สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

สารพัดต้นไม้จัดสวน

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

สวนสไตล์ต่างๆ

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ชื่อนั้นสำคัญไฉน

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 23/10/2020
สถิติผู้เข้าชม 9,680,288
Page Views 14,783,461
 
« October 2020»
SMTWTFS
    123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

ต้นไม้ในป่า10

ต้นไม้ในป่า10

ต้นไม้ในป่า 10

For information only-the plant is not for sale.

ต่อไปเป็นพวกไม้เถาเลื้อย เนื้ออ่อน เนื้อแข็ง ไม้ผิวดิน เท่าที่หาได้

1 ก้นบึ้ง/Uvaria microcarpa 38 คำผีแปง/Caesalpinia minax 
2 กระเช้าถุงแดง/Aristolochia tagala 39 คุย/Willughbeia edulis 
3 กระเช้าถุงทอง/Aristolochia pothieri 40 เครือข้าวมวก/Alyxia siamensis
4 กระเช้านกเล็ก/Aristolochia kerrii 41 เครือเขาแกบ/Bauhnia curtisii
5 กระเช้าผีมด/Hydnophytum formicarum 42 เครือเขาปู้/ Pueraria candollei var. Candollei
6 กระดังงาจีน/Artabotrys hexapetalus 43 เครือเขาหนัง/Phanera bassacensis
7 กระดูกกบ/Hymenopyramis brachiata Wall ex
44 เครือเขาหลวง/Argyreia splendens
8 กระเพาะปลา/Finlaysonia manitima 45 เครืองูเห่า/Toddalia asiatica
9 กล้วยพังพอน/Uvaria hamiltonii 46 เครือโงบ/Uncaria homomalla
10 กล้วยมะสังก้านสั้น/Fissistigma parviflorum 47 ครือจักกระทงแดง/Thunbergia hossei
11 กล้วยลิง/Fissistigma latifolium 48 เครือเทพรัตน์/Thepparatia thailandica
12 กล้วยอ้ายพอน/Uvaria lurida 49 เครือพูเงิน/Argyreia mollis
13 กล้วยอีเห็น/ Uvaria dac 50 เครือมวกไทย/Alyxia thailandica
14 กวางดูถูก/Naravelia laurifolia 51 เครือมุย/Ceropegia sootepensis
15 กาคาบแก้ว/Dalechampia bidentata 52 เครือเหนียว/Friesodielsia affinis
16 กาติด/Erycibe cochinchinensis 53 งวงชุ่ม/Combretum pilosum
17 กาฝากตีนปู/Viscum articulatum 54 จั่นดิน/ Asparagus acerosus
18 กาฝากมหาปราบ/Helixanthera parasitica 55 จิงจ้อเขา/Jacquemontia paniculata
19 ก๋าย/Artabotrys suaveolens 56 ชงโคดำ/Bauhinia pottsii
20 การเวกกระ/ Artabotrys aeneus 57 ช้างสารซับมัน/Erycibe elliptilimba
21 การเวกช่อ/Artabotrys multiflorus 58 ชิงช้าสะแกราช/Tinospora siamensis
22 การเวกน้ำ/Artabotrys oblanceolatus 59 ซังแกเถา/Combretum sundaicum
23 การเวกใบใหญ่/Artabotrys  grandifolius 60 ดอกน้ำตาล/Fissistigma minuticalyx
24 กำปองน้อย/Clematis subumbellata  61 ต้างไม้ฟันงู/ Hoya multiflora
25 กำปองหลวง/Clematis buchananiana 62 ติ่งตั่ง/Getonia floribunda
26 แก้วงามขำ/Hoya meliflua 63 เตยเลื้อย/Freycinetia multiflora
27 แก้วมือไว/Pterolobium integrum 64 เถากระดึงช้าง/ Argyreia lanceolata
28 ไกรกรัน/Jasminum annamense subsp annamense 65 เถานางรอง/ Epipremnum giganteum
29 ไก่ฟ้ายักษ์/Aristolochia grandiflora 66 เถาประสงค์/Streptocaulon juventas
30 ขางครั่ง/Dunbaria bella 67 เถาไฟ/Bauhinia integrifolia 
31 ข้าวสารค่าง/Cardiopteris quinqueloba 68 เถามวกขาว/Urceola minutiflora
32 เขี้ยวกระจง/Fagerlindia sinensis 69 เถายั้งดง/Smilax lanceifolia
33 เขี้ยวงู/Jasminum decussatum 70 เถาวัลย์กรด/Combretum tetralophum
34 เขี้ยวงูเล็ก/ Jasminum nervosum 71 เถาวัลย์ดำ/Marsdenia glabra
35 เขืองแดง/Smilax siamensis 72 เถาวัลย์ปูน/Cissus rependa
36 คดสัง/Combretum trifoliatum 73 เถาวัลย์ยั้ง/Smilax ovalifolia
37 คันธุลี/Tyrophora indica 74 เถาอีแปะ/ Dischidia hirsuta


ก้นบึ้ง/Uvaria microcarpa


ชื่อวิทยาศาสตร์---Uvaria microcarpa Champ. ex Benth
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Basionym: Uvaria macrophylla var. microcarpa (Champ. ex Benth.) Finet & Gagnep.
---Uvaria badiiflora Hance
---Uvaria obovatifolia Hayata
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ก้นบึ้ง (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ; [THAI: kon bueng (Northeastern).]; [CHINESE: Zǐ yù pán.]; [VIETNAM: Bù dẻ trườn.]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---บังคลาเทศ ไหหนาน พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียตนาม ศรีลังกา สุมาตรา ชวา บอร์เนียว ฟิลิปปินส์  หมู่เกาะอันดามัน นิวกินี นิโคบาร์ ซุนดาน้อย โซโลมอน
เติบโตในป่าเปิดที่ระดับความสูง200 - 1,400 เมตร ในประเทศไทยพบในป่าดิบแล้งทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก ที่ระดับความสูง 200-400เมตร  
ไม้เถาเนื้อแข็งเลื้อยพาดพันต้นไม้อื่นได้ไกล8-12เมตรลักษณะ กิ่งอ่อนมีขนรูปดาวสีเหลืองทองหนาแน่น กิ่งแก่สีดำเกลี้ยง ตามกิ่งมีใบหนาแน่น ใบรูปไข่กลับ กว้าง8-12ซม.ยาว 16-23 ซม. โคนใบเว้า ปลายใบแหลม ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมันด้านล่างสีเขียวนวล ตามเส้นกลางใบและ เส้นแขนงมีขนรูปดาวสีเหลืองทั้งสองด้าน ดอกออกเป็นช่อตามกิ่งตรงข้ามใบมี 2-9 ดอก สีแดงเข้ม  ดอกบานขนาด 2ซม.ผลกลุ่มมีผลย่อย 15-20 ผล แต่ละผลรูปรี กว้าง 1 ซม.ยาว 1.5-2ซม.สุกสีเหลืองส้ม เมล็ดสีน้ำตาลเข้มหลายเมล็ด
ใช้ประโยชน์---พืชนี้เก็บเกี่ยวจากป่าและใช้ในท้องถิ่นเพื่อเป็นอาหารยาและเส้นใย
-ใช้กิน ผลสุกกินได้-ใช้เป็นยา ส่วนที่ใช้ รากและใบ รากใช้เป็นยากล่อมประสาทเพื่อหยุดอาเจียนและรักษาโรคไขข้อ ใบใช้บรรเทาอาการปวดและลดอาการบวม
-อื่น ๆ เส้นใยที่ได้จากเปลือกใช้สำหรับทำกระสอบ
ระยะออกดอก---กรกฏาคม-ตุลาคม
ขยายพันธุ์--เมล็ด
สกุล Uvaria ปัจจุบัน (2015) อยู่ระหว่างการตรวจสอบ 'รายการตรวจสอบทั่วโลกของพืชตระกูลที่เลือก' และได้รับการเสนอว่าสปีชีส์นี้ไม่ได้เป็นคำพ้องความหมายของ Uvaria littoralis รอการตรวจสอบเสร็จสายพันธุ์นี้จะยังคงอยู่ http://tropical.theferns.info/viewtropical.php?id=Uvaria+macrophylla

กระเช้าถุงแดง/Aristolochia tagala

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Aristolochia tagala Cham.
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms
---Aristolochia acuminata Lam.
---Aristolochia angulosa Wall. ex Duch.
---Aristolochia eschscholtzii Ledeb. ex Duchesne
---Aristolochia roxburghiana Klotzsch.
---Aristolochia subsagittata Blanco
ชื่อสามัญ---Indian birthwort, Dutchman's pipe.
ชื่ออื่น---กระเช้าผีมด, กระเช้ามด, กระเช้าสีดา (ภาคกลาง); ปุลิง (เชียงใหม่); หาบกะเชอ (ขอนแก่น) ; [THAI:  krachao phi mot, krachao mot,  krachao sida (Central); pu ling (Chiang Mai); hap ka choe (Khon Kaen).]; [CHINESE: Yin du ma dou ling, chui guo ma dou ling, luan ye ma dou ling, luan ye lei gong teng.]; [ASSAMESE: Pan-pipuli, Beli-kol.]; [TELUGU: Nallayishwari.]; [INDIA: valiya arayan, mala arayan.]; [MALAYSIA: Akar ketola hutan, akar petola hutan (Peninsular); akar ara bukit.]; [INDONESIA: Kalayar (Sundanese); puyan (Javanese); kunit (Sulawesi); puyan, prajon (Javanese).]; [PHILIPPINES:    Timbangan (Tagalog); goan-goan (Bisaya); nagerus (Iloko).]; [VIETNAM: Dây khố rách, phòng kỷ, sơn dịch, thiên tiên đằng.]; [FRENCH: Aristoloche.]  
ชื่อวงศ์---ARISTOLOCHIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อนุทวีปอินเดีย พม่า ไทย กัมพูชา เวียตนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ตอนเหนือของออสเตรเลีย
มีการกระจายอย่างกว้างขวาง: การกระจายจากหิมาลัยไปยังศรีลังกาผ่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (รวมถึงพม่า, อินโดนีเซีย , อินโดจีนและไทย ) และจีนไปยังโอเชียเนีย (รวมถึงMalesiaทั้งหมด, หมู่เกาะโซโลมอนและควีนส์แลนด์ในออสเตรเลีย) เติบโตในป่าเปิดและป่าทึบเปิดโล่ง ที่ระดับความสูง  800-1,350 เมตร ในประเทศไทยพบทุกภาค ขึ้นตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง และชายป่าดิบชื้น ความสูงถึงประมาณ 1050 เมตร
ไม้เถาเลื้อยลำต้นเกลี้ยง เลื้อยได้ไกล 4-10 (20) เมตร ใบเป็น ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปหัวใจแผ่นใบกว้าง3-5ซม.ยาว8-20ซม . โคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจปลายใบแหลมขอบใบเรียบ ดอก ออกเป็นช่อสั้นตามซอกใบ ช่อละ1-4 ดอก ทยอยบานทีละดอก มีขนประปรายทั่วไปและมักมีกลิ่นหอมเอียน ดอกย่อยเป็นท่อยาวโค้งส่วนโคนป่องกลีบดอกชั้นเดียวผลเป็นผลแห้งรูปกระเช้าป้อมมีสันตื้นๆ เมื่อแก่จัดจะแยกเป็น 6 เสี่ยงก้านผลแยกเป็นระยางค์ 6เส้น
ชอบดินร่วนอุดมสมบูรณ์ แสงแดดจัดหรือร่มเงาบางส่วน สามารถอยู่ในพื้นที่อากาศหนาวเย็น ดอกไม้ของพืชหลายชนิดในสกุลนี้ก่อให้เกิดกับดักที่ซับซ้อนสำหรับแมลงผสมเกสร
ใช้ประโยชน์---บางครั้งพืชถูกรวบรวมมาจากป่าเพื่อใช้เป็นยาในท้องถิ่น
-ใช้เป็นยา รากใช้เป็นยาชูกำลังขับลม ใบ รักษาไข้ ใช้ภายนอกเพื่อรักษาแขนขาบวมอาการจุกเสียดและโรคผิวหนัง
รู้จักอันตราย---สายพันธุ์นี้มีกรด aristolochic ซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่ามีผลข้างเคียงที่เป็นพิษในปริมาณที่มากขึ้น อาการพิษเฉียบพลัน ได้แก่อัตราการหายใจเพิ่มขึ้น, ataxia (โรคความเสื่อมของระบบประสาท การขาดการควบคุมกล้ามเนื้อ), และการขยายตัวของหลอดเลือด ผลกระทบระยะสั้นเป็นพิษเรื้อรัง ได้แก่ ความเป็นพิษต่อตับความเสียหายของไต  ความผิดปกติของเลือด
ขยายพันธุ์--- เมล็ด ตอนกิ่ง

กระเช้าถุงทอง/Aristolochia pothieri


ชื่อวิทยาศาสตร์---Aristolochia pothieri Pierre ex Lecomte
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ--None
ชื่ออื่น---กระเช้าถุงทอง(ภาคกลาง) ; [THAI: krachao thung thong (Central).]
ชื่อวงศ์---ARISTOLOCHIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินโดจีน


พบขึ้นกระจายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในภูมิภาคอินโดจีน ในประเทศไทยมีการกระจายตั้งแต่ภาคเหนือลงมาจนถึงภาคใต้ตอนบน พบได้ตามป่าผลัดใบ ชายป่าดิบและทุ่งหญ้า และบริเวณเขาหินปูน ที่ระดับความสูง 100-400 เมตร
ไม้เถาล้มลุก ทอดเลื้อยไปตามพื้นและเกี่ยวพันต้นไม้อื่น ลำต้นมีขนละเอียด ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่กว้าง ขอบใบเรียบ หรือหยักเว้าเล็กน้อยเป็น 3 แฉก กว้าง12-14 ซม.ยาว11-12 ซม.ฐานใบเว้าลึกรูปหัวใจ ปลายใบแหลมมีขนกระจายทั้งสองด้าน เส้นโคนใบข้างละ 1 เส้น .ก้านใบยาว 3.5-5.2 ซม.ดอกออกเป็นกระจุกที่ซอกใบมี 8-20 ดอก ช่อดอกมักแยกแขนง ยาว 6 ซม. ใบประดับรูปไข่ ยาวประมาณ 1 มม. ก้านดอกยาว 6-7 มม.ดอกสีเขียวแกมน้ำตาลหรือสีม่วงแกมน้ำตาล ยาวประมาณ 3-4 ซม. รูปร่างคล้ายหลอดยาว โคนเป็นกระเปาะ ส่วนปลายแผ่แบน ด้านนอกมีขนสั้นๆ ผลอ่อนสีเขียวรูปไข่กว้าง มี 6 สัน ยาว 4-4.5 ซม. ก้านผลยาว 3-6 ซม. เมื่อแก่แห้งแล้วแตก เป็นรูปกระเช้า สีน้ำตาล เมล็ดรูปสามเหลี่ยม ยาว 7-8 มม. รวมปีก มีตุ่มด้านเดียว
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ส่วนที่ใช้ หัวใต้ดิน, ใบ -หัวใต้ดิน ฝานเป็นแว่นบางๆ ต้มน้ำดื่ม บำรุงร่างกาย เชื่อว่าเป็นยาอายุวัฒนะและคงกระพัน-ใบ ตำเป็นยาพอกภายนอก เช่นพอกศีรษะลดไข้ พอกแก้โรคผิวหนังบางชนิด หรือนำใบมาเผาไฟให้ร้อนแล้ววางนาบบนท้องหรือแขนขาที่บวม แก้อาการบวม
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ และปลูกเพื่อเป็นอาหารสำหรับตัวอ่อนของผีเสื้อ
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด

กระเช้านกเล็ก/Aristolochia kerrii

ชื่อวิทยาศาสตร์---Aristolochia kerrii Craib
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---กระเช้านกเล็ก,กระเช้าปากเป็ด(ภาคเหนือ), เครือไก่น้อย(เชียงใหม่) ; [THAI: krachao pak pet (Northern); khruea kai noi (Chiang Mai); krachao nok lek.]
ชื่อวงศ์---ARISTOLOCHIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย
ไม้เถาเลื้อยถิ่นเดียว ที่อาจพบในพม่าบ้าง พบมากทางภาคเหนือและภาคตะวันตกเฉียงใต้ พบกระจายห่างๆ ทางภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้จนถึงจังหวัดสุราฎร์ธานี ขึ้นตามที่โล่งในป่าเบญจพรรณ ป่าดิบเขา ตามป่าละเมาะและชายป่าดิบ หรือบนเขาหินปูนที่ค่อนข้างชุ่มชื้น ที่ระดับความสูง 500-1,370 เมตร
ลักษณะเป็นไม้เลื้อยขนาดเล็ก ลำต้นเกลี้ยง ใบเดี่ยวออกสลับรูปไข่แกมรูปหอกค่อนไปทางสามเหลี่ยม ขนาด กว้าง 4.5-6.6 ซม.ยาว 5.2-7.4 ซม.ปลายใบแหลม ฐานใบเว้าเป็นรูปหัวใจ ขอบใบเรียบ แผ่นใบด้านบนเรียบด้านล่างมีขนอ่อนนุ่มปกคลุม ดอกออกเป็นกลุ่มตามซอกใบมีเพียง1-2หรือ3ดอกดอกย่อยโค้งงอ ยาว1.5-2ซม.โคนเป็นกระเปาะปลายแผ่แขนงอออกเป็นจงอย ด้านนอกสีม่วงเข้มด้านในสีครีมผล รูปไข่ กว้าง1.6-1.8ซม.ยาว1.8-2.2ซม.ก้านผลยาว1.8-2.2ซม.แก่แล้วแตกเป็นรูปกระเช้า เมล็ดรูปไข่กลับ แบน ไม่มีปีก
ระยะออกดอก---เดือนมิถุนายน-เดือนกรกฏาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

กระเช้าผีมด/Hydnophytum formicarum


ชื่อวิทยาศาสตร์---Hydnophytum formicarum Jack
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms   
---Hydnophytum blumei Becc.      
---Hydnophytum borneense Becc.
---Hydnophytum montanum Blume   
---Lasiostoma formicarum (Jack) Spreng.
ชื่อสามัญ---Baboon's Head, Ant Plant, Ant-house plant.
ชื่ออื่น---กระเช้าผีมด (สุราษฎร์ธานี); ดาลูปูตาลิมา (มาเลย์-ภาคใต้); ปุมเป้า (ตราด); ร้อยรู (ปัตตานี); หัวร้อยรู (ภาคกลาง); [THAI: krachao phi mot (surat thani); da-lu-pu-ta-li-ma (Malay-Peninsular); pum pao (Trat); roi ru (Pattani); hua roi ru (Central).]; [MALAYSIA: Dedalu api laut, kepala berok, hempedal itek (Peninsular).]; [INDONESIA: Urek-urek polo (Javanese).Sarang semut.]; [PHILIPPINES: Banghai (Bisaya).]; [VIETNAM: Cây Bí Kỳ Nam.]
ชื่อวงศ์---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พม่า เวียดนาม ภูมิภาคมาเลเซีย นิวกินี


สกุล Hydnophytum Jack เป็นหนึ่งในสกุลพืชที่เป็นที่อาศัยของมด (myrmecophyte) ในจำนวน 5 สกุลของวงศ์ Rubiaceae มีประมาณ 50 ชนิด  พบที่หมู่เกาะอันดามันของอินเดีย พม่า ภูมิภาคอินโดจีนและมาเลเซีย และหมู่เกาะแปซิฟิก พบมากในนิวกินี ในประเทศไทยพบชนิดเดียว คือ H.formicarum ส่วนมากพบทางภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงใต้ ขึ้นตามคบไม้ในป่าดิบชื้น ป่าชายหาด และป่าพรุน้ำจืด ที่ระดับความสูงถึง 1000 เมตร
ไม้ พุ่มอิงอาศัยต้นไม้อื่น ลำต้นสูง30-60ซม.ลักษณะโคนต้นป่องออกเป็นหัวกลมป้อม ผิวด้านนอกหยักเป็นลอนคลื่นสีน้ำตาลอมเทาเป็นมัน เนื้ออวบน้ำหนา ภายในเป็นโพรงและมีช่องทะลุติดต่อกันเป็นที่อาศัยของมดและสัตว์หลายชนิดใบเป็นใบเดี่ยวแผ่นใบหนารูปรีถึงรูปขอบขนานแกมไข่กลับ ขนาดกว้าง2-7ซม. ยาว 4-15ซม. สีเขียวอ่อนถึงเขียวคล้ำ หูใบอยู่ระหว่างก้านใบ ดอก เดี่ยวแต่มักออกรวมเป็นกระจุก 2-5ดอกดอกขนาดเล็กรูปดอกเข็มสีขาวไม่มีก้านขนาด0.2-0.4ซม.ผลแบบผลมีเนื้อรูป ทรงรีถึงไข่กลับขนาด0.3-0.4x0.5-0.7 สีเขียว สุกสีส้มถึงแดง ฉ่ำน้ำเมล็ดแข็งมี2เมล็ด ยาวประมาณ 5 มม.
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา หัวร้อยรู จัดอยู่ในตำรับยา "พิกัดมหากาฬทั้ง 5" ซึ่งประกอบไปด้วย หัวร้อยรู หัวถั่วพู หัวกระเช้าผีมด มหากาฬใหญ่ และมหากาฬนกยูง โดยมีสรรพคุณช่วยดับพิษร้อน แก้พิษไข้ ถอนพิษไข้ ไข้กาฬ ประดงผื่นคัน แก้พิษอักเสบ ช้ำบวม น้ำเหลืองเสีย -น้ำต้มจากหัวมีสรรพคุณแก้ตับและลำไส้อักเสบ ใช้เป็นยาแก้พิษประดงหรืออาการของโรคผิวหนังที่มีผื่นคันเป็นเม็ดขึ้นคล้ายผด มีอาการคันมาก และมักมีไข้ร่วมด้วยเสมอ
ระยะออกดอก---กุมภาพันธ์-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด แยกกอ

กระดังงาจีน/Artabotrys hexapetalus

ชื่อวิทยาศาสตร์---Artabotrys hexapetalus (L.f.) Bhandari
ชื่อพ้อง---Has 14 Synonyms

-Basionym: Annona hexapetala L.f. -Unona esculenta Dunal
-Annona uncinata Lam. -Unona hamata Blume
-Artabotrys hamatus (Dunal) Blume -Unona uncinata (Lam.) Dunal
-Artabotrys intermedius Hassk. -Uvaria esculenta Roxb. ex Rottler
-Artabotrys odoratissimus R.Br. -Uvaria odoratissima Roxb.
-Artabotrys uncatus (Lour.) Baill. -Uvaria sinensis Blanco
-Artabotrys uncinatus (Lam.) Merr. -Uvaria uncata Lour.

ชื่อสามัญ---Climbing Ylang Ylang, Ylang Ylang Vine, Climbing lang-lang.
ชื่ออื่น---กระดังงาจีน, การเวก(ภาคกลาง), สะบันงาเครือ สะบันงาจีน(ภาคเหนือ) ; [THAI: kradang nga chin, karawek (Central); saban nga khruea, saban nga chin (Northern); ; [ASSAMESE: : Kothali-champa.]; [KANNADA: Kandali sampige.]; [MARATHI: Hira champa.]; [SANSKRIT: Harachampaka.]; [TAMIL: Manoranidam.]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย จีนตอนใต้ ถึง ชวา
มีถิ่นกำเนิดในอินเดียและศรีลังกา
ลักษณะทั่วไปคล้ายกับ A. siamensis Miq.แต่เป็นพรรณไม้จากต่างประเทศ ดอกใหญ่กว่า สีเข้มกว่าและออกดอกดกกว่า เป็นไม้เลื้อยเนื้อแข็งเลื้อยได้ไกล10-15เมตร ลำต้นมีช่องอากาศ มักมีหนามยาว 2-4 ซม.ตามกิ่งและยอดไม่มีขนหรือมีขนประปราย ใบเรียงเวียน รูปขอบขนาน ยาว 6-25 ซม. แผ่นใบด้านล่างมีขนละเอียดตามเส้นกลางใบ ใบแข็งหนาสีเขียวเข้มเป็นมัน  ช่อดอกมี 1-2 ดอก สีเหลือง กลีบดอกรูปรีปลายแหลม มี 6 กลีบ แข็งหนา เรียงเป็น 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ กลีบด้านในเล็กกว่าด้านนอก ดอกบานขนาด5-7ซม. ส่วนโคนก้านดอกแบนและโค้งคล้ายตะขอใช้เกาะพยุงลำต้น ผลเป็นผลกลุ่มมีผลย่อย7-15ผล รูปรีกว้าง ยาว 2.5-4 ซม. ก้านสั้นหรือไม่มีก้าน ปลายมีติ่งแหลม เมล็ดยาว 1.5-2 ซม.ดอกบานวันเดียวร่วงหอมตลอดวันและแรงขึ้นตอนช่วงพลบค่ำ
ใช้ประโยชน์ ---ดอกมีกลิ่นหอมใช้ทำน้ำหอมและใส่ในใบชา
-ใช้เป็นยา ผลมีสรรพคุณรักษาโรคผิวหนัง
-ปลูกเป็นไม้ประดับซุ้ม ทั่วไปในเขตร้อน ซุ้มไม้ในกรุงเทพฯตามที่จอดรถประจำทางจะเป็นกระดังงาจีน แต่มักจะเรียกกันว่าการเวก
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง   

กระดูกกบ/Hymenopyramis brachiata

ชื่อวิทยาศาสตร์---Hymenopyramis brachiata Wall. ex Griff.
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ--None
ชื่ออื่น---กระดูกกบ, กระพัดแม่ม่าย, กระดูกแตก (ภาคกลาง), กงกาง(เชียงใหม่-พิษณุโลก),  กงกางเครือ(ภาคกลาง-นครราชสีมา), กงเกง, ขงเข็ง, ขาเปีย, จะก๊า, จ๊าเปื๋อย, ตีนตั่งลม(ภาคเหนือ), ควายแก่ร้องไห้, เปื๋อยเครือ(นครราชสีมา), คอแร้ว(ประจวบคีรีขันธ์), เครือขาเปีย(แพร่), โกงกาง(สระบุรี), ; [THAI: kraduk kop, kra phat mae mai, kraduk taek (Central); kong kang (Chiang Rai, Phitsanulok); kong kang khruea (Central, Nakhon Ratchasima); kong keng, khong kheng, kha pia, chaka, cha pueai, tin tang lom (Northern); khwai kae rong hai, pueai khruea (Nakhon Ratchasima); kho raeo (Prachuap Khiri Khan); khruea kha pia (Phrae); kong kang (Saraburi).]
ชื่อวงศ์---LAMIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย ศรีลังกา พม่า อินโดจีน
พบการกระจายพันธุ์ในอินเดีย ศรีลังกา พม่า และภูมิภาคอินโดจีน ในประเทศไทยพบในภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันตกเฉียงใต้ ตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้ง
ไม้พุ่มรอเลื้อย สูงถึง 4 เมตร โคนต้นมีหนามแข็ง กิ่งอ่อนเป็นสันเหลี่ยมมีขนละเอียดสั้น ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูป วงรี กว้าง 2.5-8 ซม. ยาว 5-12 ซม.แผ่นใบบาง มีขนทั้งสองด้าน  ดอกช่อ แบบช่อแยกแขนง ออกดอกที่ซอกใบ และปลายกิ่ง ออกดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก  มีกลีบเลี้ยง 4 กลีบ โคนติดกันเป็นรูปถ้วยขนาดเล็ก กลีบดอก 4 กลีบสีขาว ขนาดเล็กมาก โคนติดกันเป็นรูปกรวย ปลายแยกเล็กน้อย ผลสด รูปค่อนข้างกลม มีกลีบเลี้ยงที่ขยายใหญ่ เชื่อมติดกันเป็นถุงสี่เหลี่ยมหุ้ม
ใช้ประโบชน์---ใช้เป็นยา เปลือกต้นหรือแก่น ต้มน้ำแก้โรคไตพิการ
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด

กระเพาะปลา/Finlaysonia manitima


ชื่อวิทยาศาสตร์---Finlaysonia manitima Backer ex Heyne
ชื่อพ้อง---This name is a synonym of Finlaysonia obovata Wall.
ชื่อสามัญ---Finlayson’s Creepe, Finlaysonia.
ชื่ออื่น---กระเพาะปลา(ภาคกลาง) ; [THAI: kra pho pla (Chanthaburi).]; [MALAYSIA: Daun Korpo Laki-laki, Kalak Kambing, Pelir Kambing (Malay).]; [VIETNAM: Dây mủ.]
ชื่อวงศ์---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย ศรีลังกา พม่า กัมพูชา ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไนและอินโดนีเซีย


พบขึ้นทั่วไปตามป่าชายเลน โดยเฉพาะบริเวณริมชายฝั่ง
ไม้เถาเนื้อแข็งเลื้อยเกาะพันต้นไม้อื่นลักษณะ ลำต้นเรียบเกลี้ยง เลื้อยได้ไกลถึง 5 เมตร ส่วนต่างๆมีน้ำยางสีขาวคล้ายน้ำนม เถาและใบสีเขียวอ่อนถึงสีแดงอมม่วง ใบ เดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่กลับถึงรูปรี ขนาดกว้าง2-5ซม.ยาว6-12ซม.โคนใบรูปลิ่มปลายใบมนเป็นติ่งแหลมสั้น เนื้อใบหนากึ่งอวบน้ำ ผิวใบเกลี้ยงถึงมีขนสั้นนุ่ม ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมันวาว ด้านล่างสีซีดกว่าดอก แบบช่อกระจุก แตกแขนงแบบสองหรือสามง่าม แขนงของช่อและก้านดอกอวบหนา สีม่วงแดงมีขนปกคลุม  ดอกย่อยขนาดเล็กรูปกงล้อสีม่วงอมชมพู ขอบขาว ดอกบานขนาด1-1.7ซม.มีกลิ่นเหม็นกลีบเลี้ยง5กลีบขนาดเล็กมีขนยาวเส้าเกสรรูปมงกุฏสีขาว ผลเป็นผลคู่ แบบแตกแนวเดียว ขนาดใหญ่รูปไข่โป่งข้างเดียว ปลายแหลมและม้วนงอ ขนาดกว้าง3-4ซม.ยาว4-6ซม. ฝักมีสันตามแนวยาวคล้ายครีบและมีสันเล็กๆแทรกหลายสัน ด้านบนสีม่วงอมชมพู ด้านล่างสีเขียว เมล็ดจำนวนมาก รูปไข่มีขนเป็นพู่ที่ปลาย
ระยะออกดอกและผล---ตุลาคม-มีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

กล้วยพังพอน/Uvaria hamiltonii

ชื่อวิทยาศาสตร์---Uvaria hamiltonii Hook.f.& Thomson
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---กล้วยพังพอน(ตราด),นมควาย(ลำปาง) ; [THAI: kluai phang phon (Trat); nom khwai (Lampang).]; [BENGALI: Latkean.]; [ORIYA: Lakhana koli.]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียเขตร้อน
ประเทศไทยพยขึ้นในป่าดิบชื้นทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ที่ระดับความสูง 50-300เมตร
ไม้ เถาเลื้อยเนื้อแข็ง ขนาดใหญ่ เลื้อยพาดพันต้นไม้อื่นได้ไกล10-18เมตร เปลือกลำต้นสีน้ำตาลอมเทา มีช่องอากาศเป็นจุดสีขาวประปราย ใบรูปไข่กลับกว้าง9-14ซม.ยาว 15-26ซม. โคนใบมนปลายใบมนมีติ่งแหลมยาว1-2ซม.มีขนรูปดาวสีน้ำตาลเหลืองหนาแน่นตามเส้น กลางใบและเส้นใบ ดอก เดี่ยวสีแดงเข้มมีกลิ่นหอมอ่อน ดอกบานขนาด6-8ซม. ผลเป็นผลกลุ่มมีผลย่อย20-35ผล ยาว1.5-2.5 ซม ก้านผลอ้วน ยาว 2.5-3.5 ซม.สีส้มแดงเมื่อสุก มีเมล็ดจำนวนมาก
ระยะออกดอก / ติดผล--- มิถุนายน - กรกฎาคม / กันยายน - ธันวาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด

กล้วยมะสังก้านสั้น/Fissistigma parviflorum

ชื่อวิทยาศาสตร์---Fissistigma latifolium (Dunal) Merr. var. latifolium
ชื่อพ้อง---No synonyms are record for this name
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---กล้วยมะสังก้านสั้น(ทั่วไป) ; [THAI: kluai ma sang kan san (General).]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---มาลายา สุมาตรา ชวา บอร์เนียว ฟิลิปปินส์ สุลาเวสี
xitgmLwmpพบในป่าดิบเขาทางภาคเหนือและภาคตะวันตกเฉียงใต้ ที่ระดับความสูง 900-1,200 เมตร
ไม้ เถาเนื้อแข็งเลื้อย พาดพันไม้อื่นได้ไกล 5-8 เมตร ลักษณะกิ่งแก่มีสีน้ำตาลเข้ม มีช่องอากาศมาก กิ่งอ่อนสีเขียว มีขนสีน้ำตาลปกคลุม ใบรูปขอบขนาน กว้าง 3-4 ซม.ยาว 9-12 ซม. โคนใบมน ปลายใบแหลม ใบหนา ใบด้านบนสีเขียวเข้ม และมีเส้นกลางใบเป็นร่อง ใบด้านล่างสีอ่อนกว่าขอบใบเรียบ ดอกเดี่ยวหรือออกเป็นกระจุก 1-2 ดอก ตามกิ่งบริเวณนอกซอกใบหรือตรงข้าม  ดอกสีน้ำตาลและมีกลิ่นหอมอ่อนๆ กลีบเลี้ยงสีน้ำตาลกลมป้อม กลีบดอกเรียงเป็น 2 ชั้น กลีบชั้นนอกรูปหอกมีขนคลุม กลีบบนกางออก กลีบชั้นในรูปหอก โคนกลีบกางจรดกัน เมื่อบานปลายกลีบกางแยกออก ผล เป็นผลกลุ่ม มีจำนวน 4 ผล ผลย่อยติดอยู่บนแกน ก้านผลยาว1ซม.แต่ละผลกลมรี กว้าง 1 ซม.ยาว 1.5-1.7 ซม. ผิวผลมีขนอ่อนนุ่มคลุมอยู่
เป็นไม้ป่าที่ยังไม่มีการปลูกเลี้ยง
ระยะออกดอก---พฤศจิกายน-มกราคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

กล้วยลิง/Fissistigma latifolium

    

ชื่อวิทยาศาสตร์---Fissistigma latifolium (Dunal) Merr. var. ovoideum (King) J. Sinclair
ชื่อพ้อง---No synonyms are record for this name
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---กล้วยลิง,นมวัว(นครศรีธรรมราช); [THAI: kluai ling, nom wua (Nakhon Si Thammarat).]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE    
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---มาลายา สุมาตรา ชวา บอร์เนียว โมลุกกะ ฟิลิปปินส์ สุลาเวสี
ประเทศไทย ขึ้นในป่าดิบชื้นทางภาคตะวันตกเฉียงใต้และภาคใต้ ที่ระดับความสูง 500-900เมตร
ไม้ เถาเนื้อแข็งเลื้อยพาดพันต้นไม้อื่นไปได้ไกล8-12เมตร
ลักษณะ เปลือกต้นสีน้ำตาล กิ่งอ่อนสีเขียวมีขนยาวสีน้ำตาลปกคลุมหนาแน่น ใบรูปขอบขนาน กว้าง4-7ซม.ยาว11-20ซม. โคนนใบมนหรือเว้าเล็กน้อย ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ใบหนา ด้านบนใบสีเขียวเข้ม ใบด้านล่างสีอ่อนกว่า ดอก ออกตรงข้ามใบหรือซอกใบใกล้ปลายยอด 1-3ดอก ก้านดอกมีขนสีน้ำตาลปกคลุมหนาแน่น ดอกสีน้ำตาลแดง เมื่อบานเปลี่ยนเป็นสีชมพูมีกลิ่นหอมอ่อนๆ กลีบเลี้ยงสีเขียวนวลมีขนสีน้ำตาลคลุมอยู่ กลีบดอกหนาเรียงเป็น2ชั้น ปลายกลีบแยกจากกัน ผล เป็นผลกลุ่มมีผลย่อย6-10ผล ผลติดอยู่บนฐานตุ้มกลมผลรูปกลมรี ยาว1.5-2ซม.มีขนคลุมอยู่โดยรอบ
ระยะออกดอก---เดือน กรกฎาคม-เดือนกันยายน
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด

กล้วยอ้ายพอน/Uvaria lurida

ชื่อวิทยาศาสตร์---ชื่อวิทยาศาสตร์---Uvaria lurida Hook.f.& Thomson
ชื่อพ้อง---This name is a synonym of Uvaria concava Teijsm. & Binn.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---กล้วยอ้ายพอน(จันทบุรี), บัวบก(ชลบุรี); [THAI: kluai ai phon (Chanthaburi); bua bok (Chon Buri).]OriyaGaichiria
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียตนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์
ประเทศไทยพบในป่าดิบชื้นและป่าดิบแล้งทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ที่ระดับความสูง 30-300เมตร
ไม้ เถาเนื้อแข็งเลื้อยพาดพันต้นไม้อื่นได้ไกล5-8เมตร ลักษณะทรงต้น แตกกิ่งน้อย ใบรูปรีแกมขอบขนาน กว้าง3-5ซม.ยาว7-13ซม.โคนใบมนปลายใบแหลม ขอบใบเรียบเป็นคลื่นเล็กน้อย ใบด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมันด้านล่างสีเขียวนวล มีขนรูปดาวสีน้ำตาลเหลืองเป็นกลุ่มเล็กๆประปรายกระจายตามเส้นกลางใบ
ดอก เดี่ยวสีแดงเข้มมีกลิ่นหอมอ่อน ดอกบานขนาด4-6ซม. ผลเป็นผลกลุ่ม มี8-15ผล ติดอยู่บนแกนตุ้มกลม ผลรูปทรงกระบอกสั้น มีรอยคอดเป็นช่วงๆ ผลแก่สีส้ม
ระยะออกดอก---เดือนมิถุนายน-เดือนกรกฎาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด

กล้วยอีเห็น/ Uvaria dac


ชื่อวิทยาศาสตร์---Uvaria dac Pierre ex Finet & Gagnep.
ชื่อพ้อง---This name is unresolved.According to the plant list.Uvaria dac Pierre ex Finet & Gagnep is anun resolved name.
ชื่อสามัญ--None
ชื่ออื่น---กล้วยอีเห็น กล้วยเหลืองอีเห็น(ภาคตะวันออกเฉียงใต้) ; [THAI: kluai i hen,  kluai lueang i hen (Southeastern).]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย กัมพูชา
ประเทศไทยพบได้เฉพาะภาคตะวันออกและภาคใต้ตามป่าดิบแล้งหรือตามริมห้วย
ไม้ เถาเนื้อแข็ง เลื้อยได้ไกล 5-10เมตรแตกกิ่งจำนวนมาก กิ่งอ่อนมีขนหนาแน่น เปลือกต้นสีน้ำตาลมีช่องอากาศมาก ใบเกิดเดี่ยวๆ เรียงสลับ รูปรีหรือรูปขอบขนาน ขนาดกว้าง 4-7.5 ซม. ยาว 8-16.5 ซม. ผิวใบมีขนปกคลุมเล็กน้อยโดยเฉพาะบริเวณเส้นใบ ดอกเกิดเดี่ยวๆ หรือออกเป็นกระจุกๆละ 2 ดอก ออกที่ปลายกิ่งหรือตรงข้ามใบ กลีบดอก 6 กลีบ สีขาวหรือสีเหลืองนวล รูปขอบขนาน ขนาดกว้าง 0.8-1.5 ซม. ยาว 1.3-2.5 ซม. เรียงเป็น 2 วงๆ ละ 3 กลีบ วงนอกใหญ่กว่าวงในเล็กน้อย มีขนสั้นนุ่มปกคลุม เส้นผ่านศูนย์กลางดอกบานประมาณ 2-4.5 ซม.  ดอกไม่สะดุดตาแถมไม่หอม ผลเป็นผลกลุ่ม ก้านช่อผลยาว 1-4.5 ซม. มีผลย่อย 7-5 ผล ผลย่อยรูปขอบขนานโค้องขึ้นยาว 4-7 ซม. ผิวผลขรุขระ ผลอ่อนสีเขียวเมื่อแก่สีเหลือง มี 7-8 เมล็ดเมื่อสุกรสหวานอมเปรี้ยว                                                                                    
ระยะออกดอก---เดือนพฤษภาคม - มิถุนายน
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด


กวางดูถูก/Naravelia laurifolia

ชื่อวิทยาศาสตร์---Naravelia laurifolia Wall. ex Hook. f. & Thomson
ชื่อพ้อง---This name is unresolved.According to the plant list.Naravelia laurifolia Wall. ex Hook. f. & Thomson is an unresolved name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---กวางดูถูก, ดอกตาย, หลอกตาย (ปัตตานี); อุโซมาติ(มาเลย์-ปัตตานี) ; [ kwang du thuk (Pattani); dok tai (Pattani); lok tai (Pattani); u-so-ma-t (Malay-Pattani).]; [VIETNAM: Bạch tu lá quế.]
ชื่อวงศ์---RANUNCULACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---กัมพูชา, ลาว, มาเลเซีย, พม่า, ฟิลิปปินส์, ไทย, เวียดนาม


ประเทศไทยพบทุกภาค พบได้มากในป่าโปร่งทางภาคใต้และภาคอีสาน ขึ้นตามชายป่าดิบแล้ง และป่าดิบชื้น ที่โล่ง ความสูงถึงประมาณ 500 เมตร
ไม้ เลื้อยมีเนื้อไม้ เลื้อยได้ไกล  2-6 เมตร ลักษณะของ กวางดูถูก ลำต้นเป็นเถาแข็ง ใบเป็นใบประกอบเรียงตรงข้าม มีใบย่อยคู่เดียว ใบย่อยรูปรีหรือรูปไข่ ยาว 7-17 ซม. มีรยางค์เป็นสายยาว ปลายแยกเป็น3เส้นอยู่ระหว่างคู่ใบย่อย ก้านใบประกอบยาว4-6ซม. ใบย่อยรูปไข่กว้าง2-6ซม.ยาว5-10ซม.โคนใบสอบมน ปลายแหลม ขอบเรียบหรือหยักตื้นแผ่นใบหนาสีเขียวเข้ม
ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบสีเหลืองอมเขียว เป็นดอกสมบูรณ์เพศ รูปไข่หรือรูปรี กว้าง1-2.5ซม. กลีบรองดอก5กลีบสีเขียวแกมม่วง เกสรเพศผู้ไม่สมบูรณ์ ลักษณะคล้ายกลีบดอกมี6-15อัน เกสรเมียแยกกัน11-16อัน ผลแข็งรูปกระสวยมีขนสีขาวคลุมประปรายยาวประมาณ 1 ซม. มีขนสั้นนุ่ม ปลายผลมีเส้นยาวคล้ายแส้บิดโค้ง  ยาว 3-4 ซม.มีขนยาวนุ่ม ยาว 3-4 มม.
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับเป็นไม้เลื้อยเป็นไม้ป่าหายากที่มีความสวยงาม
-ใช้เป็นยา ใบแก้คัน เถา แก้พยาธิ แก้ประดง แก้ริดสีดวงจมูก แก้ไข้ แก้ฝีภายนอกและฝีภายในรากแก้ไข้ แก้โลหิตตีขึ้น ในเวียตนามใช้เถา รักษาอาการปวดไขข้อและเส้นเอ็น
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด

กาคาบแก้ว/Dalechampia bidentata

ชื่อวิทยาศาสตร์---Dalechampia bidentata Blume
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Croton acerrimus Reinw. ex Blume [Invalid]
---Dalechampia bidentata var. yunnanensis Pax & K.Hoffm.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---กาคาบแก้ว(ทั่วไป) ; [THAI: ka kap kaew.]; [CHINESE: huang rong hua.]
ชื่อวงศ์---EUPHORBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้ พม่า ไทย อินโดนีเซีย


พบใน จีน(ยูนนาน) ลาว, พม่า, ไทย, อินโดนีเซีย(ชวา สุมาตรา)เติบโตในป่าหินปูนหรือในหุบเขา  ที่ระดับความสูง 400-1500 เมตร ในประเทศไทย พบตามที่โล่งในป่าเปิด ในภาคกลางและภาคตะวันออก
ไม้เลื้อยเนื้ออ่อนเลื้อยได้ไกลถึง 10 เมตร ลำต้นมีขน หูใบรูปเคียว ใบจักลึกเป็น3แฉก หรือไม่มีแฉก ยาว4-18ซม. โคนใบรูปหัวใจ มีรยางค์รูปสามเหลี่มแคบ 1คู่ มีต่อมที่โคนใบ2-3อัน ขอบใบจักตื้น  ก้านช่อดอกยาว 4-11 ซม ช่อดอกออกเดี่ยว ๆ มีใบประดับ 1 คู่ ยาว 4-5 ซม. ปกคลุมดอกย่อย ผลแคปซูลทรงกลมแป้นขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง1-1.4ซม.ผิวเรียบ กลีบเลี้ยงติดผลยาว18-25 มม.เมล็ดกลมมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3-5 มม.
ระยะออกดอกและติดผล---มิถุนายน-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

กาติด/Erycibe cochinchinensis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Erycibe cochinchinensis Gagnep.
This name is unresolved.According to The Plant List. Erycibe cochinchinensis Gagnep. is an unresolved name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น-กาติด(ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), เถาสีผึ้ง(สระแก้ว); [THAI: ka tit (Northeastern); thao si phueng (Sa Kaeo).]
ชื่อวงศ์---CONVOLVULACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พม่า ไทย กัมพูชา ลาว

 

สกุล Erycibe มีประมาณ 75 ชนิด ส่วนมากพบในเอเชียเขตร้อน ในไทยมีประมาณ 10 ชนิด ชื่อสกุลมาจากภาษากรีก “erusibe” เชื้อราเป็นวง หมายถึงเป็นวงขาวตามลักษณะดอกหรือสิ่งปกคลุมเป็นวง ๆ
ไม้ เถา มีเนื้อไม้ ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปใบหอก กว้าง 3-4.5 ซม.ยาว 9-13 ซม.ปลายใบแหลม โคนใบมน  แผ่นใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ดอกออกแบบช่อกระจุก ออกตามต้น ยาว 2 ซม.กลีบเลี้ยง 5 กลีบสีเขียว มีขนสีน้ำตาล กลีบดอกมี 5 กลีบสีขาวนวลแกมเหลืองอ่อน ผลสดรูปรี ยาวได้ถึง 2 ซม.สีส้มแกมเหลือง                                                                                
 ระยะออกดอก/ติดผล---กุมภาพันธุ์-มีนาคม/เมษายน-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด 

กำปองน้อย/Clematis subumbellata


ชื่อวิทยาศาสตร์---Clematis subumbellata Kurz
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Clematis floribunda Kurz [Illegitimate]    
---Clematis kerriana Drumm. & Craib
---Clematis laxipaniculata C.Pei
---Clematis umbellifera Gagnep.
ชื่อสามัญ---Npne
ชื่ออื่น---กำปองน้อย, คำปองน้อย, เครือจางน้อย, เครือฟานไห้, พริกสั้นก้าง (เชียงใหม่),  ; [THAI: khruea chang noi, khruea fan hai, phrik san kang  (Chiang Mai); [THAI: xi mu tong.]
ชื่อวงศ์---RANUNCULACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน อินโดจีน
พบในจีน (ยูนนาน) ตอนเหนือของ พม่า ไทย ลาว เวียตนาม ตามขอบป่าลาดชัน ที่ระดับความสูง 400-1900 เมตร ในประเทศไทยพบทุกภาคของประเทศ พบในป่าผลัดใบ ป่าดิบใกล้ลำห้วย ที่ระดับความสูงถึง1,200เมตร
ไม้เถาเลื้อย ลำต้นเป็นร่องตื้น ๆ กิ่งก้านมีขนปกคลุม ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้นปลายใบคี่ ใบย่อยรูปหอก กว้าง 2-3.8 ซม.ยาว 3-8.5 ซม. ผิวใบมีขนทั้งสองด้าน ปลายใบแหลมโคนใบกลมมน ขอบใบเรียบ มีหูเป็นแผ่นใบทรงกลมขนาด1ซม.ก้านใบยาว 2--6.5 ซม ดอกสีขาวนวลหรือแกมเขียวอ่อน ออกเป็นช่อ จากซอกใบถึงปลายกิ่งยาวได้ถึง15ซม. ดอกย่อยขนาด1.2-1.6ซม.เมื่อบาน กลีบรองดอก4กลีบรูปหอกกลับ มีขนละเอียด กลีบดอกลดรูป เกสรผู้จำนวนมากผิวเกลี้ยง  ผลเป็นผลกลุ่มรูปแบนส่วนปลายมีขนเป็นพู่ยาวเรียว ยาวประมาณ2.5ซม.
ระยะออกดอก/ติดผล---ธันวาคม-มกราคม/กุมภาพันธ์-เมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ

กำปองหลวง/Clematis buchananiana


ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms
---Clematis bucamara Buch.-Ham. ex DC.
---Clematis buchananiana var. sericea S.K.Agarwal
---Clematis buchananii D.Don
---Clematis loasifolia D.Don
---Clematis wattii Drumm. & Craib
ชื่อสามัญ---White climber
ชื่ออื่น---กำปองหลวง, คำปองหลวง(เชียงใหม่),เครือบูชา(ภาคเหนือ); [THAI: kam pong luang, kham pong luang (Chiang Mai);  khruea bu cha (Northern).]; [KANNADA: Mei-bytengdoh.]
ชื่อวงศ์--- RANUNCULACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดียและเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
พบในเทือกเขาหิมาลัยจากแคชเมียร์ถึงทิเบต พม่า ไทย และจีนตะวันตก เจริญเติบโตโดยทั่วไปบนต้นไม้และพุ่มไม้เล็ก ๆ บางครั้งบนหินตามแนวด้านข้างของลำธารที่ระดับความสูง 460 - 3,650 เมตร ในประเทศไทยพบทางภาคเหนือ ตามชายป่าดิบเขาที่ระดับความสูง1,500-2,000 เมตร
ไม้ เถาเลื้อยได้ไกลถึง 6 เมคร ลำต้นเป็นร่องตื้นๆกิ่ง ก้านใบ และช่อดอกมีขนสั้นหนานุ่ม ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ใบย่อยเรียงตรงข้ามรูปไข่ กว้าง4-7ซม.ยาว6-10ซม.แผ่นใบหยักเป็น3แฉก ปลายเรียวแหลม โคนใบมน  ผิวใบทั้งสองด้านมีขนหนานุ่มดอก สีขาวนวล ออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายกิ่ง ยาว10-25ซม. ดอกย่อยบานเต็มที่กว้าง1-2ซม.ไม่มีกลีบดอกแต่กลีบรองดอกมี4กลีบ ด้านนอกมีขนหนานุ่มเมื่อบานปลายใบจะม้วนออก มีเกสรผู้และเกสรเมียจำนวนมาก
ใช้ประโยชน์---มีการเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารและยา
-ใช้กิน ใช้ในเนปาลเพื่อทำมาร์ชาซึ่งเป็นเค้กหมักที่กลั่นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
-ใช้เป็นยา รากใช้เป็นยาพอกเพื่อรักษาอาการบวมที่เกิดจากการอักเสบ น้ำคั้นจากรากใช้ในการรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ใช้ก้านหรือเปลือกรากกดกับฟันเป็นเวลาประมาณ 15 นาทีเพื่อบรรเทาอาการปวดฟัน น้ำผลไม้ของพืชถูกนำไปใช้ภายนอกเพื่อลดและบาดแผล ใช้ภายในในการรักษาอาหารไม่ย่อย น้ำคั้นจากใบอุ่นหยอดจมูกรักษาไซนัสอักเสบ
ระยะออกดอก---ธันวาคม-กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ

กาฝากตีนปู/Viscum articulatum


ชื่อวิทยาศาสตร์---Viscum articulatum Burm.f.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Viscum nepalense Spreng.
ชื่อสามัญ---Leafless Mistletoe, Jointed Mistletoe
ชื่ออื่น---กาฝากตีนปู(ปัตตานี), กาฝากต้นเปา(เชียงหม่), กาฝากเถาหาผัวชก(จำปูน),หางสิงห์(ตราด), นางหัก(สุราษฎร์ธานี) ; [THAI: kafak tin pu (Pattani); kafak ton pao (Chiang Mai); kafak thao ha phua chok (Chumphon);  hang sing (Trat); nang hak (Surat Thani).]; [CHINESE: bian zhi hu ji sheng, Páng xiè jiǎo]; [HINDI: Budu, Pudu, Hurchu.] ; [MARATHI: Banda.]; [KANNADA: Badanike.]; [BENGALI: Mandala.]; [ORIYA: Madanga.]; [SANSKRIT: Kamini.]; [VIETNAM: Tầm gửi càng cua, Tầm gửi dẹt, Mạy phác tít (Tày), Ghi.]
ชื่อวงศ์---SANTALACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย
กระจายพันธุ์ทั่วไปในจีน ( กวางตุ้ง, กวางสี, ไหหลำ, เสฉวนและยูนนานมากที่สุด) นอกจากนี้ยังพบกระจายตัวอยู่แถบเอเชียเช่นอินเดีย ศรีลังกา พม่า เวียดนาม ไทย ลาว ญี่ปุ่นและออสเตรเลีย เติบโตขึ้นบนเทือกเขา ป่าดิบเขา ป่าที่ราบเนินเขา ที่ระดับความสูง 100-1200 (-1700)เมตร
เป็นพืชที่มักเกาะหาอาหารจากพืชอื่นเรียกว่าเป็นพวกพืชเบียน ลำต้นแบนห้อยยาวได้ถึง 0.20- 0.40 เมตร. มีร่อง3-4ร่องข้อปล้องชัดเจนระยะห่างระหว่างข้อ3-7ซม.ใบลดรูปมองเห็นไม่ชัด ดอกช่อแบบช่อกระจุกออกที่ซอกใบ1-3ดอก ดอกเล็กมากกลีบรวม4กลีบสีเขียวอ่อน เส้นผ่านศูนย์กลาง ประมาณ 1 มม. ผลสดสีขาวหรือเหลืองอ่อนไม่มีก้านผลผิวเรียบขนาด 3-4 มม.มีเมล็ด1เมล็ดสีเขียว แบนขนาด 2.5-4 x 2.5-3 มม.
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน  ในจีนนิยมนำมาต้มดื่มแทนน้ำ หรือเข้ากับตัวยาอื่น ๆ เช่นเข้ากับชาผู่เอ๋อร์ หรือเอาไปประกอบอาหารเช่นต้มกับไก่ทำเป็นซุป
-ใช้เป็นยา ทุกส่วนนำมาทำยาทั้งสิ้น อิสานใช้ทั้งต้นต้มน้ำดื่มแก้เหน็บชา -ในเวียตนามใช้ ทั้งต้นรักษาโรคไขข้อ, ห้ามเลือด, โรคบิด, มัดกระดูก นอกจากนี้ยังใช้ในการปรุงน้ำดื่มเพื่อรักษาโรคหลอดลมอักเสบ-ในจีนทั้งต้นของกาฝากขาปูนี้ถือเป็นสมุนไพรฤทธิ์เย็น ขับร้อน บำรุงหัวใจและระบบย่อยอาหาร มีบันทึกเอาไว้ว่าตั้งแต่โบราณ ชาวหยุนหนานใช้ต้นไม้นี้มาชงดื่มเพื่อแก้อาหารเป็นแผลในกระเพาะ อาหารเป็นแผลในลำไส้ ลำไส้อักเสบ-กาฝากตีนปู มีหลายสายพันธุ์ ที่แตกต่างกันเด่นชัดแบ่งออกเป็นสองชนิดคือแบบปล้องสั้นและปล้องยาว ซึ่งมีสรรพคุณที่เหมือนกัน รสขมก่อนแล้วค่อยหวาน กาฝากชนิดนี้มักพบบนต้นชาอายุมากกว่าร้อยปีขึ้นไปในเขตหยุนหนาน เนื่องจากเป็นพืชกาฝากจึงต้องไปเกิดบนต้นไม้ที่มีพลังชีวิตแข็งแกร่ง ซึ่งต้นไม้ที่รองรับกาฝากแบบนี้ได้ก็คงจะต้องเป็นไม้ใหญ่และมีอายุยาวนาน ต้นชาก็เป็นหนึ่งในนั้น การที่กาฝากเกิดขึ้นบนต้นชานี้เองมีการดูดเอาน้ำเลี้ยงจากต้นชาไปหล่อเลี้ยงต้นของตัวเอง ชาวบ้านในเขตเมืองผู่เอ่อร์จึงเชื่อกันว่ากาฝากชนิดนี้ดึงดูดเอาพลังรักษาโรคจากต้นชาผู่เอ่อร์ไปด้วย จึงได้มีประสิทธิภาพทางยา แนวคิดนี้สืบต่อกันมาจากโบราณจนถึงปัจจุบัน กาฝากชนิดนี้ปัจจุบันถูกนำมาค้นคว้าทางเภสัชศาสตร์สมัยใหม่ก็ได้ผลดังที่นำมาใช้เป็นสมุนไพรเช่นกัน(บางส่วนจาก https://steventearoom.blogspot.com/2013/09/5_8.html)
ระยะออกดอกและติดผล--- กุมภาพันธ์ - เมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

กาฝากมหาปราบ/Helixanthera parasitica

ชื่อวิทยาศาสตร์---Helixanthera parasitica Lour.
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Helicia parasitica (Lour.) Pers.    
---Leucobotrys adpressa Tiegh.    
---Loranthus adpressus (Tiegh.) Lecomte    
---Loranthus pentapetalus Roxb
ชื่อสามัญ---Mistletoe
ชื่ออื่น---กาฝากมหาปราบ,กาฝากพญามหาปราบ(ทั่วไป) กาฝากก่อ(ภาคเหนือ), กาฝากไม้มังตาน(ชุมพร),เตอสี่น่ะเดอ(กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ; [THAI: kafak mahaprap, kafak phaya mahaprap (general).; kafak ko (Northern).; kafak mai mang tan (Chumphon).; toe-si-na-doe (Karen-Mae Hong Son).]; [CHINESE: Lí bàn jì shēng.]; [VIETNAM: Tầm gửi năm cánh, Chùm gởi ký sinh, Cây cui]
ชื่อวงศ์---LORANTHACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน อินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
สกุล Helixanthera Lour. มีประมาณ 35 ชนิด พบในแอฟริกาและเอเชีย ในไทยมี 8 ชนิด ชื่อสกุลมาจากภาษากรีก “helix” บิดเวียน และ “anthera” อับเรณู ตามลักษณะของอับเรณูรูปแถบ แห้งแล้วคล้ายบิดเวียน
ขึ้นกระจายในเอเซียเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน จากเทือกเขาหิมาลัย อินเดีย, สิกขิม, เนปาล บังคลาเทศ ไปยังตอนใต้ของจีน(ฝูเจี้ยน, กวางตุ้ง, กวางสี, กุ้ยโจว, ยูนนาน) ทิเบต ไทยและเวียดนาม ถึง Malesia: สุมาตรา, คาบสมุทรมาเลเซีย, บอร์เนียว, ชวา, ฟิลิปปินส์ พบบริเวณป่าชื้น ป่าโปร่ง ป่าดิบ ที่ระดับความสูง 1,800 (2,000) เมตร
เป็นพืชเบียนเกาะอาศัยแย่งอาหารจากต้นไม้อื่น พบขึ้นตามกิ่งและลำต้นของต้นไม้ใหญ่ กิ่งย้อยและห้อยยาว 1.5 เมตร ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามเป็นคู่ รูปไข่แกมรูปหอก กว้าง1.8-8 ซม.ยาว 5-18 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบกลมมน ขอบเรียบ เส้นกลางใบและเส้นใบเห็นชัดทั้งสองด้าน ก้านใบยาว 5-20 มม.แผ่นใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน ผิวใบเป็นมันวาวหรือหม่นทั้งสองด้าน  ดอกสีแดงคล้ำออกเป็นช่อตามง่ามใบ ยาว10-30 ซม. ดอกย่อยจำนวนมาก40-60 ดอกออกรอบก้านช่อ กลีบดอกรูปขอบขนานแคบๆ 5 กลีบยาว 4-9มม.โค้งกลับโคนกลีบเชื่อมกัน รูปกระบอง ปลายมน สีแดง ผิวด้านนอกและผิวด้านในมีขนกำมะหยี่ ก้านช่อดอกมีขนสั้น หรือเป็นขุยสีน้ำตาล ใบประดับรูปไข่หรือรูปสามเหลี่ยม ยาว 0.7-1.5 มม. ปลายแหลมหรือมน กลีบเลี้ยงเชื่อมกันเป็นหลอด ปลายตัด ยาว 0.3-0.7มม. ขอบเรียบกางออก เกสรเพศผู้มี 4 อัน ติดกับกลีบแบบตรงข้ามกลีบ อับเรณูยาว 1-2.5มม. ปลายมน เกสรเพศเมีย มีรังไข่เกลี้ยงอยู่ใต้วงกลีบ ก้านเกสรเพศเมียยาว 3-5 มม. โคนเป็นเหลี่ยม ยอดเกสรเพศเมียเป็นตุ่มกลม ผลกลมรีขนาด 6x4 มม.สีเหลืองเมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีดำ รีมีเมล็ด1เมล็ด เมล็ดมี ยางเหนียวหุ้ม
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ยาพื้นบ้านอีสานใช้ ทั้งต้น  ผสมกาฝากชนิดอื่นๆ รวม 32 ชนิด ต้มน้ำดื่มแก้โรคตับโต-ตำรายาไทย ใบนำมาต้มน้ำกินแก้ปวดกระเพาะอาหาร-ในเวียตนามใช้บรรเทาอาการไอ รักษาอาการปวดท้อง ท้องเสีย ปวดหัว นอนไม่หลับ
ระยะออกดอก/ติดผล---มกราคม-กรกฎาคม/พฤษภาคม-สิงหาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ก๋าย/Artabotrys suaveolens

ชื่อวิทยาศาสตร์---Artabotrys suaveolens (Blume) Blume.
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms
---Artabotrys corniculatus Merr.
---Artabotrys hamatus S.Vidal
---Artabotrys rolfei S.Vidal
---Unona corniculata Blanco
---Unona suaveolens Blume
ชื่อสามัญ---Fragrant tailgrape.
ชื่ออื่น---ก๋าย(นราธิวาส),อากาไก้(มาเลย์-ปัตตานี)' [THAI: kai (Narathiwat); a-ka-kai (Malay-Pattani).]; [CHINESE: Xiang ying zhao.]; [BURMESE: Nga pye yin.]; [INDIA: Manaranchitan (Tamil).]; [MALAYSIA: Akar Cenana, Akakai, Akar chenana, Akar larak.]; [PHILIPPINES: Susong Kalabau, Susong-damulag (Tag.), Bahai balangan (C. Bis.).]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย พม่า ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์                                                            


พบที่พม่า ภูมิภาคอินโดจีนและมาเลเซีย ในไทยพบทางภาคตะวันตกเฉียงใต้และภาคใต้ ขึ้นตามป่าดิบชื้น ที่ระดับความสูงถึงประมาณ 300 เมตร
ไม้ เลื้อยเนื้อแข็งเลื้อยได้ไกล5-10เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลอมดำ เรียบมีร่องตื้นๆ มีช่องอากาศเป็นจุดสีขาว บิดเวียน ตามลำต้นและกิ่งมีตะขอ เนื้อไม้เหนียวมาก ชอบขึ้นในที่ชุ่มชื้น เป็นไม้สกุลเดียวกับการเวก ตามต้นไม่มีหนาม ใบรูปรีถึงรูปขอบขนาน กว้าง2.2-5ซม. ยาว5-14ซม. โคนใบรูปลิ่มปลายใบแหลม ค่อนข้างหนาและเหนียว ผิวใบเรียบเป็นมันทั้งสองด้าน ดอก ออกเป็นช่อ ช่อละ5-10ดอก ก้านช่อโค้งเป็นตะขอ ดอกอ่อนสีเขียว เมื่อบานสีขาวนวลหรือแกมม่วง  กลีบดอก6 กลีบสีขาวเรียวกลม มีกลิ่นหอม ดอก บาน2วันแล้วโรยกลิ่นหอมอ่อนๆช่วงกลางวันและหอมแรงช่วงพลบค่ำ ก้านผลยาว 5-8 มม. ส่วนมากมี 1-3 ผลย่อย รูปรี ยาว 1-1.5 ซม. ไม่มีก้าน เมล็ดรูปรี ยาวประมาณ 1 ซม. มีร่องตามยาว                         
ใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเป็นแหล่งยาและเส้นใยท้องถิ่น
-ใช้เป็นยา  ส่วนที่ใช้ เปลือก ต้น ราก ใบ ยาต้มจากเปลือกและรากใช้เป็น emmenagogue(สารที่ช่วยกระตุ้นหรือเพิ่มการไหลของประจำเดือน) และสำหรับผู้หญิงหลังคลอด ใบมีกลิ่นหอม ใช้รักษาโรคอหิวาตกโรค
-ใช้ปลูกประดับเป็นไม้เลื้อยขึ้นซุ้มให้ร่มเงาดี
-อื่น ๆ เปลือกของลำต้นและรากประกอบด้วย อัลคาลอยด์ suaveoline และ artabotrine
ระยะดอกออก---เดือนสิงหาคม-เดือนตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง

การเวกกระ/ Artabotrys aeneus

ชื่อวิทยาศาสตร์---Artabotrys aeneus Ast
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ--None
ชื่ออื่น---การเวกกระ(ภาคเหนือ-ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ; [THAI: karawek kra (Northeastern, Northern).]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
ในประเทศไทยพบกระจายพันธุ์อยู่บนยอดเขาสูงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ไม้ เถาเนื้อแข็งเถาเลื้อยได้ไกล5-20เมตร เถาเล็กแกร่งและมีหนามแข็งเป็นช่วงๆ เปลือกต้นเรียบสีดำใบรูปรีขนาดกว้าง3-4.5ซม.ยาว8-14ซม.ใบหนาแข็ง เรียบเป็นมันทั้งสองด้าน  ออกดอกเป็นช่อกระจุก ต่อจากตะขอ มีดอกย่อย20-40ดอก ขนาด1-1.5 ซม.ปลายกลีบดอกงองุ้มเมื่อบานสีน้ำตาลส่งกลิ่นหอมแรงในช่วงพลบค่ำ ผลกลุ่มมีผลย่อย3-8ผล เมื่อแก่สีเขียวอมเหลือง
ระยะออกดอก---เดือนกุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง

การเวกช่อ/Artabotrys multiflorus

ชื่อวิทยาศาสตร์---Artabotrys multiflorus C.E.C.Fischer
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---การเวกช่อ(ทั่วไป); [THAI: karawek cho (General).]; [CHINESE: duo hua ying zhua hua.]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน พม่า ไทย
พบในจีน กวางตุ้ง, กวางสี, กุ้ยโจว, ยูนนาน [พม่า,ไทย] ในพุ่มไม้บนหินปูน ที่ระดับความสูง 800-1000 เมตร
ไม้ เลื้อยเนื้อแข็งเลื้อยได้ไกล10-15เมตร เนื้อไม้เหนียวมาก เปลือกลำต้นสีดำ ตามลำต้นและกิ่งไม่มีหนาม ใบรูปรี ขนาด10-16.5 × 4-6.5 ซม. ใบหนาแข็งเรียบเป็นมันทั้งสองด้าน  ก้านใบยาว 5-8 มม.ดอกออกเป็นกระจุก กระจุกละ1-6ดอก กลีบดอกสีเหลือง เมื่อบานมีขนาด1.5-2ซม.ผลกลุ่มมีผลย่อย3-6ผล เมื่อแก่มีสีเขียวอมเหลือง  ดอกทยอยบาน อยู่ได้2วัน กลีบดอกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้มแล้วร่วงส่งกลิ่นหอมอ่อนในช่วง กลางวันและหอมแรงในช่วงพลบค่ำ ผลไม่ปรากฎให้เห็น
ระยะออกดอก/ติดผล---พฤษภาคม-สิงหาคม/กรกฎาคม-ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง

การเวกน้ำ/Artabotrys oblanceolatus


ชื่อวิทยาศาสตร์---Artabotrys oblanceolatus Craib.
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---การเวกน้ำ(ทั่วไป) กระดังงาเขา(ภาคตะวันออก),หัวสุ่ม (อุบลราชธานี) ; [THAI: karawek nam (general); kradang nga khao (Eastern); hua sum (Ubon Ratchathani).]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย
ในประเทศไทย พบตามธรรมชาติริมหนองน้ำตามป่าละเมาะทางภาคตะวันออก ที่ระดับความสูง 200 เมตร
ไม้ พุ่มรอเลื้อยเนื้อแข็ง เลื้อยพาดพันไม้อื่นได้ไกล 4-8 เมตร  กิ่งอ่อนมีขนกิ่งแก่เรียบสีน้ำตาลอมดำ แตกกิ่งเล็กจำนวนมาก กิ่งอ่อนยืดยาวได้รวดเร็วมาก ตามลำต้นมีหนามแหลมสีดำแข็งยาว1ซม อยู่ห่างๆกัน เนื้อไม้เหนียว
ใบรูปขนานแกมใบหอก กว้าง 2.5-4ซม.ยาว 10-15 ซม. ใบบางเนื้อใบเหนียว เรียบเป็นมันทั้งสองด้าน เส้นกลางใบและเส้นแขนงใบด้านบนเป็นร่อง
ดอก เดี่ยวออกตรงข้ามต่อจากตะขอ ดอกสีเหลืองอมเขียว มีกลิ่นหอมแรงเฉพาะช่วงพลบค่ำ ผลเป็นผลกลุ่มมีผลย่อย 4-6 ผล ผลย่อยมีก้านผลสั้นมาก รูปกลมทรงกระบอก กว้าง 1 ซม.ยาว 2-3 ซม.เปลือกผลมีลายสีเขียวสลับขาว มี2 เมล็ดปลูกเป็นไม้ประดับ มีดอกหอม ปลูกให้เลื้อยไต่ซุ้มได้ดี
ระยะออกดอก---เดือนมิถุนายน-เดือนสิงหาคม ผลแก่หลังดอกบาน5เดือน
ขยายพันธุ์---โดยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง

การเวกใบใหญ่/Artabotrys  grandifolius


ชื่อวิทยาศาสตร์---Artabotrys grandifolius King
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ--None
ชื่ออื่น---การเวกใบใหญ่(ทั่วไป) ; [THAI: karawek bai yai (General).]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย คาบสมุทรมาลายู สุมาตรา
ไม้เถาเนื้อแข็งเลื้อยได้ไกล10-20เมตร กิ่งอ่อนเรียบสีน้ำตาลมีช่องอากาศเป็นจุดๆ เถามีความเหนียวมาก ใบ มีขนาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับชนิดอื่นในสกุลเดียวกัน รูปรีแกมขอบขนานกว้าง8-11ซม. ยาว20-25ซม.ใบหนา ด้านบนสีเขียวเข้มด้านล่างสีอ่อนกว่า โคนใบรูปลิ่มปลายใบเรียวแหลม ดอก เดี่ยวออกที่ปลายตะขอตรงข้ามใบ ดอกสีเขียวมีใบประดับเล็กๆที่โคนก้านดอก ผลเป็นผลกลุ่ม ก้านช่อใหญ่ แข็ง มี15-25ผล ก้านผลย่อยสั้นมาก รูปไข่กลับขนาดกว้าง2.5ซม.ยาว3.7ซม. ปลายผลเป็นตุ่มแหลม                                
ระยะออกดอก---เดือนมีนาคม-เมษายน                                                                                                        
 ขยายพันธุ์---โดยการเพาะเมล็ด

แก้วงามขำ/Hoya meliflua


ชื่อวิทยาศาสตร์---Hoya meliflua (Blanco) Merr.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Stapelia meliflua Blanco.
ชื่อสามัญ---Hoya, Wax Plant, Porcelain Flower, Little fraterna, Waxplant, Waxvine, Waxflower.
ชื่ออื่น---แก้วงามขำ(ทั่วไป) ; [THAI: kaew ngam kham (general).]
ชื่อวงศ์---ASCLEPIADACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---บอร์เนียว ฟิลิปปินส์
มีถิ่นกำเนิดในฟิลิปปินส์ พบตามป่าดิบเขา ที่ระดับความสูง 1,000-1,400 เมตรจากระดับน้ำทะเล
เป็นไม้เถาเลื้อยขนาดเล็กเลื้อยได้ไกลถึง4เมตร ใบรูปไข่สีเขียวเข้มเป็นมันดูสะอาดตา ขนาดใบ ยาว 9-13 ซม., กว้าง 5-6 ซม ก้านใบยาว 15-20 มม. ดอกสีเหลืองอมส้ม ดอกบานขนาด1.5-2ซม.ปลายกลีบดอกลู่ไปข้างหลังและมีขนปกคลุม มีกลิ่นหอม ดอกบานทนอยู่ได้นาน
ระยะออกดอก---เดือนกรกฏาคม-ตุลาคม
ขยายพันธุ์--- ปักชำ

แก้วมือไว/Pterolobium integrum


ชื่อวิทยาศาสตร์---Pterolobium integrum Craib.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Pterolobium micranthum sensu auct.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---แก้วมือไว,แก้วตาไว(ภาคกลาง),กะแทว,กะแท้วแดง(เลย),ขี้แร๊ก(ราชบุรี),เขนแทว,ทับเพียว(นครราชสีมา), หนามเล็บแมว,หนามเหียง(ตาก); [THAI: kaeo mue wai (Central); kaeo ta wai (Central); ka thaeo (Loei);  ka thaeo daeng (Loei); khi raek, khi raet (Ratchaburi); khen thaeo,  khen thaeo (Eastern); thap phiao (Nakhon Ratchasima); nam lep maeo (Tak);  nam hiang (Tak).]
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAECALPINOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---
ในประเทศไทยพบในภาคกลางและภาคอีสาน พบขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าดิบเขา ป่าผลัดใบ ที่ความสูงใกล้ระดับน้ำทะเล ถึง500เมตร
ไม้ เลื้อยเนื้อแข็ง เลื้อยพาดพันไม้ใหญ่ ลำต้นและกิ่งมีหนามงองุ้ม ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น ใบย่อยรูปรีแกมขอบขนาน ปลายใบมนโคนใบเบี้ยว  ดอกออกเป็นช่อแยกแขนง ตามปลายยอดสีขาวอมชมพูขนาดเล็กมี5กลีบ  ที่เห็นในรูปเป็นผลหรือฝักสีแดงอมชมพูมีปีกบิดเป็นคลื่น
ยอดอ่อนและใบ เป็นแหล่งอาหารสัตว์ตามธรรมชาติ
ระยะออกดอก/ติดผล---กรกฎาคม-สิงหาคม/พฤศจิกายน-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด
ที่คล้ายกัน---แก้วตาไว/Pterolobium macropterum Kurz -ลักษณะคล้ายกันกับแก้วมือไว (ไม่มีรูปภาพ)

ไก่ฟ้ายักษ์/Aristolochia grandiflora

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Aristolochia grandiflora Sw.
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms
---Aristolochia gigas Lindl.
---Aristolochia gigas var. sturtevantii S.Watson
---Aristolochia pichinchensis Pfeifer
---Aristolochia sturtevantii (S.Watson) Mottet
---Howardia foetens Klotzsch
---Howardia grandiflora (Sw.) Klotzsch
ชื่อสามัญ---Dutchman's Flower, Pelican Flower, Poisonous hogweed, Swan flower, Dutchman's pipe
ชื่ออื่น---ไก่ฟ้ายักษ์ ไก่ฟ้าพญาลอ ไก่ฟ้าใหญ่ นกกระทุง; [THAI: kai fa yak, kai fa phaya lqr, kai fa yai, nok ka thung.]; [GERMAN: Großblütige Pfeifenwinde.]; [SWEDISH: Pelikanpipranka.]; [SPANISH: alcatraz, bonete de diablo, gueguecho.]
ชื่อวงศ์---ARISTTOLOCHIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---ปานามา คอสตาริก้า นิคารากัว เอลซัลวาดอร์ ฮอนดูรัส เบลิซ กัวเตมาลา เม็กซิโก แคริเบียน เวสต์อินดีส
พืชในเขตร้อนชื้นซึ่งพบได้ในป่าใกล้ลำธารและลำห้วยที่ระดับสูงถึง 600 เมตร
ไม้ เถาเลื้อยเนื้อแข็งขนาดใหญ่ เลื้อยได้ไกล 2-4เมตร ลำต้นเกลี้ยง ใบรูปหัวใจแกมรูปขอบขนาน ขนาดของใบกว้าง6-10ซม.ยาว9-15ซม. ปลายใบแหลมโคนใบเว้าตื้นแผ่นใบสีเขียวเข้ม เส้นใบหลักสีเขียวอ่อน ดอก เดี่ยวออกตามซอกใบ ดอกตูมรูปร่างคล้ายนกขนาดใหญ่ กลีบรวมเชื่อมติดกัน โคนกลีบสีเขียวอมเหลืองอ่อน เชื่อมติดกันเป็นกระเปาะคล้ายลำตัวนก เมื่อดอกบานปลายกลีบสีม่วงแผ่บานออก ดอกสีเหลืองครีมมีลายตาข่ายสีม่วงแดง ขนาดดอกยาว18-30ซม. และมีหางที่มีความยาวสูงสุด 60 ซม.ดอกมีกลิ่นเหม็น ผลรูปทรงกระบอกเมื่อแก่แตกออก เมล็ดรูปสามเหลี่ยมแบน
ใช้ประโยชน์---พืชที่เก็บเกี่ยวจากป่าและใช้ในการแพทย์แผนโบราณ
-ใช้เป็นยา ในโคลัมเบียใช้เพื่อรักษางูกัด และยังใช้เป็นยาปฏิชีวนะ
-ใช้ปลูกประดับได้รับการปลูกเป็นไม้ประดับ สายพันธุ์นี้และสายพันธุ์อื่นของ  Aristolochia ยังปลูกเป็นพืชอาหารสำหรับผีเสื้อหางแฉกเขตร้อน
ระยะออกดอก---เดือนธันวาคม-มีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำกิ่ง

ไกรกรัน/Jasminum annamense  subsp annamense

ชื่อวิทยาศาสตร์---Jasminum annamense Wernham subsp annamense
ชื่อพ้อง---
Jasminum plumosum Kerr
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ไกรกรัน
ชื่อวงศ์---OLEACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- ลาว ไทย เวียตนาม                                                                                                         ไม้ เลื้อยอายุหลายปี เลื้อยได้ไกล 3-6เมตร ตามกิ่งก้านมีขนปกคลุมหนาแน่น ใบรูปไข่ยาว8-12ซม. ช่อดอกออกที่ปลายยอด ขนาด5-8ซม.สีขาวมีดอกย่อยจำนวนมากลักษณะเด่นคือมีกลีบเลี้ยงเรียวแหลมและยาว มาก ก้านช่อดอกยาวและมีขนปกคลุมหนาแน่นแต่ละต้นออกดอกในเวลาใกล้เคียงกัน ทยอยบานเพียงวันเดียวแล้วโรย ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆโชยไปไกลตลอดวัน และแรงขึ้นในช่วงพลบค่ำ ไกรกรัน เป็นมะลิพื้นเมืองของไทย มีถิ่นกำเนิดอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังไม่พบปลูกเลี้ยงเป็นไม้ประดับ เป็นพรรณไม้ที่ให้ดอกดกและทนแล้ง สามารถปลูกได้คามพื้นราบทั่วไป แล้วทำซุ้มให้เลื้อยขึ้นได้ แต่ต้องมีการตัดแต่งอยู่เสมอเนื่องจากมียอดเลื้อยยาวได้เร็ว
ระยะออกดอก---เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการ เพาะเมล็ดและปักชำกิ่ง

ขางครั่ง/Dunbaria bella

ชื่อวิทยาศาสตร์---Dunbaria bella Prain.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Dunbaria longeracemosa Craib.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ขางครั่ง (ลำพูน), ดอกครั่ง(เชียงใหม่), เถาครั่ง(เลย). ; [THai: khaang khrang (Lamphun)., dok khrang (Chiang Mai).; taow khrang (Loei).]
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พม่า ไทย กัมพูชา ลาว เวียตนาม

 

ไม้เถาล้มลุกเลื้อยพันต้นไม้อื่น ลำต้นกลม เถาอ่อนสีเขียว เถาแก่สีเขียวอมน้ำตาลเข้มยาวประมาณ 3-5 เมตร ลำต้นมีขนละเอีนดยาวประมาณ 1 มม. ใบประกอบขนนกแบบใบย่อย3ใบ ใบย่อยรูปรีแกมขอบขนาน กว้าง1.5-5ซม. ยาว4-12ซม.ปลายและโคนใบมน ก้านใบรวมยาว 1-2.9 ซม.แผ่นใบหนาเหนียวคล้ายแผ่นหนังนุ่ม หน้าใบและหลังใบมีขนละเอียดสั้น ๆ ปกคลุมหนาแน่น ขอบใบมีรอยหยักแบบขนครุย ดอก สีม่วงดำแกมเหลือง ดอกออกที่ตาข้างช่อดอกแบบช่อกระจะ ยาว 6 -14 ซม. ดอกย่อยรูปดอกถั่วขนาด1-1.5 ซม.จำนวนมาก กลีบเลี้ยงโคนเชื่อมกัน ปลายกลีบแยก5กลีบ กลีบดอก5กลีบ กลีบบนสีม่วงดำคลุมกลีบอื่น กลีบข้าง2กลีบสีเหลืองรูปไข่กลับ  กลีบคู่ล่างเชื่อมกันสีเหลือง ส่วนปลายเรียวและบิดโค้งขึ้นเป็นงวง ผลเป็นฝักแบนรูปขอบขนานกว้าง0.8-1ซม.ยาว5-8ซม.มีขนคลุม และปลายเรียวแหลม เมล็ดกลมขนาดเล็ก
ใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าใช้เป็นอาหารและยา
-ใช้กิน ช่อดอก ใบอ่อนกินเป็นผัก
-ใช้เป็นยา ยาพื้นบ้านล้านนาใช้ใบหรือรากผสมใบโผงเผง บดเป็นผงละเอียดปั้นเป็นยาลูกกลอนกินแก้ไข้
-อื่น ๆ เป็นแหล่งอาหารสัตว์ตามธรรมชาติ สำหรับแทะเล็มของโค-กระบือ
ระยะออกดอก/ติดผล---พฤษภาคม –กรกฎาคม/กรกฎาคม – สิงหาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ

ข้าวสารค่าง/Cardiopteris quinqueloba


ชื่อวิทยาศาสตร์---Cardiopteris quinqueloba (Hassk.) Hassk.
ชื่อพ้อง---Has 9 Synonyms

-Basionym: Peripterygium quinquelobum Hassk. -Cardiopteris rumphii Baill.
-Cardiopteris hamulosa Griff. -Cardiopteris subhamata Wall. ex Baill.
-Cardiopteris javanica Blume -Peripterygium platycarpum (Gagnep.) Sleumer
-Cardiopteris lobata Wall. ex Benn. & R.Br. -Sioja sanguinaria Buch.-Ham. ex Wall.
-Cardiopteris platycarpa Gagnep.

ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ข้าวสารค่าง, ขะล๊านข่าง(ชุมพร); ตุ๊กตู่(ชลบุรี); ผักแต๋นแต้(ลพบุรี); หวี่หวี่; อีหวี่(ปราจีนบุรี) ; [THAI: kha lan khang, khao san khang (Chumphon); tuktu (Chon Buri); phak taen tae (Lop Buri); wiwi, i wi (Prachin Buri).]
ชื่อวงศ์---CARDIOPTERIDACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียใต้ถึงเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียกระจายไปยังประเทศจีน (ยูนนาน, กวางสี) และ Malesia พบบริเวณป่าผลัดใบ ป่าไผ่ ตามที่รกร้างที่ระดับความสูงจากน้ำทะเล ถึง 600 เมตร
ไม้เถาเลื้อยพัน ลักษณะทุกส่วนมียางสีขาว ลำต้นค่อนข้างแบน ยาว 2-5 เมตร ใบเดี่ยวออกเรียงวน รูปไข่กว้างเป็นส่วนใหญ่ แผ่นใบเรียบ โคนใบเว้ารูปหัวใจ ปลายใบแหลมหรือมน ขนาดกว้าง4-7ซม.ยาว6-12ซม. ดอกเล็กสีขาวออกเป็นช่อขนาดยาว3-8ซม. ดอก ย่อยเรียงออกด้านเดียว ซึ่งทำให้ช่อดอกโน้มไปด้านหนึ่งและมักจะม้วนงอ ผลสีเขียวรูปไข่กลับแกมรีลักษณะแบนมีปีก2ปีกมีเส้นแขนงละเอียดเรียงขนานกัน กว้าง1-2ซม.ยาว1.5-3ซม.ที่ส่วนปลายสุดของบยอดเกสรเมียที่คงความเขียวอยู่ได้ นานเห็นชัด มีเมล็ด1เมล็ด
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ตำรายาพื้นบ้านล้านนา ใช้ใบข้าวสารค่าง ตำผสมกับเหง้าไพลและมันหมูห่อใบตอง หมกไฟ ใช้ประคบรักษาโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อรา
ระยะออกดอก/ติดผล---กรกฎาคม-กันยายน/พฤศจิกายน-มกราคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

เขี้ยวกระจง/Fagerlindia sinensis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Benkara sinensis (Lour.) Ridsdale.
ชื่อพ้อง---Fagerlindia sinensis (Lour.) Tirveng.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---เขี้ยวกระจง, คัดเค้าเล็ก(ขอนแก่น) เขี้ยวจง(นครศรีธรรมราช),คัดเค้าหนู(ระยอง),ลิเทียน(ยะลา) ; [THAI: khiao kra chong, khat khao lek (Khon Kaen); khiao chong (Nakhon Si Thammarat); khat khao nu (Rayong); yo tha ka (Prachuap Khiri Khan); li thuean (Yala); [CHINESE: le qian.]
ชื่อวงศ์---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน, ไต้หวัน, ไทย, เวียดนาม,ญี่ปุ่น
พบใน จีน( ฝูเจี้ยน, กวางตุ้ง, กวางสี, ไหหลำ, ไต้หวัน, ยูนนาน) ญี่ปุ่น [Nansei-shoto (หมู่เกาะริวกิว)], ไทย, เวียดนาม ขึ้นตาม ป่า ขอบป่า บนเนินเขา บนภูเขาหรือในทุ่งนา ใกล้ระดับน้ำทะเลถึง 1200 เมตร
ประเทศไทย พบในป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกและภาคใต้ ที่ระดับความสูงตั้งแต่ระดับน้ำทะเลถึง400เมตร
ไม้พุ่มรอเลื้อยขนาดเล็กเลื้อยไต่ได้เล็กน้อยไปไม่ไกลพุ่มสูง1.5เมตร แตกกิ่งต่ำบริเวณพื้นดินมีหลายลำต้น มีหนามแหลมแข็งตามลำต้นและกิ่ง ใบเดี่ยวออกตรงข้ามรูปไข่หรือรูปรี ยาว6-10ซม.ผิวใบเรียบเป็นมันทั้งสองด้าน ดอกเดี่ยวมี2-4ดอกออกที่ปลายยอดหรือซอกใบใกล้ปลายยอด กลีบดอกบางสีขาวมี5กลีบ เมื่อบานเต็มที่ขนาด2.5-3ซม มีกลิ่นหอม ผลกลมขนาด8-12 มม. เมื่อสุกสีดำมีเมล็ดขนาด5 มม.1เมล็ด
ระยะออกดอก---กุมภาพันธ์-มีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง

เขี้ยวงู/Jasminum decussatum

ชื่อวิทยาศาสตร์---Jasminum decussatum Wall. ex G.Don
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Jasminum puberulum Ridl.
ชื่อสามัญ--None
ชื่ออื่น---เขี้ยวงู, มะลิเขี้ยวงู(ภาคใต้),มะลิป่า(นครราชสีมา),,กรงจัน(เหนือ) ; [THAI: khiao ngu, mali khiao ngu (Peninsular); mali pa (Nakhon Ratchasima); krong chan (Northern).]
ชื่อวงศ์---OLEACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พม่า ไทย มาลายา สุมาตรา
พบที่พม่า คาบสมุทรมลายู สุมาตรา ในไทยพบทางภาคเหนือที่แม่ฮ่องสอน ภาคกลางที่สระบุรี และกระจายทั่วไปทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ และภาคใต้ ขึ้นตามชายป่าหรือป่าโปร่ง ความสูงถึงประมาณ 700 เมตร
ไม้ เลื้อยเนื้อแข็ง เลื้อยไกล 3-7เมตร ลักษณะ แตกกิ่งน้อย เลื้อยยืดยาว ปลายกิ่งมีขนอ่อนนุ่มปกคลุม ใบเดี่ยวออกตรงข้ามเป็นคู่ รูปรีแกมรูปขอบขนาน ยาว 5-11 ซม.ปลายแหลมหรือแหลมยาว โคนรูปลิ่มกว้างหรือกลม ก้านใบยาว 0.6-1.6 ซม. แผ่นใบบางและเหนียว ด้านล่างใบมีขนปกคลุมหนาแน่น ช่อดอกออกแน่นและใหญ่ ออกที่ปลายกิ่ง สีขาวหม่น ขนาดเส้นผิานศูนย์กลางช่อ5-10ซม. มีใบประดับรูปแถบ ยาวได้ถึง 1 ซม. ดอกย่อยขนาด 2ซม. มีกลีบดอก 7-8 กลีบ รูปใบหอก มีดอกจำนวนมาก บานพร้อมกัน ดอกบานวันเดียวและร่วง ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆตลอดวัน และหอมแรงช่วงพลบค่ำถึงกลางคืน ผลรูปรีกว้าง ยาวประมาณ 1 ซม.
ระยะออกดอก---ธันวาคม-เมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ ตอนกิ่ง


เขี้ยวงูเล็ก/ Jasminum nervosum

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Jasminum nervosum Lour.
ชื่อพ้อง---Has 10 Synonyms

-Jasminum elegans (Hemsl.) Yamam. -Jasminum smalianum Brandis
-Jasminum finlaysonianum Wall. ex G.Don -Jasminum stenopetalum Lindl.
-Jasminum hemsleyi Yamam. -Jasminum subtriplinerve Blume
-Jasminum lindleyanum Blume -Jasminum trinerve Roxb.
-Jasminum silhetense Blume -Jasminum trineuron Kobuski

ชื่อสามัญ---Wild kunda
ชื่ออื่น---เขี้ยวงูเล็ก(ชุมพร),มะลิไส้ไก่(ภาคเหนือ),แส้วดง(ลำปาง), เขี้ยวงู,มะลิย่าน,ลิย่าน (สุราษฎร์ธานี), มะลิดิน(ทั่วไป) ; [THAI: khiao ngu lek (Chumphon); mali sai kai (Northern); saeo dong (Lampang); khiao ngu, mali yan, li yan (Surat Thani); mali din (General).]; [HINDI: Kunda.]; [MANIPURI: Warakki Kundo.] ; [TELUGU: Kundamu malle.][CHINESE: Shān sù yīng, Qīng téng zǐ.]; [VIETNAM: Nhài gân, Dây vằng, Nhài mạng.]
ชื่อวงศ์---OLEACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน อินเดีย เนปาล บังคลาเทศ พม่า ไทย กัมพูชา ลาว เวียตนาม คาบสมุทรมาเลเซีย
มีถิ่นกำเนิดทางตะวันออกของเทือกเขาหิมาลัยไป(อินเดีย เนปาล บังคลาเทศ)ยัง จีน(กวางตุ้ง, กวางสี, กุ้ยโจว, ไหหลำ, ไต้หวัน, ทิเบต, ยูนนาน) ผ่าน  พม่า ไทย กัมพูชา ลาว เวียตนาม ถึงคาบสมุทรมาเลเซีย (เคดาห์) ขึ้นตามพื้นที่ป่าค่อนข้างชื้น ตามที่ลาดชัน ป่าเบญจพรรณ ที่ระดับความสูงถึง 2,000 เมตร
ประเทศไทยพบตาม ป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง และป่าเบญจพรรณ ในระดับความสูง 300-800เมตรแต่ที่พบในอุทยานแห่งชาติดอยภูคา จังหวัดน่าน พบที่ระดับความสูง 1,300เมตร
ไม้ เถาขนาดเล็กเลื้อยได้ไกล 2-4 เมตร กิ่งยอดขนาดเล็กมีขนสีเขียวนุ่มปกคลุม กิ่งแก่เรียบสีน้ำตาลปนเทา ใบเดี่ยวออกตรงข้ามเป็นคู่ รูปไข่ 2.5-13 × 0.7-6 ซม เนื้อใบบางและเหนียว ขอบใบเรียบ เส้นแขนงใบคู่แรกเป็นร่องเห็นเด่นชัดที่ด้านบนใบ ก้านใบ 2-10 มม ช่อดอกออกปลายกิ่งสีขาว ช่อละ1-3ดอก เมื่อบานขนาด3ซม.มีกลีบเลี้ยงเป็นซี่แหลมยาว มีผลเดี่ยวหรือคู่อยู่ติดกันเป็นคู่ รูปกลมรี มีกลิ่นหอมอ่อนๆทั้งวันและหอมแรงขึ้นช่วงพลบค่ำถึงกลางคืน บานพร้อมกัน วันเดียวร่วง
ใช้ประโยชน์---พืชที่เก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นยาและแหล่งที่มาของวัสดุ
-ใช้เป็นยา ยาต้มจากใบสดใช้ล้างแผลและป้องกันปัญหาผิว ใบที่บดใชัพอกเพื่อรักษาแผลและเต้านมอักเสบ รากแก้ไข้ ในกัมพูชาใช้ทั้งต้นตำพอกแก้งูกัด
-ใช้ปลูกประดับ ปลูกเป็นไม้ประดับซุ้ม มีกลิ่นหอม
-อื่น ๆ เถาใช้สำหรับเครื่องจักสาน ใช้ทำเชือก
ระยะออกดอก/ติดผล---มีนาคม-กรกฎาคม/เมษายน-ตุลาคม
ชยายพันธุ์ ---เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ

เขืองแดง/Smilax siamensis


ชื่อวิทยาศาสตร์---Smilax perfoliata Lour.
ชื่อพ้อง--- Has 4 Synonyms
---Smilax annamensis Rendle
---Smilax laurina Kunth
---Smilax prolifera Roxb.
---Smilax siamensis T.Koyama    
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---กำลังควายถึก(นครศรีธรรมราชม ยะลา),เขืองปล้องสั้น(นครราชสีมา),เครือเดา,เดาน้ำ,สะเดา(เชียงใหม่), ก้ามกุ้ง(อุตรดิตย์),เขืองสยาม,เชืองแดง (กลาง) ; [THAI: kamlang khwai thuek (Nakhon Si Thammarat, Yala); khueang plong san (Nakhon Ratchasima); khruea dao, dao nam, sadao  (Northern); kam kung (Loei, Uttaradit); khueang sayam, khueang daeng (Central).]; [ASSAMESE: Bagh-achora-lata.]; [MALAYALAM: Paichooral.]; [SINHALA:maha kabarasa.]; [CHINESE: Chuān qiào bá qiā.]; [VIETNAM: Côm lang, Dây chông chông.]
ชื่อวงศ์---SMILACACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- อนุทวีปอินเดีย จีน อินโดจีน  
พบในเทือกเขาหิมาลัย อินเดีย บังคลาเทศ  เนปาล ศรีลังกา จีน(ไหหลำ)  ไต้หวัน  พม่า ไทย กัมพูชา ลาว เวียดนาม พบตามป่าดิบ บนพื้นที่จากระดับน้ำทะเลจนถึงสูงประมาณ 1,500 เมตร ในประเทศไทยพบได้ทุกภาค
ไม้ เถาเลื้อยพันขนาดใหญ่  เถากลม หรือเป็นเหลี่ยมมนเกลี้ยง หรือมีหนามโค้งประปราย หนา 0.3-1.2 ซม. ช่วงระหว่างข้อยาว 8-25 ซม.ยาวได้ถึง 2-8 เมตร ลำต้นสีเขียวอ่อน ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปวงรีหรือวงรีแคบ กว้าง 3-12 ซม.ยาว 6-20 ซม.ปลายแหลม โคนมน หรือค่อนข้างแหลม แผ่นใบหนา มีนวลเล็กน้อย ก้านใบรูปสามเหลี่ยม ยาว 1.5-6 ซม. หูใบรูปไข่กว้าง มีมือเกาะยาว7-20ซม. หูใบกว้าง ดอกช่อออกที่ก้าน แยกเพศอยู่ต่างต้น  ออกตามโคนหรือตอนกลางกิ่ง เป็นช่อกระจะรวมที่มีช่อย่อยๆ แบบช่อซี่ร่ม ช่อยาว 1-3 ซม. ส่วนมากมีช่อซี่ร่ม 1-3 ช่อ แต่ในช่อดอกเพศผู้อาจยาวได้ถึง 15 ซม. และมีช่อซี่ร่มได้ถึง 15 ช่อ  ที่โคนของแกนช่อดอกมีใบประดับย่อย รูปไข่ปลายแหลม ยาว 0.8-1 ซม. ก้านช่อดอกแข็ง ยาว 2-5 ซม. ช่อซี่ร่มเส้นผ่านศูนย์กลาง 3-5 ซม. มีดอกย่อย 20-70 ดอก ก้านช่อยาว 0.7-1.5 ซม. วงกลีบรวม 6 กลีบ แยกจากกัน เรียงเป็น 2 วง ดอกเพศผู้กลีบรวมยาวประมาณ 6 มม. เมื่อดอกบานกลีบโค้งลง กลีบรวมวงนอกรูปขอบขนาน ปลายมน กว้างประมาณ 1 มม. กลีบรวมวงในแคบกว่าเกสเพศผู้ 6 อัน ดอกเพศเมียกลีบรวมรูปไข่แกมรูปใบหอก ยาว 4-5 มม. เมื่อดอกบานกลีบกางตรง กลีบรวมวงนอกกว้างประมาณ 1 มม. กลีบรวมวงในแคบกว่า รังไข่รูปรี อยู่เหนือวงกลีบ มี 3 ช่อง ก้านเกสรเพศเมียสั้น ยอดเกสรเพศเมียมี 3 แฉก มีเกสรเพศผู้ไม่สมบูรณ์รูปคล้ายเข็ม 3 อัน ยาว 1-2 มม. ผลเนื้อนุ่ม รูปกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 1-1.2 ซม. เมื่อสุกสีแดง มี 1-2 เมล็ด เมล็ดสีแดงเข้ม รูปไข่กลับเกือบกลม กว้างยาวประมาณ 5 มม.http://www.rspg.or.th/plants_data/plantdat/smilacac/sperfo_2.htm
ใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้เป็นอาหารและยา
-ใช้กิน ผลสุกกินได้  ช่อดอกใช้ลวก กินเป็นผัก ยอดอ่อน ใบอ่อนกินสดเป็นผัก ผลอ่อนใส่แกงส้มใฝ
-ใช้เป็นยา เถา หัว เปลือก ใช้บำรุงร่างกาย -เถาและหัว ใช้เป็นยาบำรุงกำหนัด-เปลือกใช้เป็นยาบำรุงโลหิต ใช้เป็นยาแก้อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย -รากเหง้าใช้ปรุงเป็นยาแก้ต่อมน้ำเหลืองภายใน ขับต่อมน้ำในร่างกาย
ระยะออกดอก/ติดผล---กรกฏาคม-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

คดสัง/Combretum trifoliatum


ชื่อวิทยาศาสตร์---Combretum trifoliatum Vent.
ชื่อพ้อง---Has7 Synonyms
---Cacoucia lucida (Blume) Hassk.
---Cacoucia trifoliata (Vent.) DC.
---Combretum bellum Steud.
---Combretum lucidum Blume
---Combretum subalternans Wall. [Invalid]
---Combretum undulatum Wall. [Invalid]
---Embryogonia lucida (Blume) Blume
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---คดสัง,ย่านตุด(สุราษฎร์ธานี), จุด(ภาคใต้),เบน(ขอนแก่น),เปื่อย(นตรพนม),หญ้ายอดดำ (ภาคเหนือ); [THAI: khot sang, yan tut (Surat Thani);  chut (Peninsular); ben (Khon Kaen); pueai (Nakhon Phanom); ya yot dam (Northern).]; [VIETNAM: Trâm Bầu Ba Lá.]
ชื่อวงศ์---COMBRETACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
พบใน พม่าไทย กัมพูชา ลาว เวียดนาม มาเลเซียอินโดนีเซียไปยังออสเตรเลีย ขึ้นในที่ชุ่มชื้นตามสองฝั่งแม่น้ำหรือที่ราบน้ำท่วมถึง ในประเทศไทยพบได้ทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และทางภาคใต้
ไม้ เถาหรือไม้พุ่มรอเลื้อย สูง 3-5 เมตร ตามกิ่งอ่อนมีขนนุ่มสีน้ำตาลแกมเหลืองขึ้นปกคลุม เมื่อแก่ขนจะหลุดร่วงไป ใบเดี่ยวออกที่ข้อเดียวกัน ใบรูปรีหรือรูปใบหอก ปลายใบแหลมมีติ่งสั้น โคนใบมนหรือค่อนข้างกลมเล็กน้อย ใบมีขนาดกว้าง 3-5.5 ซม.ยาว 8-16 ซม. เนื้อใบหนาเกลี้ยง ก้านใบสีน้ำตาลดำยาว4-7 มม.
ดอกออกเป็นช่อกระจายตรงปลายยอดหรือตามง่ามใบ ช่อดอกยาวประมาณ 8-20 ซม. ดอกสีขาวแกมเหลือง กลิ่นหอม ผลแห้งแข็งไม่มีก้านมีสัน5สันขนาด กว้าง 1-1.5ซม.ยาว 3-3.5 ซม.  ผิวเกลี้ยงผลแก่สีน้ำตาลดำและเป็นมัน มีครีบปีกแข็ง 5 ปีก หรืออาจพบแบบ 4 หรือ 6 ปีกได้บ้าง โดยปีกจะมีขนาดกว้างประมาณ 3-4 มม.
ใช้ประโยชน์---พืชถูกรวบรวมจากป่าเพื่อใช้ในยาแผนโบราณ
-ใช้กิน ยอดอ่อน ใบอ่อน กินเป็นผัก
-ใช้เป็นยา ผลนำมาผสมกับเมล็ดข้าวโพดทำให้สุก ปั้นเป็นลูกกลอน ใช้เคี้ยวเป็นยาบำรุงและรักษาเหงือก รากใช้ปรุงเป็นยาชง รักษาอาการตกขาว และยังใช้ชำระล้างอวัยวะสืบพันธุ์ทั้งต้นใช้เป็นยารักษาโรคบิดและเป็นยาขับพยาธิ
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด (อยู่ได้หลายปีโดยไม่เสื่อมสภาพในการงอก) 

                
คันธุลี/Tyrophora indica


ชื่อวิทยาศาสตร์---Tylophora indica (Burm. f.) Merr.
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Apocynum reticulatum Lour.
---Asclepias asthmatica L.f.
---Cynanchum indicum Burm.f.
---Tylophora asthmatica (L.f.) Wight & Arn.
ชื่อสามัญ---Indian Sarsaparilla, Panacea Twiner, Indian ipecac,Snake Gourd,Indian Ipecacuahna.
ชื่ออื่น---คันธุลี,เถาหนัง(สุราษฎร์ธานี),ขุนพูม(นครพนม),ท้าวพันราก,หน่วยไส้เดือน(ชุมพร),เลอตู(นราธิวาส) ; [THAI: khan thu li, thao nang  (Surat Thani); khun phun (Nakhon Phanom); thao phan rak, nuai sai duean (Chumphon); loe tu (Narathiwat).]; [ASSAMESE: Antamul, Anantamul.]; [BENGALI: antomula.]; [HINDI: Antamul, Jangli Pikvam.]; [KANNADA: Aadumuttada Gida, Antamula.]; [MALAYALAM: Vallipaala, Vallippala, Nansjera-patsja.]; [MARATHI: Pitthakaadi, Khadari, Pitvel.]; [ORIYA: Mendi, Mulini.]; [TAMIL: kalutai-p-palai.]; [SANSKRIT: Shwasaghni, Lataksiri, Arkaparni.]
ชื่อวงศ์---ASCLEPIADACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อนุทวีปอินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
พบในอินเดีย ศรีลังกา ไทย มาเลเซีย เวียดนาม พบได้ทั่วไปในที่ราบป่าไม้เนินเขา ตามแนวชายฝั่งบนดินทรายโดยเฉพาะบนเนินทรายที่มีความเสถียรและในสวนมะพร้าว ที่ระดับความสูง 900 -1,260 เมตร  
ไม้ เลื้อยพันต้นไม้อื่น ทุกส่วนมีน้ำยางสีขาว เลื้อยได้ไกล1.5 เมตรใบเดี่ยวรูปหอกแกมขอบขนาน ออกเรียงสลับกันปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบสีเขียว ขนาดใบกว้าง 1-1.5 ซม.ยาว 8-13 ซม.ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบ ดอกย่อยขนาดประมาณ 1.5 ซม.กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นถ้วยสีครีมมีลายสีม่วงผลเป็นฝักคู่ภายในเมล็ดรูปไข่แบน มีขนยาวสีขาวจำนวนมาก
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นแหล่งของเส้นใยและยารักษาโรค
-ใช้เป็นยา ใช้เป็นยาพื้นบ้านในบางภูมิภาคของอินเดียสำหรับการรักษาโรคหอบหืด โรคหลอดลมอักเสบ, ภูมิแพ้, โรคไขข้อ โรคผิวหนัง โรคสะเก็ดเงิน -ใบและรากใช้ขับเสมหะ รักษาโรคภูมิแพ้,  โรคบิด, ไข้ละอองฟางและโรคข้ออักเสบ -ใบแห้งเป็นยาขับปัสสาวะ
-อื่น ๆ เส้นใยได้จากเถา- รากใช้เป็นสารกันบูดตามธรรมชาติที่ดีของอาหาร
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด

คำผีแปง/Caesalpinia minax


ชื่อวิทยาศาสตร์---Caesalpinia minax Hance
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Caesalpinia morsei Dunn
---Caesalpinia globulorum sensu
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---คำผีแปง(เชียงใหม่),, เถาขี้แฮด(เชียงใหม่-แพร่),, มะดำ(ภาคเหนือ); [THAI: kham phi paeng (Chiang Mai); khi haet (Chiang Mai, Phrae); ma dam (Northern).]; [CHINESE: hui jia yun shi, Nán shé lēi.]    
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย จีนตอนใต้ พม่า อินโดจีน ไต้หวัน

    

พบในจีน (ฝูเจี้ยน (เพาะปลูก), กวางตุ้ง, กวางสี, กุ้ยโจว, เสฉวน, ไต้หวัน, ยูนนาน) อินเดีย, ลาว, พม่า, ไทย, เวียดนาม ขึ้นตามหุบเขาริมลำธารที่ระดับ 100-1500 เมตร
ประเทศไทยพบเฉพาะป่าดิบทางภาคเหนือ
ไม้ เถา ลำต้นกิ่งก้านมีหนามแหลมใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น ออกตรงข้ามยาวถึง 46 ซม. ใบย่อย6-12คู่ รูปรีแกมขอบขนาน กว้าง1-1.8ซม.ยาว2.5-4ซม.โคนใบเบี้ยว หูใบรูปขอบขนานยาว0.8ซม.ดอก สีขาวอมเหลืองจางๆ ออกเป็นช่อเดี่ยว หรือแตกแขนงที่ปลายยอด ดอกย่อยมีจำนวนมาก ขนาด1-2 ซม. กลีบรองดอก5กลีบขนาดไม่เท่ากัน กลีบดอก5กลีบขนาดไม่เท่ากัน รูปค่อนข้างกลม กลีบบนสีออกแดงมีขนาดเล็ก ผลเป็นฝัก รูปรีแกมขอบขนาน กว้าง 4-4.5 ซม.ยาว 10-15 ซม.ฝักอ่อนสีเขียวมีขนปกคลุมหนาแน่น เมื่อแก่ขนจะแข็งเป็นหนาม สีน้ำตาลดำ แตกตามรอยตะเข็บข้าง  เมล็ด 4-8เมล็ด รูปไข่เว้าเล็กน้อยด้านหนึ่ง
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา เมล็ดของ Caesalpinia minax Hance ที่เรียกว่า 'Ku-Shi-Lian' (KSL) ในประเทศจีนถูกนำมาใช้เป็นยาพื้นบ้าน สำหรับการรักษาโรคไข้หวัดไข้รูมาตอยด์และโรคบิดมานานหลายร้อยปี
ระยะออกดอกติดผล---ตลอดปี   
ขยายพันธุ์---ด้วยเมล็ด                                                                                                                   

คุย/Willughbeia edulis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Willughbeia edulis Roxb.
ชื่อพ้อง---Has 10 Synonyms

-Ambelania edulis (Roxb.) J.Presl -Willughbeia cochinchinensis (Pierre) K.Schum.
-Ancylocladus cochinchinensis Pierre -Willughbeia curtisiana (Pierre) K.Schum.
-Ancylocladus curtisianus Pierre -Willughbeia dulcis Ridl.
-Ancylocladus edulis (Roxb.) Kuntze -Willughbeia gudara Steud. [Invalid]
-Pacouria roxburghii Kostel. -Willughbeia martabanica Wall.

ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---คุกะตังกะติ้ว(ภาคกลาง),คุยช้าง,คุยกาย(ปราจีนบุรี),คุยหนัง(ระยอง),หมากยาง(ศรีสะเกษ; [THAI: katang ka tio (Central); khui chang, khui kai (Prachin Buri); khui nang (Rayong); mak yang (Si Sa Ket).]; [INDIA: gedraphol, leng-tenga, bel-tata.]; [MALAY: Akar Jitan.]; [INDONESIA: Kubal Madu.]; [MYANMAR: talaing-no.]; [CAMBODIA: kuy.]; [VIETNAM: Guồi.]
ชื่อวงศ์---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย บีงคลาเทศ พม่า ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์
พืชเขตร้อนชื้นที่ลุ่มมีถิ่นกำเนิดในอนุทวีปอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบในบังคลาเทศ อัสสัม พม่า ไทย มาเลเซีย กัมพูชา ลาว เวียดนาม ในประเทศไทย พบตามป่าดิบแล้ง ชายป่าดิบชื้น ทั่วทุกภาคในระดับความสูง 50-400เมตร
ไม้เถาเนื้อแข็งรอเลื้อยขนาดใหญ่เลื้อยได้ไกล 10-15 เมตร แตกกิ่งก้านสาขาจำนวนมาก  มีมือเกาะ เปลือกเถาเรียบสีดำหรือ น้ำตาลเข้ม ทุกส่วนของลำต้นมียางสีขาวข้นหรือเหลืองอ่อน ใบเดี่ยวออกตรงข้ามสลับตั้งฉากเป็นคุ๋ไปตามข้อต้น ใบรูปรีแกมขอบขนาน กว้าง12ซม.ยาว3.7-14ซม.ปลายใบเรียวแหลม โคนใบรูปลิ่มถึงมน แผ่นใบหนาสีเขียวเข้ม ก้านใบยาว 1-2ซม.ช่อดอกออกที่ซอกใบและปลายยอด เป็นช่อสั้นๆสีขาวหรือเหลือง มีดอกย่อย5-6ดอก กลีบดอก5กลีบ บานบิดเวียนสีเหลือง ขนาดดอกบาน 2.2.5 ซม.มีกลิ่นหอม ผลเป็นผลสด ทรงกลมหรือรูปไข่ ขนาด6-7ซม.สีเหลืองถึงส้ม เมล็ดรูปไข่ผิวเกลี้ยง ขนาด1.2-1.6x1.9-2.8 ซม.  
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ผลดิบ-สุก ผลดิบมีรสเปรี้ยวฝาด ผลสุกมีเนื้อในรสหวานกินได้
-ใช้เป็นยา ผลแห้งย่างไฟ บดทาแผล เถาและรากมีรสฝาด แก้มือเท้าอ่อนเพลีย ต้มดื่มแก้บิด แก้โรคตับ แก้โรคคุดทะราด แก้เจ็บคอ เปลือกต้นมีรสฝาด ต้มดื่มแก้ปวดศีรษะ ยางมีรสฝาดร้อน ทาแผล แก้คุดทะราด รากใช้ภายในเพื่อรักษาโรคดีซ่านและท้องร่วง
-อื่น ๆ รากสามารถใช้เป็นสีย้อมสีแดง -คนพื้นเมืองใช้ยางดักนก โดยเอายางนี้ไปทาไว้ตามแหล่งที่นกจะมาเกาะหรือทาไม้แล้วนำไปปักไว้ เมื่อนกมาเกาะหรือผ่านขนจะติดจนดิ้นไม่หลุด
ระยะออกดอก/ติผล--- กันยายน-ตุลาคม/กรกฎาคม-กันยายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

เครือข้าวมวก/Alyxia siamensis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Alyxia siamensis Craib
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---Long-cyme Alyxia
ชื่ออื่น---เครือข้าวมวก(เชียงใหม่); [THAI: khruea khaw muak.]; [CHINESE: chang xu lian zhu teng.]
ชื่อวงศ์---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน(ยูนนาน) ไทย เวียตนาม
พบในจีน ( กวางตุ้ง, กวางสี, ยูนนาน) ไทย เวียตนาม ในป่าดิบเขาที่ระดับความสูง 250-1,500 เมตร
ในประเทศไทย พบในจ.เชียงใหม่ ตาก หนองคาย ชัยภูมิและตราด ขึ้น อยู่ในป่าดิบชื้นและป่าดิบเขาที่ระดับควมสูง 800-1,500 เมตร มีสถานภาพหายากและใกล้สูญพันธุ์ในถิ่นกำเนิด
ไม้เถาเนื้ออ่อนเลื้อยได้ไกล3-10เมตร ลักษณะทั่วไปของเครือข้าวมวก  เปลือกสีเทาหม่น กิ่งอ่อนมีขนปกคลุมเล็กน้อย กิ่งแก่เรียบ ใบเดี่ยวออกตรงกันข้ามหรือออกเป็นนกระจุกตามกิ่ง3ใบ เนื้อใบหนารูปรีกว้าง 1.7-5.7ซม.ยาว5.2-18.5ซม. โคนใบรูปลิ่มปลายใบเรียวแหลม ด้านบนและด้านล่างของแผ่นใบมีขนปกคลุม ช่อดอกออกเป็นกระจุกที่ซอกใบและปลายยอด มีดอกย่อยจำนวนมากสีขาว ปลายกลีบเรียงวน เมื่อบานมีกลิ่นหอมอ่อน ผลทรงรีกว้าง8 มม.ยาว15มม.
ระยะออกดอก---มิถุนายน-กรกฎาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

เครือเขาแกบ/Bauhnia curtisii

ชื่อวิทยาศาสตร์---Lasiobema curtisii (Prain) de Wit
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Bauhinia calcicola Craib
---Bauhinia curtisii Prain
---Phanera curtisii (Prain) Bandyop. & Ghoshal
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---เครือเขาแกบ(ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ; [THAI: khruea khao kaep (Northeastern).]
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE - CAESALPINIOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---กัมพูชา ลาว มลายู ไทย เวียดนาม

 

พบในภูมิภาคอินโดจีน คาบสมุทรมลายู ประเทศไทยพบทุกภาคตามชายป่าดงดิบ ที่ชื้นแฉะหรือบนเขาหินปูน ที่ระดับความสูง 500เมตร
ไม้ เลื้อยเนื้อแข็งมีเนื้อไม้  ลักษณะกิ่งอ่อนมีขนสั้น ใบเดี่ยวรูปไข่กว้างถึงแกมขอบขนาน ยาว 5-7 ซม.ปลายใบเว้าตื้นโคนใบมนถึงแกมรูปหัวใจ ผิวใบด้านบนเรียบเป็นมัน มีมือเกาะเป็นเส้นโค้งงอ ก้านใบยาว 1-3.5 ซม. ดอกสีเขียวอมเหลืองออกเป็นช่อกระจะตั้งขึ้น ยาวถึง 20 ซม. ดอกย่อยขนาดเล็กประมาณ 0.8 -1 ซม. กลีบรองดอกปลายแยก 2-3 แฉก กลีบดอก 5 กลีบ ขนาดไม่เท่ากัน 2กลีบล่างรูปคล้ายช้อน 3กลีบบนมีลักษณะแคบ โคนกลีบเรียวเล็ก เกสรผู้3อันมี2อันเป็นหมัน มีขนาดเล็ก รังไข่เกลี้ยงไม่มีขน ผลเป็นฝัก กว้าง 1.5 ซม.ยาว 5-6 ซม.ปลายเป็นจงอยโค้งแก่แล้วแตกมีเมล็ดแบน 5-6 เมล็ด ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 ซม
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด

เครือเขาปู้/ Pueraria candollei var. candollei

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Pueraria candollei Graham ex Benth. var. candollei
ชื่อพ้อง---No synonyms are record for this name.
ชื่อสามัญ---Kwao khruea
ชื่ออื่น---เครือเขาปู้, ตาลานเครือ (ลำปาง); [THAI: khruea khao pu, talan khruea (Lampang).]; [FRENCH: Kudzu de Birmanie.]
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---บังคลาเทศ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย พม่า ไทย
พบตามป่าละเมาะ ป่าผลัดใบ บนโขดหิน หินปูน ริมลำธารหรือริมน้ำ ที่ระดับความสูง สูงสุด 1,300 เมตร
มี2ชนิดถูกใช้เป็นแหล่งของ Kwao khruea(กวาวเครือ) ได้แก่
-Pueraria candollei Graham ex Benth. var. candollei พบมากในจังหวัดกาญจนบุรีและลำปาง
-Pueraria candollei Graham ex Benth. var. mirifica (Airy Shew Savat.)-White Kwao khruea(กวาวเครือขาว) พบมากในจังหวัดสระบุรี โดยฝักจะมีขนยาวกว่า
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์โดยทั่วไปคล้ายคลึงกันคือเป็น ไม้ เถาเนื้อแข็งอายุหลายปี มีหัวใต้ดินขนาดใหญ่ ใบประกอบแบบขนนก ชั้นเดียว ใบย่อย3ใบเรียงสลับ  ใบย่อยรูปไข่กว้าง 10-20ซม. ยาว 15-25ซม. ปลายใบแหลมโคนใบรูปลิ่มถึงตัด มีหูใบรูปโล่ ดอกช่อแบบช่อกระจะ แยกแขนง โปร่ง ดอกย่อยรูปดอกถั่ว สีม่วง ฝักเป็นรูปขอบขนานแบน
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา หัวใต้ดินคล้ายมันแกวขนาดใหญ่ เนื้อในสีขาว ใช้เป็นตัวยาหนึ่งในตำรับยาบำรุงร่างกาย บำรุงเนื้อหนังให้เต่งตึง บำรุงอวัยวะสืบพันธุ์และมดลูก -ยาพื้นบ้านอิสานใช้หัวต้มน้ำดี่มบำรุงกำลัง
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด

เครือเขาหนัง/Phanera bassacensis


ชื่อวิทยาศาสตร์---Bauhinia bassacensis Gagnep.
ชื่อพ้อง---Has 8 Synonyms

-Bauhinia bassacensis Gagnep -Bauhinia sanitwongsei Craib
-Bauhinia bracteata sensu Ridl. -Bauhinia sulphurea C.E.C.Fisch.
-Bauhinia detergens Craib -Phanera bassacensis (Gagnep.) de Wit
-Bauhinia fleuryi Gagnep. -Phanera sulphurea (C.E.C.Fisch.) Thoth

ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---เครือเขาหนัง (ลำปาง); ชงโค (ภาคใต้); เถากระไดลิง (ภาคตะวันออกเฉียงใต้); โยธิกา (ภาคใต้) ; [THAI: khruea khao nang (Lampang); chongkho,  yo thi ka (Peninsular); thao kradai ling (Southeastern).]; [VIETNAM: Móng bò hậu giang.]
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (กัมพูชา ลาว มาเลเซีย คาบสมุทรมาเลเซีย ประเทศไทยและเวียดนาม)  เติบโตในป่าดิบชื้นหรือป่ากึ่งผลัดใบโดยเฉพาะตามชายฝั่งและฝั่งแม่น้ำที่ระดับความสูง 900 เมตร ในประเทศไทยพบทางภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้ ขึ้นตามชายป่าดิบแล้ง และป่าดิบชื้น
เถา ไม้เลื้อยขนาดใหญ่เนื้อแข็ง เลื้อยได้ไกล 8-10 เมตร หูใบเป็นติ่งคล้ายหู ยาวประมาณ 6 มม.ใบเดี่ยวรูปไข่ ยาวได้ถึง 20 ซม.ออกสลับ ปลายใบและโคนใบเว้าลึก ออกเป็นใบคู่เหมือนใบแฝด ก้านใบยาว 2-7 ซม. ช่อดอกแยกแขนงยาว 7-13 ซม. และกว้าง 6-15 ซม.  ใบประดับรูปใบหอก ยาวประมาณ 8 มม. ก้านดอกยาวได้ถึง 7 ซม. ออกตามซอกใบและปลายกิ่ง ดอกสีเขียวอ่อนอมเหลือง กลีบดอก5กลีบ กลีบรูปสามเหลี่ยมปลายมน ยาวประมาณ 1 ซม. ก้านกลีบยาว 1-2.5 ซม. เกสรเพศผู้ 2 อัน ก้านชูอับเรณูยาว 1.5-2 ซม. เกสรเพศผู้ลดรูป 7 อัน ยาว 3-9 มม. มีที่เป็นหมันขนาดเล็ก 1 อัน ติดระหว่างเกสรเพศผู้ที่สมบูรณ์ รังไข่มีขนยาว ก้านเกสรเพศเมียยาว 0.7-1 ซม. ฝักรูปใบหอก ยาวได้ถึง 9 ซม. มี 3-5 เมล็ด
ระยะออกดอก---พฤศจิกายน- ธันวาคม   
ขยายพันธุ์---ตอนกิ่ง ปักชำ    

เครือเขาหลวง/Argyreia splendens

ชื่อวิทยาศาสตร์---Argyreia splendens (Hornem.) Sweet
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Basionym: Convolvulus splendens Hornem
---Amphione splendens (Hornem.) Raf.
---Ipomoea splendens (Roxb.) Sims
---Lettsomia splendens Roxb.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---มันฤาษี(ลำปาง); เครือเขาหลวง, เครือเขาหลง,เครือหมาหลง, บ่าน้ำป่า, สีจ้อ(เชียงใหม่); เครือตาปลา(ศรีสะเกษ); ฮ้านผีป้าย(จันทบุรี); [THAI: man rue si, thao wan long, thao wan hloueng, khruea khao hlong, khruea khao luang, khruea ta pla, han phi pai.]; [CHINESE: liang ye yin bai teng.]
ชื่อวงศ์---CONVOLVULCEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย จีน เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
พบในจีน(ยูนนาน) ตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย พม่าและไทย พบในป่าดิบทึบ ที่ระดับความสูง1,000-4,000เมตร
ไม้ เลื้อยพันต้นไม้อื่น อายุหลายปี ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปใบหอกขนาด 12-27 X 5-15 ซม  มีขนสีเงินหนาแน่น ก้านใบยาว 5-15 ซม ใบอ่อนสีน้ำตาลแดง ดอกออกที่ปลายเถาเป็นช่อ มี 4-6 ดอก ดอกย่อยขนาดใหญ่คล้ายดอกผักบุ้ง แต่ละดอกมีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ  กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปกรวย สีขาวและสีม่วง มีรอยพับเป็นรูปดาว5แฉก ภายในสีม่วงสด ปลายกลีบสีม่วงอ่อน ผล รูปค่อนข้างกลม ขนาดประมาณ 1 ซม. ผลอ่อนสีแดงเข้ม แก่เป็นสีดำ มีเมล็ดสีน้ำตาล 4เมล็ด รูปไข่ ขนาด4-5 มม.
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา มีสรรพคุณเป็นสมุนไพร ช่วยรักษาแผล โดยนำต้นมาตำให้ละเอียด ใช้พอกแผล ทำให้แผลหายเร็ว
พิธีกรรม/ความเชื่อ---ชื่อว่าเป็นว่านเสน่ห์เมตตามหานิยม ทำให้ค้าขายดี คนโบราณเกือบทุกภาคนิยมปลูกไว้หน้าบ้าน หากนำเถาแห้งพกติดตัว จะเป็นนะจังงังและนะเมตตาอีกด้วย เถาวัลย์หลงนี้ โบราณว่าไว้ หากเดินป่าแล้วข้ามเถาต้นเถาวัลย์หลง จะทำให้หลงป่า ต้องใช้คาถาเบิกไพรถึงจะกลับออกมาได้
ระยะออกดอก--- สิงหาคม-พฤศจิกายน/กันยายน-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ

เครืองูเห่า/Toddalia asiatica

ชื่อวิทยาศาสตร์---Toddalia asiatica (L.) Lam
ชื่อพ้อง---Has 8 Synonyms

-Aralia labordei H.Lév. -Toddalia floribunda Wall.
-Paullinia asiatica L. -Toddalia nitida Lam.
-Toddalia aculeata Pers. -Toddalia rubricaulis Roem. & Schult.
-Toddalia angustifolia Lam. -Toddalia tonkinensis Guillaumin

ชื่อสามัญ---Forest pepper, Forest-Pepper, Wild orange tree, Lopez tree
ชื่ออื่น---เครืองูเห่า(ตะวันออกเฉียงเหนือ),ผักแปมป่า(ภาคเหนือ),เล็บรอก(ประจวบคีรีขันธ์),สะบ่าสะเระ(กระเหรี่ยง กาญจนบุรี) ; [THAI: khruea ngu hao (Northeastern); phak paem pa (Northern); lep rok (Prachuap Khiri Khan); sa-ba-sa-re (Karen-Kanchanaburi).]; [AFRIKAANS: ranklemoentjie.]; [CHINESE: Fēilóng zhǎng xuè, XIiao jin teng, You po le, Hua mei tiao.]; [HINDI: Kanj, Jangli mirch.]; [BENGALI: janglee marich, kanta todalli.]; [NEPALI: main kanra.]; [KANNADA: Kaadumenasu, Inasingi.]; [MALAYALAM: kakkattutali.]; [TAMIL: kattu-milaku.]; [TELUGU: mirapa-kandra.]; [SANSKRIT: Sauvarnitvak]; [PHILIPPINES: Dawag (Tag).]; [MALAYSIA: Akar kucing.]; [INDONESIA: Reuy beleketebek (Sundanese); duri kengkeng (Javanese).]; [LAOS: Haux.]; [VIETNAM: Cam núi.]
ชื่อวงศ์--- RUTACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---แอฟริกาตะวันออก มาดากัสการ์ อนุทวีปอินเดีย จีน อินโดจีน ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์


 พืชในเขตร้อนชื้นไปจนถึงเขตร้อน มีถิ่นกำเนิดใน แอฟริกาตะวันออก - เอธิโอเปีย สู่ แอฟริกาใต้ รวมถึงมาดากัสการ์ เรอูนียง; E. เอเชีย - อนุทวีปอินเดีย, จีน, ญี่ปุ่น ผ่าน ไทยลาว กัมพูชา เวียตนามไปยังอินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ พบตามป่าใกล้แม่น้ำหรือลำธาร ป่าทึบและป่าไม้ใกล้ชายฝั่ง ป่าชื้น จากระดับน้ำทะเลถึง 2,400 เมตร
เครือ งูเห่าเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง เลื้อยพาดพันไม้อื่น ยาว 2-20เมตร เถาอ่อนมีหนามแหลมคม เมื่อเถาแก่ก็ทิ้งร่องรอยเขี้ยวเล็บไว้เป็นปุ่มปมแข็ง ใบเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ มีใบย่อยสามใบ รูปขอบขนานแกมไข่กลับ กว้าง1-2.5ซม.ยาว3-8ซม. ผิวใบมีจุดต่อมน้ำมันกระจายอยู่ทั่วไป ดอกออกเป็นกระจุกที่ปลายกิ่งสีเหลืองแกมเขียว  ผลกลมสีเขียวเมื่อสุกสีส้ม
ใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารยาและแหล่งของสีย้อมและน้ำมันหอมระเหย บางครั้งได้รับการปลูกเลี้ยงสำหรับใช้เป็นยาและปลูกเป็นรั้ว
-ใช้กิน  ใบและยอดอ่อนนำมากินเป็นผักสด ผลดิบ-ผลถึงจะเล็กแต่ก็มีรสชาดเหมือนส้มผสมมะนาวกินได้ ทุกส่วนของพืชใช้สำหรับปรุงแต่งอาหาร
-ใช้เป็นยา พืชทั้งหมดมีกลิ่นหอม ร้อนและฉุน ใช้เป็นยาชูกำลังที่มีรสขมและมีกลิ่นหอม ใช้เพื่อเพิ่มฟังก์ชั่นการย่อยอาหารและรักษาไข้ ผลไม้ใช้เป็นยาแก้ไอ รากใช้ในการรักษาอาการอาหารไม่ย่อยและไข้หวัดใหญ่ -ใบใช้ในการรักษาโรคปอดและโรคไขข้อ การแช่จะใช้เป็นการรักษาโรคหอบหืด -ในมาดากัสการ์รากและเปลือก ใช้เป็นยาแก้ไข้มาลาเรีย อหิวาตกโรค ท้องเสียและโรคไขข้อ -ในฟิลิปปินส์มีการใช้รากยาต้มต้านอาการท้องร่วงและบำรุงกำลังในช่วงพักฟื้นจากไข้
-อื่น ๆ ในอินเดียใช้สีย้อมสีเหลืองที่สกัดจากราก ที่เรียกว่าโลเปซรูท(Lopez Root)-ใบประกอบด้วย 0.08% ของน้ำมันหอมระเหยที่มีค่า ที่ใช้ในน้ำหอมคุณภาพต่ำ  น้ำมันส่วนใหญ่ประกอบด้วย linalool และ citronellal มีกลิ่นบ่งบอกถึงส่วนผสมของการบูรและตะไคร้
ระยะออกดอก---พฤศจิกายน-มกราคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ

เครือโงบ/Uncaria homomalla


ชื่อวิทยาศาสตร์---Uncaria homomalla Miq.
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Uncaria tonkinensis Havil.
---Uncaria parviflora (Ridley) Ridley
---Uncaria quadrangularis Geddes
---Uruparia homomalla (Miq.) Kuntze
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---เครือโงบ(ทั่วไป),เขาควายแม่ว้อง,เขาควายแม่หลูบ(ลำปาง),เกียวโซ่(ปัตตานี),โงบ,อีโงบ(ประจวบคีรีขันธ์); [THAI: kiao so (Pattani); khao khwai mae wong, khao khwai mae lup (Lampang); ngop, i ngop (Prachuap Khiri Khan).]; [VIETNAM: Câu đằng, Dây móc ó, Dây dang quéo.]; [CHINESE: Hookoe of North Vietnam.]
ชื่อวงศ์---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย จีน จนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
พบในอินเดีย จีนตอนใต้ ไทย ลาว กัมพูชา เวียตนาม มาลายา สุมาตรา ในประเทศไทยมักพบขึ้นตามป่าชื้นที่ความสูงประมาณ 50-1,200 เมตร
ไม้ เถาเลื้อยเนื้อแข็งขนาดกลาง กิ่งก้านสีเขียวส่วนปลายมักเป็นสี่เหลี่ยม มีรูระบายอากาศตามกิ่งใบเดี่ยวออกตรงข้ามเป็นคู่สลับ หลังใบสีเข้มเหลือบมัน ท้องใบจางกว่ามีขนนุ่มแน่น ขนาดกว้าง7-9ซม.ยาว10-14ซม. มีหูใบลักษณะแผ่มน มักพบระยางค์มีลักษณะคล้ายของอ ออกเป็นคู่ตามข้อ ดอกสีขาวครีมมีกลิ่นหอม ออกเป็นช่อกลมแน่น ขนาดดอก3-5ซม.ก้านดอกยาว2-3ซม. ออกตามซอกใบ ผลออกเป็นกระจุกแน่นรูปทรงกลมเปลือกแข็ง ขนาด3-4ซม.
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ยาพื้นบ้านอีสาน ใช้รากเหง้าหัว เป็นยาขับปัสสาวะ แก้นิ่วในไต แก้ปวดหลัง ปวดเอว ตำรายาพื้นบ้านล้านนาใช้ต้นต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้ปวดเมื่อย ในเวียตนาม ใช้ รักษาไข้ ปวดหัว ชัก หูอื้อ ความดันโลหิตสูง ใช้กับเด็กที่เป็นไข้หัด
-ใช้ปลูกประดับ นำมาขึ้นซุ้มไม้เลื้อย เป็นไม้ป่าของไทยส่วนปลายยอดเมื่อขยี้จะมีกลิ่นหอมเย็น
ระยะออกดอก---
ขยายพันุ์---เมล็ด

เครือจักกระทงแดง/Thunbergia hossei


ชื่อวิทยาศาสตร์---Thunbergia hossei C.B. Clarke
ชื่อพ้อง---This name is unresolved.According to The Plant List.Thunbergia hossei C.B. Clarke is an unresolved name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---เครือจักกระทงแดง หนามแน่ดง น้ำแย้น้อย จิงจ้อน้อย นมแน่ดง หนามแน่; [THAI: khruea chak kra thong daeng (Nakhon Ratchasima); chingcho noi (Nakhon Ratchasima); nom nae dong, nam nae dong, nam yae noi, nam nae (Chiang Mai).]
ชื่อวงศ์---ACANTHACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประทศไทย
ไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็งขนาดกลาง  เลื้อยได้ไกล4-6เมตร ใบเดี่ยวรูปรีแคบ ขอบจักฟันเลื่อยห่างๆ  โคนใบเว้า ปลายแหลม แผ่นใบสีเขียว ขนาดใบกว้าง3-4ซม.ยาว5-8ซม.ซม.เส้นใบหลัก3เส้นออกจากโคนใบเห็นเด่นชัด ดอก ออกเป็นช่อกระจะ ห้อยลง ช่อดอกสั้นและดอกมีจำนวนน้อย กลีบดอกสีเหลืองสด ปลายกลีบมีสีแดงเรื่อ โคนกลีบเชื่อมกันเป็นหลอดปลายแยกเป็น5กลีบ ขอบกลีบโค้งไปด้านหลัง เส้นผ่านศูนย์กลางดอก3-3.5ซม. ไม่ติดผล
ชอบดินร่วนระบายน้ำดี แสงแดดปานกลางถึงแดดจัด  
ใช้ประโยชน์---นิยมปลูกประดับซุ้มขนาดใหญ่และมักปลูกได้ดีทางภาคเหนือ
ระยะออกดอก---กันยายน-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---ปักชำ

เครือเทพรัตน์/Thepparatia thailandica


ชื่อวิทยาศาสตร์---Thepparatia thailandica Phuph
ชื่อพ้อง---This name is unresolved.According to The Plant List.Thepparatia thailandica Phuph. is an unresolved name
ชื่อสามัญ--None
ชื่ออื่น---เครือเทพรัตน์ (ทั่วไป) ; [THAI:  khruea theppharat (General).]
ชื่อวงศ์---MALVACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย
สกุล Thepparatia Phuph. อยู่ในเผ่า Gossypieae มีชนิดเดียว ชื่อสกุลตั้งเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
พบทางภาคเหนือที่ตาก เชียงใหม่ ขึ้นตามหุบเขาที่ลาดชันใกล้ลำธารในป่าดิบแล้ง ความสูง 300-700 เมตร
เป็นพืชถิ่นเดียวของไทย พบที่ จ.ตากใกล้ชายแดนพม่า โดย ดร.ราชันย์ ภู่มา นักพฤกษศาสตร์หอพรรณไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช พ.ศ.2548 มีสถานภาพหายากและใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งในถิ่นกำเนิด
ไม้เถาขนาดใหญ่เลื้อยได้ไกลถึง20เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 10-15 ซม.มีขนรูปดาวทุกส่วนของลำต้น ใบเดี่ยวรูปฝ่ามือ มีแฉกตื้น3-5แฉก ขอบใบหยักฟันเลื่อยห่างๆด้านบนของแผ่นใบมีต่อมทั่วไป ขนาดของใบกว้าง7-12ซม.ยาว 6-12ซม.ช่อดอกยาว20ซม.ออกเป็นช่อกระจะห้อยลง ดอกย่อยจำนวนมาก รูประฆัง ริ้วประดับ5-7กลีบติดทน กลีบเลี้ยงและกลีบดอกอย่างละ5กลีบ กลีบดอกสีเหลืองอ่อนหรือสีครีมมีแถบสีแดงรูปไข่กลับ ปลายกลีบม้วนออก ผลแห้งแล้วแตกคามแนวยาวด้านหลัง
ระยะออกดอก---เดือนมีนาคม-เมษายน
การขยายพันธุ์---โดยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่งและปักชำในกะบะพ่นหมอกกลางแจ้ง และเสียบยอดโดยการใช้พู่ระหงเป็นต้นตอ

เครือพูเงิน/Argyreia mollis


ชื่อวิทยาศาสตร์---Argyreia mollis (Burm.f.) Choisy
ชื่อพ้อง---Has 13 Synonyms

-Argyreia acuta Benth. -Ipomoea sericea (L.) Blume
-Argyreia argentata Miq. -Lettsomia argentea Ridl.
-Argyreia championii Benth. -Lettsomia championii (Benth.) Benth. & Hook.f. ex B.D.Jacks.
-Argyreia obtecta (Choisy) C.B.Clarke -Lettsomia hispida Hook. ex Choisy
-Convolvulus mollis Burm.f. -Mouroucoa championii (Benth.) Kuntze
-Convolvulus sericeus L. -Rivea obtecta Choisy
-Ipomoea bracteata J.Graham

ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---เครือพูเงิน(ปราจีนบุรี); ย่านตาน(สงขลา),ชะพะโดนาเด(กะเหรี่ยง-เชียงใหม่)เตรือเขาหลง,ฮ้ามฝีป้ายหลวง,บ่าน้ำป่า(เชียงใหม่); [THAI: khruea poo ngeon, yan tan, khruea khao long, ham phi pai luang, ba nam pa (Chiang Mai); cha-pha-do-na-de (Karen-Chiang Mai).];[CHINESE: yin bei teng.]; [VIETNAM: Thảo bạc che.]
ชื่อวงศ์---CONVOLVULACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินโดจีน และคาบสมุทรมลายู
มีถิ่นกำเนิดอยู่ใน จีน, อินเดีย (หมู่เกาะอันดามัน), อินโดนีเซีย, ลาว, มาเลเซีย, พม่า, ไทย, กัมพูชา, เวียดนาม ถึงเกาะไหหลำและเกาะ Lesser Sunda (บาหลี)  พบตามป่าเบญจพรรณ ริมทาง ริมลำธาร ที่ระดับความสูงถึง1,500เมตร
 ไม้เลื้อยเนื้อแข็งเลื้อยได้ไกลถึง10เมตรกิ่งอ่อนมีขนสีขาวน้ำเงินปนน้ำตาลอ่อน เส้นยาวราบหนาแน่น  ใบเดี่ยวรูปรีแกมขอบขนาน  ด้านบนผิวใบมีขนประปรายใต้ใบมีขนสีขาวเงินนุ่มคล้ายเส้นไหมหนาแน่น ดอกสีม่วงอ่อนหรือชมพู โคนกลีบสีขาวออกเป็นช่อตามซอกใบ 1-5 ดอก ดอกรูปกรวย ปลายแผ่ติดกัน ด้านนอกของโคนดอกมีขนเป็นแฉก ขนาดดอก3.5-4ซม.ผลกลมสีส้มอมแดงเมล็ดสีดำมี4เมล็ด
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ทางสมุนไพรใช้น้ำคั้นจากต้นหยอดตา แก้ตาอักเสบ ใบใช้ตำพอกฝี ในเวียตนามใช้แก้ตาเจ็บ
ระยะออกดอก---ตุลาคม-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

เครือมวกไทย/Alyxia thailandica

ชื่อวิทยาศาสตร์---Alyxia thailandica D.J. Middleton
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---เครือมวกไทย นูดเครือ(ภาคกลาง); [Thai: khruea muak thai, nut khruea (Central).]
ชื่อวงศ์---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย
เครือมวกไทยเจริญเติบโตอยู่ในพื้นที่ระดับสูง อากาศหนาวเย็น ต้องการแดดจัดและความชื้นสูง
เป็น พรรณไม้ถิ่นเดียวที่สำรวจพบครั้งแรกในประเทศไทย โดย J.F.Maxwellชาวอเมริกัน ที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่อยู่ในประเทศไทย จากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เขตจังหวัดนครนายก ที่ระดับความสูง1,400เมตร เมื่อพ.ศ.2517มีรายงานการตั้งชื่อเมื่อปีพ.ศ.2538 ขึ้นอยู่ในป่าดิบเขาที่ระดับความสูง1,000-1,400 เมตร สถานภาพหายากและใกล้สูญพันธุ์ในถิ่นกำเนิด
ไม้ เถาเนื้ออ่อนขนาดเล็ก เลื้อยได้ไกล3-6เมตร กิ่งอ่อนมีขนปกคลุมหนาแน่น กิ่งแก่เรียบ ใบออกเป็นกระจุกตามกิ่ง3-4ใบ เนื้อใบหนารูปรี กว้าง1.2-2.6ซม.ยาว3-7ซม. โคนใบรูปลิ่มปลายใบมน มีขนอ่อนที่เส้นกลางใบ ทั้งด้านบนและด้านล่างของใบ ช่อดอกออกเป็นกระจุกที่ซอกใบมีดอกย่อยจำนวนมากสีขาวปลายกลีบเรียงเวียน เมื่อบานมีกลิ่นหอมอ่อน ผลมีขนาด 5มม.
ระยะออกดอก---เดือนกันยายน-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

เครือมุย/Ceropegia sootepensis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Ceropegia sootepensis Craib.
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---none
ชื่ออื่น---เครือมุย มะมุุยดอย มะเขือแจ้ดิน(เชียงใหม่), ว่านสามพี่น้อง(นครราชสีมา) ; [THAI:  khreau mui, ma mui doi (Chiang Mai); ma khuea chae din (Chiang Mai); wan sam phi nong (Nakhon Ratchasima).]
ชื่อวงศ์---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย
สปีชี่ส์นี้ถูกอธิบายในปี 1911 และตั้งชื่อตามประเภทของ ป่าเปิดและป่าผลัดใบ พบที่ดอยสุเทพ ในจังหวัดเชียงใหม่ภาคเหนือของประเทศไทยซึ่งพบว่ามีการเติบโตที่ระดับความสูงประมาณ 450 เมตร Ceropegia sootepensisอาศัยอยู่ในป่าดิบแล้งที่แห้งแล้ง พบได้ในพม่าและลาว แต่ก็ยังไม่ได้รับการพิสูจน์
ไม้ เลื้อยมีหัวใต้ดินลำต้นทรงกระบอกเรียวยาว ใบเดี่ยวรูปแถบออกตรงข้ามเป็นคู่ยาว 5 - 18 ซม. ไม่มีขน ดอกออกเป็นช่อสั้นบริเวณซอกใบ3-5ดอก กลีบดอก5กลีบเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายกลีบดอกแยก5แฉกคล้ายกระเช้า โคนบวมสูงและปลายหลอดดอกสีน้ำตาลแกมม่วง คอหลอดกลีบดอกสีเหลืองแกมเขียว
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด

เครือเหนียว/Friesodielsia affinis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Friesodielsia affinis (Hook. f. & Thomson) Das
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Fissistigma magnisepala Irawan
---Oxymitra affinis Hook.f. & Thomson
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---เครือเหนียว(สุราษฎร์ธานี) ; [THAI: khruea niao (Surat Thani).]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย มาลายา บอร์เนียว
ประเทศไทยพบขึ้นกระจายตามชายป่าดิบชื้นทางภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงใต้ ที่ระดับความสูง 100-400เมตร
ไม้เถาเนื้อแข็งเลื้อยพาดพันไม้อื่นได้ไกล 5-10เมตร  ลักษณะเปลือกต้นสีดำ กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลหนาแน่น ใบรูปขอบขนานแกมใบหอกกลับ กว้าง 4-5.5ซม. ยาว13-15ซม. โคนใบมนหยักเว้า ปลายใบแหลมด้านบนเรียบเกลี้ยงสีเขียวเข้ม ใบด้านล่างเคลือบขาว  ผิวใบและเส้นกลางใบมีขนนุ่ม ดอกเดี่ยว ออกจากซอกใบ กลีบดอกเรียงกัน2ชั้น สีเหลืองอมเขียว ผลกลุ่มมี7-15ผล รูปกลมรี ยาว1-1.2ซม.มีขนสีน้ำตาล ปลายผลมีติ่งแหลม ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีแดง มีเมล็ด1เมล็ด
ใช้ประโยชน์---เถามีความเหนียวใช้แทนเชือกได้
ระยะออกดอก---เดือนกุมภาพันธ์-เดือนมิถุนายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

งวงชุ่ม/Combretum pilosum


ชื่อวิทยาศาสตร์---Combretum pilosum Roxb. ex G. Don
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Combretum insigne Van Heurck & Müll.Arg.
---Combretum laetum Wall.
---Combretum spinescens Wall.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น--- เครือเขามวก (หนองคาย); งวงชุ่ม (นครพนม); ตีนตั่งตัวแม่ (ลำปาง); [THAI: khruea khao muak (Nong Khai); nguang chum (Nakhon Phanom); tin tang tua mae (Lampang).]; [CHINESE: Cháng máo fēng chēzi.]; [VIETNAM: Chưng bầu lông.] 
ชื่อวงศ์---COMBRETACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย (อัสสัม) บังคลาเทศ พม่า จีน อินโดจีน
พบใน จีน(ไหหลำ ยูนนาน) บังคลาเทศ, อินเดีย, พม่า, ไทย, ลาว, กัมพูชา, เวียดนาม พบขึ้นทั่วไปตามที่ชื้น ตามป่าเบญจพรรณและชายป่าดิบเขา หุบเขา ตามริมน้ำที่ระดับความสูง 100-800 เมตร
ในประเทศไทยพบแทบทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ ขึ้นตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้ง
ไม้ พุ่มรอเลื้อย หรือไม้เถาลำต้นสีน้ำตาลเทาแตกกิ่งก้านสาขาออกรอบๆต้นมีขนหรือขนต่อมสีน้ำตาลแดงปกคลุมตามกิ่งก้าน ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปไข่หรือรูปรี ขนาดใบกว้าง3-5ซม.ยาว8-12ซม.ใบมีขน แผ่นใบสีเขียวโคนใบมนหรือเบี้ยว ปลายใบแหลม  ก้านใบยาว 2-5 มม. ดอกออกแบบช่อแยกแขนง ช่อย่อยเป็นช่อกระจุก ยาว5-20ซม.ใบประดับเป็นรูปไข่ กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นรูปกรวย ปลายแยกเป็น5แฉก กลีบดอก5กลีบสีชมพูอ่อนถึงม่วง ผลแห้งรูปทรงกลมรีหรือไข่กลับ มี 5 ปีก  2.5–3.5 × 2–2.5 ซม. สีเหลืองแกมน้ำตาล เมล็ดรูปรี ยาว1-1.2ซม.
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ใบใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ ราก ใช้ต้มแก้ไข้บิด
ระยะออกดอก/ติดผล---ตุลาคม-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำกิ่ง

เงาะพวงผลกลม/Uvaria fauveliana


ชื่อวิทยาศาสตร์---Uvaria fauveliana (Finet & Gagnep.) Pierre ex Ast.
ชื่อพ้อง---This name is unresolved.According to The Plant List. Uvaria fauveliana Pierre ex Ast is an unresolved name
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---เงาะพวงผลกลม(ภาคตะวันออก-ภาคตะวันออกเฉียงใต้) คายค่าว(อุบลราชธานี) ; [THAI: ngo phuang phon klom (Eastern, Southeastern); kai khao (Ubon Ratchathani).]; [VIETNAM: Cây nọc rắn An điền.]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---
พบในป่าดิบแล้งทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงใต้ ที่ระดับความสูง 200-350 เมตร
ไม้ เถาเนื้อแข็ง เลื้อยได้ไกล 10-20 เมตรพาดพันไม้อื่น เปลือกต้นสีดำแตกเป็นร่อง กิ่งอ่อนมีขนรูปดาวสีน้ำตาลหนาแน่น ใบรูปขอบขนาน กว้าง 4-7 ซม.ยาว12-18ซม.โคนใบกลมหยักเว้าและเบี้ยวเล็กน้อย ปลายใบเรียวแหลม ใบอ่อนมีขนหยาบและแข็งสีน้ำตาลแดงหนาแน่น โดยเฉพาะที่ขอบใบและเส้นกลางใบ  ดอกออกดอกเดี่ยว หรือเป็นกระจุก2ดอกออกตรงข้ามใบ  สีชมพูอมแดงดอกบานมีขนาด2-2.5ซม.  ผล มีผลย่อย 10-30 ผล ก้านผลยาว 2-3 ซม. ผลกลมขนาด 2.5 ซม. ผิวผลมีขนยาว 0.5-1 ซม.แข็งคล้ายเงาะ ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีเหลืองส้ม แต่ละผลมี4-8 เมล็ด  
ใช้ประโยชน์-ผลกินได้รสเปรี้ยวอมหวาน -ใช้เป็นยาตำรายาพื้นบ้านใช้เปลือกต้น แก้กระษัยเส้น แก้ปวดเมื่อย แก่น บำรุงเลือด
เป็นไม้ป่าที่ยังไม่มีการปลูกเลี้ยง
ระยะออกดอก---พฤษภาคม-มิถุนายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

จมูกปลาหลด/Oxystelma esculentum


ชื่อวิทยาศาสตร์---Oxystelma esculentum (L. f.) Sm.
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Basionym: Periploca esculenta L. f.
---Oxystelma wallichii Wight
---Sarcostemma esculentum (L. f.) R.W. Holm
ชื่อสามัญ---Jaldudhi,  Needle-leaved, Swallow-wort, Rosy milkweed vine.
ชื่ออื่น---จมูกปลาหลด (ภาคกลาง); จมูกปลาไหลดง (เพชรบูรณ์); ตะมูกปลาไหล (นครราชสีมา); ผักไหม (เชียงใหม่); สะอึก (ภาคกลาง)ว ; [THAI:  chamuk pla lot (Central); chamuk pla lai dong (Phetchabun); tamuk pla lai (Nakhon Ratchasima); phak mai (Chiang Mai); sa uek (Central).];[ASSAMESE: bengena bulia lota, Gongamala.]; [BENGALI: dudhi, dudhiyalata, kshirai.]; [HINDI: Jaldudhi, dudhi-ki-bel, dugdhika, dudhiyalata.]; [KANNADA: dugdhika, maeke kombu balli.]; [MALAYALAM: kinikinippala.]; [MARATHI: dudhani.]; [NEPALI: anarsinge laharo.]; [SANSKRIT: dugdhika, kshirini, uttama,uttamaphalini.]; [TAMIL: uci-p-palai, uttamai.]; [TELUGU: Dudhi pala.]; [VIETNAM: Cây Cù Mai.]; [CHINESE:Gāo guān téng, xiǎo shuāng fēi húdié, cuī nǎi téng.]
ชื่อวงศ์---ASCLEPIADACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--แอฟริกาตอนเหนือ เอเซียใต้ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลียตะวันตก
สกุล Oxystelma R. Br. อยู่ภายใต้วงศ์ย่อย Asclepiadoideae มี 2 ชนิด พบในแอฟริกาและเอเชีย แยกเป็น var. alpini N. E. Br. พบในอียิปต์ ชื่อสกุลมาจากภาษากรีก “oxys” แหลม และ “stelmatos” เชื่อมติดกัน ตามลักษณะของกะบัง

 

มีการกระจายกว้างจากแอฟริกาตะวันออกเฉียงเหนือไปยังเอเชียตะวันตกเฉียงใต้จากอียิปต์ทางตะวันออกผ่าน แทนซาเนีย เยเมน ซินาย อิรัก ปากีสถาน ศรีลังกา อินเดีย บังคลาเทศ พม่าและเนปาล ทางตอนใต้ของจีน ( กวางตุ้ง กวางสี ยูนนาน) ผ่านอินโดจีนและคาบสมุทรมลายูไปยังอินโดนีเซีย ถึงออสเตรเลียตะวันตก เติบโตตามธรรมชาติ ในพื้นที่แอ่งน้ำ ริมน้ำเปิด ในหนองน้ำ บึงและทะเลสาบที่ระดับความสูงถึง750 เมตรในประเทศไทยพบอยู่ทั่วไปทางภาคตะวันออกและภาคกลางของประเทศไทย โดยมักขึ้นบริเวณน้ำตื้นริมบึงทั่วไป
ไม้ เลื้อยพันยาว1-2เมตร ทุกส่วนมีน้ำยางขาว ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปใบหอกแกมรูปดาบ ขนาดของใบกว้าง1-1.5ซม. ยาว8-13ซม.  ก้านใบยาว 1-1.5 ซม.ช่อดอกคล้ายช่อกระจะหรือซี่ร่ม ออกตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ยาวได้ถึง 20 ซม. มี 2-6 ดอกในแต่ละช่อ ดอกย่อยบานขนาดประมาณ 1.5ซม. รูปถ้วยกว้าง มี 5 กลีบ กลีบดอกด้านในสีชมพูเข้มสีมีลายเส้นสีม่วง และจุดประสีน้ำตาล กลีบดอกด้านนอกสีขาว เกสรเพศผู้ 5 อัน เชื่อมติดกันเป็นเส้าเกสรสั้น ๆ มี 2 คาร์เพล แยกกัน ส่วนมากเจริญเพียงผลเดียว  ผลรูปไข่ยาวประมาณ 5 ซม.เมื่อแก่จะแตกออกข้างเดียว ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดสีน้ำตาลปลายเมล็ดจะมีขนสีขาวติดอยู่เป็นกระจุก กระจุกขนยาว 1.5-2 ซม.
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ยอดอ่อน ใบอ่อน และดอก ใช้กินเป็นผักสด
-ใช้เป็นยา ทั้งต้น ใช้รักษาโรคมะเร็ง ใช้เป็นยารักษาอาการอักเสบบริเวณปากและคอ ใช้ปรุงเป็นยาขับน้ำนม ใช้เป็นยาแก้ไข้รากสาด  แก้บิด ใช้แก้ประจำเดือนผิดปกติ ตำรายาพื้นบ้านใช้ ราก แก้ดีซ่าน ทั้งต้น ต้มน้ำกลั้วคอ แก้เจ็บคอ ในเวียตนามใช้รักษาโรคตับอักเสบดีซ่าน ราก รักษาแผลในปากเปื่อย รักษาฝีแผล
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับเป็นไม้กระถางที่มีโครงเลื้อยพัน
ระยะออกดอกและติดผล--- กันยายน - เมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

 จมูกปลาหลด/Tyrophora flexuosa


ชื่อวิทยาศาสตร์---Tyrophora flexuosa R.Br.
ชื่อพ้อง---Has 8 Synonyms

-Hoya flexuosa (R. Br.) Spreng. -Tylophora tenuis Blume.
-Hoyopsis dielsii H. Lév. -Tylophora tenuissima (Roxb.) Wight & Arn.
-Tylophora carnosa Wall. ex Wight. -Tylophora tetrapetala (Dennst.) Suresh.
-Tylophora dielsii (H. Lév.) Hu. -Vincetoxicum flexuosum (R. Br.) Kuntze.

ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---จมูกปลาหลด(นราธิวาส),ผักลิ้นห่าน(นครศรีธรรมราช) ; [THAI: cha muk pla lot (Narathiwat); phak lin han (Nakhon Si Thammarat).]; [VIETNAM: Oa nhi đằng lá nhỏ, Đầu đài mảng.]; [CHINESE: wa er teng shu.]
ชื่อวงศ์---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- อินเดีย ศรีลังกา จีนตอนใต้ พม่า, ไทย, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, กัมพูชา, เวียดนาม หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ตองก้า ซามัว
พบทั่วไปตามริมฝั่งแม่น้ำลำคลองที่น้ำทะเลท่วมถึงและชายป่าพรุ ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลใกล้ถึง 150เมตร เติบโตในป่าไม้และพุ่มไม้เปิดที่ระดับความสูง 100 - 1,000 เมตรในภาคใต้ของจีน และที่พบมากที่สุดบนที่ราบลุ่มฝั่งของแม่น้ำบริเวณน้ำขึ้นน้ำลง ที่ระดับความสูงถึง 2,100 เมตร
ไม้เถาเรียบเกลี้ยง แตกแขนงจำนวนมาก เลื้อยเกาะพันต้นไม้อื่น บางครั้งเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง เลื้อยได้ไกลถึง 2.5 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 2 ซม. ส่วนต่างๆของเถามีน้ำยางใส ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามแผ่นใบรูปทรงไม่แน่นอน มักเป็นรูปไข่ถึงรูปใบหอก ขนาดของใบกว้างประมาณ1-3.5 ซม.บาว 2.5-8 ซม. โคนใบกลมถึงเว้ารูปหัวใจ ขอบใบเรียบ ปลายใบเนียวแหลม ผิวใบเกลี้ยงถึงเกือบเกลี้ยงทั้งสองด้าน ด้านบนสีเขียวอ่อนถึงสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างสีซีดกว่า ดอก เป็นช่อกระจุกโปร่ง คล้ายช่อซี่ร่มหรือช่อเชิงลดแยกแขนง ออกตามง่ามใบ ดอกย่อยขนาดเล็กรูปกงล้อสีแดงแกมม่วง ดอกบานขนาด 0.4-0.6 ซม.ผลแบบแตกแนวเดียวรูปทรงใบหอก ปลายฝักเรียวแหลมขนาดกว้าง 0.4-0.6 ซม.ยาว 5-7 ซม.เมล็ดขนาดเล็กแบนรูปไข่ ขนาด 8 x 2.5-3 มม.มีขนเป็นพู่ที่ปลายยาว 1.5-2.5 ซม.
ใช้ประโยชน์---พืชมีการเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้เป็นยาในท้องถิ่น
-ใช้เป็นยา ใบถูกบดและนำไปใช้รักษาโรคหิด ลำต้นใช้ในการรักษาลมพิษและไข้ทรพิษ ยาต้มรากนำมาเป็นยาแก้พิษสารหนู
ระยะออกดอกและผล--- มิถุนายน-สิงหาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

จั่นดิน/ Asparagus acerosus

ชื่อวิทยาศาสตร์---Asparagus acerosus Roxb.
ชื่อพ้อง---This name is a synonym of Asparagus racemosus Willd.
ชื่อสามัญ---Asparagus fern, Wild asparagus..
ชื่ออื่น---จั่นดิน(ทั่วไป) ; [THAI: Chan din (general).]
ชื่อวงศ์---ASPARAGACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย ขีน พม่า ไทย
ลำต้นแข็งและเหนียว มีหนามแหลมคล้ายตะขอ ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับรูปแถบแคบ คล้ายเข็มไม่มีก้านใบ กว้าง1.2-5มม.ยาว5-8ซม.ดอกสีขาวออกเป็นช่อกระจะตามซอกใบหรือตามกิ่ง แขนงกลีบดอก6กลีบรูปไข่แกมขอบขนานขนาดเล็ก เกสรเพศผู้6อัน อับเรณูสีเหลือง รังไข่สีขาวพบตามพื้นที่โล่งชายป่า
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด

จิงจ้อเขา/Jacquemontia paniculata


ชื่อวิทยาศาสตร์---Jacquemontia paniculata (Burm. f.) Hallier f.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Basionym: Ipomoea paniculata Burm.fil.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---จิงจ้อเขา จิงจ้อผี(ทั่วไป) ; [THAI: ching chor khao, ching chor phi.]; [CHINESE: Xiǎo qiān niú.]; [VIETNAM: Bìm trắng.]
ชื่อวงศ์---CONVOLVULACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปcvaibdk
เขตกระจายพันธุ์---แอฟริกาตะวันออก มาดากัสการ์ จีน อินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก
มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแอฟริกาตะวันออก-เคนยาถึงโมซัมบิก มาดากัสการ์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาเลเซียและหมู่เกาะแปซิฟิก-นิวแคลิโดเนีย พบในในป่าเปิด บนขอบของป่ามรสุมหรือป่าฝน จากระดับน้ำทะเลใกล้ถึง 600 เมตร ในประเทศไทย พบได้ทั่วไปเป็นวัชพืขตามริมทุ่งนา ริมถนน
ไม้เลื้อยเนื้ออ่อน เถากลมกิ่งอ่อนมีขนสีขาว ทอดเลื้อยตามผิวดินหรือพันไม้ระดับต่ำ ลำต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 2 ซม.ใบรูปหัวใจ ยาว4.5 (–8)ซม. กว้าง3.5 (–5) ซม.ด้านบนใบและด้านล่างมีขนบางเบาตามเส้นใบ ก้านใบยาว 2.5 (–6) ซม. มีขนยาว ดอก ออกเป็นช่อแบบซี่ร่มขนาดเล็ก ดอก สีฟ้าอมม่วงอ่อนถึงสีขาวรูปกรวยตื้นปลายแผ่ติดกัน ขอบหยัก5แฉก ขนาดดอก2ซม. ผลแคปซูลกลมเกลี้ยงขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง5-6 มม.เมล็ดยาว2.5มม.มีปีกสั้นๆที่ขอบ
ระยะออกดอก--- ตุลาคม- มีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ชงโคดำ/Bauhinia pottsii

ชื่อวิทยาศาสตร์---Bauhinia pottsii G.Don
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms
---Bauhinia elongata Korth.
---Bauhinia pottsii var. elongata (Korth.) de Wit
---Perlebia pottsii (G.Don) A.Schmitz
---Phanera elongata Benth.
---Phanera speciosa Blume ex Miq.
ชื่อสามัญ---Orchid Tree
ชื่ออื่น---ชงโคดำ(ตรัง). ชงโคไฟ(ระนอง,สัราษฎร์ธานี) ; [THAI: chongkho dam (Trang); chingkho (Ranong, Surat Thani).]; [INDONESIA: sebari (Javanese).]; [CAMBODIA: choeung kôô (Koh Kong).]; [JAPANESE: Chonkō damu.]; [VIETNAM: Móng bò lửa.]
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พม่า ไทย กัมพูชา มาเลเซีย  สุมาตรา ชวา อินโดนีเวีย


พบที่พม่า กัมพูชาตอนใต้, คาบสมุทรมาเลเซีย, สุมาตรา, ชวา บอร์เนียว  ภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศไทย ที่นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี สตูล และนราธิวาส ขึ้นตามชายป่าดิบชื้นระดับต่ำ ๆ
ไม้พุ่มรอเลื้อย มีเถาเลื้อยขนาดใหญ่ไม่มีมือเกาะ  มีขนสีน้ำตาลแดงตามกิ่ง แผ่นใบด้านล่าง ก้านใบ ตาดอก และฝัก  ใบเดี่ยวรูปไข่เกือบกลม กว้าง9-14ซม.ยาว10-15ซม แฉกลึกถึงประมาณกึ่งหนึ่ง ปลายแฉกกลม เส้นโคนใบข้างละ 5-7 เส้น.หูใบขนาดเล็กหลุดง่าย ก้านใบยาว 3-4 ซม. ดอกสีแดงเข้มตรงกลางเป็นแถบสีเหลือง ออกเป็นช่อยาวประมาณ10ซม.ก้านดอกยาว 1-1.5 ซม. ดอกย่อยบานเต็มที่กว้าง8-10ซม.กลีบรองดอกแยก เป็น2-5แฉกปลายกลีบโค้งกลับมีกลีบดอก5กลีบ เกสรผู้3อันยาว3-4.5ซม. เกสรเพศผู้ที่เป็นหมันมี 2 อัน รังไข่และก้านเกสรเพศเมียยาว2-3ซม.มีขนยาวสีน้ำตาลแดง ผลเป็นฝักเมื่อแก่แล้วแตก ปลายฝักเป็นจงอย เมล็ดรูปกลมแบนขนาด1-1.5ซม.มี4-6เมล็ด
ระยะออกดอก---กันยายน-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ช้างสารซับมัน/Erycibe elliptilimba


ชื่อวิทยาศาสตร์---Erycibe elliptilimba Merr. & Chun.
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Erycibe fecunda Kerr
---Erycibe noei Kerr
---Erycibe poilanei Gagnep.
---Erycibe rabilii Kerr
ชื่อสามัญ--None
ชื่ออื่น---ช้างสารซับมัน(นครศรีธรรมราช), ดังอีทก(นครราชสีมา), หนาวเดือนห้า(หนองคาย),โหรา(ปัตตานี) : [THAI: chang san sap man (Nakhon Si Thammarat); dang i thok (Nakhon Ratchasima); nao duean ha (Nong Khai); hora (Pattani).]; [CHINESE: Jiǔ lái lóng.]
ชื่อวงศ์---CONVOLVULACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน อินโดจีน
พบในจีนแผ่นดินใหญ่(กวางตุ้ง ไหหลำ)ไทย ลาว กัมพูชา เวียตนาม ขึ้นตามเนินเขา, ทางลาดแห้ง, ป่าไม้, ชายฝั่งทะเลที่ระดับความสูงถึง 600เมตร
ไม้เถารอเลื้อยเนื้อแข็งขนาดใหญ่เลื้อยได้ไกล 5-15 (20) เมตร ไม่ผลัดใบลำต้นเรียบสีน้ำตาลอ่อนปนเทา กิ่งอ่อนเรียบสีเขียว ใบเดี่ยวรูปรีกว้าง4-6ซม.ยาว12-18ซม. โคนใบรูปลิ่มปลายใบเรียวแหลม แผ่นใบเกลี้ยงทั้งสองด้านก้านใบสีส้มยาว1.3ซม.  ดอก ออกเป็นช่อกระจุกออกเหนือรอยแผลตามกิ่งกระจุกละ 20-40 ดอก ดอกตูมสีม่วงอมดำ ดอกย่อยทยอยบาน ขนาด1-1.3ซม.สีเหลืองเข้มมี5กลีบปลายกลีบหยักเว้าเป็น2แฉก ส่งกลิ่นหอมแรงมาก
การใช้ประโยชน์ จากงานวิจัยของโรงพยาบาลศิริราชพบว่า สมุนไพรชนิดนี้เป็นสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่มีการนำมาใช้รักษาการติดเชื้อและมะเร็งมาเป็นเวลานาน  จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่าสารสกัดน่าจะมีฤทธิ์ในการต้านมะเร็งเต้านมและทำให้เกิดการหยุดวงจรชีวิตของเซลล์มะเร็ง  แต่อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีการศึกษาในเรื่องกลไกการต้านมะเร็งต่อไป
การแพทย์ดั้งเดิมของจีนใช้ส่วนของลำต้นและรากเป็นยากระจายลมและลดการเจ็บปวด หมอพื้นบ้านอีสานใช้เป็นยาแก้ไข้ที่ไม่ทราบสาเหตุ  สำหรับงานวิจัยพบว่าสารสกัดจากหนาวเดือนห้าชนิดนี้สามารถต้านแบคทีเรียได้หลายชนิด
ระยะออกดอก/ติดผล---กรกฎาคม-ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ชิงช้าสะแกราช/Tinospora siamensis


ชื่อวิทยาศาสตร์---Tinospora siamensis Forman
ชื่อพ้อง-This name is unresolved.According to The Plant List.Tinospora siamensis Forman is an unresolved name
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ชิงช้าสะแกราช (ทั่วไป) ; [THAI: chingcha sakaerat (General).]
ชื่อวงศ์---MENISPERMACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย
ชิงช้า สะแกราชเป็นพืชถิ่นเดียวของไทยที่ขึ้นอยู่ได้ทั้งในป่าเต็งรังและป่าดิบแล้ง พบครั้งแรกโดย H. Benziger ชาวเยอรมันที่อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ชื่อสปีชีส์ตั้งตามประเทศไทย
ไม้เลื้อยเนื้ออ่อนเลื้อยได้ไกล 5-15เมตร เถาเรียบมีรูอากาศอยู่ตลอดเถา ทุกส่วนมีรสขม มี รากอากาศแตกออกมาและห้อยลงถึงพื้นดิน เมื่อหยั่งถึงพื้นจะทำหน้าที่ดูดน้ำและอาหารไปเลี้ยงลำต้น แตกกิ่งและใบตรงยอดในส่วนที่มีแดดส่องถึง ใบเดี่ยวรูปหัวใจ กว้างและยาว8-10ซม.โคนใบเว้า ปลายใบแหลม ดอกสีเหลืองเป็นช่อเล็กๆ ออกตามซอกเถาและซอกใบ ช่อดอกมีจำนวน1-3ช่อ ดอกย่อยมีขนาดเล็กมาก ไม่มีกลีบดอก ทยอยบานตั้งแต่โคนไปหาปลายช่อผลสดค่อนข้างกลมขนาด0.7-1ซม.อยู่รวมกันเป็นช่อแน่น สุกสีเหลือง
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา  เป็นสมุนไพรพื้นบ้านของอีสานตอนล่างคุณสมบัติคล้ายคลึงกับบอระเพ็ด
ระยะออกดอก---ตุลาคม-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ซังแกเถา/Combretum sundaicum


ชื่อวิทยาศาสตร์---Combretum sundaicum Miq
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ซังแกเถา(ภาคใต้),อะกาแกมเบอร์ (มาเลย์) ; [THAI: sang kae thao (Peninsular); a-ka-kam-boe (Malay).]; [CHINESE:  lan xing feng che zi.]
ชื่อวงศ์---COMBRETACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- จีน ไทย เวียตนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย
ในจีน(กวางสี ไหหลำ ยูนนาน)พบตามป่าทึบ ป่าเปิดที่ระดับความสูงถึง300-600เมตร ในสถานที่อื่น ๆ พบตามป่าผลัดใบที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง250เมตร
ไม้พุ่มรอเลื้อย สูง2.5เมตร ใบรูปรีกว้าง ยาว 7-13ซม. หลังใบมีเกล็ดขนาดเล็กสีขาว ท้องใบมีเกล็ดขนาดเล็กหนาแน่นสีเหลืองหรือน้ำตาล โคนใบมน ปลายใบมนหรือแหลม ก้านใบ 10-17 มม ช่อดอกเกิดที่ยอดและตามซอกใบ แกนช่อ5-13ซม.มีขน กลีบเลี้ยงรูปกรวยแคบ ผิวด้านนอกมีเกล็ดสีเหลือง ผิวด้านในมีขนหยาบเรียงเป็นวง แฉกกลีบรูปสามเหลี่ยม พับกลับด้านหลัง กลีบดอกรุปรีหรือไข่กลับสีขาว ปลายกลีบกลมหรือเว้าตื้น ผลเกือบกลมมี4ปีก สีเหลืองหรืออมแดง 2-3.5 × 2-2.5 ซม
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ใบถูกนำไปใช้เป็นยาพอกเพื่อบรรเทาอาการปวดหัว ใบและรากใช้สำหรับทำยาพอกแผลและฝี ชาใช้รักษาอาการติดฝิ่น
ระยะออกดอก/ติดผล---เมษายน-สิงหาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด


ดอกน้ำตาล/Fissistigma minuticalyx

ชื่อวิทยาศาสตร์---Fissistigma minuticalyx (Mc Gregor & W.W.Sm.) Chatterjee
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น-ดอกน้ำตาล,เถาสำรอก ; [THAI: thao sam rok, thao nam tan.][CHINESE: xiǎo è guā fù mù, Huǒshéng shù.]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน อินเดีย พม่า เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ถึงอินโดนีเซีย


เป็นพืชเฉพาะถิ่นของจีน กระจายอยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่ (มณฑลยูนนาน , กุ้ยโจว) สถานที่อื่น อินเดีย พม่าขึ้นในป่าภูเขา ที่ระดับความสูง 800-1,600 เมตร
ไม้ เถาเนื้อแข็งรอเลื้อย ขนาดกลาง อายุหลายปีเลื้อยได้ไกล 4-10เมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปรีแกมขอบขนาน กว้าง3.5-4.5ซม.ยาว11-15ซม.ปลายใบแหลม โคนใบมนหรือรูปลิ่ม ขอบใบเรียบ หลังใบมีเส้นใบเด่นชัดและมีขนสีน้ำตาลปกคลุมหนาแน่น ออกดอกเดี่ยวสีเหลืองเป็นกระจุก 2-5 ดอก ตามกิ่งด้านตรงข้ามกับใบ กลีบเลี้ยงสีเขียว 3กลีบ มีขนาดเล็ก กลีบดอก6กลีบ เรียงเป็น2ชั้นชั้นละ3กลีบ ชั้นนอกรูปไข่แกมรูปหอก ชั้นในรูปสามเหลี่ยม ขนาดเล็กกว่าชั้นนอก โคนกลีบสีแดง เกสรเพศผู้สีแดงจำนวนมาก ผลเป็นผลกลุ่ม มีผลย่อยได้ถึง12ผลผลมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2 ซม.สีน้ำตาล เปลือกหนามีขนอ่อนนุ่ม ดอก บานทนอยู่ได้ 2วันหอมอ่อนๆตลอดวันและหอมแรงขึ้นเมื่อใกล้พลบค่ำ
ระยะออกดอก---มีนาคม-เมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ติ่งตั่ง/Getonia floribunda


ชื่อวิทยาศาสตร์---Getonia floribunda (Roxb.)
ชื่อพ้อง---This name is a synonym of Calycopteris floribunda (Roxb.) Lam.
ชื่อสามัญ---Paper Flower Climber
ชื่ออื่น--- กรูด (สุราษฎร์ธานี); ข้าวตอกแตก (ภาคกลาง); งวงชุม (ขอนแก่น); งวงสุ่ม (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ); งวงสุ่มขาว (พิษณุโลก, สุโขทัย); ดวงสุ่ม (อุบลราชธานี); ดอกโรค (เลย); ตะกรุด (นครศรีธรรมราช); ตาโน้ะ (มาเลย์-ยะลา); ติ่งตั่ง, ติ่งตั่งตัวผู้ (ภาคเหนือ); เถาวัลย์นวล (ราชบุรี); ประโยด (ตราด); มันเครือ (นครราชสีมา); มันแดง (กระบี่); เมี่ยงชะนวนไฟ, สังขยาขาว (พิษณุโลก, สุโขทัย); หน่วยสุด (ภาคใต้) ; [THAI: krut (Surat Thani); khao tok taek (Central); nguang chum (Khon Kaen); nguang sum (Northeastern); nguang sum khao (Phitsanulok, Sukhothai); duang sum (Ubon Ratchathani); dok rok (Loei); ta krut (Nakhon Si Thammarat); ta-no (Malay-Yala); ting tang (Northern); ting tang tua phu (Northern); thao wan nuan (Ratchaburi); prayot (Trat); man khruea (Nakhon Ratchasima); man daeng (Krabi); miang chanuan fai (Phitsanulok, Sukhothai); sang khaya khao (Phitsanulok, Sukhothai); nuai sut (Peninsular).]; [BENGALI: Gecho lata.]; [HINDI: Kokoray.]; [KANNADA: Enjarigekubsa.]; [MALAYALAM: Pullanji, Pullanni, Varavalli, Pullani.]; [MARATHI: Ukshi.]; [SANSKRIT: Susavi.]; [TAMIL: Pullanji Valli.]; [CHINESE: e chi teng.]; ; [MALAYSIA: Pelawas (peninsular).]; [LAOS: Dok ka deng, nguang 'soum.]; [CAMBODIA: Ksouohs, ta suos, qgnu.]; [VIETNAM: Cam Dang Hoang, Dia radio, Duc radio.]
 ชื่อวงศ์---COMBRETACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย จีนตอนใต้ คาบสมุทรมาลายู
พบที่อินเดีย, บังกลาเทศ, จีนตอนใต้(ยูนนาน) พม่า ลาว, กัมพูชา, ไทย, เวียดนาม, มาเลเซีย, สิงคโปร์ ที่ระดับความสูงถึงประมาณ 300-600 เมตร ในประเทศไทยไทยพบทุกภาค กระจายห่าง ๆ ตามที่โล่ง และชายป่า
ไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็งเลื้อยได้ไกล3-6 เมตร เปลือกสีเทาปนน้ำตาล แตกเป็นร่องตื้นๆ กิ่งอ่อนเป็นรูปสี่เหลี่ยมและมีขนปกคลุมหนาแน่น ใบเดี่ยวออกตรงกันข้ามรูปใบหอก กว้าง4-6ซม.ยาว12-20ซม. โคนใบมนปลายใบแหลม ผิวใบมีขนทั้งสองด้าน ดอก ช่อออกที่ปลายยอดยาว20-40ซม.มีดอกย่อยจำนวนมากโคนกลีบเชื่อมกันปลายแยก เป็น5กลีบ เมื่อบานมีขนาด2ซม. มีผลรูปรีมี 5 สัน รูปไข่ ยาว 1.8-2.3 ซม. แข็งและไม่แตกเมื่อแก่จัดผลและกลีบเลี้ยงเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล มีเมล็ด1เมล็ด
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ส่วนที่ใช้-ลำต้น ใบและราก ใบใช้รักษาไข้ป่า ไข้มาลาเรีย ช่วยทำให้เจริญอาหาร เป็นยาแก้อาการจุกเสียดแน่น เป็นยาระบายท้อง แก้ปวดท้อง แก้บิด ใช้ขับพยาธิ รากใช้เป็นยาแก้พิษไข้เด็ก เนื้อไม้เป็นยาแก้เบื่อเมา แก้พิษสุราเรื้อรัง แก้ปัสสาวะดำหรือปัสสาวะเป็นเลือด เปลือกต้นมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงหัวใจใช้เป็นยา ตำรายาพื้นบ้านอีสานจะใช้รากติ่งตั่งนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้กามโรค ตำรับยาพื้นบ้านล้านนาจะใช้ลำต้นและรากติ่งตั่ง ผสมกับลำต้นเปล้าลมต้น ลำต้นเปล้าลมเครือ ลำต้นบอระเพ็ด ลำต้นรางแดง ลำต้นแหนเครือ และลำต้นหนาด นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้อาการปวดเมื่อย
-อื่น ๆ เถาเหนียวใช้ทำเครื่องจักสาน ดอกนำมาจัดทำเป็นดอกไม้แห้ง
ระยะออกดอกผล---มกราคม-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์ ---เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ

เตยเลื้อย/Freycinetia multiflora


ชื่อวิทยาศาสตร์---Freycinetia multiflora Merr.
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---Climbing Pandanus, Flowering Pandanus, Freycinetia.
ชื่ออื่น---เตยเลื้อย(ทั่วไป) ; [THAI: toei leuay (general).]; [CHINESE: Duō huā téng lù dōu.]; [JAPANESE: Tsurutakonoki.]
ชื่อวงศ์---PANDANACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย-
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก
มีถิ่นกำเนิดในฟิลิปปินส์ สุลาเวสี สกุลนี้ถูกตั้งชื่อโดย Charles Gaudichaud Beaupre (1789-1854) นักพฤกษศาสตร์ผู้รวบรวมและบรรยายสกุลFreycinetiaเป็นครั้งแรกเพื่อเป็นเกียรติแก่พลเรือเอก Louis Claude de Saulses de Freycinet (1779-1842) เจ้าหน้าที่ทหารเรือชาวฝรั่งเศสผู้วางแผนและนักเดินเรือที่สำรวจออสเตรเลียและ เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก
ไม้ พุ่มกึ่งเลื้อย กิ่งก้านทอดเลื้อยได้ไกล2-4เมตร ใบออกสลับรูปใบหอก ขนาด3-5x10-20ซม. ปลายใบแหลม โคนใบรูปลิ่ม ขอบใบหยักซี่ฟัน บิดเป็นคลื่นเล็กน้อย แผ่นใบบางสีเขียว ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอด มีใบประดับรองรับ ช่อดอกสีส้ม ดอกแยกเพศ มักไม่ค่อยออกดอกให้เห็น ผลมีเนื้อขนาดเล็กเพียง5,มม. แต่มักไม่ติดผล
ใช้ประโยชน์--ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ
ระยะออกดอก----เดือนมกราคม-มีนาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการปักชำกิ่ง

ต้างไม้ฟันงู/ Hoya multiflora

ชื่อวิทยาศาสตร์---Hoya multiflora Blume
ชื่อพ้อง---Has 11 Synonyms

Asclepias carnosa Blanco [Illegitimate]  Cyrtoceras coriaceum Heynh. 
Asclepias stellata Burm. ex Decne.  Cyrtoceras floribundum Maund.
Centrostemma cyrtoceras Meisn.  Cyrtoceras lindleyanum Miq. 
Centrostemma lindleyanum Decne.  Cyrtoceras multiflorum Heynh. 
Centrostemma multiflorum (Blume) Decne.  Cyrtoceras reflexum Benn.
Centrostemma platypetalum Merr.  

ชื่อสามัญ---Shooting Star Hoya, Many flowered Hoya, Wax Plant, Porcelain Flower
ชื่ออื่น---ต้าง, ต้างไม้ฟันงู(ทั่วไป),กล้วยไม้ฟันงู (ภาคกลาง),ฉมวกปลาวาฬ,โฮย่าหัวลูกศร(ทั่วไป) ;  [THAI:tang mai phan ngu (General); kluai mai fan ngu (Central); cha muak pla wan; hoya hua lukson (General).]; [CHINRSR: Fēng chū cháo,  feng chu chao, liú xīng qiú lán.]; [MALAY: Sakuraran.]
ชื่อวงศ์---ASCLEPIADACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน พม่า ไทย อินโดจีน มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
พบในจีนตอนใต้ (กวางสี, ยูนนาน), พม่า, ลาว, ไทย, เวียดนาม, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ เติบโตขึ้นเป็น epiphytes บนต้นไม้ในที่ลุ่มและป่าเต็งรังผสมป่าชายเลน ป่าโกงกางและป่าหินปูน ในประเทศไทยพบในป่าดิบชื้น ตามคาคบไม้ หรือซอกหิน ใกล้ริมลำธาร
ไม้ เลื้อยหรือไม้พุ่สูงได้ถึง 2.5เมตร ทุกส่วนมีน้ำยางขาว ลำต้นสีเทาอ่อน มีรอยแผลเป็นที่เกิดจากใบเก่าหลุดร่วงสีเหลือง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเป็นคู่ตรงข้าม รูปยาวแคบแกมขอบขนาน ปลายใบและโคนใบแหลม ขอบใบเรียบ ขนาดกว้าง 2.5-6.5 ซม.ยาว 7.5-20 ซม. ก้านใบยาว 0.8-1.2 ซม.ดอกสีขาวครีมหรือเหลือง มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ออกเป็นช่อซี่ร่มตามง่ามใบและปลายยอด มีดอกจำนวนมาก20-50ดอกต่อช่อ ก้านช่อยาว2.5-3ซม. ก้านดอกเรียวเล็กยาว 5-6 ซม. ดอกย่อยมีกลีบดอก 5 กลีบ คล้ายขี้ผึ้ง โคนเชื่อมติดกันปลายแยกเป็นแฉกแหลม 5 แฉก สีเหลือง เมื่อบานกลีบดอกจะกลับลงล่าง ที่โคนดอกมีเส้าเกสรเชื่อมติดกันเป็นรูปทรงสูง มีรยางค์ปลายแหลมงอน 5 อัน ผิวมันเงา ผลเป็นฝักคู่ ขนาดกว้าง 6-8 มม.ยาว18-20ซม. เปลือกบางเรียบ เมล็ดรูปขอบขนานขนาด 4 × 2 มม.มีขนเป็นมันเหมือนไหมติดเป็นกระจุก
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ใบบดละเอียด ใช้พอกตามข้อแก้ปวด ช้ำ บวม ส่วนน้ำยางช่วยขับปัสสาวะ
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ ในตะกร้าแขวน, การตกแต่งภายใน
ระยะออกดอกติดผล---กรกฎาคม-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ

เถากระดึงช้าง/ Argyreia lanceolata

ชื่อวิทยาศาสตร์---Argyreia lanceolata Choisy
-This name is unresolved.According to The Plant List.Argyreia lanceolata Choisy is an unresolved name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---เถากระดึงช้าง(นครราชสีมา) ; [THAI: thao kradueng chang (Nakhon Ratchasima).]; [CHINESE: yin bei teng shu.]
ชื่อวงศ์---CONVOLVULCEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย พม่า อินโดจีน
พบที่อินเดีย พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียตนาม ในไทยพบกระจายห่าง ๆ แทบทุกภาค ยกเว้นภาคตะวันตกเฉียงใต้ และภาคใต้ ขึ้นตามป่าเต็งรัง ป่าเต็งรังผสมสนเขา ความสูง 100-800 เมตร
ไม้เถาเลื้อยพันต้นไม้อื่น ลำต้นมีขนสั้นนุ่มสีเงินปกคลุม ใบเดี่ยวเรียงสลับ ขนาดใบกว้าง6-12ซม.ยาว8-15ซม. โคนใบเว้ารูปหัวใจ ปลายใบมีติ่งแหลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบด้านล่างมีขนกระจาย ก้านใบยาว 0.5-2 ซม. ดอกสีขาวมีแต้มสีม่วงหรือชมพูอมม่วงบริเวณใจกลางดอก ออกเป็นช่อสั้นบริเวณซอกใบ ส่วนมากมี 1-3 ดอก ก้านดอกยาว 0.6-1 ซม. ใบประดับรูปใบหอก ยาวได้ถึง 1.2 ซม. ร่วงเร็ว มีขนหนาแน่น กลีบเลี้ยง 3 กลีบ กลีบดอกเชื่อมกันเป็นรูปแตร สีม่วงอมแดง ยาว 5-6.3 ซม. กว้าง3-5 ซม.ปลายแยกออกเป็น5แฉกตื้นสีขาว เกสรผู้สีขาวติดอยู่ภายในหลอดกลีบยาวไม่เท่ากัน ยาว 2.6-3.4 ซม. จานฐานดอกจัก 5 พู ตื้น ๆ รังไข่เกลี้ยง มี 2 ช่อง เกสรเพศเมียยาว 3.6-4 ซม. ผลกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 7-8 มม. เกลี้ยง เมล็ดยาว 3-4.5 มม.
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด

เถานางรอง/ Epipremnum giganteum


ชื่อวิทยาศาสตร์---Epipremnum giganteum (Roxb.) Schott
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Basionym: Pothos giganteus Roxb
---Monstera gigantea (Roxb.) Schott    
---Rhaphidophora gigantea (Roxb.) Ridl.
---Scindapsus giganteus (Roxb.) Schott
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---งด(สุราษฎร์ธานี), เถานางรอง(ตราด), ระงดกล้วย(ปัตตานี),รีงุอะการ์(มลายู นราธิวาส) ; [THAI: ngot (Surat Thani); thao nang rong (Trat); ra ngot kluai (Pattani); ri-ngu-a-ka (Malay-Narathiwat).]; [CHINESE: Jù līn shù téng.]; [MALAYSIA: Akar Resdung (Malay).]; [VIETNAM: Thượng cán to.]
ชื่อวงศ์---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
พบใน พม่า คาบสมุทรมาเลเซีย สิงคโปร์ กัมพูชา ไทย เวียตนาม ขึ้นตามสันเขาหินปูน หน้าผา ในสวนปาล์มน้ำมัน บนที่ลุ่มที่อุดมด้วยธาตุเหล็ก ป่าฝนเขตร้อนชื้น ป่าพรุที่ระดับความสูง 90--170 เมตร
ไม้ เถาขนาดใหญ่ มักขึ้นเป็นกลุ่มคลุมผิวดิน แล้วเลื้อยพันต้นไม้อื่นเมื่ออายุมากขึ้นยาวได้ถึง60เมตร โดยอาศัยรากยึดเกาะ มีรากอากาศเรียวยาว ลำต้นอวบหนาเกลี้ยง สีเขียวเข้มเป็นมันแล้วค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม ลำต้นที่แก่จัดเป็นข้อปล้องชัดแข็งคล้ายมีเนื้อไม้ ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับ แผ่นใบรูปขอบขนานแกมรูปรี ขนาด10-30x30-60ซม. โคนใบกลมไม่สมมาตร ขอบใบเรียบใสและเป็นคลื่น ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน เนื้อใบแข็งกระด้างคล้ายแผ่นหนัง ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมันวาว ก้านใบเป็นแผ่นกาบเรียบมีครีบแคบสีเขียวคล้ำ ยาว20-60ซม.โคนก้านแผ่เป็นกาบหุ้มลำต้น ส่วนปลายเป็นข้อหักงอขึ้น ดอกแบบช่อเชิงลดมีกาบ ออกตามง่ามใบ ช่อดอกรูปทรงกระบอกขนาด 1.5-4.5 x 15-28 ซม.ดอกสมบูรณ์เพศอยู่บนแกนช่อเดียวกัน ดอกขนาดเล็กสีเหลืองขนาด0.25-0.4ซม. ผลแบบมีเนื้อนุ่มภายในมีเมล็ดเดียวแข็ง ผลอ่อนสีเขียวสด ผลแก่สีส้มหม่น เมล็ดโค้งงอเล็กน้อย 5 x 2 มม.สีน้ำตาลอ่อนเป็นมัน
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด

เถาประสงค์/Streptocaulon juventas

ชื่อวิทยาศาสตร์---Streptocaulon juventas (Lour.) Merr.
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Basionym: Apocynum juventas Lour.
---Streptocaulon griffithii Hook.f.
---Streptocaulon tomentosum Wight
---Tylophora juventas (Lour.) Woodson
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---จุกโรหินี(ชุมพร),เถาประสงค์(ปราจีนบุรี), เครือไธสง ฉลูกัน(ทั่วไป), ตำยานฮากหอม(นครสวรรค์), หยั่งสมุทรน้อย(เชียงใหม่) ; [THAI: chuk rohini (Chumphon); tam yan hak hom (Nakhon Sawan); thao prasong (Prachin Buri); nuai nang (Chumphon); noi nang (Chumphon); yang samut noi (Chiang Mai).]; [KHMER: v lli chouy.]; [CHINESE: ma lian an.]; [JAPANESE: Kura shō fuji.]
ชื่อวงศ์---ASCLEPIADACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้ ไทย มาเลเซีย
 พบใน จีน(กวางสี กุ้ยโจว ยูนนาน)  อินเดีย พม่า ลาว กัมพูชาไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย ป่า Montane ไม้พุ่มมักจะเกาะอยู่กับต้นไม้ ที่ระดับความสูง 300-1,000เมตร
ไม้เถาขนาดเล็กชอบขึ้นเลื้อยพันต้นไม้อื่นเลื้อยได้ไกลถึง 8 เมตร ทุกส่วนของเถามีขนนุ่มและมีน้ำยางสีขาวข้น  ใบรูปไข่หรือรูปวงรี ขนาด 7-15 × 3-9.5 ซม. ช่อดอก 4-20 ซมดอกมีขนาดเล็กสีเหลืองอ่อน ออกเป็นช่อแยกแขนงตามซอกใบและปลายกิ่ง ผลออกเป็นฝักคู่รูปทรงกระบอกมีขนนุ่มปกคลุม3-3.5ซม อ่อนสีเขียวฝักแก่สีน้ำตาล .เมล็ดยาว 6-9 × 2-3 มม ชอบแสงแดดจัดและขึ้นได้ดีในดินทุกชนิด
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ผลอ่อนกินเป็นผักจิ้มน้ำพริกรสชาดมัน ฝาดเล็กน้อย
-ใช้แป็นยา รากใช้เป็นยารักษาโรคบิดและปวดท้อง ใบใช้ภายนอกเพื่อรักษาพิษงูและฝี
ระยะออกดอก/ติดผล---พฤษภาคม-ตุลาคม/สิงหาคม-ธันวาตม
ขยายพันธุ์ ---เมล็ด

เถาไฟ/Bauhinia integrifolia

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Bauhinia integrifolia Roxb.
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms
---Bauhinia flammifera Ridl.    
---Bauhinia holosericea Ridl.
---Phanera integrifolia (Roxb.) Benth.
---Phanera junghuhniana Benth.    
---Phanera polyantha Miq.   
ชื่อสามัญ--- Flame vine bauhinia.
ชื่ออื่น---กุกูกูด้อ, กุกูกูบา (มาเลย์-ปัตตานี); ชงโคย่าน (ตรัง); ชิงโคย่าน (ภาคใต้); ดาโอะ (นราธิวาส); เถาไฟ (กรุงเทพฯ); ปอลิง (สุราษฎร์ธานี); ย่านชงโค (ตรัง); โยทะกา (กรุงเทพฯ); เล็บควายใหญ่ (ยะลา, ปัตตานี) ; [THAI: ku-ku-ku-do, ku-ku-ku-ba (Malay-Pattani); chongkho yan (Trang); chingkho yan (Peninsular); da o (Narathiwat); thao fai (Bangkok); po ling (Surat Thani); yan chongkho (Trang); yo tha ka (Bangkok); lep khwai yai (Pattani, Yala).]  
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIACEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย จีน พม่า ไทย มาเลเซีย สุมาตรา บอร์เนีบว ฟิลิปปินส์
พบที่คาบสมุทรมลายู และพบมากมายในป่าภาคใต้ของประเทศไทย ขึ้นกระจายตั้งแต่จังหวัดระนองแถบคอคอดกระลงไป ขึ้นตามชายป่าดิบชื้น ความสูงถึงประมาณ 900 เมตร
เถา ไฟเป็นไม้เลื้อย มีเถาใหญ่เนื้อเหนียวค่อนข้างแข็ง สามารถเลื้อยพันเกาะต้นไม้อื่น หรือเลื้อยพาดพิงไปตามหน้าผาสูงได้ถึง40เมตรหรือกว่านั้นและมีมือเกาะตามกิ่งอ่อนและขนสีน้ำตาล ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปไข่ค่อนข้างเว้าหรือกลม ขนาดกว้างยาวเกือบเท่ากันประมาณ10ซม.โคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจปลายใบเว้าลึกบ้างตื้นบ้าง ปลายแฉกแหลมหรือกลม  ก้านใบยาว 1-5 ซม.
ดอกสีส้มแดงขนาดเล็กออกเป็นช่อ มีขน ลักษณะชะลูดเพรียวดูบอบบาง ขนาดช่อยาวประมาณ15-20ซม. ดอกตูมกลมปลายแหลม ขนาดดอกบาน2ซม.กลีบดอก5กลีบรูปไข่กลับ แต่ละกลีบมีรอยยับย่น เมื่อแรกบานดอกเป็นสีส้มและจะเปลี่ยนเป็นสีแสดภายหลัง ฝักรูปแถบ ยาว 15-20 ซม. เกลี้ยง มี 5-8 เมล็ด
เป็น พันธุ์ไม้ที่มีดอกดกออกดอกตลอดปี ดอกมักบานพร้อมๆกัน ชอบกลางแจ้งแสงแดดจัด ขึ้นได้ดีในสภาพดินเกือบทุกชนิด (ยกเว้นในที่ที่น้ำท่วมถึงราก)
-ใช้ปล๔กเป็นไม้เลื้อยประดับขึ้นซุ้ม Pergola หรือปลูกเป็นไม้ประดัยริมรั้ว
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง

เถามวกขาว/Urceola minutiflora

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Urceola minutiflora (Pierre) D.J.Middleton
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Micrechites minutiflorus (Pierre) P.T.Li
---Xylinabaria minutiflora Pierre
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---เถามวกขาว เครือช้างน้ำ ตังกะติ้ว เถามวกเขา มวกแดง; [THAI: thao muak khao (Nakhon Ratchasima); muak daeng (Central)];
[VIETNAM: Mộc tỉnh, Dây bói cá.]
ชื่อวงศ์---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินโดจีน-กัมพูชา ลาว ไทยเ วียดนาม
ไม้ เลื้อย กิ่งมีขนนุ่มปกคลุม ใบเดี่ยวออกตรงข้ามรูปรีดอกออกที่ซอกใบแบบช่อแยกแขนง มีดอกย่อยขนาดเล็กกลีบเลี้ยง5กลีบสีเหลืองเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น5แฉก ผลเป็นฝักคู่ ผลย่อยแตกแนวเดียวปลายข้างหนึ่งมีขน
ขยายพันธุ์ ---เมล็ด

เถายั้งดง/Smilax lanceifolia

ชื่อวิทยาศาสตร์---Smilax lanceifolia Roxb.
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms
---Smilax austrosinensis F.T.Wang & Tang
---Smilax cocculoides lanceolata J.B.Norton
---Smilax impressinervia F.T.Wang & Tang
---Smilax microphylla elongata Warb.
---Smilax micropoda A.DC.
---Smilax tortopetiolata H.Lév. & Vaniot
ชื่อสามัญ---Green bier, Tawar Root Tree.
ชื่ออื่น---เถายั้งด้ง(ตะวันออกเฉียงใต้), เดา, หนามเดา(เชียงใหม่); [THAI: thao yang dong (Southeastern); dao, nam dao (Chiang Mai).]; ; [CHINESE: Mǎ jiǎ bá qiā.]; [TAIWAN: tǔ fú líng (táiwān bá qiā, mǎjiǎ bá qiā).]; [VIETNAM: Kim cang lá mác.]; [INDONESIA: Pokok Akar Tawar.]; [AYURVEDIC: Hindi Chobachini.]
ชื่อวงศ์---SIMILACACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้, อินเดีย, เนปาล, ภูฏาน, บังคลาเทศ, พม่า, ไทย, กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์
พบได้ในเขตอบอุ่นทางตอนกลางของประเทศจีนจนถึงเขตร้อนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศเนปาล ผ่าน จีน พม่า ไทย ถึงไต้หวัน และW.Malesia ขึ้นตามที่ชื้น ชายป่าพุ่มไม้ บนเนินเขาที่ระดับความสูง 100 - 2800 เมตร
ไม้ เถาเลื้อยพันไม้อื่นหรือเลื้อยตามพื้นเลื้อยได้ไกลถึง1-2เมตร เถาสีเขียวอมม่วงตามเถามักมีหนามแหลม ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปไข่ใบ 6-17 × 2-8 ซม.เนื้อใบหนาผิวเกลี้ยงสีเขียวเข้มก้านใบ 1-2.5ซม.ดอกออกเป็นช่อกระจะ ช่อดอกย่อยแบบซี่ร่มสีเหลืองอ่อน ก้านช่อดอก 1-3-1.5 ซม ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น ทั้งสองเพศมีดอกหนาแน่นหนาแน่น 20--30 ดอก ผลเมีเนื้อ สีเหลืองแดงถึงดำผลกลมมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 6-7 มม
ใช้ประโยชน์---พืชจะถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารและยา
-ใช้กิน ยอดอ่อน ใบอ่อน นำไปทำให้สุกกินเป็นผักรสขมอมหวาน หัวใต้ดินรสหวานจืด
-ใช้เป็นยา น้ำจากรากสดถูกนำมาใช้ภายในในการรักษาโรคไขข้อ ในขณะที่ส่วนที่เหลือของรากจะถูกนำไปใช้ภายนอกกับบริเวณส่วนที่ได้รับผลกระทบ ยาต้มของรากใช้รักษาโรคซิฟิลิสและโรคไขข้อ ใบและผลไม้ใช้ในยาแผนโบราณในเวียดนาม ใช้รากบรรเทาอาการไขข้ออักเสบ ต้านการอักเสบ ใช้รักษาเบาหวาน
ระยะออกดอก---กันยายน-ตุลาคม
ขยายพันธุ์--- เมล็ดและแยกหน่อ

เถาวัลย์กรด/Combretum tetralophum


ชื่อวิทยาศาสตร์---Combretum tetralophum C. B. Clarke
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Combretum tetragonocarpum var. tetralophum (C.B.Cl.) M.Gangopadhyay & T.Chakrabarty
---Combretum wrayi King
ชื่อสามัญ---ochaol
ชื่ออื่น---กรด ,เถาวัลย์กรด(ภาคกลาง),พุ่มกด(พิษณุโลก),สะไก้น้ำ,อีลากุ (นราธิวาส), ; [THAI: krot, thao wan krot (Central); phum krot (Phitsanulok); sakai nam (Narathiwat); i-la-ku (Malay-Narathiwat).]; [MALAYSIA: Akar sengkikip.]
ชื่อวงศ์---COMBRETACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย คาบสมุทรอินโดจีน ไปจนถึง อินโดนีเซีย
พบขึ้นกระจายตามริมฝั่งน้ำ ป่าพรุ ป่าบึงน้ำจืด หรือหลังป่าชายเลน ที่ระดับต่ำกว่า100เมตร
ไม้ รอเลื้อย  ยอดอ่อนและช่อดอกมีเกล็ดสีน้ำตาลปกคลุม ใบเดี่ยวออกตรงข้ามเป็นคู่ รูปรีแกมรูปไข่ กว้าง 3.5-4.2 ซม.ยาว 6.5-8.5 ซม.โคนใบสอบ ปลายใบแหลม มีเกล็ดละเอียดสีน้ำตาลแดงประปรายทั้งสองด้าน ใบอ่อนสีม่วงดํา เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีเขียว ดอกสีครีมแกมเขียว ออกเป็นช่อแกนยาว 3-7 ซม. ดอกย่อยขนาด 3-5 มม. กลีบรองดอกเป็นรูปถ้วยปากกว้าง ปลายแยกเป็น4กลีบ มีขนนุ่มด้านใน กลีบดอก4กลีบ รูปหอกกลับ เกสรผู้ 10 อันยาว 4-5 มม. ผลรูปไข่หรือรูปรีมีสันแข็ง 4 สัน ยาว2-2.5ซม. ไม่มีก้านผล ผิวเกลี้ยงมีเกล็ดคลุมแน่นเมื่อแห้งสีน้ำตาลเหลือบดำ
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด

เถาวัลย์ดำ/Marsdenia glabra


ชื่อวิทยาศาสตร์---Marsdenia glabra Costantin
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---เถาวัลย์ดำ, ผักแส้ว(สะบุรี), ส้มลมขาว ; [THAI: thao wan dam, phak saeo (Saraburi); som lom khao.]; [CHINESE: Guāng niúnǎi cài, Guāng yè lán yè téng.]
ชื่อวงศ์---ASCLEPIADACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน ไทย ลาว เวียตนาม
พใน จีน(กวางสี)ไทย ลาว เวียตนามบนป่าเขาหินปูนที่ระดับความสูงถึง 600เมตร
ไม้เถาเลื้อยพัน มียางขาว ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปรีถึงรูปใบหอก กว้าง2-4ซม.ยาว5-10ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบแหลมถึงมน ดอก ช่อแบบซี่ร่มออกที่ซอกใบ กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปคนโทสีขาว ปลายแยกเป็น5แฉก สีเหลือง มีมงกุฏอยู่ด้านใน ผลเป็นฝักคู่ผลย่อยแตกแนวเดียวรูปทรงกระบอกแกมกระสวย เมล์ดมีพู่ขนที่ปลายด้านหนึ่ง
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด

เถาวัลย์ปูน/Cissus rependa

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Cissus repanda Vahl.
ชื่อพ้อง---Has 18 Synonyms

-Cissus aquosa Buch.-Ham. ex Wall. -Vitis angulata Kurz
-Cissus glauca Thw. -Vitis fluminicola Steud.
-Cissus indica Koen. ex Steud. -Vitis laeta Wall.
-Cissus repens Thw. -Vitis repanda (Vahl.) Wight & Arn.
-Cissus riparia Laws. -Vitis riparia Wall.
-Cissus rosea (Royle) Walp. -Vitis rosea Royle.
-Cissus roseus Royle -Vitis wallichii Kurz.
-Rinxostylis repanda (Vahl.) Rafin. -Vitis wightiana Wall.

ชื่อสามัญ--- Wavy-leaved cissus
ชื่ออื่น---เถาวัลย์ปูน(กรุงเทพฯ); เครือเขาคันขาว, น้ำเครือเขา(เหนือ); เครือจุ่มเจ้า(เชียงราย); เถาพันซ้าย(อุตรดิตถ์) ; [THAI: thao wan pun (Bangkok); khruea khao khan khao, nam khruea khao (Northern); khruea chum chao (Chiang Rai); thao phan sai (Uttaradit).]; [CHINESE:  da ye bai fen teng.]; [ASSAMESE: Medmedia-lata.]; [HINDI: pani bel.]; [KANNADA: elekombu balli, mudi balli.]; [MANIPURI: kongngouyen.]; [MARATHI: gendal.] ; [NERALI: jhuletee.]
ชื่อวงศ์---VITACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อนุทวีปอินเดีย พม่า อินโดจีน
พบใน จีน(ไหหลำ, เสฉวน, ยูนนาน), ภูฏาน, อินเดีย, ศรีลังกา, ไทย ขึ้นตามป่ากึ่งผลัดใบ พุ่มไม้ ทุ่งหญ้า ที่รกร้างทั่วไป ที่ระดับความสูง 500-1,000 เมตร
ไม้ ลุ้มลุกเลื้อยพัน ทอดนอนหรือเกาะเลื้อย มีมือจับ ลำต้นและใบมีขนสีขาวนวลละเอียดปกคลุมหนาแน่น ใบเดี่ยว10-20 x 7-15 ซม.เรียงสลับรูปหัวใจ ปลายใบแหลม ขอบใบหยักมนแบบซี่ฟัน ก้านใบยาว 3-7 ซม. ใบอ่อนมีขนสีสนิม ดอกช่อแบบช่อซี่ร่มยาว 5-11 ซม.ออกที่ซอกใบ ใบประดับและใบประดับย่อยมีขนปกคลุม กลีบเลี้ยง4-5กลีบสีแดงคล้ำ ผลทรงไข่กลับ5-7 มม เมล็ดรูปแพร์ผิวเรียบ1เมล็ด
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ใบอ่อนกินได้ใส่ในแกงส้มมีรสเปรี้ยวใช้แทนมะนาว
-ใช้เป็นยา ใช้ใบขยี้กับปูนรักษาแผลสด เถาปรุงเป็นยากินรักษาโรคกระษัย น้ำมูกพิการ ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ แก้ปวดเมื่อย
ระยะออกดอก/ติดผล---กุมภาพันธ์-สิงหาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

เถาวัลย์ยั้ง/Smilax ovalifolia


ชื่อวิทยาศาสตร์---Smilax ovalifolia Roxb. ex D. Don
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms
---Smilax columnifera Buch.-Ham. ex D.Don [Invalid]    
---Smilax grandifolia Voigt [Illegitimate]    
---Smilax grandis Wall. ex Voigt
---Smilax macrophylla Roxb. [Illegitimate]
---Smilax retusa Roxb. [Illegitimate]    
---Smilax roxburghii Kunth
ชื่อสามัญ---Sarsaparilla, Hill lotus, Oval-leaved China root, Rough bindweed, Square-branched sarsaparilla, Wild sarsaparilla.
ชื่ออื่น---เถาวัลย์ยั้ง(ภาคกลาง),กังกะว๊ะ,ฮ่อกะอ๊ะ(กระเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน),เครือเดา,เดาหลวง(ภาคเหนือ) หนามเปา(เงี้ยว ภาคเหนือ); [THAI: thao wan yang (Central); kang-ka-wa, ho-ka-a (Karen-Mae Hong Son); khruea dao, dao luang (Northern); nam-pao (Shan-Northern).]; [ASSAMESE: Kumarika, Kumbhi, Bagh Achura lota.]; [BENGALI: Kumarika.]; [HINDI: Kumarika, Jangli Aushbah, Bhitura.]; [KANNADA: Kaadu Hambu, Kaadu Hambu Thaavare.]; [MALAYALAM: Kaltamara, Karivilanti.]; [MARATHI: Ghotvel.]; [SANSKRIT: Vanamadhusnahi.]; [TAMIL: Malaittamarai.]; [TELUGU: konda tamara.]; [VIETNAM: Kim cang lá xoan.]
ชื่อวงศ์---SMILACACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย, บังคลาเทศ, พม่า, ศรีลังกา, จีน, พม่า, เนปาล, ไทย, เวียดนาม


ไม้ เถาขนาดเล็ก เถากลม มีมือเกาะพันต้นไม้อื่นได้ไกล3-4เมตร มักมีหนามตามเถา ใบเดี่ยวรูปใบหอก 6 - 12 × 13-25 ซม.ปลายใบมน โคนใบตัดโค้งมน ก้านใบยาว 1 - 1.5 ซม. แผ่นใบหนา ผิวใบเกลี้ยง ขอบใบเรียบ มีเส้นแขนงออกจากโคนใบยาวจรดปลายใบ ดอกออกเป็นช่อซี่ร่ม ตามซอกใบมีดอกย่อยจำนวนมากสีเหลืองอ่อน ผลรูปไข่สีเขียวมี1เมล็ด
ใช้ประโยชน์---ยอดอ่อน ใบอ่อนปรุงสุก กินเป็นผัก
-ใช้เป็นยา รากใช้ขับปัสสาวะ ใช้เป็นยาชูกำลัง
ระยะออกดอก/ติดผล--- พฤษภาคม-กรกฏาคม/---สิงหาคม-กันยายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

เถาอีแปะ/ Dischidia hirsuta


ชื่อวิทยาศาสตร์---Dischidia hirsuta (Blume) Decne.
ชื่อพ้อง---Has 8 Synonyms

-Dischidia brunoniana Griff. -Dischidia subpelligera Schltr.
-Dischidia euryloma Schltr. -Dischidia verruculosa Schltr.
-Dischidia fasciculata (Blume) Decne. -Leptostemma fasciculatum Blume
-Dischidia pulchella Schltr. -Leptostemma hirsutum Blume

ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---เถาอีแปะ(ระยอง) อีแปะสะ สร้อยใบโพธิ์ เกล็ดนาคราช; [THAI: thao i pae (Rayong); soi bi pho; i pae sa; klet nak kha rat.]; [VIETNAM: Song ly lông; Mộc tiền lông, Móng quạ.]
ชื่อวงศ์---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สกุล Dischidia มีประมาณ 80 ชนิด พบในเอเชียและโอเซียเนียเขตร้อน ในไทยมีประมาณ 15 ชนิด D. hirsuta มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบได้มากในผืนป่าที่มีความชื้นสูงและอากาศเย็นเกือบตลอดปี โดยเฉพาะบนภูเขาที่ระดับความสูง ตั้งแต่ 1,000เมตรขึ้นไป แต่บางชนิด(ปริมาณน้อย) พบในป่าผลัดใบริมน้ำ เป็นพืชหายาก
ไม้ เลื้อยเถากลมสีเขียวทอดคลานไปตามพื้นดิน หิน หรือเกาะอาศัยอยู่ตามต้นไม้อื่น ทุกส่วนมีขนสากปกคลุม มียางสีขาว  ใบเดี่ยวขนาดประมาณ 1.5 ซม.ออกตรงข้ามเป็นคู่ รูปโล่หรือกระทะคว่ำ แผ่นใบอวบหนาคล้ายแผ่นหนังฐานใบกลม ปลายใบแหลม ดอกออกเป็นแบบช่อกระจะ ออกที่ซอกใบ ดอกย่อยมีขนาดเล็กกลีบดอกอวบหนานิ่ม ออกเป็นช่อสั้นๆ3-5ดอก ขนาด 0.5ซม.บริเวณฐานดอกกลมป่องคล้ายคนโท มีตั้งแต่ สีแดงไปจนถึงขาวแกมเหลือง และสีขาว ปลายมีรยางค์รูปมงกุฎ 5 แฉกเรียว ผลเป็นฝักรูปดาบแกมขอบขนาน เมล็ดมีจำนวนมาก และมีกระจุกขนสีขาวคล้ายเส้นไหมบางๆ กระจายไปตามลมได้ไกล
ระยะออกดอก---มีนาคม-เมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ



อ้างอิง, ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :

---หนังสือพรรณไม้ในสวนหลวง ร.๙ เล่ม1,เล่ม 2,เล่ม 3 2554 .                                                                          ---หนังสือ สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม1,เล่ม2,เล่ม3, เล่ม4 2548
---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร หอพรรณไม้ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2549
---ไม้ต้นในสวน Trees in the Gardenโดย องค์การสวนพฤกษศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี The Botanical Garden Organization Office of the Prime Minister พิมพ์ครั้งที่1 พฤษภาคม 2542 จัดพิมพ์โดย มูลนิธิ ศาสตราจารย์ ดร.สง่า สรรพศรี                                                                 
---คู่มือดูพรรณไม้ป่าสะแกราช เล่ม1, เล่ม2 โดย ดร. ปิยะ เฉลิมกลิ่น,จิรพันธ์ ศรีทองกุล,อนันต์ พิริยะภัทรกิจ                      ---หนังสือ พรรณไม้วงศ์กระดังงา ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น ภาพ: อภิชัย อิงควุฒิ                                                      
---อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา-หนังสือป่าเชายเลน นิเวศวิทยาและพรรณไม้ โดย สรายุทธ บุญยะเวชชีวิน (ผู้แต่งและภาพ) รุ่งสุริยา บัวสาลี พิมพ์ครั้งที่1 เมษายน 2554
---หนังสือ ดอกไม้ และประวัติไม้ดอกเมืองไทย จาก ชุดธรรมชาติศึกษา โดย วิชัย อภัยสุวรรณ 2532
---ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์  BGO Plant Databases, The Botanical Garden Organization http://www.qsbg.org/database/
---สำนักงานหอพรรณไม้. (2557). ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย  เต็ม สมิตินันท์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2557. กรุงเทพฯ: สำนักงานหอพรรณไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช http://www.dnp.go.th/botany/mplant/index.aspx
---The International Plant Names Index and World Checklist of Selected Plant Families 2017. Published on the Internet at http://www.ipni.org and http://apps.kew.org/wcsp/
---The Plant List (TPL) was a working list of all known plant species  http://www.theplantlist.org/
---Useful Tropical Plants. http://tropical.theferns.info/viewtropical.                       
---India Biodiversity Portal. http://indiabiodiversity.org/species/show/                    
---Plants of the World Online Kew Science.www.plantsoftheworldonline.org/taxon/urn:lsid:ipni.org
---GBIF.the Global Biodiversity Information Facility.https://www.gbif.org/species/
REFERENCES ---General Bibliography
REFERENCES ---Specific & complementary

Check for more information on the species:

Plants Database  ---Names, synonymy and distribution The Garden.org Plants Database https://garden.org/plants/Global                                                                                                                                          Plant Initiative ---Digitized type specimens, descriptions and use หอพรรณไม้ -กรมอุทยานแห่งชาติ    www.dnp.go.th/botany/Herbarium/GPI.html
Tropicos ---Nomenclature, literature, distribution and collections    Tropicos - Home    www.tropicos.org/
GBIF    ---Global Biodiversity Information Facility Free and open access to biodiversity data  https://www.gbif.org/
IPNI ---International Plant Names Index    The International Plant Names Index - home page    http://www.ipni.org/
EOL ---Descriptions, photos, distribution and literature    Global access to knowledge about life on Earth    Encyclopedia of Life eol.org/
PROTA ---Uses    The Plant Resources of Tropical Africa    https://books.google.co.th/books?isbn=9057822040
Prelude  ---Medicinal uses    Prelude Medicinal Plants Database    http://www.africamuseum.be/collections/external/prelude
Google Images    ---Images                    

รวบรวมและเรียบเรียงโดย Tipvipa..V
บริษัท สวนสวรส การ์เด้น ดีไซน์ จำกัด
สวนเทวา  เชียงใหม่
www.suansavarose.com
www.suan-theva.com

Updatre 28/11/2019

  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view