สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

สารพัดต้นไม้จัดสวน

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

สวนสไตล์ต่างๆ

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ชื่อนั้นสำคัญไฉน

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 06/12/2019
สถิติผู้เข้าชม 9,058,579
Page Views 13,907,736
 
« December 2019»
SMTWTFS
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031    

ต้นไม้ใหญ่ยืนต้น 1

ต้นไม้ใหญ่ยืนต้น 1

ไม้ใหญ่ยืนต้น 1

" หว่านพืชไว้แต่อดีตกาล
เป็นต้นไม้สูงตระหง่านโตใหญ่
หว่านพืชลง ณ บัดนี้ไซร้
มิทันไรเป็นต้นไม้ที่เติบโต "

หม่อมเจ้าหญิงพิจิตรจิราภา เทวกุล แปลจากไดกุ บทหนึ่งของท่าน เมธี มิโนมิยา พ.ศ.๒๔๘๑


ความ รู้ที่ได้จากหนังสือต่างๆที่ท่านคณาจารย์ได้เรียบเรียงขึ้นมา และนำมาที่นี้ มิได้มีเจตนาอื่นใด
นอกจากต้องการสื่อความรักความใส่ใจ ในต้นไม้ ให้กับท่านผู้ใคร่รู้
อาจตัดทอนหรือเรียบเรียงใหม่จากประสบการณ์ของตนเองบ้าง เพื่อให้สื่อได้แต่ก็แค่พื้นๆ
จึงได้พยายามรวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับต้นไม้เอาไว้ ไม่ได้นำมาเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือใดๆทั้งสิ้น
เจตนาเพียง หากท่านเห็นต้นไม้ต้นหนึ่ง อาจเหยียบย่ำหรือเดินผ่านเลยไปโดยไม่สนใจ แต่ถ้ารู้จัก
และรู้ถึงคุณค่าของต้นไม้ต้นนั้น ท่านอาจจะหยุดคิด และพิจารณา หรือเพื่อเก็บรักษาต่อไป
หวังว่าประโยชน์นั้นพึงจะเกิดขึ้นกับ ผู้ที่สนใจใคร่รู้ทั่วไป

และต้องขอกราบขอบพระคุณอาจารย์ทุกท่าน ผู้เขียนหนังสือทุกเล่ม ไว้ ณ.ที่นี้ด้วยความเคารพอย่างสูงสุด

เรื่อง ราวของไม้ใหญ่ยืนต้นที่นิยมนำมาใช้ในการจัดสวน
ปลูกประดับและให้ร่มเงา รวมถึงเกร็ดความรู้ต่างๆ ในบทนี้ ที่บางต้นมี บางต้นก็ไม่มี รวบรวมมานาๆเรื่อง ดังนี้
เรียงตามลำดับต่อๆไป

For information only-the plant is not for sale

1 ราชพฤกษ์/Cassia fistula  16 ทองกวาวดอกเหลือง/Butea monosperma
2 กัลปพฤกษ์/Cassia  bakeriana. 17 ปีบ/Millingtonia hortensis
3 กาฬพฤกษ์/Cassia grandis 18 ปีบทอง/Radermachera ignea
4 ชัยพฤกษ์/Cassia javanica  19 ประดู่ป่า/Pterocarpus macrocarpus
5 รัตนพฤกษ์/Cassia fistula x Cassia javanica 20 ประดู่บ้าน/Pterocarpus indicus 
6 ราชายตนพฤกษ์/Manikara hexandra 21
ประดู่แดง/Phyllocarpus septentrionalis
7 สุวรรณพฤกษ์/Cordia dentata 22 พญาสัตบรรณ/Alstonia scholaris
8 พฤกษ์/Albizia lebbeck 23 ตีนเป็ดน้ำ/Cerbera odollam
9 จามจุรี/Samanea saman 24 ตีนเป็ดทราย/Cerbera manghas
10 ถ่อน/Albizia procera 25 ตีนเป็ดแดง/Dyera costulata
11 แคแสด/spathodea campanulata 26 บุหงาตันหยง/Caesalpinia coriaria
12 นนทรี/Peltophorum pterocarpum 27 สุพรรณิการ์/Cochlospermum religiosum
13 อะราง/Peltophorum dasyrachis 28 สุพรรณิการ์ดอกซ้อน/Cochlospermum regium
14 ทองหลางลาย/Erythrina variegata 29 สาละลังกา/Couroupita guianensis
15 ทองกวาว/Butea monosperma 30 สาละอินเดีย/Shorea robusta
31 ศรีตรัง/Jacaranda filicifolia


1 ราชพฤกษ์/Cassia fistula


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Cassia fistula L.
ชื่อพ้อง---Has 8 Synonyms

-Bactyrilobium fistula (L.) Willd. -Cathartocarpus excelsus G.Don
-Cassia bonplandiana DC. -Cathartocarpus fistula (L.) Pers.
-Cassia fistuloides Collad. -Cathartocarpus fistuloides (Collad.) G.Don
-Cassia rhombifolia Roxb. -Cathartocarpus rhombifolius (Roxb.) G.Don

ชื่อสามัญ     ---Golden Shower; Indian laburnum; Cassia stick tree; Golden pipe tree; Golden rain; Golden shower; Pudding-pipe tree; Purging cassia; Purging fistula
ชื่ออื่น     ---คูน, ลมแล้ง ,, ราชพฤกษ์, ชัยพฤกษ์, [THAI: chaiyaphruek; khuun]; [CHINESE: la chang shu]; [INDIA: amaltas; bharva]; [MALAYSIA: bereksa; rajah kayu; tengguli]; [PHILIPPINES: ibabau; Kana-pistula]; [INDONESIA: tengguli; trengguli; kayu raja]; [VIETNAM: bo-cap nuóc; muồng hoàng yến]
ชื่อวงศ์    ---LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE (FABACEAE)
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกา มหาสมุทรอินเดีย มหาสมุทรแปซิฟิก

ถิ่นกำเนิดในอินเดีย ศรีลังกาและพม่า ขยายไปยังส่วนอื่น ๆ ของเอเชียใต้หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตอนนี้สายพันธุ์ได้แพร่หลายในแอฟริกาตะวันออกและหมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดีย ( Bosch, 2007 ) หมู่เกาะอินเดียตะวันตก ได้รับการแปลงสัญชาติในเปอร์โตริโกและบางส่วนของหมู่เกาะเวอร์จิน ได้รับการปลูกบนเกาะ Nuku Hiva, Marquesas ในมหาสมุทรแปซิฟิก เป็นต้นไม้ในป่าที่พบได้ทั่วไปซึ่งมักเกิดขึ้นในหลากหลายที่อยู่อาศัย มักจะพบในป่าผลัดใบ เนินเขาและในทุ่งหญ้า  ที่ระดับความสูงระหว่างระดับน้ำทะเล ถึง 1300 เมตร
ในประเทศไทยขึ้นได้ในทุกภาคตามป่าเบญจพรรณหรือป่าแดงทั่วไป แต่พบมากทางภาคเหนือ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ
ไม้ ต้นขนาดกลางสูง 10-15 เมตร  ลักษณะเปลือกต้นเรียบเกลี้ยงสีเทาอ่อน ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 7-12 คู่ ขนาดของใบย่อย 3.5x5.5 ซม.ช่อดอกออกตามกิ่งข้างและห้อยลง ช่อดอกโปร่งยาว 20-45ซม.กลีบดอกสีเหลืองสด หรือเหลืองแกมเขียว ผล เป็นฝัก รูปทรงเป็นแท่งกลม ยาว 20-60ซม.ผิวเกลี้ยง ฝักอ่อนสีเขียว ฝักแก่สีน้ำตาลเข้มเกือบดำ ภายในฝักจะมีผนังเยื่อบางๆกั้นเป็นช่องๆตามแนวขวางของฝักและตามช่องเหล่านี้ จะมี เมล็ดมนแบนสีน้ำตาลเป็นมัน
มีการเจริญเติบโตช้า โดยทั่วไปใช้เวลา 8 - 10 ปีตั้งแต่ปลูกจนถึง ออกดอก ช่วงเวลานี้สามารถลดลงได้โดยการตอนกิ่ง การออกดอกจะต่อเนื่องนานถึง 3 เดือน  ต้องการดินร่วนปนทรายที่อุดมสมบูรณ์ปานกลางและมีแสงแดดเพียงพอ ดินมีค่า pH 5.5 - 8.7 ศัตรูธรรมชาติคือ เชื้อรา พืชกาฝากและแมลง
การใช้ประโยชน์ ต้นไม้มีประวัติการใช้เป็นยามายาวนานตั้งแต่สมัยโบราณและยังคงใช้กันทั่วไปในการแพทย์แผนปัจจุบัน เป็นไม้ที่มีประโยชน์ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในระดับท้องถิ่น ไม่ได้มีการซื้อขายกันอย่างแพร่หลายในเชิงพาณิชย์
-ใช้เป็นยา ถูกใช้เป็นยามาตั้งแต่โบราณโดยแพทย์อาหรับและกรีก มีการใช้เนื้อไม้ ราก เปลือก เมล็ด ใบและเยื่อจากฝักสุก ใช้ในการเยียวยาพื้นบ้านสำหรับเนื้องอกในช่องท้อง, ต่อม, ตับ, กระเพาะอาหารและลำคอ, และเป็นยาระบายอ่อน ๆ ที่ได้จากเยื่อหุ้มรอบ ๆ เมล็ด ในบราซิล แทนซาเนีย ซิมบับเวและโมซัมบิกใช้ฝักเพื่อรักษามาลาเรีย ในอินเดียมีการใช้รากเพื่อรักษาไข้
มีการศึกษาทางเภสัชวิทยาได้แสดงให้เห็นว่าC. fistula มีฤทธิ์ต้านจุลชีพและคุณสมบัติที่สำคัญซึ่งสนับสนุนการใช้ยาพื้นบ้านในการรักษาโรคและยาแผนโบราณ (Kumar et al., 2006 )
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับอย่างกว้างขวางในฮ่องกงและทั่วประเทศในเอเชีย  ดอกไม้ใช้ในพิธีทางศาสนาในอินเดียและบังคลาเทศ เป็นดอกไม้ประจำชาติไทย
-ใช้อื่นๆ เปลือกไม้ถูกนำมาใช้เป็นวัสดุฟอกหนัง  ขี้เถ้าไม้ ถูกใช้เป็นมอร์แดนท์ในการย้อมสีในปากีสถาน ในเบงกอลเยื่อของฝักจะถูกใช้เพื่อแต่งกลิ่นยาสูบ เนื้อไม้หนักและแข็ง ใช้ทำเครื่องมือเครื่องใช้ อุปกรณ์การเกษตร และงานแกะสลัก
ระยะออกดอก--- ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ - เดือนพฤษภาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยเมล็ด อายุการงอกของเมล็ดอยู่ได้ถึง1ปี


2 กัลปพฤกษ์/Cassia  bakeriana.


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Cassia  bakeriana.,Craib.
ชื่อพ้อง    ---Has 1 Synonyms
---Cassia bakerana Craib [Spelling variant]
ชื่อสามัญ  ---Pink Shower, Wishing Tree, Baker's shower tree, Dwarf apple blossom tree, Peach blossom cassia.
ชื่ออื่น     ---กัลปพฤกษ์, กานล์ ; [THAI: Kanlapa Phruek]; [JAPANESE: Nyoi]; [INDIA: Kalapa Priksha (Hindi)]
ชื่อวงศ์    ---LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE (FABACEAE)
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-จีน, กัมพูชา, อินโดนีเซีย, ไทย, มาเลเซีย, พม่า, มอริเชียส, สหรัฐอเมริกาและหมู่เกาะแปซิฟิก


มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย พบตามป่าเบญจพรรณ ตามป่าเต็งรังเกือบทุกภาคเว้นภาคใต้ที่ระดับความสูง 300-1,000 เมตร.  ในที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติมันเป็นส่วนหนึ่งของป่าผลัดใบตามฤดูกาลเขตร้อน ที่ระดับความสูงตั้งแต่ 200-1500 เมตร.
กัลปพฤกษ์เป็นไม้ต้นผลัดใบขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูง 5- 12 เมตร เปลือกสีเทาเรือนยอดแผ่กว้าง ทุกส่วนมีขนคลุมหนาแน่น ใบเป็นใบประกอบเป็นช่อยาวประมาณ 35 ซม.มีใบย่อย 5-7คู่ ขนาดกว้าง1.5-3 ซม.ยาว 6-8 ซม.ใบย่อยมีขนนุ่มทั้งหน้าใบและหลังใบก้านใบย่อย สั้นมากยาวเพียง 2 มม.
ดอกเป็นช่อไม่แตกแขนงมักจะออกหลังใบ ออกตามกิ่งก้านตลอดกิ่ง อาจห้อยลงเป็นพวง หรือชูช่อตั้งขึ้น ช่อดอกยาว10-20ซม.ก้านดอกยาวประมาณ 6ซม.กลีบดอกสีชมพูแล้วเปลี่ยนเป็นจางจนเกือบขาว ระยะนี้บริเวณโคนต้นจะเต็มไปด้วยกลีบดอกสีขาวที่ทยอยร่วงหล่นจากต้น กลีบรองกลีบดอกยาว 9-12 มม.กลีบดอกแยกจากกันเป็นอิสระแต่ละกลีบมีขนาดเกือบ เท่ากัน เป็นรูปไข่ ขนาดกว้าง1.2-2.5 ซม.ยาว 3.5-4.5 ซม. ปกคลุมด้วยขนละเอียดบางๆทั้งสองด้าน เกสรเพศผู้ 3 อันยาวกว่าอันอื่นๆ ก้านเกสรตรงกลางพองออก จะออกดอกหลังผลัดใบพร้อมกับผลิใบใหม่
ผล เป็นฝัก ฝักแก่สีน้ำตาลเข้มและมีขนนุ่มปกคลุม ฝักยาว30-40ซมและมีผนังหยุ่นกั้น ลักษณะกลมแบนสีน้ำตาล
ต้องการแสงแดดจัดดินที่มีการระบายน้ำดี  ไม่มีปัญหาศัตรูพืชแมลงหรือโรคร้ายแรงโรคราน้ำค้างและโรคใบจุดอาจเกิดขึ้นบ้าง

 

-การใช้ประโยชน์ ใช้เป็นยาแทน C. fistula สำหรับการรักษาอาการท้องผูก, อาการจุกเสียด, และทางเดินปัสสาวะ เป็นหนึ่งในส่วนผสมในอายุรเวทและยาแผนโบราณ อื่น ๆ
-ใช้เป็นไม้ประดับ  ขณะออกดอก ดอกบานใหม่จะเป็นสีชมพูและค่อยจางเป็นสีขาว ใกล้โรย  ดอกจะติดกันหนาแน่นตลอดทั่วทุกกิ่งก้านมองสะพรั่งสวยงามมีค่าประดับมากมักจะปลูกริมถนนและในสวนสาธารณะ
-ใช้ในพิธีกรรม ต้น กัลปพฤกษ์ตามคติอินเดีย ถือเป็นไม้ 1ใน 5 ของไม้สวรรค์ ฉนั้นจะปลูกเพื่อความเป็นสิริมงคล ถือเป็นไม้มงคลนามหมายถึง สัญลักษณ์แห่งชัยชนะ ในสมัยสุโขทัยจะใช้ดอกกัลปพฤกษ์บูชาพระ
-ใช้อื่น ๆ ไม้เนื้อแข็ง ใช้สำหรับการก่อสร้างทั่วไปและทำเฟอร์นิเจอร์ เปลือกใช้สำหรับฟอกหนังในอุตสาหกรรมแปรรูปหนัง
ระยะเวลาออกดอก---เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ


3 กาฬพฤกษ์/Cassia grandis

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Cassia grandis Linn.f.
ชื่อพ้อง   ---Has 10 Synonyms

-Bactyrilobium grande Hornem. -Cassia pachycarpa de Wit
-Bactyrilobium molle Schrader -Cassia regia Standl.
-Cassia brasiliana Lam., nom. illeg. -Cathartocarpus brasilianus (Lam.) Jacq.
-Cassia brasiliensis Buc'hoz -Cathartocarpus erubescens Ham.
-Cassia mollis Vahl -Cathartocarpus grandis (L. f.) Pers.

ชื่อสามัญ     ---Horse Cassia, Pink Shower, Appleblossom cassia, Coral shower, Liquorice tree
ชื่ออื่น     ---กาฬพฤกษ์, [THAI: kanpaphruek]; [CAMBODIA: kreete; sac phle]; [LAOS: brai xiem; may khoum]; [MALAYSIA: kotek; kotek mamak]; [FRENCH: bâton casse; casse du Brésil]; [GERMAN: Kassie, Grossfrüchtige]; [SPANISH: árbol de fuego]; [PANAMA: cana fistula]; [BELIZE: beef wood; bookoot; bookut; stinking toe]; [TRADE NAME: carao].
ชื่อวงศ์    ---LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE (FABACEAE)
ถิ่นกำเนิด    ----ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์    ---บราซิล โบลิเวียและเปรูทางเหนือไปยังทะเลแคริบเบียนและผ่านอเมริกากลางถึงเม็กซิโก


มีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ พบได้ในที่ราบลุ่มและชายฝั่งป่ากึ่งผลัดใบ ป่าผสมและริมถนนที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติจากเม็กซิโกไปยังอเมริกาใต้และตอนนี้ มีการกระจายไปทั่วทั้งเขตร้อนและโลกเก่าอันเป็นผลมาจากการเพาะปลูก เติบโตได้ดีที่ระดับความสูง 0-1000 เมตร
ไม้ต้นสูงประมาณ15-25 เมตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้นสูงสุด 60ซม. โคนต้นมีพูพอน เรือนยอดเป็นพุ่มกลมเปลือกสี  ดำแตกเป็นร่องลึกกิ่งอ่อนสีน้ำตาล ใบ ประกอบแบบขนนกปลายคู่ 30 ซม. x 10 ซม. ออกตรงข้ามเป็นคู่ๆมีใบย่อย10-20คู่ ใบอ่อนสีแดงอมน้ำตาล ใบเกลี้ยงมันหลังใบมีขนนุ่มโคนใบและปลายใบมนกลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบเป็นมันสีเขียวเข้ม ท้องใบมีขน ช่อ ดอกออกตามกิ่งข้าง ช่อหนึ่งมีประมาณ20ดอก ดอกขนาดเล็ก ขนาด 3 ซม.กลีบรองดอกกลมมีขน ขณะบานกลีบจะกระดกกลับ กลีบดอกรูปไข่ ขนาด1.2-1.6 ซ.ม ดอกบานใหม่จะออกป็นสีออกแดง แล้วเปลี่ยนเป็นชมพูและส้ม ดอกมีกลิ่นหอมผล เป็นฝักกลมแข็งสีดำ รูปทรงกระบอก เนื้อในฝักสีขาว เมื่อผลแห้งเนื้อในฝักจะซ้อนกันเป็นชั้นๆ ยาว 20-40 ซม.กว้าง 2-4 ซม.เมล็ดกลมรี แบนสีแทน (1.5 ซม.)  มี 20-40 เมล็ด
ต้องการแสงแดดจัด ขึ้นได้ดีในดินที่หลากหลายและมีการระบายน้ำดี
การใช้ประโยชน์ ใช้เป็นไม้ประดับใช้เป็นอาหารและยา ใช้ในวนเกษตร เป็นแหล่งผลิตภัณฑ์ไม้
-ใช้เป็นอาหาร ฝักผลไม้นั้นกินได้สำหรับมนุษย์ ในอเมริกากลางเนื้อหุ้มรอบเมล็ดถูกนำมาใช้แทนช็อคโกแลต แต่เนื้อในฝักมีกลิ่นรุนแรง และหากกินมากจะมีคุณสมบัติเป็นยาะบาย
-ใช้เป็นยา ได้รับความนิยมในการใช้เป็นยา อย่างกว้างขวาง เยื่อผล ใช้เป็นยาระบายคล้ายกับ C. fistula ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องคุณสมบัติของยา แต่มีประสิทธิภาพมากกว่า ยาต้มจากใบยังใช้เป็นยาระบายเช่นเดียวกับในการรักษาโรคปวดเอว น้ำคั้นใบใช้ภายนอกในการรักษากลาก
-ใช้เป็นไม้ประดับ มีการปลูกกันอย่างแพร่หลายเป็นไม้ประดับใน Malesia และเอเชียใต้ มีมากมายในกัมพูชาและเวียดนามตอนใต้และเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ที่รู้จักในมาเลเซีย Java และ New Guinea ( Toruan- Purba, 1999 ) -ในวนเกษตรฬช้เป็นสายพันธุ์บุกเบิกได้เมื่อสร้างป่าขึ้นใหม่ เนื่องจากเป็นต้นไม้ที่มีการเติบโตเร็ว
-อื่น ๆ เนื้อไม้เป็นสีเหลืองน้ำตาลค่อนข้างแข็งและหนักเนื้อหยาบและไม่คงทน ให้ไม้อเนกประสงค์ที่แข็งแรง สำหรับงานก่อสร้างอาคาร ส่วนใหญ่ใช้สำหรับงานตกแต่งภายใน งานช่างไม้เช่นทำประตูหน้าต่าง (ภายนอก / ภายใน) และอุปกรณ์การเกษตร -ใบที่บดผสมกับน้ำมันหมูทำเป็นครีม ใช้รักษาโรคผิวหนังโดยเฉพาะโรคเรื้อนของสุนัขและโรคผิวหนังอื่น ๆ ในสุนัข
ระยะออกดอก----เดือนมกราคม-เดือนกุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์ ---ปักชำ ชำราก เพาะเมล็ด อายุการงอกของเมล็ดอยู่ได้อย่างน้อย 8 ปี


4 ชัยพฤกษ์/Cassia javanica

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Cassia javanica L.
ชื่อพ้อง    ---Has 4 Synonyms
---Bactyrilobium javanica (L.) Hornem.
---Cassia bacillus Gaertn.
---Cassia megalantha Decne.
---Cathartocarpus javanicus (L.) Pers
ชื่อสามัญ ---Javanese Cassia, Apple blossom, Burmese-senna, Pink cassia, Rainbow shower.
ชื่ออื่น     ---ชัยพฤกษ์, [THAI; Kalalphruk, Chaiyaphruek, Khilek chawa, Khilek yawa.]; [CHINESE: zhao wa jue ming, Ji guo jue ming]; [CAMBODIA: bo pruk; bôprùk]; [INDONESIA: bobondelan; boking-boking, trengguli]; [LAOS: khoun loy]; [MALAYSIA: bebusok, busok-busok]; [PHILIPPINES: Anahuhan, Antsoan, Tindalo, Bagiroro (Tag.)]; [USA: Java shower, pink lady]; [SPANISH: acacia rosada, cassia rosada]; [HINDI: Java ki rani.]; [TRADE NAME: johar]
ชื่อวงศ์    ---LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE (FABACEAE)
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-จีน, อินเดีย, บังคลาเทศ, พม่า, ไทย, กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์


มีถิ่นกำเนิดในจีนอินโดนีเซียและมาเลเซีย มันได้รับการปลูกฝังอย่างกว้างขวางทั่วเขตร้อนและได้รับการแปลงสัญชาติในแอฟริกา เอเชีย ออสเตรเลีย อเมริกา หมู่เกาะอินเดียตะวันตกและหมู่เกาะต่าง ๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก มีระบบนิเวศน์ที่กว้าง เกิดขึ้นได้ในป่าเปิด ป่าดิบชื้น ป่ามรสุมผลัดใบและที่อยู่อาศัยในเขตสะวันนา พบในป่าทุติยภูมิและพื้นที่ที่ถูกรบกวน ในระดับความสูงที่ต่ำกว่า  400 เมตร
ไม้ ต้นผลัดใบสูง10- 15เมตร เรือนยอดเป็นรูปร่ม เปลือกสีน้ำตาล เมื่อยังอ่อนตามลำต้นจะมีหนาม ใบ15-40ซม.เป็นใบประกอบ5-15คู่ใบย่อย 2-8 × 1.2-3.3 ซม ช่อดอกออกตามกิ่งเป็นช่อสั้นๆ ยาวไม่เกิน 16 ซม.กลีบรองดอกยาว 4-10 มม รูปไข่ปลายแหลมสีแดง กลีบดอกยาว 15-35 มม รูปไข่กลับสีชมพูแล้วเปลี่ยนเป็นสีชมพูเข้มแล้วซีดจางลงเรื่อยๆ เกสรเพศผู้มี10อันขนาดไม่เท่ากัน ฝักกลมยาวสีดำ เกลี้ยง ขนาด20-60ซม.เส้นผ่านศูนย์กลาง 1-1.5 (-2.5) ซม.  มีเมล็ด50-75เมล็ด เมล็ดกลมแบนสีน้ำตาลเป็นมันยาว 6.5-8.9 มม. กว้าง 5.6-7.0 มม. และหนา 2.5-5.5 มม.
ต้องการตำแหน่งที่มีแดดจัด เติบโตได้ในดินที่หลากหลายและมีการระบายน้ำดี
การใช้ประโยชน์ พืชถูกรวบรวมมาจากป่าเพื่อใช้เป็นยาในท้องถิ่นและบางครั้งก็ปลูกเพื่อเป็นร่มเงาในสวน และปลูกกันอย่างแพร่หลายเป็นไม้ประดับ
-ในการแพทย์แผนจีนสมุนไพรที่ใช้ในการลดไข้ควบคุมไตและหล่อลื่นลำไส้ นอกจากนี้ยังใช้ในการรักษาอาการปวดท้อง,  มาลาเรีย, โรคหัดและท้องผูก ใช้ในยาแผนโบราณ ฝักสุกและเมล็ดใช้เป็นยาระบายตามประเพณีในพื้นที่มาลีเซียน ในประเทศไทยเปลือกและเมล็ดใช้เป็นยาลดไข้
-ใช้เป็นไม้ประดับ ปลูกประดับตามริมถนน สวนสาธารณะ นอกจากนี้ยังปลูกเป็นต้นไม้ร่มเงาในระบบวนเกษตรและสวนป่า
-ใช้อื่น ๆ ไม้เนื้อแข็งและแข็งแรงแก่นไม้เป็นสีเหลืองอ่อนเมื่อตัดครั้งแรก และกลายเป็นสีแดง สีน้ำตาล หรือส้มอ่อนตามอายุ ใช้สำหรับงานก่อสร้างทั่วไปงานตกแต่งภายใน งานเฟอร์นิเจอร์ แต่ปริมาณแทนนินค่อนข้างต่ำ จึงมีความต้านทาน ต่อปลวกและแมลงน้อย  เปลือกใช้สำหรับฟอกหนัง
ระยะออกดอก : เดือนกุมภาพันธ์ -เดือนเมษายน
ขยายพันธุ์ : เมล็ด ใช้เวลาตั้งแต่ 5 วันถึง 1 ปีในการงอก สามารถเก็บเมล็ดสดได้เพียง 3 สัปดาห์ในภาชนะบรรจุภัณฑ์  แต่ยังมีรายงานเก็บเมล็ดแห้งไว้ได้นานกว่าหนึ่งปีด้วย


5 รัตนพฤกษ์/Cassia fistula x Cassia javanica

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Cassia fistula x Cassia bakeriana หรือ
ชื่อพ้อง    --No synonyms are record for this name
ชื่อสามัญ     ---Rainbow shower tree, Apple Blossom Tree
ชื่ออื่น     ---คูนชมพู, คูนสายรุ้ง
ชื่อวงศ์    ---LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE (FABACEAE)
ถิ่นกำเนิด    ---Horticultural hybrid.
เขตกระจายพันธุ์    ---ประเทศเขตร้อน
เป็นต้นไม้ขนาดกะทัดรัดเหมาะสำหรับสวนขนาดเล็ก
ลูกผสมของราชพฤกษ์กับกัลปพฤกษ์      -Cassia fistula x Cassia bakeriana
ลูกผสมของราชพฤกษ์กับชัยพฤกษ์         -Cassia fistula x Cassia javanica
ลูกผสมของราชพฤกษกับกาฬพฤกษ์       -Cassia fistula x Cassia grandis


6 ราชายตนพฤกษ์ หรือ ต้นเกด/Manikara hexandra


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Manikara hexandra (Roxb.) Dubard
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms    
---Kaukenia hexandra (Roxb.) Kuntze        
---Manilkara emarginata H.J.Lam              
---Mimusops hexandra Roxb.
ชื่อสามัญ     ---Milkey Tree, Rayan, Ceylon Iron Wood, Milk Tree, Wedge-Leaved Ape Flower,
ชื่ออื่น     ---เกด, ราชายตนพฤกษ์, [THai: Kate]; [INDIA: Khirni, Rayan (Hindi); karani, rajana, ranjana (Marathi); krini (Malayalam)]; [SANSKRIT: rajadana]; [SRI LANKA: palu]
ชื่อวงศ์    ---SAPOTACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---อนุทวีปอินเดีย-ศรีลังกา บังกลาเทศ อินเดีย  ภูมิภาคอินโดจีน-เกาะไหหลำของจีน เวียดนาม พม่า ไทย และกัมพูชา


ในประเทศไทยพบทาง ภาคตะวันออกเฉียงใต้ ภาคตะวันตกเฉียงใต้ และภาคใต้ขึ้น กระจายในป่าดิบ บนพื้นที่ดินร่วนปนทรายใกล้ฝั่งทะเล และตามเขาหินปูน
 ต้นเกดเป็นไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ไม่ผลัดใบ  มีน้ำยางขาว ขนาดความสูงประมาณ 15-25 ม. เรือนยอดแน่นทึบเป็นพุ่มกลม ลำต้น และกิ่งมักคดงอ เปลือกนอกสีน้ำตาลอมเทาหรือสีคล้ำ แตกเป็นสะเก็ดสี่เหลี่ยมหรือแตกเป็นร่องลึกตามยาว เปลือกในสีแดงอมน้ำตาลหรือชมพู ใบเดี่ยว 5-10 x 3-4.5 ซม.ออกเรียงเวียนสลับหนาแน่นที่ปลายกิ่ง ใบรูปไข่กลับ ปลายใบหยักเว้าเล็กน้อย โคนใบสอบมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบสีเขียวเข้มเป็นมัน หนาและเกลี้ยง ก้านใบยาว 8-20 มม.ดอก เดี่ยวหรือเป็นช่อกระจุกสั้น ออกตามง่ามใบและเหนือรอยแผลใบปลายดอกชี้ลง ดอกสีเหลืองอ่อน กลิ่นหอมเล็กน้อย ผลรูปกลมรีผิวเรียบขนาด 1 × 1.5 ซม. ผลสุกสีเหลืองหรือเหลืองอมส้ม เนื้อนุ่ม รสหวาน รับประทานได้ มี 1-2 เมล็ด เมล็ดแข็งรูปไข่ สีน้ำตาลแดงเป็นมัน ต้องการแสงแดดจัด ชอบดินที่มีการระบายน้ำดีและมีค่า PH 6-7
การใช้ประโยชน์ ใช้กินได้- ผลไม้สามารถรับประทานสดหรือแห้ง รสหวาน แต่ค่อนข้างฝาด มักมีวางขายในตลาดท้องถิ่น น้ำมันสีเหลืองอ่อนที่เรียกว่าน้ำมันเรยอนได้มาจากเมล็ด เมล็ดมีน้ำมัน 25% เปลือกเติมลงในน้ำตาลทรายเพื่อยับยั้งการหมัก (ไวน์ที่ทำจากต้นปาล์มในหมู่บ้านอินเดีย)
-ใช้เป็นยา ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นยารักษาโรคที่มีประสิทธิภาพ กิจกรรมได้รับการยืนยันโดยการลดจำนวนของตัวอสุจิอย่างมีนัยสำคัญการตรวจสอบทางชีวเคมี ผ่านการตรวจทางจุลพยาธิวิทยา ดังนั้นเมล็ดของ Manilkara hexandra จึงเป็นทางเลือกสมุนไพรที่เชื่อถือได้สำหรับใช้เป็นยาคุมกำเนิดเพศชาย เปลือกต้นใช้โดยชาวพื้นเมืองใช้ในการรักษาไข้ ท้องอืด ท้องร่วง และเป็นยาสมานแผล
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับที่มีค่า สปีชีส์นี้มักจะใช้เป็น ต้นตอ สำหรับละมุด (M. zapota) ในอินเดีย
-ใช้อื่นๆ เนื้อไม้ใช้ทำสลักแทนตะปู สำหรับติดกระดานกับโครงเรือ ใช้ทำเครื่องมือแกะสลัก เครื่องมือเกษตรกรรม ใบไม้ถูกใช้เป็นอาหารสัตว์สำหรับปศุสัตว์
ระยะออกดอก : เดือนมกราคม-กรกฎาคม
ขยายพันธุ์ : ด้วยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่งหรือแยกลำต้นที่เกิดใหม่


7 สุวรรณพฤกษ์/Cordia dentata


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Cordia dentata Poir.
ชื่อพ้อง    ---Has 8 Synonyms

-Carpiphea dentata (Poir.) Raf. -Cordia tenuifolia Bertol.
-Cordia calyptrata Bertero ex Spreng. -Lithocardium tenuifolium (Bertol.) Kuntze
-Cordia corylifolia Willd. ex Roem. & Schult. -Varronia calyptrata (Bertero ex Spreng.) A.DC.
-Cordia leptopoda K.Krause -Varronia calyptrata var. hartwegii A.DC.

ชื่อสามัญ     ---White manjack , Flore De Angel , Clammy cherry, Loblolly tree, Yellow of light and leading
ชื่ออื่น     ---สุวรรณพฤกษ์, ยูงทอง, [THAI: Suwana-Pruek]
ชื่อวงศ์    ---BORAGINACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์    ---ตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา อิควาดอร์ เวเนซูเอล่า  ปานามา เม็กซิโกตอนเหนือ แคริเบียน

กระจายไปทางตอนใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกา ,เม็กซิโก ,อเมริกากลาง ,โคลอมเบียและเวเนซุเอลา ในทะเลแคริบเบียน ถูกพบในจาเมกา ,คิวบา ,หมู่เกาะเวอร์จินและเปอร์โตริโกและใน มาดากัสการ์ พบได้ตามเนินเขา ป่าเบญจพรรณ  ทุ่งหญ้า จากระดับน้ำทะเลไปจนถึงระดับความสูง 900 เมตร
ไม้ยืนต้น สูง5-10 เมตร กึ่งผลัดใบถ้าขาดน้ำเป็นระยะเวลานาน แต่ใบไม่ร่วงหมดทำให้เห็นเป็นไม้สีเขียวได้ตลอดปี ลักษณะลำต้นอ้วนสั้น เปลือกต้นสีน้ำตาลแตกล่อนเป็นสะเก็ดเป็นแผ่นใหญ่ ใบยาว 3- 14 ซม. กว้าง 2- 7 ซม.ออกเป็นคู่ตรงข้าม เรียงเวียนกันไป สีเขียวอมเหลืองรูปไข่ป้อม เนื้อใบหยาบคายเพราะมีขนอยู่ด้านล่างใบและตามซอกแยกแขนง ปลายใบรูปมนหรือมีติ่งแหลม ดอกสีเหลืองสดหรือเหลืองอ่อน ออกเป็นช่อกระจุกแบบแยกแขนงเป็นช่อย่อยเบียดกันเป็นแพ ดอกรูปกรวยกลีบดอกย่น ขนาดดอกบานเต็มที่กว้างประมาณ 1.5 ซ.ม ผลสดแบบมีเนื้อรูปขอบขนานขนาด1.6 ซม.

การใช้ประโยชน์ ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้กินผลไม้และของใช้อื่น ๆ บางครั้งถูกปลูกในสวน เป็นทั้งไม้ดอกประดับและผลไม้ที่กินได้ ผลไม้นั้นเต็มไปด้วยเนื้อหวานและเหนียว นื้อสีขาวโปร่งแสงมีลักษณะเป็นเมือกและหวานมาก
-ใช้เป็นยา ดอกใช้เป็นยาต้มใช้เพื่อกระตุ้นเหงื่อ ใบและดอกมีรายงานว่ามีคุณสมบัติทำให้ผิวนวล ถ่านที่ทำจากไม้เป็นส่วนผสมหลักของการเตรียมการซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่นิยมใช้ในการรักษาอาการปวดท้อง
-ใช้อืน ๆ ผลไม้ที่ใช้ในการแข็งตัวของสีย้อมคราม เยื่อผลไม้เมือกใช้เป็นกาวบนกระดาษและใช้สำหรับห่อหุ้มซิการ์ ไม้สีเหลืองมีความแข็งและแข็งแรง ถูกใช้สำหรับช่างไม้ทำเสารั้ว ฯลฯ ไม้ถูกใช้เป็นเชื้อเพลิง
ระยะเวลาออกดอก--- เดือน กุมภาพันธ์--เมษายน
ขยายพันธุ์--- เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง การขยายพันธุ์ที่ขยายโดยการเพาะเมล็ดเป็นไปค่อนข้างยาก

8 พฤกษ์/Albizia lebbeck

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Albizia lebbeck (L.) Benth.
ชื่อพ้อง    ---Has 15 Synonyms

-Acacia lebbeck (L.) Willd. -Inga borbonica Hassk.
-Acacia macrophylla Bunge -Inga leucoxylon Hassk.
-Acacia seeressa Roxb. ex Steud. -Mimosa flexuosa Rottler ex Wight & Arn.
-Acacia speciosa (Jacq.) Willd. -Mimosa lebbeck L.
-Albizia latifolia Boivin -Mimosa seeressa Steud.
-Albizia speciosa (Jacq.) Benth. -Mimosa sirissa Roxb.
-Feuilleea lebbeck (L.) Kuntze -Mimosa speciosa Jacq.
-Pithecellobium splitgerberianum Miq.







ชื่อสามัญ     ---Indian siris, Siris Tree,  Lebbeck Tree, Flea tree, Frywood, Powderpuff-tree, Rain tree, Raom tree, Silver raintree, Siris rain tree, Soros-tree, White siris, Woman's tongue, Woman's tongue tree
ชื่ออื่น     ---พฤกษ์, ซีก, มะรุมป่า, จามจุรีทอง, [THAI: Phruek]; [SPANISH: acacia amarilla, algarrobo de olor]; [CHINESE: kuo jia he huan]; [JAPAN: birumanemu]; [CAMBODIA: chreh]; [INDONESIA: kitoke; tarisi]; [MYANMAR: anya-koko; hamakal]; [PHILIPPINES: aninapala; langil]; [VIETNAM: bo ket tay; lim xanh; trat]; [USA/Hawaii: 'ohai]; [TRADE NAME: East Indian walnut, Indian siris, kokko]
ชื่อวงศ์    ---FABACEAE(LEGUMINOSAE-MIMOSOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย,แอฟริกา,ออสเตรเลีย
เขตกระจายพันธุ์    ---อนุทวีปอินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลียตอนเหนือ แอฟริกา

 

มีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาเขตร้อน เอเชียและออสเตรเลียตอนเหนือ กระจายอย่างกว้างขวางไปยัง แคริบเบียนและอเมริกาใต้โดยส่วนใหญ่จะเป็นต้นไม้ประดับ และได้กลายเป็นต้นไม้ในธรรมชาติในหลายสถานที่  พบได้ในป่าดิบชื้น ป่ามรสุมผลัดใบและกึ่งป่าเบญจพรรณ เติบโตได้ในระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล 1500 เมตร
ไม้ ต้นผลัดใบ สูงถึง15-25 เมตร เรือนยอดแผ่กว้าง กิ่งก้านใหญ่และบิดงอ เปลือกต้นสีน้ำตาลเข้ม มีรอยแตกตื้นแต่หนาแน่น ใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ ยาว 7.5 - 15 ซม.ดอก เป็นช่อกลมกว้าง4-7ซม.สีขาวอมเขียวแล้วเปลี่ยนเป็นเหลืองอ่อน ช่อหนึ่งมี2-4ดอก ผลเป็นฝักสีเหลืองอ่อนผิวบางและแบน แตกได้มี 4-12 เมล็ด
ปลูกได้ในดินทั่วไป ค่า pH ในช่วง 6 - 7 ทนได้ 5.5 - 8.5 ตัองการแสงแดดจัด ทนน้ำท่วมขัง ทนทานต่อความแห้งแล้ง ไอเกลือ และมลพิษ
สปีชีส์นี้มีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดินบางชนิดแบคทีเรียเหล่านี้ก่อตัวเป็นก้อนบนรากและตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ ไนโตรเจนบางส่วนนี้ถูกใช้โดยพืชที่กำลังเติบโต แต่บางชนิดก็สามารถใช้โดยพืชอื่น ๆ
การใช้ประโยชน์ ในประเทศอินเดียสวน siris ที่ปลูกให้ผลผลิตไม้เนื้อแข็งคุณภาพสูง ต้นไม้ได้รับการปลูกกันอย่างแพร่หลายในโครงการเกษตรป่าไม้ในส่วนที่แห้งของเขตร้อน พืชถูกใช้เพื่อให้ร่มเงาสำหรับสวนกาแฟและโกโก้รวมถึงเป็นไม้และเชื้อเพลิงที่มีค่า  ต้นไม้นี้ได้รับความนิยมและรู้จักกันอย่างแพร่หลายไปทั่วเขตร้อนและขตร้อนชื้น แม้จะมีใบร่วงเป็นขยะจำนวนมากอยู่ใต้ต้นและมักจะถูกมองว่าเป็นข้อเสียก็ตาม
-ใช้เป็นยา เปลือกต้นฝาด ใช้ภายในเพื่อรักษาโรคท้องร่วงโรคบิด เปลือกไม้ ใช้ภายนอกเพื่อรักษาฝี
-วนเกษตร  เป็นต้นไม้ที่เติบโตอย่างรวดเร็วซึ่งแก้ไขไนโตรเจนในชั้นบรรยากาศใช้บุกเบิกเมื่อสร้างป่าไม้ หรือสวนป่า เนื่องจากมีระบบรากที่กว้างขวางและตื้นพอสมควรต้นไม้จึงเป็นวัสดุยึดเกาะที่ดีและแนะนำให้ใช้สำหรับควบคุมการกัดเซาะดิน       ใบที่อุดมด้วยไนโตรเจนมีคุณค่า คลุมด้วยหญ้าและทำปุ๋ยพืชสด
-ใช้อื่น ๆ แก่นไม้เป็นสีน้ำตาลทองเมื่อถูกตัดสดเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มที่มีเส้นสีดำ ถูกแบ่งเขตจากกระพี้สีซีดอย่างชัดเจน พื้นผิวมีขนาดปานกลางถึงหยาบ แข็งแรงและทนทานพอสมควรเป็นไม้ที่ยอดเยี่ยมและใช้ตกแต่งได้ดีมากเมื่อเทียบกับวอลนัทสีดำ มีการซื้อขายในยุโรปเป็น 'Indian walnut' หรือ 'kokko'เหมาะสำหรับงานแกะสลัก  งานเฟอร์นิเจอร์  งานก่อสร้างในร่ม เปลือกไม้มีแทนนินมากใช้ในการเตรียมหนัง ยาเบื่อปลา เปลือกให้สีย้อมสีแดง ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการแพ้ที่ผิวหนัง
ระยะออกดอก---เดือนมีนาคม-เมษายน
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง

9 จามจุรี/Samanea saman

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Samanea saman (Jacq.) Merr.
ชื่อพ้อง    ---This name is a synonym of Albizia saman (Jacq.) Merr.
ชื่อสามัญ     ---Rain Tree, Monkey Pod
ชื่ออื่น     ---จามจุรี, ฉำฉา, ก้ามปู ,สารสา, ลัง , [Thailand: chamchuri, ka se, kampu, khago]; [India: belati-siris, guango, majhamaram,nidra-ganneru]; [Indonesia: Dutch tamarind, kihujan, mungur]; [United States Virgin Islands: giant thibet; licorice]
ชื่อวงศ์    LEGUMINOSAE-MIMOSOIDEAE [FABACEAE]
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์    ---ประเทศในเขตร้อน เม็กซิโก อเมริกากลาง อเมริกาใต้ แคริเบียน
 เติบโตในป่าดิบแล้ง ทุ่งหญ้าสะวันนา ขอบของป่าผลัดใบและกึ่งผลัดใบตามฤดูกาล มักพบเห็นได้ทั่วไปในพื้นที่ที่ถูกรบกวน จากระดับน้ำทะเลที่ระดับความสูงถึง 1,500 เมตร
จามจุรี เป็นไม้เนื้ออ่อนยืนต้นขนาดใหญ่ มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกาแต่นำเข้ามาปลูกในบ้านเราตั้งแต่สมัยสมเด็จพระ พุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่๕
เป็นต้นไม้ที่แตกกิ่งก้านสาขาเป็นพุ่มกว้างมาก สูงได้ถึง 25-30 เมตร เปลือกสีดำคล้ำแตกระแหงเป็นร่องสะเก็ดโตตลอดต้น ใบประกอบแบบขนนกสองชั้นปลายคู่ เรียงสลับ ยาวประมาณ 25-35 ซม. และแตกแขนงใบย่อยออกขนานกันเป็นคู่ๆ ใบแผงหนึ่งๆมีตั้งแต่ 7-10 คู่ ใบย่อยรูปกลมรี ปลายใบมน รูปใบมักโค้งเข้าหากันเป็นคู่ๆขนาดใบยาว 3-5 ซม.ดอก ออกเป็นช่อสั้นๆตามยอดปลายกิ่ง ช่อหนึ่งๆมีดอกประมาณ 25-35 ดอกและมักบานพร้อมกัน ดอกสีชมพู รูปกรวยขนาดเล็กมี6กลีบ และมีเส้นเกสรผู้ยาวเป็นพู่ล้นดอก เกสรผู้ตอนบนสีชมพู ตอนล่างสีขาว ยาวประมาณ4ซม. ดอกมีกลิ่นหอมอ่อนๆ
เป็น ต้นไม้กลางแจ้ง ขึ้นและเติบโตได้เร็วในดินเกือบทุกชนิด คนทางภาคเหนือนิยมปลูกไว้เพื่อเลี้ยงครั่ง เนื้อไม้ของจามจุรีมีลักษณะพิเศษคือ มีลวดลายสวย อ่อนเหนียว และเบา จึงนิยมต่อเป็นลังเพื่อใส่สินค้าอุตสาหกรรมหนัก เรียกกันว่า ลังไม้ฉำฉา ปัจจุบันนิยมใช้ในงานหัตถกรรมหลายประเภท ส่วนในฐานะไม้ประดับ นิยมปลูกตามสวนสาธารณะเพื่อให้ร่มเงา                    ข้อสังเกตุ ต้นไม้ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น100 ซม. โดยทั่วไปมีอายุประมาณ > 100 ปี
ระยะออกดอก---กุมภาพันธ์-มีนาคม
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด

10 ถ่อน/Albizia procera

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Albizia procera (Roxb.) Benth.
ชื่อพ้อง   
---Has 9 Synonyms

-Acacia elata (Roxb.) Voigt -Inga gracilis Jungh. ex Miq.
-Acacia procera (Roxb.) Willd. -Inga kihian Blume ex Miq.
-Albizia elata (Roxb.) Benth. -Mimosa coriaria Blanco
-Feuilleea procera (Roxb.) Kuntze -Mimosa elata Roxb.
-Mimosa procera Roxb.





ชื่อสามัญ     ---White siris , Forest siris, Rain siris, Red siris, Safed siris, Tall albizia
ชื่ออื่น     ---ทิ้งถ่อน, ถินถ่อน, นมหวา, พระยาฉัตรทัน, ส่วน, ; [Bangladesh: silkorai]; [Indonesia: ki hiyang, wangkul, weru]; [Malaysia: oriang]; [Myanmar: kokko-sit; sit]; [Nepal: seto siris]; [Philippines: akleng parang]; [Papua New Guinea: brown albizia]
ชื่อวงศ์    ---FABACEAE (LEGUMINOSAE-MIMOSOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---ตอนใต้ของจีน พม่า ไทย ลาว กัมพูชา คาบสมุทรมลายู ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ปาปัวนิวกินี

เกิดขึ้นตามธรรมชาติมีการกระจายกว้างจากอินเดีย พม่าผ่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปยังปาปัวนิวกินีและออสเตรเลียตอนเหนือ  ขยายไปทางทิศเหนือสู่ประเทศจีนรวมถึงไหหลำและไต้หวัน ประชากรที่แยกได้เกิดขึ้นในคาบสมุทรมลายู ฟิลิปปินส์ตอนใต้ กาลิมันตันใต้และสุมาตรา (อินโดนีเซีย) และปาปัวนิวกินี มักพบขึ้นตาม ป่ามรสุม ป่าโปร่ง ป่าเบญจพรรณ ทุ่งหญ้าสะวันนา ลำห้วยแห้งไปจนถึงป่าพรุ ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลถึงประมาณ 1,500 เมตร
ไม้ยืนต้นขนาดกลางผลัดใบ สูง 7-15และสามารถเข้าถึงได้ 30เมตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น35-60ซม. เปลือกต้นเรียบสีเทาอมน้ำตาลมีร่องแนวนอนบางครั้ง เป็นรอยขุยด่าง มีรูระบายอากาศทั่วไป เปลือกชั้นในสีชมพู โคนเป็นพูพอน เรือนยอดโปร่ง ลำต้นเปลาตรง แตกกิ่งต่ำ
ลักษณะใบของถ่อน เป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น มี 2-5 (-8) คู่ เรียงสลับ ใบย่อยรูปคล้ายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนกว้าง  0.75-2.5 ซ.ม.ยาว 2-6 ซ.ม.ขณะแตกใบอ่อน สีแดงเรื่อหรือน้ำตาลอมแดง ยอดและกิ่งอ่อนมีขน
ช่อดอกเป็นช่อขนาดใหญ่ยาว 30 ซม.ออกเป็นช่อกระจุกแน่น ประกอบอยู่ในช่อแยกแขนง ตามปลายกิ่งสีขาว
ผลเป็นฝักแบนเรียบ ยาว 10-25 ซม. กว้าง 2-3 ซม. ผิวด้านหนึ่งสีเขียวอีกด้านหนึ่งสีน้ำตาลอมแดง เมล็ดแบนมี 6-12 เมล็ด รูปไข่ 7.5-8 มม. x 4.5-6.5 มม. และหนา 1.5 มม. ที่จัดเรียงตามขวางในฝัก
ชอบแสงแดดจัดขึ้นได้ดีในดินทุกชนิด ศัตรูพืช โรค แมลง-โรคใบจุด รากเน่าที่เกิดจากเห็ดหลินจือ ด้วง ไส้เดือนฝอย หนอนเจาะลำต้น ปลวก
การใช้ประโยชน์ -เป็นอาหาร ยอดอ่อน ใบอ่อนลวกต้มรับประทานได้ ใบใช้ในการหมักทำน้ำปลา ในช่วงเวลาที่ขาดแคลนเปลือกไม้จะถูกบดเป็นผงผสมกับแป้งและกิน
-วนเกษตร ฟื้นฟูสภาพดินที่กัดกร่อนและเสื่อมโทรม มีความสามารถเติบโตบน ดินแห้งแข็ง ดินทราย ชั้นดินทรายตื้นบนหิน จึงเป็นสายพันธุ์ที่มีประโยชน์สำหรับการปลูกป่าในพื้นที่ที่ยากลำบาก  สปีชีส์นี้มีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดินบางชนิดแบคทีเรียเหล่านี้ก่อตัวเป็นก้อนบนรากและตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ ไนโตรเจนบางส่วนนี้ถูกใช้โดยพืชที่กำลังเติบโต แต่บางชนิดก็สามารถใช้โดยพืชอื่น
-ใช้อื่น ๆ กระพี้สีเหลือง - ขาวจำนวนมากที่ไม่คงทน  แก่นไม้หนักสีน้ำตาลเข้มมีแถบสีอ่อนและสีเข้มคล้ายวอลนัท ไม้มีความแข็งแรงยืดหยุ่นเหนียวและแข็ง ทำตู้และเฟอร์นิเจอร์ เป็นไม้ที่ดีและยังเหมาะสำหรับการก่อสร้างทั่วไป อุปกรณ์ทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน ต้นไม้เป็นที่ต้องการของนักแกะสลักท้องถิ่น เปลือกสามารถให้วัสดุฟอกหนัง ถูกใช้ในอินเดียสำหรับการฟอกและย้อมสี แต่ปริมาณแทนนินต่ำ(12-17%)มีการสูญเสียน้ำหนักมากในการอบแห้งและการเก็บเกี่ยวยาก เป็นข้อจำกัด ที่สำคัญ ใช้ผลิตถ่านและไม้ฟืนได้อย่างยอดเยี่ยมเป็นสายพันธุ์สำหรับการผลิตไม้ฟืนในเปอร์โตริโก
ในอินเดียใบไม้ถือเป็นอาหารสัตว์ที่ดีสำหรับสัตว์เคี้ยวเอื้องส่วนใหญ่ (วัว แกะ แพะ ช้างและกวาง) และต้นไม้นั้นถูกตัดให้เป็นอาหารสัตว์ในหลายรัฐ เปลือกต้นโขลกใช้เป็นยาเบื่อปลาและใช้เป็นยาฆ่าแมลงในเนปาล
-รู้จักอันตราย เมล็ดประกอบด้วย proceranin A ซึ่งเป็นพิษต่อหนูเมื่อให้ยาทางปาก สำหรับหนูคือ 15 มก. / กก. น้ำหนักตัว กรดไฮโดรไซยานิกได้รับการระบุว่าเกิดขึ้นในต้นไม้
ระยะออกดอก---เดือน สิงหาคม-ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง ชำราก

11 แคแสด/spathodea campanulata


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---spathodea campanulata.P.Beauv.
ชื่อพ้อง    ---Has 3 Synonyms
---Spathodea danckelmaniana Büttner
---Spathodea nilotica f. bryanii O.Deg. & I.Deg.
---Spathodea tulipifera (Schum.) G.Don
ชื่อสามัญ     ---African tulip tree, Fountain tree, Fireball, Gabon tulip tree, Nandi flame, Nile flame, Squirt tree, Uganda flame.
ชื่ออื่น     ---แคแสด, ; [China: neerukayi maru (Cantonese)]; [India: Nandi flame; patadi (Tamil); Rugtoora (Hindi)]; [Spanish: tulipán Africano, tulipanero de Gabón]; [Fijian: taga mimi]; [Tonga: tiale akapisipisi, tiulipe]; [Malaysia: panchut-panchut]; [Sri Lanka: kudaella gaha (Sinhala)]
ชื่อวงศ์    ---BIGNONIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์    ---เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก อินเดียและแคริบเบียน
เป็นพืชพื้นเมืองในแอฟริกา มีถิ่นกำเนิดทอดตัวไปตามชายฝั่งตะวันตก จากกินีไปแองโกลาและ ข้ามเขตป่าฝนเขตร้อนไปทางใต้ของซูดานและยูกันดา แพร่กระจายในหลายประเทศส่วนใหญ่เป็นเกาะเขตร้อนในมหาสมุทรแปซิฟิก มหาสมุทรอินเดียและแคริบเบียน แต่ยังรวมถึงสิงคโปร์ ปาปัวนิวกินีและออสเตรเลีย
เติบโตตามธรรมชาติในป่าทุติยภูมิในเขตป่าสูงและในช่วงเปลี่ยนผ่านและป่าสะวันนาที่ระดับความสูงถึง 1300 เมตร
แคแสดเป็นไม้ยืนต้นกึ่งผลัดใบ ถ้าปลูกในที่แห้งแล้งมากจะผลัดใบ เป็นต้นไม้กลางแจ้งที่ปลูกง่าย และโตเร็ว ขึ้นได้ในดินเกือบทุกชนิด ต้นสูงประมาณ 15-20 เมตร ใบเป็นใบผสมแบบขนนกพุ่มของใบหนาทึบ มีใบย่อย4-7คู่ รูปรีปลายแหลมผิวใบสากระคายมือ ดอกเป็นช่อเกิดที่ปลายกิ่ง ช่อดอกตั้งตรง กลีบดอกเป็นรูประฆัง คล้ายดอกทิวลิป สีส้มแสด ดอกขนาดใหญ่ กลีบร่วงง่าย เป็นต้นไม้ที่นิยมใช้ในงานจัดสวนมากอีกต้นหนึ่ง แคแสดจะให้ดอกตลอดปีแต่จะออกดอกมากที่สุดในฤดูหนาวในระหว่างเดือน ธันวาคม-เดือนกุมภาพันธ์
ผลแบนลักษณะคล้ายฝักขนาด17-25 x 3.5-7 ซม. ปลายผลแหลม ผลแก่สีน้ำตาลดำผลแก่จะแตกเพียงด้านเดียว เมล็ดเล็กแบนมีปีก ดอกแคแสดสีสันแดงแสดสดใสออกเป็นช่อตามปลายกิ่งดอกมักบานพร้อมกันทั้งต้น ดอกตูมของแคแสดจะมีน้ำขังอยู่ภายในดอก เมื่อบีบแรงๆน้ำจะพุ่งออกมาตอนปลายดอกจึงมีชื่อสามัญอีกชื่อหนึ่งว่า Fountain Tree แค แสดเป็นต้นไม้กลางแจ้งที่ปลูกง่าย และโตเร็ว ขึ้นได้ในดินเกือบทุกชนิด
ศัตรูธรรมชาติ มีความอ่อนไหวต่อแมลงศัตรูพืชหลากหลายชนิด สำหรับโรพืชได้แก่โรคยอดเน่าและโรคโคนเน่า
การใช้ประโยชน์ พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อเป็นอาหาร ยาและสินค้าต่าง ๆ ที่ใช้ในท้องถิ่น
-เมล็ดใช้เป็นอาหารในแอฟริกา ( ดูด้านล่างรู้จักอันตรายที่ทราบ - เมล็ดอาจเป็นพิษ)
-ใช้เป็นยา เมล็ด ดอกไม้และรากใช้เป็นยา ในยาแผนโบราณของแอฟริกา ตาดอกที่ยังไม่ได้เปิดประกอบด้วยของเหลวหวานน้ำที่ถือว่าเป็นยาชูกำลัง        สารสกัดจากเปลือกไม้ใบและดอกใช้รักษาโรคมาลาเรีย, HIV, เบาหวาน, อาการบวม, โรคบิด, ท้องผูก, โรคระบบทางเดินอาหาร,  โรคผิวหนัง, บาดแผล, ไข้, การอักเสบของท่อปัสสาวะ, ตับ และเป็นยาแก้พิษ
-วนเกษตร ใช้ ฟื้นฟูสภาพดินเสื่อมโทรมผ่านการเติบโตอย่างรวดเร็ว มันถูกปลูกในแผนการปลูกป่าเพื่อการอนุรักษ์ดินและเป็นพืชสวนเพื่อการผลิตไม้อัดในฟิลิปปินส์
-ใช้อื่น ๆ เนื้อไม้มีสีขาว-เนื้อไม้สีน้ำตาลอ่อนนวลนุ่มและบางเบาโดยทั่วไปแล้วมีค่าเพียงเล็กน้อย เหมาะสำหรับงานไม้หยาบ เช่น ลังไม้และบานเกล็ด  ไม้อัดดูเหมือนจะเป็นเพียงการใช้งานเชิงพาณิชย์อย่างแพร่หลายสำหรับไม้เท่านั้น
-การใช้เป็นไม้ประดับคือการใช้งานหลัก ด้วยทรงพุ่มและใบสีเขียวเข้มตัดกับรูปทรงดอกใหญ่สีส้มแดงมองเห็นได้ในระยะไกล ทำให้เป็นที่นิยมปลูกกันอย่างแพร่หลายในเขตร้อน ในสวนขนาดใหญ่ สวนสาธารณะ ตามบ้านพักอาศัย  แต่มีข้อจำกัด แคแสดเป็นต้นไม้ที่เติบโตเร็วแม้ในสภาพที่ไม่เอื้ออำนวย อย่างไรก็ตามมันมีระบบรากตื้นและกิ่งที่เปราะทำให้ไม่เหมาะสมสำหรับใช้ในไซต์ที่มีลมแรง ไม่แนะนำให้ใช้เป็นต้นไม้ริมถนน เนื่องจากกิ่งก้านหนามีแนวโน้มที่หักตามแรงลมและอาจมีความเสี่ยงต่อผู้ที่อยู่ด้านล่าง และบางครั้งต้นไม้สร้างหน่อจากไหลที่แข็งแรง เป็นการดีที่สุดที่จะไม่ปลูกมันไว้ใกล้บ้านหรือทางเท้า การตัดแต่งต้นไม้จะช่วยป้องกันกิ่งก้านแตกและจะกระตุ้นให้รากลึก
-รู้จักอันตราย ผลไม้มีพิษ เมล็ดในผลไม้ที่มีรูปทรงเรือยาวจะถูกต้มเพื่อให้ได้ของเหลวที่เป็นพิษซึ่งใช้ที่ปลายลูกศรของนักล่าในแอฟริกา
ระยะออกดอก : ตุลาคม-กุมภาพันธุ์
ขยายพันธุ์ : ด้วยวิธีเพาะเมล็ดหรือสกัดไหลที่รากโคนต้นมาชำ จะออกดอกเมื่อมีอายุประมาณ4-8ปี


12 นนทรี/Peltophorum pterocarpum


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Peltophorum pterocarpum (DC.) Backer.EX.K.Heyne
ชื่อพ้อง ---  Has 15 Synonyms

-Baryxylum ferrugineum (Decne.) F.N.Williams -Caesalpinia kilaroe Span.
-Baryxylum inerme Pierre -Caesalpinia macklottii Zipp. ex Miq.
-Brasilettia ferruginea (Decne.) Kuntze -Caesalpinia roxburghii D.Dietr.
-Caesalpinia arborea Zoll. ex Miq. -Inga pterocarpa DC.
-Caesalpinia ferruginea Decne. -Peltophorum ferrugineum (Decne.) Benth.
-Caesalpinia glenieii Thwaites -Peltophorum inerme Náves ex Fern.-Vill.
-Caesalpinia inermis Roxb. -Peltophorum roxburghii (G.Don) O.Deg.
-Poinciana roxburghii G.Don

ชื่อสามัญ     ---Copper-pod, Rusty shield bearer, Sagabark peltophorum, Yellow flamboyant, Yellow flame, Yellow gold mohur, Yellow poinciana.
ชื่ออื่น     ---นนทรี, อินทรี, กระถินป่า, กระถินแดง,; [Thai: krathin paa; in see; nonsi; krathin daeng]; [India: bonmeza; ivalvagai; ivavaka]; [Malaysia: batai laut]; [Philippines: jamerelang laut; siar]; [Vietnam: lim set; trac vang]; [Trade name: braziletto wood].
ชื่อวงศ์    ---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIACEAE)
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    --- ศรีลังกา, ไทย, มาเลเซีย, เวียดนาม, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, นิวกินี, ออสเตรเลีย

 

มีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคอินโด - มลายูและพบได้จากหมู่เกาะอันดามันและศรีลังกาทางตะวันตกผ่าน Malesia ไปยังปาปัวนิวกินีและทางเหนือของออสเตรเลีย เติบโตในสภาพป่าเปิด ป่าชายหาด ขอบป่าชายเลนและพื้นที่ที่ถูกรบกวน พบที่ระดับความสูงต่ำกว่า 100 เมตร แต่สามารถพบได้สูงถึง 1,600 เมตรเป็นครั้งคราว
นนทรีเป็นไม้ต้นผลัดใบสูงประมาณ 10-15(-24) เมตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 50 (-100) ซม.ลำต้นค่อนข้างเปลาตรง  เปลือกลำต้นเป็นสีเทา หรือสีน้ำตาลอ่อนค่อนข้างเรียบหรือแตกเป็นสะเก็ดเล็กๆตลอดไปทั่วลำต้น เรือนยอดเป็นรูปร่มหรือทรงกลมกลายๆ ตามกิ่งและก้านอ่อนจะมีขนสีน้ำตาลแดงทั่วไป ส่วนกิ่งแก่เกลี้ยง ใบรวมเป็นช่อสลับซ้ายขวา เป็นแผง ยาว 30-60 ซม.ใบแตกเป็นคู่ตามก้านใบ8-10 คู่ แต่ละคู่มี10-20คู่ใบยาว 20-27 ซม.ใบย่อยรูปขอบขนานยาว 0.8-2.5 ซม. ฐานใบเฉียง
ดอก สีเหลือง เป็นช่อขนาดใหญ่มีกิ่งก้านแขนงมาก ออกตามง่ามใบตอนปลายกิ่งหรือบริเวณส่วนยอดของลำต้น  ออกดอกเป็นช่อตั้งตรงสูง ยาวประมาณ 20-30 ซม.กลีบดอกป้อมบางและยับย่น เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5 ซม.กลีบรองดอกด้านนอกมีขนสีน้ำตาลแดง ประปราย เกสรเพศผู้มี10อัน
หลังจากดอกสีเหลืองโรยไปหมดแล้ว จะเกิดฝักมาแทนที่  ผลเป็นฝักแบนรูปรีปลายและโคนสอบแหลม ขนาดกว้างประมาณ 2 ซม.ยาว 5-12 ซม.สีน้ำตาลอมม่วง เมื่อแก่จัดจนแห้งเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำ แต่ละฝักมี 1-4 เมล็ด เมล็ดแบนบางมีปีกยาว 5-10 ซม.


เติบโตได้ดีที่สุดในตำแหน่งที่มีแดดจัด ดินที่มีการระบายน้ำดี  ทนต่อดินเหนียว ทนเค็มในระดับปานกลาง ค่า pH ในช่วง 5 - 6.5 ซึ่งทนได้ 4.3 - 7. เติบโตเร็วมีความสูง 9 เมตรใน 3 ปีและออกดอกเมื่ออายุประมาณ 4 ปี สปีชีส์นี้มีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดินบางชนิดแบคทีเรียเหล่านี้ก่อตัวเป็นก้อนบนรากและตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ ไนโตรเจนบางส่วนนี้ถูกใช้โดยพืชที่กำลังเติบโต แต่บางชนิดก็สามารถใช้โดยพืชอื่น ๆ
การใช้ประโยชน์ พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเพื่อเป็นยาและแหล่งวัสดุ  มีศักยภาพเป็นสายพันธุ์บุกเบิกสำหรับการฟื้นฟูป่าไม้พื้นเมือง เป็นต้นไม้ประดับที่สวยและสง่างาม ปลูกกันอย่างกว้างขวางทั้งสำหรับตกแต่งและให้ร่มเงา และเกิดขึ้นตามธรรมชาติในพื้นที่อื่น ๆ ของเขตร้อน
-ใช้เป็นยา ในยาแผนโบราณมันถูกใช้เป็นยาสมานแผล ใช้ในการรักษาหรือบรรเทาความผิดปกติของลำไส้ ใช้หลังเกิดอาการปวดเมื่อคลอดบุตร เคล็ดขัดยอก ฟกช้ำและบวม หรือเป็นโลชั่นสำหรับปัญหาตาปวดกล้ามเนื้อและแผล นอกจากนี้ยังใช้สำหรับน้ำยาบ้วนปากและผงฟัน
-อื่น ๆใช้เนื้อไม้ในการก่อสร้างและทำ เฟอร์นิเจอร์ ด้วยเนื้อไม้สีน้ำตาลอมชมพูเป็นมันเลื่อม เสี้ยนตรง สามารถเลื่อย ไส ได้ง่ายดาย ในหลายท้องถิ่นนิยมใช้สีที่สกัดมาจากเปลือกของต้นนนทรีซึ่งให้สีน้ำตาลแดง ที่สวยงาม ย้อมผ้าบาติก
-ปลูกนนทรีเชื่อว่าคงเดชเดชามีอานุภาพดังพญานกอินทรีเพราะนนทรีจะมีชื่อเรียก อีกชื่อว่า อินทรี  เป็นพันธุ์ไม้ประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ระยะออกดอก : เดือน กุมภาพันธ์-มีนาคม
ขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด


13 อะราง/Peltophorum dasyrachis


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Peltophorum dasyrachis (Miq) Kurz
ชื่อพ้อง    ---Has 4 Synonyms
---Baryxylum dasyrachis (Miq.) Pierre
---Brasilettia dasyrhachis (Miq.) Kuntze
---Caesalpinia dasyrachis Miq.
---Caesalpinia finlaysoniana Graham
ชื่อสามัญ     ---Yellow Batai Tree, Yellow poinciana
ชื่ออื่น     ---นนทรีป่า, คางฮุง, คางฮุ่ง, คางรุ้ง, จ๊าขาม, ช้าขม,; [THAI: arang, nonsi]; [Vietnam: Cây Lim Vang, Lim vàng]; [Indonesian:soga,petaian]; [Malay: jemerelang, batai]
ชื่อวงศ์    ---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIACEAE)
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้จนถึงอินโดนีเซีย และแอฟริกา
มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (กัมพูชา ,อินโดนีเซีย ,ลาว ,มาเลเซีย ,ไทย ,เวียดนาม ) และได้รับการแนะนำในแอฟริกา (ไอวอรี่โค้สท์ ,เซียร์ราลีโอน ,แทนซาเนีย ,ยูกันดา ) พบ ตามป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณทั่วไป ที่สูงจากระดับน้ำทะเล100-1,000เมตร
ไม้ ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ผลัดใบ สูง15-30 เมตร ลักษณะเปลือกต้นเป็นสีเทาหรือสีเทาอมน้ำตาลค่อนข้างเรียบ หรือแตกเป็นสะเก็ดเล็กๆทั่วไป  เปลือกในสีน้ำตาลอมแดง ตามกิ่งก้านและยอดอ่อนจะมีขนสีน้ำตาลแดงปกคลุม กิ่งและใบแก่เกลี้ยง  เรือนยอดเป็นรูปทรงกลมทึบ ใบ ประกอบแบบขนนกสองชั้นยาวสูงสุด 32 ซม. ก้านใบยาว 5.5–7 ซม. ใบประกอบออกตรงข้ามเป็นคู่9-13คู่ ใบย่อยรูปขอบขนานแคบ8-15คู่ โคนใบสอบและเบี้ยว ปลายทางใบทู่และหยักเว้าเล็กน้อย หลังใบสีเขียวเข้ม ท้องใบสีจางขอบใบเรียบ แผ่นใบบางคล้ายใบกระถิน อะราง ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบและปลายกิ่ง ดอกสีเหลืองสด ช่อดอกห้อยลง (นนทรีตั้งขึ้น) กลีบฐานดอกมี5กลีบ ขอบกลีบจะเกยทับกัน กลีบดอกมี5กลีบ รูปกลีบดอกป้อมๆ กลีบดอกย่นโคนกลีบมีขนสีน้ำตาลประปราย เกสรผู้มี10อัน ผลเป็นฝักแบนโคนและปลายฝักเรียวแหลมยาว 10-15 ซม. และกว้าง 2-4 ซม. ภายในมีเมล็ดแบนๆเรียงตัวตามขวางของฝัก จำนวน1-4เมล็ด
การใช้ประโยชน์ ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเพื่อเป็นยาและแหล่งวัสดุ
-ใช้เป็นยา ในการแพทย์พื้นบ้านใช้ เปลือกเพื่อใช้ในการรักษาอาการไอ
-วนเกษตร  มีระบบรากลึก ทนต่อความแห้งแล้งได้ ในใบ มีสารโพลีฟีนอลสูงพวกมันสลายตัวช้าและให้เศษซากใบไม้ที่มีคุณภาพสูง ชั้นของใบไม้ร่วงที่คลี่ออกและป้องกันการงอกของวัชพืชซึ่งใช้ในการเกษตรและพืชสวนเช่นในประเทศไทย ในชวาใช้ปลูกเพื่อให้ร่มเงาในสวนกาแฟ สปีชีส์นี้มีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดินบางชนิดแบคทีเรียเหล่านี้ก่อตัวเป็นก้อนบนรากและตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ ไนโตรเจนบางส่วนนี้ถูกใช้โดยพืชที่กำลังเติบโต แต่บางชนิดก็สามารถใช้โดยพืชอื่น ๆ
-นิยมปลูกเป็นไม้ประดับโตเร็ว ลดมลพิษ
-ใช้อื่น ๆ เนื้อไม้เป็นสีแดงเหลืองถึงน้ำตาล เนื้อหยาบปานกลาง มีน้ำหนักมาก แต่เปราะบาง มักถูกโจมตีโดยปลวก มีมูลค่าตลาดเพียงเล็กน้อย ถูกใช้ในท้องถิ่นสำหรับไม้กระดานในการสร้างบ้าน แต่ส่วนใหญ่มักเป็นเพียงแหล่งฟืน
ระยะออกดอก : เดือนมกราคม-เดือนมีนาคม
ขยายพันธุ์ :  เมล็ด ปักชำ


14 ทองหลางลาย/Erythrina variegata

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Erythrina variegata Linn.
ชื่อพ้อง    ---Has 26 Synonyms

-Chirocalyx candolleanus Walp. -Erythrina indica Lam.
-Chirocalyx divaricatus (Moc. & Sessé ex DC.) Walp. -Erythrina indica var. phlebocarpa (F.M.Bailey) Domin
-Chirocalyx indicus (Lam.) Walp. -Erythrina lobulata Miq.
-Chirocalyx pictus (L.) Walp. -Erythrina loureiroi G.Don
-Corallodendron divaricatum (Moc. & Sessé ex DC.) Kuntze -Erythrina orientalis (L.) Murray
-Corallodendron lobulatum (Miq.) Kuntze -Erythrina panduriformis Blume ex Miq.
-Corallodendron orientale (L.) Kuntze -Erythrina phlebocarpa F.M.Bailey
-Corallodendron spathaceum (DC.) Kuntze -Erythrina picta L.
-Erythrina alba Cogn. & Marchand -Erythrina resupinata Moritzi
-Erythrina boninensis Tuyama -Erythrina rostrata Ridl.
-Erythrina corallodendron Lour. -Erythrina spathacea DC.
-Erythrina corallodendron Lam. -Erythrina variegata var. alba (Blatt. & Millard)M.R.Almeida
-Erythrina divaricata Moc. & Sessé ex DC. -Tetradapa javanorum Osbeck

ชื่อสามัญ     ---Variegated Coral, Tiger's Claw, Indian Coral Tree, Moochy wood tree, Sunshine tree, Thorny dapdap, East Indian coral tree.
ชื่ออื่น     ---ปาริชาติ ปาริฉัตร ทองหลางลาย ทองหลางด่าง ทองเผือก ทองบ้าน,; [THAI: Thong ban, Thong lang dang, Thong lang lai, Thong phueak.]; [CHINESE: Ci tong, Hai tong, Kong tong shu, Hai tong pi.]; [JAPANESE: Deigo, Deiko.]; [BURMESE : Penglay kathit.]; [VIETNAMESE : Cây lá vông, Vông nem.]; [MALAY : Cengkering, Chengkering, Dadap ayam]; [Philippines: Dapdap (Tag]; [SANSKRIT : Kantakipalasa, Mandar, Mandara].
ชื่อวงศ์    ---FABACEAE (LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์    --- แทนซาเนีย, หมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดีย, อินเดีย, จีน, พม่า, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, หมู่เกาะแปซิฟิก


ต้นทองหลางถือว่าเป็นพืชพรรณไม้ของเทพเจ้า เรียกในภาษาสันสกฤตว่า มนทาระ มีใบย่อย3ใบเป็นเครื่องหมายของพระเป็นเจ้าทั้ง3 ใบกลางได้แก่พระวิษณุ ใบซ้ายได้แก่ พระศิวะ และใบขวาได้แก่ พระพรหม ดอกทองหลาง เรียกว่า ดอกปาริชาติ   เชื่อว่าหากใครได้ดมกลิ่นแล้วก็จะระลึกชาติได้ และถ้าจะให้ทองหลางออกดอกต้องมีหญิงสาวสวยมาพูดหวานๆด้วย
ต้นไม้ ในสกุลทองหลางในบ้านเรามีอยู่มากมายหลายพันธุ์ มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ผิดกันเฉพาะที่สีของดอกและลายของใบเท่านั้น เคยมีผู้ตั้งชื่อเรียกทองหลางประเภทนี้ว่า "ทองหลางใบมน"แยกชนิดไว้ เช่น ทองหลางใบมนด่าง,ทองหลางใบมนดอกขาว และทองหลางใบมนดอกแดง ซึ่งทองหลางเหล่านี้ลักษณะของใบจะผิดกับใบทองหลางที่เราใช้กินกับเมี่ยงคำ
ทองหลาง ลายเป็นทองหลางใบมนชนิดหนึ่งเป็นไม้เนื้ออ่อนยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงได้ถึง 20เมตร ตามลำต้นและกิ่งก้านมีหนามแหลมคม ลักษณะหนามโค้งคล้ายเล็บสัตว์ ปลายหนามสีม่วงคล้ำ  เปลือกเป็นสีเหลืองอ่อนๆใบเป็นแบบใบรวม กลุ่มหนึ่งมีสามใบ ใบสีเขียวสด รูปใบมนปลายแหลมแบบใบโพ เส้นกลางใบและเสนแขนงใบสีเหลือง  ดอกออกเป็นช่อสีแดงสดติดกันเป็นกลุ่ม ตามข้อต้นโคนใบ ผลไม้เป็นฝักยาว 10 - 25 ซม.
เวลาออกดอกจะทิ้งใบหมดต้นถ้าปลูกอยู่ในที่แห้งแล้ง ขึ้นง่ายในดินทุกประเภท ต้องการแสงแดดจัด ดินที่อุดมสมบูรณ์ปานกลาง มีความชื้นสม่ำเสมอและมีการระบายน้ำที่ดี ค่า pH ในช่วง 5 - 7 ซึ่งทนได้ 4.5 - 7.5
มีการกระจายขนาดใหญ่มากในเขตร้อนและได้รับการแนะนำในหลาย ๆ ประเทศผ่านการเพาะปลูก เกิดขึ้นตามป่าชายฝั่งพุ่มไม้เตี้ย ๆ ชายฝั่งทะเล ป่าที่แห้งแล้งของป่าชายเลนซึ่งโดยทั่วไปมักจะเป็นดินร่วนปนทราย ที่ระดับความสูงไม่เกิน 500 เมตร
การใช้ประโยชน์ -ใช้กินได้ใบอ่อนและยอดอ่อนกินเป็นผัก
-ใช้เป็นยา ใบและเปลือกใช้กันอย่างแพร่หลายในการรักษาโรค ในหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศฟิลิปปินส์มียาต้มเปลือกและใบอ่อน ใช้ขับเสมหะ ใบและรากใช้เป็นยาแก้ไข้ ใบยาต้ม ใช้สำหรับแก้ไอและหอบหืด  ยาต้มเปลือกแห้งหรือแช่ในแอลกอฮอล์ ใช้สำหรับแก้อาการปวดเอวและขา ในคาบสมุทรมลายูเปลือกไม้ ใช้สำหรับการรักษาอาการปวดฟัน  ในคาบสมุทรและอินโดจีนใบไม้ที่ใช้สำหรับ พอกแผล เปลือกไม้ถือว่าเป็นยาฆ่าเชื้อและยาแก้ไข้ เมล็ดใช้ภายในและภายนอกสำหรับโรคมะเร็ง  ภายนอกสำหรับฝี ในประเทศจีนเปลือกใช้เป็นยาแก้ไข้และเสมหะ ในอินเดียและจีนเปลือกและใบใช้ในการปรุงยาแบบดั้งเดิมหลายชนิด Paribhadra เป็นการเตรียมของอินเดียทำลายปรสิตและบรรเทาอาการปวดข้อ น้ำคั้นจากใบผสมกับน้ำผึ้งใช้สำหรับโรคพยาธิตัวตืดและพยาธิตัวกลม น้ำคั้นจากใบใช้สำหรับปวดหูปวดฟันท้องผูกและไอ ยังใช้เพื่อกระตุ้นการหลั่งน้ำนมและการมีประจำเดือน ใช้แก้อาการไอกรนในเด็ก รากใช้สำหรับโรคผิวหนัง
ในฟิจิใบที่บดจะผสมกับน้ำมันมะพร้าวอุ่นในใบตองและนำไปใช้กับการแตกหักของกระดูก น้ำผลไม้จากใบอ่อนใช้ต้ม พืชถูกใช้เป็นผ้าพันแผล ในอินโดนีเซียใช้ในการรักษาโรคมาลาเรีย
-วนเกษตรใช้ มีหนามค่อนข้างมากและสามารถเป็นอุปสรรคในการป้องกันการบุกรุก ถูกนำมาใช้เป็นรั้วมีชีวิตเพื่อเป็นขอบเขตและป้องกันความเสี่ยง สปีชีส์นี้มีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดินบางชนิดแบคทีเรียเหล่านี้ก่อตัวเป็นก้อนบนรากและตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ ไนโตรเจนบางส่วนนี้ถูกใช้โดยพืชที่กำลังเติบโต แต่บางชนิดก็สามารถใช้โดยพืชอื่น ๆ
-นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ เพราะเป็นไม้ที่มีความสวยงาม เนื่องจากใบมีลวดลายสีโดดเด่นน่ามอง
-ใช้อื่น ๆ เนื้อไม้เป็นสีขาว แต่เข้มขึ้นตรงกลาง มีน้ำหนักเบานุ่มเป็นรูพรุนและเป็นเส้น ๆ  ถูกใช้ในท้องถิ่นสำหรับการทำหอก โล่ รางแขนสำหรับเรือแคนูและเป็นทุ่นลอยสำหรับอวนประมง ไม้เนื้ออ่อนสีขาวนั้นง่ายต่อการแกะสลัก ทำรูปปั้นของเล่น ฯลฯ
ระยะออกดอก---เดือนมกราคม–กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์ : ด้วยการปักชำกิ่งและตอนกิ่ง

15 ทองกวาว/Butea monosperma


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Butea monosperma (Lam.) Taub.
ชื่อพ้อง ---Has 3 Synonyms   
---Butea frondosa Roxb. ex Willd.
---Erythrina monosperma Lam.
---Phaso monosperma (Lam.) Kuntze
ชื่อสามัญ     ---Bastard Teak, Flame of the Forest, Forest flame, Bengal kino tree, Parrot Tree.
ชื่ออื่น     ---ทองกวาว,  กวาว, จาน; [INDIA: Dhak, Palash (Hindi); Porasu (Tamil); Mukkappuyam,Palasinsamatha,Brahmavriksham,Chamatha,Plasu (Malayalam)]; [BENGALI: Palas]; [BURMESE: Pauk]; [MALAYSIA: Semarkat Api]; [INDONESIA: Ploso (Jawa)]; [VIETNAM: Gièng gièng]; [TRADE NAME: Palasha, Dhak].
ชื่อวงศ์    ---FABACEAE (LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---แถบเอเชียใต้ จากประเทศไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย ศรีลังกา เนปาล บังกลาเทศ ปากีสถาน อินเดีย และในแถบทางภาคตะวันตกของอินโดนีเซีย
 


พบขึ้นตามพื้นที่แห้งแล้ง ป่า ทุ่งหญ้าโล่งกว้างและดินแดนรกร้าง ที่ระดับความสูงถึง1500 เมตร
ในประเทศไทย ทองกวาว ที่พบเห็นกันตามธรรมชาติมักขึ้นอยู่ตามที่ราบน้ำท่วมถึง พบมาทางภาคเหนือและภาคอีสาน พันธุ์ไม้ชนิดนี้ชาวบ้านนิยมปลูกไว้สำหรับเลี้ยงครั่ง
เป็นไม้ต้นผลัดใบขนาดกลางสูง 12-15เมตรมีเส้นผ่านศูนย์กลางสูงสุด 43 ซม เรือนยอดแผ่กว้างเป็นรูปทรงกลม ต้นและใบคล้ายพวกทองหลางใบมนและทองหลางดอกแดง ผิดกันที่ทองกวาวไม่มีหนามแต่เปลือกลำต้นเป็นปุ่มปมไม่เรียบผิวมีสีน้ำตาล หม่นๆ ใบ เป็นใบผสมมีใบย่อยเพียง 3 ใบ พื้นผิวใบเกลี้ยงเป็นมันสีเขียว ใบย่อยที่อยู่ตรงกลางมีลักษณะมนกว้างเกือบกลมส่วนใบย่อยด้านข้างกว้างที่ ส่วนโคนและกลางใบ  ลักษณะใบคล้ายทองหลางใบมน
ดอก ออกเป็นช่อ ดอกมีรูปร่างคล้ายดอกถั่ว หรือดอกแค สีแดงอมส้มสดใสสวยงามมาก ดอกจะออกเป็นช่อเรียงติดกันแน่นตามกิ่งส่วนยอด ดอกช่อนึงยาวประมาณ 60-90ซม. เมื่อออกดอกมักทิ้งใบเกือบหมด บางต้นอาจไม่มีใบเหลืออยู่เลยมีแต่ดอกเต็มต้น ผลรูปขอบขนานยาว 5-28 ซม.กว้าง4-5ซม. มีลักษณะเป็นฝักแข็งเปลือกนอกมีสีน้ำตาลอ่อน ภายในฝักมีเมล็ด ขนาดเล็กสีน้ำตาลแก่
ต้องการแสงแดดจัดถึงร่มเงาบางส่วน เติบโตได้ดีที่สุดในดินทรายลุ่มน้ำเก่าแก่และหินบะซอลสีแดงที่ผุกร่อน อย่างไรก็ตามมันก็ประสบความสำเร็จในดินหลากหลายชนิดรวมถึงที่ตื้นเขินดินฝ้ายสีดำ ดินเหนียว และแม้แต่ดินเค็มหรือดินที่มีน้ำขัง ที่ดินมีค่า pH 6 - 7


          การใช้ประโยชน์ -ใช้เป็นอาหาร ยางไม้จากต้นไม้ที่เรียกว่าkamarkasในภาษาฮินดีถูกนำมาใช้ในอาหารบางจาน
-ใช้เป็นยา ใช้ในระบบการแพทย์แผนโบราณอายุรเวท Siddha และ Unani สำหรับการรักษาโรคต่าง ๆ  ใช้เป็นยาชูกำลังและยารักษาพยาธิในตำราอายุรเวท Palash ถือว่าเป็นยาแก้อักเสบต้านจุลชีพ ต้านเบาหวานขับปัสสาวะยาแก้ปวดและยาสมานแผล ใบมีคุณสมบัติเป็นยาสมานแผล ขับปัสสาวะและต่อต้านการตกไข่ ดอกไม้และใบไม้เป็นยาขับปัสสาวะยาโป๊ยาสมานแผลและเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในส่วนของอุ้งเชิงกราน   รากถูกใช้เพื่อรักษาอาการตาบอดกลางคืน เมล็ดมีน้ำมันประมาณ 18% เรียกว่า 'moodoga oil' มันเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพสำหรับพยาธิปากขอ  หมากฝรั่งยังได้มาจากต้นไม้ที่รู้จักกันในชื่อ gum kino หรือ Bengal kino gum หมากฝรั่งนั้นทำมาจากเปลือก  มีฤทธิ์ฝาดและมีประโยชน์ในกรณีที่มีเลือดออก
-ใช้อื่น ๆ สีเหลืองสดใสถึงสีส้มแดงเข้มที่เรียกว่า butein สามารถเตรียมได้จากดอกไม้ มันถูกใช้โดยเฉพาะสำหรับการย้อมผ้าไหมและบางครั้งสำหรับผ้าฝ้ายและมีการใช้แบบดั้งเดิมโดยชาวฮินดูเพื่อทำเครื่องหมายบนหน้าผาก สีย้อมสีแดงนั้นได้มาจากราก วัสดุหยาบหยาบเส้นใยที่รู้จักกันในชื่อ 'pala fiber' นั้นได้มาจากเปลือกชั้นใน มันถูกใช้สำหรับสายระโยงระยาง ปิดผนึกตะเข็บของเรือและทำกระดาษ ส่วนเส้นใยที่แข็งแกร่ง ได้จากราก ในอินเดียใช้สำหรับทำรองเท้าพื้นเมือง เชือก ฯลฯเมล็ดใช้เป็นยาฆ่าแมลง
-ความเชื่อ-พิธีกรรม ต้น ทองกวาวมีความเชื่อทั้งพุทธและฮินดู ชาวพุทธในอินเดียถือว่าเป็นไม้พระพุทธเจ้า ในตำนานอดีตพุทธเจ้ากล่าวว่า พระเมธังกรพุทธเจ้าตรัสรู้ ณ โคนต้นทองกวาว ส่วนชาวฮินดูในอินเดียถือว่าเป็นไม้พระจันทร์ มีตำนานว่าเกิดจากขนเหยี่ยวกำซาบด้วยน้ำโสม
ระยะออกดอก---: กุมภาพันธ์ - เมษายน--- ติดผล--- พฤษภาคม - กรกฎาคม
ขยายพันธุ์ ---เมล็ด ตอนกิ่ง

16 ทองกวาวดอกเหลือง/Butea monosperma


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Butea monosperma (Lam.) Taub.
ชื่อพ้อง 
ชื่อพ้อง ---Has 3 Synonyms   
---Butea frondosa Roxb. ex Willd.
---Erythrina monosperma Lam.
---Phaso monosperma (Lam.) Kuntze

ชื่อสามัญ     ---Bastard Teak, Flame of the Forest.
ชื่ออื่น     ---ทองกวาวเหลือง, กวาวคำ
ชื่อวงศ์    ---FABACEAE (LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด    ---ประเทศไทยและอินเดีย
เขตกระจายพันธุ์    ---อินเดีย พม่า ภูมิภาคอินโดจีน

 

เป็นต้นไม้ต้นเดียวกันกับทองกวาวนั่นแหละชื่อวิทยาศาสตร์เดียวกัน ไม่ได้เขียนผิด แต่ผ่าเหล่ามาเป็นสีเหลือง ถ้าจะปลูกด้วยเมล็ดอาจกลายเป็นต้นสีแดงได้ ถ้าอยากได้ดอกสีเหลืองต้องตอนกิ่งเอา ในประเทศไทยจะพบเห็นทองกวาวเหลืองได้ตามป่าผลัดใบหรือปลูกตามริมข้างทาง ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นไม้ต้น สูง 8-15เมตร ลำต้นมักคดงอ ใบประกอบแบบใบย่อย3ใบรูปคล้ายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน หรือเกือบกลม ปลายใบทู่ โคนใบไม่สมมาตร  
  ดอก สีเหลืองออกเป็นช่อแน่นตามกิ่งก้านและปลายกิ่ง ยาวได้ถึง20ซม.ดอกย่อยรูปดอกถั่วยาวประมาณ7ซม. กลีบรองดอกเป็นรูปถ้วยสีเข้มปลายแยกเป็น4-5แฉก กลีบดอก5กลีบ เกสรผู้10อัน ผลเป็นฝักแบนรูปขอบขนานกว้าง305ซม.ยาว14ซม. โค้งเล็กน้อยมีขนนุ่มสีขาวคลุม มีเมล็ดเพียงเมล็ดเดียวที่ปลายฝัก (ใช้ประโยชน์ได้เหมือนกัน)                                       ระยะออกดอก --- เดือนมกราคม-เดือนมีนาคม                                                                                                ขยายพันธุ์--- เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง


17 ปีบ/Millingtonia hortensis


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Millingtonia hortensis.,Linn.f.
ชื่อพ้อง    ---Has 6 Synonyms
---Bignonia azedarachta König & Sims    
---Bignonia cicutaria K.D.Koenig ex Mart.    
---Bignonia hortensis (L.f.) Oken
---Bignonia suberosa Roxb.    
---Millingtonia dubiosa Span.    
---Nevrilis suberosa Raf. [Illegitimate]
ชื่อสามัญ     ---Indian Cork Tree, Cork Tree, Tree Jasmine, Akash Neem,
ชื่ออื่น     ---ปีบ, กาสะลอง, [INDIA: Neem Chameli, Akash Neem (Hindi), Kat-malli(Tamil), Katesam (Malayalam), Latak chandani (Marathi)]; [KHMER: Angkear-bos]; [CHINESE: Lǎoyā yāntǒng huā]
ชื่อวงศ์    ---BIGNONIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---จีน, อินเดีย, อินโดจีน, มาเลเซีย
เป็นต้นไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงทะมึนได้ถึง 25 เมตร เปลือกขรุขระสีเทาเนื้อหยุ่นๆ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก 2-3 ชั้น มีใบย่อยหลายใบ ใบย่อยรูปไข่ ขนาดความกว้าง2--3.5ซม.ยาว3-5.5ซม. ขอบใบเรียบหรือหยักห่างๆ โคนใบมนปลายใบแหลมเป็นติ่งยาว
ดอก เป็นช่อ เกิดที่ปลายกิ่งห้อยลงสีขาวมีกลิ่นหอม กลีบดอกติดกันเป็นหลอดยาวประมาณ6ซม.ปลายเป็นรูปถ้วยแยกเป็น5กลีบ ดอกบานตอนกลาง คืน ในตอนเช้าดอกที่บานก็จะร่วงหล่นเกลื่อนอยู่ใต้ต้น
ผล เป็นฝักแบนขนาดกว้าง2ซม.ยาว30ซม.เมื่อฝักแก่จะแตกออกทำให้เมล็ดปลิวกระจายไป ได้ไกล เมล็ดแบนมีปีกบางๆปลิวไปตามลมได้ ขนาดเมล็ดรวมปีกกว้างประมาณ1.3ซม.ยาว2.5ซม.
ไม้ต้นนี้จัดเป็นไม้ประดับแบบไทยๆที่สวยงาม ดอกหอมมาก ชอบอากาศชุ่มชื้นแต่มีความทนอากาศแห้งแล้งได้ดีปลูกง่ายโตเร็ว แต่รากปีบไม่หยั่งลึกลงไปในดินเหมือนต้นไม้ใหญ่อื่นๆ  รากไปตามผิวดิน และจะแตกต้นใหม่ขึ้นสามารถสกัดรากไปปลูกใหม่ได้  ฉะนั้นใครปลูกปีปไว้ใกล้บ้านอย่าปล่อยให้สูงตระหง่านนักเพราะจะทานแรงลมพายุไม่ไหว ต้องหมั่นตัดแต่งกิ่งบ่อยๆจะทำให้ทรงต้นสวยด้วย
ถ้าจะกล่าวถึงปีปในแง่ที่เป็นสมุนไพร ตำรับยาบางขนานของเราคงจะได้รับอิทธิพลมาจากหมอยาทางฝั่งประเทศลาวในสมัยโบราณด้วยทางโน้นมีคติเชื่อว่า สมุนยาที่มีชื่อเรียกปู่เจ้านำหน้านั้น เป็นต้นพืชอันศักดิ์สิทธื์ สามารถนำมาปรุงยารักษาโรคร้ายให้หายได้ หมอยาเรียกต้นปีปว่า "ปู่เจ้าครองดง "
เป็นต้นไม้พื้นเมืองเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใช้เป็นยาในท้องถิ่น ใช้ดอกไม้แห้งมวนบุหรี่สูบ มีฤทธิ์ต้านจุลชีพที่ดีและมีประสิทธิภาพเป็นยาขยายหลอดลม - ยาบำรุงรากปอด
ระยะออกดอกและติดผล---กันยายน - ธันวาคม
การขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด สกัดต้นอ่อนจากราก


18 ปีบทอง/Radermachera ignea

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Mayodendron igneum (Kurz) Kurz.
ชื่อพ้อง    ---Has 2 Synonyms
---Radermachera ignea (Kurz) Steenis
---Basionym:Spathodea ignea Kurz
ชื่อสามัญ     ---Tree Jasmine
ชื่ออื่น     ---กาซะลองคำ, ปีบทอง, สำเภาหลามต้น, กากี,  แคะเป๊าะ, อ้อยช้าง,  สะเภา, จางจืด, [THAI: kasalong kham (Chiang Rai), khae po (Lampang), chang chuet (Chiang Mai), kaki (Surat Thani), sa phao (Northern),samphao lam ton (Lampang), oi chang (Northern)]; [CHINESE: huo shao hua]
ชื่อวงศ์    ---BIGNONIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-กวางตุ้ง, กวางสี, ไต้หวัน, ยูนนาน ลาว, พม่า, ไทย, เวียดนาม


มีเขตการกระจายพันธุ์จากพม่าตอนใต้จนถึงเกาะไหหลำ ที่ระดับความสูง 100-1900 ม.
ปีบ ทองเป็นไม้ผลัดใบขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ความสูงประมาณ 6 - 14 เมตร เรือนยอดหนาทึบใบเป็นใบประกอบแบบขนนก2-3ชั้น ใบย่อยรูปไข่หรือใบมน ขนาดกว้าง2.8-4.4ซม.ยาว6-12ซม.ปลายใบแหลมยาว ขอบใบเรียบ ดอกสีเหลืองเข้มสวยซะไม่มีล่ะออกเป็นช่อสั้นๆเป็นกลุ่ม ตามลำต้นและกิ่งก้าน ช่อหนึ่งมี5-10ดอกบานไม่พร้อมกัน กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้นๆ ที่ฐานและค่อยๆโป่งพองออกที่ตอนกลางและปลายกลีบดอก ปลายกลีบแยกเป็น5แฉก ผลเป็นฝักกลมยาวเรียวคล้ายฝักถั่วฝักยาว ความยาวประมาณ40ซม.ผิวเกลี้ยง ฝักแก่จะแตกเป็น2ซีกบิดงอ เมล็ดมีปีกบางๆทางด้านข้างของเมล็ด
ปีบทองชอบขึ้นอยู่ตามเขาหินปูนค่อนข้างชุ่มชื้น โดยเฉพาะทางภาคเหนือของประเทศ มักไม่พบขึ้นเองทางภาคอื่น นอกจากจะนำไปปลูกประดับจัดสวน
บาง ทีการรู้จักแหล่งกำเนิดทางธรรมชาติก็จะเป็นการพิจารณาได้อีกทางสำหรับการ กำหนดต้นไม้ที่จะนำไปปลูกเพราะบางทีผิดที่ผิดทางดูแลไม่ดีก็อาจทำให้เกิดการ สูญเสียขึ้นได้ เพราะไม่ค่อยน่าจะสบายใจเท่าไหร่นักกับการเคลื่อนต้นไม้ขนาดใหญ่จากที่หนึ่ง ไปที่หนึ่งโดยไม่ได้ศึกษาธรรมชาติของต้นไม้ต้นนั้นอย่างถ้วนทั่ว  ทำให้รักษาเอาไว้ไม่ได้ ตายไปอย่างน่าเสียดายนักต่อนัก
-ใช้เป็นไม้ประดับ ดอกของปีบทองสวยงามมากเวลาออกดอกจะทิ้งใบหมดต้นเหลือเฉพาะดอก ทรงต้นก็สวย เรือนพุ่ม ทึบหนามีน้ำหนักดี  จึงนิยมนำมาใช้จัดสวน
ระยะเวลาออกดอก --- มกราคม-เมษายน
การขยายพันธุ์ ---เมล็ด


19 ประดู่ป่า/Pterocarpus macrocarpus


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Pterocarpus macrocarpus Kurz
ชื่อพ้อง ---Has 7 Synonyms   
---Lingoum cambodianum Pierre
---Lingoum glaucinum Pierre
---Lingoum gracile Pierre
---Lingoum macrocarpum (Kurz) Kuntze
---Lingoum oblongum Pierre
---Lingoum parvifolium Pierre
---Lingoum pedatum Pierre
ชื่อสามัญ     ---Burma Padauk, Burmese Ebony.
ชื่ออื่น     ---ประดู่,ดู่, ดู่ป่า, จิต๊อก, ประดู่เสน, [Thailand: pradoo; pradu]; [Laos: mai doo; maidu]; [Myanmar: mai-chi-tawk; mai-pi-tawk; padauk; padok; sena]; [Vietnam: dáng-hương; giáng]; [Trade name: Burma padauk]
ชื่อวงศ์    ---LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE( FABACEAE )
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ - เมียนมาร์ ไทย ลาว เวียดนาม กัมพูชา


ต้น ประดู่ป่ากับต้นประดู่บ้านซึ่งมีอายุเท่ากัน ต้นประดู่ป่าจะมีปุ่มประดู่มากกว่า ต้นประดู่บ้านอยู่หลายปุ่ม แต่ปุ่มประดู่บ้านจะมีลวดลายสะสวยกว่าลวดลายของปุ่มประดู่ป่า สำหรับความงามของปุ่มประดู่ท่านว่า ปุ่มมะค่านี่ชิดซ้ายไปเลย และส่วนตรงนี้จะกลายเป็นเนื้อไม้ที่มีค่ายิ่งในวงการหัตถศิลปและศิลปกรรม  ประจำชาติไทย ดังเช่นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที๕ และในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๖ ตลอดจนมาถึงในสมัยต้นๆของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๗ ในรัชสมัยของพระองค์ท่านซึ่งได้กล่าวถึงพระนามนี้ พระองค์ได้ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ส่งเสริมการก่อสร้างสิ่งประดิษฐ์ทั้งในศิลปกรรมและหัตถศิลป์ที่มีคุณค่าอัน เกิดจากการผลิตและใช้ไม้ประดู่เป็นวัตถุดิบแต่ในครั้งนั้นไว้ทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นในพระราชสำนัก ในพระบรมมหาราชวัง ตามสภานที่ราชการ ตามศาลาการเปรียญ  ซึ่งได้ใช้ไม้ประดู่และปุ่มประดู่เป็นวัตถุดิบในการผลิตงานศิลป์ เป็นที่เชิดหน้าชูตาอยู่ในยุคนั้นเกือบทั้งสิ้นนับ ตั้งแต่โต๊ะ ตู้ ตั่ง เตียง ขันน้ำ พานรอง เชี่ยนหมาก ฯลฯ ซึ่งล้วนถูกประดิษฐ์ไว้อย่างสวยงาม เป็นศิลป์ที่งดงามเลิศเลอ งามทั้งลวดลายจากไม้ประดู่ และยอดเยี่ยมด้วยฝีมือการประดิษฐ์ ของช่างศิลป์ไทยในสมัยก่อน  ซึ่งเราน่าจะได้รับทราบไว้และนับเป็นเกียรติประวัติของพันธุ์พืชที่คนไทยให้ ชื่อว่า"ประดู่"ที่ขอนำมาเสนอและกล่าวถึงด้วยความภาคภูมิใจยื่ง
  นอกจากนี้ ประดู่ ยังได้รับเกียรติอันสูงส่งที่ได้เกี่ยวข้องกับผลงานส่วนหนึ่งของราชนาวีไทย เมื่อ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ได้ทรงร้อยกรองทำนองเพลงพระนิพนธ์ไว้เป็นเพลงอมตะ คือเพลง " ดอกประดู่ "โดย พระองค์ท่านได้ทรงนำเอาความจริงจากธรรมชาติให้เห็นความพร้อมเพรียงกันในวัน ที่ดอกประดู่บาน ทรงใช้วงจรชีวิตจาก พันธุ์พฤกษา  เข้าเปรียบเทียบไว้กับคำว่า " ชีวิต " และ " หน้าที่  " ของทหารเรือไทย ดังเนื้อเพลงพระนิพนธ์ตอนหนึ่งทีว่า
"พวกเราทุกลำจำเช่นดอกประดู่
วันไหนวันดีบานคลี่พร้อมอยู่
วันไหนวันโรยดอกโปรยตกพรู
ทหารเรือเราจงดู ตายเป็นหมู่ให้ชาติไทย"
ขอเชิดชูเกียรติลูกดอกประดู่ทุกท่าน ณ ที่นี้

   

ประดู่ป่ามีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยมีการกระจายตามธรรมชาติจากพม่าผ่านประเทศไทยลาวและกัมพูชาไปจนถึงเวียดนามตอนใต้ได้รับการแนะนำและสามารถพบสัญชาติในอินเดียและแคริบเบียน และอาจเป็นพืชรุกรานในตรินิแดดและโตเบโก พบการเจริญเติบโตในเขตร้อนที่ลุ่มในป่าผลัดใบผสมกึ่งผลัดใบหรือป่าผลัดใบ ป่าเต็งรังและป่าดิบ ที่ระดับตั้งแต่ 100-600 เมตร
ลักษณะเป็นไม้ยืนต้นสูงได้ถึง10-30 เมตร มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.3-2.1 เมตร ลำต้นตรงไม่ค่อยแตกกิ่งก้านสาขา เปลือกเป็นขุยสีเทาสีน้ำตาล ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ แต่ละช่อใบจะมีใบย่อยประมาณ 5-11 ใบย่อย  รูปค่อนข้างมน หรือรูปไข่ถึงรูปขอบขนาน ปลายใบแหลมเป็นติ่ง โคนใบมน ขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2.5-5 ซม.  ยาว  5-15 ซม. แผ่นใบเหนียวคล้ายหนัง ใบอ่อนมีขนเล็กน้อย ส่วนใบแก่จะเกลี้ยง ผิวใบจะมีขนสั้น ๆ ปกคลุมท้องใบมากกว่าหลังใบ ก้านใบอ่อนมีขนอ่อนปกคลุมเล็กน้อย
ดอกออกเป็นช่อมีสีเหลืองสดลักษณะคล้ายดอกถั่ว โคนกลีบเลี้ยงกลีบดอกติดกันเป็น กรวยโค้งเล็กน้อย กลีบดอกมี 5 กลีบ มีขนาดดอกเล็ก ผลเป็นฝักกลมะมีขนปกคลุม ผลแก่ สีน้ำตาลแกมเทา  เปลือก แข็งหนา มีเมล็ด 1-2 เมล็ด สีน้ำตาลแดง
-การใช้ประโยชน์ เป็นพันธุ์ไม้ที่สำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีการส่งออกเป็นจำนวนมากในแต่ละปี  ใช้สำหรับงานก่อสร้างและงานเฟอร์นิเจอร์ ไม้เนื้อแข็งมีความหนาแน่นค่อนข้างหนักทนทานและทนต่อการโจมตีของปลวก ใช้ปลูกประดับเป็นไม้ให้ร่มเงาและดอกไม้ซึ่งมีความสวยงาม ปลูกในโครงการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูป่าดั้งเดิม และปลูกในป่าที่เสื่อมโทรมและพื้นที่เปิดโล่ง
-ใช้เป็นยา เปลือกและรากใช้เป็นยารักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบและโรคท้องร่วง
ระยะออกดอก---มีนาคม-เมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด ต้นกล้าสามารถปลูกในตำแหน่งถาวรเมื่ออายุประมาณ 1 ปีและสูงประมาณ 30 ซม เป็นไม้ยืนต้นที่มีอายุยืนยาวและมีอายุยาวนานกว่า 60 ปี


20 ประดู่บ้าน/Pterocarpus indicus


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Pterocarpus indicus Willd.
ชื่อพ้อง    ---Has 5 Synonyms
---Lingoum indicum Kuntze
---Malaparius flavus (Lour.) Miq.
---Pterocarpus flavus Lour.
---Pterocarpus wallichii Wight & Arn.
---Pterocarpus zollingeri Miq.
ชื่อสามัญ     ---Angsana, Andaman redwood; Burmese rosewood; Malay paduak; Papua New Guinea rosewood; Philippine mahogany; redwood; smooth narra
ชื่ออื่น     ---ประดู่อังสนา, ดู่บ้าน  ประดู่บ้าน ประดู่ลาย ประดู่กิ่งอ่อน อังสนา  สะโน  ดู่, ประดู่ป่า, ประดู่ไทย, [Thailand: duu baan; pradoo; pradoo baan; praduu baan]; [Chinese: zi tan]; [India: narra]; [Laos: chan deng]; [Indonesia: angsana; angsena]; [Malaysia: angsana]; [Myanmar: ansanah; pashu-padauk; sena]; [Philippines: apalit; naga; nala; narra]; [Trade name: amboyna, angsana, Burmese rosewood, narra, rosewood].
ชื่อวงศ์    ---LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE ( FABACEAE )
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-

 

มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนชื้นและเขตอบอุ่นของเอเชียมาเลเซียและภูมิภาคแปซิฟิกเหนือและตะวันตกเฉียงใต้ สายพันธุ์นี้สามารถพบได้ในการเพาะปลูกและแปลงสัญชาติในอเมริกากลางและใต้, แคริบเบียน, แอฟริกา, เอเชียและบนหมู่เกาะแปซิฟิก (เช่นกวม, ฮาวาย, ฟิจิและซามัว) มีชื่ออยู่ในรายการของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานในตรินิแดดและโตเบโก ถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติ ที่อื่นสามารถพบได้ในป่าเปิด ป่ารอง ป่าชายฝั่งทะเล หนองน้ำตามฤดูกาลและตามลำธารน้ำขึ้นน้ำลงชายฝั่งหินที่ระดับความสูง 750เมตร ประดู่ป่ากับประดู่บ้านมักสับสนกันสังเกตุที่ดอกของประดู่ป่าดอกจะออกเป็นช่อ ที่ก้่านช่อไม่แตกแขนงช่อยาว5-9ซมออกในซอกใบ. แต่ดอกประดู่บ้านดอกมีก้านช่อที่แตกแขนงออกที่ปลายกิ่งยาว15-30 ซม อันนี้ดูความแตกต่างตอนออกดอก
ดอก และเรือนยอดที่สวยงามของประดู่บ้านทำให้เป็นที่นิยม และกระจายพันธุ์ไปกว้างขวางเป็นไม้ผลัดใบขนาดกลาง สูงประมาณ 8-15 เมตรเรือนยอดแผ่กว้างกิ่งอ่อนห้อยย้อยลง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ออกรวมกันเป็นช่อ มีใบย่อย5-11ใบใบย่อยรูปขอบขนานแกมรูปไข่ ผิวใบเกลี้ยงโคนใบมนปลายใบแหลม ดอก เป็นดอกช่อออกตามปลายกิ่งหลังจากแตกใบใหม่ กลีบรองดอกสีเขียวกลีบดอกสีเหลืองอมส้ม ดอกคล้ายดอกถั่วขนาด1-1.5 ซม.ดอกมีกลิ่นหอม
ผลกลมและแบนมีปีกบางๆโดยรอบผลแก่มีสีน้ำตาลไม่แตก มีเมล็ดตรงกลาง1เมล็ด
ต้องการแสงแดดจัด ดินร่วนปนทรายจนถึงดินเหนียว ที่มีค่า pH 5.5 - 6.5, ที่ทนได้  5 - 7.

การใช้ประโยชน์ -ใช้เป็นยา ใบอ่อนใช้ในการรักษาอาการท้องผูก ปวดท้อง แก้ไข้ หอบหืดและแผลในปาก ใบสดจะเคี้ยวกับหมากพลูเพื่อบรรเทาอาการไอ ใบอ่อน ใช้ภายนอกกับความร้อน ถูกลวกและแผลพุพอง เปลือกไม้แห้งในการรักษาโรคปอดอักเสบ รากใช้ในการรักษาซิฟิลิส
-ใช้ในระบบวนเกษตร เป็นต้นไม้ที่ให้ร่มสำหรับกาแฟและพืชอื่น ๆ สปีชีส์นี้มีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดินบางชนิดแบคทีเรียเหล่านี้ก่อตัวเป็นก้อนบนรากและตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ ไนโตรเจนบางส่วนนี้ถูกใช้โดยพืชที่กำลังเติบโต แต่บางชนิดก็สามารถใช้โดยพืชอื่น ๆ
-ใช้อื่น ๆ แก่นไม้เป็นสีอิฐ สีแดงถึงสีน้ำตาลทองมีความแข็งปานกลาง หนักและง่ายต่อการใช้งานมีกลิ่นหอม มันถูกใช้สำหรับเฟอร์นิเจอร์ชั้นสูงและตู้ตกแต่งแผ่นไม้อัดตกแต่งภายในแผ่นผนังตกแต่งพื้น (รวมถึงแถบและไม้ปาร์เก้), เครื่องดนตรี  Amboyna burl ที่มีค่าสูงซึ่งเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ไม้ที่หายากและมีค่ามากที่สุดในโลก มันใช้เพียงเล็กน้อยในการกลึง แต่เนื่องจาก burl เป็นรูปทรงที่ประณีตมาก ทำให้ ดีต่อชิ้นส่วน เพื่อใช้สำหรับ finials หรือบางทีอาจเป็นรูปคล้ายคาโบชอง(cabochon)บนกล่องแบน
แหล่งที่มาของ kino; Kino เป็นสารสีแดงคล้ายกับเรซิ่น ถูกใช้ในท้องถิ่นเป็นยาสมานแผลและในการฟอก ไม้และเปลือกไม้ให้สีย้อมแดง ใบใช้เป็นแชมพู
ระยะออกดอก--- เดือน มีนาคม-เดือนเมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ


21 ประดู่แดง/Phyllocarpus septentrionalis


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Barnebydendron riedelii (Tul.) J.H.Kirkbr.1999
ชื่อพ้อง    ---Has 2 Synonyms
---Phyllocarpus riedelii Tul. 1843
---Basionym: Phyllocarpus septentrionalis Donn. Sm. 1913
ชื่อสามัญ     ---Monkey Flower Tree, Fire of Pakistan, Monkey Fur Tree
ชื่ออื่น     ---ประดู่แดง, วาสุเทพ,; [Thai: pradoo Daeng, Wasuthep]; [Spanish: Guacamayo]; [Portuguese: Guarabu cebola, Guaribeiro , Itapicuru].
ชื่อวงศ์    ---LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE ( FABACEAE )
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์    -- อเมริกาใต้ - บราซิลตะวันออก, เปรู; อเมริกากลาง - ปานามาไปยังกัวเตมาลา


เป็น Monotypic มีเพียงสายพันธุ์เดียวในสกุล Barnebydendron คือ Barnebydendron riedelii (Tul.) J.H.Kirkbr
    ประดู่แดงเป็นพันธุ์ไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคตั้งแต่บริเวณหุบเขามอนตากัวทางทิศตะวันออกของประเทศกัวเตมาลา ถึงปานามา และทางตอนเหนือของอเมริกาใต้ เติบโตในป่าฝนเขตร้อน (Terra firme) ในพืชพันธุ์ชายฝั่ง ในป่ากึ่งผลัดใบ  เนินเขาที่แห้งแล้งและมีโขดหินเป็นป่าโปร่ง ที่ระดับความสูง 100 - 900 เมตร
สำหรับประเทศไทย พระยาอายุรเวทวิจักษณ์ (ดร.เอ็ม คาทิว) ชนชาติอังกฤษ แพทย์ในราชสำนัก รัชกาลที่6 ได้นำมาปลูกเป็นคนแรกโดยปลูกไว้ที่บ้านชมเขา อำเภอหัวหินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีจำนวน4ต้นต่อมาได้ขยายพันธุ์ไปอย่างกว้างขวาง    ประดู่แดง เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลาง สูง 15-20 เมตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 50 - 70 ซม.ทรงพุ่มกิ่งก้านย้อยห้อยลง เปลือกต้นสีเทาขาวให้ใบและดอกดก ใบเป็นใบประกอบมีใบย่อย 6-10 คู่ ใบที่อยู่ส่วนปลายเป็นคู่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ใบย่อยรูปไข่เกลี้ยง สีเขียวอ่อนกว้าง 2.5-7 ซม.ยาว3-7 ซม. ผลัดใบในฤดูหนาวราวเดือนธันวาคมถึงมกราคม ออก ดอกตอนใบร่วงหมด ดอกออกเป็นช่อกระจุกใหญ่ตามด้านข้างของกิ่ง กลีบรองกลีบดอก4กลีบสีแดง กลีบดอก 5 กลีบสีแดงคล้ำหรือสีเลือดหมู เกสรสีแดงขนาดยาวไม่เท่ากันไม่มีกลิ่นหอม ดอกจะบานเต็มต้นราว 2 สัปดาห์แล้วจะร่วงหมด ผล เป็นฝักแบนเรียวยาว 10–17 ซม. เปลือกผลจะมีเส้นนูนคล้ายเส้นใบปรากฏอยู่ มีเมล็ด1-2เมล็ดตรงกลางผล เมล็ดมีลักษณะแบน ขนาดของผลกว้าง1-3 ซม.ยาว5-8 ซม.
การใช้ประโยชน์ เนื้อไม้สีขาวเป็นรูพรุน หนัก  เนื้อแข็งปานกลางไม่ทนทาน ไม่มีค่าดังนั้นจึงใช้เป็นวัสดุก่อสร้างภายในอาคารเท่านั้น แต่คุณค่าของต้นไม้นั้นมีค่าประดับมากเมื่อเติบโตในสวน  นิยมปลูกเป็นไม้ประดับให้ร่มเงาตามสวนสาธารณะ และใช้ในงานภูมิทัศน์ ทั่วไป มีการปลูกกันอย่างแพร่หลายในพื้นที่เขตร้อนทั่วโลก ต้นไม้บางครั้งใช้ในการแพทย์พื้นบ้าน
ระยะออกดอก---เดือนมกราคม-เดือนกุมภาพันธ์ผลแก่เดือนเมษายน-เดือนพฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด จะให้ดอกเมื่ออายุประมาณ 10-15ปี

22 พญาสัตบรรณ/Alstonia scholaris


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Alstonia scholaris.R.BR.
ชื่อพ้อง    ---Has 1 Synonyms
---Basionym: Echites scholaris L
ชื่อสามัญ     ---White Cheesewood, Devil Tree, Blackboard Tree, Devil's Bark, Milky Pine, Indian Pulai, Dita tree.
ชื่ออื่น     ---พญาสัตบรรณ, ตีนเป็ด, สัตบรรณ, หัสบรรณ, ; [Thai: sattaban, teenpet, hasaban]; [Myanmar: letpan-ga, taung-mayo, taung-meok, lettok]; [Malay: Pulai, Kacau Gitik, Palai Lilin, Pulai Hitam]; [India: satauna, chitvan , chitavan(Hindi)]; [Bengali: satiani,chattin,chatim]; [Tibet: lo ma bdun]; [Vietnamese: caay suwxa,caay mof cua]; [Filipino: dita,dalipoen]; [Indonesia: rite, pulai];  Sanskrit: saptaparna]; [Trade name: pulai, shaitan wood, chatiyan wood, white cheese wood)]
ชื่อวงศ์    ---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---อินเดีย ศรีลังกา จีนตอนใต้ พบตั้งแต่เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ มาเลเซียถึงรัฐควีนส์แลนด์ และหมู่เกาะโซโลมอน


พบในพื้นที่เปิด ขอบป่าและในป่าทุติยภูมิที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลถึงประมาณ 900 เมตร
พญาสัตบรรณเป็นไม้ป่ายืนต้นขนาดใหญ่สูงประมาณ 15-25 เมตร  เนื้อไม้ของพญาสัตบรรณมีค่ามากเกือบทัดเทียมกับราคาไม้สัก ทีเดียว เนื้อไม้สีขาวอมเหลืองค่อนข้างเหนียวและทนทานมาก ใช้ประโยชน์ในทางก่อสร้างและทำเครื่องเรือน จึงทำให้ พญาสัตบรรณถูกตัดนำไปใช้จำนวนมากเหลือน้อยลง
 เป็นไม้ต้นลักษณะลำต้นเปลาตรงสูงใหญ่ทรงพุ่มแผ่ แตกกิ่งก้านสาขามากตามเรือนยอด ใบสีเขียวเข้มรูปมนรี ปลายใบมนโคนใบแหลม ก้านใบสั้น ขนาดของใบยาวประมาณ8-15ซมออกใบเป็นกลุ่มรอบกิ่ง กลุ่มละ7ใบกลุ่มใบต่อเนื่องกันตามกิ่งคล้ายฉัตร  ดอก เป็นช่อออกตามปลายกิ่ง รวมกันเป็นกลุ่มหนาแน่น ดอกมีขนาดเล็กสีขาวอมสีเหลืองอ่อน ลักษณะดอกคล้ายดอกเข็ม ดอกช่อหนึ่งๆจะติดกลุ่มเป็นพุ่มย่อยๆช่อละ7พุ่มเหมือนกันทุกช่อ และมักบานสพรั่งพร้อมกันสวยงามน่าดู มีกลิ่นหอมแรง ผล ออกเป็นคู่รูปกลมยาวเหมือนฝักถั่วขนาด 0.2-0.3 ซ.ม.ยาว 21-56 ซ.ม. เกลี้ยงแตกได้เป็น2สวน เมล็ดมีขนที่ปลายทั้ง2ด้าน สีขาวนวลเป็นกระจุกปลิวตามลม กลิ่นหอมของดอกพญาสัตบรรณ จะหอมชื่นใจมากถ้าอยู่ในป่า เรือนยอดอยู่สูงลิบ ทำให้กลิ่นเจือจางด้วยสายลม  ประกอบกับทรงต้นที่สูงตระหง่านงามสง่า ครั้งหนึ่งในอดีตน่าจะประมาณปี38-40ถ้าจำไม่ผิด มีผู้นิยมนำพญาสัตบรรณ ชลอจากป่าเข้ามาใช้ในงานภูมิทัศน์ หรูหราเป็นหน้าเป็นตามาก ต้นเล็กต้นน้อยขายได้หมด มีพวกบ้านจัดสรรเป็นลูกค้าสำคัญ แล้วก็ กทม ถนนในกรุงเทพฯจำไม่ได้อีกละว่าสายไหน ปลูกพญาสัตบรรณเป็นแถวเป็นแนวด้วยต้นขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง1"-2" บางที่ก็ใช้ 6"-10"ก็มี ทีนี้เวลาผ่านไปได้ระยะออกดอกพร้อมกัน ความที่กลิ่นหอมแรงและอยู่ด้วยกันเป็นจำนวนมากแถมต้นก็ยังสูงไม่มากทำให้หลายคนหรือทุกคนได้กลิ่นแล้วเกิดอาการวิงเวียน ที่ว่าหอมก็เป็นเหม็นไปหมด อยู่ในบ้านมีแค่ต้นเดียวก็เหลือจะทนไหนจะระบบรากที่รุนแรงเพราะเป็นไม้ใหญ่โตเร็ว ทำให้ วันหนึ่งพญาสัตบรรณที่งามสง่าก็ไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป
การใช้ประโยชน์ ใช้เป็นยา เปลือกไม้นั้นเป็นสมุนไพรที่มีรสขม เป็นยาสมานแผลที่ช่วยลดไข้ทำให้ความรู้สึกหดเกร็งผ่อนคลาย กระตุ้นการหลั่งน้ำนมและขับลมในลำไส้ โรคท้องร่วงเรื้อรังและขั้นสูงของโรคบิด น้ำยางที่ได้จากเปลือก ถือว่าเป็นยาบำรุงกำลังอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้ในการรักษาโรคประสาทและปวดฟัน ใช้เป็นยาต้านมาลาเรีย ใบใช้สำหรับรักษาโรคเหน็บชา, ท้องมานและตับแน่น น้ำคั้นใบใช้ทำความสะอาดบาดแผลที่ติดเชื้อ ใบถูกนำมาคั่วกับมะพร้าวเพื่อรักษาแผลเปื่อย ใบจะอ่อนเหี่ยวแห้งไปด้วยความร้อน บดและนำไปใช้กับแผลที่ติดเชื้อเพื่อเร่งการรักษา ใช้กับแผลเรื้อรัง  คุดทะราด  โพรงของฟันที่ปวด  เพื่อให้ฝีสุกเต็มที่ เพื่อฆ่าหนอนในแผลของวัว เร่งให้หนอนออกมา
ใช้อื่น ๆ เป็นแหล่งที่สำคัญที่สุดของไม้ซุง มันถูกใช้สำหรับการก่อสร้างแสง, เพดาน, การทำรูปแบบ, corestock, ไม้อัด, การแกะสลักและ moldings ของ ไม้ยังใช้สำหรับทำกระดานดำโรงเรียนในพม่า เหมาะสำหรับการผลิตเยื่อและกระดาษ
สถานะกาอนุรักษ์ จัดอยู่ในประเภท 'กังวลน้อยที่สุด' ใน IUCN Red List of Threatened Species (2011)
ระยะออกดอก : เดือนกุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์ : ด้วยการเพาะเมล็ด

 23 ตีนเป็ดน้ำ/Cerbera odollam


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Cerbera odollam Gaertn
ชื่อพ้อง    ---Has 7 Synonyms
---Cerbera dilatata Markgr.
---Cerbera forsteri Seem.
---Cerbera lactaria Buch.-Ham. ex Spreng.
---Excoecaria ovatifolia Noronha
---Odollamia malabarica Raf.
---Tanghinia lactaria (Buch.-Ham. ex Spreng.) G.Don
---Tanghinia odollam (Gaertn.) G.Don
ชื่อสามัญ     ---Pong Pong Tree, Suicide, Dog-bane, Grey Milkwood, Sea Mango, Yellow-eyed Cerbera
ชื่ออื่น     ---ตีนเป็ดน้ำ, ตีนเป็ดทะเล, ตีนเป็ดตาเหลือง; ; [Thai: teenpet tha lae]; [India; Odalam, Chattankai, Othallam (Malayalam); kattalari, utala (Tamil)]; [Bengali: dabur]; [Malay: Bintan, Buta-buta, Pong-pong]; [Vietnam: mướp sát vàng, mướp sát, xoài biển]; [Trade name: Mintola ball]
ชื่อวงศ์    ---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---อินเดีย
เขตกระจายพันธุ์    ---ชายฝั่งทะเลเอเซียใต้ เอเซียตะวันออเฉียงใต้- ศรีลังกา อินเดีย  ตอนเหนือของออสเตรเลีย


มีถิ่นกำเนิดในประเทศบังคลาเทศ อินเดีย ศรีลังกา พม่า ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ กวมและหมู่เกาะมาเรียนาเหนือ พบในป่าทุติยภูมิใกล้แม่น้ำลำธารหรือในป่าพรุและหลังป่าชายเลน
ไม้ต้นสูงประมาณ 5-10 เมตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 20 - 90 ซม ทรงร่ม เปลือกนอกเรียบสีเทา มีช่องอากาศกระจายทั่วไป เปลือกชั้นในสีเหลืองอ่อนมีน้ำยางขาวข้นตามส่วนต่างๆ ใบ เดี่ยวเรียงเวียนสลับ ออกเป็นกระจุกแน่นที่ปลายกิ่งใบรูปใบหอกกลับแกมรูปไข่ถึงรูปขอบขนานแกมรูป ไข่ โคนใบสอบรูปลิ่มแคบ ขนาดของใบ 4-7x15-30ซม. เนื้อใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน ด้านบนสีเขียวคล้ำเป็นมัน ด้านล่างสีซีดกว่า
ดอก แบบช่อกระจุกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่งแต่ละช่อมีหลายดอก ขนาดของดอกประมาณ 4ซม.  สีขาวตรงกลางสีเหลือง โคนดอกติดกันเป็นหลอด กลีบดอก5กลีบแยกกัน ผลสีเขียวสุกสีแดงเป็นมัน ชอบขึ้นตามริมน้ำริมคลองและที่ลุ่มมีน้ำท่วมถึง
การใช้ประโยชน์ พืชถูกรวบรวมมาจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นยาและแหล่งของเส้นใยและน้ำมัน
รู้จักอันตราย พืชทั้งหมดโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมล็ดมีพิษมากผู้ที่ตกเป็นเหยื่อต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการเช่นปวดท้องอย่างรุนแรงท้องเสียจังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติและอาเจียนก่อนตายภายในไม่กี่ชั่วโมงของการบริโภคเมล็ด
ออกดอกและติดผล--- กรกฎาคม - พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์--- เมล็ด ตอนกิ่ง

24 ตีนเป็ดทราย/Cerbera manghas

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Cerbera manghas L.
ชื่อพ้อง    ---Has 14 Synonyms

-Cerbera linnaei Montrouz. -Elcana seminuda Blanco
-Cerbera manghas var. acutisperma Boiteau -Odollamia manghas (L.) Raf.
-Cerbera manghas f. luteola Boiteau- Odollamia moluca Raf.
-Cerbera manghas var. Mugfordii  (F.M.Bailey) Domin -Tabernaemontana obtusifolia Poir.
-Cerbera odollam var. mugfordii F.M.Bailey -Tanghinia manghas (L.) G.Don
-Cerbera tanghin Hook. -Tanghinia veneneflua G.Don
-Cerbera venenifera (Poir.) Steud. -Tanghinia venenifera Poir.

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Cerbera manghas L.
ชื่อพ้อง    ---Has 14 Synonyms
ชื่อสามัญ     ---Madagascar Ordeal Bean, Cerbera, Jawa Tree, Dog-bane, Sea Mango, Pink-eyed Cerbera, Pink-eyed Pong Pong Tree
ชื่ออื่น     ---ตีนเป็ดทราย, ตีนเป็ดตาแดงว; [Thai: teenpet sai]; [India: Utalam, Chattankaya (Malayalam); Kodalma, Caat Aralie, Kottuma, Kattarali (Tamil)]; [Malay: Pokok Pong Pong, Nyan, Buta-buta]; [Chinese: hai mang guo]; [Vietnamese: Mật sát hồng/hường, tốc sát]; [Philippines: Baraibai, Maraibai, Toktok-kalau (Tag.)]
ชื่อวงศ์    ---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์-เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ตลอดถึงตอนเหนือของออสเตรเลียหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกแอฟริกาตะวันออก
มีถิ่นกำเนิดในหมู่เกาะซีเชลส์ในมหาสมุทรอินเดียพบตามป่าดิบชื้นตามแนวชายฝั่งป่าผลัดใบที่แห้งแล้งที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 150 เมตร
ไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูง5-10เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางสามารถเข้าถึง 70 ซม. ทุกส่วนมีน้ำยางสีขาว มักแตกกิ่งต่ำคล้ายไม้พุ่ม เปลือกนอกเรียบสีเทา มีช่องอากาศกระจายทั่วไป เปลือกชั้นในสีเหลืองอ่อน
ใบเดี่ยวเรียงสลับออกแน่นใกล้ปลายยอด รูปไข่กลับแกมขอบขนาน ขนาดของใบ 3-6x10-25ซม. ปลายใบและโคนใบแหลม เนื้อใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน หลังใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ท้องใบสีอ่อนกว่า ดอกแบบช่อกระจุก ออกตามปลายยอด ช่อดอกโปร่งแข็ง แต่ละช่อมีหลายดอก ดอกย่อยขนาดประมาณ 5ซม.สีขาวปากหลอดสีชมพูปนแดงเข้ม  กลีบเลี้ยงแยกเป็น5กลีบขนาดไม่เท่ากัน กลีบดอกเมื่อตูมจะซ้อนกันเวียนเป็นเกลียว
ผลแบบผลเมล็ดเดียวแข็งรูปไข่หรือรูปรีขนาด 3-5x5-8 ซม.  เมื่อสุกสีแดงปนดำ เนื้อนิ่ม เมล็ดแข็งน้ำหนักเบา
พืชในเขตร้อนชื้นที่ลุ่ม ควรปลูกในที่มีแสงแดดเต็มที่ในดินร่วนที่อุดมสมบูรณ์ชื้น แต่มีการระบายน้ำดี
การใช้ประโยชน์ พืชที่ใช้ในท้องถิ่นเป็นยาสมุนไพรการเก็บเกี่ยวส่วนใหญ่มาจากป่า ผลิตภัณฑ์ยาบางครั้งวางจำหน่ายในตลาดท้องถิ่น นิยมปลูกเป็นไม้ประดับเนื่องจากดอกและผลมีความสวยงาม ดอกมีกลิ่นหอมที่สามารถผลิตได้ตลอดทั้งปี
-ใช้เป็นยา เมล็ดใช้ในยาแผนโบราณเพื่อรักษาโรคหัวใจ ภายนอกเมล็ดใช้รักษาโรคหิดและคัน เปลือกใช้เป็นยาระบายและยาลดไข้และในการรักษาอาการปัสสาวะขัดและรักษากลาก ดอกไม้ใช้รักษาริดสีดวงทวาร
-ใช้อื่นๆ  เนื้อไม้มีน้ำหนักเบาถึงปานกลางโดยมีแก่นไม้สีขาวถึงสีเหลืองน้ำตาลอ่อนซึ่งไม่ได้แยกจากกระพี้ เนื้อละเอียดและไม่สม่ำเสมอ มีประโยชน์สำหรับการผลิตแผ่นไม้อัด
-รู้จักอันตราย ทุกส่วนของพืชมี glycoside มีความเป็นพิษสูงและก่อให้เกิดอาการระคายเคือง เมล็ดมีพิษมากและมีกรดไฮโดรไซยานิก สารพิษถูกกล่าวว่าเป็นอันตรายต่อสุนัขโดยเฉพาะ
ระยะออกดอกและผล : เกือบตลอดปี
ขยายพันธุ์ : เมล็ด ปักชำ

25 ตีนเป็ดแดง/Dyera costulata


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Dyera costulata (Miq.) Hook.f.
ชื่อพ้อง    ---Has 4 Synonyms
---Alstonia costulata Miq.
---Alstonia eximia Miq.
---Alstonia grandifolia Miq.
---Dyera laxiflora Hook.f.
ชื่อสามัญ     ---Gutta percha tree, Hill jelutong
ชื่ออื่น     ---ตีนเป็ดแดง, เป็ดแดง; [Thailand: teen-pet daeng, ye-luu-tong, luu-tong (peninsular).]; [Malaysia: jelutong bukit (general), jelutong pipit, jelutong daun lebar (Peninsular); [Indonesia: jelutung bukit (general), melabuai (Sumatra), pantung gunung (Kalimantan)]
ชื่อวงศ์    ---APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ - มาเลเซีย, ไทย, อินโดนีเซีย

 

เติบโตในป่าดิบเขาหรือป่าดิบเขาปฐมภูมิสูงถึง 300 เมตร ในป่าที่ไม่ถูกรบกวนที่ระดับความสูงไม่เกิน 400 เมตร มักจะอยู่บนเนินเขาและสันเขาในป่า
ประเทศไทยพบในภาคใต้ตอนล่างของไทย ที่จังหวัด สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
ต้นไม้ผลัดใบขนาดใหญ่ถึงใหญ่มากสูง50- 60 เมตร.ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5-3เมตร ในบางประเทศในเขตกระจายพันธุ์อาจสูงได้ถึง 80 เมตร ลักษณะของต้นตีนเป็ดแดง ทุกส่วนมีน้ำยางขาว กิ่งเป็นเหลี่ยม ใบเรียงเป็นวงรอบ รูปรีหรือรูปไข่กลับ ยาว 8-20 ซม. ปลายแหลมสั้น ๆ หรือกลม เส้นแขนงใบตรง จำนวนมาก ช่อดอกแบบช่อกระจุกแยกแขนง ช่อย่อยแบบช่อซี่ร่ม ออกตามปลายกิ่ง  กลีบเลี้ยง 5 กลีบ รูปไข่ โคนไม่มีต่อม ดอกรูปกงล้อ สีขาว มี 5 กลีบ เรียงซ้อนทับ ผลออกเป็นฝักคู่ โค้งกางออก ยาว 14-35 ซม. กว้าง 2-3 ซม. เมล็ดรูปรี ยาวประมาณ 5 ซม. รวมปีกบาง ๆ
การใช้ประโยชน์  แก่นไม้สีขาวครีมถึงสีฟางสีซีด พื้นผิวปานกลางถึงดีมันวาวเล็กน้อย ไม่มีรสแต่มีกลิ่นเเปรี้ยวเฉพาะตัว ไม้มีน้ำหนักเบามาก อ่อนนุ่ม  ไม่คงทนทนต่อเชื้อรา และปลวก ไม้ใช้งานได้ง่ายด้วยเครื่องมือช่าง เป็นไม้ที่ยอดเยี่ยมสำหรับงานแกะสลักและยังใช้ในสิ่งอื่น ๆ สำหรับการทำโมเดล และดินสอ
ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 'jelutong' (หรือ "Pontianac" หรือ "Dead Borneo") น้ำยางที่จับตัวเป็นก้อนของเปลือกด้านในของDyeraถูกนำมาใช้ในการผลิตยางที่ด้อยกว่าสำหรับการใช้งานที่ความยืดหยุ่นไม่สำคัญ การผลิตในปี 1920 ลดลงเนื่องจากยางพาราให้ผลผลิตสูงขึ้น อย่างไรก็ตามในปี 1922 ความต้องการจากสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอีกครั้งเพื่อใช้ในการผลิตหมากฝรั่งเนื่องจากอุปทานของน้ำยางที่จับตัวเป็นก้อนของ Manilkara zapota (L. ) P.Royen ("chicle") นั้นลดน้อยลงและพบว่า jelutong ทดแทนได้เหมาะสมเนื่องจากความจืดชืดและความสม่ำเสมอ วันนี้การใช้น้ำยางในหมากฝรั่งยังคงเป็นโปรแกรมหลักของDyera ซี่งมีความสำคัญมากกว่าไม้ของต้นไม้
การขยายพันธุ์---เมล็ด

26 บุหงาตันหยง/Caesalpinia coriaria

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Caesalpinia coriaria (Jacq.) Willd.
ชื่อพ้อง    ---Has 3 Synonyms
---Basionym: Poinciana coriaria Jacq.
---Caesalpinia thomaea Spreng.     
---Libidibia coriaria (Jacq.) Schltdl.
ชื่อสามัญ     ---Divi-Divi, Dividivi, American Sumac
ชื่ออื่น     ---ตันหยง,  บุหงาตันหยง [Spanish: Cascalote, Dibidibi, Guaracabuya, Guatapana, Nacascol, Nacascolote]; [Swedish: Dividivi]; [China: di wei dou]; [
ชื่อวงศ์    ---LEGUMINOSAE (FABACEAE)-CAESALPINIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์    ---อเมริกากลาง และภาคเหนือของ อเมริกาใต้-เม็กซิโก โคลัมเบีย เวเนซูเอล่า ปานามา แคริบเบียน

มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาเขตร้อนและหมู่เกาะอินเดียตะวันตก มันถูกนำมาใช้เป็นไม้ประดับในเขตร้อนอื่น ๆ เติบโตในป่าเปิดพื้นที่กึ่งแห้งแล้ง ที่ราบแห้งและเนินเขาที่ระดับความสูง 900 เมตร
ตันหยง เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลางสูง 5 - 20 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้นสูงสุด 35 ซม เป็นไม้พุ่มใหญ่แตกกิ่งก้าน สาขามาก ลำต้นและกิ่งเลี้ยวลดอ่อนช้อยดูคล้ายต้นไม้ดัด ใบประกอบแบขนนกสองชั้น 3-9 คู่ แต่ละใบมี 12–28 คู่ใบย่อยเล็กคล้ายใบมะขาม  ยาว 0.4 - 0.8 ซม. และกว้าง 0.1 - 0.2 ซม.
ดอกสีขาวหรือเหลืองกลิ่นหอม ดอกของตันหยงหอมมากและหอมไกล ดอก จะออกตามยอดกิ่งหรือปลายกิ่งเป็นช่อตั้ง  ออกเป็นกระจุกดอกมีขนาด4-5มม.เมื่อดอกโรยแล้วจะติดฝัก ฝักของตันหยงบิดๆงอๆคล้ายฝักมะขามเทศขนาด3 - 6 ซม. สีเขียวเปลี่ยนเป็นสีแดงหรือสีดำเมื่อสุก มี1-10เมล็ด เมล็ดทรงรียาว 6-7 มม. สีน้ำตาลมันวาว
บุหงาตันหยงต้น ที่นำรูปมาลงนี้ (ไม่ใช่ต้นบนสุด ต้นบนสุดอยู่ที่สวนสิรีรุกขชาติ) ที่พูดถึงคือรูปที่ถัดลงมา อายุประมาณ 12 ปี (2008)ปลูกตั้งแต่ต้นเล็กๆซื้อกิ่งตอนมาปลูก ตอนนั้นกำลังนิยมหาไม้ไทยโบราณมาปลูกกัน ตอนนี้น่าจะหาซื้อได้ไม่ยาก แต่ก็ยังมีราคาอยู่ เป็นไม้กลางแจ้งโตเร็ว
ต้นนี้ก็ปลูกด้วยกิ่งตอน  ทรงต้นของตันหยงยอดเยี่ยมมากในประเภทเดียวกันถือว่าเด่นที่สุดในพวกของไม้ Dramatic Form
ต้องการตำแหน่งแสงแดดจัด เติบโตได้บนดินเหนียวที่อุดมสมบูรณ์และดินทรายที่ไม่ดีที่มีค่า pH 4.5–8.7 สปีชีส์นี้มีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดินบางชนิดแบคทีเรียเหล่านี้ก่อตัวเป็นก้อนบนรากและตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ ไนโตรเจนบางส่วนนี้ถูกใช้โดยพืชที่กำลังเติบโต แต่บางชนิดก็สามารถใช้โดยพืชอื่น ๆ

การใช้ประโยชน์ Divi-divi ถูกนำมาใช้ในอเมริกากลางมานานหลายศตวรรษในฐานะที่เป็นวัสดุฟอกหนังและการเพาะปลูกของมันแพร่กระจายไปยังหลาย ๆ ประเทศโดยเฉพาะอินเดียก่อนที่มันจะหลุดพ้นจากความนิยมในยุค 50 มันโตเป็นไม้ประดับในหลายส่วนของเขตร้อนและบางครั้งก็ยัง ปลูกเพื่อใช้แทนนิน
-ใช้เป็นยา ยาต้มจากฝักถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคริดสีดวงทวารและใช้สำหรับล้างแผล รากเป็นยาแก้ไข้ รักษาฝีและแผลเรื้อรัง -ใช้อื่น ๆ แก่นไม้มีสีน้ำตาลแดงถึงเกือบดำ มันถูกแบ่งเขตอย่างชัดเจนจากแถบบาง ๆ ของกระพี้สีเหลืองส้มหรือส้มอ่อน เนื้อไม้ หนักมากแข็งกระด้าง แข็งแรงทนทาน ขัดเงาได้ดีมาก แต่ทำงานยาก โดยทั่วไปแล้วไม้นั้นมีประโยชน์น้อยมากนอกจากเป็นเชื้อเพลิง
ระยะออกดอกติดผล ---เมษายน-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์ : เมล็ด ตอนกิ่ง

27 สุพรรณิการ์/Cochlospermum religiosum


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Cochlospermum religiosum (L.) Alston
ชื่อพ้อง    ---Has 6 Synonyms
---Cochlospermum balicum Boerl.
---Cochlospermum gossypium DC.
---Maximilianea gossypium Kuntze
---Wittelsbachia gossypium Mart. & Zucc.
---Bombax gossypium L.
---Basionym:Bombax religiosum L.
ชื่อสามัญ     ---Silk Cotton Tree, Buttercup Tree, Yellow Cotton Tree, Torchwood Tree, Golden Silk cotton tree.
ชื่ออื่น     ---ฝ้ายคำ, สุพรรณิการ์ดอกลา ; [India: Galgal(Hindi); Ganeri(Marathi); Tenaku(Tamil); Cempanni (Malayalam)]; [Bengali: Sonali simul]; [Spanish: Capoquero blanco]; [Vietnam:  Oc con]; [Sri Lanka: Kinihiriya, Eta imbul]; [Sanskrit: Girisalmalika]; [Portuguese: algodão-do-mato]
ชื่อวงศ์    ---COCHLOSPERMACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ----อินเดีย พม่า ไทย


มีถิ่นกำเนิดทางตะวันตกเฉียงเหนือของเทือกเขาหิมาลัย                                                                                     ในอินเดียในสมัยพุทธกาลว่าไว้ คนสมัยโบราณจะปลูก สุพรรณิการ์ไว้ตามวิหาร ถือว่าเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์และไม้คู่ฟ้า เพราะชูยอดดอกสีเหลืองเหมือนทองคำขึ้นฟ้า มีค่าสูงเหมือนทองคำ ใครปลูกไว้ในบริเวณบ้านจะเกิดความศักดิ์สิทธิ์และเป็นมงคลนาม ควรปลูกไว้ทางทิศใต้
สุพรรณนิการ์หรือฝ้ายคำต้นนี้จะเป็นดอกลา คือกลีบดอกบางชั้นเดียว ขอบดอกหยักและไม่ซ้อน  พบตามป่าแห้งแล้งของไทย เช่นที่วัดเขาพระ อำเภอ อู่ทอง จังหวัสุพรรณบุรี ช่วงเดือน มกราคม ถึง กุมภาพันธ์ ไปเจอสุพรรณิการ์ออกดอก เหลืองไปทั้งเขา ตามโคนต้นก็เต็มไปด้วยกลีบดอกบางสีเหลืองที่ร่วงหล่นอยู่ เห็นแล้วสุดประทับใจ ใครอยากเห็นก็ไปตามช่วงเวลาที่บอก แล้วจะรู้ว่าสามัญนามที่ได้มาไม่ได้ส่งเดช
ลักษณะของสุพรรณิการ์ เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบสูง7-15เมตร ใบเดี่ยวก้านใบยาว ออกตามข้อต้นหรือกิ่ง ใบรูปใบมนปลายเว้าเป็น5แฉกมองคล้ายใบไม้แฝด5ใบรวมอยู่ในใบเดียวกัน ขนาดของใบกว้างประมาณ15ซม.ยาว20ซม.
ดอก ออกเป็นช่อขนาดใหญ่กระจายที่ปลายกิ่งส่วนยอด ดอกสีเหลืองสดขนาดใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลางดอกประมาณ6ซม.มี5กลีบมีเกสรเพศผู้ เป็นละอองสีเหลืองอยู่กลางดอก เมื่อบานกลีบดอกจะงองุ้มเข้าหากัน มีลักษณะคล้ายถ้วย ช่อดอกหนึ่งๆยาวประมาณ30-45ซม.ผลกลมเป็นพู เมื่อแก่จะแตกออก3-5พู ภายในผลจะมีเส้นใยคล้ายฝ้ายสีขาว เมล็ดสีดำ
ชอบดินร่วนซุย ความชื้นปานกลาง แสงแดดจัดต้องการน้ำปริมาณปานกลาง รดน้ำ2-3วันต่อครั้ง
การใช้ประโยชน์ แหล่งที่มาของหมากฝรั่งที่ไม่ละลายน้ำที่สามารถนำมาใช้แทนหมากฝรั่ง หมากฝรั่งที่ได้จากพืชนี้มีรสหวานเย็นและระงับประสาท มันถูกใช้ในการรักษาอาการไอและโรคหนองใน ใบแห้งและดอกไม้เป็นยากระตุ้น
ระยะเวลาออกดอกติดผล---มกราคม - มีนาคม
การขยายพันธุ์ :  เมล็ด ปักชำ ตอนกิ่ง เมล็ดใหม่มีเปอร์เซนต์การงอกสูง 80-90%  ปกติจะออกดอกเมื่ออายุ3-5ปี แต่บางทีจะออกดอกเมื่อมีอายุตั้งแต่1ปีขึ้นไป

28 สุพรรณิการ์ดอกซ้อน/Cochlospermum regium


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Cochlospermum regium (Mart. & Schr.) Pilger
ชื่อพ้อง--- Has 8 Synonyms  
---Cochlospermum regium (Schrank) Pilg.
---Maximilianea regia Schrank
---Wittelsbachia insignis Mart. & Zucc.
---Cochlospermum insigne A.St.-Hil.
---Azeredia pernambucana Arruda ex Allemão
---Maximilianea longirostrata Barb.Rodr.
---Amoreuxia unipora Tiegh.
---Cochlospermum trilobum Standl.
ชื่อสามัญ     ---Yellow cotton tree
ชื่ออื่น     ---สุพรรณนิการ์ , ฝ้ายคำดอกซ้อน, [Thai: suphannika]; [Portuguese: Algodao-do-cerrado, Algodão-bravo, Algodãozinho-do-campo]
ชื่อวงศ์    ---COCHLOSPERMACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์    ---อเมริกากลาง อเมริกาใต้ เอเซีย-โบลิเวีย บราซิล ปารากวัย

รื่องดอกลาไปแล้วต้องพูดถึงดอกซ้อนด้วยเดี๋ยวว่าไม่เต็มใจ   เป็นไม้ผลัดใบเหมือนกัน แต่ขนาดเล็กกว่า สูงประมาณ 3-12 เมตร ในขณะที่ฝ้ายคำดอกลาสูงใหญ่ขนาด 7-15 เมตร และดอกไม่มีกลิ่น ดอกลามีกลิ่นนะ แต่ไม่โดดเด่นขนาด
พูดได้ว่าหอมหรือเหม็น เพราะความหอมของดอกไม้นี่พูดยาก ชอบก็ว่าหอม ไม่ชอบก็ว่าเหม็น แล้วแต่รสนิยม ขยายพันธุ์ด้วยวิธีเดียวกัน อีกอย่างที่ลืมพูดถึงคือ ผลของทั้งสองชนิด กลมเป็นพู เมื่อแก่จะแตกออก3-5พู ภายในผลจะมีเส้นใยคล้ายฝ้ายสีขาว เมล็ดสีดำรูปไต เหมือนกัน                  

การใช้ประโยชน์ พืชได้ถูกนำมาใช้เป็นแหล่งยาทั่วไปทั้งในการรักษาแบบดั้งเดิมและในผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ใช้ในการแพทย์แผนโบราณเพื่อต่อต้านโรคต่าง ๆ เช่นระดูขาว, โรคแผลในกระเพาะ และมีประสิทธิภาพในการรักษาสภาพผิวเช่น ฝีและสิว ระยะเวลาออกดอก : มกราคม - กุมภาพันธ์
การขยายพันธุ์ : โดยการเพาะเมล็ด ปักชำและตอนกิ่ง

29 สาละลังกา/Couroupita guianensis


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Couroupita guianensis Aubl.
ชื่อพ้อง  ---Has 12 Synonyms

-Couratari pedicellaris Rizzini -Couroupita membranacea Miers
-Couroupita acreensis R.Knuth -Couroupita peruviana O.Berg
-Couroupita antillana Miers -Couroupita surinamensis Mart. ex Berg
-Couroupita froesii R.Knuth -Couroupita venezuelensis R.Knuth
-Couroupita guianensis var. surinamensis (Mart. ex Berg) Eyma -Lecythis bracteata Willd.
-Couroupita idolica Dwyer -Pekea couroupita Juss. ex DC.

ชื่อสามัญ     ---Cannon-ball Tree, Guiana cannonball tree, Ayauma tree.
ชื่ออื่น     ---สาละลังกา, ลูกปืนใหญ่; [INDIA (Hindi): Nagalinga, Tope gola, Shivaling, Ayahuma]; [SPANISH (Español): Coco de mono, Bola de cañón, Arbol de granadillo]; [PORTUGUESE: Abricó de macaco, Amêndoa-dos-andes]; [FRENCH (Français): Abricot sauvage, Calebasse colin]; [GERMAN (Deutsch): Kanonenkugelbaum, Kanonenkrugel Baum]; [INDONESIAN (Bahasa Indonesia): Sala]; [ITALIAN (Italiano): Palla di cannone]; [VIETNAMESE (Tiếng Việt): Đầu lân]
ชื่อวงศ์    ---LECYTHIDACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ----อเมริกากลาง อเมริกาใต้ เขตร้อนทั่วโลก

เกิดขึ้นตามธรรมชาติในพื้นที่กว้างจากอเมริกากลาง (ฮอนดูรัส, คอสตาริกา, ปานามา) ไปยังอเมริกาใต้ตอนเหนือ (โบลิเวีย, โคลัมเบีย, เอกวาดอร์, ฮอนดูรัส, เฟรนช์เกียนา, เวเนซุเอลาและเปรู) ได้รับการปลูกฝังอย่างกว้างขวาง เช่นในสหรัฐอเมริกาอินเดียและไทย
 ต้น นี้หลายคนคงมีความสับสนระหว่าง สาละอินเดีย กับ สาละลังกา  ว่าต้นไหนที่มีความเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติ ใบของต้นไหนที่ร่วงเองในวันพระ นำไปบูชาแล้วเกิดศิริมงคล  ต้นไหนคือสาละลังกา และต้นไหนคือสาละอินเดีย
สาละลังกาหรือเรียกอีกชื่อว่าต้นลูกปืนใหญ่ มีถิ่นกำเนิดคืออเมริกาใต้ เป็นพืชพื้นเมืองของ บราซิล และตรินิแดด เป็นต้นไม้จากอเมริกาใต้ที่ได้รับการแนะนำให้รู้จักกับเอเชียโดยชาวอังกฤษในศตวรรษที่ 19 ต้นลูกปืนใหญ่ถูกนำมาปลูกในพื้นที่ทางศาสนาพุทธและศาสนาฮินดูในเอเชีย โดยเชื่อว่าเป็นต้นไม้ของพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ในศรีลังกาประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ที่นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาทได้มีการเพาะปลูกที่สำนักสงฆ์และสถานที่ทางศาสนาอื่น ๆ ไม่ใช่ต้นไม้ที่มาจากศรีลังกา ตามที่เรียกกัน ส่วน สาละอินเดีย ชื่อสามัญคือ Sal Tree ชื่อพฤกษศาสตร์คือ Shorea robusta Roxb.เป็นไม้วงศ์เดียวกับพยอม เต็ง รัง มีถิ่นกำเนิดที่ประเทศอินเดีย
ต้น สาละลังกาเป็นต้นไม้ขนาด สูง15-25 เมตร ไม่ผลัดใบ ลำต้นจะเป็นร่องและเป็นสะเก็ดสีน้ำตาลใบยาวรีมีขนาดกว้าง10ซม.ยาว 25ซม.ลักษณะพิเศษคือจะมีกิ่งเป็นงวงยาวตามโคนต้น ดอกตูมสีเหลืองบานแล้วจะออกสีเฉดแดงส้ม กลีบดอกแข็ง6กลีบ ฐานเกสรงอนงุ้มขึ้นมาจากกึ่งกลางดอก ดอกมีกลิ่นหอมฉุนแรง ขนาดดอกบานเต็มที่ 5-10ซม. ออกดอกเกือบตลอดปี ดอกสวยมาก กลิ่นที่ว่าหอม บางคนก็ว่าเหม็น
รูปภาพผลสาละ (บนขวา)ที่มีลักษณะเป็นผลกลมขนาดใหญ่ คล้ายลูกปืนใหญ่โบราณ เปลือกแข็งผิวสากสีน้ำตาลแดง ขนาดเส้นผ่านศูย์กลางประมาณ 10-20 ซ.ม. ชอบแดดจัด น้ำปานกลาง ดอกมักดกมากในช่วงหน้าฝน ดอกบานและร่วงในวันเดียว ตอนเย็น ผล กลมขนาดใหญ่มีเปลือกแข็งผิวสากสีน้ำตาล ผลสุกมีกลิ่นเหม็น มีเมล็ดรูปไข่จำนวนมาก 200-300เมล็ด
การใช้ประโยชน์ ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารยาและแหล่งวัสดุ-ใช้เป็นอาหาร ผลไม้ - ดิบ แม้ว่าผลไม้นั้นจะกินได้ แต่กลิ่นของเนื้อสีขาวทำให้คนส่วนใหญ่ไม่อยากลอง ดังนั้นจึงใช้กินเป็นครั้งคราวเท่านั้น  
-ใช้เป็นยา - ในอายุรเวทน้ำผลไม้ใช้เป็นยาขับเสมหะในอาการไอเฉียบพลันหรือเรื้อรังและในหลอดลมอักเสบ - ใบอ่อนใช้สำหรับแก้ปวดฟัน - ใช้สำหรับรักษาเนื้องอก- ในอเมริกาใต้ใช้สำหรับรักษาอาการปวดและอักเสบ
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ เป็นต้นไม้ที่สวยงามมากผลิตดอกและผลขนาดใหญ่  สามารถขุดล้อมต้นใหญ่ พักเลี้ยงและนำมาปลูก ใช้ในงานจัดสวนได้ดี
-ใช้อื่น ๆ แก่นไม้เป็นสีเหลืองอ่อน พื้นผิวมีขนาดปานกลางถึงหยาบ ไม่คงทน ไวต่อเชื้อรา และแมลงเจาะลำต้น  ไม้ใช้งานได้ง่ายด้วยเครื่องมือธรรมดา ถูกนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ที่มีมูลค่าต่ำ เช่นของเล่น กล่อง ลังไม้ ไม้ขีดไฟ ไม้ประตูและอุปกรณ์ตกแต่งภายใน ชิ้นส่วนเฟอร์นิเจอร์  บอร์ดและไฟเบอร์บอร์ด ดอกไม้มีกลิ่นหอมมาก ใช้เป็นน้ำหอมและเครื่องสำอาง เปลือกแข็งของผล บางครั้งใช้เป็นภาชนะ เนื้อผลนำมาใช้เป็นยารักษาโรคผิวหนังของสัตว์
-เกี่ยวกับศาสนา / พิธีกรรม : (1) ชาวฮินดูพิจารณาว่าเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์เนื่องจากกลีบของดอกไม้มีลักษณะคล้ายกับงูศักดิ์สิทธิ์นาค งูเห่า งูเห่าปกป้องพระศิวะลึงค์ด้วยฮู้ด (2) ในบางส่วนของประเทศอินเดียต้นไม้ถูกบูชาโดยคู่รักที่ไม่มีบุตร
ระยะเวลาออกดอก : ตลอดปี
ขยายพันฑุ์ :  เมล็ด

30 สาละอินเดีย/Shorea robusta

 

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Shorea robusta Roxb.
ชื่อพ้อง    ---Has 1 Synonyms
---Vatica robusta
ชื่อสามัญ     ---Sal tree, Shala tree
ชื่ออื่น     ---สาละ, สาละอินเดีย ว; [INDIA (Hindi): Sakhu, Sal, Salwa, Sakher]; [SANSKRIT: Sal dammar]
ชื่อวงศ์    ---DIPTEROCARPACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---อนุทวีปอินเดีย
เขตกระจายพันธุ์    ---อินเดีย บังคลาเทศ ศรีลังกา เนปาล ภูฏาน
พบ ในประเทศเนปาล และพื้นที่ทางเหนือของประเทศอินเดีย ตามธรรมชาติมักขึ้นเป็นกลุ่ม ในบริเวณที่ค่อนข้างจะชุ่มชื้น พบมากในลุ่มน้ำยมุนา แถบแคว้นเบงกอลตะวันตก และแคว้นอัสสัม
ชาว อินเดียเรียกกันว่าต้นซาล ในภาษาบาลีเรียกว่า"มหาสาละ" เป็นไม้ต้นสูง 5-25เมตร ผลัดใบ ลำต้นเปลาตรงเปลือกสีเทาแตกเป็นร่องลึก เป็นสะเก็ดทั่วไป ทรงต้นเป็นพุ่มทึบ ปลายกิ่งมักลู่ลง ใบ เดี่ยว ดกหนาทึบ รูปไข่กว้าง โคนใบเว้า ปลายใบเป็นติ่งแหลมสั้นๆ ผิวใบเป็นมันขอบใบเป็นคลื่นดอก สีขาวอมเหลือง ออกเป็นช่อสั้นๆตามปลายกิ่งและง่ามใบ มีกลิ่นหอม กลีบดอกและกลีบรองดอกมีอย่างละ 5กลีบ ผล เป็นผลชนิดแห้ง แข็ง มีปีก 5 ปีก ปีกยาว 3 ปีก ปีกสั้น 2 ปีก บนแต่ละปีกมีเส้นตามความยาวของปีก 10-15 เส้น ต้องการแสงแดดจัดชอบขึ้นในดินลูกรังที่ชุ่มชื้นดินที่มีการระบายน้ำดี pHที่เหมาะสมสามารถเจริญเติบโตได้ในดินที่เป็นกรดมาก
การใช้ประโยชน์ ใช้เป็นอาหาร เมล็ดจะถูกนำไปคั่วต้มหรือบดให้เป็นแป้งหยาบ ใช้ทำขนมปัง  เป็นแหล่งของเนยเกลือน้ำมันที่ใช้ในการปรุงอาหาร
-ใช้เป็นยา ยางของต้นSalเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Sal dammarหรือ Indian Dammar ใช้เป็นยาสมานแผลในยาอายุรเวท มีคุณค่าทางยาในการรักษาโรคบิด, หนองใน, ฝีและปวดฟัน
-อื่นๆ Sal เป็นหนึ่งในแหล่งที่มาที่สำคัญที่สุดของไม้เนื้อแข็งในประเทศอินเดีย ไม้นั้นมีความเป็นยางและมีความทนทาน เหมาะ สำหรับงานทำวงกบประตูและหน้าต่างในประเทศเนปาลใบของมันถูกนำมาใช้ทำจานและภาชนะในท้องถิ่นที่เรียกว่า "tapari", "doona" และ "bogata" ที่ใช้สำหรับเสิร์ฟข้าวและแกง ยางใช้เผาเป็นธูปในพิธีฮินดูและใช้ในการอุดรูรั่วเรือและเรือ เมล็ด และผลไม้เป็นแหล่งเชื้อเพลิงสำคัญในท้องถิ่น  ได้น้ำมันตะเกียงและไขมันจากพืช
ระยะออกดอก ---กุมภาพันธุ์-เมษายน---ติดผล---เมษายน-กรกฏาคม
ขยายพันธุ์ ---เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง

31 ศรีตรัง/Jacaranda filicifolia

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Jacaranda mimosifolia D.Don
ชื่อพ้อง    ---Has 2 Synonyms
---Jacaranda chelonia Griseb.
---Jacaranda ovalifolia R.Br.
ชื่อสามัญ     ---Green Ebony
ชื่ออื่น     ---ศรีตรัง; [THai: Sritrang]; [INDIA: Neeli Gulmohur(Hindi)]; [BENGALI: Neelkanth]
ชื่อวงศ์    ---BIGNONIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์    ---อเมริกาใต้-โบลิเวีย, บราซิล, อาร์เจนตินา ประเทศในเขตร้อน


มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้ (โบลิเวียตอนใต้และอาร์เจนตินาตะวันตกเฉียงเหนือ)พืชเขตร้อนชื้นและกึ่งร้อนชื้น ซึ่งพบได้ที่ระดับความสูง 500 - 2,400 เมตร
ศรีตรัง เป็นไม้ต้นผลัดใบขนาดเล็ก สูงประมาณ 4-10 เมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลางได้สูงสุด 40 - 50 ซม พระยารัษฎานุประดิษฐ์ มหิศรภักดี สมุหเทศาภิบาล มณฑลภูเก็ต ได้นำพันธุ์มาปลูกไว้เป็นต้นแรกที่จังหวัดตรัง และให้ชื่อต้นไม้นี้ในภาษาไทยว่า "ศรีตรัง"
 ศรีตรังเป็นไม้ผลัดใบถึงกึ่งผลัดใบ เนื้อแข็ง เปลือกลำต้นเป็นสีน้ำตาลอ่อนเกือบขาว ลำต้นเปลาตรง โปร่ง แตกกิ่งก้านสาขามาก ใบเป็นใบผสมยาวไม่เกิน 45 ซม. ใบคล้ายใบเฟิน ใบย่อยเล็กมาก เป็นต้นไม้ที่มีคนชอบมาก เพราะเป็นไม้ยืนต้นที่มีดอกสีสวย ดอกออกเป็นช่อใหญ่ตามยอดและตามโคนก้านใบตอนปลายกิ่ง สีน้ำเงินอมสีม่วงสดใสที่สุด เวลาออกดอกทิ้งใบเกือบหมดต้นจะเหลือดอกพร่างพราวตามปลายกิ่งทุกกิ่ง  ลักษณะของดอก กลีบดอกติดกันเป็นหลอดยาวคล้ายแตรหรือดอกผักบุ้ง แต่ละดอกเป็นรูปกรวยปลายแยกเป็น5แฉกยาวประมาณ 2.5-3.5 ซ.ม.กลีบดอกร่วงง่าย ผลเป็นฝักขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4 - 5 ซม.สีน้ำตาลแดง  เมล็ดมีปีกขนาดเล็กจำนวนมาก
การใช้ประโยชน์ ใช้เป็นยา เปลือกและรากใช้ในการรักษาซิฟิลิส ใช้อื่นๅ ไม้เป็นสีเหลือง - ขาวแข็งปานกลางหนักเนื้อดี ง่ายต่อการทำงาน  ใช้สำหรับงานไม้ ทำ เสาและทำรายการเล็ก ๆ เช่นทำ เครื่องมือเครื่องใช้งานแกะสลัก และใช้ทำฟืนได้ดี
-ใช้เป็นไม้ประดับ ศรีตรังเป็นต้นไม้กลางแจ้งที่ปลูกประมาณ 4-6 ปีจึงจะมีดอก ขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิดที่ไม่มีน้ำท่วมขัง ประกอบกับมีช่อดอกสีม่วงที่สวยงาม จึงนิยมปลูกเป็นไม้ประดับกันอย่างแพร่หลาย ใช้ในการตกแต่ง ถนนทางเท้า สวนสาธารณะเพราะระบบรากไม่ก้าวร้าว  ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการจัดสวน, ประดับ สนามหญ้าที่อยู่อาศัยหรืออาคารสาธารณะ การให้ร่มเงากรองแสงแดดได้ปานกลาง
-สถานะอนุรักษ์แม้ว่าจะมีการปลูกกันอย่างแพร่หลายในการเพาะปลูก แต่ในป่า มีรายงานว่าเป็นพืชเฉพาะถิ่นที่มีความสำคัญทางตะวันตกเฉียงเหนือของอาร์เจนตินาและโบลิเวีย พืชจัดอยู่ใน IUCN Red List of Threatened Species 2011 ประเภท ความเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์
-ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอื่นๅ Jacaranda mimosifoliaถือว่าเป็นสายพันธุ์ที่รุกรานในบางส่วนของแอฟริกาใต้และควีนส์แลนด์ออสเตรเลีย มันสามารถแข่งขันกับพืชพันธุ์พื้นเมืองได้ มันสามารถสร้างกลุ่มของต้นกล้าใต้ต้นไม้ จากการที่สายพันธุ์ขยายจนคลุมพืชผักอื่น ๆใกล้เคียง มีเพียงไม่กี่ชนิดที่อยู่ได้
J. mimosifolia ถูกระบุว่าเป็นผู้บุกรุกประเภทที่ 3 ในแอฟริกาใต้ (ไม่อนุญาตให้ปลูกเพิ่มเติม - ยกเว้นได้รับอนุญาตพิเศษ - และไม่ทำการค้าในวัสดุที่สามารถแพร่กระจาย-พืชที่มีอยู่จะต้องป้องกันไม่ให้แพร่กระจาย)
ระยะออกดอก---พฤษภาคม-สิงหาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ

มีต่อไม้ใหญ่ยืนต้น 2 Tipvipa..V..Suansavarose.2008-31/7/2016, 17/4/2018, 1/11/2019 up date

เอกสารประกอบ,อ้างอิง,แหล่งที่มา
---หนังสือ ดอกไม้ และประวัติไม้ดอกเมืองไทย จาก ชุดธรรมชาติศึกษา โดย วิชัย อภัยสุวรรณ 2532
---หนังสือพรรณไม้ในสวนหลวง ร.๙เล่ม 2 (2542)บ.อมรินทร์ปริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด(มหาชน)
---ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ BGO Plant Databases, The Botanical Garden OrganizationOrganization http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_page.asp
---The International Plant Names Index and World Checklist of Selected Plant Families 2017. Published on the Internet at http://www.ipni.org and http://apps.kew.org/wcsp/
---ตีนเป็ดแดง-สารานุกรมพืชในประเทศไทย (ฉบับย่อ) (Concise Encyclopedia of Plants in Thailand)
http://www.dnp.go.th/botany/detail.aspx?words=%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87&typeword=group

---Check for more information on the species:

Plants Database    ---Names, synonymy and distribution    The Garden.org Plants Database
Global Plant Initiative    ---Digitized type specimens, descriptions and use    หอพรรณไม้ - กรมอุทยานแห่งชาติ
Tropicos    ---Nomenclature, literature, distribution and collections    Tropicos - Home
GBIF    ---Global Biodiversity Information Facility    Free and open access to biodiversity data
IPNI    ---International Plant Names Index    The International Plant Names Index - home page
EOL    ---Descriptions, photos, distribution and literature    Global access to knowledge about life on Earth
PROTA       ---Uses    The Plant Resources of Tropical Africa
Prelude    ---Medicinal uses    Prelude Medicinal Plants Database
Google Images    ---Images    
        

รวบรวมและเรียบเรียงโดย Tipvipa..V
รูปภาพ--ทิพพ์วิภา วิรัชติ
บริษัท สวนสวรส การ์เด้น ดีไซน์ จำกัด
สวนเทวา  เชียงใหม่
www.suansavarose.com
www.suan-theva.com
Update---18/2/2018
          ---17/4/2018





  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view