สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

สารพัดต้นไม้จัดสวน

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

สวนสไตล์ต่างๆ

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ชื่อนั้นสำคัญไฉน

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 06/12/2019
สถิติผู้เข้าชม 9,058,592
Page Views 13,907,749
 
« December 2019»
SMTWTFS
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031    

ต้นไม้ใหญ่ยืนต้น 3

ต้นไม้ใหญ่ยืนต้น 3

ต้นไม้ใหญ่ 3

For information only-the plant is not for sale.
50 แจง/Maerua siamensis 70 เสม็ดขาว/Melaleuca cajuputi
51 ชมพูภูคา/Bretschneidera sinensis 71 เสม็ดแดง/Syzygium cinereum
52 ชุมแสง/Xanthophyllum lanceatum  72 ศุภโชค/Pachira aquatica
53 ตะเคียนทอง/Hopea odorata  73 หูกระจง/Terminalia ivorensis
54 คูนขาว/Cassia x  nealiae 74 พี้จั่น/Millettia brandisiana
55 เสลา/Lagerstroemia loudonii 75 ชิงชัน/Dalbergia oliveri
56 อินทนิลน้ำ/Lagerstroemia speciosa 76 พะยูง/Dalbergia cochinchinensis
57 อินทนิลบก/Largerstroemia Macrocarpa 77 บุหงาส่าหรี/Cithrarexylum spinosum.
58 ตะแบกนา/Lagerstroemia floribunda 78 เกษมณี/Melia azedarach
59 ตะแบกเกรียบ/Lagerstroemia cochinchinensis 79 จัน-อิน/Diospyros decandra
60 หางนกยูงฝรั่ง/Delonix regia  80 จิกสวน/Barringtonia racemosa
61 โสกน้ำ/Saraca indica 81 จิกนา/Barringtonia acutangula
62 โสกขาว/Maniltoa grandiflora 82 จิกทะเล/Baringtonia asiatica
63 โสกเขา/Saraca declinata 83 จิกนมยาน/Barringtonia macrostachya
64 ศรียะลา/Saraca thaipingensis 84 มะคังขาว/Tamilnadia uliginosa
65 อโศกอินเดีย/Polyalthia longifolia var. pendula 85 เฉียงพร้านางแอ/Carallia brachiata
66 เสี้ยวป่า/Bauhinia saccocalyx 86 กาญจนิกา/Santisukia pagettii
67 ชงโคนา/Bauhinia racemosa 87 มะค่าโมง/Afzelia xylocarpa
68 แสมสาร/Senna garrettiana 88 เลือดแรด/Knema globularia
69 เสม็ดชุน/Syzygium gratum 89 มะค่าแต้/Sindora siamensis


50 แจง/Maerua siamensis

 

ชื่อวิทยาศาสตร์     --- Maerua siamensis (Kurz) Pax.
ชื่อพ้อง ---This name is unresolved.
---Crateva mucronulata Kuntze
---Basionym: Niebuhria siamensis Kurz.(Unresolved)
ชื่อสามัญ     ---None
ชื่ออื่น     ---แกง , แก้ง, แจ้ง
ชื่อวงศ์    ---CAPPARIDACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---ไทย กัมพูชา เวียตนาม


พบในภูมิภาคอินโดจีน ในไทยพบทุกภาคจนถึงภาคใต้ตอนบน ขึ้นตามป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้ง หรือตามป่าโปร่ง โดยเฉพาะเขาหินปูนเตี้ย ๆ ที่ระดับ ความสูง 0- 400 เมตร
 เป็น ไม้ยืนต้น เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่สูงไม่เกิน10 เมตร มีใบประกอบแบบ 3 ใบย่อย เรียงตัวแบบแผ่ๆ หรือแบๆ ออกมา ลักษณะคล้ายตีนนก ใบค่อนข้างแข็ง กว้าง 1-3 ซม. ยาว 5-7 ซม.ดอก สีเขียวอมขาวออกเป็นช่อตามซอกใบหรือปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงมี 4 กลีบ โคนเชื่อมกัน ปลายแยกเป็น แฉกรูปไข่ กว้าง 0.2-0.3 ซม. ยาว 0.7-1 ซม. ปลายแหลม ขอบมีขนคล้ายเส้นไหม ไม่มีกลีบดอก เมื่อบานเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 ซม. ผลรูปรีหรือ รูปกลม กว้าง 1.3-1.5 ซม. ยาว 2-2.5 ซม. เมล็ดมีลักษณะเป็นรูปไตมีเมล็ดประมาณ 2-3 เมล็ด

 

**ส่วนตัว- ตอนนี้ (2553) นิยมขุดล้อมนำมาเป็นไม้ประดับขนาดใหญ่ ราคาแพง เนื่องจากล้อมยากมาก ความเสี่ยงในการหลุดสูง ในรูปที่นำมาประกอบต้นล่างรูปซ้ายจะเป็นต้นที่ขึ้นตามธรรมชาติ ตามป่าชายเขา แถวนั้น(ไม่บอกที่ไหน เดี๋ยวหมด)เมื่อก่อนมีต้นใหญ่หลายต้น เดี๋ยวนี้เหลือแต่ต้นขนาดนี้ ไม่กี่ต้น ที่เหลือนี่ 1 เพราะต้นมันเล็กเกินไม่ได้ราคาทำให้ราคาเสีย  2 ติดหินล้อมขึ้นได้แต่ก็อาจไม่รอด ส่านต้นขวาเป็นต้นที่ขุดล้อมมาพักพร้อมขาย เพื่อรอจำหน่ายออก ตาม ความคิดนะเสียดายมากที่ต้นไม้พวกนี้ต้องถูกพรากมาจากป่า (อย่าว่าสำนวนน้ำเน่าล่ะ)เพราะเมื่อมีการล้อมต้นไม้ใหญ่เอามาไว้ในเมืองหมด  คุณประโยชน์ที่ได้รับก็เป็นแค่ความสุขทางใจ แต่หากยังอยู่ในที่นั้นๆ ดูสรรพคุณซะก่อนว่าชาวบ้านเขาใช้ทำอะไร**

 

-ใช้เป็นอาหารดอกอ่อน ยอดอ่อน นำมาดองคล้ายดอกกุ่มหรือผักเสี้ยน กินกับน้ำพริก
-ใช้เป็นยา แจงเป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่มีการใช้ ราก เป็นยาบำรุงกำลัง แก้ปัสสาวะพิการ แก้ปวดเมื่อย ขับปัสสาวะ แก้ดีซ่าน แก้หน้ามืดตาฟาง รักษาฝีในคอ แก้ไข้จับสั่น แก้กระษัย ต้น มีคุณสมบัติเหมือนราก แต่มีคุณสมบัติมากกว่ารากตรงที่แก้แมงกินฟัน ทำให้ฟันทน เปลือก แก้หน้ามืดตาฟาง บำรุงกำลัง แก้ปัสสาวะพิการ แก้กระษัยปวดเมื่อยตามร่างกาย แก่น แก้ไข้ตัวร้อน รากและใบ ต้มน้ำดื่ม แก้ดีซ่าน หน้ามืด ตาฟาง ใบและยอด ตำโขลกใช้สีฟันทำให้ฟันทน ใช้ทั้งห้า แก้ไข้จับสั่น แก้ดีพิการ แก้ร้อนในกระหายน้ำ
**ส่วนตัว-ถึงปัจจุบันจะบอกว่าเทคโนโลยี่ทางการแพทย์ก้าวหน้าเกินกว่าจะให้ชาวบ้านมาต้มยา กิน ฝนรากพอกอะไรทำนองนี้ แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าเพราะเราขาดการส่งเสริมให้รู้จักและเข้าใจในคุณค่าถึง สิ่งที่เรามี ละเลยที่จะให้ความ สำคัญกับสิ่งมีชีวิตที่อยู่ใกล้ตัว มองไปข้างหน้าอย่างเดียว ไม่ได้เหลียวหลังระวังหน้าอย่างที่ปู่ย่าตายายท่านสอนไว้ ขอบ่นเพียงเท่านี้**
ระยะออกดอก--- ธันวาคม-มีนาคม---ติดผล---กุมภาพันธ์-เมษายน
ขยายพันธุ์ --- ด้วยการตอนกิ่งและเพาะเมล็ด     


51 ชมพูภูคา/Bretschneidera sinensis


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Bretschneidera sinensis Hemsl.
ชื่อพ้อง    ---Has 1 Synonyms
---Bretschneidera yunshanensis Chun & F.C.How
ชื่อสามัญ     ---None
ชื่ออื่น     ---ชมพูภูคา; [ THAI: Chompoo Phu Kha.]; [CHINESE: Zhōng è mù, bo le shu]; [VIETNAMESE:  Rết nây, Chung ngạc mộc, Chuông đài.]
ชื่อวงศ์    ---AKANIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---จีน ไต้หวัน ไทยและเวียดนาม
สกุล Bretschneidera เป็น monotypic มีเพียง 1 สายพันธุ์คือ Bretschneidera sinensis
สายพันธุ์นี้กระจัดกระจายไปทั่วภาคตะวันออกเฉียงใต้ของจีนขยายไปถึงLai Chauในเวียดนาม และไท่เป่ยและมณฑลอิลานในไต้หวันตอนเหนือ และภาคเหนือของประเทศไทย ต้นไม้เติบโตตามธรรมชาติ ในป่าระดับความสูงต่ำถึงปานกลางในหุบเหวและลำธารที่ระดับความสูง 300- 1,700 เมตร
เป็นไม้ถิ่นเดียวของประเทศไทย พบที่ดอยภูคา จังหวัดน่าน
สถานะการอนุรักษ์ การสูญเสียที่อยู่อาศัยเป็นสาเหตุหลักของประกรที่ลดลง ถูกวางไว้ใน The IUCN Red List of Threatened Species (1998) ประเภทใกล้สูญพันธุ์
ชมพูภูคาเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่สูงได้ถึง 25 เมตร เปลือกต้นเรียบสีเทาอ่อน ใบประกอบแบบขนนก ใบย่อย4-8คู่ ขนาดกว้าง2.5-6ซม.ยาว8-25ซม.ฐานใบเบี้ยว ใบแก่เกลี้ยงมีขนเล็กน้อยบนก้านใบ ด้านล่างใบสีเทาอ่อน ดอก สีชมพูสดใสขนาด3.5-4ซม. ช่อไม่แตกแขนง ออกที่ปลายกิ่ง ยาว40ซม กลีบดอกกลม5กลีบ ฐานกลีบแคบ เกสรเพศผู้ 8 อันอยู่กันเป็นกลุ่มโค้งลง ก้านเกสรเพศเมีย1อัน ผลขนาด 4 ซม.มนรีปลายสองข้างแคบแตกเป็น3เสี้ยว แต่ละเสี้ยวมี1-2เมล็ด
มีการกล่าวกันว่าเป็นไม้ที่หยั่งรากลึกและทนต่อลมทำให้ได้ไม้คุณภาพดี
**ส่วนตัว-อย่าว่ากันสำหรับรูปนี้ อายมาก ไปถึงน่าน ได้รูปมาแค่นี้ ไปถึงดอกสุดท้ายร่วงแล้ว ต้องรอปีต่อไป ผู้ใดอยากเห็นดอกไม้ชนิดนี้มีที่เดียวที่เห็นได้ ณ อุทยานแห่งชาติ ดอยภูคา จ.น่าน ไปให้ถูกที่แล้วต้องถูกเวลาด้วย อย่าลืมไป "ผ่อดอกชมพูภูคา"ให้ได้ **
ระยะเวลาออกดอก --- เดือนมกราคม-มีนาคม
ขยายพันธุ์---เพาะต้นกล้าจากเมล็ด

52 ชุมแสง/Xanthophyllum lanceatum

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Xanthophyllum lanceatum (Miq.) J.J.Sm.
ชื่อพ้อง    ---Has 4 Synonyms
---Skaphium lanceatum Miq.
---Xanthophyllum glaucum Wall. ex Hassk.
---Xanthophyllum microcarpum Chodat
---Banisterodes glaucum (Wall. ex Hassk.) Kuntze
ชื่อสามัญ     ---None
ชื่ออื่น     ---[THAI: ชุมแสง Chum saeng (Central); กระเบียน Kra bian (Kanchanaburi); แก้ว Kaeo (Lampang); ขางข้างต้นเกลี้ยง Khang khao ton kliang (Chiang Mai); แสง Saeng (Sakon Nakhon); แสงกึน Saeng kuen (Ubon Ratchathani)
ชื่อวงศ์    ---XANTHOPHYLLACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้- บังคลาเทศ พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียตนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย


ต้นชุมแสง  มีลักษณะคล้ายกับต้นแจง   สมัยก่อนมีขึ้นอยู่ทั่วไป สูง 5-8 เมตรไม่ผลัดใบ  เปลือกเรียบสีนำตาลอมเทา ลำต้นบิดงอ ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปขอบขนาน กว้าง 2-4 ซม.ยาว 8-12 ซ. ผิวใบเกลี้ยง  ใบคล้ายกับใบมะปรางเขียวชอุ่มตลอดทั้งปี   ดอกออกเป็นช่อแบบช่อเชิงลดที่ปลายกิ่ง หรือ ซอกใบใกล้กิ่ง มีดอกย่อยจำนวนมาก กลีบดอกสีม่วงอ่อน เปลี่ยนเป็นสีเหลืองแกมน้ำตาล ผลแห้ง รูปทรงกลม สีเขียวแกมเทา ไม่แตก เปลือกหนามีเมล็ดเดียว
ใช้ประโยชน์ โบราณใช้ทำยารักษาโรคพรายเลือดลมสตรี  ราก เปลือกลำต้น หรือใบ ผสมลำต้น สะแก ลำต้นสะแบง และสังวาลย์พระอินทร์ทั้งต้น แช่น้ำ อาบทุกวัน ๆ ละ3 ครั้ง แก้โรคผิวหนังเปือยพุพอง
ผลของต้นชุมแสงใช้เป็นลูกกระสุนสำหรับธนู
ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับจัดสวน ชุมแสงเป็นไม้ยืนต้นที่ยากจะทิ้งใบ  ปัจจุบันต้นชุมแสงจัดเป็นต้นไม้ที่ควรอนุรักษ์
ระยะออกดอก--- มีนาคม - เมษายน--- ติดผล---พฤษภาคม--มิถุนายน
ขยายพันธุ์ --- เมล็ด ตอนกิ่ง

53 ตะเคียนทอง/Hopea odorata


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Hopea odorata Roxb.
ชื่อพ้อง    ---Has 3 Synonyms
---Doona odorata (Roxb.) Burck
---Hopea decandra Buch.-Ham. ex Wight
---Neisandra indica Raf.
ชื่อสามัญ     ---White thingan
ชื่ออื่น   ---ตะเคียน, ตะเตียนทอง, ตะเคียนใหญ่, จะเคียน, [THAI: takhian thong, takhian-yai]; [MYANMAR: Thingan ]; [CAMBODIAN: Koki Masao]; [LAOS: kh’ein]; [BANGLADESH: telsur, tersol]; [MALAYSIA: chengal mas, chengal pasir, thingan, sauchi]; [VIETNAM: sao den, sao nghệ]; [TRADE NAME: Merawan]
ชื่อวงศ์    ---DIPTEROCARPACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ --เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-พม่า หมู่เกาะอันดามัน กัมพูชา ลาว เวียตนามตอนใต้ คาบสมุทรมาเลย์ตอนเหนือ


มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีอยู่ตามธรรมชาติขยายจากศรีลังกาไปยังหมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์และจากบังคลาเทศไปยังพม่า ไทย, มาเลเซียและกัมพูขา ลาว เวียตนาม  ต้นตะเคียนจะขึ้นกระจายอยู่กว้างขวางพบในป่าดิบชื้นส่วนใหญ่ตามแนวน้ำที่ระดับความสูง 0-600 เมตร
ไม้ต้นขนาดใหญ่สูง 20-40เมตร ไม่ผลัดใบ เรือนยอดแน่น สีเขียวเข้ม กิ่งแผ่กว้าง ลำต้นเปลาตรงเปลือกนอกสีน้ำตาลคล้ำเกือบดำ มักมีร่องลึกตามยาว เมื่ออายุมากขึ้นเปลือกจะเป็นเกล็ดๆ  เปลือกชั้นในสีเหลืองหม่นมักจะมีน้ำยางสีเหลืองซึมออกมา  กิ่งแขนงเรียวเล็กลู่ลง ใบ รูปไข่แคบหรือเกือบขอบขนาน ขนาดของใบกว้าง3-7.5ซม.ยาว8-16ซม.ฐานใบป้านหรือกลมไม่สมมาตร ใบเกลี้ยงเป็นมันด้านล่างของใบจะมีตุ่มหูดสีเหลืองอ่อนใบอ่อนมีขนรูปดาวสี เทา ใบแก่ผิวเรียบยกเว้นมีกลุ่มขนเล็กๆสีดำในซอกเส้นใบ หูใบเป็นรูปสามเหลี่ยม ดอกขนาด0.8-1ซม.สีขาวหรือเหลืองอ่อนมีกลิ่นหอมทุกส่วนของช่อดอกมีขนนุ่มสีเทาดอกเป็นช่อถึง50ดอก ออกที่ปลายช่อและซอกใบบนๆ ผลมีปีกยาว2ปีก ปีสั้น3ปีก ปีกซ้อนกันแต่หุ้มส่วนกลางผลไม่มิด
ต้นไม้เล็กต้องการร่มเงา แต่จะมีความต้องการแสงเพิ่มขึ้นเมื่อโตขึ้น ต้องการดินที่อุดมสมบูรณ์ ระบายน้ำดี มีค่า pH ในช่วง 4.8 - 5.2 ซึ่งทนได้ 4.4 - 6
การใช้ประโยชน์ ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้แทนนิน, เรซิ่นและไม้ ต้นไม้ถูกเอาเปรียบทางการค้าในฐานะแหล่งที่มาของไม้ซุง 'merawan' ในขณะที่เรซิ่นขายในตลาดท้องถิ่น
-ใช้กินได้ เปลือกไม้ใช้เคี้ยวแทนหมากกับพลู
-ใช้เป็นยาบางส่วนของพืชถูกนำมาใช้ในการแพทย์แผนโบราณสำหรับโรคที่หลากหลาย เรซิ่นใช้ในยาแผนโบราณในพม่า ใช้เป็นยาห้ามเลือดโดยมีฤทธิ์ช่วยหยุดเลือดเมื่อนำไปใช้กับบาดแผล เปลือกไม้นั้นมีฤทธิ์ฝาด มันถูกใช้ในการรักษาโรคท้องร่วง มันเป็นส่วนผสมของยาสำหรับรักษาอาการอักเสบของเหงือกและความมักมากในกาม
-ใช้เป็นไม้ประดับ เป็นไม้ประดับและให้ร่มเงาในส่วนของเบงกอลตะวันตกและชายฝั่งตะวันตกของหมู่เกาะอันดามันเวียดนาม ฯ
-อื่น ๆ เนื้อไม้ละเอียดสีเหลืองซีดที่กลายเป็นสีน้ำตาลอ่อนหากสัมผัส เป็นไม้ที่มีเนื้อไม้ทนต่อแมลงและปลวก เนื้อไม้แข็งและทน แต่ทำให้แห้งยาก เป็นที่รู้จักกันในแง่เนื้อไม้ที่มีคุณภาพสูง ใช้ในการก่อสร้างที่อยู่อาศัย, เรือ, สะพาน, หมอนรถไฟ, เฟอร์นิเจอร์ และวัตถุงานฝีมือและงานศิลปะ เปลือกมีสารแทนนินสูง ใช้ในอุตสาหกรรมฟอกหนัง ต้นไม้ประกอบด้วยเรซินโปร่งใสที่เรียกว่า rock dammar ที่มีคุณภาพดีใช้สำหรับเคลือบเงาและกันน้ำในเรือ
ต้นที่มีขนาดใหญ่ในป่าหายากมาก นอกจากป่าที่ได้รับการดูแลอย่างดีหรือป่าที่เข้าถึงยาก **ส่วนตัว-รูปดอกตะเคียนทองถ่ายมาจากวัดสะพานสูง นนทบุรี มีต้นใหญ่อยู่หลายต้นมากโชคดีที่ได้รูปดอกตะเคียนมาเพราะต้นตะเคียนจะไม่ออกดอกทุกปี จะออก3-5ปีต่อครั้ง ถือว่าโชคดีสุดๆ แต่ก็ไม่วายมีกรรมบังมาด้วย กล้องที่ใช้สมรรถนะต่ำรูปเลยออกมาไม่ค่อยชัด**
สถานะอนุรักษ์ ต้นไม้ถูกจัดวาง ใน IUCN Red List of Threatened Species (2010) ประเภทความเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์
ระยะออกดอก : เดือนมกราคม-มีนาคม
ขยายพันธุ์ : เมล็ด

54 คูนขาว/Cassia x  nealiae


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Cassia x  nealiae
ชื่อสามัญ     ---Showering Tree
ชื่ออื่น     ---คูนขาว
ชื่อวงศ์    ---FABACEAE
ถิ่นกำเนิด    ----โฮโนลูลู ฮาวาย
เขตกระจายพันธุ์----เขตร้อน

ขยายพันธุ์โดยการ ตอนกิ่ง ทาบกิ่ง เสียบยอด
การขยายพันธุ์ค่อนข้างยากราคาค่อนข้างสูงกว่าคูนขนิดอื่นๆ ต้นขนาดนี้ประมาณเส้นผ่านศูนย์กลางต้น6"
คนขายบอก ราคา 12,000 บาทขาดตัว(3/2/2017) ทึีนี่ไม่มีขายไม่โปรโมท ไม่โฆษณา
ไม่คุยแล้ว วันหลังค่อยว่ากันเก็บรูปไว้ก่อน ช๊อคอยู่


55 เสลา/Lagerstroemia loudonii

 

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Lagerstroemia loudonii Teijsm. & Binn.
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Lagerstroemia rottleri CBClarke
---Murtughas loudonii (Teijsm. & Binn.) Kuntze
---Murtughas rottleri (CBClarke) Kuntze
ชื่อสามัญ     ---Thai Bungor, Burmese Bungor, Loudon’s crape myrtle, Salao flower.
ชื่ออื่น  ---อินทรชิต, เกรียบ, ตะเกรียบ, ตะแบกขน, เสลาใบใหญ่, เสลา, [THAI: Salao, in ta ra jit, Dta baek kon, Dta griap, Griap, Sa lao bai yai.]; [JAWA: Bugur]; [VIETNAM: bàng lang tía].
ชื่อวงศ์    ---LYTHRACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---ไทย กัมพูชา ลาว เวียดนาม



**ส่วนตัว-ต้นไม้ต้นนี้ชื่อ "เสลา" อ่านว่า สะ-เหลา มีบางคนเรียกว่า ต้น เส-ลา เอามาย้ำให้ฟังแบบงงงง......**
มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย ไม้ ต้นผลัดใบสูง5-15 เมตรเรือนยอดกลมใบดกและกิ่งโน้มลงรอบทรงพุ่ม เปลือกสีดำแตกเป็นร่องเล็กตามความยาวลำต้น ใบเดี่ยวรูปไข่แกมขอบขนานยาว5-20 ซม. และกว้าง 4-8 ซม.  ก้านใบยาว 0,3-0,5 ซม,ด้านบนเรียบเกลี้ยงด้านล่างมีขน ช่อดอกใหญ่ ออกที่ปลายกิ่ง และกิ่ง ข้าง ช่อดอกยาว 10-30 ซม.  ดอกสีม่วงอมชมพู หรือม่วงและขาว บางต้นมีสีขาวล้วน  ผล เป็นรูปขอบขนานแคปซูลยาว 1,5-2 ซม. และมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1-1,5 ซม. ประกอบด้วยเมล็ดมีปีกสีน้ำตาลอ่อน
ต้นไม้ในสกุล เลเกอร์สตรอเมียหรือสกุลของ ตะแบก เสลา อินทนิลนี้ ทางอิสานจะเรียกรวมกันว่า"เปื่อย"และมีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก จนบางทียากที่จะบอกว่าต้นไหนเป็นต้นไหนเพราะตะแบกบางพันธุ์มีใบเล็กใบใหญ่ เหมือน เสลากับอินทนิล ดอกก็เหมือนกันบางพันธุ์จะมีดอกขนาดใหญ่สีม่วงขาว ชมพู มองคละกันไปดูเหมือนกันไปหมดบางพันธุ์ก็มีขนาดเล็กสีสันต่างๆก็คล้ายกันทั้งนั้น ในหนังสือ"ดอกไม้และประวัติไม้ดอกเมืองไทย" ของท่านอาจารย์ วิชัย อภัยสุวรรณ แนะให้ลองสังเกตุดังนี้
" ตะแบก - เปลือกเรียบเกลี้ยงเป็นสีเทาขาวขุ่น ตามเปลือกรอบต้นมีรอยคล้ายแผลเป็น ลักษณะเป็นดวงด่าง วงๆประอยู่ห่างๆทั่วไปตามลำต้น
เสลา - เปลือกลำต้นสีน้ำตาลคล้ำ หรือค่อนข้างดำ แต่ไม่ดำสนิท และจะมีรอยแตกตามยาวเป็นร่องตื้นตลอดต้น
จำไม่ได้ให้ท่องไว้.... เสลาเปลือกแตก-ตะแบกเปลือกเรียบ
อินทนิล - เปลือกลำต้นจะมีผิวเรียบเกลี้ยง แต่มีแผ่นสะเก็ดบางๆลอกออกได้เองคล้ายเปลือกต้นฝรั่ง
แต่ถ้าเปลือกของลำต้นมองดูกระด้างตาไม่มีการลอกเป็นสะเก็ดพวกนั้นคือตะแบก เปลือกบาง "
การใช้ประโยชน์ บางส่วนของพืชถูกใช้ในการแพทย์แผนโบราณโดยเฉพาะเปลือกไม้สำหรับรักษาอาการท้องเสียและใบไม้ใช้กับแผลที่ผิวหนัง  
ระยะออกดอก---พฤศจิกายน- มกราคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

56 อินทนิลน้ำ/Lagerstroemia speciosa


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Lagerstroemia speciosa (L.) Pers.
ชื่อพ้อง---Has 15 Synonyms

-Adambea glabra Lam. -Lagerstroemia punctata Blume
-Adambea hirsuta Lam. -Lagerstroemia reginae Roxb.
-Lagerstroemia flos-reginae Retz. -Munchausia ovata J.St.-Hil.
-Lagerstroemia hirsuta (Lam.) Willd. -Murtughas hirsuta (Lam.) Kuntze
-Lagerstroemia major Retz. -Murtughas punctata (Blume) Kuntze
-Lagerstroemia munchausia Willd. -Murtughas speciosa (L.) Kuntze
-Lagerstroemia munchhausia L. ex Forsyth f. -Sotularia malabarica Raf
-Lagerstroemia plicifolia Stokes

ชื่อสามัญ --Queen Flower, Giant crape-myrtle, Queen's crape-myrtle, Banabá plant for Philippines, Pride of India
ชื่ออื่น     ---อินทนิลน้ำ, [THAILAND: Tabaek dam, Inthanin nam.]; [CHINESE: Bai ri hong, Da hua zi wei.]; [BURMESE: Gawkng-uchyamang.]; [INDONESIA: Bungur, Bungur tekuyung, Ketangi.]; [MALAYSIA: Bungor raya, Bongor biru, Tibabah.]; [JAVANESE: Ketangi.]; [PHILIPPINES: Banaba (Tag.)]
ชื่อวงศ์    ---LYTHRACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---อินเดีย พม่า จีนตอนใต้ อินโดจีน มาเลย์ สุมาตรา บอร์เนียว ฟิลิปปินส์ ชวา  สุลาวาสี ตอนเหนือของออสเตรเลีย

 

เป็นพืชของเขตร้อนชื้นและกึ่งเขตร้อนชื้นซึ่งพบได้ที่ระดับความสูงไม่เกิน 400 เมตร
ไม้ ต้นสูง 10-15 เมตร กึ่งผลัดใบ หมายถึงถ้าขึ้นอยู่ในที่แห้งแล้งจะผลัดใบ เรือนยอดแผ่เป็นพุ่มกว้างกลม เปลือกหนาสีเทาอมน้ำตาล ใบเดี่ยวเรียบเป็นมัน เรียงตรงข้าม ใบยาวรูปไข่กึ่งขอบขนาน ถ้าผลัดใบจะผลัดใบประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม  ดอกออกเป็นช่อยาวประมาณ10-50ซม.ออกที่ปลายกิ่งและกิ่งข้าง  ดอกสีม่วงสด ,ม่วงอมชมพู ,สีชมพูหรือสีขาว ดอกขนาดใหญ่ขนาดดอกประมาณ 5-7.5ซมมีกลีบดอก6กลีบ.เกสรผู้จำนวนมาก ผลเป็นแบบแคปซูลรูปไข่ เมื่อแก่มีสีน้ำตาล ผลแก่แตกออกเป็น6พู ผลและเมล็ดเล็กกว่าอินทนิลบก
เติบโตได้ดีในตำแหน่งที่มีแดดจัดในดินที่มีความชื้นและมีการระบายน้ำดี ต้องการค่า pH ในช่วง 5.5 - 6.5, ที่ทนได้ 4.5 - 7.5
สำหรับอินทนิลพันธุ์สีชมพูสดเรียกว่า ตะแบกอินเดีย

 

การใช้ประโยชน์ ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเพื่อเป็นยาและแหล่งวัสดุ ไม้ที่มีคุณภาพดีถือว่าเป็นหนึ่งในไม้ที่ดีที่สุดในพม่าและอัสสัมและมักจะมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนเชิงพานิชย์
-ใช้เป็นยา ใบไม้นั้นเป็นยาถ่าย การเตรียมจากใบแห้งหรือที่เรียกว่า banaba มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศฟิลิปปินส์ในการรักษาโรคเบาหวานและปัญหาปัสสาวะ
ยาพอกใบใช้แก้อาการไข้มาเลเรีย ยาต้มเปลือกใช้สำหรับรักษาอาการท้องเสียและปวดท้อง
-วนเกษตร ต้นไม้มีระบบรากที่มีความหนาแน่นสูงและกว้างซึ่งทำให้มันมีประโยชน์ในการปลูกเพื่อควบคุมการชะล้างพังทลาย ถูกใช้ในรูปแบบการปลูกป่าสำหรับเนินเขาที่เสื่อมโทรมในชวา
-ใช้เป็นไม้ประดับ อินทนิล น้ำนิยมใช้เป็นไม้ประดับและไม้ให้ร่มเงาตามอาคารบ้านเรือน สถานที่ราชการ ริมถนน สวนสาธารณะโดยทั่วไป  ต้นไม้ได้รับการปลูกอย่างประสบความสำเร็จในเขตเมืองที่มีมลพิษทางอากาศ การระบายน้ำไม่ดีดินบดอัดและ / หรือภัยแล้ง สามารถออกดอกได้เมื่ออายุเพียง 2 ปี
-ใช้อื่นๆ เปลือกผลและใบมีแทนนิน สีย้อมสีเหลืองได้จากเปลือกไม้ แก่นไม้เป็นตัวแปรจากสีน้ำตาลอ่อนสีเหลืองน้ำตาลสีเทาหรือสีแดงไปจนถึงสีน้ำตาลแดง พื้นผิวมีความละเอียดปานกลางถึงหยาบและไม่สม่ำเสมอค่อนข้างมันวาว ไม้หนักพอสมควร เหมาะสำหรับการตกแต่งภายใน แผ่นผนัง แผ่นไม้อัด ผลิตเฟอร์นิเจอร์ระดับสูงการแกะสลักและพื้นภายใน มีรายงานว่าเป็นที่นิยมสำหรับใช้ในการสร้างเรือในประเทศไทยและบางส่วนของภูมิภาคอินโดจีน
ระยะออกดอก---เดือนพฤษภาคม-เดือนกรกฏาคม
ขยายพันธุ์ --- เมล็ด ปักชำ ตอนกิ่ง ชำราก

57 อินทนิลบก/Largerstroemia Macrocarpa


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Largerstroemia Macrocarpa Wall. ex Kurz
ชื่อพ้อง   ---Has 4 Synonyms
---Lagerstroemia costa-draconis Furtado & Montien
---Lagerstroemia hossei Koehne
---Lagerstroemia intermedia var. oblonga Craib
---Lagerstroemia macrocarpa var. reflexa Furtado & Srisuko                                                                        ชื่อสามัญ--- Pride of India.
ชื่ออื่น     ---อินทนิลบก, จ้อล้อ. จะล่อ. กากะเลา. ซีมุง ; [THAI: In ta nin bok (Central Thailand), Ga ka lao, Jorlor, Jalor, Jalor hoo kwang (Northern Thailand), See mung.]; [BURMESE: Eikmwe, Kon-pyima]  
ชื่อวงศ์    ---LYTHRACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---ตอนเหนือของพม่า ไทย ลาวถิ่นกำเนิดของเทือกเขา Ghatsตะวันตก ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย กระจายอยู่ในตอนเหนือของพม่า ไทย ลาว เติบโตในป่าเต็งรัง ป่าเปิด ป่าดิบแล้งและป่าดิบชื้น ที่ระดับความสูง 1,300 เมตร เป็นไม้ที่พบเห็นอยู่ทั่วไปในประเทศเขตร้อน สำหรับประเทศไทยพบทั่วไปในป่าผลัดใบและป่าโปร่งผสม พบทุกภาคยกเว้นภาคใต้
ไม้ต้นสูง 8-15 เมตรใบเดี่ยวออกเรียงตรงข้ามเป็นคู่โคนใบมน ปลายใบมนหรือแหลม ใบใหญ่กว่าอินทนิลน้ำผลัดใบในฤดูหนาวราวเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคมจะแตก ใบใหม่พร้อมทั้งออกช่อดอก ดอกจะออกเป็นช่อกระจะ สีชมพู ม่วงแดง ถึงซีดขาว กลีบดอก 6กลีบเกสรตัวผู้จำนวนมากเรียงเป็นกระจุกอยู่กลางดอกอับเรณูสีเหลือง
ต้องการแสงแดดเต็มที่ ปลูกง่ายขึ้นในดินแทบทุกชนิด ค่า pH ในช่วง 5.5 - 6.5, ที่ทนได้ 4.5 - 7.5
การใช้ประโยชน์ ต้นไม้ที่มีคุณค่าและมีความสำคัญ มากและให้สิ่งที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งของป่าตะวันตกของอินเดีย มันถูกรวบรวมมาจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นและยังมีการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศในเชิงพานิชย์ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับและไม้ให้ร่มเงา
ใช้อื่นๆ แก่นไม้มีสีแดงหรือสีน้ำตาลแดง ไม้เนื้อแข็งปานกลางไม่ทนทาน ค่อนข้างหยาบ ค่อนข้างมันวาว ใช้สำหรับการก่อสร้าง, การสร้างเรือ, เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งภายใน พื้นปาร์เก้
ระยะออกดอก---ธันวาคม- มีนาคม
ขยายพันธุ์ --ด้วยการเพาะเมล็ด

58 ตะแบกนา/Lagerstroemia floribunda


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Lagerstroemia floribunda Jack.
ชื่อพ้อง    ---Has 1 Synonyms
---Murtughas floribunda Kuntze
ชื่อสามัญ     ---Thai crape myrtle, tropical crape myrtle.
ชื่ออื่น     ---ตะแบกนา, ตะแบกไข่,ตะแบกขน, เปื๋อยต้อง, เปื๋อยหางค่าง, เปื๋อยนา [THAI: tabaek-na, Bpeuay naa, Bpeuay haang kaang, Bpeuaytong, Dta baek kai , Dta baek kon.]; [CHINESE: líng guǒ zǐwēi, Léng è zǐwēi, dà huā zǐwēi]; [BURMESE: kamaung-phyu]; [MALAYSIA: kedah bungor]; [KMER; trapek]; [VIETNAMESE: bằng lăng nhiều hoa]ใ
ชื่อวงศ์    ---LYTHRACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ - ไทย กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย

สายพันธุ์นี้มีความหลากหลายอยู่3สายพันธุ์ได้แก่
1 ---Lagerstroemia floribunda var. cuspidata Wall ex C.B.Cl.
2 ---Lagerstroemia floribunda var. floribunda
3 ---Lagerstroemia floribunda var. sublaevis Craib
มีถิ่นกำเนิดในประเทศกัมพูชา มาเลเซีย ไทยและเวียดนาม พบตามป่าดิบชื้นป่าที่ลุ่มและป่าป่าปฐมภูมิ มักชื้นเลียบฝั่งแม่น้ำที่ระดับความสูงต่ำ 0-850 เมตร
ไม้ ต้นผลัดหรือกึ่งผลัดใบสูง10-15 (-30) เมตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น60ซม.โคนต้นมักเป็นพูพอน เรือนยอดเป็นพุ่มกลม เปลือกต้นเกลี้ยงสีเทาเป็นมันผิวเรียบลอกหลุดเป็นแผ่นบางๆ ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่หรือรูปขอบขนาน ยาว 10-25 ซม. และกว้าง 5-10 ซม.เส้นใบย่อยเลือนลางห่างๆกัน ใบอ่อนสีชมพูบรอนซ์ มีขนรูปดาว  กิ่งก้านมีสันคม ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ยาว20-50 ซม. ดอกย่อยเส้นผ่านศูนย์กลาง 2-3 ซม. มีกลีบดอก 6 กลีบ กลีบดอกสีม่วงอมชมพู สีจะจางลงจนขาว ก้านช่อและดอกตูมมีขนละเอียดสีน้ำตาลทองปกคลุม ผลยาว 1-1,6 ซม. สีน้ำตาลเข้ม เมล็ดสีน้ำตาลเข้มหลายปีก
การใช้ประโยชน์ -ใช้เป็นยา บางส่วนของพืชถูกนำมาใช้ในการแพทย์แผนโบราณใช้ใบในกรณีที่มีไข้สูง ฆ่าพยาธิ สภาพของผิวหนังเช่นสิว
-มีคุณค่าของการประดับและการจัดสวนที่ยอดเยี่ยมเป็นที่นิยมอย่างยิ่ง ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสวนสาธารณะ อาคารบ้านพักอาศัย ริมถนนและส่วนราชการต่าง ๆ
-ใช้อื่น ๆ แก่นไม้มีสีน้ำตาลแดง ไม้หนักพอสมควร แข็งปานกลาง ค่อนข้างทนทานทนต่อปลวก และทนต่อเชื้อราปานกลาง  ง่ายต่อการใช้งานเหมาะสำหรับการตกแต่งภายในแผ่นผนัง แผ่นไม้อัด การผลิตเฟอร์นิเจอร์ระดับสูงการแกะสลักและพื้น มีรายงานว่าเป็นที่นิยมสำหรับใช้ในการสร้างเรือในประเทศไทยและบางส่วนของภูมิภาคอินโดจีน
ระยะเวลาออกดอก---เมษายน-กรกฏาคม
ขยายพันธุ์ --- ด้วยเมล็ด ปักชำ ตอนกิ่ง

59 ตะแบกเกรียบ/Lagerstroemia cochinchinensis


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Lagerstroemia cochinchinensis Pierre
ชื่อพ้อง---This name is unresolved.
--- Lagerstroemia collinsae Craib
ชื่อสามัญ     ---None
ชื่ออื่น     ---ตะแบกเกรียบ, ตะแบกเกรียบแดง,  เป์๋อยเปลือกบาง,  เปื๋อยแดง, โคะกางแอ้ (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่), ลิงง้อ
ชื่อวงศ์    LYTHRACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---คาบสมุทรมาเลย์ พม่า ไทย จีนตอนใต้ และคาบสมุทรอินโดจีน
พบที่ภูมิภาคอินโดจีน ในไทยพบแทบทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ ขึ้นตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้ง ความสูงถึงประมาณ 1000 เมตร
ไม้ ต้นขนาดใหญ่สูงถึง 25 ม. เปลือกบาง ลำต้นยาวปลายสอบกิ่งก้านเรียวเล็ก โคนต้นเป็นร่องลึก เปลือกต้นสีน้ำตาลอ่อน เรียบหลุดล่อนเป็นแผ่นกลมบาง  ใบรูปรีถึงรูปใบหอก หรือแกมรูปไข่ ยาว 4-15 ซม. ก้านใบยาว 0.2-1 ซม.ใบอ่อนมีขนรูปดาวสีน้ำตาลส้มปกคลุมหนาแน่น และขนยังคงมีในใบแก่อย่างน้อยด้านล่าง ดอกสีชมพูม่วงเป็นช่อยาว9-16ซม. ก้านช่อมีขนสีน้ำตาลหนาแน่นส่วนล่างมีใบเล็กรูปไข่ ผลรูปรีเกือบกลม ยาว 1.4-1.7 ซม. เกลี้ยง มีชั้นกลีบเลี้ยงคลุมอยู่1/3ของผล
ขยายพันธุ์---เมล็ด

60 หางนกยูงฝรั่ง/Delonix regia


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Delonix regia (Boj. ex Hook.) Raf.
ชื่อพ้อง    ---Has 3 Synonyms
---Caesalpinia regia (Bojer ex Hook.) D.Dietr.
---Delonix regia var. flavida Stehlé
---Poinciana regia Bojer ex Hook.
ชื่อสามัญ     ---Flame Tree, Royal poinciana, Flamboyant Tree, Flamboyant, Peacock-flower.
ชื่ออื่น     ---จำพอ, ซำพอ, ชมพอ, ส้มพอ, ส้มผ่อ, พญาไม้ผุ (ภาคเหนือ), นกยูงไทย,; [Thai: hang nok yung farang]; [Chinese: feng huang mu]; [French: Flamboyan, Flamboyant, Mille Fleurs]; [Japanese: howoboku]; [Fijian: sekoula]; [Hawaiian: ‘ohai ‘ula]; [Spanish: árbol del fuego, atbot det fuegu, flamboyán]; [Tahitian: pakai, puke, ra‘ar marumaru]; [Tongan: ‘ohai]; [Burmese: (seinban)]; [; Hindi: kattikayi, peddaturyl, gulmohr, shima sunkesula]; [Vietnamese: phuong , Yoruba]; [Trade name: gold mohar].
ชื่อวงศ์    ---FABACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์    ---ประเทศในเขตร้อนทั่วโลก

 

มีถิ่นกำเนิดใน มาดากัสการ์ หลังจากนั้นแพร่กระจายไปยังเขตร้อนของทวีปแอฟริกาและต่อมาเพื่อความงามของมันถูกนำไปยังทวีปอื่น ๆ เช่นยุโรปและอเมริกา พบในเขตร้อนชื้นซึ่งพบในระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 2,000 เมตร
ไม้ต้นผลัดใบสูงประมาณ 15 เมตรเปลือกสีเทาเกลี้ยง เรือนยอดเป็นรูปร่มกว้าง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกและมีใบย่อยเล็กจำนวนมาก ดอกใหญ่ออกที่ปลายยอดและกิ่งข้าง กลีบรองดอกมี5กลีบขนาดไม่เท่ากัน มีสีแดงอมส้ม สีส้มและสีเหลืองบ้าง เกสรตัวผู้มี10อัน อยู่เป็นอิสระ ถ้าขึ้นในที่แล้งจะออกดอกจนมองไม่เห็นใบ ออกดอกในระหว่างที่ผลัดใบหรือแตกใบอ่อน ผลเป็นฝักแบนแข็งขนาดกว้าง3-5ซม.ยาว40-60ซม. ฝักแก่มีสีน้ำตาลดำ เมื่อแก่จะแตกออกทั้งสองด้านเมล็ดภายในฝักมีลักษณะกลมยาววสูงสุด 50 ซม. กว้าง 6 ซม. และหนา 5 มม สีน้ำตาลดำขอบขาว เปลือกเมล็ดแข็งมาก
ต้นไม้เจริญเติบโตได้อย่างเหมาะสมในตำแหน่งที่มีแสงแดดจัด ในดินที่มีการระบายน้ำดี เป็น ดินร่วนปนทรายและดินไม่เหนียวเกินไป ต้องการ pH ในช่วง 5.5 - 6.5, ที่ทนได้ 4.5 - 7.5 มีความทนทานต่อความแห้งแล้งมาก
การใช้ประโยชน์  เมล็ด-สุกกินได้ ใช้เป็นอาหาร ใช้เป็นยา-
-วนเกษตร ใช้ปลูกบนพื้นที่ที่ถูกกัดเซาะเพื่อการควบคุมการสึกกร่อนและเพื่อการฟื้นฟูและปรับปรุงดินด้วยการตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ
-ปลูกเป็นไม้ประดับ  เป็นไม้ที่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับให้ร่มเงา บริเวณอาคาร สถานที่ราชการ ริมถนน สวนสาธารณะเพราะมีพุ่มใบและช่อดอกที่สวยงาม สายพันธุ์นี้เป็นหนึ่งในไม้ประดับที่ได้รับการปลูก มากที่สุดในโลกโดยปลูกเป็นไม้ประดับในสวนและบริเวณข้างถนนตลอดเขตร้อน เนื่องจากความสวยงามมันเป็นหนึ่งในไม้ประดับที่ใช้กันมากที่สุดในภูมิภาคเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนทั่วโลก ก่อนการปลูกควรมีข้อพิจารณาดังนี้ ต้นไม้มีระบบรากตื้นและไม้อ่อนจึงมีแนวโน้มที่จะถอนรากถอนโคนในช่วงที่มีพายุรุนแรงและลมแรงพัดกระหน่ำควรปลูกไว้ในที่กำบังที่ดีที่สุด ระบบรากที่ตื้นและแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ประสบความสำเร็จในการแข่งขันกับพุ่มไม้และพืชดอกใกล้เคียง ดังนั้นจึงควรปลูกให้ห่างจากพืชชนิดอื่นในสวน รากนั้นค่อนข้างก้าวร้าวซึ่งบางอันอยู่เหนือพื้นผิวทำให้ไม่เหมาะสำหรับทางเท้า ถนนหรือใกล้ ท่อระบายน้ำ ผนังบ้าและแม้แต่สายไฟฟ้า ก็ควรระวัง
-ใช้อื่น ๆ สารสกัดด้วยน้ำของพืชมีสารประกอบ allelopathic รวมถึงกรดฟีนอลิกอัลคาลอยด์และฟลาโวนอยด์ สามารถใช้เป็นสารกำจัดวัชพืชตามธรรมชาติและยาฆ่าแมลงเพื่อเพิ่มผลผลิตของพืชผลทางการเกษตร
-เมล็ดมีน้ำมันประมาณ 17.2% น้ำมันนี้มีกลีเซอรีนปกติความไม่อิ่มตัวต่ำและดีมากสำหรับการผลิตสบู่และแชมพู
-แก่นไม้มีสีเหลืองถึงน้ำตาลอ่อน กระพี้สีเหลืองอ่อน ไม้เนื้ออ่อนหนัก เนื้อหยาบอ่อนแอเปราะบางขัดเงาได้ดีและทนต่อความชื้นและแมลง แม้ถูกโจมตีจากปลวก  เป็นไม้ที่ใช้ ก่อสร้างที่ทนทานมาก แต่ไม้ขนาดใหญ่หายาก ฝักขนาดใหญ่เช่นเดียวกับไม้ ช้เป็นเชื้อเพลิง ไม้ถูกเผาเทำเป็นถ่าน
- สำคัญ หางนกยูงเป็นสัญญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีธงประจำมหาวิทยาลัยสีเหลืองแดงเหมือนสีของดอกหางนกยูงฝรั่ง
-สถานะการอนุรักษ์ ต้นไม้ได้สูญพันธุ์ไปแล้วในถิ่นกำเนิด (มาดากัสการ์) ประชากรพื้นเมืองที่สำคัญจะพบในพื้นที่ที่ถูกคุกคามจากการผลิตถ่าน ต้นไม้ถูกจัดวางใน IUCN Red List of Threatened Species (2010) ประเภท  ความเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์
ระยะเวลาออกดอก---เมษายน-มิถุนายน
ขยายพันธุ์ -- ด้วยเมล็ด ปักชำ ตอนกิ่ง ก่อนเพาะเมล็ดควรขลิบเปลือกออกเล็กน้อยระวังอย่าให้โดนต้นอ่อน จะช่วยให้เมล็ดงอกเร็วขึ้น เริ่มออกดอกเมื่ออายุ4-5 ปี จากเมล็ด

61 โสกน้ำ/Saraca indica


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Saraca indica Linn.
ชื่อพ้อง    ---Has 9 Synonyms
---Jonesia asoca misapplied
---Jonesia minor Zoll. & Moritzi
---Saraca asoca misapplied
---Saraca arborescens Burm.f.
---Saraca bijuga Prain
---Saraca harmandiana Pierre
---Saraca minor (Zoll. & Moritzi) Miq.
---Saraca pierreana Craib
---Saraca zollingeriana sensu Prain, non Miq.
ชื่อสามัญ     ---Saraca, Asoka-tree, Ashok, Asoca, Sorrowless Tree,
ชื่ออื่น     ---ชุมแสงน้ำ, อโศกน้ำ, ส้มสุกโสก, ;[THAI: Sauk Nam]; [CHINESE: Wu you hua.];[BURMESE: Thawgabo, Thawka.];[GERMAN: Ashokbaum];[HINDI: Ashok, Asok, Sita ashok.];[JAPANESE: Mayuju.];[NEPALESE: Ashau, Ashok.];[SANSKRIT: Anganapriya, Apashaka, Ashoka].
ชื่อวงศ์    ---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE).
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---อินเดีย ศรีลังกา ไทย ลาว เวียดนามตอนใต้ คาบสมุทรมลายู สุมาตรา ชวา


มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพาะปลูกในอินเดียจนถึงคาบสมุทรมลายู ในประเทศไทยไทยพบทั่วทุกภาค
ไม้ ต้นขนาดเล็กสูง9-12เมตร ไม่ผลัดใบ เปลือกต้นสีขี้เถ้าหรือน้ำตาลจาง เรือนยอดแผ่กว้างแตกกิ่งแขนงมากมาย ปลายกิ่งลู่ลงดิน ใบเป็นใบประกอบมี1-7คู่ ใบรูปไข่หรือรูปหอก ขนาดกว้าง 2.5-7 ซม.ยาว 7-11 ซม.ปลายใบแหลมโคนใบมน ใบอ่อนสีขาวห้อยลงและจะเปลี่ยนเป็นสีเขียว  ดอกมีกลิ่นหอมออกเป็นช่อตามบริเวณปลายกิ่งกลีบรองดอกมี 4 กลีบ รูปไข่กลับแกมขอบขนาน สีเหลืองแสดถึงสีแดง กลีบดอกไม่มี เกสรเพศผู้ 6-8 อัน ฝักรูปขอบขนานถึงรูปหอกยาว6-25ซม.กว้าง2-6ซม.มีช่อละ1-2ฝัก
มัก ขึ้นริมน้ำตามป่า ถ้ากำลังกระหายน้ำหรือขาดน้ำในขณะที่กำลังเดินอยู่ในป่าถ้าพบต้นอโศกขึ้น อยู่ให้รีบเดินลงเขาทันทีไม่เกิน 15 นาที ก็จะพบแหล่งน้ำ
-การใช้ประโยชน์ ใช้เป็นยาสำหรับสตรี  เปลือกเมล็ดพืชและดอกไม้ที่ใช้ใน AyurvedaและUnani ระบบของยา Early Indian Materia Medica, 1500 AD.กล่าวถึงพืชเป็นยาบำรุงมดลูกที่ใช้สำหรับความผิดปกติของประจำเดือน ระดูขาวและตกเลือดภายใน ใช้เป็นยาระงับประสาทมดลูก ในปากีสถานใช้สำหรับเลือดออกในมดลูกมากเกินไป และยังใช้สำหรับภาวะซึมเศร้า  น้ำใบผสมกับเมล็ดยี่หร่าใช้แก้ปวดท้อง  - ใช้เป็นยาอื่น ๆ ใช้เป็นยาชูกำลัง ใช้สำหรับโรคไขข้อ, โรคผิวหนังและโรคทางเดินปัสสาวะ ควรระวัง เมื่ใช้ยาในปริมาณมากหรือใช้เป็นเวลานานอาจทำให้ท้องผูก ท้องอืดและลดความอยากอาหาร
-นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ
ความเขื่อ/พิธีกรรม - ต้นอโศกถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วประเทศอินเดียซึ่งพบได้บ่อยในสวนหลวงและปลูกไว้ใกล้กับวัด มันเป็นองค์ประกอบที่เกิดขึ้นในอีกศิลปะอินเดียและตำนานที่มี Yakshiถือสาขาของต้นไม้ Ashok ที่ออกดอก นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาฮินดูบูชาใน Chaitraเดือนแรกของปฏิทินฮินดู
- Ashoka หมายถึง "ปราศจากความเศร้าโศก" อ้างอิงถึงชื่อเสียงของเปลือกไม้ในการรักษาสุขภาพของผู้หญิงให้อ่อนเยาว์
ระยะเวลาดอกออก---มกราคม-เดือนกุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์---เมล็ด

62 โสกขาว/Maniltoa grandiflora

ชื่ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Maniltoa grandiflora (A.Gray) Scheff.
ชื่อพ้อง    ---Has 3 Synonyms
---Cynometra grandiflora A.Gray
---Maniltoa brevipes ACSm
---Maniltoa amicorum ACSm
ชื่อสามัญ     ---White Handkerchief, Handkerchief tree, Silk handkerchief tree, Dove tree,、Ghost tree.
ชื่ออื่น     ---โสกขาว; [Indonesia: Pohon sapu tangan]
ชื่อวงศ์    ---FABACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---Indo-Malesia
เขตกระจายพันธุ์    ---แปซิฟิก-ฟิจิ ตองกา, แคริเบียน- ตรินิแดด โตบาโก


ถิ่นกำเนิด ในอินโดนีเซียและนิวกินี จากภูมิภาค ฟิจิ อินโดนีเซีย ปาปัวนิวกินี หมู่เกาะโซโลมอน ตองกา พบที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลใกล้ถึง 600 เมตร
ไม้ ต้นสูง 5-20 เมตร ใบประกอบมี 1-3คู่ รูปขอบขนานสองข้างใบย่อยไม่เท่ากัน ตอนเป็นใบอ่อนจะมีสีชมพูขาว แล้วเปลี่ยนเป็นสีเขียวอ่อนและเขียวมากขึ้นตามลำดับแก่อ่อน  เกิดจากการผลิของตาใบพร้อมกัน ใบย่อยยาว9-17ซม.
ดอก มีขนาดเล็กมากสีขาว ออกที่ปลายกิ่งหรือกิ่งข้าง มีใบประดับหุ้มหลายชั้นเกสรกลีบรองดอก 4 กลีบ กลีบดอก 5 กลีบ มีขนาดไม่เท่ากัน  เล็กมาก สีขาว เกสรเพศผู้ 20-60 อันอัดติดกันแน่นที่ฐาน ฝักตรงและหนา ยาวประมาณ3 ซม.มีเมล็ด1-2เมล็ด มีดอกสองสี คืออย่างชนิดดอกสีขาว และดอกสีชมพู
ใช้ประโยชน์- ใช้เป็นยา เนื้อไม้ เปลือกและใบเป็นยาสำหรับรักษาโรคทางเดินอาหารผิดปกติ  ในผลไม้มีวิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติที่สามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกายดังนั้นจะไม่ป่วยง่าย การดื่มน้ำผลไม้นี้เป็นประจำจะทำให้ผิวกระชับขึ้นมีสุขภาพดีและหลีกเลี่ยงการแก่ก่อนวัยเช่นริ้วรอยบนใบหน้าและผิวเหี่ยวย่น
-ใช้อื่น ๆ เป็นสารดูดซับมลพิษ การวิจัยทางวิทยาศาสตร์แสดงให้เห็นว่าโสกขาวสามารถดูดซับมลพิษซึ่งมาจากอากาศน้ำและดิน พืชชนิดนี้สามารถดูดซับประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ของระดับคาร์บอนมอนอกไซด์ซึ่งเป็นพิษ สารพิษนี้ไม่มีกลิ่นและดูดซึมได้ง่ายในกระแสเลือดมากกว่าออกซิเจน ก๊าซนี้สามารถเกิดขึ้นได้จากควันยานยนต์หรือการเผาขยะ ผลข้างเคียงของคาร์บอนมอนอกไซด์มีมากมายเช่นความเหนื่อยล้าปวดหัวปัญหาการมองเห็นปัญหาการหายใจ ปวด ปวดอาเจียน การประสานงานของเส้นประสาทบกพร่อง ความจำลดลงและเกิดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ดังนั้น พืชนี้มีส่วนช่วยลดมลพิษเป็นเหมือนเครื่องฟอกอากาศทำให้สภาพแวดล้อมดีและสุขภาพดีขึ้น
ขยายพันธุ์ --- ด้วยการตอนกิ่ง

63 โสกเขา/Saraca declinata

 

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Saraca declinata ( Jack) Miq.
ชื่อพ้อง---  Has 14 SYnonyms 

-Basionym:Jonesia declinata Jack -Saraca lanceolata Merr.
-Jonesia palembanica Miq. -Saraca longistyla Ridl.
-Saraca biglandulosa Pierre -Saraca macroptera Miq.
-Saraca cauliflora Baker -Saraca obtusifolia Miq.
-Saraca crassifolia Ridl. -Saraca palembanica (Miq.) Baker
-Saraca elegans Ridl. -Saraca thorelii Gagnep.
-Saraca indica Miq. -Saraca triandra Baker







ชื่อสามัญ     ---Red Saraca, Red Asoka, Bakis, Sorrowless tree
ชื่ออื่น     ---เข็มแดง , ชุมแสงควน , โสกดอน, สมโสก [CHINESE: Chuí zhī wú yōu shù, Chuí zhī táo]; [VIETNAMESE: Thô, Cây thô]; [MALAYSIA: Bakis, Balanut, Dulanut ,Selungapid (Sabah); Gapis Daun Kecil, Tudung Periuk].
ชื่อวงศ์    ---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE).
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย                                                                                                                       เขตกระจายพันธุ์    ---เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ -ไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน

 

พบที่พม่า ภูมิภาคอินโดจีน  มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน บอร์เนียว สุมาตรา ชวา และหมู่เกาะซุนดาน้อย เกิดขึ้นในป่าดิบชื้น ป่าปฐมภูมิ ป่าพรุมักเกิดขึ้นตามริมแม่น้ำ ริมลำธารเล็กๆ ที่ระดับความสูงต่ำ (0 - 900 เมตร)
ในประเทศไทยพบทางภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้ ขึ้นตามริมลำธารหรือที่ลาดชันในป่าดิบชื้น ความสูงถึงประมาณ 800 เมตร     
ไม้ต้นสูงได้ถึง 10-30 เมตร ใบประกอบแบบขนนกยาว 8-30 ซม มีใบย่อย 3-7 คู่ กว้าง 2-8 ซม. ปลายใบแหลมหรือมน โคนใบรูปลิ่ม ขอบใบเป็นคลื่น ใบเกลี้ยง ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้ม เป็นมัน ด้านล่างสีอ่อนกว่า ใบอ่อนสีม่วง เส้นแขนงใบข้างละ 5 - 7 เส้นก้านใบย่อยยาว 0.3-1 ซม.ดอกออกเป็นช่อที่ซอกใบหรือปลายกิ่งยาว15-30ซม. ใบประดับขนาดเล็กติดทน ไม่มีกลีบดอก ก้านดอกยาว 2-3 ซม. ฐานดอกยาว 1-3 ซม. กลีบเลี้ยงรูปไข่หรือไข่กลับ ยาว 0.5-1.5 ซม. สีแดงหรือชมพู เกสรเพศผู้ 3-5 อัน รังไข่มีขนตามขอบ ผลเป็นฝักแบน รูปขอบขนานหรือรูปใบหอก ก้านยาว 1.5-2 ซม. ฝัก ยาว 10-30 ซม. ปลายโค้ง มีจะงอยเป็นติ่งยาวประมาณ 1 ซม. มี 6-8 เมล็ด
ต้องการแสงแดดเต็มที่หรือร่มเงาบางส่วน ต้องการดินที่อุดมสมบูรณ์ ชุ่มชื้นและมีการระบายน้ำดี แม้ว่าหลายสายพันธุ์ในวงศ์ Fabaceae จะมีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดิน แต่สายพันธุ์นี้บอกว่าไม่มีความสัมพันธ์เช่นนั้น  จึงไม่สามารถตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ
-ใช้ประโยชน์ พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารและเป็นแหล่งของวัสดุ บางครั้งใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ
-ใช้เป็นอาหาร-ดอกไม้และเมล็ดใช้กินได้ ใช้เป็นไม้ประดับ- ใช้ปลูกประดับจัดสวน  พุ่มสวยดอกสวย ปลูกตามอาคารบ้านพักอาศัย สวนสาธารณะ การใช้งานอื่น ๆ- ไม้ที่ได้จะเป็นไม้ขนาดเล็กและใช้เพื่อทำเครื่องใช้ขนาดเล็กเท่านั้น บางครั้งมันถูกใช้สำหรับการทำด้ามจับ (มีด) parang
ระยะออกดอก--- มกราคม - เมษายน---  ติดผล---  พฤษภาคม - สิงหาคม
ขยายพันธุ์ ---เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง

64 ศรียะลา/Saraca thaipingensis

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Saraca thaipingensis Cantly ex Prain
ชื่อพ้อง    ---Has 3 Synonyms
---Saraca declinata sensu auct.        
---Jonesia declinata sensu Binn., non Jack   
---Saraca cauliflora sensu Prain, non Baker
ชื่อสามัญ     ---Yellow Saraca, Yellow Asoka
ชื่ออื่น     ---โสกเหลือง ,อโศกใหญ่ ,อโศกเหลือง; [Thai: Asok Leuang, Sok Leuang, Asok yai]; [Portuguese-Brazil: sáraca-tangerina]; [Malay: gapis, talan, Gapis Golak, Gapis Batan, Gapis Batang].
ชื่อวงศ์    ---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE).
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
 


พรรณไม้พื้นเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีถิ่นกำเนิดในอินโดนีเซีย (ชวา), มาเลเซีย, พม่าและไทย เติบโตในป่าชื้นตามแนวลำธารน้ำและแหล่งน้ำที่สูงถึงประมาณ 500 เมตร
ชื่อของสายพันธุ์หมายถึงหนึ่งในสถานที่กำเนิดคือไทปิงในประเทศมาเลเซีย ในประเทศไทยพบตามป่าดงดิบใกล้ริมน้ำทางภาคใต้ ปัจจุบันพบ ปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไป
เป็นไม้ต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 10-12 เมตร ใบอ่อนออกเป็นพวงที่ปลายยอดสีม่วงต่อมาเปลี่ยนเป็นสีเขียวอ่อน ออกเป็นช่อใหญ่มองเผินๆเหมือนใบชมพู่ ช่อหนึ่งมีใบย่อย4-8คู่ ใบรูปขอบขนานหรือรูปหอก ขอบใบเรียบปลายใบแหลม เส้นกลางใบเด่นชัด ใบย่อยขนาดกว้าง 3-9 ซม.ยาว 7-32 ซม. เมื่อใบแก่จัดจะมีสีเหลืองอมน้ำตาลอ่อนแล้วร่วงหล่นไปตามฤดูกาล ช่อดอกสีเหลืองอมส้ม ออกเป็นช่อกลมตามปลายกิ่งและลำต้น ขนาดช่อ15-35ซม.ช่อหนึ่งๆมีหลายดอก ก้านดอกยาวชูเด่นเห็นได้ชัด ในแต่ละช่อดอกย่อยจะบานไม่พร้อมกัน ดอกที่แก่จัดมีสีเข้มกว่าดอกที่อ่อน กลีบรองดอกมี 4 กลีบขนาดเท่ากัน เชื่อมติดกันเป็นหลอดยาวที่โคนกลีบ ไม่มีกลีบดอก เกสรเพศผู้และเกสรเพศเมีย ยื่นยาวออกมาเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของดอก เกสรเพศผู้มี 3-6 อันแต่ส่วนมากพบมี 4 อัน กลีบรองกลีบดอกและเกสรเพศผู้จะร่วงหลุดไปเมื่อดอกโรย เหลือแต่ก้านเกสรเพศเมียติดอยู่ที่โคนดอก จะมีช่วงดอกบานได้นานเนื่องจากมีช่อดอกจำนวนมากและทยอยบาน ส่งกลิ่นหอมอ่อนตลอดวัน เนื่องจากดอกมีกลิ่นหอมและมีสีสันสวยงาม มักมีแมลงบินมาตอมกินน้ำหวานจากเกสรเสมอ บางดอกจะมีน้ำหวานไหลเยิ้มออกมา
ผล เป็นฝักแบนยาวคล้ายกับฝักของต้นหางนกยูง สีน้ำตาลอ่อนถึงเข้ม ผิวเรียบเป็นมันขนาดฝักกว้างประมาณ 3.5-8 ซม.ยาว15-40 ซม.เมื่อแก่แล้วแตกด้านข้าง
ต้องการตำแหน่งที่กำบังจากลม แสงแดดตลอดวันหรือร่มเงาบางส่วน ดินอุดมสมบูรณ์ และดินมีความชื้นสม่ำเสมอ ถ้าได้รับความชื้นสูงช่อดอกจะใหญ่ขึ้น การปลูกควรปลูกให้ห่างต้นไม้อื่นอย่างน้อย 6 เมตร ทรงพุ่มจะได้ไม่เบียดกัน ต้นที่ได้จากการตอนกิ่งจะออกดอกเร็วแต่ทรงพุ่มไม่ค่อยสวย
ใช้ประโยชน์ ใช้เป็นอาหาร ผลใช้รับประทาน ผลตำใส่น้ำพริก ใบประกอบอาหาร หัวเป็นอาหาร
-ใช้เป็นยา- ดอกไม้ใช้ในยาแผนโบราณ การศึกษาล่าสุดได้นำไปสู่คุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและต้านจุลชีพที่น่าสนใจ  สารสกัดจากดอกไม้ ใบและกิ่งไม้ มีศักยภาพในการแพทย์
-ใช้ปลูกประดับ ถูกจัดว่าเป็นไม้ยืนต้นท่ามกลางพรรณไม้เขตร้อนที่มีความสวยงามมากที่สุดเนื่องจากมีช่อดอกขนาดใหญ่และมีใบอ่อนสีม่วงที่สวยงาม
สำคัญ-เป็นพันธุ์ไม้ประจำจังหวัดยะลา
ระยะดอกออก--- ธันวาคม- มีนาคม
ขยายพันธุ์--- ด้วยการตอนกิ่งและเพาะเมล็ด

65 อโศกอินเดีย/Polyalthia longifolia var. pendula

  

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Polyalthia longifolia Benth. & Hook. F. var. pendula
ชื่อพ้อง    ---This name is unresolved.
ชื่อสามัญ     ---False Ashoka, False Asoka, Mast Tree, Indian Mast Tree, Weeping Mast Tree, Green Champa, Cemetery tree, Indian fir
ชื่ออื่น     ---อโศกอินเดีย ; [Thai: S-sok in-dia]; [Chinese: chang ye an luo]; [Philippines: Indian lanutan ]; [India: Mara illupai].
ชื่อวงศ์    ---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---อินเดีย ศรีลังกาและประเทศในเขตร้อน                                                                                มีสองสายพันธุ์ในการเพาะปลูก
-Polyalthia longifolia var.pendula มีลำต้นเรียวตรงและกิ่งก้านสั้นที่ลู่ลงส่งผลให้มีรูปร่างเป็นแนวเสาแคบ ๆ
-Polyalthia longifolia var.angustifolia มีกิ่งก้านที่แผ่กว้างมากขึ้นก่อตัวเป็นมงกุฎเสี้ยม เปลือก มีสีเทาและเรียบ
var.pendula มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดียและศรีลังกา เติบโตตามธรรมชาติในสภาพภูมิอากาศกึ่งร้อนชื้นและเขตร้อนชื้น
ไม้ ต้นสูง7-12เมตร แตกกิ่งจำนวนมากปลายกิ่ง อ่อนห้อยลู่ลงขนานกับลำต้น เปลือกสีน้ำตาลเข้มอมดำ มีลายสีขาวบิดเวียนตามความยาวของลำต้นหรือกิ่ง เนื้อไม้เหนียวใบรูปหอกกว้าง3.5-5ซม.ยาว18-26ซม. ขอบใบเป็นคลื่น ใบบาง เหนียว เป็นมัน
ดอกออกตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ออกเป็นกระจุก3-6 ดอกสีเขียวอ่อนก้านดอกยาว2-3ซม. ดอกเมื่อบานมีขนาด3-3.5ซม. ผลเป็นผลกลุ่ม มี6-13ผล รูปไข่กลับขนาดกว้าง1.5-2ซม.ยาว2-2.5ซม. ผลแก่สีเหลืองอมเขียวมี1เมล็ด
ต้องการแสงแดดเต็มที่ถึงร่มเงาบางส่วน เจริญได้ดี บนดินเหนียว ดินร่วน ดินร่วนปนทราย ที่มีการระบายน้ำดี ค่าดินมีความเป็นกรดปานกลางถึง  pH 5.5- 7.5
ใช้ประโยชน์ -ใช้เป็นยา การศึกษาแสดงให้เห็นว่าต้านเชื้อแบคทีเรีย, เชื้อรา , ความดันโลหิตต่ำ, ยาระบาย, คุณสมบัติต้านการอักเสบ มีสรรพคุณทางยามากมาย สารสกัดเมทานอลของใบเปลือกลำต้นและรากของพืชถูกพิสูจน์แล้วว่าเป็นยาลดไข้ที่มีประสิทธิภาพและสามารถใช้เป็นส่วนเสริมในการรักษาของโรคอื่น ๆ ในระบบการแพทย์แบบดั้งเดิมของอินเดียใช้เป็นยาแก้ไข้ รักษาโรคผิวหนัง ความดันโลหิตสูงและหนอนพยาธิ - เปลือกใช้เป็นยาแก้ไข้ - ในไนจีเรียพืชใช้สำหรับโรคผิวหนังไข้สำหรับเบาหวานและความดันโลหิตสูง
-ใช้ปลูกประดับ ไม้ต้นนี้ มักนิยมปลูกตามแนวรั้ว เป็นแนวกันลม กันเสียง กันฝุ่น เพราะความทึบและความสูงจะช่วยป้องกันได้
-ใช้อื่น ๆ ลำต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาดเล็ก ผลิตไม้สีเหลืองถึงสีเทาสีขาวน้ำหนักปานกลาง มีความต้านทานตามธรรมชาติต่อการเน่าและผุต่ำ เหมาะสำหรับการทำสิ่งของที่มีน้ำหนักเบาเช่นไม้ขีดไฟและดินสอเท่านั้น แม้ว่ามันจะถูกใช้ทำเครื่องดนตรี เป็นกลอง ในการใช้งานแบบดั้งเดิม เปลือกชั้นในกล่าวกันว่าให้ผลผลิตไฟเบอร์ที่ดี
-อื่น ๆ เป็นพืชในวงศ์ กระดังงาสกุลยางโดนชนิดที่มีใบลู่ ไม่เกี่ยวข้องกับอโศกพันธุ์ Sara indica หรือที่มีชื่อสามัญว่า Asoka และไม่เกี่ยวข้องกับตำนานทางพุทธศาสนา แต่อย่างใด
ระยะออกดอก---มีนาคม-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---การเพาะเมล็ด

66 เสี้ยวป่า/Bauhinia saccocalyx

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Bauhinia saccocalyx Pierre
ชื่อพ้อง    ---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ     --- Thai Orchid Tree
ชื่ออื่น     ---ส้มเสี้ยว ส้มเสี้ยวโพ๊ะ ส้มเสี้ยวดอกขาว
ชื่อวงศ์    ---LEGUMINOSAE -CAESALPINJODEAE (FABACEAE)
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---ภูมิภาคอินโดจีน
 


พบในป่าเต็งรัง และป่าดิบแล้ง ในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ระดับความสูง100-800เมตร
ไม้ต้นกึ่งเลื้อย ขนาดเล็ก สูง 4- 10 เมตร ไม่ผลัดใบ ลักษณะทรงต้นแตกกิ่งจำนวนมาก กิ่งก้านเกลี้ยง ปลายกิ่งห้อยลง เรือนยอดกลมแน่นทึบ เปลือกนอกสีน้ำตาลเข้ม เปลือกแตกเป็นร่องลึกตามความยาวลำต้น ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่กว้าง ยาว6-10ซม. ปลายใบเว้าลึกแยกเป็น2แฉก โคนใบตัดถึงรูปหัวใจ เนื้อใบคล้ายกระดาษ ด้านบนสีเขียวด้านล่างสีอ่อนกว่า หูใบขนาดเล็ก ดอกช่อแบบช่อแยกแขนงสั้นๆ ยาวได้ถึง 7 ซม.ออกที่ปลายยอด ช่อย่อยแบบช่อกระจะสั้น ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น ดอกรูปไข่กลับแคบ ขนาด1-1.4 ซม. สีขาว ถึงสีชมพูอ่อน ดอกเพศผู้ที่ไม่เป็นหมัน มีเกสรตัวผู้ 10อัน ดอกเพศเมียจะมีเกสรตัวผู้ที่เป็นหมัน คล้ายเส้นด้าย10 อัน
ผลเป็นฝักแห้งแตกรูปดาบยาวประมาณ 7-14 ซม เมล็ดกลมแบนมี 3-5เมล็ด
การใช้ประโยชน์ ใช้เป็นยา เถาใช้เป็นยาฟอกโลหิตระดู แก้น้ำเหลืองเสีย แก้ผื่นคัน
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับใช้ในการจัดสวน
ระยะออกดอก---เมษายน---พฤษภาคม---ติดผล---มิถุนายน - กรกฎาคม
ขยายพันธุ์--- เมล็ด

67 ชงโคนา/Bauhinia racemosa

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Bauhinia racemosa Lam.
ชื่อพ้อง    ---Has 2 Synonyms
---Bauhinia parviflora Vahl
---Piliostigma racemosum (Lam.) Benth.
ชื่อสามัญ     ---Bidi leaf tree, Burmese Silk Orchid, Mountain Ebony
ชื่ออื่น   ---ส้มเสี้ยว,  ชงโคขี้ไก่, ;[Hindi: Katmauli]; [Bengali: banraji, banraj]; [Sanskrit:Yamalapatrakah, Yugmapatra, Ashmantaka, Kanchini]; [Unani: Kachnaar]; [(India and Pakistan: Kachnar]
ชื่อวงศ์    --- FABACEAE (LEGUMINOSAE -CAESALPINOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---จีน อินเดีย พม่าไทย กัมพูชา เวียดนาม

มีถิ่นกำเนิดในอินเดียศรีลังกาและจีน  แพร่กระจายในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ขึ้นประปรายในป่าเปิดกึ่งโล่งแจ้ง ป่าแห้งผลัดใบพบได้บ่อยบนเนินเขาที่แห้งแล้ง ในทุ่งหญ้าที่ระดับความสูงถึง 1,500 เมตร
ไม้ต้นไม้ขนาดเล็กผลัดใบสูงถึง 15 เมตร เรือนยอดกว้างและทึบลำต้นสีเทาเข้ม บิดงอ
ใบรูปหัวใจปลายใบแยกเป็น2แฉกขนาด 4-10 ซม. โคนใบ ปลายใบเป็นพูกลมตื้น ใบแก่เหนียว เรียบเกลี้ยงหรือมีขนอ่อนๆบนเส้นใบด้านล่าง เส้นใบที่ฐาน7-9เส้น
ดอกสีขาวออกเขียวหรือเหลืองอ่อนเป็นช่อเล็กๆยาว12-20 ซม. ดอกตูมโค้งงอส่วนบนกว้างที่สุด กลีบดอกแคบ5กลีบ เกสรเพศผู้10อัน แยกเป็น2วง วงนอกยาวเป็น2เท่า เกสรเพศเมียสั้น ผลโค้งงอไม่แตก กว้าง 1.5-2.5 ซม.ยาว 8-25 ซม.
เติบโตได้ดีที่สุดในตำแหน่งที่มีแดดจัด ชอบดินที่อุดมสมบูรณ์มีความชุ่มชื้นและระบายน้ำได้ดี
แม้ว่าหลายสายพันธุ์ในครอบครัว Fabaceae จะมีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดิน แต่สายพันธุ์นี้บอกว่าไม่มีความสัมพันธ์เช่นนี้ดังนั้นจึงไม่สามารถตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ
-การใช้ประโยชน์ ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารยาและแหล่งของเส้นใย มีการนำมาปลูกบ้าง เปลือกเส้นใยใช้ทำเชือกได้ดี ใบอ่อนกินได้
-ใช้เป็นยา  มีรายงานการใช้ส่วนต่าง ๆ ของพืช ในยาพื้นบ้าน ดอกไม้ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ดอกไม้ดอกตูมและใบไม้แห้งใช้รักษาโรคบิด เปลือกต้นใช้ในการอักเสบของตับ เมล็ดเป็นยาชูกำลังและยาโป๊ว
ใช้อื่น ๆ ใบถูกนำมาใช้ในการผลิตbeediบุหรี่อินเดียบาง ๆ
ความเชื่อ/พิธีกรรม/ศาสนา  ในครอบครัว Maharashtrian มันเป็นธรรมเนียมที่จะแลกเปลี่ยนใบของต้นไม้ Aapta ในศาสนาฮินดูวันเทศกาลของ Dussehra การกระทำที่รู้จักกันในชื่อการแลกเปลี่ยนทองคำ -ชี้ไปที่ความสำคัญเป็นพิเศษของพืชในวันนั้น เป็นเหตุผลที่ต้นไม้มักถูกเรียกว่าSonpatta (แปลตามตัวอักษร: ใบไม้สีทอง )-(ที่เรียกว่า Aapta หรือ maloo bast ได้มาจากพืชซึ่งใช้สำหรับการผลิตเชือกอวนและเนื้อเยื่ออื่น ๆ)
ระยะเวลาออกดอก ---กุมภาพันธ์ – พฤษภาคม
ขยายพันธุ์--- เมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ

68 แสมสาร/Senna garrettiana

ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Senna garrettiana (Craib) H.S.Irwin & Barneby
ชื่อพ้อง    ---Has 1 Synonyms
---Basionym: Cassia garrettiana Craib
ชื่อสามัญ     ---None
ชื่ออื่น     ---แสมสาร, ขี้เหล็กป่า, ขี้เหล็กโคก, ขี้เหล็กสาร, ขี้เหล็กแพะ, ไงซาน,   กราบัด; [Thai: Sa mae sarn, Kirek Pa, Kirek sarn]; [Indonesia: Garesiana]; [Vietnamese: Muồng chét, Mỏ hàn]
ชื่อวงศ์    ---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    --เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ -ศรีลังกา อินเดีย พม่า และอินโดจีน


ขึ้นกระจายในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบตามบริเวณป่าโปร่ง ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าที่ราบต่ำทั่วไป และป่าผลัดใบที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 500 เมตร
เป็นไม้ท้องถิ่นทางภาคเหนือของประเทศไทยพบตามป่าผลัดใบ ขึ้นกาะจายใน ภาคกลาง และภาคอื่นๆ ยกเว้นภาคใต้
ไม้ยืนต้นผลัดใบสูง 15 เมตร เรือนยอดรูปกรวยคว่ำเปลือกนอกสีน้ำตาลเทาแตกเป็นร่อง กิ่งอ่อนมีขนประปราย ใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ เรียงเวียน มีใบย่อย6-9คู่ ขนาด5-9ซม.รูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบ ใบแก่เกลี้ยงหรือเกือบเกลี้ยง ไม่มีต่อม หูใบหลุดร่วงง่าย ก้านใบย่อยยาว 2-5 มม.
ดอก ออกเป็นช่อแบบช่อกระจะเชิงประกอบออกที่ปลายกิ่ง ยาว 9-20 ซม. ดอกย่อยมีกลีบเลี้ยงและกลีบดอกสีเหลืองสดใส  ผลเป็นฝักแบนและมักบิดเป็นเกลียว รูปขอบขนาน กว้าง 2-4 ซม. ยาว 15-20 ซม. เมล็ดมีประมาณ 20 เมล็ด สีน้ำตาล กว้างประมาณ 5 มม. ยาวประมาณ 9 มม.เรียงตามขวาง
ใช้ประโยชน์- ต้นไม้ใช้ในท้องถิ่นเพื่อเป็นอาหารและยา ใช้เป็นอาหาร ใบอ่อนใช้กินสด
ใช้เป็นยา สรรพคุณ แก่นมีรสขมเฝื่อน ผสมกับสมุนไพรอื่นๆ ในตำรายา มีสารสำคัญที่มีฤทธิ์เพิ่มการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ จึงทำหน้าที่เป็นยาระบาย และพบเป็นส่วนประกอบในตำรับยาฟอกเลือดของสตรี   เมล็ดมีฤทธิ์เป็นยาถ่าย ขับพยาธิ  รักษางูสวัด บำบัดโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว
-ปลูกเป็นไม้ประดับได้สวยงามเพราะทรงพุ่มค่อนข้างแคบเหมาะกับพื้นที่ที่มีขนาดจำกัด ปลูกตามท้องถนนหนทาง ทนต่อมลพิษทางอากาศได้ดี
-ใช้อื่น ๆ ไม้เหนียวแข็งและทนทานมาก ใช้ทำสิ่งก่อสร้าง อุปกรณ์การเกษตร เปลือกมีแทนนินมาก
ระยะออกดอก---พฤษภาคม-ตุลาคม---ติดผล---ตุลาคม-ธันวาคม
ขยายพันธุ์ --- เมล็ด

69 เสม็ดชุน/Syzygium gratum


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Syzygium gratum (Wight) S.N.Mitra
ชื่อสามัญ     ---This name is a synonym of Syzygium antisepticum (Blume) Merr. & L.M.Perry.
ชื่ออื่น     ---เสม็ดชุน,ไคร้เม็ด เม็ก { เสม็ดขาว เสม็ดแดง เสม็ดเขา (ตราด)} เม็ดชุน (นครศรีธรรมราช); [Thai: phak mek, Sa-med Chun]
ชื่อวงศ์    ---MYRTACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---อินเดียตะวันออกเฉียงเหนือ, หมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์, เมียนมาร์, ไทย, กัมพูชา, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์


พบในป่าที่ลุ่มมักอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำหรือใกล้ชายฝั่ง ในป่าเต็งรังผสมชายฝั่งทะเลและป่าดิบเขา พบได้บนเนินเขาและสันเขาที่มีดินปนทราย ที่ระดับความสูงไม่เกิน 1,800 เมตร
ไม้ ต้น สูงได้ถึง 20 เมตร กิ่งเป็นสันสี่เหลี่ยม ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่ ใบรีถึงรูปหอก ปลายใบแหลมโคนใบแหลมหรือมน ดอกช่อแบบแยกแขนง ดอกย่อย สีขาวไม่มีก้านดอก  ฐานดอกรูปถ้วย กลีบเลี้ยง 5กลีบ รูปสามเหลี่ยมกลีบดอก 5กลีบ รูปทรงค่อนข้างกลมสีเหลืองอ่อน เกสรตัวผู้จำนวนมาก ผลสด ทรงกลมสีขาว กว้าง 5 มม. ยาว 6 มม


ใช้ประโยชน์ -ใช้เป็นอาหาร ใบอ่อน ยอดอ่อน รสฝาดอมเปรี้ยว รับประทานเป็นผักสด อิสานนิยมนำยอดอ่อนมารับประทานสด เรียกผักเม็ก จิ้มน้ำพริก กินกับลาบ ยำ
-ใช้เป็นยา ใบสดตำพอกแก้เคล็ดบวม ใบอ่อน แก้ปวดเสียดในท้อง ท้องอืดแน่น ท้องเฟ้อ  ใช้ผลมะกรูด หรือใบพลู รมควันใต้ใบเสม็ดพออุ่นๆ นาบท้องเด็กแก้ท้องขึ้น ท้องอืด ท้องเฟ้อในเด็ก แก้ปวดท้องได้ดีมาก
-ใช้เป็นไม้ประดับนิยมโยกย้ายขุดล้อมเปลี่ยนที่นำเข้ามาใช้ในงานจัดสวนขนาดใหญ่ ในสวนสาธารระ อาคารที่พักอาศัย
-ใช้อื่นๆ บางครั้งใช้สำหรับการก่อสร้าง แต่มักจะไม่ถือว่ามีค่ามาก ใช้ในการก่อสร้างบ้านเรือและสะพานและสำหรับเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์
ระยะออกดอก--- มีนาคม-เมษายน---ติดผล---พฤษภาคม-มิถุนายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

70 เสม็ดขาว/Melaleuca cajuputi


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Melaleuca cajuputi Powell
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Myrtus saligna Burm.f.  
---Melaleuca minor Smith.
---Melaleuca leucadendron (L.) L. var. minor (Smith) Duthie.
ชื่อสามัญ     ---Cajuput oil Tree, Mild Wood, Paper Bark Tree, Swamp tea-tree, Punk tree.
ชื่ออื่น     ---สเม็ดขาว, เม็ด ,เหม็ด, เสม็ด, ; [Thailand: samet-khao]; [Indonesia: kayu putih (general), galam (Sundanese), gelam (Javanese, Madurese)]; [Malaysia: kayu putih, gelam]; [Cambodia: smach chanlos]; [Vietnam: cây tràm, chè dong tran].
ชื่อวงศ์    ---MYRTACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    --- เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ - พม่า ไทย เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย

 

พบขึ้นในที่โล่งสะวันนา ตามพื้นที่พรุตามชายหาดใกล้ทะเล ที่ระดับความสูงไม่เกิน 150 เมตร
ไม้ ต้นไม่ผลัดใบสูง 5-25 เมตร ลักษณะ ลำต้นบิดงอ เปลือกสีขาวถึงน้ำตาลเทาเป็นแผ่นบางซ้อนกันเป็นปีก หนานุ่ม ยอดอ่อนและใบอ่อนมีขนสีขาวมันวาวคล้ายไหมปกคลุม ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับรูปรีแกมรูปใบหอกยาวประมาณ 5-12 ซม. และกว้างประมาณ 1-3-3 ซม ปลายใบแหลมขอบใบเรียบ เนื้อใบหนาคล้ายแผ่นหนังก้านใบยาว 0.4-1 ซม. ดอกออกเป็นช่อแบบช่อเชิงลดออกตามปลายกิ่งช่อดอกคล้ายแปรงล้างขวดยาว 4-10 ซม.  ดอกย่อยขนาดเล็กสีขาวไม่มีก้นดอกออกเป็นกระจุก1-3ดอก ผล แบบแห้งแล้วแตก รูปถ้วยปลายปิด ขนาด 0.3-0.4 ซม.ผนังผลหนาแข็ง ผลแก่เต็มที่จะแตกที่ปลายผลเป็น3แฉก เมล็ดจำนวนมากขนาดเล็ก รูปโค้งหรือเกือบตรง
ต้นไม้มีระบบรากที่กว้างขวางบางครั้งก็มีรากอากาศ พืชสามารถเติบโตได้และปรับให้เหมาะกับดินประเภทต่าง ๆ แม้แต่แอ่งน้ำและการระบายน้ำเล็กน้อย สภาวะที่เป็นกรดมากด้วยค่า pH 4 หรือน้อยกว่า แต่จะเติบโตได้ดีขึ้นในดินที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วยค่า pH ที่สูงขึ้น
-การใช้ประโยชน์ ต้นไม้ได้รับการปลูกฝังมานานหลายศตวรรษส่วนใหญ่ในอินโดนีเซียและเวียดนามสำหรับใบและกิ่งไม้ที่ใช้เป็นยาและเป็นแหล่งของน้ำมันหอมระเหย ซึ่งมีการซื้อขายระหว่างประเทศ
-ใช้เป็นยา ใบมีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรียต้านการอักเสบ ชาวพื้นเมืองออสเตรเลียใช้ใบเพื่อรักษาอาการปวดเมื่อย ใช้ไอระเหยที่สูดดมจากใบที่บดเพื่อรักษาโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ในประเทศไทยใบใช้ทำชาสมุนไพร ในพม่าใช้รักษาโรคเกาต์ ในมาเลเซียใช้รักษาอาการจุกเสียดและอหิวาตกโรค ในอินโดนีเซียใช้รักษาอาการจุกเสียดโคลิค ตะคริว โรคผิวหนัง บาดแผลและความเจ็บปวดต่างๆ
ในหลายส่วนของเอเชียน้ำมันที่ทำจากต้นไม้มีชื่อ cajuput เป็นน้ำมันหอมระเหยที่ผลิตจากใบโดยการกลั่นด้วยไอน้ำ ถูกใช้เป็นยาทาถูนวดและยาดม มีรายงานว่า เป็นยาระงับประสาทและผ่อนคลายและมีประโยชน์ในการรักษาพยาธิตัวกลมและการติดเชื้อที่อวัยวะเพศ
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ น้ำมันเป็นยาสามัญประจำบ้านโดย ใช้ภายในเพื่อรักษาอาการไอและหวัดจากตะคริวที่ท้อง, อาการจุกเสียดและหอบหืด ใช้ภายนอกเพื่อบรรเทาอาการของโรคประสาทและโรคไขข้อมักจะอยู่ในรูปแบบของขี้ผึ้งและยาทาถูนวดและเพื่อบรรเทาอาการปวดฟันและอาการปวดหู  น้ำมันยังมีประโยชน์ในการไล่แมลง ถูกใช้เพื่อปรุงรสอาหาร เพื่อเพิ่มกลิ่นหอมของสบู่และเครื่องสำอาง น้ำมัน Cajuput จัดอยู่ในประเภทไม่มีพิษและไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้แม้ว่าการระคายเคืองผิวหนังอาจเกิดขึ้นที่ความเข้มข้นสูง ได้รับการอนุมัติให้ใช้กับอาหารโดยองค์การอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐอเมริกา
-ใช้เป็นไม้ประดับใช้ในการจัดสวน เป็นไม้ให้ร่มเงา ตามสวนสาธารณะ อาคาร ที่พักอาศัย
-ใช้อื่น ๆ แก่นไม้มีสีชมพูอมเทาถึงน้ำตาล ไม้เนื้อแข็งหนักพอสมควรและทนทาน เหมาะสำหรับการก่อสร้างและพื้นทั่วไป  เปลือกไม้ถูกนำมาใช้เป็นวัสดุมุงหลังคา ใช้ในการก่อสร้างเรือรวมทั้งเป็นวัสดุกาวสำหรับเรือในอินโดนีเซีย ไม้ใช้เป็นเชื้อเพลิงและทำถ่าน ได้ดี
ระยะออกดอก--- กุมภาพันธ์-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์ --- ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด

71 เสม็ดแดง/Syzygium cinereum

ชื่อวิทยาศาสตร์    ---Syzygium cinereum (Kurz) Chantar. & J. Parn.
ชื่อพ้อง    Has 5 Synonyms
---Eugenia cinerea Kurz
---Eugenia ixoroides Elmer
---Eugenia operculata orientalis Craib
---Eugenia pseudosubtilis subacuminata King
---Syzygium cinerascens C.Presl
ชื่อสามัญ    --None
ชื่ออื่น    ---เสม็ดแดง, หว้านา; [Thai: Samet- daeng]; [Vietnamese: Trâm sẻ]
ชื่อวงศ์    ---MYRTACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์    ---ตะวันออกเฉียงใต้ของจีน, พม่า, ไทย, กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์


พบในป่าผลัดใบและป่ากึ่งป่าดงดิบ ที่ระดับความสูง 500 - 1,000 เมตร
เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบสูงได้ถึง 10-20 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลแดง แตกสะเก็ดแผ่นบางๆ โคนต้นมักเป็นพูพอน ใบเดี่ยวออกตรงข้าม ยาว 7-15 ซม ใบรูปหอก ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม แผ่นใบหนา เส้นแขนงใบ 6-12 เส้น ใบอ่อนสีน้ำตาลอมแดง ดอกออกเป็นช่อซี่ร่มเล็กๆ สีเหลืองอ่อน เส้นผ่านศูนย์กลางดอก 1-1.5 ซม. ออกที่ปลายยอด ไร้ก้าน ไม่มีก้านดอกเทียม  ผลกลมเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.6-1 ซม.ผลแก่สีแดง
การใช้ประโยชน์ มีการเก็บเกี่ยวต้นไม้จากป่าเพื่อใช้ประโยชน์จากไม้ในท้องถิ่น
-ใช้เป็นอาหารใบอ่อน ยอดอ่อนรับประทานเป็นผักสดกับน้ำพริก ลาบ ยำ รส เปรี้ยวใช้ทานกับขนมจีนหรือเป็นผักจิ้ม น้ำพริก นอกจากนี้ยังนำมาปรุงกับเครื่อง ปรุงต่างๆ ผลสุกมีรสชาดหวาน ฉํ่าน้ำ  
-ใช้อื่นๆ เนื้อไม้แข็งใช้ในงานโครงสร้างได้
ออกดอก--- กุมภาพันธ์-เมษายน---ติดผล---มีนาคม-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด

72 ศุภโชค/Pachira aquatica


ชื่อวิทยาศาสตร์    ---Pachira aquatica Aubl
ชื่อพ้อง  ---Has 12 Synonyms

-Bombax aquaticum (Aubl.) K.Schum. -Pachira aquatica var. occidentalis Cuatrec.
-Bombax macrocarpum (Schltdl. & Cham.) K.Schum. -Pachira aquatica var. surinamensis Decne.
-Bombax rigidifolium Ducke -Pachira grandiflora Tussac
-Caro linea grandiflora (Tussac) Spach -Pachira macrocarpa (Schltdl. & Cham.) Walp.
-Caro linea macrocarpa Schltdl. & Cham. -Pachira pustulifera Pittier
-Pachira aquatica var. manausensis A.Robyns- Pachira villosula Pittier

ชื่อสามัญ    ---Malabar chestnut, French peanut, Guiana chestnut, Provision tree, Saba nut.
Trade name: Money Plant, Money Tree]
ชื่ออื่น    ---ศุภโชค, นุ่นน้ำ; [Chinese: fācái shù]; [French: cacaoyer-rivière, châtaigner sauvage, noisetier de la Guyane]; [Portuguese: castanheiro de Guiana, castanheiro de Maranhão, mamorana]; [Spanish: apombo, cacao cimarrón, zapote bobo, zapotón]; [German: Glückskastanie, Wilder Kakaobaum]
ชื่อวงศ์    ---BOMBACACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปอเมริกา
เขตการกระจายพันธุ์    ---อเมริกาใต้-บราซิล, โบลิเวีย, เปรู, เอกวาดอร์, โคลัมเบีย, เวเนซุเอลา, กายอาา; อเมริกากลาง - ปานามาไปยังเม็กซิโก
มีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ที่เติบโตในในป่าที่อุดมสมบูรณ์ใกล้กับแม่น้ำ ทะเลสาบและปากแม่น้ำ
ไม้ ต้นสูงถึง 18 เมตรเปลือกเขียว ใบเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ ใบย่อย 6-7ใบ ขนาดไม่เท่ากันเรียงเวียนแน่นบริเวณปลายกิ่ง ดอกเดี่ยวสีขาวนวลอมเขียว กลีบดอก5กลีบม้วนงอ หลุดร่วงง่าย เกสรตัวผู้จำนวนมาก สีขาวหรือเหลืองอ่อน ผลเป็นฝักมีขนาดใหญ่สีน้ำตาลมีเนื้อไม้หยาบ รูปไข่ ยาว  20-30 ซม. เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 10-15 ซม. มีเมล็ด10-25เมล็ด
ต้องการแสงแดดเต็มหรือร่มเงาบางส่วน ชอบดินร่วนลึกและอุดมสมบูรณ์ ทนทานต่อความแห้งแล้ง
ใช้ประโยชน์ พืชมีการใช้อย่างกว้างขวางมีคุณค่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเมล็ดที่กินได้ แต่ยังให้อาหารอื่น ๆ , ยา, เส้นใย,  สีย้อม, ไม้ ฯลฯ
-ใช้เป็นอาหาร เมล็ดคั่วกินได้ ดิบหรือสุก รสชาติของเมล็ดดิบเหมือนถั่วลิสงเมื่อคั่วหรือทอดในน้ำมันมันมีรสชาติของเกาลัด  รสชาดของเมล็ดคั่วเหมือนโกโก้ เมล็ดสามารถบดเป็นแป้งและใช้ทำขนมปัง มล็ดคั่วบางครั้งใช้ทำเครื่องดื่ม ใบอ่อนและดอกไม้ - ปรุงและใช้เป็นผัก
ใช้เป็นยา ผิวของผลไม้สีเขียวอ่อน ใช้ในการรักษาโรคตับอักเสบ เมล็ดใช้เป็นยาชา           
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ คงจำได้ว่า ต้นไม้ที่นำลำต้นมาถักเปียแล้วใส่กระถางที่ทำเป็นรูปเงินตำลึงจีน  สีเงิน และ สีทองให้เป็นของขวัญกัน ได้จากต้นที่เพาะเมล็ด ภาษาจีนเรียกว่า “เหยาเฉียนซู่” แปลว่า  เรียกเงิน หรือ เขย่าเงิน ความนิยม เหล่านี้ได้เริ่มขึ้นในญี่ปุ่นและต่อมาก็เป็นที่อื่น ๆ ในเอเชียตะวันออก เป็นสัญลักษณ์เกี่ยวข้องกับโชคลาภทางการเงินที่ดีและมักจะเห็นในธุรกิจบางครั้งก็มีริบบิ้นสีแดงหรือเครื่องประดับมงคลอื่น ๆ ที่แนบมา นิยมนำมาปลูกเป็นไม้กระถางตกแต่งภายในวางไว้ในที่มีแสงมากทนได้ดีในร่มเงาบางส่วน ในส่วนภายนอกยังใช้เป็นไม้ประดับให้ร่มเงาตามถนน และเป็นไม้ประดับจัดสวน
ใช้อื่น ๆ ไม้สีขาวมีน้ำหนักเบาเป็นเส้นนุ่มและมีความทนทานต่ำ ถูกใช้เพื่อจุดประสงค์ที่มีคุณภาพต่ำเช่นการทำกล่องและไม้ขีดไฟและเหมาะสำหรับการผลิตกระดาษ
เปลือกไม้ให้สีย้อมสีเหลือง ไฟเบอร์ได้มาจากเปลือกไม้ น้ำมันจากเมล็ดมีศักยภาพทางอุตสาหกรรมในการผลิตสบู่ ผลไม้ กระจายบนพื้นเพื่อขับไล่หมัดทราย
ระยะออกดอก---เมษายน-เดือนมิถุนายน
ฃยายพันธุ์--- เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ

73 หูกระจง/Terminalia ivorensis


ชื่อวิทยาศาสตร์    ---Terminalia ivorensis  A.Chev.
ชื่อพ้อง    ---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ    ---Black Afara, Ivory Coast almond, Blackbark, Shinglewood
ชื่ออื่น    ---หูกวางแคระ, แผ่บารมี, ;  [French: framiré]
ชื่อวงศ์    ---COMBRETACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปแอฟริกา
เขตการกระจายพันธุ์    ---แอฟริกาตะวันตก แถบเส้นศูนย์สูตรประเทศในเขตร้อน
พืชเขตร้อนชื้นที่พบได้ในระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,200 เมตร
เป็น ต้นไม้ที่มีทรงพุ่มสวยงามแตกกิ่งเป็นชั้น ๆหูกระจงเป็นไม้ผลัดใบแต่เมื่อนำไปปลูกลงดินแล้วรดน้ำให้ชุ่ม และสม่ำเสมอใบแทบจะไม่ร่วงเลย แต่ถ้าขาดน้ำแล้วผลัดใบละก็เก็บกวาดใบไม่หวาดไม่ไหวเป็นที่อิดหนาระอากันอยู่ตอนนี้ ระบบรากก็ใช่ย่อยค่าที่เป็นไม้ใหญ่โตเร็ว จึงแผ่บารมีไปทุกทิศ ในถิ่นกำเนิดใช้ปลูกเป็นไม้เศรษฐกิจ ปลูกไว้ตัดขายเนื้อไม้  ดอกหูกระจงสีขาวคล้ายดอกกระถินณรงค์ เมล็ดหูกระจงจะคล้ายกับเมล็ดพุทรา
การขยายพันธุ์นิยมใช้วิธีเพาะเมล็ด เหตุเพราะหูกระจงโตเร็วและปลูกจากเมล็ดทรงพุ่มจะสวยกว่า นิยมมาใช้จัดสวนหรือปลูกริมถนนให้ร่มเงา มีพันธุ์ใบด่างที่ซื้อขายแพงกว่า
ต้องใช้ตำแหน่งที่มีแดด ดินที่เหมาะสมที่สุดคือดินลูกรัง ดินเนื้อดี ดินทรายและดินภูเขาไฟ ต้องการ pH ในช่วง 5.5 - 6.5, ที่ทนได้ 4.5 - 7.5 ไวต่อน้ำขัง
การใช้ประโยชน์ หนึ่งในไม้หลักของแอฟริกาตะวันตกมันถูกเก็บเกี่ยวอย่างกว้างขวางจากป่าและได้รับการแนะนำให้รู้จักกับประเทศเขตร้อนอื่น ๆ เปลือกไม้ถูกเก็บ จากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นยาและสีย้อม
-ใช้เป็นยา ยาต้มเปลือกใช้สำหรับการรักษาบาดแผล แผลริดสีดวงทวาร เปลือกไม้ที่เป็นผงลูบไปทั่วบริเวณที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อและไขข้ออักเสบเพื่อบรรเทาความเจ็บปวด
-ใช้อื่นๆ แก่นไม้มีสีน้ำตาลอมเหลืองถึงสีน้ำตาลอมชมพูอ่อน ลักษณะคล้ายกับไม้โอ๊ค เป็นไม้อเนกประสงค์ทั่วไปที่มีคุณค่าสำหรับงานก่อสร้าง งานไม้, เฟอร์นิเจอร์ชั้นดี  เหมาะสำหรับพื้น, ตกแต่งภายใน ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายในประเทศกานาสำหรับทำหลังคาซึ่งกล่าวกันว่ามีอายุ 15 - 20 ปี ไม้ใช้เป็นเชื้อเพลิงและมีมูลค่าสูงในการทำถ่าน สีย้อมสีเหลืองสามารถหาได้จากไม้และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเปลือกไม้
-รู้จักอันตราย ฝุ่นจากไม้แปรรูปอาจทำให้ผิวหนังหรือทางเดินหายใจระคายเคือง ไม้ถูกพบว่ามีซาโปนินซึ่งอาจทำให้เกิดอาการแพ้ในคนที่ทำงานกับมัน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

74 พี้จั่น/Millettia brandisiana


ชื่อวิทยาศาสตร์    ---Millettia brandisiana Kurz
ชื่อพ้อง    ---Has 2 Synonyms
---Millettia multiflora Collett & Hemsl.
---Phaseoloides brandisianum (Kurz) Kuntze
ชื่อสามัญ    ---None
ชื่ออื่น    ---กระพี้จั่น, ปี๊จั่น, จั่น, ต้นจั่น
ชื่อวงศ์    ---LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-บังคลาเทศ พม่า ไทย


ไม้ต้นผลัดใบขนาดกลางสูง 10-15เมตร พบทางภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงใต้ ตามป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณที่แห้งแล้ง นิยมปลูกประดับตามบ้านเรือนและสวนสาธารณะเพื่อให้ร่มเงา ลักษณะทรงต้น เรือนยอดเป็นพุ่มกลมทึบ โคนเป็นพูพอนเล็กน้อย  เปลือกต้นหยาบสีเทาเข้ม หรือสีน้ำตาลเทาปนดำ เปลือกชั้นในสีแดง แตกเป็นสะเก็ดเล็กๆตามส่วนต่างๆเกลี้ยงไม่มีขน ใบ ประกอบแบบขนนก ใบย่อยเรียงตัวเป็นคู่ๆปลายช่อ 7-10คู่ รูปรีแกมขอบขนาน โคนใบมน ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ ขนาดใบกว้าง1-3ซม.ยาว5-7ซม.ท้องใบสีเขียวเข้ม แผ่นใบสีจางกว่า ใบอ่อนสีส้มอมน้ำตาล ดอกเป็นช่อออกตามกิ่งข้างหรืออาจออกพร้อมใบที่แตกใหม่ ลักษณะคล้ายดอกถั่ว กลีบรองดอกสีม่วงเข้ม ไม่มีขน  ผลขนาด ยาว5-7.5ซม.ผลแบนปลายโค้งและทู่ ฐานสอบเข้าหากัน ผิวเกลี้ยงและแข็ง เมล็ดแบน1-3เมล็ด สีน้ำตาลดำ
ใช้ประโยชน์ -ใช้เป็นอาหาร ยอดอ่อนกินเป็นผัก -ใช้เป็นยา รสฝาดมัน มีสรรพคุณแก้เส้นเอ็นพิการ
-ปลูกเป็นไม้ประดับให้ร่มเงาดอกสวยงาม
-ใช้อื่น ๆ เนื้อไม้ใช้ทำเยื่อกระดาษ ด้ามเครื่องมือ ของเล่นเด็ก และทำดอกไม้ประเิษฐ์ และยังสามารถนำมาใช้ในงานก่อสร้างทั่วไป เช่น วงกบประตู หน้าต่าง ฝา บันได ทำฟืน         
ระยะออก---ธันวาคม-มกราคม
ขยายพันธุ์ : เมล็ด การปักชำราก หรือแยกลำต้นที่เกิดใหม่

75 ชิงชัน/Dalbergia oliveri

ชื่อวิทยาศาสตร์    ---Dalbergia oliveri Gamble ex Prain
ชื่อพ้อง    ---Has 3 Synonyms
---Dalbergia laccifera Laness.
---Dalbergia oliveri Gamble
---Dalbergia prazeri Prain
ชื่อสามัญ    ---Black Wood, Rose Wood, Burma Rosewood, Burma Tulipwood, Pinkwood, Tamalan Tree        
ชื่ออื่น    ---ชิงชัน, เค็ดแดง; [Thai:Mai Ching Chan]; [Laos:Mai Kham Phii]; [Myanmar:tamalan]; [Cambodia:"Neang Nuon]; [Vietnamese:cẩm lai, trắc lai]; [Japanese:Techigaishitan]
ชื่อวงศ์    ---LEGUMINOSAE -PAPILIONOIDEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์    ---อินเดีย พม่า เวียตนาม มาเลเซีย และไทย

 

มีถิ่นกำเนิดในประเทศ พม่า ไทย เวียตนาม และ กระจายไปในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เกิดขึ้นในป่าดิบแล้งและป่ากึ่งผลัดใบตามแนวลำธารที่ระดับความสูงถึง 1,200 เมตร  
ไม้ ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่สูง 15-25 เมตรผลัดใบ พบขึ้นเกือบทั่วทุกภาคของไทยยกเว้นภาคใต้ ตามป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้งทั่วไป ลักษณะทรงต้นเรือนยอดเป็นพุ่มกลมกว้างและโปร่ง เปลือกต้นสีน้ำตาลอมเทาค่อนข้างหนาแตกเป็นสะเก็ด และหลุดออกเป็นชิ้นเล็กๆ เปลือกชั้นในสีเหลือง แก่นไม้สีแดงแก่ เมื่อถากทิ้งไว้เนื้อไม้จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ขนาด15-30ซม.มีใบย่อยเรียงสลับ5-7(10)คู่ ขนาดของใบย่อย3-8x1.3ซม. ใบย่อยรูปใบหอกผิวใบเกลี้ยง ใบอ่อนสีชมพูปนแดงหรือสีแดงมีขนคล้ายไหม ช่อดอกแบบช่อเชิงประกอบ ยาว10-15ซม.ดอกย่อยแบบดอกถั่ว ดอกตูมสีม่วงแดงเมื่อบานม่วงปนชมพูหรือขาว ผล เป็นฝักแคบและแหลมทั้งสองด้าน ขนาด 9-14 x 2.5-4 ซม.ส่วนที่หุ้มเมล็ดหนา แข็งมีลักษณะคล้ายกระเปาะ ผิวเรียบตรงกระเปาะนูนเด่นเห็นได้ชัด เมล็ดรูปไต สีน้ำตาลออกแดง แข็ง มี1-3เมล็ด
เป็นไม้กลางแจ้ง ชอบดินอุดมสมบูรณ์และดินร่วน ต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง แสงแดดตลอดวัน  ทนต่อสภาพแห้งแล้ง
การใช้ประโยชน์ เป็นไม้เนื้อแข็งที่ใช้ในการก่อสร้าง เนื้อไม้สีตั้งแต่ม่วงอ่อนถึงม่วงแก่ มีเส้นแรกสีดำ เนื้อละเอียดปานกลาง แข็งเหนียว มีความทนทานมาก ตกแต่งง่ายชักเงาได้ดี ใช้ทำเครื่องเรือนพานท้ายปืน เครื่องดนตรีเช่น ขลุ่ย ซอ จะเข้ ลูกระนาด กลองโทน รำมะนา
สถานะ ภัยคุกคาม เนื่องจากสายพันธุ์นี้เกิดขึ้นในพื้นที่ ที่จำกัดของการกระจาย ถูกตัดและใช้ประโยชน์มากเกินไป ถูกวางไว้ในThe IUCN Red List of Threatened Species 1998 ประเภท ใกล้สูญพันธุ์
ระยะออกดอก---มีนาคม-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด หรือแยกลำต้นที่เกิดใหม่

76 พะยูง/Dalbergia cochinchinensis

ชื่อวิทยาศาสตร์    ---Dalbergia cochinchinensis Pierre
ชื่อพ้อง    ---Has 6 Synonyms
---Amerimnon cambodianum Pierre
---Amerimnon cochinchinense Pierre
---Amerimnon fuscum Pierre
---Dalbergia cambodiana Pierre
---Dalbergia cochinchinensis Laness.
---Dalbergia fusca var. enneandra S.Q.Zou & J.H.Liu
ชื่อสามัญ    --- Siamese Rosewood, Vietnamese Rosewood, Thai Rosewood, Cambodian Rosewood,  Tracwood
ชื่ออื่น    ---ขะยุง, แดงจีน, พะยูงไหม, ประดู่ลาย, ประดู่เสน ; [Thai:Phayung]; [Vietnamese:Trắc,Cẩm lai nam bộ]; [Khmer:  Kranhung]; [Lao:Kayung]; [Chinese:Suān zhī mù]
ชื่อวงศ์    ---FABACEAE (LEGUMINOSAE -PAPILIONOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด    ---พม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนาม
เขตการกระจายพันธุ์    ---ไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียตนาม ศรีลังกา ฟิลิปปินส์


ป่าเปิดและป่ากึ่งผลัดใบบางครั้งในพื้นที่บริสุทธิ์ ส่วนใหญ่ขึ้นเป็นกลุ่ม ที่ระดับความสูง 400 - 500 เมตร
พบขึ้นทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออกของไทยเป็นส่วนมาก ตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณและป่าดงดิบทั่วไป
ไม้ ต้น ผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ลำต้นเปลาตรง สูง15-30เมตร เปลือกต้นสีเทาเรียบ ลอกเป็นแผ่นบางๆ เนื้อไม้สีน้ำตาลอ่อน แก่นสีแดงอมม่วงถึงสีเเลือดหมูเข้ม มีริ้วสีดำ เรือนยอดเป็นพุ่มกลมยาวค่อนข้างโปร่ง ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ใบย่อย7-9ใบรูปไข่หรือใบหอก ปลายใบแหลม โคนใบสอบขอบใบเรียบ แผ่นใบสีเขียวเข้ม ท้องใบสีจางกว่า ดอกช่อแบบช่อแยกแขนง ออกที่ปลายยอดหรือซอกใบใกล้ปลายยอด ยาว10-20ซม.ดอกรูปดอกถั่วสีขาวนวลมีกลิ่นหอม ผลเป็นฝักรูปขอบขนาน แบนและบอบบาง เกลี้ยง ตรง แห้งแล้วแตก เมล็ดรูปไตสีน้ำตาลเข้ม มี1-4เมล็ด
เป็นไม้กลางแจ้งต้องการตำแหน่งในดวงอาทิตย์เต็มชอบดินทรายดินลึกและดินปูนทนต่อสภาพแห้งแล้ง
ใช้ประโยชน์ เป็นชนิดตรึงไนโตรเจนเหมาะสำหรับใช้ในวนเกษตรและเพื่อปรับปรุงดิน สปีชีส์นี้มีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดินบางชนิดแบคทีเรียเหล่านี้ก่อตัวเป็นก้อนบนรากและตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ ไนโตรเจนบางส่วนนี้ถูกใช้โดยพืชที่กำลังเติบโต แต่บางชนิดก็สามารถใช้โดยพืชอื่น ๆ
ใช้อื่น ๆ แก่นไม้มีสีแดงหรือเกือบดำมีเนื้อละเอียด  ไม้มีน้ำหนักมากและทนทานใช้งานง่าย ทนทานต่อแมลง ที่น่าดึงดูดใจด้วยเนื้อไม้ ที่โดดเด่นสร้างลวดลายที่สวยงามเมื่อถูกตัด ไม้ที่ถูกตัดจะปล่อยกลิ่นหอมเหมือนกุหลาบ ใช้สำหรับทำเฟอร์นิเจอร์คุณภาพสูง งานแกะสลักและงานฝีมือ ใช้ทำเกวียน ทำหน้าไม้ คันธนู กรุผนังสวยงามใช้ทำ เครื่องดนตรี ซอด้วง ซออู้ ขลุ่ย กลองโทน รำมะนา ลูกระนาด ใช้เป็นถ่านคุณภาพดี
ระยะออกดอก---พฤษภาคม-กรกฎาคม
ขยายพันธุ์--- ด้วยการเพาะเมล็ด หรือแยกลำต้นที่เกิดใหม่ ปักชำเหง้า

77 บุหงาส่าหรี/Cithrarexylum spinosum.

ชื่อวิทยาศาสตร์    ---Cithrarexylum spinosum.L.
ชื่อพ้อง ---Has 33 Synonyms   
---Citharexylum fruticosum L.
---Citharexylum quadrangulare Jacq.---(more).
ชื่อสามัญ    ---Florida Fiddlewood, Jamaican fiddlewood, Spiny Fiddlewood, Fiddlewood, Lady chancellor tree.
ชื่ออื่น    ---บุหงาส่าหรี, บุหงาบาาหลี ; [Fijian: masese]; [Afrikaans: Lierboom]; [Bahasa Melayu: Pokok Mayang Sari]; [Tiếng Việt: Cầm mộc]
ชื่อวงศ์    ---LABIATAE (LAMIACEAE)
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปอเมริกา
เขตการกระจายพันธุ์    ---อเมริกาใต้- เวเนซุเอลา,กายอาน่า  อเมริกากลาง- ปานามา; แคริบเบียน - ตรินิแดดไปยังคิวบาและบาฮามาส
 


ที่มีถิ่นกำเนิดทางตอนใต้ของรัฐฟลอริดาในสหรัฐอเมริกาที่แคริบเบียน ,กายอานา ,ซูรินาเมและเวเนซุเอลาเติบโตบนสันเขาป่า พื้นที่ชายฝั่งภูเขาหินปูน ภูเขาที่แห้งแล้งและเชิงเขาชื้นที่ระดับความสูงไม่เกิน 900 เมตร
บุหงาบาหลี หรือ บุหงาส่าหรีเป็นไม้ยืนต้นเนื้ออ่อนขนาดกลาง สูงประมาณ 4-7 เมตร และอาจถึง 15 เมตรถ้าปลูกไว้นานๆ มีลำต้นเปลาตรงพุ่มใบหนา แตกกิ่งก้านสาขามาก เปลือกลำต้นและใบมีกลิ่นเหม็นเขียว เป็นไม้ใบเดี่ยว ออกใบเป็นคู่ขนานกันไปตามข้อต้น ใบค่อนข้างแข็งกระด้าง ใบมนรีรูปหอก เรียบเกลี้ยง เส้นกลางใบหนาแข็ง ขอบใบทั้งสองด้านมักพับเข้าหากัน ก้านใบสีส้ม ขนาดของใบกว้าง5-8ซม.ยาว10-15ซม. ดอกมีขนาดเล็กสีขาวออกเป็นพวงห้อยลงมา ดอกพวงหนึ่งๆประกอบด้วย ก้านดอกยาวประมาณ15ซม. ในก้านดอกก้านหนึ่งๆจะออกดอกเรียงสลับกันไปจากโคนก้านดอกจนถึงปลายเป็นจำนวน มากมาย ดอกเหล่านี้จะบานไล่กันตั้งแต่โคนไปจนถึงปลายสุด ใช้เวลา 8-10วัน ดอกในก้านหนึ่งๆจึงจะบานได้หมด ดอกมี5กลีบ ขนาดดอกประมาณ1ซม. และในพวงหนึ่งๆจะมีพวงดอกเป็นกระจุกตั้งแต่8-15พวง
พวงดอกบุหงามีกลิ่นหอมแรงมาก ออกดอกเป็นระยะตลอดปี ผลกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.6ซม.สีส้มแดงเมื่อสุกสีดำ
เป็นต้นไม้ที่ปลูกง่าย ขึ้นง่าย ต้องการแสงแดดเต็มวันหรือร่มเงาบางส่วน เจริญเติบโตได้ดีในดินเกือบทุกชนิดค่า pH ของดินได้ตั้งแต่ 5 - 8
-การใช้ประโยชน์ ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหาร ยาและแหล่งของไม้คุณภาพดี ไม้มีค่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการทำเครื่องดนตรี และ มักปลูกเป็นไม้ประดับ
-ใช้เป็นอาหาร ผลดิบกินได้มีรสหวานแต่มนุษย์มักไม่ค่อยกิน ใช้เป็นยา ยาต้มกิ่งอ่อนใช้ในการรักษาดงเด็ก ยาต้มจากเปลือกใช้สำหรับรักษาโรคหวัด
-วนเกษตร ดอกไม้ที่อุดมไปด้วยน้ำหวานเป็นที่ดึงดูดใจอย่างมากสำหรับผึ้ง นก และผีเสื้อเพื่อผสมเกสร
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับที่ได้รับความนิยมในภูมิภาคเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน ใช้ตกแต่งจัดสวนตามอาคาร บ้านพักอาศัย สวนสาธารณะ
-ใช้อื่น ๆ แก่นไม้เป็นสีน้ำตาลอ่อนหรือแดง  เนื้อไม้มีความแน่นและแข็งมาก ใช้สำหรับการทำเฟอร์นิเจอร์เครื่องดนตรี เช่นกีต้าร์และยังใช้สำหรับการก่อสร้างทั่วไปเช่น หน้าต่าง, ประตู, คาน ฯลฯ ไม้มีประโยชน์สำหรับเสารั้วและโครงสร้างหยาบอื่น ๆ ที่ต้องการความต้านทานต่อปลวกและการผุ
ระยะเวลาออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์ : ด้วยการปักชำและตอนกิ่ง งอกรากเร็ว

78 เกษมณี/Melia azedarach

ชื่อวิทยาศาสตร์    ---Melia azedarach L.
ชื่อพ้อง    ---Has 31 Synonyms
---Azedarach speciosa Raf.
---Azedarach commelinii Medik.
---Melia cochinchinensis M.Roem.
---Melia commelini Medik. ex Steud.---(more)
ชื่อสามัญ    ---Persian Lilac, China berry tree, Bead-tree, Cape lilac, Syringa berrytree, Indian lilac, Philippine neem tree
ชื่ออื่น    ---เกรียน, เลี่ยน ,เฮี่ยน, เลี่ยนบ้าน, ; [THAI: Hian, Lian, Lian bai yai, Khian, Krian]; [CHINESE: Lian, Ku lian, Lian shu, Zi hua shu, Sen shu, Chuan lian zi, Jin ling zi]; [HINDI: Bakain, Bakānā nīmba, Drek]; [INDONESIAN: Marambung, Mindi, Gringging.]; [JAPANESE: Sendan.]; [KHMER: Dâk'hiën, Sadau khmaôch.]; [MALAY :  Mindi kecil, Gringging, Marambung]; [NEPALI: Bakena, Bakaina, Bakaino.]; [SANSKRIT: Dreka, Maha nimba, Ramyaka]; [SPANISH : Agriaz, Agrión, Árbol de los rosarios, Arbol del para]; [VIETNAMESE : Cây xoan, Sâ dông]; [LAOS: h'ienx; kadau s'a:ngz]; [PHILIPPINES:bagaluñga; balagañgo; paraiso]
ชื่อวงศ์    ---MELIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์    ---จีนตอนกลางและตอนใต้,ปากีสถาน, อินเดีย, ศรีลังกา, เนปาล, ภูฏาน, ไทย, ลาว, เวียดนาม, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, ออสเตรเลียตะวันออก

การกระจายตัวตามธรรมชาติของ M. azedarach มีความไม่แน่นอน แต่คิดว่าเป็นถิ่นกำเนิดในเอเชียอาจมาจาก Baluchistan, (ปากีสถาน) และแคชเมียร์ (อินเดียและปากีสถาน) ( Troup, 1921 ; National Academy of Sciences, 1983 ) มีการกระจายอย่างกว้างขวางทั่วทั้งเขตร้อนกึ่งเขตร้อนและเขตอบอุ่นของโลก มีการปลูกทั่วตะวันออกกลาง, เอเชียใต้และตะวันออกเฉียงใต้, จีน, หมู่เกาะอินเดียตะวันตก, ทางใต้ของอเมริกา, เม็กซิโก, อาร์เจนตินาและบราซิล, ตะวันตกและแอฟริกาตะวันออก, ภูมิภาคแปซิฟิกรวมถึงปาปัวนิวกินี, หมู่เกาะโซโลมอนและออสเตรเลีย พบได้ทั่วไปในป่าดิบชื้นและที่ราบสูง  ที่ระดับความสูง สูงสุด 2,700 เมตร ในเทือกเขาหิมาลัย
เลี่ยนหรือ เกษมณี  เป็นต้นไม้ที่เนื้อไม้ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง และเป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่งด้วย เป็นไม้ยืนต้นที่มีขนาดกลาง อยู่วงศ์ เดียวกับมะฮอกกานี ที่เรารู้จัก  เลี่ยนเป็นไม้ป่าชั้นกลางมักต้องอาศัยขึ้นอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ขนาดใหญ่ ลักษณะลำต้นเปลาตรง เรือนยอดโปร่ง สูง 10-20 เมตรต้นอายุน้อยเปลือกเรียบสีน้ำตาลคล้ำ ต้นอายุมากเปลือกต้นจะแตกตามยาว ใบรวมเป็นแผง รวมช่อเป็นแบบสองชั้น ยาว30-90ซม.ใบย่อย 2 ถึง 5 คู่รูปไข่ถึงรูปไข่รูปแกมใบหอกยาว 4-8 ซม. ใบยอดเหนือช่อจะมีขนาดใบใหญ่กว่าใบอื่นๆในแผงเดียวกัน ขอบใบหยักฟันเลื่อย ใบอ่อนจะเห็นชัดเจน ดอกเป็นช่อสีม่วงอ่อนออกตามง่ามใบและปลายกิ่ง เป็นช่อยาว5-10ซม.บานจากปลายมาหาโคนช่อ ดอกบานมีขนาด 2 ซม. เกสรตัวผู้เป็นสีม่วงเข้ม มีดอกดกมากและสวยงามสะพรั่งไปทั้งต้น ผลรูปไข่มีลักษณะเป็นรูปรียาวประมาณ 1.5 ซม. เมื่อแก่สีเหลืองอ่อน ก่อนออกดอกจะทิ้งใบหมด แล้วเริ่มผลิใบพร้อมๆกับออกช่อดอก
ชอบดินที่มีการระบายน้ำดีในที่ที่มีแสงแดดหรือมีร่มเงาบางส่วน ทนต่อสภาพการเจริญเติบโตที่ค่อนข้างยากลำบาก รวมถึงดินตื้น ๆ ดินเค็มและด่างที่รุนแรง ดินที่ขาดธาตุอาหาร ชายขอบลาดชันและเต็มไปด้วยหิน และแม้แต่รอยแยกในหิน ไม่ชอบดินที่เป็นกรดสูง เติบโตได้ดีในพื้นที่ชายฝั่งทะเล มีความทนทานต่อความแห้งแล้งมาก
-ใช้ประโยชน์ ต้นไม้ที่มีความสำคัญมากสำหรับคนในท้องถิ่น สำหรับคุณสมบัติที่มีประโยชน์มากมายเหล่านี้ -ใช้เป็นยา ในยา Unani ในประเทศอาหรับและยาอายุรเวทในอินเดียใช้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ, ยาแก้ปวด, ต้านการอักเสบ, ขับปัสสาวะ, ยาระบาย, ยาแก้ไข้, และลดความดันโลหิต -ทุกส่วนของพืชสามารถทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหารและตับและไตเสื่อมสภาพ
-ในงานภูมิทัศน์ ใช้เป็นต้นไม้ประดับ ต้นไม้ที่ให้ร่มเงา
-วนเกษตร ถูกปลูกเป็นสายพันธุ์บุกเบิกในภาคเหนือของประเทศไทยในโครงการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูป่าไม้พื้นเมือง ปลูกในป่าเสื่อมโทรมและพื้นที่เปิดโล่งผสมกับสายพันธุ์อื่น ๆ ที่มีความสามารถในการเติบโตอย่างรวดเร็ว
-ใช้อื่นๆ ไม้ที่มีลักษณะคล้ายมะฮอกกานี แก่นไม้มีสีแดงถึงน้ำตาลออกแดง มีความมันวาวสดใส มีกลิ่นเหมือนชะมด ไม้มีความแข็งปานกลางค่อนข้างเปราะค่อนข้างทนทาน ง่ายต่อการทำงาน ใช้ในการทำเฟอร์นิเจอร์ ผลิตอุปกรณ์การเกษตร ไม้อัดกล่องเสาเครื่องมือจับ ถูกใช้ในการทำตู้และในการก่อสร้างเพราะความต้านทานต่อปลวก สีย้อมสีแดงนั้นได้มาจากเปลือกไม้ เส้นใยที่ได้จากเปลือกจะใช้ในการทำเชือก สารสกัดจากน้ำและแอลกอฮอล์ของใบและเมล็ด ใช้ในการควบคุมแมลงศัตรูพืชไรและไส้เดือนฝอย  เมล็ดมัสค์หอมทำลูกปัดในอุดมคติและใช้ในการทำสร้อยคอและลูกประคำ
-รู้จักอันตราย ผลไม้มีพิษสูงต่อสัตว์เลือดอุ่น ผลไม้สุกมีพิษมากกว่าผลไม้ดิบสีเขียว ผลไม้เพียงไม่กี่ชิ้น สามารถทำให้เกิดอาการคลื่นไส้กล้ามเนื้อกระตุกหรือแม้แต่เสียชีวิตในเด็ก ควรใช้ด้วยความระมัดระวังโดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้การดูแลของผู้ปฏิบัติที่มีคุณสมบัติเหมาะสม
ระยะเวลาออกดอก--- กุมภาพันธ์-มีนาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยวิธีเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง

79 จัน-อิน/Diospyros decandra


ชื่อวิทยาศาสตร์    ---Diospyros decandra Lour.
ชื่อพ้อง    ---Has 1 Synonyms
---Diospyros packmannii C.B.Clarke
ชื่อสามัญ    ---Gold apple
ชื่ออื่น    ---จัน, จันโอ, จันขาว, จันลูกหอม, vbo, [THAI: Chan in, Chan khao, Chan luk hom, In.]; [Tiếng Việt: Thị, Cây Thị].
ชื่อวงศ์    ---EBENACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์    ---ไทย เวียตนาม


จันอินเป็นไม้ต้นขนาดความสูงโดยประมาณ  10-20 เมตร ไม่ผลัดใบ พบขึ้นทั่วทุกภาคของประเทศไทย ตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ลักษณะทรงต้น เปลาตรง เปลือกต้นสีน้ำตาลอมดำเรือนยอดเป็นพุ่มกลม หรือรูปกระสวยต่ำ หนาทึบ ยอดอ่อนมีขน ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปขอบขนานหรือรูปวงรีกว้าง2.5-3ซม.ยาว7-10ซม. โคนใบมนหรือสอบแคบ ปลายใบสอบทู่ ขอบใบเรียบ เนื้อใบบาง ใบอ่อนจะมีขนสีแดงคลุมดอกเล็กขาวหรือเหลือง เป็นดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้น ดอกเพศผู้เป็นช่อ ช่อหนึ่งประมาณ3ดอก กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปคนโทสีขาวนวล ดอกเพศเมียเป็นดอกเดี่ยวลักษณะคล้ายกันกับดอกเพศผู้แต่มีขนาดใหญ่กว่าผลสดมี 2 รูปร่างคือทรงกลมเรียกว่า ลูกอิน และทรงกลมแป้นเรียกว่า ลูกจัน ผลมีกลิ่นหอม และกลีบเลี้ยงยังคงติดอยู่ ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีเหลือง เนื้อนุ่ม ผิวเกลี้ยง ผลสุกเนื้อเละ
-ใช้ประโยชน์ ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าและยังได้รับการปลูก รอบ ๆ หมู่บ้านสำหรับผลไม้ที่กินได้ซึ่งขายในตลาดท้องถิ่น ต้นไม้ยังผลิตไม้ที่มีคุณภาพสูง และเป็นยา
-ใช้กินได้ ผลไม้ - ดิบ สุก เนื้อนุ่มและหวาน หอม แต่มีความฝาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่สุกเต็มที่ นิยมกินเป็นผลไม้สด หรือนำไปแปรรูปเป็นของหวาน ในเวียตนามนิยมมาก
ใช้เป็นยา มีการใช้รากใบและผลไม้เป็นยาที่หลากหลาย จากงานศึกษาวิจัยผลไม้ในไทยพบว่า น้ำผลไม้ไทยจากลูกอินจัน มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี  มีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการแตกตัวของเม็ดเลือดแดง  แก้ลม แก้อาการอ่อนเพลีย แก้ดีพิการ ขับพยาธิ บำรุงเลือดลม บำรุงหัวใจ  บำรุงกำลัง ช่วยบำรุงผิวพรรณ บำรุงประสาท
-นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ เป็นที่ชื่นชอบของนักนิยมชลอไม้ใหญ่ ปัจจุบันนี้จัดเป็นไม้หวงห้าม  เพราะหายากและใกล้สูญพันธุ์
-ใช้อื่น ๆ ไม้เป็นสีขาวมีเสี้ยนสีดำจำนวนมากและบางครั้งก็มีแก่นสีดำ พื้นผิวนั้นเรียบเนียนและมีความหนาแน่นสูงโดยเฉพาะในแก่นไม้ ความหนาแน่นของมันทำให้ยากต่อการทำงาน แต่จะได้พื้นผิวที่สวยงามภายใต้เครื่องมือที่คม เป็นไม้เนื้อแข็งยอดเยี่ยม เนื้อไม้ใช้กลั่นเป็นน้ำมันหอม ใช้ผสมทำเครื่องหอม เครื่องสำอางต่างๆ ทำน้ำอบไทย
-สำคัญ ต้นจันอิน เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดจันทบุรี และ เป็นต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัยศิลปากร
**ส่วนตัว-เรื่องเล่า ต้นจันอิน ในรูปซ้ายบน แรกทีเดียวนำต้นใหญ่มาปลูก อยู่ไปค่อยตายตั้งแต่ยอดลงมาเลย ตัดไล่ลงมาจนเหลือแต่ตอตรงกลางทิ้งไว้อยู่มาก็เป็นต้นแตกขึ้นมาอย่างที่เห็นส่วนรูปขวาได้มาจากสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระเทพฯจ.ระยอง
ระยะออกดอก---มีนาคม-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด

80 จิกสวน/Barringtonia racemosa


ชื่อวิทยาศาสตร์    ---Barringtonia racemosa (L.) Spreng.
ชื่อพ้อง    ---Has 37 Synonyms
---Barringtonia racemosa Roxb.
ชื่อสามัญ    ---Powderpuff Mangrove, Powder Puff Tree, Fish-killer Tree, Fish-poison Tree, Fish-poison Wood, Sea Poison Tree, Freshwater Mangrove, Small-leaved Barringtonia, China Pine
ชื่ออื่น    ---จิกสวน, จิกบ้าน ; [THAI: Chik ban, Chik suan.];[CHINESE: Yu rui];[BURMESE: Kye-bin, Kyi.];[INDONESIA: Butan darat, Butun darat, Penggung, Putat sungal.];[MALAY: Putat ayam, Putat kampong.];[PHILIPPINES: Potat, Putad];[SANSKRIT: Samudraphala]
ชื่อวงศ์    ---BARINGTONIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ไทยและประเทศเพื่อนบ้านตั้งแต่อินเดียไปจนถึงเกาะชวา
เขตการกระจายพันธุ์    ---ตอนใต้ของแอฟริกาถึงเคนยา ศรีลังกา อินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ตอนเหนือของออสเตรเลีย หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก

 

พบขึ้นในบริเวณน้ำท่วมขัง ริมฝั่งแม่น้ำที่ไม่ห่างจากชายฝั่งทะเล และตามขอบป่าพรุ พบได้ที่ระดับความสูง 600 เมตร
เป็นไม้ต้นขนาดกลางผลัดใบ ขนาดความสูงประมาณ 4-10 เมตร  ลักษณะทรงต้นแผ่กว้าง ลำต้นมักเป็นปุ่มปม เปลือกเรียบถึงแตกเป็นแผ่นสีเทาถึงสีน้ำตาลอมเทา เปลือกชั้นในสีน้ำตาลเรื่อถึงชมพู มีเส้นใยเหนียว ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับเป็นกระจุกตามปลายกิ่ง รูปรีแกมรูปหอกกลับ ขนาดกว้าง5-15ซม.ยาว 20-40 ซม. โคนใบเว้ารูปหัวใจ ขอบใบจักฟันเลื่อยถี่ ปลายใบเรียวแหลมหรือยาวคล้ายหาง ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมันวาว ด้านล่างสีซีดกว่า เนื้อใบบางและเหนียวคล้ายแผ่นหนังดอก แบบช่อเชิงลดมีก้าน ออกตามปลายกิ่งบางครั้งออกตามกิ่ง ช่อดอกห้อยลงยาว 30-60 ซม.ดอกย่อยขนาดใหญ่สีชมพูหรือขาวอมชมพูมีกลิ่นหอมขนาดดอกบานประมาณ 5 ซม.  กลีบดอก4กลีบสีชมพู เกสรผู้สีขาวจำนวนมากเรียงซ้อนักนเป็นพู่5-6ชั้น ก้านเกสรเเมียสีชมพูเข้ม
ผล แบบเมล็ดเดียวแข็งรูปรีถึงรูปไข่ ขนาดกว้าง 2-4 ซม.ยาว 5-8ซม. โคนสอบปลายผลสอบแล้วตัด มีกลีบเลี้ยงติดอยู่ ผลแก่สีเขียวอมม่วงแดง ผลแห้งไม่แตกมี1เมล็ด
ชอบตำแหน่งในที่ร่มบางส่วน มีความต้องการดินเหนียวหนัก ดินร่วนหรือดินภูเขาไฟที่อุดมสมบูรณ์
-ใช้ประโยชน์ ต้นไม้เอนกประสงค์เป็นการเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารยาและแหล่งวัสดุใช้เป็นอาหาร ยอดอ่อนและใบอ่อนกินดิบเป็นผัก เมล็ดมีกลิ่นหอม เมล็ดที่บดให้แป้งซึ่งทำเป็นเค้ก
-ใช้เป็นยา เปลือกไม้ ใบไม้ ผลไม้ เมล็ด - ยาแก้ปวดลดไข้ เปลือกต้นเป็นยาแก้ไข้ รักษาอีสุกอีใส รักษาโรคฝีไก่และเป็นยาพอกเพื่อบรรเทาอาการคัน รากใช้ระบายความร้อน  เผ่าซูลูในแอฟริกาใต้ใช้ผลไม้เป็นยารักษาโรคมาลาเรีย ถูกนำมาใช้ภายนอกสำหรับอาการ เจ็บคอและการปะทุของผิวหนัง ในประเทศมาเลเซีย ใช้ใบแบบดั้งเดิมรักษาความดันโลหิตสูง  การศึกษาได้แสดงฤทธิ์ต้านมะเร็ง
-ใช้อื่น ๆ แก่นไม้เป็นไม้สีน้ำตาลเหลืองอ่อนบางครั้งมีสีแดง ไม้มีน้ำหนักเบาอ่อนไม่ทนทาน ใช้สำหรับงานเบาที่ไม่ต้องการความแข็งแรงมาก มันถูกใช้สำหรับการก่อสร้างชั่วคราว, สร้างบ้านในท้องถิ่น (เสาและคาน), กระดานปูพื้นทั่วไป  เครื่องใช้ในครัวเรือน, อุปกรณ์การเกษตร, กล่องและลังและพาเลทไม้ เหมาะสำหรับการผลิตแผ่นไม้อัด ในภูมิภาคแปซิฟิกนั้นไม้ยังถูกใช้เพื่อการแกะสลักและกลึง  น้ำมันที่ได้จากเมล็ด ใช้เป็นเชื้อเพลิงให้แสงสว่าง เมล็ดใช้เป็นยาฆ่าแมลง เบื่่อปลา
รู้จักอันตราย เมล็ดมีซาโปนินและมีพิษ รากทุบผลไม้และเปลือกไม้ล้วนใช้เป็นสารพิษกับปลา ผลไม้ ใช้ในการวางยาพิษหมูป่า
ระยะออกดอกและผล---เมษายน-กรกฎาคม
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด, ตอนกิ่ง

81 จิกน้ำ/Barringtonia acutangula


ชื่อวิทยาศาสตร์    ---Barringtonia acutangula (L.) Gaerth
ชื่อพ้อง    ---Has 9 Synonyms

-Barringtonia rubra Baill. ex Laness. -Michelia acutangula (L.) Kuntze
-Butonica acutangula (L.) Lam. -Stravadium acutangulum (L.) J.St.-Hil.
-Butonica rubra Miers -Stravadium rubrum Pers.
-Huttum acutangulum (L.) Britten -Caryophyllus acutangulus (L.) Stokes
-Eugenia acutangula L.

ชื่อสามัญ    ---Indian oak, Cut nut, Wild almond, Fresh water mangrove
ชื่ออื่น    ---จิกนา, จิกน้ำ, กระโดนสร้อย, กระโดนทุ่ง, กระโดนน้ำ,; [THAI: Chik, Chik Na, Chik Nam.];[HINDI: Samundarphal.];[PHILIPPINES: Himbabalod];[SANSKRIT: Dhatriphal, Abdhiphala, Ambudhiphala, Ambuja.];[VIETNAMESE: Lộc vừng, Ngọc nhị, Tam lang, Cây vừng, Chiếc, Mưng.].
ชื่อวงศ์    ---LECYTHIDACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์    ---ภูมิภาคเอเชียใต้และอัฟกานิสถาน ฟิลิปปินส์ ไปจนถึงทางตอนเหนือของประเทศออสเตรเลีย ทั่วไปในเขตร้อน

 

พบตามสถานที่เป็นแอ่งน้ำหรือชายฝั่ง ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 400 เมตร
ไม้ ต้นสูงได้ถึง12- 20เมตร ตามธรรมชาติชอบขึ้นใกล้น้ำ เปลือก สีน้ำตาลเข้มหยาบ ใบเดี่ยวรูปไข่แกมขอบขนานยาว 8- 14ซม. เรียงสลับ ดอกช่อแบบช่อกระจะ หรือช่อเชิงลด ห้อยลง ออกที่ปลายยอดหรือซอกใบ ยาวได้ถึง45-60ซม.-1เมตร กลีบเลี้ยงสีเชียว 4 กลีบ โคนเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย กลีบดอก 4 กลีบ ปลายกลีบม้วนออก กลีบดอกบิด ดอกร่วงง่าย ดอกสีชมพูหรือแดง บานกลางคืน มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ผลรูปไข่ยาว3-4ซม.กว้าง1.5ซม.มีสันตามยาว4-8สันส่วนใหญ่มีเมล็ดเดียว
ชอบดินที่ชื้น แต่มีการระบายน้ำที่ดีและมีแสงแดดส่องเต็มวัน
-ใช้ประโยชน์ พืชที่เก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นส่วนใหญ่เป็นยา และแหล่งวัสดุ  -ใช้เป็นอาหาร ใบอ่อน ยอดอ่อนกินเป็นผัก ใช้เป็นยา ในฟิลิปปินส์ใช้เปลือกยาต้มเป็นยาขับถ่าย - เปลือกไม้นำไปใช้กับบาดแผล - ใช้ในยาพื้นบ้านต่าง ๆ สำหรับปวดข้อ, ประจำเดือน, ปวดหน้าอก, อักเสบ, ท้องเสีย นอกจากนี้ในฐานะเป็นยาขับลม ขับเสมหะยาบำรุงกำลัง  - ใช้สำหรับรักษาความอ่อนแอของน้ำเชื้อ ท้องเสียและโรคหนองใน ในอินเดียมีการใช้รากและเปลือกไม้สำหรับแผล - น้ำคั้นจากใบใช้แก้อาการท้องเสีย- ในสินธุผลไม้ใช้แก้อาการไอหวัดและโรคหอบหืด - เมล็ดใช้เป็นยา แก้อาการจุกเสียดและการคลอดก่อนกำหนดนอกจากนี้ยังใช้สำหรับโรคตา - ในศรีลังกาใช้เป็นยาแก้ไข้มาลาเรีย- ในบังคลาเทศใช้สำหรับอาการท้องเสีย บิด หลอดลมอักเสบ ปวดเอว น้ำเชื้ออ่อนแอ หนองใน
-นิยมใช้ในงานสวนสำหรับ ปลูกริมน้ำหรือใกล้ศาลาในสวน ช่อดอกสวยงาม ทนน้ำท่วมขัง เหมาะอย่างยิ่งกับสถานการณ์ที่ชื้นและร่มรื่น
ใช้อื่น ๆ แก่นไม้มีสีชมพูอ่อนถึงแดงอมเทาหรือในบางกรณีเกือบขาว พื้นผิวมีความละเอียดปานกลางถึงละเอียด เนื้อไม้เป็นมันเงาและให้ความรู้สึกเรียบ ไม้มีน้ำหนักเบา และทนทานพอสมควร ใช้สำหรับการต่อเรือ, การก่อสร้างที่ดี,ครกตำข้าว ,เกวียน ไม้กลายเป็นสีดำหากถูกฝังอยู่ในโคลน
-รู้จักอันตราย เปลือกใช้สำหรับเบื่อปลา ทำให้มึนเมา
ระยะเวลาออกดอก---พฤศจิกายน-เมีนาคม
ขยายพันธุ์ ---เพาะเมล็ด, ตอนกิ่ง

82 จิกทะเล/Baringtonia asiatica

ชื่อวิทยาศาสตร์    ---Baringtonia asiatica (L.) Kurz
ชื่อพ้อง---Has 12 Synonyms 

-Agasta asiatica (L.) Miers -Barringtonia senequei Jard.
-Agasta indica Miers -Barringtonia speciosa J.R.Forst. & G.Forst.
-Agasta splendida Miers -Butonica speciosa (J.R.Forst. & G.Forst.) Lam.
-Barringtonia butonica Rumph. ex J.R.Forst. & G.Forst. -Huttum speciosum (J.R.Forst. & G.Forst.) Britten
-Barringtonia levequii Jard. -Michelia asiatica (L.) Kuntze
-Barringtonia littorea Oken -Mitraria commersonia J.F.Gmel.

ชื่อสามัญ    ---Fish poison tree, Sea poison tree, Beach barringtonia, Box fruit.
ชื่ออื่น    ---จิกเล,โดนเล, อามุง, [THAI: Chik le, Chik ta lae];[CHINESE: Bin yu rui, Mo pan jiao shu.];[INDIA: Kyee-bin.];[INDONESIA: Butun, Bitung, Keben-keben];[MALAYSIA: Putat laut, Butong, Butun, Pertun, Putat ayer, Putat gajah.];[MYANMAR: Kyi-git.];[TAIWAN: Tin du yu rui.];[PHILIPPINES: Boton, Botong-botong, Motong-botong];[VIETNAMESE: Bang qua vuong.];[FIJI: Vutu, Vutugaga, Vutu vala.];[HAWAIIAN: Hutu.].  
ชื่อวงศ์    ---LECYTHIDACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์    --- อินเดีย ศรีลังกา ไต้หวัน ญี่ปุ่น ภูมิภาคมาเลเซียรวมถึงฟิลิปปินส์ หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ไปจนถึงทางภาคเหนือของออสเตรเลีย และในหมู่เกาะโพลีนีเซีย


พบขึ้นทั่วไปตามชายฝั่งทะเลที่เป็นหาดหินหรือหาดทราย ในป่าชายเลนหรือหน้าผาที่ระดับความสูงไม่เกิน 350 เมตร
ไม้ ต้นไม่ผลัดใบขนาดกลางสูง 8-15 เมตร เรือนยอดแผ่เป็นพุ่มกว้าง แตกกิ่งขนาดใหญ่ระดับต่ำ ตามกิ่งมีรอยแผลใบกระจายทั่วไป เปลือกสีเทาคล้ำ ขรุขระถึงแตกเป็นร่องตามยาวในต้นแก่ ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับเป็นกระจุกตามปลายกิ่ง แผ่นใบขนาดใหญ่รูปไข่กลับ กว้าง 10-25ซม.ยาว 30-50ซม.โคนใบแหลมหรือเป็นรูปติ่งหูตื้นๆ ขอบใบเรียบปลายใบกลม เนื้อใบอวบน้ำคล้ายแผ่นหนังนุ่ม ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมันวาว ด้านล่างสีซีดกว่า ก้านใบอวบสั้น
ดอก แบบช่อเชิงลดมีก้านออกตามปลายกิ่งช่อดอกสั้นตั้งตรง แต่ละช่อมีประมาณ 7ดอกดอกย่อยขนาดใหญ่สีขาว ดอกบานขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง7-10ซม.กลีบเลี้ยงสีเขียวอ่อนติดแน่นเป็นเนื้อ เดียวกันในดอกตูม และเปิดออกเป็น2กลีบเมื่อบาน กลีบดอก4กลีบเรียงซ้อนเหลื่อมกันรูปรีโค้งออก เกสรผู้จำนวนมาก
ผล แบบผลเมล็ดเดียวแข็งขนาดใหญ่ รูปทรงสี่เหลี่ยมฐานเว้า เส้นผ่าศูนย์กลาง 10-15ซม.ผิวสีเขียวเป็นมัน ปลายผลมีกลีบเลี้ยง2กลีบติดอยู่ เปลือกผลเป็นเส้นใยหนาคล้ายเปลือกมะพร้าว ผลแก่ไม่แตก ผิวสีน้ำตาลเป็นมัน เบาลอยน้ำได้ อธิบายถึงการแพร่กระจายของต้นไม้ได้กว้างมาก
เติบโตได้ดีที่สุดในดินที่อุดมสมบูรณ์ชื้นและระบายน้ำได้ดี แสงแดดเต็มวันหรือร่มเงาบางส่วน
-การใช้ประโยชน์ ต้นไม้ถูกเก็บ จากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารยาและแหล่งที่มาของไม้  มักจะปลูกเพื่อให้ร่มเงาไปตามถนนและถนนริมทะเล
-ใช้กินได้ ในอินโดจีนผลไม้อ่อนต้มเป็นเวลานานแล้วกินเป็นผัก (แม้จะใช้เป็นยาพิษปลาก็ตาม)
-ใช้เป็นยา ในอายุรเวทใช้สำหรับแผลไฟลวก, ปวดท้อง, โรคไขข้อ, การติดเชื้อหนอน, ม้ามโตมาลาเรียและวัณโรค ในประเทศฟิลิปปินส์ใบมีการให้ความร้อนและนำไปใช้เป็นยาทาแก้ปวดท้อง - ใบสดใช้เป็นยาทาเพื่อรักษาโรคไขข้อ ในซามัวใช้ในการรักษาแผลที่ผิวหนัง ผลไม้และเปลือกใช้ในการรักษาโรคคุดทะราด; เมล็ดใช้สำหรับกลาก เปลือกไม้ที่ใช้ในการรักษาวัณโรค ในหมู่เกาะคุก เมล็ดบดผสมกับกะทิทาบนแผลไฟไหม้ ในฟิจิ มีการใช้ยาต้มใบไม้เพื่อรักษาไส้เลื่อน ยาต้มเปลือกใช้สำหรับรักษาอาการท้องผูกและโรคลมชัก ในการทดสอบวัสดุ ใบของสปีชีส์นี้ทำงานกับเนื้องอกบางชนิด
-ใช้อื่น ๆ ไม้สีเหลืองถึงแดงอ่อนและแตกง่าย ใช้สำหรับทำเฟอร์นิเจอร์
รู้จักอันตราย ผลไม้เป็นพิษ ผลสดใช้สำหรับเบื่อปลา
ระยะออกดอกและผล--- ระหว่างเดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ

83 จิกนมยาน/Barringtonia macrostachya

ชื่อวิทยาศาสตร์    ---Barringtonia macrostachya (Jack) Kurz
ชื่อพ้อง  ---Has 23 Synonyms

-Baranda angatensis Llanos -Barringtonia pendens R.Knuth
-Barringtonia acuminata Korth. -Barringtonia rosea Wall. ex R.Knuth
-Barringtonia annamica Gagnep. -Barringtonia wallichiana R.Knuth
-Barringtonia balabacensis Merr. -Careya macrostachya Jack
-Barringtonia cochinchinensis (Blume) Merr. ex Gagnep. -Doxomma acuminatum (Korth.) Miers
-Barringtonia craibiana R.Knuth -Doxomma cochinchinense (Blume) Miers
-Barringtonia cylindrostachya Griff. -Doxomma cylindrostachyum (Griff.) Miers
-Barringtonia fusicarpa Hu -Doxomma macrostachyum (Jack) Miers
-Barringtonia isabelaensis R.Knuth -Michelia acuminata (Korth.) Kuntze
-Barringtonia moluccana R.Knuth -Michelia macrostachya (Jack) Kuntze
-Barringtonia olivacea R.Knuth -Stravadium acuminatum (Korth.) Blume
-Stravadium cochinchinense Blume

ชื่อสามัญ    ---Red putat.
ชื่ออื่น    ---จิกนม, นมยาน, จิกนุ่ม, จิก, ;[THAI: Chik nom, Chik num, Chik nom yan, chik nawn wan, chick];[MALAYSIA: Putat bukit putih, putat gajah (Peninsular)];[PHILIPPINES: Apalang (Tagalog)];[INDONESIA: Kayu putat, tuwah dotan (Sumatra)];[MYANMAR: thay nya oo];[VIETNAM: Tam lang, Cây tam lang];[CHINESE: Leng guo yu rui, Suo guo yu rui.].
ชื่อวงศ์    ---LECYTHIDACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-พม่า ไทย เวียดนาม มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย
**ส่วนตัว-จิกต้นนี้มีชื่อทางการค้าว่า "จิกเศรษฐี" ราคาแพงยับเยินเลยตั้งแต่ ได้ชื่อใหม่ แต่ก็มีเหตุผลอยู่ว่าได้มาจากเกาะช้างแห่งเดียว(นักล้อมต้นไม้บอกมาจริงเท็จอย่างไรอยู่ที่คนบอก) กว่าจะล้อมกว่าจะเลี้ยง ต้องขึ้นรถลงเรือ พักฟื้น ราคาก็เหมาะสมกับชื่อ คงมีแต่เศรษฐีซื้อ**
มีการกระจายจากจีนตอนใต้ พม่า ไปยังประเทศไทย คาบสมุทรมาเลเซีย สิงคโปร์ สุมาตราบอร์เนียวเหนือสุลาเวสี,โมลุกกะและฟิลิปปินส์  พบได้ในป่าชั้นต้นและป่าชั้นรองบนเนินเขาตามแม่น้ำหรือในพื้นที่น้ำท่วมเป็นระยะ ๆ หรือเป็นแอ่งน้ำส่วนใหญ่อยู่บนทรายหรือดินร่วนจากระดับน้ำทะเลสูงถึง 700 (-1300) เมตร
จิกนมเป็นไม้ต้นสูงประมาณ 3-8 เมตรไม่ผลัดใบ เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น30-30ซม.ตามลำต้นมีปุ่มปม แตกกิ่งจำนวนมาก เป็นพุ่มโปร่ง มีใบเฉพาะที่ปลายยอด ใบรูปใบหอก ขนาดของใบ กว้าง15-20ซม.ยาว40-90ซม. แผ่นใบหนา เส้นใบย่อยด้านบนเป็นร่องลึก ก้านใบมีขนาดยาว 2.5-10ซม. ดอกออกเป็นช่อ ยาว120-170 ซม. มีดอกย่อยจำนวนมากถึง 150-250 ดอก เกสรเพศผู้ยาวสีชมพู ดอกบานเรียงจากโคนไปหาปลายช่อ ดอกย่อยทยอยบาน แต่ละช่อจึงบานอยู่หลายวัน กลิ่นหอมแรงในช่วงกลางคืนจนถึงช่วงสาย เมื่อแสงแดดแรงจัดและอากาศร้อน กลิ่นจะหายไป  ผลรูปไข่ ขนาด 5.5-9 ซม. x 2-4 ซม เมล็ดเป็นรูปไข่ขนาด 3-4.5 ซม. x 1-2.5 ซม
ชอบอากาศเย็น ดินที่มีความชื้นสูง ระบายน้ำดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณริมตลิ่งหรือริมน้ำ ใกล้ลำธารหรือใกล้บ่อน้ำ
-การใช้ประโยชน์ พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นยารักษาโรค-ใช้เป็นยา ราก ตากให้แห้ง  บด เป็นผงใช้ทาแก้ขี้กลาก   แก้ตาเจ็บ  ใบ ตากให้แห้ง ต้มกับน้ำดื่มเป็นยารักษาโรคแก้ปวดท้อง
-ใช้อื่น ๆ ไม่มีข้อมูล
ระยะเวลาออกดอก---มกราคม-กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์ ---เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง

84 มะคังขาว/Tamilnadia uliginosa

ชื่อวิทยาศาสตร์    ---Tamilnadia uliginosa (Retz.) Tirveng. & Sastre
ชื่อพ้อง    ---Has 7 Synonyms
---Catunaregam uliginosa (Retz.) Sivar.
---Gardenia pomifera Wall.
---Basionym: Gardenia uliginosa Retz.
---Posoqueria uliginosa (Retz.) Roxb.
---Randia uliginosa (Retz.) Poir.
---Solena uliginosa (Retz.) D.Dietr.
---Xeromphis uliginosa (Retz.) Maheshw.
ชื่อสามัญ    --- Divine jasmine, Grey emetic nut, Tamilnadia.
ชื่ออื่น    ---ตะลุมพุก, กระลุมพุก, ลุมพุก, หนามแท่ง, มะคัง, [ Bengali: kusum];[ Malayalam: malankaara, pinticcakka];[ Marathi: pendari];[Tamil: peru-n-karai];[Sanskrit: pindalu, pinditaka]
ชื่อวงศ์    ---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-ไทย อินเดีย บังคลาเทศ ศรีลังกา และเวียดนาม


พบขึ้นกระจายตามป่าเบญจพรรณบริเวณใกล้น้ำ ที่ระดับความสูง 100-800เมตรจากระดับน้ำทะเล
ไม้ ยืนต้นขนาดเล็ก สูง 5-10 เมตร ผลัดใบ ตามต้นมีหนามแหลมยาว กิ่งยาวเป็นระยางค์ มักจะมีหนามออกตรงข้ามเป็นคู่ ๆ เปลือกสีน้ำตาลแดง หรือดำคล้ำ เป็นปมขรุขระ ใบเดี่ยว 5-18 x 2-8 ซม.รูปไข่กลับออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ตามบริเวณปลายกิ่ง เนื้อใบบาง เกลี้ยง มีหูใบ ก้านใบยาว 5-10 มม.
ดอกออกเป็นดอกเดี่ยวตามซอกใบ  ดอกสีขาวมีกลีบดอก5กลีบ มีกลิ่นหอม เมื่อบานมีขนาด 3-4.5 ซม.ก้านดอกยาว1.5-3ซม.
ผล ทรงกลมรี กว้าง 2.5 ซม.ยาว 6 ซม. ผิวเรียบ เมื่อสุกเป็นสีเหลือง เมล็ดเรียบสีเขียว  
-ใช้ประโยชน์ นิยมนำมาใช้ปลูกประดับ ใชัจัดสวน และใช้ชื่อเรียกทางการค้าว่า "ระฆังเงิน" หรือ "พุดระฆังเงิน"
-ใช้เป็นยา ใช้เป็นสมุนไพร แก่นไม้ ต้มรวมกับมะคังแดง บำรุงกำลัง รากและผลใช้แก้โรคบิด
-อื่นๆ ไม้ใช้ทำด้ามเครื่องมือต่างๆ ทำกระสวยใช้สำหรับกลึง และแกะสลักได้ดี
ระยะเวลาออกดอกติดผ---สิงหาคม-มีนาคม
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด

85 เฉียงพร้านางแอ/Carallia brachiata


ชื่อวิทยาศาสตร์    ---Carallia brachiata (Lour.)Merr.
ชื่อพ้อง    ---Has 41 Synonyms
---Carallia integerrima DC.
---Carallia lucida Roxb.
---Carallia scortechinii King---(more)
ชื่อสามัญ    ---Freshwater Mangrove, Corkwood, Corky Bark, Billabong Tree, Caralla Wood.
ชื่ออื่น    ---ขิงพร้า, เขียงพร้า, เฉียงพร้า, กวางล่าม้า, สีฟันนางแอ, เฉียงพร้านางแอ, [Chiang phra nang ae(Thai general)];[Assamese: Kathal boula,Mahithekera,Daini-jan];[Malayalam: Varrungu,Vankana,Vankana /Kara Kandal [ Mangrove Seen On Land],];[Tamil: Andimiriam]
ชื่อวงศ์    ---RHIZOPHORACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์    ---เอเซียใต้และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้-มาดากัสการ์ ศรีลังกา อินเดีย พม่า เวียตนาม ไทย จีนตอนใต้ คาบสมุทรมาเลย์ พบตั้งแต่มาเลเซียถึงตอนเหนือของออสเตรเลีย และหมู่เกาะโซโลมอน
เติบโตในป่าดิบชื้นที่ลุ่มในศรีลังกาและมาดากัสการ์ที่ระดับความสูงไม่เกิน 1,500 เมตร
ในประเทศไทยพบขึ้นในป่าดิบแล้งป่าดิบชื้น ป่าพรุ ในทุกภาคของประเทศตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนถึงความสูง1,000เมตร
เฉียงพร้านางแอเป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ไม่ผลัดใบ มีขนาดสูงได้ถึง30-35เมตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 25 - 70 ซม. ลำต้นเปลาตรง ทรงพุ่มแน่นทึบ เปลือกต้นสีน้ำตาลครีม หรือน้ำตาลออกแดง ผิวเปลือกค่อนข้างเรียบ มีรูอากาศมาก  ใบ เดี่ยวเรียงตรงข้ามในแนวระนาบ รูปรีหรือรูปไข่กลับกว้าง3-10ซม.ยาว6-15ซม. ขอบใบเรียบมีซี่ประปราย ใบแก่เหนียว ด้านบนสีเขียวสดเป็นมัน ด้านล่างสีเขียวอมเหลืองมีจุดสีเข้มกระจาย ดอก สีขาวหรือเขียวอมเหลืองอ่อนออกเป็นช่อกระจุกซ้อนตามกิ่ง ช่อยาว2-4ซม.ดอกมีขนาดเล็ก มี5-8กลีบ ไม่มีก้านดอก ผลกลมขนาด0.7ซม.สีส้มอมแดงอ่อนถึงม่วงอมแดงเข้ม ผลมีเส้นผ่าศูนย์กลาง0.7ซม.เนื้อบางสีส้มห่อหุ้มมีเมล็ดเดียวแข็งสีดำ
เติบโตได้ดีในที่โล่ง ทนต่อดินเปียกและน้ำขัง ต้นอ่อนหรือต้นปลูกใหม่ไวต่อความแห้งแล้ง
ใช้ประโยชน์ ใช้กินได้ ผลสุก มีรสเปรี้ยวอมหวาน ใช้เป็นยาใบและเปลือกไม้ถูกนำมาใช้ในการแพทย์ท้องถิ่นเพื่อรักษาพิษติดเชื้อและคัน เปลือก ใช้ปรุงเป็นยาแก้ไข้ระงับความร้อน แก้ไข้กล่อมเสมหะและโลหิต และ ยังแก้พิษร้อนภายในร่างกายแต่จะทำให้กระหายน้ำบ้าง เปลือกต้นที่ถูกบดจะใช้ถูทากับร่างกายในการรักษาโรคฝีดาษ
-วนเกษตร พืชที่เติบโตในประเทศจีนได้รับการพบว่าค่อนข้างทนต่อสภาพแวดล้อมที่มีมลพิษมาก เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับใช้ในการปลูกป่าและฟื้นฟูโครงการบนที่ดิน เสื่อมโทรมและมีมลพิษมาก
-ใช้เป็นไม้ประดับ ได้รับการพัฒนาที่เหมาะสมสำหรับ การปลูกให้ร่มเงาตามถนนและใกล้กับอาคาร
-ใช้อื่น ๆ แก่นไม้มีสีน้ำตาลอมเหลืองถึงสีน้ำตาลแดง ไม้มีน้ำหนักปานกลาง แข็งแรง ทนทานในที่ร่มมีหลังคา อยู่ในสภาพกลางแจ้งมีความทนระดับต่ำ เนื้อไม้มีลายสวยงามแต่แต่งยาก ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์และงานตกแต่งภายใน พื้นไม้ปาร์เก้ เครื่องดนตรี มีค่าพลังงานสูงให้ไม้ฟืนและถ่านไม้คุณภาพดี
ระยะเวลาออกดอก---ธันวาคม-กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์ ---ตอนกิ่ง เพาะเมล็ด ต้นกล้าอาจถูกเก็บไว้ในเรือนเพาะชำเป็นเวลา 2 ปีก่อนที่จะย้ายลงตำแหน่งถาวร

 

86 กาญจนิกา/Santisukia pagettii

ชื่อวิทยาศาสตร์    ---Santisukia pagettii (Craib.) Brummitt
ชื่อพ้อง    ---Has 2 Synonyms
---Barnettia pagetii (Craib) Santisuk
---Radermachera pagetii Craib
ชื่อสามัญ    ---None
ชื่ออื่น    ---กาญจนิกา, แคขาว, ลั่นทมเขา
ชื่อวงศ์    ---BIGNONIACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์    ---ประเทศไทย


พืชถิ่นเดียวของประเทศไทยพบเฉพาะภาคตะวันตกเฉียงใต้ ตั้งแต่จังหวัดอุทัยธานีลงมาถึงเพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ขึ้นบนเขาหินปูนที่แห้งแล้ง หรือใกล้ชายทะเล ความสูงถึงประมาณ 200 เมตร
ไม้ยืนต้นสูง5-12เมตรไม่ผลัดใบ ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ยาว17-35ซม.มีใบย่อย6-10คู่ รูปไข่แกมรูปหอกโคนใบมนกลมหรือเบี้ยว ขอบใบเกือบเรียบ ปลายใบแหลม ช่อดอกเป็นช่อกระจุกแยกแขนงออกตามปลายกิ่ง ยาว15-30 ซม. มีดอกย่อยสีขาวจำนวนมาก โคนกลีบหลอดเรียวยาว4-5ซม.ขอบกลีบหยักเว้าและย่น เมื่อบานมีเส้นผ่านศูนย์กลางดอก 5-6ซม.ผลเป็นฝักรูปทรงกระบอกยาว10-16ซม.เมื่อแห้งแล้วแตก เมล็ดขนาดเล็กมีปีก
กาญจนิกาเป็นไม้ถิ่นเดียวที่ขึ้นอยู่บนเขาหินปูน มีขึ้นกระจายตั้งแต่จังหวัดนครสวรรค์มาจนถึงประจวบคีรีขันธ์ หากมีช่วงแล้งยาวนานจะทิ้งใบและออกดอกพร้อมกันทั้งต้น ติดฝักจำนวนมาก
ชอบดินร่วนการระบายน้ำดี เจริญเติบโตค่อนข้างช้า เหมาะปลูกประดับลงแปลงกลางแจ้ง ควรเลือกปลูกบนเนินสูงให้อยู่รวมกันเป็นแปลง หรือปลูกเดี่ยว แต่ไม่ควรปลูกร่วมกับพรรณไม้อื่นที่ต้องการดินแฉะหรือต้องรดน้ำมาก เพราะจะไม่ออกดอก
ระยะออกดอก---เดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด

87 มะค่าโมง/Afzelia xylocarpa

 

ชื่อวิทยาศาสตร์    ---Afzelia xylocarpa (Kurz) Craib
ชื่อพ้อง ---Has 5 Synonyms   
---Afzelia cochinchinensis (Pierre) J.Léonard
---Afzelia siamica Craib
---Pahudia cochinchinensis Pierre ex Laness.
---Pahudia cochinchinensis Pierre
---Pahudia xylocarpa Kurz.
ชื่อสามัญ    ---Makha Tree, Cambodia Beng Tree.
ชื่ออื่น---มะค่าใหญ่, มะค่าหลวง, มะค่าหัวคำ, [THAI: makha mong]; [ CHINESE: mian qie]; [VIETNAMESE:  Gõ đỏ.]; [LAOS: ka]; [KHMER: beng].
ชื่อวงศ์    ---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์    ---เอเียตะวันออกเฉียงใต้-พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียตนาม
ป่าทึบและในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างป่าดิบแล้งและป่าเต็งรังเปิด พบได้ในป่าเบญจพรรณหรือป่าดิบแล้งบนดินเหนียวหรือดินลูกรังที่ระดับความสูงตั้งแต่ 100 - 600 เมตร
เนื่องจากมีการเอารัดเอาเปรียบและถูกคุกคามการสูญเสียที่อยู่อาศัยในระดับสูงต้นไม้ใหญ่หายาก ถูกจัดวางไว้ ใน IUCN Red List of Threatened Species (2011) ประเภท ใกล้สูญพันธุ์
ไม้ ต้นขนาดใหญ่กึ่งผลัดใบสูงประมาณ 10-30เมตร เรือนยอดกว้าง ลำต้นอ้วนสั้นเส้นผ่าศูนย์กลางลำต้นถึงหรือมากกว่า100ซม.กิ่งมักแตกสาขาออก ใกล้ๆโคนต้น เปลือกสีน้ำตาลอ่อนหรือชมพูปนน้ำตาล ผิวค่อนข้างขรุขระและมักมีปุ่มปม แตกเป็นสะเก็ด มีรูระบายอากาศกระจัดกระจาย กิ่งอ่อนมีขนคลุมบางๆ
ใบ ประกอบแบบขนนกแบบปลายใบคู่ มีใบย่อย3-5คู่ ออกตรงข้าม รูปมนรีปลายป้านหรือมีติ่งเล็กๆ ฐานใบกลม ยอดอ่อนมีขนเล็กน้อย ใบแก่เรียบเกลี้ยง บางครั้งด้านล่างใบจะมีนวลเล็กน้อย ดอก ขนาด2.5-3.5ซม.เป็นดอกช่อแบบช่อแยกแขนงออกเป็นกลุ่มตามปลายกิ่ง กลีบเลี้ยง 4 กลีบสีเขียวสด กลีบดอก1กลีบ สีเขียวออกแดงหรือแดงปนชมพู ผล เป็นฝักแบบ เวลาแก่จะแตกออกเป็นสองซีก ขนาดกว้าง7-9ซม.ยาว12-20ซม.ผิวหนาและแข็งสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ แตกเป็น2ซีกมีเมล็ด2-4เมล็ด สีดำมีเนื้อสีส้มหุ้มที่ปลายด้านหนึ่ง มีเยื่อบางกั้นตามขวาง  เนื้อในเมล็ดอ่อนกินได้
มะค่าโมงเป็นเป็นไม้กลางแจ้งทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี ต้องการดินที่มีการระบายน้ำดี ดินร่วนปนดินหรือทรายบนดินเหนียวหรือดินลูกรังที่มีค่า pH เป็นกลาง
-การใช้ประโยชน์ เป็นองค์ประกอบ1ใน5ของไม้เบญจพรรณพบขึ้นทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาค ตะวันออกของไทยเป็นส่วนมาก ตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณและป่าดงดิบทั่วไป นิยมปลูกตามบ้านเรือน ริมถนน สวนสาธารณะเพื่อความร่มรื่น การใช้สอยด้านอื่นๆและประโยชน์ทางด้านสมุนไพร
ต้นไม้มีค่าสูงสำหรับไม้ ถูกใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวางจากป่าในอดีต ปัจจุบันมีอยู่ในนปริมาณน้อย เนื่องจากความขาดแคลนของต้นไม้ ทำให้ราคาสูงมาก  ในสวนทางตอนใต้ของจีนถูกปลูกเพื่อใช้เป็นยาและ ปลูกในขนาดเล็กเพื่อใช้ประโยชน์จากไม้
-ใช้เป็นยา พืชถูกใช้เป็นยาเพื่อบรรเทาอาการปวดฟันและโรคตา เปลือกต้นฝาด ใช้ในยาท้องถิ่น
-ต้นไม้ถูกปลูกในระบบวนเกษตร เพื่อปรับปรุงสภาพดินด้วยการตรึงไนโตรเจนและการร่วงหล่นของใบไม้
-ใช้อื่น ๆ เนื้อไม้คุณภาพดีมาก  แก่นไม้สีน้ำตาลอมเหลืองอ่อนถึงเหลืองแก่  ไม้มีน้ำหนักมากแข็ง มีความหนาแน่นเนื้อละเอียดและทนทานมีมูลค่าสูงโดยเฉพาะในประเทศไทย  สวยงามเป็นที่นิยม โดยเฉาะเนื้อไม้บริเวณโคน และปุ่มมะค่า มีราคาสูง มีค่ามากจนขายเป็นกิโลกรัม เปลือกต้นให้น้ำฝาดในการย้อมได้  ถูกนำมาใช้ในรูปแบบต่าง ๆใช้ประโยชน์ในงานก่อสร้าง สำหรับไม้กลมเสาอาคาร ใช้เป็นไม้แปรรูป ทำเครื่องเรือน , งานแกะสลักไม้, เฟอร์นิเจอร์
ระยะเวลาออกดอก----- กุมภาพันธ์-มีนาคม
ขยายพันธุ์-----เพาะเมล็ด แยกลำต้นที่เกิดใหม่


88 เลือดแรด/Knema globularia


ชื่อวิทยาศาสตร์     ---Knema globularia (Lam.) Warb.
ชื่อพ้อง   --- Has 12 Synonyms

-Knema bicolor Raf. -Myristica globularia Lam.
-Knema corticosa Lour. -Myristica microcarpa Willd.
-Knema missionis (Wall. ex King) Warb. -Myristica missionis Wall. ex King
-Knema petelotii Merr. -Myristica sphaerula Hook.f.
-Knema sphaerula (Hook.f.) Airy Shaw -Palala corticosa (Lour.) Kuntze
-Myristica corticosa (Lour.) Hook.f. & Thomson -Palala globularia (Lam.) Kuntze

ชื่อสามัญ     ---Wild Nutmeg, Small-Leaved Nutmeg, Seashore nutmeg.
ชื่ออื่น     ---กระเบาเลือด, สมิงคำราม, เหมือดคน, สีซวง, กาฮั้น, กระฮั้น, ลาหัน, เลือดม้า, เลือดแรด, หัน, หันลัด, ชิงชอง,; [THAI: lướt-rad, Hun lat]; [CHINESE: Xiǎoyè hóng guāng shù]; [MALAYSIA: Chendarah Padi, Penarahan Padi]; [VIETNAMESE: Máu chó, Máu chó lá nhỏ]
ชื่อวงศ์    ---MYRISTICACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์    ---จีนตอนใต้, อินเดีย, พม่า, ไทย, ลาว, กัมพูชา, เวียดนาม, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย


พบในป่าดิบชื้นป่าปฐมภูมิและป่าทุติยภูมิริมฝั่งแม่น้ำในป่าเขาที่ระดับความสูง 150 - 1,200 เมตร
ต้นเลือดแรดหรือที่เรียกกันว่าต้นหัน ต้นไม้ต้นนี้ได้รูปมาจากสวนพฤกษศาสตร์(ภาคกลาง) พุแค จ.สระบุรี (2559)พบตามป่าดิบชื้นตามที่ลุ่มในประเทศไทยพบได้ทุกภาค เป็นไม้ยืนต้นสูงประมาณ 10-25 เมตร หรือกว่านั้น 4-5 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 30 - 35 ซม ลักษณะทรงต้น เป็นรูปทรงสูงค่อนเป็นพุ่มกลม เปลือกต้นเป็นสะเก็ด สีเทาเข้มหรือสีน้ำตาล ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปใบหอกหรือใบหอกแกมขอบขนาน ขอบใบเรียบ ใบกว้าง 3-4 ซ.ม. ยาว10-15 ซ.ม. ผิวใบด้านบนสีเขียวเป็นมัน สีใบด้านล่างอ่อนกว่า ดอกเป็นแบบแยกเพศอยู่ต่างต้น ดอกออกเป็นช่อสั้นๆขนาดเล็กสีเหลืองอ่อนแกมน้ำตาล ด้านในดอกสีม่วงแดง ผลสด รูปกลมรี ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่เปลี่ยนเป็นสีส้ม แตกเป็น2ซีกมีเมล็ด1เมล็ด
ใช้ประโยชน์ ต้นไม้ถูกเก็บมาจากป่าเพื่อใช้เป็นน้ำมัน และใช้เป็นยา ตำรายาไทยจะใช้น้ำมันที่บีบได้จากเมล็ดเป็นยารักษาโรคผิวหนังและหิด เปลือกใช้ดองกับเหล้าเป็นยาชูกำลัง
ใช้อื่นๆ  เนื้อไม้ใช้สำหรับการก่อสร้างภายในอาคารใช้ ทำจันทันในบ้าน น้ำมันจากเมล็ดใช้ในอุตสาหกรรม ทำเป็นสบู่ยา ผลเป็นอาหารของสัตว์ป่า
ระยะออกดอก---พฤศจิกายน---มกราคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

89 มะค่าแต้/Sindora siamensis

 

ชื่อวิทยาศาสตร์    ---Sindora siamensis Teijsm. & Miq
ชื่อพ้อง    ---Has 3 Synonyms
---Galedupa cochinchinensis (Baill.) Prain
---Grandiera cochinchinensis Leféb. ex Baill.
---Sindora cochinchinensis Baill.
ชื่อสามัญ    ---Sepeti
ชื่ออื่น    ---มะค่าหนาม, มะค่าหยุม; [THAI: makhatae, makha hnam, makha yum]; [VIETNAM: gụ mật.]
ชื่อวงศ์    ---LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE
ถิ่นกำเนิด    ---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์    ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-ลาว กัมพูชา ไทย เวียตนาม คาบสมุทรมาเลย์

พืชในเขตร้อนชื้นซึ่งสามารถพบได้ที่ระดับความสูงไม่เกิน 500 เมตร
เป็นไม้ผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ พบขึ้นทุกภาคของประเทศไทย ตามป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้งทั่วไป ความสูงของต้นสูงประมาณ20-35เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 80 - 100 ซม.ลำต้นอ้วนสั้น กิ่งก้านใหญ่แผ่กว้าง เรือนยอดกลม เปลือกต้นสีเทาคล้ำหรือน้ำตาลปนดำ มีรอยแตกเล็กน้อยและหลุดหลุดลอกเมื่อต้นแก่ เปลือกชั้นในสีชมพูเป็นเยื่อใย เรือนยอดแผ่เป็นรูปเจดีย์ต่ำหรือเป็นพุ่มแบกว้างคล้ายรูปร่ม ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก ยาว15-25ซม.ใบย่อย3-4คู่ รูปรีหรือรูปไข่กลับ ปลายใบมนและหยักเว้าตื้น โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ แผ่นใบเหนียวสีเขียวหม่น ผิวด้านบนมีขนหยาบเล็กๆ ด้านล่างมีขนละเอียดสั้นๆ  ดอกขนาด0.5-0.7ซม.สีแดงอมเหลือง ออกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่งและซอกใบยาว10-20ซม.กลีบเลี้ยงหนา 4กลีบมีขนสีน้ำตาลทองหนาแน่น และมีหนามอ่อนสั้นๆประปรายด้านนอก ผล ขนาด4.5-8ซม.สีเขียวแก่ เป็นฝักกลมแบนคล้ายตลับผิวของฝักไม่มีหนามแหลมแข็ง ฝักแก่แตกอ้าออกมีเมล็ดแข็งอยู่ข้างใน1-3เมล็ดส่วนผิวฝักที่มีหนามและแข็งเป็นสายพันธุ์มะค่าหนาม
แม้ว่าหลายสายพันธุ์ในครอบครัว Fabaceae จะมีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดิน แต่สายพันธุ์นี้บอกว่าไม่มีความสัมพันธ์ดังกล่าวดังนั้นจึงไม่สามารถตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ
-ใช้ประโยชน์ ต้นไม้ให้ผลผลิตไม้ที่มีค่าและมักจะเก็บเกี่ยวจากป่า ให้แทนนิน เรซินและอาหารสำหรับใช้ในท้องถิ่น
-ใช้เป็นอาหาร เมล็ดคั่ว ใช้ในการทำเครื่องดื่มชาและเป็นส่วนหนึ่งของขนม ผลใช้เคี้ยวกับหมากพลู หรือแทนหมากพลู
-ปลูกเป็นไม้ประดับ นิยมปลูกตามบ้านเรือน ริมถนน สวนสาธารณะ (หลีกเลี่ยงทางสัญจร อาจเกิดอันตรายจากหนาม) เพื่อให้ความร่มเย็นร่มรื่นการใช้สอยด้านอื่นๆและประโยชน์ทางด้านสมุนไพร
-ใช้อื่น ๆ แก่นไม้มีสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลแดงมีลายสีน้ำตาลเข้มหรือสีดำ ค่อนข้างหยาบแข็งแรง ทนทานทนมอดปลวกได้ดี แต่ไสกบตกแต่งยาก ใช้ในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนได้ดี ทำพื้นแผ่นกระดาน เครื่องเฟอร์นิเจอร์
ออกดอก----มีนาคม-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์----เพาะเมล็ดและแยกลำต้นที่เกิดใหม่


อ้างอิง, แหล่งที่มา

---หนังสือพรรณไม้ในสวนหลวง ร.๙  (2539) ด่านสุทธาการพิมพ์
---หนังสือ ดอกไม้ และประวัติไม้ดอกเมืองไทย จาก ชุดธรรมชาติศึกษา โดย วิชัย อภัยสุวรรณ 2532
---ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์  BGO Plant Databases, The Botanical Garden OrganizationOrganization http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_page.asp
---The International Plant Names Index and World Checklist of Selected Plant Families 2017. Published on the Internet at http://www.ipni.org and http://apps.kew.org/wcsp/
---The Plant List (TPL) was a working list of all known plant species  http://www.theplantlist.org/
---Useful Tropical Plants. http://tropical.theferns.info/viewtropical.                                                          ---India Biodiversity Portal. http://indiabiodiversity.org/species/show/                                                  ---Plants of the World Online | Kew Science . www.plantsoftheworldonline.org/taxon/urn:lsid:ipni.org                 ---GBIF.the Global Biodiversity Information Facility.https://www.gbif.org/species/


Check for more information on the species:    
        
---Plants Database -Names, synonymy and distribution-The Garden.org Plants Database.  https://garden.org/plants/
---Global Plant Initiative-Digitized type specimens, descriptions and use    
----หอพรรณไม้ - กรมอุทยานแห่งชาติ  www.dnp.go.th/botany/Herbarium/GPI.html
---Tropicos- Nomenclature, literature, distribution and collections-Tropicos - Home.  www.tropicos.org/
---GBIF-Global Biodiversity Information Facility-Free and open access to biodiversity data    https://www.gbif.org/
---IPNI- International Plant Names Index- The International Plant Names Index - home page    http://www.ipni.org/
---EOL-Descriptions, photos, distribution and literature-Global access to knowledge about life on Earth. Encyclopedia of Life eol.org/
---PROTA- Uses-The Plant Resources of Tropical Africa.https://books.google.co.th/
---Prelude-Medicinal uses-Prelude Medicinal Plants Database.    http://www.africamuseum.be/collections/external/prelude
Google- Images-Images       

รวบรวมเรียบเรียง: Tipvipa..V
รูปภาพ : ทิพพ์วิภา วิรัชติ
บริษัท สวนสวรส การ์เด้น ดีไซน์  จำกัด
สวนเทวา-เชียงใหม่
www.suansavarose.com
www.suan-theva.com












 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view