สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

หน้าแรก

รวมรูปภาพ

เว็บบอร์ด

สนทนาคนรักต้นไม้

 

บทความ

หิน-หินเทียม

สารพัดต้นไม้จัดสวน

ไม้ประดับเพื่อการจัดสวน

ปลูกต้นไม้มงคล

เกี่ยวกับเรา

สวนสไตล์ต่างๆ

ต้นไม้ประจำจังหวัด ภูมิสัญญลักษณ์ของเมือง

มหัศจรรย์โลกพฤกษา

ว่าด้วยเรื่อง.....ดิน....และ..ปุ๋ย

พืชจัดสวนมีพิษที่ควรระมัดระวัง

เปลี่ยนสวนเก่าให้เป็นสวนใหม่

จัดสวนพื้นที่ขนาดใหญ่

จัดสวนด้วยตัวเอง

ชื่อนั้นสำคัญไฉน

การทำบ่อเลี้ยงปลา และระบบกรองรักษาคุณภาพน้ำอย่างง่าย

มุมสวนสวยสำหรับคุณ

ในนี้มีอะไรเยอะแยะ

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/02/2008
ปรับปรุง 21/09/2021
สถิติผู้เข้าชม 10,465,345
Page Views 15,906,305
 
« September 2021»
SMTWTFS
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930  

ต้นไม้ใหญ่ยืนต้น 3

ต้นไม้ใหญ่ยืนต้น 3

n

ต้นไม้ใหญ่ 3

For information only-the plant is not for sale.
50 แจง/Maerua siamensis 70 เสม็ดขาว/Melaleuca cajuputi
51 ชมพูภูคา/Bretschneidera sinensis 71 เสม็ดแดง/Syzygium cinereum
52 ชุมแสง/Xanthophyllum lanceatum  72 ศุภโชค/Pachira aquatica
53 ตะเคียนทอง/Hopea odorata  73 หูกระจง/Terminalia ivorensis
54 - 74 พี้จั่น/Millettia brandisiana
55 เสลา/Lagerstroemia loudonii 75 ชิงชัน/Dalbergia oliveri
56 อินทนิลน้ำ/Lagerstroemia speciosa 76 พะยูง/Dalbergia cochinchinensis
57 อินทนิลบก/Largerstroemia Macrocarpa 77 บุหงาส่าหรี/Cithrarexylum spinosum.
58 ตะแบกนา/Lagerstroemia floribunda 78 เกษมณี/Melia azedarach
59 ตะแบกเกรียบ/Lagerstroemia cochinchinensis 79 จัน-อิน/Diospyros decandra
60 หางนกยูงฝรั่ง/Delonix regia  80 จิกสวน/Barringtonia racemosa
61 โสกน้ำ/Saraca indica 81 จิกนา/Barringtonia acutangula
62 โสกขาว/Maniltoa grandiflora 82 จิกทะเล/Baringtonia asiatica
63 โสกเขา/Saraca declinata 83 จิกนมยาน/Barringtonia macrostachya
64 ศรียะลา/Saraca thaipingensis 84 มะคังขาว/Tamilnadia uliginosa
65 อโศกอินเดีย/Polyalthia longifolia var. pendula 85 เฉียงพร้านางแอ/Carallia brachiata
66 เสี้ยวป่า/Bauhinia saccocalyx 86 กาญจนิกา/Santisukia pagettii
67 ชงโคนา/Bauhinia racemosa 87 มะค่าโมง/Afzelia xylocarpa
68 แสมสาร/Senna garrettiana 88 เลือดแรด/Knema globularia
69 เสม็ดชุน/Syzygium gratum 89 มะค่าแต้/Sindora siamensis

50 แจง/Maerua siamensis

 

ชื่อวิทยาศาสตร์--- Maerua siamensis (Kurz) Pax. (1936)
ชื่อพ้อง ---Has 2 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2371222
---Basionym: Niebuhria siamensis Kurz.(1877).
---Crateva mucronulata Kuntze (1891)
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น--- แจง (ทั่วไป); แกง (นครราชสีมา); [THAI: Chaeng (General); Kaeng (Nakhon Ratchasima).];
EPPO Code--- 1MAEG (Preferred name: Maerua)
ชื่อวงศ์---CAPPARACEAE (CAPPARIDACEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย กัมพูชา เวียตนาม
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลมาจากภาษาอาหรับ “maeru” หมายถึงดวงอาทิตย์ อ้างอิงถึงพืชที่ชอบแสงแดดจัด ;ชื่อสายพันธุ์ 'siamensis' = หมายถึงเป็นไม้ในสกุลที่มีเพียงชนิดเดียวในประเทศไทย
Maerua siamensis เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์กุ่ม (Capparaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยWilhelm Sulpiz Kurz (1834-1878) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Ferdinand Albin Pax (1858-1942)ศาสตราจารย์ด้านพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน ในปี พ.ศ.2479


ที่อยู่อาศัย พบในภูมิภาคอินโดจีน ในไทยพบทุกภาคจนถึงภาคใต้ตอนบน ขึ้นตามป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้ง หรือตามป่าโปร่ง โดยเฉพาะเขาหินปูนเตี้ย ๆ ที่ระดับ ความสูง 0- 400 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้น เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่สูงไม่เกิน10 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มทึบ มีใบประกอบแบบ 3 ใบย่อย (trifoliolate) เรียงตัวแบบแผ่ๆ หรือแบๆ ออกมา ลักษณะคล้ายตีนนก ใบย่อยรูปไข่กลับ รูปขอบขนาน หรือรูปแถบ ใบค่อนข้างแข็ง กว้าง 1-3 ซม. ยาว 5-7 ซม.เกือบไร้ก้าน ดอกสีเขียวอมขาวออกเป็นช่อตามซอกใบหรือปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงมี 4 กลีบ โคนเชื่อมกัน ปลายแยกเป็น แฉกรูปไข่ กว้าง 0.2-0.3 ซม. ยาว 0.7-1 ซม. ปลายแหลม ขอบมีขนคล้ายเส้นไหม ไม่มีกลีบดอก เกสรเพศผู้ 9-12 อัน ก้านเกสรยาว 10-15 มม.อับเรณูรูปขอบขนาน ยาว 1.5-2 มม.ปลายอับเรณูเป็นติ่ง ก้านชูเกสรเพศเมีย ยาว 1.5-2 ซม.รังไข่รูปทรงกระบอก ยาว 1.5-2 มม.เมื่อบานเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 ซม. ผลรูปรีหรือรูปกลมผิวขรุขระ กว้าง 1.3-1.5 ซม. ยาว 2-2.5 ซม.ก้านผลยาว 4.5–7.5 ซม. ผลจะกลายเป็นสีเหลืองเข้มเมื่อสุก ซึ่งภายในผลจะมีเมล็ดรูปไตอยู่ประมาณ 2-3 เมล็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบที่โล่งแจ้งแสงแดดจัด ดินร่วนที่มีความอุดมสมบูรณ์ ระบายน้ำได้ดี

 

*(ส่วนตัว) ตอนนี้ (2553) นิยมขุดล้อมนำมาเป็นไม้ประดับขนาดใหญ่ ราคาแพง เนื่องจากล้อมยากมาก ความเสี่ยงในการหลุดสูง ในรูปที่นำมาประกอบต้นล่างรูปซ้ายจะเป็นต้นที่ขึ้นตามธรรมชาติ ตามป่าชายเขา แถวนั้น(ไม่บอกที่ไหน เดี๋ยวหมด)เมื่อก่อนมีต้นใหญ่หลายต้น เดี๋ยวนี้เหลือแต่ต้นขนาดนี้ ไม่กี่ต้น ที่เหลือนี่ 1 เพราะต้นมันเล็กเกินไม่ได้ราคาทำให้ราคาเสีย  2 ติดหินล้อมขึ้นได้แต่ก็อาจไม่รอด ส่านต้นขวาเป็นต้นที่ขุดล้อมมาพักพร้อมขาย เพื่อรอจำหน่ายออก ตาม ความคิดนะเสียดายมากที่ต้นไม้พวกนี้ต้องถูกพรากมาจากป่า (อย่าว่าดราม่า)เพราะเมื่อมีการล้อมต้นไม้ใหญ่เอามาไว้ในเมืองหมด คุณประโยชน์ที่ได้รับก็เป็นแค่ความสุขทางใจ แต่หากยังอยู่ในที่นั้นๆ ดูสรรพคุณซะก่อนว่าชาวบ้านเขาใช้ทำอะไร*

 

การใช้ประโยชน์---ใช้กิน ดอกอ่อน ยอดอ่อน นำมาดองคล้ายดอกกุ่มหรือผักเสี้ยน กินกับน้ำพริก เนื้อไม้ใช้เป็นส่วนผสมในการทำผงเชื้อของแป้งข้าวหมาก
-ใช้เป็นยา แจงเป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่มีการใช้ ราก เป็นยาบำรุงกำลัง แก้ปัสสาวะพิการ แก้กษัย แก้ปวดเมื่อย ขับปัสสาวะ แก้ดีซ่าน แก้หน้ามืดตาฟาง รักษาฝีในคอ แก้ไข้จับสั่น - ต้น มีคุณสมบัติเหมือนราก แต่มีคุณสมบัติมากกว่ารากตรงที่แก้แมงกินฟัน ทำให้ฟันทน เปลือก แก้หน้ามืดตาฟาง บำรุงกำลัง แก้ปัสสาวะพิการ แก้กระษัยปวดเมื่อยตามร่างกาย- แก่น แก้ไข้ตัวร้อน -รากและใบ ต้มน้ำดื่ม แก้ดีซ่าน หน้ามืด ตาฟาง -ใบและยอด ตำโขลกใช้สีฟันทำให้ฟันทน -ใช้ทั้งห้า แก้ไข้จับสั่น แก้ดีพิการ แก้ร้อนในกระหายน้ำ
-ใช้อื่น ๆเนื้อไม้สีขาวและล่อนเป็นกาบ นิยมนำมาทำดินปืน หรือเผาเป็นถ่านที่มีคุณภาพดี -ใบ-ใช้ทำเป็นเชื้อเพลิงเพื่อเผาขนสัตว์


*(ส่วนตัว) ถึงปัจจุบันจะบอกว่าเทคโนโลยี่ทางการแพทย์ก้าวหน้าเกินกว่าจะให้ชาวบ้านมาต้มยา กิน ฝนรากพอกอะไรทำนองนี้ แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าเพราะเราขาดการส่งเสริมให้รู้จักและเข้าใจในคุณค่าถึงสิ่งที่เรามีละเลยที่จะให้ความสำคัญกับสิ่งมีชีวิตที่อยู่ใกล้ตัว มองไปข้างหน้าอย่างเดียว ไม่ได้เหลียวหลังระวังหน้าอย่างที่ปู่ย่าตายายท่านสอนไว้ *
ระยะออกดอก--- ธันวาคม-มีนาคม/กุมภาพันธ์-เมษายน
ขยายพันธุ์ --- ด้วยการตอนกิ่งและเพาะเมล็ด


Akaniaceae หรือครอบครัว turnipwood เป็นครอบครัวของพืชดอก ประกอบด้วยต้นไม้สองสกุลคือ AkaniaและBretschneidera ซึ่งแต่ละชนิดมีสายพันธุ์เดียว พืชเหล่านี้มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน , เวียดนาม , ไต้หวันและออสเตรเลียตะวันออก (แสดงในหน้านี้ 1 สกุล)
-Akania bidwillii (turnipwood) - ออสเตรเลียตะวันออกเฉียงเหนือ
-Bretschneidera sinensis - จีนตอนใต้ ไต้หวัน ไทย และเวียดนาม

51 ชมพูภูคา/Bretschneidera sinensis


ชื่อวิทยาศาสตร์---Bretschneidera sinensis Hemsl.(1901)
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-24379
---Bretschneidera yunshanensis Chun & F.C.How.(1958)
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---ชมพูภูคา (ทั่วไป) ;[CHINESE: Zhōng è mù, Bo le shu, Boleshu.];[THAI: Chompoo Phu Kha (General).];[VIETNAMESE:  Rết nây, Chung ngạc mộc, Chuông đài.]
EPPO Code--- BTASI (Preferred name: Bretschneidera sinensis.)
ชื่อวงศ์---AKANIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน ไต้หวัน ไทยและเวียดนาม
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Bretschneidera ตั้งตามนักพฤกษศาสตร์ชาวลัตเวีย Emil Bretschneider (1833-1901)
Bretschneidera sinensis เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ Akaniaceae ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย William Botting Hemsley (1843-1924) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษในปี พ.ศ.2444
ที่อยู่อาศัย สายพันธุ์นี้กระจัดกระจายไปทั่วภาคตะวันออกเฉียงใต้ของจีน (หูเป่ย เจ้อเจียง หูหนาน ฝูเจี้ยน เจียงซี กวางตุ้ง เสฉวน กวางสี ยูนนาน กุ้ยโจว)ขยายไปถึงLai Chauในเวียดนามและไท่เป่ย มณฑลอิลานในไต้หวันตอนเหนือ และภาคเหนือของประเทศไทย ต้นไม้เติบโตตามธรรมชาติ ในป่าระดับความสูงต่ำถึงปานกลางในหุบเหวและลำธารที่ระดับความสูง 300- 1,700 เมตร ชมพูภูคาเป็นไม้ถิ่นเดียวของประเทศไทย มีรายงานการสำรวจพบพันธุ์ไม้ชนิดนี้เมื่อปี พ.ศ. 2532 บริเวณป่าดงดิบเขาดอยภูคา อุทยานแห่งชาติดอยภูคา อำเภอปัว และที่ บ้านสว่าง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน พบขึ้นตามที่ลาดชันในป่าดิบเขา ที่ระดับความสูง 1200-1500 เมตร
ลักษณะ ชมพูภูคาเป็นต้นไม้หายากเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดใหญ่สูงได้ถึง10–20 เมตร เปลือกต้นเรียบสีน้ำตาลอมเทา ใบประกอบแบบขนนก ใบย่อย 4-8 คู่ ขนาดกว้าง 2.5-6 ซม.ยาว 8-25 ซม.ฐานใบเบี้ยว ใบแก่เกลี้ยงมีขนเล็กน้อยบนก้านใบ ด้านล่างใบสีเทาอ่อน ดอก สีชมพูสดใสขนาด 3.5-4ซม. ช่อไม่แตกแขนง ออกที่ปลายกิ่ง ยาว40ซม กลีบดอกกลม5กลีบ ฐานกลีบแคบ เกสรเพศผู้ 8 อันอยู่กันเป็นกลุ่มโค้งลง ก้านเกสรเพศเมีย1อัน ผลขนาด 4 ซม.มนรีปลายสองข้างแคบแตกเป็น3เสี้ยว แต่ละเสี้ยวมี1-2เมล็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เนื่องมาจากความหายากในการเพาะปลูก แทบไม่สามารถพูดถึงข้อกำหนดได้ แต่เว็บไซต์ของกระทรวงวัฒนธรรมจีน (China Culture 2003) ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับความต้องการทางนิเวศวิทยา ตามรายงานของผู้เขียนที่ไม่ระบุชื่อรายงานนี้ เป็นสายพันธุ์กึ่งเขตร้อน ซึ่งเติบโตในดินที่เป็นกรดที่อุดมสมบูรณ์ ในสภาพที่มีน้ำค้างแข็งแต่ไม่ได้รับความร้อนมากเกินไป มันงอกในที่ร่ม และเจริญขึ้นโดยทนร่มเงาได้เหมือนต้นอ่อน กล่าวกันว่ามีรากที่ลึกและกันลม ทำให้ได้ไม้ที่สวยงามคุณภาพดี
การใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา ในเวียตนามใช้เป็นยาแก้ปวดเส้นเอ็นและมีการกล่าวกันว่าเป็นไม้ที่หยั่งรากลึกและทนต่อลมทำให้ได้เนื้อไม้คุณภาพดี
ภัยคุกคาม-เนื่องจากการสูญเสียที่อยู่อาศัยเป็นสาเหตุหลักของประชากรที่ลดลงถูกวางไว้ใน IUCN Red List ประเภท "ใกล้สูญพันธุ์"
สถานะการอนุรักษ์---EN - ENDANGERED - IUCN Red List of Threatened Species.1998
ระยะเวลาออกดอก ---กุมภาพันธ์-มีนาคม
ขยายพันธุ์---เพาะต้นกล้าจากเมล็ด

52 ชุมแสง/Xanthophyllum lanceatum

ชื่อวิทยาศาสตร์---Xanthophyllum lanceatum (Miq.) JJSm.(1912)
ชื่อพ้อง---Has 7 Synonyms.See all https://www.gbif.org/species/4051497
---Basionym: Skaphium lanceatum Miq.(1861)
---Xanthophyllum glaucum Wall. ex Hassk.(1864)
---Xanthophyllum microcarpum Chodat.(1896)
---Banisterodes glaucum (Wall. ex Hassk.) Kuntze.((1891)
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---แก้ว (ลำปาง), แสง (สกลนคร), แสงกึน (อุบลราชธานี), กระเบียน (กาญจนบุรี), ขางข้าวต้นเกลี้ยง (เชียงใหม่), ชุมแสง (ภาคกลาง) ; [CAMBODIA: Kânsaëng, Pumsaèn.];[LAOS: Soum seng.];[MALAYSIA: Berok Minyak (Malay); Nyalin (Iban).];[INDONESIA: Pokok Minyak Berok.];[THAI: Kaeo (Lampang); Saeng (Sakon Nakhon); Saeng kuen (Ubon Ratchathani); Krabian (Kanchanaburi); Khang khao ton kliang (Chiang Mai); Chumsaeng (Central).].
EPPO Code---1XAPG (Preferred name: Xanthophyllum)
ชื่อวงศ์---POLYGALACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ ---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้- บังคลาเทศ พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียตนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสามัญมาจากภาษากรีกแปลว่า "ใบเหลือง" หมายถึงใบมักเป็นสีเหลืองเมื่อแห้ง
Xanthophyllum lanceatum เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ Polygalaceae (ภายใต้ระบบ Cronquistก่อนหน้านี้มันถูกวางไว้ในตระกูล monotypic Xanthophyllaceae )ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยFriedrich Anton Wilhelm Miquel (1811–1871) นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Johannes Jacobus Smith (1867–1947) นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์ในปี พ.ศ.2455


ที่อยู่อาศัย มีต้นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่สุมาตราไปจนถึงบังคลาเทศ ประเทศและภูมิภาคที่เติบโต ได้แก่ อินโดนีเซีย (สุมาตรา), มาเลเซีย ( คาบสมุทร ), ประเทศไทย, กัมพูชา, เวียดนาม, ลาว, พม่า, และบังคลาเทศ พบตามหนองน้ำในป่าฝนที่ลุ่มที่ระดับความสูงต่ำกว่า 500 เมตร
ลักษณะ ต้นชุมแสงมีลักษณะคล้ายกับต้นแจง เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ สูง 5-8 เมตร เปลือกเรียบสีน้ำตาลอมเทา ลำต้นบิดงอ ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปขอบขนาน กว้าง 2-4 ซม.ยาว 8-12 ซ. ผิวใบเกลี้ยง ใบคล้ายกับใบมะปรางเขียวชอุ่มตลอดทั้งปี ดอกออกเป็นช่อแบบช่อเชิงลดที่ปลายกิ่ง หรือ ซอกใบใกล้กิ่ง มีดอกย่อยจำนวนมาก  ดอกไม้ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1-1.5 ซม. กลีบเลี้ยง 5 กลีบ, กลีบดอก 5 กลีบสีขาวถึงม่วงอ่อน เปลี่ยนเป็นสีเหลืองแกมน้ำตาล ผลแห้ง รูปทรงกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 2.5- 3 ซม.สีเขียวแกมเทา ไม่แตก เปลือกหนามีเมล็ดเดียว
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการที่โล่งแจ้งแสงแดดจัดจนถึงแสงปานกลางดินมีความชื้นสูงสม่ำเสมอเนื่องจากเป็นไม้ริมน้ำ
ใช้ประโยชน์--- ใช้กิน ยอดอ่อนใช้กินเป็นผัก น้ำมันที่ได้จากเมล็ดใช้ในการปรุงอาหาร ใบถูกนำมาใช้เพื่อให้รสขมแก่เบียร์
-ใช้เป็นยา โบราณใช้ทำยารักษาโรคพรายเลือดลมสตรี  ราก เปลือกลำต้น หรือใบ ผสมลำต้น สะแก ลำต้นสะแบง และสังวาลย์พระอินทร์ทั้งต้น แช่น้ำ อาบทุกวัน ๆ ละ3 ครั้ง แก้โรคผิวหนังเปือยพุพอง
-ใช้ปลูกประดับ ชุมแสงเป็นไม้ยืนต้นที่ยากจะทิ้งใบนิยมใช้ปลูกเป็นไม้ประดับจัดสวนตามสถานที่ต่าง ๆปัจจุบันต้นชุมแสงจัดเป็นต้นไม้ที่ควรอนุรักษ์
-อื่น ๆ ผลของต้นชุมแสงใช้เป็นลูกกระสุนสำหรับธนู น้ำมันที่ได้จากเมล็ดใช้สำหรับทำเทียนและสบู่
พิธีกรรม/ความเชื่อ---ในยุคสมัยก่อนการสร้างหลังคาโบสถ์ของวัดต่างๆ คาน ขื่อ และแป จะต้องใช้ไม้ของ “ต้นชุมแสง” เพียงอย่างเดียวจึงจะเป็นสิริมงคลตามความเชื่อโบราณ
ระยะออกดอก/ติดผล--- กุมภาพันธ์-มีนาคม/เมษายน-กรกฎาคม
ขยายพันธุ์ --- เมล็ด ตอนกิ่ง

53 ตะเคียนทอง/Hopea odorata


ชื่อวิทยาศาสตร์---Hopea odorata Roxb.(1811 publ. 1819)
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2853232
---Hopea decandra Buch.-Ham. ex Wight.(1840)
ชื่อสามัญ---Ironwood, White thingan.
ชื่ออื่น---กะกี้, โกกี้ (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่); แคน (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ); จะเคียน (ภาคเหนือ); จืองา (มาเลย์-นราธิวาส); จูเค้, โซเก (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี); ตะเคียน, ตะเคียนทอง, ตะเคียนใหญ่ (ภาคกลาง); ไพร (ละว้า-เชียงใหม่); [BANGLADESH: Telsur, Tersol.];[CAMBODIAN: Koki Masao, Thmar.];[KANNADA: Kallurala, Bili tirupu.];[LAOS: Kh’ein, Khaen Huea.];[MALAYSIA: Merawan, Cengal kampung, Chengal mas, Cengal Pasir, Chengal pasir, Merawan siput jantan (Malay); Chengal Kampung (Terengganu); Chengal Pulau (Kedah)];[MYANMAR: Thingan.];[TAMIL: Urappupicin.];[THAI: Ka-ki, Ko-ki (Karen-Chiang Mai); Khaen (Northeastern); Cha khian (Northern); Chue-nga (Malay-Narathiwat); Chu-khe,so-ke (Karen-Kanchanaburi); Ta khian, Ta khian thong, Ta khian yai (Central); Phrai (Lawa-Chiang Mai).];[VIETNAM: Sao, Sao den.];[TRADE NAME: Merawan.].
ชื่อวงศ์---DIPTEROCARPACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ --เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-พม่า หมู่เกาะอันดามัน กัมพูชา ลาว เวียตนามตอนใต้ คาบสมุทรมาเลย์ตอนเหนือ
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Hopea ตั้งตาม John Hope นักพฤกษศาสตร์ชาวสก๊อต (ค.ศ. 1725-1786); ชื่อเฉพาะคือคำคุณศัพท์ภาษาลาติน“ odoratus, a, um” = กลิ่นหอม, น้ำหอมโดยมีการอ้างอิงถึงดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม
Hopea odorataเป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ Dipterocarpaceae ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย William Roxburgh(1751-1815) ศัลยแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อตในปี พ.ศ.2362


ที่อยู่อาศัยมีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีอยู่ตามธรรมชาติขยายจากศรีลังกาไปยังหมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์และจากบังคลาเทศไปยังพม่า ไทย, มาเลเซียและกัมพูขา ลาว เวียตนาม  ต้นตะเคียนจะขึ้นกระจายอยู่กว้างขวางพบในป่าดิบชื้นส่วนใหญ่ตามแนวน้ำที่ระดับความสูง 0-900 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ไม่ผลัดใบสูง30-40 เมตรเส้นรอบวงลำต้นประมาณ 4 เมตร เรือนยอดแน่นสีเขียวเข้มกิ่งแผ่กว้าง ลำต้นเปลาตรงเปลือกนอกสีน้ำตาลคล้ำเกือบดำมักมีร่องลึกตามยาว เมื่ออายุมากขึ้นเปลือกจะเป็นเกล็ด ๆเปลือกชั้นในสีเหลืองหม่นมักจะมีน้ำยางสีเหลืองซึมออกมา กิ่งแขนงเรียวเล็กลู่ลง ใบรูปไข่แคบหรือเกือบขอบขนาน ขนาดของใบกว้าง 3-7.5 ซม.ยาว 8-16 ซม.ฐานใบป้านหรือกลมไม่สมมาตร ใบเกลี้ยงเป็นมันด้านล่างของใบจะมีตุ่มหูดสีเหลืองอ่อนใบอ่อนมีขนรูปดาวสีเทาใบแก่ผิวเรียบยกเว้นมีกลุ่มขนเล็กๆสีดำในซอกเส้นใบ หูใบเป็นรูปสามเหลี่ยม ดอกสมบูรณ์เพศขนาด 0.8-1 ซม.สีขาวหรือเหลืองอ่อนมีกลิ่นหอมทุกส่วนของช่อดอกมีขนนุ่มสีเทาดอกเป็นช่อถึง 50 ดอก ออกที่ปลายช่อและซอกใบบนๆ ผลมีปีกยาว 2 ปีก ปีสั้น 3 ปีก ปีกซ้อนกันแต่หุ้มส่วนกลางผลไม่มิด มีเมล็ด 1 เมล็ด
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---ต้นไม้เล็กต้องการร่มเงา แต่จะมีความต้องการแสงเพิ่มขึ้นเมื่อโตขึ้น พบได้ในป่าบนดินที่อุดมสมบูรณ์มักจะอยู่ตามริมลำธารและในสถานการณ์ที่ชื้น ดินมีการระบายน้ำดี มีค่า pH ในช่วง 4.8 - 5.2 ซึ่งทนได้ 4.4 - 6
ศัตรูพืช/โรคพืช---มีความอ่อนไหวต่อแมลงศัตรูพืช ที่สำคัญได้แก่Trioza hopeae (เพลี้ยกระโดด)/ไวรัส และเชื้อราหลายชนิด ส่งผลกระทบต่อใบ ผลไม้ และราก
การใช้ประโยชน์ ---ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้แทนนิน, เรซิ่นและไม้ ต้นไม้ถูกเอาเปรียบทางการค้าในฐานะแหล่งที่มาของไม้ซุง 'merawan' ในขณะที่เรซิ่นขายในตลาดท้องถิ่น
-ใช้กินได้ เปลือกไม้ใช้เคี้ยวแทนหมากกับพลู
-ใช้เป็นยาบางส่วนของพืชถูกนำมาใช้ในการแพทย์แผนโบราณสำหรับโรคที่หลากหลาย เรซิ่นใช้ในยาแผนโบราณในพม่า ใช้เป็นยาห้ามเลือดโดยมีฤทธิ์ช่วยหยุดเลือดเมื่อนำไปใช้กับบาดแผล เปลือกไม้นั้นมีฤทธิ์ฝาด มันถูกใช้ในการรักษาโรคท้องร่วง มันเป็นส่วนผสมของยาสำหรับรักษาอาการอักเสบของเหงือกและความมักมากในกาม
-ใช้เป็นไม้ประดับ เป็นไม้ประดับและให้ร่มเงาในส่วนของเบงกอลตะวันตกและชายฝั่งตะวันตกของหมู่เกาะอันดามันเวียดนาม ฯ
-วนเกษตร ใช้ในโครงการปลูกป่าเหมาะสำหรับการปลูกบนที่ดินที่เสื่อมโทรม
-อื่น ๆ เนื้อไม้ละเอียดสีเหลืองซีดที่กลายเป็นสีน้ำตาลอ่อนหากสัมผัส เป็นไม้ที่มีเนื้อไม้ทนต่อแมลงและปลวก เนื้อไม้แข็งและทน แต่ทำให้แห้งยาก เป็นที่รู้จักกันในแง่เนื้อไม้ที่มีคุณภาพสูง ใช้ในการก่อสร้างที่อยู่อาศัย, เรือ, สะพาน, หมอนรถไฟ, เฟอร์นิเจอร์ และวัตถุงานฝีมือและงานศิลปะ เปลือกมีสารแทนนินสูง ใช้ในอุตสาหกรรมฟอกหนัง ต้นไม้ประกอบด้วยเรซินโปร่งใสที่เรียกว่า rock dammar ที่มีคุณภาพดีใช้สำหรับเคลือบเงาและกันน้ำในเรือ-แทนนินพบได้ในส่วนต่าง ๆ ของต้นไม้โดยมี 11% ในใบไม้, 13-15% ในเปลือกและ 10% ในไม้
-ต้นที่มีขนาดใหญ่ในป่าหายากมาก นอกจากป่าที่ได้รับการดูแลอย่างดีหรือป่าที่เข้าถึงยาก *(ส่วนตัว)-รูปดอกตะเคียนทองถ่ายมาจากวัดสะพานสูง นนทบุรี มีต้นใหญ่อยู่หลายต้นมากโชคดีที่ได้รูปดอกตะเคียนมาเพราะต้นตะเคียนจะไม่ออกดอกทุกปี จะออก3-5ปีต่อครั้ง ถือว่าโชคดีสุดๆ แต่ก็ไม่วายมีกรรมบังมาด้วย กล้องที่ใช้สมรรถนะต่ำรูปเลยออกมาไม่ค่อยชัด*
ภัยคุกคาม---เนื่องจากการถูกเอารัดเอาเปรียบมากเกินไปและการทำลายถิ่นที่อยู่จำนวนประชากรลดลงอย่างมาก จนถูกวางไว้ในบัญชีแดงของ IUCN (สหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ) ในฐานะ "อ่อนแอ" (ชนิดเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์) ในป่าโดยผิดธรรมชาติ (เกิดจากมนุษย์)
สถานะการอนุรักษ์---VU- VULNERABLE -  IUCN. Red List of Threatened Species.2017
ระยะออกดอก/ติดผล ---กุมภาพันธ์—เมษายน/พฤษภาคม—มิถุนายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด ใช้ระยะเวลาการงอก10-30 วัน อัตราการงอกของเมล็ดพบว่ามี 73% เพาะในที่ไม่มีร่มเงา, 83% ในที่กึ่งร่มเงาและ 40% สำหรับการหว่านโดยตรง

ต้นไม้ในสกุลLagerstroemiaหรือสกุลของ ตะแบก เสลา อินทนิลนี้ ทางอิสานจะเรียกรวมกันว่า"เปื่อย"และมีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก จนบางทียากที่จะบอกว่าต้นไหนเป็นต้นไหนเพราะตะแบกบางพันธุ์มีใบเล็กใบใหญ่ เหมือน เสลากับอินทนิล ดอกก็เหมือนกันบางพันธุ์จะมีดอกขนาดใหญ่สีม่วงขาว ชมพู มองคละกันไปดูเหมือนกันไปหมดบางพันธุ์ก็มีขนาดเล็กสีสันต่างๆก็คล้ายกันทั้งนั้น ในหนังสือ"ดอกไม้และประวัติไม้ดอกเมืองไทย" ของท่านอาจารย์ วิชัย อภัยสุวรรณ แนะให้ลองสังเกตุดังนี้
ตะแบก - เปลือกเรียบเกลี้ยงเป็นสีเทาขาวขุ่น ตามเปลือกรอบต้นมีรอยคล้ายแผลเป็น ลักษณะเป็นดวงด่าง วงๆประอยู่ห่างๆทั่วไปตามลำต้น
เสลา - เปลือกลำต้นสีน้ำตาลคล้ำ หรือค่อนข้างดำ แต่ไม่ดำสนิท และจะมีรอยแตกตามยาวเป็นร่องตื้นตลอดต้น
จำไม่ได้ให้ท่องไว้.... เสลาเปลือกแตก-ตะแบกเปลือกเรียบ
อินทนิล - เปลือกลำต้นจะมีผิวเรียบเกลี้ยง แต่มีแผ่นสะเก็ดบางๆลอกออกได้เองคล้ายเปลือกต้นฝรั่ง แต่ถ้าเปลือกของลำต้นมองดูกระด้างตาไม่มีการลอกเป็นสะเก็ดพวกนั้นคือตะแบก เปลือกบาง "

55 เสลา/Lagerstroemia loudonii

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Lagerstroemia loudonii Teijsm. & Binn.(1863)
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms.See all http://powo.science.kew.org/taxon/urn:lsid:ipni.org:names:553587-1
---Lagerstroemia hirsuta Rottler ex C.B.Clarke.(1879)
---Lagerstroemia rottleri CBClarke.(1879)
---Murtughas loudonii (Teijsm. & Binn.) Kuntze. (1891)
---Murtughas rottleri (CBClarke) Kuntze.(1891)
ชื่อสามัญ---Thai Bungor, Thai Crapemyrtle, Burmese Bungor, Loudon’s crape myrtle, Salao flower.
ชื่ออื่น--- เกรียบ, ตะเกรียบ (ชอง-จันทบุรี); ตะแบกขน, เสลา (นครราชสีมา); เสลาใบใหญ่ (ประจวบคีรีขันธ์, สระบุรี); อินทรชิต (ปราจีนบุรี); [INDONESIA: Bungur (Java).];[MALAYSIA: Bungor Siam (Malay).];[THAI: Salao, in tha ra jit, Dta baek kon, Dta griap, Griap, Sa lao bai yai.];[VIETNAM: Bàng lang tía].
EPPO Code--- LAELO (Preferred name: Lagerstroemia loudonii.)
ชื่อวงศ์---LYTHRACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---ไทย กัมพูชา ลาว เวียดนาม
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลเป็นเกียรติแก่ Magnus von Lagerstrom (1691-1759) นักธรรมชาติวิทยาและผู้อำนวยการบริษัทอินเดียตะวันออกของสวีเดน แม็กนัสเป็นเพื่อนและผู้อุปถัมภ์ของ Carl Linnaeus ในระหว่างการเดินทาง เขาได้จัดหาพืชให้กับลินเนียส และในทางกลับกัน ลินเนียสได้ตั้งชื่อสกุลของCrapemyrtle ตามชื่อของเขาว่า"Lagerstroemia" ; ชื่อสายพันธุ์ 'loudonii' เป็นเกียรติแก่ John Claudius Loudon(1783-1843)นักพฤกษศาสตร์และนักออกแบบภูมิทัศน์ชาวสก็อต
Lagerstroemia loudonii เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ตะแบก (Lythraceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Johannes Elias Teijsmann (1808–1882) นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์และ Simon Binnendijk (1821–1883) นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์ในปี พ.ศ.2406
*(ส่วนตัว)-ต้นไม้ต้นนี้ชื่อ "เสลา" อ่านว่า สะ-เหลา มีบางคนเรียกว่า ต้น เส-ลา เอามาย้ำให้ฟังแบบงงงง......*



ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในพม่าและไทย ในประเทศไทยพบต้นเสลาขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าดิบ และป่าชายหาด พบทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง ลงไปถึงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ที่ระดับความสูงไม่เกิน 400 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลางสูง5-15 เมตร เรือนยอดกลมใบดกและกิ่งโน้มลงรอบทรงพุ่ม เปลือกสีดำแตกเป็นร่องเล็กตามความยาวลำต้น ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม-เกือบตรงข้ามรูปไข่แกมขอบขนานยาว5-20 ซม.กว้าง 4-8 ซม.ก้านใบยาว 0.3-0.5 ซม.ด้านบนเรียบเกลี้ยงด้านล่างมีขน ช่อดอกใหญ่ออกที่ปลายกิ่งและกิ่งข้าง ช่อดอกยาว 10-30 ซม.ดอกสีม่วงอมชมพูหรือม่วงและขาวบางต้นมีสีขาวล้วน กลีบเลี้ยงเชื่อมกันเป็นรูปถ้วย ปลายแยกเป็น 5-8 แฉก กลีบดอกส่วนใหญ่เป็น 6 กลีบ รูปกลมบางยับย่น ขอบย้วย โคนคอดเป็นก้านสั้น ๆ เมื่อบานเส้นผ่านศูนย์กลาง 3-4ซม. เกสรเพศผู้จำนวนมาก ผลแคปซูลรูปกลมรียาว 2-2.5 ซม.เส้นผ่านศูนย์กลาง 1-1.5 ซม.ผลแห้งแตกตามยาว 5-6 ซีก เมล็ดสีน้ำตาลเข้มจำนวนมาก เมล็ดมีปีกสีน้ำตาลอ่อน
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดเต็มวัน ขึ้นได้ดีในดินร่วนซุยอุดมสมบูรณ์ด้วยอินทรีย์วัตถุ ความชื้นในดินสม่ำเสมอ ไม่ทนน้ำท่วมขัง ทนอุณหภูมิต่ำสุดได้ถึง 0องศาC ในช่วงสั้น ๆ ทนทานต่อความเค็มได้ดี สามารถนำไปใช้ใกล้ทะเลได้
การใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา บางส่วนของพืชถูกใช้ในการแพทย์แผนโบราณโดยเฉพาะเปลือกไม้สำหรับรักษาอาการท้องเสีย ใบไม้ใช้กับแผลที่ผิวหนัง ใช้ใบบดกับกำยานใช้ทาผดผื่นคัน
-ใช้ปลูกประดับ นิยมปลูกเพื่อให้ร่มเงาและดอกที่สวยงามนิยมปลูกเป็นไม้ประดับทั่วประเทศ
-อื่น ๆ ไม้เนื้อแข็ง เนื้อเหนียว ทนทาน ใช้ก่อสร้าง แปรรูป ต่อเรือ ทำสะพาน ทำพื้น ตง รอด หรือใช้แกะสลัก-ผลใช้ทำไม้ประดับแห้ง
พิธีกรรม/ความเชื่อ---คนไทยมีความเชื่อว่าหากปลูกต้นเสลาไว้ประจำบ้านจะเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลทำให้บ้านนั้นมีฐานะสูงขึ้น
สำคัญ---เป็นพันธุ์ไม้พระราชทานจังหวัดนครสวรรค์
ระยะออกดอก/ติดผล---พฤศจิกายน- มกราคม/กุมภาพันธ์-กรกฎาคม
ขยายพันธุ์--เพาะเมล็ด ใช้เวลาในการงอก15-40วัน

56 อินทนิลน้ำ/Lagerstroemia speciosa


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Lagerstroemia speciosa (L.) Pers.(1806)
ชื่อพ้อง---Has 9 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl/record/kew-2353907
ชื่อสามัญ--Queen Flower, Giant crape-myrtle, Queen's crape-myrtle, Banabá plant for Philippines, Pride of India, Bloodwood, Rose of India
ชื่ออื่น---ฉ่วงมู, ฉ่องพนา (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี); ตะแบกดำ (กรุงเทพฯ); บางอบะซา (นราธิวาส); บาเย, บาเอ (มาเลย์-ปัตตานี); อินทนิล, อินทนิลน้ำ (ภาคกลาง, ภาคใต้); [ASSAMESE: Ejar, Ajar, Jarul.];[BRAZIL: Flor-da-rainha, Resedá-flor-da-rainha, Resedá-gigante.];[CHINESE: Bai ri hong, Da hua zi wei, zi wei shu.];[CUBA: Astronomía, Cupido, Gastronomia, Júpito.];[DOMINICAN REPUBLIC: Almira, Armira.];[DUTCH: Koninginnebloem.];[FRENCH: Lilas des Indes, Stragornia blanc.];[GERMAN: Rose von India.];[HAITI: Atromelia stragornia.];[HINDI: Jarul.];[INDONESIA: Bungur, Bungur tekuyung, Ketangi.];[JAMAICA: Crape myrtle, June rose.];[JAVANESE: Ketangi.];[MALAYSIA: Berangan asu, Bungor raya, Bongor biru, Sebugor, Tibabah (Malay).];[MARATHI: Taman.];[MYANMAR: Gawkng-uchyamang, Pyinma, Pyinma-ywetthey.];[NETHERLANDS: Koninginnebloem.];[PHILIPPINES: Banaba (Tag.), Makabols, Parasabukong.];[PUERTO RICO: Astromero.];[SPANISH: Astromelia, Embrujo de la India, Flor de la reina, Orgullo de la India.];[TAMIL: Kadali.].[THAI: Chuang-muu, Chong-pana, Tabaek dam, Inthanin nam.];[VIETNAM: Banglang.].
EPPO Code---LAESP (Preferred name: Lagerstroemia speciosa.)
ชื่อวงศ์ ---LYTHRACEAE
ถิ่นกำเนิด ---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย พม่า จีนตอนใต้ อินโดจีน มาเลย์ สุมาตรา บอร์เนียว ฟิลิปปินส์ ชวา  สุลาวาสี ตอนเหนือของออสเตรเลีย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลLagerstroemia ตั้งตาม Magnus von Lagerstroem นักธรรมชาติวิทยาชาวสวีเดนผู้จัดหาตัวอย่างจากตะวันออกสำหรับ Linnaeus ; ชื่อเฉพาะสายพันธุ์'speciosa'เป็นคำคุณศัพท์ภาษาละติน 'speciosus, a, um' = สวยงามฉูดฉาดอ้างอิงถึงดอกไม้
Lagerstroemia speciosa เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ตะแบก (Lythraceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Linnaeus (1707–1778) นักชีววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดนและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดยChristiaan Hendrik Persoon (1761–1836)นักพฤกษศาสตร์ชาวแอฟริกาใต้ ในปี พ.ศ.2349

 

ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในเขตอบอุ่นและเอเชียเขตร้อนรวมถึงอนุทวีปอินเดีย, จีน, กัมพูชา, พม่า, ไทย, เวียดนาม, อินโดนีเซีย, มาเลเซียและฟิลิปปินส์ ได้รับการปลูกฝังอย่างกว้างขวางเป็นไม้ประดับและขณะนี้ได้รับการแปลงสภาพในเขตร้อนของเอเชียและแอฟริกา, ออสเตรเลีย, เม็กซิโก, อเมริกากลาง อเมริกาใต้และหมู่เกาะอินเดียตะวันตกเป็นพืชของเขตร้อนชื้นและกึ่งเขตร้อนชื้นซึ่งพบได้ที่ระดับความสูงไม่เกิน 400 เมตร สายพันธุ์นี้ได้รับการชื่นชมอย่างมากในตลาดพืชสวนขนาดใหญ่ มักจะนำไปปลูกในสวนทั่วไป ในสวนสาธารณะ รอบลานจอดรถและตามทางหลวง มันได้หลบหนีจากการเพาะปลูกและตอนนี้สามารถพบได้ตามธรรมชาติในพื้นที่เสีย, พื้นที่ที่ถูกรบกวน, ทุ่งหญ้าโล่งและตามริมถนนในสภาพภูมิอากาศที่หลากหลาย ขณะนี้มีการจดทะเบียนเป็นพืชรุกรานในเบลีซ, คอสตาริกา, เปอร์โตริโกและหมู่เกาะเวอร์จิน ( Balick et al., 2000 ; ChacónและSaborío, 2012 ; Rojas-Sandoval และ Acevedo-Rodríguez, 2015 ) ในประเทศไทยพบทุกภาค ขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง และป่าดิบชื้น ความสูงถึงประมาณ 750 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบหรือกึ่งผลัดใบ หมายถึงถ้าขึ้นอยู่ในที่แห้งแล้งจะผลัดใบ ถ้าผลัดใบจะผลัดใบประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม ต้นสูงประมาณ 10-20 เมตร เส้นผ่านศูน์กลางประมาณ 60 ซม.เรือนยอดแผ่เป็นพุ่มกว้างกลม เปลือกหนาสีเทาอมน้ำตาล ใบเดี่ยวเรียบเป็นมัน เรียงตรงข้าม ใบยาวรูปไข่กึ่งขอบขนาน ดอกออกเป็นช่อยาวประมาณ10-50ซม.ออกที่ปลายกิ่งและกิ่งข้าง  ดอกสีม่วงสด ,ม่วงอมชมพู ,สีชมพูหรือสีขาว (สำหรับอินทนิลพันธุ์สีชมพูสดเรียกว่า ตะแบกอินเดีย) ดอกขนาดใหญ่ขนาดดอกประมาณ 5-7.5ซม  มีกลีบดอก 6 กลีบ.เกสรเพศผู้จำนวนมาก ผลเป็นแบบแคปซูลรูปไข่ยาวและกว้าง 2-2.5ซม. เมื่อแก่มีสีน้ำตาล ผลแก่แตกออกเป็น6พู ผลและเมล็ดเล็กกว่าอินทนิลบก เมล็ดยาว1ซม.สีน้ำตาลอ่อน
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เติบโตได้ดีในตำแหน่งที่มีแดดจัดมักจะพบการเจริญเติบโตตามลำธาร ดินอาจแตกต่างจากการระบายน้ำดีถึงน้ำท่วมเป็นครั้งคราว แต่ไม่ใช่ดินพรุ ต้องการค่า pH ในช่วง 5.5 - 6.5, ที่ทนได้ 4.5 - 7.5 ทนอุณหภูมิต่ำสุดได้ถึง 0 องศา C ในช่วงสั้น ๆต้นไม้ได้รับการปลูกอย่างประสบความสำเร็จในเขตเมืองที่มีมลพิษทางอากาศ การระบายน้ำไม่ดีดินบดอัดและ/หรือภัยแล้ง สามารถออกดอกได้เมื่ออายุเพียง 2 ปี สายพันธุ์นี้ทนต่อไฟ

 

การใช้ประโยชน์---- ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเพื่อเป็นยาและแหล่งวัสดุ ไม้ที่มีคุณภาพดีถือว่าเป็นหนึ่งในไม้ที่ดีที่สุดในพม่าและอัสสัมและมักจะมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนเชิงพานิชย์
-ใช้เป็นยา การเตรียมจากใบแห้งหรือที่เรียกว่า Banaba มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศฟิลิปปินส์ในการรักษาโรคเบาหวานและปัญหาปัสสาวะ ใบไม้นั้นใช้เป็นยาถ่าย-; ในอินเดียใช้เปลือกและใบเป็นยาขับพิษ  เมล็ดใช้เป็นยาเสพติด และรากเป็นยาแก้ไข้ ยากระตุ้น และยาสมานแผล (Jain and DeFilipps 1991)-;ในอินโดจีนจะใช้รากและเปลือกเป็นยาสมาน ใบและผลมีคุณสมบัติลดน้ำตาลในเลือดในการรักษาโรคเบาหวาน บนคาบสมุทรมลายูมีการรับประทานยาต้มจากเปลือกเพื่อรักษาอาการปวดท้องและโรคบิด ใบทำเป็นยาพอกเพื่อรักษาโรคมาลาเรียและเท้าแตก-; ในประเทศอินโดนีเซียใช้เปลือกเย็นเพื่อรักษาอาการท้องร่วง ยาพอกใบใช้แก้อาการไข้มาเลเรีย ยาต้มเปลือกใช้สำหรับรักษาอาการท้องเสียและปวดท้อง
-วนเกษตร ต้นไม้มีระบบรากที่มีความหนาแน่นสูงและกว้างซึ่งทำให้มันมีประโยชน์ในการปลูกเพื่อควบคุมการชะล้างพังทลาย ถูกใช้ในรูปแบบการปลูกป่าสำหรับเนินเขาที่เสื่อมโทรมในชวา
-ใช้เป็นไม้ประดับ นิยมใช้เป็นไม้ประดับและไม้ให้ร่มเงาตามอาคารบ้านเรือน สถานที่ราชการ ริมถนน สวนสาธารณะโดยทั่วไป
-ใช้อื่นๆ แก่นไม้เป็นตัวแปรจากสีน้ำตาลอ่อนสีเหลืองน้ำตาลสีเทาหรือสีแดงไปจนถึงสีน้ำตาลแดง พื้นผิวมีความละเอียดปานกลางถึงหยาบและไม่สม่ำเสมอค่อนข้างมันวาว ไม้หนักพอสมควร เหมาะสำหรับการตกแต่งภายใน แผ่นผนัง แผ่นไม้อัด ผลิตเฟอร์นิเจอร์ระดับสูงการแกะสลักและพื้นภายใน มีรายงานว่าเป็นที่นิยมสำหรับใช้ในการสร้างเรือในประเทศไทยและบางส่วนของภูมิภาคอินโดจีน- เปลือกผลและใบมีแทนนิน [เปลือกผลไม้ (14 - 17%) ใบ (12 - 13%).] สีย้อมสีเหลืองได้จากเปลือกไม้ -ไม้ยังใช้เป็นเชื้อเพลิง
รู้จักอันตราย---รากลำต้นและใบมีกรดไฮโดรไซยานิค
ระยะออกดอก---พฤษภาคม-กรกฏาคม
ขยายพันธุ์ --- เมล็ด ปักชำ ตอนกิ่ง ชำราก

57 อินทนิลบก/Largerstroemia Macrocarpa


ชื่อวิทยาศาสตร์---Largerstroemia Macrocarpa Wall. ex Kurz.(1874)
นอกประเทศไทยนี่ถือเป็นคำพ้องความหมายของLagerstroemia speciosa (L. ) Pers
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms.See all https://www.gbif.org/species/3989096
---Lagerstroemia costa-draconis Furtado & Srisuko.(1969)
---Lagerstroemia hossei Koehne.(1908)
---Lagerstroemia intermedia var. oblonga Craib.(1911)
---Lagerstroemia macrocarpa var. reflexa Furtado & Srisuko.(1969)
ชื่อสามัญ---Giant Crape Myrtle, Naked lady of the forests.
ชื่ออื่น-- กากะเลา (อุบลราชธานี); กาเสลา, กาเสา (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ); จ้อล่อ, จะล่อ, จะล่อหูกวาง, หูกวาง (ภาคเหนือ); ชีมุง (เงี้ยว); ปะหน่าฮอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน); อินทนิลบก (ภาคกลาง) ;[BURMESE: Eikmwe, Kon-pyima, Mai-sa-hpong, Pyinma-ywet-gyi.];[KANNADA: Nandimara.];[MALAYALAM: Vellilav, Ventheekk.];[MARATHI: Bondara, Kumbaya, Nana.];[RUSSIAN: Lagestromiia krupnoplodnaia.];[TAMIL: Kaccai-k-kattai, Vel-vila, Ventekku.];[TELUGU: Chinnangi.];[THAI: In ta nin bok (Central Thailand), Ga ka lao, Jorlor, Jalor, Jalor hoo kwang (Northern Thailand), See mung.].
EPPO Code--- LAEMA (Preferred name: Lagerstroemia macrocarpa.)
ชื่อวงศ์---LYTHRACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย พม่า ไทย ลาว
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลLagerstroemia ตั้งตาม Magnus von Lagerstroem นักธรรมชาติวิทยาชาวสวีเดนผู้จัดหาตัวอย่างจากตะวันออกสำหรับ Linnaeus
Largerstroemia Macrocarpa เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ตะแบก (Lythraceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Nathaniel Wallich (1786–1854) ศัลยแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวเดนมาร์กจากอดีต Wilhelm Sulpiz Kurz (1834-1878) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันในปี พ.ศ.2417
ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในเทือกเขา Ghatsตะวันตก ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย กระจายอยู่ในตอนเหนือของพม่า ไทย ลาว เติบโตในป่าเต็งรัง ป่าเปิด ป่าดิบแล้งและป่าดิบชื้น ที่ระดับความสูง 1,300 เมตร เป็นไม้ที่พบเห็นอยู่ทั่วไปในประเทศเขตร้อน ในประเทศไทยพบทั่วไปในป่าผลัดใบและป่าโปร่งผสม พบทุกภาคยกเว้นภาคใต้ พบที่ระดับความสูงถึงประมาณ 1000 เมตร
ลักษณะเป็นไม้ต้นสูง 8-15 เมตร ใบเดี่ยวรูปขอบขนาน แกมรูปไข่หรือรูปไข่กลับ ยาว 10-45 ซม.ออกเรียงตรงข้ามเป็นคู่ โคนใบมน ปลายใบมนหรือแหลม แผ่นใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน ก้านใบยาว 0.5-2 ซม. ใบใหญ่กว่าอินทนิลน้ำ ผลัดใบในฤดูหนาวราวเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคมจะแตกใบใหม่พร้อมทั้งออกช่อดอก ดอกจะออกเป็นช่อกระจะตั้งตรง ยาวได้ถึง 30 ซม. มีขนสั้นนุ่ม ก้านดอกเทียมยาว 0.5-2 ซม.  ดอกสีชมพู ม่วงแดง ถึงซีดขาว กลีบดอก 6กลีบ เกสรเพศผู้จำนวนมากเรียงเป็นกระจุกอยู่กลางดอกอับเรณูสีเหลือง ผลรูปรีกว้างหรือเกือบกลม ยาว 3-4 ซม. เกลี้ยง ปลายมีติ่งแหลม แตกเป็น 6 ซีก เมล็ดจำนวนมาก มีปีก สีน้ำตาล
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---ต้องการแสงแดดเต็มที่ ปลูกง่ายขึ้นในดินแทบทุกชนิดที่มีการระบายน้ำดี ค่า pH ในช่วง 5.5 - 6.5, ที่ทนได้ 4.5 - 7.5 อุณหภูมิตอนกลางวันต่อปีอยู่ในช่วง 18 - 35°c แต่ทนได้ 10 - 45°c พืชสามารถอยู่รอดได้ในอุณหภูมิที่ต่ำถึง 5°c ต้นไม้โตเร็วปานกลาง
การใช้ประโยชน์--- ต้นไม้ที่มีคุณค่าและมีความสำคัญ มากและให้สิ่งที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งของป่าตะวันตกของอินเดีย มันถูกรวบรวมมาจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นและยังมีการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศในเชิงพานิชย์
-ใช้ปลูกประดับ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับและไม้ให้ร่มเงา
-อื่นๆ แก่นไม้มีสีแดงหรือสีน้ำตาลแดง ไม้เนื้อแข็งปานกลางไม่ทนทาน ค่อนข้างหยาบ ค่อนข้างมันวาว ใช้สำหรับงานก่อสร้างทั่วไป การต่อเรือ เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งภายใน พื้นไม้ปาร์เก้
ระยะออกดอก---ธันวาคม- มีนาคม
ขยายพันธุ์ --ด้วยการเพาะเมล็ด

58 ตะแบกนา/Lagerstroemia floribunda


ชื่อวิทยาศาสตร์---Lagerstroemia floribunda Jack.(1820)
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms.See al http://powo.science.kew.org/taxon/553564-1
---Murtughas floribunda (Jack) Kuntze.(1891)
ชื่อสามัญ---Thai crape myrtle, Tropical crape myrtle.
ชื่ออื่น---กระแบก (ภาคใต้); ตราแบกปรี้ (เขมร); ตะแบกไข่ (ราชบุรี, ตราด); ตะแบกนา (ภาคกลาง); บางอตะมะกอ, บางอยามู (มาเลย์); เปื๋อยด้อง, เปื๋อยนา, เปื๋อยหางค่าง (ภาคเหนือ); [BURMESE: Kamaung-phyu, Pyinma-phyu.];[CHINESE: Líng guǒ zǐwēi, Léng è zǐwēi, Dà huā zǐwēi];[KHMER: Trapek.];[MALAY: Bungor kedah, Kedah bungor, Antui Gajah];[RUSSIAN: Lagerstremiia pyshnotsvetushchaia, Lagerstremiia obil'notsvetushchaia.];[THAI: Tabaek-na, Bpeuay naa, Bpeuay haang kaang, Bpeuaytong, Dta baek kai , Dta baek kon.];[VIETNAMESE: Bằng lăng nhiều hoa.];
EPPO Code---LAEFL (Preferred name: Lagerstroemia floribunda.)
ชื่อวงศ์---LYTHRACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ - ไทย กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลLagerstroemia ตั้งตาม Magnus von Lagerstroem นักธรรมชาติวิทยาชาวสวีเดนผู้จัดหาตัวอย่างจากตะวันออกสำหรับ Linnaeus; ชื่อเฉพาะสายพันธุ์ floribunda คือคำคุณศัพท์ภาษาละติน“ floribundus, a, um” = floriferous, ที่มีดอกไม้มากมาย, จากคำกริยา“ floreo” = เพื่อความเจริญ
Lagerstroemia floribunda เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ตะแบก (Lythraceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Nikolaus Joseph von Jacquin (1727-1817) นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาการแพทย์, เคมีและพฤกษศาสตร์ ชาวเนเธอร์แลนด์ในปี พ.ศ.2363
สายพันธุ์นี้มีความหลากหลายอยู่3สายพันธุ์ย่อยได้แก่
1 ---Lagerstroemia floribunda var. cuspidata Wall ex C.B.Cl.
2 ---Lagerstroemia floribunda var. floribunda
3 ---Lagerstroemia floribunda var. sublaevis Craib

ที่อยู่อาศัยมีถิ่นกำเนิดในประเทศพม่า กัมพูชา มาเลเซีย ไทยและเวียดนาม พบตามป่าดิบชื้นป่าที่ลุ่มและป่าป่าปฐมภูมิ มักชื้นเลียบฝั่งแม่น้ำที่ระดับความสูงต่ำ 0-850 เมตร ในประเทศไทยพบแทบทุกภาค ยกเว้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง และชายป่าดิบชื้น
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบหรือกึ่งผลัดใบสูง10-15 (-30) เมตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 60 ซม.โคนต้นมักเป็นพูพอน เรือนยอดเป็นพุ่มกลม เปลือกต้นเกลี้ยงสีเทาเป็นมันผิวเรียบลอกหลุดเป็นแผ่นบางๆ ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่หรือรูปขอบขนาน ยาว 10-25 ซม. และกว้าง 5-10 ซม.เส้นใบย่อยเลือนลางห่างๆกัน ใบอ่อนสีชมพูบรอนซ์ มีขนรูปดาว  กิ่งก้านมีสันคม ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ยาว20-50 ซม. ดอกย่อยเส้นผ่านศูนย์กลาง 2-3 ซม. มีกลีบดอก 6 กลีบ กลีบดอกสีม่วงอมชมพู สีจะจางลงจนขาว ก้านช่อและดอกตูมมีขนละเอียดสีน้ำตาลทองปกคลุม ผลยาว 1-1,6 ซม. สีน้ำตาลเข้ม เมล็ดสีน้ำตาลเข้มหลายปีก
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดเต็มวัน ขึ้นได้ดีในดินร่วนซุยอุดมสมบูรณ์ด้วยอินทรีย์วัตถุ ความชื้นในดินสม่ำเสมอ ไม่ทนน้ำท่วมขัง ทนอุณหภูมิต่ำสุดได้ถึง 0องศาC ในช่วงสั้น ๆ
การใช้ประโยชน์-ใช้เป็นยาบางส่วนของพืชถูกนำมาใช้ในการแพทย์แผนโบราณใช้ใบในกรณีมีไข้สูง ฆ่าพยาธิ สภาพผิวหนังเช่นสิว
-ใช้ปลูกประดับ มีคุณค่าของการประดับและการจัดสวนที่ยอดเยี่ยมเป็นที่นิยมอย่างยิ่ง ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสวนสาธารณะ อาคารบ้านพักอาศัย ริมถนนและส่วนราชการต่าง ๆ
-ใช้อื่น ๆ แก่นไม้มีสีน้ำตาลแดง ไม้หนักพอสมควร แข็งปานกลาง ค่อนข้างทนทานทนต่อปลวก และทนต่อเชื้อราปานกลาง  ง่ายต่อการใช้งานเหมาะสำหรับการตกแต่งภายในแผ่นผนัง แผ่นไม้อัด การผลิตเฟอร์นิเจอร์ระดับสูงการแกะสลักและพื้น มีรายงานว่าเป็นที่นิยมสำหรับใช้ในการสร้างเรือในประเทศไทยและบางส่วนของภูมิภาคอินโดจีน
ระยะเวลาออกดอก---เมษายน-กรกฏาคม
ขยายพันธุ์ --- ด้วยเมล็ด ปักชำ ตอนกิ่ง

59 ตะแบกเกรียบ/Lagerstroemia cochinchinensis


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Lagerstroemia cochinchinensis Pierre.(1886)
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms. See all https://www.gbif.org/species/8452585
--- Lagerstroemia collinsae Craib. (1914)
ชื่อสามัญ ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---โคะกางแอ้ (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่); ตะแบกเกรียบ (ชลบุรี, นครราชสีมา); ตะแบกเกรียบแดง (ราชบุรี); เปื๋อยกะแอ่ง (สุโขทัย); เปื๋อยแดง, เปื๋อยเปลือกบาง, เปื๋อยแมว (ภาคเหนือ); เปื๋อยลอกเปลือก (แพร่); ลิงง้อ (จันทบุรี); [THAI: Kho kang ae; Tabaek kriab; Tabaek kriab daeng; Bpeuay ka aeng.]
EPPO Code--- LAECO (Preferred name: Lagerstroemia cochinchinensis)
ชื่อวงศ์---LYTHRACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ ---คาบสมุทรมาเลย์ พม่า ไทย จีนตอนใต้ และคาบสมุทรอินโดจีน
Lagerstroemia cochinchinensis เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ตะแบก(Lythraceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Jean Baptiste Louis Pierre (1833 – 1905) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศสในปี พ.ศ.2429
ที่อยู่อาศัยพบที่ภูมิภาคอินโดจีน ในประเทศไทยพบแทบทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ ขึ้นตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้ง ที่ระดับความสูงถึงประมาณ 100-600 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ ต้นขนาดใหญ่สูงถึง 25 ม. เปลือกบาง ลำต้นยาวปลายสอบกิ่งก้านเรียวเล็ก โคนต้นเป็นร่องลึก เปลือกต้นสีน้ำตาลอ่อน เรียบหลุดล่อนเป็นแผ่นกลมบาง  ใบรูปรีถึงรูปใบหอก หรือแกมรูปไข่ ยาว 4-15 ซม. ก้านใบยาว 0.2-1 ซม.ใบอ่อนมีขนรูปดาวสีน้ำตาลส้มปกคลุมหนาแน่น และขนยังคงมีในใบแก่อย่างน้อยด้านล่าง ดอกสีชมพูม่วงเป็นช่อยาว9-16ซม. ก้านช่อมีขนสีน้ำตาลหนาแน่นส่วนล่างมีใบเล็กรูปไข่ ผลรูปรีเกือบกลม ยาว 1.4-1.7 ซม. เกลี้ยง มีชั้นกลีบเลี้ยงคลุมอยู่1/3ของผล
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดจัด ดินร่วนระบายน้ำดี
การใช้ประโยชน์---ใช้เป็นยา รากเป็นยาแก้ปวดกล้ามเนื้อและมีไข้ เปลือกชงดื่มแก้ท้องร่วง แก้พิษ
-ใช้ปลูกประดับ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับสวนทั่วไป
ขยายพันธุ์---เมล็ด

60 หางนกยูงฝรั่ง/Delonix regia


ชื่อวิทยาศาสตร์---Delonix regia (Boj. ex Hook.) Raf.(1837)
ชื่อพ้อง---Has 4 Synonyms
---Basionym: Poinciana regia Bojer ex Hook.(1829)
---Caesalpinia regia (Bojer ex Hook.) D.Dietr.(1840)
---Delonix regia var. flavida Stehlé.(1946)
---Delonix regia var. genuina Stehlé.(1946)
ชื่อสามัญ-Flame Tree, Royal poinciana, Flamboyant Tree, Flamboyant, Flame-of-the-forest, Peacock-flower, Mayflower.
ชื่ออื่น---นกยูงฝรั่ง, หางนกยูงฝรั่ง, อินทรี (ภาคกลาง), ส้มพอหลวง(ภาคเหนือ), หงอนยูง (ภาคใต้) ;[ARABIC: Goldmore.];[ASSAMESE: Krishnasura.];[BANGLADESH: Krishna chura, Radha chura.];[BENGALI: Krishnachura.];[BRAZIL: Uaruna.];[BURMESE: Seinban.];[CHINESE: Feng huang mu, Hong hua ying.];[COLOMBIA: Clavellino.];[FIJI: Sekoula];[FRENCH: Flamboyan, Flamboyant, Mille Fleurs];[GERMAN: Feuerbaum, Flammenbaum, Pfauenbaum.];[HAWAII: ‘Ohai ‘ula];[HINDI: Gul mohor, Kattikayi, Peddaturyl, Shima sunkesula];[JAPANESE: Howoboku];[KANNADA: Gentige Hoo, Kempu Torai.];[MADAGASCAR: Alamboronala, Hintsakinsa, Kitsakitsabe.];[MALAYALAM: Kaalvarippoo, Alasippoomaram, Anasippoomaram, Poomaram.];[MEXICO: Tabachín.];[PAKISTAN: Gulmohur.];[PORTUGUESE: Flamboiã.];[SAMOA: Elefane, Tamaligi.];[SINHALESE: Mal-Mara.];[SPANISH: Arbol de la llama, Arbol del matrimonio, Arbol del fuego, Acacia roja, Flamboyán, Flor de pavo, Guacamoya, Pajarilla, Tabuchin, Morazán.];[SRI LANKA: Mayirkonri, Panjadi.];[TAHITI: Pakai, Puke, Ra‘ar marumaru];[TAMIL: Cemmayir- Konrai.];[TELUGU: Peddaturayi.];[THAI: Nok yung farang, Hang nok yung farang, In si (Central);Som pho luang (Northern); Ngon yung (Peninsular).];[TONGA: ‘Ohai]; [VIETNAM : Phuong.];[VENEZUELA: Acacia roja.];[VIETNAM: Phuong.];[TRADE NAME: Gold mohar].  
EPPO Code---DEXRE (Preferred name: Delonix regia)
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE- CAESALPINIACEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เขตกระจายพันธุ์---ประเทศในเขตร้อนทั่วโลก
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Delonix มาจากภาษากรีก delos =ชัดเจน  และonux =(เล็บ) อ้างอิงถึงกลีบดอกที่ยาวเหยียด
Delonix regia เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ถั่ว (Fabaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Wenceslas Bojer (1797–1856) นักพฤกษศาสตร์ชาวโบฮีเมีย จากอดีต Sir William Jackson Hooker (1785-1865) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษซึ่งเป็นผู้อำนวยการคนแรกของ Royal Botanic Gardens (Kew Gardens)และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Constantine Samuel Rafinesque-Schmaltz (1783–1840) นักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศส - อเมริกัน ในปี พ.ศ.2380

 

ที่อยู่อาศัยมีถิ่นกำเนิดใน มาดากัสการ์ หลังจากนั้นแพร่กระจายไปยังเขตร้อนของทวีปแอฟริกาและต่อมาเพื่อความงามของมันถูกนำไปยังทวีปอื่น ๆ เช่นยุโรปและอเมริกา พบในเขตร้อนชื้นซึ่งพบในระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 2,000 เมตร
บทสรุปของการรุกราน---ต้นไม้ที่มีสีสันเป็นไม้ประดับที่นิยมและสวยงามที่สุดที่ได้รับการแนะนำให้รู้จักกันอย่างแพร่หลายในประเทศเขตร้อนทั่วโลก อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็ว ๆ นี้ พบว่ามีการดัดแปลงสัญชาติในหลายประเทศ และกลายเป็นการรุกรานในออสเตรเลีย และบนเกาะคริสต์มาสและหมู่เกาะแปซิฟิกจำนวนหนึ่ง มีแนวโน้มที่จะสร้างวัฒนธรรมเชิงเดี่ยวและป้องกันการงอกใหม่ของสายพันธุ์พื้นเมือง เป็นไปได้ว่าสายพันธุ์นี้จะมีศักยภาพในการรุกรานในต่างประเทศ
ลักษณะ เป็นไม้ต้นผลัดใบสูงประมาณ 15 เมตรเปลือกสีเทาเกลี้ยง เรือนยอดเป็นรูปร่มกว้าง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกและมีใบย่อยเล็กจำนวนมาก ดอกใหญ่ออกที่ปลายยอดและกิ่งข้าง กลีบรองดอกมี5กลีบขนาดไม่เท่ากัน มีสีแดงอมส้ม สีส้มและสีเหลืองบ้าง เกสรตัวผู้มี10อัน อยู่เป็นอิสระ ออกดอกในระหว่างที่ผลัดใบหรือแตกใบอ่อน ถ้าขึ้นในที่แล้งจะออกดอกจนมองไม่เห็นใบ ผลเป็นฝักแบนแข็งขนาดกว้าง3-5ซม.ยาว40-60ซม. ฝักแก่มีสีน้ำตาลดำ เมื่อแก่จะแตกออกทั้งสองด้านเมล็ดภายในฝักมีลักษณะกลมยาววสูงสุด 50 ซม. กว้าง 6 ซม. และหนา 5 มม สีน้ำตาลดำขอบขาว เปลือกเมล็ดแข็งมาก
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้นไม้เจริญเติบโตได้อย่างเหมาะสมในตำแหน่งที่มีแสงแดดจัด ในดินที่มีการระบายน้ำดี เป็น ดินร่วนปนทรายและดินไม่เหนียวเกินไป ต้องการ pH ในช่วง 5.5 - 6.5, ที่ทนได้ 4.5 - 7.5 อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีตั้งแต่ 14 ถึง 26°C อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยของเดือนที่หนาวที่สุดอยู่ระหว่าง 6 ถึง 18°C มีความทนทานต่อความแห้งแล้งมาก ทนต่อความเค็มเล็กน้อย
การใช้ประโยชน์---ใช้กิน เมล็ด-สุกกินได้ ใช้เป็นอาหาร
-ใช้เป็นยา ส่วนที่ใช้ เปลือกไม้ ใช้ยาต้มเปลือกไม้รักษาโรคบิด ในยาพื้นบ้านของบังคลาเทศใบ ใช้ในการรักษาโรคเบาหวาน
-วนเกษตร ใช้ปลูกบนพื้นที่ที่ถูกกัดเซาะเพื่อการควบคุมการสึกกร่อนและเพื่อการฟื้นฟูและปรับปรุงดินด้วยการตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ
-ปลูกเป็นไม้ประดับ เป็นไม้ที่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับให้ร่มเงา บริเวณอาคาร สถานที่ราชการ ริมถนน สวนสาธารณะเพราะมีพุ่มใบและช่อดอกที่สวยงาม สายพันธุ์นี้เป็นหนึ่งในไม้ประดับที่ได้รับการเพาะปลูกมากที่สุดโดยปลูกเป็นไม้ประดับในสวนและบริเวณข้างถนน เนื่องจากความสวยงาม เป็นหนึ่งในไม้ประดับที่ใช้กันมากที่สุดในภูมิภาคเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนทั่วโลก รูปแบบที่มีดอกไม้สีเหลือง (ที่รู้จักกันทั่วไปว่าDelonix regia var. flavida ) บางครั้งก็เห็นในการเพาะปลูก ก่อนการปลูกควรมีข้อพิจารณาดังนี้ ต้นไม้มีระบบรากตื้นและไม้อ่อนจึงมีแนวโน้มที่จะถอนรากถอนโคนในช่วงที่มีพายุรุนแรงและลมแรงพัดกระหน่ำควรปลูกไว้ในที่กำบังที่ดีที่สุด ระบบรากที่ตื้นและแผ่ขยายเป็นวงกว้างจะแข่งกับพุ่มไม้และพืชดอกใกล้เคียง ดังนั้นจึงควรปลูกให้ห่างจากพืชชนิดอื่นในสวน รากนั้นค่อนข้างก้าวร้าวซึ่งบางอันอยู่เหนือพื้นผิวทำให้ไม่เหมาะสำหรับริมทางเท้า ถนนหรือใกล้ ท่อระบายน้ำ ผนังบ้านและแม้แต่สายไฟฟ้า ก็ควรระวัง
-ใช้อื่น ๆ สารสกัดด้วยน้ำของพืชมีสารประกอบ allelopathic รวมถึงกรดฟีนอลิกอัลคาลอยด์และฟลาโวนอยด์ สามารถใช้เป็นสารกำจัดวัชพืชตามธรรมชาติและยาฆ่าแมลงเพื่อเพิ่มผลผลิตของพืชผลทางการเกษตร-เมล็ดมีน้ำมันประมาณ 17.2% น้ำมันนี้มีกลีเซอรีนปกติความไม่อิ่มตัวต่ำและดีมากสำหรับการผลิตสบู่และแชมพู-แก่นไม้มีสีเหลืองถึงน้ำตาลอ่อน กระพี้สีเหลืองอ่อน ไม้เนื้ออ่อนหนัก เนื้อหยาบอ่อนแอเปราะบางขัดเงาได้ดีและทนต่อความชื้นและแมลง แม้ถูกโจมตีจากปลวก  เป็นไม้ที่ใช้ก่อสร้างที่ทนทานมากแต่ไม้ขนาดใหญ่หายาก -ฝักขนาดใหญ่แข็งเป็นเนื้อไม้ใช้เป็นเชื้อเพลิงและไม้ถูกเผาใช้ทำเป็นถ่าน
สำคัญ---หางนกยูงเป็นสัญญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีธงประจำมหาวิทยาลัย สีเหลืองแดงเหมือนสีของดอกหางนกยูงฝรั่ง
ภัยคุกคาม---เนื่องจาก ต้นไม้ได้สูญพันธุ์ไปแล้วในถิ่นกำเนิด (มาดากัสการ์) ประชากรพื้นเมืองที่สำคัญจะพบในพื้นที่ที่ถูกคุกคามจากการผลิตถ่าน ต้นไม้ถูกจัดวางใน IUCN Red List  ประเภท "ความเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์"
สถานะการอนุรักษ์---VU- VULNERABLE -  IUCN. Red List of Threatened Species.2010
ระยะเวลาออกดอก---เมษายน-มิถุนายน
ขยายพันธุ์ -- ด้วยเมล็ด ปักชำ ตอนกิ่ง ก่อนเพาะเมล็ดควรขลิบเปลือกออกเล็กน้อยระวังอย่าให้โดนต้นอ่อน จะช่วยให้เมล็ดงอกเร็วขึ้น เริ่มออกดอกเมื่ออายุ4-5 ปี จากเมล็ด

สกุล Saraca ปัจจุบันมี 11 ชนิด (POWO 2020), มีถิ่นกำเนิดในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
(แสดงในหน้านี้ 3 สายพันธุ์)
-Saraca indica L.(1767)
-Saraca declinata ( Jack) Miq.
-Saraca thaipingensis Cantly ex Prain

61 โสกน้ำ/Saraca indica


ชื่อวิทยาศาสตร์---Saraca indica L.(1767)
ชื่อพ้อง---Has 14 Synonyms.
---Saraca arborescens Burm.(1768)
---(More) See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/ild-1691
ชื่อสามัญ---Saraca, Asoka-tree, Ashok, Asoca, Sorrowless Tree, Red saraca.
ชื่ออื่น--กาแปะห์ไอย์ (มาเลย์-ยะลา);ชุมแสงน้ำ(ยะลา);ตะโดลีเต๊าะ(มาเลย์-ปัตตานี); ส้มสุก (ภาคเหนือ); โสก (ภาคกลาง); โสกน้ำ (สุราษฎร์ธานี) ;[ARABIC: Saraka Hindi, Shabuqa.];[BENGALI: Ashoka.];[CHINESE: Wu you hua.];[FRENCH: Arbre ashoka, Jonesie, Saraca.];[GERMAN: Ashokbaum];[HINDI: Ashok, Asok, Asupala, Ashokam, Sita ashok.];[JAPANESE: MuYuTatsuki-MuYuHana, MuYuhana-Asokka.];[MALAYALAM: Asokam.];[MYANMAR: Thawka, Tthawka-po.];[NEPALESE: Ashau, Ashok.];[SANSKRIT: Ashoka, Anganapriya, Apashaka.];[TAMIL: Asogam, Asogu, Asokam.];[TELUGU: Ashokapatta.].[THAI: Ka-pae-ai (Malay-Yala); Chumsaeng nam (Yala); Ta-do-li-to (Malay-Pattani); Som suk (Northern); Sok (Central); Sok nam (Surat Thani).];[VIETNAM: Vang anh la nho
EPPO Code---SBRAS (Preferred name: Saraca indica.)
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE).
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย ปากีสถาน ศรีลังกา ไทย ลาว เวียดนามตอนใต้ คาบสมุทรมลายู สุมาตรา ชวา
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Saraca ที่มาของชื่อสกุลนั้นไม่แน่นอนส่วนใหญ่น่าจะมาจากชื่อท้องถิ่น ; ชื่อของสายพันธุ์ 'indica' คือคำคุณศัพท์ภาษาละติน "indicus, a, um" = ของอินเดีย โดยอ้างอิงสันนิษฐานถึงแหล่งกำเนิด
--ชื่อสามัญ(Common name) "Ashoka" หรือ "Asoca" หมายถึง พระเจ้าอโศกชื่่อกรีกของเขาคือ Piodasses พระเจ้าอโศกมหาราชเป็นจักรพรรดิอินเดียของราชวงศ์ Maurya ผู้ปกครองอนุทวีปอินเดียเกือบทั้งหมดตั้งแต่ 232-268 ปีก่อนคริสตกาล
Saraca indica เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ถั่ว (Fabaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Linnaeus (1707–1778) นักชีววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดนในปี พ.ศ.2310


ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบในภาคกลางและภาคตะวันออกของเทือกเขาหิมาลัยตะวันตก Ghats และ Deccan มีการเพาะปลูกในอินเดียจนถึงคาบสมุทรมลายู ในประเทศไทยไทยพบทั่วทุกภาค พบขึ้นตามริมลำธารในป่าดิบแล้ง และป่าดิบชื้น ที่ระดับความสูงถึงประมาณ 900 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูง9-12เมตร ไม่ผลัดใบ เปลือกต้นสีขี้เถ้าหรือน้ำตาลจาง เรือนยอดแผ่กว้างแตกกิ่งแขนงมากมาย ปลายกิ่งลู่ลงดิน ใบเป็นใบประกอบมี1-7คู่ ใบรูปไข่หรือรูปหอก ขนาดกว้าง 2.5-7 ซม.ยาว 7-11 ซม.ปลายใบแหลมโคนใบมน ใบอ่อนสีขาวห้อยลงและจะเปลี่ยนเป็นสีเขียว  ดอกมีกลิ่นหอมออกเป็นช่อตามบริเวณปลายกิ่งกลีบรองดอกมี 4 กลีบ รูปไข่กลับแกมขอบขนาน สีเหลืองแสดถึงสีแดง กลีบดอกไม่มี เกสรเพศผู้ 6-8 อัน ฝักรูปขอบขนานถึงรูปหอกยาว 6-25 ซม.กว้าง 2-6 ซม.ตรง แข็ง คล้ายหนัง.มีช่อละ 1-2 ฝัก ส่วนมากมีเมล็ด 4-6 เมล็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งแสงแดดเต็มหรือร่มเงาบางส่วน ดินมีความอุดมสมบูรณ์ด้วยอินทรียวัตถุชุ่มชื้นระบายน้ำได้ดี ทนอุณหภูมิต่ำสุดได้ถึง 14องศา C มักขึ้นริมน้ำตามป่า ถ้ากำลังกระหายน้ำหรือขาดน้ำในขณะที่กำลังเดินอยู่ในป่าถ้าพบต้นอโศกขึ้น อยู่ให้รีบเดินลงเขาทันทีไม่เกิน 15 นาที ก็จะพบแหล่งน้ำ แม้ว่าหลายสายพันธุ์ในครอบครัว Fabaceae จะมีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดิน แต่สายพันธุ์นี้บอกว่าไม่มีความสัมพันธ์ดังกล่าวดังนั้นจึงไม่สามารถตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ


การใช้ประโยชน์--- บางครั้งพืชจะเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นสมุนไพร เครื่องเทศและใช้เป็นยา
-ใช้กิน ใบไม้ ดอกไม้ กินได้-ปรุงสุก มีกลิ่นหอมรสค่อนข้างเปรี้ยวกินเป็น potherb ผลไม้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องบดเคี้ยวแทนหมากพลู
-ใช้เป็นยาสำหรับสตรี เปลือกเมล็ดพืชและดอกไม้ที่ใช้ใน AyurvedaและUnani ระบบของยา Early Indian Materia Medica, 1500 AD.กล่าวถึงพืชเป็นยาบำรุงมดลูกที่ใช้สำหรับความผิดปกติของประจำเดือน ระดูขาวและตกเลือดภายใน ใช้เป็นยาระงับประสาทมดลูก ในปากีสถานใช้สำหรับเลือดออกในมดลูกมากเกินไป และยังใช้สำหรับภาวะซึมเศร้า  น้ำใบผสมกับเมล็ดยี่หร่าใช้แก้ปวดท้อง  - ใช้เป็นยาอื่น ๆ ใช้เป็นยาชูกำลัง ใช้สำหรับโรคไขข้อ, โรคผิวหนังและโรคทางเดินปัสสาวะ ควรระวัง เมื่อใช้ยาในปริมาณมากหรือใช้เป็นเวลานานอาจทำให้ท้องผูก ท้องอืดและลดความอยากอาหาร -ชื่อ Ashoka ในภาษาสันสกฤต หมายถึง "ปราศจากความเศร้าโศก" อ้างอิงถึงชื่อเสียงของเปลือกไม้ในการรักษาสุขภาพของผู้หญิงให้อ่อนเยาว์
-ใช้ปลูกประดับ นิยมปลูกกันทั่วไปเป็นไม้ประดับตามบ้าน ตามวัด ตามสวนสาธารณะและสวนทั่วไป
-อื่น ๆ ไม้สีน้ำตาลอมแดงอ่อนๆ เนื้อไม้ใช้สำหรับการก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์ ดอกไม้ให้สีย้อม ผลเป็นอาหารสัตว์
ความเขื่อ/พิธีกรรม---ต้นอโศกถือเป็นหนึ่งในต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญที่สุดในอินเดีย ทั้งในหมู่ชาวฮินดูและชาวพุทธ พบได้บ่อยในสวนหลวงและปลูกไว้ใกล้กับวัด มักใช้ในการประดับตกอต่งวัดและในพิธีทางศาสนา มันเป็นองค์ประกอบที่เกิดขึ้นในอีกศิลปะอินเดียและตำนานที่มี Yakshi ถือสาขาของต้นไม้ Ashok ที่ออกดอก นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาฮินดูบูชาใน Chaitra เดือนแรกของปฏิทินฮินดู
ภัยคุกคาม--ไม่มีภัยคุกคามที่น่าเป็นห่วงจัดไว้ใน IUCN Red List ประเภท'ความกังวลน้อยที่สุด'(ไม่น่าจะสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้)
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species.2020
ระยะเวลาดอกออก/ติดผล---ออกดอกและออกผลได้ตลอดทั้งปี พบมาก มกราคม- กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด, ตอนกิ่ง -เมล็ดหากเก็บเกี่ยวเมื่อสุกและหว่านทันที ควรแช่น้ำ 12 ชั่วโมง จะงอกภายใน 3 สัปดาห์ และพร้อมปลูกภายใน 6 - 12 เดือน

62 โสกขาว/Maniltoa grandiflora

ชื่อวิทยาศาสตร์---Maniltoa grandiflora (A.Gray) Scheff.(1876)
ชื่อพ้อง---Has 1Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl/record/ild-39470
---Cynometra grandiflora A.Gray
ชื่อสามัญ---White Handkerchief, Handkerchief tree, Silk handkerchief tree, Dove tree.
ชื่ออื่น---โสกขาว (ทั่วไป); [THAI: Sok khao.];[Indonesia: Pohon sapu tangan.]
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย, Indo-Malesia
เขตกระจายพันธุ์---แปซิฟิก-ฟิจิ ตองกา, แคริเบียน- ตรินิแดด โตบาโก
Maniltoa grandiflora เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ถั่ว (Fabaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดยAsa Grey (ค.ศ. 1810–1888) นักพฤกษศาสตร์ชาวอเมริกันและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดยRudolph Herman Christiaan Carel Scheffer( 1844–1880) นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์ในปี พ.ศ.2419


ที่อยู่อาศัย ถิ่นกำเนิดในอินโดนีเซียและนิวกินี จากภูมิภาค ฟิจิ อินโดนีเซีย ปาปัวนิวกินี หมู่เกาะโซโลมอน ตองกา พบที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลใกล้ถึง 600 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นสูง 5-20 เมตร ใบประกอบมี 1-3คู่ รูปขอบขนานสองข้างใบย่อยไม่เท่ากัน ตอนเป็นใบอ่อนจะมีสีชมพูขาว แล้วเปลี่ยนเป็นสีเขียวอ่อนและเขียวมากขึ้นตามลำดับแก่อ่อน  เกิดจากการผลิของตาใบพร้อมกัน ใบย่อยยาว9-17ซม.ดอก มีขนาดเล็กมากสีขาว ออกที่ปลายกิ่งหรือกิ่งข้าง มีใบประดับหุ้มหลายชั้นเกสรกลีบรองดอก 4 กลีบ กลีบดอก 5 กลีบ มีขนาดไม่เท่ากัน  เล็กมาก สีขาว เกสรเพศผู้ 20-60 อันอัดติดกันแน่นที่ฐาน ฝักตรงและหนา ยาวประมาณ3 ซม.มีเมล็ด1-2เมล็ด มีดอกสองสี คืออย่างชนิดดอกสีขาว และดอกสีชมพู
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ตำแหน่งที่มีแสงแดดจัดถึงร่มเงาบางส่วน ดินชื้นสม่ำเสมอ ระบายน้ำได้ดี pH ของดิน 5.6 ถึง 6.0 (เป็นกรด) 6.1 ถึง 6.5 (มีความเป็นกรดอ่อน) สายพันธุ์นี้มีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดินบางชนิด แบคทีเรียเหล่านี้ก่อให้เกิดก้อนบนรากและตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ ไนโตรเจนบางส่วนนี้ถูกใช้ในพืชที่กำลังเติบโต แต่บางชนิดก็สามารถนำมาใช้กับพืชชนิดอื่นที่ปลูกในบริเวณใกล้เคียง
ใช้ประโยชน์---ต้นไม้ถูกเก็บมาจากป่าเพื่อใช้ไม้
- ใช้เป็นยา เนื้อไม้เปลือกและใบเป็นยาสำหรับรักษาโรคทางเดินอาหารผิดปกติ  ในผลไม้มีวิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติที่สามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกายดังนั้นจะไม่ป่วยง่าย การดื่มน้ำผลไม้นี้เป็นประจำจะทำให้ผิวกระชับขึ้นมีสุขภาพดีและหลีกเลี่ยงการแก่ก่อนวัยเช่นริ้วรอยบนใบหน้าและผิวเหี่ยวย่น
-ใช้ปลูกประดับ ใช้เป็นต้นไม้ดูดซับมลพิษ การวิจัยทางวิทยาศาสตร์แสดงให้เห็นว่าโสกขาวสามารถดูดซับมลพิษซึ่งมาจากอากาศน้ำและดิน พืชชนิดนี้สามารถดูดซับประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ของระดับคาร์บอนมอนอกไซด์ซึ่งเป็นพิษ สารพิษนี้ไม่มีกลิ่นและดูดซึมได้ง่ายในกระแสเลือดมากกว่าออกซิเจน ก๊าซนี้สามารถเกิดขึ้นได้จากควันยานยนต์หรือการเผาขยะ ผลข้างเคียงของคาร์บอนมอนอกไซด์มีมากมายเช่นความเหนื่อยล้าปวดหัวปัญหาการมองเห็นปัญหาการหายใจ ปวด ปวดอาเจียน การประสานงานของเส้นประสาทบกพร่อง ความจำลดลงและเกิดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ดังนั้น พืชนี้มีส่วนช่วยลดมลพิษเป็นเหมือนเครื่องฟอกอากาศทำให้สภาพแวดล้อมดีและสุขภาพดีขึ้น
-อื่น ๆ แก่นไม้มีสีน้ำตาลหรือสีแดงน้ำตาลบางครั้งมีความมันวาวสีทอง เป็นไม้ที่ใช้สำหรับการก่อสร้างทั่วไป เช่น เฟอร์นิเจอร์, ประตู, พื้น ไม้ใช้เป็นเชื้อเพลิงและทำถ่านอย่างดี
ขยายพันธุ์ ---เมล็ด ตอนกิ่ง

63 โสกเขา/Saraca declinata

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Saraca declinata ( Jack) Miq.(1855)
ชื่อพ้อง---  Has 16 Synonyms. See all http://www.plantsoftheworldonline.org/taxon/urn:lsid:ipni.org:names:517891-1
---Saraca cauliflora Baker.(1878)
ชื่อสามัญ---Red Saraca, Red Asoka, Bakis, Sorrowless tree
ชื่ออื่น---กาแป๊ะบาซะ, กาแป๊ะบูเก๊ะ, บูกอเลา (มาเลย์-ยะลา); เข็มแดง (หนองคาย); ชุมแสงควน (ยะลา); โดละ (มาเลย์-นราธิวาส); ตะบือกะ (มาเลย์-ปัตตานี); โรก (กาญจนบุรี); สมโสก (นครราชสีมา, ตราด); สาย (สตูล); โสกเขา (ภาคใต้); โสกดอน (ตรัง) ;[CHINESE: Wu you hua, Chuí zhī wú yōu shù, Chuí zhī táo];[MALAYSIA: Bakis, Balanut, Dulanut ,Selungapid (Sabah); Gapis Daun Kecil, Tudung Periuk.];[THAI: Ka-pae-ba-sa, Ka-pae-bu-ke, bu-ko-lao (Malay-Yala); Khem daeng (Nong Khai); Chumsaeng khuan (Yala); do-la (Malay-Narathiwat); Ta-bue-ka (Malay-Pattani); Rok (Kanchanaburi); Som sok (Nakhon Ratchasima, Trat); Sai (Satun); Sok khao (Peninsular); Sok don (Trang).];[VIETNAMESE: Thô, Cây thô].
EPPO Code--- SBRCA (Preferred name: Saraca declinata)
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE).
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ -บังคลาเทศ พม่า ภูมิภาคอินโดจีน  มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน
Saraca declinata เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ถั่ว (Fabaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Nikolaus Joseph von Jacquin (1727-1817) นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาการแพทย์ , เคมีและพฤกษศาสตร์ ชาวเนเธอร์แลนด์และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Friedrich Anton Wilhelm Miquel (1811–1871) นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์ ในปี พ.ศ.2498

 

ที่อยู่อาศัย เกิดขึ้นที่พม่า (ทางตะวันออกของแม่น้ำอิราวดี) ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน บอร์เนียว สุมาตรา ชวา และหมู่เกาะซุนดาน้อย เกิดขึ้นในป่าดิบชื้น ป่าปฐมภูมิ ป่าพรุมักเกิดขึ้นตามริมแม่น้ำ ริมลำธารเล็กๆ ที่ระดับความสูงต่ำ (0 - 900 เมตร) ในประเทศไทยพบทางภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้ ขึ้นตามริมลำธารหรือที่ลาดชันในป่าดิบชื้น ความสูงถึงประมาณ 800 เมตร     
ลักษณะ คล้ายกับโสก S. indica L. แต่จำนวนเกสรเพศผู้มีน้อยกว่า เป็นไม้ต้นสูงได้ถึง 10-30 เมตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 10 - 60 ซม. แตกกิ่งก้านสาขาไม่เป็นระเบียบ เรือนยอดเป็นพุ่มทึบ รูปทรงกระบอก ปลายกิ่งห้อยย้อยลู่ลง เปลือกเรียบสีน้ำตาลปนเทา ใบประกอบแบบขนนก2 ชั้น ปลายคู่ (paripinnate) ยาว 8-30 ซม มีใบย่อย 3-7 คู่ กว้าง 2-8 ซม. ปลายใบแหลมหรือมน โคนใบรูปลิ่ม ขอบใบเป็นคลื่น ใบเกลี้ยง ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้ม เป็นมัน ด้านล่างสีอ่อนกว่า ใบอ่อนสีม่วง เส้นแขนงใบข้างละ 5 - 7 เส้นก้านใบย่อยยาว 0.3-1 ซม.ดอกออกเป็นช่อที่ซอกใบหรือปลายกิ่งยาว15-30ซม. ใบประดับขนาดเล็กติดทน ไม่มีกลีบดอก ก้านดอกยาว 2-3 ซม. ฐานดอกยาว 1-3 ซม. กลีบเลี้ยงรูปไข่หรือไข่กลับ ยาว 0.5-1.5 ซม. สีแดงหรือชมพู เกสรเพศผู้ 3-5 อัน รังไข่มีขนตามขอบ ผลเป็นฝักแบน รูปขอบขนานหรือรูปใบหอก ก้านยาว 1.5-2 ซม. ฝักรูปขอบขนาน ยาว 10-30 ซม. ปลายโค้ง มีจะงอยเป็นติ่งยาวประมาณ 1 ซม. มี 6-8 เมล็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดเต็มที่หรือร่มเงาบางส่วน ต้องการดินที่อุดมสมบูรณ์ ชุ่มชื้นและมีการระบายน้ำดี แม้ว่าหลายสายพันธุ์ในวงศ์ Fabaceae จะมีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดิน แต่สายพันธุ์นี้บอกว่าไม่มีความสัมพันธ์เช่นนั้น  จึงไม่สามารถตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ
ใช้ประโยชน์--- พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารและเป็นแหล่งของวัสดุ บางครั้งใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ
-ใช้เป็นอาหาร ดอกไม้ใช้ปรุงเป็นซุปและเมล็ดใช้กินได้
-ใช้เป็นไม้ประดับ ใช้ปลูกประดับจัดสวน  พุ่มสวยดอกสวยช่วงการออกดอกนาน จำนวนดอกมาก ออกดอกพร้อมกันทั้งต้น ปลูกตามอาคารบ้านพักอาศัย สวนสาธารณะ
-อื่น ๆ ไม้ที่ได้จะเป็นไม้ขนาดเล็กและใช้เพื่อทำเครื่องใช้ขนาดเล็กเท่านั้น บางครั้งมันถูกใช้สำหรับการทำด้ามจับ (มีด) parang
ระยะออกดอก/ติดผล--- มกราคม - เมษายน/พฤษภาคม - สิงหาคม
ขยายพันธุ์ ---เพาะเมล็ด, ตอนกิ่ง -เมล็ดหากเก็บเกี่ยวเมื่อสุกและหว่านทันที ควรแช่น้ำ 12 ชั่วโมง จะงอกภายใน 3 สัปดาห์ และพร้อมปลูกภายใน 6 - 12 เดือน

64 ศรียะลา/Saraca thaipingensis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Saraca thaipingensis Prain (1897)
ชื่อพ้อง---Has 3 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/ild-46157
---Saraca declinata sensu auct.        
---Jonesia declinata sensu Binn., non Jack   
---Saraca cauliflora sensu Prain, non Baker
ชื่อสามัญ---Yellow Saraca, Yellow Asoka, Orange saraca.
ชื่ออื่น---ศรียะลา, โสกเหลือง (กรุงเทพฯ); อโศกเหลือง, อโศกใหญ่ (ภาคใต้); [MALAYSIA: Gapis, Talan, Gapis Golak, Gapis Batan, Gapis Batang];[PORTUGUESE-Brazil: Sáraca-tangerina];[THAI: Si yala sok lueang (Bangkok); Asok lueang, Asok yai (Peninsular).].
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE).
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Saraca ที่มาของชื่อสกุลนั้นไม่แน่นอนส่วนใหญ่น่าจะมาจากชื่อท้องถิ่น ; ชื่อของสายพันธุ์ 'thaipingensis' หมายถึงหนึ่งในสถานที่กำเนิดคือไทปิงในประเทศมาเลเซีย
Saraca thaipingensis เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ถั่ว (Fabaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Sir David Prain (1857 –1944) นักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อตในปี พ.ศ.2440


ที่อยู่อาศัย พรรณไม้พื้นเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีถิ่นกำเนิดในอินโดนีเซีย (ชวา), มาเลเซีย, พม่าและไทย เติบโตในป่าชื้นตามแนวลำธารน้ำและแหล่งน้ำที่สูงถึงประมาณ 500 เมตร ในประเทศไทยพบตามป่าดงดิบใกล้ริมน้ำทางภาคใต้ ปัจจุบันพบ ปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไป
ลักษณะ เป็นไม้ต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 10-12 เมตร ใบอ่อนออกเป็นพวงที่ปลายยอดสีม่วงต่อมาเปลี่ยนเป็นสีเขียวอ่อน ออกเป็นช่อใหญ่มองเผินๆเหมือนใบชมพู่ ช่อหนึ่งมีใบย่อย4-8คู่ ใบรูปขอบขนานหรือรูปหอก ขอบใบเรียบปลายใบแหลม เส้นกลางใบเด่นชัด ใบย่อยขนาดกว้าง 3-9 ซม.ยาว 7-32 ซม. เมื่อใบแก่จัดจะมีสีเหลืองอมน้ำตาลอ่อนแล้วร่วงหล่นไปตามฤดูกาล ช่อดอกสีเหลืองอมส้ม ออกเป็นช่อกลมตามปลายกิ่งและลำต้น ขนาดช่อ15-35ซม.ช่อหนึ่งๆมีหลายดอก ก้านดอกยาวชูเด่นเห็นได้ชัด ในแต่ละช่อดอกย่อยจะบานไม่พร้อมกัน ดอกที่แก่จัดมีสีเข้มกว่าดอกที่อ่อน กลีบรองดอกมี 4 กลีบขนาดเท่ากัน เชื่อมติดกันเป็นหลอดยาวที่โคนกลีบ ไม่มีกลีบดอก เกสรเพศผู้และเกสรเพศเมีย ยื่นยาวออกมาเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของดอก เกสรเพศผู้มี 3-6 อันแต่ส่วนมากพบมี 4 อัน กลีบรองกลีบดอกและเกสรเพศผู้จะร่วงหลุดไปเมื่อดอกโรย เหลือแต่ก้านเกสรเพศเมียติดอยู่ที่โคนดอก จะมีช่วงดอกบานได้นานเนื่องจากมีช่อดอกจำนวนมากและทยอยบาน ส่งกลิ่นหอมอ่อนตลอดวัน เนื่องจากดอกมีกลิ่นหอมและมีสีสันสวยงาม มักมีแมลงบินมาตอมกินน้ำหวานจากเกสรเสมอ บางดอกจะมีน้ำหวานไหลเยิ้มออกมา ผลเป็นฝักแบนยาวคล้ายกับฝักของต้นหางนกยูง สีน้ำตาลอ่อนถึงเข้ม ผิวเรียบเป็นมันขนาดฝักกว้างประมาณ 3.5-8 ซม.ยาว15-40 ซม.เมื่อแก่แล้วแตกด้านข้าง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งที่กำบังจากลม แสงแดดตลอดวันหรือร่มเงาบางส่วน ดินอุดมสมบูรณ์ และดินมีความชื้นสม่ำเสมอมีสภาพเป็นกรดเล็กน้อยถึงเป็นกลาง ถ้าได้รับความชื้นสูงช่อดอกจะใหญ่ขึ้น การปลูกควรปลูกให้ห่างต้นไม้อื่นอย่างน้อย 6 เมตร ทรงพุ่มจะได้ไม่เบียดกัน ต้นที่ได้จากการตอนกิ่งจะออกดอกเร็วแต่ทรงพุ่มไม่ค่อยสวย
ใช้ประโยชน์---ใช้กิน เป็นอาหาร ผลใช้รับประทาน ผลตำใส่น้ำพริก ใบประกอบอาหาร หัวเป็นอาหาร
-ใช้เป็นยา ดอกไม้ใช้ในยาแผนโบราณ การศึกษาล่าสุดได้นำไปสู่คุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและต้านจุลชีพที่น่าสนใจ  สารสกัดจากดอกไม้ ใบและกิ่งไม้ มีศักยภาพในการแพทย์
-ใช้ปลูกประดับ ถูกจัดว่าเป็นไม้ยืนต้นท่ามกลางพรรณไม้เขตร้อนที่มีความสวยงามมากที่สุดเนื่องจากมีช่อดอกขนาดใหญ่และมีใบอ่อนสีม่วงที่สวยงาม
สำคัญ---เป็นพันธุ์ไม้ประจำจังหวัดยะลา
ภัยคุกคาม--ไม่มีภัยคุกคามที่น่าเป็นห่วงจัดไว้ใน IUCN Red List ประเภท'ความกังวลน้อยที่สุด'(ไม่น่าจะสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้)
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species.2020
ระยะดอกออก--- ธันวาคม- มีนาคม
ขยายพันธุ์--- ด้วยการเพาะเมล็ด, ตอนกิ่ง

65 อโศกอินเดีย/Polyalthia longifolia var. pendula

  

ชื่อวิทยาศาสตร์---Monoon longifolium (Sonn.) B.Xue & R.M.K. Saunders (2012)
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms. See all http://powo.science.kew.org/taxon/urn:lsid:ipni.org:names:77123022-1
---Polyalthia longifolia (Sonn.) Thwaites.(1864)
---Uvaria longifolia Sonn.(1782)
ชื่อสามัญ---False Ashoka, False Asoka, Mast Tree, Indian Mast Tree, Weeping Mast Tree, Green Champa, Cemetery tree, Indian fir, Masquerade tree, Telegraph pole tree, Black berry lily.
ชื่ออื่น---อโศกอินเดีย ; [ASSAMESE: Umboi.];[Chinese: Chang ye an luo, She-kan.];[FRENCH: Arbre mât, Arbre à mâture, Arbre-mât des Indes, Champa vert, Faux ashoka.];[INDIA: Mara illupai.];[KANNADA: Ubbina.];[MALAYALAM: Hemapushpam.];[PHILIPPINES: Indian lanutan.];[SANSKRIT: Putrajiva.];[TAMIL: Vansulam.];[TELUGU: Devdaru.];[Thai: A-sok in-dia];[VIETNAM: Huyền diệp, Hoàng nam.].
EPPO Code---QLHLO (Preferred name: Monoon longifolium)
ชื่อวงศ์---ANNONACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย ศรีลังกาและประเทศในเขตร้อน
Monoon longifolium เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในวงศ์กระดังงา (Annonaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Pierre Sonnerat (1748–1814) นักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศส และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Bine Xue (เธอมีบทบาทมากที่สุดในปี 2011) นักพฤกษศาสตร์ชาวจีน และ Richard MK Saunders (1964–) นักพฤกษศาสตร์ชาวอเมริกันในปี พ.ศ.2555           ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ประเทศอินเดียและศรีลังกา เติบโตตามธรรมชาติในสภาพภูมิอากาศกึ่งร้อนชื้นและเขตร้อนชื้น มีการแนะนำในสวนในประเทศเขตร้อนหลายแห่งทั่วโลก ใช้กันอย่างแพร่หลายในกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซียและหมู่เกาะแคริบเบียนของตรินิแดดและโตเบโก
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบทรงพุ่มเป็นรูปปิรามิดแคบ ๆ สูงเต็มที่ได้ถึง 25 เมตร แตกกิ่งจำนวนมากปลายกิ่ง อ่อนห้อยลู่ลงขนานกับลำต้น เปลือกสีน้ำตาลเข้มอมดำ มีลายสีขาวบิดเวียนตามความยาวของลำต้นหรือกิ่ง เนื้อไม้เหนียวใบรูปหอกกว้าง3.5-5ซม.ยาว18-26ซม. ขอบใบเป็นคลื่น ใบบาง เหนียวเป็นมัน ดอกออกตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ออกเป็นกระจุก3-6 ดอก กลีบเลี้ยงรูปสามเหลี่ยมยาว 3 – 4 มม.กลีบดอก 6 กลีบรูปดาว สีเขียวหรือสีครีม ก้านดอกยาว2-3ซม. ดอกเมื่อบานมีขนาด3-3.5ซม.ดอกบานอยู่นาน 3 สัปดาห์ ผลเป็นพวงมี6-13ผล รูปไข่กลับขนาดกว้าง1.5-2 ซม.ยาว 2-2.5 ซม สีเหลืองอมเขียว ผลแก่สีดำ มี1เมล็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดเต็มที่ถึงร่มเงาบางส่วน เจริญได้ดี บนดินเหนียว ดินร่วน ดินร่วนปนทราย ที่มีการระบายน้ำดี ค่าดินมีความเป็นกรดปานกลาง  pH 5.5- 7.5
ใช้ประโยชน์ -ใช้เป็นยา การศึกษาแสดงให้เห็นว่าต้านเชื้อแบคทีเรีย, เชื้อรา, ความดันโลหิตต่ำ, ยาระบาย, คุณสมบัติต้านการอักเสบ มีสรรพคุณทางยามากมาย สารสกัดเมทานอลของใบเปลือกลำต้นและรากของพืชถูกพิสูจน์แล้วว่าเป็นยาลดไข้ที่มีประสิทธิภาพและสามารถใช้เป็นส่วนเสริมในการรักษาของโรคอื่น ๆ ในระบบการแพทย์แบบดั้งเดิมของอินเดียใช้เป็นยาแก้ไข้ รักษาโรคผิวหนัง ความดันโลหิตสูงและหนอนพยาธิ - เปลือกใช้เป็นยาแก้ไข้ - ในไนจีเรียพืชใช้สำหรับโรคผิวหนัง สำหรับโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง
-ใช้ปลูกประดับ ไม้ต้นนี้ มักนิยมปลูกตามแนวรั้ว เป็นแนวกันลม กันเสียง กันฝุ่น เพราะความทึบและความสูงจะช่วยป้องกันได้
-ใช้อื่น ๆ ลำต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาดเล็ก ผลิตไม้สีเหลืองถึงสีเทาสีขาวน้ำหนักปานกลาง มีความต้านทานตามธรรมชาติต่อการเน่าและผุต่ำ เหมาะสำหรับการทำสิ่งของที่มีน้ำหนักเบาเช่นไม้ขีดไฟและดินสอเท่านั้น แม้ว่ามันจะถูกใช้ทำเครื่องดนตรี เป็นกลอง ในการใช้งานแบบดั้งเดิม เปลือกชั้นในกล่าวกันว่าให้ผลผลิตไฟเบอร์ที่ดี
ความเชื่อ/พิธีกรรม---ต้นไม้นี้ถือว่าศักดิ์สิทธิ์ในอินเดียและศรีลังกา และปลูกไว้รอบๆ วัดและสถานที่ทางศาสนา ใบใช้เป็นเครื่องประดับในเทศกาลฮินดู ทำเป็นพวงหรีดและแขวนไว้ที่ประตู
ระยะออกดอก---มีนาคม-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---การเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง

66 เสี้ยวป่า/Bauhinia saccocalyx

ชื่อวิทยาศาสตร์---Bauhinia saccocalyx Pierre.(1899)
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.
ชื่อสามัญ --- Thai Orchid Tree
ชื่ออื่น---คิงโค (นครราชสีมา); ชงโค (ทั่วไป); ส้มเสี้ยว (นครสวรรค์, อุดรธานี); ส้มเสี้ยวโพะ, เสี้ยวดอกขาว (เลย); เสี้ยวป่า (น่าน) ; [THAI: Khing kho, Chong kho.]
EPPO Code--- 1BAUG (Preferred name: Bauhinia)
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE -CAESALPINIODEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์ ---ภูมิภาคอินโดจีน
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Bauhinia ตั้งชื่อตามพี่น้อง Bauhin (John และ Caspar Bauhin) นักพฤกษศาสตร์ชาวสวิส-ฝรั่งเศส
Bauhinia saccocalyx เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ถั่ว (Fabaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Jean Baptiste Louis Pierre (1833-1905) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศสในปี พ.ศ.2442


ที่อยู่อาศัย มีเขตการกระจายพันธุ์ในภูมิภาคอินโดจีน ในประเทศไทยพบในป่าเต็งรังและป่าดิบแล้ง ในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ระดับความสูง100-800เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ต้นกึ่งเลื้อยขนาดเล็ก สูง 4- 10 เมตร ไม่ผลัดใบ ลักษณะทรงต้นแตกกิ่งจำนวนมาก กิ่งก้านเกลี้ยง ปลายกิ่งห้อยลง เรือนยอดกลมแน่นทึบ เปลือกนอกสีน้ำตาลเข้ม เปลือกแตกเป็นร่องลึกตามความยาวลำต้น ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่กว้าง ยาว6-10ซม. ปลายใบเว้าลึกแยกเป็น2แฉก โคนใบตัดถึงรูปหัวใจ เนื้อใบคล้ายกระดาษ ด้านบนสีเขียวด้านล่างสีอ่อนกว่า หูใบขนาดเล็ก ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น(Dioecious) ดอกช่อแบบช่อแยกแขนงสั้นๆ ยาวได้ถึง 7 ซม.ออกที่ปลายยอด ช่อย่อยแบบช่อกระจะสั้น ดอกรูปไข่กลับแคบ ขนาด1-1.4 ซม. สีขาว ถึงสีชมพูอ่อน ดอกเพศผู้ที่ไม่เป็นหมัน มีเกสรตัวผู้ 10อัน ดอกเพศเมียจะมีเกสรตัวผู้ที่เป็นหมัน คล้ายเส้นด้าย10 อัน ผลเป็นฝักแห้งแตกรูปดาบยาวประมาณ 7-14 ซม เมื่อฝักแก่เต็มที่จะแตกออกเมล็ดมีลักษณะกลมแบนมี 3-5เมล็ด
การใช้ประโยชน์--- ใช้เป็นยา เถาใช้เป็นยาฟอกโลหิตระดู แก้น้ำเหลืองเสีย แก้ผื่นคัน ใบเสี้ยวป่า ใช้ผสมกับลำต้นกำแพงเจ็ดชั้น นำมาต้มกับน้ำดื่มวันละ 3 ครั้ง เป็นยาฟอกโลหิต
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับใช้ในการจัดสวน
-อื่น ๆ ไม้ใช้ทำเป็นเชื้อเพลิง เผาถ่าน
ระยะออกดอก/ติดผล---เมษายน- พฤษภาคม/มิถุนายน - กรกฎาคม
ขยายพันธุ์--- เมล็ด

67 ชงโคนา/Bauhinia racemosa

ชื่อวิทยาศาสตร์---Bauhinia racemosa Lam.(1785)
ชื่อพ้อง---Has 7 Synonyms. See all http://powo.science.kew.org/taxon/481612-1
---Bauhinia parviflora Vahl.(1794)
---Piliostigma racemosum (Lam.) Benth.(1852) [Spelling variant]    
ชื่อสามัญ---Bidi leaf tree, Burmese Silk Orchid, Mountain Ebony, Bidi leaf tree
ชื่ออื่น---ส้มเสี้ยว, ชงโคขี้ไก่ ;[BENGALI: Banraji, Banraj];[HINDI: Katmauli.];[KANNADA: Achalu, Aapta, Mandara, Aralukadumandara.];[MALAYALAM: Kudambulimandaram, Arampali, Aathi, Arampaali, Malamandaram, Malayaththi, Malayathi, Kotapuli, Mandaram, Kutabuli.];[MARATHI: Sona, Apta.];[PAKISTAN: Kachnar.];[SANSKRIT: Yugmapatra, Yamalapatrakah.];[TAMIL: Aatthi, Atti, Tataki, Atti, Archi.];[TELUGU: Tella Arecettu.];[THAI: Chong kho naa, Chong kho khi kai.];[UNANI: Kachnaar].
EPPO Code--- BAURA (Preferred name: Bauhinia racemosa)
ชื่อวงศ์--- FABACEAE (LEGUMINOSAE -CAESALPINOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีน อินเดีย บังคลาเทศ พม่า ไทย กัมพูชา เวียดนาม
Bauhinia racemosa เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ถั่ว (Fabaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Jean-Baptiste Lamarck (1744–1829) นักพฤกษศาสตร์และนักสัตววิทยาชาวฝรั่งเศสในปี พ.ศ.2328

ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในอินเดียศรีลังกาและจีน  แพร่กระจายในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ขึ้นประปรายในป่าเปิดกึ่งโล่งแจ้ง ป่าแห้งผลัดใบพบได้บ่อยบนเนินเขาที่แห้งแล้ง ในทุ่งหญ้าที่ระดับความสูงถึง 1,500 เมตรในอินเดีย
ลักษณะ เป็นไม้ต้นไม้ขนาดเล็กผลัดใบสูงถึง 15 เมตร เรือนยอดกว้างและทึบลำต้นสีเทาเข้ม บิดงอ ใบรูปหัวใจปลายใบแยกเป็น2แฉกขนาด 4-10 ซม. โคนใบ ปลายใบเป็นพูกลมตื้น ใบแก่เหนียว เรียบเกลี้ยงหรือมีขนอ่อนๆบนเส้นใบด้านล่าง เส้นใบที่ฐาน7-9เส้น ดอกสีขาวออกเขียวหรือเหลืองอ่อนเป็นช่อเล็กๆยาว12-20 ซม. ดอกตูมโค้งงอส่วนบนกว้างที่สุด กลีบดอกแคบ5กลีบ เกสรเพศผู้10อัน แยกเป็น2วง วงนอกยาวเป็น2เท่า เกสรเพศเมียสั้น ผลโค้งงอไม่แตก กว้าง 1.5-2.5 ซม.ยาว 8-25 ซม.เมล็ดรูปไข่. 10-20 เมล็ด
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---เติบโตได้ดีที่สุดในตำแหน่งที่มีแดดจัด ชอบดินที่อุดมสมบูรณ์มีความชุ่มชื้นและระบายน้ำได้ดี แม้ว่าหลายสายพันธุ์ในครอบครัว Fabaceae จะมีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดิน แต่สายพันธุ์นี้บอกว่าไม่มีความสัมพันธ์เช่นนี้ดังนั้นจึงไม่สามารถตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ
การใช้ประโยชน์--- ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารยาและแหล่งของเส้นใย มีการนำมาปลูกบ้าง
-ใช้กิน ใบอ่อนใช้ดองกินได้, เมล็ดกินได้
-ใช้เป็นยา  มีรายงานการใช้ส่วนต่าง ๆ ของพืช ในยาพื้นบ้าน ดอกไม้ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ดอกไม้ดอกตูมและใบไม้แห้งใช้รักษาโรคบิด เปลือกต้นใช้ในการอักเสบของตับ เมล็ดเป็นยาชูกำลังและยาโป๊ว
-ใช้อื่น ๆ ใบถูกนำมาใช้ในการผลิต beedi บุหรี่อินเดียบาง ๆ  เปลือกเส้นใยใช้ทำเชือกได้ดี ส่วนที่เรียกว่า Aapta หรือ maloo bast ได้มาจากพืชซึ่งใช้สำหรับการผลิตเชือกอวนและเนื้อเยื่ออื่น ๆ ไม้สีน้ำตาลมีรอยคล้ำไม่สม่ำเสมอ ไม้ไม่ได้ใช้มากแม้ว่ามันจะเป็นเชื้อเพลิงที่ดี
ความเชื่อ/พิธีกรรม---ในครอบครัว Maharashtrian มันเป็นธรรมเนียมที่จะแลกเปลี่ยนใบของต้นไม้ Aapta -ในศาสนาฮินดูวันเทศกาลของ Dussehra การกระทำที่รู้จักกันในชื่อการแลกเปลี่ยนทองคำ ชี้ไปที่ความสำคัญเป็นพิเศษของพืชในวันนั้น เป็นเหตุผลที่ต้นไม้มักถูกเรียกว่า Sonpatta (แปลตามตัวอักษร: ใบไม้สีทอง )
ระยะเวลาออกดอก ---กุมภาพันธ์ – พฤษภาคม
ขยายพันธุ์--- เมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ

68 แสมสาร/Senna garrettiana

ชื่อวิทยาศาสตร์---Senna garrettiana (Craib) H.S.Irwin & Barneby. (1982)
ชื่อพ้อง---Has 1 Synonyms
---Basionym: Cassia garrettiana Craib.(1912)
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---แสมสาร(ภาคกลาง), ไงซาน(เขมร-สุรินทร์), กราบัด, กะบัด (นครราชสีมา), ขี้เหล็กแพะ, ขี้เหล็กโคก(ภาคเหนือ),  ขี้เหล็กป่า (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ภาคเหนือ), ขี้เหล็กสาร(นครราชสีมา, ปราจีนบุรี) ;[CAMBODIA: Angkanh.];[INDONESIA: Garesiana.];[JAPANESE: Same-sān, Kīrekku pā.];[LAOS: Khi lek.];[MALAYSIA: Bebusok.];[THAI: Samae san (Central); Ngai-san (Khmer-Surin); Kra-bat, ka-bat  (Nakhon Ratchasima); Khi lek phae, Khi lek khok (Northern); Khi lek pa  (Northeastern, Northern); Khi lek san (Nakhon Ratchasima, Prachin Buri);[VIETNAM: Muồng chét, Muồng, Mỏ hàn.]
EPPO Code---1SJNG (Preferred name: Senna)
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ -ศรีลังกา อินเดีย พม่า และอินโดจีน
Senna garrettiana เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ถั่ว (Fabaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย William Grant Craib (1882–1933)นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Howard Samuel Irwin Jr.(1928 –2019)นักพฤกษศาสตร์และTaxonomistชาวอเมริกันและRupert Charles Barneby (1911 –2000)นักพฤกษศาสตร์ชาวอเมริกันในปี พ.ศ.2525


ที่อยู่อาศัย พบในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตามบริเวณป่าโปร่ง ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าที่ราบต่ำทั่วไป และป่าผลัดใบที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 500 เมตร เป็นไม้ท้องถิ่นทางภาคเหนือของประเทศไทยขึ้นกระจายใน ภาคกลาง และภาคอื่นๆ ยกเว้นภาคใต้
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบสูง 15 เมตร เรือนยอดรูปกรวยคว่ำเปลือกนอกสีน้ำตาลเทาแตกเป็นร่อง กิ่งอ่อนมีขนประปราย ใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ เรียงเวียน มีใบย่อย6-9คู่ ขนาดกว้างประมาณ 2-5 ซม.ยาว 5-9 ซม.รูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบ ใบแก่เกลี้ยงหรือเกือบเกลี้ยง ไม่มีต่อม หูใบหลุดร่วงง่าย ก้านใบย่อยยาว 2-5 มม.ดอก ออกเป็นช่อแบบช่อกระจะเชิงประกอบออกที่ปลายกิ่ง ยาว 9-20 ซม. ดอกย่อยมีกลีบเลี้ยงและกลีบดอกสีเหลืองสดใส  ผลเป็นฝักแบนและมักบิดเป็นเกลียว รูปขอบขนาน กว้าง 2-4 ซม. ยาว 15-20 ซม. เมล็ดมีประมาณ 20 เมล็ด สีน้ำตาล กว้างประมาณ 5 มม. ยาวประมาณ 9 มม.เรียงตามขวาง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบแสงแดดจัด ดินร่วนซุยอุดมสมบูรณ์มีการระบายน้ำดี
ใช้ประโยชน์- ต้นไม้ใช้ในท้องถิ่นเพื่อเป็นอาหารและยา
-ใช้กิน เป็นอาหาร ใบอ่อนใช้กินสด
-ใช้เป็นยา สรรพคุณ แก่นมีรสขมเฝื่อน ผสมกับสมุนไพรอื่นๆ ในตำรายา มีสารสำคัญที่มีฤทธิ์เพิ่มการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ จึงทำหน้าที่เป็นยาระบาย และพบเป็นส่วนประกอบในตำรับยาฟอกเลือดของสตรี เมล็ดมีฤทธิ์เป็นยาถ่าย ขับพยาธิ บำบัดโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ใช้ใบเป็นยาบำบัดโรคงูสวัด
-ใข้ปลูกเป็นไม้ประดับได้สวยงามเพราะทรงพุ่มค่อนข้างแคบเหมาะกับพื้นที่ที่มีขนาดจำกัด ปลูกตามท้องถนนหนทาง ทนต่อมลพิษทางอากาศได้ดี
-ใช้อื่น ๆ ไม้เหนียวแข็งและทนทานมาก ใช้ทำสิ่งก่อสร้าง อุปกรณ์การเกษตร เปลือกมีแทนนินมาก
สำคัญ---แสมสารเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดกาฬสินธุ์
ระยะออกดอก/ติดผล---พฤษภาคม-ตุลาคม/ตุลาคม-ธันวาคม
ขยายพันธุ์ --- เมล็ด

69 เสม็ดชุน/Syzygium gratum


ชื่อวิทยาศาสตร์---Syzygium gratum (Wight) S.N. Mitra.(1973)
ชื่อพ้อง ---This name is a synonym of Syzygium antisepticum (Blume) Merr. & L.M.Perry.(1939)
---See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-199652
ชื่อสามัญ---Eugenia.
ชื่ออื่น---เม็ก (ปราจีนบุรี), เม็ดชุน (นครศรีธรรมราช), เสม็ด (สกลนคร,สตูล), เสม็ดเขา, เสม็ดแดง (ตราด),เสม็ดชุน (ภาคกลาง),ไคร้เม็ด (เชียงใหม่),ยีมือแล (มาเลย์-ภาคใต้) ;[THAI: Mek (Prachin Buri); Met chun (Nakhon Si Thammarat); Samet (Sakon Nakhon, Satun); Samet khao, Samet daeng (Trat); Samet chun (Central); Khrai met (Chiang Mai); Yi-mue-lae (Malay-Peninsulra).].  
EPPO Code---1SYZG (Preferred name: Syzygium.)
ชื่อวงศ์---MYRTACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---อินเดีย พม่าไทยและฟิลิปปินส์


ที่อยู่อาศัยพบทางอินเดียตะวันออกเฉียงเหนือ, หมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์, พม่า, ไทย, กัมพูชา, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ ขึ้นตามป่าที่ลุ่มมักอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำหรือใกล้ชายฝั่ง ในป่าเต็งรังผสมชายฝั่งทะเลและป่าดิบเขา พบได้บนเนินเขาและสันเขาที่มีดินปนทราย ที่ระดับความสูงไม่เกิน 1,800 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ต้น สูงได้ถึง 20 เมตร กิ่งเป็นสันสี่เหลี่ยม ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่ ใบรีถึงรูปหอก ปลายใบแหลมโคนใบแหลมหรือมน ดอกช่อแบบแยกแขนง ดอกย่อย สีขาวไม่มีก้านดอก  ฐานดอกรูปถ้วย กลีบเลี้ยง 5กลีบ รูปสามเหลี่ยมกลีบดอก 5กลีบ รูปทรงค่อนข้างกลมสีเหลืองอ่อน เกสรตัวผู้จำนวนมาก ผลสด ทรงกลมสีขาว กว้าง 5 มม. ยาว 6 มม


ใช้ประโยชน์ ---บางครั้งต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารและเป็นแหล่งของแทนนินและไม้
-ใช้เป็นอาหาร ใบอ่อน ยอดอ่อน รสฝาดอมเปรี้ยว รับประทานเป็นผักสด อิสานนิยมนำยอดอ่อนมารับประทานสด เรียกผักเม็ก จิ้มน้ำพริก กินกับลาบ ยำ
-ใช้เป็นยา ใบสดตำพอกแก้เคล็ดบวม ใบอ่อน แก้ปวดเสียดในท้อง ท้องอืดแน่น ท้องเฟ้อ  ใช้ผลมะกรูด หรือใบพลู รมควันใต้ใบเสม็ดพออุ่นๆ นาบท้องเด็กแก้ท้องขึ้น ท้องอืด ท้องเฟ้อในเด็ก แก้ปวดท้องได้ดีมาก
-ใช้เป็นไม้ประดับนิยมโยกย้ายขุดล้อมเปลี่ยนที่นำเข้ามาใช้ในงานจัดสวนขนาดใหญ่ ในสวนสาธารระ อาคารที่พักอาศัย
-ใช้อื่นๆ ไม้บางครั้งใช้สำหรับการก่อสร้าง แต่มักจะไม่ถือว่ามีค่ามาก ใช้ในการก่อสร้างบ้านเรือและสะพานและสำหรับเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์
ระยะออกดอก/ติดผล--- มีนาคม-เมษายน/พฤษภาคม-มิถุนายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด

70 เสม็ดขาว/Melaleuca cajuputi


ชื่อวิทยาศาสตร์---Melaleuca cajuputi Powell.(1809)
ชื่อพ้อง---Has 14 Synonyms
---Myrtus saligna J.F.Gmel.(1791)  
---Melaleuca minor Smith.(1812)
---Melaleuca leucadendron (L.) L. var. minor (Smith) Duthie.(1878)
---Moer.See all The Plant Lis thttp://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-132782
ชื่อสามัญ---Cajuput oil Tree, Mild Wood, Paper Bark Tree, Swamp tea-tree, Punk tree.
ชื่ออื่น---กือแล (มาเลย์-ปัตตานี); เสม็ด (ทั่วไป); เสม็ดขาว (ภาคตะวันออก); เหม็ด (ภาคใต้) ;[BRAZIL: Melalueca.];[CAMBODIA: Smach chanlos.];[CHINESE: Bai Gian Ceng.];[FRENCH: Cajuputier.];[GERMAN: Kajeputbaum.];[INDIA: Kaayaaputi.];[INDONESIA: Kayu Putih, Gelam (Sunda, Java); Ghelam (Madura); Waru Gelang, Inggolom (Batak); Kayu Gelang, Bru Galang,  Waru Gelang (Sulawesi); Nggielak, Ngelak (Roti); lren, Sakelan (Piru); Irano (Amahai); Ai Kelane (Hila); Irono (Haruku); Ilano (Nusa Laut Saparuna); Elan (Buru).];[MALAYSIA: Kayu putih, Gelam, Nipis Kulit, Delek air (Malay).];[THAI: Samet (General); Samet khao (Eastern); Met (Peninsular); Kue-lae (Malay-Pattani).];[VIETNAM: Cây tràm, Chè dong tran, Chi Cay , Bach Thien Tang.].
EPPO Code--- MLACA (Preferred name: Melaleuca cajuputi)
ชื่อวงศ์---MYRTACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์--- เอเชียตะวันออกเฉียงใต้:- พม่า ไทย เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Melaleuca มาจากภาษากรีก “melas”= สีดำ และ “leukos” = สีขาว ตามลักษณะเปลือกที่มีสีขาวและเปลี่ยนเป็นสีดำเมื่อแก่; ชื่อสายพันธุ์ 'cajuputi' มาจากภาษามาเลย์ "kaju puthi" ซึ่งแปลว่า "ไม้สีขาว"
Melaleuca cajuputi เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกใน ครอบครัววงศ์ชมพู่ (Myrtaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Thomas Powell (1809–1887) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษในปี พ.ศ.2352
มี4สายพันธุ์ย่อย (Subspecies):-
-Melaleuca cajuputi subsp. cajuputi
-Melaleuca cajuputi subsp. cumingiana (Turcz.) Barlow
-Melaleuca cajuputi subsp. cumingiana Maton & Sm. ex R.Powell
-Melaleuca cajuputi subsp. platyphylla Barlow

 

ที่อยู่อาศัยพบขึ้นในที่โล่งสะวันนา ตามพื้นที่พรุตามชายหาดใกล้ทะเล ที่ระดับความสูงไม่เกิน 150 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบสูง 5-25 เมตร ลักษณะ ลำต้นบิดงอ เปลือกสีขาวถึงน้ำตาลเทาเป็นแผ่นบางซ้อนกันเป็นปีก หนานุ่ม ยอดอ่อนและใบอ่อนมีขนสีขาวมันวาวคล้ายไหมปกคลุม ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับรูปรีแกมรูปใบหอกยาวประมาณ 5-12 ซม. และกว้างประมาณ 1-3-3 ซม ปลายใบแหลมขอบใบเรียบ เนื้อใบหนาคล้ายแผ่นหนังก้านใบยาว 0.4-1 ซม.ดอกออกเป็นช่อเชิงลด ออกตามปลายกิ่ง ช่อดอกคล้ายแปรงล้างขวดยาว 4-10 ซม.ดอกย่อยขนาดเล็กสีขาวไม่มีก้านดอกออกเป็นกระจุก1-3ดอก ผลเป็นแคปซูลแบบแห้งแล้วแตกรูปถ้วยปลายปิด ขนาด 0.3-0.4 ซม.ผนังผลหนาแข็ง ผลแก่เต็มที่จะแตกที่ปลายผลเป็น 3 แฉก เมล็ดจำนวนมากเป็นเส้นเล็ก ๆรูปโค้งหรือเกือบตรง
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้นไม้มีระบบรากที่กว้างขวางบางครั้งก็มีรากอากาศ พืชสามารถเติบโตได้และปรับให้เหมาะกับดินประเภทต่าง ๆ แม้แต่แอ่งน้ำและการระบายน้ำเล็กน้อย สภาวะที่เป็นกรดมากด้วยค่า pH 4 หรือน้อยกว่า แต่จะเติบโตได้ดีขึ้นในดินที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วยค่า pH ที่สูงขึ้น
การใช้ประโยชน์---ต้นไม้ได้รับการปลูกฝังมานานหลายศตวรรษส่วนใหญ่ในอินโดนีเซียและเวียดนามสำหรับใบและกิ่งไม้ที่ใช้เป็นยาและเป็นแหล่งของน้ำมันหอมระเหย ซึ่งมีการซื้อขายระหว่างประเทศ
-ใช้เป็นยาใบมีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรียต้านการอักเสบชาวพื้นเมืองออสเตรเลียใช้ใบเพื่อรักษาอาการปวดเมื่อยใช้ไอระเหยที่สูดดมจากใบที่บดเพื่อรักษาโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ -; ในประเทศไทยใบใช้ทำชาสมุนไพร-; ในพม่าใช้รักษาโรคเกาต์ -; ในมาเลเซียใช้รักษาอาการจุกเสียดและอหิวาตกโรค -; ในอินโดนีเซียใช้รักษาอาการจุกเสียดโคลิค ตะคริว โรคผิวหนัง บาดแผลและความเจ็บปวดต่างๆ -; ในหลายส่วนของเอเชียน้ำมันที่ทำจากต้นไม้มีชื่อ cajuput เป็นน้ำมันหอมระเหยที่ผลิตจากใบโดยการกลั่นด้วยไอน้ำ ถูกใช้เป็นยาทาถูนวดและยาดม มีรายงานว่า เป็นยาระงับประสาทและผ่อนคลายและมีประโยชน์ในการรักษาพยาธิตัวกลมและการติดเชื้อที่อวัยวะเพศ-; ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ น้ำมันเป็นยาสามัญประจำบ้านโดย ใช้ภายในเพื่อรักษาอาการไอและหวัดจากตะคริวที่ท้อง, อาการจุกเสียดและหอบหืด ใช้ภายนอกเพื่อบรรเทาอาการของโรคประสาทและโรคไขข้อมักจะอยู่ในรูปแบบของขี้ผึ้งและยาทาถูนวดและเพื่อบรรเทาอาการปวดฟันและอาการปวดหู  น้ำมันยังมีประโยชน์ในการไล่แมลง ถูกใช้เพื่อปรุงรสอาหาร เพื่อเพิ่มกลิ่นหอมของสบู่และเครื่องสำอาง น้ำมัน Cajuput จัดอยู่ในประเภทไม่มีพิษและไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้แม้ว่าการระคายเคืองผิวหนังอาจเกิดขึ้นที่ความเข้มข้นสูง ได้รับการอนุมัติให้ใช้กับอาหารโดยองค์การอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐอเมริกา
-ใช้เป็นไม้ประดับใช้ในการจัดสวน เป็นไม้ให้ร่มเงา ตามสวนสาธารณะ อาคาร ที่พักอาศัย
-ใช้อื่น ๆ แก่นไม้มีสีชมพูอมเทาถึงน้ำตาล ไม้เนื้อแข็งหนักพอสมควรและทนทาน เหมาะสำหรับการก่อสร้างและพื้นทั่วไป  เปลือกไม้ถูกนำมาใช้เป็นวัสดุมุงหลังคา ใช้ในการก่อสร้างเรือรวมทั้งเป็นวัสดุกาวสำหรับเรือในอินโดนีเซีย ไม้ใช้เป็นเชื้อเพลิงและทำถ่าน ได้ดี
ภัยคุกคาม--ไม่มีภัยคุกคามที่น่าเป็นห่วงจัดไว้ใน IUCN Red List ประเภท'ความกังวลน้อยที่สุด'(ไม่น่าจะสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้)
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species (2019)
ระยะออกดอก--- กุมภาพันธ์-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์ ---เพาะเมล็ด

71 เสม็ดแดง/Syzygium antisepticum

ชื่อวิทยาศาสตร์---Syzygium antisepticum (Blume) Merr. & L.M.Perry.(1939)
ชื่อพ้อง---Has 14 Synonyms.  
---Basionym: Caryophyllus antisepticus Blume.(1828
---Syzygium gratum (Wight) S.N.Mitra (1973)
---Eugenia grata Wight (1841)
---More.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-199219
ชื่อสามัญ--Shore eugenia
ชื่ออื่น---เม็ก (ปราจีนบุรี), เม็ดชุน (นครศรีธรรมราช), เสม็ด (สกลนคร,สตูล), เสม็ดเขา, เสม็ดแดง (ตราด), เสม็ดชุน (ภาคกลาง),ไคร้เม็ด (เชียงใหม่),ยีมือแล (มาเลย์-ภาคใต้), เสม็ดแดง (ชุมพร), หว้านา (พังงา);[PHILIPPINES: Mariig (Tagalog), Kalaum (Culion), Malaruhat (Laguna).]; [THAI: Mek (Prachin Buri); Met chun (Nakhon Si Thammarat); Samet (Sakon Nakhon, Satun); Samet khao, Samet daeng (Trat); Samet chun (Central); Khrai met (Chiang Mai); Yi-mue-lae (Malay-Peninsulra); Samet daeng (Chumphon); Wa na (Phangnga).];[Vietnamese: Trâm sẻ]
EPPO Code---SYZAN (Preferred name: Syzygium antisepticum)
ชื่อวงศ์---MYRTACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์---ตะวันออกเฉียงใต้ของจีน, พม่า, ไทย, กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์
Syzygium antisepticum เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ชมพู่ (Myrtaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Ludwig von Blume.(1789–1862) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน-เนเธอร์แลนด์และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Elmer Drew Merrill  (1876–1956) นักพฤกษศาสตร์ชาวอเมริกันและLily May Perry (1895-1992) นักพฤกษศาสตร์ชาวแคนาดา-อเมริกัน ในปี พ.ศ.2482


ที่อยู่อาศัย พบที่อินเดีย พม่า จีนตอนใต้ เวียดนาม และคาบสมุทรมลายู ในไทยพบทุกภาค พบในป่าผลัดใบและป่ากึ่งป่าดงดิบ ที่ระดับความสูง 500 - 1,000 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบสูงได้ถึง 10-20 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลแดง แตกสะเก็ดแผ่นบางๆ โคนต้นมักเป็นพูพอน ใบเดี่ยวออกตรงข้าม ยาว 7-15 ซม ใบรูปหอก ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม แผ่นใบหนา เส้นแขนงใบ 6-12 เส้น ก้านใบยาว 0.5-1 ซม.ใบอ่อนสีน้ำตาลอมแดง ดอกออกเป็นช่อซี่ร่มเล็กๆ ออกที่ปลายยอด ดอกย่อย 30-40 ดอกสีเหลืองอ่อน กลีบเลี้ยง 4 กลีบ สีเขียวอ่อนเชื่อมติดกับฐานรองดอกรูปกรวย กลีบดอก 4 กลีบ รูปช้อน เกสรเพศผู้จำนวนมาก สีขาวปลายเหลืองอ่อน เส้นผ่านศูนย์กลางดอก 1-1.5 ซม. ไร้ก้าน ไม่มีก้านดอกเทียม  ผลสดแบบมีเนื้อเมล็ดเดียว ทรงกลมแป้นเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.6-1 ซม.ปลายหรือก้นผลบุ๋ม รวมกันเป็นพวง ผลเปลี่ยนสีจากเขียว เป็นชมพูแล้วแดงเข้ม สุกเต็มที่สีดำ เมล็ดทรงกลมแป้น สีน้ำตาลอ่อน
การใช้ประโยชน์--- มีการเก็บเกี่ยวต้นไม้จากป่าเพื่อใช้ประโยชน์จากไม้ในท้องถิ่น เป็นอาหารและเป็นแหล่งของแทนนินและไม้
-ใช้เป็นอาหารใบอ่อน ยอดอ่อนรับประทานเป็นผักสดกับน้ำพริก ลาบ ยำ รส เปรี้ยวใช้ทานกับขนมจีนหรือเป็นผักจิ้ม น้ำพริก นอกจากนี้ยังนำมาปรุงกับเครื่อง ปรุงต่างๆ ผลสุกมีรสชาดหวาน ฉํ่าน้ำ  
-ใช้เป็นยา พืชใช้เป็นยาฆ่าเชื้อ
-ใช้ปลูกประดับ นิยมใช้ปลูกประดับตามสวนสาธารณะและสวนทั่วไป
-ใช้อื่นๆ ไม่มีข้อมูลเฉพาะเจาะจงสำหรับไม้ของสายพันธุ์นี้ แต่เป็นของไม้ซุงกลุ่มหนึ่งที่เรียกรวมกันว่า 'kelat' ลักษณะทั่วไปของไม้ kelat :-แก่นไม้มีสีน้ำตาลทอง น้ำตาลอมเทาหรือน้ำตาล มีประกายสีชมพูหรือม่วง เนื้อไม้แข็งใช้ในงานโครงสร้างได้แต่โดยปกติไม่ถือว่ามีมูลค่ามากนัก -เปลือกที่ให้สารแทนนินใช้ทำอวนจับปลาที่แข็งแรงและสำหรับสีย้อมเสื้อผ้าที่มีสีน้ำตาลแดงหรือดำ
ระยะออกดอก/ติดผล--- กุมภาพันธ์-เมษายน/มีนาคม-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด

72 ศุภโชค/Pachira aquatica


ชื่อวิทยาศาสตร์---Pachira aquatica Aubl.(1775)
ชื่อพ้อง ---Has 17 Synonyms.
---See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2412843
ชื่อสามัญ----Malabar chestnut ,French peanut, Guiana- chestnut, Provision tree, Saba nut, Water-chestnut, Wild cocoa.
ชื่ออื่น---ศุภโชค,นุ่นน้ำ(ทั่วไป); [BRAZIL:Cacao selvagem,Castanha das Guianas, Monguba]; [CHINESE:Fācáishù, Gua li.]; [COLOMBIA:Zapotolongo,Zapoton.];[CZECH: Bombakopsis vodni.];[FRENCH: Cacaoyer-Riviere, Châtaignier marron, Noisetier de la Guyane, Pachirier aquatique.];[GERMAN: Wasserkastanie, Wilder cacobaum, Wilder kakaobaum, Glückskastanie, Sumpf-Rasierpinselbaum.];[GUATEMALA: Pumpo.];[MEXICO: Apompo, Zapote bobi.];[PHILIPPINES: Castañas (Tag.).];[PORTUGUESE: Astanheirodo Maranhao, Cacau selvagem, Castanheira de agua, Castanheiro-da-guiana.];[SPANISH: Castaña de agua, Ceibon de agua, Palo de boya, Zapote bobo, Zapote de agua.];[THAI: Suppha chok, Noon nam (General).];[TRADE NAME: Money Plant, Money Tree.].
EPPO Code---PCJAQ (Preferred name: Pachira aquatica.)
ชื่อวงศ์---BOMBACACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตการกระจายพันธุ์---อเมริกาใต้-บราซิล, โบลิเวีย, เปรู, เอกวาดอร์, โคลัมเบีย, เวเนซุเอลา, กายอานา; อเมริกากลาง - ปานามาไปยังเม็กซิโก
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Pachiraใช้ในกายอานาสำหรับพืชในสกุล; ชื่อของสายพันธุ์คือคำภาษาละติน "aquatica" = น้ำโดยมีการอ้างอิงไปยังสถานที่ลุ่มซึ่งมักจะมีชีวิตอยู่
Pachira aquatica เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์นุ่น (Bombacaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Jean Baptiste Christian Fusée-Aublet (ค.ศ. 1720–1778) เภสัชกร นักพฤกษศาสตร์ และนักสำรวจชาวฝรั่งเศสในปีพ.ศ.2318
ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ เติบโตในในป่าที่อุดมสมบูรณ์ใกล้กับแม่น้ำ ทะเลสาบและปากแม่น้ำ
ลักษณะ เป็นไม้ยืนไม่ผลัดใบต้นสูงถึง 18-25 เมตรเส้นผ่านศูนย์กลาง 30-90 ซม.เปลือกบางสีเขียวเป็นเวลานาน ใบเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ ใบย่อย 5-7ใบ ขนาดไม่เท่ากันเรียงเวียนแน่นบริเวณปลายกิ่ง ยาวไม่เกิน 28ซม.กว้าง3-14ซม.ดอกเดี่ยวสีขาวนวลอมเขียวเป็นดอกสมบูรณ์เพศ (hermaphrodite) มีกลีบดอก5กลีบม้วนงอยาวถึง 30 ซม.กว้าง1.5 ซม.หลุดร่วงง่าย ตรงกลางมีเกสรเพศผู้จำนวนมากยาว8-15ซม.ท่อนล่างสีขาวหรือเหลืองอ่อนส่วนด้านบนสีแดง ผลเป็นฝักมีขนาดใหญ่สีน้ำตาลมีเนื้อไม้หยาบ รูปไข่ ยาว 20-30 ซม. เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 10-15 ซม. มีเมล็ด10-25เมล็ด
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---ต้องการแสงแดดเต็มหรือร่มเงาบางส่วน ชอบดินร่วนลึกและอุดมสมบูรณ์ ทนทานต่อความแห้งแล้ง ทนต่ออุณหภูมิที่ลดลงได้ (-2)ถึง(-3)องศา C ต้นไม้เติบโตเร็วสามารถเข้าถึงความสูง 3.5 เมตรภายใน 2 ปีจากเมล็ด ดอกไม้ผลิตครั้งแรกเมื่อพืชมีอายุ 4-5 ปีจากการปลูกด้วยเมล็ด
ใช้ประโยชน์--- พืชมีการใช้อย่างกว้างขวางมีคุณค่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเมล็ดที่กินได้และอื่น ๆ, ยา, เส้นใย, สีย้อม, ไม้ ฯลฯ
-ใช้เป็นอาหาร เมล็ดคั่วกินได้ ดิบหรือสุก รสชาติของเมล็ดดิบเหมือนถั่วลิสงเมื่อคั่วหรือทอดในน้ำมันมันมีรสชาติของเกาลัด  รสชาดของเมล็ดคั่วเหมือนโกโก้ เมล็ดบดเป็นแป้งและใช้ทำขนมปัง เมล็ดคั่วบางครั้งใช้ทำเครื่องดื่ม ใบอ่อนและดอกไม้ - ปรุงและใช้เป็นผัก
-ใช้เป็นยา เปลือกผลไม้สีเขียวอ่อน ใช้ในการรักษาโรคตับอักเสบ เมล็ดใช้เป็นยาชา ยาต้มเปลือกใช้ในการรักษาโรคโลหิตจางความดันโลหิตสูงและอ่อนเพลีย เปลือกไม้ใช้สำหรับรักษาอาการปวดท้องและปวดหัว   
-ใช้ปลูกประดับ ได้รับความนิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับกันอย่างแพร่หลาย คงจำได้ว่า ต้นไม้ที่นำลำต้นมาถักเปียแล้วใส่กระถางที่ทำเป็นรูปเงินตำลึงจีน  สีเงิน และ สีทองให้เป็นของขวัญกัน ได้จากต้นที่เพาะเมล็ด ภาษาจีนเรียกว่า “เหยาเฉียนซู่” แปลว่า  เรียกเงิน หรือ เขย่าเงิน ความนิยม เหล่านี้ได้เริ่มขึ้นในญี่ปุ่นและต่อมาก็เป็นที่อื่น ๆ ในเอเชียตะวันออก เป็นสัญลักษณ์เกี่ยวข้องกับโชคลาภทางการเงินที่ดีและมักจะเห็นในธุรกิจบางครั้งก็มีริบบิ้นสีแดงหรือเครื่องประดับมงคลอื่น ๆ ที่แนบมา นิยมนำมาปลูกเป็นไม้กระถางตกแต่งภายในวางไว้ในที่มีแสงมากทนได้ดีในร่มเงาบางส่วน ในส่วนภายนอกยังใช้เป็นไม้ประดับให้ร่มเงาตามถนน และเป็นไม้ประดับจัดสวน
ใช้อื่น ๆ ไม้สีขาวมีน้ำหนักเบาเป็นเส้นนุ่ม มีความทนทานต่ำ ถูกใช้เพื่อจุดประสงค์ที่มีคุณภาพต่ำเช่นการทำกล่องและไม้ขีดไฟ เหมาะสำหรับการผลิตกระดาษ,เปลือกไม้ให้สีย้อมสีเหลืองหรือสีแดง,ไฟเบอร์ได้มาจากเปลือกไม้ น้ำมันจากเมล็ด มีศักยภาพในอุตสาหกรรม การผลิตสบู่ ผลไม้ กระจายบนพื้นเพื่อขับไล่หมัดทราย
ระยะออกดอก---เมษายน-มิถุนายน
ฃยายพันธุ์--- เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ เมล็ดใช้เวลาการงอก 8-10 วัน

73 หูกระจง/Terminalia ivorensis


ชื่อวิทยาศาสตร์---Terminalia ivorensis A.Chev.(1909)
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2434278
ชื่อสามัญ---Black Afara, Ivory Coast almond, Blackbark, Shinglewood
ชื่ออื่น-- หูกระจง, หูกวางแคระ (กรุงเทพฯ) ; [BENIN: Egboinebi.];[CAMEROON: Lidia.]; [FRENCH: Framiré.];[GHANA: Emeri.]; [NIGERIA: Black afara, Idogbo, Sdigbo.]; [SIERRA LEONE: Baji, Bassi.];[SWEDISH: Framiré.]; [THAI: Hu kra chong, Hu kwang khrae (Bangkok).]; [WEST AFRICA: Basi bundo.]; [TRADE NAME: Baji, Black afara, Emeri, Framiré, Idigbo, Lidia, Sdigbo.].                                                                                                                                         EPPO Code---TEMIV (Preferred name: Terminalia ivorensis.)
ชื่อวงศ์---COMBRETACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปแอฟริกา
เขตการกระจายพันธุ์---แอฟริกาตะวันตก แถบเส้นศูนย์สูตรประเทศในเขตร้อน
Terminalia ivorensis เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์สมอ (Combretaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Auguste Jean Baptiste Chevalier (1873 –1956)นักพฤกษศาสตร์และTaxonomistชาวฝรั่งเศสในปี พ.ศ.2452
ที่อยู่อาศัย พืชเขตร้อนชื้นที่พบได้ในระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,200 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ ผลัดใบ สูง 15-20 เมตร ทรงพุ่มแผ่เป็นชั้นๆ หนาทึบ แตกกิ่งตั้งฉากกับลำต้น เมื่อต้นโตเต็มที่ปลายกิ่งจะลู่ลง เปลือกต้นสีน้ำตาล มีรอยแตกเป็นร่อง ตามแนวยาว สีน้ำตาลอมเหลืองและมีรอยด่างขาวทั่วทั้งลำต้น ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับถี่ที่ปลายกิ่ง รูปไข่กลับ กว้าง 1 -1.5ซม. ยาว 1.5-3 ซม. ปลายใบเป็นติ่งแหลม โคนใบสอบแคบ เว้า และมีต่อม 1 คู่ ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนาและเหนียว สีเขียวเรียบเป็นมัน ใบอ่อนสีน้ำตาลอมเขียว ก้านใบยาวประมาณ 0.4 ซม.ดอก สีขาว ออกเป็นช่อแบบช่อเชิงลดที่ซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ช่อดอกมีลักษณะเป็นแท่ง โคนกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น 5 แฉก รูปสามเหลี่ยม ไม่มีกลีบดอก ดอกเพศผู้อยู่ปลายช่อ ดอกสมบูรณ์เพศอยู่บริเวณโคนช่อ เกสรเพศผู้ 10 อัน ผลสดแบบมีเนื้อเมล็ดเดียว รูปไข่หรือรูปรีป้อมและแบนเล็กน้อย กว้าง 2-5 ซม. ยาว 3-7 ซม. สีเขียว เมื่อสุกสีเหลืองอมเขียวมีเนื้อ และชั้นหุ้มเมล็ดค่อนข้างแข็งและเหนียว เมล็ดรูปรี สีน้ำตาล
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---ต้องใช้ตำแหน่งที่มีแดด ดินที่เหมาะสมที่สุดคือดินลูกรัง ดินเนื้อดี ดินทรายและดินภูเขาไฟ ต้องการ pH ในช่วง 5.5 - 6.5, ที่ทนได้ 4.5 - 7.5 ไวต่อน้ำขังแต่สามารถทนต่อน้ำท่วมในช่วงเวลาสั้น ๆ อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีอยู่ในช่วง 20 - 33°c
ศัตรูพืช/โรคพืช---Apat monachus (หนอนเจาะดำ) จะเจาะเข้าไปในส่วนต่างๆของลำต้น ทำให้หักและสามารถฆ่าต้นไม้ได้ /Aurifilum marmelostoma เป็นเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคบนเปลือกไม้
การใช้ประโยชน์---หนึ่งในไม้หลักของแอฟริกาตะวันตกมันถูกเก็บเกี่ยวอย่างกว้างขวางจากป่าและได้รับการแนะนำให้รู้จักกับประเทศเขตร้อนอื่นๆเปลือกไม้ถูกเก็บ จากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นยาและสีย้อม ในถิ่นกำเนิดมักใช้ปลูกเป็นไม้เศรษฐกิจ ปลูกไว้ตัดขายเนื้อไม้
-ใช้เป็นยา ยาต้มเปลือกใช้สำหรับการรักษาบาดแผล แผลริดสีดวงทวาร เปลือกไม้ที่เป็นผงลูบไปทั่วบริเวณที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อและไขข้ออักเสบเพื่อบรรเทาความเจ็บปวด ยางไม้ที่ได้จากใบอ่อนนำมาเป็นยาต้ม ใช้เพื่อรักษาอาการตกขาวและโรคไต
-ใช้ปลูกประดับ เป็นที่นิยมเนื่องจากเป็นต้นไม้ที่มีทรงพุ่มสวยงามแตกกิ่งเป็นชั้น ๆ ปลูกประดับสวน อาคาร ให้ร่มเงาริมถนนลานจอดรถ หูกระจงเป็นไม้ผลัดใบ แต่เมื่อนำไปปลูกลงดินแล้วรดน้ำให้ชุ่ม และสม่ำเสมอใบแทบจะไม่ร่วงเลย แต่ถ้าขาดน้ำแล้วจะผลัดใบ เก็บกวาดใบไม่หวาดไม่ไหวเป็นที่อิดหนาระอากันอยู่ตอนนี้ เป็นไม้ใหญ่โตเร็ว มีระบบรากแก้วที่มีรากรองรับด้านข้างได้ 6-8 ราก นอกจากนี้ยังมีฐานของระบบรากที่แผ่กระจายและค่อนข้างตื้น จึงแผ่บารมีไปทุกทิศ การปลูกจึงต้องอยู่ในตำแหน่ที่ห่างจากตัวอาคารและทางเท้า
-วนเกษตร ใช้เป็นสายพันธุ์บุกเบิก สามารถสร้างเป็นอาณานิคมที่ดีของพื้นที่เพาะปลูกที่ถูกทิ้งร้าง
-ใช้อื่นๆ แก่นไม้มีสีน้ำตาลอมเหลืองถึงสีน้ำตาลอมชมพูอ่อน ลักษณะคล้ายกับไม้โอ๊ค เป็นไม้อเนกประสงค์ทั่วไปที่มีคุณค่าสำหรับงานก่อสร้าง งานไม้, เฟอร์นิเจอร์ชั้นดี  เหมาะสำหรับพื้น, ตกแต่งภายใน ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายในประเทศกานาสำหรับทำหลังคาซึ่งกล่าวกันว่ามีอายุ 15 - 20 ปี -;ไม้ใช้เป็นเชื้อเพลิงและมีมูลค่าสูงในการทำถ่าน -;สีย้อมสีเหลืองสามารถหาได้จากไม้และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเปลือกไม้-;สีน้ำตาลแดงและสีย้อมสีดำหาได้หากใช้โคลนที่อุดมด้วยธาตุเหล็กหรือเกลือของเหล็กเป็นสารกันเสียใช้สำหรับย้อมผ้าและเส้นใยสำหรับงานตระกร้า เปลญวน ฯลฯ
รู้จักอันตราย--- ฝุ่นจากไม้แปรรูปอาจทำให้ผิวหนังหรือทางเดินหายใจระคายเคือง ไม้ถูกพบว่ามีซาโปนินซึ่งอาจทำให้เกิดอาการแพ้ในคนที่ทำงานกับมัน
ภัยคุกคาม---เนื่องจากพืชถูกคุกคามโดยการสูญเสียที่อยู่อาศัยและการฟื้นฟูที่ไม่ดี การเอารัดเอาเปรียบสำหรับไม้โดยทั่วไปอยู่ในระดับปานกลางจัดอยู่ในIUCN Red List ประเภท 'ความเสี่ยง' มีความเสี่ยงสูงต่อการสูญพันธุ์โดยผิดธรรมชาติ (เกิดจากมนุษย์)
สถานะการอนุรักษ์---VU- VULNERABLE -  IUCN. Red List of Threatened Species. 2011
ระยะออกดอก/ติดผล---เกือบตลอดทั้งปี
ขยายพันธุ์---เมล็ด ตอนกิ่ง

74 พี้จั่น/Millettia brandisiana


ชื่อวิทยาศาสตร์---Millettia brandisiana Kurz.(1873)
ชื่อพ้อง---No synonyms are recorded for this name.http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/ild-32251
---Other names: Phaseoloides brandisianum (Kurz) Kuntze.(1891). http://legacy.tropicos.org/Name/13035900
ชื่อสามัญ---None (Not recorded)
ชื่ออื่น---กระพี้จั่น, จั่น (ทั่วไป), ปี๊จั่น,พี้จั่น (ภาคเหนือ);[THAI: Kra phi chan, Chan (General); Pi chan, Phi chan (Northern).]
EPPO Code---1MIJG (Preferred name: Millettia)
ชื่อวงศ์--- FABACEAE (LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-บังคลาเทศ พม่า ไทย
Millettia brandisiana เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ถั่ว (Fabaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Wilhelm Sulpiz Kurz(1834-1878) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันในปี พ.ศ.2416


ที่อยู่อาศัยเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทยพบทาง ภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงใต้ ตามป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณที่แห้งแล้ง
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลางสูง 8-20 เมตรทรงต้น เรือนยอดเป็นพุ่มกลมทึบ โคนเป็นพูพอนเล็กน้อย  เปลือกต้นหยาบสีเทาเข้ม หรือสีน้ำตาลเทาปนดำ เปลือกชั้นในสีแดง แตกเป็นสะเก็ดเล็กๆตามส่วนต่างๆเกลี้ยงไม่มีขน ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ (imparipinnate) ใบย่อยเรียงตัวเป็นคู่ๆ 7--21 ใบ รูปรีแกมขอบขนาน โคนใบมน ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ ขนาดใบกว้าง1-3ซม.ยาว5-7ซม.ท้องใบสีเขียวเข้ม แผ่นใบสีจางกว่า ใบอ่อนสีส้มอมน้ำตาล ดอกเป็นช่อออกตามกิ่งข้างหรืออาจออกพร้อมใบที่แตกใหม่ยาว 7-22 ซม. แตกแขนง ค่อนข้างโปร่ง เมื่อยังอ่อนมีขนสีน้ำตาลอมเหลืองประปราย แต่ละช่อมีดอกจำนวนมาก ก้านดอกยาว 2-3 มม. กลีบเลี้ยงสีม่วงดำ ติดกันคล้ายรูประฆัง ยาวประมาณ 5 มม. ส่วนบนแยกเป็นกลีบรูปสามเหลี่ยม 5 กลีบ กลีบดอกสีม่วงหรือม่วงอมชมพู ยาว 0.8-1.1 ซม. มีขนาดและรูปทรงแตกต่างกัน เกสรเพศผู้ 10 อัน ก้านชูอับเรณู 9 อันติดกันเป็นหลอดยาว ส่วนอีก 1 อันแยกเป็นอิสระ รังไข่แบนยาว มีขนสีขาวทั่วไป ผลเป็นฝักแห้งแล้วแตกขนาด ยาว5-7.5ซม.แบนปลายโค้งและทู่ ฐานสอบเข้าหากัน ผิวเกลี้ยงและแข็ง เมล็ดแบน1-3เมล็ด สีน้ำตาลดำขนาด 0.8-1 ซม.
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งที่มีแสงแดดจัด ดินร่วนปนทราย ต้องการน้ำปานกลาง ทนแล้ง
ใช้ประโยชน์ -ใช้เป็นพืชสมุนไพร มีสรรพคุณทางยา ปลูกประดับให้ร่มเงา
-ใช้เป็นอาหาร ยอดอ่อน ใบอ่อนกินเป็นผัก
-ใช้เป็นยา รสฝาดมัน มีสรรพคุณแก้เส้นเอ็นพิการ
-ใช้ปลูกประดับ นิยมปลูกตามบ้านเรือนและสวนสาธารณะเพื่อให้ร่มเงาและเป็นไม้ประดับดอกสวยงาม
-ใช้อื่น ๆ เนื้อไม้ใช้ทำเยื่อกระดาษ ด้ามเครื่องมือ ของเล่นเด็ก และทำดอกไม้ประดิษฐ์ และยังสามารถนำมาใช้ในงานก่อสร้างทั่วไป เช่น วงกบประตู หน้าต่าง ฝา บันได ทำฟืน         
ระยะออกดอก---มีนาคม-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์ --- เพาะเมล็ด ปักชำราก หรือแยกลำต้นที่เกิดใหม่

75 ชิงชัน/Dalbergia oliveri

ชื่อวิทยาศาสตร์---Dalbergia oliveri Gamble ex Prain.(1897)
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonyms. See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/ild-46453
---Dalbergia laccifera Laness.
---Dalbergia prazeri Prain
ชื่อสามัญ---Black Wood, Rose Wood, Burma Rosewood, Burma Tulipwood, Pinkwood, Tamalan Tree        
ชื่ออื่น---ชิงชัน, เค็ดแดง(ทั่วไป);[CAMBODIA: Neang Nuon.];[ITALIAN:  Palissandro d'Asia, Palissandro di Birmania.];[JAPANESE: Techigaishitan.];[LAOS: Mai Kham Phii.];[MYANMAR: Tamalan.];[RUSSIAN: Dal'bergiia Olivera.];[THAI: Ching Chan, khet daeng (General).];[VIETNAM: cẩm lai, trắc lai];[TRADE NAME: Burmese rosewood, Laos rosewood, Asian rosewood.]
EPPO Code---DAGOL (Preferred name: Dalbergia oliveri.)
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE -PAPILIONOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์---อนุทวีปอินเดีย อินโดจีน มาเลเซีย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Dalbergia ตั้งตามนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดน Carl Gustav Dahlberg (1753-1775)และพี่ชายNils E. Dahlberg (1730-1820)
Dalbergia oliveri เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ถั่ว (Fabaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย James Sykes Gamble (1847–1925) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ จากอดีต Sir David Prain (1857 –1944) นักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อตในปี พ.ศ.2440

 

ที่อยู่อาศัยมีถิ่นกำเนิดในประเทศ อินเดีย พม่า ไทย เวียตนาม มาเลเซีย กระจายไปในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เกิดขึ้นในป่าดิบแล้งและป่ากึ่งผลัดใบตามแนวลำธารที่ระดับความสูงถึง 1,200 เมตร 
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่สูง 15-25 เมตรผลัดใบ พบขึ้นเกือบทั่วทุกภาคของไทยยกเว้นภาคใต้ ตามป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้งทั่วไป ลักษณะทรงต้นเรือนยอดเป็นพุ่มกลมกว้างและโปร่ง เปลือกต้นสีน้ำตาลอมเทาค่อนข้างหนาแตกเป็นสะเก็ด และหลุดออกเป็นชิ้นเล็กๆ เปลือกชั้นในสีเหลือง แก่นไม้สีแดงแก่ เมื่อถากทิ้งไว้เนื้อไม้จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ขนาด15-30ซม.มีใบย่อยเรียงสลับ5-7(10)คู่ ขนาดของใบย่อย3-8x1.3ซม. ใบย่อยรูปใบหอกผิวใบเกลี้ยง ใบอ่อนสีชมพูปนแดงหรือสีแดงมีขนคล้ายไหม ช่อดอกแบบช่อเชิงประกอบ ยาว10-15ซม.ดอกย่อยแบบดอกถั่ว ดอกตูมสีม่วงแดงเมื่อบานม่วงปนชมพูหรือขาว ผล เป็นฝักแคบและแหลมทั้งสองด้าน ขนาด 9-14 x 2.5-4 ซม.ส่วนที่หุ้มเมล็ดหนา แข็งมีลักษณะคล้ายกระเปาะ ผิวเรียบตรงกระเปาะนูนเด่นเห็นได้ชัด เมล็ดรูปไต สีน้ำตาลออกแดง แข็ง มี1-3เมล็ด
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---ต้องการแสงแดดเต็มที่ ชอบดินอุดมสมบูรณ์และดินร่วน ความต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง ทนต่อสภาพแห้งแล้ง แม้ว่าหลายชนิดในวงศ์ Fabaceae มีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดิน กล่าวกันว่าสายพันธุ์นี้ไม่มีความสัมพันธ์ดังกล่าว ดังนั้นจึงไม่สามารถตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศได้
การใช้ประโยชน์--- เป็นไม้เนื้อแข็งที่ใช้ในการก่อสร้าง เนื้อไม้สีตั้งแต่ม่วงอ่อนถึงม่วงแก่ มีเส้นแรกสีดำ เนื้อละเอียดปานกลาง แข็งเหนียว มีความทนทานมาก ตกแต่งง่ายชักเงาได้ดี ใช้ทำเครื่องเรือนพานท้ายปืน เครื่องดนตรีเช่น ขลุ่ย ซอ จะเข้ ลูกระนาด กลองโทน รำมะนา
ภัยคุกคาม---เนื่องจากถูกคุกคามจากกิจกรรมการตัดไม้และการเพิ่มการตั้งถิ่นฐานและการเกษตร ทำให้จำนวนประชากรลดลงอย่างต่อเนื่อง ถูกจัดวางไว้ใน IUCN Red List ประเภท'ใกล้สูญพันธุ์' มีความเสี่ยงสูงต่อการสูญพันธุ์ในป่า (ความเสี่ยงสูงมากต่อการสูญพันธุ์ในธรรมชาติในอนาคต)
สถานะการอนุรักษ์---EN-ENDANGERED-IUCN Red List of Threatened Species (2011)
ระยะออกดอก---มีนาคม-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด หรือแยกต้นที่เกิดใหม่

76 พะยูง/Dalbergia cochinchinensis

ชื่อวิทยาศาสตร์---Dalbergia cochinchinensis Pierre.1898
ชื่อพ้อง---Has 6 Synonyms.See https://species.wikimedia.org/wiki/Dalbergia_cochinchinensis
---Amerimnon cambodianum Pierre (1898)
---Amerimnon cochinchinense Pierre (1898)
---Amerimnon fuscum Pierre (1898)
---Dalbergia cambodiana Pierre (1898)
---Dalbergia cochinchinensis Laness. (1886)
---Dalbergia fusca var. enneandra S.Q.Zou & J.H.Liu (1984)
ชื่อสามัญ--- Siamese Rosewood, Vietnamese Rosewood, Thai Rosewood, Cambodian Rosewood, Tracwood
ชื่ออื่น---กระยง, กระยุง (เขมร-สุรินทร์); ขะยุง (อุบลราชธานี); แดงจีน (ปราจีนบุรี); ประดู่ตม, ประดู่น้ำ (จันทบุรี); ประดู่ลาย (ชลบุรี); ประดู่เสน (ตราด); พะยูง (ทั่วไป); พะยูงไหม (สระบุรี); หัวลีเมาะ (จีน) ;[CHINESE: Hong suan zhi, Suān zhī mù, Jiao zhi huang tan.];[FRENCH: Palissandre de Siam.];[ITALIAN: Palissandro del Siam, Palissandro della Thailandia.];[JAPANESE: Keranji, Tai rozuuddo, Torakku uddo.];[KHMER: Kranhoung.]; [LAOS: Kayung.];[THAI: Kra-yong, Kra-yung (Khmer-Surin); Khayung (Ubon Ratchathani); Daeng chin (Prachin Buri); Pradu tom,  Pradu nam (Chanthaburi);  Pradu lai (Chon Buri); Pradu sen (Trat); Phayung (General); Phayung mai (Saraburi).];[VIETNAM: Trắc, Cẩm lai nam bộ, Trac bong, Cam lai nam, Glau ca, Ka rac, Ka nhong.].
EPPO Code---DAGCO (Preferred name: Dalbergia cochinchinensis)
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE -PAPILIONOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---พม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนาม
เขตการกระจายพันธุ์---ไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียตนาม ศรีลังกา ฟิลิปปินส์
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Dalbergia ตั้งตามนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดน Carl Gustav Dahlberg (1753-1775)และ พี่ชาย Nils E.Dahlberg (1730-1820)
Dalbergia cochinchinensis เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ถั่ว (Fabaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Jean Baptiste Louis Pierre (1833-1905) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศสในปี พ.ศ.2441


ที่อยู่อาศัย พบในภูมิภาคอินโดจีนมีถิ่นกำเนิดในประเทศพม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ในป่าเปิดและป่ากึ่งผลัดใบบางครั้งพบในพื้นที่ไม่ถูกรบกวน ส่วนใหญ่ขึ้นเป็นกลุ่ม ที่ระดับความสูง100 - 500 เมตร ในประเทศไทยพบ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออกเป็นส่วนมาก ตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณและป่าดงดิบทั่วไปในพื้นที่ที่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 100-300 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ลำต้นเปลาตรง สูง15-30เมตร เปลือกต้นสีเทาเรียบ ลอกเป็นแผ่นบางๆ เนื้อไม้สีน้ำตาลอ่อน แก่นสีแดงอมม่วงถึงสีเเลือดหมูเข้ม มีริ้วสีดำ เรือนยอดเป็นพุ่มกลมยาวค่อนข้างโปร่ง ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ใบย่อย7-9ใบรูปไข่หรือใบหอก ปลายใบแหลม โคนใบสอบขอบใบเรียบ แผ่นใบสีเขียวเข้ม ท้องใบสีจางกว่า ดอกช่อแบบช่อแยกแขนง ออกที่ปลายยอดหรือซอกใบใกล้ปลายยอด ยาว10-20ซม.ดอกรูปดอกถั่วสีขาวนวลมีกลิ่นหอม ผลเป็นฝักรูปขอบขนาน แบนและบอบบางกว้างประมาณ 1.2ซม.ยาวประมาณ 4-6ซม.  เกลี้ยง ตรง แห้งแล้วไม่แตก เมล็ดรูปไตสีน้ำตาลเข้ม มี1-4เมล็ด  ผิวเมล็ดค่อนข้างมัน มีขนาดกว้างประมาณ 4 มม. ยาวประมาณ 7มม.
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เป็นไม้กลางแจ้งต้องการตำแหน่งในดวงอาทิตย์เต็มชอบดินทรายดินลึกและดินปูนทนต่อสภาพแห้งแล้ง
ใช้ประโยชน์---ต้นไม้ให้ผลผลิตสูงและน่าดึงดูดมากสำหรับเนื้อไม้ที่มีกลิ่นหอม ในเชิงพาณิชย์จากป่า
-ใช้เป็นยา ตำรับยาพื้นบ้านอีสานจะใช้เปลือกต้นหรือแก่นพะยูง นำมาผสมกับแก่นสนสามใบ แก่นขี้เหล็ก และแก่นแสมสาร ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้มะเร็ง เปลือกนำมาต้มเอาแต่น้ำ ใช้เป็นยาอมรักษาโรคปากเปื่อย ยางสดใช้เป็นยาทาปาก รักษาโรคปากเปื่อย ยางสดใช้ทาแก้เท้าเปื่อย
-วนเกษตรเป็นพืชตรึงไนโตรเจนเหมาะสำหรับใช้ปรับปรุงดิน สปีชีส์นี้มีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดินบางชนิดแบคทีเรียเหล่านี้ก่อตัวเป็นก้อนบนรากและตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ ไนโตรเจนบางส่วนนี้ถูกใช้โดยพืชที่กำลังเติบโต แต่บางชนิดก็สามารถใช้โดยพืชอื่น ๆ
-ใช้อื่น ๆ แก่นไม้มีสีแดงหรือเกือบดำมีเนื้อละเอียด  ไม้มีน้ำหนักมากและทนทานใช้งานง่าย ทนทานต่อแมลง ที่น่าดึงดูดใจด้วยเนื้อไม้ ที่โดดเด่นสร้างลวดลายที่สวยงามเมื่อถูกตัด ไม้ที่ถูกตัดจะปล่อยกลิ่นหอมเหมือนกุหลาบ ใช้สำหรับทำเฟอร์นิเจอร์คุณภาพสูง งานแกะสลักและงานฝีมือ ใช้ทำเกวียน ทำหน้าไม้ คันธนู กรุผนังสวยงามใช้ทำ เครื่องดนตรี ซอด้วง ซออู้ ขลุ่ย กลองโทน รำมะนา ลูกระนาด ใช้เป็นถ่านคุณภาพดี
***เนื่องจากพะยูงมีเนื้อไม้ที่มีสีสันและลวดลายสวยงามไม้พยุง จนถือได้ว่าเป็นไม้ที่มีราคาแพงที่สุดชนิดหนึ่งในตลาดโลก (แพงกว่าไม้สักหลายเท่านัก) เป็นที่ต้องการของตลาดโลก โดยเฉพาะจีน สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน จนนำไปสู่ปัญหาใหญ่ภายในประเทศคือการลักลอบตัดไม้พะยูงเพื่อส่งออก (เบื้องต้นอยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 800 บาท คิวละ 2-6 แสนบาท (ในขณะที่ไม้สักคิวละประมาณ 3-5 หมื่นบาท) แต่ถ้าส่งออกจะมีราคาแพงขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว) ในปัจจุบันไม้พะยูงจัดเป็นไม้สงวน หากใครมีไว้ในครอบครองจะถือว่ามีความผิด (มีสถานภาพเป็นไม้หวงห้ามธรรมดาประเภท ก) เนื่องจากในเวลานี้ไม้พะยูงถือว่าเหลือเฉพาะในประเทศไทยเพียงแห่งเดียวในโลกเท่านั้น และกำลังเผชิญกับสภาวะที่ล่อแหลมต่อการสูญพันธุ์ ส่วนในประเทศอื่น ๆ อย่างประเทศลาวที่เคยมีมากก็หมดไปแล้ว ***ข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (Medthai)
พิธีกรรม/ความเชื่อ---คนไทยไม่ใช้ประโยชน์จากไม้พะยูงมากเท่าใดนักเป็นเพราะไม้ชนิดนี้มีราคาสูงมากบวกกับคนไทยมีความเชื่อบางอย่าง ที่เชื่อว่าไม้พะยูงเป็นของสูง ผู้ที่มีบารมีไม่ถึงไม่สมควรเอามาใช้ เพราะจะมีปัญหาภายหลัง (ยกเว้นเอามาทำเป็นหิ้งพระ) ด้วยเหตุนี้คนไทยจึงไม่นิยมนำไม้พะยูงมาทำเป็นไม้กระดาน บันไดบ้าน และเตียงนอน ใช้เพียงแต่ทำรั้วบ้านเท่านั้น
สำคัญ---ต้นพะยูงเป็นพันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลของจังหวัดหนองบัวลำภู
ภัยคุกคาม---เนื่องจากต้นไม้ถูกเอารัดเอาเปรียบมากเกินไปประกอบกับการถูกทำลายที่อยู่อาศัยจึงถูกระบุใน IUCN Red List ว่าเป็น 'ความอ่อนแอ' มีความเสี่ยงสูงต่อการสูญพันธุ์โดยผิดธรรมชาติ (เกิดจากมนุษย์)
สถานะการอนุรักษ์---VU- VULNERABLE - IUCN. Red List of Threatened Species. (2009)
ระยะออกดอก/ติดผล---พฤษภาคม-กรกฎาคม/กรกฎาคม-กันยายน
ขยายพันธุ์--- ด้วยการเพาะเมล็ด หรือแยกต้นที่เกิดใหม่ ตอนกิ่ง ปักชำ

77 บุหงาส่าหรี/Cithrarexylum spinosum.

ชื่อวิทยาศาสตร์---Citharexylum spinosum L.(1753 )
ชื่อพ้อง ---Has 34 Synonyms   
---Citharexylum fruticosum L.(1759)
---Citharexylum quadrangulare Jacq.(1760)
---(More).See all The Plant List://www.theplantlist.org/tpl/record/kew-41323
ชื่อสามัญ---Florida Fiddlewood, Jamaican fiddlewood, Spiny Fiddlewood, Fiddlewood, Lady chancellor tree, Susanna Berry, Savannah Berry.
ชื่ออื่น--บุหงาแต่งงาน,บุหงาส่าหรี,บุหงาบาหลี; ราชาวดี (กรุงเทพฯ) ;[AFRIKAANS: Lierboom.];[FIJI: Masese.];[MALAYALAM: Parijatham.];[MALAYSIA: Pokok Mayang Sari, Bunga mayang sari, Benang sari, Bunga sari, Bunga harum sundal malam.];[SPANISH: Guitarrero, Pendola.];[THAI: Bu nga taengngan, Bu nga sari, Rachawadi (Bangkok).];[VIETNAM: Cầm mộc.]
EPPO Code---CIKQU (Preferred name: Citharexylum spinosum.)
ชื่อวงศ์---VERBENACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปอเมริกา
เขตการกระจายพันธุ์-อเมริกาใต้-เวเนซุเอลา,กายอาน่า;อเมริกากลาง-ปานามา;แคริบเบียน-ตรินิแดดไปยังคิวบาและบาฮามาส
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Citharexylum มาจากภาษากรีก “kithra” ชื่อเครื่องดนตรีกรีกโบราณ คล้ายพิณ และ “xylon” = ไม้ หมายถึงไม้ที่ใช้ทำเครื่องดนตรี : ชื่อสายพันธุ์  'spinosum' = หนาม; ชื่อสามัญ fiddlewood หมายถึงการใช้ไม้ของต้นไม้ ที่ทำกระดานเสียงสำหรับเครื่องดนตรี
Citharexylum spinosum เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ Verbenaceae ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Linnaeus (1707–1778) นักชีววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดนในปี พ.ศ.2296


ที่อยู่อาศัย มีถิ่นกำเนิดทางตอนใต้ของรัฐฟลอริดาสหรัฐอเมริกา, แคริบเบียน ,กายอานา ,ซูรินาเมและเวเนซุเอลา เติบโตบนสันเขาป่าโดยเฉพาะบนที่ราบชายฝั่งของ Guyanas  ที่อยู่อาศัยแห้งโดยทั่วไปที่ระดับความสูงต่ำกว่า 500 เมตร พื้นที่ชายฝั่งภูเขาหินปูน ภูเขาที่แห้งแล้งและเชิงเขาชื้นที่ระดับความสูงไม่เกิน 900 เมตร ในซิมบับเว แอฟริกา ที่ระดับความสูงถึง 1,520 เมตร
ลักษณะ บุหงาบาหลี หรือ บุหงาส่าหรี เป็นไม้ยืนต้นเนื้ออ่อนขนาดกลาง สูงประมาณ 4-7 เมตร และอาจถึง 15 เมตรถ้าปลูกไว้นานๆ มีลำต้นเปลาตรงพุ่มใบหนา แตกกิ่งก้านสาขามาก เปลือกลำต้นและใบมีกลิ่นเหม็นเขียว เป็นไม้ใบเดี่ยว ออกใบเป็นคู่ขนานกันไปตามข้อต้น ใบค่อนข้างแข็งกระด้าง ใบมนรีรูปหอก เรียบเกลี้ยง เส้นกลางใบหนาแข็ง ขอบใบทั้งสองด้านมักพับเข้าหากัน ก้านใบสีส้ม ขนาดของใบกว้าง5-8ซม.ยาว10-15ซม. ดอกมีขนาดเล็กสีขาวออกเป็นพวงห้อยลงมา ดอกพวงหนึ่งๆประกอบด้วย ก้านดอกยาวประมาณ15ซม. ในก้านดอกก้านหนึ่งๆจะออกดอกเรียงสลับกันไปจากโคนก้านดอกจนถึงปลายเป็นจำนวน มากมาย ดอกเหล่านี้จะบานไล่กันตั้งแต่โคนไปจนถึงปลายสุด ใช้เวลา 8-10วัน ดอกในก้านหนึ่งๆจึงจะบานได้หมด ดอกมี5กลีบ ขนาดดอกประมาณ1ซม. และในพวงหนึ่งๆจะมีพวงดอกเป็นกระจุกตั้งแต่8-15พวงพวงดอกบุหงามีกลิ่นหอมแรงมาก ผลกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.6ซม.สีส้มแดงเมื่อสุกสีดำ
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---เป็นต้นไม้ที่ปลูกง่าย ขึ้นง่าย ต้องการแสงแดดเต็มวันหรือร่มเงาบางส่วน เจริญเติบโตได้ดีในดินเกือบทุกชนิดค่า pH ของดินได้ตั้งแต่ 5 - 8
การใช้ประโยชน์--- ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหาร ยาและแหล่งของไม้คุณภาพดี ไม้มีค่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการทำเครื่องดนตรี และ มักปลูกเป็นไม้ประดับ
-ใช้เป็นอาหาร ผลดิบกินได้มีรสหวานแต่มนุษย์มักไม่ค่อยกิน
-ใช้เป็นยา  มีสรรพคุณทางยาเป็นยากล่อมประสาท antispasmodic และทางเดินอาหาร ; ยาต้มกิ่งอ่อนใช้ในการรักษาดงเด็ก ; ยาต้มจากเปลือกใช้สำหรับรักษาโรคหวัด
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับที่ได้รับความนิยมในภูมิภาคเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน ใช้ตกแต่งจัดสวนตามอาคาร บ้านพักอาศัย สวนสาธารณะ
-วนเกษตร ดอกไม้ที่อุดมไปด้วยน้ำหวานเป็นที่ดึงดูดใจอย่างมากสำหรับผึ้ง นก และผีเสื้อเพื่อผสมเกสร
-ใช้อื่น ๆ แก่นไม้เป็นสีน้ำตาลอ่อนหรือแดง  เนื้อไม้มีความแน่นและแข็งมาก ใช้สำหรับการทำเฟอร์นิเจอร์เครื่องดนตรี เช่นกีต้าร์และยังใช้สำหรับการก่อสร้างทั่วไปเช่น หน้าต่าง, ประตู, คาน ฯลฯ ไม้มีประโยชน์สำหรับเสารั้วและโครงสร้างหยาบอื่น ๆ ที่ต้องการความต้านทานต่อปลวกและการผุ
ภัยคุกคาม--ไม่มีภัยคุกคามที่น่าเป็นห่วงจัดไว้ใน IUCN Red List ประเภท'ความกังวลน้อยที่สุด'(ไม่น่าจะสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้)
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species
ระยะเวลาออกดอก/ติดผล---ตลอดปี
ขยายพันธุ์ --- ด้วยการปักชำและตอนกิ่ง งอกรากเร็ว

78 เกษมณี/Melia azedarach

ชื่อวิทยาศาสตร์---Melia azedarach L.(1753)
ชื่อพ้อง---Has 31 Synonyms
---Azedarach speciosa Raf.(1817)
---Azedarach commelinii Medik.(1782)
---Melia cochinchinensis M.Roem.(1846)
---(More).See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2505106
ชื่อสามัญ---Persian Lilac, Bastard cedar, White cedar, China berry tree, Bead-tree, Cape lilac, Syringa berrytree, Indian lilac, Philippine neem tree, Texas umbrella tree.
ชื่ออื่น---เกรียน, เฮี่ยน (ภาคเหนือ); เคี่ยน, เลี่ยน, เลี่ยนใบใหญ่ (ภาคกลาง) ;[AFRIKAANS: Maksering.];[ASSAMESE: Ghora Neem,Ghora-neem,Thamaga.];[BENGALI: Bakarjam.];[BANGLADESH: Goda neem.];[CHINESE: Lian, Ku lian, Lian shu, Zi hua shu, Sen shu, Chuan lian zi, Jin ling zi];[FIJI: Masese.];[FRENCH: Arbre à chapelets, Azedarach, Lilas des Antilles, Lilas des Indes.];[GERMAN: Chinesischer Holunder, Indischer Zedrachbaum, Paternosterbaum, Persischer Flieder, Zedarachbaum.];[HINDI: Bakain, Bakānā nīmba, Drek];[INDONESIAN: Marambung (Sumatra), Mindi, Gringging (Java).];[ITALIAN: Albero dei paternostri.];[JAPANESE: Sendan.];[KANNADA: Bevu.];[KHMER: Dâk'hiën, Sadau khmaôch.];[KOREAN: Meol gu seul na mu.];[LAOS: H'ienx, Kadau s'a:ngz.];[MALAYALAM: Malaveppu.];[MALAY: Mindi kecil.];[NEPALI: Bakena, Bakaina, Bakaino.];[NETHERLANDS: Galbessen, Paternosterboom.]; [PHILIPPINES : Bagaluñga, Balagañgo, Paraiso];[PORTUGUESE: Agrião, Amargoseira, Amargoseira-bastarda, Amargoseira-dos-himaláias, Azedaraque, Azufeifo, Conteira, Falso-sicómoro, Lilás-das-índias, Mélia-dos-himaláias, Sicómoro-bastardo, Arvore-dos-rosários, Arvore-santa.];[SANSKRIT: Dreka, Maha nimba, Ramyaka];[SINGAPORE: Mindi kechil.];[SPANISH: Arbol de cuentas, Arbol de los rosarios, Agriaz, Agrión, Arbol del para, Jacinta, Zedrak.];[SWEDISH: Zedrak.];[TAMIL: Kattu Vembhu, Malaivembu.];[TELUGU: Turka Vepa, Kali-yapa.];[THAI: Krian, Hian (Northern); Khian, Lian, Lian bai yai (Central).];[TURKISH: Tesbih ağacı, Tespih ağacı.];[VIETNAMESE: Cây xoan, Sâ dông].
EPPO Code---MEIAZ (Preferred name: Melia azedarach.)
ชื่อวงศ์---MELIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์ ---จีนตอนกลางและตอนใต้,ปากีสถาน, อินเดีย, ศรีลังกา, เนปาล, ภูฏาน, ไทย, ลาว, เวียดนาม, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, ออสเตรเลียตะวันออก
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสามัญนั้นได้มาจากภาษากรีกคำว่า melia - manna ash ซึ่งหมายถึงความคล้ายคลึงของใบไม้กับ Fraxinus ornus ; ชื่อเฉพาะสายพันธุ์ 'azedarach' มาจากเปอร์เซีย 'azad-darakht' หมายถึง 'ต้นไม้สูงส่ง' ประเภทนี้ได้รับการอธิบายอย่างเป็นทางการจากสายพันธุ์อินเดีย
Melia azedarachเป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัวมะฮอกกานี(Meliaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Linnaeus (1707–1778) นักชีววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดนในปี พ.ศ.2296

ที่อยู่อาศัย การกระจายตัวตามธรรมชาติมีความไม่แน่นอน มีถิ่นกำเนิดในเอเชียอาจมาจาก Baluchistan, (ปากีสถาน) และแคชเมียร์ (อินเดียและปากีสถาน) ( Troup, 1921 ; National Academy of Sciences, 1983 ) มีการกระจายอย่างกว้างขวางทั่วทั้งเขตร้อนกึ่งเขตร้อนและเขตอบอุ่นของโลก มีการปลูกทั่วตะวันออกกลาง, เอเชียใต้และตะวันออกเฉียงใต้, จีน, หมู่เกาะอินเดียตะวันตก, ทางใต้ของอเมริกา, เม็กซิโก, อาร์เจนตินาและบราซิล, ตะวันตกและแอฟริกาตะวันออก, ภูมิภาคแปซิฟิกรวมถึงปาปัวนิวกินี, หมู่เกาะโซโลมอนและออสเตรเลีย พบได้ทั่วไปในป่าดิบชื้นและที่ราบสูง  ที่ระดับความสูง สูงสุด 2,700 เมตร ในเทือกเขาหิมาลัย
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางมักต้องอาศัยขึ้นอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ขนาดใหญ่ ลำต้นเปลาตรง เรือนยอดโปร่ง สูง 10-20 เมตรต้นอายุน้อยเปลือกเรียบสีน้ำตาลคล้ำ ต้นอายุมากเปลือกต้นจะแตกตามยาว ใบรวมเป็นแผง รวมช่อเป็นแบบสองชั้น ยาว30-90ซม.ใบย่อย 2 ถึง 5 คู่รูปไข่ถึงรูปไข่รูปแกมใบหอกยาว 4-8 ซม. ใบยอดเหนือช่อจะมีขนาดใบใหญ่กว่าใบอื่นๆในแผงเดียวกัน ขอบใบหยักฟันเลื่อย ใบอ่อนจะเห็นชัดเจน ดอกเป็นช่อสีม่วงอ่อนออกตามง่ามใบและปลายกิ่ง เป็นช่อยาว5-10ซม.บานจากปลายมาหาโคนช่อ ดอกบานมีขนาด 2 ซม. เกสรตัวผู้เป็นสีม่วงเข้ม มีดอกดกมากและสวยงามสะพรั่งไปทั้งต้น ผลรูปไข่มีลักษณะเป็นรูปรียาวประมาณ 1.5 ซม. เมื่อแก่สีเหลืองอ่อน มีเมล็ดเดียว
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบดินที่มีการระบายน้ำดีในที่ที่มีแสงแดดหรือมีร่มเงาบางส่วน ทนต่อสภาพการเจริญเติบโตที่ค่อนข้างยากลำบาก รวมถึงดินตื้น ๆ ดินเค็มและด่างที่รุนแรง ดินที่ขาดธาตุอาหาร ชายขอบลาดชันและเต็มไปด้วยหิน และแม้แต่รอยแยกในหิน ไม่ชอบดินที่เป็นกรดสูง เติบโตได้ดีในพื้นที่ชายฝั่งทะเล มีความทนทานต่อความแห้งแล้งมาก
ใช้ประโยชน์---เป็นต้นไม้ที่เนื้อไม้ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง และเป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่งด้วย ต้นไม้ที่มีความสำคัญมากสำหรับคนในท้องถิ่น สำหรับคุณสมบัติที่มีประโยชน์มากมายเหล่านี้
-ใช้กิน ใบ - ปรุงสุก มีรสขมใช้เป็นสมุนไพร Pot herb
-ใช้เป็นยา ในยา Unani ในประเทศอาหรับและยาอายุรเวทในอินเดียใช้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ, ยาแก้ปวด, ต้านการอักเสบ, ขับปัสสาวะ, ยาระบาย, ยาแก้ไข้, และลดความดันโลหิต -น้ำใบเป็นยาแก้พยาธิ, ยาแก้ท้องเฟ้อ, ยาขับปัสสาวะ-ยาต้มเป็นยาสมานแผลในกระเพาะอาหาร ใช้รักษาโรคท้องร่วง-ดอกไม้และใบไม้ถูกนำไปใช้เป็นยาพอกในการรักษาโรคประสาทและปวดศีรษะ
-ใช้ปลูกประดับ ใช้ในสวนทั่วไปในงานภูมิทัศน์ ต้นไม้ที่ให้ร่มเงา มักจะปลูกเป็นต้นไม้ริมถนนและไม้ประดับแม้ว่ามันจะมีข้อเสียของการทิ้งดอกทิ้งใบจำนวนมาก
-วนเกษตร ถูกปลูกเป็นสายพันธุ์บุกเบิกในภาคเหนือของประเทศไทยในโครงการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูป่าไม้พื้นเมือง ปลูกในป่าเสื่อมโทรมและพื้นที่เปิดโล่งผสมกับสายพันธุ์อื่น ๆ ที่มีความสามารถในการเติบโตอย่างรวดเร็ว
-ใช้อื่น ๆ ไม้ที่มีลักษณะคล้ายมะฮอกกานี แก่นไม้มีสีแดงถึงน้ำตาลออกแดง มีความมันวาวสดใส มีกลิ่นเหมือนชะมด ไม้มีความแข็งปานกลางค่อนข้างเปราะค่อนข้างทนทาน ง่ายต่อการทำงาน ใช้ในการทำเฟอร์นิเจอร์ ผลิตอุปกรณ์การเกษตร ไม้อัดกล่องเสาเครื่องมือจับ ถูกใช้ในการทำตู้และในการก่อสร้างเพราะความต้านทานต่อปลวก สีย้อมสีแดงนั้นได้มาจากเปลือกไม้ เส้นใยที่ได้จากเปลือกจะใช้ในการทำเชือก สารสกัดจากน้ำและแอลกอฮอล์ของใบและเมล็ด ใช้ในการควบคุมแมลงศัตรูพืชไรและไส้เดือนฝอย -ผลไม้ใช้เป็นแหล่งของผงหมัดและยาฆ่าแมลง ใบขับไล่ยุงและแมลงอื่น ๆ-เมล็ดหอมทำลูกปัดในอุดมคติและใช้ในการทำสร้อยคอและลูกประคำ
รู้จักอันตราย--- ผลไม้มีพิษสูงต่อสัตว์เลือดอุ่น ผลไม้สุกมีพิษมากกว่าผลไม้ดิบสีเขียว ผลไม้เพียงไม่กี่ชิ้น สามารถทำให้เกิดอาการคลื่นไส้กล้ามเนื้อกระตุกหรือแม้แต่เสียชีวิตในเด็ก -ทุกส่วนของพืชสามารถทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหารและตับและไตเสื่อมสภาพ ควรใช้ด้วยความระมัดระวังโดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้การดูแลของผู้ปฏิบัติที่มีคุณสมบัติเหมาะสม
ระยะเวลาออกดอก--- กุมภาพันธ์-มีนาคม ก่อนออกดอกจะทิ้งใบหมด แล้วเริ่มผลิใบพร้อมๆกับออกช่อดอก
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ดและตอนกิ่ง

79 จัน-อิน/Diospyros decandra


ชื่อวิทยาศาสตร์---Diospyros decandra Lour.(1790).
ชื่อพ้อง ---Has 1 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2769607
---Diospyros packmannii C.B.Clarke.(1882)
ชื่อสามัญ---Gold apple
ชื่ออื่น--จัน,จันโอ,จันขาว,จันลูกหอม,อิน;[THAI:Chan in, Chan khao, Chan luk hom, In, Chan.]; [VIETNAM: Thị, Trái thị, Hoàng phê, Thị muộn, Thị thập hùng, Mác chăng (Tày).].
EPPO Code---DOSDE (Preferred name: Diospyros decandra)
ชื่อวงศ์---EBENACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์---เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ - เวียดนาม กัมพูชา ลาว ไทย พม่า
Diospyros decandra เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์มะพลับ (Ebenaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Joao de Loureiro (1717–1791) นักพฤกษศาสตร์ชาวโปรตุเกสในปี พ.ศ.2333


ที่อยู่อาศัยมีถิ่นกำเนิดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ในเวียดนาม,กัมพูชา,ลาว,ไทย,พม่าในประเทศไทยพบขึ้นทั่วทุกภาคของประเทศ พบตามป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ
ลักษณะ จันอินเป็นไม้ต้น ไม่ผลัดใบ ขนาดความสูงโดยประมาณ10-20 เมตร ทรงต้นเปลาตรง เปลือกต้นสีน้ำตาลอมดำเรือนยอดเป็นพุ่มกลม หรือรูปกระสวยต่ำ หนาทึบ ยอดอ่อนมีขน ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปขอบขนานหรือรูปวงรีกว้าง2.5-3ซม.ยาว7-10ซม. โคนใบมนหรือสอบแคบ ปลายใบสอบทู่ ขอบใบเรียบ เนื้อใบบาง ใบอ่อนจะมีขนสีแดงคลุมดอกเล็กขาวหรือเหลือง เป็นดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น(dioecious) ดอกเพศผู้เป็นช่อ ช่อหนึ่งประมาณ3ดอก กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปคนโทสีขาวนวล ดอกเพศเมียเป็นดอกเดี่ยวลักษณะคล้ายกันกับดอกเพศผู้แต่มีขนาดใหญ่กว่า ผลอินจันจะมีอยู่สองแบบคือ ลักษณะของผลเป็นรูปกลมแป้นเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3-6 ซม. และมีกลิ่นหอมแรง ไม่มีเมล็ดหรือมีเมล็ดลีบ ผลมีรอยบุ๋มตรงกลาง รสฝาดหวาน มีกลิ่นหอม จะเรียกว่า ลูกจัน ส่วนผลที่มีลักษณะของผลเป็นรูปกลมและมีเมล็ด 2-3 เมล็ด ไม่มีรอยบุ๋ม มีรสฝาดหวาน จะเรียกว่า ลูกอิน โดยผลอินจันจะมีรสฝาด ต้องคลึงให้ช้ำก่อนรสฝาดจึงจะหายไป
ใช้ประโยชน์ ต้นไม้ถูกเก็บเกี่ยวจากป่าและยังได้รับการปลูก รอบ ๆ หมู่บ้านสำหรับผลไม้ที่กินได้ซึ่งขายในตลาดท้องถิ่น ต้นไม้ยังผลิตไม้ที่มีคุณภาพสูง และเป็นยา
-ใช้กินได้ ผลไม้ - ดิบ สุก เนื้อนุ่มและหวานหอม แต่มีความฝาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่สุกเต็มที่ นิยมกินเป็นผลไม้สด หรือนำไปแปรรูปเป็นของหวาน ในเวียตนามนิยมมาก
-ใช้เป็นยา มีการใช้รากใบและผลไม้เป็นยาที่หลากหลาย จากงานศึกษาวิจัยผลไม้ในไทยพบว่า น้ำผลไม้ไทยจากลูกอินจัน มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี  มีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการแตกตัวของเม็ดเลือดแดง  แก้ลม แก้อาการอ่อนเพลีย แก้ดีพิการ ขับพยาธิ บำรุงเลือดลม บำรุงหัวใจ  บำรุงกำลัง ช่วยบำรุงผิวพรรณ บำรุงประสาท-ในเวียตนามใช้ผลแห้งเผาเป็นถ่านทาผงถ่านบนผิวหนังแก้โรคงูสวัด เปลือกรากใช้รักษาอาการอาเจียน อาการคัน ตัวหนอน ฝี แผลไหม้ และการเคลื่อนไหวของลำไส้-ในประเทศกัมพูชาผลไม้ใช้รักษาอาการนอนไม่หลับและใช้เป็นยาเพื่อรักษาประจำเดือน
-นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ เป็นที่ชื่นชอบของนักนิยมชลอไม้ใหญ่ ปัจจุบันนี้จัดเป็นไม้หวงห้าม เพราะหายากและใกล้สูญพันธุ์- มันเป็นต้นไม้ที่ได้รับความนิยมในเวียดนามซึ่งปลูกในเขตเมืองและอยู่ใกล้กับวัด
-ใช้อื่น ๆ ไม้เป็นสีขาวมีเสี้ยนสีดำจำนวนมากและบางครั้งก็มีแก่นสีดำ พื้นผิวนั้นเรียบเนียนและมีความหนาแน่นสูงโดยเฉพาะในแก่นไม้ ความหนาแน่นของมันทำให้ยากต่อการทำงาน แต่จะได้พื้นผิวที่สวยงามภายใต้เครื่องมือที่คม เป็นไม้เนื้อแข็งยอดเยี่ยม เนื้อไม้ใช้กลั่นเป็นน้ำมันหอม ใช้ผสมทำเครื่องหอม เครื่องสำอางต่างๆ ทำน้ำอบไทย
-สำคัญ ต้นจันอิน เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดจันทบุรี และ เป็นต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัยศิลปากร-; เป็นต้นไม้ที่ได้รับความนิยมในประเทศเวียดนามและกัมพูชา (ชื่อท้องถิ่นว่า Chann Tree) ซึ่งปลูกในเขตเมืองและใกล้กับวัดต่างๆ ต้นไม้ที่เป็นมรดกของเมือง Hue เรียกว่า "cây thị" ในภาษาเวียดนามและได้ปรากฏในนิทานพื้นบ้านเวียดนาม เช่น The Story of Tam และ Cam
*(ส่วนตัว)-เรื่องเล่า ต้นจันอิน ในรูปซ้ายบน แรกทีเดียวนำต้นใหญ่มาปลูก อยู่ไปค่อยตายตั้งแต่ยอดลงมาเลย ตัดไล่ลงมาจนเหลือแต่ตอตรงกลางทิ้งไว้อยู่มาก็เป็นต้นแตกขึ้นมาอย่างที่เห็นส่วนรูปขวาได้ถ่ายภาพมาจากสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระเทพฯจ.ระยอง*
ระยะออกดอก---มีนาคม-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด โดยทั่วไปแล้ว เมล็ดพันธุ์ Diospyros มีอายุสั้นมาก ดังนั้นควรหว่านโดยเร็วที่สุด

80 จิกสวน/Barringtonia racemosa


ชื่อวิทยาศาสตร์---Barringtonia racemosa (L.) Spreng.(1826)
ชื่อพ้อง ---Has 46 Synonyms
---Basionym: Eugenia racemosa L.(1753)
---(More).See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-313527
ชื่อสามัญ---Brackwater mangrove, Cassowary-pine, China-pine, Common putat, Cornbeefwood, Derbyshire-pine, Fish-poison-tree, Freshwater mangrove, Hippo apple, Mangobark, Mango-pine, Powderpuff-tree, Small-leaved Barringtonia,Wild guava,
ชื่ออื่น---จิกบ้าน, จิกสวน (กรุงเทพฯ); ปูตะ (มาเลย์-นราธิวาส);[AFRIKAANS: Poeierkwasboom.];[BRUNEI: Putat aying.];[BURMESE: Kye-bin, Kyi.];[CHINESE: Yu rui.];[CZECH: hrnečníkovité.];[FRENCH: bonnet d'évêque , manondro.];[INDONESIA: Butan darat, Butun darat, Penggung, Putat sungal.];[LAOS: Som pawng.];[MALAYSIA: Putat ayam, putat kampong (Peninsular); putat ayer (Sabah); putat padi, putat kampung, putat darat, putat kedul.];[PAPUA NEW GUINEA: Paopao.];[PHILIPPINES: Putat, Putad, (Tag.); Kutkut-timbalong (Sul.);  Tuba-tuba (C. Bis.).];[PORTUGUESE: massinhana.];[RUSSIAN: Barringtoniia kistevidnaia.];[SANSKRIT: Samudraphala.];[SWAHILI: Mtomondo.];[THAI: Chik ban, Chik suan (Bangkok).];[VIETNAMESE: Lộc vừng hoa chùm, Chiếc chùm.].
EPPO Code---BGTRA (Preferred name: Barringtonia racemosa.)
ชื่อวงศ์---LECYTHIDACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์---แอฟริกา มาดากัสการ์ เซเชลส์ เอเชีย ออสเตรเลีย และหมู่เกาะแปซิฟิก
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Barringtoniaได้รับเกียรติจาก Daines Barrington (1727-1800) นักกฎหมายและนักธรรมชาติวิทยา     ชาวอังกฤษ
Barringtonia racemosa เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์จิก(Lecythidaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Linnaeus (1707–1778) นักชีววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดนและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Kurt Sprengel (1766–1833) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันในปี พ.ศ.2369

 

ที่อยู่อาศัย มีการกระจายจากแอฟริกาตะวันออกและมาดากัสการ์ไปยังศรีลังกา, อินเดีย, พม่า, อินโดจีน, ตอนใต้ของจีน, ไต้หวัน, หมู่เกาะริวกิว, ไทย, หมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ ทั่วภูมิภาคเมเลเซียนไปยังไมโครนีเซีย (ตะวันออกไปยังฟิจิและซามัว) และทางตอนเหนือของออสเตรเลีย ที่อยู่อาศัยโดยทั่วไปเป็นป่าฝนหลักและรองโดยเฉพาะพื้นที่ชุ่มน้ำและที่ราบน้ำท่วมถึงตามลำธาร ขึ้นในบริเวณน้ำท่วมขัง ริมฝั่งแม่น้ำที่ไม่ห่างจากชายฝั่งทะเล และตามขอบป่าพรุ พบได้ที่ระดับความสูงถึง 1,000 เมตร ในประเทศไทยพบทุกภาค ขึ้นตามชายป่าดิบแล้ง และป่าดิบชื้น มักขึ้นใกล้แหล่งน้ำ  
ลักษณะ เป็นไม้ต้นขนาดกลางผลัดใบ ขนาดความสูงประมาณ 4-10 เมตร  ลักษณะทรงต้นแผ่กว้าง ลำต้นมักเป็นปุ่มปม เปลือกเรียบถึงแตกเป็นแผ่นสีเทาถึงสีน้ำตาลอมเทา เปลือกชั้นในสีน้ำตาลเรื่อถึงชมพู มีเส้นใยเหนียว ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับเป็นกระจุกตามปลายกิ่ง รูปรีแกมรูปหอกกลับ ขนาดกว้าง5-15ซม.ยาว 20-40 ซม. โคนใบเว้ารูปหัวใจ ขอบใบจักฟันเลื่อยถี่ ปลายใบเรียวแหลมหรือยาวคล้ายหาง ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมันวาว ด้านล่างสีซีดกว่า เนื้อใบบางและเหนียวคล้ายแผ่นหนังดอก แบบช่อเชิงลดมีก้าน ออกตามปลายกิ่งบางครั้งออกตามกิ่ง ช่อดอกห้อยลงยาว 30-60 ซม.ดอกย่อยขนาดใหญ่สีชมพูหรือขาวอมชมพูมีกลิ่นหอมขนาดดอกบานประมาณ 5 ซม. กลีบดอก4กลีบสีชมพู เกสรผู้สีขาวจำนวนมากเรียงซ้อนักนเป็นพู่5-6 ชั้น ก้านเกสรเเมียสีชมพูเข้ม
ผล แบบเมล็ดเดียวแข็งรูปรีถึงรูปไข่ ขนาด5-7 (-9) ซม. x 2-4 (-5.5) ซม โคนสอบปลายผลสอบแล้วตัด มีกลีบเลี้ยงติดอยู่ ผลแก่สีเขียวอมม่วงแดง ผลแห้งไม่แตกมี1เมล็ด เมล็ดเป็นรูปไข่ขนาด 2-4 ซม. x 1-1.5 ซม
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---ชอบตำแหน่งในที่ร่มบางส่วน มีความต้องการดินเหนียวหนัก ดินร่วนหรือดินภูเขาไฟที่อุดมสมบูรณ์
ใช้ประโยชน์--- ต้นไม้เอนกประสงค์เป็นการเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารยาและแหล่งวัสดุ
-ใช้เป็นอาหาร ยอดอ่อนและใบอ่อนกินดิบเป็นผัก เมล็ดมีกลิ่นหอม เมล็ดที่บดให้แป้งซึ่งทำเป็นเค้ก
-ใช้เป็นยา ส่วนที่ใช้ เปลือกไม้ ใบไม้ ผลไม้ เมล็ด - ยาแก้ปวดลดไข้ เปลือกต้นเป็นยาแก้ไข้ รักษาอีสุกอีใส รักษาโรคฝีไก่และเป็นยาพอกเพื่อบรรเทาอาการคัน รากใช้ระบายความร้อน-; เผ่าซูลูในแอฟริกาใต้ใช้ผลไม้เป็นยารักษาโรคมาลาเรีย ถูกนำมาใช้ภายนอกสำหรับอาการเจ็บคอและการปะทุของผิวหนัง-;ในประเทศมาเลเซียใช้ใบแบบดั้งเดิมรักษาความดันโลหิตสูงการศึกษาได้แสดงฤทธิ์ต้านมะเร็ง
-ใช้ปลูกประดับ เป็นต้นไม้ที่เติบโตอย่างรวดเร็วและมีมูลค่าการประดับสูง
-ใช้อื่น ๆ แก่นไม้เป็นไม้สีน้ำตาลเหลืองอ่อนบางครั้งมีสีแดง ไม้มีน้ำหนักเบาอ่อนไม่ทนทาน ใช้สำหรับงานเบาที่ไม่ต้องการความแข็งแรงมาก มันถูกใช้สำหรับการก่อสร้างชั่วคราว, สร้างบ้านในท้องถิ่น (เสาและคาน), กระดานปูพื้นทั่วไป  เครื่องใช้ในครัวเรือน, อุปกรณ์การเกษตร, กล่องและลังและพาเลทไม้ เหมาะสำหรับการผลิตแผ่นไม้อัด ในภูมิภาคแปซิฟิกนั้นไม้ยังถูกใช้เพื่อการแกะสลักและกลึง  น้ำมันที่ได้จากเมล็ด ใช้เป็นเชื้อเพลิงให้แสงสว่าง เมล็ดใช้เป็นยาฆ่าแมลง เบื่่อปลา
รู้จักอันตราย-เมล็ดมีซาโปนินและมีพิษ รากทุบผลไม้และเปลือกไม้ล้วนใช้เป็นสารพิษกับปลา ผลไม้ ใช้ในการวางยาพิษหมูป่า
ระยะออกดอก/ติดผล---เมษายน-กรกฎาคม
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด, ตอนกิ่ง

81 จิกน้ำ/Barringtonia acutangula


ชื่อวิทยาศาสตร์---Barringtonia acutangula (L.) Gaertn.(1790)
ชื่อพ้อง---Has 49 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-313389
ชื่อสามัญ---Indian oak, Stream barringtonia, Cut nut, Itchy tree, Fresh water mangrove, Mango-pine.
ชื่ออื่น--- กระโดนทุ่ง, กระโดนน้ำ (หนองคาย); กระโดนสร้อย (พิษณุโลก); จิ๊ก (กรุงเทพฯ); จิกนา (ภาคใต้); จิกน้ำ (สตูล, ภาคกลาง); ตอง, ปุยสาย (ภาคเหนือ); ลำไพ่ (อุตรดิตถ์); [ASSAMESE: Hendol, Hinyol, Pani amra.];[BENGALI: Hijal.];[BURMESE: Kyeni, kyi.];[HINDI: Hijagal, Hijjal, Samundarphal.];[KANNADA: Mavinkubia, Niruganigily, Dhatripala.];[LAOS: Ka don nam, Ka don noy.];[MALAYALAM: Arru peḻ, Attampu, Attupelu, Nir perzha.];[MALAYSIA: Jurai-jurai, Putat nasi.];[MARATHI: Ttiwar, Newar, Sathaphala, Samudraphala.];[PHILIPPINEES: Apaling, Kalambuaia, Latuba, Putad, Sako, Tuba (Tagalog).];[SANSKRIT: Dhatriphal, Abdhiphala, Ambudhiphala, Ambuja.];[TAMIL: Aram, Kadambu, Kadappai, Samudra pazham.];[TELUGU: Kurpal.];[THAI: Kradon thung, Kradon nam (Nong Khai); Kradon soi (Phitsanulok); Chik (Bangkok); Chik na (Peninsular); Chik nam (Central, Satun); Tong, pui sai (Northern); Lam phai (Uttaradit).];[VIETNAMESE: Lộc vừng, Ngọc nhị, Tam lang, Cây vừng, Chiếc, Mưng.].
EPPO Code---BGTAC (Preferred name: Barringtonia acutangula.)
ชื่อวงศ์---LECYTHIDACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์---อินเดีย อัฟกานิสถาน ปากีสถาน บังกลาเทศ พม่า ภูมิภาคมาเลเซีย นิวกินี ออสเตรเลียตอนบน
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลBarringtoniaได้รับเกียรติจากDaines Barrington (1727-1800) นักกฎหมายและนักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ; ชื่อสายพันธุ์คือการรวมกันของคำคุณศัพท์ภาษาละติน "acutus, a, um" = เฉียบพลัน, คมชัดและ "angulus" สาระสำคัญ = มุม, จุด, การอ้างอิงถึงผลไม้ที่มีส่วน tetragonal มักจะและมุมที่โดดเด่น
Barringtonia acutangula เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์จิก(Lecythidaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Linnaeus (1707–1778) นักชีววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดนและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Joseph Gaertner (1732- 1791) นักพฤกษศาสตร์และนักธรรมชาติวิทยาชาวเยอรมันในปี พ.ศ.2333

 

ที่อยู่อาศัย พบในภูมิภาคเอเชียใต้และอัฟกานิสถาน ฟิลิปปินส์ ไปจนถึงทางตอนเหนือของประเทศออสเตรเลีย หมู่เกาะแปซิฟิก  และทั่วไปในเขตร้อน ตามสถานที่เป็นแอ่งน้ำหรือชายฝั่ง ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 400 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ต้นสูงได้ถึง12- 20เมตร ตามธรรมชาติชอบขึ้นใกล้น้ำ เปลือก สีน้ำตาลเข้มหยาบ ใบเดี่ยวรูปไข่แกมขอบขนานยาว 8- 14ซม. เรียงสลับ ดอกช่อแบบช่อกระจะ หรือช่อเชิงลด ห้อยลง ออกที่ปลายยอดหรือซอกใบ ยาวได้ถึง45-60ซม.-1เมตร กลีบเลี้ยงสีเชียว 4 กลีบ โคนเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย กลีบดอก 4 กลีบ ปลายกลีบม้วนออก กลีบดอกบิด ดอกร่วงง่าย ดอกสีชมพูหรือแดง บานกลางคืน มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ผลรูปไข่ยาว3-4ซม.กว้าง1.5ซม.มีสันตามยาว4-8สัน ส่วนใหญ่มีเมล็ดเดียว เมล็ด รูปไข่ ยาว 1-4 ซม.
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบดินที่ชื้น แต่มีการระบายน้ำที่ดีและมีแสงแดดส่องเต็มวัน
ใช้ประโยชน์--- พืชที่เก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นส่วนใหญ่เป็นยา และแหล่งวัสดุ  
-ใช้เป็นอาหาร ใบอ่อน ยอดอ่อนกินเป็นผัก
-ใช้เป็นยา ในฟิลิปปินส์ใช้เปลือกยาต้มเป็นยาขับถ่าย - เปลือกไม้นำไปใช้กับบาดแผล - ใช้ในยาพื้นบ้านต่าง ๆ สำหรับปวดข้อ, ประจำเดือน, ปวดหน้าอก, อักเสบ, ท้องเสีย นอกจากนี้ในฐานะเป็นยาขับลม ขับเสมหะยาบำรุงกำลัง  - ใช้สำหรับรักษาความอ่อนแอของน้ำเชื้อ ท้องเสียและโรคหนองใน ในอินเดียมีการใช้รากและเปลือกไม้สำหรับแผล - น้ำคั้นจากใบใช้แก้อาการท้องเสีย- ในสินธุผลไม้ใช้แก้อาการไอหวัดและโรคหอบหืด - เมล็ดใช้เป็นยา แก้อาการจุกเสียดและการคลอดก่อนกำหนดนอกจากนี้ยังใช้สำหรับโรคตา - ในศรีลังกาใช้เป็นยาแก้ไข้มาลาเรีย- ในบังคลาเทศใช้สำหรับอาการท้องเสีย บิด หลอดลมอักเสบ ปวดเอว น้ำเชื้ออ่อนแอ หนองใน
-ใช้ปลูกประดับ นิยมใช้ในงานสวนสำหรับ ปลูกริมน้ำหรือใกล้ศาลาในสวน ช่อดอกสวยงาม ทนน้ำท่วมขัง เหมาะอย่างยิ่งกับสถานการณ์ที่ชื้นและร่มรื่น
-วนเกษตร ต้นไม้ถูกปลูกเพื่อป้องกันลม ดอกไม้ผลิตน้ำหวานมากมายและดึงดูดผึ้งซึ่งผลิตน้ำผึ้งที่ดีจากมัน
-อื่น ๆ เปลือกไม้เป็นแหล่งของแทนนิน -แก่นไม้มีสีชมพูอ่อนถึงแดงอมเทาหรือในบางกรณีเกือบขาว พื้นผิวมีความละเอียดปานกลางถึงละเอียด เนื้อไม้เป็นมันเงาและให้ความรู้สึกเรียบ ไม้มีน้ำหนักเบา และทนทานพอสมควร ใช้สำหรับการต่อเรือ, การก่อสร้างที่ดี,ครกตำข้าว ,เกวียน ไม้กลายเป็นสีดำหากถูกฝังอยู่ในโคลน
-รู้จักอันตราย เปลือกใช้สำหรับเบื่อปลา ทำให้มึนเมา
ระยะเวลาออกดอก---พฤศจิกายน-มีนาคม
ขยายพันธุ์ ---เพาะเมล็ด, ตอนกิ่ง

82 จิกทะเล/Baringtonia asiatica

ชื่อวิทยาศาสตร์---Baringtonia asiatica (L.) Kurz.(1875)
ชื่อพ้อง---Has 13 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-313402
---Basionym: Mammea asiatica L.(1753)
ชื่อสามัญ --Asian barringtonia, Fish poison tree, Sea poison tree, Beach barringtonia, Box fruit.
ชื่ออื่น--- จิกเล, โดนเล (ภาคใต้); อามุง (มาเลย์-นราธิวาส) ;[AUSTRALIA: Asian barringtonia, Barringtonia, Beach barringtonia.];[CHINESE: Bin yu rui, Mo pan jiao shu.];[DOMINICAN REPUBLIC: Arbol del seminario, Calmante, Coco de cofresi.];[FIJI: Vutu, Vutugaga, Vutu vala.];[FRENCH: Arbre à barrette, Bonnet de prêtre.];[HAWAIIAN: Hutu.];[HAITI: Birrete de arzobispo, Bonete de arzobispo.];[INDIA: Kyee-bin.];[INDONESIA: Butun, Bitung, Keben-keben];[JAPANESE: Goban no ashi.];[LESSER ANTILLES: Arbre a barrette, Bishop's cap, Bonnet de pretre, Bonnet d'eveque, Mitre's cap, Pain tree.];[MALAYSIA: Putat laut, Butong, Butun, Pertun, Putat ayer, Putat gajah.];[MYANMAR: Kyi-git.];[PAPUA NEW GUINEA: Maliou.];[PHILIPPINES: Bitung, Boton, Botong, Motong-botong];[PUERTO RICO: Almendrota, Bonete de arzobispo, Coco de mar, Mudilla.];[RUSSIAN: Barringtoniia aziatskaia.];[SPANISH: Arbol de muertos, Arzobispo, Barringtonia.];[TAIWAN: Tin du yu rui.];[THAI: Chik le, Chik tha lae];[USA/HAWAII: Fish poison tree, Putat laut, Sea putat.];[VIETNAMESE: Bang qua vuong, Bàngbí, Chiếcbàng.].  
EPPO code---BGTAS (Barringtonia asiatica)
ชื่อวงศ์---LECYTHIDACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
นิรุกติศาสตร์--ชื่อสกุลBarringtoniaได้รับเกียรติจากDaines Barrington(1727-1800)นักกฎหมายและนักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ
เขตการกระจายพันธุ์---ชายฝั่งมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิกจากมาดากัสการ์ เอเชีย ออสเตรเลีย หมู่เกาะแปซิฟิก
Baringtonia asiaticaเป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์จิก(Lecythidaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Carl Linnaeus (1707–1778) นักชีววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดนและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Wilhelm Sulpiz Kurz (1834-1878) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันในปี พ.ศ.2418


ที่อยู่อาศัย พบในอินเดีย ศรีลังกา ไต้หวัน ญี่ปุ่น ภูมิภาคมาเลเซียรวมถึงฟิลิปปินส์ หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ไปจนถึงทางภาคเหนือของออสเตรเลีย และในหมู่เกาะโพลีนีเซีย ขึ้นทั่วไปตามชายฝั่งทะเลที่เป็นหาดหินหรือหาดทราย ในป่าชายเลนหรือหน้าผาที่ระดับความสูงไม่เกิน 350 เมตร
บทสรุปของการรุกราน---B. asiaticaเป็นต้นไม้ที่แพร่หลายในพื้นที่ชายฝั่งทะเลในอินเดีย แอฟริกา เอเชีย เมลานีเซีย และหมู่เกาะอินเดียตะวันตก สปีชีส์นี้รวมอยู่ใน Global Compendium of Weeds ( Randall, 2012 ) และปัจจุบันมีการระบุว่าเป็นการรุกรานของสาธารณรัฐโดมินิกันเท่านั้น ( Kairo et al., 2003 ) อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาว่าB. asiaticaมีความสามารถในการกระจายตัวที่ดีเยี่ยม และผลของมันสามารถคงอยู่และลอยอยู่ในทะเลเป็นเวลาหลายเดือน โอกาสในการเข้าถึงและตั้งอาณานิคมพื้นที่ชายฝั่งทะเลใหม่มีสูง
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบขนาดกลางสูง 7-15 เมตร เรือนยอดแผ่เป็นพุ่มกว้าง แตกกิ่งขนาดใหญ่ระดับต่ำ ตามกิ่งมีรอยแผลใบกระจายทั่วไป เปลือกสีเทาคล้ำ ขรุขระถึงแตกเป็นร่องตามยาวในต้นแก่ ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับเป็นกระจุกตามปลายกิ่ง แผ่นใบขนาดใหญ่รูปไข่กลับ กว้าง 10-25ซม.ยาว 30-50ซม.โคนใบแหลมหรือเป็นรูปติ่งหูตื้นๆ ขอบใบเรียบปลายใบกลม เนื้อใบอวบน้ำคล้ายแผ่นหนังนุ่ม ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมันวาว ด้านล่างสีซีดกว่า ก้านใบอวบสั้น ดอก แบบช่อเชิงลดมีก้านออกตามปลายกิ่งช่อดอกสั้นตั้งตรง แต่ละช่อมีประมาณ 7ดอกดอกย่อยขนาดใหญ่สีขาว ดอกบานขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง7-10ซม.กลีบเลี้ยงสีเขียวอ่อนติดแน่นเป็นเนื้อ เดียวกันในดอกตูม และเปิดออกเป็น2กลีบเมื่อบาน กลีบดอก4กลีบเรียงซ้อนเหลื่อมกันรูปรีโค้งออก เกสรผู้จำนวนมาก ผล แบบผลเมล็ดเดียวแข็งขนาดใหญ่ รูปทรงสี่เหลี่ยมฐานเว้า เส้นผ่าศูนย์กลาง 10-15ซม.ผิวสีเขียวเป็นมัน ปลายผลมีกลีบเลี้ยง2กลีบติดอยู่ เปลือกผลเป็นเส้นใยหนาคล้ายเปลือกมะพร้าว ผลแก่ไม่แตก ผิวสีน้ำตาลเป็นมัน เบาลอยน้ำได้ อธิบายถึงการแพร่กระจายของต้นไม้ได้กว้างมาก
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่ง แสงแดดเต็มวันหรือร่มเงาบางส่วน เติบโตได้ดีที่สุดในดินที่อุดมสมบูรณ์ชื้นและระบายน้ำได้ดี ค่า pH 5.1 - 8.5 และทนต่อดินตื้นน้ำเค็มและขาดธาตุอาหาร พืชมีความอดทนต่อสภาวะน้ำเกลือและลมทะเล
การใช้ประโยชน์--- ต้นไม้ถูกเก็บ จากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นอาหารยาและแหล่งที่มาของไม้  มักจะปลูกเป็นต้นไม้ที่ร่มรื่นตามถนนและถนนเลียบทะเล
-ใช้กินได้ ในอินโดจีนผลไม้อ่อนต้มเป็นเวลานานแล้วกินเป็นผัก (แม้จะใช้เป็นยาพิษปลาก็ตาม)
-ใช้เป็นยา ในอายุรเวทใช้สำหรับแผลไฟลวก, ปวดท้อง, โรคไขข้อ, การติดเชื้อหนอน, ม้ามโตมาลาเรียและวัณโรค ในประเทศฟิลิปปินส์ใบมีการให้ความร้อนและนำไปใช้เป็นยาทาแก้ปวดท้อง - ใบสดใช้เป็นยาทาเพื่อรักษาโรคไขข้อ ในซามัวใช้ในการรักษาแผลที่ผิวหนัง ผลไม้และเปลือกใช้ในการรักษาโรคคุดทะราด; เมล็ดใช้สำหรับกลาก เปลือกไม้ที่ใช้ในการรักษาวัณโรค ในหมู่เกาะคุก เมล็ดบดผสมกับกะทิทาบนแผลไฟไหม้ ในฟิจิ มีการใช้ยาต้มใบไม้เพื่อรักษาไส้เลื่อน ยาต้มเปลือกใช้สำหรับรักษาอาการท้องผูกและโรคลมชัก ในการทดสอบวัสดุ ใบของสปีชีส์นี้ทำงานกับเนื้องอกบางชนิด
-ใช้ปลูกประดับ มักจะปลูกเป็นไม้ประดับเพื่อให้ร่มเงาไปตามถนนและถนนริมทะเล
-ใช้อื่น ๆ ไม้สีเหลืองถึงแดงอ่อนและแตกง่าย ใช้สำหรับงานเบาแกะสลักและทำเฟอร์นิเจอร์-เมล็ดรูปโคมไฟเรียกว่า Kinyav ใช้ในช่วงฤดูสงบในน้ำตื้นและน้ำลงสำหรับฆ่าปลา ปลาหมึกและอื่น ๆ ในการดำเนินการที่ประสบความสำเร็จพวกเขาเก็บเกี่ยวเมล็ดประมาณ 1–3 กิโลกรัมจะได้ ปลาประมาณ 10 - 20 กิโลกรัมต่อการเดินทาง วิธีการจับปลานี้เป็นที่นิยมในหมู่ชนเผ่า Car Nicobari จนกระทั่งเกิดสึนามิครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ซึ่งก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนของชนเผ่า จากการอาศัยอยู่ตามชายฝั่งทะเลในอดีตไปยังพื้นที่ภายใน ความเสียหายของแนวปะการัง และต้นไม้ Kinyav ดังนั้นความนิยมของวิธีการตกปลาแบบนี้ต่อวันจึงลดลง
รู้จักอันตราย--- ผลไม้เป็นพิษ ผลสดใช้สำหรับเบื่อปลา ชื่อสามัญหลายชนิดของสายพันธุ์นี้สะท้อนถึงการใช้พิษกับปลา นำเมล็ดมาบดเป็นผงเพื่อทำให้ปลาตกใจหรือฆ่าปลาเพื่อให้จับได้ง่าย ทำให้ปลาหายใจไม่ออกโดยไม่ส่งผลต่อเนื้อปลา
สถานะการอนุรักษ์---NE -Not Evaluated- IUCN Red List of Threatened Species (ไม่ได้รับการประเมิน)
ระยะออกดอก/ติดผล--- ระหว่างเดือนสิงหาคม-เดือนพฤศจิกายน
ขยายพันธุ์---เมล็ด ปักชำ

83 จิกนม/Barringtonia macrostachya

ชื่อวิทยาศาสตร์---Barringtonia macrostachya (Jack) Kurz.(1875)
ชื่อพ้อง---Has 23 Synonyms
---Barringtonia acuminata Korthals.(1848)
---Barringtonia fusicarpa Hu.(1963)
---Barringtonia pendens R. Knuth.(1939)
---Careya macrostachya Jack.(1820)
---Michelia macrostachya (Jack) Kuntze.(1891)
---(More).See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-313487
ชื่อสามัญ---Red putat.
ชื่ออื่น---นมยาน (หนองคาย), จิกนม, จิกนุ่ม (นครศรีธรรมราช), จิก (ภาคใต้) ;[CHINESE: Leng guo yu rui, Suo guo yu rui.];[INDONESIA: Kayu putat, Tuwah dotan (Sumatra); Panga ha (Morotai).];[MALAYSIA: Putat bukit putih, putat gajah (Peninsular); Putat Hutan, Putat Putih, Putat Utan, Putattalang (Malay); Karuk (Iban); semuting (Sarawak).];[MYANMAR: Thay nya oo.];[PHILIPPINES: Apalang (Tagalog); Karakauat (Negrito); Ulam (Tagbanua).];[THAI: Chik nom yan, Nom yan, Chik nom , Chik num, Chik (Peninsular).];[VIETNAM: Tam lang, Chiếc chùm to.].
EPPO Code---BGTMA (Preferred name: Barringtonia macrostachya)
ชื่อวงศ์---LECYTHIDACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-พม่า ไทย เวียดนาม มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย
Barringtonia macrostachya เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์จิก(Lecythidaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย (Jack)และได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Wilhelm Sulpiz Kurz (1834-1878) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน ในปี พ.ศ.2418
ที่อยู่อาศัย มีการกระจายจากจีนตอนใต้ พม่า ไปยังประเทศไทย คาบสมุทรมาเลเซีย สิงคโปร์ สุมาตราบอร์เนียวเหนือสุลาเวสี,โมลุกกะและฟิลิปปินส์  พบได้ในป่าชั้นต้นและป่าชั้นรองบนเนินเขาตามแม่น้ำหรือในพื้นที่น้ำท่วมเป็นระยะ ๆ หรือเป็นแอ่งน้ำส่วนใหญ่อยู่บนทรายหรือดินร่วนจากระดับน้ำทะเลสูงถึง 700 (-1300) เมตร
ลักษณะ จิกนมเป็นไม้ต้นสูงประมาณ 3-8 เมตรไม่ผลัดใบ เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น30-30ซม.ตามลำต้นมีปุ่มปม แตกกิ่งจำนวนมาก เป็นพุ่มโปร่ง มีใบเฉพาะที่ปลายยอด ใบรูปใบหอก ขนาดของใบ กว้าง15-20ซม.ยาว40-90ซม. แผ่นใบหนา เส้นใบย่อยด้านบนเป็นร่องลึก ก้านใบมีขนาดยาว 2.5-10ซม. ดอกออกเป็นช่อ ยาว120-170 ซม. มีดอกย่อยจำนวนมากถึง 150-250 ดอก เกสรเพศผู้ยาวสีชมพู ดอกบานเรียงจากโคนไปหาปลายช่อ ดอกย่อยทยอยบาน แต่ละช่อจึงบานอยู่หลายวัน กลิ่นหอมแรงในช่วงกลางคืนจนถึงช่วงสาย เมื่อแสงแดดแรงจัดและอากาศร้อน กลิ่นจะหายไป  ผลรูปไข่ ขนาด 5.5-9 ซม. x 2-4 ซม เมล็ดเป็นรูปไข่ขนาด 3-4.5 ซม.x1-2.5 ซม
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ชอบอากาศเย็น ดินที่มีความชื้นสูง ระบายน้ำดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณริมตลิ่งหรือริมน้ำ
การใช้ประโยชน์--- พืชถูกเก็บเกี่ยวจากป่าเพื่อใช้ในท้องถิ่นเป็นยารักษาโรค
-ใช้เป็นยา ราก ตากให้แห้ง  บด เป็นผงใช้ทาแก้ขี้กลาก   แก้ตาเจ็บ  ใบ ตากให้แห้ง ต้มกับน้ำดื่มเป็นยารักษาโรคแก้ปวดท้อง
-ใช้อื่น ๆ ไม่มีข้อมูล
ระยะเวลาออกดอก---มกราคม-กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์ ---เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง-;เมล็ด - หว่านได้ดีที่สุดทันทีที่สุก ประมาณ 40% ของเมล็ดงอกภายใน 9 - 22 เดือน

84 มะคังขาว/Tamilnadia uliginosa

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Tamilnadia uliginosa (Retz.) Tirveng. & Sastre.(1979).
ชื่อพ้อง---Has 7 Synonyms.
---Basionym: Gardenia uliginosa Retz.(1781).
---Catunaregam uliginosa (Retz.) Sivar.(1982)
---(More).See all https://www.gbif.org/species/2891981
ชื่อสามัญ--- Divine jasmine, Grey emetic nut, Tamilnadia.
ชื่ออื่น---กระลำพุก มะคังขาว (ภาคกลาง ราชบุรี); ลุมพุก (ลพบุรี นครราชสีมา กาญจนบุรี); มอกน้ำข้าว มะข้าว (ภาคเหนือ); หนามแท่ง (ตาก); มะคัง (อุตรดิตถ์); ลุมปุ๊ก (ตะวันออกเฉียงเหนือ);[ASSAMESE: Bakhorbegena, Bon-bengena.];[BENGALI: Kusum.];[CAMBODIA: Kroam pouk (Central Khmer).];[KANNADA: Kare.];[MALAYALAM: Malankara, Karei, Punnankara, Pindichakka.];[MARATHI: Pendari, Kalaphendra.];[SANSKRIT: Pindalu, Pinditaka];[TAMIL: Peru-n-karai, Wagatta, Kalikarai.];[TELUGU: Kuka-elka.];[THAI: Kralam phuk, Talum phuk, Ma khang khao (Central, Southwestern); Mok nam khao, Ma khao (Northern); Ma khang (Uttaradit); Lup puk (Northeastern); Lum phuk (Lop Buri).];
ชื่อวงศ์ ---RUBIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-ไทย อินเดีย บังคลาเทศ ศรีลังกา และเวียดนาม
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุลTamilnadia ตั้งตามชื่อรัฐ Tamil Nadu ในอินเดีย
Tamilnadia uliginosa เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์เข็ม (Rubiaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Anders Jahan Retzius (1742–1821)นักไลเคน, แพทย์ชาวสวีเดนและและศาสตราจารย์ด้านพฤกษศาสตร์ที่ Lund Universityและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Deva D. Tirvengadum (เขามีบทบาทมากที่สุดในปี 1986) นักพฤกษศาสตร์ชาวศรีลังกา.และ Claude Henri Léon Sastre (เกิดปี 1938) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศสในปี พ.ศ.2522


ที่อยู่อาศัย พบขึ้นกระจายตามป่าเบญจพรรณบริเวณใกล้น้ำ ที่ระดับความสูง 100-800เมตรจากระดับน้ำทะเล
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูง 5-10 เมตร ผลัดใบ ตามต้นมีหนามแหลมยาว กิ่งยาวเป็นระยางค์ มักจะมีหนามออกตรงข้ามเป็นคู่ ๆ เปลือกสีน้ำตาลแดง หรือดำคล้ำ เป็นปมขรุขระ ใบเดี่ยว 5-18 x 2-8 ซม.รูปไข่กลับออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ตามบริเวณปลายกิ่ง เนื้อใบบาง เกลี้ยง มีหูใบ ก้านใบยาว 5-10 มม.ดอกออกเป็นดอกเดี่ยวตามซอกใบใกล้ปลายยอด กลีบเลี้ยงสีขาวมี 5 กลีบ โคนเชื่อมกัน ปลายแยกเป็น 5 แฉก กลีบดอกสีขาว กลิ่นหอมมีกลีบดอก 5 กลีบโคนกลีบดอกเชื่อมติดกัน ปลายกลีบดอกมน กลีบดอกค่อนข้างหนา หลอดกลีบยาวกว่ากลีบดอก ยอดเกสรเพศเมียมีน้ำเมือกค่อนข้างมาก  เกสรตัวผู้มี 5 อัน อับเรณูสีเหลือง เกสรตัวเมียมี 1 อัน ก้านเกสรสีขาว ยอดเกสรเพศเมียแยกเป็น 2 แฉก ปลายเกสรเพศเมียรูปถ้วย  มีกลิ่นหอม เมื่อบานมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3-5 ซม.ก้านดอกยาว1.5-3ซม.ผลสดทรงกลมรีเนื้อแน่น แข็งผิวเรียบ กว้าง 2.5 ซม.ยาว4- 6 ซม.เมื่อสุกเป็นสีเหลืองปลายผลมีกลีบเลี้ยงติดอยู่ เมล็ดรูปทรงกลมจำนวนมากเรียบสีเขียว เมล็ดมักฝ่อ
ใช้ประโยชน์-ใช้ปลูกประดับ นิยมนำมาใช้ปลูกประดับ ใชัจัดสวน และใช้ชื่อเรียกทางการค้าว่า "ระฆังเงิน" หรือ "พุดระฆังเงิน"
-ใช้เป็นยา ใช้เป็นสมุนไพร แก่นไม้ ต้มรวมกับมะคังแดง บำรุงกำลัง รากและผลใช้แก้โรคบิด
-อื่นๆ เนื้อไม้สีขาวปนน้ำตาลอ่อน ละเอียด สม่ำเสมอมาก ไม้ใช้ทำด้ามเครื่องมือต่างๆ ทำกระสวยใช้สำหรับกลึง และแกะสลักได้ดี
ระยะเวลาออกดอก/ติดผล---สิงหาคม-มีนาคม
ขยายพันธุ์---เพาะเมล็ด

85 เฉียงพร้านางแอ/Carallia brachiata


ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Carallia brachiata (Lour.) Merr.(1919 )
ชื่อพ้อง---Has 37 Synonyms
---Basionym: Diatoma brachiata Lour.(1790)
---(More).See all The Plant List http://www.theplantlist.com/tpl1.1/record/kew-2698987
ชื่อสามัญ---Freshwater Mangrove, Corkwood, Corky Bark, Billabong Tree, Caralla Wood.
ชื่ออื่น---กวางล่าม้า (ชอง-ตราด); กูมุย (เขมร-สุรินทร์); แก็ก (ลำปาง); ขิงพร้า, เขียงพร้า (ประจวบคีรีขันธ์, ตราด); เขียงพร้านางแอ (ชุมพร); คอแห้ง (ภาคใต้); เฉียงพร้า (สุรินทร์); เฉียงพร้านางแอ, ต่อใส้ (ภาคกลาง); ตะแบง (สุรินทร์); นกข่อ (เชียงใหม่); บงคด (แพร่); บงมัง (ปราจีนบุรี, อุดรธานี); ม่วงมัง (ปราจีนบุรี); ร่มคมขวาน (กรุงเทพฯ); วงคด (ลำปาง); ส้มป้อง (เชียงใหม่); สันพร้านางแอ (ภาคกลาง); สีฟัน (ภาคใต้); สีฟันนางแอ (ภาคเหนือ); หมักมัง (ปราจีนบุรี); องคต (ลำปาง); โองนั่ง (อุตรดิตถ์);[ASSAMESE: Kathal boula,Kanthekera, Mahithekera, Daini-jan];[BENGALI: Kierpa.]; [BURMESE: Maniauga.];[CHINESE: Ngo shen muk, Nik nga tsai.];[KANNADA: Andipunar ,Andamuria,];[KHMER: Dom-trameng, Tromeng, Tromoung, Beng sa- kraham (Central Khmer).];[LAOS: Bong nang, Halay.];[MADAGASCAR: Amparimamy, Farimamy (Malagasy).];[MALAYSIA: Kesinga, Meransi, Sisek puyu.];[MALAYALAM: Varrungu, Vankana, Vankana /Kara Kandal.];[Mangrove Seen On Land].];[MARATHI: Panasi.];[NEPALI: Kathe kera.];[PHILIPPINES: Anosep, Bakawan gubat, Bakhaw bukid, Malabakhaw, Sigiran (Tagalog).];[TAMIL: Andimiriam.];[THAI: Kwang-la-ma (Chong-Trat); Ku-mui (Khmer-Surin); Khing phra, Khiang phra (Prachuap Khiri Khan, Trat); Khiang phra nang ae (Chumphon); Kho haeng (Peninsular); Chiang phra (Surin); Chiang phra nang ae, To sai, San phra nang ae (Central); Ta baeng (Surin); Nok kho (Chiang Mai); Bong khot (Phrae); Bong mang (Prachin Buri, Udon Thani); Muang mang (Prachin Buri); Nom khom khwan (Bangkok); Wong khot (Lampang); Som pong (Chiang Mai); Si fan (Peninsular); Si fan nang ae (Northern); Mak mang (Prachin Buri); Ong khot , Kaek (Lampang); Ong nang (Uttaradit).
EPPO Code---KRLSS (Preferred name: Carallia sp.)
ชื่อวงศ์---RHIZOPHORACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์---เอเซียใต้และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Carallia มาจากชื่อพื้นเมืองที่ใช้เรียกไม้ต้นนี้ในภาษาเตลูกู ในอินเดีย “karalii”; ชื่อเฉพาะสายพันธุ์ คือคำคุณศัพท์ภาษาละติน“ brachiatus, a, um” = ramified
Carallia brachiata เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์โกงกาง (Rhizophoraceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Joao de Loureiro (1717–1791) นักพฤกษศาสตร์ชาวโปรตุเกสและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Elmer Drew Merrill  (1876–1956) นักพฤกษศาสตร์ชาวอเมริกันในปี พ.ศ.2462
ที่อยู่อาศัย พบที่มาดากัสการ์ ศรีลังกา อินเดีย พม่า เวียตนาม ไทย จีนตอนใต้ คาบสมุทรมาเลย์ พบตั้งแต่มาเลเซียถึงตอนเหนือของออสเตรเลีย และหมู่เกาะโซโลมอน เติบโตในป่าดิบชื้นที่ลุ่มในศรีลังกาและมาดากัสการ์ที่ระดับความสูงไม่เกิน 1,500 เมตร ในประเทศไทยพบขึ้นในป่าดิบแล้งป่าดิบชื้น ป่าพรุ ในทุกภาคของประเทศตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนถึงความสูง1,000เมตร
ลักษณะ เฉียงพร้านางแอเป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ไม่ผลัดใบ มีขนาดสูงได้ถึง30-35เมตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 25 - 70 ซม. ลำต้นเปลาตรง ทรงพุ่มแน่นทึบ เปลือกต้นสีน้ำตาลครีม หรือน้ำตาลออกแดง ผิวเปลือกค่อนข้างเรียบ มีรูอากาศมาก  ใบ เดี่ยวเรียงตรงข้ามในแนวระนาบ รูปรีหรือรูปไข่กลับกว้าง3-10ซม.ยาว6-15ซม. ขอบใบเรียบมีซี่ประปราย ใบแก่เหนียว ด้านบนสีเขียวสดเป็นมัน ด้านล่างสีเขียวอมเหลืองมีจุดสีเข้มกระจาย ดอก สีขาวหรือเขียวอมเหลืองอ่อนออกเป็นช่อกระจุกซ้อนตามกิ่ง ช่อยาว2-4ซม.ดอกมีขนาดเล็ก มี5-8กลีบ ไม่มีก้านดอก ผลกลมขนาด0.7ซม.สีส้มอมแดงอ่อนถึงม่วงอมแดงเข้ม ผลมีเส้นผ่าศูนย์กลาง0.7ซม.เนื้อบางสีส้มห่อหุ้มมีเมล็ดแข็งสีดำ มี 1-5 เม็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---เติบโตได้ดีในที่โล่ง ทนต่อดินเปียกและน้ำขัง ต้นอ่อนหรือต้นปลูกใหม่ไวต่อความแห้งแล้ง
ใช้ประโยชน์--- ใช้กินได้ ผลสุก มีรสเปรี้ยวอมหวาน
-ใช้เป็นยา ใบและเปลือกไม้ถูกนำมาใช้ในการแพทย์ท้องถิ่นเพื่อรักษาพิษติดเชื้อและคัน เปลือก ใช้ปรุงเป็นยาแก้ไข้ระงับความร้อน แก้ไข้กล่อมเสมหะและโลหิต และ ยังแก้พิษร้อนภายในร่างกายแต่จะทำให้กระหายน้ำบ้าง เปลือกต้นที่ถูกบดจะใช้ถูทากับร่างกายในการรักษาโรคฝีดาษ
-วนเกษตร พืชที่เติบโตในประเทศจีนได้รับการพบว่าค่อนข้างทนต่อสภาพแวดล้อมที่มีมลพิษมาก เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับใช้ในการปลูกป่าและฟื้นฟูโครงการบนที่ดิน เสื่อมโทรมและมีมลพิษมาก
-ใช้เป็นไม้ประดับ ได้รับการพัฒนาที่เหมาะสมสำหรับ การปลูกให้ร่มเงาตามถนนและใกล้กับอาคาร
-ใช้อื่น ๆ แก่นไม้มีสีน้ำตาลอมเหลืองถึงสีน้ำตาลแดง ไม้มีน้ำหนักปานกลาง แข็งแรง ทนทานในที่ร่มมีหลังคา อยู่ในสภาพกลางแจ้งมีความทนระดับต่ำ เนื้อไม้มีลายสวยงามแต่แต่งยาก ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์และงานตกแต่งภายใน พื้นไม้ปาร์เก้ เครื่องดนตรี มีค่าพลังงานสูงให้ไม้ฟืนและถ่านไม้คุณภาพดี
ระยะเวลาออกดอก---ธันวาคม-กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์ ---ตอนกิ่ง เพาะเมล็ด ต้นกล้าอาจถูกเก็บไว้ในเรือนเพาะชำเป็นเวลา 2 ปีก่อนที่จะย้ายลงตำแหน่งถาวร

 

สกุล Santisukia ได้ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2535 โดยลงตีพิมพ์ในวารสาร Kew Bull 47 : 436.1992 เพื่อเป็นเกียรติแก่ ศาสตราจารย์.ดร. ธวัชชัย  สันติสุข ผู้เชี่ยวชาญพันธุ์ไม้ไทย ที่เป็นผู้ศึกษาพืชวงศ์แค และค้นพบพืชชนิดใหม่นี้

86 กาญจนิกา/Santisukia pagettii

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Santisukia pagettii (Craib.) Brummitt.(1992.)
ชื่อพ้อง---Has 2 Synonymsใhttp://www.theplantlist.org/tpl/record/kew-318277
---Basionym: Barnettia pagetii (Craib) Santisuk.(1962)
---Radermachera pagetii Craib.(1922)
ชื่อสามัญ---None (Not recorded.)
ชื่ออื่น---กาญจนิการ์, แคกาญจนิการ์, แคขาว (กรุงเทพฯ); ลั่นทมเขา (กาญจนบุรี); [THAI: Kan cha ni ka, Khae khao, Lan thom khao.]
ชื่อวงศ์---BIGNONIACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์---พืชถิ่นเดียวประเทศไทย
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Santisukia ตั้งเป็นเกียรติแก่ศาสตราจารย์ ดร. ธวัชชัย สันติสุขนักพฤกษศาสตร์ชาวไทย ; ชื่อสปีชีส์ 'pagettii'ตั้งเป็นเกียรติแก่ Paget ผู้เก็บตัวอย่างครั้งแรกจากกรุงเทพมหานครเมื่อ พ.ศ. 2445
Santisukia pagettii เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์แคหางค่าง หรือ วงศ์ปีบ (Bignoniaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย William Grant Craib (1882–1933)นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Richard Kenneth Brummitt (1937–2013) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษในปี พ.ศ.2445
ที่อยู่อาศัย พืชถิ่นเดียวของประเทศไทยพบเฉพาะภาคตะวันตกเฉียงใต้ ขึ้นบนเขาหินปูนที่แห้งแล้ง หรือใกล้ชายทะเล ขึ้นกระจายตั้งแต่จังหวัดอุทัยธานี กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ พบที่ระดับความสูงถึงประมาณ 50-200 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบสูง 5-12 เมตรไม่ผลัดใบ ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ยาว 17-35 ซม.มีใบย่อย 6-10 คู่ รูปไข่แกมรูปหอกโคนใบมนกลมหรือเบี้ยว ขอบใบเกือบเรียบ ปลายใบแหลม ช่อดอกเป็นช่อกระจุกแยกแขนงออกตามปลายกิ่ง ยาว 15-30 ซม. มีดอกย่อยสีขาวจำนวนมาก โคนกลีบหลอดเรียวยาว 4-5 ซม.ขอบกลีบหยักเว้าและย่น เมื่อบานมีเส้นผ่านศูนย์กลางดอก 5-6ซม.ผลเป็นฝักรูปทรงกระบอกยาว 10-16 ซม.ติดฝักจำนวนมากเมื่อแห้งแล้วแตก เมล็ดแบนและมีปีกบางๆ เมล็ดขนาดยาวประมาณ 2.5 ซม. รวมปีก
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการแสงแดดจัด ชอบดินร่วนการระบายน้ำดี เจริญเติบโตค่อนข้างช้า
ใช้ประโยชน์---ใช้ปลูกประดับ เหมาะปลูกประดับลงแปลงกลางแจ้ง ควรเลือกปลูกบนเนินสูงให้อยู่รวมกันเป็นแปลง หรือปลูกเดี่ยว แต่ไม่ควรปลูกร่วมกับพรรณไม้อื่นที่ต้องการดินแฉะหรือต้องรดน้ำมาก เพราะจะไม่ออกดอก หากมีช่วงแล้งยาวนานจะทิ้งใบและออกดอกพร้อมกันทั้งต้น
สำคัญ---เป็นดอกไม้ประจำจังหวัดกาญจนบุรี
ระยะออกดอก---ธันวาคม-กุมภาพันธ์
ขยายพันธุ์---ด้วยการเพาะเมล็ด

87 มะค่าโมง/Afzelia xylocarpa

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Afzelia xylocarpa (Kurz) Craib.(1912)
ชื่อพ้อง ---Has 5 Synonyms   
---Afzelia cochinchinensis (Pierre) J.Léonard.(1950)
---Afzelia siamica Craib.(1911)
---Pahudia cochinchinensis Pierre ex Laness.(1886)
---Pahudia cochinchinensis Pierre.(1899)
---Pahudia xylocarpa Kurz.(1877)
ชื่อสามัญ---Makha Tree, Cambodia Beng Tree, Black rosewood, Pod mahogany
ชื่ออื่น-- เขง (เขมร-สุรินทร์); บิง (ชอง-จันทบุรี); เบง (เขมร-สุรินทร์); ปิ้น (ชาวบน-นครราชสีมา); มะค่าโมง (ภาคกลาง); มะค่าหลวง, มะค่าหัวคำ (ภาคเหนือ); มะค่าใหญ่ (ภาคกลาง) ;[CHINESE: Mian qie.];[KHMER: Beng, Kheng.];[LAOS: Kha, Te kha.];[THAI: Kheng, beng (Khmer-Surin); Bing (Chong-Chanthaburi); Pin (Chaobon-Nakhon Ratchasima); Ma kha luang, Ma kha hua kham (Northern); Ma kha mong, Ma kha yai (Central).];[VIETNAMESE: Gõ đỏ.].
EPPO code---AFZCO (Preferred name: Afzelia cochinchinensis)
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียตนาม
นิรุกติศาสตร์---ชื่อสกุล Afzelia ตั้งตาม Adam Afzelius (1750-1873)นายแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดน
Afzelia xylocarpa เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ถั่ว (Fabaceae) ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Wilhelm Sulpiz Kurz (1834-1878) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันและได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย William Grant Craib (1882–1933) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษในปี พ.ศ.2455
ที่อยู่อาศัย พบในแอฟริกาและเอเชีย ตามป่าทึบและในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างป่าดิบแล้งและป่าเต็งรังเปิด ในป่าเบญจพรรณหรือป่าดิบแล้งบนดินเหนียวหรือดินลูกรังที่ระดับความสูงตั้งแต่ 100 - 600 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่กึ่งผลัดใบสูงประมาณ 10-30 เมตร เรือนยอดกว้าง ลำต้นอ้วนสั้นเส้นผ่าศูนย์กลางลำต้นถึงหรือมากกว่า100ซม.กิ่งมักแตกสาขาออก ใกล้ๆโคนต้น เปลือกสีน้ำตาลอ่อนหรือชมพูปนน้ำตาล ผิวค่อนข้างขรุขระและมักมีปุ่มปม แตกเป็นสะเก็ด มีรูระบายอากาศกระจัดกระจาย กิ่งอ่อนมีขนคลุมบางๆ ใบ ประกอบแบบขนนกแบบปลายใบคู่ มีใบย่อย 3-5 คู่ ออกตรงข้าม รูปมนรีปลายป้านหรือมีติ่งเล็กๆ ฐานใบกลม ยอดอ่อนมีขนเล็กน้อย ใบแก่เรียบเกลี้ยง บางครั้งด้านล่างใบจะมีนวลเล็กน้อย ดอก ขนาด 2.5-3.5 ซม.เป็นดอกช่อแบบช่อแยกแขนงออกเป็นกลุ่มตามปลายกิ่ง กลีบเลี้ยง 4 กลีบสีเขียวสด กลีบดอก1กลีบ สีเขียวออกแดงหรือแดงปนชมพู ผล เป็นฝักแบบ เวลาแก่จะแตกออกเป็นสองซีก ขนาดกว้าง 7-9 ซม.ยาว 12-20 ซม.ผิวหนาและแข็งสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ แตกเป็น 2 ซีกมีเมล็ด 2-4 เมล็ด สีดำมีเนื้อสีส้มหุ้มที่ปลายด้านหนึ่ง มีเยื่อบางกั้นตามขวาง  
ข้อกำหนดสภาพแวดล้อม---มะค่าโมงเป็นเป็นไม้กลางแจ้งทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี ต้องการดินที่มีการระบายน้ำดี ดินร่วนปนดินหรือทรายบนดินเหนียวหรือดินลูกรังที่มีค่า pH เป็นกลาง สปีชีส์นี้มีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดินบางชนิดแบคทีเรียเหล่านี้ก่อตัวเป็นก้อนบนรากและตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ ไนโตรเจนบางส่วนนี้ถูกใช้โดยพืชที่กำลังเติบโต แต่บางชนิดก็สามารถใช้โดยพืชอื่น ๆ
การใช้ประโยชน์--- เป็นองค์ประกอบ1ใน5ของไม้เบญจพรรณพบขึ้นทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาค ตะวันออกของไทยเป็นส่วนมาก ตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณและป่าดงดิบทั่วไป นิยมปลูกตามบ้านเรือน ริมถนน สวนสาธารณะเพื่อความร่มรื่น การใช้สอยด้านอื่นๆและประโยชน์ทางด้านสมุนไพร ต้นไม้มีค่าสูงสำหรับไม้ ถูกใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวางจากป่าในอดีต ปัจจุบันมีอยู่ในนปริมาณน้อย เนื่องจากความขาดแคลนของต้นไม้ ทำให้ราคาสูงมาก  ในสวนทางตอนใต้ของจีนถูกปลูกเพื่อใช้เป็นยาและ ปลูกในขนาดเล็กเพื่อใช้ประโยชน์จากไม้
-ใช้กิน เนื้อในเมล็ดอ่อนกินได้
-ใช้เป็นยา พืชถูกใช้เป็นยาเพื่อบรรเทาอาการปวดฟันและโรคตา เปลือกต้นฝาด ใช้ในยาท้องถิ่น
-วนเกษตร ใช้ปลูกเพื่อปรับปรุงสภาพดินด้วยการตรึงไนโตรเจนและการร่วงหล่นของใบไม้
-ใช้อื่น ๆ เนื้อไม้คุณภาพดีมาก  แก่นไม้สีน้ำตาลอมเหลืองอ่อนถึงเหลืองแก่  ไม้มีน้ำหนักมากแข็ง มีความหนาแน่นเนื้อละเอียดและทนทานมีมูลค่าสูงโดยเฉพาะในประเทศไทยเนื้อไม้สวยงามเป็นที่นิยม โดยเฉาะเนื้อไม้บริเวณโคน และปุ่มมะค่า มีราคาสูง มีค่ามากจนขายเป็นกิโลกรัม -; เปลือกต้นให้น้ำฝาดในการย้อมได้  ถูกนำมาใช้ในรูปแบบต่าง ๆใช้ประโยชน์ในงานก่อสร้าง สำหรับไม้กลมเสาอาคาร ใช้เป็นไม้แปรรูป ทำเครื่องเรือน, เครื่องไม้อุตสาหกรรมและเครื่องใช้ในบ้าน, งานแกะสลักไม้, เฟอร์นิเจอร์
ภัยคุกคาม---เนื่องจากการแสวงหาผลประโยชน์และการสูญเสียที่อยู่อาศัยในระดับสูง ต้นไม้ใหญ่จึงหายากถูกจัดไว้ใน IUCN Red List ประเภท "ใกล้สูญพันธุ์"
สถานะการอนุรักษ์---EN-ENDANGERED-IUCN Red List of Threatened Species.(2011)
ระยะเวลาออกดอก----- กุมภาพันธ์-มีนาคม
ขยายพันธุ์-----เพาะเมล็ด แยกต้นที่เกิดใหม่ เมล็ดโดยทั่วไป ความสามารถในการงอก 1 - 2 ปีเมื่อเก็บเมล็ดในอุณหภูมิต่ำ


88 เลือดแรด/Knema globularia


ภาพประกอบ---สวนสวรส: สถานที่ สวนพฤกษศาสตร์ (ภาคกลาง) พุแค จ.สระบุรี 2559
ชื่อวิทยาศาสตร์---Knema globularia (Lam.) Warb.(1897)
ชื่อพ้อง--- Has 12 Synonyms
---Basionym: Myristica globularia Lam.(1778)
---More.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/tro-21800251
ชื่อสามัญ---Wild Nutmeg, Small-Leaved Nutmeg, Seashore nutmeg.
ชื่ออื่น---เลือดแรด(สระบุรี); เลือดม้า(นครศรีธรรมราช,นราธิวาส); เหมือดคน(พิจิตร); กระเบาเลือด(พิษณุโลก); กระฮั้น(สตูล); กาฮั้น(ชุมพร); ชิงชอง(ระยอง); ตีนตัง(อุดรธานี); ตูโมะยอ(มาเลย์,นราธิวาส); มะเลือด(นครพนม); ลาหัน(สงขลา); สมิงคำราม(พิจิตร,พิษณุโลก); สีซวง(ฉะเชิงเทรา); หัน, หันลัด (ภาคใต้);[CAMBOFIA: Sa a krabei (Central Khmer).];[CHINESE: Xiao ye hong guang shu.];[INDONESIA: Dara-dara (Iava), Ki Mokla (Sunda); Lan Thereu Pote (Madura).];[MALAYSIA: Chendarah Padi, Penarahan Padi.];[THAI: Lueat raet (Saraburi); Lueat ma (Nakhon Si Thammarat, Narathiwat); Mueat khon (Phichit); Krabao lueat (Phitsanulok); Krahan (Satun); Kahan (Chumphon); Chingchong (Rayong); Tin tang (Udon Thani); Thu-mo-yo (Malay-Narathiwat); Ma lueat (Nakhon Phanom); La han (Songkhla); Saming kham ram (Phichit, Phitsanulok); Si suang (Chachoengsao); Han, Han lat (Peninsular).];[VIETNAMESE: Máu chó, Máu chó cầu, Máu chó lá nhỏ.].
EPPO Code---KEMGL (Preferred name: Knema globularia.)
ชื่อวงศ์---MYRISTICACEAE
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตกระจายพันธุ์---จีนตอนใต้, อินเดีย, พม่า, ไทย, ลาว, กัมพูชา, เวียดนาม, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย
Knema globularia เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์จันทน์เทศ (Myristicaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Jean-Baptiste Lamarck (1744–1829) นักพฤกษศาสตร์และนักสัตววิทยาชาวฝรั่งเศส ได้รับชื่อที่แน่นอนในปัจจุบันโดย Otto Warburg (1859–1938)นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันในปี พ.ศ.2340


ที่อยู่อาศัย พบได้ในพม่า (ใต้), จีน (ยูนนาน), คาบสมุทรมาเลย์, อินโดนีเซีย (สุมาตรา, ชวาตะวันตก), ไทย, ลาว คำม่วน เกิดขึ้นในในป่าดิบชื้น ป่าปฐมภูมิและป่าทุติยภูมิริมฝั่งแม่น้ำในป่าเขาที่ระดับความสูง 150-1,200 เมตร ในประเทศไทยพบได้ทุกภาคพบตามป่าดิบชื้นตามที่ลุ่ม
ลักษณะ ต้นเลือดแรดหรือที่เรียกกันว่าต้นหันเป็นไม้ยืนต้นสูงประมาณ 10-25 เมตร หรือกว่านั้น 4-5 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 30 - 35 ซม ลักษณะทรงต้น เป็นรูปทรงสูงค่อนเป็นพุ่มกลม เปลือกต้นเป็นสะเก็ด สีเทาเข้มหรือสีน้ำตาล เปลือกด้านในเป็นสีชมพู ที่ยอดอ่อนใบอ่อนและช่อดอกมีสะเก็ดเป็นขุยสีน้ำตาล ก้านใบยาวประมาณ 1 ซม.ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปใบหอกหรือใบหอกแกมขอบขนาน ขอบใบเรียบ ใบกว้าง 3-4 ซ.ม. ยาว10-15 ซ.ม. ผิวใบด้านบนสีเขียวเป็นมัน สีใบด้านล่างอ่อนกว่า เนื้อใบบางใบไม่แตกง่ายเมื่อแห้ง ดอกเป็นแบบแยกเพศอยู่ต่างต้น (Dioecious) ดอกออกเป็นช่อสั้นๆขนาดเล็กสีเหลืองอ่อนแกมน้ำตาล ด้านในดอกสีม่วงแดง ดอกเพศผู้(2-)6-9 กระจุกบนก้านช่อดอก 3-8 มม. ก้าน 4-11 มม. ดอกตูมทรงกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 3-5 มม. มีขน ช่อดอกเพศเมีย 0.5-1 ซม.ดอกเพศเมียรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ยาวประมาณ 4 มม.ก้านผล 3-10 มม ผลสดรูปกลมรี ผล 1-5ผล ขนาดกว้างประมาณ 1-1.5 ซม.ยาวประมาณ 1.5-2 ซม. มีสันนูนตามความยาวของผล ผิวเปลือกมีขนสั้นสีน้ำตาล ผลอ่อนสีเขียวผลแก่เปลี่ยนเป็นสีส้มแตกเป็น2ซีก เนื้อในผลชั้นในเป็นสีขาวและมียางใส ภายในผลมีเมล็ด 1 เมล็ด เมล็ดเป็นสีดำเกลี้ยงปกคลุมไปด้วยเยื่อสีแดงหุ้มอยู่
ศัตรูพืช/โรคพืช--Bactrocera dorsalis (แมลงวันผลไม้ตะวันออก)-เป็นแมลงศัตรูพืชที่สร้างความเสียหายอย่างมากแก่ผักและผลไม้ในประเทศไทย 
ใช้ประโยชน์--- ต้นไม้ถูกเก็บมาจากป่าเพื่อใช้เป็นน้ำมัน ไม้และใช้เป็นยารักษาโรค
-ใช้เป็นยา ตำรายาไทยจะใช้น้ำมันที่บีบได้จากเมล็ดเป็นยารักษาโรคผิวหนังและหิด เปลือกใช้ดองกับเหล้าเป็นยาชูกำลัง
-ใช้อื่นๆ  เนื้อไม้ใช้สำหรับการก่อสร้างภายในอาคารใช้ ทำจันทันในบ้าน เมล็ดมีไขมันประมาณ 27% ซึ่งใช้ในอุตสาหกรรม ทำเป็นสบู่ยา ผลเป็นอาหารของสัตว์ป่า
รู้จักอันตราย---เมล็ดมีสารทำให้เบื่อเมา ห้ามนำมารับประทาน
ภัยคุกคาม--ไม่มีภัยคุกคามที่น่าเป็นห่วงจัดไว้ใน IUCN Red List ประเภท'ความกังวลน้อยที่สุด'(ไม่น่าจะสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้)
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species.2020
ระยะออกดอก/ติดผล---พฤศจิกายน---มกราคม/มิถุนายน-สิงหาคม
ขยายพันธุ์---เมล็ด-แห้งง่าย สูญเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว และเก็บไว้ไม่ได้ หว่านได้ดีที่สุดในตำแหน่งที่แรเงาในแปลงเพาะกล้า - การงอกมักจะค่อนข้างเร็วโดยเมล็ดของสปีชีส์ส่วนใหญ่จะแตกหน่อภายใน 2 - 17 สัปดาห์

89 มะค่าแต้/Sindora siamensis

 

ชื่อวิทยาศาสตร์---Sindora siamensis Teijsm.ex Miq.(1867)
ชื่อพ้อง---Has 5 Synonyms.See all The Plant List http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/ild-46165
---Galedupa cochinchinensis (Baill.) Prain.(1897)
ชื่อสามัญ---Sepeti, Ma kha-nam, Makha-Tae.
ชื่ออื่น---กรอก๊อส (เขมร-พระตะบอง); กอกก้อ (ชาวบน-นครราชสีมา); ก่อเก๊าะ, ก้าเกาะ (เขมร-สุรินทร์); แต้ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ); มะค่าแต้ (ทั่วไป); มะค่าหนาม (ภาคกลาง, ภาคเหนือ); มะค่าหยุม (ภาคเหนือ) ;[CAMBODIA: K kaoh (Central Khmer).];[CHINESE: Thai You Nan.];[INDONESIA: Kayu Sindur.];[THAI: Kro-kot (Khmer-Phratabong); Kok-ko (Chaobon-Nakhon Ratchasima); Ko-ko, ka-ko (Khmer-Surin); Tae (Northeastern); Ma kha tae (General); Ma kha-nam (Central, Northern); Ma kha yum (Northern).];[VIETNAM: Gụ mật, Go Mat.].
ชื่อวงศ์---FABACEAE (LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE)
ถิ่นกำเนิด---ทวีปเอเซีย
เขตการกระจายพันธุ์---เอเซียตะวันออกเฉียงใต้-ลาว กัมพูชา ไทย เวียตนาม คาบสมุทรมาเลย์
นิรุกติศาสตร์--- ชื่อสกุลเป็นภาษามาเลย์ “sindor” ที่ใช้เรียกพืชในสกุลนี้หลายชนิด
Sindora siamensis เป็นสายพันธุ์ของพืชดอกในครอบครัววงศ์ถั่ว (Fabaceae)ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Johannes Elias Teijsmann (1808–1882) นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์ จากอดีต Friedrich Anton Wilhelm Miquel (1811–1871)นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์ในปี พ.ศ.2410นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์ในปี พ.ศ.2410

ที่อยู่อาศัย พืชในเขตร้อนชื้นซึ่งสามารถพบได้ที่ระดับความสูงไม่เกิน 500 เมตร มีเขตการกระจายพันธุ์จากภูมิภาคอินโดจีนจนถึงมาเลเซีย ในประเทศไทยสามารถพบได้ทุกภาคตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณแล้ง ป่าโคกข่าว ป่าผลัดใบ ป่าดิบแล้ง และป่าชายหาดที่ระดับใกล้กับน้ำทะเลไปจนถึงที่ระดับความสูง 400 เมตร
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ความสูงประมาณ20-35เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 80-100 ซม.ลำต้นอ้วนสั้น กิ่งก้านใหญ่แผ่กว้าง เรือนยอดกลม เปลือกต้นสีเทาคล้ำหรือน้ำตาลปนดำ มีรอยแตกเล็กน้อยและหลุดหลุดลอกเมื่อต้นแก่ เปลือกชั้นในสีชมพูเป็นเยื่อใย เรือนยอดแผ่เป็นรูปเจดีย์ต่ำหรือเป็นพุ่มแบกว้างคล้ายรูปร่ม ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนกออกเรียงสลับ ยาว15-25ซม.ใบย่อย3-4คู่ รูปรีหรือรูปไข่กลับ ปลายใบมนและหยักเว้าตื้น โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ แผ่นใบเหนียวสีเขียวหม่น ผิวด้านบนมีขนหยาบเล็กๆ ด้านล่างมีขนละเอียดสั้นๆ  ดอกออกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่งและซอกใบยาว 10-20 ซม.ดอกขนาด 0.5-0.7 ซม.สีแดงอมเหลือง กลีบเลี้ยงหนา 4 กลีบมีขนสีน้ำตาลทองหนาแน่น และมีหนามอ่อนสั้นๆประปรายด้านนอก ผลเป็นฝักเดี่ยวแบนค่อนข้างกลมคล้ายตลับผิวของฝักมีหนามแหลมอยู่ทั่วไป ขนาดผลเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4.5-10 ซม.สีเขียวแก่ ฝักแก่แตกอ้าออกมีเมล็ดแข็งสีดำอยู่ข้างใน1-3เมล็ด
ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม---ต้องการตำแหน่งที่มีแดด ดินลึก ทรายและดินร่วนปนสีเทาเหมาะที่สุดสำหรับสายพันธุ์นี้ เติบโตได้ในดินที่ขาดธาตุอาหารและเป็นหิน แม้ว่าหลายสายพันธุ์ในครอบครัว Fabaceae จะมีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในดิน แต่สายพันธุ์นี้บอกว่าไม่มีความสัมพันธ์ดังกล่าวดังนั้นจึงไม่สามารถตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ
ใช้ประโยชน์--- ต้นไม้ให้ผลผลิตไม้ที่มีค่าและมักจะเก็บเกี่ยวจากป่า ให้แทนนิน เรซินและอาหารสำหรับใช้ในท้องถิ่น
-ใช้เป็นอาหาร เมล็ดคั่ว ใช้ในการทำเครื่องดื่มชาและเป็นส่วนหนึ่งของขนม ผลใช้เคี้ยวกับหมากพลู หรือแทนหมากพลู
-ใช้เป็นยา ยาพื้นบ้านใช้ เปลือกต้น แก้ซาง (โรคของเด็กเล็ก อาการสำคัญคือ เบื่ออาหาร ซึม มีเม็ดขึ้นในปากและคอ ลิ้นเป็นฝ้า) ผสมกับเปลือกต้นมะกอกเหลี่ยม เปลือกต้นยางนา เปลือกต้นหนามหัน และรากถั่วแปบช้าง ต้มน้ำดื่ม แก้อีสุกอีใส -น้ำมันไม้ (เรซิ่น)ใช้ในการรักษาโรคผิวหนังได้
-ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ นิยมปลูกตามบ้านเรือน ริมถนน สวนสาธารณะ เพื่อให้ความร่มเย็นร่มรื่น การใช้สอยด้านอื่นๆและประโยชน์ทางด้านสมุนไพร
-ใช้อื่น ๆ แก่นไม้มีสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลแดงมีลายสีน้ำตาลเข้มหรือสีดำ ค่อนข้างหยาบแข็งแรง ทนทานทนมอดปลวกได้ดี แต่ไสกบตกแต่งยาก พัฒนารูปลักษณ์ที่สวยงามเมื่อใช้เป็นเวลานาน ใช้ในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนได้ดี ทำพื้นแผ่นกระดาน เสาก่อสร้าง งานโครง เฟอร์นิเจอร์ ต่อเรือ ฯลฯ
สำคัญ---ต้นมะค่าแต้เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดสุรินทร์
รู้จักอันตราย---เมล็ดมีสารทำให้เบื่อเมา ห้ามนำมารับประทาน
ภัยคุกคาม--ไม่มีภัยคุกคามที่น่าเป็นห่วงจัดไว้ใน IUCN Red List ประเภท'ความกังวลน้อยที่สุด'(ไม่น่าจะสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้)
สถานะการอนุรักษ์---LC - Least Concern - National - IUCN Red List of Threatened Species.1998
ระยะออกดอก/ติดผล----มีนาคม-พฤษภาคม/กรกฎาคม-กันยายน
ขยายพันธุ์----เพาะเมล็ดและแยกต้นที่เกิดใหม่

อ้างอิง, แหล่งที่มา

---หนังสือพรรณไม้ในสวนหลวง ร.๙  (2539) ด่านสุทธาการพิมพ์
---หนังสือ ดอกไม้ และประวัติไม้ดอกเมืองไทย จาก ชุดธรรมชาติศึกษา โดย วิชัย อภัยสุวรรณ 2532
---ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์  BGO Plant Databases, The Botanical Garden OrganizationOrganization http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_page.asp
---The International Plant Names Index and World Checklist of Selected Plant Families 2017. Published on the Internet at http://www.ipni.org and http://apps.kew.org/wcsp/
---The Plant List (TPL) was a working list of all known plant species  http://www.theplantlist.org/
---Useful Tropical Plants. http://tropical.theferns.info/viewtropical.                                                                    ---India Biodiversity Portal. http://indiabiodiversity.org/species/show/                                                               ---Plants of the World Online | Kew Science . www.plantsoftheworldonline.org/taxon/urn:lsid:ipni.org                 ---GBIF.the Global Biodiversity Information Facility.https://www.gbif.org/species/


Check for more information on the species:    
        
---Plants Database -Names, synonymy and distribution-The Garden.org Plants Database.  https://garden.org/plants/
---Global Plant Initiative-Digitized type specimens, descriptions and use    
----หอพรรณไม้ - กรมอุทยานแห่งชาติ  www.dnp.go.th/botany/Herbarium/GPI.html
---Tropicos- Nomenclature, literature, distribution and collections-Tropicos - Home.  www.tropicos.org/
---GBIF-Global Biodiversity Information Facility-Free and open access to biodiversity data    https://www.gbif.org/
---IPNI- International Plant Names Index- The International Plant Names Index - home page    http://www.ipni.org/
---EOL-Descriptions, photos, distribution and literature-Global access to knowledge about life on Earth. Encyclopedia of Life eol.org/
---PROTA- Uses-The Plant Resources of Tropical Africa.https://books.google.co.th/
---Prelude-Medicinal uses-Prelude Medicinal Plants Database.    http://www.africamuseum.be/collections/external/prelude
Google- Images-Images       

รวบรวมเรียบเรียง: Tipvipa..V
รูปภาพ : ทิพพ์วิภา วิรัชติ
บริษัท สวนสวรส การ์เด้น ดีไซน์  จำกัด
สวนเทวา-เชียงใหม่
www.suansavarose.com
www.suan-theva.com












 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

  Copyright 2005-2009 suansavarose All rights reserved.
view