สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

สารพัดต้นไม้จัดสวน

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

สวนสไตล์ต่างๆ

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ชื่อนั้นสำคัญไฉน

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 23/10/2020
สถิติผู้เข้าชม 9,680,229
Page Views 14,783,355
 
« October 2020»
SMTWTFS
    123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

ต้นไม้ในป่า11

ต้นไม้ในป่า11

ต้นไม้ในป่า 11

For information only-the plant is not for sale.

1 นกขมิ้น/Aristolochia grandis 35 โมกหอม/Chonemorpha fagrans
2 นมควายน้อย/ Uvaria hahnii 36 ย่านขี้ผึ้ง/Sarcolobus carinatus
3 นมชะนี/Artabotrys burmanicus 37 ย่านงด/Poikilospermum suaveolens
4 นมช้าง/Uvaria cordata 38 ย่านเลือด/Fissistigma rubiginosum
5 นมแมวเขียว/Cyathostemma hookeri 39 ศรีจันทรา/Rosa helenae
6 นมแมวช่อ/Cyathostemma viridiflorum 40 ส้มขี้มอด/Embelia subcoriacea
7 นมแมวแดง/Cyathostemma argenteum 41 ส้มลม/Aganonerion polymorphum
8 นมเสือ/Dasoclema siamensis 42 ส้มสันดาน/Cissus hastata Miq.
9 น้ำเต้าน้อย/Cythostemma micranthum 43 ส้มเสี้ยวเถา/Bauhinia lakhonensis
10 น้ำเต้ายาน/Cyathostemma longipes  44 สร้อยสยาม/Bauhinia siamensis
11 โนรีเกาะช้าง/ Hiptage monopteryx 45 สวาด/Caesalpinia bonduc
12 โนรีปันหยี/Hiptage detergens 46 สะแกวัลย์/Calycopteris floribunda
13 บุหงาเถา/Friesodielsia discolor 47 สะบ้า/Entada rheedii
14 บุหรงช้าง/Dasymaschalon gran diflorum 48 สะบ้าลาย/Mucuna interrupta
15 บุหรงดอกทู่/Dasymaschalon obtusipetalumJing 49 สะพลี/Cyathostemma
16 บุหรงสุราษฏร์/Dasymaschalon blumei var.
50 สาลีแก่นใจ/Capparis zeylanica
17 ปอเกี๋ยน/Bauhinia ornata Kurz var. burmanica 51 สังวาลย์พระอินทร์/Cassytha filiformis
18 ผักบุ้งขัน/ Ipomoea asarifolia 52 สังวาลย์พระอินทร์/Hoya ovalifolia
19 ผักบุ้งแดง/Stictocardia veraviensis 53 สังวาลย์พระอุมา/Hoya diversifolia
20 ผักบุ้งทอง/Merrimia tuberosa  54 สามพันตา/Bridelia tomentosa
21 ฝนแสนห่า/Argyreia capitiformis 55 เสี้ยวแก้ว/Bauhinia nervosa
22 พญายูงทอง/Aristolochia littoralis 56 เสี้ยวเครือ/Bauhinia harmsiana
23 แพ่งเครือ/Sphenodesme mollis 57 เสี้ยวเครือยอดแดง/Bauhinia glauca ssp. tenuiflora
24 มหาวิหค/Aristolochia gigantea  58 เสี้ยวตัน/Jasminum calcicola Kerr
25 มะกิ้ง/Hodgsonia macrocarpa var. capniocarpa 59 เสี้ยวผี/ Jasminum scandens
26 มะเขือแจ้เครือ/Securidaca inappendiculata 60 เสี้ยวฟ่อม/Bauhinia viridescens Desv. var.
27 มะลิเฉลิมนรินทร์/Jasminum bhumibolianum
61 แสลงพันกระดูก/Bauhnia similis 
28 มะลินวลแก้ว/ Jasminum sp "Nuan Kaeo" 62 แสลงพันเถา/Bauhinia pulla
29 มะลิย่าน/ Jasminum elongatum 63 หนามแน่ขาว/Thunbergia fragrans
30 มะลิระบำ/Jasminum laurifolium var. brachylobum 64 หนามแน่แดง/Thunbergia coccinea
31 มะลิสยาม/Jasminum siamense 65 หยีคลาน/Derris heptaphylla
32 มะลิหมอคาร์/Jasminum anamense 66 หวายลิง/Flagellaria indica
33 มันเทียน/Dioscorea myriantha 67 หัวลิง/Sarcolobus globosus
34 โมกจ้าง/Chonemorpha megacalyx 68 หัวสุ่ม/Artabotrys oblanceolatus 
69 อ้อยสามสวน/Myriopteron extensum
Online Resources
---JSON (data interchange format)
---GBIF
---Encyclopaedia of Life
---Biodiversity Heritage Library
---ALA occurrences
---Google search

นกขมิ้น/Aristolochia grandis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Aristolochia grandis Craib
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---นกขมิ้น(ภาคเหนือ), ; [THAI: nok khamin (Northern).]
ชื่อวงศ์---ARISTOLOCHIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย


เป็นพืชหายากและเป็นพืชเฉพาะถิ่นของดอยสุเทพ พบเฉพาะในเขตจังหวัดเชียงใหม่ ในป่าดิบบริเวณริมน้ำหรือที่ชื้น ที่ระดับความสูง 750-1,300 เมตร
ไม้เถาเลื้อยมีเนื้อไม้ เลื้อยได้ไกล 2-4 เมตรใบเดี่ยวออกสลับรูปรีแกมขอบขนานขนาด 6-15 x 10-25ซม.ขอบใบเรียบมีหยักเล็กน้อย หลังใบเรียบสีเขียวเข้ม ท้องใบมีขนนุ่ม ก้านใบยาว 3-9 ซม. ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบมีดอกย่อย1-2ดอก ดอกย่อยปกคลุมด้วยขนสีน้ำตาล เส้นผ่านศูนย์กลางดอก 4-6 ซม.ลักษณะเป็นท่อโค้งขนานไปกับตัวดอกโคนโป่งเป็นถุงส่วนปลายแผ่กว้างขอบพับขึ้น ด้านนอกสีเดงด้านในสีเหลือง มีขนปกคลุม ผลรูปกระสวยเป็น 6 สันขนาด 4-6 x 13-18 ซม. สีเทามีขนนุ่มเมื่อแก่แตก เป็น6แฉก มีเมล็ดจำนวนมาก
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับขึ้นซุ้มไม้เลื้อย
ระยะออกดอก/ติดผล---มิถุนายน-กรกฎาคม/สิงหาคม-กันยายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ

นมควายน้อย/ Uvaria hahnii


ชื่อวิทยาศาสตร์---Uvaria hahnii (Finet & Gagnep.) J. Sinclair.
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Desmos hahnii (Finet & Gagnep.) Merr.
---Unona hahnii Finet & Gagnep.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---นมควายน้อย, นมควาย(ระยอง) ;  [THAI:nom khwai (Rayong).]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- อินโดจีน
มีถิ่นกำเนิดใน กัมพูชา ลาว ไทย เวียดนาม ประเทศไทย พบขึ้นในป่าดิบแล้งทั่วประเทศ ที่ระดับความสูงไม่เกิน 400 เมตร
ไม้เลื้อยเนื้อแข็ง  เลื้อยพาดพันต้นไม้อื่นได้ไกล 5-8 เมตร เปลือกต้นเรียบสีน้ำตาลอมดำมีช่องอากาศมาก ใบรูปรีแกมขอบขนาน กว้าง 4-6 ซม.ยาว 13-18 ซม.เส้นกลางใบข้างบนเป็นร่องข้างล่างเป็นสัน มีขนหนาแน่นทั้งสองด้านใบด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมันด้านล่างสีอ่อนกว่าดอก เดี่ยวออกตรงข้ามใบ ดอกสีเขียว เมื่อบานจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง กลิ่นหอมอ่อนๆ มีใบประดับ 1-2 ใบ ผลกลุ่ม มีผลย่อย 10-22 ผล ขนาดผลย่อย รูปทรงกระบอก กว้าง 1.5 ซม.ยาว2-2.5ซม. ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีส้ม มีเมล็ด8-12เมล็ด
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ผลกินได้รสหวาน-ใช้เป็นยา เนื้อไม้กับรากต้มกินแก้ไข้กลับจาการกินของแสลง รากบำรุงน้ำนม แก้โรคผอมแห้งสำหรับผู้หญิงหลังคลอดบุตร อยู่ไฟไม่ได้
ระยะออกดอก---มีนาคม-เมษายน
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด

นมชะนี/Artabotrys burmanicus


ชื่อวิทยาศาสตร์---Artabotrys burmanicus A.DC.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Artabotrys cubittii Chatterjee.(Unresolved.)
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---นมชะนี(ประจวบคีรีขันธ์ ; [THAI: nom chani (Prachuap Khiri Khan).]; [CHINESE: Miǎn yīng zhǎo.]; [BURMESE: Ngabye shin, Nyane, Ta daing hmwe.]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อัสสัม พม่า ไทย
ขึ้นในป่าดิบชื้นและป่าดิบแล้ง ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ ที่ระดับความสูง 200-600เมตร
ไม้ เถาเนื้อแข็งเลื้อยพาดพันต้นไม้อื่นได้ไกล5-10เมตร กิ่งอ่อนมีขนปกคลุมหนาแน่น ก่ิงแก่เรียบสีน้ำตาลเข้ม มีช่องหายใจเป็นขีดขาวตรงกลาง ใบรูปขอบขนานแกมใบหอก กว้าง 2.5-5 ซม.ยาว 8-15 ซม.ปลายใบเรียวแหลม โคนใบรูปลิ่ม ใบหนากรอบ ผิวใบด้านบนเป็นมันด้านล่างมีขนอ่อนนุ่ม ดอกออกเป็นดอกเดี่ยว ออกตรงข้ามใบต่อจากตะขอ ตะขอยาว 1.8-2 ซม. ดอกสีเหลืองอมเขียวมีกลิ่นหอมแรงเฉพาะช่วงค่ำ ผลกลุ่ม ก้านช่อผลยาว 2-4 ซม. มีผลย่อย 10-15 ผล ผลย่อยมีก้านผลสั้นมาก รูปไข่กลับ กว้าง1.5 ซม.ยาว2-3 ซม. เปลือกเรียบ ปลายมีติ่งแหลม ผลแก่สีเหลือง มี 2 เมล็ด
ระยะออกดอก---กุมภาพันธ์-มีนาคม ผลแก่หลังจากดอกบาน 4 เดือน
ขยายพันธุ์--- เพาะเมล็ด (เมล็ดที่น ามาเพาะ มีอัตราการงอก มากกว่า 80% ระยะเวลาการงอก 30-60 วัน)

นมช้าง/Uvaria cordata


ชื่อวิทยาศาสตร์---Uvaria cordata (Dunal) Alston.
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Basionym: Guatteria cordata Dunal. (Unresolved)
---Uvaria macrophylla Roxb.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---กล้วยหมูสัง(ตรัง), กาเลียบ, นมแมวใหญ่(ชุมพร),ชูเบียง(กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน),นมควาย(นครศรีธรรมราช),นมช้าง(ภาคเหนือ),นมวัว(สุราษฎร์ธานี),ลาเกาะ (มาเลย์-นราธิวาส)  ; [THAI: kluai mu sang (Trang); ka liap, nom maeo yai (Chumphon); chu-biang (Karen-Mae Hong Son); nom khwai (Nakhon Si Thammarat); nom chang (Northern); nom wua (Surat Thani); la-ko (Malay-Narathiwat); [VIETNAM: Bù dẻ lá lớn, Nam kỳ hương, Dất lông.]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย ศรีลังกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กระจายอยู่ในอินเดีย ศรีลังกา พม่า ไทย เวียดนาม มาเลเซียและอินโดนีเซีย ในประเทศไทยพบในป่าดิบชื้นและในป่าดิบแล้ง ขึ้นกระจายทั่วประเทศที่ระดับความสูง200-1,200เมตร
ไม้ เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่ เลื้อยได้ไกลถึง5-6(20)เมตร กิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนสั้นๆสีน้ำตาลปกคลุม ใบรูปไข่ หนาแข็งและกรอบกว้าง6-13ซม.ยาว13-23ซม. เส้นแขนงใบมี10-14คู่ ก้านใบยาว1ซม.ดอกเดี่ยว หรือเป็นกลุ่ม1-3ดอก ออกที่ซอกใบใกล้ปลายยอดสีแดงเข้ม ดอกบานมีขนาด4ซม.เมื่อดอกโรยกลีบดอกทั้งหมดจะร่วงและติดกันเป็นรูปดอก
ผลกลุ่มมีผลย่อย20-35ผล รูปร่างค่อนข้างกลมรี กว้าง1.5-2ซม.ยาว2-3ซม.ผลอ่อนสีเหลืองส้ม ผลแก่สีดำมีเมล็ด 8-10 เมล็ด
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ผลสุกกินได้ ในเวียตนามใช้ใบเป็นยีสต์ทำไวน์
-ใช้เป็นยา ส่วนที่ใช้ ใบและราก ตำรายาพื้นบ้านใช้เปลือกต้น แก้ปวดเมื่อย กระษัยเส้น แก่น บำรุงเลือด ในเวียตนามใช้รักษาอาการ อาหารไม่ย่อย ท้องอืดท้องเสีย โรคไขข้ออักเสบ, ปวดหลัง
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไป
ระยะออกดอก---มิถุนายน-กันยายน
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด

นมแมวเขียว/Cyathostemma hookeri


ชื่อวิทยาศาสตร์---Uvaria clementis (Merr.) Attan., I.M.Turner & R.M.K.Saunders.
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms
---Artabotrys clementis Merr.
---Cyathostemma hookeri King [Illegitimate]
---Uva parviflora Kuntze.
---Uvaria kingii L.L.Zhou, Y.C.F.Su & R.M.K.Saunders.
---Uvaria parviflora Hook.f. & Thomson [Illegitimate].
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---นมแมวเขียว(ทั่วไป) ; [THAI: nom meow kheow (general).]
ชื่อวงศ์--- ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินโดจีน
กระจายใน ลาว กัมพูชา เวียตนาม ในประเทศไทยพบในป่าดิบชื้นทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ที่ระดับความสูง100-300เมตร
ไม้ เถาเนื้อแข็ง เลื้อยได้ไกล 10-25 เมตร กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาล กิ่งแก่เรียบสีดำ มีช่องอากาศเป็นลายยาวสีขาวบิดเวียนลำต้น ใบรูปรีแกมขอบขนาน กว้าง5-8ซม.ยาว 12-18ซม. โคนใบมน ปลายใบมีติ่งยาว ค่อนข้างหนาและเหนียวเรียบเป็นมันทั้งสองด้านดอก ออกเป็นช่อตามกิ่งแก่ ช่อละ3-4ดอก ดอกสีเขียว ก้านช่อดอกสั้นมาก กลีบเลี้ยงรูปไข่ หนา สีเขียวมีขนทั้งสองด้าน กลีบดอกหนามีขนาดใกล้เคียงกัน เรียงเป็น2ชั้น ดอกมีขนาด1.5ซม. ผลกลุ่มจำนวน4-7ผล ผลรูปทรงกระบอก กว้าง2ซม.ยาว3-4ซม. เปลือกผลหนา มีขนคลุมมีหลายเมล็ด
ระยะดอกออก---พฤษภาคม-มิถุนายน
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด

นมแมวช่อ/Cyathostemma viridiflorum


ชื่อวิทยาศาสตร์---Uvaria griffithii L.L.Zhou, Y.C.F.Su & R.M.K.Saunders
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Cyathostemma siamense Utteridge
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---นมแมวช่อ(ทั่วไป) ; [THAI: nom meow cho (general).]; [CHINESE: Lǜ huā bēi guān mù.]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย จีน ไทย พม่า มาเลเซีย
ในประเทศไทยพบขึ้นในป่าดิบชื้นทางภาคใต้ ที่ระดับความสูง 100-300เมตร
ไม้ เถาเนื้อแข็ง เลื้อยได้ไกล10-25 เมตร กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาล กิ่งแก่เรียบสีดำ มีช่องอากาศเป็นลายยาวสีขาวบิดเวียนตามลำต้น ใบรูปขอบขนานแกมไข่กลับ กว้าง5-8ซม.ยาว 17-22ซม. โคนใบหยักเว้าตื้น ปลายใบเรียวแหลมและมีติ่งยาว ใบค่อนข้างหนาและเหนียว เรียบเป็นมันทั้งสองด้าน ดอกออกเป็นช่อตามลำต้นและกิ่งแก่ ดอกอ่อนสีเขียว บานแล้วสีเหลือง ก้านช่อดอกยาวแตกออกเป็นแนวซิกแซกทีละ2กิ่ง มีใบประดับเล้กๆที่โคนก้านดอก1แผ่น กลีบดอกหนามีสันนูนตามแนวยาวกลีบดอกด้านนอกงองุ้มเข้าหากลางดอก ดอกบานขนาด2ซม. ผลกลุ่มมีจำนวน8-12ผล ก้านผลยาว1ซม.ติดอยู่บนแกนตุ้มกลม ผลรูปกลมรียาว2ซม.เปลือกผลเรียบสีเขียว มีหลายเมล็ด
ระยะออกดอก---กันยายน-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด

นมแมวแดง/Cyathostemma argenteum


ชื่อวิทยาศาสตร์---Cyathostemma argenteum (Blume) J. Sinclair
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Anomianthus argenteus (Blume) Backer    
---Uvaria argentea Blume
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---นมแมวแดง ; [THAI: nom meow daeng (general).]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- อินเดีย บังคลาเทศ ไทย พม่า มาเลเซีย
ในประเทศไทย พบตามริมแหล่งน้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ที่ระดับความสูง 200-300เมตร
ไม้ เถาเนื้อแข็งขนาดเล็กเลื้อยได้ไกล2-3เมตร เปลือกสีน้ำตาลเข้มมีรูระบายอากาศสีขาวเป็นจุดจำนวนมาก ใบรูปขอบขนาน กว้าง1.5-2.5ซม.ยาว5-7ซม.เหนียวคล้ายแผ่นหนังด้านบนสีเขียวเป็นมัน เส้นกลางใบใหญ่นูนเห็นชัดกว่าด้านล่าง เส้นแขนงใบเห็นไม่ชัดทั้งสองด้านดอกเดี่ยวออกตามกิ่งตรงข้ามใบ ดอกสีม่วงแดง กลีบเลี้ยงสีเขียวกลีบดอกเรียงเป็นสองชั้น ขนาดดอกเมื่อบานเต็มที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1ซม. ผลเป็นผลกลุ่มมีจำนวน6-10ผล ผลรูปกลมรีหรือบิดเบี้ยว ยาว1.5-2ซม. ผลอ่อนสีเขียวเมื่อแก่สีม่วงเข้ม มีเปลือกหนาและมีเมล็ดมาก
ระยะออกดอก---มิถุนายน-สิงหาคม
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด

นมเสือ/Dasoclema siamensis


ชื่อวิทยาศาสตร์---Uvaria dasoclema L. L. Zhou, Y. C. F. Su & R. M. K. Saunders
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Dasoclema siamensis (Craib) J.Sinclair.    
---Monocardia siamensis Craib (Unresolved).    
---Monocarpia siamensis Craib.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---นมเสือ(ทั่วไป) ; [THAI: nom suea (General).]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย
พืชเฉพาะถิ่นของไทย พบขึ้นบนภูเขาหินปูนทางภาคเหนือตอนล่าง ที่ระดับความสูง 600 เมตร
ไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็ง  เลื้อยได้ไกล10-15เมตร เปลือกสีดำมีกลิ่นฉุน ช่องอากาศเป็นแถบบิดเวียน เนื้อไม้เหนียว
ใบรูปขอบขนานแกมไข่กลับ กว้าง 4-5 ซม. ยาว 12-17 ซม.โคนใบมนถึงรูปลิ่ม ปลายใบเรียวแหลม และมีติ่งยาว 0.8-1.5 ซม. ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ใบเรียบแข็งหนา ใบด้านบนสีเขียวเข้ม ใบด้านล่างสีอ่อนกว่า ดอกเดี่ยวออกตรงข้ามใบเมื่อบานสีเหลืองนวล มีใบประดับเล็ก1แผ่นที่กลางก้านดอกใกลีบเลี้ยงรูปสามเหลี่ยม กลีบดอกมี 6 กลีบ เรียงเป็น 2 ชั้น ดอกมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2-2.5 ซม.ผลเดี่ยวทรงกระบอก กว้าง2.5ซม. ยาว5-6 ซม. ก้านผลยาว 5-6 ซม.ผิวผลขรุขระเปลือกหนา มี 8 เมล็ด เรียง 2 แถว
ระยะออกดอก---พฤษภาคม-มิถุนายน
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด

น้ำเต้าน้อย/Cythostemma micranthum


ชื่อวิทยาศาสตร์---Uvaria micrantha (A.DC.) Hook.f. & Thomson
ชื่อพ้อง---Has 9 Synonyms

-Anaxagorea sumatrana Miq. -Popowia nitida King
-Cyathostemma micranthum (A.DC.) J.Sinclair -Uva micrantha (A.DC.) Kuntze
-Cyathostemma sumatranum (Miq.) Boerl. -Uva sumatrana (Miq.) Kuntze
-Guatteria micrantha A.DC. -Uvaria sumatrana (Miq.) Kurz
-Polyalthia fruticans A.DC.

ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น--เถาฤๅษีผสมแก้ว(สุราษฎร์ธานี),นมแมว(ประจวบคีรีขันธ์),น้ำเต้าน้อย(ปราจีนบุรี) ; [THAI: thao ruesi phasom kaeo (Surat Thani); nom maeo (Prachuap Khiri Khan); namtao noi (Prachin Buri).]; [VIETNAM: Kỳ hương, Bồ quả.]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พม่า หมู่เกาะอันดามัน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ นิวกินี ตอนเหนือของออสเตรเลีย
ประเทศไทย พบในป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง และป่าเบญจพรรณทั่วประเทศ ที่ความสูงตั้งแต่ระดับน้ำทะเลถึง 600 เมตร
ไม้ เถาเลื้อยเนื้อแข็ง  เลื้อยได้ไกล10-15เมตร แตกกิ่งที่ปลายยอดจำนวนมาก เปลือกสีน้ำตาลอมดำมีช่องอากาศมาก กิ่งอ่อนมีขนปกคลุมหนาแน่น ใบรูปรีแกมขอบขนาน4.5-11.5 x 1-4 ซม. โคนใบมนปลายใบแหลม เนื้อใบหนาเหนียวเกลี้ยงเป็นมันทั้งสองด้าน ก้านใบยาว 0.2-0.6 ซม. มีขนสีน้ำตาลปกคลุม ดอกออกตรงข้ามใบเป็นกระจุก สีน้ำตาลแกมเหลือง กลีบเลี้ยง3กลีบสีเขียว มีขนาดเล็กมาก และมีขนสีน้ำตาลปกคลุมอยู่ กลีบดอกแข็งงุ้มเข้าหากันมี 6 กลีบ เรียงเป็น 2 ชั้น มีขนาดและรูปร่างใกล้เคียงกัน  ผลเป็นผลกลุ่ม ก้านผลประมาณ 7-11 x 6-10 มม. ผลย่อยรูปกลมรี ขนาด 1.5ซม.ผลแก่สีเหลืองอมเขียว เมล็ด1-4เมล็ด ขนาด  6-8 x 4-6 มม.
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ในเวียตนามใช้เปลือกเป็นยาต้มบำรุงกำลังช่วยย่อยอาหาร มักใช้รักษาอาการท้องอืดอาหารไม่ย่อยและปวดหลัง
ระยะออกดอก--- มิถุนายน-สิงหาคม   
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด

      น้ำเต้ายาน/Cyathostemma longipes


ชื่อวิทยาศาสตร์---Cyathostemma longipes Craib.
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---น้ำเต้ายาน(ทั่วไป) ; [THAI: nam tao yan (general).]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย
ขึ้นกระจายในป่าดิบแล้งทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ระดับความสูง 100-300เมตร
ไม้เถาเนื้อแข็ง เลื้อยได้ไกล5-8เมตร กิ่งอ่อนมีขนเล็กน้อย กิ่งแก่เปลือกเรียบสีน้ำตาลอมดำ ใบรูปขอบขนานแกมไข่กลับ กว้าง 4-7ซม.ยาว12-20ซม.โคนใบรูปลิ่ม ปลายใบแหลม ด้านบนด้านสีเขียวเข้ม ด้านล่างใบสีอ่อนกว่า ดอก เดี่ยวออกนอกซอกใบ ดอกสีเขียวอมเหลือง ก้านดอกยาวที่สุดในสกุลเดียวกัน มีความยาว6-8ซม. มีหูใบเล็กๆที่ใกล้โคนก้านดอก กลีบเลี้ยงหนาสีเขียว กลีบดอกหนาเรียบเป็นมันเรียงกัน 2ชั้น ดอกบานขนาด2.5ซม. ผลเป็นผลกลุ่ม เมี30-50ผลผลกลมขนาด 0.7-1ซม.เมื่อแก่สีแดง ใช้ประโยชน์ ---นำมาใช้ปลูกเป็นพืชสมุนไพร
ระยะออกดอก--- พฤษภาคม - สิงหาคม
ขยายพันธุ์--- เพาะเมล็ด

โนรีเกาะช้าง/ Hiptage monopteryx

ชื่อวิทยาศาสตร์---Hiptage monopteryx Sirirugsa
ชื่อพ้อง---
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---โนรีเกาะช้าง (ทั่วไป), ; [THAI: nori ko chang (General).]
ชื่อวงศ์---MALPHIGHIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย
เป็นพรรณไม้ถิ่นเดียวที่อยู่ในสกุลโนราพบครั้งแรกที่เกาะช้าง จังหวัดตราด พบทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ที่เกาะช้าง และเขาสอยดาว จังหวัดจันทบุรี ขึ้นตามริมลำธารในป่าดิบชื้น ความสูงระดับต่ำ ๆ
ไม้เลื้อยเนื้อแข็งเจริญเติบโตอยู่ได้หลายปี เลื้อยพาดพุ่มไม้อื่นได้ไกล5-15 เมตรยอดอ่อนมีขน ใบเดี่ยวออกตรงข้ามรูปรีแกมรูปขอบขนาน กว้าง4-6ซม.ยาว7-14ซม. ปลายใบแหลมเนื้อใบหนาและเห็นเส้นแขนงใบเด่นชัด ช่อดอกออกที่ปลายยอด ช่อยาว8-20ซม.มีดอกย่อยจำนวนมากกลีบดอก5กลีบขนาดไม่เท่ากันสีขาว  ปีกกลางรูปขอบขนาน ปลายแยกเป็น 2 แฉกไม่เท่ากัน ปีกข้างขนาดเล็ก เมื่อบานมีขนาดดอก1.5-2 ซม.มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ผลแห้งมีปีก ก้านผลยาว 1.2-1.5 ซม. มีติ่งตรงจุดกึ่งกลาง
ระยะออกดอก---เดือนมกราคม-มีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

โนรีปันหยี/Hiptage detergens

ชื่อวิทยาศาสตร์---Hiptage detergens Craib.
ชื่อพ้อง---
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---โนรีปันหยี(ทั่วไป), ; [THAI: nori pan yi (General).]
ชื่อวงศ์--- MALPHIGHIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พรรณไม้ถิ่นเดียวประเทศไทย
สำรวจพบครั้งแรกที่เกาะปันหยี จังหวัดพังงา เป็นไม้ถิ่นเดียวที่อยู่ในสกุลโนราของไทยขึ้นอยู่ตามภูเขาหรือหน้าผาหินปูน ความสูงถึงประมาณ 200 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้เลื้อยเนื้อแข็งเลื้อยพาดพันต้นไม้อื่นได้ไกล3-8 เมตรแตกยอดจำนวนมาก ใบเดี่ยวออกตรงข้าม รูปขอยขนาน กว้าง2-3ซม.ยาว4-7ซม.เนื้อใบหนาและแข็งขอบใบเป็นคลื่น ช่อดอกจำนวนมากออกที่ปลายยอดช่อดอกยาว 3-5 ซม. มีดอกย่อย12-20ดอก กลีบดอก6กลีบขนาดไม่เท่ากัน สีขาว เมื่อบานดอกมีขนาด1-1.5 ซม. ไม่มีกลิ่น ผลแห้งมีปีกปีกกลางรูปขอบขนานแกมรูปไข่ ปลายปีกกลม จักมน ยาว 1-1.4 ซม. ปีกข้าง 2 ปีก ยาว 0.5-1 ซม. มีสันเล็ก ๆ
ระยะออกดอก---เดือนมกราคม-เดือนมีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด              

                                                                   

บุหงาเถา/Friesodielsia discolor


ชื่อวิทยาศาสตร์---Friesodielsia discolor (Craib)Das
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Oxymitra discolor Craib (Unresolved.)
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---บุหงาเถา(ทั่วไป); [THAI: bu nga thao (General).]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---คาบสมุทรมาลายู
ประเทศไทยพบขึ้นในป่าดิบชื้นตามเกาะต่าง ๆ ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้
 ไม้เถาเนื้อแข็ง เลื้อยได้ไกล4-6 เมตร เปลือกเรียบ สีน้ำตาลอมเทา มีช่องอากาศสีขาวตามกิ่งบิดเวียนไปตามยาว เนื้อไม้เหนียว ใบรูปขอบขนานแกมรูปหอก กว้าง 5-6ซม.ยาว 15-18ซม. โคนใบมน ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ สีเขียวเข้มเป็นมัน ใบด้านล่างสีเขียวอมขาว มีเส้นกลางใบและเส้นแขนงใบนูนเด่น
ดอก เดี่ยวออกนอกซอกใบสีเหลือง มีกลิ่นหอมเมื่อใกล้โรย ดอกบานขนาด 2-2.5ซม.ผลกลุ่มมีผลย่อย8-12ผล ผลรูปกลมรีขนาด1ซม.ผลอ่อนสีเขียวเมื่อแก่สีแดงเข้ม มี1เมล็ด
เถามีความเหนียวใช้แทนเชือกได้
ระยะออกดอก---เดือนเมษายน-เดือนสิงหาคม
ขยายพันธุ์---โดยการเพาะเมล็ด

บุหรงช้าง/Dasymaschalon gran diflorum    

ชื่อวิทยาศาสตร์---Dasymaschalon gran diflorum Jing Wang, Chalermglin & R.M.K. Saunders
ชื่อพ้อง---None set
ชื่อสามัญ---None

ชื่ออื่น---บุหรงช้าง
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย
 พบครั้งแรกในป่าดิบชื้นของ อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส เมื่อ พ.ศ. 2544 โดย ดร. ปิยะ เฉลิมกลิ่น เป็นพืชสกุลบุหรง เพียงชนิดเดียวที่เป็นไม้เลื้อย พบในป่าดิบชื้นทางภาคใต้ ที่ระดับความสูง300-500เมตร
ไม้ เถาเนื้อแข็งมีดอกและผลขนาดใหญ่ที่สุดในสกุลบุหรง เลื้อยได้ไกล10-15เมตร แตกกิ่งน้อย กิ่งแขนงสั้น เปลือกสีน้ำตาลมีรูระบายอากาศสีขาว ใบรูปรีรูปไข่แกมขอบขนาน ใบบางขอบใบเป็นคลื่น โคนใบมนปลายใบแหลมด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ใบด้านล่างสีเขียวอมขาว ดอกเดี่ยวออกที่ตุ่มตามลำต้น ดอกบานมีสีม่วงแดง น้ำตาลเข้มหรือชมพู
ผล กลุ่ม ก้านช่อผลยาว8-10ซม. มีรูปทรงกระบอก5-10ผล  กว้าง0.7-0.9ซม.ยาว3-6ซม. ก้านผลย่อยยาว1-1.5ซม.เปลือกผลคอดห่างตามรอยเมล็ด เมื่อแก่สีแดงเข้ม แต่ละผลมีเมล็ด3-6เมล็ด เมล็ดรูปทรงกลม
ระยะออกดอก---เดือนกุมภาพันธ์-เดือนเมษายน
ขยายพันธุ์ด้วย---การเพาะเมล็ด

บุหรงดอกทู่/Dasymaschalon obtusipetalumJing

ชื่อวิทยาศาสตร์---Dasymaschalon obtusipetalum Jing Wang, Chalermglin and R.M.K. Saunders
ชื่อพ้อง---None set
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---บุหรงดอกทู่
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย
พบในป่าดิบเขาของ อำเภอแม่ฟ้าหลวง และอำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ที่ระดับความสูง 800-1,600 เมตร
เป็นไม้พุ่ม สูง 4-6 เมตร ใบรูปรีหรือรูปขอบขนาน เนื้อใบหนา ด้านบนใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างมีนวลแป้งสีขาวเคลือบ ดอกออกที่ปลายยอด สีเหลืองอ่อน ขนาด 1.5-3  ซม.ขอบกลีบบรรจบกันเป็นแท่งสามเหลี่ยม ตอนปลายดอกทู่และไม่บิด
ระยะออกดอก---เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม    
*หลังจากค้นพบทั้งสองสายพันธุ์ ดังกล่าวได้มีการวิจัยต่อยอดด้านการขยายพันธุ์ นอกถิ่นกำเนิดเพื่ออนุรักษ์พรรณไม้หายาก โดยขณะนี้ได้ทำการศึกษาขยายพันธุ์บุหรงดอกทู่ โดยวิธีการทาบกิ่ง เสียบกิ่ง และทำการศึกษาสรรพคุณด้านสมุนไพรจากสารเคมีในลำต้นของบุหรง ซึ่งเบื้องต้นพบว่ามีฤทธิ์ต้านเชื้อมะเร็งในระดับห้องปฏิบัติการ แต่ไม่สามารถนำไปใช้ได้โดยตรงหรือออกฤทธิ์ได้ผล ภายในสารชนิดเดียว จึงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมก่อนขยายผลการใช้ประโยชน์ด้านเภสัช กรรม สำหรับบุหรงช้างนั้นเนื่องจากเป็นพืชที่เติบโตอยู่ในพื้นที่ที่ยากลำบากในการเข้า ไปสำรวจ และเป็นพื้นที่อันตรายในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะนี้จึงยังไม่ได้ทำการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม.*
อ้างอิงจาก http://www.rssthai.com/reader.php?t=education&r=16109

บุหรงสุราษฏร์/Dasymaschalon blumei var. suratense 


ชื่อวิทยาศาสตร์---Dasymaschalon blumei Finet & Gagnep var. suratense Ban
ชื่อพ้อง---None set
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---บุหรงสุราษฏร์
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ปีะเทศไทย
ไม้ พุ่มขนาดเล็กขื้น กระจาย ตามป่าละเมาะ ตามเกาะ และตามริมทะเลทางภาคใต้ ที่ระดับความสูง 50-200เมตร ลักษณะต้นสูง 2-3 เมตร หรือแตกกิ่งยืดยาวเป็นไม้พุ่มรอเลื้อย เปลือกต้นสีน้ำตาลอมดำ มีช่องสีขาวเป็นจุดๆ เนื้อไม้เหนียว ใบรูปรีแกมขอบขนาน กว้าง4-6ซม. ยาว 9-15ซม. โคนใบมนหรือเว้าเล็กน้อย ปลายใบเรียวทู่ ใบหนาและแข็ง ใบด้านบนสีเขียวและมีขนเล็กน้อย ใบด้านล่างสีเขียวอ่อน เส้นกลางใบด้านบนเป็นร่อง ด้านล่างเป็นสันนูนเด่น
ดอก เดี่ยวออกที่ปลายกิ่งหรือที่ซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกอ่อนสีเขียวเมื่อบานเปลี่ยนเป็นสีเหลือง แล้วหลุดร่วงลงไปทั้งกรวย ผลกลุ่มมีผลย่อย 9-12ผล รูปทรงกระบอก ยาว1.5-2.5ซม. มีเมล็ด2-4เมล็ด เปลือกผลคอดถี่ตามรูปเมล็ด ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีแดง
ระยะออกดอก---เดือนมิถุนายน-กรกฏาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง

ปอเกี๋ยน/Bauhinia ornata Kurz var. burmanica

ชื่อวิทยาศาสตร์---Bauhinia ornata Kurz var. burmanica K.Larsen & S.S.Larsen
ชื่อพ้อง--- This name is a synonym of Phanera ornata (Kurz) Thoth. var. burmanica (K. Larsen & S. S. Larsen) Bandyop., P. P. Ghoshal & M. K. Pathak
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ปอเกี๋ยน(ภาคเหนือ), ; [THAI: po kian (northern).]
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย


ไม้ เลื้อยเนื้อแข็งเลื้อยได้ไกล6-10เมตร ลำต้นแตกกิ่งก้านสาขามาก ตามกิ่งยอดมีมือเกาะใบเดี่ยวเรียงสลับกัน รูปหัวใจปลายใบเว้าลึกเป็น2แฉก ขนาดกว้าง6.5-8.5ซม.ยาว6-10ซม.ขอบใบเรียบ แผ่นใบมีขนสีน้ำตาลปกคลุมทั้งสองด้าน ช่อดอกแยกแขนงเป็นช่อกลม จากซอกใบ มีดอกรูปถั่วจำนวนมาก ขนาด2ซม. มีกลีบเลี้ยงและกลีบดอกอย่างละ5กลีบ โคนกลีบดอกเว้า ขอบกลีบหยักเป็นคลื่น กลีบดอกมีสีขาวนวล เกสรผู้ก้านสีแดง อับเรณูสีชมพูอมแดง ผลเป็นฝักยาวประมาณ10-20ซม.แก่แล้วแตก ดอกบานวันเดียวโรยส่งกลิ่นหอมตลอดวัน
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ดและตอนกิ่ง


ผักบุ้งขัน/ Ipomoea asarifolia

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Ipomoea asarifolia (Desr.) Roem. & Schult.
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Basionym: Convolvulus asarifolius Desr.
---Ipomoea urbica Choisy
ชื่อสามัญ---Ginger-leaf morning-glory
ชื่ออื่น---ผักบุ้งขัน(ชลบุรี),ผักบุ้งขน(ชุมพร),ผักบุ้งช้าง(กาญจนบุรี).] ; [THAI: phak bung khan (Chon Buri); phak bung khun (Chumphon); phak bung chang (Kanchanaburi).]; [PORTUGUESE: Batata-brava, Batatarana, Batatão, Salsa-Brava.]
ชื่อวงศ์---CONVOLVULACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา แอฟริกา เอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกาใต้ อเมริกากลาง เอเซีย แอฟริกา
มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนชื้นของแอฟริกาอเมริกาและเอเชีย การกระจายในอเมริกาใต้ - ปารากวัย, บราซิล, โบลิเวีย, เปรู, เอกวาดอร์, โคลัมเบีย, เวเนซุเอลา; อเมริกากลาง- ปานามา; แคริบเบียน - จาเมกา; แอฟริกาเขตร้อน เอเซีย - อินเดีย ไทย, เวียดนาม, มาเลเซีย พบที่ระดับความสูงถึง 250 เมตร
ไม้ เถาทอดเลื้อยไปตามพื้น ยาว5-30เมตร มีรากที่ข้อ มียางขาว ใบเป็นใบเดี่ยวมักออกจากลำต้นเพียงด้านเดียว รูปไข่ รูปไข่กลับ รูปรี รูปกลม หรือรูปไต  3.5–8 x3.5–10 ซม. มีขนนุ่มปลายใบหยักเป็นแฉกตื้นๆถึงแฉกกลมมน โคนใบหยักเว้ารูปหัวใจ ก้านใบหนายาว 3–9 ซม. ร่องลึก ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบ2-3ดอก สีชมพูหรือม่วง โคนด้านในดอกสีเข้มกว่า ก้านดอกยาวประมาณ 2-5.5 (–10) ซม. ผลแคปซูลกลมเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.5 ซม.เป็นผลแห้งมี4เมล็ด  5–7 มม.สีดำมีขนสีดำหนาแน่น  
ผักบุ้งขันมีลักษณะคล้ายผักบุ้งทะเลมากจนมีผู้สำคัญผิดอยู่ว่าเป็นพืชชนิด เดียวกัน แต่พืชทั้ง2ชนิดมีความแตกต่างกันที่
1 ผักบุ้งทะเลชอบขึ้นอยู่ริมทะเล ส่วนผักบุ้งขันมักขึ้นอยู่ตามชายน้ำ ตามห้วยหนอง
2 ใบมีขนาดเท่าๆกันแต่ปลายใบผักบุ้งขันมีรอยเว้าที่ปลายใบตื้นกว่าผักบุ้งทะเลใบผักบุ้งขันมีขนใบผักบุ้งทะเลไม่มีขน
3 ดอกผักบุ้งขันมีขนาดเล็กกว่าแต่สีเหมือนๆกัน
4 เมล็ดผักบุ้งขันมีขนส่วนเมล็ดผักบุ้งทะเลไม่มีขน
ใช้ประโยชน์---บางครั้งพืชถูกรวบรวมมาจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเช่นยา, ย้อม, มัดวัสดุและเชื้อจุดไฟ มันสามารถใช้ในโครงการรักษาเสถียรภาพของดินบนดินทราย
-ใช้เป็นยา ผักบุ้งขันมีรสขื่นเย็น สรรพคุณถอนพิษลมเพลมพัด แก้จุกเสียด แก้พิษกาฬภายนอก แก้พิษสำแดง ใบต้มน้ำอาบแก้คัน ใช้ล้างแผล คั้นเอาน้ำต้มกับน้ำมันมะพร้าว ทำขี้ผึ้งทาแผลเรื้อรัง แก้พิษแมงกะพรุนไฟ เมล็ดมีรสขื่น ใช้เป็นยาถ่าย แก้ปวดท้อง แก้ตะคริว รากมีรสขื่นเย็น ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้กระเพาะปัสสาวะอักเสบ
-พืชมีผลในการทำแท้ง oxytocic มันถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางนรีเวชต่างๆ: เพื่อรักษาปัญหาปัสสาวะในระหว่างตั้งครรภ์, ตกเลือด, ประสาท, ปวดหัว, ปวดข้ออักเสบและปวดท้อง ใบต้มใช้สำหรับควบคุมความดันโลหิต ใช้อาบรักษาอาการหนาวสั่นไข้และปวดไขข้อ ยาพอกใบใช้กับแผลหนอนกินี  ดอกไม้ที่ต้มกับถั่วกินเป็นยารักษาซิฟิลิส
-อื่น ๆ ยาต้มของพืชใช้ในการย้อมผ้าและผมให้เป็นสีดำ ขี้เถ้าของพืชผสมกับสีครามเพื่อให้เป็นสีน้ำเงินย้อมผ้า ลำต้นแห้งใช้มัดวัสดุและเป็นเชื้อจุดไฟ
รู้จักอันตราย---อาจมีสารพิษตกค้างในพืช ว่ากันว่าทำให้เกิดอาการท้องร่วงในม้าถ้าเล็มหญ้าโดยบังเอิญและความบ้าคลั่งและความตายในอูฐ
ระยะออกดอก/ติดผล---ตุลาคม-ธันวาคม  
ขยายพันธุ์---เมล็ดและปักชำ

ผักบุ้งแดง/Stictocardia veraviensis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Stictocardia beraviensis (Vatke) Hallier f.
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Basionym: Ipomoea beraviensis Vatke
---Argyreia beraviensis (Vatke) Baker    
ชื่อสามัญ---    Mile-a-minute plant, Hawaiian Bell, Hawaiian Sunset Vine, Braveheart Vine, Sugar candy flower.
ชื่ออื่น---ผักบุ้งแดง(ทั่วไป) ; [THAI: phak bung daeng.]; [CHINESE: Hóng xiàn yè téng.]
ชื่อวงศ์---CONVOLVULACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---จากเอธิโอเปียไปจนถึงตอนใต้ของโซมาเลีย แอฟริกาฝั่งตะวันตกและมาดากัสการ์
ไม้ เลื้อยขนาดเล็ก ลำต้นทอดเลื้อยไปได้ไกล3-5เมตร เจริญเติบโตเร็ว ใบออกสลับ รูปหัวใจขนาด กว้าง6-10ซม.ยาว6-14ซม. ปลายใบแหลมโคนใบเว้าลึก ก้านใบยาว17ซม.แผ่นใบมีขนเล็กน้อยปกคลุม ขอบใบเรียบ ดอก ออกเป็นข่อตามซอกใบและตามข้อ มี1-3ดอกรูปกรวย กลีบดกเชื่อมติดกัน ปลายแผ่แบน อส้นดอกเป็นแฉก สีแดงอมส้ม ด้านในสีเหลือง ขนาดดอก3-6ซม. ผลแคปซูลกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางสูงสุด2ซม.แห้งเมื่อแก่แล้วแตกเมล็ดกลมมีขน
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับซุ้มไม้เลื้อย
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์--- เพาะเมล็ด ปักชำ

ผักบุ้งทอง/Merrimia tuberosa


ชื่อวิทยาศาสตร์---Merrimia tuberosa (l.) Rendle
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms

-Convolvulus gossypiifolius Kunth -Ipomoea nuda Peter
-Convolvulus kentrocaulos Steud. ex Choisy -Ipomoea tuberosa L.
-Convolvulus tuberosus (L.) Spreng. -Operculina tuberosa (L.) Meisn.

ชื่อวิทยาศาสตร์---Merrimia tuberosa (l.) Rendle
ชื่อพ้อง---Ipomoea tuberosa L.
ชื่อสามัญ---Spanish Woodbine, Spanish arborvine, Spanish Morning Glory, Woodrose, Yellow Morning Glory, Hawaiian Wood Rose
ชื่ออื่น---ผักบุ้งทอง, นางพญาเลื้อยคลาน(ทั่วไป) ; [THAI: phak bung tgong, nang phaya leauy klan(general).]; [SPANISH: bejuco golondrina; rosa de barranco; rosa de palo.]; [FRENCH: liane à tonelle; rose de bois.]; [PORTUGUESE: flor-de-pau; ipoméia-do-ceilão; rosa-de-pau.]; [BAHAMAS: wood-rose.]; [BELIZE: seven fingers.]; [CUBA: bejucco de indio; rosa de madera.]; [GUATEMALA: bejuco de golondrina.]; [HAITI: ferrocarril.]; [HONDURUS: mala hierba.]; [JAPAN: bara-asa-gao.]; [LESSER ANTILLES: bois patate; rose de Jericho.]; [MEXICO: xixicamdtic; [PUETO RICO: batilla ventruda
ชื่อวงศ์---COMBRETACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกากลาง อเมริกาใต้ แอฟริกา ออสเตรเลีย
มีถิ่นกำเนิดในเม็กซิโกและอเมริกากลาง พบได้ตามธรรมชาติและได้รับการปลูก ในอเมริกาใต้ - บราซิลตอนเหนือ, เอกวาดอร์, โคลัมเบีย, เวเนซุเอลา, กายอานา; อเมริกากลาง- ปานามาไปยังเม็กซิโก; แคริบเบียน - สาธารณรัฐโดมินิกันไปยังบาฮามาส เติบโตบนขอบของป่าฝนที่ระดับความสูงไม่เกิน 300 เมตร
ไม้เถาที่นิยมปลูกกันเป็นไม้ประดับซึ่งได้หลบหนีจากการเพาะปลูกและกลายเป็นธรรมชาติส่วนใหญ่ในป่าเปียก mesic และที่ราบลุ่มในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของโลก M. tuberosa เป็นเถาวัลย์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วทำให้ป่าไม้สูงขึ้นอย่างสมบูรณ์และฆ่าต้นไม้โฮสต์และพืชชั้นล่างที่แข่งขันกันได้ มันรวมอยู่ในบทสรุปทั่วโลกของวัชพืช ( Randall, 2012) และยังระบุว่าเป็นสายพันธุ์ผู้บุกรุกในฟลอริดา คิวบา เซนต์ลูเซีย ฮาวายและบนเกาะต่าง ๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก
ไม้ เลื้อยเนื้อแข็งขนาดใหญ่อายุหลายปี มีหัวใต้ดินขนาดใหญ่ ลำต้นมีเนื้อไม้มากหรือน้อยโดนเฉพาะใกล้โคน ทอดเลื้อยไปได้ไกล3-20 เมตร เถาสีแดงเข้มมีน้ำยางข้นมากมาย ใบออกสลับ รูปฝ่ามือ กว้าง4-7ซม.ยาว5-15ซม. หยักลึก6-7แฉก ก้านใบสีแดงเข้ม ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้ม เงาเล็กน้อยเกลี้ยง ผิวใบด้านล่างสีเขียวอ่อน ดอกเดี่ยวหรือออกเป็นช่อตามซอกใบ ดอกรูปกรวย กลีบเลี้ยงสีเขียวอมเหลืองกลีบเลี้ยงไม่เท่ากันยาว 2-3 ซม.  กลีบดอกสีเหลือง ดอกขนาด4-5ซม. ผลแคปซูลรูปไข่ค่อนข้างกลม ยาว 1.5-2.5 ซม. สีน้ำตาลอ่อนมีกลีบเลี้ยงถาวรสีน้ำตาลติดอยู่ เมล็ดกลมสีดำมี4เมล็ด ยาว 1-1.5 ซม
ใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นยา มักจะใช้เป็นไม้ประดับโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับดอกไม้และผลไม้แห้งที่น่าดึงดูด ในอินเดียและ Malesia ปลูกเพื่อใช้ประโยชน์ทางยา
-ใช้เป็นยาถ่าย (รุนแรง) พืชมีคุณสมบัติหลอนประสาท รากแก้อาการท้องบวมและขับลมในลำไส้
-อื่นๆ ดอกไม้แห้ง ผลไม้ที่แข็งเป็นไม้ ใช้ในการจัดดอกไม้ในยุโรป
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ดและปักชำกิ่ง

ฝนแสนห่า/Argyreia capitiformis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Argyreia capitiformis (Poir.) Ooststr.
ชื่อพ้อง--- Has9 Synonyms

-Argyreia capitata Choisy  -Lettsomia capitata Blume 
-Argyreia rufohirsuta H. Lév.  -Lettsomia capitiformis (Poir.) Kerr 
-Argyreia verrucosohispida Y.Y. Qian  -Lettsomia peguensis C.B. Clarke 
-Basionym:Convolvulus capitiformis Poir. -Lettsomia strigosa Roxb.
-Ipomoea capitata Roem. & Schult. 

ชื่อสามัญ---Bristled Woodrose
ชื่ออื่น---ฝนแสนห่า(จันทบุรี), เอ็นขน(สุราษฎร์ธานี), เอ็นน้ำนม(ตรัง), ดูลาน(ยะลา), จิงจ้อหลวง(ประจวบคีรีขันธ์), กระดึงช้าง(ภาคกลาง),ย่านขน(สงขลา),ลูกช้าง(กาญจนบุรี) ; [THAI: fon saen ha (Chanthaburi); en khon (Surat Thani); en nam nom (Trang); du lan (Yala);  chingcho luang (Prachuap Khiri Khan); kradueng chang (Central); yan khon (Songkhla); luk chang (Kanchanaburi).]; [CHINESE: tou hua yin bei teng.]; [HINDI: Baghchooda.]; [MARATHI: Masbel, Bhalsvel, Dudh wel.]; [TAMIL: Unnayangodi.]; [TELUGU: VerriBoddi-Tige, Maya Tige.]; [VIETNAM: Bạc thau đầu.]
ชื่อวงศ์---CONVOLVULACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อนุทวีปอินเดีย ภูมิภาคอินโดจีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย
พบในจีน (กวางสี กุ้ยโจว ไห่หนาน ยูนนาน)  อินเดีย พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย  อินโดนีเซีย พบทั่วไปบนเขาหินปูนซึ่งมีป่าดงดิบปกคลุม ตามป่าทึบในหุบเขา ที่รกร้างว่างเปล่า พื้นที่ที่ถูกรบกวน ที่ระดับความสูง 100-2200 เมตร ในประเทศไทยพบเฉพาะทางภาคตะวันออกและภาคตะวันตก ภาคใต้แถบหมู่เกาะในทะเลอันดามัน ขึ้นตามชายป่า ที่โล่ง ความสูงถึงประมาณ 1400 เมตร
ไม้ เลื้อยเนื้ออ่อน เลื้อยได้ไกล 10-15 เมตร ลำต้นสีเขียวปนแดงเรื่อ มีขนหยาบเส้นยาวสีน้ำตาลแดงปกคลุมหนาแน่น ก้านใบยาว 3-16 ซม.ใบรูปไข่กว้าง ยาว8-18ซม.โคนเว้าตื้น ปลายเรียวแหลม ใบมีขนทั้งสองด้าน ดอกออกเป็นช่อ ก้านช่อดอกยาว 6-30 ซม.ใบประดับรูปรีหรือรูปขอบขนาน ยาว 1.5-2.5 ซม. ติดทน ดอกสีม่วงอมชมพู ขนาดดอก 5-8 ซม. ผลกลมเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 8 มม เมื่อสุกสีแดง หรือน้ำตาล เมื่อแก่แห้งแตกมี 4 เมล็ดรูปไข่แกมสามเหลี่ยม ยาวประมาณ 7 มม.
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ใบใช้รักษาอาการบาดเจ็บประคบแผลฟกช้ำ
ระยะออกดอก---พฤศจิกายน-มกราคม   
ขยายพันธุ์---เมล็ด                                                                                             

พญายูงทอง/Aristolochia littoralis


ชื่อวิทยาศาสตร์---Aristolochia littoralis Parodi
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Aristolochia elegans Mast.
---Aristolochia elegans var. hassleriana (Chodat) Hassl.
---Aristolochia hassleriana Chodat
ชื่อสามัญ---Calico Flower, Elegant Dutchman's Pipe
ชื่ออื่น---พญายูงทอง, หงส์ฟ้า, เหนียงนกกระทุง ; [THAI: nok kra thung (Chiang Mai); nok kra thung pak ban (Bangkok); niang nok kra thung (Bangkok).]; [GERMAN: Strand-Pfeifenwinde.]; [PORTUGUES-BRAZIL:cipò-mil-homens, jarrinha, jarrinha-pintada.]; [SPANISH: patito.]
 ชื่อวงศ์---ARISTOLOCHIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกากลาง อเมริกาใต้ ออสเตรเลีย
มีถิ่นกำเนิดในอาร์เจนตินา โบลิเวีย, บราซิล โคลัมเบีย, เอกวาดอร์, ปารากวัยและเปรู เป็นสายพันธุ์ที่รุกรานในออสเตรเลียและในสหรัฐอเมริกาตอนใต้ พบตามขอบของป่าและตามริมฝั่งของลำธารน้ำที่ระดับความสูงประมาณ 0-1,150 เมตร
ไม้เลื้อยพันต้นไม้อื่นเลื้อยได้ไกล 3–4.5 เมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปหัวใจปลายใบมนฐานใบเว้าลึก แผ่นใบมีขนปกคลุมทั้งสองด้านขนาดใบกว้าง 10-13 ซม. ยาว11-14ซม. ดอกขนาดใหญ่ประมาณ5-10 ซม กลีบดอกมีสีขาวนวลมีสีม่วงแต้มกระจายทั้งดอก  ผลรูปทรงกระบอก ขนาด2-3x3-5ซม.สีน้ำตาลปลายมีติ่งแหลมยาว เมื่อแก่แตกออกเป็นรูปคล้ายกระเช้า 6แฉก เมล็ดจำนวนมาก ยาว 3–5 มม.. รูปสามเหลี่ยมแบนมีปีก
ต้องการตำแหน่งแสงแดดเต็มหรือร่มเงาบางส่วน ดินที่มีกรดเป็นกลาง (pH 5.5 - 7.0)
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ทุกส่วนของพืชถูกนำมาใช้ในการแพทย์แผนโบราณของประเทศต้นกำเนิดสำหรับโรคที่หลากหลาย
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ
ระยะออกดอก/ติดผล----กุมภาพันธุ์-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ

แพ่งเครือ/Sphenodesme mollis


ชื่อวิทยาศาสตร์---Sphenodesme mollis Craib
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Sphenodesme annamitica Dop
---Sphenodesme smitinandii Moldenke
ชื่อสามัญ---Bitter Tree
ชื่ออื่น---ดอกกระดาษ(ภาคกลาง), แพ่งเครือ, พูหีบ, สะแกวัน(สระบุรี), สะแกใบดำ(นครราชสีมา),โพไซคุย(กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี); [THAI: dok kradat (Central);  phaeng khruea, phu hip, sa kwaen (Saraburi); sakae bai dam (Nakhon Ratchasima); pho-sai-khui (Karen-Kanchanaburi).]; [CHINESE: mao xie chi teng.]; [VIETNAM: Bội tinh Trường Sơn.]
ชื่อวงศ์---LAMIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน ไทย เวียตนาม
พบในจีน(ยูนนาน) ไทย เวียตนาม ขึ้นตามป่าเบญจพรรณ บนเนินเขาและตามลำธาร ที่ระดับความสูง 600-l500 เมตร ประเทศไทยพบในทุกภาคของประเทศ ในป่าผลัดใบหรือป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้ง  ที่ระดับความสูง 10 -500เมตร
ไม้เลื้อยเนื้อแข็งเลื้อยได้ไกล 5-10 เมตร เปลือกสีน้ำตาลแตกเป็นร่องตื้น หรือเป็นขีดตามความยาวลำต้น แตกกิ่งน้อย กิ่งอ่อนเป็นเหลี่ยมมีขนปกคลุม  ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปรีแกมรูปขอบขนาน กว้าง4-6ซม.ยาว 8-12ซม. โคนใบกลมมนหรือหยักเว้า ปลายใบเรียวแหลม เนื้อใบบางและมีขนคายทั้งสองด้าน ออกดอกที่ปลายยอดหรือซอกใบใกล้ปลายยอด เป็นช่อ ยาว20-30ซม. ประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก แต่ละช่อย่อยมีใบประดับรองรับ 6 อันกางออกและติดอยู่จนถึงระยะผลแห้ง ดอกมีกลิ่นหอมอ่อนๆ
ใช้ประโยชน์---นำผลมาตกแต่งเป็นไม้ประดับแห้ง
ระยะออกดอก---ตุลาคม-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

มหาวิหค/Aristolochia gigantea


ชื่อวิทยาศาสตร์---Aristolochia gigantea Mart. & Zucc.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Aristolochia mariquitensis Mutis
---Howardia gigantea (Mart. & Zucc.) Klotzsch
ชื่อสามัญ---Duck Flower, Brazilian Dutchman's pipe, Giant pelican flower
ชื่ออื่น---มหาวิหค ไก่ฟ้าใหญ่(ทั่วไป) ; [THAI: maha wi hok, kai fa yai.]; [FRENCH: grand aristolochia du Brésil.]; [GERMAN: Pelikanblume, Pfeifenwinde.]; [SPANISH: aristoloquia gigante, pipa del holandés.]; [PORTUGUESR: Cipó-de-cobra, Milhome-gigante, Papo-de-peru, Papo-de-peru-do-grande.]
ชื่อวงศ์---ARISTOLOCHIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกากลาง อเมริกาใต้
ชื่อของสกุลเกิดขึ้นจากการรวมกันของคำกรีก "aristos" = ที่ดีที่สุดและ "locheia" = การคลอดบุตรมีการอ้างอิงถึงความเชื่อที่ว่าพืชช่วยคลอดบุตร; ชื่อของสปีชีส์คือคำภาษาละติน "gigantea" = ขนาดยักษ์
เติบโตในภูมิภาคเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของโลก มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่อเมริกากลาง-บราซิล โคลัมเบียและปานามา บางข้อมูลมีรายงานว่า มีถิ่นกำเนิดในอาร์เจนตินาใน Cordoba, Entre Rios และ Misiones; โบลิเวีย; โคลัมเบีย; เอกวาดอร์; ปารากวัย; และเปรู
ไม้ เถาเลื้อยไม่มีมือเกาะ ยาวถึง 10 เมตร ก้านใบยาว 4-6 ซม.ใบเดี่ยวรูปหัวใจขนาดใบกว้าง5-8ซม.ยาว6-10ซม.แผ่นใบมีขนสีขาวสั้นเหมือนกำมะหยี่ปกคลุมทั่วไป  ดอกเดี่ยวออกตามซอกใบมีขนาดใหญ่มากขนาดดอกไม้ 35 ซม.กลีบดอกเชื่อมติดกันทั้งหมดเป็นถุงขนาด ประมาณ 10-15ซม.ดอกสีม่วงอมน้ำตาล ดอกกือบจะไม่มีกลิ่นหากเทียบกับหลายชนิดที่ส่งกลิ่นเหม็นในพืชที่มีอายุมากดอกไม้สามารถผลิตได้โดยตรงจากลำต้น(cauliflory)ผลสีน้ำตาลรูปทรงกระบอก มี5-6เหลี่ยม ขนาด 3-4x6-7 ซม.เมื่อแก่แตกออกเป็นรูปคล้ายกระเช้า เมล็ดจำนวนมากรูปหัวใจแบนยาวประมาณ 7 มม. และกว้าง 5 มม.
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ

มะกิ้ง/Hodgsonia macrocarpa var. capniocarpa

ชื่อวิทยาศาสตร์---Hodgsonia macrocarpa (Blume) Cogn.
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Hodgsonia macrocarpa var. capniocarpa (Ridl.) Tsai
---Trichosanthes macrocarpa Blume
ชื่อสามัญ---Pork Fat Nut, Chinese Lardfruit, Lard Seed.
ชื่ออื่น---กาปาแย, สบายัง (มาเลย์-ปัตตานี),แตงขี้ไก่, มะกลิ้ง(ภาคเหนือ),บาแย(มาเลย์-นราธิวาส),มันเครือ(ภาคกลาง),มันหมู(ชุมพร), มะกิ้ง,ตรีหนุมาน(ทั่วไป) ; [THAI: ka-pa-yae, sa-ba-yang (Malay-Pattani); taeng khi kai, ma kling (Northern); ba-yae (Malay-Narathiwat); man khruea (Central); man mu (Chumphon); ma king, tri ha nu man(general).]; [CHINESE: Yóu zhā guǒ.]; [JAPANESE: kigarasu-uri.]; [ASSAMESE: Thebou-lata,Topou guti,Thebou lata,Topou-guti.]; [MALAYSIA: Akar Kepayang.]; [LAOS: mak khing.]; [VIETNAM: Ðài hái, mướp rừng.]
ชื่อวงศ์---CUCURBITACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ - พม่า ไทย เวียตนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย


พบขึ้นพันต้นไม้สูง ตามป่าโปร่งและป่าริมห้วย ป่าปฐมภูมิและพื้นที่ถูกรบกวน  ริมถนน ส่วนใหญ่อยู่ใกล้กับแม่น้ำ ที่ระดับความสูง 100 - 250 เมตร
ไม้ เถาเลื้อยพันมีขนาดใหญ่และแข็งแรงยาวได้ถึง 30เมตร มักเจริญขึ้นคลุมยอดไม้ มีมือจับแข็งแรง ใบเป็นใบเดี่ยว เนื้อใบหนาคล้ายแผ่นหนัง กว้าง17-18ซม.ยาว12-15ซม.แผ่นใบหยักลึกแบ่งเป็น 3 แฉกก้านใบยาว2.5ซม. ดอก สีขาวครีม ค่อนข้างใหญ่ แยกเพศ ดอกเพศผู้ออกเป็นช่อ มีน้อยดอก กลีบรองดอกเชื่อมกันเป็นรูปถ้วย กลีบดอกส่วนล่างเชื่อมกันเป็นหลอด ยาว6-6.5ซม. ส่วนบนแผ่บานเป็นปากแตร เกสรผู้มี3อัน ดอกเพศเมียเป็นดอกเดี่ยว มีก้านเกสรเมียยาว  ดอกเพศเมียออกเป็นดอกเดี่ยว ผลเป็นผลสดกลมแป้นมีเนื้อ ขนาด15-18ซม.ผลแก่สีเทามีคราบนวล เมล็ดรูปรียาว 5-8 ซม.มี 6-8 เมล็ด
ใช้ประโยชน์---พืชผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่และกินได้ที่อุดมไปด้วยน้ำมัน นิยมใช้เป็นอาหาร และยังมีสรรพคุณทางยา
-ใช้เป็นอาหาร เนื้อในเมล็ดกินได้ถ้านำเมล็ดไปปิ้งไฟก่อนมีรสหวานมัน ในเมล็ดมีน้ำมันถึง50-60%สีเหลืองฟางไม่มีกลิ่นไม่มีรส ใช้ประกอบอาหารได้ เหมือนน้ำมันหมู  
-ใช้เป็นยา น้ำมันจากเมล็ดใช้ในยาแผนโบราณ ยาต้มของใบรักษาไข้ รักษาแผลที่จมูก ขี้เถ้าของใบที่ถูกเผาจะใช้ในการรักษาบาดแผล ในเวียตนามใช้ น้ำมันเมล็ดมีฤทธิ์เป็นยาระบาย สามารถใช้น้ำมันเมล็ดในการรักษาโรคบิด ใช้ลำต้นรมควันรักษาแผลในจมูก  น้ำของลำต้นและใบมีคุณสมบัติเป็นยาปฏิชีวนะ ในอินโดนีเซีย(บอร์เนียว)คนพื้นเมืองผสมขี้เถ้าใบกับน้ำมันมะพร้าวนำไปใช้รักษาอาการบวมที่เต้านมของผู้หญิง
ระยะออกดอก---กุมภาพันธ์-มีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด
สถานที่ชื้นใน

มะเขือแจ้เครือ/Securidaca inappendiculata

ชื่อวิทยาศาสตร์---Securidaca inappendiculata Hassk.
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Securidaca bracteata A.W. Benn.
---Securidaca scandens Buch.-Ham. ex Benth.
---Securidaca tavoyana Wall. ex A.W. Benn.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ชองระอา(ภาคกลาง),จองระอา,มะเขือแจ้เครือ(เชียงใหม่),จุงอาง(ตราด),สะกุ้น(สงขลา)เถามวก,เถาโมก(มุกดาหาร),รางจืด(หนองคาย) ; [THAI: chong ra a (Central); chong la ang, ma khuea chae khruea (Chiang Mai); chung ang (Trat); sakun (Songkhla); thao muak,thao mok (Mukdahan); rang chuet (Nong Khai).]; [CHINESE: Chán yì téng.]; [VIETNAM: Đằng ca.]
ชื่อวงศ์---POLYGALACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดียตอนเหนือ จนถึงเอเซียตะวันออกเฉียงใต้


พบในอินเดีย จีน(กวางตุ้ง, กวางสี, ไหหลำ, ยูนนาน) บังคลาเทศ, กัมพูชา, อินเดีย, อินโดนีเซีย, ลาว, มาเลเซีย, พม่า, เนปาล, ฟิลิปปินส์, ไทย, เวียดนาม ขึ้นในป่าทึบในหุบเขาที่ระดับความสูง 500-1100 เมตร ในประเทศไทยพบตามชายป่าริมธารน้ำที่ระดับความสูง 200-400 เมตร
ไม้พุ่มรอเลื้อย สูงได้ถึง 6เมตร อาจเลื้อยได้ไกลถึง20เมตรใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับรูปไข่ขนานแกมรี ขนาดของใบกว้าง 5-8 ซม.ยาว 10-12 ซม.โคนใบสอบปลายใบแหลมขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย เนื้อใบคล้ายแผ่นหนัง ผิวใบเกลี้ยง ดอกออกเป็นช่อสีชมพูแกมแดง ออกเป็นช่อ ดอกย่อยขนาด 1 ซม.มีกลีบรองดอก 5 กลีบ กลีบดอกมี 3 กลีบ สองกลีบบนรูปขอบขนานโค้ง กลีบล่างรูปเรือ ปลายแผ่ เกสรเพศผู้มี 8 อันเชื่อมกันเป็นมัด ผลขนาดกว้าง 1.5 ซม.ยาว 6 ซม.มีเมล็ดรูปไข่สีน้ำตาลเส้นผ่านศูนย์กลาง 7 มม.มีเมล็ดเดียวมีปีก
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ใช้ขับปัสสาวะ รักษาอาการบาดเจ็บ ไขข้ออักเสบ ปวดกระดูก กระเพาะและลำไส้อักเสบเฉียบพลัน
-อื่น ๆ  ในประเทศจีนเปลือกใช้เป็นวัตถุดิบในการทำผ้าฝ้ายและกระดาษ
ระยะออกดอก/ติดผล---มิถุนายน-กันยายน/กันยายน-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด                                                                                    

มะลิเฉลิมนรินทร์/Jasminum bhumibolianum Chalermglin

ชื่อวิทยาศาสตร์---Jasminum bhumibolianum Chalermglin
ชื่อพ้อง---
ชื่อสามัญ---King Bhumibol's Jasmine
ชื่ออื่น---มะลิเฉลิมนรินทร์
ชื่อวงศ์---OLEACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พรรณไม้ถิ่นเดียวประเทศไทย “มะลิเฉลิมนรินทร์” พรรณไม้พระราชทานนามชนิดใหม่ของโลก
มะลิเฉลิมนรินทร์ ค้นพบโดย ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ วว. เป็นพรรณไม้ถิ่นเดียว (endemic) ของประเทศไทย ที่หายากและใกล้สูญพันธุ์ (rare & endangered) จัดอยู่ในสกุลมะลิ (Genus Jasminum) วงศ์มะลิ (Family Oleaceae) มีลักษณะเด่นแตกต่างจากมะลิพื้นเมืองและมะลิชนิดอื่นๆ ที่มีอยู่ทั่วโลกคือ มีกลีบเลี้ยง แหลม หนาแข็งขนาดใหญ่จำนวน 4-5 ซี่ รองรับดอกสีขาวที่มีกลีบดอก 6-8 กลีบและมีกระเปาะเกสรเพศผู้สีเหลืองเด่นชัด กระจายพันธุ์อยู่บนเนินเขาหินปูนเตี้ยๆ ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 715 เมตร ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน
ลักษณะโดยทั่วไปของมะลิเฉลิมนรินทร์ เป็นไม้เถาเลื้อยได้ไกล 1-2 เมตร กิ่งยอดเรียวเล็ก เรียบ ใบรูปรีหรือรูปหอกกว้าง โคนใบเว้า ปลายใบเป็นตุ่มแหลม ใบหนา เหนียวสีเขียวเข้มเป็นมัน กว้าง 3-3.5 เซนติเมตร ยาว 6-8 เซนติเมตร เส้นแขนงใบมี 3-4 คู่เห็นไม่เด่นชัด ก้านใบยาว 4-5 มิลลิเมตร มีใบประดับเรียวยาว 5-6 มิลลิเมตร ช่อดอกออกที่ปลายกิ่งยอดหรือปลายกิ่งข้าง มีดอกย่อย 7-13 ดอก กลีบเลี้ยง แหลม หนาแข็งขนาดใหญ่จำนวน 4-5 ซี่ ยาว 3-4 มิลลิเมตร หลอดกลีบดอกยาว 12-15 มิลลิเมตร ตอนบนมีกระเปาะเกสรเพศผู้สีเหลืองเด่นชัด กลีบดอกสีขาว 6-8 กลีบ แต่ละกลีบกว้าง 3-4 มิลลิเมตร ยาว 10-12.5 มิลลิเมตร ปลายกลีบเป็นติ่งแหลมสั้น ผลกลมรี 1-2 ผล กว้าง 9 มิลลิเมตร ยาว 11 มิลลิเมตร เมื่อสุกสีดำ เป็นมะลิที่เจริญเติบโตช้าเมื่อเทียบกับมะลิชนิดอื่นๆ
ระยะออกดอก---บานในช่วงเดือน กรกฎาคมถึงกันยายน ส่งกลิ่นหอมแรง
ผลแก่---เดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม
แหล่งที่มา---www.TISTR.or.th

มะลินวลแก้ว/ Jasminum sp "Nuan Kaeo"

ชื่อวิทยาศาสตร์---Jasminum sp "Nuan Kaeo"
ชื่อพ้อง---
ชื่อสามัญ---
ชื่ออื่น---มะลินวลแก้ว
ชื่อวงศ์---OLEACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พรรณไม้ถิ่นเดียวประเทศไทย เพิ่งค้นพบและรอรายงานการตั้งชื่อ พบในระดับความสูง250เมตรที่จ.เลย มีสถานภาพหายากและใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง
ลักษณะเป็น ไม้ เถาเนื้อแข็งเลื้อยได้ไกล1-2เมตร ยอดอ่อนมีขน ใบเดี่ยวค่อนข้างหนา รูปรีกว้าง3-3.5ซม.ยาว6-8ซม. ช่อดอกแบบช่อกระจุก มีดอกย่อย 7-13ดอก กลีบดอกสีขามีกลิ่นหอมแรงขนาดดอก2-2.5ซม. ผลทรงรีกว้าง0.9ซมยาว0.11ซม.เมื่อสุกสีดำ
ระยะออกดอก---เดือนกรกฏาคม-กันยายน
การ ขยายพันธุ์---ที่ได้ผลดีคือการปักชำกิ่ง(จุ่มฮอร์โมนเร่งราก)แล้วนำเข้ากระโจม ควบคุมความชื้น ก็จะออกรากและแตกยอดได้ดี ส่วนการทาบกิ่งที่ใช้มะลิเสี้ยวผีและมะลิไส้ไก่เป็นต้นตอพบว่าเจริญเติบโต อย่างรวดเร็ึ้วและมีความสมบูรณ์ดี

มะลิย่าน/ Jasminum elongatum

ชื่อวิทยาศาสตร์---Jasminum elongatum  (P.J.Bergius) Willd.
ชื่อพ้อง---ชื่อพ้อง---Has 46 Synonyms

-asminum acuminatissimum Blume -Jasminum glabriusculum Blume
-Jasminum aemulum R.Br. -Jasminum glabrum Willd. ex Link
-Jasminum aemulum var. brassii P.S.Green -Jasminum heteropleurum Blume
-Jasminum aemulum var. genuinum Domin -Jasminum horsfieldii Miq.
-Jasminum aemulum var. glaberrimum Domin -Jasminum lancifolium Decne.
-Jasminum aemulum f. interstans Domin -Jasminum lessertianum A.DC.
-Jasminum affine Blume -Jasminum ligustrinum Blume
-Jasminum amplexicaule Buch.-Ham. ex G.Don -Jasminum ligustroides L.C.Chia
-Jasminum arenarium Ridl. -Jasminum mixtinervium Blume
-Jasminum aristatum Wall. -Jasminum nummularoides Blume
-Jasminum aristatum Zipp. ex Span. -Jasminum pedale Blume
-Jasminum bifarium Wall. ex G.Don -Jasminum pendulum Blume
-Jasminum bifarium var. glabrum C.B.Clarke -Jasminum pubescens var. bracteatum (Roxb.)-
-Jasminum bracteatum Roxb. C.B.Clarke
-Jasminum cordifolium subsp. Andamanicum- -Jasminum quinquenervium Blume
 S.K.Srivast. & S.L.Kapoor -Jasminum scandens Griff.
-Jasminum distichum Blume -Jasminum subelongatum Blume
-Jasminum ensatum Blume -Jasminum subpubescens Blume
-Jasminum esquirolii H.Lév. -Jasminum tonkinense Gagnep.
-Jasminum evansii Ridl. -Jasminum triandrum C.E.C.Fisch.
-Jasminum forstenii Blume -Jasminum undulatum Ker Gawl.
-Jasminum fraternum Miq. -Jasminum vulcanicum Blume
-Jasminum fulvum Blume -Mogorium elongatum (P.J.Bergius) Lam.
-Jasminum gibbsiae Ridl. -Basionym: Nyctanthes elongata P.J.Bergius

ชื่อสามัญ---Common Malayan jasmine
ชื่ออื่น---เขี้ยวงู, ดอกใบ, ดอกเสี้ยว,ไลไก่,เสี้ยวต้น,ไส้ไก่(ทั่วไป),มอกส่วยเตาะ,มะลิจี่เลี่ยม,มะลิไส้ไก่(ภาคกลาง),มะลิเถื่อน,มะลิป่า,มะลิย่าน,ลิ (ภาคใต้)}เครือไส้ไก่(เลย),มะลิฝรั่ง(เชียงใหม่),มะลิเลี่ยม(ภาคเหนือ) ; [THAI: khiao ngu, dok bai, dok siao, lai kai, siao ton,sai kai (General);  mok-suai-to, mali chi liam, mali sai kai (Central);  mali thuean, mali pa, mali yan, li (Peninsular); khruea sai kai (Loei); mali farang (Chiang Mai); mali liam (Northern).]
ชื่อวงศ์---OLEACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย ตอนใต้ของจีน เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ตลอดถึงปาปัวนิวกินีและออสเตรเลีย

ไม้ เถาเนื้อแข็ง ส่วนที่ยังอ่อนมีขน ยาวนุ่มปกคลุมห่างๆ ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามแผ่นใบรูปไข่ ถึงรูปใบหอกแคบ ขนาด3-5x5-10ซม. โคนใบมนกลม หรือเกือบรูปหัวใจ ขอบใบเรียบปลายใบเรียวแหลม ด้านบนสีเขียวเข้มด้านล่างสีซีดกว่า เนื้อใบคล้ายแผ่นหนังบางดอก แบบช่อกระจุกสองด้าน หรือช่อกระจุกสองด้านหลายชั้น ออกตามปลายกิ่งหรือง่ามใบใกล้ปลายยอด แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยสีขาว มีกลิ่นหอม 3-10ดอก ดอกบานรูปดอกเข็ม ขนาด2-3ซม.มี7-9กลีบ ผลแบบผลเมล็ดเดียวแข็ง ออกเป็นคู่รูปทรงรี ขนาด0.5-0.7x0.8-1.2ซม.ผลสุกสีดำ ผิวเกลี้ยงเป็นมันวาว
ระยะออกดอก---เดือนพฤศจิกายน-มีนาคม

มะลิระบำ/Jasminum laurifolium var. brachylobum

ชื่อวิทยาศาสตร์---Jasminum laurifolium Roxb. ex Hornem. var. brachylobum Kurz
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Jasminum laurifolium var. sublinearis C.B.Clarke
ชื่อสามัญ---Angel Wing Jasmine
ชื่ออื่น---มะลิระบำ(ทั่วไป) ; [THAI: mali rabam (General).]
ชื่อวงศ์---OLEACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---
ไม้เลื้อยขนาดเล็ก เลื้อยได้ไกล2-3เมตร เป็นมะลิพื้นเมืองของประเทศไทย ลักษณะแตกกิ่งน้อย ใบเดี่ยวรูปหอกยาวปลายใบเรียวแหลม แผ่นใบหนา ยาว10-14ซม. ช่อดอกออกที่ปลายยอดเป็นช่อสั้นๆ มีดอกย่อย3-5ดอก กลีบดอกสีขาวมี7-9กลีบ แต่ละกลีบเรียวยาวห้อยลู่ลง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางดอกเมื่อบาน 3-3.5ซม.
ระยะออกดอก---กุมภาพันธ์-มีนาคม
ขยายพันธุ์---ตอนกิ่ง ปักชำ เพาะเมล็ด

มะลิสยาม/Jasminum siamense


ชื่อวิทยาศาสตร์---Jasminum siamense Craib
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---มะลิสยาม มะลิวัลย์เถา(ทั่วไป) ; [THAI: ma li sayam, ma li wan thao (general).]
ชื่อวงศ์---OLEACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย
 เป็นพรรณไม้ถิ่นเดียวของไทยมีการกระจายพันธุ์ ตามเขาหินปูนและป่าผลัดใบ ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันตกเฉียงใต้ ที่ระดับความสูง 50-1,000 เมตร ได้รับการตั้งชื่อเป็นพืชชนิดใหม่ของโลกโดยศาสตราจารย์ William Grant Craib นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Jasminum siamense Craib พบครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2455 ที่อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ตัวอย่างพันธุ์ไม้ต้นแบบหมายเลข Kerr 2307 เก็บจากป่าละเมาะระหว่างจังหวัดลําปางและจังหวัดแพร่
ไม้ พุ่มเตี้ย สูงเพียง 20-40 ซม. บริเวณโคนมีเนื้อไม้ ต้นอ่อนมีขนประปราย ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปรีหรือรูปใบหอก กว้าง 1-1.5 ซม. ยาว 3-5 ซม. ปลายใบแหลมและมีติ่งหนามเล็ก โคนใบสอบเรียว ขอบใบเรียบ แผ่นใบเกลี้ยงทั้ง 2 ด้าน ยกเว้นใบอ่อนมีขนประปรายบริเวณโคนเส้นกลางใบด้านล่าง เส้นแขนงใบมีประมาณ 3 คู่ ไม่มีตุ่มใบ ก้านใบยาว 0.2-0.5 ซม. มีขนสั้นประปราย ช่อดอกออกที่ปลายยอด มีจำนวน1-3ดอก ซี่กลีบเลี้ยงรูปร่างคล้ายแผ่นใบ กว้าง1-4มม. ยาว5-15มม. หอมแรง กลีบดอก7-8กลีบยาว12-20มม. ดอกบานมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 3-3.5 ซม.ผลกลมขนาด6-8มม.เมื่อแก่สีแดงเข้ม
มะลิสยามทนทานต่อความแห้งแล้ง และทนต่อไฟไหม้ เนื่องจากมีลำต้นสะสมอาหารอยู่ใต้ดิน จะแตกลำต้นใหม่หลังจากมีไฟไหม้  มีข้อสังเกตที่มีกลีบเลี้ยงใหญ่คล้ายแผ่นใบ มีผลสุกสีแดง
ระยะออกดอกและติดผลเมษายน-สิงหาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง

มันเทียน/Dioscorea myriantha

ชื่อวิทยาศาสตร์---Dioscorea filiformis Blume.
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Dioscorea gibbiflora Hook.f.
---Dioscorea koordersii R.Knuth
---Dioscorea myriantha Kunth
---Dioscorea repanda Blume
ชื่อสามัญ---Wild yam
ชื่ออื่น---ผักแมวแดง(สุราษฎร์ธานี),มันเทียน(สระบุรี),อุบีตันโย(มาเลย์-ปัตตานี)  ; [THAI: phak maeo daeng (Surat Thani); man thian (Saraburi); u-bi-tan-yo (Malay-Pattani).]; [INDONESIA: aroi huwi curuk (Sumatra), dudung (Java).]; [MALAYSIA: wauh.]; [PHILIPPINES: kiroi, kiru (Tagalog).]
ชื่อวงศ์---DIOSCOREACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย
ประเทศไทย คาบสมุทรมาเลเซีย ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย เกิดขึ้นในที่ราบลุ่มมักจะอยู่บนหน้าผาหินปูนหรือหินแกรนิต
ไม้ เถาล้มลุกอายุปีเดีย หัวอยู่ใต้ดินมีเนื้อสีขาวมีรากเล็กๆทั่วทั้งหัว ส่วนเถามีขนาดเล็กสีเขียว หรือน้ำตาล พันไปตามต้นไม้อื่น ใบเดี่ยว 10 × 7 ซม. เรียงสลับรูปหอก แผ่นใบสีเขียวเป็นมัน ดอกออกเป็นช่อแยกแขนงมีดอกเล็กๆจำนวนมาก ผลแคปซูลยาวถึง 24  × 22 มม. มันวาวเมื่อแห้ง
ชอบแสงรำไรขึ้นได้ดีในดินร่วนไม่อุ้มน้ำ
ใช้ประโยชน์---หัวใต้ดินทำให้สุกปรุงเป็นอาหารคาวหวานได้ ใช้ต้มเป็นอาหารในคาบสมุทรมาเลเซีย
ระยะออกดอก---ช่วงเดือนมีนาคม-เดือนเมษายน
ขยายพันธุ์---ด้วยเหง้า

โมกจ้าง/Chonemorpha megacalyx

ชื่อวิทยาศาสตร์---Chonemorpha megacalyx Pierre ex Spire
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---โมกจ้าง(เชียงใหม่) ; [THAI: mok chang (Chiang Mai).];[CHINESE: chang e lu jiao teng.]
ชื่อวงศ์---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน ลาว และไทย
เป็น พรรณไม้ที่สำรวจพบครั้งแรกในประเทศลาว  กระจายในจีน(ยูนนาน) ตามชายป่าดิบเขาที่ระดับความสูง 900-1500 เมตร ในประเทศไทยพบในป่าดิบชื้นที่จ.เชียงใหม่ที่ระดับความสูง900เมตร
ไม้ เลื้อยขนาดใหญ่เลื้อยได้ไกล5-10เมตร ลำต้นมีขนหนาแน่น มีช่องหายใจเป็นขีดยาวสีขาว มีน้ำยางสีขาว ใบเดี่ยวรูปรีจนถึงรูปไข่กลับ กว้าง6-17ซม.ยาว8-27ซม.โคนใบเว้ารูปหัวใจปลายใบมีติ่งแหลมสั้นๆ มีขนหนาแน่นทั้งสองด้านของใบ ช่อดอกยาว12-13ซม.มีดอกย่อย10-15ดอก สีชมพูอ่อนกลิ่นหอม โคนกลีบดอกเป็นหลอดปลายแยกเป็น5กลีบ กลีบม้วนบิดเป็นเกลียว ปากหลอดสีส้มเข้มปลายกลีบย่นเล็กน้อย ขนดดอก3-4.5ซม. ผลเป็นฝักยาว10-16ซม.มีขนหนาแน่น แก่แล้วแตกตามยาว เมล็ดมีขนปุยสีขาวลอยไปตามลมได้
มีสถานภาพ หายากและใกล้สูญพันธุ์ ไม่มีการกระจายพันธุ์ไปในบริเวณอื่นๆ ต้องการแสงแดดจัด ความชื้นสูง
ระยะออกดอก---เดือนกุมภาพันธ์-เมษายน
การขยายพันธุ์--- เพาะเมล็ด ปักชำกิ่ง ปักชำราก

โมกหอม/Chonemorpha fagrans

ชื่อวิทยาศาสตร์---Chonemorpha fagrans (Moon) Alston
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms
---Chonemorpha grandiflora G.Don
---Chonemorpha macrophylla G.Don
---Chonemorpha mollis Miq.
---Chonemorpha rheedei Ridl.
---Echites fragrans Moon
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---โมกหอม(ภาคกลาง), พอกะสะคือ(กะเหรี่ยง-เชียงใหม่), ระฆังเงิน(เชียงใหม่) ; [THAI: mok hom (Central); pho-ka-sa-khue (Karen-Chiang Mai); ra khang ngoen (Chiang Mai).]; [CHINESE: da ye lu jiao teng.]
ชื่อวงศ์---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- จีนตอนใต้, อินเดีย, ศรีลังกา, พม่า, ไทย, มาเลเซียและอินโดนีเซีย
เป็น พรรณไม้ที่สำรวจพบครั้งแรกในประเทศอินเดีย มีการกระจายพันธุ์อย่างกว้างขวาง ในประเทศไทยพบบริเวณแคบๆในป่าดิบชื้นภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางและภาาาคตะวันออกเฉียงใต้ ที่ระดับความสูง200-900เมตร มีสถานภาพยังพอหาได้
ไม้ เลื้อยขนาดใหญ่เลื้อยได้ไกล5-10เมตร ลำต้นมีขนหนาแน่น มีช่องหายใจเป็นขีดยาวสีขาว มีน้ำยางสีขาว ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม หนา รูปรี กว้าง5-10ซม.ยาว10-26ซม.โคนใบเว้าปลายใบมีติ่งแหลมสั้นๆ มีขนหนาแน่นทั้งสองด้านของใบ ช่อดอกยาว10-15ซม.มีดอกย่อย8-15ดอก สีเหลืองอ่อนกลิ่นหอม โคนกลีบดอกเป็นหลอดปลายแยกเป็น5กลีบ กลีบม้วนบิดเป็นเกลียว ปากหลอดสีเหลืองเข้มปลายกลีบย่นเล็กน้อย ขนดดอก3-4.5ซม. ผลเป็นฝักยาว8-12ซม.มีขนหนาแน่น แก่แล้วแตกตามยาว เมล็ดมีขนปุยสีขาวลอยไปตามลมได้
ใช้ประโยชน์---ใชัปลูกเป็นไม้ประดับมีกลิ่นหอม ปลูกลงแปลงกลางแจ้งให้เลื้อยไต่ซุ้มได้ในพื้นราบภาคกลาง
-อื่น ๆ เส้นใยที่ได้จากเปลือกนั้นทนต่อน้ำจืดและน้ำเค็ม ใช้สำหรับทำอวน
ระยะออกดอก---เดือนกุมภาพันธ์-เมษายน
การขยายพันธุ์--- เพาะเมล็ด ปักชำกิ่ง

ย่านขี้ผึ้ง/Sarcolobus carinatus


ชื่อวิทยาศาสตร์---Sarcolobus carinatus Wall.
ชื่อพ้อง---This name is a synonym of Sarcolobus globosus subsp. peregrinus (Blanco) R.E. Rintz
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ย่านขี้ผึ้ง(ทั่วไป) ; [THAI: yan khi pung (general).]
ชื่อวงศ์---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย พม่า หมู่เกาะอันดามัน ไทย
พบขึ้นตามพื้นที่ป่าชายเลนโปร่ง ที่น้ำทะเลท่วมถึงเป็นครั้งคราว
ไม้ เถาเลื้อยเกาะพันต้นไม้อื่น ลำต้นเกลี้ยงสีส้มอมน้ำตาล ยาวถึง 3ม.ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง0.3-0.5ซม.ตามข้อมีขนสั้นเป็นวงรอบ ทุกส่วนของลำต้นมียางสีขาวคล้ายน้ำนม ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปไข่กลับ รูปรีถึงรูปใบหอกแคบ ขนาดกว้าง1-2ซม.ยาว5-8ซม. โคนใบสอบขอบใบเรียบ ปลายใบแหลมถึงเรียวแหลม แผ่นใบอวบน้ำ ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน ด้านบนสีเขียวคล้ำ ด้านล่างสีอ่อนจางกว่า ใบแก่ก่อนร่วงสีส้มถึงส้มอมแดง
ดอก แบบช่อเชิงลดออกตามง่ามใบ ก้านช่อดอกยาว0.5ซม. มีดอกย่อย1-6ดอก ดอกย่อยรูปกงล้อสีเหลืองนวลหรือเขียวอมเหลือง ดอกบานขนาด0.5-0.7ซม.ก้านดอกย่อยยาว0.4ซม. ผลแบบผลแตกแนวเดียวรูปรี ขนาดกว้าง1.5-3ซม.ยาว4-7ซม. ปลายผลเป็นจงอยผิวเกลี้ยงด้านบนมีสัน2สันสุกสีส้มอมแดง เมล็ดแบนรูปไข่ ไม่มีขนที่พู่ปลาย
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ในคาบสมุทรมาเลเซียและสิงคโปร์ใช้เปลือกผลไม้ สำหรับทำแยม หลังจากแช่เปลือกในน้ำเกลือเป็นเวลาสามวันและต้มภายหลังในน้ำเชื่อม นอกจากนี้ยังใช้ในการทำ sambal ในอินโดนีเซีย
รู้จักอันตราย---มีรายงานว่าเมล็ดเป็นพิษ
ระยะออกดอก---เดือนกุมภาพันธ์-สิงหาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ย่านงด/Poikilospermum suaveolens


ชื่อวิทยาศาสตร์---Poikilospermum suaveolens Merr
ชื่อพ้อง---Poikilospermum sinense (C.H. Wright) Merr.    
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---กุระเปี๊ยะ(สงขลา), ขมัน(จันทบุรี), เครือเต่าไห้(ลำปาง),ชะไร(สตูล), ยาวี, เถากะมัน,ย่านมูรู(พัทลุง),มะรุ(ปัตตานี), มือกอ(มาเลย์-นราธิวาศ) โร(พังงา), อ้ายไร(กรุงเทพฯ)
; [THAI: kura pia (Songkhla); kha man (Chanthaburi);  khruea tao hai (Lampang); cha rai,  ya wi (Satun); thao kaman, yan mu ru (Phatthalung); ma ru (Pattani); mue-ko (Malay-Narathiwat); ro (Phangnga); ai rai (Bangkok).]; [MALAYSIA: Akar setawan, centawan, mentawan (Peninsular); Akar Jangkang, Akar Kayas, Tentawan (Malay).]; [INDONESIA: Mentawan (Malay), besto (Javanese), areuy kakejoan (Sundanese).]; [PHILIPPINES: Anopol (Igorot, Bikol), hanopol, kanupul (Tagalog).]; [CAMBODIA: Krâpë rôô.]; [VIETNAM:Sung day, rum thom.]
ชื่อวงศ์---URTICACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย คาบสมุทรอินโดจีน อินโดนีเซีย
พบตามชายป่าดิบชื้นที่มีแสงแดด ในประเทศไทยพบขึ้นทั่วไปตั้งแต่ภาคเหนือจรดภาคใต้
ไม้ เถาขึ้นตามคาคบ กิ่งอ่อนและลำต้นมีตุ่มระบายอากาศตามผิวและมียางใส ใบเดี่ยวเรียงสลับเวียนแน่นตามปลายกิ่ง แผ่นใบรูปไข่หรือมนรี ขนาดกว้าง10-14ซม.ยาว12-26ซม.ปลายใบทู่ โคนใบมนหรือหยักเว้า เนื้อใบหนาเกลี้ยง เส้นใบออกจากจุดฐานใบ3เส้น ดอกแยกเพศ ดอกผู้ออกกันเป็นก้อนหรือหัว ขนาดประมาณ1-1.5ซม. ดอกเมียรวมกันเป็นหัวเช่นกันแต่มีขนาดใหญ่กว่า ขนาดประมาณ2-3ซม.โคนดอกติดกันเป็นหลอดเล็กๆ และปลายแยกเป็นแฉกแหลม4แฉก ผลเป็นก้อนกลมสีแดงถึงสีน้ำตาลอมแดง ขนาด2-4ซม.ก้านช่อผลยาว4ซม.
ระยะออกดอก---เดือนมกราคม-มีนาคม/ผลแก่---เดือนมีนาคม-เมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

ย่านเลือด/Fissistigma rubiginosum

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Fissistigma rubiginosum  (A. DC.) Merr.
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Melodorum rubiginosum (A.DC.) Hook.f. & Thomson
---Uvaria fulva Hook.f. & Thomson
---Uvaria rubiginosa A.DC.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ย่านเลือด(สุราษฎร์ธานี),นมวัว(สงขลา),โคลง(มลายู ปัตตานี),นมช้าง(นครราชสีมา) ; THAI: yan lueat (Surat Thani); nom wua (Songkhla); khlong (Malay-Pattani); nom chang (Nakhon Ratchasima).]; [INDIA: Thir-kalwang (Garo).]; [VIETNAM: Lãnh công sét.]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย บังคลาเทศ พม่า ไทย กัมพูชา  มาเลเซีย อินโดนีเซีย


มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเซีย ตั้งแต่อัสสัมถึงบอร์เนียว  ในประเทศไทยพบขึ้นกระจายตามป่าดิบชื้น ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้และภาคใต้ ที่ระดับความสูง 50-300เมตร
ไม้ เถาเนื้อแข็งขึ้นเลื้อยพาดพันต้นไม้อื่น  เลื้อยได้ไกล12-15เมตร เปลือกสีน้ำตาลอมดำ กิ่งอ่อนมีขนมาก ใบรูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ กว้าง4-10ซม. ยาว13-22ซม. ใบด้านบนสีเขียวเข้ม ด้านล่างตามแผ่นใบและเส้นกลางใบมีขนสีน้ำตาลอ่อน ดอก เป็นช่อกระจุก2-4ดอก สีน้ำตาลอมชมพูดอกขนาด2-3ซม.ผลกลุ่มมีผลย่อย 4- 8ผล รูปกลมรี กว้าง1.5ซม.ยาว2-2.5ซม.ปลือกหนามีขนสีน้ำตาล มี5-6เมล็ด
ระยะออกดอก---มิถุนายน-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด

ศรีจันทรา/Rosa helenae

ชื่อวิทยาศาสตร์---Rosa helenae Rehder & E.H.Wilson
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Rosa floribunda Baker
ชื่อสามัญ--- Helen Rose, Helen Wilson's Rose.
ชื่ออื่น---กุหลาบเลื้อยเชียงดาว, กุหลาบเวียงเหนือ,ศรีจันทรา  (ทั่วไป); [THAI: kulap lueai chiang dao; kulap wiang nuea; si chan thra(General).]; [CHINESE: Luan guo qiang wei.]
ชื่อวงศ์---ROSACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--ตอนกลางและตอนใต้ของประเทศจีน  ภาคเหนือของประเทศไทย เวียดนามเหนือ


พบในประเทศจีน(กานซู กุ้ยโจว หูเป่ย มณฑลส่านซี เสฉวน ยูนนาน)รวมทั้ง ประเทศไทยและเวียดนาม เกิดขึ้นที่ขอบป่าในพุ่มไม้ บนเนินเขาและฝั่งแม่น้ำที่ระดับความสูง 1,000 - 3,000 เมตร ในประเทศไทย พบตามที่โล่งบนป่าหินปูน เป็นพรรณไม้หายากชนิดหนึ่งของไทยที่พบและเก็บตัวอย่างได้ที่ดอยเชียงดาวจังหวัดเชียงใหม่ ที่ระดับความสูง1,700-2,000เมตร
ไม้ เลื้อยวงศ์กุหลาบ  เลื้อยทอดยาวได้ไกล 4-10 เมตร ลำต้นและกิ่งสีน้ำตาลอมม่วงมีหนามแหลมเป็นตะขอทั่วไป ยาวประมาณ 4 มม. ใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย5-9คู่ ใบรูปไข่แกมใบหอก ปลายแหลมขอบใบจักฟันถี่  ดอกออกเป็นช่อเชิงหลั่น หรือออกเดี่ยวๆที่ปลายยอด กลีบเลี้ยงสีเขียวรูปใบหอก มี5กลีบ ดอกชั้นเดียว กลีบดอกดอกสีขาวนวลมี5กลีบ เมื่อใกล้โรยมีจุดสีชมพู เกสรเพศผู้สีเหลืองจำนวนมากขนาดดอก3-4ซม. ดอกมีกลิ่นหอมหวาน ผลรูปไข่สีแดงเข้มคล้ายผลสดมีฐานดอกเจริญหุ้ม รูปรีหรือรูปไข่ ยาว 1-1.5 ซม. เมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก
ระยะออกดอก---พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง

ส้มขี้มอด/Embelia subcoriacea


ชื่อวิทยาศาสตร์---Embelia subcoriacea (C.B. Clarke) Mez.
ชื่อพ้อง---Basionym: Embelia nagushia var. subcoriacea C.B.Cl.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ส้มอ๊อบแอ๊บ(พิษณุโลก),นมนาง(ลำปาง),เบลงบล๊องดุ่(กระเหรี่ยง กาญจนบุรี), ป้องเครือ(ภาคเหนือ),แม่น้ำนอง(เชียงใหม่),ส้มขี้หม่อน(หนองคาย) ; [THAI:  som op aep (Phitsanulok); นมนาง nom nang (Lampang); bleng-blong-du (Karen-Kanchanaburi); pong khruea (Northern); mae nam nong (Chiang Mai); som khi mon (Nong Khai); som kung (Nakhon Ratchasima).]; [CHINESE: Dà yè suān téng zi; Dà yè shíbā zhèng; dà jī mǔ suān]; [JAPANESE: Dai Kanō san Fujiko.]; [VIETNAM: Cây Chua Ngút Dai.]  
ชื่อวงศ์---MYRSINACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดียจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
มีการกระจายในอินเดีย, จีนใต้ (กวางสี กุ้ยโจว ยูนนาน), ไทยและเวียดนาม  เกิดในป่าโปร่งหรือป่าทึบบนเนินที่ระดับความสูง ถึง 2,600 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ในประเทศไทยพบทุกภาค ตามป่าผลัดใบผสม ที่ระดับความสูง 300-1,000 เมตร
ไม้เถาเนื้อแข็งเลื้อยพาดพันต้นไม้อื่น หรือรอเลื้อยสูง 3-5 เมตร เปลือกเถาอ่อนสีเขียวมีจุดประสีขาวทั่วเถา เถาแก่สีน้ำตาล ใบเดี่ยวกว้าง 3.5-6.5 ซม. ยาว 8-15 ซม. เรียงสลับ โคนใบสอบ ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบเหนียวคล้ายหนัง ผิวใบเรียบสีเขียวเป็นมัน ดอกออกเป็นช่อเดี่ยวออกตามซอกใบ ช่อดอกยาว 3-5 ซม. ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบดอก 4 กลีบ รูปรีแกมขอบขนาน ยาว 1-1.5 มม. เกสรผู้ 4 อัน ผลกลม ขนาด 8-10 มม.สีเขียวเมื่อสุกสีม่วงแดงมี1เมล็ด
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน เนื้อหุ้มเมล็ดรับประทานได้รสเปรี้ยวอมหวาน
-ใช้เป็นยา ชิ้นส่วนที่ใช้ผลไม้ ใช้เป็นพืชสมุนไพรแก้ไอ แก้ท้องร่วง ปวดท้อง ใช้ในการรักษาพยาธิตัวกลม
ระยะออกดอก---เดือนมิถุนายน-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด

ส้มลม/Aganonerion polymorphum

ชื่อวิทยาศาสตร์---Aganonerion polymorphum Pierre ex Spire
ชื่อพ้อง---This name is a Synonym of Urceola polymorpha (Pierre) D.J.Middleton & Livsh.
ชื่อสามัญ---River leaf, Sour-soup creeper, River-leaf creeper.
ชื่ออื่น---ส้มลม ; [THAI: som lom (Northeastern, Saraburi).]; [KHMER; volli thnoeng, kaot p.]; [VIETNAM: Dây dang, Dây lá giang, Giang chua, Dây đực]
ชื่อวงศ์---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินโดจีน (ไทย ลาว กัมพูชา เวียตนาม)
มีการกระจายในประเทศไทย, ลาว, กัมพูชาและเวียดนาม ขึ้นตามป่าป่าเต็งรัง ริมแม่น้ำลำคลอง
ไม้ เถาเลื้อยพันต้นไม้อื่น เถากลมยาว 1.5-4 เมตร สีเขียวไม่มีมือเกาะทุกส่วนมีน้ำยางสีขาว ใบเป็นใบเดี่ยวยาว 3.5-10 ซม. กว้าง 2-5 ซม. เรียงตรงข้ามรูปไข่ปลายใบเรียวแหลมขอบใบเรียบสีเขียวเข้มเป็น มัน ดอกออกเป็นช่อออกที่ปลายกิ่ง ช่อดอกขนาดเล็กมี2-5ดอก สีขาวอมเขียวปลายกลีบดอกสีชมพู ผลเป็นฝักออกเป็นคู่ทรง กระบอกเรียวยาวสีเขียว เมล็ดมีความยาว 3-4 มม.สีน้ำตาลที่ปลายด้านหนึ่งมีพู่สีขาว มีหลายเมล็ด
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ใบอ่อน ยอดอ่อน ผลอ่อน ดิบ-สุก กินเป็นผักสดรสเปรี้ยวมัน ในเวียดนาม นำไปใส่ในอาหารประเภทต้มที่เรียกกัญจัว
-ใช้เป็นยา รากต้มน้ำดื่มช่วยขับลม คลายกล้ามเนื้อ หรือผสมกับยาสมุนไพรอื่นๆ รักษาอาการปวดเมื่อย ปัสสาวะขัด
ระยะออกดอก---เดือนเมษายน-เดือนพฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ

ส้มสันดาน/Cissus hastata


ชื่อวิทยาศาสตร์---Cissus hastata Miq.
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Cissus glaberrima Steud.
---Vitis hastata (Miq.) Miq.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ส้มสันดาน, ส้มพอดี(ชลบุรี) ส้มข้าว(ปัตตานี), เถาส้มออบ(สุราษฎร์ธานี) ; [THAI: thao som op (Surat Thani); som sandan (Chon Buri); som khao (Pattani).]; [MALAYSIA: akar asam riang, akar iang-iang, akar kerayong.]; [VIETNAM: hồ dằng mũi gióo.]
 ชื่อวงศ์---VITACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย พม่า เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย
ขึ้นกระจายจากอินเดียถึงพม่า ไทย ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปยังชายฝั่งตะวันออกของออสเตรเลีย ขึ้นตามชายป่าซึ่งมักจะมีต้นไม้ปกคลุมที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 700 เมตร
ไม้ เถาเลื้อยพันต้นไม้อื่นมีมือเกาะเถาเป็นสันเหลี่ยม ขอบสันเถาสีม่วงแดง ใบเดี่ยวขนาด7-11.5 × 5.5-10.5 ซม.รูปหัวใจเรียงสลับ ขอบใบหยักห่าง หลังใบสีเขียว ท้องใบสีม่วง ก้านใบยาว 1.5-4 ซม.ช่อดอกแบบช่อซี่ร่มยาว 2-3.5 ซม.ก้านช่อดอกยาว 0.5-1.2 ซม. มีขน ดอกออกเป็นกระจุกเล็กก้านดอกตรงหรือโค้งยาวประมาณ 1.5-2 มม. สีขาวถึงเหลือง ผลเป็นผลเดี่ยวรูปทรงกลม 6-7  × 4-6 มม.ผลอ่อนสีเขียว ผลสุกสีดำ มี1เมล็ด เมล็ดยาว 4-4.5 มม
ใช้ประโยชน์---พืชบางครั้งเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้เป็นยาในท้องถิ่น
-ใช้เป็นยา ใบ ลำต้น หรือผลไม้ใช้เป็นยาแก้ไอขับเสมหะ
ระยะออกดอก---เดือนพฤษภาคม-เดือนกรกฏาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ

ส้มเสี้ยวเถา/Bauhinia lakhonensis


ชื่อวิทยาศาสตร์---Bauhinia lakhonensis Gagnep.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Bauhinia sepis Craib    
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ส้มเสี้ยวเถา(ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ; [THAI: som siao thao (Northeastern).]; [VIETNAM: Móng bò la khôn.]
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ลาว เวียตนามเหนือ ไทย
ขึ้นกระจายห่างๆ ตามชายป่าดิบแล้ง ระดับความสูงประมาณ 200 เมตร
ไม้เถามีเนื้อไม้ เลื้อยขึ้นพาดพันต้นไม้อื่น ใบเดี่ยวเรียงสลับ ปลายใบเว้าลึก แผ่นใบกว้าง8-10ซม.ยาว10-12ซม.โคนใบรูปหัวใจแฉกลึก มีขนสีน้ำตาลแดงตามเส้นแขนงใบด้านล่าง
ดอกออกเป็นช่อชิงหลั่นตามซอกใบหรือปลายกิ่ง ยาวประมาณ 5ซม. ดอกย่อยขนาด2-3ซม. กลีบดอก5กลีบสีขาว โคนกลีบดอกเว้าคล้ายก้าน สีแดงชมพู ขอบกลีบหยักเป็นคลื่น เกสรเพศผู้พัฒนา2อันที่เหลือสั้นและเป็นหมัน เกสรเพศเมีย1อันอยู่ใจกลางดอก
ผลแบบฝักถั่วกว้าง1.8-2ซม.ยาว9-11ซม.ปลายมีติ่ง เมล็ดสีดำรูปรี ยาวประมาณ 0.9 ซม. เกลี้ยง มี8-16เมล็ด
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง

สร้อยสยาม/Bauhinia siamensis


ชื่อวิทยาศาสตร์---Phanera siamensis (K. Larsen & S. S. Larsen) Mackinder & R. Clark
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Bauhinia siamensis K. Larsen & S. S. Larsen.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---สร้อยสยาม, ชงโคสยาม(ทั่วไป) ; [THAI: soi sayam, chong ko sayam (General).]
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- ประเทศไทย


เป็น พรรณไม้ถิ่นเดียวของไทย พบทางภาคเหนือที่พิษณุโลก ขึ้นตามป่าเบญจพรรณที่มีไผ่หนาแน่น ความสูง 250-300 เมตร
ไม้ เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่อายุยืนหลายปี มีมือเกาะตามซอกใบปลายม้วนงอเป็นตะขอคู่ เลื้อยได้ไกล5-15 เมตร ยอดอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดงปกคลุม ใบรูปไข่ปลายใบเว้าลึกเป็น2แฉก ขนาดของใบกว้าง4-8ซม.และยาว8-15ซม. รูปร่างค่อนข้างกลม ปลายใบและโคนใบเว้าลึกคล้ายใบแฝดติดกัน แผ่นใบสีเขียว กึ่งกลางใบมีแถบสีขาวหรือเขียวอ่อนแทรก หูใบสีส้มแกมแดง ดอก ออกเป็นช่อกระจะห้อยลง ช่อดอกยาว30-75ซม.มีดอกย่อย 18-22ดอก ดอกย่อยสีชมพูสดใสขนาด 3-4 ซม. ฝักเรียวยาวกว้าง3-4ซม.ยาว16-18ซม.ฝักแก่แตกเป็น2ซีก เมล็ดรูปไข่ แบน สีน้ำตาลเข้ม ยาว 1.5-2 ซม.
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับที่ มีใบดกแตกยอดจำนวนมากมีดอกสีสดใส
ระยะออกดอก---เดือนกุมภาพันธ์-เดือนเมษายน
ขยายพันธุ์---โดยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง

สวาด/Caesalpinia bonduc


ชื่อวิทยาศาสตร์---Caesalpinia bonduc (L.) Roxb.
ชื่อพ้อง---Has 14 Synonyms

-Bonduc minus Medik. -Caesalpinia sepiaria sensu auct.  
-Caesalpinia bonducella (L.) Fleming  -Caesalpinia sogerensis Baker f. 
-Caesalpinia crista "L., p.p.A" -Guilandina bonduc Griseb. 
-Caesalpinia crista Thunb. -Guilandina bonducella L. 
-Caesalpinia crista sensu auct. -Guilandina gemina Lour.
-Caesalpinia cristata Prowazek  -Guillandina bonduc L. 
-Caesalpinia grisebachiana Kuntze  -Guillandina bonducella (L.) Fleming

ชื่อวิทยาศาสตร์---Caesalpinia bonduc (L.) Roxb.
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Basionym: Guilandina bonduc L.
---Caesalpinia bonducella (L.) Fleming
ชื่อสามัญ---Nickernut ,Grey Nickers, Physic-Nut, Physic nut, Fever Nut, Fever-Nut, Bonduc nut, Sea Pearl, Febrifuge Nut, Molucca Bean.
ชื่ออื่น---ดามั้ด (มาเลย์-สตูล); บ่าขี้แฮด (ภาคเหนือ); มะกาเล็ง (เงี้ยว-เชียงใหม่); สวาด (ภาคกลาง); หวาด (ภาคใต้ ); [THAI: da-mat (Malay-Satun);  ba khi hat (Northern); ma-ka-leng (Shan-Chiang Mai); sawat (Central); wat (Peninsular).]; [ASSAMESE: Letaguti, Letaguti-goch, Letai-goch.]; [BENGALI: Natakaranja.]; [HINDI: Kat-kaleji, Putikaranj, Panshul.]; [KANNADA: Gejjuga.]; [MALAYALAM: Kazhanji, Kalimarakam.]; [MARATHI: Katukaranja, Sagargoti.]; [SANSKRIT: Latakaranja, Kuberaksh.]; [TAMIL: Kalarci,Kalichikai.]
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE -CAESALPINIODEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน อินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้


กระจายกว้างขวางพบแทบทุกทวีปในเขตร้อน- ทวีปเอเซียพบทั่วเนปาล สิกขิม อินเดีย ศรีลังกา เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ตอนใต้จีน และหมู่เกาะใกล้เคียง พบขึ้นตามชายหาดหรือแนวหลังป่าชายเลนที่ระดับความสูงถึง800เมตร ในไทยพบแทบทุกภาค แต่ส่วนมากพบทางภาคใต้  
ไม้เถาเลื้อยมีหนาม พาดเลื้อย ยาว5-15 เมตร ลำต้นกิ่งและแกนช่อใบ มีขนสั้นนุ่มและหนามงองุ้มรูปตะขอสั้น คล้ายหนามกุหลาบปกคลุม ใบ ประกอบแบบขนนก2ชั้นปลายคู่ มี6-11คู่ เรียงเวียนสลับ แผ่นใบย่อยรูปรีขนาด1-2ซม.ยาว2-4ซม. ขอบใบเรียบเป็นขนครุย ปลายใบเป็นติ่งหนามสั้น ดอก แบบช่อเชิงลดออกเหนือง่ามใบ แกนช่อดอกยาวถึง50ซม.มีหนาม ดอกไม่สมบูรณ์เพศ กลีบเลี้ยงและกลีบดอกอย่างละ5กลีบเรียงซ้อนเหลื่อมสลับกันกลีบเลี้ยงมีขน สนิมปกคลุม กลีบดอกสีเหลืองมีสีแดงเรื่อแต้มเป็นจุดหรือแถบ ผล แบบฝักถั่ว รูปขอบขนานขนาด3-5ซม.ยาว5-7ซม. โคนฝักสอบเข้าหากัน ปลายฝักมนกลม และมีก้านเกสรเมียติดอยู่ ผิวฝักมีหนามแหลมและขนแข็งปกคลุม ฝักแก่จัดแตกตามรอยตะเข็บ มีเมล็ดเกลี้ยงสีเทามัน1-2เมล็ด
ใช้ประโยชน์---พืชที่ปลูกเป็นครั้งคราวสำหรับน้ำมันเมล็ด
-ใช้กิน น้ำมันจากเมล็ดใช้สำหรับทำอาหาร
-ใช้เป็นยา Bonduc Nut ถือเป็นสมุนไพรที่มีความสำคัญในการแพทย์แผนโบราณในแอฟริกาเอเชียและหมู่เกาะแปซิฟิกโดยมีการใช้ที่คล้ายกันอย่างกว้างขวางในแต่ละพื้นที่ -เมล็ดนั้นมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียต้านมะเร็งเชื้อราต้านไวรัสไข้เลือดออก-เมล็ดมีน้ำมันประมาณ 20% ซึ่งอุดมไปด้วยกรดไลโนเลอิก (68%) โดยเฉพาะและมีคุณสมบัติในการดูดซับความชื้น น้ำมันที่ใช้ในการรักษาโรคไขข้ออักเสบ-ใบเป็นส่วนผสมสูตรยาแก้ไอที่มีชื่อเสียง-ในแอฟริกาใบเปลือกและรากใช้สำหรับแก้ไข้ ปวดศีรษะและเจ็บหน้าอกและเป็นยาแก้พยาธิ ในแอฟริกาตะวันตกพืชจะใช้เป็น rubefacient และเป็นยาชูกำลังในการรักษาโรคดีซ่านท้องเสียและการปะทุของผิวหนัง ที่ชายฝั่งเคนยาเมล็ดและใบของรากและ decoctions จะถูกนำไปรักษาโรคหอบหืดและภาวะแทรกซ้อนในระหว่างมีประจำเดือนเพื่อหลีกเลี่ยงการแท้งบุตรและเป็นยาหยอดตาเพื่อรักษาลิ่มเลือดภายในตา
-วนเกษตรใช้ ใน Sierra Leone และ เอธิโอเปียใช้ปลูกเป็นรั้วพืชสด
-อื่น ๆ เมล็ดถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายเป็นลูกปัดสำหรับสร้อยคอ, กำไล, ลูกประคำ ใช้น้ำมันที่ได้จากเมล็ดในการเตรียมเครื่องสำอาง
ระยะออกดอกเดือน/ติดผล---กรกฎาคม-ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ

สะแกวัลย์/Calycopteris floribunda


ชื่อวิทยาศาสตร์---Calycopteris floribunda Lamk.
ชื่อพ้อง---Has 9 Synonyms

-Calycopteris floribunda (Roxb.) Lam. ex Poir. -Getonia floribunda Roxb.
-Calycopteris nutans (Roxb.) Kurz -Getonia nitida Roth
-Calycopteris nutans var. glabriuscula Kurz -Getonia nutans Roxb.
-Calycopteris nutans var. roxburghii Kurz -Poivrea sericea Walp.
-Combretum sericeum (Walp.) Wall. ex C.B. Clarke

ชื่อสามัญ---Paper Flower Climber.
ชื่ออื่น---ติ่งตั่ง, ติ่งตั่งตัวผู้(เหนือ); กรูด(สุราษฎร์ธานี); ข้าวตอกแตก(กลาง); งวงชุม(ของแก่น); งวงสุ่ม(ตะวันออกเฉียงเหนือ); งวงสุ่มขาว, เมี่ยงชะนวนไฟ, สังขยาขาว(พิษณุโลก, สงขลา); ดวงสุ่ม(อุบลราชธานี); ดอกโรค ; [THAI: ting tang, nguang soom, nguang choom, Kruut (Surat Thani), khaao tok taek (central).]; [BENGALI: Gaichha Lata.]; [HINDI: Kokoray.]; [KANNADA: Enjarigekubsa.]; [MALAYALAM: Pullanni, Varavalli, Pullanji, Pullani.]; [MARATHI: Ukshi.] ; [SANSKRIT: Susavi.]; [TAMIL: Pullanji Valli.];[TELUGU: Murugudutige.]; [MALAYSIA: Pelawas (peninsular).]; [CAMBODIA: Ksouohs, ta suos, qgnu.]; [LAOS: Dok ka deng, ngouang 'soum.]; [VIETNAM: Dực đài, Dây Đầu mầu.].
ชื่อวงศ์---COMBRETACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย จีนตอนใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กระจายจากอินเดียและพม่า (พม่า)จีนตอนใต้ ผ่านอินโดจีนและไทยไปยังคาบสมุทรมาเลเซีย (เกาะลังกาวี, ปีนัง, ปะหัง) ในคาบสมุทรมาเลเซียC. floribunda เกิดขึ้นในป่าเบญจพรรณตามแนวแม่น้ำ ในกัมพูชาพบได้ทั่วไปในพื้นที่ป่าและในพื้นที่ปลูกป่าหลังการทำลายป่า ในประเทศไทยพบทุกภาค ตามป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้ง
ไม้ เลื้อยขนาดใหญ่ลักษณะเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง กิ่งอ่อนมีขน ใบเดี่ยวออกตรงข้ามเป็นคู่ๆรูปรีไข่ โคนใบมนปลายใบแหลม ขนาดใบกว้าง6-8ซม.ยาว8-12ซม.ด้านล่างใบมีขนสีน้ำตาลเหลืองหนาแน่น ดอก ออกเป็นดอกช่อ มีดอกย่อยจำนวนมาก ขนาดดอกย่อย2-3ซม.ดอกสีเขียวอมเหลืองออกเป็นช่อกระจายที่ปลายยอด มีขน กลีบเลี้ยงปลายแยกเป็น5แฉกไม่มีกลีบดอก เกสรตัวผู้10อัน เมื่อดอกบานแล้ว กลีบดอกจะหลุดร่วงไป คงเหลือแต่กลีบเลี้ยง ทำให้ดูเหมือนดอกบานทนนานมาก
เราเรียกลักษณะนี้ว่ากลีบเลี้ยงที่คงอยู่จนเป็นผล (persistant calyx) ผล รูปรีมีกลีบเลี้ยงติดอยู่ ภายในมี1เมล็ด
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ใบมีรสขม , ฝาด , ยาระบาย , พยาธิ,  ยาแก้ไข้  แก้อาการจุกเสียด , โรคเรื้อน , ไข้มาเลเรีย , โรคบิด , แผลและอาเจียน ผลไม้ใช้รักษาโรคดีซ่าน , แผล , อาการคันและโรคผิวหนัง
ระยะออกดอก---เดือนมกราคม-เดือนมีนาคม
ขยายพันธุ์--- เมล็ด ปักชำกิ่ง  ตอน กิ่ง

สะบ้า/Entada rheedii

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Entada rheedii Spreng.
ชื่อพ้อง---Has 8 Synonyms

-Adenanthera gogo Blanco -Entada pusaetha DC.
-Entada gigas G.C.C.Gilbert & Boutique -Entada rheedei Spreng.
-Entada gogo (Blanco) I.M.Johnst. -Entada scandens auct.
-Entada pursaetha DC. -Entada schefferi Ridl.

ชื่อสามัญ--- Giant sea bean, African dream herb, Snuff box sea bean, Cacoon vine, St. Thomas’s bean, Ladynut, Mackary Bean.
ชื่ออื่น---คำต้น,มะบ้าหลวง(ภาคเหนือ),ม๊อกแกมื่อ(ละว้า-เชียงใหม่), มะนิม,หมากงิม(เย้า-เชียงใหม่),หมากหนิม(กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) มะบ้า,สะบ้า,สะบ้ามอญ(ทั่วไป) ; [THAI: kham ton, ma ba luang (Northern); mok-kae-mue (Lawa-Chiang Mai); ma-nim, mak-ngim (Shan-Chiang Mai); ma ba, saba, saba mon (General); mak-nim (Shan-Mae Hong Son).]; [HINDI: Barabi, Chian, Gila.]; [MALAYALAM: Kakkumkaya.]; [TAMIL: Irikki,Yanaikozhinji.]; [AFRIKAANS: reuseseeboontjie, seeboontjie, boonbobbejaantou.]; [ZULU: inkwindi, intindile, umbhone.]; [MALAYSIA: Akar Belu, Akar Beluru, Akar Kapang, Sentok (Malay); Cariu, Gandu (Bahasa Indonesia).]
 ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---เขตร้อนของทวีปแอฟริกา ทวีปเอเซียและอินโดนีเซีย


มีถิ่นกำเนิดในแอฟริกา - เซเนกัลไปยังยูกันดาและเคนยา, ทางใต้สู่โมซัมบิก, ซิมบับเวและเอสแอฟริกา; E. เอเชีย - อนุทวีปอินเดียผ่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถึงออสเตรเลีย  เติบโตในที่ราบลุ่มเขตร้อนตามแนวชายฝั่งและฝั่งแม่น้ำขึ้นพันไม้อื่นริมลำธารบริเวณป่าดงดิบหรือป่าผลัดใบที่ระดับความสูง400-900 (1100)เมตร ในประเทศไทยพบทุกภาค
ไม้ เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่ เติบโตได้สูงถึง 75 เมตร เส้นรอบวงสูงถึง40ซม.ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก2ชั้นยาว12-25ซม.ใบย่อยรูปไข่กลับ กว้าง 1.3-3.5ซม. ยาว2.5-7ซม. ปลายใบแหลมถึงทู่เล็กน้อย และมักมีติ่งแหลม ดอกสีขาวนวลแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองออกเป็นช่อแกน ยาว13-25ซม.ดอกย่อยขนาดเล็กมีเป็นจำนวนมาก กลีบรองดอกรูปถ้วยปากกว้าง กลีบดอก 5 กลีบ รูปรีแคบ ถึงรูปหอก รังไข่เกลี้ยง ผลเป็นฝักรูปขอบขนานตรงหรือโค้งความยาวสูงสุด 2 เมตรและกว้าง 15 ซม. เปลือกผลแข็งเหมือนเนื้อไม้แต่ละข้อมี1เมล็ด เมื่อแก่ข้อจะหักเป็นข้อๆ เมล็ดสีน้ำตาลกึ่งกลมแบน แข็งผิวมันเรียบ กว้าง 3.5-5 ซม.
ใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารยาและแหล่งวัสดุ
-ใช้กิน เมล็ดเป็นพิษเมื่อดิบมีซาโปนินอยู่ในเมล็ด เมล็ด จะถูกปรุงแบบดั้งเดิม ซึ่งต้องทำลายซาโปนิน และชะล้างก่อน เมล็ดจะถูกคั่วแล้วนำไปแช่น้ำเป็นเวลาสามวันก่อนที่จะ กินได้
-ใช้เป็นยา ในเอเชีย ใบ เปลือกไม้และรากใช้ทำความสะอาดแผลรักษาแผลไฟไหม้และรักษาโรคดีซ่านในเด็ก ชาที่ทำจากพืชทั้งหมดจะใช้ในการปรับปรุงการไหลเวียนโลหิตไปยังสมอง เปลือกใช้สำหรับรักษาอาการท้องเสียบิดและติดเชื้อปรสิต ในยาไทยใช้เนื้อในเมล็ดดิบ รสเบื่อเมา แก้โรคผิวหนัง ผื่นคัน แก้โรคเรื้อน กลากเกลื้อน เมล็ดใน สุมให้ไหม้เกรียมปรุงเป็นยารับประทานแก้พิษไข้ตัวร้อน เถาใช้ฆ่าพยาธิผิวหนัง ทางภาคอีสาน ใช้ เมล็ด หรือราก ฝนเหล้า ทาและฝนน้ำ แก้โรคผิวหนัง ในฟิลิปปินส์ ใช้น้ำจากเปลือกต้นทาแก้คันและโรคผิวหนังที่เป็นสะเก็ด
-อื่น ๆ เมล็ดทำเครื่องประดับสวมใส่เป็นสร้อยคอและกำไลเพื่อนำความโชคดีให้กับเจ้าของ
ความเชื่อ/พิธีกรรม -ใช้โดยหมอพื้นบ้านโดยแพทย์และนักบวชชั้นสูงของแอฟริกาใต้ เพื่อชักนำให้เกิดความฝันที่ชัดเจนสดใส ทำให้สามารถสื่อสารกับโลกวิญญาณกับบรรพบุรุษของพวกเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื้อภายในของเมล็ดจะถูกบริโภคโดยตรงหรือกับเนื้อสัตว์ที่ถูกสับแห้งผสมกับสมุนไพรอื่น ๆ เช่นยาสูบและรมควันก่อนนอนเพื่อกระตุ้นความฝันที่ต้องการ เมล็ดของพืชนี้เป็นสินค้าในตลาดmuthiในท้องถิ่นเพราะมีคุณค่าทางยาและเวทมนตร์
ระยะออกดอก---มีนาคม-พฤษภาคม   
ขยายพันธุ์---เมล็ด ชำราก   

สะบ้าลาย/Mucuna interrupta


ชื่อวิทยาศาสตร์---Mucuna interrupta Gagnep.
ชื่อพ้อง--- Has 1 Synonyms                                                                                                                 ---Mucuna nigricans var. cordata Craib  
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---สะบ้าลาย เครือบ้าลาย(นครราชสีมา),หมามุ้ย(ภาคกลาง); [THAI: sa ba lai,khreau ba lai); [CHINESE: Jiān xù yóu má téng.]; [VIETNAM: Mắt mèo ma, Mắt mèo to, Dây chãng ba.]
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- จีน พม่า อินโดจีน
M. interrupta อยู่ในสกุลหมามุ่ย Mucuna พบในจีน (สิบสองปันนา ยูนนาน)  พม่า, ลาว, กัมพูชา,ไทย, เวียดนามเติบโตที่ระดับความสูง 900-1100 เมตร ในประเทศไทยพบทางภาคเหนือและภาคตะวันออก ตามป่าดิบ ที่ระดับความสูง 75-800 เมตร
ไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็ง เลื้อยได้ไกล10-15เมตร ตามลำเถาและก้านใบเกลี้ยงหรือเกือบเกลี้ยง ใบเป็นใบประกอบแบบมีใบย่อย3ใบ รูปไข่แกมรี กว้าง 4-9 ซม.ยาว9-16ซม.ปลายใบแหลม โคนใบรูปหัวใจ เนื้อใบบาง ก้านใบยาว 6-9 ซม. ดอก สีเหลืองนวลแกมเขียวอ่อน ออกเป็นช่อกระจุกห้อยลงตามซอกใบ ยาว10-14ซม.ดอกย่อยรูปดอกถั่ว ยาวประมาณ4ซม.กลีบรองดอกรูปถ้วยปากกว้าง ผิวด้านนอกมีขนคลุม  กลีบดอก5กลีบเกสรผู้ยื่นยาว10อัน ผลเป็นฝักค่อนข้างแบนมีขนสีน้ำตาลปกคลุมหนาแน่นผิวขรุขระเป็นลายเส้นหยาบ เมล็ดรูปกลมแบนยาว2.5ซม.มีประสีน้ำตาลมี2-3เมล็ด
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ในเวียตนามใช้สำหรับงูกัด
รู้จักอันตราย---ขนตามฝักแก่ทำให้ปวดและคันตามผิวหนัง
ระยะออกดอก/ติดผล---สิงหาคม-ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

สะพลี/Cyathostemma


ชื่อวิทยาศาสตร์---Uvaria wrayi (King) L.L.Zhou, Y.C.F.Su & R.M.K.Saunders
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Cyathostemma wrayi King
---Cyathostemma wrayi var. indochinensis Asteg.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---สะพลี(ทั่วไป) ; [THAI: sa pli.]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
ประเทศไทยพบในป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง ป่าละเมาะ ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ภาคตะวันตกเฉียงใต้ และภาคใต้ ที่ระดับความสูง 50-200เมตร
ไม้เถาเนื้อแข็ง  ขึ้นเลื้อยพาดพันต้นไม้อื่นได้ไกล 6-15 เมตร กิ่งอ่อนมีขน กิ่งแก่เปลือกเรียบสีน้ำตาลอมดำ  มีลายสีขาวบิดเวียนตามยาว ใบรูปขอบขนาน กว้าง 7-10ซม.ยาว 22-30ซม.โคนใบมน หยักเว้าตื้น ปลายใบเรียวแหลม มีติ่งแหลมยาว 2-2.5ซม.ใบบางเหนียว ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อยผิวใบเรียบเป็นมันทั้งสองด้าน ดอก ออกเป็นช่อนอกซอกใบ2-4ดอก กลีบดอกหนาสีเหลืองใส บานงองุ้มเข้าหากลางดอก ขนาดดอกเมื่อบาน 1.5-2ซม. ผลกลุ่ม มีผลย่อย 30-50ผล รูปกลมรี เปลือกเรียบ ยาว1-1.5ซม.เมื่อแก่สีแดง
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด

สาลีแก่นใจ/Capparis zeylanica


ชื่อวิทยาศาสตร์---Capparis zeylanica Linn.
ชื่อพ้อง---Has 21 Synonyms

-Capparis acuminata De Wild. -Capparis myrioneura latifolia Hallier f.
-Capparis acuminata Roxb. -Capparis nemorosa Blanco
-Capparis aeylanica Roxb. -Capparis polymorpha Kurz
-Capparis aurantioides C.Presl -Capparis quadriflora DC.
-Capparis crassifolia Kurz -Capparis rufescens Turcz.
-Capparis dealbata DC. -Capparis subhorrida Craib
-Capparis erythrodasys Miq. -Capparis swinhoii Hance
-Capparis hastigera Hance -Capparis terniflora DC.
-Capparis horrida L.f. -Capparis wightiana Wall.
-Capparis latifolia Craib -Capparis xanthophylla Collett & Hemsl.
-Capparis linearis Blanco

ชื่อสามัญ---Ceylon Caper, Indian caper, Caper berry
ชื่ออื่น---สะแอะ(ราชบุรี); ค้อนก้องเครือ(เพชรบุรี); เถาหลั่งหมากเก็บ(นครสวรรค์); เยี่ยวไก่(นครราชสีมา); ร้านผีป้าย, ลานผีป้าย(เหนือ); สายซูใหญ่(พิษณุโลก); สาลีแก่นใจ(เชียงใหม่) ; [THAI: khon kong khruea (Phetchabun); thao lang mak kep (Nakhon Sawan); yiao kai (Nakhon Ratchasima); lan phi pai (Northern); sa ae (Ratchaburi); sai su yai (Phitsanulok); sali kaen chai (Chiang Mai).]; [CHINESE: Chui guo teng, Niu yan jing.]; [HINDI: Ardanda, Jhiris.]; [BENGALI: Kalokera.]; [KANNADA: Mullukattari.]; [MALAYALAM: Karthotti.]; [MARATHI: Kaduvaghanti, Govindi, Vaghanti.]; [NEPALI: ban kera.] ; [TAMIL: Adondai, Tondai, karrotti.]; [TELUGU: Arudonda.]; [PHILIPPINES: Halubagat-baging, Dauag, Dawag (Tag.)]; [SANSKRIT: Vyakhra nakhi, Tapasapriya, Karambha.]; [AYURVEDIC: Ahimsra. Vyaaghranakhi.]; [SIDDHA/TAMIL: Aathondai.]
ชื่อวงศ์---CAPPARACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อนุทวีปอินเดีย อินโดจีน จีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์
พืชในเขตร้อนกระจายใน ศรีลังกา, ไทย, จีน (กวางตุ้ง, กวางสี, ไหหลำ), ชวา, Lessa Sunda Isl. (Lombok, Sumbawa, Semau, Timor), Sulawesi (รวมถึง Selayar Isl.), ฟิลิปปินส์ (Luzon, Mindoro, Mindanao), Moluccas (Sulu Arch.), ไต้หวัน , อันดามัน, พม่า ( แพร่หลาย), อินเดีย(แพร่หลาย) เนปาลบังคลาเทศ ปากีสถาน  เวียดนาม ลาว พบได้ในระดับความสูงถึง 700 เมตรในพื้นที่ที่มีสภาพอากาศตามฤดูกาลที่แตกต่างกัน
ไม้ พุ่มรอเลื้อยสูง2-5เมตร ลำต้นมีหนาม กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดง ใบเป็นใบเดี่ยว รูปไข่แกมรูปหอก ขนาดกว้าง4-8.5ซม.ยาว5-17ซม.ปลายใบมนหรือเรียวแหลม แผ่นใบหนาคล้ายแผ่นหนังก้านใบยาว0.5-2ซม.ดอกสีขาวออกเป็นกลุ่มบนก้านช่อดอก มีกลุ่มละ2-6ดอก ก้านดอกยาว0.4-2ซม.กลีบรองดอกรูปมนหนาคล้ายแผ่นหนัง  กลีบดอกรูปขอบขนานปลายมนมีสีชมพูหรือแดงที่โคนกลีบ ผลรูปกลมรีขนาด4-5ซม. เปลือกหนาแข็ง ผิวเรียบเมื่อแก่ออกสีส้มหรือม่วง
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ผล ดิบ-สุก ในอินเดียใช้ดองกิน
-ใช้เป็นยา ส่วนที่นำมาใช้ ใบ รากและเปลือกไม้ สรรพคุณ ทั้งต้นรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน ใบตำพอกฝี แผลบวม และทาแก้คัน เปลือกราก - ในกัมพูชารากและเปลือกไม้ถือว่าเป็นยาขับปัสสาวะ-ในอินเดียนิยมใช้เป็นยาแก้พิษสำหรับงูกัด, สำหรับอาการบวมของอัณฑะ, โรคฝีเล็ก ๆ , อหิวาตกโรค, อหิวาตกโรค, โคลิก, ประสาท, แผล, โรคปอดบวมและเยื่อหุ้มปอดอักเสบ ยาต้มเปลือกรากใช้สำหรับอาเจียนปวดท้องระคายเคืองกระเพาะอาหาร
ระยะออกดอก--- กรกฏาคม-กันยายน---ระยะผลแก่---ตุลาคม-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

สังวาลย์พระอินทร์/Cassytha filiformis


ชื่อวิทยาศาสตร์---Cassytha filiformis Linn.
ชื่อพ้อง---Has 19 Synonyms

Calodium cochinchinensis Lour. Cassytha macrocarpa Guillamin
Cassytha aericana Nees Cassytha novguineesis Kaneh. & Hatus.
Cassytha aphylla Raeusch. Cassytha paradoxae Proctor
Cassytha archboldiana C.K. Allen Cassytha senegalensis A. Chev.
Cassytha brasiliensis Mart. Ex Nees Cassytha timorensis Gand.
Cassytha cochinchinensis Lour. Cassytha zeylanica Gaertn.
Cassytha cuscutiformis F. Muell. Rumputris fasciculata Raf.
Cassytha dissitiflora Meisn. Spironema aphylla Raf.
Cassytha guineensis Schumach. & Thonn. Volutella aphylla Forskk.
Cassytha lifuensis Guillamin

ชื่อสามัญ--- Love-Vine, Air creeper, Devil's gut, Dodder-laurel, Green thread creeper, Moss creeper, Princess hair, Seashore-dodder, Woevine.
ชื่ออื่น---เขียวคำ,เขียงคำ (อุบลราชธานี),เขืองคำโคก(เลย),ช้องนางคลี่(ภาคใต้),เซาะเบียง(เขมร),ผักปลัว(ประจวบคีรีขันธ์),รังกะสา,รังนกกะสา (จันทบุรี),สังวาลพระอินทร์ (นครราชสีมา) ; [THAI: khiao kham, khiang kham (Ubon Ratchathani); khueang kham khok (Loei); chong nang khli (Peninsular); so-biang (Khmer); phak plua (Prachuap Khiri Khan; rang kasa (Chanthaburi); rang nok kasa (Chanthaburi); sangwan phra in (Nakhon Ratchasima).]; [SPANISH: bejuco dorado; bejuco fideo;]; [FRENCH: cassythe d'Amérique; liane ficelle.]; [CHINESE: wu gen feng.; [BOLIVIA: cabellos de angel.]; [BRAZIL: cipo-chumbo; cipo-de-chumbo.]; [CUBA: bejuco de fideo; bejuco dorado.]; [GERMAN: Flechtkraut.]; [PAKISTAN: amarbel.]; [PUETO RICO: cabellos de angel.]; [SEYCHELLES: liane sans fin.]; [USA/Hawaii: kauna’oa malolo; kauna’oa pehu.]; [AYURVEDIC: Amarvalli, Aakaashbel.]; [SIDDHA/Tamil: Erumaikkottan.]
ชื่อวงศ์---LAURACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกากลาง อเมริกาใต้ อินโดมาลายา ออสตราเซีย โพลีนีเซีย แอฟริกา
มีถิ่นกำเนิดทั่วอเมริกา แอฟริกา เอเชียและแปซิฟิก มีการกระจายในเขตร้อนส่วนใหญ่เป็นพืชในพื้นที่ชายฝั่งทะเล เกิดขึ้นบนพืชพันธุ์ชายฝั่งโดยทั่วไป บนขอบของป่าดิบชื้นลำธารและป่าแม่น้ำ ในป่าทึบหรือป่าโปร่งบนเนินเขา จากระดับน้ำทะเลถึง 1600 เมตร
ไม้ กาฝากลำต้นเป็นเส้นกลมยาวสีเขียวแกมเหลืองเลื้อยพันบนต้นไม้อื่นยาวประมาณ2เมตร ส่วนที่อ่อนอยู่มีขนสีเหลือง ไม่มีใบหรือลดรูปเป็นเกล็ดขนาดเล็กยาว 1.5–2 มม รูปไข่ถึงรูปใบหอก ปลายแหลม ดอกช่อออกที่ซอกใบยาว 1-6 ซม.ก้านช่อดอกยาว 1-3 ซม. มักจะโดดเดี่ยว 3-10 ดอก ดอกย่อยขนาดเล็กรูปทรงกลมสีเขียวแกมเหลือง ผลสดรูปไข่กลับหรือทรงกลมขนาด 4-6 มม.เมื่อสุกสีขาว
ใช้ประโยชน์---มีความหลากหลายของการใช้เป็นยาและการใช้งานอื่น ๆ
-ใช้กิน ใช้โดยพวกพราหมณ์ในภาคใต้ของอินเดียเพื่อปรุงรสเนยสด
-ใช้เป็นยา ในไต้หวันมีรายงานว่าC. filiformisเป็นยาที่มีประโยชน์ต่อโรคหนองใน โรคไตและยาขับปัสสาวะ -ในแอฟริกามันถูกใช้เพื่อรักษาโรคมะเร็งและโรคอื่น ๆ-ในอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใช้บำรุงเส้นผม
-อื่น ๆ ในภูมิภาคแปซิฟิก: เพื่อการใช้เวทมนตร์ (คิริบาติ); สำหรับเวทมนตร์ตกปลา (Ulithi); สำหรับยึดหลังคา (ปาปัวนิวกินี;)
ระยะออกดอก---กรกฏาคม-ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

สังวาลย์พระอินทร์/Hoya ovalifolia


ชื่อวิทยาศาสตร์---Hoya ovalifolia Wight & Arn.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Hoya hainanensis Merr.
ชื่อสามัญ---Wax Plant
ชื่ออื่น---นมตำเลีย(ภาคกลาง); [THAI: nom tam lia.]; [CHINESE: luan ye qiu lan.]; [SINHALESE: Gonuke-wel, Gonika.]
ชื่อวงศ์---ASCLEPIADACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย ศรีลังกา พม่า ไทย
กระจายใน จีน (ไหหลำ) อินเดีย, ศรีลังกา พบในป่าผสมตามริมแม่น้ำ ประเทศไทยพบได้ทุกภาค ตามป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณทั่วไป
ไม้ เลื้อยอิงอาศัย ขนาดเล็กถึงขนาดกลางเลื้อยได้ไกล 2เมตร  มีน้ำยางขาว มีรากออกตามข้อต้น ใบเดี่ยวออกเรียงตรงข้าม แผ่นใบหนาอวบน้ำ รูปรีหรือรูปไข่ โคนใบมนปลายใบแหลม กว้าง 4-10 ซม.ยาว 5-12 ซม. ก้านใบยาวประมาณ 1 ซม. ดอกสีขาวตรงกลางสีแดง ออกเป็นช่อค่อนข้างกลมคล้ายซี่ร่ม ตามซอกใบ ดอกย่อยขนาด0.6-0.8 ซม. กลีบดอก 5 กลีบ อวบมัน เป็นฝักเรียว ยาว 14-15 ซม. กว้างประาณ 0.5ซม. เมล็ดเล็ก แบน รูปไข่ มีขนเป็นพู่ที่ปลาย
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ส่วนที่ใช้ : ยางจากต้น ปรุงเป็นยาขับปัสสาวะ
ระยะออกดอก---พฤศจิกายน-ธันวาคม
การขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ปักชำ

สังวาลย์พระอุมา/Hoya diversifolia


ชื่อวิทยาศาสตร์---Hoya diversifolia Blume
ชื่อพ้อง---None set
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ลิ้นควาย(สงขลา), ต้าง, สลิท(ทั่วไป)  ; [THAI: lin kwai (Songkhla), tang, sa lit (feneral).]
ชื่อวงศ์---ASCLEPIADACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
ขึ้นกระจายในกัมพูชา, อินโดนีเซีย (บอร์เนียว, ชวา, สุมาตรา), ลาว, มาเลเซีย, พม่า, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ไทย, เวียดนาม เติบโตในที่ลุ่มชายหาดถึงประมาณ 900 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล
ไม้ เถาอิงอาศัย เป็นพืช epiphytic ขึ้นกระจายบนต้นไม้ในป่าดิบชื้น ตามสวนผลไม้ ป่าโปร่ง ป่าพรุ ตลอดจนป่าชายเลน ลักษณะ มีน้ำยางขาว มีรากออกตามข้อ ใบเดี่ยวออกตรงข้ามเป็นคู่ แผ่นใบหนา รูปรีหรือรูปไข่กลับ โคนและปลายมน กว้าง 3-6 ซม.ยาว6-10ซม. ก้านใบยาว0.5-1.5ซม.  
ดอก สีแดงอมชมพูเป็นช่อรูปครึ่งวงกลม มี12-20ดอก ออกตามง่ามใบ ก้านดอกย่อยยาว 1-2.5ซม. เรียงแบบซี่ร่ม ก้านช่อยาว 4-8ซม. กลีบดอกมี5กลีบ แผ่เชื่อมปลายแยกกันเป็น5แฉก ขอบแหลมม้วนลง ดอกมีเส้าเกสรเป็นรยางค์5แฉก เกสรผู้ 5 อัน ผลเป็นฝักรูปกระบอกแคบ ยาว10-13ซม.เมล็ดมีขนเป็นพู่สีขาวที่ปลายด้านหนึ่ง
การขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ปักชำ

สามพันตา/Bridelia tomentosa


ชื่อวิทยาศาสตร์---Bridelia tomentosa Blume
ชื่อพ้อง---Has 11 Synonyms

-Amanoa tomentosa Baill. -Bridelia tomentosa var. eriantha Airy Shaw
-Bridelia glabrifolia Merr. -Bridelia tomentosa var. glabrifolia (Merr.) Airy Shaw
-Bridelia lancifolia Roxb. -Bridelia tomentosa var. nayarii (P.Basu) Chakrab.,
-Bridelia nayarii P.Basu M.Gangop. &  N.P.Balakr.
-Bridelia phyllanthoides W.Fitzg. -Bridelia urticoides Griff.
-Bridelia rhamnoides Griff. -Phyllanthus loureiroi Müll.Arg.

ชื่อสามัญ---Pop-gun seed
ชื่ออื่น---สามพันตา(ราชบุรี), ไอ, ขนหนอน(นครศรีธรรมราช), กระบือ,สีฟันกระบือ(พิษณุโลก), มะแก(ชลบุรี), สะเหล่า(นครราชสีมา),โล่โก๊ะ(ส่วย-สุรินทร์),กือนุง (มาเลย์-นราธิวาส)  ; [THAI: sam phan ta (Ratchaburi); ai, khon non (Nakhon Si Thammarat); krabue, si fan krabue (Phitsanulok); ma kae (Chon Buri); salao (Nakhon Ratchasima); lo-ko (Suai-Surin); kue-nung (Malay-Narathiwat).]
ชื่อวงศ์---PHYLLANTHACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน อินเดีย เนปาล บังกลาเทศ พม่า ไทย กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ นิวกีนีและออสเตรเลียตอนเหนือ
พบขึ้นตามพื้นที่เปิดโล่ง ป่าเสื่อมโทรม และป่าเกือบทุกชนิด ที่ระดับความสูงไม่เกิน 1,000 เมตร
ไม้ เลื้อยหรือไม้รอเลื้อย ต้นสูง 3-5(-10) เมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 15 ซมกิ่งก้านมีรูอากาศกระจายทั่วไป ปลายกิ่งมักงันกลายเป็นหนามแข็ง เปลือกเรียบสีน้ำตาล ใบเดี่ยวเรียงสลับระนาบเดียว ขนาดและรูปร่างใบไม่แน่นอน ขนาด 3.7-9 x 2-6 ซม. ก้านใบยาวประมาณ 3-6 มม.  ใบอ่อนสีน้ำตาลอมชมพู ดอกแบบช่อเชิงลดกระจุก ดอกย่อย10-20ดอกออกตามง่ามใบ กลีบเลี้ยงประมาณ 1.5-2 x 0.5-0.9 มม. กลีบดอกมีขนาดเล็กและไม่เด่นประมาณ 0.5-0.6 x 0.4-0.5 มม. ดอกแยกเพศอยู่่ร่วมต้นเดียวกัน  ผลเมล็ดเดียวแข็ง รูปทรงกลม 6-7 x 4-6 มม.มี 2 พู ปลายผลเป็นติ่งแหลม ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีดำเนื้อนุ่ม มี2เมล็ด ขนาด3-5มม.
ใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารยาและแหล่งวัสดุ
-ใช้กิน ผลกินได้-ใช้เป็นยา เปลือกไม้ ใบไม้ ใช้รักษาอาการจุกเสียด
อื่น ๆ ไม้สีน้ำตาลอ่อน แข็งและเนื้อแน่น ใช้สำหรับทำตะกร้า เกวียน ล้อ และที่จับเครื่องมือ-เปลือกไม้เป็นแหล่งของแทนนิน ให้สีย้อมดำ-เด็กจะใช้เมล็ดเป็นกระสุนในกระบอกไม้ไผ่
ระยะออกดอก---มีนาคม-สิงหาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

เสี้ยวแก้ว/Bauhinia nervosa

ชื่อวิทยาศาสตร์--- Bauhinia nervosa (Benth.) Baker
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Phanera nervosa Benth.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---เสี้ยวแก้ว(ทั่วไป) ; [THAI: siao kaeo (General); CHINESE: bang hua yang ti jia.]
ชื่อวงศ์--- FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย จีน พม่า ไทย
พบที่ จีนตอนใต้(ยูนนาน) พบในป่าเปิดที่ระดับความสูง 1500-1600 เมตร. อินเดีย และพม่าตอนบน ในประเทศไทยพบทางภาคเหนือที่เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน น่าน พิษณุโลก ตาก กำแพงเพชร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เลย และภาคตะวันตกเฉียงใต้ที่กาญจนบุรี เพชรบุรี ขึ้นตามชายป่าดิบแล้ง หรือบนเขาหินปูน ที่ระดับความสูง 400-1600 เมตร
ไม้เลื้อยมีมือเกาะ ใบเดี่ยวรูปเกือบกลม 6–8 x 7–9ซม.โคนใบเว้าปลายใบแยกเป็นสองแฉกลึก1/3ของใบ ปลายมนกลม ผิวใบด้านล่างมีขนนุ่มสีน้ำตาล หูใบรูปไข่  ก้านใบยาว 1.5-3 ซม.  ดอกสีขาวแกมเหลือง มีขนนุ่มสีน้ำตาลแดงทั่วไป ออกเป็นช่อโปร่ง ดอกย่อยขนาด4-6ซม. ผลเป็นฝักแบนยาว 15 ซม.ฝักอ่อนมีเส้นแขนงบนผิวชัดเจน
ใช้ประโยชน์--- เป็นไม้ป่าของไทยที่นำมาปลูกเป็นไม้ประดับได้
ระยะออกดอกผล---มิถุนายน-กันยายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

เสี้ยวเครือ/Bauhinia harmsiana


ชื่อวิทยาศาสตร์---Lasiobema harmsianum (Hosseus) de Wit var. harmsianum
ชื่อพ้อง---No synonyms are record for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ชงโคขี้ไก่(กาญจนบุรี),เสี้ยว(แพร่),เสี้ยวเคือ(ลำพูน); [THAI: chongkho khi kai (Kanchanaburi); siao (Phrae); siao khuea (Lamphun)
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย กัมพูชา
ประเทศไทยพบตามชายป่าทั่วประเทศ ยกเว้นภาคใต้
ไม้ เลื้อยขนาดใหญ่มีมือเกาะ กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาล ใบรูปไข่ ปลายใบเว้าตื้นเป็น2แฉก ปลายแฉกกลมมน โคนใบรูปหัวใจ ใต้ใบมีขนบนเส้นใบ ช่อดอกขนาดใหญ่ แตกกิ่ง ดอกตูมมีขนนุ่มสีเทา กลีบเลี้ยง2-3แฉก กลีบดอก5กลีบ รูปช้อนสีเขียวอมเหลือง ขอบกลีบย่น ยาว2-3มม. เกสรผู้3อัน เกสรผู้ที่ลดรูป7อัน รังไข่มีขนสีน้ำตาล จานรองดอกมีขน ฝักขนาดกว้าง2.5ซม.ยาว11ซม.มีเมล็ด6-7 เมล็ด
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ยาพื้นบ้านอีสานใช้ ลำต้น ต้มน้ำหรือฝนน้ำดื่ม แก้บิด ตำรายาไทยใช้ เถา ถอนพิษ แก้ไข้ เมล็ด ถ่ายพยาธิ แก้ไข้เซื่องซึม มีอาการหน้าหมองเนื่องจากพิษไข้ แก้ร้อนใน ขับเหงื่อ แก้พิษฝี
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด

เสี้ยวเครือยอดแดง/Bauhinia glauca ssp. tenuiflora


ชื่อวิทยาศาสตร์---Phanera glauca Benth. subsp. tenuiflora (C. B. Clarke) A. Schmitz.
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Bauhinia caterviflora L.Chen.
---Bauhinia polysperma Gagnep.
---Bauhinia tenuiflora C.B.Clarke.
---Phanera tenuiflora (C.B.Clarke) de Wit.
ชื่อสามัญ---Glaucous Climbing Bauhinia.
ชื่ออื่น---คางโค(ภาคตะวันออกเฉีงใต้),ชงโค(ภาคตะวันออก),พาซิว(กะเหนี่ยง-ลำปาง),เสี้ยวเครือ(ภาคเหนือ),เสี้ยวต้น(น่าน),เสี้ยวป่า(เชียงใหม่),แสลงพัน(ภาคเหนือ) ; [THAI: khang kho (South-eastern); chong kho (Eastern); pha-sio (Karen-Lampang); siao khruea (Northern); siao ton (Nan); siao pa (Chiang Mai); salaeng phan (Northern); [CHINESE: bao ye yang ti jia.]; [MANIPURI: Chingthrao.]; [INDIA (Tribal): KukiJong-rekal, NagaNga-hiamba.]
 ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIACEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน พม่า ไทย ลาว 


พบใน จีน (ยูนนาน กวางสี) เกิดในป่าทึบหรือป่าทึบ เชิงเขาและในหุบเขา มีการกระจายในพม่าไทย ลาว
ไม้ เลื้อยเนื้อแข็ง มีมือเกาะปลายแยกเป็นคู่ม้วนงอ กิ่งอ่อนและใบอ่อนสีแดงใบรูปกลมโคนและปลายเว้าคล้ายใบแฝดติดกันขนาดใบ10-12 ซม. เส้นใบ7-11เส้น ปลายใบมน ผิวใบด้านบนเกลี้ยงใต้ใบมีขนประปราย ก้านใบยาว1-2ซม. ดอก ออกเป็นช่อเชิงหลั่นขนาดใหญ่5-25ดอกกลีบดอกสีขาว5กลีบผลเป็นฝักแบนยาว18-25 ซม.กว้าง3-5.5ซม.ปลายเป็นติ่ง เมล็ดรูปไข่แบนมีเมล็ด10-15เมล็ดต่อฝัก
ระยะออกดอก/ติดผล---มิถุนายน - กรกฎาคม/กันยายน-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

เสี้ยวตัน/Jasminum calcicola Kerr


ชื่อวิทยาศาสตร์---Jasminum calcicola Kerr.
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---เสี้ยวต้น(ภาคเหนือ) ; [THAI: siao ton (Northern).]
ชื่อวงศ์---OLEACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย
เป็นไม้ถิ่นเดียวในประเทศไทย พบครั้งแรกโดยหมอคาร์ เมื่อ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2464 ที่อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง กระจายพันธุ์ตามเขาหินปูนในภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออก โดยเฉพาะในจังหวัดลำปาง กาญจนบุรี สระบุรีและลพบุรี
ไม้ เถาในสกุลมะลิ เลื้อยได้ไกล 4-6เ มตร ใบประกอบ3ใบ เนื้อใบค่อนข้างหนา รูปใบหอก กว้าง 2-4 ซม.ยาว 4-8 ซม. ช่อดอกมีดอกย่อย 12 ดอก ถึงจำนวนมาก ดอกสีขาว มี 5-6 กลีบ ยาว 6-10 มม.หลอดกลีบดอกยาว 8-12 มม.มีแต้มสีน้ำตาลอ่อน ผลรูปรียาว 9 มม
เป็นมะลิที่มีกลิ่นหอมแรงและเป็นกลิ่นที่แตกต่างจากชนิดอื่น เป็นมะลิถิ่น เดียวที่หายากของไทย ขึ้นอยู่บนภูเขาหินปูน
ระยะออกดอก---ธันวาคม-กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง

เสี้ยวผี/ Jasminum scandens


ชื่อวิทยาศาสตร์---Jasminum scandens (Retz.) Vahl
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Jasminum laetum Wall. ex G.Don
---Mogorium scandens (Retz.) Lam.
---Nyctanthes scandens Retz.
ชื่อสามัญ---เสี้ยวผี(เชียงใหม่),มะลิไส้ไก่,ไส้ไก่(นครราชสีมา),เสี้ยวต้น(ลำปาง); [THAI: siao phi (Chiang Mai); mali sai kai, sai kai (Nakhon Ratchasima); kai noi (Central); siao ton (Lampang).]
ชื่ออื่น---OLEACEAE
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIACEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เทือกเขาหิมาลัย อินเดีย อัสสัม บังคลาเทศพม่า ไทย กัมพูชา
ไม้ เลื้อยเนื้อแข็ง เลื้อยได้ไกลถึง10เมตร แตกกิ่งออกเป็นหลายยอด กิ่งอ่อนมีขนเมื่อกิ่งแก่จะมีขนน้อยลง ใบรูปไข่จนถึงรูปหอกยาว4-9ซม.โคนใบมนปลายใบแหลมขอบใบเป็นคลื่น ช่อดอกออกตามซอกใบใกล้ปลายยอด ออกเป็นช่อเล็กๆจำนวนมาก ดอกบานพร้อมกันเกือบทั้งต้น กลีบดอกสีขาวมี7-9กลีบ ส่งกลิ่นหอมทั้งวันทั้งคืน ผลกลมรีขนาด1ซม.เมื่อแก่สีแดงและจะเปลี่ยนเป็นสีดำ
ใช้ประโยชน์---ต้นที่อยู่กลางแจ้งจะออกดอกดกและติดผลจำนวนมาก ใช้เป็นไม้เลื้อยประดับที่มีดอกหอม
-ใช้เป็นยาใช้ดอกผสมในยาสมุนไพร
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง

เสี้ยวฟ่อม/Bauhinia viridescens Desv. var. viridescens


ชื่อวิทยาศาสตร์---Bauhinia viridescens Desv.
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms
---Bauhinia baviensis Drake
---Bauhinia fusifera C.E.C.Fisch.
---Bauhinia polycarpa Benth.
---Bauhinia timorana Decne.
---Bauhinia viridescens var. baviensis (Drake) de Wit
---Bauhinia viridescens var. viridescens
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น--- บะหมะคอมี (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี); ส้มเสี้ยวน้อย (ปราจีนบุรี); ส้มเสี้ยวใบบาง (ประจวบคีรีขันธ์); เสี้ยวเคี้ยว (เลย); เสี้ยวน้อย, เสี้ยวป๊อก (แพร่); เสี้ยวฟ่อม (ภาคเหนือ); [THAI: ba-ma-kho-mi (Karen-Kanchanaburi); som siao noi (Prachin Buri); som siao bai bang (Prachuap Khiri Khan); siao khiao (Loei); siao noi, siao pok (Phrae); siao fom (Northern).]; [CHINESE: Lǜ huā yáng tí jiǎ.]; [VIETNAM: Móng bò xanh lục.]
 ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIACEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้ พม่า อินโดจีน และอินโดนีเซีย
กระจายอยู่ในภูมิภาคอินโดจีน , จีนแผ่นดินใหญ่(ยูนนาน)และอินโดนีเซีย (เกาะติมอร์) เติบโตตามธรรมชาติในป่าโปร่ง ในประเทศไทยพบแทบทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ ขึ้นตามชายป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และป่าดิบแล้ง ที่ระดับความสูงถึงประมาณ 800 เมตร
ไม้พุ่ม รอเลื้อย สูงได้ถึง 4 เมตร ยอดอ่อนเกลี้ยง กิ่งอ่อนหักพับรูปฟันปลา ใบเดี่ยวรูปไข่กว้างค่อนข้างกลม ปลายเว้าลึกโคนเว้าตื้น คล้ายใบแฝดติดกัน ขนาดใบกว้าง 4-6 ซม.ยาว 8-12 ซม. ดอกแยกเพศต่างต้นออกเป็นช่อกระจะ ยาว 5-15 ซม. ใบประดับรูปลิ่มแคบ ยาว 2-5 มม. ดอกย่อยสีขาวมี5กลีบซ้อนเหลื่อมกันเป็นรูปกลมผลเป็นฝักแบน ผิวเรียบแก่แล้วแตกเมล็ดแบน6-10เมล็ด
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา เถาใช้เป็นยาแก้น้ำเหลืองเสีย แก้ไข้ ในเวียตนามใช้ต้มน้ำดื่มบำรุงร่างกายผู้หญิงหลังคลอดบุตร
ระยะออกดอก---ธันวาคม-กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์---ปักชำ เพาะเมล็ด

แสลงพันกระดูก/Bauhnia similis


ชื่อวิทยาศาสตร์---Bauhnia similis  Craib
ชื่อพ้อง---Uas 1 Synonyms
---Phanera similis (Craib) de Wit
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---แสลงพันกระดูก(กาญจนบุรี); [THAI: salaeng phan kraduk (Kanchanaburi).]
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พม่า ลาว  ไทย
พบที่พม่า และลาว ในไทยพบทางภาคเหนือที่แพร่ น่าน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ขอนแก่น ภาคกลางที่สระบุรี ภาคตะวันออกเฉียงใต้ที่จันทบุรี ขึ้นตามเขาหินปูน ความสูง 200-300 เมตร
ไม้ เลื้อยเนื้อแข็งขนาดใหญ่ เลื้อยได้ไกล 8-10เมตรมีมือเกาะเลื้อยพัน กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลเทา ใบรูปไข่หรือค่อนข้างกลมยาวได้ถึง 9 ซม. ปลายและโคนเว้าลึกคล้ายใบแฝด ท้องใบมีขนนุ่ม ก้านใบยาว 1.5-3 ซม ดอกออกเป็นช่อกระจะที่ซอกใบและปลายกิ่ง ดอก ตูมมีขนสีน้ำตาล ดอก สีเหลืองอม เขียวโคนกลีบสีชมพู กลีบดอกซ้อนกัน5กลีบมีก้านเกสรเพศผู้เป็นก้านยาวสีแดง เกสรเพศผู้มี10อัน สมบูรณ์3อันและเป็นหมัน7อัน ฝักแข็แบน รูปขอบขนาน ยาวประมาณ 10-15 ซม.
ระยะออกดอก---กันยายน-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ

แสลงพันเถา/Bauhinia pulla

ชื่อวิทยาศาสตร์---Lasiobema pulla (Craib) A.Schmitz
ชื่อพ้อง---Bauhinia pulla Craib.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---กาหลง, แสลงพันเถา (นครสวรรค์); แสลงพัน (นครราชสีมา) ; [THAI:  ka long (Nakhon Sawan); salaeng phan (Nakhon Ratchasima); salaeng phan thao (Nakhon Sawan).]
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พม่า กัมพูชาไทย


พบที่พม่า และกัมพูชา ในไทยพบทุกภาค ขึ้นตามชายป่าหรือเขาหินปูนเตี้ย ๆ ความสูงถึงประมาณ 500 เมตร
ไม้ เลื้อยเนื้อแข็งมีมือพัน  มีขนสีเทาปกคลุมเล็กน้อยบริเวณกิ่งอ่อน ใบเดี่ยวรูปไข่ออกเรียงเวียนสลับกัน แผ่นใบสีเขียว โคนใบเว้าแคบเป็นแฉกลึก ขนาดใบกว้าง5-12ซม.ยาว8-15ซม.  ดอก ออกเป็นช่อกระจะตามซอกใบและปลายกิ่ง รูปคล้ายปิรามิด ใบประดับย่อยรูปแถบ ยาวประมาณ 5 มม. ติดประมาณกึ่งกลางก้านดอก ก้านดอกยาวได้ถึง 1 ซม. กลีบเลี้ยงรูปถ้วย แยกเป็น 5 ส่วน รูปสามเหลี่ยม ดอกย่อยสีเหลืองอมเขียว รูปขอบขนานแกมรูปไข่ ยาวประมาณ 1.5 ซม. รวมก้านกลีบ มีขนสั้นนุ่ม ผลเป็นฝักแบน รูปแถบมีขนปกคลุม ยาวได้ถึง 30 ซม. ปลายมีจะงอย มี 10-20 เมล็ด เมล็ดแบน เส้นผ่านศูนย์กลาง 1-1.5 ซม.
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---โดยการเพาะเมล็ด

หนามแน่ขาว/Thunbergia fragrans


ชื่อวิทยาศาสตร์---Thunbergia fragrans Roxb.
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Thunbergia convolvuloides Baker
---Thunbergia laevis Nees.
---Thunbergia volubilis Pers
ชื่อสามัญ---Angel Wings, Fragrant Thunbergia, Sweet Clock Vine, White Clock Vine, White Lady
ชื่ออื่น---หนามแน่ขาว(ภาคเหนือ), จิงจ้อ,จิงจ้อเขาตาแป้น(สระบุรี),หูปากกา(ชุมพร) ทองหูปากกา(สุราษฎร์ธานี), ช่องหูปากกา(ประจวบคีรีขันธ์) ; (THAI: nam nae khao (Northern); chingcho, chingcho khao ta paen (Saraburi);  hu pak ka (Chumphon); ทองหูปากกา thong hu pak ka (Surat Thani); chong hu pak ka (Prachuap Khiri Khan).]; [HINDI: Chimine.]; [MARATHI: Chimine.]; [MALAYALAM: Noorvan-valli.] ; [TAMIL: Indrapushpam.]; [SPANISH: flor de nieve; velo de novia.]; [FRENCH: bec martin; liane toupie.]; [CHINESE: wan hua cao, Tiě guàn téng.]; [VIETNAM: Cát đằng thơm, Uuyên hoa thảo.]; [CUBA: flor de nieve; jazmín del Vedado.]; [DOMINICAN: jazmín de maya.]; [JAMAICA: white nightshade.]; [PUETO RICO: susana blanca.]; [VIRGIN ISLAND: white Susan vine.]
 ชื่อวงศ์---ACANTHACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียใต้และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ทวีปอเมริกา แคริเบียน
มีถิ่นกำเนิดในอนุทวีปอินเดีย (ภูฏาน, อินเดีย, เนปาลและศรีลังกา), เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (พม่า กัมพูชาและเวียดนาม) ทางตอนใต้ของจีน (กวางตุ้ง กวางสี กุ้ยโจว ไหหลำ เสฉวน มณฑลยูนนาน) แพร่กระจายในภูมิภาคเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของโลก (ไมโครนีเซีย, ฟิจิ, ฮาวาย, นิวแคลิโดเนีย, ซามัว, ตองกา, วานูอาตู, อเมริกากลาง, อเมริกาเหนือ) เป็นวัชพืชที่พบได้ทั่วไปในป่าค่อนข้างโปร่ง พื้นที่ชายฝั่ง ในพื้นที่ที่ถูกรบกวนโดยเฉพาะตามริมถนน ที่ระดับความสูง 400-2,300 เมตร
T. Fragransรวมอยู่ใน Global Compendium of Weed ซึ่งถูกระบุว่าเป็น“ วัชพืชสิ่งแวดล้อม” และถูกระบุว่าเป็นพืชรุกรานในออสเตรเลีย ญี่ปุ่น สิงคโปร์ คิวบา เปอร์โตริโก ฮาวายและเฟรนช์โปลินีเซีย ( Meyer and Lavergne, 2004 ) Mito และ Uesugi, 2004 ; Chong et al., 2009 ; กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการประมงแห่งรัฐควีนส์แลนด์, 2011 ; Oviedo-Prieto et al., 2012 ; PIER, 2014 )
ไม้ เถาล้มลุกขนาดเล็ก ลำต้นมีความยาวประมาณ 2-3 เมตร เป็นเหลี่ยมมีขนหนาแน่นมักทอดเลื้อยและเลื้อยพันไม้อื่น ในระดับต่ำใบเดี่ยวออกตรงข้าม รูปรีหรือรูปหอก กว้าง 1-3.5 ซม.ยาว 2.5-7 ซม. แผ่นใบบางคล้ายกระดาษผิวใบมีขนทั้ง 2 ด้าน ก้านใบยาวประมาณ 4 ซม. ดอก สีขาวออกเดี่ยวหรือเป็นคู่ที่ซอกใบขนาดของดอก 4 ซม. ที่โคนกลีบมีกลีบรองดอกแผ่เป็นประกับสีเขียวอ่อน กลีบดอกบาง โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดปลายแยก 5 กลีบ ผลเกลี้ยงสีดำทรงกลม มีจงอยที่ปลาย 1 คู่ภายในมีเมล็ดกลม 4 เมล็ด ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5 มม.
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ในเวียตนามใช้รากรักษาอาการหูหนวก
-นำมาใช้ปลูกเป็นไม้ประดับได้ดีมีกลิ่นหอมอ่อนๆ มักจะปลูกบนระแนงและรั้ว กระเช้าแขวนและปลูกเป็นพืชคลุมดินในสวน
ระยะออกดอก/ติดผล---กันยายน-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

หนามแน่แดง/Thunbergia coccinea


ชื่อวิทยาศาสตร์---Thunbergia coccinea Wall.
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Hexacentris coccinea (Wall.) Nees
ชื่อสามัญ---Scarlet Clock Vine
ชื่ออื่น---หนามแน่แดง,น้ำปู้(เชียงใหม่),ปังกะล่ะกวอ(กระเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน); [THAI: nam nae daeng, nam pu (Chiang Mai); pang-ka-la-kwo (Karen-Mae Hong Son).]; [CHINESE: hong hua shan qian niu.]; [ASSANMESE: Chonga-lata.]
ชื่อวงศ์---THUNBERGIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เทือกเขาหิมาลัย อินเดีย เนปาล ภูฏาน พม่า ไทย
พบในเทือกเขาหิมาลัย อินเดียตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ของอินเดีย (ทมิฬนาฑู)เนปาล ภูฏาน จีน(ทิเบต ยูนนาน) พม่า ตามพื้นที่ลาดชันของป่าที่ระดับความสูง 300-2000 เมตร ในประเทศไทยพบขึ้นกระจายในป่าดิบชื้น บริเวณที่โล่งหรือชายป่า ที่ระดับความสูง 100-800 เมตร
ไม้ เลื้อยเนื้อแข็งขนาดเล็ก อายุหลายปี  เลื้อยได้ไกล 4-8 เมตร กิ่งก้านสีเขียวใบเดี่ยวออกเป็นคู่ตรงข้าม รูปไข่แกมรูปรี กว้าง3-4ซม.ยาว6-8ซม.ปลายใบและโคนใบมน ขอบใบจักซี่ฟัน เนื้อใบค่อนข้างบาง หลังใบเกลี้ยงเป็นสีเขียว ส่วนท้องใบมีสีอ่อนกว่าและมีนวลสีขาวขึ้นปกคลุม เส้นใบหลัก3-5เส้น แตกออกจากโคนใบเห็นได้ชัดเจน ดอก ออกเป็นช่อกระจะห้อยลง ยาวประมาณ 15-50 ซม. ดอกย่อยมีใบประดับสีเขียวเข้มอมม่วงขนาดใหญ่2อันประกบกัน กลีบเลี้ยงขนาดเล็กเชื่อมติดกันคล้ายวงแหวน กลีบดอกสีแดงเชื่อมติดกันเป็นหลอดค่อนข้างแบน ปลายแยกเป็น5กลีบ สีแดงแกมชมพูหรือส้มปูนขนาดดอก2ซม.ผลแคปซูลค่อนข้างกลม1-1.2 × 1.5-2 ซม มีจงอยขนาดใหญ่ 1.5-2.3 ซม เมื่อแก่จะแตกตามยาว แต่ติดผลค่อนข้างยาก เมล็ดแบนรูปไข่
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ดอกนำมาใช้ประกอบอาหารได้
-ใช้เป็นยา ตำรับยาพื้นบ้านล้านนาจะใช้รากหนามแน่แดง ผสมกับสมุนไพรชนิดอื่น เช่น รากพญาดง (Persicaria chinensis) นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยารักษาอาการปวดท้องน้อยของผู้ป่วยกามโรค-ดอกและผลใช้ตำพอกแผลที่โดนงูกัด จะช่วยดูดพิษได้-เครือนำมาต้มกับน้ำกินเวลาที่โดนพิษจากสัตว์มีพิษ เช่น แมงป่อง ตะขาบ แมงมุมพิษ งู - รากและใบใช้เป็นยาแก้พิษยาเบื่อ พิษจากยาฆ่าหญ้าหรือยาฆ่าแมลง โดยเชื่อว่าจะมีฤทธิ์แรงกว่ารางจืด (Thunbergia laurifolia Linn.)
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไป แต่ค่อนข้างหายาก
ระยะออกดอก/ติดผล---กันยายน-กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ

หยีคลาน/Aganope heptaphylla 


ชื่อวิทยาศาสตร์---Aganope heptaphylla (L.) Polhill.
ชื่อพ้อง---Has 9 Synonyms

-Deguelia sinuata (Thwaites) Taub. -Derris sinuata Thwaites
-Derris diadelpha (Blanco) Merr. -Pterocarpus diadelphous Blanco
-Derris exserta Craib -Pterocarpus diadelphus Blanco
-Derris heptaphylla (L.) Merr. -Basionym: Sophora heptaphylla L.
-Derris macroloba Miq.

ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---หยีคลาน,ตังเจ็ดใบ(ทั่วไป) ; [THAI: yi klan; tang chet bai (General).]; [MALAYSIA: Ketui besar, Pepanjat, Omis-omis (Malay).]
ชื่อวงศ์---FABACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย ศรีลังกา เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และออสเตรเลียตอนเหนือ
พบใน ศรีลังกา อินเดียตะวันออกเฉียงเหนือ, ไทย, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ถึงนิวกินีและออสเตรเลียตอนเหนือ ขึ้นตามฝั่งแม่น้ำลำคลอง และตามขอบแนวหลังป่าชายเลนที่น้ำทะเลท่วมถึงเป็นครั้งคราว ที่ระดับความสูงไม่เกิน 120 เมตร
ไม้ เลื้อยเนื้อแข็งขนาดใหญ่ ลักษณะเปลือกเรียบสีน้ำตาลเข้ม ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ก้านช่อใบยาว 3-6ซม. ประกอบด้วยใบย่อย3-5-7ใบ แผ่นใบย่อยรูปไข่ รูปไข่แกมรูปรีถึงรูปรี ขนาด4-10x6-15ซม.เรียงจากเล็กไปใหญ่สุด โคนใบกลมมน ขอบใบเรียบ ปลายใบมนถึงแหลม ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมันวาว ด้านล่างสีซีดกว่า เนื้อใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ดอก แบบช่อเชิงลด มีก้านแยกแขนงขนาดใหญ่ ออกตามง่ามใบและปลายยอด แต่ละช่อยาวถึง40ซม. ดอกย่อยรูปถั่ว ขนาดเล็กสีขาวอมเขียว ผลแบบฝักถั่ว โค้งบวม คอดเป็นข้อระหว่างเมล็ด มี1-4ข้อ ผิวเกลี้ยงและมีเส้นลายฝักเป็นร่างแห ตะเข็บฝักด้านบนเป็นปีกแคบๆเชื่อมระหว่างเมล็ด
ใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหาร ใบ ดิบ-สุกใช้ปรุงแต่งรสชาดอาหาร
-อื่น ๆ พืชมี rotenone ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายเป็นยาฆ่าแมลง Rotenone มีประสิทธิภาพต่อศัตรูพืชสวนหลายชนิด เช่น เพลี้ย หนอนผีเสื้อและปรสิตภายนอกร่างกาย เช่น เห็บ เหา หมัดและแมลงวัน มีรายงานว่าไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันตัวเรือด, แมลงสาบ, และแมงมุมสีแดง Rotenone สามารถพบได้ในส่วนต่าง ๆ ของพืช แต่โดยทั่วไปจะมีมากในเปลือกไม้โดยเฉพาะอย่างยิ่งของราก เปลือกสามารถแห้งและทำเป็นผงเพื่อใช้เป็นยาฆ่าแมลง
ระยะออกดอก---
ขยายพันธุ์---เมล็ด

หวายลิง/Flagellaria indica

ชื่อวิทยาศาสตร์---Flagellaria indica L.
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms
---Flagellaria angustifolia Wall.
---Flagellaria catenata Lour. ex B.A.Gomes
---Flagellaria loureiroi Steud.
---Flagellaria minor Blume
---Flagellaria philippinensis Elmer
ชื่อสามัญ---Whip vine, Hell tail, Supplejack, False rattan, Bush cane.
ชื่ออื่น---หวายลิง,หวายเย็บจาก,หวายลี(ภาคใต้) ; [THAI: wai yep chak, wai ling, wai li (Peninsular).];[CHINESE: Bian teng, Xu ye teng.]; [MALAYALAM: Panambuvalli.]; [MALAY: Rotan dini.]; [PHILIPPINES: Baling-uai (Tag).]; [PAPUA NEW GUINEA: Soangang, Mung, Suwagin.]
ชื่อวงศ์---FLAGELLARIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย ศรีลังกา เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ตอนเหนือของออสเตรเลีย และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก แอฟริกา


พบในแอฟริกา อินเดีย ศรีลังกา จีนตอนใต้ ไห่หนาน ญี่ปุ่น พม่า กัมพูชา เวียดนาม ภูมิภาคมาเลเซีย นิวกินี ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย และหมู่เกาะแปซิฟิก ในประเทศไทยส่วนมากพบทางภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงใต้พบขึ้นตามแนวหลังป่าชายเลนที่เป็นดินเลนแข็งและพื้นที่เปิดโล่งริมฝั่งแม่น้ำลำคลองที่น้ำทะเลท่วมถึงเป็นครั้งคราว จากระดับน้ำทะเลใกล้ถึงระดับความสูง 1,500 เมตร
ไม้เถาเลื้อยล้มลุก ลักษณะเหง้าเจริญด้านข้าง แตกกิ่งเป็นง่ามห่างๆลำต้นแข็งคล้ายลำหวาย สีเขียวเข้มเปลี่ยนเป็นสีเทาเมื่อแก่  ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับ รูปขอบขนานแกมรูปใบหอกแคบขนาด0.5-2 ซม.ยาว7-20 ซม.โคนใบกลมมน ขอบใบเรียบ ปลายใบเรียวยาวแข็งและม้วนเป็นมือพัน กาบใบเรียงซ้อนทับกันหุ้มลำต้นยาวถึง 7ซม. มีสันตามยาวและมีติ่งกาบ2ติ่งอยู่ที่ปลายกาบ ดอกสีขาวมีกลิ่นหอมออกแบบช่อเชิงลดตามปลายยอด ก้านช่อมักแตกเป็น 2 กิ่ง ยาว 20-30 ซม. มีดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมากดอกย่อยไม่มีก้านดอก ออกเดี่ยวหรือเป็นกระจุก มีใบประดับคล้ายเกล็ดล้อมรอบ ผลรูปกลมขนาด 5-6 มม..ผิวเกลี้ยงเป็นมัน สีเขียวแล้วเปลี่ยนเป็นเหลือง แก่จัดสีชมพูอมแดงมีเมล็ด1เมล็ด
ใช้ประโยชน์---พืชมักถูกรวบรวมจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นส่วนใหญ่เป็นแหล่งของวัสดุสำหรับทำตะกร้า ฯลฯ เป็นอาหารและยา
-ใช้กิน หน่ออ่อน ใบอ่อน สุก กินเป็นผัก ลำต้นมีน้ำนมหวานใช้เคี้ยวกินแบบเดียวกับอ้อย ใบและลำต้นถูกใช้ในมาดากัสการ์สำหรับทำชา
-ใช้เป็นยา ส่วนที่ใช้ ลำต้น, เหง้า, มีสรรพคุณเป็นยาขับปัสสาวะ และเป็นยาคุมกำเนิดในเพศหญิง ในมาเลเซียรากต้มใช้วันละสามครั้งเพื่อบำรุงสุขภาพ เผ่า Murut ในซาบาห์ต้มทั้งต้นและใช้น้ำในอ่างสำหรับอาการกึ่งอัมพาต - ในมาเลเซียเกาะบอร์เนียวมีการใช้รากยาต้มสำหรับไข้หวัดใหญ่ไอและอาเจียน
-อื่น ๆ ลำต้นและเปลือกแข็งใช้สำหรับทำเสื่อ ตะกร้า อวนจับปลา ใช้สร้างกระท่อมและหลังคา-ใบใช้สำหรับสระผม
 พิธีกรรม/ความเชื่อ---เถาวัลย์ "huwag" จาก Flagellaria indica ใช้ในพิธีกรรมถือบวชของ mananambal ในการผลิตและปรุงยาเพื่อการใช้เวทมนตร์
ระยะออกดอกและผล---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด

หัวลิง/Sarcolobus globosus


ชื่อวิทยาศาสตร์--- Sarcolobus globosus Wall
ชื่อพ้อง---This name is unresolved.According to The Plant List.Sarcolobus globosus Wall. is an unresolved name
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---หัวลิง(กรุงเทพฯ) บาตูบือแลกาเม็ง(มาลายู-นราธิวาส); [THAI: hua ling (Bangkok); ba-tu-bue-lae-ka-meng (Malay-Narathiwat).]; [VIETNAM: Dây cám.]
ชื่อวงศ์---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดียตะวันออก พม่า ไทย เวียตนาม หมู่เกาะมาลายู บอร์เนียว ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย
พบทั่วไปตามริมฝั่งแม่น้ำ และพื้นที่เปิดโล่งที่น้ำทะเลท่วมถึง
ไม้เถาเลื้อยเกาะพันไม้อื่น ลำต้นเกลี้ยงสีน้ำตาล ยาวถึง 5 เมตรส่วนต่างๆของเถาไม่มีน้ำยางสีขาว ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามแผ่นใบรูปไข่ถึงรูปขอบขนาน ขนาดกว้าง3-6ซม.ยาว8-14ซม.โคนใบกลมมนถึงเว้าเป็นรูปหัวใจตื้น ขอบใบเรียบปลายใบแหลมเนื้อใบหนาคล้ายแผ่นหนังกึ่งอวบน้ำ ด้านบนสีเขียวคล้ำด้านล่างใบสีซีดกว่าดอก แแบช่อเชิงลดมีก้านคล้ายช่อซี่ร่ม ออกตามง่ามใบก้านช่อยาว1-3ซมง ประกอบด้วยดอกย่อยหลายดอกรูปกงล้อ สีเหลืองนวลหรือเหลืองแกมน้ำตาล มีจุดประสีน้ำตาลหรือม่วงบนแถบกลีบ ดอกบานขนาด0.8-1ซม.กลีบเลี้ยง5กลีบ กลีบดอก5กลีบ ผล แบบผลแตกแนวเดียว รูปค่อนข้างกลมคล้ายหัวลิงแหลม ขนาด8-10ซม.เปลือกผลสีน้ำตาลหนา ผิวเรียบถึงหยาบเป็นลายร่างแห มีสันตามยาว1สัน เมล็ดแบนมีปีกและมีขอบหนาสีน้ำตาลเข้ม
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยาสมุนไพรในการรักษาโรคไขข้ออักเสบ , โรคไข้เลือดออกและแก้ไข้
-อื่น ๆ เมล็ดเป็นพิษต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม คนพื้นเมืองในเอเชียใช้กันอย่างแพร่หลายเพื่อฆ่าสุนัขและสัตว์ป่า มันแสดงให้เห็นว่ามันฆ่าแมวได้อย่างมีประสิทธิภาพ สารสกัดจากพืชที่ทำให้เกิดการยับยั้งของระบบประสาทกล้ามเนื้อ  อาการพิษในสัตว์ ได้แก่ ปัสสาวะเป็นเลือดและไตอักเสบ
ระยะออกดอก---เดือนกันยายน-กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์---เมล็ด

หัวสุ่ม/Artabotrys oblanceolatus


ชื่อวิทยาศาสตร์---Artabotrys oblanceolatus Craib.
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---การเวกป่า(ทั่วไป),กระดังงาเขา(ภาคตะวันออก),หัวสุ่ม(อุบลราชธานี) ; [THAI: kradang nga khao (Eastern); hua sum (Ubon Ratchathani).]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย
กระจายอยู่ตามป่าดิบแล้ง ที่ราบต่ำ ใกล้แม่น้ำตามพื้นที่อนุรักษ์ภาคกลาง
ไม้เถาเนื้อแข็งเลื้อยได้ไกล10-15เมตร แตกกิ่งใกล้ผิวดินเป็นหลายลำต้น พันซุ้มให้ร่มเงาได้ดี ตามลำต้นมีหนามยาวและแข็งออกเป็นคู่ห่างกัน กิ่งอ่อนสีเขียวมีขนมาก ใบรูปหอกแกมขอบขนาน กว้าง 4-6ซม.ยาว 13-16ซม.ปลายใบแหลมโคนใบสอบ  ผิวใบและขอบใบเรียบ สีเขียวเข้มเป็นมัน ไม่มีขน ใบหนาเส้นแขนงใบเห็นไม่ชัด ดอกออกเป็นช่อตรงข้ามใบ ก้านแบนและโค้งงอเป็นตะขอ ดอกอ่อนสีเขียว บานแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองมีกลิ่นหอม กลีบเลี้ยงรูปไข่ปลายกระดกขึ้น กลีบดอกเรียงเป็น 2 ชั้น แต่ละกลีบหนารูปไข่ปลายแหลม ดอกบานวันเดียวร่วง ผลกลุ่มมีผลย่อย 5-8 ผล กว้าง1.5ซม.ยาว2ซม. ปลายมน ผลอ่อนสีเขียว แก่เปลี่ยนเป็นสีเหลือง มี1-2เมล็ด
ระยะออกดอก---  มกราคม-เมษายน
ขยายพันธุ์--- เมล็ด

อ้อยสามสวน/Myriopteron extensum


ชื่อวิทยาศาสตร์---Myriopteron extensum (Wight & Arn.) K. Schum.
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Myriopteron horsfieldii (Miq.) Hook.f.
---Myriopteron paniculatum Griff.
---Streptocaulon extensum Wight
---Streptocaulon horsfieldii Miq.
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ชะเอม,ข้าวสาร,เครือเขาขมหลวง(ภาคกลาง), กอน(เงี้ยว แม่ฮ่องสอน),ขมเหลือง(เชียงใหม่),ป้างไม้(ลำปาง), สื่อกี่ปอบอ(กระเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน),อ้อยสามสวน,อ้อยแสนสวน(ภาคเหนือ) ; [THAI: cha em, khao san, khruea khao khom luang (Central); kon (Shan-Mae Hong Son); khom lueang (Chiang Mai); pang mai (Lampang); sue-ki-po-bo (Karen-Mae Hong Son); oi sam suan, oi saen suan (Northern).]; [CHINESE: Chì guǒ fuji.]; [ASSAMESE: Khagorsinga-lata,Sagal-singha-lata.]; [VIETNAM: Sữa Dây Quả Cánh.]
ชื่อวงศ์---PERIPLOCACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อัสสัม, บังคลาเทศ, จีนตอนใต้ตอนกลาง, จีนตะวันออกเฉียงใต้, อินเดีย, ลาว, พม่า, ไทย, เวียดนาม
ไม้เถาขนาดกลางมีน้ำยางขาว ใบเดี่ยวออกตรงข้ามเป็นคู่ รูปรีหรือค่อนข้างกลม กว้าง5-6.5ซม.ยาว8-9ซม.ก้านใบเรียวยาว1.5-4ซม. ดอก ออกเป็นช่อหลวมๆตามซอกใบยาว7-18ซม. ดอกย่อยมีขนาดเล็กกลีบรองดอกเล็กมาก กลีบดอกรูปหอกขนาด0.8ซม. ผลรูปกระสวย เป็นพูทรงกลมปลายแหลมมน เปลือกนอกบางเมื่อแก่จะแตกตามรอยตะเข็บเพียงด้านเดียว กว้าง2ซม.ยาว7ซม.เมล็ดรูปรียาว0.8ซม.
ใช้ประโยชน์---เถามีรสหวาน ตัดเป็นท่อนเคี้ยวทำให้ชุ่มคอและแก้เจ็บคอ ทั้งต้น ต้มดื่มแก้ปวดบวม ราก ต้มบำรุงน้ำนม ใช้สมานแผล เคี้ยวกินกับหมาก เข้ายาผสมแป้งเหล้า -กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน ใช้ราก ต้มผสมสมุนไพรอื่น แก้ไข้ หนาวสั่น
ระยะออกดอก---ธันวาคม-เมษายน
ขยายพันธุ์--- เมล็ด


อ้างอิง, ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :

---หนังสือพรรณไม้ในสวนหลวง ร.๙ เล่ม1,เล่ม 2,เล่ม 3 2554 .                                                                          ---หนังสือ สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม1,เล่ม2,เล่ม3, เล่ม4 2548
---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร หอพรรณไม้ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2549
---ไม้ต้นในสวน Trees in the Gardenโดย องค์การสวนพฤกษศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี The Botanical Garden Organization Office of the Prime Minister พิมพ์ครั้งที่1 พฤษภาคม 2542 จัดพิมพ์โดย มูลนิธิ ศาสตราจารย์ ดร.สง่า สรรพศรี                                                                 
---คู่มือดูพรรณไม้ป่าสะแกราช เล่ม1, เล่ม2 โดย ดร. ปิยะ เฉลิมกลิ่น,จิรพันธ์ ศรีทองกุล,อนันต์ พิริยะภัทรกิจ                      ---หนังสือ พรรณไม้วงศ์กระดังงา ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น ภาพ: อภิชัย อิงควุฒิ                                                      
---อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา-หนังสือป่าเชายเลน นิเวศวิทยาและพรรณไม้ โดย สรายุทธ บุญยะเวชชีวิน (ผู้แต่งและภาพ) รุ่งสุริยา บัวสาลี พิมพ์ครั้งที่1 เมษายน 2554
---หนังสือ ดอกไม้ และประวัติไม้ดอกเมืองไทย จาก ชุดธรรมชาติศึกษา โดย วิชัย อภัยสุวรรณ 2532
---ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์  BGO Plant Databases, The Botanical Garden Organization http://www.qsbg.org/database/
---สำนักงานหอพรรณไม้. (2557). ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย  เต็ม สมิตินันท์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2557. กรุงเทพฯ: สำนักงานหอพรรณไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช http://www.dnp.go.th/botany/mplant/index.aspx
---The International Plant Names Index and World Checklist of Selected Plant Families 2017. Published on the Internet at http://www.ipni.org and http://apps.kew.org/wcsp/
---The Plant List (TPL) was a working list of all known plant species  http://www.theplantlist.org/
---Useful Tropical Plants. http://tropical.theferns.info/viewtropical.                       
---India Biodiversity Portal. http://indiabiodiversity.org/species/show/                    
---Plants of the World Online Kew Science.www.plantsoftheworldonline.org/taxon/urn:lsid:ipni.org
---GBIF.the Global Biodiversity Information Facility.https://www.gbif.org/species/
REFERENCES ---General Bibliography
REFERENCES ---Specific & complementary

Check for more information on the species:

Plants Database  ---Names, synonymy and distribution The Garden.org Plants Database https://garden.org/plants/Global                                                                                                                                          Plant Initiative ---Digitized type specimens, descriptions and use หอพรรณไม้ -กรมอุทยานแห่งชาติ    www.dnp.go.th/botany/Herbarium/GPI.html
Tropicos ---Nomenclature, literature, distribution and collections    Tropicos - Home    www.tropicos.org/
GBIF    ---Global Biodiversity Information Facility Free and open access to biodiversity data  https://www.gbif.org/
IPNI ---International Plant Names Index    The International Plant Names Index - home page    http://www.ipni.org/
EOL ---Descriptions, photos, distribution and literature    Global access to knowledge about life on Earth    Encyclopedia of Life eol.org/
PROTA ---Uses    The Plant Resources of Tropical Africa    https://books.google.co.th/books?isbn=9057822040
Prelude  ---Medicinal uses    Prelude Medicinal Plants Database    http://www.africamuseum.be/collections/external/prelude
Google Images    ---Images                    

รวบรวมและเรียบเรียงโดย Tipvipa..V
บริษัท สวนสวรส การ์เด้น ดีไซน์ จำกัด
สวนเทวา  เชียงใหม่
www.suansavarose.com
www.suan-theva.com

Updatre 28/11/2019-17/2/2020-23/2/2020

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view