สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

สารพัดต้นไม้จัดสวน

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

สวนสไตล์ต่างๆ

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ชื่อนั้นสำคัญไฉน

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 17/06/2021
สถิติผู้เข้าชม 10,212,287
Page Views 15,572,345
 
« June 2021»
SMTWTFS
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930   

ต้นไม้ในร่มรำไร

ต้นไม้ในร่มรำไร

For information only-the plant is not for sale.

พรรณไม้ในร่มรำไร

             ข้อมูลของพันธุ์ไม้ในร่มที่น่าสนใจ ซึ่งในร่มในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าไม่โดนแดดเลย แต่หมายความว่าต้องการ  แสงแดดน้อยและจะเจริญได้ดีกว่าและสวยงามกว่าอยู่ในที่ๆมีแดดจัด หรือทนอยู่ในที่ร่มเป็นระยะเวลาได้นานกว่า
ก่อนอื่นควรที่จะรู้ว่าจะปลูกไม้ในร่มและจะดูแลยังไงให้ดีให้ไม้ในร่มของคุณอายุยืน
1        หมั่นเด็ดดอกใบที่เหี่ยวแห้งหรือติดเชื้อออก
2        อย่ารดน้ำมากเกินไป รอให้ดินในกระถางแห้งก่อนแล้วถึงรด การรดน้ำมากทำให้เกิดความชื้นสะสมอยู่ชั้นล่างของดินก้นกระถาง ระเหยไม่ทันรากจะเน่า
3        อย่าใช้สารเคลือบเงาใบไม้บ่อยเกินไป เพราะจะอุดรูใบของใบไม้ได้ ต้นไม้ที่อยู่ใกล้หูใกล้ตาถ้ารำคาญว่าสกปรกมาก ใช้ผ้าหมาดๆเช็ดใบก็พอ
4        อย่าลืมให้ปุ๋ยบ้าง  ให้ทางรากแล้วให้ทางใบด้วย
ข้อแนะนำเล็กน้อยในการเลือกซื้อต้นไม้ในร่ม
ตรวจดูว่าต้นไม้ที่ซื้อมามีสุขภาพดีหรือไม่  อย่าซื้อต้นไม้ที่ส่อแววว่าจะเป็นโรคหรือขาดการดูแลที่ดี
โดยพิจารณาจาก
1 ใบเป็นเมือกเหนียวหรือเป็นรา
2 ดอกบานหมดแล้วและไม่มีตาสำหรับผลิดอกใหม่
3 ใบหร็อมแหร็มและเป็นสีเหลือง
4 ดินในกระถางแห้งหดเหลือช่องว่างระหว่างดินกับขอบในของกระถาง
5 มีคราบเขียวขึ้นด้านนอกของกระถางและผิวดินในกระถาง
6 มีรากแทงออกทางรูระบายก้นกระถางเป็นจำนวนมาก
7 ผิวดินบนกระถางมีรากกลับขึ้นมาให้เห็นเต็มไปหมดจนไม่เห็นดินเห็นแต่ราก


ไฮเดรนเยีย/Hydrangea macrophylla

 

ชื่อวิทยาศาสตร์--- Hydrangea macrophylla (Thunb.) Ser.1830
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms  
---Basionym: Viburnum macrophyllum Thunb.1784
ชื่อสามัญ---Big leaf hydrangea, French hydrangea, lacecap hydrangea, Mophead hydrangea, Penny mac.
ชื่ออื่น---ไฮเดรนเยีย ;[FRENCH: Hortensia, Hortensia à grandes feuilles.];[GERMAN: Garten-Hortensie.];[JAPAN: Amacha.];[KOREA: Su-guk.];[MALAYSIA: Bunga tiga bulan.];[PORTUGUESE: Hortênsia, Novelão.];[SPANISH: Mil-flores.];[SWEDISH: Hortensia.];[VIETNAM: Cây tú cầu, Tú cầu lá to, Cẩm tú cầu, Bát tiên.]
ชื่อวงศ์---HYDRANGEACEAE
ถิ่นกำเนิด---m;uxgvg:up
เขตกระจายพันธุ์---ญี่ปุ่น จีน เกาหลี
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลHydrangeaมาจาก ' hydor'แปลว่า "น้ำ" และ 'aggeion'แปลว่า "เรือ" อ้างอิงถึงผลไม้ที่มีลักษณะคล้ายถ้วย ; ชื่อสายพันธุ์ 'macrophylla'มาจากคำกรีก 'makros' = ขนาดใหญ่และ 'phyllon' = ใบไม้ ในการอ้างอิงถึงใบพืช
Hydrangea macrophylla เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกชนิดหนึ่ง ได้รับการอธิบายครั้งแรกโดยCarl Peter Thunberg (1743–1828) นักพฤกษศาสตร์และนักธรรมชาติวิทยาชาวสวีเดนและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดยNicolas Charles Seringe (1776–1858) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2373


มีถิ่นกำเนิดในประเทศญี่ปุ่นและอาจจะเป็นประเทศเกาหลีด้วย  มีการปลูกกันอย่างแพร่หลายในหลายส่วนของโลกในสภาพภูมิอากาศที่หลากหลาย
เป็นไม้พุ่มผลัดใบสูง 60-90 ซม.ใบมีขนาดใหญ่หยักเว้าเป็นรูปไข่เงาสีเขียว กลุ่มดอกไม้ฤดูร้อนที่บานนานขนาดใหญ่ในรูปแบบ lacecap (กลุ่มดอกไม้ที่แบนราบของดอกย่อยที่อุดมสมบูรณ์ขนาดเล็กที่มีดอกที่เป็นหมันกระจัดกระจายมักจะเป็นวงแหวนที่ขอบ ) หรือรูปแบบ mophead (กลุ่มดอกไม้ทรงกลมของดอกที่เป็นหมันส่วนใหญ่) ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ส่วนที่เป็นกลีบนั้นไม่ใช่กลีบดอกแท้แต่เป็นกลีบรองดอก มีกลีบเลี้ยงสีเขียวขนาดเล็กห้ากลีบและกลีบดอกขนาดเล็กห้ากลีบ  ผลเป็นแคปซูล
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ปลูกได้ดีที่สุดในดินที่มีความชื้นปานกลางและมีการระบายน้ำได้ดีในที่ร่ม ทนแดดจัดก็ต่อเมื่อปลูกในดินที่ชื้นอย่างสม่ำเสมอ ดอกอาจเป็นสีฟ้า สีแดง สีชมพู สีม่วงอ่อนหรือสีม่วงเข้ม สีรับผลกระทบจากค่า pH ของดิน ดินที่เป็นกรด (pH ต่ำกว่า 7) มักจะให้สีดอกไม้ใกล้เคียงกับสีน้ำเงินในขณะที่ดินที่เป็นด่าง (pH สูงกว่า 7) จะทำให้ดอกไม้มีสีชมพูมากกว่า  ดังนั้นนักปลูกไฮเดรนเยีย จึงใช้ผงตะไบเหล็กโรยโคนต้น และรดด้วยน้ำแกว่งสารส้ม (ในอัตราส่วน สารส้มป่น 1ช้อนชาต่อน้ำ 1 แกลลอน) ก็จะได้ดอกไฮเดรนเยียที่งดงาม และมีสีสดใสสะดุดตา รวมทั้งช่วยให้ดอกแก่เป็นสีน้ำเงินได้อย่างวิจิตรพิสดาร
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ใบแห้งบดเป็นผงและใช้เป็นเครื่องปรุงอาหาร ใบอ่อนและยอดสามารถกินสุก
-ใช้เป็นยา ใช้สำหรับโรคมาลาเรีย เป็นยาขับปัสสาวะและต้านการอักเสบ
-ใช้ปลูกประดับ มีพันธุ์ต่างๆที่เกิดจากการผสมมากมาย และความที่ดอกอยู่ได้ทนจึงเป็นที่ต้องการอย่างมากในงานดอกไม้ประดับทั้งหลาย
ระยะออกดอก---ตั้งแต่ต้นฤดูร้อนถึงต้นฤดูหนาว
ขยายพันธุ์---ด้วยการตอน  ปักกิ่ง และ เพาะเมล็ด     

สร้อยไข่มุกยักษ์/Medinilla magnifica

ชื่อวิทยาศาสตร์---Medinilla magnifica Lindl.(1850)
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---Pink medinilla, Showy medinilla , Javanese Rhododendron, Love Plant, Rose Grape,
ชื่ออื่น---สร้อยไข่มุกยักษ์ ;[FRENCH: Medinilla magnifique.];[GERMAN: Medinille.];[PHILIPPINES: Kapa-kapa.];[PORTUGUESE: Medinila, Uva-rosa.];[SPANISH: Medinila.];[SWEDISH: Rosenskärm.]
ชื่อวงศ์---MELASTOMATACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ฟิลิปปินส์
นิรุกติศาสตร์---ขื่อสกุลได้รับการตั้งชื่อเป็นเกียรติแก่ José de Medinilla y Pineda ซึ่งเป็นผู้ว่าการรัฐมอริเชียส (หรือที่รู้จักกันในชื่อหมู่เกาะ Marianne) ในปีพ. ศ. 2363 ;  ชื่อสายพันธุ์ magnifica หมายถึง 'งดงาม' 'ยิ่งใหญ่' 'เด่น' หรือ 'โดดเด่น'
Medinilla magnificaเป็นสายพันธุ์ของพืชดอกวงศ์โคลงเคลงได้รับการอธิบายครั้งแรกโดยJohn Lindley(1789-1865) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ ในปี พ.ศ.2393


พืชพื้นเมืองในประเทศฟิลิปปินส์ (เกาะ ลูซอน , มินดาเนา , โดโร , กรอส และ เน่ย์) มันเป็น epiphyte เติบโตขึ้นตามคาคบของต้นไม้ใหญ่ในป่าสายพันธุ์และลูกผสมต่าง ๆ ในวงศ์นี้เป็นที่รู้จักกันดีและเป็นที่นิยมในหมู่นักสะสมพันธุ์ไม้โดยพบ Medinilla speciosa เกือบจะเหมือนกัน
เป็นไม้พุ่ม epiphytic ตั้งตรงสูงได้ถึง1.50-3 เมตร ฟอร์มใบใหญ่สีเขียวเข้มเป็นมันคล้ายหนังยาว20-30 ซม.ช่อดอกยาวแผ่กว้าง ประมาณ35-45 ซม.มีกาบสีชมพูผลัดใบ ประกอบด้วยดอกย่อยหลายร้อยดอก ดอกบานกว้าง 2.5 ซม.ยาว 4ซม. ผลสีม่วงทรงกลมมีเนื้อขนาดประมาณ 1 ซม.ดอกบานทนนาน 2เดือน
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องมีความชื้นสูงและแสงกรองที่สว่างจ้าพร้อมร่มเงาในช่วงเวลาที่ร้อนที่สุดของวัน ไม่ทนต่ออุณหภูมิต่ำกว่า 15 ° C อุณหภูมิที่เหมาะสม24-28° C
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับเป็นไม้กระถางขนาดใหญ่ให้ดอกในที่ร่ม ตกแต่งภายในอาคาร ดอกที่ใหญ่มากเวลาออกดอกก้านดอกแทบรับน้ำหนักไม่ไหวต้องใช้ไม้ไผ่ค้ำกันไม่ให้กระถางคว่ำหากปลูกในภาชนะที่เล็กเกินไป
ได้รับรางวัล--- Royal Horticultural Society’s Award of Garden Merit.
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ

เอื้องหมายนา/Cheilocostus speciosus


ชื่อวิทยาศาสตร์---Cheilocostus speciosus (J.Konig) CDSpecht (2006)
ชื่อพ้อง ---Has 35 Synonyms.
---Basionym: Banksea speciosa J.König in A.J.Retzius (1793)
---Costus speciosus (J. Koenig) Sm.(1791)
---Hellenia speciosa (J. Koenig) SRDutta(2013)
---Many more.See all The Plant List (http://www.theplantlist.org/)  
ชื่อสามัญ---Cane reed, Crape Ginger, Crepe Ginger, Elegant Costus, Malay Ginger, Spiral Flag, Spiral Ginger, White Costus, Wild Ginger
ชื่ออื่น---เอื้องหมายนา, เอื้องเพ็ดม้า, เอื้องเพชรม้า, เอื้องใหญ่, บันไดสวรรค์, เอื้องช้าง, เอื้องต้น ;[ASSAMESE: Jom lakhuti.] ;[BENGALI: Keu, Keumuk, Koost.];[CHINESE: Bi qiao jiang.];[COSTA RICA: Caña agria.];[HINDI: Keu, Kushtha.] ;[INDIA: Changalakoshta; Keokanda kostam; Kottam; Kusht.];[INDONESIA: Kelacim, Pacing Tawar (Bahasa Indonesia).];[JAPANESE: Oo-hozaki-aame.];[MALAYALAM: Narum canna, Cannakkuvva, Cannukkilannu];[MALAYSIA: Can Hawang (Batek); Penawar Padang, Sedingin, Setawar (Malay); Peniyau (Jahut); Sentawar (Semelai).];[MICRONESIA/POHNPEI: Dihng, Sinser weitahta, Ting.];[PALAUAN: Iisebsab.];[SANSKRIT: Kemuka, Kustha, Amaya, Bhasura.];[SPANISH: Caña americana; Caña mejicana; Caña santa; Cañuela santa; Jenjibre blanco ; Jenjibre de jardín.];[TAMIL: Kostam, Ven-kostam.];[TELUGU: Cengalva Kostu];[THAI: Ueang mai na,Ueang pet maa, Ueang yai, Bandai sawan, Ueang chang, Ueang ton.].;[VIETNAM: Mía dò, Cát lồi, Dọt đắng, Dọt hoàng, Tậu chó.];[YAPESE: Sauer, Thowel, Wanim.]
ชื่อวงศ์---COSTACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศอินเดีย ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนถึงเกาะนิวกินี
นิรุกติศาสตร์--- ชื่อสกุล Cheilocostusมาจากภาษากรีก 'Cheilo' = ริมฝีปากอ้างอิงถึง labellum ขนาดใหญ่ ;  ชื่อสปีชีส์ speciosus ในภาษาละติน = หน้าตาดีและน่าประทับใจโดยอธิบายถึงลักษณะของมัน
Cheilocostus speciosusเป็นสายพันธุ์ของพืชออกดอกในครอบครัววงศ์เอื้องหมายนา ได้รับการอธิบายครั้งแรกโดย J.Konig และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย CDSpecht ในปี พ.ศ. 2549


มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และบริเวณโดยรอบจากอินเดียไปยังประเทศจีน( กวางตุ้ง กวางสี ไต้หวัน ยูนนาน)ถึงรัฐควีนส์แลนด์ , พบบ่อยใน หมู่เกาะซุนดาในอินโดนีเซีย นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าแปลงสัญชาติในประเทศมอริเชียส , เรอูนียง , ฟิจิ , ฮาวาย , คอสตาริกา , เบลีซ , ไมโครนีเซียและเวสต์อินดีส  เติบโตในที่อยู่อาศัยที่มีร่มเงาในป่าเขตร้อนชื้นมักพบตามคูน้ำริมถนนและพื้นที่ต่ำในป่าเขตร้อนที่ระดับความสูงถึง 1,700 เมตร ในประเทศไทยมีการกระจายพันธุ์ขึ้นอยู่ตามชายป่าในที่ดินชุ่มชื้นทั่วทุกภาคที่ระดับความสูงเหนือระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 87-126 เมตร
เอื้องหมายนาเป็นพืชล้มลุก ขึ้นเป็นต้นเดี่ยว รวมกลุ่มเป็นกอไม่มีกิ่งก้านสูงประมาณ 1.5 เมตรหรือกว่านั้นขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง1.5ซม. มีเหง้าเลื้อยอยู่ใต้ดิน ลักษณะใบ เป็นเกลียวรูปใบหอกยาว 15–20 ซม. และกว้าง 6–10 ซม. โคนใบมน ทั้งใบและปลายใบแหลม ขอบใบเรียบเกลี้ยง ดอกออกเป็นช่อตรง ยอดดอกตูมจะมีกาบสีแดงคล้ำเกาะติดกันแน่นเป็นกระจุก แต่จะผลัดกันบานครั้งละ 1-2 ดอก ดอกทรงกรวยสีขาว เกสรสีเหลืองอ่อน  ผลไม้เป็นแคปซูลทรงกลมขนาดใหญ่ยาวประมาณ 1.5 ซม. แห้งแล้วแตก เมล็ดสีดำมันขนาดประมาณ 3 มม.
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ตำแหน่งแสงแดดรำไร ดินร่วนชื้นอุดมสมบูรณ์มีการระบายน้ำดี หรือดินร่วนเหนียวที่มีค่า pH ตั้งแต่ 5.6 ถึง 7 5 ต้องการน้ำมาก
ใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้เป็นยาและอาหารในท้องถิ่น บางครั้งได้รับการปลูกเพื่อวัตถุประสงค์ในการรักษาโรคในอินเดียและมักปลูกเป็นไม้ประดับในหลายพื้นที่ของเขตร้อน
-ใช้กิน  ยอดอ่อน - สุก  ต้มหรือนึ่งแล้วกินเป็นผัก เหง้ากินสุกใช้กินเป็นครั้งคราว ผลไม้ - กินได้ใช้กินเป็นครั้งคราว
-ใช้เป็นยา พืชที่มีประโยชน์หลายอย่างในประวัติศาสตร์อายุรเวทที่เหง้ามีการใช้เพื่อรักษาไข้ผื่น โรคหอบหืด หลอดลมอักเสบและพยาธิ มีการกล่าวถึงในKama Sutraว่าเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางเพื่อใช้กับขนตาเพื่อเพิ่มความน่าดึงดูดทางเพศ ใช้ในการรักษาปัญหาเกี่ยวกับไตและปัญหาทางเดินปัสสาวะอื่น ๆ ในการแพทย์แผนโบราณ Mizo ชาวมาเลย์ถูกใช้เป็นยาแผนโบราณเมื่อวิญญาณชั่วร้ายเข้าสิงร่าง เช่นเดียวกับการรักษาไข้สูง ไข้ทรพิษและใช้เป็นยาฆ่าเชื้อ
รู้จักอันตราย---*สตรีมีครรภ์ไม่ควรใช้สมุนไพรชนิดนี้ เพราะอาจทำให้แท้งบุตรได้ เนื่องจากสมุนไพรชนิดนี้มีฤทธิ์ต้านการฝังตัวของตัวอ่อนที่ผนังมดลูก และการใช้สมุนไพรชนิดนี้อาจไปรบกวนรอบประจำเดือนด้วย เหง้าสดมีพิษมาก หากใช้ในปริมาณมากจะทำให้มีอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ท้องร่วงอย่างรุนแรง ต้องนำมาทำให้สุกก่อนนำมาใช้ [จากเว็บไซต์เมดไทย (Medthai).]
-ใช้ปลูกประดับ มีการปลูกกันอย่างแพร่หลายเพื่อเป็นไม้ประดับ ใช้ปลูกประดับสวน เพื่อให้ได้บรรยากาศสวนป่าและสวนริมน้ำ
ความเชื่อ/พิธีกรรม---*ชาวลั้วะจะใช้ใบเอื้องหมายนาเป็นส่วนประกอบในการทำพิธีสู่ขวัญควาย (การขอขมาลาโทษจากควาย เนื่องจากที่ถูกชาวนาดุด่า ทุบตีระหว่างการไถพรวน)ซึ่งในพิธีจะมีการนำต้นเอื้องหมายนามาปักไว้ทั้ง 4 ทิศของพื้นที่นา โดยจะมีประโยชน์ในการช่วงป้องกันวัชพืชของต้นข้าวที่จะมาทำลายต้นข้าว จึงช่วยทำให้ต้นข้าวออกรวงได้ดี นี้จึงเป็นที่มาของชื่อสมุนไพรชนิดนี้ว่า "เอื้องหมายนา" [จากเว็บไซต์เมดไทย (Medthai).]
ระยะออกดอก---เดือนพฤษภาคม-เดือนตุลาคม หรือในช่วงเดือนสิงหาคม-เดือนพฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด แยกหน่อหรือขุดเหง้าไปปลูก

เอื้องหมายนาด่าง/Costus speciosus


ชื่อวิทยาศาสตร์---Costus speciosus ‘Variegatus’
ชื่อพ้อง---Cheilocostus speciosus 'Variegatus'
ชื่อสามัญ---Variegated Crepe Ginger, Variegated Spiral Ginger/ Flag.
ชื่ออื่น---เอื้องหมายนาใบด่าง
ชื่อวงศ์---COSTACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย มาเลเซีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
มีถิ่นกำเนิดในมาเลเซียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการปลูกกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก
ลักษณะลำต้นสีน้ำตาลแดง มีเหง้าใต้ดินขึ้นเป็นกอ มีใบด่างที่แตกต่างจากเอื้องหมายนาชนิดอื่นอย่างเห็นได้ชัด ลำต้นสูง1.5-2 เมตร ตั้งตรงและไม่แตกกิ่งก้านและบางครั้งอาจคดเป็นรูปแบบเกลียวที่ปลายด้านบน ใบรูปไข่ถึงรูปขอบขนานยาว 15-30 ซม. ปลายใบแหลม แต่ละใบมีแถบสีขาวแคบ ๆ ตามขอบและมีเส้นสีขาวสุ่มบนแผ่นใบ ด้านล่างของใบมีขนอ่อน ๆ ใบเรียงสลับเวียนรอบลำต้น ดอกไม้สีขาวที่มีรูปร่างคล้ายทรัมเป็ตแต่ละดอกมีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 10 ซม. มีกลีบดอกที่หลอมรวมกันเป็นรูปกลีบดอกไม้ขนาดใหญ่เผยให้เห็นเกสรขนาดเล็กสีเหลืองคล้ายกลีบดอก ผลรูปทรงกลมถึงรูปไข่แคปซูลผลไม้ 3 เหลี่ยมสีแดงขนาด 1.5 ซม. มีเมล็ดสีดำและเนื้อสีขาวที่นกชื่นชอบ
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ตำแหน่งดีที่สุดในแสงแดดกรองหรือกึ่งเงา สามารถทนแดดได้เต็มที่ ควรได้รับแสงแดดโดยตรง 3 ถึง 5 ชั่วโมงทุกวัน ชอบดินที่อุดมสมบูรณ์ดินร่วนชื้นpH ของดิน 6.0-6.5และดินต้องมีการระบายน้ำได้ดี ต้องการน้ำปานกลาง ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง อัตราการเจริญเติบโตปานกลาง
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ เป็นไม้ประดับที่ยอดเยี่ยมสำหรับสวนหรือภูมิทัศน์ เหมาะปลูกเป็นกลุ่มหรือเป็นฉากหลังหรือแนวเขต สามารถปลูกประดับเป็นไม้กระถางได้ดี
-ใช้เป็นยา ได้รับการปลูกฝังในภูมิภาคต่างๆทั่วโลกสำหรับยาแผนโบราณ เหง้าใบและลำต้นของพืช ใช้ในการรักษาไข้โรคบิด หอบ หืด หลอดลม ปอดบวมโ รคไขข้อและการอักเสบ
-อื่น ๆได้รับการกล่าวถึงใน Kama Sutra ว่าเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางสำหรับขนตา
ขยายพันธุ์---โดยการแบ่งกอ การปักชำกิ่งหรือจากส่วนของเหง้า

เอื้องอินโด/Costus woodsonii


ชื่อวิทยาศาสตร์---Costus woodsonii Maas (1972)
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ--Red Button Ginger,Indian Head Ginger, Indianhead Ginger, Red Cane,Scarlet  Flag,Scarlet Spiral Flag
ชื่ออื่น---เอื้องหมายนาดอกแดง เอื้องอินโด ; [HAWAII:  'awapuhi' inikini po'o.];[THAI: Ueang maina dok daeng, Ueang indo.]
ชื่อวงศ์---COSTACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---เขตกึ่งเขตร้อนของเอเชีย แอฟริกา และอเมริกา; โคลัมเบีย คอสตาริกา นิคารากัว ปานามา
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Linnaeusได้รับการแสดงความเคารพต่อ Dioscoridesที่อธิบายถึงพืชซึ่งถือว่าคล้ายกันกับชื่อของ 'Kostos' ; ชื่อของสายพันธุ์ได้รับเกียรติจากนักพฤกษศาสตร์ชาวอเมริกัน Robert Everard Woodson (1904-1963) ผู้ดูแลสวนสมุนไพรของMisouri Botanical Garden
มีถิ่นกำเนิดในโคลัมเบีย คอสตาริกา นิคารากัว ปานามา
ไม้พุ่มสกุลเอื้องหมายนาสูงประมาณ1-2เมตรหรืออาจสูงได้ถึง3เมตร ใบเรียงเป็นเกลียวหนาสีเขียวเข้ม ดอกรูปทรงกระบอกยาว2.5-10ซม.กาบใบสีแดงเข้มและดอกสีแดงอมส้ม ดอกทนทาน อยู่ได้หลายสัปดาห์
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ปลูกได้ทั้งในที่ร่มรำไรและแสงแดดจัด ดินร่วนอุดมสมบูรณ์มีการระบายน้ำดี
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ นิยมปลูกเป็นไม้ตัดดอก และใช้เพื่อการจัดสวน
ระยะดอกออก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ปักชำ แยกหน่อ

เอื้องหมายนาดอกชมพู/Costus fissiligulatus

ชื่อวิทยาศาสตร์---Costus fissiligulatus Gagnep.(1902)
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---African Princess, Cameroon Costus
ชื่ออื่น---เอื้องหมายนาดอกชมพู ; [THAI: Ueabg maina dok chomphoo.]
ชื่อวงศ์ --COSTACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---กาบอง แคเมอรูน คองโก ไนจีเรีย เบนิน
Costus fissiligulatusเป็นสายพันธุ์ของพืชออกดอกในครอบครัววงศ์เอื้องหมายนา ได้รับการอธิบายครั้งแรกโดย Francois Gagnepain (1866-1952 )นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศสในปี พ.ศ.2445


มีถิ่นกำเนิดใน แอฟริกาตะวันตกเขตร้อน : กาบอง แคเมอรูน คองโก ไนจีเรียตอนใต้และเบนิน พบในป่าที่ระดับความสูง 500 ถึง 800 เมตร
เอื้องหมายนาจากแอฟริกาตะวันตก ลำต้นเรียวยาวในกอขนาดใหญ่ตั้งตรงมาก ต้นสูง90-120ซ.ม. มีใบเป็นเกลียวสีเขียว มีความยาว 20ซม.และกว้าง7.5ซม.ดอกรูปทรัมเป็ตสีชมพู สวยคลาสสิค โคนกลีบดอกสีเหลือง ดอกขนาดประมาณ7.5ซม. หลังจากบานแล้วมันสามารถสร้าง keikis (หรือต้นอ่อน) ที่ฐานของช่อดอก . ปล่อยให้เคคิสโตพอที่จะงอกรากที่แข็งแรงแล้วแยกจากต้นแม่มาปลูกในกระถางแยกกัน
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เลี้ยงง่ายเหมือนเอื้องหมายนาอื่นๆ ปลูกได้ทั้งในที่ร่มรำไรและแสงแดดจัด ดินร่วนอุดมสมบูรณ์ชื้นสม่ำเสมอมีการระบายน้ำดี
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ สามารถปลูกประดับเป็นไม้กระถางได้ดี
ระยะออกดอก---ฤดูร้อนถึงฤดูใบไม้ผลิ
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ แยกหน่อ แยกต้นอ่อนที่ฐานของช่อดอก

ม่วงนที/Dichorisandra penduliflora

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Dichorisandra penduliflora Kunth (1843)
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Stickmannia penduliflora (Kunth) Kuntze.(1891)
ชื่อสามัญ---Weeping Blue Ginger, Dwarf Weeping Blue Ginger, Blue Pendant
ชื่ออื่น---ม่วงนที ; [THAI: Mouang na-thi.]
ชื่อวงศ์---COMELINACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---บราซิล
Dichorisandra penduliflora เป็นสายพันธุ์ของพืชออกดอกในครอบครัววงศ์ผักปลาบ ได้รับการอธิบายครั้งแรกโดย Carl Sigismund Kunth (1788–1850) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน ในปี พ.ศ.2386


มีถิ่นกำเนิดทางตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิล
ไม้ล้มลุกอายุ หลายปี มีเหง้าใต้ดิน ลำต้นอ่อนเป็นข้อปล้องกลมแตกกิ่งก้านด้านข้าง สูงได้ถึง1-1.2เมตร ใบเป็นใบเดี่ยวออกเวียนสลับถี่บริเวณปลายยอดสีเขียวเข้มรูปใบหอก ยาว 7-10 ซม ปลายใบแหลม โคนใบมน ก้านใบสั้น โคนก้านใบเป็นกาบหุ้มลำต้น ดอกออกเป็นช่อตามง่ามใบใกล้ปลายยอด ช่อดอกยาวและห้อยลง แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อย สีน้ำเงินเข้ม หรือ ม่วงคราม กลีบเลี้ยง3กลีบและกลีบดอก3กลีบ กลางดอกมีเกสรเป็นกระจุกสีขาวปนเหลือง ผลไม้มีเนื้อสีส้มแดง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม--- เติบโตได้ดีในที่มีแดดครึ่งวันเช้าหรือร่มรำไร ต้องการน้ำปานกลาง ดินอุดมสมบูรย์ด้วยอินทรีย์วัตถุ
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับสวนทั่วไป นิยมปลูกลงแปลงเป็นกลุ่มหรือปลูกในกระถาง เป็น house plant
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ปีกชำ หัวใต้ดิน

ผีเสื้อราตรี/Oxalis triangularis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Oxalis triangularis A. St.-Hil.(1825)
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms    
---Oxalis palustris var. major A.St.-Hil.(1825)
ชื่อสามัญ---Love Plant, False shamrock, Purple shamrock, Scurvy plant
ชื่ออื่น---ผีเสี้อราตรี, ปีกผีเสื้อ ;[CHINESE: Sānjiǎo zǐ yè cù jiāng cǎo.];[GERMAN: Dreieckiger Glücksklee, Roter Dreiecksklee.];[ITALIAN: Ossalide triangolare.];[POLISH: Szczawik trójkątny.];[SWEDISH: Triangeloxalis.];[THAI: Phisuea ratri,Peek Phisuea.]
ชื่อวงศ์---OXALIDACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกาใต้-อาร์เจนติน่า โบลิเวีย บราซิล ปรากวัย เปรู
Oxalis triangularis เป็นสายพันธุ์ของไม้ยืนต้น พืชในครอบครัววงศ์กระทืบยอด ได้รับการอธิบายครั้งแรกโดย Augustin François César Prouvençal de Saint-Hilaire (1779–1853) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ในปีพ.ศ.2368

มีถิ่นกำเนิดในหลายประเทศทางตอนใต้ของอเมริกาใต้ บราซิล โบลิเวีย อาร์เจนตินาและปารากวัย เติบโตตามธรรมชาติท่ามกลางโขดหินใกล้ลำธาร ที่ระดับความสูง  5- 600 เมตร ถูกแนะนำ(เพาะปลูก)ในในประเทศสหรัฐอเมริกาในรัฐฟลอริดาและลุยเซียนา
ผีเสื้อราตรีเป็นไม้ยืนต้น สูง 20-30 ซ.ม. ลำต้นสั้น และมีรากสะสมอาหารอยู่ใต้ดิน (ยาว 5 ซม. เส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 10 - 15 มม. มีเกล็ดปกคลุม) ใบประกอบแบบนิ้วมือ แบบมีใบย่อย มี 3-4 ใบ รูปไข่กลับเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยม (2–) 3–5 (–6) ซม.กลีบแผ่นใบพับขึ้นเล็กน้อย จัดอยู่ในระนาบเดียวกันตั้งฉากกับก้านใบ ใบสีม่วงแดง ก้านใบยาวและอ่อนโค้งยาว 15-25 ซม. ใบไม้จะหุบลงเหมือนร่มในเวลากลางคืน ดอกออกเป็นช่อคล้ายแบบช่อซี่ร่ม เป็นดอกสมบูรณ์เพศ [Hermaphrodite (มีอวัยวะทั้งเพศผู้และเพศเมีย).]  มีกลีบเลี้ยง 5กลีบมีขนหนาแน่นกลีบดอก 5 กลีบ สีชมพูอ่อน, สีขาว หรือสีม่วงอ่อน ขนาด15-22 ม.ม.หุบลงในเวลากลางคืนเหมือนกัน ผลแบบแคปซูลรูปไข่ ขนาด12-18ม.ม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแแหน่งที่มีแสงแดดรำไร หรือแสงแดดส่องทางอ้อมกับอุณหภูมิที่ร่มเย็น 15 ° C สามารถทนต่ออุณหภูมิภายในอาคารที่สูงขึ้นได้ แต่จะเข้าสู่การพักตัวก่อนเวลาอันควรและ / หรือเริ่มมีลักษณะ "เหนื่อย" หากอุณหภูมิสูงเกิน 27 ° C เป็นระยะเวลานาน ชอบดินร่วนอุดมสมบูรณ์ด้วยอินทรีย์วัตถุ เหมาะสำหรับดินที่เป็นกรดเป็นกลางและเป็นด่าง ปรับตัวได้ทั้งในดินแห้งและชื้นแต่มีการระบายน้ำดี ควรรดน้ำเฉพาะเมื่อดินชั้นบนดูแห้ง ในฤดูหนาวไม่ควรรดน้ำ พืชที่โตเต็มที่จะถูกตัดกลับสู่ดินทุกๆ 3-5 ปีในช่วงต้นฤดูร้อนหรือในช่วงพักตัว
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ใบกินดิบหรือสุกมีรสเปรี้ยวเนื่องจากมีกรดออกซาลิก ใบไม้และดอกไม้สามารถใช้ตกแต่งสลัด เมื่อบริโภคใบไม้ในปริมาณมากขึ้นกรดออกซาลิกอาจทำให้รู้สึกไม่สบายตัว เหง้ารับกินดิบหรือสุกมีรสหวาน
-ใช้ปลูกประดับ ปลูกเป็นไม้กระถาง หรือปลูกลงกระถางแขวน หรือปลูกเป็นกลุ่มเป็นแปลงในที่รำไร
ได้รับรางวัล--- Royal Horticultural Society’s Award of Garden Merit.
ระยะออกดอ---เดือนเมษายน-เดือนพฤษภาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยเมล็ด แยกกอ เหง้า

 บอนสี

สกุลคาลาเดียม/Caladium  bicolor (Ait.)Vent


บอน สีได้รับการยกย่องว่าเป็นราชินีแห่งไม้ใบ  ชาวไทยมีวิธีพิสดารในการปลูกเลี้ยงบอนสี มาแต่โบราณหวงกันมากอีกต่างหาก ด้วยเหตุนี้ทำให้บอนสีมีน้อย
บอนสีเป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี ทุกส่วนอวบน้ำมีลำต้นจริงเป็นหัว  สะสมอาหารอยู่ใต้ดิน บนหัวมีตาเล็กๆเรียกว่า "เขี้ยว" ซึ่งสามารถผลิใบและเจริญเติบโต หรือนำมาขยายพันธุ์ต่อไป  รูปใบแบ่งได้ตามลักษณะใบตามลักษณะใหญ่ๆได้ 4 แบบคือ ใบไทย ใบยาว ใบกลม และใบกาบ สำหรับช่อดอก มีสีสันไม่สะดุดตา ผลิบานและมีกลิ่นหอมในเวลากลางคืน  ดอกเพศผู้จะบานก่อนดอกเพศเมีย ดังนั้นจึงมีโอกาสผสมข้ามพันธุ์ได้ง่าย หลังผสมเกสรจะติดผลทรงกลมอยู่รอบฐานดอกเมื่อสุกจะมีสีแดงคล้ำ สามารถนำมาขยายพันธุ์ต่อไปได้
โดยทั่วไปบอนสีจะชอบดินร่วนระบายน้ำได้ดี ระวังอย่าให้ดินแฉะเกินไปชอบดินที่ มีอินทรียวัตถุสูง  มีความชื้นในอากาศมากและ แสงแดดรำไร  ในอดีตเซียนปลูกเลี้ยงบอนสีนิยมใช้ดินเลนตามท้องร่องสวน มาบดผสมกับใบไม้ผุต่างๆเช่น ใบก้ามปู ใบทองหลาง ดินขุยไผ่ และหากต้องการให้บอนสีสดขึ้น ต้องทำให้ดินมีค่าเป็นกรดอ่อนๆ โดยนำดินมาผสมกับใบมะขาม เพื่อเพิ่มความเป็นกรดให้กับดิน
เนื่องจากบอนสีในไทยมีไม่กี่พันธุ์ที่พอจะปลูกเลี้ยงเป็นไม้ประดับเพื่อการ จัดสวน จึงขอกล่าวถึงแต่พันธุ์ที่เลี้ยงง่ายตายยาก ต่อไปนี้จะเป็นบอนต้นที่เรานำมาใช้ในการจัดสวนในที่ร่มรำไรเสมอๆ

พระยาเศวต/Caladium humboldtii


ชื่อวิทยาศาสตร์---Caladium humboldtii (Raf.) Schott (1854)
ชื่อพ้อง --- Has 4 Synonyms  
---Basionym: Podospadix humboldtii Raf.(1838)
---Caladium argyrites Lem.(1858)
---Caladium myriostigma K.Koch.(1862)
---Caladium humboldtii var. myriostigma (K.Koch) Engl.(1879)
ชื่อสามัญ--- Homboldt caladium, Mini Variegated Caladium, Angel's wings, Fancy leaf caladium, Miniature caladium.
ชื่ออื่น---ว่านพญาปัจเวก, พญาเศวต, พระยาเศวต ; [SWEDISH: Dvärgkaladium.];[THAI: Praya sawait, Phaya sawait, Wan Phaya patchawek.]
ชื่อวงศ์---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกาใต้ อเมริกากลาง ; บราซิล อาร์เจนติน่า แอฟริกา ประเทศและหมู่เกาะต่างๆในเขตร้อน
นิรุกติศาสตร์--- ชื่อสกุล Caladium มีรากศัพท์มาจากภาษา มาลาดิมลายู ต้นกำเนิดมาจากชื่อในอเมริกาใต้ของพืชเหล่านี้ ("kale" หรือ "kaladi") ; ชื่อสายพันธุ์ "humboldtii" ได้รับการตั้งชื่อตาม Alexander von Humboldt (1769 - 1859) นักธรรมชาติวิทยาและนักสำรวจชาวเยอรมันที่บันทึกพรรณไม้ในละตินอเมริกา
Caladium humboldtii เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในวงศ์ Araceae สายพันธุ์นี้ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Constantine Samuel Rafinesque-Schmaltz (1783–1840) นักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศส - อเมริกันและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Heinrich Wilhelm Schott (1794–1865) นักพฤกษศาสตร์ชาวออสเตรีย ในปีพ.ศ.2397
มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้และหมู่เกาะเวสต์อินดีส
เป็น พันธุ์เก่าแก่ คงจะคุ้นตากันดี เป็นไม้ล้มลุกต้นไม่สูงมาก ประมาณสัก 8-10 ซม.มีลำต้นใต้ดินเป็นหัวแบบเผือก หัวกลม ขนาดประมาณ 8 มม ใบรูปหัวใจแผ่นใบบางสีเขียว มีลายประด่างสีขาวกระจายทั่วใบ ใบกลมสีเขียวอ่อน โคนกาบใบสีน้ำตาลเรื่อ ช่อดอกแบบช่อเชิงลดมีกาบ
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---สามารถปลูกในที่ๆมีแสงแดดครึ่งวันได้ ชอบดินร่วนระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุสูง ทนทาน
ใช้ประโยชน์---ปลูกเป็นไม้ประดับและใช้เป็นสมุนไพร โดยนำหัวมาตำผสมเหล้า ทาแก้แมลงสัตว์กัดต่อย บ้างว่าใช้แก้พิษงู
ขยายพันธุ์---แยกกอ

อาจารย์ฮกหลง /Caladium ‘ThaiBeauty’

ชื่อวิทยาศาสตร์---Caladium 'Thai Beauty'
ชื่อสามัญ---Caladium, Angel Wings, Fancy-Leafed Caladium, Heart of Jesus 'Thai Beauty'
ชื่ออื่น---ฮกหลง, อาจารย์ฮกหลง ;[THAI: Hok Long.]
Cultivar---Thai Beauty
Cultivar group----Hybrid, Thai Caladium
Additional cultivar information---(aka Hoklong)
ชื่อวงศ์---ARACEAE
ไม้สกุล Caladium ในวงศ์ ARACEAEเป็นหนึ่งในลูกผสมคาลาเดียมที่น่าทึ่งหลายตัวที่เกิดในประเทศไทย เป็นไม้ยืนต้นที่มีหัวเช่นเดียวกับเผือกเหมือนบอนสีอื่นๆ เป็นบอนใบยาว ใบคล้ายรูปใบโพธิ์ หูใบสั้น พื้นใบสีชมพู กระดูกและเส้นสีเขียวและขาว พร่าสีขาว ขอบใบขลิบสีเขียวเข้ม ใบแก่จะมีสีเขียวเข้มขึ้นเกือบทั้งใบ ก้านใบสีดำ ฮกหลงไม่มีดอกไม้คุณสมบัติหลักคือใบไม้ที่สวยงามที่ทำให้เกิดการปกคลุมของใบไม้ จะเห็นใบไม้สีชมพูที่สวยงามได้ตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิจนถึงฤดูใบไม้ร่วง
ข้อกำหนดสิ่่งแวดล้อม---เป็นพืชที่ต้องการแสง เพื่อสร้างเม็ดสี แต่แสงจะต้องมีวัสดุมาพรางไว้ประมาณ 50 % อุณหภูมิ ประมาณ 18 - 24 °C ดินร่วนที่มีการระบายน้ำได้ดีมีค่า pH ตั้งแต่ 6 ขึ้นไป ชอบความร้อนชื้น ต้องการความชื้นสูง ถ้าอากาศแห้งแล้ง ควรฉีดพ่นน้ำให้ที่ใบบ่อยๆ ต้องการน้ำมากไม่ถึงกับแฉะ ควรรดน้ำให้พอดีและสม่ำเสมอ
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ เป็นบอนที่สวยงามชนิดหนึ่ง ในสมัยโบราณปลูกเป็นไม้มงคลที่นิยมปลูกใส่กระถางไว้หน้าบ้านและเชื่อว่าจะทำให้บ้านที่ปลูกใว้จะมีแต่ความสุขความเจริญเป็นสิริมงคลแก่ผู้อาศัย
ขยายพันธุ์---ด้วยหัวหรือเหง้า

ซันโตโซม่า/Caladium lindenii

ชื่อวิทยาศาสตร์---Caladium lindenii (Andre) Madison.(1981)
ชื่อพ้อง--- Has 4 Synonyms
---Basionym: Phyllotaenium lindenii André (1872).
---Xanthosoma lindenii (André) T.Moore(1872)
---Phyllotaenium lindenii var. magnificum Pynaert (1886).
---Caladium lindenii var. sylvestre Grayum.(1986).
ชื่อสามัญ ---Indian-kale, Spoonflower, Angel’s Wing.
ชื่ออื่น---ซันโตโซม่า ;[SWEDISH: Zebrakaladium.]
ชื่อวงศ์---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกากลาง อเมริกาใต้ ประเทศในเขตร้อนชื้น
Caladium lindenii เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวAraceae ตั้งชื่อตามนักพฤกษศาสตร์ชาวเบลเยียม Jean Jules Linden (1817 –1898) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Éduard-FrançoisAndré (1840-1911) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศส และได้รับชื่อปัจจุบันโดย Madison.ในปีพ.ศ.2524
มีถิ่นกำเนิดในโคลอมเบียและปานามา
เป็นไม้ยืนต้นพวกเดียวกับบอนอีกต้นที่สวยงาม ลักษณะ ลำต้นเป็นหัวสะสมอาหารอยู่ใต้ดิน สูงประมาณ 0.50 – 1.00 เมตร มีใบเป็นรูปหัวใจ เส้นใบสีขาวเป็นลายก้างปลา ก้านใบแบนด้านบนสีเขียวมีแถบสีม่วงปกคลุมประปราย
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---แสงแดดตลอดวันรำไรหรือร่มเงาบางส่วน อยู่ในที่รำไรใบจะสวยมาก แดดแรงเกินใปริมใบจะไหม้
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับเป็นไม้ประดับตกแต่งภายในหรือเป็น house plant
การขยายพันธุ์---การปักชำหรือการปักชำลำต้น

กระหนกนฤมิต/Cercestis mirabilis


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Cercestis mirabilis (N.E.Br.) Bogner (1986)
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms    
---Basionym : Rhektophyllum mirabile N.E. Br.(1882).
---Nephthytis picturata N.E.Br.(1887).
---Nephthytis picturata var. angustata N.E.Br.(1887)
---Rhektophyllum congense De Wild. & T.Durand (1901).
ชื่อสามัญ---Juvenile leave blade, The African Embossed Plant
ชื่ออื่น---กระหนกนฤมิต, กนกนฤมิต ;[THAI: Kra nok na rue mit.]
ชื่อวงศ์---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---แองโกลา เบนิน คองโก กาบอน ไนจีเรีย อูกานดา
Cercestis mirabilis เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัว Araceae ได้รับการอธิบายครั้งแรกโดย Nicholas Edward Brown (1849–1934) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ.และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Josef Bogner (born 1939, died 2020) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน ในปี พ.ศ. 2529
พบในแอฟริกาตะวันตก (กาบอง อูกันดา แคเมอรูน อิเควทอเรียล กินี ซาอีร์ เบนิน ไนจีเรีย และแองโกลา)ในธรรมชาติพบตามป่าร้อนชื้นที่ราบต่ำที่ระดับความสูงไม่เกิน400เมตรแพร่กระจายไปตามประเทศในเขตร้อนด้วยการนำมาปลูกเป็นไม้ประดับ
เป็นไม้ยืนต้น epiphytic มักพบเลื้อยขึ้นตามลำต้นของต้นไม้ใหญ่สูงได้ถึง สูง 7-15 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 5 ซม.มีรากยาวซึ่งห้อยลงมาที่พื้นจากกิ่งก้านสูงบนต้นไม้โฮสต์ นอกจากนี้ยังเติบโตในดินและป่าชนิดนี้เรียกว่า hemiepiphytic เป็นพืชที่เริ่มต้นชีวิตด้วยเมล็ดพันธุ์ที่หล่นลงบนดินซึ่งจะเลื้อยขึ้นบนลำต้นของต้นไม้ที่อยู่ใกล้เคียงแยกออกไปเป็นต้นใหม่ได้ รากสามารถเกาะจับยึดแนบกับต้นไม้อื่น  ใบคล้ายใบบอนสี พื้นที่สีขาวในใบ (maculate) ของต้นอายุน้อยจะพองและยกขึ้นเหนือพื้นที่สีเขียวเข้ม สีเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเล็กน้อย ลวดลายบนใบไม้เรียกได้ว่าเป็น maculate ซึ่งแปลว่า "มีตำหนิ" เมื่อต้นอายุมากขึ้นลวดลายที่น่าสนใจจะจางหายไป
 ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---พืฃต้องการแสงสว่างโดยให้ร่มเงาประมาณ 60% พร้อมกับการรดน้ำบ่อย ๆ และความชื้นสูงโดยคงไว้ที่ 85%ตลอดเวลาใบสวยงามมากเมื่ออยู่ในที่มีแสงแดดรำไร ให้ดินชุ่มชื้นสม่ำเสมอแต่ไม่ขังแฉะ อ้ตราการเจริญเติบโต ช้า
ใช้ประโยชน์---เป็นพืชถูกเก็บมาจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารยาและแหล่งที่มาของเส้นใย
-ใช้กิน ใบอ่อนและช่อดอก - สุกและกินเป็นผัก
-ใช้เป็นยา ในแอฟริกา ใบปรุงในเนยที่ทำจากถั่วโมบิ (Baillonella toxisperma) ร่วมกับเชื้อราที่ไม่ระบุรายละเอียดและใช้กินเพื่อรักษาตับ ใบใช้ร่วมกับเปลือกของต้นไม้ต่าง ๆ เหง้าของ Sarcophrynium และเมล็ดพริกเพื่อรักษาโรคเดียวกัน             -น้ำคั้นจากใบจะถูกนำมาร่างด้วยดินขาวพริกไทยเมเลเกตา (Aframomummelegueta)และเกลือสินเธาว์เพื่อรักษาอาการหัวใจและหยุดอาเจียน
-ใช้ปลูกประดับ ใช้ปลูกประดับเป็นไม้ประดับตกแต่งภายในหรือเป็น house plant
-อื่น ๆ รากก้านยาวใช้ผูกมันเทศ แกนกลางเส้นใยของรากใช้เป็นสายเบ็ด
ขยายพันธุ์---เมล็ด  ปักชำ

PIPERACEAE

เป็นพืชวงศ์พริกไท  มีประมาณ 3,600ชนิด สายพันธุ์ที่ได้รับการยอมรับในปัจจุบัน 13 สกุล สามารถพบได้ในสองสกุลหลักได้แก่ ไพเพอร์ (2000 ชนิด) และ เปปเปอโรเมีย (1600 ชนิด) พืขในวงศ์นี้อาจเป็น ไม้พุ่มเล็ก ไม้เลื้อยหรือสมุนไพร ที่รู้จักกันดีคือ พริกไทขาว พริกไทดำ

เปปเปอร์โรเมีย/Peperomia obtusifolia


ชื่อวิทยาศาสตร์---Peperomia obtusifolia (L.)A. Dietr. (1831)
ชื่อพ้อง ----Has 1 Synonyms   
Basionym: Piper obtusifolium L (1753)
ชื่อสามัญ ---Baby rubberplant, Pepper faces, American Rubber Plant, Florida Peperomia, Oval-leaf peperomia.
ชื่ออื่น---เปปเปอร์โรเมีย
ชื่อวงศ์---PIPERACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---ฟลอริดา เม็กซิโก แคริเบียน
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลมาจากคำภาษากรีก'peperi' = พริกไทและ 'homoios' = คล้ายกัน อ้างอิงถึงพืชที่มีลักษณะคล้ายและเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับพริกไทยดำแท้ ( Piper nigrum ) ; ชื่อสายพันธุ์ 'obtusifolia' หมายถึง "blunt-leaved" ''ใบทื่อ''
Peperomia obtusifolia เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวพริกไท (Piperaceae) อธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Linnaeus (1707–1778) นักชีววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดน และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Albert Gottfried Dietrich (1795–1856) นักพฤกษศาสตร์และนักชีววิทยาชาวเยอรมัน ในปี พ.ศ.2374
ถิ่นกำเนิดในอเมริกากลางและใต้ - ฟลอริดาเม็กซิโกและแคริบเบียน เติบโตในป่าฝน และเป็น epiphytes
ต้น ตรงอวบน้ำ สีแดงเรื่อ สูง15-20ซม. ใบรูปรีถึงไข่กลับ กว้าง4-5ซม.ยาว7-8ซม. ปลายใบมน โคนใบสอบแคบ สีเขียวเข้ม ด้านหลังใบสีเขียวอ่อน ช่อดอกยาว9-10ซม.
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---แสงแดดรำไร ดินอุดมสมบูรณ์ระบายน้ำดี และความขื้นสูง อุณหภูมิที่เหมาะสม 18-24º อุณหภูมิต่ำสุด 15 ° C ใส่ปุ๋ยพืชทุกเดือนในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนด้วยปุ๋ยน้ำเจือจาง ห้ามใส่ปุ๋ยในช่วงฤดูหนาว โดยทั่วไปจะเป็นพืชที่ทนทานแม้ว่าบางครั้งมันจะมีปัญหาเกี่ยวกับเพลี้ยอ่อนและเพลี้ยแป้ง นอกจากนี้การรดน้ำมากเกินไปอาจทำให้รากเน่าได้
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ ใช้ประดับสวนและนิยมปลูกเป็นไม้กระถาง ปลูกเป็นไม้คลุมดินหรือไม้แขวนในที่ร่มได้
ไดรับรางวัล--- Royal Horticultural Society's Award of Garden Merit.(2018)
ขยายพันธุ์---ด้วยการปักชำกิ่ง

เปปเปอร์โรเมียใบด่าง/Peperomia obtusifolia Variegata

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Peperomia obtusifolia Variegata
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ  ---Variegated Baby Rubber Plant
ชื่ออื่น ---เปปเปอร์โรเมีย
ชื่อวงศ์---PIPERACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์ ---ฟลอริดา อเมริกากลาง เม็กซิโก แคริเบียน
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลมาจากคำภาษากรีก'peperi' = พริกไทและ 'homoios' = คล้ายกัน พืชมีลักษณะคล้ายและเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับพริกไทยดำแท้ ( Piper nigrum ) ; ชื่อสายพันธุ์ 'obtusifolia' หมายถึง "blunt-leaved" ''ใบทื่อ''
ถิ่นกำเนิด เติบโตในป่าทึบของอเมริกากลางและใต้ - ฟลอริดาเม็กซิโกและแคริบเบียน เติบโตในป่าฝนและเป็น epiphytes
ต้น ตรงอวบน้ำ สีแดงเรื่อ สูง15-20ซม. ใบรูปรีถึงไข่กลับมันวาว กว้าง4-5ซม.ยาว7-8ซม. ปลายใบมน โคนใบสอบแคบ ใบหลากสี มีเฉดสีเขียวเข้มสีเขียวมะกอกและสีขาวครีม  ด้านหลังใบสีเขียวอ่อน  ริมขอบใบสีครีม ช่อดอกยาว9-10ซม.ดอกเดือยสีขาวแคบยาวตั้งตรงคล้ายหางหนู
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---สำหรับ P. Variegata ต้องการแสงจ้าหรือแสงแดดโดยตรง (วันละ2-3ชั่วโมง) หรือที่ที่มีแสงแดดรำไร ดินอุดมสมบูรณ์ระบายน้ำดี และความขื้นสูง อุณหภูมิที่เหมาะสม 18-24º อุณหภูมิต่ำสุด 15 ° C การให้ปุ๋ยให้ใช้ปุ๋ยน้ำเจือจางทุกๆ 2 สัปดาห์และเดือนละครั้งในช่วงฤดูร้อน ไม่จำเป็นต้องให้ปุ๋ยตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงถึงฤดูใบไม้ผลิโดยทั่วไปจะเป็นพืชที่ทนทานแม้ว่าบางครั้งมันจะมีปัญหาเกี่ยวกับเพลี้ยอ่อนและเพลี้ยแป้ง นอกจากนี้การรดน้ำมากเกินไปอาจทำให้รากเน่าได้ ควรปล่อยให้ดินชั้นบนแห้งสนิทแล้วค่อยรดน้ำให้ทั่ว
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ  เป็นไม้ประดับในร่มที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ใช้ประดับสวนและนิยมปลูกเป็นไม้กระถาง ปลูกเป็นไม้คลุมดินหรือไม้กระถางแขวน
ไดรับรางวัล--- Royal Horticultural Society's Award of Garden Merit.(2018)
ระยะออกดอก---ปลายฤดูใบไม้ผลิและต้นฤดูใบไม้ร่วง
ขยายพันธุ์---ด้วยการปักชำกิ่ง

เปปเปอร์โรเมีย ใบลายแตงโม/Peperomia argyreia

ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Peperomia argyreia ( Miq .) E. Morren (1867)
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Basionym: Peperomia arifolia var. argyreia Miq.(1867)
---Peperomia argyraea Hott (1865)
---Peperomia sandersii C. DC.(1869)
ชื่อสามัญ ---Watermelon Peperomia, Watermelon begonia.
ชื่ออื่น---เปปเปอร์โรเมีย ใบลายแตงโม;[GERMAN: Silberblatt-Peperomie.];[JAPANESE: Shimaaoiiso.];[LITHUANIA: sidabrinė peperomija.];[PORTUGUESE: Peperomia, Peperômia-melancia.];[SWEDISH: Radiatorört.];[VIETNAM: Cây lá sọc dưa hấu.]
ชื่อวงศ์ ---PIPERACEAE
ถิ่นกำเนิด:--- ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---ตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ ถึงบราซิล
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสายพันธุ์มาจากภาษาละติน 'argyreia'หมายถึง "สีเงิน"
Peperomia argyreiaเป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัว Piperaceaeได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Friedrich Anton Wilhelm Miquel (1811–1871) นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Charles Jacques Édouard Morren (1833 –1886) ศาสตราจารย์นักพฤกษศาสตร์ชาวเบลเยียม ในปี พ.ศ.2310
พืชพื้นเมืองภาคเหนืออเมริกาใต้มีถิ่นกำเนิดในบราซิลรวมทั้งโบลิเวีย,เอกวาดอร์และเวเนซุเอลา
ไม้ยืนต้น ขึ้นเป็นกอสูง15-25 ซม. ใบรูปก้นปิด ค่อนข้างกลม ขนาดของใบ 4-7ซม.ปลายใบแหลมแผ่นใบหนาเป็นมัน มีแถบสีเทาหรือสีเงินพาดตามแนวยาว ดอกเป็นช่อเชิงลด บนช่อดอกมีดอกเล็กๆอัดแน่น เป็นดอกแยกเพศ เมื่อติดผลจะเห็นเม็ดกลมๆติดอยู่บนข่อดอกจำนวนมาก
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งที่มีแสงจ้า แต่ไม่ใช่แสงแดดโดยตรง ชอบสภาพแวดล้อมที่สดใสอบอุ่นและชื้น ดินอุดมสมบูรณ์ระบายน้ำได้ดี ต้นไม้ชนิดนี้สามารถวางไว้ในบ้านใกล้หน้าต่างที่มีแสงแดดส่องถึงและใช้ถาดที่มีน้ำเต็มใต้กระถางเพื่อให้พืชชุ่มชื้น
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ ที่มีคุณค่าในการเพาะปลูกในพื้นที่เขตอบอุ่นมักปลูกเป็นไม้กระถาง เหมาะสำหรับโต๊ะทำงานและโต๊ะที่มีแสงสว่างเพียงพอ ง่ายต่อการจัดวางบนชั้นวางและในสวนขวดขนาดใหญ่
ได้รับรางวัล---Royal Horticultural Society’s Award of Garden Merit.
ระยะออกดอก---ในฤดูร้อน
ขยายพันธุ์---เมล็ด แยกหน่อหรือปักชำกิ่ง

หัวใจพลูด่าง/Peperomia serpens


ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Peperomia serpens 'Variegata'
ชื่อสามัญ --- Philodendron Peperomia, Cupid Peperomia
ชื่อวงศ์ --- PIPERACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---ปานามา บราซิล เปรู และหมู่เกาะเวสต์อินดีส
มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้ซึ่งมักเติบโตใต้ต้นไม้
ต้น ทอดเลื้อย รากออกตามข้อ ใบรูปไข่ถึงรูปรี กว้าง2-2.5ซม.ยาว3.5-4ซม.ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบบิดเล็กน้อย ใบสีเขียวอ่อนขลิบขาว ดอกออกเป็นช่อเชิงลดทรงกระบอกที่ซอกใบปลายยอดยาวประมาณ 3 ซม.ดอกแยกเพศ มักไม่ติดผล
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดรำไรหรือแสงแดดในช่วงเช้า วัสดุปลูกที่โปร่งเก็บความชื้นระบายน้ำและอากาศได้ดี อัตราการเจริญเติบโต
ใช้ประโยชน์---นิยม ปลูกเป็นไม้กระถางแขวนหรือไม้คลุมดิน ชอบแสงแดดรำไร ดินร่วนระบายน้ำดี ปลูกเลี้ยงง่ายโตเร็ว หมั่นตัดแต่งให้ได้ทรงสวยงามอยู่เสมอ ยอดที่ตัดนำไปปักชำใหม่ง่ายมาก
ขยายพันธุ์---ปักชำ

พลูลงยา/Piper ornatum


ชื่อวิทยาศาสตร์---Piper ornatum N.E.Br.
ชื่อพ้อง---This name is unresolved. No synonyms have been associated with this taxon yet.
ชื่อสามัญ---Celebes Pepper, Ornamental Pepper, Ornate Pepper Vine
ชื่ออื่น---พลูลงยา ;[INDONESIA: Sirih merah.];[SWEDISH: Prydnadspeppar.];[THAI: Phlu long ya.]
ชื่อวงศ์---PIPERACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ ---อินโดนีเซีย
Piper ornatum เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัว Piperaceaeได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรก โดย Nicholas Edward Brown (1849–1934) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ 
ไม้เลื้อยลำต้นเล็กอายุหลายปีมีเถาเลื้อยสีน้ำตาลอมแดง มีรากพิเศษออกตามข้อ ใบรูปหัวใจ ขนาดกว้าง7-8ซม.ยาว7-12ซม. ปลายใบแหลม โคนใบเบี้ยว หรือเว้ารูปหัวใจ ขอบใบเรียบ แผ่นใบบางคล้ายกระเาษ สีเขียวคล้ำมีลายสีชมพูกระจายอยู่ทั่วไป เห็นเส้นใบชัด ใต้ใบสีม่วงแดง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ในที่ที่มีแสงแดดรำไร ดินร่วน ระบายน้ำดี ความชื้นสูงจะงามดี เลี้ยงง่ายและทนทาน
ใช้ประโยชน์---มีสรรพคุณทางยาและความสวยงามของใบใช้ปลูกเป็นไม้ประดับสวน
-ใข้เป็นยา รักษาโรคเบาหวาน, ตับอักเสบ, เกาต์, นิ่วในไต, ลดคอเลสเตอรอล, ป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง, ตกขาว, การอักเสบของต่อมลูกหมาก, ตาอักเสบ, เป็นแผล, อ่อนเพลีย, ปวดข้อและทำให้ผิวหนังเรียบเนียน
ระยะออกดอก---เดือนกรกฎาคม-เดือนพฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---ปักชำกิ่ง

พลูเงิน/Piper sylvaticum

ชื่อวิทยาศาสตร์---Piper sylvaticum Roxb.1820
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---Mountain Long Pepper
ชื่ออื่น---พลูเงิน ;[ASSAM: Pahari-pipoli.;[AYURVEDA: Vana-Pippali.];[BENGALI: Pahari pipul, Bon pan.];[CHINESE: Chang bing hu jiao.];[INDIA(folk medicine): Pahaari Peepal.];[THAI: Phlu ngoen.]
ชื่อวงศ์---PIPERACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ทิเบต, จีน (ยูนนาน), ลาว, บังกลาเทศ, อินเดีย, เมียนมาร์, ภูฏาน, สิกขิม
Piper sylvaticum เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัว Piperaceaeได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรก โดย William Roxburgh (1751-1815) ศัลยแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อต ในปี พ.ศ. 2363
มีถิ่นกำเนิดในบังคลาเทศและภูมิภาคหิมาลายาตะวันออก (อินเดีย,, ภูฏาน, สิกขิม) เมียนมาร์ (Taninthayi), จีน (ทิเบต ยูนนานตอนใต้) เติบโตในที่เปียกชื้นในป่าสูงที่ระดับความสูงถึง 800 เมตร
ไม้เลื้อยขนาดเล็ก อายุหลายปี มีรากพิเศษออกจากข้อ ใบรูปหัวใจ กว้าง3-5ซม.ยาว5-9ซม. ปลายใบแหลมลายสีเขียวเข้มเหลือบเทาเป็นมัน เห็นเส้นใบชัดเจนหลังใบแดงเรื่อ ดอกออกเป็นช่อทรงกระบอกที่ปลายยอด แกนช่อดอกมีขน ดอกแยกเพศมีจำนวนมาก ไม่ติดผล
 ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบแสงแดดจัดถึงแสงแดดรำไร ความชื้นในอากาศสูงเลี้ยงง่ายทนทาน
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ นิยมปลูกเป็นไม้เลื้อยตามแนวรั้วเกาะกำแพง Interiorscape / ต้นไม้ในร่ม, ตะกร้าแขวน
-ใช้เป็นยา ในอนุทวีปอินเดีย รากใช้เป็นยาพื้นบ้านเพื่อรักษาพิษงูและรักษาเนื้องอก
ระยะออกดอก---เดือนมีนาคม - เดือนพฤษภาคม
ขยายพันธุ์---ปักชำ

หัวใจแนบ/Scindapsus pictus

ชื่อวิทยาศาสตร์---Scindapsus pictus 'Argyreus'
ชื่อพ้อง--- Epipremnum pictum ''Argyraeus'   
ชื่อสามัญ---Satin Pothos, Silk pothos
ชื่ออื่น---หัวใจแนบ ; [THAI: Hua-chai nap.]
ชื่อวงศ์---PIPERACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---มาเลเซีย อินโดนีเซีย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลมาจากภาษากรีก 'skindapsos' ซึ่งมีความหมายหลากหลายรวมถึง "บนลำต้นของต้นไม้" โดยอ้างอิงถึงนิสัยการเจริญเติบโตของพืช ; ชื่อสายพันธุ์ 'pictus' มาจากภาษาละตินหมายถึงทาสีหรือมีสีสันสดใสโดยอ้างอิงถึงความแตกต่างของใบไม้ ใบ 'Argyraeus'มีขอบสีเงินขาว Argyraeus หมายถึงสีเงิน
มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในถิ่นที่อยู่อาศัยของมันมันจะเลื้อยไต่ขึ้นไปบนลำต้นของต้นไม้ โดยใช้รูรากอากาศหรือหากไม่รองรับก็ร่วงลงไปตามพื้นดิน
ไม้ เลื้อยอิงอาศัย อายุหลายปีลำต้นอ่อนอวบน้ำ มักขึ้นบนดินแล้วค่อยทอดเลื้อยขึ้นบนลำต้นของต้นไม้อื่น หรือตามก้อนหินที่อยู่ตามที่ร่มชื้น ลำต้นมีรากอากาศงอกออกมาตามข้อปล้อง ใบเดี่ยวรูปหัวใจเบี้ยวปลายใบแหลม กว้างประมาณ10ซม.ยาว5-12ซม. เรียงสลับระนาบเดียวกัน แผ่นใบหนา สีเขียวเข้มคล้ายกำมะหยี่ มีลายแต้มด่างสีบรอนซ์เงิน ขอบใบสีเงิน สวย ดอกไม้และผลแทบไม่ปรากฏบนพืชในร่ม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดรำไรหรือแสงแดดในช่วงเช้า ในที่มีแสงสว่างทางอ้อมมากที่สุด หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรง วัสดุปลูกที่โปร่งเก็บความชื้นระบายน้ำและอากาศได้ดี ความอดทนอุณหภูมิต่ำสุด 15 ° ใส่ปุ๋ยเดือนละครั้งตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิจนถึงฤดูใบไม้ร่วงโดยใช้ปุ๋ยน้ำ 20-10-10 เจือจาง
ใช้ประโยชน์---นิยมนำมาปลูกประดับตามกำแพงคล้ายกับตีนตุ๊กแก เพราะมีลักษณะเด่นอยู่ที่แผ่นใบด้านท้องใบจะแนบชิดกับวัสดุที่ชื้น
ได้รับรางวัล--- Royal Horticultural Society's Award of Garden Merit.2014
ขยายพันธุ์---ด้วยการปักชำลำต้น

สกุลบีโกเนีย

บีโกเนีย/Begonia L.

ชื่อวิทยาศาสตร์---Begonia L (1753)
ชื่อพ้อง ---See all The Plant List (http://www.theplantlist.org/)
ชื่อสามัญ ---Angel wing begonia, Begonia, Belgian Begonias, Climbing Dragon, Wings Begonia, Rex Begonia, Rex Begonias, Tuberous Begonias
ชื่ออื่น---บีโกเนีย ;[CHINESE: Qiū hǎi táng shǔ.];[VIETNAM: Thu hải đường.]
ชื่อวงศ์---BEGONIACEAE
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลBegoniaได้รับการประกาศเกียรติคุณโดยCharles Plumierผู้อุปถัมภ์ด้านพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศส เพื่อเป็นเกียรติแก่ Michel Bégon อดีตผู้ว่าการอาณานิคมของฝรั่งเศสในSaint-Domingue (ปัจจุบันคือเฮติ )ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Linnaeus (1707–1778) นักชีววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดนในปี พ.ศ.2296
เป็นประเภทของไม้ยืนต้น ไม้ดอกในครอบครัววงศ์ดาดตะกั่ว สกุลนี้มีพืชมากกว่า 1,800 ชนิด Begonias มีถิ่นกำเนิดในสภาพอากาศกึ่งเขตร้อนและเขตร้อนชื้น ในภาคใต้และอเมริกากลาง , แอฟริกา , และภาคใต้ของเอเชีย
ลักษณะต้นอวบน้ำ มีทั้งเป็นไม้พุ่ม ไม้เลื้อย มีหัวหรือเหง้าทอดเลื้อยใต้ดิน ใบมีหลายแบบ ทั้งรูปกลมรูปไข่รูปใบหอก หรือหยักเว้าลึกช่อดอกออกที่ปลายยอดเป็นช่อกระจุกหรือช่อเชิงลดดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้น แต่ละช่อมีดอกจำนวนมากมีสีหลายสี  American Begonia Society (เป็นหน่วยงานจดทะเบียนระหว่างประเทศสำหรับชื่อและสายพันธุ์ของต้นบีโกเนีย) แบ่ง         บีโกเนีย ออกเป็น 7 กลุ่มที่ไม่เป็นทางการตามลักษณะการเจริญเติบโต : cane-like, rex-cultorum, rhizomatous(เหง้า), semperflorens, tuberous(หัวใต้ดิน), trailing or scandent, thick-stemmed และ shrub-like(คล้ายไม้พุ่ม).
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้นบีโกเนียส่วนใหญ่สามารถปลูกได้กลางแจ้งตลอดทั้งปี ต้องการแสงแดดรำไร หรือแดดครึ่งวันในช่วงเช้า ชอบดินร่วนระบายน้ำดี ความชื้นค่อนข้างสูง บางชนิดจะปลูกได้ในที่มีแสงแดดเกือบตลอดวัน แต่ต้องได้ความชื้นพอ
โรคแมลงและปัญหาพืชอื่น ๆ : อ่อนแอต่อเชื้อแบคทีเรียใบจุด โรคราแป้งบอทริติสและโคนเน่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพอากาศชื้นที่มีการไหลเวียนของอากาศไม่ดี ระวังเพลี้ยแป้งและเพลี้ยไฟ.
ใช้ประโยชน์--- บางชนิดมีการปลูกบ้านเป็นไม้ประดับทั่วไป เป็นhouseplantsในสภาพอากาศเย็น ในสภาพอากาศที่เย็นมีบางชนิดที่ปลูกนอกฤดูร้อนสำหรับดอกไม้ที่มีสีสันสดใส
ขยายพันธุ์---ด้วยวิธีปักชำเหง้า ลำต้น
สำหรับชนิดที่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับในเมืองไทยตัวอย่างมีดังนี้

บีโกเนียโบว์นิกรา/Begonia cv. Bow-nigra


ชื่อวิทยาศาสตร์ : Begonia 'Bow-nigra'
Cultivar: Bow-nigra
Additional cultivar information---
Cultivar group: Rhizomatous, Rhizome Begonia
ชื่อวงศ์---BEGONIACEAE
Hybrid parentage: bowerae x heracleifolia var. niglicans   
Hybridizer: Mac Lanahan
Registered or introduced---1951
Patented No---ABS R#  32
ลำต้นทอดเลื้อย เจริญเป็นพุ่มสูงประมาณ15ซม. ใบค่อนข้างกลม ขนาด6-7ซม. ขอบใบจักเว้าลึกและมีขนประปราย กลางใบมีลายสีเขียวเทา ใต้ใบสีม่วงแดง
ก้านใบสีเขียวอ่อน มีแต้มแดงเรื่อและมีขนบริเวณแต้ม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบแสงแดดครึ่งวันเช้าถึงร่มรำไร ชอบดินร่วนระบายน้ำดี ความชื้นค่อนข้างสูง
ขยายพันธุ์---ปักชำลำต้น

บีโกเนียคลีโอพัตรา/Begonia cv. Cleopatra

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Begonia 'Cleopatra'
ชื่อสามัญ---Mapleleaf Begonia
Cultivar: Cleopatra
Additional cultivar information---
Cultivar group: Rhizomatous, Rhizome Begonia
ชื่อวงศ์---BEGONIACEAE
Hybrid parentage: B. 'Maphil' x B. 'Black Beauty'.
Hybridizer: Zug
Registered or introduced--- 1960
Patented No-- Non-patented 
บีโกเนียสายพันธุ์นี้มาจากเกาะปาลาวันในฟิลิปปินส์ ลำต้นทอดเลื้อย เจริญเป็นพุ่มสูงประมาณ15-20 ซม.ลักษณะคล้ายบีโกเนียโบว์นิกรา แต่กึ่งกลางใบมีสีเขียว ขอบใบสีน้ำตาลแดง ก้านใบสีเขียวอ่อน มีขนประปรายสีแดง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม--- แสงแดดโดยตรงเพียงบางส่วนของวัน 2-6 ชั่วโมง ชอบดินร่วนระบายน้ำดี pH ของดิน 6.1 ถึง 6.5 (เป็นกรดเล็กน้อย) 6.6 ถึง 7.5 (เป็นกลาง)  ความชื้นค่อนข้างสูง อุณหภูมิ ระหว่าง 15-23 C ปล่อยให้ช่วงพักตัวในฤดูหนาวและหยุดให้ปุ๋ยในช่วงเวลานี้ กำจัดใบตายแล้วออกเพื่อป้องกันปัญหาเชื้อรา เพิ่มขนาดภาชนะเมื่อพืชเต็มกระถาง อ่อนแอต่อโรครากเน่าและโรคบอทริติสผ่านการรดน้ำ
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับมักปลูกเป็นพืชในบ้าน (House plant) เป็นพืชขอบหน้าต่างที่ค่อนข้างแข็งและยังสามารถปลูกได้ในสวนขวด ซึ่งจะเติบโตได้เร็วขึ้นแต่อาจมีโอกาสน้อยที่จะออกดอก
ขยายพันธุ์---N / A: พืชไม่ตั้งเมล็ดดอกไม้เป็นหมันหรือพืชจะไม่เป็นจริงจากเมล็ด, ปักชำลำต้นหรือใบ, แบ่งเหง้า

ส้มกุ้งใบหยิก/Begonia auriculata cv. Cathedral Windows

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Begonia auriculata  'Cathedral Windows'
ชื่อสามัญ--- Stained Glass, Begonia 'Cathedral'
Cultivar: Cathedral
Additional cultivar information---(aka Cathedral Window)
Cultivar group: Rhizomatous, Rhizome Begonia
ชื่อวงศ์---BEGONIACEAE
Hybrid parentage:  Unknown
Hybridizer: Talnadge
Registered or introduced--- 1966
Patented No--  Non-patented
ชื่อที่ถูกต้องสำหรับบีโกเนียต้นนี้คือ B. 'Cathedral' แต่มักใช้ชื่อ 'Cathedral Windows' ที่ไม่ถูกต้องแต่เป็นที่เข้าใจได้
'Cathedral' ผู้ชนะเรางวัลบีโกเนียและไม้ประดับชั้นเยี่ยมได้รับการแนะนำในสหรัฐอเมริกาจากประเทศออสเตรเลียโดย Steve Talnadge ในปี 1960 ลักษระเป็นไม้เลื้อยลำต้นอวบอ้วน ใบเป็นรูปก้นปิด ขนาดประมาณ 3 ซ.ม.แผ่นใบหนาย่นและห่อขึ้น ใต้ใบมีสีแดงเรื่อ ก้านใบยาว สีแดงเรื่อและมีขนประปราย
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม--- แสงแดดโดยตรงเพียงบางส่วนของวัน 2-6 ชั่วโมง ชอบดินร่วนระบายน้ำดี pH ของดิน 6.1 ถึง 6.5 (เป็นกรดเล็กน้อย) 6.6 ถึง 7.5 (เป็นกลาง)  ความชื้นค่อนข้างสูง อุณหภูมิ ระหว่าง 15-23 C ปล่อยให้ช่วงพักตัวในฤดูหนาวและหยุดให้ปุ๋ยในช่วงเวลานี้ กำจัดใบตายแล้วออกเพื่อป้องกันปัญหาเชื้อรา
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับมักปลูกเป็นพืชในบ้าน (House plant)
ขยายพันธุ์---ปักชำลำต้นหรือใบ, แบ่งเหง้า

Begonia erythrophylla 'Beef Steak'


ชื่อวิทยาศาสตร์ : Begonia x erythrophylla  
ชื่อพ้อง: Begonia erythrophylla 'Beef Steak'
ชื่อสามัญ---  Beefsteak Begonia
Cultivar: Erythrophylla
Additional cultivar information--- (aka Beefsteak, B. hydrocotylifolia x B. manicata)
Cultivar group: Rhizomatous, Rhizome Begonia
ชื่อวงศ์---BEGONIACEAE
Hybrid parentage:  B. hydrocolylifolia X B. maculata
Hybridizer: Warscewics
Registered or introduced---Germany in 1849
Patented No--  Non-patented
นี่คือต้นบีโกเนียลูกผสมที่เก่าแก่ที่สุดชนิดหนึ่งที่ยังคงอยู่ในการเพาะปลูก ได้รับการผสมพันธุ์ในประเทศเยอรมนีในปี พ.ศ. 2392 โดยการผสมข้ามสายพันธุ์ B. hydrocolylifolia X B. maculata นิยมปลูกกันมากเป็นพวกมีลำต้นทอดเลื้อย ใบกลมหนา ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างสีแดงดอกออกเป็นช่อชูตั้งขึ้น
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบแสงแดดครึ่งวันเช้าถึงร่มรำไร ชอบดินร่วนระบายน้ำดี pH ของดิน 6.1 ถึง 6.5 (เป็นกรดเล็กน้อย) 6.6 ถึง 7.5 (เป็นกลาง)  ความชื้นค่อนข้างสูง อุณหภูมิ ระหว่าง 15-23 C ปล่อยให้ช่วงพักตัวในฤดูหนาวและหยุดให้ปุ๋ยในช่วงเวลานี้
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับมักปลูกเป็นพืชในบ้าน (House plant)เป็นไม้กระถางที่ดีเยี่ยมและดูแลง่าย
ขยายพันธุ์---ปักชำลำต้นหรือใบหรือหง้า

Begonia rex 'Red Tango'

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Begonia rex 'Red Tango'
ชื่อสามัญ---Red Tango Begonia, King Begonia, Painted Begonia, Painted Leaf Begonia  
Cultivar: Red Tango
Additional cultivar information---
Cultivar group: Rex-cultorum, Rex-cultorum Begonia
ชื่อวงศ์---BEGONIACEAE
Hybrid parentage: Unknown  
Hybridizer: Hoefnagels
Registered or introduced--- Unknown
Patented No--  Non-patented
 พันธุ์นี้มีใบขนาดกลางใบหยักขอบหยักเล็กน้อย สีของใบมีสามระดับตรงเส้นกลางใบมีสีเกือบดำเช่นเดียวกับขอบใบ ส่วนที่เหลือเป็นสีแดง ดอกไม้ขนาดเล็กสีขาวอมชมพู
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบแสงแดดครึ่งวันเช้าถึงร่มรำไร ชอบดินร่วนระบายน้ำดี pH 5.5-6 fboชื้นสม่ำเสมอ อุณหภูมิ ระหว่าง 15-23 C ให้ปุ๋ยน้ำ1/2ครั้งเดือน ดอกไม้จะต้องถูกกำจัดออกทันทีที่เหี่ยวเฉาเนื่องจากมักจะอยู่ระหว่างใบและทำให้เกิดโรคบอทริติสซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อยในพืชเหล่านี้
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับมักปลูกเป็นพืชในบ้าน (House plant)เป็นไม้กระถางที่ดีเยี่ยมและดูแลง่าย
ขยายพันธุ์---ปักชำลำต้นหรือใบหรือหง้า

 บีโกเนียอื่นๆ
Begonia spp. & hybrid

ส้มกุ้งตาบปูน Snail Rex Begonia (Begonia 'Escargot')
Begonia Spp Begonia Spp
Begonia Spp Begonia Spp
ส้มกุ้งใบเงิน Begonia Spp
Begonia Spp Begonia Spp

Begonia Spp Begonia Spp


พรมกำมะหยี่่/Episcia Mart

 

ชื่อสกุล---Episcia Mart.(1829)
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
-Cyrtodeira Hanst
ชื่อสามัญ---Flame violets, Carpet Plant, Episcia
ชื่ออื่น---พรมกำมะหยี่่, ใบสักหลาด, พรมหูเสือ, พรมญี่ปุ่น
ชื่อวงศ์---GESNERIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลมาจากภาษากรีก 'episkios' แปลว่า "แรเงา" หมายถึงที่อยู่อาศัยของพืชเหล่านี้
Episciaเป็นประเภทของพืชดอกในวงศ์ แอฟริกันไวโอเล็ต (Gesneriaceae)มี 10 สายพันธุ์ ได้รับการอธิบายโดย Carl Friedrich Philipp von Martius (1794–1868) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน ในปี พ.ศ. 2472
มีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคเขตร้อนของกลางและอเมริกาใต้ ; เบนิน, บราซิลเหนือ, บราซิลตะวันออกเฉียงใต้, บราซิลตะวันตก - กลาง, โคลอมเบีย, คอสตาริกา, เอกวาดอร์, เฟรนช์เกียนา, กายอานา, ฮอนดูรัส, เม็กซิโกตะวันออกเฉียงใต้, นิการากัว, ปานามา, เปรู, ซูรินาเม, เวเนซุเอลา  เติบโตในป่าเขตร้อนในที่ชื้นเนินเขาหรือโขดหินโดยปกติจะอยู่ที่ระดับความสูงต่ำส่วนหนึ่งก่อตัวเป็นอาณานิคมขนาดใหญ่
พรม กำมะหยี่หรือใบสักหลาดเป็นไม้ล้มลุก อายุหลายปี ลำต้นอวบน้ำ ทอดเลื้อยได้ไกลประมาณ 30-60 ซม. มีขนอ่อนๆ ปกคลุมอยู่ทั่วลำต้น ใบรูปไข่กว้าง แผ่นใบหนา ย่น ใบสีเขียวอ่อน เขียวเข้ม น้ำตาลแดง ทองแดง เทา หรือมีสีสลับกันเป็นลวดลายต่างๆ แล้วแต่สายพันธุ์ ใบเดี่ยว เรียงสลับตรงข้าม มีขนคล้ายกำมะหยี่ปกคลุมอยู่ทั่วทั้งใบ ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบบริเวณปลายกิ่งเป็นช่อกระจุก ผลแคปซูลรูปทรงกลม ภายในผลมีเนื้อนุ่มเป็นวุ้นใสๆ ที่ห่อหุ้มเมล็ดสีดำขนาดเล็กอยู่เป็นจำนวนมาก เมล็ดรูปรีมันวาวเป็นริ้ว ๆ สีน้ำตาล
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม--- ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี แสงแดดรำไรและความชื้นสูง
ใช้ประโยชน์---นิยมปลูกเลี้ยงเป็นไม้ผิวดินหรือไม้กระถางแขวนกันมาก
ขยายพันธุ์---ด้วยการปักชำยอดและไหล


ส่วนหนึ่งที่นำเข้ามาปลูกเลี้ยงในประเทศไทย

Episcia cv.Checkerboard

Episcia cv. Keewee

Episcia cv.Acajou

Episcia cv. Fire 'N' Ice

Episcia  cv. Suomi Episcia  cv.Pink Panther
Episcia cv.Musiaca Episcia  cv. Toy silver
Episcia  cv. Lil Lemon (Hybrid2) Episcia spp.

Episcia spp. Episcia spp.

Fittonia (nerve plant)

เป็นประเภทของพืชดอกในครอบครัว ACANTHACEAE ประกอบด้วยประมาณ 10 ชนิด มีถิ่นกำเนิดในป่าฝนเขตร้อนในอเมริกาใต้ (เอกวาดอร์ โคลอมเบีย เปรู โบลิเวียและทางตอนเหนือของบราซิล)  เป็นพืชในเขตร้อนที่สวยงามที่มีลวดลายของใบที่มีเส้นสีชมพูสีแดงสีเขียวอ่อนหรือสีขาว เครื่องหมายที่มีสีสันเหล่านี้สร้างความแตกต่างอย่างสวยงามกับใบไม้สีเขียวเข้ม เนื่องจากรูปแบบเส้นเลือดที่ซับซ้อน Fittonias จึงเรียกอีกอย่างว่า Mosaic Plants, Vein Plants และ Painted Net Plants

พรมออสเตรเลีย/Fittonia albivenis

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Fittonia albivenis (Lindl. ex Veitch) Brummitt. (1979)
ชื่อพ้อง---Has  8 Synonyms. See all The Plant List (http://www.theplantlist.org/)
---Basionym: Adelaster albivenis Lindl. ex Veitch, Gard.(1861.)
---Fittonia verschaffeltii (Lem.) Van Houtte.
ชื่อสามัญ---Nerve Plant,Silver Fittonia, Silver Net-leaf, Mosaic plant, Snake skin plant I
ชื่ออื่น ----พรมออสเตรเลีย ;[GERMAN: Silbernetzblatt.]
ชื่อวงศ์---ACANTHACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---โคลัมเบีย เปรู โบลิเวีย เอกวาดอร์ บราซิล เวเนซุเอลา
Fittonia albivenisเป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัว Acanthaceae ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย John Lindley(1789-1865) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ จาก John Gould Veitch (1839–1870) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดยRichard Kenneth Brummitt (1937–2013) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ ในปี พ.ศ.2522
พืชพื้นเมืองป่าฝนของโคลัมเบีย เปรู โบลิเวีย เอกวาดอร์และทางตอนเหนือของประเทศบราซิล เติบโตในป่าทึบที่ระดับความสูงถึง 800 เมตร
เป็นไม้ล้มลุกแบบแผ่คลุมดินสูงเพียง10-15 ซม ใบรูปรีถึงรูปไข่กลับยาว7-10ซม.มีเส้นใบเป็นร่างแหสีขาวดูเด่นชัดก้านใบอ่อนมีขนยาวปกคลุม ดอกออกเป็นช่อสีเหลือง ยาวเป็นแท่งตั้งตรงขึ้น มีใบประดับสีเขียวซ้อนเหลื่อมกัน ดอกจะออกจากซอกใบประดับ
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดครึ่งวันเช้าถึงร่มรำไร ชอบดินร่วนปนทรายผสมอินทรีย์วัตถุมากๆมีการระบายน้ำดี  น้ำพอประมาณอย่ามากจนแฉะ
ใช้ประโยชน์---นิยมปลูกเป็นไม้ประดับในสวนเขตร้อนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นพืชคลุมดินในตำแหน่งที่ร่มรื่นและยังปลูกเป็นพืชในบ้านซึ่งมักปลูกในตะกร้าแขวนและในกระถาง
-ใช้เป็นยา ยาต้มของทั้งต้นบดใช้ทาเป็นยาแก้ปวดศีรษะและปวดกล้ามเนื้อ
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ

พรมออสเตรเลีย/Fittonia verschaffeltii var. pearcei

ระฆังทอง/Chrysothemis pulchella


ชื่อวิทยาศาสตร์---Chrysothemis pulchella (Donn ex Sims) Decne
ชื่อพ้อง--Has 12 Synonyms. See all The Plant List (http://www.theplantlist.org/)
---Basionym: Besleria pulchella Donn ex Sims
ชื่อสามัญ---Cocoa lily, Sunset bells, Black flamingo, Copper leaf, Simply chryothemis, Square stem
ชื่ออื่น ---ระฆังทอง กาสะลองป่า [THAI: Ra khang thong, Kasalong Paa.];[VIETNAM: Lá gấm, Tấm lưới bạc.]
ชื่อวงศ์---GESNERIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกากลาง: เม็กซิโก ปานามา
นิรุกติศาสตร์---Chrysothemisมาจากภาษากรีก'chrysos] =ทองคำและ'themis'=ประเพณี,กฎหมายในตำนานเทพเจ้ากรีก Chrysothemis เป็นลูกสาวของ Agamemnon และ Clytemnestra ; ชื่อสายพันธุ์ Pulchella จากเพศหญิงภาษาละติน 'pulchellus' = ตัวเล็ก ๆ ที่สวยงาม
Chrysothemis pulchellaเป็นประเภทของพืชดอกในวงศ์ แอฟริกันไวโอเล็ต (Gesneriaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย James Donn จาก John Sims และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Joseph Decaisne (1807–1882) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศส
มีต้นกำเนิดในปานามาหมู่เกาะอินเดียตะวันตกและบราซิล ที่ระดับความสูง70 - 1200 เมตร
ไม้คลุมดินยืนต้นความสูง25-40 ซม. ลำต้นหนาและอวบน้ำมักตั้งตรง  ใบเดี่ยว อวบน้ำ มีขนสั้นๆปกคลุม ออกเรียงตรงข้าม รูปรีแกมรูปขอบขนานขนาดใหญ่ กว้าง10-12 ซม.ยาว 15-30 ซม. โคนใบมน ปลายใบแหลม  ขอบใบจักซี่ฟัน แผ่นใบย่น มีขนคลุมคล้ายกำมะหยี่ ด้านบนสีน้ำตาลเขียว ด้านล่างสีม่วงแดง ดอกออกเป็นช่อแบบช่อกระจุกที่ปลายกิ่ง สีเหลืองส้มรูประฆัง กลีบเลี้ยงสีแดงส้มโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดปลายแยกเป็น 5 แฉกกลมมน ดอกบานเต็มที่ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.5-2 ซม.พืชสามารถสร้างผลไม้ ( แคปซูล) แต่มักไม่พบในการเพาะปลูก
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบแสงที่ผ่านการกรองปลูกได้ดีในที่ร่มรำไร ไม่ชอบน้ำขังแฉะ ต้นจะเน่า แดดจัดใบจะไหม้  ดินร่วนหรือร่วนปนทรายและการระบายน้ำดี
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ เป็นไม้คลุมดินในร่มและเป็นไม้ที่นิยมนำมาตกแต่งภายในหรือปลูกไว้ในบ้านเป็น house plant
ระยะออกดอก---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---แบ่งหัวหรือจากการปักชำ

บรอมมีเลียดส์/(BROMELIADS)


Bromeliadsเป็นสมาชิกของครอบครัวของพืชที่เรียกว่าBromeliaceae ครอบครัวนี้มีสายพันธุ์ที่อธิบายไว้มากกว่า 3,000 ชนิดในประมาณ 56 สกุลและลูกผสมอีกหลายพันชนิด Bromeliad ที่รู้จักกันดีที่สุดคือสับปะรด พืชมีตัวแทนอย่างกว้างขวางในสภาพอากาศตามธรรมชาติทั่วทวีปอเมริกา สามารถพบได้ในระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 4200 เมตรตั้งแต่ป่าฝนไปจนถึงทะเลทราย ประมาณครึ่งหนึ่งของสปีชีส์คือ epiphytes บางชนิดเป็น lithophytes และบางชนิดเป็น terestrial ดังนั้นพืชเหล่านี้สามารถพบได้ในที่ราบสูงแอนเดียนจากชิลีตอนเหนือไปจนถึงโคลอมเบียในทะเลทรายเซชูราชายฝั่งเปรูในป่าเมฆของอเมริกากลางและใต้ทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกาจากตอนใต้ของเวอร์จิเนียไปฟลอริดาไปจนถึงเท็กซัสและใน ทางตอนใต้ของรัฐแอริโซนา
บรอมมีเลียดส์ เป็นไม้ประดับในที่ร่ม ที่ทนต่อสภาพในห้องแอร์ ชอบอุณหภูมิประมาณ 20-25 องศาเซลเซียส  พืชชนิดนี้จะไม่ดูดธาตุอาหารจากดินแต่จะดึงความชุ่มชื้นและสารอาหารจากอากาศ ไม่ควรรดน้ำมากเกินไป แต่รดน้ำใบไม้บ่อยๆให้เหมือนละอองฝน กลางช่อใบควรให้มีน้ำขังเพื่อให้ความชื้นซึมลงไปถึงราก ควรให้ปุ๋ยน้ำที่เจือจางมากๆทุก 3สัปดาห์

สับปะรดสีที่พบเห็นกันบ่อยนิยมปลูกกัน

สับปะรดสี(แจกันเงิน)/Aechmea fasciata

 

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Aechmea fasciata (Lindl.) Baker.1879
ชื่อพ้อง ---Has 19 Synonyms. See all The Plant List (http://www.theplantlist.org/)
---Basionym: Billbergia fasciata Lindl.1827
ชื่อสามัญ---Silver vase plant, Living vase, Silver vase, Urn plant
ชื่ออื่น---สับปะรดสีแจกันเงิน ;[CHINESE: Qīng tíng bōluó.];[FRENCH: Vase d’argent, Aechméa, Aechméa à bandes, Aechmée fasciée.];[GERMAN: Lanzenrosette.];[HUNGARIAN: Szúrós lándzsarózsa.];[ITALIAN: Bilbergia, Echmea.];[PORTUGUESE: Vaso-prateado, Bromélia-aequimea, Caranguatá, Aequimea, Aechméia prateada.];[SPANISH: Aecmea, Vaso de plata, Bromelia fasciada, Lengua de suegra, Piñuela.];[SWEDISH: Blomsterananas.]
ชื่อวงศ์---BROMELIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---บราซิล ริโอ เดอ จาเนโร ประเทศในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน
นิรุกติศาสตร์---ขื่อสกุลมาจากภาษากรีก 'aichmea' = หัวหอกโดยอ้างอิงถึงหนามที่มีหนามของกลีบเลี้ยงและกาบดอกไม้ ; ชื่อสายพันธุ์มาจากภาษาละติน 'fasciata' =ลาย หมายถึงแถบแนวนอนของดอกไม้
Aechmea fasciataเป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในวงศ์สับปะรด ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย John Lindley (1789-1865) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดยJohn Gilbert Baker(1834–1920)นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2422
พบใน อเมริกาใต้ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของบราซิล (รัฐริโอเดอจาเนโร) ได้รับการแนะนำให้รู้จักกับการเพาะปลูกในปีพ.ศ. 2369 และยังคงเป็นที่ต้องการมากที่สุดในบรรดา bromeliads ทั้งหมด เติบโตอย่างมีนัยสำคัญบนต้นไม้ในป่าเขตร้อนบนภูเขาในระดับความสูงตั้งแต่ 500 - 1200 เมตร
พืชใบเลี้ยงเดี่ยวล้มลุก Monocarpic (ให้ผลครั้งเดีนวในชีวิตที่มีอยู่) acaulescent, epiphyte รูปกรวยสูง 50–80 ซม แผ่กว้างได้ถึง 60 ซม ใบรูปไข่ 45-90 ซม .ใบสีเทาอมเขียวเนื่องจากมีเกล็ดสีเทาขนาดเล็กกระจายสม่ำเสมอหรือเป็นลายแนวนอนขอบใบมีหนามสีน้ำตาลยาวระมาณ 4 มม.จัดให้อยู่ในฐานรูปแบบดอกกุหลาบ ช่อดอกบนเชิงสูงประมาณ 40 ซม. ตั้งตรงกิ่งก้านสาขายาว 5-6 ซม. รูปลูกศรขอบฟันสีชมพูสีขาวมีขนมีไตรโครมใต้ช่อดอกยาวได้ถึง 9 ซม. ช่อดอกหนาแน่นแตกกิ่งที่ฐานด้านบนเรียบง่าย ดอกย่อยมีกาบยาว 4-5 ซม. รูปสามเหลี่ยมแคบขอบฟันสีชมพูสดใสปกคลุมด้วยเชื้อราไตรโครเมี่ยม กลีบเลี้ยงยาว 10 มม. โค้งมนสีชมพูกุหลาบและปกคลุมด้วยไตรโฮม กลีบดอกยาว 3 ซม. ปลายมน สีฟ้าเปลี่ยนเป็นสีชมพูและเกือบขาวไปทางฐาน รังไข่ยาว 6–8 มม. กว้าง 5–6 มม. รูปกรวยมีใบไตรโดม ผลไม้เป็นผลไม้สีขาว เมล็ดยาวประมาณ 2 มม. รูปแกน
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการร่มเงาบางส่วนแต่ยังสามารถทนแสงแดดได้เต็มที่ ชอบดินซึ่งอุดมไปด้วยสารอินทรีย์มีความชื้น แต่ระบายน้ำได้ดี โรครากเน่าอาจเป็นปัญหาได้หากดินชื้นเกินไป  ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเมื่อมันเติบโตตามธรรมชาติ รากถูกปกคลุมด้วยมอสหรือเฟิร์นต้นไม้บดหยาบห่อหุ้มในภาชนะหรือต่อติดกับพื้นผิวของก้อนหิน เปลือกไม้ขรุขระ กำแพงหินหรือกิ่งไม้ อุณหภูมิที่เหมาะสม 20-24 ° C อัตราการ.เจริญเติบโตช้า
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ เป็นพืชที่เหมาะที่จะปลูกไว้ในห้องนอนเพราะคายออกซิเจนออกมาตอนกลางคืนและดูดคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป เรื่องการดูดสารพิษก็ได้แต่เพียงเล็กน้อย
ระยะออกดอก--- ตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิ-ฤดูใบไม้ร่วง
ขยายพันธุ์---เมล็ด ด้วยวิธีการแยกหน่อ                       

ทิลแลนเซีย(Tillandsia)/Tillandsia Ionantha

วงศ์ :BROMELIACEAE

ชื่อวิทยาศาสตร์  --- Tillandsia Ionantha Planchon
ชื่อพ้อง --- Has 2 Synonyms
---Tityrophyllum gracile Beer
---Tillandsia rubentifolia Poiss. & Menet
ชื่อสามัญ--- Air plant, Blushing bride air plant, sky plant
ชื่ออื่น---ทิลแลนเซียรากอากาศ
ชื่อวงศ์---BROMELIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์--- เม็กซิโก คอสตาริกา เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส นิคารากัว
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลTillandsia คือชื่อที่Carl Linnaeus ตั้งในปี 1738 เพื่อเป็นเกียรติแก่แพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวฟินแลนด์ Elias Tillandz (เดิมคือ Tillander) (1640-1693) ; ชื่อสายพันธุ์ ionantha มาจากภาษาละติน แปลว่า "ด้วยดอกไม้สีม่วง"
Tillandsia Ionantha ได้รับการอธิบายครั้งแรกโดย Jules Émile Planchon ในปีพ. ศ. 2398 เป็นที่รู้จักสองพันธุ์ คือ
1 Tillandsia ionantha var. ionantha - most of species range
2 Tillandsia ionantha var. stricta Koide - Oaxaca
สายพันธุ์ย่อยหลักได้แก่
-'Feugo' - หายากกว่าเล็กน้อยรูปแบบนี้เป็นที่รู้จักสำหรับใบสีแดงเข้มที่เกิดขึ้นเมื่อพืชได้รับแสงแดดเพียงพอ พวกมันยังเติบโตเป็นกระจุกหนาแน่น
-'Rubra' - พันธุ์เล็ก ๆ ที่ในรูปแบบที่นุ่มนวลเติบโตในรูปแบบที่กว้างขึ้น นอกจากนี้ยังมีรูปแบบแข็งที่มีรูปร่างตรงมากขึ้น
-'Maxima' - Ionanthas ไม่ใช่พืชอากาศขนาดใหญ่ แต่ Maxima มีขนาดใหญ่กว่าพันธุ์ทั่วไปมากและสามารถรับมือกับดวงอาทิตย์โดยตรงได้มากขึ้นด้วย
พืชพื้นเมืองของทวีปอเมริกา พบในเม็กซิโก คอสตาริกา เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา ฮอนดูรัสและนิคารากัว เติบโตในแหล่งที่อยู่อาศัยในเขตร้อนชื้นทั้งแบบ xeric และ mesic ที่ระดับความสูง 450-2,000 เมตร
เป็นพืชอิพิไฟต์ขนาดเล็กมีความสูงถึง 8-12 ซม.ใบสีเขียว / เทาเป็นกระจุกเป็นรูปทรงกลม เมื่อเป็นที่ยอมรับมากขึ้นใบไม้ที่บางและยาวจะยืดออกไปสีจะเข้มขึ้นและมีลักษณะเป็นคลื่นมากขึ้น ดอกไม้สีเหลืองหรือสีขาวขนาดเล็กเกิดขึ้นที่ด้านบนของยอดอ่อนสีม่วงที่โดดเด่น ในช่วงดอกบานนี้ใบไม้บนพืชจะดูสะดุดตามากขึ้นด้วยการพัฒนาเฉดสีชมพูหรือสีแดง ผลเป็นแคปซูลยาวประมาณ 3 ซม. บรรจุเมล็ดแต่ละอันมีขนเป็นกระจุก
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม--- ต้องการตำแหน่งที่สว่างมากและสภาพกึ่งร่มเงา พัฒนาได้ดีแม้ภายใต้แสงประดิษฐ์ แสงแดดโดยตรงกลางแจ้งบางแห่งก็ใช้ได้เช่นกัน แต่ไม่ใช่ทั้งวัน ในสภาพอากาศชื้นให้ฉีดน้ำด้วยละอองน้ำหรือสเปรย์เบา ๆ วันเว้นวัน ในสภาพแห้งให้รดน้ำทุกวัน ไม่ว่าในสภาพใดพืชจะต้องแห้งภายในสองสามชั่วโมง การไหลเวียนของอากาศสามารถช่วยในการทำให้แห้ง แช่พืชเดือนละครั้งหรือสองครั้งเป็นเวลา 20 นาทีในน้ำพร้อมปุ๋ยหรือในน้ำฝนที่สะอาดหรือน้ำจากแหล่งน้ำจืดตามธรรมชาติ (ลำธารทะเลสาบบ่อน้ำ) อย่าปล่อยให้พืชแช่ในน้ำหรือดินหรือเปียกชื้นนานกว่าสามชั่วโมง ใส่ปุ๋ยเท่าที่จำเป็นเดือนละครั้งหรือสองครั้งโดยปกติในระหว่างการแช่น้ำ พันธุ์นี้ต้องการปุ๋ยที่สามารถดูดซึมเข้าสู่พืชได้โดยตรงทางใบ ใช้ปุ๋ย Bromeliad (17-8-22) เดือนละสองครั้งในฤดูร้อนและใช้เดือนละ1ครั้งในฤดูหนาว
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ เช่นเดียวกับพืชในอากาศทุกชนิดไม่ควรใส่ Tillandsia ionantha ลงในวัสดุปลูกทั่วไป มันเป็นสายพันธุ์ epiphytic ที่มีความสามารถในการเติบโตบนพืชอื่น ๆ หรือโดยทั่วไปแล้วบนกิ่งก้านของต้นไม้ บนพื้นผิวที่เป็นของแข็งที่ไม่กักเก็บน้ำ คุณสามารถกาวพืชกับพื้นผิวโดยตรงด้วยกาวที่แข็งแรงหรือคุณสามารถพันลวดต้นไม้เข้ากับฐานก็ได้ สามารถปลูกได้บนแท่นตกแต่งเกือบทุกชนิดเท่าที่จะจินตนาการได้รวมถึงในขวดแก้วหรือแม้แต่ซ่อนไว้ในเปลือกหอย ผู้ที่ชื่นชอบ epiphyte บางคนถึงกับใช้ wireframes ในการแขวนต้นไม้
ระยะออกดอก---เดือนมีนาคม-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---แยกหน่อ

ทิลแลนเซีย/Tillandsia lindenii

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Tillandsia lindenii Regel.(1869)
ชื่อพ้อง --- Has 2 Synonyms
---Basionym:Tillandsia lindeniana Regel (1869)
---Wallisia lindeniana (Regel) E.Morren (1970)
ชื่อสามัญ---Air Plant, Pink Quill, Blue-flowerered torch, Tillandsia
ชื่ออื่น---ทิลแลนเซีย ;[TALIAN: Tillandsia.];[SWEDISH (Svenska): Väktaren i tornet.]
ชื่อวงศ์---BROMELIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---เอกวาดอร์ เปรู
Wallisia lindenianaได้รับการอธิบายครั้งแรกโดย Eduard August von Regel(1815–1892) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันในปี พ.ศ.2412
มีถิ่นกำเนิดในเอกวาดอร์และเปรู เติบโตในป่าฝนบนลำต้นของต้นไม้โพรงไม้หรือแม้แต่หินและดินทราย
เป็นสายพันธุ์ epiphytic ขนาดกลางที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีรูปแบบและรูปทรงที่สะดุดตา Stemless ดอกกุหลาบ(Rosette) หลวมด้วยใบสีเข้มโค้ง ประมาณ 30 ถึง 50 ซม.กว้างและสูงถึง 40 ซม. ใบ:รูปสามเหลี่ยมแคบยาวไม่เกิน 40 ซม. ปลายใบเรียวยาวกว้างประมาณ 1.5 ซม. ที่ฐานสีเขียวเข้มมีแถบสีแดงหรือน้ำตาลเด่นกว่าที่ด้านบนที่ฐานของแต่ละใบ ช่อดอกรูปดอกไม้เป็นขนนกที่มีลักษณะคล้ายใบพายซึ่งอาจมีความยาวถึง 20 ซม. และประกอบด้วยกาบสีชมพูที่หนาแน่นและแบนซึ่งมีดอกขนาดใหญ่สีฟ้าโผล่ออกมา ดอกไม้รูปแพนซี่ตาสีขาว สีม่วงอมน้ำเงินเข้ม มีกลีบดอกสามกลีบซึ่งออกต่อเนื่องกันตามขอบของหนามแหลมระหว่างกาบครั้งละ 1 หรือ 2 อันดอกจะใช้เวลา 1-3 วันและยังคงให้ผลผลิตต่อไปอีก 1-3 เดือน
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---แสงแดดตลอดวันหรือร่มเงาบางส่วน ดินควรมีการระบายน้ำได้ดีสามารถใช้ส่วนผสมระหว่างดินปลูกกับวัสดุปลูกกล้วยไม้ได้ pH 5.5 - 7.5 มีส่วนผสมพิเศษสำหรับ bromeliads พืชอากาศชอบอากาศชื้นและชื้นรอบตัว ฉีดน้ำใส่สัปดาห์ละครั้งหรือสัปดาห์ละสองครั้งในช่วงฤดูร้อน สามารถแช่ในน้ำ 5 นาทีสัปดาห์ละครั้ง แต่อย่าลืมปล่อยให้น้ำทั้งหมดระบายออกBromeliad ที่เป็นที่นิยมส่วนใหญ่เมื่อออกดอกเสร็จแล้วกาบดอกก็จะเริ่มตาย ตามด้วยตัวเต็มวัย และจะสร้าง offsets หรือ'Pups' หลายครั้งรอบ ๆ ฐานของมันเป็นรุ่นต่อไป สามารถจะแยก'Pups'ออกจากต้นแม่พันธุ์ได้หากต้องการและปลูกเพื่อหวังว่าจะออกดอกในวันหนึ่งหรือจะปล่อยทิ้งไว้ที่ใดก็ได้ ในเวลานี้จะทำให้เกิดพุ่มไม้ขนาดใหญ่ที่น่าดึงดูดซึ่งอาจมีกาบดอกหลายดอกด้งแสดงในภาพ
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ สายพันธุ์นี้เติบโตเร็วกว่าในกระถางซึ่งแตกต่างจากTillandsiaส่วนใหญ่ที่ชอบติดบนไม้หรือปลูกรากเปล่า
-ใช้กิน ใบใช้ปรุงรสเนื้อสัตว์และอาหารอื่น ๆ ในอาหารแคริบเบียนละตินอเมริกาและเอเชีย มักจะถูกเพิ่มลงใน chutneys ซึ่งเป็นซอสที่มีผลไม้หรือผักที่รับประทานกับอาหารอื่น ๆ
ระยะออกดอก---เดือนกุมภาพันธ์-เดือนมีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล๋ด แยกหน่อ

สกุลดราซีนา/Dracaena Vand. ex L.

วงศ์--ASPARAGACEAE

ชื่อสกุล Dracaena มาจากภาษากรีกว่า drakiana หมายถึง มังกรเพศเมีย ซึ่งสื่อถึงลักษณะพิเศษของ Dracaena draco ที่มีน้ำยางสีแดงภายในลำต้น ไม้สกุลนี้เป็นไม้พุ่มมีอายุอยู่ได้หลายปี เมื่อยังเล็กต้องการแสงแดดรำไรถึงครึ่งวัน โตเต็มที่สามารถปลูกกลางแดดเต็มวัน ลักษณะทั่วไปลำต้นกลมโตเต็มที่มีเนื้อไม้ใบรูปใบหอกปลายใบเรียวแหลมดอกสีขาวหรือเหลืองนวล มีกลิ่นหอมตอนกลางคืน ผลกลมสีส้มภายในมีเมล็ด1-3เมล็ดชนิด พันธุ์ ที่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับที่นิยมปลูกกัน ดังต่อไปนี้

วาสนา/Dracaena fragrans


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Dracaena fragrans  (L.) Ker Gawl.(1808)
ชื่อพ้อง---Has 38 synonyms. See all The Plant List (http://www.theplantlist.org/)  
---Basionym: Aletris fragrans L.(1862)
---Sansevieria fragrans (L. ) Jacq(1803)
---More
ชื่อสามัญ--Fragrant Dracaena, Dracaena, Cornstalk Dracaena, Striped dracaena, Compact dracaena, Corn plant.
ชื่ออื่น---วาสนา, ประเดหวี ;[CAMEROON: Ikoko.];[CHINESE: Xiang long xue shu.]; [CUBA: Dracena fragante, Falso ilang, Ilang-Ilang, Mártir del japón.];[DOMINICAN: Coco macaco, Palmita, Palmito.]; [FINLAND: Tuoksutraakkipuu.]; FRENCH: Dragonnier d'Afrique tropicale.];[GERMAN: Drachenbäume.];[LESSER ANTILLES: Dracene, Sanddragon.];[NIGERIA: Ogihu, Olu-olu.];[PORTUGUESE: Coqueiro-de-vênus, Dracen, Pau-d'água.];[PUERTO RICO: Cocomacaco,Dracena, Drecina.];[SPANISH: Palmillo.];[SWEDISH: Doftdracena.];[THAI: Wassana.];[VIETNAM: Thiết mộc lan, Phát lộc, Phát tài hoặc, Phất dụ thơm.]
ชื่อวงศ์--ASPARAGACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---เขตร้อนของทวีปแอฟริกาตั้งแต่ซูดานไปจนถึง โมซัมบิก
นิรุกติศาสตร์--ชื่อสายพันธุ์ 'fragrans' หมายถึงดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม
Dracaena fragransเป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวหน่อไม้ฝรั่ง อธิบายครั้งแรกโดย Carl Linnaeus (1707–1778)นักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดนได้รับชื่อปัจจุบันโดย John Bellenden Ker Gawler (1764–1842) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ ในปีพ.ศ.2351


พืชพื้นเมืองทั่วทวีปแอฟริกาเขตร้อนจากซูดานใต้ไปยังประเทศโมซัมบิกตะวันตก โกตดิวัวและทิศตะวันตกเฉียงใต้ไปยังแองโกลาเติบโตในภูมิภาคที่ระดับความสูง 600-2,250 เมตร
เป็นไม้พุ่มสูงประมาณ 2-7 เมตร เห็นข้อปล้องชัดเจนจากแผลที่เกิดจากใบแห้งร่วง ใบมีขนาดกว้างประมาณ 6-8 ซม.ยาว 30-70 ซม.ใบสีเขียวเป็นมัน ดอกออกเป็นช่อยาวได้ถึง 60 ซม. ดอกไม้แต่ละดอกขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.5ซม. กลีบนอกสีน้ำตาลเรื่อ กลีบในสีขาว ดอกวาสนาจะออกเป็นช่อเวลากลางคืนจะบานขาวทั้งช่อ และส่งกลิ่นที่หอมมาก กลิ่นจะหอมตลบอบอวลหลัง2ทุ่มถึงตี4ใช้เวลาบานหมดต้น 8-10 วัน ผลมีเนื้อสีแดงอมส้มเส้นผ่านศูนย์กลาง 1-2 ซม.มีเมล็ดหลายเมล็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ให้ความสำคัญกับความทนทานต่อสภาพแวดล้อมในร่มที่หลากหลายตั้งแต่แสงเต็มที่ไปจนถึงแสงน้อย นอกจากนี้ยังมีความอดทนต่อการถูกทอดทิ้ง (เช่นระดับแสงน้อยและขาดน้ำ) เป็นพืชที่ใช้ในการศึกษาอากาศบริสุทธิ์ของ NASA ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าสามารถกำจัดสารพิษจำนวนมากออกจากสิ่งแวดล้อมได้ ใช้ปลูกประดับ---นิยมปลูกเป็นไม้มงคลในบ้านนิยมในฐานะต้นไม้กระถางในร่ม
พิธีกรรม/ความเชื่อ---พันธุ์ไม้ชนิดนี้ไม่มีกำหนดเวลาออกดอกที่แน่นอนถือเป็นต้นไม้เสี่ยง ทายทั้งคนไทยคนจีน มีคติเชื่อกันว่า ใครปลูกได้เจริญงอกงาม ก็จะมีความเจริญรุ่งเรืองเหมือนต้นวาสนาที่ปลูกไว้  และถ้าใครปลูกต้นวาสนาให้ออกดอกได้จะร่ำรวยระดับมหาเศรษฐีทีเดียว
การขยายพันธุ์--- ด้วยวิธีตัดลำต้นเป็นข้อๆยาว 10–20 ซม. ไปปักชำ วางไว้ในก้อนสำลีแช่น้ำ ประมาณ1เดือนต้นใหม่จะแตกออกมาตามตาที่ข้อต้น 

วาสนาอธิษฐาน/Dracaena fragrans ' Massangeana'

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Dracaena fragrans  ‘Massangeana’
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---Corn Plant Dracaena, Fragrant Dracaena, Cornstalk Dracaena
ชื่ออื่น---วาสนาอธิษฐาน,  มังกรหยก ;[CHINESE: Hua ye qian nian mu.];[SWEDISH: Doftdracena.]
ชื่อวงศ์--ASPARAGACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---เขตร้อนของทวีปแอฟริกาตั้งแต่ซูดานไปจนถึง โมซัมบิก
เป็นสายพันธุ์ของDracaena fragransด้วยเหตุนี้จึงมีชื่อทางวิทยาศาสตร์เต็มว่า Dracaena fragrans 'massangeana'ลักษณะ คล้ายกับวาสนาเป็นไม้ต้นหรือไม้พุ่ม อายุหลายปี สูง 5-10 เมตร ลำต้นทรงกระบอก ตั้งตรง ข้อปล้องถี่ เมื่อมีอายุมากขึ้นผิวเปลือกจะมีสีน้ำตาลอ่อน แผ่นใบกว้างประมาณ 10 ซม.ยาวถึง 1 เมตร มีลายด่างเป็นริ้วสีเขียวอมเหลืองที่กึ่งกลางใบ ต้นนี้บางทีเรียกกันว่าวาสนาเรือนใน ดอกเป็นช่อ ออกตามซอกใบใกล้ปลายยอด ดอกสีขาวหรือดอกชมพู กลีบดอกโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ปลายแยกเป็น 6 แฉก ดอกย่อยมีจำนวนมาก มีเกสรเพศผู้ 6 เกสร เกสรเพศเมีย 1 เกสร ดอกมีกลิ่นหอม กลิ่นแรงในช่วงกลางคืน
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดแบบรำไรไปจนถึงแดดจัด เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทรายที่อุดมสมบูรณ์ระบายน้ำได้ดี สามารถปรับตัวให้เข้าได้กับดินทุกประเภท ต้องการน้ำและแสงมาก ควรให้ปุ๋ยพืชที่ละลายน้ำได้สูตร 5-10-5 หรือ 20-20-20 ปุ๋ยทุกเดือนในช่วงฤดูปลูก เพื่อประหยัดเวลาและหลีกเลี่ยงการให้อาหารพืชทุกเดือนให้ใช้ปุ๋ยที่ปล่อยช้า เช่นออสโมโค้ท3เดือนหรือ6เดือนปุ๋ยเหล่านี้จะปล่อยสารอาหารทุกครั้งที่รดน้ำต้นไม้ ใบไม้ที่มีสีน้ำตาลอาจเป็นสัญญาณของแสงแดดมากเกินไป ใบไม้สีเหลืองอาจหมายถึงน้ำมากเกินไปหรือแสงสว่างน้อยเกินไป
ใช้ประโยชน์---นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ เป็นไม้มงคล
ระยะออกดอก---เดือนพฤศจิกายน-เดือนมกราคม
การขยายพันธุ์---ปักชำยอด หรือลำต้น

สายสะพายจอมพล/Dracaena fragrans 'Victoriae'

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Dracaena fragrans 'Victoriae'
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---Fragrant Dracaena, Cornstalk Dracaena
ชื่ออื่น---สายสะพายจอมพล, ควีนวิกตอเรีย, โรจน์ทะนง
ชื่อวงศ์--ASPARAGACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---เขตร้อนของทวีปแอฟริกาตั้งแต่ซูดานไปจนถึง โมซัมบิก
เป็นสายพันธุ์ของDracaena fragransด้วยเหตุนี้จึงมีชื่อทางวิทยาศาสตร์เต็มว่าDracaena fragrans 'Victoriae' ลักษณะ คล้ายกับวาสนา เป็นไม้ต้นหรือไม้พุ่ม อายุหลายปี สูง 5-10 เมตร ลำต้นทรงกระบอก ตั้งตรง ข้อปล้องถี่ เมื่อมีอายุมากขึ้นผิวเปลือกจะมีสีน้ำตาลอ่อน แผ่นใบกว้างประมาณ 10 ซม.ยาวถึง 1 เมตร ขอบใบเป็นลอน มีแถบด่างพาดเป็นริ้วสีเขียวอ่อนสลับเหลืองอ่อนหรือขาวครีม ดูสวยงามมาก ไม่แตกแขนงกิ่ง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดแบบรำไร ไม่ควรปลูกกลางแจ้ง จะทำให้ใบไหม้ พยายามหาตำแหน่งที่มีการกรองแสง แสงที่น้อยเกินไปจะส่งผลให้ใบไม้สูญเสียลาย ชอบดินร่วนปนทรายที่อุดมสมบูรณ์และระบายน้ำได้ดี ชอบความชื้นประมาณ 40% ใช้น้ำที่ไม่มีฟลูออไรด์เนื่องจากไวต่อฟลูออไรด์ ใช้อาหารเสริมแคลเซียม (แคลเซียมที่มีคีเลตหรือแม้แต่ยิปซัม) เพื่อป้องกันไม่ให้ปลายใบไหม้
ใช้ประโยชน์---นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ เป็นไม้มงคล  เป็นไม้ประดับภายใน ถือเป็นต้นที่สวยที่สุดในชนิดนี้
ระยะออกดอก---เดือนพฤศจิกายน-เดือนมกราคม
การขยายพันธุ์---ปักชำยอด หรือลำต้น

วาสนาราชินี/Dracaena goldieana

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Dracaena goldieana Bullen ex Mast. & T Moore.(1872)
ชื่อพ้อง ---Has 2 Synonyms   
---Draco goldieana (Bullen ex Mast. & T.Moore) Kuntze (1891).
---Pleomele goldieana (Bullen ex Mast. & T.Moore) N.E.Br. (1914).
ชื่อสามัญ----Queen of Dracaena
ชื่ออื่น---วาสนาราชินี ;[CHINESE: Hu ban qian nian mu.];[FRENCH: Dracaena de Malaisie à feuilles marbrées.];[RUSSIAN: Dracaena goldicana.];[SPANISH: Dracena de Nigeria.]
ชื่อวงศ์--ASPARAGACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---เขตร้อนของทวีปแอฟริกาตั้งแต่ซูดานไปจนถึง โมซัมบิก
Dracaena goldieanaเป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวหน่อไม้ฝรั่งได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Robert Bullen(1868–1892) ภัณฑารักษ์ของสวนพฤกษศาสตร์กลาสโกว์จากอดีต Maxwell Tylden Masters (1833–1907) นักพฤกษศาสตร์และนักอนุกรมวิธานชาวอังกฤษและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Thomas Moore (1821–1887) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ ในปี พ.ศ.2415
สูง 60 เซนติเมตร ทรงใบใหญ่เป็นลักษณะพิเศษ ใบรูปไข่ปลายแหลม ออกสลับรอบลำต้น สีเขียวอมเหลืองอ่อน มีลายแต้มสีเขียวอมเทาสลับสีเขียวเข้มในแนวชวาง ใต้ใบสีม่วงแดง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดแบบรำไร อัตราการเริญเติบโต ช้า
ใช้ประโยชน์---นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ เป็นไม้มงคล  เป็นไม้ประดับตกแต่งภายใน
การขยายพันธุ์---ปักชำยอด หรือลำต้น ขยายพันธุ์ยาก

วาสนาเขาแกะ/Dracaena ‘Dragon Series’

Dragon Series Dracaena ทั้งหมด ของพันธุ์เหล่านี้ ได้รับการอบรมคัดเลือกและผลิต ในประเทศเนเธอร์แลนด์ โดย Dracaenakwekerij Dragon Series Dracaena ทั้งหมดของพันธุ์เหล่านี้ได้รับการอบรมคัดเลือกและผลิตในประเทศเนเธอร์แลนด์โดยDracaenakwekerij ภายใต้ชื่อ 'De Plaats' BV แม้ว่าจะมีตราสินค้าภายใต้ชื่อ Dragontree แต่คุณมักจะเห็นพวกเขาขายในชื่อ Dragon Series หรือเป็นพันธุ์ที่มีชื่อเป็นรายบุคคล พันธุ์ทั้งหมดได้รับการคุ้มครองสิทธิบัตรพืช ดังนั้นจึงไม่อนุญาตให้ขยายพันธุ์เพื่อใช้ในเชิงพาณิชย์เว้นแต่คุณจะได้รับใบอนุญาต
Lemon Surprise เป็นหนึ่งในพันธุ์ที่แพร่หลายมากที่สุดในตลาดและมีนิสัยการเติบโตที่แตกต่างกัน พืชมีขอบสีมะนาว / มะนาวขนาดใหญ่ตามขอบใบ สีจะแปรผันเล็กน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณแสงที่พืชได้รับส่วนด้านในของใบเป็นสีเขียวอมเทามีเส้นสีขาวเล็กน้อยระหว่างนั้นกับขอบสีเขียวมะนาว

หวายเขียว/Dracaena reflexa


ชื่อวิทยาศาสตร์---Dracaena reflexa (Decne.) Lam. (1786)
ชื่อพ้อง ---Has 5 Synonyms
---Lomatophyllum reflexum (Lam.) Bojer. (1837)
---Cordyline reflexa (Lam.) Endl.(1842)
---Dracaena reflexa var. typica Baker.(1875), nom. illeg.
---Draco reflexa (Lam.) Kuntze. (1891)
---Pleomele reflexa (Lam.) N.E.Br.(1914)
ชื่อสามัญ---Song of India, Malaisian dracaena.
ชื่ออื่น---หวายเขียว,ซองออฟอินเดีย;[FRENCH: Bois de chandelle.];[INDONESIA: Nyanyian dari India.];[RUSSIAN: Dratsena otognutaia.]
ชื่อวงศ์---ASPARAGACEAE
ถิ่นกำเนิด---มาดากัสการ์ มอริเชียส
เขตกระจายพันธุ์---โมซัมบิก มาดากัสการ์ มอริเชียส และเกาะใกล้เคียงอื่น ๆ ของ มหาสมุทรอินเดีย
นิรุกติศาสตร์--- ชื่อสายพันธุ์ reflexaจากคำภาษาละติน'reflexus'= ดัดหลัง Dracaena reflexa เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวหน่อไม้ฝรั่งได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยJoseph Decaisne (1807–1882) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศสและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดยJean-Baptiste Lamarck (1744–1829) นักพฤกษศาสตร์และนักสัตววิทยาชาวฝรั่งเศส ในปี พ.ศ.2329
พืชพื้นเมืองโมซัมบิก ,มาดากัสการ์ ,มอริเชียสและหมู่เกาะใกล้เคียงอื่น ๆ ในมหาสมุทรอินเดีย
ไม้พุ่มสูงได้ถึง 5เมตร แตกกิ่งก้านมาก ลำต้นกลมเล็ก ใบรูปรีปลายใบเรียวแหลม แผ่นใบสีเขียวเข้มเป็นมัน กว้างประมาณ 4-5ซม.ยาว15-20ซม. ช่อดอกออกที่ปลายยอดสีขาว ผลกลมสีแดงอมส้ม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดโดยตรงหรือกึ่งร่มเงา ดินโปร่งและระบายน้ำได้อย่างรวดเร็ว การให้น้ำปล่อยให้ส่วนบน 50% ของดินแห้งก่อนรดน้ำ ชอบความชื้นสูง ปลายใบอาจเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหากความชื้นต่ำเกินไป
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับปลูกกันอย่างแพร่หลายในฐานะที่เป็นไม้ประดับและไม้กระถาง
ขยายพันธุ์---ปักชำลำต้น

ซองออฟอินเดีย/Dracaena reflexa 'Song of India'

ชื่อวิทยาศาสตร์---Dracaena reflexa (Decne.) Lam. cv. Song of India
ชื่อพ้อง ---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---Song of India, Pleomele, Dracaena reflexa variegata, 'Song-of-India',
ชื่ออื่น---หวายเขียว, ซองออฟอินเดีย ;[FRENCH : Bois de chandelle.];[INDONESIA: Nyanyian dari India.];[RUSSIAN: Dratsena otognutaia.]
ชื่อวงศ์---ASPARAGACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย ศรีลังกา โมซัมบิก มาดากัสการ์ มอริเชียส และเกาะใกล้เคียงอื่น ๆ ของ มหาสมุทรอินเดีย
มีถิ่นกำเนิดในโมซัมบิก มาดากัสการ์ มอริเชียส และเกาะใกล้เคียงอื่น ๆ ของ มหาสมุทรอินเดีย มีการปลูกในสภาพอากาศเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนทั่วโลก
Dracaena reflexa 'Song Of India' เป็นสายพันธุ์ที่สวยงามของ Dracaena reflexa ลักษณะแผ่นใบหนา ใบด่างเหลืองกลางใบมองเห็นแถบเขียวชัดเจนและที่ปลูกกันมีอีกแบบคือใบมี3สี มีแถบเขียวอมเทากลางใบถัดออกมาเป็นเหลืองนวล
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการที่ที่มีแสงแดดตลอดวันและแสงรำไร หรือตำแหน่งที่มีแสงสว่างทางอ้อม ดินโปร่งอุดมด้วยฮิวมัสและดินร่วนและระบายน้ำได้อย่างรวดเร็ว การให้น้ำปล่อยให้ส่วนบน 50% ของดินแห้งก่อนรดน้ำ ชอบความชื้นสูง ปลายใบอาจเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหากความชื้นต่ำเกินไป
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับปลูกกันอย่างแพร่หลายในฐานะที่เป็นไม้ประดับและไม้กระถาง สามารถปลูกในดินหรือในภาชนะขนาดใหญ่ในที่ร่ม ในการศึกษาอากาศบริสุทธิ์ของ NASA -Dracaena reflexa 'Song-of-India',ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถกำจัดสารพิษจำนวนมากออกจากสิ่งแวดล้อมได้
ขยายพันธุ์---ปักชำลำต้น

ซองออฟจาไมก้า/Dracaena reflexa 'Song of Jamaica'

ชื่อวิทยาศาสตร์---Dracaena reflexa (Decne.) Lam. cv. Song of Jamaica
ชื่อพ้อง ---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---Song of Jamaica, Pleomele
ชื่ออื่น---หวายเขียว, ซองออฟจาไมก้า ;[FRENCH : Bois de chandelle.];[INDONESIA: Nyanyian dari India.];[RUSSIAN: Dratsena otognutaia.]
ชื่อวงศ์---ASPARAGACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย ศรีลังกา โมซัมบิก มาดากัสการ์ มอริเชียส และเกาะใกล้เคียงอื่น ๆ ของ มหาสมุทรอินเดีย
มีถิ่นกำเนิดในโมซัมบิก มาดากัสการ์ มอริเชียส และเกาะใกล้เคียงอื่น ๆ ของ มหาสมุทรอินเดีย มีการปลูกในสภาพอากาศเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนทั่วโลก
Dracaena reflexa 'Song of Jamaica' เป็นสายพันธุ์ที่สวยงามของ Dracaena reflexa ลักษณะ คล้ายซองออฟอินเดียแต่กลางใบเป็นแถบด่างเหลือง สลับริ้วสีเขียวบ้างเล็กน้อย เป็นไม้พุ่มขนาดกลาง ลำต้นกลม ทรงพุ่มทึบบริเวณยอดกว้างประมาณ 2 เมตร แตกกิ่งตามข้อ แตกหน่อจากโคนต้น กิ่งอ่อนโน้มลงเล็กน้อย เปลือกสีน้ำตาลอมเทา ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับถี่ๆ ที่ปลายกิ่ง ใบรูปใบหอกกว้าง 1.5-2ซม. ยาว 5-8ซม. ปลายใบแหลม โคนใบเป็นกาบหุ้มลำต้น ขอบใบเรียบ ผิวใบด้านบนสีเขียว กลางใบมีแถบสีเขียวอ่อนตามแนว ยาวของใบ ดอกสีขาวนวล ออกเป็นช่อแบบช่อกระจะที่ปลายกิ่ง โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ยาว ประมาณ 0.5ซม. ไม่พบว่ามีดอกในประเทศไทย ผลสด ค่อนข้างกลมสีแดงอมส้ม มีหลายเมล็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการที่ที่มีแสงแดดตลอดวันและแสงรำไร หรือตำแหน่งที่มีแสงสว่างทางอ้อม ดินโปร่งอุดมด้วยฮิวมัสและดินร่วนและระบายน้ำได้อย่างรวดเร็ว การให้น้ำปล่อยให้ส่วนบน 50% ของดินแห้งก่อนรดน้ำ ชอบความชื้นสูง ปลายใบอาจเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหากความชื้นต่ำเกินไป
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับปลูกกันอย่างแพร่หลายในฐานะที่เป็นไม้ประดับและไม้กระถาง สามารถปลูกในดินหรือในภาชนะขนาดใหญ่ในที่ร่ม ในการศึกษาอากาศบริสุทธิ์ของ NASA -Dracaena reflexa'Song of Jamaica' ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถกำจัดสารพิษจำนวนมากออกจากสิ่งแวดล้อมได้
ขยายพันธุ์---ปักชำลำต้น

ค้อนหมาขาว (พร้าวพันลำ)/Dracaena angustifolia

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Dracaena angustifolia (Medik.) Roxb.(1814)
ชื่อพ้อง --- Has 22 Synonyms. See all The Plant List (http://www.theplantlist.org/)
Basionym: Terminalis angustifolia Medik.(1786)
ชื่อสามัญ--- Nam Ginseng, Narrow-Leaf Dracaena, Narrow-Leaf Pleomele, Soap Tree
ชื่ออื่น---พร้าวพันลำ, หมากพู่ป่า, ผักก้อนหมา, ผักหวานดง, คอนแคน ;[CHINESE: Zhǎng huā lóng xuè shù.];[IHDONESIA: Daun Suji (Sunda).];[THAI: Phrao phan lam.];[VIETNAM:  Bồng bồng, Phất dũ sậy, Phất dũ lá hẹp, Phú quý, Bánh tét.]
ชื่อวงศ์---ASPARAGACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน อินเดีย บังคลาเทศ พม่า ไทย กัมพูชา ลาว เวียตนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ นิวกินี ออสเตรเลีย หมู่เกาะโซโลมอน
Dracaena angustifolia เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวหน่อไม้ฝรั่ง ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Friedrich Kasimir Medikus (1736–1808) แพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดยWilliam Roxburgh (1751-1815) ศัลยแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อต ในปี พ.ศ. 2357
พันธุ์พื้นเมืองของสายพันธุ์นี้มาจากบังคลาเทศผ่านอินโดจีนและมาเลเซียไปจนถึงออสเตรเลียตอนเหนือ
เป็นไม้พุ่ม สูงได้ประมาณ 2-3 เมตร ลำต้นตั้งตรงเป็นต้นเดียวหรือแตกเป็นกอเล็กน้อย ลำต้นหนามีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4 ซม. เป็นรูปทรงกระบอก ต้นอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อแก่จะเปลี่ยนสีเทา  ใบกว้าง 1.5 -2.5  x 2 -3  ซม. ดอกสีเหลืองยาวประมาณ 2ซม.ผลเบอร์รี่ทรงกลมสีส้มมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.8 - 1.2 ซม.
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ปลูกได้ในที่มีแสงแดดตลอดวันและแสงรำไรหรือตำแหน่งที่มีแสงสว่างทางอ้อม ดินโปร่งอุดมด้วยฮิวมัสและดินร่วนและระบายน้ำได้อย่างรวดเร็ว pH ของดิน 6.1-6.5 (เป็นกรดเล็กน้อย) 6.6- 7.5 (เป็นกลาง) การให้น้ำปล่อยให้ส่วนบน 50% ของดินแห้งก่อนรดน้ำ ชอบความชื้นสูง ปลายใบอาจเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหากความชื้นต่ำเกินไป
ใช้ประโยชน์---บางครั้งพืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้เป็นอาหารและยาในท้องถิ่น บางครั้งปลูกรอบหมู่บ้าน
-ใช้กิน ใบอ่อน - ปรุงกินเป็นกับข้าว ใบนำใบมาโขลกแล้วผสมกับน้ำเพื่อให้ได้น้ำสีเขียวที่ใช้สำหรับระบายสีขนมอินเดียที่ทำจากข้าวเหนียว ผลคั่วกินได้
-ใช้เป็นยา น้ำคั้นจากใบ ต้มดื่มเป็นยาแก้หอบหืดและหายใจถี่ ยาต้มใบให้กับคนที่น้ำหนักลดและไม่อยากอาหาร ตามการแพทย์แผนตะวันออกรากและดอกมีฤทธิ์ร้อนคุณสมบัติในการล้างพิษ น้ำใบใช้รักษาโรคบิดแก้มะเร็งเม็ดเลือดขาวและหนองใน ยาพื้นบ้านใช้รากและดอกรักษาโรคบิด
-ใช้ปลูกประดับปลูกกันอย่างแพร่หลายในฐานะที่เป็นไม้ประดับและไม้กระถาง สามารถปลูกในดินหรือในภาชนะขนาดใหญ่ในที่ร่ม
ขยายพันธุ์---ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดและการปักชำ

เข็มสามสี/Dracaena cincta 'Tricolor'

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Dracaena cincta Bak. cv. Tricolor
ชื่อพ้อง---Dracaena marginata 'Tricolor'
ชื่อสามัญ---Rainbow Tree, Dragon Tree, Madagascar Dragon Tree, Narrow Leaf Dragon Palm, Spanish Dagger, Three-coloured Madagascar dragon tree
ชื่ออื่น---เข็มสามสี ศรอนงค์
ชื่อวงศ์---ASPARAGACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---มาดากัสการ์
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลมาจากคำภาษากรีกdrakainaหมายถึงมังกรตัวเมีย ; ชื่อสายพันธุ์หมายถึงขอบใบที่โดดเด่นของพืช
ลำ ต้นเล็กแตกกิ่งก้านเป็นพุ่มสูง1-2 เมตร ใบเป็นแถบออกเป็นกระจุกที่ปลายยอดเป็นเกลียวรอบลำต้นโดยใบล่างจะหลุดร่วงและทิ้งรอยแผลเป็นรูปเพชรไว้อย่างโดดเด่น ใบมีสามสี มีสีเขียวพาดกลางใบขอบใบเหลืองนวลทั้งสองข้าง ขลิบด้วยสีแดงอมชมพู สำหรับพืชที่โตเต็มที่ ออกดอกเป็นช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกตามปลายกิ่ง สีขาวอมเขียว บานตอนกลางคืน มีกลิ่นหอมอ่อนๆอาจตามด้วย ผลสดมีเนื้อ รูปทรงกลมถึงรี สีเหลือง ส้ม หรือแดง เมล็ดสีขาวถึงน้ำตาล มี 1-3 เมล็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---สามารถปลูกได้ในที่มีแสงแดดตลอดวัน แต่เติบโตได้ดีที่สุดในแสงทางอ้อมที่สว่างและมีความชื้นปานกลาง ทนต่อระดับแสงน้อยในอาคาร ปลูกในดินร่วนผสมกับการระบายน้ำที่ดี ต้องการความชื้นปานกลางในช่วงฤดูปลูก  ปลายใบจะเป็นสีน้ำตาลหากความชื้นต่ำเกินไป แต่ลดการให้น้ำในฤดูหนาวให้น้อยกว่าปกติ
ใช้ประโยชน์---ปลูกประดับนิยมปลูกเป็นกลุ่ม หรือปลูกเดี่ยว ๆเป็นไม้ประธานในสวน ปลูกริมสระว่ายน้ำ หรือปลูกเพื่อพรางสายตาจากภายนอก เป็นต้นไม้ที่ช่วยดูดสาร Benzene  ที่มีอยู่ในน้ำมัน หมึก สีทาบ้าน
ขยายพันธุ์--โดยการปักชำไม้กิ่งแข็งหรือลำต้นที่ไม่มีใบ หรือตอนกิ่ง

ไผ่ฟิลิปปินส์/Dracaena surculosa var. maculata


ชื่อวิทยาศาสตร์---Dracaena surculosa var. maculata Hook.f.(1867)
ชื่อพ้อง---Dracaena godseffiana hort. ex Sander (1893)
ชื่อสามัญ--- Spotted dracaena, Spotted leaf dragon tree.
ชื่ออื่น---ไผ่ฟิลิปปินส์ ;[CHINESE: Ban dian ye qian nian mu.]
ชื่อวงศ์---ASPARAGACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์ ---เขตร้อนของแอฟริกาตะวันตก
เป็นพืชพื้นเมืองในเขตป่าฝนแอฟริกาเขตร้อนตะวันตก
ไม้พุ่มลำต้นกลมเล็กสูง1-4เมตร เนื้อไม้ค่อนข้างเหนียว เจริญเป็นกอ ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปรีถึงรูปไข่ กว้าง (2-6) x (6-20) ซม. ปลายแหลม โคนสอบ ขอบเรียบ ใบอ่อนแตกตรงส่วนยอดของลำต้น ครั้งละ 2-3 ใบ พื้นใบสีเขียวเข้มมีรอยจุดด่างสีเขียวอ่อน ช่อดอกออกจากซอกใบ ดอกสีขาวนวลมีกลิ่นหอม  ผลมีเนื้อกลมสึส้ม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1ซม. เมล็ดสีขาวถึงน้ำตาลอ่อน
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงที่สว่าง แต่ไม่ใช่ถูกแดดโดยตรง ใบไม้จะเป็นสีน้ำตาลหรือร่วงหล่นหากแสงสูงหรือต่ำเกินไปและหลีกเลี่ยงการให้น้ำมากเกินไปด้วย  ศัตรูพืชที่พบเพลี้ยแป้งที่รากสามารถทำลายต้นไม้ได้ การเจริญเติบโตช้า
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ เป็นต้นไม้ที่แข็งแรงทนทานสำหรับต้นไม้ที่ใช้ปลูกในร่ม อยู่ได้เป็นเวลานาน ปลูกเป็น house plant เป็นไม้กระถางตกแต่งภายในบ้านอาคารสำนักงาน หรือปลูกลงแปลงเป็นกลุ่มในที่แสงแดดรำไร
-ใช้เป็นยา ในเซียร์ราลีโอนใช้เพื่อเพิ่มความแข็งแรงทางร่างกายในเด็ก ใช้ยาต้มใบอาบน้ำเด็กวันละสองครั้ง
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ปักชำ

ไผ่ฟิลิปปินส์ด่าง/Dracaena surculosa-Goldust Draceana


ชื่อวิทยาศาสตร์---Dracaena surculosa Lindl.(1828)
ชื่อพ้อง---Dracaena godseffiana Sander ex Mast.(1893)
ชื่อสามัญ---Gold Dust Dracaena, Japanese Bamboo
ชื่ออื่น---ไผ่ฟิลิปปินส์ด่าง ; [AFRIKAANS: Bou-kpa (Africa - Ivory Coast)., Pou-touè (Africa - Coast).];[CHINESE: Xing long xue shu.];[RUSSIA: Dratsena kustovidnaia.];[SIERRA LEONE: Wete.].
ชื่อวงศ์---ASPARAGACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์ ---เขตร้อนของแอฟริกาตะวันตก
Dracaena surculosa เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวหน่อไม้ฝรั่ง ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยJohn Lindley(1789-1865) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ ในปีพ.ศ.2371
เป็นพืชพื้นเมืองในเขตป่าฝนแอฟริกาเขตร้อนตะวันตก
ไม้พุ่มลำต้นกลมเล็กสูงประมาณ12 ซม. ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปรีถึงรูปไข่ปลายแหลม โคนสอบ ขอบเรียบ ใบอ่อนแตกตรงส่วนยอดของลำต้น ครั้งละ 2-3 ใบ แผ่นใบมีสีเขียวกับขาว และสีเขียวกับเหลืองกระจายทั่วใบ ดอกสีขาวมีกลิ่นหอม  ผลมีเนื้อกลมสึส้ม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1ซม. เมล็ดสีขาวถึงน้ำตาลอ่อน
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงที่สว่าง แต่ไม่ใช่ถูกแดดโดยตรง ใบไม้จะเป็นสีน้ำตาลหรือร่วงหล่นหากแสงสูงหรือต่ำเกินไปและหลีกเลี่ยงการให้น้ำมากเกินไปด้วย  ศัตรูพืชที่พบเพลี้ยแป้งที่รากสามารถทำลายต้นไม้ได้ การเจริญเติบโตช้า
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ เป็นต้นไม้ที่แข็งแรงทนทานสำหรับต้นไม้ที่ใช้ปลูกในร่ม อยู่ได้เป็นเวลานาน ปลูกเป็น house plant เป็นไม้กระถางตกแต่งภายในบ้านอาคารสำนักงาน หรือปลูกลงแปลงเป็นกลุ่มในที่แสงแดดรำไร
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ปักชำ

ไผ่ฟิลิปปินส์ด่าง (ฟลอริดาบิวตี้)/Dracaena surculosa 'Florida Beauty'

ชื่อวิทยาศาสตร์---Dracaena surculosa 'Florida Beauty'
ชื่อพ้อง---Dracaena godseffiana hort. ex Sander (1893)
ชื่อสามัญ---Gold Dust Dracaena
ชื่ออื่น---ไผ่ฟิลิปปินส์ด่าง, ฟลอริดาบิวตี้
ชื่อวงศ์---ASPARAGACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์ ---เขตร้อนของแอฟริกาตะวันตก
เป็นพืชพื้นเมืองในเขตป่าฝนแอฟริกาเขตร้อนตะวันตก
ไม้พุ่มลำต้นกลมเล็กเจริญเป็นกอใหญ่กว่าไผ่ฟิลิปปินส์ต้นอื่นๆมีใบที่สวยงามมันวาวพื้นใบสีเขียวมีจุดแต้มสีเหลืองอ่อนหนาแน่นที่กึ่งกลางใบ ความแตกต่างจะปรากฏบนใบจุดที่เป็นสีเหลืองอ่อน เมื่อใบแก่ขึ้นจะเปลี่ยนเป็นสีขาวเมื่อพืชโตเต็มที่ไม่เหมือนต้นอื่น ๆที่การเปลี่ยนแปลงของจุดเกิจากความเข้มของแสง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงที่สว่าง แต่ไม่ใช่ถูกแดดโดยตรง ใบไม้จะเป็นสีน้ำตาลหรือร่วงหล่นหากแสงสูงหรือต่ำเกินไปและหลีกเลี่ยงการให้น้ำมากเกินไปด้วย  ศัตรูพืชที่พบเพลี้ยแป้งที่รากสามารถทำลายต้นไม้ได้ การเจริญเติบโตช้า
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ  เป็นไผ่ฟิลิปปินส์ต้นที่คนนิยมปลูกในที่ร่มรำไร มากต้นหนึ่ง
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ปักชำ

ไผ่ฟิลิปปินส์ด่าง (ทางช้างเผือก)/Dracaena surculosa 'Friedmanii'

ชื่อวิทยาศาสตร์---Dracaena surculosa 'Friedmanii'
ชื่อพ้อง---Dracaena surculosa 'Milky Way'  
Aloe godseffiana 'Milky Way'  
Aloe surculosa 'Friedmannii'
ชื่อสามัญ---Milky Way
ชื่ออื่น---ไผ่ฟิลิปปินส์ด่าง, ทางช้างเผือก
ชื่อวงศ์---ASPARAGACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์ ---เขตร้อนของแอฟริกาตะวันตก
นิรุกติศาสตร์---ชื่อของสกุลมาจากภาษากรีก "drakàina" = มังกรตัวเมีย ; ชื่อของสายพันธุ์มาจากภาษาละติน "surculosus" = ยิงซึ่งมีความหมายชัดเจน
เป็นพืชพื้นเมืองในเขตป่าฝนแอฟริกาเขตร้อนตะวันตก
สายพันธุ์ปกติมีจุดสีครีมหนาบนใบรูปแบบ 'ทางช้างเผือก' มีสีขาวหนากระเซ็นลงตรงกลางใบ ด้านริมใบเป็นสีเขียวและมีจุดแต้มเล็กๆสีเหลืองกระจายอยู่ทั่ว
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงที่สว่าง แต่ไม่ใช่ถูกแดดโดยตรง ใบไม้จะเป็นสีน้ำตาลหรือร่วงหล่นหากแสงสูงหรือต่ำเกินไปและหลีกเลี่ยงการให้น้ำมากเกินไปด้วย  ศัตรูพืชที่พบเพลี้ยแป้งที่รากสามารถทำลายต้นไม้ได้ การเจริญเติบโตช้า
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ  เป็นไผ่ฟิลิปปินส์ต้นที่คนนิยมปลูกในที่ร่มรำไร มากต้นหนึ่ง
ขยายพันธุ์---ปักชำ

จั๋งเชียงใหม่/Rhapis humilis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Rhapis humilis Blume.(1839)
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms
---Basionym: Chamaerops excelsa var. humilior Thunb.(1784)
---Chamaerops sirotsik H.Wendl.(1854)
---Licuala waraguh Blume(1830)
---Licuala wixu Blume(1830)
---Rhapis javanica Blume (1869)
---Rhapis sirotsik H.Wendl.(1878)
ชื่อสามัญ---Slender Lady Palm, Reed Rhapis,  Fan palm
ชื่ออื่น---จั๋งเชียงใหม่, จั๋งจีน ;[CHINESE: Ai zōng zhú.];[DUTCH: Dwergbamboepalm.];[FRENCH: Palmier bambou, Rhapide nain.];[GERMAN: Niedere Steckenpalme.];[JAPANESE: Shuro-chiku.];[PORTUGUESE: Palmeira-ráfia, Rapis.];[SPANISH: Palmerita china.];[SWEDISH: Liten buskpalm.];[VIETNAM: Mật cật nhỏ, Lụi nhỏ.]
ชื่อวงศ์---ARECACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย ไทย จีน
เขตกระจายพันธุ์---ภาคเหนือของไทย ตอนใต้และตะวันออกของจีน ญี่ปุ่น ชวา
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลเป็นคำภาษากรีก 'Rhapis' = เข็มแท่งเล็กอ้างอิงถึงลำต้นบาง ๆ ; ชื่อสายพันธุ์ คือคำคุณศัพท์ภาษาละติน 'humilis,e' = low โดยอ้างอิงถึงท่าทางที่ควรจะเป็นของพืช ซึ่งจริงแล้วเป็นพันธุ์ที่สูงที่สุด
การกระจายเฉพาะถิ่นไปยังจีนตอนใต้ ; เติบโตเฉพาะในมณฑลกวางสีและกุ้ยโจว เติบโตบนเนินเขาที่แห้งแล้งในตำแหน่งที่ต่ำกว่าโดยเพิ่มขึ้นถึงระดับความสูงประมาณ 1,000 เมตรเท่านั้น ส่วนในฐานะที่เป็นไม้ประดับมีการปลูกในประเทศอื่น ๆ เปิดตัวในญี่ปุ่น (S.Kyushu), Malesia (Java)
เป็นปาล์มพัดที่แตกต่างและสวยงามซึ่งแตกต่างจากพันธุ์อื่น ๆ ในสกุลนี้ เป็นที่รู้จักกันว่าเป็นสายพันธุ์ที่สูงที่สุดในสกุล
เป็นปาล์มแตกกอ ความสูงของจั๋งเชียงใหม่ สูงได้ถึง 5 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 1.5-2.5 ซม.ลำต้นปกคลุมด้วยใบถาวร เปลือกหุ้มเป็นแผ่นใยละเอียด สีน้ำตาลเข้มหรือดำคลุมอยู่หนาแน่น ใบรูปพัดเรียงสลับ ขอบใบหยัก เว้าถึงสะดือ ใบกว้างประมาณ 40 ซม. มีใบย่อย 10-20 ใบ ใบย่อยเรียวยาว กว้างประมาณ 2 ซม.ยาว 15-18 ซม. แผ่นใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียมีกลีบเลี้ยงและกลีบดอกรวมกันที่ฐาน ผลมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ0.7ซม.
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงกึ่งร่มรำไร ดินชื้นสม่ำเสมอ ไม่ชอบที่จะแห้ง ปลายใบสีน้ำตาลอาจเกิดจากการขาดน้ำ น้ำเค็ม หรือปุ๋ยมากเกินไป หรือความร้อนสูง ต้องใช้ความระมัดระวังไม่ให้ปุ๋ยมากเกินไป เนื่องจากRhapisทั้งหมดสามารถถูกเผาไหม้จากโปรแกรมปุ๋ยมากเกินไปหรือแรงเกินไป ควรให้ปุ๋ยเพียง1ครั้ง/ปีในฤดูใบไม้ผลิก็เพียงพอ
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ สามารถปลูกเป็นกลุ่มหรือปลูกเป็นแนวรั้วป้องกันความเสี่ยง หรือปลูกลงในภาชนะขนาดใหญ่ในลานบ้าน
การขยายพันธุ์---ใช้วิธีแยกหน่อ หรือแยกกอไปปลูกเพราะไม่ค่อยติดเมล็ด

จั๋งลาว/Rhapis laosensis


ชื่อวิทยาศาสตร์---Rhapis laosensis Becc.(1910)
ชื่อพ้อง---This name is a synonym of Rhapis cochinchinensis (Lour.) Mart. .
ชื่อสามัญ--- Laos Lady Palm
ชื่ออื่น---จั๋งลาว, สาน
ชื่อวงศ์---ARECACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ภาคเหนือของไทย ตอนใต้และตะวันออกของจีน ญี่ปุ่น ชวา
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลเป็นคำภาษากรีก 'Rhapis' = เข็มแท่งเล็กอ้างอิงถึงลำต้นบาง ๆ ; ชื่อสายพันธุ์  laosensis โดยอ้างอิงถึงแหล่งกำเนิด
Rhapis laosensisค้นพบครั้งแรกและตั้งชื่อโดย Odoardo Beccari (1843–1920) นักพฤกษศาสตร์ชาวอิตาลีในปีพ. ศ. 2453
พืชจำพวกปาล์ม สูงประมาณ 1-2.5 เมตร ลำตั้งตรง ผิวเรียบ สีเขียว เห็นข้อปล้องชัดเจน มีกาบหุ้มทั้งลำต้น ใบประกอบแบบนิ้วมือคล้ายพัด เรียงเวียน มีใบย่อยแตกออกจากกันเป็นแฉกลึก 3-10 ใบ ปลายเว้าแหว่ง โคนสอบ ขอบเรียบ แผ่นใบสีเขียวเป็นมัน เส้นใบขนาน ก้านใบเล็ก แข็ง สีเขียว ดอก ออกดอกเป็นช่อ ตามซอกกาบระหว่างก้านใบ เป็นดอกไม่สมบูรณ์เพศ แบบแยกต้น ดอกเพศเมียจะมีผลติด เป็นพวงสั้นๆ
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงกึ่งร่มรำไร ดินชื้นสม่ำเสมอ ไม่ชอบที่จะแห้ง ปลายใบสีน้ำตาลอาจเกิดจากการขาดน้ำ น้ำเค็ม หรือปุ๋ยมากเกินไป หรือความร้อนสูง ต้องใช้ความระมัดระวังไม่ให้ปุ๋ยมากเกินไป เนื่องจากRhapisทั้งหมดสามารถถูกเผาไหม้จากโปรแกรมปุ๋ยมากเกินไปหรือแรงเกินไป ควรให้ปุ๋ยเพียง1ครั้ง/ปีในฤดูใบไม้ผลิก็เพียงพอ
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ สามารถปลูกเป็นกลุ่มหรือปลูกเป็นแนวรั้วป้องกันความเสี่ยง หรือปลูกลงในภาชนะขนาดใหญ่
การขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด แยกหน่อ


ไทรใบซอ/Ficus lyrata


ชื่อวิทยาศาสตร์---Ficus lyrata Warb.(1894)
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Ficus pandurata Sander (1903)
ชื่อสามัญ---Fiddle-leaf Fig, Fiddle-leaf, Banjo Fig, Lyre-leaved fig tree.
ชื่ออื่น---ไทรใบซอ, ไทรใบสัก, ยางใบซอ, ยางใบหูกวาง ;[CUBA: Hoja de violin.];[DOMINICAN: Higo, Honjancha.];[FRENCH: Figuier a feuilles lyrees, Figuier lyre, Ficus a feuilles de violin.];[GERMAN: Geigen-Feige, Geigenblättriger Feigenbaum.];[JAPANESE: kashiwa bacomu.]
;[PORTUGUESE: Ficus-lira, Figo-da-China, Figueira-lira,  Figueira-lirata,  Figueira-violino.];[PUERTO RICO: jagüey lirado.];[SPANISH: Arbol lira, Arbol lirado, Higuera de hojas de violin.];[SWEDISH: Fiolfikus.];[THAI: Sai bai sak. Sai bai saw, Yang bai saw, Yang bai hu kwang,]
ชื่อวงศ์---MORACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---แอฟริกาตอนกลาง และแถบฝั่งตะวันตกของแอฟริกา
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลFicus เป็นภาษาละตินที่ใช้สำหรับมะเดื่อทั่วไป ; ชื่อพันธุ์ 'lyrata' มาจากคำภาษาละติน 'lyratus'  'lyra' = lyre ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายโดยอ้างอิงถึงรูปร่างของใบไม้
Ficus lyrata เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกวงศ์มะเดื่อ ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยOtto Warburg (1859–1938), นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน ในปีพ.ศ. 2437


พืชพื้นเมืองไปยังแอฟริกาตะวันตกจากประเทศแคเมอรูนตะวันตกไปเซียร์ราลีโอนที่มันเติบโตในที่ลุ่มเขตร้อนป่าฝน ได้รับการแนะนำและเพาะปลูกกันอย่างแพร่หลายทั้งกลางแจ้งและในร่มทั่วโลกรวมถึงหมู่เกาะอินเดียตะวันตก
สายพันธุ์นี้อาจเริ่มมีชีวิตเป็นเอพิไฟต์ ในที่สุดจะพัฒนารากอากาศและเติบโตเป็นต้นไทรขนาดปานกลางถึงขนาดใหญ่ที่มีความสูงได้ถึง 12 ม. และขยายพุ่มได้กว้างถึง 10.5 เมตร ทุกส่วนของพืชมียางสีขาว ลำต้นเป็นข้อถี่ ลักษณะของใบ ใหญ่แข็งแรงหนาเป็นมัน ยาว12-45ซม.กว้าง10-25ซม.ใบรูปไข่กลับหรือรูปพิณ มีร่องลึกตามแนวเส้นใบย่อย ปลายใบมนขอบใบเป็นคลื่น ก้านใบเป็นร่องยาว3-5ซม. หูใบยาว 4 ซม.ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบ ออกเป็นคู่ เส้นผ่านศูนย์กลาง 2.5-4.5 ซม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ตำแหน่งที่มีแดดจัดหรือร่มรำไรหรือใช้แสงธรรมชาติทางอ้อม ทำให้ดินชุ่มชื้นสม่ำเสมอตลอดเวลา (ประมาณ 2-3x ต่อสัปดาห์) อย่าให้น้ำมากเกินไปหรือทิ้งต้นไม้แช่ไว้ในน้ำ มีการระบายน้ำและการไหลเวียนของอากาศที่ดี ให้อาหารทุกสองสัปดาห์ด้วยสารละลายพืชสีเขียวที่เจือจางในช่วงฤดูปลูก Ficusมีชื่อเสียงในเรื่องความไวต่อสารเคมี ในกรณีที่มีศัตรูพืชให้ใช้ยาฆ่าแมลงที่มีฤทธิ์ทางเคมีน้อยที่สุดหรือใช้สบู่ฆ่าแมลงตามธรรมชาติ(ซันไลต์ละลายน้ำฉีดที่ต้น)
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ ในพื้นที่เขตร้อนปลูกเป็นไม้ประดับและเป็นต้นไม้ให้ร่มเงา ในฐานะที่เป็น houseplant ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับใส่กระถางกลางแจ้งแดดไม่จัดหรือปลูกประดับในอาคารเป็นไม้ตกแต่งภายในได้ดี ความสูงที่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ คือ1-3เมตร มักใช้ในสวนสไตล์โมเดิร์นกันมากอยู่ ในขณะนี้
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ

หมากผู้หมากเมีย/Codyline fruiticosa


ชื่อวิทยาศาสตร์---Codyline fruiticosa (L.)(1919)
ชื่อพ้อง---Has 12 Synonyms. See all The Plant List (http://www.theplantlist.org/)    
---Basionym: Convallaria fruticosa L.(1764)

ชื่อสามัญ---Red Draceana, Cordyline, Cabbage Tree, Palm lily, Ti-palm
ชื่ออื่น--หมากผู้หมากเมีย ;[CHINESE: Ya zhu na, Zhu jiao.];[COLOMBIA: Palmita roja.];[DUTCH: Limiestriuk.];[FIJIAN: Vasili, Qai, Ti, Masawe, Kokotodamu.];[FRENCH:: cordyline a fleurs terminales; dragonnier de Chine.];[GERMAN: Endstandige Keulenlilie, Endstandige kolbenlile, Strauchige Keulenlilie.];[HAWAIIAN: Ti, Ki, Lau'i.];[INDONESIA: Bak juang, Lak-lak, Linjuang, Anderuang, Sabang, Andong, Weluga, Wersingin, Weusisi.];[IVORY COAST: Essul ahrana.];[MALAYSIA: Andong, Juang, Jenjuang, Senjuang.];[NEW ZEALAND: Ti pore.];[PAPAUA NEW GUINEA: Aegop, Masau, Kava, Bauga, Elavi, Ta'un, Ariko.];[PHILIPPINES: Tungkod-pare, Tungkod-obispo, Sagilala (Tag.); Kilala (Bik.); Tokorpari (Pamp.).];[PORTUGUESE: Croton.];[RUSSIAN: Dratsena verkhushechnaia.];[SPANISH: Caña de indio, Croto, Vara de San José.];[TAHITI: Auti.];[THAI: Maak phuu-Maak mia, Ma poo ma mia.];[TONGA: Si si tongotongo.];[UK: Good luck plant, Tree of kings.]
ชื่อวงศ์---ASPARAGACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลียและอเมริกาใต้
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลมาจากภาษากรีก 'kordyle' = cudgel, club โดยอ้างอิงถึงรูปร่างของรากที่เป็นเหง้า ; ชื่อสายพันธุ์เป็นภาษาละติน 'fruticosa' = อุดมไปด้วยตาหมายถึงลักษณะของcespitose
Codyline fruiticosa เป็นสายพันธุ์ของพืชออกดอกในครอบครัววงศ์หน่อไม้ฝรั่ง ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Linnaeus (1707–1778) นักชีววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดน ในปีพ.ศ.2462 ปัจจุบันนักพฤกษศาสตร์ย้ายพืชสกุลนี้จากวงศ์ Agavaceae มาอยู่ในวงศ์ Asparagaceae
พบในภูมิภาคตะวันตกของ มหาสมุทรแปซิฟิก จาก นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้  เฟรนช์โปลินีเซีย และอเมริกาใต้ เติบโตบนสันเขาในป่าทึบและบางครั้งก็ใกล้ชายหาด (พื้นที่ชุ่มน้ำ) ถึง 1200 เมตร
เป็นไม้พุ่มมีลำต้นกลมเป็นลำเดี่ยวหรือกอเมื่อโตเต็มที่จะมีเนื้อไม้เติบโตได้สูงถึง 3 ถึง 4 เมตร ใบมีหลายลักษณะและสีสันจะแตกต่างออกไป ดอกออกที่ซอกใบใกล้ปลายยอด มีดอกย่อยสีขาวครีมหรือ ขาวอมแดงเรื่อจำนวนมาก ผลิบานตอนกลางคืนและมีกลิ่นหอม ในพืชป่าผลไม้เป็นผลเบอร์รี่สีแดงกลมเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 8 มม. เหมาะสำหรับการแพร่กระจายของนกและมีเมล็ดสีดำจำนวนมาก
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบดินระบายน้ำได้ดี แสงแดดรำไรถึงครึ่งวัน ( ปลูกกลางแดดจัดมากใบและปลายใบมักไหม้ใบจะเสีย) ระวังอย่าให้ดินแฉะ เพราะอาจทำให้ต้นเน่าตาย ใส่ปุ๋ยสูตรเสมอทุก 3 เดือน จะช่วยให้ต้นเติบโตงามดี ปลูกง่าย เลี้ยงง่ายมักโตเร็วจนกิ่งก้านยืดยาว ควรหมั่นตัดแต่งกิ่งที่เก้งก้างออกบ้าง กิ่งที่ตัดนำไปปักชำไม่กี่วันรากก็งอก
ใช้ประโยชน์---คนในท้องถิ่นนิยมใช้พืชชนิดนี้เพื่อการใช้งานที่หลากหลาย นอกจากนี้ยังปลูกกันอย่างแพร่หลายในเขตร้อนชื้นและกึ่งเขตร้อนเป็นไม้ประดับมีหลายชื่อพันธุ์
-ใช้กิน รากมีน้ำตาลในสัดส่วนสูง เมื่อนำไปอบจะมีรสชาติไม่ต่างจากกากน้ำตาลและรับประทานแบบนี้หรือใช้เป็นสารให้ความหวานในพุดดิ้งและอาหารอื่น ๆ รากถูกอบนานถึงสี่วันในเตาอบดินเพื่อใช้เป็นอาหารขนมเครื่องดื่มหรือขนม  หัวมันสามารถรับน้ำหนักได้ 4.5 - 6.5 กิโล เครื่องดื่มหมักทำจากรากหวาน
-ใช้เป็นยา การแช่ใบใช้เป็นยารักษาอาการบวมอักเสบ  น้ำใบใช้รักษาหวัดและไอ ปวดท้อง กลากและโรคกระเพาะ ใช้ภายนอก-น้ำคั้นใบใช้รักษาอาการปวดหูและตาติดเชื้อ ของเหลวจากลำต้นใช้รักษาอาการป่วยหลังคลอดบุตรและยังช่วยขับลมหลังคลอด รากใช้รักษาอาการอักเสบ ศีรษะล้าน ปวดฟันและกล่องเสียงอักเสบ  ชิ้นส่วนของรากที่แช่ในน้ำส้มสายชูใช้เพื่อเตรียมการป้องกันการตกเลือด
-ใช้ปลูกประดับ หมากผู้หมากเมียเป็นไม้ประดับที่มีสีสดใสสวยงามจึงเป็นไม้ประดับครองใจนานจน ถึงปัจจุบัน
ความเชื่อ/พิธีกรรม---คนไทยเรียกหมากผู้หมากเมีย ทางการค้ามักเรียกว่า Red Dracaena แต่ชาวฮาวายเรียก ทิ ( Ti Plant) เพื่อยกย่องว่าเป็นไม้พระราชา หรือใบไม้นำโชคของชาวฮาวาย (Lucky Plant)บางทีก็นำมาใช้ประดับทำเป็นผ้านุ่งสำหรับเต้น ฮูลาฮุล่า หรือใช้ในพิธีต่างๆจนกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติฮาวาย
ส่วนชาวเชียงใหม่ เรียกว่า ปูหมาก (หมากปู้) ซึ่งทั้งชาวเหนือและชาวอีสานจะใช้ใบปูหมากห่อหุ้มดอกไม้ที่ใช้กราบไหว้บูชา ในประเพณีต่างๆมาแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน
ระยะออกดอก/ติดผล---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำลำต้น

ขิงแดง/Alpinia purpurata


ชื่อวิทยาศาสตร์---Alpinia purpurata (Vieill) K.schum (1904)
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms    
---Alpinia grandis K.Schum
---Guillainia novo-ebudica F.Muell.           
---Guillainia purpurata Vieill.        
---Languas purpurata (Vieill.) Kaneh.
ชื่อสามัญ---Red Ginger,
ชื่ออื่น----ขิงแดง ;[AFRIKAANS: Rooigemmer.];[BAHASA MELAYU: Halia bara.];[CHINESE: Hong guo shan jiang.];[CUBA: Alpinia.];[FIJI: Thevunga.];[FRENCH POLYNESIA: Opuhi uteute.];[GERMAN: Scharlachrote Alpinie.];[HAWAII: ‘awapuhi ‘ula‘ula.];[JAPANESE: Reddojinjā.];[MAORI (Cook Islands): Kāopi kura, Kāopi muramura, Kaopui kutekute.];[PHILIPPINES: Luyang pula (Tag.).];[SAMOA: Teuila, Teuila mćmć.];[SPANISH: Ginger rojo, Jenjibre cimarrón, Jenjibre rojo.];[TAHITI: Opuhi uteute.];[THAI: Khing daeng.];[TONGA: Teuila, Teuila pāpālangi, Tevunga.];[VIETNAM:  Riềngtía.];[YAPESE: Telan.]
ชื่อวงศ์---ZINGIBERACEAE
ถิ่นกำเนิด---โอเชียเนีย
เขตกระจายพันธุ์---โมลุกกะ นิวแคลิโดเนีย ปาปัวนิวกินี หมู่เกาะโซโลมอน วานูอาตู
Alpinia purpurata เป็นพืชวงศ์ขิงชนิดหนึ่ง ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยVieill---Eugène Vieillard (1819-1896) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ศัลยแพทย์ทหารเรือและนักธรรมชาติวิทยา ที่รวบรวมในนิวแคลิโดเนียและตาฮิติ ผู้อำนวยการ Jardin Botanique de Caen และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดยKarl Moritz Schumann (1851–1904) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน ในปี พ.ศ.2447
มีถิ่นกำเนิดใน Malesia (ปาปัวนิวกินี) และแปซิฟิกตะวันตกเฉียงใต้ (นิวแคลิโดเนียหมู่เกาะโซโลมอนและวานูอาตู) มีการปลูกกันอย่างแพร่หลายในเขตร้อนเพื่อเป็นไม้ประดับ พบ ในฮาวาย , ตรินิแดด , เกรเนดา , เซนต์ลูเซีย , ปานามา , โดมินิกา , เซนต์วินเซนต์ , มาร์ตินีก , จาเมกา , ลุป , เปอร์โตริโก , ซูรินาเม และอีกหลายประเทศในอเมริกากลางรวมทั้งในเอเซียจากศรีลังกาถึงจีน ญี่ปุ่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย (นิวเซาท์เวลส์)และถือเป็นการรุกรานในหมู่เกาะแปซิฟิกหลายแห่งรวมทั้งฟิจิและฮาวาย เติบโตในป่าชื้นที่ถูกรบกวน สวนเก่าริมทาง ตลอดจนลำธาร ที่ระดับความสูงขึ้นไปประมาณ 500 เมตร
ไม้แตกกอพุ่มแน่น ล้มลุก อายุหลายปี สูง 0.70-1.5 เมตร มีลำต้นเป็นเหง้าเลื้อยใต้ดิน ใบเดี่ยวเรียงสลับระนาบเดียวรูปขอบขนาน ยาว30-70 (-80) ซม.กว้าง  10-22 ซม. ผิวใบด้านบนเกลี้ยงสีเขียวเป็นมัน ช่อดอกเป็นช่อเชิงลดรูปทรงกระบอกยาว 15-30 ซม.แต่ละช่อมีใบประดับเรียงซ้อนกัน กาบหลักมักเป็นสีแดง (เป็นสีชมพูเป็นครั้งคราวในรูปแบบที่ปลูก) ดอกออกจากซอกกาบรองดอกมีขนาดเล็กสีขาว 1 หรือ 2 อัน ผลเป็นแคปซูลเกือบกลมเส้นผ่านศูนย์กลาง 2-3 ซม. เมล็ดสีดำมันยาวประมาณ 3 มม.
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม--- เจริญเติบโตได้ดีที่สุดในพื้นที่ที่มีร่มเงาบางส่วน แต่ยังปรับให้เข้ากับพื้นที่ที่มีร่มเงาเช่นเดียวกับในพื้นที่เปิดโล่งที่มีแสงแดดส่องถึง ต้องการดินที่ชุ่มชื้นและอุดมสมบูรณ์ pH 6.0-6.8
ใช้ประโยชน์---พืชนี้เก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้เป็นยาในท้องถิ่น ปลูกกันอย่างแพร่หลายเป็นไม้ประดับในเขตร้อนไม้ดอกมักใช้ในอุตสาหกรรมไม้ตัดดอก
-ใช้เป็นยา ยาต้มใบใช้ในการรักษาอาการปวดท้อง ผลไม้ใช้รักษาแผล
-ใช้ปลูกประดับ เป็นไม้ประดับที่สำคัญที่ปลูกกันอย่างแพร่หลายในพื้นที่เขตร้อน สามารถปลูกเป็นกระถางและใช้เป็นไม้ตัดดอกที่มีอายุการใช้งานยาวนานและคงอยู่บนต้นได้นานถึง 3 สัปดาห์ ที่นิยมปลูกมี2พันธุ์ สีแดง (Jungle king)และสีชมพู (Jungle queen)
ระยะออกดอก/ติดผล---ตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ดและการแบ่งเหง้า

ข่าด่าง/Alpinia zerumbet 'variegata' 

  

ชื่อวิทยาศาสตร์--- Alpinia zerumbet 'variegata'
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ ---Variegated Shell Ginger, Shell Ginger, Indian Shell Flower, Pink Porcelain Lily, Butterfly Ginger, Variegated Ginger
ชื่ออื่น --- พญามือเหล็ก ขิงด่าง ;[CHINESE: Yàn shān jiāng, Yue tao.];[JAPANESE: Gettō, Sannin.];[THAI: Phaya mue lhek, Khing dang.]
ชื่อวงศ์---ZINGIBERACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออก อินโดจีน
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลเป็นเกียรติแก่นักพฤกษศาสตร์ชาวอิตาลี Prospero Alpino (1553-1616) ; ชื่อที่แนะนำ'Variegata'= มีลักษณะของใบไม้ที่แตกต่างกัน
มีถิ่นกำเนิดในอินโดจีนและได้รับการปลูกฝังมานานในดินแดนเขตร้อน
ไม้ล้มลุกอายุหลายปี ลำต้นเทียมสูงได้ถึง 2.5-3 เมตร ลำต้นใต้ดินเป็นเหง้าทอดเลื้อย ใบเดี่ยวเรียงสลับระนาบเดียว สีเขียวมีลายด่างขาวเหลืองตามแนวเส้นใบ ช่อดอกออกที่ปลายลำต้นเทียมใบประดับสีเขียวอ่อนดอกสีขาว
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม--- ปลูกได้ดีที่สุดในตำแหน่งที่มีแดดจัดจนถึงร่มเงาบางส่วน ดินที่อุดมสมบูรณ์ด้วยอินทรีย์วัตถุมีความชื้นปานกลางเป็นกรดเล็กน้อยและมีการระบายน้ำได้ดี ขอบใบจะเป็นสีน้ำตาลหากไม่มีความชื้นเพียงพอ ไม่ใช่พืชที่ทนแล้งหลีกเลี่ยงการปล่อยให้ดินแห้งสนิทและจะได้รับผลกระทบอย่างมากหากไม่มีการจัดการให้น้ำที่เหมาะสมโดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน หากปลูกในภาชนะต้องให้อาหารพืชทุกเดือนด้วยปุ๋ยน้ำหรือปุ๋ยละลายน้ำ
ใช้ประโยชน์---ใฃ้ปลูกประดับ ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างเอฟเฟกต์เขตร้อนในสวนประเภทต่างๆ ใช้ปลูกลงแปลงเป็นกลุ่ม ๆ ปลูกข้างทางเข้าหรือในขอบไม้พุ่มและยังใช้เป็น houseplant ปลูกในกระถางหรือในภาชนะขนาดใหญ่
ขยายพันธุ์---ด้วยการแยกหน่อ

ข่าใบลาย/Alpinia vittata


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Alpinia vittata W.Bull.(1873)
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms    
---Alpinia sanderae Sander           
---Alpinia tricolor Sander
---Guillainia vittata (W.Bull) Ridl.
ชื่อสามัญ---Ornamental Ginger, Marble Ginger, Striped Narrow Leaf Ginger, Sander's Ginger, Variegate Ginger
ชื่ออื่น---ขิงด่าง, ข่าใบลาย, ว่านพญามือเหล็ก ; [DUTCH: Gestreifte Ingwerlilie.];[FINNISH: Kirjo Galangal.];[SWEDISH: Brokbladig galangarot.];[THAI: Khing dang, Kha bai lai, Wan Phaya mue hlek.]
ชื่อวงศ์---ZINGIBERACEAE
ถิ่นกำเนิด---โอเชียเนีย
เขตกระจายพันธุ์---หมู่เกาะบิสมาร์ก ไปยัง หมู่เกาะโซโลมอน
Alpinia vittata เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวขิง ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยWilliam Bull (1828-1902) นักพืชสวนในปีพ.ศ.2416
พบใน Bismarck Archipelago, สาธารณรัฐโดมินิกัน, ฟิจิ, หมู่เกาะลีวาร์ด, หมู่เกาะโซโลมอน,ไทย, ตรินิแดด - โตเบโก, หมู่เกาะวินวาร์ด
มีลำต้นเป็นหัวอยู่ใต้ดินมีลักษณะคล้ายเหง้าข่ามีรสเผ็ด มีกลิ่นฉุนกว่าขิง ส่วนที่เห็นเป็นลำต้นเทียม(คือส่วนของกาบใบที่เรียงตัวซ้อนกันอยู่)แข็งแรงเรียวยาวคล้ายกก สูงได้  1.5-2 (3) เมตร กาบใบจะมีสีเขียว โคนกาบใบสีแดงเข้ม ใบเป็นใบเดี่ยวรูปใบหอกสีเขียวซีดยาวประมาณ 20 ซม. มีลายสีขาวหรือสีเหลืองครีมเป็นแถบระหว่างเส้นใบบนแผ่นใบและขอบใบ ปลายใบแหลมขอบใบเป็นคลื่น ก้านใบสั้นเกือบไม่เห็นก้านใบ ข่อดอกยาว18-25ซม ดอกไม้ยาว 3 ซม. สีขาวแต้มด้วยสีชมพูเป็นครั้งคราว ริมฝีปากรูปไข่กว้างยาวถึง 3 ซม. สีขาวมีสีแดงและสีเหลืองอยู่ตรงกลาง จะไม่ออกดอกจนกว่าจะถึงปีที่สอง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เจริญเติบโตได้ดีในแสงปานกลางหรือแสงแดดโดยตรงที่กรองแล้วจะดีที่สุด ชอบดินที่อุดมสมบูรณ์ แต่ชื้น ดินทรายที่มีอินทรียวัตถุมากเหมาะอย่างยิ่ง ก่อนที่จะเริ่มปลูกให้ใส่ปุ๋ยหมักลงไปด้วยเพื่อส่งเสริมการกักเก็บความชื้นในดินและให้สารอาหาร ดินควรมีความเป็นกรดเล็กน้อย (6.0-6.5 pH) ถึงด่างอ่อน ๆ (7.0-7.5 pH)มีการระบายน้ำและอากาศได้ดี ไม่ค่อยมีโรคหรือแมลงรบกวน ใช้ปุ๋ยน้ำมาตรฐานทุกสองสัปดาห์ตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิถึงฤดูร้อน ในช่วงเวลาที่เหลือให้ลดการให้น้ำน้อยลงและงดให้ปุ๋ยในฤดูหนาว
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับในสวนสาธารณะและสวนทั่วไป ปลูกเป็นกลุ่มหรือปลูกเป็นแนเป็นแปลง หรือปลูกลงในภาชนะ
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด แยกหน่อ เหง้า

พลับพลึงตีนเป็ด/Hymenocallis littoralis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Hymenocallis littoralis (Jacq.) Salisb.(1812)
ชื่อพ้อง---Has 29 Synonyms. See all The Plant List (http://www.theplantlist.org/)
---Basionym: Pancratium littorale Jacq.(1763.)
ชื่อสามัญ---ฺBeach Spider Lily, Spider lily
ชื่ออื่น---พลับพลึง กทม,ว่านตะเภาใหญ่ ;[CHINESE: Shuǐguǐ∙jiāo.];[JAPANESE: Sasaganiyuri.];[MALAYALAM: Kadal thali.];[PHILIPPINES: Ajos-ajos nga maputi (Bis.); Bakong (Tag..).];[SWEDISH: Strandspindellilja.]
ชื่อวงศ์---AMARYLLIDACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์ ---ประเทศในเขตร้อน
นิรุกติศาสตร์---ขื่อสกุลHymenocallis มาจากภาษากรีก2คำ 'hymen' =  เมมเบรน และ 'kallos' = ความงามแปลรวมว่า "เมมเบรนที่สวยงาม" ซึ่งหมายถึงมงกุฎที่มีหนามซึ่งบ่งบอกลักษณะของสกุล  ; ชื่อสายพันธุ์ Littoralisหมายถึง 'ชายฝั่งทะเล' อ้างอิงถึงมีถิ่นกำเนิดในบริเวณชายฝั่งของละตินอเมริกา
Hymenocallis littoralis เป็นสายพันธุ์พืชดอกวงศ์พลับพลึง ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยNikolaus Joseph von Jacquin (1727-1817) นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาการแพทย์ , เคมีและพฤกษศาสตร์ ชาวเนเธอร์แลนด์และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Richard Anthony Salisbury (1761–1829)นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ ในปี พ.ศ.2355
มีถิ่นกำเนิดในบริเวณชายฝั่งที่อบอุ่นของละตินอเมริกา มีการปลูกกันอย่างแพร่หลายและมีสัญชาติในหลายประเทศในเขตร้อน
พลับพลึง ตีนเป็ดเป็นพืชพวกพลับพลึงชนิดหนึ่ง ที่มีลำต้นเป็นหัว หรือ เหง้าใต้ดิน มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 4-5 ซม.และจะชูใบขึ้นมาเหนือดินในลักษณะติดกันเป็นกอ สูงตั้งแต่ 60–70 ซม.ใบรูปขอบขนาน 40-120x1.5-5 (-7) ซม.แผ่นใบหนาสีเขียวเป็นมัน ดอกไม้มีขนาดใหญ่สีขาว ดอกจะชูก้านขึ้นมาเหนือกอ ก้านหนึ่งมีดอกประมาณ 4-8 ดอก ซึ่งจะทยอยกันบานทีละ 2-3 ดอก ดอกหนึ่งจะมี 6 กลีบ สีขาว กลีบดอกจะเรียวยาว  เกสรมีอยู่ 6 เส้น ตอนปลายเป็นสีเหลืองหรือสีน้ำตาล มองดูจะคล้ายกับตัวแมงมุม ผลเป็นแบบแห้งแตก (Capsule) ภายในผลมีเมล็ดลักษณะกลมสีดำ
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---สามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินทั่ว ๆ ไป ชอบความชื้นสูง เป็นพันธุ์ไม้ที่ปลูกได้ในที่ร่มและกลางแสงแดดจัด สามารถทนแล้งและทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี หากต้องการให้ออกดอกมากให้ปลูกกลางแจ้ง แต่ถ้าต้องการให้มีใบสวยงามให้ปลูกในพื้นที่ที่มีแสงแดดรำไร ในสภาพอากาศที่เย็นกว่าอาจสูญเสียใบในฤดูหนาว
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ นิยมนำมาใช้ปลูกเป็นไม้ประดับในแนวระนาบข้างถนนหรือทางเดินในสวน ริมน้ำตก ลำธาร ริมทะเล หรือจะปลูกไว้ในอาคารก็ได้เช่นกัน
-ใช้เป็นยา ใบนำมาย่างกับไฟ ใช้พันแก้อาการฟกช้ำ บวม เคล็ดขัดยอก ในฟิลิปปินส์สารสกัดจากหัวใช้ในการรักษาบาดแผล-ในประเทศลาวใช้รากต้มน้ำรักษาไส้เลื่อน
รู้จักอันตราย---หัวของพลับพลึงมีพิษในกลุ่มอัลคาลอยด์ที่มีชื่อว่า "Lycorine" มีฤทธิ์ระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหาร มีอาการอาเจียน ตัวสั่น เหงื่อออก มีน้ำลายมาก และมีอาการท้องเดินแบบไม่รุนแรง                                                     ระยะออกดอก---เป็นระยะตลอดปี
ขยายพันธุ์---ด้วยการแยกหน่อ

พลับพลึงแดง/Crinum amabile

ชื่อวิทยาศาสตร์---Crinum x amabile Donn ex Ker Gawl (1811)
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Crinum amabile var. augustum (Roxb. ex Ker Gawl.) Ker Gawl.(1822.)
---Crinum augustum Roxb. ex Ker Gawl.(1817)
---Crinum superbum Roxb.(1824.)
ชื่อสามัญ  ---Milk-And-Wine Lily, Giant spider Lily
ชื่ออื่น---พลับพลึง พลับพลึงแดง ลิลัว ;[CHINESE: Wen shu lan.];[DUTCH: Melk-en-wijn-lelie.];[FIJI: Lautalotalo, Viavia.];[HINDI: Sudarshan.];[JAPANESE: Taiwan-hamaomoto, Hamawomoto.];[MALAY: Bakung Labah-labah.];[TAMIL: Visamungil.];[MALAYALAM: Pulattali.];[MANIPURI: Modo Lei.];[MARSHAIIESE: Kieb, Kiebe.];[PALAU: Bisecherad ra ngebard.] ;[SAMOA: Lau talotalo.];[SPANISH: Amancay, Lirio de cinta.];[TAHITI: Eriri.];[TONGA: Talotalo, Tolotalo.];[YAPESE: Giobwutet, Giop, Guyab.]
ชื่อวงศ์---AMARYLLIDACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- เอเซียใต้ ออสเตรเลียและหมู่เกาะแปซิฟิก
Crinum x amabile เกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่าง Crinum asiaticum L. × Crinum zeylanicum L. ได้รับการอธิบายโดย David Don (1799-1841) นักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อต จากอดีตJohn Bellenden Ker Gawler (1764–1842) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2354
มีถิ่นกำเนิดในเอเชียใต้ ตอนเหนือของออสเตรเลียและหมู่เกาะแปซิฟิกบางแห่ง มีการเพาะปลูกกันอย่างแพร่หลายและได้รับการแปลงสัญชาติเช่นในฟิจิพบได้ตามหาดทรายและบริเวณชายฝั่งอื่น ๆ เติบโตที่ระดับความสูง 800 เมตรขึ้นไป
เป็นไม้ล้มลุกมีอายุหลายปี มีความสูงของต้นประมาณ 1-2 เมตร ลำต้นมีหัวอยู่ใต้ดิน ส่วนที่อยู่เหนือดินขึ้นไปประกอบไปด้วยกาบใบสีขาวหุ้มซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงซ้อนสลับกัน ใบรูปใบหอกกว้างประมาณ 7-15ซม. และยาวประมาณ 1 เมตร ใบเป็นสีเขียว ผิวใบอ่อนนุ่ม อวบน้ำ หนา และเหนียว พลับพลึง แดงออกดอกเป็นช่อใหญ่ โดยมีก้านดอกพุ่งออกมาจากกอ ยาวประมาณ 0.60-0.90 เมตร ช่อดอกหนึ่งมีดอกราว 10-15ดอก ดอกเป็นสีม่วงแดงและมีขนาดใหญ่กว่าดอกพลับพลึงดอกขาวเล็กน้อยกลีบดอกด้านในออก สีขาวอมชมพู ด้านนอกตรงกลางกลีบเป็นสีม่วงแดงตามขอบกลีบเป็นสีขาว เกสรตัวผู้สีม่วงแดง  มีกลิ่นหอม ผลกลมเป็นผลสดสีเขียว เมล็ดกลม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---สามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินทั่ว ๆ ไป ชอบความชื้นสูง เป็นพันธุ์ไม้ที่ปลูกได้ในที่ร่มและกลางแสงแดดจัด สามารถทนแล้งและทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี หากต้องการให้ออกดอกมากให้ปลูกกลางแจ้ง แต่ถ้าต้องการให้มีใบสวยงามให้ปลูกในพื้นที่ที่มีแสงแดดรำไร ในสภาพอากาศที่เย็นกว่าอาจสูญเสียใบในฤดูหนาว หากปลูกในที่ลุ่ม หรือในที่ๆมีน้ำท่วมขังอยู่ตลอดเวลาจะงามกว่าปลูกในที่ที่น้ำท่วมไม่ถึง
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ นิยมนำมาใช้ปลูกเป็นไม้ประดับทางเดินในสวน ริมน้ำตก ลำธาร ริมทะเล
-ใช้เป็นยา ใบนำเอามาย่างไฟ พันแก้ฟกช้ำ บวม เคล็ด ขัดยอก ใช้อยู่ไฟหลังคลอด ต้มรับประทานทำให้อาเจียน มีรสขม ในอินเดียใช้เป็นยาระบาย ขับเสมหะ รักษาโรค เกี่ยวกับน้ำดี เมล็ดเป็นยาระบาย ขับปัสสาวะ เป็นยาบำรุง
รู้จักอันตราย---หัวของพลับพลึงมีพิษในกลุ่มอัลคาลอยด์ที่มีชื่อว่า "Lycorine" มีฤทธิ์ระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหาร มีอาการอาเจียน ตัวสั่น เหงื่อออก มีน้ำลายมาก และมีอาการท้องเดินแบบไม่รุนแรง
ระยะออกดอก---เดือนกันยายน-เดือนตุลาคม  
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด แยกหน่อ และปักชำหัว

พลับพลึงทอง/Crinum xanthophyllum

ชื่อวิทยาศาสตร์---Crinum asiaticum L. var. asiaticum
ชื่อพ้อง---Crinum xanthophyllum Hannibal
ชื่อสามัญ---Golden-Leaf Crinum-Lily, Poison bulb, Giant crinum lily, Grand crinum lily, Spider lily
ชื่ออื่น---พลับพลึงทอง
ชื่อวงศ์---AMARYLLIDACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--มหาสมุทรอินเดีย เอเชียตะวันออก ออสเตรเลีย หมู่เกาะแปซิฟิก ประเทศในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนทั่วโลก
Crinum asiaticum เป็นสายพันธุ์พืชดอกวงศ์พลับพลึง ได้รับการอธิบาย ครั้งแรกโดย CarlLinnaeus (1707–1778) นักชีววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดน ในปี พ.ศ.2296
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสายพันธุ์ 'asiaticum'อ้างอิงถึงพืชที่มีถิ่นกำเนิดในเอเชีย
มีถิ่นกำเนิดในหมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดีย เอเชียตะวันออก เอเชียเขตร้อน ออสเตรเลียและหมู่เกาะแปซิฟิก ถือได้ว่าเป็นสัญชาติในเม็กซิโก, เวสต์อินดีส, ฟลอริด้า, ลุยเซียนา, หมู่เกาะแปซิฟิกและมาดากัสการ์
พลับพลึงทอง เป็นต้นที่กลายพันธุ์มาจาก Crinum asiaticumโดยใบและกอจะเล็กกว่า ลักษณะลำต้นใต้ดินเป็นหัวคล้ายหัวหอมเป็นกลีบเรียงซ้อนกันแน่น ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับรูปใบหอกแกมรูปขอบขนาน ยาวกว่า 1 เมตร ปลายใบแหลม โคนใบแผ่เป็นกาบหุ้มลำต้น ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนา ขณะที่แตกใบใหม่ ใบจะมีสีเขียวอมเหลืองเป็นมันและกลายเป็นสีเหลืองทั้งใบเมื่อโตเต็มที่ซึ่งเป็นธรรมชาติของต้นไม้ชนิดนี้ ดอกออกเป็นช่อแบบซี่ร่ม ออกตามซอกใบ สีขาว ออกดอกช่อละ4-8ดอกดอกสีขาว มี 6 กลีบมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ก้านช่อดอกแข็ง ยาว 50-70 ซม. ก้านชูเกสรเพศผู้ยาว อับเรณูสีเหลือง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม--- ปลูกได้ทั้งในร่มรำไรและแดดจัด แต่ถ้าปลูกในร่มสีจะไม่เหลืองจัดจ้านเหมือนอยู่กลางแดดใบจะออกสีเหลืองอมเขียวค่อนไปทางสีเขียวมากกว่า ทนน้ำท่วมขัง และทนแล้งได้ดีไม่ต้องดูแลมาก
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ นิยมปลูกประดับในสวนกลางแจ้งโดยใช้ความงามและสีสันจากใบ ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับในแนวระนาบข้างถนนหรือทางเดินในสวน ริมน้ำตก ลำธาร ริมทะเล หรือจะปลูกไว้ในอาคารก็ได้เช่นกัน
ระยะออกดอก---ออกดอกดกในช่วงฤดูฝน เดือนพฤษภาคม-เดือนกันยายน
ขยายพันธุ์---ด้วยการแยกหัว แยกกอ

สกุล โฮมาโลนีมา/Homalomena Schott

วงศ์ ARACEAE

ลักษณะเด่นของพรรณไม้สกุลนี้คือ เป็นไม้อวบน้ำ ทุกส่วนของต้นเมื่อขยี้จะมีกลิ่นหอม ใบรูปไข่หรือใบหอก โคนใบรูปหัวใจ แผ่นใบเรียบหรือมีขนนุ่มปกคลุม บางชนิดมีหนาม ช่อดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้น กาบช่อดอกสั้นโอบม้วนปลีดอกเอาไว้ และจะคลี่ออกเมื่อดอกบาน ดอกติดทนนานจนติดผล ชอบแดดรำไรขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อ สำหรับชนิดที่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับในที่ร่มรำไร ยกมาเป็นตัวอย่างดังนี้ พวกเสน่ห์จันทร์ต่างๆ

เสน่ห์จันทร์ขาว/Homalomena lindenii


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Homalomena lindenii (Rodigas) Ridl., 1908.
ชื่อพ้อง----Has 1 Synonyms
---Alocasia lindenii Rodigas (1886).
ชื่อสามัญ ----None (not recorded)
ชื่ออื่น ----เสน่ห์จันทร์ขาว, เสน่ห์จันทร์เจ้าจอม ; [CHINESE: Qian nian jian.]
ชื่อวงศ์ ---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปอเมริกาใต้
เขตกระจายพันธุ์---เขตร้อน
Homalomena lindenii เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัว Araceae ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Émile Rodigas (1831–1902) นักพฤกษศาสตร์ชาวเบลเยี่ยมและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Henry Nicholas Ridley (1855–1956) นักพฤกษศาสตร์และนักธรณีวิทยาชาวอังกฤษ ในปี พ.ศ.2451  
ต้นสูง50-60ซม.มีหัวอยู่ใต้ดินโดยมีลำต้นโผล่ขึ้นมาและมีกาบใบห่อหุ้มลำต้นไว้ ลักษณะคล้ายกับต้นบอน ใบรูปหัวใจคล้ายใบโพธิ์ โคนใบเว้า ปลายใบแหลม แผ่นใบสีเขียว เส้นกลางใบสีขาว ก้านใบสีเขียวอ่อน  มีดอกสีขาวอมเขียว ทุกส่วนมีกลิ่นหอม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ตำแหน่งที่มีแสงแดดรำไร ชอบดินทราย หรือดินที่มีการระบายน้ำได้ดี ชอบน้ำมาก แต่ไม่ชอบให้น้ำขัง ควรรดน้ำทุกวัน หากเป็นฤดูแล้งให้รดน้ำเช้า-เย็น ฤดูหนาวลดการให้น้ำน้อยลง รดเท่าที่จำเป็น
ใช้ประโยชน์--- นิยมปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับ ให้ความสวยงาม และส่งกลิ่นหอม ใช้ปลูกลงกระถางตั้งประดับเพื่อดูดสารพิษในห้องหรืออาคาร
ความเชื่อ/พิธีกรรม--- ปลูกแล้วมีคุณทางด้านเสน่ห์เมตตามหานิยม ให้โชคลาภและมีศิริมงคล หากมีกิจการร้านค้าปลูกไว้จะค้าขายร่ำรวย ทุกส่วนใช้ทำหรือเป็นส่วนผสมของพระเครื่องหรือวัตถุมงคล
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด แบ่งห้ว แยกหน่อ

เสน่ห์จันทร์แดง/Homalomena rubescens Kunth

ชื่อวิทยาศาสตร์---Homalomena rubescens Kunth (1841)
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Basionym: Calla rubescens Roxb.(1832)
---Chamaecladon rubescens (Roxb.) Schott (1858.)
---Zantedeschia rubens K.Koch.( 1855.)
ชื่อสามัญ ----None(Not redorded)
ชื่ออื่น  ----เสน่ห์จันทร์แดง ;[CHINESE: Qian nian jian.]
ชื่อวงศ์---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกาใต้
เขตกระจายพันธุ์---เขตร้อน
Homalomena rubescens เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวAraceaeได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย   Carl Sigismund Kunth (1788–1850) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน ในปีพ.ศ.2384
พืชท้องถิ่นในเขตร้อนชื้นของเอเซีย และอเมริกา
ต้นสูง50-60ซม.ใบรูปหัวใจปลายใบแหลมกว้างประมาณ 10-15ซม.ยาวประมาณ 15-20ซม. แผ่นใบสีเขียวคล้ำเป็นมัน ก้านใบสีม่วงแดงดอกมีขนาดเล็กและไม่มีกลีบดอกซ่อนอยู่ในกาบดอก ผลทรงกลมขนาดเล็ก
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ตำแหน่งที่มีแสงแดดรำไร ชอบดินทราย หรือดินที่มีการระบายน้ำได้ดี ชอบน้ำมาก แต่ไม่ชอบให้น้ำขัง ควรรดน้ำทุกวัน หากเป็นฤดูแล้งให้รดน้ำเช้า-เย็น ฤดูหนาวลดการให้น้ำน้อยลง รดเท่าที่จำเป็น
ใช้ประโยชน์--- นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ ปลูกลงกระถางตั้งประดับเพื่อดูดสารพิษในห้องหรืออาคาร
ความเชื่อ/พิธีกรรม---ทุกส่วนใช้ทำหรือเป็นส่วนผสมของพระเครื่องหรือวัตถุมงคล เป็นว่านเมตตามหานิยม และว่านเสริมโชคเสริมลาภ
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด แบ่งห้ว แยกหน่อ

เสน่ห์จันทร์บุษราคัม/Homalomena sp

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Homalomena sp
ชื่อพ้อง----No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None (Not)
ชื่ออื่น ----เสน่ห์จันทร์บุษราคัม ;[CHINESE: Qian nian jian.]
ชื่อวงศ์ ---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปอเมริกา ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเชียเขตร้อนและอเมริกา
ต้น สูง50-60ซม. ใบรูปหัวใจ ปลายเรียวแหลมมน คล้ายเสน่ห์จันทร์แดงแต่ใบจะใหญ่และป้อมกว่า แผ่นใบสีเขียวเป็นมันมีด่างพร่าทั่วใบ ก้านใบสีม่วงแดง แตกหน่อง่าย
ยังมีเสน่ห์จันทร์โกเมนอีกต้นที่นิยมปลูก แผ่นใบรูปหัวใจ ปลายใบเรียวแหลมสีแดงคล้ำก้านใบสีแดง  
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ตำแหน่งที่มีแสงแดดครึ่งวันเช้า ชอบดินทราย หรือดินที่มีการระบายน้ำได้ดี ชอบน้ำมาก แต่ไม่ชอบให้น้ำขัง ควรรดน้ำทุกวัน หากเป็นฤดูแล้งให้รดน้ำเช้า-เย็น ฤดูหนาวลดการให้น้ำน้อยลง รดเท่าที่จำเป็น การใส่ ปุ๋ยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เพราะไวต่อปุ๋ยเคมีมากห้ามใช้
ใช้ประโยชน์--- นิยมปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับ ให้ความสวยงาม ปลูกลงกระถางตั้งประดับเพื่อดูดสารพิษในห้องหรืออาคาร
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด แบ่งห้ว แยกหน่อ

ร่มญี่ปุ่น/Homalomena wallisii

ชื่อวิทยาศาสตร์---Homalomena wallisii Regel.1877
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms    
---Curmeria wallisii (Regel) Masl.
ชื่อสามัญ---Silver Shield
ชื่ออื่น---ร่มญี่ปุ่น ;[POLAND: Czermiówka.];[SPANISH: Rey de corazones.]
ชื่อวงศ์---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---เวเนซูเอล่า ปานามา โคลัมเบีย คอสตาริกา ประเทศในเขตร้อน
Homalomena wallisii เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัว Araceae ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Eduard August von Regel (1815–1892) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน ในปีพ.ศ.2420
มีถิ่นกำเนิดในเวเนซุเอลาโคลัมเบียและปานามา
ไม้ล้มลุกมีเหง้าอยู่ใต้ดินมีความสูงประมาณ 15 -25 ซม.แต่มีการแพร่กระจายที่กว้างกว่ามาก ใบมีลักษณะเป็นรูปไข่ถึงรูปไข่แกมรี ยาวประมาณ 13-20 ซม.ปลายใบมนหรือแหลมแผ่นใบหนาเป็นกำมะหยี่ สีเขียวอมเทา มีสีเขียวครีมเป็นหย่อม ๆ คล้ายกับลายพราง ใต้ใบสีม่วงแดง ก้านใบสั้น กาบรองช่อดอกสีม่วงแดง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---นิยมปลูกเป็นไม้ประดับใบสีฉูดฉาด สามารถพบได้ในสวนเขตร้อน แต่ไม่ทนต่อความหนาวเย็นได้ดีดังนั้นจึงปลูกในบ้านหรือในเรือนกระจก ชอบสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นและชื้นโดยไม่มีแสงโดยตรงมากเกินไปซึ่งอาจทำให้เกิดรอยไหม้บนใบโดยมีอุณหภูมิระหว่าง 15 ถึง 32 ° C แม้ว่าจะสามารถทนได้ถึง 7 ° C ในช่วงเวลาสั้น ๆ ต้องรดน้ำให้เพียงพอโดยไม่ให้น้ำท่วมพื้นผิวเนื่องจากน้ำนิ่งอาจทำให้รากเสียหายได้หากอุณหภูมิลดลงขอแนะนำให้ลดการรดน้ำเพื่อหลีกเลี่ยงการเน่าเปื่อย ในทางกลับกันถ้าอากาศหรือวัสดุปลูกแห้งมากอาจมีจุดสีเหลืองปรากฏที่ขอบใบสามารถฉีดพ่นด้วยน้ำที่ปราศจากปูนขาวเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหานี้
ใช้ประโยชน์---เหมาะปลูกเป็นไม้กระถาง เป็นต้นไม้ในร่มที่ไม่ต้องการดูแลมากมายนัก สามารถปลูกลงกระถางตั้งประดับเพื่อดูดสารพิษในห้องหรืออาคาร
ขยายพันธุ์---แบ่งเหง้า


สกุล อโลคาเซีย/Alocasia (Schott) G.Don f.

เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี เจริญได้ดีในดินร่วนระบายน้ำดีแสงแดดรำไร และจะพักตัวในฤดูหนาว ลักษณะ มีต้นจริงเจริญเป็นหัวหรือเหง้าอยู่ใต้ดิน  ลำต้นเหนือดินคือลำต้นเทียม ใบรูปหัวใจหรือลูกศรปลายแหลมหรือมน ดอกแยกเพศอยู่บนช่อเดียวกัน ติดผลกลมสุกสีแดงหรือส้ม อโลคาเซียนิยมปลูกเป็นไม้ประดับกันมากเพราะเลี้ยงง่ายขยายพันธุ์ง่ายด้วยการแยกหน่อมาปลูกใหม่ ชนิดที่นิยมปลูกเลี้ยงตัวอย่างดังต่อไปนี้


กระดาดขาว/Alocasia indica

ชื่อวิทยาศาสตร์---Alocasia macrorrhizos (L.) G.Don (1839)
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Basionym: Arum macrorrhizon L.
---Caladium macrorrhizon (L.) R. Br.(1810.)
---Colocasia macrorrhiza (L.) Schott ex Schott & Endl.(1832.)
ชื่อสามัญ---Giant Taro, Giant alocasia, Alocacia Plant, Upright elephant ear, Giant ape
ชื่ออื่น---กระดาดเขียว, กระดาดขาว, บอนเขียว ;[ASSAM:Man-kochu/ Phatra-man-kochu.];[AUSTRALIAN: Cunjevoi.];[BRAZIL: Inhame-açú, Orelha de elefante.];[CHINESE: Lao hu yu, Gu po yu, Gou shen yu, Zhu bu gong, Du zu lian, Jia hai yu, Jian wei yu.];[CUBA: Malanga de jardín.];[FIJI: Via nganga; viadidi.];[FRENCH: Songe blanc, Songe sauvage.];[GERMAN: Alokasie, Riesenblättriges Pfeilblatt, Tropenwurz, Indische.];[HAWAII: Ape keoke, Apii.;[HINDI: Mankanda.];[INDONESIA: Ababa, Biah, Bira, Sente, Wia, Mae, Mael, Makata, Mira, Wire, Wir.];[KANNADA: Baalaraaksha,Genasoo.];[LAOS: Kaph’uk.];[MALAYALAM: Chembu.];[MALAYSIA: Birah hiram, Keladi, Sebaring.];[MYANMAR: Pein-mohawaya.];[PHILIPPINES: Malabiga (Tag.); Aba-aba, Badiang, Bagiang, Biga (Tag., Ilk., Bis., Pamp.).];[SAMOA: Ta'amu.];[SANSKRIT: Manakanda, Manak mahapatra, Dirghadal, Mahacchada, Mahatpatra, Pankanca.];[SPANISH: Camacho, Malanga, Yautía.];[SWEDISH: Alokasia.];[TAMIL: Merukan, Merukan kizhangu.];[THAI: Bon kradatkhieo.];[TONGA: Kape.];[USA/HAWAII: ‘Ape.];[VIETNAM: Ray cay, Khoais.]
ชื่อวงศ์---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเชีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนทั่วโลก
Alocasia macrorrhizos เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวAraceaeได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยCarl Linnaeus (1707–1778) นักชีววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดน  และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย George Don (พ.ศ. 2341–1856) นักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อตในปี พ.ศ. ในปีพ.ศ.2382

มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ; อนุทวีปอินเดีย มาเลเซีย พบทั่วไปตามริมฝั่งแม่น้ำและที่ชื้นอื่น ๆ จากระดับน้ำทะเลถึง 500 เมตร ในประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ
เป็นไม้ล้มลุก มีเหง้าทอดไปตามพื้นดิน ลำต้นตั้งตรง สูง1-2เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 20 ซม.ลำต้นเป็นสีม่วงปนสีน้ำตาล มีหัวอยู่ใต้ดิน ใบรูปหัวใจปลายมน ใบหยักเป็นคลื่นห่าง ๆ แผ่นใบสีเขียวเป็นมัน ใบมีขนาดกว้างประมาณ 25-60ซม.ยาวประมาณ 30-90 ซม.ก้านใบใหญ่และเป็นสีม่วงปนสีน้ำตาล ยาวประมาณ 1.2-1.5 เมตร ดอกแยกเพศอยู่ในช่อเดียวกัน ช่อดอกเป็นแท่งยาวปลายแหลม (ลักษณะคล้ายกับดอกบอน) ออกตรงกลางต้น มีความยาวประมาณ 11-23ซม. ดอกมีกาบสีเหลืองอมสีเขียวหุ้มอยู่ ดอกเพศผู้จะมีจำนวนมากกว่าดอกเพศเมีย ผลเป็นผลสดรูปทรงกลมและมีขนาดเล็กเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.8-1.2ซม. เนื้อในผลนุ่มสีแดงและมีเมล็ดแข็งอยู่ 1 เมล็ด เมล็ดรูปทรงกลม12 × 8 มม สีดำ
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดรำไรหรือแสงแดดในช่วงเช้า ชอบดินร่วนโปร่งระบายน้ำได้ดีและอุดมสมบูรณ์แม้ว่าจะสามารถทนต่อดินได้หลายประเภท ไม่ชอบดินที่มีน้ำขัง pH ในช่วง 5.7 - 6.3 ทนได้ 5 - 7.3 ไม่พักตัวในฤดูหนาว
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ  ต้นไม้พวกอโลคาเซียนิยมนำมาใช้จัดสวนบาหลีและสวนน้ำอย่างมาก ปลูกริมน้ำตกลำธารและนิยมนำมาปลูกเป็นไม้กระถางในที่ร่ม
-ใช้กิน เหง้าต้มสุกใช้กินได้หรือใส่ในแกง
-ใช้เป็นยา ต้น ราก เหง้าใช้ต้มกินเป็นยาระบายแบบอ่อน ๆ รากใช้ทาแก้พิษของแมงป่อง ไหลใช้กินเป็นยาขับพยาธิ หัวนำมาโขลกใช้พอกรักษาแผลที่เป็นหนอง รากหรือเหง้าใช้ต้มกินเป็นยาขับปัสสาวะ ใบใช้เป็นยาฝาดสมาน ช่วยห้ามเลือด ยาต้มจากใบใช้กินแก้อาการท้องผูกชนิดพรรดึก -ใช้ในยาแผนโบราณในหมู่เกาะแปซิฟิก รากใช้รักษาต่อมน้ำเหลืองบวม เหง้าใช้รักษาอาการปวดท้องและท้องร่วง- รักษาภาวะพร่องทางเพศได้โดยการกินใบปรุงในกะทิ
รู้จักอันตราย---ต้นกระดาดจะมีสารจำพวกเรซินและ Protoanemonine ซึ่งเป็นพิษ และยังมีแคลเซียมออกซาเลต (Calcium oxalate) อีกมาก ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้ผิวหนังบวมแดง
ขยายพันธุ์---ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด แยกหน่อและไหล

กระดาดด่าง/Alocasia macrorrhizos 'Variegata'


ชื่อวิทยาศาสตร์---Alocasia macrorrhizos var. variegata (K.Koch & CDBouché) Furtado
ชื่อพ้อง ---This name is a synonym of Alocasia macrorrhizos (L.) G.Don .
ชื่อสามัญ---Variegated Elephant’s Ear, Elephant Ear, Variegated Upright Elephant Ears, Alocasia macrorrhiza 'Variegata'
ชื่ออื่น---กระดาดใบด่าง, พญากาเผือก; [THAI: Kradat bai dang.]
ชื่อวงศ์ ---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อนุทวีปอินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ควีนส์แลนด์ หมู่เกาะโซโลมอน
มีถิ่นกำเนิดในเอเชียเขตร้อนจากอินโดนีเซียมาเลเซียและฟิลิปปินส์ควีนส์แลนด์ในออสเตรเลียและเกาะโซโลมอน นอกจากนี้ยังโอนสัญชาติทั่วโลกและได้รับการปลูกฝังกันอย่างแพร่หลาย
เป็น เป็นหนึ่งในพันธุ์ A. macrorrhizos ไม้ล้มลุกอายุหลายปี ลำต้นอยู่ใต้ดินเป็นหัว เมื่ออายุมากขึ้นหัวจะโผล่พ้นดิน แตกหน่อใหม่รอบหัวหลักสูง1.5-2 เมตร ใบเดี่ยวเวียนเรียง ขนาดใหญ่ ขอบใบหยักมีลายด่างสีขาวสลับสีเขียวเทา ช่อดอกออกที่ซอกใบเป็นช่อเชิงลด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดรำไรหรือร่มเงา 40-60% ชอบดินร่วนโปร่งระบายน้ำได้ดีและอุดมสมบูรณ์แม้ว่าจะสามารถทนต่อดินได้หลายประเภท ไม่ชอบดินที่มีน้ำขัง pH ในช่วง 5.7 - 6.3 ทนได้ 5 - 7.3 ไม่พักตัวในฤดูหนาว
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ  ต้นไม้พวกอโลคาเซียนิยมนำมาใช้จัดสวนบาหลีและสวนน้ำอย่างมาก ปลูกริมน้ำตกลำธารและนิยมนำมาปลูกเป็นไม้กระถางในที่ร่ม
รู้จักอันตราย---ต้นกระดาดจะมีสารจำพวกเรซินและ Protoanemonine ซึ่งเป็นพิษ และยังมีแคลเซียมออกซาเลต (Calcium oxalate) อีกมาก ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้ผิวหนังบวมแดง
ขยายพันธุ์---ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด แยกหน่อและไหล

กระดาดดำ/Alocasia macrorrhizos 'Black Stem'

ชื่อวิทยาศาสตร์---Alocasia macrorrhizos (L. ) G.Don var. Black stem
ชื่อพ้อง ---Alocasia macrorrhiza 'Black Stem'
ชื่อสามัญ---Black Stem Giant Taro, Black Stem Upright Elephant Ear
Hybrid parentage---A. "Borneo Giant" x A. alba
ชื่ออื่น---กระดาดดำ ; [THAI: Kradat dam.]
ชื่อวงศ์ ---ARACEAE
เป็นหนึ่งในพันธุ์ A. macrorrhizos เป็นการผสมข้ามระหว่าง Alocasia macrorrhizos 'Borneo Giant' และ Alocasia alba  มีลำต้นใต้ดินเป็นหัวแบบเผือก สูงได้ถึง 2 เมตร ลำต้นสั้น ตั้งตรง สีม่วงปนสีน้ำตาล อวบน้ำ ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ รูปไข่แกมรูปหัวใจกว้าง 25-60 ซม. ยาว 30-90 ซม. ใบหนา ขอบใบหยักเว้า ปลายใบชี้ขึ้น ก้านใบใหญ่อวบน้ำตั้งตรง มีเส้นใบ ใต้ใบ ขอบใบ และก้านใบสีเขียวอมม่วงดำ
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดรำไรหรือร่มเงา 40-60% ชอบดินร่วนโปร่งระบายน้ำได้ดีและอุดมสมบูรณ์แม้ว่าจะสามารถทนต่อดินได้หลายประเภท ไม่ชอบดินที่มีน้ำขัง pH ในช่วง 5.7 - 6.3 ทนได้ 5 - 7.3 ไม่พักตัวในฤดูหนาว
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ  ต้นไม้พวกอโลคาเซียนิยมนำมาใช้จัดสวนบาหลีและสวนน้ำอย่างมาก ปลูกริมน้ำตกลำธารและนิยมนำมาปลูกเป็นไม้กระถางในที่ร่ม
รู้จักอันตราย---ต้นกระดาดจะมีสารจำพวกเรซินและ Protoanemonine ซึ่งเป็นพิษ และยังมีแคลเซียมออกซาเลต (Calcium oxalate) อีกมาก ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้ผิวหนังบวมแดง
ขยายพันธุ์---ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด แยกหน่อและไหล

แก้วหน้าม้า/Alocasia sanderiana

ชื่อวิทยาศาสตร์---Alocasia sanderiana W. Bull.(1885)
ชื่อพ้อง--- Has 2 Synonyms   
---Alocasia sanderiana Hort. ex Bull
---Schizocasia sanderiana (W. Bull) Engl.(1898)
Hybrids---Alocasia × amazonica hort, nom. inval., ined.
ชื่อสามัญ---Sander's Alocasia, Kris Plant, Philippine Taro, African mask plant
ชื่ออื่น---แก้วหน้าม้า ;[BAHASA MELAYU: Pokok Keladi, Keris Hitam.];[GERMAN: Sanders Pfeilblatt .];[SWEDISH: Skelettsköld.];[THAI: Kaew naa maa.]
ชื่อวงศ์---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ ---ฟิลิปปินส์
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสายพันธุ์ Sanderianaตั้งชื่อตามHenry Frederick Conrad Sander (1847-1920)นักพืชสวนชาวอังกฤษที่เกิดในเยอรมันซึ่งเชี่ยวชาญด้านกล้วยไม้ ; ชื่อสามัญเป็นที่รู้จักกันในชื่อ  Kris Plant เพราะความคล้ายคลึงกันของขอบใบเหมือนใบหยักของ Kris dagger.
Alocasia sanderiana เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวAraceaeได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยWilliam Bull (1828-1902) นักพืชสวนในปีพ.ศ. 2428
เป็นพืชเฉพาะถิ่นของเกาะสองแห่งในฟิลิปปินส์ Bukidnon และ Misamis Occidental แม้ว่าพืชบางชนิดจะยังคงอยู่ในป่าทั้งในป่าปฐมภูมิและป่าทุติยภูมิในระดับความสูงที่ต่ำกว่า แต่พืชนั้นก็ถูกระบุว่าเป็น 'ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง' ซึ่งพืชที่เหลือจะอยู่ในพื้นที่คุ้มครอง
เป็นไม้ล้มลุก มีเหง้าเป็นแนวตั้งยาว 15 ซม. หนา 2 ซม ลำต้นตั้งตรงสูงได้ถึง 0.60- 2 เมตร ใบเดี่ยวรูปลูกศรแคบ(รูปตัว'V') ขนาดยาว 40 ซม. x กว้าง 20 ซม.ก้านใบยาวถึง 60 ซม. ปลายใบแหลม ขอบหยักเว้าเป็นลอนลึกทั้งสองข้าง แผ่นใบหนาสีเขียวเข้มเป็นมันเส้นใบและขอบใบมีสีขาวเงินขนาดใหญ่เด่นชัด หลังใบสีม่วงแดง มีช่อดอกสีขาวครีมยาวประมาณ15 ซม.มีกาบสีเขียวและสีขาวปกคลุมดอกไม้เล็ก ๆ ดอกเพศเมียอยู่ที่ส่วนล่างของช่อดอกในขณะที่ดอกเพศผู้อยู่ด้านบน ผลมีเนื้อสีแดงอมส้มออกเป็นกลุ่มไม่สามารถกินได้
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงทางอ้อมที่สว่าง ชอบดินร่วนโปร่งระบายน้ำได้ดีและอุดมสมบูรณ์แม้ว่าจะสามารถทนต่อดินได้หลายประเภท ไม่ชอบดินที่มีน้ำขัง pH ในช่วง 5.7 - 6.3 ทนได้ 5 - 7.3 พักตัวในฤดูหนาว รดน้ำเท่าที่จำเป็น งดให้ปุ๋ย
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ นิยมนำมาใช้จัดสวนบาหลีและสวนน้ำอย่างมาก ปลูกริมน้ำตกลำธารและนิยมนำมาปลูกเป็นไม้กระถางในที่ร่ม
-ใช้เป็นยา ชนพื้นเมืองใช้ยาต้มจากพืชเพื่อรักษาอาการปวดหัว
รู้จักอันตราย---มีสารจำพวกเรซินและ Protoanemonine ซึ่งเป็นพิษ และยังมีแคลเซียมออกซาเลต (Calcium oxalate) อีกมาก ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้ผิวหนังบวมแดง
สถานะการอนุรักษ์--เนื่องจากการเก็บรวบรวมจากป่าเพื่อการค้ามากเกิน พืชไปถูกจัดวางไว้ใน IUCN Red List of Threatened Species 2008 ประเภท'ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง'
ขยายพันธุ์---ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด แยกหน่อและไหล เพาะเนื้อเยื่อ

แก้วหน้าม้าตัวผู้/Alocasia longiloba

ชื่อวิทยาศาสตร์---Alocasia longiloba Miq.(1856)
ชื่อพ้อง---Has 30 Synonyms. See all The Plant List (http://www.theplantlist.org/)
---Alocasia denudata Engl.(1879)
---Alocasia lowii Hook.f.(1863)
---More
ชื่อสามัญ---Kris plant, Elephant's Ear
ชื่ออื่น---แก้วหน้าม้าตัวผู้, บอนนก ;[CHINESE: Jiàn yè hǎi yù.];[GERMAN: Langes Pfeilblatt.];;[MALAYSIA: Dalip Payo, Telang Ubah (Kelabit); Keladi Birah (Bidayuh); Mayak Rarong, Tipang Ular (Iban); Keladi Candik, Keladi Muka Rusa(Malay).];[SWEDISH: Ödlesköld.];[THAI: Kaew naa maa tua phu.];[VIETNAM: Ráy lá dài.]
ชื่อวงศ์---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
Alocasia longilobaเป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวAraceaeได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยFriedrich Anton Wilhelm Miquel (1811–1871) นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์ในปีพ.ศ. 2399
มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พบในจีน(กวางตุ้ง ไหหลำ มณฑลยูนนาน)กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย พม่า สิงคโปร์ ไทย เวียดนาม
เป็นไม้ล้มลุกสูงประมาณ1.5เมตร มีเหง้าตั้งตรง 8-60 × 2-8 ซม. ใบรูปทรงสามเหลี่ยมคล้ายหน้าของม้าขนาด27-85 × 14-40 ซม.แผ่นใบหนาเป็นมัน สีเขียวบรอนซ์ เส้นร่องใบเห็นเด่นชัด ก้านเล็กกลมยาว30-120 ซม. มีลายขีดขวางสีน้ำตาลแดงทั่วก้าน ช่อดอกเดี่ยวหรือจับคู่ ก้านช่อดอก 8-18 ซม ผลไม้สุกสีส้มแดงทรงกลมรี1.5 × 0.75 ซม.พืชที่มีอยู่ในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็น "โคลนนิ่ง" ที่เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและในบางกรณีอาจเป็นพันธุ์ผสมหลายชนิด Alocasia นี้สามารถมีรูปร่างได้หลากหลายเมื่อมีขนาดใหญ่ขึ้น
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดรำไรหรือแสงแดดในช่วงเช้า ชอบดินร่วนโปร่งอุดมสมบูรณ์ชอบน้ำปริมาณมากหากปลูกในดินที่ระบายน้ำได้เร็ว ต้องการดินที่ชื้นอย่างสม่ำเสมอ อย่าปล่อยให้แห้งระหว่างการรดน้ำ อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตคือ 20-30 ℃ อุณหภูมิต่ำกว่า 15 ℃การเติบโตหยุดนิ่ง สามารถทนต่อดินได้หลายประเภท pH ในช่วง 5.7 - 6.3 ทนได้ 5 - 7.3 ไม่พักตัวในฤดูหนาว
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ  ต้นไม้พวกอโลคาเซียนิยมนำมาใช้จัดสวนบาหลีและสวนน้ำอย่างมาก ปลูกริมน้ำตกลำธารและนิยมนำมาปลูกเป็นไม้กระถางในที่ร่ม
รู้จักอันตราย---มีสารจำพวกเรซินและ Protoanemonine ซึ่งเป็นพิษ และยังมีแคลเซียมออกซาเลต (Calcium oxalate) อีกมาก ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้ผิวหนังบวมแดง
ระยะออกดอก---เดือนสิงหาคม-ตุลาคม
ขยายพันธุ์---ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด แยกหน่อและไหล เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ


สกุลโคโลคาเซีย/Colocasia Schott.

Colocasiaเป็นสกุลของพืชดอกในครอบครัว Araceae มีถิ่นกำเนิดทางตะวันออกเฉียงใต้เอเชียและอนุทวีปอินเดีย บางชนิดมีการเพาะปลูกอย่างแพร่หลายในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนอื่น ๆ
พืชสกุลนี้มีการเจริญเติบโตคล้ายอโลคาเซียมาก ต่างกันที่ช่อดอกคือระหว่างดอกเพศผู้และดอกเพศเมีย ของอโลคาเซียถูกคั่นด้วยดอกที่เป็นหมัน ส่วนโคโลคาเซียไม่มีดอกที่เป็นหมันอยู่ระหว่างดอกเพศผู้และเพศเมีย มีการปลูกเลี้ยงง่ายเหมือนกัน ชอบความชื้นในอากาศสูง แสงแดดรำไรถึงครึ่งวัน มีโคโลคาเซียบางชนิดที่เจริญในน้ำและแตกไหลสำหรับขยายพันธุ์ได้ ชนิดที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ได้แก่

บอนเขียว/Colocasia esculenta

ชื่อวิทยาศาสตร์---Colocasia esculenta (L.) Schott.(1832)
ชื่อพ้อง---Has 34 Synonyms.See all The Plant List (http://www.theplantlist.org/)   
---Basionym: Arum esculentum L.(1753)
ชื่อสามัญ---Cocoyam, Dasheen, Taro, Wild taro, Green Taro, Elephant's ear
ชื่ออื่น---บอนเขียว,บอนนา, บอนน้ำ, เผือก ;[AFRIKAANS: Amadoembie.];[ASSAM: Kola-kochu/ Kochu.];[CHINESE: Lao hu guang cai, Dong nan cai, Hong tu yu, Yu tou hua, Yu tou, Tai yu, Guang cai.];[GERMAN: Kolokasie, Yamswurzel.];[HAWAIIAN: Kalo.];[HINDI: Arvi, Kachalu,Ashukachu.];[INDIAN: Alu, Dasheen.];[JAPANESE: Sato imo.];[KOREAN: T'a ro t'o ran.];[MALAY: Daun keladi, Talas.];[PALAUAN: Bisupsal.];[PHILIPPINES: Gabi, Lagbai(Tag.), Abalong (Bis., Tag.).]  ;[PORTUGUESE: Inhame, Inhame-branco.].;[SAMOAN: Talo.];[SANSKRIT: Alukam, Alupam, Aaluki, Kachchi.];[SPANISH: Aro.];[TAMIL: Sempu,Shamakkilangu.];[THAI: Bon, Bon naa,  Bon nam, Bon khieo, Phueak.];[VIETNAMESE: Khoai môn, Khoai nước.];[ZULU: Amadumbe.]
ชื่อวงศ์ ---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ ---จีน ญี่ปุ่น เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เวสต์อินดีส
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสายพันธุ์ esculentaในภาษาละตินหมายถึงการ "กิน"  
Colocasia esculenta เป็นพันธุ์ไม้ที่ปลูกกันอย่างแพร่หลายมากที่สุดในวงศ์ Araceae ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยCarl Linnaeus (1707–1778) นักชีววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดน  และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Heinrich Wilhelm Schott (1794–1865) นักพฤกษศาสตร์ชาวออสเตรีย ในปี พ.ศ. 2375
มีถิ่นกำเนิดในเอเชียและแปซิฟิกและกระจายอยู่ทั่วไปในเขตร้อนสามารถปลูกได้ในระดับความสูงถึง 2,700 เมตร ในประเทศไทยสามารถพบได้ทุกภาค มักขึ้นเองตามที่ลุ่ม บนดินโคลน บริเวณริมน้ำลำธาร หรือบริเวณที่มีน้ำขังตื้น ๆ
เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี มีหัวใต้ดินหัวมักยาวได้ถึง 30 ซม. และเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 15 ซม. ลำต้นตั้งตรงสูง 0.7-1.2 เมตร มีใบประมาณ 7-9 ใบ ใบเป็นรูปไข่แกมสามเหลี่ยมหรือเป็นรูปหัวใจขนาด  40 ซม. × 24.8 ซม. แผ่นใบบางนุ่มเรียบ สีเขียว มีนวลปกคลุม เส้นใบสีเขียวอ่อน  ก้านใบสีเขียวหรือออกม่วงยาว 0.8-1.2 เมตร ดอก สีครีมหรือเหลืองนวล ออกเป็นช่อ ดอกเพศผู้อยู่ตอนบน ดอกเพศเมียอยู่ตอนล่างมีใบประดับสีเหลืองรองรับ ผลสดรูปขอบขนาน มีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนไม่มาก  ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เติบโตได้ดีที่สุดในตำแหน่งที่มีแดดจัดทนแสงได้ชอบดินที่ค่อนข้างหนักอุดมสมบูรณ์และกักเก็บความชื้นอุดมไปด้วยอินทรียวัตถุ เติบโตได้ในน้ำตื้น pH ในช่วง 5.5 - 6.5 ทนได้ 4.3 - 8.2
ใช้ประโยชน์---พืชอาหารหลักที่สำคัญมากสำหรับชาวบ้านในท้องถิ่นมีประวัติการเพาะปลูกที่ยาวนานเป็นอาหารหลักในแอฟริกา,โอเชียเนียและเอเชียใต้
-ใช้กิน  หัวใต้ดิน กินได้ เป็นแหล่งแป้งที่ดี เม็ดแป้งมีขนาดเล็กมากทำให้ย่อยง่ายและใช้ทำอาหารทารกที่กล่าวกันว่าไม่ทำให้เกิดภูมิแพ้ ลำต้นใช้ทำอาหาร เช่นแกงบอน ส่วนของบอนที่นำมาแกงคือยอดอ่อน หรือใบอ่อนของบอนที่อยู่ใกล้โคนต้น การใช้เป็นอาหาร ต้องนำมาปรุงให้สุกก่อนทุกครั้ง เพื่อช่วยดับพิษคันหรือช่วยทำลายผลึกของแคลเซียมออกซาเลต (Calcium oxalate) ที่มีอยู่มากในต้นบอน การเลือกเก็บบอนในธรรมชาติ จะมีทั้งบอนคันและไม่คัน ถ้าลำต้นสีน้ำตาลแดงเรื่อหรือสีเขียว ไม่มีนวลเกาะ เมื่อตัดทิ้งไว้สักครู่จะไม่มีคราบสีเขียวคล้ำเกิดขึ้น แสดงว่าเป็นบอนไม่คันส่วนชนิดที่มีสีซีดกว่า และนวลขาวกว่า เรียกว่า บอนคัน ไม่นิยมนำมาแกง
-ใช้เป็นยา พืชมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและความดันเลือดต่ำ หัวใช้เป็นยาระบาย ขับปัสสาวะ รากนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้อาการเจ็บคอและเสียงแหบแห้ง ใช้เป็นยาแก้ท้องเสีย หัวและน้ำจากก้านใบใช้เป็นยาห้ามเลือด น้ำคั้นจากก้านใบใช้เป็นยานวดแก้อาการฟกช้ำ ยางใช้เป็นยาช่วยกำจัดหูด
รู้จักอันตราย--- น้ำยางและลำต้นหากสัมผัสผิวหนัง จะทำให้เกิดอาการคันและปวดแสบปวดร้อน แล้วต่อมาจะเกิดอาการอักเสบ บวมและพองเป็นตุ่มใส หากนำมาเคี้ยวหรือรับประทานสดจะทำให้เกิดอาการคันคออย่างรุนแรง
ระยะออกดอก---กุมภาพันธ์-เมษายน
ขยายพันธุ์---แยกหน่อ ไหล ปักชำหัว 

คูน/Colocasia gigantea

ชื่อวิทยาศาสตร์---Colocasia gigantea (Blume) Hook.f.(1893)
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms      
---Arisaema fouyou H.Lév.
---Caladium giganteum Blume         
---Colocasia prunipes K.Koch & C.D.Bouché
---Leucocasia gigantea (Blume) Schott
ชื่อสามัญ---Giant elephant ear, Indian taro
ชื่ออื่น---คูน,ตูน,กระดาดขาว, เมาะขาว (ปัตตานี), หัวชะออกขาว, ออกดิบ (ใต้), กะเอาะขาว (ชุมพร), ผักบุก (เหนือ) ;[CHINESE: Da Ye yu.];[JAPANESE: Ryukyu, Hasu-imo, Tsuimo.] ;[MALAY: Lambok , Keladi ulam.];[THAI: Aukdip,Toon, Khoon.];[VIETNAM: Dọc mùng, Bạc hà.]
ชื่อวงศ์ ---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลมาจากคำภาษากรีกkolokasiaใช้สำหรับรากของบัวหลวง ; ชื่อสายพันธุ์ giganteaหมายถึงขนาดยักษ์ของพืชชนิดนี้
Colocasia gigantea เป็นพันธุ์ไม้ในวงศ์ Araceaeได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยCarl Ludwig von Blume. (1789–1862) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน - เนเธอร์แลนด์ และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Joseph Dalton Hooker (1817-1911) นักพฤกษศาสตร์นักชีววิทยาและศัลยแพทย์ชาวอังกฤษ ในปี พ.ศ.2436
พบใน จีน(ฝูเจี้ยน กวางตุ้ง กวางสี เจียงซี ยูนนาน) บังคลาเทศ เมียนมาร์ กัมพูชา ลาว เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย เติบโตบริเวณภูเขาตอนล่างในที่ร่มและชื้นที่ระดับความสูงไม่เกิน 1,000 เมตร  ปลูกกันอย่างแพร่หลายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี ลักษณะ คล้ายต้นกระดาดขาวแต่ต้นเล็กกว่า ได้รับการชี้ให้เห็นว่าเกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ตามธรรมชาติระหว่าง A. macrorrhizos และ C. esculenta.ลักษณะต้นสูงประมาณ0.90-1.5 เมตร มีหัวใต้ดิน ใบรูปหัวใจป้อม กว้าง45ซม.ยาว65ซม.ขอบใบเป็นลอน ก้านใบยาว60-90ซม.สีเขียวอ่อน มีนวลปกคลุมทั้งต้น ดอกคล้ายดอกหน้าวัว เป็นแท่งสีขาวหรือส้ม ออกเป็นช่อ กาบหุ้มดอกสีเขียวหรือขาว ผลมีลักษณะเป็นรูปขอบขนานยาวประมาณ 10 มม.มีกลิ่นหอมกินได้
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เติบโตได้ดีที่สุดในร่มที่มีแสงแดดส่องทางอ้อม ทนต่อแสงแดดได้โดยตรง แต่จะมีแนวโน้มที่จะถูกแดดเผาแม้ว่ามันอาจจะเคยชินเมื่อเวลาผ่านไป  ชอบดินที่ค่อนข้างหนักอุดมสมบูรณ์และกักเก็บความชื้นอุดมไปด้วยอินทรียวัตถุ เติบโตได้ในน้ำตื้น pH ในช่วง 5.5 - 6.5 ทนได้ 4.3 - 8.2
ใช้ประโยชน์---พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้เป็นอาหารในท้องถิ่น มักปลูกเป็นไม้ประดับในสภาพอากาศที่อบอุ่นบางครั้งก็ปลูกเป็นพืชอาหารในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
-ใช้กิน ลำต้นใบนำมาปรุงกินเป็นผัก ก้านใบใช้เป็นผักในบางพื้นที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และญี่ปุ่น ผลใช้เป็นเครื่องปรุง การใช้เป็นอาหาร ต้องนำมาปรุงให้สุกก่อนทุกครั้ง เพื่อช่วยดับพิษคันหรือช่วยทำลายผลึกของแคลเซียมออกซาเลต (Calcium oxalate) ที่มีอยู่มาก
-ใช้เป็นยา ถูกนำมาใช้เพื่อการรักษาโรคในประเทศจีนและเวียดนาม มีสารซาโปนินซึ่งถือว่ามีผลต่อความสุขทางเพศ
-ใช้ปลูกประดับ ให้ทัศนียภาพเขตร้อนที่โดดเด่น ควรอยู่ในพื้นที่ที่สามารถรองรับการเติบโตได้มาก เหมาะสำหรับปลูกเดี่ยวหรือเป็นกลุ่มตามขอบบ่อแอ่งน้ำหรือในพื้นที่ชื้นรอบ ๆ ลานบ้าน อาจปลูกในภาชนะขนาดใหญ่
รู้จักอันตราย--- น้ำยางและลำต้นหากสัมผัสผิวหนัง จะทำให้เกิดอาการคันและปวดแสบปวดร้อน แล้วต่อมาจะเกิดอาการอักเสบ บวมและพองเป็นตุ่มใส หากนำมาเคี้ยวหรือรับประทานสดจะทำให้เกิดอาการคันคออย่างรุนแรง  พืชมีไฮโดรเจนไซยาไนด์ในปริมาณเล็กน้อยได้รับการแสดงเพื่อกระตุ้นการหายใจและปรับปรุงการย่อยอาหารนอกจากนี้ยังอ้างว่ามีประโยชน์ในการรักษามะเร็ง อย่างไรก็ตามส่วนเกินอาจทำให้ระบบหายใจล้มเหลวและถึงขั้นเสียชีวิตได้
ระยะออกดอก---เมษายน-มิถุนายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด แบ่งหัว 

 ถุงเงินถุงทอง/Xanthosoma 'albomarginata'

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Xanthosoma sagittifolium (L.) Schott ‘Albomarginata’
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Xanthosoma atrovirens K.Koch & CDBouché 'Variegatum Monstrosum'
ชื่อสามัญ---Mickey Mouse Taro, Mouse Cup, Pocket Plant, Arrow Leaf Elephant Ear 'Albo Marginata'
ชื่ออื่น---ถุงเงิน ถุงทอง ;[MAORI: Malanga.];[SWAHILI: Yautia.]
ชื่อวงศ์---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---- อเมริกากลางและอเมริกาใต้
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลมาจากคำภาษากรีก 'xanthos' = สีเหลืองและ 'soma' = ร่างกายโดยอ้างอิงถึงเนื้อเยื่อชั้นในสีเหลืองในบางสายพันธุ์ ; ชื่อสปีซี่ส์ หมายถึงใบลูกศร
Xanthosoma sagittifolium เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวAraceaeได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยCarl Linnaeus (1707–1778) นักชีววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดน  และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Heinrich Wilhelm Schott (1794–1865) นักพฤกษศาสตร์ชาวออสเตรีย ในปี พ.ศ 2375
มีถิ่นกำเนิดในบางส่วนของอเมริกากลางและอเมริกาใต้
ไม้ล้มลุก มีหัวอยู่ใต้ดิน อายุหลายปีต้นสูง 80 – 120 ซม. ใบเดี่ยว รูปหัวใจ แต่มักบิดเบี้ยว แผ่นใบสีเขียว มีแถบด่างสีขาวกว้างประมาณ 30 ซม.ดอกออกเป็นช่อเชิงลดจากซอกกาบใบ ดอกสีเหลืองใบประดับสีเหลืองอมเขียว มีกลิ่นหอม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เติบโตได้ดีที่สุดในที่ร่มรำไรหรือแสงแดดทางอ้อมถึงแม้จะทนแดดจัดได้แต่อาจเกิดใบไหม้ ชอบดินที่อุดมสมบูรณ์ซึ่งอุดมไปด้วยอินทรียวัตถุ ไม่ชอบดินเหนียวหนัก ชอบ pH ในช่วง 5.5 - 7 ทนได้ 4.5 - 7.8 ต้องการความชื้นสูงสามารถปลูกริมน้ำได้
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับตกแต่งภายในเป็นไม้ในร่มที่มีใบสวยงาม
ความเชื่อ/พิธีกรรม---เป็นไม้มงคล เป็นว่านทางเสน่ห์เมตตามหานิยม ทำให้ค้าขายดี เก็บเงินเก็บทองได้มาก
รู้จักอันตราย---ทุกส่วนของพืชมีผลึกแคลเซียมออกซาเลต สารนี้เป็นพิษสดและหากรับประทานเข้าไปจะทำให้ปากลิ้นและลำคอเกิดอาการคันอย่างรุนแรง น้ำยางและลำต้นหากสัมผัสผิวหนัง จะทำให้เกิดอาการคันและปวดแสบปวดร้อน ต่อมาจะเกิดอาการอักเสบ บวมและพองเป็นตุ่มใส
ขยายพันธุ์---แยกเหง้า เมล็ด(ไม่ค่อยมีในการเพาะปลูก)

กวักมรกต/Zamioculcas zamiifolia


ชื่อวิทยาศาสตร์---Zamioculcas zamiifolia (Lodd.) Engl.(1905)
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Basionym: Caladium zamiifolium G.Lodd.(1829) 
---Zamioculcas lanceolata Peter(1929)
---Zamioculcas loddigesii Schott (1856)
ชื่อสามัญ---Zanzibar gem, Emerald plant, Eternity plant, Zuzu plant, Zee Zee plant, ZZ plant.
ชื่ออื่น---กวักมรกต ;[CHINESE: Jin qian shu.];[CROATIA: Zamija.];[FRENCH: Plante ZZ.];[GERMAN: Irreführend Zamie, Kartonpapier-Palme.];[HUNGARIAN: Zaminak, Zámiának, ZZ-pálmának.];[ITALIAN: Zamioculcas, Gemma di Zanzibar.];[LITHUANIAN: Zamiokulkas.];[POLISH: Zamiokulkas zamiolistny.];[PORTUGUESE: ZZ, Zamioculcas.];[SPANISH: Zamioculcas.];[SWEDISH: Zamiakalla, Garderobsblomma.];[THAI: Kwak morakot.]
ชื่อวงศ์---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---เคนย่า, แทนซาเนีย,โมซัมบิก,ซิมบับเว,มาลาวี,แอฟริกาใต้ (นาตาล)และแซนซิบาร์
Zamioculcas zamiifoliaเป็นสายพันธุ์พืชดอกในวงศ์Araceaeเป็นmonotypicมีเพียงสายพันธุ์เดียวในสกุล ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Conrad Loddiges (1738–1826) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันจาก Heinrich Gustav Adolf Engler (1844–1930) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน ในปีพ.ศ.2448 
พืขเฉพาะถิ่นใน แอฟริกาเขตร้อนตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ ; เคนย่า, แทนซาเนีย,โมซัมบิก,ซิมบับเว,มาลาวี,แอฟริกาใต้ (นาตาล)และแซนซิบาร์ เติบโตในป่าดิบชื้นถึงแห้ง ทุ่งหญ้า ไม้พุ่มไม้ มักอยู่บนโขดหินที่อุดมสมบูรณ์ในท้องถิ่น
ลำต้นเป็นหัวอยู่ใต้ดินมีเนื้อไม้แข็งมีเส้นผ่านศูนย์กลาง3–4 ซม. หรือมากกว่า ยาว5-8 ซม.แตกกอง่ายและมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ สูงประมาณ 40-70 ซม. แทงใบออกเหนือดิน ก้านใบอวบน้ำสีเขียวมีจ้ำตามขวางสีเข้ม ยาว 15-35 ซม. ใบประกอบแบบขนนก ยาว 20-40 ซม. ใบย่อยด้านละ 4-8 ใบ ผิวใบแข็งเป็นมัน ดอกออกเป็นแท่ง ดอกมีขนาดเล็กสีเหลืองสดถึงน้ำตาลหรือบรอนซ์ยาว 5-7 ซม. ยาว 5-7 ซม. บางส่วนซ่อนอยู่ตามฐานใบ ก้านช่อดอกยาว 3-20 ซม. ผลมีเนื้อขนาด1.2ซม.มีเมล็ด 1-2 เมล็ด เมล็ดสีน้ำตาลรูปรียาว 0.8 ซม. 0.5 ซม.มักไม่พบในการเพาะปลูก
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งแสงสว่างทางอ้อม แดดจัดเป็นบางส่วนในตอนเช้า ทนต่อแสงในระดับต่ำได้ดีกว่าพืชไม้ใบอื่น ๆ ดินผสมทรายแกลบดำ ระบายน้ำได้ดี ทนต่อความแห้งแล้ง  
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ในแทนซาเนียน้ำใบใช้สำหรับแก้อาการปวดหู ยาพอกของพืชใช้สำหรับการรักษาสภาพการอักเสบและเพื่อรักษาบาดแผล
-ใช้ปลูกประดับ เป็นพืชไม้ใบที่สำคัญสำหรับการตกแต่งภายใน รายงานล่าสุดในสื่อและการส่งเสริมการขายโดยอุตสาหกรรมไม้กระถางประดับตกแต่งระบุลักษณะของพืชว่าเป็น "เครื่องฟอกอากาศจากธรรมชาติ" โดยอ้างว่างานวิจัยขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) แสดงให้เห็นว่าพืชสามารถกำจัดมลพิษทางอากาศภายใน ในขณะที่ความจริงแล้วพืชกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากอากาศและความสามารถของพืชในการกำจัดสารมลพิษอื่น ๆ ออกจากน้ำเป็นพื้นฐานสำหรับวิธีการควบคุมมลพิษบางอย่าง การวิจัยส่วนใหญ่ในปัจจุบันใช้ห้องขนาดเล็กที่ไม่มีการแลกเปลี่ยนอากาศซึ่งทำให้การคาดการณ์สภาพแวดล้อมในโลกแห่งความเป็นจริงมีความไม่แน่นอนอย่างมาก การศึกษาเฉพาะการใช้พืชเพื่อควบคุมมลพิษทางอากาศภายในอาคาร ในอาคารจริงไม่สามารถระบุประโยชน์ใด ๆจากการใช้พืชได้ ในทางปฏิบัติในการควบคุมมลพิษดูเหมือนจะไม่สำคัญเมื่อเทียบกับการระบายอากาศทั่วไปกล่าวอีกนัยหนึ่งความสามารถของพืชในการปรับปรุงคุณภาพอากาศภายในอาคารนั้นมี จำกัด เมื่อเทียบกับการระบายอากาศที่เพียงพอ
ความเชื่อ/พิธีกรรม--- ในประเทศจีนปลูกเป็นไม้มงคล (เรียกอีกอย่างว่าต้นเงิน) และส่วนใหญ่ขายเพื่อประดับในช่วงปีใหม่
รู้จักอันตราย--- เช่นเดียวกับสมาชิก Araceae อื่น ๆ ประกอบด้วยผลึกแคลเซียมออกซาเลตซึ่งอาจทำให้ระคายเคืองส่วนที่สัมผัสและบอบบางของร่างกายเช่นผิวหนัง เยื่อบุตา
ระยะออกดอก---ตั้งแต่กลางฤดูร้อนถึงต้นฤดูใบไม้ร่วง
ขยายพันธุ์--- โดยการแยกหน่อปลูก ปักชำต้นและใบ โดยตัดใบมาชำในน้ำเมื่อรากงอกออกมาสักระยะหนึ่งก็นำไปปักชำในดิน


สกุลอิพิเพรมนุม/Epipremnum Schott

Epipremnumเป็นสกุลของพืชดอกในครอบครัว Araceae พบในเขตร้อนป่าจากประเทศจีนที่เทือกเขาหิมาลัยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปยังออสเตรเลียตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก  สกุลนี้เป็นไม้เลื้อย ไต่เลื้อยโดยใช้รากอากาศ พวกเขาอาจจะสับสนกับ  Monstereae เช่น Rhaphidophora , ScindapsusและAmydriumใบจะแตกต่างไปตามอายุ ใบรูปไข่ หรือรูปขอบขนานแกมใบหอกกลับ แผ่นใบหนา ช่อดอกสมบูรณ์เพศ กาบรองดอกช่อ สีเหลือง สีเขียว หรือ ม่วงแดง ชอบดินร่วนระบายน้ำดี แสงแดดรำไร ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำลำต้น ต่อไปนี้เป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกกัน

พลูด่าง/Epipremnum aureum

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Epipremnum aureum (Lindl. & Andre) G.S.Bunting.( 1964)
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Basionym: Pothos aureus Linden & Andréใ(1880)
---Scindapsus aureus (Linden & André) Engl.(1908)
---Epipremnum mooreense Nadeaud .(1899)    
---Rhaphidophora aurea (Linden & André) Birdsey.(1963)          
ชื่อสามัญ---Devil's Ivy, Pothos, Hunter's Robe, Money Plant
ชื่ออื่น---พลูด่าง ;[FRENCH: Arum grimpant, Liane du diable, Pothos dore, Scindapsus dore.];[GERMAN: Goldene Efeutute, Efeutu-te, ];[PORTUGUESE: Jiboia-verde, Planta-do-dinheiro, Trepdiera-de-tonga.];[SPANISH: Ecindapso, Poto, Potos, Potus.];[SWEDISH: Gullranka.];[THAI: Phlu dang.]
ชื่อวงศ์---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย ปากีสถาน เนปาล บังคลาเทศ ฮาวาย และ หมู่เกาะอินเดียตะวันตก ออสเตรเลีย เฟรนช์โปลินีเซีย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อขอวสกุลเป็นการรวมคำของภาษากรีก 'epi' = over ' และ 'premnum' = stem โดยอ้างอิงถึงลักษณะการเลื้อยไต่ของมัน ; ชื่อสปีซี่ส์ เป็นภาษาละติน 'aureum' = สีทองหมายถึงความแตกต่างของใบไม้สีเหลือง

 


เป็น ไม้เลื้อยลำต้นสีเหลืองอมเขียวเกาะอยู่ตามลำต้นของต้นไม้อื่นโดยใช้รากอากาศ เมื่อยังเล็กใบรูปไข่ ยาว5-20ซม.โคนใบรูปหัวใจสีเขียว มีลายด่างสีเหลือง ขาว ไม่สม่ำเสมอ เมื่อโตเต็มที่ใบจะใหญ่ขึ้นและหยักเว้าเป็นรอยฉีก ยาวได้ถึง70-90ซม.กว้่ง40-45 ซม.ก้านใบสั้น พืชไม่ค่อยออกดอกและสิ่งนี้ทำให้การจำแนกทางวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องยาก
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม--ปลูกได้ในพื้นที่เปิดโล่งในเขตร้อนขื้นและกึ่งเขตร้อนปลูกได้ทั้งในที่ร่มและมีแสงแดด-ต้องการดินร่วนระบายน้ำดี ปรับตัวเข้ากับทุกสภาพ การเจริญเติบโตเร็ว
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ เป็นพืขร่มที่ปลูกกันมากหรือเป็นพืชตลุมดินในตำแหน่งแสงแดดกรอง ใช้เป็นไม้กระถางแขวนหรือใช้เป็นไม้เลื้อยขึ้นไม้ระแนง หรือฉากพรางตา
ขยายพันธุ์---ด้วยการปักชำลำต้น ในดินหรือในน้ำ

พลูราชินีสีทอง/Epipremnum aureum 'Neon'

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Epipremnum aureum (Lind. & Andre ) G.S. Bunting cv.Neon
ชื่อพ้อง  ---Epipremnum aureum 'Neon'
ชื่อสามัญ---Golden pothos, Devil’s ivy, Ceylon Creeper.
ชื่ออื่น---พลูราชินีสีทอง, พลูทอง ;[THAI: Phlu Rachini Sithong, Phlu thong.]
ชื่อวงศ์--- ARACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย ปากีสถาน เนปาล บังคลาเทศ ฮาวาย และ หมู่เกาะอินเดียตะวันตก เฟรนช์โปลินีเซีย ออสเตรเลีย
มีถิ่นกำเนิดในหมู่เกาะโซโลมอน
เป็น ไม้เลื้อยลักษณะคล้ายพลูด่าง อายุหลายปี ลำต้นเลื้อยไปตามพื้นหรือมีรากเกาะพันกับต้นไม้ใหญ่หรือเสาหลักอื่นๆ เมื่อแก่มีเนื้อไม้ กิ่งก้านสีเขียวอ่อนอมเหลือง ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปไข่แกมรูปหัวใจ กว้าง 5-30 ซม. ยาว 7-45ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบเว้า ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนา อวบน้ำสีเขียวอมเหลืองสดใส ดอกออกเป็นช่อแบบช่อเชิงลด มีกาบหุ้ม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม--ปลูกได้ในพื้นที่เปิดโล่งในเขตร้อนขื้นและกึ่งเขตร้อนปลูกได้ทั้งในที่ร่มและมีแสงแดด-ต้องการดินร่วนระบายน้ำดี ปรับตัวเข้ากับทุกสภาพ การเจริญเติบโตเร็ว
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ เป็นพืขร่มที่ปลูกกันมากหรือเป็นพืชตลุมดินในตำแหน่งแสงแดดกรอง ใช้เป็นไม้กระถางแขวนหรือใช้เป็นไม้เลื้อยขึ้นไม้ระแนง หรือฉากพรางตา
พิธีกรรมความเชื่อ---ปลูกเพื่อเป็นสิริมงคลเสริมบารมีและคุ้มครองคนในบ้านให้อยู่เย็นเป็นสุข เป็นไม้มงคลประจำคนเกิดวันจันทร์ และ วันพุธ และ ชาวราศีตุลย์  
ขยายพันธุ์ด้วย---การปักชำลำต้น

พลูราชินีหินอ่อน/Epipremnum aureum cv. Marble Queen

ชื่อวิทยาศาสตร์---Epipremnum aureum (Lindl. & Andre) G.S. Bunting cv. Marble Queen
ชื่อพ้อง---Epipremnum aureum 'Marble Queen'
ชื่อสามัญ---Pothos 'Marble Queen'
ชื่ออื่น---พลูด่าง, พลูราชินีหินแอ่อน ; [THAI: Phlu dang, Phlu Rachini hin on.]
ชื่อวงศ์    ARACEAE
ถิ่นกำเนิด---เฟรนช์โปลินีเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ออสเตรเลีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย ปากีสถาน เนปาล บังคลาเทศ ฮาวาย และ หมู่เกาะอินเดียตะวันตก
ลักษณะคล้ายพลูด่าง อายุหลายปี ลำต้นเลื้อยไปตามพื้นหรือมีรากเกาะพันกับต้นไม้ใหญ่หรือเสาหลักอื่นๆ เมื่อแก่มีเนื้อไม้ กิ่งก้านสีเขียวอ่อนอมเหลือง ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปไข่แกมรูปหัวใจ กว้าง 5-30 ซม. ยาว 7-45ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบเว้า ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนาอวบน้ำมีลายด่างสีขาว เขียว คล้ายหินอ่อน ก้านใบอาจมีสีขาวและมีแถบสีเขียวตามแนวยาว ดอกออกเป็นช่อแบบช่อเชิงลด มีกาบหุ้ม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม--ปลูกได้ในพื้นที่เปิดโล่งในเขตร้อนขื้นและกึ่งเขตร้อนปลูกได้ทั้งในที่ร่มและแสงแดดที่ส่องสว่างและกรองแสง ไม่ควรถูกแสงแดดโดยตรง ต้องการดินร่วนระบายน้ำดี ไม่ชอบดินเหนียวหนักจะกลายเป็นน้ำขังอย่างรวดเร็วและนำไปสู่โรครากเน่า อย่างไรก็ตามดินที่มีน้ำหนักเบาและมีทรายมากเกินไปจะไม่ทำให้รากชุ่มชื้น  ควรรดน้ำเฉพาะเมื่อดินแห้งบางส่วนเพื่อป้องกันโรครากเน่าและน้ำมากเกินไป การใส่ปุ๋ย1ครั้ง/เดือน ในช่วงฤดูปลูก ปุ๋ยที่เจือจางจะช่วยชดเชยการขาดแร่ธาตุที่สามารถพัฒนาในดินของพืชได้ อย่าลืมงดใส่ปุ๋ยในช่วงฤดูหนาว
โรคและศัตรู---เพลี้ยแป้งเป็นศัตรูพืชที่พบบ่อยที่สุดซึ่งอาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตของ 'Marble Queen' สามารถสังเกตเห็นสัญญาณของเพลี้ยแป้งซึ่งมีขนาดเล็กเหมือนฝ้ายที่ลำต้นและใบของพืช สามารถกำจัดศัตรูพืชในร่มเหล่านี้ได้โดยใช้ก้านสำลีชุบแอลกอฮอล์ เช็ดใบและลำต้นที่เกิดโรค
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ เป็นพืขร่มที่ปลูกกันมากหรือเป็นพืชตลุมดินในตำแหน่งแสงแดดกรอง ใช้เป็นไม้กระถางแขวนหรือใช้เป็นไม้เลื้อยขึ้นไม้ระแนง หรือฉากพรางตา
ขยายพันธุ์ด้วย---การปักชำลำต้น

พลูด่างสามสี/Epipremnum aureum cv.'N' Joy'

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Epipremnum aureum (Lindl. & Andre)G.S Bunting cv. N' Joy
ชื่อพ้อง---Epipremnum aureum 'Pearls and Jade'
ชื่อสามัญ---'NJoy' Pothos , NJoy Pothos, Devil's Ivy, Hunter's Robe, Ceylon Ivy Creeper
ชื่ออื่น---พลูด่างสามสี
ชื่อวงศ์---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด---เฟรนช์โปลินีเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ออสเตรเลีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย ปากีสถาน เนปาล บังคลาเทศ ฮาวาย และ หมู่เกาะอินเดียตะวันตก
ลักษณะคล้ายพลูด่าง อายุหลายปี ลำต้นเลื้อยไปตามพื้นหรือมีรากเกาะพันกับต้นไม้ใหญ่หรือเสาหลักอื่นๆ เมื่อแก่มีเนื้อไม้ กิ่งก้านสีเขียวอ่อนอมเหลือง ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปไข่แกมรูปหัวใจ กว้าง 5-30 ซม. ยาว 7-45ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบเว้า ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนาอวบน้ำสีเขียวมีลายด่างสีขาวไม่มีสีเหลืองปน ก้านใบเขียว
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม--ปลูกได้ในพื้นที่เปิดโล่งในเขตร้อนขื้นและกึ่งเขตร้อนปลูกได้ทั้งในที่ร่มและแสงแดดที่ส่องสว่างและกรองแสง ไม่ควรถูกแสงแดดโดยตรง ต้องการดินร่วนระบายน้ำดี ไม่ชอบดินเหนียวหนักจะกลายเป็นน้ำขังอย่างรวดเร็วและนำไปสู่โรครากเน่า อย่างไรก็ตามดินที่มีน้ำหนักเบาและมีทรายมากเกินไปจะไม่ทำให้รากชุ่มชื้น  ควรรดน้ำเฉพาะเมื่อดินแห้งบางส่วนเพื่อป้องกันโรครากเน่าและน้ำมากเกินไป การใส่ปุ๋ย1ครั้ง/เดือน ในช่วงฤดูปลูก ปุ๋ยที่เจือจางจะช่วยชดเชยการขาดแร่ธาตุที่สามารถพัฒนาในดินของพืชได้ อย่าลืมงดใส่ปุ๋ยในช่วงฤดูหนาว
โรคและศัตรู---เพลี้ยแป้งเป็นศัตรูพืชที่พบบ่อยที่สุดซึ่งอาจส่งผลต่อการเจริญเติบโต สามารถสังเกตเห็นสัญญาณของเพลี้ยแป้งซึ่งมีขนาดเล็กเหมือนฝ้ายที่ลำต้นและใบของพืชสามารถกำจัดศัตรูพืชในร่มเหล่านี้ได้โดยใช้ก้านสำลีชุบแอลกอฮอล์ เช็ดใบและลำต้นที่เกิดโรค
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ เป็นพืขร่มที่ปลูกกันมากหรือเป็นพืชตลุมดินในตำแหน่งแสงแดดกรอง ใช้เป็นไม้กระถางแขวนหรือใช้เป็นไม้เลื้อยขึ้นไม้ระแนง หรือฉากพรางตา
ขยายพันธุ์ด้วย---การปักชำลำต้น


สกุลมอนสเตอรา/Monstera A dans.

Monsteraเป็นสกุลของพืชดอกในวงศ์Araceaeมี45สายพันธุ์ เป็นพืชพื้นเมืองเขตร้อนภูมิภาค ของทวีปอเมริกา ชื่อสกุลนี้จากคำภาษาละตินว่า "monstrous" หรือ "abnormal"หมายถึงใบไม้ที่ผิดปกติซึ่งมีรูตามธรรมชาติที่สมาชิกของสกุลมี
พืชสกุลนี้เป็นไม้เลื้อยข้อสั้น เมื่อยังเล็กแผ่นใบเรียบพอโตเต็มที่แผ่นใบหยักเว้าเป็นแฉก ใบมีรูเจาะทะลุ หรือเป็นจุดเล็กๆเท่าหัวเข็ม ช่อดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ปลีดอกสั้น มอนสเคอราที่ปลูกในเมืองไทยมีหลายชนิดจะยกมาดังต่อไปนี้

มอนสเตร่า/Monstera delicosa

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Monstera delicosa Liebm.(1849)
ชื่อพ้อง--Has 5 Synonyms
---Tornelia fragrans Gut. ex Schott (1858) nom. illeg.
---Monstera borsigiana K.Koch (1862.)
---Monstera lennea K.Koch (1852).
---Monstera tacanaensis Matuda (1972.)
---Philodendron anatomicum Kunth (1847.)
ชื่อสามัญ---Ceriman, Swiss-cheese Plant, Split-leaf Philodendron, Mexican Breadfruit, Windowleaf, Split Leaf Philodendron, Hurricane plant.
ชื่ออื่น---มอนสเตอร่า, พลูฉีก ;[AFRIKAANS: Geraamteplant.];[ASSAM: Lata-kochu.];[CHINESE: Guībèi∙zhú .];[FRENCH: Ananas des pauvres, Ceriman, Philodendron a feuilles incisees.];[GERMAN: Großes Fensterblatt.];[JAPANESE: Houraishou, monsutera.];[KOREA: Monseutela.];[PORTUGUESE: Ananas-japonês, Banana-de-macaco, Balaco, Banana de macaco, Tornelia.];[SPANISH: Ceriman, Pinanona monstera, Balazo, Chirrivaca, Ojal, Costela de Adan.];[TONGA: Monesitela.]
ชื่อวงศ์---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกากลาง : ปานามา คอสตาริกา นิการากัว ฮอนดูรัส กัวเตมาลา เม็กซิโก
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสปีซี่ส์ ' delicosa' = อร่อย อ้างอิงถึงรสชาติของผลไม้ ; ชื่อสามัญอ้างอิงถึงใบปรุ แม้ว่าจะไม่ใช่ฟิโลเดนดรอน แต่พืชชนิดนี้มักเรียกว่าฟิโลเดนดรอนแบบแยกใบ (Split Leaf Philodendron)
Monstera delicosa เป็นสายพันธุ์พืชดอกในวงศ์ Araceae ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Frederik Michael Liebmann (1813–1856) นักพฤกษศาสตร์ชาวเดนมาร์ก ในปี พ.ศ. 2392


มีถิ่นกำเนิดในป่าฝนเขตร้อนของเม็กซิโก (เซียปัส โออาซากาและเวราครูซ) พบในปานามา คอสตาริกา นิการากัว ฮอนดูรัส กัวเตมาลา เป็น epiphytic เติบโตตามกิ่งก้านของต้นไม้ในป่าบนภูเขาที่ชื้นหรือเปียกที่ระดับความสูง 900 - 1,500 เมตร แพร่กระจายโดยการเพาะปลูกไนเขตร้อน
ไม้ เลื้อยข้อสั้นเติบโตในร่มเงาของต้นไม้ สูงถึง 5 (-20) เมตรหรือมากกว่า เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 5-7 ซม.รากอากาศที่อยู่ส่วนล่างของพืชชนิดนี้สามารถหยั่งรากลงในดินเพื่อช่วยหาอาหารให้พืช ใบรูปหัวใจป้อม สีเขียวเข้ม ปลายใบแหลม โคนรูปหัวใจ แผ่นใบหนา เมื่อยังเล็กใบเรียบ พอโตเต็มที่แผ่นใบหยักเว้าเป็นแฉก ช่อดอกสมบูรณ์เพศ ปลีดอกสั้น ผลของ Monstera deliciosa มีขนาดยาวถึง 20ซม และมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 5ซม.มีลักษณะเหมือนฝักข้าวโพดที่มีเกล็ดสีเขียวรูปหกเหลี่ยม เมื่อผลไม้สุกเกล็ดเหล่านี้จะหลุดออกไปปล่อยกลิ่นหอมหวานและเผยให้เห็นเนื้อที่กินได้ด้านล่าง  ผลไม้สุกมีรสชาติคล้ายกับขนุนและสับปะรดถือเป็นผลไม้ที่กินได้และปลอดภัยสำหรับมนุษย์ เมล็ดที่ผลิตได้น้อยมากและมีอายุการงอกสั้น
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม--เป็นพืชปลูกเลี้ยงง่ายชอบดินร่วนระบายน้ำดีสามารถปลูกได้ทั้งในร่มและกลางแจ้งในแสงแดดที่กรอง
ใช้ประโยชน์---ผลสุกกินได้รสหวานอมเปรี้ยว แต่ต้องแน่ใจว่าสุกจริง ๆ ผลไม้ที่ยังไม่สุกอาจทำให้ปากและคอระคายเคืองได้
-ใช้เป็นยา การแช่รากใช้กับโรคข้ออักเสบ
-ใช้ปลูกประดับ  มีหลักหรือไม้ใหญ่ให้เกาะเลื้อยก็จะเจริญได้อย่างดี มีพันธุ์ชนิดใบด่าง Monstera drlicosa cv. Variegata ใบจะมีรอยด่างเป็นสีเหลืองสวยไปอีกแบบ นิยมปลูกกันมากเช่นกัน
-อื่น ๆรากอากาศใช้ทำเป็นเชือกและใช้ในการทำตะกร้า
รู้จักอันตราย--- เช่นเดียวกับสมาชิก Araceae อื่น ๆ ประกอบด้วยผลึกแคลเซียมออกซาเลตซึ่งอาจทำให้ระคายเคืองส่วนที่สัมผัสและบอบบางของร่างกายเช่นผิวหนัง เยื่อบุตา
ขยายพันธุ์--- ในกรณีของการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดการพัฒนาของพืชใช้เวลานาน ต้นกล้าเลื้อยไปในทิศทางตรงกันข้ามกับแสงแดดอย่างไร้ใบจนกว่าจะพบลำต้นของต้นไม้ซึ่งเป็นส่วนรองรับที่แข็งแรง ใช้เวลา4-6ปีในการออกผล สามารถขยายพันธุ์ได้โดยการปักชำหน่อและลำต้น หยั่งรากได้ในน้ำและทรายในพื้นดิน รากสามารถใช้เวลานานถึง 6-8 สัปดาห์ ต่อมาการสัมผัสกับดินถูกตัดขาดกลายเป็นวิถีชีวิตแบบ epiphytic

พลูฉลุ/Monstera obliqua 'Expilata'

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Monstera obliqua (Miq.)Walp. cv. Expilata
ชื่อพ้อง---Monstera obliqua 'Expilata'  
ชื่อสามัญ---Window-leaf
ชื่ออื่น---พลูฉลุ, พลูทะลุ ; [CHINESE: Diànxiàn lán,Guī bèi jiāo.];[GERMAN: Fensterblätter.]
ชื่อวงศ์---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกากลาง
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกากลาง หมู่เกาะแคริบเบียน ประเทศในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน
มีถิ่นกำเนิดในพื้นที่เขตร้อนของอเมริกากลาง หมู่เกาะแคริบเบียนและป่าเขตร้อนของอเมริกาใต้ ยังสามารถพบได้ในฟลอริด้า ; เอเชีย ( มาเลเซีย , อินเดีย ; ออสเตรเลียและในภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียนตะวันตก ( โปรตุเกส , โมร็อกโก , Madeira )
พลูฉลุหรือพลูทะลุ เป็นไม้เลื้อยขนาดใหญ่มากสูงได้ถึง21เมครมีรากอากาศที่ยาวและมักจะมีลักษณะเป็น epiphytic หรือกลายเป็นเลื้อยไต่ขึ้นไป ใบ เดี่ยว เรียงสลับ รูปรีแกมรูปขอบขนาน กว้าง 5 – 10 ซม. ยาว 8 – 18 ซม. ปลายใบแหลมโคนใบมน ผิวใบด้านบนสีเขียวถึงเขียวเข้ม แผ่นใบบางเป็นลอนมีรูทะลุค่อนข้างกลมระหว่างเส้นใบสลับกันไป แต่ไม่สม่ำเสมอ ใบของเด็กและเยาวชนมักจะมีขนาดเล็กกว่ามากและมักจะเติบโตแนบกับลำต้นของพืชที่เป็นเจ้าภาพ ส่วนใบโตเต็มวัยจะมีขนาดใหญ่กว่ามาก  ดอกไม้ประกอบด้วยก้านกาบยาวถึง 45 ซม ซึ่งบางครั้งจะร่วงโรยและมักเป็นสีขาวหรือครีมอมเขียว ผลไม้มีเนื้อ สีขาวสุกเป็นสีส้มในบางชนิดกินได้  มีเมล็ดกลมรี1-3เมล็ด ยาว 5 - 22 มม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม--เป็นพืชปลูกเลี้ยงง่ายชอบดินร่วนระบายน้ำดีสามารถปลูกได้ทั้งในร่มและกลางแจ้งในแสงแดดที่กรอง ต้องการน้ำมากความชื้นสูง อัตราการเจิญเติบโตเร็ว เลี้ยงง่าย ทนทาน
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ ในการเพาะปลูกพืชจะมีขนาดเล็กกว่าในธรรมชาติมากมีหลักหรือไม้ใหญ่ให้เกาะเลื้อยก็จะเจริญได้อย่างดี
รู้จักอันตราย--- เช่นเดียวกับสมาชิก Araceae อื่น ๆ ประกอบด้วยผลึกแคลเซียมออกซาเลตซึ่งอาจทำให้ระคายเคืองส่วนที่สัมผัสและบอบบางของร่างกายเช่นผิวหนัง เยื่อบุตา
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ปักชำหน่อและลำต้น

พลูปีกนก/Monstera Karstenianum


ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Monstera Karstenianum
ชื่อพ้อง--- Monstera sp. 'Peru'
ชื่อสามัญ--- Monstera Peru
ชื่ออื่น--- พลูปีกนก, พลูระเบิด, พลูใบย่น ; [THAI: Phlu peek nok, Phlu raberd, Phlu bai yon.]
ชื่อวงศ์---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์--- เวเนซุเอลา
Monstera sp. 'Peru' มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Monstera Karstenianum ซึ่งถือเป็นชื่อเก่าเนื่องจากพืชจัดเป็นฟิโลเดนดรอนถึงอย่างนั้นก็ยังมีความสับสนมากขึ้น ในขณะที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ Philodendron opacum แต่ชื่อที่เหมาะสมน่าจะเป็น Philodendron Karstenianum ไม่ว่าในกรณีใดสิ่งสำคัญที่ต้องจำไว้ก็คือ Monstera Peru = Monstera Karstenianum = Philodendron opacum = Philodendron Karstenianum
มีถิ่นกำเนิดในเวเนซุเอลา ไม้เลื้อย อายุหลายปี ลำต้นเล็กทรงกระบอก มีข้อปล้อง รากสั้นออกตามข้อปล้อง ใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปรีถึงรูปไข่กว้าง ปลายแหลม โคนสอบ ขอบเรียบ สีเขียวอมเหลือง เส้นใบชัดเจน แผ่นใบค่อนข้างหนา ระหว่างเส้นใบนูนเด่นชัดคล้ายลูกฟูกลวดลายสม่ำเสมอด้วยสีเข้มและสีเขียวอ่อนมันวาว  ออกดอกเป็นช่อแบบช่อเชิงลดมีกาบ ที่ปลายยอด ดอกย่อยขนาดเล็ก ไม่มีก้านดอก
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม--ต้องการแสงสว่างทางอ้อมเพื่อให้เติบโตได้ดีที่สุด ยังทำได้ดีภายใต้ร่มเงา แต่ขึ้นอยู่กับแสงที่จะเติบโตอย่างเหมาะสม ที่สำคัญไม่สามารถทนต่อแสงแดดโดยตรงได้มากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน มิฉะนั้นความร้อนจากแสงแดดจะเผาทั้งใบและลำต้น ชอบดินร่วนอุดมสมบูรณ์ความชื้นสม่ำเสมอ ระบายน้ำได้เร็ว มีค่า pH ระหว่าง 5.0 ถึง 7.5 รดน้ำสัปดาห์ละครั้งหรือสองครั้งในช่วงเดือนที่ร้อนกว่าของปี และต้องทุกๆ 3 ถึง 4 สัปดาห์ในช่วงฤดูหนาว ให้ปุ๋ยน้ำที่สมดุลเดือนละครั้งในช่วงที่มันเติบโตหรือใช้ปุ๋ยละลายช้าก็ได้เหมือนกัน งดใส่ปุ๋ยในฤดูหนาว อัตราการเจิญเติบโตเร็ว
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ  ปลูกเป็นไม้ประดับสวน ไม้กระถางแวน ไม้ในอาคาร มีหลักหรือไม้ใหญ่หรือโครงสร้างแนวตั้งให้เกาะเลื้อยก็จะเจริญได้อย่างดี
รู้จักอันตราย--- เช่นเดียวกับสมาชิก Araceae อื่น ๆ ประกอบด้วยผลึกแคลเซียมออกซาเลตซึ่งอาจทำให้ระคายเคืองส่วนที่สัมผัสและบอบบางของร่างกายเช่นผิวหนัง เยื่อบุตา
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ปักชำหน่อและลำต้นได้ทั้งในน้ำและในดิน


พลูฉีกใบยาว/Rhaphidophora pinnatum

ชื่อวิทยาศาสตร์---Epipremnum pinnatum (L. ) Engl.(1908)
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms.
---Basionym: Pothos pinnatus L.(1763)
---Rhaphidophora pinnata L Schott (1857)
---Monstera pinnata (L.) Schott.(1830).
---Scindapsus pinnatus (L.) Schott.(1832).
---Philodendron pinnatum (L.) André.(1866).
ชื่อสามัญ---Centipede tongavine, Tongavine, Dragon-tail plant.
ชื่ออื่น---พลูฉีกใบยาว, นางรอง ;[CHINESE: Līn shù téng, Long wei coa, Qi lin ye.];[FIJIAN: Wa yalu, Alu, Naca, Yalu.];[JAPANESE: Habukazura.];[JAVA: Jalu mampang.];[INDIA: Panniperandi.];[INDONESIA: Lolo munding, Jalu mampang, Samblung.];[MALAYSIA: Kelampanyan.];[MAORI: 'Ara.];[NEW GUINEA: Galogalomi, Galgalut, Gareggi.];[SAMOA: Fue lau fao.];[SPANISH: Cortina, Enredadera.];[PHILIPPINES: Amlong, Dukup, Garban, Takoline, Takotin, Tibatib.];[SINGAPORE: Long Wei Cao.];[THAI: Ngot, Ngot khao, Naang rong.];[TONGA: Alu.];[VANUATU: Ragdalo.];[VIETNAM: Ráyngót.]
ชื่อวงศ์---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เวสต์อินดีส
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลคือการรวมกันของคำนำหน้าภาษากรีก 'epi' = Overและ'premnom' = 'trunk'โดยอ้างอิงถึงท่าทางการเลื้อยไต่ ; ชื่อสปีซี่ส์ คือคำคุณศัพท์ภาษาละติน ' pinnatus, a, um' = ขนนกมีปีกโดยอ้างอิงถึงรูปทรงของใบที่โตเต็มที่
Epipremnum pinnatum เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัว Araceae ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Linnaeus (1707–1778) นักชีววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดน และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Heinrich Gustav Adolf Engler (1844–1930) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันในปี พ.ศ.2451
พบใน จีน อัสสัม บังกลาเทศ เมียนมาร์ ไทย กัมพูชา ลาว เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์จนถึงนิวกินีออสเตรเลีย แปซิฟิกตะวันตก เป็นพืชเลื้อยไต่เป็น hemi epiphytic เกิดขึ้นในป่าฝนหลักและทุติยภูมิและป่ามรสุมสูง ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ที่ถูกรบกวนและตามแนวถนน ที่ระดับความสูง 350-1000เมตรบางครั้งเป็นวัชพืชในสวนยางพาราและบางครั้งก็ขึ้นตามโขดหิน
ไม้ยืนต้นที่แข็งแรงมีลำต้นยาว 15-30 เมตร ลำต้นขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2 - 4 ซม สามารถเจริญเติบโตได้สูงตามเรือนยอดไม้ ลักษณะ คล้ายพลูฉีก ใบรูปขอบขนานกว้าง 21-25 ซม.ยาว 40-50 ซม.ขอบใบฉีกเกือบถึงเส้นกลางใบ แผ่นใบหนาสีเขียวเข้มเป็นมันมีลักษณะคล้ายจุดน้ำมันเมื่อมองจากด้านบน ก้านใบยาวประมาณ 25-30 ซม. ก้านใบ หุ้มลำต้นเมื่ออายุน้อย แต่แตกตัวเป็นเส้นใยเมื่ออายุมากขึ้น ช่อดอกเป็นรูปทรงกระบอกสีขาว, สีเหลืองหรือสีเขียวและมีดอกยาวได้ถึง 25 ซม ดอกมีกลิ่นหอมอ่อน ๆดอกล่างใน spadix เป็นเพศเมียส่วนที่เหลือเป็นกะเทย ผลสีเขียวยาวประมาณ 27 ซม.เนื้อผลสีส้ม มี1-2 เมล็ด เมล็ดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4 มม.
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม--ต้องการแสงแดดแบบรำไรไปจนถึงแดดจัด เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทรายที่อุดมสมบูรณ์ระบายน้ำได้ดี สามารถปรับตัวให้เข้าได้กับดินทุกประเภท
การใช้ประโยชน์---พืชมักถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้เป็นยาในท้องถิ่นและบางครั้งก็ปลูกเพื่อจุดประสงค์นี้ ใบมีขายเป็นประจำในตลาดท้องถิ่นโดยเฉพาะในสิงคโปร์เพื่อใช้เป็นยา พืชชนิดนี้มักปลูกเป็นไม้ประดับ
-ใช้เป็นยา ใบเป็นยาแก้ปวดท้องยาบำรุงกำลัง มีชื่อเสียงอย่างมากในชุมชนชาวจีนในการรักษาโรคไขข้อกระดูกหักและโรคบิด การแช่ใบใช้เป็นยารักษาโรคไขข้อใช้เป็นยาชูกำลังและสารต้านมะเร็ง ยาต้มใบใช้เป็นยารักษาไข้มาลาเรีย เจ็บหน้าอก เบาหวานและบรรเทาอาการปวดฟัน กล่าวกันว่าชาสี่ถ้วยที่ทำจากใบรวมกับ Premna taitensis ช่วยรักษาไมเกรนได้อย่างถาวร ใบอ่อนรวมกับ Imperata cylindricaบดผสมกับน้ำหรือน้ำมะพร้าวดื่มเป็นยารักษาโรคหนองใน ยาต้มใบใช้เป็นน้ำยาบ้วนปากและบ้วนปากเพื่อรักษาอาการเหงือกอักเสบและฝีในฟัน -น้ำยางใช้ในการรักษางูกัด
รู้จักอันตราย--- เช่นเดียวกับสมาชิก Araceae อื่น ๆ ประกอบด้วยผลึกแคลเซียมออกซาเลตซึ่งอาจทำให้ระคายเคืองส่วนที่สัมผัสและบอบบางของร่างกายเช่นผิวหนัง เยื่อบุตา
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ ตอนกิ่ง


หน้าวัว/Anthurium Schott

เป็นสกุลของพืชในวงศ์หน้าวัว (Araceae) มีถิ่นกำเนิดในฮาวาย ปัจจุบันกระจายพันธุ์ได้เกือบทุกทวีป แต่จะเจริญดีในภูมิอากาศแบบร้อนหรือร้อนชื้น (15 - 30 องศาเซลเซียส) จากฐานข้อมูลพืช ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย เต็ม สมิตินันท์ (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2557) ได้รายงานไว้ว่าเกี่ยวกับ "ชื่อค้นหา" ของคำว่า "หน้าวัว" ในประเทศไทยทั้งหมด 4 ชื่อ คือ
1. หน้าวัวดอก (Flamingo flower หรือ Tail flower) Anthurium × ferrierense Mast. & T. Moore
2. หน้าวัวดอกแดง (Flamingo flower, Pigtail Anthurium หรือ Pigtail flamingo flower) Anthurium scherzerianum Schott
3. หน้าวัวไทย (เจ็ดทิวา, เดหลีใบกล้วย, Madonna lily, Peace lily หรือ Spathe flower) จัดอยู่ในวงศ์เดียวกับหน้าวัว แต่อยู่คนละสกุลกัน โดยหน้าวัวไทยจัดอยู่ในสกุล Spathiphyllum มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Spathiphyllum cannifolium (Dryand. ex Sims) Schott
4. หน้าวัวใบ (Crystal Anthurium) Anthurium crystallinum Linden ex André
https://th.wikipedia.org/wiki/หน้าวัว
ในหน้านี้จะกล่าวถึง เดหลี และหน้าวัวใบ ไม้ที่นิยมปลูกประดับภายใน ส่วนหน้าวัวดอกจะมีเล็กน้อย                 รู้จักอันตราย--- สิ่งสำคัญคือต้องจำไว้ว่าต้นหน้าวัวทั้งหมดเป็นพิษต่อมนุษย์และสัตว์เลี้ยง แพทย์กล่าวว่าการกินส่วนของต้นหน้าวัวอาจทำให้ช่องปากอักเสบและทางเดินหายใจอุดตันดังนั้นควรเก็บพืชให้ห่างจากเด็กและสัตว์

หน้าวัวดอก/Anthurium × ferrierense Mast. & T. Moore

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Anthurium × ferrierense Mast. & T. Moore
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
ชื่อสามัญ---Anthurium, Tailflower, Flamingo flower ,Laceleaf.
ชื่ออื่น---หน้าวัวดอก ;[SPANISH: Anturio.];[PORTUGUESE: Jarro-vermelho.]
ชื่อวงศ์---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกากลาง อเมริกาใต้
มีถื่นกำเนิดในทวีปอเมริกา ตั้งแต่ตอนเหนือของประเทศเม็กซิโก ไปจนถึงตอนใต้ของประเทศอาร์เจนตินา รวมถึงบางส่วนของแคริบเบียน
ไม้อวบน้ำอายุหลายปี แตกหน่อเลื้อยมีการเจริญยอดเดียว  ใบขนาดใหญ่กาบรูปหัวใจและกลุ่มดอกไม้ที่เรียวยาวเป็นลักษณะเฉพาะของพวกเขาเมื่อยอดเจริญสูงขึ้นอาจพบรากบริเวณลำต้น เมือมีความชื้นเพียงพอ เนื่องจากเป็นพืชระบบรากอากาศสามารถดูดน้ำและความชื้นจากอากาศได้ดี ส่วนช่อดอกของหน้าวัวหรือที่เรียกว่า ปลี คือ ส่วนที่เป็นดอกจริง ซึ่งประกอบด้วย ก้านช่อ ซึ่งมีดอกย่อยเล็กเรียงอัดแน่นอยู่บนปลี ดอกย่อยนี้เป็นดอกสมบูรณ์เพศ ที่มีทั้งเกสรเพศผู้และเกสรเพศเมีย อยู่ในดอกเดียวกัน ดอกที่อยู่บนก้านดอกนี้จะมีสีต่างๆหลายสี เมื่อจานรองดอกคลี่ปลีออกจะมีสีเหลืองอ่อน หรือสีปนแดง ตามสายพันธุ์ ดอกที่อยู่โคนปลีจะเปลี่ยนเป็นสีขาว ไล่ไปปลายปลี แสดงว่า ดอกบาน และเมื่อตุ่มยอดเกสรตัวเมียเริ่มมีน้ำเหนียว ๆ แสดงว่าดอกนั้นพร้อมที่จะผสมเกสรตัวผู้จะบานภายหลังเกสรตัวเมีย ดังนั้นหน้าวัวส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยมีโอกาสผสมตัวเอง ยกเว้นบางสายพันธุ์ นอกจาก นี้เกสรเพศผู้ของหน้าวัวลูกผสมส่วนใหญ่ จะมีเกสรเพศผู้ฟุ้งเมื่ออุณหภูมิเย็น โดยมากมักจะผสมในช่วงฤดูหนาว ผลมีเนื้อนุ่ม เมื่อสุกมีสีแดงอมส้ม แต่ละผลมีเพียง1 เมล็ดหรือหลายเมล็ด รูปรี รูปขอบขนานหรือรูปกลม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดด 50 เปอร์เซ็นต์ หรือได้รับแสงแดดในช่วง ครึ่งวันเช้า วัสดุปลูก ควรเป็นวัสดุที่เก็บความชื้นได้ดี โปร่ง ระบายน้ำได้ดี ชอบความชื้นในอากาศสู งควรฉีดพ่นน้ำเพิ่มขึ้นในช่วงบ่าย
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ ในสหรัฐ นิยมใช้หน้าวัวพันธุ์สีแดงและสีแดงอ่อนมาก โดยคิดเป็น 80% ส่วนอีก 20% เป็นสีชมพูและสีขาว-ในฝรั่งเศสและสวิตเซอร์แลนด์ นิยมปลูกหน้าวัวพันธุ์สีแดงและสีส้ม
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ชำยอด ชำต้น แยกหน่อ เพาะเนื้อเยื่อ

เดหลีใบกล้วย/Spathiphyllum cannifolium


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Spathiphyllum cannifolium (Dryand.) Schott.(1853)
ชื่อพ้อง ---- Has 4 Synonyms  
---Basionym: Pothos cannaefolia Dryand.(1802)
---Dracunculus cannifolius (Dryand. ex Sims) Raf. (1837)
---Philodendron cannifolium (Dryand. ex Sims) Sweet (1839)
---Massowia cannifolia (Dryand. ex Sims) K.Koch.(1852)
ชื่อสามัญ ---Madonna Lily, Peace Lily, Spathe flower
ชื่ออื่น---หน้าวัวไทย, เจ็ดทิวา, เดหลีใบกล้วย, กวักมงคล ;[FRENCH: Canna-Blattfahne.];[HUNGARY: Vitorlavirágok.];[MALAY: Bunga Sepatu, Lili Perdamaian.];[THAI: Deli bai kluay, Chet thiwa.]
ชื่อวงศ์ ---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์ --- อเมริกาใต้ เอเซียใต้ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ แคริบเบียน
เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัว Araceae ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Jonas Carlsson Dryander (1748–1810) นักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดน และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดยHeinrich Wilhelm Schott (1794–1865) นักพฤกษศาสตร์ชาวออสเตรียนปี พ.ศ.2396
มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้ (โคลัมบีย และเวเนซูเอล่า)
ไม้ พุ่มขนาดเล็ก  มีเหง้าใต้ดิน แตกกอ สูง 30-70 ซม.ทุกส่วนมีน้ำยางใส ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับรูปรีแกมรูปขอบขนาน กว้าง 15-25 ซม. ยาว 30-50 ซม.ปลายใบมน โคนใบสอบ ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ใบอ่อนจะมีสีเหลืองอมเขียว ดอกสีขาวมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกเป็นช่อแบบช่อเชิงลดที่ปลายกิ่งปลีดอกยาว ดอกย่อยมีขนาดเล็กโคนกลีบดอกเชื่อมติดกัน ไม่มีก้านดอก ลักษณะของดอกคล้ายดอกหน้าวัว
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม--ต้องการแสงสว่างทางอ้อม แสงแดดรำไร ดินร่วนอุดมสมบูรณ์ ต้องการน้ำมาก
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ นิยมใช้ในงานจัดสวนในร่มรำไร หรือสวนกระถาง หรือสวนที่อยู่ภายในอาคาร เพราะอยู่ในร่มได้ดี มีดอกและใบสวย
ความเชื่อ/พิธีกรรม---เป็นไม้มงคลที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้ปลูกมีอายุมั่นขวัญยืน และนำโชคลาภมาให้
รู้จักอันตราย--- เช่นเดียวกับสมาชิก Araceae อื่น ๆ ประกอบด้วยผลึกแคลเซียมออกซาเลตซึ่งอาจทำให้ระคายเคืองส่วนที่สัมผัสและบอบบางของร่างกายเช่นผิวหนัง เยื่อบุตา
ระยะออกดอก---ออกดอกตลอดทั้งปี
ขยายพันธุ์---ด้วยการแยกกอ

หน้าวัวเจ้าสัว/Anthurium plowmanii 

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Anthurium plowmanii Croat (1987
ชื่
อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ--- Anthurium Wave of Love, Bird's Nest Anthurium, Anthurium Fruffles, Wave of Love
ชื่ออื่น--- หน้าวัวใบพริ้ว, หน้าวัวใบ เจ้าสัว ;[CHINESE: Zhú.];[INDONESIA: Gelombang cinta.];[THAI: Naa wua bai Chao sua.[
ชื่อวงศ์---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตการกระจายพันธุ์---อเมริกากลาง อเมริกาใต้
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสปีซี่ส์ได้รับการตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ Timothy Charles Ploughman(1944-1989) นักพฤกษศาสตร์ชาวอเมริกันเป็นผู้มีอำนาจระดับโลกเกี่ยวกับ neotropical Erythroxylumและผู้ร่วมวิจัยหลักของโครงการ Flora Amazonica ตั้งแต่ปี 1981 ถึง 1987
Anthurium plowmanii เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัว Araceae มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างและลักษณะของใบซึ่งเป็นลักษณะที่ไม่ค่อยพบในวงศ์ Araceae ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Thomas B. Croat (1938– ) นักพฤกษศาสตร์ชาวอเมริกัน ในปี พ.ศ. 2530
พบใน บราซิล ชิลี โคลอมเบีย เอกวาดอร์ เปรู เวเนซุเอลาโบลิเวีย สหรัฐอเมริกา
ไม้ล้มลุก Epiphytic หรือ epilithic อายุหลายปี สูง 1.8 เมตร ไม่มีเนื้อไม้ ทรงพุ่มแผ่กว้าง เส้นผ่านศูนย์กลางทรงพุ่มประมาณ 70 ซม. ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปไข่กลับ กว้าง 12-20 ซม. ยาว 50-60 ซม. ปลายเรียวแหลม โคนมน ขอบใบเป็นคลื่น ใบหนาคล้ายแผ่นหนัง แผ่นใบสีเขียวเข้ม เห็นเส้นใบนูนเป็นสัน ใต้ใบสีเหมือนแผ่นใบแต่ซีดกว่า กาบใบเป็นร่องสีเขียวเข้ม ก้านใบ11-45 x 1-2 ซม.ดอกเป็นช่อแบบช่อเชิงลดมีกาบ อออกตามซอกกาบใบ กาบช่อดอกสีม่วงแดง ยาว 12-18 ซม. จานรองดอกสีม่วงแดง รูปไข่แกมรูปใบหอก กว้างประมาณ 4 ซม ยาว 8-10 ซม ลู่ลงและบิดม้วน ดอกย่อยมีจำนวนมาก ผลสีแดงมีเนื้อรูปรีแกมรูปขอบขนานปลายมนเล็กน้อยยาว 8-12 มม. เส้นผ่านศูนย์กลาง 3-6 มม. mesocarp ฉ่ำโปร่งแสง เมล็ด 1-2เมล็ดสีน้ำตาล ยาว 5-6 มม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม--ต้องการแสงสว่างจ้า แต่ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด ควรมีแสงจ้าอย่างน้อย 4 ชั่วโมงในแต่ละวัน หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรงที่ทำให้ใบไหม้หรือผิดรูป ดินร่วนปนทรายชื้นอุดมสมบูรณ์  รดน้ำอย่างสม่ำเสมอและปานกลาง ทำให้ดินชุ่มชื้นสม่ำเสมอ แต่ไม่เปียกแฉะ ใบเหลืองมักเกิดจากการกินน้ำมากเกินไป ใส่ปุ๋ยทุกสองสัปดาห์ในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนด้วยปุ๋ยน้ำที่มีฟอสฟอรัสสูงเจือจางลงครึ่งหนึ่งของขนาดที่แนะนำหรือใช้ปุ๋ยพืชที่ปล่อยช้า
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ นิยมใช้ในงานจัดสวนในร่มรำไร หรือสวนกระถาง หรือสวนที่อยู่ภายในอาคาร
ขยายพันธุ์---ด้วยการ แยกหน่อ  เพาะเมล็ด เพาะเนื้อเยื่อ

หน้าวัวใบบราวนิอาย/Anthurium brownii 

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Anthurium brownii Mast. (1876)
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---Anthurium brownii
ชื่ออื่น---หน้าวัวใบบราวนิอาย
ชื่อวงศ์ ---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปอเมริกา
เขตการกระจายพันธุ์ --- โคลัมเบีย คอสตาริกา อิควาดอร์ ปานามา เวเนซูเอล่า
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสปีซี่ส์ได้รับการตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ Nicholas Edward Brown(1849-1934) นักอนุกรมวิธานพืชชาวอังกฤษ
Anthurium brownii เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัว Araceae มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างและลักษณะของใบซึ่งเป็นลักษณะที่ไม่ค่อยพบในวงศ์ Araceae ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยMaxwell Tylden Masters (1833–1907) นักพฤกษศาสตร์และนักอนุกรมวิธานชาวอังกฤษ ในปีพ.ศ.2419
พบได้ตั้งแต่คอสตาริกาไปจนถึงโคลอมเบียและเป็นเอพิไฟต์ตามธรรมชาติเติบโตที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลใกล้ถึง 1,200เมตร
ไม้ล้มลุก Epiphytic หรือ epilithicอายุหลายปี ลำต้น กลมสั้น เส้นผ่านศูนย์กลาง 2 – 3 เซนติเมตร เจริญเป็นกอ ทรงพุ่มแผ่กว้างได้ถึง 1 เมตร
ใบรูปไข่แกมรูปสามเหลี่ยม กว้าง 40 – 50 ซม.ยาว 50 – 70ซม. ปลายใบแหลม โคนใบรูปหัวใจ แผ่นใบหนา บิดเป็นคลื่นและเห็นเส้นใบชัดเจน ก้านใบกลม ยาว 0.15 – 1 เมตรและมีร่องเล็ก ๆ ตลอดความยาวก้าน ดอกออกที่ซอกใบ จานรองดอกรูปใบหอก กว้าง 1.5 – 4ซม. ยาว 8 – 20 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบรูปหัวใจ สีเขียว ปลีดอกยาว 8 – 20 ซม. เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5 มม สีม่วง ผลรูปรี เมื่อสุกสีส้มแดง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม--ต้องการแสงสว่างจ้า แต่ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด ควรมีแสงจ้าอย่างน้อย 4 ชั่วโมงในแต่ละวัน หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรงที่ทำให้ใบไหม้หรือผิดรูป ดินร่วนปนทรายชื้นอุดมสมบูรณ์  รดน้ำอย่างสม่ำเสมอและปานกลาง ทำให้ดินชุ่มชื้นสม่ำเสมอ แต่ไม่เปียกแฉะ ใบเหลืองมักเกิดจากการกินน้ำมากเกินไป ใส่ปุ๋ยทุกสองสัปดาห์ในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนด้วยปุ๋ยน้ำที่มีฟอสฟอรัสสูงเจือจางลงครึ่งหนึ่งของขนาดที่แนะนำหรือใช้ปุ๋ยพืชที่ปล่อยช้า
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ นิยมใช้ในงานจัดสวนในร่มรำไร หรือสวนกระถาง หรือสวนที่อยู่ภายในอาคาร
ขยายพันธุ์---ด้วยการ แยกหน่อ  เพาะเมล็ด เพาะเนื้อเยื่อ

หน้าวัวใบผักกาด/Bird's Nest Anthurium

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Anthurium schlechtendahlii Kunth.(1841)
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Pothos schlechtendalii (Kunth) M.Martens & Galeotti (1843)
ชื่อสามัญ---Bird's Nest Anthurium, Pheasant's tail
ชื่ออื่น---หน้าวัวใบผักกาด ;[MAYA: Boobtuum, Kibal chak, Pool boox, U-k'uts-box.];[Mopan: Tye i pu (Q'eqchi).];[SPANISH: Cola de fasian, Hoja de cuero, Hoja de viento, Lengua de ciervo, Raiz de piedra.];[THAI Naa wua bai phak kat.]
ชื่อวงศ์---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตการกระจายพันธุ์--เม็กซิโก เวเนซูเอลา เฟร้นซ์กีอานา กิอานา เนเธอร์แลนด์แอนติลิส สุรินัม ตรินิแดด-โตบาโก
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสปีซี่ส์ได้รับการตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ Diederich Franz Leonhard von Schlechtendal (1794-1866)
Anthurium schlechtendahlii เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัว Araceae ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Sigismund Kunth (1788–1850) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน ในปีพ.ศ.2384
มีถิ่นกำเนิดในเบลิซ กัวเตมาลา ฮอนดูรัสและเม็กซิโก (เวรากรูซตอนกลาง)ถึงนิการากัวที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลใกล้ถึง 1,600 ม.
เป็นไม้ล้มลุก เป็นEpiphyte,  Lithophyte, Terrestrial อายุหลายปี ลำต้นมักสั้นเส้นผ่านศูนย์กลาง 3-5 ซม มีข้อปล้องที่พัฒนารากเนื้อสีขาวอมเขียวจำนวนมากในส่วนที่งอขึ้น ทรงพุ่มแผ่กว้างค่อนข้างสูงเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 60 ซม.ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ รูปใบหอก ปลายแหลม โคนสอบ ขอบหยักเป็นคลื่น ด้านบนใบมีเส้นกลางใบและเส้นใบย่อยนูนเด่นชัด ใบหนา สีเขียวอ่อน ก้านใบยาว 12-23 ซม. ดอกเป็นช่อ แบบช่อเชิงลดมีกาบ จานรองดอกมีขนาดเล็ก เรียวกว่าหน้าวัวชนิดอื่น ดอกเป็นกาบสีม่วงเข้ม มีspadixยาวเรียวและสีน้ำตาล(ซึ่งมีโครงสร้างคล้ายดินสอ) ที่โผล่ขึ้นมาจากฐานซึ่งมีความยาวประมาณ 70 ซม.
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม--ต้องการแสงสว่างจ้า แต่ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด ควรมีแสงจ้าอย่างน้อย 4 ชั่วโมงในแต่ละวัน หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรงที่ทำให้ใบไหม้หรือผิดรูป ดินร่วนปนทรายชื้นอุดมสมบูรณ์  รดน้ำอย่างสม่ำเสมอและปานกลาง ทำให้ดินชุ่มชื้นสม่ำเสมอ แต่ไม่เปียกแฉะ ใบเหลืองมักเกิดจากการกินน้ำมากเกินไป ใส่ปุ๋ยทุกสองสัปดาห์ในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนด้วยปุ๋ยน้ำที่มีฟอสฟอรัสสูงเจือจางลงครึ่งหนึ่งของขนาดที่แนะนำหรือใช้ปุ๋ยพืชที่ปล่อยช้า
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา เป็นพืชใบกว้างที่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการรักษาโรคได้หลายอย่าง รวมถึงอาการเคล็ดขัดยอกของกล้ามเนื้อและข้อปวดหลังโรคข้ออักเสบและโรคไขข้อ
-ใช้ปลูกประดับ นิยมใช้ในงานจัดสวนในร่มรำไร หรือสวนกระถาง หรือสวนที่อยู่ภายในอาคาร
ขยายพันธุ์--- เพาะเมล็ด แยกหน่อ เพาะเนื้อเยื่อ

หน้าวัวใบเศรษฐีเงินหนา/Anthurium sp


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Anthurium jenmanii Engl.(1905)
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Anthurium englerianum G.S.Bunting, (1905).
---Anthurium trinitatis Engl.(1975).
ชื่อสามัญ---Bird's Nest Anthurium, Cardboard Plant, Jenmanii Mangkok, Jenmanii Mangkok Tropical.
ชื่ออื่น---หน้าวัวใบเจอร์แมนนิอาย, หน้าวัวใบเศรษฐีเงินหนา ;[INDONESIA: Mangkok.]
ชื่อวงศ์---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตการกระจายพันธุ์-- อเมริกาใต้
เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัว Araceae ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Heinrich Gustav Adolf Engler (1844–1930) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน ในปีพ.ศ. 2448
มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้
เป็นไม้ล้มลุก เป็นEpiphyte,  Lithophyte, Terrestrial อายุหลายปี ลำต้นมักสั้น เจริญเป็นกอ ทรงพุ่มแผ่กว้าง เมื่อโตเต็มที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 50–60ซม. ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่กลับถึงรูปใบหอกกลับ ปลายแหลมถึงมน โคนสอบ ขอบเรียบ แผ่นใบหนาคล้ายแผ่นหนัง สีเขียวเข้ม เห็นเส้นใบไม่ชัดเจน ก้านใบเกือบกลม ด้านบนเป็นเหลี่ยม ดอกเป็นช่อแบบช่อเชิงลดมีกาบ ออกตามซอกกาบใบ จานรองดอกรูปใบหอก สีม่วงแดงคล้ำ ปลีดอกเรียวยาว สีม่วงแดงคล้ำ ก้านช่อดอกกลม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม--ต้องการแสงสว่างจ้า แต่ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด ควรมีแสงจ้าอย่างน้อย 4 ชั่วโมงในแต่ละวัน หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรงที่ทำให้ใบไหม้ ดินร่วนปนทรายชื้นอุดมสมบูรณ์  รดน้ำอย่างสม่ำเสมอและปานกลาง ทำให้ดินชุ่มชื้นสม่ำเสมอ แต่ไม่เปียกแฉะ ใบเหลืองมักเกิดจากการกินน้ำมากเกินไป ใส่ปุ๋ยทุกสองสัปดาห์ในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนด้วยปุ๋ยน้ำที่มีฟอสฟอรัสสูงเจือจางลงครึ่งหนึ่งของขนาดที่แนะนำหรือใช้ปุ๋ยพืชที่ปล่อยช้า
-ใช้ประโยชน์ ใช้ปลูกประดับ ชนิดนี้ทำให้เกิดความนิยมในอินโดนีเซียในปี 2550-2551รู้จักกันในฐานะไม้ประดับที่มีระดับหรูหราและมีราคาแพง แม้ว่าตอนนี้ความนิยมจะไม่เหมือนเมื่อก่อนก็ตาม นิยมใช้ในงานจัดสวนในร่มรำไร หรือสวนกระถาง หรือสวนที่อยู่ภายในอาคาร
*Anthurium Jenmanii Varieties มีหลายชนิดย่อย ทั้งหมดมีลักษณะบางอย่างที่ทำให้แตกต่างกันหรืออาจเป็น Anthurium bonplandii subsp Guyanum ซึ่งมีใบใหม่สีม่วงซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะที่แตกต่างอย่างมากที่ jenmanii ไม่มี http://www.exoticrainforest.com/Anthurium jenmaniii pc.html
ขยายพันธุ์--- เพาะเมล็ด แยกหน่อ เพาะเนื้อเยื่อ

หน้าวัวใบพลู /Anthurium radicans

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Anthurium radicans K.Koch & Haage (1854)
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms  
---Anthurium malyi Wied-Neuw. ex Schott    
ชื่อสามัญ---Bird's Nest Anthurium, Tabletop creeping Anthurium
ชื่ออื่น---หน้าวัวเรดิแคน, หน้าวัวใบพลู
ชื่อวงศ์---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตการกระจายพันธุ์-- อเมริกาใต้
Anthurium radicansเป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัว Araceae ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยKarl Heinrich Emil Koch (1809–1879)และFriedrich Adolph Haage (1796–1866) นักพืชสวนและนักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันในปีพ.ศ.2397
มีถิ่นกำเนิดในบราซิลตะวันออกเฉียงใต้และบางส่วนของเอกวาดอร์
หน้าวัวเรดิแคนเป็นหนึ่งในหน้าวัวเลื้อยที่เล็กที่สุด เป็นไม้ล้มลุกEpiphyte อายุหลายปี ลำต้นมักสั้น ใบเดี่ยวเรียงสลับ มีทั้งใบแบบ Cordate และ Bullate ใบคอร์เดตเป็นใบที่มีลักษณะเป็นรูปหัวใจและใบรั้นเป็นใบที่มีลักษณะเป็นตุ่มหรือพุ นักสะสมมักเรียกใบไม้ชนิดนี้ว่า "quilted" ใบที่ใหญ่ที่สุดในชิ้นงานมีขนาดประมาณ 14 ซม.ดอกเป็นช่อแบบช่อเชิงลดมีกาบ ช่อดอกเป็นสีม่วงมีสีน้ำตาลแดงซีดแต่งแต้มด้วยสีเขียว
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม--ต้องการแสงสว่างจ้า แต่ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด ควรมีแสงจ้าอย่างน้อย 4 ชั่วโมงในแต่ละวัน หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรงที่ทำให้ใบไหม้ ดินร่วนปนทรายชื้นอุดมสมบูรณ์  รดน้ำอย่างสม่ำเสมอและปานกลาง ทำให้ดินชุ่มชื้นสม่ำเสมอ แต่ไม่เปียกแฉะ ใบเหลืองมักเกิดจากการกินน้ำมากเกินไป ใส่ปุ๋ยทุกสองสัปดาห์ในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนด้วยปุ๋ยน้ำที่มีฟอสฟอรัสสูงเจือจางลงครึ่งหนึ่งของขนาดที่แนะนำหรือใช้ปุ๋ยพืชที่ปล่อยช้า
-ใช้ประโยชน์ ใช้ปลูกประดับ นิยมใช้ในงานจัดสวนในร่มรำไร หรือสวนกระถาง หรือสวนที่อยู่ภายในอาคาร
-อื่น ๆ A.radicans มักจะใช้ในการผลิตลูกผสมต่างๆ ถูกใช้เป็นสายพันธุ์แม่สำหรับพันธุ์หน้าวัวลูกผสม พันธุ์ลูกผสมมักเป็นหมันและจะไม่แพร่พันธุ์ทางเมล็ด สายพันธุ์ลูกผสมก่อให้เกิดพืชที่มีลักษณะเฉพาะและมีใบที่น่าสนใจ
ขยายพันธุ์---ตัดยอดปักชำ

หน้าวัวใบยาวแคบ/Anthurium vittarifolium 

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Anthurium vittarifolium Engl.(1905.)
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ--- Long Strap Leaves Anthurium
ชื่ออื่น---หน้าวัวใบวิตตาริโฟเลียม, หน้าวัวใบยาวแคบ
ชื่อวงศ์---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด---อเมริกาใต้
เขตการกระจายพันธุ์---อเมริกาใต้
Anthurium vittarifolium เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัว Araceae ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยHeinrich Gustav Adolf Engler (1844–1930) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน ในปีพ.ศ.2448
พบในป่าฝนเขตร้อนของอเมริกาใต้มีถิ่นกำเนิดในโคลัมเบีย
เป็นหน้าวัวประเภทที่ไม่เหมือนใคร เป็นไม้ล้มลุกEpiphyte อายุหลายปี ลำต้นมักสั้น มีใบยาวสีเขียวเข้มสวยงามที่สามารถเติบโตได้ถึง2เมตรกว้างเพียง7.5ซม. ใบเต่งตึงมีประกายกำมะหยี่สวยงาม ผลิตดอกสีแดง ดอกเพศผู้และเพศเมียอยู่ในต้นเดียวกัน แต่จะไม่บานในเวลาเดียวกัน ดอกเพศเมียจะบานก่อนเสมอ เมื่อเกิดการปฏิสนธิ จะเกิดผลเบอร์รี่สีชมพู
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม--ต้องการแสงสว่างจ้า แต่ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด ควรมีแสงจ้าอย่างน้อย 4 ชั่วโมงในแต่ละวัน หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรงที่ทำให้ใบไหม้ วัสดุปลูกชื้นอุดมสมบูรณ์  ต้องการความชื้นสูง รดน้ำวันละครั้ง ใส่ปุ๋ยน้ำที่มีฟอสฟอรัสสูงเจือจางลงครึ่งหนึ่งของขนาดที่แนะนำเดือนละครั้งขณะรดน้ำ พืชสามารถใส่ปุ๋ยได้หากกำลังออกดอก
-ใช้ประโยชน์ ใช้ปลูกประดับ เหมาะอย่างยิ่งในตะกร้าแขวนเพื่อให้เข้ากับสภาพการเจริญเติบโตตามธรรมชาติและชื่นชมใบไม้ที่ห้อยยาว นิยมใช้ในบริเวณสวนที่อยู่ภายในอาคาร
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด

หน้าวัวใบด่างสี/Anthurium Thai Hybrid ‘Variegata’

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Anthurium Thai Hybrid ‘Variegata’
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.    
ชื่อสามัญ---Bird's Nest Anthurium, Thai Hybrid ‘Variegata’, Anthurium Thai Ruby
ชื่ออื่น---หน้าวัวไทยลูกผสม, หน้าวัวใบด่างสี
ชื่อวงศ์---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตการกระจายพันธุ์-- อเมริกาใต้
พบแหล่งกำเนิดในป่าฝนเขตร้อนของอเมริกาใต้
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม--หน้าวัวไทยลูกผสมเป็นพืชที่ดูแลง่าย ชอบแสงมาก แต่ไม่ใช่แสงแดดโดยตรง ชอบดินที่ชื้นและมีการระบายน้ำได้ดี ในฤดูร้อนรดน้ำสัปดาห์ละสองครั้ง ในฤดูหนาวรดน้ำเพียงสัปดาห์ละครั้ง
-ใช้ประโยชน์ ใช้ปลูกประดับ นิยมใช้ในงานจัดสวนในร่มรำไร หรือสวนกระถาง หรือสวนที่อยู่ภายในอาคาร
ขยายพันธุ์---แยกหน่อ เพาะเนื้อเยื่อ


ฟิโลเดนดรอน /Philodendron sp

สกุล ฟิโลเดนดรอน  มาจากภาษากรีก 2คำ คือ Phileo หมายถึง รัก และ dendronหมายถึง ต้นไม้  ท่านผู้รู้จินตนาการไว้ว่าเป็นต้นไม้พลอดรัก ก็น่าจะใช่เพราะสกุลนี้ ชนิดที่เป็นเถาเลื้อย รากจะกอดรัดทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อการอยู่รอด มีการกระจายพันธุ์อยู่ในประเทศเขตร้อน เช่น เอเซีย แอฟริกา และอเมริกาใต้ ต้นไม้ในตระกูลฟิโลเดนดรอน (Philodendron sp.) เป็นไม้ใบในจำนวนหลายๆชนิดที่ได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการผลิตเป็นการค้าเพื่อส่งเสริมให้แก่เกษตรกร ฟิโลเดนดรอน ส่วนใหญ่เป็นไม้เลื้อยจัดอยู่ในวงศ์ Araceae มีอยู่ด้วยกันประมาณ 200 ชนิดและมีมากกว่า 100 ลูกผสมที่ถูกพัฒนาโดยนักปรับปรุงพันธุ์  ดังนั้นจึงเกิดความสับสนในเรื่องของชื่อสามัญอยู่ ฟิโลเดนดรอนเป็นพืชที่เลี้ยงง่าย ดูแลง่าย แข็งแรง ปัญหาเรื่องโรคน้อย ทนทานในที่ร่มจึงมักนำไปตกแต่งภายในอาคารส่วนใหญ่ ปัจจุบันมีผู้ค้นพบแล้ว 350-400 ชนิด แบ่งตามการเจริญเติบโตเป็น 3 กลุ่มคือ
   1 ฟิโลเดนดรอนที่เป็นเถา (Climbing Philodendron)รากหยั่งลึกลงพื้นดินและพยุงตัวขึ้นสูงดูเหมือนไม้ใหญ่
   2 ฟิโลเดนดรอนที่แตกกอ ( Self-Heading Philodendron) เจริญเป็นพุ่ม
   3 ฟิโลเดนดรอนกึ่งเลื้อยกึ่งแตกกอ ( Semi-climbing and  self heading Philodendron)                        ถือเป็นพืชกรองสารพิษในอากาศเช่นฟอร์มาลดีไฮด์เบนซีนและไตรคลอโรเอทิลีนจากบรรยากาศ

ฟิโลเดนดรอน ซานาดู /Philodendron cv 'Xanadu'

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Thaumatophyllum xanadu (Croat, Mayo & J. Boos) Sakur., Calazans & Mayo.(2018).
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Basionym: Philodendron xanadu Croat, Mayo & J.Boos (2003)
ชื่อสามัญ---Philodendron xanadu
ชื่ออื่น--- ซานาดู, ฟิลโลซานาดู
ชื่อวงศ์---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตการกระจายพันธุ์-- อเมริกาใต้
เดิมที พืชชนิดนี้ได้รับรายงานว่า เป็นกล้าไม้ที่ได้รับการคัดเลือก ซึ่งเกิดขึ้น ในปีพ.ศ.2526 ในสถานเพาะเลี้ยงต้นไม้ ของออสเตรเลียตะวันตก คิดว่าเป็นSportหรือลูกผสมของThaumatophyllum bipinnatifidum จากนั้นเรียกว่า Philodendron bipinnatifidumและตั้งชื่อว่า Philodendron 'Winterbourn' และได้รับการคุ้มครอง ภายใต้สิทธิผู้ปรับปรุงพันธุ์พืช ในออสเตรเลีย นอกจากนี้ยังขายภายใต้ชื่อ P. 'Showboat' ได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็น 'Xanadu' โดย House Plants of Australia และเปิดตัวเป็นพืชแห่งปีในปี พ.ศ. 2531ชื่อนี้เป็นเครื่องหมายการค้าในสหรัฐอเมริกาโดยใช้ชื่อพันธุ์ 'Winterbourn' เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2531 สิทธิบัตรดังกล่าวได้หมดอายุลงและขณะนี้มีการอ้างว่าพืชชนิดนี้ไม่ใช่พันธุ์ลูกผสมหรือพันธุ์ที่ปลูกในเรือนเพาะชำ แต่แท้จริงแล้วมาจากเมล็ดพันธุ์ที่เก็บรวบรวมจาก พืชป่าในบราซิล พืชชนิดนี้ได้รับการอธิบายว่าPhilodendron xanadu Croat, Mayo & J.Boos
มีถิ่นกำเนิดบราซิลตอนใต้และปารากวัย  
ไม้ล้มลุกอายุหลายปี พุ่มกว้าง 1.6 เมตรลำต้นสูง 1 เมตรขึ้นไปเส้นผ่านศูนย์กลาง 3-5-5 ซม.ปล้องสั้น มีรากอิงอาศัย ใบเดี่ยว รูปไข่ ปลายมนมีติ่ง ขอบเว้าลึกเกือบถึงเส้นกลางใบ มี 7 แฉก โคนเว้า ใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ผิวเรียบเกลี้ยง เป็นมัน ยาว 17-24ซม. กว้าง 13-16 ซม.แผ่นใบสีเขียวเข้ม เห็นเส้นใบชัดเจนสีเขียวอ่อน ก้านใบอวบหนา ทรงกระบอก ยาว 20-35ซม. กว้าง 0.5-1ซม. ดอก ออกเป็นดอกช่อแบบช่อเชิงลดมีกาบ ออกบริเวณซอกใบ ดอกสีขาว
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม--เป็นพืชที่ดูแลง่าย ชอบแสงมาก แต่ไม่ใช่แสงแดดโดยตรง ชอบดินที่ชื้นและมีความชื้นสูงมีการระบายน้ำได้ดี ในฤดูร้อนรดน้ำสัปดาห์ละสองครั้ง ในฤดูหนาวรดน้ำเพียงสัปดาห์ละครั้ง
-ใช้ประโยชน์ มีการปลูกกันอย่างแพร่หลายในฐานะพืชภูมิทัศน์ในสภาพอากาศเขตร้อนกึ่งเขตร้อนและอบอุ่น ใช้ปลูกเป็นไม้กระถาง วางประดับในอาคาร หรือใช้เป็นไม้ตัดใบ
รู้จักอันตราย---เป็นพิษต่อสัตว์มีกระดูกสันหลังแต่แตกต่างกันในระดับของความเป็นพิษ พวกเขามีออกซาเลตแคลเซียมผลึก ในคานของ raphide ซึ่งเป็นพิษและเกิดการระคายเคือง สารก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง การเคี้ยวและ / หรือการกินส่วนต่างๆของพืชอาจส่งผลให้เกิดอาการบวมอย่างรุนแรงและการทำงานของระบบทางเดินหายใจบกพร่อง - https://pt.qaz.wiki/wiki/Thaumatophyllum_xanadu
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด การตอน ปักชำยอด

ฟิโลใบมะละกอ/Philodendron bipinnatifidum Engl

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Thaumatophyllum bipinnatifidum ( Schott ex Endl. ) Sakur. , Calazans & Mayo (2018)
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms
---Philodendron bipinnatifidum Schott ex Endl.(1837)
---Arum pinnatifidum Vell.(1881), nom. illeg.
---Philodendron pygmaeum Chodat & Vischer(1920.)
---Philodendron selloum K.Koch(1853.)
---Sphincterostigma bipinnatifidum Schott in H.W.Schott & S.L.Endlicher (1832), nom. inval.
ชื่อสามัญ-- Lacy tree philodendron, Fiddle-Leaf, Fruit Salad Plant, Heartleaf Philodendron, Horsehead Philodendron, Panda Plant, Red Emerald, Red Princess, Saddle Leaf, Split Leaf Philodendron
ชื่ออื่น---ฟิโลใบมะละกอ, ฟิโลเดนดรอนไบพินนาติฟิดัม ;[CHINESE: Chūn yǔ, Yǔ liè.];[JAPANESE: Hitodekazura.];[SPANISH: Uña de danta brasilera.]
ชื่อวงศ์---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตการกระจายพันธุ์--อเมริกากลาง อเมริกาใต้
Thaumatophyllum bipinnatifidumเป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัว Araceae ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย (Heinrich Wilhelm Schott (1794–1865) นักพฤกษศาสตร์ชาวออสเตรีย จากอดีต Stephan Ladislaus Endlicher (1804- 1849) นักพฤกษศาสตร์ชาวออสเตรีย.) และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย [CássiaMônica Sakuragui (1965–) นักพฤกษศาสตร์ชาวบราซิล., Luana Silva Braucks Calazans และ Simon Joseph Mayo (2492–) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2561
พบในป่าฝนเขตร้อนชื้นของอเมริกากลางและอเมริกาใต้ คิวบา จาไมกา
ไม้อิงอาศัย อายุหลายปี ลำต้นมีรากอากาศ ทุกส่วนของลำต้นมีน้ำยางใสที่มีกลิ่นเฉพาะตัว สามารถเติบโตได้สูงถึง5 เมตรในถิ่นที่อยู่ในเขตร้อนชื้น แต่โดยทั่วไปจะมีขนาดเล็กกว่ามากเมื่อปลูกในกระถาง ใบเดี่ยวเรียงเวียน รูปไข่ ปลายใบเรียวแหลม โคนเว้ารูปหัวใจ ขอบใบหยักเว้าเป็นแฉกเกือบถึงโคนใบมี 5 แฉก แฉกรูปแถบกว้าง ปลายแต่ละแฉกแหลมถึงมน แผ่นใบหนาคล้ายแผ่นหนัง สีเขียวเข้มเป็นมัน ก้านใบรูปทรงกระบอกเรียวแคบไปทางปลาย ปลอกหุ้มยอดสีเขียวอ่อนดอกออกเป็นช่อเชิงลดมีกาบ
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม--เป็นพืชที่ดูแลง่าย ชอบแสงมาก แต่ไม่ใช่แสงแดดโดยตรง ชอบดินที่ชื้นและมีความชื้นสูงมีการระบายน้ำได้ดี ในฤดูร้อนรดน้ำสัปดาห์ละสองครั้ง ในฤดูหนาวรดน้ำเพียงสัปดาห์ละครั้ง
-ใช้ประโยชน์ มีการปลูกกันอย่างแพร่หลายในฐานะพืชภูมิทัศน์ในสภาพอากาศเขตร้อนกึ่งเขตร้อนและอบอุ่น ใช้ปลูกเป็นไม้กระถาง วางประดับในอาคาร หรือใช้เป็นไม้ตัดใบ
ได้รับรางวัล--- Royal Horticultural Society's Award of Garden Merit.
รู้จักอันตราย---เป็นพิษต่อสัตว์มีกระดูกสันหลังแต่แตกต่างกันในระดับของความเป็นพิษ พวกเขามีออกซาเลตแคลเซียมผลึก ในคานของ raphide ซึ่งเป็นพิษและเกิดการระคายเคือง สารก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง การเคี้ยวและ / หรือการกินส่วนต่างๆของพืชอาจส่งผลให้เกิดอาการบวมอย่างรุนแรงและการทำงานของระบบทางเดินหายใจบกพร่อง - https://pt.qaz.wiki/wiki/Thaumatophyllum_xanadu
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด การตอน ปักชำยอด

ฟิโลเศรษฐีมีทรัพย์/Philodendron sp. ‘Setthimisap’

ชื่อวิทยาศาสตร์--- Philodendron sp. ‘Setthimisap’
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---Philodendron
ชื่ออื่น---ฟิโลเดนดรอน เศรษฐีมีทรัพย์
ชื่อวงศ์---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกาใต้
มีถิ่นกำเนิดอยู่ในอเมริกาใต้ บราซิล

ไม้ล้มลุกอายุหลายปี มีรากอิงอาศัย ใบเดี่ยว ตั้งตรง รูปใบหอก ปลายแหลมถึงเรียวแหลม โคนตัดหรือคล้ายรูปหัวใจ ขอบเรียบถึงเป็นคลื่นห่างๆ ใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ผิวเรียบเกลี้ยงเป็นมัน ยาว 28-39 ซม. กว้าง 10-15ซม.ขอบใบสีขาวแถบเล็กประมาณ 1 มม.ตลอดแนวขอบใบ แผ่นใบสีเขียว เส้นใบและเส้นกลางใบสีเขียวอ่อน เส้นกลางใบด้านหลังสีเขียวอ่อนปนชมพูเข้ม นูนเด่นชัดบริเวณโคนและค่อยๆเล็กลงจนสุดปลายใบ ก้านใบหนาแข็ง เป็นรูปครึ่งทรงกระบอกตามแนวยาว ยาว 12-30ซม. กว้าง 1 ซม.ดอกออกเป็นช่อแบบช่อเชิงลดมีกาบ ออกบริเวณซอกใบ ดอกสีขาว
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม--เป็นพืชที่ดูแลง่าย ชอบแสงมาก แต่ไม่ใช่แสงแดดโดยตรง ชอบดินที่ชื้นและมีความชื้นสูงมีการระบายน้ำได้ดี ในฤดูร้อนรดน้ำสัปดาห์ละสองครั้ง ในฤดูหนาวรดน้ำเพียงสัปดาห์ละครั้ง
-ใช้ประโยชน์ มีการปลูกกันอย่างแพร่หลายในฐานะพืชภูมิทัศน์ในสภาพอากาศเขตร้อนกึ่งเขตร้อนและอบอุ่น ใช้ปลูกเป็นไม้กระถาง วางประดับในอาคาร หรือใช้เป็นไม้ตัดใบ
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด การตอน ปักชำยอด

ฟิโลทอง/Philodendron 'Lemon Lime'

ชื่อวิทยาศาสตร์--- Philodendron 'Lemon Lime'
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---Golden Philodendron
ชื่ออื่น---ฟิโลทอง
ชื่อวงศ์---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---เม็กซิโก แคริบเบียน อเมริกากลางและอเมริกาใต้
มีถิ่นกำเนิดอยู่ใน เม็กซิโก แคริบเบียน อเมริกากลางและอเมริกาใต้
ไม้ล้มลุก อายุหลายปี อิงอาศัย มีรากอากาศ ลำต้นสีเขียวอมเหลือง ใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปไข่หรือรูปขอบขนาน กว้าง 12-15 ซม. ยาว 25-30 ซม. ปลายแหลม โคนรูปหัวใจ ขอบเรียบ ใบหนาคล้ายแผ่นหนัง เป็นมัน แผ่นใบสีเขียวอมเหลือง ใบอ่อนสีเหลือง เส้นกลางใบนูนเด่นเห็นชัด ก้านใบทรงกระบอกเขียวอมเหลือง โคนใบสีแดง ยาว 20-25 ซม. ไม่มีลิ้นใบ ปลอกหุ้มยอดสีเขียวอมเหลือง ดอกเป็นช่อแบบช่อเชิงลดมีกาบ
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม--เป็นพืชที่ดูแลง่าย ชอบแสงมาก แต่ไม่ใช่แสงแดดโดยตรง ชอบดินที่ชื้นและมีความชื้นสูงมีการระบายน้ำได้ดี ในฤดูร้อนรดน้ำสัปดาห์ละสองครั้ง ในช่วงฤดูหนาวควรปล่อยให้ดินแห้งระหว่างการรดน้ำ
-ใช้ประโยชน์ มีการปลูกกันอย่างแพร่หลายในฐานะพืชภูมิทัศน์ในสภาพอากาศเขตร้อนกึ่งเขตร้อนและอบอุ่น ใช้ปลูกเป็นไม้กระถาง วางประดับในอาคาร หรือใช้เป็นไม้ตัดใบ
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด การตอน ปักชำยอด

ฟิโลมูนไลท์/Philodendron 'Moonlight'

ชื่อวิทยาศาสตร์--- Phillodendron 'Moonlight'
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---Moonlight Philodendron
ชื่ออื่น---ฟิโลมูนไลท์
ชื่อวงศ์---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---เม็กซิโก แคริบเบียน อเมริกากลางและอเมริกาใต้
มีถิ่นกำเนิดอยู่ใน เม็กซิโก แคริบเบียน อเมริกากลางและอเมริกาใต้
ไม้ล้มลุก อายุหลายปี อิงอาศัย มีรากอากาศ ลำต้นสีเขียวอมเหลืองสูงประมาณ 15ซม.  ใบเดี่ยว เรียงเวียนถี่ ตั้งตรงหรือเอียง รูปไข่กว้างถึงรูปขอบขนาน ปลายแหลมถึงเรียวแหลม โคนตัด มนหรือรูปหัวใจ ขอบเรียบ ใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ผิวเรียบเกลี้ยงเป็นมัน มีปลอกหุ้มยอดติดทนอยู่บริเวณโคนก้านใบติดกับลำต้น ยาว 21-23ซม. กว้าง 11-12ซม.แผ่นใบสีเขียวตลอดทั้งใบ ใบอ่อนสีเขียวอ่อนปนเหลือง เส้นกลางใบนูนเด่นชัดบริเวณโคนและค่อยๆเล็กลงจนสุดปลายใบ ก้านใบอวบหนา เป็นรูปครึ่งทรงกระบอกตามแนวยาว สีเขียว ยาว 7-8ซม.กว้าง 1 ซม.ดอกเป็นช่อแบบช่อเชิงลดมีกาบ ออกบริเวณซอกใบ ดอกสีขาว
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม--เป็นพืชที่ดูแลง่าย ชอบแสงมาก แต่ไม่ใช่แสงแดดโดยตรง ชอบดินที่ชื้นและมีความชื้นสูงมีการระบายน้ำได้ดี ใส่ปุ๋ยพืชด้วยปุ๋ยที่ละลายช้าในช่วงฤดูใบไม้ผลิและปุ๋ยน้ำทุกสองถึงสี่สัปดาห์ในช่วงเดือนที่อากาศอบอุ่นระมัดระวังในการเจือจางสารละลายให้เหลือครึ่งหนึ่งของปริมาณที่แนะนำเพื่อหลีกเลี่ยงการไหม้
-ใช้ประโยชน์ มีการปลูกกันอย่างแพร่หลายในฐานะพืชภูมิทัศน์ในสภาพอากาศเขตร้อนกึ่งเขตร้อนและอบอุ่น ใช้ปลูกเป็นไม้กระถาง วางประดับในอาคาร หรือใช้เป็นไม้ตัดใบ
รู้จักอันตราย---ถือเป็นพิษและควรเก็บให้ห่างจากสัตว์เลี้ยงและเด็ก
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด การตอน ปักชำยอด เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

ฟิโลออเร้นจ์/Philodendron 'Prince of Orange'

ชื่อวิทยาศาสตร์--- Philodendron 'Prince of Orange'
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---Moonlight Philodendron
ชื่ออื่น---ฟิโลเดนดรอนออเรนจ์, ฟิโลออเร้นจ์
ชื่อวงศ์---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---เม็กซิโก แคริบเบียน อเมริกากลางและอเมริกาใต้
มีถิ่นกำเนิดอยู่ใน เม็กซิโก แคริบเบียน อเมริกากลางและอเมริกาใต้
Philodendron Prince of Orange เป็นพันธุ์ฟิโลเดนดรอนลูกผสมที่มีใบสีส้มสดใสได้รับชื่อจากใบสีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวซึ่งจะเปลี่ยนสีไปตามกาลเวลา การเติบโตใหม่เริ่มเป็นสีเหลืองแบบดาวกระจายเมื่อแรกเกิดเปลี่ยนเป็นโทนสีทองแดงและสีส้มสดก่อนและในที่สุดก็จะกลายเป็นสีเขียวเข้มขึ้น
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม--เป็นพืชที่ดูแลง่าย ชอบแสงมาก แต่ไม่ใช่แสงแดดโดยตรง ชอบดินที่ชื้นและมีความชื้นสูงมีการระบายน้ำได้ดี ใส่ปุ๋ยพืชด้วยปุ๋ยที่ละลายช้าในช่วงฤดูใบไม้ผลิและปุ๋ยน้ำทุกสองถึงสี่สัปดาห์ในช่วงเดือนที่อากาศอบอุ่นระมัดระวังในการเจือจางสารละลายให้เหลือครึ่งหนึ่งของปริมาณที่แนะนำเพื่อหลีกเลี่ยงการไหม้
-ใช้ประโยชน์ มีการปลูกกันอย่างแพร่หลายในฐานะพืชภูมิทัศน์ในสภาพอากาศเขตร้อนกึ่งเขตร้อนและอบอุ่น ใช้ปลูกเป็นไม้กระถาง วางประดับในอาคาร หรือใช้เป็นไม้ตัดใบ
รู้จักอันตราย---ถือเป็นพิษและควรเก็บให้ห่างจากสัตว์เลี้ยงและเด็ก
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด การตอน ปักชำยอด เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

พลูกำมะหยี่หรือพลูสนิม/Philodendron melanochrysum

ชื่อวิทยาศาสตร์---Philodendron melanochrysum Linden & André (1873)
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms    
---Philodendron andreanum Devansaye  (1886).
---Philodendron grandidens auct. (1887)    
ชื่อสามัญ---Black- Gold Philodendron
ชื่ออื่น---พลูกำมะหยี่, พลูสนิม ;[GERMAN: Schwarzgoldener Philodendron.];[SWEBISH: Guldkantskalla.]
ชื่อวงศ์---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---โคลัมเบีย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสปีซี่ส์มาจากภาษาละติน 'melano' = สีดำและ 'chrysum' = ทอง ซึ่งแปลว่า ทองสีดำ
Philodendron melanochrysumเป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัว Araceaeได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Jean Jules Linden (1817–1898; Linden ) นักพฤกษศาสตร์ชาวลักเซมเบิร์ก / เบลเยียมและÉduard-FrançoisAndré (1840-1911) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ในปี พ.ศ.2416
พืชเฉพาะถิ่นของโคลอมเบียเติบโตในป่าฝนที่เปียกชื้นใน Departments of ChocóและAntioquia ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 500-800 เมตร มีการปลูกกันอย่างแพร่หลายในที่อื่นเพื่อเป็นไม้ประดับ
ไม้เลื้อยเนื้ออ่อนขนาดกลางเลื้อยได้ไกล 2-4 เมตร ใบเดี่ยว ออกเวียนสลับ ยอดอ่อนมีสีแดงเรื่อ รูปหัวใจขนาด 3-5 x 5-8 ซม. ปลายเรียวแหลม โคนเว้ารูปหัวใจ แผ่นใบเป็นกำมะหยี่สีเขียวคล้ำอมสีแดง ใต้ใบสีม่วงแดง เส้นใบย่อยเป็นร่องลึก ก้านใบ4-5ซม.สีเขียวอมแดงเรื่อ มักไม่พบช่อดอก ไม่ติดผล
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดรำไรหรือแสงแดดในช่วงเช้า วัสดุปลูกที่โปร่งเก็บความชื้นระบายน้ำและอากาศได้ดี ต้องการน้ำมาก
ใช้ประโยชน์---ปลูกเป็นไม้กระถางหรือเกาะกับไม้ใหญ่
ขยายพันธุ์---ปักชำยอด

สกุลซิงโกเนียม /Syngonium Schott

ซิงโกเนียม หรือที่เรียกกันว่า เงินไหลมา ทองไหลมา เป็นประเภทของพืชดอกในครอบครัว Araceaeที่มี 140 สกุล สกุลSyngonium Schottได้รับการตั้งชื่อและอธิบายโดย Heinrich Wilhelm Schott (1794–1865) นักพฤกษศาสตร์ชาวออสเตรียใน Wiener Zeitschrift für Kunst ในปีพ.ศ. 2372 ชื่อสกุลมาจากคำภาษากรีก (syn - plus, z) และ (gone - gonada) หมายถึงรังไข่ที่หลอมรวมของดอกไม้เพศเมีย มีการกระจายพันธุ์ในเขตร้อนในป่าฝนในภาคใต้ของเม็กซิโกที่เวสต์อินดีส ,อเมริกากลางและอเมริกาใต้ ศูนย์กลางของความหลากหลายของสกุลอยู่ในคอสตาริกาและปานามาซึ่งมีทั้งหมด 16 ชนิด (13 ในคอสตาริกาและ 11 ในปานามา)  เป็นไม้เลื้อยอายุหลายปี  เมื่อยังเล็กใบมีรูปทรงสีสันต่างจากเมื่อโตเต็มที่ ช่อดอกออกที่ซอกใบใกล้ปลายยอด กาบรองดอกห่อหุ้มด้านล่างของปลีดอก พืช สกุลนี้ปลูกเลี้ยงง่าย  ชอบดินร่วนระบายน้ำดี แสงแดดรำไรมีความชื้นในอากาศสูง หากปลูกในที่ความชื้นต่ำ ใบจะไม่สวยงามและมักไม่เลื้อยเกาะ หากได้รับแสงน้อยจะอ่อนแอและยืดยาว พืชเหล่านี้มีวงจรชีวิตยืนต้นซึ่งหมายความว่าพวกมันมีอายุยืนยาวถึงหลายสิบปีหากได้รับการดูแลและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม- Syngoniumชนิดที่ปลูกประดับในเมืองไทย

เงินไหลมา/Syngonium Podophyllum

ชื่อวิทยาศาสตร์---Syngonium Podophyllum Schott (1851)
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms    
---Basionym: Syngonium podophyllum var. typicum Engl. (1920)  not validly publ.    
ชื่อสามัญ---Arrowhead plant, Arrowhead vine, Arrowhead philodendron, Goosefoot, African evergreen,  American evergreen.
ชื่ออื่น--- เงินไหลมา, ทองไหลมา ; [CHINESE: Hé guǒ yù shǔ.]
ชื่อวงศ์---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์--- เม็กซิโก, โบลิเวีย, เวสต์อินดีส, ฟลอริด้า, เท็กซัส, ฮาวาย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลมาจากคำภาษากรีก(syn - plus, z) และ (gone - gonada) หมายถึงรังไข่ที่หลอมรวมของดอกไม้เพศเมีย : ชื่อสายพันธุ์มาจากภาษาละติน 'podophyllum'หมายถึง“ ใบที่มีก้านใบอ้วน”
Syngonium Podophyllum เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัว Araceae ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยHeinrich Wilhelm Schott (1794–1865) นักพฤกษศาสตร์ชาวออสเตรีย ในปี พ.ศ.2394
มีถิ่นกำเนิดในเม็กซิโกผ่านโบลิเวียและแปลงสัญชาติในเวสต์อินดีส ,ฟลอริด้า ,เท็กซัส, ฮาวายและสถานที่อื่น ๆ
ไม้เลื้อยที่มีเถายาว ลำต้นมีความยาวประมาณ 10-20 เมตร มีลำต้นกลมสีเขียวเกลี้ยงเป็นข้อห่างๆ และมีรากออกตามข้อลำต้นแต่ละข้อจะมีกาบใบหุ้มอยู่ใบเดียวออกตามข้อสลับกันซึ่งมีก้านใบยาวประมาณ 10-15 ซม. ใบเป็นแฉกประมาณ 5 แฉก ขนาดใบกว้างประมาณ 3-5 ซม. ยาวประมาณ 10-15 ซม.ใบเป็นแฉกลึกเข้าหาโคนใบ ส่วนปลายใบเรียวแหลม มีใบ 6-7 ใบ ใบเดี่ยวมักเป็นรูปลูกศรยาวได้ถึง 30 ซมในป่าใบมีสีเขียวเข้มและไม่มีความแตกต่างกัน พันธุ์ที่ปลูกมีใบในเฉดสีต่างๆของสีเขียวมีหลายสายพันธุ์ที่แตกต่างกันความแตกต่างหลักอยู่ที่ตำแหน่งและขอบเขตของสีครีมหรือเครื่องหมายสีขาว บางใบมีสีขาวชมพูหรือเหลืองเกือบทั้งหมด ที่เรียกกันว่า "ทองไหลมา"
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดรำไรหรือแสงแดดในช่วงเช้า ดินร่วนอุดมสมบูรณ์เก็บความชื้นระบายน้ำและอากาศได้ดี Ph ควรอยู่ที่ประมาณ 5.6-7.0 ต้องการน้ำมาก อย่าให้ดินแห้งระหว่างการรดน้ำใส่ปุ๋ยทุกสามสัปดาห์ในช่วงเดือนที่อากาศอบอุ่นโดยใส่ปุ๋ยครึ่งหนึ่งที่มีอัตราส่วน NPK สมดุลหรือ 5-5-5
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ ปลูกเป็นไม้กระถางทรงสูงหรือเกาะกับไม้ใหญ่
ความเขื่อ/พิธีกรรม---เป็นไม้มงคลนาม คนไทยโบราณเชื่อว่าบ้านใดปลูกต้นเงินไหลมาไว้ประจำบ้าน จะทำให้เกิดความมั่งมีร่ำรวย เงินทองไหลมาสู่บ้านและผู้อาศัย
รู้จักอันตราย--- เช่นเดียวกับสมาชิก Araceae อื่น ๆ ประกอบด้วยผลึกแคลเซียมออกซาเลตซึ่งอาจทำให้ระคายเคืองส่วนที่สัมผัสและบอบบางของร่างกายเช่นผิวหนัง เยื่อบุตา
ได้รับรางวัล--- AGM (The Royal Horticultural Society’s Award of Garden Merit.)
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำยอด เพาะเนื้อเยื่อ

ออมเพชร/Syngonium wendlandii Schott

ชื่อวิทยาศาสตร์---Syngonium wendlandii Schott (1858)
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ--- Silver Goosefoot
ชื่ออื่น---เงินไหลมา, ออมเพชร
ชื่อวงศ์---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกากลางและอเมริกาใต้
นิรุกติศาสตร์-ชื่อสกุลมาจากคำภาษากรีก(syn - plus, z)และ(gone - gonada)หมายถึงรังไข่ที่หลอมรวมของดอกไม้เพศเมีย
Syngonium wendlandii เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัว Araceae ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยHeinrich Wilhelm Schott (1794–1865) นักพฤกษศาสตร์ชาวออสเตรีย ในปีพ.ศ.2401
มีถิ่นกำเนิดในป่าชื้นของอเมริกากลางและอเมริกาใต้ (คอสตาริกา)
ไม้เลื้อยคลุมดินepiphytic หรือ hemiepiphytic  ลำต้นและก้านใบสีเขียว ใบเดี่ยว รูปหัวใจหรือรูปใบหอก กว้าง 4 – 5 ซมยาว 8–12ซม ปลายใบแหลม โคนใบเว้า แผ่นใบสีเขียวเข้มเหมือนกำมะหยี่ มีแถบสีขาวพาดตามแนวเส้นกลางใบ และอาจกระจายไปตามเส้นใบย่อยเล็กน้อย ดอกเป็นช่อเชิงลด มีกาบแทงจากบริเวณกาบใบ ปลีดอกเรียวเป็นแท่ง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดรำไรหรือแสงแดดในช่วงเช้า ดินร่วนอุดมสมบูรณ์เก็บความชื้นระบายน้ำและอากาศได้ดี Ph ควรอยู่ที่ประมาณ 5.6-7.0 ต้องการน้ำมาก อย่าให้ดินแห้งระหว่างการรดน้ำใส่ปุ๋ยทุกสามสัปดาห์ในช่วงเดือนที่อากาศอบอุ่นโดยใส่ปุ๋ยครึ่งหนึ่งที่มีอัตราส่วน NPK สมดุลหรือ 5-5-5
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกเป็นไม้ใบประดับ ปลูกเป็นไม้กระถางและใช้สำหรับการจัดสวนภายใน
ความเขื่อ/พิธีกรรม---เป็นไม้มงคลนาม คนไทยโบราณเชื่อว่าบ้านใดปลูกต้นเงินไหลมาไว้ประจำบ้าน จะทำให้เกิดความมั่งมีร่ำรวย เงินทองไหลมาสู่บ้านและผู้อาศัย
รู้จักอันตราย--- เช่นเดียวกับสมาชิก Araceae อื่น ๆ ประกอบด้วยผลึกแคลเซียมออกซาเลตซึ่งอาจทำให้ระคายเคืองส่วนที่สัมผัสและบอบบางของร่างกายเช่นผิวหนัง เยื่อบุตา
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำยอด เพาะเนื้อเยื่อ

Syngonium erythrophyllum

ชื่อวิทยาศาสตร์---Syngonium erythrophyllum Birdsey ex G.S.Bunting (1966)
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---Arrowhead plant, Arrowhead Vine, Syngonium Roadside plant
ชื่ออื่น---เงินไหลมา
ชื่อวงศ์---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกากลางและอเมริกาใต้
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลมาจากคำภาษากรีก(syn - plus, z) และ (gone - gonada) หมายถึงรังไข่ที่หลอมรวมของดอกไม้เพศเมีย :  ชื่อสายพันธุ์ 'erythrophyllum' = เม็ดเลือดแดง
Syngonium erythrophyllum เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัว Araceae ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยBirdsey จากอดีต George Sydney Buntingในปีพ.ศ. 2509
มีถิ่นกำเนิดในป่าชื้นของอเมริกากลางและอเมริกาใต้ (ปานามาถึงโคลอมเบีย)
ไม้เลื้อยคลุมดินepiphytic หรือ hemiepiphytic  ลำต้นและก้านใบสีเขียว มื่อยังเล็กใบรูปหัวใจสีเขียวเข้ม อมม่วงแดง เนื้อใบคล้ายเคลือบด้วยขี้ผึ้ง เมื่อโตเต็มที่แผ่นใบเป็นรูปนิ้วมือ มี3ใบย่อย แต่ละใบเป็นใบรูปรีถึงรูปใบหอก แกมรูปรี หรือรูปไข่ จากนั้นใต้ใบจะเริ่มมีสีม่วงแดงมากขึ้นเรื่อยๆ ดอกสีขาวอมเขียว
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดรำไรหรือแสงแดดในช่วงเช้า ดินร่วนอุดมสมบูรณ์เก็บความชื้นระบายน้ำและอากาศได้ดี Ph ควรอยู่ที่ประมาณ 5.6-7.0 ต้องการน้ำมาก อย่าให้ดินแห้งระหว่างการรดน้ำ ใส่ปุ๋ยทุกสามสัปดาห์ในช่วงเดือนที่อากาศอบอุ่นโดยใส่ปุ๋ยครึ่งหนึ่งที่มีอัตราส่วน NPK สมดุลหรือ 5-5-5 อัตราการเจิญเติบโต ช้า
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกเป็นไม้ใบประดับ ปลูกเป็นไม้กระถางหรือไม้กระถางแขวนและใช้สำหรับการจัดสวนภายใน
รู้จักอันตราย--- เช่นเดียวกับสมาชิก Araceae อื่น ๆ ประกอบด้วยผลึกแคลเซียมออกซาเลตซึ่งอาจทำให้ระคายเคืองส่วนที่สัมผัสและบอบบางของร่างกายเช่นผิวหนัง เยื่อบุตา
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำยอด เพาะเนื้อเยื่อ

วงศ์ URTICACEAE

พืชวงศ์Urticaceaeมีการกระจายพันธุ์ในเขตร้อนและเขตหนาวทั่วโลกชนิดที่นำมาปลูกเป็นไม้ประดับในที่ที่มีแสงแดดรำไรได้แก่ไม้สกุลPilea
Pilea (Pilea spp.)เป็นสกุลที่ประกอบด้วยพืชใบในเขตร้อนชื้นมากกว่า 600 ชนิดรวมทั้งชนิดพุ่มตรงและtrailing varietiesได้รับการปลูก เป็นhouse plant เนื่องจากง่ายต่อการเจริญเติบโตและการดูแล แป็นพืชเริ่มต้นที่ดีสำหรับผู้ปลูกที่ไม่มีประสบการณ์ โดยทั่วไปพืชเหล่านี้เป็นพืชที่เจริญเติบโตในระดับปานกลางถึงโตเร็ว ใบของ Pilea แตกต่างกันไปมากตั้งแต่ใบที่มีพื้นผิวและรูปใบหอกขนาด 3 นิ้วไปจนถึงใบรูปหัวใจเล็ก ๆ และใบคล้ายมอส Pileas ออกดอกเป็นครั้งคราว แต่ดอกสีชมพูหรือสีครีมมีขนาดเล็กมากและมักไม่มีใครสังเกตเห็น

เบญจรงค์/Pilea cadierei


ชื่อวิทยาศาสตร์---Pilea cadierei Gagnep. & Guillaum.(1939)
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---Aluminium Plant. Silver Pilea, Watermelon pilea
ชื่ออื่น---ลายเบญจรงค์ใบเขียว นกกระทา ;[CHINESE: Hua ye leng shui hua.];[CROATIA: Srebrna pileja.];[EL SALVADOR: Sandia.];[FRENCH: Piléa du père Cadier.];[GERMAN: Vietnamesische Kanonierblume.];[SPANISH: Hoja de alumino.];[SWEDISH: Silverpilea.]
ชื่อวงศ์---URTICACEAE
ถิ่นกำเนิด---จีน เวียดนาม
Pilea cadiereiเป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัว Urticaceae ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Francois Gagnepain (1866-1952)นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศสและ André Guillaumin (1885–1974) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ในปี พ.ศ. 2482
มีถิ่นกำเนิดในเวียตนามและจีนตอนใต้ ตามสถานที่ที่มีร่มเงาในป่าที่ระดับความสูงตั้งแต่ 500 - 1,500 เมตร
ไม้คลุมดินต้นอวบน้ำ พุ่มตั้งตรง สูง 15-30 ซม. ใบรูปรีถึงรูปไข่กลับ ปลายเรียวแหลม ขอบใบหยักฟันเลื่อย มีเส้นใบย่อย3เส้นเป็นร่องลึก มีแต้มหรือเส้นสีเทาเงินบนใบช่อดอกออกตามซอกใบที่ปลายกิ่ง ดอกเล็กสีขาวหรือขาวอมเขียว
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ตำแหน่งที่มีแสงแดดรำไร ชอบดินร่วนอุดมสมบูรณ์ ระบายน้ำได้ดี  
ใช้ประโยชน์---พืชมักปลูกเป็นไม้ประดับคลุมดินในสวนเขตร้อนและเป็นhouse plant ในเขตอบอุ่น
ขยายพันธุ์---ด้วยการปักชำกิ่ง

ลายเบญจรงค์ใบแดง/Pilea involucrata 'Norfork'

ชื่อวิทยาศาสตร์---Pilea involucrata  'Norfork'
ชื่อพ้อง ---Pilea spruceana 'Norfolk'
ชื่อสามัญ---Friendship plant, Pan-American Friendship Plant
ชื่ออื่น---เบญจรงค์แดง, ลายเบญจรงค์ใบแดง
ชื่อวงศ์ ---URTICACEAE
ถิ่นกำเนิด---อเมริกากลาง อเมริกาใต้
ไม้ คลุมดินสูง10-15เซนติเมตร ใบรูปรีปลายใบแหลมขอบใบหยักซี่เลื่อยถี่ แผ่นใบย่น สีเขียวเข้มเหลือบเงินสลับสีเทาเงินเป็นแถบตามแนวยาว เส้นใบย่อย3เส้นเห็นชัด ดอกออกเป็นกระจุกตามซอกใบสีแดงเรื่อ  
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ตำแหน่งที่มีแสงแดดรำไร หรือแสงสว่างอย่างน้อย 6 ถึง 8 ชั่วโมงต่อวัน (แต่ไม่ใช่แสงแดดโดยตรง) ชอบดินร่วนอุดมสมบูรณ์ ระบายน้ำได้ดี ความชื้นในดินสม่ำเสมอ  
ใช้ประโยชน์---พืชมักปลูกเป็นไม้ประดับคลุมดิน เป็นพืชที่ยอดเยี่ยมสำหรับ Terrarium / vivarium  หรือสวนขวดที่ปลูกได้ง่ายและต้องการการดูแลเพียงเล็กน้อย
ขยายพันธุ์---ด้วยการปักชำกิ่ง

สะระแหน่ประดับ/Pilea nummularifolia

ชื่อวิทยาศาสตร์---Pilea nummularifolia (Sw) Wedd
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Adicea nummulariifolia (Sw.) Kuntze
---Urtica nummulariifolia Sw.
ชื่อสามัญ---Creeping charlie
ชื่ออื่น---สะระแหน่ประดับ ;[GERMAN: Münzenblättrige Kanonierblume.];[SWEDISH: Hängpilea.]
ชื่อวงศ์---URTICACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีป อเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---ทะเลแคริบเบียน, เมริกาใต้
Pilea nummularifolia เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัว Urticaceae ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Olof Peter Swartz (1760–1818) นักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดนนักชีววิทยาและนักอนุกรมวิธาน และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดยHugh Algernon Weddell (1819–1877) นักพฤกษศาสตร์ที่เกิดในอังกฤษเติบโตในฝรั่งเศส ในปี พ.ศ. 2395
มีถิ่นกำเนิดในทะเลแคริบเบียน (รวมถึงฟลอริดา) และทางตอนเหนือของอเมริกาใต้
ไม้ คลุมดินลำต้นทอดเลื้อย สูง15-20ซม. ชูยอดตั้งขึ้น ใบรูปไข่เกือบกลมขนาด2-3ซม. แผ่นใบย่นคล้ายสะระแหน่ ออกดอกเป็นช่อกระจุก ตามซอกใบใกล้ปลายยอด ดอกขนาดเล็กจำนวนมาก ดอกสีขาวอมเขียวอ่อน ก้านช่อดอกสั้น ผลแห้ง รูปไข่ เมล็ดล่อน
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ตำแหน่งที่มีแสงแดดรำไรหรือครึ่งวันเช้า ชอบดินร่วนอุดมสมบูรณ์ ระบายน้ำได้ดีการเจริญเติบโต เร็ว
ใช้ประโยชน์---พืชมักปลูกเป็นไม้ประดับคลุมดินในสวนเขตร้อนและเป็นhouse plant ในเขตอบอุ่น เป็นพืชที่ยอดเยี่ยมสำหรับ ปลูกเป็นไม้กระถางแขวน ใช้ในTerrarium / vivarium  หรือสวนขวดที่ปลูกได้ง่ายและต้องการการดูแลเพียงเล็กน้อย
-ใช้กิน ใบสามารถกินได้และสามารถใช้ในชาได้
ขยายพันธุ์---ด้วยการปักชำกิ่ง

ต้นไม้ในวงศ์อื่นๆที่นิยมนำมาปลูกในที่ร่มรำไร

เศรษฐีเรือนนอก/Chlorophyttum bichetii


ชื่อวิทยาศาสตร์---Chlorophytum laxum R.Br. (1810)
ชื่อพ้อง--- Has 14 Synonyms.See all The Plant List (http://www.theplantlist.org/)     
---Anthericum bichetii hort. ex Backer. (1924), pro syn.
---Chlorophytum bichetii Backer, Handb (1924).
---More
ชื่อสามัญ---Bichetii Grass, False Lily Turf, Wheat Plant, Siam Lily, St Bernard Lily, Loose Leaf Chlorophytum, Variegated / Dwarf Spider Plant
ชื่ออื่น---เศรษฐีเรือนนอก, ว่านเศรษฐีอินเดีย ;[CHINESE: Xiao hua diao lan.];[JAPANESE: Shamuorizururan.];[THAI: Setthi ruean noak, Wan Setthi in-dia.];[VIETNAM: Lục thảo thưa, Cỏ lan chi.]
ชื่อวงศ์---ASPARAGACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---แอฟริกาใต้}, เอเชียและออสเตรเลีย
Chlorophytum laxumเป็นสายพันธู์พืชดอกครอบครัว Asparagaceae (วงศ์หน่อไม้ฝรั่ง) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Robert Brown (1773-1858)นักพฤกษศาสตร์และนักบรรพชีวินวิทยาชาวสก็อต ในปีพ.ศ.2353
เป็น ไม้ล้มลุกอายุหลายปี มีเหง้าสั้นๆเป็นรากสะสมอาหารอวบน้ำจำนวนมากอยู่ใต้ดิน ใบเดี่ยวขนาด 10-25 x 0.8 ซม เรียงเวียน สลับรูปแถบ เนื้อใบบางปลายใบแหลม โคนใบแผ่เป็นกาบหุ้มลำต้น ขอบเรียบ ผิวด้านบนสีเขียวเป็นมัน มีแถบขาวบริเวณขอบใบ เมื่อใบยาวเต็มที่จะห้อยโค้งลง ช่อดอกแบบช่อกระจะออกจากกอ ช่อละ 3-4 ดอก ดอกสีขาว หูใบสีเขียว ปลายแหลม โคนกลีบเชื่อมกันเป็นหลอดยาว ปลายแยก 6 แฉก กลีบดอกสีขาว เกสรเพศผู้สีขาว 6 อัน เกสรเพศเมียตรงกลาง 1 อัน ผลแคปซูล 5 x 6 มม. 3 แฉก เมล็ดขนาด 2.5 x 2 มม.
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงปานกลางร่มเงาบางส่วนหรือแสงแดดกรอง หลีกเลี่ยงแสงแดดจัดเพราะใบบอบบางจะขาดน้ำได้ง่ายและเหี่ยวเฉาทำให้สูญเสียความเงางามและสีหมอง ชอบดินทราย-ดินร่วนระบายน้ำได้ดีแม้ว่าจะปรับให้เข้ากับดินได้ทุกชนิด รดน้ำเป็นประจำและปล่อยให้ดินแห้งเล็กน้อยระหว่างการรดน้ำ โปรดทราบว่าถ้าการให้น้ำน้อยเกินไป ความชื้นต่ำเกินไป เกลือมากเกินไปและมีฟลูออไรด์ส่วนเกินในน้ำ อาจทำให้ปลายใบเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล การให้ปุ๋ย ทุก 2 สัปดาห์หรือเดือนละครั้งด้วยปุ๋ยสูตรเสมอ
ใช้ประโยชน์--- นิยมปลูกเลี้ยงเป็นไม้คลุมดินในที่ที่มีแสงแดดรำไร หรือปลูกในภาชนะ หรือปลูกเป็นไม้กระถางแชวน
-ใช้เป็นยา ในอินเดียใช้ใบและราก ใช้เป็นยาแผนโบราณในการรักษาอาการท้องร่วงและโรคบิดและยังใช้เป็นยาฆ่าเชื้อ
พิธีกรรม/ความเชื่อ---ใช้เป็นต้นไม้เสี่ยงทายฐานะของผู้ปลูกเลี้ยง หากเจริญเติบโตหน่อแตกกอ งอกงามดีแสดงว่าผู้เป็นเจ้าของจะเจริญรุ่งเรืองด้วยฐานะตามไปด้วย อีกทั้งเป็นว่านประจำวันเกิดของคนที่เกิดวันอังคาร ท่านให้ปลูก ว่านเศรษฐีเรือนนอก ไว้ที่หน้าบ้าน่พื่อเสริมดวงชะตาและความเป็นสิริมงคลของชีวิต
ระยะออกดอก/ติดผล--- กันยายน - ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด แยกกอ ปักชำไหล

เศรษฐีเรือนกลาง/Chlorophytum comosum

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Chlorophytum comosum (Thunb) Jacq.  (1862)
ชื่อพ้อง---Has 37 Synonys.See all The Plant List (http://www.theplantlist.org/)  
---Basionym: Anthericum comosum Thunb.(1794).
ชื่อสามัญ---spider plant  airplane plant, St. Bernard's lily, spider ivy, ribbon plant, hen and chickens
ชื่ออื่น---ว่านเศรษฐี เศรษฐีเรือนเขียว เศรษฐีเรือนกลาง เศรษฐีเรือนแก้ว ;[AFRIKAANS: Hen-met-kuikens.];[CHINESE:  Dià o lán.];[INDONESIA: Tanaman.];[FRENCH: Herbe vaudoise.];[JAPANESE: Oridzururan.];[PORTUGUESE: Clorofito.];[THAI: Setthi ruean klang.];[VIETNAM: Lục thảo trổ.]
ชื่อวงศ์---ASPARAGACEAE
ถิ่นกำเนิด---แอฟริกาใต้
เขตกระจายพันธุ์ ---เขตร้อนทั่วโลก
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลมาจากคำภาษากรีก 'chloros' =สีเขียวและ 'phyton' = พืช ; ชื่อสายพันธุ์ 'comosum' หมายถึงตกแต่งด้วยกระจุก
Chlorophytum comosum เป็นสายพันธู์พืชดอกครอบครัว Asparagaceae (วงศ์หน่อไม้ฝรั่ง) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Peter Thunberg (1743–1828) นักพฤกษศาสตร์และนักธรรมชาติวิทยาชาวสวีเดน และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดยNikolaus Joseph von Jacquin (1727-1817) นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาการแพทย์ , เคมีและพฤกษศาสตร์ ชาวเนเธอร์แลนด์ ในปี พ.ศ. 2405
เศรษฐีเรือนกลางหรือเรียกอีกอย่างว่า "เศรษฐีเรือนแก้ว" "เศรษฐีเรือนเขียว" เป็นสายพันธุ์ที่มีสีเขียวเข้มทั้งใบ ใบรูปแถบเนื้อใบบาง ปลายใบแหลม ดอกมีขนาดเล็กสีขาว ออกดอกที่ละจำนวนมากๆ อยู่รวมกันเป็นช่อ สามารถเจริญเป็นต้นเล็กๆนำไปขยายพันธุ์โดยการปักชำได้ ผลเป็นแตปซูล    
สายพันธุ์ที่มีใบสีเขียวล้วนก่อให้เกิดพืชที่ขายได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ที่พบมากคือสายพันธุ์ที่แตกต่างกัน
-C. comosum 'Vittatum' มีใบสีเขียวกลางใบมีแถบสีขาวตรงกลางกว้างมักจะขายในกระเช้าแขวนเพื่อแสดงลำต้นยาวมีสีขาว
-C. comosum 'Variegatum' มีใบสีเขียวเข้มและมีขอบสีขาว โดยทั่วไปมีขนาดเล็กกว่า ลำต้นยาวมีสีเขียว
-Chlorophytum cv. Milky Way หรือที่เรียกว่า ทางช้างเผือก เป็นอีกต้นหนึ่งที่มีใบใหญ่กว่าและลายชัดกว่า
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงปานกลางร่มเงาบางส่วนหรือแสงแดดกรอง หลีกเลี่ยงแสงแดดจัดเพราะใบบอบบางจะขาดน้ำได้ง่ายและเหี่ยวเฉาทำให้สูญเสียความเงางามและสีหมอง ชอบดินทราย-ดินร่วนระบายน้ำได้ดีแม้ว่าจะปรับให้เข้ากับดินได้ทุกชนิด รดน้ำเป็นประจำและปล่อยให้ดินแห้งเล็กน้อยระหว่างการรดน้ำ โปรดทราบว่าถ้าการให้น้ำน้อยเกินไป ความชื้นต่ำเกินไป เกลือมากเกินไปและมีฟลูออไรด์ส่วนเกินในน้ำ อาจทำให้ปลายใบเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล การให้ปุ๋ย ทุก 2 สัปดาห์หรือเดือนละครั้งด้วยปุ๋ยสูตรเสมอ
ใช้ประโยชน์---นิยมปลูกเพื่อเป็นไม้ประดับ ทั้งปลูกในกระถางตั้งในอาคาร หรือ ปลูกลงแปลงจัดสวนในที่ร่มรำไร
พิธีกรรม/ความเชื่อ---จัดเป็นทั้งว่านเมตามหานิยม ว่านป้องกันภัย ว่านเสริมสิริมงคล และว่านเสริมโชค เสริมลาภ
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด แยกกอ ปักชำไหล

เศรษฐีเรือนใน/Chlorophytum comosum 'Vittatum'

ชื่อวิทยาศาสตร์---Chlorophytum comosum 'Vittatum'
ชื่อพ้อง ---Anthericum comosum Thunb.
---Hartwegia comosa (Thunb.) Nees
ชื่อสามัญ     ---Spider plant,Airplane plant, St. Bernard's lily, Spider ivy, Ribbon plant, Hen and chickens
ชื่ออื่น     ---ว่านเศรษฐีเรือนใน
ชื่อวงศ์    ---ANTHERICACEAE
ถิ่นกำเนิด    ---แอฟริกาใต้
เขตกระจายพันธุ์---เขตร้อนทั่วโลก
เป็น ไม้พุ่มสูง 30-60 ซม. มีรากเป็นเนื้อยาวประมาณ 5-10 ซม.ใบสีเขียวมีแถบกลางสีขาวยาว 20–45 ซม.และกว้างประมาณ0. 6–2.5 ซม. ช่อดอกสีขาวอมเหลืองอ่อนยาวและแตกแขนงซึ่งสามารถมีความยาวได้ถึง 75 ซม. สามารถเจริญเป็นต้นเล็กๆนำไปขยายพันธุ์โดยการปักชำได้ ผลเป็นแตปซูล        
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงปานกลางร่มเงาบางส่วนหรือแสงแดดกรอง หลีกเลี่ยงแสงแดดจัดเพราะใบบอบบางจะขาดน้ำได้ง่ายและเหี่ยวเฉาทำให้สูญเสียความเงางามและสีหมอง ชอบดินทราย-ดินร่วนระบายน้ำได้ดีแม้ว่าจะปรับให้เข้ากับดินได้ทุกชนิด รดน้ำเป็นประจำและปล่อยให้ดินแห้งเล็กน้อยระหว่างการรดน้ำ โปรดทราบว่าถ้าการให้น้ำน้อยเกินไป ความชื้นต่ำเกินไป เกลือมากเกินไปและมีฟลูออไรด์ส่วนเกินในน้ำ อาจทำให้ปลายใบเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล การให้ปุ๋ย ทุก 2 สัปดาห์หรือเดือนละครั้งด้วยปุ๋ยสูตรเสมอ
ใช้ประโยชน์---นิยมปลูกเพื่อเป็นไม้ประดับ ทั้งปลูกในกระถางตั้งในอาคาร หรือ ปลูกลงแปลงจัดสวนในที่ร่มรำไร
พิธีกรรม/ความเชื่อ---จัดเป็นทั้งว่านเมตามหานิยม ว่านป้องกันภัย ว่านเสริมสิริมงคล และว่านเสริมโชค เสริมลาภ
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด แยกกอ ปักชำไหล

เศรษฐีขอดทรัพย์/Ophiopogon Jauran

ชื่อวิทยาศาสตร์---Ophiopogon jaburan (Siebold) Lodd.(1894)
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms
---Flueggea jaburan (Siebold) Kunth
---Mondo jaburan (ซีโบลด์) LHBailey
---Mondo taquetii (H.Lév.) Farw.
---Ophiopogon taquetii H. Lev.
---Slateria jaburan Siebold
ชื่อสามัญ---Mondo Grass, White Lily Turf, Giant lilyturf, White mondo.
ชื่ออื่น---เศรษฐีขอดทรัพย์, ว่านเศรษฐีกอบทรัพย์ ;[CHINESE: Jian ye yan jie cao.];[GERMAN: Großer Schlangenbart.];[JAPANESE: Noshi-ran.];[KOREAN: Maek mun a jae bi.];[PORTUGUESE: Ofiopógão.]
ชื่อวงศ์---ASPARAGACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เกาหลี ญี่ปุ่น
Ophiopogon jaburan เป็นสายพันธู์พืชดอกครอบครัว Asparagaceae (วงศ์หน่อไม้ฝรั่ง) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยPhilipp Franz von Siebold (1796−1866; Siebold ) นักพฤกษศาสตร์และแพทย์ชาวเยอรมัน และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย George Loddiges (1784-1846) นักพฤกษศาสตร์และนักวิทยาชาวอังกฤษ ในปี พ.ศ.2437
มีถิ่นกำเนิดในเกาหลี (รวมถึง Jeju-do), W. Central & S. Japan ถึง Nansei-shoto
ไม้ล้มลุกอายุหลายปีมีลำต้นเป็นหัวใต้ดิน หัวมีลักษณะคล้ายหัวหอม มีลักษณะกลม เปลือกหุ้มด้านนอกมีสีขาว และเนื้อหัวด้านในมีสีขาว หัวที่แก่เต็มที่จะแตกหัว และเกิดเป็นต้นใหม่ได้ ก้านใบแผ่ออกเป็นกาบโอบหุ้มลำต้น ใบบางสีเขียวเข้ม เป็นมัน แผ่นใบกว้าง 0.5-1 ซม. ใบยาวประมาณ 30-60 ซม. แผ่น และขอบใบเรียบใบอ่อนมีลักษณะตั้งตรงอยู่เป็นกลุ่มตรงกลาง ใบแก่อยู่วงนอกของกอ มีปลายใบม้วนงอเป็นเกลียว และโค้งลง ดอกมีลักษณะเป็นช่อ แทงออกตรงกลางของหัว ช่อดอกชูตั้งขึ้น ส่วนปลายโค้งลงเล็กน้อย แต่ละช่อมี 6 – 20 ดอก ดอกสีขาว ผลสดแบบมีเนื้อ รูปขอบขนาน สีฟ้าอมม่วง มีเมล็ดจำนวนมาก
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการที่โล่งแจ้งแสงแดดส่องถึงครึ่งวันช่วงเช้าหรือแสงสว่างทางอ้อม ชอบดินร่วนปนทรายที่ระบายน้ำได้ดี อัตราการเจริญเติบโตช้า
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับปลูกเป็นไม้คลุมดินในที่ร่มรำไรลงแปลงเป็นกลุ่ม แต่มักนิยมปลูกในกระถางตั้งหน้าบ้านหรือร้านค้าเป็นหลัก สามารถปลูกเป็นไม้ประดับในกระถางสำหรับตั้งในห้องหรืออาคารเพื่อฟอกอากาศได้
ความเชื่อ/พิธีกรรม---นิยมปลูกเป็นไม้เสี่ยงทาย ถ้าใบงอขอดมากๆก็จะมีโชคลาภร่ำรวยและมีเสน่ห์ทางมตตามหานิยม
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด แยกกอ แบ่งหัวชำ

หนวดปลาดุกแคระ/Ophiopogon Japonicus 'Kyoto Dwarf'


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Ophiopogon Japonicus (L.f) Ker Gawl. cv Kyoto Dwarf.
ชื่อพ้อง---Has 21 Synonyms.See all The Plant List (http://www.theplantlist.org/)
ชื่อสามัญ---Dwarf lilyturf, Mondo-grass, Fountainplant, Monkeygrass, Snake's-beard
ชื่ออื่น---หนวดปลาดุกแคระ ;[CZECH: Sedoulek japonský, Ofiopogon.];[JAPABESE: Ryu-no-hige, Ja-no-hige.];[FRENCH: Muguet du Japon.];[GERMAN: Japanischer Schlangenbart.];[PORTUGUESE: Grama-preta, Mini-grama-preta, Pelo-de-urso.]
ชื่อวงศ์---ASPARAGACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--อินเดีย จีน ญี่ปุ่น เวียตนาม
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลมาจากภาษากรีก 'ophis' = งูและ 'pogon' = เครา ; ชื่อสายพันธุ์ 'Japonicus'หมายถึงญี่ปุ่นในการอ้างอิงถิ่นที่อยู่
Ophiopogon Japonicus เป็นสายพันธู์พืชดอกครอบครัว Asparagaceae (วงศ์หน่อไม้ฝรั่ง) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยCarolus Linnaeus the Younger (1741–1783) นักธรรมชาติวิทยาชาวสวีเดนลูกชายของCarolus Linnaeusและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดยJohn Bellenden Ker Gawler (1764–1842) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ ในปี พ.ศ.2550
มีถิ่นกำเนิดในพื้นที่ป่าไม้ในญี่ปุ่น อินเดีย จีน เวียตนาม  กระจายพันธุ์ในเขตอบอุ่น  
Ophiopogon Japonicus 'Kyoto Dwarf ' เป็นไม้คลุมดินรูปแบบแคระสูงไม่เกิน 4-5 ซม ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับแน่น รูปแถบแคบปลายแหลม โคนแผ่เป็นกาบหุ้มลำต้น ขอบเรียบ ผิวด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมันเมื่อใบยาวเต็มที่แล้วจะห้อยโค้งลงเล็กน้อย
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการที่โล่งแจ้งแสงแดดจัดถึงครึ่งวันช่วงเช้าหรือแสงสว่างทางอ้อม ชอบดินร่วนปนทรายที่ระบายน้ำได้ดี อัตราการเจริญเติบโตช้า
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ ใช้ปลูกเป็นพืชคลุมดินที่มีการบำรุงรักษาต่ำและมีลักษณะคล้ายหญ้าประดับเพื่อความร่มรื่นของภูมิทัศน์ นิยมใช้ในการจัดสวนญี่ปุ่น ปลูกแทนหญ้าในบริเวณที่ปลูกหญ้าไม่ได้หรือตัดหญ้าไม่สะดวก
ระยะเวลาออกดอก/ติดผล---กรกฏาคม-สิงหาคม/กันยายน-ตุลาคม
ขยายพันธุ์--- แยกกอ

รางทอง/Hymenocallis littoralos


ชื่อวิทยาศาสตร์ --Hymenocallis littoralis (Jacq.) Salisb. cv. variegata
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ ---Spider Lilly, Variegated Beach Spider Lily, Hymenocallis caribaea 'Variegata'
ชื่ออื่น ---ว่านรางทอง, ว่านสี่ทิศด่าง, ว่านสี่ทิศรางทอง
ชื่อวงศ์ --- AMARYLLIDACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์ ---ประเทศในเฃตร้อนและกึ่งเขตร้อนทั่วโลก
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลมาจากภาษากรีก Hymenocallis แปลว่า 'ความงามที่เป็นเยื่อ' ซึ่งอ้างอิงถึงถ้วยใย ; ชื่อสายพันธุ์ 'littoralis'หมายถึง 'เติบโตริมชายทะเล'
มีถิ่นกำเนิดทางตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกา , เม็กซิโก , อเมริกากลาง , แคริบเบียน และตอนเหนือของ อเมริกาใต้
ไม้ล้มลุกมีความสูงประมาณ 0.30เมตร ต้นเหนือดินตั้งตรงมีข้อปล้องสั้น ๆ อัดตัวกันแน่น สูงประมาณ 30-50 ซม. ใบเป็นใบเดี่ยวมี3-10ใบ ลักษณะใบเรียวยาวอวบน้ำเรียงสลับบนลำต้น ขนาดใบ กว้าง 3 -4 ซม.ยาว 30-40 ซม.แผ่นใบสีเขียวมีเส้นขอบขนานตามยาวสีเหลืองครีมหรือขาวครีม ผิวใบเรียบเป็นมัน ขอบใบเรียบ ออกดอกเดี่ยวที่ปลายยอด ก้านช่อดอกยาวตรง กลีบดอก สีขาว เกสรเพศผู้ 5 อัน สีขาว เกสรเพศเมีย 1 อัน สีชมพู รังไข่ใต้วงกลีบ ดอกมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ คล้ายพลับพลึง ผลเป็นแคปซูล
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เติบโตได้ดีในที่ร่มถึงแดดจัด ชอบดินร่วนปนทรายที่ระบายน้ำได้ดี ขอบความชื้นคงที่รดน้ำสม่ำเสมอ ในฤดูหนาวหากขาดน้ำจะทิ้งใบเหลือหัวใต้ดิน และเกิดใบใหม่ในต้นฤดูฝน
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ ปลูกได้ทั้งภายใน และ ภายนอกอาคาร มักนิยมปลูกในกระถางตั้งหน้าบ้านหรือร้านค้าเป็นหลัก หรือปลูกลงแปลงกลางแจ้งคลุมดิน
ความเชื่อ/พิธีกรรม---มีสรรพคุณ ทางด้านเมตตามหานิยม ปลูกไว้จะเป็นศิริมงคล แก่สถานที่นั้นๆ และทำให้มีความเจริญก้าวหน้า
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด แยกกอ แบ่งหัวชำ

ปริกน้ำค้าง/Asparagus densiflorus ''Sprengeri Group''

ชื่อวิทยาศาสตร์---Asparagus densiflorus (Kunth) Jessop. 'Sprengeri Group'
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyme
---Asparagus sprengeri Regel
ชื่อสามัญ---Sprenger's asparagus fern, Asparagus fern, Coarse asparagus fern, Foxtail fern, Regal fern
ชื่ออื่น---ปริกน้ำค้าง, ปริก ;[AUSTRALIA: Fern asparagus, Sprengeri's fern.];[CHINESE: Fei zhou tian men dong.];[FRENCH: Asperge de Sprenger.];[GERMAN: Zier- Spargel.];[GHANA: Badji badji, Gbadgi gbadgi.];[NETHERLANDS: asperge, hang-.];[USA: Sprenger's asparagus fern.];[THAI: Prik nam khang.]
ชื่อวงศ์---ASPARAGACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---แอฟริกาใต้
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสายพันธุ์ 'densiflorus'หมายถึงวิธีการที่ดอกไม้ขนาดเล็กบรรจุหนาแน่นตามลำต้นของพืช ; ชื่อพ้นธุ์  'Sprengeri'ได้รับการตั้งชื่อตาม Karl Sprenger(l847-1918) เจ้าของ เนอสเซอรี่ชาวอิตาลี
มีถิ่นกำเนิดใน โมซัมบิก (Inhaca Is.) สวาซิแลนด์ แอฟริกาใต้
พืชมีอายุยืนยาวมีระบบรากที่เป็นเหง้า มีรากเป็นเส้นใยยาวลักษณะเป็นรูปไข่สีขุ่นหัวสีครีมเบจตลอดทั้งรากด้านข้างซึ่งช่วยให้พืชอยู่รอดจากความแห้งแล้งได้เป็นเวลานานและยังช่วยให้พวกมันสามารถเกิดใหม่ได้หากลำต้นได้รับความเสียหายไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ
ไม้คลุมดินต้นเล็กแตกกิ่งก้านเป็นพุ่มห้อยโค้งลง ใบจริงเปลี่ยนเป็นหนามเล็กๆ ส่วนที่ดูคล้ายใบคือส่วนของลำต้น ลักษณะเป็นรูปแถบหรือรูปเข็ม ปลายแหลมแข็งสีเขียวเป็นมัน ดอกออกเป็นช่อแบบช่อกระจะที่ปลายกิ่ง ดอกสีขาวอมชมพูขนาดเล็ก กลีบเลี้ยงสีเขียว 6 กลีบ กลีบดอก 6 กลีบ รูปไข่ ปลายแหลม แผ่นกลีบหงายออก ก้านชูเกสรเพศผู้ชี้ยาว เห็นอับเรณูสีส้มชัดเจน 6 เกสร เกสรเพศเมียขนาดใหญ่ตรงกลาง ผลทรงกลมมีเนื้อเมื่อสุกสีแดง เส้นผ่านศูนย์กลาง 5-8 มม. มีเมล็ดหนึ่งหรือสอง-สามเมล็ดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3-4 มม.
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดเต็มที่ถึงร่มรำไร พืชที่ปลูกในที่ที่มีแสงแดดจัดจะมีขนาดกะทัดรัดและหนาแน่นกว่าพืชที่ปลูกในที่ร่ม เติบโตได้ในดินธรรมดาและแม้แต่ดินที่ไม่ดี pH ในช่วง 6-7 ทนได้ 5.5-7.5ได้รับการรดน้ำในระดับปานกลาง โดยปล่อยให้ดินแห้งระหว่างการรดน้ำและให้น้ำน้อยลงในฤดูหนาวเนื่องจากระบบรากของพืชมีรากที่หนาและบวมซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการเก็บกักน้ำไม่ควรใช้ปุ๋ยเคมีบ่อยหรือรุนแรง ควรใช้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อเติมสารอาหารตามธรรมชาติในดินเท่านั้น
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ เป็นไม้ประดับที่ได้รับความนิยมสำหรับสวนและภูมิทัศน์สามารถใช้กลางแจ้งในสวนที่มีการปลูกเป็นพื้นคลุมดิน สามารถปลูกพืชรวมกันได้ดีกับพืชที่ชอบร่มเงาอื่น ๆนอกจากนี้ยังใช้ปลูกในภาชนะ / กระถางอยู่บนชานบ้านและเป็นพืชในบ้าน
รู้จักอันตราย---ผลเบอร์รี่สามารถก่อให้เกิดความเป็นพิษต่ำหากกินโดยมนุษย์และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆหรือหากสัมผัสแรงๆจะทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหนังเล็กน้อยซึ่งไม่คงอยู่ได้นานนัก
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด แยกกอ

ปริกหางกระรอก/Asparagus densiflorus ‘Meyersii’

ชื่อวิทยาศาสตร์---Asparagus densiflorus (Kunth) Jessop ‘Meyersii’
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ--- Cat's tail asparagus, Asparagus fern.
ชื่ออื่น---ปริกหางกระรอก ;[AFRIKAANS: Katstert.];[PORTUGUESE: Aspargo-pendente, Aspargo-pluma, Aspargo-rabo-de-gato, Aspargo-zigue-zague.];[SWEDISH: Natalsparris, Hängsparris.];[THAI: Prik hang kra rok.].
ชื่อวงศ์---ASPARAGACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---แอฟริกาใต้
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสายพันธุ์ 'densiflorus' หมายถึง วิธีการที่ดอกไม้ขนาดเล็กบรรจุหนาแน่นตามลำต้นของพืช                 ชื่อพันธุ์ 'Meyersii' เป็นชื่อทางการค้าตามชื่อ Meyersman จาก East London ผู้ซึ่งนำรูปแบบที่กะทัดรัดและตั้งตรงนี้มาใช้ในการปลูกพืชสวน พืชเหล่านี้มีต้นกำเนิดจากสายพันธุ์ของพืชป่าขนาดเล็กตามธรรมชาติที่พบใน Eastern Cape
พืชมีอายุยืนยาว มีระบบรากที่เป็นเหง้ามีรากเป็นเส้นใยยาวลักษณะเป็นรูปไข่สีขุ่นหัวสีครีมเบจตลอดทั้งรากด้านข้างซึ่งช่วยให้พืชอยู่รอดจากความแห้งแล้งได้เป็นเวลานานและยังช่วยให้พวกมันสามารถเกิดใหม่ได้หากลำต้นได้รับความเสียหาย
เป็นไม้คลุมดิน สูง30-60 ซม.กิ่งแตกจากลำต้นและชี้ตั้งขึ้น อาจมีกิ่งย่อยหรือไม่มี ทรงพุ่มกว้าง 40-70 ซม. มีลำต้นคล้ายใบ รูปเข็ม  สีเขียวเข้มออกรอบๆกิ่ง แต่ละกิ่งจึงดูเป็นแท่งทรงกระบอก ปลายเรียวแหลมคล้ายหางกระรอก ดอก ออกเป็นช่อแบบช่อกระจะที่ปลายกิ่ง ดอกสีขาวอมชมพู ดอกขนาดเล็ก กลีบเลี้ยงสีเขียว 6 กลีบ กลีบดอก 6 กลีบ รูปไข่ ปลายแหลม แผ่นกลีบหงายออก ก้านชูเกสรเพศผู้ชี้ยาว เห็นอับเรณูสีส้มชัดเจน 6 เกสร เกสรเพศเมียขนาดใหญ่ตรงกลาง ผลเบอร์รี่ทรงกลมสีเขียวเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 มม เมื่อสุกสีแดงมีเมล็ดเดียวกลมแข็งสีดำ
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดเต็มที่ถึงร่มรำไร พืชที่ปลูกในที่ที่มีแสงแดดจัดจะมีขนาดกะทัดรัดและหนาแน่นกว่าพืชที่ปลูกในที่ร่ม ต้องการดินที่มีการระบายน้ำได้ดีซึ่งอุดมไปด้วยอินทรียวัตถุและได้รับการรดน้ำในระดับปานกลาง โดยปล่อยให้ดินแห้งระหว่างการรดน้ำและให้น้ำน้อยลงในฤดูหนาวเนื่องจากระบบรากของพืชมีรากที่หนาและบวมซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการเก็บกักน้ำ ไม่ควรใช้ปุ๋ยเคมีบ่อยและรุนแรง ชอบ pH ในช่วง 6-7 ทนได้ 5.5-7.5 ควรใช้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยอินทรีย์เพื่อเติมสารอาหารตามธรรมชาติในดินเท่านั้น
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ เป็นไม้ประดับที่ได้รับความนิยมสำหรับสวนและภูมิทัศน์สามารถใช้กลางแจ้งในสวนที่มีการปลูกเป็นพื้นคลุมดิน สามารถปลูกพืชรวมกันได้ดีกับพืชที่ชอบร่มเงาอื่น ๆนอกจากนี้ยังใช้ปลูกในภาชนะ / กระถางอยู่บนชานบ้านและเป็นพืชในบ้าน และยังเป็นที่นิยมอย่างมากในการใช้เป็นไม้ตัดใบสำหรับจัดดอกไม้ด้วย
รู้จักอันตราย---ผลเบอร์รี่สามารถก่อให้เกิดความเป็นพิษต่ำหากกินโดยมนุษย์และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นหรือหากสัมผัสแรงๆ จะทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหนังเล็กน้อยซึ่งไม่คงอยู่ได้นานนัก
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด แยกกอ

โปร่งฟ้า/Asparagus setaceus

ชื่อวิทยาศาสตร์---Asparagus setaceus (Kunth) Jessop (1966)
ชื่อพ้อง---Has 7 Synonyms     
---Basionym: Asparagopsis setacea Kunth (1850)
---Asparagus plumosus Baker(1875)
---Protasparagus plumosus (Baker) Oberm.(1983)
---Protasparagus setaceus (Kunth) Oberm.(1983)
---Asparagus asiaticus var. amharicus Pic.Serm.(1951)
---Asparagus lujae De Wild.(1905)
---Asparagus zanzibaricus Baker(1875)
ชื่อสามัญ---Common asparagus fern, Asparagus grass, Lace fern, Climbing asparagus, Ferny asparagus
ชื่ออื่น---โปร่งฟ้า, ลอดฟ้า, หัสคุณดง ;[AFRIKAANS: Aspersievaring.];[CHINESE: Wen zhu.];[CUBA: Espárrago espumoso; Pinito de amor, Tuya sensible.];[DEUTSCH: Feder-Spargel.];[DOMINICAN: Céfiro.];[FRENCH: Asperge plumeuse.]; [GERMAN: Zier- Spargel.]; [INDONESIA: Perampun.]; [HAITI: Mousseline.]; [HEBREW: Asparag menutze.]; [JAPANESE: Oomidoribouki.]; [PORTUGUESE: Aspargo-de-jardim, Aspargo-plumoso, Aspargo-samambaia, Espargo-de-jardim, Melindre, Melindro.];[PUERTO RICO: Abeto, Ala de pájaro, Helecho plumoso.];[SPANISH:Creston,Helecho de agua.];[THAI: Prong faa.];[TONGA:Tāupoʻou.];[VIETNAM:Măng leo.]
ชื่อวงศ์---ASPARAGACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---แอฟริกาตะวันออกและตอนใต้ ; เอธิโอเปีย เคนยา แทนซาเนีย แซมเบีย มาลาวี โมซัมบิก บอตสวานา   ซิมบับเว สวาซิแลนด์ แอฟริกาใต้
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสายพันธุ์มาจากภาษาละติน 'saeta' = "hair" หรือ "bristle" หมายถึง"hairy"อ้างอิงถึงใบไม้ที่คล้ายขน
Asparagus setaceus เป็นสายพันธู์พืชดอกครอบครัว Asparagaceae (วงศ์หน่อไม้ฝรั่ง) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Sigismund Kunth (1788–1850) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย John Peter Jessop (เกิดปี 1939) นักพฤกษศาสตร์ชาวแอฟริกาใต้ ในปี พ.ศ.2509
มีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาตอนใต้ขยายไปทางตะวันตกเฉียงใต้จนถึงCalitzdorpใน Karoo เติบโตในแหล่งที่อยู่อาศัยแบบเปิดชื้นที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1880 เมตร มีการค้ากันอย่างแพร่หลายในฐานะไม้ประดับและสามารถพบได้ในประเทศจีน อิตาลี สเปน โปรตุเกส สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก อเมริกากลาง หมู่เกาะเวสต์อินดีส อเมริกาใต้และบนเกาะต่างๆในภูมิภาคแปซิฟิกและมักหลบหนีจากการเพาะปลูกในหลายพื้นที่ มันกลายเป็นวัชพืชร้ายแรงในบางแห่งซึ่งสามารถบุกรุกป่าพื้นเมืองได้
เป็นไม้พุ่มกึ่งเลื้อยมีอายุยืนยาว มีระบบรากที่เป็นเหง้าลำต้นมีหนามยาวได้ถึง 5 เมตร กิ่งก้านยาวทอดเลื้อยสามารถปักหลักผูกเป็นทรงพุ่มได้ ลำต้นที่คล้ายใบเป็นฝอยละเอียดแผ่แบนเป็นรูปสามเหลี่ยม สีเขียวอมน้ำเงิน ส่วนใบที่แท้จริงของพืชชนิดนี้มีเกล็ดแห้งเล็ก ๆ โครงสร้างที่ดูเหมือนจะเป็นใบไม้คือหน่อที่แบนราบ (ลำต้นที่ถูกดัดแปลง) เรียกว่า cladodes หรือ cladophylls ซึ่งดอกไม้และผลเกิดขึ้นจาก Cladophylls โผล่ขึ้นมาจากซอกใบระหว่างลำต้นดอกออกเป็นช่อตั้ง ดอกรูประฆังสีขาวอมเขียวขนาดเล็กมีความยาว 0.4 ซม. มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ผลสีเขียวขนาดเล็กเมื่อสุกสีดำหรือสีน้ำเงินอมดำ มีเมล็ด1-3เมล็ด ขนาด 2.5-3.5 มม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ปลูกได้ง่ายในตำแหน่งแสงแดดจัดจนถึงที่ร่ม ดีที่สุดในแสงแดดรำไร  เหมาะสำหรับดินประเภทต่างๆเช่นดินทราย ดินร่วนและดินเหนียวที่มีค่า pH ตั้งแต่ 5.6 ถึง 7.8 อย่างไรก็ตามต้องใช้ดินที่มีการระบายน้ำดี ไม่ควรใช้ปุ๋ยเคมีบ่อยหรือรุนแรง ควรใช้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อเติมสารอาหารตามธรรมชาติในดินเท่านั้น
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ เป็นไม้ประดับที่ได้รับความนิยมสำหรับสวนและภูมิทัศน์สามารถใช้กลางแจ้งในสวนที่มีการปลูกเป็นพื้นคลุมดิน สามารถปลูกพืชรวมกันได้ดีกับพืชที่ชอบร่มเงาอื่น ๆนอกจากนี้ยังใช้ปลูกในภาชนะ / กระถางอยู่บนชานบ้านและเป็นพืชในบ้าน และยังเป็นที่นิยมอย่างมากในการใช้เป็นไม้ตัดใบสำหรับจัดดอกไม้ด้วย
-ใช้เป็นยา  สารสกัดจากหน่อใช้สำหรับโรคหัวใจในขณะที่ยาต้มรากใช้เป็นยาขับปัสสาวะ มีรายงานว่าพืชแห้งมีคุณสมบัติเป็นยาปฏิชีวนะ ใช้เป็นยารักษาโรคมาลาเรีย ( PROTA, 2016 ; USDA-ARS, 2016 )
ได้รับรางวัล--- AGM (The Royal Horticultural Society’s Award of Garden Merit.)
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด แยกกอ (เมล็ดใช้เวลาในการงอก 3 - 6 สัปดาห์)

ขิงม่วง/Dichorisandra thrysiflora

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Dichorisandra thyrsiflora JCMikan(1820).
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms   
---Dichorisandra ovata Paxton(1849), nom. illeg.
---Stickmannia thyrsiflora (JCMikan) Kuntze (1891).
ชื่อสามัญ----Blue Flower Bamboo, Blue Ginger, Brazilian Ginger, Tropical Blue Ginger
ชื่ออื่น----ขิงม่วง ;[SPANISH: Jengibre Azul.];[SWEDISH: Blåtrio.];[THAI: Khing mouang.]
ชื่อวงศ์---COMMELINACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---บราซิล
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลที่มาจากภาษากรีกคำ 'Dis' = สอง 'Chori' = ที่แยกต่างหากและ 'andros' = อับละอองเกสร อ้างอิงถึงการจัดเกสรในแต่ละดอก  ; ชื่อสายพันธุ์มาจากคำภาษาละติน 'thyrse' = มีกลุ่มดอกไม้คล้าย thymeในการอ้างอิงถึงรูปร่างของช่อดอกดอกไม้และ 'flora' =ดอกไม้
Dichorisandra thyrsifloraเป็นสายพันธุ์พืชดอกครอบครัว Commelinaceae (วงศ์ spiderworts)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยJohann Christian Mikan (1769–1844) นักพฤกษศาสตร์และนักสัตววิทยาชาวออสเตรีย ในปี พ.ศ.2363
เป็นพืชพื้นเมืองของบราซิล (Bahia, Minas Gerais, Rio de Janeiro)
พืชมีอายุยืนยาวลำต้นตั้งตรงสูงถึง1- 2 เมตร มีรากสั้นและมีไรโซมเรียงกันเป็นเกลียว ใบรูปขอบขนานยาว 15–30 ซม. กว้าง 5–13 ซม.เรียงสลับในระนาบเดียวกัน สีเขียวเข้มเป็นมัน ช่อดอกออกที่ยอด รูปทรงกระบอก ยาวประมาณ 20-30ซม.ดอกสีฟ้าม่วง โคนกลีบสีขาว
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ตำแหน่งในแสงกรองที่สว่างและมีความชื้นสูง ต้องการที่กำบังลมแรง ชอบดินชื้นระบายน้ำได้ดี     รดน้ำสม่ำเสมอตลอดฤดูปลูก อย่าปล่อยให้แห้งระหว่างการรดน้ำ และใส่ปุ๋ยน้ำที่สมดุลทุกเดือน ให้ความชุ่มชื้นในฤดูหนาว
ใช้ประโยชน์---ใฃ้ปลูกประดับ ใช้ปลูกลงดินเป็นกลุ่มหรือปลูกในภาชนะสำหรับการเจริญเติบโตในร่มเป็น houseplant
ได้รับรางวัล--- AGM (The Royal Horticultural Society’s Award of Garden Merit.)
ขยายพันธุ์--เพาะเมล็ด ปักชำ เหง้า

Dieffenbachia Schott


สกุลDieffenbachia เป็นประเภทของเ พืชดอก ในครอบครัว Araceae (วงศ์บอน) ได้รับการตั้งชื่อโดยHeinrich Wilhelm Schott ผู้อำนวยการสวนพฤกษศาสตร์ในเวียนนาเพื่อเป็นเกียรติแก่ แพทย์ชาวเยอรมัน Johann Friedrich Dieffenbach (1792-1847) พืช สกุลนี้เรียกกันทั่วไปว่า สาวน้อยประแป้ง เป็นไม้พุ่มอายุหลายปี ลำต้นอวบน้ำตั้งตรง เห็นข้อปล้องชัดเจน ภายในมีน้ำยางที่เป็นพิษ หากกินเข้าไปจะทำให้เป็นใบ้ จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ไอ้ใบ้" หรือ Dumb Cane ใบรูปรีหรือขอบขนานออกเวียนสลับรอบต้น มีลวดลายแตกต่างกันไป ช่อดอกออกที่ซอกใบใกล้ปลายยอด มีกาบรองดอกหุ้มปลีดอกเอาไว้ ผลกลมเมื่อสุกสีส้มหรือแดง ชอบดินร่วนระบายน้ำดี แสงแดดรำไรถึงครึ่งวันฃยายพันธุ์ง่ายโดยการตัดยอดหรือลำต้นมาปักชำเวลาตัดยอดหรือลำต้นมาเพื่อขยายพันธุ์ต้องปล่อยให้ยางแห้งก่อนแล้วใช้ปูนแดงหรือยาฆ่าเชื้อราป้ายทิ้งไว้ก่อนนำมาปักชำต้องระวังอย่าให้น้ำมากเกินไปเพราะอาจทำให้ลำต้นเน่าหรือรากเน่าได้สาวน้อยประแป้งถือเป็นไม้มงคลที่นิยมปลูกกันมากในอดีตปัจจุบันที่ยังเห็นกันอยู่ ดูตามนี้

ช้างเผือก

Dieffenbachia maculata (Lodd.) Bunting cv Barraquiniana

ชื่อวิทยาศาสตร์---Dieffenbachia maculata (Lodd.) Bunting cv Barraquiniana
ชื่อสายพันธุ์---Dieffenbachia maculata 'Barraquiniana'
ชื่อสามัญ---Dumb cane, Mother-in-law’s tongue, Leopard Lily
ชื่ออื่น---ว่านพญาช้างเผือก,ช้างเผือก ; [CHINESE: Bái mài dài fěn yè.];[THAI: Wan Phaya chang phueak, Chang phueak.]
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---เวสต์อินดีส
มีถิ่นกำเนิดในหมู่เกาะเวสต์อินดีส
ไม้พุ่ม สูง 1-2 เมตร ลำต้นทรงกระบอก ตั้งตรง มีข้อปล้องถี่ อาจมีรากขึ้นตามข้อ ก้านใบกับลำต้นเป็นสีขาวงาช้างมีลาย ใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปรีถึงรูปแถบกว้าง ปลายติ่งหนามสั้น โคนมน ขอบเรียบ แผ่นใบหนา เป็นมัน ด้านบนสีเขียวเข้ม เห็นเส้นใบชัดเจน มีเส้นกลางใบสีขาวหนาและมีจุดสีครีมกระจายเกือบจะสุ่ม ดอกไม้มีลักษณะเป็นช่อยาวโดยมีดอกเพศผู้อยู่ด้านบนและดอกเพศเมียอยู่ด้านล่าง ดอกหมันแถวหนึ่งแยกสองเพศ กลุ่มผลเบอร์รี่สีแดงสดหรือสีแดงส้ม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ตำแหน่งแสงแดดรำไรถึงครึ่งวันเช้า ชอบดินร่วนชื้นระบายน้ำได้ดี
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับเป็นไม้ใบภายในหรือภายนอกอาคาร  ค่อนข้างเป็นที่นิยมในเอเชียเนื่องจากถือว่าเป็น "ผู้นำความโชคดี" อาจจะเหมือนกับ 'Sao Antonia' ในการค้าของฟิลิปปินส์ และสำหรับนักสะสมพันธุ์ "Dumbcane"
รู้จักอันตราย--- เช่นเดียวกับสมาชิก Araceae อื่น ๆ ประกอบด้วยผลึกแคลเซียมออกซาเลตซึ่งอาจทำให้ระคายเคืองส่วนที่สัมผัสและบอบบางของร่างกายเช่นผิวหนัง เยื่อบุตา ได้ชื่อ"Dumbcane"มาจากอาการพูดไม่ออกชั่วคราวที่เกิดขึ้นหลังจากเคี้ยวชิ้นส่วนของลำต้น น้ำผลไม้ของพืชมีสารออกซาเลตและสารอื่น ๆ ที่ระคายเคืองเยื่อเมือกและทำให้ลิ้นและคอบวมและอักเสบ มีรายงานว่า"Dumbcane"ถูกมอบให้กับทาสเพื่อเป็นการลงโทษรูปแบบหนึ่ง
ขยายพันธุ์---ปักชำลำต้น แยกหน่อ

อาบูหะซัน หรือ ช้างดำ/Dieffenbachia x memoria-corsii Fenzl

ชื่อวิทยาศาสตร์-- Dieffenbachia Schott  x memoria-corsii Fenzi.
ชื่อสายพันธุ์---Dieffenbachia 'Memoria Corsii'
ชื่อสามัญ---Dumb cane, Mother-in-law’s tongue, Leopard Lily, Leopard Lily Dieffenbachia
ชื่ออื่น---อาบูหะซัน, ช้างดำ ;[CHINESE: Sā yín dài fěn yè.];[THAI: Abuhasun, Chang dam.]
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---เวสต์อินดีส
มีถิ่นกำเนิดในหมู่เกาะเวสต์อินดีส
ไม้พุ่ม สูง 1-2 เมตร ลำต้นทรงกระบอก ตั้งตรง มีข้อปล้องถี่ อาจมีรากขึ้นตามข้อ ก้านใบกับลำต้นเป็นสีขาวงาช้างมีลาย ใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปรีถึงรูปแถบกว้าง ปลายติ่งหนามสั้น โคนมน ขอบเรียบ แผ่นใบหนา เป็นมัน ด้านบนสีเขียวเข้ม เห็นเส้นใบชัดเจน ใบสีเขียวอมเทามีจุดสีครีมที่เหมือนดอกไม้ไฟระเบิด ดอกไม้มีลักษณะเป็นช่อยาวโดยมีดอกเพศผู้อยู่ด้านบนและดอกเพศเมียอยู่ด้านล่าง ดอกหมันแถวหนึ่งแยกสองเพศ กลุ่มผลเบอร์รี่สีแดงสดหรือสีแดงส้ม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ตำแหน่งแสงแดดรำไรถึงครึ่งวันเช้า ชอบดินร่วนชื้นระบายน้ำได้ดี
ใช้ประโยชน์ใช้ปลูกประดับเป็นไม้ใบภายในหรือภายนอกอาคาร เป็นที่นิยมในเอเชียเนื่องจากถือว่าเป็น"ผู้นำความโชคดี"
รู้จักอันตราย--- เช่นเดียวกับสมาชิก Araceae อื่น ๆ ประกอบด้วยผลึกแคลเซียมออกซาเลตซึ่งอาจทำให้ระคายเคืองส่วนที่สัมผัสและบอบบางของร่างกายเช่นผิวหนัง เยื่อบุตา ได้ชื่อ"Dumbcane"มาจากอาการพูดไม่ออกชั่วคราวที่เกิดขึ้นหลังจากเคี้ยวชิ้นส่วนของลำต้น น้ำผลไม้ของพืชมีสารออกซาเลตและสารอื่น ๆ ที่ระคายเคืองเยื่อเมือกและทำให้ลิ้นและคอบวมและอักเสบ มีรายงานว่า"Dumbcane"ถูกมอบให้กับทาสเพื่อเป็นการลงโทษรูปแบบหนึ่ง
ขยายพันธุ์---ปักชำลำต้น แยกหน่อ

ขุนเม็งราย หรือ ทรอปิกสโนว์

Dieffenbachia maculata (Lodd.)Bunting cv Tropic Snow

ชื่อวิทยาศาสตร์-- Dieffenbachia maculata (Lodd.) Bunting cv Tropic Snow
ชื่อสายพันธุ์---Dieffenbachia 'Tropic Snow'
ชื่อสามัญ---Dumb cane, Tropic Snow Dumb Cane Plant
ชื่ออื่น---ขุนเม็งราย, ทรอปิกสโนว์ ;[CHINESE: Xiàxuědài fěn yè, Mǎ wáng wàn niánqīng.];[THAI: Khun Mengrai, Tropic Snow.]
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---บราซิล
มีถิ่นกำเนิดในบราซิล
ไม้พุ่ม สูง 1-2 เมตร ลำต้นทรงกระบอก ตั้งตรง มีข้อปล้องถี่ อาจมีรากขึ้นตามข้อ ก้านใบกับลำต้นเป็นสีขาวงาช้างมีลาย ใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปรีถึงรูปแถบกว้าง ปลายติ่งหนามสั้น โคนมน ขอบเรียบ แผ่นใบหนา เป็นมัน สีฐานของใบไม้แต่ละใบเป็นสีเขียวมรกตสดใสที่ด้านนอก (และตรงกลางขึ้นไป) แต่ตรงกลางมีแถบสีครีมขาวเหลือง ดอกไม้มีลักษณะเป็นช่อยาวโดยมีดอกเพศผู้อยู่ด้านบนและดอกเพศเมียอยู่ด้านล่าง ดอกหมันแถวหนึ่งแยกสองเพศ กลุ่มผลเบอร์รี่สีแดงสดหรือสีแดงส้ม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ตำแหน่งแสงแดดรำไรถึงครึ่งวันเช้า ชอบดินร่วนชื้นระบายน้ำได้ดี
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับเป็นไม้ใบภายในหรือภายนอกอาคาร  ค่อนข้างเป็นที่นิยมในเอเชียเนื่องจากถือว่าเป็น "ผู้นำความโชคดี"
รู้จักอันตราย---ได้ชื่อ"Dumbcane"มาจากอาการพูดไม่ออกชั่วคราวที่เกิดขึ้นหลังจากเคี้ยวชิ้นส่วนของลำต้น น้ำผลไม้ของพืชมีสารออกซาเลตและสารอื่น ๆ ที่ระคายเคืองเยื่อเมือกและทำให้ลิ้นและคอบวมและอักเสบ มีรายงานว่า"Dumbcane"ถูกมอบให้กับทาสเพื่อเป็นการลงโทษรูปแบบหนึ่ง
ขยายพันธุ์---ปักชำลำต้น แยกหน่อ

 เสือโคร่ง/Dieffenbachia sequine (Jacq.) Schott cv. Nobilis

 

Dieffenbachia sp


นางพญาหงสา/Dieffenbachia daguensis

ชื่อวิทยาศาสตร์-- Dieffenbachia daguensis Engl
ชื่อพ้อง--- No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---No common name has yet been provided in this category
ชื่ออื่น---ว่านนางพญาหงสา ; [THAI: Wan nang phaya hongsa.]
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์-- เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
Dieffenbachia daguensis เป็นพืชในสกุลสาวน้อยประแป้ง วงศ์ Araceae ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Heinrich Gustav Adolf Engler (1844–1930) นักพฤกษศาสตร์ขาวเยอรมัน ในปี พ.ศ. 2428
มีถิ่นกำเนิดในอินเดีย พม่า
ไม้พุ่ม สูง 1-2 เมตร ลำต้นทรงกระบอก ตั้งตรง มีข้อปล้องถี่ อาจมีรากขึ้นตามข้อ มีใบหนา แข็ง สีเขียวสดมีดอกสีเหลือง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ตำแหน่งแสงแดดรำไรถึงครึ่งวันเช้า ชอบดินร่วนชื้นระบายน้ำได้ดี
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับเป็นไม้ใบภายในหรือภายนอกอาคาร
ความเขื่อ/พิธีหรรม---ชาวพม่าเชื่อกันว่าเป็นว่านที่อำนาจอาถรรพณ์ลี้ลับ หากผู้ใดนำมาปลูกเลี้ยงไว้ในบ้านจะต้องเซ่นไหว้บูชา มิฉะนั้นจะถึงกาลวิบัติ และเกิดอาเภทต่างๆ แต่ถ้าทำถูกต้องและออกดอกจะทำให้ร่ำรวยมีอำนาจบารมี
รู้จักอันตราย---ได้ชื่อ"Dumbcane"มาจากอาการพูดไม่ออกชั่วคราวที่เกิดขึ้นหลังจากเคี้ยวชิ้นส่วนของลำต้น น้ำผลไม้ของพืชมีสารออกซาเลตและสารอื่น ๆ ที่ระคายเคืองเยื่อเมือกและทำให้ลิ้นและคอบวมและอักเสบ มีรายงานว่า"Dumbcane"ถูกมอบให้กับทาสเพื่อเป็นการลงโทษรูปแบบหนึ่ง
ขยายพันธุ์---ปักชำลำต้น แยกหน่อ

หงสามหาราช/Dieffenbachia  sp.

ชื่อวิทยาศาสตร์-- Dieffenbachia sp
ชื่อพ้อง--- No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---No common name has yet been provided in this category
ชื่ออื่น---ว่านหงสามหาราช ;[THAI: Wan Hongsa Maharat.]
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์-- เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
ไม้พุ่ม สูง 1-2 เมตร ลำต้นทรงกระบอก ตั้งตรง มีข้อปล้องถี่ อาจมีรากขึ้นตามข้อ ใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปรีถึงรูปแถบกว้าง ปลายใบแหลมเรียว โคนมน ขอบเรียบ แผ่นใบหนา เป็นมัน สีเขียวเข้มทั้งใบเห็นเส้นใบชัดเจน กาบใบหุ้มลำต้นซ้อนกันเป็นชั้น ออกดอกเป็นช่อ แบบช่อเชิงลดมีกาบ ออกที่ปลายยอด ดอกสีขาว ขนาดเล็ก จานรองดอกสีเขียว
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ตำแหน่งแสงแดดรำไรถึงครึ่งวันเช้า ชอบดินร่วนชื้นระบายน้ำได้ดี
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับเป็นไม้ใบภายในหรือภายนอกอาคาร
ความเขื่อ/พิธีหรรม--- เป็นต้นไม้มงคล เรียกทรัพย์ เสริมบารมี เสริมฮวงจุ้ย
รู้จักอันตราย---ชิ้นส่วนของลำต้นและน้ำของผลไม้ของพืชมีสารออกซาเลตและสารอื่น ๆ ที่ระคายเคืองเยื่อเมือกและทำให้ลิ้นและคอบวมและอักเสบ
ขยายพันธุ์---ปักชำลำต้น แยกหน่อ

เศรษฐีวิลสัน/Dieffenbachia sp

ชื่อวิทยาศาสตร์-- Dieffenbachia sp
ชื่อพ้อง--- No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---No common name has yet been provided in this category
ชื่ออื่น---เศรษฐีวิลสัน ; [THAI: Setthi wilson.]
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์-- เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
ไม้พุ่ม สูง 1-2 เมตร ลำต้นทรงกระบอก ตั้งตรง มีข้อปล้องถี่ อาจมีรากขึ้นตามข้อ ใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปรีถึงรูปแถบกว้าง ปลายติ่งหนามสั้น โคนมน ขอบเรียบ แผ่นใบหนา เป็นมัน ด้านบนสีเขียวเข้ม เห็นเส้นใบชัดเจน กาบใบหุ้มลำต้นซ้อนกันเป็นชั้น ออกดอกเป็นช่อ แบบช่อเชิงลดมีกาบ ออกที่ปลายยอด ดอกสีขาว ขนาดเล็ก จานรองดอกสีเขียว
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ตำแหน่งแสงแดดรำไรถึงครึ่งวันเช้า ชอบดินร่วนชื้นระบายน้ำได้ดี
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับเป็นไม้ใบภายในหรือภายนอกอาคาร
ความเขื่อ/พิธีหรรม--- เป็นต้นไม้มงคล เรียกทรัพย์ เสริมบารมี เสริมฮวงจุ้ย
รู้จักอันตราย---ชิ้นส่วนของลำต้นและน้ำของผลไม้ของพืชมีสารออกซาเลตและสารอื่น ๆ ที่ระคายเคืองเยื่อเมือกและทำให้ลิ้นและคอบวมและอักเสบ
ขยายพันธุ์---ปักชำลำต้น แยกหน่อ

อโกลนีม่าหรือ แก้วกาญจนา/Aglaonema schott

ถิ่น กำเนิด เขตร้อนของทวีปเอเซีย พบทั่วโลกประมาณ21ชนิด มีทั้งเป็นไม้พุ่มและไม้เลื้อย
ลำต้นอวบน้ำมีข้อปล้องชัดเจน ลวดลายใบแตกต่างกันไป ช่อดอกแยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน ผลเป็นรูปทรงกลมเมื่อสุกสีแดงสด สามารถนำมาขยายพันธุ์ต่อไปได้ แตกกอง่าย ข้อต้นถี่ มีน้ำยางใสที่ไม่เป็นพิษ
จะเห็นได้ว่า อโกลนีมามีลักษณะทั่วไปคล้ายสาวน้อยประแป้ง ต่างกันที่อโกลนีมามีข้อต้นถี่และน้ำยางใสไม่เป็นพิษและด้วยลวดลายสีสันบนใบ และความแข็งแรงทนทาน อโกลนีมาจึงได้รับความนิยมในการนำมาปลูกเป็นไม้ประดับกันมาก การปลูกเลี้ยงก็ง่ายในแสงแดดรำไรและดินมีการระบายน้ำดี บางชนิดทนต่อสภาพชื้นแฉะ บางชนิดทนต่อสภาพแห้งแล้ง หรือมีแสงแดดส่องมาก มีทั้งเลี้ยงง่ายโตเร็ว และเลี้ยงง่ายโตช้า แล้วแต่ ขยายพันธุ์ได้หลายวิธี อาจใช้การตอน การแยกหน่อ หรือปักชำยอด หรือปักชำลำต้น ศัตรูที่ควรระวังคือพวกเพลี้ยแป้ง เพลี้ยหอยดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณซอกใบตามปลายยอด ชอบปุ๋ยคอกมากกว่าปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ประหยัดไปอีกอย่าง สำหรับอโกลนีมาที่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับมี 2กลุ่มคือ กลุ่มที่มีลำต้นตั้งตรงและกลุ่มที่มีลำต้นทอดเลื้อย ที่นำมาคือเป็นต้นที่ควรรู้จัก สำหรับต้นที่ผสมขึ้นใหม่ จะมีหนังสือเฉพาะสำหรับผู้สนใจพิเศษ
 ในที่นี้จะกล่าวถึงอโกลนีมาทั่วไปออกจะเป็นไม้เก่าดั้งเดิมเริ่มต้น แต่ที่กำลังนิยมอยู่ก็มีอยู่บ้าง

เขียวพันปี/Aglaonema commutatum


ชื่อวิทยาศาสตร์---Aglaonema commutatum Schott (1856.)
ชื่อพ้อง ---Aglaonema marantifolium var. commutatum (Schott) Engl.
ชื่อสามัญ---Philippine evergreen, Chinese Evergreen, Silver Evergreen, Silver queen aglaonema, Pewter, Painted Drop-Tongue
ชื่ออื่น--- เขียวพันปี, ว่านเขียวพันปี, อโกลนีมา, แก้วกาญจนา ;[INDONESIA: Sri rezeki.];[PORTUGUESE: Aglaonema, Café-de-salão.];[SWEDISH: Silverkalla.];[THAI: Khieo phan-pi.]
ชื่อวงศ์---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ ---เอเซียเขตร้อน แอฟริกา อเมริกาใต้
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลมาจากคำภาษากรีก 'aglaos'หมายถึงสว่างหรือชัดเจนและ 'nema' หมายถึงด้ายที่อ้างอิงถึงเกสรเพศผู้ ; ชื่อสปีซี่ส์ ' commutatum' หมายถึงการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบ
Aglaonema commutatum เป็นสายพันธุ์พืชดอกของครอบครัว Araceae (วงศ์บอน) ได้รับการอธิบายครั้งแรกโดย Heinrich Wilhelm Schott (1794–1865) นักพฤกษศาสตร์ชาวออสเตรีย ในปีพ.ศ.2399
มีถิ่น กำเนิดในฟิลิปปินส์ ตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะเซลีเบส เติบโตภายใต้ป่าฝนเขตร้อนบริเวณที่มีความเข้มของแสงต่ำ
เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กทรงพุ่มค่อนข้างใหญ่มีรากและลำต้นที่เป็นเส้นใยมียางสีขาวความสูง 40–70 ซม.เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 1.5–2 ซม. ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ใบรูปใบหอก ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมนหรือรูปหัวใจ สีเขียวเข้มเป็นมัน มีลายแถบเล็กๆทั้งสองด้านระหว่างเส้นใบย่อยคล้ายลายขนนกเป็นปื้นสีเขียวอ่อนกระจายอยู่ทั่วใบ มีดอกสปาดิกซ์สีขาวครีมขนาดเล็กล้อมรอบด้วยกาบสีเขียวซีด ผลสดรูปกลมรีสีแดงเมื่อสุก
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดรำไรถึงแสงสว่างแต่ไม่ใช่แสงแดดส่องโดยตรง ดินปลูกที่มีส่วนผสมอุดมด้วยวัตถุอินทรีย์มีความชุ่มชื้นสม่ำเสมอและมีการระบายน้ำได้ดี รดน้ำเป็นประจำทำให้ดินชุ่มชื้นเล็กน้อยในช่วงฤดูร้อน ในฤดูหนาวดินชั้นบนควรแห้งระหว่างการรดน้ำแต่ละครั้ง ใส่ปุ๋ยเดือนละครั้งโดยใช้ปุ๋ย houseplant ที่สมดุลเจือจางลงครึ่งหนึ่ง
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับเป็นไม้ในร่ม
-ใช้เป็นยา ใบ และต้นตำผสมเหล้าขาว คั้นเอานํ้ากิน เอากากพอกถอนพิษสัตว์กัดต่อย
ความเชื่อ/พิธีกรรม---มีสรรพคุณในทางเมตตามหานิยม ปลูก ไว้เป็นศรีเป็นสง่าแก่บ้านเรือน เป็นไม้มงคลต้นหนึ่ง โดยมากมักจะเลี้ยง ไว้เป็นไม้ประดับกระถาง
-อื่น ๆเป็นพืขที่อยู่ในรายชื่อโรงงานฟอกอากาศของ NASA พวกเขาได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถขจัดสารพิษเบนซีนและฟอร์มาลดีไฮด์ที่มีอยู่ในสภาพแวดล้อมภายในบ้านและช่วยลดผลข้างเคียงที่ระคายเคืองต่อมนุษย์
ระยะออกดอก/ติดผล---ฤดูร้อนถึงต้นฤดูใบไม้ร่วง
ขยายพันธุ์---แยกหน่อ ปักชำ

เขียวหมื่นปี/Aglaonema modestum

ชื่อวิทยาศาสตร์---Aglaonema modestum Schott ex Engl.(1879)
ชื่อพ้อง --- Has 3 Synonyms
---Aglaonema acutispathum N.E.Br.(1885).
---Aglaonema costatum var. viride Engl.(1915).
---Aglaonema laoticum Gagnep.(1941)
ชื่อสามัญ--- Chinese evergreen, Green-for-ten-thousand-years, Lily of China, Japanese-leaf
ชื่ออื่น--- ว่านเขียวหมื่นปี ; [CHINESE: Wan – lien – tching.];[GERMAN: Chinesischer Kolbenfaden.]
ชื่อวงศ์---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ ---บังคลาเทศ ไทย ลาว เวียดนามและจีน
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลมาจากคำภาษากรีก 'aglaos'หมายถึงสว่างหรือชัดเจนและ 'nema' หมายถึงด้ายที่อ้างอิงถึงเกสรเพศผู้
Aglaonema modestum เป็นสายพันธุ์พืชดอกของครอบครัว Araceae (วงศ์บอน) ได้รับการอธิบายครั้งแรกโดย Heinrich Wilhelm Schott (1794–1865) นักพฤกษศาสตร์ชาวออสเตรีย จากอดีต Heinrich Gustav Adolf Engler (1844–1930) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน ในปี พ.ศ. 2422
มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน พบใน บังคลาเทศ ไทย ลาว เวียดนาม
เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กทรงพุ่มค่อนข้างใหญ่มีรากและลำต้นที่เป็นเส้นใยมียางสีขาวอาจมีความสูงของต้นได้ถึง 1-2 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ใบรูปใบหอกหรือใบพายมีขนาดกว้างประมาณ 6-10 ซม. และยาวประมาณ 10-25 ซม. ก้านใบยาวประมาณ 8-10 ซม.ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมนหรือรูปหัวใจ สีเขียวเข้มเป็นมัน มีลายแถบเล็กๆทั้งสองด้านระหว่างเส้นใบย่อยคล้ายลายขนนกเป็นปื้นสีเขียวอ่อนกระจายอยู่ทั่วใบ มีดอกสปาดิกซ์สีขาวครีมขนาดเล็กล้อมรอบด้วยกาบสีเขียวซีด ผลสดรูปกลมรี  2  × 0.8 ซม. สีเขียวเมื่อสุกเป็นสีส้มเข้ม เมล็ดรูปขอบขนาน  1.7 ซม.
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดรำไรถึงแสงสว่างแต่ไม่ใช่แสงแดดส่องโดยตรง ดินปลูกที่มีส่วนผสมอุดมด้วยวัตถุอินทรีย์มีความชุ่มชื้นสม่ำเสมอและมีการระบายน้ำได้ดี รดน้ำเป็นประจำทำให้ดินชุ่มชื้นเล็กน้อยในช่วงฤดูร้อน ในฤดูหนาวดินชั้นบนควรแห้งระหว่างการรดน้ำแต่ละครั้ง ใส่ปุ๋ยเดือนละครั้งโดยใช้ปุ๋ย houseplant ที่สมดุลเจือจางลงครึ่งหนึ่ง
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับเป็นไม้ในร่ม และถือเป็นต้นไม้มงคลนิยมปลูกเป็นไม้กระถาง
-ใช้เป็นยา ใช้ภายนอกเป็นยาเพื่อรักษาอาการงูและแมลงกัดต่อย โรคกลัวน้ำ ฝีและอาการบวม
ความเชื่อ/พิธีกรรม---มีสรรพคุณในทางเมตตามหานิยม ปลูก ไว้เป็นศรีเป็นสง่าแก่บ้านเรือน เป็นไม้มงคลต้นหนึ่ง โดยมากมักจะเลี้ยง ไว้เป็นไม้ประดับกระถาง ในภาษาจีนกลางเรียกว่า เรียกว่า Wan – lien – tching ตามตัวอักษร '10,000 ปีสีเขียว' และถือเป็นการนำโชคลาภมาสู่เจ้าของ
-อื่น ๆเป็นพืขที่อยู่ในรายชื่อโรงงานฟอกอากาศของ NASA พวกเขาได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถขจัดสารพิษเบนซีนและฟอร์มาลดีไฮด์ที่มีอยู่ในสภาพแวดล้อมภายในบ้านและช่วยลดผลข้างเคียงที่ระคายเคืองต่อมนุษย์
ได้รับรางวัล---AGM ( The Royal Horticultural Society's Award of Garden Merit.)
ระยะออกดอก/ติดผล---ฤดูร้อนถึงต้นฤดูใบไม้ร่วง
ขยายพันธุ์---แยกหน่อ ปักชำ

โพธิ์เงินลาย/Aglaonema costatum

ชื่อวิทยาศาสตร์---Aglaonema costatum N.E.Br.(1892)
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Aglaonema costatum f. foxii (Engl.) Jervis (1980).
ชื่อสามัญ---Fox's aglaonema, Spotted evergreen, Chinese evergreen, Leaf Aglaonema
ชื่ออื่น---โพธิ์นำเงินเล็ก, ใบ้สามสี, ไอ้ใบ้สามสี, สามสี,โพธิ์เงินลาย ;[CHINESE: Xīn yè cū lē cǎo.];[SWEDISH: Ribbsilverkalla.];[THAI: Bai sam si, Sam si, Ai bai sam si.]
ชื่อวงศ์---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---บังกลาเทศ กัมพูชา ลาว มาเลเซีย ไทย เวียดนาม
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลมาจากคำภาษากรีก 'aglaos'หมายถึงสว่างหรือชัดเจนและ 'nema' หมายถึงด้ายที่อ้างอิงถึงเกสรเพศผู้
Aglaonema costatum เป็นสายพันธุ์พืชดอกของครอบครัว Araceae (วงศ์บอน) ได้รับการอธิบายครั้งแรกโดย Nicholas Edward Brown (1849–1934) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ ในปีพ. ศ. 2435.
มีถิ่นกำเนิดใน มาเลเซีย แพร่กระจายในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากเกาะลังกาวีไปยังเวียดนาม เติบโตภายใต้สภาพธรรมชาติในชั้นล่างของป่าซึ่งมีแสงส่องผ่านเข้ามาเล็กน้อย ในที่ชื้นและร่มรื่นบนหินปูนหรือใกล้ลำธาร ได้รับความนิยมในการเพาะปลูกสำหรับรูปแบบที่แตกต่างกันซึ่งได้มาจากป่า
ต้นนี้เรียกกันว่า ใบ้สามสี มาแต่โบราณ ไม้พุ่มขนาดเล็กถึงขนาดกลางขึ้นเป็นกอมีลำต้นทอดเลื้อยใต้ดิน ต้นสูงถึง 35 ซม ใบรูปไข่แกมรูปใบหอกยาว 9.5-26 x 4.7-10 ซม. ปลายใบเรียวแหลมใบสีเขียวเข้มเป็นมัน มีเส้นกลางใบสีขาวและจุดแต้มเล็กๆสีขาวนวลทั่วใบ ก้านใบสั้นมากยาวประมาณ 1.5 ซม.ช่อดอกออกเดี่ยว ๆ  ก้านช่อดอกยาว 2.5-23 ซม.  spadixทรงรี - ทรงกระบอก ผลขนาด 1-2 x 0.5-1 ซม. สุกสีแดงเข้ม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดรำไรถึงแสงสว่างแต่ไม่ใช่แสงแดดส่องโดยตรง ดินปลูกที่มีส่วนผสมอุดมด้วยวัตถุอินทรีย์มีความชุ่มชื้นสม่ำเสมอและมีการระบายน้ำได้ดี รดน้ำเป็นประจำทำให้ดินชุ่มชื้นเล็กน้อยในช่วงฤดูร้อน ต้องการความชื้นสูง ในอากาศแห้งใบจะผิดรูปคลี่ไม่ดียอดและขอบแห้ง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องฉีดพ่นหมอกเป็นประจำใส่ปุ๋ยเดือนละ 2 ครั้งโดยใช้ปุ๋ย houseplant ที่สมดุลเจือจางลงครึ่งหนึ่งสลับกับปุ๋ยอินทรีย์
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับเป็นไม้ในร่ม และถือเป็นต้นไม้มงคลนิยมปลูกเป็นไม้กระถาง
ความเชื่อ/พิธีกรรม---มีสรรพคุณในทางเมตตามหานิยม ปลูก ไว้เป็นศรีเป็นสง่าแก่บ้านเรือน เป็นไม้มงคลต้นหนึ่ง โดยมากมักจะเลี้ยง ไว้เป็นไม้ประดับกระถาง
-อื่น ๆเป็นพืขที่อยู่ในรายชื่อโรงงานฟอกอากาศของ NASA พวกเขาได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถขจัดสารพิษเบนซีนและฟอร์มาลดีไฮด์ที่มีอยู่ในสภาพแวดล้อมภายในบ้านและช่วยลดผลข้างเคียงที่ระคายเคืองต่อมนุษย์
ระยะออกดอก/ติดผล---ฤดูร้อนถึงต้นฤดูใบไม้ร่วง
ขยายพันธุ์--- ปักชำราก เหง้า

เงินเต็มบ้าน/Aglaonema sp. ‘Ngoentemban’

ชื่อวิทยาศาสตร์---Aglaonema sp. ‘Ngoentemban’
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---Philippine evergreen, Chinese Evergreen
ชื่ออื่น---เงินเต็มบ้าน ; [THAI: Ngoentemban.]
ชื่อวงศ์---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด----ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ ---อินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย  ฟิลิปปินส์ ลาว เวียดนาม จีนตอนใต้
มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่อินเดียลงไปจนถึงมาเลเซีย หมู่เกาะในประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ ลาว เวียดนาม และจีนตอนใต้
พุ่มขนาดกลางแตกหน่อปานกลาง โตเร็ว ใบรูปไข่ปลายแหลมเป็นติ่ง โคนมนหรือรูปหัวใจ ใบหนาคล้ายแผ่นหนังสีเขียวเข้มเหลือบสีเทาเงิน มีปื้นสีเขียวหรือเขียวอมเทาที่ขอบใบ ใต้ใบสีเขียวเข้ม ก้านใบสีเขียวเข้ม โคนกาบใบมีขีดสีเทาจาง ออกดอกเป็นช่อแบบช่อเชิงลดมีกาบ ออกบริเวณซอกใบ ดอกสีขาว
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดรำไรถึงแสงสว่างแต่ไม่ใช่แสงแดดส่องโดยตรง ดินปลูกที่มีส่วนผสมอุดมด้วยวัตถุอินทรีย์มีความชุ่มชื้นสม่ำเสมอและมีการระบายน้ำได้ดี รดน้ำเป็นประจำทำให้ดินชุ่มชื้นเล็กน้อยในช่วงฤดูร้อน ต้องการความชื้นสูง ในอากาศแห้งใบจะผิดรูปคลี่ไม่ดียอดและขอบแห้ง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องฉีดพ่นหมอกเป็นประจำใส่ปุ๋ยเดือนละ 2 ครั้งโดยใช้ปุ๋ย houseplant ที่สมดุลเจือจางลงครึ่งหนึ่งสลับกับปุ๋ยอินทรีย์
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับเป็นไม้ในร่ม และถือเป็นต้นไม้มงคลนิยมปลูกเป็นไม้กระถาง
ความเชื่อ/พิธีกรรม---มีสรรพคุณในทางเมตตามหานิยม ปลูก ไว้เป็นศรีเป็นสง่าแก่บ้านเรือน เป็นไม้มงคลต้นหนึ่ง โดยมากมักจะเลี้ยง ไว้เป็นไม้ประดับกระถาง
-อื่น ๆเป็นพืขที่อยู่ในรายชื่อโรงงานฟอกอากาศของ NASA พวกเขาได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถขจัดสารพิษเบนซีนและฟอร์มาลดีไฮด์ที่มีอยู่ในสภาพแวดล้อมภายในบ้านและช่วยลดผลข้างเคียงที่ระคายเคืองต่อมนุษย์
ระยะออกดอก/ติดผล---ฤดูร้อนถึงต้นฤดูใบไม้ร่วง
ขยายพันธุ์--- เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำลำต้น แยกหน่อ

อุดมทรัพย์/Aglaonema sp. ‘Udomsap’

ชื่อวิทยาศาสตร์---Aglaonema sp. ‘Udomsap’
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---Chinese Evergreen
ชื่ออื่น---อโกลนีม่าอุดมทรัพย์ ;[THAI: Udomsap.]
ชื่อวงศ์---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด----ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ ---อินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย  ฟิลิปปินส์ ลาว เวียดนาม จีนตอนใต้
ไม้พุ่มขนาดเล็ก อายุหลายปี สูงประมาณ 30 ซ.ม. ใบเดี่ยวรูปขอบขนานแกมรูปไข่ ปลายเรียวแหลม โคนใบมนหรือเว้า หนาคล้ายแผ่นหนัง  ด้านใต้ใบเป็นสันนูนตามเส้นใบ กาบใบเป็นร่องห่อหุ้มลำต้น ขอบใบสีเขียวเข้ม แผ่นใบสีขาวนวลปนด้วยแต้มสีเขียวปนเทา ดอกสีขาวออกเป็นช่อแบบช่อเชิงลดมีกาบ
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดรำไรถึงแสงสว่างแต่ไม่ใช่แสงแดดส่องโดยตรง ดินปลูกที่มีส่วนผสมอุดมด้วยวัตถุอินทรีย์มีความชุ่มชื้นสม่ำเสมอและมีการระบายน้ำได้ดี รดน้ำเป็นประจำทำให้ดินชุ่มชื้นเล็กน้อยในช่วงฤดูร้อน ต้องการความชื้นสูง ในอากาศแห้งใบจะผิดรูปคลี่ไม่ดียอดและขอบแห้ง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องฉีดพ่นหมอกเป็นประจำใส่ปุ๋ยเดือนละ 2 ครั้งโดยใช้ปุ๋ย houseplant ที่สมดุลเจือจางลงครึ่งหนึ่งสลับกับปุ๋ยอินทรีย์
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับเป็นไม้ในร่ม และถือเป็นต้นไม้มงคลนิยมปลูกเป็นไม้กระถาง
ความเชื่อ/พิธีกรรม---มีสรรพคุณในทางเมตตามหานิยม ปลูก ไว้เป็นศรีเป็นสง่าแก่บ้านเรือน เป็นไม้มงคลต้นหนึ่ง โดยมากมักจะเลี้ยง ไว้เป็นไม้ประดับกระถาง
-อื่น ๆเป็นพืขที่อยู่ในรายชื่อโรงงานฟอกอากาศของ NASA พวกเขาได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถขจัดสารพิษเบนซีนและฟอร์มาลดีไฮด์ที่มีอยู่ในสภาพแวดล้อมภายในบ้านและช่วยลดผลข้างเคียงที่ระคายเคืองต่อมนุษย์
ระยะออกดอก/ติดผล---ฤดูร้อนถึงต้นฤดูใบไม้ร่วง
ขยายพันธุ์--- เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำลำต้น แยกหน่อ

หลักทรัพย์/Aglaonema sp. ‘Laksap’

ชื่อวิทยาศาสตร์---Aglaonema sp. ‘Laksap’
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---Chinese Evergreen
ชื่ออื่น---อโกลนีมา หลักทรัพย์ ; [THAI: Laksap.]
ชื่อวงศ์---ARACEAE
ถิ่นกำเนิด----ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ ---อินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย  ฟิลิปปินส์ ลาว เวียดนาม จีนตอนใต้
ไม้พุ่มขนาดเล็ก อายุหลายปี สูงประมาณ 30 ซ.ม. ใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปรี ปลายแหลม โคนมน ขอบใบเรียบ ใบหนาคล้ายแผ่นหนัง เกลี้ยง ก้านใบสีชมพูอ่อน  กาบใบเป็นร่อง ห่อหุ้มลำต้น แผ่นใบสีเขียวเข้มปนสีเขียวอ่อน บริเวณเส้นกลางใบและเส้นใบย่อยสีชมพู ใต้ใบคล้ายแผ่นใบแต่สีชัดกว่า เส้นกลางใบนูนเด่นชัดบริเวณโคนและค่อยๆเล็กลงจนสุดปลายใบ ออกดอกเป็นช่อแบบช่อเชิงลดมีกาบ ออกบริเวณซอกใบ ดอกสีขาว
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดรำไรถึงแสงสว่างแต่ไม่ใช่แสงแดดส่องโดยตรง ดินปลูกที่มีส่วนผสมอุดมด้วยวัตถุอินทรีย์มีความชุ่มชื้นสม่ำเสมอและมีการระบายน้ำได้ดี รดน้ำเป็นประจำทำให้ดินชุ่มชื้นเล็กน้อยในช่วงฤดูร้อน ต้องการความชื้นสูง ในอากาศแห้งใบจะผิดรูปคลี่ไม่ดียอดและขอบแห้ง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องฉีดพ่นหมอกเป็นประจำใส่ปุ๋ยเดือนละ 2 ครั้งโดยใช้ปุ๋ย houseplant ที่สมดุลเจือจางลงครึ่งหนึ่งสลับกับปุ๋ยอินทรีย์
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับเป็นไม้ในร่ม และถือเป็นต้นไม้มงคลนิยมปลูกเป็นไม้กระถาง
ความเชื่อ/พิธีกรรม---มีสรรพคุณในทางเมตตามหานิยม ปลูก ไว้เป็นศรีเป็นสง่าแก่บ้านเรือน เป็นไม้มงคลต้นหนึ่ง โดยมากมักจะเลี้ยง ไว้เป็นไม้ประดับกระถาง
-อื่น ๆเป็นพืขที่อยู่ในรายชื่อโรงงานฟอกอากาศของ NASA พวกเขาได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถขจัดสารพิษเบนซีนและฟอร์มาลดีไฮด์ที่มีอยู่ในสภาพแวดล้อมภายในบ้านและช่วยลดผลข้างเคียงที่ระคายเคืองต่อมนุษย์
ระยะออกดอก/ติดผล---ฤดูร้อนถึงต้นฤดูใบไม้ร่วง
ขยายพันธุ์--- เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำลำต้น แยกหน่อ

อโกลนีม่าชนิดอื่นๆ

อัญมณีแดง ศิริมงคล
ทองนพคุณ รวยรายวัน

คล้า/วงศ์  MARANTACEAE

เรียกกันว่า Arrow Root Famly มีประมาณ 31 สกุล 550 ชนิด

ถิ่น กำเนิดอยู่ในเขตร้อน ส่วนใหญ่อยู่ในแถบอเมริกาใต้ แอฟริกา และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งประเทศไทย มักพบในป่าดิบชื้น มีแสงรำไรหรือในพื้นที่ชื้นแฉะทั่วไป
คล้าจัดเป็นไม้ยืนต้นที่มีเนื้ออ่อน เจริญเติบโตเป็นกอ เป็นพุ่ม อายุหลายปี ลำต้นมีทั้งตรงและเลื้อย มีเหง้า หรือหัวใต้ดิน แตกหน่อได้ ใบเป็นใบเดี่ยวออกสลับกัน มักมีลวดลายและสีสันบนใบสวยงาม โคนต้นมีกาบหุ้มใบ
ลักษณะประจำของพืชวงศ์นี้คือแผ่นใบสองด้านของเส้นกลางใบไม่เท่ากัน ขณะใบยังอ่อนด้านใหญ่จะม้วนหุ้มด้านเล็กไว้ นอกจากนี้ตรงรอยต่อของก้านใบกับแผ่นใบจะโป่งออก มีหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของใบ เวลากลางวันใบจะกางออก และจะห่อขึ้นในเวลากลางคืน คล้ายกับการพนมมือ จึงมีคนเรียกชื่อพืชวงศ์นี้ว่า "Prayer Plant" ดอกออกเป็นช่อบริเวณยอดอ่อนจากซอกกาบใบ ดอกจะออกเป็นคู่จากกาบรองดอกที่เรียงซ้อนกันเป็นแถวในแนวระนาบเดียวกัน สลับซ้ายขวาจากแกนช่อดอกหรืออาจเรียงกันเป็นวง ช่อดอกสมบูรณ์เพศ มีกลีบเลี้ยงและกลีบดอกอย่างละ3กลีบ เกสรเพศผู้จำนวนมากแต่สมบูรณ์เพียง1อัน ส่วนที่เหลือเป็นหมัน และจะเปลี่ยนรูปไปคล้ายกลีบดอก1กลีบ ลักษณะของช่อดอกมี4แบบคือ1 แบบดอกช่อกระจุกอยู่ปลายก้าน 2 แบบช่อแขนง 3 แบบช่อกระจะ 4 แบบช่อเชิงลด ผลซึ่งไม่ค่อยจะพบนักมี2ลักษณะคือผลแห้งเมื่อแก่อาจแตกหรือไม่แตกออก และผลที่มีเนื้อนุ่ม และมีเมล็ด1-3เมล็ด
ธรรมชาติของคล้ามักขึ้นตามป่าชื้นที่มีดินแฉะหรือมีน้ำขัง เจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศเย็น ความชื้นสูง แสงรำไร ลมโกรกน้อย แต่ก็มีบางสกุลที่ทนอุณหภูมิต่ำมากๆได้
ใบของคล้าจะไวต่อแสงแดด ความชื้นและอุณหภูมิของสภาพแวดล้อมมาก เช่นในฤดูฝนใบจะมีสีสันและลวดลายสวยงาม แต่ถ้าได้รับแสงแดดจัดขณะมีความชื้นในอากาศน้อยและมีอุณหภูมิสูง เช่นในฤดูร้อนหรือฤดูหนาว จะทำให้เกิดรอยไหม้บนใบหรือขอบใบแห้ง ส่วนวัสดุปลูกนั้นต้องมีความชุ่มชื้น มีการระบายน้ำดี และมีอินทรียวัตถุปนอยู่บ้างเช่น ดินปนทราย
การขยายพันธุ์ควรทำในช่วงฤดูร้อนถึงฤดูฝนวิธีที่นิยมกันคือการแบ่งเหง้าหรือหัวที่โตเต็มที่มาปลูกใหม่ ราว 2-3สัปดาห์ต้นใหม่ก็จะตั้งตัวได้และเริ่มผลิใบใหม่ขึ้น ส่วนการเพาะเมล็ดจะให้ผลช้ากว่าและต้นที่ได้อาจมีการกลายพันธุ์จากต้นเดิม จึงไม่นิยม ยกเว้นทำเพื่อผลิตลูกผสมใหม่
โรค แมลงศัตรู โรคที่พบมากคือโรคใบจุดสนิม เกิดจากเชื้อรา จะมีจุดสีน้ำตาลกระจายทั่วไป ระบาดมากในฤดูหนาว ส่วนแมลงศัตรูที่พบได้แก่ เพลี้ยแป้ง ตั๊กแตน หนอนบุ้งและไรแดง
ปัจจุบันคล้าที่ปลูกกันอยู่ในประเทศไทยมีทั้งชนิดเป็นพันธุ์พื้นเมือง และนำเข้ามาจากต่างประเทศ ได้แก่

สกุล คาลาเทีย/Calathea Mey.

ไม้ประดับสกุล Calathea นี้มักเรียกกันว่า"คล้า"เป็นไม้เนื่ออ่อนอายุหลายปี ต้องการความชื้นสูงและแสงแดดรำไร ถ้ารับแสงแดดเต็มที่ใบจะไม่สวยเลย ขอบใบหรือใบจะไหม้เกรียมเพราะถูกแดดเผา คล้าเป็นไม้ที่มีลวดลายใบและสีสันที่สวยงามแตกต่างกันไป จึงนิยมนำมาใช้ปลูกประดับหรือจัดสวนในที่ร่ม

คล้าซิก้าร์/Calathea lutea


ชื่อวิทยาศาสตร์---Calathea lutea (Aubl.) E.Mey. ex Schult. (1822).
ชื่อพ้อง---Has 9 Synonyms. See all The Plant List (http://www.theplantlist.org/)  
---Basionym: Maranta lutea Aubl. (1775).
---Phrynium luteum (Aubl.) Sweet (1830).
---Phyllodes lutea (Aubl.) Kuntze (1891).
ชื่อสามัญ---Cigar Flower Plan, Cigar Calathea, Cuban Cigar, Mexican Cigar Plant, Habana Cigar.
ชื่ออื่น---ซิการ์ ;[CHINESE: Xuějiā zhú yù, Huánghuā zhú yù.];[CZECH: Podčešulka žlutá, Kalatea.] ;[GERMAN: Cauassuwachs.];[MALAYSIA: Kuping Gajah (Malay).];[PORTUGUESE: Cachibou, Cauassú.];[SPANISH: Biao,Bijagua, Hoja blanca, Hoja de piedra, Pampano, Platanillo.]
ชื่อวงศ์---MARANTACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์ ---เม็กซิโก บราซิล เปรู หมู่เกาะแคริบเบียน
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลมาจากคำภาษากรีก 'kalathos' = ตะกร้าไม่มีการอ้างอิงที่ชัดเจน ; ชื่อของสายพันธุ์คือคำคุณศัพท์ภาษาละติน 'luteus' = สีเหลืองโดยอ้างอิงถึงช่อดอก
Calathea lutea เป็นสายพันธุ์พืชดอกของครอบครัว Marantaceae (วงศ์คล้า) ได้รับการอธิบายครั้งแรกโดยJean Baptiste Christian Fusée-Aublet (1720–1778) เภสัชกรนักพฤกษศาสตร์และนักสำรวจชาวฝรั่งเศสและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดยErnst Heinrich Friedrich Meyer (1791–1858) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน จากอดีต Josef August Schultes (1773–1831) นักพฤกษศาสตร์ชาวออสเตรีย ในปี พ.ศ.2365
มีถิ่นกำเนิดในอเมริกเขตร้อนจากตอนใต้ของเม็กซิโกถึงบราซิล เปรู หมู่เกาะแคริบเบียน เติบโตในพื้นที่ชุ่มน้ำในลำธารหรือที่ราบริมแม่น้ำตามขอบต้นไม้ แต่ยังอยู่ในคูน้ำริมถนนในสภาพแวดล้อมที่มีอากาศชื้นและร้อนจัดโดยส่วนใหญ่มักอยู่ในที่ราบลุ่มชายฝั่ง
เจริญเป็นกอ สูงได้ 3-5 เมตร ใบขนาดใหญ่ซึ่งแทงขึ้นมาจากเหง้าใต้ดิน กว้างประมาณ 0.7 เมตรยาวได้ถึง 1.7 เมตร  แผ่นใบรูปไข่ถึงรูปไข่กลับ สีเขียวเนื้อใบหนา เรียบเกลี้ยง ด้านท้องใบเคลือบด้วยสีขาวนวลและแห้ง ช่อดอก ยาวประมาณ 30 ซม. กาบรองดอกรูปไข่สีน้ำตาลปนแดงดอกสีเหลือง ผลเป็นแคปซูลรูปไข่สีส้ม เมล็ดสีเขียวมีเนื้อสีส้มเข้ม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งแสงแดดจัดถึงร่มเงาบางส่วน ดินปลูก ที่มีส่วนผสม อุดมด้วยวัตถุอินทรีย์และมีการระบายน้ำได้ดี รดน้ำเป็นประจำทำให้ดินมีความชุ่มชื้นสม่ำเสมอในช่วงฤดูร้อนแต่อย่ามากเกินไป ใส่ปุ๋ยทุกๆสองสามสัปดาห์ด้วยสารละลายเจือจางของปุ๋ยน้ำสลับกับปุ๋ยอินทรีย์
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับกลางแจ้งเป็นกลุ่มหรือปลูกเป็นไม้กระถางในที่ร่มรำไร ช่อดอก มีอายุยาวนานเหมาะปลูกเป็นไม้ตัดดอกปักแจกัน
ขยายพันธุ์--- ด้วยการแยกกอ เหง้า

คล้ากาเหว่าลาย/Calathea lancifolia

ชื่อวิทยาศาสตร์---Calathea lancifolia Boom (1905)
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Calathea insignis W.Bull [Illegitimate](1905)
ชื่อสามัญ---Rattlesnake plant
ชื่ออื่น---คล้ากาเหว่า กาเหว่าลาย ;[THAI: Khla kawao, Khla kawao lai.]
ชื่อวงศ์---MARANTACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์ ---เม็กซิโก บราซิล เปรู หมู่เกาะแคริบเบียน
Calathea lutea เป็นสายพันธุ์พืชดอกของครอบครัว Marantaceae (วงศ์คล้า) ได้รับการอธิบายครั้งแรกโดย Boudewijn Karel Boom (1900-1980) เป็นนักพฤกษศาสตร์และนักประพันธ์ ชาวดัตช์ ในปี พ.ศ.2448
ต้น เป็นกอสูง 30-45 ซม.ใบหนา กว้าง4-5.5ซม. ยาว 25-35 ซม. รูปแถบ แผ่นใบมีรอยนูนเป็นคลื่น ด้านบนสีเขียวอ่อนอมเหลือง มีลายรูปเรียวรีและจุดสีเขียวเข้มตามรอยนูนสลับกันทั้งสองด้านของแผ่นใบ ขอบใบขลิบสีเขียวเข้ม ใต้ใบสีม่วงแดง ก้านใบกลมสีเขียวเข้ม ยาว20-30ซม. รอยต่อกับแผ่นใบสีม่วงแดง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งแสงแดดจัดถึงร่มเงาบางส่วน ดินร่วนปนทรายอุดมด้วยวัตถุอินทรีย์และมีการระบายน้ำได้ดี ค่า pH  6.1- 7.3 รดน้ำเป็นประจำทำให้ดินมีความชุ่มชื้นสม่ำเสมอในช่วงฤดูร้อนอย่ามากเกินไป ใส่ปุ๋ยทุกๆสองสามสัปดาห์ด้วยสารละลายเจือจางของปุ๋ยน้ำสลับกับปุ๋ยอินทรีย์
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับต้นนี้จะทนต่อแสงแดดมาก นิยมปลูกเป็นไม้ประดับจัดสวนทั้งในที่ร่มและกลางแจ้งแสงแดดจัด
ขยายพันธุ์--- ด้วยการแยกกอ เหง้า

คล้าใบละร้อย/Calathea vaginata

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Calathea vaginata Petersen.(1889)
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---Calathea
ชื่ออื่น---คล้าใบละร้อย ;[THAI: Khla bai la roi.]
ชื่อวงศ์---MARANTACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---กายอานา โคลัมเบีย นิคารากัว
Calathea vaginataเป็นสายพันธุ์พืขดอกของครอบครัว Marantaceae (วงศ์คล้า)ได้รับการอธิบายครั้งแรกโดย Otto Georg Petersen (1847-1937) นักพฤกษศาสตร์ชาวเดนมาร์ก ในปี พ.ศ. 2432
มีถิ่นกำเนิดในบราซิล (Bahia ถึง Rio de Janeiro)
ต้น เป็นพุ่มเล็กสูง 10-20 ซม.ใบยาว10-13ซม.ค่อนข้างกลมปลายมนกึ่งกลม โคนใบกลม ขอบเรียบ มีรอยนูนตามเส้นใบย่อย ด้านบนสีเขียวอ่อนอมเทาเหลือบเงิน ขอบใบขลิบสีเขียวเข้ม ใบอ่อนมีสีแดงเรื่อ และค่อยๆจางลงเมื่อใบแก่ เส้นกลางใบสีแดง ใต้ใบสีม่วงแดง ก้านใบกลมสั้น สีม่วงแดง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งแสงแดดรำไรถึงร่มเงาบางส่วนดินร่วนปนทรายอุดมด้วยวัตถุอินทรีย์และมีการระบายน้ำได้ดี ค่า pH  6.1- 7.3 รดน้ำเป็นประจำทำให้ดินมีความชุ่มชื้นสม่ำเสมอในช่วงฤดูร้อนอย่ามากเกินไป ใส่ปุ๋ยทุกๆสองสามสัปดาห์ด้วยสารละลายเจือจางของปุ๋ยน้ำสลับกับปุ๋ยอินทรีย์
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับจัดสวนในที่ร่ม
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด แบ่งเหง้า

คล้าม้าลาย/Calathea zebrina

ชื่อวิทยาศาสตร์---Calathea zebrina (Sims) Lindl (1829)
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms     
---Calathea zebrina var. humilior Körn. (1862)
ชื่อสามัญ---Zebra Plant
ชื่ออื่น---คล้าเสือโคร่ง, ว่านพญาเสือโคร่ง ;[CHINESE: Huā yè zhú yù.];[GERMAN: Zebra-Pfeilwurz.];[SWEDISH: Strimblad.];[THAI: Khla suea khrong, Wan phaya suea khrong.]
ชื่อวงศ์---MARANTACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---อเมริกากลาง,อเมริกาใต้ เอเซีย-จีน ไต้หวัน
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสายพันธุ์ 'zebrina'เป็นภาษาละตินหมายถึง "มีลายเหมือนม้าลาย"
Calathea zebrina เป็นสายพันธุ์พืชดอกของครอบครัว Marantaceae (วงศ์คล้า) ได้รับการอธิบายครั้งแรกโดย John Sims (1749–1831) แพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดยJohn Lindley(1789-1865) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2472
เป็น พุ่มกว้าง สูงถึง1เมตร ใบยาว30-35ซม.รูปรีเรียว ปลายแหลมโคนสอบ ขอบเป็นคลื่นเล็กน้อย ด้านบนเป็นกำมะหยี่ สีเขียวอ่อนสลับกับลายแถบสีเขียวเข้มคล้ายหางลูกธนู เส้นกลางใบสีขาวอมเขียว ใต้ใบสีม่วงแดง และมีกาบหุ้มตลอดแนวก้าน
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งแสงแดดรำไรถึงร่มเงาบางส่วน ดินร่วนปนทรายอุดมด้วยวัตถุอินทรีย์และมีการระบายน้ำได้ดี ค่า pH  6.1- 7.3 รดน้ำเป็นประจำทำให้ดินมีความชุ่มชื้นสม่ำเสมอในช่วงฤดูร้อนอย่ามากเกินไป ใส่ปุ๋ยทุกๆสองสามสัปดาห์ด้วยสารละลายเจือจางของปุ๋ยน้ำสลับกับปุ๋ยอินทรีย์
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับจัดสวนในที่ร่ม
ขยายพันธุ์--- ด้วยการแยกกอ เหง้า

ว่านเสน่ห์ขุนแผน/Calathea majestica cv. Albo Lineata

ชื่อวิทยาศาสตร์---Calathea majestica (Linden) H.A.Kenn. cv. Albo Lineata
ชื่อพ้อง---Calathea majestica 'albolineata'
Species---majestica
Cultivar---albolineata
ชื่อสามัญ---Calathea
ชื่ออื่น---ว่านเสน่ห์ขุนแผน, คล้าขุนแผนเรียกเงิน
ชื่อวงศ์---MARANTACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์ --ทวีปอเมริกากลาง อเมริกาใต้
มีถิ่นกำเนิดในลุ่มแม่น้ำอเมซอน และบางแห่งในอเมริกาใต้
ไม้ล้มลุก อายุหลายปี ลำต้นใต้ดินเป็นเหง้า ต้น สูง 35-50 ซม. ใบหนายาว 20-25 ซม.กว้าง 7-15 ซม.รูปไข่ค่อนข้างเรียว ปลายแหลมโคนใบกลม ขอบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อยด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมันตามรอยนูนของเส้นใบย่อย กึ่งกลางใบและขอบใบ ส่วนที่เป็นร่องระหว่างรอยนูนมีเส้นริ้วสีขาวพาดเฉียงกลุ่มละ4เส้น เรียงไม่เป็นระเบียบต่างกับ C. elliptica 'Vittata' ที่เรียงเป็นระเบียบ เส้นกลางใบเป็นร่อง ใต้ใบสีม่วงแดง เมื่อแก่จะจางเล็กน้อย ก้านใบกลมยาวสีเขียวเข้ม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งแสงแดดรำไรถึงร่มเงาบางส่วน สามารถทนต่อแสงหรือแสงแดดที่กรองได้ แต่หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรงที่จะทำให้ใบไหม้เกรียม ดินร่วนปนทรายอุดมด้วยวัตถุอินทรีย์และมีการระบายน้ำได้ดี ค่า pH  6.1- 7.3 ใส่ปุ๋ยทุกๆสองสามสัปดาห์ด้วยสารละลายเจือจางของปุ๋ยน้ำสลับกับปุ๋ยอินทรีย์ เมื่อถึงฤดูหนาวให้หยุดใส่ปุ๋ย
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับจัดสวนในที่ร่ม
ขยายพันธุ์--- ด้วยการแยกกอ เหง้า

คล้านางพิม/Calathea majestica 'Roseo-lineata'

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Calathea majestica H.Kern. 'Roseo-lineata'
ชื่อพ้อง---Calathea majestica 'Roseo-lineata'
Species--- majestica
Cultivar---Roseo-lineata
ชื่อสามัญ---Calathea
ชื่ออื่น---ว่านเสี่ยงทาย, โรซีโอลิเนียตา, คล้านางพิม
ชื่อวงศ์---MARANTACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์--กายอานา, โคลัมเบีย และเอกวาดอร์
ต้น สูงถึง 1เมตรใบหนายาว25-30ซม.รูปไข่ปลายแหลม โคนป้าน ขอบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย
ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมันมีเส้นริ้วพาดเฉียงเป็นกลุ่มๆละ2-3เส้น ยาวไม่เท่ากัน(คล้าย C.majestica) เส้นกลางใบซึ่งเป็นร่องและเส้นริ้วของใบอ่อนมีสีแดงอมชมพู เมื่อแก่จึงจางเป็นสีขาว ใต้ใบสีม่วงแดงก้านใบกลม ยาว สีเขียวเข้ม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งแสงแดดรำไรถึงร่มเงาบางส่วน สามารถทนต่อแสงหรือแสงแดดที่กรองได้ แต่หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรงที่จะทำให้ใบไหม้เกรียม ดินร่วนปนทรายอุดมด้วยวัตถุอินทรีย์และมีการระบายน้ำได้ดี ค่า pH  6.1- 7.3 ใส่ปุ๋ยทุกๆสองสามสัปดาห์ด้วยสารละลายเจือจางของปุ๋ยน้ำสลับกับปุ๋ยอินทรีย์ เมื่อถึงฤดูหนาวให้หยุดใส่ปุ๋ย
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับจัดสวนในที่ร่ม
ขยายพันธุ์--- ด้วยการแยกกอ เหง้า

เสน่ห์ขุนแผน ซานเดอเรียนา/Calathea ornata ‘Sanderiana’

ชื่อวิทยาศาสตร์---Calathea ornata ‘Sanderiana'
ชื่อพ้อง ---  Calathea sanderiana, Calathea majestica, Calathea regalis [ทั้ง 3 ชนิดเคยถือว่าเป็นสายพันธุ์ที่แตกต่างกัน แต่ปัจจุบันถือว่าเป็นพันธุ์ C. ornata], Calathea arrecta, Maranta albolineata, Maranta ornata / regalis)  
ชื่อสามัญ---Calathea Broad Leaf, Pin-stripe Plant, Pin-Stripe Calathea
ชื่ออื่น---เสน่ห์ขุนแผน ดาบขุนแผน ซานเดอเรียนา
ชื่อวงศ์---MARANTACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---โคลัมเบีย เวเนซูเอลา อเมริกาใต้
ต้น สูง 35-50ซม. ใบหนายาว25-30ซม.รูปไข่กว้างปลายแหลม โคนป้าน ขอบเป็นคลื่นเล็กน้อย ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน มีลายขีดสีขาวยาวไม่เท่ากันพาดขวางเป็นกลุ่ม กลุ่มละ3-4เส้น ใบอ่อนมีริ้วชมพูเมื่อใบแก่จะจางลงเป็นสีขาว (คล้ายคล้าขุนแผน) เส้นกลางใบสีเขียวอ่อน ใต้ใบสีม่วงแดง ก้านใบกลม สีเขียวเหลือบม่วงแดง รอยต่อกับแผ่นใบสีเขียวอ่อน  
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งแสงแดดรำไรถึงร่มเงาบางส่วน สามารถทนต่อแสงหรือแสงแดดที่กรองได้ แต่หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรงที่จะทำให้ใบไหม้เกรียม ดินร่วนปนทรายอุดมด้วยวัตถุอินทรีย์และมีการระบายน้ำได้ดี ค่า pH  6.1- 7.3 รดน้ำเป็นประจำทำให้ดินมีความชุ่มชื้นสม่ำเสมอในช่วงฤดูร้อนอย่ามากเกินไป ใส่ปุ๋ยทุกๆสองสามสัปดาห์ด้วยสารละลายเจือจางของปุ๋ยน้ำสลับกับปุ๋ยอินทรีย์ เมื่อถึงฤดูหนาวให้หยุดใส่ปุ๋ย ดินร่วนปนทรายอุดมด้วยวัตถุอินทรีย์และมีการระบายน้ำได้ดี ค่า pH  6.1- 7.3 ใส่ปุ๋ยทุกๆสองสามสัปดาห์ด้วยสารละลายเจือจางของปุ๋ยน้ำสลับกับปุ๋ยอินทรีย์ เมื่อถึงฤดูหนาวให้หยุดใส่ปุ๋ย
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับจัดสวนในที่ร่ม
ขยายพันธุ์--- ด้วยการแยกกอ เหง้า

คล้าพลายชุมพล/Calathea elliptica .'Vittata'

ชื่อวิทยาศาสตร์---Calathea elliptica (Roscoe) Schum.'Vittata'
ชื่อพ้อง---Calathea elliptica ‘Vittata’
Species--- elliptica
Cultivar---Vittata
ชื่อสามัญ---Prayer Plant Vittata, Calathea Vittata
ชื่ออื่น---คล้าพลายชุมพล, คล้าวิตตาตา ; [SURINAME; Bastard Paloeloe.]
ชื่อวงศ์---MARANTACEAE
ถิ่นกำเนิด---โคลัมเบีย และบราซิล
เขตกระจายพันธุ์---เขตร้อนและเขตอบอุ่น    
ต้น สูง 40-60ซม.ใบยาว15-20ซม.รูปไข่เรียว ปลายเรียวแหลม โคนใบกลม ขอบเรียบ ด้านบนสีเขียวสดเป็นมัน มีเส้นริ้วสีขาวพาดขวางแผ่นใบเป็นคู่อย่างเป็นระเบียบทั้งสองด้าน เส้นกลางใบสีเขียวอ่อน ใต้ใบสีเขียวเทา ก้านใบกลม สีเขียวต้น สูงถึง 1เมตรใบหนายาว25-30ซม.รูปไข่ปลายแหลม โคนป้าน ขอบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมันมีเส้นริ้วพาดเฉียงเป็นกลุ่มๆละ2-3เส้น ยาวไม่เท่ากัน(คล้าย C.majestica) เส้นกลางใบซึ่งเป็นร่องและเส้นริ้วของใบอ่อนมีสีแดงอมชมพู เมื่อแก่จึงจางเป็นสีขาว ใต้ใบสีม่วงแดงก้านใบกลม ยาว สีเขียวเข้ม
Calathea elliptica 'Vittata' มีลักษณะการพับใบในตอนค่ำถึงรุ่งเช้าโดยใช้ geniculum เล็ก ๆ ซึ่งมีข้อต่อคล้ายเข่าเชิงมุมที่เชื่อมต่อกับก้านใบคล้ายกับมือที่วางไว้ด้วยกัน ดังนั้นจึงมีชื่อสามัญอีกชื่อหนึ่งว่า Prayer Plantและในตอนเช้าใบไม้จะกลับสู่ตำแหน่งปกตินั่นคือเกือบจะตั้งฉากกับก้านใบ

ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งแสงแดดรำไรถึงร่มเงาบางส่วน สามารถทนต่อแสงหรือแสงแดดที่กรองได้ แต่หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรงที่จะทำให้ใบไหม้เกรียม ดินร่วนปนทรายอุดมด้วยวัตถุอินทรีย์และมีการระบายน้ำได้ดี ค่า pH  6.1- 7.3 ใส่ปุ๋ยทุกๆสองสามสัปดาห์ด้วยสารละลายเจือจางของปุ๋ยน้ำสลับกับปุ๋ยอินทรีย์ เมื่อถึงฤดูหนาวให้หยุดใส่ปุ๋ย
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับจัดสวนในที่ร่ม
ขยายพันธุ์--- ด้วยการแยกกอ เหง้า

คล้ายูงรำแพน/Calathea makoyana


ชื่อวิทยาศาสตร์---Goeppertia makoyana ( É.Morren ) Borchs. & S. Suárez.(2012).
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms     
---Basionym: Calathea makoyana É Morren.(1872).
---Maranta makoyana (É.Morren) É.Morren.(1873).
---Phyllodes mackoyana (É.Morren) Kuntze.(1891).
---Maranta olivaris H.J.Veitch (1872)
---Maranta iconifera W.Bull (1887).
ชื่อสามัญ ---Peacock plant, Cathedral windows, Brain Plant
ชื่ออื่น---คล้ายูงรำแพน, คล้ามยุรา ;[CHINESE: Kǒngquè zhú yù, Mǎkè xiào zhú yù.] ;[DANISH: Påfugleblad.];[GERMAN: Pfauen-Korbmaranthe.];[SWEDISH: Påfågelsblad.];[THAI: Khla Mayura.]
ชื่อวงศ์---MARANTACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์ ---อเมริกาใต้;  เปรู บราซิล
มีถิ่นกำเนิดในเปรู บราซิล
Goeppertia makoyana เป็นสายพันธุ์พืขดอกของครอบครัว Marantaceae (วงศ์คล้า) ก่อนหน้านี้รวมอยู่ในสกุล Calatheaได้รับการอธิบายครั้งแรกโดย Charles Jacques Edouard Morren (1833 –1886) ศาสตราจารย์นักพฤกษศาสตร์ชาวเบลเยียม และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดยFinn Borchsenius (เกิดปี 1959) นักพฤกษศาสตร์ชาวเดนมาร์กและ Stella Suárez (fl. 2000), botanist.ในปี พ.ศ. 2555
ต้น สูง50-60ซม.ใบหนายาว25-35ซม. รูปรีกว้างปลายแหลม ขอบเป็นคลื่นเล็กน้อย มีรอยนูนตามเส้นใบย่อย ด้านบนสีเขียวเป็นมัน มีลายแถบสั้นๆสีเขียวเข้ม สลับกับสีเขียวอ่อนพาดตามแนวเส้นใบย่อย ถัดมาเป็นลายโค้งหยักสีขาวขลิบสีเขียวเข้ม ขนานกับขอบใบ แล้วเป็นสีเขียวเข้มที่ริมใบ เส้นกลางใบเป็นร่องสีเขียวอ่อน ใต้ใบสีม่วงแดงก้านใบกลมสีม่วงแดงรอยต่อกับแผ่นใบสีน้ำตาลแดงอ่อนช่อดอกแบบช่อเชิงลด ทรงกระบอก กาบรองดอกสีเขียวอ่อน ซ้อนกันแน่น ดอกสีขาว  เช่นเดียวกับ "prayer plants"อื่น ๆพืชชนิดนี้จะยกและปิดใบในเวลากลางคืนและเปิดขึ้นอีกครั้งเมื่อรุ่งสาง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งแสงแดดรำไรถึงร่มเงาบางส่วน สามารถทนต่อแสงหรือแสงแดดที่กรองได้ แต่หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรงที่จะทำให้ใบไหม้เกรียม ดินร่วนปนทรายอุดมด้วยวัตถุอินทรีย์และมีการระบายน้ำได้ดี ค่า pH  6.1- 7.3  ใส่ปุ๋ยทุกๆสองสามสัปดาห์ด้วยสารละลายเจือจางของปุ๋ยน้ำสลับกับปุ๋ยอินทรีย์ เมื่อถึงฤดูหนาวให้หยุดใส่ปุ๋ย
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับนิยมปลูกเป็นไม้ประดับจัดสวนคลุมดินหรือปลูกเป็นไม้กระถางในที่ร่มเหมาะสำหรับบ้านสำนักงานและการตกแต่งภายในอื่น ๆ
ได้รับรางวัล---AGM ( The Royal Horticultural Society's Award of Garden Merit.)
ขยายพันธุ์--- ด้วยการแยกหน่อ ปักชำเหง้า

คล้าซันโต/Calathea roseopicta


ชื่อวิทยาศาสตร์---Goeppertia roseopicta ( Linden ) Borchs & S. Suárez (2012)
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms    
---Basionym: Maranta roseopicta Linden (1866)
---Calathea roseopicta (Linden) Regel (1869)
---Phyllodes roseopicta (Linden) Kuntze (1891)
ชื่อสามัญ---Rose Painted Calathea
ชื่ออื่น---คล้าซันโต   
ชื่อวงศ์---MARANTACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---บราซิล
Goeppertia roseopicta เป็นสายพันธุ์พืขดอกของครอบครัว Marantaceae (วงศ์คล้า) ก่อนหน้านี้รวมอยู่ในสกุล Calatheaได้รับการอธิบายครั้งแรกโดยJohn Lindley(1789-1865) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดยFinn Borchsenius (เกิดปี 1959) นักพฤกษศาสตร์ชาวเดนมาร์กและ Stella Suárez ในปี พ.ศ. 2555
มีถิ่นกำเนิดทางตะวันตกเฉียงเหนือของบราซิล
ต้น สูง 15-30 ซม. ใบหนา ยาว15-20 ซม.รูปรีกว้างเกือบกลม ปลายมนมีติ่งแหลม ขอบเป็นคลื่นเล็กน้อย แผ่นใบนูนเป็นคลื่นตามแนวเส้นใบย่อยด้านบนสีเขียวเข้มเหลือบเงิน ตรงกึ่งกลางติดกับเส้นกลางใบมีแถบสีขาวเล็กๆ ส่วนลายหยักสีขาวที่ขนานกับขอบใบมักจะโค้งตามร่องแผ่นใบ ใบอ่อนเส้นกลางใบมีสีแดง เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีขาว ใต้ใบสีม่วงแดง ก้านใบกลม สั้น สีม่วงแดง ช่อดอกแบบช่อเชิงลด ก้านช่อดอกกลมสั้น สีม่วงวงแดง กาบรองดอกสีเขียวอ่อน เรียงสลับกันเป็นวง ดอกสีขาวและสีม่วงอ่อน เช่นเดียวกับ "prayer plants"อื่น ๆพืชชนิดนี้จะยกและปิดใบในเวลากลางคืนและเปิดขึ้นอีกครั้งเมื่อรุ่งสาง
มีอีกชนิดที่เป็นที่นิยมมาก คือGoeppertia roseopicta 'Dottie'พันธุ์นี้ขายภายใต้ชื่อทางการค้าของ Calathea 'Black Rose'ใบรูปไข่ถึงรูปไข่ยาว 25 ซม. กว้าง 20 ซม. ผิวใบด้านบนมีสีเขียวเข้มเกือบดำมีสีชมพูสดใส เส้นกลางใบสีชมพูสดใส
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งแสงแดดรำไรถึงร่มเงาบางส่วน สามารถทนต่อแสงหรือแสงแดดที่กรองได้ แต่หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรงที่จะทำให้ใบไหม้เกรียม ดินร่วนปนทรายอุดมด้วยวัตถุอินทรีย์และมีการระบายน้ำได้ดี ค่า pH  6.1- 7.3  ใส่ปุ๋ยทุกๆสองสามสัปดาห์ด้วยสารละลายเจือจางของปุ๋ยน้ำสลับกับปุ๋ยอินทรีย์ เมื่อถึงฤดูหนาวให้หยุดใส่ปุ๋ย
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับนิยมปลูกเป็นไม้ประดับจัดสวนคลุมดินในที่ร่มและเหมาะสำหรับบ้านสำนักงานและการตกแต่งภายในอื่น ๆ 
ได้รับรางวัล---AGM (The Royal Horticultural Society's Award of Garden Merit.)
ขยายพันธุ์--- ด้วยการแยกหน่อ ปักชำเหง้า

คล้าถุงเงิน/Calathea picturata

ชื่อวิทยาศาสตร์  ---Calathea picturata (Lindl.) K.Koch & Lindl. 'Argentea'
ชื่อพ้อง ---Calathea picturata 'Argentea'
Species---picturata
Cultivar---Argentea
ชื่อสามัญ---Calathea, Silver Variegated Calathea
ชื่ออื่น---คล้าถุงเงิน ;[THAI: Khla thung ngeon.]
ชื่อวงศ์---MARANTACEAE
ถิ่นกำเนิด---บราซิล
เขตกระจายพันธุ์ ---
Calathea picturataเป็นพรรณไม้ในวงศ์ Marantaceaeมีถิ่นกำเนิดทางตะวันตกเฉียงเหนือของบราซิล
 เป็นไม้ยืนต้นจะมีความสูง 0.5 เมตรและขยายจาก 0.5 เมตรหลังจากผ่านไป 5-10 ปี ใบหนา ยาว15-20 ซม. รูปรีปลายแหลม โคนสอบ ขอบเรียบ ใบเป็นมัน ด้านบนสีเขียวอ่อนอมเทาขลิบสีเขียวเข้มที่ขอบใบ ใต้ใบเป็นกำำมะหยี่สีม่วงแดง ก้านใบกลมยาว สีเขียวเหลือบน้ำตาลแดง ช่อดอกแบบช่อเชิงลด เป็นแท่งยาว ก้านช่อดอกกลมยาวสีม่วงแดง กาบรองดอกสีน้ำตาลแดงอมม่วง เรียงชิดซ้อนกันเป็นวง ดอกสีขาว
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งแสงแดดรำไรถึงร่มเงาบางส่วน สามารถทนต่อแสงหรือแสงแดดที่กรองได้ แต่หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรงที่จะทำให้ใบไหม้เกรียม ดินร่วนปนทรายอุดมด้วยวัตถุอินทรีย์และมีการระบายน้ำได้ดี ค่า pH  6.1- 7.3 ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอในช่วงฤดูปลูก ทำให้ดินชุ่มชื้นอยู่เสมอ แต่อย่าให้น้ำขัง การให้น้ำมากเกินไปอาจทำให้รากเน่าและฆ่าพืชได้ ในช่วงฤดูหนาวให้ลดการรดน้ำและรดน้ำต้นไม้เฉพาะเมื่อดินด้านบนแห้งระหว่างการรดน้ำ ใช้น้ำกลั่นหรือน้ำฝนเนื่องจากพืชชนิดนี้ไวต่อฟลูออไรด์และเกลือในน้ำประปา ใส่ปุ๋ยทุกสองสัปดาห์ในช่วงฤดูปลูก (ฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน) ด้วยปุ๋ยน้ำ 10-10-5 เจือจางครึ่งหนึ่งจากอัตราที่กำหนด ในฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวให้ปุ๋ยเดือนละครั้ง
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับนิยมปลูกเป็นไม้ประดับจัดสวนคลุมดินในที่ร่มและเหมาะสำหรับบ้านสำนักงานและการตกแต่งภายในอื่น ๆ
ได้รับรางวัล---AGM (The Royal Horticultural Society's Award of Garden Merit.)
ขยายพันธุ์--- ด้วยการแยกกอ เหง้า

คล้าทอง/Calatgea picturata

ชื่อวิทยาศาสตร์---Calatgea picturata (Lindl.) K.Koch & Lindl. 'Vandenheckei'
ชื่อพ้อง---Calatgea picturata 'Vandenheckei'
Species---    picturata
Cultivar---Vandenheckei
ชื่อสามัญ---Calathea Picturata
ชื่ออื่น---คล้าทอง, คล้าแวนเดนเฮกคีอาย ;[THAI: Khla thong.]
ชื่อวงศ์---MARANTACEAE
ถิ่นกำเนิด---เม็กซิโก
ต้น สูง 30-50 ซม.ใบยาว18-20 ซม. รูปรีปลายแหลม โคนสอบ ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย มีรอยนูนตามเส้นใบย่อย ด้านบนสีเขียวเข้มเหลือบเงิน กึ่งกลางใบติดกับเส้นกลางใบ และกึ่งกลางของแผ่นใบทั้งสองด้านมีลายหยักสีเขียวอมเทา    เป็นแถบขนานกับขอบใบใต้ใบเป็นกำมะหยี่สีม่วงแดง ก้านใบกลม ยาวสีเขียวปนม่วงแดง รอยต่อกับแผ่นใบสีน้ำตาลแดงช่อดอกแบบช่อเชิงลด เป็นแท่งกลม ก้านช่อดอกสั้นมาก สีน้ำตาลแดง กาบรองดอกสีเขียวปนน้ำตาลแดง ดอกสีขาว
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งแสงแดดรำไรถึงร่มเงาบางส่วน สามารถทนต่อแสงหรือแสงแดดที่กรองได้ แต่หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรงที่จะทำให้ใบไหม้เกรียม ดินร่วนปนทรายอุดมด้วยวัตถุอินทรีย์และมีการระบายน้ำได้ดี ค่า pH  6.1- 7.3 ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอในช่วงฤดูปลูก ทำให้ดินชุ่มชื้นอยู่เสมอ แต่อย่าให้น้ำขัง การให้น้ำมากเกินไปอาจทำให้รากเน่าและฆ่าพืชได้ ในช่วงฤดูหนาวให้ลดการรดน้ำและรดน้ำต้นไม้เฉพาะเมื่อดินด้านบนแห้งระหว่างการรดน้ำ ใช้น้ำกลั่นหรือน้ำฝนเนื่องจากพืชชนิดนี้ไวต่อฟลูออไรด์และเกลือในน้ำประปา ใส่ปุ๋ยทุกสองสัปดาห์ในช่วงฤดูปลูก (ฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน) ด้วยปุ๋ยน้ำ 10-10-5 เจือจางครึ่งหนึ่งจากอัตราที่กำหนด ในฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวให้ปุ๋ยเดือนละครั้ง
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับนิยมปลูกเป็นไม้ประดับจัดสวนคลุมดินในที่ร่มและเหมาะสำหรับบ้านสำนักงานและการตกแต่งภายในอื่น ๆ
ขยายพันธุ์--- ด้วยการแยกกอ เหง้า  

คล้าริบบิ้นแดง/Calathea rufibarba

ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Goeppertia rufibarba (Fenzl) Borchs. & S.Suárez (2012)
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms     
---Basionym: Calathea rufibarba Fenzl (1879)
---Phyllodes rufibarba (Fenzl) Kuntze (1891)
ชื่อสามัญ---Fuzzy Feather Calathea
ชื่ออื่น---คล้าริบบิ้นแดง, คล้ารูฟิบาร์บา ;[FRENCH: Calathéa velours.];[THAI: Khla rib-bin-darng.]
ชื่อวงศ์ ---MARANTACEAE
ถิ่นกำเนิด---บราซิล
Goeppertia rufibarba  เป็นสายพันธุ์พืขดอกของครอบครัว Marantaceae (วงศ์คล้า) ก่อนหน้านี้รวมอยู่ในสกุล Calathea ได้รับการอธิบายครั้งแรกโดย Eduard Fenzl (1808–1879) นักพฤกษศาสตร์ชาวออสเตรียและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดยFinn Borchsenius (เกิดปี 1959) นักพฤกษศาสตร์ชาวเดนมาร์กและ Stella Suárez (fl. 2000) นักพฤกษศาสตร์ ในปี พ.ศ. 2555
พืชพันธุ์พื้นเมืองบราซิล (Bahia)
 พุ่ม โปร่งสูง 30-40 ซม. ใบยาว18-20ซม.รูปใบหอกแคบแกมรูปขอบขนาน ปลายแหลม ขอบใบเป็นคลื่นสม่ำเสมอ ด้านบนสีเขียวเข้มเหลือบเงิน เส้นกลางใบสีเขียวอ่อน ใต้ใบสีม่วงแดง มีขนอ่อนนุ่ม ก้านใบกลมยาว สีเขียวปนน้ำตาลแดงและมีขนนุ่ม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งแสงแดดรำไรถึงร่มเงาบางส่วน สามารถทนต่อแสงหรือแสงแดดที่กรองได้ แต่หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรงที่จะทำให้ใบไหม้เกรียม ดินร่วนปนทรายอุดมด้วยวัตถุอินทรีย์และมีการระบายน้ำได้ดี ค่า pH  6.1- 7.3 ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอในช่วงฤดูปลูก ทำให้ดินชุ่มชื้นอยู่เสมอ แต่อย่าให้น้ำขัง การให้น้ำมากเกินไปอาจทำให้รากเน่าและฆ่าพืชได้ ในช่วงฤดูหนาวให้ลดการรดน้ำและรดน้ำต้นไม้เฉพาะเมื่อดินด้านบนแห้งระหว่างการรดน้ำ ใช้น้ำกลั่นหรือน้ำฝนเนื่องจากพืชชนิดนี้ไวต่อฟลูออไรด์และเกลือในน้ำประปา ใส่ปุ๋ยทุกสองสัปดาห์ในช่วงฤดูปลูก (ฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน) ด้วยปุ๋ยน้ำ 10-10-5 เจือจางครึ่งหนึ่งจากอัตราที่กำหนด ในฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวให้ปุ๋ยเดือนละครั้ง
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับนิยมปลูกเป็นไม้ประดับจัดสวนคลุมดินในที่ร่มและเหมาะสำหรับบ้านสำนักงานและการตกแต่งภายในอื่น ๆ
ขยายพันธุ์--- ด้วยการแยกกอ เหง้า  

แรบบิตส์ฟุต/Maranta leuconeura var. kerchoveana

ชื่อวิทยาศาสตร์--Maranta leuconeura E.Morren (1874)
ชื่อพ้อง---Maranta leuconeura var. kerchoveana E. Morren
Species---leuconeura
Cultivar---kerchoveana  
ชื่อสามัญ---Rabbit's Foot, Rabbit's Tracks, Prayer-plants
ชื่ออื่น---แรบบิตส์ฟุต, ตีนกระต่าย, คล้าเคอร์โชเวียนา ;[THAI: Khla tin kratai.]
ชื่อวงศ์---MARANTACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---บราซิล
นิรุกติศาสตร์---ขื่อสปีซี่ส์ 'leuconeura' =หมายถึง  "white-veined" "เส้นเลือดสีขาว" อ้างอิงถึงใบไม้
Maranta leuconeura เป็นสายพันธุ์พืขดอกของครอบครัว Marantaceae (วงศ์คล้า)ได้รับการอธิบายครั้งแรกโดย Charles Jacques Edouard Morren (1833 –1886) ศาสตราจารย์นักพฤกษศาสตร์ชาวเบลเยียม ในปีพ.ศ. 2417
ต่อไปนี้เกิดขึ้นตามธรรมชาติพันธุ์ (แตกต่างจากสายพันธุ์ที่คัดเลือกเทียม)
Maranta leuconeura var. kerchoveana  (ตีนกระต่าย)--- จ้ำสีเข้มระหว่างเส้นใบ
Maranta leuconeura var. erythroneura (ก้างปลา)--- เส้นสีแดงเข้มบนใบสีเขียวเข้ม
ลำต้นทอดเลื้อยตามผิวดิน สูง 30-50 ซม.ใบยาว10-12 ซม.รูปรีสั้น ปลายแหลมรวบ โคนใบรูปหัวใจ ขอบเรียบมีรอยนูนตามเส้นใบย่อย ด้านบนเป็นกำมะหยี่สีเขียวอมเทา มีแต้มสีเขียวมะกอกระหว่างรอยนูนใต้ใบสีเขียวอมเทา ก้านใบสีเขียว มีกาบหุ้มช่อดอกแบบช่อเชิงลด ชูสูงขึ้นจากพุ่มใบ ก้านช่อดอกสีเขียวเหลือบน้ำตาลแดง กาบรองดอกเรียวแหลม ขนาดเล็กสีน้ำตาลแดงดอกสีขาวและมีแต้มสีม่วงอยู่กึ่งกลางดอก เช่นเดียวกับ "prayer plants"อื่น ๆพืชชนิดนี้จะยกและปิดใบในเวลากลางคืนและเปิดขึ้นอีกครั้งเมื่อรุ่งสาง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งแสงแดดรำไรถึงร่มเงาบางส่วน สามารถทนต่อแสงหรือแสงแดดที่กรองได้ แต่หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรงที่จะทำให้ใบไหม้เกรียม ดินร่วนปนทรายอุดมด้วยวัตถุอินทรีย์และมีการระบายน้ำได้ดี ส่วนใหญ่จะมีส่วนผสมของพีทมอสสองส่วนทรายหนึ่งส่วนและดินร่วนอีกส่วนหนึ่ง ค่า pH  6.1- 7.3 อุณหภูมิที่เหมาะสม 18 ° C - 30 ° C ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอในช่วงฤดูปลูก ทำให้ดินชุ่มชื้นอยู่เสมอ แต่อย่าให้น้ำขัง การให้น้ำมากเกินไปอาจทำให้รากเน่าและฆ่าพืชได้ ในช่วงฤดูหนาวให้ลดการรดน้ำและรดน้ำต้นไม้เฉพาะเมื่อดินด้านบนแห้งระหว่างการรดน้ำ ใช้น้ำกลั่นหรือน้ำฝนเนื่องจากพืชชนิดนี้ไวต่อฟลูออไรด์และเกลือในน้ำประปา ใส่ปุ๋ยทุกสองสัปดาห์ในช่วงฤดูปลูก (ฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน) ด้วยปุ๋ยน้ำ 10-10-5 เจือจางครึ่งหนึ่งจากอัตราที่กำหนด ในฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวให้ปุ๋ยเดือนละครั้ง
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับนิยมปลูกเป็นไม้ประดับจัดสวนคลุมดินในที่ร่มและเหมาะสำหรับบ้านสำนักงานและการตกแต่งภายในอื่น ๆ
ได้รับรางวัล---AGM (The Royal Horticultural Society's Award of Garden Merit.)
ขยายพันธุ์--- ด้วยการแยกกอ เหง้า

ทับทิมเศรษฐี/Ctenanthe oppenheimiana

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Ctenanthe oppenheimiana (E.Morr) K.Schum ‘Tricolor’
ชื่อพ้อง  ---Basionym: Calathea oppenheimiana É.Morren
Species---oppenheimiana
Cultivar---Tricolor
ชื่อสามัญ ---Giant bamburanta, Never never plan, Oppenheim’s Bamburanta, Tricolor Bamburanta
ชื่ออื่น---คล้านางพญาคล้าทอง, ทับทิมเศรษฐี ; [THAI: Khla nang phaya khla thong, Taptim setthi.]
ชื่อวงศ์---MARANTACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์---บราซิล
มีถิ่นกำเนิดในบราซิล ‘Tricolor’ เป็นไม้ด่างที่เกิดขึ้นจากการกลายพันธุ์ของชนิดปกติ
ต้นแข็งแรงแตกกอมากลำต้นเทียมสูงประมาณ 30ซม.ลำต้นใต้ดินเป็นเหง้ารูปกึ่งทรงกลม ใบเดี่ยวรูปใบหอก ปลายใบมนมีติ่งแหลม แผ่นใบมีริ้วลายสีเขียวเข้มสลับขาว ใต้ใบสีม่วง แดง ตลอดจนถึงก้านใบ เมื่อใบพลิ้วพับจะเกิดสีสลับตัดแซมกับสีแดงเข้มทั้งกอสวยงามมาก ดอก ออกเป็นช่อ แบบช่อกระจุก ออกที่ซอกใบหรือปลายลำต้นเทียม เกสรเพศผู้ 1 เกสร
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งแสงแดดรำไรถึงร่มเงาบางส่วน สามารถทนต่อแสงหรือแสงแดดที่กรองได้ แต่หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรงที่จะทำให้ใบไหม้เกรียม ดินร่วนปนทรายอุดมด้วยวัตถุอินทรีย์และมีการระบายน้ำได้ดี ค่า pH  6.1- 7.3 ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอในช่วงฤดูปลูก ทำให้ดินชุ่มชื้นอยู่เสมอ แต่อย่าให้น้ำขัง การให้น้ำมากเกินไปอาจทำให้รากเน่าและฆ่าพืชได้ ในช่วงฤดูหนาวให้ลดการรดน้ำและรดน้ำต้นไม้เฉพาะเมื่อดินด้านบนแห้งระหว่างการรดน้ำ ใช้น้ำกลั่นหรือน้ำฝนเนื่องจากพืชชนิดนี้ไวต่อฟลูออไรด์และเกลือในน้ำประปา ใส่ปุ๋ยทุกสองสัปดาห์ในช่วงฤดูปลูก (ฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน) ด้วยปุ๋ยน้ำ 10-10-5 เจือจางครึ่งหนึ่งจากอัตราที่กำหนด ในฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวให้ปุ๋ยเดือนละครั้ง
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับจัดสวนทั้งในที่ร่มสำหรับบ้านสำนักงานและการตกแต่งภายในอื่น ๆ
พิธีกรรม/ความเชื่อ---เป็นไม้มงคลที่เชื่อกันว่าปลูกแล้วจะร่ำรวย มีเงินทองเหลือใช้
ขยายพันธุ์--- ด้วยการแยกกอ เหง้า  

ว่านแสงสุริยา/Stromanthe sanguinea

ชื่อวิทยาศาสตร์---Stromanthe sanguinea Sond.(1849)
ชื่อพ้อง---This name is a synonym of Stromanthe thalia (Vell.) J.M.A.Braga .
ชื่อสามัญ---Calathea
ชื่ออื่น---ว่านแสงสุริยา, ว่านแสงอาทิตย์ใบเล็ก ; [SWEDISH: Karmintopp.];[THAI: Wan Saeng aathit bai lek, Wan Saeng suriya.]
ชื่อวงศ์ ---MARANTACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตกระจายพันธุ์ ---บราซิล
Stromanthe sanguineaเป็นพันธุ์พืชพื้นเมืองในป่าฝนของบราซิลในครอบครัวMarantaceae ได้รับการอธิบายครั้งแรกโดย Otto Wilhelm Sonder (1812–1881) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน ในปี พ.ศ. 2492
ต้นเป็น กอแน่นสูงถึง1.5เมตร ใบยาว25-50ซม.รูปขอบขนานแกมรูปรีเป็นรูปใบหอก ปลายใบเรียวแหลม ขอบเรียบมีรอยนูนตามเส้นใบย่อย ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน เส้นกลางใบสีเขียวอ่อนอมเหลือง ใต้ใบสีแดง ช่อดอกแบบช่อกระจะ กาบรองดอกสีแดง ดอกสีขาว
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งแสงแดดรำไรถึงร่มเงาบางส่วน สามารถทนต่อแสงหรือแสงแดดที่กรองได้ แต่หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรงที่จะทำให้ใบไหม้เกรียม ลวดลายที่โดดเด่นของใบจะหายไปเมื่อพืชอยู่ภายใต้ร่มเงาเต็มที่ใบจะกลายเป็นสีเขียวทึบ ดินร่วนปนทรายอุดมด้วยวัตถุอินทรีย์และมีการระบายน้ำได้ดี ค่า pH  6.1- 7.3 ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอในช่วงฤดูปลูก ทำให้ดินชุ่มชื้นอยู่เสมอ แต่อย่าให้น้ำขัง การให้น้ำมากเกินไปอาจทำให้รากเน่าและฆ่าพืชได้ ในช่วงฤดูหนาวให้ลดการรดน้ำและรดน้ำต้นไม้เฉพาะเมื่อดินด้านบนแห้งระหว่างการรดน้ำ ใช้น้ำกลั่นหรือน้ำฝนเนื่องจากพืชชนิดนี้ไวต่อฟลูออไรด์และเกลือในน้ำประปา ใส่ปุ๋ยทุกสองสัปดาห์ในช่วงฤดูปลูก (ฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน) ด้วยปุ๋ยน้ำ 10-10-5 เจือจางครึ่งหนึ่งจากอัตราที่กำหนด ในฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวให้ปุ๋ยเดือนละครั้ง
ใช้ประโยชน์---นิยมปลูกเป็นไม้ประดับจัดสวนเป็นไม้คลุมดินในที่ร่มสำหรับบ้านสำนักงานและการตกแต่งภายในอื่น ๆ
พิธีกรรม/ความเชื่อ---เป็นไม้มงคลที่เชื่อกันว่าปลูกแล้วจะร่ำรวย มีเงินทองเหลือใช้
ได้รับรางวัล---AGM (The Royal Horticultural Society's Award of Garden Merit.)
ขยายพันธุ์--- ด้วยการ เพาะเมล็ด แยกกอ ป้กชำเหง้า  

กาเล็ดกาเว้า/Stachyphrynium jagorianum

ชื่อวิทยาศาสตร์--Stachyphrynium repens (Körn.) Suksathan & Borchs.(2005)
ชื่อพ้อง--- Has 6 Synonyms
---Phrynium jagorianum K.Koch    
---Phrynium minus K.Schum.
---Phrynium repens Körn.
---Stachyphrynium jagorianum (K.Koch) K.Schum.
---Stachyphrynium minus (K.Schum.) K.Schum.
---Stachyphrynium thorelii Gagnep.
ชื่อสามัญ ---Calathea
ชื่ออื่น---คล้ากาเหว่าเขียว ;[THAI: Khla kawao khieo, Kalet-Kawao.]
ชื่อวงศ์---MARANTACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินโดจีน หมู่เกาะอันดามัน มาเลเซีย ชวา สุมาตรา สุลาเวสี
Stachyphrynium repens เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัว Marantaceae ได้รับการอธิบายครั้งแรกโดย (Körn.)และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย ดร ปิยะเกษตร สุขสถาน (เกิด พ.ศ. 2503) นักพฤกษศาสตร์ชาวไทยและFinn Borchsenius (เกิดปี 1959) นักพฤกษศาสตร์ชาวเดนมาร์กในปี พ.ศ.2548
มีถิ่นกำเนิดในอินโดจีนไปยังอินโดนีเซียจนถึงสุลาเวสีในประเทศไทยพบแถบจังหวัดสุราษฎร์ธานีและจังหวัดตรัง
ต้นเป็นพุ่มสูงปานกลาง ใบยาว14-18ซม.รูปขอบขนานค่อนข้างเรียวแคบ ปลายเรียวแหลม ขอบเรียบ มีรอยนูนตามเส้นใบย่อย ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน มีแต้มเรียวแหลมสีเขียวเข้มตามรอยนูน เรียงสลับทั้งสองด้านของแผ่นใบ เส้นกลางใบสีเขียวอ่อนใต้ใบสีเขียวอ่อน ก้านใบกลมเล็กสีเขียว
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งแสงแดดรำไรถึงร่มเงาบางส่วน สามารถทนต่อแสงหรือแสงแดดที่กรองได้ แต่หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรงที่จะทำให้ใบไหม้เกรียม ลวดลายที่โดดเด่นของใบจะหายไปเมื่อพืชอยู่ภายใต้ร่มเงาเต็มที่ใบจะกลายเป็นสีเขียวทึบ ดินร่วนปนทรายอุดมด้วยวัตถุอินทรีย์และมีการระบายน้ำได้ดี ค่า pH  6.1- 7.3 ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอในช่วงฤดูปลูก ทำให้ดินชุ่มชื้นอยู่เสมอ แต่อย่าให้น้ำขัง การให้น้ำมากเกินไปอาจทำให้รากเน่าและฆ่าพืชได้ ในช่วงฤดูหนาวให้ลดการรดน้ำและรดน้ำต้นไม้เฉพาะเมื่อดินด้านบนแห้งระหว่างการรดน้ำ ใช้น้ำกลั่นหรือน้ำฝนเนื่องจากพืชชนิดนี้ไวต่อฟลูออไรด์และเกลือในน้ำประปา ใส่ปุ๋ยทุกสองสัปดาห์ในช่วงฤดูปลูก (ฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน) ด้วยปุ๋ยน้ำ 10-10-5 เจือจางครึ่งหนึ่งจากอัตราที่กำหนด ในฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวให้ปุ๋ยเดือนละครั้ง
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับจัดสวนเป็นไม้คลุมดินในที่ร่มสำหรับบ้านสำนักงานและการตกแต่งภายในอื่น ๆ
ขยายพันธุ์--- ด้วยการ เพาะเมล็ด แยกกอ ป้กชำเหง้า

เศรษฐีก้านทอง/Chlorophytum filipendulum subsp. amaniense

ชื่อวิทยาศาสตร์---Chlorophytum filipendulum subsp. amaniense (Engl.) Nordal & A.D.Poulsen
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Chlorophytum amaniense Engl.
ชื่อสามัญ---Mandarin Plant, Fire Glory, Leone Lily,Fire Flash,
ชื่ออื่น---เศรษฐีก้านทอง ;[THAI: Setthi kan thong.]
ชื่อวงศ์---ASPARAGACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---เคนย่า แทนซาเนีย
พืชพันธุ์พื้นเมืองจาก ตะวันออกเฉียงใต้ของเคนยาไปทางตะวันออกของแทนซาเนีย (รวมแซนซิบาร์)
ไม้ล้มลุกอายุอยู่ได้หลายปี ลำต้นเป็นเหง้าใต้ดินเปลือกลำต้นมีลักษณะเป็นสีดำ และมียางใสๆ อยู่ภายใน เจริญเป็นกอ ต้นสูงประมาณ 45-60 ซม.ใบป็นใบเดี่ยว รูปหอกหรือรูปไข่ โคนใบสอบ ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ ออกเรียงสลับกันรอบลำต้น แผ่นใบเรียบสีเขียวเป็นมัน มีก้านใบและเส้นกลางใบเป็นสีส้มอ่อนมองเห็นได้ชัดเจน ขนาดความกว้างของใบประมาณ 5-10 ซม. ยาวประมาณ 25-30 ซม.
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เจริญเติบโตได้ดีอย่างรวดเร็วในดินร่วนปนทราย ต้องการน้ำในปริมาณปานกลาง ชอบแสงแดดในช่วงครึ่งวันเช้า
ใช้ประโยชน์--- นิยมปลูกเป็นไม้ประดับในกระถาง และปลูกเพื่อเป็นสิริมงคล
ขยายพันธุ์-- เพาะเมล็ด แยกกอ

แหล่งที่มาอ้างอิง
---ไม้ประดับเพื่อการตกแต่ง (Ornamental Plants for Decoration) ศาสตราจารย์(พิเศษ) ดร,ประชิด วามานนท์ สำนักพิมพ์บ้านและสวนพิมพ์ครั้งที่1 2550
---ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ BGO Plant Databases, The Botanical Garden OrganizationOrganization http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_page.asp
---The International Plant Names Index and World Checklist of Selected Plant Families 2017. Published on the Internet at http://www.ipni.org and http://apps.kew.org/wcsp/
---เต็ม สมิตินันทน์. 2557. ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย. สำนักงานหอพรรณไม้ กรมอุทธยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพรรณพืช. โรงพิมพ์พุทธศาสนาแห่งชาติ. กรุงเทพ.---สารานุกรมพืชในประเทศไทย (ฉบับย่อ) URL:www.dnp.go.th/botany/detail.aspx?wordsnamesci=Neptunia0javanica0Miq
---เอื้อมพร วีสมหมาย และคณะ. 2551. พรรณไม้ในงานภูมิสถาปัตยกรรม. กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์ เอช เอ็น กรุ๊ป จำกัด.
REFERENCES ---General Bibliography
REFERENCES ---Specific & complementary

Check for more information on the species:            


Plants Database ---Names, synonymy and distribution The Garden.org Plants Database https://garden.org/plants/
Global Plant Initiative--- Digitized type specimens, descriptions and use    หอพรรณไม้ - กรมอุทยานแห่งชาติ    www.dnp.go.th/botany/Herbarium/GPI.html
Tropicos --- Nomenclature, literature, distribution and collections    Tropicos - Home    www.tropicos.org/
GBIF---Global Biodiversity Information Facility    Free and open access to biodiversity data    https://www.gbif.org/
IPNI   --- International Plant Names Index    The International Plant Names Index - home page    http://www.ipni.org/
EOL    ---Descriptions, photos, distribution and literature    Global access to knowledge about life on Earth    Encyclopedia of Life eol.org/
PROTA       ---Uses    The Plant Resources of Tropical Africa    https://books.google.co.th/books?isbn=9057822040
Prelude    ---Medicinal uses    Prelude Medicinal Plants Database    http://www.africamuseum.be/collections/external/prelude
Google Images   --- Images

รวบรวมและเรียบเรียงโดย Tipvipa..V
รูปภาพ--ทิพพ์วิภา วิรัชติ
บริษัท สวนสวรส การ์เด้น ดีไซน์ จำกัด
สวนเทวา  เชียงใหม่
www.suansavarose.com
www.suan-theva.com

Up date 20-3-2564


ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view