สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

บทความ

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

ค้นหาต้นไม้ได้ตรงนี้

ปลูกต้นไม้มงคล

ต้นนี้อยู่บทไหน ดูที่นี่

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

เกี่ยวกับเรา

สวนสไตล์ต่างๆ

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

สัตว์ในสวน- ศัตรูพืช และโรคพืช- สารฉีดพ่นปลอดภัย

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

ต้นไม้ชื่อนี้มีระดับ

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

เลือกปลูกต้นไหนดีหนา ?

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 25/05/2013
สถิติผู้เข้าชม 4,290,146
Page Views 7,668,067
 
« May 2013»
SMTWTFS
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 

สารฉีดพ่นปลอดภัย โรคพืช

สารฉีดพ่นปลอดภัย โรคพืช


   
การควบคุมศัตรูและโรคพืช      

สร้าง สวนให้เกิดความสมดุลย์ตามธรรมชาติ เพราะธรรมชาติจะช่วยควบคุมศัตรูพืชและโรคพืชด้วยศัตรูตามธรรมชาติของพวกมัน เอง เช่น แมลงปีกแข็ง นก คุณสามารถช่วยให้สัตว์เหล่านี้อยากเข้ามาอยู่ในสวนคุณได้โดยการเรียนรู้ว่า แมลงชนิดใดถูกกันและเป็นศัตรูกัน กินกันเป็นอาหารการปลูกพืชหมุนเวียนเป็นอีกวิธีหนึ่งที่เป็นหลักปฏิบัติโดย การปลูกพืชล้มลุกปีเดียวหมุนเวียน เปลี่ยนที่ไปรอบๆสวน ยิ่งสามารถเว้นช่วงก่อนนำพืชชนิดเดิมมาปลูกซ้ำที่ได้นานเท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้น

การทำเช่นนี้จะช่วยให้เกิดการรักษาความสมดุลระหว่างความอุดมสมบูรณ์ของดิน และธาตุอาหารต่างๆที่พืชต้องการหน้าที่ของคุณคุณช่วยแมลงที่เป็นประโยชน์ให้ คุมศัตรูพืชในสวนได้โดยการปลูกพืชที่เข้าคู่กันและปลูกพืชปนกันหลายชนิด ถ้าทำได้ให้ปลูกพืชที่ต้านทานศัตรูพืชและโรคพืชเอาไว้ด้วย

หาตัวควบคุมตามธรรมชาติมาไว้ในสวน แขวนแผ่นกาวดักแมลงวัน ล้อมรั้วหรือขึงตาข่ายรอบพืชต้นเดี่ยวไม่ให้มีสัตว์มารังควาน ดูแลรักษาความสะอาดในสวนอย่างเข้มงวด              

ในการจัดการโรคพืชนั้นการป้องกันดีกว่าการรักษา ดังนั้นก่อนปลูกควรตรวจดูกิ่งพันธุ์หรือต้นกล้าหรือต้นไม้ที่จะนำมาปลูกก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าไร้โรคและปลอดศัตรูพืช เนื่องจากโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสมักไม่มีวิธีรักษา  ควรรอบคอบในการซื้อแม้ ราคาจะแพงกว่าซักเล็กน้อย และควรตรวจตราให้เป็นประจำหากพบร่องรอยของเชื้อราให้เด็ดส่วนนั้นทิ้ง หากหยุดการคุกคามของโรคไม่ได้

ให้ฉีดพ่นยากำจัดเชื้อราซึ่งเป็นวิธีสุดท้าย เพราะไม่มียาฆ่าเชื้อราชนิดสารอินทรีย์ใด จะปลอดพิษได้เท่ากับการกำจัดด้วยชีววิธี

  สัตว์ในสวน
นก
อยากให้สวนมีนกไหม

นก ชอบอาหารที่หากินได้ตามธรรมชาติมากกว่าเสมออย่าตัดพุ่มไม้ที่ให้ผลหรือฝัก ที่นกชอบกินให้สั้นเกินไป นกจะชอบสวนที่มีอาหารอุดม มีที่กำบังและมีน้ำสะอาดทำโต๊ะอาหารนกง่ายๆโดยเลื่อยท่อนไม้ให้เป็นวงกลมหนา ประมาณ3.5ซม.ตอกยึดตรง กลางด้วยเสาไม้ที่มั่นคงยาว1.5เมตรและฝังกับพื้นให้แน่น

แล้ววางเมล็ดพืชเอาไว้ ค่อยให้น้อยๆก่อนถ้านกลงมากินหมดเร็วค่อยเพิ่มขึ้น อย่าเทกองไว้มากๆเพราะถ้านกกินไม่หมดอาหารจะชื้นขึ้นรา

อย่าลืมวางก้อนหินไว้สัก 2ก้อนให้นกเกาะแล้วก็ถาดใส่น้ำ้ด้วย ให้ข้าวก็ต้องให้น้ำด้วยอย่าลืม

ต่อ ไปก็ทำที่อาบน้ำให้นก ซึ่งควรจะตื้นสักหน่อยคือมีน้ำลึก 5-15 มิลลิเมตร ต้องคอยเติมไว้เพราะตื้นมากอย่างน้อยวันละครั้ง วางหินไว้ในถาดให้นกเกาะและตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ได้รับแสงแดดเต็มที่และไม่ห่างจากพุ่มไม้เกินไปที่นกจะบินไปเกาะได้เพื่อผึ่งขนให้แห้งหลังอาบน้ำ

อ่างน้ำนกที่ตั้งบนฐานเตี้ยๆจะดึงดูดได้มากกว่าฐานสูง แตอย่างว่า คนไทยชอบเลี้ยงนกน้อยในกรงทองกันมากกว่าจะเลี้ยงแบบธรรมชาติอย่างนี้ใช่มิ ใช่

ผีเสื้อ

เชิญ ผีเสื้อสารพัดชนิดให้เข้ามาในสวนด้วยการปลูกต้นไม้ผสมผสานให้มีน้ำหวาน เลี้ยงผีเสื้อได้ทั้งปี

ผีเสื้อกลางวันชอบดอกไม้ที่บานกลางวันมีกลิ่นหอมหวาน และมีสีสันสดใสเช่น แอสเตอร์ (aster),แปรงล้างขวด (bottlebrush),ดอกรัก(Calotropis gigantea),ยี่โถ(Nerium oleander),ยี่เข่ง(Crepe myrtle),ดอกเข็ม (Ixorus),ชบา(Hibicus),รักเร่(Dahlia),เดซี่(Daisy),ดอกเทียน ฝรั่ง(Impatiens),ผกากรอง(Lantana),หงอนไก่(Celosia argentea),แพนซี่(Pansy),ฟลอกซ์(Phloxs),ไวโอล่า(Viola)เป็นต้น

ส่วนผีเสื้อ กลางคืนชอบดอกไม้ที่บานในเวลากลางคืนและส่งกลิ่นหอมหวานรุนแรงใน เวลากลางคืน เช่น ยาสูบดอก(Nicotiana),กล้วยไม้บางชนิด(Orchid)และเข็มกุดั่น(Yucca glorisa)เป็นต้น แล้วก็ต้องทำใจด้วยว่าถ้าอยากให้สวนมีผีเสื้อสวยๆก็ต้องยอม มีหนอน ปลูกพวกต้นเทียนเอาไว้แบ่งให้พวกหนอนผีเสื้อกินบ้างถือเป็นราคาที่ต้องจ่าย ที่คุ้มค่า อีกอย่างหนอนผีเสื้อก็ไม่กินมากนักไม่ถึงกับทำให้สวนเสียหาย

อันนี้เป็นวิธีดึงดูดผีเสื้อสำหรับคนรักสวนที่อยากให้สวนมีผีเสื้อสวยๆเข้า มาบินวนเวียน คือการ ทำโป่งเทียมให้ผีเสื้อ คำว่า" โป่ง" หมายถึงดินที่เปียกชื้นและมีรสเปรี้ยวเค็ม(เลียนสภาพโป่งธรรมชาติในป่า)ด้วย การเทน้ำปลาหรือเกลือลงบนดินที่เปียกชื้นและอยู่ในที่แสงแดดส่องถึงราว1-2สัปดาห์ในวันที่อากาศแจ่มใสหนอนผีเสื้อจะลอกคราบออกมาเป็นตัวผีเสื้อ ถ้ามีโป่งเทียมผีเสื้อก็จะมาชุมนุมมากมายเต็มสวนเลยทีเดียว

แมลงปอ
แมลงปอบ้านที่มักพบเห็นเสมอ เป็นแมลงตัวห้ำ จับผีเสื้อศัตรูพืชกินเป็นอาหาร
แมลงปอบ้านผู้ปีกเปื้อนส้ม
แมลงปอเข็มสี่สีปลายฟ้า
เป็นแมลงปอเข็มที่มีบทบาทสำคัญในการกำจัดศัตรูพืช ในนาข้าว เช่นกินเพลี้ยอ่อน
ผึ้ง

ผึ้ง อำนวยให้เกิดการขยายพันธุ์ขึ้นในไม้ดอกและไม้ผลสารพัดชนิด จงทำดีกับผึ้ง ไม่งั้นต้นไม้ในสวนจะไม่ออกดอกออกผลหรือมีเมล็ด ผึ้งจะชอบดอกไม้สีขาวมาก ได้แก่ ดอกลั่นทม ดอกมะลิ ดอกพุด

เพื่อหลีกเลี่ยงการทำอันตรายกับผึ้งและแมลงที่ช่วยผสมเกสรเช่นต่อ แตน อย่ารดน้ำช่วงกลางวันให้รดน้ำในช่วงเย็นซึ่งไม่ค่อยมีผึ้งออกมาหากินมากนัก และลดการใช้สารเคมีฆ่าแมลงในสวน

ตัวต่อ
ต่อหัวเสือบ้าน

ตัว ต่อเป็นแมลงขนาดใหญ่มีรูปร่างคล้ายผึ้ง ต่อตัวหนึ่งต่อยได้หลายครั้ง นับว่าเป็นแขกที่ไม่ได้เชิิญที่อันตรายต่อสวนและคน แต่ประโยชน์ที่มีก็คือจะช่วยกำจัดเพลี้ยอ่อน หนอนผีเสื้อ และศัตรูพืชชนิดอื่นๆ

ต่อบางชนิดจะสร้างรังในโพรงดิน หรือสร้างรังจากดินโคลนที่คล้ายโครงกระดาษแข็งใบใหญ่ๆโดยสร้างติดกับรั้ว ต้นไม้หรือชายคาบ้านอย่าเข้าใกล้รังของมันมากนัก เพราะถ้ามันถูกรบกวนอาจยกพวกมารุมต่อยแบบสุนัขหมู่ ดีไม่ดีทนพิษไม่ไหวแย่เลยเคย เห็นนะว่ามันไปตอมเนื้อหมูที่เขาแขวนไว้ขาย กัดเนื้อหมูหลุดเป็นจ้ำๆเลยเห็นแล้วสยองมากตามต้นไม้ใบไม้ที่เราเห็นรอยปูด บวมเแป็นโหนกเป็นก้อนเป็นปุ่มปม บางครั้งเกิดจากการที่ตัวต่อมาวางไข่ตามลำต้นและใบอ่อนของพืช การพัฒนาตัวอ่อนของมัน จะส่งผลให้เนื้อเยื่อของพืชที่อยู่ใกล้เคียงเติบโตอย่างผิดปกติเกิดเป็นปมบนใบขึ้น ปมเหล่านี้อาจเป็นสิ่งไม่น่าดู แต่คุณไม่ต้องทำอะไรเพราะมันไม่ได้ส่งผลเสียระยะยาว จริงๆแล้วเจ้าตัวปัญหามันอยู่ในเนื้อเยื่อของพืช

ดังนั้นการควบคุมโดยใช้สาร เคมีจึงเป็นเรื่องยากเว้นแต่ใช้ยาฆ่าแมลงชนิดดูดซึม(Systemic insecticide) ควรทำการควบคุมทางกายภาพจะดีกว่าคือเด็ดใบที่มีปมทิ้งก่อนแมลงจะฟักออกเป็นตัว

ตัดรังที่ต่อทิ้งรังแล้วเอามาเก็บทาเคลือบเงาไว้กันดินยุ่ย ดูต่างหน้า ที่บ้านต้นไม้เยอะจะมีต่อรังใหญ่ๆมาทำรังอยู่เสมอ มีใหญ่กว่านี้อีกแต่หารูปไม่เจอ

 เต่าทอง

เต่าทองจะช่วยกำจัดเพลี้ยและไรสองจุด(two-spotted mite) เต่าทองมีจำนวนมากเนื่องจากมีศัตรูตามธรรมชาติจำนวนน้อย เพราะลำตัวสีสดของเต่าทองจะเตือนบรรดานกต่างว่า ฉันเป็นสัตว์ที่มีพิษและรสชาติสุดจะทนเต่าทองตัวเมียจะวางไข่บนต้นไม้ที่มี เพลี้ยรังควานอยู่ ตัวอ่อนของเต่าทองจะกินเพลี้ยในช่วง3สัปดาห์แรกของชีวิต และเป็นตัวช่วยในการกำจัดเพลี้ยโดยไม่ใช้สารเคมีอย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าสวนของคุณไม่มีเพลี้ยมากมายจนล้นหลาม

สุนัข
น้อง หมาคือสัตว์เลี้ยงแสนรัก รักสวนก็รัก จะตีน้องหมาก็ตีไม่ลง  เพราะน้องหมากับสวนสวยมักอยู่คู่กันไม่ได้ อย่างน้อยต้องแบ่งพื้นที่ไว้ ระหว่างสวนกับน้องหมาไม่งั้นสวนจะเป็นอย่างนี้

1  ฉี่น้องหมาจะทำให้สนามหญ้าเหลืองเป็นหย่อมๆ เมื่อเหลืองแล้วก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล แล้วก็ตายชัวส์ วิธีแก้ไขเพียงอย่างเดียวคือชะล้างให้ฉี่เจือจางทันทีที่ทำได้

2 สวนจะเป็นที่ค้นหาของน้องหมาขี้สงสัยยิ่งถ้าใช้ปุ๋ยคอกให้กับต้นไม้ ก็จะถูกขุดคุ้ยบริเวณรอบโคนบางทีโคนต้นไม้เป็นโพรงเบ้อเร่อ

3 อึน้องหมา อันนี้ทำความทรมานให้ลูกน้องที่ไปตัดหญ้ามาก เพราะอึทิ้งไว้ในสนามหญ้าสูงมองไม่เห็น ใช้เครื่องตัดแบบสะพาย ปั่นไปเจอทั้ง กองยิ่งอึน้องหมาพันธุ์เซนต์เบอร์นาร์ดด้วยอย่าให้พูดเลย

อย่าง ที่ว่าถ้าเลี้ยงน้องหมาไว้ก็ต้องทำใจหรือไม่ก็ต้องสอนให้รักธรรมชาติ อย่างตัวนี้เนี่ยรักธรรมชาติมากไม่เคยทำร้ายสวนเลยล่ะ ที่บ้านเลี้ยงไว้สาม สบายมาก
ทากและหอยทาก
หอย เชอรี่ หอยโข่งเหลืองหรือหอยเปา๋ฮื้อน้ำจืด (Golden apple snail) เป็นหอยทากน้ำจืด มีถิ่นดั้งเดิมอยู่อเมริกาใต้ นำเข้าประเทศเมื่อ
ปี2530 เติบโตขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว ลูกหอยอายุ2-3เดือนก็จับคู่ผสมพันธุ์ได้ตลอดเวลาหลังจากผสมพันธุ์ได้1-2วันตัวเมียจะวางไข่ในเวลากลางคืน หอยจะวางไข่เหนือน้ำบนวัสดุทุกชนิด กลุ่มไข่มีสีชมพูกลุ่มละ100-200ฟอง หอยเมื่อโตเต็มที่รูปร่างคล้ายหอยโข่งแต่เปลือกบางกว่าเป็นศัตรูสำคัญของข้าว บัวและไม้น้ำชนิดอื่นๆพบระบาดมากในนาข้าวทั่วประเทศ
รูปไข่หอยเชอรี่
ทากและหอยทากจะหลบอยู่ใต้ใบไม้ในตอนกลางวันและจะออกมาแทะกินพืชบางชนิดของคุณตอนกลางคืน มันจะออกลูกประมาณ 500ตัวทุกๆฤดูจึงจำเป็นต้องควบคุมจำนวนทากและหอยทากในสวน
ถ้าคุณไม่นิยมการกำจัดทากด้วยยาเม็ดที่มีสารเคมีลองใช้สารกำจัดทากที่มีส่วนผสมของธาตุเหล็กดู สัตว์เลื้อยคลานและกบจะกินทากและหอยทากเป็นอาหาร ดังนั้นน่าจะสร้างแหล่งอาศัยให้สัตว์เหล่านี้อาจสร้างบ่อน้ำเล็กๆไว้ในสวน ทากและหอยทาก ชอบทางเรียบ เกลียดที่สุดคือความขรุขระ สวนหินเนินกรวดทรายที่ตกแต่งสวนก็กันการบุกทำลายของทากได้

การกำจัดทากมีอยู่แต่ไม่บอก บาป...ตามเก็บไปทิ้งที่อื่นเอานะ
หอยทากชนิดต่างๆที่มักพบเห็นเสมอ เรียกชื่อให้ถูกกันหน่อย
                                  
หอยทากยักษ์แอฟริกัน
                         
(Giant east african
snail)        
                                      
เป็นหอยศัตรูพืชอันตรายที่นำเข้าจากต่างประเทศ

เข้ามาถึงประเทศไทยเมื่อ

ปี2481ทางภาคใต้และระบาดถึงกรุงเทพฯเมื่อปี2500     


                                                                          

หอยทากสยามหรือหอย

ดักดาน

Cryptozona siamensis

(Pfeiffer)

เป็นหอยทากบกชนิดหนึ่งไม่สร้างแผ่นปิดปากเปลือก แต่จะไปหลบอยู่ตาม

โพรงไม้ จัดเป็นหอยศัตรูพืชและกล้วยไม้ ที่พบกระจายอยู่ทั่วประเทศ

หอยทากหมายเลขหนึ่ง

Ovachlamys fulgens

(Gude)

ตัวเต็มวัยจะวางไข่ไว้เป็นกลุ่มๆพบตามสวนกล้วยไม้และสวนไม้ดอกไม้

ประดับ

หอยเจดีย์ใหญ่


Prosopeas walkeri

(Bensos)

เป็นหอยทากบกมีรูปร่างส่วนเปลือกคล้ายเจดีย์ เนื่องจากเป็นหอยที่มีขนาด

ใหญ่จึงสามารถสร้างความเสียหายแก่ต้นพืชได้มากกว่าหอยเจดีย์เล็ก

หอยเจดีย์เล็ก

Lemellaxis spp


เป็นหอยทากบกขนาดเล็กตัวเต็มวัยมีขนาดยาวไม่เกิน1ซม. พบในสวน

กล้วยไม้ แปลงผักที่มีความชื้นสูง และตามทางเดินระหว่างแปลง


ปลวกไร่ (Field Termite)
ปลวกไร่ เป็นปลวกที่ทำรังเป็นจอมปลวกขนาดใหญ่ อยู่นอกอาคารบ้านเรือน ปลวกหลายชนิดในสกุลนี้ที่ทำรังในไร่ เป็นศัตรูพืชเนื่องจากกัดกินราก โคนต้นพืช ไม้ค้ำยันต้นไม้
ปลวกไร่มักทำรังเป็นโพรงอยู่ใต้ดินมีนางพญาขนาดใหญ่วางไข่ได้นับหมื่นฟองต่อ วัน ลำตัวยาวกว่าปลวกทหารถึงสิบกว่าเท่า และสามารถสร้างเป็นจอมปลวกสูงขึ้นมาจากพื้นดิน มีส่วนทำให้พืชที่ปลูกเสียหาย

แมลงกระชอน (Oriental mole cricket)

Gryllotalpa orientalis Burmeister: GRYLLOTALPIDAE

มักจะเรียกกันว่าแมงกะชอน เป็นแมลงที่มีขาคู่หน้าใหญ่ที่ใช้สำหรับขุดดิน ทำความเสียหายให้แก่รากพืชที่ปลูกเมื่อพืชยังมีขนาดเล็ก

แมลงหวี่ขาว
ไข่ ถูกเรียงเป็นวงซ่อนอยู่ใต้ใบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใต้ใบ แมลงหวี่สร้างไขอยู่ที่ใบทำให้ใบสกปรกและเป็นแหล่งเพาะราดำ
บางครั้งพบเพลี้ยแป้งปะปนอยู่ด้วยเช่นในภาพ มีเพลี้ยแป้งลายซ่อนตัวอยู่ในไขขาวๆด้วยมล งหวี่ขาว (Whitefly) พบเห็นได้ง่ายเป็นศัตรูสำคัญของพืชเศรษฐกิจหลายชนิด และแพร่ระบาดได้ทั้งปีพวกนี้จะอยู่ใต้ใบของพืชหลายจำพวกแมลงพวกนี้ส่วนใหญ่ พัฒนาสายพันธุ์จนมีความทนทานต่อยาฆ่าแมลงจึงยากที่จะควบคุมแมลงหวี่ขาวจะทำ ให้ใบไม้เกิดรอยจุดและรอยด่่างสีบริเวณผิหน้าและเสียโฉมถาวร ขณะดูดกินน้ำเลี้ยงมีนจะถ่ายออกมาเป็นน้ำเหนียวคล้ายน้ำหวาน ซึ่งต่อมามักมีเชื้อรามาอาศัยกินมูลของมันอีกทอดหนึ่งทำให้เกิดโรคราดำขึ้น การกำจัดก็ใช้น้ำคั้นจากดอกดาวเรืองในสัดส่วน น้ำคั้นจากดอกดาวเรืองปริมาณ15ลิตรผสมน้ำสะอาดอีก 5 ลิตรเอาไปฉีดรดต้นพืช อีกอย่างควรรดน้ำให้ต้นไม้อย่างสมำ่เสมอด้วยจะทำให้แมลงหวี่ขาวลดจำนวนลง
แมลงวันทอง
แมลงวันตัวเต็มวัยวางไข่ไว้ที่ผลไม้ เมื่อหนอนฟักเป็นตัวจะเข้าทำลายภายในผลทำให้ผลเน่า ขั้วหลุดลงสู่พื้น

มดแดง มดคันไฟ

มดแดงที่ทำรังอยู่บนต้นไม้ทั่วไป ไม่ใช่ศัตรูพืชโดยตรง แต่เป็นศัตรูทางอ้อมที่สร้างความรำคาญและกัดคนสวน  มดอีกหลายชนิดเช่นมดคันไฟ ช่วยในการเคลื่อนย้ายเพลี้ยแป้งจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง 

มดยังช่วยป้องกันภัยให้เพลี้ยแป้งอีกด้วยเมื่อเพลี้ยแป้งถ่ายมูลซึ่งเป็นสารอาหารที่มีรสหวานออกมาให้มดกินเป็นการแลกเปลี่ยน เป็นการอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัยกันและกัน(Symbiosis)
ไส้เดือน

อย่า เพิ่งกรี๊ดนะคุณผู้หญิง ไม่มีรูปให้ดู เกรงจะรับไม่ได้ แต่รักสวนก็ต้องรักไส้เดือนนะ เพราะมันเป็นมิตรกับดิน มีประโยชน์เพราะช่วยปรับโครงสร้าง ดินด้วยการกินสารอินทรีย์เข้าไปแล้วถ่าย ออกมา

ในการทำเช่นนี้จะทำให้ดินเป็นรูพรุนเป็นช่องเล็กๆซึ่งทำให้น้ำและอากาศแทรก เข้าไปได้ โดยไม่ต้องนั่งพรวนให้เมื่อย  ไส้เดือนจะไม่รอดถ้าขาดความชื้นและอาหาร ถ้าดินแห้งเกินไปหรือไม่มีอาหารกินเพียงพอมันจะไชลึกลงไปใน ดินและคาย เมือกออกมาหุ้มตัวเป็นถุงกลม เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองแห้งตายพอฝนตกก็จะโผล่มาตั้งหน้าตั้งตาไชดินและกินอีกครั้ง

การคลุมหน้าดินเป็นวิธีจัดหาอาหารให้แก่ไส้เดือนเป็นอย่างดี

โรคพืช ความผิดปกติที่พบในพืช
อัน ที่จริงอาการผิดปรกติของพืชมีมากมายหลายสาเหตุแต่ที่จะว่านี้มักพบกันบ่อยๆ ขาดตรงไหนก็ถามมาก็ได้ มิใช่หมอต้นไม้ แต่จะไปหามาตอบหากไม่รู้ 
โรคพืชเน่า

โรค พืชเน่าเป็นเชื้อราชนิดหนึ่ง ซึ่งส่งผลกระทบให้ต้นกล้าเน่าเฉาบนผิวดินและลำต้นล้ม โดยทั่วไปโรคนี้จะเกิดจากปุ๋ยเปียกชุ่มมากเกินไปหรือรดน้ำมากเกินควร 

ควรป้องกันโดยการรดน้ำต้นกล้าด้วยยากันเชื้อราที่มีสารประกอบที่มีทองแดง เป็นองค์ประกอบ หรือปลูกพืชหมุนเวียนกันไปไม่ปลูกพืชชนิดเดียวกันซ้ำกันหลายๆครั้งในพื้นที่ เดิม

ใบมีอาการหงิกงอ
เกิดจากไร (Broad mite,Yellow mite)

พืชที่ถูกทำลายเช่น บีโกเนีย, รักเร่,ชบา,ไอวี่,มะนาว พริก,เบญจมาศอาการ  ใบอ่อนหงิกงอม้วนบางครั้งใบกระด้างเป็นสีน้ำเงิน ด้านใต้ใบมีสีน้ำตาลปนเหลืองกระจาย ไรขาวตัวเล็กมากมักอยู่ใต้ใบการดูแลรักษา ฉีดพ่นด้วยกำมะถันผงละลายน้ำหรือกำมะถันผงชนิดฝุ่นเพื่อกำจัดไรและยังควบคุม โรคที่เกิดจากเชื้อรา แต่ไม่ควรทำในช่วงอากาศร้อน
ไส้เดือนฝอยทำลายหัวและลำต้นพืช
(Bulb and stem nematode) (eelworm)
พืช ที่ถูกทำลาย ไฮยาซินด์(Hyacinth),นาร์ซิสซัส(narcissi),หอมหัวใหญ่ (scillas),สโนว์ดรอป(snowdrop) ,และทิวลิป(Tulip) และบางครั้งก็อาจเกิดกับพืชชนิดอื่นได้
อาการ ใบมีขนาดเล็กลงร่วมกับอาการเหลือง หัวที่ถูกทำลายจะนิ่มโดยเฉพาะส่วนที่อยู่คอดิน เมื่อผ่าดูจะพบวงสีน้ำตาลของเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายจนเซลล์ตาย
การ รักษา เก็บและเผาทำลายพืชที่เป็นโรค ทำลายหัวพันธุ์ที่นิ่มควบคุมทำลายวัชพืชในแปลงปลูกไม่ควรปลูกหัวพันธุ์ซ้ำใน ที่เดิมอย่างน้อย3ปีและปลูกพืชหมุนเวียนกันไปปลูกดาวเรืองฝรั่งเศส(French marigold)หรือดาวเรืองเล็ก(Tagetes minuta) เพื่อไล่ไส้เดือนฝอย
อาการใบม้วนงอของพืช
เกิด จากพฤติกรรมการกินของหนอนม้วนใบที่เริ่มจากการดัดใบเป็นทางยาวแล้วม้วนพับใบ เพื่ออาศัยดูดกินอยู่ภายในนั้นจนเข้าดักแด้และออกมาเป็นตัวเต็มวัยต่อไป
อาการซีดเหลืองของใบ(Chlorosis)
พืชที่มักแสดงอาการ  ได้แก่ พุด ไฮเดรนเยีย และพืชที่ชอบสภาพกรดเช่น คาเมเลียและกุหลาบพันปีที่ปลูกในสภาพดินด่าง
อาการผิดปกติ ใบจะเปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองหรือซีดขาวแต่เส้นใบยังเป็นสีเข้มการดูแลรักษา หลีกเลี่ยงการปลูกพืชที่อ่อนแอในดินที่มีสภาพเป็นด่าง ปรับปรุงความเป็นด่างของดินโดยใช้อินทรียวัตถุหรือใช้สารเคมีปรับปรุงดินใน พื้นที่ที่ควบคุมได้เช่นในกระถางโดยใช้กำมะถันหรือแอมโมเนียมซัลเฟตให้ธาตุ เหล็กคีเลตแก่ต้นพืช
การขาดธาตุแมกนีเซียม (Magnesium deficiency)
อาการแต้มเหลือง ส้ม แดงหรือน้ำตาล บนเนื้อในระหว่างเส้นใบ บางครั้งพบอาการสีเข้มตรงขอบใบใบ ที่แสดงอาการจะร่วงหล่นครั้งแรกพบที่ใบแก่การดูแลรักษา
อาการขาดธาตุนี้มักเกิดกับดินกรดที่เป็นดินทรายในเขตที่มีปริมาณน้ำฝนมาก หรือเกิดกับดินที่มีธาตุโปแตสเซียมสูง ใส่ปูนโดโลไมท์(dolomite) เพื่อลดแมกนีเซียมและความเป็นกรดลง
หากต้องการผลเร็วปรับสภาพดินให้เป็นกลาง ใส่สารแมกนีเซียมซัลเฟต หรือดีเกลือฝรั่ง(เกลือเอ็ปซัม)ลงในดินหรือฉีดพ่นพืชด้วยสารละลายดังกล่าว
การขาดธาตุแมงกานีส (Manganese deficiency)
พืชหลายชนิดที่มีอาการผิดปรกติที่ใบมีมีอาการเหลืองระหว่างเส้นใบ เส้นใบสีม่วงมีจุดฉ่ำน้ำบนใบ
การ ดูแลรักษา ฉีดพ่นต้นพืชที่แสดงอาการ2-3ครั้งห่างกัน4วันด้วยสารละลายแมงกานีสซัลเฟต หรือใส่ลงในดินปลูก ถ้าใส่ปูนในดินมากไปให้แก้ไขโดยใส่กำมะถันลงไป ตรวจความเป็นกรดด่างในดินหากค่า phเป็น7.5ขึ้นไปไม่ควรใส่ปูนลงไปอีก
การขาดธาตุสังกะสี( Zinc deficiency) หรือโรคใบแก้ว
ลักษณะ ของโรคคล้ายกับโรคกรีนนิ่งมาก ใบจะมีสีเหลืองซีด แต่ส่วนของเส้นใบยังคงมีสีเขียว ใบอ่อนที่ขาดธาตุนี้มาก ใบเกือบเกลืองทั้งใบแต่เส้นกลางใบโดยเฉพาะที่โคนใบยังคงมีสีเขียวอยู่
โรคกรีนนิ่ง (Greening)
 
หรืออาการใบเหลืองต้นโทรม สาเหตุจากเชื้อจุลินทรีย์คล้ายเชื้อมายโคพลาสมา(Mycoplasma-like organism) คล้ายคลึงกับโรคใบแก้วที่สาเหตุจากการขาดธาตุสังกะสี คือใบมีสีเหลืองซีดแต่เส้นใบยังเขียวอยู่ ในกรณีที่เป็นโรครุนแรงใบจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเกือบทั้งใบยกเว้นเส้นกลางใบ บริเวณโคนใบที่ยังมีสีเขียวอยู่ใบเล็กเรียวยาวหนากว่าปกติ ใบแก่ม้วนงอ กิ่งแห้งตาย
การขาดธาตุไนโตรเจน (Nitrogen deficiency)
พืชที่แสดงอาการพวกนี้มีหลายชนิดทั้งไม้ยืนต้น ไม้ขนาดใหญ่ ไม้พุ่ม และพืชผักประเภทพืชใบ พืช ที่ขาดธาตุชนิดนี้ใบอ่อนจะมีอาการใบเหลือง เขียวอมม่วงและเปลี่ยนเป็นสีแดง เหลืองซีด การดูแลรักษา ให้ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง เช่นเลือดแห้งกระดูกสัตว์ แอมโมเนียมซัลเฟต หรือยูเรีย รอบๆบริเวณทรงพุ่มของต้นพืช  ปลูกพืชวงศ์ถั่วเป็นปุ๋ยพืชสดและไถกลบในดินปลูกก่อนการปลูก หรือปลูกพืชวงศ์ถั่วเป็นแถวขนาบข้างไปกับพืชที่ปลูก
ยอดแห้งตาย (Fireblight)

อาการ คือต้นไม้ยอดแห้งตายพบกับส้ม มะม่วงและอื่นๆ การดูแลรักษา ต้นที่เป็นโรคถ้าขนาดเล็กก็ขุดเผาทำลายทิ้ง ต้นใหญ่ที่เป็นโรคมากให้ตัดส่วนยอดที่ถูกทำลายเอากิ่งก้านออกให้หมด

ฉีดพ่น ด้วยสารประกอบของสารคอปเปอร์

ใบแห้งหรือใบไหม้ (Leaf blight)
เกิด จากหลายสาเหตุเช่นเกิดจากสภาพแวดล้อมที่ผิดปกติ หรือสารเคมีบางชนิดที่อาจทำให้พืชแสดงอาการเป็นโรคได้ เหมือนโรคที่เกิดจากเชื้อโรค แต่โรคเหล่านี้จะไม่แพร่ระบาดและพบเฉพาะในบางพื้นที่และบางเวลาเท่านั้น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องตรวจดูสาเหตุให้ดีเป็นกรณีไป
อาการดอกตูมร่วงหล่น(Bud drop,balling)
พืช ที่ถูกทำลาย ไม้ประดับเช่นพุด ชบา  อาการคือดอกไม่บานและหล่นจากต้น การดูแลรักษา อย่าให้ปุ๋ยหมักแห้ง อย่าย้ายต้นตอนดอกกำลังตูม ปลูกเลี้ยงในสภาพที่ชื้นแต่อย่ารดน้ำมากเกินไป ถ้าสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงกระทันหันอาจเป็นสาเหตุทำให้ดอกตูมของต้นไม้บางต้นร่วง
อาการดอกตูมเหี่ยวหรือไม่บาน (Blindness)
ดอก ไม่บานหรือมีดอกตูมแต่เหี่ยวก่อนที่จะบาน สาเหตุดินแห้ง ขาดน้ำในช่วงตาดอกกำลังผลิ สภาพอากาศเปลี่ยนกระทันหันปรับตัวไม่ทัน ควรปลูกเลี้ยงในสภาพชุ่มชื้นแต่อย่ารดน้ำมากเกินไป ถ้าเป็นพวกไม้หัว เช่นทิวลิป อาจเพราะนำหัวพันธุ์ขนาดเล็กมาปลูก ควรปลูกหัวพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่
หนอนเจาะดอกตูม (Budworm)
พบ ในพืชหลายชนิดเช่นกุหลาบ พุด ไม้ผล ถั่ว ข้าวโพดหวาน มะเขือเทศ อาการคือดอกมีรู ดอกตูมถูกเจาะโดยหนอนตัวเล็ก ถ้าหนอนมีจำนวนไม่มาก ให้ใช้มือนี่แหละจับไปทิ้งไกลๆเอาไปปล่อยไว้นอกสวน
ผึ้งกัดใบ (Leaf-cutting bee)
ชอบกัดใบแหว่งเป็นชิ้นค่อนข้างเสมอกันแล้วคาบไปสร้างรังเพื่อเป็นที่อาศัยของตัวอ่อน
โรคพืช (Plant disease)
โรคที่เกิดจากพืชอาศัย(Semi-epiphytic p[ant)
เกาะ แย่งน้ำแย่งอาหารจากพืชอาศัย แต่ไม่ได้ทำให้พืชอาศัยถึงตาย เช่นพวกกาฝาก จัดเป็นสาเหตุของโรคชนิดหนึ่ง พบได้ในพืชตระกูลส้ม เช่นส้มโอ
เห็ดที่เป็นปรสิตขั้นสูง(Parasitic mushroom)
ดูดกินน้ำและอาหารจากต้นพืช ทำให้พืชทรุดโทรมแห้งเหี่ยวและถึงตายได้
โรคที่เกิดจากเชื้อโรค
โรคราแป้งขาว (Powdery mildew)

พืชที่ถูกทำลายได้แก่พืชล้มลุก เช่น อาซาเลีย ยี่เข่ง กุหลาบ องุ่น ชบาไม้ยืนต้นพืชผักอีกหลายชนิด
อาการคือ ยอดอ่อน ใบและบางครั้งดอกด้วย มีผงสีขาวคล้ายแป้งปกคลุมอยู่

การดูแลรักษา ควรรดน้ำคลุมดินรักษาความชื้น กำจัดพืชที่เป็นโรค ไม่ควรปลูกพืชที่อ่อนแอในบริเวณที่เปียกหรือชื้น หลีกเลี่ยงการใช้ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง เมื่อปรากฏอาการ ฉีดพ่นด้วยสารกำจัดเชื้อราเช่นกำมะถันละลายน้ำหรือมายโคลบูทานิล (myclobutanil)โดยเฉพาะไม้ดอกและไม้พุ่ม

โรคราสนิม   ( Rust )

พืข ที่ถูกทำลายเช่น ดาวเรืองหม้อ( candula) ฮอลลี่ฮ็อก (hollyhock) เจอราเนี่ยม กุหลาบ และลิ้นมังกร อาการผิดปรกติมีกลุ่มของสปอร์สีเหลือง น้ำตาลหรือส้มบนใบ และ ลำต้น บางครั้งที่ดอกและฝักเมล็ดที่เป็นโรค

การดูแลรักษา กำจัดทำลายเผาใบที่เป็นโรค ปรับปรุงสภาพการระบายอากาศของแปลงปลูก

ฉีดพ่นด้วย สารซีเนบ แมนโคเซปหรือกำมะถัน

ราสนิมลั่นทม
เกิด ด้านใต้ใบมากกว่าบนใบ อาการลักษณะเป็นจุดนูนกลมสีเหลืองสดถึงเหลืองส้ม เกิดเป็นกลุ่มๆหรือเกิดเดี่ยวๆกระจายทั่วใบ มีฝุ่นผงสปอร์สีเหลืองติดอยู่ ต่อมาจะเกิดอาการแห้งไหม้เป็นสีน้ำตาลและใบจะร่วงก่อนกำหนด
โรคราน้ำค้าง  (Downy mildew)
 
พืช ที่ถูกทำลาย องุ่น กุหลาบอาการ ด้านหน้าใบมีแต้มสีเหลืองหรือน้ำตาล ใต้ใบพบขุยหรือผงสปอร์สีขาวเทาการดูแลรักษา ปรับปรุงการระบายน้ำของแปลงปลูก เลี่ยงการรดน้ำเนือต้นพืช ตัดแต่งต้นพืชและส่วนที่ถูกทำลายเผาทิ้ง ใช้สารกำจัดโรคเช่น ซีเนบ ฟูราแลคซิล(furalaxyl)หรือตลอโรโทนิล(Chlorothalonil)ฉีดพ่นกุหลาบ
โรคราดำ (Sooty mold)
  อาการราสีดำเกิดขึ้นบนหน้าใบและลำต้น จะเกิดกับพืชในโรงเรือนเป็นส่วนใหญ่ และไม้ผล ไม้ดอกและไม้พุ่มวิธีดูแลรักษา ฉีดล้างราดำออก เชื้อราจะแห้งเมื่อไม่มีหยดน้ำหวานที่แมลงดูดและขับถ่ายปล่อยออกมา
โรคราเมือก
รา เมือกจัดเป็นราชั้นต่ำสุดชอบอยู่ตามที่ชื้นแฉะ ขึ้นอยู่ตามอินทรียวัตถุที่เน่าเปื่อยผุพังบนพื้นดิน เช่นตามกองขยะและกองหญ้าที่เน่าเปื่อยในที่ชื้นแฉะอาการที่เกิด เชื้อราเจริญเป็นก้อนนูนบนใบและก้านใบมีสีส้มอ่อนๆ ภายในมีสปอร์สีน้ำตาลดำ เวลาเอามือแตะเบาๆสปอร์แก่จะฟุ้งกระจายเล็กน้อย 
เชื้อราที่มาขึ้นไม่เป็นปรสิตของพืชแต่เมื่อเกิดแล้ว อาจทานน้ำหนักไม่ไหวหรือปรุงอาหารไม่ได้ เพราะเชื้อราจะคลุมหมด ใบจะเฉาดูคล้ายใบเน่า หากต้นไม้ยังเล็กเชื้อราคลุมหมดก็อาจตายได้
การแพร่ระบาดโดยสปอร์ปลิวไปกับลมหรือน้ำที่ชะล้าง
การป้องกันกำจัดคือ ทำลายราชนิดนี้เมื่อพบ บริเวณที่ปลูกหรือวางกระถางอย่าให้มีกองขยะหรือกองหญ้าเน่าอยู่ใกล้ ใช้ยาป้องกันกำจัดราละลายน้ำรดในพื้นที่ที่พบ2-3ครั้งเชื้อราจะหายไปเอง
โรคแผลไหม้ลวก (Scorch)

พืช ที่ถูกทำลายจะเป็นพืชพวกมีใบอ่อนนุ่ม หนาอวบน้ำ และพืชปลูกในที่ร่ม อาการที่พบคือแผลจุดสีน้ำตาลอ่อนบริเวณปลายใบและขอบใบและตามด้วยอาการแผล แห้ง คุณน่าจะพบกันบ่อยๆในออฟฟิศที่ปลูกพวกไม้ในร่มเอาไว้เพื่อใช้ตกแต่งภายใน

การ ดูแลรักษา ให้ได้รับแสงแดดที่เหมาะสม รดน้ำแต่เช้าเพื่อให้หยดน้ำระเหยก่อนถูกแดดจัด

โรคเน่าเละ(Bacterial soft rot)
สาเหตุ จากเชื้อแบคทีเรีย อาการเริ่มต้นเป็นจุดฉ่ำน้ำและเน่าอย่างรวดเร็ว ทำให้เนื้อเยื่อเปื่อย เป็นน้ำเยิ้มและส่งกลิ่นเหม็น ภายใน2-3วันจะยุบหายไป อาการอาจเริ่มจากส่วนหนึ่งส่วนใดก่อน ส่วนใหญ่เกิดที่โคนกาบใบหรือบริเวณที่เป็นแผล
โรคแผลสะเก็ด หรือโรคสะแคบ(Ccab)
เกิด จากเชื้อรา อาการที่เกิดบนใบอ่อนระยะแรกจะเป็นจุดใสเล็กๆโดยแผลจุดนูนสูงด้านหนึ่ง ส่วนอีกด้านหนึ่งของใบจะเป็นรอยบุ๋ม ต่อมาจะเป็นแผลนูนแข็งและมักทำให้ใบบิดเบี้ยวแคระแกร็น อาการบนกิ่งแผลใหญ่กว่าบนใบ อาจพบยางไหล พบจุดนูนคล้ายหูดขรุขระ ถ้าเป็นกับผลอ่อนจะทำให้ผลบิดเบี้ยว
โรคแคงเกอร์ หรือโรคตาปลา (Borrysphaeria canker)
อาการ มักเกิดที่กิ่งก้านและผล เป็นแผลตาปลาขนาดไม่แน่นอน มีสีน้ำตาลแดงปนเหลือง กลางแผลมีสีจาง แผลเกิดกระจายบางส่วนเชื่อมต่อกัน ผิวขรุขระ บางครั้งเกิดหลังจากมีบาดแผล บ่างแผลมักมีแมลงหวี่และแมลงวันหัวแหลมลงดูดกินน้ำเลี้ยงร่วมด้วย ปัญหาโรคเมื่อฝนตกชุก ความชื้นสูง การตัดแต่งส่วนที่เป็นโรคออกสามารถแก้ปัญหาได้ แต่ถ้ารุนแรงก็ควรใช้สารป้องกันกำจัดเชื้อราร่วมด้วย
โรคแอนแทรคโนส (Anthracnose)
สาเหตุ จากเชื้อรา อาการใบอ่อนเริ่มจากการเป็นจุดชุ่มน้ำและเปลี่ยนเป็นสีดำ ต่อไปบริเวณที่เป็นแผลจะหดตัวเล็กน้อยจนดึงใบบิดเบี้ยว ใบแก่ขนาดของจุดจะมีขนาดคงที่ค่อนข้างเป็นเหลี่ยม ในสภาพอากาศมีความชื้นสูงจะมีสปอร์สีชมพูเกิดขึ้นตามแผลที่เป็นโรค
โรคเน่าคอดิน(Damping off)

ส่วน มากจะเป็นพวกต้นกล้าในแปลงไม้ประดับ หรือไม้ดอกไม้ประดับที่เพาะต้นกล้าจากเมล็ด อาการที่พบต้นกล้าหักล้ม ลำต้นเหี่ยวเฉาคล้ายขาดน้ำ รากมีสีดำและเน่า การเป็นโรคแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว อาจพบการเจริญของเชื้อรา สาเหตุของโรคอาจปรากฏให้เห็นบนต้นกล้าหรือไม่ปรากฏก็ได้

การดูแลรักษา ควบคุมยากควรป้องกันดีกว่า คือไม่ควรรดน้ำจนเปียกแฉะ และควรรดในช่วงเช้าทำให้ดินมีการระบายน้ำและอากาศได้ดีรดต้นกล้าด้วยสารละ ลายคอปเปอร์ ออกซี คลอไรด์หลังการปลูกต้นกล้า หรือรดรดฟูราซิลในพื้นดินก่อนปลูกเมล็ด

โรครากเน่า และโคนเน่า (Root rot and Foot rot)
สาเหตุจากเชื้อรา Phytophthora parasitica Dastur อาการมักเกิดขึ้นที่โคนและระบบราก ต้นพืชแสดงอาการใบเหลืองซีด ลู่ลง กิ่งบางกิ่งเริ่มแห้งตาย บริเวณโคนต้นมีอาการเน่าสีน้ำตาล เปลือกปริแตก ลุกลามที่ลำต้น มีอาการยางไหลในสภาพอากาศชื้น เชื้อราที่ทำให้กิดอาการโรคโคนเน่า รากเน่า สามารถติดไปกับน้ำฝน ทำให้กิดแผลเน่าฉ่ำน้ำที่ใบและผล ทำให้ผลร่วงจำนวนมาก แผลที่โคนต้น
ควรขูดส่วนที่เป็นโรคออกแล้วทาด้วยสารกำจัดโรคพืช เช่นเมตาแลกซิล หรือฉีดเข้าต้นบริเวณที่เป็นโรคด้วยสารฟอสฟอรัสแอซิด
โรคเหี่ยว ( Fusarium Wilt)
อาการ มักเกิดตอนไม้กระถางใกล้ออกดอก โดยจะเริ่มที่ใบด้านล่างเหี่ยวเหมือนขาดน้ำในตอนกลางวันที่แสงแดดจัด และจะฟื้นสภาพในตอนกลางคืนอาการจะเป็นอย่างนี้ติดๆกันอยู่3-4วันและรุนแรง ขึ้นจนตาย ถ้าถอนต้นมาดูจะเห็นรากฉ่ำน้ำเป็นสีน้ำตาล เกิดจากเชื้อโรคเข้าทำลายต้นพืชทางราก หรือแผลจากการพรวนดิน การแพร่ระบาดโดยสปอร์อาศัยน้ำที่รดหรือไหลไปยังต้นอื่น จะระบาดอย่างรวดเร็ว
เมื่อพบต้นที่มีอาการดังกล่าวให้นำออกจากแปลงอย่างด่วน การป้องกันกำจัดทำได้โดยการใช้วัสดุปลูกใหม่ไม่ควรนำวัสดุปลูกที่เคยใช้แล้ว มาปลูก  ใช้ไตรโคเดอร์มาหรือเตรปโตมายซิส ควบคุมถ้าพบการระบาดแล้วใช้ยาฆ่าเชื้อราพวกแคปเทน แมนโคเซปรดต้นไม้และพื้นดินให้เปียกชุ่มทั่วกัน
โรคใบจุด(Leaf spot)
เริ่ม แรกมีจุดเล็ำกๆสีน้ำตาล ที่ใบล่างๆของพืช ต่อมาขยายเป็นรูปสี่เหลี่ยมเพราะถูกจำกัดด้วยเส้นใบถ้ากลุ่มของเส้นใยและ สปอร์ขึ้นฟูเต็มแผลจะเห็นเป็นสีเทาดำ ด้านบนใบอาการไม่ชัดเจนเท่าด้านใต้ใบบางครั้งแผลเชื่อมต่อกันเป็นแผลใหญ่ เมื่อเป็นรุนแรงใบจะร่วงหล่นไป
โรคพุ่มแจ้ โรคพุ่มไม้กวาด(Witches'broom
อาการ ที่ช่อดอกม้วนหงิกและแตกเป็นฝอยเป็นพุ่มในลำไย อาจเกิดจากสารพิษที่ลำไยปล่อยออกมาหรือเกิดจากเชื้อไฟโตพลาสมา(Phytoplasma) ยังมีการศึกษาสาเหตุที่แท้จริงอยู่
หนอนเจาะลำต้น (Borer)
พืช ที่ถูกทำลาย พวกไม้ยืนต้น ไม้พุ่ม สนไซเพรส ไม้ผล และไม้ผลประเภทนัทอาการคือพบผงหรือขุยบนเนื้อไม้ บนส่วนของเนื้อไม้ที่ถูกกัดกินมีใยปกคลุมบริเวณรูที่เกิดบนกิ่งและลำต้น เปลือกของกิ่งถูกกัดกินเป็นวงต้นพืชเหี่ยวเฉา
การดูแลรักษากำจัดหนอนที่อยู่ในรูโดยใช้ลวดโค้งงอได้อุดทางเดินของหนอนด้วย บูทิลมาสติค พูทที(batyl mastic putty) สบู่เหลว หรือแวกซ์ ดูแลรดน้ำใส่ปุ๋ยให้ต้นพืชแข็งแรงและตรวจตราดูประจำอย่างสม่ำเสมอ
หนอนเจาะต้นชัยพฤกษ์  Cassia stem borer
Xylentes leuconotus Walker.

หนอน ของผีเสื้อชนิดนี้จะเจาะเข้าไปในลำต้นและกิ่งใหญ่ โดยเจาะเฉียงเข้าไปในเนื้อไม้จนถึงใจไม้แล้วเจาะตรงขึ้นไปอีก 8-10" แต่เนื้อไม้ที่เจาะไม่ได้เป็นอาหารของตัวหนอน อาหารของตัวหนอนคือเยื่อแคลลัส(Callus)ที่ค่อยเจริญออกมาปิดรูที่เจาะ ตัวหนอนจะออกมากินเยื่อแคลลัสนี้เสมอเพื่อป้องกันไม่ให้รูนี้ปิด เพราะดักแด้ต้องออกมาเป็นตัวเต็มวัยตรงรูนี้

ต้นไม้ที่ถูกหนอนผีเสื้อเจาะมากๆอาจชงักการเติบโตหรือตายไปเลย จะสังเกตุได้จาก จะมีของเหลวสีดำๆไหลออกจากรูและมีขี้เลื่อยหยาบๆที่ปากรูหรือหล่นอยู่ใต้ต้น

หนอนชอนใบ(Leaf minor)
หนอนแมลงวันขนาดเล็กที่ชอนไชอาศัยอยู่ใต้ผิวใบทำให้เห็นร่องรอยเป็นทางวกเวียนไปมา พบในพืชหลายชนิด
ไรกระท้อน(Santol gall mite)
เป็นไรขนาดเล็กมากมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น
ไรนอกจากดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อนแล้วยังกระตุ้นให้ใบสร้างปุ่มปมขึ้น
บั่วปมใบมะม่วง (Mango gall midge)
เป็น แมลงวันขนาดเล็กลำตัวยาวประมาณ1-2มม.มีขาและหนวดยาว ตัวเต็มวัยเพศเมียวางไข่ไว้ที่ใบอ่อนมะม่วง เมื่อไข่ฟักเป็นหนอนไม่มีขา เจาะเข้าไปกินอยู่ใต้ผิวใบ การกินจะไปกระตุ้นเนื้อเยื่อใบสร้างเป็นปุ่มปมบนใบ เมื่อหนอนโตเต็มที่จะเจาะรูออกมาแล้วทิ้งตัวลงดินเพื่อเข้าดักแด้ต่อไป
เพลี้ยหอยปุยฝ้าย (Cottony chushion scale)
เพลี้ย หอยขนาดใหญ่ซึ่งพบในไม้ผลหลายชนิด มักพบดูดกินน้ำเลี้ยงจากกิ่งและลำต้น มูลที่ถ่ายออกมาเป็นแหล่งเพาะราดำซึ่งมักพลติดอยู่ตามใบทำความเสียหายให้ต้น โทรมผลร่วง ใบร่วง กิ่งแห้งตายถ้าระบาดมากๆจะทำให้ต้นที่อ่อนแอตายได้
เพลี้ยจั๊กจั่น(Leafhopper)
พืช ที่ปลูกในที่ร่ม ไม้ยืนต้น ไม้ดอก ไม้ผล และพืชผักอื่นๆอาการผิดปรกติที่พบ จุดสีขาวหยาบๆบนใบอาจพบคราบที่เกิดจากการลอกคราบของแมลง อาจพบหยดน้ำหวานที่แมลงขับถ่ายออกมาและราดำบนใบ
การดูแลรักษา ใช้กับดักกาวเหลืองแขวนไว้ หรือฉีดพ่นด้สยสบู่เหลวป้องกันกำจัดแมลง หรือไพรีทรัมมาลดิซันหรือไดเมโทเอต หรือในบางกรณีไม่จำเป็นต้องปฏิบัติงานแต่อย่างใด
เพลี้ยกระโดดที่เป็นแมลงศัตรูพืช
เพลี้ยจั๊กจั่นงวง ลำไย(Lanternfly Longan planthopper)
Pyrops candelaria (L.):FULGORIDAE
เพลี้ยกระโดดปีกหุบขาว (White moth cicacada)
Lawana conspersa (Walker): FLATIDAE
ตัว อ่อนปกคลุมด้วยขนสีขาวคล้ายสำลี เพลี้ยสร้างไขสีขาวติดตามพืชที่เกาะทั่วไป ทำให้ดูสกปรกและเป็นแหล่งเพาะราดำ ส่วนตัวเต็มวัยรูปร่างสามเหลี่ยมเวลาเกาะจะหุบปีก เป็นเพลี้ยกระโดดที่ดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบ กิ่งและผลอ่อน เช่น ลำไย มะม่วง ชา กาแฟ และฝรั่ง
เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล (Brown Planthopper)
Nilaparvata lugens (Stal):DETPHACIDAE

เป็น แมลงจำพวกปากดูดที่สร้างปัญหามากในเรื่องการป้องกันและกำจัด เนื่องจากมีการสร้างความต้านทานต่อสารฆ่าแมลงได้หลายชนิด เมื่อแมลงดูดกินน้ำเลี้ยงจากต้นข้าวแล้ว จะทำให้ต้นข้าวเกิดอาการใบเหลืองแห้งคล้ายน้ำร้อนลวกซึ่งจะทำให้ใบไหม้ ที่เรียกว่า"Hopper Burn"

นอกจากนี้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเป็นพาหะนำเชื้อไวรัส สาเหตุของโรคใบหงิกข้าว หรือที่เรียกว่า โรคจู๋ โดยจะทำให้ต้นข้าวเตี้ย แคระเกร็น ไม่ออกรวงหรือมีรวงสั้น

เพลี้ยกระโดดดำ (Black frog-hopper, Spittle bug)
Callitettix versicolor (F): CERCOPIDAE
แมลง ปากดูดที่ดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ้อย ทำให้ใบเป็นจุดด่างสีเหลืองอ่อน นอกจากอ้อยแล้ว เพลี้ยกระโดดดำยังเป็นศัตรูข้าวโพด ไผ่ หญ้าขจรจบ หญ้าคา กล้วย และกระทือ ตัวเต็มวัยวางไข่เป็นฟองเดี่ยว ระยะไข่17-18วันระยะตัวอ่อน30-50วัน
เพลี้ยจั๊กจั่นแดง (Red leafhopper)
Bothrogonia indistincta (Walker): CICADELLIDAE
เพลี้ยจั๊กจั่นสีส้มแดงขนาดใหญ่ เป็นแมลงที่ดูดกินพืชได้หลายชนิด
พบในมะม่วง กาแฟ แตง อ้อยมันเทศ และมะเฟือง
เพลี้ยอ่อน(Cotton aphid,Melon aphid)
Aphis gossypii Glover: APHIDIDAE

เพลี้ย อ่อนเป็นแมลงดูดน้ำเลี้ยงต้นไม้ที่มีขนาดเท่าหัวเข็มหมุดอาจทำให้สวนเสีย หายอย่างหนักได้นอกจากทำพืชไม่งอกงามแล้วยังทำการแพร่เชื้อไวรัสอีกด้วย ควรทำการปรับสมดุลการให้ปุ๋ยพอเหมาะเพราะเป็นตัวชี้ว่าต้นไม้ที่ปลูกไว้มี น้ำเลี้ยงเจือจางอันเกิดจากปริมาณไนโตรเจนสูงเกินไป ถ้าต้นไม้แข็งแรงดีก็ลดโอกาสที่เพลี้ยอ่อนจะมาเกาะกินการกำจัดเพลี้ย

ลองใช้ วิธีนี้คือทำให้น้ำเลี้ยงในพืชมีรสขมไม่น่ากิน ให้เอา บอระเพ็ดสับเป็นชิ้นเล็กหรือเมล็ดสะเดาทุบหรือบดแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืนกรองเอาแต่น้ำมาฉีดพ่นต้นไม้หรือไม่ก็ใช้น้ำที่คั้นจากใบดาวเรืองพันธุ์ เล็กจำนวน 1 มิลลิกรัมต่อน้ำ 1 ลิตรในการกำจัดเพลี้ยอ่อน นอกจากนี้ยังมีสมุนไพรอีกหลายชนิดประเภทเมาเบื่อที่ใช้ฆ่าเพลี้ยเช่น หางไหล ยาสูบ สลัดได หนอนตายหยาก ใบน้อยหน่าพญาไร้ใบ แสยก เม็ดมะกล่ำเป็นต้น

เพลี้ยไฟพริก(Chili thrips)
 
Scirtothrips dorsalis Hood: THRIPIDAE
เพลี้ยไฟมีหลายชนิด เข่นเพลี้ยไฟพริก เพลี้ยไฟดอกไม้ เพลี้ยไฟดอกถั่ว   มีพืชอาหารกว้างขวาง ได้แก่ พริก มะม่วง ส้มเขียวหวาน ส้มโอ มะกรูด มะนาว องุ่น เงาะกุหลาบ ทุเรียน บัว มังคุด และมันฝรั่ง เป็นต้น
ตัวอ่อนและตัวเต็มวัย เพลี้ยไฟทำลายพืชโดยใช้ปากเขี่ยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบและยอดอ่อน ตาดอกและดอก การดูดกินตามใบและยอดอ่อน ทำให้ ใบและยอดหงิกงอ  แคระแกร็นไม่ยืดยาว ชะงักการเจริญเติบโตผลอ่อนที่ถูกเพลี้ยไฟทำลายจะปรากฏรอยสีเทาเงินเป็นทาง และเปลี่ยนเป็นแผลแห้งตามผิว
เพลี้ยแป้ง(Mealybug)
เพลี้ยแป้งแปซิฟิก(Pacific mealybug)
Planococcus minor (Maskell): PSEUDOCOCCIDAE
มัก อยู่รวมกันเป็นกลุ่มอาศัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อน ทำให้เซลล์ของยอดอ่อนและใบอ่อนเจริญผิดปกติและบิดเบี้ยว เหลืองและร่วงได้ นอกจากทำให้ยอดอ่อนเจริญผิดปกติแล้วเพลี้ยแป้งยังปล่อยน้ำหวานออกมาเป็น แหล่งเพาะราดำ เป็นการลดคุณภาพของผลผลิตลงมาก การระบาดมักมีมดคาบพาไปเกาะกินอยู่ตามใบอ่อน ยอดอ่อน ช่อดอกและผล
เพลี้ยอ่อนและเพลี้ยแป้งทำลายราก (Root aphid and root mealy bug)
พืช ที่ถูกทำลาย แคคตัส พืชอวบน้ำ ไม้กระถาง ไม้ในร่ม และไม้ประดับกลางแจ้งอาการรากถูกทำลายจะมีเพลี้ยแป้ง สีขาวปกคลุมหรือมีกลุ่มของเพลี้ยคล้ายผงแป้ง ต้นที่ถูกทำลายจะเหลืองและเหี่ยวและตายการดูแลรักษา ถอนต้นเป็นโรคขึ้นมาถ้ายังไม่ตายฉีดพ่นหรือจุ่มด้วยไวท์ออยล์ น้ำสบู่ที่สามารถฆ่าแมลงได้ หรือมาลดิชัน และปลูกด้วยวัสดุใหม่ปลูกใหม่
โรครากจากปมไส้เดือนฝอย (Root knot nematode)

พืช หลายชนิดถูกทำลายไม้ดอกปีเดียว ไม้หัว ไม้ประดับยืนต้น พืช ผัก อาการที่เห็นคือต้นแคระแกร็น รากเหี่ยวเป็นปุ่มปม การดูแลรักษา เอาต้นที่เป็นโรคไปเผาทิ้งไม่ต้องเสียดาย       

   ปลูกพันธุ์ที่ต้านทานโรคไม่อ่อนแอต่อโรค ปลูกพืชคลุมดินเช่นดาวเรืองฝรั่งเศสหรือดาวเรืองเล็กพืชสองต้นนี้ไล่ ไส้เดือนฝอยได้ ก่อนการปลูก ใช้ฟูราดานรองก้นหลุม หรือโรยรอบต้นและรดน้ำก็ทำลายไส้เดือนฝอยได้

แมลงศัตรูพืช
แมลงพวกนี้ทำให้ใบไม้เว้าแหว่งหรือเป็นรูพรุนทำให้หมดอารมย์สุนทรีย์ได้ง่ายๆ ไม้ประดับยืนต้นทั่วไปมักมีปัญหานี้ มาดูหน้าตาพวกชอบสร้างปัญหากัน

                                       

                                  ประเภทกัดกินราก,ใบ             

                                                      

ด้วงกุหลาบ

( Rose beetle)
Adoretus compressus Web.

กัด กินพืชเป็นอาหารได้หลายชนิดตั้งแต่พืชไร่จนถึงต้นไม้ในป่า ไม้ประดับที่นิยมนำมาปลูกเช่น อินทนิลน้ำ อินทนิลบก ประดู่อังสนา ตะแบกและรวมถึงไม้ดอกเช่นกุหลาบ บานชื่น ลักษณะการทำอันตรายคือตัวเต็มวัยกัดกินใบพืชเป็นอาหารจนเป็นรูพรุนทั้งใบ

แมลงอีนูนดำ


The melooonthine beetle
Apogonia granum Burmeister

ต้นไม้ ที่ได้รับอันตรายจากการทำลายของแมลงอีนูนดำได้แก่ สัก ชัยพฤกษ์ อินทนิลบก อินทนิลน้ำ งิ้ว มะเดื่อ ตัวเต็มวัยจะออกหากินตั้งแต่หัวค่ำจนถึงกลางคืนกัดกินใบไม้ทั้งอ่อนและกลาง แก่กลางอ่อน ขาดวิ่นเป็นริ้วๆ หากระบาดหนักก็จะโกร๋นไปทั้งต้น ส่วนที่ยังเป็นตัวหนอนอยู่ในดินก็อาจกัดรากฝอยของกล้าไม้ทำให้อ่อนแอและตาย ได้

แมลงนูนเขียวธรรมดา
(Green chafer)

Anomala grandis(Hope):RUTELINAE,

SCARABAEIDAE


 ตัวหนอนกินรากพืชทั้งราก ทำให้พืชหาอาหารได้น้อย ทำให้ต้นโทรม ผลผลิตลดลง

แมลงนูนหลวง
(Sugarcane white grub)

Lepidiota stigma
ตัวหนอนเป็นศัตรูกัดกินรากและฝักของถั่วลิสง รากอ้อย มันสำปะหลัง ทำให้ต้นแคระแกร็น ต้นเล็กใบเหลือง และตายได้

แมลงค่อมทอง
(The short-snout weevil)


Hypomeces squamosus F.

แมลงค่อมทองทำอันตรายต้นไม้ได้หลายชนิด ที่สำคัญคือ ชัยพฤกษ์ ราชพฤกษ์ ประดู่ มะหวด อินทนิลน้ำ อินทนิลบก กะถินณรงค์ มะม่วง สัก สนทะเล งิ้ว นุ่น ลำไย ส้มโอ ส้มเขียวหวาน เงาะ ทุเรียน ตัวเต็มวัยจะกัดกินใบอ่อนจากรอบนอกของใบ เว้าๆแหว่งๆเป็นรอยใหญ่

ส่วนใบที่แก่หรือกลางแก่กลางอ่อนจะเลือกกัดกินแต่ในส่วนที่อ่อนจะเห็นร่อง รอยการระบาดจากสิ่งขับถ่ายร่วงอยู่เต็มไปหมด

แมลงค่อมดำ

(The long-snouted weevil)
Xanthochelus faunus Oliv.
ขณะ เป็นตัวหนอนกัดกินรากของต้นไม้หลายชนิด ส่วนพอเป็นตัวเต็มวัยจะกัดกินใบพืชเป็นอาหาร โดยกัดจากขอบนอกใบเข้าไป รอยกัดจะแหว่งเป็นรอยกว้างส่วนใบแก่จะถูกกินเฉพาะส่วนอ่อน แมลงค่อมดำจะหากินเฉพาะตอนกลางวันเท่านั้น ต้นไม้ที่มักถูกแมลงค่อมดำทำลายได้แก่ ตะแบก อินทนิลบก มะม่วงหิมพานต์ พุทราและทานตะวัน

ตั๊กแตนสีน้ำตาล

(Migratory bird locust)
Cyrthacanthacris tatarica (L.):ACRIDIDAE

พบเห็นทั่วไปในสวน แพร่ทั่วไปในปัจจุบัน

ตั๊กแตนผี(Spotted grass-hopper)
Aularches miliaris Linnaeus:ACIDIDAE

เคย เป็นแมลงที่ระบาดทำลายมะพร้าวทางชายทะเล มีพืชอาหารมากกว่า80ชนิดเช่น หมาก กาแฟ ละหุ่ง ข้าว ข้าวโพด พืชไร่และไม้ผล ปัจจุบันพบประปรายนานๆครั้ง ตั๊กแตนผีฝูงย่อยๆมักพบกินใบกล้วยและลำไย พบไม่บ่อยนักทางภาคเหนือ

ตั๊กแตนปาทังก้า

(Bombay locust)
Patanga succinta (L.):ACRIDAE

ตั๊กแตนขนาดใหญ่บินรวดเร็วว่องไวกินใบมะพร้าว ข้าวโพดและพืชอื่นๆอีกหลายสิบชนิด


ด้วงแรดมะพร้าว

(Large coconut beetle)

Oryctes gnu Mohnike

:DYNASTINAE,SCARABAEIDAE
จะ บินขึ้นไปกัดเจาะโคนทางใบมะพร้าวหรือปาล์มทำให้ทางใบหักเสียหาย บางครั้งพบกัดทำลายยอดอ่อน ทำให้ใบใหม่ที่คลี่กางมาไม่สมบูรณ์ มีรอยขาดแหว่งเป็นริ้วๆ รอยแผลที่ด้วงแรดกัดทำให้ด้วงงวงมะพร้าวเข้ามาวางไข่ทำลายยอดมะพร้าวซ้ำเติม หรือทำให้ยอดเน่า

ด้วงกุหลาบ(Rose beetle)

Adoretus compressus (Weber)
:RUTINAE,SCARABAEIDAE
ตัว เต็มวัยกินอาหารในเวลากลางคืน โดยกัดกินใบและยอดอ่อนของไม้ผล พืชไร่และกุหลาบเป็นต้น ใบที่ถูกทำลายจะเป็นรูพรุน แต่ในเวลากลางวันจะไม่เห็นตัวอะไรมากินใบเลย เนื่องจากตัวด้วงจะหลบซ่อนตัวอยู่ตามซอกของต้นไม้หรืออยู่ใต้ดิน
แมลงทับไหล่แดง

Bellionota prasina Thunberg
ตัวหนอนของด้วงเจาะกินอยู่ในกิ่งและสร้างโพรงอยู่ในลำต้น กิ่งที่ถูกเจาะมักเกิดยางไหล ต่อมากิ่งเริ่มแห้งตาย ทำให้ต้นโทรมหรือตายในที่สุด

แมลงทับยักษ์หัวแดง

Bellionota ignicollis Nonfried
ตัวหนอนของด้วงเจาะกินอยู่ในกิ่งและสร้างโพรงอยู่ในลำต้น กิ่งที่ถูกเจาะมักเกิดยางไหล ต่อมากิ่งเริ่มแห้งตาย ทำให้ต้นโทรมหรือตายในที่สุด

ด้วงบ่าหนามหลังจุดขาว

Batocera rubus Linnaeus: CERAMBYCIDAE

เป็นด้วงหนวดยาวชนิดหนึ่งที่หนอนเจาะทำลายต้นมะม่วง เป็นรู หนอนเจาะกินภายในลำต้นจนเข้าดักแด้และเป็นตัวเต็มวัย หลังจากนั้นจะมุดออกจากรูที่เจาะเตรียมไว้แล้ว หนอนด้วงหนวดยาวมีลำตัวยาวไม่มีขา มีปากและกรามที่แข็งแรง


ด้วงหนวดยาวอ้อย (Sugarcane boring grub)

Dorysthenes buqueti (Guerin-Meneville)
:CERAMBYCIDAE
พบ ระบาดมากในอ้อยที่ปลูกในดินร่วนปนทราย โดยหนอนจะเข้าไปกินในส่วนของลำต้นอ้อยที่อยู่ใต้ดิน ทำให้อ้อยถูกทำลายแห้งตาย ตัวเต็มวัยชอบบินเข้าหาแสงไฟฟ้าในเวลากลางคืนในฤดูผสมพันธุ์ช่วงต้นฤดูฝน
ด้วงน้ำมันดำแถบขาว
(White banded blister beetle)

Epicaula waterhousei Haag Rutenberg
:MELOIDAE
กินใบของถั่วเหลืองมะเขือ และเฟิน เป็นต้น มักระบาดเป็นกลุ่ม

ด้วงไฟเดือนห้า
(Yellow-banded blister beetle)

Mylabris phalerata (Pallas)
:MELOIDAE

ชอบกินในดอกถั่ว เป็นศัตรูของถั่วลิสง ฝ้าย ปอแก้ว และแตง นอกจากกินดอกแล้วยังกัดกินใบและยอดอ่อนด้วย ด้วงน้ำมันอีกหลายชนิดส่วนใหญ่เป็นศัตรูของถั่ว เช่นด้วงน้ำมันลายดำแถบขาว
แมลงดำหนามมะพร้าว
(Coconut hispine beetle)

Brontispa longgisima Gestro
:CHRYSOMELIDAE
ด้วงขนาดเล็กที่ทำลายมะพร้าวต้นสูง เป็นศัตรูสำคัญของมะพร้าวในแปลงเพาะและมะพร้าวต้นเล็กจนถึงอายุ3-4ปี ทั้งตัวหนอนและตัวเต็มวัยจะซ่อนอยู่กับยอดอ่อนของใบที่เริ่มคลี่ หนอนวัย1จะแทะผิวใบด้านในที่ยังพับติดกันอยู่เมื่อคลี่ใบออกทำให้ใบอ่อนมีรอยไหม้ หนอนวัย2และ3จะกัดกินใบเสียหายมากขึ้น เมื่อถูกทำลายมากใบจะพับหักลงมา ถ้าทำลายรุนแรงอาจทำให้มะพร้าวถึงตาย
ด้วงแทะใบมะพร้าว
(Palm leaf minor,Leaf-mining chrysomelid)

Promecotheca cumingii Baly
:CHRYSOMELIDAE

ด้วงชนิดนี้กินใบจาก ใบปาล์ม ใบมะพร้าว อินทผาลัม ในตอนเช้าบางครั้งอาจพบด้วงกำลังผสมพันธุ์กัน ไข่ถูกวางไว้ตามซอกเล็กๆบนใบ หนอนจะแทะกินผิวใบเป็นทางยาวระยะหนอน32วันดักแด้7วัน
ด้วงงวงมะพร้าว ด้วงสาคู ด้วงลาน

Rhynchophorus ferrugineus (Oliver)
:CUCULIONIDAE
หนอนและตัวเต็มวัย อาศัยกัดกินบริเวณยอดอ่อน บางครั้งจะเจาะกินเนื้อเยื่อในลำต้นจนลึกเป็นโพรง
บุ้งหูแดง
(Red- eared caterpillar)

Olene mendosa (Hubner)
:LYMANTRIIDAE
หนอนกินใบและยอดอ่อน โดยเฉพาะในช่วงแตกใบอ่อน พืชอาหารมีหลายชนิด เช่น มะคาเดเมีย หูกวาง พิกุล ทรงบาดาล บัวหลวง รวมทั้งฝรั่ง ลำไย ทุเรียนเป็นต้น จัดเป็นศัตรูพืชที่สำคัญ

บุ้งเหลือง
(Yellow hairy carterpillar)


Dasychira  horsfieldii Saund.

ต้นไม้ ที่ถูกบุ้งเหลืองทำลายจะเป็นพวกไม้ใบกว้างชนิดต่างๆเช่น ตะเคียนทอง ประดู่ อินทนิลบก อินทนิลน้ำ ชัยพฤกษ์ ราชพฤกษ์ ทองหลาง สนทะเล สนปฏิพัทธ์หูกวาง หว้า มะขาม ชมพู่  ฝรั่ง
บุ้งเหลืองจะกินทั้งใบอ่อนใบแก่ หากระบาดมาก ต้นไม้จะใบโกร๋นหมด
หนอนบุ้งเขียวหวาน
(Nettle caterpillar,blue-striped nettle grub)

Parasa lepida (Cramer)
:LIMACODIDAE

มีพืชอาศัยกว้างขวาง เช่น มะขาม หมาก ปาล์ม มะพร้าว กาแฟ โกโก้ ชา มะม่วง

และถั่วเหลืองเป็นต้น

 
หนอนคืบละหุ่ง(Castor semi-looper)

Achaea janata L.:NOCTUIDAE

ผีเสื้อ วางไข่ฟองเดียวไว้ใต้ใบ อาจวางได้400-500ฟอง ไข่ฟักเป็นตัวภายใน2-3วัน หนอนกินตามยอดอ่อน ดอก ระยะหนอน11-14วันเข้าดักแด้ตามใบที่ร่วงอยู่บนพื้นดินโดยสร้างเส้นใยคลุม ดักแด้ไว้10-15วัน พืชที่มักเป็นอาหารของหนอนคืบได้แก่ ลิ้นจี่ ลำไย ทับทิม ผักบุ้ง ละหุ่ง พุทรา มะขามและกุหลาบเป็นต้น

หนอนร่านสี่เขา
(Coconut nettle caterpillar)

Setora nitens Walker
: LIMACODIDAE
หนอนร่านขนาดใหญ่สีเขียวลายสีเหลืองและน้ำตาล ที่กลางหลังมีขนพิษ ถ้าโดนผิวหนังจะเจ็บปวดมาก แมลงชนิดนี้กินใบมะพร้าว ปาล์มน้ำมันและชา

ศัตรูพืขประเภทดูดกินน้ำเลี้ยง

มวนที่เป็นแมลงศัตรูพืช

มวนถั่วเหลือง(Soybean pod bug)

Riptortus linearis (Fabricus)
:ALYDIDAE


ตัว อ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากเมล็ดอ่อนในฝักถั่ว ทำให้การเจริญเติบโตของเมล็ดไม่ดี ฝักลีบ เมล็ดลีบ พบตั้งแต่ถั่วเริ่มออกดอกจนถึงติดฝัก

มวนแดงฝ้าย (Cotton stainer bug)

Dysdercus cingulatus
:PYRRDOCORIDAE
ดูด กินน้ำเลี้ยงจากเมล็ดฝ้ายเมื่อสมอยังอ่อนอยู่ทำให้สมอร่วง สมอแก่เกิดรอยจุดดำเป็นรอยจากการดูดกิน อาจนำเชื้อรามาสู่ฝ้ายได้ ทำให้เมล็ดฝ้ายไม่มีคุณภาพมีปริมาณน้ำมันต่ำ สกปรก มักพบมวนแดงฝ้ายผสมพันธุ์กันเป็นคู่ๆตามต้นฝ้ายและพืขอาศัยอื่นๆ
แมลงสิง แมลงฉง (Slender rice bug)

Leptocorisa oratorius (F):ALYDIDAE

พบกว้างขวางในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้จนถึงออสเตรเลีย ไข่ของแมลงจะถูกวางไว้ที่ก้านใบอ่อนค่อนไปทางปลายตัวอ่อนมี สี เหลืองปนเขียวอ่อน ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากเมล็ดข้าวในระยะเป็นน้ำนม ทำให้เมล็ดข้าวลีบ ไม่สมบูรณ์สังเกตุได้จากรอยน้ำตาลดำซึ่งจะเปลี่ยนเป็นสีขาวซีด
แมลงสิงเล็ก(Lesser rice bug)

Leptocorisa acuta (Thunberg):ALYDIDAE

พบทั่วไปในเอเซียเช่นอินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ทั้งแมลงสิง แมลงฉง

แมลงสิงเล็กพบได้ในประเทศไทย

มวนแดงนุ่น(Kapok bug)

Odontopus nigricornis Stal
: PYRRHOCORIDAE
ดูดกินเมล็ดนุ่น ทำให้เมล็ดนุ่นลีบ เมล็ดไม่งอก นอกจากนี้ยังมีพืชอาศัยอื่น คือต้นสำโรงและเมล็ดของไม้ป่าบางชนิด
มวนท้องยาว(Giant red bug)

Lohita grandis (Grey): PYRRHOCORIDAE
มักพบอยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ ดูดกินน้ำเลี้ยงจากพืชหลายชนิด ทั้งไม้ป่า ไม้สัก มะม่วง ลำไย ฝรั่ง กล้วย ว่านสี่ทิศ พืชไร่ ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ไม้ดอกหลายชนิด
มวนนักกล้าม
(Large -femur coreid bug)

Anaplocnemis phasiana(F)
:COREIDAE
เป็น มวนที่พบประปรายตามค้างถั่ว ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากยอด เถาและใบ ทำให้ยอดเหี่ยว ยังพบดูดกินน้ำเลี้ยงจากช่อผลลำไย ใบอ่อน ช่อดอก ทำให้ใบแห้ง ช่อดอกร่วง ผลผลิตลดลง เป็นศัตรูของลำไยและลิ้นจี่ด้วย
มวนจู้จี้
(Sugarcane root bug,or Tobacco root bug)

Stibaropus molginus Schiodte
:CYDNIDAE
เป็นมวนที่ดูดกินน้ำเลี้ยงจากรากยาสูบ และรากอ้อย มวนชนิดนี้บินเข้าหาแสงไฟฟ้า
เวลากลางคืนด้วย
มวนดำถั่ว (Black shield bug)

Brachyplatys subaeneus (Johnson)
: PLATASPIDAE
เป็นมวนขนาดเล็กพบตามพืชตระกูลถั่วต่างๆดูดกินน้ำเลี้ยงจากยอดอ่อน ใบและตาดอก


www.suansavarose.com

รวบรวม จากหนังสือ โรคและแมลงศัตรูพืชที่สำคัญ
ของ พิสุทธิ์ เอกอำนวย
ผีเสื้อกลางคืนแมลงศัตรูพืชที่สำคัญ
ผีเสื้อยักษ์
(Giant Silkworm,Atlas moth)
หนอน ของผีเสื้อยักษ์มีขนาดใหญ่ชอบกินใบฝรั่งและกระท้อนมากกว่าพืชชนิดอื่นๆ หนอนที่พบมากๆอาจทำให้ด้นไม้เหลือแต่ก้าน ตัวเต็มวัยกลายเป็นผีเสื้อกลางคืนที่สวยงาม
ดักแด้ผีเสื้อยักษ์จึงถูกเก็บมาขายเป็นรายได้เสริม
ไหมป่าอารี(Indian eri silkworm)
เป็น ผีเสื้อไหมป่าชนิดหนึ่งซึ่งให้เส้นใยที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจซึ่งสามารถ เลี้ยงด้วยใบมันสำปะหลังแทนใบละหุ่งซึ่งเป็นอาหารหลักได้ วงจรชีวิตประมาณ45-60วัน (ไม่มีอะไร พรีเซนต์เฉยๆ)
ผีเสื้อหนอนแก้วส้ม (Lime butterfly)
ขยาย พันธุ์ได้รวดเร็วมากหนอนของผีเสื้อชนิดนี้มักพบเป็นประจำในแหล่งที่มีการ ปลูกพืชตระกูลส้มมักเลือกกินยอด ใบอ่อนและดอก วงจรชีวิต วางไข่1-2วัน หนอน12-22วัน ดักแด้8-10วัน ตัวเต็มวัย15-30วัน
ผีเสื้อหางติ่งธรรมดา (Common mormon)
วงจรชีวิตใช้เวลาพอๆกับหนอนแก้วส้ม
ผีเสื้อหางติ่งนางละเวง (Great mormon)
เป็นผีเสื้อหางติ่งที่มีขนาดใหญ่วงจรชีวิตระยะไข่3-4วัน หนอน15-20วัน ดักแด้12-13วันตัวเต็มวัย10-15วัน
เห็นหน้าตาหนอนผีเสื้อข้างบนอยู่บ่อยๆแล้ว คงคุ้นตากันอยู่บ้าง
  อาการผิดปรกติที่เกิดกับสนามหญ้า
โรคดอลล่าร์สปอท(Dollar Spot)
อาการ สนามหญ้าจะมีสีขาวซีดเป็นหย่อม เกิดขึ้นในขณะที่อากาศมีความชื้นสูง ต่อจากนั้นหญ้าบริเวณนั้นจะกลายเป็นสีดำ ถ้ามีน้ำค้างจะเห็นเส้นใยเชื้อราคล้ายใยแมงมุมสีขาว การดูแลรักษา ทำให้สนามหญ้าอากาศโล่งไม่อับ และเอาหญ้าที่เป็นโรคออก ลดค่าความเป็น
กรดด่างของดินโดยเติมเติมปุ๋ยซัลเฟอร์ หรือแอมโมเนียมซัลเฟต ฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อราที่เหมาะสมเช่นไตรอะดิมิฟอน
โรค แฟร์รี่ริงก์ (Fairy ring)
อาการมีวงกลมสีเขียวเข้มเกิดขึ้นในสนามหญ้าบางครั้งมีกลุ่มเชื้อราเป็นรูปดอกเห็ดเกิดขึ้น
การ ดูแลรักษา ขุดทิ้งเผาซะก่อนเชื้อรารูปดอกเห็ดจะบาน ขุดเอาดินบริเวณที่เป็นโรคออกลึกประมาณ6-8 นิ้ว เปลี่ยนเอาดินใหม่มาใส่ หากเจอกลุ่มเชื้อราเติบโตตามขอนไม้ท่อนไม้ให้เอาออกด้วย
โรคฟิวซาเรียมแพทซ์ (Fusarium patch : snow mould)
อาการ ต้นหญ้าตายเป็นหย่อมๆหญ้าที่ตายถูกปกคลุมด้วยเชื้อรามีลักษณะคล้ายปุยฝ้ายสี ขาวชมพูส่วนมากจะเกิดขึ้นในช่วงที่มีอากาศชื้นหรืออากาศหนาวเย็นมากๆ โดยทั่วไปหญ้าจะเน่าเสียหายมากบนบริเวณที่มีการระบายน้ำไม่ดี และหญ้าปลูกอยู่ในบริเวณที่ร่มการดูแลรักษา อย่าให้ปุ๋ยที่มีไนโตรเจน ทำให้สนามโล่งไม่อับ ฉีดพ่นด้วยไตรอะดิมิฟอนทันทีที่ปรากฏอาการให้เห็น
โรคโพรินาส (Porinas)
พื้นสนามหญ้าเว้าแหว่งถูกกัดกินฉีกขาดระดับพื้นดินถ้าถึงระดับราก หญ้าจะกลายเป็นสีเหลืองเหี่ยว
และตาย เกิดจากหนอนที่กัดกินการดูแลรักษา
บอกวิธีแล้วบาป
ปล่อยน้ำท่วมสนามหญ้าให้หนอนตายถ้าพื้นที่เป็นพื้นที่เล็ก หรือใช้ยาเป็นเม็ดเช่นไดอะซีนอน จัดการ
หนอนกระทู้หญ้า(Dark mottled willow)
กินหญ้าปากควาย,หญ้ามาเลเซียและหญ้าเบอร์มิวด้า
หนอนกระทู้แอฟริกัน(African bollworm)
 
หนอน ชนิดนี้เป็นศัตรูข้าวเคยระบาดเป็นกลุ่มใหญ่ ทำความเสียหายข้าวได้มาก และมีรายงานว่าระบาดในแปลงปลูกหญ้ารูซี่เพื่อปลูกไว้ใช้เป็นอาหารสัตว์ที่ จังหวัดสุราษฎร์ธานีในปี2548
แรกทีเดียวนักวิชาการเข้าใจว่าเป็นหนอนกระทู้หญ้าเพราะมีลักษณะเหมือนกันมาก เช่นเดียวกับหนอนกระทู้ชนิดอื่นๆหลายชนิด  หนอนกระทู้แอฟริกันอาจมีการพัฒนาการที่อาจเปลี่ยนไปกินพืชใกล้เคียงกันได้ ได้แก่ข้าว, ข้าวโพด, ข้าวฟ่างและข้าวสาลีเป็นต้น
อันตรายจากการใช้ปุ๋ย
อาการ ทำให้เกิดรากแห้งเหี่ยวตาย รากเน่า ปลายใบแห้ง ใบล่างเหลืองเหี่ยว ยอดเน่า ใบมีสีเหลืองหรือม่วงแดง ใบเป็นจุดสีน้ำตาล ยอดบิด ยอดหงิก ใบด่าง ใบออกเป็นกระจุก ใบเขียวเข้ม ต้นแคระแกร็น ฯลฯ
สาเหตุ
1 ใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์เข้มข้นมากเกินไป ใช้แบบนี้ทำให้รากเหี่ยวได้ เพราะแทนที่รากจะดูดเอาปุ๋ยเข้าไป กลายเป็นว่าน้ำในรากถูกดูดออกมา เพราะปุ๋ยภายนอกมีความเข้มข้นกว่า
2ใช้ปุ๋ยมีฤทธิ์เป็นกรดมากเกินไป เช่นปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟตเป็นปุ๋ยที่มีธาตุไนโตรเจนสูงแต่ก็มีกำมะถันติดมา ด้วย ใช้เข้มมากเิกินไปรากไม่สามารถทนสภาพความเป็นกรดได้สภาพการเป็นกรดจะทำให้ รากเน่าหรือชงักการเจริญเติบโต
3จากข้อ2เกิดความไม่สมดุลของปุ๋ยในพืช ใช้ปุ๋ยมากเกินไปแล้ว นอกจากรากจะทนไม่ได้ ยังเป็นสาเหตุให้ธาตุอาหารต่างๆไม่ละลายออกมาใช้ประโยชน์ต่อพืช
4 ปุ๋ยละลายออกมามากจนเป็นพิษ ทำให้เกิดโรคขาดธาตุอาหารอื่นๆต่อไป
การป้องกันเมื่อทราบสาเหตุแล้ว
 ก็ ใส่ปุ๋ยพอควรความเข้มข้นพอเหมาะอย่าใจร้อน อยากเห็นต้นไม้งามไวๆระดมใส่ปุ๋ยจนต้นไม้รับไม่ได้ก็ยั้งมือไว้ ดูความเป็นกรดด่างของปุ๋ยแล้วใช้อย่างถูกต้องทุกอย่างอย่าให้เกิดก่อนควร ป้องกันไว้แต่แรก หากเกิดขึ้นแล้ว ที่ตายก็ตายไปแต่หากไม่ตายแต่เกิดการชงักงันหรือต้นไม้ไม่่โต จะใช้เวลานานกว่าต้นไม้จะฟื้นคืนเป็นปกติ ระหว่างช่วงเวลานั้นจิตใจเราคงเป็นปกติอยู่ไม่ได้เหมือนกัน
สารฉีดพ่นปลอดภัย
รักสวนก็ขอให้ดูแลรักษาสุขภาพของต้นไม้ด้วย จะได้มีสุขภาพกาย และใจทั้งคนและต้นไม้
ชาวสวนเกษตรอินทรีย์จะไม่ใช้สารเคมีในการปราบศัตรูและโรคพืช แต่มีสารฉีดพ่นบางตัวที่ยอมรับ
กันให้ใช้ได้
ส่วนประกอบ สารทองแดง  ที่มา ธาตุที่เกิดตามธรรมชาติ  ปัญหาที่ใช้แก้  โรคเหี่ยวแ้ห้งและเปื่อยเน่าในพืช
ส่วนประกอบ ไพรีทัม   ที่มา ทำจากดอกของต้น Tanacetum cinerariifolium   ปัญหาที่ใช้แก้  กำจัดศัตรูพืชหลายชนิดรวมทั้งเพลี้ยและตัวอ่อน
ส่วนประกอบ ควาเซีย   ที่มา ได้จากเปลือกไม้ต้น Picrasma Quassioides ปัญหาที่ใช้แก้ศัตรูพืชที่กัดกินใบพืชหลายชนิด โดยเฉพาะ เพลี้ย
ส่วนประกอบ โรติโนน(โล่ติ้น)  [Rotenoneหรือ derris]ทำจากรากไม้เมืองร้อนหลายชนิด ปัญหาที่ใช้แก้ ศัตรูพืชที่กัดกินใบ รวมทั้ง เพลี้ย หนอนผีเสื้อ และเพลี้ยไฟ
ส่วนประกอบ สบู่ ที่มา  ทำจากกรดไขมันสารอินทรีย์ ปัญหาที่ใช้แก้ ศัตรูพืชได้หลายชนิด
รวมทั้งเพลี้ยไฟ และแมลงหวี่ขาว
ส่วนประกอบ กำมะถัน  ที่มา ธาตุที่เกิดตามธรรมชาติ  ปัญหาที่ใช้แก้ โรคเชื้อราต่างๆ
(แต่อาจทำลายพืชบางชนิด ใช้ควรระวัง)
ส่วนประกอบ สะเดา ที่มาได้จากเมล็ดสะเดา (Azadirachta indica) ปัญหาที่ใช้แก้ ศัตรูพืชหลายชนิด
รวมทั้งเพลี้ยต่างๆ
ปรึกษาความรู้เกี่ยวกับความผิดปรกติในพืชได้ที่หน่วยงานรัฐบาลต่อไปนี้

   1 สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตรและสหกรณ์ ถนน พหลโยธิน จตุจักร

  กรุงเทพฯ10900  โทร:  0 2579 9583

2  กองวัตถุมีพิษการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ถนน พหลโยธิน จตุจักร กรุงเทพฯ10900

 โทร : 0 2579 3579, 0 2940 5390


       3    ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 50ถนนพหลโยธิน จตุจักร

กรุงเทพฯ 10900 โทร: 0 2942 8044, 0 2942 8349



บางเรื่องจากหนังสือ 1001 เคล็ดลับดูแลสวน Reader's Digest
ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมชม up date 22/12/12





ความคิดเห็น

  1. 1
    11/05/2013 23:40

    เยี่ยมมากเลยครับ













    -------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


    คาสิโน

  2. 2
    บาคาร่าออนไลน์
    บาคาร่าออนไลน์ nangfa11@gmail.com 09/03/2013 09:57

    ขอบคุณค่ะ

  3. 3
    คาสิโนออนไลน์
    คาสิโนออนไลน์ namtan123@gmail.com 07/03/2013 09:18

    thank

  4. 4
    gclub
    gclub kapookeiei@gmail.com 07/03/2013 01:07

    thx you..

  5. 5
    บาคาร่าออนไลน์
    บาคาร่าออนไลน์ accbacc@hotmail.com 06/10/2012 11:10

    ว๊าวๆๆๆๆ

  6. 6
    genting club
    genting club sanchai2012@gmail.com 10/12/2011 04:13
  7. 7
    บาคาร่า
    บาคาร่า seeby199@gmail.com 02/12/2011 23:46
    ขอบคุณค่ะ
  8. 8
    มาเล่นเกมกัน
    มาเล่นเกมกัน ilove_hear@hotmail.com 15/11/2011 16:55
    ได้ความรู้มากค่ะ
  9. 9
    แจ็ค
    แจ็ค veebudd@hotmail.co.th 23/02/2011 12:14
    การตัดตอต้นไฮเดรนเยียเวลาแตกตออ่อนทำไมเป็นสีเหลืองซีดไม่เขียว เป็นเฉพาะบางต้น ควรใส่ปุ๋ยชนิดใดดีคะ
  10. 10
    พิชิตพล
    พิชิตพล 23/12/2010 10:12

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view