สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

ต้นนี้อยู่บทไหน ดูที่นี่

ค้นหาต้นไม้ได้ตรงนี้

สวนสไตล์ต่างๆ

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

สัตว์ในสวน- ศัตรูพืช และโรคพืช- สารฉีดพ่นปลอดภัย

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ต้นไม้ชื่อนี้มีระดับ

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

เลือกปลูกต้นไหนดีหนา ?

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 17/08/2017
สถิติผู้เข้าชม 7,715,302
Page Views 12,233,501
 
« August 2017»
SMTWTFS
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

สมุนไพร

สมุนไพร

สมุนไพร


 พญาไร้ใบ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Euphorbia tirucalli L.

ชื่อสามัญ : Milk Bush

ชื่ออื่น : เคียะจีน พญาร้อยใบ เคียะเทียน

วงศ์ : EUPHORBIACEAE

ส่วนที่เราเห็นเกือบทั้งหมดเป็นส่วนของลำต้น มีสีเขียวเป็นเส้นกลม กิ่งก้านหักออกมามียางสีขาว ใบขนาดเล็กมาก

ไม้ ยืนต้นสูง4-7เมตร ไม่มีหนาม มีน้ำยางสีขาว อวบน้ำแตกกิ่งก้านสาขามาก กิ่งรูปทรงกระบอกเกลี้ยงสีเขียว ใบเดี่ยวออกเฉพาะส่วนที่ข้อและปลายยอด ลดรูปเป็นแผ่นขนาดเล็ก ร่วงง่าย ดอกออกเป็นช่อกระจุกที่ปลายกิ่ง ใบประดับสีเหลืองอ่อน ดอกเพศผู้และเพศเมียไม่มีกลีบดอกอยู่ในช่อเดียวกัน ผลเป็นผลแห้งแตกได้
สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา
น้ำต้มจากรากใช้เป็นยาแก้ธาตุพิการ เป็นยาระบาย

หรือนำมาต้มรวมกับน้ำมันมะพร้าว ใช้ทาแก้ปวดท้อง

รากและใบตำเป็นยาพอกแก้ริดสีดวงทวาร

ทั้งต้นต้มน้ำดื่มแก้ปวดท้องและกระเพาะอาหารอักเสบหรือนำมาตำพอกบริเวณที่มีอาการปวดบวม กระดูกเดาะ

น้ำ ยางมีพิษมาก ใช้กัดหูด ทาแก้ปวดข้อ ใช้รักษาอาการพยาธิในท้องเด็ก

        หรือใช้ทาตัวปลาแล้วนำไปย่างทั้งเกล็ด เมื่อสุกขอดเกล็ดออกให้เด็กกินเนื้อปลาแก้ โรคพุงโรก้นปอดได้

พิมเสนต้น

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pogostemon cablin (Blanco) Benth.
ชื่อสามัญ : patchouli
ชื่ออื่น :ใบหลม ใบอีหรม (ภาคใต้) ผักชีช้าง พญาสามร้อยราก
วงศ์ : Labiatae

เป็น ไม้ขนาดเล็ก สูง0.5-1เมตร ลำต้นตั้งตรง มีขนหนาแน่น มีกลิ่นหอม ใบเดี่ยวออกตรงข้าม ใบรูปไข่ กว้าง 5-8 ซม.ยาว 7-10 ซม.ขอบใบจักเป็นซี่ มีขนหนาแน่นปกคลุมทั้งด้านบนและด้านล่าง  ด้านล่างมีต่อมเป็นจุดๆ

ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบและที่ยอด ยาว2.5-14 ซม. ดอกย่อยมีขนาดเล็ก สีขาวประม่วง ผลแข็ง รูปรี ขนาดเล็ก แห้งไม่แตก
พิมเสนมีน้ำมันหอม ระเหยมากได้จากการสกัดกิ่งและใบอ่อนของต้นพิมเสน น้ำมันหอมระเหยที่ได้เมื่อเย็นจะตกเป็นผลึกสีขาวมีกลิ่นหอมเย็นซ่า นิยมใช้ปรุงเป็นน้ำหอม  ใช้ผสมน้ำอาบเพื่อระงับกลิ่นตัว ช่วยให้ผิวพรรณสะอาด
                  ในทางยาใช้ทาแก้ปวด ต้นพิมเสนเป็นส่วนผสมหนึ่งในตำรับยาหอม ตำรับยาแก้ไข้ ใบสดต้มน้ำดื่มแก้ปวดประจำเดือน ยาชงจากยอดแห้งและรากดื่มเป็นยาขับปัสสาวะและขับลม ผงใบใช้เป็นยานัตถุ์และเป็นยาทำให้จาม กิ่งและใบแห้งใส่ไว้ในตู้เสื้อผ้าทำให้มีกลิ่นหอมและช่วยป้องกันแมลงมากัด เสื้อผ้า ใบอ่อนและยอดอ่อนพิมเสนมีสรรพคุณช่วยบำรุงกำลัง ขับลม แก้บิด ท้องร่วง
แก้ปวดเอ็นและกระดูก รักษากลากเกลื้อน

พริกขี้หนู

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Capsicum frutescens L.

ชื่อสามัญ : Cayenne Pepper,Chilli

วงศ์ : Solanaceae

ชื่ออื่น : ดีปลี ดีปลีขี้นก พริกขี้นก ปะแกว พริก พริกนก หมักเพ็ด

ไม้ ล้มลุกสูง90-100ซม. ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่หรือรูปรี กว้าง2-4ซม.ยาว3-8ซม. โคนใบเฉียง ปลายใบแหลม แผ่นใบเรียบเป็นมัน ดอกช่อออกที่ซอกใบช่อละ2-3ดอกกลีบดอกสีขาวหรือเขียวอ่อน ผลสดสีเขียวเมื่อสุกสีแดงมีเมล็ดจำนวนมาก

ตำรา ยาไทยใช้ผลซึ่งมีรสเผ็ดร้อนขับเสมหะ แก้ไข้ แก้ตานซางซึ่งเป็นโรคที่มักพบในเด็ก มีอาการซูบซีด พุงโร ก้นปอด สันนิษฐานว่าเกิดจากพยาธิในลำไส้ ต้นสุมเป็นถ่านแช่น้ำดื่ม ช่วยขับปัสสาวะ แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย แก้กษัย แก้เส้นเอ็นพิการ

ปัจจุบันใช้เป็นส่วนผสมในยาขับลมและยาขี้ผึ้งทาทูนวด

 พริกไทย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Piper nigrum L.
ชื่อสามัญ : Pepper
ชื่ออื่น : พริกน้อย
วงศ์ : PIPERACEAE

ไม้เถาเนื้อแข็ง รากฝอยออกบริเวณข้อที่โป่งนูนเพื่อใช้ยึดเกาะ ใบเดี่ยวเรียงสลับ กว้าง5-8ซม.ยาว8-11ซม.ดอกช่อ ออกที่ซอกใบ ดอกย่อยสมบูรณ์เพศ สีขาวแกมเขียว ผลอ่อนสีเขียวเมื่อสุกสีแดง

               สำหรับในครัวพริกไทยใช้เป็นเครื่องเทศสำหรับแต่งกลิ่นรสอาหารและช่วยถนอม อาหาร พริกไทยที่ขายในท้องตลาดมี2ชนิดคือ พริกไทยดำละพริกไทยล่อน

พริกไทยดำเป็นผลแก่แต่ยังไม่สุก นำมาตากแห้ง ส่วนพริกไทยล่อนได้จากผลสุกที่นำมาแช่น้ำเพื่อลอกเปลือกชั้นนอกออก แล้วจึงตากแห้ง

ตำราไทยใช้ผลเป็นยาขับลมแก้อาการท้องอืดเฟ้อ บำรุงธาตุ เจริญอาหาร ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ และกระตุ้นประสาท
พบว่าผลมีน้ำมันหอมระเหยและแอลคาลอยด์piperineซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นประสาทและเป็นยาฆ่าแมลง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งแมลงวัน

พลู

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Piper betle
ชื่อสามัญ : Betel Vine
วงศ์ : PIPERACEAE

ไม้ เถาเนื้อแข็ง รากฝอยออกบริเวณข้อที่ใช้ยึดเกาะ ข้อโป่งนูน ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปหัวใจ กว้าง8-12 ซม.ยาว 12-16ซม.  มีกลิ่นเฉพาะและมีรสเผ็ด ดอกช่อออกที่ซอกใบ ดอกย่อยขนาดเล็กอัดแน่นเป็นรูปทรงกระบอก ดอกแยกเพศสีขาว ผลเป็นผลสด กลมเล็กเบียดอยู่บนแกน พลูมีหลายพันธุ์เช่น พลูเหลือง พลูทองหลาง

สรรพคุณทางสมุนไพร

รากรักษาโรคเอดส์

ใบ รสเผ็ดเมา แก้ปวดฟัน แก้รำมะนาด แก้ปากเหม็น ขับลมในลำไส้ แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้ปวดท้อง ท้องเสีย ใช้ภายนอกแก้ปวดบวมฟกช้ำ ฆ่าเชื้อโรค แก้การอักเสบของเยื่อจมูกและคอ แ้ก้กลาก แก้น้ำกัดเท้า แก้คัน แก้ลมพิษ
ตำราไทยใช้คั้นใบสดเอาน้ำกินเป็นยาขับลม

ใบปิ้งหรือลนไฟประคบลดอาการอักเสบฟกช้ำเรือนกาย 

           ใช้ใบ3-4ใบขยี้หรือตำให้ละเอียด ผสม เหล้าขาวพอกทาแก้ลมพิษ หายคันดีนัก(อาการลมพิษ คืออาการที่มีผื่นตามผิวหนัง เป็นปื้น ขอบนูนแข็งเป็นแผ่น  ยิ่งเกายิ่งคัน บวม ขึ้นได้ทั้งตัว


พลูคาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Houttuynia cordata Thunb.
ชื่ออื่น : คาวตอง  ผักก้านตอง ผักคาวทอง พลูแก
วงศ์ : SAURURACEAE

พรรณ ไม้ล้มลุก สูง15-30เซนติเมตรลำต้นล้มทอดเลื้อยไปตามผิวดิน แตกรากตามข้อ ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปหัวใจคล้ายใบพลู กว้าง4-6ซม.ยาว6-10ซม. ดอกช่อออกตรงปลายยอด มีใบประดับสีขาว4ใบ ดอกย่อยขนาดเล็กไม่มีกลีบดอก และก้านดอก ผลเป็นผลแห้งแตกได้

พลูคาว รสคาวเย็น ตำรายาไทยใช้ใบแก้กามโรค ทำให้น้ำเหลืองแห้ง แก็โรคผิวหนังทุกชนิด ตำรายาจีนใช้ทั้งต้นเป็นยาขับปัสสาวะ ฆ่าเชื้อในทางเดินปัสสาวะ
ที่ผ่านมานักวิจัยต่างชาติได้ศึกษาสารสกัด พลูคาวพบว่ามีคุณสมบัติต้านเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อไวรัสได้ดี อีกทั้งยังมีความเป็นไปได้ในการยับยั้งเชื้อมะเร็งและมีแนวโน้มที่จะต้าน ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่2009ได้ ซึ่งจะต้องมีข้อมูลทางวิชาการมารองรับ ก่อนจะพัฒนาเป็นยาต้านเชื้อไวรัสต่อไป

ต้นสด มีกลิ่นคาวค่อนข้างแรงมากเหมือนคาวปลา ต้นแห้งหอมอมเปรี้ยวกลิ่นคาวหายไป รสจืดเข้ามาแทน


ฟ้าทะลายโจร

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Andrographis paniculata (Burm.f.)  Wall. ex  Nees

ชื่อสามัญ : Kariyat, The Creat
ชื่ออื่น ; คีปังฮี(จีน) น้ำลายพังพอน หญ้ากันงู เขยตายยายคลุม  ฟ้าสาง ฟ้าสะท้าน
วงศ์ : ACANTHACEAE

พืช ล้มลุก มีรสขม สูงประมาณ 30-60 เซนติเมตร ลำต้นสี่เหลี่ยมตั้งตรง แตกกิ่งเล็กๆออกทางด้านข้าง ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่หรือรูปใบหอก กว้าง2-3ซม.ยาว4-8ซม.สีเขียวเข้มเป็นมัน ดอกเป็นช่อออกที่ปลายกิ่งและซอกใบ ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบดอกสีขาว โคนกลีบดอกติดกัน ปลายแยกออกเป็น2ปาก ปากบนมี3กลีบ ปากล่างมี2กลีบ ผลเป็นฝักสีน้ำตาลอมเขียว เมื่อแก่แตกออกเป็นสองซีก ดีดเมล็ดออกมา เมล็ดสีน้ำตาลเหลือง

ชาว จีนใช้ฟ้าทะลายโจรมาแต่โบราณ และมาเป็นที่นิยมใช้ในประเทศไทยไม่นานนี้ โดยใช้เฉพาะใบหรือทั้งต้นบนดินซึ่งเก็บก่อนที่จะมีดอก เป็นยาแก้เจ็บคอ แก้ท้องเสีย แก้ไข้ เป็นยาขมเจริญอาหาร

สำหรับ ในการรักษาอาการเจ็บคอและแก้ไข้นั้น ขนาดที่ใช้ พืชสด1-3กำมือ ต้มน้ำดื่มก่อนอาหาร3ครั้ง หรือใช้พืชแห้งบด โดยนำใบตากแห้งบดเป็นผงละเอียดบรรจุในแคปซูล หรือปั้นเป็นเม็ดกับน้ำผึ้งเพื่อให้รับประทานได้ง่ายเนื่องจากมีรสขมมาก

นอก จากนั้นใช้ดองเหล้ารักษาโรคท้องร่วงและบิดไม่มีตัว แก้พิษงูกัดและแมลงต่อย(ทั้งกินทั้งทา)  ใช้ต้มเป็นชาดื่มรักษาอาการหวัดมีน้ำมูก เสริมสร้างภูมิคุ้มกันไวรัส รักษาระบบทางเดินหายใจ ปาก คอ จมูก ช่วยรักษาเกี่ยวกับโลหิตเสีย โรคโลหิตจาง โลหิตเป็นพิษ สตรีระดูพิการ เบาหวาน


ฟักข้าว

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Momorodica cochinchinensis

ชื่อสามัญ :Baby Jackfruit, Spiny Bitter Gourd, Sweet Ground และ Cochinchin Goud

ชื่ออื่น : ฝักข้าว (ภาคเหนือ) มะข้าว (แพร่) ขี้พร้าไฟ (ภาคใต้) ขี้กาเครือ (ปัตตานี)

วงศ์ :Cucurbitaceae

ฟักข้าวเป็นไม้เถาเลื้อย เช่น พืชตระกูลแตงทั่วไป แต่มีขนาดใหญ่ ชอบพันต้นไม้ใหญ่ และมีอายุยืนยาวได้ถึง 50 ปี ฟักข้าวออกดอกในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม และสามารถเก็บผลได้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์

         ผลของฟักข้าวรวมถึงเนื้อเยื่อหุ้มเมล็ดที่มีสีแดงสดมีคุณค่าทางโภชนาสูงผลฟักข้าวประกอบด้วย สารเบตาแคโรทีนสูงมาก มากกว่าแครอทถึง 10 เท่า นอกจากนี้ผลของฟักข้าวยังอุดมไปด้วยสารไลโคปีน และกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง มีการสกัดเอาสารสำคัญเหล่านี้เพื่อใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำเครื่องสำอางสำหรับใช้บนใบหน้า เพื่อชะลอความเหี่ยวย่นบนใบหน้า เนื่องจากสารสำคัญเหล่านี้มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง

 สรรพคุณทางย

ฟักข้าวได้ถูกใช้เป็นองค์ประกอบของยามาแต่โบราณ ไม่ว่าจะเป็นยาพื้นบ้านในตำหรับยาจีนหรือยาไทย            ใบฟักข้าว ใช้ปรุงเป็นยาเขียว ใช้ถอนพิษ ดับพิษทุกชนิด ตำพอกแก้ปวดหลัง เมล็ดฟักข้าว ใช้บำรุงปอด แก้ท่อน้ำดีอุดตัน และแก้วัณโรค รากฟักข้าว ใช้ต้มน้ำดื่มหรือตากแห้ง บดเป็นผงแล้วปั้นรับประทาน จะช่วยขับเสมหะ ดับพิษไข้หรือใช้รากแช่น้ำแก้ผมร่วงและรักษาเหา

ฟักเขียว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Benincasa hispida Thunb.
ชื่อสามัญ : Chinese Watermelon, Wax gourd
 วงศ์ : CUCURBITACEAE
ชื่ออื่น : ฟัก ฟักขาว ฟักจีน แฟง ฟักขี้หมู มะฟักขม มะฟักหม่น  มะฟักหม่นขม มะฟักหอม ตังกวย (จีน)

ไม้ เถาเลื้อยตระกูลแตง ใบมีสีเขียวเป็นหยักคล้ายฝ่ามือขอบใบแยกออกเป็น 5–7 แฉก ปลายแฉกแหลมใบหยาบเรียงสลับกันตามข้อต้น ใบกว้าง มีขนปกคลุม

ดอกสีเหลืองออกเดี่ยว ๆข้อต้น ตามง่ามใบ ดอกเพศผู้ และดอกเพศเมียอยู่กันคนละดอก แต่อยู่บนต้นเดียวกันดอกบานเต็มที่กว้าง 6 – 12 ซม.ดอก เพศผู้มีลักษณะเป็นหลอดยาว 5–10 ซม. ปลายแยกเป็น 5 กลีบ กลีบเลี้ยง 5 กลีบ ดอกเพศเมียก้านดอกจะสั้นกว่าดอกเพศผู้ ปลายเป็น 3 แฉก มีรังไข่อยู่ภายใน

ผลเป็นรูปกลมยาว เปลือก สีเขียวมีขนอ่อนเล็กน้อย เนื้อในจะมีสีขาว เนื้อแน่น ฉ่ำน้ำ ตรงกลาง มีเมล็ด ขยายพันธุด้วยการเพาะเมล็ด ปลูกได้ในดินร่วนปนทรายระบายนํ้าได้ดี เป็นผักที่มีอายุการปลูกสั้น ปลูกเพียง 3 เดือนก็สามารถเก็บผลผลิต ได้

สรรพคุณ ทางสมุนไพร

ใช้ เถาสด ซึ่งมีรสขมและเย็น ใช้รักษาอาการริดสีดวงทวารหลุด แก้ปอดอักเสบ มีไข้สูง เอาเถาตำเอาแต่น้ำหรือเอาต้มน้ำทาน ใช้จำนวนพอสมควร แต่ถ้าภายนอกก็ใช้ชะล้าง
ใบ แก้โรคบิดท้องเสีย ร้อนในกระหายน้ำ มาลาเรีย ผึ้งต่อย แก้บวมอักเสบมีหนอง

ให้ใช้ใบสดต้มหรือคั้นเอาแต่น้ำทาน

ใบ แก้ฟกซํ้า แก้พิษผึ้งต่อย ช่วยรักษาบาดแผล แก้โรคบิด แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้บวมอักเสบมีหนอง

ผล ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ แก้ไอ แก้ธาตุพิการ แก้โลหิตเป็นพิษ บวมนํ้า

เมล็ด ใช้ลดไข้ แก้ริดสีดวงทวาร แก้โรคทางเดินปัสสาวะ แก้ไต อักเสบ บำรุงผิว เป็นยาละลายเสมหะ ขับปัสสาวะ บำรุงปอด แก้บวมน้ำ ไอเสมหะ ลำไส้อักเสบ วัณโรค หนองใน ริดสีดวงทวาร แผลมีหนองตกสะเก็ด ใช้เมล็ดที่ตากแห้งแล้ว ล้างให้สะอาดก่อนใช้ประมาณ 9-30 กรัมบดเป็นผงหรือต้มกับน้ำทาน หรือใช้ทาและชะล้าง

ราก ต้มดื่มแก้ไข้ แก้กระหายน้ำ ถอนพิษ

เปลือก เป็นยาแก้บวม ขับปัสสาวะ แก้ท้องเสีย แผลบวมอักเสบ มีหนอง ในตำรายาจีนบอกว่า เปลือกชั้นนอกของฟักเขียวที่ตากแดดให้แห้ง แล้วนำมารวมกับเยื่อหุ้มถั่วแระ เต็งซัมฮวย (ดอกต้นกก) นํ้าตาลกรวด นำมาล้างรอให้สะเด็ดน้ำจนแห้งใส่ในหม้อดิน เติมน้ำพอประมาณ ต้มด้วยไฟแรง ประมาณ 1 ชั่วโมง กรองเอานํ้าแช่ดู้เย็นเก็บไว้จะเป็นยา ขับปัสสาวะ แก้บวม บำบัดอาการบวมน้ำ ขัดเบา แก้ร้อนใน คอแห้ง

ฟักทอง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cucurbita moschata Decne.

วงศ์ : CUCURBITACEAE

ชื่ออื่น : ฟักเขียว, มะฟักแก้ว, มะน้ำแก้ว, หมักอื้อ

ไม้ เลื้อยล้มลุกอายุปีเดียว เลื้อยยาวได้ 3-10เมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับขอบใบหยักเว้าเป็น5-7แฉก ผิวใบด้านล่างมีขนสีขาว ดอกเดี่ยวออกที่ซอกใบ แยกเพศอยู่ร่วมต้น กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูประฆังสีเหลืองเข้มหรือเหลืองแกมส้ม ผลสดรูปกลมแป้น เนื้อในสีเหลืองส้ม เมล็ดรูปไข่สีขาวหม่นหรือเหลืองอ่อน 

ตำรา ยาไทยใช้เมล็ดแก่ ขับพยาธิไส้เดือน โดยใช้ 60กรัมทุบให้แตกผสมนมหรือน้ำแบ่งกิน3ครั้งห่างกันทุก2ชั่วโมง แล้วกินน้ำมันละหุ่งหลังจากกินครั้งสุดท้ายแล้วครึ่งชั่วโมง (เมล็ดคั่วจะไม่มีฤทธิ์) และตำพอกดูดพิษหนามตำ รากบำรุงกำลัง 

สรรพคุณในตำรายาทั่วไป

ลำต้นหรือเถา จืดเย็น ยอดอ่อนรับประทานเป็นอาหาร

ผลรสหวานมันเย็น ใช้เป็นอาหาร สามารถเก็บไว้ได้นานเมื่อแก่จัด ใช้เป็นยาพอกแก้ฟกช้ำ แก้ปวดอักเสบ น้ำมันจากผลเป็นยาบำรุงประสาท

เมล็ดรสมันเมา เนื้อเมล็ดสดเป็นยาขับพยาธิตัวตืด และพยาธิไส้เดือนได้อย่างปลอดภัย

รากรสเย็น ต้มน้ำดื่มเป็นยาบำรุงกำลัง แก้ไอและถอนพิษของฝิ่น

มะขาม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tamarindus indica Linn.

ชื่อสามัญ : Tamarind

ไม้ต้นสูง20-25เมตร เปลือกของต้นสีน้ำตาล ส่วนใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ใบที่ร่วงอยู่ตามโคนต้นทำให้ดินบริเวณนั้นเป็นกรดอ่อนๆ  กลีบรองดอก สีเหลืองอ่อนมี4กลีบ กลีบดอกมี3กลีบและมีลายแดงบนพื้นเหลือง

ผลที่เรียกว่าฝัก เมื่อแก่จะเปราะและแตกง่าย

สรรพคุณทางยาของมะขาม

แก้ อาการเบื่ออาหารในฤดูร้อน อาการคลื่นไส้อาเจียนในหญิงมีครรภ์ แก้เด็กเป็นตานขโมย รักษาฝี ใช้เนื้อมะขามผสมปูนแดงทาบริเวณที่เป็นฝี ขับเลือด ขับลมแก้สันนิบาต ใ้ช้เนื้อมะขามผสมเกลือและข่า แก้หวัดคัดจมูกในเด็ก ใช้ใบมะขามแก่ต้มรวมกับหอมหัวแดง2-3หัว โกรกศรีษะเด็กในเวลาเช้ามืด หรือต้มน้ำอาบหลังคลอดทำให้สดชื่น

ใช้เมล็ดแก่คั่วให้เกรียมกระเทาะเปลือกออก ใช้ประมาณ20-30เมล็ด นำมาแช่น้ำเกลือจนอ่อนนุ่ม กินแก้ท้องร่วงและอาเจียน

ใ้ช้เปลือกผสมเกลือเผาในหม้อดินจนเป็นเถ้าขาวกินครั้งละ60-120มก.แก้เจ็บปากเจ็บคอ และใช้เถ้านี้ผสมน้ำบ้วนปาก

มะเขือขื่น

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Solanum xanthocarpum Schrad. & Wendl.

ชื่อสามัญ  : Yellow berried nightshade

วงศ์  : SOLANACEAE

ชื่ออื่น : มะเขือเปราะ  มะเขือเสวย (ภาคกลาง) มะเขือแจ้ มะเขือจาน มะเขือแจ้ดิน (เหนือ) เขือพา เขือหิน (ใต้) มะเขือหืน (ภาคอีสาน)

ไม้พุ่มสูงประมาณ0.60-1.20เมตร ใบเดี่ยว เรียงตัวแบบสลับ
ดอก สีม่วงหรือสีขาว ผลกลมแบนหรือรูปไข่ อาจมีสีขาว เขียว เหลือง ม่วง ขึ้นอยู่กับพันธุ์ ผลเมื่อแก่มีสีเหลือง เนื้อในผลสีเขียวเป็นเมือก มีรสขื่น

สรรพคุณ ลดการบีบตัวของกล้ามเนื้อเรียบ ต้านมะเร็ง บำรุงหัวใจ ลดความดันเลือด บรรเทาอาการของโรคเบาหวาน เนื่องจากมะเขือเปราะมีสรรพคุณคล้ายกับอินซูลิน ลดปริมาณน้ำตาลในเลือด  ช่วยขับพยาธิ ลดการอักเสบช่วยให้ระบบย่อยและระบบขับถ่ายทำงานดี


มะเขือเทศ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lycopersicon esculentum Mill.

ชื่อสามัญ : Tomato
ชื่ออื่น :  มะเขือส้ม(ภาคเหนือ), มะเขือเครือ มะเขือน้อย(ภาคอีสาน), ตรอบ( เขมร-สุรินทร์),ตีรอบ(เขมร), น้ำนอ (ละว้า,เชียงใหม่)

วงศ์ : SOLANACEAE

พืช ล้มลุกอายุปีเดียว ลำต้นตั้งตรงเป็นพุ่ม มีขนอ่อน ๆ ปกคลุม ใบประกอบ ออกสลับกัน ใบย่อยมีขนาดไม่เท่ากัน  ปลายใบแหลม ขอบใบเป็นหยักลึกคล้ายฟันเลื่อยมีขนอ่อน ๆ ออกดอกเป็นช่อหรือดอกเดี่ยว บริเวณซอกใบ ดอกสีเหลือง กลีบเลี้ยงสีเขียว 5-6 กลีบ ผลเดี่ยว ขนาดรูปร่างและสีต่างกัน ขนาดประมาณ 3 -10 ซม.รูปร่างมีทั้งกลม กลมแบน หรือกลมรี ผิวนอกเรียบเป็นมัน ผลดิบมีสีเขียว หรือเขียวอมเทา เมื่อสุกสีเหลือง สีส้ม หรือสีแดง เนื้อภายในฉ่ำด้วยน้ำมีรสเปรี้ยว เมล็ดมีเป็นจำนวนมาก มะเขือเทศมีหลายพันธุ์ เช่น พันธุ์สีดา พันธุ์โรมาเรดเพียร์ เป็นต้น

มะเขือเทศมีสารที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา ดังนั้นจึงใช้เป็นยารักษาโรคที่เกี่ยวกับปากที่เกิดจากเชื้อราได้ยัง มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ คือ ไลโคปีน ที่มีคุณสมบัติสามารถลดการเกิดมะเร็งลำไส้ และมะเร็งต่อมลูกหมากได้

หากทานมะเขือเทศ 10 ครั้ง/สัปดาห์ จะช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากในเพศชายได้ถึง 45% นอกจากนี้มะเขือเทศยังมีบีตา-แคโรทีน และฟอสฟอรัสมาก ที่มะเขือเทศมีรสชาติอร่อยนั้น เพราะมีกรดอะมิโนที่ชื่อกลูตามิคสูง กรดอะมิโนนี้เองเป็นตัวเพิ่มรสชาติให้อาหาร ทั้งยังเป็นกรดอะมิโนตัวเดียวกับที่อยู่ในผงชูรสด้วย ยัง รวมถึงเป็นสมุนไพรเพื่อสุขภาพและความงามรักษาสิว สมานผิวหน้าให้เต่งตึง โดยใช้น้ำมะเขือเทศพอกหน้า หรืออาจจะนำมะเขือเทศสุกฝานบาง ๆ แปะบนใบหน้า จะช่วยให้ผิวหน้าอ่อนนุ่มไม่แห้งกร้าน ระบบการหมุนเวียนเลือดดีขึ้น และยังสามารถต้านมะเร็งได้ด้วย

มะเขือ เทศมีสรรพคุณทางยาค่อนข้างสูง เพราะมะเขือเทศมี วิตามินพี (citrin) ซึ่งจะช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด มีฤทธิ์ขับปัสสาวะสามารถแก้อาการความดันโลหิตสูง

มีวิตามินเอสามารถรักษาโรคตาได้ ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือมีวิตามินซีมากทำให้สามารถป้องกันและรักษา โรคลักปิดลักเปิด ช่วยระบบการย่อยและช่วยการขับถ่ายได้ดี

มะเขือพวง

ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Solanum Torvum Sw.
วงศ์ : Solanaceae

เป็น พืชวงศ์เดียวกับพวกพริกและมะเขือต่าง ๆ มะเขือพวงเป็นไม้พุ่มยืนต้นข้ามปี แตกต่างจากมะเขือทั่วไปที่เป็นพืชล้มลุก เป็นมะเขือโบราณที่มีทวิลักษณะ(ลักษณะขัดแย้งกัน2อย่าง)คือมีพุ่มต้นที่มี ขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดามะเขือด้วยกันแต่มีผลขนาดเล็กที่สุด

ทรงพุ่มสูง 1- 2 เมตรขึ้นไป ลำต้นตั้งตรงมีขนนุ่มขึ้นปกคลุม มีหนามเล็กๆ ใบรูปรีมีหยักเว้า ดอกออกตามง่ามใบเป็นกระจุก
                           มะเขือพวงมีผลขนาดเล็ก และมีผลออกรวมกันเป็นกลุ่มหลาย ๆ ผล อยู่บนช่อเดียวกันจึงได้ชื่อว่า มะเขือพวง 
ดอกมีขนาดเล็กกลีบดอกสีขาวหรือม่วง เกสรสีเหลืองผลกลมขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร ก้านผลยาวอยู่รวมกันเป็นช่อกลม ผลอ่อนมีเปลือกสีเขียวหนาเหนียว ผลแก่เปลี่ยนเป็นสีเหลือง เมื่อสุกเป็นสีแสดแดง ภายในผลมีเมล็ดมากมายแทบจะไม่มีเนื้อในผลเลย

คุณสมบัติ ที่เด่นชัดของมะเขือพวงคือการเสริมสร้างระบบภูมิคุมกันลำไส้เพื่อตอบสนองต่อ สารพิษที่เข้ามาในระบบทางเดินอาหาร มีฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นช่วยป้องกันความเสื่อมและแก่ก่อนวัย มีฤทธิ์่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในโรคเบาหวาน

สรรพคุณทางยา

ใบสดตำคั้น นำไปพอกหัวฝีที่มีหนองช่วยดูดหนองออก
ผลดิบของมะเขือพวงใช้เป็นยาแก้ไอ ขับปัสสาวะ และช่วยย่อยอาหาร รับประทานเป็นประจำป้องกันเบาหวาน รากฝนแทรกขี้ผึ้ง ทารอยแผลแตกที่เท้า และตาปลา


มะเขือยาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Solonum melongena Linn. 
ชื่อสามัญ : Egg Plant, Potato Tree
วงศ์ : SOLONACEAE


ไม้ ล้มลุกสูง 0.5-1 เมตร ลำต้นตรงมีขนนุ่มและหนามเล็กๆ ใบเดี่ยวออกสลับค่อนข้างกลมมีขนนุ่ม  ขอบใบเว้าเป็นแฉก หยัก ปลายมนหรือแหลม ดอกออกเป็นช่อหรือออกเป็นดอกเดียว ตามซอกใบใกล้ปลายยอด สีม่วง หรือขาว เกสรสีเหลือง ผลกลมยาวมีสีเขียวอ่อน สีขาว หรือสีม่วงคล้ำ ผิวเกลี้ยงเป็นมัน

นิยมปรุงเป็นอาหาร กินเป็นประจำจะช่วยให้เส้นเลือดไม่เปราะ ป้องกันโรคความดันโลหิตสูง

ประโยชน์ทางสมุนไพร

  ผล ช่วยรักษาหลอดเลือด และหัวใจให้เป็นปกติ ป้องกันเส้นเลือดความดันโลหิต เสริมการทำงานของสมอง ช่วยความจำ ลดอาการอ่อนเปลี้ยของสมอง ลดอาการบวม ถอนพิษไข้ แก้ปวด แก้ตกเลือดในลำไส้ เป็นยาแก้บิดเรื้อรัง บิดอุจจาระเป็นเลือด

ดอกสดหรือดอกแห้ง เผาไฟให้เป็นเถ้า นำมาบดเป็นผงใช้อุดรูฟันที่ปวด แก้ปวดฟัน ฟันผุ
ผลสดตำให้ละเอียดพอกบริเวณที่เป็นแผลอักเสบที่มีหนอง หรือโรคผิวหนังเรื้อรัง ผื่นคัน



มะรุม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Moringa oleifera Lam

ชื่ออื่น : ผักอีฮุม, ผักอีฮึม (อีสาน), มะค้อมก้อน(เหนือ)

วงศ์ : MORINGACEAE

ไม้ ยืนต้นขนาดกลางสูง3-4เมตร ใบประกอบแบบขนนกดอกออกเป็นช่อสีขาว ฝักสีเขียวมีส่วนคอดและส่วนมนเป็นระยะตาม ความยาวของฝัก เมล็ดมะรุมสกัดมีน้ำมัน  ที่มีองค์ประกอบคล้ายน้ำมันมะกอกดีต่อสุขภาพอย่างยิ่ง 

มะรุม ที่เรียกได้ว่ายาวิเศษ สารพัดโรค กล่าวไว้ว่า มะรุมเป็นพืชที่สามารถรักษาทุกโรค ไม่ว่าจะเป็นความดันโลหิตสูง  โรคลำไส้อักเสบ โรคปอดอักเสบ ฆ่าจุลินทรีย์หรือยาปฎิชีวนะ และแต่ละส่วนของต้นมะรุมยังมีคุณสมบัติเฉพาะที่สามารถเป็นยาได้

เช่น ราก มีรสเผ็ด หวาน ขม แก้อาการบวมบำรุงธาตุไฟ

เปลือกต้นรสเผ็ดร้อน รับประทานเป็นยาขับลมในลำไส้ ทำให้ผายเรอ คุมธาตุอ่อนๆ ตัดต้นลมดีมาก กระพี้แ้ก้ไข้สันนิบาตเพื่อลม ใบแก้เลือดออกตามไรฟัน แก้อักเสบ ใบสดมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ มีโปรตีนสูงกว่านมสด2เท่า แร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก ดอกบำรุงร่างกายขับปัสสาวะ ใช้ต้มทำน้ำชาดื่มช่วยให้หลับสบาย ฝักรสหวานแก้ไข้หรือลดไข้ เนื้อในมะรุมช่วยแก้ไอได้ดี รับประทานประจำช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกายได้

นอก นี้กากของเมล็ดมะรุมที่เหลือจากการทำน้ำมัน สามารถนำมาใช้ในการกรองหรือทำน้ำให้บริสุทธิ์เป็นน้ำดื่มได้ กากของเมล็ดมีคุณสมบัติเป็นยาฆ่าเชื้อประสิทธิภาพสูงเป็นอย่างยิ่ง และยังสามารถนำมาทำเป็นปุ๋ยต่อได้ด้วย

ประโยชน์ อื่นๆของมะรุม ใช้รักษาโรคขาดอาหารในเด็กแรกเกิดถึง10ขวบ และลดสถิติการเสียชีวิต พิการและตาบอดได้เป็นอย่างดี ใช้รักษาโรคเบาหวานที่อยู่ในภาวะควบ

คุม ช่วยเพิ่มและเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ทานผลิตผลจากมะรุมระหว่างตั้งครรภ์ เด็กที่เกิดมาจะไม่ติดเชื้อ HIV และช่วยรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์ให้อยู่ในภาวะควบคุมได้


มะอึก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Solanum stramonifolium Jacq.

วงศ์ : SOLANACEAE

ชื่ออื่น : มะเขือปู่, มะปู่

ไม้ พุ่ม ลำต้นตั้งตรง สูง1-2เมตร ทุกส่วนมีขนละเอียด สีน้ำตาลอ่อน ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่กว้าง ขอบใบหยักเว้าเป็นพู ผิวใบมีขนสองด้าน ดอกช่อออกเป็นกระจุกที่ซอกใบ กลีบดอกสีขาว ผลสดรูปทรงกลม เมล็ดสีเหลืองแกมน้ำตาล เมล็ดจำนวนมาก

สรรพคุณทางสมุนไพร
ราก และผล แก้ไข้สันนิบาต  บำรุงถุงน้ำดี แก้ถุงน้ำดีอักเสบ ขับเสมหะ กัดฟอกเสมหะ  ดับพิษร้อนภายใน ระงับปวด กระทุ้งพิษไข้หัวทุกชนิด รักษาแผล แก้เสมหะ แก้ไอ
เมล็ด แก้ปวดฟัน
ใบ รักษาโรคฝี เป็นยาพอก
ใช้ภายนอก ตำพอก หรือต้มน้ำชะล้างแผล

ตำรายาไทยใช้ละลายเสมหะ แก้ไอ รากกระทุ้งพิษไข้หัวทุกชนิด(อาการออกตุ่มออกผื่นตามผิวหนังเช่นหัด อีสุกอีใส)

ม้ากระทืบโรง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ficus foveolata Wall.

วงศ์ : MORACEAE

ชื่ออื่น : เดื่อเครือ แส้ม้าทะลาย

ไม้ พุ่มรอเลื้อย ไม่มีมือเกาะ  ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปใบหอก หรือรูปขอบขนานแกมรี  ดอกช่อลักษณะทรงกลมคล้ายผล ออกเดี่ยวๆที่ซอกใบ  ผลสด รูปทรงกลม

รสกลิ่น เนื้อไม้รสสุขุม จืด-เย็น ปนมัน มีหวานแทรก   กลิ่นหอมสุขุม

ยา พื้นบ้านใช้ลำต้นดองเหล้า บำรุงกำลังแก้เลือดเสีย เลือดค้าง ซูบซีด ปวดเมื่อยตามร่างกาย บำรุงกำำำหนัด แ้ก้พิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้ประดง แก้โรคผิวหนังผื่นคัน แก้น้ำเหลืองเสีย

ม้าทะลายโรง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Neuropeltis racemosa Wall.

วงศ์ : CONVOLVULACEAE

ชื่ออื่น : พญานอนหลับ,นอนหลับ,มาดพล้ายโรง, มันฤาษี

ไม้ เถาเนื้อแข็ง  ใบเดี่ยวเรียงสลับ  ดอกช่อออกที่ซอกใบ กลีบดอกเชื่อมติดกันรูประฆัง ผลแห้งแตก

ตำรายาไทยใช้ เนื้อไม้ดองเหล้า กินบำรุงกำลัง บำรุงกำหนัด และขับน้ำย่อย หรือต้มน้ำดื่ม แก้ปวดหลังปวดเอว บำรุงกำลัง บำรุงโลหิต

มันเทศ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ipomoea batatas (L.) Lam

วงศ์: CONVOLVULACEAE

ชื่อสามัญ : Sweet Potato

มันเทศจัดเป็นพวกพืชไร่เป็นพืชเลื้อยราบไปตามพื้นดีมีรากสะสมอาหารเป็นหัว อยู่ใต้ดิน มีชนิดเนื้อสีเหลืองกับสีขาวครีม ทั้งสองชนิดมี เบต้า แคโรทีน สูงอาจช่วยป้องกันมะเร็งบางชนิดได้ อีกทั้งยังมี ใยอาหาร วิตามินซี แคลเซียมและโปแตสเซียมปริมาณมาก และเป็นแหล่งวิตามินB6

ซึ่งเชื่อว่าบรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือน และช่วยให้ร่างกายผลิตพลังงานจากอาหารได้มากแต่จะปล่อยพลังงานออกมาช้าส่วน ใยอาหารทำให้อิ่มท้อง จึงมีส่วนสำคัญในการใช้มันเทศในการลดน้ำหนัก

มันฝรั่ง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Solanum tuberosum L. 

ชื่อสามัญ : Potato

วงศ์ : SOLANACEAE

มัน ฝรั่งเป็นพืชล้มลุก หัวมันฝรั่งเกิดจากส่วนของลำต้น ทำหน้าที่สะสมอาหาร  มันฝรั่งจะมีไหลที่เกิดจากตาของลำต้นที่อยู่ใต้ดิน ถ้าปลายไหลอยู่ใต้ดินก็จะเกิดเป็นหัวแต่ถ้าอยู่พ้นดินก็จะเกิดเป็นต้น ลำต้นจะตั้งตรงสูง50-100 เซนติเมตร  ลักษณะหัวของมันฝรั่งจะมีตั้งแต่รูปร่างกลมถึงกลมรี และรูปร่างยาว มีผิวสีขาว เหลือง ส้มแดง หรือสีม่วงแล้วแต่สายพันธุ์

มัน ฝรั่ง มีรสหวาน ช่วยย่อยมีคุณสมบัติทางเป็นสมุนไพรคือ รักษาโรคคางทูม โดยใช้มันฝรั่ง 1 ลูก ฝนกับน้ำส้มสายชู ทาบริเวณที่เป็น แห้งแล้วทาซ้ำจนหายและรักษาไฟไหม้น้ำร้อนลวกโดย ใช้น้ำคั้นจากมันฝรั่งทาบริเวณแผลบ่อยๆ หรือตำให้ละเอียดพอก แล้วเปลี่ยนหลายๆครั้ง

มันแกว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pachyrhizus erosus (L.) Urb.

วงศ์ : FABACEAE -LEGUMINOSAE

ชื่อไทย :มันแกว, เครือเขาขน, มันแกวละแวก, มันแกวลาว, มันละแวก, มันลาว

ชื่ออังกฤษ : YAM BEAN

มันแกว เป็นพืชพื้นเมืองของประเทศเม็กซิโก และประเทศในแถบอเมริกากลาง  เป็นพืชตระกูลถั่วชนิดหนึ่ง ต้นมีขนเป็นเถาเลื้อย ยาวได้ถึง ๕.๕ เมตร ไม่แตกแขนง หัวอวบ มีขนาดใหญ่ เป็นส่วนของรากแก้วที่เราใช้รับประทาน โคนต้นแข็ง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกประกอบด้วยใบย่อย ๓ ใบ ขอบใบจัก ดอกสีชมพูหรือขาว ฝักแก่เรียบมี ๘-๑๐ เมล็ด  เมล็ดแบนมีสีน้ำตาลหรือแดง ต้นมันแกว 1 ต้นมีเพียงหัวเดียว หัวอาจเป็นหัวรียบๆ หรือเป็นพู ส่วนที่อยู่ใต้ดินมีอายุข้ามปี แต่ส่วนบนดิน คือ ต้นใบมีอายุปีเดียว

มันแกวประกอบด้วยน้ำเป็นส่วนใหญ่ประมาณ90% นอกนั้นเป็นแป้งและน้ำตาล มันแกวไม่มีเส้นใยอาหาร ความหวานของมันแกวนั้นมาจาก Oligofructose inulin ซึ่งในร่างกายมนุษย์ไม่สามารถเผาผลาญได้ มันแกวจึงเหมาะสำหรับผู้เป็นเบาหวานและ ควบคุมน้ำหนัก

สรรพคุณของมันแกว เมล็ดแก่ของมันแกวป่นหรือบดใช้เป็นยาฆ่าแมลงหรือใช้เป็นยาเบื่อปลาได้ และยังใช้เป็นยารักษาโรคผิวหนัง

แต่ฝักแก่และเมล็ดแก่เป็นพิษต่อการบริโภคของคนและสัตว์

 แมงลัก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ocimum canum Sims

ชื่อสามัญ : Hairy Basil

ชื่ออื่น : ก้อมก้อขาว, มังลัก, อีตู่

วงศ์ : LAMIACEAE

พืช ล้มลุกขนาดเล็กสูง0.30-1เมตร ลักษณะคล้ายกระเพราและโหระพา แต่กลิ่นจะแตกต่างกัน โคนลำต้นแข็งแตกกิ่งก้านมาก สีเขียวออกขาวเล็กน้อย กิ่งอ่อนเป็นเหลี่ยม และตามข้อมีขนสีขาวปกคลุมทุกส่วนมีกลิ่นหอม

ใบเดี่ยวออกตรงข้ามรูปไข่ หรือรูปรี โคนใบรูปลิ่มปลายใบแหลม ขอบใบจักฟันเลื่อย แผ่นใบสีเขียวตามขอบใบและเส้นใบมีขนละเอียดปกคลุม

ดอกออกเป็นช่อแบบช่อฉัตร ดอกสีขาว

ผลมีขนาดเล็กภายในผลมี4เมล็ด เปลือกแข็งมีเมล็ดสีดำ เมื่อแช่น้ำจะเกิดวุ้นหุ้มรอบๆเมล็ดพองได้ถึง 45 เท่า

ชอบขึ้นในที่โล่งแจ้ง แสงแดดจัด ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

สรรพคุณทางสมุนไพร

ใบรสหอมร้อน เป็นยาขับลม ขับเหงื่อ แก้ไอและโรคเกี่ยวกับลำไส้ ใช้อมบ้วนปากเพื่อบรรเทาอาการปวดฟัน

ใช้ใบสดโขลกให้ละเอียดคั้นเอาแต่น้ำดื่มเป็นยาแก้หวัดในเด็ก

เมล็ดหอมร้อน แช่น้ำให้พองเต็มที่ รับประทาน เป็นเป็นยาระบายแก้ท้องผูก ทำให้ถ่ายอุจจาระได้สะดวกเพราะเมือกขาวทำให้ลื่น อุจจาระไม่เกาะลำไส้ ช่วยดูดซึมน้ำตาลในเลือด เป็นยาลดความอ้วน ขับปัสสาวะและ มีสารออกฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพในการขับไล่แมลง

ยอ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Morinda citrifolia L.

ชื่อสามัญ : Indian Mulberry

วงศ์ : RUBIACEAE

ชื่ออื่น : มะตาเสือ,ยอบ้าน,แยใหญ่

ไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลำต้นตรงสูง ประมาณ2-6 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลเทา แตกเป็นสะเก็ดแล้วหลุด กิ่งอ่อนรูปสี่เหลี่ยม

ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม ใหญ่หนา สีเขียวสด มีหูใบ

ดอกช่อออกที่ซอกใบออกรวมกันเป็นช่อกลม กลีบดอกสีขาว

ผลสด เป็นผลรวม ผลกลมยาวรี ผิวผลเป็นตุ่มพอง มีตาเป็นปุ่มรอบผล ผลอ่อนมีสีเขียวสด ผลสุกสีขาวนวล เมล็ดสีน้ำตาลไหม้มีจำนวนมาก

ใบ อ่อนมีรสขมเฝื่อน มีสรรพคุณช่วยลดความร้อนในร่างกาย แก้ไข้ แก้กระษัย คั้นเอาน้ำสระผมแก้เหา ทาแก้ปวดข้อของนิ้วมือ นิ้วเท้า แก้โรคเก๊า แก้ปวดบวม อักเสบ

ผลรสเผ็ดร้อนช่วยขับลมในลำไส้แก้อาเจียน ตำรา ยาไทยใช้ผลสดดิบหรือห่าม ฝานเป็นชิ้นบางย่างหรือคั่วไฟอ่อนให้เหลือง ต้มหรือชงกับน้ำ ดื่มแก้คลื่นไส้อาเจียน ผลสุกมีกลิ่นฉุนสรรพคุณช่วยขับลมในลำไส้

ราก รสเฝื่อนเป็นยาระบาย นำมาใช้โดยนำรากยอขนาดนิ้วชี้ยาวไม่เกิน6นิ้วฟุต สับเป็นชิ้นๆใส่น้ำ2แก้วต้ม10-15นาที กิน1แก้วก่อนเข้านอน ตอนเช้าท้องไส้จะระบายดี เหมาะสำหรับคนท้องผูก และเป็นริดสีดวงทวาร (ถ้าต้องการถ่ายมากให้เพิ่มรากยอ)

ยี่หร่า

ชื่อวิทยาศาสตร์: Ocimum gratissimum L.

ชื่อสามัญ : Tree basil

 วงศ์: LAMIACEAE ( LABIATAE)

ชื่ออื่น : กะเพราญวณ จันทร์หอม เนียม จันทร์ขี้ไก่ เนียมต้น  หอมป้อม โหระพาช้าง กะเพราควาย

 

ไม้พุ่มเตี้ย สูงประมาณ 50-80 เซนติเมตร ลำต้นมีสีน้ำตาลแก่ แตกกิ่งก้านสาขาขนาดเล็ก กิ่งก้านไม่ใหญ่ ในช่วงปีแรกและปีที่สองจึงออกดอกออกผล ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดและการปักชำกิ่ง เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุยและมีความชื้นปานกลางในสภาพกลางแจ้ง

ใบเดี่ยวออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ๆ ลักษณะของเป็นรูปกลมรี โคนใบสอบ ปลายใบแหลม ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย ใบสีเขียวสด ผิวใบสากมือ ใบยี่หร่ามีกลิ่นหอมเฉพาะตัว มีรสร้อน จึงช่วยดับกลิ่นคาวจากอาหารจำพวกเนื้อสัตว์เนื้อปลาได้เป็นอย่างดี ดอกเป็นช่อที่บริเวณปลายยอด ผล หรือ เมล็ด เป็นรูปกลมรี แต่ละผลมีขนาดประมาณ 1 มิลลิเมตร เมื่อยังอ่อนจะเป็นสีเขียว แต่พอสุกหรือแก่แล้วจะกลายเป็นสีดำหรือสีน้ำตาลอ่อน ภายในผลมีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก ซึ่งผลจะนิยมนำมาตากแห้งหรือนำไปอบแห้ง เพื่อใช้ทำเป็นเครื่องเทศที่ใช้ประกอบอาหารเพื่อช่วยเพิ่มกลิ่นหอมให้อาหารน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น และยังช่วยดับกลิ่นคาวได้ดีเหมือนกับใบ

สรรพคุณทางสมุนไพร

ใบ สามารถช่วยยับยั้งหรือช่วยชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็งได้ ช่วยในการบำรุงธาตุในร่างกาย ใบยี่หร่าอุดมไปด้วยวิตามินซีและธาตุแคลเซียม ซึ่งมีสรรพคุณในการช่วยขับเหงื่อซึ่งเป็นของเสียออกจากร่างกาย ช่วยแก้อาการคลื่นไส้ ด้วยการใช้ใบนำมาชงเป็นชาดื่มจนกว่าจะหาย ช่วยแก้โรคเบื่ออาหาร  แก้อาการปวดท้องเนื่องจากอาหารไม่ย่อย ใบ ต้น รากแห้ง ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ อาการปวดท้องขับลมในลำไส้ ผล ช่วยฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ นอกจากนี้ น้ำมันหอมระเหยจากยี่หร่ามีฤทธิ์ช่วยระงับอาการหดเกร็งของไส้ ยี่หร่ายังมีฤทธิ์ทำให้กล้ามเนื้อมดลูกคลายตัว ซึ่งจะช่วยลดอาการปวดประจำเดือนในสตรีได้

ระงับพิษ

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Garcinia lateriflora Blume ( G. hanburyi Hook. f.)

ชื่อสามัญ : Gamboge

วงศ์ : GUTTIFERAE (CLUSIACEAE)


ไม้พุ่ม ลำต้นตั้งตรง สูงได้ถึง 7.5 ม. กิ่งอ่อนแบนเล็กน้อย ผิวเรียบใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่แกมใบหอก . เนื้อใบเหนียว ด้านบนสีเขียวแกมน้ำตาลด้านล่างมีสีนวลขาวดอก ออกเป็นช่อกระจุก จามซอกใบ ดอกย่อย 2-3 ดอก แยกเพศอยู่ บนต้นเดียวกัน กลีบดอกสีเหลืองแกมเขียวผล เมื่อแห้งจะแตก รูปกลมแป้น เมล็ดสีส้มแกมน้ำตาล

สรรพคุณทางสมุนไพร

ใบ รสเย็น แก้ไข้ร้อนในกระหายน้ำ ไข้พิษ ไข้หัว ราก รสเย็น แก้ไข้จับสั่น ไข้กลับ ไข้ซ้ำ ไข้เซื่องซึม กระทุ้งพิษ แก้ไข้พิษทุกชนิด แก้ไข้ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ

รางจืด

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Thunbergia laurifolia L.
ชื่ออื่น : กำลังช้างเผือก  ขอบชะนาง  คาย  เครือเขาเขียว  ดุเหว่า  รางจืดเถา  รางเย็น
วงศ์ : THUNBERGIACEAE

ไม้เลื้อย พันอายุหลายปี เถาค่อนข้างเรียบ ใบเป็นใบเดี่ยวออกตรงข้ามเป็นคู่ รูปรีหรือรูปใบหอก  โคนใบป้านถึงกลมมน ปลายใบแหลมถึงเรียวแหลม ขอบใบเว้าเล็กน้อย ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ช่อละ2-3ดอก กลีบดอกสีม่วงแกมน้ำเงิน ใบประดับสีเขียวแกมน้ำตาลแดง ผลแบบแห้งแล้วแตก รูปทรงกลม ปลายผลสอบแหลมเป็นจงอย เมื่อผลแก่แตกเป็น2ซีกจากจงอยส่วนบน

เป็นพืชสมุนไพรพื้นบ้านที่ให้รสขมเย็น ช่วยถอนพิษเบื่อเมา ใช้ปรุงเป็นยาเขียวถอนพิษทั้งปวง รากและเถาเป็นยากินแก้ร้อนใน แก้กระหายน้ำ แก้พิษร้อนทั้งปวง
ความ เชื่อ...หากนำรากหรือโคนต้นไปผสมสิ่งใดก็ตาม จะทำให้สิ่งนั้นมีรสจืดชืด เช่นถ้านำไปผสมกับเกลือจะทำให้เกลือจืด หากผสมกับเหล้าจะทำให้เหล้าจืดกินแล้วไม่เมา

สรรพคุณของไม้นี้จะแก้พิษทุกชนิดหากนำเอาหัวมาผสมกับน้ำซาวข้าว กินเพียง5นาที ก็จะหายจากอาการพิษต่างๆ เช่นไข้ผิดสำแดง พิษของยาเบื่อ ยาสั่ง นอกจากนี้ยังช่วยแก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อยเช่นงู แมงป่อง ตะขาบ หรือพวกฝี หัวดาว หัวเดือน ปรวด ตะมอยและฝีอีก 108 อย่าง เพียงนำใบ3ใบมาตำให้ละเอียด ใช้น้ำสุกหรือน้ำซาวข้าวเป็นกระสายพอข้น พอกบริเวณที่เกิดอาการจะช่วยให้หายปวดและแก้พิษได้ในทันที ส่วนผู้ที่มีอาการอาหารเป็นพิษ ปวดท้องอย่างรุนแรง หรือรับประทานเห็ดมีพิษต่างๆให้นำใบรางจืด7ใบตำโขลกผสมน้ำซาวข้าวให้รับ ประทานจะหายเป็นปลิดทิ้งราวปาฏิหารย์
ข้อ ควรระวัง

ถ้า เถารางจืดเลื้อยขึ้นปกคลุมไม้ผลใดๆจะทำให้ผลไม้นั้นมีรสจืดไปด้วยเช่น มะม่วง มะปราง และขนุน รากที่นำมาใช้ต้องมีอายุแปดปีขึ้นไป ส่วนใบอายุเท่าไรก็ใช้ได้

รางจืดต้น

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Senna hirsuta (L.) lrwin et Barneby var. hirsuta

 รางจืดต้นคนทั่วไปไม่ค่อยรู้จัก แต่จะรู้จักรางจืดเถาและว่านรางจืด ซึ่งมีชื่อเหมือนกัน รางจืดต้นเป็นพืชล้มลุกที่พบได้ทั่วๆไป โดยเฉพาะทางภาคเหนือ

สรรพคุณทางเป็นสมุนไพร

รักษา อาการของคนที่เป็นโรคเริม งูสวัด ไฟลามทุ่ง หรือขยุ้มตีนหมา ใช้ใบรางจืดตำละเอียดผสมเหล้าขาว นำไปทาบริเวณที่ได้รับเชื้อ จะสามารถถอนพิษและอาการของโรคได้อย่างรวดเร็ว หรือใช้ใบรางจืด ใบชุมเห็ดเทศ กระเทียม ตำละเอียดผสมเหล้าขาว ทาแก้โรคผิวหนัง กลาก เกลื้อน ผื่นคัน อาการเหล่านี้จะหายได้ในเวลาอันรวดเร็วเช่นเดียวกัน นอกจากนี้สามารถใช้ถอนพิษยาเบื่อให้กับสุนัขได้โดยใช้รากตำละเอียดผสมกับเหล้าขาว ให้สุนัขกิน

เร่วกระวาน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Amomum J Konig ex Retz.

วงศ์ : ZINGIBERACEAE

ชื่ออื่น : กระวานป่า

ไม้ ล้มลุกสูง2-4เมตร มีเหง้าใต้ดิน ระยะแทงหน่อจะห่างกัน ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปใบหอกแคบปลายใบแหลมห้อยลงไม่มีก้านใบ ดอกช่อแทงจากเหง้า มีดอกย่อยสีขาวประมาณ15ดอก

ผลเป็นผลแห้งสุกสีแดงลักษณะเหมือนผลเงาะ ขนาด1.4-2.0ซม. ภายในมีเมล็ดสีน้ำตาล12-18เมล็ดรวมเป็น3กลุ่มโดยมีเยื่อบางๆกั้น 

ตำรายาไทยใช้เมล็ดเป็นยาขับลม และแก้ปวดท้อง เป็นเครื่องเทศเช่นเดียวกับกระวาน

ละมุดอินเดีย

 ชื่อวิทยาศาสตร์ :Pouteria campechiana (Kunth) Baehni

ชื่อสามัญ: Canistel, Egg Fruit

ชื่ออื่น : ม่อนไข่,ลูกท้อพื้นบ้าน ,  ละมุดเขมร, ละมุดสวรรค์

วงศ์: SAPOTACEAE

เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ความสูงโดยทั่วไปไม่เกิน 8 เมตร และอาจสูงได้ถึง 27-30 เมตร มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กางของต้นประมาณ 1 เมตร ลำต้นมียางสีขาวที่กิ่งอ่อน

เป็นผลไม้พื้นเมืองที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาเหนือ

ใบเป็นรูปใบหอก ปลายใบเรียวแหลม ใบเป็นมันและบาง ดอกมีสีครีม และมีกลิ่นหอม ผลกลมรูปรี ปลายผลมีหลายแหลมหรือจะงอย ผลเมื่อสุกจะเป็นสีเหลืองอ่อน เปลือกผลบาง เนื้อในผลเป็นสีเหลืองสดน่ารับประทาน เนื้อมีลักษณะเหนียวคล้ายกับแป้งทำขนม เนื้อนิ่มคล้ายกับไข่แดง ภายในผลมีเมล็ดขนาดใหญ่ และมีลักษณะเป็นรูปรีสีดำ รสหวาน

สรรพคุณทางสมุนไพร

เปลือกของต้นม่อนไข่ ใช้เป็นยารักษาอาการไข้ ตัวร้อน ผลสุกใช้รับประทานมีสรรพคุณช่วยรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน เมล็ดใช้เป็นยาสำหรับช่วยรักษาแผลเน่าเปื่อย เปลือกต้นช่วยรักษาผดผื่นคัน

ละหุ่ง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ricinus communis L.
ชื่อสามัญ : Castor Oil Plant/Castor Bean
ชื่ออื่น : มะละหุ่ง มะโห่ง มะโห่งหิน ละหุ่งแดง
วงศ์ : EUPHORBIACEAE

ถิ่นกำเนิด: แอฟริกาตะวันออก

 จัดเป็นไม้พุ่มหรือยืนต้นขนาดเล็ก มีความสูงของต้นได้ถึง 6 เมตร โดยแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ ละหุ่งขาวและละหุ่งแดง โดยต้นละหุ่งขาวจะมีลำต้นและก้านใบเป็นสีเขียว ส่วนละหุ่งแดงจะมีลำต้นและก้านใบเป็นสีแดง ส่วนยอดอ่อนและช่อดอกเป็นสีนวลขาว

ไม้ พุ่มสูง 1-4 เมตร ใบเดี่ยวดอกช่อออกที่ปลายยอด แยกเพศอยู่ในต้นเดียวกัน ไม่มีกลีบดอก ผลเป็นผลแห้ง แตกได้มี 3 พูเปลือกเมล็ดมีสีน้ำตาลประขาว
ตำราไทยใช้ใบแก้ช้ำรั่ว (อาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่) ขับน้ำนม รากสุมไฟให้เป็นถ่านใช้เป็นยาแก้พิษ ใช้ใบสดหรือรากนำมาต้มกินมีฤทธิ์เป็นยาระบาย
น้ำมัน จากเมล็ดถ้าบีบไม่ใช้ความร้อนเป็นยาระบายสำหรับเด็กและผู้สูงอายุ แต่ถ้าบีบโดยใช้ความร้อนจะมีโปรตีนที่เป็นพิษชื่อ ricin ออกมาจึงไม่ใช้เป็นยา

ลำเจียก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pandanus odoratissimus L.f.

วงศ์ : PANDANACEAE

ชื่ออื่น ; การะเกด, เตยทะเล,ปะหนัน

ไม้ พุ่มสูงได้ถึง4เมตร มีรากอากาศช่วยค้ำพยุงลำต้นดอกออกที่ปลายยอดมีเฉพาะดอกเพศผู้ไม่มีกลีบดอก ห่อหุ้มด้วยใบประดับเรียวยาวสีขาวกลิ่นหอม

ต้นที่มีเฉพาะดอกเพศเมียเรียก เตยทะเล ผลเป็นผลรวมรูปกลมหรือขอบขนานสีเหลืองหรือแดง

รากอากาศที่โผล่ออกมาจากโคนต้นนั้น ปรุงเป็นยาแก้หนองใน แก้นิ่ว แก้ระดูขาวมีกลิ่นเหม็น แก้ปัสสาวะพิการ

ตำรายาไทยใช้รากแก้ไข้ ขับเสมหะ ขับปัสสาวะ ขับนิ่ว

ลำเจียกจัดอยู่ในเกสรทั้งเก้าใช้ปรุงเป็นยาหอมบำรุงหัวใจ

เล็บครุฑ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Polyscias fruticosa (L.) Harms
ชื่อสามัญ : Ming Aralia
วงศ์ : ARALIACEAE

ไม้ พุ่มนิยมปลูกเป็นไม้ประดับ สูงประมาณ2เมตร มีหลายสายพันธุ์ ใบกลม ใบเว้าตื้น ใบด่างขาว ยอดอ่อนรับประทานเป็นผักจิ้มน้ำพริก หรือใส่ไข่ทอดชอบดินร่วนระบายน้ำดีแสงแดดรำไร

ประโยชน์ทางสมุนไพร ใบแก้ปวดฟัน ต้นแก้ไข้ รากต้มดื่มแก้ปวดข้อ

เล็บเหยี่ยว
ชื่อวิทยาศาสตร์: Ziziphus oenoplia (L.) Mill. var. oenoplia
ชื่ออืน : เล็บแมว,  พุทราขอ, เล็ดเยี่ยว, เล็บเหยี่ยว (ภาคกลาง)
มะตันขอ, หนามเล็บเหยี่ยว,
 วงศ์  :  RHAMNACEAE

เป็นไม้พุ่ม ใบกลมรีคล้ายใบพุทรา มีหนามงองุ้มแหลมตามกิ่ง มีผลออกตามกิ่ง ลักษณะกลม เล็กๆ  ผลสุกสีดำ รสหวานอมเปรี้ยว   ผล มีเนื้อติดกับเปลือก ด้านในเป็นเมล็ด หนึ่งลูกจะมีหนึ่งเมล็ด นิยมกินทั้งเนื้อทั้งเมล็ด
  สรรพคุณ ลูกสุก รสหวานอมเปรี้ยว กินสด แก้เสมหะ แก้ไอ ทำให้ชุ่มคอ ราก , เปลือกต้น รสจืดเฝื่อน ต้มน้ำดื่ม ช่วยขับระดูขาว ขับปัสสาวะ แก้มดลูกพิการ แก้ฝีในมดลูก แก้เบาหวาน

ว่านนาคราช

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Davillia solida (G.Forst.) Sw.
ชื่อสามัญ : Giant Hare's Foot
ชื่ออื่น : พญานาคราช   เฟินนาคราชใบหยาบ   ว่านยางู
วงศ์ : DAVILLIACEAE

เป็น เฟินอิงอาศัยมีลำต้นทอดเลื้อยตามต้นไม้ เหง้ามีเกล็ดสีน้ำตาลคลุมใบเรียงสลับ ใบประกอบแบบขนนก3-4ชั้นรูปสามเหลี่ยม ยาว60-120ซม.ก้านใบเล็ก

นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ

ใช้ เป็นสมุนไพรบรรเทาพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อยทุกชนิด โดยนำเหง้ามาฝนกับน้ำซาวข้าวหรือกับเหล้า แล้วทาบริเวณที่เกิดอาการ ความเชื่อว่าเป็นว่านใช้ป้องกันอสรพิษนิยมพกติดตัวเวลาเดินป่า

ว่านมหากาฬ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Gynura hispida Thwaites

วงศ์ : COMPOSITAE (ASTERACEAE)


ไม้ ล้มลุกมีรากขนาดใหญ่ ลำต้นอวบน้ำทอดเลื้อยยาวไปตมพื้นดิน ชูยอดตั้งขึ้น ใบเดี่ยวเรียงสลับเวียนรอบต้น ขอบใบหยักซี่ฟันตื้น ห่างๆ หลังใบสีม่วงเข้ม มีขน เส้นใบสีเขียว ท้องใบสีเขียวแกมเทา ดอกช่อกระจุกออกเดี่ยวๆหรือรวมเป็นช่อเชิงลดหลั่น 2-7ช่อ ออกที่ปลายยอด กลีบดอกสีเหลืองแกมส้ม ผลแห้งไม่แตก

สรรพคุณด้านสมุนไพร

รากดับพิษกาฬ แก้ไข้เซื่องซึม กระสับกระส่าย แก้พิษอักเสบ แก้พิษแมงป่อง พิษตะขาบ

ใบ ถอนพิษฝีละลอก ทำให้เย็น แก้ปวดแสบปวดร้อน ถอนพิษต่างๆ แก้อาการผิดสำแดง แก้เริม งูสวัด ไฟลามทุ่ง

ยาพื้นบ้าน ใช้ใบสดตำผสมกับเหล้าขาวทาแก้ลมพิษ

ว่านมหาเมฆ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Curcuma aeruginosa
วงศ์ : ZINGIBERACEAE

ว่านมหาเมฆ เป็นพืชล้มลุกที่มีดอกสวยงามมาก มีเหง้าสะสมอาหารอยู่ใต้ดิน ลำต้นเหนือดินสั้น ใบเป็นรูปหอกแหลม เส้นกลางใบและโคนกาบสีม่วงแดงตั้งแต่โคนจนถึงปลายใบ

ช่อดอกออกจากเหง้า ใบประดับตอนล่างสีเขียวอ่อนส่วนปลายสีเหลืองสดแยกเป็น3แฉก  ตอนบนมีสีชมพูอมแดง  ดอกแท้มีขนาดเล็กออกที่ซอกโคนใบประดับ สีเหลืองสด

สรรพคุณ ทางเป็นยา หมอโบราณนิยมปลูกไว้เพื่อใช้เป็นยารักษาโรค หลายอย่าง แก้ปวดท้อง ลงท้อง ถ่ายท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อ ให้เอาหัวสดโขลกละเอียด ผมเหล้าขาวกรองเอาแต่น้ำดื่ม
 แก้บิด ป่วง ใช้น้ำปูนใสเป็นกระสายยา โขลกให้ละเอียด กินแต่น้ำ
หรือกินหัวสด ช่วยบรรเทาอาการมดลูกเคลื่อน หย่อน

ว่านหางจระเข้

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aloe vera (L.) Burm.f.
ชื่อสามัญ : Aloe, Star Cactus
ชื่ออื่น : ว่านไฟไหม้ หางตะเข้
วงศ์ : ASPHODERACEAE

คุ้น หน้าคุ้นตาคุ้นชื่อคุ้นๆ กันเป็นอย่างดีสำหรับว่านต้นนี้ ปลูกง่ายโดยการแยกหน่อไปปลูกชอบดินร่วนระบายน้ำดีและแสงแดดตลอดวัน

เป็น ไม้ล้มลุกขนาดเล็กอายุหลายปีสูง0.50-1เมตร ลำต้นมีข้อและปล้องสั้น ใบเดี่ยวเรียงรอบต้น ขนาดกว้าง5-12ซม.ยาว30-80ซม.อวบน้ำสีเขียวอ่อนหรือสีเขียวเข้ม ภายในมีวุ้นใส ใต้ผิวสีเขียวมียางสีเหลือง ใบอ่อนมีประสีขาว

ดอกออกเป็นช่อแทงออกจากกลางต้น สีส้มผลเป็นผลแห้งแตกได้
สรรพคุณ ทางสมุนไพรที่นำมาใช้กันทั่วไป โดยผ่าครึ่งแนวขวางตัดเป็นวงกลม ทาปูนแดงที่วุ้น ปิดขมับแก้ปวดหัวดูดพิษ แก้แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก ทาผิวหนังแก้ปวดแสบปวดร้อนจากรังสี หรือรูดวุ้นจากใบผสมสารส้ม กินแก้หนองใน
ตามตำราจีนใช้รากและเหง้าต้มกินแก้หนองในเช่นกัน แต่ก่อนนำมาใช้ต้องล้างน้ำยางสีเหลืองให้หมดก่อนเพราะจะทำให้ระคายเคือง
                                             พืช จำพวกว่านหางจระเข้หลายชนิด ผลิตพฤกษวัตถุ ที่เรียกว่า ยาดำ ลักษณะเป็นยางแข็งเป็นก้อนสีดำ ซึ่งเมื่อตัดใบว่านหางจระเข้ชนิดเหล่านี้ที่โคนใบ จะมียางสีน้ำตาลอมเหลืองไหลออกมาจากท่อน้ำยางที่ขอบใบ เมื่อเก็บน้ำยางเหล่านี้มารวมกันได้มากๆ อามาเคี่ยวบนไฟให้ข้นเหนียวแล้วผึ่งแดดให้แห้ง จะแข็งเป็นก้อนสีดำเรียกว่า ยาดำ ที่ชวาก็เรียก Jadam

ยา ดำที่คนไทยรู้จักใช้กันมาแต่โบราณนั้นมาจากทวีปแอฟริกา แพทย์โบราณมักใช้แทรกในตำรับยาหลายชนิด จนเกิดเป็นสำนวนที่ว่า "แทรกเป็นยาดำ" หมายความว่า แทรกหรือปนอยู่ทั่วไป

ตำรายาไทยว่า ยาดำมีรสเบื่อเหม็นขม มีสรรพคุณ ถ่ายลมเบื้องสูงให้ลงต่ำ กัดฟอกเสมหะและโลหิต ทำลายพรรดึก เป็นยาถ่ายระบาย

ว่านหางช้าง

ชื่อวิทยาศาสตร์: Belamcanda chinensis DC

ชื่อสามัญ : Black Berry Lily Leopard Flower

วงศ์ : IRIDACEAE

พืชล้มลุกลำต้นกลมเป็นข้อสูง50-120ซม.ใบออกสลับสองแถวจากโคนกอ แผ่นใบรูปแถบยาวปลายแหลมสีเขียวอ่อน ดอกออกเป็นช่อแยกแขนงที่ปลาย

ยอด สีเหลืองอมส้มกลีบดอกมี5กลีบมีจุดประสีแดงเข้มผลยาวมี3พูเมื่อผลสุกจะแตกออก เมล็ดกลมสีดำประโยชน์ด้านเป็นสมุนไพร แก้อาการท้องมาน เจ็บคอ คางทูม ฝีหนองใน

ว่านชักมดลูก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Curcuma xanthorrhiza Roxb

ชื่ออื่น : ว่านทรหด, ว่านชักมดลูกตัวผู้

วงศ์ : ZINGIBERACEAE

มี ลำต้นใต้ดินเป็นเหง้าหรือแง่งเนื้อในสีขาวปนเหลืองเล็กน้อย กลิ่นฉุนร้อน ใบเดี่ยวรูปรีแกมใบหอก ขอบใบเรียบ แผ่นใบสีเขียวเข้มขนาดค่อนข้างใหญ่กว่าใบขมิ้น ดอกแบบช่อเชิงลดแบบดอกกระเจียว

สรรพคุณทางยา

หัวรับประทานสดหรือโขลกให้ละเอียดเป็นผง ผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นลูกลอนหรือชงกับน้ำร้อนดื่ม แก้โรคริดสีดวงทวารทั้งปวง แต่ต้องงดอาหารคาวจัดและมันจัด แก้โรคลำไส้ แก้ปวดมดลูก สำหรับรายที่แท้งบุตรใหม่ๆ ให้ใช้หัวดองกับสุรากลั่นหรือน้ำปูนใส หัวแห้งใช้ฝนสุรากลั่น40ดีกรี ดื่มแก้อาการปวดมดลูก แก้มดลูกพิการ ทำให้มดลูกเข้าอู่เร็ว แก้เป็นมุตกิดระดูขาว

ใช้หัวย่างไฟดองสุราจิบหรือดื่ม แก้กระบังลม ใช้หัวดองสุราดื่มเป็นระยะเวลาสม่ำเสมอชั่วระยะหนึ่ง จะแก้กษัย ปัสสาวะขุ่นข้อง เบาหวาน เบาเหลือง เบาแดง ปัสสาวะขุ่นข้น รักษาอัมพาตมือตายเท้าตาย แก้โรคมะเร็ง

ว่านสิงหโมรา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cyrtosperma johnstoni N.E.Br.

ชื่ออื่น : ผักหนามแดง ผักหนามฝรั่ง

ไม้ ล้มลุกอายุหลายปีสูง50-80ซม. ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับรูปสามเหลี่ยม โคนใบรูปลูกศร ปลายใบแหลม แผ่นใบหนาสีเขียวเข้มเป็นมัน เส้นใบสีแดง ก้านใบสีขาวอมเขียวอ่อนมีลายขวางตามยาวสีดำ มีหนามแข็งทั่วไป ช่อดอกออกที่ซอกใบ เป็นช่อเชิงลดมีกาบ ใบประดับคล้ายกาบรองรับช่อดอกสีม่วงดำ ปลีดอกสีเหลืองนวล

สรรพคุณในตำรายา
เหง้าหัวใช้ฝนกับน้ำหรือฝนกับสุราแล้วนำไปปิดปากแผลที่แมงป่องหรือตะขาบกัดต่อยจะบรรเทาอาการปวดได้
ทั้งต้นดองกับสุราดื่มเป็นยาขับน้ำคาวปลา บำรุงโลหิต บำรุงธาตุ แก้โรคอยู่ไฟไม่ได้ หรือโดนเลือดลมกระทำเป็นเหตุให้ผอมแห้งแรงน้อย

เป็น สมุนไพรสำหรับโรคสตรี ใช้กินสำหรับสตรีอยู่ไฟไม่ได้ โดยนำกาบมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆดองเหล้า ทำเป็นทิงเจอร์กินครั้งละครึ่งถ้วยชาก่อนอาหาร เป็นยาช่วยเจริญอาหารบำรุงโลหิต แก้โรคโลหิตจาง ซูบซีด หน้ามืดเป็นลมวิงเวียนบ่อยๆ โรคริดสีดวงทวาร และแก้โรคสันนิบาตหน้าเพลิง(โรคบาดทะยักปากมดลูก)

บางอาจารย์ท่านเรียกว่า ว่านปอบ ใช้ปรุงยาดูดพิษต่างๆ ภายในร่างกายได้ทุกชนิด มีประสิทธิภาพสูงในการรักษาริดสีดวงทวาร ช่วยกำจัดสารพิษต่างๆ ออกจากร่างกาย

เสนียด

ชื่อวิทยาศาสตร์ ;Justicia adhatoda L. (Adhatoda vasica (L.) Nees)

วงศ์ : ACANTHACEAE

ชื่ออื่น : กระเหนียด,กุลาขาว, บัวลาขาว, บัวฮา, โมรา, เสนียดโมรา, หูรา, หูหา


ไม้ พุ่มสูง1.5-2.5เมตร ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปไข่ กว้าง4-7ซม.ยาว8-15ซม. ดอกออกเป็นดอกช่อที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาว มีใบประดับสีเขียวหุ้มดอกย่อย ผลเป็นผลแห้งแตกได้

ตำรายาไทยใช้ใบห้ามเลือด รากเป็นยาบำรุงปอด รักษาวัณโรค

สบู่ดำ

ชื่อวิทยาศาสตร์: Jatropha Curcas Linn.
วงศ์ : EUPHORBIACEAE

เป็น ไม้พุ่มยืนต้นขนาดกลาง ความสูง 2-7 เมตร อายุยืนไม่น้อยกว่า 20 ปี ลำต้นและยอดคล้ายละหุ่ง แต่ไม่มีขน อยู่ในวงศ์ไม้ยางพารา เมื่อหักลำต้น ส่วนยอดหรือส่วนก้านใบจะมียางสีขาวขุ่นคล้ายน้ำนมไหลออกมา มีกลิ่นเหม็นเขียว
ออกดอกเป็นช่อกระจุกที่ข้อส่วนปลายของยอด ดอกเล็กสีเหลืองมีกลิ่นหอม อ่อนๆ
ผลและเมล็ดมีสารHydrocyanic เมล็ดสบู่ดำมีสารพิษเรียกว่า CURCIN หากบริโภคแล้วทำให้เกิดอาการท้องเดินเหมือนสลอด เมื่อติดผลแล้วมีสีเขียวอ่อนเกลี้ยงเกลาเป็นช่อพวงมีหลายผล เวลาสุกแก่จัดมีสีเหลืองคล้ายลูกจันทร์ รูปผลมีลักษณะทรงกลมขนาดปานกลาง
ผล หนึ่งส่วนมากมี 3 พู โดยแต่ละพูทำหน้าที่ห่อหุ้มเมล็ดไว้ เมล็ดสีดำขนาดเล็กกว่าเมล็ดละหุ่งพันธุ์ลายขาวดำเล็กน้อย สีตรงปลายเมล็ดมีจุดสีขาวเล็กๆ ติดอยู่ เมื่อแกะเปลือกนอกสีดำออกจะเห็นเนื้อในสีขาว
ต้นสบู่ดำเป็น สมุนไพรรักษาโรคได้หลายโรค เช่น ใช้น้ำยางใสป้ายริมฝีปากรักษาโรค ปากนกกระจอก รักษาแผลในปาก แก้อาการปวดฟัน

นำมาผสมกับน้ำนมมารดาป้ายลิ้นขาวในเด็กก็หาย หยอดตาแดงหายได้เช่นกัน หรือผสมกับน้ำเจือจางเป็นยาระบาย
ส่วน ลำต้นนำมาผ่าสับเป็นท่อนแช่น้ำอาบแก้โรคซางในเด็ก แก้โรคคันได้ เอาใบสบู่ดำห่อข้าวสุกแล้วหมกขี้เถ้าให้เด็กกินแก้ตาแฉะ หรือนำมาห่ออิฐร้อนนาบท้องในหญิงคลอดบุตรอยู่ไฟ
ปัจจุบันมีการ สกัดน้ำมันจากเมล็ดสบู่ดำเพื่อนำไปผลิตเป็นไบโอดีเซล ทดแทนน้ำมันดีเซล

สบู่เลือด

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Stephania pierrei Diels
วงศ์ : MENISPERMACEAE
ชื่ออื่น : เปล้าเลือดเครือ บัวกือ โกฐหัวบัว

ไม้ ล้มลุกมีหัวใต้ดิน ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปเกือบกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง3-6ซม.ก้านใบยาว2-3.5ซม.ติดที่กลางแผ่นใบดอกแบบข่อกระจุก ออกที่ซอกใบ ดอกย่อยแยกเพศ กลีบเลี้ยง4-5 กลีบ รูปขอบขนานสีเหลืองไม่มีกลีบดอก   ผลสดคล้ายทรงกลม แบน มีเมล็ด1เมล็ด รูปเกือกม้า

     ยา พื้นบ้านอีสานใช้ หัวต้มน้ำดื่มบำรุงกำลัง  ดองเหล้ากินบำรุงกำลัง บำรุงกำหนัด หรือตากแห้ง บด ปั้นเป็นลูกกลอน กินเป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยเจริญอาหาร ใบตำพอกรักษาแผลเรื้อรัง ตำรายาไทยใช้ดอกรักษาโรคเรื้อน รากหรือหัวแก้หืด  หัว แก้ปวดศรีษะ บำรุงร่างกาย แก้ปวดเมื่อย

ส้มเช้า บ่ายมัน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Euphorbia neriifolia L

วงศ์ : EUPHORBIACEAE

ลำ ต้นไม่มีเนื้อไม้ เป็นสี่เหลี่ยม มีหนามคล้ายกระบองเพชรมียางสีขาว ตอนเช้ามีรสเปรี้ยวจัด ตอนบ่ายรสเปรี้ยวจะหายไป กลีบดอกสีขาวอมเหลือง
สรรพคุณ และส่วนที่นำมาใช้เป็นยา ใบ โขลกตำพอกปิดฝี แก้ปวดถอนพิษดี ยาง เป็นยาระบายอ่อนๆ ขับพยาธิ แก้จุก แก้บวม ทำให้อาเจียน ใช้เบื่อปลา

สลัดไดป่า

ชื่อวิทยาศาสตร์: Euphorbia antiquorum L.
ชื่อสามัญ : Malayan Spurge Tree
ชื่ออื่น : กะลำพัก เคียะผา เคียะเลี่ยม หนอนงู
วงศ์ : EUPHORBIACEAE

ไม้ ต้นสูง 3-6เมตร ทุกส่วนมียางสีขาวขุ่นเหมือนน้ำนม ลำต้นแตกกิ่งก้านสาขามาก อวบน้ำ ตามแนวสันของกิ่งมีหนามแหลมแข็ง1คู่ ใบเดี่ยวขนาดเล็กอวบน้ำรูปไข่กลับ ขนาดกว้าง1-2ซม.ยาว3-5ซม. โคนใบสอบปลายใบกลมมนหรือเว้าเล็กน้อย ร่วงหลุดง่าย เลยดูเหมือนไม่มีใบ  ดอกออกเป็นช่อสั้นๆในแนวสันเหนือหนาม ใบประดับสีเหลือง รูปครึ่งวงกลมขนาดเล็กติดอยู่รอบๆดอก ดอกเพศผู้และเพศเมียอยู่ในช่อเดียวกัน ผลขนาดเล็กรูปค่อนข้างกลม ขนาด1.5ซม. แห้งแตกได้มี3พู

                        ตำรา ยาโบราณว่า ยางสลัดได มีรสร้อน เบื่อเมา ใช้ทาฆ่าพยาธิโรคผิวหนังต่างๆ ทากัดหูด ถ้าจะใช้ปรุงเป็นยาต้องประสะ(ฆ่าฤทธิ์) เสียก่อนจึงใ้ช้ได้

มักปรุงเป็นยาถ่ายอุจจาระ ถ่ายพิษเสมหะและโลหิต ถ่ายหัวริเสีดวงลำไส้และริดสีดวงทวารหนัก ขับโลหิตเน่าร้าย เป็นยาถ่ายอย่างแรง

ยางนี้มีพิษพึงใช้ด้วยความระมัดระวัง ถ้าถูกผิวหนังจะทำให้เกิดการปวดแสบปวดร้อน อักเสบ บวมแดง หากเข้าตาอาจทำให้ตาบอดได้

ต้น ที่แก่จัดจะเกิดแก่นแข็งและเมื่อต้นตายแก่นนี้เรียกว่า "กะลำพัก" มีกลิ่นหอม รสขม ตำรายาไทยใช้แก้ไข้ ยางมีพิษระคายเคืองผิวหนัง ใช้เป็นยากัดหูด ถ้าทำให้ยางสุกด้วยการนึ่ง แล้วตากให้แห้ง ใช้เป็นยาถ่ายอย่างแรง ควรระมัดระวังในการใช้

เสลดพังพอนตัวผู้

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Barleria lupulina Lindl.
ชื่ออื่น : ชองระอา พิมเสนต้น เสลดพังพอน เช็กเชเกี่ยม

เป็น ไม้พุ่มอายุหลายปีสูงประมาณ 1 เมตร ปลายใบเขียวเข้มเป็นมันเส้นกลางใบสีแดงช่อดอกออกที่ปลายยอด ชอบดินร่วนระบายน้ำดีแสงแดดตลอดวันร่มรำไร การขยายพันธุ์เพาะเมล็ด ประโยขน์เป็นสมุนไพรเอาใบสด1กำมือตำให้ละเอียดคั้นเอาแต่น้ำหรือผสมเหล้าขาว เล็กน้อยใช้ทาบริเวณที่ถูกกัดต่อย ช่วยถอนพิษงู รักษาฝีและไข้มาลาเรียได้

นิยม ปลูกเป็นไม้ประดับเพราะเชื่อว่าหนามของต้นจะป้องกันสัตว์พิษบางชนิด และยังช่วยป้องกันภูตผี ไสยศาสตร์และยาสั่งได้ ว่านต้นนี้หลายตำราระบุว่าเป็นชองระอาซึ่งเป็นพืชอีกต้นหนึ่งที่ใช้ทำ เครื่องรางของขลัง แก้พิษสารพัด ทำเป็นปลัดขิกพกติดตัวเพื่อใช้ฝนกินและทายามฉุกเฉิน ต่อมาภายหลังหายากจึงใช้กาฝากมะม่วงแทน แต่ไม่มีสรรพคุณทางยา แค่เป็นของขลัง

 เสลดพังพอนตัวเมีย(พญายอ)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Clinacanthus nutans (Burm.f.)Lindau.

วงศ์ :ACANTHACEAE

ชื่ออื่น : ผักมันไก่ ผักลิ้นเขียด พญาปล้องทอง  พญาปล้องดำ พญาปล้องคำ

เป็น ไม้รอเลื้อยอายุหลายปี ช่อดอกออกที่ปลายยอดแบบช่อเชิงลด ชอบดินร่วนระบายน้ำดีแสงแดดตลอดวันถึงครึ่งวัน หมั่นตัดแต่งเสมอ จะเจริญเติบโตเป็นพุ่มสวยงาม การขยายพันธุ์ปักชำกิ่ง 

สรรพคุณทางสมุนไพร

ใบรสจืดเย็น ใช้ดับพิษไฟลวก น้ำร้อนลวก

เอาใบสด1กำมือกับดินประสิวเล็กน้อยตำให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำ หรือผสมกับหล้าขาวเล็กน้อย ใช้ทาบริเวณที่มีอาการแพ้ ผื่นคัน

ทั้ง ยังรักษาโรคงูสวัด,เริม และไฟลามทุ่ง ได้ดีมาก โดยใช้ใบแก่สด 10-30 ใบล้างให้สะอาดนำมาโขลกให้ละเอียดผสมกับสุรากลั่นหรือแอลกอฮอล์พอให้ท่วม ปิดฝาแช่ปล่อยไว้นาน 1 สัปดาห์ หมั่นคนยาให้ทั่วทุกวัน กรองเอาน้ำยาเก็บใส่ในภา๙นะที่สะอาด ใช้ทาบริเวณที่ปวด บวม หรือถ้าหากเป็นมาก ให้ใช้กากพอกบริเวณที่เป็นได้ด้วย วันละ2-3ครั้ง หรือจนกว่าจะหาย

รากรสจืดเย็น ฝนทาแก้พิษงู ตะขาบ แมงป่อง เชื่อว่าแก้พิษงูได้ดีกว่าว่านทั้งมวล จะหายเร็วกว่าเสลดพังพอนตัวผู้

สะระแหน่

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mentha cordifolia Opiz.

ชื่อสามัญ :Kitchen Mint

ชื่ออื่น : มักเงาะ สะแหน่ หอมด่วน

วงศ์ : LABIATAE(LAMIACEAE)

ไม้ ล้มลุกเลื้อยแผ่ไปตามดิน ลำต้นสี่เหลี่ยม สีเขียวแกมม่วงน้ำตาลแตกกิ่งก้านมาก ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปวงรีผวใบย่นขอบใบหยักฟันเลื่อยมีกลิ่นเฉพาะ ตำรายาไทยใช้ทั้งต้นเป็นยาขับลม แก้ปวดท้อง จุกเสียดแน่นเฟ้อ ขยี้ทาขมับแก้ปวดหัว ดมแก้ลม ทาแก้ฟกบวม

สะระแหน่ญี่ปุ่น

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mentha arvensis L. var. piperascens Malinvaud

ชื่อสามัญ : Japanese Mint

วงศ์ :LABIATAE(LAMIACEAE)


ไม้ ล้มลุกสูงได้ถึง60ซม. ลำต้นสี่เหลี่ยมเลื้อยแผ่ไปตามดิน ทุกส่วนมีกลิ่นเฉพาะ ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปไข่หรือใบหอก ขอบใบหยักฟันเลื่อยห่าง ดอกช่อสีม่วงผลเป็นผลแห้งมี4ผลย่อยขนาดเล็ก

น้ำมันหอมระเหยที่กลั่นจากต้นและใบ เรียกน้ำมันสะระแหน่ญี่ปุ่น มีส่วนประกอบหลักเป็นสารเมนทอล ใช้น้ำมันสะระแหน่ญี่ปุ่น เป็นยาขับลม และสารแต่งกลิ่นยา อาหาร และยาสีฟัน ส่วนเมนทอลใช้เป็นยาภายนอกบรรเทาอาการปวด

สีเสียด

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Acacia catechu  Willd.
    วงศ์:  LEGUMINOSAE - MIMOSOIDEAE
   ชื่อสามัญ : Catechu tree , Cutch Tree
ชื่ออื่น:  สีเสียดแก่น  สีเสียดเหลือง

ไม้ ต้น  ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 15 - 25 เมตร ไม่ผลัดใบ   เปลือก  สีเทาคล้ำ แตกเป็นสะเก็ดบาง เรือนยอดเป็น รูปกรวย ต่ำ ๆ ตามกิ่งก้านมีหนามโค้งเป็นตะขอ เป็นคู่ อยู่ทั่วไป  ดอกเล็กออก เป็นช่อแบบหางกระรอก   สีเหลืองกลิ่นหอมอ่อน ๆ ยาวประมาณ 10 - 12 ซม. ผล  เป็นฝักแบน  บาง  แคบ สีน้ำตาล ยาวประมาณ 7 เซนติเมตร เมื่อแก่จะแตกออกเป็นสองซีก เมล็ด 3 - 7 เมล็ด

ก้อน สีเสียดเป็นยาสมานอย่างแรง  ควรต้มไฟก่อนแล้วค่อยต้มกินน้ำขณะมีอาการ แก้โรคท้องร่วง บิด แก้ไข้จับสั่น  แก้ไอ  สมานแผลเรื้อรัง ตุ่มเปื่อย ต้มอาบหรือต้มแช่ หรือต้มแทรกเกลือล้างบาดแผล ใช้เป็นยารักษาเหงือก ลิ้นและฟัน รักษา แผลในลำคอ

หญ้าหนวดแมว

ชื่อพฤกษศาสตร์ : Orthosiphon aristatus (BI,) Miq
วงศ์ : LABITAE
ชื่ออื่น : พยับเมฆ

พยับเมฆ หรือหญ้าหนวดแมวไม้พุ่มขนาดเล็ก เป็นพืชล้มลุกลักษณะต้นใบคล้ายพืชพวกกระเพรา โหระพา แต่ยาวเก้งก้างกว่าอาจสูงได้ประมาณ 1-1.5 เมตร โดยปกติกิ่งยาวมากๆมักลู่ลงกับพื้นดินและแตกรากตามข้อกลายเป็นต้นใหม่ขึ้น กันเป็นดงเลย
พันธุ์ไม้ชนิดนี้ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่งปักชำ เป็นต้นไม้ที่ชอบอยู่ตามที่ลุ่มซึ่งมีพื้นดินเย็นอยู่ตลอดเวลา ต้นและใบจะมีกลิ่นเหม็นเขียวเผ็ดรุนแรงกว่ากระเพรา เป็นพันธุ์ไม้พวกเดียวกับ Mint พืชที่นำมาใช้สกัดเอาเมนทอล
เรารู้จักสรรพคุณของหญ้าหนวดแมวหรือพยับเมฆในด้านเป็นสมุนไพรคือแก้โรคเบา หวาน กล่าวคือ นำเอาต้นใบรากทุกส่วน นำไปล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำไปย่างไฟอ่อนๆจนกรอบ ใช้ชงน้ำร้อนดื่มประจำแทนน้ำดื่ม จะช่วยบรรเทา หรืออาจหายขาดจากโรคนี้เลยได้
สำหรับเป็นยาขับปัสสาวะ ใช้ใบ 1กอบมือ (สด 90-120กรัม แห้ง 40-50 กรัม) ต้มกับน้ำรับประทานวันละ 3ครั้ง ก่อนอาหารครั้งละ 1 ถ้วยชา(75 cc)
สำหรับแก้โรคผิวหนัง โรคเรื้อนให้ใช้ผสมกับสารส้มต้มกับน้ำใช้อาบเป็นประจำ

หนอนตายหยาก

ชื่อวิทยาศาสตร์ ; Stermona tuberosa Lour

ชื่ออื่น : กะเพียด, ว่านหนอนตานอยาก

ไม้ ล้มลุกมีรากสะสมอาหาร เป็นพวงคล้ายรากกระชาย ออกเ็ป็นพวงประมาณ50-80ราก รากรูปทรงกระบอกแกมรูปกระสวย ยอดอ่อนสีแดง ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับรูปหัวใจ รูปใบคล้ายใบพลูปลายใบแหลม เส้นใบเด่นชัด ลำต้นบนดินจะโทรมในช่วงฤดูแล้ง พอฤดูฝนจะงอกใหม่พร้อมทั้งออกดอก ช่อดอกออกที่ซอกใบ มี2-3ดอก กลีบดอก6กลีบ ด้านนอกสีเขียว ด้านในสีม่วงแดง ผลแห้งแล้วแตก

แพทย์ พื้นบ้านใช้เป็นยาสมุนไพร โดยนำรากมาต้มน้ำดื่ม หรือต้มกับตัวยาอื่น ใช้รมหัวริดสีดวงทวาร ทำให้แห้งฝ่อหายไว หรือทุบรากสดใส่ไหปลาร้า จะทำให้หนอนตาย หากนำทั้งต้นมาย่างไฟให้แห้งกรอบ ใช้ชงกับน้ำเดือด เป็นยาขับพยาธิในเด็กได้ดี หากนำมาทุบหมักกับน้ำเป็นยาฆ่าหนอน หิด เหาได้ดี

ส่วน เปลือกต้นช่วยดับพิษในกระดูกและเส้นเอ็น หรือต้มผสมเกลือ ใช้รักษาโรครำมะนาด ขับปัสสาวะ ขับเลือด ขับระดูขาว และขับน้ำเหลือง ทำให้น้ำเหลืองแห้ง

โบราณมักพกหัวติดตัวหรือวางไว้ใต้ที่นอน

ช่วยป้องกัน เหลือบ ริ้น ไร หรือตัวเลือดได้ดี

นอก จากนี้ในประเทศจีนมีการนำรากหนอนตายหยาก มาใช้ในการรักษาอาการไอ โรควัณโรค ฯลฯ โดยใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ซึ่งก่อนที่จะทำเป็นยา มีขั้นตอนการทำลายพิษ เช่น นำรากมาล้างให้สะอาดแล้วลวกหรือนึ่งจนกระทั่งไม่เห็นแกนสีขาวในราก ต้องตากแห้งก่อนนำไปปรุงเป็นตำรับยา โดยหั่นให้มีขนาดเล็ก หรือในบางตำราจะนำไปเชื่อมกับน้ำผึ้งก่อนนำไปใช้

หนุมานประสานกาย

ชื่อวิทยาศาสตร์: Schefflera leucantha R.Vig

ชื่อสามัญ : Edible-stemed Vine

วงศ์ : ARALIACEAE

ไม้พุ่ม สูงประมาณ 1-4 เมตร ผิวของลำต้นค่อนข้างเรียบเกลี้ยงเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ ออกเรียงสลับ มีใบย่อยประมาณ 7-8 ใบ รูปยาวรี รูปวงรี หรือรูปใบหอก ปลายใบเรียวแหลม ใบเรียบเป็นมัน ริมขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ออกดอกเป็นช่อ ดอกย่อยสีเขียวหรือสีนวล มีขนาดเล็ก ผลรูปไข่ อวบน้ำ ผลอ่อนสีเขียว แก่เต็มที่หรือสุกสีแดงสด

ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง และปักชำ

เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกประเภท ต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง แดดจัด

สรรพคุณทางสมุนไพร

ทั้งต้นมีรสหอมเผ็ดปร่า ขมฝาดเล็กน้อย มีสรรพคุณช่วยทำให้เลือดลมเดินสะดวก ใช้ทั้งต้น ต้มกับน้ำดื่มเป็นยารักษาโรคกระเพาะอาหารและลำไส้

ใบมีรสหอมเผ็ดปร่า ขมฝาดเล็กน้อย มีสรรพคุณช่วยรักษาโรคหอบหืด แพ้อากาศ เป็นภูมิแพ้ ด้วยการใช้ใบสดเล็ก ๆ 9 ใบ นำมาต้มกับน้ำ 3 ถ้วยแก้ว แล้วเคี่ยวจนเหลือ 1 ถ้วยแก้ว ใช้รับประทานก่อนอาหารวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น เป็นเวลา 7 สัปดาห์ โรคหืดจะหาย

ใบมีสรรพคุณเป็นยาแก้ไอ ด้วยการใช้ใบสดประมาณ 9 ใบ นำมาต้มเอาแต่น้ำกิน หรือใช้ใบสดนำมาตำให้ละเอียดคั้นเอาแต่น้ำ นำมาผสมกับเหล้ากินเป็นยา และ ช่วยบรรเทาหวัด ลดอาการไอ แก้ร้อนใน แก้เจ็บคอและคออักเสบได้ ช่วยรักษาวัณโรคปอด ด้วยการใช้ใบสดเล็ก ๆ 9 ใบ นำมาต้มกับน้ำ 3 ถ้วยแก้ว แล้วเคี่ยวจนเหลือ 1 ถ้วยแก้ว ใช้รับประทานก่อนอาหารวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น ติดต่อกัน 60 วัน แล้ว x-ray ดู ปอดจะหาย และให้รับประทานต่อไปอีกระยะหนึ่ง

ช่วยแก้อาการตกเลือดเนื่องจากการคลอดบุตรของสตรีในระหว่างการคลอดหรือภายหลังการคลอดบุตรหรือเนื่องจากตกเลือดเพราะใกล้หมดประจำเดือน ให้ใช้ใบสดประมาณ 10-15 ช่อ นำมาตำให้ละเอียดผสมกับเหล้าโรง 4-6 ช้อน แล้วคั้นเอาน้ำกิน

ใบสดนำมาตำให้ละเอียดแล้วเอากากมาทาหรือพอกเป็นยาสมานแผล และช่วยห้ามเลือด

ช่วยแก้ช้ำใน ด้วยการใช้ใบหนุมานประสานกายประมาณ 1-3 ช่อ นำมาตำให้ละเอียด ต้มกับน้ำครึ่งแก้ว แล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง ใช้น้ำยานี้กินทุกเช้าและเย็น

ใช้เป็นยาแก้พิษต่าง ๆ ด้วยการใช้ใบนำมาต้มเอาแต่น้ำหรือนำมาคั้นเอาน้ำผสมกับเหล้ากิน

ช่วยรักษาแผลในปากที่เกิดจากร้อนใน ด้วยการรับประทานใบสด 1-2 ใบ แล้วนำมาเคี้ยวให้ละเอียด แล้วกลืนเช้าเย็น

ช่วยแก้อาเจียนเป็นเลือด ด้วยการใช้ใบสด 12 ใบย่อย นำมาคั้นน้ำ 2 ถ้วยตะไล ใช้รับประทานครั้งละ 1 ถ้วยตะไล ติดต่อกัน 5-7 วัน

ใช้แก้เส้นเลือดฝอยในสมองแตกทำให้เป็นอัมพาต และช่วยกระจายเลือดลมที่จับกันเป็นก้อนหรือคั่งภายใน

ยางใช้ใส่แผลสด จะช่วยทำให้แผลแห้งเร็ว

ส่วนในคู่มือยาสมุนไพร และโรคประเทศเขตร้อนและวิธีบำบัดรักษา ได้ระบุว่าใบหนุมานประสานกายสามารถใช้รักษาโรคหลอดลมอักเสบในระยะเรื้อรัง โรคหืด โรคแพ้อากาศ และอาการแพ้อื่น ๆ ได้ นอกจากจะใช้รักษาโรคเกี่ยวกับหลอดลมและหืดแล้ว นักวิทยาศาสตร์ขาวญี่ปุ่นยังได้ทำการวิจัยแล้วพบว่ายังมีคุณสมบัติในการรักษาโรคเกี่ยวปอดต่าง ๆ ได้อีกดังต่อไปนี้ เช่น ปอดชื้น วัณโรค ต่อมน้ำเหลืองในปอดอักเสบ เยื่อหุ้มปอดอักเสบ เยื่อบุช่องท้องอักเสบ เยื่อหุ้มปอดอักเสบชนิดมีหนอง เนื้อร้ายในปอด เป็นแผลในปอด ไอกรน โรคไข้ปอดบวม โรคไข้หวัดใหญ่

หอมแดง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Eleutherine palmifolia (L.) Merr.

วงศ์ : IRIDACEAE

ชื่ออื่น : ว่านเข้า ว่านหมาก ว่านเพลาะ ว่านหอมแดง ว่านไก่แดง

ไม้ ล้มลุกมีหัวใต้ดินคล้ายหัวหอมรูปรียาว ใบเกล็ดที่หุ้มหัวใต้ดินสีม่วงแดง ใบเดี่ยวออกเป็นกระจุก ใบรูปดาบ เส้นใบขนานจีบตามยาวคล้ายพัด ดอกช่อแทงออกจากลำต้นใต้ดิน สีขาว ผลแห้งแตกได้

ตำรายาไทยใช้หัวผสมกับเหง้าเปราะหอมสุมหัวเด็ก แก้หวัดคัดจมูก และกินเป็นยาขับ

โหระพา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Scaevola taccada Roxb
ชื่ออื่น : รักทะเล บ่งบง
วงศ์ : GODDENIACEAE

พืช ล้มลุกเก็บผลผลิตใช้ได้ตลอดปี สูง0.3-1เมตร ทุกส่วนมีกลิ่นเฉพาะ ลำต้นเป็นสันสี่เหลี่ยมแตกกิ่งก้านสีม่วงแดง แกมเขียว  ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปไข่หรือรูปวงรี กว้าง2-3ซม.ยาว4-6ซม.ขอบใบหยักฟันเลื่อยห่างๆ

ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่งหรือปลายยอด ดอกสีขาวปนชมพูอ่อน มีใบประดับสีเขียวอมม่วงรองดอก จะหลุดร่วงเมื่อเริ่มติดเมล็ด ออกดอกครั้งเดียวช่วงหน้าหนาว หลังจากออกดอกแล้วก็จะเริ่มแห้งยืนต้นตาย

การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดหรือกิ่งปักชำ

สรรพคุณทางยา

ลำ ต้นสดต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้ปวด แก้หวัด ปวดกระเพาะอาหาร ท้องเสีย จุกเสียดแน่นท้อง ทำให้เจริญอาหาร ขับเหงื่อ ขับเสมหะ ขับลม ปวดข้อ ปวดศรีษะ หนองใน หรือนำมตำให้ละเอียดคั้นเอาแต่น้ำทาหรือพอกริเวณที่เป็นแผลฟกช้ำจาการหกล้ม  หรือถูกกระทบกระแทก แผลที่เป็นหนองเรื้อรัง แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย กลากเกลื้อนใบสดช่วยในการขับลมแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ เมล็ดนำมาต้มหรือแช่น้ำกิน เป็นยาระบาย แก้โรคตาแดงที่มีขี้ตามาก และต้อตาได้ รากสดหรือรากแห้งเผาจนเกรียมแล้วบดให้ละเอียดเป็นยาพอกแผลที่มีหนองเรื้อรัง หรือแผลมีหนองในเด็กทำให้อาการทุเลาได้

อบเชยไทย

เป็นเปลือกต้นของพืชพวกอบเชย เป็นพืชในสกุลCinnamomumในวงศ์ LAURACEAEหลายชนิด แต่ที่เป็นพรรณไม้ของไทยและให้เปลือกเรียก อบเชยนั้นมี2ชนิดได้แก่

Cinnamomum spp

1 ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cinnamomum bejolghotha (Buch.-Ham.) Sweet

ชื่ออื่น : จวงดง(หนองคาย),มหาปราบ(ตราด), มหาปราบตัวผู้(จันทบุรี),ขนุนมะแง,เชียกใหญ่(ตรัง)

ไม้ ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่สูง 7-25เมตร เปลือกต้นสีอมเทา ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปวงรีแกมขอบขนานกว้าง5-10ซม.ยาว15-30ซม. ปลายใบแหลมปรือมนแหลม ขอบใบเรียบ เนื้อใบหนาคล้ายแผ่นหนัง มีเส้นใบหลักสามเส้น ดอกช่อออกที่ซอกใบและปลายกิ่ง ดอกย่อยขนาดเล็กสีขาวอมเหลือง ผลมีเนื้ออวบน้ำ รูปรีหรือรูปค่อนข้างกลม

2 ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cinnamomum iners Reinw. ex Blume

ชื่ออื่น : กระแจะโมง กะเชียด กะทังนั้น(ยะลา),เชียด อบเชยต้น(ภาคกลาง)บอกคอก(ลำปาง)

เป็น ไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง15-20เมตร เปลือกสีน้ำตาลอมเทา ค่อนข้างเรียบเกลี้ยง เปลือกและใบมีกลิ่นหอม ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามหรือเยื้องกันเล็กน้อยรูปขอบขนาน กว้าง2.5-7.5ซม.ยาว7.5-25ซม.ปลายใบมนแหลมหรือเรียวแหลม เนื้อใบหนา แข็งและกรอบ ดอกออกเป็นช่อแบบช่อกระจะที่ปลายกิ่งดอกย่อยมีขนาดเล็กสีเหลืองอ่อนหรือ เขียวอ่อน ผลมีขนาดเล็กรูปขอบขนานยาวราว1ซม. แข็ง ตามผิวมีคราบสีขาว มีเมล็ดเดียว

ตำรา สรรพคุณยาโบราณว่า

อบเชย มีกลิ่นหอม รสสุขุม สรรพคุณบำรุงดวงจิตแก้อ่อนเพลีย ชูกำลังใช้ประโยชน์คือเปลือกต้นปรุงผสมเป็นยาหอมทำให้สดชื่น แก้อ่อนเพลีย แก้จุกเสียดแน่นท้อง แก้บิด แก้ไข้สันนิบาต และยานัตถุ์แก้ปวดหัว


ฮ-ว่านง็อก

ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Pseuderanthemum palatiferum (Nees) Radlk.

ชื่อวงศ์ : ACANTHACEAE

ชื่ออื่น : ว่านลิง,ว่านพญาวานร

เป็นไม้พุ่มใบดก ด้านล่างใบสีเขียวเข้ม ส่วนด้านบนสีเขียวอ่อน ปลายใบแหลมแตกกิ่งก้านทรงพุ่มดี ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำ จะเกิดรากตั้งตัวได้เร็ว ปลูกในกระถางจะงามกว่าปลูกลงดิน

สรรพคุณ ทางเป็นสมุนไพร เอนไซน์ใน ใบฮว่านง๊อกมีสรรพคุณระงับอาการปวดแทบทุก ชนิด ลดการอักเสบ ควบคุมและทำความสะอาดเลือดได้ดี รักษาโรคมะเร็ง โรคร้ายต่างๆ ได้ใช้สมุนไพรตัวนี้บรรเทาอาการของโรคอย่างได้ผล

ใช้ ใบรับประทานสดๆ หรือคั้นและกรองเอาน้ำข้นๆ หรือต้มเป็นน้ำแกง ส่วนของเปลือกและรากไม้ สามารถต้มและกลั่นเป็นสุราได้

การรับประทานมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับธาตุ (หนัก-เบา) ของแต่ละคน โดยทั่วไปรับประทานจำนวน 1-4 ใบต่อครั้ง

ฮ่อสะพายควาย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Sphenodesme pentandra Jack
ชื่ออื่น : ฮ่อสะพายควาย, ขาเปี๋ย,ย่านดูก สุด หน่วยสุด ,จุ๊ด
วงศ์ : VERBENACEAE

เป็น ไม้พุ่มรอเลื้อยดอกสวยอย่างที่เห็น ปลูกเป็นไม้เลื้อยประดับ ทำค้างหรือปลูกให้อิงอาศัยไต่พันต้นไม้อื่น แต่งเป็นซุ้มเหมือนกระดังงา หรือการเวกได้
ไม้ เถาเลื้อยขนาดใหญ่อิงอาศัยต้นไม้อื่น เลื้อยยาวได้ถึง20เมตร เปลือกนอกสีน้ำตาลแดงแตกเป็นร่องตามยาวถี่ๆล่อนเป็นสะเก็ด เปลือกในสีขาว ใบเดี่ยวออกตรงข้ามเป็นคู่ รูปรีแกมขอบขนาน กว้าง3-6ซม.ยาว8-15ซม.โคนมนปลายแหลม ขอบเรียบ หลังใบเกลี้ยง มีขนตามเส้นใบทางด้านท้องใบ เนื้อใบบาง ดอกออกเป็นช่อขนาดใหญ่อลังการ ขนาด15-30ซม.ดอกย่อยมีใบประดับสีเขียว คล้ายกลีบ6ใบ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเมื่อแก่ กลีบดอก 5กลีบ เป็นแผ่น มีขนสีม่วงเป็นกระจุกอยู่กลางดอก

ผลสดเมล็ดเดียวรูปกลมรี ขนาด0.5-1ซม. แก่สีน้ำตาลดำ
สรรพคุณ เป็นว่านยา อีสานพื้นบ้าน ใช้ลำต้นหรือราก ต้มน้ำดื่มรักษาโรค กระเพาะอาหาร 

น้ำที่เคี่ยวจากรากใช้รักษาโรคปวดกระดูกและไขข้อ

ยาพื้นบ้านล้านนา ใช้ลำต้นต้มน้ำดื่ม บำรุงกำหนัด ทำให้เลือดลมเดินดี บำรุงข้อให้แข็งแรง
ไม่ระบุส่วนที่ใช้ บำรุงโลหิต บำรุงกำลัง แก้ปวดหลัง ปวดเอว ปวดเมื่อยตามร่างกาย ไม่อนุญาตให้ใช้เป็นสมุนไพรเดี่ยว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view