สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

สารพัดต้นไม้จัดสวน

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

สวนสไตล์ต่างๆ

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ชื่อนั้นสำคัญไฉน

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 23/10/2020
สถิติผู้เข้าชม 9,680,365
Page Views 14,783,602
 
« October 2020»
SMTWTFS
    123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

ต้นไม้ในป่า9

ต้นไม้ในป่า9

ต้นไม้ในป่า 9

For information only-the plant is not for sale.

1 ผักปลาบช้าง/Floscopa scandens 41 สรัสจันทร/Burmannia coelestris
2 ผักแว่นดอย/Oxalis corymbosa 42 สะเดาดิน/ Lobelia alsinoides
3 พญามูนิน/Crotalaria calycina 43 สัตฤาษี/Paris polyphylla
4 พวงแก้วเชียงดาว/Delphinium siamensis 44 สางเขียว/Cautleya gracilis
5 พวงตุ้มหู/Ardisia pilosa 45 สามสิบกีบ/Stemona phyllantha
6 พิมสาย/Primula siamensis 46 สามสิบกีบน้อย/ Stemona hutanguriana 
7 ฟองหินเหลือง/Sedum sarmentosum 47 สาวสนม/Sonerila griffithii
8 ฟ้าขาว/Leptodermis trifida 48 สิงขรา/Swertia calcicola
9 ฟ้าคราม/Ceratostigma stapfianum 49 สุวรรณภา/Senecio craibianus
10 ฟ้างามดิน/Crotalaria  sessiliflora 50 สุวรรณหงส์/ Pomereschea lackneri
11 มณเฑียรแดง/Torenia pierreana 51 แสงคราม/Rhynchoglossum obliguum
12 มณเฑียรระนอง/Torenia ranoagensis 52 แสงแดง/Colquhounia coccinea var. mollis
13 มณเฑียรสยาม/Torenia siamensis 53 แสงระวี/Colquhounia elegans
14 มณีเทวา/Eriocaulon smitinandii 54 หญ้าเขมร/ Lindernia cambodgiana
15 ม่วงเชียงดาว/Thalictrum siamense 55 หญ้าไข่เหา/Mollugo pentaphylla 
16 ม่วงดวงดาว/Grewia caffra 56 หญ้าจาม/Limnophilla micrantha
17 ม่วงทักษิณ/Rennellia speciosa  57 หญ้าดอกลาย/Swertia angustifolia
18 ม่วงภูคำ/Eranthemum tetragonum 58 หญ้าดาว/Swertia striata
19 มหาก่าน/Linostoma decandrum 59 หญ้าน้ำค้าง/Drosera indica
20 มะต่อมเสื้อ/Sphaeranthus senegalensis 60 หญ้าบัว/Xyris indica
21 มะแหลบ/Peucedanum dhana 61 หญ้าใบกลม/Rotata rotundifolia
22 มังเคร่ช้าง/Melastoma sanguineum 62 หญ้ามวนฟ้า/Cynoglossum lanceolatum
23 ม้าสามต่อน/Asparagus filicinus 63 หญ้ารากหอม/Salomonia ciliata
24 ระย่อมหลวง/Rauvolfia cambodiana 64 หญ้าสองปล้อง/Desmodium velutinum subsp.
25 รักในสายหมอก/Nigella damascena 65 หญ้าเหลี่ยม/Exacum tetragonum
26 ลูกพรวนหมา/Pycnospora lutescens 66 หนาดคำ/Inula cappa
27 โลดทะนง/Trigonostemon reidioides 67 หนาดคำน้อย/Gnaphalium affine
28 วนารมย์/Campylotropis sulcata 68 หนาดใหญ่/Blumea balsamifera
29 ว่านดอกดินขาว/Balanophora latisepala 69 หรีดเชียงดาว/Gentiana leptoclada subsp.australis
30 ว่านดอกสามสี/Christisonia siamensis 70 หลาว/Alpinia oxymitra
31 ว่านหัวสืบน้อย/Disporum ดูที่ เนียมฤาษีเชียงดาว
71 หัวไก่โอก/Decaschistia intermedia
32 ว่านหาวนอน/Kaempferia rotunda 72 หางกระรอก/Uraria acaulis
33 วิรุญจำบัง/Neohymenopogon parasiticus 73 หางไก่ฟ้า/Lobelia nicotianaefolia
34 เศวตสุรีย์/Daphne sureil 74 หางเสือ/Uraria crinita
35 สตรอเบอรี่ป่า/Duchesnea indica 75 หางเสือลาย/Platostoma cochinchinense
36 ส้มสันดาน/Hibiscus hispidissimus 76 เหง้าน้ำทิพย์/Agapetes saxicola
37 สร้อยทองทราย/Polycarpaea corymbosa 77 เหยื่อกุรัม/Impatiens mirabilis
38 สร้อยทับทิม/Persicaria 78 เหยื่อเลียงผา/Impatiens Kerriae
39 สร้อยบุปผา/ Persicaria capitata 79 อีแตน/Polygala persicariifolia 
40

สร้อยสุวรรณา/Utricularia bifida

80 ฮ่อม/Strobilanthes cusia


Online Resources
---JSON (data interchange format)
---GBIF
---Encyclopaedia of Life
---Biodiversity Heritage Library
---ALA occurrences
---Google search


ผักปลาบช้าง/Floscopa scandens


ชื่อวิทยาศาสตร์---Floscopa scandens Lour.
ชื่อพ้อง---Has 25 Synonyms

-Aneilema asperum Buch.-Ham. ex Wall. -Dithyrocarpus undulatus Wight
-Aneilema cymosum (Blume) Kunth -Floscopa hamiltonii (Spreng.) Hassk.
-Aneilema densiflorum (Blume) Kunth -Floscopa meyeniana (Kunth) Hassk.
-Aneilema hispidum D.Don -Floscopa paniculata (Roxb.) Hassk.
-Commelina cymosa Blume -Floscopa petiolata (Wight) Hassk.
-Commelina densiflora Blume -Floscopa rufa (C.Presl) Hassk.
-Commelina hamiltonii Spreng. -Floscopa scandens var. vaginivillosa R.H.Miau
-Commelina hispida (D.Don) Ham. ex Spreng. -Floscopa undulata (Wight) Hassk.
-Dithyrocarpus meyenianus Kunth -Lamprodithyros paniculatus (Roxb.) Hassk.
-Dithyrocarpus paniculatus (Roxb.) Kunth -Tradescantia geniculata Blanco
-Dithyrocarpus petiolatus Wight -Tradescantia paniculata Roxb.
-Dithyrocarpus rothii Wight -Tradescantia rufa C.Presl
-Dithyrocarpus rufus (C.Presl) Kunth

ชื่อสามัญ---Climbing Flower Cup
ชื่ออื่น---ผักปลาบช้าง(นครศรีธรรมราช),ผักปลาบดง,หญ้าปล้องขน(นครราชสีมา),ผักปลาบดอย, ผักปลาบน้ำ(เชียงใหม่),รูปุกาเต๊มูแร(มลายู ปัตตานี),ผักเบี๋ยว(เชียงราย), ผักปลาบ(ภาคกลาง); [THAILAND: Phak plaap chang, Phak plaap dong, Phak plaap(central), Yaa plong khon.]; [CHINESE: ju hua cao, Da xiang zhu gao cao, Zhu ye cao, Shui zhu cai, Shui cao.]; [ASSAMESE: Kona-shimolu.]; [PHILIPPINES: Aligbañgon, Pugad-labuyo (Tag).]; [BANGLADESH: Kukra.]; [INDIA: Kukra, Chaha-lubar, Soru konasimolu.]; [MALAY: Pokok bajang beranak.]; [MALAYSIA: Aur-aur, Awo-awo, Hawar-hawar, Kerakap sireh, Rumput tapak itek, Rumput johong beraleh.]; [VIETNAM: Đầu rìu leo.]
ชื่อวงศ์---COMMELINACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน อนุทวีปอินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย
พบ เกิดเองในธรรมชาติ ในอินเดีย อินโดจีน ศรีลังกา เนปาล จีนไ ทยและเวียดนามผ่านแหลมมลายูสู่เขตร้อนของออสเตรเลียพบในพื้นที่โล่งชุ่มชื้นหรือที่ลุ่มน้ำขังบริเวณชายป่าดิบ ชอบขึ้นรวมเป็นกลุ่มใหญ่และขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว พบจากระดับน้ำทะเลใกล้ถึงระดับความสูง 1,700 เมตร
ผักปลาบช้างหรือผักปลาบดอย ลักษณะลำต้นสูง 30-100ซม.ต้นอ่อนสีเขียว ต้นแก่สีน้ำตาลแดงหรือม่วง ขึ้นรวมเป็นกอ ทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน ยอดชูตั้งขึ้น ใบเดี่ยวรูปหอก กว้าง2-4.5ซม.ยาว8-15ซม. โคนใบเรียวแคบและแผ่เป็นกาบหุ้มลำต้น ซึ่งพองออกทุกข้อ ปลายใบแหลมขอบใบเรียบ บางครั้งเป็นคลื่น หลังใบมีขนเล็กน้อย ท้องใบมีขน ดอกสีม่วงออกเป็นช่อกระจุกตามง่ามใบ ปลายกิ่งหรือส่วนยอดของต้น ช่อดอกมีขนปกคลุม ช่อยาว5-10ซม.ดอกย่อยมีจำนวนมาก สีชมพูหรือม่วง กลีบดอกรูปไข่3กลีบ ขนาดไม่เท่ากัน และมีขนอ่อนปกคลุมทั่วทั้งดอก เกสรเพศผู้ 6อัน อับเรณูสีเหลืองสด ผลเป็นรูปยาวรียาว 2 - 3 มม. เมื่อแก่ผลจะแห้งและแตกออก มล็ดรูปไข่ 1.5มม . ย่น, สีเทา
ใช้ประโยชน์---พืชที่เก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นสมุนไพรและบางครั้งก็มีการแลกเปลี่ยน พืชได้รับการปลูกเป็นครั้งคราวสำหรับใบและยอดเป็นอาหารเสริมในนิวกินี
-ใช้เป็นยา พืชใช้เป็นยารักษาโรคไข้เลือดออกและใช้บรรเทาอาการของ pyodermas(การอักเสบที่ผิวหนังของแบคทีเรีย แผลที่เต็มไปด้วยหนอง) ฝีและไตอักเสบเฉียบพลัน น้ำใบใช้สำหรับรักษาอาการเจ็บตาและ ophthalmia (การอักเสบของดวงตาอย่างรุนแรง)-พืชใช้สำหรับรักษากระดูกหัก
ระยะออกดอก---ตลอดปีโดยเฉพาะพบออกมากในช่วงฤดูฝน
ขยายพันธุ์---เมล็ด


ผักแว่นดอย/Oxalis corymbosa

ชื่อวิทยาศาสตร์---Oxalis corymbosa DC
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Oxalis debilis corymbosa (DC.) Lourteig.
---Oxalis martiana Zucc.
ชื่อสามัญ---Lilac Oxalis, Pink Wood Sorrel, Large-flowered pink-sorrel, Pink shamrock.
ชื่ออื่น---ผักแว่นดอย ปุ้มฟ้า; [THAI: phak wan doi, pum fa.]; [ASSAMESE: Bor-tengesi.]
ชื่อวงศ์---Oxalidaceae
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกาใต้  อเมริกากลาง แคริเบียน ฟลอริดา เอเซีย
จากทางตอนเหนือของอเมริกาใต้(บราซิล โบลิเวีย เอกวาดอร์ เปรูและอาร์เจนตินา)ไปยังทะเลแคริบเบียนและผ่านอเมริกากลาง ยุโรป เอเชียและหมู่เกาะแปซิฟิก( เกาะกาลาปากอส ฟิจิ เฟรนช์โปลินีเซีย นิวแคลิโดเนีย ซามัวตะวันตกและฮาวาย)ถึงฟลอริดา กระจายอย่างกว้างขวางในออสเตรเลียตอนใต้และตะวันออก ( รัฐควีนส์แลนด์ตะวันออก ในเขตชายฝั่งตะวันออกของนิวเซาธ์เวลส์ ในวิกตอเรียใต้ ในแทสเมเนียและในเขตชายฝั่งทะเลตะวันตกเฉียงใต้ของออสเตรเลียตะวันตก)  ขึ้นในสถานที่ชื้นและร่มรื่นที่ระดับความสูง 45 - 1,200 เมตร
วัชพืช ไม้ล้มลุก ลำต้นใต้ดิน ใบประกอบ มีใบย่อย 3 ใบ ก้านใบยาว 20 ซม.ใบย่อยรูปหัวใจยาว โคนใบสอบ ปลายใบเว้า ขอบใบและก้านใบมีขนประปราย ช่อดอกมีก้านยาว ดอกย่อยสีม่วงแดง โคนกลีบสีจาง มีเส้นสีแดงตามยาว โคนกลีบเชื่อมติดกันปลายแยกเป็น5แฉก ผลแห้งจะแตกออกเมื่อแก่ มีเมล็ดขนาดเล็ก
ใช้ประโยชน์-บางครั้งพืชจะเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อให้ได้ใบดอกและรากที่กินได้
-ใช้กิน ใบมีรสเปรี้ยว - ดิบหรือปรุงสุก ดอกไม้ - ดิบ รสเปรี้ยว ราก - ดิบ หวานกรอบและฉ่ำ กินได้
-ใช้ปลูกเป็นไม้คลุมดินได้ดี
รู้จักอันตราย ใบมีกรดออกซาลิก ไม่ควรกินในปริมาณมากเนื่องจากกรดออกซาลิกสามารถผูกปริมาณแคลเซียมในร่างกายที่นำไปสู่การขาดสารอาหาร ปริมาณกรดออกซาลิกจะลดลงหากใบสุก ผู้ที่มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคไขข้อ, โรคไขข้อ, โรคเกาต์, โรคนิ่วในไต ควรใช้ความระมัดระวังโดยเฉพาะถ้ารวมพืชชนิดนี้ในอาหาร เพราะมันสามารถซ้ำเติมอาการได้
ระยะออกดอก---มีนาคม-เมษายน
ขยายพันธุ์---แยกไหล

พญามูนิน/Crotalaria calycina


ชื่อวิทยาศาสตร์---Crotalaria calycina Schrank.
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Crotalaria anthylloides D.Don    
---Crotalaria roxburghiana DC.    
---Crotalaria stricta Roxb.    
ชื่อสามัญ---Hairy Rattlepod
ชื่ออื่น---พญามูนิน(สระบุรี) พวนขน(นครราชสีมา),หญ้ามูนิน(เลย): [THAI: phaya mu nin (Saraburi); phuan khon (Nakhon Ratchasima); ya mu nin (Loei).]; [CHINESE: chang e zhu shi dou.]; [VIETNAM: Lục lạc đài to, Cây Lục Lạc Đài Dài.]; [SRI LANKAN: goran̆ḍiya.]
ชื่อวงศ์--- FABACEAE (LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- เขตร้อนทวีปแอฟริกา เขตร้อนของทวีปเอเซีย ตอนเหนือของทวีปออสเตรเลีย และหมู่เกาะแปซิฟิก
ขึ้นกระจายอย่างกว้างขวางในเขตร้อนทวีปแอฟริกา  จากเซเนกัลถึงเอธิโอเปีย, ทางใต้ถึงแองโกลาและแซมเบีย; ในเอเชียเขตร้อน - อนุทวีปอินเดีย( อินเดีย ปากีสถาน บังคลาเทศ ภูฏาน ศรีลังกา), จีน ( ฝูเจี้ยน, กวางตุ้ง, กวางสี, ไหหลำ, เสฉวน, ไต้หวัน, ทิเบต, ยูนนาน) ไทย, กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม, มาเลเซียถึงออสเตรเลีย และหมู่เกาะแปซิฟิก เติบโตในทุ่งหญ้าเปิดโล่งในป่าผลัดใบ ที่ระดับความสูง 20 - 300 เมตร ในป่าเต็งรังและป่าดิบแล้ง ที่ระดับความสูง 12 - 1,500 เมตรในประเทศไทยพบตามทุ่งหญ้าเปิดในป่าผลัดใบ ที่ระดับความสูง700เมตร
ไม้ ล้มลุกขึ้นแผ่คลุมดินสูงได้ถึง  0.30-0.80 (1) เมตร ลักษณะลำต้นและกิ่งก้านกลมมีขนหนาแน่น ใบเดี่ยวรูปขอบแกมขอบขนาน กว้าง1-1.5ซม.ยาว6-12ซม. ปลายใบแหลม โคนใบมน ผิวใบด้านล่างมีขนแน่น ดอกสีเหลืองอ่อนแกมสีครีม ออกเป็นช่อที่ปลายยอด ยาว5-15ซม. มีใบประดับรูปหอก ดอกย่อยรูปดอกถั่วกลีบรองดอกมีขนแน่นยาวถึง2.5ซม.ปลายแยกเป็น2แฉก ปากเว้าลึก กลีบดอก5กลีบกลีบบนแผ่รูปรี กลีบข้างรูปขอบขนานแกมไข่กลับ กลีบล่างเชื่อมเป็นรูปท้องเรือ ปลายกลีบเป็นจงอย รังไข่รูปขอบขนานผิวเกลี้ยง
ผลเป็นฝักรูปทรงกระบอกโป่งพองกว้าง0.8ซม.ยาว2-2.5ซม.แก่แล้วแตก สีดำเมื่อสุก เมล็ดขนาดเล็กรูปหัวใจ20-30 เมล็ด
ใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นยา
-ใช้เป็นยา ใช้สำหรับรักษาอาการปวด อาการชัก บาดแผล กามโรค ซิฟิลิส
ระยะออกดอกและติดผล--- มิถุนายน- กันยายน---ติดผล---ตุลาคม-มีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด


พวงแก้วเชียงดาว/Delphinium siamensis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Delphinium siamensis (Craib.) Munz
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Delphinium stapeliosmum Brühl var. siamense Craib
---Delphinium altissimum Wall. var. siamense (Craib) T. Shimizu
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---พวงแก้วเชียงดาว, เทพอัปสร (ทั่วไป) ; [THAI: thep apson (General); phuang kaeo chiang dao (General).]
ชื่อวงศ์---RANUNCULACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- ประเทศไทย
พืชถิ่นเดียวของไทย ดอยเชียงดาวขึ้นตามเขาหินปูน ความสูง 500-2100 เมตร
พวง แก้วเชียงดาวเป็นพรรณไม้ถิ่นเดียวพบทางภาคเหนือของประเทศไทย ที่ขึ้นอยู่เฉพาะบนที่โล่งบนเขาหินปูนของดอยหลวง เชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ดอยหัวหมด จังหวัดตาก  และดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่  ภาคตะวันตกเฉียงใต้ที่ทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี พบที่ระดับความสูง1,900-2,000เมตร ทนทานต่ออากาศหนาวเย็นดอกมีสีเข้มสดใส ลักษณะเป็นไม้ล้มลุกอายุฤดูเดียว สูงประมาณ 30-150 ซม. ทุกส่วนของลำต้นมีขนยาวสีขาวปกคลุมทั่วไป ใบเดี่ยวรูปฝ่ามือ ยาวได้ถึง 25 ซม. มี 3-7 แฉก แต่ละแฉกจัก 3 พู ตื้น ๆ โคนรูปหัวใจ ขอบจักซี่ฟันห่าง ๆ แผ่นใบมีขนสั้นนุ่มกระจายด้านบน มีขนยาวด้านล่าง ใบช่วงล่างก้านใบยาว 10-45 ซม. ช่วงบนไร้ก้าน เรียงแบบเวียนสลับเป็นเกลียวรอบลำต้น แตกใบมากตรงโคนใบ ใบที่อยู่ด้านล่างมักมีขนาดใหญ่กว่าใบที่อยู่สูงขึ้นไป  ดอก เป็นดอกช่อแบบช่อกระจะ มี 2-7 ดอก ออกที่ปลายยอด ใบประดับขนาดเล็ก ก้านดอกยาว 1.8-5 ซม. ดอกสีน้ำเงินอมม่วงหรือชมพู สมมาตรด้านข้าง ออกตามแกนช่อ บานห่อคว่ำลง ดอกขนาด2-2.5 ซม กลีบเลี้ยง 5 กลีบ คล้ายกลีบดอก รูปรี ยาว 1-1.5 ซม.กลีบบนมีเดือยยาว 1.4-1.7 ซม. ด้านนอกมีขนหนาแน่น กลีบดอก 4 กลีบ ขนาดเล็ก ปลายแยก 2 แฉก กลีบคู่บนมีต่อมน้ำต้อย กลีบคู่ล่างมีขนแผงด้านใน ผิวด้านนอกของกลีบดอกมีขนยาวปกคลุม เกสรเพศผู้จำนวนมาก โคนก้านชูอับเรณูแผ่กว้าง ผลกลุ่มแตกแนวเดียว มี 3 ผลย่อย ยาว 1.4-1.6 มม. จะงอยยาวประมาณ 3 มม. มีขนยาวกระจาย เมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก มีครีบเป็นชั้น ๆ
ระยะออกดอก--- ธันวาคม - มกราคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

พวงตุ้มหู/Ardisia pilosa

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Ardisia pilosa Fletcher
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---
ชื่ออื่น---ตุ้มไก่(เลย), พวงตุ้มหู (นครราชสีมา) ; [THAI: tum kai (Loei); phuang tum hu (Nakhon Ratchasima).]
ชื่อวงศ์---MYRSINACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย
พบอยู่ทั่วไปบนภูเขาทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ไม้พุ่ม สูง 0.5-1.5เมตร แตกกิ่งก้านสาขาออกรอบๆต้น ลำต้นและก้านใบมีสีแดง ใบเดี่ยวรูปมนรี ใบคล้ายอวบน้ำ กว้าง1-3ซม.ยาว 2.5-8 ซม.ปลายใบกลมมนขอบใบหยักตื้น โคนแคบหรือมน มีจุดประตามแผ่นใบ  ก้านใบยาว 3-10 มม. มีขน ดอก สีชมพูอมม่วง ออกเป็นช่อห้อยลงตามซอกใบ ช่อละหลายดอก ก้านดอกยาวเท่ากันห้อยหัวลง กลีบรองกลีบดอก 4-5 กลีบ รูปไข่กว้าง กลีบดอก 4-5 กลีบ รูปไข่ กลีบซ้อนกันและมักบิดเวียนมีจุดประบนกลีบดอกมากมาย เมื่อดอกบานจะมีขนาดกว้างประมาณ 0.5-1 ซม.  เกสรเพศผู้ก้านเกสรสั้นเรียงชิดติดกันมี 5 อัน รังไข่กลม ส่วนปลายเป็นท่อยาว ผล กลม สีแดงมีจุดประปราย กว้างประมาณ 0.5-0.7 ซม.
ระยะออกดอก--- กรกฎาคม-กันยายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด


พิมสาย/Primula siamensis

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Primula siamensis Craib
ชื่อพ้อง---This name is a synonym of Primula siamensis
ชื่อสามัญ---
ชื่ออื่น---พิมสาย(เชียงใหม่) ; [THAI: phim sai (Chiang Mai).]
ชื่อวงศ์---PRIMULACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พรรณไม้ถิ่นเดียวประเทศไทย
พบเฉพาะทางภาคเหนือของไทย มีรายงานพบที่ดอยเชียงดาวจังหวัดเชียงใหม่แห่งเดียว เป็นพืชถิ่นเดียวของดอยเชียงดาว เจริญเติบโตอยู่ตามซอกหินปูนที่มีร่มเงา หรือตามโขดหินในป่าดิบเขาที่มีความชื้นสูง ที่ระดับความสูง1,700-2,100เมตร  ลักษณะเป็นไม้ล้มลุกมีลำต้นเป็นเหง้าอยู่ใต้ดิน มักแตกใบออกรอบต้นเหนือพื้นดินเป็นกอสูง20-60ซม ทุกส่วนของต้นมีขนสั้นหนาปกคลุม ใบเดี่ยวออกเวียนสลับเป็นเกลียวรอบต้น แผ่นใบรูปไข่กลับ ขนาด2-3.5ซม.ยาว6-12ซม.ขอบใบเรียบหรือหยักมนห่างๆแผ่นใบหนานุ่มเป็นคลื่น
ดอกช่อแบบช่อเชิงลดออกจากโคนต้น ก้านช่อดอกตั้งตรง ยาว15-40ซม.มีดอกย่อย2-6ดอก สีม่วงอมฟ้า ตรงกลางเป็นปื้นขาว กลีบเลี้ยงเป็นรูปถ้วยตื้น สีเขียวซีดมีนวลสีขาวปกคลุม ปลายแยกเป็น5แฉก กลีบดอกโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาวปลายบานออกเป็นรูปปากแตรแยกเป็น5กลีบ ดอกขนาด2ซม.เกสรเพศผู้สั้นสีเหลืองอยู่ในหลอดกลีบดอกผลรูปรีขนาดเล็กมีช่อง เปิด5ช่องภายในมีเมล็ดจำนวนมาก
ระยะออกดอก---สิงหาคม-ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ฟองหินเหลือง/Sedum sarmentosum

ชื่อวิทยาศาสตร์---Sedum sarmentosum Bunge
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Sedum angustifolium Z.B.Hu & X.L.Huang
---Sedum sheareii S.Moore
ชื่อสามัญ---Stringy stonecrop, Gold moss stonecrop, Graveyard moss.
ชื่ออื่น---ฟองหินเหลือ(ทั่วไป) ; [THAI: fonghin luaeng (General).]; [CHINESE: chui pen caoใ] ; [JAPAN: Sanyacho, Tsuru man'nengusa.]; [KOREAN: dolnamu.l
ชื่อวงศ์---CRASSURACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเชียตะวันออก (จีนและเกาหลี ,ญี่ปุ่น ) และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ประเทศไทย )


เป็นพันธุ์ไม้หายากชนิดหนึ่งของเมืองไทย พบขึ้นบริเวณที่โล่งตามซอกหินบนภูเขาหินปูน ที่สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่1,800-2,100เมตร
ขึ้นเป็นพุ่มขนาดเล็กตามซอกหินที่ชื้น แตกกิ่งจากบริเวณโคนต้น  สูง5-12 (-30) ซม.ลำต้นเกลี้ยงสีแดงอมเขียวอ่อนใบเดี่ยวขนาดเล็ก ไม่มีก้านใบ ออกเวียนสลับรอบต้น แตกใบมากออกเป็นกระจุกใกล้โคนต้นเหนือพื้นดินเล็กน้อย รูปแถบยาว1ซม.กว้าง2-3มม.ปลายแหลม โคนใบแผ่ออกเป็นกาบหุ้มลำต้น เนื้อใบหนา
ดอก สีเหลืองสด ออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายกิ่ง มีดอกย่อยขนาดเล็กรูปคล้ายดาวจำนวนมาก กลีบเลี้ยงเป็นรูปไข่แกมรูปสามเหลี่ยม ขนาดดอก0.5-1ซม.สีเหลืองสด โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดปลายแยกเป็น5แฉก แต่ละแฉกรูปไข่กว้าง มีแฉกกลีบย่อยรูปแถบยาว1-2ฒฒงสีเหลืองสดแทรกอยู่ระหว่างแฉกกลีบดอกแต่ละกลีบ เกสรเพศผู้10อันสีเหลือง รังไข่แยกเป็น5พู ผลเป็นฝักขนาดเล็ก ผลแก่แตกด้านเดียวภายในมีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ในประเทศเกาหลีพืชชนิดนี้เรียกว่าdolnamulกินสดเป็นผัก กินกับซอสเผ็ดหวาน เป็นส่วนผสมที่พบบ่อยในbibimbapเช่นเดียวกับอาหารสไตล์เกาหลี
-ใช้เป็นยา ใช้รักษาโรคตับอักเสบ กู้คืนความเหนื่อยล้าและการรักษาโรคมะเร็ง
ระยะออกดอก---เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ฟ้าขาว/Leptodermis trifida

ชื่อวิทยาศาสตร์--- Leptodermis trifida Craib
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name
ชื่อสามัญ---none
ชื่ออื่น---ฟ้าขาว (ภาคเหนือ) ; [THAI:fa khao (Northern).]
ชื่อวงศ์---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ตอนใต้ของจีน อินเดีย เนปาล  พม่า ไทย ญี่ปุ่น
พืชถิ่นเดียวของไทย พบทางภาคเหนือที่ดอยเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ พบขึ้นบนสันเขาหินปูน ตามซอกหินในที่โล่งแจ้ง ที่ระดับความสูงตั้งแต่1,500–2100 เมตร
ไม้พุ่มเตี้ย อายุหลายปี ลักษณะ แตกกิ่งมากแต่เรือนยอดโปร่ง สูง0.8-2เมตร  ตามกิ่งมักมีปุ่มปมที่เกิดจากการหลุดร่วงของก้านใบ ใบเดี่ยวออกเรียงเวียนสลับเป็นเกลียวรอบข้อ แตกเป็นกระจุกบริเวณปลายกิ่ง แผ่นใบรูปหอก กว้าง1.5-4ซม.ยาว3-5ซม. ปลายมีติ่งหนาม แผ่นใบหนาแข็งเป็นมัน ผิวใบด้านล่างสีเขียวนวลเห็นเส้นใบชัดเจนก้านใบยาว 2-3 มม.
ดอกช่อแบบช่อกระจะออกเป็นกระจุกตามซอกใบและปลายกิ่ง ก้านช่อสั้นดอกย่อย4-5ดอกทยอยบานทีละ1-2ดอก ใบประดับติดทน กลีบเลี้ยงรูปสามเหลี่ยมแคบ ยาวประมาณ 1 มม. ดอกสีขาวอมชมพู รูปดาว สมมาตรรัศมีเส้นผ่าศูนย์กลางดอก2ซม. หลอดกลีบดอกยาว 0.8-1.2 ซม. กลีบยาว 2-4 มม. เกสรเพศผู้ยื่นพ้นปากหลอดกลีบในดอกที่ก้านเกสรเพศเมียสั้น ยอดเกสรเพศเมียแยก 3 แฉก ยื่นพ้นปากหลอดกลีบในดอกที่ก้านเกสรเพศเมียยาว ผลยาว 5-7 มม. มี 3 เมล็ด ยาวประมาณ 3 มม.
ระยะออกดอก---สิงหาคม-ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ฟ้าคราม/Ceratostigma stapfianum


ชื่อวิทยาศาสตร์---Ceratostigma stapfianum Hoss.
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ฟ้าครามผเชียงใหม่); [THAI: fa khram (Chiang Mai).]
ชื่อวงศ์---PLUMBAGINACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย พม่า ตอนใต้ของจีน ไทย
พืชถิ่นเดียวของไทย พบทางภาคเหนือที่ดอยเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ขึ้นตามหินปูนที่โล่ง มักพบขึ้นเป็นกลุ่มตามซอกหินปูน ตามไหล่ผาหรือแนวสันเขาในบริเวณที่เป็นที่โล่งแจ้ง บนเขาหินปูนที่ระดับความสูง1500-2200 เมตร
ลักษณะเป็นไม้ พุ่มเตี้ยแตกกิ่งก้านน้อยทุกส่วนของต้นมีขนสีขาวปกคลุม สูง50-80เซนติเมตร ใบเดี่ยวออกเป็นคู่ตรงข้าม แผ่นใบรูปกลมหรือรี ขนาดกว้าง5-8ซม.ยาว6-10ซม.โคนใบสอบ ปลายใบมนหรือเป็นติ่ง ขอบใบหยัก ผิวใบด้านบนสีเขียวซีดด้านล่างสีจาง ทั้งสองด้านมีคราบขาวคล้ายขี้ผึ้งสีขาวนวลปกคลุมหนาแน่น ก้านใบ ยาวได้ถึง 2 ซม. ดอกออกแบบช่อเชิงลด เป็นกระจุกแน่นตามซอกใบและปลายกิ่ง  ใบประดับด้านบนสีน้ำตาลแดง ด้านล่างสีอ่อน ยาว 5-6 มม. บาง ขอบมีขน ใบประดับย่อย 2 อัน กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นหลอด ยาว 0.7-1.2 ซม. มี 5 สัน ปลายแยกเป็นแฉกตื้น ๆ 5 แฉก สีน้ำตาลแดง ดอกย่อยมีขนาด1.5-2.5ซม. สีคราม หรือฟ้าเข้มแกมน้ำเงินอ่อน หรือฟ้าอมขาว ก้านชูเกสรสั้นสีขาวอมม่วง กลีบโคนดอกเชื่อมกันเป็นหลอด ปลายแผ่กว้างแยกเป็น 5กลีบ แต่ละกลีบส่วนปลายเว้าเป็น2พู เกสรผู้ขนาดเล็ก5อันอยู่ในหลอดดอก ผลแห้งแตกมีกลีบเลี้ยงหุ้ม มีเมล็ดเดียว เมล็ดแก่กระจายพันธุ์ปลิวไปตามลม
สถานภาพ-จัดเป็นพืชหายาก
ระยะออกดอก---ธันวาคม-กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ฟ้างามดิน/Crotalaria  sessiliflora

ชื่อวิทยาศาสตร์---Crotalaria  sessiliflora L.
ชื่อพ้อง---Has 8 Synonyms

-Crotalaria anthylloides Lam. -Crotalaria nepalensis Link
-Crotalaria brevipes Benth. -Crotalaria oldhami Miq.
-Crotalaria calycina Sensu Pulle, non Schrank -Crotalaria sessitiflora L.
-Crotalaria eriantha Siebold & Zucc. -Crotalaria sessitiflora L. [Spelling variant]

ชื่อสามัญ---Rattlebox, Purpleflower Crotalaria.
ชื่ออื่น---ฟ้างามดิน(เลย), พวงขน(ปราจีนบุรี) หิ่งครามฟ้า มะหิ่งครามฟ้า ; [THAI: fa nguam din (Loei); phuang khon (Prachin Buri).]; [CHINESE: Ye bai he, nong ji li.]; [JAPANESE: Tanuki mame.]; [KOREAN: Hwal na mul.][VIETNAM: Lục lạc không cuống, Lục lạc hoa tím.]
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน, ญี่ปุ่น, อินเดีย, เนปาล, ภูฏาน, บังคลาเทศ, พม่า, ไทย, กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, นิวกีนี
พบในพื้นที่ลุ่มของภาคกลางและภาคใต้ของญี่ปุ่น พื้นที่หญ้าเปิดโล่งที่ระดับความสูง 200 - 2,800 เมตรในประเทศเนปาล ทุ่งหญ้าหุบเขาตามเส้นทาง; ที่ระดับความสูง 100 - 1,600 เมตรในประเทศจีน((มณฑลอานฮุย, ฝูเจี้ยน, กวางตุ้ง, กวางสี, กุ้ยโจว, ไหหลำ, เสฉวน, ไต้หวัน, ทิเบต, ยูนนาน, เจ้อเจียง) ประเทศไทยพบทุกภาค ตามทุ่งหญ้าเปิด ในป่าผลัดใบและป่าดิบเขา ที่ความสูง200-1,300เมตร
ไม้ล้มลุกสูงถึง 30-100 ซม. ต้นและกิ่งก้านแตกแขนงจากส่วนล่าง มีขนแน่น ใบเดี่ยวรูปหอกแกมขอบขนานกว้าง0.4-1.5ซม.ยาว3-7ซม.  ใบมีขนหนาแน่นที่ด้านล่าง ปลายใบแหลม ฐานใบทู่ หู ใบหลุดร่วงง่าย ดอกสีน้ำเงินแกมม่วงออกเป็นช่อแน่นที่ปลายยอด ยาว4-14ซม. ดอกย่อยรูปดอกถั่วขนาดบานกว้าง1ซม.ผลเป็นฝักรูปขอบขนาน โป่งพอง กว้าง0.5ซม.ยาว1-2ซม.แก่แล้วแตกเมล็ดรูปหัวใจเบี้ยวขนาดเล็กมี 10-15 เมล็ด
สายพันธุ์นี้มีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดินบางชนิด แบคทีเรียเหล่านี้ก่อให้เกิดก้อนบนรากและตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ ไนโตรเจนบางส่วนนี้ถูกใช้ในพืชที่กำลังเติบโต แต่บางชนิดก็สามารถใช้โดยพืชอื่น ๆ
ใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารและยารักษาโรค
-ใช้กิน ฝักและเมล็ด - ปรุงสุก กินได้
-ใช้เป็นยา ส่วนที่ใช้ทั้งต้น ใช้แบบดั้งเดิมการแพทย์พื้นบ้านใช้เป็นยาขับปัสสาวะยาแก้ปวด ในเวียตามใช้รักษา มะเร็งผิวหนัง, หลอดอาหาร, สมอง
ระยะออกดอกติดผล---มกราคม-กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์---เมล็ด

มณเฑียรแดง/Torenia pierreana

ชื่อวิทยาศาสตร์---Torenia pierreana Bonati
ชื่อพ้อง---This name is unresolved.According to The Plant List.Torenia pierreana Bonati is an unresolved name
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---มณเฑียรแดง(ทั่วไป), ; [THAI: mon thian daeng (General).]
ชื่อวงศ์---LINDERNIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พรรณไม้ถิ่นเดียวของไทย
พบที่กัมพูชา ในไทยพบแทบทุกภาค กระจายห่าง ๆ ขึ้นตามที่โล่งหรือทุ่งหญ้าที่ชื้นแฉะ ความสูง 600-1400 เมตร
เป็นไม้ล้มลุกสูงได้ถึง50ซม.ลำต้นสีน้ำตาลแดง  มีขนสั้นนุ่มตามลำต้น ใบเดี่ยวรูปไข่กว้างถึงรูปขอบขนานแกมรูปไข่ ออกตรงข้ามใบรูปขอบขนานแกมรูปไข่ ยาว 2-4 ซม. โคนมนหรือกลม ก้านใบยาว 0.2-1 ซม. แผ่นใบทั้งสองด้าน ก้านใบ ก้านดอก และกลีบเลี้ยงมีขน ดอกออกเดี่ยว ๆ ออกตรงซอกใบใกล้ปลายยอด หรือเป็นกระจุกคล้ายช่อซี่ร่ม ที่ปลายกิ่ง มี 2-4 ดอก  ดอกสีม่วงอ่อน มีปื้นสีม่วงอมแดง ยาว 2.5-3 ซม. กลีบบนกว้าง 0.8-1 ซม. ยาว 7-8 มม. ปลายกลีบเว้าตื้น กลีบล่างกลม ขนาด 6-7 มม. โคนก้านชูอับเรณูคู่ล่างมีเดือย ยาว 1-1.8 มม. ก้านดอกยาว 1-2.5 ซม. กลีบเลี้ยงยาว 1-1.2 ซม.ผลยาว 1-1.2 ซม.  กลีบเลี้ยงผลยาว 1.4-1.7 ซม.มีขนหนาแน่น
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด

มณเฑียรระนอง/Torenia ranoagensis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Torenia ranongensis T.Yamaz.
ชื่อพ้อง---This name is unresolved.According to The Plant List.Torenia ranongensis T.Yamaz. is an unresolved name
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---มณเฑียรระนอง(ระนอง); [THAI: mon thian ranong (Ranong).]
ชื่อวงศ์---LINDERNIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย (ระนอง กระบี่ สงขลา)
พรรณไม้ถิ่นเดียวของไทย พบทางภาคใต้ สำรวจพบครั้งแรกที่อำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง ขึ้นตามที่โล่งหรือทุ่งหญ้า ความสูงถึงประมาณ 1300 เมตร
*ไม้ล้มลุกทอดนอน ยาวได้ถึง 70 ซม. เกลี้ยง ใบรูปไข่หรือแกมรูปขอบขนาน ยาว 2-5 ซม. ปลายแหลมยาว โคนกลมหรือเว้าตื้น แผ่นใบเกลี้ยงหรือมีขนประปราย ไร้ก้านหรือเกือบไร้ก้าน ใบบางครั้งมีสีน้ำตาลอมแดง ดอกออกเดี่ยว ๆ ตามซอกใบหรือปลายกิ่ง ก้านดอกยาว 1-2.5 ซม. กลีบเลี้ยงยาว 1.6-1.8 ซม. หลอดกลีบมีสันเป็นครีบ 5 อัน เกลี้ยงหรือมีขนประปราย ดอกสีม่วง ยาวประมาณ 3.5 ซม. กลีบบนกลมกว้าง กว้างประมาณ 1.3 ซม. ยาวประมาณ 1 ซม. ปลายกลีบเว้าตื้น กลีบล่างขนาดเล็กกว่ากลีบบนเล็กน้อย โคนก้านชูอับเรณูคู่ล่างมีเดือยยาวประมาณ 4 มม. ผลยาวประมาณ 1 ซม. *http://www.dnp.go.th/Botany/detail
ระยะออกดอก---ตุลาคม-มีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

มณเฑียรสยาม/Torenia siamensis

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Torenia siamensis T.Yamaz
ชื่อพ้อง---This name is unresolved.According to The Plant List.Torenia siamensis T.Yamaz. is an unresolved name
ชื่อสามัญ--None
ชื่ออื่น---มณเฑียรสยาม(พิษนุโลก), แวววิไล  ; [THAI: mon thian sayam (Phitsanulok).]
ชื่อวงศ์---LINDERNIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย(พิษณุโลก,เพชรบูรณ์,จันทบุรี)
พรรณไม้ถิ่นเดียวของไทย พบครั้งแรกจากทุ่งแสลงหลวง จังหวัดพิษณุโลก และน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ชัยภูมิ ขึ้นตามที่โล่งหรือทุ่งหญ้าในป่าสนเขา ความสูงถึงประมาณ 1100 เมตร
*ไม้ล้มลุก สูงได้ถึง 60 ซม. เกลี้ยง ใบรูปขอบขนานหรือรูปใบหอก ยาว 2.5-6.5 ซม. โคนมนหรือกลม แผ่นใบสากด้านบน มักมีขนประปรายตามเส้นแขนงใบ ไร้ก้านหรือมีก้านสั้น ๆ ดอกออกเป็นกระจุก 2-6 ดอก ที่ปลายกิ่ง ใบประดับรูปเส้นด้าย ยาว 1-3 มม. ก้านดอกยาว 0.7-1.5 ซม. กลีบเลี้ยงยาว 1.8-2.5 ซม. หลอดกลีบมี 5 สัน มีขนสากประปราย ดอกสีม่วง ยาว 3-3.5 ซม. กลีบบนกลมกว้าง กว้าง 1.2-1.6 ซม. ยาวประมาณ 1 ซม. ปลายกลีบเรียบหรือเว้าตื้น กลีบล่างขนาดเล็กกว่ากลีบบนเล็กน้อย โคนก้านชูอับเรณูคู่ล่างมีเดือยยาวประมาณ 2 มม. ผลยาวประมาณ 1.2 ซม.* http://www.dnp.go.th/Botany/detail
ระยะออกดอก---ตุลาคม-มีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

มณีเทวา/Eriocaulon smitinandii


ชื่อวิทยาศาสตร์---Eriocaulon smitinandii Moldenke
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---มณีเทวา (ทั่วไป)  ; [THAI: mani thewa (General).]
ชื่อวงศ์---ERIOCAULACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พืชถิ่นเดียวของไทย
พืชถิ่นเดียวของไทย พบเฉพาะทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงใต้ ขึ้นตามลานหินทรายที่ชื้นแฉะ ตามที่ลุ่มชื้นแฉะในที่โล่งหรือชายป่าโปร่ง ความสูง 100-200 เมตร
ไม้ล้มลุกคล้ายหญ้า ลำต้นสั้น ใบออกเป็นกระจุกที่โคน รูปแถบขนาดกว้าง1.3มม. ยาว1-3.5 ซม. ก้านช่อโดดมีหนึ่งหรือหลายช่อ ยาวได้ถึง 6 ซม. มีขนยาว กาบช่อยาว 2-5.5 ซม. ช่อดอกแบบช่อกระจุกแน่น แยกเพศร่วมช่อ ฐานดอกนูน ใบประดับคล้ายเกล็ด มีขนยาว ดอกสีน้ำตาลมีขนยาวสีขาว กลีบเลี้ยง 3 กลีบ รูปรีหรือรูปใบหอก ปลายแหลม ยาวประมาณ 1.5 มม. โคนเชื่อมติดกันในดอกเพศผู้ กลีบดอก 3 กลีบ เรียวแคบ ยาวไม่เท่ากัน ยาวประมาณ 1.3 มม. ช่วงปลายมีต่อม เกสรเพศผู้ 6 อัน เรียง 2 วง ติดที่โคนกลีบดอก อับเรณูสีเทาดำ รังไข่มี 3 ช่อง แต่ละช่องมีออวุลเม็ดเดียว ผลแห้งแตก เมล็ดขนาดเล็กยาว0.5 มม. สีน้ำตาลอมเหลือง ไม่มีระยางค์
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ทั้งต้นรสจืดเย็น เป็นยาสงบประสาท แก้ไข้แก้ปวด ขับปัสสาวะ
ระยะออกดอก-กรกฎาคม-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์-เมล็ด

ม่วงเชียงดาว/Thalictrum siamense


ชื่อวิทยาศาสตร์---Thalictrum siamense T.shimizu
ชื่อพ้อง---This name is unresolved.According to The Plant List.Thalictrum siamense T.Shimizu is an unresolved name
ชื่อสามัญ---No synonyms are recorded for this name.
ชื่ออื่น---ม่วงเชียงดาว(ทั่วไป)  ; [THAI: muang chiang dao (General).]
ชื่อวงศ์---RANUNCULACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พืชถิ่นเดียวประเทศไทย
เป็นพืชถิ่นเดียวของดอยเชียงดาว พบเฉพาะในประเทศไทย
ไม้ ล้มลุกสูง20-30ซม.แตกใบมากบริเวณโคนต้น เรือนยอดโปร่งต้นสูงเพรียว ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น แผ่นใบรูปกลมหรือรูปหัวใจกว้าง1.5ซม.แผ่นใบบางโคนใบเว้า ขอบใบจักซี่ฟันห่างๆ
ช่อ ดอกแยกแขนงเกิดที่ปลายยอด ก้านช่อดอกเรียวยาวสีม่วงเข้ม ตั้งตรง ช่อดอกสูง25-30ซม. ดอกย่อยขนาดเล็กเรียงเป็นกระจุกแน่นที่ปลายช่อ ดอกกว้างประมาณ1.5ซม. ไม่มีกลีบดอกกลีบเลี้ยงลักษณะคล้ายกลีบดอกสีชมพูอ่อนเมื่อดอกบานเต็มที่มัก หลุดร่วงไป เกสรเพศผู้จำนวนมากแผ่กางออกในแนวรัศมีคล้ายกลีบดอก สีขาวหรือสีขาวอมชมพู ก้านชูเกสรรูปแถบมีอับเรณูติดอยู่ตรงปลายสุด ตรงกลางดอกมีรังไข่สีเหลืองอ่อน ปลายสุดมีเกสรเพศเมียติดอยู่
เจริญตามซอกหินปูนที่มีเศษอินทรียวัตถุทับถม ตามที่โล่งแจ้งแสงแดดจัด ที่ระดับความสูงตั้งแต่ 1,600-1,900เมตร
ระยะออกดอก---เดือนกรกฎาคม-เดือนสิงหาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ม่วงดวงดาว/Grewia caffra

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Grewia caffra  Meisn.
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Grewia fruticetorum J.Drumm. ex Baker f.
---Vincentia caffra (Meisn.) Burret
---Vinticena caffra (Meisn.) Burret
ชื่อสามัญ---Purple Star Bush, Lavender Star Flower.
ชื่ออื่น---ม่วงดวงดาว; [THAI: muang duang dao.]
ชื่อวงศ์---TILIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกาใต้
เขตกระจายพันธุ์---แอฟริกาใต้ -โมซัมบิก
ไม้ พุ่มไม่ผลัดใบสูง2-3 เมตร เปลือกต้นขรุขระแตกกิ่งก้านแน่น ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปใบหอก ปลายใบแหลมโคนใบกลมหรือมน หลังใบเรียบ ท้องใบสาก ขอบใบจักฟันเลื่อย หูใบรูปแถบยาว ปลายเรียวแหลมดอก สีม่วงออกเป็นกระจุกที่ซอกใบ ดอกย่อย 1-3 ดอก กลีบเลี้ยงแยก 5 กลีบ ด้านนอกมีขนปกคลุมสีม่วงอ่อนปนเขียว ด้านในเกลี้ยงสีม่วง กลีบดอกแยก5กลีบ โคนเป็นกระพุ้ง
ผลเมล็ดเดียวแข็ง รูปรี สีเหลืองมีขนประปรายขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 7-10 มม มี1-2เมล็ด
ใช้ประโยชน์-ใช้กิน-ผลสุกกินได้รสหวาน ปลูกเป็นไม้ประดับกลางแจ้ง เติบโตเร็ว แข็งแรง นิยมนำมาทำเป็นไม้ประดับอนไซ
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ม่วงทักษิณ/Rennellia speciosa

ชื่อวิทยาศาสตร์---Rennellia speciosa (Wall. ex Kurz) Hook.f.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Morinda speciosa Wall. ex Kurz
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ม่วงทักษิณ(ทั่วไป) ท่อมหมูเขา(สุราษฎร์ธานี),เพิ่มบก(พังงา) ; [thai; muang tak sin (general); thom mu khao (Surat Thani); Phoem bok (Phangnga).]
ชือวงศ์---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พม่า ไทย มาเลเซีย
ประเทศไทยพบในธรรมชาติพบในป่าดิบชื้นระดับพื้นราบของภาคใต้ตอนกลาง ป่าฝนเขตร้อนชื้นที่ระดับความสูงถึง 250 เมตร
ไม้ พุ่มสูง1-2เมตร ลักษณะเปลือกต้นหนาสีเทาอมขาว ไม่ค่อยแตกกิ่งก้าน บางต้นจะมีกิ่งยอดเพียงยอดเดียว ใบเดี่ยวออกตรงข้าม รูปรี ยาว8-12ซม. ผิวใบสีเขียวเข้มทั้งสองด้าน ช่อดอกออกที่ปลายอดเป็นกระจุกกลม ขนาด4-6ซม.สีขาวอมม่วง มีดอกย่อย10-35ดอก กลีบดอกมี4กลีบ บานโค้งลงหาโคนดอก ผลกลมขนาด1ซม.เปลือกหนา เมื่อแก่สีดำ ช่อดอกทยอยบาน ดอกบานได้2วันแล้วโรย ส่งกลิ่นหอมแรงตลอดวันและโชยไปไกล
ใช้ประโยชน์---บางครั้งพืชถูกรวบรวมมาจากป่าเพื่อใช้เป็นยาในท้องถิ่น                                                                  -ใช้เป็นยา ยาต้มจากรากใช้ในการรักษาโรคไขข้อ
ระยะออก ดอก---ตลอดปี แต่ดกในช่วงฤดูแล้ง
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด ต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ดจะมีรากน้อยมาก เมื่อขุดล้อมมาปลูกมักตาย

ม่วงภูคำ/Eranthemum tetragonum

ชื่อวิทยาศาสตร์--- Eranthemum tetragonum Wall. ex Nees
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Daedalacanthus tetragonus (Wall. ex Nees) T.Anderson
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ม่วงภูคำ,จ้าห้อม ; [THAI: maung phu kam, cha hom (Northern); [Chinese: yun nan ke ai hua.]; [VIETNAM: Xuân hoa, Tình hoa bốn cạnh.]
ชื่อวงศ์---ACANTHACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน พม่า อินโดจีน
ขึ้นกระจายในประเทศจีน(ยูนนาน) กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนามที่ระดับความสูง400-800เมตร
ประเทศไทยพบทางภาคเหนือ และภาคตะวันตก ที่ความสูงระดับ 800-1,000 เมตร เช่นที่อุทยานแห่งชาติเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่
ไม้ พุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ 1เมตร กิ่งก้านเป็นสันสี่เหลี่ยม ใบรูปหอกแคบ ยาว7-12ซม. กว้าง1.5-2.5ซม. ขอบใบเรียบ ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง มีดอกย่อยจำนวนมาก ก้านช่อดอกยาว 2-37 มม. มีขนแหลมปลายมน ใบประดับสีขาวอมเหลืองมีสีเขียวตามแนวเส้นขอบขนาน รูปใบหอกยาว 1-2.2 × 0.2-0.9 ซม. ปลายแหลม ดอกเป็นหลอดสั้นๆสีม่วงปลายแยกเป็น5กลีบ รูปทรงค่อนข้างกลม ผลแคปซูลยาว 1-1.4 ซม. มีขนปลายแหลม เมล็ดสีทองถึงน้ำตาลออกแดงถึงดำขนาด 3-3.5 × 2.2-2.7 มม
ระยะออกดอก--- พฤษภาคม-กันยายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

มหาก่าน/Linostoma decandrum


ชื่อวิทยาศาสตร์---Linostoma decandrum (Roxb) Wall. ex Meissn.
ชื่อพ้อง---has 1 Synonyms
---Basionym: Nectandra decandra Roxb.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น--- มหาก่า (พม่า); มหาก่าน (เชียงใหม่); แฮนสามแฮด (เลย) ; [THAI: ma-ha-ka (Burmese); maha kan (Chiang Mai); haen sam haet (Loei).]; [ASSAMESE: Bokalbil/ Ruteng.]; [VIETNAM: Dó mười nhị.]
ชื่อวงศ์---THYMELAECEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย บังกลาเทศ พม่า และภูมิภาคอินโดจีน
พบที่อินเดีย(รัฐอัสสัมและรัฐมณีปุระทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียรวมถึงหมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์) บังกลาเทศ พม่า และภูมิภาคอินโดจีน  ขึ้นตามป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง และป่าดิบเขา ที่ระดับความสูงถึงประมาณ 1100 เมตร
ในประเทศไทยพบทุกภาค พบขึ้นตามป่าดิบแล้ง ที่ระดับความสูง 500 – 700 เมตร
ไม้พุ่มแกมไม้เถา สูงหรือยาวได้ถึง 5-10 เมตร ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปไข่แกมวงรียาว 3.5-10 ซม. ปลายแหลมหรือยาวคล้ายหาง ก้านใบยาว 3-6 มม.  ก้านใบสีแดง ดอกช่อ  ช่อดอกแบบช่อซี่ร่ม ออกที่ปลายกิ่ง ก้านช่อยาว 1.5-4 ซม. แต่ละช่อมี 3-12 ดอก ใบประดับมีลักษณะคล้ายใบ 2-4 ใบ สีครีมอ่อน ๆ บาง รูปรีหรือรูปไข่ ยาว 2-4.5 ซม. ติดประมาณกึ่งกลางหรือใต้จุดกึ่งกลางก้านช่อ ก้านดอกยาวประมาณ 1 ซม. ใบประดับย่อยรูปแถบยาวได้ถึง 1 ซม. ร่วงเร็ว กลีบเลี้ยงสีน้ำตาลแดง เชื่อมติดเป็นหลอดยาว 0.5-1.3 ซม. แยกเป็น 5 กลีบ รูปแถบ พับงอกลับ ยาว 6-9 มม. กลีบดอกสีขาว  มี 10 กลีบ รูปกระบอง ยาวได้ถึง 6 มม. เกสรเพศผู้ 10 อัน ติดบนจานฐานดอก ยาวไม่เท่ากัน ยาว 4-9 มม. จานฐานดอกจักเป็นพูไม่เท่ากัน รังไข่มีขนยาวคล้ายไหม ก้านเกสรเพศเมียยาวประมาณ 1 ซม. ยอดเกสรคล้ายจาน ผลผนังชั้นในแข็ง รูปรี ยาว 0.8-1.2 ซม. มีขนยาว มีหลอดกลีบเลี้ยงหุ้ม
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ในเวียตนามใช้เปลือกและผลไม้เพื่อทำกะปิ
-ใช้เป็นยา ยาพื้นบ้านใช้ต้นฝนน้ำ 3ครั้ง กินเป็นยาถ่าย (ห้ามฝนเกิน3ครั้ง จะถ่ายมากเกินไป)
-อื่น ๆ สารสกัดจากรากใช้เป็นยาฆ่าแมลง เปลือกใช้เบื่อปลา
ระยะออกดอก---พฤศจิกายน(เวียตนาม)
ขยายพันธุ์---เมล็ด
สถานภาพ: พืชหายาก

มะต่อมเสื้อ/Sphaeranthus senegalensis


ชื่อวิทยาศาสตร์---Sphaeranthus senegalensis DC.
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Sphaeranthus gazaensis Bremek.    
---Sphaeranthus lecomteanus O.Hoffm. & Muschl.    
---Sphaeranthus polycephalus
ชื่อสามัญ---Cyan-legum Chrysanthemum
ชื่ออื่น---มะต่อมเสื้อ(เชียงใหม่),หญ้าขี้ควาย(ลำพูน),การบูร(ภาคเหนือ) ; [THAI: ma tom suea (Chiang Mai); karabun (Northern).]; [CHINESE: Fēizhōu dài xīng cǎo.]; [VIETNAM: Cúc chân vịt, Cúc chân vịt Xênêgan, Chân vịt Xênêgan]
ชื่อวงศ์--- COMPOSITAE (ASTERACEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---แอฟริกา เอเซีย
มีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา (มอริเตเนียเซเนกัลกินี, มาลี, แกมเบีย, กานา, ไนจีเรีย, ไนเจอร์, ซิมบับเวและโมซัมบิก)และประเทศเขตร้อนในทวีปเอเซีย ในประเทศจีนพบในมณฑ,ยูนนาน พบได้ บนชายฝั่งทุ่งนาที่แห้งแล้ง ตามถนน พุ่มไม้ ริมน้ำที่ระดับความสูง 600-1300เมตร
ไม้ล้มลุกทุกส่วนมีขนสีขาวปกคลุมสูง 20-50 ซม.'มีกลิ่นหอม ใบเดี่ยวเรียงสลับใบขนาดใหญ่ที่ฐาน ยาว 7 - 15 ซม. กว้าง 2 - 3.5 ซม. ใบขนาดเล็กบนกิ่งก้านยาว 2 - 4 ซม. กว้าง0.7 ถึง 1.2 ซม.ขอบใบจักฟันเลื่อย แผ่นใบทั้งสองด้านมีขนยาวผสมขนต่อมปกคลุม ดอกช่อแบบช่อกระจุกแน่น รูปทรงกลมถึงรี ออกที่ซอกใบและปลายยอด ดอกย่อยจำนวนมากรูปกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 8-15มม. สีม่วงเข้ม ผลแห้งไม่แตกมี1เมล็ด
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ตำรายาพื้นบ้านอีสานใช้ ทั้งต้นผสมต้นกระต่ายจามทั้งต้นต้มน้ำอาบบำรุงประสาท ในเวียตนามใช้ ทั้งต้นรักษาระบบทางเดินอาหาร, ลำไส้, ยกเว้นพยาธิใบไม้, ยาแก้ปวด  ต้นไม้ทั้งหมด) ในมณฑลยูนนาน (จีน) พืชจะใช้เป็นยาบรรเทาอาการปวด
ระยะออกดอก---เมษายน - พฤศจิกายน---ติดผล---พฤษภาคม - ธันวาคม (อินเดีย)
ขยายพันธุ์---เมล็ด ราก

มะแหลบ/Peucedanum dhana


ชื่อวิทยาศาสตร์---Peucedanum dhana Buch.-Ham. ex C. B. Clarke.
This name is unresolved.According to The Plant List. Peucedanum dhana Buch.-Ham. ex C.B.Clarke is an unresolved name
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---Peucedanum dhana chiang dao.
ชื่ออื่น--- มะแหลบ, หมักแหลบ(แม่ฮ่องสอน) ; [THAI:  ma laep, mak laep (Mae Hong Son).]
ชื่อวงศ์--- APIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เนปาล อินเดีย ไทย
พบใน เนปาล อินเดียตอนเหนือที่ระดับความสูง 150-2000เมตร ประเทศไทย มักพบบนดอยทางภาคเหนือ ตามพื้นที่โล่งดินทราย ตามป่าผลัดใบ ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล 600-2,000 เมตร
เป็นไม้ล้มลุกลักษณะรากเป็นหัวยาวอยู่ใต้ดินขนานกับพื้น ลำต้นเป็นสันเหลี่ยมตั้งตรง  สูงได้ถึง40-1.5เมตรใบประกอบแบบขนนกแบบมี3ใบย่อยหรือแยก3แฉก ใบย่อยรูปไข่แกมรี ยาว3-7ซม.ก้านใบยาว ขอบใบจัก ปลายใบแหลมมีกลิ่นคล้ายผักชีดอกเป็นดอกช่อแบบช่อซี่ร่ม อยู่ปลายยอด แตกแขนงเป็นช่อย่อยหลายช่อ แต่ละช่อกว้าง3-10ซม. ก้านช่อดอกทรงกระบอกยาว 2.5-10 ซม ชูดอกย่อยอยู่ในระดับเดียวกันดอกย่อยมี จำนวนมากขนาดเล็กสีขาวจนถึงเหลืองอ่อนอมเขียว กลีบดอกรูปไข่กลับปลายเว้าเป็น2แฉก ผลเมื่อแก่แห้งแล้วแตก สีน้ำตาล  
-ใช้ประโยชน์---ใช้กิน มะแหลบเป็นไม้ทรงคุณค่าสำหรับชาวเหนือ เมล็ดมีกลิ่นหอมอ่อนๆ สามารถนำไปเป็นเครื่องเทศปรุงอาหาร นิยมใส่ในลาบ น้ำพริกอ่อง
-ใช้เป็นยา ประเทศอินเดียกินรากซึ่งจะคล้ายหัวแครอต มีสรรพคุณเป็นยาบำรุงและยาแก้ไข้
ระยะออกดอก---เดือนธันวามคม-กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์---เมล็ด

มังเคร่ช้าง/Melastoma sanguineum

ชื่อวิทยาศาสตร์---Melastoma sanguineum Sims
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Melastoma decemfidum Roxb.
---Melastoma dendrisetosum C.Chen
ชื่อสามัญ---Red melastome, Fox-tongued melastoma, Blood-red Melastoma, Bloodred Melastoma
ชื่ออื่น---กะดูดุ (มาเลย์-สงขลา); โคลงเคลง (ทั่วไป); โคลงเคลงช้าง (นราธิวาส); เบร้ช้าง, มังเคร่ขน, มังเคร่ช้าง, เมรีช้าง (ภาคใต้); อี้สี่ (มูเซอ-เชียงใหม่) ; [THAI: ka-du-du (Malay-Songkhla); khlong khleng (General); khlong khleng chang (Narathiwat); bre chang (Peninsular); mang khre khon (Peninsular); mang khre chang (Peninsular); meri chang (Peninsular); i-si (Musoe-Chiang Mai); [CHINESE: mao nie.]; [MALAYSIA: Senduduk (Malay), Senduduk Merah.]; [VIETNAM: Mua bà.]
ชื่อวงศ์---MELASTOMACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้ พม่า ไทย กัมพูชา เวียตนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์
พบที่ภาคใต้ของประเทศจีน( ฝูเจี้ยน, กวางตุ้ง, กวางสี, ไหหลำ) พบในพื้นที่ลาดเปิดพุ่มไม้ทุ่งหญ้าขอบป่าไม้บนเนินเขาเตี้ย ๆ ที่ระดับต่ำกว่า 400 เมตร ไปยัง พม่า คาบสมุทรมลายู สุมาตรา บอร์เนียว ชวา ฟิลิปปินส์ พบขึ้นอยู่ตามริมลำธารหรือพื้นที่โล่งชายป่าดงดิบทั่วไป ป่าที่ถูกรบกวนไปตามลำธารและถนนในที่โล่งและทุ่งหญ้าสะวันนา จากที่ราบจนถึงที่ระดับความสูงสูงสุด 2,300 เมตร ในประเทศไทยพบทุกภาค ขึ้นตามพื้นที่เป็นหินหรือดินทรายริมลำธาร ในป่าดิบแล้ง และป่าดิบชื้น ความสูงถึงประมาณ 1500 เมตร
ไม้ พุ่มสูง 1-5 เมตร กิ่งเป็นเหลี่ยม มีขนแข็งเอนตามกิ่ง ใบเดี่ยวรูปหอก กว้าง 2.5-4.5ซม.ยาว8-20ซม. โคนใบกลมปลายใบมีติ่งแหลมสั้นๆ  เส้นโคนใบข้างละ 2-3 เส้น ก้านใบยาว 0.8-2 ซม. ดอกสีม่วงอมชมพูออกเป็นดอกเดี่ยวหรือช่่อกระจุกขนาดเล็ก2-3ดอก ก้านช่อดอกยาว 1.5-4 ซม. ใบประดับรูปไข่ ยาวประมาณ 1 ซม. ด้านนอกเป็นเกล็ด ฐานดอกยาว 1-1.5 ซม. ขนยาว 0.6-1 ซม. กลีบเลี้ยงรูปสามเหลี่ยมแคบ ยาว 0.6-1 ซม. ขอบมีขนครุย ดอกสีม่วงอมชมพู กลีบรูปไข่กลับ ยาว 2-4.5 ซม.  เกสรเพศผู้ 10 อัน เกสรวงนอกมีอับเรณูสีม่วงยาว 12-15 มม. เกสร วงในมีอับเรณูสีชมพูหรือสีเหลืองยาว 1.1 ซม รยางค์สั้น รังไข่ปลายมีขนแข็ง ผลแดปซูลรูประฆัง ยาว 1.5-2.5 ซม. แตกไม่เป็นระเบียบ เนื้อในสีเหลือง
ใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในการรักษาโรคในฐานะยาสมานแผล และอาจจะใช้เป็นอาหาร
-ใช้กิน ไม่มีข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงสำหรับสายพันธุ์นี้ แต่ผลไม้หลายชนิดในสกุลจะถูกกินเป็นของว่าง  โดยทั่วไปแล้วจะมีรสหวาน ค่อนข้างฝาดถ้ายังไม่สุก
-ใช้เป็นยา ราก ใบ ดอก ผล เป็นยาสมานแผลและนำมาใช้ในการรักษาสภาพเช่นท้องเสีย ตกขาวและโรคบิด รากใช้เป็นสารกระตุ้นและยาชูกำลัง รักษาอาการวิงเวียน ใบรักษาอาการตกเลือดใช้หยุดเลือด
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ชยายพันธุ์---เมล็ด

ม้าสามต่อน/Asparagus filicinus

ชื่อวิทยาศาสตร์---Asparagus filicinus Buch.-Ham. ex D.Don
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Asparagus qinghaiensis Y.Wan
---Protasparagus filicinus (Buch.-Ham. ex D.Don) Kamble
ชื่อสามัญ---Fern Asparagus
ชื่ออื่น---ม้าสามต๋อน(เชียงใหม่); พอควายมิ(กะเหรี่ยง-แม่ฮองสอน); ผักซีซ้าง(เลย) ; [THAI: ma sam ton (Chiang Mai); pho-khwai-mi (Karen-Mae Hong Son); phak si sang (Loei).]; [CHINESE: Yáng chǐ tiān mén dōng.]; [HINDI: Sahasimuli, Sharanoi, Chiriya-kanda.]; [NEPALI: Ban kurilo, Van kurilo.]; [SANSKRIT: Satavari.]; [GERMAN: Farn-Spargel.]; [VIETNAM: Thiên Môn Ráng.]
ชื่อวงศ์---LILIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ตั้งแต่อินเดียถึงเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
พบในอินเดีย (เทือกเขาหิมาลัย ที่ระดับความสุง 1,700 - 2,700 เมตร) ในภาคตะวันตกของจีน พบขี้นตามป่าไม้พุ่มที่ร่มรื่นและชื้นตามหุบเขา ที่ระดับความสูง 1,200 - 3,000 เมตร  เป็นพืชส่วนใหญ่ของเขตอบอุ่นไปยังเขตกึ่งร้อนเข้าสู่เขตร้อนในเวียดนามพม่าและไทย ในประเทศไทยพบเจิญเติบโตตามซอกหิน ที่โล่งแจ้งของเขาหินปูน หรือตามภูเขาสูงบริเวณที่แสงแดดส่องถึง ทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ระดับความสูง 300-1,000 เมตร
ไม้ พุ่มสูง30-45ซม.กึ่งไม้เถา เป็นพืชหายาก ลักษณะมีเหง้าอยู่ใต้ดิน ลำต้นบนดินเลื้อยพันแตกกิ่งจำนวนมาก ตามกิ่งมีครีบเป็นเส้นนูนยาว แผ่นใบลดรูปเป็นเส้นสีเขียวรูปเคียว ออกเป็นวงรอบข้อ 3-5ใบไม่มีก้านใบ มีหูใบเป็นติ่งสีน้ำตาลสั้น ดอกออกเป็นช่อซี่ร่มหรือออกเดี่ยวๆตามซอกกิ่ง ดอกรูปถ้วยขนาด3มม.ผลเป็นผลสดรูปค่อนข้างกลม หยักเป็น3พูเมื่อผลสุกเป็นสีแสด ผิวเรียบขนาด2-3มม.
ใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารและยารักษาโรค บางครั้งปลุกเป็นไม้ประดับในสวน
-ใช้กิน หน่ออ่อน - สุก ใช้กินเป็นผัก
-ใช้เป็นยา รากแห้งใช้เป็นยาลดไข้, แก้ไอ, ยาขับปัสสาวะ, เสมหะ, กระเพาะอาหาร, กระตุ้นประสาทและยาชูกำลัง  ยาพื้นบ้านใช้ ราก ต้มดื่มสำหรับสตรีหลังคลอด ตากแห้งฝน ผสมน้ำผึ้งหรือต้มดื่มแก้ท้องเสีย ต้มดื่มแก้ท้องอืด แก้ปวดหลัง ปวดเอว แก้นิ่ว แก้ปวดเมื่อย ทั้งต้น แก้ปวดหลังปวดเอว บำรุงกำลัง
ระยะออกดอก---พฤษภาคม-กรกฎาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด แยกหน่อ

ระย่อมหลวง/Rauvolfia cambodiana

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Rauvolfia cambodiana Pierre ex Pit.
ชื่อพ้อง---No synonyms are record for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ขะย่อมตีนหมา (ภาคเหนือ); ขะย่อมหลวง (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ); นางแย้ม (นครราชสีมา); ระย่อม (ตราด); ระย่อมหลวง (ภาคกลาง) ; [THAI: khayom tin ma (Northern); khayom luang (Northeastern); nang yaem (Nakhon Ratchasima); rayom(Trat); rayom luang (Central).]; [SWAHILI : Mutongo (Kenya).]; [VIETNAM: Ba Gạc Lá To.]
ชื่อวงศ์---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน ไทย เวียตนาม ลาว กัมพูชา
การกระจายพันธุ์แคบในเวียดนามและกัมพูชา ประเทศไทยพบแทบทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ ขึ้นตามป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้ง ความสูงถึงประมาณ 800 เมตร
ไม้ พุ่มสูง 1-2 เมตร ลักษณะมียางขาว ใบเดี่ยวเรียงรอบข้อ ข้อละ3ใบ เป็นรูปขอบขนานหรือรูปหอกกลับ ขนาดกว้าง5-10ซม.ยาว12-30ซม. ปลายใบและโคนใบจะเรียวแหลม หรืออาจจะเป็นหางยาว ส่วนตรงปลายสุดนั้นจะแหลม  เส้นแขนงใบข้างละ 12-25 เส้น ก้านใบยาว 1-3.5 ซม.
ดอก ช่อออกที่ซอกใบและปลายกิ่ง ยาวประมาณ5-10ซม.ก้านช่อมีความยาว1.5-4.5ซม  ก้านดอกยาว 3-6.5 มม. กลีบเลี้ยงรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ยาว 1.5-2.5 มม. กลีบดอกมี5กลีบ รูปไข่ปลายมน กลีบดอกสีขาว โคนกลีบเป็นหลอดสีม่วงแดง ผลสดเป็นผลแฝดไม่ติดกัน  รูปรี ยาว 0.7-1.1 ซม.มีน้ำมาก ผลอ่อนจะมีสีเขียว ผลแก่สีเลือดหมู ภายในมีเมล็ดเดียว
ใช้ประโยชน์---พืชถูกรวบรวมจากป่าเพื่อใช้เป็นยาในท้องถิ่น
-ใช้เป็นยา ตำรายาพื้นบ้านรากใช้แก้ไข้ และเป็นยาบำรุงประสาท ไม่ระบุส่วนที่ใช้ช่วยทำให้เจริญอาหาร
ระยะออกดอกและติดผล---มีนาคม-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

รักในสายหมอก/Nigella damascena

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Nigella damascena L.
ชื่อพ้อง--No synonyms are record for this name.
ชื่อสามัญ---Love in a mist, Devil in the bush, Ragged lady, Blue crown, Blue spiderflower, Chase-the-devil, Devil in a bush, Devil in the bush, Garden fennel, Jack in prison, Jack in the green, Katherine's flower, Kiss-me-twice-before-I-rise, Lady in the bower, Love-in-a-puzzle, Love-in-a-tangle, St Catherine's flower
ชื่ออื่น---รักในสายหมอก; [THAI: rak ni sai mok.]; [CHINESE: Hēi zhǒng cǎo.]; [JAPAN: Kurotanesou.]; [KOREA: nigella.];[ITALIAN: anigella, damigella.]; [MALAYALAM: nigalla ḍamāskina.]; [Spanish: Arañuela.]; [French: barbiche, cheveux de Vénus, Nigelle de Damas.]; [GERMAN: Damaszener Schwarzkümmel.]
ชื่อวงศ์---RANUNCULACEAE
ถิ่นกำเนิด-ทวีปแอฟริกา, ทวีปยุโรป, ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เขตร้อนทั่วโลก
มีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาเหนือ ยุโรปตอนใต้ (เมดิเตอร์เรเนียน) และเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ พบได้ในพื้นที่ที่ถูกทอดทิ้งและชื้น
ไม้ พุ่มขนาดเล็กอายุไม่ยืนสูง30-60ซม. ใบเป็นแฉกรูปแถบแบบขนนก ใบประดับเป็นเส้นเล็กเรียวออก ดอกออกเดี่ยวๆที่ปลายยอด ขนาด3-4ซม.กลีบเลี้ยง5กลีบคล้ายกลีบดอก มีสีม่วง ขาว และฟ้า
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน เมล็ดมีรสชาติค่อนข้างเผ็ด (บางคนสังเกตว่ามีความคล้ายคลึงกับลูกจันทน์เทศ) และถูกนำมาใช้เป็นเครื่องปรุงรสและในลูกกวาด มีการใช้เมล็ดอะโรมาติกโดยเฉพาะในตุรกีตะวันออกกลางและอินเดียสำหรับวัตถุประสงค์ในการทำอาหารและยาถึงแม้ว่าสายพันธุ์นี้จะด้อยกว่าN. sativa (ยี่หร่าสีดำ) ซึ่งเมล็ดมีการพัฒนารสชาติและกลิ่นคล้ายออริกาโนที่ขมเล็กน้อย
-ใช้ปลูกประดับ ได้รับการปลูกกันอย่างแพร่หลายทั่วโลกพอสมควร เป็นไม้ ดอกเมืองหนาวที่สวยงามน่ารักนิยมใช้ปลูกเป็นไม้ประดับสวนและส่วนประกอบที่มีสีสันของการจัดดอกไม้ทั้งสดและแห้ง มีการพัฒนาสายพันธุ์หลายสายพันธุ์เพื่อขยายช่วงสีให้ครอบคลุมสีชมพูและม่วงรวมถึงการผลิตดอก ให้ได้พืชที่เตี้ยกว่าหรือสูงกว่า เพื่อรองรับสถานการณ์ภูมิทัศน์ที่แตกต่างกัน
ระยะออกดอก---กรกฎาคม-ตุลาคม---ผลแก่--สิงหาคม-ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ลูกพรวนหมา/Pycnospora lutescens


ชื่อวิทยาศาสตร์---Pycnospora lutescens (Poir.) Schindl.
ชื่อพ้อง---Has 8 Synonyms

-Basionym: Hedysarum lutescens Poir. -Indigofera desmodioides Benth.        
-Crotalaria nervosa Graham     -Phyllodium lutescens (Poir.) Desv.    
-Crotalaria tappenbeckiana K.Schum. & -Lauterb.     -Pycnospora hedysaroides Wight & Arn.    
-Desmodium viride Vogel     -Pycnospora nervosa Wight & Arn.

ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ลูกพรวนหมา(นครราชสีมา) ' [THAI: luk phruan ma (Nakhon Ratchasima).]; [CHINESE: Mì zi dòu jiǎ fān dòu cǎo.]; [JAPANESE: Kinchakumame.]; [VIETNAM: Quần châu.]
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน อินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้และนิวกินี
เป็น Monotypic มีเพียง 1สายพันธุ์ในสกุล Pycnospora
พบในจีน(ตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลเจียงซี, กวางจง, ไหหลำ, กวางสี, ตะวันตกเฉียงใต้ของกุ้ยโจว, ยูนนานและไต้หวัน) นอกจากนี้ยังมีการกระจายในอินเดีย, พม่า, ไทย, เวียดนาม, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย, นิวกินีและออสเตรเลียตะวันออกส่วนใหญ่พบขึ้นตามทุ่งหญ้าและที่เปิดโล่งของป่าผลัดใบที่ระดับความสูง 50-1300 เมตรจากระดับน้ำทะเล
ไม้ล้มลุกแบบเลื้อยพันต้นสูงประมาณ 0. 50-0.70 เมตร  ลักษณะลำต้นสีเขียว-น้ำตาล มีขนสีน้ำตาลยาว 1-2 มม.ปกคลุมจำนวนมาก ใบเป็น ใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 3 ใบ รูปไข่กลับ กว้าง 0.7-1.8 ซม. ยาว1-2.5 ซม.ปลายใบมน ฐานใบเว้ารูปหัวใจ  ก้านใบยาว 0.61-1.15 ซม.ดอกสีม่วงแกมชมพู ออกเป็นช่อจากปลายกิ่ง ยาวถึง 10 ซม. ดอกเดี่ยวมี 10-14 ดอกต่อช่อ ดอกรูปดอกถั่วขนาด 0.7 ซม. กลีบรองดอกปลายแยก 5 แฉก กลีบดอก 5 กลีบ กลีบบนแผ่กว้างเกือบกลม มีหยักเว้าเล็กน้อย เกสรผู้ 10 อัน รังไข่มีขนปกคลุม ผลเป็นฝักสีเขียวอ่อน มีข้อเดียวขนาดค่อนข้างใหญ่ มีขนยาวสีขาว 2-3 มม.ปกคลุมอยู่มาก  รูปรี กว้าง 0.6 ซม.ยาว1.3ซม.มีขนสั้นปกคลุม แก่แล้วแตกด้านข้างมีจำนวน 7-14 ฝักต่อช่อ เมล็ดมีขนาดเล็กมี 8-10 เมล็ดรูปไข่ยาวประมาณ 2 มม.
ใช้ประโยชน์---เป็นแหล่งอาหารสัตว์ตามธรรมชาติของ โค กระบือ สำหรับแทะเล็ม
ระยะออกดอก---ตุลาคม-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

โลดทะนง/Trigonostemon reidioides

ชื่อวิทยาศาสตร์---Trigonostemon reidioides ( Kurz) Craib
ชื่อพ้อง---Baliospermum reidioides Kurz
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ข้าวเย็นเนิน, ทะนงแดง (ประจวบคีรีขันธ์); ดู่เตี้ย, ดู่เบี้ย (เพชรบุรี); ทะนง, รักทะนง (นครราชสีมา); นางแซง (อุบลราชธานี); โลดทะนง (ปราจีนบุรี, ราชบุรี, ตราด); โลดทะนงแดง (บุรีรัมย์); หนาดคำ (ภาคเหนือ); หัวยาข้าวเย็นเนิน (ราชบุรี) ; [THAI: khao yen noen (Prachuap Khiri Khan); du tia (Phetchaburi); du bia (Phetchaburi); thanong (Nakhon Ratchasima); thanong daeng (Prachuap Khiri Khan); nang saeng (Ubon Ratchathani); rak thanong (Nakhon Ratchasima); lot thanong (Prachin Buri, Ratchaburi, Trat); lot thanong daeng (Buri Ram); nat kham (Northern); hua ya khao yen noen (Ratchaburi).]; [VIETNAM: Tam hùng hẹp, Thần xạ mốc.]
ชื่อวงศ์---EUPHORBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พม่าไทย ลาว กัมพูชา เวียตนาม


พบที่ภูมิภาคอินโดจีน ในไทยพบแทบทุกภาคยกเว้นภาคใต้ ขึ้นตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง หรือที่โล่งแห้งแล้ง ความสูงถึงประมาณ 1100 เมตร
ไม้ พุ่มเล็กสูงราว0.5-1เมตร ลำต้นเรียวเล็ก ขึ้นเป็นกอ ทุกส่วนของต้นมีขนสั้นนุ่มหนาแน่น ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปขอบขนานหรือรูปขอบขนานแกมใบหอก กว้าง2-4ซม.ยาว7-12ซม.ผิวใบมีขนนุ่มทั้งสองด้าน ขอบใบเรียบ  ก้านใบยาว 0.8-2 ซม. ช่อดอกแบบช่อกระจะ ยาว 9-14 ซม. ดอกสีแดงเลือดนก มี5กลีบออกเป็นช่อตามซอกใบและตามกิ่งก้าน ดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้นเดียวกัน ดอกเพศผู้ก้านดอกยาว 1-2 มม. กลีบเลี้ยงรูปไข่กลับ ยาว 2-3 มม. กลีบดอกรูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ ยาว 4-5 มม. เกสรเพศผู้ 3 อัน ดอกเพศเมียก้านดอกยาว 0.8-1.5 ซม. ขยายในผลยาว 1.5-3.5 ซม. กลีบเลี้ยงรูปขอบขนาน ยาว 2-5 มม. กลีบดอกรูปไข่กลับ ยาว 4-5 มม.  ผลกลมเส้นผ่านศูนย์กลาง 1-1.5 ซม.สีน้ำตาลเทารูปค่อนข้างกลม มีขนสั้นนุ่มปกคลุมหนาแน่น แบ่งเป็น 3 พูชัดเจน ผลแห้งแล้วแตกได้ เมล็ด รูปค่อนข้างกลมหรือรูปไข่แกมสามเหลี่ยม ผิวเรียบ
เจริญงอกงามในฤดูฝน พอถึงฤดูแล้งต้นมักตายแล้วเกิดหน่อใหม่เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา สรรพคุณทางสมุนไพรที่โดดเด่น  ฝนกับน้ำมะนาวหรือสุรารับประทานแก้พิษงู และสัตว์มีพิษได้ทุกชนิด ฝนกับน้ำทาแก้ฟกช้ำ เคล็ดยอกบวม รากมีฤทธิ์ทำให้อาเจียนอย่างหนัก ใช้ถอนพิษคนกินยาเบื่อยาเมา หรือฝนน้ำกินช่วยให้เลิกดื่มเหล้า รากใช้ต้มกับน้ำดื่ม ช่วยแก้วัณโรค บรรเทาอาการโรคหืด ใช้เป็นยาระบาย ช่วยในการคุมกำเนิด
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด
*หมายเหตุ : โลดทะนงมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด ได้แก่ "โลดทะนงแดง" (ชื่อวิทยาศาสตร์ Trigonostemon reidioides (Kurz) Craib) ที่กล่าวในบทความนี้ และอีกชนิดคือ "โลดทะนงขาว" (ชื่อวิทยาศาสตร์ Trigonostemon albiflorus Airy Shaw) โดยทั้งสองชนิดคนส่วนใหญ่จะนิยมปลูกเป็นไม้สมุนไพร แต่ส่วนมากจะรู้จักเฉพาะ "โลดทะนงแดง" ส่วนโลดทะนงขาวนั้นน้อยคนนักที่จะรู้จัก เนื่องจากเป็นไม้หายาก จึงนิยมใช้โลดทะนงแดงในการแก้พิษกันมากกว่า โดยทั้งสองชนิดนี้มีข้อแตกต่างกันตรงเปลือกหุ้มราก ถ้าเปลือกหุ้มรากเป็นสีแดงจะเรียกว่า "โลดทะนงแดง" หากเปลือกหุ้มรากเป็นสีดำจะเรียกว่า "โลดทะนงขาว" * https://medthai.com/โลดทะนงแดง/

วนารมย์/Campylotropis sulcata

ชื่อวิทยาศาสตร์---Campylotropis sulcata Schindl.
ชื่อพ้อง---Has 2 SYnonyms
---Campylotropis purpurascens Ricker
---Lespedeza sulcata Craib
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---วนารมย์(ทั่วไป) ; [THAI: wa na rom (General).]; [CHINESE: Cáo jīng háng zi shāo.]
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน ญี่ปุ่น อเมริกาเหนือ เอเซีย
พบในเขตอบอุ่นของโลกซึ่งมีอากาศค่อนข้างเย็นเช่น ญี่ปุ่น อเมริกาเหนือ และกระจายลงมาถึงทางใต้ของทวีปเอเซีย ในประเทศไทยพบเฉพาะทางภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน
มักพบในป่าเบญจพรรณและป่าสน บริเวณทุ่งหญ้ากลางแจ้งที่ชุ่มชื้น ดินปนทรายร่วนซุย ระบายน้ำดี
ไม้ พุ่มเตี้ย ลำต้นแตกกอสูง1-2เมตร ลักษณะ ใบประกอบแบบ3ใบย่อย รูปใบหอกยาวประมาณ 12 ซม. ก้านใบยาว 3.7 ซม. แผ่นใบย่อยรูปไข่หรือรูปขอบขนานยาวสูงสุด 6.6 ซม. กว้างสูงสุด 3.5 ซม. ใบและกิ่งก้านมีขนนุ่มปกคลุม ดอกแบบดอกถั่วออกเป็นช่อตั้งที่ปลายกิ่งสีม่วงอมชมพูช่อดอกยาวได้ถึง 4.5 ซม. กลีบดอก5กลีบรูปร่างคล้ายผีเสื้อ ดอกในช่อจะทยอยบานจากโคนไปหาปลายช่อ เวลาดอกบานทั้งช่อจะสวยงามมาก ฝักรูปรีกลมปลายยอดแหลมปากสั้นยาว 5-6 มม. กว้าง 3.5 มม. มีขนสั้น
ระยะออกดอก---กันยายน-ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ว่านดอกดินขาว/Balanophora latisepala

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Balanophora latisepala (Tiegh.) Lecomte.
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms
---Balaniella fasciculata Tiegh.
---Balaniella latisepala Van Tiegh.
---Balanophora fasciculata (Tiegh.) Lecomte
---Balanophora thorelii Lecomte
---Balanophora truncata Ridley
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ว่านดอกดินขาว กากหมาก โหราเท้าสุนัข  ; [THAI: kak mak (general), wan dok din kao, hoh-ra-tao-su-nak.]; [VIETNAM: Toả dương, Dó đất hình cầu, dương đài hình cầu, Cu chó, xà cô.]
ชื่อวงศ์---BALANOPHORACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- มาเลเซีย, ลาว, ไทย, เวียดนาม, สุมาตรา, บอร์เนียว,
ประเทศไทยพบได้ทุกภาคของประเทศ ที่ความสูงตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนถึง1,800เมตร พบตามป่าดิบชื้น ป่าดิบเขา ป่าเบญจพรรณ ชอบร่มเงาและความชื้นสูง
เป็น พืชล้มลุกประเภทพืชเบียนเกาะอาศัยแย่งอาหารจากรากพืชชนิดอื่น ดูดกินน้ำเลี้ยงและธาตุอาหารจากรากพืชที่เป็นไม้ต้น  ลักษณะคล้ายกับขนุนดินแต่มีสีอ่อนและขนาดเล็กกว่า สูง6-8ซม. ลำต้นเป็นก้อนขรุขระใต้ดินขนาด2-3ซม. ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับระนาบเดียวขนาดเล็กออกตรงข้าม3-6คู่ดอก ออกเป็นช่อสีเหลืองอ่อน เพศผู้และเพศเมียอยู่แยกต้นกันใช้กลิ่นช่วยล่อแมลงมาผสมพันธุ์ โดยช่อแก่จะส่งก้านขึ้นเหนือผิวดินเป็นกลุ่มหรือเป็นกระจุก อาจ มีมากกว่า10ดอก ช่อดอกเพศผู้เป็นแกนยาว กว้าง2-6ซม.ยาว3-10ซม.กาบรองดอกรูปลิ่มหรือเกือบสี่เหลี่ยม ดอกมีจำนวนมาก  ก้านดอกยาว 1.5-6 มม.กลีบดอก4-5กลีบสีครีมขนาดเล็กมาก เกสรผู้ 4-5 อันเชื่อมติดกันเป็นก้อนแบนแคบๆ ตุ่มเกสรรูปเกือกม้า ช่อดอกเพศเมียรูปรี หรือรูปไข่กลับ สีน้ำตาลถึงน้ำตาลอมแดงกว้าง1-4ซม.ยาว1-6ซม. ดอกเล็กละเอียดจำนวนมาก
ระยะออกดอก---กันยายน-กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์---เมล้ด

ว่านดอกสามสี/Christisonia siamensis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Christisonia siamensis Craib.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Aeginetia siamensis (Craib) Livera
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ดอกดิน (เลย, ภาคเหนือ); ว่านดอกสามสี (กาญจนบุรี); ว่านหญ้าแฝก (ลพบุรี); เอื้องดิน (ภาคเหนือ) ; [THAI: dok din (Loei, Northern);  wan dok sam si (Kanchanaburi);  wan ya faek (Lop Buri); ueang din (Northern).]
ชื่อวงศ์---OROBANCHACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย


เป็นพืชถิ่นเดียวที่พบเฉพาะในประเทศไทย พบตามทุ่งหญ้าและป่าผลัดใบทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง ตั้งแต่ระดับความสูง500-1,000เมตรจากระดับน้ำทะเล
เป็นพืชเบียนของรากไผ่ มักพบในร่มที่ค่อนข้างชื้นที่มีเศษใบไม้ผุพังมาก ดอกมีสีขาว ม่วง และเหลือง จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าว่านดอกสามสี ลักษณะลำต้นอยู่ใต้ดินขนาดเล็กอาศัยบนรากพืชชนิดอื่น ทุกส่วนไม่มีสีเขียว ยอดมีเมือกใส สูง3-5ซม.พบเฉพาะช่วงออกดอก ใบขนาดเล็ก ก้านดอกสั้น ดอก เป็นดอกเดี่ยวออกที่ปลายสุดของลำต้น กลีบเลี้ยงสีขาวอมเหลืองหรือม่วง หลอดกลีบยาวประมาณ 3 ซม. มักแยกเป็น 3 แฉก ยาว 3-6 มม. ดอกสมบูรณ์เพศ ออกดอกเป็นกระเปาะใหญ่รูประฆัง สีม่วงแกมชมพูหรือม่วงเข้ม ด้านในกลีบปากล่างมีปื้นสีเหลือง หลอดกลีบดอกยาว 5-7 ซม. ปลายแยกเป็น 5 กลีบ กลีบรูปปากเปิดไม่ชัดเจน เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 ซม. ขอบจักชายครุย เกสรเพศผู้ 4 อันอยู่ชิดกัน ติดภายในหลอดกลีบดอก อับเรณูมีช่องเดียว มีรูเปิดด้านบน โคนมีเดือย ก้านชูอับเรณูสีเหลือง โคนมีกระจุกขน มี 2 คาร์เพล ออวุลจำนวนมาก พลาเซนตารอบแนวตะเข็บ ก้านเกสรเพศเมียเรียวยาว ยอดเกสรเพศเมียรูปโล่ ผลเป็นฝักเมื่อแก่แตกเป็น 2ซีกเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก
ระยะออกดอก---เดือนกรกฏาคม-ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ว่านหาวนอน/Kaempferia rotunda


ชื่อวิทยาศาสตร์---Kaempferia rotunda L.
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Kaempferia bhucampac Jones
---Zerumbet zeylanica Garsault
---Kaempferia longa Jacq.
---Kaempferia versicolor Salisb.
ชื่อสามัญ--- Indian crocus, Peacock ginger, Round-rooted galangale, Chengkur, Blackhorm, Kaempferia, Resurrection-lily, Tropical-crocus.
ชื่ออื่น---ว่านดอกดิน, ว่านตูหมูบ (เลย); ว่านนอนหลับ (เชียงใหม่); ว่านส้ม (ขอนแก่น); ว่านหาวนอน (ราชบุรี); เอื้องดิน (ภาคเหนือ) ; [THAI: wan dok din (Loei); wan tu mup (Loei); wan non lap (Chiang Mai); wan som (Khon Kaen); wan hao non (Ratchaburi); ueang din (Northern).]; [ASSAMESE: Bhui-champa.]; [HINDI: bhoomee champa.]; [KANNADA: nela sampige.]; [MALAYALAM: Chengazhineerkizhangu, Malan-kua, Chengazhi.]; [SANSKRIT: bhumi champa.]; [INDONESIA: Temu putri, Temu lilin (Btw.), Temu rapet, Kunci pepet, Kunir Putih.]; [VIETNAM: Cẩm địa.]
ชื่อวงศ์---ZINGIBERACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน อนุทวีปอินเดีย อินโดจีน ชวา มาเลเซีย คอสตาริกา
พบแพร่กระจายตามธรรมชาติในเอเชียจากอินเดียตะวันตก, ภูฏาน, เนปาล , พม่า , จีน (กวางตุ้ง กวางสี ไห่หนาน ยูนนาน ไต้หวัน ) ผ่านอินโดจีน(ไทยเวียดนามตอนบน) มาเลเซียถึงอินโดนีเซียและคอสตาริก้า ขึ้นตามที่โล่งในป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง และเขาหินปูน ความสูง 50-1300 เมตร  ในประเทศไทยพบทุกภาค พบบนภูเขาหินปูน ทุ่งหญ้าเปิดหรือพื้นที่เปิดโล่งของป่าผลัดใบผสม และป่าดิบเขาที่ระดับความสูง200-1,300เมตร
ไม้ ล้มลุกมีเหง้า ลำต้นเทียม pseudostem สูง10-30 ซม เหง้ายาว  2.5-3.5 x 2 ซม. สีขาวเหลือง กลิ่นหอมแรง ใบมี 2-4 ใบ รูปขอบขนานหรือรูปใบหอก ยาว 7-35 ซม. ก้านใบยาว 1-2 ซม. กาบใบยาว 6-10 ซม. (ใบยาวรวมประมาณ50-65ซม.)ผิวใบด้านบนเกลี้ยงด้านล่างสีม่วงดำ มีขน ก้านดอกผลิตจากเหง้า ออกเป็นช่อสั้นจากเหง้าใต้ดิน ก่อนแทงใบ(ทั้งดอกไม้และใบไม้ไม่สามารถมองเห็นได้ในเวลาเดียวกัน) ดอกสีม่วงอ่อนปนสีขาว  กาบประดับยาวได้ถึง 5 ซม. มี 4-12 ดอก บานครั้งละ 1-2 ดอก ใบประดับรูปขอบขนาน ยาว 2-4 ซม. ใบประดับย่อยสั้นและเรียวแคบกว่า กลีบเลี้ยงยาว 3-6 ซม. ดอกสีขาว หลอดกลีบดอกยาว 5-5.5 ซม. กลีบดอกรูปแถบ ปลายมีรยางค์ กลีบหลังยาว 4-5 ซม. กลีบข้างสั้นกว่าเล็กน้อย แผ่นเกสรเพศผู้ที่เป็นหมันรูปขอบขนาน ยาว 2-4 ซม. กลีบปากสีม่วง มีปื้นสีเหลืองที่โคน ยาวประมาณ 4 ซม. ปลายแฉกลึก อับเรณูยาว 5-8 มม.ยอดเกสรรูปถ้วย ขอบมีขน
ใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารและยารักษาโรค มักจะปลูกเป็นไม้ประดับในเขตร้อน
-ใช้กิน ใบอ่อนและรากกินเป็นผักสด เหง้าและใบอ่อนใช้สำหรับแต่งกลิ่นอาหาร
-ใช้เป็นยาในอายุรเวทจำนวนมาก เหง้า- ขับปัสสาวะ นำมาบดและนำไปใช้ภายนอกเพื่อรักษาอาการเคล็ดขัดยอก เหง้าและรากทำเป็นครีมใช้ ทาแผลสดและใช้ร่วมเป็นยาสมุนไพรหลายขนาน พืชมีศักยภาพต้านอนุมูลอิสระในการควบคุมโรคที่ขึ้นกับอายุ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจตาย, เบาหวาน, หลอดเลือด, มะเร็ง ฯลฯ-ตั้งแต่สมัยโบราณมันถูกใช้เป็นสมุนไพรพื้นบ้านในเกาะกาลิมันตันของอินโดนีเซียที่เรียกว่าJamu ในอินโดนีเซียสมัยใหม่มักใช้เป็นชาหรือน้ำหอม (น้ำมันหอมระเหย) เป็นประจำทุกวัน -กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานการวิจัยและพัฒนาของกระทรวงสาธารณสุขของอินโดนีเซียได้เลือก Kempferia Rotunda เป็นหนึ่งใน 100 พืชสมุนไพรเพื่อสุขภาพ ใช้แก้ท้องเสียแก้อาเจียนส่งเสริมสุขภาพของผู้หญิงและโรคมะเร็งของระบบทางเดินหายใจ
-อื่น ๆ น้ำมันหอมระเหยที่มี cineol สารที่มีกลิ่นของการบูร ได้มาจากเหง้าให้น้ำมันหอมระเหย 0.2% ที่มีสีเหลืออ่อน สารสกัดจากเหง้าได้แสดงกิจกรรมการฆ่าแมลงที่สำคัญต่อตัวอ่อนของแมลงศัตรูพืช Spodoptera littoralis(หนอนใบฝ้าย)               ระยะออกดอก---มีนาคม-เมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด เหง้า

วิรุญจำบัง/Neohymenopogon parasiticus


ชื่อวิทยาศาสตร์---Neohymenopogon parasiticus (Wall.) Bennet
ชื่อพ้อง---has 2 Synonyms
---Hymenopogon parasiticus Wall.
---Mussaenda cuneifolia D.Don
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---วิรุญจำบัง(ทั่วไป) , โพวาไหสยี (เชียงราย); โพอาศัย (เชียงใหม่); [THAI: wi run cham bang (general); pho wa hai sayi (Chiang Rai); pho a sai (Chiang Mai).]; [CHINESE: Shí dīngxiāng.]
ชื่อวงศ์---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย ภูฏาน เนปาล พม่า อินโดจีน จีนตอนใต้


พบที่อินเดีย (หิมาลัย, ภูฏาน เนปาล), จีน (ยูนนาน), พม่า, อินโดจีน(ไทยและเวียตนามตอนบน), ที่ระดับความสูง1600-2800 เมตร ในประเทศไทยพบตามภูเขาสูงทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกเฉียงใต้ [ภาคเหนือ: เชียงราย (ดอยผาห่มปก), เชียงใหม่ (ดอยเชียงดาว, ดอยอินทนนท์, ฯลฯ ), น่าน (ดอยภูคา ), ลำพูน (ดอยขุนตาล ), ลำปาง (ดอย หลวง), พิษณุโลก (ภูเมี่ยง, ภูหินร่องกล้า) ; ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ:เลย (ภูหลวง, ภูกระดึง , ภูเรือ ) ; ทางตะวันออกเฉียงใต้: จันทบุรี (เขาสอยดาว)อาศัยอยู่ตามคาคบไม้หรือบนก้อนหินที่มีมอสหนาแน่น หรือที่โล่งตามซอกหินปูนหรือหินทราย เป็นพืชที่ชอบอากาศเย็น พบ ที่ระดับความสูง 1200-2500 เมตร
ไม้พุ่มส่วนมากอิงอาศัย epiphytic หรือ epilithic ขนาดความสูง1-2 เมตร ลำต้นอวบน้ำ หูใบรูปสามเหลี่ยม ยาว 0.5-1 ซม. ร่วงพร้อมใบ ใบเดี่ยวออกตรงข้ามเป็นคู่ ตั้งฉากกัน รูปรีถึงรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนาน ยาว 8-21 ซม.โคนเรียวแคบจรดก้านใบ แผ่นใบมีขนละเอียด เส้นแขนงใบข้างละ 15-28 เส้น ก้านใบยาว 0.5-2 ซม.ปลายใบแหลม ด้านล่างเห็นเส้นใบชัดเจน ดอกสีขาวสมบูรณ์เพศ ออกเป็นช่อที่ปลายยอด ประกอบด้วยช่อกระจุก 2-5 ช่อ ยาว 5-10 ซม. แต่ละช่อมีดอกย่อย มีใบประดับสีขาว หรือขาวแกมชมพูอ่อนรองรับ รูปรี กว้าง1.5-2 ซม.ยาว 5 ซม.กลีบรองดอกเชื่อมกันเป็นหลอดปลายแยก5กลีบด้านนอกมีขน นุ่ม กลีบดอกเป็นหลอดยาว 2.8-4 ซม.ส่วนปลายแผ่เป็น5กลีบรูปไข่ด้นในมีขนนุ่ม เกสรผู้5อัน ก้านชูสั้น อยู่บริเวณปากหลอดกลีบดอก ก้านเกสรเมียยาวปลายแยกเป็น2แฉก  ทิ้งใบช่วงติดผล ผล รูปโคนหัวกลับยาว1.5-2 ซม.เมื่อแก่แล้วแตก มีขนปกคลุม และมีปีกที่ปลายทั้ง2ด้าน เมล็ดจำนวนมาก รูปแถบ ยาว 5-7 มม. รวมปีก
ระยะออกดอก---กรกฎาคม - กันยายน (ตุลาคม)---ติดผล--- (กรกฎาคม) กันยายน - กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์---เมล็ด

เศวตสุรีย์/Daphne sureil

ชื่อวิทยาศาสตร์---Daphne sureil W.W.Sm. & Cave
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Daphne shillong Banerji    
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---เศวตสุรีย์ ไก่แก้ว เข็มขาวป่า ; ; [THAI: khem kao pa, kai kaew.]; [CHINESE: tou xu rui xiang, Ruì xiāng shǔ.]; [FRENCH: Daphnà de l'Himalaya.]; [NEPALESE: Argale.]; [BHUTAN: Argayle, Bhale, Kagate.] ; [VIETNAM: Chi Thụy hương.]
ชื่อวงศ์---THYMELAEACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย เนปาล จีนตอนใต้ บังกลาเทศ  พม่า ไทย

 

*สกุล Daphne L. มีประมาณ 95 ชนิด พบในเอเชียโดยเฉพาะจีน มีหลายชนิดนิยมปลูกเป็นไม้ประดับ ดอกมีกลิ่นหอม ต่างจากสกุล Eriosolena และ Wikstroemia ที่ก้านช่อไร้ก้านหรือมีก้านสั้นมากและออกตามซอกใบ ในไทยมีชนิดเดียว ส่วน D. composita (L. f.) Gilg ปัจจุบันให้เป็นชื่อพ้องของ Eriosolena composita (L. f.) Tiegh. ชื่อสกุลมาจากภาษากรีก “daphne” ที่ใช้เรียก Laurus nobilis L.*http://www.dnp.go.th/botany/
พบในประเทศจีนโดยเฉพาะทิเบต พบตามป่าดิบเขาที่ระดับความสูง 1800-2100 (-2800) เมตร  และภูมิภาคอื่น ๆ ในบริเวณใกล้เคียง [บังคลาเทศ ภูฏาน  อินเดีย (หิมาลัย) ที่ระดับความสูง1,200-2400 เมตร] ประเทศไทยพบตามป่าดิบเขาทางภาคเหนือที่เชียงใหม่ ที่ระดับความสูง1,200-2,200เมตร
ไม้พุ่มของครอบครัววงศ์กฤษณา สูง 1-4 เมตร กิ่งก้านสีน้ำตาลอมเทาใบเดี่ยวเรียงเวียนรูปรีหรือขอบขนาน กว้าง1.5-5 ซม.ยาว 6-20 ซม.โคนใบสอบเรียวปลายใบแหลมขอบใบเรียบแผ่นใบหนาคล้าย หนัง ผิวเกลี้ยง ก้านใบยาว0.5-1ซม.  ดอกสีขาวมีกลิ่นหอมออกเป็นกลุ่มที่ปลายยอดแบบช่อกระจุกแน่น ไม่มีก้านช่อหรือมีก้านช่อสั้น ๆ ใบประดับรูปไข่ ยาว 0.8-1 ซม. ร่วงเร็ว แต่ละช่อมี 5-14 ดอก ก้านดอกยาว 1-2 มม. กลีบรองดอก4กลีบโคนเชื่อมกันเป็นหลอด ยาว1-1.5ซม กลีบดอกลดรูป เกสรเพศผู้ 8 อันเรียงเป็นวง2วงในหลอด ชูอับเรณูหรือมีก้านสั้นมาก อับเรณูยาว 1-2 มม. จานฐานดอกรูปถ้วย ขอบจัก รังไข่มี 1 ช่อง ยอดเกสรรูปโล่ ผลเป็นผลสดรูปกลมรี ขนาด 0.8-1.5 ซม.สุกแล้วสีแดง มีหลายเมล็ด
ระยะออกดอก---ตุลาคม-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

สตรอเบอรี่ป่า/Duchesnea indica

ชื่อวิทยาศาสตร์---Duchesnea indica (Andr.) Focke
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Fragaria indica Andr.
---Potentilla indica (Andr.) Wolf
ชื่อสามัญ---Mock strawberry, Indian strawberry, False strawberry, Yellow-flowered Strawberry, Wild Strawberry.
ชื่ออื่น---สตรอเบอรี่ป่า ยาเย็น ; [THAI: ya yen (Chiang Mai); satro boe ri pa (Central).]; [ITALIAN: Fragola matta.] ; [FRENCH: Fraisier de Duchesne, Fraisier des Indes, Fraisier à fleurs jaunes.]; [GERMAN: Scheinerdbeere.] ; [DUTCH: Schijnaardbei, Schijnaardbij.] ; [PORTUGUESE: Falso-morangueiro-da-índia.]; [HINDI: Kiphaliya.]; [MANIPURI: Kakyenkhujin Laba.]; [CHINESE: Shé méi.]; [KOREAN: baem ttalgi.]; [JAPAN: Yabu hebi ichigo.]
ชื่อวงศ์---ROSACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย จีน ภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้


มีถิ่นกำเนิดในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้( อินเดีย  จีน, ญี่ปุ่น, เทือกเขาหิมาลัย) เกิดขึ้นในสนามหญ้าบนถนนในทุ่งที่รกร้างในป่าที่ถูกรบกวนและตามลำธาร ประเทศไทยพบทางภาคเหนือ ตามที่เปิดบนภูเขาที่ระดับความสูง700-2300เมตร
ไม้ยืนต้นที่มีรากเป็นเส้นฐานของใบและ stolons โค้งหรือยาวคืบคลานที่สร้างต้นใหม่เมื่อสัมผัสกับดินยาวได้ถึง80ซม. ลำต้นทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน สูง8-12ซม. ใบเป็นใบประกอบแบบมีใบย่อย3ใบ รูปไข่กลับ กว้าง1-2.5ซม.ยาว1-3.5ซม. แผ่นใบมีขนทั้งสองด้าน ก้านใบยาว 6 ซม. มีขนละเอียด ดอกออกเดี่ยวตามข้อสีเหลือง กลีบเลี้ยง 5กลีบขนาด 4-7 มม. มักจะโค้งขึ้นไปด้านบน, รูปไข่รูปสามเหลี่ยม, กลีบดอก 5กลีบ ยาว 5-9 มม., รูปไข่กลับสีเทา, สีเหลือง เกสรเพศผู้ 15-25อัน อับเรณูสีเหลือง เกสรเพศเมียจำนวนมาก ผลเป็นผลสดยาว 0.9-1.5 มม. รูปไข่ที่ไม่สมมาตร ผลแก่สีแดงอมส้มเป็นเงางามมีกลีบรองดอกและกลีบประดับติดคงทน
ใช้ประโยชน์ ---ใช้กิน ผลกินได้ แม้จะมีลักษณะที่หวานฉ่ำแต่ผลไม้ก็แห้งไม่น่าสนใจและไม่มีอะไรเหมือนสตรอเบอร์รี่แท้ๆ
-ใช้เป็นยา  ในเอเชียใบที่ถูกบดนั้นใช้เป็นยาพอกรักษาแผลไหม้และโรคผิวหนัง เป็นสมุนไพรในการแพทย์พื้นบ้านที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการแพทย์แผนจีนโบราณ สำหรับการบำบัดโรคต่าง ๆ รวมถึงโรคมะเร็ง, การอักเสบ, โรคเรื้อน, แก้ไข้, เลือดออกและอื่น ๆ
-วนเกษตรใช้ ใช้ปลูกเป็นพืชคลุมดินสำหรับสถานที่ร่มรื่นและชื้น มีความทนทานต่อการตัดและมักพบในสนามหญ้า มีการปลูกเป็นไม้ประดับจากทั่วทุกมุมโลก
ระยะออกดอกติดผล---มิถุนายน - สิงหาคม--- ติดผล--- สิงหาคม - ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ส้มสันดาน/Hibiscus hispidissimus


ชื่อวิทยาศาสตร์---Hibiscus hispidissimus Griff
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Hibiscus aculeatus Roxb.
---Hibiscus furcatus Roxb. ex DC.
---Hibiscus surattensis var. furcatus Roxb. ex Hochr.
ชื่อสามัญ---Wild Hibiscus, Comfort root, Hill hemp bendy.
ชื่ออื่น---ส้มสันดาน (นครราชสีมา); [THAI: som sandan (Nakhon Ratchasima).]; [CHINESE: si mao fu rong.]; [HINDI: van gurhal.]; [MARATHI: kateri bhendi.]; [KANNADA: Betta bande, Kairpuli, Huligeri.]; [MALAYALAM: Naranambuli, Uppanachakam, Anicham, Kalapoo.]; [SANSKRIT: Santhambasti.]; [TAMIL: Kantagomgura.]
ชื่อวงศ์---MALVACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---บังกลาเทศ, จีน, อินเดีย, พม่า, ศรีลังกา, ไทย; แอฟริกา
พบบริเวณเขตร้อนของทวีปเอเซียและแอฟริกา ตามป่าดิบแล้งและป่าผลัดใบและยังอยู่ในที่ราบที่ระดับความสูงถึงประมาณ 1,500 เมตร ประเทศไทยพบตามพื้นที่เปิดโล่งหรือชายป่าผลัดใบ ที่ระดับความสูง 100-600เมตร
ไม้ พุ่มเตี้ย สูงประมาณ 1เมตร ลำต้นและกิ่งก้านมีขนหนามแหลม ใบเดี่ยวรูปไข่แกมรูปหอก กว้าง3-5ซม.ยาว4-6ซม.แผ่นใบเว้าลึก3-5พู ปลายใบแหลม ขอบใบหยัก ผิวใบมีขนสากคาย
ดอกสีเหลือง ออกเดี่ยวตามซอกใบ ดอกบานกว้าง 3- 4ซม. ริ้วประดับ 10 กลีบ ตรงกลางกลีบมีรยางค์เป็นเส้นตั้งขึ้น กลีบรองดอก 5กลีบ รูปไข่กลับ ปลายกลีบมนกลม โคนกลีบเชื่อมกัน ใจกลางดอกเป็นแต้มสีแดงเข้ม เกสรผู้จำนวนมาก ปลายเกสรเมียแยกเป็น 5 แฉก ผลรูปกระสวยขนาดประมาณ 1.5 ซม เมื่อแก่แล้วแตกตามยาว มีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ด ขนาด 4.5 มม รูปไตสีน้ำตาลมีขนสีขาวประปราย
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ใบสุกรสเปรี้ยวเป็นเอกลักษณ์ใช้ปรุงอาหาร
-ใช้เป็นยา เถาใช้ดองเหล้าดื่มแก้ปวดเมื่อย แก้ไอ
ระยะออกดอก---กุมภาพันธ์-เมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

สร้อยทองทราย/Polycarpaea corymbosa

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Polycarpaea corymbosa (L.) Lam
ชื่อพ้อง---Has 18 Synonyms

-Achyranthes corymbosa L. -Paronychia subulata DC.
-Celosia corymbosa (L.) Retz. -Polium arenarium (Lour.) Stokes
-Hagaea aristata Sw. -Polycarpa breviflora (Gand.) Kuntze
-Illecebrum subulatum Pers. -Polycarpa corymbosa (L.) Kuntze
-Lahaya corymbosa (L.) Roem. & Schult. -Polycarpaea breviflora Gand.
-Lahaya spadicea (Willd.) Roem. & Schult. -Polycarpaea densiflora Wall.
-Mollia aristata Ait. -Polycarpaea fallax J. Gay ex Oliver
-Mollia corymbosa (L.) Willd. -Polycarpaea humifusa J. Gay ex Oliver
-Mollia spadicea Willd. -Polycarpaea indica Lam.

ชื่อสามัญ---Old Man's Cap, Oldman's Cap
ชื่ออื่น---สร้อยทองทราย(ภาคกลาง),หญ้าปุยขาว(ขอนแก่น) ชีป่า สิตถีน้อย ; [THAI: soi thong sai (Central); ya pui khao (Khon Kaen); shi pa; sattathi noi.]; [CHINESE: bai gu ding; Bǎi huācǎo (guǎngdōng); mǎn tiān xīng cǎo (hǎinán).]; [HINDI: Bugyale.]; [KANADA: Poude Mullu Gida, Poude Mullu, Paade Mullu Gida.]; [MALAYALAM: Katu-mailosina, Akkaramkolli, Achaaramkolli.]; [MARATHI: MarathiMaitosin, Koyap.]; [sanskrit; Okharadi, Bhisatta,Tadagamritikodbhava, Parpata.]; [TAMIL: Pallippuntu, Cataicciver, Nilaisedachi.]; [TELUGU: Bommasari, Rajuma.]; [VIETNAM: Cây Bạch Cổ Đinh.]; [AYURAVEDIC: Parpata.]; [SIDDHA: Nilaisedachi.]
ชื่อวงศ์---CARYOPHYLLACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเชียเขตร้อน แอฟริกา ออสเตรเลียและอเมริกา
เป็นพืชในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน  ในแอฟริกาใต้ พบในเคนยา โมซัมบิก เจริญเติบโตทั่วไปบนเนินเขา บนดินทรายในป่าเปิดโล่งและทุ่งหญ้า บนพื้นที่ชุ่มน้ำบริเวณชายหาดที่ระดับความสูง 900-1800 เมตร ในสถานที่อื่น เช่น ในประเทศจีนพบใน เกาะไต้หวันและจีนแผ่นดินใหญ่( มณฑลเจียงซี , กวางสี , ยูนนาน , มณฑลอานฮุย , ไห่หนาน , ฝูเจี้ยน , กว่างตง)ที่ระดับความสูง 210-1,150 เมตร บางครั้งก็เป็นวัชพืชในพื้นที่เพาะปลูก
ไม้ล้มลุกอายุปีเดียว ต้นสูง 10-30 ซม ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามเป็นกระจุกรูปแถบกว้าง 1-2  มม. ยาว 0.5-2 ซม.ปลายใบแหลม  หูใบ รูปใบหอก ยาว 2-3 มม. มีขนสีขาวปลายแหลม  ดอกช่อแบบช่อเชิงลด ออกที่ปลายยอด มีใบประดับบางและแห้ง ยาว 3-4 มม.ดอกแบบสมบูรณ์เพศ ก้านช่อดอกยาว  2.5-3 มม.ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบดอกขนาดเล็กมากมี 5 กลีบสีชมพูหรือสีส้ม มีกลีบรองดอก5กลีบหุ้มอยู่ ดอกมีเกสรเพศผู้5อัน ผลแคปซูลรูปรี1-2.5 มม มี 3 พูแห้งแล้วแตก เมล็ดรูปไตขนาด 5-8 มม
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ตำรายาพื้นบ้านอีสานใช้ ทั้งต้นต้มน้ำดื่ม แก้ไข้ บำรุงร่างกาย เป็นยาอายุวัฒนะ-ใบใช้ผสมกับน้ำตาลทำเป็นยารักษาโรคดีซ่าน -ใช้ในอายุรเวท ใบ -ใช้เป็นยาพอก ต้านการอักเสบ ใช้แก้อาการตัวเหลืองในรูปแบบของยาเม็ดที่มีกากน้ำตาล บรรเทาและปกป้องเนื้อเยื่อภายในที่เกิดระคายเคืองหรืออักเสบ เป็นพืชฆ่าเชื้ออสุจิ-จากการศึกษาในปัจจุบันพบว่าสารสกัดเอทานอลของ Polycarpaea corymbosa มีฤทธิ์ต้านอาการท้องร่วง
ระยะออกดอกและติดผล---สิงหาคม-ธันวาคม                                                                                              
ขยายพันธุ์---เมล็ด

สร้อยทับทิม/Persicaria barbata (L.) H.Hara

ชื่อวิทยาศาสตร์---Persicaria barbata (L.) H.Hara
ชื่อพ้อง---has 4 Synonyms
---Persicaria omerostroma (Ohki) Sasaki
---Polygonum barbatum L.
---Polygonum kotoshoense Ohki
---Polygonum omerostromum Ohki
ชื่อสามัญ---Joint Weed, Bearded knot weed, Bunch sedge, Field sedge, Knot grass, Knot weed, Water milkwort.  ชื่ออื่น---สร้อยทับทิม),ภาคกลาง) ผักไผ่น้ำ, ผักแพรวกระต่าย(น่าน) ;  [THAI: soi tap tim, phak phai nam, phak paw kra tai.]; [CHINESE: Mao liao.]; ; [JAPAN: Inutade zoku.]; [PHILIPPINES: Subsuban, Sigan-lupa (Tag.).]; [BENGALI: Bekh-unjubaz.]; [CAMBODIA: Kating he.]; [INDIA: Konde malle, Yelang, Niralari.]; [INDONESIA: Salah nyowo, Mengkrengan (Javanese), Jukut carang (Sundanese).]; [MALAYSIA: Tebok seludang, Johong beraleh, Panchis-panchis.]; [NEPALESE: Bish.]; [VIETNAM: Nghể râu.]
ชื่อวงศ์---POLYGONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน อนุทวีปอินเดีย พม่า ไทย เวียตนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย นิวกินี ฟิลิปปินส์
มีการกระจายอย่างกว้างขวางในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของแอฟริกาซึ่งครอบคลุมไปถึงอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลียและไมโครนีเซีย  พบขึ้นบริเวณริมน้ำ ริมคลอง หรือในที่น้ำท่วมขังตื้น ๆ ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนถึงระดับความสูง 1200 (1400) เมตร ในประเทศไทยพบขึ้นทางภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง
พืชล้มลุก มีอายุอยู่ได้หลายฤดู ลักษณะ ลำต้นมีขนตั้งตรง เห็นข้อปล้อง สุงประมาณ40-80 ซม. ใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ  รูปขอบขนานหรือรูปใบหอก ปลายใบแหลมขอบใบเรียบมีขนที่ริมใบและเส้นกลางใบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-3 ซม. และยาวประมาณ 8-15 ซม. ผิวใบทั้งสองด้านมีขนขึ้นปกคลุม  ก้านใบสั้นมีกาบใบแผ่เป็นแผ่นบางหุ้มรอบลำต้น ทำให้บริเวณข้อโป่งพอออกออกดอกเป็นช่อชาวตามซอกใบและปลายกิ่ง ดอกย่อยมีจำนวนมาก ดอกยาว 2-3.3 มม กลีบดอกเป็นสีขาวหรือสีม่วงแกมชมพู  ผลเป็นผลแห้งไม่แตก
ใช้ประโยชน์---บางครั้งพืชถูกรวบรวมมาจากป่าและใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารและยารักษาโรค
-ใช้กิน ยอดอ่อนและใบอ่อนใช้กินเป็นผักสด
-ใช้เป็นยา ชาวเขาเผ่าแม้วจะใช้ใบสร้อยทับทิม นำมาตำคั้นเอาน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้มาลาเรีย-ตำรายาพื้นบ้านล้านนาจะใช้ใบสร้อยทับทิมสด ผสมกับยาเส้น คั้นเอาน้ำทารักษาเกลื้อน เรื้อน และอาการคัน
-เมล็ดใช้เพื่อบรรเทาอาการปวและจุกเสียด รากใช้รักษาหิด
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับสวนน้ำทั่วไป
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำลำต้น      

สร้อยบุปผา/ Persicaria capitata


ชื่อวิทยาศาสตร์---Persicaria capitata (Buch.-Ham. ex D.Don) H.Gross
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Basionym: Polygonum capitatum Buch.-Ham. ex D.Don
---Cephalophilon capitatum (Buch.-Ham. ex D.Don) Tzvelev
---Polygonum repens Meisn.
ชื่อสามัญ---Japanese knotweed, Pink-headed Persicaria, Pink-headed Knotweed, Knotwood, Pink bubble persicaria, Mgic carpet plant, Magic carpet polygonum, Pinkhead smartweed.
ชื่ออื่น---สร้อยบุปผา(ทั่วไป) ; [THAI: soi buppha (General).]; [CHINESE: tou hua liao.]; [NEPALI: Ratnyaule Jhar.]; [TAMIL NADU: Nilgiri.][FRENCH: renouée capitée.]; [PORTUGUESE: poligono de jardim.]; [SPANISH: nudosilla.]; [GERMAN: KopfKnöterich.]; [VIETNAM: nghể hoa đầu.].
ชื่อวงศ์--- POLYGONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- จีน, อนุทวีปอินเดีย, อินโดจีน, ออสเตรเลีย, แอฟริกาใต้, สหรัฐอเมริกา
มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน อนุทวีปอินเดีย ( ภูฏาน, อินเดียตอนเหนือ, เนปาลและศรีลังกา) -เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ( พม่า, ไทย, เวียดนามและมาเลเซีย)  และกลายเป็นสัญชาติในออสเตรเลีย แอฟริกาใต้และสถานที่กระจัดกระจายไม่กี่แห่งในสหรัฐอเมริกา (แคลิฟอร์เนีย โอเรกอน ลุยเซียนา ฮาวาย)และพบใน นิวซีแลนด์ ลาเรอูนียง  ส่วนใหญ่มักพบบนลาดภูเขา สถานที่แรเงาในหุบเขา; ที่ระดับความสูง 600 - 3,500 เมตร
ไม้ เลื้อยขนาดเล็ก ลำต้นทอดเลื้อยได้ไกล1-2เมตร มีรากพิเศษแตกตามข้อ กิ่งก้านมีขนปกคลุม ใบรูปไข่แกมรูปรี  ขนาดของใบ กว้าง2-2.5ซม.ยาว4-5ซม.ปลายมบและโคนใบมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบบางมีแถบสีชมพูกลางใบ ผิวใบมีขนปกคลุม มีหูใบเป็นปลอก ดอกออกเป็นกระจุกกลมที่ปลายยอดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.7-1.5 ซม. บนก้านช่อดอกยาว 1-4 ซม. ดอกย่อยจำนวนมากอัดกันแน่น กลีบดอกสีขาวอมชมพูขนาดดอก3-5มม.ผลขนาดเล็กสีน้ำตาลเข้มประมาณ 1 มม.มี1เมล็ด กลีบเลี้ยงติดทน
ใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นยา
-ใช้เป็นยา ใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศจีนในการรักษาความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะต่างๆรวมทั้งนิ่วทางเดินปัสสาวะและการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ สารสกัดจากน้ำหรือเอธานอลิกของพืชมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย, ยาแก้ปวด, ต้านการอักเสบ, อุณหภูมิ, ขับปัสสาวะและกิจกรรมต่อต้านอนุมูลอิสระ พืชมีการใช้กันอย่างแพร่หลายอย่างมีประสิทธิภาพ
-ใช้ปลูกประดับ นิยมปลูกเป็นไม้แขวนหรือเป็นไม้เลื้อยคลุมดิน ชอบแสงแดดจัดจนถึงรำไร ไม่ชอบน้ำขังแฉะ
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ

สร้อยสุวรรณา/Utricularia bifida


ชื่อวิทยาศาสตร์---Utricularia bifida L.
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms
---Nelipus bifida (L.) Raf.    
---Utricularia alata Benj.    
---Utricularia brevicaulis Benj.
---Utricularia humilis Vahl    
---Utricularia recurva Lour.    
---Utricularia wallichiana Benj.
ชื่อสามัญ---Bladderwort, Bifid Bladderwort
ชื่ออื่น---สร้อยสุวรรณา, เหลืองพิศมร (กรุงเทพฯ); สาหร่ายดอกเหลือง (ภาคกลาง); หญ้าสีทอง (เลย); [THAI: soi su wanna, lueang phit samon (Bangkok); sarai dok lueang (Central) ;ya si thong (Loei); [CHINESE: wa er cao.]; [ASSAMESE: Patol-khar.]; [VIETNAMESE: Nhỉ cán chẻ hai.]
ชื่อวงศ์---LENTIBULARIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ โอเชียเนีย ออสเตรเลีย หมู่เกาะแปซิฟิก
มีถิ่นกำเนิดในเอเชียและโอเชียเนียและสามารถพบได้ในประเทศจีน (มณฑลอานฮุย, ฉงชิ่ง, ฝูเจี้ยน, กวางตุ้ง, กวางสี, กุ้ยโจว, ไหหลำ, เหอหนาน, หูเป่ย์, หูหนาน, เจียงซู, เจียงซี, ซานตง, ไต้หวัน, ยูนนาน, เจ้อเจียง) บังคลาเทศ, กัมพูชา, อินเดีย,  อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, เกาหลี, ลาว, มาเลเซีย, พม่า, เนปาล, ปาปัวนิวกีนี, ฟิลิปปินส์, ศรีลังกา, ไทย, เวียดนาม;, ออสเตรเลียตอนเหนือ, หมู่เกาะแปซิฟิก (กวม, ปาเลา) เติบโตในนาข้าว บึงและทุ่งหญ้าชื้นแฉะที่ระดับตวามสูงระหว่าง 600- 2,100 เมตร ในไทยพบทุกภาค แต่พบมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ขึ้นตามที่ชื้นแฉะ ตามลานหิน ทุ่งนา และทุ่งหญ้าที่มีน้ำขัง
พืช ล้มลุกกินแมลงอายุปีเดียวขึ้นเป็นกอเล็ก สูง10-15ซม.  มีไหลเป็นเส้นขนาดเล็ก มีใบหลายใบออกจากไหล ใบเดี่ยวขนาดเล็กเรียงเวียนรอบโคนต้น มีอวัยวะจับแมลงเกิดตามข้อของไหลหรือบนใบ รูปกลมขนาดเล็กมีก้านชูสั้นๆ ยาวประมาณ 1 มม. ช่อดอกออกจากโคนกอแบบช่อกระจะเป็นช่อตั้งสูงได้ถึง 60 ซม. มีดอกย่อย1-10 ดอก ใบประดับและใบประดับย่อยติดที่โคน ก้านดอกยาว 2-5 มม. มีปีกแคบ ๆ กลีบเลี้ยงแฉกลึกรูปไข่ ยาว 2-7 มม. ดอกสีเหลืองขนาด 6-10 มม.กลีบดอกโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด กลีบบนมีขนาดใหญ่เป็นสองเท่าของกลีบอื่น ปลายมนรูปไข่กลับ บริเวณโคนมีเส้นสีแดงเข้มตามยาว กลีบล่างมนกลมหรือแยกเป็นสองพู ตรงกลางกลีบเป็นถุงรูปจงอยโค้งไปด้านหลัง เกสรผู้ 2 อันติดอยู่บนหลอดกลีบดอก ช่วงออกดอกจะทิ้งใบหมด ผลแบนรูปรีแกมรูปไข่ ยาวประมาณ2.5 3 มม. ก้านผลพับงอ เมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก รูปไข่ยาว 0.4-0.6 มม มีลายร่างแห
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ทั้งต้นมีสรรพคุณแก้ไข้ บำรุงเลือด รักษาโรคระบบทางเดินปัสสาวะ
ระยะออกดอก---กันยายน-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล้ด

สรัสจันทร/Burmannia coelestris


ชื่อวิทยาศาสตร์---Burmannia coelestris D.Don
ชื่อพ้อง---has 10 Synonyms

-Burmannia azurea Griff. -Burmannia selebica Becc.
-Burmannia bifurca Ham. ex Hook.f. -Burmannia triflora Roxb.
-Burmannia borneensis Gand. -Burmannia uniflora Rottler ex Spreng.
-Burmannia javanica Blume -Cryptonema malaccensis Turcz.
-Burmannia malaccensis Gand. -Nephrocoelium malaccensis (Turcz.) Turcz.

ชื่อสามัญ--- Indian Bluethread.
ชื่ออื่น--- กล้วยมือนาง (ชุมพร); กล้วยเล็บมือนาง (ภาคใต้); ดอกดิน, สรัสจันทร (ภาคกลาง); หญ้าหนวดเสือ (สุราษฎร์ธานี) ; [THAI: kluai mue nang (Chumphon); kluai lep mue nang (Peninsular); dok din (Central); sarat chanthon (Central);  ya nuat suea (Surat Thani); [CHINESE: san pin yi zhi hua.]; [JAPANESE: Mi do ri sha ku jou.]; [MARATHI: Neelmani.]
ชื่อวงศ์---BURMANNIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ นิวกินี ออสเตรเลีย ไมโครนีเซีย
มีการกระจายอย่างกว้างขวางในเนปาล, บังคลาเทศ, อินเดีย, จีน (กวางตุ้ง, กวางสี, ไหหลำ) , พม่า, ไทย, มาเลเซีย, สิงคโปร์, กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม, บอร์เนียว, อินโดนีเซีย, นิวกินีและออสเตรเลีย พบบริเวณทุ่งหญ้าเปิด ชายป่าโปร่ง ตามพื้นที่ชุ่มน้ำและที่แฉะตื้นๆที่ระดับน้ำทะเลถึง 300 (-800) เมตร
ในประเทศไทยพบทุกภาค ขึ้นตามที่โล่งที่ชื้นแฉะ ที่ระดับความสูงถึงประมาณ 800 เมตร
ไม้ ล้มลุกขนาดเล็ก สูง10-30ซม. ลำต้นสีเขียวเล็กเรียวเป็นแกนบอบบาง ใบเดี่ยวสีเขียวซีด รูปแถบ ยาว 0.5-3 ซม. ออกเป็นกระจุกที่โคนต้น ตามข้อส่วนบนของแกน มีใบเกล็ดขนาดเล็ก 2-3ใบ ดอกสีชมพูถึงสีม่วงอ่อนอมฟ้า ออกเป็นช่อกระจุกที่ปลายยอด  มี1-8 ดอก ใบประดับรูปใบหอก ยาว 3-6 มม. ดอกยาว 1-1.5 ซม. หลอดกลีบสีน้ำเงิน ยาว 0.5-1.3 ซม. มี 3 ปีก กว้าง 1.5-3 มม. กลีบรวมสีเหลืองอ่อน รูปสามเหลี่ยม วงนอกยาว 1-2 มม. ขอบซ้อน ติดทน วงกลีบในยาว 0.5-1 มม. อับเรณูปลายมีรยางค์เป็นสัน 2 สัน โคนมีเดือย รังไข่ยาว 3-7 มม. ยอดเกสรเพศเมียยาว 3-7 มม. ผลแห้งแตก รูปไข่กลับ
ระยะออกดอกและติดผล--- กันยายน- ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

สะเดาดิน/ Lobelia alsinoides


ชื่อวิทยาศาสตร์---Lobelia alsinoides Lam.
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Dortmanna alsinodes (Lam.) Kuntze
---Rapuntium alsinoides (Lam.) C.Presl
ชื่อสามัญ---Chickweed Lobelia.
ชื่ออื่น---สะเดาดิน(ชัยนาท) ; [THAI: sadao din (Chai Nat).]; [CHINESE: Duǎn bǐng bàn biān lián.]; [MALAYALAM: Kakkapoo.]; [VIETNAMESE: Lỗ bình.]
ชื่อวงศ์---CAMPANULACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---บังคลาเทศ อินเดีย ภูฏาน เนปาล ศรีลังกา จีน ญี่ปุ่น อินโดจีน ฟิลิปปินส์ นิวกินี
พบกระจายใน จีน ( กวางตุ้ง, กวางสี, ไหหลำ, ไต้หวัน, ทิเบต, ยูนนาน) ,บังคลาเทศ, อินเดีย, ญี่ปุ่น (รวมถึงหมู่เกาะริวกิว), ลาว, มาเลเซีย, พม่า, เนปาล, นิวกินี, ศรีลังกา, ไทย, เวียดนาม  พบตามทุ่งหญ้า ทุ่งนา ดินปนทรายบริเวณที่ชุ่มชื้น ที่ระดับความสูง (-800) เมตร ในประเทศไทยพบตั้งแต่พื้นราบไปจนถึงบนดอยสูงทางภาคเหนือ
ไม้ ล้มลุกขนาดเล็กสูง 10-50 ซม. ใบรูปแถบหรือรูปไข่ ขนาดกว้าง1-1.5ซม.ยาว1.5-2.5ซม.ออกเรียงสลับขอบใบจักฟันเลื่อย  ดอกเดี่ยวออกตามซอกใบ ก้านดอกยาว2-4ซม.กลีบเลี้ยง5กลีลเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็นแฉกแหลมสีแดง ดอกสีม่วงหรือฟ้าอมม่วง โคนกลีบดอกเป็นหลอด ปลายแยกเป็น5แฉก ด้านล่าง3แฉกมีแต้มสีขาว ส่วนด้านบน2แฉกเชื่อมติดกัน ตรงกลางหยักเว้า ผล แคปซูล ขนาด 4-5 × 3-4 มม..มีเนื้อนุ่มขนาดเล็ก  มีเมล็ดมากมายสีน้ำตาล
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา แพทย์แผนโบราณของอินเดียตอนใต้ใช้ รูปแบบยาอายุรเวทที่เรียกว่า ' kalka 'ใช้ในการรักษาความผิดปกติของตับเช่นโรคดีซ่าน
ระยะออกดอกผล---สิงหาคม-ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

สัตฤาษี/Paris polyphylla


ชื่อวิทยาศาสตร์---Paris polyphylla Sm.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Daiswa polyphylla (Sm.) Raf.    
ชื่อสามัญ---Herb paris, Love Apple.
ชื่ออื่น---สัตฤาษี, ตีนนกฮุ้ง, ตีนฮุ้งดอย (ภาคเหนือ) ; [THAI: satta ruesi, tin nok hung doi, tin hung doi (Northern).]; [CHINESE: Zao Xiu (Cao He Che, Chong Lou), Qī yè yī zhī huā]; [SWEDISH: Himalayaormbär.]; [HINDI: Satwa, Satuwa.]; [NEPALI: Satuwa.]
ชื่อวงศ์---MELANTHIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน อนุทวีปอินเดียและคาบสมุทรอินโดจีน
มีถิ่นกำเนิดใน อินเดียตอนเหนือ, เนปาล, จีนตอนกลางและตอนใต้, บังคลาเทศ, พม่า, ไทย, ลาว, เวียดนาม,มักขึ้นอยู่ตามพื้นป่าดงดิบที่มีความชื้นสูงหรือตามซอกของโขดหินปูนที่มีร่มเงา ที่ระดับความสูง100-3500 เมตร ในประเทศไทยพบตามภูเขาสูงทางภาคเหนือ เช่น ดอยอ่างขาง ดอยเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ดอยภูแว จังหวัดน่านเป็นต้น ขึ้นตามป่าดิบเขา ที่ระดับความสูง 900-2000 เมตร
ไม้ ล้มลุกอายุหลายปี ลำต้นใต้ดินเป็นเหง้า ลำต้นเทียมสูงได้ถึง50ซม. ใบเดี่ยวออกเป็นวงรอบข้อมีใบ4-9ใบ แผ่นใบรูปใบหอก หรือรูปรีแกมรูปขอบขนาน ยาว10.5-16.5ซม.กว้าง2.5-5.5ซม. มีใบประดับ4-6ใบยาว5-10ซม.ดอก เดี่ยวเกิดที่ปลาย กลีบรวมวงนอกมีรูปร่างสีสันคล้ายแผ่นใบ ขนาดกว้าง1.3-3.3ซม.ยาว5-10ซม. มีเส้นคล้ายเส้นใบแบบร่างแห ส่วนกลีบรวมที่อยู่วงในมีขนาดสั้นกว่า สีเหลืองหรือสีเขียวอมเหลือง เกสรเพศผู้จำนวน20-22อัน ก้านเกสรเพศผู้แบน อับเรณูรูปแถบสีเขียวอ่อนมีร่องแตกตามยาว ยอดเกสรเพศเมีย6อันสีเหลืองสั้นอยู่ตรงกึ่งกลางดอก ผลแห้งแล้วแตก รูปเกือบกลมขนาด2.5ซม.มีช่องเปิด4-5ช่อง ภายในมีเมล็ดจำนวนมากสีแดงสด
ปลูกได้ง่ายในดินที่อุดมด้วยฮิวมัสชื้นในสภาพป่าไม้ประสบความสำเร็จในที่ร่มหรือบางส่วน ชอบดินร่วนปนทราย พืชช้ามากที่จะออกดอกจากเมล็ด ดอกไม้แต่ละต้นมีอายุยาวนานมากถึง 3 เดือน
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน เมล็ดมีเนื้อหุ้มสีแดงและฉ่ำรสหวานกินได้แต่ดูไม่น่ากิน
-ใช้เป็นยา เป็นพืชสมุนไพรของคนภาคเหนือ ทั้งต้นมีสรรพคุณลดไข้ ส่วนหัวมีสรรพคุณแก้ปวด แก้อักเสบ และคลายกล้ามเนื้อ นำไปต้มแก้พิษงู, แผลน้ำร้อนลวก รักษาโรคคอตีบและสมองอักเสบ เหง้าใช้บรรเทาโรคหอบหืด ในจีนใช้รักษา เลือดออกมดลูก, หลอดลมอักเสบ, ไวรัสตับอักเสบบี, การติดเชื้อของระบบน้ำดี, มะเร็งกระเพาะอาหาร
-ใช้ปลูกประดับ สวนป่า ปลูกใต้ต้นไม้มีร่มเงา
ระยะออกดอก---เดือนเมษายน-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

สางเขียว/Cautleya gracilis


ชื่อวิทยาศาสตร์---Cautleya gracilis (Sm.) Dandy
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Basionym: Roscoea gracilis Sm.
---Cautleya cathcartii Baker
---Cautleya lutea (Royle) Hook.f.
---Roscoea lutea Royle
ชื่อสามัญ---Hardy ginger, Hardy shade ginger, Cautleya lutea, Himalayan ginger.
ชื่ออื่น---ข่าคาคบ, ปิ่นมวยคำ, เปราะสีชมพู, สางเขียว (ทั่วไป); [THAI: kha kha khop, pin muai kham, pro si chomphu, sang khiao (General).]; [CHINESE: ju yao jiang.]
ชื่อวงศ์---ZINGIBERACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- ภูฏาน, จีน, อินเดีย, แคชเมียร์, พม่า, เนปาล, สิกขิม, ไทย, เวียดนาม


ประเทศไทยพบบนภูเขาสูงที่อากาศหนาวเย็นตลอดปีเช่น ทางภาคเหนือ-ดอยอินทนนท์ ดอยเชียงดาว ดอยภูคาและดอยผ้าห่มปก ภาคตะวันตกที่กาญจนบุรี ขึ้นอิงอาศัยบนไม้อื่น ตามคบไม้หรือโขดหินในป่าดิบเขา ที่ระดับความสูง 1300-2500 เมตร
ไม้ล้มลุกอิงอาศัย วงศ์ขิง ข่า ลักษณะมีลำต้นเทียมที่เกิดจากกาบใบห่อแน่น สูงประมาณ 30-80ซม.  เหง้าสั้น ลิ้นใบบาง ยาวประมาณ 2 มม ใบเดี่ยวเรียงสลับระนาบเดียว รูปใบหอกแกมขอบขนานกว้าง 2-3.5 ซม.ยาว15-20 ซม. ปลายใบแหลมฐานใบรูปลิ่ม แผ่นใบด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมันวาว ด้านล่างใบมักมีสีม่วง ก้านใบสั้นหรือไม่มีก้านใบ ดอก สีเหลืองออกเป็นช่อจากปลายยอดยาวประมาณ12ซม.แกนช่อดอกสีแดง ใบประดับรูปขอบขนานยาวประมาณ1.2ซม กลีบรองดอกสีแดงปลายจักเป็นซี่เล็กๆ กลีบดอกเป็นหลอดยาว 4มม.ปลายแยกเป็นแฉกยาว1.5-2ซม.กลีบปากยาว2ซม.ปลายแยกเป็น2แฉก รูปขอบขนาน เกสรผู้ที่เป็นหมันยาวเท่ากับกลีบดอก เกสรผู้แท้มีอันเดียว ที่โคนมีเดือยสั้นๆ ผลรูปทรงกลมสีแดงสด เส้นผ่านศูนย์กลาง 0.8-1.2.ซม.ผลแก่แล้วแตกออกเป็น 3 ซีก เมล็ดสีดำขรุขระเป็นมันวาว ไม่มีเยื่อหุ้ม
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา เหง้ามีสรรพคุณขับลม แก้ปวดท้อง
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ ปลูกเป็นพืชสวนประดับที่ทนทานต่อความเย็นไม่กี่องศา(-12°C)
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด เหง้า แยกหน่อ

สามสิบกีบ/Stemona phyllantha

ชื่อวิทยาศาสตร์---Stemona phyllantha Gagnep.
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ--None
ชื่ออื่น---เครือสามสิบ (ชลบุรี); สามสิบกีบ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ); หนอนตายหยาก (เลย, ภาคกลาง, ภาคตะวันตกเฉียงใต้) ; [THAI: khruea sam sip (Chon Buri); sam sip kip (Northeastern); non tai yak (Central, Southwestern, Loei).]; [VIETNAMESE: Bách bộ hoa trên lá.]
ชื่อวงศ์---STEMONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--ไทย กัมพูชา
ประเทศไทยพบทางภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคตะวันตกเฉียงใต้ ขึ้นตามป่าเบญจพรรณใกล้ลำธาร หรือป่าดิบแล้ง และเขาหินปูน ความสูงถึงประมาณ 1000 เมตร
ไม้เถาล้มลุก สกุลหนอนตายหยาก อายุหลายปี ยาวได้ถึง6-10 เมตร ลำต้นสีเขียวอวบน้ำ รากรูปกระสวยออกเป็นกระจุกคล้ายรากกระชายจำนวนมาก ยาว 40-50 ซม.ใบเดี่ยวรูปไข่เรียงเวียน เรียงตรงข้าม หรือเวียนรอบข้อ กว้าง ยาว 12-17 ซม. โคนเว้าตื้น เส้นใบ 9-13 เส้น ก้านใบยาว 5-9 ซม. ดอกช่อ ออกที่ซอกใบมีดอกย่อย2-3ดอก  ก้านช่อยาว 3-8 ซม. เชื่อมติดก้านใบ 0.5-1.5 ซม. ใบประดับยาว 0.5-1 ซม. ดอกสีเขียวอ่อนมีเส้นกลีบสีม่วงอมแดง ก้านดอกยาว 0.5-1.5 ซม.กลีบรวมสีเหลืองอ่อนมีเส้นสีเขียวตามยาวรูปใบหอก ปลายแหลม กว้าง 1.2-2 ซม. ยาว 5.5-6.5 ซม.  ตรงกลางดอกสีแดงกลิ่นเหม็น ผลรูปไข่แห้งแตกได้ ยาว 3-4 ซม. มี 10-12 เมล็ด สีน้ำตาลเข้ม เรียวแคบ ยาวประมาณ 1.5 ซม.
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา สรรพคุณ รสกลิ่นมันเมา ใช้หัวหรือรากตำให้ละเอียดผสมน้ำแก้เหา ฆ่าแมลง หนอน ทุบหัวปกหน้าไหปลาร้าให้หนอนตายใช้ส่วนหัวหรือราก3-5หัวต้มกินแก้พยาธิตัว จี๊ด ประดงผื่นคัน (บวมๆคันๆยิ่งเกายิ่งบวมย้ายที่) ต้มกินแทนน้ำประจำฆ่าพยาธิตัวจี๊ด ถ่ายน้ำเหลืองในคนมีเชื้อมะเร็งผิวหนัง ยาพื้นบ้านอีสานใช้รากสระผมฆ่าเหา
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด เหง้า

สามสิบกีบน้อย/ Stemona hutanguriana

ชื่อวิทยาศาสตร์---Stemona hutanguriana Chuakul.
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---สามสิบกีบ(หนองคาย), สามสิบกีบน้อย(อุบลราชธานี), หญ้าพบนอน(ศรีสะเกษ) ; [THAI: sam sip kip (Nong Khai); sam sip kip noi (Ubon Ratchathani); ya phop non (Si Sa Ket).]
ชื่อวงศ์---STEMONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย
ไม้ ล้มลุกสกุลหนอนตายหยาก อายุหลายปี สูงได้ถึง มีรากสะสมอาหารเป็นกระจุก ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่ถึงรูปขอบขนานแกมรูปไข่ กว้าง1.5-3.5ซม.ยาว5-7.5ซม.ปลายใบแหลม  โคนใบสอบ
ดอกช่อคล้ายช่อกระจะ กลีบ4กลีบเรียงเป็น2ชั้น สีชมพูถึงชมพูเข้ม ผลแห้งแล้วแตกรูปกระสวย
ใช้ประโยชน์--- ใช้เป็นยา สรรพคุณทางยา รสเมาเบื่อ หากนำไปต้มโดยผ่านการสะตุแล้วจะไม่เบื่อเมา ยาพื้นบ้านอีสานใช้รากต้มน้ำดื่มขับพยาธิตัวจี๊ด พยาธิผิวหนัง รักษาอาการน้ำเหลืองเสีย
-ใช้อื่น ๆ ตำผสมน้ำโชลมศรีษะฆ่าเหา ตำหมักน้ำมันพืชเป็นกระสาย ทาเหาและโรคเรื้อนในสัตว์
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด เหง้า

สาวสนม/Sonerila griffithii


ชื่อวิทยาศาสตร์---Sonerila griffithii C.B. Clarke
ชื่อพ้อง-This name is unresolved.According to The Plant List.Sonerila griffithii C.B.Clarke is an unresolved name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---สาวสนม(นครราชสีมา), ; [THAI: sao sanom (Nakhon Ratchasima).]
ชื่อวงศ์---MELASTOMATACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย พม่า คาบสทุทรมาลายู
 พบที่พม่า และคาบสมุทรมลายู ประเทศไทยพบทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงใต้และภาคใต้ ที่จังหวัดเชียงใหม่ เลย นครราชสีมา ฯลฯ เป็นพืชหายาก พบขึ้นทั่วใปตามบริเวณก้อนหินที่มีมอสปกคลุม หรือพื้นที่ชุ่มชื้นภายใต้ร่มเงาของป่าดิบชื้นและป่าดิบเขาโดยเฉพาะริมลำธารที่ระดับ ความสูง 300-1700 เมตร
ไม้ ล้มลุกขนาดเล็กลำต้นอวบน้ำสั้น ๆ หรืออยู่ใต้ดิน สูง 5-10 ซม.บางครั้งมีปีกบาง ๆ มีขนประปรายตามลำต้น ใบเรียงตรงข้ามที่โคนต้นคล้ายออกเป็นกระจุก ใบเดี่ยวรูปรีไข่หรือรูปรีกว้าง1.5-4.5 ซม.ยาว 0.8-2.4 ซม. โคนใบมน ปลายใบแหลม ขอบใบหยักห่าง หลังใบสีเขียวเข้มหรือเขียวแก่ และมีจุดสีขาวตามเส้นกลางใบ ใบมักขึ้นอยู่ชิดติดกันและหนาแน่นตามยอด ก้านใบยาว 0.8-2.5 ซม ดอกออกดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อโค้งสั้นๆที่ปลายยอดมี 3-6 ดอก ก้านช่อยาว 4-7 ซม.ขนาดดอก2-2.5ซม. กลีบดอก 3กลีบรูปไข่กลับ  กลีบรูปรี ยาว 0.7-1.7 ซม.โคนกลีบเชื่อมกันเป็นหลอดตื้น ก้านเกสรเพศผู้สีชมพูอมแดง อับเรณูรูปรีปลายแหลมสีเหลืองสด ก้านเกสรเพศเมียเป็นหลอดเรียว สีชมพูอมแดง ผลรูปกรวย ยาว 4-6 มม. เรียบหรือมีสันตื้น ๆ
ระยะออกดอก---เดือนสิงหาคม-ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

สิงขรา/Swertia calcicola


ชื่อวิทยาศาสตร์---Swertia calcicola Kerr.
ชื่อพ้อง---This name is unresolved.According to The Plant List.Swertia calcicola Kerr is an unresolved name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น--- ตากะปอ (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่); หญ้าดอกลาย ; สิงขรา (ทั่วไป) ; [THAI: ta-ka-po (Karen-Chiang Mai); ya dok lai, sing kha ra.]
ชื่อวงศ์---GENTIANACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย
พืชถิ่นเดียวของไทย  พบทางภาคเหนือที่ดอยอินทนนท์ และดอยเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เจริญอยู่ตามพื้นที่เปิดโล่งที่เป็นทุ่งหญ้าและตามซอกหินปูนแสงแดดจัด ระดับความสูง 2000-2100 เมตร
ไม้ ล้มลุก สกุลหญ้าดอกลาย(Swertia)ลักษณะต้นสูงประมาณ 10-30 ซม. ไม่ค่อยแตกกิ่ง แตกใบมากบริเวณโคนต้น กิ่งก้านใบเป็นสี่เหลี่ยม ใบเดี่ยวออกตรงข้าม แผ่นใบรูปไข่ กว้าง2-3ซม.ยาว3-5ซม.ปลายใบแหลมโคนใบมน แผ่นใบอ่อนนุ่ม มีขนสั้นนุ่มปกคลุม ขอบใบจักฟันเลื่อย ดอกออกเป็นช่อเชิงลดหลั่น มีดอกย่อยจำนวนมาก ดอกเป็นช่อตั้งตรงยาว10-15ซม.ดอกย่อยขนาด1ซม. ผลรูปขอบขนาน ยาว 5-8.5 มม.แก่แล้วแตกเป็น 2พูมีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก
ระยะออกดอก---ช่วงเดือนมิถุนายน-เดือนกันยายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

สุวรรณภา/Senecio craibianus

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Senecio craibianus Hosseus
ชื่อพ้อง---None
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---สุวรรณภา ไข่ขาง ; [THAI: suwan napha (General); khai khang (Chiang Mai).]
ชื่อวงศ์---COMPOSITAE (ASTERACEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เทิอกเขาหิมาลัย เนปาล จีนตอนใต้ อินเดียตอนเหนือ ตอนเหนือของพม่าและไทย

 

ประเทศไทย พบได้ตามภูเขาทางภาคเหนือตอนบนของไทย พบมากที่ดอยหลวงเชียงดาว ดอยกิ่วลมและดอยหนอก ขึ้นเป็นดงขนาดใหญ่ตามซอกหินบริเวณไหล่เขา หรือยอดเขาหินปูนที่มีความชื้นสูง และเป็นบริเวณโล่งแจ้ง สูงจากระเับน้ำทะเลตั้งแต่ 2,000 เมตรขึ้นไป
พืช ล้มลุกอายุหลายปี ลักษณะ เป็นไม้พุ่มเตี้ยสูง 5-10ซม มักขึ้นรวมกันเป็นกลุ่ม ใบเดี่ยวเรียงสลับเป็นเกลียวรอบต้นไม่มีก้านใบ แตกใบมากเป็นกระจุกบริเวณปลายยอด แผ่นใบรูปแถบขนาดเล็ก เนื้อใบหนานุ่ม กว้าง0.5ซม.ยาว2-4ซม.เห็นเส้นกลางใบได้ชัดเจน เมื่อแก่ใบจะเป็นสีม่วงอมเขียว ดอก ออกเป็นช่อ ตามซอกใบและปลายกิ่ง ช่อละหลายๆดอก สีเหลืองสด ขนาดดอกประมาณ 3ซมดอกย่อยแบบช่อกระจุกแน่น ใบประดับซ้อนกันแน่นเป็นวงรอบฐานดอก สีเขียวเข้ม ดอกบนฐานรองดอกแบ่งออกเป็น2วง ดอกวงนอกเชื่อมกันเป็นรูปลิ้นหรือรูปไข่กลับ และดอกวงในขนาดเล็ก กลีบดอก5กลีบโคนกลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอด
ระยะออกดอก---ช่วงเดือนธันวาคม-เดือนมีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

สุวรรณหงส์/ Pomereschea lackneri


ชื่อวิทยาศาสตร์---Pommereschea lackneri Wittm
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---สุวรรณหงส์(ทั่วไป) ; [THAI: suwan nahong (General).]; [CHINESE: Zhí chún jiāng.]
ชื่อวงศ์---ZINGIBERACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้ พม่า ไทย
พบเจริญอยู่ตามซอกหิน สามารถเติบโตได้ตามซอกหินบนเขาหินปูน บริเวณที่โล่งแจ้งอากาศเย็น หรืออาจพบตามซอกหินปูนในป่าดิบเขา ที่มีต้นไม้ในวงศ์ก่อขึ้นห่างๆ ประเทศไทยพบตามเขาหินปูนทางภาคเหนือ ที่ดอยเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และแจ้ซ้อน จังหวัดลำปาง ที่ระดับความสูง 800-2200 เมตร
ไม้ล้มลุก ลักษณะลำต้นเป็นลำต้นเทียมสูง 50-70 ซม.ใบจำนวน4-5ใบรูปใบหอกแกมรูปไข่หรือรูปขอบขนาน ขนาดของใบกว้าง 3.5-6 ซม.ยาว15-25 ซม.ผิวใบด้านล่างมีขนสั้นนุ่ม โคนใบเว้า
ดอกออกแบบช่อเชิงลด สีเหลืองช่อดอกยาว8-12ซม. ใบประดับรูปใบหอก ยาว1.5-2.5ซม.หลอดกลีบเลี้ยงยาว1.5ซม. ปลายจักซี่ฟันเป็น2แฉก หลอดกลีบดอกยาว2-2.5ซม.ปลายแยกเป็น3แฉก รูปใบหอกยาว1-1.3ซม. ผลแห้ง แตก 3 ซีก
ระยะออกดอก---กรกฏาคม-สิงหาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

แสงคราม/Rhynchoglossum obliguum


ชื่อวิทยาศาสตร์---Rhynchoglossum obliquum Blume    
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms
---Antonia obliqua (Blume) R.Br.
---Loxotis obliqua (Wall.) Benth.    
---Rhynchoglossum hologlossum Hayata     
---Rhynchoglossum zeylanicum Hook.    
---Wulfenia obliqua Wall.
ชื่อสามัญ--Small Flowered Rhynchoglossum.
ชื่ออื่น---แสงคราม, เฉวียนฟ้า,โคมสายกระดิ่ง(ทั่วไป) ; [THAI: sang khram;  khom sai krading ; chawian fa (General); [CHINESE: jian she ju tai.]; [MALAYALAM: Kalu-tali.]
ชื่อวงศ์---GESNERIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย ศรีลังกา จีนถึงเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
พบในจีน( กวางสี กุ้ยโจว ไต้หวัน ทิเบต ยูนนาน).กัมพูชา, อินเดีย, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, พม่า, เนปาล, ฟิลิปปินส์, ศรีลังกา, ไทย, เวียดนาม พบขึ้นบนเขาหินปูน ตามหน้าผา ที่ระดับความสูง100-2800 เมตร ประเทศไทยพบที่ระดับความสูง 600-2,000เมตร
ไม้ล้มลุกอวบน้ำ สกุลสายน้ำค้าง ต้นสูงได้ถึง 70 ซม. ใบเดี่ยวรูปไข่ กว้าง2.5-6ซม.ยาว4.5-10ซม.ปลายใบแหลม โคนใบไม่สมมาตร ผิวใบด้านบนมีขน ดอกสีม่วงแกมฟ้า ออกเป็นช่อ จากซอกใบหรือปลายยอด ยาวได้ถึง20ซม. ดอก ย่อยขนาดบานกว้าง1.5ซม.ดอกติดระนาบเดียวกันบนก้านช่อดอก กลีบรองดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดปลายแยกเป็น 5 แฉก มีขน กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดปลายกลีบแยกเป็น2ปาก กลีบปากล่างกว้างและยาวกว่ากลีบปากบนกลางกลีบล่างมีแต้มสีเหลือง เกสรเพศผู้2อัน ผลรูปไข่ป้อม ขนาด0.5ซม.ถูกห่อหุ้มด้วยกลีบรองดอก เมล็ดกลมขนาดเล็กขนาดประมาณ 0.3 มม.มีเมล็ดจำนวนมาก
ระยะออกดอก---ตุลาคม-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

แสงแดง/Colquhounia coccinea var. mollis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Colquhounia coccinea Wall. var. mollis (Schltdl.) Prain
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Colquhounia mollis Schltdl.
---Colquhounia tomentosa Houllet
ชื่อสามัญ---Himalayan mint shrub
ชื่ออื่น---แสงแดง, เฮาบาฮัว(เชียงใหม่); [THAI: saeng daeng, hao ba hua (Chiang Mai).]; [CHINESE: Shēn hóng huo bǎ huā; Mì méng huā (yúnnán dàlǐ), xì yáng bābā huā (yúnnán fèng qìng), Pào zhang huā.]
ชื่อวงศ์---LAMIACEAE (LABIATAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เนปาล ภูฎาน จีน อินเดีย พม่า ไทย


พบในเทือกเขาหิมาลัยของเนปาล ทางตอนเหนือของอินเดียและภูฏานกระจายไปทางใต้สู่ จีน(ทิเบตตอนใต้) ตะวันตกเฉียงใต้ของพม่าและภาคเหนือไทย เจริญเติบโตอยู่บนพื้นตามซอกหิน หุบเขา แม่น้ำและพื้นที่ป่า บางครั้งบริเวณที่เป็นที่โล่งแจ้งมีอากาศเย็น ที่ระดับความสูงตั้งแต่ 1,400-2,300เมตร ประเทศไทยพบที่ ดอยเชียงดาวและดอยอ่างขาง จังหวัดเชียงใหม่ ขึ้นตามที่โล่งบนเขาหินปูน ที่ระดับความสูง 1600-2200 เมตร
ไม้พุ่ม  ต้นสูง 1-4 เมตร ไม่ค่อยแตกกิ่งก้านทุกส่วนของต้นมีขนสีเขียวนวลยาวหนานุ่มปกคลุมทั่วไป ใบเดี่ยวออกตรงข้ามกันและสลับตั้งฉาก แผ่นใบรูปหอกแกมรูปไข่ ขนาดกว้าง3-5ซม.ยาว8-12ซม. ปลายใบเรียวแหลมโคนใบมน ขอบใบจักถี่ ผิวใบทั้งสองด้านมีขนสั้นนุ่มสีขาวปกคลุมหนาแน่นดอกสีแดงส้ม ออกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบที่ปลายกิ่งและปลายยอดขนาดของดอกย่อย 3-5ซม มีดอกย่อย8-20ดอก  ตรงโคนก้านดอกมีใบประดับขนาดเล็กเป็นรูปหลอด ดอกย่อยรูปปากเปิด ส่วนปลายโค้งลงเล็กน้อยมีกลีบดอก4กลีบขนาดไม่เท่ากัน โคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นหหลอดปลายแยกเป็น2แฉก แฉกบนมีกลีบดอก1กลีบขนาดใหญ่รูปไข่กว้าง แฉกล่างมีกลีบดอก3กลีบแต่ละกลีบขนาดเล็กกว่ากลีบบน รูปกลม เกสรเพศผู้จำนวน4อันยื่นยาวโผล่พ้นกลีบดอกออกมา เกสรเพศเมียสีเหลือง ก้านชูเกสรยาวยื่นกว่าเกสรเพศผู้และโผล่พ้นกลีบดอกออกมาอย่างชัดเจน
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับสวนหรือไม้กระถางในที่ที่มีอากาศเย็น ทนได้ถึง -12 ° C
ระยะออกดอก--- พฤศจิกายน- กุมภาพันธ์  
ขยายพันธุ์---เมล็ด

แสงระวี/Colquhounia elegans


ชื่อวิทยาศาสตร์---Colquhounia elegans Wall.
ชื่อพ้อง---Colquhounia martabanica Kurz ex Prain    
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---แสงระวี, แสงแดงน้อย ; [THAI: saeng rawee, saeng daeng noi (General).]; [CHINESE: xiù lì huǒ bǎ huā.]; [VIETNAMESE: Tế Miên Hoa.]
ชื่อวงศ์---LAMIACEAE (LABIATAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---บังคลาเทศ พม่า จีน อินโดจีน
พบในเอเชีย - จีน(ยูนนาน) ,กัมพูชา ,ลาว ,พม่า ,ไทย ,เวียดนาม ตามชายป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา หรือบนเขาหินปูน ที่ระดับความสูง 1100-2000 เมตร  ในประเทศไทยพบทางภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ไม้พุ่มสูงประมาณ 1-3 เมตร ลักษณะ กิ่งอ่อน แผ่นใบ ช่อดอก กลีบเลี้ยงและกลีบดอกด้านนอก มีขนสีน้ำตาลแดงสั้นนุ่ม ใบเดี่ยวรูปไข่ กว้าง1.5-3.5ซม.ยาว2-4.5ซม.ปลายใบแหลมโคนใบกลมมนหรือทู่ ผิวใบมีขนทั้งสองด้าน ขอบใบจัก ก้านใบยาว 1-1.5 ซม. ดอกสีส้ม ออกเป็นช่อกระจุกแน่น เป็นวงตามซอกใบ ดอกย่อย ขนาด1.5-2ซม.มี5แฉก มีขน กลีบดอกมี 5 กลีบเชื่อมเป็นหลอดโค้งงอเล็กน้อย ปลายแผ่แยกเป็น2ปาก เกสรผู้5อัน ผลรูปทรงกลมขนาดเล็ก
ระยะออกดอก---มกราคม-กุมภาพันธ์  
ขยายพันธุ์---เมล็ด

หญ้าเขมร/ Lindernia cambodgiana

ชื่อวิทยาศาสตร์--- Vandellia cambodgiana (Bonati) Eb. Fisch., Schäferh. & Kai Müll.
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Ilysanthes cambodgiana Bonati.
---Basionym: Lindernia cambodgiana (Bonati.) Philcox.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---หญ้าเขมร, เข็มลาย(ทั่วไป) ; [THAI: ya khamen, khem lai (General).]
ชื่อวงศ์---LINDERNIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินโดจีน
ไม้ ล้มลุกสูง8-30ซม. ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปใบหอกแกมรูปแถบ หรือรูปขอบขนาน กว้าง1-3มม.ยาว4-20มม. ปลายใบโคนใบแหลม ดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อกระจะสั้น ออกที่ซอกใบและปลายยอด ดอกย่อย5-12ดอกสีม่วงเข้ม ผลรูปไข่แห้งแล้วแตก
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ยาพื้นบ้านอีสานใช้ทั้งต้นต้มน้ำดื่ม ขับเสมหะแก้หืด
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด

หญ้าไข่เหา/Mollugo pentaphylla


ชื่อวิทยาศาสตร์---Mollugo pentaphylla L.
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---Five Leaved Carpetweed, African Chickweed, Itch flower.
ชื่ออื่น---หญ้าไข่เหา(ภาคเหนือ), สร้อยนกเขา(ชลบุรี), หญ้าตีนนก(ตราด), หญ้านกเขา(ชัยนาท) ; [THAI: ya khai hao (Northern); soi nok khao (Chon Buri); ya tin nok (Trat); ya nok khao (Chai Nat).]; [ASSAMESE: Khet papra, Khet-papra]; [HINDI: Jharasi.]; [MALAYALAM: Parpadakapullu.]; [MARATHI: Jharasi, Sarsalida.]; [ORIYA: Malagoso.]; [TAMIL: Kuttuttiray, Seeragappoondu, Turapoondu.]; [TELUGU: Chetaras.]; [NEPAL: Nyauli.]; [PHILIPPINES: Malagoso (Tag.).]; [CHINESE: Su mi cao, Di ma huang, Su mi cao.]; [JAPANESE: Zakuro sou.]; [FRENCH: Mollugine, Olsine.]; [INDONESIA: Jampang kulut, Jukut taridi, Gaingsa.]; [MALAYSIA: Tapak burong, Rumput belangkas, Bunga karang, Daum mutiara.]; [VIETNAMESE: Cây Bình Cu, Bình Cu.]
ชื่อวงศ์---MOLLUGINACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เมลเซีย( Malesia) ญี่ปุ่นนิว แคลิโดเนีย
ขึ้นกระจายจากอินเดียผ่านเอเชียเขตร้อนไปยังออสเตรเลียนิวแคลิโดเนียและไมโครนีเซีย เป็นวัชพืชท้องถิ่นในพื้นที่เพาะปลูกรวมถึงนาข้าวและทุ่งหญ้าเปิด แต่ยังอยู่ในเขตทรายหรือหินที่ระดับความสูงต่ำและปานกลาง
ไม้ ล้มลุกขนาดเล็กสูง20 ซม. แตกกิ่งมาก กิ่งมักมีสีแดง ใบเดี่ยว1.5-3.5 x 0.6-1.2 ซม เรียงตรงข้าม รูปแถบแกมใบหอก ปลายใบเรียวแหลมโคนใบแหลม ดอกช่อแบบช่อแยกแขนง ออกที่ซอกใบหรือปลายยอด กลีบรวม5กลีบสีขาว ผลแคปซูล 2-2.5 มม.แห้งแล้วแตก เมล็ดรูปไตจำนวนมากสีน้ำตาลเข้ม
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ในประเทศอินเดีย ใบจะกินเป็นหม้อขมสมุนไพร
-ใช้เป็นยา ยาพื้นบ้านอีสานใช้ทั้งต้น ขยี้ผสมเกลือ อุดฟัน แก้รำมะนาด-ในยาพื้นบ้านของไต้หวันใช้เป็นยาต้านมะเร็ง ยาต้านพิษและยาขับปัสสาวะ-ในชวาใช้สำหรับป่วงและปากติดเชื้อ-ในมาเลย์ใช้เป็นยาพอกขาแก้ปวด -ในประเทศอินเดียพืชทั้งหมดจะใช้เป็นยาระบายอ่อน ๆ ใช้กับโรคกระเพาะอาหาร  ใช้เป็นน้ำยาฆ่าเชื้อ-ในประเทศจีนมันถูกทำเป็นซุปทำให้อยากอาหารและใช้ยาต้มรากเพื่อรักษาโรคตา-ในบังคลาเทศลำต้นและผล ใช้ในการรักษาโรคไขข้ออักเสบ- ในประเทศไทยพืชทั้งหมดใช้เป็นยาลดไข้
-อื่นๆ ในหมู่เกาะโซโลมอนพืชทั้งต้นถูกเผาเพื่อเป็นยาไล่ยุง
ระยะออกดอกผล---มิถุนายน-กันยายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

หญ้าจาม/Limnophilla micrantha

ชื่อวิทยาศาสตร์---Limnophila micrantha (Benth.) Benth.
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Herpestis pygmaea Griff.
---Stemodia micrantha Benth.
---Terebinthina micrantha Kuntze
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---หญ้าจาม(ภาคใต้) เนียมนกขาบ ; [THAI: ya cham (Peninsular), niam nok khab.]; [VIETNAMESE: Om hoa nhỏ.]
ชื่อวงศ์---SCROPHULARIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย(อัสสัม) บังคลาเทศ ปากีสถาน เนปาล จีน(ไหหนาน) พม่า ลาว ไทย กัมพูชา เวียตนาม มาเลเซีย
ไม้ ล้มลุกสูง3-20ซม.ทอดเลื้อยตามผิวดิน ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปขอบขนานแกมรูปแถบ กว้าง1-5มม.ยาว4-14มม.ปลายใบมนหรือเกือบกลม ขอบใบเรียบหรือหยักเป็นคลื่นเล็กน้อย ดอกเดี่ยวหรือออกเป็นช่อ2-4ดอก ออกที่ซอกใบ กลีบเลี้ยง5กลีบโคนกลีบติดกันเป็นรูปกรวยสีม่วง สีม่วงอ่อนอมชมพู หรือสีขาว ผลเดี่ยวแบบแห้งแล้วแตกตามตะเข็บ ภายในมีเมล็ดเล็กๆจำนวนมาก
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ยาพื้นบ้านอีสานใช้ทั้งต้นต้มน้ำดื่ม ขับลม
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด

หญ้าดอกลาย/Swertia angustifolia


ชื่อวิทยาศาสตร์---Swertia angustifolia Buch.-Ham ex D. Don.
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Ophelia angustifolia (Buch.-Ham. ex D.Don) D.Don ex G.Don
---Ophelia florida G.Don
---Swertia kachinensis Lace
ชื่อสามัญ-- Hill chirata, Narrow-leaved swertia.
ชื่ออื่น---ผักหอมโคก, หูกระต่ายโคก (เลย); หญ้าดอกลาย, หญ้าดีควาย, หญ้าดีแฟน (เชียงใหม่); [THAI:  phak hom khok (Loei); ya dok lai (Chiang Mai); ya di khwai (Chiang Mai); ya di faen (Chiang Mai); hu kratai khok (Loei).]' [CHINESE: Xia ye zhang ya cai.]; [NEPALI: Chiraito, Bhale chiraito, Gotha Tite, Patlay Chireto, Khupli, Tikta.]; [AYURVEDIC: Kiraata.]
ชื่อวงศ์---GENTIANACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เนปาล จีน ไทย พม่า ลาว เวียตนาม
พบที่อินเดีย ภูฏาน พม่า จีน และภูมิภาคอินโดจีน ที่ระดับความสูง 600-2600 เมตร
ในประเทศไทย พบทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ขึ้นตามที่โล่งบนเขาหินปูน ทุ่งหญ้าป่าโปร่ง ที่ระดับความสูง 200-1000 เมตร
พืช ล้มลุกสูง30-80 ซม.ลำต้นเหลี่ยม ใบเดี่ยวออกตรงข้ามรูปรีแคบหรือรูปใบหอก ยาว 2-6 ซม.  โคนใบสอบปลายใบแหลม ไม่มีก้านใบ ช่อดอกออกที่ยอด ก้านดอกยาว 3-7 มม. กลีบเลี้ยงรูปใบหอก ยาว 6-8 มม. ปลายแหลม มีเส้นกลีบ 1-3 เส้น ดอก 4 กลีบสีขาว มีขีดและจุดม่วงอมน้ำเงินทั่วกลีบ กลีบรูปรี ยาว 4-6.5 มม. ปลายแหลม ขอบเว้าเล็กน้อย โคนกลีบมีต่อมน้ำต้อย 1 ต่อม มีเกล็ดเป็นแผ่นกลมรอบ ขอบจักชายครุยสั้น ๆผล ผลรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ยาว 4-8 มม.แห้งแล้วแตก
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ช่วยลดอาการบวม ( การอักเสบ ) พยาธิผิวหนังโรคและโรคมะเร็ง บางคนใช้เป็น“ ยาชูกำลังขม” ในอินเดียใช้สำหรับมาลาเรียเมื่อรวมกับเมล็ดของ divi-divi (Guilandina bonducella)
ระยะออกดอกติดผล---มิถุนายน--พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

หญ้าดาว/Swertia striata

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Swertia striata Collett & Hemsl
ชื่อพ้อง---This name is unresolved.According to The Plant List.Swertia striata Collett & Hemsl is an unresolved name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---หญ้าดาว, หญ้าดอกลาย ; [THAI :ya dok lai (Chiang Mai), ya dao.]
ชื่อวงศ์---GENTIANACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พม่า ไทย
พืช ล้มลุกสกุลหญ้าดอกลาย(Swertia)วงศ์ดอกหรีดเขา(GENTIANACEAE) อายุหลายปี ในประเทศไทยพบตามเทือกเขาทางภาคเหนือบนยอดดอยหลวงเชียงดาวและกิ่วลม เจริญเติบโตอยู่ตามที่แจ้งบนภูเขาหินปูนและมีหญ้าขึ้นปกคลุม ที่ระดับความสูง1,700-2,200 เมตร ลักษณะแตกกิ่งเป็นพุ่มขนาดเล็ก กิ่งมักทอดเลื้อยไปตามผิวดินแล้วชูยอดขึ้นมา ต้นสูง20-40ซม. ใบเดี่ยวออกตรงข้ามสลับตั้งฉาก มักแตกใบมาก ออกเป็นกระจุกตรงโคน แผ่นใบขนาดเล็กรูปรีหรือรูปขอบขนาน มัโค้งงอเป็นรูปเคียว กว้าง0.3-0.4ซม.ยาว1.5-2ซม.
ดอก ช่อออกตามปลายกิ่งขนาดดอก1.5-2.5ซม. กลีบเลี้ยงสีเขียว5กลีบ โคนกลีบเชื่อมกันเป็นหลอดสั้นๆปลายแยกเป็น5แฉก เรียวแหลมคล้ายแผ่นใบ กลีบดอก5กลีบโคนกลีบดอกเชื่อมติดกันปลายแยกเป็น5แฉกกลีบดอกแหลมและห่อคล้าย รูปเรือ ผลเป็นแบบผลแห้งแล้วแตก รูปขอบขนานเล็ก สีเหลืองหรือสีเขียวอ่อน
ระยะออกดอก--- พฤศจิกายน- กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์---เมล็ด

หญ้าน้ำค้าง/Drosera indica


ชื่อวิทยาศาสตร์--- Drosera indica L.
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Drosera hexagynia Blanco
---Drosera makinoi Masam.
---Drosera metziana Gand.
---Drosera minor Schumach. & Thonn.
ชื่อสามัญ---Indian Sundew, Flycatcher, Dew Plant, Sundew
ชื่ออื่น---หญ้าน้ำค้าง (ตะวันออกเฉียงเหนือ) หยาดน้ำค้าง; [THAI:ya nam khang (Northeastern).]; [CHINESE: chang ye mao gao cai.]; [JAPANESE: Shoku chūsō, Naga ba no ishimochi sou.]; [HINDI: Kandulessa.]; [MALAYALAM: Theeppullu, Akara-puda.]; [MARATHI: Gawati Davbindu.]  
ชื่อวงศ์---DROSEARACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา เอเซีย ออสเตรเลีย
เขตกระจายพันธุ์---เขตร้อนของทวีปแอฟริกา เอเซียและออสเตรเลีย


มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตร้อนและแอฟริกาใต้จากเซเนกัลถึงซิมบับเวและโมซัมบิก, มาดากัสการ์, เขตร้อนและเอเชียกึ่งเขตร้อน-อินเดีย, ศรีลังกา, พม่า, จีน, ญี่ปุ่น,อินโดจีน, ออสเตรเลีย(รัฐควีนส์แลนด์และตะวันตกเฉียงเหนือของออสเตรเลียตะวันตก),ในประเทศไทยพบตามทุ่งหญ้า ตามที่ชื้นแฉะ ที่โล่งและสภาพดินไม่สมบูรณ์  ในพื้นที่เปิดทั่วประเทศ พบมากที่ภาคตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ระดับความสูง ถึง1,200 เมตร
พืชล้มลุก พืชกินแมลงลักษณะลำต้นอ่อนสีแดงทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน ส่วนยอดชูตั้งขึ้น สูงได้ถึง 30 ซม. ไม่มีหูใบ ใบเดี่ยวออกสลับไปตามลำต้น รูปแคบเรียว กว้าง1-2มม.ยาวถึง10 ซม.มีขนสีแดงปกคลุมชัดเจน ปลายใบม้วนงอ ตอนปลายเป็นตุ่มใสภายในมีเมือกเหนียวสำหรับดักจับแมลงเป็นอาหาร ดอกสีม่วงหรือชมพูออกเป็นช่อตามซอกใบใกล้ปลายยอด ยาว 5-15 ซม.มีได้ถึง20ดอก ดอกบานกว้าง 0.5 ซม. กลีบรองดอก5กลีบรูปใบหอก ยาว 3-5 มม. ด้านนอกมีขน กลีบดอก5กลีบ รูปไข่กลับ ยาวเกือบ 1 ซม. ก้านดอกยาว 0.5-1.5 ซม. เกสรเพศผู้ 5 อัน ก้านเกสรเมีย3อัน แต่ละอันแยก 2 แฉกเกือบจรดโคน ผลรูปขอบขนานขนาดเล็ก ยาวประมาณ 3 มม.แก่แล้วแตกเป็น3ซีก
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ยาพื้นบ้านอิสาน ใช้ต้นแห้งดองเหล้าดื่ม แก้ท้องมาน ต้นสดขยี้ทารักษากลากเกลื้อน ใบ ต้มน้ำดื่มแก้ตับอักเสบ บำรุงหัวใจ ขับระดูและพยาธิ ทั้งต้นต้น เป็นยาบำรุง  
ระยะออกดอกและติดผล--- สิงหาคม - พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

หญ้าบัว/Xyris indica


ชื่อวิทยาศาสตร์---Xyris indica L.
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms
---Ramotha vera Raf.
---Xyris calocephala Miq.
---Xyris capito Hance
---Xyris paludosa R.Br.
---Xyris robusta Martius
ชื่อสามัญ---Tall yellow-eyed grass.
ชื่ออื่น---กระจับแดง (นราธิวาส); กระถินทุ่ง (ตราด); กระถินนา (จันทบุรี); หญ้ากระเทียม (ปราจีนบุรี); หญ้าขี้กลาก (สระบุรี); หญ้าบัว (ปราจีนบุรี) ; [THAI: krachap daeng (Narathiwat); kra thin thung (Trat); kra thin na (Chanthaburi); ya kra thiam (Prachin Buri); ya kra thiam (Prachin Buri); ya khi klak (Saraburi); ya bua (Prachin Buri).]; [CHINESE: Huáng yǎn cǎo.]; [BENGALI: Haabiduuba.]; [MALAYALAM: Kochelachi-pullu.]; [VIETNAM: Cỏ vàng.]; [AYURVEDIC: Daadmaari, Dhobi Deeb.]
ชื่อวงศ์---XYRIDACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย
พบที่อินเดีย(เบงกอล,อัสสัม,คาบสมุทรตะวันตก) ศรีลังกา พม่า จีน(ไห่หนาน) ภูมิภาคอินโดจีน(พม่า ลาว ไทย กัมพูชา)และมาเลเซีย ออสเตรเลีย ขึ้นตามที่โล่งที่ชื้นแฉะ ที่ระดับความสูงถึงประมาณ 300 เมตร ในประเทศไทยพบทุกภาค ชอบดินร่วนปนทราย พบมากในนาข้าว บริเวณที่ลุ่มชื้นและมีน้ำขัง พบมากในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว  
พืช ปีเดียวลำต้นเป็นเหง้าอยู่ใต้ดิน ใบแตกเป็นกอขึ้นเหนือดินสูงได้ถึง 1 เมตร ใบเดี่ยวแบนยาวคล้ายหญ้าโคนใบแผ่เป็นกาบยาว 20 - 45 x 0.4 - 0.8 ซม. ก้านช่อดอกยาว30-70 ซม. มีริ้ว 6-15 เส้น ช่อดอกรูปไข่หรือทรงกระบอก ยาว 1-3.5 ซม. มีใบประดับสีน้ำตาลซ้อนกันแน่น คล้ายเกล็ดปลารูปไข่ค่อนข้างกลมหรือยาวรี ยาว 4-8 มม.ดอกสีเหลืองสดมีกลีบ3กลีบกลีบดอกรูปไข่กว้าง ยาว 1.2-1.5 มม.ปลายกลีบหยักเป็นครุย เหี่ยวง่ายทยอยบานจากโคนช่อไปหาปลายช่อ  ผลสีน้ำตาล รูปไข่กลับ ยาว 5-7 มม. เมล็ดมีสันตามยาว 14-19 สัน สันตามแนวขวางมี 1-3 สัน
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ยาพื้นบ้านอีสานใช้ ทั้งต้น ผสมไหลหญ้าชันกาด และรากครามป่า ต้มน้ำดื่ม บำรุงกำลัง ใช้ภายนอกรักษาขี้กลาก- ตำรายาไทย ลำต้น รักษาโรคกลากเกลื้อน-ในกัมพูชาใบใช้สำหรับรักษาโรคผิวหนัง-ในอินเดียใช้ทั้งต้นล้างพิษ ใช้รักษาแผลพุพองโรคเรื้อนและคัน
-ใช้อื่น ๆ นำมาใช้จัดร่วมกับช่อดอกไม้
ระยะออกดอกผล---ตุลาคม-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด เหง้า

หญ้าใบกลม/Rotata rotundifolia

ชื่อวิทยาศาสตร์---Rotala rotundifolia (Buch.-Ham. ex Roxb.) Koehne
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms
---Ammania rotundifolia Hamilton
---Ammania latifolia Wallich pro parte
---Ammania subspicata Bentham
---Ameletia rotundifolias Dalzell ex Gibson
---Ameletias subspicata Bentham
ชื่อสามัญ---Dwarf rotala, Roundleaf Toothcup, Dwarf rotala, Pink sprites.
ชื่ออื่น---หญ้าใบกลม,ห้วยชินสีแดง(ทั่วไป) ; [THAI: huai chin nasi daeng (General).]; [MANIPURI: Ishing Kundo, Loubuk Leiri.]; [CHINESE: Yuán yè jié jié cài.]; [SLOVENSKY: okrúhlovka rotundifolia.]
ชื่อวงศ์---LYTHRACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียใต้สู่เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ไปยังเอเชียตะวันออก
พบในอินเดีย บังกลาเทศ เนปาล จีนตอนใต้ (ฝูเจี้ยน, กวางตุ้ง, กวางสี, กุ้ยโจว, ไหหลำ, หูเป่ย, หูหนาน, เจียงซี, ซานตง, เสฉวน, ไต้หวัน, ยูนนาน, เจ้อเจียง) ญี่ปุ่น, พม่า, ไทย, ลาว ,กัมพูชา, เวียตนาม พบในหนองน้ำในแม่น้ำและในนาข้าวจากที่ราบลุ่มถึงที่ระดับความสูง 2,700 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ในประเทศไทยพบทางภาคเหนือ และภาคตะวันออก ขึ้นตามทุ่งหญ้า แหล่งน้ำซับในป่าเต็งรังหรือป่าสนเขา ที่ระดับความสูง 500-1300 เมตร
หญ้าใบกลมเป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี ลักษณะทอดเลื้อยหรือขึ้นในน้ำต้นสูง 10-40 ซม. ลำต้นทอดนอนตามผิวดินออกรากตามข้อ แตกกอหนาแน่น ลำต้นกลมอวบน้ำเรียบเกลี้ยงสีเขียวหรือสีม่วงแดง ช่วงปลายลำต้นมักเป็นเหลี่ยม ใบออกตรงข้ามตั้งฉากรูปกลมถึงรูปหัวใจ กว้าง 2.5 ซม.ยาว 2 ซม.ก้านใบสั้นมากหรือไม่มีก้าน แผ่นใบด้านบนสีเขียวเป็นมัน แผ่นใบด้านล่างสีแดงหรืออมม่วง ดอกเป็นดอกช่อยาว2-5ซม.ดอกย่อยจำนวนมากขนาดเล็ก มี4กลีบสีชมพูอมม่วงแต่ละดอกมีใบเล็กๆรองรับ1ใบ ผลแห้งแตกเป็น 4 ซีก เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.5 มม. มีหลายเมล็ด
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ต้นและใบมีสรรพคุณแก้ไข้ แก้ไอ
-ใช้ปลูกประดับเป็นพรรณไม้ในตู้ปลา       
ระยะออกดอกผล---กันยายน-มีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด แยกกอ ปักชำ

หญ้ามวนฟ้า/Cynoglossum lanceolatum


ชื่อวิทยาศาสตร์---Cynoglossum lanceolatum Forssk.
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Cynoglossum hirsutum Thunb.
---Cynoglossum micranthum Desf.
---Paracynoglossum lanceolatum (Forssk.) R.R.Mill
ชื่อสามัญ---Lanceleaf Forget-me-not
ชื่ออื่น---หญ้ามวนฟ้า(ทั่วไป) ; [THAI: ya mouan fa (general).]; [CHINESE: Xiǎohuā liúlí cǎo.]; [VIETNAM: Tro buồn.]; [INDIA: Laksmana.]
ชื่อวงศ์---BORAGINACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---แอฟริกา, อาระเบีย, ปากีสถาน, แคชเมียร์, อินเดีย, ศรีลังกา, พม่า, เนปาล, ไปทางตะวันออกไปยังประเทศจีน, มาเลเซีย.ฟิลิปปินส์
กระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่แห้งแล้งตั้งแต่ Cote D'Ivoire ไปจนถึงเอธิโอเปียทางใต้ถึงแอฟริกา คาบสมุทรอาหรับไปยังปากีสถาน เอเชียเขตร้อน ไปยังฟิลิปปินส์ พบตามทุ่งหญ้า ป่าหุบเขาบนฝั่งแม่น้ำ ริมลำธาร พื้นที่เพาะปลูกและริมถนน พบได้ทั่วไปและกระจายอย่างกว้างขวาง ที่ระดับความสูง  1,000 - 2,500 (-3000) เมตร
ในประเทศไทย พบเฉพาะตามภูเขาสูงทางภาคเหนือ สามารถเจิญเติบโตตามภูเขาหินปูน หรือตามภูเขาสูงบริเวณที่โล่งที่มีร่มเงาและความชื้นสูง ที่ระดับควมสูง1,500-2,000เมตร
หญ้ามวนฟ้าเป็นพืชล้มลุกสูงประมาณ 1(-1.5) เมตร แตกกิ่งก้านมากเรือนยอดโปร่ง ลำต้นกลมผิวเรียบสีเขียวลำต้นและกิ่งก้านปกคลุมไปด้วยขนสีขาวแข็งยาว 1-2 มม. แตกใบมากบริเวณโคนต้้น ใบ เดี่ยวรูปใบหอก  รวมถึงก้านใบ 10-20 x 2-4 ซม ขอบใบจักฟันเลื่อยห่าง ผิวใบทั้งสองด้านมีขน ดอกออกเป็นช่อเชิงลดที่ปลายกิ่งช่อดอกมักม้วนงอ สีม่วงหรือม่วงแกมน้ำเงิน กลีบเลี้ยง5กลีบ กลีบดอก5กลีบดอกบานขนาด3-4มม. ผลรูปค่อนข้างแบน ยาว1.5-2ซม.
ใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารและยารักษาโรค
-ใช้กิน ใบปรุงสุกใส่ในซุป
-ใช้เป็นยา ขับเสมหะ ขับปัสสาวะและยาแก้ไข้ ใช้ภายนอกทุกส่วนที่ถูกบดของพืชถูกนำไปใช้กับบาดแผล, รักษาอาการร้าว, อาการชาที่แขนขา, กำจัดการสะสมของของเหลวในข้อต่อ- รากใช้เป็นยารักษาโรคตา นอกจากนี้ยังปรับสมดุลสารอาหารสำคัญในร่างกายในขณะที่เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน พืชยังมีประโยชน์ในการกระตุ้นรอบประจำเดือนให้ปกติ นอกจากนี้ยังควบคุมความร้อน (สะสมน้ำดี) ในร่างกาย
รู้จักอันตราย---ไม่มีการกล่าวถึงความเป็นพิษที่เฉพาะเจาะจงสำหรับสายพันธุ์นี้ แต่มีสมาชิกหลายคนในตระกูลพืช (Boraginaceae) ที่รู้กันว่ามีอัลคาลอยด์ pyrrolizidine อัลคาลอยด์เหล่านี้มีผลกระทบสะสมต่อร่างกายและหากปราศจากความเข้มข้นในพืชสูงการใช้เป็นครั้งคราวโดยทั่วไปจะปลอดภัยอย่างสมบูรณ์ พวกมันมาจากกรดอะมิโนรวมถึง ornithine อัลคาลอยด์ pyrrolizidine จำนวนมากมีพิษต่อตับเด่นชัด แต่ปอดและอวัยวะอื่น ๆ อาจได้รับผลกระทบเช่นกัน กิจกรรมการก่อกลายพันธุ์และสารก่อมะเร็งของอัลคาลอย
ระยะออกดอก---มิถุนายน-สิงหาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด
สถานภาพป็นพืชหายาก

หญ้ารากหอม/Salomonia ciliata


ชื่อวิทยาศาสตร์--- Salomonia ciliata (L.) DC.
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Polygala ciliata L.
---Salomonia cavaleriei H. Lév.  
---Salomonia sessilifolia D. Don.
ชื่อสามัญ--None
ชื่ออื่น---หญ้ารากหอม (นครราชสีมา); [THAI: ya rak hom (Nakhon Ratchasima).]; [CHINESE: tuo yuan ye chi guo cao.]
ชื่อวงศ์--- POLYGALACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย ศรีลังกา จีน พม่า เอเซียตะวันออกเฉียงใต้  ออสเตรเลีย
พบที่ศรีลังกา อินเดีย พม่า จีนตอนใต้ ญี่ปุ่น ภูมิภาคอินโดจีนและมาเลเซีย นิวกีนี และออสเตรเลีย ในไทยพบทุกภาค ขึ้นตามชายป่า ที่โล่งที่ชื้นแฉะ ความสูงถึงประมาณ 1300 เมตร
ไม้ ล้มลุกสูง20-50 ซม.  ลำต้นเป็นเหลี่ยมเกลี้ยงหรือมีขนประปราย แตกแขนงออกจากฐานและเหนือราก มีกลิ่นหอม บางครั้งแตกกิ่งก้านมาก ใบเดี่ยวรูปไข่ยาว 0.4-1.2 ซม.เรียงสลับ โคนและปลายใบมน ขอบใบเรียบ ก้านใบไม่มีหรือมีแต่สั้นมาก ดอกออกเป็นช่อกระจะบริเวณปลายยอด ยาว10-20ซม.ใบประดับยาว 0.8-1.4 มม.ดอกสีม่วงอมชมพู กลีบดอกพับซ้อนกันเหมือนดอกถั่ว กลีบเลี้ยงยาว 0.8-1.4 มม. กลีบดอกยาว 1.8-2.3 มม.ทยอยบานจากโคนไปหาปลายช่อ ผลยาว 1.5-2 มม. ผิวเกลี้ยงหรือมีขนประปราย ขอบมีแถบขนคล้ายหนาม 5-9 อัน ยาว 0.3-0.7 มม.เมล็ดกลมมนสีดำขนาด0.5 มม.
ระยะออกดอกและติดผล---ตุลาคม-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

หญ้าสองปล้อง/Desmodium velutinum subsp. velutinum

ชื่อวิทยาศาสตร์---Desmodium velutinum (Willd.) DC. subsp. velutinum
ชื่อพ้อง---Has 8 Synonyms

-Desmodium lasiocarpum (P. Beauv.) DC. -Desmodium velutinum var. roxburghii Schindl.
-Desmodium latifolium (Roxb.) DC. -Hedysarum lasiocarpum P. Beauv.
-Desmodium plukenetii (Wight & Arn.) Merr. & Chun -Meibomia lasiocarpa (P. Beauv.) Kuntze
-Desmodium velutinum var. plukenetii (Wight & Arn.) Schindl. -Meibomia velutina (Willd.) Kuntze

ชื่อสามัญ---Velvet-leaf Desmodium
ชื่ออื่น---กระตึกแป, หญ้าตืดหมา, หญ้าตืดแมว, เหมือดวัว, เหนียวใหญ่,หางกะหรอด, ตืดหมาขาว ; [ThAI: tuet ma khao (Chiang Mai).]
ชื่อวงศ์---FABACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย แอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---แอฟริกา เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ หมู่เกาะอันดามัน
พืชเขตร้อนชื้นซึ่งพบได้ในระดับความสูงไม่เกิน 1,500 เมตร พบใน แอฟริกา - มาดากัสการ์; E. เอเชีย - จีน, อนุทวีปอินเดีย, พม่า, ไทย, กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, นิวกินี
ลำ ต้นกึ่งตั้งกึ่งแผ่คลุมดิน อายุหลายปีพบขึ้นในป่าโปร่ง ต้นสูง 60-100ซม.ลำต้นสีเขียวเข้ม โคนต้นหรือต้นแก่สีม่วงดำ กิ่งอ่อนมีขนปกคลุม ยอดของทรงพุ่มจะแผ่ออกด้านข้าง
ใบ ประกอบมี3ใบหรือใบเดียว รูปไข่ ด้านบนและท้องใบมีขนคลุมหนาแน่น ขอบใบเป็นครุยสีน้ำตาล ช่อดอกออกตามซอกใบ ช่อดอกค่อนข้างยาว กลีบดอกสีชมพูอมม่วง ผลขนาดเล็กเป็นฝักแบบฝักถั่ว มีขนสีน้ำตาลคลุมหนาแน่นมาก มี12-36ฝักในแต่ละช่อ มี1-7ข้อในแต่ละฝักก สามารถหักเป็นข้อๆได้
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา สารสกัดน้ำจากใบ มีฤทธิ์ต้านอาการอักเสบ
ระยะออกดอกและติดผล--- ตุลาคม - กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์---เมล็ด แยกกอ

หญ้าเหลี่ยม/Exacum tetragonum

ชื่อวิทยาศาสตร์--- Exacum tetragonum Roxb.
ชื่อพ้อง---Has 14 Synonyms

-Canscora justicioides Griff. ex Voigt -Exacum metzianum Hohen. ex C.B.Clarke
-Exacum albens Blanco -Exacum parviflorum Merr.
-Exacum bellum Hance -Exacum perrottetii Griseb.
-Exacum bicolor Roxb. -Exacum stylosum Wall. ex G.Don
-Exacum cambodianum Dop -Exacum tetrapterum Meyen ex Griseb.
-Exacum chironioides Griseb. -Exacum tricolor Zoll. & Moritzi
-Exacum horsfieldianum Miq. -Paracelsea amoena Zoll. & Moritzi

ชื่อสามัญ---Bicolor Persian Violet.
ชื่ออื่น---ฉัตรพระอินทร์ (ภาคกลาง); เทียนป่า (ปราจีนบุรี); นางอั้วโคก (นครราชสีมา); ไส้ปลาไหล (นครพนม); หญ้าหูกระต่าย (เลย); หญ้าเหลี่ยม (สุราษำณ์ธานี); เอื้องดิน (เชียงใหม่) ; [THAI: chat phra in (Central); thian pa (Prachin Buri); nang ua khok (Nakhon Ratchasima); sai pla lai (Nakhon Phanom); ya hu kratai (Loei); ya liam (Surat Thani); ueang din (Chiang Mai).]; [CHINESE: Zǎo bǎi nián.]; [ASSAMESE: Sher-ri-takti.]; [BENGALI: Koochuri.]; [HINDI: Habshi-charayatah, Bara-charayatah, Avachiretta.]; [kannada; Dodda Chirayutha.]; [MALAYALAM: Kannamthali.]; [MARATHI: Udi Chirayat.]; [TAMIL: Cheti.]
ชื่อวงศ์---GENTIANACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย เนปาล จีนตอนใต้ พม่า ภูมิภาคอินโดจีน ฟิลิปปินส์ นิวกินี และออสเตรเลีย
พบที่อินเดีย เนปาล, จีนตอนใต้ ( ยูนนาน กุ้ยโจว กวางสี กวางตุ้ง เจียงซี), พม่า,ไทย,ลาว,เวียตนาม,กัมพูชา, ฟิลิปปินส์ นิวกินี และออสเตรเลีย ตามพื้นที่โล่งในป่าดงดิบจากที่ราบไปจนถึงระดับความสูง 200-1500 เมตร ในประเทศไทยพบทุกภาค พบมากทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขึ้นตามทุ่งหญ้า และป่าสนเขา ที่ระดับความสูงประมาณ 600- 1000 เมตร
 ไม้ ล้มลุกสูง 30-80 ซม. ลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งน้อย ลำต้นเป็นสันสี่เหลี่ยมและเป็นครีบแคบตามสัน ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปรีถึงรูปไข่แกมขอบขนานแกมใบหอก กว้าง1-5ซม. ยาว2.5-16ซม.ไม่มีก้านใบ ดอกเป็นดอกช่อ ดอกย่อยมีใบประดับเล็กๆรองรับ1คู่ กลีบดอกสีม่วงแกมน้ำเงิน กลีบดอก4กลีบ รูปรีแกมรูปไข่ ยาว13มม.ปลายกลีบสีเข้มและจางลงจนโคนกลีบเป็นสีขาว เกสรผู้4อันอับเรณูสีเหลืองรูปไข่แคบ ผลรูปรีกว้าง ยาวประมาณ 3.5 มม.มีกลีบเลี้ยงติดอยู่ ผลแห้งแตกได้ เมล็ดเล็กรูปขอบขนานยาว 0.7-1 มม.
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา  มีสรรพคุณแก้ไข้  ท้องไส้ปั่นป่วน แก้โรคกระเพาะอาหาร ตำรับยาพื้นบ้านล้านนาจะใช้ใบหญ้าเหลี่ยม นำมาขยี้อุดหูประมาณครึ่งชั่วโมงเพื่อช่วยแก้หูน้ำหนวกในเด็ก
ระยะออกดอกผล---พฤศจิกายน-มกราคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

หนาดคำ/Inula cappa

ชื่อวิทยาศาสตร์---Inula cappa (Buch.-Ham. ex D.Don) DC.
ชื่อพ้อง---Has 25 Synonyms

-Baccharis chinensis Lour. -Helenium salviodorum Kuntze
-Blumea arnottiana Steud. -Inula cappa (Buch.-Ham. ex D.Don) DC.
-Blumea chinensis Hook. & Arn. -Inula eriophora DC.
-Conyza argentea Wall. -Inula intermedia C.C.Chang & Y.C.Tseng
-Basionym: Conyza cappa Buch.-Ham. ex D. Don -Inula lanuginosa C.C.Chang
-Conyza dentata Blanco -Inula oblonga DC.
-Conyza eriophora Wall. -Inula pseudocappa DC.
-Conyza lanuginosa Wall. -Inula salviodora Sch.Bip.
-Duhaldea chinensis DC. -Moquinia eriosematoides Walp.
-Duhaldea eriophora Steetz -Pteronia marginata C.B.Clarke
-Duhaldea lanuginosa (C.C.Chang) Anderb. -Vernonia congesta Benth.
-Eupatorium lanatum Spreng. ex DC. -Vernonia eriosematoides Walp.
-Helenium cappa Kuntze

ชื่อวิทยาศาสตร์---Duhaldea cappa (Buch.-Ham. ex D. Don) Pruski & Anderb.
ชื่อพ้อง---Has 25 Synonyms
---Basionym: Conyza cappa Buch.-Ham. ex D. Don
---Duhaldea cappa (Buch.-Ham. ex D. Don) Pruski & Anderb.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---หนาดคำ,หนาดดอย,เขืองแผงม้า(ภาคเหนือ) ; [THAI: nat kham, nat doi, khueang phaeng ma (Northern).]; [CHINESE: Yáng ěr jú, bái niú dǎn.]  
ชื่อวงศ์---COMPOSITAE (ASTERACEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน (ฝูเจี้ยน, กวางตุ้ง, กวางสี, กุ้ยโจว, ไหหลำ, เสฉวน, ยูนนาน, เจ้อเจียง), ไทย, ลาว, เวียดนาม, ชวา, ปากีสถาน (NWFrontier Prov., Swat, Hazara, ปัญจาบปากีสถาน, Murree), พม่า [พม่า] Shan, Sikkim, Jammu & Kashmir (Poonch, Kashmir, Jammu), ปากีสถาน Kashmir (Muzaffarabad), อินเดีย (รัฐหิมาจัลประเทศ, อุตตรประเทศ, อัสสัม, Nagaland, Manal, Meghalaya, Darjeeling), ภูฏาน
พืช ล้มลุกอายุหลายปีสูง0.70-1.50 เมตร มีขนสีน้ำตาลอมเหลืองปกคลุมทั่วไป ใบเรียงสลับรูปขอบขนานแกมใบหอก ขนาด 5-15 x 1.5-5 ซม.,ผิวใบด้านบนมีขนเหนียวติดมือใต้ใบมีขนยาวสีเทาเงินหนาแน่น ดอกเป็นช่อใหญ่ ช่อดอกย่อยจำนวนมากดอกย่อยสีเหลืองเป็นกระจุกแน่นรองรับด้วยใบประดัยบ2-3ชั้นสีเขียวอ่อน ผลรูปขอบขนานแคบมีขนยาวสีขาวประปราย
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา สรรพคุณทางสมุนไพร รากฝนน้ำกินแก้แพ้อาหาร ผื่นคัน ชาวเขาใช้ต้มน้ำดื่มเป็นยาบำรุงและช่วยให้คลอดบุตรง่าย ใบต้มน้ำดื่มช่วยย่อยอาหาร ทั้งต้น ต้มอาบแก้ปวดเมื่อย แก้วิงเวียนศีรษะ ต้มดื่มบำรุงเลือด
ระยะออกดอกและติดผล--- ตุลาคม - มีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด   

หนาดคำน้อย/Gnaphalium affine


ชื่อวิทยาศาสตร์---Gnaphalium affine D. Don
ชื่อพ้อง---Has 57 Synonyms

-Pseudognaphalium affine (D. Don) Anderberg -Gnaphalium javanicum DC
-Gnaphalium multiceps Wall. ex DC -Gnaphalium ramigerum DC
-Gnaphalium luteoalbum L. var. multiceps (DC.) Hook.f.  -Laphangium affine (D. Don) Tzelev
-Gnaphalium confusum DC

ชื่อวิทยาศาสตร์---Laphangium affine (D. Don) Tzvelev.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms.
---Basionym: Gnaphalium affine D. Don
ชื่อสามัญ---Jersey Cudweed
ชื่ออื่น---หนาดคำน้อย(ทั่วไป) ; [THAI: nat kham noi (general).]; [CHINESE: ni shu qu cao.]; [JAPAN: haha-go-husa, hou ko gou sa (Japan).]; BHUTAN: mito kappa, hooki phu.]
ชื่อวงศ์---COMPOSITAE (ASTERACEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อาฟกานิสถาน ภูฏาน อินเดีย จีน ปากีสถาน เนปาล พม่า ไทย ลาว เวียตนาม  ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย
พบในประเทศจีน(มณฑลอานฮุย, ฝูเจี้ยน, กวางตุ้ง, กวางสี, กุ้ยโจว, ไหหลำ, เหอหนาน, หูเป่ย, หูหนาน, เจียงซู, เจียงซี, มณฑลส่านซี, ชานตง, มณฑลเสฉวน, ไต้หวัน, ซีซัน, ยูนนาน, เจ้อเจียง) อาฟกานิสถาน ภูฏาน อินเดีย เนปาล, ปากีสถาน, ฟิลิปปินส์, เวียดนาม; SW Asia (อิหร่าน), ออสเตรเลีย พบเป็นวัชพืชในที่รกร้างและพื้นที่ที่เพาะปลูกทั่วไป ที่ระดับความสูงจากน้ำทะเลถึง 2000 เมตร
พืช ล้มลุกขึ้นเป็นกอสูง 20-50 ซม.แตกกิ่งจากโคนต้นไม่มาก แตกกิ่งมากส่วนบนของต้น ต้นและใบปกคลุมด้วยขนปุยสีขาว ใบรูปแถบถึงรูปช้อน ขนาด 2-6 × 4-12 ซม ขอบใบงุ้มลงด้านล่าง ดอกเป็นช่อแน่นมีช่อดอกย่อยจำนวนมากขนาดเล็กสีเหลืองสดผลรูปขอบขนานขนาดเล็ก สีน้ำตาลปลายด้านหนึ่งมีขนเป็นพู่
เป็นสมุนไพรแก้ไอขับเสมหะ ใบอ่อนทำให้สุกกินเป็นผัก
ระยะออกดอกและติดผล---พฤศจิกายน-มีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

หนาดใหญ่/Blumea balsamifera

ชื่อวิทยาศาสตร์--- Blumea balsamifera (L.) DC.
ชื่อพ้อง---Has 11 Synonyms

-Baccharis balsamifera (L.) Stokes -Conyza balsamifera L.
-Baccharis salvia Lour. -Conyza grandis Wall.
-Blumea balsamifera var. microcephala Kitam. -Conyza vestita Wall.
-Blumea grandis DC. -Placus balsamifer (L.) Baill.
-Blumea zollingeriana C.B.Clarke -Pluchea balsamifera (L.) Less.
-Conyza appendiculata Blume

ชื่อสามัญ---Buffalo-ear, Blumea Camphor, Kambibon, Ngai Camphor, Camphor tree.
Ngai camphor(Eng), Sambong, Sembung (Malay)
ชื่ออื่น---หนาดใหญ่, ใบหลม, ผักชีช้าง, พิมเสน(กลาง); คำพอง, หนาดหลวง(เหนือ); จะบอ(มลายู-ปัตตานี); ตั้งโฮงเซ้า(จีน); แน, พ็อบกวา(กะเหรี่ยง-แม่ฮองสอน); หนาด(จันทบุรี) ; [THAI: nat yai, bai lom, phak chi chang, phim sen (Central); kham phong, nat luang  (Northern); cha-bo (Malay-Pattani); tang-hong-chao (Chinese); nae, phop-kwa (Karen-Mae Hong Son).]; [ASSAMESE: Kaphur goch.]; [CAMBODIA: Bai mat.]; [BENGALI: kukur-soka, kuk-sungh.]; [CHINESE: Pen Ts’ao, ai na xiang.]; [FRENCH: Camphrier.]; [GERMAN: Büffelohr.]; [HINDI: kakaronda, kakoranda, kukronda.]; [INDONESIA: Indonesia    Sembung, capa (Sulawesi); sembung utan (Sundanese); sembung gantung (Javanese).]; [LAOS: ‘Nat, phi ma ‘sen.]; [MALAYSIA: Capa, chapa, chapor, sembong, telinga kerbau.]; [MYANMAR: Poung-ma-theing.]; [PHILIPPINES: Sambong, Alibum, Lakad-bulan, Alimon, Lalakdan Sambong (Tag.).] ; [SANSKRIT: Kukundara; kukkura-dru.]; [SAUDI ARABIA: Kama, phitus.]; [VIETNAM: Cay dai be.]; [AYURVEDIC: Kukundara, Gangaapatri.]; [UNANI: Kakarondaa.]
ชื่อวงศ์---COMPOSITAE (ASTERACEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน พม่า ไทย ลาว เวียตนาม กัมพูชา มาเลเเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์
พบบนถนนทุ่งนาที่ราบลุ่มและพื้นที่ภูเขาของเขตร้อนและเขตกึ่งร้อนของเอเชียโดยเฉพาะอย่างยิ่งอนุทวีปอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การกระจาย - จีน (ฝูเจี้ยน, กวางตุ้ง, กุ้ยโจว, ไหหลำ, มณฑลยูนนาน), ไต้หวัน, อนุทวีปอินเดีย [บังคลาเทศภูฏาน, อินเดีย, เนปาล, ปากีสถาน, มหาสมุทรอินเดียตอนเหนือ (อินเดีย - อันดามันและนิโคบาร์), อินโดจีน (กัมพูชา, ลาว, พม่า , ไทย, เวียดนาม), มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์  ที่อยู่อาศัยที่มีความหลากหลายและพบได้ตั้งแต่ระดับพื้นดินไปจนถึงความลาดชันของภูเขาและจากระดับน้ำทะเลถึงระดับความสูง 2200เมตร
ไม้ พุ่มมีกลิ่นหอมคล้ายการบูรสูง1-4เมตร ใบเดี่ยวขนาด 6-30 ซม. x 1.5-12 ซม. เรียงสลับรูปรีแกมขอบขนาน ผิวใบทั้งสองด้านมีขนละเอียดหนาแน่น  ก้านใบยาว 0-3.5 ซม.ดอกช่อออกที่ปลายกิ่งหรือซอกใบเป็นช่อกระจุ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 6-10 มม.ยาว 10-50 ซม. ผลแห้งไม่แตกโค้งงอเล็กน้อยเป็นเส้น5-10เส้นมีขนสีขาว
ใช้ประโยชน์---พืชนี้มีประวัติการใช้ยามายาวนาน มีการใช้ทางการแพทย์ในหลายวัฒนธรรม ยังเป็นแหล่งของน้ำมันหอมระเหย  มักจะถูกเก็บเกี่ยวจากป่าและมีการปลูกประดับในสวนและปลูกในเชิงพาณิชย์
-ใช้กิน พืชมีกลิ่นของการบูร บางครั้งใช้เป็นเครื่องปรุงรสหอมกับอาหารต่าง ๆ
-ใช้เป็นยา เป็นสมุนไพรที่แพร่หลายในเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ มันถูกใช้ในการแพทย์พื้นบ้านสำหรับประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายที่รวมถึงการรักษาแผลติดเชื้อ ทางเดินหายใจ ปวดท้องและนิ่วในไต-ตำรายาไทยและยาพื้นบ้านใช้ใบขับลม แก้จุกเสียดแน่นเฟ้อ แก้ปวดท้อง ขับเหงื่อ ขับเสมหะ ใบสดหั่นเป็นฝอยเหมือนยาเส้น ตากแดดพอหมาดมวนกับยาฉุนสูบ แก้ริดสีดวงจมูก (โรคติดเชื้อที่เกิดในจมูก ทำให้หายใจขัด มีฝีหนองในจมูก โพรงจมูกอักเสบ) ยาพื้นบ้านใช้ใบบดผสมต้นข่อย แก่นก้ามปู พิมเสนและการบูรมวนด้วยใบตองแห้งสูบ รักษาโรคหืด
-อื่น ๆ ในประเทศจีน ngai น้ำมันการบูร น้ำมันหอมระเหยที่ได้จากการกลั่นด้วยไอน้ำของใบอ่อนใช้กันอย่างแพร่หลายในการแพทย์และในพิธีกรรม การบูรที่ผ่านการกลั่น 'ngai p'ien' นั้นถือว่ามีคุณภาพสูงกว่าการบูรจาก Cinnamomum camphora แต่ไม่ได้รับการจัดอันดับสูงเท่ากับ Dryobalanops spp - รากและใบถูกใช้เป็นยาฆ่าแมลงตามธรรมชาติเช่นต่อต้านแมลงศัตรูพืช
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด ชำราก ปักชำกิ่ง

หรีดเชียงดาว/Gentiana leptoclada subsp.australis


ชื่อวิทยาศาสตร์---Gentiana leptoclada subsp. australis (Craib) Halda
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Gentiana australis Craib    
---Metagentiana australis (Craib) T.N.Ho & S.W.Liu
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---หรีดเชียงดาว,ดอกหรีดเชียงดาว ; [THAI: dok rit chiang dao (General).]
ชื่อวงศ์---GENTIANACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทสไทย
เป็นพืชถิ่นเดียวของไทย พบทางภาคเหนือที่ดอยเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ขึ้นอยู่ตามพื้นดินหรือตามซอกหินปูนในที่โล่งแจ้ง แทรกอยู่ตามพุ่มหญ้าโดยดอกมักจะบานเมื่อมีแสงแดดจัด มีอากาศหนาวเย็นและความชื้นสูง ที่ระดับความสูง1,600-2,000เมตร
พืชล้มลุก ลักษณะ ลำต้นเกลี้ยง เป็นสัน อาจทอดเลื้อยไปตามผิวดิน แล้วชูส่วนปลายยอดตั้งขึ้น สูง40-80ซม. ใบเดี่ยวออกตรงข้ามและตั้งสลับฉาก โดยแตกใบมากตรงโคนต้น แผ่นใบมีขนาดเล็กรูปไข่โคนใบมนปลายใบแหลม  ขนาดของแผ่นใบกว้าง1-1.3ซม.ยาว3-5ซม.ขอบใบจักฟันเลื่อย ผิวใบทั้ง2ด้านมีขนสีขาวนุ่มปกคลุม ดอก สีม่วงอมฟ้าออกเป็นกระจุก1-5ดอก .ออกที่ซอกใบและปลายยอดดอกบานขนาด2.5-3ซม.สีม่วงหรือสีม่วงอมน้ำเงิน กลีบเลี้ยงจำนวน5กลีบ โคนเชื่อมกันเป็นหลอด ผิวนอกสังเกตุเห็นเป็นสันนูน5สันแผ่เป็นครีบสั้นๆตามความยาว โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้นๆปลายแยกเป็น5แฉก ผลรูปกระสวย ยาว1.5-2ซม.เมล็ดขนาดเล็กสีน้ำตาลรูปสามเหลี่ยม จำนวนมาก
เป็น พืชเฉพาะถิ่นของประเทศไทย พบเพียงแห่งเดียวที่ดอยเชียงดาวและเป็นพืชหายาก ไม่สามารถนำมาปลูกเลี้ยงได้ เพราะต้องอาศัยสภาพตามธรรมชาติเท่านั้น
ระยะออกดอก---เดือนธันวาคม-เดือนมกราคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

หลาว/Alpinia oxymitra


ชื่อวิทยาศาสตร์---Alpinia oxymitra K. Schum
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Alpinia comosa Ridl. [Illegitimate]
---Alpinia macrocarpa Gagnep.
---Cenolophon oxymitrum (K.Schum.) Holttum
ชื่อสามัญ---There are no common names associated with this taxon.
ชื่ออื่น---หลาว(ภาคกลาง),เจี๊ยะ(ชุมพร),เรียว(จันทบุรี), กระวาน(ภาคใต้); [THAI: lao (Central); chia (Chumphon);  riao (Chanthaburi); krawan (Peninsular).]; [VIETNAM: Riềng núi.]
ชื่อวงศ์---ZINGIBERACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย , กัมพูชา , เวียดนาม  
พบได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย  มักพบหลาวขึ้นเป็นดงใหญ่ๆตามป่าดิบที่มีความชุ่มชื้นสูง
เป็น พืชวงศ์ ขิงข่า  มีลำต้นใต้ดินหรือเหง้าขนาดใหญ่สะสมอาหาร ส่วนเหนือดินสูง 1 - 2 เมตร ใบรูปใบหอกแกมขอบขนาน ผิวเกลี้ยง เป็นมัน ดอกออกเป็นช่อตั้งตรงที่ปลายยอด ใบประดับย่อยสีขาว มีขนแน่น ดอกสีขาวอมเขียว มีแต้มสีแดงที่โคนกลีบปาก ผลรูปรี มีสันนูนตามแนวยาวโดยรอบ มีเนื้อ ผลสุกสีเหลือง
ใช้ประโยชน์ ---ใช้กิน ผลอ่อนมักนำมากินได้เหมือนผักสดทั่วไป
ระยะออกดอก---เดือนเมษายน-เดือนพฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด เหง้า

หัวไก่โอก/Decaschistia intermedia


ชื่อวิทยาศาสตร์---Decaschistia intermedia Craib
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ--None
ชื่ออื่น---หัวไก่โอก, หัวอีอุ๊ก (นครพนม),  หญ้าขี้อ้น(ทั่วไป) ; [THAI: hua kai oak; hua i uk (Yao-Nakhon Phanom); ya khi on (General).]
ชื่อวงศ์---MALVACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ภาคตะวันออกของไทย กัมพูชา
พบใน จังหวัดสุรินทร์ อุบลราชธานี ตราด  ขึ้นบนพื้นที่โล่งเป็นดินร่วนปนทราย ในป่าเต็ง-รัง ป่าละเมาะผลัดใบ และตามคันนา ที่ระดับความสูง 50-200 เมตร
ไม้ พุ่มขนาดเล็กสูง10-60ซม.ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปแถบ กว้าง 0.3-1 ซม. ยาว 2.5-10 ซม.ผิวใบด้านล่างมีขนรูปดาว ดอก เดี่ยวหรือดอกช่อออกที่ซอกใบใกล้ปลายยอดมีริ้วประดับ กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น 5 แฉก มีกลีบดอก 5 กลีบ กลีบดอกรูปไข่กลับ เฉียงกว้าง1-1.5ซม ยาว3ซม.สีแดง เกสรเพศผู้จำนวนมาก ก้านชูเกสรเชื่อมกันเป็นมัด ใจกลางดอกเป็นสีขาว ดอกบานเต็มที่จะมีขนาดใหญ่คล้ายกับดอกชบา ผลรูปกลม แห้งแตกกลางพู เมล็ดรูปไต
ใช้ประโยชน์ ---ใช้เป็นยา ตำรายาพื้นบ้านอีสาน หัวสด หรือ แห้ง ต้มน้ำดื่มแก้โรคซางในเด็ก
ระยะ ออกดอกร--- พฤษภาคม - กรกฏาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด
สถานภาพ พืชหายาก

หางกระรอก/Uraria acaulis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Uraria acaulis Schindl
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น--หางกระรอก(ชลบุรี),ดอกหางเสือ(เลย),หางเห็น(ลาว) ; [THAI: hang krarok (Chon Buri); dok hang suea (Loei); hang-hen (Laos).]
ชื่อวงศ์---FABACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินโดจีน


พบในภูมิภาคอินโดจีน ประเทศไทยพบทางภาคตะวันออกและภาคเหนือ ที่ระดับความสูง1,500เมตร
พืช ล้มลุกเจริญแผ่คลุมพื้นดิน ลักษณะ ต้นสูงประมาณ10-30 ซม. ลำต้นและกิ่งก้านมีขนสีน้ำตาลอ่อนปกคลุม ใบเป็นใบประกอบแบบมีใบย่อย1ใบ รูปเกือบกลม ขนาด7.5-23ซม. ปลายใบมน โคนใบเว้ารูปหัวใจ ผิวใบและก้านใบมีขนหนาแน่น ก้านใบยาวได้ถึง20ซม. หูใบรูปสามเหลี่ยมปลายเรียวแหลมเป็นเส้นยาว1-2ซม. ดอก สีม่วงอ่อนแกมชมพูออกเป็นช่อตั้งยาว 6-10ซม. ดอกย่อยจำนวนมาก รูปดอกถั่ว ขนาด6-8มม.ใบประดับรูปหอกสีน้ำตาลแดงยาว1-1.5ซม. กลีบรองดอกปลายแยก5กลีบ 3กลีบล่างเป็นเส้นสีน้ำตาลแดงอ่อนยาวประมาณ8มม. กลีบดอก5กลีบ ขอบกลีบส่วนบนมีสีเข้มกว่ากลีบอื่นๆ ผลเป็นฝักแบนรูปกลมรี กว้างประมาณ3มม.มี1เมล็ด
ระยะออกดอกและติดผล---สิงหาคม-ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

หางไก่ฟ้า/Lobelia nicotianaefolia

ชื่อวิทยาศาสตร์---Lobelia nicotianaefolia Heyne
ชื่อพ้อง---Has 22 Synonyms

-Dortmanna colorata (Wall.) Kuntze. -Lobelia palustris Kerr.
-Dortmanna mishmica (C.B.Clarke) Kuntze. -Lobelia pyramidalis Wall.
-Dortmanna nicotianifolia (Roth ex Schult.) Kuntze. -Lobelia rosea Wall.
-Dortmanna pyramidalis (Wall.) Kuntze. -Lobelia stimulens Buch.-Ham. ex D.Don.
-Dortmanna rosea (Wall.) Kuntze. -Lobelia trichandra Wight.
-Lobelia beddomeana E.Wimm. -Lobelia wallichiana (C.Presl) Hook.f. & Thomson.
-Lobelia colorata Wall. -Rapuntium coloratum (Wall.) C.Presl.
-Lobelia courtallensis K.K.N.Nair. -Rapuntium nicotianifolium (Roth ex Schult.) C.Presl.
-Lobelia doniana Skottsb. -Rapuntium pyramidale (Wall.) C.Presl.
-Lobelia leucanthera Kerr. -Rapuntium roseum (Wall.) C.Presl.
-Lobelia mishmica C.B.Clarke. -Rapuntium wallichianum C.Presl.

ชื่อสามัญ---Wild Tobacco, Indian tobacco, Asthma weed
ชื่ออื่น---หางไก่ฟ้า(ทั่วไป) ; [THAI: hang kai fa.]; [PHILIPPINES: Adlabong, Katlabung (Ig.); Balyongyong, Luñgog-luñgog, Subasob (Bon.).]; [BENGALI: badanala, nala.]; [HINDI: dhaval, narsal.]; [KANNADA: kaadu hogesoppu, kaadu tambaaku.]; [MALAYALAM: kaat pukayila.]; [MARATHI: dhaval, ran-tambakhu.]; [SANSKRIT: mahanala, suradruma.]; [SINGHALESE: Wal dunkola.]; [TAMIL: kattu-p-pukaiyilai.]; TELUGU: adavi pogaku.][AYURVEDIC: Devanala.]; [VIETNAM: Bã thuốc.]
ชื่อวงศ์--- CAMPANULACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย ศรีลังกา อินโดจีน
พืชพื้นเมืองของเอเซียเขตร้อน พบในอินเดีย [Kerala รัฐมัธยประเทศ มหาราษฏระ ทมิฬนาฑู Karnataka] ศรีลังกา ; อินโดจีน- พม่า, ไทย, เวียตนาม เติบโตบนขอบป่าลาดหญ้า พุ่มไม้ชื้นและหุบเหวที่ระดับความสูง 600- 2,300 เมตร
พืช ล้มลุก ลำต้นสูง1-3เมตร ลำต้นกลวง ใบเดี่ยวเรียงเวียนรอบต้น รูปขอบขนานถึงรูปใบหอก ใบที่โคนต้นมีขนาดใหญ่ รูปไข่กลับแกมขอบขนาน กว้าง 4-8 ซม.ยาว 10-50 ซม.ใบใกล้ปลายยอดมีขนาดเล็กลงโคนใบสอบ ปลายใบแหลม ขอบใบหยัก มีขนทั้งสองด้าน ดอกมีสีขาว หรือชมพู ออกเป็นช่อที่ปลายยอด ช่อดอกยาว 45 ซม.ดอกบานมีขนาด 1-4 ซม.กลีบรองดอกมี5กลีบ กลีบดอกสองกลีบบนมีขนาดเล็กคล้ายเป็นเส้น ผลแคปซูลค่อนข้างกลมยาว2-3 ซม.เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.5 ซม.เมล็ดรูปแบนเรียบ ผิวเรียบ สีน้ำตาล มีขนาดเล็กมาก
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา สมุนไพรแห้งเมื่อใช้จะรุนแรงมาก ฝุ่นที่ระคายเคืองคอและรูจมูกเหมือนยาสูบ ใช้ในประเทศอินเดียเพื่อการรักษาโรคหลอดลมอักเสบ - ราก ใช้ในการรักษาโรคตา - ยาต้มใช้สำหรับโรคหอบหืด  แมลงและแมงป่องกัด - รากนำไปใช้กับสุนัขกัด  ยังใช้ในการทำให้เกิดอาการคลื่นไส้และอาเจียน  พืชที่เป็นพิษควรใช้ด้วยความระมัดระวัง
ระยะออกดอก---มิถุนายน-กันยายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

หางเสือ/Uraria crinita

ชื่อวิทยาศาสตร์---Uraria crinita (L.) Desv. ex DC.
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms
---Doodia crinita (L.) Roxb.
---Hedysarum comosum Vahl
---Hedysarum crinitum L.
---Uraria comosa (Vahl) DC.
---Uraria macrostachya (Wall.) Schindl.
ชื่อสามัญ---Asian foxtail, Cat’s tail, Fox’s-tail pea, Rabbit's tail grass.
ชื่ออื่น---หางหมาจอก(สระบุรี),หญ้าตะขาบ(ราชบุรี),หญ้าหางแมว(สตูล),หางกระรอก(กรุงเทพฯ),หญ้าหางเสือ(เชียงใหม่),ขี้หนอน(กาฬสินธ์),เหนียวหมา(สุราษฎร์ธานี),กันตุยซาโม (เขมร-จันทบุรี); [THAI: hang ma chok (Saraburi); ya ta khap (Ratchaburi); ya hang maeo (Satun); hang krarok (Bangkok); ya hang suea (Chiang Mai); khi non (Kalasin); niao ma (Surat Thani); kan-tui-sa-mo (Khmer-Chanthaburi).]; [CHINESE: mao wei cao.]; [INDIA: dieng-kah-riu, prishniparni.]; [INDONESIA: uler-uleran (Java); buntut careuh (Sundanese).]; [JAPAN: Fuji-bô-gusa.]; [MALAYSIA: ekor anjing, Ekor asu, ekor kuching, keretok babi, serengan, serengan hutan.]; [VIETNAMESE: Đuôi chó, Đuôi chồn quả đen.]; [AYURVEDIC: Prishniparni.]. 
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้, อินเดีย, พม่า, ไทย, มาเลเซีย, กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์


มีถิ่นกำเนิดในบังคลาเทศ,  จีน (ฝูเจี้ยน, กวางตุ้ง, กวางสี, ไหหลำ, เจียงซีและยูนนาน), ไต้หวัน, สิงคโปร์, อินเดีย (อรุณาจัลประเทศ, อัสสัม, มณีปุระ, มหาราช, มิซารัม, ตริปุระ), ศรีลังกา, พม่า, ลาว, กัมพูชา,ไทย,เวียดนาม มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, หมู่เกาะริวกิว,  สุมาตรา, อินโดนีเซีย, ชวา,  เติบโตในทุ่งหญ้า, ป่าเปิด, ป่าผลัดใบ  ที่รกร้าง ที่ทิ้งขยะ, ถนน ที่ระดับความสูงไม่เกิน 1,500 เมตรในประเทศไทย พบในที่กึ่งร่มเปิดใหม่หรือชายป่า ที่ความสูง 550-700 เมตรจากระดับน้ำทะเล
ไม้ พุ่ม สูง1-2เมตร ลักษณะ ลำต้นสากคาย ใบประกอบมีใบย่อย5-7ใบ ท้องใบสากคายหูใบเป็นเส้น ดอกสีม่วงแดงออกเป็นช่อตั้งที่ปลายยอด รูปทรงกระบอกโคนใหญ่ปลายเรียว กว้าง 2-3ซม.ยาว15-40ซม.ดอก ย่อยคล้ายดอกถั่วขนาดเล็ก กลีบดอกตั้ง ขนาดกว้าง0.5ซม.ยาว1-2ซม.ด้านนอกสีซีด ด้านในสีเข้ม ก้านดอกย่อยมีขนคาย ผลอ่อนสีเขียวเป็นฝักเล็ก  ขดบิดอยู่ชิดกัน มีข้อเมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหรือดำ กว้างประมาณ3มม.ยาวประมาณ1ซม.เมล็ดสีดำมันวาว
ใช้ประโยชน์---พืชมักถูกรวบรวมจากป่าและใช้ในท้องถิ่นเป็นสมุนไพร ใช้เป็นปุ๋ยพืชสดและพืชคลุมดิน บางครั้ง ปลูกในสวนใช้เป็นไม้ประดับ
-ใช้เป็นยา มีการใช้ส่วนต่างๆ ของพืชมานานแล้วในการแพทย์แผนจีนและอินเดียในการรักษาเงื่อนไขต่าง ๆ รวมทั้งบิดและท้องร่วง; ม้ามและตับโต รักษาตุ่มหนองเนื้องอก ริดสีดวงทวาร-ทุกส่วนใช้เป็นยาเพื่อหยุดเลือดลดไข้และบรรเทาอาการไอ มีประสิทธิภาพในการขับพยาธิหนอนลำไส้และปรสิตอื่น ๆ บางครั้งใช้เป็นยาขับลมสำหรับเด็ก ยาต้มจากรากใช้ในการรักษาโรคท้องร่วง ใช้ใบที่บดสำหรับใช้ภายนอกเพื่อกำจัดเหา
ระยะออกดอก---กรกฎาคม-ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

หางเสือลาย/Platostoma cochinchinense

ชื่อวิทยาศาสตร์---Platostoma cochinchinense (Lour.) A.J.Paton
ชื่อพ้อง---Has 11 Synonyms

-Acrocephalus klossii Wernham -Nosema capitatum Prain
-Anisochilus sinensis Hance -Nosema cochinchinense (Lour.) Merr.
-Basionym: Dracocephalum cochinchinense Lour. -Nosema holochilum (Hance) Kudô
-Geniosporum holochilum Hance -Nosema prunelloides (Hemsl.) C.B.Clarke ex Prain
-Mesona capitata (Prain) Doan -Nosema tonkinense C.B.Clarke ex Prain
-Mesona prunelloides Hemsl.

ชื่อสามัญ--None
ชื่ออื่น---หางเสือ, หางเสือลาย (เลย) ; [THAI: hang suea, hang suea lai (Loei).]; [CHINESE: Lóng chuán cǎo.]
ชื่อวงศ์---LAMIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้ อินโดจีน ชวา สุมาตรา
พบมีการกระจายในประเทศจีน (ภาคใต้ของจีน -เกาะไหหลำ)-อินโดจีน ( กัมพูชา , ลาว , ไทย , เวียดนาม) เกาะสุมาตราและชวา ในประเทศไทย พบในพื้นที่โล่งในป่าสนเขาและป่าดิบเขาทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งแต่ระดับความสูง1,000เมตรขึ้นไป
ไม้ ล้มลุกสูง30-50 เซนติเมตร ลักษณะใบเป็นใบเดี่ยวรูปไข่ออกตรงข้ามเป็นคู่ กว้าง2.5-5ซม.ยาว4-6ซม. ปลายใบแหลม โคนใบมนหรือเว้าเล็กน้อย
ดอก ออกเป็นช่อตั้งบริเวณปลายกิ่งหรือปลายยอด ยาว10-15ซม. แต่ละช่อมีดอกย่อยสีฟ้าอมม่วงแทรกอยู่ภายใต้ใบประดับที่เรียงซ้อนกันหนาแน่น กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด

เหง้าน้ำทิพย์/Agapetes saxicola

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Agapetes saxicola Craib
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น--- ยางขน, เหง้าน้ำทิพย์ (เลย) ; [THAI: yang khon,  ngao nam thip (Loei).]
ชื่อวงศ์---ERICACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย


เหง้าน้ำทิพย์เป็นพืชถิ่นเดียวของประเทศไทย สกุล ประทัดดอย Agapetes พบในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียง เหนือ ขึ้นตามป่าดิบเขาตามคาคบไม้หรือก้อนหินสูงจากระดับน้ำทะเล1,200-1,500เมตร
ไม้พุ่มสูง1.5เมตรรากสะสมอาหารอวบอ้วนบวมเป็นก้อนใหญ่ กิ่งอ่อน แผ่นใบด้านล่าง ก้านใบ ช่อดอก ก้านดอก และกลีบเลี้ยงมีขนต่อมหนาแน่น ใบเดี่ยว รูปไข่กลับกว้าง 0.6-1.7 ซม.ยาว1-3ซม. ปลายใบมนหรือแหลมฐานใบรูปลิ่ม  ขอบม้วน เส้นใบข้างละ 4-5 เส้น ก้านใบสั้น ดอกสีขาวหรือ ขาวแกมชมพูอ่อนออกเป็นช่อจากซอกใบ หรือปลายยอด ยาว2-4 ซม.มี 3-4 ดอก ดอกย่อยเมื่อบานขนาด1ซม. กลีบรองดอกรูปถ้วยแคบ ปลายแยก5แฉก ผิวด้านนอกมีขนต่อม  กลีบดอกรูประฆัง ส่วนที่เป็นหลอดยาว0.8-1ซม.ปลายกลีบแยกเป็น5แฉก ม้วนออกด้านนอกเกสรผู้10อัน ผลรูปทรงกลมสุกสีดำ ขนาด 4-5 มม.มีขนประปรายมีกลีบรองดอกติดทนเมล็ดแบนรีรูปไข่ขนาดเล็ก ผิวเป็นร่างแห
ระยะออกดอก---ช่วงเดือน ธันวาคม-เดือนพฤษภาคม  
ขยายพันธุ์---เมล็ด
ที่มาข้อมูล : สำนักงานหอพรรณไม้ http://www.dnp.go.th/botany/mindexplantmonthdetail.aspx…
ที่มาข้อมูล : http://www.thaibiodiversity.org/Life/LifeDetail.aspx?LifeID=761

เหยื่อกุรัม/Impatiens mirabilis


ชื่อวิทยาศาสตร์---Impatiens mirabilis Hook.f
ชื่อพ้อง---This name is unresolved.According to The Plant List.Impatiens mirabilis Hook.f is an unresolved name
ชื่อสามัญ---Gouty balsam, Giant balsam.
ชื่ออื่น---เหยื่อกุรัม(พัทลุง) พญาโม่งหิน(ภาคใต้); [THAI: yuea kuram (Phatthalung); phaya mong hin (Peninsular).]
ชื่อวงศ์---BLASAMINACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์

 

พบได้เฉพาะภาคใต้ตอนบนของไทยแถบจังหวัด สุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง กระบี่ ตรัง สตูล และในคาบสมุทรมาลายู ภาคเหนือของมาเลเซีย (เกาะลังกาวีและเกาะเปอร์ลิส) พบขึ้นกระจายห่างๆกันบนภูเขาหินปูน ที่ระดับความสูงระหว่างระดับน้ำทะเลถึง400 เมตร
พืช ล้มลุกอายุหลายปีอยู่ในวงศ์เทียนน้ำ Blasamina มี Caudex ที่ชัดเจนในขณะที่ Impatiens ส่วนใหญ่ไม่มี Caudex เลย พืชชนิดนี้เป็นหนึ่งในอาหารของเลียงผา หรือที่ในภาษาใต้เรียกว่า โครำหรือกุรัม ดอกเทียนชนิดนี้จึงได้ชื่อว่า"เหยื่อกุรัม"
เหยื่อ กุรัม ชอบขึ้นอยู่บนซอกหินปูนซึ่งมีความชื้นและชั้นอินทรีย์วัตถุบางๆสะสม มีหัวใต้ดินและลำต้นอวบน้ำขนาดใหญ่ สูง 0.5- 3 เมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับออกชิดกันเป็นกระจุกที่ปลายยอด แผ่นใบหนารูปไข่หรือไข่กลับกว้าง6-10ซม. ยาว9-25ซม. ปลายใบเรียวแหลม ฐานใบรูปลิ่ม ขอบใบจักฟันเลื่อย เส้นกลางใบเห็นชัดเจน ก้านใบยาว5-12ซม ช่อดอก ออกตามซอกใบ ช่อยาว35-40ซม.แตกแขนงคล้ายช่อซี่ร่ม ก้านดอกยาว 1-2 ซม.กลีบเลี้ยง3กลีบ กลีบเลี้ยงคู่ข้างค่อนข้างกลม ปลายกลีบเป็นติ่งแหลม และกลีบเลี้ยงด้านล่างมีเดือยโค้ง ยาว1-1.5ซม. ปลายม้วนงอ มีสีเข้ม กลีบดอกมี5กลีบขนาดไม่เท่ากัน กลีบดอกด้านบนเกือบกลม กลีบดอกคู่ข้าง4กลีบเชื่อมติดกัน มีแต้มสีเหลืองที่ปลายและกลางกลีบ ดอกมีชนิดสีเหลืองและสีชมพูซึ่งหายากกว่า ผลเป็นแคปซูลรูปกระบอง เรียวยาวสู่โคน ยาว2ซม.แห้งแล้วแตก
ระยะออกดอก---พฤศจิกายน-มกราคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ

เหยื่อเลียงผา/Impatiens Kerriae


ชื่อวิทยาศาสตร์---Impatiens Kerriae Craib.
ชื่อพ้อง---This name is unresolved.According to The Plant List.Impatiens Kerriae Craib is an unresolved name
ชื่อสามัญ--None
ชื่ออื่น--- เทียนนางคาร์, เทียนหมอคาร์ (ทั่วไป); เหยื่อจง, เหยื่อเลียงผา (เชียงใหม่) ; [THAI: thian nang kha, thian mo kha (General);  yuea chong, yuea liang pha.]
ชื่อวงศ์---BALSAMINACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--ประเทศไทย
พบครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2465 ที่ดอยเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่
พืชถิ่นเดียวของไทยหายาก ในประเทศไทย พบทางภาคเหนือ ที่ดอยเชียงดาว ดอยนางนอน ดอยอ่างขางจังหวัดเชียงใหม่ ที่ดอยตุง จังหวัดเชียงราย และอุทยานทองผาภูมิจังหวัดกาญจนบุรี เจริญเติบโตบนซอกหินปูน บนเขาหินปูนในที่โล่งแจ้ง มีอากาศเย็นและมีความชื้นสูง ที่ระดับความสูงตั้งแต่ 1,300-2,200เมตร
ไม้ ล้มลุกอายุหลายปีลักษณะแตกกิ่งก้านเป็นพุ่ม ลำต้นอวบน้ำสูงถึง1เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้นถึง 10 ซม.ลำต้นเกลี้ยงออกสีเหลืองแดง กิ่งเปราะ แตกหักง่าย ใบเดี่ยวเรียงสลับแตกใบเป็นกระจุกตามปลายกิ่ง ใบรูปใบหอกแกมรูปไข่ กว้าง2.5-6ซม.ยาว6-11ซม.ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบจักฟันเลื่อยแหลม ตรงโคนใบมีต่อมอยู่1คู่ ดอก เดี่ยวหรือออกเป็นคู่ตามซอกใบ ก้านดอกยาว กลีบเลี้ยงมี2กลีบขนาดใหญ่ กลีบดอก5กลีบสีเหลืองอ่อน สีขาว หรือสีชมพู แฉกกลีบบนรูปรีหรือรูปไข่กลับยาว2ซม.ปลายเว้าตื้นเป็น2แฉก กลีบดอกคู่ข้างรูปไข่ยาว3ซม.สีขาวอมชมพูหรือสีชมพูอมม่วง ปลายเป็นติ่งหนามแหลมสั้นๆ กลีบดอกล่างรูปกลมเป็นแอ่งลึกคล้ายถุงรองรับกลีบกลางยาว2.5ซม.สีเหลืองอ่อนๆ แฉกกลีบดอกกลางมีขนาดใหญ่ยาว4ซม.ขอบกลีบโค้งเป็นถุงลึก ปลายกลีบยื่นยาวออกมา และเว้าลึกเป็น2แฉก ตรงปลายสีเหลือง ด้านในสีเหลืองอมแดง ผลแบบแห้งแล้วแตก รูปกระสวยตรงกลางเต่งปลายแหลมเปลือกบาง ยาว3ซม. มี 6-18 เมล็ด เมล็ดสีน้ำตาลมีขนละเอียด เมื่อแก่ก้านผลจะงอโค้งและจะดีดออกเมื่อผลแตก ทำให้เมล็ด ปลิวไปได้ไกล
ระยะ ออกดอก---สิงหาคม-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

อีแตน/Polygala persicariifolia


ชื่อวิทยาศาสตร์---Polygala persicarlifolia DC.
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Polygala buchanani Buch.-Ham. ex D. Don    
---Polygala septemnervia Merr.    
---Polygala wallichiana Wight
ชื่อสามัญ---Milkwort, Knotweed Leaved Milkwort
ชื่ออื่น---อีแตน,หญ้าเลือดเพ็ดม้า(ทั่วไป) ; [THAI: i taen, ya luet pet ma (general.]; [CHINESE: Liǎo yè yuǎn zhì.]; [VIETNAM:  Kích nhũ lá hẹp, Viễn chí lá liễu.]
ชื่อวงศ์---POLYGALACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---แอฟริกา อินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ตอนเหนือของออสเตรเลีย
พบที่แอฟริกา-( แองโกลาผ่านแอฟริกาใต้ไปยังเอธิโอเปีย) : เอเชีย-  จีน( ยูนนาน )  อินเดีย พม่าตอนบน ไทย เวียตนาม : ใน Malesia-สุมาตรา ชวา หมู่เกาะซุนดาน้อย  บาหลี ติมอร์ นิวกินี  ฟิลิปปินส์(ลูซอน): ออสเตรเลีย (ควีนส์แลนด์) ขึ้นตามทุ่งหญ้า ถนนในป่าชื้น เนินเขาหินสูงชัน พื้นดินใกล้กับการเพาะปลูกที่ระดับความสูง 200-1800 เมตร ประเทศไทยพบกระจายห่าง ๆ ทางภาคเหนือที่ เชียงใหม่ เชียงราย ตาก  และภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ จังหวัดเลย  ขึ้นตามพื้นที่โล่ง ป่าสน ป่าผลัดใบ หรือ ป่าดงดิบ ที่ระดับความสูง 200-1,800เมตร
ไม้ ล้มลุกในวงศ์ต่างไก่ป่าPolygalaสูง 20-80 ซม. ต้นเป็นเหลี่ยมมีขนปกคลุม ใบเดี่ยวรูปรีถึงรูปใบหอก ยาว 2-6.5 ซม. ปลายใบแหลม โคนเรียวแคบ ขอบมีขนครุย ก้านใบสั้นมาก ดอกสีม่วงแดงถึงสีชมพูเข้ม ออกเป็นช่อ มี15-20ดอก ใบประดับติดทน รูปไข่ดอกย่อยขนาด2-3.5 มม. กลีบรองดอก 5 กลีบขนาดไม่เท่ากัน กลีบดอก3กลีบขนาดไม่เท่ากัน แผ่นเกสรเพศผู้ยาว3.5-5 มม. รังไข่รูปไข่ ขนาดประมาณ 1.5 มม. ก้านเกสรเพศเมียยาว 3.5-5.5 มม. ปลายโค้ง  ผลรูปรีกว้างมีปีกและขนที่ขอบ ขนาด3.5-4.5 มม. มีกลีบรองดอกติดอยู่  เมล็ดรูปขอบขนาน ยาว3.5-3.8 มม.มีขนสีขาวหนาแน่น เยื่อหุ้มเมล็ดจัก 3 พู ตื้น ๆ
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ในเวียตนามใช้ทั้งต้น บรรเทาอาการไอ เจ็บคอ เจ็บหน้าอก งูกัด
ระยะออกดอก---สิงหาคม-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ฮ่อม/Strobilanthes cusia


ชื่อวิทยาศาสตร์---Strobilanthes cusia (Nees) Kuntze
ชื่อพ้อง---Has 8 Synonyms

-Acrocephalus klossii Wernham -Nosema capitatum Prain
-Anisochilus sinensis Hance -Nosema cochinchinense (Lour.) Merr.
-Basionym: Dracocephalum cochinchinense Lour. -Nosema holochilum (Hance) Kudô
-Geniosporum holochilum Hance -Nosema prunelloides (Hemsl.) C.B.Clarke ex Prain
-Mesona capitata (Prain) Doan -Nosema tonkinense C.B.Clarke ex Prain

ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ฮ่อม(ภาคเหนือ), คราม(ทั่วไป),ครามหลอย(ฉาน-แม่ฮ่องสอน), ฮ่อมเมือง(น่าน) ; [THAI: hom (Northern); khram (General); khram loi (Shan-Mae Hong Son);  hom mueang (Nan).]; [CHINESE: Shān lán.]; [VIETNAM: Cây Chàm Mèo.]
ชื่อวงศ์---ACANTHACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้ อินเดีย ภูฏาน พม่า ภูมิภาคอินโดจีน ญี่ปุ่น
พบในจีน (กวางตุ้ง, ไหหลำ, ฮ่องกง, กวางสี, ยูนนาน, กุ้ยโจว, เสฉวน, ฝูเจี้ยน, เจ้อเจียง), ไต้หวัน,  อินเดีย ภูฏาน, เวียดนาม, ญี่ปุ่น (คิวชู เกาะริกิว )พม่า ไทย ลาว เวียดนาม เติบโตในพื้นที่ภูเขา มักจะพบในสถานที่ชื้นในป่า ที่ระดับความสูง 100 - 2,000 เมตร ประเทศไทยพบตามที่ชุ่มชื้นในป่าดงดิบทางภาคเหนือ
ไม้พุ่มสูงได้ถึง0.50-1.5เมตร  ลำต้นเป็นเหลี่ยม รูปทรงกระบอก ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปรี กว้าง2.5-6ซม.ยาว5-16ซม.ปลายใบแหลมโคนใบสอบ ขอบใบหยักฟันเลื่อย ดอก สีม่วงออกเป็นช่อที่ซอกใบ ดอกย่อยบานกว้าง1.5-2ซม. กลีบรองดอก5แฉก กลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอดโค้งงอ ปลายแยก5กลีบ เกสรผู้4อัน ผลเมื่อแก่แล้วแตก เมล็ดแบนสีน้ำตาลขนาดเล็ก
ใช้ประโยชน์---พืชที่เก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นยาและสีย้อม ต้นกำเนิดของ 'อัสสัมอินดิโก' ซึ่งก่อนหน้านี้เคยปลูกในโรงงานย้อมสีขนาดใหญ่ในประเทศจีนและอินเดีย แต่ตอนนี้ถูกแทนที่ด้วยสีย้อมสังเคราะห์และปลูกในขนาดเล็ก
-ใช้เป็นยา รากและใบต้านการอักเสบ แก้ไข้ ยาต้มใช้ในการรักษาโรคคางทูม, เจ็บคอ, ไฟลามทุ่งและผื่นที่เกิดจากไข้ ใบเป็นยาสมานแผลขับปัสสาวะ ยาพอกใบใช้รักษาอาการปวดข้อ
-ใช้อื่น ๆ ทั้งต้นสดสับเป็นท่อนต้มเคี่ยวเพื่อทำสีย้อมผ้าให้สีน้ำเงินเข้มเกือบดำ- รวมกับขมิ้น (Curcuma longa) เพื่อให้เป็นสีเขียว-รวมดอกคำฝอย (Carthamus tinctorius) เพื่อให้สีม่วง
ระยะออกดอก---มกราคม-กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ


อ้างอิง, ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :

---หนังสือพรรณไม้ในสวนหลวง ร.๙เล่ม1,เล่ม2,เล่ม3 2554                                                     
---หนังสือ สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม1,เล่ม2,เล่ม3, เล่ม4 2548
---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย
โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
หอพรรณไม้ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2549
---ไม้ต้นในสวน Trees in the Gardenโดย องค์การสวนพฤกษศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี
The Botanical Garden Organization Office of the Prime Minister พิมพ์ครั้งที่1 พฤษภาคม 2542
จัดพิมพ์โดย มูลนิธิ ศาสตราจารย์ ดร.สง่า สรรพศรี                                                                 
---คู่มือดูพรรณไม้ป่าสะแกราช เล่ม1, เล่ม2
โดย ดร. ปิยะ เฉลิมกลิ่น,จิรพันธ์ ศรีทองกุล,อนันต์ พิริยะภัทรกิจ                                                 
---หนังสือ พรรณไม้วงศ์กระดังงา ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น ภาพ: อภิชัย อิงควุฒิ                                                      
---อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา-หนังสือป่าเชายเลน นิเวศวิทยาและพรรณไม้                                                
โดย สรายุทธ บุญยะเวชชีวิน (ผู้แต่งและภาพ) รุ่งสุริยา บัวสาลี พิมพ์ครั้งที่1 เมษายน 2554
----ชื่อพรรณไม้ เต็ม สมิตินันทน์ http://www.dnp.go.th/botany/mplant/index.aspx
REFERENCES ---General Bibliography
REFERENCES ---Specific & complementary

Check for more information on the species:



Plants Database    ---Names, synonymy and distribution    The Garden.org Plants Database    https://garden.org/plants/
Global Plant Initiative    ---Digitized type specimens, descriptions and use    หอพรรณไม้ - กรมอุทยานแห่งชาติ    www.dnp.go.th/botany/Herbarium/GPI.html
Tropicos    ---Nomenclature, literature, distribution and collections    Tropicos - Home    www.tropicos.org/
GBIF    ---Global Biodiversity Information Facility    Free and open access to biodiversity data    https://www.gbif.org/
IPNI    ---International Plant Names Index    The International Plant Names Index - home page    http://www.ipni.org/
EOL    ---Descriptions, photos, distribution and literature    Global access to knowledge about life on Earth    Encyclopedia of Life eol.org/
PROTA       ---Uses    The Plant Resources of Tropical Africa    https://books.google.co.th/books?isbn=9057822040
Prelude    ---Medicinal uses    Prelude Medicinal Plants Database    http://www.africamuseum.be/collections/external/prelude
Google Images    ---Images                    
Online Resources
---JSON (data interchange format)
---GBIF
---Encyclopaedia of Life
---Biodiversity Heritage Library
---ALA occurrences
---Google search
รวบรวมและเรียบเรียงโดย Tipvipa..V
บริษัท สวนสวรส การ์เด้น ดีไซน์ จำกัด
สวนเทวา  เชียงใหม่
www.suansavarose.com
www.suan-theva.com

2/2/2020,8/2/2020



  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view