สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

สารพัดต้นไม้จัดสวน

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

สวนสไตล์ต่างๆ

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ชื่อนั้นสำคัญไฉน

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 20/10/2021
สถิติผู้เข้าชม 10,522,797
Page Views 15,985,613
 
« October 2021»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

ต้นไม้ในป่า1

ต้นไม้ในป่า1

 

 

ต้นไม้ในป่า 1

For information only-the plant is not for sale.


1 กรวย/Horsfiedia irya 37 ก่อแพะ/Quercus kerrii
2 กรวยป่า/Casearia grewifolia 38 ก่อสร้อย/Carpinus londoniana
3 กระจับนกเล/Cassine vibumifolia 39 ก่อหมูดอย/Castanopsis calathiformis
4 กระเจียน/Polyaalthia cerasoides 40 ก่อหยุม/Castanopsis argyrophylla
5 กระซิก/Dalbergia parviflora 41 กอหรั่ง/Castanopsis armata 
6 กระดังงาเขา/Polyalthia jenkinsii 42 กอมขน/Ailanthus triphysa
7 กระดังงาดง/Cyathocalyx sumatranus 43 กอมขม/Picrasma javanica
8 กระดังงาป่า/Polyalthia lateriflora 44 กะพง(สมพง)/Tetrameles nudiflora 
9 กระดุมผี/Glochidion rubrum 45 กะพวมมะพร้าว/ Vernonia arborea
10 กระโดงแดง/Chionanthus microstigma 46 กะโหลก/Dendrokingstonia nervosa
11 กระโดนแดง/Tristaniopsis  burmanica 47 กะอวมAcronychia pedunculata 
12 กระถินเทศ/Acacia farnesiana 48 กะอาม/Crypteronia paniculata
13 กระถินพิมาน/Acacia harmandiana  49 กัดลิ้น/Walsura trichostemon
14 กระถินหางกระรอก/Dichrostachys cinerea 50 กัลปพฤกษ์เปลือกขม/Cassia agnes
15 กระท่อม/Mitragyna speciosa 51 กาง/Albizia crassiramea
16 กระบาก/Anisoptera costata 52 กางขี้มอด/Albizia odoratissima
17 กระพี้/Millettia macrostachya 53 กางหลวง/Albizia chinensis
18 กระพี้เขาควาย/Dalbergia cultrata 54 กานพลู/Syzygium aromaticum
19 กร่าง/ Ficus altissima 55 ก่ายกอม/ Ethretia acuminata
20 กร่างใบมน/Ficus benghalensis 56 กายอม/Rhododendron veitchianum
21 กฤษณา/Aquilaria crassna 57 ก้าว/Tristaniopsis  burmanica var. rufescens
22 กล้วยค่าง/Orophea enterocarpa 58 กาสามปีก/Vitex peduncularis
23 กล้วยเต่า/Polyalthia debilis 59 กำยาน/Styrax benzoides
24 กล้วยน้อย/ Xylopia vielana 60 กำยานญวน/Styrax tonkinensis
25 กล้วยฤๅษี/Diospyros glandulosa 61 กำลังช้างสาร/Pithecellobium tenue
26 กลาย/Mitrephora keithii 62 กุหลาบป่าเชียงดาว/Rhododendron ludwigianum
27 ก่วม/Acer oblongum 63 กุหลาบป่ามาลายา/Rhodendron malayanum
28 กว้าว/ Haldina cordifolia 64 เก็ดขาว/Dalbergia glomeriflora
29 ก่อจุก Quercus eumorpha 65 เก็ดส้าน/Olea rosea
30 ก่อแซะ/Anacolasa ilicoides 66 แก้งขี้พระร่วง/ Celtis timorensis
31 ก่อเดือย/Castanopsis acuminatissima 67 แกงเลียงใหญ่/ Psydrax dicocca
32 ก่อแดง/Quercus kingiana 68 แกลบหนู/Dendrolobium lanceolatum
33 ก่อตาคลอย/Quercus lenticellata 69 ไก๊/Homalium ceylanicum
34 ก่อนก/Lithocarpus polystachyus 70 ไก๋แดง/Ternstroemia gymnanthera
35 ก่อใบเลื่อม/Castanopsis tribuloides 71 ไกร/Ficus subpisocarpa
36

ก่อพวง/Lithocarpus fenestratus

72 ไก่หลง/Wikstroemia polyantha

Online Resources
---JSON (data interchange format)
---GBIF
---Encyclopaedia of Life
---Biodiversity Heritage Library
---ALA occurrences
---Google search


1 กรวย/Horsfiedia irya  

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Horsfiedia irya (Gaertn.) Warb.(1897)
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms. See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2853528
---Basionym: Myristica irya Gaertn.(1788).See https://www.gbif.org/species/5564542
---Horsfieldia lemanniana (A.DC.) Warb.
ชื่อสามัญ---Pianggu
ชื่ออื่น---กรวย, กรวยน้ำ, กรวยสวน(กรุงเทพ), กะเพราพระ, เพราพระ(ชุมพร), จุมพร้า(นครศรีธรรมราช), ตุมพระ(สตูล,นครศรีธรรมราช), ยางู(สตูล), หัน(ปัตตานี);[MALAYSIA: Pianggu, Piasau Mamau, Salinguat, Lempoyang Paya, Penggu, Chendarah, Peredanh Burung, Kalapa Tiyung, Kalak Pucung, Darah-Darah, Kumpang.];[SINGAPORE: Pulau Tekong.];[Thai: Kruai (Bangkok), Kruai nam (Bangkok), Kruai suan (Bangkok), Kok (Narathiwat), Ka phrao phra (Chumphon), Chum phra (Nakhon Si Thammarat), Due-ra-hae (Malay-Pattani), Tum phra (Nakhon Si Thammarat, Satun), Pae-ngu (Malay-Narathiwat), Phrao phra (Chumphon), Ya-ngu (Malay-Narathiwat), Ra han (Pattani), Han (Pattani)]
EPPO Code---HOSIR (Preferred name: Horsfieldia irya)
ชื่อวงศ์---MYRISTICACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ศรีลังกา หมู่เกาะอันดามัน พม่า ภูมิภาคอินโดจีน มาเลเซีย นิวกินี หมู่เกาะโซโลมอน  
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล 'Horsfieldia' ตั้งชื่อตามแพทย์และนักธรรมชาติวิทยาชาวอเมริกัน Thomas Horsfield (1773-1859) ซึ่งเดินทางไปชวา ประเทศอินโดนีเซียในปี ค.ศ. 1800 ซึ่งเขารวบรวมพืชและสัตว์ในท้องถิ่นในนามของเพื่อน Thomas Stamford Raffles ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดชวาภายใต้การควบคุมของบริษัทอินเดียตะวันออก ; ชื่อสปีชีส์ ฉายา 'irya' มาจากศัพท์สันสกฤต แปลว่า 'แข็งแรง' หรือ 'คล่องแคล่ว' การอ้างอิงไม่ชัดเจน
Horsfiedia irya เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์จันทน์เทศ (Myristicaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยJoseph Gaertner (1732- 1791) นักพฤกษศาสตร์และนักธรรมชาติวิทยาชาวเยอรมันและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Otto Warburg (1859–1938), นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน ในปี พ.ศ.2440    
ที่อยู่อาศัย พบใน ศรีลังกา หมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ พม่า ไทย เวียดนาม กัมพูชา สุมาตรา มาเลเซีย สิงคโปร์ บอร์เนียว ชวา ฟิลิปปินส์ตอนใต้ สุลาเวสี โมลุกกะ นิวกินี หมู่เกาะแคโรไลน์ และหมู่เกาะโซโลมอน เติบโตในที่ราบลุ่มเขตร้อนชื้น ในป่าทุติยภูมิและป่าเก่า พบบ่อยที่สุดในพื้นที่ชายฝั่งทะเลหรือแม่น้ำแอ่งน้ำสามารถพบได้ที่ระดับความสูงถึง 450-600 เมตร ในประเทศไทยพบบริเวณริมฝั่งแม่น้ำทางภาคกลาง ภาคตะวันตกเฉียงใต้ และภาคใต้
ลักษณะ เป็นไม้ต้นผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ลักษณะทรงต้น สูงได้ประมาณ 10-25 (-40) เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 112 ซม เรือนยอดแคบยาวหรือเป็นรูปกรวยคว่ำ โคนต้นเป็นพูพอนมักมีรากค้ำยันสูงถึง3 เมตร หนา 10 ซม.และห่าง 2 เมตร จากลำต้น เปลือกสีน้ำตาลเรียบหรือแตกเป็นร่องตื้นและเป็นสะเก็ด มีสีแดงและค่อนข้างเหนียว ใต้เปลือกไม้สีแดง ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกว้าง 4-8 ซม.ยาว 15-25 ซม.รูปรีแกมขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบมนหรือแหลม ขอบใบเรียบ ก้านใบยาว1-1.5ซม.ดอกเป็นช่อแยกแขนงสีเหลืองออกที่ซอกใบ แยกเพศอยู่ต่างต้น(dioecious) ช่อดอกเพศผู้แตกแขนงแผ่กว้างกว่าช่อดอกเพศเมีย มีขนาด 4-18 x 3-10 ซม. และมีดอกออกเป็นกระจุก 3-10 ดอก ช่อดอกเพศเมียมีความยาว 2-8 ซม. ดอกมีจำนวนมาก ขนาดเล็กมากประมาณ1.0 - 2.5 มม. สีเหลืองกลิ่นหอม กลีบรวมติดกัน ส่วนบนแยกเป็น2กลีบ ดอกเพศเมียใหญ่กว่าดอกเพศผู้ ผลสดกลมมีเนื้อ ออกเป็นพวง พวงละ 2-5 ผลขนาด 2-3ซม.ผนังผลหนา สุกสีส้มแดงหรือแดงอมส้ม มี1เมล็ด เมล็ดกลมแข็งขนาดใหญ่เส้นผ่านศูนย์กลาง 2.1-2.4 ซม สีน้ำตาลเข้ม เนื้อหุ้มเมล็ดสีแดงอมส้ม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดจัด ชอบดินปนทราย ดินร่วนอุดมสมบูรณ์ ดินที่มีการระบายน้ำดี น้ำปานกลางถึงน้ำปริมาณมาก ทนต่อน้ำขังและความเค็มปานกลาง อัตราการเจริญเติบโต ปานกลาง
ใช้ประโยชน์ -ใช้กินได้ ผลไม้มีรายงานว่าถูกมนุษย์กินเป็นครั้งคราว ใช้ใบอ่อนของพืชเป็นผักหรือใช้เป็นส่วนผสมสำหรับทำอาหาร
-ใช้เป็นยา ในมาเลเซียยาใช้เป็นยาพื้นบ้านจะใช้เปลือกต้น ต้มกับน้ำเดือด หรือน้ำยางจากเปลือกต้น ใช้เป็นยากลั้วปากและคอ แล้วบ้วนทิ้งเพื่อช่วยบำบัดอาการเจ็บคอ -เปลือกต้นใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงโลหิต -ใบใช้ขับหนองจากฝีและแผล รากที่ปรุงด้วยน้ำมะนาวแล้วดื่มแก้พิษงูกัด
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับให้ร่มเงา เหมาะสำหรับปลูกในสวนสาธารณะและริมถนน
-วนเกษตร ปลูกริมน้ำ รากช่วยยึดตลิ่งกันพัง  
-ใช้อื่น ๆ ไม้เนื้อแข็งและเนื้อแน่น ไม้มีค่าควรให้ความสนใจ ใช้งานได้ดีและขัดเงาได้ดี มักถูกใช้ในท้องถิ่น-; น้ำมันหอมระเหยจากดอกไม้หอมที่ใช้ทำน้ำหอม-;ผลเป็นอาหารสัตว์ ผลของมันถูกลิงและนกเงือกกิน
ระยะออกดอก/ติดผล---พฤษภาคม-กรกฎาคม/พฤษภาคม-มิถุนายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ เมล็ดแห้งง่ายสูญเสียความมีชีวิตอย่างรวดเร็วและไม่สามารถจัดเก็บได้


2 กรวยป่า/Casearia grewifolia

ชื่อวิทยาศาสตร์--- Casearia grewiaefolia Vent.(1808)
ชื่อพ้อง---Has 9 Synonyms.
---Casearia kerri Craib.(1911)
---Casearia oblonga Craib.(1930)
---(More).See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-4702144
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น--กรวยป่า(กลาง); ก้วย(เหนือ); ขุนเหยิง, บุนเหยิง(สกลนคร); คอแลน(นครราชสีมา); ตวย(เพชรบูรณ์); ตวยใหญ่, ตานเสี้ยน(พิษณุโลก); ผ่าสาม(นครพนม, อุดรธานี) ;[THAI: Kruai pa (Central); Kuai, Phi suea luang, Si suea luang (Northern); Khun yoeng, Bun yoeng (Sakon Nakhon); Kho laen (Nakhon Ratchasima); Cha-ruai (Khmer-Surin); Tuai (Phetchabun); Tuai yai, Tan sian (Phitsanulok); Pha sam (Northeastern).];
[Vietnam: Nuốt lá cò ke, Van núi, Hồng y dài.]
EPPO Code---1CWSG (Preferred name: Casearia.)
ชื่อวงศ์--- SALICACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย    
เขตการกระจายพันธุ์---พม่า คาบสมุทรอินโดจีน คาบสมุทรมาเลย์ อินโดนีเซีย
Casearia grewiaefolia เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์วงศ์สนุ่น (Salicaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Etienne Pierre Ventenat (1757–1808)นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศสในปี พ.ศ.2351

   

ภาพประกอบเพื่อการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ที่อยู่อาศัย พบใน พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียตนาม คาบสมุทรมาเลย์และอินโดนีเซีย มักพบขึ้นในที่โล่งแจ้ง ตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าดิบ ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 0-1,200 เมตร ในประเทศไทยพบที่่จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน พิษณุโลก นครสวรรค์ เลย ขอนแก่น อุบลราชธานี กรุงเทพมหานคร กาญจนบุรี ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์ จันทบุรี และชุมพร พบตามป่าเต็งรังที่ถูกรบกวน บนดินเหนียวหรือบนหินปูน ระดับความสูง 0-1000 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบสูงถึง5-15เมตร ลำต้น มักมีพูพอนเมื่อต้นแก่ เปลือกต้นไม่มีหนาม สีน้ำตาลอ่อน ใบเดี่ยวรูปขอบขนานแคบ กว้าง 3.5-6 ซม.ยาว 8-18 ซม. ขอบใบเป็นซี่ละเอียด เมื่อส่องใบกับแสงจะเห็นขีดใสๆกระจายอยู่ในใบ ดอกขนาดเล็กสีเขียวแกมเหลืองถึงขาวออกอยู่ในซอกใบ เป็นดอกสมบูรณ์เพศ กลีบเลี้ยง 4-5 กลีบ ไม่มีกลีบดอก เกสรเพศผู้ 8-10 อัน ผลแคปซูลรูปกลมรีหรือรูปไข่ ขนาดกว้าง 1.5-2 ซม.ยาว 2.5-5 ซม.ผิวผลมันเรียบ เปลือกผลหนา ผลมีเนื้อแดงสด-ส้ม เมื่อสุกสีเหลืองและแตกอ้าออกเป็น 3 ซีก เมล็ดเป็นเหลี่ยม ขนาด 1ซม. มีเมล็ดจำนวนมาก
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดจัด ชอบดินปนทราย ดินร่วนอุดมสมบูรณ์ ดินที่มีการระบายน้ำดี
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ดอก ใบแก้ไข้ แก้โรคผิวหนังผื่นคัน -เมล็ดแก้ริดสีดวงทวาร -เปลือกใช้เป็นยาบำรุงมีรสเมาขื่น ใช้เป็นยาบำรุงธาตุ บำรุงกำลัง บำรุงโลหิต เป็นยาคุมธาตุ- ใบใช้ผสมกับใบยาสูบ มวนสูบเป็นยาแก้ริดสีดวงจมูก- น้ำมันจากเมล็ดทารักษาโรคผิวหนัง- ราก, ใบ, ดอก ใช้เป็นยาแก้ไข้กาฬ พิษกาฬ พิษอักเสบจากหัวกาฬ
ใช้อื่น ๆ เนื้อไม้ใช้สร้างบ้าน ทำไม้อัด ใช้ทำเครื่องจักสาน เครื่องใช้สอย และเฟอร์นิเจอร์ -น้ำมันจากเมล็ดใช้เป็นยาเบื่อปลา
ระยะออกดอก/ติดผล---มีนาคม-พฤษภาคม/พฤษภาคม-กรกฎาคม
ขยายพันธุ์---ตอนกิ่ง เพาะเมล็ด     


3 กระจับนกเล/Cassine vibumifolia


ชื่อวิทยาศาสตร์---Cassine vibumifolia (Juss.) Ding Hou.(1963)
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms. See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2803697
---Elaeodendron subrotundum King.(1896)
---Elaeodendron viburnifolium (Juss.) Merr.(1920)
---Euonymus viburnifolius (Juss.) Merr.(1914)
ชื่อสามัญ---Grey Nicker
ชื่ออื่น---กระจับนกเล, น้ำนองตรัง ;[MALATSIA: Barak Laut, Barat-barat, Kempudang Baran, Mata Pelanduk, Mempenai];[SINGAPORE: Kempudang baran, Barat-barat.];[SUOMI: Oliivikit.];[Thai: Kra chub nok lae, Nam nong trang (Trang)].
EPPO Code: 1CSWG (Preferred name: Cassine.)
ชื่อวงศ์---CELASTRACEAE                                                                      
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---หมู่เกาะอันดามัน มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เกาะเซเลเบส
Cassine vibumifolia เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์กระทงลาย (Celastraceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Antoine Laurent de Jussieu (1748 –1836) นักพฤกษศาสตร์ขาวฝรั่งเศสและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดยDing Hou (1921–2008)นักพฤกษศาสตร์ชาวอินโดนีเซีย-ดัตช์ในปี พ.ศ.2506


ภาพประกอบเพื่อการศึกษา---www.NatureLoveYou.sg
ที่อยู่อาศัย เติบโตตามธรรมชาติในหมู่เกาะอันดามัน, ไทย, สุมาตรา, คาบสมุทรมาเลเซีย, บอร์เนียว, ฟิลิปปินส์และสุลาเวสี ขึ้นตามริมแม่น้ำบริเวณน้ำขึ้นน้ำลงและช่องทางป่าชายเลน ในประเทศไทยพบเฉพาะภาคใต้ พบกระจายห่างๆตามแนวป่าชายเลน และริมฝั่งแม่น้ำลำคลองที่น้ำทะเลท่วมถึงเป็นครั้งคราว บนดินเลนที่ค่อนข้างแข็ง
ลักษณะ เป็นไม้พุ่มกึ่งไม้ต้นขนาดเล็กบางครั้งแตกแขนงที่โคน เกิดเป็นลำต้นหลายต้น ไม่มีรากพิเศษ สูง 3-8 เมตรและมีเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้นได้ถึง 20 ซม.รูปทรงต้น เรือนยอดโปร่ง เปลือกเรียบสีเทาอมเหลืองถึงเทาคล้ำมีช่องอากาศตามลำต้น ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก แผ่นใบรูปรีแกมรูปไข่กลับ รูปไข่กว้างถึงกลมมน ขนาด2-4ซม.ยาว3-7ซม.โคนใบแหลมถึงสอบเป็นรูปลิ่ม ขอบใบหยักมนถี่ตื้นและมีหนามสีดำขนาดเล็กที่ปลายหยัก ปลายใบแหลมทู่ถึงกลม เนื้อใบหนาคล้ายหนังแกมอวบน้ำ ผิวใบด้านบนเกลี้ยงสีเขียว ด้านล่างสีอ่อนกว่าถึงมีนวล ดอก แบบช่อกระจุกออกตามง่ามใบใกล้ปลายกิ่ง ช่อดอกยาวถึง 12 ซม.ดอกย่อยขนาดเล็กสีขาว 0.2-0.3 ซม กลีบเลี้ยง 4 กลีบ กลีบดอก 4 กลีบ  ผลรูปทรงไข่กลับหน้าตัดมักเป็นสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ขนาดกว้าง 0.3-0.5 ซม.ยาว 1-1.5 ซม.ผนังผลชั้นกลางเป็นคอร์กนุ่ม ชั้นในแข็ง ผลสุกสีเหลืองมี 1 เมล็ด
ใช้ประโยชน์ ไม้ใช้เป็นเชื้อเพลิง ผลใช้เป็นเหยื่อตกปลา
สถานะและภัยคุกคาม---ต้นไม้นี้ถูกระบุว่าเป็น 'ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง' ในรายการแดงของพืชที่ถูกคุกคามของสิงคโปร์ มันถูกคุกคามโดยการสูญเสียที่อยู่อาศัยและการรั่วไหลของน้ำมัน
ระยะออกดอก/ติดผล---สิงหาคม-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด
 


 4 กระเจียน/Huberantha cerasoides

ชื่อวิทยาศาสตร์---Huberantha cerasoides ( Roxb. ) Chaowasku.(2015)
ชื่อพ้อง---Has 4 synonyms. See all https://species.wikimedia.org/wiki/Huberantha_cerasoides
---Basionym: Uvaria cerasoides Roxb.(1795)
---Guatteria cerasoides Dunal.(1817)
---Polyalthia cerasoides (Roxb.) Hook.f. & Thomson.(1872)
---Hubera cerasoides (Roxb.) Chaowasku.(2012)
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น--กะเจียน(ชลบุรี); ค่าสามซีก(เชียงใหม่); แคหาง(ราชบุรี); จันทน์ดง, ทรายเด่น(ขอนแก่น); โมดดง(ระยอง); สะบันงาป่า(ภาคเหนือ); เส่โพลส่า(กระเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน); เหลือง(ลำปาง); [Chinese: Xì jī wán];[INDIA: Humb, Nagutalilai, Narela, Vabbina.];[KHMER: Kray (Central Khmer).];[Malayalam: Cherunedunar, Narela.];[Singhalese: Patta ul kenda];[TAMIL: Irumpuḷi.];[TELUGU: Cilaka dudduga.];[THAI: Ka chian (Chon Buri), Kha sam sik (Chiang Mai), Khae hang (Ratchaburi), Chan dong, Sai den (Khon Kaen), Phaya rak dam (Chon Buri),  Mot dong (Rayong), Saban nga pa (Northern), Lueang (Lampang);[VIETNAM: Cây nóc, Ran, Quần đầu quả tròn, Quần đầu trái tròn, Duôi trâu.].
EPPO Code---1QLHG (Preferred name: Polyalthia.)
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย    
เขตการกระจายพันธุ์---จีน อินเดีย ศรีลังกา พม่า อินโดจีน
Huberantha cerasoides เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์กระดังงา (Annonaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย William Roxburgh (1751-1815) ศัลยแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อตและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Chaowasku-ธนาวัฒน์ เชาว์สกุล (เขามีบทบาทมากที่สุดในปี2006) นักพฤกษศาสตร์ชาวไทย ในปี พ.ศ.2558
Polyalthia cerasoides → Huberantha cerasoides- ชื่อที่มีการเปลี่ยนแปลง : สายพันธุ์นี้จะรวมอยู่ในขณะนี้ใน Huberantha,ร่วมกันกับจำนวนของสายพันธุ์อื่น ๆ ที่วางไว้ก่อนหน้านี้ในสกุล Polyalthia สิ่งนี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นชนิดพันธุ์สำหรับสกุลที่ค่อนข้างใหม่ (ดู Wikispecies): บทความ แท็กซอนบาร์และสปีชีส์บ็อกซ์ได้รับการปรับปรุง Roy Bateman (Talk) 08:55, 8 เมษายน 2020

ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย
โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ที่อยู่อาศัย พบในประเทศจีน ,พม่า ,ศรีลังกา ,อินเดีย , ไทย กัมพูชา ลาว เวียตนามและบางประเทศในเอเชียอื่น ๆ มักพบขึ้นตามป่าดิบแล้งและป่าเบญจพรรณทั่วไป ที่สูงจากระดับน้ำทะเลจนถึง 1,200 เมตรในประเทศไทยพบทุกภาค ภาคใต้ถึงชุมพร ขึ้นตามป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ หรือบนเขาหินปูน ที่ระดับความสูงถึงประมาณ700 เมตร
ลักษณะ กะเจียนเป็นไม้ต้น ผลัดใบ ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ขนาดความสูงใหญ่ของต้นกระเจียนโดยประมาณสูง 8- 15 เมตร ลำต้นเปลาเปลือกเรียบกิ่งเกือบตั้งฉากกับลำต้น ก้านใบยาว 3-5 มม.มีร่องด้านบน ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปขอบขนานหรือรูปไข่แกมขอบขนาน ใบยาว 10-12.5 ซม.กว้าง2-4 ซม ปลายใบและโคนใบเรียวแหลม ทั้งสองข้าง หลังใบสีเขียวเข้มท้องใบสีอ่อน ดอกออกเป็นดอกเดี่ยวหรือเป็นกลุ่ม ดอกขนาด 1-1.5 ซม.สีเขียว ก้านดอกเรียวยาว กลีบดอกแข็ง กลีบเลี้ยง 3 กลีบ รูปไข่ 5-8 x 3-4 มม. มีขนดก ด้านในเกลี้ยง กลีบดอก 6 (3+3) กลีบ 6-8 x 4 มม. มีขนสั้น เกสรเพศผู้จำนวนมาก ดอกอ่อนสีเขียว ดอกแก่สีเหลือง มีกลิ่นหอมมาก ผลออกเป็นกลุ่มใหญ่ ขนาด 0.6 ซม. กลมหรือรูปไข่ ผลสีแดงสด เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีดำ เมล็ดทรงกลมมี 1เมล็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งแสงแดดจัด เจริญได้ดีในดินทุกสภาพ ดินชื้นสม่ำเสมอและมีการระบายน้ำดี
-ใช้ประโยน์ ไม้ใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารและยา ไฟเบอร์ น้ำมันหอมระเหยและไม้ซุง-ใช้กินได้ ผลสุกกินเนื้อหุ้มเมล็ดมีรสหวาน
-ใช้เป็นยา  แพทย์แผนโบราณใช้รากและเปลือกเป็นยา เนื้อไม้มีรสขม ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร  รากหรือเนื้อไม้ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้กษัย (อาการป่วยที่เกิดจากหลายสาเหตุ ทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม ซูบผอม ปวดเมื่อย โลหิตจาง) ไตพิการ  รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้ เนื้อไม้มีรสขม ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้วัณโรคในลำไส้ วัณโรคในปอด เนื้อไม้มีสรรพคุณเป็นยาแก้ปัสสาวะพิการ รากใช้ต้มกับน้ำดื่มครั้งละ 1 ถ้วย วันละ 3 ครั้ง เป็นยาคุมกำเนิดในสตรี ใบสดมีรสเฝื่อนเย็น ใช้ตำพอกฝี แก้ปวด แก้อักเสบ เนื้อไม้ใช้ฝนกับน้ำปูนใสทาเกลื่อนหัวฝี เนื้อไม้ใช้ต้มดื่มเป็นยาแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย แก้ปวดหลัง ปวดเอว หรือจะใช้รากนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ปวดเมื่อยตามร่างกายก็ได้เช่นกันเปลือกใช้เข้ายาพื้นเมืองบางชนิด
ตำรายาพื้นบ้านจะใช้รากกะเจียนนำมาต้มกับน้ำดื่มครั้งละ 1 ถ้วย วันละ 3 ครั้ง เป็นยาบำรุงกำหนัด เพิ่มพลังทางเพศ บำรุงกำลังสำหรับบุรุษ กินแล้วกระชุ่มกระชวย คลายเส้นเอ็น และช่วยปรับสภาพร่างกาย
-ใช้อื่น ๆ เนื้อไม้สีเหลืองหรือสีเทาเป็นพื้นผิวที่ละเอียดเนื้อแข็งและหนักมักจะแยกและโค้งเมื่อแห้ง ถูกใช้สำหรับเครื่องมือการเกษตรช่างไม้ทั่วไปการสร้างเรือและโครงสร้างไม้ บางครั้งใช้สำหรับแผ่นไม้อัดและไม้อัด เปลือกเหนียวใช้ทำเชือกหรือกระสอบ ดอกไม้มีกลิ่นหอมมากและบางครั้งก็เก็บเป็นน้ำหอม
ระยะเวลาออกดอก/ติดผล---มกราคม-มีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด
 


5 กระซิก/Dalbergia parviflora

ชื่อวิทยาศาสตร์--Dalbergia parviflora Roxb.(1832)
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms. See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/ild-31227
---Amerimnon cumingii (Benth.) Kuntze
---Amerimnon parviflorum (Roxb.) Kuntze
---Dalbergia cumingii Benth.
---Drepanocarpus cuminghii Kurz. Lakkawood
ชื่อสามัญ---Blackwood, Akar Laka,
ชื่ออื่น---กระซิก (ภาคใต้), ขรี (สุราษฎร์ธานี), ครี้ (สุราษฎร์ธานี-ตรัง), สรี้ (สุราษฎร์ธานี-นราธิวาส), สักขี (นราธิวาส);[CHINESE: Xiǎohuā huáng tán.];[MALAYSIA: Kayu laka.];[THAI: Krasik (Peninsular), Khri (Surat Thani, Trang), Khri (Surat Thani, Trang), Sari (Narathiwat, Surat Thani), Sak khi (Narathiwat).];[Vietnam: Trac hoa nhỏ].
EPPO Code---DAGSS (Preferred name: Dalbergia sp.)
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์---พม่า ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์
Dalbergia parviflora เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ถั่ว (Fabaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย William Roxburgh (1751-1815) ศัลยแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อตในปีพ.ศ.2375                                                        ที่อยู่อาศัย พบในพม่า ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เติบโตป่าชั้นรองบนฝั่งแม่น้ำตามแนวชายฝั่ง ในป่าพรุน้ำจืดและในป่าเต็งรัง ส่วนใหญ่อยู่บนดินที่อุดมสมบูรณ์ของลุ่มน้ำที่ระดับความสูงถึง 150 เมตร ในประเทศไทย พบขึ้นอยู่ตามป่าโปร่งในที่ลุ่ม และตามชายห้วย ทางภาคใต้
ลักษณะ เป็นไม้ต้นขนาดกลางหรือไม้พุ่มรอเลี้อย ลำต้นมีหนาม เปลือก สีเทา เรือนยอดมีลักษณะไม่แน่นอน ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่(imparipinnate)เรียงสลับ ใบย่อย 5-9 ใบ รูปรีหรือรูปขอบขนานเรียงสลับกันบนก้านใบ ปลายใบแหลมโคนใบสอบ ขอบใบเรียบ แผ่นใบสีเขียวเป็นมัน ใบอ่อนและยอดอ่อนมีสีน้ำตาลแก่ ดอกออกเป็นช่อแบบช่อเชิงประกอบ ตามปลายกิ่งหรือง่ามใบใกล้ยอด ดอกรูปดอกถั่ว เล็กมาก เรียงเป็นแถวทางด้านบนของแขนงช่อดอก กลีบเลี้ยง 5 กลีบ ติดกันเป็นรูปถ้วย กลีบดอก 5 กลีบ สีขาว เกสรเพศผู้ 10 อัน รังไข่เล็ก มีขนประปราย ผลเป็นฝักแบนขอบฝักบางคมคล้ายมีด มีเมล็ดรูปไต 1-4 เมล็ดเรียงติดตามยาวของฝัก ฝักแก่จะไม่แตกแยกจากกัน
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งในแสงแดดเต็ม มักจะทำได้ดีในดินร่วน ดินร่วนปนทราย สปีชีส์นี้มีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดินบางชนิดแบคทีเรียเหล่านี้ก่อตัวเป็นก้อนบนรากและตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศไนโตรเจนบางส่วนนี้ถูกใช้โดยพืชที่กำลังเติบโต แต่บางชนิดก็สามารถนำมาใช้โดยพืชอื่น ๆ ที่อยู่ในบริเวณใกล้กัน
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา น้ำมันจากเนื้อไม้ใช้ รักษาแผลเรื้อรัง  น้ำมันสีแดงเหนียวซึ่งถูกนำไปใช้กับบาดแผล สามารถกลั่นจากไม้ ยาต้มของไม้ในน้ำใช้เป็นยาชูกำลัง เนื้อไม้ใช้เป็นยาแก้ไข้        
-ใช้เป็นไม้ประดับ นิยมปลูกตามบ้านเรือน วัดวาอาราม ริมถนนหรือที่สาธารณะเพื่อให้ร่มเงา          
-ใช้อื่น ๆเนื้อไม้ใช้ทำเครื่องเรือน เครื่องกลึง แกะสลัก เครื่องดนตรี ลักษณะคล้ายไม้ชิงชัน แก่นไม้ของพืชคือ lakawood ''Kayu laka'' ซึ่งเป็นไม้หอมที่ใช้เป็นเครื่องหอม แก่นและรากมีกลิ่นหอมใช้ทำธูปโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศจีน อินเดียและมาเลเซีย
สำคัญ---พันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลจังหวัดสตูล
ภัยคุกคาม--ไม่มีภัยคุกคามที่น่าเป็นห่วงจัดไว้ใน IUCN Red List ประเภท'ความกังวลน้อยที่สุด'(ไม่น่าจะสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้)
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species.(2013)
สถานะการอนุรักษ์---CITES Appendix II - ควบคุมการค้าเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ที่ไม่เข้ากันกับการอยู่รอดของสายพันธุ์ - ทั่วโลก
ระยะออกดอก/ติดผล---มีนาคม-มิถุนายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำไม้เนื้ออ่อนหรือแยกต้นที่เกิดใหม่ไปปลูก


 6 กระดังงาเขา/Polyalthia jenkinsii


ภาพประกอบเพื่อการศึกษา : หนังสือ พรรณไม้วงศ์กระดังงา ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น ภาพ: อภิชัย อิงควุฒิ

ชื่อวิทยาศาสตร์---Huberantha jenkinsii (Hook.f. & Thomson) Chaowasku.(2015)
ชื่อพ้อง---Has 9 Synonyms
---Guatteria jenkinsii Hook.f. & Thomson.(1855)
---Hubera jenkensii (Hook.f. & Thomson) Chaowasku.(2012)
---Polyalthia jenkensii (Hook.f. & Thomson) Hook.f. & Thomson.(1872)
---Uvaria canangioides Rchb.f. & Zoll. ex Miq.(1861)
---(More).See all https://vi.wikipedia.org/wiki/Huberantha_jenkinsii
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น--กระดังงาเขา, กระดังงาต้น, ดังงาขาว(สุราษฎร์ธานี);[INDIA: Topilek];[THAI: Kradang nga khao, Dang nga khao (Surat Thani); Sang yu (Peninsular)]
EPPO Code--- 1QLHG (Preferred name: Polyalthia.)
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย    
เขตการกระจายพันธุ์---จีน อินเดีย ศรีลังกา พม่า ไทย กัมพูชา ลาว เวียตนาม
Huberantha jenkinsiiเป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์กระดังงา (Annonaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย (Sir Joseph Dalton Hooker (1817-1911) นักพฤกษศาสตร์ นักชีววิทยาและศัลยแพทย์ชาวอังกฤษและ Thomas Thomson (1817 –1878)ศัลยแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ)ได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Chaowasku-ธนาวัฒน์ เชาว์สกุล (เขามีบทบาทมากที่สุดในปี2006) นักพฤกษศาสตร์ชาวไทย ในปี พ.ศ.2558
Polyalthia jenkinsii → Huberantha jenkinsii- ชื่อที่มีการเปลี่ยนแปลง : สายพันธุ์นี้จะรวมอยู่ในขณะนี้ใน Huberantha,ร่วมกันกับจำนวนของสายพันธุ์อื่น ๆ ที่วางไว้ก่อนหน้านี้ในสกุล Polyalthia สิ่งนี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นชนิดพันธุ์สำหรับสกุลที่ค่อนข้างใหม่ First published in Kew Bull. 70(2)-23: 2 (2015)
ที่อยู่อาศัย เกิดขึ้นตามธรรมชาติในอินเดีย (ในรัฐของรัฐอัสสัม มณีปุระ หมู่เกาะอันดามันและหมู่เกาะนิโคบาร์ ),บังคลาเทศ, พม่า, ไทย, เวียดนาม, ฟิลิปปินส์, มาเลเซียและอินโดนีเซีย ในประเทศไทยพบในป่าดิบชื้นทางภาคใต้ ที่ระดับความสูง 100-400 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ต้น สูง 10-15 เมตร แตกกิ่งในระดับสูงขนานกับพื้นดิน เปลือกเรียบสีเทาปนน้ำตาลเป็นร่องตามยาว กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาล เนื้อไม้เปราะใบรูปหอกแกมขอบขนานมีขนสีน้ำตาลเข้ม  กว้าง 3.5-6 ซม.ยาว 10-20 ซม.โคนใบรูปลิ่ม ปลายใบแหลม ใบหนาสีเขียวเข้มเป็นมัน ดอก เดี่ยวออกตรงซอกใบ ขนาดดอกบาน 3-5 ซม.ดอกอ่อนสีเขียวเมื่อบานเปลี่ยนเป็นสีเหลือง กลีบดอก6กลีบ เรียงเป็น2ชั้นมีขนาดใกล้เคียงกัน ค่อนข้างหนา รูปขอบขนาน มีกลิ่นหอม ผลเป็นผลกลุ่มมีผลย่อย 15-30 ผล รูปรี ปลายผลเป็นติ่งแหลม ผลกว้าง 0.5-0.6 ซม.ยาว 0.8-1.2 ซม.ผลแก่สีม่วงเข้มมีเมล็ด 1 เมล็ด เมล็ด สีขาว รูปกลมรี ยาว 8-10 มม.
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งที่มีร่มเงา ความชื้นสูง
ใช้ประโยชน์---ปลูกเป็นไม้ประดับมีดอกดกกลิ่นหอมอ่อนให้ร่มเงา
ระยะออกดอก/ผลแก่---สิงหาคม-ตุลาคม/มิถุนายน-กรกฎาคม (ปีหน้า)
ขยายพันธุ์--- เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง

7 กระดังงาดง/Cyathocalyx sumatranus

ภาพประกอบเพื่อการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์---Cyathocalyx sumatranus Scheff.(1871)
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2749099
---Xylopia curtisii King.(1892)
---Xylopia tembelingensis M.R.Hend.(1933)
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---กระดังงาดง (สุราษฎร์ธานี);[Thai: Kradang nga dong (Surat Thani).]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
EPPO Code--- KXYSU (Preferred name: Cyathocalyx sumatranus.)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---มาลายา สุมาตรา ไทย เวียตนาม
Cyathocalyx sumatranus เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์กระดังงา (Annonaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Rudolph Herman Christiaan Carel Scheffer( 1844–1880) นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์ในปี พ.ศ.2414
ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดใน มาเลเซีย ไทย พบในป่าดิบชื้น ที่ระดับความสูง200-600เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้น ลำต้นเปลาตรง สูงประมาณ 25-35เมตร เปลือกเรียบ สีน้ำตาลอมเทา แตกกิ่งในระดับสูง ทรงพุ่มกลม กิ่งแก่สีน้ำตาล มีช่องอากาศสีขาวเป็นแนวตามยาว กิ่งอ่อนสีเขียว เนื้อไม้เหนียวมาก ใบรูปรีแกมขอบขนาน กว้าง 5.5-7.5 ซม.ยาว 12-18 ซม.โคนใบรูปลิ่ม ปลายใบรูปเรียวทู่และมีติ่ง ยาว 1.5 ซม.ใบหนาแข็งกรอบ ด้านบนเขียวเข้มและเป็นมัน ดอก ออกเป็นช่อ 2-4 ดอก นอกซอกใบ ดอกอ่อนสีเหลืองอมเขียว เมื่อบานเปลี่ยนเป็นสีเหลืองนวล มีกลิ่นหอมอ่อน มีใบประดับเล็กๆติดอยู่ที่กลางก้านดอก กลีบเลี้ยงสีเขียวรูปไข่ ปลายแหลมกลีบกระดกขึ้น กลีบดอกเรียงเป็น 2 ชั้น กลีบชั้นนอกหนายาวเรียว กลางกลีบด้านนอกเป็นร่อง กลางกลีบด้านในเป็นสันนูนหนา กลีบชั้นในมีขนาดเล็กกว่ากลีบชั้นนอก ผลเดี่ยว ก้านผลแข็งเหมือนเนื้อไม้ เปลือกผลหนาและแข็งรูปรีหรือทรงกระบอก กว้าง3-5ซม.ยาว4-6ซม.
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งที่มีร่มเงา ความชื้นสูง
ใช้ประโยชน์---ใช้ไม้ในท้องถิ่น
ภัยคุกคาม--ไม่มีภัยคุกคามที่น่าเป็นห่วงจัดไว้ใน IUCN Red List ประเภท'ความกังวลน้อยที่สุด'(ไม่น่าจะสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้)
สถานะการอนุรักษ์---LC - Lower Risk/least concern - National - IUCN Red List of Threatened Species.(1998)
ระยะออกดอก---ตุลาคม-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด                                                                      

8 กระดังงาป่า/Polyalthia lateriflora

ภาพประกอบเพื่อการศึกษา---หนังสือ พรรณไม้วงศ์กระดังงา ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น ภาพ: อภิชัย อิงควุฒิ

ชื่อวิทยาศาสตร์---Polyalthia lateriflora (Blume) King.(1874)
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Guatteria lateriflora Blume.(1825)
---Monoon lateriflorum (Blume) Miq.(1865)
---Polyalthia orientalis P. T. Li. [Illegitimate],(1976)
ชื่อสามัญ--- False ashoka, The Buddha tree, Indian mast tree, Indian fir tree.
ชื่ออื่น--- กระดังงาป่า, กล้วย, กล้วยหมูสัง, กล้วยอีเห็น, เนียนเขา, ปีแซ ;[ASSAMESE: Unboi, Debadaru];[BANGLADESH/Hindi: Debdaru];[INDONESIA: Glodogan Tiang; Banitan, Semukau (Borneo).];[MALAYALAM: Aranamaram];[MALAYSIA: Mempisang, Banitan (Malay).];[Tamil: Nettilinkam];[THAI: Kradang nga pa (Chiang Mai), Kluai (Narathiwat), Kluai mu sang, Kluai i hen (Yala), Nian khao (Chumphon), Pi-sae (Malay-Narathiwat).].
EPPO Code---1QLHG (Preferred name: Polyalthia.)
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย    
เขตการกระจายพันธุ์--- ไทย มาเลเซีย สุมาตรา อินโดนีเซียชวา บอร์เนียว  เวสต์อินดีส หมู่เกาะซุนดาน้อย ซีลีเบส โมลุกกะ นิวกินี
ที่อยู่อาศัยมีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดียและศรีลังกา ในประเทศไทยพบขึ้นในป่าดิบชื้นทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตกเฉียงใต้ และป่าพรุทางภาคใต้ ที่ระดับความสูง 50-600เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ต้นขนาดกลางไม่ผลัดใบ ต้นสูง 10-20 เมตร แตกกิ่งระดับสูงขนานกับพื้นดิน เปลือกเรียบสีเทาหนา และมีกลิ่นฉุน เนื้อไม้เหนียว ใบ รูปขอบขนานกว้าง 6-12 ซม.ยาว 18-35ซม.โคนใบมนปลายใบแหลม ใบค่อนข้างหนา ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้านดอกออกเป็นช่อกระจุกตามกิ่งแก่ ดอกสีเหลือง กลีบเลี้ยงรูปสามเหลี่ยม กลีบดอกค่อนข้างหนารูปแถบ เมื่อบานขนาด4-6ซม. ผลกลุ่ม มีผลย่อย 20-30 ผล รูปรีกว้าง 2 ซม.ยาว 4 ซม.ผลแก่สีแดงมี1เมล็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดจัด น้ำปานกลาง ดินร่วนมีอินทรีย์วัตถุมาก
ใช้ประโยชน์--- เนื้อไม้นำมาใช้ในการก่อสร้างและเป็นเชื้อเพลิงและปลูกเป็นไม้ปลูกป่า
ระยะเออกดอก/ติดผล---มีนาคม-ตุลาคม
ขยายพันธุ์ --เมล็ด


9 กระดุมผี/Glochidion rubrum

 

ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย
โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Glochidion rubrum Bl.(1825)
ชื่อพ้อง--Has 18 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-90731
ชื่อสามัญ---Pink-berried, Pin-flower Tree
ชื่ออื่น---กระดุมผี (ระยอง), ชัดนะ (ตรัง), ชุมเส็ด, มะรวด (สุราฎร์ธานี), ตานา (หนองคาย), นกนอน (นราธิวาส);[Chinese:Tai min suan pan zi.];[Japanese: Beni Kankonoki];[Malaysia: Gambiran, Senkam, Tetimah (Peninsular).];[INDONESIA: Dempul (Javanese), Ki timbul (Sundanese), Ketemung (Madurese);  Dempul, Obah nasi (Borneo).];[Philippines: Bagnang-pula (Filipino).];[THAI: Kradum phi (Rayong)ว; Khat na (Trang); Chumset (Surat Thani); Ma ruat (Surat Thani); Kue-nong (Malay-Peninsular); Tana (Nong Khai); Nok non (Narathiwat).];[Vietnam: Muối ăn quả, Sóc đỏ, Bọt ếch suối].
EPPO Code---1GOCG (Preferred name: Glochidion)
ชื่อวงศ์ --- PHYLLANTHACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
นิรุกติศาสตร์--- ชื่อสายพันธุ์ 'rubrum'หมายถึงขนสีแดงที่ปกคลุมพืชส่วนใหญ่
เขตกระจายพันธุ์---พม่า อินโดจีน มาเลเซีย สิงคโปร์ สุมาตรา ชวา บอร์เนียว ฟิลิปปินส์ เวสต์อินดีส หมู่เกาะซุนดาน้อย สุลาเวสี โมลุกกะ
Glochidion rubrum เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์มะขามป้อม (Phyllanthaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Ludwig von Blume. (1789–1862) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน - เนเธอร์แลนด์ในปี พ.ศ.
ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในพม่า อินโดจีน และมาเลเซียพบใน พม่า ไทย เวียตนาม คาบสมุทรมาเลเซีย สุมาตรา ชวา หมู่เกาะซุนดาน้อย บอร์เนียว ฟิลิปปินส์ เวสต์อินดีส หมู่เกาะซุนดาน้อย สุลาเวสี เซเลเบส โมลุกกะ เติบโตในในป่าดิบ ป่าทุติยภูมิ, ป่าผลัดใบ, ริมถนนลำธารขอบป่าขอบพรุหนองน้ำสันเขา ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล 300-2,175 เมตร ในประเทศไทยพบเป็นไม้ถิ่นเหนือ กระจายกว้างขวาง พบทั่วไปในที่โล่งแจ้งและในป่าชั้นที่2 ป่าผลัดใบ ป่าไผ่ ที่ระดับความสูง 300-900 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้พุ่มผลัดใบหรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูง 5 (-15)เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 20 ซม เปลือกต้นสีน้ำตาลเทา ใบเดี่ยวรูปไข่, รูปไข่แกมรูปขอบขนาน ยาว 5 -13 ซม.และกว้าง 2.4 - 5 ซม.ผิวใบเรียบเกลี้ยงดอกสีขาวอมเขียวหรือเหลืองก้านใบยาว  1.5-- 4 มม.ดอกไม้มีสีเขียวถึงสีเหลืองอมขาว ออกที่ซอกใบ ผลแคปซูลขนาด 0.8-1.5 ซม.ออกสีชมพูกลมแบนเป็นพู 3-5 พู ปลายทั้งสองแบน หรือโค้งเข้ามีปุ่มเล็กๆที่ปลาย เมล็ดสีส้มถึงสีแดงขนาด 3.8 - 4 x 3.3- 3.8 มม.
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---พบในป่าบนดินปนทราย หิน หินดินดาน ดินทรายและหินปูน
ใช้ประโยชน์--- ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นยาและแหล่งที่มาของไม้
-ใช้เป็นยา ส่วนที่ใช้ ใบ ลำต้น ;-ในประเทศจีนมีการหมักใบเพื่อใช้รักษาโรคริดสีดวงทวาร;- ในเวียดนามใช้สำหรับรักษาริดสีดวงทวาร;-ในบอร์เนียวใบสดที่มีน้ำต้มอยู่ในถังไม้ไผ่เมาเพื่อรักษาอุจจาระเป็นเลือด ;-ในฟิจิและไต้หวันใช้สำหรับความผิดปกติของกระเพาะอาหาร-ไม้ใช้สำหรับงานไม้ทั่วไป
ระยะออกดอก/ติดผล---เกือบตลอดปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด               


10 กระโดงแดง/Chionanthus microstigma

 

ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย
โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์--- Chionanthus microstigma (Gagnep.) P.S.Green.(1996.)
ชื่อพ้อง---Has 3 synonyms.See all The Plant List.http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-367472
---Chionanthus sangda (Gagnep.) Soejarto & P.K.Lôc.(2004.)
---Linociera microstigma Gagnep.(1933.)
---Linociera sangda Gagnep.(1933.)
ชื่อสามัญ---Malabar Fringe Tree
ชื่ออื่น---ประดงแดง, กระโดงแดง (ประจวบคีรีขันธ์-สระบุรี), ฝิ่นต้น (ตะวันออกเฉียงเหนือ-ราชบุรี), กระบกคาย, ขมัน ;[MALAYALAM: Kaletala, Mala Elengi, Perumbal.];[TAMIL: Sorkili.];[Thai: Kradong daeng (Prachuap Khiri Khan, Saraburi),  Pradong daeng (Ratchaburi), Fin ton (Northeastern, Ratchaburi), Krabok khai, khamun]
EPPO Code---1CIOG (Preferred name: Chionanthus.)
ชื่อวงศ์---OLEACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์---ภูมิภาคอินโดจีน-ลาว ไทย เวียตนาม
Chionanthus microstigma เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์วงศ์มะลิ (Oleaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Francois Gagnepain (1866-1952 ) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศสและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Peter Shaw Green (1920–2009) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษในปี พ.ศ.2539
ที่อยู่อาศัย พบในภูมิภาคอินโดจีน-ลาว ไทย เวียตนาม ขึ้นในป่าดิบแล้ง บนพื้นที่ระดับน้ำทะเลจนถึงสูงประมาณ 600 (-1,000) เมตร ในประเทศไทยพบทางภาคตะวันออก ตะวันตกเฉียงใต้ ภาคกลางและภาคใต้
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นสูง 6-15 เมตร เปลือกสีเทา เรียบ ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม ก้านใบยาว 0.5-1.2 ซม.ขนาดใบกว้าง 2-4.5 ซม.ยาว 6-11 ซม. รูปไข่ถึงรูปใบหอก โคนใบแหลม แผ่นใบตล้ายหนัง ดอกเป็นช่อกระจะ ออกที่ซอกใบสีขาว ยาว 2-5 ซม.ดอกย่อย 5-7 ดอก ผลแข็ง ขนาดของผลกว้าง 1.3-1.5 ซม.ยาว 1.5-1.7 ซม.รูปทรงกลม มีเมล็ดเดียว
ใช้ประโยชน์--- ใบเมื่อแห้งหมาดใช้มวนบุหรี่ มีกลิ่นหอมฉุน
-ใช้เป็นยา ใบรสขมเมา สรรพคุณ ระงับประสาท แก้ปวดเมี่อยตามร่างกาย ทำให้นอนหลับสบาย
ระยะออกดอก/ติดผล --- เมษายน- สิงหาคม
ขยายพันธุ์ ---เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง

11 กระโดนแดง/Tristaniopsis  burmanica 


ชื่อวิทยาศาสตร์---Tristaniopsis  burmanica  (Griff.)  Peter  G. Wilson & J.T. Waterh.(1982)
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Basionym: Tristania burmanica Griff.(1837)
---Tristaniopsis burmanica var burmanica. source: The World Checklist of Vascular Plants (WCVP)
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---ตำเสาหนู, ทำเสาหนู (สตูล), กระโดนแดง, ก้าว, เคาะ ; [BURMESE: Taungroe pyi jainn pain huu.];[Thai: Tam sao nu, Tham sao nu (Satun); Kra don daeng.]
EPPO Code---1TIIG (Preferred name: Tristaniopsis.)
ชื่อวงศ์---MYRTACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย    
เขตการกระจายพันธุ์---เกาะบอร์เนียว, กัมพูชา, ชวา, แหลมมลายู, พม่า, สุมาตรา
Tristaniopsis burmanica เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ชมพู่ (Myrtaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยWilliam Griffith (1810–1845) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Peter Gordon Wilson (เกิดปี 1950) นักพฤกษศาสตร์ชาวออสเตรเลียและJohn Teast Waterhouse (2467-2526) นักพฤกษศาสตร์ชาวออสเตรเลียในปี พ.ศ.2525


ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย
โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ที่อยู่อาศัยมีถิ่นกำเนิดใน Indo-China ถึง เมลเซียตะวันตก มีการกระจายพันธุ์ใน พม่า กัมพูชา และเวียดนาม ในประเทศไทยพบที่จังหวัดกาญจนบุรี ชลบุรี ระนอง และตรัง พบตามป่าผลัดใบ ป่าไม่ผลัดใบ หรือป่าบึง ที่ระดับความสูง 0-1000 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ต้นไม่ผลัดใบขนาดเล็กสูง10-15 เมตร เปลือกสีน้ำตาลออกเทา หลุดออกเป็นชิ้นยาวบางแห้งๆ เปลือกชั้นในสีครีม ลำต้นและกิ่งก้านคดงอ พบมากในที่โล่งแจ้งที่แห้งชอบขึ้นตามสันเขาที่โล่ง มักจะพบขึ้นปะปนกับไม้สน เนื้อไม้เหมาะกับการสร้างสิ่งก่อสร้างชั่วคราว ใบ ขนาดกว้าง2-3.5ซม.ยาว5-8.5ซม.ยอด อ่อนมีขนคล้ายไหม ใบแก่เรียบเกลี้ยง หนาและเป็นไขสีเขียวเข้มด้านบน ด้านล่างใบสีอ่อนกว่ามีจุดใสๆ ดอกสีเหลืองอ่อนรูประฆังปลาย5แฉก ผลเป็นแคปซูลที่แตกออกตอนบนเป็น3ส่วนที่ฐานมีกลีบเลี้ยงติดทนสีน้ำตาล เมล็ดแบนและเป็นเหลี่ยม
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นพืชสมุนไพร ไม้มีความแข็งปานกลางและมีสีน้ำตาลอ่อน ใช้ในการก่อสร้างอาคารทั่วไป
ขยายพันธุ์ ---เพาะเมล็ด


12 กระถินเทศ/Acacia farnesiana

 

ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :---หนังสือ สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม3 (2548)
ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Vachellia farnesiana (L.) Wight & Arn.(1834)
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms. See all http://powo.science.kew.org/taxon/urn:lsid:ipni.org:names:299274-2
---Basionym: Mimosa farnesiana L. (1753)
---Acacia farnesiana (L.) Willd.(1806)
---Poponax farnesiana (L.) Raf.(1838)
---Vachellia farnesiana f. typica Speg.(1923)
ชื่อสามัญ---Ellington's curse, Sweet acacia, Needle bush, Mimosa Bush, Huisache, Cassie flower, Sponge tree.
ชื่ออื่น ---กระถิน(กลาง), กระถินหอม, คำใต้, ดอกคำใต้, เกากรึนอง (กาญจนบรี), ถิน (ใต้), บุหงาเซียม (มลายู ภาคใต้), บุหงาละสะมะนา (ปัตตานี), บุหงาอินโดนีเซีย (กลาง), มอนคำ (เงี้ยว แม่ฮ่องสอน); [ARABIC: Habbet 'âm, Qilqlan.];[ASSAMESE: Tarua-kadam.];[AUSTRALIA: Needle bush.];[BANGLADESH: Guva-babul.];[CHINESE: Jīn hé huān.];[COLOMBIA: Pelá.];[FIJI: Ban baburi, Ellington's curse.];[FRENCH: Acacia de Farnese, Acacie odorante, Cassier, Espino, Mimosa cassie, Mimosa de Farnese.];[GERMAN: Aber falsche Bezeichnung, Antillen Akazie, Echte Akazie, Kassiaakazie, Schwammbaum, Shittat hammesuchot.];[HAWAII: Klu, Popinac.];[INDIA: Dei-babul, Gabur, Gand-babul.];[INDONESIA: Bunga siam, Pokok laksana.];[ITALIAN: Acacia farnesiana, Farnesia odorosa, Gaggia.];[MEXICO: Huisache.];[PORTUGUESE: Acácia-de-dioscórides, Acácia-doce, Arôma-amarelo, Esponjeira, Opopanax.];[SPANISH: Aroma, Aromo creole, Aromo macho, Acacia de las Indias, Aromo creole, Espino blanco, Espino ruco, Huisache.];[SWEDISH: Doftakacia.];[TAMIL: Kadivel, Peekaruvel, Vedda vala.];[THAI: Kra thin (Central); Kra thin thet, Kra thin hom, Kham tai, Dok kham tai (Northern); Kao-krue-nong (Karen-Kanchanaburi); Thin (Peninsular); Bu-nga-siam (Malay-Peninsular); Bu-nga-la-sa-ma-na (Malay-Pattani); Bu nga indonisia (Bangkok); Mon-kham (Shan-Mae Hong son).];[TURKISH: Tatlı akasya.];[USA: Opoponax.];
EPPO code---ACAFA (Preferred name: Vachellia farnesiana)
ชื่อวงศ์ --- FABACEAE (LEGUMINOSAE- MIMOSACEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตการกระจายพันธุ์---เขตร้อนและกึ่งเขตร้อน
นิรุกติศาสตร์---Acacia: ชื่อสามัญที่มาจากภาษากรีก ακακία ( akakia ) ซึ่งมอบให้โดยนักพฤกษศาสตร์ชาวกรีก Pedanius Dioscorides ( AC 90-40) แก่ต้น melecinal A. niloticaในหนังสือ De Materia Medica ของเขา: ชื่อมาจากคำภาษากรีก ακις ( akis, plaster ) ;ชื่อสายพันธุ์ 'farnesiana' อุทิศให้กับ Odoardo Farnese (1573-1626) ของตระกูล Farnese อันสูงส่งชาวอิตาลี หลังจากปี 1550 อยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของ Cardinal Alessandro Farnese
Vachellia farnesiana  เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ถั่ว (Fabaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Linnaeus (1707–1778) นักชีววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดนและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Robert Wight (1796–1872)นักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อต และ George Arnott Walker Arnott (1799–1868)นักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อต ในปี พ.ศ.2377
หมายเหตุ : สกุลApocayá'l polyphyletic Acaciaถูกแยกออกเป็น 5 สกุลmonophyletic genera coles ของสกุลย่อยAcaciaย้ายไปอยู่ในสกุลใหม่VachelliaและAcacia farnesanaยังคงเป็นชนิดพันธุ์ของสกุลนี้เช่นVachellia farnesiana (L.) Wight & Arn .



ที่อยู่อาศัย A. farnesiana เป็นพืชพื้นเมืองของทวีปอเมริกาเหนือ จากบราซิลและเปรูไปจนถึงเม็กซิโกและทางใต้ของสหรัฐอเมริกาและได้รับการปลูกกันอย่างแพร่หลายทั่วโลกกลายเป็นสัญชาติในหลายประเทศ จากเขตอบอุ่นและแห้งแล้งไปจนถึงเขตร้อนที่ซึ่งมีความสูงถึง 400 เมตรและปลูกได้ถึง 1,200 เมตร
บทสรุปของการบุกรุก---จัดเป็นวัชพืชที่รุกรานทั้งในส่วนของถิ่นกำเนิดของมันและที่แนะนำโดยเฉพาะอย่างยิ่งในออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา หมู่เกาะแปซิฟิกและแคริบเบียน ในประเทศออสเตรเลียมันเป็นวัชพืชที่มีศักยภาพบุกรุกทุ่งหญ้า พื้นที่เหยียบย่ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งตามสายน้ำ พืชได้หลบหนีจากการเพาะปลูกบ่อยครั้งและถูกจำแนกว่า 'บุกรุก' ในหลาย ๆ พื้นที่
ลักษณะ เป็นไม้พุ่มผลัดใบขนาดเล็กสูง 2-4 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 15 - 35 ซม.ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น(Bipinnate)เรียงสลับกัน แกนใบยาว 5-10 ซม.ที่โคนมีหูใบเป็นหนามแหลมแข็ง 1คู่ ใบประกอบมีแขนง 4-8 คู่ แต่ละแขนงมีใบย่อย 8-21 คู่ ใบย่อยรูปขอบขนานแคบ ก้านใบสั้นมากหรือไม่มี ดอก สีเหลืองออกเป็นช่อกลมแน่น ขนาด1-2ซม.แต่ละช่อประกอบด้วยดอกสมบูรณ์เพศเล็กๆจำนวนมากยาว 3 มม. กลีบดอก 5 กลีบโคนติดกันเป็นหลอดเกสรผู้มีจำนวนมากยาว 5-8 มม. ผลเป็นฝักโค้งและคอดเล็กน้อย ขนาดกว้าง 1-2 ซม.ยาว 4-7.5 ซม. ผิวเรียบฝักแก่ไม่แตกมีเมล็ดประมาณ15เมล็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบดินร่วนปนทรายที่มีแสงแดดส่องถึง มีการปรับตัวสูง อดทนต่อความแห้งแล้งและ ค่า pH สูงหรือ ค่าpH ต่ำ ดินเค็มทั้งทรายและดินเหนียว พืชทนช่วง pH ตั้งแต่ 5.0 - 8.0
ใช้ประโยชน์--- ต้นไม้อเนกประสงค์ทุกส่วนของพืชที่ใช้เป็นทรัพยากร ที่มีการใช้งานหลากหลายเช่นอาหารยาและแหล่งวัสดุ
-ใช้กิน เป็นอาหารที่อุดมด้วยโปรตีนและเป็นอาหารเสริม น้ำมันหอมระเหยจากดอกไม้เป็นสารแต่งกลิ่นอาหาร Gumคุณภาพต่ำที่ได้จากต้นใช้สำหรับเตรียมขนม ฝักเมล็ดคั่วและกินโดยชาวอะบอริจินออสเตรเลีย ใบมีรสเปรี้ยวใช้แทนมะขาม
-ใช้เป็นยา สารสกัดจากเปลือกไม้ ใบไม้ ดอกไม้และฝักสีเขียว ใช้ในการแพทย์แผนโบราณในหลายพื้นที่ ยาต้มจากเปลือกใช้สำหรับอาบน้ำในการรักษาโรคไทฟอยด์ น้ำผลไม้ของเปลือกจะใช้ทาเพื่อรักษาอาการเหงือกบวมและมีเลือดออก รากเหนียวถูกเคี้ยวเพื่อรักษาอาการเจ็บคอ ยาต้มจากรากใช้เป็นยาสำหรับรักษาวัณโรค ใบอ่อนจะช้ำด้วยน้ำเล็กน้อยจากนั้นก็กลืนลงไปเพื่อรักษาโรคหนองใน เมล็ดสีเขียวมีฝาดมาก มีการใช้ยาต้มในการรักษาโรคบิดและการอักเสบของผิวหนังและเยื่อเมือก;- น้ำผลไม้ เปลือกใช้ในประเทศเนปาลเพื่อรักษาอาการบวม
-ใช้ปลูกประดับ นิยมปลูกเป็นรั้วและไม้ประดับตามหมู่บ้าน ดอกมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว
-วนเกษตรใช้ ในอินเดีย อิรัคและแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน พืชชนิดนี้ถูกปลูกอย่างกว้างขวางเพื่อป้องกันความเสี่ยงและป้องกันลม ต้นไม้ยังถูกใช้เพื่อควบคุมการสึกกร่อนของดิน
-ใช้อื่น ๆ ไม้ใช้ทำเสา ด้ามจับ เครื่องหมุนและทำเฟอร์นิเจอร์ ไม้เป็นเชื้อเพลิงที่ยอดเยี่ยม น้ำมันหอมระเหยจากดอกใช้เป็นส่วนผสมของน้ำหอมราคาแพง เปลือกไม้ผสมกับแร่เหล็กและเกลือใช้เป็นสีย้อมสีดำ เปลือกและฝักใช้สำหรับย้อมและฟอกหนัง ฝักและใบไม้เป็นอาหารสัตว์สำหรับปศุสัตว์
รู้จักอันตราย---เมล็ดที่มีอัลคาลอยด์ที่ไม่มีชื่อถูกนำมาใช้เพื่อฆ่าสุนัขบ้าในบราซิล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูแล้งอะคาเซียหลายชนิดสามารถมีพิษไฮโดรเจนไซยาไนด์ในใบไม้ทำให้พวกมันเป็นอันตรายต่อสัตว์กินพืช
ภัยคุกคาม--เนื่องจากพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่กว้างขวาง ประชากรจึงมีขนาดใหญ่และมีเสถียรภาพ ไม่มีภัยคุกคามที่น่าเป็นห่วงจัดไว้ใน IUCN Red List ประเภท'ความกังวลน้อยที่สุด' (ไม่น่าจะสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้)
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species (2020)
ระยะออกดอก---เดือนพฤศจิกายน-เดือนมีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

  

13 กระถินพิมาน/Acacia harmandiana


รูปภาพประกอบการศึกษา---สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย(วว.)
ชื่อวิทยาศาสตร์---Vachellia tomentosa (Rottler) Maslin, Seigler & Ebinger.(2013)
ชื่อพ้อง--Has 5 Synonyms. See all http://powo.science.kew.org/taxon/urn:lsid:ipni.org:names:77132544-1
---Basionym: Acacia tomentosa (Rottler) Willd.(1806)
---Acacia chrysocoma Miq.(1855)
---Mimosa cavaty-tooma Roxb. ex DC.(1825)
---Mimosa kleinii Poir.(1810)
---Mimosa tomentosa Rottler.(1803)
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---กระถินป่า, กระถินพิมาน (พิษณุโลก-สุโขทัย), แฉลบขาว (ราชบุรี), ปี้มาน (เหนือ), พิมาน, มะขี้มาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ-เหนือ) ;[THAI: Kra thin pa, Kra thin phi man (Phitsanulok, Sukhothai); Chalaep khao (Ratchaburi); Pi man (Northern); Phi man, Ma khi man (Northeastern, Northern).];[VIETNAM: Keo Harmand.]
EPPO Code---1VCHG (Preferred name: Vachellia.)
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-MIMOSOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย    
เขตการกระจายพันธุ์---ภูมิภาคอินโดจีน  
Vachellia tomentosa เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ถั่ว (Fabaceae) วงศ์ย่อยสีเสียด (Mimosoideae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Johan Peter Rottler (1749–1836) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศสและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Bruce Roger Maslin (เกิดปี 1946) นักพฤกษศาสตร์ชาวออสเตรเลีย, David Stanley Seigler (1940–) นักพฤกษศาสตร์ชาวอเมริกันและ John Edwin Ebinger (1933–) นักพฤกษศาสตร์ชาวอเมริกันในปี พ.ศ.2556
ที่อยู่อาศัย พบในภูมิภาคอินโดจีน และอาจพบในพม่า ในไทยพบแทบทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ ขึ้นตามป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้ง จนถึงความสูงประมาณ 300 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ต้นขนาดกลางผลัดใบสูง 5-15 เมตร เปลือกต้นสีขาวแกมเทา ต้นและกิ่งมีหนามแหลม กิ่งอ่อนมีขนหนาแน่นตามกิ่งมีหูใบแปลงรูปเป็นหนามแหลมแข็ง ยาว 4-5 ซม.ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก 2 ชั้น (Bipinnate) เรียงสลับ แกนกลางใบประกอบยาว 3-9 ซม. ก้านใบประกอบยาว 0.6-1 ซม. มีต่อมขนาดใหญ่ที่ปลายก้านใบประกอบตรงรอยต่อระหว่างแขนงคู่ล่างสุด ใบประกอบแยกแขนง 7-23 คู่ ยาว 0.9-2.5 ซม. แต่ละแขนงมีใบย่อย 20-50 คู่ เรียงตรงข้ามชิดกัน ใบย่อยรูปขอบขนาน กว้างประมาณ 1 มม. ยาว 2-3 มม.ปลายมน โคนเบี้ยว แผ่นใบมีขนทั้ง 2 ด้าน ไม่มีก้านใบย่อย ดอกออกเป็นช่อกระจุกแน่น ตามง่ามใบและปลายกิ่ง1-4 ช่อ ก้านช่อดอกมีขนเล็กน้อยยาว 1-2.5 ซม.ดอกสีขาวจำนวนมากเรียงชิดกันแน่นบนก้านดอกเป็นช่อกลมคล้ายดอกกระถิน เมื่อบานเต็มที่ เส้นผ่านศูนย์กลาง 0.9-1.3 ซม. กลีบเลี้ยงและกลีบดอก 4-5 กลีบ เล็กมาก ติดกันเป็นหลอดสั้น ๆ เกสรเพศผู้มีจำนวนมาก มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ฝักแบนยาวแคบรูปขอบขนานกว้าง 0.8-1.1 ซม. ยาว 9-12 ซม.ฝักแก่สีน้ำตาลโค้งงอ เมล็ดรูปไข่ กว้าง 5-6 มม. ยาว 7-9 มม.มีเมล็ดหลายเมล็ด  
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบแสงแดดจัด ขึ้นได้ดีในดินแทบทุกสภาพ สายพันธุ์นี้มีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดินบางชนิด แบคทีเรียเหล่านี้ก่อตัวเป็นก้อนบนรากและตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ ไนโตรเจนบางส่วนถูกใช้โดยพืชที่กำลังเติบโต แต่บางชนิดก็สามารถใช้กับพืชชนิดอื่นที่ปลูกในบริเวณใกล้เคียงได้เช่นกัน
ใช้ประโยชน์--- ใช้กินใบอ่อนและยอดอ่อนรับประทานเป็นผักสดจิ้มน้ำพริกรสจืดมัน    
-ใช้เป็นยา เปลือกของอะคาเซียทุกสายพันธุ์มีแทนนินในปริมาณมากหรือน้อยและมีฤทธิ์ฝาด มักใช้เป็นยาสมานแผล - ใช้ภายในใช้ในการรักษาโรคท้องร่วงและโรคบิด และยังมีประโยชน์ในกรณีที่มีเลือดออกภายใน -ใช้ภายนอก มักใช้ล้าง รักษาบาดแผลและปัญหาผิวอื่นๆ ริดสีดวงทวาร เท้าเหงื่อออก ปัญหาตาบางอย่าง น้ำยาบ้วนปาก เป็นต้น ต้นอะคาเซียจำนวนมากยังให้ผลผลิตGumในปริมาณมากหรือน้อยจากลำต้น บางครั้งใช้ภายในเพื่อรักษาอาการท้องร่วงและริดสีดวงทวารคนไทยใช้ใบว่านมหากาฬ ใบพญายอ ใบตำลึง เห็ดกระถินพิมาน ใบน้ำเต้า หรือใบไม้ที่มีสรรพคุณเป็นยาเย็นรักษาฝีลำมะลอกกัน ราก รสฝาดเฝื่อน แก้พิษสัตว์กัดต่อย  
-ใช้อื่น ๆเนื้อไม้ใช้ในการก่อสร้าง ทำอุปกรณ์ต่าง ๆและใช้เป็นเชื้อเพลิงได้ดี เปลือกสีน้ำตาลแดงใช้ทำเชือก เปลือกต้นมีสารแทนนิน ใช้ฟอกหนังสัตว์ได้ ไม้ใช้เป็นเชื้อเพลิง พืชนิยมใช้เลี้ยงครั่ง
รู้จักอันตราย---โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูแล้ง อะคาเซียหลายสายพันธุ์สามารถรวมเอาไฮโดรเจนไซยาไนด์ที่เป็นพิษในใบของมันไว้สูง ทำให้เป็นอันตรายต่อสัตว์กินพืช
ระยะออกดอก---มิถุนายน-กรกฎาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

14 กระถินหางกระรอก/Dichrostachys cinerea


ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :---หนังสือ สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม3 (2548)
ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Dichrostachys cinerea (L.) Wight & Arn.(1834)
ชื่อพ้อง---Has 8 Synonyms
---Basionym: Mimosa cinerea L.(1753)
ชื่อสามัญ---Sicklebush, Bell mimosa, Chinese lantern tree, Kalahari christmas tree, Marabu -thorn.
ชื่ออื่น---กระถินหางกระรอก, นมเสือ, หางเสือ (กรุงเทพฯ) ;[AFRIKAANS: Sekelbos, Kleinblaarsekelbos.];[CONGO: Nkìlìki (bamanankan).];[FRENCH: Lanterne chinoise, Mimosa clochette, Acacia Saint Domingue.];[GERMAN: Farbkätzchenstrauch.];[HINDI: Goya-khair, Kheri.];[PORTUGUESE: Marabu, Espinho cachupa, Spinho cachupa.];[SANSKRIT: Bahuvaraka, Dirghamula, Krichhari.];[SOUTH AFRICA: Kalahari Christmas tree, Sekelbos, Tassels for the chief's hat.];[SPANISH: Mazabu, Marabú.];[THAIi: Kra thin hang krarok, Nom suea, Hang suea (Bangkok).].   
EPPO Code---DIRCI (Preferred name: Dichrostachys cinerea.)
ชื่อวงศ์ ---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINOIDEAE)  
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์--- แอฟริกา - เซเนกัลถึงโซมาเลีย, ทางใต้ถึงแองโกลาและโมซัมบิก, E. เอเชีย - อินเดียสู่อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย แคริเบียน
Dichrostachys cinerea เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ถั่ว (Fabaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Linnaeus (1707–1778) นักชีววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดน ได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Robert Wight (1796–1872)นักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อตและGeorge Arnott Walker Arnott (1799–1868)นักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อต ในปีพ.ศ.
ที่อยู่อาศัยมีถิ่นกำเนิดจากแอฟริกาแพร่กระจายไปยังพื้นที่เขตร้อนหลายแห่งในเอเชีย ออสเตรเลีย อเมริกาและแคริบเบียน เกิดขึ้นในที่หลากหลายและเป็นองค์ประกอบที่ชัดเจนของชุมชนพืชหลายชนิด ไม้พุ่ม ป่าไม้สักและทุ่งหญ้าจนถึงระดับความสูง 1,700 เมตร
บทสรุปของการบุกรุก---เป็นต้นไม้ที่เติบโตอย่างรวดเร็วซึ่งกลายเป็นวัชพืชที่ไม่พึงประสงค์และเป็นปัญหาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีการปลูกมากเกินไป ในพื้นที่ที่มันบุกรุกรูปแบบชนิดหนาทึบมากทำให้พื้นที่ผ่านไม่ได้ สายพันธุ์สามารถงอกใหม่จากจำนวนที่น้อยที่สุดของรากหรือผ่านหน่อของมัน เมล็ดสามารถอยู่รอดเป็นเวลานานในดิน รายงานการรุกรานในเผ่าพันธุ์นี้มุ่งเน้นไปที่สถานการณ์ในคิวบาซึ่งเป็นวัชพืชที่ร้ายแรง
ลักษณะ เป็นไม้ต้นขนาดกลางสูง 3-5 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางคอตั้งแต่ 7 - 8.5 ซม.ทรงต้นโปร่งตามลำต้นและกิ่งก้านมีหนามมาก ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก(pinnate) ยาว4-8 ซม. ประมาณ 2-11 (5-15) คู่ แต่ละคู่แยกเป็นใบย่อยเล็กๆอีกมาก คล้ายๆใบกระถิน แต่มีขนาดเล็กกว่า ขนาดประมาณ0.2-0.3 x 0.1 ซม. ดอกออกเป็นช่อดอกสองสีคือสีชมพูที่ส่วนบนและสีเหลืองในส่วนล่าง ช่อดอกยาว 6-9 ซม.รวมถึงก้านช่อดอก เกสรซึ่งทำให้ดอกเป็นสีสันนั้นแบ่งเป็น2ส่วน ส่วนโคนเกสรยาว เมื่อบานใหม่ๆเป็นสีชมพูเข้ม วันรุ่งขึ้นจะเปลี่ยนเป็นสีขาว ส่วนปลายเป็นเกสรสีเหลือง ดอกมีกลิ่นหอม ฝักมีสีน้ำตาลเข้มและบิดเป็นกลุ่มเป็นรูปวงรีแคบรูปโค้งและ / หรือขดยาวกว้าง 5-7 ซม. ยาว 8-15 มม.สีดำสีเทา  เมล็ดรูปไข่ยาว4 มม. กว้าง2-4 มม.สีแทนซีดมันวาว
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องกาตำแหน่งแสงแดดเต็มที่ เติบโตในหลายประเภทของดินรวมถึงดินลูกรังหรือดินเหนียว ในดินที่ไม่ดี ทนต่อดินเค็ม ต้องมีการระบายน้ำที่ดี ทนแล้ง ทนไฟ แต่ไม่ทนกับน้ำขัง ค่า pH ในช่วง 5 - 8 ซึ่งทนได้ 4.5 - 8.5
ใช้ประโยชน์--- ต้นไม้เอนกประสงค์เป็นแหล่งอาหารยาเชื้อเพลิงและสินค้าต่าง ๆ
-ใช้กินได้-ผลไม้ที่เป็นฝัก เมล็ดกินได้
-ใช้เป็นยา เปลือกไม้นั้นมีรสฝาด ใช้ในการรักษาโรคบิด, ปวดหัว, ปวดฟันและเท้าช้าง รากและใบตำใช้รักษาโรคลมชัก รากใช้เป็นยาชาเฉพาะที่สำหรับ งูกัด แมงป่องต่อยและปวดฟัน รากเป็นยาขับพยาธิ ยาขับปัสสาวะและขับปัสสาวะอย่างรุนแรง ในบอตสวานาต้นไม้ส่วนหนึ่งถูกใช้เป็นยาขับพยาธิตัวตืด ใบขับปัสสาวะและเป็นยาระบายใช้ภายนอกเชื่อว่าจะสร้างยาชาเฉพาะที่ พวกเขาใช้ในการรักษาโรคหนองใน,น้ำร้อนลวก, ตาเจ็บและปวดฟัน -สารสกัดคลอโรฟอร์มจากใบมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและยาแก้ปวด
-สารสกัดซาโปนินของใบได้รับการพิสูจน์ว่ามีฤทธิ์ต้านการอักเสบ-สารสกัดจากใบมีฤทธิ์ระงับปวดและต้านการอักเสบ
-วนเกษตรใช้ รากตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศและใบไม้มักใช้เป็นปุ๋ยพืชสด ใช้กันอย่างแพร่หลายสำหรับการรักษาเสถียรภาพของเนินทรายและการอนุรักษ์ดิน มีความแข็งแกร่งในการฟื้นฟูธรรมชาติมีศักยภาพสูงสำหรับการปลูกป่าหุบเขาและการอนุรักษ์ดินอื่น ๆ ในพื้นที่ที่ยากลำบาก ในดินตื้นแห้งแล้ง ดินเสื่อมโทรมอย่างสูง หินปูน  ใช้ปลูกเป็นรั้วพืชสดเพื่อป้องกันความเสี่ยงหรือสิ่งกีดขวางที่มีประสิทธิภาพมากเนื่องจากมีหนามแหลมคมและสร้างพุ่มหนาทึบ แต่มีข้อจำกัดที่ควบคุมยาก
-ใช้เป็นไม้ประดับ ปลูกในสวนไม้ประดับเพื่ออวดดอกไม้ สีชมพูและสีเหลืองที่สวยงามในช่วงต้นฤดูร้อนและรูปแบบการแตกแขนงของลำต้นที่น่าสนใจในช่วงฤดูหนาว ยังใช้ทำบอนไซที่น่าประทับใจได้
-ใช้อื่น ๆ แก่นไม้มีสีแดงหรือสีม่วงเข้มมีลายสีเข้ม ไม้นั้นหนักปานกลางถึงหนักมากแข็งทนทาน ทนต่อการโจมตีของปลวก สามารถอยู่ได้นานถึง 50 ปี เนื่องจากขนาดที่เล็กโดยทั่วไปการใช้งานจะถูก จำกัด ในการทำรายการเช่นไม้เท้า หอก เครื่องมือจับ และ เสาฟันดาบ ไม้มีความหนาแน่นเผาไหม้อย่างช้า ๆ ด้วยประกายไฟน้อยและปล่อยควันปลอดสารพิษ ให้ความร้อนจำนวนมาก ทำให้เป็นฟืนที่ยอดเยี่ยม -เปลือกต้นนั้นให้เส้นใยที่แข็งแรงซึ่งสามารถใช้สำหรับการใช้งานต่าง ๆ เช่นเชือกเส้นใหญ่ ราก debarked ใช้สำหรับงานถักสานอื่น ๆ ที่แข็งแกร่งเช่นชั้นวางและตะกร้า-มีน้ำมันหอมระเหยจากพืช องค์ประกอบหลักของมันคือ geraniol (18.2%) และ terpinen-4-ol (7.5%)มีศักยภาพในการต่อต้านโรคเท้าช้างและยุงพาหะ-หมากฝรั่งมีคุณภาพดีมีศักยภาพเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรมเครื่องสำอางยาและอาหาร;- พืชมีศักยภาพสูงในการใช้เป็นพืชพลังงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มันกลายเป็นที่ยอมรับแต่ไม่ใช่พื้นเมือง (เช่นคิวบา) เช่นเดียวกับการจัดหาชีวมวลสิ่งนี้จะทำให้สามารถคืนค่าที่ดินให้กับการใช้งานก่อนหน้านี้เนื่องจากสายพันธุ์นี้จะถูกกำจัดให้หมดไป
ภัยคุกคาม--เนื่องจากพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่กว้างขวาง ประชากรจึงมีขนาดใหญ่และมีเสถียรภาพ ไม่มีภัยคุกคามที่น่าเป็นห่วงจัดไว้ใน IUCN Red List ประเภท'ความกังวลน้อยที่สุด'(ไม่น่าจะสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้)
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species
ระยะออกดอก/ติดผล---กรกฎาคม-สิงหาคม/กันยายน-ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด สะกัดรากชำ ปักชำ


15 กระท่อม/Mitragyna speciosa

ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Mitragyna speciosa (Korth.) Havil.(1897)
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Nauclea korthalsii Steud. nom. inval.(1841)
---Nauclea luzoniensis Blanco.(1845)
---Nauclea speciosa (Korth.) Miq.(1856)
---Stephegyne speciosa Korth.(1842)
ชื่อสามัญ---Kratom
ชื่ออื่น --- อีถ่าง, ท่อม; [BURMESE: Bein-sa.];[KHMER: Kto mp tuk ( thom)];[PHILIPPINES: Mambog (Tag.)];[INDONESIAN: Kadamba, Puri.]; [MALAYSIAN: Biak-biak, Ketum, Kutum.];[THAI: Bai krathom, Ketum, Kratom, Katuan, Krataum, Taum, Kratom, Ithang, Kakuan.].
EPPO Code: MTGSP (Preferred name: Mitragyna speciosa.)
ชื่อวงศ์ --- RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Mitragyna speciosa เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์เข็ม (Rubiaceae) สกุลกาแฟ (Mitragyna) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Pieter Willem Korthals (1807–1892) นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์ได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย George Darby Haviland (1857–1901)ศัลยแพทย์และนักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษในปี พ.ศ.2440

16 กระบาก/Anisoptera costata

ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Anisoptera costata Korth.(1841)
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms. See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2640339
---Anisoptera cochinchinensis Pierre.(1886)
---Anisoptera marginatoides F.Heim (1902)
---Anisoptera oblonga Dyer. (1874)
---Anisoptera robusta Pierre.( 1889)
---Dipterocarpus parallelus Korth. ex Burck.(1887)
---Dryobalanops hallii Korth.(1887)
ชื่อสามัญ--- Mersawa
ชื่ออื่น---กระบาก, ตะบาก(ลำปาง); กระบากขาว(ชลบุรี, ชุมพร, ระนอง); กระบากโคก(ตรัง); กระบากช่อ, กระบากดำ(ชุมพร); กระบากแดง(ชุมพร, ระนอง); ชอวาตาผ่อ(กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี); บาก(ชุมพร); ประดิก(เขมร-สุรินทร์); พนอง(จันทบุรี) ;[MALAYSIA: Pengiran Kesat (Sabah), Mersawa, Mersawa Terbak, Mersawa Kesat (Malay), Meranti Terbak (Kedah).];[INDONESIA: Masegar, Tenan, Meluwang Rat (Sumatra), Ki Tenjo, Mersawa Lebar.];[KHMER: Phdeak Rom (Central Khmer); Phdiek.];[LAOS; Baak.];[PHILIPPINES: Palosapis (Tagalog).];[SWEDISH: Ribbmersawa.];[THAI: Krabaak, Tabaak (Lampang); Krabak khok (Trang); Krabak khao (Chon Buri, Chumphon, Ranong); Mi-dang-wa (Karen-Lampang); Krabak cho, Krabak dang, Krabak dam, Bak (Chumphon); Krabak daeng (Chumphon, Ranong); Cho-wa-ta-pho (Karen-Kanchanaburi); Pra-dik (Khmer-Surin); Pha nong (Chanthaburi, Trat).];[VIETNAM: Ven Ven.].
EPPO Code---1DITF (Preferred name: Dipterocarpaceae.)
ชื่อวงศ์ --- DIPTEROCARPACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์-เอเซียตะวันออกเฉียงใต้:กัมพูชา, อินโดนีเซีย, ลาว, มาเลเซีย, พม่า, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, บรูไน,ไทย,เวียดนาม
Anisoptera costata เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ยางนา (Dipterocarpaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Pieter Willem Korthals (1807–1892) นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์ในปี พ.ศ.2384
ที่อยู่อาศัย ต้นไม้กระแชงในป่าเต็งรังผสม ป่าดิบ ป่าดิบชื้น ป่าเปิดและเสื่อมโทรม ที่ลุ่มเขตร้อน มักพบตามริมฝั่งแม่น้ำหรือลำธาร พบได้ในระดับความสูงถึง 700 เมตร (ต้นไม้กระแชงคือต้นไม้ชั้นบนของป่า เป็นชั้นของใบไม้ที่สูงที่สุดและประกอบด้วยต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุด)ในบางช่วงของการแพร่กระจาย เป็นต้นไม้ที่หายากเป็นพิเศษ; ตัวอย่างเช่นในฟิลิปปินส์มีเพียงต้นเดียวเท่านั้น
ลักษณะ เป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ไม่ผลัดใบ ต้นสูง 15-50 (65) เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง1.5เมตร ลักษณะ ลำต้นเปลาตรง โคนต้นมีร่องที่ฐานโดยมีคานสองสามอันที่สามารถสูงได้ถึง 4 เมตร เปลือกสีเทาหรือน้ำตาลปนเทา เรียบหรือล่อนเป็นสะเก็ดบางๆ หรือแตกเป็นร่องตามแนวยาว เรือนยอดเป็นพุ่มกว้างกลม เปลือกในสีเหลืองอ่อนเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆใบเป็นใบเดี่ยวขนาดใบ 6-18 x 7-11 ซม.ออกเรียงสลับรูปขอบขนานปลายใบทู่ถึงแหลม โคนใบมนขอบใบเรียบแผ่นใบสีเขียวมีขน ท้องใบสีเขียวหม่นมีขนสีเหลือง ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายกิ่ง ช่อดอกยาวถึง 20 ซม.ห้อยลง ดอกขนาดเล็กสีขาวปนเหลืองอ่อน กิ่งเป็นทวีคูณหรือสาม กิ่งก้านมีดอกไม่เกิน 5 ดอก ผลเป็นผลแห้งรูปทรงกลมขนาด1ซม.มีปีกยาว2ปีก
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เป็นไม้กลางแจ้งทนต่อสภาพแห้งแล้ง ต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง เติบโตได้ดีที่สุดในดินที่ลึกและมีทรายและกรด เหมาะสำหรับดินสีเทาที่เสื่อมโทรม หรือดินสีน้ำตาลอมเหลืองบนดินทรายเก่าที่ถูกน้ำพัดพามาหรือหินบะซอลต์ซึ่งมีธาตุอาหารต่ำ ต้องการ pH ในช่วง 4 - 5
ใช้ประโยชน์ ต้นไม้ให้ผลผลิตไม้ที่มีคุณภาพสูงและเรซินซึ่งทั้งสองอย่างมีการใช้ในประเทศและยังมีการซื้อขายในระดับสากล
-ใช้กิน เมล็ดกินได้ -ใช้อื่น ๆ น้ำมันลักษณะ มันเยิ้มมีกลิ่นหอมใช้ในประเทศสำหรับยาเรือ และส่งออกสำหรับผลิตสีและแลคเกอร์  -แก่นไม้มีสีส้มสีเหลืองเข้มถึงสีน้ำตาลทอง เนื้อหยาบ  ไม้มีน้ำหนักเบาถึงปานกลางอาจนุ่มถึงค่อนข้างแข็ง ค่อนข้างทนต่อปลวก แต่ไวต่อเชื้อรา ใช้ทำไม้แบบหล่อคอนกรีต ลังใส่ของ หีบใส่ของ ทำแจวเรือ เครื่องตกแต่งบ้าน พื้น ตง
สำคัญ---เป็น 1ใน10อันดับสุดยอดต้นไม้มหัศจรรย์และทรงคุณค่าของประเทศไทย---"ต้นกระบากใหญ่" อยู่ที่ อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช จังหวัดตาก ภาคตะวันตกของประเทศไทย เป็นต้นกระบากที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยอายุถึง 700ปี ลำต้นมีเส้นรอบวงมากกว่า 16 เมตรสูงถึง 50 เมตร ค้นพบโดยชนเผ่ามูเซอเมื่อปีพ.ศ.2519และเป็นการนำไปสู่การกำหนดพื้นที่นี้เป็นอุทยานแห่งชาติในเวลาต่อมา
ภัยคุกคาม--เนื่องจากถูกคุกคามจากกิจกรรมการตัดไม้และการเพิ่มการตั้งถิ่นฐานและการเกษตร ทำให้จำนวนประชากรลดลงอย่างต่อเนื่อง ได้รับการจัดไว้ใน IUCN Red List ประเภทเป็น 'ใกล้สูญพันธุ์'
สถานะการอนุรักษ์---EN-ENDANGERED-IUCN Red List of Threatened Species (2017)
ระยะออกดอก---ธันวาคม-กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์--- เพาะเมล็ด สกัดรากแยกลำต้นที่เกิดใหม่

 

17 กระพี้/Millettia macrostachya


ภาพประกอบเพื่อการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์---Millettia tecta (Craib) Mattapha & Chantar.(2019).
ชื่อพ้อง--Has 1 Synonyms. See all http://www.plantsoftheworldonline.org/taxon/urn:lsid:ipni.org:names:77208208-1
---Millettia macrostachya var tecta Craib.(1928)  
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---กระพี้, ขะเจาะหลวง, ขะเจาะใหญ่ (กลาง); [CHINESE: Da sui ya dou];[THAI: Ka phi, Khacho yai, Khacho luang.].
EPPO Code---1MIJG (Preferred name: Millettia.)
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์--- พม่า ไทย
Millettia tecta เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ถั่ว(Fabaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย William Grant Craib (1882–1933)นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย ไสว มัททาภา (เขามีบทบาทมากที่สุดในปี 2003) นักพฤกษศาสตร์ชาวไทยและ Chantarในปี พ.ศ.2562
ที่อยู่อาศัย ถิ่นกำเนิดอยู่ในบังคลาเทศ กระจายไปยังตอนกลางและตอนใต้ของจีน (ยูนนาน) พม่า ไทย  
ลักษณะ เป็นไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลางผลัดใบ สูง10-15 เมตร เรือนยอดแผ่ขยายโปร่ง เปลือกต้นสีน้ำตาลมีรอยแตกตื้นๆ ใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียว ปลายคี่ ยาว30-40ซม.รวมถึงก้านใบ 8-9 ซม.มีใบย่อย4-5คู่ใบอ่อนมีขนสีน้ำตาลหนาแน่นปกคลุม ใบแก่ด้านล่างมีขนอ่อนนุ่ม ดอก ขนาด 2-3 ซม.สีชมพูหรือม่วงอ่อนมีแต้มเหลืองตรงกลางกลีบดอกด้านนอกมีขน กลีบบนสุดโค้งงอไปข้างหลัง กลีบด้านข้างตรงและแคบ กลีบล่างสุดโค้งเข้าด้านใน ผลเป็นฝักยาวถึง30ซม.เปลือกหนาเมล็ดแบน 5-8 เมล็ดสีน้ำตาลเข้ม 1.5 × 8 มม.
ระยะออกดอก---มกราคม-มีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด


 18 กระพี้เขาควาย/Dalbergia cultrata


ภาพประกอบการศึกษา: หนังสือคู่มือดูพรรณไม้ป่าสะแกราช เล่ม1โดย ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น,จิรพันธ์ ศรีทองกุล,อนันต์ พิริยะภัทรกิจ
ชื่อวิทยาศาสตร์---Dalbergia cultrata Graham ex Benth.(2011)
ชื่อพ้อง---Dalbergia fusca Prain.(1904)
ชื่อสามัญ---Burma Blackwood, Burmese blackwood, Khamphi Rosewood, Laos Rosewood, Yindaik.  
ชื่ออื่น--- กระพี้ (ภาคกลาง) กำพี้ (เพชรบูรณ์) จักจั่น เวียด (เงี้ยว เชียงใหม่) อีเม็งใบมน (อุดรธานี) เก็ดดำ อีเฒ่า เก็ดเขาควาย (ภาคเหนือ) แดงดง (เลย), อีเม็งใบมน (อุดรธานี), แสงเพลิงแคละ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ;[CHINESE: Hei huang tan.];[LAOS: Ka Bo, Kamphere, Nang Noune.];[THAI: Kra phi (Central); Kam phi (Phetchabun); Kra phi khao khwai (Ratchaburi, Udon Thani); Kam phi khao khwai, Daeng dong (Loei); Ket khao khwai (Northern); Ket dam (Northern, Kanchanaburi); Ket daeng (Lampang, Mae Hong Son); Chak-chan (Shan-Chiang Mai); Wiat (Shan-Chiang Mai); I meng bai mon (Udon Thani); Ma kham pa (Chiang Mai); Seng-phli-khlae (Karen-Mae Hong Son);[Unidentified: Yindaik.];[VIETNAM: Getdam.].
EPPO Code---DAGCT (Preferred name: Dalbergia cultrata.)
ชื่อวงศ์--- FABACEAE (LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย    
เขตการกระจายพันธุ์---อินเดีย จีน ลาว พม่า ไทย กัมพูชา เวียตนาม
Dalbergia cultrata เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ถั่ว (Fabaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Graham Dugald Duncan(born 1959)นักพฤกษศาสตร์ชาวแอฟริกาใต้จากอดีต George Bentham (1800-1884) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษในปี พ.ศ.2554
ที่อยู่อาศัย เกิดขึ้นในจีนตอนใต้ (ยูนนาน) พม่า ไทย กัมพูชา เวียดนาม ลาว แนะนำในอินเดีย พบขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าทุ่งที่ค่อนข้างชุ่มขึ้นทั่วไป ตามเชิงเขาจนถึงพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 120 - 1,700 เมตร ในประเทศไทยพบตาม ป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้ง ทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเล  100-500  เมตร  
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบสูง 15-25 เมตร ลักษณะของต้นกระพี้เขาควายมีเรือนยอดเป็นพุ่มกลมยาว ค่อนข้างโปร่ง เปลือกต้นสีเทานวลเรียบแตกสะเก็ดตื้นๆ เปลือกชั้นในสีแดงออกน้ำตาล แก่นไม้สีม่วงแก่ ยอดอ่อนมีขนสีขาว ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่แกนใบยาว10-15 ซม. เรียงสลับ ใบย่อย 3-6 คู่ ใบย่อยรูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ กว้าง 1.5–2 ซม. ยาว 2.5–4.5 ซม. โคนใบสอบปลายใบมน ใบแก่เรียบเกลี้ยง ช่อดอกแบบช่อแยกแขนงออกตามง่ามใบใกล้ปลายยอด ดอกขนาด 5- 6มม.สีขาวช่อดอกยาว 5-8 ซม.ผลเป็นฝัก ขนาดกว้าง1.5-2 ซม.ยาว 2.5-10 ซม.แบนรูปคล้ายกระสวยปลายมีติ่งแหลมขนาด กว้าง 2 ซม.ยาว 4-10 ซม.แข็งเหมือนไม้ ฝักแก่ไม่แตก ก่อนออกดอกจะทิ้งใบหมดแล้วผลิใบใหม่พร้อมกับออกดอก เมล็ดมีปีกกระจายไปตามลม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---สปีชีส์นี้มีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดินบางชนิดแบคทีเรียเหล่านี้ก่อตัวเป็นก้อนบนรากและตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ
ใช้ประโยชน์---ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้เป็นไม้ ยางและน้ำมัน ไม้ที่ถูกกล่าวว่ามีคุณภาพดีมาก ต้นไม้ใช้ปลูกในโครงการปลูกป่าในประเทศไทย ในโครงการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูป่าไม้พื้นเมือง พบมากบริเวณที่เกิดไฟป่า มักจะเป็นพุ่มหรือแตกหน่อขึ้นมาจากตอเดิม
-อื่น ๆ แก่นสีม่วงแก่มีเส้นสีขาวและสีน้ำตาลสลับ เนื้อละเอียด เสี้ยนตรง เนื้อไม้แข็งเหนียวและทนมาก ทนต่อปลวก ขัดมันแล้วทำเครื่องเรือนเครื่องแกะสลัก เฟอร์นิเจอร์คุณภาพสูง นอกจากสีและลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะแล้ว ไม้ Blackwood ของพม่ายังขึ้นชื่อว่ามีเสียงสะท้อนมาก และบางครั้งก็ใช้สำหรับแท่งไม้มาริมบา(Marimba bars)และเครื่องดนตรีอื่นๆ
ภัยคุกคาม---ถูกจัดไว้ใน IUCN Red List ประเภท 'ใกล้ถูกคุกคาม" (NT) - ใกล้จะมีคุณสมบัติที่มีความเสี่ยงหรือใกล้สูญพันธุ์และ/หรืออาจมีคุณสมบัติในอนาคตอันใกล้
สถานะการอนุรักษ์---NT - Near Threatened - National - IUCN Red List of Threatened Species (2012)
สถานะการอนุรักษ์---CITES Appendix II - ควบคุมการค้าเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ที่ไม่เข้ากันกับการอยู่รอดของสายพันธุ์ - ทั่วโลก
ระยะออกดอก/ติดผล---มิถุนายน-สิงหาคม/กันยายน-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด อัตราการงอกค่อนข้างสูงประมาณ 70%


19 กร่าง/ Ficus altissima

ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Ficus altissima Blume.(1826)
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms.  
---Ficus laccifera Wight ex Roxb.(1832)
---Ficus latifolia Oken.[Illegitimate].(1841)
---(More).See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2809432
ชื่อสามัญ--- Lofty Fig, Council tree, Counciltree, False banyan
ชื่ออื่น---กร่าง (กลาง), ไทรทอง (นครศรีธรรมราช), ลุง (เชียงใหม่), ฮ่างขาว, ฮ่างหลวง, ฮ่างเฮือก (เชียงราย), ไฮคำ (เพชรบูรณ์) ;[ASSAMESE: Gadgubar, Dhop-bor, Dhop, Mon dimaru, Gadhu-bor, Atha-dimoru];[AYURVEDA: Nandi vrksha (var), Choraka-patra (var.).];[CHINESE: Gao shan rong];[GERMAN: Hohe Feige];[KHMER: Chrei phnaur];[MYANMAR: Nyaung Moat Seit.];[SWEDISH: Glansfikus];[THAI: Krang (Central); Sai thong (Nakhon Si Thammarat); Lung (Chiang Mai, Lampang); Hang khao, Hang luang, Hang hueak (Chiang Rai); Hai kham (Phetchabun).];[VIETNAMESE: Da tía (Sometimes Da rất cao; i.e. "very tall").];
EPPO Code--- FIUAL (Preferred name: Ficus altissima.)
ชื่อวงศ์ --- MORACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย เนปาล ภูฏาน สิกขิม จีน เมียนมาร์ ไทย เวียดนาม  มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์   
Ficus altissima เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์มะเดื่อ (Moraceae) สกุลไทรสกุลไทร (Ficus) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Ludwig von Blume. (1789–1862) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน - เนเธอร์แลนด์ในปี พ.ศ.2369
ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้-; พม่า ไทย เวียดนาม ลาว จีน (กวางตุ้ง กวางสี ไหหลำ ยูนนาน)และภูมิภาคมาเลเซีย และเกาะต่างๆในมหาสมุทรแปซิฟิก รวมถึงหมู่เกาะอันดามัน  พบกระจายกันอยู่กว้างขวาง พบเห็นได้ทั่วไป เป็นไม้ที่ใหญ่ที่สุดชนิดหนึ่งในป่า ขึ้นอยู่ตามป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณที่ระดับความสูง 100-2ฅ000 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดใหญ่ ลำต้นรัดพันไม้อื่นเป็น "strangler fig" ซึ่งมักจะเริ่มต้นชีวิตในฐานะ epiphyte บนต้นไม้อื่น จนกว่าจะแข็งแรงพอที่จะเติบโตอย่างอิสระ มาถึงตอนนี้ต้นไม้โฮสต์จะถูกครอบงำและโดนสังหาร ต้นสูงถึง30-40 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง  40-90 ซม เรือนยอดแผ่กว้าง แตกกิ่งต่ำ เปลือกเรียบสีเทา มีรากอากาศที่ทยอยล้อมรอบต้นไม้ต้นกำเนิดเพื่อป้องกันไม่ให้ลำต้นหลักขยายตัว ทุกส่วนมีน้ำยางสีขาว ส่วนต่างๆเมื่อยังอ่อนมีขนสั้นปกคลุมประปรายและหลุดร่วงเมื่อแก่ ยกเว้นผิวด้านนอกของหูใบมีขนอ่อนสีน้ำตาลไหม้ปกคลุม ใบดี่ยวเรียงสลับ แผ่นใบหนารูปรีหรือรูปไข่แกมขอบขนาน ขนาดของใบกว้าง 4-11 ซม.ยา ว8-22 ซม.โคนใบกลมขอบใบเรียบเกลี้ยงทั้งสองด้าน ค่อนข้างหนาคล้ายหนัง ก้านใบยาว 2-5 ซม. ดอกช่อมีลักษณะคล้ายผล ไม่มีก้านมักออกคู่ตามง่ามใบ ต้นไม้สร้างดอกไม้สามประเภทดอกเพศผู้เป็นเพศหญิงที่มีสไตล์ยาวและดอกไม้เพศเมียที่มักเรียกกันว่าดอกน้ำดี ดอกไม้ทั้งสามชนิดมีอยู่ในโครงสร้างที่เรามักจะคิดว่าเป็นผลไม้ ผลออกเป็นคู่ในซอกใบไม่มีก้านผล เส้นผ่านศูนย์กลาง 1.2-2.7 ซม.เมื่ออ่อนมีกาบรองดอกหุ้ม สีเหลืองส้ม สุกเป็นสีแดงอมม่วง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งแสงแดดส่องทางอ้อมที่สดใส เมื่อถูกแสงแดดจัด ใบไม้มีแนวโน้มที่จะถูกแดดเผา ในขณะที่ร่มเงามากเกินไปจะทำให้ใบไม้หมองคล้ำ ดิน pH เป็นกลาง มีไนโตรเจนในปริมาณที่เหมาะสม อุณหภูมิสูงกว่า 60 F. (16 C.) อาจตายได้หากดินมีน้ำขัง การให้น้ำมากเกินไปจะทำให้ใบเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและจะทำให้รากเน่า
ศัตรูพืช/โรคพืช---มอดตัวต่อของ Edwards หรือหนอนยาง (Edwards wasp moth)มักทำให้ต้นFicusได้รับบาดเจ็บ
ใช้ประโยชน์--- ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นแหล่งของเส้นใยและน้ำยาง มันถูกปลูกเป็นสายพันธุ์บุกเบิกในโครงการปลูกป่าในประเทศไทย
-ใช้เป็นยา ใบและเปลือกต้นใช้เป็นยาแก้ท้องร่วง ใช้เป็นยาช่วยห้ามเลือด ช่วยแก้อาการถ่ายเป็นมูกเลือด -เปลือกต้นทำเป็นยาชงใช้ลดระดับน้ำตาลในเลือด แก้โรคเบาหวาน-รากนำมาเคี้ยวเพื่อช่วยป้องกันโรคเหงือกบวม-ยางใช้เป็นยาทาแก้ไขข้ออักเสบ แก้โรคริดสีดวงทวาร แก้หูด -ผลสุกใช้รับประทาน มีฤทธิ์เป็นยาระบาย -เมล็ดใช้เป็นยาเย็นและยาบำรุงร่างกาย
-ใช้ปลูกประดับ บางครั้งปลูกเป็นต้นไม้ให้ร่มเงาและมีพันธุ์ที่เป็นที่นิยมใช้ปลูกประดับคือ 'Yellow Gem' หรือ 'อัญมณีสีเหลือง' เป็นพันธุ์ที่มีใบสีเหลืองอ่อน  แต่เนื่องจากมีระบบรากที่กว้างและมีขนาดใหญ่ไม่เหมาะสมสำหรับพื้นที่เขตเมืองส่วนใหญ่
-วนเกษตรใช้ เป็นสายพันธุ์บุกเบิกในภาคเหนือของประเทศไทยในโครงการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูป่าไม้พื้นเมือง - ปลูกในป่าเสื่อมโทรมและพื้นที่เปิดโล่งผสมกับสายพันธุ์อื่น ๆ ที่มีความสามารถในการเติบโตอย่างรวดเร็ว ผลิตพุ่มใบที่หนาแน่นและปราบวัชพืช ดึงดูดสัตว์ป่าที่กระจัดกระจายโดยเฉพาะนกและค้างคาว
-ใช้อื่น ๆ รากอากาศของต้นกร่างเหนียวใช้ทำเชือกได้ เปลือกชั้นในใช้ทำกระดาษ Ficus altissimaเป็นหนึ่งในต้นไม้หลายต้นที่เป็นที่อยู่อาศัยของแมลงครั่งซึ่งให้สีย้อมครั่ง
ระยะออกดอก/ติดผล---มีนาคม-เมษายน/พฤษภาคม--กรกฏาคม
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ


 20 กร่างใบมน/Ficus benghalensis

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Ficus benghalensis L.(1753)
ชื่อพ้อง---Has 21 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2809652
---Ficus banyana Oken.(1841).
---Ficus benghalensis var. benghalensis
---Ficus benghalensis var. krishnae (C.DC.) Corner.(1965)
---(More).See all The Plant List
ชื่อสามัญ---Banyan Fig, Banyan tree, Bengal banyan, East Indian Fig, Indian banyan, Weeping Chinese Banyan tree
ชื่ออื่น ---กร่าง (กลาง), นิโครธ (กรุงเทพฯ), ไทรตอก (นครศรีธรรมราช) ;[BENGALI: Bar, Bat.];[BURMESE: Pyi-nyaung, Pyin vaung.];[CHINESE: Meng jia la rong.];[FRENCH: Figuier banyan, Figuier d'Inde];[GERMAN: Banyan-Feige, Indischer Banyanbaum, Würgfeigenbaum.];[INDIA: Al, Alam, Bahupada, Bar, Baraged, Barh, Bat, Bot, Mawi, Peepal, Vad.];[INDONESIA: Beringin];[JAPANESE: Bengarubodaiju.];[MALAY: Ara tandok, Bohdi, Pokok ara.];[NEPALESE: Bar.];[PAKISTAN: Bar, Barged, Barh, Peepal.];[PHILIPPINES: Baleting-baging (Tag.)];[PORTUGUESE: Figueira-de-bengala.];[SANSKRIT: Akshaya vruksham, Avaroha, Bahupada];[SINHALESE: Maha nuga];[SPANISH: Baniano, Higuera de Bengala, Laurel de India.];[SUOMI: Banianiviikuna.];[THAI: Krang (Central), Ni khrot (Bangkok), Sai tok (Nakhon Si Thammarat).];[VIETNAMESE: Cây đa, Cây sanh, Cây dong, Ða lá tròn.].
EPPO Code---FIUBG (Preferred name: Ficus benghalensis.)
ชื่อวงศ์ ---MORACEAE
ถิ่นกำเนิด --- ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และในเขตร้อนหลายแห่งของโลก
Ficus benghalensis เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์มะเดื่อ (Moraceae) สกุลไทร (Ficus)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Linnaeus (1707–1778) นักชีววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดนในปี พ.ศ.2296
ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในเอเชียเขตร้อน อินเดีย ศรีลังกา ปากีสถาน จากอินเดียผ่านพม่าไทยภาคใต้ของจีนและมาเลเซีย นอกจากนี้ยังได้รับการปลูกฝังและแปลงสัญชาติในเขตร้อนหลายแห่งของโลกรวมถึงแอฟริกาตะวันตกอเมริกาเหนืออินเดียตะวันตกออสเตรเลียตะวันออกกลางและหมู่เกาะต่าง ๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก เติบโตจากระดับความสูงต่ำถึง 600 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นสูง 20 (-25) เมตร เปลือกหยาบสีเทา กิ่งก้านแผ่กว้างออกทางด้านข้าง เมื่อแตกกิ่งใหม่จะมีขน ใบรูปไข่รี ยาว (8-) 10-20 (-25) ซม. กว้าง (6-) 8-15 (20) ซม.โคนใบกลมหรือตัด ปลายใบแหลมหรือมนมีติ่งแหลม แผ่นใบหนา ผิวใต้ใบสากคาย เส้นใบเด่นชัดสีอ่อน ขอบใบเรียบมีขนนุ่มทั้งสองด้านของใบ ผลออกเป็นคู่ไม่มีก้าน ผลกลมเส้นผ่านศูนย์กลาง15-2.5 ซมมีขน สุกสีแสดหรือแดง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เติบโตได้ดีที่สุดในแหล่งอาศัยที่เปียกชื้นดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำดี เป็นไม้ยืนต้นที่มีช่วงชีวิตที่ยาวนาน (> 100 ปี)
ใช้ประโยชน์--- จัดเป็นพวกไทรกร่างที่มีใบใหญ่ที่สุดและเพื่อเป็นไม้ให้ร่มเงาและเพิ่มความร่มเย็น ไม่นิยมปลูกตามบ้านเพราะมีขนาดใหญ่เกินไป
-ใช้กิน ผลไม้กินได้ แต่กินได้เฉพาะในยามขาดแคลนอาหารเท่านั้น
-ใช้เป็นยา ใช้ในการเตรียมยาแผนโบราณ ใบและเปลือกใช้แก้โรคท้องเสีย ท้องร่วง ถ่ายเป็นมูกเลือด และช่วยห้ามเลือด ยางใช้แก้โรคหูด ริดสีดวงทวาร  ผลสุกใช้เป็นยาระบาย ส่วนราก ใช้เคี้ยวป้องกันโรคเหงือกบวม ในอายุรเวทใช้เป็นยาสมานแผลในลำไส้ อาเจียน ทางนรีเวช, แก้ไข้ การอักเสบและโรคเรื้อน รากอากาศใช้เพื่อเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันในโรคต่าง ๆ ใน Unani ระบบการแพทย์, น้ำยางถือเป็นยาโป๊ว ยาชูกำลัง
-ใช้ปลูกประดับเป็นไม้ให้ร่มเงาขนาดใหญ่ ปลูกตามสวนสาธารณะในพื้นที่ขนาดใหญ่ ปลูกเพื่อการอนุรักษ์ดิน ระบบรากสามารถสร้างความเสียหายให้กับอาคารและทางเท้า ควรหลีกเลี่ยงและปลูกให้ห่างไว้
-ใช้อื่น ๆ ใบใช้เป็นอาหารสัตว์ ไม้ใช้เป็นเชื้อเพลิง ต้นไม้ปลูกเป็นพืชอาศัยสำหรับครั่ง
รู้จักอันตราย---น้ำยางของFicusทุกชนิดอาจระคายเคืองต่อผิวหนังและดวงตา
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม---F. benghalensis เป็นต้นไม้ที่เติบโตอย่างรวดเร็วและมีศักยภาพที่จะบุกรุกระบบนิเวศทั้งที่ถูกรบกวนและพื้นเมือง สปีชีส์นี้มีความสามารถในการงอกในต้นไม้พื้นเมือง ที่ซึ่งมันเติบโตเป็นพืชอิงอาศัย ในที่สุดก็ฆ่าต้นไม้โฮสต์ ระบบรากสามารถทำลายอาคารและทางเท้าได้ ต้นไม้ยังสามารถงอกในเสารั้ว หิน สะพาน อาคาร และโครงสร้างอื่นๆ ในที่สุดก็กลืนกินเจ้าบ้าน ( Starr et al., 2003 ; PIER, 2014 ; PROTA, 2014 )
สำคัญ/วัฒนธรรม/ความเชื่อ-เป็นต้นไม้ประจำชาติของอินเดีย ต้นไม้ถือเป็นพืชศักดิ์สิทธิ์รู้จักกันในนาม "Nuga - නුග" หรือ "Maha nuga - මහනුග" ในศรีลังกา -ในประเทศไทย นิยมปลูกตามวัดเนื่องจากเป็นไม้มงคลในพุทธประวัติ
ขยายพันธุ์---ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด, ปักชำ, ตอนกิ่ง, หรือโดยวิธีทางธรรมชาติโดยมีสัตว์บางชนิดกินผลแล้วถ่ายมูลที่มีเมล็ดติดอยู่ไปยังที่ต่างๆ


21 กฤษณา/Aquilaria crassna


ชื่อวิทยาศาสตร์---Aquilaria crassna Pierre ex Lecomte. (1915)
ชื่อพ้อง--Has 1 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2644543
---Aquilaria crasna Pierre [Invalid] (1899)
ชื่อสามัญ--Siamese agar wood, Agarwood crassna, Eagle Wood, Agar Wood, Aloe Wood.
ชื่ออื่น--กฤษณา(ตะวันออก),ไม้หอม(ใต้) ;[CHINESE: Chen xiang.];[FRENCH: Bois d'aigle, Bois d'aloès.];[INDONESIA: Tanaman gaharu.];[LAOS: Po heuang, Mai vadsana, Mai dam, Po jia, Mai hom.];[THAI: Kritsana (Eastern), Mai hom (Peninsular).];[VIETNAM: Ra huong, Tram huong, Tram do, Do Bau, Do nui, Ky nam, Gio bau.]
EPPO Code---AQACR (Preferred name: Aquilaria crassna.)
ชื่อวงศ์---THYMELAEACEAE
ถิ่นกำเนืด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-กัมพูชา ลาว ไทย เวียตนาม
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลThymelaea มาจากชื่อกรีกรวมกัน ' θύμος (thúmos)' ='โหระพา' และ 'ἐλαία (elaía)' = 'มะกอก' อ้างอิงถึงใบคล้ายโหระพาและผลคล้ายมะกอก
Aquilaria crassna เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์กฤษณา (Thymelaeaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยJean Baptiste Louis Pierre (1833-1905) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศสจากอดีตPaul Henri Lecomte (1856–1934) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศสในปี พ.ศ.2458


ที่อยู่อาศัย เกิดขึ้นในเวียดนาม กัมพูชา สปป. ลาวและประเทศไทยที่ระดับความสูง 300–900 ม. ในเวียดนามพบแพร่หลายตั้งแต่ตอนกลางของเวียดนามไปทางใต้สู่เกาะ Phu Quoc ในจังหวัด Kien Giang พบกระจายอยู่ในป่าธรรมชาติบนดินหินเฟอรัลลิกตื้น มักเกิดขึ้นตามลำธารที่ระดับความสูง300-900เมตร เป็นไม้ในป่าดงดิบ หายากในสภาพธรรมชาติ จะจำกัดในบริเวณที่เป็นเขตหวงห้าม
ลักษณะ กฤษณาเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางไม่ผลัดใบสูงถึง 30-40 เมตร ทรงต้นเปลาตรงเรือนยอดแคบ เปลือกเรียบสีเทา แตกเป็นร่องยาวตื้นๆ เปลือกชั้นในสีเหลืองอ่อน มีแถบยางสีเข้ม ก้านใบ 0.3-0.5 ซม.ใบเดี่ยวกว้าง 3-5 ซม.ยาว 6-11 ซม.รูปรีหรือรูปไข่กลับ ปลายเรียวแหลม โคนมน ขอบใบเป็นคลื่น ม้วนลงเล็กน้อย แผ่ใบบางและเรียบ ด้านบนมัน ใบแก่เหนียว ด้านล่างเกลี้ยงหรือมีขนสีเงินประปรายบนเส้นใบหลัก ไม่มีหูใบ ยอดอ่อนมีขนสีเงินหนาแน่น ชอดอกเป็นช่อซี่ร่ม ดอกสีเหลืองมีกลิ่นหอมออกเป็นช่อเล็กๆเป็น กระจุกตามง่ามใบและปลายกิ่ง กลีบดอกไม่มีแต่มีเกล็ดที่มีขนดูคล้ายกลีบดอก 10 อันติดบนปากของชั้นกลีบเลี้ยง ผลอ่อนสีเขียวสด รูปไข่กว้างขนาด 2.5-3 x 1.5-2 ซม.มีสันแคบตามยาวของผลและชั้นกลีบเลี้ยงที่ขยายติดอยู่ที่ฐาน ผิวบางเหนียว มีรอยย่นๆและแตกได้ 2 พู เมล็ดเป็นมัน1เมล็ด มีระยางค์ยาวคล้ายหาง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งที่มีแสงแดด ทนต่อแสงเงาบางส่วน ดินมีฮิวมัสที่อุดมสมบูรณ์ความชื้นสม่ำเสมอ ค่า pH 4-6 อุณหภูมิประจำปีในช่วงกลางวันในช่วง 22 - 28 องศาC ทนได้ 14 - 40 องศาC  ทนอุณหภูมิต่ำสุดได้ถึง 5 องศาC
ใช้ประโยชน์---เรซินอะโรมาติกที่ได้จากต้นไม้นี้เป็นหนึ่งในไม้ที่มีชื่อเสียงและมีราคาแพงที่สุดในโลก มีประวัติการใช้มาอย่างยาวนานในพิธีทางศาสนา งานศพ ฯลฯและเป็นส่วนผสมของน้ำหอมที่เป็นที่ต้องการอย่างกว้างขวาง เก็บเกี่ยวจากป่าโดยทั่วไป มันยังได้รับการปลูกฝังในระดับหนึ่ง มักปลูกไว้รอบๆ วัด บ้าน และสวนในบ้าน ในขณะที่เวียดนามได้เริ่มทำสวนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ สำหรับผลิตภัณฑ์เกรดต่างๆ ที่ซื้อขายในตลาดระดับประเทศและระดับนานาชาติ
-ใช้กิน ใบนิยมบริโภคในรูปของชาสมุนไพรเพื่อรักษาความดันโลหิตสูง
-ใช้เป็นยา ตำรับยาพื้นบ้านใช้สรรพคุณหลายอย่างในการรักษาอาการปวดท้องและโรคหลอดเลือดหัวใจบางชนิด มันถูกใช้ในยาอายุรเวทเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยทางจิตที่หลากหลาย เป็นยาสำหรับความผิดปกติของประสาทเช่นโรคประสาท พฤติกรรมครอบงำความอ่อนเพลีย และเชื่อว่าจะขับไล่วิญญาณชั่วร้ายออกไป นอกจากนี้ยังใช้รักษาโรคหอบหืด อาการแน่นหน้าอก อาการจุกเสียด ท้องร่วง ขับปัสสาวะ ปัญหาไต คลื่นไส้ มะเร็งต่อมไทรอยด์ และเนื้องอกในปอด-ในประเทศไทยถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อต่างๆ เช่น โรคท้องร่วงและโรคผิวหนังมาเป็นเวลานาน
-อื่น ๆต้นกฤษณาใช้สกัดน้ำมันกฤษณา น้ำมันกฤษณาบริสุทธิ์ผลิตจากการสกัดด้วยน้ำกลั่น น้ำมันกฤษณาเป็นของเหลวสีเหลืองอำพันเข้ม หนืด อุ่น หอมกลิ่นไม้ ติดทนนานมาก องค์ประกอบหลักของน้ำมันหอมระเหยจากไม้กฤษณาคือ: agarofuranoid, sesquiterpenoid of eudesman, eremophilan, valencan และ vetispiran- เรซินเปลือกไม้กฤษณาที่ถูกใช้สำหรับอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง ไม้กฤษณาเป็นผลิตภัณฑ์พิเศษที่ใช้เป็นเครื่องหอมในพิธีทางศาสนาพุทธ มุสลิม และฮินดู แพร่หลายไปทั่วเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้ -ในตะวันออกกลาง จะมีการเผาไฟระหว่างพิธีทางศาสนาและในบ้านของครอบครัวที่ร่ำรวย เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งและนำความโชคดีมาให้-ในขณะที่ญี่ปุ่นใช้ธูปในพิธีชงชา ไม้เพียงบางส่วนที่อิ่มตัวด้วยเรซินแต่ยังคงมีกลิ่นหอมและบางครั้งไม้ที่เหลือหลังจากการกลั่น จะทำเป็นแท่งที่เรียกว่า 'ธูป' 'joss-sticks' หรือ 'agarbattis' ซึ่งเผาเป็นเครื่องหอม -ธูป ยังใช้เป็นยาขับไล่แมลง
สำคัญ---*กฤษณาเป็นไม้หอมที่มีคุณค่านับแต่ครั้งพุทธกาลเป็นหนึ่งในของหอมธรรมชาติ 4 อย่าง เรียกว่า จตุชาติสุคนธ์ ไม้กฤษณาที่ดีที่สุดในโลกนั้นพบหลักฐานในสมัยอยุธยาในจดหมายของบริษัทอินเดีย ตะวันออก พ.ศ.2222 ระบุว่า คือไม้หอมกฤษณาจากบ้านนา(Agillah Bannah)ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดนครนายก ปัจจุบัน ไม้กฤษณาคุณภาพดีที่สุดได้จากเขาใหญ่ซึ่งเคยมีมากแถบดงพญาไฟ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตไม้หอมเพื่อการส่งออกมาแต่อดีตต้นตระกูล การหาไม้กฤษณามาจาก บ้านบุเกษียร ลำคลอง กระตุก บุตาชุ ซึ่งปัจจุบันเป็นทุ่งหญ้าอยู่ในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
ไม้กฤษณามีเนื้อไม้อ่อน สีขาวถึงสีนวล ไม่มีกลิ่นและไม่มียางจะมีกลิ่นหอมเมื่อมีเชื้อราลงเจริญเข้าไปในเนื้อไม้ ทำให้เนื้อไม้นั้นสร้างชันน้ำมันขึ้นมา เนื้อไม้จึงมีสีเข้มขึ้น เชื้อรามักเกิดขึ้นกับต้นอายุอย่างน้อย 15 - 20 ปีและจะเจริญเต็มที่เมื่ออายุได้ 50 ปี บางครั้งอาจให้เนื้อไม้ที่มีกลิ่นหอมทั้งต้น เมื่อหักกิ่งจะมีน้ำมันชันไหลเยิ้มออกมามีกลิ่นหอมมาก เนื้อไม้ที่มีกลิ่นหอมนี้เรียกว่า agaru ในภาษาสันสกฤต กฤษณาที่มีคุณภาพดีนั้นฝรั่งเรียกรวมกันว่า True agaru
โบราณแบ่งชั้นคุณภาพของกฤษณาโดยใช้สีและน้ำหนักเป็นเกณฑ์ ได้แก่
1 เนื้อไม้(หรือไม้หอม) ชนิดนี้ คุณภาพดีที่สุด มีสีดำเข้มโดยตลอด หนักกว่าน้ำ(จมน้ำ) และมีชันอยู่ในปริมาณสูง ชนิดนี้มีหลักฐานบันทึกว่า ไทยเราเคยส่งไปเป็นบรรณากาให้ประเทศอังกฤษ
2 กฤษณา เป็นชนิดที่มีคุณภาพรองลงมา มีสีน้ำตาลเข้มถึงดำ หนักกว่าน้ำ ชนิดนี้โบราณใช้ทำยา
3 ลูกผุด เป็นชนิดที่มีคุณภาพด้อยกว่า เนื้อไม้สีอ่อนกว่า มีสีน้ำตาลเข้มหรือดำเฉพาะที่ หรือเป็นจุดๆ
เป็นไม้มีค่าสูงเนื่องจากน้ำยางมีกลิ่นหอม ซึ่งจะมีเฉพาะในไม้ที่กำลังจะตายอันเกิดจากการเป็นโรคหรือถูกฟ้าผ่า เวลาเปลือกเป็นแผลตามธรรมชาติจะสร้างยางไม้ออกมาหุ้ม เป็นสีน้ำตาลหรือดำ แต่สีดำสนิทจะมีคุณภาพดีที่สุดชาวบ้านเรียก ไม้ลูกแก่น มีราคาแพงมากประมาณ 15,000-20,000บาทต่อกิโลกรัมพวกหาของป่าจะแกะยางส่วนนี้นำมาขาย แก่นไม้มีประโยชน์มากที่สุด ทำเครื่องหอม ทำยา ปัจจุบันนำมาปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจอีกต้นหนึ่ง ส่วนไม้กฤษณาที่มีคุณภาพต่ำจะนำไปต้มกลั่นเป็นน้ำหอมได้* อ้างอิงแหล่งที่มา: หนังสือ คู่มือการปลูกสวนป่าเศรษฐกิจ "ไม้โตเร็ว" ของคุณ ศุภวิชญ์ ชูโชติ
ภัยคุกคาม---ในประเทศไทย  A. crassnaยังคงอยู่ในพื้นที่คุ้มครองเท่านั้นเนื่องจากมีประชากรหนาแน่นที่สุดในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ (Zhang et al. 2008, Rose 2013) ในแผนการติดตามในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่จำนวนต้นกฤษณาลดลงจาก 238 ต้น (2000-2001) เป็น 147 ต้น (2008) (Zhang et al). 2008) ต้นกฤษณามีการกระจายและกระจัดกระจาย-ในสปป.ลาวโดยมีพื้นที่ป่าส่วนใหญ่ถูกบันทึกหรือถูกคุกคามอย่างรุนแรง (Thomas  et al . 2006, Jensen และ Meilby 2012)-ในกัมพูชา A.crassna ถูกอธิบายว่าเป็นของหายากมากและเหลืออยู่ในปริมาณน้อยในป่าธรรมชาติโดยเฉพาะในพื้นที่คุ้มครอง-ในเวียดนามมันเป็นเรื่องยากที่จะหาต้นไม้ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้นมากกว่า 15 ซม. ถูกหาประโยชน์อย่างมากในเวียดนามซึ่งส่งผลให้จำนวนต้นไม้ลดลงกว่า 80% ในช่วงปี 1990 -การประเมินการลดลงที่กำหนดใน Nghia (1998) มีการประเมินที่นี่ว่าในช่วงสามชั่วอายุคน A. crassnaประชากรลดลงอีกได้มากกว่า 80% ถูกจัดวางไว้ใน IUCN Red List ประเภท 'ใกล้สูญพันธุ์ขั้นวิกฤต'
สถานะการอนุรักษ์---CR- CRITICALLY ENDANGERED - IUCN Red List of Threatened Species 2018
ระยะออกดอก/ติดผล ---ธันวาคม -กุมภาพันธ์/ผลแก่แตก---สิงหาคม
ขยายพันธุ์ ---ด้วยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง การปักชำ หรือขุดลำต้นที่เกิดใหม่จากต้นแม่ นำไปเพาะเลี้ยงกล้าในเรือนเพาะชำ1ปีแล้วค่อยนำไปปลูกลงแปลง เมล็ด - มีอายุสั้นมากไม่เกิน 10 สัปดาห์ และต้องหว่านโดยเร็วที่สุดหลังการเก็บเกี่ยว การงอกมักเริ่มภายใน 10 วัน และสามารถปลูกได้ภายในหนึ่งเดือน


22 กล้วยค่าง/Orophea enterocarpa


ชื่อวิทยาศาตร์---Orophea enterocarpa Maingay ex. Hook. f. & Thomson.(1872)
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name. See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/tro-1602519
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---กล้วยค่าง (ปราจีนบุรี), จิงกล้อม (ชุมพร), พริกนก (ตรัง) มะป่วน, ดีปลีต้น, ปีบผล,; [Thai: Kluai khang (Prachin Buri); Ching klom (Chumphon);phrik nok (Trang), Ma puan, Di plee ton, Peep phol.]
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย มาเลเซีย
Orophea enterocarpa เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์กระดังงา (Annonaceae) สกุลพริกนก (Orophea)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Alexander Carroll Maingay (1836 - 1869) นักพฤกษศาสตร์และแพทย์ชาวอังกฤษจากอดีต. Sir Joseph Dalton Hooker (1817-1911) นักพฤกษศาสตร์นักชีววิทยาและศัลยแพทย์ชาวอังกฤษ และ Thomas Thomson (1817 –1878) ศัลยแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษในปี พ.ศ.2415
ลักษณะ เป็นไม้ ต้นขนาดเล็กสูง 4-8 เมตร ในประเทศไทยขึ้นในป่าดิบชื้นทางภาคใต้ ที่ระดับความสูง 50-400 เมตร
ทรงต้นเรือนยอดรูปกรวยคว่ำสูง2-4 เมตร แตกกิ่งขนานกับพื้นดินจำนวนมาก เปลือกเรียบ สีน้ำตาลเข้มหรือเกือบดำ กิ่งอ่อนมีขนสั้นๆประปราย ก้านใบยาวประมาณ 4-5 มม.ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปขอบขนาน กว้าง 3-4 ซม.ยาว 8-13 ซม.โคนใบมนปลายใบเรียวแหลม ใบบางและเกลี้ยง ใบด้านล่างสีอ่อนกว่า ดอกออกเป็นช่อสั้นๆ ช่อละ1-3ดอก แต่จะหลุดร่วงไปก่อนเหลือบานเพียงดอกเดียว ดอกสีเหลืองนวล ดอกบานตั้งขึ้น ดอกบานมีขนาด 1.2-1.5 ซม.มีกลีบดอกแยกเป็น 2 ชั้นๆ ละ 3 กลีบ กลีบชั้นนอกมีลักษณะเป็นรูปทรงรีกว้าง สีเหลือง ปลายกลีบแหลม มีความยาวประมาณ 1.5- 2 ซม. ส่วนกลีบชั้นในมีสีเหลืองอ่อนและเป็นลายสีแดงอมส้ม กลีบเชื่อมติดกันคล้ายรูปโดม ดอกมีเกสรเพศผู้ 12 อัน แต่ไม่สมบูรณ์ 6 อัน ล้อมรอบเกสรเพศเมียที่มีอยู่ 6 อัน ซึ่งอยู่แยกกัน เป็นผลกลุ่ม ที่ประกอบไปด้วยผลย่อยรูปทรงกระบอกประมาณ 4-7 ผล ขนาดผลกว้าง 7-8 มม.ยาว 5-10 ซม.เปลือกผลเรียบ บริเวณกลางผลจะคอดเข้ามาเล็กน้อย และมีตุ่มที่ปลายผล ผลจะมีสีเขียวเมื่อยังอ่อนอยู่ และจะกลายเป็นสีแดงอมส้มหรือแดงเข้มเมื่อสุก
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบแสงแดดในขนาดปานกลางไปจนถึงแสงแดดจัด มักเจริญเติบโตไดดีในพื้นที่ที่มีความชื้นสูงซึ่งได้รับแสงแดดไม่มากนัก ไม่ชอบน้ำท่วมขัง สามารถทนต่อความแห้งแล้งได้ดี การเจริญเติบโต ค่อนข้างช้า ต้นที่เกิดจากการเพาะจากเมล็ด มักจะทำให้ได้ต้นที่มีรูปทรงสวยงาม ติดดอกง่าย ให้ดอกดก แต่ขนาดและสีของดอกอาจไม่มีความแน่นอน
ใช้ประโยชน์---มักนิยมปลูกเป็นไม้ประดับหรือใช้เป็นพืชสมุนไพร
-ใช้เป็นยา เปลือกไม้ใช้เป็นยาขับมุตกิตระดูขาวของสตรี ช่วยแก้เลือดร้ายในเรือนไฟหลังสตรีคลอดบุตรเนื้อไม้ใช้ทำเชื้อเพลิง
-ใช้ปลูกประดับ สามารถปลูกเลี้ยงได้ดีแม้จะเป็นพื้นที่แคบๆ เพียง 1 ตารางเมตรหรือในกระถาง พันธุ์ที่นำมาปลูก ควรเป็นพันธุ์ที่ได้มาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือได้ เนื่องจากบางชนิดอาจไม่มีกลิ่นหอม แต่ที่เหมือนกันก็คือ ทุกชนิดจะติดดอกได้เร็ว และให้ดอกดก เหมาะสำหรับปลูกไว้เป็นไม้ประดับตามอาคารบ้านเรือน หรือตามสถานที่ต่างๆ
ระยะออกดอก/ติดผล---พบมากเดือนเมษายน-กรกฎาคม สามารถออกดอก/ติดผลได้เกือบตลอดปี
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง เสียบยอด หรือทาบกิ่ง

23 กล้วยเต่า/Polyalthia debilis


ชื่อวิทยาศาตร์---Polyalthia debilis (Pierre) Finet & Gagnep.(1906)
---This name is unresolved. See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl/record/kew-2406878
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Unona debilis Pierre.(1881).See https://www.gbif.org/species/3156284
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---กล้วยเต่า, กล้วยตับเต่า (ราชบุรี), ไข่เต่า (เชียงใหม่), ตับเต่า, ตับเต่าน้อย (ภาคเหนือ), ก้นครก (มหาสารคาม, ยโสธร), รกครก (ตะวันออกเฉียงเหนือ) ; [THAI: Kluai taptao, Kluai tao (Ratchaburi); Khai tao (Chiang Mai); Taptao, Taptao noi (Northern); Kon krok (Maha sarakham-Yasothorn); Rok krok (Northeastern).].
EPPO Code---1QLHG (Preferred name: Polyalthia.)
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเชียตะวันออกเฉียงใต้-ไทย ลาว เวียตนาม
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลPolyalthiaมาจากการรวมกันของคำภาษากรีกซึ่งหมายถึง 'การรักษาหลายอย่าง' โดยอ้างอิงถึงคุณสมบัติทางยาของบางชนิด; ชื่อสายพันธุ์ 'debilis'จากการรวมคำ 'de'และ 'habilis' = “ พลังความแข็งแรง”เปรียบเทียบภาษา กรีกโบราณ βελτίων  ( beltíōn , “ ดีกว่า <แข็งแกร่ง” )
Polyalthia debilis เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์กระดังงา (Annonaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยJean Baptiste Louis Pierre (1833-1905) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Achille Eugene Finet.(1863 -1913)และFrancois Gagnepain (1866-1952 )นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศสในปี พ.ศ.2449
ที่อยู่อาศัย พืชท้องถิ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้-ไทย ลาวและเวียตนาม พบทั่วไปในป่าเต็งรัง และป่าเบญจพรรณ ในประเทศไทยพบได้ทั่วทุกภาค พบมากในภาคเหนือ และภาคอีสาน ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 100-350 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ลักษณะทรงต้นสูงประมาณ 0.20-0.60 (1) เมตร กิ่งก้านมีขนละเอียดสีน้ำตาล ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปรี รูปไข่แกมขอบขนานหรือรูปขอบขนานแกมไข่กลับ กว้าง2-4ซม.ยาว 5-8ซม ก้านใบสั้น 3 มม.มีขนสีเหลืองอ่อนขึ้นหนาแน่น ดอกเดี่ยว ออกที่ซอกใบ กลีบดอกสีเหลืองอ่อน กลีบเลี้ยง 3 กลีบรูปสามเหลี่ยมมีขน กลีบดอกเรียงสลับกันมี 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ กลีบดอกเป็นรูปไข่หรือรูปไข่แกมรูปใบหอก ปลายมน มีขนาดกว้างประมาณ 4มม. และยาวประมาณ 5-8 มม. ด้านนอกกลีบมีขนละเอียดสีเหลืองอ่อน เกสรเพศผู้มีจำนวนมาก อยู่เป็นกลุ่มบนแกนกลางดอก เกสรเพศเมีย 4 อัน อยู่ที่ปลายของแกนกลางดอก ผลเป็นผลกลุ่ม ผลย่อยรูปทรงกลมหรือรูปทรงกระบอก คอดระหว่างเมล็ด ปลายเรียวแหลม ผลกว้าง 1.3 ซม.ยาว 1-2 ซม. ผลมีขนละเอียดอ่อนนุ่ม ผลอ่อนสีเขียว สุกสีเหลืองน้ำตาล มีเมล็ดลักษณะแบนกลมประมาณ 1-3 เมล็ด สีน้ำตาล
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบแสงแดดในขนาดปานกลางไปจนถึงแสงแดดจัด มักเจริญเติบโตไดดีในดินร่วนปนทรายที่มีความชื้นสูงไม่ชอบน้ำท่วมขัง สามารถทนต่อความแห้งแล้งได้ดี
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ผลสุก มีรสหวาน กินในส่วนของเนื้อหุ้มเมล็ด
-ใช้เป็นยา การศึกษาสารสกัดทางชีวภาพของ Polyalthia debilis แสดงฤทธิ์ต้านจุลชีพ, ยาต้านมาลาเรียและพิษต่อเซลล์มะเร็ง มีศักยภาพในการใช้เป็นยา-ทางภาคอีสานจะใช้เหง้า เปลือก และเนื้อไม้กล้วยเต่า นำมาใช้เป็นยาแก้ท้องเสียในเด็ก ถ่ายกะปริบกะปรอยเป็นมูกเลือด ใช้ต้นหรือรากนำมาต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้ปวดท้อง-รากมีรสเย็น ใช้เป็นยาแก้ตัวร้อน ดับพิษไข้ทั้งปวง ดับพิษตานซาง และแก้วัณโรค ชาวบ้านในจังหวัดยโสธรจะใช้รากนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยารักษาโรคกระเพาะ
-ใช้เป็นอาหารสัตว์ โค กระบือ ผลสุก เป็นอาหารของเก้ง กวาง
ระยะออกดอก/ติดผล---พฤษภาคม-สิงหาคม/ผลแก่: กรกฎาคม-ตุลาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำเหง้า

24 กล้วยน้อย/ Xylopia vielana


ชื่อวิทยาศาตร์---Xylopia vielana Pierre.(1881)
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms. See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2467858
---Xylopicrum vielanum Kuntze.(1891)
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---กล้วยน้อย, ตาเหลว ,สะทาง; [CAMBODIA: Kray kraham (Central Khmer).];[CHINESE: Shù bàn shù.];[THAI: Kluai noi, Taa laeo, Sa thaang (eastern).];[VIETNAM: Giền đỏ.].
EPPO Code---1XYPG (Preferred name: Xylopia.)
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้ เวีบตนาม ไทย ลาว กัมพูชา
Xylopia vielana เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์กระดังงา (Annonaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยJean Baptiste Louis Pierre (1833-1905) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศสในปี พ.ศ.2424
ที่อยู่อาศัย ขึ้นกระจายในพื้นที่ป่าตามฤดูกาลเขตร้อนของเอเชียที่ระดับความสูงไม่เกิน 700 เมตร ในประเทศไทย จัดเป็นพืชถิ่นเดียว และหายากของไทย พบขึ้นในป่าดิบแล้งทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ที่ระดับความสูง 200-500เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นสูง 10-20 เมตรขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 20 - 30 ซม.ทรงต้นเรือนยอดรูปกรวยคว่ำ กิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนสั้นๆ สีน้ำตาลแดง เปลือกสีน้ำตาลคล้ำ มีช่องอากาศสีขาวทั่วไป ใบรูปไข่กว้าง 3-5ซม.ยาว 6-10ซม. โคนใบมนหรือหยักเว้าเล็กน้อย ปลายแหลม มีขนนุ่มสั้นๆทั้งสองด้าน ดอกเดี่ยว หรือเป็นกระจุก1-3ดอก ออกตามซอกใบใกล้ปลายยอด มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ดอกบานมีขนาด2-2.5ซม.กลีบดอกหนา เรียงสลับกัน 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ แต่ละกลีบเรียวยาว เกสรเพศผู้มีจำนวนมาก เกสรเพศเมีย 5-6 อัน มีขนปุย ผลเป็นผลกลุ่ม มีผลย่อย4-6ผล ผลแก่สีเหลืองอมส้ม แตกอ้ามี2-3เมล็ด เมล็ดมีเยื่อหุ้มสีแดง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบแสงแดดในขนาดปานกลางไปจนถึงแสงแดดจัด มักเจริญเติบโตไดดีในดินร่วนปนทรายที่มีความชื้นสูงไม่ชอบน้ำท่วมขัง สามารถทนต่อความแห้งแล้งได้ดี
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ผลสุกและใบอ่อนกินได้
-ใช้เป็นยา เปลือกและใบนำมาใช้เป็นยาชูกำลังสำหรับผู้สูงอายุและสำหรับสตรีหลังคลอดบุตร-ตำรายาไทยใช้ดอกบำรุงหัวใจ-ยาพื้นบ้านอีสานใช้ดอกเข้าเกสรร้อยแปด ปรุงยาหอมบำรุงหัวใจ
-ใช้อื่น ๆเมล็ดมีกลิ่นหอมมากและอาจเป็นแหล่งของน้ำมันหอมระเหย ไม้สีเหลืองเล็กน้อยมีกลิ่นหอมค่อนข้างแข็งและยืดหยุ่น ใช้สำหรับงานตกแต่งภายในอาคาร ทำเฟอร์นิเจอร์เครื่องใช้ และใช้เป็นเชื้อเพลิง
ความเชื่อ/พิธีกรรม---ชาวไทยอีสานใช้ไม้ชนิดนี้ปิดบังเส้นทางของวิญญาณโดยใช้กิ่งไม้ขวางทางเข้าหมู่บ้านหรือบ้านหลังจากเสร็จงานศพ
ระยะออกดอก/ติดผล---มีนาคม-พฤษภาคม/มิถุนายน-กันยายน   
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง
 


 25 กล้วยฤๅษี/Diospyros glandulosa


ภาพประกอบเพื่อการศึกษา --- หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์---Diospyros glandulosa Lace.(1915)
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2769829
ชื่อสามัญ---Ma khuea thuean
ชื่ออื่น---กล้วยฤๅษี, จันป่า, มะเขือเถื่อน, เหล่โก่มอ; [THAI: Kluai rue-si, Chan paa, Ma khuea thuean, Le go mor.]
EPPO Code---DOSGN (Preferred name: Diospyros glandulosa.)
ชื่อวงศ์---EBENACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย    
เขตการกระจายพันธุ์---อินเดีย พม่า ไทย ลาว
Diospyros glandulosa เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์มะพลับ (Ebenaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยJohn Henry Lace (1857–1918)นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษในปี พ.ศ.2458 

 

ที่อยู่อาศัยพบทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ในพม่า ไทย ลาว ในประเทศไทยพบในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก ขึ้นกระจายทั่วไปตามป่าดิบเขาและป่าทุ่งหญ้า ที่ระดับความสูง 750-1,500 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบหรือผลัดใบระยะสั้น สูงประมาณ 10-15เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลอมเทาหรืออมแดงมีรอยแตก ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับรูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง 3-6.5 ซม.ยาว 8-18 ซม.ใบอ่อนมีขนสีน้ำตาลทองปกคลุมใบแก่เรียบเกลี้ยงหรือ มีขนสีน้ำตาลเข้มบนเส้นใบด้านบน ดอก แยกเพศอยู่ต่างต้น ดอกเพศผู้ออกเป็นช่อเล็กตามซอกใบ รูประฆัง กลีบเลี้ยงและกลีบดอก 4-5 กลีบ เกสรเพศผู้ 13-40 อัน ดอกเพศเมียออกเป็นดอกเดี่ยวดอกใหญ่กว่าดอกเพศผู้ ผลขนาด 2.5-4 ซม.สีส้มอมเหลือง ฉ่ำน้ำ กลมหรือรูปไข่ ปลายบนและล่างบุ๋มเล็กน้อย มีขนคล้ายไหมปกคลุมหนาแน่นซึ่งถูหลุดออกง่าย ชั้นกลีบเลี้ยงที่เจริญตามผลแผ่กว้างและเป็นคลื่น เมล็ดสีน้ำตาลเข้ม3-7 เมล็ด เรียงเป็นรูปดาว
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ผลสุกกินได้
-วนเกษตรใช้ ต้นไม้ถูกปลูกเป็นสายพันธุ์บุกเบิกในภาคเหนือของประเทศไทยในโครงการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูป่าไม้พื้นเมือง - ปลูกในป่าเสื่อมโทรมและพื้นที่เปิดโล่งผสมกับสายพันธุ์อื่น ๆ ที่มีความสามารถในการเติบโตอย่างรวดเร็ว ผลิตพุ่มใบที่หนาแน่นและปราบวัชพืชและดึงดูดสัตว์ป่าที่กระจัดกระจายโดยเฉพาะนกและค้างคาว กล้วยฤาษี ยังใช้เป็นต้นตอของต้นมะพลับในการติดตาและทาบกิ่ง
-ใช้อื่น ๆ  เนื้อไม้แข็ง มัน หนักมีลาย สวย ชักเงาได้ดี ใช้สำหรับงานแกะสลัก นิยมใช้ทำด้ามปืน
ระยะออกดอก/ติดผล---กันยายน - ตุลาคม/ผลแก่---พฤศจิกายน-ธันวาคม
ขยายพันธุ์--- เมล็ด ต่อกิ่ง ติดตา

26 กลาย/Mitrephora keithii

ภาพประกอบเพื่อการศึกษา ---หนังสือ พรรณไม้วงศ์กระดังงา ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น ภาพ: อภิชัย อิงควุฒิ
ชื่อวิทยาศาสตร์---Mitrephora keithii Ridl.(1911)
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Mitrephora lophophora C.E.C.Fisch.(1929) See https://www.gbif.org/species/3155047
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---กลาย, กล้วยค่าง, มหาพรหม, ลำดวนเหลือง ;[THAI: Klai, Kluai khang, Maha phrom, Lamduan lueang.].
EPPO code---1MZTG (Preferred name: Mitrephora)
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---คาบสมุทรอินโดจีน พม่า ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสายพันธุ์ 'keithii' เพื่อเป็นเกียรติแก่ Dr. A. Keith ผู้รวบรวมตัวอย่างที่ Ridley ตรวจสอบ
Mitrephora keithii เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์กระดังงา (Annonaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยHenry Nicholas Ridley (1855–1956) นักพฤกษศาสตร์และนักธรณีวิทยาชาวอังกฤษในปี พ.ศ.2454
ที่อยู่อาศัย พบขึ้นกระจายในคาบสมุทรอินโดจีน พม่า มาเลเซีย สิงคโปร์ มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางภาคใต้ของประเทศไทยพบตามป่าดิบแล้งและป่าเบญจพรรณ ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ ที่ระดับความสูง 50-700 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กลำต้นสูง2-4เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลดำ แตกกิ่งน้อยขนานกับพื้นดิน ทรงพุ่มโปร่ง เนื้อไม้เหนียว ใบรูปขอบขนาน กว้าง3-4ซม.ยาว8-12ซม.ผิวใบมันทั้งสองด้าน  ดอกออกตรงข้ามใบดอกมีกลิ่นหอมอ่อนๆเมื่อเริ่มบานมีสีเหลืองนวลและบานทน อยู่ได้นาน2-3วันเมื่อใกล้โรยสีจะเปลี่ยนเป็นเหลืองเข้มขึ้นออกดอกตลอดปี ดอกขนาด2-3ซม. ผลเป็นผลกลุ่ม มีผลย่อย4-7ผลรูปทรงกระบอก กว้าง1ซม.ยาว1.5-2ซม.ผลอ่อนสีเขียวเมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีขาวนวล
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบแสงแดดในขนาดปานกลางไปจนถึงแสงแดดจัด มักเจริญเติบโตไดดีในพื้นที่ที่มีความชื้นสูงซึ่งได้รับแสงแดดไม่มากนัก ไม่ชอบน้ำท่วมขัง สามารถทนต่อความแห้งแล้งได้ดี การเจริญเติบโต ค่อนข้างช้า ต้นที่เกิดจากการเพาะจากเมล็ด มักจะทำให้ได้ต้นที่มีรูปทรงสวยงาม ติดดอกง่าย ให้ดอกดก แต่ขนาดและสีของดอกอาจไม่มีความแน่นอน ต้นกลายมีดอกหอมเพียงบางต้น จึงควรเลือกขยายพันธุ์โดยวิธีตอนกิ่งจากต้นที่มีดอกหอม
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา เปลือกเนื้อไม้ใช้เป็นยาขับมุตกิดระดูขาวของสตรี ขับเลือดร้ายในเรือนไฟของสตรีหลังคลอดบุตร
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับดอกมีกลิ่นหอมอ่อน
ระยะออกดอก/ติดผล---เมษายน-กรกฎาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง

27 ก่วม/Acer oblongum

 

ภาพประกอบเพื่อการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์---Acer oblongum Wall. ex DC. (1824)
ชื่อพ้อง---Has 29 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2616086
ชื่อสามัญ---Himalayan maple, Evergreen maple, Kashmir maple, Flying Moth Maple, Smooth Leaf Maple.
ชื่ออื่น---ก่วม, กำเบ้อ; [CHINESE: Fēi- é -shù.]; [JAPANESE: Kusonohakaede.];[NEPALI: Phiraphire, Putalee Phool.];[THAI: Kuam, Kum ber.].
EPPO Code---ACROB (Preferred name: Acer oblongum.)
ชื่อวงศ์---ACERACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย    
เขตการกระจายพันธุ์---เทือกเขาหิมาลัย ทิเบต จีนตอนใต้ พม่า ลาว เวียตนาม ไทย ญี่ปุ่น
Acer oblongum เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ก่วม (Aceraceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Nathaniel Wallich (1786–1854) ศัลยแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวเดนมาร์ก จากอดีต Augustin Pyrame de Candolle (1778?1841) นักพฤกษศาสตร์ชาวสวิสในปี พ.ศ.2367

 

ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดอยู่ในป่าภูเขาในเทือกเขาหิมาลัย เนปาล แคชเมียร์ในอินเดีย ปากีสถานและจีนตะวันตกเฉียงใต้(รวมถึงทิเบต)แพร่กระจายไปยัง พม่า ลาว ตอนเหนือของเวียตนาม ไทย ญี่ปุ่น (หมู่เกาะริวกิว)เติบโตในเป่าชื้นโดยเฉพาะตามลำธาร ที่ระดับความสูง 600 - 2,000 เมตร ในประเทศไทยพบกระจายห่าง ๆ ยกเว้นภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่สูงถึง 40 เมตรเป็นไม้กึ่งผลัดใบ พบมากที่ดอยอินทนนท์ กระจายประปรายในที่อื่นๆ ในป่าดิบชื้นที่ยังไม่ถูกรบกวน ตามป่าดิบแล้ง และป่าดิบ บริเวณริมแม่น้ำ ที่ระดับความสูง 200-1,300 เมตร จากระดับน้ำทะเล ลักษณะของต้นก่วมมีลำต้นตรงยาว เรือนยอดแน่นทึบ ลำต้นมีพูพอนเล็กน้อย เปลือกต้นสีน้ำตาลแดง เมื่อต้นแก่เปลือกจะเป็นเกล็ด ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปไข่ หรือมนรี ขนาดของใบ กว้าง3-6ซม.ยาว7-12ซม.สีเขียวเข้มด้านบน ด้านล่างใบสีขาวเทา ดอกไม้แยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ช่อดอกแตกแขนงสั้นๆ ดอกสีขาวขนาด0.5ซม.กลีบเลี้ยง5กลีบ รูปสามเหลี่ยมแคบ ยาว2 มม. กลีบดอก5กลีบ รูปไข่กลับแคบ ยาว3-5 มม. เกสรเพศผู้ 8 อัน ผลออกเป็นผลคู่มีปีกขนาด3.5-7.5ซม. ผลอ่อนสีชมพูอ่อน
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งแสงแดดเต็มหรือร่มเงาบางส่วน ดินร่วนหรือดินทราย ดินชื้นมีการระบายน้ำดี pH ที่เป็นกรดสูงถึงด่างเล็กน้อย- Acerเป็นพืชสหายที่ไม่ดียับยั้งการเจริญเติบโตของพืชใกล้เคียง มีอายุยืนยาว 50 ถึง 150 ปี
ใช้ประโยชน์---ไม้ใช้งานไม่ทนในที่โล่งแจ้ง ใช้สำหรับอุปกรณ์ทางการเกษตร เหมาะสำหรับทำโครงสร้างรองหรือการก่อสร้างเล็กน้อย ใบพอจะเลี้ยงสัตว์ได้
ภัยคุกคาม--ไม่มีภัยคุกคามที่น่าเป็นห่วงจัดไว้ใน IUCN Red List ประเภท'ความกังวลน้อยที่สุด'(ไม่น่าจะสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้)
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species.2017
ระยะออกดอก/ติดผล---ธันวาคม-มกราคม/กุมภาพันธ์-มีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด


28 กว้าว/ Haldina cordifolia


ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Haldina cordifolia (Roxb.) Ridsdale.(1978)
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms.
---Adina cordifolia (Roxb.) Benth. & Hook.f. ex B.D.Jacks.(1874)
---Nauclea cordifolia Roxb.(1796)
---(More).See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-95965
ชื่อสามัญ---Yellow teak, Saffron teak, Heart-leaved nauclea, Haldu tree
ชื่ออื่น---ขว้าว, กว้าว, คว่าว (ภาคกลาง,ภาคเหนือ), กาว (เลย), ขาว (อุบลราชธานี,อุดรธานี), ขะเฝ่า (จันทบุรี), จะวาว (เขมร สุรินทร์), ตองแดงเหลือง, ตะเพียนทอง (ลำปาง), ตองเหลือง, ตานควาย, ตุ้มควาย (เชียงใหม่), ตุ้มกว้าว (ภาคเหนือ) กระทุ่มดง, กระทุ่มแดง (กาญจนบุรี), กระทุ่มขว้าว (ตาก), ตุ้มก้านแดง, เฝ้า (เพชรบูรณ์), ล่องเลาะ (นครราชสีมา, วาว (สุราษฎร์ธานี);[ASSAMESE: Tarakchapa.];[HINDI: Karam, Haldu, Kadami.];[KANNADA: Yettega.];[KHMER: Kvaw, khvao.];[MALAYALAM: Barakuram, Katamba, Malamkadambu, Manja Kadambe, Manjakadambu.];[MYANMAR: Hnau, knaw.];[SANSKRIT: Girikadamba.];[SINHALESE: Girikadamba, Kalon, Kolong, Kolon.];[TAMIL: Manjakadambai, Poonthekku, Mannakatampu.];[TELUGU: Pasupu-kadamba.];[THAI: Khwao, Kwao, (Central, Northern); Kao (Loei); Khao (Ubon Ratchathani, Udon Thani); Kha fao (Chanthaburi); Cha-wao (Khmer-Surin); Tong daeng lueang, Ta phian thong (Lampang); Tong lueang, Tan khwai, Tum khwai (Chiang Mai); Tum khwao (Northern); Kra thum dong, Kra thum daeng (Kanchanaburi); Kra thum khwao (Tak); Tum kan daeng, Fao (Phetchabun); Long lo (Nakhon Ratchasima); Wao (Surat Thani).];[VIETNAM: Gao].
EPPO Code---AFNCO (Preferred name: Syn.Adina cordifolia)
ชื่อวงศ์ --- RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ศรีลังกา พม่า คาบสมุทรอินโดจีน จีนตอนใต้ คาบสมุทรมาลายา
Haldina cordifolia เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์เข็ม (Rubiaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย William Roxburgh (1751-1815) ศัลยแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อตและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดยColin Ernest Ridsdale(1944-2017)ในปี พ.ศ.2521
ที่อยู่อาศัย ขึ้นกระจายใน จีน, อินเดีย, ศรีลังกา, อัสสัม, บังคลาเทศ, พม่า, ไทย, กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม, มาเลเซีย พบใน ป่าฝน ป่ากึ่งโล่งแจ้ง ป่าผลัดใบผสม มักจะขึ้นปะปนกับไม้สัก เติบโตไปตามแม่น้ำหรือพื้นที่เปลี่ยนผ่านระหว่างพื้นที่ชุ่มน้ำหนองน้ำและพื้นที่ดินร่วนปนแห้งซึ่งถูกน้ำท่วมเป็นระยะเวลาสั้น ๆ เป็นพืชเขตร้อนซึ่งพบได้ที่ระดับความสูงไม่เกิน 1,000 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบ สูงได้ถึง 30 (-45)เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 30 ซม.เรือนยอดกลมและโปร่ง ลำต้นตรงเปลือกต้นสีน้ำตาลอ่อนถึงเทาเข้มใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่กว้าง ขนาดกว้าง 8-15ซม.ยาว8-16ซม. ปลายใบแหลมโคนใบรูปหัวใจใบอ่อนสีเขียวอ่อนก้านใบสีชมพู กิ่ง ก้านอ่อนเป็นสันสี่เหลี่ยม พบหูใบชัดเจนที่ยอด ใบอ่อนและดอกแตกจากตุ่มตาเดียวกันดอก ช่อแบบช่อกระจุกแน่น แกนช่อดอกกลม กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็นห้าแฉกสีเหลืองนวลหรือออกชมพูมีกลิ่นหอมเล็กน้อย ก้านชูยอดเกสรเพศเมียยาวพ้นหลอดกลีบดอกสีเขียว เกสรเพศผู้สั้นมากเชื่อมติดกับหลอดกลีบดอกด้านบน ผลแคปซูลแห้งแตก ขนาด 4-5 มม.เป็นช่อกลมจะมีแกนแข็งกั้นระหว่างเมล็ด ผลแตกจากปลายผลลงระหว่างแกนแข็ง เมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก ปลายแหลมมีปีกแคบๆ
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้นไม้เล็กชอบตำแหน่งที่มีแสงถึงร่มเงาปานกลาง แต่มีความต้องการแสงมากขึ้นเมื่อโตขึ้น ขึ้นได้ดีในดินส่วนใหญ่ ดีที่สุดในสภาพที่ดินลึกและอุดมสมบูรณ์ ชอบดินชื้นมีการระบายน้ำดี  pH ในช่วง 5.5 - 6.5 ทนได้ 5 - 7.5 ต้นไม้มีระบบรากที่ใหญ่โตตามขนาด ซึ่งทำให้ทนต่อความแห้งแล้งได้ดี
ใช้ประโยชน์--- พืชนี้เก็บเกี่ยวมาจากป่าเพื่อใช้เป็นไม้ที่มีประโยชน์ ซึ่งปกติแล้วจะมีการซื้อขายกันในท้องถิ่นเท่านั้น เนื่องจากมีปริมาณเพียงเล็กน้อย มันถูกเก็บเกี่ยวเพื่อใช้เป็นยาในท้องถิ่นและได้รับการปลูกเพื่อใช้ในศรีลังกา
-ใช้เป็นยา เปลือกไม้ใช้เป็นน้ำยาฆ่าเชื้อและยาแก้ไข้ น้ำผลไม้ของพืชถูกนำไปใช้ภายนอกเพื่อฆ่าหนอนในแผล การแช่รากใช้ในการรักษาโรคท้องร่วงและโรคบิด
-ใช้อื่น ๆแก่นไม้มีสีเหลือง สีขาวเมื่อสด เปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อนหรือสีน้ำตาลแดงเมื่อสัมผัส เนื้อไม้มีน้ำหนักปานกลางแข็งปานกลางค่อนข้างทนทาน เนื้อไม้มีความทนทานต่อกรดเหมาะสำหรับใช้เป็นท็อปม้านั่งในห้องปฏิบัติการ ใช้ในงานตกแต่งภายใน ทำเฟอร์นิเจอร์ และงานแกะสลัก
ระยะออกดอก/ติดผล---มิถุนายน-กันยายน/มกราคม-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด การงอกมักเกิดขึ้นประมาณ 20 - 40 วัน เมล็ดสามารถเก็บไว้ได้อย่างน้อย 12 เดือน

29 ก่อแซะ/Anacolasa ilicoides


ภาพประกอบเพื่อการศึกษา ---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร  ---ไม้ต้นในสวน Trees in the Garden โดย องค์การสวนพฤกษศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี (The Botanical Garden Organization) Office of the Prime Minister พิมพ์ครั้งที่1 พฤษภาคม 2542
ชื่อวิทยาศาสตร์---Anacolasa ilicoides Mast.(1875)
ชื่อพ้อง--- No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---ก่อแซะ, สะแกวเนอมู (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน); [THAI: Ko sae.];
EPPO Code---AKLSS (Preferred name: Anacolosa sp.)
ชื่อวงศ์---OLACACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์---พม่าตอนเหนือ ภาคเหนือของไทย อินเดีย ภูมิภาคอินโดจีน
Anacolasa ilicoides เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์น้ำใจใคร่ (Olacaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Maxwell Tylden Masters (1833–1907) นักพฤกษศาสตร์และนักอนุกรมวิธานชาวอังกฤษในปี พ.ศ.2418
ที่อยู่อาศัย พม่าตอนเหนือ ไทย อินเดีย ภูมิภาคอินโดจีนที่ระดับความสูง 800-1,000 เมตร ในประเทศไทยพบทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบตามป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง ที่ระดับความสูง 900 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ต้นไม่ผลัดใบขนาดเล็กสูง 8-12เมตรเส้นผ่านศูนย์กลาง 30ซม.เปลือกต้นสีน้ำตาลออกครีม เปลือกบาง มีรอยแตกตื้นๆเปลือกชั้นในสีครีม ไม่มีน้ำยาง ใบเดี่ยวออกเรียงสลับค่อนข้างอยู่ในแนวระนาบ ขนาดใบกว้าง 2-8 ซม.ยาว 8-20 ซม.ขอบใบเรียบใบด้านบนเรียบเป็นมันสีเขียวเข้ม ดอกออกเป็นช่อสั้นเป็นกระจุกตามซอกใบ ช่อยาว1-3ซม.กลีบรองดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย ดอกขนาดเล็ก 3-4มม.สีเขียวอ่อน กลีบดอกแยกกัน 5-6 กลีบ กลีบหนามีขนหนาแน่น เกสรเพศผู้ขนาดสั้นติดอยู่ที่กลีบดอก ผลสดขนาด1.5-2 x 2-4 ซม เมื่อสุกสีแดงหรือส้มมีเมล็ดแข็ง 1 เมล็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งแสงแดดจัด ดินระบายน้ำดี
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ผลสุกและเมล็ดต้มกินได้
ระยะออกดอก/ติดผล---พฤษภาคม-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด


วงศ์ก่อ: FAGACEAE

พืช วงศ์ก่อ กระจายอยู่ในเขตอบอุ่น ทั่วโลกประมาณ700ชนิด ในภาคเหนือพบอยู่4สกุลประมาณ40-60ชนิด เป็นไม้ผลัดใบหรือไม่ผลัดใบ ไม่มียาง เปลือกต้นมักหนาจะมีรอยแตกตื้นๆ ใบเรียงสลับวนรอบมักเป็นกลุ่มใกล้ปลายกิ่ง ดอกขนาดเล็กมักมีสีครีมอมเหลือง ออกเป็นช่อเรียวยาวที่ปลายกิ่งและซอกใบบนๆ ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียแยกช่อในต้นเดียวกัน ผลเป็นแบบนัท (nut) มีกาบกลมหุ้มทั้งหมดหรือหุ้มบางส่วน ตัวอย่างของพืชในวงศ์นี้ที่รู้จักกันดีคือ โอ๊ก ในสกุล Quercus ซึ่งผลมีเปลือกแข็งแบบนัทและมีเมล็ดเดียว


30 ก่อจุก/ Quercus eumorpha

 

ภาพประกอบเพื่อการศึกษา---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Quercus eumorpha Kurz.(1873)
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-172674
---Quercus eumorpha subsp yaiensis.(1976)
---Lithocarpus eumorphus (Kurz) A.Camus.(1931)
---Cyclobalanopsis eumorpha (Kurz) Schottky.(1912 )
ชื่อสามัญ--None (Not recorded)
ชื่ออื่น --- ก่อ ก่อจุก; [THAI: Ko, Ko chuk.].
EPPO Code---1QUEG (Preferred name: Quercus)
ชื่อวงศ์ ---FAGACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย พม่า ไทย
Quercus eumorpha เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ก่อ(Fagaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย  Wilhelm Sulpiz Kurz (1834-1878) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันในปี พ.ศ.2416
ที่อยู่อาศัยมีถิ่นกำเนิดในพม่าแพร่กระจายไปยังตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียและไทย ที่ระดับความสูงถึง 2,600 เมตร ในประเทศไทยพบที่ไหล่เขาระดับสูงบนดอยอินทนนท์
ลักษณะ ก่อจุก Quercus eumorpha เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบขนาดเล็กสูงถึง10 เมตร มักจะแคระแกรน ใบ รูปใบหอกแกมรูปไข่ขนาด6-10 X 2.5-4.5 ซม. ขอบใบมีซี่หยักป้านๆที่ปลายใบ ใบแก่เหนียวสีเขียวเรียบเกลี้ยง ผลช่อขนาดยาวถึง 5 ซม.มีเพียง1-2 ผล เมล็ดแข็ง1.8-2 ซม.รูปไข่เกลี้ยง กาบหุ้มรูปถ้วยสีน้ำตาลหนาและเหนียว เมื่อผลอ่อนเกล็ดจะชัดเจน รูปสามเหลี่ยมเรียงชิดกัน เมื่อผลสุกเกล็ดจะไม่ชัดเจน เรียงตัวเป็นวงแคบ
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งแสงแดดจัด ดินระบายน้ำดี
ภัยคุกคาม--- ข้อมูลไม่เพียงพอ
สถานะการอนุรักษ์---DD -Data Deficient-IUCN Red List of Threatened Species.2020
ระยะออกดอก/ติดผล---พฤษภาคม-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

31 ก่อแดง/Quercus kingiana

ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :---ไม้ต้นในสวน Trees in the Garden พิมพ์ครั้งที่1 พฤษภาคม 2542
ชื่อวิทยาศาสตร์---Quercus kingiana Craib.(1911)
ชื่อพ้อง---  No synonyms are recorded for this name. See all The Plant List  http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-173436
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---ก่อแดง, ก่อแมงนูน, ก่อตี่, ก่อหัววอก, ก่อขี้หมู, ก่อหยวก; [CHINESE: Lán cāng lì.];[THAI: Ko daeng, Ko hua wok, Ko mang noon.].
EPPO Code--- 1QUEG (Preferred name: Quercus)
ชื่อวงศ์--- FAGACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้ ตอนเหนือของพม่า ภาคเหนือของไทย
Quercus kingiana เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ก่อ (Fagaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย William Grant Craib (1882–1933)นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษในปี พ.ศ.2454
ที่อยู่อาศัย ตามป่าเบญจพรรณและป่าดิบเขา พบทั่วไปในป่ากึ่งโล่งแจ้ง บางครั้งปะปนกับไม้เต็งรัง ที่ระดับความสูง 600-1,300 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ ผลัดใบสูง10-15เมตร  ลักษณะเปลือกต้นสีเทาเข้มถึงดำ แตกระแหงลึก เปลือกชั้นในสีแดงแก่มีลายจางๆ ใบเดี่ยว (2)4-6 x (6)10-16 ซม.เรียงสลับรูปรี ขอบใบหยักห่างหนาคล้ายแผ่นหนัง ดอกขนาดเล็กแยกเพศอยู่ร่วมต้น ต่างช่อ ดอกเพศผู้ห้อยลง ช่อดอกเพศเมียตั้งตรง ผลออกเดี่ยวหรือเป็นคู่ เมล็ดเดียวเรียวแฃ็งรูปทรงกระบอก มีฐานรองดอกเจริญเป็นถ้วยหุ้มที่ฐาน ผนังด้านนอกเป็นเกล็ดรูปสามเหลี่ยม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งแสงแดดจัด ดินระบายน้ำดี
ใช้ประโยชน์--- เนื้อไม้ใช้สร้างบ้าน นิยมใช้ทำถังหมักแอลกอฮอล์
ระยะออกดอก/ติดผล---พฤษภาคม-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด


32 ก่อเดือย/Castanopsis acuminatissima

ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย
โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์---Castanopsis acuminatissima (Bl.) A.DC.(1863)
ชื่อพ้อง---Has 15 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-35082
---Basionym: Castanea acuminatissima Blume.(1851).See all https://www.gbif.org/species/5333166
ชื่อสามัญ---Castanopsis chestnut, White oak, Papua New Guinea Oak
ชื่ออื่น---ก่อเดือย;[INDONESIA: Riung anak.];[MALAYSIA: Berangan (Malay)];[THAI:Ko deuay.];[Tradename: PNG Oak]
EPPO Code---CSOAC (Preferred name: Castanopsis acuminatissima.)
ชื่อวงศ์--- FAGACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์---บังคลาเทศ ตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย พม่า คาบสมุทรอินโดจีน จีนตอนใต้ ไต้หวัน คาบสมุทรมาเลย์ อินเดีย ชวา ปาปัวนิวกินี
Castanopsis acuminatissima เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ก่อ(Fagaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Ludwig von Blume. (1789–1862) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน - เนเธอร์แลนด์และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดยAlphonse Louis Pierre Pyrame de Candolle(1806-1893) นักพฤกษศาสตร์ชาวสวิสลูกชายของAugustin de Pyrame Candolleในปี พ.ศ.2406
ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดอยู่ใน บังคลาเทศ แพร่กระจายผ่านเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ไปยัง ปาปัวเซีย พบตามป่าดงดิบ ส่วนใหญ่อยู่บนเนินเขาและสันเขาและมักจะอยู่ในดินร่วนปนทราย ที่ระดับความสูง 300-2,500 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ต้นไม่ผลัดใบขนาดใหญ่สูงถึง 25 (-40) เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง30 - 90 ซม.ต้นสีน้ำตาลเข้ม มีรอยแตกตามยาวลึก เปลือกหนา ใบเดี่ยวเรียงเป็นเกลียวตามกิ่งก้าน ขนาดใบ 9.0-11.5 x 2.5-3.5 ซม.รูปหอกปลายสอบแหลมฐานใบกลมหรือป้าน ขอบใบเรียบหรือมีรอยหยักซี่เลื่อยใกล้ปลายใบ ใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างใบออกสีเงิน ช่อดอกออกที่ซอกใบ ดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้น ดอกมีสัดส่วนสมมาตรหลายระดับ ยาว 5.0 มม. เส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน10 มม.ผลขนาด 1 ซม.มีก้านชัดเจนรูปมนรีเบี้ยว กาบหุ้มผลมีหนามสั้นๆเรียงห่างๆกัน ผิวนอกบางมีขนเล็กน้อยผิวในมีขนคล้ายไหม แตกได้มีเมล็ด1เมล็ดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1-10 มม.
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดจัด ดินร่วน ดินปนทราย ดินที่ชื้นมีการระบายน้ำดี ค่าความเป็นกรด - ด่างที่เหมาะสม: กรด, กลางและดินพื้นฐาน (อัลคาไลน์) ไม่สามารถเติบโตได้ในที่ร่ม อัตราการเจริญเติบโต เร็ว
ใช้ประโยชน์---ต้นไม้เป็นไม้ซุงสำหรับใช้ในท้องถิ่นและในเชิงพาณิชย์ ในบางพื้นที่ก็เป็นแหล่งเมล็ดพันธุ์ที่บริโภคได้สำหรับใช้ในท้องถิ่นค่อนข้างสำคัญ มันถูกปลูกไว้ใกล้กับการตั้งถิ่นฐานในนิวกินี ที่ซึ่งต้นไม้ในป่ายังได้รับการปลูกแบบกึ่งปลูก (semi-cultivated)
-ใช้กินได้ เมล็ด - ดิบหรือสุก นำไปต้มหรือคั่วได้ - เมื่อสุกแล้วจะมีรสชาติคล้ายข้าว
-วนเกษตร ใช้เป็นสายพันธุ์บุกเบิก เป็นหนึ่งในกรอบพรรณไม้ชนิดหนึ่ง(‘framework species’)ปลูกเพื่อฟื้นฟูป่าเขตร้อนที่แห้งแล้งตามฤดูกาลในภาคเหนือของประเทศไทย ในโครงการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูป่าไม้พื้นเมือง - ปลูกในป่าเสื่อมโทรมและพื้นที่เปิดโล่งผสมกับสายพันธุ์อื่น ๆ ที่มีความสามารถในการเติบโตอย่างรวดเร็ว ผลิตพุ่มใบที่หนาแน่นปราบวัชพืช และดึงดูดสัตว์ป่าที่กระจัดกระจายโดยเฉพาะนกและค้างคาว
-ใช้อื่น ๆ ไม้เป็นสีขาว ใช้สำหรับทำเฟอร์นิเจอร์สะพานพื้นไม้อัด ลำต้นและเปลือกไม้ใช้ในการก่อสร้างบ้านแบบดั้งเดิม เปลือกต้นเป็นแหล่งของแทนนิน และสามารถใช้เป็นสีย้อม เส้นใยทนฝนและแดด ไม้สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงและทำถ่านได้
รู้จักอันตราย---มีรายงานเกี่ยวกับแผลในปากและโรคโลหิตจางจากผู้ที่กินเมล็ดดิบจำนวนมาก
ภัยคุกคาม--ไม่มีภัยคุกคามที่น่าเป็นห่วงจัดไว้ใน IUCN Red List ประเภท'ความกังวลน้อยที่สุด'(ไม่น่าจะสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้)
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species.2018
ขยายพันธุ์---เมล็ด - งอกง่ายถ้าหว่านสด

33 ก่อตาคลอย/Quercus lenticellata


ภาพประกอบเพื่อการศึกษา:---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย
โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์---Quercus lenticellata Barnett.(1938)
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms. See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-173615
---Cyclobalanopsis lenticellata (Barnett) Hjelmq.(1968)
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---ก่อตาคลอย; [Thai: Ko ta kloy (Chiangmai).]
EPPO Code---1QUEG (Preferred name: Quercus)
ชื่อวงศ์--- FAGACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์---ภาคเหนือของประเทศไทย
Quercus lenticellata เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ก่อ(Fagaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Euphemia Cowan Barnett (1890–1970)เธอเป็นนักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อตในปี พ.ศ.2481   
ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศไทย
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบสูงถึง10 เมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับ ขนาดใบกว้าง2-4.5ซม.ยาว6-13ซม. ปลายใบแหลมหรือป้านทั้งสองด้าน ใบแก่ด้านบนเกลี้ยงด้านล่างมีขนสีครีม กาบผลกว้าง1.2-1.8ซม.รูปถ้วยลึก ปิดมากกว่าหรือน้อยกว่าครึ่งผลของนัท กาบบางมีเกล็ดรูปสามเหลี่ยมชิดกัน เรียงเป็นวงไม่ชัดเจน ผลขนาด1.2-2ซม.รูปไข่ปลายติ่ง รอยแผลแบนหรือเว้านูนที่ฐาน
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งแสงแดดจัด ดินระบายน้ำดี
ใช้ประโยชน์---ใบใช้เป็นอาหารสัตว์ ไม้เป็นเชื้อเพลิง
ขยายพันธุ์---เมล็ด
 


34 ก่อนก/Lithocarpus polystachyus

ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย
โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์---Lithocarpus polystachyus ( Wall. ex A.DC. ) Rehder.(1919)
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-114709
---Pasania polystachya (Wall. ex A.DC.) Oerst.(1873)    
---Quercus bancana Kurz.(1877)    
---Quercus polystachya Wall. ex A.DC.(1864)    
---Synaedrys polystachya (Wall. ex A.DC.) Koidz.(1916)
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---ก่อนก, ก่อเอียก, ก่อหมาก, ก่อหมู,; [CHINESE: Chē zhuī, Dà yè chóu, Duō suì shí kē, Duō Suì Shí Kē Yè (Pinin), Tián cháyè.];[THAI: Ko nok, Ko eiak.].
EPPO Code---1LIAG (Preferred name: Lithocarpus)
ชื่อวงศ์---FAGACEAE
ถิ่นกำเนิด---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตการกระจายพันธุ์---อินเดีย จีน พม่า ไทย ลาว เวียตนาม
Lithocarpus polystachyus เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ก่อ (Fagaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Nathaniel Wallich (1786–1854) ศัลยแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวเดนมาร์กจากอดีตAlphonse Louis Pierre Pyrame de Candolle(1806-1893) นักพฤกษศาสตร์ชาวสวิสลูกชายของAugustin de Pyrame Candolleและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Alfred Rehder(1863-1949) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันในปี พ.ศ.2462
ที่อยู่อาศัย พืชพื้นเมืองในเอเซียเขตร้อนพบในอนุทวีปอินเดีย : อินเดีย [อัสสัม] กระจายอยู่ในมณฑลยูนนานของจีนที่ระดับความสูง 1,000-2700 เมตรและมีการกระจาบในอินโดจีน: พม่า ไทย ลาว เวียตนาม
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบขนาดกลางสูง7-20 เมตรเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 50 ซม.  แตกกิ่งก้านต่ำเปลือกต้นสีเทาใบเดี่ยว ยาว 7-14 ซม.กว้าง 3-4 ซม. เรียงสลับรูปรีหรือใบหอก ขอบใบเรียบ ใบแก่บางและเหนียว ด้านล่างบางครั้งจะมีนวล ก้านใบด้านบนมีปีกเล็กน้อย ดอกขนาดเล็กแยกเพศอยู่ร่วมต้น ออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายกิ่ง ช่อดอกยาว 8-10 ซม ช่อดอกเพศ ผู้ไม่ค่อยมีหนามแหลมดอกเพศเมียใน 3 กลุ่มมักจะออกผล 1 ผล ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางฝังลึก 6-8 มม.เชื่อมติดกันบนก้านรวม ผลมีเปลือกแข็งเมล็ดเดียวรูปไข่ที่โคนมีกาบหุ้มผลผิวด้านนอกเป็นเกล็ดเรียง ซ้อนกัน ออกเป็นช่อผล
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งแสงแดดจัด ดินระบายน้ำดี เติบโตอย่างรวดเร็วและปรับตัวได้สูง
-ใช้ประโยชน์ ใช้เป็นยา เป็นพืชที่มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกันในด้านยาและอาหาร หลังจากแช่แล้วจะมีความหวานสูงจึงเรียกว่าชาหวาน Dusuishike มีประวัติอันยาวนานในฐานะเครื่องดื่มชาหวานและสมัยก่อนใช้มันเพื่อล้างความร้อนและล้างพิษและบรรเทาความดันโลหิต-รากใบและผลไม้ ใช้เป็นยารักษา ล้างความร้อน ล้างพิษแก้เสมหะขับลม ความร้อนชื้นและท้องร่วง ไอกับไข้ปอด , แผลพุพอง, อาการคันของผิวหนัง  ความดันโลหิตสูง ราก สำหรับโรคที่ทำให้ร่างกายอ่อนแอ
-ใช้อื่น ๆ เนื้อไม้ใช้ทำฟืน เปลือกมีสารแทนนินสูงในช่วงฤดูหนาว และมีสารนี้น้อยมากในฤดูร้อน เมล็ดมีความกรอบและหวาน อุดมไปด้วยแป้ง แมลงและนกกินง่าย หนูชอบกินเป็นพิเศษ และควรเก็บเกี่ยวให้ทันเวลา
ระยะออกดอก/ติดผล---พฤษภาคม-กันยายน/พฤษภาคม-กันยายนของปีถัดไป
ขยายพันธุ์---เมล็ด


35 ก่อใบเลื่อม/Castanopsis tribuloides


ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย
โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์---Castanopsis tribuloides (Sm.) A.DC.(1863)
ชื่อพ้อง---Has 8 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-35342
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---ก่อใบเลื่อม ก่อหลั่ง ;[ASSAMESE: Phul-singori.];[CHINESE: Ni li zhui.];[LAOS: Ton ko bai heuom.];[NEPALI: Musure Katus.];[THAI: Ko bai liuam, Ko hlung; Gaw dey (Chiang Mai).].
EPPO Code---CSOTR (Preferred name: Castanopsis tribuloides.)
ชื่อวงศ์--- FAGACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-เนปาล อินเดีย พม่า ลาว เวียตนาม จีนตอนใต้
Castanopsis tribuloides เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ก่อ (Fagaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยJames Edward Smith (1759 - 1828) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดยAlphonse Louis Pierre Pyrame de Candolle(1806-1893) นักพฤกษศาสตร์ชาวสวิสลูกชายของAugustin de Pyrame Candolleในปี พ.ศ.2406
ที่อยู่อาศัย พบในเทือกเขาหิมาลัย เนปาล อินเดีย พม่า ลาว เวียตนาม จีนตอนใต้ที่ระดับความสูงไม่เกิน 1,800 เมตรก่อชนิดนี้เป็นชนิดที่พบมากที่สุด
ลักษณะ เป็นไม้ต้นไม่ผลัดใบสูงถึง12-18  เมตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 60 ซม. เปลือกต้นสีน้ำตาลเหลืองถึงน้ำตาลเทามีร่องแตกผิวบาง ใบรูปใบหอกหรือรูปไข่ขอบขนาน กว้าง 2.5-4.5 ซม. ยาว 7-13 ซม.ขอบใบมักมีซี่หยักตื้นๆ ใกล้ปลายใบ ใบแก่ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างใบสีเขียวอมเทา มีผงนวลสีน้ำตาลครีมที่หลุดง่าย ช่อดอกตั้งตรงยาว 10-15 ซม.ดอกแยกเพศอยู่ในต้นเดียวกัน ดอกเล็กสีเขียวยาว 1 ซม.ผลเป็นช่อ ออกเดี่ยวๆหรือเป็นคู่ผิวนอกของกาบหุ้มผลมีหนามแหลมกระจายอยู่บริเวณเส้นของ กาบผลเป็น4แถวไม่ชัดเจน เมล็ดมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 16 มม.
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดจัดสามารถเติบโตได้ในที่ร่ม ดินร่วนปน มีค่า pH ที่เหมาะสม ทนดินกรด ดินชื้นสม่ำเสมอ
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน เมล็ด - ดิบหรือสุก ใช้กินได้ รสชาดดี
-ใช้เป็นยา แก้งูสวัด
-วนเกษตร ใช้เป็นสายพันธุ์บุกเบิกในภาคเหนือของประเทศไทยในโครงการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูป่าไม้พื้นเมือง - ปลูกในป่าเสื่อมโทรมและพื้นที่เปิดโล่งผสมกับสายพันธุ์อื่น ๆ
-การใช้งานอื่น ๆ ไม้สีเทาหยาบเนื้อแข็งปานกลางค่อนข้างหนัก เปราะ ลายไม้หยาบ ไม่คงทน ใช้สำหรับทำไม้กระดาน, เปลือกมีแทนนินมากนำมาใช้เป็นสีย้อมเพื่อเส้นใยทนฝนและแดด ใบเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ กิ่งก้านและลำต้นของสายพันธุ์ Castanopsis จำนวนมากถูกใช้เป็นท่อนซุงในการเพาะเห็ด ไม้ใช้เป็นเชื้อเพลิง แต่ไม่ได้ทำถ่านที่ดี
ระยะออกดอก/ติดผล---พฤษภาคม - มิถุนายน/ตุลาคม-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

36 ก่อพวง/Lithocarpus fenestratus

ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย
โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์---Lithocarpus fenestratus (Roxb.) Rehd.(1919)
ชื่อพ้อง---Has 8 Synonyms
---Basionym: Quercus fenestrata Roxb.(1832)
---Pasania fenestrata (Roxb.) Oerst.(1866).
---(More).See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-172759
ชื่อสามัญ---South-china Tanoak
ชื่ออื่น---ก่อพวง; [CHINESE: Ní kē, Huī lì, Tiě qīnggāng (Yúnnán) Huánán kē, Ní zhuī chóu.];[THAI: Ko phouang].
EPPO Code---LIASS (Preferred name: Lithocarpus sp.)
ชื่อวงศ์--- FAGACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-อินเดีย พม่า ไทย ลาว เวียตนาม จีน ฮ่องกง
Lithocarpus fenestratus เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ก่อ (Fagaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย William Roxburgh (1751-1815) ศัลยแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อตและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดยAlfred Rehder(1863-1949) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน ในปี พ.ศ.2462
ที่อยู่อาศัยกระจายอยู่ในประเทศอินเดีย ภูฏาน ทิเบต จีน (กวางจง กวางสี ยูนนาน) พม่า  และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ มักจะเกิดในภูเขา ป่าดิบแล้ง ที่ระดับความสูง 1,700 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบสูงถึง 20-30 เมตร กิ่งใหญ่ตั้งขึ้น ลำต้นอ้วนสั้น ฐานมักเป็นร่อง เปลือกสีเทาถึงน้ำตาลแก่ มักมีแต้มสีขาว ใบเดี่ยวเรียงสลับแบบวนรอบ ขอบใบเรียบ ขนาดใบกว้าง3-8ซม.ยาว12-22ซม. ใบอ่อนสีชมพูมีขนประปราย  ใบแก่ด้านบนเกลี้ยงสีเขียวเข้ม ใบด้านล่างสีซีดกว่ามีขนคล้ายสักกะหลาดคลุมหนาแน่น ก้านใบยาว 5-10 มม.ช่อดอกเพศผู้มักอยู่ในช่อดอก ช่อดอกเพศเมียยาวถึง 25 ซม. ผลเป็นกลุ่มแน่นบนช่อที่ตั้งขึ้น กาบหุ้มผลเกือบคลุมนัททั้งหมด เปลือกบางและแตกได้ ผิวนอกมีเกล็ดโค้งเป็นตะขอ2-3มม.สีน้ำตาลอมเทาคล้ายกำมะหยี่ผลขนาด1.4-1.9 ซม.รูปกลมหรือแบนเล็กน้อยสีน้ำตาล
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งแสงแดดจัด ดินระบายน้ำดี
ใช้ประโยชน์---เนื้อไม้ใช้ในการก่อสร้างทั่วไป แต่เนื้อไม้หนักใช้งานยาก ไม้นำมาใช้ ทำถ่าน ใบเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ ฐานรองผลมีแทนนินสูง
ภัยคุกคาม--ไม่มีภัยคุกคามที่น่าเป็นห่วงจัดไว้ใน IUCN Red List ประเภท'ความกังวลน้อยที่สุด'(ไม่น่าจะสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้)
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species.2019
ระยะออกดอก/ติดผล---สิงหาคม-ตุลาคม/สิงหาคม - ธันวาคม ปีต่อไป
ขยายพันธุ์---เมล็ด

37 ก่อแพะ/Quercus kerrii


ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย
โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์---Quercus kerrii Craib.(1911)
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms. See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-173433
---Cyclobalanopsis kerrii (Craib) Hu.(1940)
---Quercus dispar Chun & Tsiang.(1947).[Illegitimate]
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---ก่อแพะ, ก่อแอบ (เชียงใหม่), ก่อตาหมู, ก่อขี้หมู, ก่อหิน; เต็งตลับ, เซเด๊าะ (แม่ฮ่องสอน); [CHINESE: Mao ye qing gang];[THAI: Ko paae, Ko aab, Ko ta mu, Ko khi mu, Ko hin.].
EPPO Code---1QUEG (Preferred name: Quercus)
ชื่อวงศ์--- FAGACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-จีน บังคลาเทศ พม่า ไทย กัมพูชา เวียดนาม ลาว
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสปีชีส์ 'kerrii'ตั้งเป็นเกียรติแก่หมอคาร์ ชาวไอริชผู้ค้นพบ
Quercus kerrii เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ก่อ (Fagaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย William Grant Craib (1882–1933)นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษในปี พ.ศ.2454


ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยพบครั้งแรกที่ดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่และเวียดนาม ขึ้นกระจายไปในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ในป่าดิบชื้น ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ที่ระดับความสูง 400 -1,250 เมตร ในประเทศจีนพบขึ้นบนภูเขาในป่าโปร่งที่ระดับความสูง 100 - 1,800 เมตร ในประเทศไทยพบเป็นบางแห่งในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามป่าเต็งรัง ป่าเต็งรังผสมผลัดใบ ที่ระดับความสูง 400-1,000 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ต้นขนาดเล็ก-ขนาดกลางผลัดใบในฤดูแล้ง สูง 15-20 (-40) เมตร  ลักษณะเปลือกนอก แตกเป็นร่องยาวลึก เปลือกในสีน้ำตาลแดงหรือแดงคล้ำใบ เดี่ยวเรียงเวียนสลับ ขนาดใบ 10-24 x 3-8 ซม.ใบรูปรีกึ่งใบหอกกลับ ขอบใบจักฟันเลื่อย แผ่นใบหนาคล้ายแผ่นหนัง เส้นแขนงใบ ข้างละ 10-19 เส้น ใบอ่อน สีม่วง ก้านใบยาว 1-2 ซม.ดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้น ช่อดอกเพศผู้แบบช่อหางกระรอก ออกห้อยลงตามง่ามใบหรือตามกิ่ง สีเหลืองช่อ ช่อดอกเพศเมียแบบช่อเชิงลดตั้งตรง ช่อละ 3-4 ดอก ไม่มีก้านดอกย่อยแต่ละดอกย่อยมีกลีบรวม รูปตลับแบนๆ สีน้ำตาลอมเขียว ยาว 2-5 (-7) ซม.ผลกลมแป้นขนาด 2 ซม. เปลือกแข็ง และมีกาบรองรูปถ้วยรองรับตัวผล 1 ผลต่อ 1 กาบ ตามผนังด้านนอกของรูปกาบถ้วย ปกคลุมด้วยเกล็ดเชื่อมเป็นแผ่นบางๆเรียงอยู่โดยรอบ ผลแก่ไม่หลุดจากกาบรองรูปถ้วย เมล็ดรูปไข่มีความยาว 0.7 - 1.2 ซม. และกว้าง 2 - 2.8 ซม.
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งแสงแดดจัด ดินระบายน้ำดี
ใช้ประโยชน์--- ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารและเป็นแหล่งของไม้
-ใช้กินได้ ผลสุก เมล็ด กินได้ โดยทั่วไปเมล็ดจะถูกทำให้สุกก่อนแม้ว่ามันจะกินดิบได้ก็ตาม มันสามารถกินได้ทั้งหมดแม้ว่ามันจะแห้งกว่าปกติ บดเป็นผงและใช้ ในสตูว์ ฯลฯ หรือผสมกับซีเรียลสำหรับทำขนมปัง เมล็ดคั่วของ Quercus หลายสายพันธุ์ถูกนำมาใช้แทนกาแฟ
-ใช้เป็นยา ถูกนำมาใช้ในการแพทย์แผนโบราณของหลายวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งแทนนิน ยาต้มหรือแช่เป็นยาสมานแผลต้านเชื้อแบคทีเรีย, เชื้อรา, น้ำยาฆ่าเชื้อและห้ามเลือด ถูกนำมาใช้ภายในเพื่อรักษาสภาพเช่นท้องเสียเฉียบพลันบิดและตกเลือด ภายนอกจะใช้เป็นน้ำยาบ้วนปากในการรักษาอาการปวดฟันหรือเหงือกและถูกนำไปใช้ในการล้างแผลไฟไหม้ปัญหาผิวต่าง ๆ ริดสีดวงทวารและช่องปาก การอักเสบของเยื่อเมือกบริเวณอวัยวะเพศและทวารหนัก สารสกัดจากพืชใส่ในขี้ผึ้งใช้สำหรับการรักษาบาดแผล
-ใช้ อื่น ๆ ไม้มีสีเหลืองซีด ใช้ในการก่อสร้าง เปลือกและฐานรองผลมีสารแทนนินมาก ใช้เป็นสีย้อมและยังใช้ในหลายวัฒนธรรมเพื่อทำหมึก-ควรอนุรักษ์ไว้เพราะเป็นพืชถิ่นเดียวของไทยและมีจำนวนไม่มากนัก
รู้จักอันตราย--- ทุกส่วนของพืชมีแทนนิน ในขณะที่แทนนินพบได้ในอาหารหลายประเภทและมีการใช้ยาหลายชนิด ซึ่งมักจะอยู่ในระดับความเข้มข้นต่ำเท่านั้น ในอาหารบางชนิดที่ทำจากเมล็ด อาจมีปริมาณแทนนินค่อนข้างสูงยกเว้นอาหารที่ได้รับการบำบัดเพื่อลดปริมาณแทนนิน แทนนินที่มีความเป็นพิษต่ำเท่านั้นเนื่องจากมีรสขมและฝาดจึงไม่น่ารับประทานในปริมาณมาก อย่างไรก็ตามหากรับประทานมากเกินไปอาจทำให้ปวดท้องได้ ท้องผูกตามมาด้วยอาการท้องเสียมีเลือดออก กระหายมากเกินไป  และปัสสาวะมากเกินไป
ภัยคุกคาม--ไม่มีภัยคุกคามที่น่าเป็นห่วงจัดไว้ใน IUCN Red List ประเภท'ความกังวลน้อยที่สุด'(ไม่น่าจะสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้)
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species.2019
ระยะออกดอก/ติดผล---สิงหาคม – กันยายน/ตุลาคม-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด สูญเสียชีวิตอย่างรวดเร็วหากปล่อยให้แห้ง พืชให้รากแก้วลึกและจำเป็นต้องปลูกในตำแหน่งถาวรโดยเร็วที่สุด ไม่ควรทิ้งต้นไม้ไว้บนแปลงในเรือนเพาะชำนานกว่า 2 ฤดูปลูกโดยไม่ได้เคลื่อนย้าย มิฉะนั้นจะย้ายปลูกได้แย่มาก

38 ก่อสร้อย/Carpinus viminea

ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย
โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์---Carpinus viminea Wall. ex Lindl.(1830)
ชื่อพ้อง---Has 12 Synonyms
---Carpinus fargesii Franch.(1899)
---(More).See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-34471
ชื่อสามัญ---Hornbeam, Farges' Hornbeam, Himalayan, Hornbeam.
ชื่ออื่น---ก่อสร้อย, สนสร้อย, ส้มพอหลวง (เลย) ก่อหัด (เพชรบูรณ์), กำลังเสือโคร่ง (น่าน), เส่ปอบบล๊ะ เส่ปอบมละ (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่) ;[CHINESE: Léigōng é ěr lì.];[HINDI: Chamkharik, Putli.];[THAI: Ko soi, Son soi, Ko had.];[VIETNAM: Duyên mộc mây.].
EPPO Code---1CIPG (Preferred name: Carpinus)
ชื่อวงศ์--- BETULACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์--- จีน, เกาหลี, เทือกเขาหิมาลัย, อินโดจีนตอนเหนือ
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลCarpinusจากภาษาละติน = ชาวโรมันใช้ฮอร์นบีมแล้ว ; ชื่อสายพันธุ์ 'viminea' จากภาษาละติน= "รูปแท่ง"
Carpinus viminea เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์กำลังเสือโคร่ง (Betulaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Nathaniel Wallich (1786–1854) ศัลยแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวเดนมาร์กจากอดีตJohn Lindley (1789-1865) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษในปี พ.ศ.2373
-ก่อสร้อยไม่ใช่ไม้ในวงศ์ ก่อ (FAGACEAE) แต่เป็นไม้ในวงศ์เดียวกับ กำลังเสือโคร่ง (BETULACEAE) *(ส่วนตัว) ซึ่งจะหาอ่านได้ในบทความพืชสมุนไพร 1 ไม้ต้นเดียวกันไม่อยากลงไว้ในหลายที่ เดี๋ยวจะเป็น duplicate copy ตัวเองไป*
ที่อยู่อาศัย เป็นหนึ่งในสายพันธุ์ของ Carpinus ที่แพร่กระจายในเอเชียตะวันออก ขึ้นกระจายอยู่ใน ทิเบต อินเดีย (หิมาลัยตะวันตกและอัสสัม) บังคลาเทศ เนปาล จีน  เกาหลี  พม่า ไทย เวียดนาม พบตามป่าดิบแล้งเขตร้อน ที่ระดับความสูง 400-2,000 เมตร ในประเทศไทย เป็นไม้ถิ่นเหนือของประเทศ ขึ้นประปรายในที่ชื้น ที่ไม่มีไฟป่าเข้า พบขึ้นทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมักจะพบขึ้นในพื้นที่ที่มีอากาศเย็น ตามภูเขาที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 800-900 เมตร ขึ้นไป เช่น บนดอยอินทนนท์ ดอยปุย ในจังหวัดเชียงใหม่, บริเวณภูกระดึง ภูหลวง จังหวัดเลย เป็นต้น
ลักษณะ เป็นไม้ผลัดใบต้นสูงได้ถึง 10-20 เมตร เปลือกต้นสีเทาอ่อนเกลี้ยงดูแกร่งมีลายเป็นทางสีดำ ลำต้นและกิ่งมีช่องอากาศเป็นตุ่ม ๆ จำนวนมาก เปลือกนอกจะลอกออกเป็นแผ่นงอม้วน ใบเดี่ยวออกเรียงสลับ กว้าง 3.5-5 ซม.ยาว 9-12 ซม.ขอบใบมีซี่จักแหลมเป็นคู่ไม่สม่ำเสมอ  แผ่นใบค่อนข้างหนา ผิวใบด้านล่างมีขนเล็กน้อยตามเส้นกลางใบ ใบแก่สีเขียวสดใสเรียบเกลี้ยง ก้านใบมีขน ยาวประมาณ 0.5-1.5 ซม.ดอกแยกเพศอยู่ในต้นเดียวกัน แยกกันอยู่คนละช่อ ดอกเพศผู้เป็นช่อสั้นห้อยลง ออกในซอกใบยาวประมาณ 2.5-5 ซม.ใบประดับมีลักษณะเป็นกึ่งรูปใบหอกครึ่ง 1.5-2.5 (–3) ซม.ช่อดอกเพศเมียออกบริเวณยอดช่อตั้งตรงหรือเกือบตรงมีขนาด 5–15 x 2.5–3 ซม.ก้านช่อดอกเรียวยาว 1.5–4 ซม. มีขนสั้น ดอกเพศเมียออกเป็นคู่ที่ปลายกิ่งก้าน มีดอกห่าง ๆ ใบประดับเป็นรูปยาวแคบหลุดร่วงง่ายรองรับ ผลเป็นช่อเรียวยาว 5-12 ซม.ผลรูปไข่ฐานพูแบนที่มีความยืดหยุ่นยาวประมาณ 5-7 มม.ปลายแหลมหรือป้าน เปลือกผลแข็งมีเส้นนูนตามยาว 7-8 เส้น มีต่อมให้ยางเหนียวเป็นจุด ทั้งสองข้างจะมีใบประดับรูปไข่แกมรูปใบหอก ยาวประมาณ 2-2.5 ซม.ไม่สมมาตร สีเขียวอ่อนเป็นกาบบางคล้ายปีกขนาดใหญ่มีเส้นนูน 3-4 เส้น ส่วนขอบจักหรือหยัก
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม--ต้องการตำแหน่งแสงแดดจัด ดินระบายน้ำดี
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา เปลือกต้นใช้เป็นยาบำรุงกำลัง มีสรรพคุณเป็นยาบำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร ใช้เป็นยาขับลมในลำไส้ ใช้เป็นยาแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ บำรุงเส้นเอ็น
-อื่น ๆต้น Hornbeam (Carpinus) ผลิตไม้เนื้อแข็งมากจนได้ชื่อว่าไม้เหล็ก ในยุโรปใช้สำหรับทำกระดาน เครื่องมือเช่น สลักล้อรถ หัวค้อน คันโยกและด้ามจับเครื่องมืออื่น ๆ บางครั้งต้นฮอร์นบีมก็ถูกนำไปผลิตเป็นไม้เนื้อแข็ง Carpinus betulus มีไม้เนื้อแข็งที่ใช้ในการดำเนินการทางการเกษตรทั่วยุโรป ไม้Hornbeamยังใช้ในพื้นปาร์เก้และสำหรับทำชิ้นหมากรุก
ภัยคุกคาม-ไม่มีภัยคุกคามที่น่าเป็นห่วงจัดไว้ใน IUCN Red List ประเภท'ความกังวลน้อยที่สุด'(ไม่น่าจะสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้)
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species.2014
ระยะออกดอก/ติดผล---เมษายน - มิถุนายน/กรกฎาคม - กันยายน
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด, ตอนกิ่ง


39 กอหรั่ง/Castanopsis armata

ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย
โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์---Castanopsis armata (Roxb) Spach.(1842)
ชื่อพ้อง---Has 8 Synonyms
---Basionym: Quercus armata Roxb.(1820)  
---Castanea armata (Roxb.) F.N.Williams.(1904)   
---Castanea sphaerocarpa Lindl.(1830)    
---(More).See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-35090
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---ก่อหรั่ง, ก่อตาหมูหลวง, มะก่อ; [ASSAMESE: Mekhu-khurang-singori, Soru-singori.];[BENGALI: Kanta lal-batna, Kamtalala batna.];[THAI: Ko hrung, Ko ta mu louang, Ma ko].
EPPO Code---CSOSS (Preferred name: Castanopsis sp.)
ชื่อวงศ์--- FAGACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์---อินเดีย พม่า คาบสมุทรอินโดจีน
Castanopsis armata เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ก่อ (Fagaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย William Roxburgh (1751-1815) ศัลยแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อตและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Edouard Spach (1801-1879) นักพฤกษศาสตร์ ชาวฝรั่งเศส ในปี พ.ศ.2385
ที่อยู่อาศัย พบในอินเดีย (อัสสัม) บังคลาเทศ เทือกเขาหิมาลัยตะวันออก; คาบสมุทรอินโดจีน- พม่า ไทย เวียดนาม ที่ระดับความสูงประมาณ 1,100 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางไม่ผลัดใบสูง 15-30 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลเข้ม แตกตามยาวเป็นร่องลึก ใบเดี่ยวเรียงสลับแบบวนรอบ ขอบใบเรียบ ใบแก่ไม่มีขน ผล ออกเดี่ยว หรือเป็นคู่ไม่ติดกัน กาบหุ้มผลหนาและแข็งแตกได้ มีหนามแหลมยาวเป็นรูปดาวอยู่เป็นกลุ่ม มีก้านชูหนามเรียงรอบส่วนนูนที่เป็นสันแต่ปิดผิวไม่หมด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งแสงแดดจัด ดินระบายน้ำดี
ใช้ประโยชน์---ในบังคลาเทศใช้ไม้ซุงสำหรับงานก่อสร้าง
สถานะการอนุรักษ์---สายพันธุ์นี้ได้รับการคุ้มครองตามตารางที่ 4 ของพระราชบัญญัติสัตว์ป่า (การอนุรักษ์และความปลอดภัย) ปี 2555 ของบังคลาเทศ
ระยะออกดอก/ติดผล---กุมภาพันธ์-เมษายน/ผลสุก: เมษายน-มิถุนายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด


40 ก่อหมูดอย/Castanopsis calathiformis

ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย
โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์---Castanopsis calathiformis (Skan) Rehder & E. H. Wilson.(1916)
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-35108
---Lithocarpus calathiformis (Skan) A.Camus.(1931)   
---Pasania calathiformis (Skan) Hickel & A.Camus.(1921)    
---Quercus calathiformis Skan.(1899)    
---Synaedrys calathiformis (Skan) Koidz.(1916)
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---ก่อหมูดอย, ก่อน้ำ, ก่อขี้หมู ; [CHINESE: Bao si zhui.]
EPPO Code---1CSOG (Preferred name: Castanopsis)
ชื่อวงศ์---FAGACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์---อัสสัม, จีนตอนใต้ตอนกลาง, ลาว,พม่า, ไทย, เวียดนาม
Castanopsis calathiformis เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ก่อ (Fagaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Sidney Alfred Skan(1870-1939)นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดยAlfred Rehder(1863-1949) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน จากอดีต Ernest Henry Wilson (1876–1930)นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษในปี พ.ศ.2459
ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่รัฐอัสสัม พบใน จีน (ยูนนาน) อินโดจีน (ลาว,พม่า, ไทย, เวียดนาม) พบในป่าดิบ ป่าเบญจพรรณที่ชื้นและสูงกว่าในป่าดิบเขาเขียวชอุ่มตลอดจนในป่าภูเขาที่ลึกและสูงกว่าที่ระดับความสูง700-2,200เมตรส่วนใหญ่อยู่ที่1800-2000 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบสูงถึง 5-10 (-20) เมตร เปลือกต้นมีรอยแตกลึก สีน้ำตาลอมเหลือง ใบเดี่ยวเรียงสลับแบบวนรอบกิ่ง ขนาดของใบ กว้าง 3-9 ซม.ยาว10-24 ซม.ขอบใบมีซี่หยักห่าง ยกเว้นใกล้ฐานใบ ยอดอ่อนมีขนละเอียดสีน้ำตาลอมส้ม ใบแก่ด้านบนสีเขียวอมเหลืองเป็นมัน ด้านล่างมีขนสีเงินอมน้ำตาลเข้ม หรือเกือบไม่มีขน  ก้านใบยาว 1-2.5 ซม. ช่อดอกเพศเมียมักจะเกิดที่ปลายกิ่งและ ซอกใบยาว 8-16 ซม. ผลเป็นช่อไม่มีก้านผลแต่ละผลมีกาบหุ้ม ที่บอบบางและแตกได้ หนามสั้นคล้ายเกล็ดเรียงเป็นวงรอบ 4-6 วง ผล ขนาด1.2-2 ซม.สีน้ำตาลเป็นมันมีขนคล้ายไหมที่ด้านบน เนื้อในมีลายเส้นสีแดง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งแสงแดดจัด ดินระบายน้ำดี
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ผลไม้กินได้
ระยะออกดอก---มีนาคม-พฤษภาคม/ผลแก่: ตุลาคม-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

41 ก่อหยุม/Castanopsis argyrophylla


ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :---ไม้ต้นในสวน Trees in the Garden พิมพ์ครั้งที่1 พฤษภาคม 2542
ชื่อวิทยาศาสตร์--- Castanopsis argyrophylla King ex Hook.f.(1888)
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms. See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-35345
---Castanopsis tribuloides var. ferox Kurz.(1877)
ชื่อสามัญ---None
ชื่ออื่น---ก่อหยุม ;[THAI: Ko yum.]
EPPO Code---1CSOG (Preferred name: Castanopsis)
ชื่อวงศ์--- FAGACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์---บังคลาเทศ จีน พม่า ไทย ลาว
Castanopsis argyrophylla เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ก่อ (Fagaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยGeorge King (1840–1909) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษในอินเดียจากอดีต Sir Joseph Dalton Hooker (1817-1911) นักพฤกษศาสตร์นักชีววิทยาและศัลยแพทย์ชาวอังกฤษในปี พ.ศ.2431
ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดอยู่ในบังคลาเทศไปยังประเทศจีน (ยูนนาน)และอินโดจีน พบตามป่าดิบแล้งที่ระดับความสูง 800-1,000 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นกึ่งผลัดใบสูง 7--15 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลออกเทาถึงน้ำตาลเข้ม ค่อนข้างเกลี้ยงถึงแตกเป็นร่องลึก ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปขอบขนานถึงรูปขอบขนานแกมรี กว้าง 4.5-8 ซม.ยาว 11-20 ซม. ดอกแยกเพศขนาดเล็กออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ตั้งขึ้นแตกแขนงมาก ยาวได้ถึง 12 ซม.แกนช่อดอกมีขน ดอกติดเป็นกลุ่ม มีขน กลีบรวม 6 กลีบ เกสรเพศผู้ 12 อัน ช่อดอกเพศเมียที่คล้ายช่อดอกเพศผู้ แต่มักเป็นช่อเดี่ยว ผลค่อนข้างกลม กว้างและยาวได้ถึง 2.5 ซม. มีกาบหุ้มผลเป็นหนาม เมื่อแก่เป็นสีดำ ปลายหนามเป็นสีเหลือง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งแสงแดดจัด ดินระบายน้ำดี
ใช้ประโยชน์---ไม้มีแทนนินสูง ผลกินได้
ระยะติดผล---กันยายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด


42 กอมขน/Ailanthus triphysa


ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย
โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Ailanthus triphysa (Dennst) Alston. (1931)
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms. See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/tro-29400165
---Basionym: Adenanthera triphysa Dennst.(1818)
---Ailanthus malabarica DC.(1825).
ชื่อสามัญ---White bean, Ferntop ash, Maharukh.
ชื่ออื่น --- กอมขม, มะยมป่า; [AUSTRALIA: White bean, Ferntop ash.];[INDIA: Halmaddi, Matti, Perumaram, Pongilium.];[KANNADA: Guggul Dhup.];[KHMER: Hoëm thôm (Khmer, ="severe œdema").];[MALAYALAM: Dhup, Matti, Mattipal, Mattipala, Perumaram, Perumarom, Pongallyam, Pongilium.];[TAMIL: Mattipal.];[THAI: Kom-khon, Ma yom paa.];[VIETNAM: Thanh thât.].
EPPO Code---AILTR (Preferred name: Ailanthus triphysa.)
ชื่อวงศ์ --- SIMAROUBACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ศรีลังกา พม่า อินเดีย กัมพูชา ลาว เวียตนาม คาบสมุทรมาเลย์ อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย
Ailanthus triphysa เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์วงศ์ปลาไหลเผือก (Simaroubaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย August Wilhelm Dennstedt (1776–1826) แพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน ได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Charles Alston (1683 –1760) นักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อต ในปี พ.ศ.2474
ที่อยู่อาศัย เกิดขึ้นในอินเดีย รวมทั้งหมู่เกาะอันดามัน ศรีลังกา พม่า จีน ไทย  ลาว คาบสมุทรมาเลเซีย (ซาราวักและซาบาห์) กัมพูชา เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย (ชวา, กาลิมันตัน, สุลาเวสี)และออสเตรเลีย เป็นต้นไม้ในป่าดิบชื้นเติบโตตามแนวขอบของป่าดิบชื้นถึงป่ากึ่งป่าดงดิบ พบได้ที่ระดับความสูง  60-1,500 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้น ผลัดใบสูงถึง 30 (-45) เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 0.75- 1.2 เมตร กิ่งทอดขึ้นเรือนยอดดปร่งเปลือกต้นสีเทาอ่อนผิวเรียบ เปลือกชั้นในมีน้ำยางสีแดง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกยาว 30-70 ซม.ออกเป็นกลุ่มที่ปลายกิ่ง ใบย่อย 9-13 คู่ ขนาดใบย่อย กว้าง 1.5-5 ซม.ยาว 5-12 ซม.ฐานใบไม่สมมาตร ผิวด้านล่างมักมีขนสั้นๆโดยเฉพาะบนเส้นใบ มีต่อมกระจายอยู่ตามซอกของเส้นใบ ไม่มีหูใบ ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น ช่อดอกออกที่ซอกใบ แตกกิ่งก้าน ยาวประมาณ 10-20 ซม.กลีบเลี้ยงยาวประมาณ 0.5-0.8 มม. กลีบดอกมีขนาดประมาณ 3.5-4.5 x 2 มม.สีเขียว-เหลือง ผลขนาด 5-8 x 1.8-2.5 ซม.มักออกเป็นคู่ ผลอ่อนมีลายเส้นสีชมพูมากมาย ผลรูปขอบขนานสีเขียวถึงน้ำตาลแกมเขียว ขนาด 5-6 x 1-2 ซม.เมล็ดแบน1เมล็ด มีปีกบางห่อหุ้มปีกอ่อนสีชมพูมีลายเส้นหนาแนน
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งแสงแดดเต็ม ชอบดินปนทรายที่ระบายน้ำได้ดี ต้นไม้เติบโตเร็ว
ใช้ประโยชน์--- ต้นไม้มีการใช้เป็นยาและการใช้งานอื่น ๆ จำนวนมากซึ่งเป็นการเก็บเกี่ยวจากป่า
-ใช้เป็นยา เรซิ่น เปลือกขมของพืชมีสารอัลคาลอยด์ที่ใช้ในการเตรียมยา มีสรรพตุณทางเป็นสมุนไพร เปลือกไม้ใช้แก้ไขและเป็นเครื่องดื่มบำรุงหลังคลอด ใบกินดิบใช้รักษาโรคกระเพาะและใช้ในการรักษาอาการอาหารไม่ย่อย หลอดลมอักเสบ และงูกัด
-ใช้ปลูกประดับให้ร่มเงาดอกของต้นเพศผู้มีกลิ่นเหม็นดังนั้นต้นไม้เพศผู้จึงไม่ควรที่จะนำมาปลูกเป็นไม้ประดับ
-ใช้อื่น ๆ ไม้สีเหลืองมีน้ำหนักเบาอ่อนและมีรูพรุนใช้สำหรับ ทำก้านไม้ขีด ไม้อัด กระดาษ -ใบไม้ย้อมผ้าไหมและผ้าซาตินให้สีดำ-ยางเผาใช้เป็นเครื่องหอม -เมื่อเปลือกไม้ถูกตัดจะมีการปล่อยเรซิ่นเหนียวซึ่งจะเปราะเมื่อแห้งนำมาใช้เป็นเครื่องหอม - เรซินนี้จะถูกเผาเป็นธูปไม่ว่าโดยตรงหรือเป็นส่วนผสมในธูป ในอินเดีย ธูปจากเรซิ่นนี้เรียกว่า ' Halmaddi 'ตามชื่อต้นไม้ในท้องถิ่นสำหรับใช้ในวัดฮินดู วิธีการสกัดที่ไม่เหมาะสมทำให้ต้นไม้ตายดังนั้นในปี 1990 กรมป่าไม้ของอินเดียจึงห้ามการสกัดเรซิ่น สิ่งนี้บังคับให้ราคา Halmaddi สูงขึ้นดังนั้นการใช้ในการทำธูปจึงลดลง แต่ในกัมพูชา เรซินยังคงถูกใช้เป็นเครื่องหอม
ระยะออกดอก/ติดผล---พฤศจิกายน-มกราคม/มกราคม - พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด


43 กอมขม/Picrasma javanica


ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย
โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Picrasma javanica Blume.(1825)
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
---See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/tro-29400229
ชื่อสามัญ---Quassia wood, Bitter ki.
ชื่ออื่น---กอมขม (ภาคเหนือ); กะลำเพาะต้น, หมาชล (ชลบุรี); ดีงูต้น (พิษณุโลก); ดำ (นครศรีธรรมราช); ตะพ้านก้น (เชียงใหม่); เนียปะโจะ(กระเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ; มะปอจอ(กระเหรี่ยง-เหนือ); หงีน้ำ (ตรัง); หยีน้ำใบเล็ก(ตรัง-คายสมุทร); หมักกอม (Shan-เชียงใหม่); กรอสะนาสมูล (เขมร-ภาคตะวันออกเฉียงใต้);
 [ASSAMESE: Neemtita, Bonposhla, Bon-poshla, Tita-sasi, Bon-poshla, Nimtitta];[CHINESE: Ku mu shu];[INDONESIA: Ki pahit (Sundanese), Tuba ulet (Palembang, Sumatra), Pati laler (Javanese).];[MALAYSIA: Balimbing (Sabah), Kayu pahit (Sarawak), Panguban (Dusun), Tuba ulet (Palembang), Tuba lalat (Karo).];[NEPALI: Teju];[MYANMAR: Taung-kamaka.];[THAI: Kom khom (Northern); Kalam pho ton, Ma chon (Chon Buri); Di ngu ton (Phitsanulok); Dam (Nakhon Si thammarat); Ta phan kon (Chiang Mai); Nia-pa-cho (Karen-Mae Hong Son); Ma-po-cho (Karen-Northern); Ngi nam (Trang); Yi nam bai lek (Trang, Peninsular); Mak-kom (Shan-Chiang Mai).];[VIETNAM: Khổ diệp].
EPPO Code---1PSMG (Preferred name: Picrasma)
ชื่อวงศ์ --- SIMAROUBACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---สิกขิม อัสสัม อินเดีย พม่า ไทย มาเลเซีย หมู่เกาะอันดามัน เวียตนาม อินโดนีเซีย
Picrasma javanica เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ปลาไหลเผือก (Simaroubaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Ludwig von Blume. (1789–1862) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน - เนเธอร์แลนด์ในปี พ.ศ.2368
ที่อยู่อาศัย เติบโตตามธรรมชาติจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ไปยังอินโดจีนและทิศใต้มาเลเซีย พบในป่าฝนจากระดับน้ำทะเลถึง 1,500 เมตร ในประเทศไทยพบขึ้นตามริมน้ำในป่าดิบทั่วไป ที่ระดับความสูง 200-600 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ  ต้นสูงได้ถึง18- 20 เมตรเส้นผ่านศูนย์กลาง25- 35 ซม. กิ่งก้านบอบบาง เปลือกต้นบางเรียบสีน้ำตาล ใบประกอบแบบขนนกมีใบย่อย 2-4 คู่ ใบย่อยรูปไข่มีขนาด 4-20 ซม. x 1-10 ซม. ฐานรูปลิ่มปลายยอดแหลมทู่ ผิวเรียบเป็นมัน ใบอ่อนสีชมพูมีหูใบขนาดใหญ่หลุดร่วงง่าย ก้านใบมีความยาว 2-6 ซม. ช่อดอกออกเป็นกลุ่มในซอกใบยาว 15-20 ซม.ดอกเพศผู้มีขนาด 2-5 มม. x 1-2 มม.มีเกสรเพศผู้ 4-5 อัน แยกกัน ยาวกว่ากลีบดอก ดอกเพศเมียมีขนาด 3-7 มม. x 3-5 มม.สีขาวออกเขียวหรือเหลืองอ่อน มีก้านเกสรเพศเมีย 4 อัน ปลายแหลมจรดกัน เกสรเพศผู้สั้นและเป็นหมัน ผลรูปทรงรีขนาด 9-10 มม. x 7-12 มม.สีเขียวถึงสีแดงหรือสีฟ้า มีเนื้อบางเป็นกลุ่ม มี 2-4 ผล บนฐานรองดอกที่ขยายตัวขึ้นมา มีกลีบเลี้ยงติดทนรองรับ ผลสุกสีดำมีรสขม
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา เปลือกต้นมีสารแควสซิน ใช้รักษาไข้ ในพม่าและชวาใช้แทนควินิน ในชวาใช้ใบแก้ไข้ ตามชนบทไทยใช้เปลือกเป็นยาแก้ไข้ มีประโยชน์หลายอย่างในฐานะเป็นส่วนผสมของสมุนไพร ต้มดื่มแก้ปวดเมื่อย บำรุงกำลัง แก้โรคเบาหวาน แช่น้ำดื่มแก้ปวดขา ดองเหล้าแก้ไข้เลือดออก ดองเป็นยาบำรุงร่างกาย ใบใช้ในการรักษาบาดแผล เปลือกใช้รักษาอาการปวดท้อง สารสกัดเมทานอลของใบ เมล็ดเปลือกและเปลือก มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียในวงกว้าง ก้านมีรสขมที่เกิดจากการปรากฏตัวของสารประกอบอนุพันธ์ quarantinoid และ glycosides ซึ่งมีประสิทธิภาพเป็นยาลดไข้
-ใช้อื่น ๆ ใช้เป็นยาฆ่าแมลง
ระยะออกดอก/ติดผล---เมษายน-กรกฎาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด


44 กะพง/Tetrameles nudiflora


ภาพประกอบเพื่อการศึกษา:---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย
โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Tetrameles nudiflora R.Br.(1844)
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/tro-50171044
---Tetrameles grahamiana (Nimmo) Wight.(1840)
---Tetrameles rufinervis Miq.(1859 )
ชื่อสามัญ--Kajoolaboo; Binong; Gangganan; Tetrameles
ชื่ออื่น---สมพง, สะพุง, กะพง, กะปง, งุ้น, สมิงคำราม; [ASSAMESE: Bhelew, Bhelu, Dubong.];[CHINESE: Si shu mu.];[FRENCH: Faux fromager.];[LAOS: Phoung.];[MALAYALAM: Cheeni, Perumaram, Pontham-cheeni, Vella-cheeni, Vellapasa.];[MALAYSIA: Mengkundor (Malay).];[TAMIL: Cheeni, Piyei.];[THAI: Somphong, Saphung, Kapong, Ngun, Saming-kumram.];[VIETNAM: Thung, Đăng, Búng.].
EPPO Code---TWTNU (Preferred name: Tetrameles nudiflora.)
ชื่อวงศ์---DATISCACEAE
ถิ่นกำเนิด---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์--- ศรีลังกา อินเดีย เนปาล ภูฏาน จีนตอนใต้ พม่า ไทย ลาว เวียตนาม คาบสมุทรมาลายา สุมาตรา ชวา สุลาวาสี หมู่เกาะซุนดาน้อย
Tetrameles nudiflora เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ Datiscaceae ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Robert Brown (1773–1858)นักพฤกษศาสตร์และนักบรรพชีวินวิทยาชาวสก็อตในปี พ.ศ.2387

 

ที่อยู่อาศัย พบใน ศรีลังกา อินเดีย เนปาล ภูฏาน จีนตอนใต้ พม่า ไทย ลาว เวียตนาม คาบสมุทรมาเลเซีย (พบในปะลิส เคดาห์  รวมถึงเกาะลังกาวี  รัฐเประ ทางเหนือ สลังงอร์ กลันตัน และภาคกลางของปะหัง) สุมาตรา ชวา สุลาวาสี หมู่เกาะซุนดาน้อย เติบโตเฉพาะในป่าปฐมภูมิหรือป่ารอง ป่าดิบแล้งกึ่งป่าดิบชื้นและป่าเต็งรังที่ระดับความสูง 500 ถึง 1,000 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดใหญ่มากชนิดหนึ่งของภาคเหนือ มีความสูงถึง 50 เมตร เรือนยอดเปิดแผ่กว้างเป็นพุ่มโปร่งลำต้นตรงและยาวมากๆ เมื่อโตเต็มที่จะมีพูพอนที่โคนขนาดใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลางอาจสูงถึงประมาณ 2 เมตร เส้นรอบวงต้นอย่างต่ำๆก็ 10 คนโอบ ในประเทศไทยพบขนาดใหญ่ที่สุด 50 คนโอบทีเดียว ต้นไม้มีรากผิวดินขนาดใหญ่ที่แผ่ไปได้ไกล เปลือกต้นเป็นสีเทาอมชมพูหรือสีเทาเงินอ่อนเรียบเป็นมัน เปลือกในสีน้ำตาลอมชมพู ไม่มีแก่น ต้นอ่อนมีตุ่มกระจายบนผิว และเปลี่ยนเป็นรอยแผลเป็นเมื่อต้นแก่ ใบออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ใบรูปไข่กว้างเกือบกลมขอบใบหยักเป็นซี่ไม่สม่ำเสมอ  มีเส้นใบที่ฐาน 5 เส้นนูนขึ้นจากผิวใบ  ขนาดของใบกว้าง 10-15 ซม.ยาว 12-20 ซม.ก้านใบยาว 6-10 ซม.มีรอยต่อที่ฐานเนื้อใบ ค่อนข้างบาง หลังใบมีขนสาก หลังใบแก่เกลี้ยงหรือเกือบเกลี้ยง ท้องใบมีขนนุ่ม ดอก เล็กสีเขียว ดอกแยกเพศ อยู่คนละต้น (dioecious) ช่อแคบยาวลู่ลง ช่อดอกเพศผู้ไม่แตกแขนงยาว 10-20 ซม.ช่อดอกเพศเมียแตกแขนงยาว 8-20  ซม.ไม่มีกลีบดอก ผลแคปซูลมีขนาดเล็ก ผิวแข็ง เมื่อแก่จัดตอนปลายจะแตกออกจากกัน ผลยาว 5-6 มม.สีน้ำตาลอ่อนรูปกลมหรือรูปไข่มีสันเล็กๆเปลือกนอกบางคล้ายกระดาษ มีรูเปิด4รู และชั้นกลีบเลี้ยงติดที่ปลายผล มีเมล็ดเล็กๆสีน้ำตาลจำนวนมากขนาดน้อยกว่า 0.5 มม.
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---กะพงหรือสมพงเป็นไม้องค์ประกอบป่าชื้นระดับต่ำ ชอบที่ราบ ใกล้ลำธาร บางครั้งขึ้นได้บนหินหรือสิ่งก่อสร้างที่หักพังเช่นที่ นครวัต
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา เปลือกเป็นยาระบายและเซรั่ม ใช้รักษาโรคไขข้อ,บวม,ดีซ่าน, น้ำในช่องท้อง ต้นอ่อนดื่มแก้อาการชัก
- ใช้ปลูกประดับ ต้นไม้บางครั้งใช้ปลูกเป็นไม้ประดับในสวนสาธารณะและพื้นที่ขนาดใหญ่อื่น ๆ
-ใช้อื่น ๆ เนื้อไม้มีสีน้ำตาลอ่อนเทาและไม่มีความแตกต่างระหว่างแก่นไม้หรือกระพี้ แม้ว่าจะมีขนาดใหญ่ แต่ก็มีคุณภาพต่ำ เสี้ยนตรง เนื้ออ่อนค่อนข้างหยาบ เลื่อย ผ่า ไสกบ ตบแต่งง่าย ขัดชักเงาได้ดีพอสมควร ใช้ทำกล่องใส่ของ กรุประตูหน้าต่าง ไม้อัด รองเท้าไม้ โดยปกติจะใช้สำหรับการทำเรือแคนู เรือแคนูถูกทาด้วยน้ำมันและเมื่อใช้ในน้ำเค็มสามารถอยู่ได้นาน 8-10 ปี
ระยะออกดอก/ติดผล--ธันวาคม -มกราคม/กุมภาพันธุ์-มีนาคม ทิ้งใบหมดก่อนออกดอก
ขยายพันธุ์---เมล็ด


45 กะพวมมะพร้าว/ Vernonia arborea


ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย
โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์--- Vernonia arborea Buch.-Harn.(1824)
ชื่อพ้อง---Has 12 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/gcc-12592
ชื่อสามัญ---Tree Vernonia.
ชื่ออื่น---ตะกวม, กะพวมมะพร้าว, จวง, จวงอ้ายเหนียวหมา, นวลแป้ง, สมองกุ้ง ;[ASSAMESE: Maskoita.];[CHINESE: Shu ban jiu ju.];[MALAYALAM: Malanperuva, Malanperuva, Karana, Malanperuva, Kadavari, Karantai, Karana.];[MALAYSIA: Gambong, Menggambong (Peninsular); Tapong-tapong (Sabah), Hampas tebu, Tetepong, Kedenok , Kayu kepialu, Entepong (Sarawak).];[INDONESIA: Nangi (Bali); Sembang kuwuk, Sembung gilang (Javanese); Hambirung (Sundanese); Marambueng (Sumatran).][PHILIPPINES: Malasambong gubat (General).];[SRI LANKA: Kobomella.];[TAMIL: Karantai, Shutthai, Sadagai.];[THAI: Ta-guam, Chuang, Kaphuam Maphrao, Nuan paeng (Peninsular).].
EPPO Code---VENSS (Preferred name: Vernonia sp.)
ชื่อวงศ์---ASTERACEAE (COMPOSITAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย ศรีลังกา ไทย พม่า ยูนนาน ลาว  
 Vernonia arborea เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ทานตะวัน (Asteraceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Francis Buchanan-Hamilton(1762-1829) แพทย์ชาวสก็อตที่มีส่วนร่วมสำคัญในฐานะนักภูมิศาสตร์นักสัตววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ในขณะที่อาศัยอยู่ในอินเดียในปี พ.ศ.2367
ที่อยู่อาศัยพบในอินเดียตะวันตก Ghatsของอินเดียและศรีลังกา กระจายไปยัง จีน (ยูนนาน) พม่า ไทยและลาว ไม้ชนิดนี้อยู่ในวงศ์ ทานตะวันซึ่งส่วนใหญ่ไม้ในวงศ์ทานตะวันมักเป็นไม้ล้มลุก หรือไม้พุ่ม เป็นไม้หายากซึ่งมักพบตามป่าดิบ ป่าเปิดในหุบเขาหรือบนเนินเขา ที่ระดับความสูง 1,600 (-1900) เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นสูงประมาณ 7-15 เมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 40 ซม.เปลือกต้นสีสีเทา มีรอยด่างสีขาวและสีเขียว หยาบ มีรอยร้าวตามแนวตั้ง กิ่งอ่อนมีขนสีเหลือง ก้านใบยาว 0.6-2.6 ซม.ใบเป็นใบเดี่ยวรูปไข่กลับหรือรูปไข่กว้างออกสลับกันเป็นเกลียวเป็นกระจุกที่ปลายกิ่ง ใบกว้าง 3-8 ซม.ยาว 9-20 ซม.ขอบใบเรียบหรือบางครั้งเป็นฟันเลื่อยสองซี่ห่างด้วยฟันขนาดเล็กและขนาดใหญ่สลับกัน แผ่นใบด้านบนสีเขียวเรียบเกลี้ยงด้านล่างมีขนสีน้ำตาลหนาแน่น ดอกสีขาวมีกลิ่นหอม ออกเป็นช่อกลม แต่ละช่อมีดอกย่อย 5-6 ดอก ช่อยาวถึง 40 ซม.กาบรองดอกเป็นช่อซ้อนกัน 4 ชั้น ผลเป็นรูปกิ่งสามเหลี่ยม ผลยาวประมาณ 3-4 มม มีสันตามยาว 10 สัน ผิวผลเกลี้ยงหรือมีขนนุ่มห่าง ๆ
ใช้ประโยชน์---ต้นไม้ที่เก็บเกี่ยวมาจากป่าเพื่อใช้เป็นยาและแหล่งที่มาของไม้ในท้องถิ่น
-ใช้เป็นยา ยาต้มของใบและรากใช้ สมานแผล รักษาไข้และจุกเสียด ส่วนผสมของใบใช้เป็นยาบำรุงกำลังสำหรับผู้หญิงหลังคลอดบุตร เปลือกใช้ในการรักษา aphtha (แผลเล็ก ๆ ในปากหรือลิ้น) รากใช้ในการรักษาไข้
-ใช้อื่น ๆ ไม้เนื้ออ่นสีเหลือง ถึงสีขาวมีน้ำหนักเบาใช้กับงานก่อสร้างในร่ม เครื่องใช้ในครัวเรือน ไม้ขีดไฟ และใช้เป็นเชื้อเพลิง
ระยะออกดอก/ติดผล--- สิงหาคม-กันยายน/ตุลาคม-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง


46 กะโหลก/Dendrokingstonia nervosa

ภาพประกอบเพื่อการศึกษา:---หนังสือ พรรณไม้วงศ์กระดังงา ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น ภาพ: อภิชัย อิงควุฒิ
ชื่อวิทยาศาตร์---Dendrokingstonia nervosa (Hook.f. & Thomson) Rauschert.(1982)
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2760732
---Basionym: Kingstonia nervosa Hook.f. & Thomson.(1872)
---Bocagea nervosa (Hook.f. & Thomson) Pierre.(1880)
ชื่อสามัญ---Single Heart Jade
ชื่ออื่น---กะโหลก ;[CHINESE: Dān xīn yù pán shǔ.];[MALAYSIA/SINGAPORE: Bukit Timah];[THAI: Ka lok.].
EPPO Code--- DDKNE (Preferred name: Dendrokingstonia nervosa.)
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย
Dendrokingstonia nervosa เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์กระดังงา (Annonaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย (Sir Joseph Dalton Hooker (1817-1911) นักพฤกษศาสตร์นักชีววิทยาและศัลยแพทย์ชาวอังกฤษและThomas Thomson (1817 –1878)ศัลยแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ)และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Stephan Rauschert (1931–1986) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันในปี พ.ศ.2525
ที่อยู่อาศัยมีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกิดขึ้นตามธรรมชาติในมาเลเซียและอินโดนีเซีย เป็นพืชเฉพาะถิ่นของมลายู ในประเทศไทยพบตามป่าดิบชื้นทางภาคใต้ ที่ระดับความสูง 600-1,000เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ต้นขนาดเล็กสูง 4-10 เมตร ลักษณะแตกกิ่งน้อยขนานกับพื้นดิน กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลหนาแน่น เปลือกสีน้ำตาลมีช่องอากาศสีขาวใบ รูปขอบขนานกว้าง 4.5-6.5 ซม.ยาว 12-21 ซม. ใบบาง ขอบเป็นคลื่น โคนใบมนปลายใบแหลม ใบด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ใบด้านล่างสีเขียวอ่อน ดอกออกดอกเดี่ยว ออกตรงซอกใบ ดอกสีน้ำตาล มีใบประดับรูปไข่3ใบติดอยู่ที่โคนก้านดอก ดอกบานขนาด2-2.5ซม.ผลเดี่ยวรูปไข่หรือเกือบจะเป็นทรงกลม กว้าง3-4 ซม.ยาว 5- 6 ซม.โคนผลป้านปลายผลเรียวเปลือกมีขนนุ่ม
ระยะออกดอก---มีนาคม-เมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ


47 กะอาม/Crypteronia paniculata


ภาพประกอบเพื่อการศึกษา:---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย
โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Crypteronia paniculata Bl.(1826)
ชื่อพ้อง---Has 12 Synonyms.
---Crypteronia glabra (Wall.) Planch. ex Endl.(1848)
---Crypteronia lutea (Blanco) Blume.(1856)
------(More).See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-51900
ชื่อสามัญ--- Hidden Wing Wood
ชื่ออื่น---กะอวม, ขี้มด ;[ASSAMESE: Goru-mora.]; [CHINESE: Yin yi mu.];[THAI: Ka-aam, Khi mod.].
EPPO Code---KPTPA (Preferred name: Crypteronia paniculata.)
ชื่อวงศ์--- CRYPTERONIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-อัสสัม บังกลาเทศ พม่า ลาว เวียตนาม ไทย จีนตอนใต้ ไทย  หมู่เกาะอันดามัน คาบสมุทรมาเลย์ บอร์เนียว สุมาตรา ชวา หมู่เกาะซุนดาน้อย ฟิลิปปินส์
Crypteronia paniculata เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ (Crypteroniaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยCarl Ludwig von Blume. (1789–1862) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน - เนเธอร์แลนด์ในปี พ.ศ.2369


ที่อยู่อาศัย พบได้ทั่วไปในป่าดิบชื้นเขตร้อนที่ระดับความสูง 300-1300  เมตร. ในประเทศไทยพบขึ้นตามที่ชื้นในป่าเบญจพรรณและชายป่าดิบ หรือป่าดิบที่เคยถูกแผ้วถางมาก่อน ที่ระดับความสูง 500-900 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ต้นไม่ผลัดใบสูงถึง 20-30 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 10-50ซม.ทรงลำต้นยาวตรง กิ่งก้านเรียวยาว เรือนยอดค่อนข้างโปร่ง เปลือกหนาสีน้ำตาลอมเทาเข้ม มีสันเล็กๆและร่องยาวมักจะหลุดเป็นชิ้นบาง เปลือกชั้นในสีน้ำตาลอ่อนเป็นเยื่อใย ใบเดี่ยว 4-12 x 3-5 ซม  รูปใบหอกแกมรูปขอบขนานขอบใบเรียบ ก้านใบยาว 0.5-1 ซม.ใบอ่อนสีฟ้าอมม่วงแล้วเปลี่ยนเป็นน้ำตาลออกชมพู กิ่งก้านสีน้ำตาลแดงเข้มเป็นเหลี่ยม ช่อดอกแบบช่อแยกแขนงยาว 9-30 ซม.ไม่มีก้านช่อดอกที่ชัดเจน ช่อย่อยยาวประมาณ 10 ซม. ดอกสีครีมหรือเหลืองอ่อนอมเขียว ดอกแยกเพศแยกต้น ผลแคปซูล 2-3 มม.สีม่วงเข้มกลมหรือรูปไข่ ผิวแข็ง มีขนประปราย ผลแห้งแตกเป็น2ซีก มีเมล็ดเล็กๆมากมายมีปีกบาง ขนาดประมาณ 0.5-1.5 มม
ใช้ประโยชน์--- มีการเก็บเกี่ยวต้นไม้เพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารยาและแหล่งที่มาของไม้
-ใช้กินได้ ยอดอ่อน - ดิบหรือปรุงสุก กินในสลัดหรือปรุงแล้วกินเป็นผัก
-ใช้เป็นยา เปลือกต้นใช้รักษาแผลพุพอง
-ใช้อืน ๆ เนื้อไม้สีเหลืองแดง แข็งคงทนใช้ทำเครื่องเฟอร์นิเจอร์ ล้อเกวียน -ไม้ใช้เป็นเชื้อเพลิง
ระยะออกดอก/ติดผล--- กรกฎาคม-สิงหาคม/กันยายน-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

48 กะอวม/Acronychia pedunculata


ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย
โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Acronychia pedunculata (L.) Miq.(1861)
ชื่อพ้อง---Has 23 Synonyms
---Basionym: Jambolifera pedunculata L.(1753)
---(More).See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2620314
ชื่อสามัญ---Claw flower laurel, Lakawood
ชื่ออื่น---กะอวม, กริง, กระเบื้องถ้วย, มะยมป่า, ย้อมผ้าระนาบ, เปล้าขลิบทอง, ค้อนหมา; [ASSAMESE: Laojan.];[CAMBODIA: Trāl (Central Khmer).];[CHINESE: Shān yóu gān, Jiang zhen xiang.];[MALAYALAM: Moota Nari, Vettukanala, Mavaranchi, Chakkimaram.];[MALAYSIA: Sejagung (Malay).];[NEPAL: Paolay.];[SANSKRIT: Ankota.];[SINHALA: Ankenda.];[TAMIL: Vidukanalei, Mutta Nari];[THAI: Ka-auam, Kring, Kra bueang thouay, Ma yom paa, Yompha ra-nab, Plao khlib thong, Khon maa.];[VIETNAM: Bưởi bung, Sa cả mộc, Bài bài.].
EPPO Code---AVVPE (Preferred name: Acronychia pedunculata.)
ชื่อวงศ์ ---RUTACEAE
ถิ่นกำเนิด---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์---ศรีลังกา อินเดีย เนปาล พม่า ไทย จีนตอนใต้ ไต้หวัน หมู่เกาะอันดามัน คาบสมุทรมาเลย์  อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ปาปัวนิวกินี
Acronychia pedunculata เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ส้ม (Rutaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Linnaeus (1707–1778) นักชีววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดนในปี พ.ศ.และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย ในปี พ.ศ.2404


ที่อยู่อาศัยมีถิ่นกำเนิดในเอเซียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากอินเดียและศรีลังกาไปทางทิศใต้ประเทศจีนและไต้หวัน, อินโดจีน,มาเลเซีย,ปาปัวนิวกินี เกิดขึ้นในป่าทุติยภูมิ ป่าดงดิบ ป่าดิบเขาที่อยู่ในที่ราบ ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลใกล้ถึง 900 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็กไม่ผลัดใบสูง 4-12 เมตร เปลือกต้นบางสีน้ำตาลเรียบ หรือมีรอยแตกตื้นๆ เนื้อไม้สีเหลือง เมื่อเผามีกลิ่นหอม ใบเดี่ยวรูปไข่แกทขอบขนาน 4.3-15 x 1.8-7.5 ซม.เรียงสลับตรงข้าม โคนใบและปลายใบแหลม ก้านใบยาว 1.5-3.3 ใบแก่บางเหนียวเรียบเกลี้ยงสีเขียวเข้มด้านบนเป็นมันมีต่อมใสกระจายอยู่ทั่วไป ช่อดอกออกตามง่ามใบใกล้ปลายกิ่งยาว 6-12 ซม. แตกแขนงเล็กน้อย ดอกสมบูรณ์เพศ หรือแยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน ดอกเล็กสีขาวหรือขาวอมเหลืองยาวประมาณ 1 ซม.กลีบดอก 4 กลีบ ก้านดอกยาว 1 ซม. ผลกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 0.7-1.2 ซม. ส่วนบนมักมี 4 สัน ปลายผลมีติ่งเล็กน้อย ผลสีเขียวสด เมื่อสุกสีเหลืองเขียวผลไม่แตกมีเนื้อบางชั้นหุ้มเมล็ดแข็ง เมล็ดสีดำยาว 3-7มม. ใบและผลเมื่อขยี้จะมีกลิ่นคล้ายส้ม
ใช้ประโยชน์ ---พืชที่รวบรวมมาจากป่าและใช้ในประเทศเป็นเครื่องปรุงอาหารยาและเพื่อวัตถุประสงค์อื่น ๆ
-ใช้กินได้ ใช้ใบอ่อนใช้ในสลัดและเป็นเครื่องปรุงรส ผลสุกกินได้รสเปรี้ยวหวาน ผลที่ยังไม่สุกจะมีรสฝาด
-ใช้เป็นยา เปลือกต้นใช้เฉพาะภายนอก สารสกัดจากเปลือกใช้แก้อาการคัน ยาต้มของรากเปลือกไม้และใบใช้ในการรักษาหิด แผลพุพอง แผลและโรคกระเพาะต่าง ๆ ทั้งกิ่งและใบใช้ แก้ไอมีเสมหะ, โรคไขข้อ, สิว, แผล, ปวดท้อง, อาหารไม่ย่อย รากหรือใบที่บิดเป็นเกลียวจะมีผลเป็นยาแก้ท้องอืดในการรักษาอาการอาหารไม่ย่อยในสตรีมีครรภ์ โดยรับประทานวันละ 6 ถึง 12 กรัม เป็นยาต้ม
-ใช้อื่น ๆ ใบผสมน้ำอาบเนื่องจากใบมีกลิ่นน้ำมันหอมระเหย ในอินโดนีเซีย (Java)ใช้เปลือกไม้รากและผลไม้เพื่อทำน้ำอาบมีผลในการกระตุ้น -ใบและผลไม้บดมีกลิ่นส้ม,น้ำมันหอมจากลำต้นและใบใช้ในเครื่องสำอาง- เปลือกไม้นั้นใช้สำหรับอวนที่แข็งแรง รากใช้เป็นยาเบื่อปลา ไม้ถูกนำมาใช้ในการก่อสร้างเป็นครั้งคราวและบางครั้งใช้ทำถ่าน
ความเชื่อ/พิธีกรรม---ไม้ที่เรียกว่า Lakawood(คำที่ครอบคลุมพืชที่แตกต่างกันสองสามชนิด) ก็ใช้ในการผลิตเครื่องหอมเช่นกัน มันเป็นที่ชื่นชอบโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ปฏิบัติลัทธิเต๋าที่เป็นสิ่งต้องห้ามจากการใช้ไม้จันทน์[ ต้องการการอ้างอิง ]
ภัยคุกคาม--ไม่มีภัยคุกคามที่น่าเป็นห่วงจัดไว้ใน IUCN Red List ประเภท'ความกังวลน้อยที่สุด'(ไม่น่าจะสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้)
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species ( 2019)
ระยะออกดอก/ติดผล---มีนาคม-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด


49 กัดลิ้น/Walsura trichostemon

     

ภาพประกอบเพื่อการศึกษา---คู่มือดูพรรณไม้ป่าสะแกราช เล่ม1 โดย ดร. ปิยะ เฉลิมกลิ่น,จิรพันธ์ ศรีทองกุล,อนันต์ พิริยะภัทรกิจ
ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Walsura trichostemon Miq.(1868)
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
---See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2450775
ชื่อสามัญ ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น --- กัดลิ้น (ทั่วไป), ขี้อ้าย (ลำปาง), ลำไยป่า (อุตรดิตถ์), มะค่าลิ้น (อุตรดิตถ์, ปราจีนบุรี), แก้วลาว (จันทบุรี) ;[JAPANESE: Gattorin];[LAOS: Ton lin kad, Lam nyaipa, Mak kha lin.];[THAI: Gatlin, Khi ai, Lamyai paa, Ma kha lin, Kaw-lao.];
EPPO Code---WLZSS (Preferred name: Walsura sp.)
ชื่อวงศ์ --- MELIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พม่า ไทย กัมพูชา
Walsura trichostemon เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์กระท้อนหรือมะฮอกกานี (Meliaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยFriedrich Anton Wilhelm Miquel (1811–1871) นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์ในปี พ.ศ.
ที่อยู่อาศัย พบในพม่า ไทย กัมพูชา ป่าดิบแล้งหรือป่าผลัดใบที่แห้งแล้งจนถึงป่าดิบเขาตอนล่าง เติบโตบนพื้นหินแกรนิตหรือหินปูน มักอยู่ใกล้ลำธาร ที่ระดับความสูงถึง 600 เมตร บางครั้งขึ้นไปถึง 2,500 เมตร ในประเทศไทยพบในป่าดิบแล้ง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ในระดับความสูงจากน้ำทะเล 500 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นสูง 5-12 เมตร ทรงพุ่มแผ่กว้างค่อนข้างกลม กิ่งอ่อนมีขนสั้นสีน้ำตาลอ่อนและมีช่องอากาศเป็นขีดสีขาวเห็นได้ชัด ใบประกอบแบบขนนกมี 3 ใบย่อย (trifoliolate) ใบกลางใหญ่สุด ยาว 7-12 ซม.ใบย่อยคู่ด้านข้างอยู่ตรงข้ามกัน ใบย่อยรูปรีแกมรูปขอบขนาน ปลายใบเรียวแหม โคนใบสอบ ผิวใบด้านบนสีเขียว ส่วนท้องใบสีอ่อนกว่า ช่อดอกออกแบบช่อแยกแขนงออกตามซอกใบปลายกิ่ง ยาว 5-10 ซม.มีดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก กลีบเลี้ยง 5 กลีบ เล็ก รูปสามเหลี่ยม มีขนสั้น สีเขียว กลีบดอกมี 5 กลีบ สีขาวนวล ขนาด 6-8 มม. เกสรเพศผู้มี 10อัน ผลกลม ดิบสีเขียวสุกสีเหลืองอ่อน ขนาด1-1.5 ซม.มีขนสีน้ำตาลกระจายทั่วผิว ภายในผลมีเมล็ด 1 เมล็ด โดยเมล็ดมีลักษณะกลม มีเยื่อนุ่ม ๆ หุ้มเมล็ดอยู่    
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งแสงแดดเต็ม ชอบดินปนทรายที่ระบายน้ำได้ดี
ใช้ประโยชน์---ต้นไม้ที่เก็บเกี่ยวมาจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหาร ยาและแหล่งไม้
-ใช้กินได้เนื้อหุ้มเมล็ดกินได้รสหวานคล้ายลำไยแต่กินมากจะรู้สึกสากลิ้น ผลสุกนำมาใช้ทำส้มตำร่วมกับผลตะโก
-ใช้เป็นยา ผลสุกใช้กินเป็นยารักษาแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ได้ รากขับลมในลำไส้ เปลือกห้ามเลือด ล้างแผล สมานแผล ราก ต้น แก้เส้นเอ็นพิการ บำรุงเส้นเอ็น
-ใช้อื่น ๆ เนื้อไม้ใช้ในการก่อสร้าง อุปกรณ์การเกษตร ทำกล่องบรรจุภัณฑ์ ผลสุกเป็นอาหารของสัตว์ป่า ไม้ใช้ทำฟืนให้ความร้อนสูง
ระยะออกดอก/ติดผล--พฤศจิกายน-ธันวาคม/มกราคม-กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด

                                                                                                                                                           

50 กัลปพฤกษ์เปลือกขม/Cassia agnes


ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :---หนังสือ สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 2 (2543)
ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Cassia agnes (de Wit) Brenan (1958)
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl/record/ild-986
---Cassia javanica var. agnes de Wit
ชื่อสามัญ---Cassie Rose, Cassia agnes, Pink Cassia, Pink Mohur, Pink Shower.
ชื่ออื่น-กัลปพฤกษ์เปลือกขม, ราชพฤกษ์, ราชพฤกษ์ป่าเปลือกขม, ขี้เหล็ก, ลักเคยลักเกลือ, กัลปพฤกษ์ ;[CAMBODIA: Bô prùk'];[CHINESE: Shen huang dou.];[INDONESIA: Bobondelan (Sundanese), Boking-boking (Sumatra), Trengguli (Javanese).];[LAOS: Khoun loy];[MALAYSIA: Bebusok, Busok-busok (Peninsular).];[PHILIPPINES: Pink shower (En), Antsoan (Bikol).];[THAI: Chai-yá-préuk plueak khom (Central), Kalalpahruk plueak khom (Central, northern), Lak khoei lak kluea (Trang).];[VIETNAM: Muồng hoa đào, Bù cạp, Muồng bò cạp.].  
EPPO Code---1CASG (Preferred name: Cassia)
ชื่อวงศ์ ---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIACEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- แอฟริกา (กานา, เคนยา, ไนจีเรีย, แทนซาเนีย, ยูกันดา, Zaire); เอเชีย (บอร์เนียว, พม่า, กัมพูชา, จีน, อินเดีย, อินโดนีเซีย, Java, กาลิมันตัน, ลาว, Malaysia, Myanmar , Peninsular Malaysia, Sabah, Sarawak, สิงคโปร์, สุมาตรา, ไทย, เวียดนาม); ออสตราเลเซีย (ปาปัวนิวกินี); จีน (กวางสี, ยูนนาน); อินเดีย (อรุณาจัลประเทศ, อัสสัม, มณีปุระ, มิโซรัม, นาคาแลนด์, ตริปุระ); มหาสมุทรอินเดีย
Cassia agnes เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ถั่ว (Fabaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย (de Wit) และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Brenanในปี พ.ศ.2501
ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ใต้ตั้งแต่อ่าวเบงกอลและจีนตอนใต้จนถึงฟิลิปปินส์ เติบโตตามธรรมชาติบนขอบของป่าดิบหรือผลัดใบที่ระดับความสูง400 เมตรไม่เกิน 1,000 เมตร และนำเข้าสู่การเพาะปลูกในประเทศเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนหลายแห่งรวมถึงแอฟริกาตะวันตก ในประเทศไทยพบทุกภาค ตามป่าประเภทกึ่งผลัดใบ
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นสูง 10 เมตร ใบประกอบแบบขนนกปลายคู่(paripinnate) ใบย่อย 6-7 คู่ รูปรีปลายใบกลม มักมีติ่งแหลม โคนใบมนกลม ผิวใบมีขนนุ่มปกคลุมทั้งสองด้าน ขนาด กว้าง 2-3 ซม.ยาว 3.5-5.5 ซม.ดอกออกเป็นช่อตามปลายกิ่งยาว 6-9 ซม.ดอกย่อยสีชมพูเข้ม กลีบเลี้ยง 5 กลีบยาว 4-5 มม.กลีบดอก 5 กลีบ รูปไข่หรือรูปช้อนยาว 1.5-1.8 ซม. เกสรเพศผู้สีเหลืองจำนวน 10 อัน ขนาดไม่เท่ากัน ผลทรงกระบอกเป็นฝักสีดำ มีเมล็ดจำนวนมาก
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งที่มีแสงแดด อุณหภูมิเฉลี่ยต่อปีอยู่ในช่วง 19 - 25 องศาเซลเซียส ชอบดินที่หลากหลายความชื้นสม่ำเสมอรวมทั้งดินร่วนปนดินภูเขาไฟที่อุดมสมบูรณ์ และจากดินแอ่งน้ำ ทราย และหินปูน พืชมีความทนทานต่อสภาพแล้ง อัตราการเจริญเติบโต เร็ว
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา เนื้อในฝักรสหวานใช้เป็นยาระบาย, ล้างพิษ, ปวดท้อง, โรคหัด, มาลาเรีย, โรคอีสุกอีใส, กลั้นปัสสาวะ รากฝนทาแก้กลาก ใช้ต้มเป็นยาระบาย และเป็นยาขับพยาธิ
-ปลูกเป็นไม้ประดับ มีการปลูกกันอย่างแพร่หลายใช้ป็นพืชในสวนในเขตร้อนทั่วโลก
-ใช้อื่น ๆ เนื้อไม้สีแดงแกมเหลือง แข็งแรงทนทาน ใช้ทำเสา ล้อเกวียน คันไถ
ระยะออกดอก/ติดผล---มีนาคม-สิงหาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง


51 กาง/Albizia crassiramea


ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Albizia crassiramea Lace.(1915)
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms.See all http://powo.science.kew.org/taxon/urn:lsid:ipni.org:names:473216-1
---Albizia lancangensis Y.Y.Qian.(1989)
---Albizia laotica Gagnep.(1952)
---Albizia yunnanensis T.L.Wu.(1981)
ชื่อสามัญ---Albizia
ชื่ออื่น---กาง, จามจุรีป่า, จามจุรีดง ;[CHINESE: Bai hua he huan, Báihuā héhuān.];[THAI: Kaang (Northern), Cham churee paa, Cham churee dong];[VIETNAM: Chu biền].
EPPO Code---ALBSS (Preferred name: Albizia sp.)
ชื่อวงศ์ --- FABACEAE (LEGUMINOSAE-MIMOSOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้ตอนกลาง, จีนตะวันออกเฉียงใต้, ลาว, พม่า, ไทย, เวียดนาม
Albizia crassiramea เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ถั่ว (Fabaceae) วงศ์ย่อยสีเสียด (Mimosoideae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย John Henry Lace (1857–1918) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษในปี พ.ศ.2458
ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบจีนตอนใต้ (กวางสี, ยูนนาน) แพร่กระจายไปจนถึงอินโดจีน (ลาว พม่า ไทย เวียดนาม) เติบโตที่ระดับความสูง 500-1,300 เมตร ในประเทศไทยพบตามป่าเบญจพรรณ ที่ระดับความสูงไม่เกิน 750 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นสูง 10-20 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาล ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น ออกเป็นคู่ตามกิ่งก้าน4-6 คู่ ใบย่อยรูปไข่กลับสีเขียว โคนใบมนปลายใบมน ขนาดใบ กว้าง1.2-3.5 ซม.ยาว2.5-6 ซม. ก้านใบ 2.5-3.5 ซม. มีขนหนาแน่น ดอกสีขาว ดอกออกเป็นช่อใหญ่ที่ปลายยอด ดอกย่อยรวมกันเป็นกลุ่ม7-10 ดอก ก้านดอก 2.5-3.5 ซม. มีขนหนาแน่น กลีบเลี้ยงรูปถ้วย กลีบดอกเป็นรูปกรวยปลายแยกเป็น 5แฉก เกสรเพศผู้จำนวนมากดอกออกเป็นฝอยพู่ เหมือนดอกจามจุรีแต่สีเขียวๆ ขาวๆ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ฝักแบนสีน้ำตาลรูปขอบขนานกว้าง 2.5-3 ซม.ยาว14-17 ซม.เมื่อแก่แตกด้านข้างเมล็ด 9 × 6 มม.รูปไข่กลับแกมรีสีน้ำตาลมี 8-11เมล็ด ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งแสงแดดจัด ชอบดินอุดมสมบูรณ์ชื้นที่ระบายน้ำได้ดี
ใช้ประโยชน์---เนื้อไม้ใช้ทำเครื่องเรือนและเครื่องมือการเกษตร
ระยะออกดอก---สิงหาคม-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด


 52 กางขี้มอด/Albizia odoratissima


ภาพประกอบเพื่อการศึกษา --- หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย
โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Albizia odoratissima (L.f.) Benth.(1844)
ชื่อพ้อง---Has 8 Synonyms
---Basionym: Mimosa odoratissima L.f.
---Acacia odoratissima (L.f.) Roxb.
---Albizia micrantha Boivin.
---(More).See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/ild-318
ชื่อสามัญ---Albizia, Black siris, Ceylon rosewood, Kala siris.
EPPO Code---ALBOD (Preferred name: Albizia odoratissima.)
ชื่ออื่น ---กางขี้มอด, มะขามป่า; [ASSAMESE: Sirolu, Koroi.];[BANGLADESH: Kakur Siris.];[CHINESE: Xiāng héhuān.];[FRENCH: Arbre de Kala, Siris noir.];[GERMAN: Schwarze Siris.];[HINDI: Kala Siris.];[ITALIANO: Albizia odoratissima.];[KANNADA: Bilvaara.];[MALAYALAM: Karinthakara, Karivaka, Mellivaka, Nellivaga, Pulivaka.];[MYANMAR: Mai-kying-lwai, Mai-tawn, Meik-kye, Taung-magyi, Thit-magyi.];[NEPALI: Kalo shirish.];[SANSKRIT: Shirisha.];[THAI: Kaang khi mod, Makham paa.].
ชื่อวงศ์ ---FABACEAE (LEGUMINOSAE-MIMOSOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อนุทวีปอินเดีย จีน พม่า ไทย ลาว เวียตนาม
Albizia odoratissima เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ถั่ว (Fabaceae) วงศ์ย่อยสีเสียด (Mimosoideae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carolus Linnaeus the Younger (1741–1783) นักธรรมชาติวิทยาชาวสวีเดนลูกชายของCarolus Linnaeusและ Sara Elisabeth Moraea ได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย George Bentham (1800-1884) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษในปี พ.ศ.2387

  

ที่อยู่อาศัย เกิดขึ้นตามธรรมชาติในจีนตอนใต้พม่าและคาบสมุทรอินเดีย มันเติบโตอย่างกว้างขวางในช่วงพื้นเมืองและได้รับการแนะนำในแอฟริกาตะวันออก เติบโตที่ระดับความสูง 400-1500 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่สูงประมาณ15-30 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 20-40 ซม.ลำต้นเปลาตรง เปลือกสีเทาอมเหลืองถึงน้ำตาลเข้มหยาบแตกไม่สม่ำเสมอ กิ่งอ่อนมีขนสั้นๆ กิ่งแก่เกลี้ยง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น(Bipinnate) ยาว 20-30 ซม.เรียงสลับ แผ่นใบย่อย 1.8-2.5 x 0.5-1.2 ซม.รูปรี ฐานเฉียง หลังใบเกลี้ยง ท้องใบอาจมีขนประปรายตามเส้นกลางใบ ดอกขนาดเล็กสีขาวมีกลิ่นหอมอ่อนๆออกรวมเป็นช่อใหญ่ตามปลายกิ่ง ผลเป็นฝักรูปขอบขนาน15-20 x 2.5-3.7 ซม บางและแบนเรียบสีน้ำตาลแดง เมล็ดรูปขอบขนานเรียงตามขวาง 6-12 เมล็ด มันวาว สีน้ำตาลแดงถึงน้ำตาลเข้ม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เติบโตได้ดีที่สุดในดินที่อุดมสมบูรณ์ อุณหภูมิเฉลี่ยต่อปีอยู่ในช่วง 22 - 33°c อุณหภูมิสูงสุดจะแตกต่างกันไปตั้งแต่ 37 - 50°c และต่ำสุดตั้งแต่ 0 - 15°c ต้องใช้ดินที่ระบายน้ำได้ดีและอยู่ในตำแหน่ง ที่มีแสงแดดจัด ต้นอ่อนต้องการร่มเงา ทนแล้ง ต้องการ pH ในช่วง 5.5 - 6.5, ที่ทนได้ 4.5 - 7.5 อัตราการเจริญเติบโต เร็ว ต้นไม้อายุ 5 ปีสามารถสูง 5 เมตรและเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 14 ซม
ใช้ประโยชน์---มักเก็บเกี่ยวจากป่าส่วนใหญ่เพื่อใช้ไม้ ปลูกเพื่อให้ร่มเงา
-ใช้เป็นยา  มีสรรพคุณเป็นสมุนไพร ใบใช้แก้ไอ เปลือกของต้นไม้มีประโยชน์ในการรักษาแผลพุพอง โรคเรื้อน โรคผิวหนัง ไอ หลอดลมอักเสบ เบาหวาน
-ใช้ในวนเกษตร สปีชีส์นี้มีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดินบางชนิดแบคทีเรียเหล่านี้ก่อตัวเป็นก้อนบนรากและตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ ไนโตรเจนบางส่วนนี้ถูกใช้โดยพืชที่กำลังเติบโต แต่บางชนิดก็สามารถใช้โดยพืชอื่น ๆ เป็นต้นไม้สหายที่ยอดเยี่ยม มันแก้ไขไนโตรเจนในบรรยากาศผ่านความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียบนราก ใช้ในโครงการปลูกป่าและปลูกเพื่อการอนุรักษ์ดินสร้างระบบรากที่ได้รับการพัฒนามาอย่างดีเพื่อลดการกัดเซาะ เป็นสายพันธุ์บุกเบิกในภาคเหนือของประเทศไทยในโครงการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูป่าไม้พื้นเมือง ปลูกในป่าเสื่อมโทรมและพื้นที่เปิด ใช้ปลูกผสมกับสายพันธุ์อื่น ๆที่เติบโตเร็ว
-ใช้อื่น ๆ แก่นไม้ต้นโตเต็มที่นั้นมีสีน้ำตาลเข้มสวยงาม ไม้เป็นเนื้อแข็ง เนื้อแน่น แข็งแรงกว่าไม้สัก 20 - 40% ไม้คุณภาพพรีเมี่ยมเหมาะสำหรับใช้ทำเครื่องเรือน ติดตั้งกับผนัง ทำเฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์ในฟาร์มและอุปกรณ์ก่อสร้าง- ไม้ใช้เป็นเชื้อเพลิง สีย้อมสีน้ำตาลได้มาจากไม้ เปลือกใช้เป็นยาเบื่อปลา
ภัยคุกคาม--เนื่องจากพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่กว้างขวาง ประชากรจึงมีขนาดใหญ่และมีเสถียรภาพ ไม่มีภัยคุกคามที่น่าเป็นห่วงจัดไว้ใน IUCN Red List ประเภท 'ความกังวลน้อยที่สุด' (ไม่น่าจะสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้)
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species.2019
ระยะออกดอก/ติดผล---เมษายน-มกราคม
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด

53 กางหลวง/Albizia chinensis

ภาพประกอบเพื่อการศึกษา-หนังสือต้นไม้เมืองเหนือคู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้นในป่าภาคเหนือประเทศไทย โดยไซมอน การ์ดเนอร์, พินดา สิทธิสุนธร, วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Albizia chinensis (Osbeck) Merr.(1916)
ชื่อพ้อง---Has 11 Synonyms
---Basionym: Mimosa chinensis Osbeck.(1757)
---(More).See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/ild-282
ชื่อสามัญ---Chinese albizia, Silk tree, Sau tree, Sauce tree
ชื่ออื่น ---กางหลวง, สารคำ, สารเงิน, คางฮุง ;[ASSAMESE: Sau-koroi, Sao-koroi.];[AUSTRALIA: Chocolate heart albizia.];[CAMBODIA: Kô:i.];[CHINESE: Ying shu.];[FRENCH: Albizia chinois.];[HINDI: Siran.];[INDONESIA: Jeungjng, Sengghung, Sengon.];[LAOS: Kha-ng, Kha-ng hu, Sanhan.];[MADAGASCAR: Albizi, Bonara vazaha.];[MALAYALAM: Ponthamvaka, Vaaka, Pottavaka, Mottavaka.];[NEPALI: Kalo siris; Rato siris.];[PHILIPPINES: Hinagit, Kantingen, Unik (Tagalog).];[PORTUGUESE: Albízia-da-china.];[SAMOA:Tamaligi,Tamaligi uliuli,Tamalini.];[THAI: Kaang luang, Saan kham, Saan ngoen, Khaang hung.];[VIETNAM: Cham, Sống rắn tàu, Chu mè.].
EPPO Code---ALBCH (Preferred name: Albizia chinensis)
ชื่อวงศ์ ---FABACEAE (LEGUMINOSAE-MIMOSOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-ศรีลังกา อินเดีย พม่า ลาว กัมพูชา เวียตนาม จีนตอนใต้ ชวา หมู่เกาะซุนดาน้อย
Albizia chinensis เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ถั่ว (Fabaceae) วงศ์ย่อยสีเสียด (Mimosoideae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย (Osbeck)และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Elmer Drew Merrill (1876–1956) นักพฤกษศาสตร์ชาวอเมริกันในปี พ.ศ.2459


ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในพื้นที่กว้างรวมทั้งเอเชียใต้ ตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ( USDA-ARS, 2014 ) มีถิ่นกำเนิดในอินเดียโดยเฉพาะบริเวณเชิงเขาหิมาลัย เนปาล และภูฏาน แต่ยังมีอยู่ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งอินโดนีเซีย และบางส่วนของจีน พบตามธรรมชาติได้จากระดับน้ำทะเลจนถึงระดับความสูง 1,300 (-1800) เมตร ได้รับการปลูกฝังในประเทศเขตร้อนหลายแห่งเช่นเกาะบอร์เนียว สุมาตราและฟิลิปปินส์ มีการแนะนำให้รู้จักกับหลายประเทศในแอฟริกา แม้ว่าจะมีรายงานจากบราซิลตอนใต้ในอเมริกาใต้และหมู่เกาะแคริบเบียนไม่กี่แห่งและหมู่เกาะแปซิฟิกบางส่วนเท่านั้น ในประเทศไทย พบทั่วไปในภาคเหนือโดยเฉพาะในป่าชั้นที่สองที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางถึง 1,800 เมตร.
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางผลัดใบหรือไม่ผลัดใบขึ้นอยู่กับสถานที่และสภาพภูมิอากาศ สูง 20-30 เมตร ลำต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 70-140 ซม. เรือนยอดโปร่ง กิ่งก้านแผ่กว้าง  เปลือกต้นสีเทาอ่อน มีรอยย่นตามขวางและรูอากาศมาก เมื่ออายุมากเปลือกจะแตกเป็นร่องตามยาว เปลือกชั้นในสีชมพู มักมีเส้นสีขาวสลับ มียางสีแดง ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น (Bipinnate) ยาวประมาณ 10-25 ซม.ใบย่อย 20-30 คู่ ดอกออกเป็นช่อกระจุกกลมแน่นขนาด 2.5-5.5 ซม.สีขาวหรือเหลืองอ่อนก้านช่อดอกมีความยาว 1-3 ซม. มี 10-20 ดอก กลีบเลี้ยงรูปท่อ กลีบดอกรูปกรวย ปลายแยกเป็นแฉก เกสรเพศผู้จำนวนมากโคนรวมกันเป็นมัด ผลเป็นฝักแบนมากสีน้ำตาลแห้งไม่แตก ขนาดกว้าง 1.5-2 ซม.ยาว7-15 ซม.เมล็ดทรงรีแบนสีน้ำตาลเป็นมันมี 8-12 เมล็ด นาด 7 (-10) x 4-6 มม.
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องใช้ตำแหน่งที่มีแดด สามารถปรับตัวให้เหมาะกับดินที่ไม่ดี ดินที่มีค่าความเป็นกรดสูงและมีความทนทานต่อเกลือค่อนข้างสูง เจริญเติบโตได้ดีบนดินลูกรังและดินทราย ต้องการ pH ในช่วง 5.5 - 7.3 ซึ่งทนได้ 4.5 - 8.5 สปีชีส์นี้มีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดินบางชนิดแบคทีเรียเหล่านี้ก่อตัวเป็นก้อนบนรากและตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ ไนโตรเจนบางส่วนนี้ถูกใช้โดยพืชที่กำลังเติบโต แต่บางชนิดก็สามารถใช้โดยพืชอื่น ๆ
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับเป็นต้นไม้ในสวนในหลาย ๆประเทศ เขตร้อน สามารถใช้เป็นไม้ประดับในสวนสาธารณะและตามถนน
-วนเกษตรใช้ปลูกเป็นต้นไม้ให้ร่มเงาในสวนชาหรือกาแฟ  มีระบบรากที่กว้างขวางและปลูกเพื่อความมั่นคงของความลาดชัน ถูกปลูกเป็นสายพันธุ์บุกเบิกในภาคเหนือของประเทศไทย ใบไม้ที่ร่วง ใช้เป็นปุ๋ยพืชสด ใบใช้เป็นอาหารสัตว์
-ใช้อื่น ๆ ต้นไม้ได้รับการปลูกเพื่อเป็นไม้ซุง แก่นไม้สีอ่อนถึงน้ำตาลเข้ม เนื้อไม้มีน้ำหนักเบานิ่มและไม่ทนทานมาก แต่ทนต่อการทำลายของปลวกและแมลงอื่น ๆ การใช้งานถูก จำกัด ไว้ที่ ไม้ใช้ทำกล่อง แผ่นกระดาน เครื่องเฟอร์นิเจอร์ เยื่อกระดาษ ในอินเดียใช้สำหรับสร้างเรือ เปลือกเป็นยาเบื่อปลา สารสกัดจากไม้มีคุณสมบัติขับไล่ปลวกใต้ดิน -เปลือกต้นถากเป็นขุยแล้วแช่น้ำให้เกิดฟอง ใช้แทนสบู่หรือสระผม ช่วยให้ผมนุ่ม-ไม้ใช้เป็นฟืนคุณภาพต่ำ
ระยะออกดอก/ติดผล--มีนาคม-พฤษภาคม/มิถุนายน-กรกฏาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด
 


54 กานพลู/Syzygium aromaticum

 

ชื่อวิทยาศาตร์---Syzygium aromaticum (L.) Merr. & L.M.Perry.(1939)
ชื่อพ้อง---Has 8 Synonyms
---Basionym: Caryophyllus aromaticus L.(1753)
---Eugenia caryophyllus (Spreng.) Bullock & S.G.Harrison.1958)
---Eugenia caryophyllata Thunb.(1788)
---(More).See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-199236
ชื่อสามัญ---Clove, Cloves, Clovetree, Zanzibar Redhead.
ชื่ออื่น---กานพลู; [AFRIKAANS: Naeltjies.];[ASSAMESE: Lavang, Lan, Long.];[BENGALI: Lavang.];[CHINESE: Dīngxiāng.];[DUTCH: Kruidnagelboom.];[GERMAN: Gewürznelkenbaum.];[HINDI: Lavanga, Laung.];[INDONESIA: Cengkeh (Jawa), Wunga Lawang (Bali).];[ITALIAN: Chioda di garofano, Claventino, Pianta di garofano.];[JAPANESE: Chōji,Hyakurika.];[KASHMERE: Rung.];[PORTUGUESE: cravinho, Cravo-da-Índia, Cravo-da-índia, Cravo-de-cabezinha, Clavero, Clavo de especia, Clavo de olor.];[SANSKRIT: Devapushpa.];[SPANISH: Árbol del clavo, Clavo de olor, Clavero giroflé.];[SWAHILI: Karafuu.];[THAI: Kān phlū.];[VIETNAM: Đinh hương.]
EPPO Code---SYZAR (Preferred name: Syzygium aromaticum.)
ชื่อวงศ์---MYRTACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย บังคลาเทศ ปากีสถาน ศรีลังกา อินโดนีเซีย โมลุกกะ มาดากัสการ์
Syzygium aromaticum เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ชมพู่ (Myrtaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Linnaeus (1707–1778) นักชีววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดนได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Elmer Drew Merrill  (1876–1956)นักพฤกษศาสตร์ชาวอเมริกันและ Lily May Perry (1895–1992)นักพฤกษศาสตร์ชาวแคนาดาในปี พ.ศ.2482


ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินโดนีเซีย มีการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวมากที่สุดในประเทศอินโดนีเซีย อินเดีย ปากีสถาน และศรีลังกา เตืบโตที่ระดับความสูงต่ำกว่า 300 เมตร                                                                                                              ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้น สูง 5-10 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 25 ซม.ลำต้นตั้งตรง เปลือกเรียบมีสีน้ำตาลอ่อน มีต่อมน้ามันมาก ใบเดี่ยว กว้าง 3-6 ซม. ยาว 6-13 ซม. เรียงตรงข้าม รูปวงรีหรือรูปใบหอกขอบเป็นคลื่น ก้านใบยาว 1-3 ซม.ใบอ่อนสีแดงหรือน้ำตาลแดง เนื้อใบบาง ค้อนข้างเหนียว ผิวมัน ดอกช่อ ออกที่ซอกใบ ดอกแตกแขนงออกเป็นกระจุก 3 ช่อ มีจำนวน 6-20 ดอก  ใบประดับดอกรูปสามเหลี่ยม ยาว 2-3 มม.กลีบเลี้ยง 4 กลีบ สีเขียวอมเหลือง และมีสีแดงประปราย โคนติดกันเป็นหลอดยาว 5-7มม. กลีบดอก 4 กลีบ กลีบดอกมีรูปสามเหลี่ยมแกมรูปไข่ ยาว 7-8 มม. มีต่อมน้ำมันมาก กลีบดอกสีขาวและร่วงง่าย กลีบเลี้ยงและฐานดอกสีแดง หนา แข็ง ผลสดรูปไข่กลับแกมรูปรี ยาว 2-2.5 ซม. สุกสีแดงเข้ม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ตัองการตำแหน่งที่มีแสงแดด และมีร่มเงาโดยเฉพาะเมื่อเป็นต้นอ่อน  ดินอุดมสมบูรณ์ด้วยอินทรีย์วัตถุ และมีการระบายน้ำดี ความชื้นในดินสม่ำเสมอ ค่า pH ต่ำที่สุด 4.5 ต้นกานพลูมีชีวิตอยู่นานกว่า 100 ปีต้นไม้ที่เก่าแก่ที่สุดที่บันทึกไว้มีอายุ 375 ปีในอินโดนีเซีย
ศัตรูพืช/โรคพืช---ราน้ำค้าง ใบจุด เพลี้ย
ใช้ประโยชน์--- พืชมีคุณค่าเป็นเครื่องเทศมานานอย่างน้อย 2,500 ปี มันได้รับการปลูกฝังในเขตร้อนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีปลูกในแอฟริกาและอเมริกา เพื่อใช้ดอกตูมแห้งและน้ำมันหอมระเหย
-ใช้กินได้ ดอกตูมและผล นำมาใช้เป็นเครื่องเทศ ใช้ในอาหารของประเทศในเอเชีย , แอฟริกา , และประเทศในตะวันออกกลาง ใช้เป็นเครื่องปรุงในอาหารหลากหลายชนิดเช่นผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ หมากฝรั่ง ไอศครีม ซอสและขนม ในอาหารเม็กซิกันกานพลูเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะ Clavos De Olor และปรุงมาพร้อมกับยี่หร่าและอบเชย น้ำมันหอมระเหยจากกานพลูใช้สำหรับแต่งกลิ่นรสอาหาร และใช้เป็นวัตถุกันเสีย
-ใช้เป็นยา สมุนไพรรสเผ็ดร้อนแรง กระตุ้นเป็นน้ำยาฆ่าเชื้ออย่างรุนแรง บรรเทาอาการปวด ควบคุมอาการคลื่นไส้และอาเจียน ปรับปรุงการย่อยอาหาร ป้องกันปรสิตในลำไส้และทำให้เกิดการหดตัวของมดลูก เป็นสมุนไพรที่มีประสิทธิภาพ ถูกนำมาใช้ในการปรุงตำรับยาจีนหลายแขนงสำหรับเป็นยาช่วยย่อยอาหาร ยาแก้ท้องเสีย ยาแก้ไส้เลื่อน ยารักษาโรคผิวหนัง กลากเกลื้อน และฮ่องกงฟุต -สารประกอบสองชนิดที่รู้จักกันน้อยในน้ำมันกานพลูได้ แสดงให้เห็น 'กิจกรรมที่แข็งแกร่ง' ต่อแบคทีเรียที่เกี่ยวข้องกับการเกิดคราบจุลินทรีย์และโรคเหงือกใช้ผสมในยาอมบ้วนปากดับกลิ่นปาก- มีสาร eugenol ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่ จึงใช้แก้ปวดฟัน มีฤทธิ์ลดอาการปวด  
ข้อควรระวัง---น้ำมันกานพลูมีศักยภาพสูงและอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเหงือกแนะนำให้เจือจางด้วยน้ำมันพืชในปริมาณที่เท่ากัน สำหรับทารกจำเป็นต้องมีการเจือจางที่รุนแรงน้อยลง ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในระหว่างตั้งครรภ์หรือหากมีผิวบอบบาง
-ใช้อื่น ๆ ดอกตูมที่ใช้นำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหยสำหรับไปใช้ในด้านต่างๆ น้ำมันกานพลู ถูกใช้ในบุหรี่ชนิดหนึ่งที่เรียกว่าkretekในอินโดนีเซีย -ในญี่ปุ่นน้ำมันกานพลูยังใช้ในการผสมchōjiyuดั้งเดิม (น้ำมันกานพลู 1% ในน้ำมันแร่  "chōji" หมายถึงกานพลู; "yu" หมายถึงน้ำมัน) ใช้เพื่อรักษาพื้นผิวดาบของพวกเขา-น้ำมันหอมระเหยจากดอกใช้เป็นส่วนผสมยาฆ่าแมลงหรือใช้ฉีดพ่นกำจัดแมลงโดยตรง  ใบกานพลูแห้งบดละเอียดสามารถใช้เป็นยาฆ่าแมลงผักและมีประสิทธิภาพในการควบคุมโรคก้านเน่าของFusariumโดยให้ใบกานพลูแห้ง 50-100 กรัมต่อต้น
ภัยคุกคาม---อนุกรมวิธานนี้ยังไม่ได้รับการประเมินสำหรับ IUCN Red List
สถานะการอนุรักษ์---NE -Not Evaluated- ไม่ได้ประเมิน
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ ตอนกิ่ง -เมล็ดมีอายุสั้นประมาณ 2 สัปดาห์ ดังนั้นควรหว่านทันทีที่สุกในเรือนเพาะชำที่มีร่มเงา โดยวางเมล็ดลึกประมาณ 25 มม. ในดิน ประมาณ 70% ของเมล็ดงอก โดยปกติหลังจาก 1 - 6 สัปดาห์


55 ก่ายกอม/ Ethretia acuminata var.acuminata


ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :หนังสือต้นไม้เมืองเหนือคู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น นป่าภาคเหนือประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์, พินดา สิทธิสุนธร, วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Ehretia acuminata R.Br. var. acuminata. (1868)
ชื่อพ้อง---This name is synonyms of Ethretia acuminata R.Br (1810)
---Ehretia acuminata var. laxiflora Benth.(1868 ) (อ้างอิงจาก: CHAH (2006), Australian Plant Census)
ชื่อสามัญ---Ash, Silky, Churnwood, Koda tree, Kodo Wood, Silky Ash, Brown Cedar.
ชื่ออื่น---ก่ายกอม; [AUSTRALIA: Koda.];[CHINESE: Hou ke shu];[FRENCH: Cabrillet acuminé.];[JAPANESE: Chishanoki.];[KOREA: Song yang na mu.];[THAI: Kai-kom].
EPPO Code--EHTTH (Preferred name: Ehretia acuminata.)
ชื่อวงศ์ ---BORAGINACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์--- เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-ตอนเหนือของอินเดีย พม่า คาบสมุทรอินโดจีน จีน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ ชวา หมู่เกาะซุนดาน้อย โมลุกกะ นิวกินี ออสเตรเลีย
Ethretia acuminata เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ Borage หรือ Forget-me-not (Boraginaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Robert Brown (1773-1858) นักพฤกษศาสตร์และนักบรรพชีวินวิทยาชาวสก็อต ในปี พ.ศ.
ที่อยู่อาศัย เป็นพืชที่แปรปรวนมากพบในเขตอบอุ่นถึงเขตร้อนใน ป่าเปิด บนภูเขา บนเนินเขา ที่ระดับความสูง 100 - 1,700 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นลำต้นผอมตรงสูงถึง 18เมตร เปลือกต้นสีเทามีร่องเล็กๆตามยาว ก้านใบยาว 1.2-2.5 ซม. ใบกว้าง 4-7.5 ซม.ยาว 8-20 ซม.รูปมนรีแคบหรือรูปไข่ ขอบใบมีซี่หยักละเอียดและคม ใบอ่อนมีขนสั้นประปราย ใบแก่เรียบเกลี้ยงบางแต่เหนียว ช่อดอกรูปปิรามิด ยาวถึง16 ซม. กลีบเลี้ยงเกลี้ยงหรือมีขนเบาบางยาว 5 มม.เส้นผ่านศูนย์กลาง 6 มม.กลีบดอกยาว 1.5-2 มม.ดอกสีขาวกลิ่นหอมมาก ผลมีเนื้อขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 ถึง 7 มม. สีแดงอมส้ม สุกสีดำ รูปกลมหรือรูปไข่มีชั้นกลีบเลี้ยงติดคงอยู่ที่ฐาน ชั้นหุ้มเมล็ดแข็ง 2 หน่วย แต่ละหน่วยมี 1-2 เมล็ด  
ใช้ประโยชน์--- พืชที่เก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นแหล่งอาหารยาและไม้
-ใช้กินได้ ผลสุกรสหวาน ผลดิบใช้เป็นผลไม้ดอง-ใช้เป็นยา ใบและกิ่งกานใช้ในยาจีน เปลือกใช้เคี้ยวรักษาอาการเจ็บลิ้น
-ใช้อื่น ๆไม้ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ กรอบรูป เครื่องมือเครื่องใช้ภายในบ้าน ใบเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ได้ดี
ระยะออกดอก/ติดผล---ตุลาคม-มกราคม/ผลสุก: เมษายน-กรกฎาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด


56 กายอม/Rhododendron veitchianum

ชื่อวิทยาศาตร์---Rhododendron veitchianum Hook.(1857)
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms. See https://www.gbif.org/species/4174642
---Azalea veitchiana (Hook.) Kuntze.(1891)
ชื่อสามัญ---Veitchianum Azalea
ชื่ออื่น---กายอม กุหลาบขาว [THAI: Kaa-yom, Ku-hlab-kaw.]
EPPO Code---RHOVT (Preferred name: Rhododendron veitchianum.)
ชื่อวงศ์---ERICACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- พม่า ไทย ลาว เวียตนาม อัสสัม ยูนนาน
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Erica ดูเหมือนจะมาจากคำภาษากรีก 'ereíkē ( ἐρείκη )' ความหมายที่แท้จริงนั้นตีความได้ยาก แต่บางแหล่งก็ระบุว่าเป็น 'ต้นเฮเทอร์' ชื่อนี้อาจถูกใช้อย่างไม่เป็นทางการเพื่ออ้างถึงพืชก่อนสมัยLinnaeanและเพิ่งถูกทำให้เป็นทางการเมื่อ Linnaeus บรรยาย 'Erica' ในปี ค.ศ. 1753 และอีกครั้งเมื่อ Jussieu บรรยาย Ericaceae ในปี ค.ศ. 1789
Rhododendron veitchianum เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ Ericaceae ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Sir William Jackson Hooker (1785-1865) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษซึ่งเป็นผู้อำนวยการคนแรกของ Royal Botanic Gardens (Kew Gardens) ในปี พ.ศ.
ที่อยู่อาศัย สายพันธุ์พื้นเมืองมีถิ่นกำเนิด อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ประเทศไทย, พม่า, ลาว, และเวียดนาม) มักอิงอาศัยเกาะคาคบไม้อื่น (Epiphyte) บนโขดหินและหน้าผา ป่าดิบชื้น ติบโตที่ระดับความสูง 900-2400 เมตร ในประเทศไทยพบในท้องถิ่นภาคเหนือในป่าดิบเขาที่ความสูงระดับ 1,350-2,400 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้พุ่มสูง2-3 เมตร ลักษณะเปลือกต้นสีน้ำตาลแดงมันเป็นเงา ใบเดี่ยวเรียงเป็นกลุ่มที่ปลายกิ่ง รูปใบหอกแกมรูปไข่กลับ หรือรูปไข่กลับแกมรี ปลายป้าน มีติ่งสั้น โคนสอบ  แผ่นใบหนา ด้านบนเกลี้ยง ใบด้านล่างสีเขียวอ่อนมีเกล็ดสีน้ำตาลประปราย (ไม่สามารถเห็นด้วยตาเปล่า) ดอกออกเป็นช่อ ๆละ 3-8 ดอก ที่ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยง โคนติดกันเล็กน้อย ด้านนอกมีเกล็ด มีขนบริเวณขอบกลีบ ดอกขนาดใหญ่ 6-10 ซม.สีขาว ชมพู หรือเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอม กลีบดอกโคนติดกันเป็นรูปกรวย ปลายแยกเป็นกลีบกลม บานออก ขอบเป็นคลื่น ด้านนอกมีเกล็ด ที่โคนมีขนนุ่มคล้ายเส้นไหม ผลทรงกระบอกมีรอยย่นและมีเกล็ด เมื่อแก่แตกเป็น 5 เสี่ยง เมล็ดเล็กมาก มีปีกบาง
ระยะออกดอก---กุมภาพันธ์-มีนาคม
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ

57 ก้าว/Tristaniopsis  burmanica var. rufescens

ภาพประกอบเพื่อการศึกษา-หนังสือต้นไม้เมืองเหนือคู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้นในป่าภาคเหนือประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์---Tristaniopsis burmanica (Griff.) Peter G.Wilson & J.T.Waterh.(1982)
ชื่อพ้อง--- Has 2 Synonyms.See all http://powo.science.kew.org/taxon/970249-1
---Tristania burmanica Griff.(1837)
---Tristaniopsis burmanica var. burmanica     
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---ก้าว สี่แสน กระโดนแดง เคาะ ประดงเหลือง [THAI: Kaaw, Sei saen, Kra don daeng, Khoa, Pradong lueang.].
ชื่อวงศ์---MYRTACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย    
เขตการกระจายพันธุ์---พม่า กัมพูชา ลาว ไทย  เวียตนาม
Tristaniopsis burmanica เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ชมพู่ (Myrtaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย William Griffith (1810–1845) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Peter Gordon Wilson (เกิดปี 1950) นักพฤกษศาสตร์ชาวออสเตรเลียและ John Teast Waterhouse (1924-1983) นักพฤกษศาสตร์ชาวออสเตรเลียในปี พ.ศ.2525

 

ที่อยู่อาศัย พบใน พม่า กัมพูชา ลาว ไทย  เวียตนาม มักพบขึ้นในป่าเต็งรัง ป่าเต็งรังผสมสน และป่าดิบเขา ระดับความสูงจนถึงประมาณ 1,300 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ในประเทศไทยพบที่จังหวัด กาญจนบุรี ชลบุรี ระนอง และตรัง พบตามป่าผลัดใบ ป่าไม่ผลัดใบ หรือป่าบึง ที่ระดับความสูง 0-1000 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ต้นสูง ประมาณ 5-7 เมตร เปลือกแตกเป็นแผ่น ใบเดี่ยวเรียงเวียน รูปไข่ถึงรูปรี กว้าง 1-4 ซม.ยาว 3-10 ซม.ปลายใบแหลมหรือมน โคนใบสอบ เรียว  แผ่นใบหนา ด้านล่างมีขนสีน้ำตาลแดง ก้านใบยาว 0.5-1.5 ซม.ก้านใบอ่อนมีขนปกคลุมหนาแน่น ดอกช่ออกแบบกระจุกแน่น ออกที่ซอกใบ ก้านดอกยาว 2-4 มม. หลอดกลีบเลี้ยงยาว 3-4 มม.กลีบยาวประมาณ 1 มม. มีขน กลีบดอก 5 กลีบ เส้นผ่านศูนย์กลาง 1.5-2.5 มม. เกสรเพศผู้จำนวนมากเชื่อมติดกันที่โคน ดอกสีขาวหรือขาวอมเหลือง  ผลแคปซูลกลมแห้งแล้วแตกขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง  5 มม.มีกลีบเลี้ยงติดทน สีน้ำตาล เมล็ดยาว4 มม.แบนมีปีก
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นพืชสมุนไพร ชาวพื้นบ้านอีสานใช้ยอดอ่อนต้มน้ำดื่มรักษาโรคกระเพาะ
ระยะออกดอก---ธันวาคม-มกราคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

58 กาสามปีก/Vitex peduncularis


ภาพประกอบเพื่อการศึกษา (ซ้าย): ไม้ต้นในสวน Trees in the Gardenโดย องค์การสวนพฤกษศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี (The Botanical Garden Organization) พิมพ์ครั้งที่1 พฤษภาคม 2542                                                                  
ภาพประกอบเพื่อการศึกษา (ขวา): หนังสือต้นไม้เมืองเหนือคู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้นในป่าภาคเหนือประเทศไทย โดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Vitex peduncularis Wall ex Schauer.(1847)
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-213694
---Vitex alata Roxb., nom. illeg.(1832)
---Vitex morava Buch.-Ham. ex Wall., nom. nud.(1829.)
---Vitex peduncularis f. roxburghiana (C.B.Clarke) Moldenke.(1977)
---Vitex peduncularis var. roxburghiana C.B.Clarke.(1885.)
ชื่อสามัญ---White Chaste Tree
ชื่ออื่น --- ตีนนก, ตีนกา, แคตีนกา, ตีนนกผู้ ;[ASSAMESE: Sila-tita, Ashoi, Khoidoi, Ahui];[AYURVEDA: Kaakajanghaa.];[BENGALI: Ashot];[CHINESE: Chang xu jing];[KANNADA: Navaladi.];[THAI: Kaa sam peek, Teen nok, Teen kaa];[VIETNAM: San trắng, Cây chân vịt].
EPPO Code---1VIXG (Preferred name: Vitex)
ชื่อวงศ์ ---LAMIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---บังกลาเทศ ปากีสถาน อินเดีย เนปาล อัสสัม ยูนนาน พม่าตอนเหนือ คาบสมุทรอินโดจีน
Vitex peduncularis เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์กระเพรา (Lamiaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Nathaniel Wallich (1786–1854) ศัลยแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวเดนมาร์ก.จากอดีต Schauerในปี พ.ศ.2490
ที่อยู่อาศัย ขึ้นกระจายทั่วไปในป่าเบญจพรรณที่ระดับความสูง 600 - 1,200 เมตร ในประเทศไทยพบในป่ากึ่งโล่งแจ้งและป่าชั้นที่สอง ในป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าผสมผลัดใบ ทุกภาคของประเทศ ที่ระดับความสูง 50-400 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ ต้นขนาดกลางสูง 10-25 เมตร ผลัดใบหรือกึ่งผลัดใบลักษณะ เปลือกต้นเป็น สีน้ำตาลปนเหลืองหรือเทาอ่อน เกลี้ยง เกลี้ยงหรือแตกตื้นๆหลุดออก เปลือกชั้นในสีส้มอ่อนอมครีม ใบประกอบมีใบย่อย3ใบที่ปลายก้านใบเรียงตัวสลับตั้งฉาก  ก้านใบมีขนาด 5-12 มม ใบย่อยรูปรี ขนาด 8-17 ซม.ใบแก่บางด้านล่างเกลี้ยงหรือมีขนห่างๆและมีจุดสีเหลือง(ต่อมยาง) ดอก ออกเป็นช่อแยกแขนง ออกตามง่ามใบใกล้ปลายกิ่งเป็นช่อยาว มีดอกย่อยอยู่เป็นจำนวนมาก สีเหลืองอ่อนปนม่วงอ่อน ผลขนาด0.5-0.8ซม.กลมผิวเกลี้ยงเมื่อสุกสีแดงแล้วเปลี่ยนเป็นดำเมล็ดแข็งมี หนึ่งหรือหลายเมล็ด
ใช้ประโยชน์--- พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้เป็นไม้และใช้เป็นยารักษาโรคในท้องถิ่น                                                      -ใช้กิน ใบและผลกินได้ หน่อและยอดอ่อนต้มหรือต้มในน้ำกินเป็นผัก ใบแห้งใช้เป็นชา
-ใช้เป็นยา ใบและเปลือกไม้ - ใช้รักษาไข้มาลาเรียและไข้ดำ ใบ-ต้านเชื้อแบคทีเรีย เปลือกต้นใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้นิ่วในทางเดินปัสสาวะ ในอินเดียจะใช้น้ำต้มจากใบและเปลือกเป็นยาลดไข้
-ใช้อื่น ๆไม้สีม่วงถึงสีเทา-แดง มีความแข็งและเนื้อแน่น เนื้อไม้ใช้ในงานก่อสร้างเป็นเสา หรือ คาน หรือนำมาแกะสลักงานหัตถกรรม
ระยะออกดอก/ติดผล--- กุมภาพันธ์ - เมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด


สกุล Styrax ต้นกำยานเป็นพืชในสกุล Styrax ซึ่งมีอยู่ประมาณ 130 สายพันธุ์ ชื่อสามัญที่เรียก คือ Storax หรือ snowbell สายพันธุ์กำยานที่ถูกอธิบายครั้งแรกโดยอิบัน บาตูตา ชาวอาหรับที่สำรวจรอบเกาะสุมาตรา 1868 เขาเรียกมันว่า "luban Jawi"หรือ "กำยานของ Java" ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปกลายเป็น "Gum Benjamin" และในที่สุดเป็น "Benzoin" ยางไม้ที่ได้จากต้นกำยานเรียกว่า"กำยาน" (storax หรือ benzoin) เป็นยางหรือชันน้ำมัน (Oleoresin) ที่ได้จากพืชในสกุล Styrax หลายชนิด โดยกำยานที่มีขายในท้องตลาดจะมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด และทั้งสองชนิดนี้สามารถใช้ทดแทนกันได้ คือ
---กำยานญวน หรือ กำยานหลวงพระบาง [Siam Benzoin ได้จากพืช  Styrax tonkinensis (Pierre) Craib ex Hartwich.]กำยานชนิดนี้นิยมใช้เป็นสารให้คงกลิ่น (fixative)ในเครื่องหอม กำยานชนิดนี้เป็นกำยานชนิดที่ดีที่สุด เพราะกำยานชนิดนี้ส่งออกขายจากเมืองของราชอาณาจักรสยาม
---กำยานสุมาตรา [Sumatra benzoin เป็นกำยานที่ได้จากพืช Styrax benzoin] มักมีเศษไม้และของอื่น ๆ ปนอยู่ และมีความหอมน้อยกว่ากำยานญวน นิยมนำมาใช้ประโยชน์ทางยามากกว่า
กำยาน ชั้นหนึ่งมีสีขาวบริสุทธิ์และมีกลิ่นหอม ได้จากต้นกำยานที่มีอายุ 3-6 ปี เรียกว่า "Head benzoin" ชนิดสีน้ำตาลเป็นยางชั้นสองได้จากต้นแก่อายุ 7-9 ปี เรียกว่า "Belly benzoin" ส่วนต้นอายุ 9 ปีขึ้นไปยางเป็นสีน้ำตาลดำ เรียกว่า "Foot benzoin" ซึ่งเป็นยางสกปรก

59 กำยาน/Styrax benzoides


ชื่อวิทยาศาตร์---Styrax benzoides Craib.(1912)
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
---See The Plant List  http://www.theplantlist.org/tpl/record/tro-30800248
ชื่อสามัญ---Benzoin tree, Sumatra benzoin, Spice bush, The Benjamin Tree.
ชื่ออื่น---กำยาน, ซาดสมิง, สะดาน, เข้วา, เซ่พอบอ ;[CHINESE: Dian nan an xi xiang.];[DUTCH: Benzoëboom, Benzoin tree.];[FRENCH: Aliboufier benzoin, Arbre à benjoin, Styrax de Sumatra.];[GERMAN: Benzöharzbaum, Benzöstoraxbaum.];[INDONESIA/MALAYSIA: Kemenyan, Onycha, Sumatra benzoin tree.];[ITALIAN: Albero del benzoino, Incenso de Giava.];[PORTUGUESE: Benjoim, Benjoim-da-samatra.];[SPANISH: Arbol de benjuí, Benjuí de Sumatra.];[SWEDISH: Benzoin.];[THAI: Kam yaan, Zaad saming, Sa-dan, Khe wa, Sae pho bo.].   
EPPO Code---STXBE (Preferred name: Styrax benzoin.)
ชื่อวงศ์---STYRACACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย บังคลาเทศ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-พม่า ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา ลาว เวียดนาม
Styrax benzoides เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ Styracaceae สกุลกำยาน (Styrax) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย William Grant Craib (1882–1933) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษในปี พ.ศ.2455


ที่อยู่อาศัย พบในอินเดีย บังคลาเทศพม่า ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา ลาว เวียดนาม แนะนำในแอฟริกาตะวันตก (กินี), มาเลเซีย (บอร์เนียว) เติบโตที่ระดับความสูง100 - 700  (-1800) เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ต้นขนาดกลาง สูง 10-20 เมตร ลำต้นเปลา เรือนยอดโปร่ง เปลือกสีเทา ผิวเรียบ กิ่งอ่อนมีขนนุ่ม ตามกิ่งบริเวณซอกใบมักพบต่อม มีลักษณะเป็นถุงยาวคล้ายดาบ โคนเชื่อมกัน มีจำนวน 6-12 อัน ขนนุ่มสีน้ำตาลแดง ขนาดกว้าง 1-2 มม. ยาว 3-6 ซม. ใบเป็นใบเดี่ยว รูปไข่กว้าง ขนาดกว้าง 3-4.5 ซม. ยาว 8-12 ซม. โคนใบมนและเบี้ยวเล็กน้อย ปลายใบเรียวแหลม เนื้อใบค่อนข้างหนา หลังใบสีอ่อนออกขาว มีขนประปราย ขอบใบเรียบ หรือเป็นคลื่นเล็กน้อย เส้นแขนงใบมี 6-8 คู่ เส้นใบย่อยเป็นแบบขั้นบันได เห็นชัดทางท้องใบ ใบแห้งออกสีน้ำตาลแดง ก้านใบยาว 1.5 ซม. ดอกสีขาว กลิ่นหอม ออกเป็นช่อสั้นๆ ตามง่ามใบและปลายกิ่ง กลีบรองดอกติดกันเป็นรูปถ้วย กลีบดอก 5 กลีบ รูปขอบขนาน ขนาดยาวประมาณ 1 ซม. มีขนตามผิวนอกของกลีบ เกสรผู้สีเหลืองเข้ม ผลกลมหรือแป้น สีเขียวอ่อน หัวและท้ายแบน ขนาดกว้าง 2.5 ซม. ยาว 2 ซม. แข็งมากมีขนคลุมประปราย เมล็ดมี 1-2 เมล็ด
ใช้ประโยชน์ ---พืชถูกรวบรวมจากป่าเพื่อใช้เป็นยาในท้องถิ่น ครั้งแรกที่ได้รับความนิยมในยุโรปจนถึงปลายศตวรรษที่ 16 และตอนนี้พบว่ามีการใช้อย่างกว้างขวางทั่วโลกในฐานะที่เป็นเครื่องหอมและในอุตสาหกรรมน้ำหอมกลิ่นและยา เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในฐา นะส่วนผสมของการเตรียมสมุนไพร 'Friar's Balsam' ที่มีชื่อเสียงในการรักษาอาการไอ ในยาจีนใช้รักษาอาการเจ็บหน้าอก
-ใช้กินได้ ใช้สำหรับปรุงรสอาหารเชิงพาณิชย์ ใช้เป็นเครื่องปรุงในอุตสาหกรรมอาหาร มันถูกใช้ในการผลิตรสช็อคโกแลตสำหรับบาร์ช็อคโกแลต, ไอศครีม, ผลิตภัณฑ์นม, น้ำเชื่อมและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ทำหน้าที่ในการ 'แก้ไข' รสชาติอื่น
-ใช้เป็นยาโดยใช้เป็นยาขับเสมหะ ขับปัสสาวะ ใช้เป็นยาฆ่าเชื้อ และเป็นยาฝาดสมาน มันถูกใช้ในยาที่ทันสมัยใช้สูดดมเพื่อบรรเทาอาการไอ, โรคกล่องเสียงอักเสบ, หลอดลมอักเสบและความผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ หรือเป็นน้ำยาฆ่าเชื้อที่ไม่รุนแรง
-ใช้อื่น ๆ ใช้ในผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพส่วนบุคคลเช่น ในน้ำหอม สบู่ แชมพู โลชั่นบำรุงผิว ครีมอาบน้ำ น้ำมันสเปรย์และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น สบู่เหลว น้ำยาปรับอากาศ น้ำยาปรับผ้านุ่ม เรซินยังใช้เป็นธูป Gum Benjamin, Gum Styrax Benzoin Resin ถูกใช้ในงานธูป โดยปกติจะมีเรซิ่นเป็นชิ้น ๆ หรือสามารถทำให้เป็นผงได้ก่อนการใช้งาน (ผงจะแข็งตัวหากปล่อยทิ้งไว้นานเกินไป)กำยานส่วนใหญ่จะใช้ในประเทศอาหรับและอินเดียซึ่งถูกเผาด้วยถ่านเป็นธูป นอกจากนี้ยังใช้ในการผลิต Bakhoor (เศษไม้หอม) รวมถึงธูปเรซินผสมต่าง ๆ ในประเทศตะวันออกกลางและ แอฟริกา ธูปอินเดียที่เรียกว่าsambrani หรือ sambraani มันเป็นที่นิยมใช้ในการดมและรักษาผมและป้องกันการติดเชื้อ มันมีคุณสมบัติผ่อนคลายและยากล่อมประสาทช่วยบรรเทาความวิตกกังวลและความเครียด Papier d'Armenie ถูกนำมาใช้ในยุโรปกระดาษอาร์เมเนียเป็นธูปชนิดหนึ่งที่ผลิตมานานหลายศตวรรษ กระดาษถูกผสมด้วยแก่นแท้, น้ำหอมหรือน้ำมันหอมระเหยเพื่อใช้ในการทำความสะอาดหรือน้ำหอม ตัวอย่างของกระดาษอาร์เมเนียรวมถึงPapier d'Arménieซึ่งผลิตในฝรั่งเศสและCarta d'Armenia ซึ่งผลิตในอิตาลี -ใช้เป็นเครื่องสำอาง: น้ำมันหอมระเหย; รักษาผิวต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพ / สารกันบูดและ fixative ในเครื่องสำอางและน้ำหอม
ระยะออกดอก/ติดผล---ธันวาคม-กุมภาพันธ์/มีนาคม-เมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ สามารถมีอายุได้ 70-100 ปี

60 กำยานญวน/Styrax tonkinensis


ชื่อวิทยาศาตร์---Styrax tonkinensis (Pierre) Craib ex Hartwich.(1913)
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2580694
---Basionym: Anthostyrax tonkinensis Pierre.(1892)
---Styrax hypoglaucus Perkins.(1902)
---Styrax macrothyrsus Perkins.(1902)
---Styrax subniveus Merr. & Chun.(1930)
ชื่อสามัญ---Siam benzoin, Siam benzointree, Lao benzointree.
ชื่ออื่น---กำยาน, กำยานญวน, กำยานหลวงพระบาง ;[CHINESE: Yue nan an xi xiang.];[FRENCH: Benjoin.];[MALAYSIA: Kemenyan.];[INDONESIA: Talanan (Bahasa ).];[PORTUGUESE: Benjoim-do-sião.];[THAIi: Kam yaan.];[VIETNAM: Bo de, Canh kien trang, Mu khoa deng, Nhan, Kam yaan.];[TRADE NAME: Siam benzoin, Gum benjamin.]  
EPPO Code---STXTO (Preferred name: Styrax tonkinensis.)
ชื่อวงศ์---STYRACACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน พม่า ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา ลาว เวียดนาม
Styrax tonkinensis เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ Styracaceae สกุลกำยาน (Styrax) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Jean Baptiste Louis Pierre (1833-1905) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศสและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย William Grant Craib (1882–1933)นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ จากอดีต Wilhelm Karl Hartwich (or Hartwig) Peters (1815–1883)นักธรรมชาติวิทยาและนักสำรวจชาวเยอรมันในปี พ.ศ.2456
(ชื่อเรียก กำยานญวนเรียกตามถิ่นกำเนิด ส่วนเรียกว่ากำยานหลวงพระบางนั้นเพราะเป็นกำยานที่ผลิตมาก ณ แขวงหลวงพระบางของลาวในปัจจุบัน) กำยานชนิดนี้เป็นกำยานที่มีคุณภาพดีที่สุด ที่เกิดทางภาคเหนือของไทย ฝรั่งเรียก Siam benzoin เพราะกำยานชนิดนี้ส่งออกขายจากเมืองหลวงของราชอาณาจักรสยาม
สยามกำยาน ในทางการค้านั้นแบ่งออกเป็น2ชนิด คือ ชนิดเม็ดกลมรี เม็ดไม่ติดรวมเรียกว่า Tear Siam benzoin ส่วนอีกชนิดหนึ่งเป็นเม็ด ๆติดกันเป็นก้อน เรียกว่า Block Siam benzoin
ที่อยู่อาศัย เป็นพืชในเขตร้อนชื้น พบใน จีน พม่า ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา ลาว เวียดนามเกิดตามป่าดงดิบในหุบเขาซึ่งมักจะพบที่ระดับความสูง ตั้งแต่ 30 - 2,400 เมตร
ลักษณะ กำยานญวนคล้ายกับพืชชนิดที่ให้กำยานสุมาตรา เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่สูง ถึง 25 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 25-30 ซม. ลำต้นเปลาเปลือกต้นสีเทาหม่น ผิวเรียบ กิ่งอ่อนมีขนนุ่ม ตามกิ่งบริเวณซอกใบมักพบต่อม มีลักษณะเป็นถุงยาวคล้ายดาบ โคนเชื่อมกัน มีจำนวน 6-12 อัน ขนนุ่มสีน้ำตาลแดง ขนาดกว้าง 1-2 มม. ยาว 3-6 ซม ก้านใบ ยาว 0.6-1 ซม. ใบรูปไข่แกมรูปใบหอกกว้าง 2.6-5 ยาว 4.5-10 ซม.เรียวปลายใบแหลม โคนมนและเบี้ยวเล็กน้อย ขอบเรียบมีขนเล็กน้อย เนื้อใบหนาท้องใบสีหม่น ใบแห้งสีน้ำตาลแดงใบดกหนาทึบ -ดอกออกเป็นช่อสั้นๆแบบช่อแยกแขนง ช่อยาวถึง18-20 ซม.  ออกที่ซอกใบและปลายยอดตามง่ามใบ ขนาดของดอก 12-15 มม.สมบูรณ์เพศ กลีบดอก 5 กลีบ ด้านในสีชมพู ด้านนอกสีขาวมีขน เกสรตัวผู้สีเหลือง กลิ่นหอม   ผลรูปไข่ สีเขียวอ่อน ขนาดกว้าง 5-7 มม. ยาว 10-12 มม. มีขนสีเทาหนาแน่น เปลือกบาง แข็งมากสีน้ำตาล มีเมล็ด 1เมล็ดหายากที่จะมี 2 เมล็ดขนาด 1มม.
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งที่มีแดดอุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีอยู่ในช่วง 15 - 26°c ทนต่ออุณหภูมิที่ลดลงได้ถึง -4°c และสูงถึง 45°c Styrax tonkinensis มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและภายใต้สภาวะที่เอื้ออำนวยสามารถเพิ่มความสูงได้ 3 เมตรต่อปีในช่วง 3 ปีแรก มีความสูงเฉลี่ย 18 - 25 เมตรลำต้นเส้นผ่านศูนย์กลาง 20 - 24 ซม.เมื่ออายุ 10 ปี ต้นไม้ถูกกรีดสำหรับเรซินตั้งแต่อายุประมาณ 6 - 7 ปี การกรีดต่อเนื่องเป็นเวลา 3 - 4 ปี หรือจนกว่าการผลิตจะลดลง
ใช้ประโยชน์--การใช้ประโยชน์ส่วนใหญ่ใช้เป็นยา ส่วนกำยานญวนหรือกำยานหลวงพระบาง ใช้เป็นสารที่ให้ความหอมคงกลิ่น ใน น้ำหอม สบู่ครีม สารซักฟอกเป็นต้น เนื่องจากกำยานสามารถต้านการสลายตัวของไขมันต่างๆจึงใช้ผสมในไขมันที่จะใช้เป็นยาพื้น สำหรับเตรียมยาขี้ผึ้งต่างๆ นอกจากนี้ยังใช้กำยานผสมในตำรับยาแผนโบราณ เพื่อวัตถุประสงค์ในการแต่งกลิ่นและกันบูด
ภัยคุกคาม--ไม่มีภัยคุกคามที่น่าเป็นห่วงจัดไว้ใน IUCN Red List ประเภท'ความกังวลน้อยที่สุด'(ไม่น่าจะสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้)
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species.2019
ระยะออกดอก/ติดผล---เมษายน-มิถุนายน/กรกฎาคม-ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ


61 กำลังช้างสาร/Pithecellobium tenue

ชื่อวิทยาศาตร์---Pithecellobium tenue Craib.(1927)
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Basionym: Thailentadopsis tenuis (Craib) Kosterm.(1977)
---Acacia tenue (Craib) Kosterm. (1954)
---Acacia tenuis (W. G. Craib) Kosterm.(1954)
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---กำลังช้างสาร, ฮ่อสะพายควาย (กาญจนบุรี) ;[CHINESE: Xiānxì wéi xián shù];[THAI: Kam lung chang san, Ho sa phai khwai.].
EPPO Code---PIFSS (Preferred name: Pithecellobium sp.)
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-MIMOSOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- ประเทศไทย
Pithecellobium tenue เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ถั่ว (Fabaceae) วงศ์ย่อยสีเสียด (Mimosoideae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยWilliam Grant Craib (1882–1933)นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษในปี พ.ศ.2470
ที่อยู่อาศัย พืชถิ่นเดียวของประเทศไทย พบที่ จ.ตาก นครสวรรค์ กาญจนบุรี ขึ้นตามชายป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ หรือเขาหินปูน ระดับความสูง 200 - 900 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ ยืนต้นสูง 5-8 เมตร  ลักษณะลำต้นกิ่งก้านมีหนาม ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับแกนกลางยาว 1-3 ซม. มีครีบเป็นปีก กว้างได้ประมาณ 0.5 ซม. ใบประกอบย่อยมี 1 คู่ ยาวประมาณ 2 ซม. มีครีบเป็นปีก กว้างประมาณ 0.3 ซม.ใบย่อย 1-3 คู่ รูปไข่กลับ หรือรูปวงรีก้านใบแผ่เป็นครีบ หูใบเป็นหนาม ไม่มีก้านใบ ดอกช่อออกที่ซอกใบและปลายกิ่ง กลีบดอกและกลีบเลี้ยงมีจำนวนอย่างละ 5 กลีบ กลีบเชื่อมติดกัน กลีบเลี้ยงรูปถ้วย ยาวได้ประมาณ 0.2 ซม.เกลี้ยง ปลายกลียเป็นหยักตื้นๆ กลีบดอกรูประฆังยาวประมาณ .6 ซม.สีขาว เกสรเพศผู้สีขาวจำนวนมาก ผลเป็นฝักแบนคอดเล็กน้อยเว้าตามเมล็ด กว้าง2 ซม. ยาว 20 ซม.เมื่อสุกสีน้ำตาล เมล็ดรูปรี ยาว 1.3 ซม. หนา 0.3 ซม. เว้าทั้งสองด้าน
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ยาพื้นบ้านใช้ต้นต้มกับน้ำซาวข้าว ดื่มแก้ไข้แก้ร้อนใน หรือผสมกับแก่นฝาง ต้นพญาท้าวเอว โด่ไม่รู้ล้มทั้งต้น ต้นเครืองูเห่า ต้มน้ำดื่มแก้ปวดเส้น ปวดเอว
ระยะออกดอก/ติดผล---มีนาคม - มิถุนายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

62 กุหลาบป่าเชียงดาว/Rhododendron ludwigianum


ชื่อวิทยาศาตร์---Rhododendron ludwigianum Hoss.(1911)
ชื่อพ้อง---No synonyms are record for this name
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---กุหลาบป่าเชียงดาว กุหลาบขาวเชียงดาว คำขาวเชียงดาว;[THAI: Kulap paa Chiangdao, Kulap khao Chiangdao,  Kham khao Chiangdao.].
EPPO Code---RHOSS (Preferred name: Rhododendron sp.)
ชื่อวงศ์---ERICACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศไทย
Rhododendron ludwigianum เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ Ericaceae ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Dr Carl Curt Hosseus (1878 - 1950) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันในปี พ.ศ.2454
พืชชนิดนี้ได้รับการอธิบายครั้งแรกในวรรณคดีทางวิทยาศาสตร์ตะวันตกโดยนักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันชื่อ ดร.คาร์ล เคิร์ต ฮอสซิอุส ซึ่งเป็นผู้นำการสำรวจไปยังภาคเหนือของสยาม ตามที่ประเทศไทยถูกเรียกในปี พ.ศ. 2447-2449 เป็นการสำรวจพฤกษศาสตร์ครั้งแรกของภาคเหนือของประเทศไทยในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ที่อยู่อาศัย เป็นพืชเฉพาะถิ่นของประเทศไทยรวมทั้งใกล้สูญพันธุ์ไปจากประเทศไทย พบที่ดอยเชียงดาว และดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่เท่านั้น พบขึ้นตามซอกหินปูนที่มีซากอินทรีย์สะสมบนยอดเขาและสันเขาที่โล่งแจ้ง ที่ความสูง 1,800-2,200 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้พุ่มสูง 1-3 เมตร  ลำต้นและกิ่งก้านมักคดบิดงอ ทรงพุ่มกลมเรือนยอดค่อนข้างโปร่ง ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับรอบต้น เป็นกระจุกบริเวณปลายกิ่ง รูปรีหรือรูปรีแกมรูปไข่กลับ กว้าง1.5-3.5ซม.ยาว3-8ซม.หลังใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ท้องใบมีเกล็ดสีน้ำตาลปกคลุม ดอกออกเป็นดอกช่อสั้นๆตามซอกใบบริเวณปลายกิ่ง ช่อละ2-5ดอก ขนาด8-13ซม. สีขาวหรือสีขาวอมชมพูหรือสีชมพูอ่อน มีประเหลืองหรือเหลืองอมเขียวแต้มเป็นทางจากปากหลอดกลีบดอกไปจนถึงโคนกลีบล่างขอบ กลีบดอกพับย่น ผล2-3ซม.รูปกระบอกหรือกระสวย ผิวแห้งแข็ง ขรุขระและมีเกล็ด ผลแก่แตกเป็น5-6เสี่ยง มีเมล็ดขนาดเล็กรูปแบนจำนวนมากและมีปีกบางใส
ภัยคุกคาม---ข้อมูลที่มีอยู่ไม่เพียงพอสำหรับการประเมินความเสี่ยงของการสูญพันธุ์ (DD-พื้นฐานข้อมูลไม่เพียงพอ)
สถานะการอนุรักษ์---DD -Data Deficient-IUCN Red List of Threatened Species 2006
ได้รับรางวัล---RHS -Royal Horticultural Society (1997)
ระยะออกดอก---มีนาคม-เมษายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

63 กุหลาบป่ามาลายา/Rhodendron malayanum

 

ชื่อวิทยาศาตร์---Rhododendron malayanum Jack.(1922)
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms.See all http://powo.science.kew.org/taxon/332845-1
---Azalea malayana (Jack)  Kuntze. (1891)
---Azalea tubiflora Blume ex DC. (1839)
---Rhododendron tubiflorum (Blume) DC.(1839)
---Vireya tubiflora Blume.(1826)
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น--กุหลาบป่ามาลายา กุหลาบมาลายู กุหลาบแดงทักษิณ;[THAI: Kulap paa malaya, Kulap malayu, Kulap daeng taksin.]
EPPO Code---RHOSS (Preferred name: Rhododendron sp.)ชื่อวงศ์---ERICACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย มาเลเซีย
Rhododendron malayanum เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ Ericaceae ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย William Jack (1795–1822)นักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อตในปี พ.ศ.2465
สปีชีส์นี้แบ่งออกเป็นสปีชีส์ย่อยดังต่อไปนี้:
- Rhododendron malayanum axillare
- Rhododendron malayanum infrapilosum
- Rhododendron malayanum pilosifilum
- Rhododendron malayanum pubens
ที่อยู่อาศัย พบในไทย มาเลเซียใบป่าดิบชื้นที่ระดับความสูง 1,000-1800 เมตร ในประเทศไทยพบได้เฉพาะทางภาคใต้ที่จังหวัด ยะลา และนราธิวาส บนภูเขาสูงประมาณ 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเลขึ้นไป สถานภาพ-เป็นพืชหายาก
ลักษณะ เป็นไม้พุ่มอิงอาศัยสูง 2-4 เมตรลำต้นและกิ่งมีเกล็ดสีน้ำตาล ใบเดี่ยวเรียงสลับเป็นกลุ่มที่ปลายกิ่งจำนวน 3-6 ใบ แผ่นใบรูปขอบขนานหรือ รูปรีแกมใบหอก ขนาดของใบกว้าง 1.5-3 ซม.ยาว 5-10 ซม. ปลายแหลม โคนสอบเข้าหากัน ขอบใบเรียบ แผ่นใบด้านบนสีเขียวเข้มมีเกล็ดประปราย แต่จะร่วงไปทำให้ใบเป็นจุดเล็กๆสีดำ แผ่นใบด้านล่างสีน้ำตาลอมแดง มีเกล็ดปกคลุมหนาแน่น เส้นแขนงใบมีข้างละ6-8เส้น ดอกออกเป็นช่อสั้นที่ปลายกิ่ง มีช่อละ4-8ดอก กลีบดอกสีแดงหรือแดงส้มหรือชมพู เมื่อดอกบานเต็มที่ขนาด 1-1.3 ซม.ผิวกลีบดอกเป็นมัน มี 5 กลีบ ลักษณะกลีบ เล้กและกลม ขนาด 0.4-0.5 ซม. โคนกลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอดยาว 1.2-1.5 ซม.เกสรผู้ 10 อันยาวไม่เท่ากัน ก้านชูอับเรณูสีแดง รังไข่มีเกล็ดหนาแน่น  ผลเล็กรูปทรงกระบอก มีเกล็ด ผลแก่แตกเป็น 5 เสี่ยง มีเมล็ดจำนวนมากเมล็ดแบนเล็กมากและมีปีกบางใสล้อมรอบ
ระยะออกดอก---ธันวาคม-มกราคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด


64 เก็ดขาว/Dalbergia glomeriflora

ภาพประกอบการศึกษา:หนังสือคู่มือดูพรรณไม้ป่าสะแกราช เล่ม1 โดย ดร. ปิยะ เฉลิมกลิ่น,จิรพันธ์ ศรีทองกุล,อนันต์ พิริยะภัทรกิจ
ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Dalbergia ovata var glomeriflora (Kurz) Thoth.(1985)
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms. See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/ild-46461
---Amerimnon glomeriflorum (Kurz) Kuntze.(1891)
---Dalbergia glomeriflora Kurz.(1873)
ชื่อสามัญ--None (Not recorded)
ชื่ออื่น --- ดู่โรย, ดู่ขาว, ดู่แด้ง, เก็ดขาว, ไม้เก็ด
EPPO Code---DAGSS (Preferred name: Dalbergia sp.)
ชื่อวงศ์ --- FABACEAE (LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---พม่า ไทย กัมพูชา
Dalbergia ovata var. glomeriflora เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ถั่ว (Fabaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยWilhelm Sulpiz Kurz (1834-1878) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Krishnamurthy Thothahr (เกิด พ.ศ.2472) นักพฤกษศาสตร์ชาวอินเดียในปี พ.ศ.2528
ที่อยู่อาศัยพบใน พม่า ไทย กัมพูชา ในประเทศไทยใบพบได้ในป่าเต็งรัง ป่าผสมผลัดใบในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ระดับความสูง 200-500 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ สูง 8-18 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลเทาเรียบหรือแตกเป็นร่องตื้นๆ เมื่อถากเปลือกทิ้งไว้เห็นเปลือกในที่เปลี่ยนสีเข้มขึ้นเป็นสีน้ำตาลแดง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ (imparipinnate) เรียงสลับใบย่อยมี 7-11ใบ รูปรีหรือรูปไข่กว้าง ขนาดของใบย่อยกว้าง 3-5 ซม.ยาว 5-8 ซม.ขอบใบเรียบใบอ่อนมีขนนิ่มใบแก่เกลี้ยง ด้านล่างของใบมีนวลสีขาวเคลือบ ดอกช่อแบบช่อแยกแขนง ดอกย่อยขนาดเล็กสีขาวหรือเหลืองอ่อน แบบดอกถั่ว ผลเป็นฝักแบนยาว 3-5 ซม.
ใช้ประโยชน์---เนื้อไม้ใช้ทำอุปกรณ์การเกษตร
ระยะออกดอก---มิถุนายน-สิงหาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด

65 เก็ดส้าน/Olea rosea


ภาพประกอบเพื่อการศึกษา; หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือคู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้นในป่าภาคเหนือประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์ , พินดา สิทธิสุนธร, วิไลวรรณ อนุสารสุนทร
ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Olea rosea Craib.(1911)
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-354978
---Linociera menghaiensis H.T.Chang. (1982)
---Olea densiflora H.L.Li.(1944)
---Olea oblanceolata Craib.(1911)
---Tetrapilus densiflorus (H.L.Li) L.A.S.Johnson.(1957)
---Tetrapilus oblanceolatus (Craib) L.A.S.Johnson.(1957)
---Tetrapilus roseus (Craib) L.A.S.Johnson.(1957)
ชื่อสามัญ--None (Not recorded)
ชื่ออื่น --- เก็ดส้าน, ริโคเดีย, ส้มจีนต้น, [CHINESE: Hóng huā mù xī lǎn];[THAI: Ket saan, Somchin.];
EPPO Code---OLVSS (Preferred name: Olea sp.)
ชื่อวงศ์ --- OLEACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน ไทย, อินโดจีน-ใทย กัมพูชา ลาว เวียตนาม
Olea rosea เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์วงศ์มะลิ (Oleaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย William Grant Craib (1882–1933)นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษในปี พ.ศ.2454
ที่อยู่อาศัย พบในจีนตอนกลางและตอนใต้(ยูนนาน) ใทย กัมพูชา ลาว เวียตนาม เกิดขึ้นในในป่าดิบชื้นและหนาแน่นในหุบเขา เติบโตที่ระดับความสูง 800-1800 เมตร ในประเทศไทยขึ้นประปรายในป่าดิบเขาที่มีการรบกวนน้อยทางภาคเหนือ
ลักษณะ เป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูง2-15 เมตร เปลือกมีรอยแตกตื้นสีน้ำตาลเข้ม กิ่งก้านสาขามีขนหนาแน่น ก้านใบ 0.5-1.5 ซม.ใบเดี่ยวรูปรีแกมขอบขนานขนาดใบ 7-17.5 × 2-6.5 ซม.ขอบใบเรียบมีขนละเอียดเฉพาะบนเส้นใบด้านล่าง ดอกออกเป็นช่อ ช่อดอกยาว15ซม.ดอกสีขาวหรือเหลืองอ่อน ดอกแห้งออกสีชมพู 1.2-3 (-10) ซม.กลีบเลี้ยง 0.5-1 มม ดอกเพศผู้มีขนหนาแน่น ดอกเพศเมียออกห่างๆ ผลมีเนื้อรูปมนรีหรือกลม ยาว-1.2 -1.7 ซม ปลายแป้นเล็กน้อย เนื้อผลบางชั้นหุ้มเมล็ดแข็งมีเมล็ด 1 เมล็ด ขนาด 5- 6 มม.
ใช้ประโยชน์----ปลูกเป็นไม้ประดับ ตามสวน สวนสาธารณะ เป็นสายพันธุ์ที่นักทำบอนไซให้ความสนใจ
ระยะออกดอก/ติดผล--กุมภาพันธ์-กันยายน/กรกฎาคม-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด


66 แกงเลียงใหญ่/ Psydrax dicocca


ภาพประกอบเพื่อการศึกษา---คู่มือดูพรรณไม้ป่าสะแกราชเล่ม1 โดย ดร. ปิยะ เฉลิมกลิ่น,จิรพันธ์ ศรีทองกุล,อนันต์ พิริยะภัทรกิจ
ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Psydrax dicoccos var. dicoccos
ชื่อพ้อง---This name is a synonym of Psydrax dicoccos Gaertn.(1788)
---Canthium dicoccum (Gaertner) Merrill.
---Canthium didymum C. F. Gaertner.
---Plectronica dicocca (Gaertner) Merrill.
---Plectronica didyma (C. F. Gaertner) Merrill.
ชื่อสามัญ---False Turkey -berry
ชื่ออื่น---แกงเลียงใหญ่, กระดูกค่าง, มันปลา, เหมือดตาน; [CHINESE: jia yu gu mu (yuan bian zhong).][MALAYALAM: Irumbarappan].
EPPO Code: QDXDI (Preferred name: Psydrax dicoccos.)
ชื่อวงศ์ --- RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย ศรีลังกา จีนตอนใต้ อินโด-มาเลเซีย ออสเตรเลีย
Psydrax dicoccos var. dicoccos เป็นสายพันธุ์ย่อยของพืชดอกในสายพันธุ์Psydrax dicoccos ครอบครัววงศ์เข็ม (Rubiaceae)
สายพันธุ์ Psydrax dicoccos แบ่งออกเป็นสายพันธุ์ย่อยต่อไปนี้:
-Psydrax dicoccos var. dicoccos
-Psydrax dicoccos var. lanceolatus (Arn.) Ridsdale
-Psydrax dicoccos var. obovatifolia (G.A.Fu) Lantz

 

ที่อยู่อาศัย พบในจีน (กวางตุ้ง, กวางสี, ไหหลำ, ทิเบต, ยูนนาน) อินเดีย, อินโดจีน, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, ศรีลังกา; ออสเตรเลีย ขึ้นกระจายทั่วไปในป่าโปร่งหรือป่าทึบที่ระดับความสูงต่ำถึงกลาง 100-600 เมตร ในประเทศไทยพบในป่าดิบแล้งทั่วทุกภาคของประเทศ แต่มีจำนวนต้นไม่มาก ขึ้นในระดับความสูง100-400เมตร
ลักษณะ เป็นไม้พุ่มไม่ผลัดใบสูง 5-9 เมตร เปลือกสีน้ำตาลมีรอยด่างสีน้ำตาล สีขาวหรือเขียวอ่อน เปลือกเรียบเห็นรูอากาศทั่วไป ทรงพุ่มกลมโปร่ง ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม มีหูใบเล็กๆ ใบรูปรีกว้าง 2-4 ซม.ยาว 4-6 ซม.โคนใบรูปลิ่ม ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบเกลี้ยงเป็นมันสีเขียวเข้ม เนื้อใบหนา ดอกช่อออกที่ซอกใบมีดอกย่อยขนาดเล็กสีขาว ผลกลมขนาด 1-1.5 ซม.เมื่อสุกสีดำ
ใช้ประโยชน์--- ผลสุกสีดำเปลือกนิ่มรสหวานรับประทานได้ ใช้เป็นพืชสมุนไพร ไม้ใช้ทำเชื้อเพลิง
ระยะออกดอก/ติดผล---มกราคม-สิงหาคม/มิถุนายน-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด


67 แก้งขี้พระร่วง/ Celtis timorensis


ภาพประกอบการศึกษา-คู่มือดูพรรณไม้ป่าสะแกราชเล่ม1 โดย ดร. ปิยะ เฉลิมกลิ่น,จิรพันธ์ ศรีทองกุล,อนันต์ พิริยะภัทรกิจ
ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Celtis timorensis Span.(1841)
ชื่อพ้อง---Has 7 Synonyms.
---Celtis cinnamomea Lindl. ex Planch.(1848)
---Celtis crenatoserrata Merr.(1910)
---(More). See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2708506
ชื่อสามัญ---Stinkwood , Stinking wood
ชื่ออื่น---แก้งขี้พระร่วง, ขี้พระร่วง, เช็ดก้นพระเจ้า, ตะคาย, มะหาดน้ำ, ตายไม่ทันเฒ่า ;[CHINESE: Jiǎ yù guì];[INDIA: Bhuthiyunarthi, Brumaj, Kalluviri, Kodalimurichi, Peenari, Poochakkurrumaram.];[MALAYALAM: Putal, Butha, Butha-onatthi, Poochakkurumaram];[SRI LANKA: Gurenda, Burenda (Singhalese)]:[THAI: Kæ̂ng k̄hī̂ phrar̀wng, Mị̂ chĕdtūd phra r̀uong, Ta khai, Mahaad nam, Tai mi than thao.];[VIETNAM: Sếu hôi, Riều, Cơm nguội rừng].
EPPO Code--- CETTI (Preferred name: Celtis timorensis.)
ชื่อวงศ์ ---CANNABACEAE
ถิ่นกำเนิด---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เขตกระจายพันธุ์---ศรีลังกา อินเดีย เนปาล พม่า คาบสมุทรอินโดจีน สุมาตรา บอร์เนียว ชวา หมู่เกาะซุนดาน้อย ฟิลิปปินส์
Celtis timorensis เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์กัญชา (Cannabaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Johan Baptist Spanoghe (1798 – 1838) นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์ที่มีเชื้อสายเบลเยียมในปี พ.ศ.2354


ที่อยู่อาศัย พบทั่วภูมิภาคเขตร้อนของเอเชียจากอินเดียและศรีลังกาผ่านอินโดจีนทางตอนใต้ของประเทศจีนและมาเลเซียกับฟิลิปปินส์ เกิดขึ้นบนเกาะคริสต์มาส ออสเตรเลีย ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของมหาสมุทรอินเดีย ในประเทศไทยพบได้ในป่าดิบแล้งทั่วทุกภาค ในระดับความสูง 100-450 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลางไม่ผลัดใบ สูง 15-25 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาล เรียบหรือแตกเป็นร่องตื้น เนื้อไม้มีกลิ่นเหม็นเหมือนอุจจาระคน ใบ เดี่ยวเรียงสลับ ใบรูปไข่แกมรูปหอก กว้าง4-5ซม.ยาว10-12ซม. ฐานใบมนเบี้ยว ปลาบใบแหลมถึงเรียวแหลม ขอบใบเรียบ ด้านบนเห็นเส้นแขนงใบเป็นสันนูนเด่น กิ่งก้านอ่อนและก้านดอกมีขนละเอียดสีน้ำตาลอมส้มปกคลุม ดอกแยกเพศอยู่ในต้นเดียวกัน (monoecious) ออกตามซอกใบใกล้ปลายยอด ออกเป็นช่อกระจะยาว 3ซม.สีขาวนวล ช่อผลยาว 5 ซมผลขนาด1ซม.รูปไข่ปลายแหลมไม่มีขน มีเมล็ดแข็งเมล็ดเดียว
ใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ใบใช้พอกเมื่อได้รับบาดเจ็บ ในศรีลังกาแก่นไม้ของต้นไม้  ที่รู้จักกันในชื่อ gurenda ใช้ในระบบยาอายุรเวทดั้งเดิมกับซิฟิลิส, โรคอีสุกอีใสและโรคหัด และใช้ผสมน้ำมันงา ทาบนผิว ปรับปรุงผิวที่แห้งกร้าน ในเวียตนามใช้เปลือกและรากรักษาความเสียหาย scoliosis(ความโค้งด้านข้างของกระดูกสันหลัง), ริดสีดวงทวารที่มีเลือดออก, มะเร็งเป็นพิษ ใบใช้แก้อาการปวดท้องและลำไส้ ในไทยใช้ปรุงเป็นยาขับพยาธิไส้เดือนในเด็ก ใบฝนคั้นน้ำเป็นยาแก้โรคอหิวา สารสกัดเมทานอลของพืช มีฤทธิ์เป็นยากล่อมประสาท ต้านเชื้อแบคทีเรีย
-ใช้อื่น ๆ เป็นไม้มีเปลือกบาง รากแข็ง ดูแลยาก หากนำไปปลูกมักไม่ค่อยรอด เนื้อไม้ไม่ได้ใช้ในงานก่อสร้าง ใช้เป็นเชื้อเพลิง ใช้ใบขับพยาธิในไก่ชน
ตำนาน/ความเชื่อ---เป็นไม้ยืนต้นที่เนื้อไม้มีกลิ่นเหม็นคล้ายกลิ่นอุจจาระ มีตำนานเล่าไว้ว่าเมื่อพระร่วงหนีขอมจากละโว้ไปสุโขทัยนั้น เมื่อลงพระบังคนหนักแล้วหักกิ่งไม้มาชำระ เสร็จแล้วได้สั่งให้ไม้เป็นขึ้น ไม้นั้นได้แตกกิ่งใบกลายเป็นต้นแก้งขี้พระร่วงนี้ และยังมีความเชื่อแต่โบราณว่า มีความศักดิ์สิทธิ์หากพกติดตัวจะสามารถขับไล่ภูติผีปีศาจได้
ภัยคุกคาม--ไม่มีภัยคุกคามที่น่าเป็นห่วงจัดไว้ใน IUCN Red List ประเภท'ความกังวลน้อยที่สุด'(ไม่น่าจะสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้)
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species.2019
ระยะออกดอก/ติดผล---มกราคม-มีนาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด


68 แกลบหนู/Dendrolobium lanceolatum

ภาพประกอบการศึกษา---คู่มือดูพรรณไม้ป่าสะแกราช เล่ม1 โดย ดร. ปิยะ เฉลิมกลิ่น,จิรพันธ์ ศรีทองกุล,อนันต์ พิริยะภัทรกิจ  
ชื่อวิทยาศาสตร์---Dendrolobium lanceolatum (Dunn) Schindl.(1924)
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms
---Basionym: Lespedeza lanceolata Dunn.(1903)
---Desmodium dunnii Merr.(1927 publ. 1928)
---Desmodium lanceolatum (Dunn) Schindl. ex Gagnep.(1920)
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---แกลบหนู แกลบหูหนู แปรงหูหนู (ปราจีนบุรี) กระดูกเขียด (นครพนม) กระดูกอึ่ง (ราชบุรี บุรีรัมย์) กระดูกอึ่งใหญ่ (นครราชสีมา) อึ่งใหญ่ (กลาง ตะวันออกเฉียงเหนือ); [CHINESE: Dān jié jià mù dòu];[THAI: Klaep nu, Klaep hu nu, Praeng hu nu (Prachinburi); Kradook khiat (Nakhon Phanom); Kradook ueng (Ratchaburi, Burirum); Kradook ueng yai (Nakhon Ratchasima) ; Ueng yai (Central,Northeasthern).].
EPPO Code---DLBSS (Preferred name: Dendrolobium sp.)  
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน อินโดจีน
Dendrolobium lanceolatum เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ถั่ว (Fabaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Stephen Troyte Dunn (1868–1938) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษผู้มีส่วนสำคัญในการจัดอนุกรมวิธานของพืชจีน ได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดยAnton Karl Schindler(1879-1964)เป็นทันตแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันในปี พ.ศ.2467
ที่อยู่อาศัย พบในจีน (ฝูเจี้ยน ไหหลำ) กัมพูชา ลาว ไทย เวียตนาม เติบโตตามทุ่งหญ้าริมน้ำ บนเนินเขาป่าทึบหรือป่าโปร่ง ที่ระดับความสูง100-800 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้พุ่มสูง 1-3 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น10 –12ซม. แตกกิ่งมาก กิ่งมีลักษณะเป็นเหลี่ยมเล็กน้อย ใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 3 ใบ รูปรีหรือรูปขอบขนาน ใบกลางใหญ่กว่าใบคู่ด้านข้างกว้าง 1 –3.2 ซม. ยาว 3. - 5. เซม.ใบข้างกว้าง 1.2 - 2.9ซม.ยาว 2.5 – 4.5ซม. ผิวใบด้านท้องใบมีขนเล็กน้อย หลังใบเรียบสีเขียว ก้านใบยาว 0.5-2 ซม.ดอกออกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบยาว 10 –13 ซม. สีขาวหรือเหลืองอ่อน มีประมาณ10 ดอก ผลเป็นฝัก แบนรีเบี้ยวถึงกลมมีเมล็ดรูปไต 1เมล็ด ขนาด 3x2 มม.
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน ใบอ่อนและยอดอ่อน นำมารับประทานเป็นผักสดได้รส มันจืด
-ใช้เป็นยา รากช่วยให้ปัสสาวะแก้ปวดท้อง ใบช่วยในการแก้ปวดท้อง (เป็นบิดเล็กน้อย) ตำรายาพื้นบ้าน ใช้รากต้มน้ำดื่ม ดับพิษร้อนถอนพิษไข้ ยาพื้นบ้านอีสาน รากแกลบหนู ผสมกับรากไชหิน และรากสังวาลพระอินทร์ ต้มรวมกัน ดื่มแก้โรคบิด รักษาอาการถ่ายเป็นมูกเลือด ราก ต้มน้ำดื่ม แก้โรคทางเดินปัสสาวะพิการ หรือไตพิการ รักษาโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะมีสีขุ่นเข้มเหลืองหรือแดง มักมีอาการแน่นท้อง กินอาหารไม่ได้ รากผสมกับรากโมกมัน กาสามปีกใหญ่ รากเกล็ดปลาหมอ และรากหางหมาจอก ต้มน้ำดื่มแก้คุณไสย (อาการผอมแห้ง ใจสั่น มีอาการร้องไห้ในบางเวลา)
-อื่น ๆ เป็นอาหารสัตว์ ทั้งต้น เป็นอาหารวัวควาย
ระยะออกดอก/ติดผล---พฤษภาคม-สิงหาคม/กันยายน-พฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด


69 ไก๊/Homalium ceylanicum

รูปภาพประกอบเพื่อการศึกษา---ไม้ต้นในสวน Trees in the Gardenโดย องค์การสวนพฤกษศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี
(The Botanical Garden Organization) พิมพ์ครั้งที่1 พฤษภาคม 2542
ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Homalium ceylanicum (Gardner) Benth.(1860)
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms.
---Basionym: Blackwellia ceylanica Gard.(1847) http://legacy.tropicos.org/Name/50120570
---Homalium balansae Gagnep.(1914)
---(More).See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/tro-50120570
ชื่อสามัญ--- Ceylon homalium
ชื่ออื่น ---ไก๊, สีเสื้อ ;[CHINESE: Sīlǐlánkǎ tiān liào mù, Si li lan ka tian liao mu.];[KANNADA: Hulikaddi mara, Kala, Kalmattiga.]; [MALAYALAM: Hulikaddi mara, Kalavaram, Kalladamba, Manthala mukhi.]; [MARATHI: Homali.]; [SRI LANKA: Liyan, Eta heraliya.];[TELUGU: Mantraala-mukki.];[THAI: Kai, Si suea.];[VIETNAM: Cây Sến trung.].
EPPO Code---HLUCY (Preferred name: Homalium ceylanicum)
ชื่อวงศ์ --- SALICACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เทือกเขาหิมาลัย อินเดีย ศรีลังกา บังคลาเทศ อินโดจีน จีน
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล 'Homalium' มาจากภาษากรีก 'homalos' = สม่ำเสมอ ; ชื่อสายพันธุ์ ' ceylanicum' = ของ Ceylon (ประเทศ ศรีลังกา ในปัจจุบัน) ชื่อสปีชีส์บางครั้งสะกดว่าHomalium zeylanicum
Homalium ceylanicum เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์สนุ่น (Salicaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยGeorge Gardner (1810 – 1849, Kandy) นักชีววิทยาชาวสก็อตและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดยGeorge Bentham (1800-1884) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษในปี พ.ศ.2404
ที่อยู่อาศัย พบในเทือกเขาหิมาลัย อินเดีย ศรีลังกา บังคลาเทศ ไทย พม่า ลาว เวียตนาม จีน (กวางตุ้ง กวางสี ไหหลำ หูหนาน ยูนนาน รวมถึง ทิเบต) ดติบโตตามป่าดงดิบและป่าเบญจพรรณบริเวณริมน้ำที่ระดับความสูง 100-1,200 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นสูง 6-30 (-40) เมตร มีรากค้ำยัน เปลือกหนาสีน้ำตาลซีดผิวเรียบ ใบเดี่ยวกว้าง 3.5-7 ซม.ยาว 6-12 ซม. เรียงสลับ รูปวงรีกว้าง, ฐานแคบ, ปลายยอดแหลม ขอบใบหยัก ก้านใบ 8-20 มม. เรียวร่องเล็กน้อยด้านบนมีขนสั้น ดอกออกเป็นช่อห้อยตามซอกใบยาว 15-30 ซม.กลีบเลี้ยงและกลีบดอก 4-6 กลีบ ดอกสีขาวแกมเขียว ขนาดเล็กเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.5-3 มม.ผลแคปซูลขนาดเล็กกลีบเลี้ยงติดทน มีเมล็ดจำนวนมากเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าหรือเชิงมุม ผลไม่ค่อยปรากฏให้เห็น
ใช้ประโยชน์---นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ
-อื่น ๆ เนื้อไม้สีเทาแดงถึงแดงมีสีเข้มกว่าตรงกลางในมวลที่ไม่ปกติ มันแข็ง ละเอียด หยาบ ใช้เพื่อการค้าในเชิงพาณิชย์
ภัยคุกคาม-ไม่มีภัยคุกคามที่น่าเป็นห่วงจัดไว้ใน IUCN Red List ประเภท'ความกังวลน้อยที่สุด' (ไม่น่าจะสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้)
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species.2012
ระยะออกดอก/ติดผล--- กุมภาพันธ์ - ธันวาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด


 70 ไก๋แดง/Ternstroemia gymnanthera


รูปภาพประกอบเพื่อการศึกษา---ไม้ต้นในสวน Trees in the Gardenโดย องค์การสวนพฤกษศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี (The Botanical Garden Organization) พิมพ์ครั้งที่1 พฤษภาคม 2542
ชื่อวิทยาศาสตร์ --- Ternstroemia gymnanthera (Wight & Arn.) Sprague.(1923)
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/tro-31600452
ชื่อสามัญ---Japanese Cleyera, False Japanese Cleyera, Japanese Ternstroemia
ชื่ออื่น --- ไก๋แดง, ไก๋นก, ไก๋หัด, สารภีดง, หว้าขี้นก, ช้างน้อย ;[ASSAMESE: Panijikiri];[CHINESE: Hòu pí xiāng.];[JAPANESE: Mokkoku];[KANNADA: Kiamonu];[KOREA: Hu pihyang namu];[TAIWAN: Hòu pí xiāng];[THAI: Kai daeng, Kai nok, Kai haat, Saraphi dong, Waa khi nok.].
EPPO Code---TNAGY (Preferred name: Ternstroemia gymnanthera)
ชื่อวงศ์ --- PENTAPHYLACACEAE    
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---  จีน, หิมาลัย, บังคลาเทศ, กัมพูชา, ลาว, พม่า, เนปาล, ศรีลังกา, ไทย, เวียดนาม
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลภาษาละติน Ternstroemia มาจากนักธรรมชาติวิทยาชาวสวีเดน Christopher Ternstroem เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1748 เขาเป็นนักเดินทางท่องโลกที่พัฒนาสกุลนี้ในขณะที่อยู่ในประเทศจีน
Ternstroemia gymnanthera เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ Pentaphylacaceae ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย [Robert Wight (1796–1872)นักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อตและ George Arnott Walker Arnott (1799–1868)นักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อต]และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Charles Sprague Sargent (1841 –1927)นักพฤกษศาสตร์ชาวอเมริกันในปี พ.ศ.2466

 

รูปภาพประกอบเพื่อการศึกษา;หนังสือต้นไม้เมืองเหนือคู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้นในป่าภาคเหนือประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธืสุนทร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร  
ที่อยู่อาศัยกระจายอยู่กว้างขวางในจีนตอนใต้ ตอนกลาง, จีนตะวันออกเฉียงใต้, หิมาลัย ตะวันออกของหิมาลัย, บังคลาเทศ, กัมพูชา, ลาว, พม่า, เนปาล, ศรีลังกา, ไทย, เวียดนาม พบได้ทั่วไปตั้งแต่ระดับต่ำถึงป่าดิบเขา ที่ระดับความสูงจาก 700-2,000 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ต้นสูง 10-15เมตร มีกิ่งก้านแตกเป็นระเบียบ เปลือกต้นสีเทาแก่บางเรียบหรือแตกเล็กน้อย ใบเดี่ยวรูปหอกแกมขอบขนานกว้างประมาณ 2-4.5 ซม.ยาว 5-9 ซม.ออกเป็นใบช่อสีเขียวแกมน้ำเงิน ผิวใบเรียบ ขอบเรียบหรือมีซี่เล็กๆสีดำขนาด 1.5-2 ซม.ก้านใบสีแดง(ก้านใบและตารวมกันเป็น "ตาแดง" ที่โคนของกระจุกใบ) ยาว 5-25 มม. ดอกเดี่ยวออกเป็นกระจุกตามซอกใบ2-3 ดอก สีขาวถึงเหลืองอ่อนเส้นผ่านศูนย์กลาง 12 มม.กลิ่นหอมคล้ายกลิ่นธูป มีทั้งดอกสมบูรณ์เพศและดอกเพศผู้อยู่ต้นเดียวกัน ผลเป็นผลสดรูปไข่มน ขนาด 0.8-2.5 ซม.สีเขียวถึงเหลือง-ส้มแดงเหนียวไม่แตก ปลายติ่งแหลมมียอดเกสรตัวเมียยังเหลืออยู่ เมล็ดใหญ่ 1-4 เมล็ดมีเนื้อสีแดงหุ้ม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เติบโตได้ดีที่สุดในดวงอาทิตย์เต็มไปยังที่ร่มบางส่วน ชอบดินที่เป็นกรดและมีความชื้น ใบจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหากดินเป็นด่าง ทนต่อไอเกลือ ทนแล้งและไม่มีปัญหาโรคระบาดหรือศัตรูพืช
ศัตรูพืช/โรคพืช---ไม่มีโรคและศัตรูพืชร้ายแรง แมลงและโรคที่อาจเกิดได้ scale อาจเป็นปัญหาเป็นครั้งคราว  
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ นำมาใช้ปลูกประดับจัดสวนทั่วไป เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับพื้นที่ชายฝั่งทะเลและนำมาใช้จัดสวนใกล้ทะเลได้ พันธุ์นิยมใน Landscape:
'Bigfoot'--ไม้ต้นขนาดใหญ่ตั้งตรงมีใบสีเขียวอ่อนมันวาว
'Bronze Beauty'---ใบอ่อนสีแดง/บรอนซ์
'Burnished Gold'---ใบอ่อนสีทองจะค่อยๆ จางลงเป็นสีบรอนซ์/เขียว
'Le Ann'---สีส้ม/สีแดงเติบโตใหม่เป็นสีเขียวเข้ม
'Regal'---หนาแน่น กะทัดรัด และโค้งมน โตเต็มที่ถึงหลายลำต้นตั้งตรง
'Variegata'---ใบไม้สีเขียวเข้มที่มีขอบสีเหลืองครีมเปลี่ยนเป็นสีชมพูในฤดูหนาว
-อื่น ๆเนื้อไม้นำมาบกทำธูป  
ระยะออกดอก/ติดผล---มิถุนายน-สิงหาคม
ขยายพันธุ์---การปักชำหรือเมล็ด


71 ไกร/Ficus subpisocarpa


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Ficus superba (Miq.) Miq.(1866)
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms
---Basionym: Urostigma superbum Miq.(1851)
---Ficus tenuipes S.Moore (1925)
---(More).See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2812491
ชื่อสามัญ --- Sea Fig, Deciduous Fig, Cedar fig, Sand fig.
ชื่ออื่น --- ไกร, เลียบ (กรุงเทพฯ), ไทรเลียบ (ประจวบคีรีขันธ์), โพไทร (นครราชสีมา), ฮ่าง (ลำปาง) ;[CHINESE: Bǐ guǎn róng];[MALAYSIA: Ara laut (Malay).];[TAIWAN: Què róng];[THAI: Krai, liab, Sai liab, Posai];[VIETNAM: Sộp, đa sộp]
EPPO Code---FIUSP (Preferred name: Ficus superba.)
ชื่อวงศ์ ---MORACEAE
ถิ่นกำเนิด --- ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ โมลุกกะ ออสเตรเลีย
Ficus superba เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์มะเดื่อ (Moraceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Friedrich Anton Wilhelm Miquel (1811–1871) นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Friedrich Anton Wilhelm Miquel (1811–1871) นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์ในปี พ.ศ.2409
ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในญี่ปุ่น จีนไต้หวันและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปถึง Ceramในโมลุกกะ และออสเตรเลียในประเทศไทยพบกระจายพันธุ์อยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยจะขึ้นอยู่บนพื้นที่ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนถึงที่ความสูงประมาณ 150 เมตร เป็นไม้ป่าพบได้ทั่วประเทศ
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ผลัดใบ ขึ้นได้อย่างอิสระหรือรัดพันต้นไม้อื่น มีรากอากาศไม่มาก สูงประมาณ 8-15 เมตร คล้ายต้นไทร มียาง ลำต้นเป็นพูพอนทรงพุ่มแผ่กิ่งก้านสาขา เปลือกสีเทา ใบอ่อนสีออกแดง มีขนละเอียดคล้ายไหม ใบแก่สีเขียวอมเหลืองเรียบเกลี้ยง เหนียว ขนาดของใบกว้าง 4-8 ซม.ยาว 8-20 ซม.ก้านใบเล็ก ยาว8-14 ซม. ดอก ออกเป็นกระจุกเป็นช่อสั้นตามกิ่ง สีเขียวอมเหลือง ดอกรูปร่างคล้ายผล ผลเป็นผลสดแบบมะเดื่อ สีขาวอมชมพู ผลรูปกลมแกมรูปไข่กลับ กลมแป้น หรือเป็นรูปหัวใจกลับ ออกเป็นคู่ที่กิ่งเหนือรอยแผลของใบ ผลมีขนาดประมาณ 1.8-2.5 ซม.ผลอ่อนสีเขียวมีจุดสีครีมกระจายอยู่ทั่วผล เปลี่ยนเป็นชมพู แดงดำเมื่อสุก ผลสุกเป็นอาหารนก เดือนธันวาคม-มกราคม จะผลัดใบและผลิใบใหม่ราวเดือน กุมภาพันธ์-มีนาคม
ใช้ประโยชน์---ใช้กินผลสุกกินได้ ใบอ่อนกินเป็นผัก
-ใช้เป็นยา ใบใช้เป็นยาแก้ผดผื่นคัน เข้ายาทาฝี แก้ริดสีดวง แก้เมื่อยขบ รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้โรคทางปัสสาวะ แก้ขัดเบา แก้ตับพิการ และเป็นยาระบาย เปลือกต้นใช้เป็นยาแก้ปวดท้อง ท้องร่วง เนื้อไม้ใช้เป็นยาสมานและคุมธาตุ ไม่ระบุส่วนที่ใช้ แก้เบาหวาน
-ใช้ปลูกประดับ นิยมนำมาทำบอนไซ ไม้แคระ
-อื่น ๆ ผลเป็นอาหารนกและสัตว์ต่างๆ                                                                                                                            ระยะออกดอก/ติดผล---มกราคม-เมษายน
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ดหรือปักชำ
 


72 ไก่หลง/Wikstroemia polyantha

ชื่อวิทยาศาสตร์---Wikstroemia polyantha Merr.(1915)
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms. Source: Catalogue of Life Checklist
---Daphne polyantha (Merr.) Halda.(1999)
---Wikstroemia calva Backer.(1942)
---Wikstroemia junghuhnii Valeton. (1914)
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---ไก่หลง ; [INDONESIA/MALAYSIA : Gaharu sirsak (Malay).];[THAI: Kai hlong.].
EPPO Code---WIKSS (Preferred name: Wikstroemia sp.)
ชื่อวงศ์---THYMELAEACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---มาเลย์เชีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย กัมพูชา
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลThymelaea เป็นชื่อที่มาจากชื่อกรีกรวมกัน 'θύμος (thúmos)' = สมุนไพรโหระพา และ 'ἐλαία (elaía)' = มะกอก อ้างอิงถึงใบคล้ายโหระพาและผลคล้ายมะกอก ; ชื่อสายพันธุ์ 'Polyantha' มาจากภาษากรีกหมายถึง "ดอกไม้มาก"
Wikstroemia polyantha เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์กฤษณา (Thymelaeaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Elmer Drew Merrill  (1876–1956) นักพฤกษศาสตร์ชาวอเมริกันในปี พ.ศ.2458
ที่อยู่อาศัย พบในมาเลย์เชีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย กัมพูชา เติบโตที่ความสูงจากจากระดับน้ำทะเลถึง 2,200 เมตร ประเทศไทยพบทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกและภาคใต้ ในป่าดิบชื้นหรือริมลำธาร ที่ระดับความสูง 1,700 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ต้นขนาดเล็กสูง 4-7 เมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 8 ซม.ลักษณะกิ่งก้านสีแดงถึงสีน้ำตาลเข้ม กิ่งอ่อนมีขน ใบเดี่ยวออกเป็นวงรอบข้อ 3 ใบ รูปรีแกมรูปไข่ ปลายใบแหลมโคนใบสอบมน ดอกสีเหลืองอมเขียวออกเป็นช่อที่ปลายกิ่งก้านช่อดอสั้นกลีบรองดอกเชื่อมกัน เป็นหลอด ผิวด้านนอกมีขนห่างๆปลายแยกเป็น4กลีบ ไม่มีกลีบดอก ผลรูปรีฉ่ำน้ำกว้าง 5 มม.ยาว 8 มม.สุกแล้วสีแดง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---โดยทั่วไปแล้วสายพันธุ์ Wikstroemia จะเติบโตได้ดีที่สุดในดินที่มีการระบายน้ำที่ชื้นและถูกแสงแดดจัดหรือในที่ร่มบางส่วน
การใช้ประโยชน์---ต้นไม้ต้นนี้เป็นแหล่งเล็กๆ ของไม้กฤษณา เป็นไม้เนื้อแข็งที่มีเรซินเป็นส่วนประกอบซึ่งหายากและมีชื่อเสียง ซึ่งส่วนใหญ่ผลิตจากต้นไม้เก่าแก่และเป็นโรคในวงศ์ Thymelaeaceae หลายชนิด โดยเฉพาะในสกุล Aquilaria และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Aquilaria malaccensis (กฤษณา)
ระยะออกดอก/ติดผล---ตุลาคม-มกราคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด


อ้างอิง, ภาพประกอบเพื่อการศึกษา :

---หนังสือพรรณไม้ในสวนหลวง ร.๙ เล่ม1,เล่ม 2,เล่ม 3 2554 .                                                                                       ---หนังสือ สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม1,เล่ม2,เล่ม3, เล่ม4 2548
---หนังสือ ต้นไม้เมืองเหนือ คู่มือศึกษาต้นไม้ยืนต้น ในป่าภาคเหนือ ประเทศไทยโดย ไซมอน การ์ดเนอร์,พินดา สิทธิสุนธร,วิไลวรรณ อนุสารสุนทร หอพรรณไม้ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2549
---ไม้ต้นในสวน Trees in the Gardenโดย องค์การสวนพฤกษศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี The Botanical Garden Organization Office of the Prime Minister พิมพ์ครั้งที่1พฤษภาคม2542 จัดพิมพ์โดยมูลนิธิ ศาสตราจารย์ ดร สง่า สรรพศรี                           ---คู่มือดูพรรณไม้ป่าสะแกราช เล่ม1, เล่ม2 โดย ดร. ปิยะ เฉลิมกลิ่น,จิรพันธ์ ศรีทองกุล,อนันต์ พิริยะภัทรกิจ                              ---หนังสือ พรรณไม้วงศ์กระดังงา ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น ภาพ: อภิชัย อิงควุฒิ                                                      
---อ้างอิง,ภาพประกอบการศึกษา-หนังสือป่าเชายเลน นิเวศวิทยาและพรรณไม้ โดย สรายุทธ บุญยะเวชชีวิน (ผู้แต่งและภาพ) รุ่งสุริยา บัวสาลี พิมพ์ครั้งที่1 เมษายน 2554
---หนังสือ ดอกไม้ และประวัติไม้ดอกเมืองไทย จาก ชุดธรรมชาติศึกษา โดย วิชัย อภัยสุวรรณ 2532
---ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์  BGO Plant Databases, The Botanical Garden Organization http://www.qsbg.org/database/
---สำนักงานหอพรรณไม้. (2557). ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย  เต็ม สมิตินันท์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2557. กรุงเทพฯ: สำนักงานหอพรรณไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช http://www.dnp.go.th/botany/mplant/index.aspx
---The International Plant Names Index and World Checklist of Selected Plant Families 2017. Published on the Internet at http://www.ipni.org and http://apps.kew.org/wcsp/
---The Plant List (TPL) was a working list of all known plant species  http://www.theplantlist.org/
---Useful Tropical Plants. http://tropical.theferns.info/viewtropical.                       
---India Biodiversity Portal. http://indiabiodiversity.org/species/show/                    
---Plants of the World Online Kew Science.www.plantsoftheworldonline.org/taxon/urn:lsid:ipni.org
---GBIF.the Global Biodiversity Information Facility.https://www.gbif.org/species/
REFERENCES ---General Bibliography
REFERENCES ---Specific & complementary

Check for more information on the species:

Plants Database  ---Names, synonymy and distribution The Garden.org Plants Database https://garden.org/plants/Global                                                                                                                                                            Plant Initiative ---Digitized type specimens, descriptions and use หอพรรณไม้ -กรมอุทยานแห่งชาติ    www.dnp.go.th/botany/Herbarium/GPI.html
Tropicos ---Nomenclature, literature, distribution and collections    Tropicos - Home    www.tropicos.org/
GBIF    ---Global Biodiversity Information Facility Free and open access to biodiversity data  https://www.gbif.org/
IPNI ---International Plant Names Index    The International Plant Names Index - home page    http://www.ipni.org/
EOL ---Descriptions, photos, distribution and literature    Global access to knowledge about life on Earth    Encyclopedia of Life eol.org/
PROTA ---Uses    The Plant Resources of Tropical Africa    https://books.google.co.th/books?isbn=9057822040
Prelude  ---Medicinal uses    Prelude Medicinal Plants Database    http://www.africamuseum.be/collections/external/prelude
Google Images    ---Images                    

รวบรวมและเรียบเรียงโดย Tipvipa..V
บริษัท สวนสวรส การ์เด้น ดีไซน์ จำกัด
สวนเทวา  เชียงใหม่
www.suansavarose.com
www.suan-theva.com

Updatre 28/11/2019, 26/9/2021

ความคิดเห็น

  1. 1
    Krystal
    Krystal master.ddddddd@gmail.com 18/08/2021 15:07

    เกมไพ่ เป็นอีกหนึ่งเกมที่ได้รับความนิยมที่สุดในคาสิโน เพราะว่าไม่ว่าเกมการเสี่ยงโชคใดๆ ล้วนแต่มีอุปกรณ์ “ไพ่” เป็นหลักทั้งสิ้น แต่สิ่งที่จะแตกต่างกันไปก็คือ รูปแบบในการเล่น

  2. 2
    joker slot
    joker slot Qiucheng.3447@gmail.com 02/11/2020 16:38

    You write well I really like what you write. I would like to recommend my website. If it doesn't bother much, please It is the most modern casino and also has a 24-hour automatic deposit-withdrawal system if you are looking for an online casino website. This website is the number 1 site in the casino field, with many games for you to choose from joker pg sexygame

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view