภาค ยกเว้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขึ้นตามสันเขาในป่าดิบแล้งที่ค่อนข้างชุ่มชื้น และป่าดิบชื้น ความสูง 700-1100 เมตร
พืชจัดอยู่ในประเภท 'ความเสี่ยง' ในรายการ IUCN Red of Threatened Species (2011)
ไม้ต้น ผลัดใบสูง30-(-40) เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 100 - 150 ซม. เปลือกสีเทามีรอยแตกตามยาวเล็กน้อย ใบมนรีกว้าง ยาว 11-28 ซม. โคนรูปลิ่ม ปลายใบสั้นแหลม  ก้านใบยาว 3-7 ซม.ผิวใบเกลี้ยงไม่เป็นมัน มีหูใบใหญ่รูปใบหอกหรือรูปแถบ ยาว 9-13 ซม.สีแดงซึ่งหลุดง่าย ช่อดอกยาวได้ถึง 10 ซม. มี 3-7 ดอก  ผลมีหลอดกลีบเลี้ยงหุ้มผลเรียบ ยาว 2.5-3 ซม. ปีกยาว ยาว 12-25 ซม. ปีกสั้นยาว 1.5-2 ซม. ขอบพับกลับเล็กน้อย ปีกมีขนเล็กน้อย           
ต้นไม้เล็กเติบโตได้ดีที่สุดในที่ร่ม แต่ต้องการระดับแสงที่เพิ่มขึ้นเมื่อต้นไม้ใหญ่ขึ้น ชอบดินที่ลึกและอุดมสมบูรณ์และมีการระบายน้ำที่ดี ค่า pH ในช่วง 5 - 5.5 ทนได้ 4.5 - 6                             
ใช้ประโยชน์----เป็นพืชที่ปลูกในภาคเหนือของเวียดนาม ปลูกเป็นต้นไม้ประดับและให้ร่มเงาไปตามถนนหรือในสวนสาธารณะ
-ใช้เป็นยา oleo-resin นั้นได้มาจากลำต้น ใช้เป็นยา  เรซิ่นจากลำต้นถูกนำไปใช้กับบาดแผล
-อื่น ๆ ไม้เนื้ออ่อนหนักนุ่มไม่ทนทานเมื่อสัมผัสกับพื้นดิน แต่ไม้ทนแมลงและปลวก ใช้สำหรับการก่อสร้างและทำเฟอร์นิเจอร์ เนื่องจากธรรมชาติของยางมันจึงไม่เหมาะสำหรับการปูพื้นและงานไม้ที่สัมผัสกับแสงแดด ไม้ใช้ทำถ่าน ในกัมพูชาผู้คนในเขตภูเขาเก็บเรซินเพื่อทำคบเพลิงและเทียน
ความเชื่อ/พิธีกรรม ---Hollong เป็นต้นไม้แห่งรัฐอัสสัม  ถือเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์สำหรับชุมชนโมแรนในรัฐอัสสัม  
ระยะออกดอก---มิถุนายน - พฤศจิกายน--ติดผล---สิงหาคม - มีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา-หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทรหอพรรณไม้ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ยางดง/Polyalthia obtusa


ชื่อวิทยาศาสตร์---Polyalthia obtusa Craib. This name is unresolve.
ชื่อพ้อง---This name is a synonyms of Monoon obtusum (Craib) B. Xue & R. M. K. Saunders
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ซ้ายาง(สะบุรี), ตองห่ออ้อย (เชียงใหม่, ลำพูน),  ยางดง(ราชบุรี),  ยางโดน (อุดรธานี), ยางอึ่ง(สุโขทัย, พิษณุโลก), สะบันงาป่า (ลำพูน), สนั่น (ระนอง), สามเต้า(ลำปาง). ; [sa yang (Saraburi), tong ho oi (Chiang Mai, Lamphun), yang dong (Ratchaburi), yang don (Udon Thani), yang ueng (Sukhothai, Phitsanulok), sanan (Ranong), saban nga pa (Lamphun), sam tao (Lampang).]
ชื่อวงศ์--- ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย
ไม้ ต้นสูง15-25เมตร พบขึ้นในป่าเต็งรังที่ระดับความสูง 100-500เมตร ลักษณะ เปลือกแตกเป็นร่องสีน้ำตาลปนขาวลำต้นเปลาตรงแตกกิ่งระดับสูง เนื้อไม้เปราะ ใบรูปรีแกมขอบขนาน กว้าง7-12ซม.ยาว15-25ซม. โคนใบและปลายใบมน ขอบใบเป็นคลื่นใบค่อนข้างหนาและเกลี้ยงทั้งสองด้าน ดอกออกเป็นช่อกระจุก2-4ดอก ตามกิ่งแก่ ดอกสีเขียวอ่อน ดอกบานขนาด3-4ซม.
ผลเป็นผลกลุ่มมีผลย่อย25-45ผล ผลรูปรีผิวขรุขระ กว้าง2-3ซม.ยาว3-4ซม.ผลแก่สีเหลืองอมเขียว มี1เมล็ด
ใช้ประโยชน์---เนื้อไม้นำมาใช้ในงานก่อสร้าง
ระยะดอกบาน---เดือนกุมภาพันธ์-เดือนเมษายน
ขยายพันธุ์---โดยการเพาะเมล็ด
อ้างอิงภาพเพื่อการศึกษา-หนังสือต้นไม้เมืองเหนือคู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้นในป่าภาคเหนือประเทศไทยโดยไซมอน การ์เนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร

ยางแดง/Dipterocarpus turbinatus


ชื่อวิทยาศาสตร์--Dipterocarpus turbinatus Gaertn. f.
ชื่อพ้อง--Has 2 Synonyms
---Dipterocarpus jourdainii Pierre
---Dipterocarpus laevis Buch-Ham.                             
ชื่อสามัญ---Garjan, Garjan oil tree, East Indian copaiba balsam.
ชื่ออื่น---ยางแคง, ยางแดง, ยางใบเลื่อม, ยางหนู, ยางหยวก ; [THAI: yang daeng (Loei, Nong Khai), yang bai lueam (Chiang Rai), yang nu (Chiang Rai), yang yuak (Nong Khai)yang khaeng (Phetchabun).] ; [KHMER: chheuteal dang.]; [INDIA: gurjan, gurjun, gurgina.];  mayapis (Tagalog).]; [CHINESE: jie bu luo xiang.]; [MALAY: Keru ing.]; [VIETNAM: Dầu đỏ.]; [ASSAMESE: Kurlikhal, Garjan, Kuroil sal, Kherjong, Kural sal.]; [BENGALI: garjan, Kali garjan.]; [SANSKRIT: Asvakarna, Ajakarna.]
ชื่อวงศ์---DIPTEROCARPACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้, อินเดีย, บังคลาเทศ, พม่า, ไทย, กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม


 
 พืชพื้นเมืองทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียและจีนแผ่นดินใหญ่  (ตะวันออกเฉียงใต้- Xizang, ภาคใต้และตะวันตกของยูนนาน ) เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และปลูกในพื้นที่โดยรอบ พบตามป่าเบญจพรรณชื้น ที่ระดับความสูง300-1,000เมตร
เนื่องจากถูกคุกคามโดยการสูญเสียที่อยู่อาศัย ได้รับการจัดประเภทเป็น 'ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งใหญ่' ใน IUCN Red List of Threatened Species (2011)  
ไม้ต้นไม่ผลัดใบสูง 20-30 (45) เมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 150 ซม  เปลือกมีสีเทาหรือสีน้ำตาลเข้มและมีรอยแยกตื้น ๆ ตามยาว ลักษณะใบเป็นใบเดี่ยว 12-36 x 5.5-15 ซม เรียงสลับ รูปไข่หรือรูปขอบขนาน โคนมนปลายแหลม ผิวใบเกลี้ยงมันทั้งสองด้าน ขอบใบหยักเป็นคลื่นห่างๆก้านใบ ยาว 2.5-5 ซม ดอกออกเป็นช่อมี3-7ดอกที่ซอกใบ ดอกสีชมพูแกมขาว กลีบเลี้ยงสีขาวแกมเหลือง รูปถ้วยปลายแยกเป็น5กลีบ กลีบดอกรูปขอบขนานแคบ เกสรผู้มี20-25อัน ผลรูปกระสวยผิวเกลี้ยงยาว 3-3.8 ซม. เส้นผ่านศูนย์กลาง 2-3 ซม.มีนวลปีกยาว2ปีก อีกสามปีกลดรูปเป็นกลีบสั้นๆ
ต้นไม้เล็ก ๆ เติบโตได้ดีที่สุดภายใต้ร่มเงาของป่าไม้ แต่มีความต้องการแสงมากขึ้นเมื่อต้นไม้ใหญ่ขึ้น ชอบดินอุดมสมบูรณ์ปานกลางมีการระบายน้ำที่ดี ค่า pH ในช่วง 4.8 - 5.8 ซึ่งทนได้ 4.3 - 6.5
ใช้ประโยชน์---เป็นแหล่งสำคัญของไม้ที่รู้จักกันในชื่อ keruing และมักใช้ในอุตสาหกรรมไม้อัด
-ใช้เป็นยา ใช้ในการรักษาโรคหนองในโรคเรื้อนโรคสะเก็ดเงินและโรคผิวหนังอื่น ๆ และยังเป็นยาขับปัสสาวะ
-อื่น ๆ แก่นไม้เป็นสีน้ำตาลแดง กระพี้สีขาว ไม้เนื้ออ่อนถึงแข็งปานกลาง ไม้แข็งแต่ไม่ทนทานในที่โล่งแจ้งมีแนวโน้มที่จะถูกปลวกกัดกิน มักใช้ทำสิ่งก่อสร้างหยาบๆ เป็นไม้อัดที่ใช้ทางการค้า  น้ำมันใช้ผสมหมึก พิมพ์หินและองค์ประกอบการเคลือบป้องกันการกัดกร่อนสำหรับเหล็ก
-Oleo-resin นั้นได้มาจากลำต้น (รู้จักในระดับสากลว่าEast Indian copaiba balsam) ถูกนำมาใช้ในประเทศอินเดีย เป็นแหล่งที่มาของน้ำมัน gurjun และน้ำมัน kanyin ใช้ในท้องถิ่นสำหรับการทำคบเพลิง เรือกาว (ผสมกับส่วนผสมอื่น ๆ )  เป็นสารเคลือบเงาและบางครั้งใช้เป็นยา น้ำมันจากเนื้อไม คล้าย D.alatus แต่มีความแตกต่างกันที่คุณภาพ ใช้รักษาเนื้อไม้ไผ่
ระยะออกดอก---พฤศจิกายน-มีนาคม--- ติดผล---มีนาคม-มิถุนายน
อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา-หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทรหอพรรณไม้ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ยางนา/ Diptrocarpus alatus

ชื่อวิทยาศาสตร์---Dipterocarpus alatus Roxb. ex G.Don
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms
---Dipterocarpus gonopterus Turcz.
---Dipterocarpus incanus Roxb.
---Dipterocarpus philippinensis Foxw.
---Hopea conduplicata Buch.-Ham.
---Oleoxylon balsamifera Roxb.
---Pterigium costatum Corrêa
ชื่อสามัญ---Yang, Apitong
ชื่ออื่น---ยาง, ยางขาว, ยางนา, ยางแม่น้ำ, ยางหยวก (ทั่วไป), กาตีล (เขมร-ปราจีนบุรี), ขะยาง (ชาวบน-นครราชสีมา), จ้อง (กะเหรี่ยง), จะเตียล (เขมร), ชันนา (ชุมพร), ทองหลัก (ละว้า), ยางกุง (เลย),  ยางควาย (หนองคาย), ยางตัง (ชุมพร), ยางเนิน (จันทบุรี),  ราลอย (ส่วย-สุรินทร์), ลอย (โซ่-นครพนม), [THAI: yang, yang na, yang mae nam, yang yuak, yang khao (General), ka-tin (Khmer-Prachin Buri), kha-yang (Chaobon-Nakhon Ratchasima), chong (Karen)cha-tian (Khmer), chan na (Chumphon), thong-lak (Lawa), yang kung (Loei), yang khwai (Nong Khai), yang tang(Chumphon), yang noen (Chanthaburi), ra-loi (Suai-Surin), loi (So-Nakhon Phanom).; [VIETNAM: Dau nuoc, Day rai.]; [LAO: Yang khao.]
ชื่อวงศ์---DIPTEROCARPACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย บังกลาเทศ หมู่เกาะอันดามัน กัมพูชา ลาว เวียตนามตอนใต้ คาบสมุทรมาเลย์ตอนเหนือ


มีถิ่นกำเนิดในศรีลังกา, อินเดีย (เบงกอล W, หมู่เกาะอันดามัน), บังคลาเทศ, พม่า, ไทย, สปป. ลาว, กัมพูชาและภาคใต้ของเวียดนาม มันอาจเกิดขึ้นในภาคเหนือของมาเลเซีย มีถิ่นกำเนิดในป่าดิบแล้งและป่าผลัดใบ เกิดขึ้นเป็นกลุ่มตามริมฝั่งแม่น้ำและในป่าเต็งรัง พืชในเขตร้อนชื้นซึ่งพบได้ในระดับความสูง 100- 700 เมตร
ในประเทศไทยพบทุกภาค ขึ้นตามที่ราบลุ่มริมลำธารหรือแม่น้ำในป่าดิบแล้ง ที่ระดับความสูงถึง 500 เมตร
ภัยคุกคามที่สำคัญสำหรับสายพันธุ์นี้คือการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อการเกษตรการกรีดยางและการหาประโยชน์เพื่อการค้าไม้ จากการสูญเสียถิ่นที่อยู่และถูกจัดวางใน IUCN Red List of Threatened Species (2009)ประเภท 'ใกล้สูญพันธุ์'
ไม้ต้นไม่ผลัดใบหรือผลัดใบในช่วงสั้นๆสูงถึง 30-60 เมตรเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.5เมตร ลำต้นเปลาตรง เรือนยอดเป็นพุ่มกลมแคบกว่ายางปาย เปลือกต้นออกสีเทาเกลี้ยงหนาสีเทาปนขาว หลุดลอกเป็นชิ้นกลม โคนต้นมีพูพอนต่ำๆ เนื้อไม้สีน้ำตาลแดง  ตายอดมีขนยาวหนาแน่น หูใบรูปใบหอก ยาวได้ถึง 10 ซม.ใบเดี่ยวยาว 9-24 ซม. ออกเรียงสลับรูปไข่แกมรูปใบหอกกว้าง ปลายใบสอบเรียว โคนใบมนหรือเบี้ยว  ก้านใบยาว 2-6 ซม.ขอบใบหยักเป็นคลื่น แผ่นใบหนาสีเขียวท้องใบสีเขียวหม่นและมีขนปกคลุม ดอกขนาดใหญ่สีชมพูอ่อน เรียงตัวหลวมๆเป็นช่อยาว ถึง12ซม.ช่อแยกแขนงยาว 3-7 ซม. มี 3-5 ดอก ผลเป็นผลแห้ง รูปทรงกลมมีหลอดกลีบเลี้ยงหุ้มผลยาว 3-4 ซม.ตามยาวตลอดผล5ครีบ มีปีกยาว2ปีกกว้าง 0.5-1 ซม.ยาว 8-13 ซม. ปีกสั้นรูปหูหนู3ปีกยาวประมาณ 1 ซม. ขอบพับกลับ
ต้นไม้เมื่ออายุยังน้อยมีความอดทนต่อการแรเงาและต้นกล้าสามารถอยู่รอดภายใต้ร่มเงาหนักเป็นเวลาหลายปี เมื่อต้นไม้โตขึ้นจะมีความต้องการแสงมากขึ้นส่วนใหญ่พบในดินลุ่มน้ำในป่า ค่า pH ในช่วง 5 - 6.5 ซึ่งทนได้ 4.5 - 7
ใช้ประโยชน์---หนึ่งในสายพันธุ์ไม้ที่สำคัญที่สุดของเอเชียใต้มันถูกบันทึกไว้อย่างกว้างขวางในเชิงพาณิชย์ในขณะที่ต้นไม้ยังมีค่าสำหรับน้ำมันหอมระเหยและโอเลโอดิน มักจะปลูกเป็นต้นไม้ถนนให้ร่มเงาในเวียดนาม ในประเทศไทยมักพบปลูกตามริมถนนหรือในวัด ถนนเส้นเก่าระหว่างเชียงใหม่-ลำพูนเป็นพรรณไม้ชนิดนี้
-ใช้เป็นยา เรซิ่นที่ได้จากลำต้นนั้นเป็นยาฆ่าเชื้อยาระบายยาขับปัสสาวะสารกระตุ้นอย่างอ่อนโยน มันถูกใช้ในยาแก้ปวด สามารถผสมกับขี้ผึ้ง ใช้เป็นน้ำยาฆ่าเชื้อในผ้าพันแผลบนแผล เปลือกของต้นอ่อนที่ มี 2 - 4 ใบเชื่อกันว่ามีสรรพคุณทางยาในการรักษาโรคไขข้ออักเสบและโรคตับ
-วนเกษตรใช้ ต้นไม้เป็นอาณานิคมอย่างรวดเร็วของดินลุ่มน้ำตามแนวแม่น้ำ - ใช้เป็นผู้บุกเบิกในโครงการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูความสูญเปล่าและสร้างป่า ต้นไม้ถูกใช้เป็นสารปรับปรุงดิน ปริมาณอินทรียวัตถุและปริมาณ NPK ของดินใต้เรือนพุ่มต้นไม้แสดงให้เห็นว่าสูงกว่าดินที่อยู่ไกลออกไปจากต้นไม้
-อื่น ๆ แก่นไม้มีสีแดงปนเทา กระพี้สีขาว ไม้ค่อนข้างแข็งเนื้อละเอียดง่ายต่อการขัด ทำโครงสร้างภายใน หมอนรถไฟ ต่อเรือ ทำไม้อัดยางที่มีคุณภาพดีที่สุดที่ได้จากพันธุ์ไม้ของประเทศไทย -เรซินค่อนข้างบางใช้ในการชักเงาและเคลือบ เป็นสีที่มีสังกะสีเป็นตัวทำละลายใช้ในอุตสาหกรรมหมึกพิมพ์ เป็นเชื้อเพลิง ชันยาเรือ เป็นเชื้อเพลิงในเครื่องจักรดีเซล น้ำมันหอมระเหยที่เรียกว่าน้ำมันหยาง (yaang oil)นั้นได้มาจากพืช มันถูกใช้เป็นตัวตรึงในน้ำหอม
ระยะออกดอก---มีนาคม-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด อายุต้นไม้เฉลี่ย 100ปี
อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา-หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทรหอพรรณไม้ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ยางปาย/Dipterocarpus costatus


ชื่อวิทยาศาสตร์---Dipterocarpus costatus Gaertn.f.
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Dipterocarpus angustifolius Wight & Arn.
---Dipterocarpus artocarpifolius Pierre
---Dipterocarpus insularis Hance
---Dipterocarpus parvifolius Hiern.
ชื่อสามัญ---Garjan
ชื่ออื่น---กวู, ยางกระเบื้องถ้วย, ยางกราย, ยางแกน, ยางเจาะน้ำมัน, ยางแดง, ยางบาย, ยางเบื้องถ้วย, ยางใบเอียด, ยางปาย,  ยางพราย, ยางหัวแหวน, ยางฮอก, ยางฮี, ยางฮี้, สะแฝง ; [THAI: kwu (Malay-Pattani), yang pai, yang bai, yang krai, yang kaen, yang phrai, yang huak, yang hi (Northern), yang cho nam man (Ubon Ratchathani), yang daeng (Chanthaburi, Trat), yang bueang thuai (Prachin Buri),  yang bai iat (Nakhon Si Thammarat), yung hua waen (Satun), yang kra bueang thuai (Peninsular); sa faeng (Loei); BENGALI: Keshogarjan, Telia garjan, Sada garjan.]; [MALAYSIA: Keruing, Keruing Bukit(Malay), Keruing Mara Keluang (Negeri Sembilan)]; [VIETNAM: Dầu cát.]
ชื่อวงศ์---DIPTEROCARPACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---หมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ บังคลาเทศ พม่า มาเลเซีย กัมพูชา ลาว เวียดนาม



กระจายอยู่ในป่าเขาและป่าเต็งรังตอนบนที่ระดับความสูง 600 - 1,000 เมตร
จัดอยู่ในประเภท 'ใกล้สูญพันธุ์' ใน IUCN Red List of Threatened Species (2011)
ไม้ ผลัดใบช่วงสั้น สูงถึง 25-40 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 80 - 110 ซม. ขึ้นเป็นกลุ่มเรือนยอดสูงเด่น ลำต้นตรงยอดกลมโปร่งเปลือกต้นหนาสีน้ำตาลอ่อนอมเทาหลุดเป็นชิ้นกลมบางเห็นเป็นลวดลาย รอบต้น ใบเดี่ยวรูปไข่กว้าง4.5-8.8ซม.ยาว8-14ซม.ปลายสอบเข้า ฐานป้านหรือเป็นรูปหัวใจ ก้านใบแบนหรือแบนเล็กน้อยมีขน  ยาว1.5-4 ซม. ใบอ่อนมีขนรูปดาวปกคลุม ใบแก่มีขนสั้นๆประปรายบนเส้นใบผิวด้านล่าง ช่อดอกออกที่ซอกใบดอกสีส้มอ่อนกลุ่มละ3-6ดอก ผลสีน้ำตาลดำยาวประมาณ 1.8 ซม มีปีกยาว2ปีกเส้นตามยาวปีก3-5เส้น ปีกสั้น3 ปีกกลมและเป็นพูลึก ส่วนกลางผลยางมีสันเล็กๆ5สันมีขนหยาบปกคลุม ผลอ่อนสีแดงสดตัดกับใบสีเขียวเข้มมักติดผลจำนวนมาก
ต้นไม้ค่อนข้างโตช้า ชอบดินขนาดกลางถึงหนักมีการระบายน้ำดี มีค่า pH ในช่วง 5 - 6 ทนได้ 4.5 - 6.5
ใช้ประโยชน์---ต้นใหญ่ๆมักมีรอยไหม้เป็นแอ่งซึ่งเกิดจากการเผาเก็บชัน  เป็นไม้ซึ่งมีการซื้อขายในระดับสากล
-ใช้เป็นยา oleo-resin และเปลือกไม้มีคุณสมบัติเป็นยา
-อื่น ๆไม้ใช้ในการก่อสร้าง ต่อเรือ ทนทานในที่โล่งแจ้ง ไม่เหมาะสำหรับการปูพื้นและงานไม้ที่สัมผัสกับแสงแดด ยางจากเปลือกไม้ใช้ในอุตสาหกรรมสี เป็นสารเคลือบเงาสำหรับเรือผนังและเฟอร์นิเจอร์ ไม้สามารถใช้ทำถ่าน
ระยะออกดอกติดผล---เมษายน-มิถุนายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา-หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทรหอพรรณไม้ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2549

ยางปุ่ม/Polyalthia clavigera

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Polyalthia clavigera King. This name is unresolved.
ชื่อพ้อง---This name is a synonym of Monoon anomalum (Becc.) B. Xue & R. M. K. Saunders
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ยางปุ่ม, เหลืองกระจุก, ; [THAI: lueang kra chuk (General).]; [MALAYSIA: Kayu Chegan Putih (Temuan), Mempisang (Malay).]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย มาเลเซีย
    ไม้ ต้นสูง10-15เมตร ขึ้นในป่าดิบชื้นทางภาคใต้ ที่ระดับความสูง 500-800เมตร ลักษณะทรงลำต้น กลม เปลาตรง เปลือกเรียบสีน้ำตาลแตกกิ่งระดับสูงขนานกับพื้นดิน ตามลำต้นมีรอยแผลเป็นของปุ่มดอกเห็นได้ชัด ใบรูปรี กว้าง5-7ซม.ยาว16-22ซม.โคนใบมนหรือรูปลิ่ม ปลายใบแหลม ผิวใบเรียบด้านบนเกลี้ยงสีเขียวเข้มเป็นมัน ใบด้านล่างสีอ่อนกว่า ดอกออกเป็นช่อแบบช่อกระจุก ออกตามต้น ดอกสีชมพูหรือแดงดอกบานขนาด 2.5-3ซม. ผลกลุ่มมีผลย่อย20-30ผล ผลรูปรีกว้าง2-2.5ซม.ยาว3-4ซม.ผิวเกลี้ยงเมื่อแก่สีแดง
ใช้ประโยชน์---เนื้อไม้นำมาใช้เป็นเชื้อเพลิง
ระยะออกดอก---เดือนกุมภาพันธ์-เดือนพฤษภาคม
ขยายพันธุ์---โดยการเพาะเมล็ด
อ้างอิง, ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :---หนังสือ พรรณไม้วงศ์กระดังงา ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น ภาพ: อภิชัย อิงควุฒิ 


ยางพลวง/Dipterocarpus tuberculatus


ชื่อวิทยาศาสตร์---Dipterocarpus tuberculatus Roxb.
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Dipterocarpus cordatus Wall. ex A.DC.
---Dipterocarpus grandifolius Teijsm. ex Miq.
ชื่อสามัญ---Gurjuntree, Eng gurjuntree.
ชื่ออื่น---กุง (ปราจีนบุรี, อุบลราชธานี, อุดรธานี); เกาะสะแต้ว (ละว้า-เชียงใหม่); คลง (เขมร-บุรีรัมย์); คลอง (เขมร); คลุ้ง (ชาวบน-นครราชสีมา); ควง (พิษณุโลก, สุโขทัย); โคล้ง (เขมร-สุรินทร์); ตะล่าอ่ออาขว่า (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่); ตึง, ตึงขาว (ภาคเหนือ); พลวง (ภาคกลาง, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ); พลอง (ระยอง, ส่วย-สุรินทร์); ยาง, ยางพลวง (ภาคกลาง); ล่าเทอะ, แลเท้า (กะเหรี่ยง-ภาคเหนือ); สะเติ่ง (ละว้า-เชียงใหม่); สาละออง (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี), ; [THAI: kung (Prachin Buri, Ubon Ratchathani, Udon Thani), ko-sa-taeo (Lawa-Chiang Mai)(Khmer-Buri Ram)(Khmer), khlung (Chaobon-Nakhon Ratchasima), khuang (Phitsanulok, Sukhothai), khlong (Khmer-Surin), ta-la-o-a-khwa (Karen-Chiang Mai), tueng (Northern), tueng khao (Northern), phluang (Central, Northeastern), phlong (Rayong, Suai-Surin), yang, yang phluang  (Central), la-thoe (Karen-Northern), lae-thao (Karen-Northern), sa-toeng (Lawa-Chiang Mai), sa-la-ong (Karen-Kanchanaburi) ; [KHMER: khlông.]; [VIETNAM: Dầu đồng.]
ชื่อวงศ์--- DIPTEROCARPACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พม่า กัมพูชา ไทย ลาว เวียตนาม
พบที่บังกลาเทศ พม่า และภูมิภาคอินโดจีนขึ้นหนาแน่นในป่าเต็งรัง ป่าบนที่ราบและเนินเขาเตี้ย ๆ ความสูงถึงประมาณ  200-1,000 เมตร
ประเทศไทยพบมากทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออก ขึ้นในป่าเบญจพรรณแล้งและป่าเต็งรังบนดินลูกรังหรือดินทราย มีการระบายน้ำดี และตามที่ลาดต่ำใกล้ชายห้วยหรือใกล้ที่ชุ่มชื้นที่ะดับความสูงจากระดับน้ำทะเล 100-600 เมตร  
ไม้ ต้นผลัดใบสูง 25-30 ( -40) เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง40ซม. ลักษณะเปลือกแตกเป็นร่องสีเทาหรือเทาอ่อน  หูใบขนาดใหญ่ ยาวได้ถึง 13 ซม.ใบ รูปรีกว้างหรือรูปไข่ ยาว 12-70 ซม. ปลายมนเกลี้ยงหรือมีขนสั้นนุ่ม โคนใบรูปหัวใจ แผ่นใบเกลี้ยงหรือมีขนหนาแน่นด้านล่าง เส้นแขนงใบข้างละ 12-15 เส้น ก้านใบยาว 3.5-12 ซม. ช่อดอกแยกแขนงเดียว ยาว 5-15 ซม. ช่อแขนงยาว 5-8 ซม. มี 5-7 ดอก เรียงด้านเดียว ดอกสีม่วงแดง ใบประดับยาวประมาณ 2 ซม. ก้านดอกหนา สั้น กลีบเลี้ยงยาว 1.5-3 มม. กลีบดอกรูปใบหอก ยาว 2.5-3 ซม. ด้านนอกมีขนรูปดาวกระจาย เกสรเพศผู้มีประมาณ 30 อัน ก้านชูอับเรณูสั้น อับเรณูยาว 5-7 มม. หลอดกลีบเลี้ยงหุ้มผลมีสันคล้ายปีกครึ่งบน ปีกยาว 2 ปีก ยาว 9-15 ซม. กว้าง 2.5-4 ซม. ปีกสั้น 3 ปีก ยาว 1.5-2 ซม. พับงอกลับ ก้านผลยาวประมาณ 5 มม.
ใช้ประโยชน์---ต้นไม้ให้ผลผลิตเรซินและไม้ที่มีคุณค่าและมักจะเก็บเกี่ยวจากป่า
-ใช้เป็นยา รากใช้ในยาแผนโบราณเพื่อรักษากระดูกหัก น้ำมันยางที่ได้จากต้นไม้นั้นใช้ในการแพทย์แผนโบราณซึ่งผสมกับ Feaula assafoetida(มหาหิงคุ์) และน้ำมันมะพร้าวเพื่อใช้กับแผลภายนอกขนาดใหญ่ ใบเผาให้เป็นเถ้าผสมกับน้ำปูนใส แก้บิดและถ่ายเป็นมูกเลือก ราก นำมาต้มแล้วดื่มแก้ตับอักเสบ
-อื่น ๆ แก่นไม้เป็นสีน้ำตาลเข้มแดง หนักแข็งและค่อนข้างทน ง่ายต่อการทำงานแต่ขัดเงายาก มีคุณภาพดีใช้ในงานก่อสร้างทั่วไปทำคาน กระดาน เฟอร์นิเจอร์และสร้างเรือ -ยางจากต้นสามารถลุกเป็นไฟโดยฉับพลัน และใช้ผสมในสี ใบแก่โตเต็มที่ใช้มุงหลังคา และทำฝากระท่อม ใช้รองผลสตรอเบอรี่ไม่ให้ติดดิน เน่าเสีย หรือผิวไม่สวย ใบติดไฟยาก แมลงไม่ชอบ ไม้สามารถอยู่ทนได้มากกว่า3ปี
ระยะออกดอก---ธันวาคม-เมษายน---ติดผล---มกราคม-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ดม ชำราก
อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา-หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนท

ยางพารา/ Hevea brasiliensis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Hevea brasiliensis Muell.Arg.
ชื่อพ้อง---Has 13 Synonyms

-Hevea brasiliensis f. acreana (Ule) Ducke -Hevea janeirensis Müll.Arg.
-Hevea brasiliensis var. acreana Ule -Hevea randiana Huber
-Hevea brasiliensis var. janeirensis (Müll.Arg.) Pax -Hevea sieberi Warb.
-Hevea brasiliensis f. randiana (Huber) Ducke -Basionym: Siphonia brasiliensis Willd. ex A.Juss
-Hevea brasiliensis var. randiana (Huber) Pax -Siphonia janeirensis (Müll.Arg.) O.F.Cook
-Hevea brasiliensis var. stylosa Huber -Siphonia ridleyana O.F.Cook
-Hevea granthamii Bartlett

ชื่อสามัญ---Rubber Wood, Pará Rubber Tree, Brazilian rubber tree
ชื่ออื่น---กะเต๊าะห์, ยาง, ยางพารา, ; [THAI: ka-to (Malay-Peninsular), yang, yang phara (General).]; [SPANISH: Caucho blanco, jeve fino, caucho.]; [GERMAN: Amazonas-Parakautschukbaum, Echter Federharzbaum]; [FRENCH: Arbre de Para, caoutchouc]: [PORTUGUESS: seringa, seringueira.]; [ITALIAN: albero della gomma.]; [INDONESIA: kayu getah, kayu karet, pokok getah para.]
ชื่อวงศ์---EUPHORBIACEAE
ถิ่นกำเนิด--- ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกาใต้-โบลิเวีย บราซิล โคลัมเบีย กายอานา เปรูและเวเนซุเอลา
มีถิ่นกำเนิดในประเทศโบลิเวียบราซิลโคลัมเบียกายอานาฝรั่งเศสเปรูและเวเนซุเอลาซึ่งมันเติบโตในป่า Amazonia ที่ระดับความสูง 600 เมตร
ไม้ยืนต้นผลัดใบ สูง 30 – 40 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง100ซม. เนื้อไม้ค่อนข้างแข็ง ต้นอ่อนเปลือกจะมีสีเขียว ต้นแก่เปลือกจะเป็นสีเทาอ่อน เทาดำ หรือสีน้ำตาล เปลือกของลำต้นแบ่งเป็น 3 ชั้น คือ
                             1. คอร์ก ( cork ) เป็นเปลือกแข็งชั้นนอกสุด
                             2. ชั้นเปลือกแข็ง จะมีท่อน้ำยาง กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปไม่ติดต่อกัน
                             3. ชั้นเปลือกอ่อน เป็นเปลือกลำต้นชั้นในสุดมีท่อน้ำยางเวียนจากซ้ายไปขวาทำมุม 30 – 35 องศา จากล่างขึ้นบน ดังนั้นจึงต้องกรีดเปลือกยางจากบนลงล่าง และจากซ้ายไปขวา เพื่อตัดท่อน้ำยางให้มากที่สุด ใบประกอบแบบนิ้วมือมีใบย่อย 3ใบเรียงกันเป็นเกลียวบนก้านใบยาว 15-25 ซม. เป็นใบรูปสามเหลี่ยมที่มีแผ่นใบจากรูปรี - รูปใบหอกปลายแหลมยาวรูปขอบขนาน ยาวทั้งหมด 5-18 ซม. และกว้าง 2-8 ซม. มีสีเขียว ด้านล่างมีต่อม 2-3 ที่ฐาน ดอกแยกเพศอยู่ต้นเดียวกัน ช่อดอกออกที่ซอกใบ ยาว 15-20 ซม.ผลแห้งเป็นชนิดแคปซูลขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3-5 ซม.  มีเมล็ด 3 เมล็ดอยู่ภายใน เมล็ดมีลายคล้ายละหุ่ง แต่มีขนาดใหญ่กว่า เมื่อผลแก่จะแตกออกมีเสียงดัง และไปไหลได้ถึง20 เมตร
ยางพาราเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบในฤดูแล้งพื้นที่ที่ปลูกไม่ควรอยู่สูงจากระดับน้ำ ทะเลเกิน 200 เมตร ลักษณะดินควรเป็นดินร่วน เหนียวปนทราย มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง
ใช้ประโยชน์---เป็นไม้ นำมาปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจทางภาคใต้และภาคตะวันออกของไทย เปลือกให้น้ำยาง ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตยางรถยนต์และอื่นๆ
เนื้อไม้ใช้ทำเครื่องเรือน ใบต้มกับด่างให้เหลือแต่เส้นใบใช้ทำดอกไม้ประดิษฐ์
ระยะออกดอก---
ชยายพันธุ์---เมล็ด
ไม้ต้นในสวน Trees in the Gardenโดย องค์การสวนพฤกษศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี The Botanical Garden Organization Office of the Prime Minister พิมพ์ครั้งที่1 พฤษภาคม 2542 จัดพิมพ์โดย มูลนิธิ ศาสตราจารย์ ดร.สง่า สรรพศรี

ยางยืด/Polyalthia simiarum


ชื่อวิทยาศาสตร์---Polyalthia simiarum (Buch.-Ham. ex Hook. f. & Thomson) Benth. ex Hook. f. & Thomson
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Guatteria simiarum Buch.-Ham. ex Hook.f. & Thomson
---Guatteria simiarum Buch.-Ham. ex Wall.
---Basionym: Polyalthia simiarum (Buch.-Ham. ex Hook. f. & Thomson) Benth.
---Unona simiarum (Buch.-Ham. ex Hook. f. & Thomson) Baill. ex Pierr
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ยางยืด, ; [THAI: ยางยืด yang yuet (General).]; [CHINESE: xian ye an luo.]; [ASSAMESE: Boga-khamtoi, Boga-khamton, Bor-koliori.]; [KHASI: Dieng-ja-roi, Dieng-lar-sei.]
ชื่อวงศ์--- ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เทือกเขาหิมาลัย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้     
พบในป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรังทางภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงใต้ ที่ระดับความสูง 400-800เมตร
ไม้ต้นสูง15-30เมตร ลักษณะ เปลือกต้นสีเทาเป็นร่องตื้น เนื้อไม้สีเหลือง กิ่งอ่อนสีเขียวมีขนสีน้ำตาล แตกกิ่งยาวเรียวขนานกับพื้น ใบรูปขอบขนานแกมไข่กลับ กว้าง 7-10ซม.ยาว 18-28ซม. โคนใบรูปลิ่มจนถึงมน ปลายใบแหลม ใบค่อนข้างหนาเรียบเป็นมันทั้งสองด้านดอกออกเป็นช่อที่ซอกใบ ดอกอ่อนสีเขียว เมื่อบานสีเขียวอมเหลือง มีใบประดับเล็กๆที่โคนก้านดอก 1แผ่น กลีบเลี้ยงรูปไข่หนาสีเขียว กลีบดอกขนาดใกล้เคียงกัน เรียงเป็น2ชั้นรูปแถบผล เป็นผลกลุ่มมีผลย่อย25-35ผล  ผลกลมรี ยาว2-2.5ซม.เปลือกผลเรียบ สีเขียวเมื่อแก่สีม่วงคล้ำมี1เมล็ด
ใช้ประโยชน์---มีการเพาะกล้าใช้เป็นไม้ปลูกป่า และเนื้อไม้ใช้ในงานก่อสร้าง
ระยะออกดอก---เดือนกุมภาพันธ์-เดือนมีนาคม
ขยายพันธ์---โดยการเพาะเมล็ด


ยางเหลือง/Polyalthia jucunda


ชื่อวิทยาศาสตร์---Polyalthia jucunda (Pierre) Finet & Gagnep.
ชื่อพ้อง--- This name is synonym of Monoon jucundum (Pierre) B. Xue & R. M. K. Saunders
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ยางเหลือง เหลืองไม้แก้ว; [THAI: yang lueang (General), lueang mai kaew.]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---กัมพูชา เวียตนามใต้
ในประเทศไทยพบขึ้นอยู่ในป่าดิบชื้นทางภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้ที่ระดับความสูง 100-500เมตร
ไม้ ต้นสูง10-15เมตร  ลักษณะทรงต้นแตกกิ่งในระดับสูงขนานกับพื้นดิน ต้นเปลาตรง ทรงพุ่มกลมเปลือกต้นสีน้ำตาลดำ เปลือกเรียบ เนื้อไม้เหนียว นำมาใช้ในงานก่อสร้างและเป็นเชื้อเพลิง
ใบเดี่ยวรูปขอบขนานแกมไข่กลับ กว้าง5-9ซม.ยาว 15-30ซม.โคนใบมนปลายใบแหลม ใบบางเรียบสีเขียวเข้มเป็นมัน ขอบใบเป็นคลื่น
ดอก ออกเป็นกระจุก1-4ดอก ดอกอ่อนสีเขียวเมื่อบานเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้มมีกลิ่นหอมอ่อน กลีบดอกหนาคล้ายแผ่นหนังมี6กลีบเรียงเป็นสองชั้น กลีบชั้นนอก3กลีบ แคบและสั้นกว่ากลีบชั้นในเล็กน้อย ขนาดดอกบาน3-4ซม.ผล กลุ่มมี25-40ผล ผลรูปรีกว้าง 1.5-2ซม.ยาว2.5-3.5ซม. เปลือกเรียบ ผลแก่สีแดงเข้มมี1เมล็ด
ใช้ประโยชน์---มีการเพาะกล้าใช้เป็นไม้ปลูกป่า
ระยะออกดอก---เดือนมกราคม-เดือนมีนาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง

ยางเหียง/Dipterocarpus obtusifolius


ชื่อวิทยาศาสตร์---Dipterocarpus obtusifolius Teijsm. ex Mq
ชื่อพ้อง---has 2 Synonyms
---Dipterocarpus punctulatus Pierre
---Dipterocarpus vestitus Wall. ex Dyer
ชื่อสามัญ---Hairy Keruing
ชื่ออื่น---กุง, เกาะสะเตียง, คราด, ซาด, ตะแบง,  ตะลาอ่ออาหมื่อ, ตาด, ยางเหียง, ล่าทะยอง, สะแบง, สาละอองโว, เห่ง, เหียง, เหียงพลวง, เหียงโยน,; [THAI: kung (Malay-Peninsular), ko-sa-tiang (Lawa-Chiang Mai), khrat (So-Nakhon Phanom), sat (Northeastern), ta baeng(Eastern), ta-la-o-a-mue (Karen-Chiang Mai), tat (Chanthaburi, Phitsanulok), yang hiang (Chanthaburi, Ratchaburi), la-tha-yong (Karen-Chiang Mai), sa baeng (Northeastern, Uttaradit), sa-la-ong-wo (Karen-Kanchanaburi), heng (Lue-Nan), hiang (General), hiang phluang (Prachuap Khiri Khan), hiang yon (Prachuap Khiri Khan).]; [MALAYSIA: Atoi (Perlis), Keruing, Keruing Beludu (Malay).]
ชื่อวงศ์---DIPTEROCARPACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พม่า ไทย มาเลเซีย กัมพูชา ลาว เวียดนาม


มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบใน พม่า อินโดจีน คาบสมุทรมาลายูตอนบน ที่ระดับความสูงถึง  1300 เมตร
ในประเทศไทยพบทุกภาค ขึ้นกระจายหรือเป็นกลุ่มหนาแน่นตามป่าเต็งรัง ป่าสน หรือป่าดิบแล้ง ความสูงถึงประมาณ100-1,000 เมตร
ไม้ ผลัดใบสูงถึง 30 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 50 - 80 ซม เรือนยอดค่อนข้างเล็ก เปลือกสีเทาหนามีรอยแตกลึก  มีขนยาวและขนรูปดาวตามกิ่ง หูใบรูปใบหอก ยาวได้ถึง 7 ซม.ใบรูปไข่ปลายป้านหรือมนทั้งสองด้าน กว้าง10-18ซม.ยาว15-30ซม.ใบอ่อนมีขนยาวแหลม ใบแก่ด้านบนสีเขียวเข้มมีขนบนเส้นใบและขอบใบ ด้านล่างสีบรอนซ์ออกเขียวมีขนรูปดาวบนเส้นใบสีขาวยาวกว่าด้านบน ก้านใบยาว 2.5-6.5 ซม. ช่อดอกยาว 3-10 ซม. ดอก สีชมพูสดกลุ่มละ3-7ดอก ก้านดอกสั้นและมีขนหนาแน่น ผลเป็นผลแห้งแบบผลผนังชั้นในแข็ง ผลมีลักษณะกลมแข็ง เกลี้ยงไม่มีสันหรือปุ่มด้านบน หลอดกลีบเลี้ยงหุ้มผลเรียบ เส้นผ่านศูนย์กลาง 1.5-3.5 ซม.ปีกยาว 2 ปีก ยาว 8-15 ซม. ปีกสั้น 3 ปีก รูปรีกว้าง ยาว 1.5-2 ซม. ขอบพับกลับ เมื่ออ่อนมีขนปกคลุม ผลแก่เรียบเกลี้ยง
ต้นอ่อนต้องการร่มเงาเมื่อมันโตเต็มที่ต้องการแสงแดดมาก เติบโตได้ดีที่สุดในดินทรายดินสีเทาเล็กน้อยซึ่งบางครั้งอาจมีน้ำท่วมในฤดูฝน มีความทนทานต่อความแห้งแล้งมาก ต้นไม้มีเปลือกไม้หนาและมีร่องลึกซึ่งช่วยปกป้องจากไฟป่า จึงมีความทนทานต่อไฟป่า
ใช้ประโยชน์---ต้นไม้ถูกเก็บมาจากป่าเพื่อเป็นอาหาร ยาใช้ไม้และยาง
-ใช้กิน ดอกมีรสเปรี้ยวเล็กน้อยใช้กินเป็นผัก
-ใช้เป็นยา ใบเหียงมีรสฝาด ตำรายาไทยจะใช้ใบเหียงนำมาต้มผสมกับน้ำเกลือ ใช้อมแก้ปวดฟัน แก้ฟันโยกคลอน เปลือกต้นมีสรรพคุณเป็นยาแก้ไข้ตาลขโมย ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ท้องเสีย แก้บิด น้ำมันยาง ช่วยขับปัสสาวะ รักษาแผลในทางเดินปัสสาวะ ใช้เป็นยาสมานแผล แก้หนอง ใช้เป็นยาทารักษาแผลภายนอก
-อื่น ๆ เนื้อไม้มีสีแดงอ่อนถึงน้ำตาลแดง ไม้เนื้อแข็ง ขัดให้ขึ้นเงาได้ดี แต่ไม่ทนทานในที่โล่งแจ้ง ทำสิ่งก่อสร้างหยาบๆและไม้อัด ใช้ในงานก่อสร้างทั่วไป ใบใช้ห่ออาหารหรือมวนยาสูบ ยางมีคุณภาพต่ำการผลิตต่ำแข็งตัวอย่างรวดเร็ว ใช้สำหรับทำไฟฉาย ใช้เปลือกไม้บดให้ละเอียดผสมกับขี้เลื่อยและกาว ใช้ทำเป็นธูป หรือนำมาผสมกับกำมะถัน ใช้ทำเป็นยากังยุง
ระยะออกดอก---พฤศจิกายน-มกราคม---ตืดผล---กุมภาพันธ์-มิถุนายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา-หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร


ยางโอน/Polyalthia viridis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Polyalthia viridis Craib
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---  ขะมอบ (จันทบุรี) ขี้ซาก อีโด่ (เลย) ขี้แฮด (แม่ฮ่องสอน) ตองห่ออ้อย ยางพาย (เชียงใหม่) ตองเหลือง (ลำปาง เพชรบูรณ์) ยางดง (ราชบุรี) ยางโดน (ขอนแก่น อุตรดิตถ์ แพร่) ยางอึ่ง (พิษณุโลก สุโขทัย) สามเต้า (ลำปาง) ; [THAI: kha mop (Chanthaburi), khi sak (Loei), khi haet (Shan-Mae Hong Son), tong ho oi (Chiang Mai), tong lueang (Lampang, Phetchabun), yang dong (Ratchaburi), yang don (Khon Kaen, Phrae, Uttaradit), yang phai (Chiang Mai), yang ueng (Phitsanulok, Sukhothai), yang on (Phichit, Phitsanulok), sam tao (Lampang), i do (Loei).]; [CHINESE: mao mai an luo.]   
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน ไทย

 

 ขึ้นกระจายใน จีน(ยูนนาน) ในที่มีความลาดชันที่ระดับความสูงสูง 600-1100 เมตร ในประเทศไทยพบขึ้นในป่าดิบแล้งและป่าเบญจพรรณเกือบทั่วประเทศ ที่ระดับความสูงจากน้ำทะเลจนถึง400เมตร
ไม้ ต้นขนาดกลางสูง 10-15 เมตร ไม่ผลัดใบ ลักษณะทรงต้นเรือนยอดเป็นกรวยแคบ ลำต้นยาวและตรง มักไม่มีกิ่งแขนงด้านล่าง เปลือกต้นสีน้ำตาลแกมเทา ค่อนข้างหนา แตกระแหงเล็กน้อย เปลือกชั้นในสีครีม เมื่อถูกตัดจะเปลี่ยนเป็นสีส้ม ใบเดี่ยวขนาดกว้าง8-12ซม.ยาว20-33ซม. ฐานกลมหรือรูปหัวใจ ผิวด้านบนเขียวเป็นมัน ด้านล่างสีอ่อนกว่ามีขนกระจายบนเส้นใบ  เนื้อหนาและเกลี้ยง
ดอกออกเป็นกระจุก สีเขียวอมเหลือง ดอกขนาด3-4ซม.กลีบดอก6กลีบเรียงเป็น2ชั้น ดอกบานขนาด4-5ซม. ผลกลุ่มมีผลย่อย 25-35ผลผลกลมรี กว้าง1.5-2ซม.ยาว3ซม.ผิวเรียบค่อนข้างมันผลเปลี่ยนสีจากส้มอ่อน เป็นแดงเข้มแล้วดำ  ทุกส่วนของยางโอนที่สด เมื่อขยี้ดมจะเหม็นเขียว
ใช้ประโยชน์---มีการเพาะกล้าใช้ในการปลูกป่า เนื้อไม้นำมาใช้ในงานก่อสร้าง
ระยะออกดอก---กุมภาพันธ์-มีนาคม---ผลแก่---มีนาคม–เมษายน
ขยายพันธุ์---โดยการเพาะเมล็ด
อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา-หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร


ยี่หุบปรี/Magnolia siamensis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Magnolia siamensis (Dandy) H. Keng
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Talauma siamensis Dandy    
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ยี่หุบปรี, ปูนใหญ่,  จำปาป่า ; [THAI: yi hup pri (Chanthaburi),  pun yai (Chumphon), champa pa (Trat).]
ชื่อวงศ์---MAGNOLIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย มาเลเซีย
กระจายพันธุ์ในป่าดิบชื้นระดับต่ำ จนถึงความสูง500 เมตร ในภาคตะวันออกเฉียงใต้ในจ.จันทบุรีและจ.ตราด ในภาคตะวันตกเฉียงใต้ตั้งแต่จ.กาญจนบุรีลงไปจนถึงตอนเหนือของประเทศมาเลเซีย
ไม้ ต้น สูง5-15เมตร ลักษณะทรงต้นสูงชะลูด ใบเดี่ยวรียงเวียนรอบ หนาเหนียวเป็นมัน รูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ กว้าง8.5-12ซม.ยาว21-33ซม. ออกดอกเดี่ยวที่ปลายยอด กลีบเลี้ยงรวมกลีบดอก 9กลีบ สีขาวนวลหอมแรง ขนาดดอก4-5ซม. ผลกลมรีกว้าง4-5ซม.ยาว6-10ซม.มีผลย่อย7-15ผล ผลย่อยหาแข็งและเชื่อมติดกัน ผลแก่แตกตามรอยเชื่อม มีเมล็ดสีแดงช่องละ2เมล็ด                                                                                                                                   การขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดมีเปอร์เซนต์การงอกสูงมาก การทาบกิ่งใช้มณฑาดอยหรือเล็งเก็งเป็นต้นตอ
ระยะออกดอก---สิงหาคม-ตุลาคม
การขยายพันธุ์---เมล็ด ทาบกิ่งฃ

 

ระฆังภู/Miliusa campanulata


ชื่อวิทยาศาสตร์---Miliusa campanulata Pierre.
This name is unresolved.
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ระฆังภู, ; [THAI: ra khang phu (General).]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย กัมพูชา
ในประเทศไทยพบในป่าดิบชื้นบนภูระดับสูง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ระดับความสูง 700-1,300เมตร
ไม้ต้นขนาดเล็กหรือไม้พุ่ม สูง1-2.5 เมตร ลักษณะ เปลือกต้นสีน้ำตาล แตกกิ่งน้อย กิ่งขนานกับพื้นดิน เนื้อไม้เหนียวมาก
ใบ รูปรีกว้าง4-4.5ซม.ยาว14-17ซม.โคนใบรูปลิ่มปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ผิวใบเรียบทั้งสองด้าน ดอกออกตรงซอกใบ1-3ดอก สีเขียวอ่อน ด้านในมีแถบสีม่วงแดงเข้ม ก้านดอกยาว2-2.5ซม.มีใบประดับเล็กๆที่กลางก้านดอก1ใบ  กลีบดอกเรียงเป็น2ชั้นมีขนาดต่างกันมาก กลีบดอกชั้นนอกมีขนาดใกล้เคียงกับกลีบเลี้ยง กลีบดอกชั้นในมีโคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นรูประฆังคว่ำ สีเขียวอ่อนปลายแยกเป็น3กลีบ กลางกลีบด้านในมีแถบสีม่วงแดงเข้มตามยาว ด้านนอกมีสันนูนตามยาว3สัน และมีลายตามขวางสีม่วงแดง ดอกเมื่อบานขนาด1.2-1.5ซม.
ผลกลุ่มมีผล 20-40 ผล รูปทรงกลม ขนาด0.8-1ซม.ผลแก่สีดำเปลือกนิ่มมี1เมล็ด
เป็นไม้ป่าที่ยังไม่มีการปลูกเลี้ยง และยังไม่มีการนำมาใช้ประโยชน์
ระยะออกดอก---เดือนเมษายน-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---โดยการเพาะเมล็ด


รักขาว/Semecarpus cochinchinensis

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Semecarpus cochinchinensis Engl.
This name is unresolved.
ชื่อพ้อง---  Has 1 Synonyms                                                                                                             ---Cassuvium cochinchinense Kuntze
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---รักขาว,น้ำเกลี้ยง,ปูนขน(ปราจีนบรี),เดาอุงะ(มลายู ยะลา),รัก(สระบุรี,ปราจีนบุรี,สุราษฎร์ธานี), รักน้ำ(ชัยภูมิ),ฮักขี้หมู(เชียงใหม่) ; [THAI: rak khao,  nam kliang,  pun phong (Prachin Buri); dao-u-nga (Malay-Yala); rak (Prachin Buri, Saraburi, Surat Thani); รักน้ำ rak nam (Chaiyaphum); hak khi mu, hak mu (Chiang Mai)
ชื่อวงศ์---ANACARDIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- อินเดีย พม่า ไทย ลาว กัมพูชา


ไม้ ต้นไม่ผลัดใบสูง8-20เมตร เปลือกต้นสีครีมน้ำตาลมีรอยแตกตามยาวตื้นๆ เปลือกในสีชมพูหรือส้ม น้ำยางใสมีพิษ แห้งแล้วสีดำใบ เดี่ยวเรียงเวียนสลับกว้าง7-10ซม.ยาว18-30ซม.รูปไข่กลับแคบ ปลายใบทู่ ฐานสอบขอบใบเรียบ ด้านบนสีเขียวเข้ม ด้านล่างสีเขียวอมเทา ดอกสีขาวหรือเหลืองแกมเขียว เป็นดอกสมบูรณ์เพศ  ขนาดเล็กออกเป็นช่อตามปลายยอด ขนาดช่อดอกยาว15-50ซม.ผลสดขนาดถึง2.5ซม.เมื่อแก่สีเหลืองส้ม
ระยะออกดอกติดผล---พฤศจิกายน-มีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา-หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทรหอพรรณไม้ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2549

รักนา/Gardenia carinata

ชื่อวิทยาศาสตร์---Gardenia carinata Wall. ex Roxb
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---Golden Gardenia, Kedah Gardenia
ชื่ออื่น---รักนา,รัตนา(ภาคใต้),ระนอ(มลายู ยะลา),ระไน(ยะลา),ตะบือโก,บาแยมาเดาะ(มลายู นราธิวาส),พุดน้ำบุศย์(กลาง) ; [THAI: rak na, rattana (Peninsular); [ra-no (Malay-Yala); [ra nai (Yala); [ta-bue-ko, ba-yae-ma-do (Malay-Narathiwat); phut nam but (Central).]
ชื่อวงศ์---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย คาบสมุทรมาเลเซีย
มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศไทย คาบสมุทรมาเลเซีย
เป็น ชนิดเดียวกับพุดน้ำบุศย์ แตกต่างที่เป็นไม้ต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 5-10เมตร เปลือกต้นเรียบ ทรงพุ่มกลมโปร่ง ตามยอดมียางสีเหลืองติดอยู่ ใบ เดี่ยวออกตรงข้ามเป็นคู่ รูปไข่แกมรูปรี ยาว 10-16 ซม. ดอกเดี่ยวออกที่ปลายกิ่งสีเหลือง โคนกลีบเชื่อมกันเป็นหลอดยาว 4 ซม. ปลายแยกเป็น 6-9 กลีบ บานเวียนซ้าย เส้นผ่านศูนย์กลางดอกประมาณ 7-10ซม. ผลรูปรีขนาด4-5ซม.ดอกเริ่มแย้มสีเหลืองนวล ต่อมาสีเหลืองเข้มและส่งกลิ่นหอมแรง ดอกบานวันเดียวแล้วร่วงในวันต่อมา ดอกที่ร่วงอยู่โคนต้นจะส่งกลิ่นหอมไปได้ไกล
ระยะออกดอก---เดือนมีนาคม-เมษายน
ขยายพันธุ์---ด้วยการ เพาะเมล็ด ปักชำ ตอนกิ่ง

รักน้ำ/ Gluta velutina

ชื่อวิทยาศาสตร์---Gluta velutina Blume
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Gluta coarctata (Griff.) Hook.f.
---Syndesmis coarctatus Griff.
ชื่อสามัญ---Water Rengas, Rengas air.
ชื่ออื่น---ยีตง(มาเลย์,ภาคใต้)รักน้ำ(นราธิวาส,สุราษฎร์ธานี) ; [THAI: yi-tong (Malay-Peninsular); rak nam (Narathiwat, Surat Thani).]; [INDONESIA: Rengas pendek, Rengas Ayer]; [VIETNAM: Son nuoc.]
ชื่อวงศ์---ANACARDIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พม่า ไทย เวียตนาม มาเลเซียและอินโดนีเซีย


เติบโตตามธรรมชาติในพม่า, ไทย, เวียดนาม, สุมาตรา , คาบสมุทรมาเลเซีย , บอร์เนียวและชวา ที่อยู่อาศัย มักขึ้นเป็นกลุ่ม พบขึ้นทั่วไปแนวหลังป่าจากและชายฝั่งแม่น้ำลำคลองที่น้ำทะเลท่วมถึง
ไม้ ต้นขนาดกลางสูง10-15เมตร ลักษณะทรงต้นเรือนยอดแผ่กว้างเป็นพุ่มกลมหรือทรงกระบอก ลำต้นแตกกิ่งต่ำ มีพูพอนแผ่เป็นครีบ บางครั้งพบรากค้ำยันสูงถึง1เมตร เปลือกนอกสีน้ำตาลอ่อนอมชมพู เปลือกในสีชมพู เมื่อถากทิ้งไว้จะมีน้ำยางสีขาวขุ่นซึมออกมาเป็นเม็ดๆแล้วเปลี่ยนเป็นสี น้ำตาลไหม้ใบ เดี่ยวเรียงเวียนสลับเป็นกระจุกตามปลายกิ่ง แผ่นใบคล้ายใบมะม่วงขนาดกว้าง 5-8ซม.ยาว12-30ซม. โคนใบสอบเป็นรูปลิ่ม ขอบใบเรียบเป็นคลื่นเล็กน้อย ปลายใบเรียวแหลม เนื้อใบคล้ายแผ่นหนังเมื่อแก่มักมีจุดดำ ดอกแบบช่อกระจุกแยกแขนง ออกตามง่ามใบใกล้ปลายยอดยาว12ซม.มีดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมากสีขาวแล้วเปลี่ยน เป็นสีชมพูอ่อนผล มียางรูปค่อนข้างกลม ออกเดี่ยวๆขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง5-7.5ซม.เปลือกผลขรุขระพับย่นมีเมล็ด1เมล็ด รูปคล้ายเมล็ดมะม่วงขนาดกว้าง3.5ซม.ยาว7.5ซม.
ใช้ประโยชน์---เมล็ดที่กินได้และไม้ที่มีประโยชน์บางครั้งจะถูกรวบรวมจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่น
-ใช้กิน เมล็ดคั่วกินได้
-อื่น ๆ ไม้สีน้ำตาลแดง แข็งเบา ทนทาน ใช้สำหรับเฟอร์นิเจอร์, วัสดุก่อสร้างสำหรับบ้าน, เรือแคนู  
รู้จักอันตราย---การสัมผัสกับพืชสั้น ๆ อาจทำให้เกิดอาการแพ้และระคายเคืองต่อผิวหนัง ยางอาจทำให้เกิดผิวหนังอักเสบ ควันจากไฟที่ไหม้อาจทำให้เกิดการระคายเคืองอย่างรุนแรงโดยเฉพาะกับดวงตา - สารหลั่งเรซินจากไม้อาจทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหนังอย่างรุนแรง องค์ประกอบที่เป็นพิษของยางเรซินจะระเหยและค่อยๆหายไป ด้วยเหตุนี้ไม้ของต้นไม้ชนิดนี้จึงต้องถูกทำให้แห้งและทิ้งไว้เป็นเวลาหลายปี สิ่งของที่เคลือบหรือเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้ซุงแห้ง อาจยังเป็นพิษต่อผู้ที่มีความอ่อนแอโดยเฉพาะ
ระยะออกดอก/ติดผล---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด

รักใหญ่/ Gluta usitata


ชื่อวิทยาศาสตร์---Gluta usitata (Wall.) Ding Hou.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Basionym: Melanorrhoea usitata Wall.
ชื่อสามัญ--Black lacquer tree, Burmese lacquer tree, Red zebra wood, Varnish tree, Black varnishtree, Theetsee.
ชื่ออื่น---ซู (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน); ซู้ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี); มะเรียะ (เขมร); รัก, รักใหญ่ (ภาคกลาง); ฮักหลวง (ภาคเหนือ); [THAI: su (Karen-Mae Hong Son); su (Karen-Kanchanaburi); ma-ria (Khmer); rak, rak yai (Central), hak luang (Northern).]; [VIETNAM: sơn đào.]
ชื่อวงศ์---ANACARDIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อัสสัม, ลาว, พม่า, ไทย, เวียดนาม

 

มีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคอินโดจีน ในประเทศไทยพบทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงใต้ ขึ้นตามป่าเต็งรัง ป่าสน หรือป่าดิบแล้ง ความสูงถึงประมาณ 1300 เมตร
ไม้ กึ่งผลัดใบหรือผลัดใบระยะสั้น สูง 5-25 เมตร ลักษณะ เปลือกต้นสีเทาเข้มมีรอยแตกหลุดลอกออกเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมบางๆมียางสีดำไหล ออกมาตามรอยแตก  เรือนยอดเป็นพุ่มกลม ลำต้นเปลาตรง ใบเป็นใบเดี่ยวออกเป็นกลุ่มใกล้ปลายกิ่ง ขนาดใบกว้าง7-12ซม.ยาว15-30ซม.รูปขอบขนานแกมไข่กลับ ก้านใบยาว 1.5-3 ซม. ใบอ่อนมีขนหนาแน่น ใบแก่สีเขียวเข้มมีไขปกคลุม เวลาออกดอกเริ่มจากสีขาวเปลี่ยนเป็นชมพูแล้วแดงสด ออกเป็นกลุ่มช่อหนาแน่นในซอกใบบนๆ ช่อยาวถึง30ซม. กลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีขนหนาแน่นปกคลุม ผลขนาด0.8-1.2ทรงกลม แห้งมีปีกสีแดงเรื่อ5-6ปีกมีเส้นปีกชัดเจน ก้านผลยาว 1.5-2 ซม. มีเมล็ดเดียว
ใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บจากป่า เพื่อใช้เป็นยา ใช้น้ำยางและไม้
-ใช้เป็นยา เปลือกมีรสเมา ใช้ต้มดื่มเป็นยาบำรุงกำลัง แก้กามโรค บิดและโรคเรื้อน เปลือกรากรสเมาเบื่อ แก้พยาธิลำไส้ รักษาโรคผิวหนัง เมล็ดใช้แก้ปากคอเปื่อย แก้ปวดฟัน น้ำยางใช้เป็นยาถ่ายอย่างรุนแรง น้ำยางใช้ผสมกับน้ำผึ้งใช้เป็นยา รักษาโรคผิวหนัง
-อื่น ๆ เนื้อไม้เป็นสีแดงเข้ม มีริ้วสีแก่แทรก เป็นมันเลื่อม  (รู้จักกันในชื่อBorneo rosewood)ใช้สำหรับงานเฟอร์นิเจอร์ เครื่องเรือน  เครื่องกลึง เครื่องมือทางการเกษตร เสา คาน ไม้อัด -น้ำยาง สีดำเมื่อแห้ง เรียกว่านํ้ารักหรือยางรัก ใช้สำหรับทำเครื่องเขิน เพื่อลงลวดลาย ทากระดาษและผ้า กันน้ำซึม ทาไม้รองพื้นสำหรับปิดทอง ที่เรียกว่า "ลงรัก ปิดทอง", งานประดับมุก,งานเขียนลายรดน้ำ
รู้จักอันตราย--ใบและผลมีน้ำยางที่ทำให้เกิดการระคายเคืองและแพ้ได้ในบาง คนทำให้เกิดแผลพุพองเป็นตุ่มน้ำใส
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด
ภาพประกอบการศึกษา-หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร


รัง/Shorea siamensis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Pentacme siamensis (Miq.) Kurz
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Basionym: Shorea siamensis Miq.
ชื่อสามัญ---Dark Red Meranti, Light Red Meranti, Red Lauan.
ชื่ออื่น---รัง(ภาคกลาง),เปา,เปาดอกแดง(ภาคเหนือ),เรียง,เรียงพนม(เขมร สุรินทร์),ลักป้าว(ละว้า เชียงใหม่), แลบอง,เหล้ท้อ,เหล่บอง(กระเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน),ฮัง(ตะวันออกเฉียงเหนือ) ; [THAI: pao, pao dok daeng (Northern); rang (Central); riang, riang-pha-nom (Khmer-Surin); lak-pao (Lawa-Chiang Mai); lae-bong, le-tho, le-bong (Karen-Mae Hong Son); hang (Northeastern); [VIETNAM: Cẩm liên.]
ชื่อวงศ์---DIPTEROCARPACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พม่า กัมพูชา ไทย ลาว เวียตนาม มาเลเซีย


พบที่พม่า ภูมิภาคอินโดจีนจนถึงทางตอนบนของคาบสมุทรมลายู เป็นพืชในพื้นที่ลุ่มในเขตร้อนชื้นจะเติบโตที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลไป กว่า 1,000 เมตร
ในประเทศไทยพบทุกภาค ขึ้นตามป่าเต็งรังหรือป่าเต็งรังผสมสนเขา ความสูงถึงประมาณ 1300 เมตร ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้ พบบนเขาหินปูนหรือโขดหินริมทะเล
เป็นไม้ ต้นผลัดใบ ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 15-25เมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลางได้สูงสุด 80 ซม.ลำต้นเปลาตรง เปลือกต้นสีเทาปนน้ำตาลแข็งและหนามาก แตกเป็นร่องลึก เป็นสะเก็ดใหญ่ เปลือกชั้นในสีแดงออกน้ำตาล มักตกชันสีเหลืองขุ่น เรือนยอดเป็นพุ่มกลมค่อนข้างโปร่ง ใบเดี่ยวออกเรียงสลับ รูปไข่หรือไข่กว้างปลายกลมหรือแหลมเล็กน้อย ฐานใบรูปหัวใจ ขนาดกว้าง7-16ซม.ยาว10-22ซม ขอบใบเรียบ แผ่นใบสีเขียวเข้ม ใบอ่อนสีน้ำตาลแดงมีขนรูปดาว ใบแก่สีเขียวหม่นเกือบเรียบเกลี้ยง ดอกออกเป็นช่อเหนือรอยแผลใบและปลายกิ่ง ดอกสีขาวอมเหลือง มีกลิ่นหอม มักมีแต้มสีแดง ออกกลุ่มละ5-20ดอก ดอกมักออกก่อนแตกใบอ่อน มีกลีบเลี้ยง5กลีบรูปไข่ กลีบดอก5กลีบรูปไข่  พับเป็นรูปตัว Z ปลายกลีบบิด ผลรูปไข่ปลายแหลม ปีกยาว3ปีกสั้น2ปีก  
ใช้ประโยชน์---ต้นไม้ที่เก็บเกี่ยวมาจากป่าให้ผลผลิตเรซินและไม้ที่มีคุณค่าเช่นเดียวกับการใช้เป็นยาในท้องถิ่น
-ใช้เป็นยา เปลือกไม้นั้นมีฤทธิ์ฝาด ยาต้มใช้ในการรักษาโรคบิด ใบของต้นไม้ถูกใช้ในยาเขมรแบบดั้งเดิมเพื่อเป็นชาสำหรับการคลอดบุตร
-อื่น ๆ เนื้อ ไม้สีน้ำตาลอ่อนหรือสีน้ำตาลอมเหลืองเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดงหรือน้ำตาลเข้ม ไม้เนื้อแข็งหนักและแข็งแรงทนทานมาก ทนในสภาพธรรมชาติ (การทดสอบในสุสานได้ระบุอายุการใช้งานของไม้นานกว่า 22ปีและอยู่ได้นานถึง15ปีในดิน) เป็นไม้ที่มีความสำคัญทางเป็นไม้เศรษฐกิจใช้ในงานก่อสร้างหนักระยะยาว ไม้มีค่าสูงใช้สำหรับงานทำเฟอร์นิเจอร์ที่มีค่า ใช้สร้างบ้าน และถือเป็นไม้ที่ยอดเยี่ยมสำหรับไม้หมอนรถไฟ ยางจากเนื้อไม้มีสีน้ำตาลปนเหลือง ใช้ในอุตสาหกรรมทำสี
พิธีกรรม/ศาสนา----ประเทศไทย ดอกไม้นิยมใช้บูชาพระก่อนเทศกาลสงกรานต์  ในประเทศกัมพูชาต้นไม้ชนิดนี้หายากและมักพบเห็นใกล้กับเจดีย์และวัด และมีความเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา
สำคัญ---เป็นพันธุ์ไม้มงคลพระราชทานประจำจังหวัดอุดรธานี
ระยะออกดอก---มกราคม-มีนาคม---ติดผล---มีนาคม-เมษายน
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด หรือแยกลำต้นที่เกิดใหม่
ภาพประกอบการศึกษา-หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร


รังกะแท้/Rapanea yunnanensis


ชื่อวิทยาศาสตร์---Myrsine seguinii H. Lév.
ชื่อพ้อง---Rapanea yunnanensis Mez.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---รังกะแท้ ; [THAI: rang ka thae.]; [CHINESE: mi hua shu.]
ชื่อวงศ์---MYRSINACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น พม่า ไทย กัมพูชา เวียตนาม
พบในประเทศจีน มณฑลอานฮุย, ฝูเจี้ยน, กวางตุ้ง, กวางสี, กุ้ยโจว, ไหหลำ, หูเป่ย, หูหนาน, เจียงซี, เสฉวน, ไต้หวัน, Xizang, ยูนนาน, เจ้อเจียง [ ญี่ปุ่น พม่า ไทย เวียตนาม]กระจายในป่าเบญจพรรณพื้นที่ป่าไม้ที่ระดับความสูง 700-2400 เมตร
ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูง2- 7(-17) เมตร ใบมักออกเป็นกลุ่ม ใบรูปไข่แคบขนาด7-17 × 1.3-6 ซม. ใบแก่เหนียวด้านล่างใบมีต่อมเป็นจุดๆสีดำมากมาย  ช่อดอกออกเป็นกลุ่ม 3-10- ดอก
ดอกสีเขียวอ่อนหรือครามถึงแดงม่วง ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น ผลกลมสีเขียวอมเทาหรือสีดำสีม่วง เส้นผ่านศูนย์กลาง 4-5 มม.อยู่บนฐานกลีบเลี้ยงรองรับ เนื้อในผลบาง มีชั้นหุ้มเมล็ดแข็ง 1 เมล็ด
ระยะออกดอก---เมษายน -พฤษภาคม, ตุลาคม- ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา-หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทรหอพรรณไม้ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2549

รังกะแท้/Kandelia candel


ชื่อวิทยาศาสตร์---Kandelia candel (L.) Druce
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Kandelia rheedei Wight & Arn.
---Basionym: Rhizophora candel L.
ชื่อสามัญ---Kicar, Kicar-kicar
ชื่ออื่น---ถั่วนางช้อย,รังกะแท้,ลุย(จันทบุรี); [THAI:rang ka thae, lui (Chanthaburi).]; [MALAY: Berus.]; [CHINESE: Qiu qie.]; [JAPAN: Mehirugi.]
ชื่อวงศ์---RHIZOPHORACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย พม่า หมู่เกาะอันดามัน ไทย มาเลเซีย สุมาตรา บอร์เนียว กัมพูชา เวียตนามใต้ ไหหลำ ฮ่องกง ไต้หวัน หมู่เกาะริวกิว
พืชในเขตร้อนชื้นที่ลุ่มขึ้นกระจายตามชายฝั่งของเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากทางตะวันตกของอินเดียไปเกาะบอร์เนียว ทางทิศตะวันออกจากเวียดนามไปยังประเทศญี่ปุ่น เป็น พันธุ์ไม้ที่กระจายพันธุ์มีขอบเขตจำกัด พบขึ้นเฉพาะบริเวณชายฝั่งใกล้ปากแม่น้ำและน้ำค่อนข้างจืดเป็นระยะเวลานานเป็นรอบปีมักขึ้นเป็นกลุ่มหรือขึ้นร่วมกับลำแพน ลำแพนหินหรือลำพู
ไม้ ต้นขนาดเล็กคล้ายไม้พุ่ม สูง2-7เมตร เรือนยอดโปร่งโคนต้นอวบหนา รูปทรงกรวยคว่ำ ไม่มีพูพอนและรากหายใจ รากค้ำยันสั้น นุ่ม เปลือกเรียบ สีเทาถึงสีน้ำตาลอมแดง มีช่องอากาศกระจายทั่วไป
ใบ เดี่ยวเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก ออกเป็นกระจุกตามปลายกิ่ง แผ่นใบรูปรีรูปขอบขนานแกมรูปรี ขนาดกว้าง3-5ซม.ยาว7-14ซม.ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมันวาว ด้านล่างสีซีดกว่า เนื้อใบหนาถึงอวบน้ำดอก แบบช่อกระจุกสองด้านหลายชั้นแตกเป็นง่าม มีดอกย่อย4-12ดอก ผลแบบมีเนื้อเมล็ดเดียวสีเขียวเมื่ออ่อน สีคล้ำเมื่อแก่ ปกคลุมด้วยเกล็ดสีน้ำตาลเมล็ดงอกตั้งแต่อยู่บนต้น ลำต้นใต้ใบเลี้ยงหรือฝักเรียวยาว ค่อนข้างตรงคล้ายทรงกระบอกยาว15-40ซม.
ใช้ประโยชน์---พืชที่รวบรวมจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นแหล่งแทนนินไม้และไม้เชื้อเพลิง
-ในวนเกษตร ใช้เป็นปุ๋ยพืชสด
-อื่น ๆ ไม้ใช้สำหรับการก่อสร้างชั่วคราว ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับผลิตถ่าน เปลือกมีสารแทนนินมากถึง 17%ใช้แทนนินสำหรับ การย้อม ให้สีแดงและสีน้ำตาล
ระยะออกดอก/ผล---เกือบตลอดทั้งปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา-หนังสือป่าเชายเลน นิเวศวิทยาและพรรณไม้ โดย สรายุทธ บุญยะเวชชีวิน (ผู้แต่งและภาพ) รุ่งสุริยา บัวสาลี พิมพ์ครั้งที่1 เมษายน 2554

ราชครูดำ/Goniothalamus macrophyllus

ชื่อวิทยาศาสตร์---Goniothalamus macrophyllus (Blume) Hook. f. & Thomson.
ชื่อพ้อง---Has 7 Synonyms
-Goniothalamus forbesii Baker f.
-Goniothalamus lanceolatus (Bân) Mat-Salleh
-Goniothalamus macrophyllus (Blume) Miq.
-Goniothalamus macrophyllus (Blume) Zoll.
-Goniothalamus suaveolens Becc.
-Polyalthia macrophylla (Blume) Blume
-Unona macrophylla Blume
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---กิ่งดอกเดียว ชิงดอกเดียว(ตรัง) ราชครูดำ (ปัตตานี)  ; [THAI: ratcha khru dam (Pattani); king dok diao, Chin Dok Diao (Trang); ka-yo-bra-no (Malay-Pattani).]; [MALAYSIA: Gajah Beranak, Mempisang (Malay); Lukai Kampong, Selukai  (Iban).];[BORNEO: Empalis.];[INDONESIA: Ki Cantung (Sundanese).]; [BRUNEI: Limpanas Putih, Linpanas Puteh, Talipanas Puteh (Sengkurong).].
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย
มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ - ประเทศไทย คาบสมุทรมาเลเซีย สุมาตรา ชวาและบอร์เนียว (ซาราวักตะวันตกและตะวันออก - กาลิมันตัน) ขึ้นในป่าชื้นที่ระดับความสูง 50 - 1,500 เมตร
ในประเทศไทย พบขึ้นกระจายในป่าดิบชื้นทางภาคใต้ ที่ระดับความสูง 300-1,000เมตร
ไม้ ต้นขนาดเล็กหรือไม้พุ่ม ต้นสูง 1-3เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 15 ซม.แตกกิ่งต่ำระดับพื้นดิน ด้านบนไม่ค่อยแตก กิ่งอ่อนเป็นรูปสี่เหลี่ยม เปลือกลำต้นสีม่วงเข้มและมีกลิ่นฉุน ใบ รูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ กว้าง6-11ซม.ยาว22-30ซม. บางครั้งยาวถึง 50ซม. ขอบใบเรียบ โคนใบมน ปลายใบแหลม ก้านใบยาว 1-3 ซม ใบเรียบหนาเป็นมันคล้ายแผ่นหนัง ดอกออกเดี่ยวที่ซอกใบ ดอกอ่อนสีเขียวเมื่อบานเปลี่ยนเป็นสีเหลืองนวล หรือเหลืองอมชมพู และส่งกลิ่นหอม กลีบเลี้ยงรูปไข่ติดทนจนถึงระยะผลแก่ กลีบดอกหนา ผลกลุ่ม มีผลย่อยไม่มีก้านผลมี 4-9ผล ผลแก่เปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้ม มี 1เมล็ด
ใช้ประโยชน์---พืชที่ใช้ในการรักษารูปแบบต่าง ๆ ของไข้ ซึ่งรวมถึงโรคไข้หวัด, มาลาเรียและไข้ไทฟอยด์ ในบรรดาชาวพื้นเมืองของคาบสมุทรมาเลเซียมีการใช้ยาต้มรากเพื่อรักษาโรคไข้หวัด ในขณะที่ชาวภูเขาบนเกาะชวาใช้การแช่เพื่อรักษาไข้ไทฟอยด์ ยาต้มจากรากใช้ภายนอกเพื่อรักษาโรคหวัดและใช้ในห้องอบไอน้ำในการรักษาไข้ ยาต้มใบกับเหล้าใช้หลังจากคลอดบุตรช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็ว  ใบใช้ประคบอาการบวม การแช่รากจะใช้ในการรักษาไข้ไทฟอยด์ ก้านใบจะถูกเคี้ยวเพื่อใช้รักษาสุขภาพที่ดีและบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย  เผ่าซาไกของคาบสมุทรมลายูใช้พืชชนิดนี้เพื่อบำรุงเลือดและทำให้ร่างกายสดชื่น
-อื่น ๆ ควันที่เกิดจากการเผารากขับไล่ยุง งูและสัตว์ป่าอื่น ๆ
ระยะออกดอก---มีนาคม-เมษายน
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด
อ้างอิง, ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :---หนังสือ พรรณไม้วงศ์กระดังงา ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น ภาพ: อภิชัย อิงควุฒิ

ราชครูดำดอกแถว/Goniothalamus macrophyllus

                   " Dok Thaeo"

ชื่อวิทยาศาสตร์---Goniothalamus macrophyllus (Blume) Hook. f. & Thomson" Dok Thaeo"
ชื่อพ้อง---No synonyms are record for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ราชครูดำดอกแถว
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย                                                                                                   ขึ้นในป่าดิบชื้นระดับต่ำ จนถึงป่าดิบเขาระดับสูง1,300เมตร ตั้งแต่เพชรบุรีจนถึงภาคใต้ตอนล่าง มีสถานภาพยังพอหาได้ในถิ่นกำเนิด กลายพันธุ์มาจากราชครูดำ มีดอกดกมากที่สุด ออกเรียงเป็นแถว2ข้างของลำต้น ตั้งแต่โคนจนถึงยอด เป็นไม้ต้นขนาดเล็กสูง1-3เมตร ใบเดี่ยวขนาดใหญ่หนาเหนียวเป็นมัน รูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ กว้าง6-11ซม.ยาว22-30ซม. บางครั้งยาวถึง50ซม. ออกดอกเรียงเป็น2แถวข้างของลำต้น ก้านดอกโค้งลงกลีบเลี้ยงรูปไข่ติดทนจนถึงระยะผลแก่ กลีบดอก6กลีบ หนา สีขาวนวลมีกลิ่นหอมแรง ขนาดดอก2.5-3ซม.ผลกลุ่มมีผลย่อย4-9ผลทงรียาว1.5-2ซม.ปลายผลมีติ่งแหลม
ระยะออกดอก---เดือนมีนาคม-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด อ้างอิง, ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :---หนังสือ พรรณไม้วงศ์กระดังงา ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น ภาพ: อภิชัย อิงควุฒิ 

ราชดัด/Brucea javanica


ชื่อวิทยาศาสตร์---Brucea javanica (L.) Merr.
ชื่อพ้อง---Has 8 Synonyms

-Ailanthus gracilis Salisb. -Brucea sumatrana Roxb.
-Brucea amarissima Desv. ex Gomes -Brucea sumatrensis Spreng.
-Brucea glabrata Decne. -Gonus amarissimus Lour.
-Brucea gracilis (Salisb.) DC. -Rhus javanica L.

ชื่อสามัญ---Macassar kernels, Java brucea, Kosam, Chinese sumac.
ชื่ออื่น---ราชดัด, ดีคน(กลาง); กะดัด, ฉะดัด(ใต้); กาจับหลัก, เท้ายายม่อมน้อย, มะขี้เหา, มะดีควาย, ยาแก้ฮากขม(เชียงใหม่); พญาดาบหัก(ตราด); เพียะฟาน(นครราชสีมา); มะลาคา(ปัตตานี) ;THAI: Ratchadat, Ka chaplak, Dee khon.]; [CHINESE: Ya dan zi, Ku shen zu, Lao ya dan, Ya tan tzu.]; [PHILIPPINES: Balaniog, Manongao-bobi (C. Bis.)]; [INDONESIAN: Kuwalot, Kwalot, Buah Makasar, Malur, Tambar marica.]; [MALAYSIAN: Embalau padang, Kusum, Lada pahit.]; [CAMBODIAN: Damil thnang, Pramat monus.]; [LAOTIAN: Ich kone, Kom roi, Phla fan.]; [VIETNAM:  Xoan rừng, Sầu đâu cứt chuột, Nha đảm (tử), Sầu đâu rừng.]
ชื่อวงศ์---SIMAROUBACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย ศรีลังกา จีน อินโดจีน นิวกินี ออสเตรเลีย
เติบโตตามธรรมชาติจากศรีลังกาและอินเดียไปจีน , อินโดจีน , มาเลเซีย , นิวกินีและออสเตรเลีย ถิ่นที่อยู่ ในพื้นที่ป่าเปิดรองและบางครั้งบนเนินทราย จากระดับน้ำทะเลสูงถึง 900 เมตร ในประเทศออสเตรเลียมันเติบโตเป็นต้นไม้understoryจากระดับน้ำทะเลถึง 500 เมตร
ไม้ พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็กสูง 2-5 เมตร ใบประกอบแบบขนนกยาว 20-40 ซม. เรียงสลับ เวียนรอบกิ่ง 7-9 คู่ก้านใบเรียวยาว  6-15 ซม. ใบย่อยรูปไข่แกมรูปหอกกว้าง3-6ซม.ยาว5-10ซม. โคนใบ ปลายใบแหลม ขอบใบหยัก ผิวใบค่อนข้างนุ่มทั้งสองด้าน ดอก เป็น ดอกช่อ ออกที่ซอกใบ พืชสามารถเป็นแบบ monoecious หรือ dioecious มีต้นเฉพาะที่พบช่อดอกเพศผู้ และต้นที่มีทั้งดอกเพศผู้และเพศเมียอยู่ในช่อเดียวกัน ดอกย่อยมีขนาดเล็ก สีน้ำตาลแดง มีขนปกคลุม ผลเป็นผลสดขนาด 6-8 x 5-6 มม. เมื่อแห้งมีสีน้ำตาลดำคล้ายเมล็ดมะละกอแห้ง เมล็ดมีสีขาวอมเหลืองและมีเยื่อหุ้ม  
ชอบดินที่มีการระบายน้ำดีและอยู่ในที่ที่แสงแดดส่องถึงหรือร่มเงาบางส่วน
ใช้ประโยชน์---ผลไม้รากและส่วนอื่น ๆ ของพืชบางครั้งถูกรวบรวมจากป่าเพื่อใช้เป็นยาและมีขายในตลาดท้องถิ่น
-ใช้เป็นยา  เป็นสมุนไพรที่รู้จักกันดีในเอเชียใช้ในการแพทย์แผนจีนและยาท้องถิ่น ใช้ส่วนต่าง ๆ ของพืช  ใช้เมล็ดและรากใช้แบบดั้งเดิมในการรักษาโรคบิดอะมีบา ท้องเสียและมาลาเรีย นอกจากนี้ยังใช้ในการรักษาอาการปวดท้อง, ไอ, ริดสีดวงทวาร, ข้าวโพด, หูด, แผลและมะเร็ง ใบจะถูกใช้ภายนอกเป็นยาพอก ม้ามโต  กลากเกลื้อนและตะขาบกัด เปลือกและรากใช้รักษาอาการปวดฟัน  ในประเทศไทย ใช้ผลแก่จัด แก้กระษัย บำรุงน้ำดี บำรุงน้ำเหลือง แก้ท้องอืดเฟ้อ แก้ลมวิงเวียน แก้อาเจียน แก้เจ็บอก แก้อาเจียนเป็นเลือด เป็นยาบำรุงธาตุ ทำให้เจริญอาหาร ขับพยาธิ แก้โรคบิดไม่มีตัว ท้องร่วง และแก้ไข้มาลาเรีย ใบและรากก็ถูกใช้เป็นยาแก้ปวดโดยชาวพื้นเมืองในภาคเหนือของรัฐควีนส์แลนด์
-ใช้อื่น ๆ รากที่มีรสขมใช้ป้องกันแมลง เมล็ดมีปริมาณของน้ำมันที่ขมมากใช้เป็นยาฆ่าแมลง
ระยะออกดอก---มิถุนายน-กรกฎาคม---ออกผล---กรกฎาคม-สิงหาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ราชาวดีป่า/Buddleja asiatica


ชื่อสามัญ--- Asian Butterfly Bush, Bai Bei Feng, Dogtail, White Butterfly Bush.
ชื่ออื่น---ดอกด้ายหางหมา (เชียงใหม่-ลำปาง) ไคร้บก (เหนือ) เกียงพาไหล ไคร้หางหมา ดอกฟู มะหาดน้ำ หญ้าแห้ง หัวเถื่อน (เชียงใหม่) ดอกด้ายน้ำ (เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน) ดอกถ่อน ฟอน (เลย) ดอกแม่หม้าย แม่หม้าย (กาญจนบุรี) ปอกน้ำ (เชียงราย) พู่จีบอย (กะเหรี่ยง) ปุนปุ๊ก (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน) โพหนองปี๊(กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี) ; [THAI: kiang pha lai (Chiang Mai), khrai bok (Northern), khrai hang ma (Chiang Mai), nguang chang (Chaiyaphum), dok dai nam (Chiang Mai, Mae Hong Son), dok dai hang ma (Chiang Mai, Lampang), dok thon (Loei), dok fu (Chiang Mai), dok mae mai (Kanchanaburi), puak nam (Chiang Rai), pun-puk (Shan-Mae Hong Son), phu-chi-boi (Karen-Mae Hong Son), pho-nong-pi (Karen-Kanchanaburi), fon (Loei), ma hat nam (Chiang Mai), mae mai (Kanchanaburi), rachawadi pa (Chiang Mai), ya nam paeng (Chiang Mai), hua thuean (Chiang Mai).]; [CHINESE: Bai bei feng, Bai yu wei.]; [PHILIPPINES: Malasambung, Salibug (Tag.).]; [BENGALI: Newarpati, Bhimsenpati.]; [HINDI: Neemda, Dhurbana.]; [INDONESIA: Jugul, Daun putihan, Kayu saludang.]; [LAOS: Dok fon, Dok khap.]; [HAWAII: huelo ‘ilio.]; [VIETNAM: Bọ chó.]
ชื่อวงศ์---BUDDLEJACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน อินเดีย เนปาล บังคลาเทศ พม่า ไทย ลาว เวียตนาม กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ นิวกินี

 

พืชพื้นเมืองขึ้นกระจายในพื้นที่กว้างในอินเดีย ,เนปาล ,บังคลาเทศ ,จีน ,ไต้หวัน ,พม่า ,ไทย ,ลาว ,กัมพูชา ,เวียดนาม ,มาเลเซีย ,นิวกินีและฟิลิปปินส์  พบทั่วไปตามที่รกร้างชายป่า  สถานที่เปิด, ขอบของป่าเปิด จากระดับน้ำทะเลใกล้ถึง 2,800 เมตร พืชได้หลบหนีจากการเพาะปลูกและกลายเป็นธรรมชาติในบางพื้นที่ของเขตร้อน ได้รับการจัดประเภทเป็น 'รุกราน' ในฮาวายและหมู่เกาะแปซิฟิกอื่น ๆ
ไม้ พุ่มสูงถึง 5 เมตรลักษณะ ใบกว้าง 3 ซม.ยาว 13 ซม. ออกเป็นคู่ตรงข้าม ก้านใบยาว 15 มม. โคนใบสอบปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบมีซี่หยัก ใบแก่บาง ด้านบนเกลี้ยงมีขนเล็กน้อย ด้านล่างสีเทาอ่อนเนื่องจากมีขนรูปดาวปกคลุมหนาแน่น ดอกสีขาว เป็นช่อออกตามง่ามใบและปลายยอด ยาวถึง25ซม. ผลแห้งไม่มีเนื้อรูปขอบขนาน ขนาด 0.4-0.5ซม.แตกเป็น 2พู เมล็ดสีน้ำตาลอ่อน, รูปไข่, 0.8-1 X 0.3-0.4 มม. ปีกสั้นที่ปลายทั้งสอง
ใช้ประโยชน์---บางครั้งพืชจะถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเช่นยา, น้ำหอม, สีผสมอาหารเป็นต้น มักจะปลูกเป็นไม้ประดับในเขตร้อนและเขตอบอุ่น
-ใช้กิน รากแห้งทำยาดอง ดอกไม้ปรุงสุกแล้วใช้เป็นเครื่องปรุงของเหลวสีเหลืองที่ได้จากการต้มดอกไม้ใช้เป็นสีสำหรับข้าว
-ใช้เป็นยา ใช้ในการแพทย์พื้นบ้านเป็นยาฆ่าเชื้อเฉพาะที่และยาขับปัสสาวะ ทั้งต้น ใช้เป็นยารักษาโรคผิวหนัง และเป็นยาทำให้แท้ง  ใบรักษาแผลไฟไหม้ น้ำผลไม้ใช้ล้าง รักษาโรคผิวหนัง                                                                           -ใช้ปลูกประดับ ในประเทศจีนใช้เป็นไม้ประดับในสวนซึ่งสามารถใช้สำหรับตัดดอกในเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ
-อื่น ๆ ไม้ - แกร่งแข็งปานกลาง มันสามารถใช้สำหรับการทำไม้เท้า  และบางครั้งใช้เป็นเชื้อเพลิง  น้ำมันหอมระเหยจากพืชใช้เป็นน้ำหอม ในประเทศเนปาลใบของB. asiaticaถูกเก็บรวบรวมเป็นอาหารสัตว์สำหรับสัตว์เลี้ยงและลำต้นถูกตัดเป็นฟืน
ระยะออกดอก---พฤศจิกายน-เมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด  
อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา-หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร

ลามเขา/ Rapanea porteriana


ชื่อวิทยาศาสตร์---Rapanea porteriana (Wall. ex A. DC.) Mez
ชื่อพ้อง---Myrsine porteriana Wall. & A. DC.
ชื่อสามัญ---Kicar
ชื่ออื่น---รังกะแท้(จันทบุรี),โพรงนก(ระยอง),ลามเขา(สุราษฎร์ธานี) ; [THAI: rang ka thae, prong nok, lam khoa.]; [MALAYSIA: Dedahruang (Malay).]
ชื่อวงศ์--- MYRSINACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พม่า ไทย มาเลเซีย สุมาตรา สิงคโปร์และบอร์เนียว
 มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย สุมาตรา คาบสมุทรมาเลเซีย สิงคโปร์และบอร์เนียวพบขึ้นตามชายฝั่งที่เป็นหาดหินหรือหาดทราย ป่าทุ่งหญ้าตามชายหาด หรือพื้นที่ที่น้ำทะเลท่วมถึงหลังแนวชายหาด
ไม้ พุ่มถึงไม้ต้นขนาดเล็ก ไม่ผลัดใบ สูง3-10เมตรลักษณะทรงต้น เรือนยอดรูปกรวยคว่ำ ลำต้นแตกกิ่งต่ำ เปลือกเรียบถุงแตกเป็นสะเก็ดสีเทา กิ่งแขนงเรียวเล็ก ใบ เดี่ยวเรียงเวียนสลับเป็นกระจุกที่ปลายกอ่ง แผ่นใบรูปรีแคบรูปใบหอกแกมขอบขนาน ขนาดกว้าง1.5-3.5ซม.ยาว5-13ซม.ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้านมีจุดประสีดำเล็กๆ กระจายทั่วแผ่นใบโดยเฉพาะขอบใบ ด้านบนสีเขียวคล้ำ ด้านล่างสีซีดกว่า เนื้อใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ดอก แบบซี่ร่มบนแกนช่อรูปกรวยสั้นๆ ดอกย่อยขนาดเล็กกว้างประมาณ 3 มม.รูปกงล้อสีขาวอมเขียวถึงสีขาวอมม่วง มีกลิ่นหอมแรง ผลแบบผลเมล็ดเดียวแข็ง มีเนื้อนุ่มรูปทรงกลม ขนาดผลกว้าง 5-6 มม.ผลอ่อนสีเขียวแล้วเปลี่ยนเป็นสีชมพู ผลสุกสีน้ำเงินคล้ำ
ระยะออกดอก---เดือนมกราคม-มีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ลำดวนดอย/ Mitrephora wangii

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Mitrephora wangii Hu
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ลำดวนดอย พรหมดอย, ; [THAI: lamduan doi (General).]; [CHINESE: yun nan yin gou hua.]
ชื่อวงศ์--- ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน ไทย
พบที่จีนตอนใต้ (ยูนนาน) บนเนินเขาที่มีความลาดชันสูง ที่ระดับ500-1600เมตร
ในประเทศไทยเป็นไม้หายากมาก ในธรรมชาติพบขึ้นตามป่าดิบเขาภาคเหนือตอนบน ที่ดอยตุง จังหวัดเชียงราย ที่ระดับความสูงประมาณ 1300 เมตร
ไม้ยืนต้นขนาดกลางไม่ผลัดใบสูง 20-25เมตร ลักษณะทรงต้น มีลำต้นเปลาตรงเรือนยอดทรงกระบอกแคบ แตกกิ่งในระดับสูงขนานกับพื้นดิน โคนต้นมีพูพอนเปลือกต้นสีน้ำตาลเข้ม มีรอยแตกเล็กน้อย เนื้อไม้เหนียว ใบรูปรีแกมรูปขอบขนาน กว้าง5-7ซม.ยาว13-20ซม.โคนใบมน ปลายใบเรียวยาวและมีติ่ง แผ่นใบบางเหนียวเป็นมัน ขอบใบเรียบ เส้นกลางใบด้านบนเป็นร่อง ด้านล่างเป็นสันนูนเด่น
ออกดอกเดี่ยวหรือเป็นกระจุก 1-2 ดอกตรงข้ามใบ เมื่อเรื่มบานกลีบดอกสีขาวแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อนและเหลืองเข้ม  มีกลิ่นหอมแรง กลีบเลี้ยงรูปสามเหลี่ยม กลีบดอกเรียงเป็น2ชั้น กลีบชั้นนอกรูปไข่กว้าง2.5ซม.ยาว2.8ซม.กลีบดอกโค้งงอขึ้น กลีบชั้นในมีโคนกลีบแคบ ปลายกลีบแผ่กว้างประกบเป็นรูปกระเช้า มีลายประสีแดงอ่อนๆ ดอกบานมีเส้นผ่านศูนย์กลางดอก4-5ซม. บานวันเดียวแล้วโรย แต่ส่งกลิ่นหอมแรง ผลกลุ่มมี5-7ผล ผลย่อยรูปทรงกระบอกกว้าง1.5-2.5ซม.ยาว4-6ซม.ผลแก่สีเขียวอมเหลือง เมล็ดกลมแบนเรียงตามขวางเป็น พรรณไม้ที่ขึ้นบนดอยและมีอากาศหนาวเย็นตลอดปี แต่เมื่อนำมาปลูกในกรุงเทพฯก็ออกดอกได้ตลอดและสวยงาม แต่ถ้าปลูกในเขตร้อนและแห้งแล้งดอกจะเล็กและหอมน้อยลง ตวรปลูกในที่ร่มรำไรและความชื้นสูง
ระยะออกดอก---มกราคม-มีนาคม---ผลแก่-พฤษภาคม-กรกฎาคม                                                                        ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ดและทาบกิ่ง
ภาพประกอบการศึกษา-หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร


ล่ำตาควาย/Diosperos coaetanea


ชื่อวิทยาศาสตร์---Diospyros coaetanea H.R. Fletcher
ชื่อพ้อง---No synonyms are record for this name.
ชื่อสามัญ--None
ชื่ออื่น---ล่ำตาควาย, หอมขวาน ; [THAI: lam ta khwai (Phitsanulok); hom khwan (Loei).]
ชื่อวงศ์---EBENACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย
ล่ำตาควายเป็นไม้ถิ่นเดียวของประเทศไทย พบทางภาคเหนือ และภาคตะวันออก พบตามป่าดิบแล้ง  ป่าผสมผลัดใบ ที่ระดับความสูง 200-500 เมตร
เป็นไม้ผลัดใบสูงถึง 20เมตร เปลือกต้นสีเทาเข้ม มีร่องแตกลึกตามยาว เปลือกในสีชมพูเข้ม อมส้ม  กิ่งมีช่องอากาศ ใบรูปรีหรือรูปขอบขนาน ยาว 6-20 ซม ใบแก่ด้านล่างมีขนประปราย  ก้านใบยาว 0.7-1 ซม. ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น ดอกเพศผู้ก้านดอกยาว 2-3 มม. กลีบเลี้ยงรูประฆัง ยาวประมาณ 2 มม. มี 4 กลีบ แฉกลึกประมาณกึ่งหนึ่ง มีขนสั้นนุ่ม หลอดกลีบดอกยาว 3-4 มม. ปลายแฉกตื้น ๆ เกสรเพศผู้ 10-14 อัน ดอกเพศเมียกลีบเลี้ยงและกลีบดอกจำนวนอย่างละ 5 กลีบ กลีบเลี้ยงขยายในผล แผ่กว้าง ผลขนาด2-3 ซม.สีเหลืองออกเขียว  ก้านผลหนา ยาวประมาณ 1 ซม เปลือกแข็งหนาเรียบเกลี้ยง
ใช้ประโยชน์---ผลกินได้ เนื้อไม้แข็งใช้ในการก่อสร้างทำเฟอร์เจอร์  เครื่องจักสานและเครื่องใช้สอย
ระยะออกดอก---มีนาคม-พฤษภาคม---ระยะติดผล---มีนาคม-สิงหาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด
ภาพประกอบการศึกษา-หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร


ลำพูป่า/ Duabanga grandiflora


ชื่อวิทยาศาสตร์--- Duabanga grandiflora (Roxb. ex DC.) Walp.
ชื่อพ้อง---Has 4 synonyms
---Duabanga sonneratioides Buch.-Ham.
---Leptospartion grandiflora Griff.
---Leptospartion grandiflorum (Roxb. ex DC.) Griff.
---Lagerstroemia grandiflora Roxb. ex DC
ชื่อสามัญ---Achung, Duabanga, Lampat
ชื่ออื่น---  กระดังงาป่า (กาญจนบุรี) กาปลอง (ชอง จันทบุรี) กาลา คอเหนียง (เชียงใหม่) กู โก๊ะ ซังกะ (กะเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน) โก (กะเหรี่ยง กำแพงเพชร, แม่ฮ่องสอน) ขาเขียด (ชุมพร) ตะกาย โปรง (ภาคใต้) ตะกูกา (จันทบุรี) เต๋น ตุ้มเต๋น ตุ้มบก ตุ้มลาง ตุ้มอ้า ลาง ลูกลาง อ้า (ภาคเหนือ) บ่อแมะ (มลายู ยะลา) บะกูแม (มลายู นราธิวาส) ลิ้นควาย (ปราจีนบุรี) ลำแพน (ตรัง) ลำแพนเขา (ยะลา) ลำพูขี้แมว (ระนอง) ลำพูควน (ปัตตานี) สะบันงาช้าง (แพร่) หงอนไก่ (ประจวบคีรีขันธ์) ; [THAI: kra dang nga pa, kapalong, kala, kho niang, koo, ko, ko sang, lampoo pa.]; [CHINESE: Bā bǎo shù.]; [ASSAMESE: Khokan, Hokol, Thora, Bonda-kenda, Khukan.]; [BENGALI: Bondorphulla.]; [NEPALI: Lampate.]: [OTHERS: Duyabangga, Duabanga.]
ชื่อวงศ์--- LYTHRACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เนปาล สิกขิม อัสสัม พม่า ไทย กัมพูชา ลาว เวียตนาม จีนตอนใต้ (ยูนนาน) คาบสมุทรมาเลย์


พบขึ้นกระจายในอินเดีย พม่า จีนตอนใต้ ภูมิภาคอินโดจีน และภูมิภาคมาเลเซีย ในป่าหุบเขาสถานที่เปิดโล่งโดยเฉพาะบนฝั่งแม่น้ำ ที่ระดับความสูง 900 - 1,500 เมตร
พบขึ้นตามป่าริมน้ำ ริมลำธาร หรือลำห้วยทั่วไปทางภาคเหนือและภาคใต้ของประเทศไทย ตามป่าดิบแล้ง ป่าดิบชื้น และป่าดิบเขาต่ำ ที่ระดับความสูงตั้งแต่ 300-1,200 เมตร จากระดับน้ำทะเล
ไม้ ต้นไม่ผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่สูง 15-35 เมตร เส้นรอบวงลำต้น 100-200ซม. ลำต้นเปลาตรง ถ้าตัดเปลือกจะมีน้ำเลี้ยงสีชมพู กิ่งใหญ่จะตั้งฉากกับลำต้นและปลายกิ่งจะห้อยลู่ลง กิ่งอ่อนเป็นสันสี่เหลี่ยมตามยาว ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปขอบขนาน กว้าง4-10ซม.ยาว10-27ซม.โคนใบเว้าลึกเป็นรูปหัวใจ เนื้อใบค่อนข้างหนา เรียบเกลี้ยง ใบด้านบนมีสีเขียวเข้ม ด้านล่างมีสีขาวเคลือบ ดอก สีขาวมีกลิ่นแรง บานตอนกลางคืนถึงตอนเช้า หุบตอนกลางวัน ขนาด5-7.5ซม.กลีบเลี้ยงเป็นรูปถ้วย ปลายแยกเป็น 6-7แฉก กลีบดอก 6-7กลีบ เกสรเพศผู้จำนวนมาก ผลขนาด 3 - 4 × 4 - 4.5 ซม แห้งแล้วแตก ผลอ่อนสีเขียวเมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลกลีบเลี้ยงติดคงทน
ใช้ประโยชน์---บางครั้งผลไม้ที่กินได้จะถูกรวบรวมจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่น ในขณะที่ต้นไม้ถูกใช้เพื่อเป็นไม้
-ใช้กิน ดอกมีน้ำหวาน ใช้กินได้ ยอดอ่อน ดอกอ่อน ผลอ่อน -ดิบ สุก ใช้กินเป็นผักสด
-ใช้เป็นยา กิ่งและต้น นำมาสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ ต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้อาการช้ำใน เมล็ดต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ปวดท้อง โรคกระเพาะอาหาร อาหารไม่ย่อย อาหารเป็นพิษ
-อื่น ๆเนื้อไม้สีเทา มักมีเส้นผ่านสีเหลืองหรือน้ำตาล เสี้ยนตรงหรือสั้น เนื้อไม้หยาบ เลื่อยผ่าไสกบง่าย มีความแข็งแรง ทนทานปานกลางในที่ร่มโดยเฉพาะในน้ำ เป็นไม้น้ำหนักเบา ทำให้แห้งได้ง่าย ใช้ก่อสร้างบ้านเรือน ทำฝา พื้นบ้าน ทำกล่อง ลัง แบบหล่อคอนกรีต เนื้อไม้ใช้ทำเรือแคนู ใบเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ได้ดี
หมายเหตุ เป็นไม้ที่พบตามริมลำธารของป่าทั่วภาคเหนือ มักจะพบว่าเป็นไม้ที่ใหญ่สุดในป่าทางภาคตะวันตกของประเทศไทย ต้นสูงได้ถึง 60เมตร
ระยะออกดอก---กุมภาพันธ์-เมษายน---ผลแก่---พฤษภาคม-มิถุนายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา-หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร


ลำไยป่า/ Dimocarpus longan


ชื่อวิทยาศาสตร์---Dimocarpus longan Lour. subsp. longan Leenhout var. longan Leenhout.
ชื่อพ้อง---Has 2 synonyms
---Euphoria longan (Lour.) Steud. [≡ Dimocarpus longan subsp. longan]
---Nephelium longan (Lour.) Hook. [≡ Dimocarpus longan subsp. longan]
ชื่อสามัญ---Dragon’s eye, Dragon’s eye fruit, Longan, Lonagn Tree, Lungan.
ชื่ออื่น---ลำไย,ลำไยป่า(ภาคกลาง),เงาะป่า(เหนิอ)เจ๊ะเลอ(กระเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน),สะแงน(ตะวันออก) ; [THAI: lamyai, lamyai pa.(General); ngo pa (Northern) ; che-loe (Karen-Mae Hong Son );sa ngaen (Eastern).]; [CHINESE: Lóng Yǎn, Longan, Lung Ngaan, Gui Yuan, Yang Yan Guo Shu, Yuan Yan.]; [BRAZIL: Olho-De-Dragão (Portuguese)]; [INDIA: Ash-Fol (Bengali), Kanakindeli (Kannada).][INDONESIA/ MALAYSIA: lengkeng.]; [BURMA: kyet mouk.]; [CAMBODIA: mien.]LAOS: lam nhai, nam nhai.]; [VIETNAM: nhan.]; [FRENCH: Longanier, oeil de dragon.]'
ชื่อวงศ์---SAPINDACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ศรีลังกา อินเดีย พม่า เวียตนาม จีนตอนใต้ ไต้หวัน ลาว กัมพูชา


แหล่งกำเนิดถึงห่วงโซ่ภูเขาจากพม่าผ่านทางจีนตอนใต้  ขยายไปยังอินเดียตะวันตกเฉียงใต้ ศรีลังกา พม่า และ อินโดจีน
ไม้ ไม่ผลัดใบสูงถึง 30เมตร เรือนยอดกลมและทึบ เปลือกต้นเรียบหรือหลุดล่อนเล็กน้อย ใบยาว28-50ซม. ใบย่อยขนาดกว้าง3.2-6ซม.ยาว9-18ซม.ปลายแหลมฐานใบมักไม่สมมาตร ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างสีอ่อนกว่า ดอกสีเหลืองหรือน้ำตาลเป็่อใหญ่แตกแขนงที่ปลายกิ่งยาว8-40ซม. ผลขนาด1.2-2.5ซม.สีเหลืองหรือน้ำตาล กลมไม่แตกมีเนื้อใสๆห่อหุ้มเมล็ดสีน้ำตาลเป็นมัน
ใช้ประโยชน์
-ใช้กิน ผลไม้ที่มีรสชาดอร่อยเช่นเดียวกับชนิดที่มีการปลูกหลายพันธุ์ แต่เนื้อบาง  ใช้ทำเครื่องดื่ม เย็น เหล้าทำโดยการหมักเนื้อลำไยในแอลกอฮอล์
-ใช้เป็นยา เมล็ดและเนื้อผลไม้ของลำไยมีสรรพคุณทางยาหลายอย่าง ใบซึ่งมี quercetin และ quercitrin และดอกไม้มีจำหน่ายในตลาดสมุนไพรจีน
-อื่น ๆ ไม้เนื้อแข็งสีน้ำตาลอ่อนถึงเหลือง ไม้มีคุณภาพดี ใช้ทำเครื่องเฟอร์นิเจอร์ เมล็ดมีปริมาณซาโปนิน ใช้ทำแชมพู
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง เสียบยอด
ภาพประกอบการศึกษา-หนังสือต้นไม้เมืองเหนือคู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้นในป่าภาคเหนือประเทศไทย โดยไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทรหอพรรณไม้ภาควิชาชีววิทยา คณวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2549


เล็งเก็ง/Magnolia liliifera var. obovata


ชื่อวิทยาศาสตร์---Magnolia betongensis (Craib) H. Keng
ชื่อพ้อง---
Has 7 Synonyms

-Magnolia candollei var. obovata  -Talauma oblanceolata Ridl. 
-Magnolia liliifera var. obovata  -Basionym: Talauma obovata Korth.
-Talauma betongensis Craib  -Talauma sclerophylla Dandy 
-Talauma levissima Dandy 

ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---เล็งเก็ง(ปัตตานี),มุกาโปกาเจ๊ะ(มลายู ปัตตานี),ยี่หุบเบตง(ทั่วไป) ว; [THAI: leng keng (Pattani); muk-ka-po-ka-che (Malay-Pattani); yi hup betong (General).]
ชื่อวงศ์--- MAGNOLIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย มาเลเซีย
ในประเทศไทยเล็งเก็งเป็นพรรณไม้ที่สำรวจพบครั้งแรกโดยหมอคาร์ (A.F.G.Kerr)ที่ อ.เบตง จ.ยะลาที่ระดับความสูง 400 เมตร พบขึ้นในป่าดิบระดับต่ำจนถึงระดับสูงถึง 500 เมตร ใน จ.พัทลุง สงขลา ตรัง สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาสไปจนถึงตอนเหนือของประเทศมาเลเซีย เคยมีสถานภาพหายากและใกล้สูญพันธุ์ในถิ่นกำเนิด
ไม้ ต้นขนาดเล็ก สูง 8-15 เมตร .เปลือกต้นหนาสีดำ กลิ่นฉุน แตกกิ่งจำนวนมากในระดับสูง ทรงเป็นพุ่มกลมโปร่ง เนื้อไม้เหนียว  ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับรูปไข่กลับ กว้าง 10-12 ซม. ยาว 24-35 ซม. โคนใบสอบ ปลายใบแหลมหรือมน  ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนาแข็งกรอบ ด้านบนผิวใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างมองเห็นเส้นแขนงใบชัดเจน ดอกออกเดี่ยวที่ปลายกิ่งสีขาว ดอกบานตั้งขึ้น มีกลีบดอก 9 กลีบ เรียงเวียนซ้อนเป็น3ชั้น กลีบหนาแข็ง อวบน้ำ เมื่อบานขนาด6-7ซม.-ผลรูปไข่ กว้าง 5-7 ซม. ยาว 8-10 ซม. มีผลย่อย 70-80 ผล เปลือกผลย่อยหนาและแข็งเชื่อมติดกัน เมื่อผลแก่ผลย่อยแตกออกตามรอยเชื่อมและหลุดออก มีเมล็ดสีแดงติดอยู่กับแกนกลางผล ช่องละ 2 เมล็ด ลักษณะเมล็ด กลมรี ยาว 1-1.3 ซม. สีแดงเข้ม ดอกบานทนอยู่ได้1-2วัน กลิ่นหอมแรง เป็นไม้ชอบร่มรำไรและมีความชื้นสูงขณะยังเล็กถ้าได้แดดจัดจะทำให้ใบไหม้และ โตช้า  เมื่อเติบโตแข็งแรงเป็นพุ่มใหญ่แล้วควรได้แสงแดดเต็มที่
ใช้ประโยชน์---นิยมใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ ดอกหอม
ระยะออกดอก---เมษายน
การขยายพันธุ์--- โดยการเพาะเมล็ด

เลือดควาย/Knema erratica


ชื่อวิทยาศาสตร์---Knema erratica (Hook. f. & Thomson) J. Sinclair
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Knema angustifolia Warb.
---Knema yunnanensis Hu
---Myristica erratica Hook. f. & Thomson
---Myristica longifolia var. erratica (Hook. f. & Thomson) Hook. f. & Thomson
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---เลือดควาย(ชลบุรี) ; [THAI: lueat khwai .]; [CHINESE: Jiǎ guǎng zi.]
ชื่อวงศ์---MYRISTICACEAE (วงศ์จันทน์เทศ)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย พม่า บังกลาเทศ ยูนนาน ไทย
พบในประเทศจีน อินเดีย บังคลาเทศ ไทยและพม่า เกิดในป่าโปร่งหรือป่าทึบบนเนินเขาเนินเขาเตี้ย ๆ และหุบเขาที่ระดับความสูง 500-1700 เมตรจากระดับน้ำทะเล
ไม้ ต้นสูง 20 เมตร เรือนยอดแคบแน่น เปลือกต้นสีน้ำตาลเทา หลุดลอกเป็นแผ่น เปลือกชั้นในมีน้ำยางสีแดงมาก กิ่งก้านและยอดอ่อนมีขนสีน้ำตาลรูปดาว ใบเดี่ยวรูปขอบขนานแคบ ขนาดกว้าง3-7ซม.ยาว16-30ซม. ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบ ใบแก่ผิวใบด้านบนเกลี้ยงสีเขียวเข้ม ด้านล่างใบสีเขียวอมเทา เกลี้ยงหรือมีขน ดอกออกเป็นช่อดอกแยกเพศ  ดอกเพศผู้ช่อละ1-4ดอกเป็นกลุ่มรูปสามเหลี่ยมบนก้านสั้นๆ ดอกเพศเมียยอดเกสรมี 2-4 พู ผลออกเดี่ยวๆหรือเป็นคู่เมื่ออ่อนมีขนสีเหลืองหรือสีแดงอมส้ม  ลักษณะผลรูปรีหรือรูปไข่ กว้างประมาณ 2 ซม. ยาว 2.5 ซม. แตก 2 พู มีเมล็ดขนาดใหญ่รูปไข่รียาว 2-2.8 ซม. เส้นผ่านศูนย์กลาง 1.3-1.6 ซม. มีเนื้อหุ้มเมล็ดสีแดง
ใช้ประโยชน์---เมล็ดมีน้ำมัน 20.8% ซึ่งสามารถใช้เป็นน้ำมันอุตสาหกรรม
ระยะออกดอก---สิงหาคมถึงเดือนกันยายนออกผลตั้งแต่เดือนเมษายนถึงพฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

เลือดควายใบใหญ่/Knema furfuracea


ชื่อวิทยาศาสตร์---Knema furfuracea (Hook. f. & Thomson) Warb.
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Myristica furfuracea Hook. f. & Thomson
---Knema pierrei Warb.
---Myristica knema Steud.
---Palala furfuracea (Hook.f. & Thomson) Kuntze
ชื่อสามัญ--None
ชื่ออื่น---เลือดควายใบใหญ่(นครศรีธรรมราช),จันทน์ดง(ยะลา),เลือดควาย(ตรัง) ; [THAI: lueat khwai bai yai, chan dong, lueat khwai.]; [CHINESE: Hóng guāng shù
ชื่อวงศ์---MYRiSTICACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย บังคลาเทศ พม่า คาบสมุทรอินโดจีน คาบสมุทรมาเลเซีย ,สิงคโปร์และไทย


พบทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย บังคลาเทศ พม่า คาบสมุทรอินโดจีน เป็นไม้ที่บ่งชี้ถึงสภาพป่าระดับต่ำที่มีการรบกวนน้อย ประเทศไทยพบเฉพาะในป่าพรุทางภาคใต้
ไม้ ต้นไม่ผลัดใบสูง 20เมตรลักษณะทรงต้น เรือนยอดรูปพีระมิดแคบ กิ่งก้านขนานกับพื้นปลายกิ่งลู่ลง เปลือกต้นสีน้ำตาลเทาและหลุดลอกตามยาวเป็นริ้ว เปลือกในมีน้ำยางมากสีชมพู ใบเดี่ยวรูปขอบขนานหรือรูปใบหอกขนาดใบ 3-14x10-50 ซม.ยอดอ่อนมีขนสีน้ำตาลหนาแน่น ใบแก่เหนียว ด้านบนใบสีเขียวหม่นด้านล่างสีเขียวอมเทา ก้านใบยาวประมาณ 1.4-2 ซม.
ดอกสีน้ำตาลอมเหลืองเป็นช่อสั้นๆ ผลรูปยาวรีขนาด3.5-4.5ซม.มีขนสีน้ำตาลอมเหลืองปกคลุม เปลือกหนามาก เมล็ดมีเยื่อบางสีแดงหุ้ม
ใช้ประโยชน์---เป็นสมุนไพรใช้ใบรักษาสิว เนื้อไม้ใช้ก่อสร้าง ต้นและกิ่งใช้ทำฟืน
-เป็นอาหารของนก เทือกเขาบูโดที่เป็นที่รู้จักกันดีในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของนกเงือกจำนวน 6 ชนิด  ผลของเลือดควายใบใหญ่ชาวบ้านเป็นที่รู้จักกันดีว่า  "เวาะดือแรแฮ" คือ อาหารเฉพาะของนกเงือกและเป็นผลไม้ที่นกทั่วไปไม่กิน เนื่องจากผลมีขนาดใหญ่ ชาวบ้านยังบอกอีกว่าเป็นผลไม้ที่มีรสเบื่อเมา หรือเป็นพิษสำหรับนกทั่วไปนั่นเอง แต่นกเงือกกินได้เพราะมีกระบวนการดูดซึมอาหารที่แตกต่างจากนกชนิดอื่นผลไม้บางชนิดที่นกเงือกกินเป็นอาหารนั้น เป็นยาสามัญประจำบ้านที่ใช้ในวิถีชุมชนมุสลิมรอบป่าเทือกเขาบูโดมานาน นั่นคือ ยาแก้คันจาก เวาะดือแรแฮ นำมาใช้แก้คัน กลากเกลื้อน โดยนำผล เคี่ยวในน้ำมันเป็นยาแก้คันตามผิวหนัง
ระยะออกดอก---มีนาคม-มิถุนายน---ติดผล---สิงหาคม-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา-หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร


ศิลา/ Ilex cymosa

ชื่อวิทยาศาสตร์---Ilex cymosa Blume
ชื่อพ้อง---Has 8 Synonyms

-Ilex cumingiana Rolfe -Ilex thorelii Pierre
-Ilex fabrilis Pierre -Leucodermis javanica Planch. ex Hook.f.
-Ilex philippinensis Rolfe -Prinos cymosa Hassk.
-Ilex singapuriana Wall. -Pseudehretia paniculata Turcz.

ชื่อสามัญ---Marsh Holly
ชื่ออื่น---ไทรขี้ใต้(นครฤศรีธรรมราช),ซีโกะ(มลายู สงขลา),มันสำปะหลังต้น(ภูเก็ต)}รานใต้(ระนอง),ศิลา(นราธิวาส) ; [THAI: sai khi tai (Nakhon Si Thammarat); si-ko (Malay-Songkhla); se-lo (Malay-Narathiwat); man sampalang ton (Phuket); ran tai (Ranong); sila (Narathiwat).]; [MALAY: Mensirah, Bangkulatan, Timah-timah, Mesirah Puteh.]; [VIETNAM: Nhựa ruồi, Bùi ba vỏ, Bùi tụ tán, Bùi nú.]
ชื่อวงศ์--- AQUIFOLIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย มาเลเซีย บอร์เนียว อินโดนีเซีย


พบขึ้นตามที่ลุ่มน้ำขัง ป่าพรุ ป่าชายหาด ป่าดิบชื้นและป่าดิบเขา
ไม้ ต้นสูงถึง 20 เมตรลักษณะทรงต้น เรือนยอดรูปทรงกระบอกหรือรูปกรวยคว่ำ ลำต้นเปลาตรง มีพูพอนเล็กน้อย เปลือกนอเรียบสีเทาหรือสีน้ำตาลอ่อน มีรูหายใจเป็นตุ่มเล็กๆกระจายทั่วไป กิ่งสีขาวนวล เปลือกในสีเหลืองและมีเม็ดหยาบๆสีน้ำตาลปะปนอยู่ทั่วไป เนื้อเยื่อที่ติดอยู่ระหว่างเปลือกในกับเนื้อไม้ เมื่อถูกอากาศจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวขี้ม้า เนื้อไม้ขรุขระ ใบ เดี่ยวเรียงเวียนสลับ รูปรีแกมขอบขนาน ขนาดกว้าง3-7ซม.ยาว5-12ซม. ขอบใบเรียบโคนใบสอบปลายใบเรียวแหลม ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน ด้านบนสีเขียวคล้ำเป็นมัน ด้านล่างสีซีดกว่าเนื้อใบบางถึงอวบน้ำ ดอก แบบช่อกระจุกสองด้านหลายชั้น ออกตามง่ามใบ ช่อดอกโปร่ง ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น สีขาวหรือขาวอมเขียว ขนาดดอก0.3ซม.ผลแบบมีเมล็ดเดียวแข็งรูปทรงกลมหรือรูปไข่ขนาดผล0.4ซม.สีเขียว อมชมพูเมื่อสุกสีแดงคล้าถึงเกือบดำ เมล็ดแบนมีผนังหุ้มแข็งเรียงชิดกัน4-8เมล็ด
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ในเวียตนาม ใช้รากเพื่อป้องกันไข้ ใบไม้ ใช้เพื่อรักษาอาการเคล็ดขัดยอก
-อื่น ๆ ไม้ใช้ทำฟืน
ระยะออกดอกและผล---เกือบตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด                                                                                                                                      อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา-หนังสือป่าเชายเลน นิเวศวิทยาและพรรณไม้ โดย สรายุทธ บุญยะเวชชีวิน (ผู้แต่งและภาพ) รุ่งสุริยา บัวสาลี พิมพ์ครั้งที่1 เมษายน 2554

สกุณี/Terminalia calamansanai


ชื่อวิทยาศาสตร์---Terminalia calamansanai (Blanco) Rolfe.
The name is spelled Terminalia calamansanay in some publications
ชื่อพ้อง---Has 2 synonyms
---Gimbernatea calamansanai Blanco
---Terminalia blancoi Merr.
ชื่อสามัญ--Philippine Almond, Yellow terminalia.
ชื่ออื่น---ขี้มอด (นครปฐม); ตาโหลน (สตูล); ตีนนก (จันทบุรี, ตราด); ประคำขี้ควาย (ภาคใต้); เปียแคร้ (เขมร-จันทบุรี); สกุณี, สัตคุณี (ราชบุรี); แหนแดง (ภาคเหนือ); แฮ้น (ชุมพร, นครสวรรค์)  ; [THAI: khi mot (Nakhon Prathom);  ta lon (Satun); tin nok (Chanthaburi, Trat); pra kham khi khwai; (Peninsular); pia-khrae (Khmer-Chanthaburi); sakuni (Ratchaburi); satta khuni (Ratchaburi); haen daeng (Northern); haen (Chumphon, Nakhon Sawan).]; [MALAY: Mentalun, Ketapang.]; [CHINESE: Ma ni la lan ren (Taiwan).]; [PHILIPPINES: Bangkalauan, Malakalumpit, Bunlos, Subo-subo (Tag.).]; [VIETNAM: Chiêu liêu nước.]
ชื่อวงศ์---COMBRETACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พม่า ลาว เวียตนามกัมพูชาไทย ฟิลิปปินส์คาบสมุทรมาเลย์  สุลาวาสี นิกินี    


พบที่อินเดีย พม่า ภูมิภาคอินโดจีนและมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เกิดขึ้นบนเนินเขาล่าง หน้าผาหินปูนในป่าที่ลุ่ม ตามถนนและนาข้าว เป็นพืชในเขตร้อนชื้นที่ลุ่มซึ่งสามารถพบได้ที่ระดับความสูงไม่เกิน 500 เมตร ประเทศไทยพบทุกภาค ขึ้นตามป่าเบญจพรรณ  ป่าผสมผลัดใบ และป่าดิบแล้งทั่วประเทศที่ระดับความสูง 50-400เมตร
ไม้ ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ผลัดใบ สูงถึง 25-40 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางสูงถึง 80 ซม. ลักษณะของลำต้นแตกกิ่งต่ำ แตกออกจากจุดเดียวคล้ายฉัตร กิ่งค่อนขนานกับพื้น เปลือกต้นสีเทาปนน้ำตาล แตกเป็นร่องยาวตื้นๆ ตามกิ่งมีขนนุ่มปกคลุม ที่โคนมีพูพอน ขนาดเล็ก  ใบเดี่ยวรูปไข่กลับแคบๆ ปลายใบแหลม โคนใบสอบ เรียงเวียนสลับ กว้าง 3-8ซม. ยาว 9-18ซม.โคนใบรูปลิ่ม ก้านใบยาว2.5-4ซม. ขอบใบเรียบ เนื้อใบค่อนข้างหนา ด้านล่างสีเขียวมีต่อม1คู่บริเวณกึ่งกลางเส้นใบ ช่อดอกแบบช่อเชิงลดดอกสีขาวแกมเหลืองออกเป็นแกนช่อตามง่ามใบ ช่อดอกยาว8-16ซม.ดอกย่อยไม่มีก้านดอก เป็นดอกสมบูรณ์เพศ ขนาด2-2.5มม.มีกลิ่นหอมเอียน ผลรูปสามเหลี่ยมแก่ไม่แตกมี2ปีกมีขนคลุมสีน้ำตาลอ่อน กว้าง2-4ซม.ยาว4-8ซม. ต้องการตำแหน่งที่มีแดด ชอบดินที่อุดมสมบูรณ์มีการระบายน้ำดี ต้องการ pH ในช่วง 5.5 - 6.6 แต่ทนได้ 4.5 - 7.5
ใช้ประโยชน์---ต้นไม้ที่เก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารและยารักษาโรค และใช้ไม้
-ใช้กิน ใช้กินได้  ผลไม้กินดิบ เมล็ด - กินดิบหรือสุก
-ใช้เป็นยา เปลือกต้นมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงหัวใจ ตำรายาไทยจะใช้เป็นยาแก้นิ่วในทางเดินปัสสาวะ แก้ตกเลือด ในฟิลิปปินส์เเปลือกต้นฝาด ใช้เป็นยาทั้งภายใน ภายนอก
-อื่น ๆ แก่นไม้ สีขาวเมื่อตัดใหม่ กลายเป็นสีเหลืองอมเทาเมื่อสัมผัส ไม้มีน้ำหนักปานกลางถึงหนัก ใช้งานยากปานกลาง ไม่คงทนมากและมักถูกโจมตีโดยแมลงเต่าทอง เใช้สำหรับงานฐานราก งานโครงสร้างราคาถูกหรืองานชั่วคราว เฟอร์นิเจอร์ราคาถูก ผลใช้เป็นไม้ประดับแห้ง
ระยะออกดอก---สิงหาคม-ธันวาคม---ติดผล---ธันวาคม-เมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด
ภาพประกอบเพื่อการศึกษา---คู่มือดูพรรณไม้ป่าสะแกราช เล่ม1, เล่ม2 โดย ดร. ปิยะ เฉลิมกลิ่น,จิรพันธ์ ศรีทองกุล,อนันต์ พิริยะภัทรกิจ  

ส้มแปะ/ Vaccinium sprengelii


ชื่อวิทยาศาสตร์---Vaccinium sprengelii (G.Don) Sleumer
ชื่อพ้อง---Has 9 Synonyms

---Basionym: Agapetes sprengelii G. Don -Vaccinium donianum Wight
-Epigynium affine (Wight) Klotzsch -Vaccinium forrestii Diels
-Epigynium donianum (Wight) Klotzsch -Vaccinium harmandianum Dop
-Epigynium sprengelii (G.Don) Klotzsch -Vaccinium pedicellatum H.R.Fletcher
-Vaccinium affine Wight

ชื่อวิทยาศาสตร์---Vaccinium sprengelii (G. Don) Sleumer
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---หัวแหวน(ภาคหลาง),ซาบุดอย,(กระเหรี่ยง เชียงใหม่),เม้าหิน(เชียงใหม่),ส้มปี,ส้มปี้,ส้มแปะ(ภาคเหนือ), ส้มแสด(ตะวันออกเฉียงเหนือ) ; [THAI: hua waen (Central); sa-boi-du (Karen-Chiang Mai); mao hin (Chiang Mai); som saep, som soi (Loei); som pi, som pae (Northern); som saet (Northeastern); mueat som (Chiang Mai).]
ชื่อวงศ์---ERICACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--  จีน อัสสัม พม่า ลาว ไทย กัมพูชา เวียตนาม


พบขึ้นกระจายทางตะวันออกเฉียงใต้ของทิเบต จีนตอนใต้ อัสสัม พม่า และอินโดจีน เกิดขึ้นตามป่าไม้ลำธารและพุ่มไม้ ที่ระดับความสูง 1,300 - 1,600 เมตร ในป่าเบญจพรรณป่าสนและพุ่มไม้หนาทึบที่ระดับความสูง 2,300 - 2,700 บางครั้งถึง 3,200 เมตร
ในประเทศไทยมักพบทั่วไปตามป่ากึ่งโล่งแจ้งโดยเฉพาะตามสันเขา ปะปนกับไม้สน ทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ระดับความสูง 800-1,200เมตร
ไม้ต้นสูง 4-6 เมตรไม่ผลัดใบ ลักษณะทรงต้น ลำต้นสั้นและบิดงอเปลือกต้นสีน้ำตาลเข้มมีรอยแตกลึกๆหนาแน่น เปลือกชั้นในสีครีม ใบ เดี่ยวเรียงเวียนรอบกิ่ง ขนาดของใบกว้าง2-3ซม.ยาว4-8ซม. รูปรี ใบอ่อนสีส้มแดงปลายใบเรียวแหลม ใบขอบจักฟันเลื่อยคมๆประปรายใกล้ปลายใบ ยอดอ่อนมีขนละเอียดใบอ่อนสีส้มแดง ใบแก่บางและเหนียว เรียบเกลี้ยง ดอก ขนาดบวกลบ1ซม.สีขาวหรือชมพูอ่อน ออกเป็นช่อแบบช่อกระจะตามง่ามใบ ห้อยลงมาคล้ายโคมไฟเล็กๆกลีบเลี้ยงขนาดเล็ก ช่อดอกยาว3-5ซม. กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปคนโท ปลายแยกเป็น5แฉกน้อยๆ ผล ขนาด0.7-0.8ซม.รูปกลมสีเขียวเมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ผิวบางมีเนื้อและเมล็ดเล็กๆหลายเมล็ด
ใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหาร
-ใช้กิน ผลไม้ - ดิบหรือสุกกินได้ ยอดอ่อนนำมารับประทานเป็นผักได้มีรสเปรี้ยว  
-ใช้ในวนเกษตร เป็นไม้ที่ทนต่อไฟป่า และขยายพันธุ์ได้ดี ในบริเวณป่าเสื่อมโทรม
ระยะออกดอก---ธันวาคม-เมษายน
ขยายพันธ์---เมล็ด
อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา-หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร

สมอดีงู/Terminalia citrina

Terminalia citrina Roxb. ex Fleming (Images by Raju Das, (Sourav Mahmud - Id by Surajit Koley) & (Sourav Mahmud - Id by Vijayasankar Raman), (For more photos & complete details, click on the links)                        

ชื่อวิทยาศาสตร์---Terminalia citrina (Gaertn.) Roxb. ex Flem
ชื่อพ้อง---Has 7 Synonyms

-Bucida comintana Blanco -Terminalia comintana (Blanco) Merr.
-Embryogonia arborea Teijsm. & Binn. -Terminalia manii King
-Myrobalanus citrina Gaertn. -Terminalia multiflora Merr.
-Terminalia arborea (Teijsm. & Binn.) Koord. & Valeton

ชื่อสามัญ--- Yellow myrobalan.
ชื่ออื่น---สมอดีงู(ภาคกลาง),สมอหมึก(พัทลุง),สมอเหลี่ยม(ชุมพร) ; [THAI: samo di ngu (Central); samo muek (Phatthalung); samo liam (Chumphon).]; [ASSAMESE: Hilikha.]; [JAPANESE: Bingasu, Ieroo taaminaria.]; [SANSKRIT: abhayā, pathyā, Pathya, pra-mathā.]; [TURKISH: Sarı halile, Sarı helile.]; [MALAY: Antoi Puteh, Belang Rimau, Belawan, Selangan Jambu, Talisai Jambu, Jelawai Belang Rimau, Citrine Myrobalan, Black Chuglam.]
ชื่อวงศ์---COMBRETACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
พบที่อินเดีย พม่า ภูมิภาคอินโดจีนและภูมิภาคมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และนิวกินี ในไทยพบทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ภาคตะวันตกเฉียงใต้ และภาคใต้ ขึ้นตามริมลำธารในป่าดิบชื้น และป่าดิบแล้ง หรือที่ราบชายฝั่งทะเล ความสูงถึงประมาณ 400 เมตร
ไม้ ต้นสูง 20-30 เมตร  เส้นผ่านศูนย์กลาง 100ซม.โคนต้นพูพอน กิ่งอ่อนมีขน ใบเป็นใบเดี่ยวผิวใบเกลี้ยงเรียงตรงข้าม กึ่งตรงข้ามหรือสลับ รูปวงรี วงรีแคบ หรือวงรีแกมขอบขนาน กว้าง2-6ซม.ยาว3-14ซม.ก้านใบยาว 0.5-2.5 ซม. มีต่อม1-2คู่ที่โคนใบ ดอกออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนง ช่อดอกย่อยแบบช่อเชิงลด ยาวได้ถึง 10 ซม. ดอกย่อยไม่มีก้าน สีขาวอมเหลือง ผล ป็นผลสด รูปกระสวย รูปรี ยาว 2-3 ซม. ผิวเกลี้ยงมีสันตื้น 5สันเมื่อสุกสีม่วงแกมเขียว เมื่อแห้งสีดำเห็นสันชัดเจน เมล็ดรูปรีผิวขรุขระเป็นเหลี่ยม ยาวประมาณ 1.5 ซม.
-ใช้ประโยชน์---ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นยาและแหล่งแทนนินและไม้
-ใช้เป็นยา มีสรรพคุณเป็นยาแก้โลหิตเป็นพิษ ผลมีแทนนินรสฝาด สมานลำไส้ เป็นยาระบาย ใช้เป็นยาแก้ไข้ แก้อาการไอ แก้เจ็บคอ ผลมีสรรพคุณเป็นยาแก้ลม ส่วนตำรับยาสมุนไพรล้านนา ก็มีการใช้สมอดีงูร่วมกับสมุนไพรอื่น ๆ อีก 3 ชนิด อย่างละเท่ากัน โดยใช้เป็นทั้งยากินและยาทารักษาโรคตะคริวที่ไม่มีไข้และไม่รู้สึกหนาว
-อื่น ๆ  แก่นไม้ไม่สม่ำเสมอ สีเทาอมน้ำตาลหรืออมม่วงเข้ม  ไม้เนื้อแข็ง หนัก  ค่อนข้างคงทน เฟอร์นิเจอร์ที่สวยงามของอินโดจีนกล่าวกันว่าทำจากไม้ชนิดนี้ ผลและเปลือกให้สีย้อมสีน้ำเงินเข้ม
ระยะออกดอก---มิถุนายน-กรกฎาคม---ติดผล--กันยายน-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

สมอทะเล/Shirakiopsis indica

ชื่อวิทยาศาสตร์---Shirakiopsis indica (Wild.) Esser
ชื่อพ้อง---Has 9 Synonyms

-Excoecaria diversifolia (Miq.) Müll.Arg. -Sapium indicum Willd.
-Excoecaria indica (Willd.) Müll.Arg. -Shirakia indica (Willd.) Hurus.
-Sapium bingerium Roxb. ex Willd. -Stillingia diversifolia Miq.
-Sapium diversifolium (Miq.) Pax -Stillingia indica (Willd.) Oken
-Sapium hurmais Buch.-Ham.

ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---กระหุด,สมอทะเล(กลาง)กือเราะ,กุระ,กุลา,คือรัก,(ใต้-มาเลย์); [THAI: krahut, samo thale (Central); kue-ro, ku-ra, ku-la, khue-rak  (Malay-Peninsular); [MALAYALAM: Karimatti, Penkolam.]; [CHINESE: chi ye wu jiu.]
ชื่อวงศ์---EUPHORBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันอกเฉียงใต้ หมู่เกาะในมหาสมุทร แปซิฟิก
กระจายอย่างกว้างขวางจาก จีน (มณฑลกวางตุ้ง) ศรีลังกาและอินเดีย บังคลาเทศ พม่า ไทย เวียดนาม, หมู่เกาะ Caroline และหมู่เกาะโซโลมอน; ใน Malesia จากคาบสมุทรมลายู (รวมสิงคโปร์),บรูไน  สุมาตรา, เกาะบอร์เนียว,โมลุกกะ, และนิวกินีรวมทั้ง บิสมาร์ค พบตามแม่น้ำและชายฝั่งทะเลแกลเลอรี่ป่าชายเลนและป่าโกงกาง ป่าปฐมภูมิและทุติยภูมิ พื้นที่ป่าพรุและน้ำท่วมตามฤดูกาล ที่ระดับความสูงต่ำกว่า 100 เมตร ประเทศไทยพบการกระจายพันธุ์ตามริมลำคลองน้ำกร่อย และด้านหลังป่าชายเลนที่น้ำท่วมถึงทางภาคกลางและภาคใต้
ไม้ ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูง ถึง30-40 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 40ซม.ทรงต้นเรือนยอดเป็นพุ่มกลม ปลายกิ่งเรียวยาวลู่ลง เปลือกเรียบถึงแตกเป็นร่องตามยาวถี่ๆ เปลือกชั้นในสีเหลือง เปลือกนอกสีเทาคล้าถึงเกือบดำ มียางข้นสีขาวตามยอดอ่อน ช่อดอกและผล ลำต้นเมื่ออายุน้อยมีหนามแหลมแข็ง ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับ แผ่นใบรูปรีถึงรูปใบหอก ขนาดกว้าง2-3ซม.ยาว8-12ซม. โคนใบแหลมถึงมน มีต่อม1คู่อยู่ชิดโคนใบ  ก้านใบยาว1-1.5ซม. อ้วนใหญ่มีร่องข้างบนมักมีสีแดง  ขอบใบหยักมนถึงหยักฟันเลื่อยเป็นคลื่นเล็ก ปลายใบเรียวแหลม เนื้อใบคล้ายแผ่นหนังบางๆ ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างสีซีดกว่า ดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้น ออกตามง่ามใบหรือปลายกิ่ง ช่อดอกยาว5-10ซม. ใบประดับขนาดเล็ก ดอกเพศผู้ออกเป็นกระจุก 3-7 ดอกเรียงตลอดช่อดอก  ก้านดอกยาว 1-2 มม. กลีบเลี้ยงยาว 0.6-0.8 มม. ดอกเพศเมียสีเหลืองอมเขียวมีก้านดอกและขนาดใหญ่กว่ามักออกเดี่ยวๆตามโคนช่อดอก ก้านดอกยาวประมาณ 5 มม. กลีบเลี้ยงยาวประมาณ 1.5 มม. ผล แห้งแตกตามแนว เปลือกแข็งหนารูปค่อนข้างกลมมี3พูเป็นลอนตื้นๆขนาด2-3ซม. ปลายผลมีก้านเกสรเมียติดอยู่ ผลอ่อนฉ่ำน้ำสีเขียว เมื่อแก่แข็งสีเทาอมน้ำตาล และแตกเป็น3พู แต่ละพูมีเมล็ด1เมล็ดรูปรี ยาว 1-1.3 ซม.ค่อนข้างแบนผิวสีน้ำตาลอ่อนเป็นมัน
ใช้ประโยชน์---ได้รับการเพาะปลูกเพื่อใช้เป็นไม้และใช้เป็นยา
-ใช้กิน น้ำมันอบแห้งนั้นได้มาจากเมล็ดซึ่งกินได้
-ใช้เป็นยา ใบแก้ไข้
-อื่น ๆ  เนื้อไม้ของสมอทะเลใช้ทำเรือแคนนู  ผลและใบให้สีย้อมสีดำและสีเขียวเหลืองใช้ย้อมผ้า ผลอ่อนใช้เบื่อปลา
รู้จักอันตราย--- ผลสดมีพิษ น้ำยางมีพิษอาจทำให้ตาบอดได้
ระยะออกดอกและติดผล--- เมษายน - ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

สมอไทย/Terminalia chebula

ชื่อวิทยาศาสตร์---Terminalia chebula Retz
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Terminalia parviflora Thwaites.
---Terminalia tomentella Kurz
---Terminalia zeylanica Van Heurck. & Müll.Arg.
ชื่อสามัญ--- Myrobalan Wood, Chebulic Myrombalam, Gallnut, Black myrobalan.
ชื่ออื่น---สมอไทย,สมออัพยา(ภาคกลาง),ม่าแน่(กระเหรี่ยง เชียงใหม่),หมากแน่ะ(กระเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน); [THAI: ma na (Northern); ma-nae (Karen-Chiang Mai); samo thai (Central); samo ap phaya (Central).]; [CHINESE: He zi, He li le (Taiwan).]; [JAPANESE: Haritaki, Ieroo taaminaria, Mirobaran no ki, Mirobaran no ki.]; [FRENCH: Badamier chébule, Myrobalan chébule, Myrabolan noir.]; [GERMAN: Chebulische Myrobalane, Rispiger Myrobalanenbaum.]; [ASSAMESE: Hilika, Hilikha, Shilikha.]; [BENGALI: Haritaki.]; [HINDI: Harra, Haritak, Harra.]; [MALAYALAM:Putanam,Kadukka.]; [NEPALI: Harro, Jangalii harro, Thuulo harro.]; [SANSKRIT: Haritaki.]; [TAMIL: Kadukkaai, Katu-k-kay.]; [TIBETAN: A ru ra.]; [PHILIPPINDS: Komintana, Laknab, Apunga, Paghubo (Tag.)]; [MALAY: Buah kaduka, Manja lawai (Indonesia).]; [BURMESE: Pangah.]; [LAOTIAN: Somz moox kh'ook.]; [VIETNAMESE: Chieu lieu xanh.].
ชื่อวงศ์---COMBRETACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อนุทวีปอินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ จีนตอนใต้: จีน, อินเดีย, ศรีลังกา, ภูฏาน, เนปาล, บังคลาเทศ , พม่า, ไทย, กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม
พืชพื้นเมืองเอเชียใต้จากอินเดียและเนปาลตะวันออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของจีน (ยูนนาน ) และทิศใต้ศรีลังกา ,มาเลเซียและเวียดนาม ที่อยู่อาศัยพบกระจัดกระจายอยู่ในป่าสัก ป่าเบญจพรรณ ป่าเบญจพรรณขยายเข้าสู่ป่าที่มีความแห้งแล้ง ที่ระดับความสูงไม่เกิน 1,500 เมตรบางครั้งถึง 2,000 เมตร
ไม้ ต้นผลัดใบสูง 20-35 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 60 - 80 ซมเรือนยอดกลมกว้าง ลำต้นค่อนข้างสั้น เปลือกต้นสีน้ำตาล ขรุขระ เปลือกชั้นในมีน้ำยางสีแดง กิ่งและใบอ่อนมีขนเป็นสนิม ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามหรือเกือบตรงข้าม รูปวงรีกว้าง6-10ซม.ยาว8-15ซม.โคนใบรูปหัวใจปลายใบแหลม ก้านใบยาว1-3ซม.ดอกออกเป็นช่อตามง่ามใบหรือปลายยอด ดอกสมบูรณ์เพศ กลีบสีเหลือง ผลเป็นผลสด รูปวงรีมีสัน5สัน มีเนื้อเยื่อหนาหุ้มเมล็ด มีเมล็ดเดียวแข็ง ผลโต2-3ซม.ยาว3-4ซม.ผลแก่สีเขียวอมเหลือง แต่พอแห้งจะเปลี่ยนเป็นสีดำ
ชอบตำแหน่งที่มีแดดประสบความสำเร็จในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์พอสมควรมีการระบายน้ำดีตั้งแต่ดินทรายไปจนถึงดินเหนียว ค่า pH ในช่วง 5.5 - 6.5 แต่ทนได้ 5 - 7.5  มีความทนทานต่อความแห้งแล้งพอสมควร
ใช้ประโยชน์---ต้นไม้มีคุณค่าหลากหลาย โดยเป็นแหล่งแทนนินที่ยอดเยี่ยม ให้ไม้ที่มีคุณภาพดี รวมทั้งมีการใช้เป็นยาและกินได้  ในอินเดียมีการปลูกในเชิงพาณิชย์สำหรับแทนนินในผลไม้ใช้คุณสมบัติเป็นยา
-ใช้กิน เมล็ด - กินเป็นอาหารว่าง รสชาดที่ชวนให้นึกถึงอัลมอนด์ น้ำมันที่บริโภคได้นั้นมาจากเมล็ด ผลรสเปรี้ยวจะถูกกินในสลัดเก็บรักษาในน้ำเกลือหรือดอง ผลถูกนำมาใช้ในการผลิตเกลือสีดำ เป็นส่วนผสมหลักของการผสมผสานเครื่องเทศที่รู้จักกันในชื่อ chat masala
-ใช้เป็นยา มีความสำคัญต่อการแพทย์อายุรเวท ผลรสเปรี้ยวเป็นส่วนประกอบสำคัญของ 'triphala'(ตรีผลา) ซึ่งเป็นยาบำรุงกำลังฟื้นฟูและเป็นยาระบายและใช้สำหรับความผิดปกติของไตและตับ วิธีการรักษาที่สำคัญสำหรับทุกปัญหาการย่อยอาหาร ผลตากแห้งยังใช้ในอายุรเวทเป็นยาขับปัสสาวะและยาระบาย ผลต้มใช้เป็นยาแก้ปวดท้อง, ยาระบาย, ยาสมานแผล ยาแก้ไข้
-อื่น ๆ แก่นไม้มักมีขนาดค่อนข้างเล็กมีสีน้ำตาลเข้มถึงน้ำตาลแดง ไม้นั้นแข็งมาก หนักถึงหนักมาก ไม่ทนทานในที่แจ้ง ใช้เป็นไม้ก่อสร้างและสำหรับเฟอร์นิเจอร์ เกวียนและอุปกรณ์ไม่ได้มีค่ามากนักตามรายงานในขณะที่บางคนบอกว่าไม้มีคุณภาพดี -ผลอุดมไปด้วยแทนนินใช้ในขนาดใหญ่ในประเทศอินเดีย ใช้เป็นวัสดุสำหรับฟอกหนังและให้สีย้อมสีดำ สำหรับใช้ย้อมสีผ้าดิบและเป็นหมึกพิมพ์ สีย้อมสีเหลืองเตรียมได้จากผลรวมกับสารส้ม ดอกไม้ให้สีย้อมเหลืองใช้สำหรับวาดรายละเอียดสีเหลืองและสีเขียวบน calicos
ระยะออกดอก---มีนาคม-เมษายน---ผลแห่---พฤศจิกายน-มีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ชำกิ่ง

สะลีกดง/ Alangium Kurzii


ชื่อวิทยาศาสตร์--- Alangium Kurzii Craib
ชื่อพ้อง----Has 8 Synonyms

-Alangium handelii Schnarf -Alangium kwangsiense Melch.
-Alangium kurzii var. handelii (Schnarf) W.P.Fang -Alangium tomentosum (Blume) Hand.-Mazz.
-Alangium kurzii var. pachyphyllum W.P.Fang & H.Y.Su -Diacicarpium tomentosum Blume
-Alangium kurzii var. umbellatum (Yen C.Yang) W.P.Fang -Marlea tomentosa (Blume) Endl. ex Hassk.

ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ฝาละมี(ปัตตานี); จำปาทอง, ผาเก(สุราษฎร์ธานี); สะลีกดง(เชียงใหม่); ; [CHINESE: mao ba jiao feng.]; [MALAY: Marapangi (Sabah), Mentulang.]; [VIETNAM: Thôi chanh lông, Co loọc toọc, Lang vang, Trè.]
ชื่อวงศ์--- ALANGIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้-เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เติบโตตามธรรมชาติจากประเทศจีนไปทางทิศตะวันตกมาเลเซีย พบขึ้นกระจายตามป่าดิบเขาและป่าดิบแล้ง ที่ระดับความสูง150-1,300เมตร ในประเทศไทยพบทุกภาค
ไม้ ต้นสูง 20เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น50-60ซม.ลักษณะกิ่งก้านมีขนนุ่ม ใบเดี่ยวรูปไข่กว้าง 4-10ซม.ยาว10-20ซม.โคนใบเบี้ยวปลายใบแหลมขอบใบเรียบแผ่นใบมีขนนุ่มทั้งสองด้าน  ก้านใบ 2.5-4 ซม.ดอก สีขาวหรือเหลืองออกเป็นช่อตามซอกใบ ช่อดอกยาว2-7ซม. ดอกย่อย 3-15 ดอก ขนาดยาว1.5-2.5ซม. กลีบรองดอกเชื่อมติดกันเป็นถ้วย กลีบดอก 7-10 กลีบ มีขนนุ่มเมื่อบานม้วนออกด้านนอก ผลสดเมื่อแก่สีม่วงดำ ขนาดกว้าง5-8มม.ยาว8-14มม.เมล็ด1-2เมล็ด
ใช้ประโยชน์-ใช้เป็นยา ในเวียตนามใช้เปลือก รากรักษาโรคไขข้อ, ชา, ปวดเมื่อยและแก้ปวด
ระยะออกดอกติดผล---มกราคม-กรกฏาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา-หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทรหอพรรณไม้ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2549
   

สอยดาว/Mallotus paniculatus


ชื่อวิทยาศาสตร์---Mallotus paniculatus (Lmk.) Mull. Arg.
ชื่อพ้อง---Has 2 synonyms
---Croton paniculatus Lamk.
---Mallotus cochinchinensis Lour.
ชื่อสามัญ---Turn in the Wind; Turn-in-the-wind
ชื่ออื่น---สลัดป้าง สตีต้น แสด หลอขน ; [THAI: salad pang, Sate (Peninsular), sate-ton (North-eastern), soi daao (South-eastern).]; [CHINESE: Lì shù, huáng bèi tóng, bái yèzi.]; [BORNEO:: Balik angin, Bayur, Berlekut.]; [PHILIPPINES: Hinlaumong-puti.]; [INDONESIA: Calik angin (Sundanese), tutup awu, tutup kancil (Javanese).]; [PAPUA NEW GUINEA:: Poekwa (Hattam).]; [MALAYA PENINSULAR: Balek angin, Balek angin kechil (Semelai); Buerakaeputeh (Malay); Balek (Sakai).]
ชื่อวงศ์---EUPHORBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้ เมลเซีย ตอนเหนือออสเตรเลีย

 

แพร่กระจายจากอินเดียจีนตอนใต้และไต้หวันไปยังนิวกินีและออสเตรเลียตะวันออกเฉียงเหนือ เกิดขึ้นที่เกาะกาลิมันตัน สถานที่เปิดโล่งและถูกรบกวนในป่าเต็งรัง ป่าพรุหนองน้ำ ป่าชายฝั่ง บ่อยครั้งในป่าเสื่อมโทรม ริมถนนและแม่น้ำ ส่วนใหญ่อยู่บนดินทรายหรือดินร่วนปน ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 1800 เมตร
ในประเทศไทยพบในป่าดิบแล้งและป่าดิบชื้น ในบริเวณที่ป่าโล่ง ในภาคตะวันออกและภาคใต้ ที่ระดับความสูง50-400เมตร
ไม้ ต้นขนาดเล็ก ไม่ผลัดใบ หรือผลัดใบระยะสั้นสูง 7-12 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 25ซม.ลักษณะทรงต้น เรือนยอดแผ่กางตัดตรง เปลือกแตกสะเก็ดสีน้ำตาลเทา กิ่งก้านเรียวเล็กแผ่ขยายออก ใบเดี่ยวรูปไข่เรียงเวียนสลับ  ยอดอ่อนสีน้ำตาลแดง ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับรูปไข่หรือรูปก้นปิด กว้าง5-15ซม.ยาว8-18ซม.โคนใบกลมมนปลายใบเรียวแหลม ใบแก่สีเขียวเข้มขอบใบเรียบหรือหยักตื้นด้านล่างใบมีขนสีเขียวอมเทา เส้นใบสีน้ำตาลออกส้ม ดอกช่อเชิงลดออกที่ปลายยอด ช่อยาว 30 ซม. ดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้น ช่อดอกกว้างแตกแขนงห้อยลง ผลกลมขนาด7- 8 มม.มีหนามนุ่มและขนสีน้ำตาลอ่อนผลแห้งแล้วแตก  เมล็ดมีเปลือกหุ้มเมล็ดสีดำ
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ใบใช้แก้ไข้ รากใช้ดองเหล้าใช้ในสตรีหลังคลอดลูก ใบของต้นอ่อนจะถูกนำไปใช้กับอวัยวะเพศชายหลังจากการขลิบ
-อื่น ๆ เนื้อไม้อ่อนผุง่าย ไม้ใช้ทำไม้ขีด กล่องใส่ของ เส้นใยเปลือกสามารถนำมาทำเชือกป่านและกระสอบแต่ไม่ค่อยแข็งแรง  สามารถใช้น้ำมันสกัดจากผลไม้เพื่ออุตสาหกรรมได้ ไม้ใช้ทำฟืน
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา-คู่มือดูพรรณไม้ป่าสะแกราช เล่ม2 โดย ดร. ปิยะ เฉลิมกลิ่น,จิรพันธ์ ศรีทองกุล,อนันต์ พิริยะภัทรกิจ

สะเดาช้าง/Rhus succedanea

ชื่อวิทยาศาสตร์---Toxicodendron succedaneum (L.) Kuntze
ชื่อพ้อง---Has 3 synonyms
---Basionym: Rhus succedanea L.
---Rhus pubigera Blume
---Rhus erosus Radlk.
ชื่อสามัญ---Wax Tree, Wild varnish tree, Red-lac, Poison Sumac, Japanese wax-tree, Japan wax, Japanese wax.
ชื่ออื่น---สะเเดาช้าง ; [CHINESE: ye qi]; [ JAPANESE: Haze no ki, hazenoki.]; [ASSAMESE: Amsilika.]; [KANNADA: Ding-keon.]; [TAMIL: Karkadagasurgi, Kakeera-sryngi.]
ชื่อวงศ์---ANACARDIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อนุทวีปอินเดีย ภูมิภาค อินโด-มาเลย์
มีถิ่นกำเนิดในอนุทวีปอินเดีย (เช่นภูฏาน, เนปาล, อินเดียตอนเหนือและปากีสถานตอนเหนือ) และเอเชียตะวันออก (เช่นจีน, ญี่ปุ่น, ไต้หวัน, กัมพูชา, ลาว, พม่า, ไทย, เวียดนามและอินโดนีเซียตะวันตก) เติบโตส่วนใหญ่ในเขตอบอุ่น พบขึ้นกระจายตามป่าดิบเขา พบตามริมถนน พบในพื้นที่ที่ถูกรบกวนในป่า ในออสเตรเลียแปลงสภาพเป็นธรรมชาติในรัฐควีนส์แลนด์ทางตะวันออกเฉียงใต้
ไม้ ต้นผลัดใบขนาดเล็กถึงขนาดกลางสูง 2-8 เมตร ลักษณะ  เปลือกต้นมีสีเทาน้ำตาลถึงแดงเข้ม ใบประกอบเป็นใบย่อย 4-8(11)คู่ ขนาดกว้าง1-3.5ซม.ยาว4-12ซม.มีต่อมระหว่างซอกของเส้นใบ ก้านใบย่อยเรียวยาว0.5-0.6ซม. ก้านใบร่วมไม่มีสันปีกมักมีแต้มสีแดงดอกสีเขียวแยกเพศอยู่รวมเป็นช่อห้อยลงยาว 5-15ซม  ผล สีเขียวเข้มอมเหลือง -น้ำตาลผิวเป็นมันแห้งไม่แตก ขนาด0.6-0.8ซม. รูปร่างแบนและเบี้ยว ภายในมีกลุ่มเยื่อใยสีดำฝังในเนื้อไขสีขาว
ใช้ประโยชน์---ได้รับการปลูกอย่างกว้างขวางในรูปแบบไม้ประดับสวนและต้นไม้ริมถนนโดยเฉพาะในเขตอบอุ่นของออสเตรเลีย สำหรับใบไม้ในฤดูใบไม้ร่วงที่มีสีสดใส
รู้จักอันตราย---สมาชิกทั้งหมดของพืชสกุลนี้ผลิต urushiol น้ำมันที่ทำให้ผิวระคายเคืองซึ่งสามารถทำให้เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง สิ่งนี้เรียกว่าโรคผิวหนังที่เกิดจากการสัมผัส urushiol (เรียกอีกอย่างว่า Toxicodendron dermatitis และ Rhus dermatitis) ในกรณีส่วนใหญ่อาการผื่นจะปรากฏขึ้นภายใน 24 ชั่วโมง หากมีปฏิกิริยารุนแรงเกิดขึ้นให้ไปพบแพทย์เพื่อป้องกันความเสียหายต่อผิวหนัง ผื่นอาจมีอยู่นานถึงหนึ่งหรือสองสัปดาห์ (ในบางกรณีถึงห้าสัปดาห์) หนึ่งในสี่คนมีแนวโน้มที่จะพบอาการรุนแรง เนื่องจากปฏิกิริยาของผิวหนังเป็นอาการแพ้ และบางคนอาจมีปฏิกิริยารุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากได้รับสัมผัสซ้ำ ๆ
ระยะออกดอก---พฤษภาคม-มิถุนายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา-หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร

สะเดาเทียม/Azadirachta excelsa

ชื่อวิทยาศาสตร์---Azadirachta excelsa (Jack) Jacobs.
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Basionym: Melia excelsa Jack.
---Azadirachta integrifoliola Merr.
---Azedarach excelsa (Jack) Kuntze
---Trichilia excelsa (Jack) Spreng.
ชื่อสามัญ---Sentang, Bird’s-eye kalantas
ชื่ออื่น---สะเดาเทียม เทียม ; [THAI: Thiam, sadao-thiam.]; [MALAYSIA: Limpaga (Sabah); Ranggu (Sarawak); Sentang, Segera, Surian Bawang (Malay).]; [INDONESIA: Kayu bawang (General); surian bawang, bawang kunyit (Kalimantan).]; [PHILIPPINES: Maranggo (General); danggo (Tagalog).]; [VIETNAM: Sầu đâu cao.]; [PAPAU NEW GUINEA: Azadirachta.].
ชื่อวงศ์---MELIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ - มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, เวียดนาม, ฟิลิปปินส์
พบในคาบสมุทรมาเลเซีย, สุมาตรา, บอร์เนียว, ฟิลิปปินส์, สุลาเวสี, หมู่เกาะอารูและนิวกินี ที่อยู่อาศัยในป่าเบญจพรรณ ป่าดิบชื้นทั่วไป ป่าฝน แต่พบในป่าเต็งรังหลักจนถึงระดับความสูง 350 เมตร
ประเทศไทยพบ ตามหัวไร่ปลายนาทั่วประเทศแต่พบมากทางภาคใต้
ไม้ ยืนต้นขนาดใหญ่ สูงราว 20-35 (-50) เมตร  เส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 125 ซม.ไม่ค่อยแตกกิ่งก้านสาขา เปลือก ต้นสีเทาเรียบ พอต้นอายุมากเปลือกจะแตกเป็นแผ่นล่อนสีเทาปนดำ ใบประกอบแบบขนนก  ก้านใบยาว 20-60 ซม.ใบย่อย 7-12 คู่ เรียงสลับหรือเยื้องกันเล็กน้อย รูปรีหรือรูปขอบขนาน กว้าง 3-4.5 ซม. ยาว 7-15 ซม.ปลายใบแหลมเป็นติ่งสั้นๆ โคนใบมนเบี้นวไม่เท่ากัน ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย แผ่นใบเกลี้ยงสีเขียวเป็นมันใบบางแต่ค่อนข้างเหนียว และย่นเป็นลอน ใบอ่อนสีน้ำตาลแดง ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกย่อยขนาดเล็ก มี 5 กลีบ สีขาวอมเหลือง ส่งกลิ่นหอมทั้งวัน มี5กลีบ กลีบดอกเป็นรูปทรงรี กว้าง 0.2-0.3 ซม. ยาว 0.5-ซม. ผลรูปกลมรี ขนาด 2.4-3.2×1.3-1.6 ซม ผลแก่มีสีเขียวเมื่อสุกเป็นสีเหลือง เมล็ดรูปกลมรี สีน้ำตาลอ่อน มีเนื้อฉ่ำน้ำ สีขาวขุ่นห่อหุ้ม
ต้องการตำแหน่งที่มีแดด ชอบดินลุ่มน้ำขนาดกลางพื้นผิวการระบายน้ำดี ดินที่เป็นกรด ดินลูกรังและหินปูน ต้องการ pH ในช่วง 5 - 6.5 พืชทนน้ำท่วมหรือน้ำท่วมบ่อยครั้ง
ใช้ประโยชน์---จัดอยู่ในประเภทของต้นไม้เอนกประสงค์ที่ใช้กินได้ใช้เป็นยารวมถึงการใช้งานอื่น ๆ เช่นน้ำมันจากเมล็ด, ใน วนเกษตร, ยาฆ่าแมลงและไม้ ส่วนใหญ่ถูกเก็บเกี่ยวมาจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่น
-ใช้กิน หน่ออ่อนใบและดอกไม้กินสดเป็นสลัด และปรุงเป็นผัก
-ใช้เป็นยา ผลิตภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ของ Azadirachta ถูกนำมาใช้เป็นเวลานานในการแพทย์แผนโบราณ หน่ออ่อนและดอกไม้ถูกใช้ในการรักษาโรคกระเพาะและปัญหาจมูก เปลือก ต้มทำยาแก้บิดหรือท้องร่วง
-ใช้ปลูกประดับ นิยมปลูกตามบ้านเรือน และสวนสาธารณะเพื่อให้ร่มเงาและความร่มรื่น
-วนเกษตร ต้นไม้มีศักยภาพในการเติบโตอย่างรวดเร็ว ปลูกเพื่อการอนุรักษ์ดินและการปลูกป่า ใบถูกนำมาใช้ในการเกษตรเพื่อคลุมแทนหญ้า
-อื่น ๆ แก่นไม้มีสีน้ำตาลแดงซีด เนื้อไม้มีคุณ-ภาพดี มอดและปลวก ไม่ค่อยทำลาย ใช้สำหรับงานก่อสร้าง เช่นไม้ประตู, ตกแต่งภายใน เฟอร์นิเจอร์และพื้น เปลือกของต้นไม้มีสารแทนนิน น้ำมันที่ได้จากเมล็ดถูกใช้ในการผลิตสบู่-เมล็ดใช้เป็นฆ่าแมลงโดยมีผลหลายอย่างต่อการพัฒนาของแมลง
สำคัญ---ต้นไม้ประจำจังหวัดสงขลา
ระยะออกดอก---มีนาคม-เมษายน---ผลแก่---พฤษภาคม - มิถุนายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ ตอนกิ่ง

สะเดาอินเดีย/Azadirachta indica


ชื่อวิทยาศาสตร์--- Azadirachta indica A. Juss
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Antelaea azadirachta (L.) Adelbert.
---Melia azadirachta L.
---Basionym: Melia indica (A. Juss.) Brandis.
ชื่อสามัญ---Neem Tree, Indian Margosa Tree, Pride of China, Holy Tree, Margosa Tree.
ชื่ออื่น---ควินิน(ทั่วไป); สะเดาอินเดีย(กรุงเทพฯ); [THAI: khwinin, sadao in-dia.]; [ASSAMESE: Neem, Mahaneem, Neem, Maha-neem.]; [BENGALI: Neem.]; [HINDI: Neem.]; [KANNADA: Bevu/ Kirubevu, Turakabevu.]; [MALAYALAM: Kaippanveppu, Ariyaveppu, Veppu, Vembu, Nimbam, Ayurveppu.]; [SANSKRIT: Nimbaka, Pakvakrita.]; [TAMIL: Sengumaru, Vembu, Veppa, Veppai.]; [INDONESIA: imba; intaran; membha; mempheuh; mimba.]; [LAOS: ka dao.]; [MALAYSIA: baypay; mambu; sadu; veppam.]; [MYANMAR: bowtamaka; tamabin; tamaka.]; [SINGAPORE: kohumba; nimba; veppam.]; [SRI LANKA: kohomba.]
ชื่อวงศ์---MELIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อนุทวีปอินเดีย  พม่า จีน


ต้นสะเดาไทยและสะเดาอินเดียจะเป็นชนิดเดียวกันแต่ต่างสายพันธุ์ การกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติของสะเดาอินเดีย เป็นพื้นที่แห้งแล้งในอัฟกานิสถาน ปากีสถาน อินเดีย ศรีลังกา บังคลาเทศ พม่าและจีน ( Abdulla, 1972 ; Tewari, 1992 ; Vietmeyer, 1992 ; Gupta, 1993 ) มันได้รับการปลูก รวมทั้งแปลงสัญชาติในประเทศไทยมาเลเซียและอินโดนีเซีย  ศูนย์วนเกษตรโลก(2545) รายงานว่าอาจมีถิ่นกำเนิดในพม่าและจากนั้นก็กระจายไปทั่วอนุทวีปอินเดีย เกิดขึ้นตามธรรมชาติในป่าผลัดใบ ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ ที่ระดับความสูงตั้งแต่ 0-1500 เมตร เมื่อไม่นานมานี้มีการปลูก ในคาบสมุทรมาเลเซียและสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย ซาอุดีอาระเบีย แอฟริกาเขตร้อน แคริบเบียน อเมริกากลางและอเมริกาใต้ ในประเทศไทยเกิดตามธรรมชาติ ตามป่าเบญจพรรณแล้งและป่าแดงทั่วประเทศ[    
ไม้ ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ที่มีรากหยั่งลึก สูง 8-15(30) เมตร สามารถมีเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 100 ซม ทุกส่วนมีรสขม เปลือกต้นมีสีน้ำตาลแกมเทาร่องลึกและแตกเป็นชิ้น ในต้นไม้เก่าสีเทาเข้มด้านนอกและสีแดงด้านใน ใบประกอบแบบขนนก ยาว 20- 40 ซม. ลักษณะการเรียงตัวของใบเหมือนสะเดาบ้านแต่ใบย่อยโค้งเป้นรูปเคียว ใบหอกบางรูปไข่ขนาดของใบย่อยกว้าง2-3ซม.ยาว4-6ซม ดอกออกเป็นช่อตรงบริเวณปลายๆ กิ่ง ช่อดอกตั้งยาว 10-15 ซม  กลีบเลี้ยง 5 กลีบ โคนเชื่อมติดกัน กลีบดอก 5 กลีบ รูปซ้อน ปลายมนและโค้งไปข้างหลัง ติดอยู่กับหลอดเกสรตัวผู้โดยโคนกลีบเชื่อมติดกันเกสรเพศผู้ 8-10 อัน เชื่อมติดกันเป็นหลอด เส้นผ่านศูนย์กลางดอก 1 -1.2 ซม. ดอกสีขาวมีกลิ่นหอม ผลค่อนข้างกลม กว้าง 1-2 ซม. ยาว 1.5-3 ซม. เปลือกหนา  สีเขียวอมขาว เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง เมล็ดรูปทรงรี ยาว 1-2 ซม
ต้นไม้เติบโตได้ในดินที่หลากหลาย สามารถเจริญเติบโตได้ในดินที่มีช่วงค่า pH กว้าง การเจริญเติบโตที่เหมาะสมคือ pH 6.2 ถึง 7 แต่ก็สามารถเติบโตได้ดีจนถึง pH 5 และสามารถอยู่รอดได้ในดินระหว่าง pH 3 และ 9 สามารถทนแล้งและทนต่อมลพิษในชั้นบรรยากาศ
-ใช้ประโยชน์---เป็นพืชที่มีคุณค่ามาก เป็นสมุนไพรที่มีประสิทธิภาพมาก เป็นแหล่งอาหาร ไม้ ยาฆ่าแมลงและขับไล่แมลงที่ดีมากรวมถึงสินค้าอื่น ๆ อีกมากมาย ต้นไม้เป็นที่ยอมรับทั่วทั้งเขตร้อนและ กึ่งเขตร้อนสำหรับความแข็งแกร่งและให้ร่มเงาตลอดทั้งปี
-ใช้กิน ใบและช่อดอกกินเป็นผักมีรสขมกว่าสะเดาบ้าน ผลกินสดหรือปรุงสุกหรือเตรียมเป็นของหวานหรือเครื่องดื่ม กิ่งก้านหมักกับเหล้าเป็นยาดอง
-ใช้เป็นยา ในแทนซาเนียและรัฐมหาสมุทรอินเดียอื่น ๆ มันเป็นที่รู้จักในนามของ 'ยาครอบจักรวาล' ( 'the panacea')ใน Kiswahili และในวรรณคดี ' ต้นไม้ที่รักษาสี่สิบ [โรค]'
นํ้ามัน margosa ซึ่งสกัดได้จากเมล็ด ในอินเดียใช้ทารักษาโรคผิวหนัง ตำรายาไทยใช้ เปลือกต้นแก้ไข้มาลาเรีย ใช้เป็นยาขมเจริญอาหาร แก้ไข้ นำเปลือกมาต้มกับนํ้าใช้ชะล้างแผลกลาย ก้านใบ เข้ายาแก้ไข้ และแก้ไข้มาลาเรีย ใบสด พอกฝี ดอกใช้เป็น ยาบำรุง บำรุงธาตุ ยาขมเจริญอาหาร ผลเป็น ยาถ่าย และยาถ่ายพยาธิ เปลือกราก เป็นยาฝาดสมาน แก้ไข้
-วนเกษตร สายพันธุ์ทนแล้งนี้ปลูกเพื่อป้องกันการพังทลายของดินและช่วยในการอนุรักษ์และปรับปรุงดิน ในประเทศจากโซมาเลียถึงมอริเตเนียเป็นต้นไม้ที่มีความสำคัญในการช่วยป้องกันการแพร่กระจายของทะเลทรายซาฮารา ( Vietmeyer, 1992 )ช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินและความสามารถในการอุ้มน้ำ สามารถแก้ปัญหาดินที่เป็นกรด ะดังนั้นจึงเป็นประโยชน์สำหรับการฟื้นฟูดินแดนรกร้าง
-อื่น ๆ ไม้เนื้อแข็งและทนต่อปลวกและเชื้อรา ใช้สำหรับทำประตูหน้าต่างอุปกรณ์การเกษตร เกวียน เพลา แอก เสารั้ว สร้างเรือและเฟอร์นิเจอร์ ไม้เป็นแหล่งเชื้อเพลิงใช้ทำถ่านได้ดี ใบแห้งเป็นยาขับไล่แมลงใช้เป็นลูกเหม็นในตู้ผ้าลินินและวางไว้ในหนังสือในห้องสมุด- เมล็ดเป็นยาฆ่าแมลง กำจัดศัตรูพืช -กากที่เหลือจากการสกัดนํ้ามันออกจากเมล็ดสะเดาอินเดีย เรียก “neem cake” ในต่างประเทศใช้เป็นตัวชะลอการสลายตัวของปุ๋ยยูเรีย เนื่องจากปุ๋ยยูเรียเมื่อใส่ลงในดินจะถูกเปลี่ยนเป็นแอมโมเนียภายใน 24 ชั่วโมง รากพืช ไม่สามารถดูดซึมปุ๋ยนี้ไว้ได้ทัน จึงทำให้ปุ๋ยที่ใส่ลงไปนั้นสูญเปล่า แต่ถ้าใส่ neem cake ลงไป ปฏิกริยาของปุ๋ยยูเรียจะค่อยๆ เปลี่ยนไปอย่างช้าๆ รากจะสามารถดูดเก็บปุ๋ยไว้ได้ทัน
รู้จักอันตราย---สารสกัดสะเดาอาจมีพิษต่อปลาและสัตว์น้ำอื่น ๆ รวมถึงแมลงที่เป็นประโยชน์ ดังนั้นควรใช้ความระมัดระวังว่าสารสกัดที่ไม่ได้ใช้จะถูกกำจัดด้วยการให้ความร้อนหรือแสงแดดเพื่อทำลายสารออกฤทธิ์
ระยะออกดอก---มีนาคม-เมษายน --ผลแก่--มีนาคม-มิถุนายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ ตอนกิ่ง

สะทางเล็ก/Xylopia pierrei

ชื่อวิทยาศาสตร์---Xylopia pierrei Hance is an unresolved name
This name is unresolved.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Xylopicrum pierrei (Hance) Kuntze
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---สะทางเล็ก; [THAI: sathang lek.]; [VIETNAMESE: Diền trắng, Giền trắng.]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ - กัมพูชาเวียดนาม
พบในประเทศกัมพูชาและเวียดนามในป่าภูเขา ในประเทศไทย พบในป่าดิบแล้งและป่าเบญจพรรณทางภาคตะวันออก ที่ระดับความสูง20-400เมตร
ต้นไม้ได้รับการจัดประเภทเป็น 'ความเสี่ยง' ใน IUCN Red List of Threatened Species (2011)
ไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลางผลีดใบสูง12-18 (-30) เมตรเส้นผ่านศูนย์กลางของลำต้น 40 - 60 ซม ลักษณะทรงต้น โคนต้นเป็นพูลึก เปลือกสีน้ำตาลปนเทาปลายกิ่งห้อยลู่ลงเรือนยอดกลมโปร่ง ใบรูปรี ยาว4.5-6ซม.ปลายใบมนผิวใบ ด้านบนสีเขียวเรียบเป็นมันด้านล่างใบมีสีนวลเคลือบสีขาว ดอกออกเป็นดอกเดี่ยวหรือเป็นกระจุก1-3ดอกออกที่ซอกใบใกล้ปลายยอดดอกสีขาวนวล ดอกขนาดมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง1-1.5ซม.มี กลิ่นหอมอ่อนตลอดวัน  ผล เป็นผลกลุ่มรูปกลมรีหรือบิดเบี้ยวขนาด3-4ซม.เปลือกเรียบสีเขียวและหนา เมื่อแก่ผลจะแตกออก เปลือกด้านในของผลสีแดงเข้ม มีเมล็ด2-3เมล็ด
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน เปลือกนั้นฝาดมาก บางครั้งใช้เคี้ยวกับหมากพลู (Areca catecha)
-จัดเป็นไม้ดอกหอมชนิดหนึ่ง ใช้ปลูกประดับเป็นไม้ดอกหอม
-อื่น ๆ เนื้อไม้มีสีเหลืองแข็งยืดหยุ่นและน้ำหนักเบา เหมาะสำหรับการก่อสร้างในร่มและเพื่อทำเครื่องใช้ เมล็ดมีกลิ่นหอมมาก มีน้ำมันหอมระเหยที่สกัดได้
ระยะออกดอก---เดือน เมษายน - พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ดและทาบกิ่ง


สะบันงาเกลียว/Dasymaschalon  sootepense


ชื่อวิทยาศาสตร์---Dasymaschalon sootepense Craib
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
--- Basionym: Desmos sootepense (Craib) J.F. Maxwell
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น-สะบันงาเกลียว บุหรงสุเทพ;[THAI: sabun nga kleau, burong suthep.]; [CHINESE: huang hua zao mao hua.]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้ ไทย เวียตนาม
ในประเทศจีนพบที่ตอนใต้ของยูนนานในป่าดงดิบ ป่าดิบชื้นบนลุ่มน้ำหิน / ทรายที่ระดับความสูง 600-1300 เมตร ในประเทศไทยพบขึ้นในป่าดิบชื้นทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงใต้ ที่ระดับความสูง 600-1,000เมตร
เป็นไม้ถิ่นเดียวของไทย พบทางภาคเหนือตอนบน พบครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อ 9 เมษายน พ.ศ. 2454 โดยหมอคาร์ ชาวไอริช ชื่อสปีชีส์ตั้งตามชื่อดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นที่ที่พบพืชนี้ครั้งแรก ต่อมาพบที่ จ.เชียงราย จ.อุตรดิตถ์ และประเทศเวียดนาม
ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็กสูง 2-4 เมตร ลักษณะทรงต้น แตกกิ่งจำนวนมาก กิ่ิงอ่อนและปลายกิ่งอ่อนห้อยลู่ลง เปลือกสีน้ำตาลและมีช่องอากาศสีขาว กิ่งอ่อนสีเขียว ก้านใบขนาด 5-9 มม. มีขนยาว ใบ รูปขอบขนานแกมไข่กลับ กว้าง3-6ซม.ยาว 9-15ซม.ใบบางขอบใบเป็นคลื่นโคนใบมนปลายใบเรียวแหลมใบด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ใบด้านล่างสีเขียวอมขาวมีนวลแป้ง
ดอก เดี่ยวออกตรงซอกใบหรือนอกซอกใบใกล้ปลายยอด เมื่อดอกบานมีสีเหลืองและหลุดร่วงไปทั้งกรวย กลีบเลี้ยงสีเขียวรูปไข่ ปลายกลีบกระดกขึ้น กลีบดอก3กลีบประกบติดกัน ขอบกลีบแผ่ออกเป็น3แฉกและบิดเวียน ยาว3-4ซม.โคนดอกมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.5 ซม.ผลเป็นผลกลุ่ม มีผลย่อยรูปทรงกระบอก2-6ผล เปลือกผลเป็นข้อตามรอยเมล็ด มี 1-2 เมล็ด เมล็ดรูปไข่ขนาด 17-24 × 4-5 มม.
ใช้ประโยชน์---ปลูกเป็นพืชสมุนไพร ไม้ประดับ
ระยะออกดอก---เมษายน-กรกฎาคม---ผลแก่---มิถุนายน-กันยายน หรือขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่
ขยายพันธุ์---โดยการเพาะเมล็ด

สะบันงาดง/Cyathocalyx martabanicus

ชื่อวิทยาศาสตร์---Cyathocalyx harmandii (Finet & Gagnep.) R. J. Wang & R. M. K. Saunders
ชื่อพ้อง---Cyathocalyx martabanicus Hook. f. & Thomson
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---กล้วย(ชัยภูมิ),เต็งหิน(ชุมพร),นางเลว(จันทบุรี),สะบันงาดง(เหนือ),สาแหรก(ลำปาง,นครสวรรค์),แสลง (พิษณุโลก),หำช้าง(ตาก),หำม้า(ประจวบคีรีขันธ์) ; [THAI: kluai (Chaiyaphum); teng hin (Chumphon); nang leo (Chanthaburi); saban nga dong (Northern); sa raek (Lampang, Nakhon Sawan); salaeng (Phitsanulok); ham chang (Tak); ham ma (Prachuap Khiri Khan).]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พม่า อินเดีย
มีเขตการกระจายพันธุ์อยู่ตามป่าดิบชื้นและป่าดิบแล้งของประเทศมาเลเซีย สำหรับในประเทศไทย สามารถพบเห็นได้ทางภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 10-400เมตร ขึ้นในป่าที่ถูกรบกวนน้อย หายาก
ไม้ต้น ไม่ผลัดใบสูงถึง10-40 เมตร ลักษณะเปลือกต้นสีน้ำตาลเข้ม  หนา และมีกลิ่นฉุน บริเวณโคนต้นมีลักษณะเป็นพูพอน ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปขอบขนาน โคนและปลายใบแหลม แผ่นใบเกลี้ยงด้านบนเป็นมัน ขอบใบเรียบหยักเป็นคลื่นเล็กน้อย กว้าง 7-10 ซม. ยาว 15-25 ซม. ก้านใบยาว 1 ซม. ดอกออกเป็นช่อกระจุกบริเวณซอกใบ มี2-3ดอก กลีบดอกเป็นรูปขอบขนานเรียงซ้อนกันอยู่ 2 ชั้นๆ ละ 3 กลีบ มีความยาวของกลีบดอกประมาณ 1.5-2 ซม. ก้านดอกยาวประมาณ 0.5 ซม. ผลเดี่ยวรูปทรงกระบอก หรือกลมรี ขนาดกว้าง3 ซม. ยาว 5-6 ซม. ผิวผลเรียบ เปลือกผลหนาและแข็ง เมื่อสุกจะกลายเป็นสีม่วงอมแดง เมล็ดกลม แบน มีรอยเว้าคอด เรียงกันในผลเป็น 2 แถว มี 10 เมล็ด
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับดอกสวยแปลกตาดอกมีกลิ่นหอม
ระยะออกดอก---กุมภาพันธ์-มีนาคม---ติดผล---กุมภาพันธ์-มีนาคมของปีถัดไป
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา-หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร

สะบันงาป่า/Goniothalamus griffithii


ชื่อวิทยาศาสตร์---Goniothalamus griffithii Hook. f. & Thomson
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---สะบันงาป่า(ทั่วไป) ; [THAI: saban nga pa (General).]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พม่า ไทย
ไม้ ต้นขนาดเล็กหรือไม้พุ่ม สูง 2-4เมตร พบ ในป่าดิบชื้นทางภาคเหนือ ที่ระดับความสูง 700-900เมตร ลักษณะโคนต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 2-4 ซม. แตกกิ่งน้อย เปลือกต้นเรียบสีดำ เนื้อไม้แข็งและเหนียว ใบรูปใบหอกแกมขอบขนาน กว้าง 5-8.5ซม. ยาว22-30ซม.โคนใบรูปลิ่ม ปลายใบแหลมหรือมีติ่ง ขอบใบเรียบ ดอกเดี่ยวขนาด2-2.5ซม.เมื่อดอกบานเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเขียวอมเหลืองมี กลิ่นหอม ผลกลุ่ม มีผลย่อย 5-15ผล ผลอ่อนเปลือกเรียบ สีเขียว เมื่อแก่สีเหลืองอมเขียวมีกลีบเลี้ยงคลุมอยู่จนถึงผลแก่ มีเมล็ด1เมล็ด
การเลี้ยงต้นกล้าต้องอยู่ในที่ร่มรำไร นำมาปลูกปลูกเป็นไม้ประดับ ดอกดก และมีกลิ่นหอมอ่อนๆ
ระยะออกดอก---พฤษภาคม-กันยายน
ระยะขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ดและทาบกิ่ง                                                                                             อ้างอิงภาพประอบเพื่อการศึกษา---หนังสือ พรรณไม้วงศ์กระดังงา ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น ภาพ: อภิชัย อิงควุฒิ 


สะเภาลม/ Agapoetes hosseana


ชื่อวิทยาศาสตร์---Agapetes hosseana Diels
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---Agapetes 'Red Elf'
ชื่ออื่น--- แมวน้ำ (มูเซอร์-เชียงใหม่); สะเภาลม (ภาคกลาง) ; [THAI: maeo-nam (Musoe-Chiang Mai); sa phao lom (Central).]; [CHINESE: Shí luóbo.]
ชื่อวงศ์---ERICACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พม่า ไทย ลาว
พบที่พม่า ไทยและลาว เจริญเติบโตตามโขดหิน หรือบนต้นไม้อื่นมักขึ้นตามคาคบไม้ หรือซอกหินในป่าดิบเขา หรือบริเวณเป็นที่โล่งแจ้ง ที่ระดับความสูง800-2,500เมตร
ในประเทศไทยพบเป็นพืชหายาก อยู่สกุลเดียวกับประทัดดอย และกุหลาบพันปี พบตามภูเขาสูงแถบภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่นดอยอินทนนท์ ดอยอ่างขาง ดอยผ้าห่มปก ดอยเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ดอยภูคา จังหวัดน่าน ภูกระดึง ภูหลวง จังหวัดเลย ขึ้นตามต้นไม้ โขดหิน หรือบนดิน โดยเฉพาะตามที่โล่งในป่าดิบเขา ความสูง 1200-2500 เมตร
ไม้พุ่มอิงอาศัยลักษณะ ต้นสูงประมาณ 80-100 ซม.  โคนต้นหนา รากบวมเหมือนหัวไชเท้าลำต้นและกิ่งมีขนประปราย ใบเดี่ยวชนาดใบกว้าง1-2ซม.ยาว2-4ซม.ออกเวียนสลับเป็นเกลียวรอบต้น ก้านใบสั้นมากยาว 1-3 มม. แผ่นใบหนาแข็ง คล้ายหนัง ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ผิวใบด้านล่างสีนวล ดอกออกเป็นดอกเดี่ยวออกเป็นกระจุกตามซอกใบ2-5 ดอก ปลายดอกห้อยลง ก้านดอกยาว 1-1.8 ซม. ใบประดับขนาดเล็ก มีขนครุย หลอดกลีบเลี้ยงยาวประมาณ 3 มม.  กลีบเลี้ยงเชื่อมกันปลายแยกเป็น6แฉก ดอกสีแดงอมส้มหรือเขียว  กลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอดสีแดงสดปลายแยกเป็น5แฉกสั้นๆยาว 1.5-2.3 ซม. มีสันตามยาว สีเขียวอ่อน ผลเป็นผลสด ทรงกลมอวบน้ำสีเขียวเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.8-1 ซม. เมื่อสุกสีม่วงดำส่วนปลายนูนเป็น5แฉก
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา รากที่บวมกินไมได้แต่สามารถใช้เป็นยาได้ มีผลในการล้างความร้อนและล้างพิษ ส่งเสริมการไหลเวียนของเลือดและการหยุดชะงักของภาวะชะงักงัน
-ใช้เป็นไม้ประดับ ที่มีค่าประดับสูง ใช้เป็นดอกไม้บอนไซ
ระยะออกดอก---กรกฏาคม-กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์---เมล็ด

สะพ้านก๊น/ Sambucus javanica

ชื่อวิทยาศาสตร์---Sambucus javanica Reinw. ex Blume subsp. javanica
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms
---Ebulus chinensis (Lindl.)
---Ebulus formosana (Nakai)
---Sambucus chinensis Lindl.
---Sambucus thunbergiana Blume
---Sambucus hookeri Rehder
ชื่อสามัญ---Chinese Elder, Javanese Elder, Sweet elder, Elderberry.
ชื่ออื่น---อูนน้ำ สะพ้านก๊น(เหนือ) (ลั้วะ-เชียงใหม่) เส่งแกะบลี้(กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน); [THAI: sa phan kon (Northern); no (Lawa-Chiang Mai); seng-kae-bli (Karen-Mae Hong Son); [CHINESE: Shuo huo, Lu ying, Jie gu gao.]; [PHILIPPINES: Sauko (Tag.).]; [MALAYSIA: Kerak Nasi, Sangitan (Malay), Sengitan (Bahasa Indonesia).]; [VIETNAM: Cơm cháy, Thiết đả, Sóc dịch, Thuốc mọi.]
ชื่อวงศ์---ADOXACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
พบตามธรรมชาติในภูฏาน ,พม่า ,กัมพูชา ,จีน (ยกเว้นในภาคเหนือ),อินเดีย ,อินโดนีเซีย ,ญี่ปุ่น ,ลาว ,มาเลเซีย (ในรัฐซาบาห์ ) ที่ประเทศฟิลิปปินส์ , ภาคใต้ของประเทศไทยและเวียดนาม  พบตาม เนินเขา, ป่า, ลำธาร, ทุ่งหญ้าที่ระดับความสูง 300 - 2,600 เมตรในประเทศจีน และ ในสถานที่อื่นๆ ในป่าดงดิบและป่าดิบชื้น ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ที่มีร่มเงามากหรือน้อย ที่ระดับความสูง 350 - 2,000 เมตร
ไม้ พุ่มไม่ผลัดใบสูง3เมตร ลำต้นเกือบกลมเรียบไม่มีขนสีเขียวอ่อน กิ่งเป็นเหลี่ยมสีเขียวเข้มและกลวงมีไขสีขาว กิ่งอ่อนมีขนขึ้นปกคลุมเล็กน้อย ส่วนกิ่งแก่ไม่มีขน ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ใบย่อย5-9 ใบ รูปขนานถึงใบหอกปลายสอบเข้า ยาว 8-15 ซม. กว้าง 3-5 ซม. ก้านใบย่อยยาว 3ซม. ผิวใบเรียบมันไม่มีขนปกคลุม หลังใบด้านบนเป็นสีเขียวเข้ม ส่วนท้องใบเป็นสีเขียวอ่อน ดอกสีขาวมีกลิ่นหอม ออกเป็นช่อใหญ่ๆที่ปลายกิ่ง ช่อมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 20-30 ซม. มีขนสั้น ๆ มีกลีบเลี้ยงรูปสามเหลี่ยม 5 กลีบ ดอกย่อยมีขนาดเล็ก สีของดอกย่อยเป็นสีขาวออกเหลืองอ่อน หนึ่งดอกจะมีอยู่ 5 กลีบ กลีบดอกเป็นรูปกลมรีปลายแหลม ผลกลมมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3-4 มม.ผลอ่อนสีเขียว เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีแดง-ดำ  มีเมล็ดรูปไข่ 1 เมล็ด ทุกส่วนของพืชชนิดนี้ถ้านำมาขยี้ดมดูจะมีกลิ่นแรง
ใช้ประโยชน์---พืชถูกรวบรวมมาจากป่าเพื่อใช้เป็นยาในท้องถิ่นและอาจใช้เป็นอาหารได้
-ใช้กินได้ ผลไม้ดิบหรือปรุงสุก - ดอกไม้ดิบหรือปรุงสุก - ใบและลำต้นอ่อนสุก - รากสุก
-ใช้เป็นยา ตามการแพทย์แบบตะวันออก ทั้งต้นมีรสเปรี้ยว ขม ชุ่ม กลิ่นเหม็น เป็นยาสุขุม ออกฤทธิ์ต่อตับและไต ใช้เป็นยาฟอกเลือด กระจายเลือดอุดตัน ทำให้เลือดไหลเวียนได้ดี ทั้งต้นช่วยขับลมชื้น ผลใช้กินเป็นยาระบาย รากใช้ช่วยแก้หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ต้นและรากใช้เป็นยาแก้ปวดข้อ ช่วยต่อกระดูกและบรรเทาอาการปวดในรายที่กระดูกหัก-รากใช้แก้โลหิตไหลออกจากทวารทั้งห้า ด้วยการใช้สดประมาณ 90-120 กรัม นำมาตุ๋นกับกระเพาะหมู ใช้รับประทานเป็นยาติดต่อกันประมาณ 3-4 วัน -ในเวียตนามใช้ทำยาขับปัสสาวะ ขับเหงื่อ โรคไขข้อ, คัน, กลาก,หิก เกลื้อน ใบตำพอกแก้เต้านมบวมคัด เป็นยาที่ดีมากสำหรับสตรีหลังคลอด ลำต้นและใบรักษาโรคไตอักเสบ
รู้จักอันตราย---รากและส่วนอื่น ๆ ของต้นไม้มีความเป็นพิษสูงซึ่งอาจทำให้เกิดการเจ็บป่วยในกระเพาะอาหาร สตรีมีครรภ์ห้ามใช้สมุนไพรชนิดนี้[
-อื่น ๆ ชาวลั้วะจะใช้ดอกนำไปวัดหรือบูชาพระ ชาวม้งจะใช้ผลเป็นของเล่น โดยนำมาใส่ในกระบอกไม้ไผ่แล้วอัดทำให้เกิดเสียงดัง
ระยะออกดอก/ติดผล---พฤษภาคม-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ

สะแล่งหอมไก๋/Rothmannia sootepensis


ชื่อวิทยาศาสตร์---Rothmannia sootepensis (Craib.) Bremerk.
ชื่อพ้อง---has 1 Synonyms
---Randia sootepensis Craib    
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---สะแล่งหอมไก๋, พุดสุเทพ ;  [THAI: salaeng hom kai (Northern), put su thep.]
ชื่อวงศ์--- RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- อินเดีย พม่า ไทย

 

พบครั้งแรกในประเทศไทยโดย หมอคาร์ (A.F.G. Kerr) บนดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ ที่ระดับความสูง 660-800 เมตร
เป็นพรรณไม้ถิ่นเดียวที่สำรวจ และมีรายงานการตั้งชื่อเมื่อปีพ.ศ.2454 กระจายพันธุ์อยู่ในป่าเบญจพรรณในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางตอนบน ในระดับความสูง300-1,500เมตร มีสถานภาพยังพอหาได้ในถิ่นกำเนิด
สะแล่งหอมไก๋เป็นไม้ ต้นขนาดเล็กสูงประมาณ 4-8 เมตรไม่ผลัดใบ ลักษณะเปลือกต้นสีน้ำตาลแดงหรือน้ำตาลออกเทาเข้ม มีรอยแตกละเอียดและหลุดลอก แตกกิ่งออกจากจุดเดียวกันเป็นชั้นคล้ายฉัตร กิ่งค่อนทอดนอนขนานกับพื้น กิ่งก้านเมื่ออ่อนอยู่จะแบน ใบเดี่ยวขนาดกว้าง 2-5 ซม.ยาว 8-14 ซม.เรียงตรงข้ามรูปรีปลายใบเรียวแหลม มีหูใบ 1 คู่ อยู่ระหว่างก้านใบ ผิวใบเรียบสีเขียวเข้มเป็นมันทั้งสองด้าน ช่อดอกออกที่ซอกใบใกล้ปลายกิ่ง1-3 ดอกมีกลิ่นหอมขนาดของดอก 5-7.5 ซม. ยิ่งตอนพลบค่ำกลิ่นหอมยิ่งแรงขึ้น ผลขนาด 2.5-6 ซม.สีน้ำตาลถึงเหลืองเข้มเมื่อสุก รูปมนรีหรือเกือบกลม ปลายผลบุ๋ม มีติ่งอยู่ตรงกลางเนื้อในเป็นเมือกสีส้ม ผลมี2ช่อง แต่ละช่องมีเมล็ดแบนๆหลายเมล็ดฝังตัวอยู่ในเนื้อที่เป็นเมือกสีส้ม
จัดเป็นไม้ที่มีเรือนพุ่มสวยงามและดอกมีกลิ่นหอมแรงต้นหนึ่ง ชอบดินร่วนระบายน้ำดี ดินมีอินทรียวัตถุสูง ได้รับความชื้นเป็นช่วงๆน้ำไม่ขังแฉะ และมีอากาศค่อนข้างเย็น
การขุดล้อมต้นขนาดใหญ่จากป่าออกมาปลูกจะตายทั้งหมด โดยเริ่มตายตั้งแต่เดือนแรกหลังย้ายปลูก หรือในเดือนถัดมา และถึงแม้ว่าจะอยู่ได้ทนนาน1ปีก็จะตายในโอกาสต่อมาจึงต้องใช้วิธีการเพาะเมล็ด รวมทั้งใช้วิธีการทาบกิ่งที่ใช้หมักม่อเป็นต้นตอ แล้วปลูกลงในที่ร่มรำไร
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ ดอกหอม
ระยะออกดอกเดือน ---มกราคม - มีนาคม    
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ทาบกิ่ง

สักขี้ไก่/Premna tomentosa


ชื่อวิทยาศาสตร์---Premna tomentosa Willd.
ชื่อพ้อง---Has 17 Synonyms

-Gumira adenosticta (Schauer) Kuntze -Premna flavida Miq.
-Gumira cardiophylla (Schauer) Kuntze -Premna hylandiana Munir
-Gumira cumingiana (Schauer) Kuntze -Premna involucrata Moldenke
-Gumira pyramidata (Wall. ex Schauer) Kuntze -Premna involucrata var. thailandica Moldenke
-Premna adenosticta Schauer -Premna latifolia Thwaites
-Premna cardiophylla Schauer -Premna odorata f. crenulata Koord. & Valeton ex Moldenke
-Premna cordata Blanco -Premna stellata Merr.
-Premna cumingiana Schauer -Premna tomentosa f. jejuna Moldenke
-Premna flavescens Juss.

ชื่อสามัญ---Bastard teak, Woolly leaved fire-brand teak
ชื่ออื่น---กะเปียด (ประจวบคีรีขันธ์) เกีย (มาเลย์-ปัตตานี) ปอฟาน (ลำปาง) เปียด (ใต้) สักขี้ไก่ สักขี้ควาย สักผู้ (เหนือ)สามป้าง สามป้าว (จันทบุรี)  ;  [THAI: kapiat (Prachuap Khiri Khan); kia (Malay-Pattani); po fan (Lampang); piat (Peninsular); sak khi kai, sak khi khwai, sak phu (Northern); sam pang, sam pao (Chanthaburi); [CHINESE: ta xu dou fu chai.]; [PHILIPPINES: magilik, mala api, malagas, (Tagalog).]; [MALAYSIA: Bebaus, Sarang Burong, Tembaroh (Malay).]; [KANNADA: Naruvalu, Eegi, Ije.]; [MALAYALAM: Kozhukkattathekku, Naithekku, Pincha, Katutekka.]; [MARATHI: MarathiChambara.]; [TAMIL: Malaithaekku, Malai Thekku.]; [TELUGU: Nagaru.]
ชื่อวงศ์--- LAMIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้ อนุทวีปอินเดีย พม่า ไทย กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย หมู่เกาะโซโลมอน


มีถิ่นกำเนิดในหมู่เกาะอันดามัน, อรุณาจัลประเทศ, อัสสัม, ออสเตรเลีย (ควีนส์แลนด์), บังคลาเทศ, ภูฏาน, บอร์เนียว, กัมพูชา, จีน (กวางตุ้ง), ดาร์จีลิ่ง, อินเดีย, เกาะชวา, เกาะซุนดา มาเลเซีย, พม่า, เนปาล, หมู่เกาะนิโคบาร์ ฟิลิปปินส์, หมู่เกาะโซโลมอน, สิกขิม, ศรีลังกา, สุลาเวสี, สุมาตรา, ไทยและเวียดนาม เติบโตในป่าเปิดและป่าผลัดใบ ป่าที่แห้งแล้ง และป่าทึบมักขึ้นตามแนวลำธารน้ำซึ่งมีความสูง 600- 1300 เมตร
ไม้ ต้นผลัดใบสูงถึง13-20 เมตร มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 30 ซม.เปลือกต้นสีน้ำตาลอมครีม ลอกหลุดเล็กน้อย ใบออกเป็นกลุ่มที่ปลายก้าน กว้าง5-8ซม.ยาว(5)12-16ซม.ปลายแหลมฐานป้าน หรือรูปหัวใจ ขอบใบเรียบแต่ส่วนบนของใบมีหยักซี่ไม่สมำ่เสมอ เมื่อขยี้ใบจะมีกลิ่นคล้ายกระหล่ำปลี ด้านบนมีขนหยาบประปราย ด้านล่างมีขนแน่นกว่า   ใบจะคล้ายใบสักแต่เล็กกว่าและเห็นก้านใบเด่นชัดกว่า ดอก ขนาด0.5-0.8ซม.สีครีมหรือเขียวอมเหลือง เป็นช่อด้านบนแบน ยาว6-13ซม.ผลขนาด0.4-0.6ซม. สีเขียวสุกสีดำมีน้ำเล็กน้อย ชั้นหุ้มเมล็ดแข็ง4หน่วย มีรอยย่น แต่ละหน่วยมีเมล็ด1เมล็ด
ใช้ประโยชน์--พืชที่เก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นยาและแหล่งที่มาของไม้
-ใช้เป็นยา ยาต้มของรากและใบถูกนำมาใช้ในส่วนผสมเป็นยาบำรุงกำลัง ของสตรีหลังจากการคลอดบุตร ใบไม้มีสรรพคุณขับปัสสาวะและใช้ภายนอกเพื่อรักษาท้องมาน ใบใช้ตำพอกแผล เปลือกไม้ถูกใช้รักษาอาการท้องเสีย
-อื่น ๆ ไม้สีน้ำตาลอ่อนเรียบสนิทและแข็ง ใช้สำหรับสร้างบ้าน, ทำเฟอร์นิเจอร์และสำหรับงานการแกะสลัก
ระยะออกดอก/ติดผล---กุมภาพันธ์ - เมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด---อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา-หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร

สังหยูเขา/Pseuduvaria monticola


ชื่อวิทยาศาสตร์---Pseuduvaria monticola J. Sinclair.is an unresolved name
This name is unresolved.
ชื่อพ้อง---None
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---สังหยูเขา ; [THAI: sang yu khao (General).]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย มาเลเซีย
ประเทศไทยพบ พบขึ้นในป่าดิบชื้นทางภาคใต้ตอนล่าง ที่ระดับความสูง900-1200เมตร
ไม้พุ่มสูง3-5เมตร ลักษณะเปลือกเรียบสีเทาอมขาว กิ่งอ่อนสีเขียวและมีขนนุ่มตามกิ่งหรือก้านอ่อน แตกกิ่งยาวและห้อยลู่ลง ทรงพุ่มโปร่งใบ รูปขอบขนานกว้าง 4-6 ซม.ยาว12-19 ซม. ใบบาง เรียบและเหนียว เส้นกลางใบและเส้นแขนงใบด้านบนเป็นร่อง ด้านล่างนูนเด่น ดอกออกตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกคว่ำลง ดอกแยกเพศเป็นดอกเพศผู้และดอกเพศเมีย ก้านดอกยาว0.8-1 ซม.มีขนหนานุ่มและมีใบประดับ1ใบ กลีบเลี้ยงรูปไข่ สีม่วงแดง กลีบดอกชั้นนอกสีขาว กลีบดอกชั้นในสีม่วงแดง ดอกบานขนาด1ซม.ผลกลุ่มมีจำนวน 2-5 ผล ผลรูปกลมขนาด1.5-2ซม.เปลือกผลขรุขระ ผลแก่สีเขียวอมเหลืองมีเมล็ด 1เมล็ด
ใช้ประโยชน์-- ใช้เป็นยาแก้ไข้ ปวดหัว ปวดท้อง
ระยะออกดอก---กันยายน-ตุลาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด เป็นไม้ป่าที่ยังไม่มีการปลูกเลี้ยง


ส้านช้าง/ Dillenia pentagyna

ชื่อวิทยาศาสตร์---Dillenia pentagyna Roxb.
ชื่อพ้อง---Has 11 Synonyms

-Colbertia augusta Wall. ex G.Don -Dillenia hainanensis Merr.
-Colbertia coromandelina DC. -Dillenia minor (Zoll. & Moritzi) Gilg
-Colbertia floribunda Wall. -Wormia augusta Steud.
-Dillenia augusta Roxb. -Wormia coromandelina Spreng.
-Dillenia baillonii Pierre ex Laness. -Wormia floribunda Steud.  
-Dillenia floribunda Hook.f. & Thomson

ชื่อสามัญ---Five-carpelled simpoh, Nepalese elephant apple.
ชื่ออื่น---ส้านช้าง,มะส้านแข็ง(ภาคกลาง),ส้านนกเปล้า,ส้านแว้(ภาคเหนือ), ส้านนา(ภาคเหนือ,ภาคกลาง),แพ่ง(นครพนม,เลย), ; [THAI: San chang.]; [CHINESE: Xiao hua wu ya guo.]; [ASSAMESE: Oua, Ou-bonsolta, Okshi.]; [BENGALI: Ban Chalta.]; [HINDI: Karmal.]; [KANNADA: Madathaega, Malegeru, Koolateegu.] ; [KHISI: Dieng-sah-bar, Dieng Soh Bar.]; [MALAYALAM: Punna, Vaazhappunna, Malampunna.]; [MARATHI: Piwala Karmal.]; [NEPALI: Tantri, Tatera, Agaaai, Taatarii.]; [SANSKRIT: Aksikiphal, Nagakesaram, Punnaga.]; [TAMIL: Kalluccilaikay, Nay-t-tekku, Punnai Vakai, Naitekku.]; [TELUGU: Chinna Kalinga, Ravadi chettu, Partake.]
ชื่อวงศ์---DILLENIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้

 

มีถิ่นกำเนิดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ พบในป่าไม้หนาแน่นและป่าไม้สัก สถานที่ที่เปิดในเชิงเขา พืชเขตร้อนชื้นที่ลุ่มซึ่งพบได้ในระดับความสูงไม่เกิน 900 เมตร ประเทศไทยพบตามป่าผลัดใบหรือป่าดิบแล้งที่ระดับความสูง 700-900เมตร
ไม้ต้นผลัดใบขนาดกลางสูง 25เมตรมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 100 ซม ลักษณะทรงต้น เรือนยอดค่อนข้างโปร่ง มีกิ่งห้อยลงไม่เป็นระเบียบ เปลือกต้นเรียบสีน้ำตาลอ่อน .ใบเดี่ยวเวียนรอบกิ่ง ใบกว้าง10-20ซม.ยาว20-50.ซม ใบอ่อนมีขนละเอียดปกคลุม แต่จะเรียบเกลี้ยงเมื่อใบแก่  เส้นใบขนานกันชัดเจน ท้องใบมีขนสากประปราย ขอบใบหยักตื้นๆ
ดอก บานเต็มที่ ขนาด2.5-6ซม.สีเหลืองมีกลิ่นหอม ออกเป็นกระจุก 2-10ดอกตามกิ่ง กลีบรองดอก 5กลีบ กลีบนอก2กลีบมีขนาดใหญ่กว่าอีก3กลีบด้านใน กลีบดอกหลุดร่วงง่าย เกสรเพศผู้สีเหลืองจำนวนมาก และแบ่งเป็น2ชั้น วงในมีขนาดใหญ่กว่าและปลายโค้งออก  
ผลค่อนข้างกลมขนาด1.5-2ซม.แก่จัดออกสีเหลืองหรือสีส้ม
ใช้ประโยชน์---พืชถูกรวบรวมจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นอย่างกว้างขวางรวมถึงอาหารไม้และไฟเบอร์
-ใช้กิน ดอกตูม - ดิบสุกหรือดองรสเปรี้ยว ผลอ่อนดิบกินเป็นผักหรือดอง
-ใช้เป็นยา ใช้ในอายุรเวท ใช้รักษาทวารทวารหนัก, บาดแผล, เบาหวาน, โรคประสาทอักเสบ, เยื่อหุ้มปอดอักเสบ, ปอดบวม, และความรู้สึกแสบร้อน -ผลแก่ใช้เป็นยาแก้ไข้หวัด ใบเป็นยาพอกรักษาแมงป่องกัด
-อื่น ๆไม้ ใช้สำหรับปูกระดานเสาบ้านและทำเฟอร์นิเจอร์ ไม้มีคุณภาพค่อนข้างดี แต่ไม่ค่อยได้ใช้เพราะลำต้นมักคดงอ ถ่านคุณภาพดีทำจากไม้ เปลือกมีแทนนินประมาณ 6% ใบเก่ามีซิลิกาจำนวนมากและถูกใช้เป็นกระดาษทราย เส้นใยที่ได้จากเปลือกชั้นในนั้นใช้ทำเชือก ใบไม้ใช้ คลุมแทนหญ้า
ระยะออกดอก/ติดผล--- กุมภาพันธ์-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา-หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร

ส้านใบเล็ก/Dillenia ovata


ชื่อวิทยาศาสตร์---Dillenia ovata Wall. ex Hook.f. & Thomson
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Dillenia grandifolia Wall. ex Hook.f. & Thomson
ชื่อสามัญ---Ovate Dillenia.
ชื่ออื่น---ส้านใบเล็ก(ปัตตานี),ไข่เน่าดง,ตานกกด(เลย),ปล้อ(ส่วยสุรินทร์),มะโตน(ชลบุรี), ส้านกวาง(ภาคใต้),ส้านโดยเด(นครพนม) ; [THAI: san lek san bai lek, ta nok kot, kai nao dong, plo, ma ton, san kwang, san doi dae,]; [MALAY: Kedah Simpoh, Simpoh Beludu.]
ชื่อวงศ์---DILLENIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย ลาว อินโดนีเซีย
มีถิ่นกำเนิดในเอเซียตะวันออกเฉยงใต้พบได้ในบริเวณที่เป็นทรายหรือค่อนข้างแห้งที่ระดับต่ำในประเทศไทยพบเห็นได้ง่ายทุกภาค ตามป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ทุ่งหญ้า ที่ระดับน้ำทะเลปานกลาง-1,200เมตร
ไม้ไม่ผลัดใบหรือผลัดใบระยะสั้นในฤดูแล้ง ลักษณะทรงต้นสูงได้ถึง30เมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลาง30-40(-100 )ซม. เปลือกต้นสีเทาหรือสีน้ำตาลแดง เปลือกเรียบหรือแตกสะเก็ด เปลือกในสีชมพู ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ แผ่นใบรูปไข่ถึงรูปขอบขนานขนาด10-20x7-12 ซม.ปลายใบมนหรือเว้าเล็กน้อย โคนใบมนกว้างบางครั้งเบี้ยว ก้านใบยาว 3-4.5 ซม.ขอบใบหยักหลังใบมีขนนุ่ม ท้องใบมีขนสาก ก้านใบมีขนนุ่มปกคลุม ดอกสีเหลืองสด ออกเดี่ยวๆหรือเป็นคู่ ตามปลายกิ่ง ดอกขนาดใหญ่ถึง16ซม. ผลค่อนข้างกลม5-6ซม. มีกลีบเลี้ยงหนาอุ้มน้ำซ้อนทับหุ้มผล เมื่อสุกสีเหลือง มีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก
ใช้ประโยชน์---ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้เป็นยา ผลไม้และไม้ ที่ใช้ในท้องถิ่น บางครั้งก็ปลูกเป็นไม้ประดับ
-ใช้กิน ผลไม้ - สุก กินสดหรือทำเป็นเยลลี่
-ใช้เป็นยา เปลือกไม้นั้นมีฤทธิ์ฝาด มันถูกใช้ในการรักษาโรคท้องร่วง
-อื่น ๆ ไม้ใช้ในการก่อสร้างเหมาะสำหรับทำคาน ไม้กระดานและเฟอร์นิเจอร์ และใช้ทำสิ่งของเล็กๆ
ระยะออกดอก---กุมภาพันธ์-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา-หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร

ส้านหลวง/ Dillenia aurea


ชื่อวิทยาศาสตร์--- Dillenia aurea Sm.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Dillenia pulcherrima Kurz
ชื่อสามัญ---Dillenia
ชื่ออื่น---ปังดาว (ละว้า-เชียงใหม่); มะส้าน (เลย, นครราชสีมา); มะส้านหลวง, มะส้านหิ่ง, ส้านแว้ (เชียงใหม่); ส้าน (ทั่วไป) ; [THAI: pang-dao (Lawa-Chiang Mai), ma san (Loei, Nakhon Ratchasima), ma san luang (Chiang Mai), ma san hing (Chiang Mai), san (General), san wae (Chiang Mai).]; [BENGALI: Chamaggai.]
ชื่อวงศ์---DILLENIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย ไทย พม่า


ในอินเดีย พม่า พบใน ป่าผลัดใบเขตร้อนเชิงเทือกเขาหิมาลัยและคาบสมุทรตะวันออก ประเทศไทยพบทางภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขึ้นตามป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง ที่ระดับความสูง 250-1300 เมตร
ไม้ ต้นขนาดกลาง สูง 4-15 เมตร ลักษณะ เปลือกสีน้ำตาลอมเทา ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับ รูปไข่แกมรี กว้าง5-20ซม.ยาว12-40ซม.ปลายมนทู่ ขอบใบหนักห่างๆ เห็นเส้นใบขนานชัดเจน เนื้อใบสากหนา ก้านใบยาว 3-6 ซม.เป็นร่อง
ดอก สีเหลืองสดและมักออกดอกเดี่ยวหรือไม่เกินสองดอก บริเวณปลายกิ่ง ขนาดดอกบานเต็มที่ กว้าง10-13ซม.  กลีบรองดอกสีเขียว5กลีบไม่เท่ากัน กลีบดอกรูปไข่กลับบางหลุดร่วงง่าย เกสรผู้จำนวนมากแยกกันเป็น2ชั้น ปลายเกสรชั้นนอกจะงุ้มเข้า ปลายเกสรชั้นในจะชี้ออก ยอดเกสรเมียแผ่เป็นวง ผลสดแก่ไม่แตก รูปทรงกลมอวบน้ำ ขนาด3-3.5ซม.สุกแล้วสีเหลืองอมส้ม เมล็ดไม่มีเยื่อหุ้ม รูปไข่ขนาด 4 x 3 มม. สีน้ำตาลเข้ม
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ผลแก่กินได้และเป็นยาแก้ไข้หวัด
ระยะออกดอก---กุมภาพันธ์-เมษายน

ส้านหิ่ง/Dilenia Parviflora

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Dillenia parviflora Griff.
ชื่อพ้อง---Dillenia kerrii Craib
ชื่อสามัญ---Dillenia
ชื่ออื่น---ควองปะดุ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี); มะส้านแคว้ง, มะส้านหิ่ง (เชียงใหม่); ละเว (ภาคกลาง); ส้านจา, ส้านหิน (ลำปาง); ส้านหิ่ง (เลย); [THAI: khwong-pa-du (Karen-Kanchanaburi); ma san khwaeng (Chiang Mai); ma san hin (Chiang Mai); lawe (Central); san cha (Lampang); san hing (Loei); san hin (Lampang).]
ชื่อวงศ์---DILLENIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พม่า ไทย


เป็น ไม้ยืนต้นผลัดใบในฤดูแล้งสูง10-40เมตร พบทั่วไปในป่ากึ่งโล่งแจ้ง ระดับถึง1,200เมตร ลักษณะเรือนยอดค่อนข้างโปร่ง กิ่งก้านเปราะหักง่าย เปลือกเรียบสีน้ำตาลอ่อน ใบยาว15-25ซม.แต่ในต้นอ่อนมักมีขนาดใหญ่มาก(ถึง100ซม.) รูปไข่กลับแคบ ปลายป้านค่อยๆสอบลง โคนยอดอ่อนมีขนปกคลุม แผ่นใบหนามีขนนุ่มปกคลุมทั่วทั้งใบ และจะทิ้งใบหมด ดอกออกเป็นกระจุกตามกิ่ง กระจุกละ2-7ดอก สีเหลืองขนาด 3-5 เซนติเมตร กลีบดอกบางหลุดร่วงง่าย ผลขนาด1.5-1.8ซม.สีเหลืองถึงส้มอ่อน ผลสดไม่แตก ผลสุกกินได้ ส้านหิ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก
ใช้ประโยชน์---เนื้อไม้ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ในร่มและของตกแต่งบ้าน
ระยะออกดอก---กุมภาพันธ์-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา-หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร


ส้านเห็บ/Saurauia roxburghii


ชื่อวิทยาศาสตร์---Saurauia roxburghii Wall
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Saurauia tristyla DC.
ชื่อสามัญ---Singkrang
ชื่ออื่น---เกืองพาป่า(ลำปาง),กุลาทีปอ,คล้าทีปอ(กระเหรี่ยง เชียงใหม่),ตำแยตัวผู้(กาญจนบุรี),ส้านเห็บ(ภาคเหนือ), ; [THAI: kueang pha pa (Lampang), ku-la-thi-po (Karen-Chiang Mai), khla-thi-po (Karen-Chiang Mai), tamyae tua phu (Chanthaburi), san hep (Northern).];[ASSAMESE: Ban Pachala, Hengunia, Porbotia hengunia, Pani-posola,Porbotia-sengunia.]; [KHASI: Dieng-so-la-pied.]; [NEPALI: Gogun-aule.]; [VIETNAM: Duong Dao.]
ชื่อวงศ์---ACTINIDIACEAE (SAURAUIACEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย พม่า เวียตนาม ไทย กัมพูชา


พบที่อินเดียตะวันออก พม่า กัมพูชา และเวียดนาม ขึ้นริมลำธาร ชายป่าดิบแล้งและป่าดิบเขา ความสูงถึงประมาณ 1250 เมตร
ในประเทศไทยพบทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ที่จันทบุรี และภาคตะวันตกเฉียงใต้ที่กาญจนบุรี พบขึ้นกระจายกว้างขวางทั่วไปในที่โล่งแจ้งที่ชุ่มชื้น ความสูงถึงประมาณ 1700 เมตร
ไม้ ต้นขนาดเล็กไม่ผลัดใบ สูง 6เมตร ลักษณะทรงต้น ลำต้นสั้นกิ่งก้านหนา และแผ่กว้าง เปลือกต้นสีน้ำตาลเข้ม ใบ กว้าง 5-9ซม.ยาว18-35ซม.ออกเป็นช่อที่ปลายใบมีขอบจักซี่เล็กๆ ขนานกันและห่างเท่ากัน เส้นใบชัดเจน ผิวด้านล่างและก้านใบมีเกล็ดสีส้มอ่อนเล็กๆปกคลุม ปนอยู่กับขนสีเหลืองปนน้ำตาลเส้นยาวๆซึ่งจะหนาแน่นมากเมื่อใบยังอ่อน กิ่งก้านมักกลวง ดอก ขนาด0.8-1.3ซม.สีขาวหรือชมพูอ่อนออกบนกิ่งแก่ของลำต้น ผลกลมขนาดประมษณ1.2ซม.สีเขียวอ่อนออกเหลืองมีชั้นกลีบเลี้ยงติดอยู่ แตกได้ มีเมล็ดเล็กๆมากมาย
ใช้ประโยชน์---บางครั้งพืชถูกรวบรวมมาจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารและยารักษาโรค
-ใช้กิน ผลกินเมื่อสุก ใบใช้เพื่อส่งเสริมการหมักอย่างรวดเร็วเมื่อทำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
-ใช้เป็นยา การแช่ใบจะถูกใช้ในห้องอาบน้ำเพื่อรักษาฝี มันถูกใช้โดยเฉพาะสำหรับเด็ก
-อื่น ๆ ไม้สีน้ำตาลแดงอ่อน ๆ ไม่น่าดึงดูด ความมันวาวค่อนข้างต่ำ อาจไม่คงทน มีประโยชน์ในท้องถิ่นสำหรับงานช่างไม้ทั่วไปและงานก่อสร้างภายใน สารเหนียวหรือเมือกที่ได้จากใบใช้เป็นน้ำมันใส่ผม                                                          ระยะออกดอก---มีนาคม-งพฤษภาคม--- ติดผล---พฤษภาคม-สิงหาคม

ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร


อ้างอิง, ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :

---หนังสือพรรณไม้ในสวนหลวง ร.๙ เล่ม1,เล่ม 2,เล่ม 3 2554 .                                                                          ---หนังสือ สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม1,เล่ม2,เล่ม3, เล่ม4 2548
---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร หอพรรณไม้ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2549
---ไม้ต้นในสวน Trees in the Gardenโดย องค์การสวนพฤกษศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี The Botanical Garden Organization Office of the Prime Minister พิมพ์ครั้งที่1 พฤษภาคม 2542 จัดพิมพ์โดย มูลนิธิ ศาสตราจารย์ ดร.สง่า สรรพศรี                                                                 
---คู่มือดูพรรณไม้ป่าสะแกราช เล่ม1, เล่ม2 โดย ดร. ปิยะ เฉลิมกลิ่น,จิรพันธ์ ศรีทองกุล,อนันต์ พิริยะภัทรกิจ                      ---หนังสือ พรรณไม้วงศ์กระดังงา ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น ภาพ: อภิชัย อิงควุฒิ                                                      
---อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา-หนังสือป่าเชายเลน นิเวศวิทยาและพรรณไม้ โดย สรายุทธ บุญยะเวชชีวิน (ผู้แต่งและภาพ) รุ่งสุริยา บัวสาลี พิมพ์ครั้งที่1 เมษายน 2554
---หนังสือ ดอกไม้ และประวัติไม้ดอกเมืองไทย จาก ชุดธรรมชาติศึกษา โดย วิชัย อภัยสุวรรณ 2532
---ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์  BGO Plant Databases, The Botanical Garden Organization http://www.qsbg.org/database/
---สำนักงานหอพรรณไม้. (2557). ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย  เต็ม สมิตินันท์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2557. กรุงเทพฯ: สำนักงานหอพรรณไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช http://www.dnp.go.th/botany/mplant/index.aspx
---The International Plant Names Index and World Checklist of Selected Plant Families 2017. Published on the Internet at http://www.ipni.org and http://apps.kew.org/wcsp/
---The Plant List (TPL) was a working list of all known plant species  http://www.theplantlist.org/
---Useful Tropical Plants. http://tropical.theferns.info/viewtropical.                       
---India Biodiversity Portal. http://indiabiodiversity.org/species/show/                    
---Plants of the World Online Kew Science.www.plantsoftheworldonline.org/taxon/urn:lsid:ipni.org
---GBIF.the Global Biodiversity Information Facility.https://www.gbif.org/species/
REFERENCES ---General Bibliography
REFERENCES ---Specific & complementary

Check for more information on the species:

Plants Database  ---Names, synonymy and distribution The Garden.org Plants Database https://garden.org/plants/Global                                                                                                                                          Plant Initiative ---Digitized type specimens, descriptions and use หอพรรณไม้ -กรมอุทยานแห่งชาติ    www.dnp.go.th/botany/Herbarium/GPI.html
Tropicos ---Nomenclature, literature, distribution and collections    Tropicos - Home    www.tropicos.org/
GBIF    ---Global Biodiversity Information Facility Free and open access to biodiversity data  https://www.gbif.org/
IPNI ---International Plant Names Index    The International Plant Names Index - home page    http://www.ipni.org/
EOL ---Descriptions, photos, distribution and literature    Global access to knowledge about life on Earth    Encyclopedia of Life eol.org/
PROTA ---Uses    The Plant Resources of Tropical Africa    https://books.google.co.th/books?isbn=9057822040
Prelude  ---Medicinal uses    Prelude Medicinal Plants Database    http://www.africamuseum.be/collections/external/prelude
Google Images    ---Images                    

รวบรวมและเรียบเรียงโดย Tipvipa..V
บริษัท สวนสวรส การ์เด้น ดีไซน์ จำกัด
สวนเทวา  เชียงใหม่
www.suansavarose.com
www.suan-theva.com

Updatre 28/11/2019





















































































































































































































































































ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view