สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

สารพัดต้นไม้จัดสวน

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

สวนสไตล์ต่างๆ

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ชื่อนั้นสำคัญไฉน

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 26/01/2020
สถิติผู้เข้าชม 9,151,335
Page Views 14,029,053
 
« January 2020»
SMTWTFS
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 

ต้นไม้ในป่า8

ต้นไม้ในป่า8

ต้นไม้ในป่า 8


For information only-the plant is not for sale.

ต่อไปเป็น ไม้พุ่ม ไม้ล้มลุก ไม้ผิวดิน ไม้รอเลื้อย ไม้ต้นขนาดเล็ก ปนๆ เท่าที่หาได้

1 ก้นบึ้งเล็ก/Lespedeza parviflora 53 ดองดึง/ Gloriosa superba
2 กระตืดแมว/Desmodium megaphyllum 54 ดาราคาม/Eranthemum pulchellum
3 กระโถนนางสีดา/Sapria poilanei 55 ดาวดิน/Argostemma parvum
4 กระโถนพระราม/Sapria ram 56 ดุสิตา/Utricularia delphinioides
5 กระโถนพระฤาษี/Sapria himalayana 57 ต่างไก่ป่า/Polygala arillata
6 กลิ้งกลางดง/Dioscorea bulbifera 58 ตานฟัก/Crotalaria ferruginea
7 กอมก้อยลอดขอน/Aristolochia arenicola 59 ตาเหินเชียงดาว/Hedychium tomentosum
8 กะเลียว/Polygonatum kingianum 60 ตาเหินหลวง/Hedychium stenopetalum
9 กับแก/Rhaphiolepis indica 61 ตาเหินเหลือง/Hedychium flavum
10 กากหมากตาฤาษี/Balanophora fungosa 62 ตำแยดิน/Argyreia thorelii
11 กากุ๊ก/Alpinia blepharocalyx 63 ตุ้มมณี/Scabiosa siamensis
12 กินกุ้ง/Murdannia simplex 64 แตงหนู/Mukia maderaspatana
13 เกล็ดปลาหมอ/Phyllodium elegans 65 ถั่วเขา/Campylotropis pinetorum
14 แก้มอ้น/Pavonia rigida 66 ทองพันดุล/Decashistia parviflora
15 แก้วน้ำค้าง/Henckelia hispida 67 ทิพเกสร/Utricularia minutissima
16 ขนำชาวไร่/Adenosma elsholtzioides 68 ทืบยอด/Biophytum petersianum 
17 ขยุ้มฝอยตอก/Pertya hossei 69 เทพอัปสร/Delphinium scabriflorum
18 ข่าไฟ/Hedychium coccineum 70 เทียนเข็ม/Impatiens radiata
19 ข่าหด/Fissistigma polyanthoides  71 เทียนคำ/Impatiens longiloba
20 ข้าวพันก้อน/Rungia parviflora subsp. pectinata 72 เทียนธารา/Impatiens mengtzeana
21 ข้าวเย็นเหนือ-ข้าวเย็นใต้/Smilax sp 73 เทียนนกแก้ว/Impatiens psittaciana
22 ข้าวสารดอกเล็ก/Raphistemma hooperianum 74 เทียนภูคา/Impatiens claviger
23 ข้าวไหม้/Dendrolobium thorelii 75 เทียนภูหลวง/Impatiens phuluangensis
24 ขี้กาเครือ/Strycgnos rupicola 76 เทียนหางงอ/ Impatiens chinensis
25 ขี้กาดง/Gymnopetalum chinense 77 เทียนหิน/Impatiens muscicola
26 ขี้ตุ่น/Hericteres angustifolia 78 นางนวล/Urena lobata
27 เข็มดอย/Duperrea pavettaefolia 79 นางนูน/Adenia heterophylla subsp. arcta
28 เข็มสร้อย/Daphne composita 80 นางแย้มป่า/Clerodendrum viscosum
29 ไข่ปูลิ้นแลน/Rubus ellipticus  var. obcordatus 81 นางออม/Limnophilla repens
30 คราม/Indigofera tinctoria 82 น้ำค้างกลางเที่ยง/Murdannia gigantia
31 ครามขน/Indigofera hirsuta 83 เนียมฤาษีเชียงดาว/Disporum cantoniense
32 ครูมวย/Anisochilus harmandii 84 บั้งม่วงเชียงดาว/Cicerbita chiangdaoensis
33 คลุ้ม/Donax grandis 85 บัวทอง/Hypericum hookerianum
34 ควินิน/Cinchona ledgeriana 86 บัวผุด/Rafflesia kerri
35 คำฝอย/Carthamus tinctorius 87 บัวสันโดษ/Nervilia aragoana
36 คำยอด/Youngia japonica 88 บานเที่ยง/Pentapetes phoenicea
37 คำหยาด/Chirita micromusa 89 บุษบาอธิษฐาน/Adenosma caerulea
38 ฆ้อนกระแต/Premna herbacea 90 บูดูบูลัง/Thottea tomentosa
39 เงี่ยงปลา/Lindernia ciliata 91 ใบพาย/Viola betonicifolia
40 จอกบ่วาย/Drosera burmannii 92 ประทัดกระเหรี่ยง/Agapetes macrostemon
41 จันทร์เชียงดาว/Pedicularis thailandica 93 ประทัดดอย/Agapetes parishii
42 จั่นน้ำ/Ethretia winitii 94 ประทัดใหญ่/Agapetes variagata
43 จ๊าฮ่อม/Peristrophe lanceolaria 95 ประทัดอ่างขาง/Agapetes megacarpa
44 จุกโรหินี/Dischidia rafflesiana 96 ประไหมสุหรี/Centaurea moschata
45 เจ้าแตรวง/Lilium primulinum var. burmanicum 97 ปอกะปลา/Thyrsanthera suborbicularis
46 ชมพูเชียงดาว/Pedicularis siamensis 98 ปอผี/Hydrolea zeylanica
47 ชมพูสิริน/ Impatiens sirindhorniae 99 ปัดน้ำ/ Drosera peltata
48 ช่อม่วงเชียงดาว/Strobilanthes chiangdaoensis 100 ปุดดอย/Etlingera araneosa
49 ไชหิน/Tadehagi godefroyanum 101 ปุดเดือน/Hedychium longicornutum
50 เฒ่าหลังลาย/Pseuderanthemum graciliflorum 102 ปุดสิงห์/Elettariopsis sp.
51 ดอกดินแดง/Aeginetia indica 103 ปุดใหญ่/Etlingera littoralis
52 ดอกหรีด/Gentiana hesseliana  var.
104 เปราะภู/Caulokaempferia thailandica
105 เปราะหิน/Caulokaempferia Saxicola 

Online Resources
---JSON (data interchange format)
---GBIF
---Encyclopaedia of Life
---Biodiversity Heritage Library
---ALA occurrences
---Google search

ก้นบึ้งเล็ก/Lespedeza parviflora

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Lespedeza parviflora Kurz
ชื่อพ้อง---This name is a synonym of Campylotropis parviflora (Kurz) Schindl.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ก้นบึ้งเล็ก หิ่งเม่น(เชียงใหม่)  เลือดใน(ทั่วไป); [THAI: hing men (Chiang Mai); lueat nai (General); Kon berng lek.]; [CHINESE: Xiǎohuā háng zi shāo.]; [VIETNAM: Biến hướng hoa nhỏ.]
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน เวียตนาม ไทย พม่า

 

พบตามสภาพพื้นที่เป็นเป่าขา ที่ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 450-1,500 เมตร
ไม้ล้มลุกอายุปีเดียว สูงประมาณ 0.30-0.60(1) เมตร. ลำต้นมีขนสั้นๆปกคลุมหนาแน่นใบประกอบแบบขนนก ใบย่อย3ใบ รูปวงรีหรือรูปวงรีแกมขอบขนาน ใบกลางใหญ่สุด กว้าง2-3ซม.ยาว4-6ซม.หน้าใบมีขนปกคลุมหนาแน่น หลังใบมีขนน้อยมาก ดอกช่อออกที่ปลายกิ่งช่อดอกยาว 10.5 –12.8 ซม.ดอกย่อยรูปดอกถั่ว กลีบดอกสีชมพู ผลเป็นฝักแบนค่อนข้างกลมหรือรูปไข่  ขนาด กว้าง 3.8-4.5 มม.ยาว 6.5-8 มม. เมล็ดมี1 เมล็ด
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ยาพื้นบ้าน ใช้รากต้มน้ำดื่ม ดับพิษร้อนถอนพิษไข้ (วงศ์สถิต และคณะ, 2543)
ระยะออกดอก--พฤศจิกายน-ธันวาคม และต้นฤดูฝนพฤษภาคม-มิถุนายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

กระตืดแมว/Desmodium megaphyllum


ชื่อวิทยาศาสตร์--- Desmodium megaphyllum Zoll.
ชื่อพ้อง---Desmodium prainii Schindl.
ชื่อสามัญ--None
ชื่ออื่น---กระตืดแมว (เชียงใหม่) ; [THAI: katuet maeo (Chiang Mai).]; [CHINESE: Diān nánshān mǎ huáng.]; [VIETNAMESE: Tràng quả lá to.]
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้(ยูนนาน) [อินเดีย (อัสสัม), อินโดนีเซีย, ลาว, มาเลเซีย, พม่า, ไทย, เวียดนาม]
มีถิ่นกำเนิดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ พบตามป่าผลัดใบและป่าดิบเขา ตามไหล่เขาและหน้าผา บนพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่700-1200เมตร
ในประเทศไทยพบทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันตก ที่ระดับความสูง800เมตรขึ้นไป
ไม้ล้มลุกต้นสูง 1-3(4)เมตร ลักษณะ แตกกิ่งก้านมากสีน้ำตาลแดงหรือน้ำตาล มีขนสีขาวคลุม ใบประกอบแบบมีใบย่อย3ใบมีขนคลุมทั้งสองด้านดอกออกเป็นช่อกระจะบริเวณปลายยอด และปลายกิ่งสีขาวอมชมพูถึงม่วง ดอกย่อยเป็นรูปถั่วกลีบดอก5กลีบเกสรเพศผู้10อันมี1อันแยกอิสระ
ระยะออกดอก--- พฤศจิกายน- มกราคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด


จากวิกิพีเดีย*สกุลSapria: สกุลกระโถนฤๅษี เป็นประเภทของปรสิต พืชดอก มันจะเติบโตภายในรากของ VitisและTetrastigma ประเภทที่ถูก จำกัด ไว้ที่ป่าเขตร้อนของภาคใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดอกไม้ของSapriaมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 20 ซม., แดงสดมีจุดสีเหลืองหรือสีขาว, unisexual และ dioecious ตรงกันข้ามกับสกุล Rafflesiaที่เกี่ยวข้องกับดอกไม้มี 10 กลีบ มีการอธิบายสามสปีชีส์
-Sapria himalayana พบในกัมพูชาบางส่วนของจีนอินเดียตะวันออกเฉียงเหนือพม่าไทยและเวียดนามในขณะที่
-Sapria poilanei พบได้ในประเทศจีนเท่านั้น
-Sapria ram สายพันธุ์ที่สามที่อธิบายใหม่พบในประเทศไทย*

กระโถนพระฤาษี/Sapria himalayana


ชื่อวิทยาศาสตร์---Sapria himalayana Griff.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms.
---Richthofenia siamensis Hosseus.
ชื่อสามัญ---Himalayan Sapria.
ชื่ออื่น---กระโถนพระฤาษี(เชียงใหม่) ; [THAI: kra thon phra ruesi (Chiang Mai).]; [CHINESE: ji sheng hua.]; [VIETNAM: Địa nhãn Himalaya.]
ชื่อวงศ์---RAFFLESIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย ภูฏาน พม่า ไทย เวียตนาม

 

พบในทางตะวันออกของเทือกเขาหิมาลัย ในประเทศภูฏาน, ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน, ประเทศพม่า, และประเทศเวียดนาม ที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติในป่าดิบเขาที่ระดับความสูงระหว่าง 800 - 1,450 เมตร ในประเทศไทยพบในอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย, อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์, อุทยานแห่งชาติดอยภูคา, ภูสอยดาว, เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว[9] และอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน พบเกาะอาศัยตามรากของเครือเขาน้ำ หุ่นแป และเถาส้มกุ้ง ตามป่าดิบชื้น ที่ความสูง800-1,000เมตรจากระดับน้ำทะเล   เป็นพืชที่ใกล้สูญพันธุ์ไปจากประเทศไทย เนื่องจากสภาพป่าที่เหมาะสมสำหรับพืชชนิดนี้ถูกทำลาย
พืช เบียน เกาะอาศัยตามรากไม้ชนิดอื่นมีลักษณะเป็นก้อนกลมติดกับรากไม้ ภายในจะมาการพัฒนาไปเรื่อยๆอย่างช้าๆ โดยใช้เวลาประมาณ10เดือน  มีเพศเดียว ดอกแยกเพศอยู่คนละต้น มีลักษณะแตกต่างกันไป มี 10 กลีบ กลีบหนาอ้วน เรียงเป็น 2 ชั้นกลีบชั้นนอกใหญ่กว่ากลีบชั้นใน มีสีแดงเลือดหมูปกคลุมด้วยจุดสีเหลือง ดอกออกเดี่ยวๆหรือออกเป็นกลุ่มคล้ายเห็ด ดอกอ่อนรูปร่างกลมขนาดผลมะนาว สีแดง ขนาด4-7ซม.ดอกอุ้มน้ำและมียางสีขาว เมื่อโตและบานเต็มที่มีขนาดผ่าศูนย์กลาง10-20 ซม.กลีบดอกอุ้มน้ำติดกันเป็นถ้วยขึ้นมาจากฐานปลายแยกเป็นแฉกประมาณ10แฉกตรงบริเวณกลางถ้วยด้านในจะมี พังผืดติดอยู่เป็นรูปแหวน จากรูแหวนจะมองเห็นเป็นกลุ่มเกสรตัวผู้20อันติดอยู่รอบแท่นกลมๆ โคนดอกจะมีกาบใหญ่ๆรองหุ้มกันเป็นเกล็ดแข็ง ดอกบานมีกลิ่นเหม็นคล้ายซากสัตว์เน่าเปื่อยเพื่อดึงดูดแมลงปีกแข็งและแมลง วันหลายชนิด ทำให้เกิดการผสมเกสรระหว่างดอกเพศผู้และดอกเพศเมีย  หลังจากดอกบานดอกไม้จะยุบตัวและกลายเป็นสีเข้มและสลายตัวช้าๆ เมล็ดมีขนาดเท่าผลองุ่นและมีสีน้ำตาลดำ
กระโถนพระฤๅษีเป็นการแสดงออกให้เห็นอย่างสุดโต่งของการอิงอาศัย ทุกอย่างจะขึ้นกับพืชเจ้าของบ้านไม่ว่าจะเป็นน้ำ, สารอาหาร และ ผลผลิตจากกระบวนการสังเคราะห์แสงที่มันจะดูดมาด้วยระบบรากพิเศษที่เรียกว่ารากเบียน (haustoria)รากเบียนนี้จะเจาะเข้าไปที่ท่อส่งน้ำและอาหารของพืชเจ้าบ้าน
ระยะออกดอก---สิงหาคม-กันยายน ---ธันวาคม-กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์---เมล็ด

กระโถนนางสีดา/Sapria poilanei

ชื่อวิทยาศาสตร์---Sapria poilanei Gagnep.
ชื่อพ้อง---This name is unresolved.
ชื่อสามัญ---Sida’s spittoon
ชื่ออื่น---กระโถนนางสีดา(จันทบุรี-กาญจนบุรี) ; [THAI: kra thon nang sida (Chanthaburi, Kanchanaburi).]
ชื่อวงศ์---RAFFLESIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินโดจีน คาบสมุทรมาลายู
เป็นพืชดอกจำพวกกาฝากหรือพืชเบียน เป็นญาติใกล้ชิดกับพืชสกุลบัวผุด ขึ้นอาศัยบนเถาพืชสกุลเถาวัลย์น้ำที่ระดับความสูง 1,200 ถึง 1,400เมตร.จากระดับน้ำทะเล พบในประเทศจีน ประเทศกัมพูชาและประเทศไทย สำหรับในประเทศไทยพบตามป่าดิบเขาทางภาคตะวันตกและภาคตะวันออก
ลำต้นมีลักษณะเช่นเดียวกับกระโถนฤาษ๊ แต่อาศัยอยู่บนรากไม้ของพืชชนิดหนึ่งที่ยังไม่รู้แน่ชัด รู้แต่เพียงว่าเป็นพืชในสกุลเถาวัลย์น้ำ Tetrastigma ดอกเหมือนกับกระโถนฤาษ๊ แต่แตกต่างกันตรงที่ดอกของกระโถนนางสีดามีสีชมพูล้วนหรือสีกุหลาบ ดอกตูมขนาด6-7ซม.และกลีบรวมชั้นในมีขนาดใหญ่กว่ากลีบรวมชั้นนอก
ลักษณะดอกแยกเพศอยู่คนละต้น ดอกบานมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 8-13 ซม. มี 10 กลีบ เมื่อบานกลีบรวมแผ่ออกค่อนข้างมากปลายโค้งแอ่นออกเล็กน้อย มีสีเลือดหมูหรือแดงอมชมพู มีกระสีขาวกระจายแน่นตรงโคนกลีบ มีกระบังเป็นวงอยู่ตรงกลางนูนขึ้นเล็กน้อย มีสีขาว มีช่องเปิดตรงกลาง ปลายฐานแคปซูลบานออกเป็นรูปถ้วย มีขนสั้นนุ่มสีแดง ภายในท่อกลีบรวมมีสันนูนสีขาวจำนวน 16 สัน เรียงตามรัศมี
ระยะออกดอก---กุมภาพันธ์-มีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

กระโถนพระราม/Sapria ram

ชื่อวิทยาศาสตร์---Sapria ram Bänziger & B. Hansen
ชื่อพ้อง---This name is unresolved.
ชื่อสามัญ---Sapria ram.
ชื่ออื่น---กระโถนพระราม (ภาคใต้) ; [THAI: kra thon phra ram (Peninsular).]
ชื่อวงศ์---RAFFLESIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- ไทย กัมพูชา
เป็นพืชดอกจำพวกกาฝากหรือพืชเบียนในสกุลกระโถนฤๅษี ขึ้นอาศัยบนเถาพืชสกุลเถาวัลย์น้ำ (Tetrastigma) ที่ระดับความสูง 200-750 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นพืชถิ่นเดียวพบทางภาคตะวันตกของประเทศไทย เคยพบได้ตั้งแต่ภาคตะวันตกลงไปจนถึงภาคใต้ ตามแนวเทือกเขาถนนธงชัยและเทือกเขาตะนาวศรี อาทิ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เป็นต้น แต่สถานภาพ ในตอนนี้ เป็นพืชถิ่นเดียวหายากที่ใกล้สูญพันธุ์
อาศัย รากของต้นไม้อื่น ไม่มีราก ลำต้น และใบที่แท้จริง จะพบเฉพาะช่วงออกดอก ดอกสีน้ำตาลออกเป็นดอกเดี่ยวแทงโผล่พ้นผิวดินขึ้นมา ดอกตูมลักษณะทรงกลม เมื่อบานคล้ายกระโถน กว้าง10-15ซม.กลีบดอกเชื่อมติดกันตอนปลายแยกออกเป็นแฉกจำนวนมาก ปลายแฉกเป็นติ่งแหลม เกสรเพศผู้และเกสรเพศเมียอยู่ตรงกลางดอก ลักษณะเป็นวงสีน้ำตาลอมแดง
ระยะออกเดือน---พฤศจิกายน-มกราคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

   กระทืบยอบ/Biophytum sensitivum

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Biophytum sensitivum DC.
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Basionym: Oxalis sensitiva L.
---Oxalis cumingiana Turcz.
---Biophytum cumingii Klotzsch
ชื่อสามัญ---Little tree plant, Lifeplant, Sensitive plant.
ชื่ออื่น---ไมยราบ, กระทืบยอบ, คันร่ม, เช้ายอบ(กลาง); จิยอบต้นตาล(เหนือ); หน่อปีเหมาะ(กะเหรี่ยง-แม่ฮองสอน); หัวใจไมยราบ(ใต้) ; [THAI: kra thuep yop (Central); khan rom (Central); chi yop ton tan (Northern); chao yop (Central); maiyarap (Central); no-pi-mo (Karen-Mae Hong Son); huachai maiyarap (Peninsular).]; [SWEDISH: Sensitivrosett.]; [HINDI: Laajjaalu, Lakshmana.]; [BENGALI: Jhalai.]; [KANNADA: Hara muni, Jalapushpa.]; [MALAYALAM: Mukkutti.]; [MARATHI: Lajwanti.]; [TAMIL: Vipareetalajjaalu, Jhulapushpa , Tintaanaalee.] ; [TELUGU: Attapatti, chumi, Jalapuspa.]
ชื่อวงศ์---OXALIDACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย เนปาล เอเซียตะวันออกเฉียงใต้และแอฟริกา

 

พบในเขตร้อนชื้นของอินเดีย,  เอเซียตะวันออกเฉียงใต้และแอฟริกา โดยปกติจะมีอยู่ในร่มเงาของต้นไม้และพุ่มไม้ในพื้นที่หญ้าที่ระดับความสูงต่ำและปานกลาง มันเป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่าเป็นพืชชีวิต (Lifeplant) เป็นวัชพืชที่พบบ่อยในเขตร้อน
 ไม้ ล้มลุกลำต้นตั้งตรงสีน้ำตาลแดง  สูงสุดได้ 20 ซม.ไม่แตกกิ่งก้าน มีขนละเอียด ใบประกอบแบบขนนกเรียงเวียนสลับเป็นกระจุกที่ปลายยอด ยาว6-11ซม.ใบย่อย8-12คู่ รูปคล้ายโล่ กว้าง4.5-10มม.ยาว6-12 มม.ดอกช่อออกที่ปลายยอด ก้านช่อดอกยาว3-10ซม.กลีบดอกเชื่อมติดกันที่โคนเป็นหลอดสีเขียวอ่อน กลีบสีเหลืองมีขีดแดงตามยาวผลแห้งแตกได้ รูปกระสวย สีเขียวอ่อน
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ยาพื้นบ้านไทยใช้ ทั้งต้นแก้เบาหวาน แก้ไข้ ขับปัสสาวะ หรือโขลกพอกฝี รักษาแผลเรื้อรัง แก้พิษแมงป่อง ในเนปาลและอินเดีย ใช้เพื่อการรักษาโรค พืชมีรสขมขับเสมหะ กระตุ้นและบำรุงในอายุรเวท ใช้เป็นยาแผนโบราณในหลายวัตถุประสงค์ รักษาอาการปวดท้อง, โรคหอบหืด, โรคนอนไม่หลับ, ชัก, ตะคริว, การการอักเสบ, เนื้องอกและการรักษาโรคผิวหนังเรื้อรัง โดยทั่วไปแล้วการต้มพืชทั้งหมดจะใช้สำหรับโรคหอบหืด ยาต้มของรากใช้สำหรับโรคหนองใน ใบเป็นยาขับปัสสาวะ นำใบและเมล็ดที่เป็นผงมาใช้ทาแผล เป็นหนึ่งในพืชที่ใช้ต้านพิษของงู *จากการศึกษาส่วนต่าง ๆ ของพืชนั้นอุดมไปด้วยสารประกอบที่เป็นประโยชน์มากมายเช่น amentoflavone, cupressuflavone และ isoorientin สารสกัดและสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามีฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย ต้านการอักเสบ สารต้านอนุมูลอิสระ ต้านการแผ่รังสีการรักษาด้วยเคมีบำบัด การต่อต้านมะเร็ง การต่อต้านบาดแผล การกระตุ้นภูมิคุ้มกัน การต่อต้านโรคเบาหวาน และนี่แสดงให้เห็นถึง B. sensitivum เป็นพืชที่มีคุณค่าทางยา * https://www.ncbi.nlm.nih.gov/
ความเชื่อ/พิธีกรรม ดอกไม้ของพืชชนิดนี้ถือเป็นหนึ่งในสิบพืชศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่า Dasapushpam ในประเพณีและวัฒนธรรมของรัฐ Kerala ในประเทศอินเดีย
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด

กอมก้อยลอดขอน/Aristolochia arenicola


ชื่อวิทยาศาสตร์---Aristolochia arenicola Hance
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---กอมก้อยลอดขอน แผ่นดินเย็น ; [THAI: kom koi lot khon (Northeastern).]
ชื่อวงศ์---ARISTOLOCHIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย กัมพูชา
มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทยพบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามดินทรายหรือดินเค็มที่ระดับความ สูง 100-200 เมตร
ไม้ ล้มลุกขนาดเล็ก ต้นเลื้อยตามพื้นดิน ลำต้นสลับเป็นฟันปลา ใบเป็นใบเดี่ยวรูปไข่กลม โคนเว้า ขนาด 2.0-3.5 ซม. ก้านใบยาวไม่เกิน 3 มม. เส้นใบเรียงแบบนิ้วมือ จำนวน 5-7 เส้น ผิวใบด้านบนเป็นมันเกลี้ยง ด้านล่างมีขนปกคลุมขอบใบมีขนแข็งและเป็นคลื่นเล็กน้อย ดอกเป็นดอกเดี่ยว  ก้านดอกยาว 1-1.5 ซม. ดอกรูปรียาว กลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอด ลักษณะค่อนข้างกลม กว้าง 3-6 ซม. ยาว 4-8 มม.ส่วนปลายเป็นระยางค์ยื่นออกไป กว้าง 1.5-2 มม. ยาว 2-3 มม. ผลเป็นผลแห้งแก่แล้วแตกรูปรีแกมกว้าง มีสันชัดเจน ขนาดกว้าง 1.2-1.5 ซม. ยาว 1.5 ซม. ก้านผลยาว 1-1.5 ซม. เมล็ดเป็นรูปสามเหลี่ยมแกมรูปไข่ ไม่มีปีก
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยาสรรพคุณรากแก้กษัยทั้งต้นแก้เบาหวาน ฝนทาแก้ธรรมลา ใช้รากฝนร่วมกับดู่ทุ่ง(ประดู่โคก)และรากเอี่ยนด่อน(ปลาไหลเผือก) ฝนกินแก้พากเข้าซี่โครง (อาการเสียดท้องตามแนวชายโครงและท้องเดินอย่างรุนแรง)
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด

กะเลียว/Polygonatum kingianum


ชื่อวิทยาศาสตร์---Polygonatum kingianum Collett & Hemsl.
ชื่อพ้อง---Has 13 Synonyms

-Polygonatum agglutinatum Hua -Polygonatum kingianum var. cavaleriei (H.Lév.) C.Jeffrey & McEwan
-Polygonatum cavaleriei H.Lév. -Polygonatum kingianum var. ericoideum (H.Lév.) C.Jeffrey & McEwan
-Polygonatum darrisii H.Lév. -Polygonatum kingianum var. grandifolium D.M.Liu & W.Z.Zeng
-Polygonatum ericoideum H.Lév. -Polygonatum kingianum var. uncinatum (Diels) C.Jeffrey & McEwan
-Polygonatum esquirolii H.Lév. -Polygonatum uncinatum Diels
-Polygonatum huanum H.Lév. -Polygonatum vietnamicum L.I.Abramova
-Galium tuberosum Lour.

ชื่อสามัญ---King Solomon's-seal, King's Solomon Seal, Orange Solomon's seal
ชื่ออื่น---กะเลียว,ว่านนางแลว(ทั่วไป) ; [THAI: wan nang laeo (General).]; [CHINESE: dian huang jing.]
ชื่อวงศ์---ASPARAGACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พม่า จีนตอนใต้ ลาว เวียตนาม ไทย
พบในประเทศจีน (กวางสี กุ้ยโจว เสฉวนและยูนนาน) ขึ้นตามป่าไม้หนาทึบที่ระดับความสูง 700 - 3,600 เมตร ยังพบใน พม่า ไทย เวียดนาม  ในประเทศไทยพบทางภาคเหนือบริเวณป่าดิบเขา ที่ระดับความสูง 1,000-1,500เมตร
ไม้ ล้มลุกอายุหลายปี สูง2-4เมตร ใบเดี่ยวออกเรียงเวียนรอบข้อ จำนวน2-6ใบ รูปหอกแคบหรือขอบขนาน กว้าง1-1.5ซม.ยาว10-15ซม. โคนใบสอบปลายใบเรียวแหลมและม้วนงอ ขอบใบเรียบเส้นใบขนาน แตกจากโคนใบ3เส้นไม่มีก้านใบ ดอกสีชมพูหรือม่วงแดง ปลายกลีบสีเขียว ออกเป็นช่อคล้ายร่มบริเวณซอกใบ กลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น6กลีบ ผลเป็นผลสด ผลแก่สีเขียวค่อนข้างกลมขนาด1-1.5ซม.มี2-4พูแต่ละพูมี2เมล็ด
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ใช้เป็นน้ำยาฆ่าเชื้อ การใช้งานช่วยป้องกันหลอดเลือดและการแทรกซึมของไขมันในตับ ใช้ในการรักษาอาการไอแห้งเนื่องจากหลอดลมอักเสบเรื้อรังและวัณโรคปอดอ่อนเพลียและเบื่ออาหาร
ระยะออกดอก---พฤษภาคม-มิถุนายน---ติดผล---กรกฎาคม-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

กับแก/Rhaphiolepis indica

ชื่อวิทยาศาสตร์---Rhaphiolepis indica (L.) Lindl. ex Ker Gawl.
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---Indian hawthorn, India hawthorn, Hong Kong hawthorn, Cherry laurel.
ชื่ออื่น--กับแก(เหนือ), คันคาก เม้งสะเกริม(ตะวันออก),พังกี่, อะห้วย (ภาคเหนือ) ; [THAI: kap kae (North); khan khak, meng sa kroem(Eastern);phang ki, a huai (Northeastern).]; [CHINESE: shi ban mu.]; [VIETNAM: Đào bánh xe.]
ชื่อวงศ์---ROSACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- จีน ไต้หวัน พม่า อินโดจีน ญึ่ปุ่น
มีถิ่นกำเนิดใน จีนตอนใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น ลาว กัมพูชา ไทยและเวียดนาม บนเนินเขาริมถนนพุ่มไม้ ริมลำธารลำธาร ที่ระดับความสูง 700-1600 เมตร
ในประเทศไทยพบในป่าดิบเขาทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากที่ราบจนถึงระดับความสูง 1,500 เมตร
ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็กสูง 2-3(4) เมตร กิ่งก้านอ่อนสีน้ำตาลอม่วง กิ่งแก่สีน้ำตาลอมเทา ก้านใบ 0.5-1.8 ซม.ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับรูปไข่หรือรูปหอกกลับ กว้าง 2.5-4 ซม.ยาว 6-8.5 ซม.โคนใบสอบเรียวปลายใบแหลม ขอบใบจักตื้นห่างๆ ดอกสีขาวออกเป็นช่อกระจุกแน่นบริเวณปลายกิ่ง กลีบดอกรูปไข่กลับ เส้นผ่าน ศูนย์กลาง1-1.3 (-1.5) ซม.มี 5กลีบปลายกลีบแหลม เกสรเพศผู้สีขาว อับเรณูสีเหลือง เกสรเพศเมีย1อันยอดเกสรสีเขียวอ่อน ผลรูปทรงกลมขนาด 5-10 มม เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีน้ำเงินดำหรือสีม่วงเมื่อสุก มีเมล็ด1-2เมล็ด
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ผลกินได้เมื่อสุก ใช้ทำแยมได้
-ใช้ปลูกประดับ สายพันธุ์นี้มักจะได้รับการปลูกเลี้ยง เป็นไม้ประดับสวน และเป็นที่นิยมในวัฒนธรรมบอนไซ-เป็นแกนนำพืชสวนในภาคใต้ของสหรัฐอเมริกามักจะพบในเชิงพานิชย์ ปลูกเป็นไม้ประดับในภูมิทัศน์ส่วนตัว และสวนทั่วไป นอกจากสายพันธุ์นี้ยังมีสายพันธุ์และลูกผสมที่ทันสมัยหลายชนิดซึ่งโดยปกติแล้วจะเป็นพืชที่มีขนาดเล็กกว่าด้วยดอกไม้ตั้งแต่สีขาวไปจนถึงสีชมพูสดใส สายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ได้แก่ 'Pink Lady' (หรือที่เรียกว่า 'Ballerina'), 'Enchantress', 'Springtime' และ 'Snow Maiden' Pink Indian Hawthorn ( Rhaphiolepis x delacourii ) ลูกผสมของ Indian Hawthorn ( Rhaphiolepis indica ) และ Hawthorn ญี่ปุ่น ( Rhaphiolepis umbellata)
ระยะออกดอก---กรกฎาคม-สิงหาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

กากหมากตาฤาษี/Balanophora fungosa

ชื่อวิทยาศาสตร์---Balanophora fungosa J.R.Forst. & G.Forst.
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Balanophora forsteri Tiegh.
---Balanophora kuroiwai (Makino) Makino
---Balanophora mariannae Hosok.
ชื่อสามัญ---Fungus root
ชื่ออื่น---กากหมากตาฤาษี(ตราด); กกหมากพาสี(เชียงใหม่); ขนุนดิน(ทั่วไป); ดอกกฤษณารากไม้(ประจวบคีรีขันธ์); บัวผุด(ชุมพร); ว่านดอกดิน(สระบุรี); เห็ดหิน(เลย); [THAI: kak mak ta ruesi (Trat); kok mak phasi (Chiang Mai);khanun din (General); dok kritsana rak mai (Prachuap Khiri Khan); bua phut (Chumphon); wan dok din (Saraburi); het hin (Loei).]; [CHINESE: she gu shu.]; [VIETNAM: Chi Dó đất.]
ชื่อวงศ์---BALANOPHORACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- จีนตอนใต้ อินโดจีน มาเลเซีย ทวีปออสเตรเลีย และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก

 

พบที่ จีนตอนใต้ (ไห่หนาน ไต้หวัน) ญี่ปุ่น ภูมิภาคอินโดจีนและมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ นิวกินี ออสเตรเลีย และหมู่เกาะแปซิฟิก เป็นพืชหายาก พบตามป่าดิบเขา ป่าดิบแล้ง ป่าดิบชื้นทั่วไปที่ระดับความสูง500-2,600 เมตรจากระดับน้ำทะเล ประเทศไทยพบได้ทุกภาคจากระดับน้ำทะเลถึง2000เมตร
เป็น พืชล้มลุกประเภทพืชเบียน เกาะอาศัยแย่งอาหารจากรากพืชชนิดอื่นเพราะตัวเองไม่มีคลอโรฟิลด์เอาไว้ สังเคราะห์แสงสร้างอาหารได้ ลำต้นอยู่รวมกันเป็นก้อนขนาดใหญ่ขรุขระใต้ดิน สูงถึง 15 ซม.ใบเป็นใบเดี่ยวขนาดเล็กลักษณะคล้ายเกล็ดสีครีมซีดมีความยาว 8-30 มม เรียงเวียนสลับมีประมาณ10-20ใบ ดอก สีแดงอมน้ำตาลออกเป็นช่อ ดอกเพศผู้ดอกเพศเมียแยกต้นกัน ช่อแก่จะส่งก้านขึ้นเหนือผิวดิน เป็นกลุ่มหรือเป็นกระจุกกลุ่มหนึ่งอาจมีมากกว่า10ดอก มีกลิ่นหอมเอียน ช่อดอกเพศผู้เป็นรูปไข่แกมรูปรีกว้าง2-6ซม. ยาว4-15ซม.กาบรองดอกเป็นรูปสามเหลี่ยมหรือมน ยาว6มม.ดอก มีจำนวนมาก กลีบดอกมีจำนวน4-5กลีบสีเหลืองอมเขียวอ่อนมีขนาดเล็กมาก เกสรเพศผู้มี4-5อัน เชื่อมติดกันเป็นก้อนแบนแคบๆ ยาว2.5-5.0มม.ตุ่มเกสรเป็นรูปเกือกม้า ข่อดอกเพศเมียสีน้ำตาลแดง รูปค่อนข้างกลมรี ขนาด2-10ซม. มีดอกเล็กละเอียดจำนวนมากอยู่ชิดกันแน่น หัวทรงกระบอกมีความยาวประมาณ 30 - 80 มม. กว้าง 12 - 14 มม
ใช้ประโยชน์---รากของพืชชนิดนี้ถูกเก็บเกี่ยวในท้องถิ่นเพื่อหาแว็กซ์ซึ่งใช้สำหรับจุดประสงค์ในการให้แสงสว่าง
-ใช้เป็นยา สปีชีส์Balanophoraเป็นพืชกาฝากทั้งหมดที่ใช้ในการแพทย์พื้นบ้านในหลายวัฒนธรรมของเอเชีย ยกตัวอย่างเช่นในประเทศจีน , Balanophoraที่รู้จักในฐานะXA (เห็ดแข็ง) และในประเทศไทย ยาพื้นบ้านใช้ รากต้มน้ำดื่ม ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้
-อื่น ๆ หัวมีขี้ผึ้งเหนียว (balanophorin)มักมีอยู่ในปริมาณมาก ใช้ทำเป็นเทียนสำหรับให้แสงสว่าง
มีสองชนิดย่อย:ได้แก่
---Balanophora fungosa J.R.Forst. & G.Forst subsp fungosa
---Balanophora fungosa subsp indica J.R.Forst & G.Forst var indica
ระยะออกดอก---กันยายน-กุมภาพันธุ์
ขยายพันธุ์---เมล็ด


กากุ๊ก/Alpinia blepharocalyx


ชื่อวิทยาศาสตร์---Alpinia rafflesiana Wall. ex Baker var. hirtior (Ridl.) Holttum
ชื่อพ้อง--Has 1 Synonyms
-Alpinia blepharocalyx K. Schum.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---กากุ๊ก(เชียงใหม่), ข่าแดง; [THAI: ka kook (Chiangmai); kha daeng.]
ชื่อวงศ์---ZINGIBERACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้ พม่า บังกลาเทศ อินเดีย ลาว และเวียดนาม
ไม้ ล้มลุกมีเหง้าใต้ดิน ลำต้นเทียมสูง1.5-2 เมตร มักพบในพื้นที่เป็นป่าดิบแล้ง ลักษณะ ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับรูปหอก กว้าง6-10ซม.ยาว25-45ซม.ปลายใบแหลม โคนใบรูปลิ่มหรือรูปหัวใจ ผิวใบมีขน
ดอก ช่อออกแบบช่อแยกแขนง ออกที่ปลายลำต้นเทียม ยาว15-30ซม.กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นหลอด หยักลึกด้านเดียว ปลายแยกเป็น3แฉก กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น3แฉกสีขาว เกสรผู้ที่เป็นหมัน ด้านข้างลดรูป กลีบปากเป็นถุงสีเหลือง มีลายสีส้มแดง ผลแห้งแตก รูปเกือบกลม สีน้ำตาล เมล็ดเกาะกันแน่น
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ดอกอ่อน ยอดอ่อน และผลอ่อนกินเป็นผัก
-ใช้เป็นยา ยาพื้นบ้านอีสานใช้ เหง้า ฝนน้ำดื่มบำรุงโลหิต
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เหง้า เมล็ด แยกกอ

กินกุ้ง/Murdannia simplex

ชื่อวิทยาศาสตร์---Murdannia simplex (Vahl.) Brenan
ชื่อพ้อง---Has 14 Synonyms

-Aneilema cavaleriei H.Lév. & Vaniot -Commelina longifolia (Hook.) Spreng.
-Aneilema longifolium Hook. -Commelina simplex Vahl
-Aneilema rigidum Blatt. -Commelina sinica (Ker Gawl.) Schult.
-Aneilema secundum Wight -Murdannia sinica (Ker Gawl.) G.Brückn.
-Aneilema simplex (Vahl) Kunth -Murdannia stictosperma Brenan
-Aneilema sinicum Ker Gawl. -Phaeneilema rigidum (Blatt.) Raizada
-Commelina hookeri A.Dietr. -Phaeneilema sinicum (Ker Gawl.) G.Brückn.

ชื่อสามัญ---Simplex Murdannia.
ชื่ออื่น---กินกุ้ง(ทั่วไป); [THAI: kin koong.]; [CHINESE: xì zhú hāo cǎo, jiàn xiě chóu, yún máocǎo.]; [VIETNAM: Cây Rau Rươi Đơn Giản.]
ชื่อวงศ์---COMMELINACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---ซาฮารันแอฟริกา, มาดากัสการ์, อนุทวีปอินเดีย, จีนตอนใต้, อินโดจีน, ออสเตรเลีย
แพร่หลายในแอฟริกาเขตร้อนแอฟริกาใต้และมาดากัสการ์  ตามป่าหนองน้ำทุ่งหญ้าชื้น ใกล้ระดับน้ำทะเลถึง 2,100 เมตร และยังแพร่กระจายในจีนตอนใต้และตะวันตกเฉียงใต้ของจีน [ (กวางตุ้ง, กวางสี, กุ้ยโจว, ไหหลำ (ซานย่า), เสฉวน, ยูนนาน] ตามป่าผลัดใบชื้นและทุ่งหญ้าที่ระดับความสูงถึง 2700เมตร  จากอินเดีย, อินโดนีเซีย, ลาว, มาเลเซีย, พม่า, ไทย, เวียดนาม ถึงออสเตรเลีย(ควีนส์แลนด์)ตามป่าไม้, บนโขดหิน, ไปตามถนน ริมงบึง, เขื่อนและแม่น้ำสูงสุดที่ระดับความสูง 200-2000 เมตร แหล่งที่พบในประเทศไทย พบตามลานหินที่มีน้ำขังและทุ่งหญ้าบนภูเขาทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ต้นสูง (0.3-0.6)-1-2 เมตร  ลักษณะใบ เป็นใบเดี่ยวรูปดาบออกสลับรอบข้อที่ผิวดิน ดอกสีม่วงอ่อนแกมชมพู โคนกลีบสีเข้ม กลีบดอก3กลีบเกสรเพศผู้6อันอับเรณูสีม่วงอ่อน เกสรเพศเมียมีก้านเกสรเรียวยาว1อัน  แคปซูลเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า - ทรงกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง0.6 มม. เมล็ดรูปไข่สีน้ำตาลขนาด0.4 มม.
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ในประเทศจีนมีการใช้พืชทั้งหมดในการล้างความร้อนเลือดหล่อเย็นการล้างพิษ รักษาไข้เด็กที่มีอาการชัก เด็กที่เป็นโรคเรื้อน ตาแดงบวมและปวด  มะเร็งที่เป็นพิษ รากเป็นยาชูกำลังและกระชับผิว
ระยะออกดอก---เมษายน-กรกฎาคม---ออกผล---สิงหาคม-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

กลิ้งกลางดง/Dioscorea bulbifera


ชื่อวิทยาศาสตร์---Dioscorea bulbifera L
ชื่อพ้อง---Has 20 Synonyms

-Dioscorea anthropophagorum A.Chev. -Dioscorea latifolia Benth.
-Dioscorea bulbifera var. albotuberosa Y.F.Zhou, Z.L.Xu & Y.Y.Hang -Dioscorea longipetiolata Baudon
-Dioscorea bulbifera var. brachybotryum Y.Y.Hang & Y.F.Zhou -Dioscorea perrieri R.Knuth
-Dioscorea bulbifera var. elongata (F.M.Bailey) Prain & Burkill -Dioscorea pulchella Roxb.
-Dioscorea sativa var. elongata F.M.Bailey -Dioscorea rogersii Prain & Burkill
-Dioscorea sativa var. rotunda F.M.Bailey -Dioscorea tamifolia Salisb.
-Dioscorea crispata Roxb. -Dioscorea tenuiflora Schltdl.
-Dioscorea heterophylla Roxb. -Dioscorea violacea Baudon
-Dioscorea hoffa Cordem. -Helmia bulbifera (L.) Kunth
-Dioscorea korrorensis R.Knuth -Polynome bulbifera (L.) Salisb.

ชื่อสามัญ---Shoebutton, Air potato, Aerial yam, Air yam, Bitter yam, Cheeky yam, Bulb bearing yam.
ชื่ออื่น---กลิ้งกลางดง (ภาคเหนือ); เดะควา (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่); เถามันนก (สุราษฎร์ธานี); เบี้ย (จันทบุรี); มะมู (ภาคเหนือ); มันกะทาด (นครราชสีมา); มันขมิ้น (ภาคกลาง); มันตกเลือด (นครศรีธรรมราช); มันทราย, มันนก, มันนางนอน (ชลบุรี); มันแนบ (สระบุรี); มันเสิน (นครศรีธรรมราช); มันหมู (ชลบุรี); มันหลวง (ประจวบคีรีขันธ์); มันหามเป้า (ภาคเหนือ); มันอีโม้ (สุโขทัย); มันอีลุ้ม (จันทบุรี); ละสา, เล่าะแจ๊มื่อ (กะเหรียง-แม่ฮ่องสอน); ว่านพระฉิม, ว่านสามพันตึง (ภาคกลาง); หำเป้า (ภาคเหนือ); อีรุมปุมเป้า (สระแก้ว); อึ้งเอี๊ยะ (จีน) ; [THAI: kling klang dong, ma mu, man ham pao, ham pao (Northern); de-khwa (Karen-Chiang Mai); thao man nok (Surat Thani); bia, man i lum (Chanthaburi); man ka tha (Nakhon Ratchasima); man khamin, wan phra chim, wan sam phan tueng (Central); man tok lueat (Nakhon Si Thammarat); man sai, man nok, man nang non, man mu (Chon Buri); man naep (Saraburi); man soen (Nakhon Si Thammarat); man luang (Prachuap Khiri Khan); man i mo (Sukhothai); la-sa-mi, lo-chae-mue (Karen-Mae Hong Son); i rum pum pao (Sa Kaeo); ueang-ia (Chinese).]; [Spanish: papa caribe; papa del aire; papa voladora.]; [FRENCH: igname bulbifere; igname massokor; igname pousse en l’air.]; [CHINESE: huang du.]; [PORTUGUESE: batata-de-rama; cara-de-aire; cara-de-sapateiro.]; [BRAZIL: cará-de-árvore; cara-de-espinho; cará-do-ar; cará-moela.]; [DOMINICAN: bonda; bondanza; bonday; masoco; monday.]; [FIJI: kaile; kaile manu; sarau.]; [GERMAN: Knollen- Yam.]; [HAITI: bonay; igname massokor; massokop.]; [INDIA: hoei-oepas.]; [MALAYSIA: kaachil.]; [PUERTO RICO: gunda.]; [SENEGAL: danda.]; [USA/HAWAII: hoi.]
ชื่อวงศ์---DIOSCOREACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย แอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกา แอฟริกา เอเชียเขตร้อน ออสเตรเลียตอนเหนือ
มีถิ่นกำเนิดในแอฟริกา เอเชียและออสเตรเลียตอนเหนือ ได้รับการปลูกเลี้ยงอย่างกว้างขวางและได้กลายเป็นสัญชาติในหลายภูมิภาค (ละตินอเมริกา ,หมู่เกาะอินเดียตะวันตก , สหรัฐอเมริกาและหมู่เกาะในมหาสมุทรต่าง ๆ )และพบเป็นวัชพืชรุกรานในบางพื้นที่ ในประเทศไทยไทยพบทุกภาค ขึ้นตามที่โล่ง ชายป่า ความสูงจนถึง 1400 เมตร
ไม้เถายืนต้นมีหัวใต้ดินกลมแป้น สามารถแตกหัวย่อยตามข้อใบได้ หัวรูปทรงกลมสีน้ำตาล ผิวขรุขระ มีรอยนูนกึ่งกลางบุ๋ม ยาว 10-20 ซม. ลำต้นเกลี้ยง ไม่มีหนามยาวถึง10(20)เมตร ใบเดี่ยวเรียงเวียนรูปหัวใจ แกมรูปไข่ ขนาด5-10ซม. เส้นใบขนานตามแนวยาวเป็นร่องลึก5-11 เส้น ก้านใบยาว 5-12 ซม. มีร่องตรงกลาง ขอบบางคล้ายครีบ มีหัวย่อย (bulbils) ตามซอกใบ กลม รูปไข่ หรือรูปทรงกระบอก  ช่อดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น ช่อดอกแบบช่อหางกระรอก ออกตามซอกใบ 2-6 ช่อ ห้อยลง ยาว 4-10 ซม. ก้านช่อสั้น ช่อดอกเพศผู้ออก 1-2 ดอก ต่อกระจุก ดอกเพศผู้มีกลิ่นหอม ดอกเพศเมียออกเดี่ยว ๆ ดอกสีขาวอมเขียวหรือชมพู กลีบรวม 6 กลีบ เรียง 2 วง รูปขอบขนาน ยาว 1.5-2.8 มม. เกสรเพศผู้ 6 อัน ติดที่โคนกลีบ เป็นหมันในดอกเพศเมีย ฐานดอกยาวประมาณ 2.5 มม. มีครีบตามยาว 3 ครีบ รังไข่ใต้วงกลีบ มี 3 ช่อง แต่ละช่องมีออวุล 2 เม็ด ก้านเกสรเพศเมียปลายจัก 3 พู ผลแห้งแตกเป็น 3 ซีก รูปขอบขนาน มีปีกรอบ 3 ปีก ยาว 2.5-5 ซม. รวมปีก เมล็ดรูปรี แบน ยาว 3-5 มม. ปลายมีปีกบางรูปขอบขนาน ยาว 1-1.5 ซม.
เติบโตได้ดีที่สุดในดินร่วนที่มีการระบายน้ำดีและมีอินทรีย์วัตถุสูง ไม่ทนต่อสภาพเค็มหรือหนาวจัดและความแข็งแรงของพืชจะได้รับผลกระทบที่อุณหภูมิต่ำกว่า 20 ° C ชนิดนี้มีช่วงพักตัวในฤดูหนาวหลังจากที่หยุดพักชั่วคราวหัวใต้ดินก่อให้เกิดลำต้นที่เติบโตอย่างรวดเร็วอาจจะยาวถึง 20 เมตรในช่วงปลายฤดูการเติบโต
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน หัวอากาศ ราก-สุก ช่อดอก ต้ม อบ ทอด ต้องปรุงสุกอย่างทั่วถึงเพื่อที่จะทำลายอัลคาลอยด์พิษ Dioscoreaชนิดที่กินได้มีใบตรงข้ามในขณะที่ชนิดที่เป็นพิษมีใบแบบอื่น
-ใช้เป็นยา ใช้ในยาแผนโบราณในเอเชียแอฟริกาและละตินอเมริกาเพื่อรักษาอาการท้องเสีย โรคตาแดง , โรคท้องร่วง ,โรคบิด อ่อนเพลียและซึมเศร้าในผู้ป่วยโรคอื่น ๆ -ในประเทศไทยใช้เป็นสมุนไพรโดยนำหัวมาฝนกับว่านเพชรหึง ใช้น้ำซาวข้าวเป็นกระสายยา ใช้กินและทาแก้โรคฝีกาฬ และระงับพิษร้อนให้เย็น หรือใช้อาบเป็นยาแก้ร้อนใน ช่วยรักษาโรคไข้ทรพิษ ในอินเดียหัวถือว่าเป็นยาขับปัสสาวะและเป็นยาสำหรับโรคท้องร่วงและริดสีดวงทวาร         
-อื่น ๆ *เป็นเถาไม้ยืนต้นที่มีลักษณะเป็นเอกเทศมีต้นกำเนิดเดี่ยวซึ่งได้รับการอธิบายว่าเป็นวัชพืชที่ก้าวร้าวมากที่สุดชนิดหนึ่งที่เคยนำเข้าสู่สหรัฐอเมริกา ( Florida Exotic Pest Plant Council, 2008 ) มันเป็นพืชที่มีการรุกรานสูงซึ่งรวมอยู่ใน Global Compendium of Weed ( Randall, 2012 ) และสร้างปัญหาการจัดการในหลายส่วนของโลก สปีชี่ส์นี้สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศโดยการเพาะเมล็ดและพืชโดยหัวใต้ดินและหัวอากาศ (bulbils) ซึ่งทำให้มันแพร่กระจายอย่างรวดเร็วและตั้งรกรากทั้งป่าในฤดูปลูกเดี่ยว ( Hammer, 1998 ; Langeland et al., 1998 ) D. bulbiferaได้รับการแนะนำอย่างกว้างขวางในภูมิภาคเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของโลกเพื่อใช้เป็นพืชอาหาร ต่อมาพืชได้หลบหนีออกจากพื้นที่เพาะปลูกและสวนไปสู่ป่าธรรมชาติที่ซึ่งมันได้กลายเป็นที่รุกราน ( ISSG, 2012 ) สายพันธุ์ที่รุกรานนี้มีศักยภาพในการปรับเปลี่ยนและยุบชุมชนพืชพื้นเมืองโดยการแทนที่ชนิดพันธุ์พื้นเมืองเปลี่ยนโครงสร้างชุมชนและเปลี่ยนแปลงการทำงานของระบบนิเวศ ( ฟลอริด้า Exotic Pest Plant Council, 2011 ) ปัจจุบันสายพันธุ์นี้จัดอยู่ใน“ วัชพืชพิษ” ในอลาบามาและฟลอริดา ( USDA-NRCS, 2012 ) และเป็นสายพันธุ์ที่รุกรานในคิวบาบาฮามาสเปอร์โตริโกและหมู่เกาะแปซิฟิกรวมถึงฮาวายฟิจิเฟรนช์โปลินีเซียนีอูเอและปาเลา               ( Acevedo-Rodríguez and Strong, 2012 ;กอนซาเลส - ตอเรสและคณะ, 2012 ; PIER, 2012 )*https://www.cabi.org/isc/datasheet/
ระยะออกดอก---กันยายน-ตุลาคม         
ขยายพันธุ์---เมล็ด (ไม่ค่อยใช้ในการขยายสายพันธุ์นี้) แยกหัว โดยนำหัวที่แตกย่อยมาปลูกใหม่


เกล็ดปลาหมอ/Phyllodium elegans

ชื่อวิทยาศาสตร์---Phyllodium elegans (Lour.) Desv.
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms
---Desmodium blandum Meeuwen
---Desmodium elegans (Lour.) Benth.
---Dicerma elegans (Lour.) DC.
---Hedysarum elegans Lour.
---Meibomia elegans (Lour.) Kuntze
---Zornia elegans (Lour.) Pers.
ชื่อสามัญ--None
ชื่ออื่น---เกล็ดปลาหมอ(บุรีรัมย์), สามสิบประดง (ยโสธร), กาสามปีกกลาง (สระบุรี, ปราจีนบุรี); หญ้าเกล็ดลิ่น (ภาคเหนือ,ภาคใต้); หางลิ่น (สุราษฎร์ธานี) , กั้วจั่วเหน่ง(ม้ง), หญ้าคอตุง (คนเมือง) ; [THAI: klet pla mo (Buri Ram); sam sip pradong (Yasothon); ka sam peek klang (Central); ya klet lin (North-South); hang lin (Surat thani).]; [CHINESE: Máo pái qián shù.]; [VIETNAM: Cây Đồng Tiền.]
ชื่อวงศ์---FABACEAE (Leguminosae-Papilionaceae)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- จีน ไทย กัมพูชา ลาว เวียตนาม อินโดนีเซีย (ชวา)
ถิ่นที่อยู่อาศัยตั้งแต่ป่าเก่าแก่ที่เปิดกว้างทุ่งหญ้าแห้งไปจนถึงนาข้าวรกร้างงที่ระดับความสูงไม่เกิน 600-1,600 เมตร
ไม้พุ่มลำต้นตั้งตรงสูง1-2เมตร ลำต้นเป็นเหลี่ยม มีขนสีน้ำตาล ใบประกอบแบบขนนกเรียงสลับ ใบย่อย3ใบ ใบย่อยใบกลางรูปไข่กว้าง กว้าง3-7ซม.ยาว4-9ซม.ใบย่อยด้านข้างกว้าง1.5-4ซม.ยาว2.5ซม. ดอกช่อออกเป็นกระจุกที่ซอกใบ มีใบประดับลักษณะคล้ายเกล็ดปลา ประกบหุ้มไว้2ใบ กลีบดอกสีขาวรูปถั่ว  กลีบกลาง รูปไข่กลับ กลีบคู่ข้าง รูปขอบขนาน กลีบคู่ล่าง รูปขอบขนาน เกสรเพศผู้มี 10 อัน เกสรเพศเมีย มีขน กลีบเลี้ยงสีเขียว รูประฆัง เชื่อมติดกันตรงโคน ปลายแยกเป็น 5 แฉก มีขน ผลเป็นฝักแบนยาวคอดเป็นข้อ1-4 ข้อ
สายพันธุ์นี้มีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดินบางชนิด แบคทีเรียเหล่านี้ก่อให้เกิดก้อนบนรากและตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ ไนโตรเจนบางส่วนนี้ถูกใช้ในพืชที่กำลังเติบโต แต่บางชนิดก็สามารถนำมาใช้กับพืชชนิดอื่นที่ปลูกในบริเวณใกล้เคียงได้
ใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นยา
-ใช้เป็นยา รากและใบถูกนำมาใช้เป็นยาเพื่อลดไข้และเป็นยาแก้ไข้และยาขับปัสสาวะ ยาพื้นบ้านใช้รากต้มน้ำดื่ม แก้โรคตับพิการ(อาการผิดปกติของตับ) ผสมกับรากกระดูกอึ่ง รากกาสามปีกใหญ่ รากโมกมันและรากหางหมาจอก ต้มน้ำดื่มแก้คุณไสย (มีอาการผอมแห้ง ใจสั่น บางเวลาเพ้อคลั่งร้องไห้)  ในกัมพูชามีการใช้รากในการแพทย์พื้นบ้านเพื่อรักษาอาการบวมน้ำในทารกแรกเกิด
ระยะออกดอก---สิงหาคม-ธันวาคม                                       
ขยายพันธุ์---เมล็ด

แก้มอ้น/ Pavonia rigida

ชื่อวิทยาศาสตร์---Pavonia rigida (Wall. ex Mast.) Hochr.
This name is unresolved.According to The Plant List Pavonia rigida is an unresolved name
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Malache rigida (Wall. ex Mast.) Kuntze
---Urena rigida Wall. ex Mast.
ชื่อสามัญ--None
ชื่ออื่น---ขี้อ้น(บุรีรัมย์),ขอบจักรวาล,ครอบจักรวาล,แสงอาทิตย์(จันทบุรี),คืนหน(ประจวบคีรีขันธ์),หัสคุณดอกแดง(สตูล); [THAI: khi on (Buri Ram); khrop chakkrawan (Chanthaburi); khuen hon (Prachuap Khiri Khan); saeng a thit (Chanthaburi); ngon kai (Ubon Ratchathani); hatsa khun dok daeng (Satun); on daeng (Ubon Ratchathani).]; [MYANMAR: Wetchi-pane.]; [VIETNAM: Ké trơn.]
ชื่อวงศ์---MALVACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย กัมพูชา
ประเทศไทยพบในทุ่งหญ้าเปิดโล่ง ป่าโปร่ง ทุ่งนา ป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง  พบแถบภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ไม้ พุ่มขนาดเล็กทอดเลื้อยชูยอดตั้งขึ้น สูง 0.5-1 เมตร ลำต้นมีขน ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับ รูปขอบขนานแกมใบหอกกว้าง 4.5-5ซม. ยาว6-7.5 ซม.ปลายใบแหลมโคนฐานใบรูปหัวใจ ขอบใบจักฟันเลื่อย มีขนรูปดาว มีต่อม 1 ต่อม ที่โคนเส้นกลางใบ เส้นใบและก้านใบมีสีแดง ก้านใบยาว 3 ซม. ดอกออกที่ปลายกิ่งหรือซอกใบ กลีบดอกมี 5กลีบสี ชมพู หรือส้มอ่อน กลางดอกมักเป็นสีขาว เกสรเพศเมีย มีก้านชูเกสรแยกเป็น 10 แฉก เกสรเพศผู้จำนวนมาก เชื่อมกันเป็นกลุ่มเดียว  ผลกลมหรือเป็นพูเล็กน้อยมีขนสีน้ำตาลเป็นริ้ว ประดับรูปถ้วยหุ้มเมล็ดรูปไตไว้ ผลแห้งแล้วแตก
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ยาพื้นบ้านอีสานใช้ ราก ต้มน้ำให้สตรีระหว่างอยู่ไฟหลังคลอดดื่ม และบำรุงโลหิต ในประเทศลาว ราก ใช้รักษานิ่วในถุงน้ำดี โดยใช้ราก 100 กรัม ต้มรวมกับสมุนไพรอื่นอีก 4 ชนิด อย่างละเท่าๆกัน ต้มน้ำดื่ม
ระยะออกดอก--- พฤษภาคม- ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด


แก้วน้ำค้าง/Henckelia hispida

ชื่อวิทยาศาสตร์---Codonoboea hispida (Ridl.) Kiew
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Didymocarpus hispidus Ridl.
---Henckelia hispida (Ridl.) A. Weber
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---แก้วน้ำค้าง(ทั่วไป); [THAI: kaeo nam khang (General).]
ชื่อวงศ์---GESNERIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย คาบสมุทรมาลายู  อินโดนีเซีย สุมาตรา
พบใน ไทย คาบสมุทมาลายู อินโดนีเซีย สุมาตรา บางที อาจจะอยู่บนเกาะอื่น ๆ ในพื้นที่ เติบโตในเชิงเขาและป่าเขตร้อนที่เป็นภูเขาในพื้นที่ชุ่มน้ำและตามริมฝั่งแม่น้ำ
ในประเทศไทยพบในภาคใต้ ที่ นครศรีธรรมราช ยะลา ขึ้นตามป่าดิบเขา ที่ระดับความสูง 1300-1400 เมตร
ไม้ ล้มลุก สูง30-50(-80 )ซม. ลักษณะ ใบเป็นใบเดี่ยว.เรียงเวียนสลับรอบต้น รูปรีหรือรูปไข่ ยาว 3.5-11 ซม.โคนใบสอบปลายใบแหลม ขอบใบจักถี่ตื้น เส้นแขนงใบข้างละ 7-12 เส้น ก้านใบยาว 0.5-2 ซม. มีขนสากตามแผ่นใบด้านล่างช่อดอก และกลีบเลี้ยง ดอกสีม่วงอ่อนออกเดี่ยวหรือเป็นช่อ1-3 ดอกขนาด 2.5-3 ซม.ออกตามซอกใบใกล้ปลายยอด ก้านช่อยาว 7.5 ซม. ก้านดอกยาว 5-8 มม. กลีบเลี้ยงรูปแถบ ยาว 3-8 มม. ดอกมี.กลีบดอก5กลีบ โคนเชื่อมติดกันตอนปลายแยกเป็น5แฉก กลีบดอกด้านในแต้มสีเหลือง มีเส้นสีม่วงแดงแซมก้านเกสรเพศเมียยาว 1.3-1.8 ซม. มีขนหนาแน่น ผลแคปซูลยาว 3.5 ซม.
ระยะออกดอก---กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ขนำชาวไร่/Adenosma elsholtzioides


ชื่อวิทยาศาสตร์---Adenosma elsholtzioides T.Yamaz
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ขนำชาวไร่(ตะวันออกเฉียงใต้), หญ้าสมัด, หอมสนั่นเมือง ; [THAI: kha nam chao rai (Southeastern).]
ชื่อวงศ์---PLANTAGINACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย ลาว
พบมากตามที่ชื้นบนลานหินทรายทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย
ไม้ ล้มลุกลำต้นสูง20-50ซม.ใบเดี่ยวออกเรียงตรงข้ามปลายใบแหลมโคนใบคล้ายรูปติ่งหูไม่มีก้านใบ ดอกช่อเชิงลดดอกย่อยหลายดอก สีขาวหรือม่วงอ่อนผลกลมแห้งแตก
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นสมุนไพรทางภาคอิสาน ทั้งต้นต้มน้ำดื่มแก้ตกเลือด ทั้งต้นผสมใบมะนาว ต้นตะไคร้ ใบมะม่วง เหง้าขิง ต้มน้ำอาบ อบ แก้ลมวิงเวียน
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ขยุ้มฝอยตอก/Pertya hossei


ชื่อวิทยาศาสตร์---Pertya hossei Craib ex Hosseus.
This name is unresolved.According to The Plant List Pertya hossei Craib ex Hosseus is an unresolved name
ชื่อพ้อง---No synonyms are record for this name
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ขยุ้มฝอยตอก(เหนือ); [THAI: kha yum foi tok.]
ชื่อวงศ์---COMPOSITAE (ASTERACEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย
มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ประเทศไทยเป็นพืชหายาก พบที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย น่าน อุตรดิตถ์พบ ขึ้นบนสันเขาหินปูน ตามซอกหิน ในที่โล่งแจ้ง ที่ระดับความสูง1,800-2,190 เมตร
ไม้ล้มลุกอายุหลายปีขนาดเล็ก สูง15-20ซม.   ลักษณะ  ลำต้นกลม เรียวสีน้ำตาลอมม่วง มักไม่แตกกิ่ง ใบ เดี่ยวเรียงเวียนสลับเป็นเกลียวรอบต้น แผ่นใบรูปไข่กว้าง ขนาดยาว5-7ซม.กว้าง3-6ซม. แผ่นใบหนาแข็ง สีเขียวนวลเป็นมันวาว มีเส้นใบ3เส้น ดอก ช่อแบบช่อกระจุกแน่น เกิดที่ปลายยอด ดอกวงนอกมีดอกย่อยจำนวน5ดอก ฐานรองดอกเป็นเกล็ดเรียงซ้อนกันรูปไข่ ยาว5ซม. แต่ละกลีบรูปไข่แคบยาว1-1.5ซม. สีเขียวเข้ม ขอบกลีบสีน้ำตาลอมม่วง ดอกย่อยกว้างประมาณ1ซมงปลายม้วนออก แต่ละดอกย่อยมีกลีบดอก5กลีบรูปแถบ ยาวเป็นริ้วเรียงซ้อนเหลื่อมกัน ดอกวงในเกสรเพศผู้5อันเชื่อมติดกันเป็นแท่ง ยาว2-3ซม. หุ้มเกสรเพศเมียเอาไว้ สีเหลืองอมน้ำตาล ยื่นยาวพ้นกลีบดอกมาก ดอกวงในไม่เจริญ
ระยะออกดอก---สิงหาคม-ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ข่าไฟ/Hedychium coccineum

ชื่อวิทยาศาสตร์---Hedychium coccineum Buch.-Ham. ex Sm
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms
---Gandasulium angustifolium (Roxb.) Kuntze
---Gandasulium coccineum (Buch.-Ham. ex Sm.) Kuntze
---Hedychium angustifolium Roxb.
---Hedychium aurantiacum Roscoe
---Hedychium longifolium Roscoe
---Hedychium squarrosum Buch.-Ham. ex Wall.
ชื่อสามัญ---Orange Ginger Lily, Red ginger lily, Scarlet gingerlily, Orange bottlebrush ginger.
ชื่ออื่น---ข่าไฟ ,ข่าดง (ภาคเหนือ) ; [THAI: kha phai, kha dong (Northern).]; [CHINESE: hong jiang hua.]; [SPANISH: lirio de gengibre rojo; mariposa punzó.]; [FRENCH: gingembre-douleur; hédychie écarlate.]; [BRAZIL: gengibre vermelho; jasmim-vermelho.]; [CUBA: mariposa punzó; mariposa roja.]; [GERMAN: Scharlachingwer.]; [INDIA: bhui ada; litsung; ruangpua; samriching.]; [JAMAICA: red ginger lily; scarlet ginger lily.]; [SOUTH AFRICA: red ginger lily; rooigemmerlelies.]
ชื่อวงศ์---ZINGIBERACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย ศรีลังกา เนปาล จีนตอนใต้ พม่า ไทย

 

มีถิ่นกำเนิดในเทือกเขาหิมาลัยของอินเดียและเนปาล (ภูฏาน, NE อินเดีย, พม่า, สิกขิม) จีน (ยูนนาน,กวางสี, ทิเบต)ไปยังบังคลาเทศ พม่า ไทยและเวียดนามตอนเหนือ มีการเพาะปลูกทั่วเอเชียใต้และเอเชียกลางตอนใต้ มีสัญชาติในหลายภูมิภาคทั่วโลกรวมถึงแอฟริกา ศรีลังกา บราซิลและหมู่เกาะอินเดียตะวันตก ที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติหรือกึ่งธรรมชาติพบตามริมแม่น้ำ ทุ่งหญ้า ภูเขาไปจนถึงป่าทึบ ที่ระดับความสูงตั้งแต่ 750-2700เมตร
ประเทศไทยพบในภาคเหนือที่เชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน ขึ้นตามป่าดิบเขา ที่ระดับความสูง 1000-1600 เมตร
ไม้ล้มลุกมีเหง้าใต้ดินสูง1-2เมตร ลิ้นใบยาว1.2-2.5ซม.ใบเดี่ยวรูปแถบ กว้าง2-4ซม.ยาว35-45ซม. แผ่นใบด้านล่างมักมีสีม่วง ผิวใบเกลี้ยงด้านล่างมีขนที่เส้นกลางใบ ไม่มีก้านใบ ดอกออกเป็นช่อตั้ง ยาว20-35ซม.ใบประดับสีเขียวเข้มมีขนประปรายม้วนรอบดอก แต่ละใบประดับมี 5-6 ดอก มีขนสั้นนุ่ม ใบประดับวงนอกเป็นหลอด ยาว 3.5-4 ซม. ใบประดับวงในรูปขอบขนาน ยาว 2-2.5 ซม. ปลายจัก 3 พูตื้น ๆ ใบประดับย่อยยาวประมาณ 1.5 ซม รูปขอบขนาน ปลายแยก2แฉกไม่เท่ากัน กลีบรองดอกเชื่อมกันเป็นหลอดยาว2.5-3ซม. มีขนแน่น ดอกสีส้มอมแดง ยาว 4-5 ซม. ปลายกลีบแยก3แฉก กลีบดอกเป็นหลอดยาว3.3ซม.มีแฉกเป็นเส้นปลายแหลม กลีบปากมนกลม ปลายแยกเป็น2แฉกลึก รังไข่มีขนแน่น มีไข่อ่อนจำนวนมาก ผลแคปซูลกลมเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 ซม. เมล็ดสีแดง
ใช้ประโยชน์---ปลูกเป็นไม้ประดับ
ระยะออกดอกและติดผล---ช่วงเดือนพฤษภาคม-เดือนกรกฎาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด เหง้า

ข่าหด/Fissistigma polyanthoides

ชื่อวิทยาศาสตร์---Fissistigma polyanthoides (A. DC.) Merr.
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Melodorum minuticalyx R.W.MacGregor & W.W.Sm.
---Melodorum polyanthoides Aug.DC.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ข่าหด(ภาคเหนือ), นมควาย(เชียงราย) ; [THAI: kha hot (Northern); nom khwai (Chiang Rai).]; [CHINESE: xiao e gua fu mu.]; [VIENAM: Dời dợi, Quả vú dê, Chầu pẻng mộc.]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เวียตนาม
ไม้ เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่เลื้อยพาดพันต้นไม้อื่นได้ไกลถึง20 เมตร กิ่งแก่สีน้ำตาลเข้มมีช่องอากาศมาก กิ่งอ่อนสีเขียวมีขนสีน้ำตาลปกคลุมหนาแน่น ก้านใบมีขนดกยาว1-1.3ซม.ใบรูปขอบขนาน กว้าง 5-9 ซม.ยาว 10-20 ซม.ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างสีอ่อนกว่า มีขนสีน้ำตาลที่เส้นใบ ดอกเดี่ยวหรือออกเป็นกระจุก1-5ดอก สีขาวนวลกลิ่นหอมอ่อนๆ มีดอกดกและบานพร้อมกันเกือบทั้งต้น ผลเป็นผลกลุ่ม ผลย่อยรูปกลมเส้นผ่านศูนย์กลาง2ซม. เปลือกหนา สีน้ำตาลเป็นมัน               
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นสมุนไพร นำเปลือกต้นมา ต้มน้ำ ฝนน้ำข้นๆ หรือดองเหล้า กินครั้งละ1-2 ช้อนชาวันละ 2 ครั้ง แก้สำแดง อาหารเป็นพิษ ในเวียตนาม ใบใช้รักษาอาการเต้านมคัด เปลือกแก้ ท้องเสีย
ระยะออกดอก---เดือนกุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง

ข้าวพันก้อน/Rungia parviflora subsp. pectinata


ชื่อวิทยาศาสตร์---Rungia parviflora (Retz.) Nees subsp. pectinata (L.) L.H. Cramer
ชื่อพ้อง---This name is a synonym of Rungia pectinata (L.) Nees.
ชื่อสามัญ---Comb Rungia
ชื่ออื่น---ข้าวพันก้อน, สันพร้า(ทั่วไป) ; [THAI:san phra (General).]; [CHINESE: Hái'ér cǎo shǔ]; [INDIA: Punakapundu, Tavashu murunghie.]
ชื่อวงศ์---ACANTHACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- จีน อนุทวีปอินเดีย พม่า ไทย ลาว เวียตนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์
พบใน จีน (กวางตุ้ง, กวางสี, ไหหลำ, ยูนนาน) อนุทวีปอินเดีย(อินเดีย ศรีลังกา บังคลาเทศ, ภูฏาน,)พม่า ไทยลาว เวียตนาม  มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เป็นวัชพืชที่พบได้ทั่วไปใน ที่รกร้างและ พื้นที่ ที่ถูกรบกวน สถานที่เปียกชื้น, พื้นที่เปียก, ช่องทางชลประทาน
ไม้ ล้มลุกสูง20-50 ซม.ลำต้นตั้งตรงมีขน ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปรีแกมใบหอกถึงรูปขอบขนานกว้าง 0.4-2 ซม.ยาว 1-7 ซม.ปลายใบแหลมโคนใบรูปลิ่ม ดอกช่อแบบช่อเชิงลด ออกที่ซอกใบและปลายยอด ใบประดับมี2แบบ รูปไข่แกมใบหอกปลายใบเรียวแหลมและรูปไข่กลับแกมรีถึงกลม ปลายมนมีติ่งแหลม ขอบมีเยื่อบางใส มีขนสีขาวปกคลุม กลีบเลี้ยงบางเชื่อมติดกันปลายแยกเป็น5แฉก กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปปากเปิดปลายแยกเป็น5แฉกสีขาวถึงขาวแกมม่วงอ่อน ผลแดปซูลทรงรีแห้งแล้วแตกยาว2.5มม.เกลี้ยงมีเมล็ดสีน้ำตาล 2-4 เมล็ด ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 มม.
ใช้ประโยชน์---ยาพื้นบ้านอีสานใช้ ทั้งต้นต้มน้ำดื่มทำให้อยากอาหาร ในการแพทยฺแผนจีน ใช้  รักษาโรคตับอักเสบ, เยื่อหุ้มสมองอักเสบรวมเฉียบพลัน,รักษาอาการอาหารไม่ย่อยในเด็ก โรคบิด, วัณโรคต่อมน้ำเหลืองที่ปากมดลูก ใช้รักษาอาการบวมจาก งูพิษกัดใช้หญ้าสดทั้ต้นทุบพอกรอบๆบาดแผล                                                                                          ระยะออกดอก---พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์---ติดผล---มกราคม-เมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ข้าวเย็นเหนือ-ข้าวเย็นใต้/Smilax sp

ชือวิทยาศาสตร์---Smilax sp
-ข้าวเย็นเหนือ---Smilax corbularia Kunth
-ข้าวเย็นใต้---Smilax glabra Roxb.
ชื่อพ้อง---
ชื่อสามัญ---greenbrier
ชื่ออื่น---ข้าวเย็นเหนือ-ข้าวเย็นใต้
ชื่อวงศ์---SMILACACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พบได้ทั่วไปทั้งในเขตร้อนและเขตอบอุ่นของโลก
ไม้ เถามีหัวอยู่ใต้ดิน เลื้อยพันต้นไม้อื่น ลำต้นกลมมีหนาม โคนใบมีมือพันเป็นเส้นขดๆไว้จับยึด ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับรูปไข่แกมรีถ้าเป็นข้าวเย็นเหนือปลายใบแหลม ข้าวเย็นใต้ ปลายใบมน ดอกออกเป็นช่อกระจะรวมทรงกลมที่มีซี่ย่อยแบบซี่ร่ม ดอกย่อยสีเขียว20-70ดอก แยกเพศมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ผลเป็นรูปทรงกลมเล็กๆขนาดประมาณ0.5ซม.
 สำหรับในประเทศไทยพบเห็นได้ง่าย พบตั้งแต่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน อุตรดิตถ์ เลย นครพนม นครราชสีมา ชัยภูมิ สุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช และระนองเป็นต้น
 ใน ทางสมุนไพรไทย ใช้หัวข้าวเย็นเหนือ-ข้าวเย็นใต้ แก้อาการน้ำเหลืองเสีย เส้นเอ็นพิการ กามโรค ปวดกระดูก เพิ่มน้ำนมมารดา รวมถึงอาการอักเสบเกือบทุกชนิด และสูตรสมุนไพรไทยกว่าร้อยละ90 ที่เชื่อว่าแก้มะเร็งได้ ก็จะมีหัวข้าวเย็นเหนือ-ข้าวเย็นใต้ผสมอยู่ด้วยเสมอ โดยใส่ลงไปในปริมาณมาก จนเรียกว่าเป็น "หัวยา"
ระยะออกดอก---เดือนธันวาคม

ข้าวสารดอกเล็ก/Raphistemma hooperianum


ชื่อวิทยาศาสตร์---Raphistemma hooperianum (Blume) Decne.
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Basionym: Oxystelma hooperianum Blume
---Raphistemma brevipedunculatum Y. Wan
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น--- ข้าวสารดอกเล็ก(กรุงเทพฯ), เมือยสาร (ชุมพร) ; [THAI: khao san dok lek (Bangkok); mueai san (Chumphon).]; [CHINESE: guang xi da hua teng.]
ชื่อวงศ์---ASCLEPIADACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน ไทย เวียตนาม
พบตามตามชายป่าดิบทั่วไป สวนที่รกร้าง
ในประเทศไทยพบขึ้นทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง
ไม้เถาเลื้อยพัน ล้มลุก ลักษณะ ลำต้นสูงเกลี้ยง มีน้ำยางสีขาว ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปหัวใจ กว้าง7-10ซม.ยาว8-12ซม.ปลายใบแหลมเป็นหางยาว ขอบใบเรียบ โคนใบเว้าทั้งสองข้าง  เนื้อใบบาง ด้านบนที่โคนเส้นกลางใบมีขนสั้นๆ ออกเป็นกระจุก ก้านใบเรียว เล็กยาว 2-7 ซ.ม ดอกช่อออกที่ซอกใบ ดอกขนาดเล็กมีกลิ่นหอม  ก้านช่อดอกยาว 0.25-5.5 ซ.ม. ก้านดอกยาว 1.25-3.5 ซ.ม. กลีบรองดอกรูปไข่ ปลายมน ยาว 3-4 มม. โคนเชื่อมติดกันเป็นรูประฆัง กลีบดอกสีขาว ต่อมาจะจะกลายเป็นสีเหลืองอ่อน ที่ปลายกลีบมีสีแต้มสีม่วงดอกบานเต็มที่กว้าง 2.5-3 ซ.ม   ผลเป็นฝัก รูปกระสวยสีเขียวยาวประมาณ 14 ซม เมล็ดสีน้ำตาลมีขนสีขาว
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ผลและดอกปรุงสุก ใช้เป็นอาหาร กินเป็นผัก
-ใช้เป็นยา ตำรายาไทย ใช้รากถอนพิษ ทำให้อาเจียน รากใช้รักษาตา-ใช้รากตากแห้งแล้วนำไปบดเป็นยากินรักษาโรคตาต่าง ๆ เช่น แก้ตาแดง ตาอักเสบ ตาแฉะ ตามัว ตาฝ้าฟาง นอกจากนี้ยังสามารถป้องกันโรคต้อกระจกได้
รู้จักอันตราย---ในเมล็ดจะมี Cardiac glycoside ที่เป็นพิษ
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ข้าวไหม้/Dendrolobium thorelii

ชื่อวิทยาศาสตร์---Dendrolobium thorelii (Gagnep.) Schindl.
ชื่อพ้อง---Desmodium thorelii Gagnep.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ข้าวไหม้, เขืองข้าวไหม้(ลำปาง), ทองหมอง (สกลนคร),หนาดใหญ๋ (เลย)ว; [THAI: khao mai, khueang khao mai (Lampang); thong mong (Sakon Nakhon); nat yai (Loei).]
ชื่อวงศ์---FABACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- ไทย ลาว       


ไม้ พุ่มลำต้นตั้งตรงสูง1-3เมตร ทุกส่วนของต้นมีขนละเอียดยาวสีขาว ใบประกอบแบบขนนกเรียงสลับ ใบย่อย3ใบรูปไข่ กว้าง5-8ซม.ยาว10-15ซม. ผิวใบมีขนละเอียดทั้ง2ด้าน
ดอกช่อออกที่ปลายกิ่งรูปถั่วกลีบดอกสีขาว ผลเป็นฝักแบนโค้งงอ มีขนสีขาว
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ยาพื้นบ้านใช้  รากรสเฝื่อนใช้ ราก5-6 รากต้มน้ำดื่ม วันละ2-3ครั้ง แก้อการตกขาว รากใช้ปรุงยาตัดรากไข้พิษไข้กาฬ
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ขี้กาเครือ/Strycgnos rupicola

ชื่อวิทยาศาสตร์---Strychnos rupicola Pierre ex Dop
This name is unresolved.According to The Plant List. Strychnos rupicola Pierre ex Dop is an unresolved name
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Strychnos usitata Pierre ex Dop.(Unresolved.)    
---Strychnos dongnaiensis Pierre ex Dop.(Unresolved.)
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ขี้กาเครือ(ปราจีนบุรี) ; [THAI: khi ka khruea (Prachin Buri).]
ชื่อวงศ์---LOGANIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย ลาว เวียตนาม

 

ไม้ เถาเนื้อแข็ง กิ่งมีประสีน้ำตาล เกลี้ยงมีมือเกาะ ใบรูปไข่ รูปรี หรือรูปไข่กลับ กกว้าง4-7ซม.ยาว5-10.3ซม.ปลายใบแหลมถึงเรียวแหลม โคนใบมนถึงตัด   
ดอกช่อ แบบช่อกระจุกแยกแขนง ออกที่ปลายยอด ยาวได้ถึง3ซม. กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น5แฉก ผลสดทรงกลม ขนาด2-4.5ซม. เมื่อแห้งสีส้ม เมล็ดคล้ายทรงกลม
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ยาพื้นบ้านอีสานใช้ เปลือกต้นผสมลำต้น เม่าสร้อย ยอดหวายป่า เปลือกต้นส้านใบเล็ก และ ลำต้นตะครอง ฝนน้ำทารักษาอาการบวม
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ขี้กาดง/Gymnopetalum chinense


ชื่อวิทยาศาสตร์---Gymnopetalum chinense (Lour.) Merr.
ชื่อพ้อง--has 11 Synonyms

-Bryonia cochinchinensis Lour ,  -Gymnopetalum quinquelobatum Miq. , 
-Gymnopetalum cochinchinense (Lour.) Kurz  -Gymnopetalum quinquelobum Miq., 
-Gymnopetalum cochinchinense (Lour.) Kurz,  -Gymnopetalum quinquelobum Miq. , 
-Gymnopetalum heterophyllum Kurz, -Trichosanthes prazeri Kundu, 
-Gymnopetalum heterophyllum Kurz,  -Trichosanthes prazeri Kundu, 
-Gymnopetalum quinquelobatum Miq , -Tripodanthera cochinchinensis (Lour.) M. Roem

ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ขี้กาดง(สระบุรี),ผักแคบป่า(น่าน),มะนอยจา(ภาคเหนือ),มะนอยหกฟ้า(แม่ฮ่องสอน), กะดอม(ภาคกลาง) ; [THAI: kadom (Central); khi ka dong (Saraburi); khi ka noi (Saraburi); khi ka lai (Nakhon Ratchasima); khi ka liam (Northeastern); phak khaep pa (Nan); fak khao (Chiang Mai); ma noi cha (Northern); ma noi hok (Mae Hong Son); ma noi hok fa (Mae Hong Son).]; [VIETNAM: cứt quạ, dây cứt quạ]; [MALAYSIA: Sipam (Malay).]
ชื่อวงศ์---CUCURBITACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินโดจีน เอเซียเขตร้อน
 มีถิ่นกระจายพันธุ์ในแถบประเทศอินเดีย ศรีลังกา พม่า ภูมิภาคอินโดจีน และมาเลเซีย ขึ้นอยู่ทั่วไปตามป่าเปิดโล่ง บนดินที่เสียไปตามถนนและในป่าแล้งโดยปกติจะอยู่ที่ระดับความสูงต่ำ ในประเทศไทยพบขึ้นอยู่ทั่วไปตามที่รกร้างพบได้ทุกภาค
ไม้ เลื้อยล้มลุกมีเนื้อไม้ ลำต้นมีขนสากมีมือเกาะ ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปหัวใจกว้าง3-8ซม.ยาว4-10ซม.ปลายใบแหลมขอบใบหยักถึงเว้า ลึก  ดอกแยกเพศดอกเพศผู้ ออกเดี่ยวหรือ 3-8 ในช่อดอก ใบประดับ 1-2.5 ซม  ดอกเพศเมียเดี่ยว ก้านดอกยาว  1-4 ซม. รังไข่เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า 1-1.2 × 0.5 ซม สีขาว ผลรูปกระสวยกว้าง2-2.3ซม.ยาว5ซม.มีสันตามยาวประมาณ10สัน เมล็ดรูปทรงรีขนาด 0.7 × 0.3-0.35 ซม
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา  ตำรายาไทยใช้น้ำต้ม เมล็ด รับประทานเป็นยาลดไข้ แก้พิษสำแลง เป็นยาถอนพิษจากการกินผลไม้ที่เป็นพิษบางชนิด ขับน้ำลาย ช่วยย่อยอาหาร ขับน้ำดี บำรุงธาตุ ผล บำรุงน้ำดี ผลอ่อน รสขม บำรุงน้ำดี แก้ดีแห้ง ดีฝ่อ คลั่งเพ้อ เจริญอาหาร แก้สะอึก ดับพิษโลหิต บำรุงมดลูก แก้ไข้ รักษามดลูกหลังการแท้ง หรือการคลอดบุตร แก้มดลูกอักเสบ ถอนพิษผิดสำแดง ต้มน้ำดื่ม บำรุงโลหิต ทั้งห้าส่วน บำรุงธาตุ เจริญอาหาร ถอนพิษผิดสำแดง รักษามดลูกหลังจากการคลอดบุตร เจริญอาหาร บำรุงน้ำดี บำรุงน้ำนม แก้ไข้ แก้ไข้จับสั่น ดับพิษร้อน เป็นส่วนประกอบของตำรับยาหอมนวโกฐ ยาหอมอินทจักร์ และตำรับยาแก้ไข้จันทน์ลีลา
ยาพื้นบ้านอืสานใช้ผลต้มน้ำดื่ม บำรุงโลหิต ตำรายาไทยใช้ ใบคั้นน้ำหยอดแก้ตาแดง ตาอักเสบ เมล็ดต้มน้ำดื่มแก้ไข้ ถอนพิษจากการรับประทานพืชพิษ ขับน้ำลาย ช่วยย่อยอาหาร บำรุงธาตุ ในเวียตนามรักษาผื่น, ปวดเมื่อย; มือจับใช้เป็นยาสำหรับผู้หญิงในช่วงการคลอดบุตร  รากถูที่เท้าบีบนวด น้ำของใบรักษาบาดทะยัก
ระยะออกดอก---กันยายน–พฤศจิกายน---ติดผล---กันยายน-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ขี้ตุ่น/Hericteres angustifolia


ชื่อวิทยาศาสตร์---Helicteres angustifolia L.
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Helicteres parviflora Ridl.
---Helicteres salicifolia C.Presl
---Helicteres virgata Wall. ex G.Don
---Oudemansia virgata (Wall. ex G.Don) Hassk
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ขี้ตุ่น(ตะวันออกเฉียงเหนือ), ขี้อ้น (ภาคตะวันตกเฉียงใต้); เข้ากี่น้อย (ภาคตะวันออก); ปอขี้ไก่, ปอเต่าไห้ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ); ปอมัดโป (ภาคตะวันออกเฉียงใต้); ป่าเหี้ยวหมอง (ภาคเหนือ); ไม้หมัด (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ); ยำแย่ (ภาคใต้); หญ้าหางอ้น (ภาคเหนือ); [THAI: [khi tun, po khi kai, po tao hai, mai mat (Northeastern).; [khi on, po mat po (Southwestern).; [khao ki noi (Eastern).; [pa hiao mong, ya hang on (Northern).; [yam yae (Peninsular).; [VIETNAM: Thâu kén lá hẹp; Ổ kén; Tổ kén đực; Dó hẹp; Sơn chi ma; Dó mốc; Ổ kén hẹp lá tù.]
ชื่อวงศ์---STERCULIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ถึงฟิลิปปินส์ และออสเตรเลียฝั่งตะวันตก
พบที่อินเดีย จีนตอนใต้ พม่า ภูมิภาคอินโดจีนและมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และออสเตรเลีย ในประเทศไทยพบทุกภาค ขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง หรือชายป่า ความสูงถึงประมาณ 1300 เมตร
ไม้ พุ่มสูง1- 3เมตร ลำต้นและกิ่งมีขนสีน้ำตาลรูปดาวรวมถึง แผ่นใบด้านล่าง ก้านใบ ช่อดอก ก้านดอก กลีบเลี้ยงด้านนอก และผล ใบเดี่ยวรูปหอกแกมรูปไข่ กว้าง1.4-5ซม.ยาว7-10ซม.ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมน ขอบเรียบ เส้นโคนใบข้างละ 1 เส้น เส้นแขนงใบย่อยแบบขั้นบันไดและแบบร่างแห ก้านใบยาว 0.3-1.5 ซม. ดอกสีม่วงอ่อนออกเป็นกระจุกตามซอกใบดอกย่อยขนาด1-1.2ซม. กลีบรองดอกเชื่อมกันเป็นหลอดปลายแยก 5แฉกไม่เท่ากัน มีขน กลีบดอก5กลีบปลายกลีบมนโคนสอบแคบเป็นก้านมีติ่ง2อันเกสรเพศผู้15อัน ผลรูปขอบขนาน ยาว1-3 ซม.มี5สันมีขนฟูปกคลุมแน่นเมล็ดเมื่อแห้งมีสีดำ
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ในเวียตนามใช้รากและทั้งต้น รสขมเล็กน้อยคุณสมบัติในการสมาน ต้านการอักเสบ ต่อต้านอาการคัน มักจะใช้ในการรักษาโรคมาลาเรีย หัด, ท้องเสีย, บิด, ลำไส้, โรคผิวหนัง, ริดสีดวงทวาร, ลำไส้ใหญ่ ปวดศีรษะกระหายน้ำ ยังใช้ในการรักษาพิษงู ใช้ เป็นยาแก้พิษเพื่อล้างพิษและล้างสิวสะเก็ดเงิน
ระยะออกดอกและติดผล--- เมษายน- กรกฎาคม---ติดผล---พฤษภาคม-สิงหาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

เข็มดอย/Duperrea pavettaefolia


ชื่อวิทยาศาสตร์---Duperrea pavettaefolia (Kurz) Pitard
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Ixora pavettifolia (Kurz) Craib
---Mussaenda pavettifolia Kurz
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---เข็มดง (เชียงใหม่), เข็มดอย (ภาคเหนือ)  ; [THAI: khem dong (Chiang Mai); khem doi (Northern).]; [CHINESE: chang zhu shan dan.]
ชื่อวงศ์---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย จีน พม่า เวียตนาม ลาว ไทย กัมพูชา
พบใน จีน (กวางสี ไหหลำ ยูนนาน) ที่ระดับความสูง 100-1100 เมตร.  [กัมพูชา ลาว พม่า ไทย เวียดนาม] เติบโตในป่าดิบชื้นและป่าดงดิบผสมป่าผลัดใบ มักอยู่ใกล้ลำธารเหนือหินปูนหรือหินทราย ที่ระดับความสูงตั้งแต่ <100–900 (1250) เมตร  ในประเทศไทยพบทุกภาค  ภาคเหนือ: แม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่, เชียงราย, พะเยา, น่าน, ลำพูน, ลำปาง, พิษณุโลก (ภูสอยดาว NP) ; ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ:เพชรบูรณ์ (ภูเมี่ยง), หนองคาย; ภาคตะวันออก:ชัยภูมิ, นครราชสีมา; ภาคใต้ - ตะวันตก: อุทัยธานี, กาญจนบุรี (เขางิ้วใหญ่); ภาคกลาง:ชัยนาท; ภาคตะวันออกเฉียงใต้: ปราจีนบุรี, ชลบุรี, จันทบุรี, ตราด; ภาคใต้ ตรัง
ไม้ พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็กสูง1.5-6 เมตร กิ่งก้านมีขนนุ่ม ใบเดี่ยวออกตรงข้ามรูปรีแกมขอบขนานถึงรูปหอกกลับ กว้าง3-9ซม.ยาว8-19ซม. โคนใบสอบปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบมีขนสากคาย มีหูใบก้านใบยาว 3-8 มม ดอก สีขาวออกเป็นช่อแน่น กลีบรองดอก5กลีบสีขาว กลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็นกลีบมน5แฉก เกสรผู้5อันอยู่ภายในหลอดดอก เกสรเมียโผล่พ้นกลีบดอกส่วนปลายรูปไข่ ผลเป็นผลสดทรงกลมขนาด5-10มม.เมื่อแก่สีดำ มีเมล็ด1-2เมล็ด
ระยะออกดอก--- (มกราคม) เมษายน - มิถุนายน (กรกฎาคม)---ออกผล--- (มิถุนายน) กรกฎาคม - ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด


เข็มสร้อย/Daphne composita

 ชื่อวิทยาศาสตร์---Daphne composita (L.f.)Gilg.
ชื่อพ้อง---This name is a synonym of Eriosolena composita (L.f.) Merr.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น--เข็มสร้อย เข็มขาวป่า เหมือดสร้อย; [THAI: khem soi, khem pa, mueat soi.]; [CHINESE: mao hua rui xiang.]
ชื่อวงศ์---THYMELAEACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- อินเดีย พม่า จีนตอนใต้ เวียตนาม กัมพูชา ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ สุมาตรา ชวา บอร์เนียว


พบขึ้นกระจายในจีน (S-ยูนนาน) คาบสมุทรมาเลเซีย (ปาหัง สลังงอร์, มะละกา) ชวา, มาเลเซีย, อินเดีย , เวียดนาม, สุมาตรา บอร์เนียว, พม่า (ชินมอญ Taninthayi), ภูฏาน, ลาว ไทย พบขึ้นตามป่าไม้เนินเขาเตี้ยๆ ที่ระดับความสูง1300-1800เมตร ประเทศไทยพบทุกภาค กระจายอยู่ตามภูเขาที่ลาดชัน และในป่าดงดิบ ที่ระดับความสูง2,000เมตร
ไม้ พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูงถึง 4-10 เมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปรี กว้าง 1.5-4.5ซม.ยาว6-12ซม.ผิวใบด้านล่างเกลี้ยงเห็นเส้นใบชัดเจนก้านใบ 2-5 มม.เกลี้ยง ดอกสีขาวหรือเหลืองอ่อน ออกเป็นช่อกระจุกแน่น มีใบประดับรองรับ ดอกย่อย6-14ดอก กลีบรองดอกเชื่อมกันเป็นหลอด มีขนด้านนอก ปลายกลีบแยกเป็น4แฉกแหลม ไม่มีกลีบดอก เกสรผู้  8อัน ปลายรังไข่มีขนหนาแน่น ผลสีม่วงดำรูปไข่ป้อมอ่อนนุ่มขนาด10-15x5 มม เมล็ดมีขนาดเล็กขนาด5 มม.
ระยะออกดอก---ธันวาคม-มกราคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ไข่ปูลิ้นแลน/Rubus ellipticus  var. obcordatus


ชื่อวิทยาศาสตร์---Rubus ellipticus Sm. var. obcordatus (Franch.) Focke
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Basionym: Rubus ellipticus f. obcordatus Franch
---Rubus obcordatus (Franch.) Thuan
ชื่อสามัญ--Yellow Himalayan raspberry.
ชื่ออื่น--- ไข่ปูลิ้นแลน หนามไข่ปู, มะฮู้, ไข่กุ้งพู, หนามไข่กุ้ง; [THAI: khai kung phu, nam khai kung (General).]; [CHINESE: Zai yang pao.]; [VIETNAM: Cây Ngấy Lá Lê.]
ชื่อวงศ์---ROSACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จากอินเดีย ตอนใต้ของจีน  อินโดจีน จนถึงหมู่เกาะฟิลิปปินส์
Rubus ellipticus Sm.มีการจำแนกสายพันธุ์สองชนิดคือ: R. ellipticus var . ellipticus และ R. ellipticus var. obcordatus


มีการกระจายอย่างกว้างขวางผ่านแหล่งที่อยู่อาศัยของความชื้นหลากหลายตั้งแต่เนินเขาที่แห้งไปจนถึงขอบของนาข้าวระดับล่างพบตามป่าดิบร้อนชื้นที่ระดับความสูง300-2600เมตร ขึ้นตามพุ่มไม้และเนินเขาที่เปิดโล่ง ที่ระดับความสูงสูงสุด 2,600 เมตรในเทือกเขาหิมาลัย.ในประเทศจีนพบใน กวางสี กุ้ยโจว เสฉวน ทิเบต ยูนนาน [ ลาว ไทย เวียดนาม] ตามที่ลาด ถนน พุ่มไม้ที่ระดับความสูง 300-1000เมตร ได้รับการระบุว่าเป็นหนึ่งใน 100 สายพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานที่สุดในโลก (Lower et al., 2000 ) และเป็นสายพันธุ์ที่ต้องห้ามในแอฟริกาใต้ (NEMBA Category 1a)  
ไม้ พุ่มรอเลื้อยสูง1-3(14.5)เมตร .กิ่งก้านเป็นเหลี่ยมมีขนสีน้ำตาลแดงและมีหนามแหลมแข็งจำนวนมาก ใบประกอบมีใบย่อย3ใบก้านใบยาว 2-6 ซม ก้านใบของใบย่อยมีความยาว 2-3 ซม แผ่นใบหนาท้องใบมีขนหนานุ่ม สีเทา ขนาดของใบย่อยกว้าง2-5ซม.ยาว3-6ซม.ดอก สีขาวออกเป็นช่อ ยาว6-10ซม.ขนาดของดอก0.8-1.2ซม.กลีบรองดอก5กลีบ มีขนโดยรอบ กลีบดอก5กลีบรูปไข่กลับ ขอบกลีบหยักหลุดร่วงง่าย เกสรผู้จำนวนมาก ผล เป็นผลกลุ่มมีผลย่อยขนาดเล็กขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 21 ซม.จำนวนมาก รวมกันเป็นก้อนค่อนข้างกลมสีส้มเหลือง
ในปีแรกของการเจริญเติบโต ลำต้นผลิตเพียงใบและไม่ออกดอก สร้างกิ่งก้านดอกในปีที่สองแล้วตายหลังจากติดผล พืชสามารถขึ้นรูปได้อย่างรวดเร็วและมีความหนาแน่นสูง
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ผลสุกกินได้มีรสหวานอมเปรี้ยว เป็นแหล่งที่ดีของสารอาหารรองเช่นแอนโธไซยานิน ฟีนอล ฟลาโวนอยด์และวิตามินซีพวกเขามีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในระดับปานกลางถึงดีและมีประโยชน์ต่อร่างกาย ผลไม้นำมาใช้ประโยชน์เช่นการแปรรูปเป็นแยม น้ำส้มสายชูและไวน์ ฯลฯ มีการปลูกเชิงพานิชย์ในอินเดีย ใบตากแห้งนำมาชงดื่มแทนชาได้
-ใช้เป็นยา  พืชใช้เป็นยาสมานแผลและยาแก้ไข้ น้ำผลไม้ใช้ในการรักษาไข้อาการจุกเสียด อาการไอและเจ็บคอ ใช้ในยาจีนโบราณเพื่อต่อต้านสารพิษกำจัดการอักเสบและบวมบรรเทาอาการปวดและการตกเลือด เปลือกชั้นในนั้นใช้ในยาทิเบตกล่าวกันว่ามีรสหวานอมเปรี้ยวบวกกับความร้อน เป็นยาบำรุงไตและยาขับปัสสาวะ ในประเทศจีนใช้รากและทุกส่วนของพืชทั้งหมดเป็นยาแก้พิษ รากรักษาอาการปวดฟัน กล้ามเนื้ออักเสบ ประจำเดือนผิดปกติ
-วนเกษตรใช้ ปลูกเพื่อป้องกันการพังทลายของดินและการอนุรักษ์ดิน มีการปลูกแบบดั้งเดิมเป็นรั้วมีชีวิต ในเทือกเขาหิมาลัยทิศตะวันตกเฉียงเหนือซึ่งจะช่วยในการแยกปศุสัตว์และสัตว์อื่น ๆใช้ปลูกเพื่อเป็นเครื่องหมายของขอบเขตที่ดิน  มักใช้เป็นสายพันธุ์บุกเบิกธรรมชาติปูทางเพื่อพัฒนาไปเป็นป่า นอกจากนี้ยังมีการใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ
-อื่น ๆ รากมีสารแทนนินมากกว่า 40% ที่สามารถนำมาใช้เป็นสารสกัดแทนนิน ใช้ย้อมสีและฟอก -สีย้อมสีม่วงถึงสีน้ำเงินคล้ำได้มาจากผลไม้ ส่วนไม้ใช้ทำฟืน
ระยะออกดอก---เมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง ชำราก

คราม/Indigofera tinctoria

ชื่อวิทยาศาสตร์---Indigofera tinctoria L.
ชื่อพ้อง---Has 9 Synonyms

-Indigofera bergii Vatke -Indigofera orthocarpa (DC.) O.Berg & C.F.Schmidt
-Indigofera cinerascens DC. -Indigofera sumatrana Gaertn.
-Indigofera houer Forssk. -Indigofera tinctoria Blanco
-Indigofera indica Lam. -Indigofera tulearensis Drake
-Indigofera oligophylla Baker

ชื่อสามัญ---Indigo, True indigo, Bengal Indigo, Dyers Indigo, Wild Indigo, Black Henna.
ชื่ออื่น---คราม(ทั่วไป), นะฆอ(กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน); [THAI: khram (General); Na-kho (Karen-Mae Hong Son).];[PORTUGUESE: Anileiro.]; [SPANISH: indigo.]; [FRENCH: indigotier.]; [CHINESE: mu lan.]; [BRAZIL: anil.]; [CUBA: añil; añil cimarrón; añil de Guatemala.]; [GERMAN: Faerber- Indigostrauch.]; [HAITI: digo digot.]; [LESSER ANTILLES: French indigo.]; [MYANMAR: me; me-nai; me-net.]; [PUERTO RICO: añil verdadero.]; [VIETNAM: Chàm quả cong.]
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE -PAPILIOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา, ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---แอฟริกาเขตร้อน อนุทวีปอินเดีย อินโดจีน
มีถิ่นกำเนิดใน แอฟริกาขตร้อนจากแอฟริกาตะวันตก Tanzania ถึง แอฟริกาใต้, อนุทวีปอินเดียกับอินโดจีน เป็นพืชเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนที่พบได้ในระดับความสูงงถึง 1,600 เมตร
ไม้ พุ่มสูง 1-2 เมตร ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ  ใบย่อยรูปวงรีแกมขอบขนาน กว้าง0.8-1ซม.ยาว1.5-3.5ซม. ดอกช่อ ออกที่ซอกใบ รูปดอกถั่ว ออก เป็นช่อที่ซอกใบ  มีสีเขียวอ่อนอมครีม เริ่มบานมีสีแดงหรือชมพูฝักคล้ายฝักถั่วความยาวของฝัก 5-8 เซนติเมตร เมล็ดขนาดเล็กสีครีมอมเหลือง หรือ น้ำตาลอ่อน รูปทรงกระบอกอยู่ภายในฝัก  มีประมาณ 8 –12 เมล็ด เมล็ดสีครีมอมเหลือง
สปีชีส์นี้มีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดินบางชนิดแบคทีเรียเหล่านี้ก่อตัวเป็นก้อนบนรากและตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ ไนโตรเจนบางส่วนนี้ถูกใช้ในพืชที่กำลังเติบโต แต่บางชนิดก็สามารถใช้กับพืชชนิดอื่นที่ปลูกในบริเวณใกล้เคียง
ใช้ประโยชน์---สายพันธุ์นี้เป็นแหล่งสำคัญมีประวัติยาวนานในการใช้เป็นสีย้อม เนื่องจากมีสีน้ำเงินเข้มที่น่าทึ่งความคงทนของสีที่ยอดเยี่ยมต่อแสงและความหลากหลายของสีที่ได้จากการรวมเข้ากับสีย้อมธรรมชาติอื่น ๆ จึงถูกเรียกว่า 'ราชาแห่งสีย้อม' และไม่มีพืชย้อมสีอื่น ๆ ในอารยธรรมมากที่สุดเท่าประเภทนี้ เคยปลูกกันอย่างกว้างขวางเพื่อจุดประสงค์นี้ แต่ด้วยการมาถึงของสีย้อมสังเคราะห์ความต้องการพืชได้ลดลงอย่างมาก เผ่าพันธุ์นี้มนุษย์ใช้มานานกว่า 4,000 ปีโดยมีตัวอย่างการใช้ในผ้ามัมมี่อียิปต์โบราณ พืชชนิดนี้ยังมีการใช้แบบดั้งเดิมอื่น ๆ อีกมากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยาแผนโบราณ
-ใช้กิน สีย้อมสีน้ำเงินเข้มที่ได้จากใบบางครั้งใช้เพื่อต่อต้านสีเหลืองเล็กน้อยของน้ำตาลไอซิ่ง
-ใช้เป็นยา แช่ใบ (บางครั้งรวมกับน้ำผึ้งหรือนม) ใช้ในการรักษาความผิดปกติ รวมถึงโรคลมชักและความผิดปกติของประสาท  โรคหอบหืดและหลอดลมอักเสบ  ไข้ กระเพาะอาหารตับไตและม้าม; และป้องกันเป็นโรคพิษสุนัขบ้า นำมาใช้ภายนอก, ใบจะถูกทำเป็นครีมสำหรับการรักษาโรคผิวหนัง, แผล, แผล, แผล, แผลและริดสีดวงทวาร รากจะถูกนำไปใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดฟัน ซิฟิลิส หนองในและนิ่วในไต  ในอินเดียใช้ทิงเจอร์จากเมล็ดฆ่าเหา ใช้รากแช่เป็นยาแก้พิษงูกัดและใช้รักษาแมลงและแมงป่องต่อย น้ำคั้นจากใบสดช่วยบำรุงเส้นผม ป้องกันผมหงอก
-อื่น ๆ สารสกัดครามทั้งต้น (ยกเว้นใบ) เป็นส่วนผสมในสีที่ใช้ย้อมผม ครามยังเป็นพืชที่มีการนำมาใช้ย้อมสีมากที่สุด เนื่องจากเป็นพืชให้สีน้ำเงินใช้ในการย้อมฝ้ายได้ผลดีโดยใช้ ต้นสดหมักในน้ำ สีน้ำเงินจะตกอยู่ที่ก้นภาชนะ เทใส่ถุงผ้าหนาๆทับให้สะเด็ดน้ำ 1-2น้ำ นำผงสีไปทำให้แห้ง ใช้เป็นสีย้อมผ้า สารที่มีสีคือ indigo-blue คุณสมบัติ พิเศษอีกประการที่มีงานวิจัยทั้งในอเมริกา และญี่ปุ่นก็คือ ผ้าที่ย้อมจากครามสามารถป้องกันผิวของผู้สวมใส่จากรังสีอัลตราไวโอเลตได้  
ระยะออกดอกผล---สิงหาคม-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ครามขน/Indigofera hirsuta


ชื่อวิทยาศาสตร์---Indigofera hirsuta Linn.
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms
---Anila hirsuta (L.) Kuntze
---Indigofera ferruginea Schum. & Thonn.
---Indigofera fusca G.Don
---Indigofera hirta Bojer
---Indigofera indica Mill.
ชื่อสามัญ---Hairy indigo, Hirsute indigo, Rough hairy indigo, Small-leaved indigo, Anil indigo.
ชื่ออื่น---ครามขน ; [THAI: khram khon.]; [SPANISH: anil de pasto (Colombia).]; [FRENCH: indigotier herisse.]; [CHINESE: ying mao mu lan.]; [BRAZIL: anileira; anileira-do-pasto; anil-roxo; indigo.]; [GERMAN: behaarter Indigostrauch.]; [INDIA: chota sirphonka (Hindi).]; [INDONESIA: jukut lulut (Java); tebawang amjak (Sulawesi); tom-toman.]; [JAPAN: tanuki-komatsunagi.]; [MADAGASCAR: famafasambo; patry.]; [MALAYSIA: cermai burong.]; [PAPUA NEW GUINEA: tildjil; wiereka.]; [PHILIPPINES: salain; tagum (Bisaya); tina-tinaan (Tagalog).]; [PORTUGUESE: falso-anil.]; [VIETNAM: cây cỏ chàm, cây sục sạc ma, chàm lông ].
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE -PAPILIOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด--- ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---จีน เอเซียใต้ แอฟริกา อเมริกาใต้ ออสเตรเลีย
เกิดขึ้นตามธรรมชาติในแอฟริกาจากเซเนกัลไปยังซูดานและคองโก, แซมเบีย, โมซัมบิก, แองโกลาและมาดากัสการ์, กระจายไปเอเชียใต้, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, ตอนเหนือของออสเตรเลียและควีนส์แลนด์ เกิดขึ้นเป็นวัชพืชในพื้นที่เพาะปลูกและของเสียในทุ่งหญ้าสะวันนาป่าแห้งและป่าผลัดใบบนฝั่งแม่น้ำและชายหาดระหว่างระดับความสูง 0-1500 เมคร
พืช อายุหลายปีลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งก้านสาขามากสูง 0.3-1.5 เมตรลำต้นมีขนสีน้ำตาลและสีสนิม ใบประกอบแบบขนนกรูปมนรีเรียงสลับ กว้าง2.5-10 ซม. ยาว 5-9 (-11)ซม. ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอดยาว 20-30 ซม. ดอกมีสีขาวแดง-ชมพูมีขนยาวประมาณ 4-6 มม มีขนแข็งสีน้ำตาลปกคลุมทั้งลำต้นและก้านช่อดอก ผลกลมยาว1-2มม.เส้นผ่านศูนย์กลาง 1-2.5 มม. ปลายมีติ่งหนามแข็ง เมล็ดรูปกรวยสีน้ำตาล
ต้องการตำแหน่งที่มีแดดแต่ทนร่มเงาบางส่วนได้ ดินที่มีการระบายน้ำดี ไม่ทนน้ำท่วมขัง ดิน ที่เป็นกรดอ่อนหรือด่างเล็กน้อย สามารถปรับตัวให้เข้ากับดินร่วนปนทรายที่มีค่า pH 4.5-8.0 ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงดิน
สปีชีส์นี้มีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดินบางชนิดแบคทีเรียเหล่านี้ก่อตัวเป็นก้อนบนรากและตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ ไนโตรเจนบางส่วนนี้ถูกใช้ในพืชที่กำลังเติบโต แต่บางชนิดก็สามารถนำมาใช้กับพืชชนิดอื่นที่ปลูกใกล้เคียงได้
ใช้ประโยชน์---พืชที่เก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นยาและสีย้อม (แหล่งที่มาของสีครามเล็กน้อย)  มักจะปลูกเป็นพื้นคลุมดินและปุ๋ยพืชสด
- ใช้เป็นยา ใช้ในการรักษาเงื่อนไขต่าง ๆ รวมทั้งปัญหาเกี่ยวกับตับ ปัญหาเกี่ยวกับปอด โรคคุดทะราด อัมพาต โรคลมชัก ชักกระตุกและความวิกลจริต  รากใช้ขับปัสสาวะ  ถูกใช้เพื่อรักษาปัญหาไต, ริดสีดวงทวาร, กามโรคและโรคอาหารเป็นพิษ ใช้ในการแพทย์พื้นบ้านในประเทศฟิลิปปินส์ ใช้ยาต้มจากใบ แก้ปัญหากระเพาะอาหาร (ท้องเสีย) ในกานา (โกลด์โคสต์) ใบใช้เป็นโลชั่นสำหรับโรคคุดทะราด -ใช้ทั้งต้นต้มน้ำดื่ม บำรุงโลหิต
- วนเกษตรใช้ เป็นปุ๋ยพืชสดและพืชคลุมดินที่มีคุณค่าใช้ในสวนชากาแฟและสวนยางในเอเชียและในสวนส้มในฟลอริด้า รวมทั้งช่วยควบคุมการสึกกร่อน
- อื่น ๆ สับเป็นท่อนๆวางที่ปากไหปลาร้า ป้องกันหนอนขึ้น ยาฆ่าแมลงทำจากรากและเมล็ด ใบผสมกับหญ้าเป็นพืชอาหารสัตว์- ใบเป็นแหล่งกำเนิดของสีย้อมคราม ในแอฟริกาตะวันตกมีการใช้สีย้อมเป็นครั้งคราว
ระยะออกดอกผล---เป็นระยะตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ครูมวย/Anisochilus harmandii


ชื่อวิทยาศาสตร์---Anisochilus harmandii Doan ex Suddee & A. J. Paton
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ครูมวย(ตราด), ยางดำ (อุบล); [THAI: khru muai (Trat); yang dam (Ubon).]
ชื่อวงศ์--- LABIATAE (LAMIACEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---กัมพูชา ลาว ไทย


มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบอินโดจีน พบขึ้นตามโขดหินในที่โล่ง ๆ ในป่าเต็งรังหรือป่าเบญจพรรณในพื้นที่ลุ่ม ที่ระดับความสูง 20 - 900เมตร
ในประเทศไทยพบกระจายห่าง ๆ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้ที่ทุ่งค่าย จังหวัดตรัง ขึ้นตามทุ่งหญ้าที่ชื้นแฉะ ในป่าเต็งรังหรือป่าเบญจพรรณ ความสูงถึงประมาณ 900 เมตร
ไม้ ล้มลุกสูง 1 - 1.5 เมตร 1เมตร ลำต้นสี่เหลี่ยม โคนต้นเป็นเนื้อไม้ที่ฐาน ใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียว ใบย่อยเรียงตรงข้ามหรือเป็นวงรอบ ใบรูปรีถึงใบหอก หรือรูปขอบขนาน กว้าง2-2.5ซม.ยาว5-6ซม. มีขนสั้นหนานุ่มปกคลุมทั้งสองด้าน ก้านใบยาว 0-1ซม.มีขนสั้น  ดอกช่อแบบช่อฉัตรออกที่ปลายยอดยาว 10-15ซม.ใบประดับรูปไข่หรือรูปใบหอกมีขนสั้นมีต่อม ดอกย่อยอัดกันแน่นไม่มีก้านดอก กลีบดอกย่อยสีขาว ยาว 8 - 10 มม กลีบเลี้ยงเยาว 1 - 1.2 มม.ชื่อมติดกันปลายแยกเป็น 5 แฉก สีขาวแกมม่วงอ่อน ผลแห้งมีผลย่อย 4 ผลรูปไข่กลับแบนสีน้ำตาลเข้มหรือสีดำ ยาว 1 มม
ใช้ประโยชน์---ยาพื้นบ้านอีสาน ใช้ลำต้นต้มน้ำดื่ม รักษาโรคกระเพาะอาหาร ขับลม
ระยะออกดอก---กันยายน - กุมภาพันธ์,--- ออกผล---ตุลาคม - มีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

คลุ้ม/Donax grandis


ชื่อวิทยาศาสตร์---Donax grandis (Miq.) Ridl.
ชื่อพ้อง---This name is a synonym of Donax canniformis (G.Forst.) K.Schum.
ชื่อสามัญ---Donax, Common Donax
ชื่ออื่น---คลุ่ม,คลุ้ม(ทั่วไป) ; [THAI: khlum (General).]; [MALAYSIA: Bemban, Bemban Gajah, Bemban Raya, Bemban Ular Bukit, Tongat setan (Malay).]; [CHINESE: Zhu ye jiao, Lán yǔ zhú yù.]; [INDONESIA: Bamban (Malay; Javanese; Sun­danese); bangban (Sundanese); moa (Moluccas).]; [BRUNEI: Bamban, bamban batu.]; [PHILIPPINES: Bamban, banban (Tagalog; Ilokano; Bisaya; Manobo; Sulu; Bukidnon).]; [CAMBODIA: Daem run.]; [VIETNAM: Dong s[aaj]y.]
ชื่อวงศ์---MARANTACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---หมู่เกาะอันดามัน ,พม่า, จีน ,เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ,นิวกีนี, เมลานีเซียและไมโครนีเซีย
สกุล Donax มีเพียง 1สายพันธุ์ที่ได้รับการยอมรับ Donax canniformis (G.Forst.) K.Schum.
มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการกระจายอย่างกว้างขวางจากหมู่เกาะะอันดามัน ,พม่า,ภาคใต้ของประเทศจีน ไต้หวัน ไทย กัมพูชา ลาว เวียตนาม มาลายา สุมาตรา ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน ,นิวกีนี , นิโคบาร์ โมลุกกะ พบได้ทั่วไปในป่าทุติยภูมิโดยเฉพาะตามลำธารที่ระดับความสูงถึงประมาณ100เมตร
ไม้ ล้มลุกลำต้นตั้งตรง มีเหง้าใต้ดิน สูง 1-3 (-5) เมตร ลำต้นมีฐานกว้าง 1 - 2.5 เมตร กาบใบถึง 15 ซม. ก้านใบ 8--20 ซม. หนาเป็นทรงกระบอก แผ่เป็นแผ่นหุ้ม ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปไข่แกมใบหอกกว้าง 5-12 ซม.ยาว10-23 ซม. โคนใบมนป้านปลายใบเรียวแหลม ดอกช่อออกที่ซอกใบยาว20ซม. ช่อดอกห้อยลง ดอกออกเป็นคู่มีต่อม กลีบเลี้ยง3กลีบเป็นหลอดยาว8-10มม.กลีบดอกเชิงเส้นขนาด1-1.5 ซม. x 2-3มม.สีขาวนวล ผลสดทรงกลมเส้นผ่านศูนย์กลาง 1-1.5 ซม.เมื่อสุกสีขาวขุ่น เมล็ด1-2เมล็ด กลมรีสีน้ำตาลรูปไข่ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง7-8มม.
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน เหง้า กินได้ ในอินเดียใช้แป้งทีได้จากเหง้าบางครั้งใช้สำหรับการทำขนม
ใช้เป็นยา  ยาพื้นบ้านอีสานใช้ หัว ใต้ดินปรุงเป็นยาแก้ไข้หัว (ไข้หัวคือมีไข้ ร่วมกับผื่นหรือตุ่มเช่น หัด อีสุกอีใส) และรักษาโรคประดง (อาการโรคผิวหนังเป็นเม็ดคล้ายผด คันมาก มีไข้ร่วมด้วย)- ในที่อื่น ๆ-ส่วนที่ใช้ ใช้ราก ลำต้น ใบ ในปาปัวนิวกินีใช้สำหรับอาการปวดหูและหูอักเสบ ในอินโดนีเซียใช้สำหรับฝี ในมาเลย์ใช้ SAP จากหน่อเพื่อรักษาโรคตาแดง เหง้าใช้ในการรักษาโรคงูสวัด ยาต้มใบและรากทิ้งให้เย็นใช้อาบแก้ไข้ และใช้เป็นเครื่องดื่มบำรุงสายตา ในจีนใช้ รักษาอาการไอและโรคหอบหืด
-ใช้อื่น ๆ แก่นของลำต้นที่ใช้สำหรับการทำกระดาษ ในนิวกินีใบไม้ใช้เป็นกระดาษมวนบุหรี่ ลำต้นแห้งแบบแยกใช้สำหรับการทอตะกร้าทำอวนและหมวก
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ควินิน/Cinchona ledgeriana


ชื่อวิทยาศาสตร์---Cinchona ledgeriana (Howard) Bern.Moens ex Trimen
ชื่อพ้อง---This name is a synonym of Cinchona calisaya Wedd.
ชื่อสามัญ--- Cinchona, Quinine,Yellow cinchona, Peruvian Bark, Chinabark, Ledgerbark, Jesuit's bark.
ชื่ออื่น---ควินิน(ภาคกลาง) ; [THAI: khwi nin (Central).]; [GERMAN: Chinarindenbaum, Chininbaum, Fieberrindenbaum.]; [SPANISH: Quino.]; [PORTUGUESE: Quina-amarela.]; [CHINESE: Shu pi.]; [MALAYSIA: Kuinin]
ชื่อวงศ์---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกาใต้-โบลิเวีย เปรู
มีถิ่นกำเนิดในบริเวณเทือกเขาแอนดีสของเอกวาดอร์และเปรูพืชเขตร้อนชื้นซึ่งพบได้ที่ระดับความสูง 400 - 3,000 เมตร
ไม้ ยืนต้นสูง 8-15เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาล ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม ใบกลมรีปลายใบแหลมสั้น ยาวประมาณ30ซม.หลังใบสีเขียวเป็นมัน ท้องใบสีเขียวอ่อนกว่า มักจะมีสีแดง และมีขนสั้นๆตามเส้นใบใหญ่ หูใบรูปใบหอกอยู่ระหว่างก้านใบ ดอกช่อออกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาวหรือชมพู กลีบเลี้ยงดอกติดกันเป็นหลอดสั้น ส่วนปลายแยกเป็น 5 กลีบ กลีบดอกติดกันเป็นหลอดยาวประมาณ 2.4-3.6 เซนติเมตร ปลายแยกเป็น 5 กลีบ กลีบดอกเป็นรูปสามเหลี่ยม ตามกลีบดอกมีขนสีขาว ผลแก่แห้งแตกได้ ออกเป็น2ซีกภายในมีเมล็ด25เมล็ดลักษณะเมล็ดเป็นแผ่นบางๆสีน้ำตาลแดง
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ควินินสกัดจากเปลือกของต้นไม้ใช้เป็นเครื่องปรุงรสขมในน้ำโทนิคและเครื่องดื่มอัดลม ใช้เป็นยาขมช่วยเจริญอาหาร
-ใช้เป็นยา มีประวัติใช้เป็นยามายาวนานโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการรักษาไข้และมาลาเรีย การวิจัยสมัยใหม่แสดงให้เห็นว่าเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากสำหรับไข้และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการรักษาและป้องกันโรคมาลาเรีย เปลือกประกอบด้วยอัลคาลอยด์ชนิดต่าง ๆ โดยเฉพาะควินิน สูงถึง 70 - 80% ของอัลคาลอยด์ทั้งหมดที่อยู่ในเปลือก เปลือกมีรสขมฝาดใช้เป็นยาชูกำลัง เป็นสมุนไพรที่ช่วยลดไข้ผ่อนคลายอาการชัก เป็นยาต้านมาลาเรีย (อัลคาลอยด์ควินิน) และชะลอการเต้นของหัวใจ เปลือกนั้นมีการทำขึ้น เป็นการเตรียมที่หลากหลาย เช่นยาเม็ด สารสกัดของเหลว ทิงเจอร์และผง ใช้ภายในในการรักษาโรคมาลาเรีย, โรคประสาท, ปวดกล้ามเนื้อและภาวะการเต้นของหัวใจ เป็นส่วนผสมในการรักษาไข้หวัดใหญ่ สารสกัดจากของเหลวรักษาอาการเมาเหล้า นอกจากนี้ยังใช้เป็นน้ำยาบ้วนปากในการรักษาอาการเจ็บคอ
ข้อห้ามใช้--- ห้ามใช้สมุนไพรชนิดนี้กับคนที่เป็นไข้มาลาเรียที่มีอาการปัสสาวะเป็นเลือด หรือปัสสาวะเป็นสีดำ สตรีมีครรภ์ และคนที่เป็นโรคหัวใจขั้นรุนแรง
รู้จักอันตราย--- ต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้สมุนไพรนี้หลีกเลี่ยงปริมาณที่มากและคงที่เกินไปเนื่องจากส่วนเกินสามารถทำให้เกิดผลข้างเคียงจำนวนมากรวมถึง cinchonism, ปวดหัว, ผื่น, ปวดท้อง, หูหนวกและตาบอด สมุนไพรโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูปแบบของควินินอัลคาลอยด์สกัดนั้นอยู่ภายใต้ข้อ จำกัด ทางกฎหมายในบางประเทศ
รยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ดปักชำ

คำฝอย/Carthamus tinctorius

ชื่อวิทยาศาสตร์---Carthamus tinctorius L.
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms
---Calcitrapa tinctoria (L.) Röhl.
---Carduus tinctorius (L.) Falk
---Carthamus glaber Burm.f.
---Carthamus tinctorius var. spinosus Kitam.
---Centaurea carthamus E.H.L.Krause
ชื่อสามัญ---Safflower, Saffron thistle, False saffron.
ชื่ออื่น---คำฝอย, ดอกคำ(เหนือ); คำ(ทั่วไป); คำยอง(ลำปาง); [THAI: kham (Central); kham foi, dok kham (Northern); kham yong (Lampang).]; [CHINESE: hong hua.]; [BRAZIL: açafrão bastardo, açafrôa, sultana.]; [ARGENTINA: azafrán, cártamo.]; [ENGLSH/UNITED STATES: Bastard-saffron, Strawberry-clover, False saffron, Saffron.]
ชื่อวงศ์---COMPOSITAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย ตะวันออกกลาง อเมริกาใต้ แอฟริกา
มีถิ่นกำเนิดในเอเชีย บางส่วนของแอฟริกา พื้นที่ตั้งแต่อินเดียกลางจนถึงต้นน้ำของแม่น้ำไนล์ ตะวันออกกลางและเอธิโอเปีย มีการเพาะปลูกกันอย่างแพร่หลายทั่วโลกและไม่เป็นที่รู้จักในฐานะสายพันธุ์ป่าอย่างแท้จริง เจรืญเติบโตในพื้นที่ ที่ระดับความสูงต่ำกว่า 1,000 เมตร
ในประเทศไทย มีแหล่งผลิตดอกคำฝอยที่สำคัญอยู่ทางภาคเหนือ เพาะปลูกกันมากในอำเภอพร้าว อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย
เป็น พืชล้มลุก ลำต้นเป็นเหลี่ยมเป็นสันแตกกิ่งก้านมาก ใบเป็นใบเดี่ยวใบกว้าง 1-5ซม.ยาว 3-12 ซม.เรียงสลับ รูปใบหอกหรือขอบขนาน ขอบใบหยักฟันเลื่อย ปลายเป็นหนามแหลม ใบประดับแข็งเป็นหนาม รองรับช่อดอก ดอกออกรวมกันเป็นช่อรูปร่างกลมมีดอก ย่อยจำนวนมากกลีบดอกย่อยและเกสรเป็นสีส้ม ผลรูปไข่กลับ มีสีขาวงาช้างปลายตัด มีสัน 4 สัน ผลยาว 0.6-0.8ซม. ผลเป็นผลแห้งไม่แตก ด้านในผลมีเมล็ดเป็นรูปสามเหลี่ยมยาวรี เปลือกแข็ง มีสีขาว  
ใช้ประโยชน์--ดอกคำฝอยปลูกมานานนับพันปีสำหรับสีย้อมที่สามารถหาได้จากดอกไม้และเมล็ดปัจจุบันสีย้อมไม่ได้ถูกนำมาใช้มากนักเมื่อถูกแทนที่ด้วยสีย้อมเคมี สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการใช้ยา มีคุณค่าทางอาหารและยาสูงมาก ทั้งเมล็ดและดอกไม้มีพลังในการรักษาที่ยอดเยี่ยมสำหรับปัญหาสุขภาพที่หลากหลาย พืชยังคงได้รับการปลูกเลี้ยงอย่างกว้างขวางในเชิงพาณิชย์ในเขตอบอุ่นและเขตร้อนของโลกสำหรับเมล็ดที่อุดมด้วยน้ำมัน
-ใช้กิน เมล็ดสุก คั่วหรือทอดกินได้ น้ำมันเมล็ดอุดมไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัวและส่วนใหญ่ใช้สำหรับการผลิตเนยเทียมน้ำมันสลัดและน้ำมันปรุงอาหาร น้ำมันที่มีความเสถียรมากกล่าวกันว่ามีสุขภาพดีกว่าน้ำมันพืชอื่น ๆ อีกมากมายและการเพิ่มในอาหารยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด สีเหลืองที่ได้มาจากดอกไม้กินได้ใช้เป็นสีย้อมอาหาร
-ใช้เป็นยา ดอกใช้ชงเป็นชาดอกคำฝอย สมุนไพรที่ขึ้นชื่อว่าสามารถช่วยลดความอ้วนได้ เป็นยาเกี่ยวกับสตรีที่ช่วยรักษาอาการต่าง ๆ เกี่ยวกับระบบเลือดได้ เนื่องจากช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตให้ดีขึ้น ช่วยขยายหลอดเลือด ป้องกันโรคหัวใจ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้ ฯลฯ โดยส่วนที่นำมาใช้เป็นยาสมุนไพรนั้นก็ได้แก่ ดอก (ทั้งดอกสดและดอกแห้ง), เกสร, กลีบดอกที่เหลือจากผล, เมล็ด, และน้ำมันจากเมล็ด -คำฝอยในยาจีนนั้นระบุว่า มีรสเผ็ด อุ่น เข้าเส้นหัวใจ ตับ (หมายถึงเส้นลมปราณที่ควบคุมโดยอวัยวะภายใน) คุณสมบัติ ช่วยให้เลือดหมุนเวียน ขับประจำเดือน สลายลิ่มเลือด แก้ปวด  ในอิหร่านน้ำมันใช้เป็นยาบรรเทาสำหรับรักษาเคล็ดขัดยอกและโรคไขข้อ
รู้จักอันตราย---โทษของดอกคำฝอย การรับประทานอย่างต่อเนื่องหรือในปริมาณที่มากเกินไป อาจจะส่งผลทำให้โลหิตจางได้ มีผลทำให้มีเลือดน้อยลง มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย มีอาการวิงเวียนศีรษะ หรือกลายเป็นคนขี้โรคโดยไม่รู้ตัว
-อื่น ๆ สารตกค้างที่เหลือหลังจากการกลั่น สามารถใช้เป็นอาหารสัตว์ที่มีความเข้มข้นสำหรับปศุสัตว์
ระยะออกดอก---มิถุนายน - กรกฎาคม---ติดผล---สิงหาคม - กันยายน (ในประเทศจีน)
ขยายพันธุ์---เมล็ด

คำยอด/Youngia japonica

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Youngia japonica (L.) DC
ชื่อพ้อง---Basionym: Prenanthes japonica L.
ชื่อสามัญ---Oriental false hawksbeard, Japanese hawkweed.
ชื่ออื่น---คำยอด(เชียงใหม่),ผักขนนกดอย; [THAI: kham yot (Chiang Mai), pak khon nok doi.]; [FRENCH: Lastron bâtard.]; [SPANISH: Estrellita.]; [CHINESE: huang an cai.]; [JAPANESE: Oni-tabirako.]; [KOREA: Ppo-ri-ppaeng-i.]
ชื่อวงศ์---ASTERACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย จีน ถึงญี่ปุ่น เกาหลี ออสเตรเลีย ยุโรป อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ แอฟริกา


มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกในประเทศจีนและญี่ปุ่น ปัจจุบันพบว่าเป็นวัชพืชเกือบทั่วโลก และเป็นสายพันธุ์ที่รุกรานในสหรัฐอเมริกา พบได้ในพื้นที่ที่ถูกรบกวนเช่นริมถนนเขตเพาะปลูกและในสนามหญ้าพื้นที่ชื้นที่ระดับความสูง 200 - 4500 เมตร ในประเทศไทยพบทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ระดับความสูง200-2,000เมตร
ไม้ ล้มลุกอายุปีเดียวขึ้นเป็นกอสูง 10(60)-80(-150) ซม ลำต้นกลวง มีรากแก้วลึก ใบรูปไข่กลับแกมขอบขนาน ขอบใบเว้า เป็นพู  กว้าง1.5-5ซม.ยาว3-10ซม. ดอกช่อมีดอกย่อยสีเหลืองมี 10-25 ดอกต่อช่อ ออกเป็นช่อกระจุกขนาดเล็กประมาณ 0.7-1.3 ซม.ใบประดับช่อดอกสีเขียวเรียงซ้อนกัน ดอก ย่อยเป็นกระจุกแน่น กลีบดอกรูปแถบปลายกลีบหยัก 5แฉก ผลแคบยาวสีน้ำตาล ปลายด้านหนึ่งมีขนนุ่มสีขาว
ใช้ประโยชน์---มีการเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารและยา
-ใช้กิน ใบอ่อนและต้นอ่อน - ดิบหรือสุก กินเป็นผัก
-ใช้เป็นยา ใช้เป็นยาแก้ไข รักษาฝีและแก้พิษงู
ระยะออกดอก---มกราคม-เมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

คำหยาด/Chirita micromusa

ชื่อวิทยาศาสตร์--- Microchirita micromusa (B.L.Burtt) A.Weber & D.J.Middleton.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Chirita micromusa B.L.Burtt
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---คำหยาด(นครราชสีมา); [THAI: kham yat (Nakhon Ratchasima).]
ชื่อวงศ์---GESNERIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย
เป็นพืชถิ่นเดียวพบในในประเทศไทยที่จังหวัดนครนายกพบในพื้นที่ชุ่มชื้นในป่าดงดิบ
ไม้ล้มลุก ต้นสูง30-50ซม.ทั่วประเทศ ลักษณะ ใบเดี่ยวออกตรงข้ามเป็นคู่ รูปไข่กว้างแกมขอบขนาน โคนใบมนเว้าเล็กน้อยปลายใบแหลม ดอกสีส้มแกมเหลืองออกเป็นช่อสั้นๆที่ปลายยอด1-3ดอก กลีบดอก5กลีบเชื่อมติดกันเป็นหลอดรูประฆังปลายแยกเป็น5แฉกตรงกลางดอกแต้มสี ส้มแดง
ระยะออกดอก---เดือนกันยายน-ธันวาตม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ฆ้อนกระแต/Premna herbacea


ชื่อวิทยาศาสตร์---Premna herbacea Roxb.
ชื่อพ้อง---Has 14 Synonyms

-Gumira herbacea (Roxb.) Kuntze -Pygmaeopremna humilis Merr.
-Premna acaulis (F.Muell.) Merr. -Pygmaeopremna nana (Collett & Hemsl.) Moldenke
-Premna angustifolia H.J.Lam -Pygmaeopremna sessilifolia (H.J.Lam) Moldenke
-Premna nana Collett & Hemsl. -Tatea acaulis F.Muell.
-Premna obovata Merr. -Tatea herbacea (Roxb.) Junell
-Premna sessilifolia H.J.Lam -Tatea humilis (Merr.) Junell
-Pygmaeopremna herbacea (Roxb.) Moldenke -Tatea subacaulis F.Muell.

ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ขางหัวเล็ก(เชียงใหม่),ขาเปี๋ยนุ่ม(ทั่วไป),ข้าวเย็นเหนือ(ลพบุรี),แผ่นดินเย็น(เชียงราย),ส้มกั้ง(ปราจีนบุรี),หัวฆ้อนกระแต(อุบลราชธานี) ' [THAI: khang hua lek (Chiang Mai); kha pia num (General); khao yen nuea (Lop Buri); phaen din yen (Chiang Rai); som kang (Prachin Buri); Hua khon kra tae (Ubon Ratchathani).]; [CHINESE: qian jie cao.]; [PHILIPPINES: Huniyan(Buk).]; [ASSAMESE: Matiya-jam, Matia-jam, Matiphesua.]; [BENGALI: Bamanhali.]; [HINDI: Bharangi.]; [KANNADA: Nayit-yaga.]; [MARATHI: Gantubarangi.]; [SANSKRIT: Boomi-jambuka.]; [TAMIL: Sirudekku.]; [TELUGU: Nelaneredu.]; [SIDDHA/TAMIL: Siru Thekku]
ชื่อวงศ์---LAMIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน(ยูนนาน) เอเซียเขตร้อน ตอนเหนือของออสเตรเลีย
จีนตอนใต้อนุทวีปอินเดียพม่าไทยกัมพูชาลาวเวียดนามมาเลเซียอินโดนีเซียฟิลิปปินส์นิวกินีออสเตรเลีย
ไม้ พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นเป็นเหง้าอยู่ใต้ดิน ลำต้นเหนือดิน สูง0.30-0.50 เมตร ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปขอบขนานถึงรูปใบหอก กว้าง5-10ซม.ยาว15-25ซม.ปลายเรียวแหลม โคนใบมนหรือแหลม  ผิวใบมีขนนุ่ม ดอก ช่อออกแบบช่อแยกแขนง ออกที่ซอกใบใกล้ปลายยอด มีดอกย่อยจำนวนมาก กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันปลายแยกเป็น5แฉกสีน้ำตาลเข้ม กลีบดอกเชื่อมติดกันปลายแยกเป็น  5 แฉกสีเขียวอ่อน ผลทรงกลมสีดำเส้นผ่านศูนย์กลาง 4- 5 มม.แห้งแล้วแตก
ใช้ประโยชน์---พืชมักถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้เป็นยารักษาโรคในท้องถิ่นและบางครั้งเป็นอาหาร ได้รับการปลูกเพื่อใช้เป็นยาในอินเดียและศรีลังกา
-ใช้กิน ผลไม้สุกกินได้จะกินเป็นครั้งคราว -ใช้เป็นยา  รากมีรสขม-ขมจัด ทางจังหวัดอุบลราชธานี ใช้ ราก ต้มน้ำดื่ม แก้ไข้ หรือเข้ายาแก้อัมพฤกษ์ อัมพาต ยาพื้นบ้านอีสานใช้ รากผสมหัวข้าวเย็นเหนือ ลำต้นส้มกุ้ง เปลือกต้นสะเดาช้าง และลำต้นขมิ้นเครือ ต้มน้ำดื่ม แก้มะเร็ง ในอินเดียใช้น้ำจากรากและเหง้ารักษาท้องมาน, ไอ,ไข้, โรคไขข้อและอหิวาตกโรค ใช้น้ำผลไม้ของรากผสมกับน้ำขิงและน้ำอุ่นสำหรับโรคหอบหืด ในรัฐอัสสัมใบและยอดอ่อนใช้แก้ไข้นอนไม่หลับและดีซ่าน ในอายุรเวทใช้เดี่ยว ๆ เพียงอย่างเดียวหรือใช้เป็นส่วนผสม สำหรับโรคหลอดลมอักเสบ, โรคหอบหืด, ความดันโลหิตสูง, เนื้องอก, การอักเสบ, โรคลมชักและโรคพยาธิ
ระยะออกดอก---พฤษภาคม-มิถุนายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

เงี่ยงปลา/Lindernia ciliata

ชื่อวิทยาศาสตร์---Lindernia ciliata (Colsm.) Pannell.
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Bonnaya brachiata Link & Otto
---Bonnaya bracteoides Blatt. & Hallb.
---Gratiola ciliata Colsm.
---Ilysanthes serrata (Roxb.) Urb.
ชื่อสามัญ---    Hairy Slitwort, Fringed False Pimpernel
ชื่ออื่น---เงี่ยงปลา(ภาคเหนือ) ผักกาดภู, ผักอีแฮ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), ผักหอมฮ่อป่า (กาญจนบุรี) ,หญ้ากะร่อน  (ภาคกลาง); [THAI: ngiang pla (Northern); phak kat phu, phak i hae (Northeastern); phak hom ho pa (kanchanaburi); ya karon (Central).]
ชื่อวงศ์---SCROPHULARIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียเขตร้อนถึงออสเตรเลีย และเแปซิฟิก
กระจายอย่างกว้างขวางในเอเชียเขตร้อนไปถึงออสเตรเลีย ตั้งแต่ อินเดีย ศรีลังกา เนปาล พม่า ไทย ลาว  เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์  ถึงออสเตรเลีย และเแปซิฟิก ขึ้นตามนาข้าว ที่รกร้าง ริมถนนริมฝั่งของลำธารที่ดินปนทรายชุ่มชื้น ที่ระดับ700-1500เมตร
เงี่ยงปลาเป็น พืช ล้มลุกอายุหลายปี สูง5-20 ซม. ลักษณะลำต้นแตกกิ่งทอดเอน ใบรูปรีขอบขนาน ขอบใบจักฟันเลื่อยแหลมไม่มีก้านใบขนาดใบยาวประมาณ1-3ซม. ดอกออกเดี่ยวหรือออกเป็นช่อ ช่อละ 2-3 ดอก สีขาวหรือชมพูเรื่อ ผลรูปขอบขนานปลายแหลมยาว1ซม.  
ต้องการตำแหน่งที่มีแดดจัดหรือร่มเงาบางส่วน ชอบบริเวณที่ชื้นและสามารถทนต่อการถูกน้ำท่วมได้หลายวัน
ใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นยา
-ใช้เป็นยา น้ำนมจากใบที่บดแล้วใช้กับสตรีหลังคลอดบุตรในไต้หวันพืชถือเป็นวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพสำหรับmenorrhagia
ประจำเดือนผิดปกติ(การสูญเสียเลือดประจำเดือนมากเกินไป)    

ระยะออกดอก---ตลอดปี      
ขยายพียธุ์---เมล็ด

จอกบ่วาย/Drosera burmannii

ชื่อวิทยาศาสตร์---Drosera burmannii Vahl
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Drosera burmannii dietrichiana (Rchb.f.) Diels
---Drosera dietrichiana Rchb.f.
---Drosera zeylonensis Burm. ex Diels
ชื่อสามัญ---Sundew, Burmese sundew, Burmann's Sundew, Tropical sundew.
ชื่ออื่น---จอกบ่วาย(เลย) ; [THAI: chok bo wai (Loei).]; [CHINESE: Jǐn de luō.]; [ASSAMESE: Rod-mukuta.]; [HINDI: Mukhajali.]; [KANNADA: Hula Hidaka Gida, Krimibamdha.]; [MARATHI: Davabindu.]; [TELUGU: Burada Buchi, Kavara Mogga.]; [JAPANESE: Mōsengoke.]; [VIETNAM: cây cỏ trói gà.]
ชื่อวงศ์---DROSERACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย จีน ญี่ปุ่น เอเซียตะวันออกเฉยงใต้ ออสเตรเลีย


สายพันธุ์พืชกินเนื้อสกุลหยาดน้ำค้าง พบที่อินเดีย ศรีลังกา จีน พม่า ไต้หวัน ญี่ปุ่น ภูมิภาคอินโดจีนและมาเลเซีย ออสเตรเลีย ขึ้นตามที่โล่งที่ดินที่ไม่สมบูรณ์ ความสูงถึงประมาณ 1400 เมตร ในประเทศไทยพบทั่วไปตามทุ่งหญ้าหรือตามพื้นที่โล่งๆชื้นแฉะในป่าเต็งรัง บนภูเขาหินทรายทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และทุกภาคของประเทศ
พืช ล้มลุกขนาดเล็กใบปกคลุม ลำต้นผิวดิน ใบเดี่ยว เปลี่ยนไปทำหน้าที่ดักแมลงมีสีออกแดง รูปมนรีคล้ายรูปช้อนเรียงซ้อนกันเป็นกระจุกรูปวงกลมกว้าง1-3ซม.มีขนปกคลุม ตามขอบใบมีขนขนาดเล็กจำนวนมาก ปลายขนมีหยดน้ำหวานเหนียวๆเกาะอยู่คล้ายหยาดน้ำค้าง เพื่อดักจับแมลงเป็นอาหาร ดอกสีขาวออกเป็นช่อตั้งจากโคนกอหรือปลายยอดสูง5-20ซม. ดอกย่อยขนาดเล็กติดเรียงอยู่บริเวณปลายช่อ กลีบรองดอกและกลีบดอกมีอย่างละ5กลีบ เกสรเพศผู้5อัน ก้านเกสรเพศเมียมี5อัน แยกจากกัน ผลกลมมีขนาดเล็กมาก1-2 มม. แก่แล้วแตก
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ในเวียตนาม ใช้เป็นยารักษาโรคไอกรน, ไอ, ใช้ในรูปแบบของทิงเจอร์, ไซรัป, ยาระงับ
ระยะออกดอก/ติดผล---พฤษภาคม-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

จันทร์เชียงดาว/Pedicularis thailandica

ชื่อวิทยาศาสตร์---Pedicularis thailandica T.Yamaz.
This name is unresolved.According to The Plant List Pedicularis thailandica T.Yamaz. is an unresolved name
ชื่อพ้อง---No synonyms are reccord for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---จันทร์เชียงดาว ;  [THAI: chan chiang dao (General).]
ชื่อวงศ์---OROBANCHACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย
พืชถิ่นเดียวของไทย พบทางภาคเหนือ พบเฉพาะที่ดอยเชียงดาว และดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ ขึ้นตามเขาหินปูนหรือป่าดิบเขา ความสูง 1800-2500 เมตร
พืชเบียนรากของพืชตระกูลอื่น ล้มลุกสูง40-50ซม. ลักษณะ ลำต้นมีขนยาว ใบเรียงเป็นวงรอบ 4 ใบ ใบแฉกลึกแบบขนนก 5-8 คู่ รูปแถบ ขอบจักซี่ฟัน มีขนยาว แผ่นใบบางคล้ายใบเฟินกว้าง1.5-3.5ซม. ยาว3.5ซม. ดอก สีเหลืองอ่อน ออกดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อ2-4ดอก บริเวณซอกใบที่ปลายยอดไม่มีก้านดอก กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดงุ้ม ยาว2-2.5ซม. กว้าง2-3.5ซม. ตอนปลายแยกเป็น2แฉก ผลรูปไข่กว้าง ยาว 7-8 มม. ปลายเป็นติ่งแหลม
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด

จั่นน้ำ/Ethretia winitii


ชื่อวิทยาศาสตร์---Ehretia winitii Craib
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---จั่นน้ำ(กาญจนบุรี), สีฟันควาย(นครปฐม) ; [THAI: chan nam (Kanchanaburi); si fan khwai (Nakhon Prathom).]
ชื่อวงศ์---BORAGINACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พรรณไม้ถิ่นเดียวประเทศไทย
ไม้ พุ่มขนาดเล็กสูง1.5-2เมตร ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับ รูปไข่กลับแกมรูปหอก ปลายใบกลมถึงมน โคนใบรูปลิ่มดอกสีม่วงอ่อนออกเป็นช่อกระจุกแยกแขนงที่ปลายกิ่ง ดอกตูมสีท่วงเข้ม กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็นแฉกรูปแคบยาวปลายเรียวแหลมสีแดงคล้ำ มีขนปกคลุมเล็กน้อย กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดรูปทรงกระบอก ปลายแยกเป็น5แฉกรูปใบหอก ผลเมล็ดเดียวแข็ง รูปทรงกลมสีส้มแดง
ใช้ประโยชน์---ปลูกเป็นไม้ประดับ ปลูกเป็นไม้ประดับกลางแจ้ง เนื่องจาก ใบ ดอก ผล สวยงาม นิยมใช้เป็นไม้ดัดบอนไซ
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด ปักชำกิ่ง

จ๊าฮ่อม/Peristrophe lanceolaria


ชื่อวิทยาศาสตร์---Peristrophe lanceolaria (Roxb.) Nees
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Dicliptera lanceolaria (Roxb.) Karthik. & Moorthy
---Justicia lanceolaria Roxb
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---หว้าชะอำ(นครราชสีมา),จ๊าฮ่อม(เชียงใหม่)กระดองเต่าร้าง,กระดองเต่าหัก (หนองคาย),; [THAI: wa cha am (Nakhon Ratchasima); cha hom (Chiang Mai); kradong tao rang, kradong tao hak (Nong Khai).]; [CHINESE: wu zhi shan lan.]
ชื่อวงศ์---ACANTHACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน อินเดีย ลาว พม่า ไทย เวียดนาม
ในประเทศไทยพบทางภาคเหนือ ตามชายป่าดิบและที่ชื้น ที่ระดับความสูง500-700เมตร
ไม้ ล้มลุกสูง1-1.5 เมตร ลักษณะกิ่งก้านอ้นปกคลุมด้วยสีขาวบางครั้งมีขนอ่อน ก้านใบยาว (0.5-) 1.5-3.5 ซม.ใบเดี่ยวรูปใบหอกเรียงตรงข้ามกัน กว้าง2.5-6ซม.ยาว8-14ซม. ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ดอกสีชมพูอมม่วง ออกเป็นช่อจากซอกใบหรือปลายยอด มีดอกย่อย 4-7 ดอกดอกย่อยบานเต็มที่ กว้าง2.5-3.5ซม. กลีบรองดอกเชื่อมกันเป็นหลอดปลายแยก 5 แฉก กลีบดอกโคนเชื่อมกัน ปลายกลีบแยกเป็น2ปาก เกสรผู้ 2 อัน ผลเป็นฝักรูปกระสวย ยาวประมาณ1.4-1.8 ซม. แก่แล้วแตก เมล็ดขนาดเล็กรูปไข่ขนาด 3x2มม. มีตะขอ
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยาราก ฝนกับเหล้า ใช้ป้ายลิ้น แก้ซางเด็ก ชาวเขาอีก้อใช้ใบตำคั้นน้ำ ทาหรือพอกแก้อักเสบ บวมหรือแผลติดเชื้อ
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ ดอกมีความสวยงาม นำมาปลูกเป็นไม้ประดับได้
ระยะออกดอก--- พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ ---ผลแก่---มีนาคม-มิถุนายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

จุกโรหินี/Dischidia rafflesiana

ชื่อวิทยาศาสตร์---Dischidia major (Vahl) Merr.
ชื่อพ้อง---Dischidia rafflesiana Wall
ชื่อสามัญ---Malayan urn vine, Ant plant.
ชื่ออื่น---จุกโรหินี,โกฐพุงปลา(ภาคกลาง),เถาพุงปลา(ระนอง,ภาคตะวันออก),นมตำไร(เขมร),บวบลม(ภาคตะวันออก),พุงปลาช่อน(ภาคกลาง)(ภาคเหนือ) ; [THAI: kot phung pla (Central); chuk rohini (Central); thao phung pla (Eastern, Ranong); nom-tam-rai (Khmer); buap lom (Eastern); phung pla chon (Central); kluai mai (Northern).]; [VIETNAM: Trái mỏ quạ, Mộc tiền bầu, Mộc tiền to.]
ชื่อวงศ์---ASCLEPIADACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย  ฟิลิปปินส์ ฮ่องกง ไต้หวัน นิวกินี โมลุกกะ ออสเตรเลีบ

 

พบทั่วเขตร้อนของเอเชีย เติบโตเป็นเถาอิงอาศัยในป่าเปิด พุ่มไม้เถา ป่าพรุและป่าฝน นอกจากนี้ยังเกิดขึ้นในนิวกินีและส่วนอื่น ๆ ของมาเลเซีย โมลุกกะ ถึงรัฐควีนส์แลนด์ ออสเตรเลีบ ในประเทศไทยพบได้ตามป่าดงดิบทั่วไป ป่าชายเลน ป่าแพะ และป่าเบญจพรรณ[
ไม้เถาเลื้อยเกาะพันต้นไม้อื่น มีรากอากาศตามต้น ส่วนต่างๆมีมีน้ำยางขาวข้นคล้ายนม ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปไข่กว้างหรือรูปโล่ ขนาดกว้าง1-2ซม.ยาว1.2-5ซม. โคนใบกลมขอบใบเรียบ ปลายใบมนกลมและมีติ่งแหลมสั้น เส้นใบแบบร่างแหขนนก เส้นกลางใบยกตัว เนื้อใบหนาอวบน้ำ ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน สีเขียวอมเหลืองถึงสีเขียว แผ่นใบมักถูกมดเจาะเข้าอาศัยอยู่ภายใน ทำให้มีลักษณะโป่งคล้ายผลกล้วย ขนาดกว้าง3-5ซม.ยาว5-15ซม.ผิวด้านในสีม่วงเข้ม ดอก ออกเป็นช่อสั้นๆแบบช่อกระจุกที่ซอกใบ มีดอกย่อย 7-8 ดอก กลีบดอกรูปคนโทสีเหลืองแกมเขียวเชื่อมติดกันเป็นหลอดป่องเบี้ยวไปข้างหนึ่ง ผลเป็นฝักรูปเรียวยาวรูปทรงกระบอกขนาดกว้าง0.3-0.5ซม.ยาว5-10ซม.สีเหลืองส้ม เมล็ดขนาดเล็ก แบนมีขนเป็นพู่ที่ปลายดอก เมล็ดกว้างประมาณ 3 x 1 มม. ขนพู่ยาวประมาณ 10-12 มม.
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ใบอ่อนกินได้ โดยใช้กินร่วมกับขนมจีน
-ใช้เป็นยา ยาพื้นบ้านใช้ ทั้งต้น ต้มน้ำดื่ม แก้ปวดท้อง เนื่องจากโรคกระเพาะอาหารอักเสบ-ผลต้มกับน้ำดื่ม ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด รากแก้อาการอ่อนเพลีย ช่วยบำรุงกำลัง รากใช้เป็นยาแก้ไข้เพื่อโลหิต แก้ลมปลายไข้ แก้อาการร้อนในกระหายน้ำ ช่วยลดความร้อนในร่างกาย รากเคี้ยวกับพลูแก้อาการไอ ใบมีรสฝาด ใช้ภายนอกเป็นยาฝาดสมาน สมานแผล ใช้ใบ ราก แก้บิด แก้ปวดเบ่ง มูกเลือด เถาต้มกับน้ำดื่ม ช่วยขับลม แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ผลนำมาดึงไส้ออก ใส่น้ำ นำไปเผาไฟให้อุ่น ใช้เป็นยาหยอดหู หรือจะนำผลมาเผาไฟเอาน้ำใช้หยอดหูน้ำหนวก -ในเวียตนาม ใช้ทุกส่วนของพืชรักษาอาการติดเชื้อที่หูชั้นกลาง และใช้รักษาโรคหัด
-อื่น ๆ ผลนำมาผสมกับข้าวเย็นเหนือ ใช้เลิกบุหรี่
ระยะออกผล---ตุลาคม-มีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

เจ้าแตรวง/Lilium primulinum var. burmanicum

ชื่อวิทยาศาสตร์---Lilium primulinum var. burmanicum (W.W.Sm.) Stearn
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Lilium nepalense var. burmanicum W.W.Sm.
---Lilium ochraceum var. burmanicum (W.W. Sm.) Cotton
ชื่อสามัญ---Primulinum lily.
ชื่ออื่น---ดอกแตรหลวง,เด็งช้างเผือก,อินทง(เชียงใหม่),โพ้แม่ลา(กระเหรี่ยง เชียงใหม่),เจ้าแตรวง, สาวแม่แมะ ; [THAI: dok trae wong (Chiang Mai); deng chang phueak (Chiang Mai); pho-mae-la (Karen-Chiang Mai); in thong (Chiang Mai).]; [CHINESE: zi hou bai he.]
ชื่อวงศ์---LILIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน, พม่า,ไทย
พบที่จีนตอนใต้ พม่า ไทย ตามป่าเต็งรังผสมป่าสน,ป่าดิบเขาระดับต่ำ ที่ความสูง 800-1,900เมตร จากระดับน้ำทะเล
ประเทศไทยพบเฉพาะทางภาคเหนือ ที่ดอยเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และดอยสุเทพ ขึ้นตามป่าดิบเขา ป่าสน ที่โล่งบนเขาหินปูน ที่ระดับความสูง 800-1500 เมตร
ไม้ ล้มลุกอวบน้ำต้นตั้งตรงสูง1-1.5(2) เมตร ลักษณะ ลำต้นกลมมักไม่แตกกิ่ง มีหัวใต้ดินยาว5-6ซม.เนื้อในหัวสีขาวอมเหลือง ใบเดี่ยวออกสลับหรือเรียงวนรอบลำต้น ใบยาว  5.5-12 ซม. เส้นโคนใบ 3 เส้น เรียงขนานกัน ใบรูปขอบขนาน โคนใบสอบปลายใบแหลม ท้องใบสีเขียวจางมีขนนุ่มปกคลุม ดอก ออกเดี่ยวๆ หรือออกเป็นช่อตามยอด 4-9ดอกดอกสีเหลืองด้านในสีม่วงแกมน้ำตาลเข้ม ดอกเดี่ยวมีขนาดใหญ่ มี 6 กลีบยาว 6.5-9 ซม.  และมักห้อยคว่ำลงดินเพราะดอกมีขนาดใหญ่ก้านดอกรับน้ำหนักไม่ไหว เมื่อดอกบานเต็มที่ปลายกลีบจะงอกลับไปด้านหลัง มีกลิ่นหอมตอนเย็น ผลเป็นฝักรูปขอบขนานกว้าง 2.5 ซม.ยาว4-7ซม.มีสันตามยาว แก่ไม่แตก
ระยะออกดอก---สิงหาคม-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ชมพูเชียงดาว/Pedicularis siamensis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Pedicularis siamensis Tsoong
This name is unresolved.According to The Plant List Pedicularis siamensis P.C.Tsoong is an unresolved name
ชื่อพ้อง---No synonyms are record for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ชมพูเชียงดาว(ภาคกลาง) ; [THAI: chomphu chiang dao (General).]
ชื่อวงศ์---OROBANCHACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซียพืช
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย                   
สถานภาพ : พืชถิ่นเดียวและพืชหายาก


พืชถิ่นเดียวของไทย พบทางภาคเหนือที่ดอยเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ พบขึ้นเป็นกลุ่มแทรกปะปนกับกอหญ้าและไม้พุ่มเตี้ยตามป่าบนเขาหินปูน ในที่โล่งแจ้ง หรือตามซอกหินปูนบนภูเขาสูงที่มีอากาศเย็นตลอดปี ที่ระดับความสูง1,800-2,200เมตร
เป็นพืชล้มลุกที่มีดอกสีสวยงามสะดุดตาจัดเป็นพืชเบียนของพืชวงศ์หญ้าสูง40-60ซม.ลำต้นมีขน ใบเป็นใบเดี่ยวออกตรงข้ามเป็นคู่ หรือรอบต้นในระนาบเดียวกัน มี 5-12 คู่แผ่นใบคล้ายใบเฟิน รูปขอบขนานแกมรูปไข่ กว้าง1.5-2.5ซม.ยาว2-5ซม. มีหยักเว้าลึกเกือบถึงเส้นกลางใบขอบใบจักฟันเลื่อย ผิวใบด้านบนมีประขาวด้านล่างสีขาวนวลแบบแป้ง ดอกออกเป็นช่อกระจุกสั้นๆออกตรงซอกใบยาวได้ถึง 40 ซม. มีช่อละ2-4ดอก ไม่มีก้านดอกและก้านดอกย่อย กลีบเลี้ยงเป็นรูปถ้วยทรงป้อม อ้วน ปลายจักซี่ฟันแหลม มักโค้งม้วนออก สีขาวอมชมพู ตามสันเป็นสีชมพูเข้มผลเป็นกระเปาะแข็งรูปไข่ ยาว 0.8-1.2 ซม. ปลายมีติ่งแหลม เมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก
ระยะออกดอก---ธันวาคม-มกราคม
ขยายพันธุ์--เมล็ด

ชมพูสิริน/ Impatiens sirindhorniae

ชื่อวิทยาศาสตร์---Impatiens sirindhorniae Triboun & Suksathan
ชื่อพ้อง---
ชื่อสามัญ---
ชื่ออื่น---ชมพูสิริน เทียนสิรินธร(ทั่วไป) ; [THAI: chomphu sirin, thian sirinthon (General).]
ชื่อวงศ์---BALSAMINACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย
สำรวจพบโดย ดร.ปราโมทย์ ไตรบุญ นักวิชาการเกษตรชำนาญการจากกรมวิชาการเกษตร(ในขณะสำรวจพบ) และ ดร.ปิยเกษตร สุขสถาน นักพฤกษศาสตร์จากองค์การสวนพฤกษศาสตร์(ในขณะสำรวจพบ) และได้ขอพระบรมราชานุญาตตั้งชื่อเป็นพรรณไม้ในพระนามของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อเทิดพระเกียรติในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมายุ 55 พรรษา 2 เมษายน 2553 อีกทั้งยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อเป็นภาษาไทยว่า “ชมพูสิริน” ตามสีชมพูของดอกไม้
พบเฉพาะทางภาคใต้ที่ จ.กระบี่ และ จ.สุราษฎร์ธานี ขึ้นตามหน้าผาหินปูน ระดับความสูง 20-150 เมตร
ชมพูสิรินไม้ล้มลุกวงศ์เทียน ต้นสูงได้ประมาณ 50 ซม. แตกกอ ลำต้นมักห้อยลง อวบน้ำ เกลี้ยง มีนวล ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ ออกหนาแน่นตามปลายกิ่ง รูปรีหรือรูปไข่ ยาว 3-4 ซม.ขอบใบจักห่าง ๆ มีต่อมที่โคนเหนือก้านใบ ปลายใบแหลม แผ่นใบหนา ก้านใบยาว 2-7.5 ซม.ดอกสีชมพูออกเดี่ยว ๆ หรือเป็นคู่ ก้านดอกยาว 3-6.5 ซม. กลีบเลี้ยง 4 กลีบ คู่นอกรูปไข่ ยาว 6-7 มม. คู่ในกลม ขนาดประมาณ 2 มม. กลีบปากเป็นถุงโค้งเรียวยาวเป็นเดือย ยาวได้ถึง 6 ซม. ดอกสีชมพูอมม่วง ปลายกลีบมีติ่งแหลม กลีบกลางรูปไข่กลับ กว้างประมาณ 2.5 ซม. โคนมีเขาขนาดเล็ก 1 คู่ กลีบปีกเชื่อมติดกัน คู่นอกแฉกลึกเกินกึ่งหนึ่งคล้ายรูปหัวใจ ยาวประมาณ 2 ซม. กว้างประมาณ 2.5 ซม. คู่ในรูปไข่กลับ ยาวเท่า ๆ คู่นอก  ผลเต่งกลาง รูปขอบขนาน
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ช่อม่วงเชียงดาว/Strobilanthes chiangdaoensis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Strobilanthes chiangdaoensis H. Terao
This name is unresolved.According to The Plant List.Strobilanthes chiangdaoensis Terao is an unresolved name
ชื่อพ้อง--No synonyms are record for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ช่อม่วงเชียงดาว จ๊าฮ่อมเชียงดาว ฮ่อมดง; [THAI: cho moung chiang dao, cha hom chiang dao, hom dong (General).]
ชื่อวงศ์---ACANTHACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--ประเทศไทย


เจริญเติบโตเป็นกลุ่มตามซอกหิน บนยอดเขาหินปูน ในที่โล่งแจ้งที่ระดับความสูง1,600-2,000เมตรพบเฉพาะในประเทศไทย-เป็นพืชถิ่นเดียวของดอยเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่
ไม้ พุ่มขึ้นรวมเป็นกลุ่มแตกกิ่งก้านมาก ลักษณะทรงต้น เรือนยอดทรงกลมหนาทึบ ลำต้นแตกเปราะหักง่าย ต้นสูงประมาณ1-2เมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับเวียนรอบต้น แผ่นใบรูปไข่หรือรูปหัวใจขนาดกว้าง2-2.5ซม.ยาว2.5-4ซม. โคนใบแหลมหรือเว้าตื้น ขอบใบจักฟันเลื่อย ตามขอบใบมักมีสีม่วงอมแดงโดยรอบ
ผิวใบทั้งสองด้านมีขนปกคลุม ตามเส้นใบเห็นร่องลึกชัดเจนจึงดูเหมือนคล้ายกับว่าแผ่นใบยับย่น ใบหนานุ่ม
ดอก ช่อแบบช่อเชิงลด เกิดที่ปลายยอดหรือตามซอกใบ ตั้งขึ้น ช่อดอกยาว5-10ซม. ดอกมักบานครั้งละ1-2ดอก กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ส่วนปลายบานออกคล้ายแตร และมักโค้งงุ้มลงด้านหน้าจนอยู่ในแนวขนานกับพื้น หลอดกลีบดอกยาว5ซม. ดอกขนาด2-2.5ซม. ผลแบบแห้งแล้วแตก รูปรี เมล็ดสีน้ำตาล มีช่องเป็นร่างแห
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ไชหิน/Tadehagi godefroyanum

ชื่อวิทยาศาสตร์---Droogmansia godefroyana (Kuntze) Schindl.
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms
---Tadehagi godefroyanum (Kuntze) H.Ohashi    
---Meibomia godefroyana Kuntze.
---Akschindlium godefroyanum (Kuntze) H.Ohashi
---Desmodium godefroyanum (Kuntze) Kuntze
---Desmodium godefroyanum (Kuntze) Merr.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ไชหิน(สุรินทร์),การะ(ส่วย สุรินทร์),ต่างมอง(ชัยภูมิ),เรียะ(เขมร สุรินทร์); [THAI: kara (Suai-Surin); chai hin (Chaiyaphum, Surin); tong mong (Ubon Ratchathani); tang mong (Khmer-Surin); riang (Khmer-Surin); ria (Khmer-Surin).]
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-PAPILIONACEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย กัมพูชา ลาว เวียดนาม


ไม้ พุ่มลำต้นตั้งตรงสูง1.5-3 เมตรเส้นผ่านศูนย์กลาง 3.3-5.4 ซม.ใบประกอบชนิดมี ใบเดียวเรียงสลับ รูปไข่หรือรูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง5-8ซม.ยาว12-45ซม. แผ่นใบค่อนข้างหนาสีเขียวอมเทา  หลังใบมีขนสีขาวปกคลุมหนาแน่น ใบด้านหน้าไม่มีขน ก้านใบแผ่เป็นครีบ ก้านใบ ยาว 1.7-2.9 ซม. ก้านใบและกิ่งมีขนละเอียดสีขาวปกคลุมหนาแน่น ดอกช่อออกที่ปลายกิ่ง ช่อดอกยาว90-100ซม.ดอกย่อยรูปดอกถั่ว กลีบดอกสีม่วงแดง ด้านหลังกลีบดอกสีม่วงหม่นปนขาว ผลเป็นฝักยาว 3.9-4.5 ซม.กว้าง0.5-0.7ซม.แบนคอดเป็นข้อๆ ปลายฝักเป็นตะขอ มีเมล็ด2-5เมล็ด
สายพันธุ์นี้มีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดินบางชนิด แบคทีเรียเหล่านี้ก่อให้เกิดก้อนบนรากและตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ ไนโตรเจนบางส่วนนี้ถูกใช้ในพืชที่กำลังเติบโต แต่บางชนิดก็สามารถนำมาใช้กับพืชชนิดอื่นที่ปลูกในบริเวณใกล้เคียงได้
ใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นยา
-ใช้เป็นยา ยาต้มของใบและหน่ออ่อนถูกใช้เป็นน้ำยาบ้วนปากสำหรับรักษาอาการปวดฟัน แก้อาเจียน, ต้านมาลาเรีย รากใช้สำหรับเรียกคืนรอบเดือนปกติ -
ยาพื้นบ้านใช้รากต้มน้ำดื่ม แก้อาเจียน มีเลือดออกทั้งทางปากและทวารหนัก
สารสกัดจากเอทิลแอลกอฮอล์ของรากแสดงคุณสมบัติ oestrogenic ที่น่าสนใจ นอกจากนี้ยังมีการแสดงเพื่อลดการตายของเซลล์จากการเกิดออกซิเดชัน พืชมีศักยภาพเป็นสารออกฤทธิ์ในการเตรียมการรักษาริ้วรอยผิวในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน
-อื่น ๆ เป็นอาหารสัตว์ กระบือ
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด

เฒ่าหลังลาย/Pseuderanthemum graciliflorum

ชื่อวิทยาศาสตร์---Pseuderanthemum graciliflorum (Nees) Ridl
ชื่อพ้อง---Has 11 Synonyms

-Eranthemum acuminatissimum Miq. -Eranthemum punctatum Nees
-Eranthemum amethystinum Ridl. -Pseuderanthemum acuminatissimum (Miq.) Radlk.
-Eranthemum andersonii Mast. -Pseuderanthemum andersonii (Mast.) Lindau
-Basionym: Eranthemum graciliflorum Nees -Pseuderanthemum blumei Radlk.
-Eranthemum malaccense C.B.Clarke -Pseuderanthemum malaccense (C.B.Clarke) Lindau
-Eranthemum porphyranthos C.B.Clarke

ชื่อสามัญ---Blue Twilight, Blue Crossandra, Florida Twilight
ชื่ออื่น---รงไม้, ร่องไม้(ภาคใต้),ยายปลัง,(สุราษฎร์ธานี),เฒ่าหลังลาย(ชลบุรี), เฉียงพร้าป่า(ตรัง); [THAI: rong mai (Surat Thani), rong mai (Peninsular); yai plang (Surat Thani); thao lang lai (Chon Buri); chiang phra pa (Trang);  
ชื่อวงศ์---ACANTHACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พม่า ไทย ลาว เวียตนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย (ชวา)
มีถิ่นกำเนิดในเอเชียใต้เขตร้อน -มาเลเซีย ปีนัง ศรีลังกา อินเดียและแหลมมาลายู ประเทศไทยในธรรมชาติพบตามป่าดงดิบทางภาคใต้
ไม้ พุ่มสูงได้ถึง2เมตร   ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามเป็นคู่ สลับฉากรูปใบหอกถึงรูปไข่แกมรูปใบหอก กว้าง3-6ซม.ยาว12-15ซม.ดอก สีม่วงอ่อน ออกเป็นช่อกระจะที่ปลายยอดและปลายกิ่ง กลีบดอก5กลีบ โคนเชื่อมกันเป็นหลอดยาวปลายแยกเป็น5กลีบ 2กลีบอยู่ด้านบน 3กลีบอยู่ด้านล่าง กลางกลีบมีสีขาวแกมม่วงอ่อน ผลแคปซูล
ใช้ประโยชน์---ปลูกเป็นไม้ประดับ
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ ตอนกิ่ง

ดอกดินแดง/Aeginetia indica 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Aeginetia indica Roxb.
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Aeginetia abbreviata Walp.
---Aeginetia japonica Siebold & Zucc.
---Orobanche aeginetia L.
---Phelipaea indica (L.) Spreng. ex Steud.
ชื่อสามัญ---Indian broomrape, Forest ghost flower, Ghost flower.
ชื่ออื่น---ซอซวย (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน); ดอกดินแดง (ตราด); ปากจะเข้ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ); สบแล้ง (สงขลา); หญ้าดอกขอ (เลย)  ;  [THAI: so-suai (Karen-Mae Hong Son); dok din daeng (Trat); pak cha khe (Northeastern); sop laeng (Songkhla); ya dok kho (Loei).]; [INDONESIA: Rajatawa (Javanese).]; [CHINESE: ye gu.]; [KOREA: yago.]; [JAPAN: Nanbangiseru.]; [HINDI: aankuri bankuri.]; [BENGALI: Agienata.]; [MALAYALAM: keeripu.]; [VIETNAM: cây Tai đất,Dã cô,Lệ dương.]
ชื่อวงศ์---OROBANCHACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย ศรีลังกา จีน ญี่ปุ่น พม่า ภูมิภาคอินโดจีนและภูมิภาคมาเลเซีย นิวกินี


พบตั้งแต่ตอนกลางของทวีปเอเซีย มาทางตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงประเทศในแถบมหาสมุทรแปซิฟิก ได้แก่ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น ในประเทศไทยพบได้ทั่วไปทุกภาคโดยเฉพาะบริเวณที่ค่อนข้างชื้นในป่าเต็งรัง มักขึ้นเป็นกลุ่มหนาแน่น ที่ระดับความสูงถึงประมาณ 1600 เมตร
พืช กาฝากขึ้นบนไม้อื่นลักษณะมีลำต้นใต้ดินขนาดเล็ก เป็นพืชอาศัยอยู่กับรากไม้ โดยเฉพาะ กกและไผ่ ไม่มีใบ ดอกเดี่ยวชูก้านขึ้นมาจากลำต้นใต้พื้นดิน ยาว 15-40ซม. ส่วนต่าง ๆ สีน้ำตาลอ่อนหรือน้ำตาลแดง มักมีริ้วสีเข้ม ออกดอก1-2ดอกต่อเหง้า กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดกว้างโค้งงอมีลักษณะเป็นถ้วยคว่ำ อ้วนยาว2-4ซม.สีม่วงแดงผิวเกลี้ยงเป็นมัน กลีบรองดอกเป็นประกับหุ้มโคนดอก สีม่วงอมชมพูสีอ่อนกว่ากลีบดอก เกสรเพศผู้ติดที่ประมาณจุดที่หลอดกลีบงอ ก้านชูอับเรณูเกลี้ยง ก้านเกสรเพศเมียโค้ง ยาว 1-1.5 ซม. ผลแห้งแตกได้ ยาวประมาณ 2.5 ซม. เมล็ดสีเหลืองอ่อนขนาดเล็กมาก 0.4มม
ใช้ประโยชน์---บางครั้งพืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารและยา
ใช้กิน ชาวบ้านใช้ดอกสดหรือแห้ง คั้นน้ำ จะได้น้ำสีม่วงสำหรับแต่งสีอาหาร ใช้ทำขนมหรือผสมข้าวเหนียวเป็นข้าวก่ำ คนไทย รู้จักกันในชื่อ 'ขนมดอกดิน'
-ใช้เป็นยา  รากและดอกไม้ถูกใช้เป็นยาเพื่อล้างความร้อนและวัสดุที่เป็นพิษ ขับพิษ แก้อักเสบ ล้างพิษถุงลมโป่งพอง ในประเทศจีนจะใช้ในการรักษาหวัด, ต่อมทอนซิลอักเสบ, โรคประสาทอ่อน, การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ, กระดูกอักเสบ รูปแบบยาต้ม ใช้เฉพาะในการรักษาฝีและงูพิษ ในปากีสถานใช้ราก รักษาโรคตับเรื้อรัง อาการไอและโรคข้ออักเสบ
ระยะออกดอก---กรกฏาคม-สิงหาคม--ออกผล--กันยายน-ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ดอกหรีด/Gentiana hesseliana  var. lakshnakarae


ชื่อวิทยาศาสตร์---Gentiana nudicaulis Kurz subsp. lakshnakarae (Kerr) Halda
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Gentiana hesseliana Hoss. var. lakshnakarae (Kerr.) Toyokuni
---Gentiana lakshnakarae Kerr
ชื่อสามัญ---
ชื่ออื่น---ดอกหรีด (เลย); ดอกหรีดกอ, ลักษณา (ทั่วไป) ; [THAI: dok rit (Loei); dok rit ko, laksana (General).]
ชื่อวงศ์---GENTIANACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- ไทย
เป็นพืชเฉพาะถิ่นของประเทศไทยพบที่ภูกระดึง และภูหลวง จังหวัดเลย ขึ้นตามพื้นป่าสน ทุ่งหญ้า ป่าดิบเขา ที่เปิดโล่ง ระดับความสูง1,200เมตร
ไม้ ล้มลุกสูง5-15ซม.ไม่แตกกิ่งก้านสาขาใบเดี่ยวออกตรงข้ามเรียงเวียนกันแน่น ใกล้โคนต้น รูปรีแกมรูปไข่กว้าง0.3ซม.ยาว2-6ซม. ปลายใบแหลมขอบใบเรียบดอกสีม่วงแกมฟ้าไม่มีก้านดอก ออกเป็นกระจุกบริเวณปลายยอด1-16ดอก กลีบรองดอกเชื่อมเป็นหลอดยาว0.4-0.9ซม.กลีบดอกมีลักษณะเป็นถ้วยตื้นๆปลายแยก เป็น5กลีบ มองรวมๆคล้ายรูปดาว ผลเป็นผลแห้งรูปไข่กลับขนาด5-10มม. ปลายมีปีก ก้านยาวประมาณ 3.5 มม.
ระยะออกดอก---พฤศจิกายน-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ดองดึง/ Gloriosa superba

ชื่อวิทยาศาสตร์---Gloriosa superba Linn.
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms
---Gloriosa simplex L.
---Gloriosa virescens Lindl.
---Gloriosa abyssinica A.Rich.
---Gloriosa carsonii Baker.
---Gloriosa minor Rendle
---Gloriosa baudii (N.Terracc.) Chiov.                                                                                                          ชื่อสามัญ---Climbing Lily, Gloriosa lily, Glory Lily, Creeping Lily, Flame lily, Tiger claw, Fire lily.
ชื่ออื่น---ก้ามปู (ชัยนาท); คมขวาน (ชลบุรี); ดองดึง (ทั่วไป); ดาวดึงส์ (ภาคกลาง); บ้องขวาน (ชลบุรี); พันมหา (นครราชสีมาร); มะขาโก่ง (ภาคเหนือ); ว่านก้ามปู (ภาคกลาง); หมอยหีย่า (อุดรธานี); หัวขวาน (ชลบุรี); [THAI: kam pu (Chai Nat); khom khwan (Chon Buri); dong dueng (General); dao dueng (Central); bong khwan (Chon Buri); phan maha (Nakhon Ratchasima); ma kha kong (Northern); wan kam pu (Central); moi hi ya (Udon Thani); hua khwan (Chon Buri).]; [FRENCH: Lis De Malabar.]; [GERMAN: Malabarische Methonika.]; [SPANISH: Gloriosa, Lirio Trepador, Pipa De Turco.].[CHINESE: Jia lan.]; [JAPANESE: Gurorioosa - Superuba, Kitsune Yuri, Yuri Kuruma.]; [BENGALI: Bishalanguli, Ulatchandal.]; [HINDI: Bachnag, Kadyanag, Kalihari, Kari Hari.]; [KANNADA: Agnisikhe,]; [MALAYALAM: Kithonni, Mendoni.]; [SANSKRIT: Agnimukhi, Agnisikha, Ailni.]; [SIDDHA/TAMIL: Kalappankizhangu.];[AYURVEDIC: Laangali, Laanglaahva, Indrapushpi.]
ชื่อวงศ์---LILIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---แอฟริกา เอเซียเขตร้อน
พบในแอฟริกา มาดากัสการ์ อินเดีย เนปาล ศรีลังกา จีนตอนใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขึ้นเป็นวัชพืชในอเมริกาและออสเตรเลีย
เป็น พรรณไม้เถาล้มลุกชนิดหนึ่ง ยาวได้ถึง 5 เมตร ลำต้นเกิดจากหัวหรือเหง้าใต้ดินมีลักษณะคล้ายหัวขวานหรือฝักกระจับ ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปใบหอกแกมรูปแถบ กว้าง1.5-4ซม.ยาว8-25ซม.สีเขียว ปลายใบบิดม้วนเข้าและม้วนลงเพื่อช่วยในการเกาะยึดหรือพันดอก สีสวยสะดุดตามาก ออกเป็นดอกเดี่ยว ตามซอกใบใกล้ปลายยอด รูปถ้วย กลีบดอก 6 กลีบ ไม่เชื่อมติดกัน รูปแถบยาว โคนกลีบสีเหลืองปลายกลีบสีแดง เมื่อดอกบานเต็มที่ขนาดประมาณ  4-6 ซม.สีจะเข้มขึ้น  ผลเป็นฝัก ยาว 4-5 ซม.มี3พู ผลแห้งแตกตามรอยประสาน รูปขอบขนาน ยาว 4-6 ซม. เมล็ดรูปไข่ สีแดงอมส้ม เส้นผ่านศูนย์กลาง 5 มม.
ใช้ประโยชน์---ถูกใช้เป็นยาแผนโบราณมานานในหลายวัฒนธรรม มันได้ถูกนำมาใช้ในการรักษาของโรคเกาต์ , ภาวะมีบุตรยาก , แผลเปิด , งู , แผล , โรคข้ออักเสบ , อหิวาตกโรค , อาการจุกเสียด , ปัญหาไต , โรคไข้รากสาดใหญ่,โรคเรื้อน ,รอยฟกช้ำ , เคล็ดขัดยอก , โรคริดสีดวงทวาร , โรคมะเร็ง , ความอ่อนแอ , ฝันเปียก , ไข้ทรพิษ , โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และอีกหลายประเภทของปรสิต(พยาธิ)
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ
- อื่นๆ คนอีสานแต่โบราณรู้ว่าดองดึงมีพิษจึงใช้ดองดึงเป็นยาเบื่อสุนัข โดยเอาส่วนหัวที่มีรากสะสมอาหารมาทุบให้แหลก ผสมข้าวเหนียวโยนให้สุนัขกิน ความเป็นพิษของดองดึงนี่หมอพื้นบ้านกล่าวว่า ถ้าคนรับประทานหัวดองดึงเข้าไปภายใน2-6ชั่วโมงจะทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องอย่างรุนแรงและอาจถ่ายออกมามีเลือดด้วย
ระยะออกดอก---สิงหาคม-กันยายน
ขยายพันธุ์---ด้วยการใช้หัวหรือเพาะเมล็ดก็ได้

ดาวดิน/Argostemma parvum

ชื่อวิทยาศาสตร์---Argostemma parvum Geddes
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ดาวดิน, ประดับหินลาย, ประดับหินใบขาว, ประดับหินดอกเข็ม(ทั่วไป); [THAI: pradap hin dok khem, pradap hin bai khao,  pradap hin lai (General)
ชื่อวงศ์---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย
พืชเฉพาะถิ่นประเทศไทยพบ ทางภาคตะวันออก ที่จังหวัดศรีสะเกษ; ภาคตะวันออกเฉียงใต้ที่จังหวัด ระยอง, จันทบุรี, ตราด พบตามป่าดงดิบร่มครึ้มและชุ่มชื้น บางชนิดขึ้นบนโขดหินใกล้น้ำตก และมีหลายชนิดที่ขึ้นหนาแน่นเป็นพืชคลุมดินของป่าดิบ พบเห็นได้ง่ายระดับความสูง: 10-450 ม
ไม้ พุ่มขนาดเล็กสูง30-50เซนติเมตร มีเหง้าและหัวใต้ดินมีรากหนาทึบ ลำต้นตั้งตรงหรือเลื้อย ไม่แตกกิ่งก้านหรือแตกกิ่งก้านเล็กน้อย ใบ เดี่ยวออกตรงข้าม3-4คู่ แต่ส่วนใหญ่จะเห็นใบเดียว เนื่องจากอีกใบหนึ่งที่อยู่ตรงข้ามลดรูปจนมีขนาดเล็กมาก ถ้าไม่สังเกตุให้ดีจะมองไม่เห็น แผ่นใบรูปหอก ขอบใบเรียบ ปลายแหลมขนาด10-64 (110)x2-12 (16) มม. เส้นกลางใบเห็นชัด ยกขึ้นด้านล่าง มีสีซีด  (สีเขียวอ่อนหรือสีเขียวอ่อนด้านล่าง, สีเข้มกว่าด้านบน), ดอก สีขาวออกเป็นช่อที่ปลายยอด1-2 ดอก ก้านดอกยาวประมาณ 3-7 มม. เกลี้ยง ดอกเป็นรูปดาวกลีบดอกเป็นรูปสามเหลี่ยม 3-3.5 x 2 มม. มีหลอดกลีบสั้น0.5 - 0.5-1 มม.เกสรผู้ติดโคนหลอดกลีบโคนเกสรผู้มีสีเข้ม ตอนปลายสีขาว ก้านเกสรแยกกันอับเรณูชิดกันที่แกนกลาง ก้านเกสรเมียเป็นเส้นด้าย ผลผลไม้กลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 1-2 มม. แห้งแตก มีฝาเปิดปิดที่ปลาย เมล็ดเล็กมีจำนวนมาก
ระยะออกดอก---สิงหาคม-กันยายน---ติดผล---กันยายน-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ดาราคาม/Eranthemum pulchellum


ชื่อวิทยาศาสตร์---Eranthemum pulchellum Andrews.
ชื่อพ้อง---Has 15 Synonyms

-Daedalacanthus nervosus (Vahl) T.Anderson -Justicia bicolor Sims
-Daedalacanthus scaber T.Anderson -Justicia nervosa Vahl
-Eranthemum asperum Hook.f. -Pseuderanthemum asperum (Hook.f.) Radlk.
-Eranthemum edgeworthianum Nees -Pseuderanthemum pulchellum (Andrews) Merr.
-Eranthemum grandiflorum Zipp. ex Span. -Ruellia varians Vent.
-Eranthemum nervosum (Vahl) R.Br. ex Roem. & Schult. -Siphoneranthemum nervosum Kuntze
-Eranthemum scabrum Wall. ex T.Anderson -Upudalia pulchella (Andrews) Raf.
-Eranthemum varians Billb.

ชื่อสามัญ---Star Of Village, Blue Sage, Blue Eranthemum, Indian blue sage.
ชื่ออื่น---เข็มเขียว, เข็มพญาอินทร์, เข็มม่วง(กรุงเทพฯ) ; [THAI: khem khiao, khem phaya in, khem muang (Bangkok).]; [HINDI: gulsham.] ; [PORTUGUESE: camarão-azul, salva-azul.]; [SPANISH: azulejo.]; [ TAMIL: neelamulli.]; [GERMAN: Blaue Frühlingsblume.]; [VIETNAM: tinh hoa đẹp, tinh hoa xinh.]
ชื่อวงศ์---ACANTHACEAE
ถิ่นกำเนิด---อเมริกากลาง
เขตกระจายพันธุ์--- ปากีสถาน อนุทวีปอินเดีย อินโดจีน
มีถิ่นกำเนิดในภูฏาน อินเดีย พม่าและเนปาล ซึ่งเติบโตจากระดับน้ำทะเลสูงถึงประมาณ 900 เมตร
ไม้ พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นสูง1.5-3 เมตร เป็นไม้ในกลุ่มเดียวกันกับอังกาบและสังกรณี ก้านใบยาว0.5-2ซม.ใบเดี่ยวออกเรียงตรงข้ามกันรูปไข่แกมใบหอกยาว5-10ซม. ผิวใบมีสีเขียวเข้ม ดอก เดี่ยวออกเป็นช่อ โคนเชื่อมกันเป็นหลอดปลายแยกเป็น5กลีบดอกมีสีม่วงอมฟ้าออกดอกได้ตลอดปี ชอบดินร่วนซุยระบายน้ำได้ดีแสงแดดครึ่งวันถึงเต็มวัน
ใช้ประโยชน์---ปลูกเป็นไม้ประดับ
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ

ดุสิตา/Utricularia delphinioides


ชื่อวิทยาศาสตร์---Utricularia delphinioides Thorel ex Pellegr
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Utricularia delphinioides var. minor Pellegr
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ดอกขมิ้น (ศรีษะเกศ); ดุสิตา (กรุงเทพฯ); แตดข้า (อุบลราชธานี); หญ้าข้าวก่ำน้อย, หญ้าเข็ม (เลย); [THAI: dok khamin (Si Sa ket); dusita (Bangkok); taet kha (Ubon Ratchathani); ya khao kam noi, ya khem (Loei).]; [CHINESE: Cuì què lí zǎo.]
ชื่อวงศ์---LENTIBULARIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- อินโดจีน-กัมพูชา , ลาว , ไทยและเวียดนาม
เป็นพืชเฉพาะถิ่นอินโดจีนในประเทศไทยพบมากทางภาคทางภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคตะวันออก ขึ้นตามที่โล่งที่ชื้นแฉะบนลานหินทราย ในป่าสน และป่าเต็งรัง ความสูงถึงประมาณ 150 - 1,400 เมตร
ดุสิตาเป็นพืชล้มลุกกินแมลงที่มักพบขึ้นเป็นกลุ่มใหญ่หนาแน่นตามแอ่งที่ชื้นแฉะอยู่บนลานหินขึ้นเป็นกอสุงประมาณ 10-20 ซม.ไหลเป็นเส้นรูปเส้นด้าย ใบออกจากไหล รูปแถบ ยาว 2.5 ซม.ลักษณะใบเป็นใบเดี่ยวขนาดเล็กออกบริเวณข้อใกล้โคนต้น และมีใบซึ่งเปลี่ยนเป็นถุง ยาว 1-2 มม.สำหรับดักแมลงขนาดเล็กมาย่อยกินเป็นอาหาร ดอกสีม่วงเข้มออกเป็นช่อแทงขึ้นจากโคนกอ ช่อดอกตั้งสูงประมาณ 5-20 เซนติเมตร มีดอกย่อย 3-10ดอก ขนาดประมาณ 6-10มม. กลีบดอกล่างแผ่ออกเป็น2ปากยาว 5-7 มม. ผลรูปรี ยาว 3-4 มม. เมล็ดผิวเรียบ
ระยะออกดอกออกผล---ตุลาคม-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ต่างไก่ป่า/Polygala arillata


ชื่อวิทยาศาสตร์---Polygala arillata Buch.-Ham. ex. D.D0n.
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Cratalaria duboisii H. Lév.
---Polygala arillata var. arillata.
---Polygala arillata var. ovata Gagnep.
ชื่อสามัญ---Yellow Milkwort, Red eye, Marcha Plant
ชื่ออื่น---ต่างไก่ป่า(เลย): [THAI: tang kai pa (Loei).]; [Nepali: Marcha]; [CHINESE: Hébāo shān guìhuā.]; [VIETNAM: Viễn chí, Kích nhũ mồng.]
ชื่อวงศ์---POLYGALACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- อินเดีย เนปาล จีน อินโดจีน

 

ส่วนใหญ่กระจายอยู่ใน เนปาล อินเดีย (สิกขิม) พม่าและทางตอนเหนือของเวียดนาม ลาว ไทย ในประเทศจีนมีการกระจายส่วนใหญ่ในหลายจังหวัดทางตอนใต้ของแม่น้ำแยงซีพบในยูนนานมากที่สุดพบขึ้นตามป่าดิบที่ระดับความสูง 900-2300 เมตร
ประเทศไทยพบขึ้นหนาแน่นตามชายป่าดงดิบเขาแทบทุกภาค ยกเว้นภาคตะวันตกเฉียงใต้ และภาคใต้ ที่ระดับความสูง600-1,200เมตร
ไม้ พุ่มสูงได้ถึง 3-5 เมตร ใบเป็น ใบเดี่ยวรูปหอก กว้าง4-7ซม.ยาว10-20ซม.โคนใบสอบ ปลายใบเรียวแหลมยาว ขอบใบเป็นคลื่น ก้านใบยาว1-2ซม.ดอก สีเหลืองแกมส้ม ออกเป็นช่อห้อย ยาว25-40ซม.ออกตามซอกใบใกล้ปลายยอด ดอกขนาด1-2ซม. บานจากโคนไปหาปลายช่อ กลีบรองดอก5กลีบ กลีบดอก3กลีบกลีบล่างคล้ายกระทงยาวเป็น2เท่าของ กลีบดอกคู่ข้างเกสรผู้ 8 อัน รวมเป็นมัด ปลายยอดสีส้ม ผลเป็นผลแห้งมี2พูยาว 8 x 14 มม เมล็ดสีดำยาว 7 x 4 มม. เนื้อหุ้มเมล็ดสีส้ม
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ใช้กันอย่างแพร่หลายในการแพทย์แผนโบราณในหลายประเทศเพื่อทำยาบำรุง ลดไข้ รักษาอาการไอ อาการอักเสบ  -รากและลำต้นมักใช้รักษาอาการผิดปกติของประจำเดือน ตับอักเสบ ปอดบวม แก้ไข้ ปรับปรุงความจำและลดการอักเสบ
ระยะออกดอกและติดผล---กรกฎาคม-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ตานฟัก/Crotalaria ferruginea

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Crotalaria ferruginea Graham ex Benth
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms
---Crotalaria bodinieri H.Lév.
---Crotalaria chiayiana Y.C.Liu & F.Y.Lu
---Crotalaria lejoloba Bartl.
---Crotalaria lonchophylla Hand.-Mazz.
---Crotalaria pilosissima Miq.
---Crotalaria rufescens Franch.
ชื่อสามัญ--- Rust-colored crotalaria.
ชื่ออื่น---ตานฟัก(เชียงใหม่), พวนดอย(ภาคเหนือ),หมากขิ่งหนู(แม่ฮ่องสอน); [THAI: tan fak (Chiang Mai); phuan doi (Northern);  mak khing nu (Mae Hong Son).]; [VIETNAM: Lục lạc sét.]; [CHINESE: Jia di lan, Xiang ling cao.]; [JAPANESE: Nanban tanuki mame]; [FRENCH: Crotalaire de Bodinier.]
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย ศรีลังกา ถึงเอเซียตะวันออกเฉียงใต้และนิวกินี


เติบโตในป่าเต็งรังผลัดใบ, ป่าเบญจพรรณ, ป่าสนและป่าดงดิบที่ระดับความสูง 35 - 2,558 เมตร  ในประเทศจีน พบในป่าเปิดทุ่งหญ้ามอนแทน; ที่ระดับความสูงจาก 400 - 2,200 เมตร
ประเทศไทยพบเกือบทุกภาค ขึ้นบริเวณทุ่งหญ้าเปิดในป่าผลัดใบหรือป่าดงดิบ ที่ระดับความสูง350-1,800เมตร
ไม้ ล้มลุก สูงได้ถึง1เมตร ลักษณะลำต้นและกิ่งก้านมีขนปกคลุมหนาแน่น ใบเดี่ยวรูปไข่ถึงรูปรีแกมขอบขนาน กว้าง1.5-4ซม.ผิวใบมีขนทั้งสองด้าน หูใบติดคงทน  ดอกสีเหลืองออกเป้นช่อตรงซอกใบหรือปลายกิ่ง ยาว3-15ซม. กลีบรองดอกปลายแยกเป็น2แฉกเว้าลึก มีขนสีแดงออกหนาแน่น กลีบดอก5กลีบ กลีบบนแผ่รูปรี กลีบข้างรูปขอบขนานกลีบล่างเชื่อมเป็นรูปท้องเรือปลายกลีบเป็นจะงอยเกสรตัว ผู้10อัน รังไข่รูปขอบขนานผิวเกลี้ยง ผลเป็นฝักรูปขอบขนานกว้าง0.8ซม.ยาว2.5-3ซม.มีเมล็ดประมาณ 20-30 เมล็ด เมล็ดรูปหัวใจเบี้ยวขนาดเล็ก
สายพันธุ์นี้มีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดินบางชนิด แบคทีเรียเหล่านี้ก่อให้เกิดก้อนบนรากและตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ ไนโตรเจนบางส่วนนี้ถูกใช้ในพืชที่กำลังเติบโต แต่บางชนิดก็สามารถนำมาใช้กับพืชชนิดอื่นที่ปลูกในบริเวณใกล้เคียงได้
ใช้ประโยชน์---มีการเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้เป็นยาในท้องถิ่น บางครั้ง ถูกใช้เป็นปุ๋ยพืชสด
-ใช้เป็นยา รากใช้เป็นยารักษาไข้ ตำรายาพื้นบ้านล้านนา ใช้ตานฟักทั้งต้น ต้มกับน้ำอาบเป็นยาแก้ฟกบวม ในเวียตนามใช้ต้นไม้ทั้งต้นรักษาโรคหวัด, สิว, แผลที่มีอาการคัน, โรคไตอักเสบ, โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
ระยะออกดอก---สิงหาคม-ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ตาเหินเชียงดาว/Hedychium tomentosum


ชื่อวิทยาศาสตร์---Hedychium tomentosum Sirirugsa & K. Larsen
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ตาเหินเชียงดาว(เชียงใหม่) ; [THAI: ta hoen chiang dao (Chiang Mai).]
ชื่อวงศ์---ZINGIBERACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย
พืชถิ่นเดียวของไทย พบที่ดอยเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ขึ้นตามที่โล่งบนเขาหินปูน ความสูงประมาณ 2000 เมตร
ไม้ ล้มลุกอิงอาศัยตามโขดหิน พบเฉพาะในประเทศไทย เป็นพืชเฉพาะถิ่นของดอยเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ หายาก ขึ้นอิงอาศัยอยู่ตามโขดหินปูนในป่าดิบเขาที่มีความชื้นสูง อากาศเย็นและมีแสงแดดส่องถึง ขึ้นรวมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ ลักษณะลำต้นเทียมสูงประมาณ60ซม. ใบรูปรีหรือรูปรีแกมขอบขนาน ขนาดใบยาว15-25ซม.กว้าง8-11ซม.ผิวใบด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขนสั้นหนานุ่ม ดอกช่อแบบช่อเชิงลดเกิดที่ปลายยอด ดอกย่อยเรียงห่างๆกัน ใบประดับรูปขอบขนานยาว2.5ซม. ผิวใบด้านนอกมีขนปกคลุมหนาแน่น ในแต่ละใบประดับมีดอกย่อยเพียง1ดอก ดอกสีเหลืองอ่อนหลอดกลีบเลี้ยงยาว3ซม.ปลายเว้าเป็น2แฉกตื้นๆมีขนยาวปกคลุม หลอดกลีบดอกยาว7.5ซม.ปลาย แยกเป็น3แฉก แต่ละแฉกรูปแถบยาว2.5ซม. กลีบข้างรูปแถบ ขนาดเท่ากันกับแฉกกลีบดอก สีเหลืองอ่อน กลีบปากรูปไข่กลับ สีเหลืองอ่อนยาว2-3ซม. ตรงโคนแคบปลายแยกเป็น2แฉก ก้านเกสรผู้ยาว2.8ซม.อับเรณูยาว0.5ซม.สีส้ม ตรงโคนมีรยางค์ รังไข่ยาว3มม.มีขนปกคลุมหนาแน่น
ระยะออกดอก---มิถุนายน-กรกฎาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด เหง้า

ตาเหินหลวง/Hedychium stenopetalum


ชื่อวิทยาศาสตร์---Hedychium stenopetalum Lodd.
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Hedychium elatum Horan.
---Hedychium barbatum Wall. [Invalid]    
ชื่อสามัญ--- Slenderpetal Ginger, Slenderpetal Lily, White Star Ginger, White Stars Ginger, Giant Butterfly Lily.
ชื่ออื่น---ตาเหินหลวง(ภาคกลาง) ; [THAI: ta hoen luang (Northern).]
ชื่อวงศ์---ZINGIBERACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- อินเดีย, บังคลาเทศ, ภูฎาน, จีน, พม่า, ไทย, เวียดนาม ลาว
มีช่วงกระจายตามธรรมชาติขนาดใหญ่ตั้งแต่อินเดียตะวันออกเฉียงเหนือ-(อัสสัม)บังคลาเทศ หิมาลัยตะวันออกถึงจังหวัดกวางสีในจีนและลงไปทางเหนือของพม่า ไทย เวียดนามและลาว
ในประเทศไทยพบทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตามลำธารและป่าดงดิบที่ระดับความสูง300-1,200เมตร
เป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่สูงที่สุดของ Hedychium ทุกชนิด สูงถึง1.5-2.5(-4)เมตรเป็นไม้ล้มลุก ลักษณะมีเหง้าใต้ดิน ใบเดี่ยวรูปขอบขนาน กว้าง8-10ซม.ยาว35-50ซม.ปลายใบเรียวแหลม ผิวใบด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขนสี ขาว ดอกไม้สีขาวนวลมีกลิ่นหอมมาก มีสีจาง ๆ สีเหลืองอมเขียวที่โคนและเกสรสีขาว ออกเป็นช่อตั้งจากปลายยอด ยาว30-40ซม. แกนช่อดอกมีขน ใบประดับรูปขอบขนาน ยาว2.5-4.5ซม. ใบประดับย่อยม้วนรอบดอกรูปขอบขนาน กลีบรองดอกเชื่อมเป็นหลอดยาว4.7ซม. มีขนแน่นปลายแยกเป็นสามแฉก กลีบดอกเป็นหลอดยาว5.5ซม.ปลายแยกเป็นแฉกรูปแถบ ยาว5ซม.กลีบปากแผ่รูปไข่กลับ กว้าง2ซม.ยาว2.5ซม.มีก้านปลายกลีบเว้าเป็นแฉกลึก ก้านเกสรผู้ยาว7ซม.อับเรณูยาว1ซม.รังไข่มีขนสีน้ำตาลแน่น  เมล็ดมีสีน้ำตาลอ่อนรูปทรงสี่เหลี่ยม 3-4 มม.
ใช้ประโยชน์---เป็นสายพันธุ์ที่มีศักยภาพในการเป็นแหล่งวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์ยาและเครื่องสำอาง
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด เหง้า

ตาเหินเหลือง/Hedychium flavum

ชื่อวิทยาศาสตร์---Hedychium flavum Roxb.
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms
---Gandasulium flavum (Roxb.) Kuntze
---Hedychium coccineum flavum (Roxb.) Baker
---Hedychium coronarium flavum (Roxb.) Baker
---Hedychium urophyllum G.Lodd.
---Hedychium coronarium urophyllum (G.Lodd.) Baker
---Hedychium coccineum urophyllum (G.Lodd.) Baker
ชื่อสามัญ---Yellow Butterfly Ginger, Nardo Ginger Lily
ชื่ออื่น---ตาเหินเหลือง (ภาคเหนือ) ; [THAI: ta hoen lueang (Northern).]; [CHINESE: Huáng jiāng huā.]
ชื่อวงศ์---ZINGIBERACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้, ตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย, บังคลาเทศ, พม่า, ไทย, เวียดนาม
 มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทิเบตและจีน(มณฑลเสฉวน ยูนนาน กุ้ยโจว กวางสี) พบในพื้นที่เปิดโล่งที่ชุ่มชื้น  ที่ระดับความสูงตั้งแต่ 900 - 1,200 เมตร
ไม้ ล้มลุก มีเหง้าใต้ดินสูง1.5-2เมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปขอบขนานแกมรี กว้าง10-12ซม.ยาว48-50ซม. ปลายใบเรียวแหลม ผิวใบด้านบนเกลี้ยงด้านล่างมีขนสีขาว ดอก สีเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอม ออกเป็นช่อยาว12-15ซม. ใบประดับสีเขียวมีขนประปราย ใบประดับย่อยสีขาวม้วนรอบดอก ปลายแยกเป็น3แฉกไม่เท่ากัน กลีบรองดอกเป็นหลอดยาว4.5ซม. ปลายแยกเป็น2-3แฉกมีขน กลีบดอกเป็นหลอดยาว8ซม.ปลายแยกเป็น3แฉกรูปแถบ กว้าง0.5ซม.ยาว3.8ซมง เกสรผู้เทียมรูปรีแกมขอบขนาน กว้าง1-1.5ซม.ยาว4-4.5ซม. กลีบปากรูปไข่กลับ กว้าง3.2ซม.ยาว4ซม.ปลายกลีบแยกเป็น2พู ก้านเกกสรผู้สีเหลืองยาว3.7ซม.อับเรณูยาว1.5ซม.รังไข่มีขนสีน้ำตาลอ่อนปก คลุมหนาแน่น
ใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเป็นแหล่งของน้ำมันหอมระเหย  และปลูกเป็นไม้ประดับในสวน
ระยะออกดอก---กรกฎาคม-กันยายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด เหง้า

ตำแยดิน/Argyreia thorelii


ชื่อวิทยาศาสตร์---Argyreia thorelii Gagnep.
This name is unresolved.According to The Plant List. Argyreia thorelii Gagnep. is an unresolved name.
ชื่อพ้อง---No synonym are record for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ตำแยดิน, เครือพูทอง(ทั่วไป) ; [THAI: khruea phu thong (General).]
ชื่อวงศ์---CONVOLVULACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย ลาว
พบที่ลาว และภาคตะวันออกของไทยที่อุบลราชธานี ขึ้นตามป่าเต็งรัง และป่าดิบแล้งที่เป็นหินทราย ความสูง 150-650 เมตร
ไม้เลื้อยล้มลุ ตามกิ่งและแผ่นใบมีขนยาวสีน้ำตาลทองประปราย ใบเดี่ยวเรียงสลับ ยาวได้ถึง 14 ซม ปลายใบเรียวแหลมก้านใบมีขนหยาบแข็งก้านใบยาว 0.7-1 ซม.   แผ่นใบด้านล่างมีนวล มีขนยาวสีน้ำตาลทองหนาแน่นตามช่อดอก ใบประดับ และกลีบเลี้ยง  ดอกออกแบบช่อกระจุกที่ซอกใบ ดอกย่อย3-7ดอก ใบประดับย่อยรูปแถบปลายแหลมมีขนหยาบแข็ง กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 แฉก ผลทรงกลมแห้งแตก
ใช้ประโยชน์---เป็นยาพื้นบ้านอิสาน ใช้รากต้มน้ำดื่มแก้ไอ รับประทานสดเป็นยาระบาย
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ตุ้มมณี/Scabiosa siamensis


ชื่อวิทยาศาสตร์---Pterocephalodes siamensis (Craib) V. Mayer & Ehrend.
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Basionym: Scabiosa siamensis Craib
---Pterocephalus siamensis (Craib) Verlaque
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ตุ้มมณี ขาวปั้น(ทั่วไป) : [THAI: khao pan (General).]
ชื่อวงศ์---DIPSACACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย


พืชถิ่นเดียวของไทย พบทางภาคเหนือที่ดอยหัวหมด จังหวัดตาก และดอยเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ขึ้นตามเขาหินปูนที่เปิดโล่ง ตั้งแต่ระดับความสูง 1,900-2,200เมตร
เป็นพืชล้มลุกหายากที่มีดอกสวยงามชนิดหนึ่ง ลำต้นเป็นเหง้า ในฤดูแล้งจะดูเหี่ยวเฉาเหมือนตาย แต่แท้จริงเป็นการพักตัวของเหง้าใต้ดินเพื่อลดการขาดน้ำ ยามฤดูฝนจึงดูเขียวสดชื่นอีกครั้ง
ตุ้มมณีเป็นไม้ล้มลุกสูงประมาณ 30-60 ซม. ลำต้นเป็นเหง้าอยู่ใต้ดิน ใบเดี่ยวรูปใบพาย ออกเรียงแผ่รอบโคนต้น แผ่นใบกว้าง4-8ซม. ยาว6-18ซม.โคนใบสอบ ปลายใบแหลม ขอบใบหยักหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ก้านใบสั้น ดอก สีขาวออกเป็นกระจุกแน่นเกือบกลมออกเดี่ยว ๆขนาด เส้นผ่านศูนย์กลาง 4-6ซม. ก้านช่อดอกยาว8-20ซม.มีขนปกคลุม มีใบประดับรูปขอบขนานที่โคนช่อดอก2-3 วง รูปใบหอก ยาว 1-2 ซม. ใบประดับรูปแถบ ยาวประมาณ 1 ซม. กลีบเลี้ยงเป็นขนแข็งมีประมาณ 15 อัน ยาวประมาณ 7.5 มม. มีขนรูปตะขอ ดอกสีขาว หลอดกลีบดอกยาว 1-1.2 ซม. กลีบรูปรีกว้าง กลีบบน 1 กลีบ กลีบล่าง 3 กลีบ ยาวประมาณ 3.5 มม. ด้านนอกมีขน เกสรเพศผู้ 4 อัน ยื่นพ้นปากหลอดกลีบดอก อับเรณูสีม่วงอ่อน รังไข่ใต้วงกลีบ ก้านเกสรเพศเมียสั้นกว่าเกสรเพศผู้  ผลเป็นแบบผลแห้ง เมล็ดเมื่อแก่ติดแน่นอยู่กับใบประดับ
ระยะออกดอก---ธันวาคม-มกราคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

แตงหนู/Mukia maderaspatana

ชื่อวิทยาศาสตร์---Mukia maderaspatana (L.) M.Roem.
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms
---Bryonia cordifolia L.
---Bryonia scabrella L.
---Coccinia cordifolia (L.) Cogn.
---Cucumis maderaspatanus L.
---Melothria maderaspatana (L.) Cogn.
---Mukia scabrella (L.) Arn.
ชื่อสามัญ---Madras Pea Pumpkin, Rough Bryony
ชื่ออื่น---แตงหนู(ภาคเหนือ,ตะวันออกเฉียงเหนือ),แตงนก(กาญจนบุรี),แตงผีปลูก(ชัยนาท),แตงหนูขน(ประจวบคีรีขันธ์) ; [THAI: taeng nok (Kanchanaburi); taeng phi pluk (Chai Nat); taeng nu (Northeastern, Northern); taeng nu khon (Prachuap Khiri Khan).]; [CHINESE: Mào er guā.]; [ASSAMESE: ban tioh.]; [BENGALI:agamukhi.]; [NEPALI: matyangre kankri.]; [HINDI: Aganaki, Agumnaki.]; [MALAYALAM: Mukkalppeeram.]; [MARATHI: Chirati, Bilavi.]; [KANNADA: Mani thonde, Gubbisavathikaayi.]; [SANSKRIT: Trikoshaki, Kritarandhra]; [TAMIL: Mucumucukkai.]; [VIETNAM: Cầu qua nhám.].
ชื่อวงศ์---CUCURBITACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---แอฟริกา เอเซีย ออสเตรเลีย


การกระจายพันธุ์มีพื้นที่ขนาดใหญ่มาก แพร่หลายไปทั่วเขตร้อนของแอฟริกาผ่านเอเชียไปยังออสเตรเลีย ในแอฟริกาตั้งแต่แอฟริกาใต้จนถึงเซเนกัล - ซูดานทางเหนือ (รวมถึงมาดากัสการ์และมอริเชียส) ในเอเชียจากปากีสถานทางตะวันตกผ่านอินเดีย ศรีลังกา เนปาล จีน (กวางตุ้ง กวางสีและยูนนาน) ไปยังเวียดนามในภาคตะวันออก, ทางใต้ของอินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์และออสเตรเลียเหนือ  เติบโตในพุ่มไม้บนเนินหินทุ่งหญ้า ที่ราบลุ่มน้ำท่วมและที่ราบลุ่มหุบเขาริมแม่น้ำและสถานที่ชื้นในป่า ที่ระดับความสูง400 - 1700 เมตร ในประเทศไทยพบทุกภาค โดยเฉพาะตามที่โล่ง ที่ระดับความสูงถึงประมาณ 1300 เมตร
ไม้ เลื้อยล้มลุกเลื้อยได้ไกลสูงสุดประมาณ 4 เมตร ทั้งต้นมีขนสีขาว ใบรูปไข่กว้างคล้ายรูปสามเหลี่ยม หรือเกือบกลม เรียบหรือจักตื้น ๆ 3-5 พู  กว้าง3-7ซม.ยาว4-8ซมโคนรูปหัวใจ ขอบจักฟันเลื่อยห่าง ๆ ดอกเพศผู้มี 2-20 ดอก บางครั้งมีดอกเพศเมียปนในช่อดอกเพศผู้ ก้านดอกยาว 2-7 มม. ฐานดอกยาว 1.5-4 มม. มีขน กลีบเลี้ยงยาว 1-1.5 มม. ดอกสีขาว กลีบรูปไข่ ยาว 1.5-4 มม. อับเรณูยาว 1-2 มม. ดอกเพศเมียคล้ายดอกเพศผู้ มี 1-8 ดอก ก้านดอกยาว 1-4 มม. รังไข่มีขนประปราย เกสรเพศเมียเกลี้ยง ผลกลมเมื่อสุกสีแดง เส้นผ่านศูนย์กลาง 0.5-1.5 ซม. ก้านผลยาว 2-5 มม. มี 10-20 เมล็ด รูปไข่กลับ ยาว 3-4 มม. ผิวมีรอยบุ๋ม และตุ่มกระจาย
ใช้ประโยชน์---พืชมักถูกรวบรวมจากป่าเพื่อใช้เป็นยาในท้องถิ่น
-ใช้กิน ผลไม้ใบไม้และหน่ออ่อนใช้กิน ในประเทศลาวและ กลุ่มชนเผ่าใน Jawhar(อินเดีย)
-ใช้เป็นยา พืชสมุนไพรแบบดั้งเดิมในเขตตะวันตกของรัฐทมิฬนาฑูประเทศอินเดียใช้ในอายุรเวท สิทธาในยาแผนโบราณ พื้นบ้าน เมล็ด ราก ใบ ใช้ในการขยายตัวและบรรเทาอาการปวดฟันและข้อ ใช้เป็นยาระบายอ่อนและยาขับปัสสาวะ รากถูกเคี้ยวเพื่อบรรเทาอาการปวดเส้นประสาทบนใบหน้า ปวดฟัน ยาต้มใช้ในการรักษาอาการท้องอืด ใช้เพื่อรักษาโรคเบาหวาน ถุงน้ำดีอักเสบ และต้านอนุมูลอิสระ ยาพื้นบ้านไทยใช้ราก ตำพอกเหงือกแก้ปวดฟัน น้ำมันจากเมล็ด ทาถูนวดกล้ามเนื้อ แก้ปวดเมื่อย
ระยะออกดอกและติดผล---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ถั่วเขา/Campylotropis pinetorum

ชื่อวิทยาศาสตร์---Campylotropis pinetorum (Kurz) Schindl.
ชื่อพ้อง---Lespedeza pinetorum Kurz
ชื่อสามัญ--None
ชื่ออื่น---ถั่วเขา, ถั่วดอย(เชียงใหม่), ถั่วป่า(ภาคเหนือ)  ; [THAI:  thua khao, thua doi (Chiang Mai); thua pa (Northern).]; [CHINESE: song lin hang zi shao, Hang Zi Shao.]; [VIETNAM: Biến hướng rừng thông.]
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เนปาล พม่า ไทย ลาว จีน เวียตนาม
พบใน จีน (กวางสี กุ้ยโจว ยูนนาน) ลาว พม่า ไทย เวียดนาม ตามความลาดชันของภูเขา  ระยะขอบของป่า ป่าโปร่ง, ทางลาดแบบเปิดโล่ง ลำธาร ที่ระดับความสูง 700-2800เมตร
ในประเทศไทยพบ เฉพาะบนภูเขาสูงทางภาคเหนือ ที่ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ ดอยผีปันน้ำ จังหวัดเชียงราย และบนภูเขาที่สูงเกิน1,000เมตร จากระดับน้ำทะเลขึ้นไป ตามชายป่าโปร่ง แสงแดดจัดตลอดวัน และอากาศเย็น
ไม้ พุ่มขนาดเล็กถึงขนาดกลางม้ สูง 1-2 เมตร กิ่งก้านสาขาสีน้ำตาลอ่อน ก้านใบยาว 1-5 ซม. มีขนหนาแน่นมีใบประกอบแบบ 3 ใบย่อย เส้นใบแบบนิ้วมือ ใบย่อยรูปขอบขนาน รูปไข่หรือรูปไข่กลับ ยาว 6-12 (15) ซม. กว้าง 2-5 (6) ซม.ปลายกลมหรือเว้าเล็กน้อย ฐานกลม สีเขียวด้านบนมีขนสั้น ๆ ด้านล่างสีเทามีขนหนาแน่น  ดอกสมมาตรด้านข้างแบบดอกถั่ว ดอกออกเป็นช่อแยกแขนงที่ปลายยอด ช่อดอกความยาวรวมก้านดอก  3.5-9 ซม.ดอกย่อยสีขาวครีมหรือขาวอมเหลือง ดอกด้านบนสุดของช่อที่แก่ที่สุดจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ผลแบบฝักถั่วเมื่อแก่แล้วแตก ขนาด 6-6 5 × 3-4 มม. มีขนสั้น ๆ บางครั้งก็ผสมกับขนต่อมแหลม สีน้ำตาลอมม่วง เมล็ดรูปขอบขนานขนาด 3.2-4 × 1.5-2 มม.
ใช้แระโยชน์---ใช้เป็นยา ในจีนใช้ราก (สามใบ): ขม ฝาด ใช้ในการไหลเวียนของเลือด ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ บรรเทาอาการปวด  ท้องเสีย ใช้เป็นยาสมานแผล  ดอกใช้รักษา ไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง, ปวดท้อง, ปวดข้อรูมาติก, ปวดประจำเดือน
ระยะออกดอกและติดผล---ธันวาคม-เมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ทองพันดุล/Decashistia parviflora


ชื่อวิทยาศาสตร์---Decaschistia parviflora Kurz
ชื่อพ้อง---This name is a synonym of Decaschistia crotonifolia Wight & Arn.
ชื่อสามัญ---Croton leaf mysore mallow
ชื่ออื่น---ไก่อู (นครสวรรค์); ชบาหนู, ทองพันดุล (ราชบุรี); ปอดาน (หนองคาย); หัวไก่โอกใหญ่ (นครราชสีมา); [THAI: kai u (Nakhon Sawan); chaba nu, thong phan dun (Ratchaburi); po dan (Nong Khai); ua kai ok yai (Nakhon Ratchasima).]; ; [TAMIL: Selangamaram.]; [KANNADA: Kolle.]; [VIETNAM: Cây đùi gà, Thái tử sâm, mạy coòng cáy (Thái), Thập tử hoa thưa.]  
 ชื่อวงศ์---MALVACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จากพม่าจนถึงคาบสมุทรอินโดจีน


พบในภูมิภาคอินโดจีน ในประเทศไทยพบแทบทุกภาค กระจายอยู่ในภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคกลางรวมทั้งในพื้นที่ของจังหวัดกาญจนบุรี ยกเว้นภาคเหนือตอนบน และภาคใต้ ขึ้นตามชายป่า ที่โล่งในป่าโปร่ง ป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้ง ความสูงถึงประมาณ 50-300 เมตร
ไม้พุ่มขนาดเล็กล้มลุกมีหัวใต้ดินดินคล้ายรากโสมเกาหลี สูง0.5-1 เมตร พบขึ้นเป็นกอเตี้ยๆในทุ่งโล่งตามทุ่งหญ้าดินร่วนปนทราย ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปขอบขนานแกมใบหอกกว้าง2-3ซม.ยาว7-10ซม.ขอบเรียบหรือจักฟันเลื่อย แผ่นใบด้านบนมีสะเก็ดรูปดาวกระจาย ด้านล่างมีขนหนาแน่น ก้านใบยาว 0.5-4 ซม. ดอกเดี่ยวออกที่ซอกใบหรือเป็นช่อกระจุกสั้น ๆ ตามปลายกิ่ง ริ้วประดับ 10 กลีบ รูปแถบ ยาว 3-5 มม. กลีบเลี้ยง 5 กลีบ รูปสามเหลี่ยม ยาวประมาณ 1 ซม ลักษณะคล้ายดอกชบา ขนาดของเส้นผ่านศูนย์กลางดอก4-8ซม. มีหลายสี สีชมพู  สีชมพูอมส้ม  แดงแกมชมพูจนซีดเกือบขาว โคนกลีบดอกสีขาว มี 5 กลีบ รูปไข่กลับ ยาว 2-3.5 ซม.เกสรเพศผู้เชื่อมติดกันเป็นหลอด ยาว 5-8 มม. เกสรเพศผู้จำนวนมาก ติดเหนือกึ่งกลางเส้าเกสรจรดปลาย อับเรณูรูปตัวยู สีเหลือง ก้านเกสรเพศเมียแยก 8-10 แฉก ยาวประมาณ 1.5 ซม. ยอดเกสรรูปโล่ สีแดง .ผลแห้งแตกได้ รูปร่างค่อนข้างกลมมีขนสีน้ำตาล เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.5 ซม. มีขนหนาแน่น แต่ละช่องมีเมล็ดเดียว รูปไต มีขนหนาแน่น
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา เหง้าใต้ดิน (หัว) กินแก้กระหายน้ำ เป็นยาเย็น ในเวียตนามใช้ ราก เป็นยาบำรุงกระตุ้นการย่อยอาหาร รักษากระดูกหัก ในประเทศกัมพูชามีการใช้รากหัวใต้ดินเพื่อรักษาพิษที่เกิดจากการกิน รากที่พบคล้ายโสมเกาหลียังไม่มีการรายงานการวิจัยถึงสรรพคุณทางยาว่ามีสารออกฤทธิ์เช่นโสมเกาหลีหรือไม่
-อื่น ๆ ทั้งต้น ใช้ทุบแล้วพอกขาของหมู แก้อาการเคล็ด หรือนำรากมาทุบประคบแผลฟกช้ำให้ไก่ชน รากสด ใช้บดพอกเป็นยาแก้เคล็ดฟกช้ำในสัตว์ 
ระยะออกดอกและผล--- พฤศจิกายน-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด
สถานภาพ : พืชหายาก

ทิพเกสร/Utricularia minutissima

ชื่อวิทยาศาสตร์---Utricularia minutissima Vahl.
ชื่อพ้อง---Has 9 Synonyms

-Utricularia brevilabris Lace -Utricularia nipponica Makino
-Utricularia calliphysa Stapf -Utricularia pygmaea R. Br.
-Utricularia evrardii Pellegr. -Utricularia siamensis Ostenf.
-Utricularia lilliput Pellegr. -Vesiculina pygmaea (R. Br.) Raf.
-Utricularia nigricaulis Ridl.

ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น--ทิพย์เกสร(กรุงเทพฯ), หญ้าฝอยเล็ก(เลย) ; [THAI: thip keson (Bangkok); ya foi lek (Loei).]; [CHINESE:   xie guo wa er cao, Xié guǒ lí zǎo.]; [INDONESIA: Gunung tahan.]; [VIETNAM: Nhỉ cán rất nhỏ.]
ชื่อวงศ์---LENTIBULARIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย


มีถิ่นกำเนิดในเอเชีย -[พม่า ,กัมพูชา ,จีน ( เจียงซี , มณฑลเจียงซู , กวางสี , ฝูเจี้ยน ), ฮ่องกง , ไต้หวัน อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา ไทย เวียดนาม ] และออสเตรเลีย เกาะต่างๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้-เกาะบอร์เนียว, นิวกินีและเกาะสุมาตรา เติบโตในพื้นที่ชื้นแฉะ ทรายชื้น พื้นผิวที่เป็นหินหรือหนองน้ำ ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 2,100 เมตร ประเทศ ไทยพบมากทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน  ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้ ขึ้นเป็นกลุ่มตามพื้นที่โล่งชุ่มชื้น ตามแอ่งภูเขาหินทรายที่มีน้ำไหลรินในช่วงฤดูฝน ที่ระดับความสูง 50-1,500 เมตร
ไม้ล้มลุกกินแมลงขนาดเล็กสูง10-30ซม.ลักษณะลำต้นเล็กมากอยู่ใต้ดินแตกแขนงเป็นเส้นฝอยเล็กๆคล้ายราก มีกระปาะกลมเล็กมากตามข้อของไหล ใบเดี่ยว 0.3-2 ซม. × 0.4-0.8 มม.และมีใบที่เปลี่ยนเป็นถุงสำหรับดักจับแมลงขนาดเล็กเป็นอาหาร ดอกสีม่วงอ่อนแกมชมพูออกเป็นช่อตั้งตรงสูง 3-12 ซม. มีดอกย่อย1-10 ดอกออกเรียงสลับ ขนาดประมาณ 6-10 มม.กลีบดอกล่างแผ่แยกออกเป็นสองปากผลแห้งชนิดเมื่อแก่แล้วแตกตามยาวขนาด1.5-2 มม.เมล็ดกลมถึงวงรีกว้าง 2-3 มม.
ระยะออกดอก---กันยายน-พฤศจิกายน---ติดผล---พฤศจิกายน-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด
*สถานภาพ : พืชหายาก มีเขตกระจายพันธุ์กว้าง แต่เป็นพืชฤดูเดียวที่ต้องอาศัยระบบนิเวศที่เปราะบางของพื้นที่ชื้นแฉะตามฤดูกาล ประชากรจึงมีจำนวนน้อยลงทุกี เนื่องจากถิ่นอาศัยถูกทำลายหรือเปลี่ยนสภาพ* *http://www.rspg.or.t้/plants_data/rare_plants

ทืบยอด/Biophytum petersianum

ชื่อวิทยาศาสตร์---Biophytum umbraculum Welw.
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms
---Biophytum apodiscias (Turcz.) Edgew. & Hook.f.
---Biophytum petersianum Klotzsch
---Biophytum rotundifolium Delhaye
---Oxalis apodiscias Turcz.
---Oxalis petersianum (Klotzsch) Müll.Berol.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---กระทืบยอบ (ทั่วไป); ทืบยอด (สุราษฎร์ธานี); นกเขาเง้า (นครราชสีมา); ห่อตูปลู (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน); [THAI: kra thuep yop (Northern); thuep yot (Surat Thani); nok khao ngao (Nakhon Ratchasima); ho-tu-plu (Karen-Mae Hong Son).]; [CHINESE: wu bing gan ying cao.]; [TANZANIA: Vitija mkweo.]; [KINYARWANDA: Mobikowingoko.]; [RUNDI: Tinyahabagne.]
ชื่อวงศ์---OXALIDACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกาใต้ มาดากัสการ์


พบที่ประเทศอินเดีย จีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย พม่า นิวกีนี ฟิลิปปินส์ ไทย เวียดนาม,แอฟริกาเขตร้อนและมาดากัสการ์ พบในภูเขาหุบเขาป่าไม้ที่ระดับความสูง 800 - 1,600 เมตรในภาคใต้ของจีน เป็นพืชในเขตร้อนที่สามารถพบได้ที่ระดับความสูงไม่เกิน 1,500 เมตร ในประทศไทยพบทุกภาค ขึ้นตามป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง หรือชายป่าดิบชื้น ความสูงถึงประมาณ 1200 เมตร
ไม้ ล้มลุกขนาดเล็ก สูงได้ถึง 15 ซ.ม ใบประกอบขนนกชั้นเดียวเรียงสลับ รูปไข่กลับ เฉียง กว้าง2-5 มม.ยาว2-8 มม.ออกเป้นกระจุกที่ปลายยอด ใบย่อย3-9คู่ รูปสามเหลี่ยมถึงรูปรีแกมทรงกลม ดอก ช่อออกเป็นกระจุกที่ปลายยอด กลีบเลี้ยง 5 กลีบ กลีบดอก 5 กลีบ สีส้มหรือเหลือง ปลายกลีบอาจมีสีส้มหรือแดง ผลแห้งแล้วแตกรูปทรงกระบอกมีสันตามยาว ยาว 3-4 มม. แต่ละซีกมี 3-4 เมล็ด   
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ใช้ทั้งต้นต้มน้ำดื่มบำรุงโลหิต รักษางูกัดและเป็นยาถ่ายสำหรับเด็ก
ระยะออกดอกผล---สิงหาคม-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

เทพอัปสร/Delphinium scabriflorum

ชื่อวิทยาศาสตร์---Delphinium siamense (Craib) Munz.
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Delphinium stapeliosmum Brühl var. siamense Craib,
---Delphinium altissimum Wall. var. siamense (Craib) T. Shimizu
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---เทพอัปสร(ทั่วไป),พวงแก้วเชียงดาว((ทั่วไป); [THAI: thep apson, phuang kaeo chiang dao (General).]
ชื่อวงศ์---RANUNCULACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย


พบขึ้นตามซอกหินบนพื้นภายใต้เรือนยอดโปร่งของป่าดงดิบเขาที่มีหญ้า ขึ้นปกคลุม หรือพบตามซอกหินปูนตามแนวหน้าผาหรือแนวสันเขาที่มีร่มเงา ที่ระดับความสูงตั้งแต่  1,300-2,150 เมตร ในประเทศไทยพบที่ดอยเชียงดาวจังหวัดเชียงใหม่ ดอยปุย จังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดตาก  
ลักษณะ เป็นไม้ ล้มลุกอายุหลายปี มักไม่แตกกิ่งก้าน ต้นสูง30-60ซม.แตกใบมากตรงโคนต้น ใบที่อยู่ด้านล่างมักใหญ่กว่าใบที่อยู่สูงขึ้นไป แผ่นใบรูปรีหรือรูปหอก ขนาดใบกว้าง3-5ซม.ยาว5-8ซม. ขอบใบเว้าลึกทำให้แผ่นใบรูปคล้ายฝ่ามือ 5แฉก โคนใบเว้าดอก ช่อแบบช่อกระจะออกที่ปลายยอด ช่อดอกยาว20-30ซม. ดอกย่อยมีขนาด2-3ซม. สีม่วงเข้ม ที่โคนก้านดอกมีใบประดับรูปร่างคล้ายกับใบรูปไข่หรือรูปไข่กว้าง ยาว1-2ซม. กลีบเลี้ยงเชื่อมกันเป็นหลอดคล้ายหาง ชี้ตรงไปทางด้านหลังของกลีบดอก กลีบดอก5กลีบโคนเชื่อมกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น5แฉก แฉกกลีบดอกรูปไข่กว้าง กลีบบน1กลีบ ตรงกลางยาว1.2-1.5ซม.มีปลายกลีบแหลมและโค้งลง ส่วนกลีบดอกที่อยู่ด้านข้างและด้านข้างอย่างละ2กลีบขนาดเท่ากันยาว1-1.2 ซม.โคนกลีบเรียงซ้อนเวียนกัน ผิวด้านนอกของกลีบดอกมีขนยาวปกคลุม
ระยะออกดอก---ธันวาคม - มกราคม
ขยายพันธุ์---เล็ด
สถานภาพ : พืชถิ่นเดียว และพืชหายาก

เทียนเข็ม/Impatiens radiata


ชื่อวิทยาศาสตร์---Impatiens radiata Hook.f.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Impatiens centiflora H. Lév.
ชื่อสามัญ---Spreading ray’s balsam
ชื่ออื่น---เทียนรัศมี,เทียนหาง,เทียนเข็ม(ทั่วไป); [THAI: thian ratsami, thian hang, thian khem (General).]; [CHINESE: Fú shè fèng xiān huā.]
ชื่อวงศ์---BALSAMINACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดียถึงเอเซียตะวันออกเฉียงใต้


พบที่ภูฏาน , อินเดีย , เนปาล , สิกขิม จีนแผ่นดินใหญ่ (ทิเบต , เสฉวน , ยูนนาน , กุ้ยโจว) พม่า ไทย เติบโตบนทุ่งหญ้า เนินเขาหรือป่าชื้น บริเวณที่เปียกชื้น ที่ระดับความสูง 2,100 -3,500 เมตร ในประเทศไทยพบทางภาคเหนือที่ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ ขึ้นใต้ร่มเงาในป่าดิบเขาที่มีความชุ่มชื้นสูง ที่ระดับความสูง 2400-2500 เมตร
ไม้ล้มลุกอวบน้ำอายุหลายปี สูง30- 80 ซม.  ลำต้นเกลี้ยงใบเดี่ยวเรียงสลับรูปไข่แกมรี  กว้าง2.5-6ซม.ยาว6-15ซม.ปลายใบเรียวแหลมโคนใบมน มีขนทั่วไป ก้านใบยาว 0.5-2.5 ซม โคนก้านใบมีต่อม2ต่อม ช่อดอกแบบช่อกระจะ  ออกเป็นช่อที่ปลายยอด เรียงออกเป็นรัศมีเกือบเป็นวงรอบ ดอก สีชมพูอมม่วง หรือขาว  เป็นดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อ2-3ดอก กลีบเลี้ยง 2 กลีบ ขนาดเล็ก ปลายมีติ่ง กลีบปากเป็นถุง โคนเรียว ยาว 6-7 มม. เดือยยาวได้ถึง 2 ซม.ก้านดอกยาว5-6ซม.กลีบดอก5กลีบกลีบบนสุดเป็นรูปไข่ กลีบด้านข้าง4กลีบเชื่อมติด กันเป็น2คู่ แต่ละคู่มีพูบนรูปใบหอกกว้าง พูล่างรูปสามเหลี่ยม เล็กกว่าพูบน  ผลรูปแถบยาวประมาณ 2 ซม. เกลี้ยง แก่แล้วแตกมีเมล็ด5-7เมล็ด
ระยะออกดอกและติดผล-- กันยายน-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

เทียนคำ/Impatiens longiloba


ชื่อวิทยาศาสตร์--- Impatiens longiloba Craib
This name is unresolved.According to The Plant List.Impatiens longiloba Craib is an unresolved name
ชื่อพ้อง---No synonyms are record for this name
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---เทียนคำ(ทั่วไป) เทียนเหลืองอินทนนท์ ; [THAI: thian kham (General).]
ชื่อวงศ์---BALSAMINACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย


พืชถิ่นเดียวของไทย พบเฉพาะทางภาคเหนือที่เชียงใหม่ และเชียงราย พบบนภูเขาหินแกรนิต ขึ้นตามป่าดิบเขา ความสูง 2000-2500 เมตร
ไม้ พุ่มล้มลุกสูง 0.50-1เมตร ลักษณะ ลำต้นอวบน้ำ ใบเดี่ยวรูปขอบขนานแกมรีปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบ ขนาดของใบกว้าง1.2-5ซม.ยาว3-11ซม. ขอบใบจักมนถี่มีหนามละเอียด ใกล้โคนใบมีต่อม  ดอก สีเหลืองสด ออกเป็นช่อ 2-4ดอกไม่มีใบประดับ ดอกบานขนาดกว้าง1.5-2ซม.ยาว3-5ซม. กลีบรองดอก5กลีบแยกจากกันเป็น2กลีบ กลีบนอกรูปไข่2กลีบ กลีบในมีขนาดเล็ก อีกกลีบเชื่อมกันเป็นเดือยยาวประมาณ3ซม. กลีบดอก5กลีบไม่สมมาตร กลีบบนสุดรูปไข่ขนาด8-13มม. อีก4กลีบเชื่อมกันเป็น2คู่ คู่บนรูปใบหอกกว้าง คู่ล่างกึ่งขอบขนานยาว1-1.5ซม. ผลแก่แล้วแตก รูปแถบมี3พูเมล็ดกลมขนาด3มม.
ระยะออกดอกและติดผล---กันยายน-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

เทียนธารา/Impatiens mengtzeana

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Impatiens mengtzeana Hook.f.
ชื่อพ้อง---No synonyms are record for this name
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---เทียนธารา(ภาคเหนือ) พาลีจำแลง ; [THAI: thian thara (Northern); pphali cham lang.]; [CHINESE: meng zi feng xian hua.]
ชื่อวงศ์---BALSAMINACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย จีนตอนใต้และตอนเหนือของประเทศไทย

 

พบที่อินเดีย จีนตอนใต้(ยูนนาน พบตามป่าผสมริมแม่น้ำลำคลอง ในหุบเขาที่เป็นสถานที่ชื้น ที่ระดับความสูง 600-2100 เมตร)
ในประเทศไทยพบทางภาคเหนือที่ดอยสุเทพ และดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ ขึ้นริมลำธารในป่าดิบเขา ความสูง 800-1500 เมตร
ไม้ ล้มลุกหรือทอดเลื้อย มรากตามข้อ สูง60-80ซม.ลำต้นอวบน้ำสีเขียว ใบเดี่ยวเรียงสลับตามต้นและกิ่ง แผ่นใบสีเขียว โคนใบเรียวสอบ ปลายใบแหลม ขอบใบจักมน ขนาดใบกว้าง3-5ซม.ยาว7-10ซม. ก้านใบยาว 2.5-3 ซม.  ช่อดอกแบบช่อกระจะ ก้านช่อยาว 3-5 ซม. มี 1-2 ดอกในแต่ละช่อ ใบประดับย่อยรูปใบหอก ยาวประมาณ 7 มม. ก้านดอกยาว 1-2.5 ซม. ดอกสีเหลือง กลีบเลี้ยง 2 กลีบ รูปไข่กว้าง ยาวประมาณ 1 ซม. ปลายมีติ่ง กลีบปากรูปลำโพง กว้างประมาณ 1.8 ซม. ลึกประมาณ 1.5 ซม. เดือยม้วนงอเข้า ยาว 1.5-2 ซม. กลีบดอกกลีบกลางรูปรีกว้าง ยาว 1.3-1.6 ซม. ปลายกลีบคล้ายรูปหัวใจ กลีบปีกแฉกลึก คู่นอกรูปขอบขนาน ยาวประมาณ 1.5 ซม. มีติ่งที่โคน คู่ในรูปรีกว้าง ยาวเท่า ๆ คู่นอก ผลสีเขียวรูปรียาว 1-1.5 ซม.มีก้านยาวเมื่อแก่จะแตกออกตามยาว เมล็ดกลมสีดำจำนวนมากดีดเมล็ดไปได้ไกล
ใช้ประโยชน์--- ปลูกเป็นไม้ประดับในที่ชื้นได้
ระยะออกดอก--- กรกฎาคม-พฤศจิกายน---ติดผล---กุมภาพันธ์-มีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

เทียนนกแก้ว/Impatiens psittaciana


ชื่อวิทยาศาสตร์---Impatiens psittaciana Hook.f.
ชื่อพ้อง---
ชื่อสามัญ---Parrot flower, Cockatoo balsam
ชื่ออื่น---เทียนนกแก้ว(เชียงใหม่),; [THAI: thian nok kaeo (Chiang Mai).]
ชื่อวงศ์---BALSAMINACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พรรณไม้เฉพาะถิ่นประเทศไทย                                                                                          อะไรจะเหมือนนกปานนั้น  ดอกไม้.....นะดอกไม้......
อย่าตกใจ อ่านมาเพลินๆแล้วมีโวยวาย
เรื่อง นี้ต้องเกริ่นก่อนว่า ทั้งรูปทั้งเรื่อง นำมาจากหนังสือ สูงเสียดดอยพรรณไม้งาม Plants of Doi Chiang Daoของคุณ ปิยะ โมคกุลและคุณบารมี เต็มบุญเกียรติ ซึ่งท่านทั้งสองเก็บข้อมูลกว่า10ปีสำหรับนักนิยมดอกไม้ป่าโดยเฉพาะ มีรายละเอียดลึกซึ้ง ไม่ได้หยาบๆแบบนี้ นะ หาซื้ออ่านแล้วเก็บเป็นสมบัติเฉพาะตัวได้ตามสบาย(2008)
สถานะภาพของดอกไม้ชนิดนี้ เป็นพืชหายากถิ่นเดียวบนดอยเชียงดาวจังหวัดเชียงใหม่
เทียน นกแก้วเป็นไม้เมืองหนาว ล้มลุกอายุหลายปี ลักษณะ มีลำต้นอวบน้ำ สูง ประมาณ 80-150 ซม. ดอกออกเป็นดอกเดี่ยว ตามซอกใบบริเวณปลายกิ่งลักษณะดอกมองด้านข้างเหมือนนกแก้วกำลังบิน สีม่วงอมแดง
ระยะออกดอก---เดือนสิงหาคม-ต้นเดือนธันวาคม

เทียนภูคา/Impatiens claviger

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Impatiens claviger Hook. f
ชื่อพ้อง---No synonyms are record for this name
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---เทียนภูคา, เทียนนกอัคคี, เทียนสองแคว(ทั่วไป) ; [THAI: thian phu ka, thian nok akkhi, thian song khwae (General).]; [CHINESE: bang feng xian hua.]; [VIETNAM: Móng tai chìa.]
ชื่อวงศ์---BALSAMINACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน ไทย เวียตนาม

 

ขึ้นกระจายอยู่ใน จีนแผ่นดินใหญ่ (กวางสี , ยูนนาน) และประเทศเวียดนามตอนบน ที่ระดับความสูง 1,000-1,800 เมตร ประเทศไทยพบขึ้นตามป่าดิบเขาทางภาคเหนือที่ ดอยเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เชียงรายและดอยภูคา จังหวัดน่าน ที่ระดับความสูง 1200-1500 เมตร
ไม้ ล้มลุกอวบน้ำสูง50-60 ซม. ต้นเกลี้ยงเปราะหักง่าย ใบเดี่ยวเรียงเวียนรูปรีแกมหอกกลับกว้าง3-7.5ซม.ยาว5-18ซม.ผิวใบเกลี้ยงทั้ง สองด้าน ปลายใบแหลมโคนใบสอบ  ขอบใบจักมน ก้านใบยาว 1-2 ซม.ดอก สีขาวออกเป็นช่อจากซอกใบแบบช่อกระจะ ก้านช่อยาว 2-10 ซม. ก้านดอกยาว 1-2 ซม. ใบประดับย่อยยาว 3-4 มม. ร่วงเร็ว ดอกสีขาวขุ่น มีริ้วสีน้ำตาลแดง กลีบเลี้ยง 4 กลีบ คู่นอกรูปไข่ เบี้ยว ยาว 0.8-1.2 ซม. ปลายแหลมยาว คู่ในรูปใบหอก ยาวได้ถึง 1.7 ซม. กลีบปากเป็นถุงเบี้ยว กว้างประมาณ 2 ซม. ยาว 2-2.5 ซม. เดือยยาวประมาณ 1 ซม. โค้งงอ กลีบดอกกลีบกลางรูปไข่กลับ ยาวประมาณ 2 ซม. ปลายมน มีติ่งแหลม กลางกลีบเป็นสัน กลีบปีกยาว 2-2.5 ซม. คู่ในรูปกลม คู่นอกรูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ ยาวกว่าคู่ใน มีสีเหลืองหรือแดงแต้มเป็นริ้ว ผลรูปทรงกระบอกยาวประมาณ 1.5 ซม. ผิวเกลี้ยงแก่แล้วแตก
ระยะออกดอก---มีนาคม-เมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

เทียนภูหลวง/Impatiens phuluangensis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Impatiens phuluangensis T.Shimizu
This name is unresolved.According to The Plant List.Impatiens phuluangensis Shimizu is an unresolved name
ชื่อพ้อง---No synonyms are record for this name
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---เทียนภูหลวง(ทั่วไป) ; [THAI: thian phu luang (General).]
ชื่อวงศ์---BALSAMINACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย


พบครั้งแรกที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลย โดย T. shimizu ชาวญี่ปุ่นและคณะ ชื่อสปีชีส์ตั้งเป็นเกียรติแก่สถานที่ค้นพบ เป็นพืชถิ่นเดียวของไทย พบทางภาคเหนือที่ภูหินร่องกล้า จังหวัดพิษณุโลก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ภูหลวง จังหวัดเลย ขึ้นตามแผ่นหินที่ชื้นแฉะ ความสูง 1300-1500 เมตร
ไม้ อวบน้ำอายุหลายปี สูงได้ถึง 50-60 ซม.ลำต้นเกลี้ยง ใบเดี่ยวเรียงเวียน รูปไข่หรือรูปไข่กลับ ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม โคนสอบเรียว ขนาดกว้าง 2.5-6ซม. ยาว6-15ซม.แผ่นใบด้านบนมีขนสั้นนุ่ม มีขนหยาบตามเส้นแขนงใบด้านล่าง ก้านใบยาวได้ถึง 3.5 ซม.ดอกสีชมพูเป็นดอกเดี่ยวหรือเป็นกลุ่ม2-3ดอก ออกตามซอกใบ ก้านดอกยาว5-6ซม.กลีบเลี้ยง3กลีบ กลีบ2กลีบบนรูปแถบแกมใบหอกมีขน กลีบล่างเชื่อมเป็นถุง ส่วนปลายเป็นเดือยโค้งงอ ยาว4-5ซม กลีบดอก5กลีบ กลีบบน1กลีบแผ่รูปหัวใจ กลีบข้าง2กลีบรูปขอบขนาน ขนาดใหญ่ครึ่งวงกลม ผลแก่แล้วแตก รูปกระสวยมีขน
ระยะออกดอก---ตุลาคม–ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

เทียนหางงอ/ Impatiens chinensis


ชื่อวิทยาศาสตร์---Impatiens chinensis L.
ชื่อพ้อง---Has 10 Synonyms

-Balsamina chinensis (L.) DC. -mpatiens fasciculata Lam.
-Balsamina fasciculata (Lam.) DC. -Impatiens heterophylla Wall.
-Balsamina heterophylla G. Don -Impatiens oppositifolia Rottler ex Wight & Arn.
-Balsamina setacea Hook. -Impatiens setacea Colebr. ex Hook.
-Impatiens cosmia Hook. fil. -Impatiens sinensis J. F. Gmel.

ชื่อสามัญ---Chinese balsam, Chinese Touch-me-not
ชื่ออื่น---เทียนหางงอ, หญ้าเทียน(เลย), เทียนจีน(ทั่วไป) ; [THAI: thian hang ngo; thian chin (General); ya thian (Loei).]; [MALAYALAM: Machinga, Oonapoovu, Pily, Paily.]; [MANIPURA: Moreh khujang lei.]
ชื่อวงศ์---BALSAMINACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย ภูฏาน จีน มาเลเซีย, พม่า, ไทย, เวียดนาม
พบที่อินเดีย ภูฏาน จีนตอนใต้ (มณฑลอานฮุย, ฝูเจี้ยน, กวางตุ้ง, กวางสี, ไหหลำ, หูหนาน, เจียงซี, ยูนนาน, เจ้อเจียง) พม่า, ไทย, เวียดนาม มาเลเซีย พบขึ้นมากตามป่าหญ้าที่มีน้ำค้างริมลำธาร ขอบสนาม, หนองน้ำ หรือบนภูเขาสูง ที่ะดับความสูง100- 1300 เมตร ในประเทศไทยพบขึ้นหนาแน่นตามที่ชื้นแฉะ ในทุ่งหญ้าในป่าเต็งรังและป่าสนเขา หรือบนที่โล่งเขาหินปูนทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ระดับความสูง 500-1,100 เมตร
ไม้ ล้มลุกอวบน้ำสูง 30-60 ซม.. ลักษณะลำต้นเกลี้ยง เปราะหักง่าย ใบเดี่ยวออกตรงข้ามรูปขอบขนานแคบกว้าง0.5ซม.ยาว4-6ซม.ขอบใบหยักปลายใบเรียว แหลมโคนใบป้านหรือหยักเป็นติ่งหูดอก สีชมพูออกเดี่ยวตามซอกใบ ดอกบานกว้างถึง2.5ซม.กลีบรองดอก3กลีบ กลีบด้านล่างมีขนาดใหญ่กว่ากลีบด้านข้างและเชื่อมกันเป็นถุง ส่วนปลายเป็นเดือยยาวเรียวและโค้งงอ กลีบดอก5กลีบ กลีบบน1กลีบ กลีบข้าง2กลีบ และกลีบล่างขนาดใหญ่2กลีบ แผ่กว้างรูปไข่กลับ ผลสีเขียวอ่อนเกลี้ยง ก้านยาว เมื่อแก่จะแตกดีดเมล็ดไปได้ไกล  
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ทุกส่วนของพืช ใช้เป็นยาเพื่อบรรเทาไข้และความเจ็บปวด กำจัดสารพิษ ส่งเสริมการไหลเวียนโลหิต รักษาอาการท้องเสีย รักษาโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะและรักษาแผลที่ติดเชื้อ       
ระยะออกดอกออกผล---ตุลาคม-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

เทียนหิน/Impatiens muscicola


ชื่อวิทยาศาสตร์---Impatiens muscicola Craib
This name is unresolved.According to The Plant List.Impatiens muscicola Craib is an unresolved name
ชื่อพ้อง---No synonyms are record for this name
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---เทียนหิน,เทียนหัวไม้ขีด(ทั่วไป),เทียนน้อย(เลย) ; [THAI: thian hin; thian noi (Loei); thian hua mai khit (General)
ชื่อวงศ์--- BALSAMINACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย
พืชเฉพาะถิ่นของไทย ถิ่นอาศัยที่พบบนดอยเชียงดาว พบบนดอยกิ่วลม จังหวัดเชียงใหม่ เจริญอยู่ตามซอกหินปูนตามที่โล่งแสงแดดจัด
พืช ล้มลุกขนาดเล็กมาก สูงเพืยง3-5 ซม. แตกใบเป็นกระจุกที่ปลายยอด ทุกส่วนของต้นมีขนปกคลุม ลำต้นและก้านใบสีแดงอมม่วง ใบเดี่ยว เรียงสลับเป็นเกลียวรอบต้น ก้านใบสั้นมาก แผ่นใบรูปหอกกว้าง 1ซม. ผิวใบมีขนสั้นนุ่มปกคลุม ขอบใบจัก ดอกช่อกระจะออกตามซอกใบหรือปลายยอด ดอกย่อยมีจำนวน 1-2 ดอก ดอกย่อยขนาดเล็ก กว้างประมาณ 1ซม.
ระยะออกดอก--- สิงหาคม-ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

นางนวล/Urena lobata


ชื่อวิทยาศาสตร์---Urena lobata L.
ชื่อพ้อง---Has 30 Synonyms

-Hibiscus americanus (L.) Mabb. -Urena lobata var. viminea (Cav.) Gürke
-Malachra urena DC. -Urena loureiroi Meisn. ex Steud.
-Urena aculeata Mill. -Urena mauritiana Sieber ex Colla
-Urena americana L. -Urena microcarpa DC.
-Urena blumei Hassk. -Urena monopetala Lour.
-Urena callifera C.B.Clarke -Urena obtusata Guill. & Perr.
-Urena cana Wall. -Urena phyllomorpha Steud.
-Urena diversifolia Schumach. & Thonn. -Urena reticulata Cav.
-Urena grandiflora DC. -Urena ribesia Sm.
-Urena haenkeana Walp. -Urena sieberi Colla
-Urena heteromorpha Montrouz -Urena swartzii DC.
-Urena lobata var. americana (L.) Gürke -Urena tomentosa Blume
-Urena lobata var. reticulata (Cav.) Gürke -Urena trilobata Vell.
-Urena lobata f. swartzii Hochr. -Urena viminea Cav.
-Urena lobata var. trilobata (Vell.) Gürke -Urena virgata Guill. & Perr.

ชื่อวิทยาศาสตร์---Urena lobata L.
ชื่อพ้อง---Has 30 Synonyms
---Urena americana L.f.
---Urena grandiflora DC.
---Urena reticulata Cav.
---Urena trilobata Vell.
ชื่อสามัญ---Caesarweed, Congo jute, Bur Mallow, Aramina plant, Caesarweed aramina, Chinese burr, Hibiscus burr, Indian mallow, pink burr, Urena burr.
ชื่ออื่น---ขมงดง (สุโขทัย); ขี้ครอก (ภาคกลาง); ชบาป่า (น่าน); บอเทอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน); ปอเส้ง (ปัตตานี); ปะเทาะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน); ปูลุ (มาเลย์-นราธิวาส); เส้ง (ภาคใต้); หญ้าผมยุ่ง (ภาคเหนือ); หญ้าหัวยุ่ง (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน); หญ้าอียู (ภาคเหนือ); [THAI: khamong dong (Sukhothai); khi khrok (Central); chaba pa (Nan); bo-thoe (Karen-Mae Hong Son); po seng (Pattani); pa-tho (Karen-Mae Hong Son); pu-lu (Malay-Narathiwat); seng (Peninsular); ya phom yung (Northern); ya-hua-yung (Shan-Mae Hong Son); ya i yu (Northern).]; [SPANISH: aramina, cadillo, escoba babosa, malva blanca.]; [FRENCH: cousin petit, cousin rouge, cousin urène.]; [CHINESE:
Xiao fan tian hua, Ye mian hua, Tian fu rong, Cao mai fan tia hua, Xiao feng cao, Qian chui cao, Di tao hua.]; [PORTUGUESE: carrapicho-de-mato.]; [BRAZIL: aguaxima; carrapicho redondo.]; [CUBA: malva de Cuba, malva del pais.]; [FIJI: gataya, gatima, katiqani viti.]; [FRENCH POLINEIAN: piripiri.]; [INDIA: gataya.]; [ITALY: urena.]; [JAPAN: oobondekwa.]; [PHILIPPINES: afulut, Daupang, Kulotan, Mangkit, batikil, dalupang, supang, tapanding.]0; [SAMOA: manutofu, maoutofu, mautofu.]; [TONGA: mo'osipo.]; [KENYA: Mtishiet.]; [VIETNAMESE: Ke hoa dao.];
 ชื่อวงศ์---MALVACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เขตร้อนทั่วโลก


พืชมีความผันแปรสูง โดยเฉพาะรูปร่างใบ สิ่งปกคลุม ขนาดริ้วประดับ และกลีบดอก บางครั้งถูกจำแนกเป็นหลายชนิดย่อยและมีชื่อพ้องจำนวนมาก หรือบางชนิดถูกจัดให้อยู่ภายใต้สกุล Pavonia หรือ Triumfetta สกุล Urena L. อยู่ภายใต้วงศ์ย่อย Malvoideae เผ่า Hibisceae มีประมาณ 10 ชนิด ในไทยมี 4 ชนิด
ขึ้นกระจายไปทั่วภูมิภาคเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนชื้นของโลกรวมทั้งเอเชีย(บังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย จีน ไต้หวัน พม่า ภูมิภาคอินโดจีนและ มาเลเซีย), แอฟริกาเขตร้อน, ออสเตรเลีย, ภาคเหนือภาคกลางและอเมริกาใต้, เวสต์อินดีสและหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก เติบโตในพื้นที่ที่ถูกรบกวน กากของเสียริมถนน ป่าที่เปิดโล่ง ขอบป่า เนินทรายชายฝั่ง ในทุ่งหญ้าและพื้นที่เพาะปลูกที่ถูกทิ้งร้าง ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 2000 เมตร
เป็นวัชพืชกึ่งเขตร้อนซึ่งเป็นพืชที่ปลูกในหลายภูมิภาค ในฐานะที่เป็นพืชรุกรานที่ก้าวร้าวมันรวมอยู่ในบทสรุปทั่วโลกของวัชพืชและได้รับการจัดประเภทเป็นวัชพืชที่มีพิษในสหรัฐอเมริกาฟิจิและคิวบา ( Randall, 2012 )
ลำ ต้นสูงได้ถึง 1--1.5(3) เมตร เปลือกเหนียวสีเขียวแกมเทามีขนรูปดาวสั้นนุ่มปกคลุมตลอดลำต้น ใบเดี่ยวเรียงเวียน รูปไข่ปลายใบเว้าเป็น3พู ยาว 4-7 ซม โคนใบมนขอบใบหยักฟันเลื่อยแผ่นใบเป็นคลื่นมีขนสากมือ ดอก เดี่ยวเกิดที่ซอกใบหรือเป็นกระจุก  ก้านดอกสั้น ริ้วประดับ 5 อัน ยาวประมาณ 6 มม. เชื่อมติดกันประมาณหนึ่งในสาม ติดทน กลีบเลี้ยงรูปถ้วย มี 5 กลีบ สั้นกว่าริ้วประดับเล็กน้อย ดอกสีชมพูแกมม่วงกลีบดอกรูปไข่กลับ5กลีบ ยาวได้ถึง 1.5 ซม. มีก้านสั้น ๆ เส้าเกสรยาวประมาณ 1.5 ซม. อับเรณูจำนวนมาก ก้านเกสรเพศเมียแยกเป็น 10 แฉก มีขน ยอดเกสรรูปจาน ผลทรงกลมแป้นแบ่งเป็น5พูผิว เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 ซม. มีหนามแข็ง สั้นและมีน้ำเหนียวติด เมล็ดมี1เมล็ดรูปไตสีน้ำตาล
ต้องใช้ตำแหน่งที่มีแดด ไม่สามารถเติบโตใต้ร่มเงา ชอบดินที่อุดมด้วยอินทรีย์วัตถุ แต่ปรับตัวได้ดีในดินหลายชนิด ที่มีการระบายน้ำดี ค่า pH ในช่วง 5.5 - 6.5 ทนได้ 4.5 - 8  
ใช้ประโยชน์---แม้ว่าจะเป็นวัชพืชในบางพื้นที่แต่ก็ได้รับการปลูกเลี้ยงในภูมิภาคต่างๆของอเมริกาใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแอฟริกาเขตร้อน เพื่อปลูกใช้เส้นใย เส้นใยเหล่านี้มีความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ใช้สำหรับทำพรมและเชือก โดยทั่วไปพืชถูกรวบรวมจากป่าเพื่อเป็นอาหารและยา และบางครั้งก็ขายในตลาดท้องถิ่นในฐานะพืชสมุนไพร
-ใช้กิน เมล็ดพืชและส่วนต่าง ๆ ของพืชถูกนำมาใช้ในแอฟริกาในสตูว์และกินเป็นอาหารความอดอยาก มล็ดมีไขมันประมาณ 7% ของน้ำมัน
-ใช้เป็นยา มีการใช้ใบ รากและดอกไม้ ในการแพทย์แผนโบราณ ในมาเลเซีย อินโดจีน ฟิลิปปินส์ ปาปัวนิวกินี ฟิจิและอินเดีย เพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ เช่นอาการจุกเสียด มาลาเรีย หนองในไข้ บาดแผล ปวดฟัน โรคไขข้อและต่อมทอนซิลอักเสบ พืชทั้งหมดถูกทำให้สุกและใช้ภายนอกเพื่อรักษากระดูกหัก, แผล, โรคเต้านมอักเสบและงูกัด
-วนเกษตร ใช้เพื่อปกป้องอนุรักษ์ดินจากการพังทลาย แต่เนื่องจากลักษณะเชิงรุกของพันธุ์พืชไม่แนะนำให้ใช้อีกต่อไป
-อื่น ๆ เส้นใยที่มีคุณภาพดีได้จากลำต้น เป็นที่รู้จักในนาม 'เส้นใย Aramina' ลักษณะเป็นเนื้อละเอียดมันเงาและนิ่ม เปรียบได้กับปอกระเจา มีความยาวไม่เกิน1เมตร สีขาวแข็งแรงมากและใช้สีย้อมเพื่อใช้ทำเชือก ผ้าหยาบ เปลญวน สามารถทนปลวกและน้ำ และใช้ทำกระดาษคุณภาพดี -ในอินเดียมีการใช้เมล็ดในการผลิตสบู่ในขณะที่ถ่านของพืชทั้งหมดใช้สำหรับถูฟัน
ความเชื่อ/พิธีกรรม---ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแอฟริกา ถือเป็นไม้วิเศษใช้ในพิธีกรรมการแพทย์เพื่อการคุ้มครอง ใช้ในพิธีแต่งงานและพิธีข้าว
ระยะออกดอกและติดผล---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด

นางนูน/Adenia heterophylla subsp. arcta

ชื่อวิทยาศาสตร์---Adenia heterophylla (Blume) Koord. subsp. arcta (Craib) W. J. de Wilde
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Adenia peirrei Gagnep.
ชื่อสามัญ---Lacewing, Lacewing Vine.
ชื่ออื่น---นางนูน(ชลบุรี) ; [THAI: nang nun (Chon Buri).]; [CHINESE: yi ye shuo lian.]; [VIETNAM: Dây vòng ky, Thư diệp lá ba thùy.]
ชื่อวงศ์--- PASSIFLORACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน อินโดจีน
นี่เป็นสายพันธุ์ที่แพร่หลายและแปรปรวนอย่างมาก มันได้รับการปฏิบัติเหมือนAdenia heterophylla [subsp heterophylla ] var. heterophyllaอ้างอิงจากเดอไวลด์ (Meded. Landbouwhogeschool Wageningen 71 (18): 216. 1971)
พบในจีนและภูมิภาคอินโดจีนเติบโตในป่าชายหาด, แกลเลอรี่ป่าและป่าฝนที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล300-1,200 เมตร
ไม้ เลื้อยมีเนื้อไม้ มีมือเกาะ ออกที่ซอกใบและช่อดอก ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปหัวใจ 8-15 x 5.2-9 ซม. ก้านใบมักบิดเป็นเกลียวอยู่ใกล้โคนยาวประมาณ 2.5-4 ซม.มีต่อม1คู่ใกล้ฐานใบ ขอบใบเรียบอาจเว้าเป็น3พู มือเกาะเกิดจากช่อดอกที่ผ่านการดัดแปลงซึ่งแตกแขนงแล้วผลิตในแกนใบ ดอกช่อแบบช่อกระจุกออกที่ซอกใบและปลายกิ่ง ดอกย่อยขนาดเล็ก แยกเพศอยู่ต่างต้น สีนวล กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น5แฉก กลีบดอกรูปสามเหลี่ยมแคบถึงรูปใบหอก ผลแห้งแตกรูปกระสวย ปลายมน กว้าง1.5-2.5ซม.ยาว2-3.5ซม เมล็ดแบนจำนวนมากสีน้ำตาลอมเทาขนาดประมาณ 8-9 x 7 มม.
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน
ใช้เป็นยา ยาพื้นบ้านอีสานใช้รากต้มน้ำดื่ม บำรุงโลหิตหลังคลอด ในประเทศจีนรากใช้เป็นยาสำหรับ ล้างพิษ กำจัดโรคไขข้อและรักษามดลูกหย่อน
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด

นางแย้มป่า/Clerodendrum viscosum



ชื่อวิทยาศาสตร์---Clerodendrum infortunatum L.
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Clerodendrum calycinum Turcz.
---Clerodendrum viscosum Vent.
---Ovieda infortunata (L.) Baill.
---Volkameria infortunata (L.) Roxb.
ชื่อสามัญ--- Hill glory bower, Glory Bower, Saraswaty's Leaf, Sticky Glorybower.
ชื่ออื่น---กุ๋มคือ (สุโขทัย); ขัมพี (พิษณุโลก); ขี้ขม (ภาคใต้); ชมพี, ซมซี (สุโขทัย); ต่างไก่แดง (ขอนแก่น); นมสวรรค์ (ภาคกลาง, ภาคใต้); นางแย้มป่า (พิษณุโลก); ปิ้ง, ปิ้งแดงดอกขาว, ปิ้งเห็บ (เชียงใหม่); พนมสวรรค์ป่า (ทั่วไป); โพะคว่อง (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี); สาวยิ้ม (ทั่วไป); ฮวนฮ่อ, ฮอนห้อแดง (เลย); [THAI: kum khue, chom phi, som si (Sukhothai); khi khom (Peninsular); tang kai daeng (Khon Kaen); nom sawan (Central, Peninsular); kham phi, nang yaem pa (Phitsanulok); ping, ping daeng dok khao, ping hep (Chiang Mai); phanom sawan pa, sao yim  (General); pho-khwong (Karen-Kanchanaburi); huan ho, hon ho daeng (Loei).]
; [ASSAMESE: Bhat-phul, Dhopati-tita, Bhetita, Dhopat-tita, Bhet-tita.]; [BENGALI: Bhant, Ghentu.]; [HINDI: Bhant, Titabhamt.]; [KANNADA: Ibbane, Basavapada, Basavana Pada.]; [MALAYALAM: Vattapparuvalam,Peruku,Nilamparanda.]; [MARATHI: Bhandira.]; [NEPALI: Rajbeli.]; [SANSKRIT: Bhandirah, Mayurachuda, Bhantaka.]; [TAMIL: Vattakkanni Paragu, Karukanni, Perukilai.]; [TELUGU: Gurrapu Katilyaku.]
ชื่อวงศ์---VERBENACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย บังกลาเทศ ปากีสถาน ศรีลังกา พม่า ไทย มาเลเซีย หมู่เกาะอันดามัน
มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของภูมิภาคเอเชียรวมทั้งประเทศบังกลาเทศ , อินเดีย , พม่า , ปากีสถาน , ไทย , มาเลเซีย หมู่เกาะอันดามันและศรีลังกา ในประเทศไทยพบทุกภาค ขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง หรือเขาหินปูน ความสูงถึงประมาณ 1100 เมตร
ไม้ พุ่ม ลำต้นตั้งตรง สูง 0.5-4 เมตร กิ่งอ่อนเป็นสันสี่เหลี่ยม  ตามข้อไม่มีแถบขน ใบเดี่ยวออกตรงข้ามเป็นคู่ ผิวใบ ก้านใบมีขนนุ่มคลุม ก้านใบยาว 1.5-15 ซม.ใบรูปวงรี หรือรูปไข่ กว้าง3.5-20 ซม.ยาว 6-25 ซม.โคนกลมหรือรูปหัวใจ ปลายใบแหลม ขอบใบหยักซี่ฟัน  ดอกเป็นดอกช่อออกที่ปลายกิ่งช่อดอกตั้งตรง ยาวได้ถึง 60 ซม. กลีบเลี้ยงยาว 1-1.5 ซม. ไม่มีต่อมขน  ดอกสีขาวแกมชมพู กลางดอกสีชมพูม่วงหรือม่วงเข้ม มีขน  หลอดกลีบดอกยาว 1.5-2 ซม. ปากหลอดมีขนสั้นนุ่มและมีปื้นสีชมพูอมม่วง กลีบดอกยาว 1-1.5 ซม. เกสรเพศผู้ยาว 2.5-4 ซม.ดอกมีกลิ่นหอมตอนเช้า ผลสดรูปกลมอุ้มน้ำเส้นผ่านศูนย์กลาง 1-1.2 ซม.แก่จัดมีสีน้ำเงินเข้มหรือดำมีกลีบเลี้ยงสีแดงหุ้ม ติดทน สีแดง ยาว 2-2.5 ซม.มี 2-4 เมล็ด
ใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นยา มักจะปลูกเป็นไม้ประดับสำหรับดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม
-ใช้เป็นยา ใช้ในอายุรเวทและสิทธา ยาแผนโบราณ ใบสดใช้สำหรับโรคท้องร่วง , ในโรคตับและไตผิดปกติ อาการปวดหัว รากระงับไข้ ปรสิตลำไส้ มาลาเรีย มีฤทธิ์เป็นยาระบาย ใบที่อุ่นจะถูกนำไปใช้เป็นยาพอกที่ท้องบวม ใบถูกโขลกแล้วนำไปใช้เป็นยาพอก แผลพุพอง ฝี โรคผิวหนัง งูกัดหรือแมงป่องต่อย และใช้เป็นส่วนผสมของการอาบน้ำสมุนไพรสำหรับเด็กแรกเกิด
ใบและรากใช้รักษาผมร่วง แก้ไอ โรคหอบ ขับปัสสาวะ รากใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ใช้เป็นยาแก้พิษสำหรับ Antiaris พิษและโรคบิด ใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อในลำไส้และความผิดปกติของไต ได้มีการกล่าวกันว่ามีการใช้อย่างประสบความสำเร็จในการรักษาโรคดีซ่าน ในอินโดจีนสายพันธุ์นี้ใช้ในยาต้มเป็นยารักษาระดูขาว
ระยะออกดอก--- ธันวาคม- กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ

นางออม/Limnophilla repens


ชื่อวิทยาศาสตร์---Limnophila repens (Benth.) Benth.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Stemodia repens Benth.
ชื่อสามัญ---Creeping marshweed
ชื่ออื่น---นางออม(จันทบุรี), หญ้าปลาแขยง(ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), ผักกะแยงขาว, ผักกะแยงใหญ่ : [THAI: nang om (Chanthaburi);ya pla kha yaeng (Northeastern); phak ka yaeng koa, phak ka yaeng yai.]; [VIETNAM: Rau ngổ ăn, Rau ngổ lá đối, Om bò.]; [CHINESE: Pú fú shí lóng wěi.]; [MALAYALAM: Manganari.]; [KANNADA: amaragandhi, mangannari.]; [SANSKRIT: amragandhah.].
ชื่อวงศ์---PLANTAGINACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน เอเซียใต้ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย
พบกระจายในประเทศจีน (ไห่หนาน,กวางตุ้ง) ในเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และออสเตรเลีย เติบโตในสถานที่ที่เป็นแอ่งน้ำ ทุ่งนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่ต่ำ
ไม้ ล้มลุกสูง 5-40วม. ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม ขนาดใบ1-2 x 0.4-0.9 ซม รูปใบหอกแกมขอบขนาน ขอบใบจัก ปลายใบแหลมโคนใบสอบ ดอกช่อแบบช่อกระจะหรือกระจุกสั้น หรือดอกเดี่ยวออกที่ซอกใบและปลายยอด ก้านดอกยาว 0.5-3 มม.ใบประดับยาว 2-3 มม. กลีบเลี้ยงยาว 4-6 มม. ขนสั้น กลีบดอกยาว 5-10 มม เป็นหลอดปลายแยกเป็น5แฉกสีม่วง หลอดดอกสีขาว ผลแคปซูลยาว 3-4 มม., ทรงรี เมล็ด สีน้ำตาลผลแห้งแล้วแตก
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ยาพื้นบ้านอีสานใช้ทั้งต้นผสมผักแขยงทั้งต้น ต้มน้ำอาบแก้ลมวิงเวียน ในเวียตนาม ใช้ทั้งต้น เป็นยาฆ่าเชื้อ แก้โรคผิวหนัง โรคหิด เป็นยาระบาย ล้างพิษ อาการตกเลือด อาการไ อ งูกัด
ระยะออกดอกและติดผล---กรกฎาคม - ธันวาคม (อินเดีย)
ขยายพันธุ์---เมล็ด

น้ำค้างกลางเที่ยง/Murdannia gigantia

ชื่อวิทยาศาสตร์---Murdannia gigantea (Vahl) G. Brückn.
ชื่อพ้อง---Has 8 Synonyms

-Aneilema ensifolium Wight -Commelina gigantea Vahl
-Aneilema giganteum (Vahl) R.Br. -Commelina hookeriana Spreng.
-Aneilema giganteum var. gracilis Benth. -Phaeneilema giganteum (Vahl) G.Brückn.
-Aneilema nudiflorum F.Muell., nom. illeg. -Prionostachys ensifolia Hassk. ex C.B.Clarke

ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---น้ำค้างกลางเที่ยง (สุราษฎร์ธานี); ว่านมูก (หนองคาย); ไส้เอียน, หงอนพญานาค, หญ้าหงอนเงือก (เลย) ; [THAI: nam khang klang thiang (Surat Thani); wan muk (Nong Khai); sai ian (Loei); ngon phaya nak (Loei); ya ngon ngueak (Loei).]; [VIETNAM: Trai trắng.]
ชื่อวงศ์--- COMMELINACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---มาดากัสการ์ อนุทวีปอินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ นิวกินี ออสเตรเลีย


พบที่มาดากัสการ์, อนุทวีปอินเดีย, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, นิวกินี, ควีนส์แลนด์, นอร์เทิร์นเทร์ริทอรี, นิวเซาธ์เวลส์ ขึ้นตามทุ่งหญ้าที่โล่งในป่าผลัดใบหรือป่าสนเขา ความสูงถึงประมาณ 1400 เมตร ประเทศไทย พบได้ทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้
ไม้ดอกงามสีหวานซึ่งจะพบเห็นได้เฉพาะในธรรมชาติ เป็นพืชล้มลุกที่ชอบขึ้นอยู่รวมกันเป็นกลุ่มขนาดใหญ่ ต้นสูง 1-2 เมตร ค่อนข้างอวบน้ำ มีรากสะสมอาหาร ใบเดี่ยวเรียงสลับรอบข้อที่ผิวดิน ใบเป็นรูปดาบ กว้าง4-12ซม.ยาว15-40ซม. โคนเป็นกาบหุ้มลำต้น ดอก ออกเป็นช่อตั้งที่ปลายยอด เป็นดอกช่อแบบช่อแยกแขนงยาวประมาณ1.5เมตร ใบประดับคล้ายใบ ช่อย่อยมี 1-2 ช่อ ยาวได้ถึง 7 ซม. ก้านช่อยาวประมาณ 3 ซม. ดอกจำนวนมาก มีเมือก ดอกร่วงทิ้งรอยชัดเจน  ดอกสีชมพูอ่อนหรือม่วงอ่อน และสีม่วงน้ำเงิน บางครั้งจะพบดอกสีขาวอมชมพูด้วย แต่ค่อนข้างหายาก ดอกรูปไข่กลับ ยาว 0.8-1.5 ซม.กลีบดอกมี3กลีบ กลีบตรงกลางด้านบนจะตั้งฉากกับกลีบข้างทั้งสอง กลีบบนขนาดเล็กกว่ากลีบข้างเล็กน้อย เกสรเพศผู้ส่วนมากมี 2 อัน ก้านชูอับเรณูยาว 0.6-1.2 ซม. กางโค้งออก โคนมีขนเครา อับเรณูสีเทารูปรี ยาวประมาณ 2 มม. เกสรเพศผู้ที่เป็นหมันมี 4 อัน ยาวไม่เท่ากัน ยาว 4-8 มม. มีขนยาวช่วงบน ก้านเกสรเพศเมียยาว 3-4 มม.ตอนเช้าดอกจะหุบ แล้วจะบานเมื่อแสงแดดจัด ส่วนล่างของดอกมักมีหยดน้ำติดให้เห็นทุกดอก แม้ว่าจะเป็นตอนเที่ยงที่มีแสงแดดจัดแรงกล้าก็ตาม  จึงได้ชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า "น้ำค้างกลางเที่ยง"ผลเป็นแห้งแล้วแตกแตกรูปทรงกระบอกเรียวยาว ยาว 0.5-1 ซม. สีน้ำตาลเป็นมัน เมล็ดยาวประมาณ 3 มม.มีหลายเมล็ดสีน้ำตาลเข้ม
น้ำค้างกลางเที่ยงจะเจริญ เติบโตได้ดีบนภูเขาสูงที่อากาศหนาวเย็นและชุ่มชื้น หรือตามลานหินทรายที่มีน้ำขัง เช่นอุทยานแห่งชาติภูกระดึง จังหวัดเลย และเขาสมอปูน อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ฯลฯ ส่วนทุ่งดอกหงอนนาคที่ขึ้นชื่อว่าสวยงามและกว้างใหญ่ที่สุดในเมืองไทยอยู่ ที่ อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว จังหวัดอุตรดิตถ์
ระยะออกดอก---ตลอดปี ออกดอกมากโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนกันยายน-ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด


เนียมฤาษีเชียงดาว/Disporum cantoniense

ชื่อวิทยาศาสตร์---Disporum cantoniense (Loureiro) Merrill
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Fritillaria cantoniensis Loureiro.
---Disporum pullum Salisbury ex J. D. Hooker
---Disporum chinense (Ker Gawler) Kuntze
---Uvularia chinensis Ker Gawler
ชื่อสามัญ---Canton fairy bells, Chinese Fairy Bells, Fairy Bells, Night heron.
ชื่ออื่น---เนียมฤาษีเชียงดาว,ทิวลิปดอย ; [THAI: niam ruesi chiang dao (General); thiolip doi (General); [CHINESE: wan shou zhu.]; [NEPALI: Mahjari.]
ชื่อวงศ์--- CONVALLARIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน อินเดีย ไต้หวัน พม่า ลาว เนปาล เวียตนาม ไทย
มีถิ่นกำเนิดจาก ภูฏาน, อินเดีย สิกขิม เนปาลไปยังภาคกลางและภาคใต้ของจีนทางตอนใต้ (มณฑลอานฮุย, ฝูเจี้ยน, กวางตุ้ง, กวางสี, กุ้ยโจว, หูเป่ย, หูหนาน, มณฑลส่านซี, เสฉวน, ไต้หวัน, เซียง, ยูนนาน)ไปยังพม่า, ลาว, ไทยและเวียดนาม เติบโตตามพื้นที่โล่งแจ้ง ตามภูเขาสูงมีหญ้าปกคลุม อากาศหนาวเย็นพบที่ระดับความสูงตั้งแต่700-3,000เมตร
เป็นพืชหายากประเเทศไทยพบทั่วไปตามภูเขาสูงทางภาคเหนือ
ไม้ ล้มลุกอายุหลายปี มักผลัดใบในฤดูหนาว ลักษณะ มีลำต้นใต้ดินเป็นเหง้า ลำต้นมีข้อปล้อง แตกกิ่งมากบริเวณปลายยอด สูง50-100ซม. ก้านใบ 2--4 มม ใบรูปหอกจนถึงรูปหอกแกมรูปขอบขนานแคบๆ ขนาดแผ่นใบยาว5-12ซม.กว้าง1-5ซม.สีเขียวเป็นมัน ดอกเล็กรูประฆังสีขาวถึงสีเหลืองแกมเขียว เกิดที่ปลายยอดและแตกด้านข้าง มีดอกย่อยจำนวน3-10ดอก ก้านช่อดอกเห็นได้ชัดเจน มักมีปุ่มหรือขนสากกระจายอยู่ทั่วไป ดอกโตเต็มที่มักแย้มกลีบบานเล็กน้อย กลีบรวม(กลีบเลี้ยงและกลีบดอกเหมือนกันจนไม่อาจแยกแยะได้)สีออกม่วง แต่ละกลีบรูปใบหอกกลับ กว้าง4-5มม.ยาว1.5-2.8ซม. ปลายกลีบทู่เกือบแหลม  ก้านดอก 1--4 ซม ผลเป็นแบบมีเนื้อหลายเมล็ด ขนาด0.8-1ซม.เส้นผ่าศูนย์กลาง2-3(-5)มม.เมื่อสุกมีสีดำอมม่วง มี2-5เมล็ด
ระยะออกดอก--- พฤษภาคม - กรกฎาคม---ติดผล--- สิงหาคม-ตุลาคม (จีน)
ขยายพันธุ์---เมล็ด เหง้า


บั้งม่วงเชียงดาว/Cicerbita chiangdaoensis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Cicerbita chiangdaoensis H. Koyama
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---บั้งม่วงเชียงดาว ; [THAI: bung moueng chiang dao.]
ชื่อวงศ์---COMPOSITAE (ASTERACEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย
 เป็นพืชหายากและเป็นพืชถิ่นเดียวของเชียงดาว ปัจจุบันมีรายงานการพบเฉพาะบนดอยเชียงดาว จ.เชียงใหม่ พบมากบริเวณดอยกิ่วลม ดอยหลวงเชียงดาวและดอยสามพี่น้อง พบขึ้นบนสันเขาหินปูน ในที่โล่งแจ้ง หรือขึ้นปะปนกับหญ้า ที่ระดับความสูงตั้งแต่1,900-2,200เมตร
ไม้ ล้มลุกขนาดเล็กสูง5-10ซม.ลักษณะทุกส่วนของต้นมีขนสาก ลำต้นสีน้ำตาลอมแดง ใบเดี่ยวออกสลับเวียนรอบต้น ก้านใบยาว3-4ซม.สีน้ำตาลอมแดง แผ่นใบรูปหัวใจกว้าง2.5-3ซม. โคนใบเว้า ปลายใบแหลมหรือมน ขอบใบจักซี่ฟันห่างๆ มีขนตามขอบ แผ่นใบหนานุ่มมีขนสากมือทั้งสองด้าน ดอกเดี่ยวเกิดตามซอกใบ บานคราวละ1-2ดอก สีม่วงอ่อน กว้างประมาณ4ซม.ก้านดอกกลม กลีบดอก11กลีบเรียงซ้อนกัน2ชั้นกลีบดอกรูปแถบหรือรูปขอบขนานยาว2ซม.กว้าง5มม . ปลายตัดตรง ขอบของปลายหยักซี่ฟัน ทรงกระบอกเรียว มีเส้นสีม่วงเข้มตามความยาวของกลีบ อับเรณูสีม่วงอมน้ำเงินเข้มยาว1ซม.หุ้มเกสรเพศเมียไว้ใต้เกสรเพศเมียมีขนเป็นพู่สีขาวอมม่วง
ระยะออกดอก---เดือนตุลาคม-เดือนธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

บัวทอง/Hypericum hookerianum

ชื่อวิทยาศาสตร์--- Hypericum hookerianum Wight et Arn.
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Norysca hookeriana (Wight & Arn.) Wight
---Hypericum garrettii Craib
ชื่อสามัญ---Hooker's St. Johnswort
ชื่ออื่น---บัวทอง, บัวคำ(เชียงใหม่) : [THAI: bua thong, bua kham (Chiang Mai).]; [CHINESE: Duǎn zhù jīn sī táo, Kǔ lián qiáo.]; [JAPAN: Himaraya kinshibai, Himaraya kinshiume, Kinimal Himalayan Kinshiba].
ชื่อวงศ์---HYPERICACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---บังคลาเทศ ภูฎาน จีน อินเดีย พม่า เนปาล ไทย เวียตนาม


แพร่หลายในเทือกเขาหิมาลัย , เนปาล ภูฏาน พื้นที่ภูเขาทางตอนเหนือของอินเดียทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน (มณฑลเสฉวนยูนนานและทิเบต)  พม่า ไทย และเวียดนามตอนบน ขึ้นในป่าทึบภูเขาหรือชายป่าที่ระดับความสูง1900-3400เมตร
ในประเทศไทย พบในที่โล่งในป่าดิบเขาทางภาคเหนือที่ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่ความสูง1600-2500 เมตรเป็นไม้หายากชนิดหนึ่งของไทย
ไม้ พุ่มสูง1-2เมตร กิ่งสีเขียวอมแดง ใบเดี่ยวออกตรงข้ามเป็นคู่ รูปไข่ รูปขอบขนาน หรือรูปใบหอก กว้าง1.5-2ซม.ยาว3-5ซม.โคนใบมน ขอบใบเรียบปลายใบแหลม เนื้อใบหนาคล้ายแผ่นหนัง  ก้านใบยาว 1-4 มม.ดอก ออกเดี่ยวๆหรือเป็นช่อ ช่อดอกมี 1-5 ดอก ก้านดอกยาว 0.3-1.5 ซม ดอกสีเหลืองสด ขนาด3-4เซนติเมตร กลีบรองดอก5กลีบสีเขียวเหลืองกลีบดอก5กลีบรูปมนผิวมันเกสรเพศผู้สีเหลือง จำนวนมากเกสรเมียสั้น รังไข่สีเขียวแกมเหลือง ยอดเกสรเมียแยกเป็น5แฉก ผลรูปรียาว 1-1.7 ซม.สีน้ำตาลดำ ปลายยอดมีระยางค์แข็ง เมื่อแห้งแตกตามยาว
ใช้ประโยชน์ ใช้เป็นยา ในจีนใช้ทั้งต้นรักษา โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ  ไส้เลื่อน แผลพุพอง
ระยะออกดอก---เมษายน-กรกฏาคม---ออกผล---กันยายน-ตุลาคม (จีน)
ขยายพันธุ์---เมล็ด

บัวผุด/Rafflesia kerri


ชื่อวิทยาศาสตร์---Rafflesia kerri Meijer
ชื่อพ้อง---No synonyms are record for this name.
ชื่อสามัญ---Rafflesia.
ชื่ออื่น---บัวตูม, บัวผุด (สุราษฎร์ธานี); บัวสวรรค์ (พังงา); บูงอเก๊ะมอ (มาเลย์-ยะลา): [Thwi:  bua tum (Surat Thani); bua phut (Surat Thani); bua sawan (Phangnga); bu-ngo-ke-mo (Malay-Yala); [JAPAN: Rafureshia.]; [MAGYAR: Óriás bűzvirág.]
ชื่อวงศ์---RAFFLESIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ตอนกลางของทวีปเอเซีย มาทางตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงประเทศในแถบมหาสมุทรแปซิฟิก ได้แก่ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น

 


พบในป่าดิบชื้นที่ระดับความสูง 500-1,000 เมตร โดยเกาะอาศัยอยู่กับรากไม้ในวงศ์องุ่นป่าชนิดหนึ่งชื่อ "ย่านไก่ต้ม" Tetrastigma ( T. leucostaphylum , T. papillosum, T. quadrangulum )ในประเทศไทบ พบเป็น ดอกไม้ถิ่นเดียวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและใหญ่ที่สุดในโลก พบกระจายพันธุ์ทางภาคใต้ของไทย ตามแนวเทือกเขาตะนาวศรี อุทยานแห่งชาติน้ำตกห้วยยาง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง พังงา เรื่อยมาจนถึงบนพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาสก ในจ.สุราษฎ์ธานี และพบในป่าดิบ ในรัฐกลันตันและเประในประเทศมาเลเซีย
บัวผุดที่พบในประเทศไทยได้รับการตั้งชื่อเป็นสปีชีส์ของโลกเมื่อ พ.ศ. 2527 โดยวิลเลิม ไมเยอร์ (Willem Meijer) นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์จากมหาวิทยาลัยเคนทักกี สหรัฐอเมริกา ตั้งชื่อพฤกษศาสตร์สากลเพื่อเป็นเกียรติแก่อาร์เทอร์ ฟรานซิส จอร์จ เคอร์ (Arthur Francis George Kerr) นายแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวไอริช ผู้สำรวจพันธุ์ไม้ชนิดนี้เป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2472
เป็นพืชเบียน เกาะอาศัยตามรากไม้ชนิดอื่น ไม่มีคลอโรฟิลล์ จึงไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ ดอกและลำต้นออกมาจากหัวใต้ดิน ใบลดรูปเป็นกาบหุ้มโคนดอก ดอกสีน้ำตาลแดงหรือสีปูนกินหมาก ออกเดี่ยวๆ ดอกตูมเป็นก้อนกลมคล้ายหัวกะหล่ำ เส้นผ่านศูนย์กลาง 16-25 ซม.บานเต็มที่กว้าง55-90ซม.อาจถึง100ซม.รูปอ่าง ดอกบานอยู่ได้หลายวัน เมื่อใกล้โรยจะมีกลิ่นเหม็นรุนแรงและมีแมลงมาตอมเป็นจำนวนมากแล้วเปลี่ยน เป็นสีดำดอกแยกเพศ ปลายดอกแยกเป็น5กลีบแต่มีเสมอที่พบว่ามี6กลีบ ผิวด้านในมีตุ่มเล็กๆกระจายอยู่ทั่วไป ขอบถ้วยดอกมีเนื้อเยื่อติดเป็นรูปวงแหวน ตรงกลางเปิดเป็นช่องกลม บริเวณก้านดอกนูนเป็นแท่น มีรยางค์ปลายแหลมยื่นยาวทั่วไป ดอกเพศผู้มีเกสร25-30อัน กระจายอยู่รอบโคนฐานดอก ผลสด เมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก
ปกติ บัวผุดจะมีลักษณะคล้ายเส้นใยราแทรกตัวดูดกินน้ำเลี้ยงอยู่ในเถาย่านไก่ต้ม เมื่อต้องการสืบพันธุ์จึงมีหัวตูมผุดขึ้นมาอยู่นานถึง9เดือน และบานไม่เกิน7วัน โดยวันที่1-4 สีของดอกจะสดที่สุด หลังจากนั้นสีจะค่อยๆคล้ำลง และเน่าไปอย่างรวดเร็ว
ใช้ประโยชน์---ใช้กินชาวบ้านเก็บทั้งตาดอกและดอกไม้เป็นอาหาร
-ใช้เป็นยา ชาวบ้านนิยมนำดอกตูมมาต้มน้ำดื่ม ช่วยให้คลอดง่าย มดลูกเข้าอู่เร็ว ดอกตูมและดอกไม้ปรุงสุกใช้เป็นยาชูกำลังทั่วไป แก้ไข้หรือปวดหลังหรือแม้กระทั่งเป็นยากระตุ้นทางเพศ
สำคัญ---ดอกไม้เป็นดอกไม้สัญลักษณ์ของจังหวัดสุราษฎร์ธานีซึ่งเป็นที่ตั้งของเขาสก
ระยะออกดอก---บานในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

บัวสันโดษ/Nervilia aragoana


ชื่อวิทยาศาสตร์---Nervilia aragoana Gaudich.
ชื่อพ้อง---This name is a synonym of Nervilia concolor (Blume) Schltr.
ชื่อสามัญ---Aragoa-like Nervilia
ชื่ออื่น---บัวสันโดษ ว่านพระฉิม(กรุวเทพฯ) แผ่นดินเย็น(เชียงใหม่) ; [THAI: phaen din yen (Chiang Rai); wan phra chim (Bangkok).]; [CHINESE: Guǎng bù yù lán.]; [JAPAN: Yaeyama-kuma-sô, Yaeyama Hitotsuburo, aoi-bokuro, ] ; [HINDI: Sthalapadma.]; [MALAYALAM: Nilattamara, Nilathamara, Orlattamara, Orilathamara.]; [MARATHI: Duduki, guchchha Nervi Amri.]; [SANSKRIT: Padmacarini.]; [TAMIL: Orilaittamarai.]; [INDIA: Orila thamarai.]; [MALAYSIA: Daun sa-helai sa-tahun, daun satu tahun (Peninsular).]; [AYURVEDIC: Padmachaarini, Shankhaaluka.] ; [VIETNAM:  Thanh thiên quỳ xanh, Trân Châu xanh.]
ชื่อวงศ์---ORCHIDACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน, อนุทวีปอินเดีย, พม่า, ไทย, ลาว, เวียดนาม, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, นิวกินีไปยังออสเตรเลียและแปซิฟิก
ถิ่นที่อยู่ที่หลากหลาย เกิดขึ้นในป่าประเภทต่าง ๆ รวมถึงในป่าไผ่ ในที่ร่มชื้นตามหุบเขา ที่ระดับความสูง 400 - 2,300 เมตร
กล้วยไม้ดินอายุหลายปีมีหัวใต้ดิน ใบเดี่ยว12 x 8 ซม. มี1ใบรูปหัวใจหรือเกือบกลมชูขึ้นเหนือดิน สีเขียวก้านใบยาว 15-20 ซม. พบบ้างที่มีจุดประสีม่วงเข้ม แผ่นใบพับจีบคล้ายพัด ดอกช่อแบบช่อกระจะแทงช่อดอกก่อนยอดอ่อน ยาวได้ถึง 30 ซม. กลีบเลี้ยงรูปใบหอก 20 x 4 มม.กลีบดอกคล้ายกลีบเลี้ยง กลีบยาว 20 x 5 มม ดอกย่อยมี3-20ดอก ริมฝีปาก 22 x 5 มม., 3 แฉก กลีบด้านข้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ผลแห้งแล้วแตก
ใช้ประโยชน์---หัว รสเฝื่อนขมเล็กน้อย แก้ช้ำใน แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย แก้เคล็ดขัดยอก แก้ลม เป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงธาตุ เจริญอาหาร ฝนทาแก้ฝี แก้ปวด แก้อักเสบใช้เป็นยายาพื้นบ้านอีสานใช้ หัวดองเหล้าดื่มแก้อาการหน้ามืดวิงเวียน ใช้หัวต้มน้ำดื่มบำรุงหัวใจ ในเวียตนามใช้ แก้อาการไอ,ไอเป็นเลือด,วัณโรคปอด,อาการบาดเจ็บอาการปวดบวมและอาการลำไส้ใหญ่บวม
ระยะออกดอก---เมษายน-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

บานเที่ยง/Pentapetes phoenicea

ชื่อวิทยาศาสตร์---Pentapetes phoenicea Linn.
ชื่อพ้อง---Has 7 Synonyms

-Blattaria phoenicea Kuntze -Eriohaphe phoenicea (L.) Bamps
-Brotera phoenicea (L.) Cav. -Eriohaphe punicea Miq.
-Cavanila phoenicea J.F.Gmel. -Pentapetes phoenicea Linn.
-Dombeya phoenicea Cav.  

ชื่อสามัญ---Midday Flower, Noon flower, Scarlet Mallow, Scarlet pentapetes, Copper Cups
ชื่ออื่น---บานเที่ยง (ภาคกลาง); ปอเส้ง (ภาคกลาง, ภาคเหนือ); เส้ง (ภาคใต้); เส้งใบเล็ก (ชัยนาท); เส้งใหญ่ (อ่างทอง) ; [THAI: ban thiang (Central); po seng (Central, Northern); seng (Peninsular); seng bai lek (Chai Nat); seng yai (Ang Thong).]; [BENGALI: Kat-lata bandhuli, Bandhuka, Dibbucchi.]; [CHINESE: Ye luo jin qian, Wu shi hua, Jīnqián huā.]; [PHILIPPINES: Limang-dahon.]; [HINDI: Bandhuka, Behsaram, Dopahariya, Tambridupari.]; [MALAYALAM: Uchchamalari.]; [SANSKRIT: Madhyadina, Bandhuka.]; [SPANISH: Flor de a las doce.]; [SRI LANKAN: Banduwada.]; [TAMIL: Nagappu.]; [TELUGU: Makinaccettu.]; [AYURVEDIC: Bandhujiva .]
ชื่อวงศ์---MALVACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ทวีปเอเชียและตามหมู่เกาะในเขตร้อนทั่วโลก
พบในเอเชียเขตร้อนถึงตอนบนของออสเตรเลีย ขึ้นเป็นวัชพืชในหลายประเทศพบในนาข้าวสถานที่แอ่งน้ำและที่เปียกชื้น ในไทยพบทุกภาคตามนาข้าว ที่โล่งที่ชื้นแฉะ ความสูงไม่เกิน 100 เมตร
ไม้ พุ่มล้มลุกขนาดเล็ก สูง1-1.5 เมตร ลำต้นเรียวเล็กสีเขียวหรือสีม่วง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนรูปใบหอกแคบ ใบยาว 3-14 ซม. ใบหยักลึกเป็น3แฉกแผ่นใบมีขนประปรายทั้งสองด้าน โคนใบมน ปลายใบแหลม ขอบใบจักเป็นฟันเลื่อย บาง  ดอกเป็นดอกเดี่ยวสีแดงเลือดนก ออกตามซอกใบ ก้านดอกยาว 1-2 มม. กลีบเลี้ยง 5 กลีบ ติดทน โคนเชื่อมติดกัน กลีบรูปสามเหลี่ยมแคบ ยาว 5-7 มม. ปลายแหลมคล้ายหนามหรือตะขอ มีขนหยาบ ดอกรูปถ้วยกว้าง สีชมพูหรือแดง โคนด้านในมีสีขาว มี 5 กลีบ เรียงซ้อนเหลื่อม กลีบรูปไข่กลับ ปลายกลม ยาว 1-2 ซม.เกสรเพศผู้ 15 อัน ติดกันเป็น 5 กลุ่มสั้น ๆ เกสรเพศผู้ที่เป็นหมันมี 5 อัน ติดระหว่างกลุ่ม รูปแถบ สั้นกว่าหรือยาวเท่า ๆ กับกลีบดอก รังไข่มีขน ก้านเกสรเพศเมียยาวเท่า ๆ หรือยาวกว่าแผ่นเกสรเพศผู้ที่เป็นหมันเล็กน้อย ติดทน ผลแห้งแตกตามยาว กลม จัก 5 พู เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.2 ซม. มีขนหยาบกระจาย มีประมาณ 10 เมล็ด
ใช้ประโยชน์--- ปลูกเป็นไม้ประดับ
-ใช้เป็นยา รากใช้สมานแผลต้านเชื้อแบคทีเรีย ในเวียตนาม (อันนัม)ยาต้มใช้เป็นยาทำให้ผิวนวล - รากใช้สำหรับบรรเทาลมและแก้ไข้
-อื่น ๆ เปลือกเหนียวใช้ทำเชือก
ระยะออกดอก---ช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

บุษบาอธิษฐาน/Adenosma caerulea


ชื่อวิทยาศาสตร์---Adenosma caeruleum R.Br.
ชื่อพ้อง--Has 2 Synonyms
-Adenosma glutinosa (L.) Druce var. caerulea (R.Br.) Tsoong
-Adenosma villosum Benth.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---หญ้าข้าวก่ำปากแตร, สนำชาวไร่ ; [THAI: sa nam chao rai (Southeastern); ya khao kam (Northeastern).]; [VIETNAM:  Nhân trần.]
ชื่อวงศ์---PLANTAGINACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย จีนตอนใต้ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ถึงออสเตรเลีย
ประเทศไทยพบทุกภาค พบตามป่าดิบเขา ป่าดิบแล้ง ทุ่งหญ้าและป่าสน ที่ระดับความสูง 300-1,500เมตร
พืชล้มลุกสูง40-100 ซม. ทุกส่วนมีขนปกคลุม ใบเดี่ยวออกตรงข้าม รูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง1.5-6ซม.ยาว3-9ซม. โคนใบสอบ ปลายใบแหลม ขอบใบหยัก ก้านใบยาว 0.5-3ซม.
ดอก สีน้ำเงินแกมม่วง ออกเป็นช่อตั้ง ห่างๆที่บริเวณปลายยอด กลีบรองดอก5กลีบ แยกออกเป็น2วง วงนอก3กลีบรูปหอกแคบ วงใน2กลีบเป็นเส้นเรียว กลีบดอก5กลีบ เชื่อมติดกันเป็นหลอดส่วนปลายบนแผ่โค้งเป็นกลีบใหญ่ ส่วนล่างแยกออกเป็น3กลีบมน  ผลรูปกระสวยขนาด7-9มม.เมื่อแก่จะแตก เมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ในเวียตนามใช้ ยาต้มทั้งต้นใช้ แก้ไข้, อาหารไม่ย่อย, โรคดีซ่าน, โรคตับ, ปัสสาวะขุ่น, โปลิโอ, โรคไขข้ออักเสบในเด็ก, ลมพิษ
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด

บูดูบูลัง/Thottea tomentosa


ชื่อวิทยาศาสตร์---Thottea tomentosa (Bl.) Ding Hou
ชื่อพ้อง---Has 14 Synonyms

-Apama affinis (Planch. ex Rolfe) A.Weisse -Bragantia tomentosa (Blume) Blume
-Apama brevipes (Merr.) A.Weisse -Bragantia tomentosa var. lanuginosa Hook.f.
-Apama tomentosa (Blume) Engl. -Basionym:Ceramium tomentosum Blume
-Bragantia affinis Planch. ex Rolfe -Cyclodiscus latifolius Klotzsch
-Bragantia brevipes Merr. -Cyclodiscus tomentosus (Blume) Klotzsch
-Bragantia khasiyana Griff. -Thottea tomentosa var. lanuginosa (Hook.f.) Karthik. & Moorthy
-Bragantia latifolia Lindl. -Vanhallia tomentosa (Blume) Schult. & Schult.f.

ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---เฒ่านางรุ้ง(หนองคาย),บูดูบูลัง(ระนอง,สงขลา), หูหมีขน(ทั่วไป)) ; [THAI: thao nang rung (Nong Khai); bu du bu lang (Ranong, Songkhla); hu mi khon (General).]; [MALAYSIA: Kaneb, kemed, sereng kong (Peninsular).]; [INDONESIA: Singa depa (Javanese, Sundanese); kaliwaro (Sundanese); singa dapur (Javanese).]; [VIETNAM: T[oos]t hoa l[oo]ng.]
ชื่อวงศ์---ARISTOLOCHIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวีนออกเฉียงใต้ เอเซียเขตร้อน
พบที่อินเดีย หมู่เกาะอันดามัน บังกลาเทศ พม่า เวียดนาม และภูมิภาคมาเลเซีย ในไทยพบทางภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนที่ภูวัว จังหวัดบึงกาฬ ขึ้นตามป่าดิบชื้น ความสูงถึงประมาณ 200 เมตร
ไม้ พุ่มขนาดเล็กสูง 0.30-0.50 เมตร มีขนละเอียดทุกส่วนของต้น ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปรี รูปขอบขนาน หรือแกมรูปไข่ ยาว 10-15 ซม. ปลายแหลม แหลมยาว หรือมน แผ่นใบด้านล่างมีขนสั้นนุ่มหนาแน่น โคนรูปลิ่ม กลม หรือรูปหัวใจ เบี้ยวเล็กน้อย ก้านใบยาว 4-7 มม. ดอกช่อออกที่กิ่งก้านบริเวณโคนต้น ช่อยาว 5-9 ซม. ใบประดับรูปใบหอก ยาว 4-5 มม. ติดทน ก้านดอกยาว 6-8 มม.  กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย ด้านในสีน้ำตาลแกมม่วง ด้านนอกสีน้ำตาลแกมเหลือง เส้นผ่านศูนย์กลาง 5-8 มม. แยกเป็น 3 กลีบ แฉกลึกประมาณกึ่งหนึ่ง บานออก เกสรเพศผู้ 6 อัน เรียงวงเดียว อับเรณูยาวประมาณ 2 มม. เส้าเกสรยาวประมาณ 2.5 มม. ยอดเกสรจัก 3 พู เรียวยาว ปลายมีขนรูปตะขอ  ผลแห้งแตกได้ รูปร่างเรียวยาวบิดเป็นเกลียวยาว 3.5-5 ซม.มีสันเป็นสี่เหลี่ยม สีน้ำตาลดำหรือม่วง เมล็ดรูปขอบขนาน ขนาด 4x2มม.
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ตำรายาไทยใช้ทั้งต้นต้มน้ำดื่มรักษาต่อมลูกหมากอักเสบและขับปัสสาวะ ในแหลมมลายูพืชนี้ใช้สำหรับการพอกยารักษาโรคผิวหนังและฝี ในชวา ลำต้นและใบถูกโขลกกับน้ำผลไม้กินเพื่อแก้ไอ รากและใบใช้เป็นยาขับปัสสาวะ และยังใช้กับงูกัด
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ใบพาย/Viola betonicifolia

ชื่อวิทยาศาสตร์---Viola betonicifolia J.E.Smith
ชื่อพ้อง---
ชื่อสามัญ---
ชื่ออื่น---ใบพาย
ชื่อวงศ์---VIOLACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน อินเดีย พม่า ไทย


ไม้ ล้มลุกอายุหลายปี พบ ในพื้นที่โล่ง ชอบขึ้นปนอยู่กับกลุ่มหญ้า ตามทุ่งหญ้าป่าสนบนภูเขาสูงที่มีอากาศหนาวเย็น พื้นดินเป็นดินร่วนปนทรายชื้นแฉะ หรือที่ร่มแสงแดดรำไร ที่ความสูง1,100-1,800เมตรจากระดับน้ำทะเล ลักษณะต้นสูง10-15ซม. มีลำต้นสะสมอาหารใต้ดินมีเฉพาะก้านใบและใบโผล่เหนือดิน ใบเดี่ยวออกเวียนสลับเป็นเกลียวรอบข้อจำนวน4-6ใบ ก้านใบยาว3-8ซม.แผ่นใบรูปขอบขนานแกมไข่กลับ หรือรูปใบพายขนาดของใบกว้าง1.5-2.5ซม.ยาว4-6ซม.โคนใบตัดตรง ขอบใบหยักซี่ฟันห่างๆ
ดอก ออกดอกเดี่ยวตามซอกใบ ก้านดอกชูช่อสูงกว่าใบดอกเป็นหลอดเล็กๆปลายแยกเป็น5กลีบสีม่วงอ่อนหรือชมพู มีลายเส้นสีม่วงพาดตามความยาวของกลีบดอก ด้านบน2กลีบด้านล่าง3กลีบซึ่งกลีบตรงกลางด้านล่างจะใหญ่สุด เมื่อดอกแก่จะมีสีซีดลงจนกลายเป็นสีขาว
ระยะออกดอก---ตลอดปีแต่จะออกมากในเดือนพฤษภาคม


ประทัดกระเหรี่ยง/Agapetes macrostemon


ชื่อวิทยาศาสตร์---Agapetes macrostemon (Kurz) C.B.Clarke
ชื่อพ้อง---
ชื่อสามัญ---
ชื่ออื่น---ประทัดกระเหรี่ยง
ชื่อวงศ์---ERICACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย ถึงเอเชียตะวันออก เฉียงใต้

ไม้ พุ่มอิงอาศัย  ในประเทศไทยพบเกาะอาศัยตามต้นไม้ใหญ่ในป่าดิบเขา ที่ความสูง1,400-1,500เมตร ทางภาคเหนือที่จังหวัดเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน ลักษณะสูงถึง1เมตร โคนต้นอวบ ใบเดี่ยวเรียงเวียนรอบกิ่ง รูปใบหอก กว้าง1.7-4.5ซม.ยาว6.5-11.5ซม.ปลายใบเรียวแหลม ผิวใบเกลี้ยง ดอกสีแดง หรือแดงส้มออกเป็นช่อตามกิ่งใกล้ปลายยอด มีดอกย่อย5-10ดอก ผลรูปรีหรือรูปไข่ขนาด0.7-1ซม.ปลายผลมีกลีบรองดอกติดอยู่
ระยะออกดอก---เดือนมีนาคม-เดือนเมษายน ติดผลเดือนมิถุนายน


ประทัดดอย/Agapetes parishii


ชื่อวิทยาศาสตร์---Agapetes parishii C.B.Clarke
ชื่อพ้อง---
ชื่อสามัญ---
ชื่ออื่น---ประทัดดอย ข้าวเย็น
ชื่อวงศ์---ERICACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดียถึงเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

ไม้ พุ่มอิงอาศัยสูงประมาณ1เมตร ในประเทศ ไทยพบเกาะอาศัยตามต้นไม้ใหญ่ในป่าดิบเขา ทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก และตะวันตกเฉียงใต้ ที่ระดับความสูง1,100-1,600เมตร มีรากสะสมอาหารอวบบวม ใบเดี่ยวเรียงเวียนรอบกิ่ง กว้าง3.5-4ซม.ยาว9.5-15ซม.ปลายแหลมโคนใบรูปลิ่ม ผิวใบเกลี้ยง ดอกสีแดงสดออกเป็นช่อตามกิ่งก้านดอกย่อยเรียวยาว 2-2.5ซม.ผลค่อนข้างกลมขนาด0.6-0.7ซม.ผิวเกลี้ยง
ระยะออกดอก---ช่วงเดือนธันวาคม-เดือนมีนาคม

ประทัดใหญ่/Agapetes variagata

ชื่อวิทยาศาสตร์---Agapetes variagata D.Don ex G.Don.
ชื่อพ้อง---
ชื่อสามัญ---
ชื่ออื่น---ประทัดใหญ่
ชื่อวงศ์---ERICACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดียถึงเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

ไม้ พุ่มอิงอาศัยสูงประมาณ1.5เมตร ประเทศไทยพบเกาะอาศัยตามคาคบไม้ในป่าดงดิบ ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้และภาคใต้ ที่ระดับความสูง 200-900 เมตร มีรากสะสมอาหารอวบบวม กิ่งอ่อนเป็นเหลี่ยม ใบเดี่ยวเรียงเวียนรอบกิ่ง รูปรีแกมขอบขนาน กว้าง2.3-4.5ซม.ยาว6.5-13ซม.ผิวใบเกลี้ยง
ดอก สีแดง มีลายสีแดงเข้ม ออกเป็นกระจุกตามกิ่ง ก้านดอกยาว2-2.5ซม. กลีบรองดอกรูปถ้วยปลายแยก5แฉกรูปสามเหลี่ยม กลีบดอกเป็นหลอดป่อง ขนาด1-1.3ซม.ยาว3.5-5ซม. มี5สันตามยาวชัดเจน ปลายกลีบแยก5แฉกรูปสามเหลี่ยมปลายแหลม เกสรผู้10อัน ก้านเกสรแบน ก้านเกสรเมียโผล่พ้นกลีบดอก
ผลรูปค่อนข้างกลมขนาดประมาณ1ซม. ผิวเกลี้ยงที่ปลายมีกลีบรองดอกติดอยู่ เมล็ดรูปรีค่อนข้างแบน
ระยะออกดอก---เดือนกุมภาพันธ์-เมษายน


ประทัดอ่างขาง/Agapetes megacarpa

ชื่อวิทยาศาสตร์---Agapetes megacarpa W.W.Sm.
ชื่อพ้อง---
ชื่อสามัญ---
ชื่ออื่น---
ชื่อวงศ์---ERICACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดียถึงเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

 

ไม้ พุ่มอิงอาศัย สูง1-1.5เมตร รากสะสมอาหารอวบบวม ใบเดี่ยวเรียงเวียนรอบกิ่ง รูปขอบขนานแกมรี กว้าง3-4.5ซม.ยาว9.5-14ซม. ปลายใบแหลมขอบใบเรียบหรือหยักเป็นคลื่นห่างๆ มีต่อมเล็กๆตามขอบใบ
ดอก สีชมพูหรือชมพูอมแดง ออกเป็นช่อห้อยลง กลีบรองดอก5กลีบ เป็นถ้วยยาว0.9-1.4ซม. ส่วนปลายเป็นกลีบเรียวแหลม กลีบดอกเป็นหลอดป่อง ยาว4.3-6ซม.มีสันตามยาว มีลายสีแดงพาดตามยาวทั่วไป ขนาด1.2-1.9ซม. ปลายแยกเป็น5แฉกแหลมโค้งกลับ ผลสดรูปทรงกลม ขนาด0.6-0.9ซม. มีกลีบรองดอกติดอยู่ที่ปลาย
ประเทศไทยพบเฉพาะในภาคเหนือ อิงอาศัยเกาะตามต้นไม้ใหญ่ หรือตามหน้าผา หินปูนในป่าดิบเขา ที่ระดับความสูง1,000-1,600เมตร
ระยะออกดอก---เดือนธันวาคม-เดือนมีนาคม
  

ประไหมสุหรี/Centaurea moschata

ชื่อวิทยาศาสตร์---Centaurea moschata L
ชื่อพ้อง---This name is a synonym of Amberboa moschata (L.) DC.
ชื่อสามัญ---Sweet Sultan
ชื่ออื่น---ประไหมสุหรี
ชื่อวงศ์---COMPOSITAE
ถิ่นกำเนิด---เมดิเตอร์เรเนียน ทวีปเอเซีย                                                                                                 เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันตก

         ไม้ดอกล้มลุกอายุสั้นหรือหลายปีต้นสูงประมาณ 60-90 ซม.แตกพุ่มขนาดใหญ่ ใบเป็นใบประกอบที่ไม่แยกออกจากกัน
ดอก เดี่ยวชูเด่นเหนือพุ่มใบ ดอกมีสี ขาว เหลือง ชมพูอ่อน ม่วงอมฟ้า ม่วงอมแดง กลีบดอกบาง กลีบดอกฉีกเป็นริ้วแฉกลึก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5-7 ซม. มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด

ปอกะปลา/Thyrsanthera suborbicularis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Thyrsanthera suborbicularis Pierre ex Gagnep.
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---
ชื่ออื่น---ปอกะปลา
ชื่อวงศ์---EUPHORBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---กัมพูชา ไทย เวียตนาม

ไม้ พุ่มเล็กสูง80-100ซม.มียางใสสีเหลือง และขนนุ่มรูปดาวสีขาวปกคลุมหนาแน่นทุกส่วน ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับรูปหัวใจ ปลายใบกลม ดอกออกเป็นช่อกระจะที่ซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ผลแห้งแตกเมล็ดรูปไข่ปลายแหลมสั้นๆ
รากชงน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้มาลาเรีย


ปอผี/Hydrolea zeylanica

ชื่อวิทยาศาสตร์---Hydrolea zeylanica (L.) Vahl.
ชื่อพ้อง---
---Beloanthera oppositifolia Hassk.
---Hydrolea arayatensis Blanco
---Hydrolea inermis Lour.
---Hydrolea javanica Bl.
---Hydrolea prostrata Exell
---Hydrolea sansibarica Gilg.
---Hydrolea zeylanica var. ciliata Choisy
---Nama zeylanica L.
---Reichelia palustris Blanco
---Steris aquatica Burm.fil.
---Steris javanica L.
ชื่อสามัญ---Ceylon Hydrolea
ชื่ออื่น---ปอผี ผักกะเดียง
ชื่อวงศ์---HYDROPHYLLACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินโดจีน


ไม้ ล้มลุกทอดเลื้อยตามพื้นดินสูง10-15ซม.ลำต้นกลมเกลี้ยง มีรากออกตามข้อ ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปใบหอกโคนใบแหลมปลายใบแหลม ขนาดของใบกว้าง 0.5-1.2 ซม. ยาว 1.5-5 ซม.
ดอกออกเป็นช่อแยกแขนง หรือออกเป็นดอกเดี่ยวๆ ออกที่ซอกใบใกล้ปลายยอด ดอก ย่อยขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1-1.5 ซม. กลีบเลี้ยง 5 กลีบ ปลายกลีบแหลมด้านนอกมีขนปกคลุม กลีบดอก 5 กลีบรูปไข่ เกสรผู้ 5 อัน เรียงสลับกับกลีบดอก ก้านชูเกสรเพศเมีย 2 อัน กลีบดอกสีน้ำเงินม่วงกลางดอกสีขาว
ผลรูปขอบขนานกว้าง 2.5 มม. ยาว 5 มม. ห่อด้วยกลีบรองดอก เมล็ดรูปรีมีจำนวนมาก ผลแห้งแล้วแตก
ยาพื้นบ้านอีสานใช้ทั้งต้นดื่มแก้ตาฟาง
ระยะออกดอกผล---สิงหาคม-มกราคม


ปัดน้ำ/ Drosera peltata

ชื่อวิทยาศาสตร์---Drosera peltata J.E.Smith ex Willd.
ชื่อพ้อง---
ชื่อสามัญ---
ชื่ออื่น---ปัดน้ำ หยาดน้ำค้าง
ชื่อวงศ์---DROSERACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---
พืชกินสัตว์ มี หัวใต้ดิน พบบริเวณดินทรายชุ่มน้ำในป่าสนและป่าผลัดใบ ตั้งแต่ระดับความสูง 700-2,000เมตร
ลักษณะลำต้นสูง10-35เซนติเมตร ใบเดี่ยวรูปสามเหลี่ยมออกเรียงสลับ กว้าง3-6มม.ยาว5-10มม. ดอกสีขาวกว้าง5-6มม.ออกเป็นช่อบริเวณปลายยอด มีดอกย่อยขนาดเล็ก2-3ดอกก้านดอกยาว1-2ซม.กลีบดอกรูปไข่กลับ เกสรเพศผู้5อัน
ใบถูกดัดแปลงเป็นอวัยวะสำหรับจับแมลง


ปุดดอย/Etlingera araneosa

ชื่อวิทยาศาสตร์--- Etlingera araneosa (Baker) R.M.Sm.
ชื่อพ้อง---
---Achasma araneosum (Baker) K.Larsen    
---Amomum araneosum Baker    
---Hornstedtia araneosa (Baker) K.Schum.
ชื่อสามัญ---
ชื่ออื่น---ปุดดอย ปุดเมืองกาน
ชื่อวงศ์---ZINGIBERACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พม่า ไทย
เป็น พืชในวงศ์ขิงข่า ล้มลุก อายุหลายปี มีเหง้าสะสมอาหารฝังอยู่ใต้ดิน ใบออกเดี่ยวๆรูปขอบขนานแกมรูปหอก แผ่นใบยาว50-70ซม.กว้าง10-15ซม.ปลายใบเรียวแหลม
ดอก สีแดงสด ออกเป็นช่อแทงขึ้นมาจากเหง้าใต้ดิน ก้านช่อดอกสั้น โคนช่อมีกาบหุ้มซ้อนกันเป็นเกล็ด ใบประดับสีเขียว ขอบมีขนนุ่มสีขาว กลีบรองดอกเชื่อมกันเป็นหลอด ปลายแยก3แฉก กลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอดสีชมพู ปลายจักเป็น3ซี่ โคนและปลายหลอดมีขน กลีบปากสีแดง คอดเรียวบริเวณโคน ตอนปลายแผ่ออกเกือบกลม แยกเป็น2แฉก เกสรผู้แท้อันเดียว ปลายเกสรเมียสีแดงสด รังไข่มีขน
ประเทศไทยพบได้ทางภาคเหนือและบางส่วนของภาคกลาง บริเวณพื้นที่ป่าชุ่มชื้นและตามริมห้วย ไม่พบบนภูเขาสูงอากาศหนาวเย็น เป็นพืชหายาก
ระยะออกดอก---เดือนมีนาคม-เดือนเมษายน    


ปุดเดือน/Hedychium longicornutum

ชื่อวิทยาศาสตร์---Hedychium longicornutum Griff. ex Baker
ชื่อพ้อง---Hedychium crassifolium Baker
ชื่อสามัญ---Perched Gingerwort
ชื่ออื่น---ปุดเดือน
ชื่อวงศ์---ZINGIBERACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย
พืช ในวงศ์ขิงข่า มีหัวเป็นเหง้าใต้ดิน พบในป่าดงดิบทางภาคใต้ ใบเดี่ยวติดเวียนสลับ รูปรีแกมขอบขนานกว้าง5-10ซม.ยาว20-30ซม.
ดอกสีเหลืองออกเป็นช่อกระจุกบริเวณปลายยอด กลีบดอก3กลีบ เชื่อมติดกันเป็นหลอดแคบ ปลายแยกออกเป็นแฉกและบิดโค้งงอคล้ายขดลวด ก้านเกสรเพศผู้เรียวยาว5-8ซม.โค้งงอลงด้านล่าง แล้วแผ่ออกคล้ายรัศมี อับเรณูสีเหลืองสด ก้านเกสรเพศเมียสีแดงสดเรียยาวชี้ขึ้นด้านบน


ปุดสิงห์/Elettariopsis sp.

ชื่อวิทยาศาสตร์---Elettariopsis sp.
ชื่อพ้อง---
ชื่อสามัญ---
ชื่ออื่น---ปุดสิงห์
ชื่อวงศ์---ZINGIBERACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- จีน เวียตนาม ลาว มาเลเซีย สิงคโปร์
พืช ในวงศ์ขิงข่า มีเหง้าผอมแตกแขนงฝังอยู่ใต้ดิน ลำต้นเทียมเหนือดินสูง 10-20ซม. จนถึง1-2เมตร ใบมีประมาณ1-8ใบต่อต้น ขอบใบเรียบ แผ่นใบรูปใบหอก จนถึงรูปรีแกมขอบขนาน ช่อดอกเป็นช่อเตี้ยๆติดดินออกจากฐานลำต้นเทียม ช่อหนึ่งมีประมาณ5-8ดอก ทยอยบานคราวละ1-2ดอก ดอกสีขาวมีใประดับรูปแถบยาว1-2ใบกลีบเลี้ยงเป็นรูปท่อสีขาวหรือขาวอมชมพู กลีบดอกเป็นรูปหลอดยาวกว่ากลีบเลี้ยง กลีบปากมีขนาดใหญ่สุดแผ่กว้างรูปทรงกลม ขอบพับเป็นจีบยับย่น โดยมีจุดเด่นที่แถบสีเหลืองและแดงตรงกลาง
ประเทศไทยพบในป่าดิบชื้นทางภาคใต้ เช่นที่จังหวัดพัทลุง ทางเหนือและภาคกลางก็พบได้เช่นกัน โดยเฉพาะที่พิษณุโลก
ระยะออกดอก---เดือนพฤษภาคม-ตุลาคม


ปุดใหญ่/Etlingera littoralis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Etlingera littoralis (J. Koenig) Giseke
ชื่อพ้อง---
---Amomum littorale J.Koenig    
---Cardamomum littorale (J.Koenig) Kuntze
ชื่อสามัญ---
ชื่ออื่น---ปุดใหญ่ ปุดคางคก
ชื่อวงศ์---ZINGIBERACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---
พืช ในวงศ์ ขิงข่าสกุลดาหลาพบในป่าดงดิบทั่วประเทศ จัดเป็นพืชองค์ประกอบของไม้พื้นล่างในป่าดิบชื้น ชอบร่มเงาและความชื้นมาก
 มีเหง้าใต้ดินแข็งคล้ายเนื้อไม้ ส่วนที่เจริญเป็นต้นและดอกเกิดจากหน่อซึ่งแยกกัน  ลำต้นเทียมเหนือดินเกิดจากกาบใบซ้อนทับกันสูงได้ถึง3เมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปขอบขนานรีหรือแกมใบหอก กว้าง15-20ซม.ยาว40-60ซม.
ดอก ออกจากเหง้าเหนือพื้นดินใกล้โคนต้น ดอกออกเดี่ยวๆมีลักษณะเป็นช่อรวมอยู่บนก้านช่อสั้นๆ ระดับผิวดินมีดอกย่อย4-10ดอกเรียงตัวอัดกันแน่น กลีบดอกสีแดงขอบเหลืองหรือสีแดงเข้มทั้งหมด
ระยะออกดอก---เดือนพฤษภาคม-ตุลาคม


เปราะภู/Caulokaempferia thailandica


ชื่อวิทยาศาสตร์---Caulokaempferia thailandica K.Larsen
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---
ชื่ออื่น---เปราะภู เปราะภูกระดึง
ชื่อวงศ์--- ZINGIBERACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไม้ถิ่นเดียวประเทศไทย
พรรณ ไม้ถิ่นเดียวหายาก ของไทย พบครั้งแรกและ พบเฉพาะที่ ในอุทยานแห่งชาติภูกระดึง อุทยานแห่งชาติภูเรือ และในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลย ขึ้นอยู่บนพื้นที่ระดับสูง1000-1400เมตรบนลานหินหรือตามที่โล่งพื้นทรายออก
เปราะ ภูเป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปีสูง 20-35ซม. มีหัวใต้ดิน ใบเดี่ยวเรีนงเวียนห่างๆรูปขอบขนาน ออกดอกที่ยอด 1-4 ดอก สีขาวหรือสีขาวอมชมพูเมื่อบานมีขนาด4-5ซม จากอุทยานแห่งชาติภูกระดึง
ระยะออกดอกช่วงเดือนพฤษภาคม-เดือนกรกฏาคม


เปราะหิน/Caulokaempferia Saxicola

ชื่อวิทยาศาสตร์---Caulokaempferia Saxicola K.Larsen
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---
ชื่ออื่น---เปราะหิน
ชื่อวงศ์---ZINGIBERACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไม้ถิ่นเดียวประเทศไทย
พบ ขึ้นอยู่ตามซอกหินใกล้ลำธารและน้ำตกในป่าดงดิบทางภาคตะวันออกและภาคใต้ ลักษณะลำต้นเป็นเหง้าหรือเป็นหัวอยู่ใต้ดิน ใบเดี่ยวรูปหอก โคนใบเป็นกาบหุ้มซ้อนกันขึ้นมาเหมือนลำต้นเทียมสูง30-50ซม.
ดอก สีเหลืองสด ออกเป็นดอกเดี่ยวที่ปลายยอดกลีบดอกมี3กลีบเชื่อมติดกันเป็นหลอดแคบยาว กลีบปากแผ่แบนรูปไข่ กลีบข้างรูปขอบขนานขนาดเล็กแผ่ออกด้านข้าง

อ้างอิง, ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :

---หนังสือพรรณไม้ในสวนหลวง ร.๙เล่ม1,เล่ม2,เล่ม3 2554                                                     
---หนังสือ สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม1,เล่ม2,เล่ม3, เล่ม4 2548
---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย
โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
หอพรรณไม้ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2549
---ไม้ต้นในสวน Trees in the Gardenโดย องค์การสวนพฤกษศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี
The Botanical Garden Organization Office of the Prime Minister พิมพ์ครั้งที่1 พฤษภาคม 2542
จัดพิมพ์โดย มูลนิธิ ศาสตราจารย์ ดร.สง่า สรรพศรี                                                                 
---คู่มือดูพรรณไม้ป่าสะแกราช เล่ม1, เล่ม2
โดย ดร. ปิยะ เฉลิมกลิ่น,จิรพันธ์ ศรีทองกุล,อนันต์ พิริยะภัทรกิจ                                                 
---หนังสือ พรรณไม้วงศ์กระดังงา ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น ภาพ: อภิชัย อิงควุฒิ                                                      
---อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา-หนังสือป่าเชายเลน นิเวศวิทยาและพรรณไม้                                                
โดย สรายุทธ บุญยะเวชชีวิน (ผู้แต่งและภาพ) รุ่งสุริยา บัวสาลี พิมพ์ครั้งที่1 เมษายน 2554
----ชื่อพรรณไม้ เต็ม สมิตินันทน์ http://www.dnp.go.th/botany/mplant/index.aspx
REFERENCES ---General Bibliography
REFERENCES ---Specific & complementary

Check for more information on the species:

Plants Database    ---Names, synonymy and distribution    The Garden.org Plants Database    https://garden.org/plants/
Global Plant Initiative    ---Digitized type specimens, descriptions and use    หอพรรณไม้ - กรมอุทยานแห่งชาติ    www.dnp.go.th/botany/Herbarium/GPI.html
Tropicos    ---Nomenclature, literature, distribution and collections    Tropicos - Home    www.tropicos.org/
GBIF    ---Global Biodiversity Information Facility    Free and open access to biodiversity data    https://www.gbif.org/
IPNI    ---International Plant Names Index    The International Plant Names Index - home page    http://www.ipni.org/
EOL    ---Descriptions, photos, distribution and literature    Global access to knowledge about life on Earth    Encyclopedia of Life eol.org/
PROTA       ---Uses    The Plant Resources of Tropical Africa    https://books.google.co.th/books?isbn=9057822040
Prelude    ---Medicinal uses    Prelude Medicinal Plants Database    http://www.africamuseum.be/collections/external/prelude
Google Images    ---Images                    

รวบรวมและเรียบเรียงโดย Tipvipa..V
บริษัท สวนสวรส การ์เด้น ดีไซน์ จำกัด
สวนเทวา  เชียงใหม่
www.suansavarose.com
www.suan-theva.com

1/22/2020

  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view