สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

สารพัดต้นไม้จัดสวน

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

สวนสไตล์ต่างๆ

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ชื่อนั้นสำคัญไฉน

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 23/10/2020
สถิติผู้เข้าชม 9,680,335
Page Views 14,783,548
 
« October 2020»
SMTWTFS
    123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

ต้นไม้ในป่า7

ต้นไม้ในป่า7

ต้นไม้ในป่า 7


For information only-the plant is not for sale

1 สารภีดง/Mammea harmandii 31 หมากหน่วยแดง/Polyalthia hookeriana
2 สารภีป่า/Anneslea fragrans 32 หมี่/Clausena excavata
3 สาวสอยดาว/Polyalthea sp 33 หมีโป้ง/Litsea monopetala
4 ส่าเหล้าต้น/Goniothalamus undulatus 34 หยีทะเล/Derris indica
5 สำรอง/Scaphium scaphigerum 35 หลังโก่ง/Polyalthia bullata
6 สำโรง/Sterculia foetida 36 หลุมพอทะเล/Intsia bijuga
7 สิวาละที/ Bridelia glauca 37 หอมไกลดง/Harpullia aeborea
8 สิไหรใบใหญ่/Dehasia candolleana 38 หัวเต่า/Mezzettia parviflora
9 สุมต้น/Pittosporum ferrugineum 39 หัวแหวน/Decaspermum parviflorum ssp parviflorum
10 สุรามิริด/Polyalthia parviflora 40 หำช้าง/Platymitra macrocarpa
11 เสม็ดทุ่ง/Lophopetalum wallichii 41 หูช้าง/Enterolobium cyclocarpum
12 เสลาใบเล็ก/Lagerstroemia tomentosa 42 เหมือดแก้ว/Sladenia celastrifolia
13 เสลาเปลือกบาง/Lagerstroemia venusta 43 เหมือดคนตัวผู้/Helicia nilagirica
14 เสลาเปลือกหนา/Lagerstroemia villosa 44 เหมือดจี้ดง/Memecylon plebejum var. siamensis
15 เสี้ยวดอกขาว/Bauhinia variegata 45 เหมือดดอย/Symplocos macrophylla ssp.sculata
16 เสี้ยวฟ่อม/ Bauhinia viridescens 46 เหมือดโลด/Aporosa villosa
17 เสี้ยวใหญ่/Bauhinia malabarica 47 เหมือดหลวง/Symplocos cochinchinensis  ssp.
18 แสดสยาม/Goniothalamus repevensis 48 เหมือดหอม/ Symplocos racemosa
19 แสมขน/Avicennia Avicennia lanata 49 เหลืองกระจุก/Cleistopetalum sumatranum
20 แสมขาว/Avicennia alba 50 เหลืองจันทน์/Polyalthia sp
21 แสมดำ/Avicennia officinalis 51 เหลืองไม้แก้ว/Enicosanthum sp. 'Lueang Mai Kaeo'
22 ไสเดน/Meiogyne hainanense 52 แหนนา/Terminalia glaucifolia
23 หงอนไก่ดง/Harpullia cupanioides  53 แหลบุก/Phoebe lanceolata 
24 หนวดปลาดุก/Polyalthia stenopetala 54 ไหมจุรี/Ceiba speciosa (A. St.-Hil.) Ravenna
25 หนังหนาดอกใหญ่/ Enicosanthum membranifolium 55 อรพันธุ์/Baikiaea insignis
26 หนามมะเค็ด/ Canthium parvifolium 56 อวบดำ/Linociera ramiflora
27 หนามโมนา/Capparis monantha 57 อ้อยช้าง/Lannea coromandelica
28 หม่อนอ่อน/Myrica esculenta 58 อีแรด/Millusa lineata
29 หมันดง/Cordia dichotoma 59 อูนดง/Cornus oblonga
30 หมันทะเล/Cordia subcordata 60 เอียน/Neolitsea zeylanica


สารภีดง/Mammea harmandii

ชื่อวิทยาศาสตร์---Mammea harmandii Kosterm.
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Calysaccion harmandii (Pierre) Pierre
---Ochrocarpos harmandii Pierre
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---สารภีดอกใหญ่(ระนอง),สารภี(บุรีรัมย์),สารภีดง(เพชรบูรณ์); [THAI: saraphi (Buri Ram); saraphi dong (Phetchabun); saraphi dok yai (Ranong).]; [HINDI: surabhi.]; [SANSKRIT: surabhi.]
ชื่อวงศ์---GUTTIFERAE (CLUSIACEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ลาว กัมพูชา เวียตนาม ไทย
พบขึ้นกระจาย ใน ลาว กัมพูชา ไทย เวียตนาม ในป่าดิบเขา ป่าดิบแล้งและทุ่งหญ้า ในประเทศไทยพบทางภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งแต่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางจนถึง 1,500 เมตร
ไม้ ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลางไม่ผลัดใบ สูง 8-15 (-25) เมตร เรือนยอดกลมหรือรูปกรวยคว่ำ เปลือกสีดำแตกเป็นสะเก็ด ตามต้นและกิ่งมีปุ่มปมที่เป็นจุดกำเนิดของดอกอยู่ทั่วไป มียางข้นสีเหลือง ใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกันเป็นคู่ ใบเป็นรูปขอบขนาน รูปไข่กลีบแกมรูปขอบขนาน รูปใบหอกกลับ หรือรูปใบหอกกลับแคบ ปลายใบเรียวแหลมหรือมน โคนใบกึ่งรูปหัวใจหรือสอบเรียว ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 6-10 เซนติเมตร และยาวประมาณ 15-24 ซม.ก้านใบยาว  2.5 ซม.เนื้อใบหนาสีเขียวเข้มเป็นมันทั้ง2ด้าน ดอกเป็นกระจุกตามลำต้นและกิ่งกลีบดอกสีขาว เกสรดอกสีเหลืองดอกมีกลิ่นหอมแรง และมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.5-2 ซม.ผลรูปกระสวยหรือรูปกลมรี ขนาดกว้าง 2.5 ซม. และยาว 4-5 ซม. สุกสีเหลืองมี1เมล็ด
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ผลสุกมีรสหวาน ใช้รับประทานเป็นผลไม้ได้
-ใช้เป็นยา ตำรับยาพื้นบ้านล้านนาจะใช้เปลือกต้นสารภีดอกใหญ่ เข้ายาสมุนไพรจำพวกประดงรวม 9 ชนิด นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยารักษาโรคประดง น้ำต้มจากผล ใช้เป็นยากินก่อนคลอดเพื่อบำรุงครรภ์ของสตรี
-อื่น ๆ เนื้อไม้เป็นสีแดงมีความแข็งแรง สามารถนำมาใช้ทำด้ามเครื่องมือเครื่องใช้
ระยะออกดอก---มกราคม-มีนาคม---ติดผล---เมษายน-มิถุนายน  
ขยายพันธุ์----เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง

สารภีป่า/Anneslea fragrans


ชื่อวิทยาศาสตร์---Anneslea fragrans Wall.
ชื่อพ้อง---Has 8 Synonyms

-Anneslea alpina H.L.Li -Anneslea rubriflora Hu & H.T.Chang
-Anneslea fragrans var. rubriflora (Hu & H.T.Chang) L.K.Ling -Callosmia fragrans (Wall.) C.Presl
-Anneslea hainanensis (Kobuski) Hu -Daydonia fragrans (Wall.) Britten
-Anneslea lanceolata (Hayata) Kaneh. -Mountnorrisia fragrans (Wall.) Szyszyl.

ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---แก้มอ้น (ชุมพร); คำโซ่, ตองหนัง, ต้ำจึง, ตีนจำ, ทำซุง, บานมา, พระราม, โมงนั่ง (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ); ทึกลอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน); ปันม้า, ส้านแดง, ส้านแดงใหญ่, สารภี, สารภีควาย, สารภีดอย, สารภีหมู, สุน (เชียงใหม่); สารภีป่า (ภาคกลาง); ฮาฮอย (เขมร-สุรินทร์) ; [THAI: kaem on (Chumphon); kham so, tong nang, tam chueng, tin cham, tham sung, ban ma, phra ram, mong nang (Northeastern);pan ma, san daeng, san daeng yai, saraphi, saraphi khwai, saraphi doi, saraphi pa, saraphi mu, sun (Chiang Mai); thue-klo (Karen-Mae Hong Son); ha-hoi (Khmer-Surin); [CHINESE: Hóng méi, Chá lí.]; [VIETNAM: Lương Xương.]
ชื่อวงศ์---THEACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- จีนตอนใต้ พม่า ภูมิภาคอินโดจีน และคาบสมุทรมลายู

 

พบที่ พม่า กัมพูชา ลาว เวียตนาม จีนตอนใต้ (ยูนนาน กวางตุ้ง กุ้ยโจว ไหหลำ) ไต้หวันและคาบสมุทรมาเลย์ พบทั่วไปโดยเฉพาะบริเวณที่เป็นสันหินในป่าสน แต่บางครั้งก็พบในป่าชื้นป่าไม้หรือพุ่มไม้บนเนินเขาหรือในหุบเขาที่ระดับความสูง 300 - 2,700 เมตร ต้นไม้ถูกพบในป่าในถิ่นที่อยู่ตั้งแต่ร่มเงาหนาแน่นไปจนถึงป่าเปิดโล่ง ในประเทศไทยพบมากทางภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบประปรายทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ และภาคใต้ ขึ้นตามป่าเต็งรัง ป่าสนเขา และป่าดิบเขา ความสูง 850-1,700 เมตร
ไม้ต้นขนาดเล็ก ไม่ผลัดใบ ลักษณะต้นสูง10-25 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 15 - 20 ซม.เปลือกต้นแตกต่างกันออกไปหลายแบบ ปกติสีเทาเข้ม มีรอยแตกลึกเป็นลวดลายละเอียด บางครั้งเปลือกสีครีมค่อนข้างเรียบ ใบเดี่ยวขนาด กว้าง 6–8 ซม. ยาว 18–22 ซม.ก้านใบยาวถึง 2-3.5 ซม ใบรูปหอกปนรูปขอบขนาน แผ่นใบเหนียวคล้ายแผ่นหนัง มักจะพบหนาแน่นที่ปลายกิ่ง ใบสีเข้มเรียบเป็นมัน มนรีแคบ กิ่งก้านสีน้ำตาลเข้มเรียบเป็นมัน ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ดอกย่อยขนาด 1.5-2 ซม.สีขาวแกมเหลืองกลิ่นหอมแรง กลีบเลี้ยง5กลีบ กลีบดอก5กลีบ ผลสดรูปไข่ขนาดกว้างประมาณ 2.5 ซม. ยาว 4–5 ซม. คล้ายหนัง มีกลีบเลี้ยงสีแดงส้ม ที่เจริญขึ้นมาปกคลุมจนมิด ส่วนนี้จะแข็งคล้ายไม้ และแตกออกไม่สม่ำเสมอเมื่อผลแก่จัด  เมล็ดรูปไข่ขนาด 7-12 × 4.5-7 มม.มี1เมล็ด
ใช้ประโยชน์---พืชที่เก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นยาและแหล่งที่มาของไม้ที่มีคุณภาพดี
-ใช้เป็นยา ตำรายาพื้นบ้านล้านนาจะใช้สารภีป่าทั้งต้น นำมาผสมกับสมุนไพรจำพวกประดง รวม 9 ชนิด นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยารักษาโรคประดง -ดอกมีสรรพคุณบำรุงหัวใจ ใบและกิ่งใช้แก้ไข้มาลาเรีย ใช้เป็นยากินก่อนคลอดเพื่อบำรุงครรภ์ เปลือกต้นและดอกใช้รักษาโรคบิด ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ  ในเวียตนาม ใบไม้ที่ใช้ในใบสั่งยาที่เรียกว่า  "Maha Neaty" สามารถรักษาไข้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
-อื่น ๆ ไม้สีเทาสีน้ำตาลถึงสีน้ำตาลหรือสีแดงอ่อน เนื้อละเอียดแข็งและเปราะ ไม้มีลวดลายสวยงาม สำหรับเฟอร์นิเจอร์ที่มีคุณภาพ ฯลฯ ดอกตูมใช้ย้อมไหมสีแดง ผลเป็นอาหารสัตว์
ระยะออกดอก---ตุลาคม-มีนาคม---ติดผล---กรกฎาคม-กันยายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด


สาวสอยดาว/Polyalthea sp

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Polyalthea sp
ชื่อพ้อง--No synonyms are record for this names
ชื่อสามัญ---Polyalthia
ชื่ออื่น---สาวสอยดาว
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย
ในประเทศไทยพบขึ้นตามป่าดิบชื้นทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ภาคตะวันตกเฉียงใต้ และภาคใต้ ที่ระดับความสูง 200-500เมตรชอบที่ร่มรำไรและชุ่มชื้น
ไม้ต้นขนาดเล็กสูง1เมตร ลักษณะเปลือกต้นสีดำมีช่องอากาศเป็นจุดขาว แตกกิ่งน้อย ยอดอ่อนมีขนสั้นสีเหลืองทองปกคลุม เนื้อไม้แข็งเหนียวมาก ใบรูปขอบขนานกว้าง5.5-8ซม.ยาว20-26ซม.โคนใบมนเบี้ยว ปลายใบแหลม ใบหนา ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมันด้านล่างซีดจางกว่า ดอกเดี่ยวออกตามกิ่งแก่เหนือซอกใบ ดอกสีชมพู กลิ่นหอมแรงดอกบานขนาด1.5ซม. ผลกลุ่ม มี8-12ผล รูปรี กว้าง1ซม.ยาว1.5-2ซม. ปลายผลเรียวแหลม ผลแก่สีแดงมี 1 เมล็ด
ระยะออกดอก---มกราคม-เมษายน
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด                                                                                                                 อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ พรรณไม้วงศ์กระดังงา ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น ภาพ: อภิชัย อิงควุฒิ

ส่องฟ้าดง/Clausena harmandiana

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Clausena harmandiana (Pierre) Pierre ex Guillaumin
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Clausena cambodiana (Pierre) Guillaumin
---Clausena oliveri Koord. ex Backer
---Glycosmis cambodiana Pierre
---Glycosmis harmandiana Pierre
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ส่องฟ้าดง(เลย); ล่องฟ้า(อุดรธานี); เหม็น(จันทบุรี);โปร่งฟ้า(ทั่วไป);สมุยหอม(นครศรีธรรมราช) ; [THAI: prong fa (General); long fa (Udon Thani); samui hom (Nakhon Si Thammarat); song fa dong (Loei); men (Chanthaburi).]; [VIETNAM: Giối harmand.]ว; [MALAYSIA: kasai (Peninsular).]; [JAPANESE: Kurausena haromandiana, Kurauzena haromandiana.]
ชื่อวงศ์---RUTACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--ไทย กัมพูชา ลาว เวียตนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย 


มีถิ่นกำเนิดในอินโดจีน ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย (ชวาตะวันออกเกาะ Lesser Sunda)ที่ระดับความสูงไม่เกิน 400 เมตร
ไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 1-5 (-8) เมตร ลำต้นแตกกิ่งเล็กน้อย ใบประกอบแบบขนนก ยาว 15-55 ซม. ใบย่อย 5-7 (-13)ใบที่ใหญ่ที่สุดอยู่ในครึ่งบน, รูปไข่แกมขอบขนาน 4-8 (-25) ซม. × 2-7 (-15) ซม.,โคนใบป้านปลายใบแหลม ขอบใบจักฟันเลื่อยเล็กๆ เนื้อใบมีจุดน้ำมันใสกระจายทั่วไปและมีกลิ่นหอม ดอกออกเป็นช่อ ออกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกรูปไข่, ยาว 3-4 มม., สีเขียวอ่อนถึงสีขาวแกมเหลือง ผลสดรูปกลมขนาด1.5ซม.ผลอ่อนสีเขียว แก่สีแดงส้มมีเมล็ด1-3เมล็ด
ใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้เป็นยาในท้องถิ่น
-ใช้เป็นยา ยาต้มของรากจะถูกนำมาเป็นยาลดไข้ ใช้รักษาอาการท้องอืดปวดท้องอาหารเป็นพิษ นอกจากนี้ยังช่วยบรรเทาอาการปวดศรีษะและหลอดลมอักเสบ ยาพื้นบ้านไทยใช้ ราก แก้ไข้ ปวดศีรษะ แก้ผิดสำแดง ผสมกับรากหนามวัวซัง และเหง้าว่านน้ำ ปริมาณเท่ากัน ต้มน้ำดื่ม แก้หลอดลมอักเสบ หรือสมกับรากพังคี ต้มน้ำดื่ม แก้จุกเสียด
ระยะออกดอก---มีนาคม-เมษายน
ขยายพันธุ์---ด้วยเมล็ด

ส่าเหล้าต้น/Goniothalamus undulatus

ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Goniothalamus undulatus Ridl
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ส่าเหล้าต้น(ระนอง),บุหงาลำเจียก(กรุงเทพ),จิโนเก๊าะ(มลายู ปัตตานี),นาระ(ปัตตานี) ; [THAI: sa lao ton (Ranong).]
ชื่อวงศ์--- ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย มาเลเซีย
ในประเทศไทยพบในป่าดิบชื้นทางภาคใต้ ที่ระดับความสูง 300-700เมตร
ไม้ ต้นขนาดเล็กหรือไม้พุ่ม สูง1-3เมตร  ลักษณะเปลือกเรียบหนาสีน้ำตาลเข้มมีกลิ่นฉุน เนื้อไม้เหนียว แตกกิ่งน้อย ใบรูปขอบขนานกว้าง 4-5.5ซม. ยาว12-16ซม.ขอบใบบิดเป็นคลื่น ใบบางเรียบเป็นมันทั้งสองด้าน ด้านบนสีเขียวเข้มด้านล่างสีอ่อนกว่า
ดอก เดี่ยว ออกตามซอกใบ สีเขียว เมื่อบานเปลี่ยนเป็นสีขาวนวล หรือขาวอมเขียว กลิ่นหอม ดอกบานผลเป็นผลกลุ่ม มี7-15ผล ผลกลมรี ยาว1-1.5ซม.มี1เมล็ด ผลแก่สีเหลืองอมเขียว
ใช้ประโยชน์---ปลูกในที่ร่มรำไรและความชื้นสูง นำมาปลูกเป็นไม้ประดับมีดอกหอม
ระยะออกดอก---มีนาคม-มิถุนายน
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ดหรือตอนกิ่ง                                                                                                     อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ พรรณไม้วงศ์กระดังงา ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น ภาพ: อภิชัย อิงควุฒิ

สำรอง/Scaphium scaphigerum

ชื่อวิทยาศาสตร์---Scaphium scaphigerum (Wall. ex G.Don) G.Planch.
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Clompanus scaphigera (Wall. ex G.Don) Kuntze
---Scaphium wallichii (Wall. ex G.Don) Schott & Endl.
---Sterculia scaphigera Wall. ex G.Don
ชื่อสามัญ---Malva nut
ชื่ออื่น---จอง หมากจอง (อุบลราชธานี), บักจอง หมากจอง (ภาคอีสาน), ท้ายเภา(พัทลุง) เปรียง,โปรง, (ภาคใต้), พุงทะลาย(กลาง),สำรองหนู  (ตะวันออกเฉียงใต้); สำรองกระโหลก,สำรองดอกแดง (ทั่วไป) ; [THAI: thai phao, samphao (Phatthalung); priang, prong (Peninsular); phung tha lai (Central); samrong, samrong nu (Southeastern); samrong kalok, samrong dok daeng (General); [CHINESE: Pàng dàhǎi.]
ชื่อวงศ์---MALVACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---บังคลาเทศ พม่า ไทย มาเลเซีย กัมพูชา ลาว
ไม้ ยืนต้น สูง30-40 (-45) เมตร ลำต้นเป็นสีเทาดำ แตกกิ่งก้านรอบต้นเรียงกันเป็นชั้น เปลือกต้นหยาบ มีเส้นเป็นร่องตามแนวดิ่ง ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปไข่แกมขอบขนาน หรือรูปไข่แกมใบหอกกว้างประมาณ 5-20 ซม.ยาวประมาณ 10-30ซม.เนื้อใบแข็ง ผิวเรียบเป็นมัน ก้านใบยาว 3-15 ซม.  ดอกเป็นดอกช่อออกที่ปลายกิ่ง และเป็นดอกแยกเพศ กลีบดอกสีเขียวอ่อน มีขนสีแดงที่กลีบเลี้ยง ผลเป็นผลแห้งแตกขณะยังอ่อน ผลออกตามปลายกิ่ง กิ่งหนึ่งมีผลประมาณ 1-5 ผล รูปคล้ายเรือหรือกระสวย ขนาดกว้าง 5-6 ซม.ยาวประมาณ 18-24 ซม.เมล็ดรูปรีสีน้ำตาล เปลือกหุ้มเมล็ดชั้นนอกมีสารเมือกจำนวนมากซึ่งจะพองตัวในน้ำมีลักษณะคล้าย วุ้น
ใช้ประโยชน์--ใช้กิน เนื้อหุ้มเมล็ดเมื่อแช่น้ำจะพองตัวออกมามีลักษณะคล้ายวุ้น นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หรือใช้ประกอบอาหารได้หลายอย่าง เช่น น้ำพริก ลาบ ยำ แกงจืด (ใช้แทนสาหร่าย) ใช้กินเป็นขนมหวานกินกับน้ำกะทิ หรือใช้แทนรังนก หรือใช้ทำเป็นสำรองลอยแก้ว หรือน้ำสำรองพร้อมดื่มที่บรรจุในกระป๋อง หรือทำเป็นสำรองผง เป็นต้น วุ้นจากเนื้อของผลแก่ "มีส่วน" ช่วยในการลดน้ำหนักได้ เพราะมีเส้นใยอาหารมาก เมื่อรับประทานเข้าไปจะช่วยทำให้อิ่มท้องได้นาน ทำให้ไม่รู้สึกหิว ส่งผลให้รับประทานอาหารอื่น ๆ ได้น้อยลง และวุ้นยังมีคุณสมบัติในการดูดซับน้ำ ช่วยดูดซับไขมัน น้ำตาล สารต่าง ๆ -ใช้เป็นสมุนไพรในอินโดนีเซียและการแพทย์แผนจีน เครื่องดื่มที่ชงจากเมล็ดสำรอง ใช้รักษาเสียงแหบแห้งจากไข้หวัด , ไข้หวัดใหญ่ , โรคกล่องเสียงอักเสบ , และด้วยเหตุผลนี้จึงเป็นเครื่องดื่มที่นิยมเสิร์ฟกันในคาราโอเกะ
-ใช้เป็นยา ตำรายาไทยใช้เปลือกหุ้มเมล็ดที่พองตัวเป็นยาแก้ร้อนใน เมล็ดใช้เป็นยารักษาโรคคออักเสบ ผลแห้งนำมาแช่กับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไอ เปลือกต้นใช้เป็นยาแก้ไข้ เมล็ดช่วยลดการดูดซึมไขมัน ในประเทศอินเดียมีรายงานการใช้สมุนไพรสำรองเพื่อการรักษาอาการอักเสบ แก้ไข้ และขับเสมหะ ส่วนในประเทศจีนจะใช้สำรองร่วมกับชะเอมนำมาจิบบ่อย ๆ เพื่อช่วยแก้อาการเจ็บคอ ลดอาหารปวด และบำรุงไต
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเต็มที่เว็บไซต์เมดไทย (Medthai)https://medthai.com/สำรอง/
ระยะออกดอก---ธันวาคม-มกราคม---ผลแก่---มีนาคม-เดือนเมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

สำโรง/Sterculia foetida

ชื่อวิทยาศาสตร์---Sterculia foetida L.
ชื่อพ้อง---Has 2 SYnonyms
---Clompanus foetida (L.) Kuntze
---Sterculia mexicana var. guianensis Sagot
ชื่อสามัญ---Bastard poon tree, Bastard poon, Java olive tree, Java olive, Hazel sterculia, Wild almond tree, Indian Almond, Pinari, Skunk tree.
ชื่ออื่น---จำมะโฮง (เชียงใหม่), มะโรง มะโหรง (ปัตตานี), โหมโรง (ภาคใต้) ; [THAI: cham ma hong (Chiang Mai); ma rong (Pattani); ma rong (Pattani); samrong (Central, Eastern); hom rong (Peninsular); [CHINESE: Xiang ping po.]; [ASSAMESE: Pohu odal.]; [BENGALI: Jungli Badam.]; [HINDI: Jangli Badam.]; [KANNADA: Bhatala Penari.]; [MALAYALAM: Poothiyunarthi; Pottakkavalam; Peenari.]; [TAMIL: Kutiraippitukku.]; [CAMBODIA: samrong.]; [INDONESIA: kabu-kabu; kalupat; kepoh.]; [MALAYSIA: kelumpang; kelumpang jari.]; [Myanmar: letpan-shaw.]; [NEPALESE: Kaju.]; [PHILIPPINES: kalumpang.]; [SRI LANKA: kurajadalka; telambu.]; [SANSKRIT: Vitkhadirah.]; [VIETNAMESE: Tr[oo]m.]
ชื่อวงศ์---MALVACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ศรีลังกา อินเดีย พม่า กัมพูชา ไทย เวียตนาม คาบสมุทรมาเลย์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลียตอนเหนือ แอฟริกาตะวันออก

 

พืชในเขตร้อนและที่ราบลุ่มเขตร้อน พบในป่าปฐมภูมิและทุติยภูมิ มักอยู่บนฝั่งแม่น้ำและหินทรายตามแนวชายฝั่งและในป่าทึบและพื้นที่เปิดโล่ง ซึ่งพบได้ในระดับความสูงถึง 1,500 เมตร ในประเทศไทยพบขึ้นกระจายอยู่ตามป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง และตามป่าโปร่งทั่วไป ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 100-600 เมตร
ไม้ ต้นผลัดใบ สูง15-20 (-30)เมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลางสูงสุด 90 ซม.ลักษณะทรงต้น ลำต้นเปลาตรง ต้นแก่โคนต้นแตกเป็นพูพอน เรือนยอดเป็นรูไข่ถึงทรงกระบอก  ทรงพุ่มโปร่งไม่ทึบ กิ่งก้านแตกแขนงในลักษณะตั้งฉากกับลำต้นและแผ่กว้าง เปลือกต้นเรียบสีน้ำตาลปนเทา มีร่องรอยแผลเป็นของก้านใบที่หลุดลอกรอบต้นอย่างชัดเจน ใบประกอบรูปนิ้วมือแผ่ออกจากจุดเดียวกัน ใบย่อย7-8ใบ รูปรีแกมรูปขอบขนาน ปลายใบแหลมหรือมีติ่งแหลม โคนใบรูปลิ่ม แผ่นใบหนา ขนาดของใบย่อยกว้าง3.5-6ซม.ยาว10-30ซม. ก้านใบย่อยยาวประมาณ 3-5มม. ส่วนก้านใบประกอบยาว13-20ซม. ดอกออกเป็นช่อกระจะขนาดใหญ่ตามปลายกิ่งสีแดงหรือออกแสด  ไม่มีกลีบดอกมีแต่กลีบเลี้ยง ดอกมี 5 กลีบ โคนกลีบติดกันเป็นรูปถ้วย ส่วนปลายแยกเป็น 5 กลีบ ปลายกลีบม้วนออก มีขน ดอกเมื่อบานขนาด 1.8-2.5ซม. ดอกมีกลิ่นเหม็นมาก ผลรูปไต ขั้วผลติดกันเป็นกระจุก 4-5 ผล  ผลอ่อนเป็นสีเขียว  มีขนาดกว้างประมาณ 6-9 เซนติเมตร และยาวประมาณ 8-10 เปลือกแข็งเหมือนเนื้อไม้ ผลแก่สีแดงปนน้ำตาล แห้งแตกเป็นสองซีก เมล็ดสีดำมัน กว้างประมาณ 1.3ซม.ยาว 2.5ซม. มีเมล็ด 12-13 เมล็ด
ต้องการดินที่ลึกและอุดมสมบูรณ์ชื้น แต่มีการระบายน้ำดีในตำแหน่งที่มีแดดและมีที่กำบัง ขึ้นได้ดีในดินที่หลากหลาย ชอบ pH ในช่วง 6 - 7.5 ซึ่งทนได้ 5 - 8
ใช้ประโนชน์---ต้นไม้อเนกประสงค์ มักจะเก็บเกี่ยวจากป่าเป็นอาหาร ยาและวัสดุต่างๆสำหรับใช้ในท้องถิ่น
-ใช้กิน  ผลรสหวานกินได้  เมล็ด คั่ว อบแล้วกินได้ รสชาดเหมือนถั่วลิสงกินมากเกินไปจะมีฤทธิ์เป็นยาระบาย น้ำมันจากเนื้อในเมล็ด ใช้ในการปรุงอาหาร มีคุณสมบัติคล้ายและสามารถใช้ในลักษณะเดียวกับน้ำมันมะกอก เมล็ดมีน้ำมันประมาณ 40%
-ใช้เป็นยา เปลือกต้นขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ ละลายเสมหะ แก้โลหิตและลมพิการ รักษาโรคไส้เลื่อนได้ดี เปลือกต้นนำมาต้มกับน้ำกินช่วยแก้อาการบวมน้ำ ท้องมานและโรคไขข้อ เปลือกผลแก้ปัสสาวะพิการ เปลือกหุ้มเมล็ด แก้กระหายน้ำ ผลเป็นยาแก้ท้องร่วง ช่วยสมานแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ เปลือกต้น เมล็ด ใบ เป็นยาระบายอ่อน
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ ตามริมถนน โรงเรียน หรือในวัด และยังจัดเป็นไม้ป่าที่หายากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่นิยมมาปลูกไว้ในบริเวณที่พักอาศัย เพราะดอกมีกลิ่นเหม็นมาก
-อื่น ๆ เนื้อไม้สีขาวอมเทา หยาบและเป็นไม้เนื้ออ่อนค่อนข้างเหนียว ไสตกแต่งได้ง่าย ค่อนข้างทนทานสำหรับงานตกแต่งภายใน ใช้ทำเครื่องเรือน หีบใส่ของ ก้านและกลักไม้ขีดไฟ  เรือแคนูที่ขุดจากต้นไม้, กระดานปูพื้น, กีต้าร์และของเล่นแกะสลัก- เส้นใยของเปลือกไม้ใช้ทำเชือก เสื่อ, กระเป๋าและกระดาษ น้ำมันจากเมล็ดใช้เติมโคมไฟ เปลือกไม้และใบใช้ไล่แมลง
ระยะออกดอก---พฤศจิกายน-ธันวาคม---ติดผล---มกราคม-เมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ
อ้างอิงภาพประกอบเพื่อการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร

สิวาละที/ Bridelia glauca

ชื่อวิทยาศาสตร์---Bridelia glauca Blume
ชื่อพ้อง---Has 8 Synonyms

-Bridelia acuminatissima Merr. -Bridelia nooteboomii Chakrab.
-Bridelia glauca var. acuminatissima (Merr.) S.Dressler -Bridelia pubescens Kurz
-Bridelia glauca var. sosopodonica (Airy Shaw) S.Dressler -Bridelia sosopodonica Airy Shaw
-Bridelia laurifolia Elmer -Cleistanthus myrianthoides C.B.Rob.

ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---สิวาละที(กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), สีเทาะพานี(กะเหรี่ยง-เชียงใหม่) ; [THAI: si-wa-la-thi (Karen-Mae Hong Son); si-tho-pha-ni (Karen-Chiang Mai).]; [CHINESE: mo ye tu mi shu.]; [INDONESIA: Kanyere badak, kandri kebo (Jawa); Kanidei, Meretanak, Pentanah (Kalimantan).]
ชื่อวงศ์---  PHYLLANTHACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- จีน อินเดีย พม่า คาบสมุทรอินโดจีน ไต้หวัน มาเลเซีย อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ถึงนิวกินี
มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตร้อนและเอเชียกึ่งเขตร้อนในป่าปฐมภูมิและป่าทุติยภูมิ กระจัดกระจายทั่วไปในประเทศจีน(กวางตุ้ง, กวางสี, ไต้หวัน, ยูนนาน ) อินเดีย, พม่า, ไทย, ไต้หวัน, คาบสมุทรมลายา, สุมาตรา, ชวา, กาลิมันตัน (ซาราวัก, บรูไน, ซาบา, ตะวันตก, กลาง, ใต้และกาลิมันตันตะวันออก), ฟิลิปปินส์, สุลาเวสี, มาลุกุ, นิวกินี พบที่ระดับความสูงไม่เกิน 2000เมตร ประเทศไทย พบประปรายถึงทั่วไปในที่ชุ่มชื้น ทางภาคเหนือ ทั้งในป่าดิบ และป่าชื้นขั้นที่สองที่ความสูงถึงระดับ1,500เมตร
ไม้ ต้นสูงถึง 15 เมตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางสูงสุด 40ซม. ลักษณะใบรูปไข่หรือรูปไข่กลับขนาด 5-15 × 2.5-7.5 ซม.โคนใบป้านปลายใบแหลม เส้นใบข้างเป็นคู่ 11-18คู่จรดกัน แต่ไม่ถึงขอบใบ ก้านใบยาว 4-10 มม ใบแก่ด้านบนไม่มีขน ด้านล่างมีขนห่างๆ ดอก สีเหลืองอมเขียว ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง0.3-0.5ซม. ก้านดอกยาว2-6มม.ออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละมากถึง 50ดอก ผลยาว 5 - 8 มม. และเส้นผ่านศูนย์กลาง 4 - 8 มม สีม่วงแดงหรือออกดำเมื่อสุก เมล็ดรูปรีมีร่องด้านข้างตื้นขนาด 4-7 × 3-4.5 มม. สีน้ำตาลอ่อนมีชั้นหุ้มเมล็ดแข็ง
ใช้ประโยชน์---ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารและเป็นแหล่งของไม้
-ใช้กิน ผลฉ่ำมีรสหวานกินได้
-อื่น ๆ แก่นไม้สีเหลืองน้ำตาลเข้ม กระพี้มีความหนาสูงสุด 5 ซม. มีสีขาวเหลืองถึงส้ม ไม้เนื้อแข็งและทนทาน เนื้อไม้ใช้ในงานก่อสร้าง ทำเสาสะพาน หรือโครงสร้างได้ ในอินโดนีเซียใช้ทำเสาค้างพริกไท ไม้ใช้เป็นเชื้อเพลิง
ระยะออกดอก---มีนาคม-กันยายน---ติดผล---กันยายน-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด


สิไหรใบใหญ่/Dehasia candolleana


ชื่อวิทยาศาสตร์---Dehaasia candolleana (Meisn.) Kosterm.
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Dictyodaphne candolleana Meisn.
---Endiandra candolleana (Meisn.) Kurz
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---สิไหรใบใหญ่(ยะลา) ทำมัง(สุราษฎร์ธานี) ; [THAI: si rai bai yai (Yala); thammang (Surat Thani).]
ชื่อวงศ์---LAURACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---บังคลาเทศ พม่า ไทย มาลายา หมู่เกาะอันดามัน นิโคบาร์

 

ในประเทศไทยพบในป่าดิบชื้นทั่วประเทศ ที่ระดับความสูง100-450เมตร
ไม้ ต้น ไม่ผลัดใบ ขนาดเล็กถึงขนาดกลางสูง10-18เมตร ลักษณะทรงต้น ลำต้นแตกกิ่งในระดับสูง เรือนยอดโปร่งแผ่กว้าง เปลือกนอกสีน้ำตาล มีรอยขีดของช่องหายใจนูนเด่น เปลือกมีกลิ่นฉุน ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับ รูปไข่กลับ กว้าง5-8ซม.ยาว8-12ซม. โคนใบรูปลิ่ม ปลายใบมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบด้านบนเกลี้ยงสีเขียวเข้ม ด้านล่างสีเขียวนวล ช่อดอกแบบกระจุกซ้อน ออกตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง เป็นช่อสั้นๆ ดอกย่อยมีขนาดเล็ก กลีบดอกสีขาวนวล ผลกลมขนาด1ซม.เมื่อแก่สีดำ เมล็ดแข็ง
ใช้ประโยชน์---เนื้อไม้แข็งเหนียว ใช้ในงานก่อสร้าง
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิงภาพประกอบเพื่อการศึกษา---คู่มือดูพรรณไม้ป่าสะแกราช เล่ม2 โดย ดร. ปิยะ เฉลิมกลิ่น,จิรพันธ์ ศรีทองกุล,อนันต์ พิริยะภัทรกิจ 

สุมต้น/Pittosporum ferrugineum

ชื่อวิทยาศาสตร์---Pittosporum ferrugineum W.T.Alton
ชื่อพ้อง---Has 8 Synonyms

-Itea javanica Blume -Pittosporum ovatifolium F.Muell.
-Pittosporum javanicum Blume -Pittosporum ponapense Kaneh.
-Pittosporum kusaiense Kaneh. -Pittosporum rufescens Turcz.
-Pittosporum nativitatis Baker f. -Pittosporum versteeghii Merr. & L.M.Perry

ชื่อสามัญ---Splay-Berry Tree
ชื่ออื่น---สุมต้น(นราธิวาส,สุราษฎร์ธานี),เค ลา,ซันติเลีย(ภูเก็ต) ; [THAI: sum ton (Narathiwat, Surat Thani); khe la, san ti lia (Phuket).]
ชื่อวงศ์---PITTOSPORACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---มลายู อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ นิวกีนีทางตอนเหนือของออสเตรเลียไปยังหมู่เกาะโซโลมอน

 

มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบขึ้นในป่าที่ลุ่มใกล้ชายฝั่งทะเลและป่าพรุ บางครั้งในป่าฝนหรือป่าขั้นรอง ที่ระดับความสูงไม่เกิน 1,800 เมตร
ไม้ ยืนต้นขนาดเล็กสูง5-20เมตร ไม่ค่อยมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเกิน 30 ซม.ลักษณะ เปลือกเรียบสีน้ำตาลเทา มีช่องอากาศเป็นตุ่มเล็กๆกระจายทั่วไป กิ่งอ่อน ใบอ่อนและช่อดอกมีขนสั้นนุ่มสีสนิมปกคลุมทั่วไป เรือนยอดเป็นพุ่มทรงรีถึงกลม ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับ รูปขอบขนานแกมรูปรี ขนาดกว้าง2-4ซม.ยาว8-12ซม. โคนใบสอบเรียว ขอบใบเรียบและเป็นคลื่นเล็กน้อย ปลายใบเรียวแหลม ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน ด้านบนสีเหลืองอมเขียว ด้านล่างสีซีดกว่า เนื้อใบบางคล้ายแผ่นหนัง ดอกคล้ายช่อผสมกระจุกสองด้านหลายชั้นแยกแขนง แต่ละช่อประกอบด้วย ดอกย่อยขนาดเล็ก เส้นผ่านศูนย์กลางดอกประมาณ0.5ซม.สีขาวนวลถึงเหลืองนวลจำนวนมาก ก้านช่อดอกยาว1-5ซม.มีขนสั้นสีสนิมปกคลุม ดอกตูมทรงใบหอกเมื่อบานเต็มที่คล้ายดอกเข็ม ผลแบบผลแห้งแตกกลางพู รูปทรงกลมมีก้านเกสรเพศเมียเป็นติ่งติดอยู่ที่ปลาย ขนาดผล 0.9-1.2x0.7-1ซม.ผลสุกสีส้มอมเหลือง ผลเป็นรอยย่น เมื่อแก่เต็มที่เปลือกผลแตกออกเป็น2ซีก เมล็ดขนาดเล็กสีดำ หุ้มด้วยเนื้อเยื่อสีแดง มี8-24เมล็ด
ใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นยา และมีศักยภาพในการปลูกเป็นพืชสวน
-ใช้เป็นยา เปลือกใช้เป็นยาแก้พิษทำให้อาเจียน เปลือรากตำอุดโพรงฟันบรรเทาอาการปวดฟันชั่วคราว สายพันธุ์นี้ถูกใช้เป็นพิษในปลาและในการรักษาโรคมาลาเรีย (http://squid2.laughingsquid.net/hosts/herbweb.com /herbag/A20567.htm)
ระยะออกดอก---พฤศจิกายน-มกราคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา-หนังสือป่าเชายเลน นิเวศวิทยาและพรรณไม้ โดย สรายุทธ บุญยะเวชชีวิน (ผู้แต่งและภาพ) รุ่งสุริยา บัวสาลี พิมพ์ครั้งที่1 เมษายน 2554


สุรามิริด/Polyalthia parviflora


ชื่อวิทยาศาสตร์---Polyalthia parviflora Ridl.
This name is unresolved.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Polyalthia rufa Craib
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---สุรามิริด สุรามีฤทธิ์;(ตะวันออกเฉียงใต้) [THAI: sura mi rit (Southeastern).]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---
พบในป่าดิบแล้งและป่าเบญจพรรณทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ที่ระดับความสูง 100-400เมตร
ไม้พุ่มขนาดเล็กสูง1-2เมตรลักษณะทรงต้น ทรงพุ่มโปร่ง เปลือกต้นเรียบสีน้ำตาลอมดำ เนื้อไม้เหนียว กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลหนาแน่น ใบรูปขอบขนานแกมใบหอกกว้าง2-4ซม.ยาว6-12ซม.ใบบางและเหนียว โคนใบมนเบี้ยวเล็กน้อยปลายใบแหลมก้านใบสั้นมาก ดอก เดี่ยวออกเหนือซอกใบ ดอกสีเขียวบานแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ดอกบานขนาด 1 ซม.ปลายกลีบดอกโค้งงุ้มเข้าหากัน ผล เป็นผลกลุ่ม มี4-12ผล ผลย่อยไม่มีก้านผล รูปไข่กลับ กว้าง0.6-1ซม.ยาว1-1.5 ซม.ผลอ่อนสีเขียวผลแก่สีแดงเข้ม มี1-3เมล็ด
ใช้ประโยชน์--ปลูกเป็นพืชสมุนไพรมีสรรพคุณทางยา
-ใช้เป็นยา ใบ แก้ฟกช้ำ แก้ท้องอึด ขับลมในลำใส้ ทาถูนวดแก้ปวดเมื่อย น้ำมัน แก้ฟกช้ำ แก้เส้นกระตุก ฆ่าเหาและไข่เหา ขับโลหิตให้ขึ้นสู่ผิวหนัง ราก และต้น แก้อ่อนเพลีย แก้ไข้เซื่องซึม แก้ไข้สันนิบาต
ระยะออกดอก---ธันวาคม-มีนาคม
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด                                                                                                                            อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ พรรณไม้วงศ์กระดังงา ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น ภาพ: อภิชัย อิงควุฒิ

เสม็ดทุ่ง/Lophopetalum wallichii


ชื่อวิทยาศาสตร์---Lophopetalum wallichii Kurz
ชื่อพ้อง--Has 2 Synonyms
---Lophopetalum celastroides M.A.Lawson
---Solenospermum wallichii (Kurz) Loes.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---CELASTRACEAE
ชื่อวงศ์--- เสม็ดทุ่ง(ภาคกลาง,แพร่),กระพี้เขาควาย,ดีหมี,พังคี(อุบลราชธานี),ไข่เข้(ชุมพร),เคิม(เชียงราย),แจะ(พังงา), เนื้อเลีย(อุตรดิตร์),เนิ้อเหนียว(ภาคเหนือ),ปันจะเลีย(ส่วย สุรินทร์),เบือนจะไล(เขมร บุรีรัมย์), เบือนทะลาย(เขมน สุรินทร์),พังซ(สกลนคร,ฟันจุลี,ฟันซุล ; [THAI: kra phi khao khwai (Ubon Ratchathani); khai khe (Chumphon); khoem (Chiang Rai); chae (Phangnga); di mi (Ubon Ratchathani); tat noi (Northern); nuea lia (Uttaradit); nuea niao (Northern); pan-cha-lia (Suai-Surin); puean-cha-lai (Khmer-Buri Ram); puean-tha-lai (Khmer-Surin); phang khi (Ubon Ratchathani); phang si (Sakon Nakhon); phan chuli (Nakhon Ratchasima); ma niang hat (Phra Nakhon Si Ayutthaya); yang don (Phitsanulok); song salueng (Pattani); samet thung (Central, Phrae); samet yang (Phitsanulok).]; [LAOS: farng khee.]
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พม่า ไทย ลาว กัมพูชา หมู่เกาะอันดามัน
ไม้ ต้นผลัดใบสูง 15-20 เมตร พบตามป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ ที่ระดับความสูง 400-900 เมตร ลักษณะเปลือกต้นสีเทาอ่อนค่อนข้างเรียบ เปลือกชั้นในสีแดงอมม่วงเข้ม ใบด้านบนเป็นมัน ด้านล่างมีนวล ขนาดกว้าง4-7ซม.ยาว7-16ซม.ดอกออกเป็นช่อตามปลายยอดหรือซอกใบดอกสีเขียวอ่อน ช่อดอกยาว12ซม.กลีบเลี้ยง 5 กลีบ รูปสามเหลี่ยมปลายแหลม กลีบดอก 5 กลีบ กลีบดอกกลม ดอกขนาด0.4-0.6ซม. ผลทรงกลมกว้าง 3-4 ซม. มีเหลี่ยมและแข็ง แตกได้3(4)เสี้ยวเมล็ดแบนมีปีก
ไม้ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์
ระยะออกดอก---ตุลาคม ---ติดผล- กุมภาพันธ์


เสลาใบเล็ก/Lagerstroemia tomentosa


ชื่อวิทยาศาสตร์---Lagerstroemia tomentosa C.Presl
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Lagerstroemia pubescens Wall.
---Murtughas tomentosa (C.Presl) Kuntze
ชื่อสามัญ--- Leza wood, White Crape Myrtle Tree
ชื่ออื่น---จะวอ, จูดอ, ชวง (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน); ฉ่วงฟ้า (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี); เบาะโยง, เบาะสะแอน, เบาะเส้า (เชียงราย); เปื๋อยขาว, เส้า, เส้าขาว, เส้าเบาะ, เส้าหลวง (ภาคเหนือ); เสลา (ราชบุรี, สระบุรี); เสลาขาว (ราชบุรี); เสลาเปลือกบาง (กำแพงเพชร) ; [THAI: cha-wo (Karen-Mae Hong Son); chu-do (Karen-Mae Hong Son); chuang fa (Karen-Kanchanaburi); chuang (Karen-Mae Hong Son); bo yong (Chiang Rai); bo sa aen (Chiang Rai); bo sao (Chiang Rai); pueai khao (Northern); salao (Ratchaburi, Saraburi); salao khao (Ratchaburi); salao plueak bang (Kamphaeng Phet); sao, sao khao , sao bo, sao luang (Northern).]; [BURMESE: Kamaing-thwe, Kamaungthwe, Kyon-pha, Leza, Leza-ni, Mahon, Pyinmapyu, Thabeik.]; [VIETNAMESE: Bằng lăng lông.]
ชื่อวงศ์---LYTHRACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย จีน พม่า ไทย

 

พบที่อินเดีย จีนตอนใต้(ยูนนาน) พม่า เวียดนาม พบทั่วไปในป่าดิบชื้นและกึ่งป่าดิบแล้งและป่าเบญจพรรณมักจะอยู่บนเนินเขาด้านล่างและหุบเขา ที่ระดับความสูง 600 - 1,200 เมตร ในประเทศไทยพบแทบทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ ขึ้นตามป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง ความสูงถึงประมาณ 1150 เมตร
ไม้ ต้นผลัดใบสูง ถึง20-35เมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลางสูงสุด 80 ซมลักษณะทรงต้น เรือนยอดแคบเปลือกต้นสีน้ำตาลเทาเข้ม แตกและหลุดเป็นเส้นยาว เปลือกชั้นในเป็นชั้นสีน้ำตาลและขาวบางๆหลายชั้น ใบรูปรีหรือรูปขอบขนาน  ขนาดของใบ4-6.5ซม. ยาว10-18ซม. ก้านใบยาว 4-8 มม. ใบอ่อนมีขนรูปดาวสีเหลือง ใบแก่เกลี้ยง ช่อดอกส่วนมากออกที่ปลายกิ่ง ยาวได้ถึง 40 ซม.ดอกสีขาวหรือชมพูอ่อนขนาด2.7-3.5ซม. ชั้น กลีบเลี้ยงแยก5-6แฉก มีสัน10-12สัน ภายนอกมีขนสีเหลือง ภายในไม่มีขนถึงปลายกลีบ ฐานกลีบดอกแคบคล้ายก้านกลีบ เกสรผู้ขนาดใหญ่6-7อันสีชมพูขนาดเล็กมากมาย อับเรณูสีเหลือง ผลกลมรูปไข่สีน้ำตาลเข้มผลแห้งแตกเป็น 6 ซีก รูปขอบขนาน ยาว 1-1.7 ซม. มีชั้นกลีบเลี้ยงคลุม1/3ของผล
ชอบตำแหน่งที่มีแดดและทนแสงได้ เจริญเติบโตได้ดีในดินที่ชื้นและอุดมสมบูรณ์และมีเนื้อสัมผัสปานกลาง ชอบ pH ในช่วง 5 - 6.5 ซึ่งทนได้ 4 - 7.5
ใช้ประโยชน์---ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้เป็นไม้ซึ่งใช้ในท้องถิ่นและแลกเปลี่ยน
-แก่นไม้เป็นสีเทาอ่อนถึงน้ำตาลอมเทา เนื้อไม้มีลักษณะค่อนข้างแข็งและทนทานปานกลาง มันถูกใช้สำหรับการก่อสร้าง, ปูกระดาน, เรือแคนู, รถเข็น, เพลา, ล้อ, เฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด  

เสลาเปลือกบาง/Lagerstroemia venusta


ชื่อวิทยาศาสตร์---Lagerstroemia venusta Wall. ex C. B. Clarke
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Lagerstroemia collettii Craib
---Lagerstroemia corniculata Gagnep.
ชื่อสามัญ---Crape myrtle
ชื่ออื่น---เซ้า, ติ้ว, ทิ้ว (สระบุรี); เปื๋อยขี้หมู (นครพนม); เปื๋อยช่อ, เสลาดำ, เสลาเปลือกบาง (ราชบุรี); เส้า, เส้าชิ้น, เส้าดำ, เส้าหมื่น (ภาคเหนือ); ม่อหนาม (เงี้ยว-เชียงใหม่); เส่พอมือปรา, เส่เพาะมือกวา (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ; ; [THAI: sao, tio, thio (Saraburi); pueai khi mu (Nakhon Phanom);  pueai cho, sao, sao chin, sao dam, sao muen (Northern); salao dam, salao plueak bang (Ratchaburi); mo-nam (Shan-Chiang Mai); se-pho-mue-pra, se-pho-mue-kwa (Karen-Mae Hong Son).]; [CHINESE: xi shuang zi wei.]; [BURMESE: Mahon, Maik-sow, Zaung-bale-ywet-gyi.]; [VIETNAM: Bằng lăng sừng.]
ชื่อวงศ์---LYTHRACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ตอนเหนือของพม่า ไทย ยูนนาน คาบสมุทรอินโดจีน
พบที่จีนตอนใต้ พม่า ภูมิภาคอินโดจีน ในไทยพบแทบทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ ขึ้นตามป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้ง ความสูง 150-800 เมตร
ไม้ ต้นขนาดกลาง สูง 6-12 เมตร เปลือกหนาสีน้ำตาลหรือเทาปนดำ เปลือกแตกเป็นร่องตามยาว หลุดลอกเป็นชิ้นบางยาวๆ ใบเดี่ยวรูปขอบขนานแกมรี ขนาดของใบกว้าง3-5.5ซม.ยาว10-15ซม.ปลายแหลม มน หรือกลม โคนเบี้ยว ก้านใบยาว 0.3-1 ซม. ดอกสีม่วงอมชมพู ออกเป็นช่อตั้งที่ปลายกิ่งยาว 40ซม.มีผงสีขาวคล้ายแป้งปกคลุม  มีดอกย่อยจำนวนมากขนาดดอก2.5ซม. ดอกตูมคล้ายลูกข่างผลรูปไข่ติดอยู่บนกลีบรองดอกที่ไม่หลุดร่วง รูปรี ยาว 1.5-2.5 ซม.เมื่อแก่แล้วแตกประจากส่วนปลายแตกเป็น 4-5 ซีก
ระยะออกดอก---พฤษภาคม-กันยายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

เสลาเปลือกหนา/Lagerstroemia villosa

ชื่อวิทยาศาสตร์---Lagerstroemia villosa Wall.ex Kurz
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Murtughas villosa (Wall. ex Kurz) Kuntze
ชื่อสามัญ---Hairy Lagerstroemia, Crape Myrtle
ชื่ออื่น--เสลาเปลือกหนา(กำแพงเพชร),เส้าดำ(เชียงใหม่),เส้าหมื่น(ลำปาง),เคี้ยเนี้ย,มูลเถ้า(เลย),แค้วเนื้อ(เพชรบูรณ์), เปื๋อยสาร(ภาคเหนือ),สมอรัด(สุราษฎร์ธานี,พิจิตร),เสลาใบเล็ก(กาญจนบุรี) ; [THAI: khia nia (Loei); khaeo nuea (Phetchabun); pueai san (Northern); mun thao (Loei); samo rat (Phichit, Surat Thani); salao dam (Northern); salao bai lek (Kanchanaburi); salao plueak na (Kamphaeng Phet);sao muen (Northern); [CHINESE: maozi wei.]; [BURMESE: Zaungkale(saung:ka.lé:), Zaungpale (saung:pa.lé:), Zaungbale (zaung:pa.lé:), Zinbye.]
ชื่อวงศ์---LYTHRACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน พม่า ไทย และยูนนาน

 

พบทั่วไปในป่าชื้นผลัดใบ ในประเทศจีน ตะวันตกเฉีนงใต้ยูนนาน ตอนเหนือของพม่า ไทย ที่ระดับความสูง 700-1000 เมตร
ไม้ต้นขนาดใหญ่สูงถึง10- 30เมตร  ลักษณะ ลำต้นยาวตรงเรือนยอดแคบ เปลือกต้นสีน้ำตาลแก่หรือเทาดำ มีร่องแตกหยาบๆตามยาวของต้น กิ่งก้านทั้งพื้นผิวของใบและดอกมีขนสีขาว ก้านใบยาว 2-4 (-6) มม.ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปหอก รูปไข่หรือรูปรี ขนาดกว้าง 2.5 ซม. ยาว 5-13 ซม ด้านล่างและด้านบนใบมีขนนุ่มสีเทา ดอกสีขาวมีกลิ่นหอมเล็กน้อย ช่อดอกกลมเป็นช่อกระจุกแน่น ออกที่ปลายกิ่ง ดอกสีขาว รูประฆัง ดอกตูมรูปกรวย ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3 มม.ชั้นกลีบเลี้ยงปลายแยกเป็น5-6แฉก มีสันเป็นปีกแคบ5-6สัน กลีบดอกเล็กแหลม5-6แฉก เกสรผู้ขนาดใหญ่5-6อัน ยาวเป็น2เท่าของเกสรชั้นใน ผลขนาด1.2-1.5ซม. รูบขอบขนานหรือรูปไข่แคบปลายแหลมมีชั้นกลีบเลี้ยงคลุม1/3ของผล
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ การดูดซับมลพิษสูง
ระยะออกดอก---กุมภาพันธ์-มิถุนายน
ขยายพันธ์---เมล็ด


เสี้ยวดอกขาว/Bauhinia variegata

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Bauhinia variegata Linn.
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Bauhinia chinensis (DC.) Vogel
---Bauhinia decora Uribe
---Phanera variegata (L.) Benth.
ชื่อสามัญ---Mountain Ebony, Butterfly ash, Camel's foot tree, St. Thomas tree, Variegated orchid tree.
ชื่ออื่น---นางอั้ว (เชียงใหม่); เปียงพะโก (สุโขทัย); โพะเพ่ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี); เสี้ยวดอกขาว (ภาคเหนือ) ; [THAI: nang ua (Chiang Mai); piang phako (Sukhothai); pho-phe (Karen-Kanchanaburi); siao dok khao (Northern).]; [HINDI: Kachnar , Kachanar, Kanchanar.]; [BENGALI: Kachnar.]; [TAMIL: Mantharai , Sigappu mandarai, Sihappu mantarai.]; [MALAYALAM: Koral, Kanchan , Chuvanna Mandharam.]; [SPANISH: - (flamboyán orquídea,palo de orquídeas).]; [ASSAMESE: Kancan, Kanchan.]; [JAPANESE: -youtheibok (Mt. yotei wood).]; [CHINESE: -Yang ti jia.]; [FRENCH: Arbe de saint Thomas.]; [GERMAN: - Bunte Bauhinie, Buntfarbene Vauhinie.]; [MYANMAR: Bwechin.]; [NEPALI: Koiralo.]; [SINHALESE: -Koboleela.]; [SANSKRIT: kancanara, kancan, pakari, kovidara, dalak, canari, pitpushpa, girij, yugmaputra, mahapushpa, karbudara.].
ชื่อวงศ์---LEGUMINOSAE-CAESALPINOIDEAE (FABACEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- จีนตอนใต้ อินเดีย พม่า ลาว ตอนเหนือของเวียตนาม
จากประเทศจีนผ่านทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปยังอนุทวีปอินเดีย ในประเทศไทยพบทางภาคเหนือ และภาคตะวันตกเฉียงใต้ ขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ความสูง 200-1800 เมตร
พบมากในป่าผลัดใบ ป่าไผ่ในที่โล่งแจ้งโดยเฉพาะที่เป็นหินปูน ที่ขึ้นเองในธรรมชาติดอกมักมีสีขาว
ไม้ ยืนต้นผลัดใบขนาดเล็กสูง 12-15เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง50ซม.เรือนยอดโปร่ง เปลือกต้นเกลี้ยงสีเทาอ่อนถึงดำ มีรอยแตกหยาบๆ  ใบกลมหรือรูปไข่แยกเป็น2แฉกลึก1/4-1/3ของความยาวใบ ขนาดของใบ 5-12ซม. ปลายใบแฉกตื้น ๆ ปลายแฉกมนกลม โคนรูปหัวใจ  ก้านใบยาว 3-4 ซม.ใบอ่อนมีขนนุ่มคล้ายไหม ใบแก่มีนวลข้างบนด้านล่างสีอ่อนกว่ามีขนสีขาวละเอียด ช่อดอกแบบช่อกระจะสั้น ๆ ออกตามกิ่งข้างและจำนวนดอกน้อย ใบประดับรูปสามเหลี่ยมขนาดเล็ก ก้านดอกหนา ยาวประมาณ 5 มม. ดอกขนาด7-10ซม. กลีบเลี้ยงรูปกาบ ดอกสีขาว กลีบกลางมีปื้นสีชมพูหรือม่วงอมเหลืองมีกลิ่นหอม กลีบดอก บอบบางมี5กลีบ กลีบรองดอกตะแคงข้าง เกสรตัวผู้ 5 อันขนาดไม่เท่ากัน รังไข่มีขน ผลเป็นฝักรูปแถบ เบี้ยว ยาว 20-30 ซม. มี 10-15 เมล็ด ฝักแห้งแล้วแตกออกตามแนวยาวแล้วม้วนออกด้านนอก เมล็ดแบน10-25เมล็ด เส้นผ่านศูนย์กลาง 1-1.5 ซม.
ใช้ประโยชน์--ใช้กิน ใบ ดอก และดอกอ่อนกินเป็นผัก Kachnar เป็นชื่อท้องถิ่นในประเทศอินเดียสำหรับตาที่กินได้ที่เก็บมาจากต้นไม้; มันถูกใช้กันอย่างแพร่หลายเป็นส่วนผสมในสูตรอาหารอินเดียจำนวนมาก แกงกะหรี่แบบดั้งเดิมจัดทำขึ้นโดยใช้ดอกตูม, โยเกิร์ต, หัวหอมและเครื่องเทศอินเดียพื้นเมือง ตา Kachnar ยังกินเป็นผักผัดและใช้ทำachaarดองในหลายส่วนของอนุทวีปอินเดีย ในบางภูมิภาคจะปรุงด้วยเนื้อวัวสับ
-ใช้เป็นยามีสรรพคุณด้านสมุนไพรหลายอย่าง ส่วนที่ใช้ เปลือกไม้ , ดอกไม้ , ใบไม้ , เมล็ด , ลำต้น  ใช้สำหรับรักษาเลือดออก ริดสีดวงทวาร, ไอ, ท้องร่วง, โรคบิด,ขับปัสสาวะ, อาหารไม่ย่อย, โรคมาลาเรีย, ผิวหนัง, เจ็บคอ, วัณโรค,  หลอดลมอักเสบ,โรคเรื้อน, แผล, โรคอ้วนและหนอนลำไส้มันยังใช้เป็น ยาสมานแผลและยาชูกำลัง
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ เป็นที่นิยมกันมากในประเทศเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน ทรงต้นสวยงามดอกมีกลิ่นหอม ให้สีต่างๆกัน มีสีขาว ชมพู จนถึงม่วงปลูกตามสวนสาธารณะ บริเวณบ้านพักอาศัยหรือเป็นไม้ริมถนน
-อื่น ๆ เนื้อไม้สีน้ำตาลแข็งปานกลางใช้ทำเครื่องมือการเกษตร เส้นใยจากเปลือกใช้ทำเขือก ใบเป็นอาหารสัตว์ ไม้ใช้เป็นเชื้อเพลิง-ต้นไม้ให้ยางหรือเรซินซึ่งใช้เป็นกาวในผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เปลือกไม้ให้แทนนิน ให้สีย้อมสีน้ำตาล
ระยะออกดอก---มีนาคม-พฤษภาคม--ติดผล--เมษายน-มิถุนายน
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด

เสี้ยวฟ่อม/ Bauhinia viridescens

ชื่อวิทยาศาสตร์---Bauhinia viridescens Desv.
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms
---Bauhinia baviensis Drake
---Bauhinia fusifera C.E.C.Fisch.
---Bauhinia polycarpa Benth.
---Bauhinia timorana Decne.
---Bauhinia viridescens var. baviensis (Drake) de Wit
---Bauhinia viridescens Desv var. viridescens
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---บะหมะคอมี (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี); ส้มเสี้ยวน้อย (ปราจีนบุรี); ส้มเสี้ยวใบบาง (ประจวบคีรีขันธ์); เสี้ยวเคี้ยว (เลย); เสี้ยวน้อย, เสี้ยวป๊อก (แพร่); เสี้ยวฟ่อม (ภาคเหนือ) ; [THAI: ba-ma-kho-mi (Karen-Kanchanaburi); som siao noi (Prachin Buri); som siao bai bang (Prachuap Khiri Khan); siao khiao (Loei); siao noi, siao pok (Phrae); siao fom (Northern); [CHINESE: lü hua yang ti jia.]; [VIETNAM: Móng bò xanh lục, Móng Bò Trở Xanh.]
ชื่อวงศ์---LEGUMINOSAE -CAESALPINOIDEAE (FABACEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้ พม่าอินโดจีนถึงอินโดนีเซีย
พบที่จีนตอนใต้ (ไหหลำ, ยูนนาน) พม่า, ไทย, กัมพูชา, ลาว, มาเลเซีย,  เวียดนาม และอินโดนีเซีย ในประเทศไทยพบแทบทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ ขึ้นตามชายป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และป่าดิบแล้ง ความสูงถึงประมาณ 800 เมตร แยกเป็น var. hirsuta K. Larsen & S. S. Larsen (กาหลงเขา) พืชถิ่นเดียวของไทย พบที่จังหวัดกาญจนบุรี มีขนหนาแน่นตามกิ่งอ่อน แผ่นใบด้านล่าง และช่อดอก
ไม้พุ่มสูง2-4เมตร ลักษณะ กิ่งอ่อนเกลี้ยง ใบเป็นใบเดี่ยว รูปไข่ถึงเกือบกลม ขนาด6-15ซม. โคนตัดหรือเว้า ปลายแยกเป็น2แฉกลึก1/3-2/3ของใบ ปลายใบมน ก้านใบยาว2-5ซม. ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น ดอกสีขาวอมเหลืองถึงเขียวอ่อน ออกเป็นช่อโปร่ง ขนาดช่อรวม5-15ซม.  กลีบดอก5กลีบ รูปช้อนถึงรูปใบหอก ดอกเพศผู้มีเกสร10อันขนาดไม่เท่ากัน ผลเป็นฝักแบนยาว5-7ซม.กว้าง0.7-1ซม.ผิวเรียบ แห้งแล้วแตกตามยาว เมล็ดมี6-10เมล็ดรูปแบนยาว ขนาด2-3มม.
ใช้ประโยชน์---มีทรงพุ่มและดอกสวยงามเป็นไม้ประดับได้ดี
ระยะออกดอก---มีนาคม-กรกฎาคม---ติดผล---พฤษภาคม-มกราคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ

เสี้ยวใหญ่/Bauhinia malabarica


ชื่อวิทยาศาสตร์---Bauhinia malabarica Roxb
ชื่อพ้อง---Has 9 Synonyms

-Bauhinia acida Korth. -Bauhinia rugulosa Miq.
-Bauhinia castrata Hassk. -Casparea castrata (Hassk.)Hassk.
-Bauhinia hawkesiana F.M.Bailey -Pauletia acida (Korth.)Hassk.
-Bauhinia malabarica var. reniformis Baker -Piliostigma acidum (Korth.)Benth.
-Bauhinia platyphylla Miq.

ชื่อสามัญ---Malabar bauhinia, Lilac Bauhinia
ชื่ออื่น---คังโค (สุพรรณบุรี); แดงโค (สระบุรี); ป้าม (ส่วย-สุรินทร์); ส้มเสี้ยว (ภาคเหนือ); เสี้ยวส้ม (นครราชสีมา); เสี้ยวใหญ่ (ปราจีนบุรี) ; [THAI: khang kho (Suphan Buri); daeng kho (Saraburi); pam (Suai-Surin); som siao (Northern); siao som (Nakhon Ratchasima); siao yai (Prachin Buri).]; [ASSAMESE: Kotra.]; [BENGALI: Karmai.]; [CAMBODIA: CHOEUNG KOO.]; [HINDI: Amli, Amlosa, Jhinjora, Khatta.]; [INDONESIA: Kendayakan, Benculuk, Kripi.]; [KANNADA: Basavanapaada.]; [LAOS: Som sieo.]; [MALAYALAM: Amli, Kora.]; [MYANMAR: Bwegyin, Bwechin.]; [NEPALESE: Tanki.]; [PHILIPINES: Alibangbang, Alambangbang (Tag.).]; [SANSKRIT: Amlapatrah, Ashmantaka.]; [TAMIL: Malaiyatti, Puliyatti.]; [THAI: Chongkho, Salaeng phan, Sieo som.]; [VIETNAMESE: Mosng bof, Tai tuw owjng, Tai voi.]
ชื่อวงศ์---LEGUMINOSAE-CAESALPINOIDEAE (FABACEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียตนาม ฟิลิปปินส์ ชวา หมู่เกาะซุนดาน้อย
พบที่อินเดีย พม่า ภูมิภาคอินโดจีน ชวา และฟิลิปปินส์ ในประเทศไทยพบทุกภาค ภาคใต้ถึงชุมพร ขึ้นตามชายป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง และป่าดิบชื้น ความสูงถึงประมาณ 400 เมตร
ไม้พุ่มรอเลื้อย หรือไม้ต้นขนาดเล็กสูง 3-15 เมตร มีขนสั้นนุ่มตามช่อดอก ก้านดอก และตาดอก ใบเดี่ยวเรียงสลับ  รูปไข่ถึงเกือบกลม โคนตัดหรือเว้า ปลายแยกเป็น2แฉกลึก1/5-1/6 ของใบ ปลายใบมนก้านใบ ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น ช่อย่อยแบบช่อกระจะสั้น  ยาว 2-4 ซม ออกที่ปลายยอด กลีบดอกสีขาว  กลีบรูปขอบขนาน ยาวประมาณ 1 ซม. ก้านกลีบสั้นมาก ดอกเพศผู้มีเกสรเพศผู้ 10อัน ดอกเพศเมียมีเกสรเพศผู้สั้นๆที่เป็นหมัน 10อันปลายยอดเกสรเพศเมียเป็นปุ่ม  ผลเป็นฝักไม่แตก รูปดาบแบน กว้าง 0.8-2.5ซม.ยาว20-30ซม.ปลายแหลมเป็นจงอยยาวมีเมล็ด10-30เมล็ด
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน หน่ออ่อนกินได้ ใบอ่อนกินดิบได้ มีรสเปรี้ยว มีการบริโภคในอินเดีย อินโดนีเซียและไทย- ในประเทศฟิลิปปินส์นิยมใช้เป็นเครื่องปรุงสำหรับเนื้อสัตว์และปลา
-ใช้เป็นยา ดอกแก้ปวดท้อง แก้บิด ใบมีสรรพคุณกระตุ้นกำหนัด แก้ไข้ เปลือกใช้พอกแผลสด  ในภาคใต้ของอินเดียและแถบหิมาลัยใช้หน่อเพื่อรักษาอาการไอ, โรคเกาต์, อาการบวมของต่อม, คอพอก
ระยะออกดอก---สิงหาคม-ตุลาคม---ติดผล---มกราคม-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด ปักชำ

แสดสยาม/Goniothalamus repevensis



ชื่อวิทยาศาสตร์---Goniothalamus repevensis Pierre ex Finet & Gagnep
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Goniothalamus repevensis Pierre
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ข้าวหลาม, จำปีหิน (ประจวบคีรีขันธ์); แสดสยาม (ทั่วไป) ; [THAI: khao lam, champi hin (Prachuap Khiri Khan); saet sayam (General); [CAMBODIA: Vor Krovan.]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ภูมิภาคอินโดจีน
พบในภูมิภาคอินโดจีน -กัมพูชา ไทย ลาวและเวียดนาม  ในประเทศไทยพบในป่าดิบชื้นทางภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ ที่จันทบุรี ที่ระดับความสูง 600-900 เมตร
ไม้พุ่มขนาดเล็กสูง1-2เมตร ลักษณะทรงพุ่ม แตกกิ่งน้อย กิ่งอ่อนเรียบสีเขียวปนน้ำตาล เปลือกต้นสีดำมีช่องอากาศสีขาวบิดเวียนตามยาว เนื้อไม้เหนียวมาก ใบ รูปขอบขนานแกมใบหอกกว้าง 3-3.5ซม.ยาว 12-16ซม. ก้านใบยาว 6-8 มม.ใบค่อนข้างหนาและเหนียว ดอกออกเดี่ยว ๆ ตามซอกใบที่หลุดร่วงตามกิ่ง  ก้านดอกยาวประมาณ 1 ซม. กลีบเลี้ยงยาว 3-5 มม. เชื่อมติดกันที่โคน ปลายแยกเป็นแฉกรูปสามเหลี่ยมขนาดเล็ก ดอกสีแสดหรือส้มอมชมพู กลีบวงนอก 3 กลีบ รูปไข่ ปลายแหลมยาว ยาวประมาณ 2.5 ซม. วงใน 3 กลีบ รูปไข่ ปลายแหลม ยาว 5-8 มม. เรียงประกบกัน ด้านนอกมีขนละเอียด มีก้านสั้น ๆ ขนาดดอก2.5-3ซม. มีกลิ่นหอมอ่อน  ผลเป็นผลกลุ่ม มีผลย่อย 5-10 ผลแต่ละผลรูปรี กว้าง8มม.ยาว2.2-2.6ซม. ก้านผลย่อยยาวประมาณ 5 มม ผิวผลเรียบเป็นมัน มี1เมล็ด
ใช้ประโยชน์--- เป็นพรรณไม้หายากที่สามารถนำมาปลูกเป็นไม้กระถาง หรือปลูกในที่ร่มรำไร
ระยะออกดอก---เมษายน-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---โดยการเพาะเมล็ด เสียบยอด และการตอนกิ่ง                                                                                อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ พรรณไม้วงศ์กระดังงา ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น ภาพ: อภิชัย อิงควุฒิ


แสมขน/Avicennia lanata

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Avicennia lanata Ridley
ชื่อพ้อง---This name is a synonym of Avicennia marina var. rumphiana (Hallier f.) Bakh.
Has 1 Synonyms
---Avicennia officinalis var. spathulata Kuntze
ชื่อสามัญ---Mangrove Avicennia lanata
ชื่ออื่น---แสมขน ; [THAI: smae khon.]; [Api-api bulu, Api-api Berbulu (Malay).]; [VIETNAM: Mắm quăn.]
ชื่อวงศ์---ACANTHACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์
ไม้ ต้นขนาดเล็กไม่ผลัดใบ เป็นพุ่มสูง5-8เมตร พบน้อยที่จะมีขนาดใหญ่ถึง20เมตร มักขึ้นปะปนกับแสมดำ แสมขนเป็นพรรณไม้ป่าชายเลนที่ค่อนข้างหายาก ลักษณะลำต้นไม่มีพูพอน มีรากหายใจคล้ายดินสอสูง15-25ซม.ลำต้นทรงกรวยคว่ำ เปลือกสีเทาเข้ม มีช่องอากาศกระจายทั่วไป กิ่งอ่อนอวบมีข้อนูนเด่น ใบและส่วนต่างๆที่ยังอ่อนมีขนแบบขนแกะสีขาวปกคลุม เมื่อมองระยะไกลจะเห็นพุ่มต้นสีขาวอมเหลือง
ใบ เดี่ยวเรียงตรงข้ามสลับฉาก แผ่นใบรูปไข่ถึงรูปรีขนาด 1.5-4ซม.ยาว2.5-8ซม. เนื้อใบอวบน้ำแกมเหนียวผิวใบด้านบนสีเขียวหม่นมีขนประปราย ด้านล่างสีขาวอมเหลือง มีขนแบบขนแกะสีขาวปกคลุมหนาแน่นดอก แบบช่อกระจุก ออกตามกิ่งหรือตามง่ามใบใกล้ปลายยอด ก้านช่อดอกยาว1-5ซม.แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อย4-12ดอก ขนาดเล็กสีเหลืองถึงเหลืองอมส้มผล แห้งแล้วแตกตามรอยประสาน2ซีก รูปทรงไข่กว้าง เบี้ยวถึงเกือบกลม ค่อนข้างแบน ขนาดกว้าง 1.5-2ซม.ยาว1.3-1.8ซม.เปลือกผลบางอ่อนนุ่ม สีเขียวอ่อนอมขาว มีขนแบบขนแกะปกคลุมหนาแน่น ปลายผลเป็นจงอยสั้น เมื่อแก่เต็มที่เปลือกจะแตกและม้วนเป็นหลอดกลม เมล็ดงอกตั้งแต่อยู่บนต้นมี1เมล็ด
ขนบนใบกักเก็บน้ำโดยการดักชั้นอากาศและลดการสูญเสียน้ำผ่านการระเหย
ใช้ประโยชน์----ใช้กิน ผลดิบต้มกินและขายเป็นผัก
-เป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่เติบโตเร็วที่สุดและใช้ในการฟื้นฟูป่าโกงกางเพื่อปกป้องชายฝั่ง
-อื่น ๆ ไม้ใช้เป็นวัสดุก่อสร้าง ทำฟืน ดอกไม้มีกลิ่นหอมเป็นแหล่งน้ำหวานของผึ้งที่ผลิตน้ำผึ้งที่ดีที่สุด
ระยะออกดอก---กรกฎาคม - กุมภาพันธ์---ออกผล---พฤศจิกายน-มีนาคม (บาหลี)
ขยายพันธุ์---เมล็ด                                                                                                                                  อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา-หนังสือป่าเชายเลน นิเวศวิทยาและพรรณไม้ โดย สรายุทธ บุญยะเวชชีวิน (ผู้แต่งและภาพ) รุ่งสุริยา บัวสาลี พิมพ์ครั้งที่1 เมษายน 2554

แสมขาว/Avicennia alba


ชื่อวิทยาศาสตร์---Avicennia alba Blume
ชื่อพ้อง
---This name is a synonym of Avicennia marina (Forssk.) Vierh.
ชื่อสามัญ---Api api putih (Malay)
ชื่ออื่น---แสมขาว, แสม, แหม, แหมเล (ใต้), พีพีเล (ตรัง)
ชื่อวงศ์---ACANTHACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ตอนเหนือของออสเตรเลีย
ไม้ ต้นสูง10-20เมตร เป็นพันธุ์ไม้เบิกนำ มักขึ้นเป็นกลุ่มตามเลนงอกใหม่ ริมฝั่งทะเลหรือบริเวณปากแม่น้ำ ลักษณะทรงต้นไม่มีพูพอน ลำต้นเปลาตรงรูปทรงกรวยสั้นๆ แตกกิ่งระดับต่ำ กิ่งแขนงห้อยลง เปลือกสีเทาถึงคล้ำ ไม่มีช่องอากาศ มักมีสีสนิมหรือสีคล้ำซึ่งเกิดจากเชื้อราติดตามกิ่งและส่วนบนของต้น รากหายใจรูปดินสอ สูง 15-30 ซม.แผ่กระจายหนาแน่นรอบโคนต้น
ใบ เดี่ยวเรียงตรงข้ามตั้งสลับฉาก แผ่นใบรูปรีแกมรูปหอก ขนาดกว้าง3-5ซม.ยาว5-15ซม.เนื้อใบอวบน้ำแกมเหนียวคล้ายแผ่นหนัง ด้านบนสีเขียวคล้ำเป็นมัน ด้านล่างมีขนหนานุ่มสีเทา่อ่อนถึงขาวนวลปกคลุม ใบแห้งม้วนเป็นสีดำ
ดอก แบบช่อกระจุกออกตามปลายกิ่งและง่ามใบใบใกล้ปลายยอด ยาว3-8ซม.มีขนสั้นหนานุ่มสีน้ำตาลอมเหลืองหม่นปกคลุม  ดอกย่อย10-30ดอก สีเหลืองส้มไม่มีก้านดอก ขนาดดอก0.5ซม.
ผล แบบผลแห้งแตกตามรอยประสานเป็น2ซีกรูปคล้ายพริกเบี้ยวค่อนข้างแบนขนาด กว้าง1.5-2ซม.ยาว2.5-5ซม. เปลือกผลย่น อ่อนนุ่มสีเหลืองอมเขียว มีขนสั้นสีเทาอ่อนปกคลุมหนาแน่น ปลายผลเป็นจงอย ผลแก่เปลือกแตกแล้วม้วนเป็นหลอดกลม เมล็ดงอกตั้งแต่อยู่บนต้นมี1เมล็ด
ระยะออกดอก---เดือนมกราคม-เมษายน                                                                                                       อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา-หนังสือป่าเชายเลน นิเวศวิทยาและพรรณไม้ โดย สรายุทธ บุญยะเวชชีวิน (ผู้แต่งและภาพ) รุ่งสุริยา บัวสาลี พิมพ์ครั้งที่1 เมษายน 2554

แสมดำ/Avicennia officinalis


ชื่อวิทยาศาสตร์--- Avicennia marina (Forssk.) Vierh.
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Avicennia alba Blume.
---Sceura marina Forssk.
ชื่อสามัญ--Grey mangrove, Olive mangrove
ชื่ออื่น---แสมขาว, แสม, แหม, แหมเล (ใต้), พีพีเล (ตรัง); [THAI: pipi (Krabi); phi phi le (Trang); samae, samae khao, samae thale (Central); samae thale khao (Surat Thani); mae, mae le (Peninsular); pipi dam (Phuket).]; [MALAY: Api api putih.]
ชื่อวงศ์---ACANTHACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ตอนเหนือของออสเตรเลีย
ไม้ ต้นสูง10-20เมตร เป็นพันธุ์ไม้เบิกนำ มักขึ้นเป็นกลุ่มตามเลนงอกใหม่ ริมฝั่งทะเลหรือบริเวณปากแม่น้ำ ลักษณะทรงต้นไม่มีพูพอน ลำต้นเปลาตรงรูปทรงกรวยสั้นๆ แตกกิ่งระดับต่ำ กิ่งแขนงห้อยลง เปลือกสีเทาถึงคล้ำ ไม่มีช่องอากาศ มักมีสีสนิมหรือสีคล้ำซึ่งเกิดจากเชื้อราติดตามกิ่งและส่วนบนของต้น รากหายใจรูปดินสอ สูง 15-30 ซม.แผ่กระจายหนาแน่นรอบโคนต้น ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามตั้งสลับฉาก แผ่นใบรูปรีแกมรูปหอก ขนาดกว้าง3-5ซม.ยาว5-15ซม.เนื้อใบอวบน้ำแกมเหนียวคล้ายแผ่นหนัง ด้านบนสีเขียวคล้ำเป็นมัน ด้านล่างมีขนหนานุ่มสีเทา่อ่อนถึงขาวนวลปกคลุม ใบแห้งม้วนเป็นสีดำ ดอก แบบช่อกระจุกออกตามปลายกิ่งและง่ามใบใบใกล้ปลายยอด ยาว3-8ซม.มีขนสั้นหนานุ่มสีน้ำตาลอมเหลืองหม่นปกคลุม  ดอกย่อย10-30ดอก สีเหลืองส้มไม่มีก้านดอก ขนาดดอก0.5ซม.ผล แบบผลแห้งแตกตามรอยประสานเป็น2ซีกรูปคล้ายพริกเบี้ยวค่อนข้างแบนขนาด กว้าง1.5-2ซม.ยาว2.5-5ซม. เปลือกผลย่น อ่อนนุ่มสีเหลืองอมเขียว มีขนสั้นสีเทาอ่อนปกคลุมหนาแน่น ปลายผลเป็นจงอย ผลแก่เปลือกแตกแล้วม้วนเป็นหลอดกลม เมล็ดงอกตั้งแต่อยู่บนต้นมี1เมล็ด
ระยะออกดอก---เดือนมกราคม-เมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา-หนังสือป่าเชายเลน นิเวศวิทยาและพรรณไม้ โดย สรายุทธ บุญยะเวชชีวิน (ผู้แต่งและภาพ) รุ่งสุริยา บัวสาลี พิมพ์ครั้งที่1 เมษายน 2554


ไสเดน/Meiogyne hainanense


ชื่อวิทยาศาสตร์---Chieniodendron hainanense Tsiang & P.T.Li
ชื่อพ้อง----Has 2 Synonyms    
---Meiogyne hainanense (Merr.) Ban
---Oncodostigma hainanense (Merr.) Tsiang & P.T. Li
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ไสเดน ; [THA: sai den (General).]; [CHINESE: jiao mu.]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน ไทย
ประเทศจีน พบในกวางสี ไหหลำ ตามป่าทึบในหุบเขาที่ระดับความสูง 300-600 เมตร ประเทศไทย พบตามป่าดงดิบชื้นและป่าดิบแล้ง ทางภาคกลางและภาคตะวันออก จากที่ราบจนถึงระดับความสูง 400 เมตร
ไม้ ต้นไม่ผลัดใบสูง15-25เมตร  ลักษณะทรงต้น เป็นพุ่มกลม เปลือกลำต้นสีน้ำตาล มีช่องอากาศเป็นจุดๆ ใบเดี่ยวรูปรีแกมขอบขนาน  กว้าง 2.5-14.5 ซม.ยาว 8-12 ซม.ออกเรียงสลับสองข้างกิ่งในระนาบเดียวกัน ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ ก้านใบ 4-5 มม. มีขนสั้น ดอก เป็นดอกเดี่ยวหรือเป็นคู่ออกตามซอกใบสีน้ำตาลแกมชมพู ใบประดับรูปไข่ขนาด 2-4 มม. ดอกมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.5 ซม. กลีบดอก 6 กลีบเรียงเป็น 2 วงๆละ 3 กลีบมีขนหนาแน่นทั้งสองด้าน เมื่อดอกบานมีขนาด 2.5-3 ซม.ผลกลุ่มมีผลย่อย 5-6 ผล ผลย่อยรูปทรงกระบอกขนาด 2-5 × 2-2.5 ซม. ปลายผลมีติ่งแหลมสั้น เปลือกหนาและแข็ง ผิวขรุขระ ผลแก่สีดำ มีเมล็ด5-8เมล็ด สีน้ำตาลอ่อนออกเหลือง
ใช้ประโยชน์---เป็นไม้ป่าที่ยังไม่มีการปลูกเลี้ยง เนื้อไม้นำมาใช้ในงานก่อสร้าง
ระยะออกดอก---เมษายน-ธันวาคม---ติดผล---สิงหาคม-มีนาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด                                                                                                                   อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ พรรณไม้วงศ์กระดังงา ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น ภาพ: อภิชัย อิงควุฒิ

หงอนไก่ดง/Harpullia cupanioides


ชื่อวิทยาศาสตร์---Harpullia cupanioides Roxb
ชื่อพ้อง---Has 13 Synonyms

-Seringia lanceolata Blanco -Harpullia juglandifolia Blume
-Cupania blumei Steud. -Harpullia longithyrsifera Kaneh. & Hatus.
-Cupania rupestris Cambess. -Harpullia macrocalyx Radlk.
-Harpullia cochinchinensis Pierre -Harpullia obscura Radlk.
-Harpullia confusa Blume -Harpullia rupestris Blume
-Harpullia fraxinifolia Blume -Tina rupestris Blume
-Harpullia fruticosa Blume

ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ขางขาว, บาหานธาร (ภาคเหนือ); พริกป่า, ลูกกระโปกม้า (ภาคตะวันออกเฉียงใต้); หงอนไก่ดง(สุราษฎร์ธานี); [THAI: khang khao (Northern); ba han than (Northern); phrik pa (Southeastern); luk krapok ma (Southeastern); ngon kai dong (Peninsular); [CHINESE: Jiǎshān luó.]; [MALAYSIA: Kayu Kelaweh (Temuan); Kesemak (Malay); Lokud (Sabah); Mampongoh (Murut).]; [VIETNAM: Cây xơ, Trường cụp.]; [TRADE NAME: Tulipwood.]
ชื่อวงศ์---SAPINDACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน อินเดีย บังคลาเทศ พม่า ไทย กัมพูชา ลาว มาเลเซีย อินโดนีเซีย นิวกินี ออสเตรเลีย
ข้นกระจายจากตอนเหนือของอินเดีย บังคลาเทศ จีนตอนใต้ พม่า ภูมิภาคอินโดจีน มาเลเซีย นิวกินีและ ตอนเหนือของออสเตรเลีย ในป่าดิบชื้นระดับปฐมภูมิและทุติยภูมิ บางครั้งอยู่ในป่าเบญจพรรณ ป่าสัก ป่าน้ำขึ้นน้ำลง ป่าดิบชื้นหรือที่โล่ง ๆ บนทางลาดและสันเขา ริมฝั่งแม่น้ำ หุบเหว และชายหาด จากระดับน้ำทะเลสูงถึง 1,200 (-1800) เมตร ในประเทศไทยพบทุกภาค ขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา และป่าดิบชื้น โดยเฉพาะริมลำธาร ความสูงถึงประมาณ 1800 เมตร
ไม้ต้น ไม่ผลัดใบสูงได้ถึง 20เมตร หรืออาจสูงถึง 40 เมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 40(-100) ซม มีพูพอน  กิ่งอ่อนมีขนยาว ไม่มีหูใบ ใบประกอบปลายคู่ ปลายยอดมีตา ใบย่อยส่วนมากมีข้างละ 3-6 ใบ เรียงสลับ ก้านใบประกอบยาว 15-20 ซม. ใบรูปรี รูปไข่ หรือรูปไข่กลับ ยาว 5-36 ซม. ปลายแหลม แหลมยาว หรือมน โคนแหลมถึงกลม เบี้ยว ก้านใบย่อยยาว 5-8 มม.  ใบแก่ไม่มีขนหรือขนน้อยมาก ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น ดอกเป็นช่อยาว ถึง85ซม. ช่อดอกแคบกว่าออกในซอกใบ หรือถัดจากปลายกิ่ง กลีบเลี้ยง 5กลีบเรียงซ้อนรูปรียาว 3-7 มม.ติดทน ดอกสีขาวอมเหลือง มี 5 กลีบ รูปไข่กลับ ยาว 1-2.4 ซม. ค่อนข้างหนา จานฐานดอกรูปวงแหวน มีขนยาว เกสรเพศผู้ 5 อัน สั้นกว่ากลีบดอกเล็กน้อย ก้านชูอับเรณูยาว 2.5-3.5 มม. อับเรณูสีส้มอ่อน รังไข่มี 2 ช่อง มีขนสั้นนุ่ม แต่ละช่องมีออวุล 1-2 เม็ด ยอดเกสรเพศเมียบิดเวียน  ผลแห้งแล้วแตกขนาด 12-20 x 12-32.5 มม. มีกลีบเลี้ยงรองรับ ก้านผล ยาว 0.3-1 ซม.  เมล็ดสีน้ำตาลดำ รูปรี ยาว 1.3-1.5 ซม. เยื่อหุ้มสีแดงอมส้มหุ้มรอบเมล็ด
ใช้ประโยชน์---ต้นไม้เก็บเกี่ยวมาจากป่าเพื่อใช้เป็นไม้ซึ่งใช้เฉพาะที่และบางครั้งก็แลกเปลี่ยน
-ไม้ใช้สร้างบ้านทำเครื่องใช้ภายในบ้าน ทำฟืน ถ่านไม้
รู้จักอันตราย---เปลือกไม้มีซาโปนินและใช้เป็นยาพิษเบื่อปลา
ระยะออกดอก/ติดผล---มิถุนายน-ตุลาคม (เวียตนาม)
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิงภาพประกอบเพื่อการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร

หนวดปลาดุก/Polyalthia stenopetala


ชื่อวิทยาศาสตร์---Polyalthia stenopetala (Hook. f. & Thomson ) Finet & Gagnep
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms
---Desmos crinitus (Hook.f. & Thomson) Saff.
---Desmos stenopetalus (Hook.f. & Thomson) Saff.
---Polyalthia crinita (Hook.f. & Thomson) Ridl.
---Polyalthia stenopetala (Hook. f. & Thomson) Ridl.
---Unona crinita Hook.f. & Thomson
---Unona stenopetala Hook.f. & Thomson
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น--หนวดปลาดุก ; [THAI:nuat pla duk (Pattani); [MALAYSIA: Chagar (Malay).]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย คาบสมุทรมาลายู บอร์เนียว
พบที่คาบสมุทรมลายู บอร์เนียว ตามป่าดิบชื้น ที่ระดับความสูง300-450เมตร ประเทศไทยพบขึ้นตามป่าดิบชื้น ที่ภาคใต้ตอนล่าง ที่ จังหวัด ตรัง ปัตตานี ยะลา นราธิวาส  พบที่ระดับความสูงถึงประมาณ 500 เมตร
ไม้ ต้นสูง15-30เมตร ลีกษณะ เปลือกต้นสีน้ำตาลเข้ม มีรอยปุ่มดอกจำนวนมาก แตกกิ่งต่ำเรือนยอดเป็นพุ่มกลม กิ่งอ่อนมีขนสั้นหนานุ่มสีน้ำตาล กิ่งแก่มีช่องอากาศสีขาวชัดเจน
ใบ รูปขอบขนาแกมไข่กลับ กว้าง3.5-5ซม.ยาว9-12ซม.โคนใบรูปลิ่มหรือเว้าตื้น ปลายใบแหลม  ใบค่อนข้างหนาเส้นกลางใบและเส้นแขนงมีขนปกคลุมจำนวนมากใบอ่อนสีน้ำตาลปนแดง ดอก ออกเป็นกระจุกแน่นตามลำต้นและกิ่งแก่ ดอกสีชมพูอมแดง ดอกบานมีขนาด 2-3ซม.ดอกดกมาก ผลเป็นผลกลุ่มมี 6-10ผล  รูปกลมรี กว้าง1.5-2ซม.ยาว2-3ซม.เมื่อผลแก่สีแดง
ใช้ประโยชน์---เนื้อไม้นำมาใช้เป็นเชื้อเพลิง
ระยะออกดอก---กุมภาพันธ์-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง                                                                                                                 อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ พรรณไม้วงศ์กระดังงา ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น ภาพ: อภิชัย อิงควุฒิ


หนังหนาดอกใหญ่/ Enicosanthum membranifolium

ชื่อวิทยาศาสตร์---Monoon membranifolium (J.Sinclair) B.Xue & R.M.K.Saunders
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonames
--- Enicosanthum membranifolium J. Sinclair
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---หนังหนาดอกใหญ่, ตำหนังดอกใหญ่  ;  [THAI: nang na dok yai, tam nang dok yai (Peninsular).]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ภาคใต้ของไทย คาบสมุทรมาลายู
ประเทศไทยพบขึ้นอยู่ในป่าดิบชื้นทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ที่กาญจนบุรี และภาคใต้ที่พังงา ตรัง นครศรีธรรมราช ยะลา ที่ระดับความสูง 100-400เมตรเป็นไม้ที่ต้องการความชื้นค่อนข้างสูง
ไม้ ต้นขนาดเล็ก สูง5-15เมตร ลักษณะ เปลือกต้นสีน้ำตาลเข้ม ทรงพุ่มกลม แตกกิ่งจำนวนมากขนานกับพื้นดิน กิ่งยืดยาว กิ่งอ่อนมีขนเล็กน้อย เนื้อไม้เหนียวใบรูปขอบขนานแกมใบหอก กว้าง4.5-9ซม.ยาว 16-25ซม. โคนใบมน ปลายใบเรียวแหลมใบค่อนข้างบางและเหนียว ขอบใบเป็นคลื่น
ดอก ออกตามกิ่งใกล้ปลายยอดบริเวณใต้โคนซอกใบ 1-3ดอก ดอกสีเขียวเมื่อบานเปลี่ยนเป็นสีเหลืองนวล กลิ่นหอมอ่อนๆ ดอกบานอยู่3-4วัน ขนาดดอก4-5ซม.
ผลกลุ่ม มีผลย่อย12-15ผล รูปกลมรี ขนาดกว้าง1.5ซม.ยาว2ซม. ปลายผลมีติ่งแหลมสั้น มี1เมล็ด
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ ดอกมีกลิ่นหอม สวยงามดอกดก นำมาปลูกเป็นไม้ประดับโชว์ทรงพุ่ม
ระยะออกดอก---ทยอยออกกันตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์  
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด


หนามมะเค็ด/ Canthium parvifolium

ชื่อวิทยาศาสตร์---Canthium parvifolium Roxb.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Plectronia parvifolia (Roxb.) Benth. & Hook.f. ex Kurz
ชื่อสามัญ---Wild Jasmine.
ชื่ออื่น---หนามมะเค็ด(เชียงใหม่) ; [THAI: nam ma khet (Chiang Mai).]; [CHINESE: zhu du mu.]; [INDIA: Nagaveda, Balasu.]; [SIDDHA/TAMIL: Karai, Kadan Karai, Nalla Karai, Kudiram.]; [TAMIL: Ciṟuk kārai.]; [VIETNAM:  Găng cơm, Găng lá nhỏ, Cẩm xà lặc, Găng cốm, Găng hoa nhỏ, Căng cườm, Nam càng.]
ชื่อวงศ์--- RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน  อินเดีย บังคลาเทศ ไทย เวียตนาม


เติบโตตามธรรมชาติบนขอบของป่าที่ระดับต่ำมักขึ้นอยู่ใกล้ระดับน้ำทะเล 500 เมตร
เป็นไม้ยืนต้น ผลัดใบสูงถึง7เมตร มีหนามแหลมออกตามซอกใบออกทางตรงมีขนาดใหญ่และมีความยาว 2.5-5 ซม. เปลือกต้นและกิ่งสีน้ำตาล แตกกิ่งก้านสาขามาก ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปไข่กลับ ปลายใบมน โคนแหลม หรือ สอบแหลม ขอบใบเรียบ  เนื้อใบหนา สีเขียวสด มีหนามแหลมเป็นคู่ๆ ตามข้อใบขนาดใบกว้าง3ซม.ยาว5.5ซม.มีขนละเอียดสีทองคลุมใบอ่อน ใบแก่ขนน้อยลงและหยาบ ดอกแยกเพศอยู่คนละต้น ดอกช่อกระจะ ออกที่ซอกใบและปลายยอด ออกช่อละ2-8ดอก  ดอกสีขาวเหลืองเล็กมาก เกสรเพศผู้จำนวนมากผลเป็นผลสด รูปทรงกลมเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.2ซม. ผลดิบสีเขียว ผลสุกสีเหลือง เนื้อผลนิ่ม เมล็ดขนาดเล็ก สีดำ
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ผลสุกกินได้ แต่ต้องปอกเปลือกก่อนเพราะเปลือกมีรสขม ใบของพืชชนิดนี้ยังกินเป็นผักใบทั่วไปเรียกว่า  SAAG ในอินเดีย
-ใช้เป็นยา ในอายุรเวท ใบเรียก" Karee " ซึ่งเป็นยาสมานแผลและมีประสิทธิภาพในการแก้ไอและอาหารไม่ย่อย  ในsiddha ยาต้มของรากและใบใช้แก้ไข้หวัด  ในเวียตนามใช้รักษา รอยช้ำเลือด, บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ, ขับปัสสาวะ เปลือกต้นอ่อนแก้บิด รากใช้ขับพยาธิตัวกลม
-อื่น ๆ  ไม้เนื้อแข็งและเหมาะสำหรับการกลึง ดังนั้นจึงใช้สำหรับทำของเล่น เปลือต้นให้เส้นใย ผลใช้ซักผ้าแทนสบู่ ใช้ปลูกเป็นรั้วป้องกันความเสี่ยง
ความเชื่อ/พิธีกรรม---ใบใช้ในมนต์ดำ
ระยะออกดอก/ติดผล---ตุลาคม - ธันวาคม (เวียตนาม)
ขยายพันธุ์---เมล็ด                                                                                                                                  อ้างอิงภาพประกอบเพื่อการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร

หนามโมนา/Capparis monantha


ชื่อวิทยาศาสตร์---Capparis monantha M. Jacobs
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---หนามโมนา ; [THAI: nam mona (General).]
ชื่อวงศ์---CAPPARACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย
เป็นพืชในสกุลชิงชี่ กระจายพันธุ์ทางตะวันตกเฉียงใต้ของไทยเป็นไม้ถิ่นเดียวพบเฉพาะที่จังหวัดเพชรบุรีและ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในธรรมชาติพบขึ้นเป็นไม้พื้นล่างของป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง ป่าละเมาะ หรือบนเขาหินปูนระดับต่ำ
ไม้ พุ่มสูง 12-15 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มทึบแผ่กว้างและแตกกิ่งต่ำ เปลือกต้นสีน้ำตาลแตกเป็นร่องลึก ตามลำต้นและกิ่งบริเวณซอกใบมีหนามแหลมยาว 4-4.5 ซม. ออกตรงข้ามกัน ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปรี  ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมนหรือสอบ ดอกเดี่ยวสีขาว ออกที่ซอกใบใกล้ปลายยอด ดอกบานขนาด5-6ซม.มีเกสรเพศผู้จำนวนมาก กลีบดอกมี 4 กลีบ ผลเป็นผลสดแบบมีเนื้อหลายเมล็ด รูปทรงรีหรือรูปไข่[
หนามโมนาเป็นพรรณไม้ที่ทนแล้ง โตช้า
ระยะออกดอก---เดือนกุมภาพันธ์-เดือนสิงหาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

หม่อนอ่อน/Myrica esculenta


ชื่อวิทยาศาสตร์---Myrica esculenta Buch.-Ham. ex D.Don
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Myrica sapida Wall.
ชื่อสามัญ---Box myrtle, Bayberry.
ชื่ออื่น---ตุด (พังงา); ถั่ว, ฤๅษีเสก, หว้าโละ (ชัยนาท); เม็ดชุนตัวผู้ (พังงา); ส้มสา, ส้มส้า, อินสัมปัดถา (เลย); เส่ข่อโผ่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน); หมากหม่อนอ่อน (เงี้ยว-เชียงใหม่); เอี้ยบ๊วย (ภาษาจีน) ; [THAI: tut (Phangnga); thua (Chai Nat); met chun tua phu (Phangnga); ruesi sek (Chai Nat); som sa (Loei); se-kho-pho (Karen-Mae Hong Son); mak-mon-on (Shan-Chiang Mai); wa lo (Chai Nat); insam pattha (Loei); ia-buai (Chinese).]; [ASSAMESE: Noga tenga.]; [BENGALI: kaiphal, satsarila.]; [HINDI: kaiphal, kaphal.]; [KANNADA: kirishivani.]; [KHASI: soh-phi.]; [MALAYALAM: maruta.]; [NEPALI: Kafal.]; [SANSKRIT: katphala, mahavalkala.]; [TAMIL: chavviyaci.].
ชื่อวงศ์--- MYRICACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--อินเดีย เนปาล จีน พม่า คาบสมุทรอินโดจีน คาบสมุทรมาเลย์ สุมาตรา ฟิลิปปินส์ ชวา ซุนดาน้อย สุลาวาสี
พบในบริเวณภูเขาทางตอนเหนือของอินเดียและเนปาลทางตอนใต้ของภูฏานและเนปาลตะวันตก ในจีนตอนใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ระดับความสูง 900-1,800 เมตร
พบในในประเทศไทยพบทุกภาค ขึ้นตามชายป่า ที่โล่งในป่าดิบเขา และป่าดิบชื้น ความสูงถึงประมาณ 2400 เมตร
ไม้ พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็กสูง 9-15(-20) เมตร เรือนยอดโปร่งลำต้นสั้นและคดงอเปลือกสีน้ำตาลเทาหรือน้ำตาลเข้ม ค่อนข้างหนา มีรอยแตกตามยาวหยาบๆ ใบเดี่ยวเรียงเวียน รูปขอบขนาน รูปใบหอก หรือแกมรูปไข่ ขนาด1.5-3.5 ซม. ยาว 5-11 ซม.ออกเป็นกลุ่มใกล้ปลายกิ่ง ใบอ่อนสีชมพูมีขนนุ่ม ใบแก่เหนียวด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมันด้านล่างใบสีซีดกว่า และมีจุดเล็กๆมีน้ำยางเหนียวกระจายทั่วผิว ดอกแยกเพศแยกต้น ช่อดอกแบบหางกระรอกออกตามซอกใบ ดอกขนาดเล็ก ไม่มีกลีบเลี้ยงและกลีบดอก ช่อดอกเพศผู้ยาว 3-9 ซม. แยกแขนงสั้น ๆ ยาวประมาณ 1 ซม. ก้านช่อสั้น เกสรเพศผู้ 3-7 อัน ช่อดอกเพศเมียยาว 4-8 ซม. ดอกออกหนาแน่น ติดบนกลีบประดับขนาดเล็ก 2 อัน มี 2 คาร์เพล เชื่อมติดกันคล้ายมีช่องเดียว มีขนละเอียด ยอดเกสร 2 อัน สีแดง ผลสดกลมหรือแบนเล็กน้อยขนาด1-2ซม.สีแดงอมส้มผิวมีตุ่มขรุขระมีเนื้อบาง มี1เมล็ด เมล็ดรูปสามเหลี่ยมมีรสฝาดและชั้นหุ้มเมล็ดแข็ง
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ผลกินได้ ทำน้ำผลไม้สด ของหวาน
-ใช้เป็นยา ตามอายุรเวทมีสองพันธุ์ขึ้นอยู่กับสีของดอกไม้: Shweta (สีขาว) และ Rakta (สีแดง) เป็นพืชสมุนไพรที่ได้รับความนิยมมากที่สุดที่พบในเทือกเขาหิมาลัยกึ่งเขตร้อน มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในการแพทย์พื้นบ้านเพื่อรักษาโรคต่าง ๆ เช่นโรคหอบหืด, ไอ, โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง, แผล, การอักเสบ, โรคโลหิตจาง, ไข้, ท้องร่วงและความผิดปกติของหู, จมูกและลำคอ เนื่องจากผลทางเภสัชวิทยาและการรักษาหลายมิติของมันเป็นที่รู้จักกันดีในตำรับยาอายุรเวท -ผลช่วยย่อยและเป็นยาระบาย สารสกัดจากเปลือกแก้ไข้ แก้เจ็บคอ หืดหอบ  เปลือกเป็นยาสมานและป้องกันการเน่า
-อื่น ๆ  เนื้อผลทำเทียนและสบู่ ใช้เบื่อปลา ใช้ย้อมสีผ้าฝ้ายให้สีเหลืองน้ำตาล
ระยะออกดอก---พฤษภาคม - กันยายน---ติดผล---กุมภาพันธ์ - เมษายน (อินเดีย)
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิงภาพประกอบเพื่อการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร


หมันดง/Cordia dichotoma


ชื่อวิทยาศาสตร์---Cordia dichotoma G.Frost
ชื่อพ้อง---Has 21 Synonyms

-Cordia brownii A.DC. -Cordia wallichii G.Don
-Cordia griffithii C.B.Clarke -Gerascanthus dichotomus (G.Forst.) Borhidi
-Cordia indica Lam. -Gerascanthus griffithii (C.B.Clarke) Borhidi
-Cordia latifolia Roxb. -Gerascanthus suaveolens (Blume) Borhidi
-Cordia loureiroi Roem. & Schult. -Lithocardium griffithii Kuntze
-Cordia lowriana Brandis -Lithocardium obliquum Kuntze
-Cordia obliqua Willd. -Lithocardium suaveolens Kuntze
-Cordia premnifolia Ridl. -Lithocardium tremulum Kuntze
-Cordia suaveolens Blume -Varronia integerrima Stokes
-Cordia tomentosa Wall. [Illegitimate] -Varronia sinensis Lour.
-Cordia tremula Griseb.

ชื่อสามัญ---Clammy Cherry, Bird lime tree, Fragrant manjack, Indian cherry, Sebesten plum , Glue berry, Pink pearl, Snotty gobbles, Cummingcordia.
ชื่ออื่น---หมันดง(นตรราชสีมา, มันหมู(ลำปาง), ส่าบูอิ(กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), ผักหม่อง(ฉาน-กะเหรี่ยง) ; [THAI: man dong (Nakhon Ratchasima)
; man mu (Lampang); sa-bu-i (Karen-Mae Hong Son); phak mong (Shan-Northern).]; [CHINESE: phoà-pò·-chí.]; [TAIWAN: Shùzi zǐ, shùzi.]; ASSAMESE: goborsuta, kotora, guburhuta, Kotra, Buwalu.]; BENGALI: bahubara.]; [NEPALI: Lasura.]; GUJARATI: vado gundo.]; HINDI: bahuar, gunda, lasora.]; KANNADA: challe hannu.]; MALAYALAM: naruveeli, virasam, viri.]; MARATHI: bhokar, gondani, gondhan.]; SANSKRIT: bahuka, bahuvaraha, uddalaka.]; [TAMIL: naru-valli, viricu.]
ชื่อวงศ์---BORAGINACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์-จีน ญี่ปุ่น อนุทวีปอินเดีย พม่า อินโดจีน มาเลเซีย โพลินีเซีย ปาปัวนิวกินี ออสเตรเลีย นิวแคลิโดเนีย
มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน ( ฝูเจี้ยน , กวางตุ้ง กวางสี , กุ้ยโจวทางตะวันออกเฉียงใต้ ทิเบตและมณฑลยูนนาน ) หมู่เกาะริวกิวของญี่ปุ่น , ไต้หวัน , อินเดีย , ปากีสถาน , ศรีลังกา , กัมพูชา , ลาว , พม่า , ฟิลิปปินส์, ไทย , เวียดนาม , อินโดนีเซีย , มาเลเซีย , ปาปัวนิวกินี , ออสเตรเลีย (ควีนส์แลนด์ ) และนิวแคลิโดเนีย พบได้ในป่าหลากหลายชนิดตั้งแต่ป่าผลัดใบแห้งไปจนถึงป่าผลัดใบชื้นและพื้นที่น้ำท่วมเป็นครั้งคราว เช่นเดียวกับในป่ามรสุมชื้น เปิดป่าบนเนินเขา, ลำธารบนภูเขา ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,500 เมตร
ไม้ ยืนต้น ผลัดใบ ขนาดเล็กถึงขนาดกลางสูง10-15 (20) เมตร  เรือนยอดเป็นพุ่มกลม เปลือกนอกสีน้ำตาลเทา แตกเป็นร่องถี่ ตื้น ตามยาวลำต้น เปลือกในสีขาว ใบ เดี่ยวเรียงสลับรูปไข่หรือรูปไข่กลับ กว้าง5-10ซม.ยาว8-16ซม.ปลายใบมนหรือแหลมทู่ โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ หลังใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ท้องใบสาก ดอกออกแบบช่อแยกแขนงตามซอกใบ ตามกิ่งและปลายกิ่ง ช่อดอกยาว10-25ซม.โคนดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น4-5แฉกมีขนสีขาว ดอกบานเต็มที่กว้าง5-6ซม.
ผล สดแบบมีเนื้อรูปทรงกลมสีเหลืองหรือสีเหลืองอมชมพูขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง1.5-2.2ซม.กลีบเลี้ยงรูปถ้วยปลายเว้าตื้น ขั้วผลยาว2-3ซม. เปลี่ยนเป็นสีดำเมื่อสุก เนื้อผลเป็นยางเหนียวใสสีชมพูอ่อน เมล็ดแข็งรูปไข่1เมล็ด
ใช้ประโยชน์---พืชถูกรวบรวมจากป่าเพื่อใช้เป็นยาหลายชนิด ต้นไม้มักปลูกเพื่อผลไม้ตลอดช่วงการกระจายตามธรรมชาติ
-ใช้กิน ผล ดิบ-สุก กินได้รสหวาน ผลอ่อนดองกินเป็นผัก- ใช้เป็นยา เมล็ดมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ เมล็ดที่ทำเป็นผงถูกนำไปใช้กับการปะทุของผิวหนังและโรคหนองใน ใช้ผงเมล็ดผสมกับน้ำมันและนำไปใช้ทาถือว่าเป็นยาที่ดีสำหรับกลาก เปลือกนั้นมีฤทธิ์ฝาดและเป็นยาสมาน ยาต้มจากเปลือกลำต้นใช้สำหรับการรักษาอาการอาหารไม่ย่อย ท้องเสียไข้บิด, ปวดหัว, ปวดท้องและเป็นยาชูกำลัง และยังมีประโยชน์สำหรับสตรีหลังคลอดบุตร เปลือกยังใช้กับแผลในปากในรูปแบบของน้ำยาบ้วนปาก ใช้ถูฟันเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรง ใบใช้เป็นยาพอกรักษาไมเกรนอักเสบและบวม ผลมีเมือกมากใช้เป็นยาระบาย เป็นที่นิยมอย่างมากในการรักษาอาการไอและโรคของหน้าอก, มดลูกและท่อปัสสาวะ
-อื่น ๆ ไม้นั้นแข็งแกร่งและค่อนข้างดี ใช้สำหรับการก่อสร้างบ้านและอุปกรณ์การเกษตร ไม้ยังใช้เป็นฟืน-ใบถูกนำมาใช้ห่ออาหารก่อนทำอาหารและยังใช้มวนบุหรี่ -น้ำมันได้จากเมล็ด- กาวสามารถทำจากเมือผลไม้ -สารสกัดจากผลไม้แสดงการยับยั้งการฟักไข่ของตัวอ่อนของไส้เดือนฝอยรากปม
สำคัญ- เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ระยะออกดอก---เมษายน-พฤษภาคม---ผลแก่---สิงหาคม-กันยายน
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง

หมันทะเล/Cordia subcordata

  

ชื่อวิทยาศาสตร์---Cordia subcordata Lam
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Cordia moluccana Roxb.
---Cordia orientalis R.Br.
---Cordia rumphii Blume
ชื่อสามัญ--- Beach cordia, Marer, Kerosene wood, Snottygobbles, Glueberry, Narrow-leafed bird lime tree, Sea trumpet.
ชื่ออื่น---หมันทะเล ; [THAI: man thale (Southeastern).]; [CHINESE: cheng hua po bu mu.]; [JAVA/MADURA: kalimasada, purnamasada, pramasada.]; [TAMIL: Lakshikottay.]; [SINHALESE: Moodu-lolu.]; [FRENCH: Faux-ébène, Noyer d'Océanie.]; [MALAY: Bala Laut.]; [HAWAII: kou.]
ชื่อวงศ์--BORAGINACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ชายฝั่งของแอฟริกาตะวันออก, เอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, ออสเตรเลียเหนือและขยายไปถึงหมู่เกาะแปซิฟิก


พบในแอฟริกาตะวันออกไปยังอินเดีย, จีนตอนใต้, พม่า, ไทย, กัมพูชา, เวียดนาม, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, นิวกินี, ออสเตรเลีย, หมู่เกาะแปซิฟิก (จากไมโครนีเซียถึงเมลานีเซียถึงโปลินีเซีย) พบตามพื้นที่ชายหาด ชายฝั่งทะเลที่เป็นหิน และตามแนวรอยต่อกับป่าชายเลน เป็นต้นไม้บนชายฝั่งพบได้ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 30 (-150) เมตร
ในประเทศไทยพบทางภาคใต้ ขึ้นตามชายหาดที่เป็นทรายหรือโขดหิน
ไม้พุ่มหรือต้นขนาดเล็ก ไม่ผลัดใบ สูง 2-10 (15)เมตร ลักษณะ ทรงต้นเรือนยอดเป็นพุ่มกลมแน่นแตกกิ่งต่ำ เปลือกนอกแตกเป็นร่องตามยาวตื้น แล้วล่อนเป็นสะเก้ดสีเทาคล้ำถึงน้ำตาล เนื้อไม้สีส้ม ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับ แผ่นใบรูปรีถึงรูปไข่กว้างขนาด 5-15 ซม.ยาว 6-20 ซม.โคนใบสอบรูปลิ่มขอบใบเรียบ ถึงหยักซี่ฟันเล็กน้อย เนื้อใบบางคล้ายกระดาษ ด้านบนสีเขียวหม่นด้านล่างสีเขียวนวลดอกออกแบบช่อกระจุกออกตามปลายกิ่งยาว3-5ซม.มีดอกย่อยช่อละ5-7(-15)ดอก ดอกย่อยขนาดใหญ่คล้ายรูปแตรสีส้มเมื่อบานขนาด3-5ซม. ผลมีกลีบเลี้ยงที่เจริญหุ้มจนมิด รูปไข่ถึงทรงกลมยาว 2-3 ซมเปลือกแข็งมี มี 1-4 เมล็ด ผลอ่อนสีเขียวสุกสีเหลือง
ใช้ประโยชน์---พืชที่เก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นส่วนใหญ่เป็นไม้ แต่ยังใช้เส้นใยสีย้อมและใช้กินได้ บางครั้งใช้ปลูกเป็นไม้ประดับในสวนสาธารณะ มักพบตามวัด
-ใช้กิน ผลในโพลินีเซียใบอ่อนบางครั้งก็เคี้ยวพร้อมกับหมากพลู เมล็ดพันธุ์ รสจืดมีแนวโน้มที่จะกินในช่วงเวลาของการขาดแคลนอาหาร
-ใช้เป็นยา  มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดและแก้อักเสบ
-อื่น ๆ แก่นไม้มีสีน้ำตาลอ่อนถึงน้ำตาลเข้มมักมีสีม่วงและสีน้ำตาลเข้มถึงเกือบดำเป็นริ้ว เป็นไม้เนื้ออ่อน แต่ทนทาน ทำงานง่าย ทนปลวกมาก ในหมู่เกาะโซโลมอนตะวันตกในวานูอาตูบนเกาะ Wayaและในตองกาใช้ไม้สำหรับแกะสลัก ในสมัยโบราณ Hawai'i kou wood ใช้ทำ 'umeke' (ถ้วยชาม) เครื่องใช้และ 'umeke lā'au (calabashes ขนาดใหญ่ เป็นภาชนะบรรจุ8-16ลิตรสำหรับเก็บและหมัก )การใช้ไม้ทำจานถ้วยชาม ฯลฯ เพราะไม้ไม่มีผลต่อรสชาดใด ๆ กับอาหาร  เส้นใยที่ได้จากเปลือกใช้สำหรับทำเสื้อผ้าหมวกตะกร้า aho (สายเบ็ด )- ไม้เผาไหม้ได้อย่างง่ายดายโดยการถูไม้สองชิ้นเข้าด้วยกันนำไปสู่การตั้งชื่อเล่นในปาปัวนิวกินีว่า "น้ำมันก๊าดต้นไม้"(Pokok Minyak Gas) ดอกไม้ใช้ทำพวงมาลัย เปลือกไม้ให้สีย้อมสีน้ำตาลถึงสีแดงสำหรับผ้าKapa
ความเชื่อ/พิธีกรรม ชาวบ้านในชวาพิจารณาต้นไม้ที่มีพลังทางวิญญาณ  ในประเทศไอร์แลนด์มีการใช้ไม้เป็นทางเข้าพิธีการบ้านของผู้ชายเสมอ
ระยะออกดอกและผล---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา-หนังสือป่าเชายเลน นิเวศวิทยาและพรรณไม้ โดย สรายุทธ บุญยะเวชชีวิน (ผู้แต่งและภาพ) รุ่งสุริยา บัวสาลี พิมพ์ครั้งที่1 เมษายน 2554


หมากหน่วยแดง/Polyalthia hookeriana

ชื่อวิทยาศาสตร์---Polyalthia hookeriana King
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---หมากหน่วยแดง(ภาคใต้) ; [THAI: mak nuai daeng (Peninsular).]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์
ประเทศไทย ขึ้นในป่าดิบชื้นทางภาคใต้ที่ระดับความสูง 500-800เมตร
ไม้ ต้นสูง10-15 เมตร  ลักษณะทรงต้น ลำต้นเปลาตรงแตกกิ่งระดับสูงขนานกับพื้นดิน กิ่งอ่อนมีขนหนาแน่น กิ่งแก่เปลือกเรียบตามลำต้นมีลายเป็นร่องเล็กๆตามแนวยาว ใบรูปขอบขนานแกมไข่กลับ กว้าง5-7 ซม.ยาว15-18 ซม.โคนใบรูปลิ่ม ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ใบค่อนข้างหนาเป็นแผ่นเหนียว ดอกเดี่ยวออกตามกิ่งแก่เหนือรอยแผลใบ ดอกสีเขียวอมเหลือง เมื่อดอกบานเปลี่ยนเป็นสีชมพู กลีบดอกค่อนข้างหนาคล้ายหนัง ดอกบานมีขนาด 3-3.5 ซม. ผลกลุ่มมีผลย่อย 30-40 ผล รูปรีกว้าง 2 ซม.ยาว 3 ซม.ปลายผลมนเกลี้ยง เมื่อแก่สีแดงมี 1 เมล็ด
ใช้ประโยชน์---เนื้อไม้นำมาใช้ทำเชื้อเพลิง
ระยะออกดอก--กุมภาพันธ์-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด                                                                                                                                    อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ พรรณไม้วงศ์กระดังงา ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น ภาพ: อภิชัย อิงควุฒิ

หมี่/Clausena excavata

ชื่อวิทยาศาสตร์---Clausena excavata Burm.f.
ชื่อพ้อง---Has 15 Synonyms

-Lawsonia falcata Lour. -Clausena moningerae Merr.
-Amyris graveolens Buch.-Ham. ex Steud. -Clausena punctata (Roxb. ex Colebr.) Wight & Arn. ex Steud.
-Amyris punctata Roxb. ex Colebr. -Clausena tetramera Hayata
-Amyris sumatrana Roxb. -Cookia anisodora Blanco
-Clausena forbesii Engl. -Cookia graveolens Wight & Arn.
-Clausena javanensis Raeusch. ex DC. -Gallesioa graveolens M.Roem.
-Clausena javensis J.F.Gmel. -Murraya burmanni Spreng.
-Clausena lunulata Hayata

ชื่อสามัญ---Pink wampee, Hollowed clausena, Pink lime-berry.
ชื่ออื่น---หวดหม่อน(กลาง, เหนือ); ขี้ผึ้ง, แสนโสก(นครราชสีมา); ชะมัด(อุบลราชธานี); เพี้ยฟาน, หญ้าสาบฮิ้น, หมี่(เหนือ); มะหลุย(ใต้); ยม(ชุมพร); รุ้ย(กาญจนบุรี); สีสม, หมอน้อย(กลาง); สมัดใบใหญ่, หัสคุณโคก(เพชรบูรณ์), มุยใหญ่(ภูเก็ต), สามเสือ(ชลบุรี), สามโสก(จันทบุรี), สำรุย(ยะลา), หัสคุณ(สระบุรี-สงขลา), อ้อยช้าง(สระบุรี) ; [THAI: huat mon (Central, Northern); khi phueng, saen sok (Nakhon Ratchasima); chamat (Ubon Ratchathani); phia fan (Northern); ya sap hin, mi (Northern); ma lui (Peninsular); yom (Chumphon); rui (Kanchanaburi); si som, mo noi (Central); samat bai yai, hatsa khun khok (Phetchabun); mui yai (Phuket); sam suea (Chon Buri); sam sok (Chanthaburi); sam rui (Yala); hatsa khun (Saraburi, Songkhla); oi chang(Saraburi).];
[MALAYSIA: Chama, chamar, kematu, kemantu hitam, pokok kemantu.]; [CHINESE: Shan huang pi.]; [INDIA: Agni jala, bengjari, jangli bursunga.]; [INDONESIA: Bajetah, temung, tikusan.]; [LAOS: Khong touang, kok sa mat, tcho kou nhia.]; [PHILIPPINES: Buringit.]; [CAMBODIA: Cantrouk san hoeut, sanitok damrey.]; [VIETNAM: Dâm hôi, Chùm hôi, Châm châu, Nhâm rừng.]
ชื่อวงศ์---RUTACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้, อินเดีย, ภูฏาน, เนปาล, บังคลาเทศ, พม่า, ไทย, กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์
พบทั่วไปในป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้ง ป่าผลัดใบ ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,500 เมตร
ไม้พุ่มสูงไม่เกิน5เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางได้สูงสุด 20 ซม. ลักษณะทรงต้น ลำต้นตรง กิ่งก้านมาก เปลือกนอกสีน้ำตาลเปลือกในสีขาว ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ใบย่อย7-15คู่ รูปไข่หรือใบหอก ใบย่อยขนาดกว้าง1.8-4ซม.ยาว2.5-12ซม. โคนใบเบี้ยว ท้องใบมีขนบางๆขอบใบหยักนิดๆ เมื่อขยี้ใบจะมีกลิ่นสาบ ดอกเป็นช่อแตกแขนงรูปปิรามิดออกที่ปลายกิ่งและซอกใบบนๆ กลีบดอกสีขาวแกมเหลือง4กลีบ ผลสีขาวหรือชมพูอ่อนมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 7 - 10 มม. ผลอ่อนมีขนเล็กน้อย ผลแก่เกลี้ยงมีต่อมเป็นจุดและฉ่ำน้ำ เมล็ด1-2เมล็ด
ใช้ประโยชน์---พืชซึ่งมักจะถูกรวบรวมจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่น ผลไม้ที่กินได้นั้นได้รับความนิยมอย่างสูงในหลาย ๆ ช่วงการกระจายของพืชและมักจะปลูกเป็นไม้ประดับ
-ใช้กิน ใบปรุงและกินเป็น potherb คล้ายกับกลิ่นแกงกะหรี่เมื่อบด ผลกินได้มีรสชาดคล้ายองุ่น เยื่อของผลรสชาดคล้ายยี่หร่า
-ใช้เป็นยา ยาต้มจากรากใช้ในการรักษาไข้ปวดหัวและอาการจุกเสียด ยาต้มของรากดอกไม้หรือใบถูกนำมาใช้ในการรักษาอาการลำไส้เช่นอาการจุกเสียดอาการอาหารไม่ย่อยและปวดท้อง รากหรือใบ ที่โขลกใช้ภายนอกเป็นยาพอกแผล รวมทั้งแผลในจมูกหรือบางครั้งสำหรับโรคคุดทะราด แผลในจมูกอาจได้รับการรักษาด้วยการรมควันโดยใช้ใบและเปลือกไม้ ในประเทศจีนถือว่าเป็นยาชูกำลังยาสมานแผลและยาชา ใบพอกใช้ในการรักษาอัมพาต ในพม่าใช้ใบสำหรับปัญหากระเพาะอาหาร
-อื่น ๆ ไม้เป็นสีขาวและมีโครงสร้างที่ดี แต่มีขนาดเล็กเกินไปที่จะใช้ทำอะไรได้มาก แต่ในชวาต้นไม้มีขนาดใหญ่พอที่จะใช้ทำด้ามขวาน ใบใช้ยัดหมอนมีผลต่อการนอน ใบและเปลือกไม้มีน้ำมันหอมระเหยที่ใช้ในอุตสาหกรรมน้ำหอม
ระยะออกดอกและผล---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---ด้วยเมล็ด
อ้างอิงภาพประกอบเพื่อการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร


หมีโป้ง/Litsea monopetala


ชื่อวิทยาศาสตร์---Litsea monopetala (Roxb) Pers.
ชื่อพ้อง---Has 8 Synonyms

-Litsea hexantha Siebold ex Blume -Tetranthera monopetala Roxb.
-Malapoenna monopetala Kuntze -Tetranthera quadriflora Roxb.
-Tetranthera alnoides Miq. -Tomex monopetala (Roxb.) Hoffmanns.
-Tetranthera hexantha Sieber ex Meisn. -Tomex pubescens Willd. ex Meisn.

ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---กระท้อนรอก,กะทัง(ภาคใต้),พอครา(นครศรีธรรมราช),โพหน่วย,มุหมู(กระเหรี่ยง กาญจนบุรี),เมาะโม(กระเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน), ยุ๊กเย้า(แพร่),สะหมึ่(ชัยภูมิ),หมี(จันทบุรี),หมีตุ้ม,หมีโป้ง,ฮา(เชียงใหม่),อีเหม็น(ภาคเหนือ),คายโซ่(กาญจนบุรี); [THAI: kra thon rok, ka thang (Peninsular);  pho khra (Nakhon Si Thammarat); pho-nuai, mu-mu (Karen-Kanchanaburi); mo-mo (Karen-Mae Hong Son);  yuk yao (Phrae); sami (Chaiyaphum); mi (Chanthaburi);  mi tum, mi pong, ha (Chiang Mai); mi men (Lampang); i men (Northern); khai so (Kanchanaburi).]; [ASSAMESE: muga, sualu, Bon-khuwalu, Khuwalu.]; [HINDI: Meda, Gwa, Singraf, Katmarra, Jangli-rai-am.]; [MANIPURA: Tumitla.]; [MARATHI: ranamba.]; [TAMIL: maidalagadil.]; [TELUGU: chiru mamidi, meda, chiru maamidi, naara.]; [KANNADA: gajapippali, hemmudi, kainji.]; [BENGALI: bara-kukurchita.] ; [KHASI: dieng soh phohskei, dieng sohtyllap.]; [NEPALI: Kutmira.]; [CHINESE: Jiǎ shìmù jiāng zi.]; [VIETNAM: Cây Mỏ Giấy.]; [AYURVEDIC: Maidaa-lakdi.]; [SIDDHA/TAMIL: Maidalagadil, Picinpattai.]
ชื่อวงศ์---LAURACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- จีน, อนุทวีปอินเดีย, พม่า, ไทย, กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย
พบบนเนินเขาที่ระดับความสูงต่ำ ผสมกับที่ลุ่มและป่าดิบชื้นหรือป่ากึ่งผลัดใบที่ระดับความสูงไม่เกิน 1,500 เมตร ในประเทศไทยพบทั่วไปในป่าดิบและป่าผลัดใบทั่วภาคเหนือและในภาคใต้และภาคตะวันตกเฉียงใต้ขึ้นตามที่โล่งของป่าดิบ บริเวณลำธาร ป่าเบญจพรรณ และป่ารุ่นที่ชุ่มชื้นทั่วไป บนพื้นที่ราบและตามลาดเขา
ไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ไม่ผลัดใบหรือผลัดใบช่วงสั้นสูงถึง 10-(15 -17)เมตร มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางสูงสุด 60 ซม. ลักษณะเปลือกต้นสีน้ำตาลอ่อนหรือเทาเข้ม เมื่ออายุมากขึ้นเปลือกจะหนาและหยาบ มีร่องแตกและหลุดลอก เปลือกชั้นในมียางที่มีกลิ่นหอม ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ รูปรี รูปไข่กลับ ขนาดของใบ 8-20x5-8(12)ซม.ฐานใบแหลมหรือรูปหัวใจ ใบแก่ด้่านบนเกลี้ยงเป็นมันสีเขียวเข้ม ด้านล่างมีขนไม่เด่นชัดสีน้ำตาลอมเหลือง เส้นกลางใบและเส้นแขนงใบเห็นชัดเจน ก้านใบยาว 1-3 ซม.เมื่อขยี้ใบมีกลิ่นเหม็น ดอกสีขาวหรือเหลืองอมเขียว เป็นช่อดอกแบบช่อแยกแขนงสั้นๆ ออกเป็นกระจุกตามกิ่งด้านข้างและตามง่ามใบ มี5-6ช่อร่วมกัน เส้นผ่านศูนย์กลางแต่ละช่อ 2-4 ซม. มีใบประดับ 4-6 ใบ มีดอก 4-8 ดอก แยกเพศ เมื่อบานกว้างประมาณ 8 มม. ก้านดอกยาว 4-7 มม. ผลรูปไข่หรือรูปรีขนาด0.6-1.2ซม.ปลายแหลมเล็กน้อย มีชั้นกลีบเลี้ยงรูปจานติดอยู่ ก้านผลอ้วนสั้น ผลสุกสีดำอมน้ำเงินเป็นมัน มีเมล็ดแข็ง 1 เมล็ด
ใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้เมล็ดที่อุดมด้วยน้ำมันและใช้ไม้
-ใช้เป็นยา  น้ำมันจากผลเป็นยาทารักษาโรคผิวหนังหลายชนิด ใบถูกนำมาใช้เป็นยาเฉพาะสำหรับการรักษาโรคข้ออักเสบ
-อื่น ๆไม้ใช้ทำเสา เฟอร์นิเจอร์ ไม้กระดาน เครื่องมือจับ และทำฟืน -ใบมีโปรตีนสูงมากเป็นพิเศษ เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ที่มีคุณภาพสูงมาก -เมล็ดมีน้ำมันประมาณ 30% ซึ่งใช้สำหรับอุตสาหกรรม เป็นต้นไม้อาหารสัตว์หนอนไหม "muga" ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียโดยใช้ชื่อท้องถิ่นว่า "sualu" น้ำมันของสายพันธุ์นี้ได้มาจากการกลั่นด้วยไอน้ำของผลไม้สดดอกไม้และเปลือกไม้. ใช้เป็นแหล่งของน้ำมันหอมระเหย
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิงภาพประกอบเพื่อการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร

หยีทะเล/Derris indica


ชื่อวิทยาศาสตร์---Millettia pinnata (L.) Panigrahi
ชื่อพ้อง---Has 20 Synonyms

-Cajum pinnatum Kuntze -Galedupa pongam Raeusch.
-Cytisus pinnatus L. -Galedupa pungum J.F.Gmel.
-Dalbergia arborea Willd. -Millettia novoguineensis Kaneh. & Hatus.
-Derris indica (Lam.) Bennet -Pongamia galedupa Wall.
-Derris indica var. xerocarpa (Prain) Bennet -Pongamia glabra Vent.
-Dolichos arboreus Roxb. ex Wight & Arn. -Pongamia grandifolia Zoll. & Moritzi
-Galedupa arborea Roxb. -Pongamia pinnata (L.) Pierre
-Galedupa indica Lam. -Pongamia xerocarpa Hassk.
-Galedupa maculata Blanco -Robinia amara Lour.
-Galedupa pinnata Taub. -Robinia mitis L.

ชื่อสามัญ---Indian Beech, Pongamia oil tree, Pongam.
ชื่ออื่น---  กายี (ภาคใต้), ราโยด(ปัตตานี), ขยี้(ชุมพร), เพาะดะปากี้ (มลายู สงขลา), ปารี (มลายู นราธิวาส), มะปากี(มาเลย์-ปัตตานี); [THAI: yi nam (Peninsular); ka yi (Peninsular); kha yi (Chumphon); pa-ri (Malay-Narathiwat); pho-da-pa-ki (Malay-Songkhla); ma-pa-ki (Malay-Pattani); ra-yot (Pattani).]; [HINDI: Karanj.]; [MALAYALAM: Pungam.]; [SANSKRIT: Naktamāla.]; [CHINESE: Shuǐ huáng pí.]; [FRENCH: arbre de pongolote.]; [INDONESIA: malapari, mempari];[JAVANESE: bangkong]; [MALAYSIA: pokok mempari, mempari, kacang kayu laut, biansu.]; [PHILIPPINES: bani.]; [VIETNAMESE: Đậu dầu, cây sồi Ấn Độ, cây Pongam, cây Honge.]; [AYURVEDIC: Naktmaal, Udkirya, Karanja.]; [SIDDHA/TAMIL: Pungu.].
ชื่อวงศ์--- FABACEAE (LEGUMINOSAE–PAPILIONOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อนุทวีปอินเดียผ่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถึงออสเตรเลียตะวันออกเฉียงเหนือฟิจิและญี่ปุ่น
***ในหนังสือเล่มเก่าจะใช้ขื่อ Derris indica (Lam.) Bennet หรือ  Pongamia pinnata Pierre.***
พบเกิดขึ้นตามธรรมชาติในป่าที่ลุ่มทั่วไปตามขอบป่าพรุ ริมฝั่งแม่น้ำลำคลองที่เป็นดินเลน ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,200 เมตร
ไม้ต้นขนาดเล็กสูง 5-10 (25) เมตรเส้นผ่านศูนย์กลาง50 - 80 ซม ลักษณะทรงต้น เรือนยอดแผ่กว้างเป็นพุ่ม แน่นทึบ ลำต้นมักคดงอ เปลือกเรียบสีเขียวแกมน้ำตาล ถึงน้ำตาลเทา ใบ ประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงสลับถึงเรียงเวียนสลับ ก้านใบรวมแกนช่อใบยาว 10–15 ซม. ใบย่อย 5-7ใบ เรียงตรงข้ามกัน 3 คู่ และที่ปลายก้านอีก 1 ใบ แผ่นใบย่อยรูปไข่แกมรูปขอบขนาน กว้าง 3–4.5 ซม. ยาว 5–12 ซม. ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน ด้านบนสีเขียวเข้ม ด้านล่างซีดกว่า ดอกแบบช่อเชิงลดมีก้าน ออกตามง่ามใบและปลายกิ่งยาว10-20ซม. ดอกย่อยจำนวนมาก รูปดอกถั่วขนาดเล็กเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 ซม. สีขาวแล้วเปลี่ยนเป็นชมพู ชมพูอมแดงถึงม่วง ผล แบบฝักถั่ว หนา โป่งออก ทรงรูปขอบขนานถึงรูปรี โค้งเล็กน้อย ขนาดกว้าง 2-4ซม.ยาว4-7ซม.ปลายฝักเป็นจงอยสั้นๆ ฝักอวบหนา ผิวเกลี้ยง ฝักแก่สีน้ำตาล ไม่แตก เมล็ดสีแดงคล้ำ รูปโล่แกมรูปขอบขนานขนาด1.5x2ซม.มี1เมล็ด
สปีชีส์นี้มีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดินบางชนิดแบคทีเรียเหล่านี้ก่อตัวเป็นก้อนบนรากและตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ ไนโตรเจนบางส่วนนี้ถูกใช้โดยพืชที่กำลังเติบโต แต่บางชนิดก็สามารถใช้โดยพืชอื่น ๆ
ใช้ประโยชน์---ต้นไม้อเนกประสงค์ที่มีคุณค่าอย่างยิ่งให้น้ำมัน ให้สีย้อม น้ำมันเชื้อเพลิง ยากันแมลง ยารักษาโรคและสินค้าอื่น ๆ อีกมากมาย
-ใช้เป็นยา ใช้สำหรับโรคผิวหนัง - กลาก, หิด, โรคเรื้อน, และสำหรับแผล, เนื้องอก,  การขยายตัวของม้าม, ช่องคลอดและปัสสาวะ  น้ำจากรากใช้สำหรับ ทำความสะอาดแผลพุพอง ดอกไม้ - ใช้ในโรคเบาหวาน ผงเมล็ดใช้สำหรับโรคไอกรนและระคายเคืองของเด็ก ๆ น้ำมันเมล็ดใช้กับผิวหนัง เริมและหิด น้ำมันหอมระเหยจากใบ - ต้านเชื้อแบคทีเรีย, เชื้อรา
-ใช้ในวนเกษตร ใช้ปลูกเพื่อป้องกันการพังทลายของดิน กิ่งไม้ใบไม้ใช้เป็นปุ๋ยพืชสด หรือใช้ปลูกเป็นไม้ประดับเนื่องจากมีดอกสวยงาม
-อื่น ๆ เนื้อไม้แตกต่างกันไปจากสีขาวเป็นสีเหลืองอมเทาไม่มีแก่นที่ชัดเจน ไม่ถือว่าเป็นไม้ที่มีคุณภาพ เพราะไม่คงทนมีแนวโน้มที่จะแยกและบิดงอและเสี่ยงต่อแมลง ใช้สำหรับการทำตู้, รถเข็น,เครื่องมือการเกษตร และมักใช้ทำฟืน-พืชชนิดนี้ใช้ทำไบโอดีเซลในอินเดีย เมล็ดมีน้ำมัน 25–40% ส่วนใหญ่เป็นกรดโอเลอิก ใช้เป็นน้ำมันตะเกียงและน้ำมันหล่อลื่น สารเคลือบเงา, สารยึดเกาะสีน้ำและในการทำสบู่ใช้ผลิตไบโอดีเซลได้เช่นเดียวกับสบู่ดำ ในพื้นที่ชนบทใบแห้งจะถูกเก็บไว้พร้อมเมล็ดพืชเพื่อขับไล่แมลง presscake เมื่อนำไปใช้กับดินมีค่าเป็นสารกำจัดศัตรูพืชโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับไส้เดือนฝอย รากให้ผลผลิตเม็ดสีธรรมชาติที่เรียกว่า 'pinnatin'
รู้จักอันตราย-- เมล็ดมีพิษ เมล็ดตำและเมล็ดคั่ว ใช้เป็นยาเบื่อปลา
ระยะออกดอก---มกราคม-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด รากหน่อ ปักชำ
อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา-หนังสือป่าเชายเลน นิเวศวิทยาและพรรณไม้ โดย สรายุทธ บุญยะเวชชีวิน (ผู้แต่งและภาพ) รุ่งสุริยา บัวสาลี พิมพ์ครั้งที่1 เมษายน 2554


หลังโก่ง/Polyalthia bullata

ชื่อวิทยาศาสตร์---Polyalthia bullata King
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name
ชื่อสามัญ--- Black Tongkat Ali.
ชื่ออื่น---หลังโก่ง(ตรัง) ; [THAI: lang kong (Trang).]; [MALAYSIA: Pokok peleh angin, tongkat ali (Peninsular); tongkat Ali hitam, sepelih angin (Malay).]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---บอร์เนียว มาเลเซีย สิงคโปร์
ไม้ พุ่มสูง1.5-3เมตร พบในป่าดิบชื้นทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้ ที่ระดับความสูง 50-400เมตร เปลือกต้นสีดำแตกกิ่งน้อย กิ่งอ่อนมีขนสีทองหนาแน่น กิ่งแก่มีขนน้อยลง เนื้อไม้เหนียว ใบ รูปหอก กว้าง3-7ซม.ยาว15-30ซม. โคนใบหยักเว้ารูปหัวใจ ปลายใบเรียวทู่หรือแหลมสั้น ขอบใบเป็นคลื่น ใบบาง ใบด้านบนสีเขียวเข้ม เป็นร่องตามเส้นกลางใบและเส้นแขนงใบ และมีขนสีน้ำตาลคลุมอยู่  ใบด้านล่าง เป็นร่องตามเส้นกลางใบและเส้นแขนงใบนูนเด่น และมีขนยาวคลุมอยู่ ดอกเดี่ยวหรือออกเป็นช่อ2-3ดอก ออกตรงยอดตรงข้ามใบ ดอกอ่อนสีเขียว เมื่อบานเปลี่ยนเป็นสีเหลือง มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ดอกบานขนาด2-2.5ซม. ผล กลุ่ม มี2-4ผล ผลกลมขนาด1ซม.มีขนคลุมแน่น เมื่อแก่สีแดง มี2เมล็ด
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา เป็นพืชสมุนไพรที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่สามารถช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งและความสามารถของเพศผู้ ผลการวิจัยพบว่าสารธรรมชาติบางชนิดที่มีอยู่ใน Tongkat Ali สามารถเพิ่มความเป็นชายจากการศึกษาทางเภสัชวิทยาเกี่ยวกับสารประกอบ Saponosides และ Glycosides ใน Tongkat Ali Hitam แสดงให้เห็นว่าพวกเขาสามารถช่วยในการ:ปรับปรุงการไหลเวียนโลหิตด้วยการทำความสะอาดและทำให้บริสุทธิ์ เพิ่มระดับเทสโทสเทอโรนในผู้ชาย เพิ่มพลังงานและความแข็งแกร่ง ส่งเสริมการสังเคราะห์อสุจิ ช่วยในสภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ควบคุมคอเลสเตอรอลในเลือด (ช่วยป้องกันปัญหาหัวใจและความดันโลหิตสูง)
-ใช้เป็นไม้ประดับ มีการนำมาปลูกเลี้ยงในกระถาง
ระยะออกดอก---เดือนมีนาคม-เดือนกรกฏาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด
อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ พรรณไม้วงศ์กระดังงา ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น ภาพ: อภิชัย อิงควุฒิ

หลุมพอทะเล/Intsia bijuga


ชื่อวิทยาศาสตร์---Intsia bijuga (Colebr.) Kuntze
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms
---Afzelia bijuga (Colebr.) A.Gray-Verdcourt.
---Albizia bijuga A.Gray
---Eperua decandra Blanco
---Intsia amboilensis DC.
---Intsia retusa (Kurz) O.Kuntze
ชื่อสามัญ---Borneo-teak, island teak, Johnstone River-teak, Moluccan ironwood, Pacific-teak, scrub-mahogany.
ชื่ออื่น---หลุมพอทะเล(สุราษฎร์ธานี), ประดู่ทะเล(ภาคกลาง), งือบาลาโอ๊ะ(มาเลย์-นราธิวาส) ' [THAI: lum pho thale (Surat Thani); pradu thale (Central); ngue-ba-la-o (Malay-Narathiwat).]; [FRENCH: arbre de fer, bois de cohu foncé, faux teck.]; [PHILIPPINES: ipil laut, ipil (Tagalog).]; [INDONESIA: merbau asam.]; [MALAY: merbau ipil.]; [VIETNAM: go-nuoc.); [FIJI: vesi.]; [PAPUA NEW GUINEA: kwila.]; [TRADE NAME: merbau,]
ชื่อวงศ์---FABACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ชายฝั่งทะเลและหมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดีย ตลอดถึงมหาสมุทรแปซิฟิก
มีถิ่นกำเนิดในออสเตรเลีย (ควีนส์แลนด์), กัมพูชา, ฟิจิ, อินเดีย, อินโดนีเซีย, มาดากัสการ์, มาเลเซีย, ไมโครนีเซีย, พม่า, นิวแคลิโดเนีย, ปาเลา, ปาปัวนิวกินี, ฟิลิปปินส์, ซามัว, เซเชลส์, ไต้หวัน, แทนซาเนีย (แซนซิบาร์) ประเทศไทยและ เวียดนาม  พบขึ้นกระจายตามริมฝั่งแม่น้ำลำคลองที่น้ำทะเลท่วมถึง ตามแนวชายฝั่งที่เป็นแนวของป่าชายเลน พบได้ในระดับความสูงถึง 600 เมตร
เนื่องจากการแสวงหาผลประโยชน์ที่มากเกินไป ทำให้สถานะของมันหายไปในพื้นที่แหล่งกำเนิดบางแห่ง ถูกรวมอยู่ในบัญชีแดงของ IUCN (สหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ) ว่าเป็นประเภท "ความเสี่ยง" (เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในป่า) IUCN Red List of Threatened Species (2009)
ไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ผลัดใบ สูงถึง10- 25 (-40) เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 150 - 200 ซม ลักษณะลำต้นเปลาเปลือกเรียบสีเทาถึงสีชมพูแกมเทา มีพูพอนแผ่เป็นครีบขนาดเล็ก เรือนยอดแผ่กว้าง ใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ แผ่นใบย่อยรูปไข่ยาว 6-14 ซม. และกว้าง 4-8 ซม.ก้านใบยาว 1-2 ซม. ผิวใบเรียบเนื้อใบบางถึงหนาคล้ายแผ่นหนัง ด้านบนสีเขียวด้านล่างสีซีดกว่า ดอก แบบช่อเชิงลดมีก้านแยกแขนงออกตามปลายกิ่งยาวประมาณ 10-16 ซม. ก้านช่อ มีขนนุ่มสั้นละเอียดปกคลุม ดอกย่อย มีกลีบเลี้ยงสีเขียวกลีบดอกสีขาวแล้วเปลี่ยนเป็นชมพูและแดง ผลแบบฝักถั่ว ฝักพองมีหลายเมล็ด แข็ง แบนรูปขอบขนานโค้ง ขนาดกว้าง5-8ซม.ยาว10-20ซม.เมื่อแก่ฝักจะหนาขึ้นและเป็นสีน้ำตาล ฝักแก่จัดแตกตามรอยตะเข็บ เมล็ดแบนสีน้ำตาลรูปไข่ ยาว 20 - 35 มม. กว้างและหนา 8 มมมีไม่เกิน8เมล็ด
ชอบตำแหน่งในแสงแดดเต็มหรือร่มเงาบางส่วน ชอบดินที่อุดมสมบูรณ์ มีความอดทนต่อดินเค็ม ลมแรงและไอเกลือ ชอบ pH ในช่วง 5.5 - 6.5 ทนได้ 5 - 7
ใช้ประโยชน์---ผลิตไม้ที่มีค่ามากที่สุดชิ้นหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้นไม้ถูกใช้ประโยชน์อย่างดุเดือดในป่าเป็นสายพันธุ์ไม้และปลูกในโครงการอนุรักษ์ดิน
-ใช้กิน เมล็ดกินได้หลังจากการเตรียมอย่างระมัดระวังโดยจะแช่ในน้ำเกลือเป็นเวลา 3-4 วันแล้วต้ม
-ใช้เป็นยา เปลือกและใบใช้ในยาแผนโบราณ ถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคทางเดินปัสสาวะ โรคไขข้อ โรคบิดและท้องเสีย
-วนเกษตรใช้ ด้วยระบบรากที่กว้างขวางจึงเป็นต้นไม้ที่เหมาะสมสำหรับการอนุรักษ์ดินและการถมที่ในลำห้วยที่ถูกกัดเซาะและในแถบกันชนตามลำธาร ต้นไม้ยังใช้ในการทำน้ำให้บริสุทธิ์ มีความทนทานต่อแรงลมเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการปลูกเป็นต้นไม้กำบังลม
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ เป็นต้นไม้ที่เติบโตรวดเร็วปานกลางทำให้เป็นไม้ประดับที่ยอดเยี่ยมสำหรับการปลูกริมทะเลหรือริมถนน
-อื่น ๆ ไม้มีค่าสูงในพื้นที่ซึ่งใช้สำหรับการก่อสร้างหนัก เช่น การสร้างสะพาน, เสาไฟฟ้า, หมอนรถไฟ, การสร้างเรือ, คานเสาบ้านและเฟอร์นิเจอร์ รายการอื่น ๆ ที่ทำจากไม้ ได้แก่ ไม้เท้า ชามอาหารและงานแกะสลัก ไม้นี้ใช้สำหรับปูพื้นในตลาดสหรัฐอเมริกาและยุโรปที่จำหน่ายทั่วไปภายใต้ชื่อที่แตกต่างกัน  มีการจัดซื้อจำนวนมหาศาลสำหรับสถานที่จัดงานโอลิมปิกฤดูร้อนปี 2551 ที่ประเทศจีนซึ่งเป็นผู้นำเข้าไม้รายใหญ่ที่สุด -กิ่งก้านเล็ก ๆ ของต้นไม้ล้มถูกใช้เป็นฟืน- เปลือกไม้เป็นแหล่งของแทนนิน สีย้อมสีน้ำตาลได้มาจากเนื้อไม้และเปลือกไม้-น้ำมันเมล็ดขับไล่แมลง มีการกล่าวถึงเปรียบเทียบกับสารสกัดสะเดา (Azadirachta indica) ที่เป็นที่นิยม
ความเชื่อ/พิธีกรรม---ในสมัยก่อนต้นไม้ถือว่าศักดิ์สิทธิ์ในฟิจิ ชามสำหรับให้บริการเครื่องดื่มแบบดั้งเดิมที่ได้รับความนิยมคือยาโกน่า ( yagona)ทำจากไม้ของต้นไม้ต้นนี้
ระยะออกดอก/ติดผล---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ โดยการตัด 60 ซม.ในฟิลิปปินส์มีอัตราการตายสูง(62%)                                                 อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา-หนังสือป่าเชายเลน นิเวศวิทยาและพรรณไม้ โดย สรายุทธ บุญยะเวชชีวิน (ผู้แต่งและภาพ) รุ่งสุริยา บัวสาลี พิมพ์ครั้งที่1 เมษายน 2554

หอมไกลดง/Harpullia aeborea


ชื่อวิทยาศาสตร์---Harpullia aeborea (Blanco.) Radlk.
ชื่อพ้อง---Has 10 Synonyms

Ptelea arborea Blanco Harpullia mellea Lauterb.
Harpullia blancoi Fern.-Vill. Harpullia sphaeroloba Radlk.
Harpullia condorensis Pierre Harpullia tomentosa Ridl.
Harpullia glanduligera Radlk. Otonychium imbricatum Blume
Harpullia imbricata Thwaites Streptostigma viridiflora Thwaites

ชื่อสามัญ---Tulip-wood tree, Cooktown , Tulipwood, Mogum-mogum, Dolls eyes.
ชื่ออื่น---หอมไกลดง,หมังขะอุย,ฮางแกน, กระโปกหมา(ภาคเหนือ),กระโปกลิง(สระบุรี) ; [THAI:hom klai dong, mang kha ui, hang kaen, krapok ma (Northern); krapok ling (Saraburi).]; [CHINESE: Qiáomù jiǎshān luō, Jiǎshān luō shǔ ]; [MALAYALAM: Puzhukkolli, Puzhukolli, Chittilamadakku.]; [TAMIL: Nei Kottei.]; [MALAYSIA: Apoh (Iban); Arip, Ensiru (Bidayuh); Bambuakat (Dusun); Sakubong (Melanau); Tambuakat (Dusun).]; [VIETNAM: Hoạt bi.]
ชื่อวงศ์--- SAPINDACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ศรีลังกา อินเดีย พม่า ไทยกัมพูชา เวียตนามตอนใต้ ฟิลิปปินส์และ ตั้งแต่มาเลเซียถึงตอนเหนือทวีปออสเตรเลีย และแปซิฟิกตะวันตกเฉียงใต้                                                                                                     อ้างอิงภาพประกอบเพื่อการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย      ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร


เติบโตตามธรรมชาติในป่าดิบชื้น บนสันเขาทางลาดและที่ราบในหุบเขา หรือในหนองน้ำบนฝั่งแม่น้ำหรือตามชายฝั่งที่ระดับความสูงไม่เกิน 1,400 เมตร
ประเทศไทย พบมีการกระจายกว้างขวางในภาคเหนือ พบมากในป่าซึ่งยังไม่ถูกรบกวนมากนักที่ระดับความสูง300-1,000เมตร
ไม้ ต้นไม่ผลัดใบ สูง 10-20 (-35) เมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลางได้ 60 - 70 ซม.ลักษณะที่โคนต้นมีร่องเล็กน้อย เปลือกต้นสีเทา ครีม ใบประกอบแบบขนนก ยาวประมาณ 20-40ซม. ใบย่อย2-6คู่ รูปรีแกมขอบขนานขนาดกว้าง3-7ซม.ยาว8-21ซม. ก้านใบย่อยยาวประมาณ 3 -6 มม.โคนใบเว้าเล็กน้อยฐานใบไม่สมมาตร ปลายใบแหลม ผิวใบเกลี้ยง ยอดอ่อนมีขนสีน้ำตาลทองหนาแน่น ดอกออกเป็นช่อยาว15-20 (-40) ซม.มีขนนุ่ม ดอกย่อยขนาดเล็กสีครีมอมเขียว ขนาด1.1-1.8 ซม. กลีบเลี้ยง5กลีบ กลีบดอกมี4-5กลีบ เรียงเวียน มักจะมีขนโดยเฉพาะที่ขอบกลีบ ผลออก เป็นกลุ่มช่อยาว 35 (60) ซม.ผล แบบแคปซูล ขนาด 3-6.5 ซม.สีส้มแสดหรือแดง มีพูลึกแตกออกเป็นสองส่วน แต่ละส่วนมี 1(2) เมล็ด เมล็ดสีดำเป็นมันค่อนข้างกลมขนาด 0.5-0.8 ซม. มีเนื้อสีส้มเป็นรูปวงแหวนหุ้มที่ฐานเมล็ด
ชอบตำแหน่งในดวงอาทิตย์เต็ม พบได้ในป่าที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ ในดินร่วนปนทรายหรือในพื้นที่หินปูนหรือบนดินภูเขาไฟ ที่ระบายน้ำได้ดี เติบโตได้ดีที่สุดในตำแหน่งที่กำบังจากลมแรง
ใช้ประโยชน์---ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเพื่อเป็นยาขับไล่ปลิง สบู่และเป็นแหล่งของไม้คุณภาพดี ไม้มีการแลกเปลี่ยนเพื่อใช้ในงานตู้ที่มีคุณภาพสูง ต้นไม้มักจะปลูกในสวนโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผลไม้ประดับ
-ใช้เป็นยา  น้ำมันเมล็ดใช้ภายนอกใช้รักษาโรคไขข้ออักเสบ แก้เจ็บคอ น้ำจากเปลือกและผลใช้ระงับความเจ็บปวด
-อื่น ๆ แก่นไม้มีสีเหลืองน้ำตาล ไม้เนื้อแข็งปานกลาง หดตัวเล็กน้อยเมื่อแห้ง ใช้สำหรับงานตู้และเฟอร์นิเจอร์ชั้นสูง, อาคารบ้าน, ไม้อัด, กล่องบรรจุภัณฑ์ ฯลฯ ต้นไม้มีซาโปนิน เปลือกและผลบางครั้งใช้แทนสบู่ เปลือกใช้ภายนอก ป้องกันปลิงหรือทาก ใช้เป็นยาเบื่อปลา
ระยะออกดอกและติดผล---มกราคม-เมษายน (อินเดีย)
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด

หัวเต่า/Mezzettia parviflora


ชื่อวิทยาศาสตร์---Mezzettia parviflora Becc.
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms
---Lonchomera leptopoda Hook.f. & Thomson
---Mezzettia curtisii King
---Mezzettia herveyana Oliv.
---Mezzettia leptopoda (Hook.f. & Thomson) Oliv.
---Mezzettia parviflora var. floribunda Boerl.
---Mezzettia parviflora var. subtetramera Boerl.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---หัวเต่า(นครศรีธรรมราช) ; [THAI: hua tao (Nakhon Si Thammarat); [MALAYSIA: Mempisang, Meroyan Hutan(Malay), Kepayang burong, Payang burong (Sarawak).]; [INDONESIA: Foki-foki.]; [BORNEO: Ampunjit selapatan; Banitan; Barun; Bongkoi; Kepayang babi; Mahumbut; Mempisang; Nyaten; Pisang-pisang.]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย คาบสมุทรมาเลเซีย สุมาตรา บอร์เนียว (ซาราวัก บรูไน ซาบาห์กลางและตะวันออก กาลิมันตัน) เซเลเบสและโมลุกะ พบได้ในป่าเต็งรังผสม keranga และป่าพรุ ป่าดงดิบที่ไม่ถูกรบกวนซึ่งมีความสูงไม่เกิน 800 เมตร ประเทศไทยพบขึ้นในป่าดิบชื้นทางภาคใต้
ไม้ ต้นขนาดใหญ่สูงถึง 40เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 90 ซม. เปลือกต้นสีดำแตกเป็นร่องเล็กน้อย โคนลำต้นเป็นพูพอนเล็กน้อย ต้นเปลาตรงแตกกิ่งระดับสูงขนานกับพื้นดิน ทรงพุ่มกลมโปร่ง กิ่งอ่อนเรียบ เนื้อไม้เหนียวมาก ใบรูปรีแกมขอบขนาน ขอบใบเรียบใบหนา สีเขียวเข้ม เป็นมันทั้งสองด้าน ดอกออกเป็นช่อ2-4ดอกมีใบเกล็ดเล็กๆที่ก้านดอก กลีบดอก6กลีบเรียงกันสองชั้นผิวเรียบเป็นมัน เมื่อดอกบานมีสีเหลืองอมเขียวดอกบานทนได้นาน1-2วัน ผลเดี่ยวเปลือผลเรียบเป็นมันเมื่อแก่สีเขียวอมเหลือง
ใช้ประโยชน์---เนื้อไม้นำมาใช้ในงานก่อสร้างและเป็นเชื้อเพลิง
ระยะออกดอก---พฤษภาคม-กรกฏาคม  
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ                                                                                         
อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ พรรณไม้วงศ์กระดังงา ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น ภาพ: อภิชัย อิงควุฒิ


หัวแหวน/Decaspermum parviflorum ssp parviflorum


ชื่อวิทยาศาสตร์---Decaspermum parviflorum (Lam.) A. J. Scott
ชื่อพ้อง---Has 23 Synonyms

-Decaspermum alternifolium (Miq.) Nied. -Nelitris bracteata Blume
-Decaspermum confinis (Blume) Nied. -Nelitris confinis Blume
-Decaspermum myrsinoides (Blume) Nied. -Nelitris leucocoma Miq.
-Decaspermum paniculatum (Lindl.) Kurz -Nelitris lucida Blume
-Decaspermum parviflorum var. caudatum A.J.Scott -Nelitris myrsinoides Blume
-Decaspermum pyrifolium (Miq.) Koord. & Valeton -Nelitris pallescens Miq.
-Decaspermum sericeum Hance -Nelitris paniculata Lindl.
-Eugenia polygama Roxb. -Nelitris polygama Spreng.
-Myrtus elachantha F.Muell. -Nelitris polymorpha Blume
-Myrtus longifolia Reinw. ex Blume -Nelitris pubescens Miq.
-Nelitris alba Blume -Nelitris pyrifolia Miq.
-Nelitris alternifolia Miq.

ชื่อสามัญ---silky myrtle.
ชื่ออื่น---กริม(สุราษฎร์ธานี,),ขี้ใต้, พลองขี้ควาย(ภาคใต้),ตุกาบือแน (มาเลย์-นราธิวาส) ,บูเงาะบาลี(มาเลย์-ปัตตานี),สู่มือฝ่อ, เส่มีพอกะเหรี่ยง-เชียงใหม่); [THAI: krim (Surat Thani); khi tai, phlong khi khwai (Peninsular); tu-ka-bue-nae (Malay-Narathiwat); bu-ngo-ba-li (Malay-Pattani); su-mue-fo, se-mi-pho (Karen-Chiang Mai); ; [CHINESE: wu ban zi lian shu.]; [MALAYSIA: Baduk-baduk, Kelentit Kering (Malay); Badukan, Bawing (Dusun); Belau Belau (Kedayan); Beliaduk, Tegiras, Belau Baduk, Barik (Bajau); Ubah Nipat (Iban).]
ชื่อวงศ์---MYRTACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่พม่าตอนใต้ไปจนถึงตอนใต้ของจีน, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซียส่วนใหญ่, นิวกินี, และขยายไปถึงไมโครนีเซียและทางตะวันออกเฉียงเหนือของออสเตรเลีย เติบโตในพุ่มไม้และป่าเขตร้อนขยายไปถึงระดับความสูงประมาณ 2,000 เมตร.ประเทศไทยพบเป็นไม้ป่าพื้นเมืองของไทยที่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก
ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก ไม่ผลัดใบ สูง 10-20 เมตร  ลักษณะเปลือกต้นหนาและแตกเป็นร่องลึกตามยาว แตกกิ่งจำนวนมาก  ก้านใบยาว 3–7 มม ใบเดี่ยวออกตรงข้ามเป็นคู่ รูปไข่กลับ แผ่นใบหนาแข็ง ขนาดใบกว้าง 0.5-4 ซม.ยาว1-10 ซม.ผิวใบเรียบสีเขียวเข้มทั้งสองด้าน ดอกออกเป็นช่อที่ซอกใบใกล้ปลายยอดยาว9 ซม.  มีดอกย่อย 3-8 ดอก   ใบประดับรูปไข่รูปใบหอกยาว 0.5-2 ซม ชั้นกลีบเลี้ยงปลายแยก 5 พูคงอยู่ติดผล กลีบดอกบางมี4กลีบ ดอกสีขาวหรือชมพู เกสรผู้จำนวนมากปลายก้านเกสรเพศเมียกลม เมื่อบานขนาด0.8ซม.ผลเล็กกลมสีม่วงเข้มถึงดำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3-5 มม. มีขนปกคลุมบนพื้นผิว เมล็ดมี 3-12เมล็ด
ดอกบานพร้อมกันทั้งช่อ ดอกบาน1-2วันแล้วโรย ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆช่วงพลบค่ำ ช่วงออกดอกเต็มต้นอยู่ประมาณ 2สัปดาห์
ระยะออกดอก---มีนาคม-เมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิงภาพประกอบเพื่อการศึกษา--หนังสือต้นไม้เมืองเหนือคู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร


หำช้าง/Platymitra macrocarpa


ชื่อวิทยาศาสตร์---Platymitra macrocarpa Boerl.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonames
---Platymitra siamensis Craib
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---กะหำ(จันทบุรี), ตุมช้าง, หำช้าง, หัวช้าง, นางเร็ว (ขลบุรี-ประจวบคีรีขันธ์) ; [THAI: kaham (Chanthaburi), tum chang, ham chang,  hua chang, nang reao (Chon Buri, Prachuap Khiri Khan).]; [CHINESE: Kuān mào huā.]; [MALAYSIA: Mangitan, Pokok Mangitan (Malay).]; [INDONESIA: kalak kembang (Javanese), ki laja, ki sigeung (Sundanese).]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย
พบในประเทศไทย, คาบสมุทรมาเลเซีย, สุมาตราและชวาตะวันตก ชนิดนี้หายากและกระจัดกระจายในป่าที่ลุ่มโดยทั่วไปบนเนินเขา ในมาเลเซียนั้นสามารถพบได้ในหลาย ๆ พื้นที่ ได้แก่ ลังกาวี, เคดาห์, เประ, สลังงอร์, เนกรีเซมบีลันและยะโฮร์ ในประเทศไทยพบขึ้นในป่าดิบชื้นทางภาคตะวันออกเฉียงใต้และภาคใต้ ที่ระดับความสูง 200-500เมตร
ไม้ต้นขนาดใหญ่สูง12-20(-35)เมตร ลักษณะทรงต้น ลำต้นเปลาตรงเปลือกนอกของลำต้นจะเป็นสีเทาหรือเทาเข้มแตกร้าว เปลือกสีน้ำตาลอ่อนด้านใน แตกกิ่งระดับสูงจำนวนมากในระดับสูง ทรงพุ่มโปร่งแผ่กว้าง เนื้อไม้เหนียว ใบรูปหอกแกมขอบขนาน กว้าง1.5-2.5ซม.ยาว5-13ซม. โคนใบมนกว้างและเบี้ยวเล็กน้อย ปลายใบเรียวหรือหยักเป็นติ่ง ใบมีสีเขียวเข้มบนพื้นผิวด้านบน แต่มีสีอ่อนกว่าสำหรับด้านล่าง -ดอกออกเป็นกระจุกตามกิ่งเหนือรอยแผล ดอกสีเหลือง กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันตรงโคน ปลายแยกเป็นแฉกทู่ๆ3แฉก กลีบดอกมี6กลีบเรียงเป็น2ชั้น กลีบชั้นนอกมีขนาดใหญ่กว่ากลีบชั้นใน ดอกบานขนาด 1.5-2ซม. -ผลกลุ่มมีผลย่อย1-3ผล ไม่มีก้านผล ผลรูปกลมรียาว5-6ซม. เปลือกหนาและแข็ง เมล็ดกลมแบน
ใช้ประโยชน์---ในแง่ของการประยุกต์ใช้สายพันธุ์นี้เป็นพืชพื้นเมืองที่ได้รับการรายงานว่ามีการใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื้อไม้นำมาใช้ในงานก่อสร้างภายในอาคารสร้างเรือและ เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์การเกษตรและเครื่องประดับบางชนิด แม้ว่าตระกูล Annonaceae นั้นเป็นที่รู้จักกันดีว่ามีสารเคมีที่ออกฤทธิ์ทางชีวภาพมากมายโดยเฉพาะ
อัลคาลอยด์ แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีรายงานเกี่ยวกับ สายพันธุ์นี้ถึงฤทธิ์ทางเคมีและฤทธิ์ทางชีวภาพ
ระยะออกดอก---ธันวาคม-กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์---โดยการเพาะเมล็ด                                                                                                                  
อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ พรรณไม้วงศ์กระดังงา ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น ภาพ: อภิชัย อิงควุฒิ

หูช้าง/Enterolobium cyclocarpum


ชื่อวิทยาศาสตร์---Enterolobium cyclocarpum (jacq.) Griseb.
ชื่อพ้อง---Has 8 Synonyms

-Albizia longipes Britton & Killip     -Basionym: Mimosa cyclocarpa Jacq.
-Enterolobium cyclocarpa (Jacq.) Griseb. -Mimosa parota Sesse & Moc.    
-Feuilleea cyclocarpa (Jacq.) Kuntze -Pithecellobium cyclocarpum (Jacq.) Mart.    
-Inga cyclocarpa (Jacq.) Willd.     -Prosopis dubia Kunth 

ชื่อสามัญ---Guanacaste, Caro Caro, Elephant's Ear Tree, Earpod, Elephant’s ear, Monkey-ear tree, Devil's Ear.
ชื่ออื่น---หูช้าง(กรุงเทพฯ) ; [THAI: hu chang (Bangkok).]; [CHINESE: xiang er dou.]; [FRENCH: caro, oreille d'éléphant, oreille de singe, bois tanniste rouge.]; [GERMAN: Affenseife.]; [SPANISH: costa-mahogany, dormilón, flamboyan extranjero, nacastillo, nacastle , pich, picho.]; [MEXICO; Guanacastle.]; [COLOMBIA: Anjera, Carito, Orejero, Piñón.]; [CARIBBEAN/JAMAICA: Monkey Soap.]
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-MIMOSACEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์--- ตอนกลางและตอนใต้ของทวีปอเมริกาใต้   แคริบเบียน สหรัฐอเมริกา
มีถิ่นกำเนิดในประเทศเม็กซิโก บราซิล เวเนซูเอล่า มันแพร่หลายในหมู่เกาะแคริบเบียนและใน กายอานา ฟลอริดา เปอร์โตริโกและฮาวาย พบตามธรรมชาติในพื้นที่ชายฝั่งทะเลและตามริมฝั่งแม่น้ำ มักพบในพื้นที่เสื่อมโทรมของที่ราบลุ่มชื้นและต่ำและในพื้นที่ป่าที่ถูกรบกวน ที่ระดับความสูง 300-1200 เมตร
ไม้ ต้นผลัดใบ สูง20-30 (-45) เมตร มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน2- 3 เมตร เปลือกมีความหนา 2- 3 ซม. เรียบหรือบางครั้งมีรอยย่นเล็กน้อยสีเทาซีด ในต้นไม้ที่มีอายุมากๆจะพัฒนาตัวค้ำยันขนาดเล็กและสร้างรากขนาดใหญ่ที่ทอดยาวไปตามพื้นดินประมาณ 2 - 3 เมตร ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก2ชั้น กว้าง17-20ซม.ยาว15-40ซม. จำนวน4-15คู่ มีใบย่อย40-70ใบเรียงสลับ ใย่อย รูปขอบขนาน ปลายเรียวแหลม โคนมน ขอบใบเรียบ ดอกออกเป็นกระจุกบนช่อแยกแขนงตามกิ่งและซอกใบ กลุ่มดอกสีเขียวเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.5-2 ซม. ดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกัน กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น5แฉก ผลเป็น ฝักแบนติดเป็นวงกลม โค้งงอเส้นผ่านศูนย์กลาง 7-12ซม. ฝักผิวเรียบสีน้ำตาลดำมันวาวและมีรสหวาน เมื่อฝักแก่ไม่แตกในฤดูแล้งเมื่อต้นไม้ใบร่วงจะมีฝักสีน้ำตาลห้อยอยู่บนต้นไม้ มี8-20เมล็ด เมล็ดมีขนาดใหญ่รูปไข่แบนสีน้ำตาลมันวาวกว้าง 2.3 ซม. x ยาว 1.5 ซม. ล้อมรอบด้วยเนื้อหวานหอมเป็นรูพรุนและเป็นเส้น ๆ
ชอบดินที่อุดมสมบูรณ์ มีการระบายน้ำดีและอยู่ในตำแหน่งที่แสงแดดส่องถึง ชอบ pH ในช่วง 4.5 - 8 ซึ่งทนได้ 4 - 8.5 เป็นพืชที่ทนทานต่อความแห้งแล้งมาก
สปีชีส์นี้มีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดินบางชนิดแบคทีเรียเหล่านี้ก่อตัวเป็นก้อนบนรากและตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ ไนโตรเจนบางส่วนนี้ถูกใช้โดยพืชที่กำลังเติบโต แต่บางชนิดก็สามารถใช้โดยพืชอื่น ๆ
ใช้ประโยชน์---เป็นสายพันธุ์อเนกประสงค์กับการใช้งานที่หลากหลาย ให้ไม้ดี สบู่ แทนนินและยาง บางครั้งเมล็ดและฝักที่กินได้จะรวบรวมมาจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่น
-ใช้กิน เมล็ดกินได้มีคุณค่าทางโภชนาการสูงและสามารถเปรียบเทียบกับถั่วได้  ปรุงในซุปและซอสหรือจะปิ้งและบด เพื่อทำแป้ง ในบางพื้นที่เมล็ดจะถูกคั่วและนำไปใช้แทนกาแฟ
-ใช้เป็นยา น้ำที่ได้จากเปลือกใช้ในการรักษาโรคหวัด ยางที่ได้จากลำต้นใช้เป็นยารักษาอาการเจ็บหน้าอก
-ใช้เป็นไม้ประดับให้ร่มเงาใช้เป็นไม้ประดับในสวนสาธารณะ อาจจะใหญ่เกินไปสำหรับสวนในบ้านพักอาศัย และอาจมีอันตรายหากปลูกอยู่ในที่ลมแรงเพราะกิ่งเปราะหักง่าย
-อื่น ๆ แก่นไม้สีน้ำตาลวอลนัท มีความทนทานสูงต่อเชื้อราและปลวก ใช้สำหรับการก่อสร้างและทำ handycrafts ของเล่นและของใช้ มีความหนาแน่นต่ำมากและสามารถทำวัสดุที่ลอยได้สำหรับอวนปลาหรือเรือแคนู เนื้อจากฝักมีซาโปนินและใช้เป็นผงซักฟอกซักเสื้อผ้า ใบ ฝักและเมล็ดใช้ใน อเมริกากลาง เพื่อเลี้ยงสัตว์กินพืชเช่น แพะ แกะหรือม้า
รู้จักอันตราย---ฝุ่นจากโรงเลื่อยอาจทำให้เกิดอาการแพ้ ขี้เลื่อยถูกใช้เป็นพิษในปลา สามารถฆ่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
สำคัญ---ต้นไม้นี้ถูกนำมาใช้เป็นต้นไม้ประจำชาติของคอสตาริกา
ระยะออกดอก---เมษายน-มิถุนายน
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด


เหมือดแก้ว/Sladenia celastrifolia

ชื่อวิทยาศาสตร์---Sladenia celastrifolia Kurze
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น--เหมือดแก้ว(นครราชสีมา; [THAI: mueat kaeo (Nakhon Ratchasima).]; [CHINESE: le guo cha, Dúyào shù.]
ชื่อวงศ์---SLADENIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน พม่า ไทย เวียตนาม
พบในจีน (กุ้ยโจว ยูนนาน) ตอนเหนือของพม่าไทยและเวียตนาม เติบโตตามธรรมชาติในป่าไม้ในหุบเขาที่ระดับความสูง 700-1900 เมตร
ไม้ ต้นสูง 4-6เมตร แตกกิ่งเล็กๆจำนวนมาก เนื้อไม้แข็งและเหนียวมาก ใบเดี่ยวรูปรี แผ่นใบหนาและเหนียว ขอบใบจักเป็นซี่เล็กๆ ยาว5-7ซม. ดอกย่อย7-9ดอกช่อดอกออที่ซอกใบ ยาว3-4ซม. ช่อดอกสีขาว มีเกสรผู้จำนวนมาก ดอกย่อยสีขาวเมื่อบานขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.5ซม.ดอกทยอยบานทั้งช่อ ผลแคปซูล กลีบเลี้ยงติดถาวร เมล็ดรูปไข่สีน้ำตาลแกมเหลืองยาวประมาณ 2 มม ช่วงออกดอกเต็มต้นสวยงามอยู่ได้2สัปดาห์ ดอกบาน1-2วันแล้วโรย ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆตลอดวัน และหอมแรงช่วงพลบค่ำ  เป็นพรรณไม้ทีชอบอากาศเย็นและทนทานต่อแรงลมได้ดี โตช้า และเป็นไม้ป่าพื้นเมืองของไทยที่ยังไม่ค่อยมีคนรู้จัก
ระยะออกดอก---พฤศจิกายน-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด

เหมือดคนตัวผู้/Helicia nilagirica

ชื่อวิทยาศาสตร์---Helicia nilagirica Bedd.
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Helicia cornifolia W.T.Wang
---Helicia erratica Hook.f.
---Helicia stricta Diels
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---เหมือดคนตัวผู้,จิกหิน,เหมือดตบ(เชียงใหม่),ช่องดุ(กระเหรี่ยง กาญจนบุรี), เดื่อหิน,ตะขาบต้น,โพสะลอง(เลย) ; [THAI: mueat khon tua phu, chik hin, mueat top (Chiang Mai); chong-du (Karen-Kanchanaburi); duea hin, ta khap ton, pho sa long (Loei); [CHINESE: shen lü shan long yan.]; [INDIA: Tagale muggu(Kan).]; [BHUTAN: Bandre, Potor shing.]
ชื่อวงศ์---PROTAECEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน, อินเดีย, เนปาล, สิกขิม, ภูฏาน, พม่า, อินโดจีน
อ้างอิงภาพประกอบเพื่อการศึกษา---ไม้ต้นในสวน Trees in the Gardenโดย องค์การสวนพฤกษศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี The Botanical Garden Organization Office of the Prime Minister พิมพ์ครั้งที่1 พฤษภาคม 2542 จัดพิมพ์โดย มูลนิธิ ศาสตราจารย์ ดร.สง่า สรรพศรี 

   

เติบโตตามธรรมชาติในป่าดิบแล้งกว้างลาดภูเขาหุบเขาในประเทศ จีน(ยูนนาน)ที่ระดับความสูง1,000-2,000 ใน อินเดีย(ทางใต้ของตะวันตก Ghats-South Sahyadri)นปาล, สิกขิม, ภูฏาน, ) พม่า ไทย กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม พบตามป่าดิบเขา ริมฝั่งแม่น้ำในป่ากึ่งป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง ในป่าเขากึ่งโล่งแจ้ง มักจะขึ้นปนกับไม้สน ที่ระดับความสูง 500-1700 เมตร
ไม้ ต้นขนาดเล็กสูงประมาณ 5-15เมตร  ลักษณะ เปลือกต้นสีครีมอ่อนถึงสีน้ำตาลแก่ มีรอยแตกตื้นๆ  ใบเดี่ยวเรียงเวียนรอบกิ่งรูปไข่กลับ รูปรีหรือรูปขอบขนาน กว้าง4-6.5ซม.ยาว8-14ซม.ก้านใบยาว 5-15 มม.อ้วนใหญ่บวมที่ฐานเกลี้ยง ยอดอ่อนมีขนสีน้ำตาลอมแดงหนาแน่น ใบแก่เหนียวเรียบเกลี้ยง หรือเกือบเรียบเกลี้ยง ดอกออกเป็นช่อตามกิ่ง สีขาวอมเหลือง หรือขาวอมเขียว สมบูรณ์เพศ ดอกเป็นช่อยาว5-20(34)ซม.ผลสีน้ำตาลอมม่วง ผิวเกลี้ยง รูปกลมหรือรูปไข่กลับ ปลายสั้นฐานเป็นจุก มีเปลือกแข็ง  เส้นผ่านศุนย์กลางผล 2.5-3.5 ซม.เมล็ดขนาดใหญ่เมล็ดเดียวก้านผลยาว0.5ซม.อ้วนและแข็ง
ใช้ประโยชน์ ---ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นยาแหล่งที่มาของไม้และอาจเป็นอาหาร มันถูกปลูกเป็นสายพันธุ์บุกเบิกในโครงการปลูกป่าในประเทศไทย
-ใช้กิน ผลกินได้
-อื่น ๆ ไม้สีเทาอมชมพูมีความแข็งปานกลาง ใช้กับงานตกอต่งแต่ไม่คงทน
ระยะออกดอก/ติดผล---กุมภาพันธ์-มิถุนายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิง, ภาพประกอบเพื่อการศึกษา--หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร

เหมือดจี้ดง/Memecylon plebejum  var. ellipsoideum


ชื่อวิทยาศาสตร์---Memecylon  plebejum Kurz var. ellipsoideum. Craib
ชื่อพ้อง---This name is a synonyms of Memecylon plebejum Kurz
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ตะมองคอง,มังกร(เชียงใหม่),เหมือดจี้ดง(ลำปาง); [THAI: ta mong khong, mangkon (Chiang Mai); mueat chi dong (Lampang).]
ชื่อวงศ์---MELASTOMATACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---บังคลาเทศ ตอนใต้ของพม่า ไทย

 

พบทั่วไปในป่าเบญจพรรณ ป่าชั้นล่างกึ่งโล่งแจ้ง
ไม้ ยืนต้นขนาดเล็กสูงถึง 9เมตร ลักษณะทรงต้น ลำต้นคดงอ เปลือกสีน้ำตาลเข้ม บาง มีรอยแตกละเอียด เปลือกชั้นในสีครีม ใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามระนาบเดียวกัน ขนาดใบกว้าง2-4ซม.ยาว5-10ซม.ใบแก่เหนียว หนาเป็นมัน สีเขียวเข้ม ท้องใบสีเขียวอมเหลือง ดอกขนาด0.5ซม.สีม่วงอมน้ำเงินออกเป็นช่อแน่น ก้านดอก 0.2 ซม. เรียวเล็กมีรอยต่อใบประดับที่ฐานชั้นกลีบเลี้ยงรูปกรวยปลายแยก 4 แฉก กลีบดอก 4 กลีบ บานโค้งกลับและหลุดร่วงง่าย ผลกลมขนาด 0.7-0.9 ซม. มีก้านเกสรเมียติดช้างบน สีเหลืองแล้วเปลี่ยนเป็นสีม่วงอมน้ำเงิน เนื้อบางและเมล็ดขนาดใหญ่
ใช้ประโยชน์---เครื่องจักสานและเครื่องใช้สอย
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิง, ภาพประกอบเพื่อการศึกษา--หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร

เหมือดดอย/Symplocos macrophylla ssp.sulcata


ชื่อวิทยาศาสตร์---Symplocos sulcata Kurz.
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Symplocos glandulosopunctata Y.F. Wu    
---Symplocos persistens Huang & Y. F. Wu in Y. F. Wu    
---Symplocos yunnanensis Brand
ชื่อสามัญ--None
ชื่ออื่น---เหมือดดง(เลย), เหมือดดอย (ภาคเหนือ) ; [THAI: mueat dong (Loei), mueat doi (Northern).]ว; [CHINESE: gou cao shan fan.]
ชื่อวงศ์---SYMPLOCACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย พม่า คาบสมุทรอินโดจีน จีน


พบในประเทศจีน [ Xizang (Mêdog Xian),ยูนนานพบตาม ป่าผสมที่ระดับความสูง1200--2300เมตร.] ในประเทศไทย มีการกระจายกว้างขวางพบทั่วไปตามป่าดิบเขา
ไม้ ยืนต้นสูง 18เมตรลักษณะเปลือกต้นสีน้ำตาลอ่อน หรือน้ำตาลอมแดง เปลือกบางเรียบแตกตามยาวบ้างเล็กน้อย  ก้านใบ 4--13 มม ใบรูปไข่แคบใบกว้าง3-6.5ซม.ยาว8-20ซม. ใบ บางมีขนยอดอ่อนและก้านมีขนสีน้ำตาลเข้มปกคลุม ดอก เป็นช่อ ยาวถึง 3 ซม.ก้านดอกยาวถึง 2 ซม. มีขนหนาแน่น ตุ่มตารูปกรวย มีกาบใบที่หลุดร่วงไวซ้อนกันห่อหุ้ม ผลขนาด 0.6-0.9 ซม.รูปมนรีหรือทรงกระบอกที่ยอดมีกลีบเลี้ยงที่คงอยู่ เนื้อผลบางมีชั้นหุ้มเมล็ดแข็ง เมล็ดสีน้ำตาลเข้ม2เมล็ด
ใช้ประโยชน์---
ระยะออกดอก---พฤษภาคม-พฤศจิกายน---ติดผล---มีนาคม-ตุลาคม (จีน)
ขยายพันธุ์---เมล็ด

เหมือดโลด/Aporosa villosa

ชื่อวิทยาศาสตร์---Aporosa villosa (Wall. ex Lindl.) Baill.
ชื่อพ้อง---Has3 Synonyms
---Aporosa sphaerosperma Gagnep.
---Aporosa sphaerosperma var. cordata Gagnep.
---Scepa villosa Lindl.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---กรม(ภาคใต้) ด่าง, แด่งพง (สุโขทัย), ตีนครืน, พลึง, เหมือดโลด (กลาง)เหมือดควาย, เหมือดตบ(เหนือ),ประดงข้อ(พิจิตร),เหมือดหลวง (เชียงใหม่)
 ; [THAI: krom (Peninsular); daeng phong, dang (Sukhothai); tin khruen, phlueng, lot (Central); mueat khwai, mueat top, mueat luang (Northern); pradong kho (Phichit)
ชื่อวงศ์---PHYLLANTHACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- พม่า คาบสมุทรอินโดจีน    


สกุล Aporosa เดิมอยู่ภายใต้วงศ์ Euphorbiaceae ปัจจุบันอยู่เผ่า Antidesmeae มี 82 ชนิด พบที่อินเดีย ศรีลังกา จีนตอนใต้ พม่า ภูมิภาคอินโดจีนและมาเลเซีย ถึงหมู่เกาะแปซิฟิก ในไทยมี 20 ชนิด หลายชนิดมีลักษณะคล้ายกันมาก เช่น นวลเสี้ยน A. octandra (Buch.-Ham. ex D. Don) Vickery เหมือดโลด A. villosa (Lindl.) Baill., A. wallichii Hook. f. และ A. yunnanensis (Pax & K. Hoffm.) F. P. Metcalf ชื่อสกุลมาจากภาษากรีก “aporia” ยาก หมายถึงสกุลที่ยากในการจัดจำแนก    
มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบอินโดจีนเป็นไม้ที่พบทั่วไปในชั้นล่างของป่าผลัดใบและป่าสนพบที่ระดับความสูง 100 - 1,500 เมตร
ไม้ ต้นผลัดใบสูง 6-15เมตร   ลักษณะเปลือกต้นหนาสีน้ำตาลเทาหรือน้ำตาลออกแดง มีรอยแตกลึกๆ เปลือกชั้นในสีเหลืองอ่อนหรือส้ม มีวงบางๆสีน้ำตาล เนื้อไม้สีแดง ค่อนข้างแข็งเนื้อไม้สม่ำเสมอ ใบเป็นประเภท ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ขนาดของใบกว้าง5-8ซม.ยาว9-18ซม.แผ่นใบค่อนหนาเรียบด้านบน ด้านล่างมีขนสีเหลืองนุ่ม ก้านใบพอง
ดอกออกเป็นกระจุกแยกเพศ ดอกผู้ออกตามซอกใบไม่มีก้านดอก เรียงติดกันแน่น แต่ละดอกมีใบประดับ ขนาดเล็กรองรับดอกเพศเมียออกเป็นกระจุกมี2-5ดอก ออกติดลำต้นแต่ละดอกไม่มีก้านดอก ผล รูปไข่มีขนสีน้ำตาลอมเหลืองหนาแน่นปกคลุมขนาดกว้าง0.7ซม.ยาว1ซม. เมื่อแก่แตกออกเป็น2ซีกเยื่อหุ้มเมล็ดสีส้มแดงมีเมล็ด 1เมล็ด
ใช้ประโยชน์---บางครั้งต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเพื่อเป็นยาและเชื้อเพลิง
-ใช้เป็นยา เปลือกไม้และไม้ใช้เป็นยา -อื่น ๆ ไม้ใช้เป็นเชื้อเพลิง
ระยะออกดอก---เดือน มกราคม-เดือนกุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิงภาพประกอบเพื่อการศึกษา--หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร

เหมือดหลวง/Symplocos cochinchinensis var. laurina

  

ชื่อวิทยาศาสตร์---Symplocos cochinchinensis (Lour.) S. Moore var. laurina (Retz.) Noot.
ชื่อพ้อง---Has 18 Synonyms

-Bobua divaricativena (Hayata) Kaneh. & Sasaki -Symplocos konishii Hayata
-Dicalix theophrastifolius (Siebold & Zucc.) Migo -Symplocos laurina (Retz.) Wall. ex G. Don
-Maesa aurea H. Lév. -Symplocos schaefferae Merr.
-Maesa bodinieri H. Lév. & Blin. -Symplocos spicata Roxb.
-Symplocos balfourii H. Lév. -Symplocos stenostachys Hayata
-Symplocos bodinieri Brand -Symplocos terminalis Brand
-Symplocos divaricativena Hayata -Symplocos theophrastifolia Siebold & Zucc.
-Symplocos dung Eberh. & Dubard -Symplocos vinosodentata H. Lév.

ชื่อสามัญ--- Laurel sapphire berry, Laurel Sweet-leaf.
ชื่ออื่น---ขี้หนอนใหญ่(ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)โลด(ภาคใต้),เหมือดเมี่ยง,เหมือดหลวง (ภาคเหนือ), เหมือดลิ้น (ภคตะวันออก); [THAI: khi non yai (Northeastern); lot (Peninsular);  mueat miang, mueat luang (Northern); mueat lin(Eastern).]; [CHINESE: huang niu nai shu.]; [HINDI: bholiya, sodh.]; [KANNADA: chang, lodha.]; [MALAYALAM: Kamblivetti, Pachotti, Parala, Pambari.]; [MARATHI: mirajoli.]; [NEPALI: kholme.]; [SANSKRIT: lodhra.]; [TAMIL: kambli-vetti.]; [VIETNAM: Dung lá trà, Cây lượt, Du đất, Dung sạn.]
ชื่อวงศ์--- SYMPLOCACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย พม่า คาบสมุทรอินโดจีน จีน คาบสมุทรมาเลย์ บอร์เนียว ฟิลิปปินส์  ญี่ปุ่น ทวีปอเมริกา


เกิดตามธรรมชาติในป่าดิบชื้นกึ่งป่าดงดิบ ในเอเซียเขตร้อน : (อินเดีย ศรีลังกา พม่าไทย อินโดจีน จีน(ฝูเจี้ยน กวางจง กวางสีไหหลำ) ฟอร์โมซา ญี่ปุ่น); ใน Malesia: สุมาตรา, คาบสมุทรมาเลย์ (หายาก), ชวา (พบได้บ่อย), เกาะบอร์เนียว (หายาก), เซเลเบส (หายาก) ภาคใต้ของอเมริกา: , อาร์เจนตินา ที่ระดับความสูง 300-2000 เมตร ส่วนใหญ่อยู่เหนือ 1,300 เมตร
ไม้ ยืนต้นไม่ผลัดใบขนาดเล็ก น้อยที่จะสูงถึง 20(-35) เมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลางสูงสุด 50 ซม เปลือกต้นสีเทาเข้มหรือน้ำตาลเกลี้ยง ก้านใบ 6-15 มม มีร่องด้านบน ใบเดี่ยวรูปใบหอกหรือรูปไข่เแกมขอบขนาน ขนาดกว้าง3-9 ซม.ยาว12-25 ซม.ขอบใบมีซี่ตื้นๆและมีต่อม ยอดอ่อนมีขนสีน้ำตาลส้มหนาแน่น ใบแก่ด้านล่างมักจะมีขนโดยเฉพาะตามตามเส้นใบ ดอกเป็นดอกช่อมีกลิ่นหอมเล็กน้อย เป็นช่อยาวแคบ ช่อยาว 3-15 ซม. ผล ขนาด 0.5-1ซม. แก่จัดสีเขียวอมน้ำเงิน รูปกลมหรือคนโทแคบ ปลายผลมีจงอยของชั้นกลีบเลี้ยง มีร่องตื้นๆและเนื้อบาง  มีเมล็ด1เมล็ดที่โค้งงอ
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา รักษาแผลไฟไหม้ เปลือกใช้แก้ไข้แก้บิดแก้ท้องร่วง ในประเทศจีนเปลือกใช้รักษาโรคหวัด
-อื่น ๆไม้ใช้ทำสิ่งก่อสร้างหลัก เสาบ้าน และทำกรอบประตูหน้าต่าง เปลือกอุดมไปด้วยแทนนินและอลูมิเนียม ยาต้มจากเปลือกจะใช้ในการผลิตสีแดงสีเหลืองและสีน้ำตาลที่ใช้ในอุตสาหกรรมผ้าบาติกในชวา
ระยะออกดอก---มีนาคม - พฤษภาคม
ขยายพันธุ์--เมล็ด
อ้างอิง ภาพประกอบเพื่อการศึกษา--หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร

เหมือดหอม/ Symplocos racemosa


ชื่อวิทยาศาสตร์---Symplocos racemosa Roxb.
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Symplocos intermedia Brand
---Symplocos macrostachya Brand
---Symplocos propinqua Hance
ชื่อสามัญ---Lodha tree, Lodh tree, Symplocos bark, China nora.
ชื่ออื่น---เหมือดหอม,เหมือดน้อย(ภาคเหนือ,ตะวันออกเฉียงเหนือ),เหมือดโลด(นครราชสีมา),เหมือดส้ม(ส่วย ศรีษะเกษ), กฤษณา,ตะลุมนก,หว้า(ราชบุรี),เหมือดหล้า,เหมือดเหล้า(ชัยภูมิ),เหมือดดอก,เหมือดไร่(ภาคเหนือ); [THAI: mueat hom, som mo tia, mueat kaeo, mueat khao (Northeastern, Northern); mueat lot (Nakhon Ratchasima); talum nok, wa, kritsana (Ratchaburi); mueat yom mai (Southeastern); mueat khon, mueat yai (Eastern); mueat noi, mueat noi (Si Sa Ket); mueat dok,  mueat rai (Northern); mueat lao (Chaiyaphum).]; [CHINESE: Zhū zǐ shù.]; [BENGALI: Lodha, Lodhra.]; [KANNADA: Bala loddugina mara.]; [MALAYALAM/TULU: Pachotti.]; [TAMIL: Velli-lethi.]; [TELUGU:  Lodduga, Sapara.]; [SANSKRIT: Batabhadra, Balipriya.]; [VIETNAM: Mu ếch , Dung chùm, Dung đất, Dụt, Lượt.]; [AYURVEDIC: Lodhra, Rodhra, Shaavara., Sthulavalkal, Trita, Pattikaa Lodhra, Shaabara Lodhra.]; [UNANI: Lodh Pathaani.]; [ARABIC: Moongama.]
; [SIDDHA/TAMIL: Vellilethi, Vellilothram.]
ชื่อวงศ์---SYMPLOCACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย พม่า คาบสมุทรอินโดจีน จีน

 

เกิดขึ้นทั่วอินเดียตะวันออกเฉียงเหนือ อัสสัม เบงกอลและพม่า จีน(ไหหลำ) ไทย ลาว กัมพูชา เวียตนาม พบได้ทั่วไปในป่าดิบชื้นที่ระดับความสูงถึง 1300 เมตร
ประเทศไทยพบทั่วไปในป่าเต็งรัง บริเวณที่มีต้นไม้ขึ้นอยู่ห่างๆกัน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ระดับความสูง 100-450 เมตร
ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็กสูง 7-12เมตร แตกกิ่งมากทรงพุ่มรูปกรวยคว่ำ สีเขียวเข้ม เปลือกสีน้ำตาลเทา แตกเป็นสะเก็ด เปลือกไม้มักจะมีรอยสีขาว กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลปกคลุม ใบหนาแน่นที่ปลายกิ่งรูปรีหรือรูปขอบขนานแกมรูปใบหอกยาว 8-16 x 3-6.5 ซม. โคนใบและปลายใบแหลม ขอบใบหยักเนื้อใบหนาสีเขียวเข้มเป็นมันทั้งสองด้านก้านใบยาว 0.6 - 1 ซม.ดอกช่อออกที่ปลายกิ่งเป็นช่อสั้น ยาว 8-18 ซม., ดอกย่อยสีขาว 5-10 ดอก กลีบดอก 5 กลีบ มีเกสรผู้จำนวนมากมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ผลสดรูปรี ขนาด1-1.5 x 0.6 ซม. เมล็ด 1-3, เมล็ดรูปไข่, แข็ง
ใช้ประโยชน์--ใช้เป็นยา  ส่วนที่ใช้ เปลือก ราก ดอก ส่วนใหญ่จะใช้เปลือกไม้ เป็นพืชสมุนไพรที่นิยมใช้กันมากในยาแผนโบราณรวมถึง Unani และอายุรเวท อาจเป็นพัน ๆ ปี เป็นที่นิยมใช้ในภาวะเลือดออกผิดปกติ นอกจากนี้ยังใช้อย่างกว้างขวางในความผิดปกติของตาและระบบทางเดินอาหาร - เปลือกสมานแผล, ยาโป๊, ยาชูกำลัง, ใช้ในท้องร่วง, โรคบิด, โรคเรื้อน, ท้องมาน, โรคเลือด, การคลอดก่อนกำหนด, แผลในช่องคลอด การติดเชื้อหลังคลอด เยื่อบุตาอักเสบ, ยาต้มใช้รักษาฟันผุมีเลือดออกเหงือก ใช้ในความผิดปกติของมดลูกและความผิดปกติของประจำเดือน  เปลือกไม้ ใบ ผลและเมล็ด ใช้ในการตกเลือด, รู้สึกแสบร้อน, โรคเบาหวาน
-อื่นๆ สีย้อมสีเหลืองที่สกัดจากใบและเปลือกไม้ โดยส่วนใหญ่แล้วเปลือกจะถูกใช้เป็นสีผสมกับสีอื่น มันเป็นหนึ่งในส่วนผสมของผงสีแดงที่ใช้ในช่วงเทศกาล Holi ในการพิมพ์ผ้าดิบและการย้อมสีหนัง จะใช้เป็นตัวเสริม ไม้ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์
ระยะออกดอก--- ธันวาคม-มกราคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิงภาพประกอบเพื่อการศึกษา---คู่มือดูพรรณไม้ป่าสะแกราช เล่ม2 โดย ดร. ปิยะ เฉลิมกลิ่น,จิรพันธ์ ศรีทองกุล,อนันต์ พิริยะภัทรกิจ


เหลืองกระจุก/Cleistopetalum sumatranum


ชื่อวิทยาศาสตร์---Monoon anomalum (Becc.) B. Xue & R. M. K. Saunders
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms
---Cleistopetalum sumatranum H. Okada
---Polyalthia anomala Becc.
---Polyalthia clavigera King
---Polyalthia glomerata King
---Polyalthia sumatrana var. macrocarpa Kochummen & Whitmore
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---เหลืองกระจุก(ทั่วไป); [THAI: lueang kra chuk (General).]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---
ไม้ต้นสูง 10-15เมตร ขึ้นอยู่ในป่าดิบชื้นทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ที่ระดับความสูง 100-300เมตร  เปลือกต้นหนา มีกลิ่นฉุนสีน้ำตาลอมเทา ตามลำต้นมีปุ่มดอกนูนเด่นแตกกิ่งน้อย เนื้อไม้เหนียวใบรูปรีแกมขอบขนาน กว้าง5-8ซม.ยาว 15-19ซม.โคนใบมนถึงรูปลิ่ม ปลายใบแหลม ใบบาง สีเขียวอ่อนเส้นแขนงใบเป็นร่องเห็นได้ชัด
ดอกออกเป็นกระจุก10-30ดอก ตรงปุ่มดอกตามต้น ดอกอ่อนสีเขียวเมื่อบานเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือชมพู มีกลิ่นหอมอ่อน ผลกลุ่มมีผลย่อย2-8ผล รูปกลมรี กว้าง1.2ซม.ยาว1.5-1.8ซม.เปลือกเรียบสีเขียว เมื่อแก่สีเขียวอมเหลือง
ระยะออกดอก---เดือนมิถุนายน-เดือนกันยายน
ขยายพันธุ์---โดยการเพาะเมล็ด                                                                                                                  
อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ พรรณไม้วงศ์กระดังงา ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น ภาพ: อภิชัย อิงควุฒิ

เหลืองจันทน์/Polyalthia sp

ชื่อวิทยาศาสตร์---Polyalthia sp
ชื่อพ้อง---None
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---เหลืองจันทน์
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---
ไม้ ต้นขนาดเล็กสูง 3-5เมตร ขึ้นในป่าดิบชื้นทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ที่ระดับความสูง 100-350เมตร เปลือกหนามีกลิ่นฉุน ทรงพุ่มโปร่งแตกกิ่งขนานกับพื้นดิน มีรอยสีขาวเป็นขีดตามยาวตามลำต้นและกิ่ง เนื้อไม้เหนียว
ใบรูปขอบขนานแกมไข่กลับ กว้าง7-9ซม.ยาว 18-23ซม. ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อยใบบางสีเขียวอ่อน ดอกออกเป็นช่อกระจุก3-8ดอก ดอกอ่อนสีเขียว เมื่อบานแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้ม มีกลิ่นหอมอ่อนออกดอกดก ผลกลุ่ม มีผลย่อย12-20ผล รูปกลมรี กวา้าง1.8ซม.ยาว2.5ซม. เปลือกเรียบสีเขียว เมื่อแก่สีเหลือง
ปลูกเป็นไม้ประดับ และ ปลูกเลี้ยงได้ทั้ง ในที่ร่มรำไรและกลางแจ้ง มีดอกดก สวยงามและมีกลิ่นหอม
ระยะออกดอก---เดือนเมษายน-เดือนกันยายน
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ทาบกิ่ง                                                                                                  อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ พรรณไม้วงศ์กระดังงา ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น ภาพ: อภิชัย อิงควุฒิ

แหนนา/Terminalia glaucifolia

ชื่อวิทยาศาสตร์---Terminalia glaucifolia Craib.
ชื่อพ้อง---This name is unresolved.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---แหนนา,แหนนก(ภาคเหนือ,ภาคกลาง),ตีนนก(นครราชสีมา,ปราจีนบุรี),หางแหน(บุรีรัมย์),แหน(ทั่วไป), แหนขี้นก(ภาคเหนือ) ; [THAI: tin nok (Nakhon Ratchasima, Prachin Buri); hang haen (Buri Ram); haen (General); haen khi nok (Northern); haen nok (Central, Northern); haen na (Central, Northern); hean pik yai (Chon Buri, Nakhon Sawan, Uthai Thani).]
ชื่อวงศ์---COMBRETACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- อินเดีย พม่า ลาว
พบตามป่าผลัดใบที่ระดับความสูง250-850เมตร
ไม้ต้นสูง 8-20เมตร ลักษณะทรงต้น  เรือนยอดกลม เปลือกสีเทาเข้ม ใบเดี่ยวรูปรี หรือรูปรี แกมรูปไข่กว้าง 4.5-6.5ซม.ยาว10-15ซม. ผิวใบเกลี้ยงด้านล่างมีนวล มักมีต่อมอยู่บริเวณกลางก้านใบ ดอกสีเหลืองอมน้าตาล ออกเป็นช่อตามซอกใบยาว 12 - 17ซม. กลีบเลี้ยงรูปถ้วยปลายแยกเป็น 5แฉกรูปสามเหลี่ยม เกสรตัวผู้10อัน รังไข่รูปรีมีขนแน่น ผลมีเมล็ดเดียวแข็ง ขนาดประมาณ กว้าง2.5-5ซม. ยาว 2.5-4ซม.มีปีก2ปีก ปีกกว้างเท่ากับความยาว ส่วนกลางผลหน้าตัดกลม เมื่อแห้งมีสัน
ใช้ประโยชน์---เนื้อไม้ไม่ทน ใช้งานไม่แพร่หลาย ผลแห้งใช้เป็นไม้ประดับแห้ง
ระยะออกดอก---คิดผล---พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด

แหลบุก/Phoebe lanceolata


ชื่อวิทยาศาสตร์---Phoebe lanceolata (Wall.ex Nees) Nees
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Laurus lanceolaria Roxb.
---Ocotea lanceolata Nees
---Ocotea ligustrina Nees
ชื่อสามัญ--None
ชื่ออื่น---แหลบุก(ภาคใต้),ไก่หัด,ตกสืบ,ตองหอม,ปีตอง(เชียงใหม่),ตั่งนี(ลำปาง,แพร่),ท๊อป,สิไหรคางคก(ปัตตานี), สิแกซาเต๊าะ(มลายู นราธิวาส); [THAI: kon bueng, tut bueng (Nong Khai); kai hat, tok suep, tong hom, pi tong (Chiang Mai); khrut(Sukhothai); tang ni (Lampang, Phrae); thip saek (Nakhon Ratchasima); thop, si rai khang khok (Pattani); si-kae-sa-to (Malay-Narathiwat); lae buk (Peninsular); [CHINESE: pi zhen ye nan.]; [INDIA: Kekra.]
ชื่อวงศ์---LAURACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย บังกลาเทศ พม่า จีนตอนใต้ คาบสมุทรอินโดจีน คาบสมุทรมาเลย์ ชวา


พบทั่วไปทั้งในป่าดิบและป่ากึ่งโล่งแจ้ง บางครั้งพบในป่าผลัดใบ ที่ระดับความสูงถึง 900-1600 เมตร
ไม้ต้นไม่ผลัดใบสูง15-25เมตร ออกดอกไวขณะยังเป็นพุ่มเปลือกต้นสีน้ำตาลแตกระแหง มีกลิ่นฉุน ก้านใบ 1-2.5 ซม.ใบเดี่ยวรูปใบหอกขนาด 13-22 (-25) × 3-5.5 (-6.5) ซม. บางเหนียวเรียบเกลี้ยง ด้านบนสีเขียวเข้ม ด้านล่างมีนวลสีเขียวอมเทา ใบอ่อนสีม่วงแดง ดอกเล็กสีขาวหรือครีม เป็นช่อกระจุกยาว20ซม.ออกตามปลายกิ่งหรือตามซอกใบ ผล ผิวดำเป็นมันรูปขอบขนานหรือรูปไข่แคบ ด้านบนและด้านล่างแบนบุ๋มเล็กน้อย ก้านผลยาว1ซม.หนาและเป็นปุ่มเล็กน้อย  
ใช้ประโยชน์---ลำต้นใช้ทำเสารั้วและทำเชื้อเพลิง ใบเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์
ระยะออกดอก---เมษายน-พฤษภาคม---ติดผล---กรกฏาคม-กันยายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

 

ไหมจุรี/ Ceiba speciosa (A. St.-Hil.) Ravenna

ชื่อวิทยาศาสตร์---Ceiba speciosa (A. St.-Hil.) Ravenna
ชื่อพ้อง--- Has 2 Synonyms
---Bombax aculeatum Vell.
---Basionym: Chorisia speciosa A.St.-Hil.   
ชื่อสามัญ---Silk floss tree, False silk tree, Brazil kapok.
ชื่ออื่น---งิ้วชมพู, ไหมจุรี (ทั่วไป) ; [THAI: ngio chomphu, mai churi (General).]; [ARAB: qabuq jamil.]; [CHINESE: Měirén shù.]; [FRENCH: arbre bouteille.]; [GERMAN: Florettseidenbaum.]; [ITALIAN: falso kapok.]; [JAPANESE: Tokkurikiwata.]; [SPANISH: palo borracho, árbol botella, toborochi, árbol de la lana, samohu, palo rosado.]; [PORTUGUESE: paineira.]; [NEPALESE: Ghyāmpē rūkha.]
ชื่อวงศ์---MALVACEAE
ถิ่นกำเนิด---อเมริกาใต้
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกาเขตร้อน และแอฟริกา


พืชเขตร้อนและเขตอบอุ่น มีถิ่นกำเนิดในบราซิล อาร์เจนตินา ปารากวัย เปรู และโบลิเวียที่ระดับความสูง400-1600 เมตร
ในอเมริกาใต้มีชื่อท้องถิ่นหลายชื่อ ในภาษาสเปนว่า Palo borrachocแปลว่า "เมาเหล้า"หรือ"ต้นไม้เมา"                          
เป็นต้นไม้ผลัดใบสูงได้ถึง 15 - 30 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 80 - 120 ซม.ลักษณะลำต้นบวมรูปขวดมีหนามหนารอบลำต้น ต้นอ่อนมีสีเขียว ต้นแก่สีเทา ใยรูปฝ่ามือเรียงเวียนมีใบย่อย5-7ใบ มีใบย่อย 5-7 ใบ รูปใบหอก ยาว 10-12 ซม.ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบจักฟันเลื่อยหลังผลัดใบก่อนที่จะผลิใบใหม่จะออกดอก จะออกเป็นกระจุกตามซอกใบ ดอกมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10-15 ซม.รูปร่างคล้ายกับดอกชบา มี 5 กลีบ สีครีมสีขาวหรือสีเหลืองมีแถบสีน้ำตาลลูกเกาลัดสีดำที่แผ่ออกมาจากจุดศูนย์กลางและสีชมพูหรือสีม่วงไปทางปลายกลีบ ผลเป็นแคปซูลแห้งแล้วแตก รูปไข่กว้าง ยาว 12-20 ซม. ผนังด้านในมีขนคล้ายไหม มีเมล็ดสีดำจำนวนมาก และมีใยนุ่นเป็นปุยหนาแน่น
ชอบดินที่อุดมสมบูรณ์และมีการระบายน้ำดีและอยู่ในตำแหน่งที่แสงแดดส่องถึง ทนทานต่อความแห้งแล้งมาก
ใช้ประโยชน์--- เป็นไม้ประดับทั่วไปในเขตร้อน
-อื่น ๆ แก่นไม้มีสีเทาและน้ำตาล ไม้เนื้อ่อนมีน้ำหนักเบา มีความทนทานเพียงเล็กน้อย อ่อนไหวต่อเชื้อราและแมลง ใช้สำหรับการทำเรือแคนู, ราง, ชามไม้,กล่อง -ต้นไม้ให้เส้นใยที่มีพื้นผิวซึ่งมีลักษณะเหมือนไหม ปุยเมล็ดเป็นวัสดุในการบรรจุหมอนวัสดุที่เหมือนนุ่น มีคุณภาพดี
ระยะออกดอก---กุมภาพันธ์-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ


อรพันธุ์/Baikiaea insignis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Baikiaea insignis Benth
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Baikiaea eminii Taub.
---Baikiaea minor Oliv.
---Baikiaea fragrantissima Baker f.
ชื่อสามัญ---Nkoba, Nkobakoba, Rhodesian teak
ชื่ออื่น---อรพันธ์(ทั่วไป) ; [THAI: oraphan (General).]; [UGANDA: nkoba, nkobakoba.]
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์--- แอฟริกาใต้ อินเดีย ศรีลังกา
มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตร้อนของแอฟริกา: เซเนกัล, ไนจีเรีย, แคเมอรูน, อิเควทอเรียลกินี, กาบอง, คองโก, ดีอาร์คองโก, แองโกลาตอนเหนือ, ยูกันดา, เคนยา, รวันดา, บุรุนดี, แทนซาเนีย เติบโตในป่าฝน ป่าภูเขา ป่าพรุ  ที่ระดับความสูงไม่เกิน 1,800 เมตร
ไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลางไม่ผลัดใบ สูง 10-15 (-35) เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 20 - 100 ซม.  ทรงพุ่มแผ่กว้าง เปลือกสีเทาหรือสีเทาน้ำตาลเรียบหรือแตกเล็กน้อย แตกกิ่งต่ำจำนวนมาก ปลายกิ่งห้อยลู่ลง เนื้อไม้เหนียว ใบประกอบมีใบย่อย4ใบ รูปรียาว15-18ซม.แผ่นใบหนาแข็งเรียบเป็นมันช่อ ดอกสีขาวออกที่ปลายกิ่ง มีดอกย่อย4-5ดอก กลีบดอกสีขาว4กลีบ และสีเหลือง1กลีบ กลีบบางขอบกลีบย่น เมื่อบาน ขนาดดอกประมาณ5ซม.ดอกบานพร้อมกันทั้งช่อบานทนนาน1-2วันแล้วโรยส่งกลิ่นหอมอ่อนๆช่วงใกล้ค่ำ ผลเป็นฝักยาวรูปรีขนาด17-40 (–60) ซม. × 5–12 ซม.ปกคลุมด้วยขนหนาแน่นสีน้ำตาล เมล็ดทรงรีแบนสีแดงเข้มขนาด 3–4.5 × 1.5–3 ซม. ฝักแยกเปิดและเมล็ดกระเด็นออกไปหลายเมตรจากต้นแม่
แม้ว่าหลายสายพันธุ์ในครอบครัว Fabaceae จะมีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดิน แต่สายพันธุ์นี้บอกว่าไม่มีความสัมพันธ์เช่นนี้ดังนั้นจึงไม่สามารถตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ
ใช้ประโยชน์---ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้เป็นไม้ในท้องถิ่นและบางครั้งก็ใช้เป็นอาหารสำหรับความอดอยาก บางครั้งมีการซื้อขายไม้ บางครั้งปลูกเป็นร่มเงาให้ถนนและเป็นไม้ประดับ                                                                           -ใช้กิน ใบจะถูกกินเป็นผักเช่นเดียวกับเมล็ดคั่วและบดส่วนใหญ่ใช้ในช่วงเวลาอดอยาก
-อื่น ๆ แก่นไม้มีสีฟางหรือสีเหลืองมีลายเส้นสีเข้ม ไม้เนื้อแข็งปานกลางหนักและแข็งแรง แต่ไม่สามารถต้านทานการโจมตีจากด้วงและปลวกได้ ใช้สำหรับปูพื้นงานก่อสร้างหนัก (ถ้ามีการรักษา) ส่วนประกอบเฟอร์นิเจอร์ไม้เช่น ประตู ตู้ ลิ้นชัก ฯลฯ ไม้ใช้เป็นเชื้อเพลิงและทำถ่าน
ระยะออกดอก---กุมภาพันธ์-เมษายน
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด

อวบดำ/Linociera ramiflora

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Chionanthus ramiflorus Roxb.
ชื่อพ้อง---Has 30 Synonyms

-Chionanthus effusiflorus F.Muell. -Linociera picrophloia (F.Muell.) F.M.Bailey
-Chionanthus intermedius (Wight) F.Muell. -Linociera ramiflora (Roxb.) Wall.
-Chionanthus macrophyllus (Wall. & G.Don) Blume -Mayepea cumingiana (S.Vidal) Merr.
-Chionanthus palembanicus Miq. -Mayepea intermedia (Wight) Kuntze
-Chionanthus paniculatus (Roxb.) K.K.N.Nair & K.P.Janardh -Mayepea palembanica (Miq.) Kuntze
-Chionanthus pauciflorus (Wall. ex G.Don) Bennet & Raizada -Mayepea pauciflora(Wall. ex G.Don) Kuntze
-Chionanthus picrophloius F.Muell. -Mayepea picrophloia (F.Muell.) F.Muell.
-Chionanthus roxburghii (Spreng.) S.K.Srivast. & S.L.Kapoor
-Mayepea ramiflora (Roxb.) F.Muell.
-Chionanthus tenuiflora Wall. ex DC. [Invalid] -Olea attenuata Wall. & G.Don
-Linociera cumingiana S.Vidal -Olea floribunda Benth.
-Linociera effusiflora F.Muell. -Olea paniculata Roxb. [Illegitimate]
-Linociera intermedia Wight -Olea pauciflora Wall. ex G.Don
-Linociera macrophylla Wall. & G.Don -Olea roxburghiana Schult.
-Linociera oblonga Wall. & G.Don -Olea roxburghii Spreng.
-Linociera pauciflora (Wall. ex G.Don) C.B.Clarke -Phillyrea ramiflora Roxb. ex C.B.Clarke

ชื่อสามัญ---Northern olive, Native olive.
ชื่ออื่น---เกลื่อน(สุราษฎร์ธานี), ตาไชใบใหญ่, โว่โพ้(ตรัง), ไบร้(เขมร-สุรินทร์), อวบดำ(ชุมพร), พลู่มะลี (เขมร-สุรินทร์), ปริศนา ;  [THAI: kluean (Surat Thani); ta chai bai yai, wo pho (Trang); brai, plu ma li (Khmer-Surin); uap dam (Chumphon); prisana.]; [CHINESE: zhi hua liu su shu.]; [MALAYALAM: Kaattuchakkalathi, Vellaedali.]; [TAMIL: Perumsithudakki.]; [KANNADA: Kunde.]
ชื่อวงศ์---OLEACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ -ออสเตรเลีย


เติบโตตามธรรมชาติในอินเดีย ,เนปาล ,ตอนใต้ของประเทศจีน(กวางสี กุ้ยโจว ไห่หนาน ไต้หวัน ยูนนาน)  ไทย เวียดนาม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศออสเตรเลีย (ควีนส์แลนด์ ),นิวกีนี ฟิลิปปินส์ หมู่เกาะแปซิฟิก พบทั่วไปในป่าผลัดใบและป่าดิบเขาป่าพุ่มลาดและหุบเหว ที่ระดับความสูง 0-2000เมตร ในประเทศไทยพบทุกภาค ที่ระดับความสูง 450-800 เมตร
ไม้พุ่มหรือต้นขนาดเล็กไม่ผลัดใบสูง 5-10(-25) เมตร ลักษณะทรงต้น กิ่งก้านเรียวเล็กลู่ลงเล็กน้อย เปลือกต้นสีเทาอ่อนถึงออกดำ เกลี้ยงหรือแตกระแหงเล็กน้อย ก้านใบยาว1.2-3ซม.ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปขอบขนานขนาดกว้าง3.5-7ซม.ยาว9-25ซม. แผ่นใบเรียบเกลี้ยงทั้งหลังใบและท้องใบ เนื้อใบหนาและเหนียวคล้ายแผ่นหนัง หลังใบเป็นสีเขียวเข้ม ขอบใบเรียบ บาง ดอก สีขาวหรือเหลืองอ่อนออกเป็นช่อตามซอกใบยาว2.5-12ซม.กลีบเลี้ยงและกลีบดอก 4กลีบ ขนาดดอกประมาณ 3-7มม. ผลรูปมนรีหรือรูปไข่ขนาดกว้าง1.2-2ซม. ยาว 2-2.5 ซม.สีฟ้าเขียว เมื่อสุกสีม่วงดำ เนื้อผลบาง ชั้นหุ้มเมล็ดแข็ง ภายในมี1เมล็ด
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน นำใบมาเคี้ยวกินกับหมากแทนใบพลูได้
-ใช้เป็นยา มีสรรพคุณเป็นสมุนไพร* ในตำรายาไทยใช้รากต้มน้ำอมช่วยฟันทน เคี้ยวอมเพื่ออดบุหรี่ ในตำรับยาหมอพื้นบ้านแถบโรงพยาบาลกาบเชิง จ.สุรินทร์ ใช้ส่วนลำต้นผสมร่วมเนื้อไม้ต้นตะแบกป่า (มะเกลือเลือด) ต้มน้ำดื่มรักษาโรคมุตกิด โรคระดูขาว รักษาภาวะมีบุตรยากในสตรีที่มีรอบเดือนผิดปกติ * https://medthai.com/
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับในสวนสาธารณะ บ้านพักอาศัยทั่วไป
-อื่น ๆเนื้อไม้แข็งใช้ในการก่อสร้างเบาและงานปูพื้น
ระยะออกดอกและติดผล---ธันวาคม-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

อ้อยช้าง/Lannea coromandelica


ชื่อวิทยาศาสตร์---Lannea coromandelica (Houtt.) Merr.
ชื่อพ้อง---Has 12 Synonyms

-Calsiama malabarica Raf. -Odina wodier Roxb.
-Haberlia grandis Dennst. -Spondias oghigee G.Don
-Lannea grandis (Dennst.) Engl. -Spondias wirtgenii Hassk.
-Lannea wodier (Roxb.) Adelb. -Tapirira wodier Marchand
-Odina gummifera Blume -Wirtgenia octandra Jungh.
-Odina pinnata Rottler -Basionym: Dialium coromandelicum Houtt.

ชื่อสามัญ---Indian ash tree, Jhingangummi
ชื่ออื่น--- กอกกั๋น (อุบลราชธานี); กุ๊ก, อ้อยช้าง (ภาคเหนือ); ช้าเกาะ, ช้างโน้ม (ตราด); ซาเกะ (สุราษฎร์ธานี); ตะคร้ำ (กาญจนบุรี, ราชบุรี); ปีเชียง (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน); แม่หยู่ว้าย (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี); เส่งลู้ไค้ (กะเหรี่ง-เชียงใหม่); หวีด (เชียงใหม่) ; [THAI: kuk (Northern); kok kan (Ubon Ratchathani); cha ko, chang nom (Trat); sa ke (Surat Thani); ta khram (Kanchanaburi, Ratchaburi); mae-yu-wai (Karen-Kanchanaburi); pi chiang (Karen-Mae Hong Son); seng-lu-khai (Karen-Chiang Mai); wit (Chiang Mai); oi chang (Northern).]; [GERMAN: Jhingangummi.]; [ASSAMESE; jika, kuhimala madabai.]; [BANGLADESH: bhadi, bohar, ghadi.][CHINESE: hou pi shu.]; [KANNADA: Ajasringi, Godda, Gajal, Gugul, Kuratige, Udimara.]; [TULU: Poorli.]; [MALAYALAM: Kalasan.]; [SANSKRIT: Jhangri.]; [TAMIL: Wodier.]; [TELUGU: Gumpin.]; [NEPALI: halonre, thulo dabdabe.]; [PAKISTAN: kembal.]; [MYANMAR: baing.]; [VIETNAM:Cóc chuột.]; [TRADE NAMES: jhingan, jial bhadi, wodier.].
ชื่อวงศ์---ANACADIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- อินเดีย พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียตนาม ไหหลำ หมู่เกาะอันดามัน คาบสมุทรมามาลายู  และชวา
มีการกระจายวงกว้าพบในอินเดีย พม่า จีนตอนใต้ ภูมิภาคอินโดจีน หมู่เกาะอันดามัน คาบสมุทรมลายูและชวา ตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง เขาหินปูน พื้นที่ราบและป่าเขาที่ระดับความสูง 100 - 1,800 เมตร
ในประเทศไทยพบในป่าเต็งรังผสมป่าผลัดใบ ป่าชายหาด หรือป่าดิบทั่วประเทศ ในระดับความสูงถึง1100เมตร
ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ผลัดใบ ความสูงประมาณ 6-15เมตร มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 45 ซม.เรือนยอดโปร่งมีกิ่งก้านค่อนข้างเล็กเรียว เปลือกต้นสีน้ำตาลเทาหรือครีม  ผิวลำต้นเรียบหรือมีรอยย่น เป็นแถบๆ เปลือกชั้นในสีชมพูเป็นเส้นใยมียางเหนียวใส ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงเวียนสลับ ใบย่อยเรียงตรงข้าม มีใบย่อย3-7คู่ รูป รี รูปไข่หรือรูปหอก ยาว4-8ซม.  ขอบใบเรียบ แผ่นใบมีขนนุ่มปกคลุมทั้งสองด้าน ก้านใบย่อยยาว 1-5 มม. ช่อใบอ่อนมีขนรูปดาวปกคลุม ใบอ่อนสีน้ำตาลแดง ใบแก่ผิวเกลี้ยงบาง กิ่งก้านหนามีรอยแผลใหญ่ๆของใบที่หลุดไป ดอกช่อกระจะออกที่ปลายกิ่ง สีเหลืองอ่อนหรีอเขียวออกม่วงช่อดอกห้อยลงมาจากกิ่งที่ไม่มีใบ ช่อยาว12-30ซม.มีดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก กลีบดอกสีเหลืองอ่อน มี4กลีบ ทั้งดอกสมบูรณ์เพศและแยกเพศ ผลสีชมพูเมื่อสุกสีเหลืองแดงค่อนข้างแบนตามความยาวขนาด 1.5ซม.เปลือกบาง มีเมล็ดแข็ง1เมล็ด
เติบโตได้ดีที่สุดในตำแหน่งที่มีแดดจัด ประสบความสำเร็จในดินส่วนใหญ่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลางทนต่อดินที่ไม่ดี ชอบ pH ในช่วง 5 - 6.5 แต่ทนได้ 4.5 - 8
ใช้ประโยชน์---มีการรวบรวมใบไม้จากป่าเพื่อใช้เป็นอาหารในท้องถิ่น พืชได้รับการปลูกเลี้ยงในบางพื้นที่ของเขตร้อนเป็นพืชป้องกันความเสี่ยงและปลูกเป็นต้นไม้ริมถนน
-ใช้กิน ใบอ่อนและต้นอ่อน - ดิบหรือสุก กินเป็นผักในอินเดีย กินเป็น lalab (สลัดผักเสริฟกับซัมบัล) พร้อมข้าว ยางที่ได้จากลำต้นมักใช้ในลูกกวาด เปลือกผงใช้เป็นเครื่องปรุง  รากสะสมน้ำไว้มาก สามารถตัดรากแล้วรองน้ำมาดื่มได้
- ใช้เป็นยามีสรรพคุณด้านสมุนไพรหลายอย่าง นิยมนำรากไปผสมในยาตำรับต่าง ๆ เพื่อให้รสดีขึ้น เปลือกขมใช้เป็นยาช่วยให้เจริญอาหาร ใช้ในแผลและตาเจ็บ ใบใช้รักษาโรคเท้าช้าง แก้อาการบวม, เคล็ดขัดยอกและปวดเมื่อย ในเวียตนามใช้เปลือกต้นรักษาพิษจากปลา คางคก สับปะรด มันสำปะหลัง ยาต้มเปลือกไม้ บรรเทาอาการปวดฟันและใช้ล้างแผล ใบใช้ประคบเพื่อช่วยลดอาการปวดและบวม
- ใช้ปลูกประดับ นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ให้ร่มเงาในสวนและรืมถนน
- อื่น ๆ แก่นไม้เป็นสีแดงอ่อนเมื่อถูกตัดสด ๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดงเมื่อสัมผัส เนื้อไม้มีความแข็งปานกลางเนื้อแน่น ใช้สำหรับการแกะสลัก,กลึงและเฟอร์นิเจอร์ ลำต้นใช้ก่อสร้างทำเสากระท่อมได้ แต่เนื้อไม้ผุง่าย เปลือกไม้ให้สีย้อมสีน้ำตาล ย้อมเสื้อผ้าและหนัง ใยจากเปลือกไม้ทำเชือก มัดเบาะบนหลังช้าง เรซินที่ละลายได้ที่เรียกว่า 'Gum Jingan' นั้นได้มาจากลำต้น ใช้สำหรับการพิมพ์ผ้าดิบ
ระยะออกดอก---มีนาคม-พฤษภาคม---ผลแก่---กรกฎาคม-มีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ

อีแรด/Millusa lineata

ชื่อวิทยาศาสตร์---Millusa horsfieldii (Benn.) Baill. ex Pierre
ชื่อพ้อง---has6 Synonyms                                                                                                               ---Miliusa tectona C.E. Parkinson
---Saccopetalum arboreum Elmer    
---Saccopetalum horsfieldii Bennett    
---Saccopetalum lineatum W. G. Craib    
---Saccopetalum prolificum (Chun & F.C. How) Tsiang    
---Saccopetalum unguiculatum Fisch.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ปอขี้แฮด(เชียงใหม่),สะโงง(อุดรธานี),อีแรด(นครสวรรค์);  [THAI: po khi had, sa ngong, i rat.]; [HINDI: Jungle saguan.]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เมลเซีย-ออสเตรเลีย
พบขึ้นกระจายในป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้งทางภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงใต้ ที่ระดับความสูง 100-300เมตร ไม้ ต้นผลัดใบสูง15-20เมตรลำต้นเปลาตรงเปลือกแตกเป็นร่องเล็ก มีช่องอากาศเป็นจุด กิ่งอ่อนมีขนสั้นปกคลุมหนาแน่น
ใบ รูปหอกแกมขอบขนานกว้าง2.5-3.2ซม. ยาว8-11ซม.โคนใบมนหรือหยักเว้าหรือเบี้ยวเล็กน้อย ปลายใบเรียวแหลม ใบบาง ใบอ่อนมีขนนุ่มทางด้านล่างใบ ก้านใบสั้นมาก ดอกออกเป็นช่อกระจุกตามกิ่งแก่เหนือรอยแผลใบ1-3ดอกดอกสีเขียวประแดงตาม ขอบกลีบ ก้านดอกมีขนหนานุ่ม กลีบเลี้ยงและกลีบดอกชั้นนอกมีลักษณะและขนาดเล็กใกล้เคียงกัน ผลเป็นผลกลุ่มมี8-12ผล ผลกลมขนาด2-2.5ซม.ผลแก่สีแดง เปลือกผลมีขนนุ่ม มี4-8เมล็ด
ใช้ประโยชน์---เนื้อไม้นำมาใช้ในงานก่อสร้างและทำเชื้อเพลิง
ระยะออกดอก---เดือนกุมภาพันธ์-เดือนเมษายน
ขยายพันธุ์---โดยเมล็ด                                                                                                                             อ้างอิงภาพประกอบการศึกษา---หนังสือ พรรณไม้วงศ์กระดังงา ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น ภาพ: อภิชัย อิงควุฒิ

อูนดง/Cornus oblonga

ชื่อวิทยาศาสตร์---Cornus oblonga Wall. var. siamica Geddes
ชื่อพ้อง---This name is a synonym of Cornus oblonga Wall.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---อูนดง, อูนต้น(ทั่วไป) ; [THAI: un dong, un ton (General).]
ชื่อวงศ์---CORNACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- พืชถิ่นเดียวประเทศไทย
 พบเฉพาะในป่าดิบเขาที่มีร่มเงา บนภูเขาหินปูนของดอยเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ระดับความสูง 1,800 - 2,100 เมตร
เป็นพรรณไม้บนพื้นที่สูง มีอากาศหนาวเย็นและชื้น โตช้า พบเฉพาะในป่าดิบเขาที่มีร่มเงา บนภูเขาหินปูนของดอยเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ที่ระดับความสูง 1,800 - 2,100 เมตร สถานภาพ เป็น พืชถิ่นเดียว และพืชหายาก
ไม้ พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูง4-6เมตร  ลักษณะทรงต้น แตกกิ่งจำนวนมาก ใบเดี่ยวออกตรงข้ามเป็นคู่ รูปรี ยาว7-10ซม.ปลายใบแหลม ผิวใบมีขนนุ่มทั้งสองด้าน ช่อดอกกลมขนาด6-10ซม.สีขาวออกที่ปลายยอด มีดอกย่อยจำนวนมาก กลิ่นหอมอ่อนๆคล้ายน้ำผึ้งตลอดวัน ออกดอกเดือนตุลาคม-ธันวาคม ดอกบาน1-2วันแล้วโรย ช่วงที่ดอกบานจะมีฝูงผึ้งมาตอมเป็นจำนวนมาก จึงเป็นแหล่งอาหารผึ้งเป็นอย่างดี
ระยะออกดอกและผล---เดือน ธันวาคม - มกราคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

เอียน/Neolitsea zeylanica


ชื่อวิทยาศาสตร์---Neolitsea zeylanica (Nees & T. Nees) Merr.
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms                                                                                                                   ---Litsea zeylanica Nees & T. Nees       
---Tetradenia zeylanica (Nees & T. Nees) Nees    
ชื่อสามัญ---Shore laurel                                                                                                                          ชื่ออื่น--- เอียน(ภาคใต้), กระชิดผู้(นราธิวาส), แตยอยาแต(มาเลย์-นราธิวาส) ; [THAI: ian (Peninsular);  kachit phu (Narathiwat);  tae-yo-ya-tae (Malay-Narathiwat).]; [CHINESE: nányà xīn mù jiāng zi.]; [VIETNAM: Cây Nô.]
ชื่อวงศ์---LAURACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย
พบในประเทศจีน ที่กวางสี เกิดในป่าหรือพุ่มไม้สูงจากระดับน้ำทะเล 750-1,000 เมตร และขึ้นกระจายทั่วไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย ตามขอบป่าพรุ พื้นที่รอยต่อระหว่างป่าชายหาดกับป่าชายเลนที่ระดับความสูงถึง 1800เมตร
ไม้ ต้นขนาดเล็กสูง 5-10 (20) เมตร ทรงต้นเรือนยอดกลมหรือเป็นพุ่มกว้าง กิ่งก้านเรียวเล็ก เปลือกเรียบหรือแตกเป็นร่องตื้น สีน้ำตาลเทาถึงสีน้ำตาลแดง เนื้อไม้มีกลิ่นหอมคล้ายเครื่องเทศ ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับ แผ่นใบรูปไข่ถึงรูปรี ขนาดกว้าง3-6ซม.ยาว6-14ซม. โคนใบสอบรูปลิ่มถึงแหลม ขอบใบเรียบปลายใบเรียวแหลม เนื้อใบบาง แต่เหนียวคล้ายแผ่นหนัง ผิวใบด้านบนเกลี้ยงสีเขียวมันวาว ด้านล่างเป็นฝ้าขาว ใบอ่อนสีชมพูเรื่อ ดอกแบบช่อกระจุกสั้นๆคล้ายช่อซี่ร่ม ออกตามง่ามใบและปลายกิ่ง ดอกเล็กสีเหลืองนวล ผลแบบผลเมล็ดเดียวแข็ง รูปทรงกลมมนเส้นผ่านศูนย์กลาง 6-7 มม.ก้านผลยาว4-5มม. อาจออกเป็นผลเดี่ยวหรือเป็นกลุ่ม กลุ่มละ2-6ผล ผลสุกสีม่วงถึงดำ มี1เมล็ด
ระยะออกดอกและติดผล---ตุลาคม-พฤศจิกายน--ติดผล --ตุลาคม-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด
อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา-หนังสือป่าเชายเลน นิเวศวิทยาและพรรณไม้ โดย สรายุทธ บุญยะเวชชีวิน (ผู้แต่งและภาพ) รุ่งสุริยา บัวสาลี พิมพ์ครั้งที่1 เมษายน 2554


อ้างอิง, ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :

---หนังสือพรรณไม้ในสวนหลวง ร.๙ เล่ม1,เล่ม 2,เล่ม 3 2554 .                                                                          ---หนังสือ สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม1,เล่ม2,เล่ม3, เล่ม4 2548
---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร หอพรรณไม้ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2549
---ไม้ต้นในสวน Trees in the Gardenโดย องค์การสวนพฤกษศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี The Botanical Garden Organization Office of the Prime Minister พิมพ์ครั้งที่1 พฤษภาคม 2542 จัดพิมพ์โดย มูลนิธิ ศาสตราจารย์ ดร.สง่า สรรพศรี                                                                 
---คู่มือดูพรรณไม้ป่าสะแกราช เล่ม1, เล่ม2 โดย ดร. ปิยะ เฉลิมกลิ่น,จิรพันธ์ ศรีทองกุล,อนันต์ พิริยะภัทรกิจ                      ---หนังสือ พรรณไม้วงศ์กระดังงา ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น ภาพ: อภิชัย อิงควุฒิ                                                      
---อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา-หนังสือป่าเชายเลน นิเวศวิทยาและพรรณไม้ โดย สรายุทธ บุญยะเวชชีวิน (ผู้แต่งและภาพ) รุ่งสุริยา บัวสาลี พิมพ์ครั้งที่1 เมษายน 2554
---หนังสือ ดอกไม้ และประวัติไม้ดอกเมืองไทย จาก ชุดธรรมชาติศึกษา โดย วิชัย อภัยสุวรรณ 2532
---ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์  BGO Plant Databases, The Botanical Garden Organization http://www.qsbg.org/database/
---สำนักงานหอพรรณไม้. (2557). ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย  เต็ม สมิตินันท์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2557. กรุงเทพฯ: สำนักงานหอพรรณไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช http://www.dnp.go.th/botany/mplant/index.aspx
---The International Plant Names Index and World Checklist of Selected Plant Families 2017. Published on the Internet at http://www.ipni.org and http://apps.kew.org/wcsp/
---The Plant List (TPL) was a working list of all known plant species  http://www.theplantlist.org/
---Useful Tropical Plants. http://tropical.theferns.info/viewtropical.                       
---India Biodiversity Portal. http://indiabiodiversity.org/species/show/                    
---Plants of the World Online Kew Science.www.plantsoftheworldonline.org/taxon/urn:lsid:ipni.org
---GBIF.the Global Biodiversity Information Facility.https://www.gbif.org/species/
REFERENCES ---General Bibliography
REFERENCES ---Specific & complementary

Check for more information on the species:

Plants Database  ---Names, synonymy and distribution The Garden.org Plants Database https://garden.org/plants/Global                                                                                                                                          Plant Initiative ---Digitized type specimens, descriptions and use หอพรรณไม้ -กรมอุทยานแห่งชาติ    www.dnp.go.th/botany/Herbarium/GPI.html
Tropicos ---Nomenclature, literature, distribution and collections    Tropicos - Home    www.tropicos.org/
GBIF    ---Global Biodiversity Information Facility Free and open access to biodiversity data  https://www.gbif.org/
IPNI ---International Plant Names Index    The International Plant Names Index - home page    http://www.ipni.org/
EOL ---Descriptions, photos, distribution and literature    Global access to knowledge about life on Earth    Encyclopedia of Life eol.org/
PROTA ---Uses    The Plant Resources of Tropical Africa    https://books.google.co.th/books?isbn=9057822040
Prelude  ---Medicinal uses    Prelude Medicinal Plants Database    http://www.africamuseum.be/collections/external/prelude
Google Images    ---Images                    

รวบรวมและเรียบเรียงโดย Tipvipa..V
บริษัท สวนสวรส การ์เด้น ดีไซน์ จำกัด
สวนเทวา  เชียงใหม่
www.suansavarose.com
www.suan-theva.com

Updatre 28/11/2019

1/17/2020

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view